Brahmanism 
ศาสนาพราหมณ์
เป็นศาสนาที่เก่าแก่ ไม่อาจนับจา นวน ปีที่ที่แน่นอนได้เพียงแต่ประมาณเวลาได้ 
เท่านั้น แบ่งตามแนวประวัติศาสตร์เป็น 7 ยุค คือ ยุคก่อนอารยัน ยุคอารยันเข้าอินเดีย 
ยุคฤคเวท ยุเวทต่าง ๆ ยุคพราหมณะ ยุอุปนิษัท และยุคพุทธกาล ศาสนาพราหมณ์ เกิด 
ในประเทศอินเดีย ก่อนพุทธศาสนา ประมาณ 1,000 ปีขึ้นไป 
ศาสนาพราหมณ์ ไม่มีองค์พระศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาที่เป็นมนุษย์เหมือนศาสนาอื่น ๆแต่ก่อ 
รูปขึ้นจากลัทธิบูชาธรรมชาติ และวิวัฒนาการเป็นลัทธิบูชาเทพเจ้า ต่าง ๆ หลายองค์ดังที่ 
เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาธรรมชาติ แรกเริ่มชาวอารยันนับถือการบูชา 
ธรรมชาติเชื่อว่า มีเทพเจ้าประจา ธรรมชาตินั้น ๆ ทา นองเดียวกันกับ การเชื่อ หรือ 
การนับถือผีปู่ยา ตายาย ของไทยเราในสมัยโบราณ เช่น ในสมัยพระเวท 
ตอนต้น ชาวอารยัน จัดเทพเจ้า เป็น 3 หมวด คือ พวกที่หนึ่งอยู่บนสวรรค์ได้แก่ 
วรุณ คือ ฝน ไทยเรียก “พระพิรุณ” สูรย์ คือ พระอาทิตย์ พวกที่สองอยู่บน 
ฟ้า เป็นเทวดาประจา อากาศ ได้แก่ อินทระ คือ พระอินทร์ ในศาสนาพุทธ เรียก 
ท้าวสักกะ เจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มารุต คือลม พวกที่สามอยู่บนพื้นโลก เป็น 
เทวดาประจา แผ่นดิน ได้แก่ อัคนี คือ ไฟ ปฤถวี คือ แผ่นดิน และยม คือ พระ 
ยม เป็นต้น ในสมัยพระเวท นับถือพระอินทร์ว่า เป็นเทพเจ้า สูงสุด มีสายฟ้าเป็น 
อาวุธ สามารถทา ลายศัตรูให้พินาศราบคาบลงได้ชั่วพริบตา
1. สมัยพระเวท เป็นสมัยที่มีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้ามากมายหลายพระองค์แบ่ง 
ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เทพบนพื้นโลก เทพบนอากาศ และเทพบนสวรรค์ ซึ่งมีเทพเจ้าที่มีความสา คัญ 
และถูกยกให้ยิ่งใหญ่ กว่าเทพเจ้าองค์อื่น ๆ คือ พระอินทร์ พระวรุณ และพระพฤหัสบดีฯลฯ 
2. สมัยพราหมณ์ความเชื่อของมนุษย์ในสมัยนี้ ก้าวไกลออกไปถึงการหาเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ 
ผู้สร้างโลกและสร้างสรรพสิ่งเทพเจ้าองค์ใหม่นี้ เรียกว่า "พระพรหม"เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง เกิดจาก 
พระองค์เมื่อตายแล้ว ก็ต้องกลับคืนสู่พระพรหม นอกจากนี้ ยังมีเทพเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่ อีก 2 องค์ คือ พระ 
วิษณุ และ พระศิวะ ทพเจ้าทั้ง 2 องค์ นี้ ได้รับการนับถือเทียบเท่ากับพระพรหม ทา ให้เรียกเทพเจ้าทั้ง 3 
พระองค์ว่า "ตรีมูรติ" ซึ่งแปลว่า "รูปสาม" 
• พระพรหม เทพผู้สร้าง 
•พระวิษณุหรือพระนารายณ์เทพผู้รักษา 
•พระศิวะหรือพระอิศวร เทพผู้ทา ลาย
1. พิธีศราทธ์ คือ พิธีทา บุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว 
2. พิธีประจา บ้าน ได้แก่ 
- พิธีอุปนยัน คือ พิธีเริ่มการศึกษา ถ้าเป็นหญิงยกเว้น 
- พิธีวิวาหะ คือ พิธีแต่งงาน 
3. ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพทศย์ศูทร แต่ละวรรณะมีการดา เนินชีวิต 
ที่ต่างกันจึงต้องปฏิบัติตามวรรณะของตน เช่น การแต่งงาน การแต่งกาย เป็นต้น 
4. พิธีบูชาเทพเจ้า แต่ละวรรณะจะมีการปฏิบัติต่างกันในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานศิวะราตรี (พิธี 
ลอยบาป) งานบูชาเจ้าแม่ลักษมี (เทวีแห่งสมบัติและความงาม) เป็นต้น
1. หลักธรรม 10 ประการ 
1. ธฤติ คือ ความพอใจ 
2. กษมา คือ ความอดทน 
3. ทมะ คือ ความข่มใจ 
4.อัสเตยะ คือ การไม่กระทา เย่ยีงโจร 
5. เศาจะ คือ ความบริสุทธ์ิ 
6. อินทรียนิครหะ คือ การสา รวมอินทรีย์ (ร่างกาย) 
7. ธีคือ ความรู้ (ปัญญา) 
8. วิทยา คือ ความรู้ (ปรัชญา) 
9. สัตยะ คือ ความซื่อสัตย์ 
10. อโกธะ คือ ความไม่โกรธ
2. หลักอาศรม 4 
1. พรหมจารี คือ เป็นวัยศึกษาเล่าเรียน 
2. คฤหัสถ์ คือ เป็นวัยครองเรือน 
3. วานปรัสถ์คือ เป็นวัยออกไปอยู่ป่า 
4. สันยาสี คือ เป็นวัยสุดท้ายของชีวิต ออกบวชเป็นสันยาสี บา เพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น 
3. หลักปรมาตมัน และโมกษะ 
1. หลักปรมาตมัน มีความเชื่อว่า ปรมาตมัน หมายถึง พลังธรรมชาติ เป็นอมตะไม่มีเบื้องต้น 
และสิ้นสุด ส่วนวิญญาณย่อยเรียกว่า อาตมัน สามารถไปรวมกับปรมาตมันได้เมื่อบรรลุ 
โมกษะ 
2. หลักโมกษะ เป็นหลักปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งชีวิต ด้วยการนาอาตมันของตนเข้า 
สู่ปรมาตมัน
4. หลักปรัชญาภควัทคีตา ได้แก่ 
1. กรรมโยคะ การทา ความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน 
2. ชยานโยคะ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญหา ความรู้แจ้ง 
3. ภักติโยคะ ความรัก ความภักดีอุทิศตนต่อพระเจ้าเพื่อนาไปสู่การหลุดพ้น 
5. หลักทรรศนะหก ได้แก่ 
1. สางขยะ ทรรศนะเกี่ยวกับชีวิต 
2. โยคะ ทรรศนะเกี่ยวกับการปฏิบัติโดยสา รวมอินทรีย์ ทา จิตใจให้บริสุทธ์ิ 
3. นยายะ ทรรศนะเกี่ยวกับความรู้ 
4. ไวเศษิกะ ทรรศนะเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่จริงชั่วนิรันดร 9 อย่าง คือ ดิน น้า ลม ไฟ อากาศ 
กาลเทศะ อาตมัน มนะ 
5. มางสา ทรรศนะเกี่ยวกับปรัชญาน่าเชื่อถือ 
6. เวทานตะ ทรรศนะเกี่ยวกับอุปนิษัท (อุปนิษัท คือ คัมภีร์ในส่วนสุดท้ายของพระเวท เป็น 
คัมภีร์ที่เป็นหลักปรัชญาลึกซึ้ง)
1. นิกายพรหม นับถือพระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด 
2. นิกายไวษณพ (ลัทธิอวตาร) นับถือพระวิษณุ 
3. นิกายไศวะ นับถือพระศิวะ มีศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์ 
4. นิกายศากติ นับถือเทพเจ้าท่เีป็นสตรี
สัญลักษณ์: โอม 
ความหมาย: เป็นคา ศักด์ิสิทธ์ิในลัทธิโยคะ ใช้สา หรับบริกรรม (ท่องซ้า ๆ ) เพื่อให้ 
เกิดความรู้ถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อป้องกันอุปสรรค ในการบา เพ็ญโยคะ
ศาสนาพราหมณ์ บจ.๕

ศาสนาพราหมณ์ บจ.๕

  • 1.
