เตรียมสู่ครูผู้ช่วย
สอบครูดอทคอม www.sobkroo.com
หลักสูตรการสอบแข่งขันฯ
ภาค ก สอบข้อเขียน
(350 คะแนน)
ความรอบรู้ (75)
ความสามารถทั่วไป(75)
วิชาการศึกษา(100)
วิชาเอก เฉพาะวุฒิ (100)
ภาค ข สอบข้อเขียนและ
ประเมินความเหมาะสม
(150 คะแนน)
วิชาชีพครูฯ (100)
สัมภาษณ์ (50)
500
•เรียงคะแนนทุกภาคสูงไปน้อย
•ยึดคะแนนภาค ก(ข้อเขียน)
•ยึดสมัครก่อนหลัง
ลําดับ
•ขึ้นบัญชี แยกตามวิชาเอก
•ขึ้นบัญชีไม่เกิน 2 ปี
•บรรจุตามลําดับที่ขึ้นบัญชี
• เขตอื่นขอใช้บัญชีได้
ภายใน 15 วัน
ภาคข : ความเหมาะสมกับวิชาชีพ
(คะแนนเต็ม 150 คะแนน)
 ความรู้ความเข้าใจกี่ยวกับวิชาชีพครู (ข้อเขียน 100)
 ประเมินความเหมาะสมของบุคคล (สัมภาษณ์ฯ 50)
- ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา
- บุคลิกภาพ
- ปฏิภาณ ไหวพริบ
- การมีปฏิสัมพันธ์ แฟ้ มผลงาน
ภาคข : ความรู้ความเข้าใจกี่ยวกับ
วิชาชีพครู
เจตคติต่อวิชาชีพครู
จรรยาบรรณต่อวิชาชีพครู
คุณธรรม จริยธรรมครู
วินัยและการรักษาวินัย
มนุษย์สัมพันธ์และการปรับตัว
ภาคข : วิชาชีพครู
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
การจัดการความรู้
ความเป็นพลเมืองดี
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
เจตคติต่อวิชาชีพครู
 อาชีพ
- การประกอบการงาน เพื่อเกิดรายได้ เลี้ยงชีพ
- มีความรู้ ความชํานาญ ประสบการณ์
- ไม่ต้องอาศัยศาสตร์หรือวิชาเฉพาะ
 วิชาชีพ
- การประกอบการงานอาศัยศาสตร์สาขานั้นๆ
- อาศัยทักษะ ความชํานาญการเป็นพิเศษ
- เช่น ครู แพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร ตํารวจ ทนาย ฯลฯ
อาชีพ-วิชาชีพ
ครู:ความหมาย
 รากศัพท์ครู
- คุรุ มีรากศัพท์มาจาก คารวะ และแผลงเป็น เคารพ
- คารวะหรือเคารพ คือการตระหนัก จดจ่อในความดี
- ครูจึงเป็นผู้ตระหนัก ในสิ่งดี-ชั่ว ถูก-ผิด ควร-มิควร และศิษย์ควรตระหนัก
 ความหมายของครู
- ครู(โบราณ) หมายถึง ผู้นํา
- ครู(ทั่วไป) ผู้อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดวิชา
- ครู(ปัจจุบัน) ผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง
อาจารย์:ความหมาย
 รากศัพท์
- อาจารย- อาจาริยะ(instructor)
- แปลว่า ผู้สอนที่เป็นพระภิกษุ
 ความหมาย
- ความหมาย (เดิม) ผู้ฝึกมารยาท ควบคุม ดูแลให้อยู่ในระเบียบ กฎเกณฑ์
- ความหมาย(ปัจจุบัน) ผู้สั่งสอนวิชาความรู้ อบรมดูแลความประพฤติศิษย์
- ลักษณะงานที่แตกต่างจากครู สอนปริญญาตรี สอนอุดม
ครู:การจําแนก
ประเภท
 ตามลักษณะงาน
- ครูประจําบ้าน บิดา มารดา(บูรพาจารย์) เป็นครูคนแรก
- ครูประจําโรงเรียน ผู้พัฒนานักเรียนซึ่งเป็นบัวสี่เหล่า
- ครูประจําวัด พระภิกษุหรือนักบวช
- ครูประจําโลก คือพระบรมศาสดาพระพุทธศาสนา ศาสดาของศาสนาอื่น
 ตามคุณธรรม
- เปลือกครู พวกด้อยคุณธรรม ความเป็นครู ไม่ศรัทธาในอาชีพครู ไม่คํานึง
ศิษย์ เปรียบเสมือนเปลือกไม้ซึ่งไม่สําคัญ
- เนื้อครู พวกนี้มีคุณธรรม มีความเป็นครูสูง ทําหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
เปรียบเหมือนเนื้อไม้ มีประโยชน์มาก
ครู:การจําแนก
ประเภท
- แก่นครู ครูที่มีคุณธรรมของความเป็นครูสูง เป็นครูในอุดมคติ เป็นครู
เพราะศรัทธาในวิชาชีพครู เปรียบเหมือนแก่นไม้ซึ่งแข็งแกร่งมี คุณค่าใช้สอย
มาก หากมีมากองค์กรเจริญ วิชาชีพเจริญก้าวหน้าประเภทเจริญก้าวหน้า
 จําแนกตามอัตตา(ความมีตัวตน)
- ครูที่เป็นบุคคล มีตัวตน ได้แก่บิดามารดา ครูอาจารย์ พระภิกษุ เพื่อน ผู้หวังดี
ตนเอง พระบรมครูสูงสุด
- ครูที่ไม่ใช่บุคคล เป็นสิ่งของและพฤติกรรมต่างๆ ที่มีอิทธิพลเป็นแบบคน เช่น
การงาน ความผิดพลาด ปัญหาอุปสรรค ประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม ความ
เดือดร้อน ทรมารกาย ใจ เป็นต้น
อานิสงส์ความเป็นครู
 อานิสงส์ที่ครูให้แก่โลก
- ให้ความสว่างแก่โลก -ยกวิญญาณคนให้เป็นมนุษย์
- สร้างจิตวิญาณให้พ้นจากสัญชาติญาณสัตว์ – เตรียมมนุษย์สู่สวรรค
(เพิ่มคุณธรรมของความเป็นมนุษย์)
 อานิสงส์ที่ครูพึงได้รับจากความเป็นครู
- ครูเป็นปูชนีย์บุคคล
- มีอาชีพในการดํารงชีวิต และได้กุศล
- มีความก้าวหน้าในอาชีพ ชีวิตสงบสุข
วิชาชีพชั้นสูง
 วิชาชีพชั้นสูง
- อาชีพนั้นต้องมีบริการสังคมไม่ซํ้าซ้อนกับสาขาวิชาชีพอื่น
- อาชีพนั้นต้องมีบริการสังคมโดยวิธีการแห่งปัญญา
- อาชีพนั้นต้องมีความอิสระในการดําเนินการเกี่ยวกับวิชาชีพ
- สมาชิกของวิชาชีพชั้นสูงนั้นจะต้องได้รับการศึกษาในระดับสูง
- ผู้ที่ใช้วิชาชีพชั้นสูงนั้นต้องประพฤติดีและมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ
- มีสถาบัน องค์กรกลางที่จะสร้างสรรค์ จรรโลงความมั่นคงของวิชาชีพ
วิชาชีพครู
 ครู : เป็นวิชาชีพชั้นสูง
- ม. 81 รธน.40 : กําหนดให้มีการพัฒนาวิชาชีพครู
- ม. 52 (หมวด7) : พรบ. กศ. แห่งชาติ42 และแก้ไข 45
กําหนดให้มีระบบ การผลิต การพัฒนาครูให้มีคุณภาพ
และมาตรฐาน เหมาะสม กับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
วิชาชีพครู:วิชาชีพชั้นสูง
 ให้บริการความรู้ แก่คนทุกระดับ : สอนจัดการเรียนรู้ทุกระดับ
 ให้บริการด้วยวิธีแห่งปัญญา : ใช้เทคนิคการสอน วิธีสอน จิตวิทยา
การสอน สื่อเทคโน การวัดผลที่เหมาะสม
 มีอิสระการทํางาน : คิดค้นนวัตกรรมวิธีสอน การวัดผล สื่อฯ
 การศึกษายาวนาน อบรมอย่างต่อเนื่อง : หลักสูตรครู 5 ปี
 มีจรรยาบรรณวิชาชีพ ใช้ถือปฏิบัติ :ข้อบังคับคุรุสภาฯ
 มีองค์กรวิชาชีพ : คุรุสภา
ความสําคัญของวิชาชีพครู
 ครู
- บุคคลที่ทํางานหนัก สั่งสอนคน ทําหน้าที่สารพัดอย่าง
- ฝึกอบรม ให้ความรู้วิชาการ เป็นแบบอย่างที่ดี
- พัฒนาตนเอง แสวงหาความรู้ ทั้งวิชาการ เทคโนโลยีและการสื่อสาร
เทคนิควิธีสอนและการจัดการเรียนรู้
- ดูแลนักเรียน เข้าถึง เสียงภัย รับผิดชอบตนเอง ผู้อื่น
- ผู้นําความคิดให้ชุมชน สังคม ที่พึ่งของศิษย์ เป็นผู้นําจิตวิญญาณ
ความสําคัญของ : วิชาชีพครู
 ครูเป็นผู้พัฒนาบุคคล พัฒนาสังคม กระจกเงาของเด็ก
 เป็นนักวิชาการ เป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลง เป็นแม่พิมพ์ของชาติ
 เป็นผู้นําและนักพัฒนาท้องถิ่น ทหารเอกของชาติ
 สร้างสรรค์สังคม ประชาธิปไตย
 เชิดชูชาติ อนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี
 สร้างค่านิยมที่ดีแก่สังคม กุมความเป็ยความตายของชาติ
 เป็นวิศวกรสังคม เป็นผู้สร้างโลก
ครู : ปฏิรูปการศึกษา
 เป็นวิชาชีพชั้นสูง (พรบ.การศึกษาแห่งชาติ)
 มีองค์กรวิชาชีพ คุรุสภา(สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา)
 ครูเป็นสมาชิกคุรุสภาประเภทสามัญ(พรบ.สภาครู)
 มีตําแหน่งเป็นครูผู้ช่วย ครู (พรบ.รบ.ครู)
 มีมาตรฐานตําแหน่งกําหนดบทบาทหน้าที่ครู(พรบ.รบ.ครู)
 มีมาตรฐานวิชาชีพครู (พรบ.สภาครู)
ครู : ตําแหน่ง
1. ตําแหน่งหน้าที่สอน (ม.38 ก.) ได้แก่
ครูผู้ช่วย  ครู
2. ตําแหน่งหน้าที่บริหาร (ม.38 ข.) ได้แก่
รองผู้อํานวยการสถานศึกษา  ผู้อํานวยการสถานศึกษา
3. ตําแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น (ม.38 ค(2) ได้แก่
จนท.การเงินบัญชี  จนท.พัสดุ
หน้าที่ : ความรับผิดชอบ
1. หน้าที่
- กิจที่ต้องทํา - สิ่งที่จําเป็นที่บุคคลต้องทํา
2. ความรับผิดชอบ
- คุณสมบัติของบุคคลที่จะทํางานในหน้าที่ มอบหมายให้สําเร็จถูกต้องเหมาะสม
