บทที่ ๑
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณกรรมไทย
คำาว่า "วรรณกรรม" มีความหมายตรงกับคำาภาษาอังกฤษ
ว่า "Literature Works" หรือ "General Literature" และการใช้
คำาว่า "วรรณกรรม" มีปรากฏครั้งแรกในพระราชบัญญัติ
คุ้มครองศิลปะและวรรณกรรม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยให้คำานิยามคำา
ว่า "วรรณกรรมและศิลปกรรม" รวมกันไว้ดังนี้
"วรรณกรรมและศิลปกรรม หมายความรวมว่าการทำา
ขึ้นทุกชนิดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ แผนก
ศิลปะ จะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปร่างอย่างใดก็ตาม เช่น
สมุด สมุดเล็ก และหนังสืออื่น ๆ เช่น ปาฐกถา กถาอื่น ๆ
เทศนา หรือวรรณกรรมอื่น ๆ อันมีลักษณะเช่นเดียวกัน
หรือนาฏกียกรรม หรือนาฏกีย-ดนตรีกรรม หรือแบบฟ้อน
รำาและการเล่นแสดงให้คนดูโดยวิธีใบ้ ซึ่งการแสดงนั้นได้
กำาหนดไว้เป็นหนังสือหรืออย่างอื่น ๆ"
คำาว่า "วรรณกรรม" ก็ได้นิยมใช้กันแพร่หลายมาตามลำาดับ
และสมัยรัฐบาลจอมพล
ป. พิบูลสงคราม ได้จัดตั้งสำานักงานวัฒนธรรมทางวรรณกรรม
รวมอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ มีหน้าที่
เผยแพร่วรรณกรรมและส่งเสริมศิลปะการแต่งหนังสือ เพื่อรักษา
วัฒนธรรมไทยอย่างเป็นทางราชการสืบต่อจากวรรณคดีสโมสร
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
(ธวัช ปุณโณทก. 2527 : 1)
กุหลาบ มัลลิกะมาส (2517 :7) กล่าวว่า คำาว่า
"วรรณกรรม" มาจากการสร้างศัพท์ใหม่ แทนคำาว่า
"Literature" โดยวิธีสมาส หรือรวมคำา จากคำาว่า วรรณ หรือ
บรรณ ซึ่งหมายถึงใบไม้ หรือ หนังสือ รวมกับคำาว่า กรรม ซึ่ง
หมายถึงการกระทำา ดังนั้นวรรณกรรม จึงหมายถึง การกระทำาที่
เกี่ยวกับหนังสือ โดยความหมายของวรรณกรรม หมายถึง สิ่งซึ่ง
เขียนขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปใด หรือเพื่อความมุ่งหมาย
1
ใด ซึ่งอาจจะเป็นใบปลิวหนังสือพิมพ์ นวนิยาย คำาอธิบาย ฉลาก
ยา เป็นต้นก็ได้
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2539 :
754) อธิบายว่า วรรณกรรม หมายถึง งานหนังสือ งานนิพนธ์ที่
ทำาขึ้นทุกชนิด ไม่ว่าแสดงออกมาโดยวิธีหรือในรูปอย่างใด เช่น
หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำาปราศัย
สุนทรพจน์ สิ่งบันทึกเสียง ภาพ
ส่วน ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และเจตนา นาควัชระ
(2520 : 58) ได้ให้ความหมายของวรรณกรรมว่า หมายถึง
หนังสือ หรือเอกสาร ที่มีศิลปกรรมในฐานะที่มีรูปแบบ มีสาระ
เนื้อหาที่ผู้เขียนพยายามสื่อความคิดด้วยวิธีการหนึ่งมายังผู้อ่าน
สิทธา พินิจภูวดล และคณะ (2515 : 35) กล่าวว่า
วรรณกรรม หมายถึงงานเขียนในรูปบทกวีนิพนธ์ ร้อยกรอง
และข้อเขียนทั้งหมดที่ใช้ภาษาร้อยแก้ว ได้แก่ บทความ สารคดี
นวนิยาย เรื้องสั้น เรียงความ บทละคร บทภาพยนตร์ บท
โทรทัศน์ ตลอดจนคอลัมน์ต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์
พระยาอนุมานราชธน หรือ เสฐียรโกเศศ (2515 : 24) ได้
กล่าวว่า วรรณกรรมหมายถึงการกระทำาหนังสือหรือหนังสือที่
แต่งขึ้นทั่วไปโดยมิได้จำากัดว่าเป็นหนังสือพวกใดพวกหนึ่งโดย
เฉพาะ ส่วนจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่าง
หาก
สมพร มันตะสูตร (2525 : 10-11) อธิบายว่า วรรณกรรม
หมายถึง งานเขียนทุกชนิด ทุกชิ้นที่สามารถสื่อสารได้น่าจะเป็น
วรรณกรรม ซึ่งหมายความว่า เมื่อผู้แต่งส่งสารไปยังผู้รับ ผู้รับ
สามารถสื่อความเข้าใจจากสารที่ผู้แต่งส่งมาได้ ก็ถือว่ามีการ
สื่อสารกันขึ้นแล้วงานเขียนนั้นนับว่าเป็นวรรณกรรม
โจเซฟ เมอร์แซนต์ (Mersand 1973 : 313) กล่าวว่า คำา
จำากัดความง่าย ๆ ของวรรณกรรมก็คือ การเขียนทั้งในรูปแบบ
ร้อยแก้วและร้อยกรอง ซึ่งถ้าพิจารณาคำาจำากัดความนี้ตามหลัก
การแล้วบทกวีที่เขียนขึ้นเป็นครั้งแรก หรือ รายการสั่งซื้อสินค้า
ทางจดหมายก็เรียกว่าวรรณกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้
ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น วรรณกรรมจะต้องเป็นรูปแบบการ
2
เขียนที่ดี มีประเด็นน่าวิจารณ์และมีความคิดที่น่าสนใจเป็น
อันดับสุดท้าย
ทัศนะต่าง ๆ ที่มีผู้ให้คำาจำากัดความตามที่กล่าวมา มีความ
สอดคล้องกับความหมายของวรรณกรรมที่ให้ไว้ในการสัมมนา
ของชุมนุมวรรณศิลป์ 6 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
รามคำาแหง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยการค้า เมื่อปี พ.ศ. 2518 ว่า
“วรรณกรรมคืองานสร้างสรรค์ทางศิลปะที่ใช้ภาษา
เป็นสื่อกลางไม่ว่าจะมีเนื้อหาแบบใดก็ตาม มีขอบเขตถึง
งานเขียนทุกชนิด เช่น วรรณคดี นวนิยาย เรื้องสั้น
บทความ รวมถึงวรรณกรรมที่เล่าสืบต่อกันมาด้วยปาก เช่น
นิยายพื้นบ้าน บทเพลงต่าง ๆ เป็นต้น (อ้างถึงใน วรรณี ชา
ลี. 2522 : 4)”
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้ให้ความหมายของวรรณกรรมที่แตก
ต่างออกไป มิใช่จำากัดอยู่แต่เฉพาะงานเขียนทั่ว ๆ ไป เช่น
เอมอร ชิตตะโสภณ (2521 : 11-12,21) อธิบายว่า
วรรณกรรม หมายถึงข้อเขียนต่าง ๆ ที่ทำาขึ้นด้วยความปราณีต
แต่ยังไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณคดี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ
กาลเวลาหนึ่ง ยังไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่พิจารณาหนึ่ง และ
ฯลฯ พร้อมกับชี้ประเด็นว่าหากจะพิจารณาว่า วรรณกรรม คือ
งานเขียนทั่ว ๆ ไปแล้วไซร้ ทุกอย่างที่เป็นงานเขียน เช่น
พงศาวดาร ตัวบทกฏหมาย พระราชกฤษฎีกา ประกาศต่าง ๆ
หรือแม้กระทั่งจดหมายรัก ก็จะกลายเป็นวรรณกรรมไปหมด เรา
ควรคำานึงถึงความจริงข้อที่ว่า วรรณกรรมในภาษาอังกฤษก็มี
"Literature" ปนอยู่ด้วย ฉะนั้น วรรณกรรมไม่ควรจะเป็นเพียง
งานเขียนแต่ควรจะเป็นงานที่มีศิลปะปนอยู่ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ก็คือ วรรณกรรมชิ้นใดก็ตามควรจะเกิดมาจากความตั้งใจของผู้
เขียนในอันที่จะถ่ายทอดความรู้สึกหรือทัศนะของเขาออกมา
3
เป็นตัวอักษรอย่างมีศิลปะ ไม่ว่าจะมาจากประสบการณ์หรือแรง
บันดาลใจ หรืออารมณ์สะเทือนใจก็ตาม
สมพร มันตะสูตร (2524 : 5) อธิบายเพิ่มเติมจากคำาจำากัด
ความที่ได้กล่าวมาแล้วว่า วรรณกรรม หมายถึงงานเขียนที่เกิด
ขึ้นจากอารมณ์สะเทือนใจ และมีศิลปะในการนำาเสนอทั้งในด้าน
ความรู้ ความคิด ความสะเทือนใจด้วย การถ่ายทอดเป็นภาษา
ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ไม่จำากัดรูปแบบและเนื้อหา
วรรณกรรมนั้นมีความดีเด่น ให้ความประทับใจ
เสถียร จันทิมาธร (2516 : 8) อธิบายว่าวรรณกรรม คือ
ผลิตผลที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถ่ายความจัดเจนที่ได้รับจาก
การต่อสู้ของชีวิต ทั้งในทางธรรมชาติและทางสังคม เป็นการ
สร้างวัฒนธรรมทางศิลปะ รับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มความคิด
ที่ตนสังกัดอยู่
อย่างไรก็ตาม ความหมายของวรรณกรรมที่มีผู้ให้ไว้หลาก
หลายนี้ ตามความหมายของหนังสือความรู้ทั่วไปทาง
วรรณกรรมนั้นจะมีความหมายกว้าง โดยกินความครอบคลุม
งานหนังสือทุกชนิดหรือสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ทั้งหนังสือทั่วไป
หนังสือตำารา หนังสืออ้างอิง วารสาร นิตยสาร และเอกสารต่าง
ๆ เป็นต้น
4
บทที่ ๒
การศึกษาวรรณกรรมสมัยสุโขทัย
การศึกษาวรรณคดีต้องมีการวิเคราะห์ในหลายแง่มุม
ประกอบกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
หลากหลายด้าน และสามารถวิจักษณ์ หรือเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้ง
แง่มุมหนึ่งซึ่งควรจะนำามาพิจารณาประกอบได้แก่ การศึกษา
สภาพทางประวัติศาสตร์สมัยนั้น เพราะจะเป็นบริบทสำาคัญใน
การกำาหนดแนวคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมของบุคคล ดังคำา
กล่าวที่ว่า เราสามารถอ่านสังคมได้จากวรรณกรรม และอ่าน
วรรณกรรมได้จากสังคม ผู้ศึกษาวรรณคดี จึงสมควรทำาความ
เข้าใจในบริบทของสังคมด้วยส่วนหนึ่ง
ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย
อาณาจักรสุโขทัยมั่นคงเป็นปึกแผ่นขึ้น หลังจากที่เข้ามามี
อำานาจเหนือขอมได้เมื่อ ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ โดยพ่อขุนบาง
กลางหาวเจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ได้
รวมกำาลังกันยกกองทัพมาตีเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นเมือง ใหญ่หน้า
ด่าน ของขอม มีผู้ปกครอง เมืองเรียกว่าขอมสมาดโขลญลำาพง
รักษาเมืองอยู่ เมื่อตีกรุงสุโขทัยได้แล้ว พ่อขุนผาเมืองก็ได้
อภิเษกให้พ่อขุนบางกลางหาว เป็นเจ้าเมืองครองกรุงสุโขทัย มี
พระนาม ตามอย่างที่ขอม เคยตั้งนามเจ้าเมืองสุโขทัยแต่ก่อนว่า
"ศรีอินทรปตินทราทิตย์" แต่ในศิลาจารึกของ พ่อขุนรามคำาแหง
ว่า "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์สุโขทัย (ราชวงศ์
พระร่วง)
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีมเหสีชื่อนางเสือง มีพระราชโอรส
สามพระองค์ องค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ ตั้งแต่ยังเยาว์องค์กลางมี
5
นามว่าบานเมือง และองค์เล็กมีนามว่า พระรามคำาแหงในรัช
สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรเล็กๆ
มีอาณาเขต ดังนี้ ทิศเหนือ จดอาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักร
ลานนาไทยอาณาจักรพะเยาทิศตะวันตก จดเมืองฉอด
เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สวรรคต พ่อขุนบานเมืองได้ขึ้น
ครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒ และได้ทรงตั้งพระรามคำาแหง
เป็นมหาอุปราชครองเมืองชะเลียง พ่อขุนบานเมือง ได้ครอง
ราชย์ อยู่จนถึงราว พ.ศ. ๑๘๒๒ ก็สวรรคต พ่อขุนรามคำาแหง
(พระอนุชา)จึงขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๓ พระองค์ทรง
เป็นนักรบที่ปรีชาสามารถ ก่อนครองราชสมบัติ เคยทรงชนช้าง
ชนะเจ้าเมืองฉอด และในสมัยของพระองค์อาณาจักรสุโขทัย
สงบราบคาบ กว้างใหญ่ไพศาล มีการเจริญสัมพันธไมตรีฉัน
เพื่อนกับพระเจ้าเม็งราย แห่งเชียงใหม่ พระยางำาเมืองแห่ง
พะเยา และในขณะเดียวกันก็ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับมอญ เล่า
กันว่า มะกะโทกษัตริย์มอญ ทรงเป็นราชบุตรเขยของพระองค์
นอกจากนี้ทรงได้เจริญสัมพันธไมตรี กับจีน จนได้ช่างฝีมือชาว
จีนมาปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสังคโลกในสุโขทัย และในรัช
สมัย พ่อขุนรามคำาแหงนี้เริ่มมีวรรณคดีที่จารึกเป็นหลักฐานของ
ชาติขึ้นเป็นครั้งแรก
สุโขทัยเริ่มเสื่อมอำานาจลงหลังสมัยพ่อขุนรามคำาแหง
พระเจ้าเลอไทยกษัตริย์องค์ที่ ๔ ไม่ทรงมีพระปรีชาสามารถและ
เข้มแข็งเท่าพระราชบิดา ทำาให้หัวเมืองต่าง ๆ พากัน แข็งข้อ
เป็นอิสระพระเจ้า อู่ทองเจ้าเมืองอู่ทองหรือสุพรรณภูมิ ได้ทรง
ขยาย อาณาเขต กว้างขวางขึ้นและทรงสถาปนาอยุธยาเป็น
ราชธานี ใน พ.ศ. ๑๘๙๓ (ค.ศ. ๑๓๕๐)
พระเจ้าเลอไทยสวรรคตใน พ.ศ. ๑๘๙๐ มีการแย่งราช
สมบัติระหว่างราชโอรส ๒ พระองค์ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิ
ไท) ได้ทรงครองราชสมบัติแทน พระองค์เป็น กษัตริย์ที่ทรง
เลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทรงอุทิศเวลา ศึกษาพุทธ
ศาสนาอย่างจริงจัง ทรงนิพนธ์หนังสือไตรภูมิพระร่วงทรงสร้าง
วัดและสถูปเจดีย์ต่าง ๆ มากมาย และสร้างสถานที่ สำาคัญต่าง ๆ
ในสุโขทัยอีกหลายแห่ง
6
พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ราชโอรสของพระมหาธรรมราชา
ที่ ๑ (ลิไท) ได้ทรงสืบ ราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา อำานาจ
กรุงสุโขทัยได้สิ้นสุดลงหลังจากได้เอกราชมาประมาณ ๑๔๐ ปี
เมื่อ กองทัพของพระเจ้าบรมราชาที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาตีได้
ใน พ.ศ. ๑๙๒๑ แต่ราชวงศ์สุโขทัยยังคงครองสุโขทัยสืบต่อมา
อีกประมาณ ๖๐ ปีจนถึงสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๔ พระเจ้า
บรมราชาที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครอง
อาณาจักร สุโขทัยเสียใหม่ โดยทรงตั้งสมเด็จพระราเมศวร พระ
ราชโอรสไปครองพิษณุโลก การปฏิบัติ เช่นนี้ถือว่าเป็นการสิ้น
สุดอำานาจของราชวงศ์สุโขทัยอย่างเด็ดขาดและสุโขทัยกลาย
เป็น ส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาตั้งแต่นั้นมา
วรรณคดีสมัยสุโขทัยที่มีอยู่ในปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องสำาคัญ
มีอยู่ ๔ เรื่อง คือ
๑. ศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือจารึกของพ่อขุนรามคำาแหง
มหาราช
๒. สุภาษิตพระร่วง
๓. เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิพระร่วง
๔. นางนพมาศ หรือตำารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
ศิลาจารึกหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง)
ประวัติความเป็นมา
เมื่อราชวงศ์สุโขทัยได้สูญเสียอำานาจและกลายเป็นเมือง
ร้าง ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง และศิลาจารึกหลักอื่น ๆ ที่จารึก
ในยุคนั้นก็สาบสูญ ไปจากความทรงจำาของชาวไทย จนกระทั่ง
ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขณะยังทรงดำารง พระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ และผนวชอยู่ที่วัดรา
ชาธิวาสได้เสด็จธุดงค์เมืองเหนือ (ปีมะเส็ง เญจศก จุลศักราช
๑๑๙๓) ในระหว่างประทับอยู่ที่สุโขทัยได้ทรงพบศิลาจารึก และ
พระแท่นมนังศิลา ณ บริเวณเนินประสาทพระราชวังเก่าสุโขทัย
ครั้นเมื่อจะเสด็จกลับก็โปรดเกล้าฯ ให้นำาพระแท่น มนังคศิลา
และศิลาจารึกกลับมาไว้ที่วัดสมอราย(ราชาธิวาส) ที่กรุงเทพฯ
แล้วย้ายมาไว้ ที่วัดบวรนิเวศ เมื่อพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์
7
จึงได้โปรดให้นำามาไว้ที่วิหารขาว วัดพระศรีรัตนศาสดารามใน
พระบรมมหา
ราชวัง ต่อมาในปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้นำาศิลาจารึกนี้ไป
รวมกับศิลาจารึกอื่นๆ ในหอสมุดแห่งชาติ ปัจจุบันนี้ อยู่ที่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ผู้แต่ง
มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำาแหงหลาย
ท่าน และผู้ที่มีบทบาท สำาคัญก็คือ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์
นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้าน ภาษาตะวัน
ออก ได้ศึกษาศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำาแหง และได้จัดทำาคำา
อ่านไว้อย่างละเอียด ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ศาสตราจารย์ฉำ่า ทองคำา
วรรณ และผู้เชี่ยวชาญ ทางภาษาโบราณ อีกหลายคน ได้ศึกษา
การอ่านคำาจารึก และการตีความถ้อยคำาในศิลาจารึกพ่อขุน
รามคำาแหง ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ศาสตราจารย์
ดร.ประเสริฐ ณ นคร และศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิ
ศกุล ได้ศึกษาคำาอ่านทำาให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้นจากการ
สันนิษฐาน ผู้แต่งอาจมีมากกว่า ๑ คน เพราะเนื้อเรื่อง ในหลัก
ศิลาจารึกแบ่งได้เป็น ๓ ตอน คือ
ตอนแรกกล่าวถึง พระราชประวัติของพ่อขุนรามคำาแหง
ใช้คำาแทนชื่อว่า "กู" เข้าใจว่า พ่อขุนรามคำาแหงคงจะทรงแต่ง
เกี่ยวกับพระราชประวัติของพระองค์เอง
ตอนที่ ๒ เป็นการบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ใช้คำาว่า
พ่อขุนรามคำาแหง โดยเริ่มต้นว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำาแหงเมือง
สุโขทัยนี้ดี......" จึงเข้าใจว่าจะต้อง เป็นผู้อื่นแต่ง เพิ่มเติมภาย
หลัง ตอนที่ 3 เป็นตอนยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำาแหง โดยเริ่ม
ต้นว่า "พ่อขุนรามคำาแหง นั้นหาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้ง
หลาย......" ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ สันนิษฐานว่าความ
ในตอนที่ ๓ คงจารึกหลังตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ จึงเข้าใจ
ว่าผู้อื่นแต่งต่อในภายหลัง
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
8
๑. เพื่อเป็นหลักฐานแสดงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น
เช่น หลักฐานการประดิษฐ์อักษรไทย เหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจน
ชี้แจงอาณาเขตของกรุงสุโข
๒. เพื่อสดุดีพระเกียรติพ่อขุนรามคำาแหง
ลักษณะการแต่ง
แต่งเป็นร้อยแก้ว ลักษณะเป็นประโยคสั้น ๆ กะทัดรัด และมี
สัมผัสคล้องจองกันระหว่างวรรคบ้าง
เนื้อเรื่อง
โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น ๓ ตอน ได้แก่
รูปแบบการแต่งเป็นร้อยแก้ว เขียนลงบนแท่งหินสี่เหลี่ยม
ทั้งสี่ด้าน ใช้ตัวอักษรไทยและภาษาไทยตามแบบอย่างการใช้
ภาษาสมัยสุโขทัยเนื้อเรื่องแบ่งเป็น ๓ ตอน
ตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ – ๑๘ เป็นอัตชีวประวัติของ
พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช กษัตริย์สุโขทัยราชวงศ์พระร่วง ดัง
ตัวอย่างต่อไปนี้
ตอนที่ ๒ เล่าเรื่อง เหตุการณ์และธรรมเนียมนิยมของคน
สุโขทัย การดำาเนินชีวิต การนับ
ถือพุทธศาสนา การนับถือผี และการประดิษฐ์ตัวอักษรไทย
ตอนที่ ๓ เป็นคำาสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุน
รามคำาแหง และกล่าวถึงอาณาเขตของเมืองสุโขทัย
คำาอ่านปัจจุบันของหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง
ด้านที่ ๑
พ่อกู ชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง
ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสามผู้ญีงโสง พี่เผือผู้อ้ายตาย
จากเผือเตียมแต่ยักเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้ สิบเก้าเข้า ขุนสามชน
เจ้าเมืองฉอด มาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบ ขุนสามชนหัวซ้าย ขุน
สามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู
หนีญญ่ายพายจแจ๋น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู
กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้าง ขุนสามชนตัวชื่อมาสเมือง
แพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู ููชื่อพระรามคำาแหง
9
เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชนเมื่อชั่วพ่อกู กูบำาเรอแก่พ่อกู กูบำาเรอ
แก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมาก
หวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้
กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวงได้ปั่วได้นาง
ได้เงือนได้ทองกูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตายยังพ่อกู กูพรำ่า
บำาเรอแก่พี่กู ดั่งบำาเรอแก่พ่อกู พี่กูตาย จึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม
เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำาแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในนำ้ามีปลา ในนามี
ข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไป
ขาย ใคร่จักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้า
เงือนค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหาย
กว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำามัน ช้างขอลูกเมียเยียข้าว ไพร่ฟ้า
ข้าไท ป่าหมากพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฟ้าลูกเจ้า
ลูกขุน ผิแลผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้ จึ่งแล่งความแก่ขา
ด้วยซื้อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใครพีน เห็นสินท่าน
บ่ใครเดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ช่อยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่
มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวง
เป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าเสือก ข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี ใน
ปากประตูมีกระดิ่งอันณื่งแขวนไว ู้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก กลาง
บ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้า
เถิงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกะดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำาแหงเจ้า
เมืองได้
ด้านที่ ๒
ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมือง
สุโขทัยนี้จึ่งชม สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็
หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายใน
เมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน กลาง
เมืองสุโขทัยนี้ มีนำ้าตระพังโพยสี ใสกินดี ... ดั่งกินนำ้าโขงเมื่อ
แล้ง รอบเมืองสุโขทัยนี้ ตรีบูร ได้สามพันสี่ร้อยวา คนในเมืองสุ
โขทันนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำาแหงเจ้า
เมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน
ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้ญีง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธ
ศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐิน
10
เดือนณื่งจิ่งแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนม
ดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกฐินโอยทานแล่ปีแล้ญิบ
ล้าน ไปสูดญัติกฐินเถืงอรัญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียง กัน
แต่อญญิกพู้นเท้าหัวลาน ดำบงดำกลองด้วยเสียงพาดเสียงพิณ
เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจัก
มักเลื้อน เลื้อน เมืองสุโขทัยนี้ มีสี่ปากประตูหลวง เที้ยรย่อมคน
เสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้ มีดั่ง
จักแตก กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระ
อัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอัน
ราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม มีปู่ครูนิสัยมุตก์ มีเถร มีมหา
เถร เบื้องตะวันตก เมืองสุโขทัยนี้ มีอไรญิก พ่อขุนรามคำาแหง
กระทำา โอยทานแก่มหาเถร สังฆราชปราชญ์ เรียนจบปิฎกไตร
หลวก กว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา ใน
กลางอรัญญิก มีพิหารอันณื่งมนใหญ่ สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐาร
ศอันณื่ง ลุกยืน เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีปู่ครู มี
ทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้าน
เล็ก มีป่าม่วงมีป่าขาม ดูงามดังแกส้
ด้านที่ ๓
(งแต่)ง เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอ
จนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว ป่าหมากลาง มีไร่ มีนา มีถิ่น
ถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฎีพิหาร
ปู่ครูอยู่ มีสรดีภงส มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม มีนำ้าโคก มี
พระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุน
ผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิ
ไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย ๑๒๑๔ ศก
ปีมะโรง พ่อขุนรามคำาแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยนี้ ปลูก
ไม้ตาลนี้ ได้สิบสี่เข้า จึงให้ชั่งพันขดานหิน ตั้งหว่างกลางไม้ตาล
นี้ วันเดือนดับ เดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน
ฝูงปู่ครู เถร มหาเถร ขึ้นนั่งเหนือขดานหินสูดธรรมแก่อุบาสก
ฝูงท่วยจำาศีล ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำาแหง เจ้าเมืองศรีสัช
ชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขดานหิน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน
ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง ครั้นวันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้าง
11
เผือกกระพัดลยาง เที้ยรย่อมทองงา... (ซ้าย) ขวา ชื่อรูจาครี
พ่อขุนรามคำาแหง ขึ้นขี่ไปนบพระ (เถิง) อรัญญิกแล้วเข้ามา
จารึกอันณื่ง มีในเมืองชเลียง สถาบกไว้ ด้วยพระศรีรัตนธาตุ
จารึกอันณื่ง มีในถำ้ารัตนธาร ในกลวงป่าตาลนี้ มีศาลาสองอัน
อันณื่งชื่อศาลาพระมาส อันณื่งชื่อพุทธศานา ขดานหินนี้ ชื่อ
มนังศิลาบาตร สถาบกไว้นี่ จึ่งทั้งหลายเห็น
ด้านที่ ๔
พ่อขุนพระรามคำาแหง ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นขุนใน
เมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัย ทั้งมาก
กาวลาว แลไทยเมืองใต้หล้าฟ้าฎ... ไทยชาวอูชาวของมาออก
๑๒๐๗ ศกปีกุน ให้ขุดเอาพระธาตุออกทั้งหลายเห็น กระทำาบูชา
บำาเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึ่งเอาลงฝังในกลางเมืองศรีสัช
ชนาลัยก่อพระเจดีย์เหนือหกเข้าจึ่งแล้ว ตั้งเวียงผาล้อมพระ
มหาธาตุ สามเข้าจึ่งแล้ว เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปี
มะแม พ่อขุนรามคำาแหง หาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้
ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ พ่อขุนรามคำาแหงนั้นหา
เป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอน
ไทยทั้งหลายให้รู้บุญรู้ธรรมแท้ แต่คนอันมีในเมืองไทยด้วย รู้
ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะ ด้วยแรง หาคนจักเสมอ
มิได้ อาจปราบฝูงข้าเสีก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวัน
ออก รอด สรลวง สองแคว ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของเถีง
เวียงจันทน์เวียงคำาเป็นที่แล้ว เบื้(อ)งหัวนอน รอดคนที พระบาง
แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพรชบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทร
เป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตก รอดเมืองฉอด เมือง...น หงสาวดี
สมุทรหาเป็นแดน เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมืองม่าน เมือง
น... เมืองพลัว พ้นฝั่งของเมืองชวา เป็นที่แล้ว ปลูกเลี้ยง ฝูงลูก
บ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน
จะเห็นได้ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำาแหง มี
คุณสมบัติเด่นในแง่ประวัติศาสตร์ ประวัติวรรณคดี และประวัติ
ภาษาไทยเป็นอย่างมาก คุณค่าของวรรณกรรมเรื่องนี้ ได้แก่
12
๑. ด้านภาษา จารึกของพ่อขุนรามคำาแหงเป็นหลักฐานที่
สำาคัญที่สุด ที่แสดงให้เห็นถึงกำาเนิดของวรรณคดีและอักษรไทย
เช่น กล่าวถึงหลักฐานการประดิษฐ์อักษรไทย ด้านสำานวนการ
ใช้ถ้อยคำาในการเรียบเรียงจะเห็นว่า - ถ้อยคำาส่วนมากเป้นคำา
พยางค์เดียวและเป็นคำาไทยแท้ เช่น อ้าง โสง นาง เป็นต้น - มี
คำาที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตปนอยู่บ้าง เช่น ศรีอินทราทิตย์
ตรีบูร อรัญญิก ศรัทธา พรรษา เป็นต้น - ใช้ประโยคสั้น ๆ ให้
ความหมายกระชับ เช่น แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง -
ข้อความบางตอนใช้คำาซำ้า เช่น "ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่า
ลางก็หลายในเมืองนี้ - นิยมคำาคล้องจองในภาษาพูด ทำาให้เกิด
ความไพเราะ เช่น "ในนำ้ามีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบเอาจกอบ
ในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย" - ใช้ภาษาที่เป็น
ถ้อยคำาพื้น ๆ เป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน
๒. ด้านประวัติศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติ
พ่อขุนรามคำาแหง จารึกไว้ทำานองเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจน
ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสภาพสังคมของกรุง
สุโขทัย ทำาให้ผู้อ่านรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของกรุงสุโขทัย พระ
ปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำาแหง และสภาพชีวิตความเป็น
อยู่ของชาวสุโขทัย
๓. ด้านสังคม ให้ความรู้ด้านกฎหมายและการปกครอง
สมัยกรุงสุโขทัย ว่ามีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหา
กษัตริย์ดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด
๔. ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ให้ความรู้เกี่ยวกับ
วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของชาวสุโขทัยที่ปฏิสืบมาจนถึง
ปัจจุบัน เช่น การเคารพบูชาและเลี้ยงดูบิดามารดา นอกจากนั้น
ยังได้กล่าวถึงประเพณีทางศาสนา เช่น การทอดกฐินเมื่อออก
พรรษา ประเพณีการเล่นรื่นเริงมีการจุดเทียนเล่นไฟ พ่อขุน
รามคำาแหงโปรดให้ราษฎรทำาบุญและฟังเทศน์ในวันพระ เช่น
"คนเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักอวยทาน.......ฝูงท่วยมี
ศรัทธา ในพระพุทธศาสนา ทรงศีล เมื่อพรรษาทุกคน"
13
กล่าวเฉพาะในแง่ของวรรณคดี และภาษาไทย ศิลาจารึก
คือต้นกำาเนิดของตัวอักษรไทยและการวางอักขรวิธีแบบไทยเดิม
ดังบทความต่อไปนี้ (ธนกร ช่อไม้ทอง. เว็บไซต์.)
ท่านผู้รู้นักประวัติศาสตร์หลายท่าน คาดกันว่า เริ่ม
จากแบบอักษรคฤนถ์ของอินเดียใต้ ได้ถูกนำามาดัดแปลง
เป็นอักษรขอม อักษรขอมนี้นำามาเขียนภาษาบาลี สันสกฤต
ได้สะดวก แต่พ่อขุนรามคำาแหงมหาราชทรงเห็นว่าการนำา
มาเขียนเป็นภาษาไทยนั้นไม่สะดวก เพราะไม่มีวรรณยุกต์
เป็นเครื่องหมายกำาหนดเสียงสูงตำ่าและมีสระน้อย ไม่เพียง
พอจะเขียนภาษาไทยได้ตามต้องการ พระองค์จึงทรงมี
พระราชดำาริแก้ไขแบบอักษรเสียใหม่ให้เป็นลักษณะอักษร
ไทย (ซึ่งถ้าสังเกตถ้อยคำาในศิลาจารึก จะเห็นคำาว่า "นี้" อยู่
ต่อคำาว่า "ลายสือ" ทุกแห่ง คงจะมีความหมายว่าตัวอักษร
แบบนี้ยังไม่เคยมี) พระองค์ทรงแก้รูปตัวอักษรให้เขียนได้
รวดเร็วกว่าอักษรขอม ทั้งสระและพยัญชนะก็จะเขียนอยู่
ในบรรทัดเดียวกัน
แม้ว่าพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชจะมิได้เป็นผู้ทรง
ประดิษฐ์รูปอักษรขึ้นโดยพระองค์เองก็ตาม (๑) การที่
พระองค์ทรงแก้ไขตัวอักษรเสียใหม่ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น
นับเป็นการสำาคัญ เป็นการพัฒนาต่อยอดทางความคิด คือ
การนำาภูมิความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่เดิมในขณะนั้นมาพัฒนา
ให้เกิดความเหมาะสม ให้มีความสะดวกในการจารึกและ
อ่าน อีกทั้งเสียงที่ใช้นั้นก็มีความครบถ้วนตามลักษณะเสียง
ที่ใช้ในภาษาไทย สิ่งนี้นับเป็นคุณประโยชน์อย่างมหาศาล
เป็นวิวัฒนาการ อันทำาให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทาง
ความรู้และวิทยาการในสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้
เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพในเชิงภาษาศาสตร์และความเป็น
นักปราชญ์ของพระองค์
ครั้นล่วงรัชกาลพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชแล้ว จะเป็น
ระยะเวลานานเท่าใดไม่ปรากฏแน่ชัด มีผู้แก้ไขกลับไปใช้
คุณลักษณะบางอย่างตามแบบหนังสือขอม ซึ่งมีสระอยู่ข้าง
14
หน้าพยัญชนะบ้าง อยู่ข้างหลังพยัญชนะบ้าง อย่างเช่นใช้
ในแบบหนังสือไทยมาจนทุกวันนี้
ตัวอักษรไทยที่พ่อขุนรามคำาแหงมหาราชทรงคิดค้นขึ้นนี้
ได้มีผู้นำาไปใช้กันแพร่หลายต่อไปในประเทศใกล้เคียงในสมัย
นั้น เช่น ในล้านช้าง ล้านนา และประเทศข้างฝ่ายใต้ของ
อาณาจักรสุโขทัย คือ กรุงศรีอยุธยา
ลักษณะของตัวอักษรไทย
สระ ๒๐ ตัว
วรรณยุกต์ ๒ รูป ตัวเลข ๖ ตัว
พยัญชนะ ๓๙ ตัว
15
ท่านผู้รู้บางท่านได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประดิษฐ์
ตัวอักษรไทยของพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชอีกนัยหนึ่งว่า จาก
การดูที่เหตุผลแวดล้อม พยัญชนะไทยน่าจะมีครบทั้ง ๔๔ ตัว
ตั้งแต่ในสมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชแล้ว ทางขอมได้ภาษา
บาลี-สันสกฤตเป็นครู มีพยัญชนะจำานวน ๓๓ ตัวเท่ากับภาษา
บาลี พ่อขุนรามคำาแหงได้แบบอย่างจากขอมและอินเดีย ครั้ง
แรกนั้นคงเป็นพยัญชนะ ๓๔ ตัว (ตัดนิคหิต ออก ๑ ตัว แต่
พระองค์ได้นำามาใช้แทนตัว ม อย่างสันสกฤตและขอม) ต่อมา
พระองค์อาจจะทรงคิดค้นเพิ่มเติมอีก ๑๐ ตัว ที่เรียกว่า
"พยัญชนะเติม" เพื่อให้เสียงพอใช้ในภาษาไทย
พยัญชนะเติม ๑๐ ตัวคือ ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ ฮ จะ
เห็นว่าพยัญชนะเหล่านี้ได้เพิ่มเข้า
มาจากพยัญชนะวรรคมีเสียงที่พ้องกัน เช่น ฃ พ้องเสียงกับ ข
ฅ พ้องเสียงกับ ค ในสมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชนั้น ตัว
อักษรนี้คงออกเสียงเป็นคนละหน่วยเสียงกัน แต่ ฃ กับ ฅ คงจะ
ออกเสียงได้ยากกว่า เราจึงรักษาเอาไว้ไม่ได้ มีอันต้องสูญไป
อย่างน่าเสียดาย (๒) เหตุผลคือ ถ้าเป็นหน่วยเสียงเดียวกัน
พระองค์จะไม่ทรงคิดเสียงซำ้ากัน เช่นนั้น ฃ กับ ข และ ฅ กับ ค
จึงน่าจะเป็นคนละหน่วยเสียงกันเช่นเดียวกับภาษาบาลี
สันสกฤต ที่ออกเสียงพยัญชนะวรรคตะ ต่างกับเสียงพยัญชนะ
วรรคฏะ แต่เมื่อเรารับเข้ามาใช้ เราออกเสียงอย่างเขาไม่ได้
เราจึงออกเสียงเหมือนกัน เช่นเดียวกับ ตัว ส, ษ, ศ ก็เช่น
เดียวกัน เขาออกเสียงต่างกันแต่เราออกเสียงเหมือนกันหมด
เสียงใดที่ออกยากย่อมสูญได้ง่าย
(๑) หนังสือพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำาแหง
มหาราช และรวมเรื่องเมืองสุโขทัย กรมศิลปากร
(๒) เลิกใช้เมื่อปีพระพุทธศักราช ๒๔๗๐ ต่อมาเกิด
พจนานุกรมฉบับ ปีพระพุทธศักราช ๑๓๙๓ จึงได้ประกาศเลิก
ใช้อย่างเป็นทางการ
สำาหรับความงดงามในแง่ของวรรณคดีนั้น ศิลาจารึกหลักที่
๑ พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช ได้รับการยอมรับดังต่อไปนี้
16
ศิลาจารึกจัดว่าเป็นวรรณคดีที่สำาคัญประเภทหนึ่ง ที่มี
ประโยชน์ในด้านการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์
โบราณคดี ตลอดจนวิชาอักษรศาสตร์ วัฒนธรรม และอื่นๆ
ศิลาจารึกที่มีผู้นำามาเป็นหลักฐานหลักได้ มีทั้งสิ้น ๒๘ หลัก
และคงไม่มีผู้ใดปฏิเสธหากจะกล่าวว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑
ของพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช ที่เป็นต้นแบบแห่งอักษร
ไทยนั้น จะจัดเข้าเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งทางด้าน
วรรณกรรม ดังนี้
๑) ใช้คำากะทัดรัด สละสลวย เช่น
- กูไปตีหนังวังช้าง (ไปคล้องช้าง)
- บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน (ไม่เข้ากับคนผิด)
๒) เน้นคำาได้กระชับ เช่น
- เจ็บท้องข้องใจ
- ได้ข้าเสือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี
- พ่อขุนรามคำาแหงนั้นหาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่
ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลาย
ให้รู้บุญรู้แท้ แต่คนอันมีเมืองไทยด้วยรู้หลวก ด้วย
แกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้
๓) มีโวหารเปรียบเทียบได้ดี ทำาให้เกิดภาพพจน์และมี
จินตนาการ เช่น
- เมืองสุโขทัยนี้ดี ในนำ้ามีปลาในนามีเข้า
- นำ้าตระพังโพยสีใสกินดีดั่งกินนำ้าโขงเมื่อแล้ง
- มีพระอัฎฐารศอันหนึ่งลุกยืน (กล่าวถึง
พระพุทธรูปยืน)
๔) มีคำาสัมผัส คล้องจอง
- ไพร่ฟ้าหน้าใส
- เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย
จะเห็นว่าภาษาของพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชนั้น
อ่านแล้วได้อรรถรสของถ้อยคำา เป็นภาษาไทยแท้ที่
เขียนเป็นความสั้นๆ แต่ได้ใจความที่ลึกซึ้ง กินใจ
17
ทำาให้เกิดจินตนาการของผู้อ่านได้กว้างไกล เช่นท่อน
หนึ่งบนศิลาจารึก กล่าวว่า
"... เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำาแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ใน
นำ้ามีปลาในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง
เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า
ใครจักใคร่ค้าม้าค้า..."
