ตอน ศึกกะหมังกุหนิง
เสนอ อาจารย รตินันท เพชรแท
วิชาภาษาไทย
นาย พิพัธน วิษณุมหิมาชัย เลขที่ ๑
นางสาว จินตนภัส บุณยะรัตเวช เลขที่ ๒
นางสาว ณัฐกานต อรรณพ ณ อยุธยา เลขที่ ๓
นางสาว นริศรา ขวัญยืน เลขที่ ๔
นางสาว พิชญา ทวีศักดิ์วิไล เลขที่ ๕
นางสาว มานิตา ศรียาภัย เลขที่ ๖
นางสาว วโรดม เตชศรีสุธี เลขที่ ๘
ทาวกุเรปน ทาวดาหา
อิเหนา บุษบา
จินตะหราวิหยาสะกํา ระตูจรกาทาวกะหมังกุหนิง
สังคามาระตา
• เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
เสด็จเหนือแทนรัตนมณี ภูมีเห็นสองอนุชา
จึ่งตรัสเรียกใหนั่งรวมอาสน สําราญราชฤทัยหรรษา
แลวปราไสระตูบรรดามา ยังปรีดาผาสุกหรือทุกขภัย
ซึ่งเราใหหามาทั้งนี้ จะไปตีดาหากรุงใหญ
ระตูทุกนครอยานอนใจ ชวยเราชิงชัยใหทันการ
ท้าวกะหมังกุหนิงเสด็จขึ้นแท่นประดับ เห็นน้องชายทั้งสอง จึงเรียกให้มานั่ง
ร่วมกัน พร้อมไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ ก่อนจะกล่าวถึงเหตุที่เชิญมาว่า จะไปตีกรุงดาหา
ขอให้น้องทั้งสองช่วยตนในการรบครั้งนี้ด้วย
*ระตู คือ คําเรียกเจ้าเมืองที่มิชาวงศ์เทวัญ
• เมื่อนั้น เหลาระตูปรีดิ์เปรมเกษมศานต
จึงสนองมธุรสพจมาน พระมีการสงครามแตละครั้ง
จะตั้งหนาอาสาออกชิงชัย มิไดยอทอถอยหลัง
สูตายไมเสียดายแกชีวัง กวาจะสิ้นกําลังของขานี้
ระตูปาหยังและระตูประหมัน ผู้เป็นน้องชายต่างตอบว่า หากพี่มีศึกสงคราม
เมื่อใด น้องทั้งสองก็ร่วมรบอย่างไม่ย่อท้อ สู้ตายไม่เสียดายชีวิต
ท้าวกะหมังกุหนิงได้ฟังคําตอบจากน้องชายทั้งสองก็พอใจ บอกว่าเดินทางมา
นานคงเหนื่อย ให้พาไพร่พลไปพักผ่อน พร้อมพาน้องทั้งสองเข้าปราสาทไป
*มธุรส
แปลว่า
คําหวาน
ไพเราะ
**พจมาน
แปลว่า
คําพูด • เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ฟงระตูตอบชอบที สมถวิลยินดีปรีดา
จึงตรัสวาทานมาเหนื่อยนัก จงไปพักพลขันธใหหรรษา
ตรัสพลางทางชวนอนุชา เขามหาปราสาทรูจี
• ลดองคลงนั่งบนแทนทอง กับดวยพระนองทั้งสองศรี
จึงตรัสเลาความตามคดี จนใชเสนีถือสารไป
• เมื่อนั้น สองกษัตริยฟงแจงแถลงไข
จึงทูลขัดทัดทานทันใด เปนไฉนผานเกลามาเบาความ
อันสุริยวงศเทวันอสัญหยา เรืองเดชเดชาชาญสนาม
ทั้งโยธีก็ชํานาญการสงคราม ลือนามในชะวาระอาฤทธิ์
กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย เราเปนเมืองนอยกะจิหริด
ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบโบราณมา
ใชจะไรธิดาทุกธานี มีงามแตบุตรีทาวดาหา
พระองคจงควรตรึกตรา ไพรฟาประชาราษฎรจะรอนนัก
• เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงมีศักดิ์
จึงบายเบี่ยงเลี่ยงตอบพระนองรัก ใชจะหักหาญวงศเทวัน
ดวยบัดนี้บุตรีดาหา จรกาใหมาตุนาหงัน
เราจะยกพลไกรไปโรมรัน ชวงชิงนางนั้นกับจรกา
• เมื่อนั้น สองระตูทูลตอบพระเชษฐา
