วิมุตติ
หมายถึงความหลุดพน
จากกิเลสที่นอนเนื่องหมัก
หมมอยูในสันดาน
กิเลสนี้....จะตัดใหขาดไดตองอาศัยโลกุตตรธรรม คือ
..จะตั
งอาศั
ตรธรรม
มรรค ผล นิพพาน เทานั้น มีคากลาวเปรียบเทียบไววา
ํ
“อาสวะ เปนเหมือนโรคราย โลกุตตรธรรมเปนเหมือนยา
ตรธรรมเป
รักษา วิมุตติ เปนเหมือนการหายขาดจากโรค...
นการหายขาดจากโรค...
บาลีแหงวิมุตติ มีอยู 2 บท คือ
1. วิราคา วิมุจฺจติ เพราะสิ้นกําหนัด ยอมหลุดพน
2. กามาสวาป จิตฺตํ วิมุจฺจิตฺถ, ภวาสวาป จิตฺตํ
วิมุจฺจิตฺถ, อวิชฺชาสวาป จิตฺตํ วิมุจฺจิตถ
จิตหลุดพนแลวแมจากอาสวะเนื่องดวยกาม จิตหลุด
พนแลวแมจากอาสวะเนื่องดวยภพ จิตหลุดพนแลว
แมจากอาสวะเนื่องดวยอวิชชา
อาสวะ มี 3 อยาง
1. กามาสวะ
2. ภวาสวะ
3. อวิชชาสวะ
อาสวะ แปลวา เครื่องหมักดองเปนชื่อของเมรัย
ก็มีเชน ผลาสวะ (น้ําดองผลไม) แตในที่นี้ หมายถึง
กิเลสทีหมักหมมอยูในจิต มีอยู 3 ชนิด คือ...
หมั หมมอยู
่
1. กามาสวะ อาสวะคือกาม ไดแก ความติดใจรักใคร
อยูในกาม เปนเหตุใหจิตเศราหมอง เพราะมีความ
หมกมุนในกามารมณอยูร่ําไป
2. ภวาสวะ อาสวะคือภพ ไดแก ความติดอยูในภพ
ในความเปนนั่นเปนนี่ เปนเหตุใหมีจิตใจเศราหมอง
เพราะมีความหมกมุนอยากไดอยูร่ําไป
3. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ไดแก ความไมรูจริง
เปนเหตุใหจิตเศราหมอง เพราะความลุมหลงมืดมัวใน
สิ่งตางๆ
วิมุตติในบาลี มี 2 อยาง
1. วิมุตติ

2. วิมุตติญาณทัสสนะ

1. วิมุตติ ความหลุดพน มีพระบาลีวา “ วิราคา วิมุจจติ ”
มุ จติ
เพราะสิ้นความรัก ยอมหลุดพน ไดแก วิมุตติที่เปนกิจ
แหงจิตเปนเบื้องตน
2. วิมุตติญาณทัสสนะ ความรูความเห็นวาพนแลว คือ
ญาณทั
ญาณรูวา หลุดพนแลว ยอมมี ไดแก วิมุตติที่เปนกิจ
แหงปญญาเปนเบื้องปลาย
วิมุตติในอรรถกถา มี 5 อยาง คือ...
1. โลกิยวิมุตติ

2. โลกุตตรวิมุตติ

1. ตทังควิมุตติ

3. สมุจเฉทวิมุตติ

2. วิกขัมภนวิมุตติ

4. ปฏิปสสัทธิวิมุตติ
5. นิสสรณวิมุตติ
1. ตทังควิมุตติ หลุดพนชั่วคราว หมายถึง การระงับกิเลส
ไดเพียงชั่วครูชั่วยาม เชน เมื่อเกิดโลภะขึ้นก็ระงับความโลภ
ไวได ไดแก วิมตติของสามัญชนทั่วๆไป
ุ
2. วิกขัมภนวิมุตติ หลุดพนดวยสะกดไว หมายถึง การพน
จากกิเลสไดนานขึ้นดวยกําลังฌาน คือจะระงับกิเลสไดเมื่อ
เขาฌาน เมื่อออกจากฌานก็เกิดกิเลสไดอีก ไดแก วิมุตติของ
ทานผูไดฌาน 8
3. สมุจเฉทวิมุตติ หมายถึง การพนจากกิเลสไดเด็ดขาดดวย
อํานาจอริยมรรค ตัดกิเลสไมหวนกลับมากําเริบอีก ไดแก
วิมุตติของอริยบุคคลผูบรรลุโสดาปตติมรรคถึงอรหัตตมรรค

4. ปฏิปสสัทธิวิมุตติ หลุดพนดวยความสงบระงับ หมายถึง
การพนจากกิเลสไดตอจากอริยมรรคจนถึงอริยผล ไม
ตองขวนขวายเพื่อกําจัดกิเลสอีกเพราะกิเลสระงับไปแลว
ไดแก วิมุตติของพระอริยบุคคลผูบรรลุโสดาปตติผลถึง
อรหัตตผล
5. นิสสรณวิมุตติ หลุดพนออกไป หมายถึง การพนกิเลสได
อยางยั่งยืน จนกระทั่งสิ้นชีพของพระอรหันต ไดแก
วิมุตติคือพระนิพพาน