วรรณคดีเรื่องนี้ ได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในสมัยราช
อาณาจักรสุโขทัยไว้หลาย
ด้านนอกเหนือจากความรู้ทางด้านอักษรศาสตร์และ
นิรุกติศาสตร์ ซึ่งพอจะยกมาเป็นตัวอย่างให้เห็นโดยสังเขป
ได้แก่
๑) ให้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ โดยบอกเล่าถึง
พระราชประวัติ
พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช, เรื่องราวของราชอาณาจักรสุโขทัย
๒) ด้านประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ บอกเล่าถึง
อาณาเขตของราชอาณาจักรสุโขทัย
ในขณะนั้นว่ามีเขตแดนติดต่อกับประเทศใดบ้าง
๓) ด้านนิติศาสตร์ บอกเล่าถึงเรื่องของกรรมสิทธิ์,
การรับมรดก, กฎหมาย
ระหว่างประเทศที่ไม่มีการทำาร้ายเชลยศึก และอื่นๆ ซึ่ง
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้กล่าวไว้ว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง
มหาราชนี้ นับได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย
๔) ด้านรัฐศาสตร์ บอกเล่าถึงระบอบการปกครอง ที่
เป็นการปกครองที่เป็นแบบ
พ่อปกครองลูก, การตัดสินความต่างๆ ให้ทรงไว้ซึ่งความเป็น
จริง เป็นไปอย่างยุติธรรม
๕) ด้านเศรษฐศาสตร์ การพาณิชย์ บอกเล่าถึงการ
เก็บภาษี การค้าของประชาชน
มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า มีตลาดสำาหรับค้าขาย
18
๖) ด้านการเกษตร บอกเล่าถึงการปลูกสวนผลไม้ ทำา
นา พื้นที่ทำากิน มีความอุดม
สมบูรณ์ มีการกักเก็บนำ้าเพื่อไว้ใช้ในหน้าแล้ง
๗) ด้านสังคมศาสตร์ บอกเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่
เรียบง่าย ประชาชนมีศีลธรรม
การคบค้าสมาคมกันเป็นไปอย่างมีมิตรไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
บุตรทำานุบำารุงปรนนิบัติผู้เป็นบิดามารดา ผู้เป็นน้องให้ความ
เคารพและดูแลปรนนิบัติต่อผู้เป็นพี่เยี่ยงบิดามารดา
๘) ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี บอกเล่าถึงประเพณี
การถือศีลในช่วงเข้าพรรษา
ประเพณีกรานกฐินหลังออกพรรษา การเผาเทียนเล่นไฟ
๙) ด้านศาสนา บอกเล่าถึงการให้ทานรักษาศีล สร้าง
วัด โบสถ์ วิหาร ศาสนสถา
ต่างๆ มีการทำานุบำารุงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง เป็นสิ่งที่แสดง
ให้เห็นว่าราชอาณาจักรสุโขทัยนั้น มีพระพุทธศาสนาเป็น
ศาสนาประจำาชาติ
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีประเด็นที่ถกเถียงกันถึงความจริง
บางประการเกี่ยวกับศิลาจารึก โดยบางส่วนมองว่า ศิลาจารึก
เป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์มากกว่าจะเป็นของ
โบราณที่ทำาขึ้นในสมัยสุโขทัย ดังนี้ (มติชน. วันที่ ๐๔ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓๐๙. หน้า ๑)
ศิลาจารึก"เจ๋ง พิสูจน์ได้ทั้งวิทย์-โบราณคดีนัก
วิชาการสายกรมศิลป์ยัน เหมาะสมกับรางวัลยูเนสโก
ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณ ท้าลั่นพิสูจน์ศิลาจารึก
พ่อขุนรามคำาแหง หลักที่ ๑ ของจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ใคร
บอกปลอมให้หาหลักฐานประวัติศาสตร์มายืนยัน "ปองพล"
เผยเคยมีคนส่งหนังสือคัดค้านถึงยูเนสโก
เมื่อวันที่ ๓ กันยายน นายปองพล อดิเรกสาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้สัมภาษณ์
กรณีนักประวัติศาสตร์ระบุหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง
19
หลักที่ ๑ ไม่ได้ทำาขึ้นสมัยพ่อขุนรามคำาแหง แต่ทำาขึ้นใน
สมัยรัชกาลที่ ๔ ว่า ใครที่คัดค้านเรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้เพราะ
ทางองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ (ยูเนสโก) มีมติให้หลักศิลาจารึกหลักที่ ๑
ของพ่อขุนรามคำาแหงเป็นมรดกโลก ก่อนหน้านี้มีคนส่ง
หนังสือคัดค้านไปที่ยูเนสโกว่าไม่ใช่ของจริงที่สร้างสมัย
พ่อขุนรามคำาแหง ทางกระทรวงชี้แจงยูเนสโกไปแล้ว ส่วน
การจัดงานสมโภชศิลาจารึกดังกล่าวนี้ในวาระครบรอบ
๗๒๐ ปี จะจัดในปี ๒๕๔๖ นี้แต่ต้องหารือร่วมกับหน่วยงา
นอื่นๆ ด้วย สำาหรับหลักศิลาจารึกดังกล่าวนี้จัดเก็บไว้ที่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
นางสิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กล่าวว่า
การที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลกเป็นเรื่องที่น่ายินดี
มากกว่า ประชาชนชาวไทยน่าดีใจเอาไว้ก่อน ยิ่งในช่วงที่
จะประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย
แปซิฟิก(เอเปค)ในเดือนตุลาคมน่าจะเป็นสิ่งดีมากๆ ส่วน
กรณีที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนบอกว่าไม่ใช่ของจริงเป็น
ของปลอมเป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์กันภายหลังได้
นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา
โบราณ กรมศิลปากร กล่าวว่า หลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของ
พ่อขุนรามคำาแหงเป็นของจริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะจาก
การศึกษาตัวอักษรหลักศิลาจารึกพบว่าเป็นตัวอักษรที่
พ่อขุนรามคำาแหงคิดค้นขึ้น เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ที่ใช้ขึ้น
จะเห็นว่าพยัญชนะที่เขียนจะไม่มีขอบบนล่างเหมือนอักษร
ขอม สระพยัญชนะอยู่ในบรรทัดเดียวกัน การเขียนอักษร
พ่อขุนรามคำาแหงไม่ต้องยกเครื่องมือเขียน สามารถเขียน
ติดต่อกันได้เลยในแต่ละพยัญชนะเป็นเอกลักษณ์มาจนถึง
ทุกวันนี้ แต่ถ้าเป็นอักษรของขอมหรือของภาษาอังกฤษ
เวลาเขียนพยัญชนะส่วนใหญ่ต้องยกเครื่องมือเขียน เช่น
ตัว T ต้องขีดเส้นตรงบนและถึงจะขีดเส้นตรงล่าง การ
เขียนต้องยกปากกาเวลาเขียน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง
ความเป็นอิสระทางภาษา นอกจากนี้ในหลักศิลาจารึกดัง
20
กล่าวจะเขียนเป็นรูปสละลอยอย่างคำาในศิลาจารึกขุนศรี
อินทราทิตย์ ในศิลาจารึกรุ่นหลังๆ จะใช้รูปสระลอย
"นักประวัติศาสตร์และคนที่ออกมาบอกว่าหลักศิลา
จารึกนี้เป็นของปลอม อยากทราบว่าบุคคลเหล่านี้เคยอ่าน
หลักศิลาจารึกและมีความรู้เรื่องนี้หรือเปล่า หากออกมาระ
บุว่าทำาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ควรจะมีหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ออกมายืนยัน ไม่อยากให้ออกมาพูดลอยๆ
แบบนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณกล่าว
คุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต ประธานที่ปรึกษาคณะ
กรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยแผนงานความทรงจำาของโลก
กล่าวว่า เหตุผลที่มีการเสนอหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของ
พ่อขุนรามคำาแหงเป็นมรดกโลก จะเห็นว่าในหลักศิลา
จารึก ๔ ด้านจะมีเนื้อหาที่บ่งบอกถึงหลักการปกครองบ้าน
เมืองของพ่อขุนรามคำาแหงตรงกับหลักสิทธิมนุษยชนที่เปิด
โอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง เช่น
การให้ราษฎรมาสั่นระฆังเวลามีเรื่องเดือดร้อน การจัด
ระเบียบบ้านเมืองใครใคร่ค้าช้างค้า ใคร่ค้าม้าค้า ราษฎร
จะเดินทางไปค้าที่ไหนก็ได้แสดงถึงความเป็นอิสระ การส่ง
เสริมให้ราษฎรอยู่ในศีลธรรม มีการเชิญพระเถระมาเทศน์
ให้ราษฎรฟัง สิ่งเหล่านี้ทางยูเนสโกก็เห็นความสำาคัญ
"ส่วนเรื่องที่มีคนค้านว่าไม่ใช่หลักศิลาจารึกจริงนั้น
ทางยูเนสโกไม่ได้สนใจประเด็นเหล่านี้เท่าไร แต่ทางคณะ
กรรมการก็ได้ทำาหนังสือชี้แจงเรื่องเหล่านี้ไปด้วย ว่ามีการ
ศึกษาและพิสูจน์แล้วว่าเป็นของจริงที่สร้างสมัยพ่อขุน
รามคำาแหง นอกจากนี้ยังพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยสำานัก
โบราณคดี กรมศิลปากร จากหินหลักศิลาจารึกก็มีอายุอยู่
ในสมัยพ่อขุนรามคำาแหง มีการพิสูจน์รอยขีดของตัวอักษร
ในหลักศิลาจารึกด้วย เรื่องเหล่านี้ปกติตามหลักการก็ต้องมี
การพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ส่วนที่บาง
ท่านบอกว่าคำาบางคำาไม่ควรจะมีในสมัยนั้นก็มีการถกเถียง
กันและได้มีการศึกษาพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน
อย่างคำาว่า "ช่าง" ก็มีการจารึกไว้หลักศิลาจารึกหลักที่
21
๑๐๖ หลักที่ ๑๐๒ เป็นคำาว่าช่างเกวียน หลักที่ ๕๔ เป็นช่าง
ลุ" คุณหญิงแม้นมาศกล่าว
คุณหญิงแม้นมาศกล่าวว่า การจะเสนอให้หลักศิลา
จารึกหลักที่ ๑ เป็นมรดกเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทำากันอย่าง
รอบคอบให้มากที่สุด เพราะการที่จะเอาชื่อเสียงของพ่อขุน
รามคำาแหงไปเสนอนั้นจะต้องทำาให้ทุกคนมีความเชื่อถือ
เลื่อมใสเคารพนับถือในพระองค์ หากไม่มีพระองค์เราก็
อาจจะไม่มีภาษาที่เป็นภาษาไทยจนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม
จะการแปลหลักศิลาจารึกเพื่อเผยแพร่เป็นภาษาจีน
เยอรมนี จากเดิมที่ได้พิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษและ
ภาษาฝรั่งเศสแล้ว อีกทั้งจะมีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ด้วย
นายวิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรมศาสตร์
และวัฒนธรรม กล่าวว่า เชื่อในศิลาจารึกมาตั้งแต่อดีตโดย
ไม่มีคำาว่าของจริงหรือปลอม จนกระทั่งมีงานวิจัยของนาย
พิริยะ ไกรฤกษ์ อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำาวิจัยในช่วงที่เป็นอาจารย์
อยู่มหาวิทยาลัยศิลปากร(มศก.) โดยวิจัยในมุมมอง
ประวัติศาสตร์ศิลป์ และโบราณคดี ก็รับฟังได้ แต่ไม่ได้
หมายความว่าศิลาจารึกหลัก ๑ เป็นของปลอม เพราะ
เป็นการนำาเสนอโดยใช้ด้านมนุษยวิทยาเข้าไปแยกแยะ
ฉะนั้น จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าศิลาจารึกหลัก ๑ เป็นของ
ปลอม และส่วนใหญ่ยังเชื่อกันว่าเป็นของจริงมากกว่า
"ประวัติศาสตรศิลป์ไม่มีข้อมูลชัดเจนตายตัว ฉะนั้น
โดยความเชื่อส่วนตัวต้องถือว่าเป็นของจริง และการที่ยู
เนสโกยกย่องให้เป็นมรดกความทรงจำาของโลกเราก็น่าจะ
ยินดี เพราะจะเป็นพลังกระตุ้นถึงความเป็นคนไทยขึ้นมาใน
กระแสโลกปัจจุบัน ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ดี" นายวิรุณกล่าว
นายพุฒิ วีระประเสริฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัย
ศิลปากร กล่าวว่า เวลานี้ความเชื่อในเรื่องแบ่งออกเป็น ๒
ทฤษฎี ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการคิด พูด การกลายของภาษา และ
ตัวอักษร เป็นเรื่องของการตีความทั้งสิ้น บางคนเชื่อว่าศิลา
จารึกที่เก่าที่สุดคือหลัก ๒ และเป็นของจริง แต่บางคนบอก
22
ว่าทำาขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๔ เพราะต้องสร้างความรู้สึกรักชาติ
อย่างไรก็ตาม คงต้องดูดีๆ เพราะมีศิลาจารึกอีกหลายหลัก
ที่เขียนอักษรเช่นเดียวกับหลัก ๑ แต่ทำาไมต้องตีความว่า
ศิลาจารึกหลัก ๑ เป็นของปลอม และถ้าทำาปลอมจริง คนทำา
ต้องเป็นยอดอัจฉริยะถึงทำาอันอื่นได้เหมือน
นายพุฒิกล่าวอีกว่า การที่ยูเนสโกยกย่องให้ศิลา
จารึกหลัก ๑ เป็นมรดกความทรงจำาของโลกนั้น ไม่เห็นว่า
เสียหายตรงไหน เพราะไม่ได้ทำาให้ประเทศเสียหาย จึงไม่
จำาเป็นจะต้องปฏิเสธ
นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ รองปลัด ศธ. ในฐานะ
เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยยูเนสโก หนึ่งใน
๓ คน ที่ร่วมเดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมการที่ปรึกษา
นานาชาติ ของยูเนสโก กล่าวว่า ในการชี้แจงต่อยูเนสโก
นอกจากตน คุณหญิงแม้นมาศแล้ว ยังมีนักวิชาการที่ได้รับ
การยอมรับคือนายอดุล วิเชียรเจริญ กรรมการแห่งชาติว่า
ด้วยยูเนสโก ร่วมไปชี้แจงด้วย ได้นำาหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ทั้งเอกสารทางวิชาการ หนังสือ จาก
หอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุ ตลอดจนหนังสือที่
ชาวต่างชาติเขียนไว้ไปยืนยัน อาทิ Thailand a short
history เขียนโดย David K. Wyatt หรือแม้แต่ข้อทักท้วง
ของนักวิชาการบางกลุ่มเกี่ยวกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ นำาไป
เสนอด้วย แต่คณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของยูเนส
โกยังยอมรับ และลงมติสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ให้จด
ทะเบียนศิลาจารึกหลักที่ ๑ ในโครงการมรดกความทรงจำา
ของโลก
"ไม่คิดว่าคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของยูเนส
โกให้จดทะเบียนเพราะเวทนา อย่างที่นายสุจิตต์ วงษ์เทศ
บรรณาธิการและผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือศิลปวัฒนธรรม
ระบุ เพราะคณะกรรมการดังกล่าวมีมาตรฐานและประกอบ
ด้วยผู้เชี่ยวชาญ เหมือนเป็นการดูถูกสติปัญญาของคณะ
กรรมการ และเป็นการก้าวล่วงเกินขอบเขตของนัก
วิชาการ ซึ่งถ้าคนวิจารณ์เข้าไปนั่งฟังอยู่ในที่ประชุมด้วย
23
แล้วเห็นว่าลงมติให้ด้วยความเวทนาจริง จึงจะพูดอย่างนั้น
ได้" นางสาวิตรีกล่าว
นางอมรา ศรีสุชาติ ผู้อำานวยการพิพิธสถานแห่งชาติ
รามคำาแหงสุโขทัย กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่
ยูเนสโกเห็นความสำาคัญของศิลาจารึก แต่เมื่อยกย่องหลัก
ที่ ๑ แล้ว น่าจะยกย่องหลักอื่นเสมอเหมือนกัน เนื่องจาก
ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยมีมากกว่า ๑๐ หลัก แต่ละหลักกล่าว
ถึงอารยธรรม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาสุโขทัยไว้มากมาย
ส่วนความเห็นของประวัติศาสตร์บางสายที่บอกว่าไม่ใช่
จารึกสมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช เพราะสร้างขึ้นใหม่
นั้น เห็นว่าด้านที่ ๑ บ่งบอกไว้ชัดเจนแล้วว่า "พ่อกูชื่อศรี
อินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง กูมีพี่น้อง
ท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ญิงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจาก
เผือเตียมแต่ยังเล็ก" หมายถึงพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช
คิดและทรงเล่าเรื่องให้ช่างสลักลงบนหลักศิลา จึงถือได้ว่า
ศาลาจารึกหลักที่ ๑ เกิดขึ้นโดยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช
อย่างแท้จริง
"ทางจังหวัด โดยพิพิธภัณฑ์จะจัดสัมมนาทาง
โบราณคดีอดีตปัจจุบันอนาคตขึ้นในวันที่ ๕-๖ กันยายนนี้
ที่โรงแรมไพลินสุโขทัย มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้าน
ประวัติศาสตร์และโบราณคดีร่วมจำานวนมาก" นางอมรา
กล่าว
นายอมรทัติ นิรัตศยกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย
กล่าวว่า ชาวสุโขทัยต่างดีใจและจะประชุมเพื่อจัดงาน
เฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่พร้อมกับงานสมโภชวันอานุภาพ
พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช ทางจังหวัดจัดมา ๗ ปีแล้ว ครั้ง
นี้นี้จะเฉลิมฉลองหลักศิลาจารึกไปพร้อมกันด้วยในวันที่
๑๗ มกราคม ๒๕๔๗
จารึกพ่อขุนรามคำาแหง "ไม่ปลอม" : จากมุมมอง
ของนักวิทยาศาสตร์
คุณจิราภรณ์ อรัณยะนาค ได้เขียนบทความและให้
ทัศนะเกี่ยวกับจารึกพ่อขุน
24
รามคำาแหงมหาราชนี้ ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ
เดือนกันยายน ปี ๒๕๓๓ ซึ่ง
ขณะนั้นมีนักวิชาการหลายท่านตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัย
หลายประการ เช่น
ศิลาจารึกหลักที่ ๑ อาจไม่ได้จารึกขึ้นในสมัยพ่อขุน
รามคำาแหง เนื่องจากความ
ผิดปกติในด้านอักขรวิธีและเนื้อหาของศิลาจารึกหลักนั้น
ศิลาจารึกหลักนี้คงจารึกขึ้นใน
สมัยรัตนโกสินทร์ หรือในสมัยรัชกาลที่ ๔
คุณจิราภรณ์ เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำาเนินการ
ศึกษาวิจัยโดยนำาเครื่องมือทาง
วิทยาศาสตร์เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งอาจจะให้ข้อมูลบางอย่าง
ที่มีประโยชน์ในอีกแง่มุมหนึ่ง
หลังจากที่ได้พิจารณาศิลาจารึกหลักที่ ๑ และศิลาจารึก
หลักอื่นๆ อยู่หลายครั้ง พร้อมกับ
ศึกษาประวัติการค้นพบและการเก็บรักษา คุณจิราภรณ์ได้
พบลู่ทางในการศึกษาวิจัยในครั้ง
นี้ โดยตั้งสมมุติฐานว่า
ประการที่ ๑ ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำาขึ้นในสมัย
สุโขทัย คงจะต้องอยู่กลางแจ้ง กลางแดด กลางฝน เป็น
เวลานาน หลายร้อยปี ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษา
ในกรุงเทพฯ ในปี ๒๓๗๖ และการที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบศิลาจารึกหลักนี้โดยง่าย
ภายในระยะเวลาอันสั้น แสดงว่า ขณะถูกพบศิลาจารึก
หลักนี้ไม่ได้อยู่ใต้ดินหรืออาจจะไม่เคยอยู่ ใต้ดินเลยก็ได้
เพราะฉะนั้น ผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ น่าจะมีริ้วรอยที่เกิด
จากการสึกกร่อนเนื่องจากการกระทำาของสภาวะแวดล้อม
และมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกับ
ศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำาขึ้นในสมัยสุโขทัย โดยมีข้อแม้ว่า
จะเปรียบเทียบกับหินชนิดเดียวกันและมีองค์ประกอบทาง
เคมีใกล้เคียงกัน ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึง
กัน
25
ประการที่ ๒ ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกทำาขึ้นในสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น จาก
การศึกษาประวัติการเก็บรักษา พบว่าได้เก็บรักษาไว้ในที่
ร่มมาโดยตลอด ฉะนั้นร่องรอย
การสึกกร่อนและองค์ประกอบทางเคมีบนผิวของศิลาจารึก
หลักนี้ ย่อมจะแตกต่างจาก
ศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำาขึ้นจากสมัยสุโขทัย ซึ่งถูกทอดทิ้ง
อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหลาย
ร้อยปีอย่างแน่นอน
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาเปรียบเทียบ
จากริ้วรอยที่เกิดจากการสึก
กร่อนและองค์ประกอบทางเคมีบนผิดของศิลาจารึกหลักที่
๑ กับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำา
จากหินชนิดเดียวกัน โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่า หินที่อยู่กลาง
แจ้งเป็นเวลานานหลายร้อยปี
ย่อมสึกกร่อนมากกว่าหินที่อยู่ในที่ร่ม หรืออยู่กลางแจ้ง
เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น
แต่ถ้าจะให้พิสูจน์ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำาขึ้นหลัง
จากศิลาจารึกหลักอื่นๆ ของสุโขทัยเป็นเวลานานเท่าใด
คงจะพิสูจน์ไม่ได้ เพราะขณะนี้ยังไม่เครื่องมือวิทยาศาสตร์
ชนิดใดที่สามารถช่วยให้ค้นหาคำาตอบนี้ได้ เพราะการ
กำาหนดอายุของหินด้วยวิธีทางธรณีวิทยา จะให้คำาตอบว่า
หินนั้นๆ เกิดขึ้นบนเปลือกโลกนี้กี่ร้อยล้านปีมาแล้ว แต่จะ
บอกไม่ได้ว่าหินนั้นๆ ถูกสกัดมาใช้งานเมื่อใด
จากการสำารวจและวิเคราะห์ ชนิดของหินที่ใช้ทำาศิลา
จารึก โบราณวัตถุและโบราณสถาน ในสมัยสุโขทัยและ
สมัยรัตนโกสินทร์ พบว่า หินที่ใช้ในสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่
เป็นหินฟิลไลท์ ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกว่า "หินชนวน"
ความจริงแล้วหินฟิลไลท์ เป็นหินแปรชนิดหนึ่งซึ่งแปร
สภาพต่อจากหินชนวน ภายใต้ความกดดันและอุณหภูมิสูง
กลายเป็นหินฟิลไลท์ ซึ่งมีเนื้อละเอียด ลื่นมือ และแข็งกว่า
หินชนวน
26
ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ทำาจากหินฟิลไลท์ มี
เพียงส่วนน้อยที่ทำาจากหินทราย หินทรายแป้ง และ
หินดินดาน
ส่วนประกอบของโบราณสถานสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่
ก็ทำาจากหินฟิลไลท์ เช่น หินปูพื้น ฐานพระฐานศิวลึงค์
เพดานหิน แผ่นศิลา ปิดปากกรุ รอยพระพุทธบาท
พระพุทธรูป เทวรูป แท่นหิน ๆลๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดเซ
ตุพน สร้างจากหินฟิลไลท์แทบทั้งหมด
ศิลาจารึกและโบราณวัตถุโบราณสถานสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่ทำาจากหินชนวน หินอ่อน
หินปูน หินแกรนิต หินดินดาน หินทราย และหินภูเขาไฟ
จากจีน ซึ่งมักเรียกว่า "หินอับเฉา" พบมากที่สุด
ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำาด้วยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับ
ศิลาจารึกหลักที่ ๔๕ (พบที่วัดมหาธาตุตำาบลเมืองเก่า
อำาเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙) ศิลาจารึก
หลักที่ ๓ หรือเรียกว่า จารึกนครชุม (พบที่วัดพระบรมธาตุ
จังหวัดกำาแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๗) ศิลาจารึกภาษา
มคธและภาษาไทย ตัวอักษรสมัย พ.ศ.๑๙๑๐ กล่าวถึงชีผ้า
ขาวเพสสันดร (ได้จากวัดข้าวสาร ตำาบลเมืองเก่า อำาเภอ
เมือง จังหวัดสุโขทัย) และ พระแท่นมนังศิลาบาตร
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่พบศิลาจารึกหรือโบราณ
วัตถุสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ทำาด้วยหินทรายแป้งชนิด
เดียวกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งเป็น Calcareous silt-stone
หมายถึงทรายแป้งที่มีแร่แคลไซต์ (Calcite) หรือแคลเซียม
คาร์บอเนตเป็นเนื้อประสาน ส่วนแร่หลักคือ ควอร์ตซ์
(Quartz) และเฟลด์สปาร์ (Feldspar)
คุณจิราภรณ์ ได้พยายามสำารวจสืบเสาะหาศิลาจารึก
หรือโบราณวัตถุสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ทำาจากหินชนิดนี้ จากพิพิธภัณฑ์ วัง
และวัดหลายๆ แห่งทั้งใน
กรุงเทพๆ และต่างจังหวัด แต่ยังไม่พบสิ่งที่ต้องการที่พบ
แล้วไม่ทราบอายุ และที่มาก็มี คือ
27
แท่นหินแกะสลักในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อ
วิเคราะห์แล้วพบว่า มีองค์ประกอบใกล้เคียงกับศิลาจารึก
หลักที่ ๑ แต่ไม่ทราบว่าทำาขึ้นในสมัยใด และนำามาจากที่
ใด จึงไม่สามารถนำามาเปรียบเทียบได้
การที่หินทรายแป้งชนิดนี้ ไม่มีหรือไม่ค่อยมีใช้ใน
สมัยรัตนโกสินทร์ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะหายาก หรือไม่
เป็นที่นิยม
จากการศึกษาธรณีวิทยาและสำารวจแหล่งดินบริเวณ
จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดใกล้เคียง พบว่าหินที่ใช้ในการ
ทำาศิลาจารึก โบราณวัตถุและโบราณสถานสมัยสุโขทัย
ล้วนแล้วแต่นำามาจากหินในบริเวณจังหวัดสุโขทัยและ
จังหวัดใกล้เคียงทั้งสิ้น
ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์แบบโพลาไรซ์ ของแผ่น
หินบางของศิลาจารึกหลักที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าส่วนผิวของ
ศิลาจารึกมีปริมาณแคลไซด์ลดลง (ส่วนที่เห็นพื้นเป็นสี
จาง)
การที่หินทรายแป้งมีใช้น้อยเมื่อเทียบกับหินฟิลไลท์
เข้าใจว่าคงหายาก เพราะหินทรายแป้งมักไม่เกิดเป็นชั้น
หนา พอที่จะสกัดให้เป็นแท่นใหญ่ขนาดศิลาจารึก ส่วน
มากมักผ่านการบีบอัดมาพอสมควร จึงมัดแตกหักหรือมี
รอยต่อ และมักแทรกสลับด้วยหินดินดาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน
ธรณีวิทยาให้ความเห็นว่า หินทรายแป้งที่มีองค์ประกอบ
ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีพบบ้างในภาคเหนือ โดย
เฉพาะอย่างในบริเวณจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดใกล้เคียง
การตรวจสอบผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ เริ่มจากการ
ตรวจสอบโดยใช้แว่นขยาย รังสีอุลตราไวโอเล็ต และรังสี
อินฟราเรด เพื่อศึกษาร่องรอยการสึกกร่อน พบว่ามีริ้วรอย
สึกกร่อน และขูดขีดมากมาย บางส่วนสึกกร่อนจนตัวอักษร
ลบเลือน หายไป ผิวหินบริเวณก็เห็นชัดว่าสึกลงไปเป็นแอ่ง
บางส่วนมีรอยขูดขีดลึกๆ คล้ายถูกฟันด้วยของมีคม และมี
ร้อยร้าวหลายแห่ง
เมื่อสกัดตัวอย่างขนาดเล็กๆ (ประมาณหัวไม้ขีด) จาก
ผิวของศิลาจารึก ตรงจุดกับที่ใกล้กับตัวอักษร มาตรวจ
28
สอบดูด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ซึ่งช่วยให้เห็นราย
ละเอียดบนผิว ได้ชัดเจนกว่ากล้องจุลทรรศน์ แบบธรรมดา
หลายพันเท่า
ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ถ่ายที่กำาลัง
ขยาย ๓๕๐๐ แสดงให้เห็นว่า
ผิวหน้าของศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีร่องรอยการสึกกร่อนเป็น
รอยลึก มีช่องว่างหรือหลุมบ่อที่
เกิดจากแร่บางชนิด ที่ไม่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมละลาย
ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลไซต์ และเฟลด์สปาร์ จะ
ละลายและสูญหายไปทำาให้เนื้อหินมีลักษณะพรุน เม็ดแร่
บางส่วนหลุดออกเป็นเม็ดๆ เนื่องจากขาดเนื้อประสาน
ลักษณะเช่นนี้ คล้ายกับลักษณะที่ปรากฏบนผิวของศิลา
จารึกหลักที่ ๓ และหลักที่ ๔๕
ส่วนพระแท่นมนังศิลาบาตรไม่ได้นำามาเปรียบเทียบ
เนื่องจากสำานักพระราชวังไม่อนุญาตให้กระเทาะผิวหน้า
ของพระแท่น
เมื่อเปรียบเทียบ กับส่วนที่อยู่ลึกลงไปในเนื้อหิน ห่าง
จากผิวหน้าประมาณ ๓-๕
มม. จะเห็นผลึกต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของหินยังอยู่ครบ
เม็ดแร่ถูกยึดแน่นด้วย
แคลไซต์ต่อจากนั้นได้ทำาการวิเคราะห์ ปริมาณแร่ธาตุบน
ตัวอย่าง ทั้งส่วนที่อยู่ที่ผิวและ
ส่วนที่อยู่ด้านใน ด้วยเครื่องมือ Energy Dispersive X-
ray Fluorescence
Spectrometer ซึ่งเป็นเครื่องมือที่อาศัยหลักว่า เมื่อยิง
ลำาแสงอิเล็กตรอนจากกล้อง
จุลทรรศน์อิเล็กตรอนไปยังผิวของตัวอย่าง ลำาแสงของ
อิเล็กตรอนจะทำาให้เกิดรังสีเอกซ์
(X-ray) ที่มีพลังงานต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของธาตุที่เป็นองค์
ประกอบเมื่อวัดพลังงานของ
รังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้น จะสามารถคำานวณหาปริมาณแร่ธาตุที่
เป็นองค์ประกอบบนจุดเล็กๆ แต่
ละจุดบนตัวอย่างได้
29
เมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์หลายๆ จุด บน
ตัวอย่างแต่ละตัวอย่างแล้วหาค่าเฉลี่ย พบว่าความแตกต่าง
ขององค์ประกอบที่ผิวกับส่วนที่อยู่ข้างใน ของศิลาจารึก
หลักที่ ๑ หลักที่ ๓ หลักที่ ๔๕ และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาว
เพสสันดร มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน เช่น มีปริมาณ แคลเซี่ยม
และแคลเซี่ยมออกไซด์ (ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำาคัญของแร่
แคลไซต์) ลดลงร้อยละ ๓-๑๐ ปริมาณอลูมิเนียม และอลูมิ
เนียมออกไซด์ (ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำาคัญของแร่
เฟลด์สปาร์ และแร่คลอไรต์) ลดลงร้อยละ ๒-๑๐ เป็นต้น
การที่แร่ธาตุบางอย่างบนผิวของศิลาจารึก มีปริมาณ
แตกต่างจากเนื้อหินด้านใน ก็เพราะกระบวนการสึกกร่อน
ผุพังของหินเนื่องจากการกระทำาของสิ่งแวดล้อมนั่นเอง
แร่เฟลด์สปาร์ ไม่ทนทานต่อการสึกกร่อนผุสลาย จึงมัก
ละลายหรือสลายไปเป็นดิน แร่แคลไซต์ ละลายได้ดีในนำ้า
ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เช่น นำ้าฝน นำ้าใต้ดิน ฯลฯ ผิวของ
ศิลาจารึกจึงมีแร่เหล่านี้ลดลง ส่วนแร่ควอร์ตซ์ ทนทานต่อ
การกระทำาของสภาวะแวดล้อมได้ดี ปริมาณจึงไม่ลดลง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิด
ขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัย
เวลา ไม่สามารถเร่งให้เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ หรือทำา
เทียมเลียนแบบได้ ขั้นต่อไป ได้นำาตัวอย่างจากผิวของศิลา