เมื่อนางยังอยูกับบิดา ที่ในดาหากรุงไกร
แมเกิดการสงครามชวงชิง ทาวดาหาหรือจะนิ่งดูได
จะบอกความไปสามเวียงชัย กรีธาทัพใหญมามากมาย
ก็จะเปนศึกกระหนาบหนาหลัง เหลือกําลังโยธาทั้งหลาย
ถาเสียทีเพลี่ยงพล้ําสิซ้ําราย จะอัประยศอดอายแกจรกา
กษัตริย์สองพระองค์ได้ฟังแล้วก็เข้าพระทัยแล้วก็แย้งว่าทําไมต้องไปรบด้วย
กษัตริย์วงศ์เทวัญอสัญหยาเก่งเรื่องสงครามเหล่าทหารก็เก่งกาจทุกคนก็รู้จักมี
กษัตริย์ขึ้นกับพระองค์นับร้อย เมืองเราเป็นเมืองเล็กๆจะไปสู้เขาได้อย่างไร ใช่ว่าจะมีลูกสาว
ของท้าวดาหาคนเดียวที่สวยจะทําอะไร ควรจะนึกถึงประชาชน ท้าวกะหมังกุหนิงเลยเลี่ยง
ไม่ตอบน้อง ตอนนี้ลูกสาวเมืองดาหาได้หมั้นกับเมืองจรกา เราจะยกทัพไปตีเมืองจรกา เมื่อ
นั้นทั้งสองจึงตอบท้าวกะหมังกุหนิง ว่าตอนนี้นางบุษบายังอยู่กับท้าวดาหาอยู่ ครั้นมี
สงครามชิงนางท้าวดาหาจะนิ่งดูดายได้อย่างไร ต้องแจ้งเรื่องให้มาช่วย แล้วถ้าเกิดแพ้ศึกครั้ง
นี้ก็จะทําให้อับอายเมืองจรกา
• เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงนาถา
จึงตรัสตอบสองพระนองยา ซึ่งวานี้เจาไมเขาใจ
อันระเดนมนตรีกุเรปน ก็ขัดของเคืองกันเปนขอใหญ
ไปอยูเมืองหมันหยากวาปไป ที่ไหนจะยกพลมา
แตกาหลังสิงหัดสาหรี จะกลัวดีเปนกระไรหนักหนา
ฝายเราเลาก็สามพารา เปนใหญในชะวาแวนแควน
ถึงทัพจรกาลาสํานั้น พี่ไมพรั่นใหมาสักสิบแสน
จะหักโหมโจมตีใหแตกแตน พักเดียวก็จะแลนเขาปาไป
เจาอยายอทาไมพอที่ แตเพียงนี้ไมพรั่นหวั่นไหว
เอ็นดูนัดดาโศกาลัย วามิไดอรทัยจะมรณา
แมนวิหยาสะกํามอดมวย พี่จะตายดวยโอรสา
ไหน ๆ คงจะวายชีวา ถึงเร็วถึงชาก็เหมือนกัน
ผิดก็ทําสงครามดูตามที เคราะหดีก็จะไดดังใฝฝน
พี่ดังพฤกษาพนาวัน จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมา
ท้าวกะหมังกุหนิงได้พูดกับน้องว่ากุเรปันโกรธอิเหนาว่าไปอยู่เมืองหมันหยา
นานเป็นปีแต่ท้าวกาหลัง สิงหัดส่าหรีจะกลัวอะไรกับมันเพราะฝ่ายเรามีสามเมืองใหญ่ ถึง
ทัพของล่าสําจะใหญ่แค่ไหนก็จะตีให้แตก
• เมื่อนั้น สองกษัตริยฟงตรัสพระเชษฐา
จะเซาซี้ก็จะขัดพระอัชฌา ตางกมพักตราไมพาที
• เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ชวนสองอนุชาธิบดี เขาสูที่บรรทมสําราญ
ถ้าวิหยาสะกําจะตาย ท้าวกะหมังกุหนิงจะตายตามลูกไปด้วย ถ้าชนะก็จะได้สิ่งที่
ต้องการแต่ถ้าแพ้พี่ก็จะตายเหมือนกับลูก
เมื่อน้องทั้งสองฟังที่พี่พูดก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาฟังจะพูดก็กลัวจะขัดใจพี่
ท้าวกะหมังกุหนิงก็ชวนน้องทั้งสองไปนอน
• เมื่อนั้น พระองคทรงพิภพดาหา
ครั้นสุริยฉายบายสามนาฬิกา ก็โสรจสรงคงคาอาองค
ทรงเครื่องประดับสรรพเสร็จ แลวเสด็จยางเยื้องยุรหงส
ออกจากพระโรงคัลบรรจง นั่งลงบนบัลลังกรูจี
ยาสาบังคมบรมนาถ เบิกทูตถือราชสารศรี