3. หน้าที่ความรับผิดชอบ
- กิจที่บุคคลต้องกระทําให้สําเร็จตามคําสั่ง ตามกฎหมาย ตามหลัก ศิลธรรม
ด้วยสํานึกในความถูกต้อง
หน้าที่ : ความรับผิดชอบครู
กิจที่ผู้เป็นครูจําเป็นต้องกระทําให้เสร็จสิ้น
สมบูรณ์ ซึ่งการกระทําของครูเป็นไปโดยอาศัย
หลักคุณธรรม จริยธรรม กฏหมาย หรือด้วย
สํานึกในความถูกต้องและเหมาสม
ครูผู้ช่วย ครู : บทบาทหน้าที่
มฐ. ตําแหน่ง (หน้าที่และความรับผิดชอบ)
- ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมการเรียนรู้
พัฒนาผู้เรียน
- ปฏิบัติงานทางวิชาการของสถานศึกษา
- มีหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มก่อนแต่งตั้ง
ให้ดํารงตําแหน่งครู 2 ปี (พัฒนาตนเองวิชาชีพ)
- ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
ครู : ลักษณะงาน
มฐ. ตําแหน่ง (ลักษณะงานที่ปฏิบัติ)
- ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน และส่งเสริมการเรียนรู้
ของผู้เรียน ด้วยวิธีการ ที่หลากหลาย โดยเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
- จัดอบรมสั่งสอนและจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์
- ปฏิบัติงานวิชาการของสถานศึกษา
- ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
- ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
บทบาทหน้าที่ของครู
 TEACHERS
- T teaching : การสอน
- E ethice : จริยธรรม
- A academic : วิชาการ
- C cultural heritage : การสืบทอดวัฒนธรรม
- H human relationship : มนุษยสัมพันธ์
- E evaluation : การประเมินผล
-R research : การวิจัย
-S service : การบริการ
บทบาทหน้าที่ของครู
 การสั่งสอนศิลปวิทยาการต่างๆให้แก่ศิษย์
 การฝึกอบรมคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีแก่ศิษย์
 ปกครองดูแลความทุกข์สุขของศิษย์
 การประเมินผลความก้าวหน้าของศิษย์
 การแนะแนวการศึกษา อาชีพ
 การจัดกิจกรรมเพื่อความเจริญงอกงามของศิษย์
 การปฏิบัติงานในหน้าที่และงานที่ได้รับมอบหมาย
 ดูแลสอดส่อง ป้ องกันภัย ทรัพย์สินโรงเรียน
 การเสริมสร้างสมรรถภาพทางวิชาการให้แก่ตนเองอย่างสมํ่า เสมอ
 รักษาวินัย เป็นแบบอย่างที่ดี
คุณลักษณะของครูที่ดี
 ตามพระราชดํารัสและพระบรมราโชวาท
 ตามคําสอนของพระพุทธศาสนา
 ตามทัศนะของบุคคล นักวิชาการ
 ตามผลการวิจัย
 ตามอุดมคติ
ตามพระราชดํารัสและพระบรมราโชวาท
“ครูแท้นั้นต้องเป็นผู้กระทําแต่ความดี คือ
- ขยัน หมั่นเพียร อุตสาหะ - ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ
- รักษาวินัย สํารวม - ซื่อสัตย์เมตตา หวังดี -เป็นกลาง”
“ คุณสมบัติที่ดีสําหรับครู ผู้ปรารถนาจะทํางานให้ได้ดี มีความเจริญก้าวหน้า มี
เกียรติยศชื่อเสียงและมีฐานะตําแหน่ง อันมั่นคงคุณสมบัติประการแรกคือ…
- แสดงความรู้ สามารถได้อย่างรวบรัด ชัดเจน ถูกต้อง - มีมนุษย์สัมพันธ์
- มีค่านิยมสูง - มีวิจารณาณ - มีระเบียบวินัย
ตามคําสอนในพระพุทธศาสนา
กัลยามิตตธรรม 7 ประการ
- ปิย- น่ารัก - ครุ-น่าเคารพ -ภาวนีโย –น่าเจริญ ยกย่อง
- วัตตา –รู้จักพูดให้ได้ผล
- วจนักขโมย –อดทนต่อถ้อยคํา
- คัมภีรรัญจะ กถัง กัตตาแถลงเรื่องได้ลึกซึ้ง
- โน จัฏฐาเน นิโยชเย -ไม่แนะนําเรื่องเหลวไหล
ตามอุดมคติ
- มีความรอบรู้ - มีอารมณ์ขัน
- มีความยืดหยุ่น - มีวิญญาณความเป็นครู
- มีความซื่อสัตย์ - มีความเข้าใจรวบรัด ชัดเจน
- เป็นคนเปิดเผย - มีความอดทน
- กระทําตนเป็นแบบอย่างที่ดี - นําความรู้ทาง ทบ.ไปใช้
- เรียบร้อย สะอาด สง่า ผ่าเผย
ครูตามแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้
 จัดการเรียนการสอนเน้นผุ้เรียนเป็นสําคัญ
 เป็นผู้จัดการ อํานวยความสะดวก
 เป็นผู้จัดการเรียนรู้
 วัดและประเมินผลตามสภาพแท้จริง
 ใช้การวิจัยเพื่อการพัฒนางานและวิจัยเพื่อการเรียนรู้
คุณลักษณะของครูยุคปฏิรูปการศึกษา
 คุณลักษณะด้านศักยภาพ
- คุณลักษณะด้านความรู้ - คุณลักษณะด้านการคิด - คุณลักษณะด้านค่านิยม
 คุณลักษณะด้านความสามารถ
- ความสามารถในการปฏิบัติตน - ความสามารถในการปฏิบัติงาน
 คุณลักษณะด้านวิชาชีพ
- การพัฒนาตนเองให้งอกงามตามหลักวิชาการ
- การพัฒนาเพื่อนร่วมงานให้มีมาตรฐานทัดเทียมกัน
- การเคร่งครัดในจรรยาบรรณ
คุณลักษณะด้านศักยภาพ
 คุณลักษณะด้านความรู้
คุณลักษณะด้านศักยภาพ
 คุณลักษณะด้านการคิด
 คุณลักษณะด้านค่านิยม
 ความสามารถในการปฏิบัติตน
 ความสามารถในการปฏิบัติงาน
คุณลักษณะด้านความสามารถ
 การพัฒนาตนเอง
 การพัฒนาเพื่อนร่วมงาน
 การเคร่งครัดในจรรยาบรรณ
คุณลักษณะด้านวิชาชีพ
สรุปคุณลักษณะของครูที่ดี
 บุคลิกภาพดี
 คุณสมบัติส่วนตัวดี
 สอนดี ปกครองดี
 ประพฤติดี
 มีจรรยาและคุณธรรมสูง
 มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
ความศรัทธาต่อวิชาชีพครู
ความหมาย
- ความเชื่อมั่นในความเป็นจริง ความดีงามและกฎธรรมดาแห่งเหตุผล
องค์ประกอบของความศรัทธา
- มั่นใจว่าเป็นไปได้ - มั่นใจว่ามีคุณค่า - มั่นใจว่าพิสูจน์ให้เห็นจริงได้
 ลักษณะการศรัทธาในวิชาชีพครู
- ศรัทธารักอาชีพครู - เชื่อมั่นการศึกษาจะสําเร็จได้เพราะครู
- เชื่อมั่นในปรัชญาการศึกษา - มั่นใจแนวทางปฏิรูปการศึกษา
ความคาดหวังของสังคมต่อวิชาชีพครู
 มีความรู้เข้าใจในธรรมชาติผู้เรียนและธรรมชาติของการเรียนรู้
 มีความรู้ความสามารถในเนื้อหาวิชาที่สอน
 มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับวิชาชีพครู
 มีความรู้และทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้
 มีความสามารถและทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
 มีความรู้ความสามารถทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ
 มีจิตวิญญาณและบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับวิชาชีพครู
สมรรถนะของครู(ความสามารถ)
 สมรรถนะหลัก (ครูทุกสายงานต้องมีเหมือนกัน)
- การมุ่งผลสัมฤทธิ์
- การบริการที่ดี
- การพัฒนาตนเอง
- การทํางานเป็นทีม
สมรรถนะ (competency) ของครู
 สมรรถนะประจําสายงาน (งานการสอน)
- การออกแบบการเรียนรู้ - การพัฒนาผู้เรียน
- การบริหารจัดการชั้นเรียน - การพัฒนาทักษะตนเอง
- การสื่อสารและการจูงใจ - การวิเคราะห์และการสังเคราะห์
- การมีวิสัยทัศน์ - การให้ความสําคัญแก่ผู้อื่น
การระลึกถึงวิชาชีพครู
 การจัดงานวันครู
- พ.ศ. 2499 : กําหนดให้มีการจัดงานวันครูครั้งแรก
- พ.ศ. 2550 จัดงานวันครูเป็นครั้งที่ 51 กําหนดคําขวัญว่า
:สิบหกมกรา เทิดทูน “พ่อแผ่นดิน” ภูมินทร์บรมครู
- รัฐบาลกําหนดวันครูแห่งชาติ : 16 มกราคม ทุกปี
- ยูเนสโก(UNESCO)กําหนด วันครูโลก: 5 ตุลาคม ทุกปี
จรรยาบรรณวิชาชีพครู
 วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพควบคุม (พรบ.สภาครูฯ)
มาตรา 43 ให้วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา
และผู้บริหารการศึกษา เป็นวิชาชีพควบคุม
จะประกอบวิชาชีพควบคุมได้ จะต้องได้รับใบอนุญาต
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
 อาชีพ
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ใบอนุญาต หมายถึง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ซึ่งออกให้ผู้ปฏิบัติงานในตําแหน่ง
• ครู
• ผู้บริหารสถานศึกษา
• ผู้บริหารการศึกษา
• บุคลากรทางการศึกษาอื่น(ศน.)
