บทที่ 2                          ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูขอบเขตเนื้อหา            2.1   ความเป็นมา            2.2   ศาสดา     ...
7. สัญลั กษณ์ ของศาสนาพราหมณ์ -ฮิ นดู คือ เครื่ องหมาย โอม ที่ หมายถึงสัญลักษณ์แห่งพลังทั้ง 3 คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศ...
2.1 ความเป็นมา                ศาสนาพราหมณ์มีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับตั้งแต่การเริ่มตั้ ง ถิ่ น ฐานของชาวอาร...
ชาวอารยันในชมพูทวีปยกย่องธรรมชาติขึ้นเป็นเทพ เช่นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ท้องฟ้า พายุ ฝน เป็นต้น โดยเชื่อว่าความเป็นไปของชีวิต...
เป็นความรู้จากสวรรค์ที่พวกฤาษี ได้ยินได้ฟังมาจากพระพรหม ซึ่งวิธีการเช่นนี้เรียกว่า ศรุติคัมภีร์พระเวทมี 3 หมวดจึงเรียกว่า ...
ในสมัยนี้เชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล พระพรหมได้สร้างมนุษย์โดยแบ่งภาคจากพระองค์เอง ดังนี้             1) ...
2) วิญญาณทั้งหลายเกิดมาจากพรหมันหรือพระพรหม แล้วถือกาเนิดเรื่อยไปเพราะกรรม จนกว่าจะบรรลุความหลุดพ้น หรือโมกษะ ซึ่งเป็นการก...
ยุคอารยัน(1)                                       พัฒนาการของ                   ยุคพระเวท(2)          ยุคฮินดู (4)       ...
1) ฤคเวท เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุด เป็นบทสวดหรือมนต์สรรเสริญอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า บทสวดในคัมภีร์ฤคเวทเป็นบทร้อยกรอง        ...
สนับสนุนให้การศึกษาคัมภีร์พระเวทเป็นไปโดยถูกต้อง เช่ น คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์มนูศาสตร์คัมภีร์ปุราณะ คัมภีร์ภควัทคีตา มหาก...
ประกาศตนเป็นพรหมจารี เป็นการประกาศตนว่าเป็นนักเรียน หรือแปลตามศัพท์ว่าผู้มีความประพฤติประเสริฐ จนอายุครบ 25 ปี พรหมจารีมีห...
ของพระพรหมจึงเป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม กล่าวคือ พระพรหมที่มีลักษณะเป็นนามธรรมนั้น หมายถึง สิ่ง ที่ เ ป็นแก่นแท้ ของสรรพสิ่...
(3) วราหาวตาร ลงมาเกิดเป็นหมูป่า เพื่อปราบยักษ์ หิรัณยากษะ ผู้จับโลกกดให้จมน้าทะเล โดยใช้เขี้ยวดุนให้โลกพ้นน้า สัตว์โลกจึง...
ปรมาตมันหรือพรหมัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ไม่มีรูปร่างปรากฏ มีอยู่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวงเป็นค...
จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นแผนภูมิ เพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้                             หลักคาสอน                      ...
ของพระนารายณ์ ไม่ใช่เพียงรักษาโลกให้ดารงอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างและผู้ทาลายโลกอีกด้วย นิกายนี้จึงเป็นเอกนิยม นับถือ...
นิกายไศวะนี้ ภายหลังแตกแยกออกเป็นนิกายย่อยใหญ่ๆ 2 นิกาย13 คือ              1) นิกายกาศมีรไศวะ หรือ กัษมีไศวะ เป็นนิกายฝ่าย...
ตามพิธีที่เรียกว่า ปัญจมการ หรือ ม 5 ประการ คือ 1) มัทยะ หรือมัชชะ คือ น้าเมา 2) มางสะคือ เนื้อสัตว์ ตลอดทั้งมัตสยะ เนื้อป...
นิกายในศาสนา                                                                   เตงกไล                                     ...
2) กฎเกี่ยวกับอาหารการกิน มีข้อกาหนดว่าสิ่งใดกินได้ สิ่งใดกินไม่ได้ และข้อกาหนดว่าบุคคลในวรรณะใดปรุงอาหารให้คนวรรณะใดกินไม...
Chapter2
Chapter2
Chapter2
Chapter2
Chapter2
Chapter2
Chapter2
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

Chapter2

428 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
428
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Chapter2

  1. 1. บทที่ 2 ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูขอบเขตเนื้อหา 2.1 ความเป็นมา 2.2 ศาสดา 2.3 คัมภีร์ในศาสนา 2.4 หลักคาสอนสาคัญ 2.5 นิกายในศาสนา 2.6 พิธีกรรมสาคัญ 2.7 สัญลักษณ์ของศาสนา 2.8 ฐานะปัจจุบันของศาสนาแนวคิด 1. พัฒนาการของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู แบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ ยุคอารยันยุคพระเวท ยุค พราหมณะ และยุคฮินดู 2. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่มีศาสดาผู้ก่อตั้งเหมือนศาสนาอื่นๆ เพราะคาสอนต่างๆ พวกพราหมณ์หรือฤๅษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินหรือฟังมาจากพระเจ้าด้วยตนเอง แล้วมีการจดจาไว้และถ่ายทอดต่อกันทางความทรงจา 3. คัมภีร์สาคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) ส่วนที่เป็นศรุติ ได้แก่ คัมภีร์พระเวททั้ง 4 คือ ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท 2) ส่วนที่เป็นสมฤติ ได้แก่ คัมภีร์ที่ปราชญ์ทางศาสนาได้แต่งขึ้นเพื่ออธิบายเนื้อหาและสนับสนุนให้การศึกษาคัมภีร์พระเวทเป็นไปโดยถูกต้อง เช่น คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์ม นูศาสตร์ คัมภีร์ปุราณะคัมภีร์ภควัทคีตา มหากาพย์มหาภารตะและมหากาพย์รามายณะ เป็นต้น 4. หลักคาสอนสาคัญของศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู คือ หลักคาสอนเรื่องอาศรมหรือวิธีปฏิบัติของพราหมณ์ 4 ประการ หลักคาสอนเรื่องตรีมูรติ หลักคาสอนเรื่องปรมาตมันหรือพรหมันและชีวาตมัน หลักคาสอนเรื่องการหลุดพ้นหรือโมกษะ 5. นิกายสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มี 4 นิกาย คือ นิกายไวษณวะหรือไวษณพ นิกายไศวะ นิกายศักติ และนิกายตันตระ 6. พิธีกรรมสาคัญของศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู ประกอบด้วย กฎสาหรับวรรณะพิธีประจาบ้าน พิธีศราทธ์ และพิธีบูชาเทวดา