จารึกหลักที่ ๑ และหลักที่ ๔๕ (ชิ้นเดียวกันกับตัวอย่าง ที่
นำาไปตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน และ
วิเคราะห์ด้วย Energy Dispersive X-ray Fluorescence
Spectrometer) มาตัดและฝนจนเป็นแผ่นหินบาง หนา
ประมาณ ๐.๐๓ ม.ม. แล้วตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์
แบบโพลไรซ ู์พบว่า ปริมาณของแคลไซต์ที่ผิวตำ่ากว่า
ด้านที่อยู่ข้างในอย่างเห็นได้ชัด จนเห็นเป็นชั้นที่มีองค์
ประกอบแตกต่างกัน ความหนาของชั้นที่มีปริมาณแคลไซต์
ลดลงเฉลี่ย ประมาณ ๐.๒๕ ม.ม.
เพื่อให้หมดข้อสงสัย คุณจิราภรณ์ได้สกัดส่วนหนึ่ง
ของตัวอักษร (ส่วนหาง ล บนด้านที่ ๓ ของศิลาจารึกหลัก
ที่ ๑ ) ซึ่งเป็นตัวที่ชำารุดมาแต่เดิม แล้วนำามาตัดและขัดจน
30
เป็นแผ่นบาง แล้วตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบโพลา
ไรซ์ เพื่อดูว่าผิวหินตรงร่องที่เกิดจากการจารึกตัวอักษรนั้น
มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในลักษณะเดียวกันกับผิว
ส่วนอื่นๆ ที่ไม่มีตัวอักษรหรือไม่
ผลปรากฏว่า ผิวของหินตรงร่องที่เกิดจากการจารึก
ตัวอักษรมีปริมาณแคลไซต์ลดลงมากใกล้เคียงกับผิวอื่นๆ
ของศิลาจารึกหลักที่ ๑ จนสามารถมองเห็นเป็นชั้นที่มี
ความแตกต่าง ได้ชัดเจนแสดงว่าการจารึกตัวอักษรน่าจะ
กระทำาในช่วงเวลาเดียวกัน หรือใกล้เคียงกับการสกัดก้อน
หินออกมาเป็นแท่งแล้วขัดผิวให้เรียบ มิใช่เป็นการนำาแท่ง
หินที่ขัดผิวไว้เรียบร้อยในสมัยสุโขทัย แล้วนำามาจารึกขึ้น
ใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์
"ความเป็นจริง" ที่ค้นพบดังกล่าวข้างต้น แสดงว่า ศิลา
จารึกหลักที่ ๑ ได้ผ่านกระบวนการสึกกร่อนผุสลายมาเป็น
เวลานานหลายร้อยปี ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักที่ ๓ หลัก
ที่ ๔๕ และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร
ดูจะเป็นไปไม่ได้ที่ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกทำาขึ้นใน
สมัยรัชกาลที่ ๔
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะเป็นการยืนยันว่าศิลา
จารึกหลักที่ ๑ ทำาขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำาแหง อาจจะเป็น
ช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งในสมัยพ่อขุนรามคำาแหง อาจจะ
เป็นช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งในสมัยสุโขทัยก็ได้...
คุณจิราภรณ์ทิ้งท้ายบทความไว้ว่า คงต้องเป็นหน้าที่
ของนักประวัติศาสตร์และนักภาษาโบราณ ที่ต้องวิเคราะห์
ถกเถียงกันต่อไป
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง หลักที่ ๑ ไม่มีปัญญา
ชนผู้ใดปลอมได้
ท่านศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก ได้เขียนบทความ
ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๔๓
แสดงความไม่เห็นด้วยกับ คุณไมเคิล ไรท์ ที่เสนอว่าจารึก
พ่อขุนรามคำาแหงได้สร้างขึ้นเมื่อยุคต้นรัตนโกสินทร์ ราว
รัชกาลที่ ๓-๔ คุณธวัช ได้กล่าวว่า เป็นเพราะความไขว้
31
เขวของนักวิชาการหัวก้าวหน้า ที่ใช้หลักฐานไขว้เขวและ
สับสน เพราะจารึกพ่อขุนรามคำาแหงนั้น ไม่มีปัญญาชนผู้
ใดปลอมแปลงได้... เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหายในความ
หมายของบทความ ดังนั้นจะขอยกเนื้อความที่ปรากฏใน
บทความมาพิมพ์ไว้ทั้งหมด โดยไม่แก้ไขแต่ประการใด
จากบทความเรื่อง "ศิลาจารึกหลักที่ ๑ กับปัญญาชน
รุ่นรัชกาลที่ ๓-๔ พิมพ์เขียวสำาหรับอนาคตที่นำามาใช้งาน
ไม่ได้" ของคุณไมเคิล ไรท์ ในหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่
๒๑ ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓
ใจความโดยสรุปก็คือ คุณไมเคิล ไรท์ ต้องการเสนอ
ความเห็นว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๓
โดยพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) กับผู้รู้และ
สานุศิษย์ของพระองค์ โดยนำาเหตุการณ์การขยายอำานาจ
ของจักรวรรดินิยมอังกฤษเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยใน
สมัยรัชกาลที่ ๓ มาอธิบายว่าปัญญาชนและชนชั้นปกครอง
ของไทยเริ่มกังวลถึงความมั่นคงของชาติ จึงได้สร้างรัฐใน
อุดมคติของไทยเรียกว่า "สุโขทัย" และบันทึกในศิลาจารึก
หลักที่ ๑ พูดง่ายๆ ว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหงสร้างขึ้น
สมัยรัชกาลที่ ๓ นี่เอง
เรื่องศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างปลอมขึ้นสมัยรัชกาลที่
๓ นั้นมีผู้เสนอมาเมื่อ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว ในครั้งนั้นได้มีการ
จัดเวทีสัมมนาถกเถียงกันหลายครั้งหลายคราระหว่างนัก
วิชาการที่เห็นด้วยและคัดค้าน เรื่องราวก็น่าจะจบลงไป
แล้ว (แต่ยังไม่มีผู้ใดสรุปได้ชัดเจน) ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผล
แต่ไม่มีหลักฐานด้านศิลาจารึก โดยเฉพาะรูปอักษรสมัย
สุโขทัย (อักษรพ่อขุนรามฯ อักษรสมัยพระเจ้าลิไท อักษร
ภาคเหนืออักษรอีสานล้านช้าง อักษรมอญโบราณ และ
อักษรขอมโบราณ ที่เป็นอักษรต้นแบบของอักษรพ่อขุน
รามฯ) เรื่องตัวอักษรนี้ผมจะกล่าวชี้แจงตอนท้าย
ตอนนี้ผมจะกล่าวถึงการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิ
นิยมอังกฤษ ที่ คุณไมเคิล ไรท์ นำามาอธิบายเป็นเหตุผลว่า
ปัญญาชนและชนชั้นผู้ปกครองไทยต้องการจะแสดงหลัก
ฐานให้นานาชาติรู้ถึงความมีอารยธรรมของไทยมาช้านาน
32
อย่างน้อยสมัยสุโขทัย โดยสร้างศิลาจารึกหลักที่ ๑ ไว้ และ
นำามาแสดงให้ฝรั่งรู้และเข้าใจว่าชนชาติไทยนั้น มี
อารยธรรมอย่างทันสมัยมาเนิ่นนานเพื่อฝรั่งจะได้เกรงใจ
ยับยั้งชั่งใจบ้าง ไม่ผลีผลามส่งกองทัพเข้ายึดเมืองไทย
เหมือน ประเทศพม่าและ
มาเลเชีย
เหตุผลข้างต้นนั้นเป็นความเห็นของคุณไมเคิล ไรท์
โดยใช้แนวความคิดของคนในปัจจุบันไปส่องหาอดีต ซึ่ง
นักวิชาการเราทำาผิดพลาดกันมามากแล้ว ทำาไมไม่อธิบาย
อดีตโดยวิธีคิดแบบโบราณว่าคนสมัยนั้นเขามีความคิดกัน
อย่างไร เขาเข้าใจเหตุการณ์ของเขาอย่างไร สังคมของ
เขาเป็นอย่างไร โดยใช้ข้อเขียนของคนสมัยนั้นเป็นหลัก
ฐานในการอธิบาย ไม่ถูกต้องกว่าหรือ
คุณไมเคิล ไรท์ ก็ทราบดีว่ากำาลังกองทัพเรืออังกฤษ
สมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียนั้นเกรียงไกรเพียงใด เพียงแต่
ปัญญาชนไทยเสนอว่าชนชาติไทยมีอารยธรรมทันสมัย
(ดังเนื้อความศิลาจารึกหลักที่ ๑) เพียงเท่านี้จะชะลอการ
ปฏิบัติการของกองทัพเรือได้อย่างไร ไม่มีเหตุผลพอเพียง
ดังตัวอย่าง อังกฤษรู้จักชาวอียิปต์ว่ามีอารยธรรมรุ่งเรืองมา
แต่โบราณเป็นอย่างดี ไม่เห็นว่ากองทัพเรืออังกฤษจะ
ยกเว้น ยังปฏิบัติการช่วงชิงอียิปต์มาจากฝรั่งเศส ดังที่
ทราบกันทั่วไป
ฉะนั้นการที่ประเทศไทยพ้นปากเหยี่ยวปากกามาได้
ในสมัยนั้น น่าจะด้วยเหตุผลอื่นๆ และที่แน่นอน ก็ไม่ใช่
เพราะปัญญาชนไทยสร้างศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดังที่คุณ
ไมเคิล ไรท์ พยายามอธิบายโดยนำามาผูกพันกับศิลาจารึก
หลักที่ ๑ ซึ่งไม่มีเหตุผลที่มีนำ้าหนักพอจะรับฟังได้ ...
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1
1. กำาหนดประเด็นและอภิปรายเกี่ยวกับศิลาจารึกหลักที่ 1
(พ่อขุนรามคำาแหง)
33
2. ศึกษาค้นคว้าเอกสาร งานวิจัย หรือหลักฐานในจารึก
อื่นๆ เพื่อยืนยันถึงช่วงระยะเวลาในการสร้างหลักศิลา
จารึก
3. เขียนรายงานถึงความสำาคัญของศิลาจารึกในแง่มุม
ต่างๆ โดยอาศัยทฤษฎีวรรณคดีหรือสหวิทยาการเป็น
หลักในการวิจารณ์
ไตรภูมิพระร่วง
ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกส
มัยกรุงสุโขทัยนับเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย เป็นพระราช
นิพนธ์ใน สมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช หรือ
พระมหาธรรมราชาลิไทย เป็นวรรณคดีไทยที่มีอิทธิพลต่อสังคม
ไทย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน
เพราะได้รวบรวมเอาคติความเชื่อทุกแง่ทุกมุมของทุกชนชั้น
หลายเผ่าพันธุ์มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านผู้ฟังยำาเกรงใน
การกระทำาบาปทุจริต และเกิดความปิติยินดีในการทำาบุญทำา
กุศล อาจหาญมุ่งมั่นในการกระทำาคุณงามความดี
ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า "เตภูมิกถา" หรือ "ไตรภูมิ
พระร่วง" ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำารงราชานุภาพทรงเปลี่ยน
ชื่อใหม่ว่า "ไตรภูมิพระร่วง" เพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่พระยาลิไท
กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง ซึ่งเป็นผู้พระราชนิพนธ์ นับว่าเป็น
หนังสือวรรณคดีเล่มแรกที่เกิดจากการค้นคว้าจากคัมภีร์พุทธ
ศาสนาถึง ๓๐ คัมภีร์ และมีลักษณะเป็นหนังสือที่สมบูรณ์ คือ
บอกชื่อ วัน เดือน ปี และความมุ่งหมายในการแต่งไว้อย่างครบ
ถ้วน
ผู้แต่ง
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไท)
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
กล่าวไว้ในบานแพนกว่า "ใส่เพื่อขี้ไต้พระธรรม และจะใคร่
เทศนาแก่พระมารดาท่าน "....ผู้ใดปรารถนาเถิงทิพยสมบัติปัตถ
34
โมกขนิพพาน ให้สดับพระไตรภูมิกถานี้ ด้วยทำานุบำารุง ด้วยใจ
ศรัทธา" ดังนั้นจึงมีจุดมุ่งหมายในการแต่ง ๒ ประการ คือ
๑. เพื่อเทศโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมความ
กตัญญู
๒. เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรม และเข้าใจ
พุทธศาสนา จะได้ช่วยดำารง
พระพุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืน
ลักษณะคำาประพันธ์
เป็นร้อยแก้ว แบบเทศนาโวหาร และพรรณนาโวหาร
เนื้อเรื่อง
เริ่มต้นบอกผู้แต่ง วัน เดือน ปี และความมุ่งหมายในการ
แต่ง หลักฐานประกอบการเรียบเรียง จากนั้นกล่าวถึงภูมิทั้งสาม
(เตภูมิ) คือ
๑. กามภูมิ พรรณนาถึงที่อยู่ของมนุษย์ เทวดา และอื่น ๆ
รวม ๑๑ ภูมิ ได้แก่ สวรรค์ ๖ ภูมิ มนุษย์ ๑ ภูมิ และอบาย ๔ ภูมิ
กามภูมิเป็นที่กำาเนิดของชีวิตทั้งหายที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกาม มี
แดนสุขสบายและแดนที่เป็นทุกข์ปะปนกัน ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ
เหล่านี้ เป็นเพราะผลกรรมของตนเป็นใหญ่
๒. รูปภูมิ หมายถึงที่อยู่ของพรหมมีรูปร่าง รวมทั้งหมด
๑๖ ชั้น เป็นแดนที่อยู่ของพรหม ซึ่งมีสมาธิ มีจิตสูงขึ้นไปโดย
ลำาดับ
๓. อรูปภูมิ ได้แก่สวรรค์อันเป็นที่อยู่ของพรหมไม่มีรูปร่าง
มีแต่จิตใจเท่านั้น มี ๔ ชั้น หนังสือนี้กล่าวเริ่มตั้งแต่การกำาเนิด
ของชีวิตต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร แล้วพรรณนาถิ่นที่เกิดคือภูมิ
ต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ อย่างละเอียด เช่น ตอนที่ว่าด้วยมนุษย์ภูมิ และะ
โลกสัณฐาน ได้เล่าอย่างละเอียดว่า ลักษณะของโลกเป็น
อย่างไร ทวีปต่าง ๆ ภูเขา แม่นำ้า คน และสัตว์เป็นอย่างไร และ
35
จบลงด้วย การเน้นเรื่องทางไปถึงการดับทุกข์ คือนิพพานว่าเป็น
จุดมุ่งหมายอันสูงสุดของชีวิต
พระยาลิไทย ทรงพรรณาถึงเรื่องการเกิด การตาย ของ
สัตว์ทั้งหลายว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้งสามคือ กาม
ภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ด้วยอำานาจของบุญและบาปที่ตนได้
กระทำาแล้ว ดังนี้
๑. กามภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ประกอบด้วย อบายภูมิ
และสุคติภูมิ
อบายภูมิ แบ่งออกเป็น ๔ ภูมิ ได้แก่ นรกภูมิ
ติรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และ
อสูรกายภูมิ
๑.๑ นรกภูมิ เป็นที่ตั้งของสัตว์ที่ทำาบาป
ต้องไปรับทัณฑ์ทรมานนานาประการ แบ่งออกเป็นขุมใหญ่ ๆ
ได้ แปดขุมด้วยกัน คือ
- สัญชีพนรก มีอายุ ๕๐๐ ปี นรก (๑ วัน
เท่ากับ ๙ ล้านปีของมนุษย์)
- กาฬสุตตนรก มีอายุ ๑๐๐๐ ปีนรก (๑ วัน
เท่ากับ ๓๖ ล้านปีของมนุษย์)
- สังฆาฏนรก มีอายุ ๒๐๐๐ ปีนรก (๑ วัน
เท่ากับ ๑๔๕ ล้านปีของมนุษย์)
- โรรุวะนรก มีอายุ ๔๐๐๐ ปีนรก (๑ วัน
เท่ากับ ๕๗๖ ล้านปีของมนุษย์)
- มหาโรรุวะนรก มีอายุ ๘๐๐๐ ปีนรก
(๑ วันเท่ากับ ๒๓๐๔ ล้านปีของมนุษย์)
- ตาปนรก มีอายุ ๑๖๐๐๐ ปีนรก
(๑ วันเท่ากับ ๙๒๓๖ ล้านปีของมนุษย์)
- มหาตาปนรก มีอายุยาวนานนับไม่ถ้วน
- อวีจีนรก หรือ อเวจีนรก มีอายุนับได้กัลป์
หนึ่ง
ในแต่ละนรกยังมีนรกบริวาร เช่น นรกขุมที่ชื่อโลห
สิมพลี เป็นนรกบริวารของสัญ
36
ชีพนรก ผู้ที่เป็นชู้กับสามีหรือภริยาผู้อื่น จะมาตกนรกขุมนี้ จะ
ถูกนายนิรบาลไล่ต้อนให้ขึ้นต้นงิ้วที่สูงต้นละหนึ่งโยชน์ มีหนาม
เป็นเหล็กร้อนจนเป็นสีแดงมีเปลวไฟลุกโชนยาว ๑๖ นิ้ว ชาย
หญิงที่เป็นชู้กันต้องปีนขึ้นลง โดยมีนายนิรบาลเอาหอกแหลม
ทิ่มแทงให้ขึ้นลงวนเวียนอยู่เช่นนี้นับร้อยปีนรก
สำาหรับผู้ที่ทำาบาป แต่ไม่หนักพอที่จะตกนรก ก็ไปเกิด
ในที่อันหาความเจริญมิได้
อื่น ๆ เช่น เกิดเป็นเปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน พวกที่พ้นโทษ
จากนรกแล้วยังมีเศษบาปติดอยู่ก็ไปเกิดเป็นเดรัจฉานบ้าง เป็น
เปรตบ้าง เป็นอสูรกายบ้าง เป็นมนุษย์ที่ทุพพลภาพพิกลพิการ
ตามความหนักเบาของบาปที่ตนได้ทำาไว้
๑.๒ สุคติภูมิ เป็นส่วนของกามาพจรภูมิ หรือ
กามสุคติภูมิ แบ่งออกเป็น
เจ็ดชั้น คือ
๑.๒.๑ มนุษย์ภูมิ
๑.๒.๒ สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกาภูมิ
๑.๒.๓ สวรรค์ชั้นตาวติงสาภูมิ (ดาวดึงส์ -
ไตรตรึงษ์)
๑.๒.๔ สวรรค์ชั้นยามาภูมิ
๑.๒.๕ สวรรค์ชั้นตุสิตาภูมิ (ดุสิต)
๑.๒.๖ สวรรค์ชั้นนิมมานรดีภูมิ
๑.๒.๗ สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ
กามาพจรภูมิทั้งเจ็ดชั้น เป็นที่ตั้งอันเต็มไปด้วย
กาม เป็นที่ท่องเที่ยวของสัตว์ที่ลุ่มหลงอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ อันเป็นอารมณ์อันพึงปรารถนา เมื่อรวมกับอบายภูมิ
อีกสี่ชั้นเรียกว่า
กามภูมิ ๑๑ ชั้น
๑. รูปภูมิ หรือรูปาวจรภูมิ ได้แก่ รูปพรหมสิบหก
ชั้น เริ่มตั้งแต่พรหมปริสัชชาภูมิ
37
ที่อยู่สูงกว่าสวรรค์ชั้นหก คือ ปรนิมมิตวสวัตดี มากจนนับระยะ
ทางไม่ได้ ระยะทางดังกล่าวอุปมาไว้ว่า สมมติมีหินก้อนใหญ่เท่า
โลหะปราสาทในลังกาทวีป หินก้อนนี้ทิ้งลงมาจากชั้นพรหมปริ
สัชชาภูมิ หินก้อนนั้นใช้เวลาถึงสี่เดือนจึงจะตกลงถึงพื้น
จากพรหมปริสัชชาภูมิขึ้นไปถึงชั้นที่สิบเอ็ด ชื่อชั้น
อสัญญีภูมิ เป็นรูปพรหมที่มีรูปแปลกออกไปจากพรหมชั้นอื่น ๆ
คือ พรหมชั้นอื่น ๆ มีรูป มีความรู้สึก เคลื่อนไหวได้ แต่พรหมชั้น
อสัญญีมีรูปที่ ไม่ไหวติง ไร้อริยาบท โบราณเรียกว่า พรหม
ลูกฟักครั้นหมดอายุ ฌานเสื่อมแล้วก็ไปเกิดตามกรรมต่อไป
รูปพรหมที่สูงขึ้นไปจากอสัญญีพรหมอีกห้าชั้นเรียก
ว่า ชั้นสุทธาวาส หมายถึงที่อยู่ของผู้บริสุทธิ ผู้ที่จะไปเกิดใน
พรหมชั้นสุทธาวาสคือ ผู้ที่สำาเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระ
อนาคามี คือเป็นผู้ที่ไม่กลับมาสู่โลกนี้ต่อไป ทุกท่านจะสำาเร็จ
เป็นพระอรหันต์แล้วนิพพานในชั้นสุทธาวาสนี้
๑. อรูปภูมิ หรืออรูปาพาจรภูมิ มีสี่ชั้น เป็นพรหม
ที่ไม่มีรูปปรากฏ ผู้ที่ไปเกิดใน
ภูมินี้คือผู้ที่บำาเพ็ญเพียรจนได้บรรลุฌานโลกีย์ชั้นสูงสุด เรียกว่า
อรูปฌานซึ่งมีอยู่สี่ระดับได้แก่ผู้ที่บรรลุอากาสานัญจายตนะฌาน
(ยึดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในอากาสานัญจาย
ตะภูมิ ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาวิญญาณ
เป็นอารมณ์) จะไปเกิดในวิญญาณัญจายตะภูมิ ผู้ที่บรรลุ
อากิญจัญญายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาความไม่มีเป็นอารมณ์) จะ
ไปเกิดในอากิญจัญญาตนะภูมิ และผู้ที่บรรลุเนวสัญญานส
สัญญายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาฌานที่สามให้ละเอียดลงจนเป็น
ผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีญาก็มิใช่) จะไปเกิดในแนวสัญญานา
สัญญายตนะภูมิ พรหมเหล่านี้เมื่อเสื่อมจากฌานก็จะกลับมาเกิด
ในรูปพรหมภูมิ หรือภูมิอื่น ๆ ได้เช่นกัน
กล่าวเฉพาะเนื้อความด้านการกำาเนิดของสัตว์ การเกิด
ของสัตว์ในสามภูมิมีอยู่ ๔ อย่างด้วยกันคือ
38
- ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์และสัตว์
เดรัจฉานบางชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม
- อัณฑชะ เกิดในไข่ ได้แก่สัตว์เดรัจฉานบางชนิด
เช่น นก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด ปลา เป็นต้น
- สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ได้แก่สัตว์ชั้นตำ่าบาง
ชนิดที่ใช้การแบ่งตัวออกไป เช่น ไฮดรา อมิบา เป็นต้น
- โอปาติกะ เกิดขึ้นเอง เมื่อเกิดแล้วก็จะสมบูรณ์เต็ม
ที่ เมื่อตายไปจะไม่มีทราก ได้แก่ เปรต อสูรกาย เทวดา และ
พรหม เป็นต้น
การตายของสัตว์ การตายมีสาเหตุ ๔ ประการด้วย
กันคือ
- อายุขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นอายุ
- กรรมขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นกรรม
- อุภยขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นทั้ง อายุ และสิ้นทั้ง
กรรม
- อุปัจเฉทกรรมขยะ เป็นการตายเพราะอุบัติเหตุ
นอกจากนั้นแล้ว มีการกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ในโลกและใน
จักรวาล มีภูเขาพระสุเมรุราชเป็นแกนกลาง แวดล้อมด้วย
กำาแพงนำ้าสีทันดรสมุทร และภูเขาสัตตบรรพต อันประกอบด้วย
ภูเขายุคนธร อินิมธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินันตกะ และอัส
สกัณณะ กล่าวถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวนพเคราะห์ และ
ดารากรทั้งหลายในจักรวาล เป็นเครื่องบ่งบอกให้รู้วันเวลา
ฤดูกาล และเหตุการณ์ต่าง ๆ กล่าวถึงทวีปทั้งสี่ที่ตั้งอยู่รอบภูเขา
พระเมรุมาศ ชมพูทวีปอยู่ทางทิศใต้กว้าง ๑๐๐๐๐ โยชน์ มี
ปริมณฑล ๓๐๐๐๐๐๐ โยชน์ มีแผ่นดินเล็กล้อมรอบได้ ๕๐๐ มี
แผ่นดินเล็กอยู่กลางทวีปใหญ่สี่ผืน เรียกว่า สุวรรณทวีป กว้าง
ได้ ๑๐๐๐ โยชน์ มีปริมณฑล ๓๐๐๐๐ โยชน์ เป็นเมืองที่อยู่ของ
พญาครุฑ
การกำาหนดอายุของสัตว์และโลกทั้งสามภูมิ มี กัลป์ มหา
กัลป์ การวินาศ การอุบัติ การสร้างโลก สร้างแผ่นดินตามคติ
ของพราหมณ์ ท้ายสุดของภูมิกถา เป็นนิพพานคถาว่าด้วย
39
นิพพานสมบัติของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย วิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุพระ
นิพพาน อันเป็นวิธีตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
คุณค่า
๑. ด้านศาสนา เป็นหนังสือสอนศีลธรรม เนื้อเรื่องกล่าวถึง
บาปบุญคุณโทษ การเกิด การตาย เกี่ยวกับโลกทั้งสาม (ไตรภูมิ)
๒. ด้านภาษาและวรรณคดี ใช้พรรณนาโวหารอย่าง
ละเอียดลออ จนทำาให้นึกเห็นสมจริง ให้เห็นสภาพอันน่าสยอง
ขวัญของนรก สภาพอันสุขสบายของสวรรค์ จนทำาให้จิตรกร
สามารถถ่ายทอดบทพรรณนานั้งลงเป็นภาพได้นอกจากนี้ยังมี
อิทธิพล ต่อวรรณคดียุคหลังได้นำาเอาความเชื่อต่าง ๆ มาอ้างอิง
ในวรรณคดีไทย เช่น ประวัติของเทวดา เขาพระสุเมรุ ช้าง
เอราวัณ ช้างทรงของพระอินทร์ ป่าหิมพานต์ เป็นต้น
๓. ด้านสังคม มุ่งใช้คุณธรรมความดี เป็นพื้นฐานการ
สร้างสรรค์ความสุขในสังคม
เกร็ดวรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง
ส่วนตำานานพระร่วงพระลือ พระร่วงพระลือ จากคำา
บอกเล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมจำาหลักจากงาดำาของช้างเผือกเป็น
ศิลปะสุโขทัย ต่อมามีการหล่อด้วยสำาริดศิลปะอยุธยา ลักษณะ
ประทับยืนตรง ยกพระหัตถ์ทั้งสองตั้งเสมอพระอุระ ทรงพระ
มาลาที่ชาวบ้านเรียกว่าหมวกชีโบ ครองจีวรคลุมยาวถึง
พระชงฆ์ องค์พระร่วงสูง ๓๘ เซนติเมตร กว้าง ๘ เซนติเมตร
องค์พระลือสูง ๓๔ เซนติเมตร กว้าง ๗ เซนติเมตร ปัจจุบันตั้ง
แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำาแหง
พงศาวดารเหนือกล่าวประวัติพระร่วงกษัตริย์ผู้ครอง
กรุงสุโขทัยว่า พระบิดาเป็นมนุษย์พระมารดาเป็นนางนาค พระ
บิดาเดิมครองนครหริภุญไชย ทรงพระนามว่าอภัยคามมะนี ท่าน
ได้ไปจำาศีลภาวนาอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่ง ได้มีนางนาคจำาแลงกาย
เป็นมนุษย์ขึ้นมาเที่ยวเล่น ได้พบพระยาอภัยคามมะนีแล้วเกิดรัก
ใคร่กัน ได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลาเจ็ดวัน นางนาคก็กลับสู่เมือง
บาดาล เมื่อใกล้คลอดบุตรจึงได้ขึ้นจากบาดาลไปยังภูเขาที่เคย
พบพระยาอภัยคามมะนี และคลอดบุตรชาย ณ ที่นั้น แล้ววาง
40
บุตรบนผ้ากัมพล พร้อมทั้งวางพระธำามรงค์ที่ได้รับประทานจาก
พระยาอภัยคามมะนี อธิษฐานขอให้พ่อลูกพบกัน แล้วกลับไป
บาดาล
มีพรานป่าผู้หนึ่งมาพบทารกจึงนำาไปเลี้ยง เมื่อกุมาร
เจริญวัย เป็นผู้มีบุญญาธิการ มีวาจาสิทธิ์ วันหนึ่งพระยาอภัย
คามมะนี มีพระราชประสงค์จะสร้างพระราชนิเวศน์เพิ่มเติม จึง
ประกาศให้ราษฎรไปช่วยกันตัดไม้มาสร้างถวาย พรานป่าก็ได้
พาบุตรบุญธรรมไปร่วมตัดไม้ด้วย กุมารก็แสดงฤทธิ์ด้วยการใช้
วาจาสิทธิ์ให้ได้ไม้มาโดยไม่ต้องลงแรงตัด ความทราบถึงพระยา
อภัยคามมะนี จึงรับสั่งให้ลูกนางนาคเข้าเฝ้า เมื่อได้ซักถาม
ประวัติจนทราบว่า เป็นพระโอรสจึงรับเข้าไว้ในเศวตฉัตร และ
ทรงตั้งพระนามว่า อรุณกุมาร พระยาอภัย ฯ มีโอรสกับพระมเหสี
อีกองค์หนึ่ง มีพระนามว่า ฤทธิกุมาร เมื่อโอรสทั้งสองเจริญวัย
ก็ได้ทรงสู่ขอพระธิดาผู้ครองนครศรีสัชนาลัยมาอภิเษกสมรสกับ
อรุณกุมาร เมื่อพระยาอภัย ฯ สวรรคต อรุณกุมารจึงได้ครอง
นครสุโขทัยสืบแทน ต่อมาเมื่อผู้ครองนครศรีสัชนาลัยสวรรคต
อรุณกุมารก็ได้ครองนครศรีสัชนาลัยควบคู่กับนครสุโขทัย ทรง
พระนามว่า พระร่วงพระองค์ได้ทรงสู่ขอพระธิดาเจ้าเมือง
เชียงใหม่ ให้อภิเษกสมรสกับฤทธิกุมาร และหลังจากเจ้าเมือง
เชียงใหม่สวรรคตแล้ว เจ้าฤทธิกุมารก็ได้ครองเมืองเชียงใหม่ได้
พระนามใหม่ว่า พระลือ
พระร่วงส่วยนำ้า มีตำานานเรื่องพระร่วงอีกเรื่องหนึ่ง
กล่าวว่า พระร่วงเป็นบุตรของนายคงเครา นายกองส่งส่วยนำ้า
เมืองลพบุรี ในครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นดินขอมแห่งกรุงกัมพูชามี
เมืองขึ้นที่ต้องส่งเครื่องบรรณาการเป็นจำานวนมาก ในจำานวน
ดังกล่าวมีเมืองลพบุรีอยู่ด้วย เมืองลพบุรีต้องส่งส่วยนำ้าเป็น
เครื่องบรรณาการเป็นประจำาทุกปี นายคงเครามีบุตรคนหนึ่งชื่อ
นายร่วง เป็นคนมีบุญญาธิการ มีวาจาสิทธิ์ เมื่อตอนที่มีอายุสิบ
เอ็ดปี เขาพายเรือทวนนำ้านานเข้าจึงเหน็ดเหนื่อยมากถึงกับ
ออกปากว่า "ทำาไมนำ้าจึงไม่ไหลไปทางโน้นบ้าง" พอพูดขาดคำาก็
ปรากฏว่าสายนำ้าได้ไหลย้อนกลับไปในทางที่จะไปทันที นาย
ร่วงเมื่อรู้ว่าตนมีวาจาสิทธิ์ก็เก็บเรื่องไว้เป็นความลับไม่บอกให้
ใครรู้
41
เมื่อนายคงเคราชราภาพลง นายร่วงจึงรับหน้าที่ส่ง
ส่วยนำ้าแทนบิดา เขาคิดหาวิธีการทำาภาชนะใส่นำ้าส่งเจ้ากรุง
กัมพูชา เป็นภาชนะที่เบาและจุนำ้าได้มากโดยใช้ไม้ไผ่มาจักสาน
เป็นชะลอม (ครุ) ขึ้นเป็นจำานวนมาก แล้วนำาไปตักนำ้าในทะเล
ชุบศร ลั่นวาจาสิทธิ์ให้นำ้าไม่รั่วออกจากชะลอม นำ้าก็อยู่ใน
ชะลอมไม่รั่วไหลออกมา เมื่อนำาไปถวายพระเจ้ากรุงกัมพูชาทรง
เห็นเป็นที่อัศจรรย์ และทรงวิตกว่าบัดนี้มีคนมีบุญเกิดขึ้นแล้ว ถ้า
ปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อกรุงกัมพูชา ควรที่จะกำาจัดนายร่วง
เสียโดยเร็ว จึงได้ตรัสสั่งให้นายเดโชชัย นายทหารคู่พระทัย
ดำาเนินการกำาจัดนายร่วงเสีย
ฝ่ายนายร่วงเมื่อได้ทราบว่าพระเจ้ากรุงกัมพูชาคิด
กำาจัดตน จึงหลบหนีจากเมืองลพบุรีขึ้นมาบวชเป็นพระภิกษุที่วัด
มหาธาตุ เมืองสุโขทัย นายเดโชชัย เป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า
ก็ได้ติดตามนายร่วงมาถึงเมืองสุโขทัย เมื่อมาถึงกำาแพงเมือง
สุโขทัย ก็ใช้อิทธิฤทธิ์ดำาดินลอดใต้กำาแพงเมืองเข้ามาโผล่ขึ้น
ในลานวัดมหาธาตุ ขณะนั้นพระภิกษุพระร่วงกำาลังกวาดลานวัด
อยู่ นายเดโชชัยจึงเข้าไปถามว่า รู้ไหมว่านายร่วงที่มาจากเมือง
ลพบุรีนั้นขณะนี้อยู่ที่ไหน พระภิกษุร่วงก็รู้ทันทีว่าคนผู้นี้ตามมา
ทำาร้ายตน จึงได้กล่าววาจาออกไปว่า "สูจงอยู่ที่นี่เถิด รูปจะไป
บอกนายร่วงให้" พอพูดขาดคำาร่างของนายเดโชชัยก็กลายเป็น
หินไปทันที เมื่อชาวบ้านเมืองสุโขทัยรู้ว่าพระภิกษุร่วงมีวาจา
สิทธิ์ สาปขอมให้กลายเป็นหินได้ จึงมีความเคารพศรัทธาเป็น
อย่างยิ่ง เมื่อเจ้าเมืองสุโขทัยสิ้นแล้ว จึงได้พากันอาราธนาให้
พระภิกษุร่วงลาสิกขา แล้วขึ้นครองเมืองสุโขทัย ทรงพระนามว่า
พระเจ้าศรีจันทราธิบดี ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราช
ธรรม นำาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ประชาชน และบ้านเมืองก็
เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา
สำาหรับรูปคนที่เป็นหินนั้น ชาวบ้านเรียกว่า ขอม
ดำาดิน ปัจจุบันถูกคนทุบตีจนแตกหักเป็นเศษเล็กเศษน้อย ทาง
ราชการได้นำาไปไว้ที่ศาลพระแม่ย่า หน้าศาลากลางจังหวัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๒
42
๑. ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับการเกิด การตาย แล้วอธิบายความ
คล้ายคลึงในมุมมองทางวิทยาศาสตร์
๒. ศึกษาความงานทางด้านวรรณศิลป์ โดยพิจารณาทั้งใน
แง่รสของวรรณคดีและท่วงทำานองการแต่งของพระยาลิไท
๓. ศึกษาเอกสาร งานวิจัยหรือบทความที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง
ไตรภูมิพระร่วงแล้วสรุป
สุภาษิตพระร่วง
สุภาษิตพระร่วงหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บัญญัติพระร่วง
เป็นวรรณกรรมที่ไม่ทราบ ผู้แต่ง และสมัยที่แต่งชัดเจน ซึ่งผู้
ศึกษาวรรณคดีไทยให้ความเห็นไว้ ดังนี้
ดร.สิทธา พินิจภูวดล ได้อ้างถึงผู้ศึกษาวรรณคดีหลายท่าน
ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผู้แต่งสุภาษิตพระร่วง คือ พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิษฐานว่า สุภาษิตนี้คงรวบรวม
ขึ้นในสมัย พ่อขุนรามคำาแหง ผู้แต่งคงมีหลายคน และคงไม่ได้
แต่งเสร็จในคราวเดียวกัน
พระวรเวทย์พิสิฐ กล่าวว่า ผู้แต่งสุภาษิตพระร่วงคือพ่อขุน
รามคำาแหง เพราะลักษณะสำานวน ภาษาในสุภาษิตพระร่วง
คล้ายคลึงกับสำานวนภาษาในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ลักษณะการ
สอน ของสุภาษิตนี้ก็สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะของพ่อขุน
รามคำาแหง ที่ชอบเสด็จ ประทับ เหนือแท่นมนังคศิลาอาสน์ เพื่อ
ทรงสอนประชาชน
ดร.สิทธา ยังได้อ้างคุณฉันทิชย์ กระแสสินธ์ว่า ผู้แต่ง
สุภาษิตพระร่วงคือ พระยาลิไทย เพราะสมัยนั้นกรุงสุโขทัย
เจริญรุ่งเรืองสุดขีด ไม่มีสงคราม พระยาลิไทยทรงเชี่ยวชาญ
พุทธศาสนา ได้ทรงนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วงขึ้นด้วย และอีกความ
เห็นหนึ่งกล่าวว่า คนรุ่นหลังแต่งสุภาษิตพระร่วงขึ้น และขอยืม
ชื่อ "พระร่วง" ใส่ไว้ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ สุภาษิตพระร่วง มี
ปรากฏหลักฐานว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
โปรดให้จารึกสุภาษิตพระร่วงไว้บนผนังวิหารด้านเหนือพระ
มหาเจดีย์ที่วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เมื่อ พ.ศ.