จึงดํารัสตรัสสั่งไปทันที ใหเสนีนําแขกเมืองมา
ทาวดาหาเสด็จออกรับทูตกะหมังกุหนิง
ครั้นบ่ายสามนาฬิกา ท้าวดาหาก็อาบนํ้าและแต่งตัว และออกมายังที่นั่งราช
วัง พร้อมสั่งเสนาให้เชิญแขกที่นําราชสารของท้าวกะหมังกุหนิงเข้าเฝ้า
• บัดนั้น อํามาตยรับสั่งใสเกศา
ออกไปพาสองทูตา เขามาประณตบทมาลย
• บัดนั้น เสนีผูใหญฝายทหาร
จึงใหอาลักษณพนักงาน รับราชสารมาอานพลัน
เมื่อนั้นเสนาก็ออกไปเชิญทูตมาเข้าเฝ้าท้าวดาหา
เมื่อนั้นคนส่งสารฝ่ายทหารจึงให้
พนักงานรับเอกสารมาอ่านทันที
• ในสารพระผูผานนคเรศ กะหมังกุหนิงนิเวศนเขตขัณฑ
ขอถวายประณมบังคมคัล พระผูวงศเทวันอันศักดา
ไมควรเคืองเบื้องบาทบทศรี ดวยขานอยนี้มีโอรสา
เดิมไปไลลอมมฤคา ไดรูปพระธิดาในกลางไพร
ชะรอยเปนบุพเพนิวาสา เทวาอารักษมาชักให
ความแสนเวทนาอาลัย แตหลงใหลใฝฝนรันทด
หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ
จะขอพระบุตรีมียศ ใหโอรสขานอยดังจินดา
อันกรุงไกรไอศูรยทั้งสอง จะเปนทองแผนเดียวไปวันหนา
ขอพํานักพักพึ่งพระเดชา ไปกวาชีวันจะบรรลัย
ในสารของท้าวกะหมังกุหนิง มีความว่า ขอกราบบังคมทูลท้าวดาหาผู้เป็น
ใหญ่และเล่าว่าตนมีลูกชาย นามว่า วิหยาสะกํา ได้เดินล่ากวางอยู่ในป่าและได้เห็นรูป
ของบุษบาจึงหลงรักและใฝ่ฝันว่าอยากแต่งงานอยู่ร่วมกันในวันข้างหน้า จึงอยากจะสู่
ขอนางบุษบาให้ลูกชายได้สมหวังและหวังว่าเราจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน
• เมื่อนั้น องคศรีปตหราเปนใหญ
ฟงสารทราบอัตถแลวตรัสไป แกเสนาในทั้งสองนั้น
อันอะนะบุษบาบังอร ครั้งกอนจรกาตุนาหงัน
ไดปลดปลงลงใจใหปน นัดกันจะแตงการวิวาห
ซึ่งจะรับของสูระตูนี้ เห็นผิดประเพณีหนักหนา
ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป
เมื่อนั้นท้าวดาหาเป็นใหญ่ เมื่อได้ฟังแล้วก็ตรัสกับเสนาทั้งสองว่า ลูกบุษบาได้
หมั้นกับจรกาไปแล้ว ถ้าจะให้ถอนหมั้นจรกาก็เห็นว่าผิดประเพณี ผู้คนทั้งหลายก็จะนินทา
• บัดนั้น ทูตานุทูตแถลงไข
ทาวกะหมังกุหนิงภูวไนย สั่งใหขาทูลพระภูมี
ถาแมมิยินยอมอนุญาต ใหพระราชธิดามารศรี
เรงระวังพระองคใหจงดี ตกแตงบุรีใหมั่นคง
• เมื่อนั้น พระผูผานไอศูรยสูงสง
ปกาสิตสีหนาทอาจอง จะทําการณรงคก็ตามใจ
ตรัสพลางยงเยื้องยุรยาตร จากอาสนแทนทองผองใส
พนักงานปดมานทันใด เสด็จขึ้นขางในฉับพลัน
บัดนั้นทูตก็ทูลท้าวดาหาไปว่าท้าวกะหมังกุหนิงสั่งข้าพระองค์มาว่าหากท่านไม่ยอม
ยกลูกสาวให้ ระวังพระองค์ให้ดี เตรียมตัวรับศึกจากเมืองเราได้เลย
เมื่อนั้นท้าวดาหาก็ประกาศไปว่า หากต้องการจะทําสงครามกับเราก็ตามใจ
พร้อมกับเดินทางกลับเข้าไปยังที่ประทับ
• บัดนั้น ทูตานุทูตก็ผายผัน
ออกจากพาราดาหานั้น พากันกลับไปมิไดชา
• เมื่อนั้น พระสุริยวงศองคศรีปตหรา