  • 2.
    เป็นศาสนาที่เก่าแก่ ไม่อาจนับจา นวนปีที่ที่แน่นอนได้เพียงแต่ประมาณเวลาได้ เท่านั้น แบ่งตามแนวประวัติศาสตร์เป็น 7 ยุค คือ ยุคก่อนอารยัน ยุคอารยันเข้าอินเดีย ยุคฤคเวท ยุเวทต่าง ๆ ยุคพราหมณะ ยุอุปนิษัท และยุคพุทธกาล ศาสนาพราหมณ์ เกิด ในประเทศอินเดีย ก่อนพุทธศาสนา ประมาณ 1,000 ปีขึ้นไป ศาสนาพราหมณ์ ไม่มีองค์พระศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาที่เป็นมนุษย์เหมือนศาสนาอื่น ๆแต่ก่อ รูปขึ้นจากลัทธิบูชาธรรมชาติ และวิวัฒนาการเป็นลัทธิบูชาเทพเจ้า ต่าง ๆ หลายองค์ดังที่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  • 3.
    ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาธรรมชาติ แรกเริ่มชาวอารยันนับถือการบูชา ธรรมชาติเชื่อว่ามีเทพเจ้าประจา ธรรมชาตินั้น ๆ ทา นองเดียวกันกับ การเชื่อ หรือ การนับถือผีปู่ยา ตายาย ของไทยเราในสมัยโบราณ เช่น ในสมัยพระเวท ตอนต้น ชาวอารยัน จัดเทพเจ้า เป็น 3 หมวด คือ พวกที่หนึ่งอยู่บนสวรรค์ได้แก่ วรุณ คือ ฝน ไทยเรียก “พระพิรุณ” สูรย์ คือ พระอาทิตย์ พวกที่สองอยู่บน ฟ้า เป็นเทวดาประจา อากาศ ได้แก่ อินทระ คือ พระอินทร์ ในศาสนาพุทธ เรียก ท้าวสักกะ เจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มารุต คือลม พวกที่สามอยู่บนพื้นโลก เป็น เทวดาประจา แผ่นดิน ได้แก่ อัคนี คือ ไฟ ปฤถวี คือ แผ่นดิน และยม คือ พระ ยม เป็นต้น ในสมัยพระเวท นับถือพระอินทร์ว่า เป็นเทพเจ้า สูงสุด มีสายฟ้าเป็น อาวุธ สามารถทา ลายศัตรูให้พินาศราบคาบลงได้ชั่วพริบตา
  • 4.
    1. สมัยพระเวท เป็นสมัยที่มีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้ามากมายหลายพระองค์แบ่ง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เทพบนพื้นโลก เทพบนอากาศ และเทพบนสวรรค์ ซึ่งมีเทพเจ้าที่มีความสา คัญ และถูกยกให้ยิ่งใหญ่ กว่าเทพเจ้าองค์อื่น ๆ คือ พระอินทร์ พระวรุณ และพระพฤหัสบดีฯลฯ 2. สมัยพราหมณ์ความเชื่อของมนุษย์ในสมัยนี้ ก้าวไกลออกไปถึงการหาเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างโลกและสร้างสรรพสิ่งเทพเจ้าองค์ใหม่นี้ เรียกว่า "พระพรหม"เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง เกิดจาก พระองค์เมื่อตายแล้ว ก็ต้องกลับคืนสู่พระพรหม นอกจากนี้ ยังมีเทพเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่ อีก 2 องค์ คือ พระ วิษณุ และ พระศิวะ ทพเจ้าทั้ง 2 องค์ นี้ ได้รับการนับถือเทียบเท่ากับพระพรหม ทา ให้เรียกเทพเจ้าทั้ง 3 พระองค์ว่า "ตรีมูรติ" ซึ่งแปลว่า "รูปสาม" • พระพรหม เทพผู้สร้าง •พระวิษณุหรือพระนารายณ์เทพผู้รักษา •พระศิวะหรือพระอิศวร เทพผู้ทา ลาย
  • 5.