43
๒๓๗๘ โดยจารึกลงในแผ่นศิลารูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ติดไว้กับผนัง
ด้านใน ของศาลาหน้าพระมหาเจดีย์หลังเหนือ วัดพระเชตุพน ฯ
กรุงเทพ ฯ และจดไว้ในสมุดไทยอีกหลายเล่ม กรมศิลปากรจัด
พิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
บัญญัติพระร่วง เป็นภาษิตไทยแท้ ๆ ใช้ถ้อยคำาอย่างพื้น ๆ เป็น
ภาษิตไทยเก่าแก่ที่ติดปากคนไทยสืบมา และมากลายรูปไปใน
ลักษณะกวีนิพนธ์แบบต่าง ๆ แทรกอยู่ในวรรณคดีไทยในเวลา
ต่อมา เมื่อพิจารณาตามรูปของวลีจะพบว่า คล้ายคลึงใกล้เคียง
กับ จารึกพ่อขุนรามคำาแหงอาจเป็นไปได้ว่า สุภาษิตพระร่วงเดิม
เป็นพระบรมราโชวาท ซึ่งพระร่วง พ่อขุนรามคำาแหง ทรงแสดง
สั่งสอนประชาชนชาวไทยในครั้งนั้น
สุภาษิตพระร่วงเขียนเป็นร่ายสุภาพ มีรูปแบบที่กำาหนด
ไว้ตายตัวว่าในวรรคหนึ่ง ๆ ให้ใช้คำาได้วรรคละห้าคำา คำาส่ง
สัมผัสมีรูปวรรณยุกต์ใด คำารับสัมผัสต้องมีรูปวรรณยุกต์นั้น เช่น
ภายในอย่านำาออก ภายนอกอย่านำาเข้า เป็นต้น
วรรณกรรมเรื่องสุภาษิตพระร่วงเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ
ของสุโขทัย ได้รับการเรียบเรียงเป็นร่ายสุภาพ และจารึกเป็น
วรรณกรรมลายลักษณ์ มีความมุ่งหมาย เพื่อสั่งสอนประชาชน
ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นร่ายสุภาพ แล้วจบด้วยโครงสี่สุภาพ ๑
บท เนื้อหาสาระ เริ่มต้นกล่าวถึงพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย
พระองค์ทรงมุ่งหวังประโยชน์สุขในภายภาคหน้า จึงทรงบัญญัติ
สุภาษิตขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติประชาชน ขอให้ผู้คนทั้ง
แผ่นดินจงพากเพียรพยายาม ศึกษาเล่าเรียนเพื่อบำารุงดูแล
รักษาตัวเอง อย่าได้ผิดคำาสอน จากนั้นก็เป็นคำาสั่งสอนที่มี
ลักษณะเป็นสุภาษิตมีทั้งหมด ๑๕๔ ข้อ เริ่มตั้งแต่ “ เมื่อน้อยให้
เรียนวิชชา ให้หาสินเมื่อใหญ่ อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน อย่าริร่าน
แก่ความ” จนถึง “อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่านำ้า อย่ารักถำ้า
กว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน ”
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
เพื่อสั่งสอนประชาชนทั่วไป ในด้านการประพฤติปฏิบัติตน
ลักษณะคำาประพันธ์
44
แต่งเป็นร่ายสุภาพ จบด้วยโคลงสองสุภาพและต่อด้วยโคลง
สี่สุภาพกระทู้ ๑ บท
เนื้อเรื่อง
เริ่มด้วยการกล่าวถึงพระร่วงเจ้าผู้ครองกรุงกรุงสุโขทัย
ทรงบัญญัติสุภาษิตเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติประชาชน มีสุภาษิต
ทั้งหมด ๑๕๘ บท และจบลงด้วยโคลงกระทู้ เพื่อบอกถึงที่มา
ของสุภาษิตพระร่วง
เนื้อหาทั้งหมดของคำาสอนเป็นดังนี้
ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นภพสุโขทัย มลักเห็นในอนา
จึ่งผายพจนประภาษ
เป็นอนุสาสนกถา สอนคณานรชน ทั่วธราดลพึงเพียร
เรียนอำารุงผดุงอาตม์
อย่าเคลื่อนคลาดคลาถ้อย เมื่อน้อยให้เรียนวิชชา ให้หาสินเมื่อ
ใหญ่ อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน
อย่าริร่านแก่ความ ประพฤติตามบูรพระบอบ เอาแต่ชอบเสียผิด
อย่ากอปรกิจเป็นพาล
อย่าอวดหาญแก่เพื่อน เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่า
นอนใจ ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน การเรือนตนเร่งคิด อย่านั่งชิด
ผู้ใหญ่ อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์ ที่รักอย่าดูถูก
ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย อย่าโดยคำาคนพลอด
เข็นเรือนทอดทางถนน เป็นคนอย่าทำาใหญ่ ข้าคนไพร่อย่าไฟ
ฟุน คบขุนนางอย่าโหด โทษตนผิดรำาพึง
อย่าคะนึงถึงโทษท่าน หว่านพืชจักเอาผล เลี้ยงคนจักกิน
แรง อย่าขัดแข็งผู้ใหญ่
อย่าใฝ่ตนให้เกิน เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว นำ้าเชี่ยวอย่าขวาง
เรือ ที่ซุ่มเสือจงประหยัด
จงเร่งระมัดฟืนไฟ ตนเป็นไทอย่าคบทาส อย่าประมาทท่าน
ผู้ดี มีสินอย่าอวดมั่ง
ผู้เฒ่าสั่งจงจำาความ ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก ทำารั้วเรือกไว้กัน
ตน คนรักอย่าวางใจ
45
ที่มีภัยพึงหลีก ปลีกตนไปโดยด่วน ได้ส่วนอย่ามักมาก
อย่ามีปากกว่าคน
รักตนกว่ารักทรัพย์ อย่าได้รับของเข็ญ เห็นงามตามอย่า
ปอง ของฝากท่านอย่ารับ
ที่ทับจงมีไฟ ที่ไปจงมีเพื่อน ทางแถวเถื่อนไคลคลา
ครูบาสอนอย่าโกรธ
โทษตนผิดพึงรู้ สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์ ภักดีอย่าด่วน
เคียด อย่าเบียดเสียดแก่มิตร
ที่ผิดช่วยเตือนตอบ ที่ชอบช่วยยกยอ อย่าขอของรัก
มิตร ชอบชิดมักจางจาก
พบศัตรูปากปราศรัย ความในอย่าไขเขา อย่ามัวเมาเนือง
นิตย์ คิดตรองตรึกทุกเมื่อ
พึงผันเผื่อต่อญาติ รู้ที่ขลาดที่หาญ คนพาลอย่าพาลผิด
อย่าผูกมิตรไมตรี
เมื่อพาทีพึงตอบ จงนบนอบผู้ใหญ่ ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ
สุวานขบอย่าขบตอบ
อย่ากอปรจิตริษยา เจรจาตามคดี อย่าปลุกผีกลาง
คลองอย่าปองเรียนอาถรรพ์
พลันฉิบหายวายม้วยอย่ายลเยี่ยงถ้วยแตกมิติด จงยลเยี่ยง
สัมฤทธิ์แตกมิเสียลูกเมียอย่าวางใจ ภายในอย่านำาออก ภายนอก
อย่านำาเข้า อาสาเจ้าจนตัวตาย อาสานายจงพอแรง
ของแพงอย่ามักกิน อย่ายินคำาคนโลภ โอบอ้อมเอาใจคน
อย่าผลเหตุแต่ใกล้
ท่านไท้อย่าหมายโทษ คนโหดให้เอ็นดู ยอครูยอต่อหน้า
ยอข้าเมื่อแล้วกิจ
ยอมิตรเมื่อลับหลัง ลูกเมียยังอย่าสรรเสริญ เยียวสะเทินจะ
อดสู อย่าชังครูชังมิตร
ผิดอย่าเอาเอาแต่ชอบ นอบตนต่อผู้เฒ่า เข้าออกอย่าวางใจ
ระวังระไวหน้าหลัง
เยียวผู้ชังจะคอยโทษ อย่ากริ้วโกรธเนืองนิตย์ ผิว์ผิดปลิด
ไปร้าง ข้างตนไว้อาวุธ
เครื่องสรรพยุทธอย่าวางจิต คิดทุกข์ในสงสาร อย่าทำาการที่
ผิด คิดขวนขวายที่ชอบ
46
โต้ตอบอย่าเสียคำา คนขำาอย่าร่วมรัก พรรคพวกพึงทำา
นุก ปลุกเอาแรงทั่วตน
ยลเยื่องไก่นกกระทา พาลูกหลานมากิน ระบือระบิลอย่าฟังคำา
การจะทำาอย่าด่วนได้
อย่าใช้คนบังบด ทดแทนคุณท่านเมื่อยาก ฝากของรักจง
พอใจ เฝ้าท้าวไทอย่าทรนง
ภักดีจงอย่าเกียจ เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ นอบนบใจใสสุทธิ์
อย่าขุดคนด้วยปาก
อย่าถากคนด้วยตา อย่าพาผิดด้วยหู อย่าเลียนครูเตือน
ด่า อย่าริกล่าวคำาคด
คนทรยศอย่าเชื่อ อย่าแผ่เผื่อความผิด อย่าผูกมิตรคนจร
ท่านสอนอย่าสวนตอบ ความชอบจำาใส่ใจ ระวังระไวที่ไปมา
เมตตาตอบต่อมิตร คิดแล้วจึ่งเจรจา
อย่านินทาผู้อื่น อย่าตื่นยกยอตน คนจนอย่าดูถูก
ปลูกไมตรีทั่วชน
ตระกูลตนจงคำานับ อย่าจับลิ้นแก่คน ท่านรักตนจงรัก
ตอบ ท่านนอบตนจงนอบแทน ความแหนให้ประหยัด เผ่า
กษัตริย์เพลิงงู อย่าดูถูกว่าน้อย หิ่งห้อยอย่าแข่งไฟ
อย่าปองภัยต่อท้าว อย่ามักห้าวพลันแตก อย่าเข้าแบก
งาช้าง อย่าออกก้างขุนนาง
ปางมีชอบท่านช่วย ปางป่วยท่านชิงชัง ผิจะบังบังจงลับ ผิ
จะจับจับจงมั่น
ผิจะคั้นคั้นจงตาย ผิจะหมายหมายจงแท้ ผิจะแก้แก้จงกระจ่าง
อย่ารักห่างกว่าชิด
คิดข้างหน้าอย่าเบา อย่าถือเอาตื้นกว่าลึก เมื่อเข้าศึกระวัง
ตน เป็นคนเรียนความรู้
จงยิ่งผู้ผู้มีศักดิ์ อย่ามักง่ายมิดี อย่าตีงูให้แก่กา
อย่าตีปลาหน้าไซ
ใจอย่าเบาจงหนัก อย่าตีสุนัขห้ามเห่า ข้าเก่าร้ายอดเอา
อย่ารักเหากว่าผม
อย่ารักลมกว่านำ้า อย่ารักถำ้ากว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่า
ตะวัน
47
บัณ เจิดจำาแนกแจ้ง พิศดาร ความเฮย
ฑิต ยุบลบรรหาร เหตุไว้
พระ ปิ่นนัคราสถาน อุดรสุข ไทยนา
ร่วง ราชนามนี้ได้ กล่าวถ้อยคำาสอน
คุณค่า
๑. ด้านภาษา ใช้ถ้อยคำาง่าย ๆ คล้องจอง กะทัดรัด ไม่มี
ศัพท์สูง จึงทำาให้น่าอ่าน เพราะง่ายต่อการเข้าใจและจดจำา
สำานวนโวหารคล้ายกันกับ ในหลักศิลาจารึก ของพ่อขุน
รามคำาแหง
๒. ด้านค่านิยมทางสังคม สุภาษิต สอนให้มีความจงรักภักดี
ต่อพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการศึกษา รู้จักประมาณตน ไม่
โอ้อวด สร้างไมตรีไม่เบียดเบียนมิตร รักเกียรติและศักดิ์ศรี
มากกว่าทรัพย์ เช่น
สอนการปฏิบัติตน ให้รู้จักระวังตน เช่น
"เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่"
"เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่านอนใจ"
"เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว นำ้าเชี่ยวอย่าขวางเรือ"
สอนการปฏิบัติตนต่อมิตร เช่น
"อย่าควบกิจเป็นพาล อย่าอวดหาญแก่เพื่อน”
"อย่าขอของรักมิตร"
“อย่าเบียดเสียดแก่มิตร"
"ยอมิตรยอลับหลัง"
สอนการปฏิบัติตนและเชื่อฟังผู้ใหญ่
"อย่านั่งชิดผู้ใหญ่"
"อย่าขัดแขงผู้ใหญ่ อย่าใฝ่ตนให้เกิน"
"ผู้เฒ่าสั่งจงจำาความ"
"จงนบนอบผู้ใหญ่"
"เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ"
สอนการปฏิบัติตนต่อศัตรู
48
"พบศัตรูปากปราศัย ความในอย่าไขเขา
สอนให้รักศักดิ์ศรีของตนเอง
"รักตนกว่ารักทรัพย์ อย่าได้รับของเข็ญ"
"สุวานขบอย่าขบตอบ"
"สู้เสียศีลอย่าเสียสัตย์"
"ตระกูลตนจงคำานับ"
สอนให้รู้จักกตัญญูกตเวที
"เลี้ยงคนจักกินแรง"
"ภักดีอย่าด่วนเคียด"
"อาสาเจ้าจนตาย อาสานายจนพอแรง"
"ภักดีจงอย่าเกียจ เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ"
สอนให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่น เช่น
"ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศอย่ารู้โรย"
“เป็นคนอย่าทำาใหญ่ ข้าคนไพร่อย่าไฟฟุน"
"พึงผันเผื่อต่อญาติ"
"ปลูกไมตรีทั่วชน"
"พรรคพวกพึงทำานุก"
"คนจนอย่าดูถูก"
๓. ด้านอิทธิพลต่อวรรณดคีอื่น กวีรุ่นหลังนิยม นำาข้อความ
บางตอน ไปแทรกไว้ใน วรรณคดีเรื่องต่าง ๆ เช่น ร่ายยาวมหา
เวสสันดรชาดก ตอนนางพรหมณีบอกนางอมิตดาว่า "จะมารัก
เหากว่าผม จะมารักลมกว่านำ้า หรือตอนพระเวสสันดร ตรัสต่อ
นางมัทรีว่า "เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า เป็นต้น
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 3
๑. ศึกษาสำานวนภาษาในสุภาษิตพระร่วงแล้ว สืบหาความ
คล้ายคลึงและความแตกต่างของ
ภาษาที่เชื่อว่า สร้างสรรค์ขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน พร้อมอภิปราย
49
๒. รวบรวมตำำนำนหรือเรื่องเล่ำเกี่ยวกับพระร่วงจำก
วรรณกรรมพื้นบ้ำนต่ำงๆ แล้วศึกษำบทบำทของพระร่วงในเรื่อง
รำวนั้น
๓. คัดเลือกและรวบรวมคำำกล่ำวที่ได้รับกำรยอมรับและใช้
กันอย่ำงแพร่หลำยในปัจจุบันจำกสุภำษิตพระร่วง พร้อมบอก
ควำมหมำย และยกตัวอย่ำงบริบทของกำรนำำไปใช้ (งำนเดี่ยว)
นำงนพมำศ
เรื่องนำงนพมำศ มีชื่อเรียกกันอยู่ ๓ ชื่อ คือ นพมำศ เรวดี
นพมำศ และตำำรับท้ำวศรี
จุฬำลักษณ์
สมัยที่แต่ง
สันนิษฐำนว่ำ แต่งในสมัยพระมหำธรรมรำชำที่ ๑ (พระยำ
ลิไท)
ผู้แต่ง
เชื่อกันว่ำเป็นกวีหญิง ชื่อนพมำศ หรือท้ำวศรีจุฬำลักษณ์
พระสนมเอกของพระยำลิไท นำงนพมำศ ได้รับบรรดำศักดิ์เป็น
ท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ เป็นธิดำของพระศรีมโหสถ มำรดำชื่อนำง
เรวดี ได้รับกำรสั่งสอนจำกบิดำ มีควำมรู้สูงในด้ำนภำษำไทย
ภำษำสันสกฤต ศำสนำพุทธ ศำสนำพรำหมณ์ กำรแต่งคำำ
ประพันธ์ โหรำศำสตร์ กำรขับร้องและกำรช่ำงสตรี มีควำมงำม
เลื่องลือ ทั้งยังคุณสมบัติดีเลิศ ต่อมำได้เป็นพระสนม เคยจัด
ดอกไม้ประดับขันหมำกรับรองแขกเมือง ประดิษฐ์โคมลอยพระ
ประทีป ต่อมำได้รับบรรดำศักดิ์เป็นท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ตำำแหน่ง
50
พระสนมเอก ด้ำนวรรณคดีเป็นผู้เขียนหนังสือนำงนพมำศ หรือ
ตำำรับท้ำวศรีจุฬำลักษณ์
จุดมุ่งหมำยในกำรแต่ง
กล่ำวกันว่ำ นำงนพมำสหรือท้ำงศรีจุฬำลักษณ์เขียน
หนังสือเรื่องนี้ขึ้นเพื่อเล่ำประวัติของตนเอง ในฐำนะที่เป็นพระ
สนมเอกของพระร่วงเจ้ำ และเพื่อแสดงควำมเป็นมำของ
วัฒนธรรมและพิธีกรรมบำงอย่ำงที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น นอกจำก
นั้นบรรดำนิทำนต่ำง ๆ ที่แต่งแทรกยู่ในหนังสือเล่มนี้ล้วนเป็น
นิทำนที่ผู้แต่งยกมำประกอบกำรอบรมสั่งสอนผู้หญิงทั้งหลำย
ให้อยู่ในควำมประพฤติที่ดีงำม จึงนับว่ำเป็นวรรณคดีคำำสอนเล่ม
หนึ่ง
ลักษณะคำำประพันธ์
เป็นควำมเรียงทำำนองชีวประวัติ มีคำำประพันธ์ร้อยกรอง
แทรกบำงตอนเป็นส่วนน้อย ได้แก่ โคลงสี่สุภำพและกลอนดอก
สร้อย เป็นต้น
เนื้อเรื่อง
เนื้อหำแบ่งเป็น ๒ ตอน คือ
ตอนที่ ๑ ว่ำด้วยชีวประวัตินำงนพมำศ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง
เข้ำรับรำชกำรฝ่ำยใน ในรำชสำำนักของพระร่วงเจ้ำ และได้
เลื่อนขึ้นเป็นพระสนมเอกในรัชกำลนั้น และกล่ำวถึงพิธีต่ำง ๆ ที่
ปฏิบัติกันอยู่เป็นประเพณีตลอด ๙ เดือน เช่ำ พิธีเผำข้ำว พิธี
จรดพระนังคัล พิธีวิสำขะ พิธี
อำสวยุช (แข่งเรือ) พิธีจองเปรียงลอยพระประทีพ เป็นต้น
ตอนที่ ๒ อำจถือเป็นภำคผนวก หรือเป็นตอนที่ผู้อื่นแต่ง
เติมเข้ำมำก็ได้ เพรำะมีนิทำนต่ำง ๆ แทรกอยู่หลำยเรื่อง ซึ่งไม่
ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหำสำระเท่ำใดนัก นิทำนที่แทรกในหนังสือเล่ม
นี้ เป็นเรื่องนิทำนสอนผู้หญิงในแง่ต่ำง ๆ ให้เห็นลักษณะของ
กำรประพฤติชั่วว่ำมีโทษอย่ำงไร และกำรทำำดีมีผลสนอง
อย่ำงไร เช่น นิทำนเรื่องนำงนกกระต้อยตีวิดโลเล นำงช้ำง
แสนงอน นำงนกกระเรียนคบนำงนกไส้ช่ำงยุ เป็นต้น
51
คุณค่ำ
๑. ด้ำนวัฒนธรรม ทำำให้รู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีใน
พระรำชสำำนัก ได้แก่ ประเพณีลอยกระทง กำรปฏิบัติตัวของ
หญิงชำววัง เช่น ตำำแหน่งหน้ำที่ของนำงนพมำศ และกำรศึกษำ
ของเด็กไทยสมัยก่อน
๒. ด้ำนสังคม ให้ควำมรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติสตรีและค่ำนิยม
ทำงสังคม ได้แก่ ควำมประพฤติ ควำมขยัน รวมทั้งวิชำทำงช่ำง
๓. ด้ำนภำษำ มีคุณค่ำทำงอักษรศำสตร์และวรรณคดี เรื่อง
นี้ใช้โวหำรเชิงพรรณนำได้อย่ำงดียิ่ง ทำำให้อ่ำนและเข้ำใจง่ำย
๔. ด้ำนโบรำณคดี ให้ควำมรู้ทำงโบรำณคดี เป็นประโยชน์
ในกำรตรวจสอบพระรำชพิธี
ต่ำง ๆ รัชกำลที่ ๕ ทรงพระรำชนิพนธ์พระรำชพิธีสิบสองเดือน
ก็อำศัยหลักกำรค้นคว้ำจำกตำำรับท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ประกอบ
ด้วย
สรุปวรรณคดีสมัยสุโขทัย
๑. เนื้อหำ ส่วนใหญ่เป็นวรรณคดีสอน ยกเว้นศิลำจำรึก
พ่อขุนรำมคำำแหงมหำรำช แต่ในศิลำจำรึกพ่อขุนรำมคำำแหงก็
ยังมีข้อควำมที่กล่ำวถึงพ่อขุนรำมคำำแหงทรงสั่งสอนประชำชน
ในวันธรรมดำที่มิใช่วันธรรมสวนะ ลักษณะคำำสอนของ
วรรณคดีสมัยนั้นอำจสรุปได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ เป็นคำำสอนตำม
แนวพุทธศำสนำและสอนคำำตำมแนวควำมคิดเห็นแบบคนไทย
โบรำณ
๒. ลักษณะคำำประพันธ์ ส่วนมำกเป็นร้อยแก้ว คือ ศิลำ
จำรึกพ่อขุนรำมคำำแหง เรื่องนำงนพมำศ และเตภูมิกถำหรือ
ไตรภูมิพระร่วง บทประพันธ์ร้อยกรองมีเพียงเรื่องเดียว คือ
สุภำษิตพระร่วง ซึ่งแต่งเป็นร้อยกรองประเภทร่ำยโบรำณ
๓. จุดมุ่งหมำยในกำรแต่ง มีหลำกหลำยประกำร เช่น
บันทึกสภำพสังคม กำรเมือง และกำรปกครอง เพื่ออบรมสั่งสอน
ศีลธรรม หรือเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหำกษัตริย์
กิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ ๔
52
๑. ศึกษำรำยละเอียดพิธีกรรมจำกตำำรับท้ำวศรีจุฬำลักษณ์
แล้วนำำเสนอ
๒. ศึกษำบุคลิกภำพของผู้ประพันธ์จำกวรรณกรรม
๓. เขียนบทควำมสรุปภำพรวมของวรรณกรรมในยุคสมัยนี้
โดยมีสมมุติฐำนว่ำบริบทสังคมมีส่วนกำำหนดแนวทำงของ
วรรณกรรม
บทที่ ๓
กำรศึกษำวรรณกรรมสมัยอยุธยำ
ประวัติศำสตร์ไทยสมัยอยุธยำ
กรุงศรีอยุธยำก่อกำำเนิดขึ้นเป็น รำชธำนีในปี พ.ศ. ๑๘๙๓
แต่มีข้อถกเถียงกันมำกว่ำ กำรถือกำำเนิดของกรุง ศรีอยุธยำนั้น
มิได้เกิดขึ้นอย่ำงปัจจุบันทันด่วนเสียทีเดียว มีหลักฐำนว่ำก่อนที่
พระเจ้ำอู่ทองจะสร้ำงเมืองขึ้นที่ตำำบลหนอง โสน บริเวณนี้เคยมี
ผู้คนอำศัยมำก่อนแล้ว วัดสำำคัญอย่ำงวัดมเหยงค์ วัดอ โยธยำ
และวัดใหญ่ชัยมงคล ล้วนเป็นวัดเก่ำที่มีมำก่อนสร้ำงกรุงศรี
อยุธยำทั้งสิ้น โดยเฉพำะที่วัดพนัญเชิง วัดที่ประดิษฐำน หลวง
พ่อโต พระ พุทธรูปปูนปั้นขนำดใหญ่แบบอู่ทอง พงศำวดำรเก่ำ
ระบุว่ำ สร้ำงขึ้นก่อน กำรสร้ำงพระนครศรีอยุธยำถึง ๒๖ ปี วัด
เหล่ำนี้ ตั้งอยู่ตำมแนวฝั่งตะวันออกของแม่นำ้ำป่ำสัก นอก เกำะ
เมืองอยุธยำที่มีกำรขุดพบคูเมืองเก่ำด้วย ทำำให้เชื่อกันว่ำบริเวณ
นี้น่ำ จะเป็นเมืองเก่ำที่มีชื่ออยู่ในศิลำจำรึกกรุงสุโขทัยว่ำ อโยธ
ยำศรีรำมเทพ นครอโยธยำศรีรำมเทพนคร ปรำกฏชื่อเป็นเมือง
แฝดละโว้อโยธยำ มำตั้งแต่ช่วงรำวปี พ.ศ. ๑๗๐๐ เป็นต้นมำ
ครั้นก่อนปี พ.ศ. ๑๙๐๐ พระเจ้ำอู่ ทองซึ่งครองเมืองอโยธยำอยู่
ก็ทรงอภิเษกสมรสกับพระรำชธิดำของ กษัตริย์ทำงฝ่ำยสุพรรณ
ภูมิ ซึ่งครองควำมเป็นใหญ่อยู่อีกฟำกหนึ่งของแม่ นำ้ำเจ้ำพระยำ
อโยธยำและสุพรรณภูมิจึงรวมตัวกันขึ้น โดยอำศัยควำม
สัมพันธ์ทำงเครือญำติ
ครั้นเมื่อเกิดโรคระบำด พระเจ้ำอู่ทองจึงอพยพผู้คนจำกเมือ
งอ โยธยำเดิม ข้ำมแม่นำ้ำป่ำสักมำตั้งเมืองใหม่ที่ตำำบลหนองโสน
หรือที่รู้จัก กันว่ำ บึงพระรำม ในปัจจุบัน กรุงศรีอยุธยำจึงก่อเกิด
เป็นรำชธำนีขึ้นใน ปี พ.ศ. ๑๘๙๓ พระเจ้ำอู่ทองเสด็จฯ เสวย
53
รำชย์เป็นสมเด็จพระรำมำธิบดี ที่ ๑ ปฐมกษัตริย์แห่งกรุง
ศรีอยุธยำ รัชสมัยของพระองค์นับได้ว่ำเป็นยุคของกำรก่อร่ำง
สร้ำงเมือง และวำงรูปแบบกำรปกครองขึ้นมำใหม่ ทรงแบ่งกำร
บริหำรรำชกำรออก เป็น ๔ กรม ประกอบด้วย เวียง วัง คลัง และ
นำ หรือที่เรียกกันว่ำ จตุสดมภ์ ระบบที่ทรงวำงไว้แต่แรกเริ่มนี้
ปรำกฏว่ำได้สืบทอดใช้กันมำ ตลอด ๔๐๐ กว่ำปีของกรุง
ศรีอยุธยำ
สมเด็จพระรำมำธิบดีที่ ๑ ครองรำชย์อยู่ได้เพียง ๑๙ ปี ก็
เสด็จ สวรรคต หลังจำกรัชสมัยของพระองค์ ผู้ได้สร้ำงรำชธำนี
แห่งนี้ขึ้นจำก ควำมสัมพันธ์ของสองแว่นแคว้น กรุงศรีอยุธยำได้
กลำยเป็นเวทีแห่งกำร แก่งแย่งชิงอำำนำจระหว่ำงสองรำชวงศ์
คือ ละโว้-อโยธยำ และรำชวงศ์ สุพรรณภูมิ
สมเด็จพระรำเมศวร โอรสของสมเด็จพระรำมำธิบดีที่
๑ ขึ้นครอง รำชย์ต่อจำกพระรำชบิดำได้ไม่ทันไร ขุนหลวงพะ
งั่ว จำกรำชวงศ์สุพรรณ ภูมิ ผู้มีศักดิ์เป็นอำก็แย่งชิงอำำนำจได้
สำำเร็จ ขึ้นครองรำชย์เป็นสมเด็จพระ บรมรำชำธิรำช เมื่อสิ้น
รัชกำลของสมเด็จพระบรมรำชำธิรำช สมเด็จพระ รำเมศวรก็
กลับมำชิงรำชสมบัติกลับคืน
มีกำรแย่งชิงอำำนำจผลัดกันขึ้นเป็นใหญ่ระหว่ำงสอง
รำชวงศ์นี้อยู่ ถึง ๔๐ ปี จนสมเด็จพระนครอินทร์ ซึ่งเป็นใหญ่อยู่
ทำงสุพรรณภูมิและ สัมพันธ์แน่นแฟ้นอยู่กับสุโขทัย แย่งชิง
อำำนำจกลับคืนมำได้สำำเร็จ พระ องค์สำมำรถรวมทั้งสองฝ่ำยให้
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่ำงแท้จริง ในช่วงของกำรแก่งแย่ง
อำำนำจกันเองนั้น กรุงศรีอยุธยำก็ พยำยำมแผ่อำำนำจไปตีแดน
เขมรอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ. ๑๙๗๔ หลัง สถำปนำกรุง
ศรีอยุธยำได้แล้วรำว ๘๐ ปี สมเด็จเจ้ำสำมพระองค์ พระ โอรส
ของสมเด็จพระนครอินทร์ ก็ตีเขมรได้สำำเร็จ เขมรสูญเสีย
อำำนำจจน ต้องย้ำยเมืองหลวงจำกเมืองพระนครไปอยู่เมือง
ละแวกและพนมเปญในที่สุด ผลของชัยชนะครั้งนี้ ทำำให้มีกำรก
วำดต้อนเชลยศึกกลับมำ จำำนวนมำก และทำำให้อิทธิพลของ
เขมรในอยุธยำเพิ่มมำกขึ้น ซึ่งถือเป็น เรื่องปกติที่ผู้ชนะมักรับ
เอำวัฒนธรรมของผู้แพ้มำใช้
กรุงศรีอยุธยำหลังสถำปนำมำได้กว่ำครึ่งศตวรรษก็
54
เริ่มเป็นศูนย์ กลำงของรำชอำณำจักรอย่ำงแท้จริง มีอำณำเขต
อันกว้ำงขวำงด้วยกำร ผนวกเอำสุโขทัยและสุพรรณภูมิเข้ำไว้ มี
กำรติดต่อค้ำขำยกับต่ำงประเทศ โดยเฉพำะกับจีน และวัดวำ
อำรำมต่ำง ๆ ได้รับกำรบูรณะขึ้นมำใหม่จน งดงำม
หลังรัชกำลสมเด็จเจ้ำสำมพระยำ แล้ว กรุงศรีอยุธยำ
ก็เข้ำสู่ยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ ซึ่งเป็นช่วง เวลำที่
อำณำเขตได้แผ่ขยำยออกไปอย่ำงกว้ำงขวำง มีกำรติดต่อ
ค้ำขำย กับบ้ำนเมืองภำยนอก รวมทั้งมีกำรปฏิรูปกำรปกครอง
บ้ำนเมืองขึ้น พระองค์ทรงยกเลิกกำรปกครองที่กระจำยอำำนำจ
ให้เมืองลูก หลวงปกครองอย่ำงเป็นอิสระ มำเป็นกำรรวบอำำนำจ
ไว้ที่พระมหำกษัตริย์ แล้วทรงแบ่งเมืองต่ำง ๆ รอบนอกออกเป็น
หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก ซึ่งเมืองเหล่ำนี้ดูแลโดยขุนนำงที่
พระมหำกษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
นอกจำกนี้ก็ยังได้ทรงสร้ำงระบบศักดินำขึ้น อัน
เป็นกำรให้ กรรมสิทธิ์ถือที่นำได้มำกน้อยตำมยศ พระมหำ
กษัตริย์มีสิทธิ์ที่จะ เพิ่ม หรือ ลด ศักดินำแก่ใครก็ได้ และหำก
ใครทำำผิดก็ต้องถูกปรับไหมตำม ศักดินำนั้น
ในเวลำนั้นเอง กรุงศรีอยุธยำที่เจริญมำได้ถึงร้อยปีก็
กลำยเป็น เมืองที่งดงำมและมีระเบียบแบบแผน วัดต่ำง ๆ ที่ได้
ก่อสร้ำงขึ้นอย่ำง วิจิตรบรรจงเกิดขึ้นนับร้อย พระรำชวังใหม่ได้
ก่อสร้ำงขึ้นอย่ำงใหญ่โตก ว้ำงขวำง ส่วนที่เป็นพระรำชวังไม้
เดิมได้กลำยเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดคู่เมืองที่สำำคัญ
กรุงศรีอยุธยำกำำลังจะเติบโตเป็นนครแห่งพ่อค้ำ
วำณิชอันรุ่งเรือง เพรำะเส้นทำงคมนำคมอันสะดวก ที่เรือสินค้ำ
น้อยใหญ่จะเข้ำมำจอด เทียบท่ำได้ แต่พร้อม ๆ กับควำมรุ่งเรือง
และควำมเปลี่ยนแปลง สงครำมก็ เกิดขึ้น ช่วงเวลำนั้น ล้ำนนำ
ที่มีพระมหำกษัตริย์คือรำชวงศ์เม็งรำย ครองสืบต่อกันมำ กำำลัง
เจริญรุ่งเรืองขึ้นมำเป็นคู่แข่งสำำคัญของกรุงศรี อยุธยำ พระเจ้ำ
ติโลกรำชซึ่งได้ขยำยอำณำเขตลงมำจนได้เมืองแพร่และ น่ำนก็
ทรงดำำริที่จะขยำยอำณำเขตลงมำอีก เวลำนั้นเจ้ำนำยทำงแคว้น
สุโขทัยที่ถูกลดอำำนำจด้วยกำรปฏิรูปกำรปกครองของสมเด็จ
พระบรมไตร โลกนำถเกิดควำมไม่พอใจอยุธยำ จึงได้ชักนำำให้
พระเจ้ำติโลกรำชยกทัพ มำยึดเมืองศรีสัชนำลัยซึ่งอยู่ในอำำนำจ
55
ของกรุงศรีอยุธยำ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนำถต้องเสด็จกลับไปประทับ
อยู่ที่เมือง สระหลวงพรือพิษณุโลก เพื่อทำำสงครำมกับเชียงใหม่
วงครำมยืดเยื้อยำว นำนอยู่ถึง ๗ ปี ในที่สุดอยุธยำก็ยึดเมือง
ศรีสัชนำลัยกลับคืนมำได้ ตลอดรัชกำลอันยำวนำนของสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนำถ และ สมเด็จพระรำมำธิบดีที่ 2 กรุง
ศรีอยุธยำได้เจริญอย่ำงต่อเนื่องอยู่นำนถึง ๘๑ ปี กำรค้ำกับต่ำง
ประเทศก็เจริญก้ำวหน้ำไปอย่ำงกว้ำงขวำง วัฒน ธรรมก็เฝื่องฟู
ทั้งทำงศำสนำและประเพณีต่ำง ๆ แต่หลังรัชกำลสมเด็จพระ
รำมำธิบดีที่ 2 กำรแย่งชิงอำำนำจภำยใน ก็ทำำให้กรุงศรีอยุธยำ
อ่อนแอลง ขณะเดียวกันที่พม่ำกลับเข้มแข็งขึ้น ควำม
เปลี่ยนแปลงทั้งภำยในและภำยนอกรำชอำณำจักรได้ทำำให้เกิด
สงครำมครั้งใหญ่อย่ำงหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประวัติศำสตร์หน้ำใหม่ อันอำจจะเรียก ได้ว่ำยุคแห่ง
ควำมคับเข็ญยุ่งเหยิงนี้ เริ่มต้นด้วยกำรมำถึงของชำวตะวัน ตก
พร้อม ๆ กับกำรรุกรำนจำกพม่ำ เมื่อวำสโก ตำกำมำ ชำว
โปรตุเกสเดินเรือผ่ำนแหลมกูดโฮปได้ สำำเร็จในรำว พ.ศ.๒๐๐๐
กองเรือของโปรตุเกสก็ทยอยกันมำยังดินแดนฝั่ง ทวีปเอเชีย ใน
ปี พ.ศ. ๒๐๕๔ อัลฟองโซ เดอ อัลบูเควิก ชำวโปรตุเกสก็ยึด
มะละกำได้สำำเร็จ ส่งคณะฑูตของเขำมำยังสยำม คือ ดูอำรต์
เฟอร์นันเดซ ซึ่งถือเป็นชำวตะวันตกคนแรกที่มำถึงแผ่นดิน
สยำม ชำวโปรตุเกสมำพร้อมกับวิทยำกำรสมัยใหม่ ควำมรู้เกี่ยว
กับกำร สร้ำงป้อมปรำกำร อำวุธปืน ทำำให้สมัยต่อมำพระเจ้ำ
ไชยรำชำธิรำชก็ยก ทัพไปตีล้ำนนำได้สำำเร็จ กรุงศรีอยุธยำเป็น
ใหญ่ขึ้น ในขณะที่พม่ำเองในยุคของ พระเจ้ำ ตะเบ็งชะเวตี้ ก็
กำำลังแผ่อิทธิพลลงมำจนยึดเมืองมอญที่หงสำวดีได้ สำำเร็จ
อยุธยำกับพม่ำก็เกิดกำรเผชิญหน้ำกันขึ้น เมื่อพวกมอญจำก
เชียง กรำนที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำำนำจพม่ำหนีมำพึ่งฝั่งไทย พระเจ้ำ
ไชยรำชำธิรำช ยกกองทัพไปขับไล่พม่ำ ยึดเมืองเชียงกรำนคืน
มำได้สำำเร็จ ควำมขัดแย้ง ระหว่ำงไทยกับพม่ำก็เปิดฉำกขึ้น
หลังพระเจ้ำไชยรำชำธิรำชเสด็จสวรรคตเพรำะถูก
ปลงพระชนม์ แผ่นดินอยุธยำก็อ่อนแอลงด้วยกำรแย่งชิงอำำนำจ
พระยอดฟ้ำซึ่งมีพระ ชนม์เพียง ๑๑ พรรษำขึ้นครองรำชย์ได้
56
ไม่ทันไรก็ถูกปลงพระชนม์อีก ในที่ สุดก็ถึงแผ่นดินสมเด็จพระ
มหำจักรพรรดิ พม่ำสบโอกำสยกทัพผ่ำนด่ำนเจดีย์ ๓ องค์ เข้ำ
มำปิดล้อมกรุงศรี อยุธยำ สมเด็จพระมหำจักรพรรดินำำกองทัพ
ออกรับสู้ ในช่วงนี้เองที่หน้ำ ประวัติศำสตร์ได้บันทึกวีรกรรม
ของวีรสตรีพระองค์หนึ่ง คือ สมเด็จพระศรี สุริโยทัย ที่ปลอม
พระองค์ออกรบด้วย และได้ไสช้ำงเข้ำขวำงสมเด็จพระ มหำจักร
พรรดิที่กำำลังเพลี่ยงพลำ้ำ จนถูกฟันสิ้นพระชนม์ขำดคอช้ำง ทุก
วัน นี้อนุสำวรีย์เชิดชูวีรกรรมของพระองค์ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่ำ
อยู่ใจกลำง เมืองพระนครศรีอยุธยำ
ครั้งนั้นเมื่อพม่ำยึดพระนครไม่สำำเร็จ เพรำะไม่
ชำำนำญภูมิ ประเทศ กองทัพพระเจ้ำตะเบ็งชะเวตี้ต้องยกทัพกลับ
ไปในที่สุด ฝ่ำยไทยก็ตระเตรียมกำรป้องกันพระนครเพื่อตั้งรับ
กำรรุกรำน ของพม่ำที่จะมีมำอีก กำรเตรียมกำำลังผู้คน กำร
คล้องช้ำงเพื่อจัดหำช้ำงไว้ เป็นพำหนะสำำคัญในกำรทำำศึกครั้งนี้
ทำำให้มีกำรพบช้ำงเผือกถึง ๗ เชือก อันเป็นบุญบำรมีสูงสุดของ
พระมหำกษัตริย์ แต่นั่นกลับนำำมำซึ่งสงครำม ยืดเยื้อยำวนำนอยู่
นับสิบปี
พระเจ้ำบุเรงนอง ผู้นำำพม่ำคนใหม่อ้ำงเหตุกำรณ์
ต้องกำรช้ำงเผือกที่สมเด็จพระมหำจักรพรรดิมีอยู่ถึง ๗ เชือก
ยกทัพมำทำำสงครำมกับ กรุงศรีอยุธยำอีกครั้ง แล้วไทยก็เสียกรุง
แก่พม่ำเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๑๑๒ ช้ำงเผือกอัน เป็นสำเหตุ
ของสงครำมก็ถูกกวำดต้อนไปพร้อมกับผู้คนจำำนวนมำก พระ
นเรศวรและพระเอกำทศรถ พระโอรสของพระมหำธรรมรำชำที่
พม่ำตั้งให้ เป็นกษัตริย์ปกครองอยุธยำต่อไปในฐำนะเมือง
ประเทศรำชก็ทรงถูกบังคับ ให้ต้องไปด้วย
กรุงศรีอยุธยำเป็นเมืองขึ้นของพม่ำในครั้งนี้อยู่ถึง ๑๕
ปี พระ นเรศวรก็ประกำศอิสรภำพ เมื่อสมเด็จพระนเรศวร
ประกำศอิสรภำพแล้ว กองทัพพม่ำนำำโดย พระมหำอุปรำชก็คุม
ทัพลงมำปรำบ สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตั้งที่ ตำำบลหนอง
สำหร่ำย จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วกำรรบครั้งยิ่งใหญ่ก็อุบัติขึ้น
สมเด็จพระนเรศวรทรงทำำยุทธหัตถีจนได้ชัยชนะ พระมหำ
อุปรำชถูกฟัน สิ้นพระชนม์ขำดคอช้ำง เป็นผลให้กองทัพพม่ำ
ต้องแตกพ่ำยกลับไป
57
ยุคสมัยของสมเด็จพระนเรศวร กรุงศรีอยุธยำเป็นปึก
แผ่นมั่นคง ศัตรูทำงพม่ำอ่อนแอลง ขณะเดียวกันเขมรก็ถูกปรำบ
ปรำมจนสงบ ควำม มั่นคงทำงเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นตำมมำ อันส่ง
ผลให้กรุงศรีอยุธยำกลำยเป็น อำณำจักรที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด ตำม
คำำกล่ำวของชำวยุโรปที่หลั่งไหลเข้ำมำ ติดต่อค้ำขำยในช่วง
เวลำดังกล่ำว
นับตั้งแต่สมัยพระนเรศวรเป็นต้นมำ กรุงศรี อยุธยำก็
กลำยเป็นศูนย์กลำงกำรค้ำทั้งในและนอกประเทศ มีผู้คนเดิน
ทำง เข้ำมำติดต่อค้ำขำยเป็นจำำนวนมำกต่ำงก็ชื่นชมเมืองที่โอบ
ล้อมไปด้วยแม่ นำ้ำลำำคลอง ผู้คนสัญจรไปมำโดยใช้เรือเป็น
พำหนะ จึงพำกันเรียกพระ นครแห่งนี้ว่ำ
เวนิสตะวันออก
หลังจำกโปรตุเกสเข้ำมำติดต่อค้ำขำยเป็นชำติแรก
แล้ว ฮอลันดำ ญี่ปุ่นและอังกฤษก็ตำมเข้ำมำ ทั้งนี้ไม่นับจีนซึ่ง
ค้ำขำยกับกรุงศรีอยุธยำ อยู่ก่อนแล้ว ชนชำติต่ำง ๆ เหล่ำนี้ได้
รับกำรจัดสรรที่ดินให้อยู่เป็นย่ำน เฉพำะ ดังปรำกฏชื่อบ้ำน
โปรตุเกส บ้ำนญี่ปุ่นและบ้ำนฮอลันดำมำจน ปัจจุบัน
บันทึกของชำวฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งบำทหลวงปำลเลอ
กัวซ์ได้คัด ลอกมำ เล่ำถึงพระนครศรีอยุธยำในสมัยนั้นไว้ว่ำ
เป็นพระนครที่มีผู้คนต่ำงชำติต่ำงภำษำรวมกันอยู่ ดูเหมือนเป็น
ศูนย์กลำงกำรค้ำขำยในโลก ได้ยินผู้คนพูดภำษำต่ำง ๆ ทุก
ภำษำ
ในบรรดำชำวต่ำงชำติที่มำค้ำขำยกับอยุธยำในยุค
แรกนั้น ญี่ปุ่น กลับเป็นชำติที่มีอิทธิพลมำกที่สุด ยำมำดะ นำงำ
มำซะ ชำวญี่ปุ่นได้รับ ควำมไว้วำงใจถึงขั้นได้ดำำรงตำำแหน่ง
ขุนนำงในรำชสำำนักของพระเอกำทศ รถ มียศเรียกว่ำ ออกญำ
เสนำภิมุข ต่อมำได้ก่อควำมยุ่งยำกขึ้นจนหมดอิทธิพลไปใน
ที่สุด
แม้จะมีชนชำติต่ำง ๆ เข้ำมำค้ำขำยด้วยมำกมำย แต่
กรุงศรี อยุธยำก็ดูเหมือนจะผูกพันกำรค้ำกับจีนไว้อย่ำงเหนียว
แน่น จีนเองก็ส่ง เสริมให้อยุธยำผลิตเครื่องปั้นดินเผำโดยเฉพำะ
เครื่องสังคโลก เพื่อส่งออก ไปยังตะวันออกกลำงและหมู่เกำะใน
แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
58
กำรค้ำขำยต่ำง ๆ เหล่ำนี้ทำำให้กรุงศรีอยุธยำมี
กำรเก็บภำษีที่ เรียกว่ำ ขนอน มีด่ำนขนอนซึ่งเป็นด่ำนเก็บภำษี
อยู่ตำมลำำนำ้ำใหญ่ทั้ง ๔ ทิศ และยังมีขนอนบกคอยเก็บภำษีที่มำ
ทำงบกอีกต่ำงหำก นอกเหนือจำกควำมเป็นเมืองท่ำแล้ว อยุธยำ
ยังเป็นชุมทำงกำร ค้ำภำยในอีกด้วย ตลำดกว่ำ ๖๐ แห่งใน
พระนคร มีทั้งตลำดนำ้ำ ตลำดบก และยังมีย่ำนต่ำง ๆ ที่ผลิต
สินค้ำด้วยควำมชำำนำญเฉพำะด้ำน มีย่ำนที่ ผลิตนำ้ำมันงำ ย่ำน
ทำำมีด ย่ำนปั้นหม้อ ย่ำนทำำแป้งหอมธูปกระแจะ ฯลฯ
คูคลองต่ำง ๆ ในอยุธยำได้สร้ำงสังคมชำวนำ้ำขึ้นพร้อม
ไปกับวิถี ชีวิตแบบเกษตรกรรม เมื่อถึงหน้ำนำ้ำก็มีกำรเล่นเพลง
เรือเป็นที่สนุกสนำน เมื่อเสร็จหน้ำนำก็มีกำรทอดกฐิน ลอย
กระทง งำนรื่นเริงต่ำง ๆ ของชำว บ้ำนมักทำำควบคู่ไปกับพิธีกำร
ของชำววัง เช่น พระรำชพิธีจองเปรียญตำม พระประทีป ซึ่งต่อ
มำเปลี่ยนชื่อเป็นลอยกระทงทรงประทีป พระรำชพิธี สงกรำนต์
พระรำชพิธีแรกนำขวัญ พิธีกรรมเหล่ำนี้สะท้อนวิถีชีวิตของชำว
อยุธยำที่ผูกพันอยู่กับธรรมชำติแม่นำ้ำลำำคลองอย่ำงเหนียวแน่น
อยุธยำเจริญขึ้นมำโดยตลอด กำรค้ำสร้ำงควำมมั่งคั่งให้พระ
คลัง ที่มีสิทธิ์ซื้อสินค้ำจำกเรือสินค้ำต่ำงประเทศทุกลำำได้ก่อน
โดยไม่เสียภำษี ควำมมั่งคั่งของรำชสำำนักนำำไปสู่กำรสร้ำงวัดวำ
อำรำมต่ำง ๆ กำรทำำนุ บำำรุงศำสนำและกำรก่อสร้ำงพระรำชวัง
ให้ใหญ่โตสง่ำงำม
ในสำยตำของชำวต่ำงประเทศแล้ว กรุงศรีอยุธยำเป็นมหำนคร
อันยิ่งใหญ่ ที่มีพระรำชวังเป็นศูนย์กลำง โยสเซำเต็น พ่อค้ำชำว
ฮอลันดำที่ เข้ำมำยังกรุงศรีอยุธยำในสมัยสมเด็จพรเจ้ำปรำสำท
ทองได้บันทึกไว้ว่ำ กรุงศรีอยุธยำเป็นครที่ใหญ่โตโอ่อ่ำวิจิตร