เผยสีหบัญชรแลวบัญชา ตรัสสั่งเสนาธิบดี
จงเรงไปทูลเหตุพระเชษฐา อีกองคอนุชาทั้งสองศรี
บอกระตูจรกาอยาชาที วาไพรีจะยกมาชิงชัย
บัดนั้นทูตก็ต่างเดินทางออกจากเมืองดาหา
เมื่อนั้นท้าวดาหา ก็มีรับสั่งให้เสนาไปแจ้งข่าวแด่เมืองกุเรปันและน้องชายทั้ง
สอง คือ สิงหัดส่าหรีและกาหลัง และจรกาว่าจะมีฆ่าศึกยกทัพมา
ทาวกุเรปนทีราชสารถึงอิเหนาแบะระตูหมันหยา
• เมื่อนั้น พระปนภพกุเรปนราชฐาน
แจงวาไพรีมารอนราญ พระจึงใหแตงสารหนังสือลับ
ครั้นเสร็จสั่งสองเสนา จงถือไปหมันหยาสองฉบับ
ใบหนึ่งนั้นเรงกองทัพ กําชับอิเหนาใหยกมา
ใบหนึ่งใหแกระตู ทาวผูผานเมืองหมันหยา
จงรีบไปใหถึงพารา แตในสิบหาราตรี
• บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใสเกศี
จึงนําสาราจรลี มาจากที่พระโรงชัยฉับพลัน
เรียกหาบาวไพรไดพรอมหนา ดะหมังขึ้นขี่มาผายผัน
ออกจากนคเรศกุเรปน พากันเรงรีบคลาไคล
ตอนนั้น พระปิ่นภพกุเรปันราชฐานได้บอกว่าข้าศึกได้มาบุกแล้ว จึงได้เขียน
หนังสือลับ พอบอกเสนาเสร็จ ก็ส่งไปที่เมืองหมันหยาสองฉบับ ฉบับแรกเร่งกองทัพให้
อิเหนารีบยกทัพมา ฉบับที่สองให้ท้าวผู้ผ่านเมืองหมันหยาให้รีบไปให้ถึงเมืองภายในสิบห้า
วัน ขุนนางสั่งให้ไพร่นําสารไปส่งที่เมืองหมันหยา
• เมื่อนั้น องคทากุเรปนเปนใหญ
ครั้นดะหมังเสนาทูลลาไป พระตรึกไตรในคดีดวยปรีชา
แลวตรัสแกกะหรัดตะปาตี อันสงคามครั้งนี้เห็นหนักหนา
จะเปลี่ยวเปลาเศราใจอนุชา ไมมีที่ปรึกษาหารือใคร
เจาจงยกพลขันธไปบรรจบ สมทบทัพอิเหนาใหจงได
ชวนกันยกรีบเร็วไป อยาใหทันปจจามิตรติดพารา
เมื่อนั้นท้าวกุเรปันเป็นใหญ่ ตอนนั้นดะหวังเสนาทูลลาไป พระองค์ได้คิด
ไตร่ตรองด้วยความสามารถ แล้วบอกแก่กะหรัดตะปาตีว่างสงครามครั้งนี้ยากมาก กลัว
น้องชายจะโดดเดี่ยวไม่มีที่ปรึกษา จงยกทัพไปช่วยอิเหนาให้จงได้ช่วยกันทําศึกเร็วๆ อย่า
รอให้ข้าศึกมาประชิดเมือง
• เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีโอรสา
กมเกลาทูลสนองพระบัญชา จะถวายบังคมลาพรุงนี้
• เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีศรีใส
ครั้นรุงรางสุริยาก็คลาไคล เขาในที่สนานสําราญองค
เมื่อนั้นกะหรัดตะปาตีผู้เป็นลูกชายก็ก้มหัวรับคําสั่ง แล้วถวายบังคมลา
ครั้นถึงเวลาเย็น ก็เข้าไปในห้องพัก อาบนํ้า แต่งกายด้วยภูษายกพื้นดําอําไพ ชุดสีม่วง
• รดชําระมลทินอินทรีย มูรธาวารีภิเษกสรง
ลูบไลเสาวคนธธารทรง บรรจงสอดซับสนับเพลา
ภูษายกพื้นดําอําไพ สอดใสฉลององคทรงวันเสาร
เจียรบาดคาดรัดหนวงเนา ปนเหนงเพ็ชรเพริดเพราพรรณราย
ตาบทิศทับทรวงหวงหอย สวมสรอยสังวาลประสานสาย
ทองกรแกวกิ่งพริ้งพราย ธํามรงคเรือนรายพลอยเพ็ชร
ทรงชฎามาลัยดอกไมทัด กรรเจียกจอนจํารัสตรัสเตร็จ
เหน็บพระแสงกั้นหยั่งกัลเม็ด แลวเสด็จขึ้นเฝาพระบิดา
ขอบคุณ

อิเหนา

  • 1.