บทที่ 3 วิมุตติ

  • 1.
    วิมุตติ หมายถึงความหลุดพน จากกิเลสที่นอนเนื่องหมัก หมมอยูในสันดาน กิเลสนี้....จะตัดใหขาดไดตองอาศัยโลกุตตรธรรม คือ ..จะตั งอาศั ตรธรรม มรรค ผลนิพพาน เทานั้น มีคากลาวเปรียบเทียบไววา ํ “อาสวะ เปนเหมือนโรคราย โลกุตตรธรรมเปนเหมือนยา ตรธรรมเป รักษา วิมุตติ เปนเหมือนการหายขาดจากโรค... นการหายขาดจากโรค...
  • 2.
    บาลีแหงวิมุตติ มีอยู 2บท คือ 1. วิราคา วิมุจฺจติ เพราะสิ้นกําหนัด ยอมหลุดพน 2. กามาสวาป จิตฺตํ วิมุจฺจิตฺถ, ภวาสวาป จิตฺตํ วิมุจฺจิตฺถ, อวิชฺชาสวาป จิตฺตํ วิมุจฺจิตถ จิตหลุดพนแลวแมจากอาสวะเนื่องดวยกาม จิตหลุด พนแลวแมจากอาสวะเนื่องดวยภพ จิตหลุดพนแลว แมจากอาสวะเนื่องดวยอวิชชา
  • 3.
    อาสวะ มี 3อยาง 1. กามาสวะ 2. ภวาสวะ 3. อวิชชาสวะ อาสวะ แปลวา เครื่องหมักดองเปนชื่อของเมรัย ก็มีเชน ผลาสวะ (น้ําดองผลไม) แตในที่นี้ หมายถึง กิเลสทีหมักหมมอยูในจิต มีอยู 3 ชนิด คือ... หมั หมมอยู ่
  • 4.
    1. กามาสวะ อาสวะคือกามไดแก ความติดใจรักใคร อยูในกาม เปนเหตุใหจิตเศราหมอง เพราะมีความ หมกมุนในกามารมณอยูร่ําไป 2. ภวาสวะ อาสวะคือภพ ไดแก ความติดอยูในภพ ในความเปนนั่นเปนนี่ เปนเหตุใหมีจิตใจเศราหมอง เพราะมีความหมกมุนอยากไดอยูร่ําไป 3. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ไดแก ความไมรูจริง เปนเหตุใหจิตเศราหมอง เพราะความลุมหลงมืดมัวใน สิ่งตางๆ
  • 5.
    วิมุตติในบาลี มี 2อยาง 1. วิมุตติ 2. วิมุตติญาณทัสสนะ 1. วิมุตติ ความหลุดพน มีพระบาลีวา “ วิราคา วิมุจจติ ” มุ จติ เพราะสิ้นความรัก ยอมหลุดพน ไดแก วิมุตติที่เปนกิจ แหงจิตเปนเบื้องตน 2. วิมุตติญาณทัสสนะ ความรูความเห็นวาพนแลว คือ ญาณทั ญาณรูวา หลุดพนแลว ยอมมี ไดแก วิมุตติที่เปนกิจ แหงปญญาเปนเบื้องปลาย
  • 6.
    วิมุตติในอรรถกถา มี 5อยาง คือ... 1. โลกิยวิมุตติ 2. โลกุตตรวิมุตติ 1. ตทังควิมุตติ 3. สมุจเฉทวิมุตติ 2. วิกขัมภนวิมุตติ 4. ปฏิปสสัทธิวิมุตติ 5. นิสสรณวิมุตติ
  • 7.
    1. ตทังควิมุตติ หลุดพนชั่วคราวหมายถึง การระงับกิเลส ไดเพียงชั่วครูชั่วยาม เชน เมื่อเกิดโลภะขึ้นก็ระงับความโลภ ไวได ไดแก วิมตติของสามัญชนทั่วๆไป ุ 2. วิกขัมภนวิมุตติ หลุดพนดวยสะกดไว หมายถึง การพน จากกิเลสไดนานขึ้นดวยกําลังฌาน คือจะระงับกิเลสไดเมื่อ เขาฌาน เมื่อออกจากฌานก็เกิดกิเลสไดอีก ไดแก วิมุตติของ ทานผูไดฌาน 8 3. สมุจเฉทวิมุตติ หมายถึง การพนจากกิเลสไดเด็ดขาดดวย อํานาจอริยมรรค ตัดกิเลสไมหวนกลับมากําเริบอีก ไดแก วิมุตติของอริยบุคคลผูบรรลุโสดาปตติมรรคถึงอรหัตตมรรค 
  • 8.
    4. ปฏิปสสัทธิวิมุตติ หลุดพนดวยความสงบระงับหมายถึง การพนจากกิเลสไดตอจากอริยมรรคจนถึงอริยผล ไม ตองขวนขวายเพื่อกําจัดกิเลสอีกเพราะกิเลสระงับไปแลว ไดแก วิมุตติของพระอริยบุคคลผูบรรลุโสดาปตติผลถึง อรหัตตผล 5. นิสสรณวิมุตติ หลุดพนออกไป หมายถึง การพนกิเลสได อยางยั่งยืน จนกระทั่งสิ้นชีพของพระอรหันต ไดแก วิมุตติคือพระนิพพาน