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
 ผู้มีวุฒิทางครูขอต่อคุรุสภา ค่าธรรมเนียม 500
 ใบประกอบวิชาชีพมีอายุ 5 ปี เว้นถูกพักใช้ เพิกถอน
 ขอต่อใบประกอบวิชาชีพต้องผ่านการประเมินมาตรฐาน
จรรยาบรรณวิชาชีพ
 จะได้เลื่อนตําแหน่ง เลื่อนวิทยฐานะต้องผ่านการประเมิน
มาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ
ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘
มาตรฐานวิชาชีพครู(ตามข้อบังคับคุรุสภา)
 อาชีพข้อกําหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ และคุณภาพ ที่พึงประสงค์
ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพ
ทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตาม
1) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ
2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน
3) มาตรฐานการปฏิบัติตน
มาตรฐานความรู้และประสบการณ์
 อาชีพ
มาตรฐานความรู้และประสบการณ์
มาตรฐานการปฏิบัติงาน (12 มฐ.)
มาตรฐานการปฏิบัติงาน (12 มฐ.)
มาตรฐานการปฏิบัติตน ( 5 ด้าน 9 ข้อ)
1) จรรยาบรรณต่อตนเอง
2) จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
3) จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
4) จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
5) จรรยาบรรณต่อสังคม
จรรยาบรรณครู
หมายถึง ประมวลความประพฤติหรือกริยาอาการที่ผู้
ประกอบวิชาชีพครูควรประพฤติปฏิบัติ เพื่อรักษาส่งเสริม
เกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของความเป็นครู
ปัจจุปัน จรรยาบรรณครู กําหนดไว้ในกฎหมาย
“ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและ
จรรยาบรรณวิชาชีพ พ.ศ. 2548”
จรรยาบรรณวิชาชีพครู ( 5 ด้าน 9 ข้อ)
1.จรรยาบรรณต่อตนเอง
1) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเอง
ด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ
เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
2.จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
2) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต
รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ
จรรยาบรรณวิชาชีพครู ( 5 ด้าน 9 ข้อ)
3. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
3) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม
ให้กําลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า
4) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัย
ที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
5) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้ง
ทางกาย วาจา และจิตใจ
6)ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ
ทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ
7) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค
โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
จรรยาบรรณวิชาชีพครู ( 5 ด้าน 9 ข้อ)
4. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
8) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและ
กันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีใน
หมู่คณะ
5.จรรยาบรรณต่อสังคม
9) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําใน
การอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา
สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของ ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ
ถ้าถูกกล่าวโทษ ประพฤติผิด
จรรยาบรรณของวิชาชีพ
มาตรา 54
(กก.มฐ.วิชาชีพ)
1) ยกข้อกล่าวหา
2) ตักเตือน
3) ภาคทัณฑ์
4) พักใช้ใบอนุญาต(ไม่เกิน 5 ปี)
5) เพิกถอนใบอนุญาต (5 ปี)
ผลหากไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้
ไม่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้
ไม่สามารถรับเงินเดือน/เงินวิทยฐานะ
บทลงโทษเกี่ยวกับใบอนุญาต(โทษอาญา)
มาตรา 78 จําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสอง
หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (ฝ่ าผืน ม.43 ที่
กําหนดให้ต้องมีใบอนุญาตถึงทําการใดๆได้)
มาตรา 79 จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหก
หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ(ฝ่ าผืนม.56 : แสดงตน
ว่ามีสิทธิ์/ผบ.รับคนไม่มีสิทธิฯ ม. 56 : สั่งพักใช้)
คุณธรรมจริยธรรมสําหรับครู
 ความหมาย คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
คุณธรรม คือ ธรรมที่เป็นคุณความดี
คือ ความดีงามของนิสัยหรือการกระทําจนเกิดความเคยชิน
คือ คุณสมบัติที่เป็นความดี ความถูกต้องอยู่ในใจ ทําให้ทํา
พฤติกรรมเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
คือ หลักแห่งความความประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม
คุณธรรม คุณสมบัติที่เป็นความดีความถูกต้องซึ่งอยู่ในใจคน
เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
นามธรรม
คุณธรรมสําหรับครู
คุณธรรมของครู
คือ ความดีงามที่อยู่ในส่วนลึกจิตใจของครู เป็นแรง
ผลักดันให้ครูทําหน้าที่ของครูอย่างถูกต้อง เหมาะสม
และสมบูรณ์ยิ่ง
เช่น กัลยาณธรรม พรหมวิหารสี่ สังฆหวัตถุสี่ ฆา
รวาสธรรมสี่ เป็นต้น
จริยธรรมสําหรับครู
 ความหมาย จริยธรรม
คือ ความประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติ
แนวทางการประพฤติปฏิบัติตนปฏิบัติตนให้เป็นคนดี
หลักหรือตัวกฎเกณฑ์ที่ควรปฏิบัติ
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี อยู่ภายในบรรทัดฐานของสังคม
การแสดงออก
รูปธรรม
จริยธรรมสําหรับครู คือแนวทางประพฤติปฏิบัติที่ถูกที่ดี ที่ควรทําของครู
ค่านิยมของครู
 ความหมาย ค่านิยม
คือ - สิ่งที่สังคมถือว่ามีค่าพึงปรารถนาที่ต้องการเกิดในสังคม
ปลูกฝังให้สมาชิกปฏิบัติหรือดําเนินชีวิต
- ค่านิยมเปลี่ยนแปลงได้ เพราะค่านิยมมาจากความเชื่อ
- ค่านิยมเป็น ความรู้สึก ความเชื่อ ค่านิยมเป็นตัวกําหนด
พฤติ กรรมมนุษย์ ค่านิยมถ่ายทอดสู่รุ่นได้
ความรู้สึก ความเชื่อ
ค่านิยมใหม่จะเป็นสากลมากขึ้น เช่นยกย่องวัตถุ ความหรูหราฟุ่ มเฟือย
อิสระ ตามตะวันตก ใช้โทรศัพท์มือถือ ยึดอํานาจเกียรตินิยม รักษาสุขภาพ
ประเภทค่านิยม
 ประเภทค่านิยม
- ค่านิยมเป้ าหมายชีวิต เช่น การช่วยเหลือคน การยกย่อง การทํางานสบาย
ความสุขในครอบครัว ความสําเร็จในชีวิต ความสงบทางใจ
- ค่านิยมที่เป็นวิถีปฏิบัติ เช่น การรักษานํ้าใจ กตัญ�ู ซื่อสัตย์ เอาตัวรอด
 ค่านิยมจําแนกได้ 3 ประการ
- ค่านิยมทางวัตถุ เช่น การแต่งกาย ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ
- ค่านิยมทางจิตใจ เช่น ความเชื่อศาสนา ไสยศาสตร์ กริยามารยา
- ค่านิยมทางความประพฤติ เช่น สังสรรค์ ดื่ม มีภรรยาน้อย
ค่านิยมบางอย่าง ควรวิเคราะห์ ควรแก้ไขให้เหมาะกับสังคมไทย
เปรียบเทียบค่านิยม
 ค่านิยมพื้นฐาน (สําหรับคนทั่วไป)
- มีศิลธรรม - มีคุณธรรม
- รักษาธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม - เคารพ กฎหมาย
 ค่านิยมสําหรับวิชาชีพ(เฉพาะกลุ่ม)
- อุดมการณ์ในวิชาชีพของตน - วินัยของวิชาชีพของตน
- มารยาทของวิชาชีพของตน - กฎหมายวิชาชีพของตน
คุณธรรมจริยธรรมสําหรับครู
 คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
เพราะคุณธรรมเป็นธรรมะในจิตใจเมื่อแสดงคุณธรรม
ออกมา ย่อมประจักษ์เป็นจริยธรรม
เช่น ความเมตตากรุณา ความกตัญ�ู ความเห็นใจ ความซื่อสัตย์
สุจริต ความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นผู้รู้จักตน การปรับตัว ความ
รับผิดชอบ ความอดทนพรากเพียร ความกล้าหาญ ความมีเหตุผล
ความสําคัญคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 คุณธรรม จริยธรรมค่านิยมมีความสําคัญจําเป็นสําหรับครู
เพราะ -ครูเป็นคนดีของสังคม และถูกคาดหวังจากสังคม
- ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง สังคมยกย่อง นับถือ ต้องรักษาภาพ
- ครูเป็นผู้สอน สร้างคน สร้างสังคม ครูต้องทําตัวดี ให้เป็น
แบบอย่าง น่ายกย่องก่อนที่จะไปสอนผู้อื่น
คุณธรรม จริยธรรม สามารถปลูกฝัง กล่อมเกลา ปรับปรุงแก้ไข
พัฒนาให้เกิดกับครู และให้คงอยู่ได้
ประโยชน์คุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 คุณธรรม จริยธรรมค่านิยมเป็นประโยชน์ต่อครู คือ
- ประโยชน์ต่อตัวครู ได้รับการยกย่อง สรรเสริญ ดําเนินชีวิตอย่าง
เป็นสุข และเจริญก้าวหน้า
- ประโยชน์ต่อผู้เรียน นักเรียนได้แบบอย่าง ประพฤติปฏิบัติที่ดี สังเกต เอาอย่าง
เจริญรอยตาม
- ประโยชน์ต่อสถาบันวิชาชีพครู คนศรัทธาเชื่อถือ ร่วมมือ ช่วยเหลือ
- ประโยชน์ต่อสังคมความมั่นคงประเทศชาติ เพราะครูช่วยสั่งสอนอบรมศิษย์
ชุมชน สังคม เป็นแบบอย่างที่ดี
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวอย่างคุณธรรมสําหรับครู เช่น สารัตถปกาสินี 7 ประการ
- ปิยตา ทําตนเป็นที่น่ารัก เป็นที่รักของศิษย์
- ครุตา ทําตนน่าเคารพของศิษย์
- ภาวนยตา อบรมตนให้เจริญ เป็นที่เคารพยกย่อง
- วัตตุตา การอุตสาห์สั่งสอน มานะในการอบรม
- วัจนักขันติ การอดทนต่อถ้อยคํา คํารบกวนของศิษย์
- อนิโยชนัง การไม่ชักนําไปในทางที่ควร
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 กัลยาณธรรม 8 ประการ
- ศรัทธา การเชื่อกรรมและผลของกรรม
- ศิล การประพฤติ ปฏิบัติที่เป็นปกติวิสัย
- สุตะ การตั้งในมุ่งฟัง ใฝ่ ศึกษา
- จาคะ การตั้งหน้า แบ่งบัน เสียสละ
- วิริยะ การพรากเพียรด้วยใจชอบ
- สติ การรอบรู้ไม่เพ้อเจ้อ
-สมาธิ การตั้งใจมั่น ไม่หวั่นไว
- ปัญญา การรู้แจ้งชัด กว้างไกล ลึกซึ้ง
 ทศพิธราชธรรม ธรรมสําหรับพระราชา นักบริหาร ผู้ปกครอง
- ทาน การให้ เสียสละ
- ศิล การประพฤติ ปฏิบัติที่เป็นปกติวิสัย
- บริจาค เสียสละ ความสุข ความสบายของตน
- อาชชวะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์
- มัทวะ ความสุภาพอ่อนโยน
- ตบะ การระงับ ยับยั้ง ไม่ให้กิเลสเข้าครอบงํา
-อักโกธะ การไม่โกรธ ไม่ลุอํานาจ
- อวิหิงสา การไม่เบียดเบียน
- ขันติ การอดทน อดกลั้น
- อวิโรจนะ การไม่ประพฤติผิดธรรม
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 สังคหวัตถุ4 ธรรมยึดเหนี่ยวใจให้สะอาด ได้แก่
ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา
 ฆราวาสธรรม4 ธรรมสําหรับการครองเรือน ได้แก่
สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ
 พรหมวิหาร 4 ธรรมสําหระบผู้ปกครอง ได้แก่
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
 มรรค 8 ทางปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ แก้ปัญหาชีวิต แก้ปัญหาสังคม
หลักปฏิบัติทางสายกลาง
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 สุจริต 3 ได้แก่ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
 ธรรมจักร 4 ธรรมสําหรับการทําให้ชีวิตรุ่งเรื่อง
 วุฒิธรรม 4 ธรรมที่ทําให้เกิดความเจริญงอกงาม
 อคติ 4 คือความลําเอียง 4 ประการ
 อบายมุข 6 ทางแห่งความเสื่อม 6 ประการ
 อริทรัพย์ 7 ทรัพย์อันประเสริฐ
 สัปุริสธรรม 7 ธรรมของคนดี 7 ประการ
ตัวอย่างคุณธรรม
 คุณธรรม 4 ประการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
- รักษาความสัจ ความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
- การรู้จัก ข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติในความสัจ ความดีนั้น
- การอดทน อดกลั้น อดออม จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด
- การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต รู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วน
ใหญ่ของบ้านเมือง
 คุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
- หิริ โอตตัปปะ ธรรมคุ้มครองโลก
- ขันติ โสรัจจะ ธรรมที่ทําให้งาม
- สติ สัมปชัญญะ ธรรมมีอุปการะมาก
ตัวอย่างคุณธรรม
 คุณธรรม 4 ประการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(คราวฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ครบ9 มิ.ย.49)
- คิด พูด ทําด้วยมุ่งดี มุ่งเจริญ
- ช่วยเหลือ ประสานประโยชน์
- ประพฤติสุจริต ตามกติกา
- คิดทําด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง ลงรอย สามัคคี
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวอย่างจริยธรรมสําหรับครู เช่น
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวอย่างจริยธรรมสําหรับครู เช่น
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวค่านิยมของครู เช่น
 ค่านิยมพื้นฐาน 5 ประการ
- การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร รับผิดชอบ
- การประหยัดและอดออม
- การมีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย
- ปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา
- ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวค่านิยมของครู เช่น
 ค่านิยมสร้างสรรค์ 5 ประการ สําหรับข้าราชการ
- กล้ายืนหยัดทําในสิ่งที่ถูกต้อง
- ซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบ
- โปร่งใส ตรวจสอบได้
- ไม่เลือกปฏิบัติ
- มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวค่านิยมของครู เช่น
 ค่านิยมในการทํางานของบุคคล 4 ประการ
- การทํางานมุ่งผลประโยชน์ส่วนตน
- การทํางานมุ่งผลประโยชน์ส่วนรวม
- การทํางานมุ่งความสําเร็จของงาน
- การทํางานแบบลมเพลมพัด
ค่านิยมที่พึงประสงค์7 ด้าน
1) ค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต
2) ค่านิยมในระบบคุณธรรม
3) ค่านิยมในหลักประชาธิปไตย
4) ค่านิยมที่ยึดถือหลักการมากกว่าตัวบุคคล
5) ค่านิยมในความประหยัดและขยัน
6) ค่านิยมของการรวมกลุ่ม
7) ค่านิยมในระเบียบวินัย
Integrity ทํางานอย่างมีศักดิ์ศรี
Active ขยัน ตั้งใจ ทํางานเชิงรุก
Moral มีศีลธรรม คุณธรรม
Relevant รู้ทันโลก ปรับตัวทันโลก ตรงกับสังคม
Efficient มุ่งเน้นประสิทธิภาพ
Accountability รับผิดชอบต่อผลงาน ต่อสังคม
Democracy มีใจและการกระทําที่เป็นระชาธิปไตย
มีส่วนร่วม โปร่งใส
Yield มีผลงาน มุ่งเน้นผลงาน 79
I AM READYค่านิยมข้าราชการยุคปฏิรูป
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวค่านิยมที่ดีของครู 12 ประการ ได้แก่
- การดูแลเอาใจใส่ห่วงใย - การเป็นพลเมืองที่ดี
- การให้ความร่วมมือ - ความกล้าหาญ ความมีนํ้าใจ
- ความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม- ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ
- การยึดหลักคุณธรรม - การเป็นผู้นํา แบบอย่างที่ดี
- ความจงรักภักดี - ความอุตสาหะ พรากเพียร มุ่งมั่น
- ความเคารพ ยํ่าเกรง นับถือ - ความรับผิดชอบ
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ตัวค่านิยมที่ไม่ดีของครู ได้แก่
- การถือฤกษ์ ถือยาม - ความสนุสนาน เพลิดเพลิน
- ความฟุ่ มเฟือย - ความนิยมในศิลป วัฒนธรรมต่างชาติ
- ความนิยมของนอก - การทําตัวตามสบาย
- การยึดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ - การแสวงหาโชคลาภ
- การใช้ยาเสพติดเป็นสื่อสัมพันธ์
- การยกย่องคนประพฤติผิด
ตัวอย่างคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม
 ค่านิยมใหม่
- - ทันโลก ทันเหตุการณ์ เรียนรู้ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
- - มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพ รู้ความคุ้มค่า คุ้มทุน
- - รับผิดชอบต่อผลงาน ต่อประชาชน
- - เป็นประชาธิปไตย มีส่วนร่วม โปร่งใส
- - มุ่งเน้นผลงาน มีผลงานประจักษ์
- - มีศิลธรรม คุณธรรม
- - ขยัน ทํางานเชิงรุก ไม่ดูดาย มีศักดิ์สรี
วินัยและการรักษาวินัย
 ความหมายของวินัย
วินัย คือ ระเบียบแบบแผนข้อปฏิบัติที่กําหนดขึ้นสําหรับให้คนในองค์กร
ปฏิบัติ (วินัยเป็นทั้งข้อห้ามและข้อปฏิบัติ)
วินัยข้าราชการ คือ ข้อกําหนดเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติตามระเบียบแบบ
แผนของทางราชการ รวถึงปฏิบัติต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ส่วน
ราชการประเทศชาติ
วินัยข้าราชการครู คือ ข้อกําหนดเชิงพฤติกรรมสําหรับครูเพื่อปฏิบัติ
ตามแบบแผน ข้อบังคับ เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุเป้ าหมาย อย่างมี
ประสิทธิภาพ
วินัยและการรักษาวินัย
 จุดมุ่งหมายของวินัยข้าราชการครู
วินัยและการรักษาวินัย
ลักษณะวินัยข้าราชการครู
- เดิมใช้ระเบียบพลเรือน
- ใหม่ กําหนดไว้ใน พรบ.รบ.ข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษาพ.ศ. 2547 (ม. 82 – 95) จําแนกเป็น
- วินัยต่อประเทศชาติ - วินัยต่อระบบราชการ
- วินัยต่อผู้บังคับบัญชา – วินัยต่อผู้ร่วมงาน
- วินัยต่อประชาชน - วินัยต่อตนเอง
- วินัยในฐานะผู้บังคับบัญชา
วินัยและการรักษาวินัย
เพิ่มหลักการใหม่ๆ
- ไม่กลั่นแกล้ง ใส่ร้าย หรือร้องเรียนเป็นเท็จ
- ไม่กระทําการโดยมีความมุ่งหมายเป็นการซื้อ ขาย
(จ้าง-รับจ้างทําผลงาน) ตําแหน่งหรือวิทยฐานะ
- ไม่เป็นกลางทางการเมือง เกี่ยวข้องกับซื้อสิทธิ ขายเสียงการ
เลือกตั้ง สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น ฯลฯ
- การข่มเหง ดูหมิ่น กดขี่ เหยียดหยามผู้เรียน
- ผู้เสพยาเสพติด/ผู้สนับสนุน เล่นการพนันเป็นอาจิณ
- การล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนนักศึกษา
วินัยและการรักษาวินัย
วินัยร้ายแรง
- การทุจริตต่อหน้าที่
- การไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายฯทําให้ราชการ
เสียหายร้ายแรง
- การขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งชอบด้วยกฎหมาย
ทําให้ราชการเสียหายร้ายแรง
- การละทิ้งทอดทิ้งหน้าที่ทําให้ราชการเสียหายร้ายแรง
- การละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันเกินกว่า 15 วันโดยปราศจาก
เหตุผลอันสมควร
- การกลั่นแกล้ง กดขี่ ข่มเหง ดูหมิ่นเหยียดหยาม
ผู้เรียนและผู้มาติดต่อราชการ
วินัยและการรักษาวินัย
วินัยร้ายแรง(ต่อ)
- การซื้อขายหรือกระทําการเพื่อให้ได้รับการแต่งตั้งดํารง
ตําแหน่ง วิทยฐานะโดยมิชอบ การคัดลอก ลอกเลี่ยน
จ้าง รับจ้างทําผลงานวิชาการ เพื่อเลื่อนตําแหน่งหรือวิทยฐานะ
- การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซื้อขายเสียงเลือกตั้ง
ทางการเมือง
- การถูกศาลสั่งลงโทษจําคุก
- การเสพยาเสพติด สนับสนุนให้ผู้อื่นเสพยาเสพติด
เล่นการพนันเป็นอาจิณ ละเมิดทางเพศนักเรียนนักศึกษา
วินัยและการรักษาวินัย
วินัยไม่ปรากฏ (แต่อยู่ในกรณีอื่น)
- การทําหน้าที่พิเศษ ที่จะต้องสนใจ รับทราบเหตุการณ์
ความเคลื่อนไหวอันเป็นอันตรายต่อประเทศชาติหรือ
ป้ องกันภยันตรายต่อประเทศชาติ
- การรักษาความลับของทางราชการ
- การกระทําการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน
- การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
หลักการดําเนินการทางวินัยเบื้องต้น
แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐาน
การดําเนินการทางวินัย
ไม่ร้ายแรง
(ผู้บังคับบัญชา)
ร้ายแรง
(ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง)
แต่งตั้งกรรมการสอบสวน
หมวด 7สืบข้อเท็จจริง
ร ้องเรียน
 กรณีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
- ผู้บังคับบัญชาที่สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งลงโทษ
ตามสถานโทษที่กฎ ก.ค.ศ. กําหนด
 กรณีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
- ต้องเสนอให้ ก.ค.ศ. หรือ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณา
เพื่อมีมติแล้วแต่กรณี
การพิจารณาความผิดและโทษ
- ลงโทษผู้บังคับบัญชาที่ปกป้ องความผิด หรือปฏิบัติหน้าที่
โดยไม่สุจริตในการดําเนินการทางวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
- กําหนดโทษทางวินัย มี 5 สถาน
ไม่ร้ายแรง  ภาคทัณฑ์
 ตัดเงินเดือน
 ลดขั้นเงินเดือน
ร้ายแรง  ปลดออก
 ไล่ออก
โทษทางวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ไม่ร้ายแรง  ภาคทัณฑ์  ตัดเงินเดือน  ลดขั้นเงินเดือน
ร้ายแรง  ปลดออก  ไล่ออก
ผู้มีอํานาจบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 (ผอ.สถานศึกษา)โดยอนุมัติ
อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยอํานาจการลงโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง
- สิทธิเกี่ยวกับด้านวินัย
 ร้องทุกข์ (ต่อ อ.ก.ค.ศ.เขตฯ ภายใน 30วัน)
- สั่งให้ออกจากราชการที่ไม่ใช่วินัย
- ผบ.ใช้อํานาจไม่ถูกต้อง ไม่เป็นตามกม.