    ตอน ศึกกะหมังกุหนิง เสนอ อาจารยรตินันท เพชรแท วิชาภาษาไทย
  • 2.
    นาย พิพัธน วิษณุมหิมาชัยเลขที่ ๑ นางสาว จินตนภัส บุณยะรัตเวช เลขที่ ๒ นางสาว ณัฐกานต อรรณพ ณ อยุธยา เลขที่ ๓ นางสาว นริศรา ขวัญยืน เลขที่ ๔ นางสาว พิชญา ทวีศักดิ์วิไล เลขที่ ๕ นางสาว มานิตา ศรียาภัย เลขที่ ๖ นางสาว วโรดม เตชศรีสุธี เลขที่ ๘
  • 3.
    ทาวกุเรปน ทาวดาหา อิเหนา บุษบา จินตะหราวิหยาสะกําระตูจรกาทาวกะหมังกุหนิง สังคามาระตา
  • 4.
    • เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงเรืองศรี เสด็จเหนือแทนรัตนมณีภูมีเห็นสองอนุชา จึ่งตรัสเรียกใหนั่งรวมอาสน สําราญราชฤทัยหรรษา แลวปราไสระตูบรรดามา ยังปรีดาผาสุกหรือทุกขภัย ซึ่งเราใหหามาทั้งนี้ จะไปตีดาหากรุงใหญ ระตูทุกนครอยานอนใจ ชวยเราชิงชัยใหทันการ ท้าวกะหมังกุหนิงเสด็จขึ้นแท่นประดับ เห็นน้องชายทั้งสอง จึงเรียกให้มานั่ง ร่วมกัน พร้อมไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ ก่อนจะกล่าวถึงเหตุที่เชิญมาว่า จะไปตีกรุงดาหา ขอให้น้องทั้งสองช่วยตนในการรบครั้งนี้ด้วย *ระตู คือ คําเรียกเจ้าเมืองที่มิชาวงศ์เทวัญ
  • 5.
    • เมื่อนั้น เหลาระตูปรีดิ์เปรมเกษมศานต จึงสนองมธุรสพจมานพระมีการสงครามแตละครั้ง จะตั้งหนาอาสาออกชิงชัย มิไดยอทอถอยหลัง สูตายไมเสียดายแกชีวัง กวาจะสิ้นกําลังของขานี้ ระตูปาหยังและระตูประหมัน ผู้เป็นน้องชายต่างตอบว่า หากพี่มีศึกสงคราม เมื่อใด น้องทั้งสองก็ร่วมรบอย่างไม่ย่อท้อ สู้ตายไม่เสียดายชีวิต ท้าวกะหมังกุหนิงได้ฟังคําตอบจากน้องชายทั้งสองก็พอใจ บอกว่าเดินทางมา นานคงเหนื่อย ให้พาไพร่พลไปพักผ่อน พร้อมพาน้องทั้งสองเข้าปราสาทไป *มธุรส แปลว่า คําหวาน ไพเราะ **พจมาน แปลว่า คําพูด • เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงเรืองศรี ฟงระตูตอบชอบที สมถวิลยินดีปรีดา จึงตรัสวาทานมาเหนื่อยนัก จงไปพักพลขันธใหหรรษา ตรัสพลางทางชวนอนุชา เขามหาปราสาทรูจี
  • 6.
    • ลดองคลงนั่งบนแทนทอง กับดวยพระนองทั้งสองศรี จึงตรัสเลาความตามคดีจนใชเสนีถือสารไป • เมื่อนั้น สองกษัตริยฟงแจงแถลงไข จึงทูลขัดทัดทานทันใด เปนไฉนผานเกลามาเบาความ อันสุริยวงศเทวันอสัญหยา เรืองเดชเดชาชาญสนาม ทั้งโยธีก็ชํานาญการสงคราม ลือนามในชะวาระอาฤทธิ์ กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย เราเปนเมืองนอยกะจิหริด ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบโบราณมา ใชจะไรธิดาทุกธานี มีงามแตบุตรีทาวดาหา พระองคจงควรตรึกตรา ไพรฟาประชาราษฎรจะรอนนัก
  • 7.
    • เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงมีศักดิ์ จึงบายเบี่ยงเลี่ยงตอบพระนองรักใชจะหักหาญวงศเทวัน ดวยบัดนี้บุตรีดาหา จรกาใหมาตุนาหงัน เราจะยกพลไกรไปโรมรัน ชวงชิงนางนั้นกับจรกา • เมื่อนั้น สองระตูทูลตอบพระเชษฐา เมื่อนางยังอยูกับบิดา ที่ในดาหากรุงไกร แมเกิดการสงครามชวงชิง ทาวดาหาหรือจะนิ่งดูได จะบอกความไปสามเวียงชัย กรีธาทัพใหญมามากมาย ก็จะเปนศึกกระหนาบหนาหลัง เหลือกําลังโยธาทั้งหลาย ถาเสียทีเพลี่ยงพล้ําสิซ้ําราย จะอัประยศอดอายแกจรกา
  • 8.