  2. 2. 7. สัญลั กษณ์ ของศาสนาพราหมณ์ -ฮิ นดู คือ เครื่ องหมาย โอม ที่ หมายถึงสัญลักษณ์แห่งพลังทั้ง 3 คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ 8. ขบวนการปฏิรูปศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู คือ สมาคมพรหมสมาช สมาคมอารยสมาช สมาคมกฤษณะมิชชั่น ขบวนการสรโวทัยวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ 1. อธิบายความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ 2. อธิบายคัมภีร์สาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ 3. อธิบายหลักคาสอนสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ 4. อธิบายนิกายสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ 5. อธิบายพิธีกรรมสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ 6. อธิบายสัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ 7. อธิบายฐานะปัจจุบันของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้กิจกรรมการเรียน 1. การบรรยาย 2. การอภิปรายกลุ่มย่อย 3. การบันทึกการเรียนรู้ในแฟ้มสะสมผลงานสื่อการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. ใบสรุปการเรียนรู้ประจาบทที่ 2 3. แฟ้มสะสมผลงาน 4. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทการประเมินผล 1. ประเมินจากการร่วมทากิจกรรมกลุ่ม 2. ประเมินจากการสรุปการอภิปราย 3. ประเมินจากใบสรุปการเรียนรู้และแฟ้มสะสมผลงาน24 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  3. 3. 2.1 ความเป็นมา ศาสนาพราหมณ์มีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับตั้งแต่การเริ่มตั้ ง ถิ่ น ฐานของชาวอารยั น เริ่ ม ตั้ ง ถิ่ น ฐานในชมพู ท วี ป ต่ อ มาในสมั ย หลั ง พุ ท ธกาลศาสนาพราหมณ์ได้วิวัฒนาการมาเป็นศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ใหม่ ซึ่งมีหลักคาสอนที่ผิดแผกแตกต่างไปจากต้นกาเนิดเดิมของศาสนานี้ จึงนับว่าศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาที่มีอายุยาวนานที่สุดของโลกศาสนาหนึ่ง ศาสนาพราหมณ์ -ฮินดูเ ป็นศาสนาที่แ ตกต่า งจากศาสนาอื่นในโลกเพราะเป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาผู้ก่อตั้ง เพราะมีจุดเริ่ม ต้นมาจากความเชื่ อว่ามีเทพเจ้าผู้มีอานาจเหนือธรรมชาติ เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ต่อมาชาวอารยันผู้ทาหน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า ได้สอนหลักการเรื่องกาเนิดของสรรพสิ่งว่า เทพเจ้าหรือพระพรหม เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในลักษณะต่ างๆ ต่อมาสรรพสิ่งที่พระพรหมสร้างก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเทพเจ้าองค์อื่นๆ ด้วย ทาให้มีเทพเจ้ามากมายและทาหน้าที่ต่างๆกันในที่สุด ศาสนาพราหมณ์หรืฮินดูจึงกลายมาเป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยมในปัจจุบัน เนื่องจาก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีวิวัฒนาการมาเป็นเวลาอันยาวนาน ทาให้แนวความคิดทางศาสนาแตกต่างกันออกไปมาก ดังนั้น การศึกษาประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู โดยแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ ดังต่อไปนี้ 2.1.1 ยุคอารยัน เดิมทีเดียวชมพูทวีปหรือดินแดนที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน เป็นที่อยู่ของพวกชนพื้นเมืองเรียกว่า ฑราวิฑ (Dravidian) ซึ่งมีเผ่าย่อยอีกหลายเผ่า มีรูปร่างเล็ก ผิวดา เช่นเผ่ามองโกลอยด์ เผ่าเปรโตออสเตรลอยด์ และเผ่าเนกริตอย เป็นต้น 1 ต่อมาชนชาติใหม่คือพวกอินโด-ยูโรเปียน (Indo-European) อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามลุ่มแม่น้าสินธุ จึงเรียกชื่อชนชาติใหม่นี้ว่า พวกสินธุ สันนิษฐานว่าคงจะเป็นเพราะตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ลุ่มน้าสินธุ แต่ชนชาติอื่นเรียกเพี้ยนไปเป็นอินดัส (Indus)บ้าง ฮินดู (Hindu) บ้างและกลายเป็นอินดิยาหรืออินเดีย(India) ในยุคหลังๆ2 เมื่ออพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้าสินธุ คงคาและยมุนาแล้วก็ปรากฏว่าเจริญกว่าคนพื้นเมือง 1 สมัคร บุราวาส, ปรัชญาพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล (กรุงเทพมหานคร :สานักพิมพ์แพร่พิทยา, 2516), หน้า 3-4. 2 สุ ว รรณา สั จ จาวี ร วรรณ และคณะ, อารยธรรมตะวั น ออกและตะวั น ตก(กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2522), หน้า 63. ศาสนาขั้นแนะนา | 25
  4. 4. ชาวอารยันในชมพูทวีปยกย่องธรรมชาติขึ้นเป็นเทพ เช่นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ท้องฟ้า พายุ ฝน เป็นต้น โดยเชื่อว่าความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ขึ้นอยู่กับอานาจของเทวะถ้าปรารถนาจะให้หรือไม่ให้เทพแสดงฤทธิ์เดช ก็ต้องอ้อนวอนให้เทพอานวยสิ่งที่ตนปรารถนาจึงเกิดมีพิธีเซ่นสรวง สังเวยและอ้อนวอน และมีบุคคลผู้ทาพิธีดังกล่าว เรียกว่า พราหมณ์นอกจากเทพเจ้าที่มีอยู่ในธรรมชาติแล้ว ชาวอารยันยังเชื่อว่าบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วก็มีอานาจเช่ น เดี ย วกั บ เทพเจ้ า ด้ ว ยในการที่ จ ะให้ คุ ณ และโทษแก่ ลู ก หลาน จึ ง ต้ อ งสั ง เวยบวงสรวงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังเชื่อว่า พ่อแม่ที่ไม่มีบุตรจะตกนรกชื่อ ปุตระ ถ้าไม่มีลูกชายทาพิธีเซ่นสรวงบูชาดวงวิญญาณของตน ดังนั้น ลูกชายจึงเป็นที่ปรารถนาของชาวชมพูทวีปมาจนทุกวันนี้ เมื่อชาวอารยันเข้ามาปกครองดินแดนชมพูทวีปแล้ว คนพื้นเมืองที่ไม่ยอมอพยพหนีไปเมื่อพ่ายแพ้สงครามก็จะยอมเป็นทาส เรียกว่า ทัสยุ ของชาวอารยัน ส่วนชาวอารยันก็ถือตัวว่าเจริญกว่าคนพื้นเมือง จึงไม่อยากจะหนี การปะปนทางเชื้อชาติเกิดขึ้น จึงได้ห้ามไม่ให้มีการสมสู่กันระหว่างชาวอารยันกับชาวพื้นเมือง และสงวนอาชีพสาคัญๆและมีเกียรติไว้สาหรับชาวอารยัน สาหรับชาวอารยันนั้นแบ่งออกเป็น 3 พวกตามตาแหน่งหน้าที่ซึ่งมีฐานะไม่เท่าเทียมกัน ส่วนชนพื้นเมืองเดิมนั้นมีฐานะต่าที่สุด และประกอบอาชีพที่ชาวอารยันไม่ปรารถนาแล้วในที่สุดจึงกลายมาเป็นระบบวรรณะ (Caste system) ขึ้นมา3 ได้แก่ 1) วรรณะพราหมณ์ ได้ แ ก่ ชาวอารยั น ที่ มี ห น้ า ที่ เ ล่ า เรี ย นวิ ช าการเวทมนตร์กระทาพิธีกรรมต่างๆ และสั่งสอนผู้อื่น 2) วรรณะกษัตริย์ ได้แก่ ชาวอารยันที่มีหน้าที่ปกครองและรักษาบ้านเมือง 3) วรรณะไวศยะ ได้แก่ ชาวอารยันที่มีอาชีพหน้าที่ในการทากสิกรรม การค้าขายและเสียภาษี ชาวอารยันกลุ่มนี้เป็นผู้ควบคุมระบบเศรษฐกิจของสังคม 4) วรรณะศูทร ได้แก่ พวกชนพื้นเมืองเดิมที่ถูกกดขี่ และถูกกีดกันในด้านอาชีพและสังคม ถูกเหยียดหยามว่าเป็นพวกทาสหรือทัสยุ เพราะไม่มีอาชีพที่จะทา จึงจาเป็นต้องคอยรับใช้พวกอารยัน ได้รับค่าจ้างพอยังชีพเล็กๆน้อยๆ 2.1.2 ยุคพระเวท : ยุคสมัยแห่งคัมภีร์พระเวท ชาวอารยันได้พัฒนาการนับถือเทพเจ้าให้มีระเบียบแบบแผนดียิ่งขึ้น มีพิธีกรรมต่างๆ มากมายและมีความวิจิตรพิสดารมากยิ่งขึ้น พราหมณ์ผู้ทาพิธีได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้นในฐานะเป็ น ผู้ที่ ส ามารถติ ด ต่อ กั บ เทพเจ้ า ได้ ยุ ค พระเวทเป็น ยุ คเริ่ ม ต้น ของวรรณคดี ข องชาวอารยัน เพราะมีการแต่งคัมภีร์ขึ้นโดยพวกพราหมณ์ ซึ่งเป็นการวบรวมบทสวดอ้อนวอนเทพเจ้าที่ใช้กันอยู่ในวงศ์ตระกูลขึ้นเป็นหมวดหมู่ เรียกว่า เวท หรือวิทยา หมายถึงความรู้ ต่างๆ 3 เมธา เมธาวิทยกุล, ศาสนาเปรียบเทียบ (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2525), หน้า 174.26 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  5. 5. เป็นความรู้จากสวรรค์ที่พวกฤาษี ได้ยินได้ฟังมาจากพระพรหม ซึ่งวิธีการเช่นนี้เรียกว่า ศรุติคัมภีร์พระเวทมี 3 หมวดจึงเรียกว่า ไตรเพทหรือ ไตรเวท ต่อมาในปลายสมัยพราหมณะ มีการแต่งเพิ่มอีกคัมภีร์หนึ่ง คือ อาถรรพเวท ในสมัยพระเวทยังไม่มีตัวอักษร คัมภีร์ต่างๆจึงยังคงเป็นการนาสืบทอดกันมาจากการท่ องจ าปากเปล่ า สื บ ๆมา เรี ย กว่า มุ ขปาฐะ คัม ภี ร์ พ ระเวทถือว่า เป็น คัม ภี ร์ ศักดิ์สิ ท ธิ์ ที่พระเจ้าประทานลงมา ห้ามคนนอกศาสนาเรียน พวกพราหมณ์ กษัตริย์ และไวศยะเท่านั้นที่เรียนได้ พวกศูทรเรียนไม่ได้เลย พวกสตรีในวรรณะสูงทั้งสามก็เรียนไม่ได้ ในยุคพระเวทชาวอารยันนับถือเทพเจ้า 3 กลุ่ม คือ 1) เทพเจ้าบนพื้นโลก ได้แก่ พระปฤถวี พระอัคนี พระยม พระพฤหัสบดี เป็นต้น 2) เทพเจ้าในอากาศ ได้แก่ พระอินทร์ พระมารุต พระวายุ เป็นต้น 3) เทพเจ้าบนสวรรค์ ได้แก่ พระวรุณ พระอาทิตย์ เทพีอุษา เทพราตรี เป็นต้น4 เทพเจ้ าเหล่า นี้เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ไม่ขึ้นต่อกันและกั น เทพเจ้า ที่ได้รั บการยกย่ อ งมากที่ สุ ด คื อ พระอิ น ทร์ เป็ น เทพเจ้ า แห่ ง สงคราม พระวรุ ณ เป็ น เทพเจ้ า แห่ งการเกษตร พระพฤหัสบดีเป็นเทพเจ้าแห่งวิชาความรู้ 2.1.3 ยุคพราหมณะ : ยุคสมัยแห่งคัมภีร์พิธีกรรม สมัยพราหมณะ เป็นสมัยที่ชนวรรณะพราหมณ์เรืองอานาจ มีอิทธิพลเหนือวรรณะอื่นๆ เพราะเป็นผู้มีอานาจผูกขาดในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ประชาชนให้ความนับถือว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เป็นผู้กาหนดชะตากรรมของประชาชนเพราะเป็นผู้ตีความคาสอนในคัมภีร์พระเวทเอง คนในวรรณะอื่นไม่มีโอกาสได้ศึกษาคัมภีร์พระเวท การที่พราหมณ์ได้รับการยกย่องอย่างสูงทาให้พวกพราหมณ์หลงอานาจ เริ่มมองคนในวรรณะอื่นต่าต้อยกว่าตน เพราะเชื่อมั่นว่า พระเจ้าสร้างวรรณะพราหมณ์มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าซึ่งเป็นอวัยวะสูงส่ง และเพราะถือว่า การที่จะเป็นพราหมณ์นั้นทาได้ยากมาก ต้องมีคุณธรรมต่างๆมากมาย พวกพราหมณ์ยกย่องพระศิวะ และพระนารายณ์ให้มีศักดิ์สูงเสมอกับพระพรหมจึงเรียกว่า ตรีมูรติ มีประเพณี พิธีกรรม และธรรมเนียมต่างๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นการสงวนวรรณะ ไม่ยอมสมสู่คบหาสมาคมกับคนในวรรณะอื่นๆ สามีไม่ ยอมรับ ประทานอาหารกับภรรยา มีลัทธิยกย่องสัตว์บางชนิด เช่น โค ในฐานะพาหนะของพระศิ วะ จนเกิดแนวคิดเรื่องการนาวัตถุที่เกิดจากวัว (ปัญจโคมัย) มาเป็นวัตถุมงคลในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ยังนับถือลิง และงู อีกด้วย 4 หลวงวิจิตรวาทการ, ศาสนาสากล เล่ม 2 (กรุงเทพมหานคร : อุษาการพิมพ์,2546), หน้า 348-349. ศาสนาขั้นแนะนา | 27
  6. 6. ในสมัยนี้เชื่อว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล พระพรหมได้สร้างมนุษย์โดยแบ่งภาคจากพระองค์เอง ดังนี้ 1) พวกพราหมณ์สร้างมาจากปากของพระพรหม ให้มีหน้าที่สั่งสอน 2) พวกกษัตริย์ สร้างมาจากแขนของพระพรหม ให้มีหน้าที่รบ 3) พวกไวศยะสร้างมาจากสะโพก (พระโสณี) ให้มีหน้าที่ทางานหนัก 4) พวกศูทร สร้างมาจากเท้า ให้มีหน้าที่รับใช้วรรณะอื่นๆ5 เนื่องจากพวกพราหมณ์พากันคิดค้นพิธีกรรมต่างๆมากมาย และแต่ละพิธีก็มีค่าใช้จ่ายทาให้ประชาชนพากันเบื่อพิธีกรรมไม่อยากปฏิบัติตาม ยุคนี้พวกพราหมณ์พากันละทิ้งการศึกษาเล่าเรียนและขาดคุณธรรมของการเป็นพราหมณ์ หันมากอบโกยผลประโยชน์จากการประกอบพิธีกรรมที่ประชาชนจาใจต้องปฏิบัติตาม เพราะกลัวพระเจ้าจะลงโทษตามคาขู่ของพวกพราหมณ์ ในปลายสมั ย พราหมณะ พวกพราหมณ์ ไ ด้ แ ต่ ง คั ม ภี ร์ ขึ้ น มาอี ก เล่ ม หนึ่ ง คื ออาถรรพเวท โดยอาศัยพื้นฐานจากคัมภีร์พระเวทสามคัมภีร์แรก โดยแต่งเป็นคาถาอาคมเพื่อสวดทาพิธีให้เกิดอาถรรพ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์สาคัญอีกคัมภีร์หนึ่ง คือ คัมภีร์อุปนิษัทซึ่งเป็นอรรถาธิบายเนื้อความในคัมภีร์พระเวท ได้ก่อให้เกิดความเห็นแตกแยกออกไปเป็นระบบปรัชญาอีก 6 สานัก คือ ปรัชญาสางขยะ โยคะ มีมางสา นยายะ ไวเศษิกะ และเวทานตะ สรุปได้ว่า ยุคพราหมณะ ชาวอารยันยังคงเชื่อและนับ ถื อเทพเจ้ า และเพื่ อให้เทพเจ้าโปรดปรานจึงมีพิธีกรรมการบวงสรวงที่วิ จิตรพิสดารมากยิ่งขึ้นทาให้พวกพราหมณ์มีบทบาทสาคัญในการทาพิธีดังกล่าว จนทาให้เป็นวรรณะที่ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมากในสัง คม ในยุคนี้พ ระพรหมมี บทบาทมากกว่า เทพเจ้ าองค์อื่นในฐานะเป็นผู้ส ร้ างสรรพสิ่ งในจักรวาล 2.1.4 ยุคฮินดู : ยุคสมัยการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ สมัยฮินดูเป็นสมัยที่ความเชื่อยังคงเหมือนเดิมเช่นยุคที่ผ่านมา แต่ความคิดทางปรัชญามีความลุ่มลึกขึ้น เป็นแนวความคิดใหม่ เพราะเป็นยุคที่มีการแข่งขันกันระหว่างศาสนาเพราะในยุคนี้ได้เกิดศาสนาใหม่ คือ ศาสนาเชนและพุทธศาสนา จนทาให้ศาสนาพราหมณ์ต้องปรับกระบวนการในการสอนศาสนาใหม่จนต้องเรียกตนเองใหม่ว่า ศาสนาฮินดู โดยความคิดในยุคฮินดู มีดังต่อไปนี้ 1) โลกเป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของพรหมั น ไม่ มี ค วามเป็ น จริ ง เป็ น เพี ย งสิ่ ง ที่ ส ะท้ อ นออกมาจากพรหมันเท่านั้น 5 เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร :สานักพิมพ์สุขภาพใจ, 2546), หน้า 62.28 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  7. 