- คับข้องใจจากการปฏิบัติผู้บังคับบัญชา
 อุทธรณ์ (กรณีถูกลงโทษทางวินัย)
- ไม่ร้ายแรง ต่อ อ.ก.ค.ศง ภายใน 30 วัน
- ร้ายแรง ต่อ ก.ค.ศง ภายใน 30 วัน
 ฟ้ องศาลปกครอง (อุทธรณ์แล้ว) ภายใน 90 วัน
สิทธิทางวินัย
ความเป็นพลเมืองที่ดี
 ครู
ข้าราชการ คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการประจําเป็นหลัก
(ปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ ที่กฎหมายกําหนด)
พลเมือง คือ ประชาชนในประเทศ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย
ตามขนบธรรมเนียมประเพณี
ข้าราชการครู ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ
 ข้าราชการ และ  ประชาชน
ความเป็นพลเมืองที่ดี
 พลเมือง
พลเมือง คือ ประชาชนซึ่งเป็นกําลังอันสําคัญของประเทศชาติ
พลเมืองดี คือ ประชาชนที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สามารถดํารงชาติไว้ได้
พลเมืองที่ดี หมายถึง
พลเมืองที่มีคุณลักษณะที่สําคัญ คือเป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักศิลธรรมและ
คุณธรรมของศาสนา มีหลักการทางประชาธิปไตยในการดํารงชีวิต
ปฏิบัติตามกฎหมาย ดํารงตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม มีการช่วยเหลือ
เกื้อกูลกัน อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาสังคม และประเทศชาติต่อไป
ความเป็นพลเมืองที่ดี
 พลเมืองที่ดี
พลเมืองที่ดี คือ บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีเหตุผลและมีวิจารณญาณ
ในการตัดสินใจเลือกปฏิบัติ ตระหนักในบทบาทหน้าที่รับผิดชอบในสิทธิ
หน้าที่ที่มีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม ตลอดจนมีคุณสมบัติที่
จําเป็นเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
ลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดี คือ นิสัยและการกระทําของบุคคล ซึ่งสอด
คล้องกับกฏเกณฑ์ทางศาสนา และกฎหมายของบ้านเมือง รวมถึงลักษณะ
ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เช่น ความรู้สึกรับผิดชอบ
มีวินัยในสังคม มีความเอื้อเฟื้อ มีความเกรงใจ
 ความเป็นพลเมืองที่ดี
 ลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดี
-มีระเบียบวินัย - มีความซื่อสัตย์สุจริตยุติธรรม
- ขยัน ประหยัด ยึดมั่นในวิชาชีพ - สํานึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติ
- รู้จักริเริ่ม วิจารณ์ ตัดสินด้วยเหตุผล
- กระตือรือร้นในการปกครองระบอบฯ
- มีพลานามัยที่สมบูรณ์
- พึ่งตนเอง มีอุดมคติ
- ภาคภูมิ ทํานุบํารุงศิลปวัฒธรรม
– เสียสละ เมตตา กตัญ�ู กล้าหาญ สามัคคี
 ความเป็นพลเมืองที่ดี
 ลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย
- เคารพกฎหมายบ้านเมือง
- เคารพสิทธิ เสรีภาพบุคคลอื่น
- รับผิดชอบต่อหน้าที่ต่อตน ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศ
- มีเหตุผล ใจกว้าง ยอมรับฟังเหตุผล
- มีคุณธรรม จริยธรรมในการดําเนินชีวิต
- ร่วมแก้ปัญหาชุมชน สังคม ประเทศชาติ
 ความเป็นพลเมืองที่ดี
 หน้าที่ครูในฐานะพลเมืองที่ดี
- มีความรักชาติ เคารพศาสนา เทิดทูนพระมหากษัตริย์
- ศรัทธาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
- เคารพกฏหมายบ้านเมือง - เสียภาษีบํารุงรัฐ
- ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่การงาน - ขยันหมั่นเพียรประกอบอาชีพสุจริต
- ไม่ตกเป็นทาสยาเสพติดและอบายมุขทุกชนิด
- พัฒนาตนเองให้สมบูรณ์และก้าวหน้าอยู่เสมอ
- ช่วยสร้าง ป้ องกัน รักษา สาธารณสมบัติของชาติ
- เสียสละไม่เห็นแก่ตัว เมื่อชาติมีภัยก็สามารถเสียสละชีวิตเพื่อปกป้ องชาติได้
 ความเป็นพลเมืองที่ดี
 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนไทย (พลเมืองไทย)
 คุณลักษณะร่วม คือ ลักษณะที่คนไทยควรมี มี 9 ประการ คือ
- มีความใฝ่ รู้ -มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ
- มีความสามารถด้านการวิเคราะห์และสังเคราะห์
–มีวินัยในตนเอง - มีความอาทรต่อชุมชนและระบบนิเวศ
- มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม -ฉันทะและวิริยะในการงาน
- มีความสามารถในการปรับตัว และมีความสามารถ
ในการทํางานเป็นทีม
 ความเป็นพลเมืองที่ดี
 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนไทย (พลเมืองไทย)
คุณลักษณะเฉพาะ คือ คนไทยควรมีลักษณะเฉพาะที่อาจแตก
ต่างจากชนชาติอื่น ดังนี้
- มีความสามัคคี - ประนีประนอมและรู้จักให้อภัย
- อดกลั้น -เมตตากรุณา –ละอายต่อการทําชั่ว
- มีความรักและยึดมั่นในสัจจะ -กล้าหาญทางจริยธรรม
-รับผิดชอบต่อครอบครัวและชุมชน
-รักและยึดมั่นในอหิงสธรรม
 ความเป็นพลเมืองที่ดี
 พลเมือง(คนดี) ตามหลักพระพุทธศาสนา สัปปุรุษ หรือสัตบุรุษ
ต้องยึดธรรมของคนดี คนเป็นบัณฑิต คนฉลาด (สัปปุริสธรรม7)
- ธัมมัญ�ุตา (ความเป็นผู้จักเหตุ)
- อัตถัญ�ุตา (ความเป็นผู้รู้จักผล)
- อัตตัญ�ุตา (ความเป็นผู้รู้จักตน)
- มัตตัญ�ุตา (ความเป็นผู้รู้จักประมาณ)
- กาลัญ�ุตา (ความเป็นผู้รู้จักกาล)
- ปริสัญ�ุตา (ความเป็นผู้รู้จักชุมชน)
 ความเป็นพลเมืองที่ดี
 ผลดีอันเกิดจากการเป็นพลเมืองที่ดี
- มีความเป็นอยู่ปลอดภัย
- เป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั่วไป
- เป็นที่ต้องการของสังคม ของชาติ เพราะเป็นคนมีประโยชน์
- ช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไปได้รวดเร็ว
- คนในชาติอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข
- สามารถดํารงชาติไว้ได้
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 ความหมายมนุษยสัมพันธ์
คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน หรือระหว่าง
บุคคลกับบุคคล บุคคลกับกลุ่ม กลุ่มกับคณะหรือสังคม
คือ วิธีครองใจคน เพื่อให้คนเกิดความรัก สามัคคี ทํางาน
ร่วมกัน ด้วยความเต็มใจ ยอมรับซึ่งกันและกัน
คือ วิธีหรือกระบวนการปฏิบัติต่อกัน เพื่อให้เกิดความ
สัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหน่วยงาน ก่อให้เกิดขวัญ
ในการทํางาน งานมีประสิทธิภาพ
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 ความสําคัญของ มนุษยสัมพันธ์
- ต่อการดําเนินชีวิตในครอบครัว
- ต่อการดําเนินชีวิตในสังคม
- ต่อการดําเนินชีวิตขององค์การ
- ต่อเศรษฐกิจ
- ต่อการเมืองของประเทศ
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 ประโยชน์ของมนุษยสัมพันธ์
- ทําให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างคนทําให้เกิดความราบรื่นในการคบหา
- เกิดความเลื่อมใส ศรัทธา เชื่อถือ ไว้วางใจ เข้าใจกันดี
- ร่วมมือร่วมใจทํางานลุล่วง บรรลุวัตถุประสงค์หน่วยงาน มีประสิทธิภาพ
- เกิดความรักใคร่สามัคคี กลมเกลียว ป้ องกันความขัดแย้ง ความหวาดระแวงสงสัย
ไม่ไว้วางใจ
- เกิดความสามัคคีในการทํางาน ความสําเร็จในกิจการร่วมกัน
- นําความหวัง ความตั้งใจสู่ความสําเร็จความรุ่งโรจน์ ความก้าวหน้า
- ทุกส่วนมีความสุข
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 วัตถุประสงค์ของมนุษยสัมพันธ์
- เพื่อให้บุคคลรู้จักและเข้าใจตนเอง
- เพื่อให้บุคคลรู้จักและเข้าใจผู้อื่น
- เพื่อให้มนุษย์รู้จักเข้าใจเพื่อนมนุษย์
- เพื่อให้บุคคลได้รับความเชื่อถือ ศรัทธา และชื่นชอบจากผู้อื่น
- เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
- ตนมีความสุข ผู้อื่นมีความสุข สังคมมีความสุข
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 องค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์
- การเข้าใจตนเอง
- การเข้าใจผู้อื่น
- การยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล
- การสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 ปรัชญาพื้นฐานของมนุษยสัมพันธ์
- มนุษย์มีศักดิ์ศรี - มนุษย์มีความแตกต่าง
- มนุษย์ต้องการการจูงใจ
 มนุษย์สัมพันธ์จะเน้นความสําคัญ 5 ประการ
- การพัฒนาศักยภาพตนเอง –การเรียนรู้ความรับผิดชอบ
- การติดต่อสื่อสาร - การจูงใจ
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 หลักมนุษยสัมพันธ์
- การรู้จักตนเอง – มนุษย์มีความคล้ายคลึงกัน
- มนุษย์มีความแตกต่าง – การให้คุณค่าและศักดิ์สรีแก่ผู้อื่น
- การจูงใจ – การรู้จักบุคคลทั้งตัว
- การมีผลประโยชน์ร่วมกัน
- การทําให้ตนเองมีความสุข ผู้อื่นมีความสุข สังคมมี
ประสิทธิภาพ
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
มนุษยสัมพันธ์
รู้จักผู้อื่นรู้จักตนเอง รู้จัก สวล.รู้จักผู้อื่น
วิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ผู้อื่น วิเคราะห์สวล.