    กษัตริย์สองพระองค์ได้ฟังแล้วก็เข้าพระทัยแล้วก็แย้งว่าทําไมต้องไปรบด้วย กษัตริย์วงศ์เทวัญอสัญหยาเก่งเรื่องสงครามเหล่าทหารก็เก่งกาจทุกคนก็รู้จักมี กษัตริย์ขึ้นกับพระองค์นับร้อย เมืองเราเป็นเมืองเล็กๆจะไปสู้เขาได้อย่างไร ใช่ว่าจะมีลูกสาว ของท้าวดาหาคนเดียวที่สวยจะทําอะไรควรจะนึกถึงประชาชน ท้าวกะหมังกุหนิงเลยเลี่ยง ไม่ตอบน้อง ตอนนี้ลูกสาวเมืองดาหาได้หมั้นกับเมืองจรกา เราจะยกทัพไปตีเมืองจรกา เมื่อ นั้นทั้งสองจึงตอบท้าวกะหมังกุหนิง ว่าตอนนี้นางบุษบายังอยู่กับท้าวดาหาอยู่ ครั้นมี สงครามชิงนางท้าวดาหาจะนิ่งดูดายได้อย่างไร ต้องแจ้งเรื่องให้มาช่วย แล้วถ้าเกิดแพ้ศึกครั้ง นี้ก็จะทําให้อับอายเมืองจรกา
  • 9.
    • เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงนาถา จึงตรัสตอบสองพระนองยาซึ่งวานี้เจาไมเขาใจ อันระเดนมนตรีกุเรปน ก็ขัดของเคืองกันเปนขอใหญ ไปอยูเมืองหมันหยากวาปไป ที่ไหนจะยกพลมา แตกาหลังสิงหัดสาหรี จะกลัวดีเปนกระไรหนักหนา ฝายเราเลาก็สามพารา เปนใหญในชะวาแวนแควน ถึงทัพจรกาลาสํานั้น พี่ไมพรั่นใหมาสักสิบแสน จะหักโหมโจมตีใหแตกแตน พักเดียวก็จะแลนเขาปาไป เจาอยายอทาไมพอที่ แตเพียงนี้ไมพรั่นหวั่นไหว เอ็นดูนัดดาโศกาลัย วามิไดอรทัยจะมรณา แมนวิหยาสะกํามอดมวย พี่จะตายดวยโอรสา ไหน ๆ คงจะวายชีวา ถึงเร็วถึงชาก็เหมือนกัน ผิดก็ทําสงครามดูตามที เคราะหดีก็จะไดดังใฝฝน พี่ดังพฤกษาพนาวัน จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมา
  • 10.
    ท้าวกะหมังกุหนิงได้พูดกับน้องว่ากุเรปันโกรธอิเหนาว่าไปอยู่เมืองหมันหยา นานเป็นปีแต่ท้าวกาหลัง สิงหัดส่าหรีจะกลัวอะไรกับมันเพราะฝ่ายเรามีสามเมืองใหญ่ ถึง ทัพของล่าสําจะใหญ่แค่ไหนก็จะตีให้แตก •เมื่อนั้น สองกษัตริยฟงตรัสพระเชษฐา จะเซาซี้ก็จะขัดพระอัชฌา ตางกมพักตราไมพาที • เมื่อนั้น ทาวกะหมังกุหนิงเรืองศรี ชวนสองอนุชาธิบดี เขาสูที่บรรทมสําราญ ถ้าวิหยาสะกําจะตาย ท้าวกะหมังกุหนิงจะตายตามลูกไปด้วย ถ้าชนะก็จะได้สิ่งที่ ต้องการแต่ถ้าแพ้พี่ก็จะตายเหมือนกับลูก เมื่อน้องทั้งสองฟังที่พี่พูดก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาฟังจะพูดก็กลัวจะขัดใจพี่ ท้าวกะหมังกุหนิงก็ชวนน้องทั้งสองไปนอน
  • 11.
    • เมื่อนั้น พระองคทรงพิภพดาหา ครั้นสุริยฉายบายสามนาฬิกาก็โสรจสรงคงคาอาองค ทรงเครื่องประดับสรรพเสร็จ แลวเสด็จยางเยื้องยุรหงส ออกจากพระโรงคัลบรรจง นั่งลงบนบัลลังกรูจี ยาสาบังคมบรมนาถ เบิกทูตถือราชสารศรี จึงดํารัสตรัสสั่งไปทันที ใหเสนีนําแขกเมืองมา ทาวดาหาเสด็จออกรับทูตกะหมังกุหนิง ครั้นบ่ายสามนาฬิกา ท้าวดาหาก็อาบนํ้าและแต่งตัว และออกมายังที่นั่งราช วัง พร้อมสั่งเสนาให้เชิญแขกที่นําราชสารของท้าวกะหมังกุหนิงเข้าเฝ้า
  • 12.