7. 2) วิญญาณทั้งหลายเกิดมาจากพรหมันหรือพระพรหม แล้วถือกาเนิดเรื่อยไปเพราะกรรม จนกว่าจะบรรลุความหลุดพ้น หรือโมกษะ ซึ่งเป็นการกลับไปสู่พรหมันนั่นเอง 3) ถ้าปรารถนาจะเข้าถึงความหลุดพ้น ต้องละทิ้ง การดาเนินชีวิตแบบชาวบ้านออกไปอยู่ป่าเป็นนักบวช 4) คติเรื่องการสร้างโลก และการสร้างโลกใหม่ของพระเจ้ า เพื่อทาลายระบบการเวียนว่ายตายเกิดของวิญญาณทั้งหลาย เมื่อสร้างโลกใหม่อีก ธาตุต่างๆก็ชุมนุมกันขึ้นใหม่วิญญาณทั้งหลายซึ่งกลับไปรวมกับพรหมัน ก็จะออกจากพรหมั นมาเกิดเป็นสัตว์โลกอีกเป็นการเริ่มระบบใหม่ จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ศาสนาพราหมณ์เริ่มต้นจากลัทธิประจาเผ่าพัฒนามาเป็นศาสนาประจาเผ่าอารยันซึ่งอพยพมารบชนะชาวเผ่าพื้นเมืองที่เรียกว่า ทราวิฑหรือทัสยุได้ขับไล่พวกชนเผ่าเจ้าของดินแดนเดิมออกไปแล้วตั้งถิ่นฐานที่อยู่ครอบครองลุ่มน้าสินธุและคงคาได้ผสมผสานความเชื่อของท้องถิ่นให้เข้ากับความเชื่อของตน ทาให้เกิดแนวความคิดเรื่องวรรณะ ต่อมาในยุคพระเวทเป็นยุคที่มีพัฒนาการการนับถือพระเจ้าให้มีระเบียบแบบแผนมากยิ่งขึ้นจนกระทั่งเกิดการรวบรวมบทสวดอ้อนวอนพระเจ้าต่างๆ เรียกว่าคัมภีร์พระเวท ในยุคพราหมณะเป็นยุคที่วรรณะพราหมณ์มีอานาจสูงสุดเพราะเป็นผู้ผูกขาดการทาพิธีกรรมต่างๆมีการแต่งคัมภีร์พระเวทขึ้นอีกหนึ่งคัมภีร์คือ อาถรรพเวท และคัมภีร์อุปนิษัทซึ่งเป็นรากฐานของแนวคิดทางปรั ชญาที่ ส าคัญ ในยุ คสุดท้ า ยคือยุ คฮิ นดูเ ป็นยุ คที่ ร ะบบแนวความคิดทางปรัชญามีความสุขุมลุ่มลึกยิ่งขึ้นมากกว่าเดิม เป็นยุคที่มีการแข่งขันกันระหว่างศาสนา คือเกิดศาสนาใหม่ คือ ศาสนาเชนและพุทธศาสนา จนทาให้ศาสนาพราหมณ์ต้ องปรับกระบวนการในการสอนศาสนาใหม่จนต้องเรียกตนเองใหม่ว่า ศาสนาฮินดู จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นแผนภูมิ เพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้ ศาสนาขั้นแนะนา | 29
  8. 8. ยุคอารยัน(1) พัฒนาการของ ยุคพระเวท(2) ยุคฮินดู (4) ศาสนา พราหมณ์-ฮินดู ยุค พราหมณะ(3) แผนภูมิภาพที่ 2-1 พัฒนาการของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู2.2 ศาสดา ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่มีศาสดาผู้ก่อตั้งเหมือนศาสนาอื่นๆ เพราะคาสอนต่างๆ พวกพราหมณ์หรือฤๅษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ยินหรือฟังมาจากพระเจ้า เรียกว่า ศรุติ ด้วยตนเองแล้วมีการจดจาไว้และถ่ายทอดต่อกันทางความทรงจา2.3 คัมภีร์ในศาสนา คัมภีร์สาคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ 2.3.1 ส่วนที่เป็นศรุติ แปลตามรูปศัพท์ว่า ได้ยิน ได้ฟัง ได้แก่ คัมภีร์ที่ถือว่าได้ยินได้ฟังมาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง ไม่มีผู้แต่ง เป็นสัจธรรมที่มีความจริงแท้ เพราะเป็นคาสอนของพระเจ้า เป็นประมวลความรู้ต่างๆอันเป็นความรู้ทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นบทสวดสรรเสริ ญ อ้ อ นวอน พิ ธี ก รรมเพื่ อ การบู ช าพระเจ้ า เวทมนต์ ค าถา และกวี นิ พ นธ์อันไพเราะ บันทึกด้วยภาษาสันสกฤต เรียกว่า คัมภีร์พระเวท แบ่งออกเป็น 4 คัมภีร์หรือหมวดเรียกว่า สังหิตา คือ30 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  9. 9. 1) ฤคเวท เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุด เป็นบทสวดหรือมนต์สรรเสริญอ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า บทสวดในคัมภีร์ฤคเวทเป็นบทร้อยกรอง 2) ยชุรเวท เป็นคัมภีร์ที่เป็นคู่มือประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ ซึ่งเป็นบทร้อยแก้วที่อธิบายวิธีการประกอบพิธีกรรม บวงสรวงและการทาพิธีบูชายัญ 3) สามเวท เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมบทสวดมนต์ ซึ่งเป็ นบทร้อยกรอง ใช้สาหรับสวดในพิธีถวายน้าโสมและขับกล่อมเทพเจ้า 4) อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นใหม่ในปลายสมัยพราหมณ์ เป็นคาถาอาคมมนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์ สาหรับทาพิธีขับไล่เสนียดจัญไร และอัปมงคลให้กลับมาเป็นมงคลนาความชั่วร้ายไปบังเกิดแก่ศัตรู คัมภีร์พระเวท แม้จะมีจานวน 4 เล่ม แต่ก็เรียกว่า ไตรเพทหรือไตรเวท เพราะพวกพราหมณ์ได้แต่งคัมภีร์อาถรรพเวท ขึ้นมาในภายหลังยุคพระเวท พระเวทแต่ละคัมภีร์แบ่งออกเป็น 2 ภาค เรียกว่า กาณฑะหรือกัณฑ์ ได้แก่ 1) กรรมกาณฑะ เป็นภาคที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมการบูชา 2) ชญาณกาณฑะ เป็ น ภาคที่ มี เ นื้ อ หาเกี่ ย วกั บ ความรู้ ห รื อ ปรั ช ญาเกี่ ย วกั บความจริงสูงสุด ได้แก่ พรหมัน อาตมันและโลกที่เป็นสิ่งที่ปรากฏออกมาจากพรหมัน นอกจากนี้ คัมภีร์พระเวทแต่ละคัมภีร์ยังแบ่งออกเป็น 4 ตอนเช่นเดียวกัน คือ 1) มันตระ เป็นส่วนที่รวบรวมมนตร์ต่างๆ สาหรับเป็นบทบริกรรมและขับกล่อมอ้อนวอน สดุดีเทพเจ้า ในพิธีกรรมบูชาบวงสรวง 2) พราหมณะ เป็นบทร้อยแก้ว หรือเรียงความ อธิบายระเบียบการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ไว้อย่างละเอียด 3) อารัณยกะ เป็นบทร้อยแก้ว ใช้เป็นคู่มือการปฏิบัติของพราหมณ์ ที่ต้องการดารงชีวิตเป็นผู้อยู่ป่า (วนปรัสถ์) เพื่อหาความสุขสงบ ตัดขาดจากการอยู่ครองเรือน 4) อุปนิษัท เป็นตอนสุดท้ายแห่งพระเวท เป็นส่วนที่เป็น แนวคิดทางปรัชญาอย่ า งลึ ก ซึ้ ง เป็ น บทสนทนาโต้ ต อบ อธิ บ ายถึ ง ธรรมชาติ แ ละจั ก รวาล วิ ญ ญาณของมนุ ษ ย์การเวียนว่ายตายเกิด กฎแห่งกรรม ส่ วนที่ เ ป็นมั นตระ และพราหมณะ จั ดอยู่ ใ นภาคกรรมกาณฑะ ส่ วนอรั ณ ยกะและอุปนิษัทอยู่ในชญาณกาณฑะ 2.3.2 ส่วนที่เป็นสมฤติ แปลตามรูปศัพท์ว่า สิ่งที่จาไว้ได้ จึงเป็นคัมภีร์ที่จดจาและถ่ายทอดกันสืบต่อมา ได้แก่ คัมภีร์ที่ปราชญ์ทางศาสนาได้แต่งขึ้นเพื่ออธิบายเนื้อหา และ ศาสนาขั้นแนะนา | 31