ปรับปรุงตนเอง เข้าใจผู้อื่น ปรับตัวเข้าสวล.
พัฒนาตนเอง เข้าใจผู้อื่น สวล.
ตนเองเป็นสุข ผู้อื่นเป็นสุข สังคมดี มีประสิทธิภาพ
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 วิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ของครู
- ทําความเข้าใจความต้องการ ความแตกต่าง ตลอดจนลักษณะของเพื่อ
ร่วมงาน สามารถชนะใจและเข้ามาร่วมทํางานด้วยความรัก ความพอใจ
- ยิ้ม ทําตัวกันเอง อารมณ์ขัน พูดทําจริงใจ ไม่เสแสร้ง พยายามชอบและ
สนใจคนอื่น
- รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ยอมรับผู้อื่น ไม่เหยียบหยามใคร
- เคารพรับฟังความคิดเห็น และความสามารถของผู้อื่น
- บริการผู้อื่น อดทน มั่นคงในอารมณ์ ประมาณตน ถ่อมตน ยอมรับตนเอง
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 มนุษยสัมพันธ์ของครูกับนักเรียน
- สอนให้เกิดความรู้ความเข้าใจในวิชาการต่างๆ เต็มความสามารถ
- สอนด้วยบรรยากาศสนุกสนาน มีสาระ
- อบรมดูแลความประพฤติให้อยู่ในกรอบวินัย คุณธรรม
- ดูแล ทุกข์สุข ช่วยเหลือแก้ปัญหา
- เป็นที่ปรึกษา หารือ ช่วยเหลือ
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 มนุษยสัมพันธ์ระหว่างครูกับครู
- ร่วมมือทํา งานสังสอน สร้างสรรค์งาน
- ช่วยเหลือเกื้อกูลทางวิชาการ
- ช่วยเหลืองานส่วนตัว
- ทําหน้าที่แทนเมือคราวจําเป็น
- ให้กําลังใจซึ่งกันและกัน
- วาจาสุภาพ อ่อนน้อมต่อกัน ไม่ข่มเหงผู้อื่น
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 วิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ของครูกับผู้ปกครองชุมชน
- แจ้งผลการเรียนศิษย์ให้ทราบเป็นระยะๆ
- ติดต่อผู้ปกครองแก้ปัยหาเด้ก นักเรียน
- เยี่ยมเพื่อสร้างความคุ้นเคย ร่วมกิจกรรมชุมชน
- เชิญผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรม
- ครูร่วมมือจัดกิจกรรมเพื่อชุมชน
- โรงเรียนแจ้งข่าวสารต่อผู้ปกครอง ชุมชน
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 การปรับตัว
คือ การที่บุคคล ปรับปรุง พัฒนาตนเองทั้งเรื่องร่างกาย
จิตใจให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือสังคมที่ตนเองอยู่เพื่อให้
สามารถอยู่ได้อย่างพึงพอใจและมีความสุข
ครู ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือสังคมได้แก่
บทบาทหน้าที่ เด็ก เพื่อนครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ชุมชน
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 การปรับตัวของครู 3 แนวทาง
- ปรับปรุงตนเอง
- ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น
- ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ทํางาน
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 หลัก ทบ. เกี่ยวกับการปรับตัว (ปรับตนเองและปรับผู้อื่น)
 ทบ.ความสมดุลของไฮเดอร์;
- หากทราบว่าบุคคลชอบสิ่งใด เราก็ชอบสิ่งนั้นด้วย โอกาสที่เราและ
เขาจะผูกมิตรกันจะมีมากขึ้น
- หากทราบว่าบุคคลไม่ชอบสิ่งใด เราก็ไม่ชอบสิ่งนั้น โอกาสที่เราและ
เขาจะผูกมิตรกันจะมีมากขึ้น
 ทบ.ลิง 3 ตัวของขงจื้อ
-เอามือปิดหู - เอามือปิดตา -เอามือปิดปาก
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 ทบ. หน้าต่างของโจฮารี ;
ตนเองรู้ ตนเองไม่รู้
ผู้อื่นไม่รู้
ผู้อื่นรู้
เปิดเผย
เช่น พูดเสียงดัง แต่งกาย พูดดัง
จุดบอด
เช่น การยักคิ้ว การยืนกระดิกเท้า
ซ่อนเร้น
เช่น รู้สึกไม่ดีต่อเขาไม่พอใจ อิจฉา
มืดมน/อวิชชา
เช่น พูดเสียงดัง แต่งกาย พูดดัง
รับฟัง(ปรับตัว)
ปรับคนอื่น(บอก)
มนุษยสัมพันธ์และการปรับตัว
 การปรับตัวของครู
 สร้างความประทับใจในทางที่ดี
- แสดงความสามารถในการทํางาน - มีจริยธรรมและคุณธรรม
- มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดี
ปรับตัวให้สอดคล้องในการทํางาน
- เข้าใจและรู้ใจ - ขอคําแนะนําหรือแนวทางปฏิบัติ
- เสนอข้อมูลหรือข้อคิดเห็น - รับฟังคําติชม และปรับปรุงแก้ไข
 เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
- วางตัวเหมาะสมและปฏิบัติตามกฎระเบียบ - ช่วยดูแลและตรวจสอบงานให้ถูกต้อง
- ช่วยให้เป็นผู้ที่น่านับถือ - แก้ไขความเข้าใจผิดที่ผู้อื่นมีต่อตน
การทํางานร่วมกับผู้อื่น ทีม
 ความหมาย
 การทํางานเป็นทีม คือ การรวมตัวของกลุมบุคคล ที่มีเป้ าหมาย
ร่วมกันในการทํา สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดผลสําเร็จ ลุล่วงด้วยดี
 กลุ่ม(Group) คือ การรวมตัวเข้าด้วยกันของบุคคลจํานวนหนึ่ง
เพื่อบรรลุเป้ าหมายบางอย่าง
 ทีม(Team) คือ บุคคลที่ทํางานร่วมกันอย่างประสานในกลุ่ม
มีการพึงพาอาศัยกัน มีความรับผิดชอบ ทํางานให้บรรลุเป้ าหมาย
ร่วมกัน
การทํางานร่วมกับผู้อื่น ทีม
 ความสําคัญของทีม
 เป็นการกระตุ้นซึ่งกันและกัน
 ช่วยตรวจสอบความก้าวหน้า ความผิดพลาดการทํางาน
 ช่วยเพิ่มผลผลิตภาพรวมให้ดีขึ้น
 เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ
 ร่วมกันแก้ปัญหา สร้างความมั่นคง ปลอดภัย
 ตอบสนองความต้องการทางจิตใจ ประโยชน์ส่วนตน ส่วนรวม
การทํางานร่วมกับผู้อื่น ทีม
 องค์ประกอบของการทํางานเป็นทีม
 รวมตัวของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
 มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ร่วมใจกันทํางาน
 มีเป้ าหมายร่วมกัน
 มีการยอมรับนับถือกัน เข้าใจ ผูกพันกัน
 มีการตัดสินใจและรับผิดชอบต่อความสําเร็จของงานร่วมกัน
การทํางานร่วมกับผู้อื่น ทีม
 การทํางาน(ทีม)การศึกษา ครูต้องทํางานร่วมกับใคร
 ผู้บังคับบัญชา
 เพื่อนร่วมงาน
 ผู้ใต้บังคับบัญชา
 ชุมชน ผู้ปกครอง
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 การทํางานการศึกษา ครูต้องทํางานร่วมกับใคร
 ผู้บังคับบัญชา
- ทํางานให้ดี ทํางานเต็มเวลา และเต็มความสามารถ
- เชื่อฟัง ยอมรับในเหตุผลและการตัดสินใจผู้บังคับบัญชา
- ทํางานที่ได้รับมอบหมายให้ประสบความสําเร็จ
- ยกย่อง ชมเชย ยินดี ช่วยเหลือตามโอกาสอันสมควร(ไม่ประจบ สอพลอ )
- ปรึกษา หารือ รับคําชี้แนะหากพบปัญหาในการปฏิบัติงาน
- เรียนรู้ เอาแบบอย่างที่ดี
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 การทํางานการศึกษา ครูต้องทํางานร่วมกับใคร
 เพื่อนร่วมงาน
- เข้าหา ร่วมปรึกษาโดยไม่ต้องรอให้เขาเข้ามาก่อน
- จริงใจ ไม่นินทาว่าร้าย หรือพลักซัดทอดความผิดให้
- ไม่ทําตัวเหนือเขา ฟังความคิดเห็นใจกว้าง เสมอภาค
- ร่วมมือกันทํางาน ช่วยแก้ปัญหา ร่วมพัฒนา
- พบปะ สังสรรค์ตามโอกาสอันสมควร
 ชุมชน ผู้ปกครอง
- ร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่น
- ร่วมมือกับผู้ปกครองในการแก้ปัญหา พัฒนานักเรียน
การทํางานร่วมกับผู้อื่น การทํางานเป็นทีม (การร่วมมือของบุคคลในการทํางานให้
ประสบผลสําเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ)
 ทําไมต้องทํางานเป็นทีม
- ขอข่ายงาน สาระความรู้ วิชาการ มากมาย
- ทําคนเดียวไม่ได้ หรือได้ไม่มีประสิทธิภาพ อาจช้า ไม่ทันเวลา
- ต้องช่วยเหลือ ประสานร่วมมือ ร่วมใจกัน
- ทําให้งานประสบผลสําเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
 ปัจจัยของการทํางานเป็นทีมให้
- การวางแผนของทีมงาน
- ยุทธสาสตร์ในการทํางานเป็นทีม
- บทบาทของทีมงาน
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 การทํางานเป็นทีม
 หลักในการทํางานเป็นทีม
- ทีมต้องมีอุดมการณ์แน่นอน และสมาชิกยอมรับ
- ถือความถูกต้องมากกว่าถูกใจ
- ประนีประนอม โดยมีนํ้าใจ ร่วมมือกัน
- ถือว่าทุกคนมีความสําคัญเท่ากัน
- เคารพในสิทธิและเสรีภาพซึ่งกันและกัน
- รู้จักแบ่งงานประสานประโยชน์
- มีอิสระในการทํางาน หากขัดแย้งพิจารณาเหตุผล
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 ลักษณะการทํางานเป็นทีมที่ดี
1) กําหนดขอบเขตอํานาจหน้าที่
2) สมาชิกจํานวนพอเหมา(3-7คน)
3) มีการกําหนดระยะเวลา
4) มีความสามารถในการแก้ปัญหา
5) มีการเรียนรู้เป็นทีม
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 คุณสมบัติของสมาชิกทีมที่ดี
1) มีความตั้งใจ กระตือรือร้นที่จะทํางาน
2) มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสมาชิกกลุ่มที่ดี
3) มีความรับผิดชอบสูงในภาระหน้าที่ของตน
4) มีลักษณะของความเป็นประชาธิปไตย
5) ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากจนเกินไป
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 กระบวนการหรือขั้นตอนการทํางานเป็นทีม