    • บัดนั้น อํามาตยรับสั่งใสเกศา ออกไปพาสองทูตาเขามาประณตบทมาลย • บัดนั้น เสนีผูใหญฝายทหาร จึงใหอาลักษณพนักงาน รับราชสารมาอานพลัน เมื่อนั้นเสนาก็ออกไปเชิญทูตมาเข้าเฝ้าท้าวดาหา เมื่อนั้นคนส่งสารฝ่ายทหารจึงให้ พนักงานรับเอกสารมาอ่านทันที
  • 13.
    • ในสารพระผูผานนคเรศ กะหมังกุหนิงนิเวศนเขตขัณฑ ขอถวายประณมบังคมคัลพระผูวงศเทวันอันศักดา ไมควรเคืองเบื้องบาทบทศรี ดวยขานอยนี้มีโอรสา เดิมไปไลลอมมฤคา ไดรูปพระธิดาในกลางไพร ชะรอยเปนบุพเพนิวาสา เทวาอารักษมาชักให ความแสนเวทนาอาลัย แตหลงใหลใฝฝนรันทด หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ จะขอพระบุตรีมียศ ใหโอรสขานอยดังจินดา อันกรุงไกรไอศูรยทั้งสอง จะเปนทองแผนเดียวไปวันหนา ขอพํานักพักพึ่งพระเดชา ไปกวาชีวันจะบรรลัย ในสารของท้าวกะหมังกุหนิง มีความว่า ขอกราบบังคมทูลท้าวดาหาผู้เป็น ใหญ่และเล่าว่าตนมีลูกชาย นามว่า วิหยาสะกํา ได้เดินล่ากวางอยู่ในป่าและได้เห็นรูป ของบุษบาจึงหลงรักและใฝ่ฝันว่าอยากแต่งงานอยู่ร่วมกันในวันข้างหน้า จึงอยากจะสู่ ขอนางบุษบาให้ลูกชายได้สมหวังและหวังว่าเราจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน
  • 14.
    • เมื่อนั้น องคศรีปตหราเปนใหญ ฟงสารทราบอัตถแลวตรัสไปแกเสนาในทั้งสองนั้น อันอะนะบุษบาบังอร ครั้งกอนจรกาตุนาหงัน ไดปลดปลงลงใจใหปน นัดกันจะแตงการวิวาห ซึ่งจะรับของสูระตูนี้ เห็นผิดประเพณีหนักหนา ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป เมื่อนั้นท้าวดาหาเป็นใหญ่ เมื่อได้ฟังแล้วก็ตรัสกับเสนาทั้งสองว่า ลูกบุษบาได้ หมั้นกับจรกาไปแล้ว ถ้าจะให้ถอนหมั้นจรกาก็เห็นว่าผิดประเพณี ผู้คนทั้งหลายก็จะนินทา
  • 15.
    • บัดนั้น ทูตานุทูตแถลงไข ทาวกะหมังกุหนิงภูวไนยสั่งใหขาทูลพระภูมี ถาแมมิยินยอมอนุญาต ใหพระราชธิดามารศรี เรงระวังพระองคใหจงดี ตกแตงบุรีใหมั่นคง • เมื่อนั้น พระผูผานไอศูรยสูงสง ปกาสิตสีหนาทอาจอง จะทําการณรงคก็ตามใจ ตรัสพลางยงเยื้องยุรยาตร จากอาสนแทนทองผองใส พนักงานปดมานทันใด เสด็จขึ้นขางในฉับพลัน บัดนั้นทูตก็ทูลท้าวดาหาไปว่าท้าวกะหมังกุหนิงสั่งข้าพระองค์มาว่าหากท่านไม่ยอม ยกลูกสาวให้ ระวังพระองค์ให้ดี เตรียมตัวรับศึกจากเมืองเราได้เลย เมื่อนั้นท้าวดาหาก็ประกาศไปว่า หากต้องการจะทําสงครามกับเราก็ตามใจ พร้อมกับเดินทางกลับเข้าไปยังที่ประทับ
  • 16.