พิสดำร และพระมหำกษัตริย์ สยำมเป็นบุคคลที่รำ่ำรวยที่สุดใน
ภำคตะวันออกนี้
พระนครแห่งนี้ ภำยนอกอำจดูสงบงดงำมและร่มเย็นจำก
สำยตำ ของคนภำยนอก แต่แท้จริงแล้วบัลลังก์แห่งอำำนำจ
ภำยในของกรุงศรี อยุธยำไม่เคยสงบ เมื่อสมเด็จพระเอกำทศรถ
เสด็จสวรรคต กำรแย่งชิงอำำนำจได้ ดำำเนินมำอย่ำงต่อเนื่อง
จนถึงปี พ.ศ. ๒๑๗๒ รำชวงศ์สุโขทัยที่ครองรำชย์ สืบต่อกันมำ
ตั้งแต่สมัยของพระมหำธรรมรำชำก็ถูกโค่นล้ม พระเจ้ำ ปรำสำท
59
ทองเสด็จขึ้นครองรำชย์ และสถำปนำรำชวงศ์ปรำสำททองขึ้น
ใหม่
แม้จะครองบัลลังก์จำกกำรโค่นล้มรำชวงศ์อื่นลง ยุคสมัย
ของ พระองค์และสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำชที่ยำวนำนถึง ๖๐
ปีนั้น กลับ เรียกได้ว่ำเป็นช่วงเวลำที่กรุงศรีอยุธยำเจริญรุ่งเรือง
ถึงขีดสุด พระเจ้ำปรำสำททองทรงมุ่งพัฒนำบ้ำนเมืองทั้งทำง
ด้ำนศิลป กรรมและกำรค้ำกับต่ำงประเทศ ทรงโปรดให้สร้ำงวัด
ไชยวัฒนำรำมริมฝั่ง แม่นำ้ำเจ้ำพระยำขึ้นด้วยคติเขำพระสุเมรุ
จำำลอง อันเป็นแบบอย่ำงที่ได้รับ อิทธิพลมำจำกปรำสำทขอม
พร้อมกันนี้ก็ได้มีกำรคิดค้นรูปแบบทำงศิลป กรรมใหม่ ๆ ขึ้น
เช่นพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง พระพุทธรูปทรงเครื่องแบบ
อยุธยำอันงดงำมก็ได้รับกำรฟื้นฟูขึ้นมำในสมัยนี้
ทำงด้ำนกำรค้ำกับต่ำงประเทศ หลังจำกที่โปรตุเกส
เข้ำมำค้ำ ขำยกับกรุงศรีอยุธยำจนทำำให้เมืองลิสบอนของ
โปรตุเกสกลำยเป็นศูนย์ กลำงกำรค้ำเครื่องเทศและพริกไทยใน
ยุโรปนำนเกือบศตวรรษแล้ว ฮอลันดำจึงเริ่มเข้ำมำสร้ำงอิทธิพล
แข่ง กรุงศรีอยุธยำสร้ำงไมตรีด้วยกำรให้สิทธิพิเศษบำงอย่ำงแก่
พวก ดัตช์ เพื่อถ่งดุลกับชำวโปรตุเกสที่เนิ่มก้ำวร้ำวและเรียกร้อง
สิทธิพิเศษเพิ่มขึ้นทุกขณะ
พอถึงสมัยพระเจ้ำปรำสำททอง กำรค้ำของฮอลันดำเจริญ
รุ่งเรือง ขึ้นมำก จึงเริ่มแสดงอิทธิพลบีบคั้นไทย ประกอบกับพระ
คลังในสมัยนั้นได้ ดำำเนินกำรผูกขำดสินค้ำหลำยชนิด รวมทั้ง
หนังสัตว์ที่เป็นสินค้ำหลักของ ชำวดัตช์ ทำำให้เกิดควำมไม่พอใจ
ถึงขั้นจะใช้กำำลังกันขึ้น
ถึงสมัยของสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช ฮอลันดำก็
คุกคำมหนัก ขึ้น ในที่สุดก็เข้ำยึดเรือสินค้ำของพระนำรำยณ์ที่
ชักธงโปรตุเกสในอ่ำวตังเกี๋ย ต่อมำไม่นำนก็นำำเรือ ๒ ลำำเข้ำมำ
ปิดอ่ำวไทย เรียกร้องไม่ให้จ้ำงชำว จีน ญี่ปุ่น และญวนในเรือ
สินค้ำของอยุธยำ เพื่อปิดทำงไม่ให้อยุธยำค้ำ ขำยแข่งด้วย มี
กำรเจรจำกันในท้ำยที่สุด ซึ่งผลจำกกำรเจรจำนี้ทำำให้ ฮอลันดำ
ได้สิทธิ์ผูกขำดหนังสัตว์อย่ำงเดิม
เพื่อถ่วงดุลอำำนำจกับฮอลันดที่นับวันจะเพิ่มขึ้นทุก
ขณะ สมเด็จพระนำรำยณ์จึงหัน ไปเอำใจอังกฤษกับฝรั่งเศส
60
แทน ในช่วงนี้เองควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกรุงสยำมกับ ฝรั่งเศส
เจริญรุ่งเรืองอย่ำงที่สุด บุคคลผู้หนึ่งที่ก้ำวเข้ำมำในช่วงนี้และต่อ
ไปจะได้มี บทบำทอย่ำงมำกในรำชสำำนักสยำม ก็คือ คอนแสตน
ติน ฟอลคอน
ฟอลคอนเป็นชำวกรีกที่เข้ำมำรับรำชกำรในแผ่นดิน
สมเด็จพระนำรำยณ์รำวกลำง รัชสมัย และเจริญก้ำวหน้ำจนขึ้น
เป็นพระยำวิชำเยนทร์ในเวลำอันรวดเร็ว เวลำเดียว กันกับที่
ฟอลคอนก้ำวขึ้นมำมีอำำนำจในรำชสำำนักไทย ฝรั่งเศสในรำช
สำำนักของพระเจ้ำหลุยส์ที่ ๑๔ ที่เข้ำมำติดต่อกำรค้ำและเผยแพร่
ศำสนำก็พยำยำมเกลี้ยกล่อม ให้สมเด็จพระนำรำยณ์หันมำเข้ำ
รีตนิกกำยโรมันคำทอลิกตำมอย่ำงประเทศฝรั่งเศส
ในช่วงเวลำนี้ได้มีกำรส่งคณะทูตสยำมเดินทำงไป
ฝรั่งเศสเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ทำงฝรั่งเศสเองก็ส่งคณะทูตเข้ำ
มำในสยำมบ่อยครั้ง โดยมีจุดประสงค์หลักคือชัก ชวนให้พระ
นำรำยณ์ทรงเข้ำรีต ฟอลคอนเองซึ่งเปลี่ยนมำนับถือนิกำย
โรมันคำทอลิกตำมภรรยำได้สมคบกับฝรั่งเศสคิดจะเปลี่ยนแผ่น
ดินสยำมให้เป็น เมืองขึ้นของฝรั่งเศส ดังเช่นใน พ.ศ. ๒๒๒๘
โดยรำชทูตเชอวำเลีย เดอโชมองต์, ปี พ.ศ. ๒๒๓๐ โดยลำลู
แบร์ ก็กลับไม่ประสบควำมสำำเร็จในกำรเปลี่ยนให้พระเจ้ำแผ่น
ดินสยำมหันมำเข้ำรีต ไม่นำนชำวสยำมก็เริ่มชิงชังฟอลคอน
มำกขึ้น อิทธิพลของฟอลคอนที่มีต่อรำช สำำนักสยำมก็เพิ่มมำก
ขึ้นทุกวัน ปี พ.ศ. ๒๒๓๑ สมเด็จพระนำรำยณ์ทรงประชวร หนัก
ไม่สำมำรถว่ำรำชกำลได้ มีรับสั่งให้ฟอลคอนรีบลำออกจำก
รำชกำรและไป เสียจำกเมืองไทย แต่ก็ช้ำไปด้วยเกิดควำม
วุ่นวำยขึ้นเสียก่อน พระเพทรำชำและ คณะผู้ไม่พอใจฝรั่งเศส
จับฟอลคอนไปประหำรชีวิต เมื่อสมเด็จพระนำรำยณ์เสด็จ
สวรรคตในเดือนต่อมำพระเพทรำชำก็เสด็จขึ้นเถลิงรำชสมบัติ
แทน
กำรเข้ำมำของยุโรปจำำนวนมำกในสมัยของสมเด็จพระเจ้ำ
ปรำสำททองและสมเด็จ พระนำรำยณ์ นอกจำกจะทำำให้บ้ำน
เมืองมีควำมมั่งคั่งแล้ว ยังก้ำวหน้ำไปด้วยวิทยำ กำรสมัยใหม่ทั้ง
ทำงด้ำนสถำปัตยกรรม กำรแพทย์ ดำรำศำสตร์ กำรทหำร มี
กำร ก่อสร้ำงอำคำร ป้อมปรำกำร พระที่นั่งในพระรำชวังเพิ่ม
61
เติมด้วยเทคโนโลยีแบบ ตะวันตก นอกจำกนี้ภำพวำดของชำว
ตะวันตกยังแสดงให้เห็นว่ำมีกำรส่องกล้องดู ดำวในสมัยสมเด็จ
พระนำรำยณ์ด้วย
เมื่อสิ้นรัชกำลสมเด็จพระนำรำยณ์ ควำมขัดแย้งภำยใน
เมื่องจำกกำรแย่งชิงรำช สมบัติเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลำ ทำำให้กำร
ติดต่อกับต่ำงประเทศซบเซำลงไป ตั้งแต่รัช สมัยสมเด็จพระเพท
รำชำจนถึงพระเจ้ำท้ำยสระ มีกำรก่อสร้ำงสิ่งใหม่ๆเพียงไม่กี่
อย่ำง
ครั้นถึงสมัยพระเจ้ำบรมโกศ บ้ำนเมืองก็กลับเจริญ
รุ่งเรืองขึ้นมำอีกครั้งในช่วง ระยะเวลำหนึ่ง จนกล่ำวได้ว่ำยุค
สมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของศิลปวิทยำ กำรอย่ำงแท้จริง
ก่อนที่กรุงศรีอยุธยำจะตกตำ่ำไปจนถึงกำลล่มสลำย
ในรัชกำลนี้ได้มีกำรบูรณปฏิสังขรณ์พระรำชวังและ
วัดวำอำรำมต่ำงๆ ศิลปกรรม เฟื่องฟูขึ้นมำอย่ำงมำกทั้งในด้ำน
ลวดลำยปูนปั้น กำรลงรักปิดทอง กำรช่ำงประดับ มุก กำรแกะ
สลักประตูไม้ ทำงด้ำนวรรณคดีก็มีกวีเกิดขึ้นหลำยคน ที่โดเด่น
และ เป็นที่รู้จักคือ เจ้ำฟ้ำธรรมำธิเบศร ผู้นิพนธ์กำพย์เห่เรือ ส่วย
กำรมหรสพก็มีกำรฟื้น ฟูบทละครนอกละครในขึ้นมำเล่นกัน
อย่ำงกว้ำงขวำง กรุงศรีอยุธยำถูกขับกล่อม ด้วยเสียงดนตรัและ
ควำมรื่นเริงอยู่ตลอดเวลำ
แต่ท่ำมกลำงควำมสงบสุขและรุ่งเรืองทำงศิลปวัฒนธรรม
ควำมขัดแย้งค่อยๆ ก่อตัวขึ้น กำรแย่งอำำนำจทั้งในหมู่พระ
รำชวงศ์ ขุนนำง ทำำให้อีกไม่ถึง ๑๐ ปีต่อ มำกรุงศรีอยุธยำก็เสีย
แก่พพม่ำในสมัยของพระเจ้ำเอกทัศน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐
กรุงศรีอยุธยำในสมัยของพระเจ้ำบรมโกศจนถึงสมัยของ
พระเจ้ำเอกทัศน์นั้น คล้ำยกับพลุที่จุดขึ้นสว่ำงโร่บนท้องฟ้ำชั่ว
เวลำเพียงไม่นำนแล้วก็ดับวูบลงทันที วันกรุงแตกเมื่อ ๗
เมษำยน พ.ศ. ๒๓๑๐ เล่ำกัยว่ำในกำำแพงเมืองมีผู้คนหนีพม่ำ มำ
แออัดอยู่นับแสนคน ปรำกฏว่ำได้ถูกพม่ำฆ่ำตำยไปเสียกว่ำครึ่ง
ที่เหลือก็หนี ไปอยู่ตำมป่ำตำมเขำ พม่ำได้ปล้นสะดม เผำบ้ำน
เรือน พระรำชวังและวัดวำอำรำม ต่ำงๆจนหมดสิ้น นอกจำกนี้ยัง
หลอมเอำทองที่องค์พระและกวำดต้อนผู้คนกลับ ไปจำำนวนมำก
อำรยธรรมที่สั่งสมมำกว่ำ ๔๐๐ ปี ของกรุงศรีอยุธยำก็ถูกทำำลำย
62
ลงอย่ำงรำบคำบเมื่อสิ้นสงกรำนต์ปีนั้น
หลังจำกกรุงแตกแล้วพม่ำก็มิได้เข้ำมำปกครองสยำม
อย่ำงเต็มตัว คงทิ้งให้สุกี้ พระนำยกองตั้งอยู่ที่ค่ำยโพธิ์สำมต้น
เพื่อดูแลควำมสงบเรียบร้อย สภำพบ้ำน เมืองหลังจำกเสียแก่
พม่ำแล้วก็มีชุมนุมเกิดขึ้นตำมหัวเมืองต่ำง ได้แก่ ชุมนุม เจ้ำฝำง
ชุมนุมเจ้ำตำก ชุมนุมเจ้ำพิษณุโลก ชุมนุมเจ้ำนครศรีธรรมรำช
ที่ต่ำง ก็ซ่องสุมผู้คนเพื่อเตรียมแผนกำรใหญ่
ในบรรดำชุมนุมใหญ่น้อยเหล่ำนี้ ชุมนุมพระเจ้ำตำกได้
เติบโตเข้มแข็งขึ้นเมื่อ ยึดได้เมืองจันทบุรี กองทัพพระเจ้ำตำก
ใช้เวลำหลำยเดือนในกำรรวบรวมผู้ คนตระเตรียมเรือรบ แล้ว
จึงเดินทัพทำงทะเลขึ้นมำจนถึงเมืองธนบุรี เข้ำยึด เมืองธนบุรีได้
แล้ว ไม่นำนก็ตีค่ำยพม่ำที่โพธิ์สำมต้นแตกในวันที่ ๗
พฤศจิกำยน พ.ศ. ๒๓๑๐ นับรวมเวลำในกำรกอบกู้เอกรำชไม่
ถึงหนึ่งปี สมดังคำำที่ว่ำ "กรุง ศรีอยุธยำไม่สิ้นคนดี"
กรุงศรีอยุธยำเป็นรำชธำนีไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึง พ.ศ.
๒๓๑๐ นับเป็นเวลำยำวนำนถึง ๔๑๗ ปี มีกวีและวรรณคดี
จำำนวนมำก วรรณคดีแต่ละเรื่องล้วนมีคุณค่ำเป็นมรดกสมควร
รักษำไว้ตลอดไป ในที่นี้จะกล่ำวถึงวรรณคดีบำงฉบับ คือ ลิลิต
ยวนพ่ำย ลิลิตพระลอ สมุทรโฆษคำำฉันท์ โคลงกำำสรวล และบท
เห่เรือของเจ้ำฟ้ำธรรมำธิเบศร์
ลิลิตยวนพ่ำย
กวีนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ
สันนิษฐำนว่ำ แต่งในรัชสมัยสมเด็จ
พระรำมำธิบดีที่ ๒ (ประมำณ พ.ศ. ๒๐๓๔ – ๒๐๗๒) พระ
รำชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ เนื้อเรื่องกล่ำวถึงพระ
รำชประวัติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ ตั้งแต่ ประสูติจนถึง
กำรขึ้นเถลิงถวัลยรำชสมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยำ เล่ำถึงพระปรีชำ
สำมำรถในด้ำนกำรปกครอง กำรทหำร และกำรศำสนำ
จุดสำำคัญที่สุดของเนื้อเรื่องคือ กำรทำำสงครำมกับยวนหรือ
เชียงใหม่ ซึ่งยกทัพมำตีหัวเมืองทำงเหนือจนตีสุโขทัยได้ แล้ว
ยกทัพต่อลงมำจะตีพิษณุโลก และกำำแพงเพชร ดังนั้น สมเด็จ
63
พระบรมไตรโลกนำถจึงทรงยกทัพไปปรำบหลำยครั้ง กว่ำจะได้
รับชัยชนะ
กวีนิพนธ์ลิลิตยวนพ่ำย แต่งด้วยรูปแบบคำำประพันธ์ ร่ำย
ดั้นและโคลงดั้นบำทกุญชร ใช้ภำษำที่ประณีตงดงำม ศัพท์สูงส่ง
วิจิตร เต็มไปด้วยชั้นเชิงสูงด้ำนกำรใช้ภำษำ สมเด็จพระเจ้ำบรม
วงศ์เธอ กรมพระยำดำำรงรำชำนุภำพทรงกล่ำวถึงลิลิตยวนพ่ำย
ว่ำ
"นับว่ำเป็นหนังสือที่แต่งดีอย่ำงเอกในภำษำไทยเรื่อง
หนึ่ง เป็นพงศำวดำรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนำถ เมื่อครั้งพระเจ้ำติโลกรำช (กษัตริย์) เมือง
เชียงใหม่ลงมำตีหัวเมืองฝ่ำยเหนือ (สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนำถทรงพยำยำมทำำสงครำมจนมีชัยชนะ เอำหัว
เมืองฝ่ำยเหนือเหล่ำนั้นคืนมำได้จึงเรียกว่ำ ยวนพ่ำย"
ลิลิตยวนพ่ำย เป็นวรรณคดีประเภทสดุดีวีรกรรมของพระ
มหำกษัตริย์ จัดเป็นวรรณคดีประวัติศำสตร์
ท่วงทำำนองกำรแต่ง แต่งเป็นลิลิตดั้น กล่ำวคือเป็นร่ำยดั้น
และโคลงดั้น บำทกุญชร ต่อมำไม่ใช่คำำว่ำ ลิลิต เรียกแทน
ลักษณะกำรประพันธ์ดังกล่ำว เพรำะกำรแต่งไม่ได้มีร่ำยดั้น
ประกอบทุกบท มีเพียงร่ำยดั้นนำำเพียงตอนแรกเท่ำนั้นจึงเรียกว่ำ
ยวนพ่ำยโคลงดั้น
ควำมมุ่งหมำยของกำรแต่ง คือ เพื่อยอพระเกียรติพระมหำ
กษัตริย์
ควำมหมำยของคำำว่ำ “ลิลิต” พจพนำนุกรมฉบับรำช
บัณฑิยสถำน ๒๕๒๕ (๒๕๓๘: ๗๓๕) ให้คำำนิยำมไว้ว่ำ “คำำ
ประพันธ์ ซึ่งใช้โคลงและร่ำยสัมผัสกัน” ในด้ำนเนื้อหำเป็นกำร
สดุดีวีรกรรมพระมหำกษัตริย์
ควำมหมำยของคำำว่ำ “ยวน” คำำว่ำ ยวน ในที่นี้หมำยถึงคน
ล้ำนนำ เพี้ยนมำจำก โยน หรือ โยนก เรียกกันสำมัญว่ำไท-ยวน
ได้แก่ คนไทยถิ่นเหนือนั่นเอง
64
เหตุกำรณ์ทำงประวัติศำสตร์และเนื้อหำ กล่ำวถึงสงครำม
ระหว่ำงไทยใต้ (อยุธยำ) และไทยเหนือ (ล้ำนนำ) กล่ำวโดย
สรุปดังนี้
๑. เป็นโครงดั้นยอพระเกียรติ สมเด็จพระบรมไตรโลก
นำถ ๖๐ บท คือ โครงบทที่ ๑-๖๐
กล่ำวถึงเหตุกำรณ์สมัยพระรำชบิดำของสมเด็จพระบรมไตรโลก
นำถยกทัพไปรบเขมร พระองค์ประสูติตอนที่พระรำชบิดำ
ประชุมพล พระรำชบิดำปรำบเขมรได้ พระรำชบิดำสวรรคต
พระองค์ขึ้นเสวยรำช
๑.๑ โคลงบทที่ ๖๑-๑๑๒ กล่ำวถึงเจ้ำเมืองพิษณุโลก
เอำใจออกห่ำงจำกกรุงศรี
อยุธยำไปติดต่อกับพระเจ้ำติโลกรำชเจ้ำเมืองเชียงใหม่ สมเด็จ
พระบรมไตรโลกนำถจึงยกทัพไปตีและปรำบปรำมมำจนสงบ
(ยวนพ่ำย) เสด็จประทับที่เมืองพิษณุโลก ทรงทำำนุบำำรุง
พระพุทธศำสนำส่งพระรำชบุตรไปลังกำ นิมนต์พระเถระมำเผย
แพร่พุทธศำสนำ พระองค์ทรงผนวชและสร้ำงวัดพุทธไธศวรรย์
๑.๒ โคลงตั้งแต่บทที่ ๑๑๓ เป็นต้นไป กล่ำวถึง
พระเจ้ำติโลกรำชแต่งตั้งหมื่นด้ง
นครเป็นเจ้ำเชียงชื่น จำกนั้นพระเจ้ำติโลกรำชเสียจริตประหำร
ชีวิตรำชบุตร และเรียกหมื่นด้งนครไปเชียงใหม่และประหำร
ชีวิต ภรรยำหมื่นด้งนครแค้นใจ ได้ขอให้สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนำถช่วย จึงเกิดสงครำมระหว่ำงกรุงศรีอยุธยำกับ
เชียงใหม่ (ยวนพ่ำย)อีกครั้ง โคลงตั้งแต่บทที่ 290 – 365
เป็นกำรยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ
ลักษณะคำำประพันธ์และภำษำที่ใช้
เป็นร่ำยดั้น ๒ ตอน และโคลงดั้นบำทกุญชร จำำนวน ๓๖๕
บท ภำษำที่ใช้เป็นภำษำไทยโบรำณ เขมรและสันสกฤต – บำลี
จำำนวนมำก อ่ำนเข้ำใจยำก แต่มีควำมไพเรำะ หนักแน่นและ
ประณีตบรรจง
ลิลิตยวนพ่ำย มีปรำกฏหลักฐำนมำจนทุกวันนี้ ยังมีควำม
สมบูรณ์ มีขนบแต่งเหมือนวรรณคดีบำงเรื่อง ถ้อยคำำที่ใช้ใน
65
โบรำณและคำำสันสกฤตส่วนมำก ถ้อยคำำเหล่ำนี้ยังไม่ถูก
ดัดแปลงแก้ไขจำกคนชั้นหลัง จึงเป็นประโยชน์แก่กำรศึกษำ
ด้ำนภำษำอย่ำงมำก ถึงแม้จะใช้ถ้อยคำำสำำนวนที่เข้ำใจยำก
และเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับกำรรบทัพจับศึก แต่ลิลิต เรื่องนี้ก็ยังมี
ลักษณะวรรณคดีดีเด่นเพรำะใช้ถ้อยคำำไพเรำะ โวหำรพรรณนำ
ที่ ก่อให้เกิดจินตภำพ ให้อำรมณ์ชื่นชมยินดีในบุญญำธิกำรของ
พระเจ้ำแผ่นดิน และควำมรุ่งเรืองของบ้ำนเมือง อันเป็นลักษณะ
สำำคัญของวรรณคดีประเภท สดุดีควำมดีเด่นของลิลิตยวนพ่ำย
ทำำให้กวีภำยหลังถือเป็นแบบอย่ำง เช่น สมเด็จพระมหำสมณเจ้ำ
กรมพระยำ ปรมำนุชิตชิโนรสทรงนิพนธ์ลิลิตตะเลงพ่ำย เพื่อ
สดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช
เนื้อเรื่องย่อ
ตอนต้นกล่ำวนมัสกำรพระพุทธเจ้ำและนำำหัวข้อธรรมมำ
แจกแจงทำำนองยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถว่ำ ทรง
คุณธรรมข้อนั้น ๆ กล่ำวถึงพระรำชประวัติ ตั้งแต่ประสูติจนได้
รำชสมบัติ ต่อมำเจ้ำเมืองเชียงชื่น(เชลียง) เอำใจออกห่ำง นำำ
ทัพเชียงใหม่มำตีเมืองชัยนำท แต่ถูกสมเด็จพระบรมไตรโลก
นำถตีแตกกลับไป และยึดเมืองสุโขทัยคืนมำได้ แล้วประทับอยู่
เมืองพิษณุโลก เสด็จออกบวชชั่วระยะหนึ่ง ต่อจำกนั้นกล่ำวถึง
กำรทำำสงครำมกับ เชียงใหม่อย่ำงละเอียดครั้งหนึ่ง แล้วบรรยำย
เหตุกำรณ์ทำงเชียงใหม่ ว่ำพระเจ้ำติโลกรำชเสียพระจริต
ประหำรชีวิตหนำนบุญเรืองรำชบุตร และหมื่นดังนครเจ้ำเมือง
เชียงชื่น ภรรยำหมื่นดังนครไม่พอใจ จึงมีสำรมำพึ่งพระบรม
โพธิสมภำรของสมเด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถและขอกอง
ทัพไปช่วย พระเจ้ำติโลกรำชทรงยอทัพมำป้องกันเมืองเชียงชื่น
เสร็จแล้วเสด็จกลับไปรักษำเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนำถทรงกรีธำทัพหลวงขึ้นไปรบตีเชียงใหม่ พ่ำยไปได้
เมืองเชียวชื่น ตอนสุดท้ำยสรรเสริญพระบำรมีสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนำถอีกครั้งหนึ่ง
เนื้อหำคำำประพันธ์
ร่ำย
66
๏ ศรีสิทธิสวัสดิ ชยัศดุมงคล วิมลวิบูลย์ อดูลยำดิเรก เอก
ภูธรกรกช ทสนัขสมุชลิต วิกสิตสโรโชดม บรมนบอภิวำท บำ
ทรโชพระโคดม สำนุพระสัทธรรมำทิตย์ บพิตรมหิทธิมเหำฬำร
มหำนดำทธยำศรย หฤทยธวรงค์ ทรงทวดึงษมหำบุรุษลักษณ์
อัครอัษโฎษดร บวรสัตมงคล อนนตญำณอเนก อเศกษำอภิต
อสิตยำนุพยญชนพิรญชิต ฉำยฉัพพิธรังษี พยงรพีพรรณ จันทร
โกฏิ โชติสหัสชัชวำล วิศำลแสงรุ่งเร้ำ เท้ำหกท้องฟ้ำหล้ำสี่สบ
ดำรนพมณฑล สรณำภิวนทนสัทธรรมำคม อุดำมำภิวันทน
อรรษฎำรยำภิวำท อำทิยุคขุกเข็ญ เป็นกรลีกรลำำพรธรณิดล จล
พิจลต่ำงต่ำง พ่ำงจะขวำ้ำทั้งสี่หล้ำ ฟ้ำทังหกพกหงำย รสำยสยบ
ภพมณฑลในกษษนั้น บั้นพรหมพิษณุ อิศวรอดุลเดช เหตบพิตร
คิดกรุณำประชำรำษฎร อยยวจพินำศทังมูล สูญภพสบสิง ธจิ่ง
แกล้งแส้งสรวบ รวบเอำอัษเฎำมูรรดิมำมิศร ด้วยบพิตรเสร็จ ก็
เสด็จมำอุบัติในกระษัตรี ทวีดิวงษพงษอภิชำต รงับรำชรีปู ชู
แผ่นดินให้หงำย ทำยแผ่นฟ้ำบให้ขวำ้ำ ลำ้ำกรัณธรัตนวัดถวี ตรี
โลกยบให้อูน หนุนพระพุทธศำสนให้ตรง ดำำรงกรษัตรให้กร
สำนต์ ประหำรทุกขให้กษย ไขยเกษตรให้เกษม เปรมใจรำษฎร
นิกร กำำจรยศโยค ดิลกโลกยอำศรย ชยชยนฤเบนทรำทรงเดช
ฤๅลงดินฟ้ำฟุ้งข่ำวขจร ฯ
โคลงสี่
๏ พรหมพิษณุบรเมศรเจ้ำ จอมเมรุ มำศแฮ
ยำำเมศมำรุตอร อำศนม้ำ
พรุณคนิกุเพนทรำ สูรเสพย
เรืองรวีวรจ้ำ แจ่มจันทร ฯ
๏ เอกำทสเทพแส้ง เอำองค์ มำฤๅ
เป็นพระศรีสรรเพชญ ที่อ้ำง
พระเสด็จดำำรงรักษ ล้ยงโลกย ไส้แฮ
ทุกเทพทุกท้ำวไหงว้ ช่วยไชย ฯ
๏ พระมำมลำยโศกหล้ำ เหลึอศุข
มำตรยกไตรภพฤๅ รำ่ำได้
พระมำบันเทำทุกข ทุกสิ่ง เสบอยแฮ
ทุกเทศทุกท้ำวไท้ นอบเนึอง ฯ
๏ พระมำยศยิ่งฟ้ำ ดินชม ชื่นแฮ
67
มำแต่งไตรรัตนเรือง รอบหล้ำ
พระมำสมสำภำร เพญโพธ ไส้แฮ
ใครแข่งใครข้องถ้ำ ถ่องเอง ฯ
๏ พระมำคฤโฆษเรื้อง แรงบุญ ท่ำนนำ
ทุกทั่วดินบนเกรง กรำบเกล้ำ
พระเสด็จแสดงคุณ ครองโลกย ไส้แฮ
เอกกษัตรส้องเฝ้ำ ไฝ่เห็นขอเห็น ฯ
๏ พระมำเพญโภคยพ้น ไพศรพ โสดแฮ
ภูลบ่อเงินทองเป็น บ่อแก้ว
พระมำเกอดเกษมภพ ทั้งสี่ เสบอยแฮ
มำสำำแดงกล้ำแกล้ว เกลื่อนรณ ฯ
๏ พระมำมล้ำงท้ำวทั่ว ธรณี
อ้นอำจเอำกลเอำ ฬ่อล้ยง
พระมำก่อภูมี ศวรรำช
อันอยู่โดยยุคดิพ้ยง พ่ำงอำริย์ ฯ
๏ พระมำแมนสำธุสร้อง ถวำยพร เพิ่มแฮ
มำสำำแดงไชยชำญ ช่ยวแกล้ว
พระมำรบำลบร ทุกทวีป ไส้แฮ
มำสำำแดงฤทธิแผ้ว แผ่นดิน ฯ
๏ พระเสด็จแสดงดิพรแกล้ว กำรยุทธ ยิ่งแฮ
มำสำำแดงสิทธิศิลป์ เลิศล้น
พระมำยิ่งแมนรุทธิ เรืองเดช
มำสำำแดงยศพ้น แพ่งถมำ ฯ
๏ พระมำทุกเทศท้ยน มำคัล
มำผ่ำนภูวมำผำย แผ่นหล้ำ
พระมำก่อธรรมำ ครองโลกย
มำสืบสีมำข้ำ ข่มเข็ญ ฯ
๏ พระมำยศโยคพ้น พรรณำ
มำพ่ำงมำพำเปน ปิ่นแก้ว
พระมำทยบทยมสมำ ธิปรำชญ เพรงแฮ
มำทยบมำทบแผ้ว แผ่นไตร ฯ
๏ เอกัตวเอกำตมลำ้ำ เลอกษัตร ท่ำนฤำ
68
เอกทยำศรยแสวง ชอบใช้
เอกำจลดำำรงรักษ รองรำษฎร์ ไส้แฮ
เอกสัตวเกื้อให้ ส่ำงศัลย ฯ
๏ ทวิบททวิชำติเชื้อ สุรยวงษ ท่ำนฤำ
ทวิคุณำธิกธรรม์ เลิศล้น
ทวีพิธทวีธำรทรง สุรยเสพย ไส้แฮ
เทวภำพเทวหกพ้น แว่นไว ฯ
๏ ไตรตรัสไตรเทพยเรื้อง ไตรรัตน
ไตรโลกยไตรไตรภพ ทั่วแท้
ไตรไตรปิฎกตรัส ไตรเทพ
ไตรทั่วไตรพิธแปล้ ปล่งชำญ ฯ
๏ ตรีศรีตรีเนตรต้ำน ตรีศักดิ ก็ดี
ตรัสท่ำนตรัสปำนตรัส ท่ำนได้
ไตรตรึงษ์ก็คดีตรัส ไตรถ่อง
ตรีโทษตรีคุณไท้ เลิศฦๅ ฯ
๏ จตุรทฤษฎิธรรมถ่องแจ้ง จตุรำ
คมจตุรคุณฤๅ กีดกั้น
จตุรำคมำรักษ จตุรโลกย
แจ้งจตุรยุคชั้น ช่องกัลป์ ฯ
๏ จตุรมรรคยลโยคแจ้ง จตุรพิธ เพริศแฮ
แจ้งจตุรพรรค ฬ่อล้ยง
จตุรำพุทธทิศ จตุรเทศ
แจ้งจตุรภักตรพ้ยง พ่ำงอำริย์ ฯ
๏ จตุโรบำเยศแจ้ง จตุรงค์
แจ้งจตุรฤทธิฌำณ ทั่วแท้
จตุรำริยสัตยทรง ทำยำท
แจ้งจตุรผลแก้ ยวดชำญ ๆ
๏ เบญจำวุทรำษฎรบั้น เบญจำงค
เบญจมำรเบญญำ ผ่ำแผ้ว
เบญจำพิชำนำง คฌำเณศ
เบญจนิวรณแร้วร้ำง ร่ำงเหน ฯ
๏ เบญเจนทริเยศบั้น เบญจำ
นันตริยเบญจัก ไปล่เปลื้อง
69
เบญจปรกำรณำ พิธมำรค ก็ดี
เบญจยศนั้นเรื้อง รวดพรหม ฯ
๏ เบญจปรสำทบั้น เบญจัศ
สกนธเบญจำรมภฤๅ รำ่ำได้
แจ้งเบญจพยัศณ เลิศนิ ก็ดี
เบญจพิมุดดีท้ำวไท้ ถี่แถลง ฯ
๏ ษัฏคณกษัตรเตรศได้ โดยอรรถ ถ่องแฮ
ษัฎเหตุษัฏพัศดุแจง แจกถ้วน
ษัฏทวำรษัฏเคำ รพยสำธุ ไส้แฮ
ษัฏนิวรเว้นล้วน เผื่อผล ฯ
๏ ษัฏสำรนิยำรถรู้ ฤๅมี อยดนำ
ษัฎบดลดยงดล คอบเคื้อ
ษัฎพิธรังษี เสำวภำคย
ษัฏสมยแก้วเกื้อ เกิดเกษม ฯ
๏ สับดำนุสรยำฆรไท้ ถำแถลง ถ่องพ่อ
สับดเสกษำเปรม ปรำชญแปล้
สับดครหำแสวง สับด่ำห
สับดนิรัชแก้ถ้วน ถ่องอรรถ์ ฯ
๏ สับดนัคสับดพ่ำหพร้อง สับดสินธุ
สับดสิทันดรแจง แจกแจ้ง
สับดทักขิณยล บัดธเนศ ก็ดี
สับดวิสุทธไท้แกล้ง ก่อผล ฯ
๏ อัษฏโลกุดดเรศเรื้อง อัษฏฌำน
อัษฏมงคลใคร ทยบไท้
อัษฏโลภำศดำรยัษฎ พิบำก ก็ดี
อัษฏเบญญำได้ ช่ยวชำญ ฯ
๏ อัษฏมิถยำภำคแม้ เมธำ ท่ยงแฮ
อัษฎกษิณอำนอรรถ กล่ำวแก้
อัษฏโลกธรรมำ ศรยสำธุ ไส้แฮ
อัษฏมัคธไท้แท้ ท่ยงฌำน ฯ
๏ นพสับดำวำศรู้ รยงสบ สิ่งแฮ
นพรูปรยงนพมำน ล่งล้วน
นพโลกดรจบ คุณโทษ ก็ดี
70
นพสงษกำรแล้วถ้วน ถี่แถลง ฯ
๏ ทศพธธรรโมชแท้ ทศสกนธ
ทศพัสดุแสดงทศ เกลศกลั้ว
ทศกำยพลทศ พลภำคย ก็ดี
ทศอศุภหมั้วห้อม ห่อสกนธ์ ฯ
๏ ทศกุศลใสสำครแท้ ทศธรรม
ทศกุศลทศกษิณ สืบส้ำง
ทศบำรมีสรร เพชญก่อ กลพ่อ
ทศโกรธพระเจ้ำมล้ำง เน่งนอน ฯ
๏ ทศบุญพระแต่งตั้ง แสวงสวะ บำปแฮ
ทศนิชรยล ยิ่งผู้
ทศญำณทศพัศดุ ยลโยค ไส้แฮ
ทศรูปพระเจ้ำรู้ รยบรยง ฯ
๏ พระกฤษฎิ์สงวนโลกพ้ยง พระพรหม
พระรอบรักษพยงพิษณุ ผ่ำนเผ้ำ
พระผลำญพ่ำงพระสยม ภูวนำรถ ไส้แฮ
พระโปรดพยงพระเจ้ำ โปรดปรำณ ฯ
๏ พระเบญโญภำศพ้ยง ทินกร
พระสำำนยงปำนสวร สี่หน้ำ
พระโฉมเฉกศรีสมร ภิมภำคย ไส้แฮ
พระแจ่มพระเจ้ำจ้ำ แจ่มอินทร ฯ
๏ พระทรงปรตยำคพ้ยง พระกรรณ
พระหฤๅทยทยมสินธุ์ ช่ยวซรึ้ง
พระทรงเสชณฉัน พระพิษณุ
พระภำคยไกรกลึ้งก้งง แผ่นผงร ฯ
๏ พระทรงธรรมมิศรแม้ พระธรรม
พระแกวนกลไกรสร แกว่นกล้ำ
พระญำณพ่ำงพันแสง แสงรอบ เรืองแฮ
พระกษมำเสมอหล้ำ สี่แดน ฯ
๏ พระคุณพระครอบฟ้ำ ดินขำม
พระเกียรติพระไกรแผน ผ่ำนฟ้ำ
พระฤทธิพ่ำงพระรำม รอนรำพ ไส้แฮ
พระก่อพระเกื้อหล้ำ หลำกสวรรค์ ฯ
71
๏ ศักดำนุภำพแกล้ว กำรรงค รวจแฮ
สบสำตรำคมสรรพ ถ่องล้วน
สรรเพชญแกว่นกำรทรง สรรพสำตร
สบสิพำคมล้วน เลิศถมำ ฯ
๏ พระทรงทัณฑำสพ้ยง ยมยุทธ ยิ่งแฮ
ทรงคธำทยมภิม เลิศล้น
กลทรงสรำวธ รำเมศ พ้ยงพ่อ
ขบำศโจมรพ้น ที่ทยม ฯ
๏ กำรช้ำงพิฆเนำศรน้ำว ปูนปำน ท่ำนนำ
อัศวทำำนยมกลำงรงค เลิศแล้ว
กำรยทธช่ยวชำญกล กลแกว่น
ไกรกว่ำอรชุนแก้ว ก่อนบรรพ ฯ
๏ กลริรณแม่นพัยง พระกฤษณ
กลต่อกลกันกล กยจกั้ง
กลกลตอบกลคิด กลใคร่ ถึงเลย
กลแต่งกลตั้งรี้ รอบรณ ฯ
๏ เชองแก้เศอกใหญ่ให้ หำยแรง รวจแฮ
เชองรอบรำยพลซุก ซุ่มไว้
เชองเศอกสั่งแสวงเชอง ลำลำด ก็ดี
เชองชั่งเสียได้รู้ รอบกำรย ฯ
๏ ลวงปล้นเมืองลำดอ้อม ไพรี รอบแฮ
ลวงนั่งลวงลุกชำญ ช่ำงใช้
ลวงลวงลำดหนีลวง ลวงไล่ ก็ดี
พระดำำรัสให้ให้ คอบควำม ฯ
๏ ลวงแล้งเฟดไฝ่อ้อม เอำไชย ช่ยวแฮ
ลวงทลวงพันตำม ค่อนได้
ลวงตกท่งไพรี รุกผ่ำ ผลำญแฮ
ลวงทลวงทับไท้ รอบรณ ฯ
๏ ลวงหำญหำญกว่ำผู้ หำญเหลือ ว่ำนำ
ริยิ่งริคนริ ยิ่งผู้
ลวงกลใส่กลเหนีอ กลแกว่น กลแฮ
รู้ยิ่งรู้กว่ำรู้ เรื่องกล ฯ
๏ เชองโหรเหนแม่นแม้น มุนิวงศ
72
สบศำสตรำคมยล ล่งล้วน
สบศิลปสำำแดงทรง ทำยำท ไส้แฮ
สบสิพำคมกถ้วน ถี่แถลง ฯ
๏ กลฉลยวฉลำดเรื้อง แรงพุทธ เพรอศพ่อ
กลโจทยกลแจงอรรถ ปล่งแปล้
โลกียโลกุดดร รุดรวจ เรวแฮ
กลกรรกลแก้แท้ ท่ยงชำญ ฯ
๏ สำนยงสำนวดแม้น มฤธุรำ เรื่อยแฮ
ทำนยบทำนองกำร เลิศล้วน
ทำนองทำำนุกภำ รตรองตรยบ รยบแฮ
ดำนอกดำนำนถ้วน ถ่องกล ฯ
๏ รบินรบยบท้ำว เบำรำณ
รบอบรบับยล ยิ่งผู้
รบยนรบิกำรย เกลำกำพย ก็ดี
รเบอดรปัดรู้ รอบสรรพ ฯ
๏ กำรบุญกำรบำปแท้ ทุกกำร
กำรท่ยงธรรมำธรรม์ ถ่องถ้วน
ล่วงบำลบำลบร ทุกเทศ ก็ดี
ล่วงโทษล่วงคุณล้วน เลิศรำม ฯ
๏ พระเบญเญศรยิ่งพ้ยง สูรยจันทร แจ่มแฮ
อดีตำนำคต ปล่งแปล้
ประจุปันทังสำมสรร เพชญถึง แถลงแฮ
เลงล่งไตรภพแท้ ทั่วทรยน ฯ
๏ เงินขำมป้อมตั้งกึ่ง กลำงกร ไส้แฮ
อยู่ช่ำงพิดพยรเหน ล่งล้วน
ใครเกจกยจงอนงำำ สำรสื่อ
ใครชอบผิดเหนถ้วน ถ่องกล ฯ
๏ ใครคดใครซื่อร้ำย ดีใด ก็ดี
ใครใคร่ครองตนบยฬ ท่ำนม้วย
ซื่อนึกแต่ในใจ จงซ่อน ก็ดี
พระอำจล่วงรู้ด้วย ดุจหมำย ฯ
๏ ล้วนแรงรู้น้อยอ่อน อรรถำ นี้ฤๅ
ก็ไปพอพรำยอรรถ ออกพร้อง
73
เพรำะใจจำำนงพำ หุลเหตุ แสดงฤๅ
รอยถ่วยเรื่องรู้ป้อง ปำกหัว ฯ
๏ คุณไทธิเบศรรู้ รยงสบ เมื่อใด
ฦกล่งบำดำลกลัว กล่ำวอ้ำง
หนำหนักตรยบไตรภพ ดูโลกย ไส้แฮ
ล่วงยอดยำวกว้ำงพ้น ปรยบปำน ฯ
๏ พระยศยลโยคพ้ยง สูรยจันทร
ตนพ่ำงพำเบญชำณ ใช่ช้ำ
หวังเอำตรวันเดือน ดลแผ่น เผยอฤๅ
เพรำะพึ่งพระเจ้ำหล้ำ กล่ำวเกลำ ฯ
๏ ใช่แรงข้ำรู้กล่ำว กลบท บอกพ่อ
อัลปเบญโญเยำว ยิ่งผู้
จัดแสดงพระยศรื้อ ถึงถ่วย ไส้แฮ
นักปรำชญใดเรื่องรู้ ช่ยวชำญ ฯ
๏ ใดผิดเชอญช่วยรื้อ รอนเสีย
ใดชอบกำลเชอญเกลำ กล่ำวเข้ำ
พยงพระระพีเพงีย สบสำธุ
จุ่งพระยศพระเจ้ำ ร่อยกัลป์ ฯ
๏ สำรสยำมภำคยพร้อง กลกำนท นี้ฤๅ
คือคู่มำลำสวรรค์ ช่อช้อย
เบญญำพิศำลแสดง เดอมกรยดิ พระฤๅ
คือคู่ไหมแส้งร้อย กึ่งกลำง ฯ
๏ เป็นสร้อยโสภิศพ้น อุปรมำ
โสรมโสดศิรธรำงค เวี่ยไว้
จงคงคู่กัลปำ ยืนโยค
หำยแผ่นดินฟ้ำไหม้ อย่ำหำย ฯ
๏ ขอข้ำแรมโรคร้อน อย่ำมี หนึ่งเลย
ขอข้ำรสำยพิฆน นำศม้วย
ขอสำสิ่งศรืสำ ศุขสำธุ เสวยแฮ
แรงรำ่ำยศไท้ด้วย หื่งรหรรษ ฯ
๏ แต่นี้จักตั้งอำทิ กลกำนท แลนำ
เป็นสูตรสถำนีอัน รยบร้อย
แถลงปำงปิ่นภูบำล บิดุรำช
74
ยังยโสธรคล้อย คลี่พล ฯ
๏ แถลงปำงพระมำตรไท้ สำภพ ท่ำนนำ
แดนดำำบลพระอุทย ท่งกว้ำง
แถลงปำงเกลื่อนพลรบ เรืองเดช
เอำมิ่งเมืองได้ง้ำง แง่บร ฯ
๏ ปำงเทนคเรศเรื้อ ยังกรุง
พระนครอโยทธยำ ยิ่งฟ้ำ
แถลงปำงท่ำนผดุงเอำ รสรำช
เวนพิภพไว้หล้ำ เศกศรื ฯ
๏ แถลงปำงนฤนำรถไท้ สวรรคต
ยังมิ่งเมืองบนปิ เยศเย้ำ
แถลงปำงปิ่นเอำรส ศัลยโศก
ยอพระศพพระเจ้ำ เจษฎำ ฯ
๏ แถลงปำงพระล้ยงโลก ครองธรรม
เกษมอโยทธยำยง ยิ่งฟ้ำ
แถลงปำงพระศรีสรร เพชญโพธิ
แสดงสดูปพระเจ้ำหล้ำ ข่ำวขจร ฯ
๏ แถลงปำงปรำโมทยเชื้อ เชอญสงฆ
สำสโมสรสบ เทศไท้
แถลงปำงเมื่อลำวลง ชยนำท นั้นฤๅ
พระยุทธิษฐิรได้ ย่ำงยำว ฯ
๏ แถลงปำงจอมรำชรู้ เสด็จดล นั้นมำ
จงจเอำกรุงลำว จุ่งแล้ว
แถลงปำงปิ่นลำวจญ จักป่วย แลนำ
บ้ำงรอดเพรำะรู้แล้ว สรูดหนี ฯ
๏ แถลงปำงข้ำไท้ทวย ใจหำญ
ตำมค่อยไพรีเรือง ร่อนแกล้ว
แถลงปำงรำำบำลลำว มัวโม่ห
ทันที่นำ้ำสิบแล้ว ชื่นไชย ฯ
๏ ปำงเอำแสนโท่รหเค้น คำงลำย
แปรออกไปเปนบร ม่ำยหล้ำ
แถลงปำงปิ่นลำวหมำย ไหมโทษ เท็จนำ
สำคู่คบข้ำไท้ เข่งแขง ฯ
75
๏ แถลงปำงไท้ปรำโมทย มำเหนือ นั้นนำ
พระไป่แยงยลเขำ เข่นกล้ำ
แถลงปำงเมื่อพลเรือ เรวรำช
ถึงจึงจักรู้ข้ำ ข่ำวแขง ฯ
๏ แถลงปำงชยนำทเข้ำ กรรบร บำปฤๅ
ไกรมโหสถแสดง ปรำชญแปล้
แถลงปำงท่ำนริรอน ไพริศ
ทนท่ำนบ่ได้แพ้ พ่ำยเอง ฯ
๏ แถลงปำงธรรมิศรเจ้ำ จอมปรำณ
เสด็จล่วงบเกรงกรุง ทั่วด้ำว
แถลงปำงเมื่อพระทำน อุปโภค น้นนนำ
แลสิ่งแลร้อยท้ำว แผ่ผล ฯ
๏ แถลงปำงจอมโลกยเจ้ำ จอมเลือง เสิศนำ
เสด็จคอบคืนพลไกร แต่งไว้
แถลงปำงแต่งหัวเมือง ขุนหมื่น ไปนำ
เอำสุโขท้ยได้ ง่ำยงำม ฯ
๏ แถลงปำงชยงชื่นเศร้ำ ใจพล พรั่นนำ
เพรำะเพื่อฤๅแรงขำม ปิ่นเกล้ำ
แถลงปำงล่อลวงกล ไพริศ เนืองนำ
ถึงถั่งเข้ำตีเข้ำ จึ่งเข้ำเขำแพง ฯ
๏ ปำงพระชนนิศรสิน เสียสกนธ
ยังพิมำนสวรรคแซรง ช่อแก้ว
แถลงปำงไปล่เมืองบน ทิศมำศ
ถวำยแก่สรรเพชญแล้ว เลิศคุณ ฯ
๏ แถลงปำงจอมนำรถน้อม ใจหวัง
สวะบำปแสวงบุญบท ที่แล้ว
ปำงบุตรท่ำนท้ำวลัง กำทวีป
เชิญช่วยสงฆผู้แผ้ว เกลศไกล ฯ
๏ แถลงปำงแสดงดิพรเกื้อ บุญบง บำปนำ
เออำศนไอสูรยเสีย จรกล้ำย
แถลงปำงเมื่อพระทรง พระผนวช นั้นนำ
งำมเงื่อนสรรเพชญผ้ำย แผ่นเกษม ฯ
๏ แถลงปำงไท้เรื้องรวจ แรงกรรม
76
แผ่นมนุษยเปรมปรำย ดอกไม้
แถลงปำงถ่วยบรทรรป์ ทำำอ่ำ องคนำ
เพรำะเพื่อพระเจ้ำได้ ผนวชฟ้ำดินยอ ฯ
๏ แถลงปำงพลพ่ำหไท้ เอำรส ท่ำนนำ
นบนอบพระขอเชอญ ช่วยป้อง
แถลงปำงท่ำนลำพรต ครองรำษฎร
ทุกเทศทุกท้ำวสร้อง ส่วยถวำย ฯ
๏ ปำงสร้ำงอำวำศแล้ว ฤๅแสดง
คือพุทไธสวรรยหมำย ชื่อชี้
ปำงถกลกำำแพงพระ พิศณุโลกย แล้วแฮ
อยู่ช่ำงพระเจ้ำฟี้ เฟื่องบร ฯ
๏ พระยศยลโยคพ้น พิษฎำร ชื่นแฮ
ใครค่ำอรอรรถำ ถ่องล้วน
สรวมแสดงบันทึกสำร สงเษป ไส้พ่อ
โดยแต่แรงรมยม้วน กล่ำวเกลำ ฯ
๏ ยำคนชี้เทพยผู้ ไกรกรรดิ ก็ดี
พันมวลธเมธำเชำว ช่ยวได้
แลศริศแลศริศพัน ชิวห ก็ดี
ฤๅรำ่ำยศไท้ล้วน ถี่แถลง ฯ
๏ แต่นี้จักตั้งต่อ กลกำนท แลพ่อ
โดยเมื่อพระแสดงฤทธิ ร่อนแกล้ว
เสด็จมำผ่ำผลำญลำว ลักโลภ
ที่ยุทธิษฐิรแล้ว สู่บร ฯ
๏ ใจร้ำยไป่โอบอ้อม พลไพ ริศแฮ
มำอยู่ในเมืองอร อวจกล้ำ
ครั้นขุกข่ำวขจรไตร ภพนำรถ
เสด็จดำำกลช้ำงม้ำ ทยบถงรร ฯ
๏ กรุงลำวกลอยขยำดหน้ำ ตำตำย ศรำกแฮ
จักอยู่เมืองเกรงกรร บ่ได้
กลัวกลับเกลื่อนพลอยำย อยังออก
หนีสำเดจเหง้ำไท้ พ่ำยพัง ฯ
๏ คือคชกลับกลอกจั้ง จญสีห
คือนำคจญครุทธสรัง วิ่งเว้น
77
คือไวปจิดตี สุรรำช
หนีสุรำธิปเร้น รวจหลัง ฯ
๏ สรรเพชญภูวนำรถแกล้ว กำรยุทธ ยิ่งแฮ
ตำมต่อยไพรีพัง พ่ำยล้ำน
จยรจอมครุทธผลำญ แผลงเดช
สยงสรเทือนพ้ยงค้ำน ค่นเมรุ ฯ
๏ อยู่ไทธิเบศรเจ้ำ จอมปรำณ
พรำวพฤๅบพลคชเสน เกลื่อนแกล้ว
ครั้นพระผ่ำผลำญพล ยวนย่อย ไปแฮ
ทันที่นำ้ำลิบแล้ว เลิศไชย ฯ
๏ จึ่งชักช้ำงม้ำค่อย ลีลำ
ยังนครไคลคืน เทศไท้
พยงบำนทพำธิก ทรงเดช
ที่คนเคำรพไข้ ข่ำวขยรร ฯ
๏ ทีนั้นธิเบศรเรื้อง รณรงค์ เลิศแฮ
อยูรังวัลพลแสน สำ่ำแกล้ว
พระญำณสำเด็จทรง ทำยำท
ใครซื่อคตเลงแล้ว ท่ววทวยร ฯ
๏ จึ่งตั้งข้ำเรื้องรำช วังเมือง แลนำ
แทนยุทธิษฐิรคืน ครอบหล้ำ
ครั้นเสด็จจึ่งจอมเลือง โลเกษ
กล่นเกลื่อนพลช้ำงม้ำ คล่ำวไคล ฯ
๏ ยังพระนคเรศเรื้อง อโยทธยำ
อรอำศนไอสวรรยเป็น ปิ่นเกล้ำ
จำำนิรจำำนยรมำ จอมรำช
คดใคร่เสวยศุขเท้ำ เทศเหนือ ฯ
๏ ปัดพระภูวนำรถเจ้ำ จอมปรำณ
ตยบแต่พลเรือเรว คล่ำวคล้อย
หวงเสวยสำำรำญรม- ยำยิ่ง
พระไปตรัสถ้อยข้ำ เงื่อนงำำ ฯ
๏ ต่อเสด็จดลไท้จึ่ง ตรองตรัส
ใจเท็จทุรชนทำำ โทษแล้ว
สรรเพชญยอดสูรกรษัตร แสนเดช
78
บอำจแคลนแคล้วแท้ เท่ำไยย ฯ
๏ ครำนั้นนเรศรร้ำย ฤษยำ พ่อแฮ
ทำำโทษกลใดกล ท่ำนแก้
กลกฤษณย่อยโยธำ ทูรโยท
ทนท่ำนบได้แพ้ พ่ำยเอง ฯ
๏ พลลำวลุโทษร้อน รัวรัว
โจนบหลยวโกรยเกรง ท่ำนช้ำ
กรุงลำวก็สักกลัว เอำเงื่อน งำมแฮ
บ้ำงรอดยังครันหน้ำ ไข่ขำว ฯ
๏ สรรเพชญกรูเกลื่อนพ้อง พลพฤนทร
โจมจ่ำยลำวฦๅฤทธิ ร่อนแกล้ว
พยงพระสุรินทรำ ธิกรำช
ตำมต่อยไพริศแล้ว เลิศบรรพ์ ฯ
๏ พระเจ้ำจอมนำรถล้ยง โลกำ เลิศแฮ
ดำลเร่งเรืองฤทธิทัน ทั่วฟ้ำ
ไพรีรอำอำย อำพำธ แลนำ
อยู่ช่ำงพระเจ้ำข้ำ ข่มบร ฯ
๏ จำำนยรท้ำวใช้ทำษ ชำญชย
คุมสำ่ำแสนยำกร คลี่คล้อย
เอำศรีสุโขทย ดยวดีด มือแฮ
ฦๅล่งลำวลักศร้อย สนั่นหัว ฯ
๏ กรุงลำวภูลภิตเศร้ำ โศกำ
เกอดกล่ำวลักกลัวเกรง ท่ำนไท้
เป็นกรุงดั่งตนอยำ รบท่ำน เอำเลอย
ชื่อแต่ลักได้ป้อง ไป่คง ฯ
๏ ยศพระผำยผ่ำนพ้น พันแสง ส่องแฮ
อำำนำจพระรอนรงค์ จ่อมจั้ง
พระเสด็จสำำแดงดู ดำลเดช พระฤๅ
เพรำะเพื่อพระเจ้ำตั้ง ชอบชำญ ฯ
๏ สวนแสนแคลนเคลื้อมเนตร นับกล เมื่อใด
แรงรำำพึงพำลพุทธ พรำกไท้
ควำมผิดแห่งตนบยล ตนนำศ เองแฮ
ตำยก็ตำยแล้วไว้ โทษร้ำยเหลือตรำ ฯ
79
๏ ปำงนั้นมหำรำชแส้ง ส่งสรรค
เอำหมื่นนครมำ แต่งตั้ง
เปนเดิมดำกลกรร ชยงชื่น คืนเเฮ
ใครยิ่งยกไว้รั้ง รอบแดน ฯ
๏ เพื่อเกรงพระเจ้ำคลื่น คลำพล แลพ่อ
พรั่นพรั่นอกพลแสน สำ่ำกล้ำ