    1. พิธีศราทธ์ คือพิธีทา บุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว 2. พิธีประจา บ้าน ได้แก่ - พิธีอุปนยัน คือ พิธีเริ่มการศึกษา ถ้าเป็นหญิงยกเว้น - พิธีวิวาหะ คือ พิธีแต่งงาน 3. ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพทศย์ศูทร แต่ละวรรณะมีการดา เนินชีวิต ที่ต่างกันจึงต้องปฏิบัติตามวรรณะของตน เช่น การแต่งงาน การแต่งกาย เป็นต้น 4. พิธีบูชาเทพเจ้า แต่ละวรรณะจะมีการปฏิบัติต่างกันในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานศิวะราตรี (พิธี ลอยบาป) งานบูชาเจ้าแม่ลักษมี (เทวีแห่งสมบัติและความงาม) เป็นต้น
  • 6.
    1. หลักธรรม 10ประการ 1. ธฤติ คือ ความพอใจ 2. กษมา คือ ความอดทน 3. ทมะ คือ ความข่มใจ 4.อัสเตยะ คือ การไม่กระทา เย่ยีงโจร 5. เศาจะ คือ ความบริสุทธ์ิ 6. อินทรียนิครหะ คือ การสา รวมอินทรีย์ (ร่างกาย) 7. ธีคือ ความรู้ (ปัญญา) 8. วิทยา คือ ความรู้ (ปรัชญา) 9. สัตยะ คือ ความซื่อสัตย์ 10. อโกธะ คือ ความไม่โกรธ
  • 7.
    2. หลักอาศรม 4 1. พรหมจารี คือ เป็นวัยศึกษาเล่าเรียน 2. คฤหัสถ์ คือ เป็นวัยครองเรือน 3. วานปรัสถ์คือ เป็นวัยออกไปอยู่ป่า 4. สันยาสี คือ เป็นวัยสุดท้ายของชีวิต ออกบวชเป็นสันยาสี บา เพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น 3. หลักปรมาตมัน และโมกษะ 1. หลักปรมาตมัน มีความเชื่อว่า ปรมาตมัน หมายถึง พลังธรรมชาติ เป็นอมตะไม่มีเบื้องต้น และสิ้นสุด ส่วนวิญญาณย่อยเรียกว่า อาตมัน สามารถไปรวมกับปรมาตมันได้เมื่อบรรลุ โมกษะ 2. หลักโมกษะ เป็นหลักปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งชีวิต ด้วยการนาอาตมันของตนเข้า สู่ปรมาตมัน
  • 8.
    4. หลักปรัชญาภควัทคีตา ได้แก่ 1. กรรมโยคะ การทา ความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน 2. ชยานโยคะ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญหา ความรู้แจ้ง 3. ภักติโยคะ ความรัก ความภักดีอุทิศตนต่อพระเจ้าเพื่อนาไปสู่การหลุดพ้น 5. หลักทรรศนะหก ได้แก่ 1. สางขยะ ทรรศนะเกี่ยวกับชีวิต 2. โยคะ ทรรศนะเกี่ยวกับการปฏิบัติโดยสา รวมอินทรีย์ ทา จิตใจให้บริสุทธ์ิ 3. นยายะ ทรรศนะเกี่ยวกับความรู้ 4. ไวเศษิกะ ทรรศนะเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่จริงชั่วนิรันดร 9 อย่าง คือ ดิน น้า ลม ไฟ อากาศ กาลเทศะ อาตมัน มนะ 5. มางสา ทรรศนะเกี่ยวกับปรัชญาน่าเชื่อถือ 6. เวทานตะ ทรรศนะเกี่ยวกับอุปนิษัท (อุปนิษัท คือ คัมภีร์ในส่วนสุดท้ายของพระเวท เป็น คัมภีร์ที่เป็นหลักปรัชญาลึกซึ้ง)
  • 9.
    1. นิกายพรหม นับถือพระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด 2. นิกายไวษณพ (ลัทธิอวตาร) นับถือพระวิษณุ 3. นิกายไศวะ นับถือพระศิวะ มีศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์ 4. นิกายศากติ นับถือเทพเจ้าท่เีป็นสตรี
  • 10.
    สัญลักษณ์: โอม ความหมาย:เป็นคา ศักด์ิสิทธ์ิในลัทธิโยคะ ใช้สา หรับบริกรรม (ท่องซ้า ๆ ) เพื่อให้ เกิดความรู้ถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อป้องกันอุปสรรค ในการบา เพ็ญโยคะ