  10. 10. สนับสนุนให้การศึกษาคัมภีร์พระเวทเป็นไปโดยถูกต้อง เช่ น คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์มนูศาสตร์คัมภีร์ปุราณะ คัมภีร์ภควัทคีตา มหากาพย์มหาภารตะและมหากาพย์รามายณะ เป็นต้น6 จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นแผนภูมิ เพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้ คัมภีร์ศรุติ คัมภีร์สมฤติ 1. ฤคเวท 2. ยชุรเวท 3. สามเวท แต่งขึ้นเพื่ออธิบายเนื้อหาและ สนับสนุนให้ศกษาคัมภีร์พระเวท ึ 4. อาถรรพเวท แผนภูมิภาพที่ 2-2 คัมภีร์สาคัญในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู2.4 หลักคาสอนสาคัญ หลักคาสอนสาคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีดังต่อไปนี้ 2.4.1 อาศรม หรือวิธีปฏิบติของพราหมณ์ 4 ั คัมภีร์พราหมณะและอรัณยกะ ได้บัญญัติวิถีชีวิตสาหรับบุคคลที่จะเป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ โดยกาหนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิตไว้ 4 ตอนๆ ละ 25 ปีช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม หรือ วัย มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นพรหมจรรย์ ในขั้นตอนนี้ เด็กชายในตระกูลพราหมณ์ กษัตริย์และไวศยะที่มี อายุครบ 8 ปีจะต้องเข้าพิธีอุปานยัน คือ ให้พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุ ฒิสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีต เป็นการ 6 Warren Matthews, World Religions (USA : Wadsworth Cengage Learning,2010), p. 69.32 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  11. 11. ประกาศตนเป็นพรหมจารี เป็นการประกาศตนว่าเป็นนักเรียน หรือแปลตามศัพท์ว่าผู้มีความประพฤติประเสริฐ จนอายุครบ 25 ปี พรหมจารีมีหน้าที่ดังนี้ (1) ตั้งใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน (2) เชื่อฟังและปฏิบัติตามคาสั่งสอนของครูอาจารย์ (3) ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ (4) ไม่คบกับเพศตรงกันข้าม (5) เมื่อสาเร็จการศึกษาแล้วต้องทาพิธีเกศานตสันสกา (ตัดผม) และพิธีคุรุทักษิณามอบสิ่งตอบแทนครูอาจารย์ 2) ขั้นคฤหัสถ์ ในขั้นตอนนี้ พรหมจารีผู้ผ่านอาศรมที่ 1 แล้ว ก็กลับมาสู่บ้านของตน ช่วยพ่อ-แม่ทางาน แต่งงานเป็นหัวหน้าครอบครัว ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ทาการบูชาเทวดาทุกเช้าค่า ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของเทพเจ้า จึงต้องกระทาแต่สิ่งที่ดีงาม อยู่ในช่วงอายุ26-50 ปี 3) ขั้นวานปรัสถ์ ในขั้ นตอนนี้ คฤหั ส ถ์ผู้ ต้องการแสวงหาความสงบสุ ขทางใจ ก็ จ ะออกจากครอบครัวไปอยู่ในป่าบาเพ็ญสมาธิ โดยอาจจะกลับมาสู่ครอบครัวอีกก็ได้ อยู่ในช่วงอายุ51-75 ปี 4) ขั้นสันยาสี ในขั้นตอนนี้ พราหมณ์ที่ปรารถนาความหลุดพ้น เรียกว่า โมกษะ จะออกจากครอบครัวไปอยู่ป่า ออกบวช เพื่อปฏิบัติธรรมขั้นสูง และไม่กลับมาสู่โลกียวิสัยอีกเลย เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้ บาเพ็ญสมาธิแสวงหาความหลุดพ้น อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 76 ปีขึ้นไป7 2.4.2 หลักคาสอนเรื่องตรีมูรติ เทพเจ้ า ที่ ส าคั ญ ในศาสนาพราหมณ์ -ฮิ น ดู ได้ แ ก่ พระพรหม พระศิ ว ะ และพระนารายณ์ รวมเรียกว่า ตรีมูรติ เทพเจ้าแต่ละองค์มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) พระพรหม พระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ในแนวคิดยุคแรกๆพระพรหมมีลักษณะที่ไม่มีตัวตน แต่ครั้นเวลาต่อมา พวกพราหมณ์ได้พบข้อบกพร่องว่า เมื่อพระพรหมไม่มีตัวตน ประชาชนเคารพบูชาไม่ได้ พวกพราหมณ์จึงได้กาหนดให้พระพรหมมีตัวตน มี 4 พักตร์ สามารถมองดูได้ทั่วทิศ และเพื่อให้ประชาชนได้เคารพบูชา ดังนั้น ลักษณะ 7 เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, หน้า 68-70 ศาสนาขั้นแนะนา | 33
  12. 12. ของพระพรหมจึงเป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม กล่าวคือ พระพรหมที่มีลักษณะเป็นนามธรรมนั้น หมายถึง สิ่ง ที่ เ ป็นแก่นแท้ ของสรรพสิ่ งในจั กรวาล ส่ วนพระพรหมที่ เ ป็นรู ปธรรมเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง พระพรหมมีพระชายาชื่อพระสรัสวดี ซึ่งเป็นเทพีแห่งวาจาและการศึกษาเล่าเรียน เป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะวิทยาทั้งปวง 2) พระศิวะ พระศิวะ เป็นเทพเจ้า แห่งการทาลาย มีหลายชื่อ เช่น อิศวร รุท ระ และนาฏราช เป็นต้น ประทับอยู่ที่ภูเขาไกรลาส มีโคนันทีเป็นพาหนะ และมีศิวลึงค์เป็นเครื่องหมายของพลังแห่งการสร้างสรรค์ ลักษณะของพระศิวะเป็นรูปฤๅษี มี 4 กร นุ่งห่มหนังสัตว์ ประทับนั่งบนหนังเสือโคร่ง ถืออาวุธตรีศูล ธนู และคทาหัวกะโหลกมนุษย์ ห้อยพระศอด้วยประคาร้อยด้วยกะโหลก มีงูเป็นสังวาล พระศอมีสีดาสนิท กลางพระนลาฏมีพระเนตรดวงที่ 3 ถ้าพระศิวะลื ม พระเนตรดวงที่ 3 เมื่ อ ใด ไฟจะไหม้ โ ลกเมื่ อ นั้ น เหนื อ พระเนตรดวงที่ 3 มี รู ปพระจันทร์ครึ่งซีก พระศิวะมีพระชายาชื่ออุมา ซึ่งมีหลายลักษณะและมีรายชื่อเรียก เช่น ปารวตีเทวีผู้เป็นธิดาแห่งหิมวัตหรือหิมาลัย ทุรคาเทวีผู้เป็นเจ้าแม่แห่งสงคราม และกาลีเทวีผู้มีกายสีดาเป็นต้น 3) พระวิษณุหรือพระนารายณ์ พระวิ ษ ณุ ห รื อ พระนารายณ์ เป็ น เทพเจ้ า ผู้ รั ก ษาและคุ้ ม ครองโลกให้ เ ป็ น สุ ขพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าที่มีพลังทางทานุบารุงโลก เมื่อเวลาใดโลกเกิดยุคเข็ญ เมื่อเวลานั้นพระนารายณ์จะเสด็จไปช่วยบาบัดทุกข์ ปราบยุคเข็ญ เรียกว่า อวตาร พระนารายณ์ประทับอยู่ในเกษียรสมุทร มีพระยาอนันตราชเป็นบัลลังก์ ทรงครุฑเป็นพาหนะ มีพระชายาชื่อ ลักษมี ผู้เป็นเทพีแห่งความงาม ผู้อานวยโชคลาภ ความมั่งคั่ง และผู้มีใจเมตตาปราณี เมื่อพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นวามนาม ปรศุราม และพระรามพระชายาลักษมีก็เสด็จลงมาเป็นนางปทุมาหรือกมลา นางธรณี และนางสีดาตามลาดับ พระนารายณ์จะอวตารลงมาจากสวรรค์และเกิดเป็นสัตว์หรือมนุษย์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือโลกเรียกว่า นารายณ์อวตาร จานวน 10 ปาง ดังต่อไปนี้ (1) มัตสยาวตาร ลงมาเกิดเป็นปลา เพื่อปราบยักษ์ชื่อ หยครีวะ ซึ่งทาให้มนุษย์หลงผิดจนเกิดน้าท่วมโลก (2) กูรมาวตาร ลงมาเกิดเป็นเต่าในเกษียรสาคร (ทะเลน้านม) ให้หลังรองรับภูเขาชื่อ มันทาระ เทวดาใช้ลาตัวพญานาคมาต่อกันทาเป็นเชือกผูกภูเขาเพื่อใช้เป็นสายโยงสาหรับดึงภูเขาให้เคลื่อนไหว เพื่อกวนน้าในมหาสมุทรจนกลายเป็นน้าอมฤต34 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  13. 