ครันเสด็จดำกลหัว เมืองมอบ แล้วแฮ
กลับเกลื่อนพลช้ำงม้ำ คล่ำวเมือ ฯ
๏ แต่นั้นลำวบ้ำบอบ ใจเจ็บ แลนำ
ทำำชื่อใดดูเหลือ หลำกถ้อย
กลำงแดดุจหนำมเหน็บ หนีบอยู่
แปรเกิดควำมร้ำยร้อย สิ่งแสลง ฯ
๏ ดั่งเอำรสเรื้องคู่ คือองค นั้นนำ
นำมบุนเรืองแสดง เชื่อชี้
เพรำะแรงระวังหวง แทนรำช
กุำลูกลยวฟั้นฟี้ พี่พงศ์ ฯ
๏ กรุงลำวอำำนำจนำ้ำ ใจโจร ก่อนนำ
เคยบยดบิดรองค์ อวดรู้
ชีสำท่ำนโอนเอำ ดีต่อ ก็ดี
คิดใคร่ควักดีผู้ เผ่ำดี ฯ
๏ บังควรข้ำผู้ก่อ กำรภัก ดีนำ
หมำยหมื่นนครมี ซื่อซร้อม
เหนหำญหื่นแหลมหลัก ไกรกว่ำ ตนนำ
ไท้เทศทุกผู้น้อม นอบกลัว ฯ
๏ ขุนลำวลักว่ำใน้ ใจเท็จ
รังกยจเกรงตัวยยว หั่นหล้ำ
บมีโทษใดเห็จ ทำำคยด คุำนำ
คิดใคร่ข้ำข้ำผู้ ชอบชำญ ฯ
๏ เมื่อคำำพรำงส้ยงสั่ง สำรหำ
น่ำนแพร่พลอยภำณพรำง พรอกพรัอม
เพรำะแรงอิริษยำ บยนบยด ก้นนำ
ควำมบมีเขำย้อม กล่ำวให้เป็นตัว ฯ
๏ บพิตรอ้ำยดั่งกยจ กลหวัง
80
จยรจำกจักหญัวไป จำกหล้ำ
พระอย่ำรำำพึงหลัง สนเท่ห เลอยพ่อ
จักแกล่อย่ำได้ช้ำ ช่ยวมือ ฯ
๏ ครั้นกรุงลำวรู้เล่ห์ ลวงเขำ ไส้นำ
ปัดปัญชำชมถือ ถ่องด้วย
แปรปรำมว่ำเรำอยำ พรั่นแพร่ ควำมเลอย
มำจึ่งเอำให้ม้วย เมือบใจ ฯ
๏ บัดหำข้ำผู้แก่ กลมำ
กลกยจกลใดสำร สั่งแล้ว
มึงอย่ำไปคลำยงง ชยงชื่น พู้นนำ
หำหมื่นกล้ำแกล้วแกล้ง เร่งมำ ฯ
๏ บัดนั้นข้ำผู้หื่น เหนกล แกว่นนำ
ธสั่งใดตนตรำ ถ่องถ้วน
ยังชยงชื่นดลโดย คำำรำช เร็วแฮ
เชองชอบเชองใดล้วน เลือกแถลง ฯ
๏ ด้ำมพร้ำพำนพำดร้ำย แรงกำร แลพ่อ
น่ำนแพร่กลอยกลับแขง แข่งท้ำว
ลักมีบัณฑูรสำร ขยวข่ำว
หำท่ำนผู้ห้ำวให้ เครื่อนครยว ฯ
๏ ดั่งคำำไท้แกล้งกล่ำว กลสำร สั่งนำ
เหนท่ำนตนดยวคือ ลูกอ้ำย
เชอญไปอย่ำนำนจง ทันช่วย
ขืมข่มข้ำผู้ร้ำย รอบรอน ฯ
๏ ว่ำพระผู้ถ้ำถ่วย อำเปรญ
หมื่นนครครั้นฟัง จวบแจ้ง
เพรำะพบเงื่อนงำำเขน เขำฬ่อ ลวงนำ
ทุกประกำรแล้วแกล้ง กล่ำวกลยว ฯ
๏ นำยเอยอยำปวยก้ยว กลพรำง พรอกเลย
โดยข่ำวขยวขจรควร อย่ำงอยู้
เพรำะพึงซอบชอมกลำง กลยวเจต ไส้แฮ
ควำมชอบด้วยฤๅรู้ ร่วงโรย ฯ
๏ ข้ำไท้ธิเบศผู้ ใดใด ก็ดี
ตำยเพื่อภักดีโดย ซื่อซร้อม
81
คือคนอยู่เปนใน อิธโลกย
บรโลกยนำงฟ้ำล้อม เลิศอินทร ฯ
๏ ทวยใดเจ้ำเกื้อโภค ภูลมี มั่งนำ
ครั้นบถวิลภักดี แด่เจ้ำ
ชื่อยืนอยู่แสนปี เป็นคู่ ตำยนำ
ตำยก็ดีได้เข้ำ ข่องนำ้ำนรกำนต์ ฯ
๏ บควรคิดอยู่ยั้ง ควรครยว
นบนอบภูบำลบุญ ผ่ำนเผ้ำ
ชิสำท่ำนกุำลยว ลำญชีพ ก็ดี
ล้วนชื่อแก่เจ้ำไว้ ข่ำวขจร ฯ
๏ ครั้นคิดครั้นรีบเร้ง วำงไป
นบนอบภูธรทูล บ่อย้ำน
ควำมผิดแผกไผชรงง โชรมโจทย ก็ดี
ขอจงพระชี้ต้ำน ไตร่ตรำ ฯ
๏ กรุงลำวกรยงโกรธฟุ้ง ไฟลำม ลู่แฮ
คุกคำ่ำรำมลงมำ รเร้ง
ควำมมึงบภักถำม เลอยถ่อง กุำนำ
พอแต่กำำมือเท้ง แท่นแคลง ฯ
๏ มีร้ำยทุกช่องชี้ สำรสุด เมื่อใด
มึงคือวัลเฝือแฝง มิ่งไม้
เคยกุำพิรุธมึง หลำยเที่อ
เหลือที่อดไว้แท้ จึ่งทำำ ฯ
(โคลง 2 บทต่อไปนี้ ว่ำพระยำตร้งแทรก เพรำะฉบับเดิม
ขำดอยู่)
๏ สั่งแสนฟ้ำเรื่อให้ กุำตวว
หมื่นนครโทษอำำ ผิดไว้
แสนสูตัดเอำหัว มันสยบ เสียนำ
ไว้หว่ำงทำงเหนึอใตั ต่อกัน ฯ
๏ แสนฟ้ำเรื่อรยบนิ้ว นบคำำ โดยนำ
มัดสอกรีบไปทัน โกรธจ้ำว
สินห้วสยบสับทำำ ฤๅคลื่น
เพลี้ยกว่ำนบำนท้ำวไข้ ข่ำวสยวน ฯ
82
๏ บัดนั้นชยงชื่นเศร้ำ ศรีสำว แลนำ
นำงหมื่นนลเมืองสวน ตอกดิ้น
พลเมีองทังเมืองชำว ชยงใหม่ นั้นนำ
ประจำกเจบพ้ยงหวิ้น หว่ำแด ฯ
๏ นำงเมึองคิดใคร่ด้วย พลเมือง
บใคร่แลเลงชยง ใหม่ม้อย
ปองไปพึ่งจอมเลือง ไกรกว่ำ นั้นนำ
นำงจึ่งจักพร้องถ้อย ถ่องจง ฯ
๏ มีคนดีว่ำร้ำย มำมี มำกนำ
หำก่ยงหำไปหำ โทษล้ำย
บดีบ่ดีทำำ ดีต่อ ก็ดี
กลับว่ำร้ำยแหน่งร้ำย เร่ำหนี ฯ
๏ บเร่อมท้ำวผู้พ่อ ใจภัก ดีนำ
ยังบยดบีทำทำำ โทษกล้ำ
บเร่อมลูกร้กยัง หยวลูก เรำแฮ
อย่ำว่ำข้ำผู้ข้ำ บ่ข้ำขืนเอำ ฯ
๏ ท้ำวนี้ใจทรูกแท้ ทูรชน ชื่นแฮ
น้ำนั่นทงงเรำฤๅ อยู่ได้
คิดควรอ่วยแดนดล บัวบำท พู้นแฮ
เมือยั่งเมืองเหง้ำไท ก่อนกำล ฯ
๏ ทีนั้นไท้ทำษด้ำว แดนชยง ชื่นแฮ
ชำบัญชำโดยดำล กล่ำวกล้ำ
แหนหับประตูวยง วำงเขื่อน
หวังว่ำพระเจ้ำหล้ำ หลั่งพล ฯ
๏ หมื่นลำวลเพื่อนเว้ วำงไป
ทังครอกครัวครยวดล ปิ่นเกล้ำ
ถึงแกล่คดีไตร ตรยมอำทิ
ถวำยแต่พระเจ้ำเจ้ำ แผ่นผจง ฯ
๏ บัดนี้ข้ำข้อยนำฎ นำงเมือง ฤๅพ่อ
ปิดประตูเมืองลง เขื่อนขว้ำง
ข้นแข่งว่ำจอมเลือง เลอรำช
กรูเกลื่อนพลช้ำงม้ำ ถึ่งถกล ฯ
๏ บัดนั้นนำงใข้ทำษ ทยมใจ หนึ่งแฮ
83
เอำตลับทองดล ด่วนเด้ำ
ถวำยเป็นสำำคัญใน สำรสั่ง แสดงแฮ
ขอชีพเชิญพระเจ้ำ เคลื่อนครยว ฯ
๏ ไปทันเจ้ำหล้ำหลั่ง พลพฤนท ถึงนำ
น่ำนแพร่ขยวออกถึง นอกต้ำย
นำงเมืองไป่ยอมยิน ใจจอด พระเลย
แขงอยู่จรกล้ำยถ้ำ ท่ำนดล ฯ
๏ แขงเมองจักใกล้รอด พระทัณฑ์ แลนำ
ตระง่องคอยหนหำ ปิ่นหล้ำ
แปรเป็นป่วยเพรำะพัน มโนรำช
ไขปตูเอำข้ำ บำปบร ฯ
๏ พลเมืองสรพรำดพร้อม ใจหำญ
ขนขี่กญชรผำย ผำดม้ำ
ปรทับปรทันทำน คือดั่ง คลื่นแฮ
น่ำนแพร่ทำำแกล้วกล้ำ เกลื่อนพล ฯ
๏ รกร้นแถมถั่งช้ำง แซงมำ มำกแฮ
ชำวชรลยงทบทน บได้
เสียสำรสรูดลงลำ พรำวพฤๅบ ไปแฮ
ยงสำเดจเหง้ำไทั ที่รงค์ ฯ
๏ ลำงแกล้วกระทืบม้ำ มำดล ก่อนแฮ
ลำงแล่นเลวหลงลำำ อยู่ข้ำ
ลำงทันเคลื่อนครัวตน ครองเคร่ำ ไปแฮ
ถั่นถั่นถึงเจ้ำหล้ำ แหล่เหลือ ฯ
๏ แต่นี้จักเปล่งถ้อย แถลงนำม
หัวหมื่นพันพลเหนือ แต่เต้ำ
ทูลพระบทำมพุช หมำยหมื่น
พำนด่ำวพำนร้อนเร้ำ แรกดล ฯ
๏ ปรำบชยงชำชื่นเว้ วำงไป
ทังมหำมงคล ค่อยผ้ำย
พันรดันดำบพันไกร กลอยกว่ำ แลนำ
พันปรำบพันบำลคล้ำย คล่ำวไคล ฯ
๏ หมื่นช้ำงหมื่นม้ำพ้อง พันหงษ
หมื่นชำหำรโหงไป ไปล่รี้
84
พันจงเบญจงจยร ชยงชื่น แลนำ
หมื่นลูกลี้รู้ลี้ เลิศพลัน ฯ
๏ หมื่นต้ำนกเต้ำหมื่น โจลจูล
พันแจ่มพันโจมพัน จ่ำบ้ำน
ทังพันชรสูนทรุด ทรวงใหญ่ แลนำ
พันอยำดพันอย้ำนเต้ำ ไต่ตำม ฯ
๏ พันอินทพันอ้ำยใคร่ ครยวกรู โกรกแฮ
พันใส่พันสำมแสน ร่ำนร้อน
พันจอมปรำบพันจู ลำแล่น แล้วแฮ
พันเทพพันทัำวข้อน ขอดแด ฯ
๏ พันชยหน้ำไม้แม่น แวะวำง ถึงแฮ
พันพวกหำญแห่เหนือ หน่วงใต้
นับพันไพร่นำยปำง ไปแต่ ดีฤๅ
ปูนแปดร้อยรู้ใช้ ช่ยวกำรย์ ฯ
๏ ส่วนม้ำสำมร้อยแง่ งำมสัพ เครื่องนำ
ทุกพวกพลหำญคัน ควบไท้
แถลงถวำยเมื่อแหนหับ ทวำรอยู่
พันมโนรำชได้ เบอกบร ฯ
๏ ถึงผชนช้ำงม้ำจู่ โจมฟัน เฟื่องแฮ
ในนครคฤๅมสยง เกลื่อนกล้ำ
เร่งรบเร่งหันเขำ รุมรอบ
สู้บได้ตูข้ำ จึ่งหนี ฯ
๏ วำงมำนบนอบเจ้ำ จอมปรำณ โปรดแฮ
เชอญปิ่นกษัตรียก ย่ำงรี้
ฟังสำรสำเร็จสำร จอมรำช
ชรัดชั่งเสียได้สี้ ไป่ควร ฯ
๏ สรรเพชญภูวนำรถแสร้ง เสด็จดล ด่วนฤๅ
จึ่งเยี่ยยวนใจยวน เส่ยผ้ำย
ครั้นถึงพฤบพลจับ โจมใหญ่
คุ่งค่อนต้ำยล้มแล้ว คล่ำวคลำ ฯ
๏ สรรเพชญคิดใคร่หน้ำ แลหลัง ถ่องแฮ
เยียยยวอย่ำลืมนึก โน่มไว้
พลยวนแต่ยวนยัง บัวบำท พระแฮ
85
แปรตรยกเต้ำเต้ำได้ เรี่ยรมย์ ฯ
๏ ลำงลำวเจ้ำรำชไว้ เวนเมือง มั่งแฮ
ทุกสิ่งสมบัติสำ สำ่ำไว้
ลำงถือพวกพลเนือง นำยบ่ำว โดยแฮ
เมียลูกช้ำงม้ำได้ ดุจฝัน ฯ
๏ กรุงลำวฦๅข่ำวเจ้ำ จอมปรำณ
ยกย่ำงพลพลันเทำ เท่ำแล้ว
กลอยมำแต่งกำรกรร ชยงชื่น เองแฮ
แซหำ่เหนแกล้วแกล้ง เลอกเอำ ฯ
๏ มำตั้งแทนหมื่นดั้ง คืนครอง ไพร่แฮ
ใครว่ำฦๅเลอเขำ ขึ่งตั้ง
แทนทงงถ่วยปองพึง พึงพึ่ง พระนำ
เตอมแต่งพลไว้รั้ง รอบแดน ฯ
๏ แต่งตั้งไว้แล้วจึ่ง คืนไคล แลนำ
จักอยู่นำนแคลนเกรง ปิ่นเกล้ำ
ครั้งคืนครรไลลุ ชยงใหม่
ขุกข่ำวพระเจัำเร้ง รยบพล ฯ
๏ หัวเมืองคิดใคร่สู้ สงครำม
ไท้เท้ำจักเป็นกล ก่อนผ้ำย
บเกรงบกลัวขำม สักอยำด
กลอยแกล่เศร้ำส้อมต้ำย แต่งหอ ฯ
๏ วยงป้อมวยงอำจไว้ แหนหำญ แห่นำ
ลดเขื่อนขัวยอหิน ห่วงแร้ว
ปูนกันเกือบกุำทวำร ทวยรรอบ
ทุกแห่งหอต้ำยแกล้ว นั่งนอง ฯ
๏ พวกพลช้ำงม้ำควบ คอยแหน ท่ำนนำ
หัวหมื่นนครครอง รอบรั้ง
เสโล่หดำบเขนแพน ขวืนไขว่
รำงก่อเพลองหน้ำตั้ง หนั่นหนำ ฯ
๏ นำนำพลไพร่ห้อม แหนทวำร หอแฮ
หืนหอกสรรพำฝำ เลื่อนล้อม
ฝูงหำญแข่งขันหำญ หำเพื่อน ตำยแฮ
พำพรยบทุกด้ำนพร้อม ไพร่นำย ฯ
86
๏ ปืนอยำอย่ำเบื่อง้วน ขืนเขม แต่งแฮ
หอกดำบแหลนหลำวหลำย สำ่ำแกล้ว
ปืนไฟร่อรูเตม ตับอยู่
อำำมรำรยงร้อยแล้ว เขื่อนขนัน ฯ
๏ ขำซ้ำยหมำยหมู่พ้อง พลหำญ หื่นแฮ
นองนั่งในนำงจร้ล แจกถ้วน
รไวรวังทวำร ทุกที่
พลพวกหำญห้ำวล้วน อยู่อยำย ฯ
๏ หลำยแถวหลำยถ้องถี่ กันกุำ เกือบแฮ
หลำยสำ่ำหลำยสำรหลำย พวกพ้อง
พลลำวลลุำทัง ชยงชื่น แซงแฮ
เตมอำจเตมป้อมป้อง ป่ยมหอ ฯ
๏ หัวเมึองหัวหมื่นแกล้ว กำรรณ
สรรแต่สำรพอขำ ขี่ขว้ำง
พลเมืองเพ่อมพลลำว ดยรดำษ
คำดคำดค้ำวค้ำวอ้ำง อำจหำญ ฯ
๏ สรพร้อมสรพรำกพ้อง พลขันธ์
สรพรั่งทุกทำงทวำร อยู่อยั้ง
พนักทรวงทยบขนดขนัน เพลำะแต่ง
แครเครื่องยกย้ำยตั้ง รยบรัล ฯ
๏ ทุกหอทุกแห่งหมั้น หมู่หลวง ทยบแฮ
ลดเขื่อนลดขัวขนัน ช่องช้ำง
ทงปักทังปวงพล หำญแห่
ปักขวำกเป็นแขวงขว้ำง ทั่วทำง ฯ
๏ หัวเมืองแซ่หำ่ำห้ำว แหนทวำร รอบแฮ
ขับขี่กุญชรกำง กล่ำวกล้ำ
ตรบัดตรแบงหำญ หำดำบ
ค้ำค่ำพลช้ำงม้ำ ดำษแดน ฯ
๏ จำมรยำบยำบกลึ้ง กลดไกว แกว่งแฮ
สรพรั่งพลหำญแหน แห่เฝ้ำ
น้ำวน้ำวโห่เอำไชย ชมชื่น
พินพำทยกลองฆ้องเคล้ำ คลี่สยง ฯ
๏ หัวพันหัวหมื่นหมั้ว โดยดยร ดำษแฮ
87
หอกดำบโตมรรยง รอบช้ำง
แสะสำรสำ่ำทยรทัง เมืองมี่
เสโลหเขนขว้ำงด้ำง ไขว่ขวืน ฯ
๏ ถมทวำรทุกที่ไว้ แหลนหลำว
ทุกช่องเชองปืนไฟ ต่อตั้ง
พลเมืองเพ่อมพลชำว ชยงใหม่
รยบรยบคือรั้วรั้ง หนั่นหนำ ฯ
๏ เมืองนี้เชองใช่ด้วย ภุชพล ง่ำยนำ
เบญจทูรดำกำร พ่ำงล้วน
มรรคำส่วนสถลสฐิร ทุกที่
พลพวกช้ำงม้ำล้วน โจษแจ ฯ
๏ บำงเมงเปนขื่หน้ำ ขวำงขนัน ก่อนแฮ
มีแม่ยมเป็นแย แก่งกั้น
เข้ำสำมเกือบกันกรร เมืองมิ่ง เขำแฮ
คูคอบสำมชั้นซรึ้ง ขวำกแขวง ฯ
๏ เร่งหมั้นเหลือหมั้นยิ่ง วยงเหลก
มีกำำแพงแลงเลือน ต่อต้ำย
หัวเมืองเตกสยงกล่ำว แก่บ่ำว
ทังขวำทังซ้ำยถ้วน หมู่หมำย ฯ
๏ ชำวเรำอย่ำอ่ำวอ้ำง อำงขนำง หนึ่งเลอย
เรำก็เหลือหลำยเมือง ก็หมั้น
กรุงก็เสด็จทำง ดยวต่อ กันแฮ
นำ้ำใช่แนวนำ้ำขั้น ข่ำวไกล ฯ
๏ เมืองนี้พ่อแม่คุ้ม ครองแคลน ชีฤๅ
แหนงชื่นชำเอำไชย โห่ห้อม
อย่ำพลหมื่นแสนรุำ เรำค่งง คำมนำ
ชิว่ำพลพำนล้อม กล่ำวกรร ฯ
๏ ที่นั้นพระอยั่งแล้ว แลกำรย ถ่องแฮ
ควรคลี่พลพลันยก ย่ำงผ้ำย
บัดมีพระบัณฑูรสำร พระสั่ง
แก่ไพร่ขวำซ้ำยถ้วน พวกพล ฯ
๏ เชองลุกเชองนั่งปล้น ปีนเมือง
พระสั่งเชองกลกล กล่ำวล้วน
88
สบแสนคนเนืองนบ บัวบำท พระแฮ
มำแต่งกำรเกื้อถ้วน หมู่หมำย ฯ
๏ สำรพำฝ่ำเลื่อนแบ้ บำพก
ขอหอกแหลนหลำวหลำย สำ่ำส้ำง
วยงเหล็กหลำกหอหก ตรยมแต่ง
ทังทุ่มทู้ต่ำงย้ำง จรวจไจร ฯ
๏ ผชุพลทุกหมู่เต้ำ เตมแดน ดำษแฮ
ชุคชำกรไกร ตรวจม้ำ
บกเรือรยบพลแสน หมำยหมู่
สบสำ่ำขวำซ้ำยหน้ำ หนั่นหลัง ฯ
๏ ทุกทรวงพลพยู่หไท้ เอำรส ท่ำนฤๅ
พระดำำรัสไดรัง เร่อมด้วย
สรรเพชญกำำนดพยง พิศณุ ศำษณแฮ
ปำงปรหำรให้ม้วย ม่ำมำร ฯ
๏ สบเสนำมำตยพ้ยง พลพฤนทร์
พระสั่งสำรสบสำร ล่งล้วน
เป็นปรดิทินทำำ ขบวนบอก
ทุกพวกทุกพ้องถ้วน หมู่หมำย ฯ
๏ เชองเข้ำเชองออกอ้อม เอำสึก ก็ดี
พระสั่งสบเชองชำย ถี่ถ้อย
พระญำณพันฦกนิ์ฦก ชลธศ ทยมฤๅ
ตรัสแต่งพลน้อยให้ คลี่คลำ ฯ
๏ ไปตกไพริศดำว แดนชยง ชื่นแฮ
ทุกด่ำนทำงทยวหำ เกลื่อนกล้ำ
มหำพิชยรยง พลคลี่ คลำแฮ
ซันแซ่ฟ้ำฟุ้งฟ้ำ เฟื่องบร ฯ
๏ ไป่เตอมเตมหมื่นหมั้ว สำรเส นิศเเฮ
ทำงชฎำดอนแดน ม่วงค้ำน
พระศรีรำชเดโช ชยรำช ถกลแฮ
ทังหมื่นพ้ำนเรื่องรู้ ด่ำนแดน ฯ
๏ ช้ำงม้ำดยรดำษเต้ำ เตอมไป เล่ำแฮ
พลแปดฟันเขนแพน หลำกเหลื้อม
พระยำศุโขไทย กุกว่ำ เองแฮ
89
เมลืองมล่ำนกลิ้งเพรื้อม เพรอศพรำย ฯ
๏ หยหัศดิฟพิรพ่ำหพ้อง พลแขวง หนึ่งฤๅ
ปูนแปดพันปลำยปอง เกลื่อนแกล้ว
หัวเมืองกำำแพงเพชร ครองเคลื่อน ไคลแฮ
ธงเทศพรำยแพร้วกั้ง กูปเงิน ฯ
๏ สองเมืองกลอยเกลื่อนช้ำง แซรงพล
หมำยหมู่เป็นเดียวดำ แห่ห้อม
โดยพระบัณฑูรกล สำรศำสน์ แสดงแฮ
ให้ถึงให้พร้อมถ้วน หมู่หมำย ฯ
๏ ข้ำไท้ธิรำชเรื้อง ขุนอินทร์
กุำพวกพลเรือรำย แต่งตั้ง
ขัวขนำนลี่เลื่อนดิน แดนมำรค เสมอแฮ
ตรยมแต่งจรดจั้งถ้ำ ท่ำนไคล ฯ
๏ ไปยอยบำตรส้องศรี สกณ ก่อนฤๅ
ในท่ำชยเอำไชย ชื่นแกล้ว
คือเทพอรชุณ เร็วรวด กำรแฮ
พระแต่งตรัสแล้วถ้วน สำรแสดง ฯ
๏ บัดให้ตรำตรวจพ้อง พลหลวง
หมำยหมู่เรือชิดแซรง ท่ำท้ำง
สรรเพ็ชญเลิศเลอลวง เลอโลกย
เป็นปิ่นดินฟ้ำอ้ำง อ่ำนคุณ ฯ
๏ พระพุทธยำมโยคล้วน ลำงชย
พระพ่ำงพระไพกุณฐ์ เกลื่อนแกล้ว
พระเสด็จคัลไลล่วง ชลมำรค
ชลพ่ำห์มำกล้วนแล้ว แหล่หลำย ฯ
๏ พำยทองสรพรำศพร้อม แขวงขวำ
พรรคพวกพำยเงินหมำย หมู่ผ้ำย
คฤหทองแคร่ทองนำ นำหมู่ หมำยแฮ
ยุ่งยุ่งแลย้ำยย้ำย คล่ำวไคล ฯ
๏ รำยเรือแผดงคู่ถ้วน แถวคับ คั่งแฮ
สยงสรำงชิงไชย ชื่นผ้ำย
เรือโยงแย่งโยงตับ แต่งต่อ กันแฮ
หลังก่อนขวำซ้ำยซ้อง แหล่เหลือ ฯ
90
๏ เรือหุ้มเรือห่อซ้อน ซบกัน
เรือแห่เรือแหนแหน แห่ห้อม
พิทุยพิทันแซ ชำมำก
ทุกท่ำทุกท่งล้อม หนั่นหนำ ฯ
๏ เรือคฤหเรือแคร่เต้ำ เต็มแคว น่ำนนำ
เรือเครื่องเรือครัวคลำ คลำ่ำหล้ำ
เรือซำคู่เรือแซ แซมฝ่ำ ฝืนแฮ
ขนัดหมู่ขนำนช้ำงม้ำ คล่ำวไคล ฯ
๏ ตับแต่งทำงท่ำถ้วน แถวหนำ หนั่นแฮ
หยุดรบำยกันไป จึ่งได้
นำนำหมู่นำวำ ดำดำษ
โดยสมเด็จเหง้ำไท้ ท่องฉนยร ฯ
๏ สยงสโพนพิณพำทยก้อง กำหล
สยงสู่ศรีสำรจยน จั่นแจ้ว
สยงคณคนคฤม คฤโฆษ
สยงพวกพลกล้ำแกล้ว โห่หรรษ ฯ
๏ ธงทยวจรรโจษกลิ้ง กลอมหำว
แพนเพ่งหำงยูงยรร ยั่วฟ้ำ
กบี่ธุชกลสกำว พังพ่ำย
บังเมฆกลวมกลุ้มหล้ำ หล่อแสง ฯ
๏ โยธำทุกฝ่ำยซ้อง ชมไชย
หมำยหมู่แขวงในแขวง นอกผ้ำย
โดยเสด็จสมเด็จไตร ภพนำรถ เสด็จแฮ
หลังก่อนขวำซ้ำยซ้อน คลี่คลำ ฯ
๏ ภูมิศวรรำชเรื้อง เอำรส ท่ำนฤๅ
หมำยหมู่หลังเหลือตรำ แต่งเต้ำ
จำมรมำศกลดธง ชยโบก โบยแฮ
คฤโฆษกลองฆ้องเคล้ำ คลี่ดูริย ฯ
๏ พระเจ้ำจอมโลกยลำ้ำ เลอยวน ยิ่งแฮ
เครคลี่แสนยำยูร ยำตรผ้ำย
ดลทำงท่ำสนำยพรวน พระบำท
ยกย่ำงพลย้ำยตั้ง ท่งทงรร ฯ
๏ ช้ำงม้ำเดียรดำษซ้ำย แซมขวำ
91
หลังก่อนเป็นขนัดขนัน อยู่ยั้ง
อำวุธมลังเมลืองอำ ภำเพรอศ พรำยแฮ
เสโล่หแพนดั้งตั้ง แห่แหน ฯ
๏ นับแต่พลล้วนเลิศ เลอหำญ
สำมหมื่นเสมอสำมแสน สำ่ำแกล้ว
เคยรุกรบรญบร หลำยท่ำ
เซงซำกมือไว้แล้ว มำกมำ ฯ
๏ ทุกพ้องพิรพ่ำหเจ้ำ จอมเมลือง เสิศแฮ
สรรพเครื่องสรรพำวุธ เลิศล้วน
เกรำะกรำยสำำลีเนือง นอกออก ไปแฮ
ทวนธนูหน้ำไม้ล้วน หมู่หมำย ฯ
๏ แวงในแวงนอกซ้ำย ขวำขนัน
ขนัดดำบเงินทองพรำย เพรอศฟ้ำ
ดำกันเกือบกันกรร กรีรำช
เรืองซ่นเรื่องก้อมผ้ำ ไพร่แพร ฯ
๏ แขวงขวำบริศำจซ้ำย กุมภัณฑ์
กรกระลึงเขนแปร ง่ำง้ำว
แสงสัตรมลังเมลืองฉัน ฉลุเมฆ
พลพวกหำญห้ำวห้อม พยบไพร ฯ
๏ เสนำนำเนกซ้ำย แซมขวำ เล่ำแฮ
หมำยหมู่ขรรคไชยศรี สำ่ำแกล้ว
ชยสินธุสำอำงอำ วธรยบ รยงแฮ
พลเลอกพลแล้วล้อม ไขว่แขวง ฯ
๏ เขนแพนทองทยบล้วน ตรำไตร แต่งแฮ
หอกดำบโตมรแซง ซ่นก้อม
ธนูยศธนูไชย ชำวปรำบ
ยลยอดใจเพชรพร้อม ไพร่หำญ ฯ
๏ ขนัดพลพิรภำพแผ้ว ผลำญรงค์ รวดแฮ
ยืนยุทธปรำกฏชำญ ใช่ช้ำ
รำยรำวเครื่องเป็นกง กรรรอบ กงแฮ
ยศประกำรกล้ำแกล้ว แกว่นกำรย์ ฯ
๏ พลหลวงหลำยคอบคำ้ำ คับทำง ท่งแฮ
ขันดำบขุนเรือหำญ หื่นต้ำว
92
ขนัดพลชนตำง ง่ำอยู่ อย่ำยแฮ
หันหอกขอเงื้อง้ำว ง่ำตำว ฯ
๏ ขนัดพลหมำยหมู่ต้ำน สงครำม เล่ำแฮ
หอกดำบแหลนหลำวหนำ หนั่นหน้ำ
ทึบทังท่งหลวงหลำม หำมแห่
ขนนอยู่ค้ำวค้ำวถ้ำ ข่มเขญ ฯ
๏ พวกพลช้ำงต้นแต่ ตัวหำญ
ฟันหนึ่งนับเปนหัว เชือกชี้
แก้วจักรรัตนชำญ ชยเดช
ทนหอกปืนป้องพี้ เฟื่องบร ฯ
๏ มัทธยมเทศพ้ยง คชสึงห์
งวงเงือดดินงำงอน เงือดฟ้ำ
คือคชปิ่นไตรตรึงษ์ พำลโพธ
โจมปรำบจักรพำฬหล้ำ แกว่นชน ฯ
๏ สำรสรรพจรรโจษหน้ำ หลังดำ ดำษเฮย
มำรพิชยยลยง ยวดช้ำง
แลสำรศิพำทิตย ควรคู่
พิศณุจักรจั้งง้ำง ง่ำรงค์ ฯ
๏ ขวำซ้ำยหมำยหมู่ถ้วน แถวสำร
สำรชื่อสระสงสำร แกว่นแกล้ว
ทยมคชชื่อบำลชม พูทวีป ไส้แฮ
จองเครื่องเครำแล้วถ้วน สำ่ำสำร ฯ
๏ ถัดสำรดูดิพรแม้ มงคล
จักรพำฬพอพำล เพรอศพ้น
บำลภูมิมณฑล ทนหอก ปืนแฮ
เคยคว่ำบรรุกร้น ผ่ำผลำญ ฯ
๏ พังพลำยในนอกล้อม เลือนไพร พรยกแฮ
โจมพิมำนไตรตรึงษ เลิศแล้ว
เรวฤทธิแกว่นกลไกร ษรรำช ไส้แฮ
กเกรอกธำตรีแกล้ว แกว่นรณ ฯ
๏ ครวีอำกำศเกื้อ อำกยรณ ชื่นแฮ
เทพพยนยลยนต ดุจได้
เมอลมนตรศักดิ์ขยน ขำมแข่ง ไส้แฮ
93
รยงรยบเหง้ำไท้ท้ยน ดำษดิน ฯ
๏ ภูโชพรำยแพร่งเหลื้อม โสภำ เพรอศแฮ
เมอลมโนนนฤมินท อยู่ยั้ง
อยืนทยมทยบอิษฏำ รมณ์รวด เร็วแฮ
เมอลมณีฉัตรจั้ง จ่ำยบร ฯ
๏ เงยงวงจะจวจแห้น หรรษำ
รัตนกลดงำงอน ง่ำฟ้ำ
กญชรรำชำ ชำญเดช ไส้แฮ
ทยมพระยำช้ำงกล้ำ แกว่นชน ฯ
๏ หัศดินชเยศได้ ชยเอ เมื่อใด
ควรคู่อยรำพด เสิศแล้ว
ยืนทยมทยบเวหำศ เหินแห่ พระแฮ
จองจำำเชองฤทธิแกล้ว แกว่นรงค์ ฯ
๏ ภูษำงำมแง่เกื้อ กุญชร ชื่นแฮ
เทพยสังหรยง ยวดกล้ำ
ทยมสำรชื่อสัญจร จตุรทวีป
พลพวกหำญถ้วนถ้ำ ร่อนรงค์ ฯ
๏ ทุกสำรเรวรวดรู้ รอบเชอง ชื่นแฮ
ยืนตรยบตรงไตรรัตน รยบแล้ว
ตรัสไตรเทพยทลอึง อำคำธ
แสงสลำบครุฑแพร้วแพร้ว แพร่งเหอร ฯ
๏ คลุกเคล้ำผนนผงำดเผ้ง ไปมำ
โฉมจำำเริญจักรพรรดิ เพรอศพ้น
หูหำงฟฟำยงำ งวงง่ำ งำมแฮ
ยลยิ่งนฤมิตรล้น เหอศหำญ ฯ
๏ นำนำพลพ่ำหล้อม เลือนแล เลิศแฮ
โฉมจำำรัสจักรพำฬ คู่เคื้อ
งำจยงจำำทยงแข พำลโพธ
งวงเงื่อนเฉลำแก้วเกื้อ แกว่นหำญ ฯ
๏ สำรพรำยคฤโฆษคฤ้้ำม อุดอึง อยู่แฮ
กรลอกไตรตรึงษชำญ ช่ยวพ้น
พิศโฉมกระลึงไตร จักรอำจ องคแฮ
ตระล่งไตรภพล้น เลิศไชย ฯ
94
๏ อำภรณอำภำศเกี้อ กุญชร ชื่นแฮ
ฦๅตระหลบไตรภูมิ เฟื่องหล้ำ
ทยมพิรพระสังหร หำยำก
พรพระสังหำรหน้ำ ชื่นไชย ฯ
๏ คชสำรเสำวภำคยพ้ยง คชสีห์
พำหพรพระไพรทรง รวดเร้ำ
ทยมพัทธิไพรี เร็วรวด ยงแฮ
พอซรำบซรับมันเห้ำ หื่นรงค์ ฯ
๏ กรลับกรลอกร้อง เรองหำญ หื่นแฮ
โชติพระพิศณุยง ยวดช้ำง
ชำำนิชำำนำญชำญ ชยเดช
ทนหอกปืนป้องขว้ำง ข่มบร ฯ
๏ ชยพระพิเศษลำ้ำ เลอหำญ
สรรพเครื่องคชำภรณ์ เพรอศแพร้ว
เชษฎพระพิศำลสำ มรรถแว่น ไวแฮ
ทำนพระพิสุทธแกล้ว แกว่นรณ ฯ
๏ พิศณุพระกรแกว่นส้ำย สงครำม
พรพระกรรมไกรกล วำดไว้
พรรณพระเกตุเงื่อนงำม โสภำศ
เพศพระกำลควรไท้ แทบองค์ ฯ
๏ พระสุรสีหนำทป้อง ปืนปรำย
พิรเพ็ชรพระชยณรงค์ ช่ยวพ้น
ยืนทยมกำำจำยจักร โจมจ่ำย
ศักดิเคยค้นคว้ำส้ำย ศัตรู ฯ
๏ พลเป็นกงข่ำยล้อม เลือนดิน ดำษแฮ
พรพระเสด็จตำมดู ดุจแต้ม
ทยมเพชรพระอินทร อำฆำฎ
มันชรำบชรับสองแก้ม เกือบคำง ฯ
๏ ขวำซ้ำยดยรดำษหน้ำ หลังหลำม
ศิลปพระพรวำง วิ่งผ้ำย
สำรสรพระรำมเรว ฤทธิชื่น ชำญแฮ
เลิศพระชยค้นส้ำย ส่ำยเข็ญ ฯ
๏ สบสำรหำญหื่นล้อม เลือนไพร พรยกแฮ
95
รณพระชยสิทธิเห็น ห่อนช้ำ
ทยมฤทธิพระไชยศักดิ์ สำมำรถ
รักษพระชยศรีกล้ำ แกว่นชน ฯ
๏ อำภรณอำภำศแก้ว แกมกำญจน์
สิทธิพระสำพุทธพล เลิศล้น
ทยมสุทธิพระสมภำร เสำวภำค
สำรพระภูธรพ้น ตรยบตรอง ฯ
๏ สำรพลำยหลำยหลำกซ้ำย แซมขวำ
ชิดแทบพระสนสนอง เงื่อนขว้ำง
ทยมชลพระอำไศรย เสำวภำค
แลเครื่องช้ำงแลช้ำง ยิ่งยง ฯ
๏ ชยพระอินทรำศนท้ยน เมำมัน
ชำติพระอินทรียองค์ อ่ำแกล้ว
ฉินโฉมพระฉัททันต์ ทรงเดช
อย้ำยอยู่ล้อมแล้วลำ้ำ เขื่อนขันธ์ ฯ
๏ ลำงตัวตระเทศหน้ำ ขวยขวญ
ลำงเตอบตระหมั้นภี พ่ำงปั้น
ลำงตัวค่ำควรเมือง ยงยวด
ลำงช่ำงชนหมั้นสู้ ส่ำยบร ฯ
๏ สำรเรวรวดพ้ยงพ่ำง แสะสยำม
ลำงสำ่ำสองงำงอน เงือดฟ้ำ
ลำงสำรแกว่นสงครำม เคยเกลื่อน บรเเฮ
ลำงสำ่ำงำอ่ำหน้ำ เฉอดฉัน ฯ
๏ ลำงสำรงำมเงื่อนแกล้ง เกลำเหลำ หล่อแฮ
ลำงสำ่ำจรำงมันผัน ม่ำยม้ำ
ลำงสำรอำจเอำธำร ชำญช่ยว
ลำงสำ่ำแกล้วกล้ำบ้ำ ชื่นตำ ฯ
๏ ลำงสำรกดก่ยวซ้ำย ขวำขบ ควบแฮ
ลำงสำ่ำงำขวำงอน ง่ำแกล้ว
ลำงดำำขขลับคือ แมลงภู่
เคยผำดเผ้งแผ้วผู้ ผ่ำเข็ญ ฯ
๏ ขวำซ้ำยหมำยหมู่หน้ำ หลังไตร ตรวจแฮ
สรรพเครื่องอำวธเหน ห่อนช้ำ
96
ลำงงำมเงื่อนไกรษร โสภำค
ลำงสำ่ำเก้ำเท้ำกล้ำ แกว่นหำญ ฯ
๏ ไตรตรึงษดิรำษตรร้ำย ฤๅมี หนึ่งนำ
อัษฎลักษณำกำร แก่นเกื้อ
คชสำรคู่คชสีห พิรยภำพ ไส้แฮ
แลเครื่องแลช้ำงเคื้อ คู่ขยน ฯ
๏ กรพัดทองทำบถ้วน แถวสน สอดแฮ
รัดพนคำำคยน พู่ห้อย
แชงชนักกเบนบน คอคำด
โยงโยคหลังหน้ำร้อย แร่งไหม ฯ
๏ พรำยพัสตรพักพนำดพร้อม ภูษำ
พรำยแพร่งภูโชไชย เพรอศแพร้ว
จำมรมล่ำนเมลืองตำ หลำยหมู่
อำนกูปแก้วเก้ำอี้ อำศนทอง ฯ
๏ จองคชพยู่หกั้ง กำรยุทธ
แลเครื่องแลสำรสรอง เพรอศพ้น
สำรสบสลำบคุรธคือ ครุทธพ่ำหณ
ดำดำษรุกร้นข้ำ ข่มยวน ฯ
๏ ตำบหน้ำหน้ำรำหู จับจันทร์
สรรพคับคำำควร ลวดล้อม
พรำยพรำยพันเหำหำง ยูงรยับ ยำบแฮ
คำำครำ่ำของ้ำวส้อม ทำบทอง ฯ
๏ แหลนหลำวหอกดำบดั้ง โตมร
มลังเมลืองเรืองรอง อร่ำมฟ้ำ
แสะสรรพแคบหมอนทอง พรำยเพรอศ
สุดสำ่ำพลช้ำงม้ำ หนั่นหนำ ฯ
๏ แต่พลม้ำแล้วเลิศ สรวงสวรรค์
เบญจสัตสังขยำ คล่ำวคล้อย
สยำมกรรณ์สุพรรณหงษ์ ขยนแข่ง งำมแฮ
สรรพแคบหมอนทองห้อย ภู่พรำย ฯ
๏ อัศวกรรมงำมพ้นแพ่ง พอลักษณ
สวรรค์พิมำนทำยทยม ทยบด้วย
สีหรำชลำ้ำนักโฉม สีหรำช
97
วิลำศหงษหนัำส้วย สยบคำง ฯ
๏ สีหเบ็ญชรชำติพ้ยง ขยนขำม แข่งแฮ
วรเวครไวขวำขวำง ขวยบซ้ำย
สองตำตรยบนิลำม พุชำติ
ถนัดอยำตรเมืองฟ้ำคล้ำย คล่ำวดล ฯ
๏ โฉมอินทรสรอำจแม้น มือแมน แต่งแฮ
รำชพำหนหยยล ยวดม้ำ
สุพรรณสีหแสนสิน- ธพชำติ
นิลเสวตรพลันพ้ยงฟ้ำ เปล่งเปลว ฯ
๏ โฉมศรืสีหำศนลำ้ำ เลขำ
รำชสำฤทธิเรว รวดแท้
เมอลมุขเมฆมำลำ ควรค่ำ เมืองแฮ
เมอลมหำสังขแปล้ แปลกลังข์ ฯ
๏ จักรลักษณ์ศักดิพำหแม้น แมนเฉลำ
แรงร่ยวเหำะขลังเร็ว รวดผ้ำย
อำภรณพัฬเหำรัตน์ รำยรยบ
กลับกลอกขวำซ้ำยผ้ำย ผำดผัน ฯ
๏ หำงฝังหลังเด้งสรยบ คอคำง
ลิวแล่นพลันหนักชัก ง่ำยลำ้ำ
ภีสองน่องกำงหำง ชันชอบ กลแฮ
ตีนตรยบข้อคองำ้ำ ง่องงำม ฯ
๏ พวกพลช้ำงม้ำรยบ รยงจรร โจษแฮ
ดยรดำษดินเหลือหลำม ท่งท้ำง
สรรเพชญพ่ำงศรีสรร เพชญภำคย
ยำมโยคพระเจ้ำช้ำง เผือกผ้ำยลีลำ ฯ
๏ ธงทยวหลำยหลำกกลิ้ง กลดไชย
ชรอำ่ำทั้งทำงอำ กำศกลุ้ม
แพนทองพรรณรำยไพ โรจโชติ
หำญแห่จุ้มจุ้มล้อม หนั่นหนำ ฯ
๏ สรวญศรัพทคฤโฆษฆ้อง กลองไชย
ทุ่มพ่ำงแตรสังขชวำ ปี่ห้อ
มฤทึงค์ทรไนทรอ ทรุพรำช
ดังเดึอดม้ำฬ่อก้อ โกรศกรยง ฯ
98
๏ สยงพิณสยงพาทยพ้อง สารสม คู่แฮ
สยงคีตสยงแผคงจยร จั่นแจ้ว
เภรีระงมเภรี สยงลั่น ฦๅเเฮ
สยงเกือบสยงก้องแกล้ว ไห่หรรษ ฯ
๏ ทุกพ้องพันธทุกถ้วน แถวใน นอกแฮ
พลขอบพลขันขัน เข่นกล้า
ทรนงทรเนืองไจ เจียรภิต
ดาดาษดาด้างถ้า ถั่งโดย ฯ
๏ พลพระภูมิศรเรื้อง เอารส ท่านแฮ
รองร่องร้องโกรยโดย ปิ่นเกล้า
พลหาญแห่พลคช แครเคลื่อน ไคลแฮ
พลพวกม้าแคล้วเคล้า คลี่คลา ฯ
๏ หัวเมืองขุนหมื่นพร้อม พันแหน แห่นา
หมายหมู่ขวาแขวงขวา ไขว่ซ้าย
แวงทองดาบทองแพน เขนไขว่
สบสำ่าหลงหน้าผ้าย หนั่นหนา ฯ
๏ เมอลมุนกว้านไพร่ถ้วน แถวกอง ชื่นแฮ
ไกวแกว่งศราวุธ ง่าเงื้อ
ทรนงทรนองหา แหนราช
แสงสำ่าลีเกื้อก้อม แพร่งพราย ฯ
๏ พวกพลกลำ้ากล้ากลาด ไปหนา หนั่นแฮ
หาญห่มเกราะกรายกราย ก่อนม้า
ประดับประดาดา แหนแห่ พระนา
แลเครื่องแลหน้าม้า ใคร่ชม ฯ
๏ ธงฉัตรหลายแหล่กลิ้ง กลดแซรง
ซรอำ่าอับอัมพร เกือบกั้ง
แตรสังขดำาแคงครร ชิตโฆษ คฤมแฮ
ทวนธนูหน้าไม้ตั้ง ต่อบร ฯ
๏ สรรเพ็ชญภิโพธิเกล้า สงสาร
แครคลี่แสนยากร กล่นผ้าย
พยงพระคชาธาร ทรงเดช
คลายคลี่พลหว้ายฟ้า เฟื่องมาร ฯ
99
ร่าย
๏ แต่นั้นบั้นนฤเบนทรนฤเบศ นเรศรนรินทราธิบดีศรีสรร
เพชญ์ สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถนายกดิลกผู้เปนเจ้า เกล้า
ภูวมณฑล สกลชำพูธิเบศ คือพระเดชเกษกษัตรีรพีพงศ์ ทรงมกุฎ
รัตนพัสตราภรณวิภูสิตเสร็จ เสด็จเหนือปฤษฎางคกุญชร ดุจ
อมรสถิตย์เอราวรรณ์ ครรไลยยังนครคู่ฟ้า ถวัลยวิภูผ่านหล้า
แหล่งเฟี้ยมฟีกบุญ ท่านนา ฯ
โคลงสี่
๏ สารพู้นสพราศเหลื้อม เขนทอง
ตนพระยาลางพึง พวกเพื้อ
พระคุณออกนางครอง รักษราช นั้นฤๅ
ดินแลฟ้าคว้างเคื้อ ไป่แทน ฯ
๏ ขุนช้างผันผาดช้าง ผลาญงา
งาต่องาขวิดแขวน ท่าวหั้น
ลางเลี่ยงหลีกเหลือภา พลใหญ่
พลเพื่อนพาซุกซั้น ร่นลาญ ฯ
๏ รำ่าปางเขาไล่ร้าสงคราม ท่านนา
ลาวแต่งต้บปราการ หนั่นหน้า
กษ้ตริย์เลื่อนพลตาม เรวเร่ง
โซรมเชือดแทงท่วนม้า หนั่นหัว ฯ
๏ หาญเราต่อเต่งง้วน ไหงวฤๅ
สารเติบต่อตัวทับ ท่าวหั้น
เขารุกเร่งพลปือ ยอพ่าน
ม้าช้างฉวัดไล่ช้นน ช่วยแทง ฯ
๏ ทรงบุญจรหง่านเลี้ยง ผสานงา
ฟองสมุทตื่นกลางแปลง ท่าวหั้น
สบสารก็ชวนมา โซรมช่วย กนนแฮ
งาต่องายอกั้น ซรวดเซร ฯ
๏ ทรงบุญถอยเร่ร้น รุกแทง
ลาวแล่นเปรตายหัว ขวดขวำ้า
ขอเขนกระลึงแวง วยนมาตร
หอกช่วยเชองชักซำ้า ซ่นไฟ ฯ
100
๏ ลาวหัวขาดห้อยติด คอสาร
ฟูมเลือดหลามไหลจร จวบจั้ง
พระเทพประหารหัก โหมเกลื่อน
เขนแนบเขนตาวตั้ง ต่อตาย ฯ
๏ เสนาตกเกลื่อนเขา กลยวลาว
ลุย่านไทเท้งหงาย เฟือดฟ้า
ไพร่พลเมืองนาวนาว นฤนาท
แตรตระหลบก้องหล้า ส่งสยง ฯ
๏ พันฦกลำ้าฟาดฟ้า ดินทรุด
ผืนแผ่นบโยงเอียง บ่ช้า
พลหลวงศรีราชบุตร พังพะ มานา
เขาเกลื่อนช้างเขากล้า เกลื่อนเขา ฯ
๏ พลม้าเขาแกว่นลำ้า พลเสือ
พลหอกหาญครเลา ไล่เท้ง
โยธาแหล่หลายเหลือ อกแผ่น มานา
สยงมี่ระเร้งฟ้า ฟาดไฟ ฯ
๏ กษัตริย์ไวแว่นหน้า พรยมพราย เพรอศแฮ
รามราชฤๅไทเห็น ห่อนช้า
พระโฉมเฉกนารายณ์ เรืองราช นั้นแฮ
ดาลเดชตรัสเจ้าฟ้า สี่มือ ฯ
๏ สำ่าสารผายผาดพ้ยง สีหเคนทร์
คมขาดคอคึอจักร เคลือบแคล้ว
พระกรกระลึงเขน กรหลอก
กรหลอกกลดกั้งแพร้ว เพรอศพราย ฯ
๏ พลแพนพลหอกหน้า พนักทอง
เขาย่อมขันตัวตาย ต่อหน้า
ชาญไชยชื่นชมคลอง กรยงแผ่น เผยอแฮ
ตนราชผู้แกล้วกล้า เกลื่อนพล ฯ
๏ หมวกทองลุกแล่นเข้า ขบฟัน ต่อนา
เข้าประทะได้กล ดีดนิ้ว
สิบคนต่อลาวพัน ภูใหญ่
หั่นเด็จหัวได้หิ้ว ถั่งถวาย ฯ
๏ แพนดั้งไย่ไย่เข้า ทักแทน ก่อนนา
101
ตัวต่อตัวลาวตาย ตื่นหยั้น
หางยูงหักโหมแพน ทองท่าว
ญวนพ่ายพลล้านร้น ค่ายคึง ฯ
๏ พันฦกลำ้าฟ้าผ่าว เผากัลป์
ฦๅเลวงอึกอึง แหล่งหล้า
พราหมณพรตสังวาลวัล โหงหูต แล้วแฮ
มากปู่เปนบ้าเต้น ตื่นหนี ฯ
๏ หมากขามรกรูดช้าง ลงเชอง
ลาวล่ามมัวผีเมา ม่วยม้วย
ถางกันไขว่ขวินเชวอง ดยรดาษ
ยงยิ่งลำากล้วยลำ้า ล่าวเลือน ฯ
๏ กั้งกลดไทท้าวราช เอารส ท่านนา
ขวัญก่ยงกินเผือนไป เผือดหน้า
ตรลึงตรลานหต หัวห่อ ตนแฮ
ยวนยิ่งเหยงย้ายว้า วุ่นวนน ฯ
๏ เสียนางลเอ่งเนื้อ นมเฉลา
เสียสาตราวุธสรรพ์ ใช่น้อย
เสียพาลยพัฬเหา ทองแท่ง
เสียกั่นโทงถ้วนร้อย มาศเมลือง ฯ
๏ เห็นเราทุกแห่งห้อม ติดตาม
โหมประนงงเมืองโจม จวบล้าง
เงินทองแหล่เหลือหาม ทุกหมู่
นางมิ่งเมืองม้าช้าง ถั่งถวาย ฯ
๏ เชลอยลากลู่ม้า มือมัด
เขาเมื่อยจำาจูงขาย แลกเหล้า
พระยศพ่อท่านทัด ไตรโลกย์
ดินหื่นหอมฟ้าเร้า รวดขจร ฯ
๏ ชยชยยศโยศเจ้า จักรกรี
ไกรเทพศรีสาคร เฟื่องหน้า
ชยชยเมื่อพูนศรี นางนาฏ
ชยบพิตรพ้นฟ้า เพื่อมมา ฯ
๏ ชยชยอำานาจท้าว คือราม
รอนราพล่วงลงกา แผ่นแผ้ว
102
ชยชยดิ่งติดตาม มารมารค นั้นฤๅ
ชยชำานะได้แก้ว ครอบครอง ฯ
๏ ชยชยชมชาติแก้ว กุญชร้ศ
ภูเบศสากลปอง กราบไหว้
ชยชยมี่เมืองสวัสดิ ภูลโภค
ชยบพิตรท้าวไท้ เลิศฦๅ ฯ
๏ ชยชยยศโยคก้อง ไตรตรึงษ์
บุญเบอกวยงทองปือ ไต่เต้า
ชยชยรำาพึงสยง ฦๅลาภ
สรหนั่นนิ้วนอบเข้า อยู่มือ ฯ
๏ ชยชยานุภาพท้าว ทยมทิน กรแฮ
เมืองเทพคนธรรพฦๅ อยู่ถ้อย
ชยชยพ่อพยงอินทร นุภาพ
บุญเบอกเมืองถ้วนร้อย รอบถวาย ฯ
๏ ชยชยเมื่อปราบอ้อม กำาแพงเพ็ชร์
ผืนแผ่นผายเสมา ออกกว้าง
ชยชยท่านไตรเตร็จ ในนารถ
ยศโยคบุญท้าวอ้าง อาจครวญ ฯ
๏ กษัตริย์สุรราชเรื้อง รศธรรม์
บรรหารยศยอยวน พ่ายฟ้า
สมภารปราบไปกัลป์ ทุกทวีป
ร้อยพิภพเหลื่อมหล้า อยู่เย็น ฯ
๏ ร้อยท้าวรวมรีบเข้า มาทูล ท่านนา
ถวายประทุมทองเป็น ปิ่นเกล้า
สมภารพ่อพยงสูรย โสภิต
มอญแลยวนพ่ายเข้า ข่ายบร ฯ
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๕
๑. ศึกษาอิทธิพลของวรรณคดีเรื่อง ลิลิตยวนพ่ายที่มีต่อ
วรรณคดีเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ในแง่ของกลวิธีการแต่ง และการ
ใช้คำา
103
๒. ศึกษาและรวบรวมคำาศัพท์โบราณจากวรรณคดีเรื่องนี้
ในรูปแบบของบัญชีศัพท์
๓. ถอดความจากบทประพันธ์ให้ครบถ้วน ถูกต้องและได้
อรรถรส
ลิลิตพระลอ
ลิลิตพระลอเป็นวรรณคดีสมัยอยุธยาที่คนไทยปัจจุบันรู้จัก
และคุ้นเคยมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ใน
สมัยเดียวกัน
เรื่องพระลอเป็นนิยายประจำาถิ่นไทยภาคเหนือ เชื่อว่ามี
เค้าโครงเรื่องเกิดขึ้นในแคว้นล้านนา ระหว่าง พ.ศ. ๑๖๑๖ –
๑๖๙๓ ปัจจุบันท้องที่ของเรื่องอยู่ในจังหวัดแพร่และลำาปาง
เนื้อเรื่องกล่าวถึงความรักของหนุ่มสาว (พระลอ พระเพื่อน พระ
แพง) ที่มีอุปสรรคจนต้องยอมแลกด้วยชีวิต
ลิลิตพระลอ เป็นลิลิตโศกนาฏกรรมความรัก ที่แต่งขึ้นอย่าง
ประณีตงดงาม มีความไพเราะของถ้อยคำา และเต็มไปด้วย
สุนทรียศาสตร์ พรรณนาเรื่องด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ใช้กวี
โวหารอย่างยอดเยี่ยม ในการบรรยายเนื้อเรื่อง ที่มีฉากอย่าง
มากมาย หลากหลายอารมณ์ โดยมีแก่นเรื่องแบบรักโศก หรือ
โศกนาฏกรรม และแฝงแง่คิดถึงสัจธรรมของชีวิต ลิลิตพระลอนี้
เคยถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากนักวรรณคดีบางกลุ่ม เนื่องจาก
เชื่อว่าเป็นวรรณกรรมที่มอมเมาทางโลกีย์
ลิลิตพระลอที่ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร เมื่อ พ.ศ.
๒๔๕๙ ให้เป็นยอดแห่งลิลิต แต่ทั้งเรื่อง ผู้แต่งและปีที่แต่ง ไม่
ปรากฏหลักการหรือข้อความระบุที่ชัดเจน แต่อาจอาศัยเนื้อเรื่อง
ที่ระบุถึงสงครามระหว่างไทยและเชียงใหม่มาเป็นจุดอ้างอิง ซึ่ง
เดิมนั้นเชื่อว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(พ.ศ. ๒๑๙๙- ๒๒๓๑) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน และเป็นที่
ถกเถียงกันมาจวบจนปัจจุบัน นักจารณ์วรรณคดีส่วนใหญ่ลง
ความเห็นว่า ลิลิตพระลอแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาแน่ แต่ยังมีบาง
ท่านเสนอเวลาที่ใหม่กว่านั้น ว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตน
โกสินทร์ แต่ยังมีผู้คล้อยตามไม่มากนัก
104
นักวรรณคดีมักจะยกโคลงท้ายบทมาเป็นหลักฐาน
พิจารณาสมัยที่แต่ง ดังนี้
จบเสร็จมหาราชเจ้า นิพนธ์
ยอยศพระลอคน หนึ่งแท้
พี่เลี้ยงอาจเอาตน ตายก่อน พระนา
ในโลกนี้สุดแล้ เลิศลำ้าคุงสวรรค์ฯ
จบเสร็จเยาวราชเจ้า บรรจง
กลอนกล่าวพระลอยง ยิ่งผู้
ใครฟังย่อมใหลหลง ฤๅอิ่ม ฟังนา
ดิเรกแรกรักชู้ เหิ่มแท้รักจริงฯ
จากโคลงข้างบน มีผู้เสนอว่า "มหาราช" คือกษัตริย์ เป็นผู้
แต่ง และ "เยาวราช"เป็นผู้เขียน (บันทึก) และสันนิษฐานว่า ผู้
แต่งน่าจะเป็น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และผู้เขียน คือ สมเด็จ
พระบรมราชาธิราชที่ ๔ และคาดว่าน่าจะแต่งเมื่อ พ.ศ.