1) การจัดระบบในการทํางาน
2) ขั้นดําเนินงานอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ
3) ขั้นลงมือปฏิบัติ
4) ขั้นประเมินผล ปรับปรุงพัฒนา
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 สาเหตุที่ทําให้การทํางานเป็นทีมล้มเหลว คือ ความขัดแย้ง
 สาเหตุของความขัดแย้ง
 ผลประโยชน์ขัดกัน
 ความคิดไม่ตรงกัน
 ความรู้ความสามารถต่างกัน
 การเรียนรู้ต่างกัน
 เป้ าหมายต่างกัน
 ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 ยุทธศาสตร์ของการทํางาน(ทีมงานการศึกษา)
 ร่วมกันคิด ร่วมกันเป็นทีมงาน ร่วมกันทํางาน ทํางานเป็นทีม
 ร่วมกันวางแผน แก้ปัญหา พัฒนา จริงจัง ต่อเนื่อง ส่วนร่วม
 สัมพันธภาพ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อตลอดเวลา
 กําหนดรูปแบบทํางานบนวิถีประชาธิปไตย
 ปรับปรุงงานร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน
 ร่วมขจัดปัญหา ความขัดแย้ง อย่างมีเหตุผล
 มีระบบการทํางานที่ดี เป็นผู้นํา ผู้ตาม ผู้ชํานาญการ ผู้ปรึกษา
 ผลสําเร็จของงาน คือผลสําเร็จของทีมงาน
การทํางานร่วมกับผู้อื่น
 คุณลักษณะที่ดีของบุคลากรในทีมประสิทธิภาพ
 กระตือรือร้น กล้าเผชิญกับงานท้าทาย
 เข้าใจตนเอง เข้าใจ สนใจความรู้สึกผู้อื่น
 มองเห็นและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
 มีอารมณ์ผ่อนคลาย ไม่ให้เกิดความเครียด
 เปิดเผย จริงใจ กระจายอํานาจ
 มีคุณธรรม จริยธรรม อดทนซื่อสัตย์ มีค่านิยมที่ดี
 ตั้งมาตรฐานทํางานสูงยอมรับผลสะท้อน
 ทํางานเป็นระบบเป็นกระบวนการ เป็นวงขร
 ใช้ความขัดแย้งให้เป็นประโยชน์
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
คือ ความสามารถในการคิดหาคําตอบใหม่ หรือความสามารถของคน
ในการที่จะนําไปสู่สิ่งใหม่ๆ
คือ ความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ โดยมีสิ่งเร้า
เป็นตัวกระตุ้น ทําให้เกิดความคิดใหม่ต่อเนื่องกันไป โดยมีสิ่งเร้าเป็น
ตัวกระตุ้น ทําให้เกิดความคิดใหม่ต่อเนื่องกันไป และความคิดสร้างสรรค์
นี้ประกอบด้วยความคล่องในการคิด ความยืดหยุ่น และความคิดที่เป็น
ของตนเองโดยเฉพาะหรือความคิดริเริ่ม
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 ความสําคัญความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
1. ช่วยให้การทํางานต่างๆสําเร็จ
(รู้จักวิธีการปรับปรุงแก้ปัญหา เกิดประสิทธิภาพในการทํางาน)
2. ช่วยแก้ปัญหา
(ช่วยให้นําไปแก้ปัญหาชีวิตของตนเองได้ และยังใช้ประโยชน์ต่อสังคม
และชุมชนอีกด้วย)
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 ประเภทของความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
1. ประเภทความเปลี่ยนแปลง (innovation) คือ แนวคิดใหม่ เช่น
สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมใหม่ เกษตรทบใหม่
2. ประเภทสังเคราะห์ (Synthesis) คือ แนวคิดที่ได้จากการผสมผสานแนวคิด
ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ เช่น นําความรู้ด้านวิทย์แก้ปัญหาบริหาร
3. ประเภทต่อเนื่อง (Extension) คือ ผสมควมคิดเปลี่ยนแปลงและสังเคราะห์ พัฒนา
อย่างต่อเนื่อง เกิดความสิ่งใหม่ เช่นการผลิตรถยนต์ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
4. ประเภทลอกเลียน (Duplication) คือ การจําลองหรือลอกเลียนแบบจาก
ความสําเร็จอื่นๆปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากเดิมเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ยังคงเดิม
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์
เป็น ความสามารถทางสมองที่คิดได้กว้างไกลหลายทิศทาง
ซึ่งจะประกอบไปด้วยความคิด 4 อย่าง ได้แก่
1. ความคิดริเริ่ม
2. ความคล่องตัวในการคิด
3. ความยืดหยุ่นในการคิด
4. ความคิดละเอียดลออ
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 สมองกับความคิด(ความคิดสร้างสรรค์เกิดเพราะสมอง)
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) กระบวนการ ขั้นตอน
ความคิดที่แปลกแตกต่าง เป็นสิ่งใหม่และเป็นประโยชน์ ต่อมนุษย์ชาติ
การก่อรูปความคิดสร้างสรรค์
ตั้งแต่ 1) สะสม คือ การสั่งสมความรู้ทั่วไปอย่างสมํ่าเสมอ
2)บ่มเพาะ คือ ครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจ
3) สุกงอม คือ ปล่อยความคิด
4) จุดประกาย คือ เกิดความคิดใหม่
5) เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดความคิดสิ่งใหม่ขึ้นมา
6) ตกผลัก คือ การเข้าใจในสิ่งนั้นอย่างกระจ่างชัด
7) ขับเคลื่อน คือ นําความคิดนั้นไปสู่รูปธรรม
8) สู่นวัตกรรม คือ เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
ประโยชน์ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
- ช่วยส่งเสริมบรรยากาศที่ดีในหน่วยงาน
2) - สนองความต้องการของบุคคลที่ต้องการให้ความคิดของตน
ได้รับการยอมรับ
3) - ช่วยลดความขัดแย้งในหน่วยงาน
4) - ช่วยพัฒนาคุรภาพของบุคลากรในหน่วยงาน
- ช่วยให้บุคลากรยอมรับลักษณะการบริหารของผู้บริหาร
มากขึ้น
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
เทคนิคฝึกให้คิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
- ใช้ความคิดตลอดเวลา
2) - ฝึกการคิดอย่างรอบด้าน
3) - สลัดความคิดครอบงํา
4) - จัดระบบความคิด
- ฟัง คิด ถาม เขียน
- ฝึกความเป็นคนช่างสังเกตจดจํา
- ฝึกการระดมพลังสมอง
- ไม่กลัวความล้มเหลวหรือการเสียหน้า
- ไม่ยํ้ารอยอยู่แต่ความสําเร็จเดิม
วิชาชีพครูกับความคิดสร้างสรรค์
 บทบาท หน้าที่ครูตามมฐ.ตําแหน่ง
มาตรฐานตําแหน่ง ครูผู้ช่วย (หน้าที่และความรับผิดชอบ)
- ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน
- การส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียน
- ปฏิบัติงานทางวิชาการของสถานศึกษา
- ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
- ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 บทบาทหน้าที่ครูตามมาตรฐานวิชาชีพ(มฐ.ความรู้)
(๑) ภาษาและเทคโนโลยีสําหรับครู
(๒) การพัฒนาหลักสูตร
(๓) การจัดการเรียนรู้
(๔) จิตวิทยาสําหรับครู
(๕) การวัดและประเมินผลการศึกษา
(๖) การบริหารจัดการในห้องเรียน
(๗) การวิจัยทางการศึกษา
(๘) นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 ลักษณะของครูที่มีความคิดสร้างสรรค์
- มีความเชื่อมั่นในตนเอง - มีความคล่องตัวสูง
- มีสุขภาพดี อารมณ์ขัน - สนใจสถานการณ์
- มีความสามารถในการแก้ปัญหา
- สนใจ พอใจ และชอบสิ่งแปลกใหม่
- มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สนใจสิ่งรอบด้านไม่ยึดติดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- ชอบความอิสระ - ชอบความอิสระ
- มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล -รับรู้ประติดต่อเรื่องราวต่างๆได้
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 ลักษณะของครูที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
- มีทัศนคติที่ดี และยอมรับว่าเด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์
- ตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์จําเป็นสําหรับเด้ก
- รู้คุณค่าตนเอง และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่น
- กระฉับ กระเฉง คล่องแคล่ว ว่องไว
- รู้ มีสติ พร้อมที่จะค้นหาแนวคิด สิ่งใหม่ๆได้
- มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สนใจสิ่งรอบด้านไม่ยึดติดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- อดทน อดกลั้นไม่ยอมแพ้อุปสรรค
- มีอิสระในการสร้างบรรยายกาศที่อํานวยให้เด้กเกิดความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ต่อวิชาชีพ
 หลักการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
- ยอมรับคุณค่า ความสามารถของบุคคล
- แสดงให้เห็นว่าความคิดนี้มีคุณค่า มีประโยชน์
- ไม่กําหนดแบบหรือความคิดที่ตายตัว(ให้คิดนอกกรอบ)
- สนับสนุนให้รางวัลผลงานที่แปลกใหม่ เป็นที่ยอมรับ
- ส่งเสริมให้ใช้จินตนาการของตน ยกย่องเมื่อใช้จินตนาการที่แปลก มีคุณค่า
- กระตุ้น ส่งเสริมให้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ
- ส่งเสริมให้ถามและให้สนใจต่อคําถาม รวมทั้งชี้แนะแหล่งคําตอบ
- ตั้งใจและเอาใจใส่ความคิดแปลกๆของเขาด้วยใจเป้ นกลาง
- ระลึกเสมอว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จะต้องใช้เวลา และค่อยเป็นค่อยไป
การจัดการความรู้
 เหตุผลที่ต้อง