13. (3) วราหาวตาร ลงมาเกิดเป็นหมูป่า เพื่อปราบยักษ์ หิรัณยากษะ ผู้จับโลกกดให้จมน้าทะเล โดยใช้เขี้ยวดุนให้โลกพ้นน้า สัตว์โลกจึงได้เกิดมา (4) นรสิงหาวตาร ลงมาเกิดเป็นสัตว์ครึ่งคนครึ่งสิงห์ เพื่อปราบยักษ์ชื่อหิรัณยกศิปุ ผู้ได้พรจากพระพรหมว่าจะไม่มีใครฆ่าให้ตายได้ จึงก่อความเดือดร้อนทั่ว 3 โลก (5) วามนาวตาร ลงมาเกิดเป็นคนค่อมผู้มีฤทธิ์ เพื่อปราบยักษ์ชื่อ พลิ มิให้มีอานาจครองโลกทั้งสาม และได้ไล่ยักษ์พลิให้ไปอยู่ใต้บาดาล (6) ปรศุรามาวตาร ลงมาเกิดเป็นรามผู้มีขวานเป็นสัญลักษณ์ เป็นบุตรของพราหมณ์ พยายามป้องกันไม่ให้กษัตริย์มีอานาจเหนือวรรณะพราหมณ์ ได้ชาระโลกถึง 21 ครั้งเพื่อทาลายกษัตริย์ (7) รามาวตาร ลงมาเกิดเป็นพระราม (รามจันทร์) ในมหากาพย์รามายณะเพื่อปราบท้าวราพณ์หรือทศกัณฐ์ (8) กฤษณาวตาร ลงมาเกิดเป็นพระกฤษณะ ผู้มีผิวกายดา เป็นสารถีขับรถศึกให้อรชุนเพื่อปราบคนชั่วในมหากาพย์มหาภารตะ (9) พุทธาวตาร ลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ประกาศหลักธรรมช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ซึ่งเป็นการปฏิรูปคาสอนของศาสนาพราหมณ์ เหตุผลที่ศาสนาฮินดูดึงเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์นั้น นับเป็นการกลืนพระพุทธศาสนาอีกวิธีหนึ่ง (10) กั ล กยาวตาร หรื อ อั ศ วาวตาร ลงมาเกิ ด เป็ น บุ รุ ษ อาชาไนยหรื อ อั ศ วิ นผู้ขี่ม้าขาว (กัลกี) ถือดาบอันมีฤทธิ์มีแสงแปลบปลาบดังดาวหาง เพื่อปราบคนชั่วและสถาปนาระบบธรรมะขึ้นใหม่ในโลก8 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่า โลกมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และสลายไปในที่สุดการบูชาเทพเจ้าทั้ง 3 องค์เหล่านี้เป็นลักษณะของบุคลาธิษฐาน เป็นการบูชาเพื่อให้รู้แจ้งสภาวธรรม 3 ประการ นั่นคือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และสลายไปของโลกนั่นเอง 2.4.3 หลักคาสอนเรื่องปรมาตมันหรือพรหมัน และชีวาตมัน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อว่า ปรมาตมัน บางครั้งเรียกว่า พรหมัน ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน มีฐานะเป็นวิญญาณดั้งเดิมหรือความจริงสูงสุดของโลกและสรรพสิ่งในโลก เพราะสรรพสิ่งมาจากปรมาตมัน หรือพรหมัน ดารงอยู่ และในที่สุดก็จะกลับคืนสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันหรือพรหมัน 8 สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ 10 (กรุงเทพมหานคร :สานักพิมพ์รวมสาส์น, 2541), หน้า 291-292. ศาสนาขั้นแนะนา | 35
  14. 14. ปรมาตมันหรือพรหมัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ไม่มีรูปร่างปรากฏ มีอยู่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวงเป็นความจริงแท้หรือสัจธรรมเพียงสิ่งเดียว ส่วนโลกและสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาที่มีอยู่เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้น ส่วนชีวาตมันหรือบางครั้งเรียกว่าอาตมัน เป็นตัวตนย่อย หรือวิญญาณที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ วิญญาณของมนุษย์และสรรพสัตว์ย่อมเกิดมาจากวิญญาณสากลคือปรมาตมันหรือพรหมัน เมื่อวิญญาณที่ออกมาจากปรมาตมันหรือพรหมันแล้วต้องเข้าไปสิ ง สถิ ต อยู่ ใ นรู ป แบบต่ า งๆของสิ่ ง มี ชี วิ ต นั บ ชาติ ไ ม่ ถ้ ว นและต้ อ งมี ลั ก ษณะสภาวะที่ ไ ม่เหมือนกันจนกว่าจะเข้าถึงความหลุดพ้น กระบวนการนี้เรียกว่า การเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏ ดังนั้น การที่อาตมันหรือชีวาตมันย่อยนี้เข้าไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมัน จึงจะเรียกว่า การพ้นจากทุกข์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป 2.4.4 หลักคาสอนการหลุดพ้นหรือโมกษะ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อว่า วิญญาณเป็นอมตะจึงไม่ตายตามร่างกาย การตายเป็นเพียงวิญญาณออกจากร่างกาย เพราะร่างกายเดิมไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ วิญญาณก็จะไปถือเอาร่างใหม่ หรือที่เรียกว่า เกิดใหม่ ดุจคนสวมเสื้อผ้าที่เก่าคราคร่า ไปหาชุดใหม่สวมใส่เรียกว่า สังสารวัฏ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่าไปตราบที่ยังไม่บรรลุความหลุดพ้น หรือโมกษะชาวฮินดูเชื่อว่า โมกษะเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต ผู้เข้าถึงโมกษะจะไปอยู่กับพระพรหมชั่วนิรันดร ไม่ต้องมาเวียนว่าย ตายเกิดอีกต่อไป การปฏิบัติเพื่อบรรลุโมกษะนั้น มีหลักปฏิบัติ4 ประการ คือ 1) กรรมมรรค (กรรมโยคะ) คือ การปฏิบัติด้วยการประกอบการงานตามหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง แต่ทางานด้วยจิตใจสงบ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ผู้ปฏิบัติเรียกกรรมโยคิน 2) ชยานมรรค (ชยานโยคะ) คือ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงว่าว่า ปรมาตมันเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ วิญญาณที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล (ชีวาตมัน) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับปรมาตมันหรือวิญญาณสากล 3) ภักติมรรค (ภักติโยคะ) คือ ความจงรักภักดีต่อเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือผู้ปฏิบัติเรียกว่า ภักติโยคิน 4) ราชมรรค (ราชโยคะ) คือ การปฏิบัติเกี่ยวกับการฝึกทางใจ บังคับใจให้อยู่ในอานาจด้วยการบาเพ็ญโยคะ ผู้ปฏิบัติเรียกว่า ราชโยคิน9 9 Warren Matthews, World religions, (USA : Wadsworth Cengage Learning,2010), p. 80-83.36 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  15. 15. จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นแผนภูมิ เพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้ หลักคาสอน ขั้นพรหมจรรย์ ขั้นคฤหัสถ์ อาศรมหรือวิธปฏิบัติของพราหมณ์ ี ขั้นวานปรัสถ์ ขั้นสันยาสี พระพรหม ตรีมูรติ พระศิวะ พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ปรมาตมันหรือพรหมัน และชีวาตมัน การหลุดพ้นหรือโมกษะ แผนภูมิภาพที่ 2-3 หลักคาสอนสาคัญในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู2.5 นิกายในศาสนา นิกายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีอยู่ 4 นิกายใหญ่ๆ มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1) นิกายไวษณวะ หรือไวษณพ ผู้ก่อตั้ง นิก าย คือ ท่ า นนาถมุ นี ดาเนินการเผยแผ่ลั ท ธิ อยู่ ท างภาคใต้ของอิน เดีย เป็นนิกายที่ บูช าพระวิษ ณุ หรื อพระนารายณ์ เชื่ อการอวตารหรื อการลงมาเกิดเพื่ อช่ ว ยเหลื อ มวลมนุ ษ ย์ ข องพระวิ ษ ณุ ห รื อ พระนารายณ์ เช่ น การอวตารลงเป็ น พระรามในมหากาพย์ ร ามายณะ เป็น พระกฤษณะในคัม ภี ร์ ภ ควั ท คีต า และเป็ นพระพุ ท ธเจ้ า เป็น ต้ นนิกายนี้เน้นหนักการนับถือในพระวิษณุหรือพระนารายณ์ว่าสาคัญกว่าเทพเจ้าองค์อื่น หน้าที่ ศาสนาขั้นแนะนา | 37
  16. 16. ของพระนารายณ์ ไม่ใช่เพียงรักษาโลกให้ดารงอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างและผู้ทาลายโลกอีกด้วย นิกายนี้จึงเป็นเอกนิยม นับถือพระวิษณุเพียงองค์เดียว ยุบเอาลักษณะและความเชื่อในพระเจ้าทั้ง 3 มารวมไว้ในพระวิษณุองค์เดียว ในพุ ทธศตวรรษที่ 19 นิกายไวษณวะ ได้แ ยกแยกออกเป็น 2 สาขาใหญ่ คือเตงกไล ซึ่งเป็นนิกายฝ่า ยใต้ กับ วฑกไล ซึ่ง เป็นนิกายฝ่า ยเหนื อ 10 นอกจากนี้ยั งแตกแยกออกเป็นนิกายย่อยอีก 3 นิกาย คือ (1) นิกายรามานุช มีสัญลักษณ์ประจาคือ มีดิลก (จุด) และเครื่องหมายเป็นขีดเส้นสีขาว 2 เส้นที่หน้าผาก โดยขีดจากตีนผมลงมาจรดคิ้ว และมีเส้นขวางที่ดั้งจมูก (2) นิกายมาธวะ มีความเชื่อว่า สิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จ ริง ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีแหล่งกาเนิดของมัน (3) นิกายวัลลภะ ไม่ถื อการบาเพ็ ญพรตและการทรมานตนเหมือนนิกายอื่นนิกายนี้เขียนหน้าผากเป็น 4 แบบ คือ 1) ขีดเส้นคู่ 2 ข้าง แต้มจุดหรือดิลกตรงกลาง 2) เขียนเป็นรูปเกือกม้าแต้มจุดหรือดิลกตรงกลาง 3) เขียนเป็นรูปเกือกม้าและขีดเส้นตรงเส้นหนึ่งตรงกลาง 4) เขียนเป็นรูปไข่11 2) นิกายไศวะ นิกายนี้ถือว่า พระศิวะเป็นผู้สร้างโลก เป็นแก่นแท้ของจักรวาล การนับถือของนิกายนี้มี 2 ลักษณะ คือ (1) นับถือและบูชาลิงคะ หรือ ศิวลึงค์ คือ เครื่องหมายเพศบุรุษ เป็นเครื่องแทนพระศิวะในฐานะเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง (2) นับถือและบูชาโคนันทิ ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ เป็นผู้ให้น้านมและเนื้อแก่มนุษย์ เปรียบเหมือนเป็นมารดาของคนอินเดีย เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู สัญลักษณ์ของคนที่นับถือนิกายนี้ คือ การใช้ขี้เถ้าของขี้วัวเขียนหน้าผากเป็น เส้นและจุดดิลก 4 แบบ คือ 1) ขีดเส้นที่หน้าผาก 2 ขีด แต้มดิลกข้างใต้ 2) เขียนเส้น 3 ขีด แต้มดิลกใหญ่ตรงกลาง 3) เขียนเป็นรูปสี่เหลี่ยม 4) เขียนเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวแต้มดิลกตรงกลาง12 10 สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, หน้า 288. 11 เมธา เมธาวิทยกุล, ศาสนาเปรียบเทียบ, 187. 12 เรื่องเดียวกัน38 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  17. 17. นิกายไศวะนี้ ภายหลังแตกแยกออกเป็นนิกายย่อยใหญ่ๆ 2 นิกาย13 คือ 1) นิกายกาศมีรไศวะ หรือ กัษมีไศวะ เป็นนิกายฝ่ายเหนือ เกิดขึ้นในแคว้นแคชเมียร์ เชื่อว่า พระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุดองค์เดียว และทรงแฝงอยู่ในสรรพสิ่ง 2) นิกาย ลิงคายัต เป็นนิกายฝ่ายใต้ มีศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์ ก่อตั้งโดยท่านลกุลีศะซึ่งนิกายนี้เชื่อกันว่าเป็นพระมเหศวร คือ การอวตารเป็นครั้งสุดท้ายของพระศิวะ 3) นิกายศักติ ค าว่ า ศั ก ติ แปลว่ า ความสามารถ อ านาจ พลั ง ความสู ง ส่ ง บุ ค คลผู้ มี พ ลั งดังกล่าวคือเทวีหรือเทพเจ้าผู้หญิง นิกายนี้จึงนับถือมเหสีของมหาเทพทั้ง 3 องค์ การนับถือศักติหรื อมหาเทวีไม่ ได้แยกออกเป็นนิกายเอกเทศ แต่แฝงอยู่ในนิกายไศวะ และไวษณวะนั่นเอง กล่าวคือ ในนิกายไศวะก็นับถือพระชายาของพระศิวะซึ่งมีเพียงองค์เดียวแต่มีหลายชื่อ14เช่น อุมา กาลี ทุรคา เป็นต้น ส่วนนิกายไวษณวะก็นับถือพระนางลักษมีซึ่งเป็นพระชายาของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ นิกายที่นับถือพระพรหมก็นับถือพระนางสรัสวดีซึ่งเป็นมเหสีของพระพรหม เป็นต้น แต่โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะนับถือพระนางอุมายิ่งกว่าเทพีองค์อื่นๆ เพราะพระนางเป็นมเหสีของพระศิวะซึ่งเป็นเทพเจ้าที่คนเกรงกลัว ดังนั้น พระนางอุมาจึงมีพระนามหลายอย่าง คู่กับพระศิวะ เช่น มหาเทวี คู่กับมหาเทพ โยคินี คู่กับมหาโยคีชคันมาตรี(มารดาของโลก) คู่กับอิศวร ทุรคา หรือไภรวีคู่กับไภรวะ (ผู้น่ากลัว) กาลี (ผู้ทาลาย) คู่กับมหากาล เป็นต้น15 การบูชาของนิกายศักติแปลกกว่าการบูชาของนิกายอื่นๆ เช่น ตัดคอแพะบูชาเจ้าแม่กาลี หรือการประกอบพิธีกรรม นิกายศักติแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) ทักษิณาจารี คือ พวกบูชาด้านขวา หมายถึง ผู้นับถือนิกายศักติที่บูชาพระศิวะพระวิษณุ พระกฤษณะและพระชายาในฐานะเป็นมหาเทพ ไม่ใช่ด้วยความพึงพอใจต่อพระเทวีในแง่กามารมณ์ มีการทาพิธีอย่างเปิดเผย สุภาพ ไม่ลามกอนาจาร ตามคาสอนในคัมภีร์ปุราณะ (2) วามาจารี คื อ พวกบู ช าด้ า นซ้ า ย หมายถึ ง ผู้ นั บ ถื อ นิ ก ายศั ก ติ ที่ บู ช าพระนางทุรคามากกว่าพระศิวะ บูชาพระนางราธามากกว่าพระกฤษณะ และบูชาพระนางลักษมีมากกว่าพระวิษณุ นิกายนี้บูชาพระเทวีทุรคาไม่ใช่ในฐานะพระชายาของมหาเทพ แต่ในฐานะพระเทวีที่ เ ป็นประธานในการร่ วมเพศ และพิ ธี ใ ห้ เ กิดฤทธิ์ เ ดช การบู ชาต้องท าพิ ธี ใ นที่ ลั บ 13 สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, หน้า 293. 14 เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, หน้า 89. 15 สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, หน้า 387-389. ศาสนาขั้นแนะนา | 39