    • บัดนั้น ทูตานุทูตก็ผายผัน ออกจากพาราดาหานั้นพากันกลับไปมิไดชา • เมื่อนั้น พระสุริยวงศองคศรีปตหรา เผยสีหบัญชรแลวบัญชา ตรัสสั่งเสนาธิบดี จงเรงไปทูลเหตุพระเชษฐา อีกองคอนุชาทั้งสองศรี บอกระตูจรกาอยาชาที วาไพรีจะยกมาชิงชัย บัดนั้นทูตก็ต่างเดินทางออกจากเมืองดาหา เมื่อนั้นท้าวดาหา ก็มีรับสั่งให้เสนาไปแจ้งข่าวแด่เมืองกุเรปันและน้องชายทั้ง สอง คือ สิงหัดส่าหรีและกาหลัง และจรกาว่าจะมีฆ่าศึกยกทัพมา
  • 17.
    ทาวกุเรปนทีราชสารถึงอิเหนาแบะระตูหมันหยา • เมื่อนั้น พระปนภพกุเรปนราชฐาน แจงวาไพรีมารอนราญพระจึงใหแตงสารหนังสือลับ ครั้นเสร็จสั่งสองเสนา จงถือไปหมันหยาสองฉบับ ใบหนึ่งนั้นเรงกองทัพ กําชับอิเหนาใหยกมา ใบหนึ่งใหแกระตู ทาวผูผานเมืองหมันหยา จงรีบไปใหถึงพารา แตในสิบหาราตรี • บัดนั้น ดะหมังรับสั่งใสเกศี จึงนําสาราจรลี มาจากที่พระโรงชัยฉับพลัน เรียกหาบาวไพรไดพรอมหนา ดะหมังขึ้นขี่มาผายผัน ออกจากนคเรศกุเรปน พากันเรงรีบคลาไคล
  • 18.
    ตอนนั้น พระปิ่นภพกุเรปันราชฐานได้บอกว่าข้าศึกได้มาบุกแล้ว จึงได้เขียน หนังสือลับพอบอกเสนาเสร็จ ก็ส่งไปที่เมืองหมันหยาสองฉบับ ฉบับแรกเร่งกองทัพให้ อิเหนารีบยกทัพมา ฉบับที่สองให้ท้าวผู้ผ่านเมืองหมันหยาให้รีบไปให้ถึงเมืองภายในสิบห้า วัน ขุนนางสั่งให้ไพร่นําสารไปส่งที่เมืองหมันหยา
  • 19.
    • เมื่อนั้น องคทากุเรปนเปนใหญ ครั้นดะหมังเสนาทูลลาไปพระตรึกไตรในคดีดวยปรีชา แลวตรัสแกกะหรัดตะปาตี อันสงคามครั้งนี้เห็นหนักหนา จะเปลี่ยวเปลาเศราใจอนุชา ไมมีที่ปรึกษาหารือใคร เจาจงยกพลขันธไปบรรจบ สมทบทัพอิเหนาใหจงได ชวนกันยกรีบเร็วไป อยาใหทันปจจามิตรติดพารา เมื่อนั้นท้าวกุเรปันเป็นใหญ่ ตอนนั้นดะหวังเสนาทูลลาไป พระองค์ได้คิด ไตร่ตรองด้วยความสามารถ แล้วบอกแก่กะหรัดตะปาตีว่างสงครามครั้งนี้ยากมาก กลัว น้องชายจะโดดเดี่ยวไม่มีที่ปรึกษา จงยกทัพไปช่วยอิเหนาให้จงได้ช่วยกันทําศึกเร็วๆ อย่า รอให้ข้าศึกมาประชิดเมือง
  • 20.
    • เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีโอรสา กมเกลาทูลสนองพระบัญชาจะถวายบังคมลาพรุงนี้ • เมื่อนั้น กะหรัดตะปาตีศรีใส ครั้นรุงรางสุริยาก็คลาไคล เขาในที่สนานสําราญองค เมื่อนั้นกะหรัดตะปาตีผู้เป็นลูกชายก็ก้มหัวรับคําสั่ง แล้วถวายบังคมลา ครั้นถึงเวลาเย็น ก็เข้าไปในห้องพัก อาบนํ้า แต่งกายด้วยภูษายกพื้นดําอําไพ ชุดสีม่วง
  • 21.
    • รดชําระมลทินอินทรีย มูรธาวารีภิเษกสรง ลูบไลเสาวคนธธารทรงบรรจงสอดซับสนับเพลา ภูษายกพื้นดําอําไพ สอดใสฉลององคทรงวันเสาร เจียรบาดคาดรัดหนวงเนา ปนเหนงเพ็ชรเพริดเพราพรรณราย ตาบทิศทับทรวงหวงหอย สวมสรอยสังวาลประสานสาย ทองกรแกวกิ่งพริ้งพราย ธํามรงคเรือนรายพลอยเพ็ชร ทรงชฎามาลัยดอกไมทัด กรรเจียกจอนจํารัสตรัสเตร็จ เหน็บพระแสงกั้นหยั่งกัลเม็ด แลวเสด็จขึ้นเฝาพระบิดา
  • 22.