“การจัดการความรู้” KM
โลกมีการเปลี่ยนแปลง
ความรู้เป็นทรัพย์สินที่มีค่ากว่าใดๆ
องค์กรจะอยู่ได้ต้องสร้างทุนความรู้ จัดการความรู้
ให้เป็นระบบ สะดวกต่อการนําไปใช้
การจัดการความรู้
 ระบบราชการไทย
“การจัดการความรู้” KM
ม. 11 พรฎว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการ
บ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
- ส่วนราชการมีหน้าที่จัดการความรู้ ให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้
จัดทํา รับจะบบข้อมูล ประมวลผล ประยุคใช้ความรู้ให้ถูกต้องเหมาะสม
- พัฒนาข้าราชการให้มีความรู้ ความสามารถ ปรับวิสัยทัศน์ กระบวนทัศน์
คิดให้มีประสิทธิภาพแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดประโยชน์ผลสัมฤทธิ์ในงาน
การจัดการความรู้
 ความหมาย
“การจัดการความรู้” KM
เป็นกระบวนการในการนําความรู้ที่มีอยู่หรือเรียนรู้มาใช้
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ
เช่น การสร้าง รวบรวม แลกเปลี่ยนและใช้ความรู้ เป็นต้น
เป็นการพัฒนาระบบบริหารความรู้ในองค์กร โดยการนํา
ความรู้มาใช้พัฒนาขีดความสามารถขององค์กรให้ได้มาก
ที่สุด โดยมีกระบวนการในการสรรหาความรู้ เพื่อถ่ายทอด
และแบ่งปันไปยังบุคลากรเป้ าหมายได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ข้อมูล Data
สารสนเทศ Information
ความรู้
Knowledge
ปัญญา
Wisdom
ปิรามิดแสดงลําดับขั้นของความรู้
“ความรู้”
เป้ าหมาย KM
พัฒนางาน ให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้ น
พัฒนาคน คือ พัฒนาผู้ปฏิบัติงาน
พัฒนาฐานความรู้ขององค์กรหรือหน่วยงาน
ประเภทของความรู้
ความรู้เฉพาะตัว (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้
จาก ประสบการณ์ พรสวรรค์ สัญชาตญาณ เช่น ทักษะในการ
ทํางาน งานฝีมือ การคิดวิเคราะห์ เป็นต้น
ความรู้ทั่วไป (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่
สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เป็นความรู้แบบ
รูปธรรม
Knowledge
Sharing (KS)
Knowledge
Vision (KV)
Knowledge
Assets (KA)
ส่วนหัว ส่วนตา
มองว่ากําลังจะไปทางไหน
ต้องตอบได้ว่า “ทํา KM ไปเพื่ออะไร”
ส่วนกลางลําตัว ส่วนที่เป็น “หัวใจ”
ให้ความสําคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ช่วยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
(Share & Learn)
ส่วนหาง สร้างคลังความรู้
เชื่อมโยงเครือข่าย ประยุกต์ใช้ ICT
“สะบัดหาง” สร้างพลังจาก CoPs
TUNA Model
เป้าหมาย วิสัยทัศน์
TUNA Model (Thai –UNAids Model)
เป็นการมองประเด็นของการจัดการความรู้อย่างง่าย ๆ โดยแบ่งได้เป็น 3
ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1) Knowledge Vision (KV) เป็นส่วนที่ต้องตอบให้ได้ว่าทําการจัดการ
ความรู้ไปเพื่ออะไร
2) Knowledge Sharing (KS) เป็นส่วนที่สําคัญมากเพราะทําให้เกิดการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเวทีจริง และเวทีเสมือนเช่นผ่านเครือข่าย
Internet
3) Knowledge Assets (KA) เป็นส่วนขุมความรู้ที่ทําให้มีการนําความรู้ไป
ใช้งานและมีการต่อยอดยกระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ
การจัดการความรู้
 กระบวนการ “การจัดการความรู้” KM
การจัดระบบ รวบรวม จัดเก็บความรู้
(บ่งชี้ สร้าง แสวงหา ประมวลกลั่นกรอง และจัดระบบ)
การเข้าถึงความรู้(การนําไปใช้)
การแบ่งบันความรู้(แลกเปลี่ยน เผยแพร่ กระจาย โอน)
- กิจกรรมกลุ่ม ประชุม สัมมนา สอนงาน
- ชุมชนแห่งการเรียนรู้ -แลกเปลี่ยนผ่านระบบเครือข่าย
Tacit Knowledge
ความรู้ในตน : ประสบการณ์
Explicit Knowledge
ความรู้ที่เป็นวิทยาการ :
Text Book
Participation
การปฏิสัมพันธ์ :
สื่อสารด้วยกระบวนการสังคม
(Socialization)
เกลียวคลื่นความรู้ (Knowledge spiral)
SECI
บ้นทึกข้อมูลด้วยสื่อต่าง
(Externalization)
รวบรวม หลอมรวม
(Combination) แลกเปลี่ยนเรียนรู้
(Internalization)
Tacit Knowledge
ความรู้ในตน : ประสบการณ์
Explicit Knowledge
ความรู้ที่เป็นวิทยาการ :
Text Book
Participation
การปฏิสัมพันธ์ :
สื่อความ / รวบรวม
ความรู้ของมนุษย์:หลักสูตรการพัฒนา
การฝึกปฏิบัติจริง
การอบรม การสรุปงาน
Knowledge Group : KG 10 (สพฐ.1-6)
1. Working K : ความรู้เกิดขึ้นขณะปฏิบัติงาน
2. Case Study : ความรู้ที่ไม่เคยพบมาก่อนแต่น่าสนใจเป็นพิเศษ
3. Best Practice : ความรู้จากการพัฒนาเทคนิค วิธี ประสพผลสําเร็จ
4. Soft Learning : ความรู้จากสรุปย่อวิจัย เอกสาร บทความ ฯลฯ
5. Book Brief : ความรู้จากสรุปย่อวิชาชีพ สถานการณ์เด่น ฯลฯ
6. External K : ความรู้จาก Internet Seminars Forum(เวทีถามตอบ)
7. K Sharing Board : ความรู้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงวิชาชีพ
8. Electronics K : ความรู้จาก E-Book PowerPoint Word etc.
9. Ask an Expert : ความรู้จากผู้รู้ในและนอกองค์กร
10. Courseware : CAI E-learning Web based Instructions
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
 ทําไมต้องสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
- หลักการจัดการศึกษาตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติ
ให้ชุมชน ท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
- โรงเรียนเป็นของชุมชน ตั้งอยู่ในชุมชน บุตรหลานคนใน
ชุมชนมาเข้าเรียน (โรงเรียนชุมชน)
- ชุมชนร่วมจัดการศึกษาทั้งในรูปทางการและไม่เป็นทางการ
- ต้องระดมทรัพยากรทางการศึกษา
- ผลผลิตทางการศึกษาต้องใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
 การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา
- สอดคล้องหลักการจัดการศึกษาตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติ
ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
- เมื่อเข้ามาร่วมรับผิดชอบจะเกิดความผูกพันต่อการศึกษา
- โรงเรียนต้องวิเคราะห์ชุมชน ท้องถิ่น แสวงหาความร่วมมือจากชุมชนและ
ท้องถิ่นให้การศึกษา
- โรงเรียนต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาทุกรูปแบบ
- โรงเรียนต้องชี้แจง ทําความเข้าใจกับชุมชนและท้องถิ่นให้เห็นความสําคัญ
จําเป็น และประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
☻ รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา
- การวางแผน การดําเนินการ การประเมินผล และปรับปรุง
การดําเนินงานเกี่ยวกับ ด้านจัดหลักสูตร กระบวนการเรียน
การสอน และการเป็นวิทยากรท้องถิ่น ร่วมสละแรงงาน ทรัพย์สิน
แรงกาย เวลา ฯลฯ ทั้งในรูปกรรมการและไม่ใช่กรรมการ
☻ การส่งเสริมให้ชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร
โรงเรียน
- การจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความต้องการชุมชน
- การนําโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน
- การให้ชุมชนเข้ามาใช้ทรัพยากรของโรงเรียน
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
 บทบาทของผู้บริหาร ครู ในการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
- มนุษยสัมพันธ์ คุณลักษณะส่วนตัวของผู้บริหาร ครู
- เชิญผู้นําท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมเป็นกรรมการสถานศึกษา
คณะทํางาน วิทยากรท้องถิ่น
- เชิญผู้ปกครองร่วมกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน/ประชาสัมพันธ์โรงเรียน
- ผู้บริหาร ครู เข้าร่วมกิจกรรมชุมชน ผู้ปกครอง
- พัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์กลางพัฒนาชุมชน
- ให้ชุมชนมาใช้ทรัพยากรโรงเรียน
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน
 หลักการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนของโรงเรียน
1) การให้บริการที่ดีแก่ชุมชน เช่น ร่วมประเพณี ร่วมงาน
ครู นักเรียนไปช่วยงานหรือกิจกรรมชุมชน
2) การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของโรงเรียนสู่ชุมชน เช่น
เสียงตามสาย วารสารประชาสัมพันธ์
3) การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เช่น งานระบบดูแลช่วยเหลือ
นักเรียน การต้อนรับผู้ปกครองที่เข้ามาสู่ สถานศึกษาด้วยไมตรี
จิตที่ดี การมีโอกาสที่ได้พบ ปะสังสรรค์ กับ ชุมชน
01
พบกันพรุ่งนี้นะคะ
www.sobkroo.com

ติวสอบครูผู้ช่วย (บ้านสอบครู อ.บวร)เอกสารบรรยายวิชาชีพครู (เก่าแล้วใช้ได้บางส่วน)