  18. 18. ตามพิธีที่เรียกว่า ปัญจมการ หรือ ม 5 ประการ คือ 1) มัทยะ หรือมัชชะ คือ น้าเมา 2) มางสะคือ เนื้อสัตว์ ตลอดทั้งมัตสยะ เนื้อปลาสด 3) มันตระ คือ บทสวดที่จะทาให้เกิดความกาหนัด4) มุทระ คือ การแสดงท่ายั่วยวน และ 5) ไมถุน คือ เสพเมถุนหรือการร่วมเพศ16 เพราะเชื่อกันว่า เจ้าแม่ทุรคา หรือเจ้าแม่กาลีทรงโปรดการบูชายัญและการเสพเมถุน ดังนั้น การประกอบกิจดังกล่าวจึงทาให้พระนางพอพระทัย และอีกจุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อให้เบื่อหน่ายในกามโดยสนองความต้องการให้เต็มที่ก็จะมาถึงจุดเบื่อหน่าย แบบหนามยอกเอาหนามบ่ง 4) นิกายตันตระ คาว่า ตันตระ แปลว่า พิธีการ แบบแผน หรือกฎเกณฑ์ หมายถึงแบบแผนของพิธีกรรมต่างๆ ของฮินดูยุคหลังพุทธกาล นิกายนี้เกิดมาจากการนับถือศักติฝ่ายซ้าย เน้นหนักไปในทางกามารมณ์ การบูชาศักติที่เป็นลักษณะเด่นเฉพาะของนิกายนี้คือ การทาพิธี ให้ศักติหรือมหาเทพที่เป็นสามีพอใจ ได้แก่ การเริ่มต้นด้วยการพรรณนาคุณแห่งความรักความใคร่ของสตรีและบุรุษแล้วจบลงด้วยการเสพเมถุน พิธีกรรมดังกล่าวเป็นของพวกวามาจารินหรือกาฬจักร เพราะจะต้องประกอบพิธีในเวลาเที่ยงคืนของข้างแรม ผู้เป็นศาสนิกจะพากันมาชุมนุมกันหน้าเทวรูปของพระอุมาเทวีหรือเจ้าแม่ทุรคา แล้วเริ่มกระทาพิธีกรรมตามขั้นตอนของ ม ทั้ง5 (ปัญจมการ)17 ดังกล่าวแล้ว จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นแผนภูมิ เพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้ 16 เรื่องเดียวกัน, หน้า 487. 17 เมธา เมธาวิทยกุล, ศาสนาเปรียบเทียบ, หน้า 192.40 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  19. 19. นิกายในศาสนา เตงกไล วฑกไล นิกายไวษณวะหรือไวษณพ รามานุช มาธวะ วัลลภะ กาศมีรไศวะ/ นิกายไวษณวะหรือไวษณพ กัษมีไศวะ ลิงคายัต นิกายศักติ นิกายตันตระ แผนภูมิภาพที่ 2-4 นิกายในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู2.6 พิธีกรรมสาคัญ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่มีพิธีกรรมเป็นส่วนประกอบสาคัญอย่างหนึ่งของศาสนา เพราะชาวฮินดูทุกวรรณะย่อมมีขนบธรรมเนียมประเพณีเฉพาะที่ต้องประพฤติตามที่กาหนดไว้สาหรับวรรณะของตน และกฎประเพณีส่วนรวม ที่ต้องปฏิบัติสาหรับทุกชั้นวรรณะ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวด ดังนี้ 2.6.1 กฎสาหรับวรรณะ ศาสนาฮินดูมีกฎสาหรับวรรณะให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหลายเรื่อง เช่น 1) กฎเกี่ยวกับการแต่งงาน จะแต่งงานนอกวรรณะของตนไม่ได้ แต่ผู้ชายเป็นพราหมณ์จะแต่งงานกั บผู้หญิงในวรรณะอื่นได้ เรียกว่า อนุโลม ส่วนผู้หญิงเป็ นพราหมณ์จะแต่งงานกับผู้ชายวรรณะอื่นไม่ได้ เรียกว่าปฏิโลม ศาสนาขั้นแนะนา | 41
  20. 20. 2) กฎเกี่ยวกับอาหารการกิน มีข้อกาหนดว่าสิ่งใดกินได้ สิ่งใดกินไม่ได้ และข้อกาหนดว่าบุคคลในวรรณะใดปรุงอาหารให้คนวรรณะใดกินไม่ได้ เช่น วรรณะพราหมณ์ไม่กินอาหารที่คนวรรณะอื่นทา เป็นต้น 3) กฎเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ต้องประกอบอาชีพที่กาหนดไว้สาหรับคนในวรรณะนั้นๆเท่านั้น 4) กฎเกี่ ย วกั บ สถานที่ อ ยู่ อ าศั ย ในสมั ย โบราณมี ก ฎห้ า มชาวฮิ น ดู มี ถิ่ น ฐานบ้านเรือนนอกเขตประเทศอินเดีย และห้ามเดินเรือในทะเล แต่ปัจจุบันไม่ถือกันแล้ว 2.6.2 พิธีประจาบ้าน พิธีนี้เป็นพิธีที่กาหนดไว้ในคัมภีร์มานวธรรมศาสตร์ หรือมนูศาสตร์เรียกว่า พิธีสังสการ เป็นพิธีกรรมที่คนในวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์และวรรณะไวศยะจะต้องทาโดยมีพราหมณ์หรือนักบวชเป็นผู้ทาพิธี จานวน 12 ประการ คือ 1) ครรภาธาน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ถัดจากวันวิวาห์ 2) ปุงสวัน เป็นพิธีปฏิบัติต่อเด็กในครรภ์ที่เข้าใจว่าเป็นเพศชาย 3) สีมันโตนยัน เป็นพิธีตัดผมหญิงมีครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์ได้ 4, 6 หรือ 8 เดือน 4) ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร 5) นามกรรม พิธีตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ 12 หรือ 14 ถัดจากวันคลอด 6) นิษกรมณ พิธีนาเด็กออกไปดูแสงอาทิตย์ยามเช้า เมื่ออายุได้ 4 เดือน 7) อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเด็ก เมื่ออายุได้ 7 เดือนหรือ 8 เดือน 8) จูฑากรรม พิธีโกนผมไว้จุก เมื่ออายุได้ 3 ขวบ 9) เกศานตกรรม พิธีตัดผม ถ้าเป็นวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 16 ปีถ้าวรรณะกษัตริย์ ตัดเมื่ออายุ 22 ปี ถ้าวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 24 ปี 10) อุปานยัน พิธีเข้ารับการศึกษา พวกวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ จะต้องทาพิธีเข้ารับการศึกษา และเมื่ออาจารย์ในสานักนั้นๆ รับเด็กไว้แล้วก็จะสวมสายธุรา หรือยัชโญปวีต ผู้ที่ได้สวมสายนี้แล้วก็เรียก ว่า ทวิชหรือทิชาชาติ ได้แก่ เกิด 2 ครั้ง คือครั้งแรกเกิดจากครรภ์มารดา และครั้งที่ 2 เกิดจากการสวมสายยัชโญปวีต ส่วนพวกศูทรและจัณฑาลเป็นเอกชาติ คือ เกิดครั้งเดียวไม่อาจเป็นทวิชาติได้ 11) สมาวรรตน์ พิธีกลับบ้าน จัดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มสาเร็จการศึกษาและเตรียมตัวกลับบ้าน 12) วิวาหะ พิธีแต่งงาน พิธีสังสการทั้ง 12 ประการ ถ้าเป็นผู้หญิงห้ามทาพิธีอุปานยันอย่างเดียว นอกนั้นทาได้หมด และห้ามสวดคัมภีร์พระเวท เพราะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนเฉพาะผู้ชาย และคนบางวรรณะเท่านั้น42 | ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

×