๒๐๓๔-๒๐๗๒
อย่างไรก็ตาม นักวรรณคดีบางท่าน เสนอว่า น่าจะอยู่ใน
สมัยพระชัยราชาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๗-๒๐๘๙) เนื่องจากเป็น
สมัยที่มีสงครามระหว่างไทยกับเชียงใหม่ และเป็นสมัยแรกที่มี
การใช้ปืน (ปืนไฟ) ในการรบ
ภาษาสำานวนในลิลิตพระลอ อ่านเข้าใจได้ง่ายกว่า
วรรณกรรมเรื่องอื่นๆ ในสมัยอยุธยา แต่ก็ยังมีศัพท์ยาก และ
ศัพท์โบราณอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้นักวิจารณ์บางท่าน
เสนอว่า ลิลิตพระลอแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์
ลิลิตพระลอเป็นเรื่องรักโศก บรรยายถึงความรักระหว่าง
พระเอก คือ พระลอ และนางเอกสองคน คือ พระเพื่อน และพระ
แพง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความรักของหญิงชายอีกสองคู่ คือ
นางรื่น นางโรย และนายแก้ว นายขวัญ พี่เลี้ยงของพระเพื่อน
พระแพง และพระลอ ตามลำาดับ
105
ผู้แต่งได้ผูกเรื่องไว้อย่างน่าติดตาม โดยมีบทพรรณนาที่
งดงาม มีความหลากหลาย โดยตลอด แม้จะนับเป็นนิยายเรื่อง
ยาว (ความยาวถึง ๖๖๐ บท) แต่ก็ไม่ทำาให้ผู้อ่านรู้สึกเบื่อ
ลิลิตพระลอ มีผู้เรียกว่าเป็น "วรรณคดีบริสุทธิ์" เพราะมี
ลักษณะสะเทือนอารมณ์ที่ยอดเยี่ยม เป็นเรื่องโศกที่จบลงด้วย
ความตาย เป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ยอดของ
วรรณคดีลิลิตเพราะแต่งดีอย่างวิเศษในด้านภาษา" โคลงและ
ร่ายของลิลิตพระลอจัดได้ว่า เป็นแบบฉบับหรือชั้นครูที่กวีรุ่น
หลังนิยมยกย่องยึดถือ เช่น การแต่งโคลงสี่สุภาพ ที่มีเสียง
บังคับวรรณยุกต์เอก ๗ โท ๔ จะดูได้จากโคลงในลิลิตพระลอบ
ทนี้
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
คำาประพันธ์ในเรื่องลิลิตพระลอ เป็นลิลิตสุภาพ ประกอบ
ด้วย ร่ายสุภาพ, ร่ายสอดสร้อย, โคลงสองสุภาพ, โคลงสาม
สุภาพ และ โคลงสี่สุภาพ สลับกันตามจังหวะ ลีลา และเนื้อหา
ของเรื่อง
ตัวอย่างของคำาประพันธ์ มีดังนี้
ร่าย
๑ ศรีสิทธิฤทธิไชย ไกรกรุงอดุงเดชฟุ้งฟ้า หล้ารรัว กลัว
มหิมา รอาอานุภาพ ปราบทุกทิศ ฤทธิรุกราญ ผลาญ พระนคร
รอนลาวกาวตาวตัดหัว ตัวกลิ้งกลาดดาษดวน ฝ่าย ข้างยวนแพ้
พ่าย ฝ่ายข้างลาวประลัย ฝ่ายข้างไทยไชเยศ คืน ยังประเทศ
พิศาล สำาราญราษฎร์สัมฤทธิ พิพิธราชสมบัติ พิพัฒนมงคล สรส
กลีิิมา ประชากรเกษมสุข สนุกทั่วธรณี พระนครศรีอโยธยา
มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมยศโยคยิ่งหล้า ฟ้าฟื้น
ฟึกบูรณ์
โคลง ๔
106
๒ บุญเจ้าจอมโลกเลี้ยง โลกา
ระเรื่อยเกษมสุขพูล ใช่น้อย
แสนสนุกศรีอโยธยา ฤๅรำ่า ถึงเลย
ทุกประะเทศชมค้อยค้อย กล่าวอ้างเยินยอ ฯ
๓ รู้มลักสรบศาสตร์ถ้วน หญิงชาย
จักกล่าวกลอนพระลอ เลิศผู้
ไพเราะเรียบบรรยาย เพราะยิ่ง เพราะนา
สมปี่ลู้เสียงลู้ ล่อเล้าโลมใจ ฯ
๔ สรวลเสียงขับอ่านอ้าง ใดปาน
ฟังเสนาะใดปูน เปรียบได้
เกลากลอนกล่าวกลการ กลกล่อม ใจนา
ถวายบำาเรอท้าวไท้ ธิราชผู้มีบุญฯ
ร่าย
๕ กล่าวถึงขุนผู้ห้าว นามท่านท้ายแมนสรวง เปนพระยา
หลวงผ่านเผ้า เจ้าเมืองสรวงมีศักดิ์ ธมีอัคเทพีพิลาส ชื่อนาง
นาฎบุญเหลือ ล้วนเครือท้าวเครือพระยา สาวโสภาพระสนม
ถ้วนทุกกรมกำานัล มนตรีคัลคับคั่ง ช้างม้ามั่งมหิมา โยธา
เดียรดาษหล้า หมู่ทกล้าทหาร เฝ้าภูบาลนองเนือง เมืองออก
มากมียศ ท้าวธมีเอารสราชโปดก ชื่อพระลอดิลกล่มฟ้า ทิศ
ตะวันออกหล้า แหล่งไล้สีมา ท่านนาฯ
ร่าย
๖ มีพระยาหนึ่งใหญ่ ธไซร้ทรงนามกร พิมพิสาครราช
พระบาทเจ้าเมืองสรวง สมบัติหลวงสองราชา มีมหิมาเสมอกัน
ทิศตะวันตกไท้ท้าว อคร้าวครองครองยศ ท้าวธมีเอารสราช ฦๅ
ไกร ชื่อท้าวพิไชยพิษณุกร ครั้นลูกภูธรธใหญ่ไซร้ ธก็ให้ ไป
กล่าวไปถาม นางนามท้าวนามพระยา ชื่อเจ้าดาราวดี นาง มีศรี
โสภา เปนนางพระยาแก่ลูกไท้ ลูกท้าวธได้เมียรัก ลำานัก เนตร
เสนหา อยู่นานมามีบุตร สุดสวาทกษัตริย์สององค์ ทรง โฉม
จันทรงามเงื่อน ชื่อท้าวเพื่อนท้าวแพง จักแถลงโฉมเลิศล้วน งาม
ถี่พิศงามถ้วน แห่งต้องติดใจ บารนี ฯ
107
ท้าวแมนสรวงยกไปตีเมืองสรอง
ร่าย
๗ เมื่อนั้นไท้แมนสรวง พญาหลวงให้หา หัวเมืองมาริ
ปอง ว่าเมืองสรองกษัตริย์กล้า อย่าช้าเราจะรบ ชิงพิภพเป็นเมือง
ออก เร่งบอกให้เรียบพล นายกคณชุมกัน ครันเทียบพลเศิกเสร็จ
ท้าวธเสด็จพยุหบาตร ลีลาศจากพระนคร คลี่นิกรพลพยู่ห์ สู่แดน
ศึกบ่มิช้า เดียรดาษพลช้างม้า เพียบพื้นภูมิน ร่าย
ร่าย
๘ ส่วนนรินทรราชา พิมพสาครราช พระบาทครั้นได้ยิน
ว่าภูมินทร์แมนสรวง ยกทัพหลวงมากระทั่ง ท้าวธก็สั่งพลออกรับ
ตับตามกันเดียรดาษ พระบาทเสด็จบ่มิช้า พลหัวหน้าพะกัน
แกว่งตาวฟันฉะฉาด แกว่งดาบฟาดฉะฉัด ซ้องหอกซัดยะยุ่ง
ซ้องหอกพุ่งยะย้าย ข้างซ้ายรบบ่มิคลา ข้างขวารบบ่มิแคล้ว
แกล้วแลแกล้วชิงข้า กล้าแลกล้าชิงขัน รุมกันพุ่งกันแทง เข้าต่อ
แย้งต่อยุทธื โห่อึงอุดเอาชัย เสียงปืนไฟกึกก้อง สะเทือนท้อง
พสุธา หน้าไม้ดาปืนดาษ ธนูสาดศรแผลง แขงต่อแขงง่าง้าง
ช้างพะช้างชนกัน ม้าผกผันคลุกเคล้า เข้ารุกรวนทวนแทง
ระแรงเร่งมาหนา ถึงพิมพิสาครราช พระบาดขาดคอช้าง ขุนพล
คว้างขวางรบ กันพระศพกษัตริย์ หนีเมื้อเมืองท่านไธ้ ครั้นพระ
ศพเข้าได้ลั่นเขื่อนให้หับทวาร ท่านนา
ร่าย
๙ งานรักษาพระนคร ท้าวพิชัยพิษณุกรกันเมืองได้ ไท้
แมนสรวงเสด็จคืน ท้าวพิชัยยืนครองพิภพ ปลงพระศพราชบิดา
แล้วไสร้ ธก็ให้สองพระงาหน่อเหน้า ไปอยู่ด้วยย่าเจ้าวังเดียว
กับสองนางเฉลียวฉลาด พี่เลี้ยงราชธิดา โดยธตราชื่อชื่น ชื่อ
นางรื่นแลนางโรย โดยรักษาสองอ่อนท้าว สองสมเด็จเสด็จด้าว
สู่ห้องเรือนหลวง ท่านแล
พระลอครองเมืองสรอง
ร่าย
๑๐ เมื่อนั้นไท้แมนสรวง พระยาหลวงผู้มีศักดิ์ ให้ไป
กล่าว นางลักษณวดี นางมีศรีสวัสดิ์ลออ ให้แก่พระลอดิลก
ยกเปน อัคมหิษี มีบริพารพระสนม ถ้วนทุกกรทกำานัล ประกอบ
108
สรรพ สมบูรณ์ จึงนเรนทร์สูรราชบิดา สวรรคาไลยแล้วเสด็จ
พระลอ เสด็จเสวยราชย์ โฉมอภิลาสสระผม ดิสฟ้าชมบรู้ โฉม
พระลอเลิศแก้ว กว่าท้าวแดนดิน แลนา ฯ
โคลง ๒
๑๑ รอยรูปอินทร์หยาดฟ้า มาอ่าองค์ในหล้า
แหล่งให้คนชม แลฤๅ ฯ
๑๒ พระองค์กลมกล้องแกล้ง เอวอ่อนอรอรรแถ้ง
ถ้วนแห่งเจ้ากูงาม บารนี ฯ
๑๓ โฉมผจญสามแผ่นแพ้ งามเลิศงามล้วนแล้
รูปต้องติดใจ บารนี ฯ
๑๔ ฦๅขจรในแหล่งหล้า ทุกทั่วคนเที่ยวค้า
เล่าล้วนยอโฉม ท่านแล ฯ
๑๕ เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า ผิบได้เห็นหน้า
ลอราชไซร้ดูเดือน ดุจแล ฯ
๑๖ ตาเหมือนตามฤคมาศ พิศคิ้วพระลอราช
ประดุจแก้วเกาทัณฑ์ ก่งนา ฯ
๑๗ พิศกรรณงามเพริศแพร้ว กลกลีบบงกชแก้ว
อีกแก้มปรางทอง เทียบนา ฯ
๑๘ ทำานองนาสิกไท้ คือเทพนฤมิตไว้
เปรียบด้วย ขอกาม ฯ
๑๙ พระโอษฐ์งามยิ่งแต้ม ศศิอยู่เยียวยะแย้ม
พระโอษฐ์โอ้งามตรู บารนี ฯ
ร่าย
109
๒๐ พิศดูคางสระสม พิศศอกกลมกลกลึง สองไหล่พึงใจ
กาม อกงามเงื่อนไกรสร พระกรกลงวงคช นิ้วสลวยชดเล็บ เลิศ
ประเสริฐสรรพสรรพางค์ แต่บาทางค์สุดเกล้า พระเกศ งามล้วน
เท้า พระบาทไท้งามสม สรรพนา ฯ
พระเพื่อนแพงรัญจวนถึงพระลอ
โคลง ๔
๒๑ ขับซอยอราชเที้ยร ทุกเมือง
ฦๅเล่าพระลอเลืิือง ทั่วหล้า
โฉมบาบพิตรเปลือง ใจโลก
สาวหนุ่มฟังเปนบ้า อยู่เพี้ยงโหยหน ฯ
๒๒ เล่าฦๅโฉมท้าวทั่ว เมืองสรอง
ขจรข่าวถึงหูสอง พี่น้อง
รทวยดุจวัลย์ทอง ครวญไคร่ เห็นนา
โหยลห้อยในห้อง อยู่เหยี้ยมฟังสาร ฯ
๒๓ พระแพงพระเพื่อนเพี้ยง พิศวง
นับอยู่ในใจจง จอดไท้
มลักเห็นดอกกลหลง ฉงนเงื่อน อยู่นา
อกอ่อนรทวยไหม้ สรากหน้าตาหมอง ฯ
๒๔ นางโรยนางรื่นขึ้น ไปเยือน
เห็นราชสองหมองเหมือน ดั่งไข้
ทุกวันดุจดวงเดือน งามชื่น ไส้นา
หมองดั่งนี้ข้าไหว้ บอกข้าขอฟัง หนึ่งรา
ฯ
๒๕ ผิวไข้พูลพยาธิไซร้ ยาหาย ง่ายนา
ไข้หลากทั้งหลายใคร ช่วยได้
ไข้ใจแต่จักตาย ดีกว่า ไสร้ิ้นา
สองพี่นึกในไว้ แต่ถ้าเผาเผือ ฯ
110
โคลง ๒
๒๖ ข้าฟังเหลือที่พร้อง สองสมเด็จพระน้อง
กล่าวนี้กลใด ฯ
๒๗ ใดขัดใจแม่ ณ เกล้า สองสมเด็จพระเจ้า
บอกไว้งานเผือ ฯ
ร่าย
๒๘ เจ็บเผือเหลือแผ่นดิน นะพี่ หลากระบิลในแหล่งหล้า
นะพี่ บอกแล้วจะไว้หน้าแห่งใด นะพี่ ความอายใครช่วยได้ นะพี่
อายแก่คนไสร้ท่านหัว นะพี่ แหนงตัวตายดีกว่า นะพี่ สองพี่อย่า
ถามเผือ นะพี่ เจ็บเผือเหลือแห่งพร้อง โอ้เอนดูรักน้อง อย่าซำ้าจำา
ตาย หนึ่งรา ฯ
ร่าย
๒๙ ข้าไหว้ถวายชีพิต เผือข้าชิดข้าเชื่อ เขือดังฤๅเหตุใด
ธมิไว้ใจเท่าเผ้า สองแม่ ณ หัวเจ้า มิได้เอนดูเผือฤๅ ฯ
โคลง ๔
๓๐ เสียงฦาเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น ฤๅพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ ฯ
๓๑ สิ่งนี้น้องแก้วอย่า โศกา นะแม่
เผือจักขออาสา จุ่งได้
ฉันใดราชจักมา สมสู่ สองนา
จักสื่อสารถึงไท้ หากรู้เปนกล
๓๒ ความคิดผิดรีตได้ ความอาย พี่เอย
หญิงสื่อชักชวนชาย สู่หย้าว
เจ็บเผือว่าแหนงตาย ดีกว่า ไสร้นา
เผื่อหากรักท้าวท้าว ไป่รู้จักเผือ ฯ
๓๓ ไป่ห่อนเหลือคิดข้า คิดผิด แม่นา
คิดสิ่งเปนกลชิด ชอบแท้
มดหมอแห่งใดสิทธิ์ จักสู่ ธแม่
111
ให้ลอบลองท้าวแล้ อยู่ได้ฉันใด ฯ
นางพี่เลี้ยงเป็นคู่คิด
ร่าย
๓๔ ภายในสองนางขอบ ว่ามิชอบภายนอก ดอกห้ามว่า
ผิดใหญ่ เขือคิดใช่ความดี มีผู้รู้น่ากลัว เสียตัวเผืิือลูกไท้ จะ ไว้
ผิดในแหล่งหล้า จะไว้หน้าแห่งหนใด ข้าเดาใจสองสบ พบกระ
แหน่สองศรี ใจกษัตรีมีเสียชอบ เราจะประกอบจงควร ซึ่งสอง
ครวญจุ่งได้ ไว้ความร้ายแก่เรานา ข้าก็ว่าสองพงาอยู่ เกล้า สอง
ท้าวเจ้าไป่รู้ ไว้เผือผู้อาสา ครานี้พี่ บ ผิด ความคิด สอง บได้
สองบพิตรจักไว้ สองพี่เลี้ยงเยียใด ฯ
ร่าย
๓๕ ข้าจะใช้ชาวในผู้สนิท ชิดชอบอัชฌาสัย ไปซื้อขาย
วายล่อง แล้วให้ท่องเที่ยวเดิร สรรเสริญสองโฉมศรี ทั่วบุรี พระ
ลอ ขับซอยอยศอ้าง ฦๅลูกกษัตริย์เจ้าช้าง ชื่นแท้ใคร เทียม
เทียบนา ฯ
ยอโฉมเพื่อนแพง
โคลง ๔
๓๖ ทุกเมืองมีลูกท้าว นับมี มากนา
บเปรียบสองกษัตรี พี่น้อง
พระแพงแม่ศรี สวัสดิ์ยิ่ง คณนา
พระเพื่อนโฉมยงหย้อง อยู่เพี้ยงดวงเดือน ฯ
๓๗ โฉมสองเหมือนหยาดฟ้า ลงดิน
งามเงื่อนอัปสรอินทร์ สู่หล้า
อย่าคิดอย่าควรถวิล ถึงยาก แลนา
ชมยะแย้มทั่วหน้า หน่อท้าวมีบุญ ฯ
๓๘ หมื่นขุนถ้วนหน้าสำ่า หัวเมือง ก็ดี
อย่าใคร่อย่าคิดเคือง สวาทไหม้
112
สมภารส่งสองเรือง สองรุ่ง มานา
สองราชควรท้าวไท้ ธิราชผู้มีบุญ ฯ
โคลง ๒
๓๙ ยอยศสองอ่อนท้าว ฦๅทั่วทุกแดนด้าว
ลอราชได้ฟังสาร ฯ
๔๐ ฟังตระการอยู่เกล้า ให้เร่งเบิกเขาเข้า
มาสู่โรงธาร ท่านแลฯ
๔๑ ฟังสารสองหนุ่มเหน้า จอมราชครวญคิดอ้า
อคร้าวหัวใจ ท่านนา ฯ
๔๒ มลักนึกในคแคล้ว ผิพี่มีบุญแก้ว
พี่เพี้ยงไปสม เจ้านา ฯ
ร่าย
๔๓ ชมข่าวสองพี่น้อง ต้องหฤทัยจอมราช พระบาทให้
รางวัล ปันผ้าเสื้อสนอบ ขอบใจสูเอาข่าว มากล่าวต้องติดใจ
บารนี ฯ
โคลง ๒
๔๔ ฉันใดกูจักได้ สมพระนุชน้องไท้
อ่อนท้าวทั้งสอง ฯ
๔๕ ท้าวธจำานองโคลงอ้าง โคลงบพิตรเจ้าช้าง
ชื่อแท้ใดเทียม เทียบนา ฯ
โคลง ๔
๔๖ เรียมฟังสารอ่านอ้าง อันผจง กล่าวนา
ถนัดดั่งเรียมเห็นองค์ อะเคื้อ
สองศรีสมบูรณ์บง กชมาศ กูเอย
นอนแนบสองข้างเนื้อ แนบเชื้อ ชมเชย ฯ
โคลง ๒
๔๗ พระกรเกยผากไท้ มือลูบทรวงไล้ไล้ ทำาเล่ห์ให้
เขาเห็น ฯ
นางพี่เลี้ยงใช้แม่มด
ร่าย
113
๔๘ เปนปฤศนาแล้วไส้ ธ ก็ให้เลี้ยงดูโดยขนาด เขาก็ลา
พระบาทเมื้อเมือง หน้ารุ่งเรืองชมชื่น ไปบอกแก่นางรื่นนางโรย
โดยยุบลทุกสึ่ง จึ่งสองนางพี่เลี้ยง ทูลแด่สองเนื้อเกลี้ยง ถี่ถ้วน
สารแสดง ฯ
๔๙ จึ่งแสวงหายายมด ไปจรดผู้ยายำา จำาเอาแต่ผู้สิทธิ์ รู้
ชิดใช้กลคล่อง บอกทำานองทุกอัน ครัน ธ ช่วยลุไซร้ิ้ ตูจะให้
ลาภจงครัน จะให้รางวัลจงพอ ครั้นะพระลอสมสองแล้ว อยู่ช่าง
ยายมดแก้ว อะคร้าวใครปาน เปรียบเอย ฯ
โคลง ๓
๕๐ ยายฟังสารยายสั่นหัว ยายเคยแต่ตัวชั่วตัว
ช้า
ยายจักลองเจ้าหล้า บ่ได้หลานเอย ฯ
โคลง ๒
๕๑ ยายเคยใครอย่าไส้ ยายช่วยยายชักให้
ถ่องแท้จักไป สู่นา ฯ
ร่าย
๕๒ ยายว่าเยียกระใดเขาทุกผู้ ตูรู้จักเขาทั่วหน้า ย่อมชั่ว
ช้ามิเปนกล เห็นแต่ตูสามคนแก่แม่มดเถ้า แก่ิ่เจ้าแม่มดใหญ่ จะ
ลองใครใครก็มา จะหาใครใครก็เต้า เว้นแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน
ธรู้ศิลป์รู้ศาสตร์ ธ มีอำานาจมีบุญ คุณตูไกลท่านไท้ สองราชนั้น
ฤๅได้ อาจยื้อฤๅถึง เลยนา ฯ
ร่าย
๕๓ ดังจึงตูจะรู้จัก หมอสิทธิศักดิ์สามคน รู้พระมนต์มีฤทธิ์
ลูกศิษย์ปู่สมิงพราย ยายก็นำาไปบอก จึงจรอกหมอแล้วมา ข้าก็
เข้าไปสู่ ปู่หมอเถ้าเจ้าหมอหลวง บำาบวงบอกทุกประการ วาน ธ
ช่วยกังวล หมอกล่าวกลยายมด ตูนี้ยศยังตำ่า ลองแต่สำ่าพอดี
พอแรงผีแรงมนต์ เจ้าสากลผ่านหล้า หน้าผู้ใดจะลองลุ สนอง
นางทุทรฮู ว่า ธ เอนดูรู้จัก ผู้มีศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีฤทธิ์มีอำานาจ อาจ
ลอง ธ มาได้ ตูจะให้ลาภจงเต็มกอง ตูจะให้ทองเต็มโกฎิ ทั้งผู้
บอกโสดจะรางวัล เชิญบอกพลันอย่าช้า จงดูรู้จักหน้า ท่านให้
เต็มใจ หนึ่งรา
114
ร่าย
๕๔ หมอว่าในใต้ฟ้า ทั่วแหล่งหล้าผู้ใด ใครจักเทียมจักคู่ ปู่
เจ้าปู่สมิงพราย ธ ว่าให้ตายก็ตายทันเห็น ธว่าให้เปนก็เปนทัน
ใจ จะลองใครใครก็มา จะหาใครใครก็ บ อยู่ จะไปสู่ท่านไส้ ไว้
ตูจะนำาไป เถ้าว่าทางไกลจรลำ่า วันนี้คำ่าสองนางเมือ พรุ่งนี้เช้า
เขือเขียวมา สองนางลาสองเถ้า ไปบอกแก่สองเจ้า สองอ่อนท้าว
ยินดี ยิ่งนา ฯ
เพื่อนแพงอุบายป่วย
โคลง ๔
๕๕ สองศรีเสวภาคย์ได้ ฟังสาร
ถนัดดั่งพระภูบาล จักเต้า
คือสุริยส่องบัวบาน สรดร่อ กันนา
เกรงเกลือกเยียวความเร้า รั่วรู้ฤๅดี ฯ
๕๖ สองกรกลเกียดเกี้ยว กรรชิด
แสร้งใส่กลปกปิด เงื่อนไว้
ความขำาซ่อนซอนมิด งำาแง่ งามนา
เอาชอบลอบปนให้ แปลกร้ายเปนดี
๕๗ พี่เลี้ยงเห็นเล่ห์แล้ว ยินฉงน อยู่นา
สองใส่กลเหนือกล ใช่น้อย
ไหว้พระย่ายังยล หลานราช ฤๅแม่
สองอยู่สองเศร้าสร้อย สรากหน้าตาหมอง ฯ
๕๘ หมอดูหมอว่าให้ รับขวัญ
ขวัญอ่อนเขจรจรัล จิ่มฟ้า
ขวัญเที่ยวทั่วแดนบรร- พตป่า ดงนา
ให้รับขวัญอย่าช้า พรุ่งเช้าวันดี ฯ
๕๙ ย่าเจ้าฟังข่าวร้อน อาดูร เดือดนา
เขือเร่งเร็วไปทูล แด่ไท้
พระภูบดินทร์สูรย์ ปิตุราช สองนา
ข้าพี่เลี้ยงไปไหว้ บอกท้าวทุกอัน ฯ
๖๐ ครั้นฟังธิราชร้อน รนใจ อยู่นา
หมอจักเอาอันใด เร่งให้
ไปรักเรียกขวัญใน เขาปู่ พระเอย
115
หมอสั่งเขือข้าได้ ชอบช้างตัวเร็ว ฯ
๖๑ เขือไปอุปกาศแล้ว เขือมา
ทูลแด่สองธิดา อยู่เกล้า
สองฟังหฤหรรษา ชมชื่น ใจนา
สองพี่เร็วไปเช้า ช่วยน้องจงพลัน ฯ
๖๒ เบิกเอาช้างต้นชื่อ เทียมลม ธพี่
กับพระพายุพลันสม ชื่อแท้
เทียมใจเลิศแลชม ฝีย่าง มันนา
เร็วเร่งเร็วนักแล้ เลิศด้วยเดิรพลัน ฯ
โคลง ๒
๖๓ ไก่ขันเขียวผูกช้าง มาเทียบทั้งสองข้าง
แนบข้างเกยนาง ฯ
๖๔ ไป่สันทางสั่งไท้ พระแต่งจงสรรพไว้
เยียวปู่เจ้าเรามา ฯ
๖๕ เผือจักลาแม่ ณ เกล้า จักอยู่เยียวเจียนรุ่งเช้า
จักช้าทางไกล
นางพี่เลี้ยงไปหาหมอเฒ่า
ร่าย
๖๖ ขึ้นช้างไปผผ้าย มาคคล้ายโดยทาง ถับถึงกลางจรอกปู่
หมอเถ้าอยู่แลเห็น แสร้งแปรเปนโฉมมลาก เปนบ่าวภาค บ่าว
งาม สองถึงถามหาปู่ ปู่หัวอยู่ยแย้ม ข้อยว่าสองแสล้ม มาแต่ด้าว
แดนใด ฯ
โคลง ๒
๖๗ สองคนึงในใคร่รู้ ลูกหลานปู่ฤๅผู้
อื่นโอ้ไป่งาม บารนี ฯ
๖๘ กามกรรหายยั่วข้าง คิดแต่จักช้าช้าง
ท่านไส้จักเป็น ป่วยนา ฯ
สู่สำานักปู่เจ้าสมิงพราย
ร่าย
116
๖๘ บนานเห็นเปนปู่ รูปเถ้าอยู่ดูหลาก สองประจากษ์ตก ใจ
ใครจักปูนปู่ได้ ปู่ช่วยสองลูกไท้ แต่นี้ฤๅไป อื่นเลย ฯ
โคลง ๒
๗๐ เสียไฟเป่าหิ่งห้อย แรงปู่นี้รู้น้อย
เผือไป่รู้เลยนอ ฯ
ร่าย
๗๑ เชิญปู่หมอขึ้นขี่ ขับช้างปรี่ปรึงตาม ทั้งสามไปรร่าย
บ่ายหน้าสู่เขาเขียว เหลียวแลทางจรลิ่ว เหลียวแลทิวเทินป่า ฝ่า
แฝกแขมแกมเลา ดงประเดาประดู่ หมู่ไม้ยางไม้ยูง ตเคียนสูงสุด
หมอก พยอมดอกมุ่งเมฆ อเนกไม้หลายพรรณ มีวัลย์เวียนเกี้ยว
กิ่ง ไม้แมกมิ่งใบรบัด ลมพานพัดรลอก ดอกดวงพวงเผล็ดช่อ
กระพุ่มห่อเกสร สลอนบุษบาบาน ตระการ กลิ่นหอมหื่น ชื่นซรุก
ลูกเหลืองล่อน ใบอ่อนต้นลำาอ้วน กิ่งก้านแกมงาม ฯ
ร่าย
๗๒ ตามกันไป บ หึง ถึงตีนเขาแต่ล่าง แลลิงค่างบ่างชนี ผี
ผิวร้องน่ากลัว หัวหูพองอยู่คคร้าม เสือสางด้ามด้อมทาง แรด
ควายขวางขวัดอยู่ หมู่กระทิงเที่ยวป่า วัวลานล่าเลมไพร หมู่หมี
ไปคคล้าย นางช้าผ้ิ้ายคคลำ่า บรู้กี่สำ่าตามสาร งูพพานพิษกล้า งู
เหลือมคว้ารัดควาย เยียงผาผายปีนป่าย ฝ่ายช้างพังเซราซรึก
สัตว์พันฦกพันลาย หมอมิกลัวกลายจระคล่าย เข้าป่าไปคลาย
คล้าย ด่วนดั้นโดยทาง ฯ
ร่าย
๗๓ เอนดูสองนางตกใจกลัว รรัวหัวอกสั่น ลั่นททึกททาว ส
ราวตามหมอผะผำ้า เห็นแนวนำ้าบางบึง ชรทึงธาร ห้วยยหนอง จร
เข้มองแฝงฝั่ง สรพรั่งหัวขึ้นขวักไขว่ ช้างนำ้าไล่แทงเงา เงือกเอา
คนใต้นำ้า กลำ่าตากระเหลือก กระเกลือกกลอกตากลม ผมกระ
หวัดจำาตาย ฝ่ายหนปลายไม้แมก ฟังเสียงแสรกเง้างูด ทิ้งทูดบ่
นพพึมเสียง เค้ากู่เคียงคู่ร้อง ก้องดงดุจตระหวาด ผาดฟังตกใจ
กลัว หมอเถ้าหัวไปพลาง โลมสองนางอย่าตกใจ บเปนใดดอก
นะแม่ กระแหน่นี้จะเจ้า พระปู่เราหากทำาเอง หมอมิกลัวเกรงสัก
สิ่ง ขับช้างวิ่งขึ้นเขา เคร่ากันไปบหึง ถับถึงแต่ตีนเขา หมอเถ้า
ลงจากช้าง ไว้สองนางอยู่แต่ไกล หมอจึ่งเข้าไปสู่ ปู่เจ้าปู่สมิง
117
พราย ถึงถวายกรกราบไห้ บอกว่าพระหลานไท้ เพื่อนท้าวแพง
ทอง ฯ
โคลง ๒
๗๔ ทำางนสองเท่าฟ้า มาทำาบวงให้ข้า
นำาพี่เลี้ยงสองมา ฯ
๗๕ ปู่เจ้าว่าหมอไส้ ไปเรียกมาให้ใกล้
แทบนี้อย่าขาม ฯ
๗๖ หมอบอกความสองเจ้า พระปู่ให้สองเข้า
ไปสู่แล้วเชิญเขือ ฯ
๗๗ สองเห็นเสือกราบเฝ้า คร้ามกลัวก้มกรานเข้า
ไปกราบไหว้ทั้งสอง ฯ
ร่าย
๗๘ ตามองเสือพรับ เห็นเสือกลับเปนแมว แถวจราศศุภ
ลักษณ์ มลักเห็นโฉมปู่เจ้า แปรรูปเถ้าหงอกสกาว คิ้วขาวขนตา
เผือก กลับตระเลือกเปนบ่าว พึงมล่าวโฉมกล้องแกล้ง งามอรร
แถ้งโถงเถง ทรงลักเลงเสสรวล สคราญครวญงามถนัด รบัดเป
นกลางแก่ ตระแหน่รูปลักษณดี มีมารยาทเสี่ยมสาร สองถวาย
สการบาชา อันแต่งมาทุกสึ่ง จึ่งทูลสารสองไท้ สองราชก้มกราบ
ไหว้ พระบาทเจ้ากูมา ฯ
ขอให้ปู่เจ้าช่วย
โคลง ๒
๗๙ ทุกขธิดาเท่าฟ้า เห็นแต่พระเจ้าข้า
พระปู่เจ้าองค์เดียว
๘๐ ขับเขียวมาแต่เช้า สองให้เชิญพระเจ้า โปรด
เปลื้องทุกข์หลาน ท่านเทอญ ฯ
๘๑ เชิญช่วยภารลุแล้ว เงินแลทองกองแก้ว อเนกข้าขอ
ถวาย
๘๒ กามกรรหายเหิ่มไหม้ พระช่วยพระชักให้ ลอราชพ้น
ความตาย
ร่าย
118
๘๓ ปู่ไป่ผายตอบถ้อย อยู่น่อยหนึ่งบมินาน ปู่ก็ธิญาณเล็งดู
กูจะช่วยควรฤๅมิควร รู้ทั้งมวลทุกอัน ด้วยผลกรรม์เขาแต่ก่อน
ทำาหย่อนหย่อนตึงตึง ส่วนจะถึงบมิหยุด เท่าว่าจะพลัดสุดพลัน
ม้วย ด้วยผลกรรมเขาเอง แต่เพรงเขาทั้งสอง ทำาบุญปองจะไจ้
ขอได้พึ่งบุญตู ปู่ดูเสร็จจึ่งว่า สองนางอย่ากล่าวอ้าง ถึงสินจ้างสิ
นบล ตนกูจักไปสู่ ถึงที่อยู่สองเจ้า เขือเข้าไปก่อนกล่าว ข่าวดังนี้
ให้ฟัง กูจะไปภายหลังบช้า ผิมิวันนี้อ้า พรุ่งนี้กูถึง ฯ
ร่าย
๘๔ สองพึงใจคำาปู่ ไหว้รับอยู่บมิวาง สองนางสนองคำา ตอบ
ขอบคำาพระปู่เจ้า เสมออำามฤตร้อยเต้า มาโสรจให้ สร่างสเบย ฯ
ร่าย
๘๕ พระเอยเขือข้ามา จักตายช้าตายมอด เนื้อนก หลอด
หนทาง สางแสกทูดคูดเค้า ขอพึ่งบุญพระเจ้า จงพ้น ความกลัว
ฯ
โคลง ๒
๘๖ ปู่หัวอยู่ยะแย้ม ข้อยว่าสองแสล้ม อย่าร้อนใจเขือ ฯ
โคลง ๓
๘๗ สองนางเมือเห็นวัน จงทันออกปากป่า ไปว่าหลาน
แก้ว ถ้าท่านทูลสาร ฯ ชไมพร
ร่าย
๘๘ มินานนางโรยนางรื่น ไหว้ปู่ชื่นชมลา กับหมอมา ขึ้น
ช้าง เลียบเดิรข้างตีนเขา คืนไต่เต้าตามทาง เหลียวหลัง พลาง
จะไจ้ ชมไม้ไหล้สอาด เหมือนปราสาทพิศาล คือ พิมานมนเทียร
อาเกียรณ์แกมดอกแดง แสงดุจปัทมราค ภาคใบเขียวสรด คือ
มรกตรุ่งเรือง ดอกเหลืองเพียงทองสุก ขาวดุจมุกดาดาษ โอภาส
พรรณพิจิตร พิพิธภูมิลำาเนา งาม เอาใจใช่น้อย คล้อยลงถึงดิน
ตำ่า เลงสบสำ่าพฤกษา งามพอ ตาตาดู เพราะพอหูหูฟัง นกประนัง
กันร้อง เพราะไพรก้อง ป่าก้อง เพรียกพื้นพงพี ฯ
ร่าย
๘๙ เสียงโนรีสาริกา สัตวาฝูงดุเหว่า แขกเต้าเคล้าคลิ้ง
โคลง นกเอี้ยงโองคู่เคียง เสียงแซงแซวภูรโดก โคกม้า ม่าย
นางนวล กระสาสรวลกระสันต์ กางเขนขันแผ่แพน แอ่น อกจอก
119
จิบกด ขุนยูงชดขนฟ้อน กระหย้อนหางฟฟาย นาง ยูงรายรอบ
เฝ้า ทรายทองเคล้าคู่เคียง ระมั่งเมียงม่ายคู่ เกลื่อนกล่นอยู่คคลำ่า
บรู้กี่สำ่ากี่สาร เห็นตระการสรนุก จริวจราวซุกจรจรัล บรู้กี่พรรค์
ปูปลา นกหกดาดาษอยู่ หงส์เหิรสู่สระสรง เป็ดนำ้าลงลอยล่อง ทุง
ทองท่องจรจรัล จากพรากพรรค์ิูฟูมฟอง คับแคครองคู่หว้าย
ดอกบัวผ้ายจับ บัว ภมรมัวเมาซราบ อาบลอองเกสร สลอนบุษบา
บาน ตระการดอกบัวแดง แฝงบัวขาวคลี่คล้อย สร้อยสัตบรรณ
บงกช รรวยรสกลิ่นจงกล นิโลตบลโกมุท อุบลบุษบัว เผื่อนฉลับ
ป่ากลัวกลับกลายสรนุก สำาราญสุขเปรมปรีดิ์ ช้างเร็วรี่ิีผาดผัง
ถึงวังใกล้ปราสาท รับขวัญราชธิดา ขวัญ สองมาสมสู่ อยู่กับองค์
อ่อนไท้ ไฟแดดอย่ารู้ไหม้ ไข้อย่ารู้ถึง แม่เลย ฯ
โคลง ๒
๙๐ คำานึงใดอย่าแคล้ว ลุลาภโดยใจแก้ว
อยู่เคล้าฤๅคลา หนึ่งเลย ฯ
ตั้งโรงพิธีรับปู่เจ้า
ร่าย
๙๑ ส่วนธิดาทั้งสอง ตั้งเตียงทองรองราชอาสน์ พิดาน ดาษ
ดัดบน เทียบขนนเขนยตระสัก ม่านปักแพร้วแพรพรรณ สรรพ
ของหอมหาได้ สรรพดอกไม้หาถ้วน ล้วนแก้วต่าง ข้าวตอก ช่อ
ดอกไม้เงินทอง ของกินสรรพอาหาร ตระการ แกล้มเหล้าเข้า
แต่งไว้รับปู่เจ้า ว่าแต่งไว้รับขวัญ ฯ
โคลง ๒
๙๒ ไป่ทันว่าจะแจ้ว พระปู่เจ้ามาแล้ว
ก่อนแล้ถึงเรือน ฯ
ร่าย
๙๓ เห็นหาวเหมือนจรคลุ้ม ชรอุ้มบนเวหา สองสงกาจะไจ้
สองประนมมือไหว้ รอยปู่เจ้าเรามา ฯ
โคลง ๒
๙๔ แลหาสองพี่เลี้ยง เห็นแต่ไกลมาเพี้ยง
ดั่งได้กินเมือง ฯ
๙๕ ประนังเนืองนั่งเฝ้า ข้าจึ่งลงช้างเข้า มากราบ
ไหว้สองนาง ฯ
120
๙๖ สองแลพลางสองไหว้ ใดดั่งนี้รอยไท้
ปู่เจ้าเราฤๅ ฯ
๙๗ เขาว่าคือท่านแท้ พระปู่เสด็จมาแล้
อย่าได้สงกา ฯ
๙๘ มาจะอาราธน์ปู่เจ้า กรประนมตั้งเกล้า กราบ
ไหว้ทั้งหลาย ฯ
๙๙ ปรายข้าวตอกดอกไม้ ถวายธูปเทียนทองไหว้
กราบเกล้าสดุดี ฯ
๑๐๐ พระมียศยิ่งฟ้า ขอพระเอนดูข้า
ท่านให้เห็นองค์ ท่านนา ฯ
ปู่เจ้าสำาแดงตน
โคลง ๔
๑๐๑ สองผจงอาราธนไหว้ อารักษ์
ขอท่านแสดงสิทธิศักดิ์ อย่ากั้ง
ขอเปนที่พำานัก นิตยแด่ เผือนา
ขอพระปู่เจ้าตั้ง แต่งให้เปนตัว ฯ
๑๐๒ บัดเดี๋ยวพระปู่ให้ เห็นองค์ ท่านนา
งามรูปงามโฉมยง อะเคื้อ
บผอมบพีทรง บหนุ่ม งามนา
บแก่ผมผิวเนื้อ ปากคิ้วตาตรู ฯ
๑๐๓ สองเจ้าเห็นปู่เจ้า สองชม ชื่นนา
สองกราบกรบังคม เคี่ยมไหว้
สองถวายเครื่องอุดม สบสิ่ง แลนา
ผจงแต่งบูชาไท้ ปู่เจ้าจงเอา ฯ
๑๐๔ ปู่เห็นสองเจ้าเพ่ง ภักดี อยู่นา
ใจปู่ปองปรานี หนุ่มเหน้า
ปู่เอากระยาศรี ผจงแต่ง ถวายนา
เห็นปู่รักสองเจ้า พี่น้องยินดี ฯ
๑๐๕ แล้วสองกราบไหว้บำ่า บวงสรวง ท่านนา
ความยากแถลงทั้งปวง ถี่ถ้อย
ขอพระช่วยชูทรวง ทุกข์เทวษ ไส้พ่อ
ลุลาภเขือข้าข้อย ท่าได้โดยจง ฯ
121
๑๐๖ จักถวายแก้วเก้าโกฏิ เงินทอง
แลสิ่งแลเกวียนกอง ลาภให้
วัวควายเผือกเขาทอง หงส์ห่าน หมูนา
เป็ดไก่เหล้าเข้าไหว้ ปู่เจ้าแทนคุณ ฯ
๑๐๗ ปู่ฟังปู่ว่าอ้า อดสู บารนี
สองอย่าบนบานตู เกลียดจ้าง
ภักดีสิ่งเดียวดู ดียิ่ง ดีนา
ความโรคเขือจักร้าง อย่าร้อนใจเขือ ฯ
๑๐๘ ใช่กลผีไส้ขาด เมอมา อยากนา
เร่ร่อนขวนขวายหา เตร่ต้อง
ขุกเท็จกล่าวมารษา จำาท่าน บนนา
ทำาบาปมาเลี้ยงท้อง ร่างร้ายฤๅอาย ฯ
๑๐๙ เรานี้เราเทพเจ้า จอมผา ไส้นา
เขาใส่สมญาเรา ปู่เจ้า
แรงบุญส่งสนองมา พูนเพิ่ม แลแม่
เสวยพิภพล้านเข้า ชั่วฟ้าล่มกัลป์ ฯ
ปู่เจ้ากรุณา
๑๑๐ สิทธิฤทธิเรืองเดชน้อย ผลบุญ ส่งนา
สร้างกุศลเปนทุน บ่ร้อน
สมบัติดั่งมีกุล ไหลหลั่ง มานา
สรรพพิภพช้าช้อน เลิศล้วนสมบูรณ์ ฯ
๑๑๑ ปู่เห็นสองเจ้าปู่ ปรานี นักนา
จักช่วยสองกษัตรีย์ อย่าร้อน
จักเชิญพระลอลี ลาสู่ สองนา
สองแม่อย่าไข้ข้อน อยู่ถ้าฟังสาร ฯ
๑๑๒ สองไหว้สองกราบเกล้า สองถาม
ยังเท่าใดขุนงาม จักเต้า
ปู่เฉลยใช่คนทราม คนชั่ว นะแม่
ขุนขี่เกล้าหน่อเจ้า แผ่นผู้มีบุญ ฯ
๑๑๓ หมอเถ้าหมอแก่แก้ คุณความ มากนา
จักกำาหนดโดยถาม ไป่ได้
หลานเอยค่อยพยายาม ฤๅรอด เราเลย
122
บร่างนานนักไท้ ธิราชผ้ายถึงเรา ฯ
โคลง ๒
๑๑๔ สองนงเยาว์เคร่าถ้า แม้ว่าเห็นพระช้า
จึ่งให้ไปเตือน ปู่เทอญ ฯ
๑๑๕ เตือนสองสระเกศแก้ว พระประสิทธิ์ให้แล้ว ปู่
เจ้าลาสอง ฯ
๑๑๖ มองตาเมิลปู่ผ้าย หายบัดเดี๋ยวเห็นคล้าย
คลาศเพี้ยงลมลิว ฯ
ร่าย
๑๑๗ เฉียวฉิวถึงที่อยู่ ปู่เอาไม้เลี้ยงไม้ไล่ ไม้ไผ่ไขว่ลูกลม
เขียนพระตนกลมอยู่กลาง เขียนสองนางข้างแลองค์ สอง อนงค์
กอดรูปท้าว โนมน้าวชักชวนมา ยันต์มายารายรอบ รายขอบทั้ง
สี่คู่ ปู่ชปณมนต์เมิลไม้ ยางใหญ่ได้เจ็ดอ้อม ปู่ปั่นมือตีค้อม ยอด
ตั้งติดดิน ฯ
ร่าย
๑๑๘ ครั้นยางยินคำาปู่ ใจพระลออยู่บมิกลม ปู่เอาลูกลม ปัก
ปลายยาง วางมือบัดเดี๋ยวดาย ปลายไม้ผายยยัน ใบไม้ ผันย
ย้าย คล้ายลุกตรงตระบัด ลมพัดลูกลมผัน กลกังหันคคว้าง ลอบ
พิตรเจ้าช้าง ปั้นเพี้ยงลมผัน ฯ
พระลอสุบิน
โคลง ๔
๑๑๙ ฝันเห็นพระเพื่อนไท้ แพงทอง
สองแนบนอนแนมสอง ตราบไท้
สองศรีสอดกรตระกอง กอดราช แลนา
ชวนชักไปไล้ไล้ สู่บ้านเมืองสรอง ฯ
โคลง ๒
๑๒๐ พระทองผทมตื่นขึ้น สทึ่นเที้ยรสรอื้น ประหว่าโอ้โหย
หา
ร่าย
๑๒๑ บ่คลาสมปฤดีบพิตร พระสนมสะกิดกันดู เห็นพระภูธร
พิการ จึ่งเอาสารพิกล ดลแด่ภควดี ชนนีนาถรู้ข่าว ร้อน ผผ่าว
หฤทัย ธไปยังลูกบพิตร ท้าวธเห็นผิดแก่ตา ธ ก็ว่า บาบงกช
123
จอมใจ พ่อเปนใดแก่อกแม่ ท้าวก็ทูลแด่แม่ ณ หัว วันนี้ตัวขาสั่น
ใจข้าปั่นผัดผัน คืนนี้ฝันเห็นถนัด ว่าสอง กษัตริย์เพื่อนแพงทอง
นอนแนบสองข้างข้า หน้าแนบหน้า อิงอร สองสอดกรกอดเกื้อ
โลมลูบเชื้อเชิญไป ใจข้า ไหวดังจะผก อกข้าปั่นดังจะควำ่า ทุกข์
บรู้กี่สำ่าแสนเศร้า จักใคร่เต้าไปหา เยียวลูกลาแม่ ณ เกล้า ขอบ
พิตรพระเจ้า ท่านท้าวเอนดู ลูกรา ฯ
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๖
๑. พิจารณากลวิธีการแต่งเรื่องจากตัวอย่างคำาประพันธ์ที่
กำาหนดมาให้ แล้ววิจารณ์ความเหมาะสมของแต่ละกลวิธีที่มี
ต่อเนื้อเรื่อง
๒. อภิปรายถึงไสยศาสตร์ในเนื้อเรื่อง ตามหลักคติชนวิทยา
๓. เขียนบทละครจากเนื้อหาวรรณคดีที่กำาหนดให้
สมุทรโฆษคำาฉันท์
สมุทโฆษคำาฉันท์ เป็นวรรณคดีมรดกอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับ
การยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น "ยอดแห่งคำาประพันธ์
ประเภทฉันท์"
กวีเอกของไทย ๓ ท่านได้แต่งเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยพระ
มหาราชครูรับกระแสพระราชดำารัสจากสมเด็จพระนารายณ์
มหาราชให้แต่งในรัชสมัยของพระองค์ (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)
พระมหาราชครูแต่งตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ พอใกล้จะจบตอนที่
๒ พระมหาราชครูได้ถึงแก่อนิจกรรม ดังนั้น สมเด็จพระ
นารายณ์มหาราชจึงทรงพระราชนิพนธ์ต่อ แต่ก็ยังไม่จบ ทิ้งไว้
จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระ
ปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ ต่อจนจบเรื่องครบทั้ง ๔ ตอน
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒
สมุทรโฆษคำาฉันท์ มีจุดประสงค์แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นบท
พากย์หนัง เนื้อเรื่องได้มาจาก
124
สมุทรโฆสชาดกในปัญญาสชาดก กล่าวถึงการผจญภัยที่
สนุกสนานตื่นเต้นของพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดี ที่ได้พระ
ขรรค์วิเศษพาเหาะไปเที่ยว ยังที่ต่างๆ ได้ ครั้นพระขรรค์ถูกลัก
ไป ทั้งสองก็ต้องพลัดพรากจากกัน ต่างผจญภัยต่อไปอีกจน
สามารถกลับนครได้ เรื่องราวที่สนุกสนานตื่นเต้นนี้เหมาะสมกับ
การเล่นหนังให้คนทั่วไปชม นอกจากนี้ จิตรกรไทยได้นำาไปวาด
ภาพลงบนผนังโบสถ์ เช่น ที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม
และวัดดุสิตาราม กรุงเทพมหานคร เป็นต้น
นอกจากเป็นบทพากย์หนังแบบโบราณแล้วผู้แต่งสมุทร
โฆษคำาฉันท์ยังต้องการสะท้อนความเชื่อในพุทธศาสนาด้วย
เช่น เรื่องกรรมเก่าบุพเพสันนิวาส ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีและ
ภรรยา ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่ตามแบบอย่าง
ของการเล่านิทานชาดกด้วย เช่น เล่าว่าในอนาคตชาติของนาง
พินทุมดีคือ นางพิมพาและพระสมุทรโฆษคือ พระพุทธเจ้า ดังคำา
ประพันธ์ต่อไปนี้
เยาวยอดยุพินทร์พิน ทุมดีสุดาพงา
คืออัครชายา ยุพเยศยโศธร
พระผู้บำาเพ็ญโพธิ์ สมุทรโฆษธิเบศร
คือพุทธชินวร วิสุทธิเทพเจษฎา
โผอนเอาตำานานเนิ่น ดำาเนิรธรรม
เทศนา
บัญญัติบัญญาสชา ดกเสร็จสมเด็จ
แสดง
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๗
๑. ศึกษาความเชื่อตามหลักพุทธศาสนา ในวรรณคดีเรื่องดัง
กล่าว แล้วจัดแยกประเภท เพื่อนำาเสนอหน้าชั้นเรียน
๒. อภิปรายกลุ่มร่วมกันเกี่ยวกับความเชื่อนั้น โดยเทียบเคียง
กับคำาสอนเดิมในไตรภูมิพระร่วง
๓. วิเคราะห์เนื้อเรื่องตามทฤษฎีโครงสร้าง (Structuralism)
โคลงกำาสรวล (กำาสรวลศรีปราชญ์)
125
โคลงกำาสรวญศรีปราชญ์ เป็น โคลงนิราศสมัยกรุง
ศรีอยุธยา เป็น โคลงที่โด่งดัง และได้รับการยกย่องอย่างกว้าง
ขวาง นับแต่โบราณกาลมา ถือได้ว่าเป็นต้นแบบ ของนิราศคำา
โคลงเรื่องอื่นๆ ที่มีผู้แต่งเลียนแบบในภายหลัง แต่เดิมเชื่อกันว่า
ผู้แต่งโคลงกำาสรวญนี้คือศรีปราชญ์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช แต่งครำ่าครวญถึงคนรัก เมื่อคราวถูกเนรเทศไป
นครศรีธรรมราช ความเชื่อนี้น่าจะมีมาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ดังมีโคลงบทหนึ่งในนิราศนรินทร์กล่าวไว้ว่า
กำาสรวลศรีปราชญ์พร้อง เพรงกาล
จากจุฬาลักษณ์ลาญ สวาทแล้ว
ทวาทศมาสสาร สามเทวษ ถวิลแฮ
ยกทัดกลางเกศแก้ว กึ่งร้อนทรวงเรียม
และเมื่อพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) แต่ง
ตำานานศรีปราชญ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยิ่งตอกยำ้าความเชื่อที่มี
มาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นว่า มีกวีที่ชื่อ "ศรีปราชญ์" ในรัชสมัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นบุตรพระโหราธิบดี ในวัยเด็กมี
ปฏิภาณดี สามารถต่อโคลงถวายได้ บิดาจึงถวายตัวเป็นข้าราช
บริพาร เมื่อรับราชการก็สามารถว่าโคลงสดโต้ตอบกับคนอื่นๆ
ได้ทันที แต่ต่อมาไปแต่งโคลงโต้กับพระสนมเข้า จึงถูกเนรเทศ
ไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาถูกเจ้าเมืองฯสั่งประหารชีวิต
จึงเขียนโคลงแช่งไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทราบกันโดยทั่วไป และ
เชื่อกันว่าศรีปราชญ์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้แต่ง "กำาสรวญศรีปราชญ์"
และ "อนิรุทธ์คำาฉันท์"ด้วย
แต่นักวรรณคดีในรุ่นหลังๆมีความเห็นต่างออกไปว่า ศรี
ปราชญ์ในตำานานที่รู้จักกันดีนี้ไม่ใช่ผู้แต่งกำาสรวญศรีปราชญ์
เหตุผลมีดังนี้
๑. ภาษาในโคลงกำาสรวญเป็นภาษาเก่าแก่เกินสมัยพระ
นารายณ์ เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่าใกล้เคียงกับ ลิลิตยวนพ่าย ที่
แต่งในสมัยพระบรมไตรโลกนาถมากกว่า
๒. ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ที่กล่าวถึงในโคลง เป็นตำาแหน่ง
สนมเอกของพระเจ้าแผ่นดิน แม้ศรีปราชญ์ในตำานานจะกล่าวว่า
126
มีชู้กับพระสนม แต่ไม่น่าจะกล้าเอ่ยชื่อตรงๆในบทประพันธ์ที่ตน
แต่ง ทั้งการรำาพันถึงก็เป็นไปอย่างเปิดเผยเหมือนสามีภรรยา
มากกว่า อีกทั้งในโคลงก็ใช้ราชาศัพท์หลายคำา บ่งบอกว่าผู้แต่ง
น่าจะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง
๓. การเดินทางในโคลงไม่เหมือนการถูกเนรเทศ ตอนลง
เรือมีโคลงกล่าวว่า
สรเหนาะนิราษน้อง ลงเรือ
สาวส่งงเลวงเต็ม ฝ่งงเฝ้า
สระเหนาะพี่หลยวเหลือ อกส่งง
สารด่งงข้าส่งเจ้า ส่งงตน
จะเห็นได้ว่ามีผู้หญิงมาส่งผู้แต่งมากมาย ทั้งยังสามารถ
เรียกมาสั่งความได้ ไม่เหมือนคนต้องโทษเนรเทศ น่าจะเป็นคน
ใหญ่คนโตมากกว่า
๔.ในการพรรณนาเส้นทางที่ขบวนเรือแล่นผ่าน เรือมิได้
แล่นผ่านคลองลัดที่ขุดเชื่อมระหว่างคลองบางกอกน้อย กับ
คลองบางกอกใหญ่ ซึ่งขุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๘๕ ในสมัยพระชัย
ราชา ถ้าการเดินทางเกิดขึ้นในสมัยพระนารายณ์จริงก็ไม่
จำาเป็นต้องเดินทางอ้อมเช่นนี้
๕.ทรงผมที่บรรยายในโคลงเป็นผมยาวเกล้าเป็นมวยซึ่ง
เป็นทรงผมของสตรีในสมัยอยุธยาตอนต้น ต่างกับสมัยพระ
นารายณ์ที่ไว้ผมสั้น
โดยสรุปมีหลักฐานที่ค่อนข้างเชื่อได้ว่าโคลงกำาสรวญนี้
แต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
ผู้แต่งเป็นคนละคนกับศรีปราชญ์ในตำานาน
ลักษณะคำาประพันธ์เป็นโคลงดั้นบาทกุญชร มีร่ายดั้นนำา
โคลงตกหล่นไปมากตามกาลเวลา ในที่นี้ได้คัดลอกมาจากฉบับ
ของกรมศิลปากร ซึ่ง ธนิต อยู่โพธิ์ ได้ชำาระไว้ และได้พิมพ์ตาม
หนังสือต้นแบบที่ตีพิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งใช้อักขรวิธีแบบ
โบราณ ผู้สร้างเวบไม่กล้าเปลี่ยนเป็นอักขรวิธีแบบปัจจุบัน ด้วย
127
เกรงว่าจะทำาให้ผิดเพี้ยนไป และแม้บางคำาที่สงสัยว่าต้นฉบับจะ
พิมพ์ผิด แต่ก็คงไว้เช่นนั้น
๑. คำาที่มี ิำ อยู่ข้างบนเท่ากับเป็นสระโ-ะ และมี-มสกด เช่น
พำรหม อ่านว่า พรหม,ชำ อ่านว่า ชม
๒. คำาที่มีตัวสกดสองตัวข้างหลัง ให้อ่านเป็นสระ-ะ สกด
ด้วยตัวนั้น เช่น ต้งง อ่านว่า ตั้ง,น้นน อ่านว่า นั้น
๓. ตัว ย เท่ากับสระเ-ิีย เช่น จยร อ่านว่า เจียร
โคลงกำาสรวลเป็นวรรณคดีโบราณที่สำาคัญ มาก มีลักษณะ
ยอดเยี่ยมหลายประการโดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำาและโวหาร
เนื่องจากผู้แต่งเลือกสรรคำามาแต่ง ทุกบาททุกบทล้วนมีความ
หมายเด่น ลึกซึ้ง สะเทือนอารมณ์ กวีผู้แต่งได้ รักษาข้อ
บังคับการแต่งโคลงอย่างเคร่งครัด
ความดีเด่นพิเศษของวรรณคดีเรื่องนี้คือ ความคิดที่แปลก
และยิ่งใหญ่ จนได้รับการยกย่องจากกวีรุ่นหลังให้เป็นแบบอย่าง
งานเขียนที่แสดงความคิดที่ไม่ซำ้าแบบใคร ทั้งนี้เพราะกวีทั่วๆ
ไปเมื่อต้องเดินทางจากคนรัก ย่อมมีความห่วงใย จึงเลือกฝาก
นางไว้กับผู้ใหญ่ที่ตนแน่ใจว่าจะคุ้มครองหญิงที่รักให้ปลอดภัย
แต่กวีผู้แต่งโคลงกำาสรวลกลับใช้โวหารที่แหลมคมยั่วล้อผู้ใหญ่
แทน
โคลงกำาสรวลเป็นแบบฉบับให้กวีในสมัยหลังเลียนแบบ
สำานวนโวหารในการแต่งวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น โคลงนิราศ
ตามเสด็จลำานำ้าน้อยของพระยาตรัง และโคลงนิราศนรินทร์ ของ
นายนรินทรธิเบศ (อิน) ตัวอย่างโคลงกำาสรวลที่ มีผู้เลียนแบบ
มากคือ
อยุธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤา
อำานาจบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ
เจดีย์ลอออินทร ปราสาท
ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสม
สารนี้นุชแนบไว้ ในหมอน
อย่าแม่อย่าควรเอา อ่านเหล้น
128
ยามนอนนาฏก์เอานอน เป็นเพื่อน
คืนคำ่าอย่าได้เว้น ว่างใด
ตัวอย่างคำาโคลง
ร่าย ศรีสิทธิวิวิทธบวร นครควรชำ ไกรพำรหรงงสรรค
สวรรคแต่งแต้ม แย้มพื้นแผ่นพสุธามหาดิลกภพ
นพรัตนราชธานี บูรียรมยเมืองมิ่ง แล้วแฮ ราเมศไท้ท้าวต้
งง แต่งเอง ฯ
๑ อยุทธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤา
อำานาถบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ
เจดีลอออินทร ปราสาท
ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสรม ฯ
๒ พรายพรายพระธาตุเจ้า จยรจนนทร แจ่ม
แฮ
ไตรโลกยเลงคือโคม คำ่าเช้า
พิหารรเบียงบรร รุจิเรข เรืองแฮ
ทุกแห่งห้องพระเจ้า น่งงเนือง ฯ
๓ ศาลาอเนขสร้าง แสนเสา โสดแฮ
ธรรมาศจูงใจเมือง สู่ฟ้า
พิหารย่อมฉลักเฉลา ฉลุแผ่น ไส่นา
พระมาศเลื่อมเลื่อมหล้า หล่อแสง ฯ
๔ ตระการหน้าวัดแหว้น วงงพระ
บำาบวงหญิงชายแชรง ชื่นไหว้
บูรรพาท่านสรรคสระ สรงโสรด
ดวงดอกไม้ไม้แก้ว แบ่งบาล ฯ
๕ กุฎีดูโชติช้อย อาศำร
เต็มรำ่าสวรรคฤาปาง แผ่นเผ้า
เรือนรัตนพิรำยปราง สูรยปราสาท
แสนยอดแย้มแก้วเก้า เฉกโฉม ฯ
๖ สนำสนวนสอาดต้งง ตรีมุข
อร่ามเรืองเสาโสรม มาศไล้
เรือนทองเทพแปลงปลุก ยินยาก
129
ยยวฟ้ากู้ไซ้ ช่วยดิน ฯ
๗ อยุทธยายศโยกฟ้า ฟากดิน
ผาดดินพิภพดยว ดอกฟ้า
แสนโกฎบยลยิน หยาดเยื่อ
ไตรรัตนเรืองรุ่งหล้า หลากสวรรค ฯ
๘ อยุทธยาไพโรชไต้ ตรีบูร
ทวารรุจิรยงหอ สรหล้าย
อยุทธยายิ่งแมนสูร สุระโลก รงงแฮ
ถนัดดุจสวรรคคล้ายคล้าย แก่ตา ฯ
๙ ยามพลบสยงกึกก้อง กาหล แม่ฮา
สยงแฉ่งสยงสาวทรอ ข่าวชู้
อยุทธยายิ่งเมืองทล มาโนช กูเอย
เขตรตระหลบข่าวรู้ ข่าวยาม ฯ
๑๐ สายาเข้าคว้าเหล้น หลายกล
เดอรดีดเพลี้ยเพลงพาล รยกชู้
สายาอยู่ในถนน ถามข่าว รยมฤา
ยงงที่สาวน้อยรู้ รยกขวนน ฯ
๑๑ สายาบววบ่าวเกลี้ย จักมา
สาวส่งงอย่ามาวนน สู่น้อง
สายากรรแสงคลา สองสู่ กนนนา
สาวบ่าวอยู่ในห้อง รยกคืนหาคืน ฯ
๑๒ สายารักอยู่เท้อญ อย่าไป
ยยวจรรจับแขนขืน เดอดดิ้น
สายากล่าวเอาใจ โลมสวาสดิ
สาวบ่าวรู้ใช้มลิ้น ลื่นใจโลมใจ ฯ
๑๓ หน้าเจ้าชู้ช้อยฉาบ แรมรักษ์
สาวสื่อมาพลางลืม แล่นให้
บาศรีจุฬาลักษณ์ เสาวภาค กูเออย
รยมรยกฝูงเข้าใกล้ ส่งงเทา ฯ
๑๔ โฉมแม่จักฝากฟ้า เกรงอินทร หยอก
นา
อินทรท่านเทอกโฉมเอา สู่ฟ้า
โฉมแม่จักฝากดิน ดินท่าน แล้วแฮ
130
ดินฤขัดเจ้าหล้า สู่สำสองสำ ฯ
๑๕ โฉมแม่ฝากน่านนำ้า อรรณพ แลฤา
ยยวนาคเชยชำอก พี่ไหม้
โฉมแม่รำาพึงจบ จอมสวาสดิ กูเอย
โฉมแม่ใครสงวนได้ เท่าเจ้าสงวนเอง
ฯ
๑๖ สรเหนาะนิราษน้อง ลงเรือ
สาวส่งงเลวงเต็ม ฝ่งงเฝ้า
สระเหนาะพี่หลยวเหลือ อกส่งง
สารด่งงข้าส่งเจ้า ส่งงตน
๑๗ สรเหนาะนำ้าคว่งงคว้งง ควิวแด
สำดอกแดโหยหล เพื่อให้
จากบางกระจะแล ลิวโลด
ลิวโลดชวนนน้องไข้ ข่าวตรอม ฯ
๑๘ จากมาให้ส่งงโกฎ เกาะรยน
รยมรำ่าทั่วเกาะขอม ช่วยอ้าง
จากมามืดตาวยน วองว่อง
วองว่องโหยไห้ช้าง ชำางือ ฯ
๑๙ จากมาลำาห้นนล่อง ลุะขนอน
ขนอนถือเลยละ พี่แคล้ว
จากมากำาจรจนนทน จรุงกลิ่น
จรุงกลิ่นแก้มน้องแก้ว ไป่วาย ฯ
๒๐ จากมานักนิ่นเนื้อ นอนหนาว
หนาวเหนื่อยเพราะลำชาย ซาบชู้
จากมาทระนาวนาว นำแม่
หนาวเหนื่อยมือแก้วกู มุ่นมือ ฯ
๒๑ จากมามาแกล่ไกล้ บางขดาน
ขดานราบคือขดาน ดอกไม้
มาเกาะกำาแยลาญ ลุงสวาสดิ กูเอย
ถนัดกำาแยย้าใส้ พี่คาย ฯ
๒๒ พระใดบำาราศแก้ว กูมา
มาย่านขวางขวางกาย ด่งงนี้
จากมาเลือดตาตก เตมย่าน
131
เตมย่านบรู้กี้ ถ่งงแถม ฯ
๒๓ จากมาอกน่านนำ้า นองกาม
กามกระเวนแรมรศ ร่วงไส้
จากมาราชครามคราม อกกำ่า
อกกำ่าเพราะชู้ให้ ตื่นตี ฯ
๒๔ จากมาแก้วกูคำ่า ชรอกแขวะ
โพรงชรอกโชรมแขวะศรี โศรกศร้อย
จากมาพิบูลแบะ บูนแม่
บูนแม่ลห้อยไห้ ข่าวตรอม ฯ
๒๕ จากมาแก้วผึ้งแผ่ ใจรักษ มาแม่
ยยวอยู่เลวไผ่ผอม ผ่าวใส้
จากศรีสำาลักใคร สกิดอ่อน อวนแม่
รยมรำ่าไห้หาเจ้า ชำางาย
๒๖ จากมาเรือร่อนท้ง พญาเมือง
เมืองเปล่าปลิวใจหาย น่าน้อง
มาจากเยิยมาเปลือง อกเปล่า
อกเปล่าว่ายฟ้าร้อง รำ่าหารนหา ฯ
๒๗ จากมาเมืองเก่าเท้า ลเท ทานรา
เทท่าบึงบางบา บ่าใส้
จากมาอ่อนอาเม บุญบาป ใดนา
เมืองมิ่งหลายเจ้าไว้ รยกโรย ฯ
๒๘ เดชานุภาพเรื้อง อารักษ์ ท่านฮา
รักเทพจำาสารโดย บอกบ้าง
บาศรีจุฬาลักษณ์ ยศยิ่ง พู้นแม่
ไปย่อมโหยไห้อ้าง โอ่สาร ฯ
๒๙ ไก่ใดขนนนิ่งน้อง นางเฉลอย
เชอญท่านทยานเปนฝนน ฝากแก้ว
เยียมาบลุะเสบอย เชองราค
ไฟราคดาลแพร้วแพร้ว พร่างตา ฯ
๓๐ เยียมาเยียจากเจ้า กูเจ็บ
เห็นรหนโหยหา จไจ้
เยียมาเยียหนามเหน็บ อกอยู่
อกอยู่เพราะน้องไห้ ตากตน ฯ
132
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๘
๑. วิจารณ์คุณค่าของวรรณคดีเรื่องกำาสรวลศรีปราชญ์
ตามหลักสุนทรียศาสตร์
๒. เทียบเคียงอิทธิพลของวรรณคดีเรื่องนี้ที่มีต่อนิราศ
นรินทร์
๓. ศึกษาท่วงทำานองการแต่งของกวี
บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์เป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยอยุธยา
พระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐ์สุริย์วงศ์ เรียกกัน
ทั่วไปว่า "เจ้าฟ้ากุ้ง" เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมขุน
เสนาพิทักษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๖
"เจ้าฟ้ากุ้ง" ทรงพระนิพนธ์บทร้อยกรองไว้หลายเรื่อง ซึ่ง
บทที่ได้รับยกย่องว่าดีที่สุดคือ บทเห่เรือ ซึ่งมีความดีเด่นด้าน
การคิดสร้างสรรค์รูปแบบแปลกใหม่ ทรงใช้กาพย์และโคลงคู่กัน
คล้ายกาพย์ห่อโคลง และทรงเปลี่ยนแปลงวิธีแต่งใหม่โดยแบ่ง
เนื้อเรื่องออกเป็นตอนๆ แต่ละตอนใช้โคลง ๑ บท แล้วแต่งกาพย์
เลียนความขยายความอีกจำานวนหนึ่ง แล้วจึงเริ่มต้นตอนต่อไป
ด้วยโคลง แล้วขยายความด้วยกาพย์ต่อไปอีกรูปแบบฉบับ เช่น
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาภัย พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นต้น นอกจากนี้ บทเห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งยังใช้เห่ในสมัย
รัชกาลที่ ๔ และในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในปัจจุบัน
ด้วย
เนื้อหาของบทเห่เรือคือ การชมเรือพระที่นั่งและการเคลื่อน
ขบวนเรือตามลำานำ้าที่มีธรรมชาติสวยงาม โดยนำามาเปรียบกับ
ความรักนาง และความรู้สึกเป็นทุกข์ เนื่องด้วยการพรากจาก
นางตามธรรมเนียมของการแต่งนิราศ
133
การใช้ภาษาของเจ้าฟ้ากุ้งมีความไพเราะสละสลวยจับใจ
คนไทยจำานวนมากมีความซาบซึ้งและจดจำาบทเห่เรือของเจ้าฟ้า
กุ้งได้อย่างขึ้นใจ เช่น
พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิด
ฉาย
กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับ
งามงอน
และอีกตอนหนึ่งในบทเห่ครวญ
ขาวสุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์
ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว
กาพย์เห่เรือเป็นกาพย์สำาหรับฝีพายขับเห่ในกระบวนเรือ
เสด็จ ไม่นับว่าไปในงานพิธี ลำานำา
สำาหรับเห่เรือมี ๓ อย่าง คือ
1. ช้าลวะเห่ ทำานองเห่ช้า สำาหรับตอนเรือเริ่มออก หรือ
เรือตามนำ้า
2. มูลลวะเห่ ทำานองเห่เร็ว สำาหรับตอนนำาเรือพายทวนนำ้า
หรือเกือบถึงจุดหมาย
ปลายทาง
3. ลวะเห่ เป็นการเห่เรือที่จะถึงจุดหมายปลายทาง
ลักษณะคำาประพันธ์
แต่งโคลงสี่สุภาพก่อนแล้วจึงแต่งกาพย์ยานีเลียนแบบ และ
แต่งกาพย์ยานีพรรณนาเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่า กาพย์ห่อโคลง
วิธีแต่งกาพย์ห่อโคลง มีอยู่ ๓ แบบ คือ
๑. แต่งกาพย์ยานีก่อนแล้วแต่งโคลงสี่สุภาพเลียนแบบ
๒. แต่งโคลงสี่สุภาพก่อนแล้วแต่งกาพย์ยานีเลียนแบบต่อ
มา
134
๓. แต่งโคลงสี่สุภาพก่อนแล้วแต่งกาพย์ยานีเลียนแบบ
และแต่งกาพย์ยานีพรรณนา เพิ่มเติม
เนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น ๕ ตอน ซึ่งกล่าวพรรณนาถึง
๑. กระบวนเรือ ๒. พันธุ์ปลา ๓. พันธุ์ไม้
๔. พันธุ์นก ๕. ครวญถึงนางที่รัก
ลักษณะพิเศษของกาพย์เห่เรือ
๑. ลักษณะของสำานวนและความหมาย ใช้สำานวน
กะทัดรัด มีความหมายเด่นชัดเข้าใจง่ายและมีนำ้าหนักอย่าง
เหมาะสม เช่น
พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้น
งามเฉิดฉาย
กิ่งแก้วแพรวพรรณราย พาย
อ่อนหยับจับงามงอน
๒. ลักษณะถ้อยคำา ใช้ถ้อยคำาเกลี้ยงเกลาสละสลวย
ไพเราะด้วยการสัมผัสและทำาให้เกิดภาพพจน์ เช่น
เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ เนื้อ
น้องหรืออ่อนทั้งกาย
ใครต้องข้องจิตชาย ไม่วาย
นึกตรึกตรึงทรวง
๓. ลักษณะการพรรณนา การพรรณนาความรู้สึกลึกซึ้ง
และแยบคายมาก เช่น
แก้มชำ้าชำ้าใครต้อง อันแก้ม
น้องชำ้าเพราะชม
135
ปลาทุกทุกข์อกตรม เหมือน
ทุกข์ที่พี่จากนาง
๔. ลักษณะอารมณ์ เกิดอารมณ์สะเทือนใจ เช่น
เพรางายวายเสพรส แสน
กำาสรดอดโอชา
อิ่มทุกข์อิ่มชลนา อิ่ม
โศกาหน้านองชล
๕. ลักษณะการแต่ง แต่งถูกต้อง มีการเล่นอักษร มีสำานวน
อุปมาอุปไมย เช่น
รอนรอนสุริยโอ้ อัสดง
เรื่อยเรื่อยลับเมรุลง คำ่าแล้ว
รอนรอนจิตจำานง นุชพี่
เพียงแม่
เรื่อยเรื่อยเรียมคอบแก้ว คลับ
คล้ายเรียมเหลียว
การพิจารณาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ เรื่องกาพย์เห่เรือ
๑. เนื้อหา แบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ
๑.๑ การชมขบวนเรือในเวลาเช้า ได้
พรรณนาไว้อย่างละเอียด พิสดาร
๑.๒ การชมฝูงปลาในเวลาสายอุปมา
อุปไมยอย่างแจ่มชัดและกินใจอย่างยิ่ง
๑.๓ การชมพรรณนาดอกไม้ในเวลากลาง
วัน สอดใส่ความรู้สึกและอารมณ์ให้ผู้อ่านคล้อยตาม
๑.๔ การชมฝูงนกในเวลาเย็น อุปมาอุปไมย
แจ่มชัด เด่นชัด
๑.๕ การครำ่าครวญถึงนาง ในเวลากลางคืน
สร้างบรรยากาศเชิงอรรถรสและวังเวง
136
๒. รูปแบบ ลักษณะคำาประพันธ์ ใช้กาพย์ห่อ
โคลง คือ แต่งโคลงสี่สุภาพแล้วแต่งกาพย์เลียนแบบพรรณนา
เพิ่มเติม
๓. ศิลปะการประพันธ์ทำาให้เกิดภาพพจน์ และ
ความรู้สึกทางสุนทรียะอันได้แก่ ความ ชื่นชมในสิ่งสวยงามตาม
ธรรมชาติ ความไพเราะของดนตรี ความรู้สึกแยบคายทาง
อารมณ์สะเทือนใจ
การพิจารณาคุณค่าด้านสังคม เรื่องกาพย์เห่เรือ
๑. สะท้อนภาพชีวิตคนไทยด้านการคมนาคม
แสดงการสัญจรทางนำ้าให้เห็นว่าเมืองไทยมีแม่นำ้าลำาคลองมาก
๒. แสดงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น
ธรรมเนียมการแต่งกาย ผู้หญิงห่มผ้าสไบคลุมไหล่ การไว้ทรง
ผม ผู้หญิงนิยมไว้ผมยาวประบ่า แล้วเก็บไรที่ถอนผมออกเป็น
วงกลม การบอกเวลา นิยมใช้กลอง ฆ้องเป็นเครื่องบอกเปลี่ยน
เวลา เป็นต้น
นอกจากนี้ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย บทละครได้รับความ
นิยมอย่างเห็นได้ชัดกว่าสมัยก่อนๆ ตามจดหมายเหตุของลาลู
แบร์ กล่าวว่า ในกรุงศรีอยุธยา ละครเป็นมหรสพที่เล่นกันเป็น
ปกติ รวมทั้งโขน และระบำา
บทละครสมัยอยุธยาเรียกกันทั่วไปว่า "บทละครครั้งกรุง
เก่า" ส่วนมากไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งและปีที่แต่ง เช่น เรื่อง
รามเกียรติ์ การเกษ (การะเกด) คาวี มโนห์รา สังข์ทอง เป็นต้น
ส่วนบทละครเรื่องดาหลัง ที่ใช้เล่นในพระบรมมหาราชวังนั้น
เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทรงพระนิพนธ์และเรื่องอิเหนา เจ้าฟ้าหญิง
มงกุฎทรงพระนิพนธ์ทั้งสองเรื่องแต่งในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัว
บรมโกศ
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๙
137
๑. ศึกษาเนื้อความของบทเห่เรือ แล้วพิจารณาคุณค่าทาง
วรรณศิลป์อย่างละเอียด
๒. ท่องจำากาพย์เห่เรือในทำานองต่างๆ แล้วนำาเสนอหน้าชั้น
เรียน
๓. ศึกษาบทละครกรุงเก่า แล้วนำาเสนอหน้าชั้นเรียน
บทที่ ๔
138
การศึกษาวรรณกรรมสมัยธนบุรี
ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี
หลังจากได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้แล้ว
พระเจ้าตากสินทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาผลาญเสีย
หายมาก ยากที่จะฟื้นฟูให้เหมือนเดิม พระองค์จึงย้ายเมืองหลวง
มาอยู่ที่กรุงธนบุรี แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรง
พระนามว่า “พระบรมราชาธิราชที่ ๔ " (แต่ประชาชนนิยมเรียก
ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี)
ครองกรุงธนบุรีอยู่ ๑๕ ปี นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์
เดียวที่ปกครองกรุงธนบุรี การตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่
กรุงธนบุรี เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้
๑. กรุงศรีอยุธยาชำารุดเสียหายมากจนไม่สามารถจะ
บูรณะปฏิสังขรณ์ให้ดีเหมือนเดิม
ได้กำาลังรี้พลของพระองค์มีน้อยจึงไม่สามารถรักษากรุง
ศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ได้
๒. ทำาเลที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาทำาให้ข้าศึกโจมตีได้ง่าย
๓. ข้าศึกรู้เส้นทางการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาดี
ส่วนสาเหตุที่พระเจ้าตากสินทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นเมือง
หลวงเนื่องจากทำาเลที่ตั้งกรุงธนบุรีอยู่ใกล้ทะเล ถ้าเกิดมีศึกมา
แล้วตั้งรับไม่ไหวก็สามารถหลบหนี ไปตั้งมั่นทางเรือได้
กรุงธนบุรีเป็นเมืองเล็ก จึงเหมาะกับกำาลังคนที่มีอยู่พอจะรักษา
เมืองได้กรุงธนบุรีมีป้อมปราการที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยกรุง
ศรีอยุธยาหลงเหลืออยู่ ซึ่งพอจะใช้เป็นเครื่องป้องกันเมืองได้ใน
ระยะแรก
ด้านการปกครอง หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่า เมื่อ
พ.ศ. ๒๓๑๐ บ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย มีการปล้นสะดม
กันบ่อย ผู้คนจึงหาผู้คุ้มครองโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเรียกว่า
139
ชุมนุม ชุมนุมใหญ่ ๆ ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุนนุม
เจ้าพระฝาง ชุมนุมเจ้าพิมายชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช เป็นต้น
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาภายใน ๓ ปี ยกกองทัพ
ไปปราบชุมนุมต่าง ๆ ที่ตั้งตนเป็นอิสระจนหมดสิ้นสำาหรับ
ระเบียบการปกครองนั้น พระองค์ทรงยืดถือและปฏิบัติตาม
ระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตามทที่
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว้ แต่รัดกุมและมี
ความเด็ดขาดกว่า คนไทยในสมัยนั้นจึงนิยมรับราชการทหาร
เพราะถ้าผู้ใดมีความดีความชอบ ก็จะได้รับการปูนบำาเหน็จอย่าง
รวดเร็ว
ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสิ นมหาราชขึ้นครองราช
สมบัตินั้นบ้านเมืองดำาลังประสบความตกตำ่าทางเศรษฐกิจอย่าง
ที่สุด เกิดการขาดแคลนข้าวปลาอาหาร และเกิดความอดอยาก
ยากแค้น จึงมีการปล้นสะดมแย่งวิงอาหาร มิหนำาซำ้ายังเกิดภัย
ธรรมชาติขึ้นอีก ทำาให้ภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับทรุด
หนักลงไปอีกถึงกับมีผู้คนล้มตายเป็นจำานวนมากสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราชทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ด้วยวิธีการต่างๆ
เช่น ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ ชื้อข้าวสารมาแจกจ่ายแก่
ราษฎรหรือขายในราคาถูก พร้อมกับมีการส่งเสริมให้มีการทำา
นาปีละ ๒ ครั้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอ
ในตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เนื่องจากพระองค์ทรงตรากตรำา ทำางานหนักในการสร้างความ
เป็นปึกแผ่นแก่ชาติบ้านเมือง พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ได้
บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระสติฟั่นเฟือน ทำาให้
บ้านเมืองเกิดความระสำ่าระสายและได้เกิดกบฏขึ้นที่กรุงเก่า พวก
กบฏได้ทำาการปล้นจวนพระยาอินทรอภัย ผู้รักษากรุงเก่าจน
ต้องหลบหนีมายังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
โปรดให้พระยาสรรค์ไปสืบสวนเอาตัวผู้กระทำาผิดมาลงโทษ แต่
พระยาสรรค์กลับไปเข้าด้วยกับพวกกบฏ และคุมกำาลังมาตี
กรุงธนบุรี แล้วจับตัวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาคุมขังเอา
ไว้ การจราจลในกรุงธนบุรี ทำาให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์
ศึกต้องรีบยกทัพกลับจากเขมร เพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ใน
กรุงธนบุรี และจับกุมผู้ก่อการกบฏมาลงโทษรวมทั่งให้
140
ข้าราชการปรึกษาพิจารณา ความที่มีผู้ฟ้องร้องกล่าวโทษ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฐานะที่ทรงเป็นต้นเหตุแห่ง
ความยุ่งยากใน กรุงธนบุรี และมีความเห็นให้สำาเร็จโทษ
พระองค์เพื่อมิให้เกิดปัญหายุ่งยากอีกต่อไป สมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราชจึงถูกสำาเร็จโทษและเสด็จสวรรคตใน
พ.ศ. ๒๓๒๕ พระชนมายุได้ ๔๕ พรรษา
ระยะเวลาเพียง ๑๕ ปี และเต็มไปด้วยสงครามนั้น ยอมที่จะ
หาเรื่องที่เป็นชิ้นเป็นอันได้โดยยาก มีวรรณคดีที่เกิดในสมัยนี้
๒-๓ เรื่อง คือ ลิลิตเพชรมงกุฎ ของหลวงสรชิต (หน) ซึ่งต่อมา
ในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เป็นเจ้าพระยาพระคลัง โครงยอพระ
เกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ของ นายสวน มหาดเล็ก คำาฉันท์
กฤษณาสอนน้อง ของพระภิกษุอิน เมืองนครศรีธรรมราช
วรรณคดีที่สำาคัญที่ควรนำามากล่าว คือ บทละครเรื่อง
รามเกียรติ์ อันเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
บ่อเกิด เรื่องรามเกียรติ์นั้นเดิมเป็นเรื่องของชาวอินเดีย
เรียกตามภาษาของชนชาตินั้นว่า
รามายณะ ชาวอินเดียโดยเฉพาะที่นับถือพระวิษณุ ถือว่า รา
มายณะนี้เป็นคัมภีร์สำาคัญ เท่ากันเป็นคัมภีร์ศาสนา ใครได้อ่าน
ถือว่าได้บุญ กุศลได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อราวประมาณ พ.ศ. ๑๙๐๐
ชาวอินเดียตอนใต้ได้เข้ามาทำาการค้าขาย และตั้งถิ่นฐานทาง
ฝั่งตะวันออกแห่งมหาสมุทร พวกนี้จึงได้นำาวัฒนธรรมของ
ตนเองมาใช้ในหมู่เกาะใต้
ผู้แต่งเรื่องรามายณะนี้ เป็นฤาษีชื่อ วาลมิกี ไดแต่งเรื่องนี้
เมื่อประมาณ ๒๔๐๐ ปีเศษมาแล้ว ตามตำานานว่า พระวาลมิกีได้
ฟังเรื่องพระรามายณะจากพระนารท ต่อมาพระวาลมิกีได้ไปที่
ฝั่งแม่นำ้ากับนางตมสา ซึ่งอยู่ใกล้แม่นำ้าคงคา ได้เห็นนางนก
กระเรียนตัวหนึ่ง ร้องครำ่าครวญถึงตัวผู้ ซึ่งถูกพรานยิงตาย พระ
วาลมิกีเห็นเช่นนั้นก็อุทานออกมาด้วยความสลดใจ เสียงที่อุทาน
มานั้นรู้จะอยู่ในคณะฉันท์ ใช้สำาหรับขับได้ จึงได้นำาทำานองนี้ซึ่ง
พบใหม่มาแต่งเรื่องรามายณะ และเรียกฉันท์นี้ว่า โศลก (โศก)
เพราะฉัทน์นี้เกิดจากความสลดใจ
เรื่องรามายณะนี้ เป็นเรื่องยาวประกอบด้วยฉันท์ถึง
๒๔๐๐๐ โศลก แบ่งออกเป็นตอนๆเรียกว่า กัณฑ์ รวมทั้งหมด ๗
141
กัณฑ์ คือ พาล อโยธยากัณฑ์ อรัณยกัณฑ์ กีษกินธา กัณฑ์
สุนทรกัณฑ์ ยุกธ-กัณฑ์ และอุตตรกัณฑ์
เรื่องรามเกียริ์มีบุคคงสำาคัญในเรื่องคือ พระราม นางสีดา
และทศกัณฐ์ นักปราชญ์บางท่าน เช่น ศาสตราจารย์ เดวิดส์ ว่า
เป็นเรื่องที่มีมานานจาก ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมานานกว่า ๒๔๐๐ ปี แต่
เป็นเรื่องที่กระจัดกระจายอยู่ วาลมิกีได้รวบรวมขึ้นมาใหม่
พระรามในประวัติศาสตร์ ในพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖
เรื่องบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ ได้กล่าวถึงประวัติของพระรามไว้ว่า
พระรามเป็นโอรสองค์ที่ ๑ แห่งท้าวทธรฐ กษัตริย์สุริยวงค์
ผู้ครองนครศรีอโยธยา แคว้นโกศล พราหมณ์มักนิยมว่า
พระรามเป็นพระนารายณ์ อวตารปางที่ ๗ และได้กำาเนิดในไตร
ดายุค คือยุคที่ ๒ แห่งโลกมนุษย์นี้ พระมารดาพระรามมีนามว่า
นางเกาศัลยา (ซึ่งในรามเกียรติ์มีพระนามว่า “เกาสุริยา” มีอนุชา
๓ องค์ คือ พระภรต โอรสนางไกเกยี (ซึ่งในรามเกียรติ์ของเรา
เรียกว่า “ไกยเกษี”) พระลักษณ์และพระศัตรุฆน์ โอรสนางสุมิต
รา (ซึ่งในรามเกยีรติ์เราเรียกว่า “สมุทร”) พระรามได้มเหสีคือ
นางสีดา เป็นบุตรท้าวศรีธวัช ซึ่งมักเรียกว่าท้าวชนก ผู้เป็น
กษัตริย์สุริยวงค์ ครองนครมิถิลา แคว้นวิเทห พระรามมีโอรส ๒
องค์ คือ พระกุศกับพระลพ พระรามได้ปราบท้าวรราพณสูร ผู้
ครองนครลงกา แล้วกลับมาทรงราชย์ในพระนครศรีอโยธยา
ครั้นเมื่อพระรามจะสิ้นพระชนม์ ได้แบ่งแคว้นโกศลออกเป็น ๒
ภาค ให้พระกุศโอรสองค์โต ครองโกศล ตั้งนครหลวงขื่อ กุศะ
สถลี หรือ กุศาวดี พระลพครองอุตตรโกศล ตั้งนครหลวงชื่อ
ศราวัสตี (สาวัตถี) หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ลพปุระ”
รามายณะในประเทศไทย ตามหลักฐานที่พอจะอนุมานได้
ปรากฏว่าเรื่องรามายณะได้เข้ามายังประเทศไทยไม่ตำ่ากว่า
๙๐๐ ปีล่วงมาแล้ว เพราะที่ปราสาทหินเมืองพิมายมีภาพสลัก
ศิลาเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนในสมัยสุโขทันก็มีพูดถึงถำ้าพระราม ถำ้า
สีดา ในจารึกของพ่อขุนรามคำาแหง แต่เรื่องที่ปรากฏเป็น
วรรณคดีนั้น เดินเราจะเคยมีหรือไม่ ไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีคำา
ฉันท์อยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ ราชาพิลาป คำาฉันท์ (นิราศสีดา) ผู้แต่งไม่
ปรากฏนาม เป็นเรื่องที่แต่งสมัยสมเด็จพระนารยณ์มหาราช
พรรณนาความครำ่าครวญของพระราม ตอนออกเดินทางเที่ยว
142
ตามหานางสีดา เรื่องนี้นับเป็นรามเกียรติ์เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นก่อน
รามเกียรติ์ฉบับพระเจ้ากรุงธนฯ และตกทอดมาจนถึงสมัย
ปัจจุบัน
รามเกียรติ์ฉบับไทยได้มาจากไหน เรื่องรามายณะนั้น เรา
เรียกกันว่า รามเกียรติ์ จะเรียกกันมาแต่ครั้นใด สืบสวนไม่ได้
เรื่องรามเกียรติ์ฉบับเต็มคือ บทละครเรื่องรามเกียรติ์พระราช
นิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แต่ถ้า
เปรียบเทียบกับรามายณะของวาลมิกีแล้ว ก็มีความแตกต่างกัน
หลายแห่ง เช่นการดำาเนินเรื่องตอนตั้นก็ไม่เหมือนกัน ฉบับพระ
ราชนิพนธ์ ร.๑ เริ่มขึ้นด้วยหิรันตยักษ์ม้วนแผ่นดิน ส่วนวาลมิกี
นั้นเริ่มโดยกล่าวประวัติการแต่งรามายณะ แล้วจับเรื่องกล่าวถึง
ประวัติพระรามทีเดียว
พระรามอนุมานราชธน ได้ให้ข้อสันนิษฐานที่มา
รามเกียรติ์ ฉบับไทย ดังนี้
“ที่ว่ารามเกียรติ์นั้นได้ฉบับมาจากไหน จะตอมยืนยัน
ลงไปย่อมไม้ได้ เพราะไม่มีหลักฐานให้เห็นอยู่ได้ชัดเจน
จึงต้องอาศัยอนุมานที่เหลืออยู่นั้นสืบต่อมา ให้เห็นได้แต่
รางๆเท่านั้น แต่ต้องนำาเอาเรื่องทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาพูด
ประเทศสยามตอนลุ่มแม่นำ้าเจ้าพระยา เดิมทีเดียว แต่
ในสมัยที่มีพงศาวดารแล้วเป็นอาณาจักรที่ชื่อว่า ทวาราวดี
ประชาชนอินเดียที่มาตั้งภูมิลำาเนาในแคว้นนี้ จะเป็นชาว
อินเดียในแคว้นไหนก็ตามที แต่ปรากฏอยู่อย่างหนึ่งว่า
เกี่ยวข้องกับแคว้นมคธ สมัยราชวงศ์คุปต์อยู่บ้าง ถ้าไม่ใช้
ทางตรงก็ทางอ้อม คือผ่านมาทางแคว้นเบงกอล เข้าแคว้น
ยะไข่ อัสสัม และพม่า แล้วเข้าสู่สยาม เพราะพระพุทธรูป
และอักษรจารึกที่ขุดได้ในประเทศนั้น ที่เป็นราชวงศ์คุปต์ก็
มีอยู่มากเป็นแนวกันมา เพราะฉะนั้นแบบแผนความเจริญที่
ได้กันมา จะต้องเป็นตามภาคเหนืออยู่บ้างและคงรู้รามาย
ณะวาลมิกี เพราะเป็นเรื่องลัทธิศาสนาที่ถือ จะขาดเสียไม่
ได้ ครั้นต่อมาไทยยกลงมาทางตอนเหนือ เข้ามาตั้งอยู่ใน
ลุ่มนำ้าเจ้าพระยา เป็นการแทรกกันระหว่าง ๒ ชาติที่อยู่
143
ก่อน(แต่นักปราชญ์บางท่านยืนยันว่าไทยมาอยู่ก่อน) คือ
แยกมอญให้ร่นไปทางตะวันตก และขอมไปทางคะวันออก
เมื่อไทยได้มาติดต่อกับ ๒ ชาตินี้ และประชาชนพลเมือง
ส่วนมากที่ไทยครอง ก็ย่อมเป็นทาสที่ไม่ใช้ไทยปนอยู่ ก็
เป็นธรรมดาที่จะต้องรับคติจากชาติอื่นมาปะปนกับเรา แต่
ว่าไทยไม่ใช้ยกลงมาได้ดินแดนที่เป็นอาณาจักรมอญและ
ขอมในคราวเดียวกัน ย่อมจะขยายอำานาจเขยิบลงมาเป็น
ลำาดับ แล้วแต่เหตุการณ์และกำาลังเป็นเครื่องนำา ก่อนที่จะ
ได้เผชิญกับชาติเบื้องต้นนี้ ไทยคงได้รับคติจากพระพุทธ
ศาสนามาก่อนแล้ว เพราะปรากฏว่ามอญได้รับศาสนาและ
แผ่ลัทธิขึ้นไปทางตอนเหนือ จึงทำาให้ไทยได้รับเข้ามาด้วย
ส่วนขอมพระเจ้าแผ่นดินที่ปกครอง เป็นผู้สืบเชื้อสายจาก
อินเดียภาคใต้ ลัทธิศาสนาที่นับถือจึงต้องเป็น นิกายไศวะและ
มหายาน ถึงแม้ว่าภายหลัวไทยได้คติขอมมา ก็คงไม่หนักไปทาง
ไสยศาสตร์เหมือนดังขอม เพราะนับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่ง
คง บางอย่างที่นำาเอามาจากขอม ก็จะเป็นไปไนขบวนที่จะให้
เห็นเป็นเครื่องหมายว่าได้รับชัยชนะจากขอมหรือไม่เช่นนั้นก็จะ
รักษาประเพณีขอมไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์แห่งการปกครองซึ่ง
ราษฎรนิยมคติเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นรามายณะซึ่งถ้าได้มาจาก
ขอม ในตอนนี้ก็จะเป็นรามายณะในอินเดียภาคใต้ แต่จะเป็น
ชนิดที่แปลจากฉบับสันสฤต ซึ่งนับถือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิ
ศาสนา จึงได้ปรากฏชื่อตามแบบอย่างในฉบับสันสกฤตจนมาถึง
สมัยอยุธยา เพราะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ
พระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นสมัยที่อักษรศาสตร์กำาลังเฟื่องฟู
กวีทั้งหลายใน ๒ รัชสมัยนี้ แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินเองก็เล่นภาษา
สันสกฤตทั้งนั้น ดั่งจะเห็นได้จากหนังสือมหาชาติคำาหลวง
เป็นต้น จึงน่าจะเข้าใจว่า สมัยนั้นคงรู้รามายณะ เพราะมีคำาใช้
เรียกชื่อพระรามคำาหนึ่งว่า ราฆพ ใช้เป็นพระราชทินนาม แปล
ว่า เหล่ากอท้าวรฆุซึ่งเป็นปู่ทวดพระราม (ในรามเกียรติ์เรียกว่า
ท้าวอโนมาตัน รูปศัพท์เป็นภาษาทมิฬ) คำาว่ารฆุ และ ราณพนนี้
ต่อไปไม่ปรากฏว่ามีหนังสือเล่มใด เพิ่งจะมารู้จักกันแพร่หลายก็
เมื่อเร็วๆนี้ ในกฎมณเทียรบาลแห่งหนึ่ง กล่าวถึงพิธีอินทราภิเษ
144
กว่า ได้เล่นดึกดำาบรรพ์ตอนกวนนำ้าทิพย์อัมฤตเช่นนี้ ย่อมมีอยู่
ในรามายณะวาลมิกีตอนต้น ว่าเป็นอวตารแห่งนารายณ์ปางที่ ๒
ทรงปะพฤติเบญจเพศ โปรดให้เล่นดึกดำาบรรพ์ ซึ่งยุติกันแล้วว่า
เล่นโขน แต่ในสมัยนั้นไม่เรียกว่าโขนหรือละคร ก็ต้องคิดว่า
เพราะยังไม่ได้มีรามเกียรติ์ชนิดที่เล่นโขนมาจากชวา จะมีก็
อย่างชนิดเป็นคัมภีร์ ในพงศาวดารอีกแห่งเหมือนกันว่า ในแผ่น
ดินพระบรมไตรโลกนาถ พระยาเฉลียงเป็นขบถ พระยาเฉลียงนี้
ในยวนพ่ายกล่าวว่า ชื่อ ยุทธิษฐิระ ดังนี้
“แถลงปางปราโมทย์เชื้อ เชิญ
สงฆ์
สสโมสรสุข เมศไท้
แถลงปางเมื่อลาวลง ชัยนาท
น้นนฤา
เพราะยุทธิษฐิระได้ ย่าง
ยาว”
ยุทธิษฐิระ เป็นพระนามกษัตริย์องค์ใหญ่องค์หนึ่งใน พวก
ปาณฑุ ซึ่งมีเรื่องอยู่ใน มหาภารตะ และเพิ่งจะแพร่หลายก็ใน
เร็วๆนี้ ชวนให้เห็นว่า สมัยโบราณครั้นกระนั้นคงรู้จักรามายณะ
อินเดียฝ่ายเหนือ คือฉบับสันสกฤตแล้วไม่มากก็น้อย ที่
รามเกียรติ์มาผิดแปลกได้จากฉบับวาลมิกี ก็คงเป็นตอนหลัง
และจะได้มาจากอินเดียภาคใต้ทั้งทางตรงและอ้อม คือได้จาก
อินโดนีเซีย ผสมกันเรื่องเก่าที่ยังเหลือ ซึ่งสมัยนั้นคงจะกระจาย
สูญหายไป จะเป็นทำานองเดียวกับที่กล่าวไว้ในที่สุดพระราช
นิพนธ์อิเหนาว่า
“อันอิเหนาเอามาทำาเป็นคำาร้อง สำาหรับงานการ
ฉลองกองกุศล
ครั้นกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์ แต่เรื่องต้น
ตกหกหายพลัดพลายไป
หากพระองค์ทรงพิภพปรารภเล่น ให้รำาเต้น
ละครคิดรำาใหม่
145
เติมแต้มต่อติดประดิษฐ์ไว้ บำารุงใจไพร่ฟ้า
ข้าแผ่นดิน”
ที่ว่าได้มาจากอินเดียภาคใต้เพราะเห็นได้จากหนังสือ
บุณโณวาทฉันท์ ซึ่งแต่งในปลายกรุงศรีอยุธยา อ้างเรื่อง
รามเกียรติ์ไว้หลายแห่ง แต่แห่งหนึ่งอ้างเรื่องไมยราพ ซึ่งรามาย
ณะวาลมิกีไม่มี ว่า
“เริ่มเรื่องไมยราพฤทธิ์รงค์ สะกดอุ้มองค์
นเรศดลบาดาล”
ดังนี้ พวกที่เข้ามาเป็ยครูบาอาจารย์อยู่ในสยามส่วนใหญ่
มาจากอินเดียฝ่ายใต้ ซำ้าในตอนหลังครั้งกรุงธนบุรี ก็ดูเหมือน
ต้องเรียกพวกพราหมณ์ทางมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งได้
ความว่าส่วนมากเป็นพราหมณ์ในนิกายไศวะ เข้ามาสอบถาม
เรื่องต่างของพราหมณ์ และประกอบด้วยเหตุผลอื่นๆ รองลงมา
จากอินเดียฝ่ายใต้ก็คงเป็นเบงคาลี แม้แต่สีเนื้อพระรามฝ่าย
เหนือเป็นสีนำ้าเงิน แต่เบงตาลีเป็นสีเขียวใบไม้เหมือนกับพวกเรา
หากว่ารามเกียรติ์บางตอน ตลอดจนชื่อบุคคลในเรื่องจะ
คล้ายคลึงกับ ๒ ชาติข้างต้นนี้ก็จริง แต่ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอ
ว่าเราได้มาจาก ๒ ชาตินี้ทั้งหมด เพราะรามเกียรติ์ขาดเรื่องที่มี
อยู่ในรามายณะของเขาก็มากแห่งถึงเรื่องไมยราพก็นับง่าใกล้
กันมาก ก็ยังมีที่ผิดแปลกกันอยู่ บางทีเราจะได้เรื่องมาทางอ้อม
ทางประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ชื่อบุคคลในรามเกียรติ์บาง
ชื่อ ในฉบับวาลมิกีแยกเป็น ๒ ชื่อ แต่รามเกียรติ์รวมกันเป็นชื่อ
เดียว เช่น สุกสาร และ บุตรลพ ของชวาก็รวมเรียกเหมือน
รามเกียรติ์ ทำาไมจึงมารวมเรียกกันว่าเฉพาะ บุตรลพ พอจะเดา
ได้เพราะคำาว่า กุศ และ ลวะ ซึ่งเป็นโอรสทั้งสองของพระราม
ชาวอินเดียมักเขียนแล้วรวมเรียกกันว่า กุศลวะ (ตามแบบอินเดีย
มักรวมชื่อเข้าเป็นกลุ่มอักษร เช่น ศุกรสารณ์ และ ขรทูษณ์
เป็นต้น เราเรียกว่า ทูตขร เป็นการกลับกัน เพราะของเขาถ้า
รวมชื่อ ต้องเอาชื่อที่น้อยอักษรไว้ข้างหน้าชื่อที่มีอักษรมากกว่า)
ครั้นตกมาถึงอินโดนีเซีย คำาว่า กุศลวะ ก็กลายเป็น บุตลวะ ไป
เมื่อตกมาถึงเราก็เป็น บุตรลพ หมายความถึงโอรสองค์น้องของ
146
พระราม อาศัยเหตุที่มากลาเป็นบุตรลพ เราจึงเอาเรื่องที่ว่าเรียก
ชื่ออย่างนั้น เพราะเป็นบุตรที่ถูกฤาษีจะลบออกเสีย
อย่างไรก็ดีเป็นอันกล่าวได้ว่า ประเทศอินโดนีเซียเป็นคลัง
แห่งรามายณะ ถัดจากอินเดียภาคใต้ มีทั้งเรื่องที่ใกล้ไปทาง
ฉบับสันสกฤตและเรื่องที่ไกลออกมา เมื่อเป็นอย่างนี้ในการที่จะ
สาวหาเรื่องพอเอามาเปรียบเทียบกัยรามเกียรติ์เห็นจะยาก
เพราะหาฉบับไม่ได้ และคงจะเป็นชนิดที่ถ่ายทอดกันมาทางปาก
ไม่ใช่หนังสือ อย่าดูอื่นไกล เพียงเรื่องอิเหนาเท่านั้น ก็สาวไม่
ออกว่าได้มาจากฉบับไหน เพราะอิเหนามีหลายสำานวนด้วยกัน
จึงดูเรื่องฉบับเดียวไม่ได้ เรื่องที่แต่งเล่นละครมีมากฉบับที่แตก
ต่างกัน เพราะเป็นเรื่องเก่าเหมือนพงศาวดารเหนือว่าพระร่วงมี
จริงแน่ เพราะฉะนั้นความจริงในเรื่องอิเหนาเพียงใด ก็ย่อมมี
ความจริงในเรื่องรามเกียรติ์เพียงนั้น แม้นักปราชญ์ชาติต่างจะ
ได้เพียงสืบสวนทวนความและเทืยบค้นสืบต่อมาเป็นทอดๆ
หลายๆคนก็จับเค้าความไม่ได้ถนัด ว่าเอามาจากรามายณะฉบับ
ไหนบ้าง ต้องใช้การสันนิษฐานว่ามาจากที่ต่างๆในอินเดีย ไม่
สามารถเจาะจงลงไปได้เฉพาะ ซำ้าผู้รวบรวมเรื่องนี้ก็มีโอกาสได้
อ่านรามายณะฉบับต่างๆน้อยฉบับ ถึงได้อ่านกระท่อนกระแท่น
ต้นหายปลายขาด ความบกพร่องในการวินิจฉัยเรื่องก็ย่อมมาก
ไม่ล่วงพ้นไปได้ด้วยประการทั้งปวง
รวมความรามเกียรติ์ที่สำาเร็จรูปอยู่ในเวลานี้ ส่วนมากคงได้
มาจากอินโดนีเซียในรุ่นหลัง และคงมาในรุ่นเดียวกับอิเหนา ซึ่ง
ได้ความว่า ได้มาในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ถ้าจะมีฉบับ
สันสกฤตด้วนก็ว่าจะน้อยเต็มที เพราะเขาเทียบกันดูก็ไม่ตรงเป็น
อันมาก
เรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
เรื่องรามเกียรติ์ของไทย ฉบับที่มีเนื้อเรื่องบริบูรณ์คือ บทละคร
รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ใน ร ๑ นอกนั้นเป็นฉบับที่มีเนื้อเรื่อง
แต่เพียงบางตอน รามเกียรติ์ฉบับพระเจ้ากรุงธนเป็นฉบับที่เป็นก
ลอนบทละครมีเพียง ๔ ตอน คือ ตอนทศกัณณ์ตั้งพิธีทรายกรด
พระลักษณ์ต้องหอกกระบิลพัทจนผูกผม ตอนพระมงกุฎ (กุศ)
ทรงแผลงต้นไม้ (ลองศร) ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษาความ
ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน บางแผนกในต้นฉบับสมุดไทย
147
บอกว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนได้ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ จ.ศ.
๑๑๓๒ (พ.ศ. ๒๓๑๓) คือเมื่อสร้างกรุงธนบุรีแล้ว ๓ ปี
ทำานองกลอนที่ทรงนิพนธ์นั้น ฟังไม่สู้ราบรื่นนัก ส่วนใหญ่
ยังฟังตะกุกตะกักขัดหู รู้สึกว่าลักษณะขึงขัง ดำาเนินเรื่องรวดเร็ว
ซึงส่อให้เห็นว่าผู้เขียนเป็นนักรบมากกว่าเป็นกวี
ตัวอย่างของคำาประพันธ์
บานแพนก
วันอาทิตย์ เดึอน ๖ ขึ้นคำ่าหนึ่ง จุลศักราช ๑๑๓๒ (พ.ศ.
๒๓๑๓ ปีที่ ๓ ในร้ชกาลกรุงธนบุรี) ปีขาล โทศก พระราชนิพนธ์
ทรงแต่งชั้นต้นเป็นปฐม ยังทรามยังพอดีอยู่
ตอนที่ ๑ ตอนพระมงกุฎ
พระมงกุฎอยู่ป่า
๏ มาจะกล่าวบทไป หน่อในอวตาร
รังสี
หาผลปรนนิบ้ติชนนี ทั้งพระฤษีมีญาณ
วันหนึ่งชวนน้องเข้าพาที พระมุนีจงโปรตเด
ฉาน
ข้าไสร้เกลือกคนภัยพาล ขอประทานรำ่า
เรียนวิชา
ฯ ๔ คำา ฯ
๏ ฤษีรักจูบกระหม่อมเกศ สอนให้เล่าเวท
คาถา
ฯ เจรจา ฯ
๏ หุดีกุณฑ์กองวิทยา เจ็ดราตรีศรผุด
พลัน
ฯ ตระ ฯ
๏ จึงประสิทธิ์ประสาทธนูศิลป์ เจ้าจินดารมณ์หมาย
มั่น
เมึ่อลั่นซั้นซำ้ามนตร์พลัน สรรพโลกไม่ทนฤทธา
ฯ เจรจา ๔ คำา ฯ
148
๏ ฝ่ายสองกุมารเรียนเสร็จ ได้ทั้งกลละเม็ด
คาถา
รบเอาธนูศิลป์มา ลาล่าหาผลพนาลี
ฯ เข้าม่าน ฯ
๏ ครั้นถึงกาลวาตพนาลัย ปราศัยน้องลบ
เรืองศรี
ฝ่ายพี่จะแผลงฤทธี ยิงรังด้นนี้ให้ขาด
ไป
ฯ ๔ คำา ฯ
๏ เจ้าลบว่าใหญ่ถึงแสนวา ข้าเจ้าเห็นหาหัก
ไม่
๏ พระมงกุฎก็วางศรชัย สนั่นไปถึงชั้นพรหมา
ตระเชิด
๏ ถูกรังต้นใหญ่สินขาด ยับเยินวินาศดังฟ้าผ่า
แล้วกลับต่อว่าอนุชา น้องยาจะว่า
ประการใด
ฯ ๔ คำา ฯ
๏ พระลบสรรเสริญบุญญา อานุภาพเป็นหา
ที่สุดไม่
พระชนนีจะมิตกใจ ก็ชวนเก็บผลไม้
กลับมา
ฯ พญา เดิน ๒ คำา ฯ
๏ ฝ่ายพระฤษีสนั่นเสียง สำาเนียงกึกก้องเวหา
ตกใจทิ้งนางสีดา ก็ลีลาออกตามกุมาร
ฯ เชิด ๒ คำา ฯ
๏ ฝ่ายพระพี่น้องเห็นฤษี ก็วิ่งเข้าอัญชลีทูล
สาร
ทิ้งนางสีดาดวงมาลย์ พระอาจารย์มาไย
ชนนี
ฯ ๒ คำา ฯ
๏ พระมุนีสีดาว่าดูเอา ให้เราตกใจถึงสองศรี
149
สุ้งเสียงอะไรเมื่อกี้ คิดว่าอสุรีพะพาน
ฯ ๒ คำา ฯ
๏ ฝ่ายพระมงกฎทูลไข หาไม่ดอกยิงไม้
พฤกษาสาร
๏ เจ้าลบว่าแสนอ้อมประมาณ พฤกษาสารสูงเทียม
เมฆา
หักยำบสะบั้นสินขาด วินาศดุจดั่งฟ้าผ่า
ที่กาลวาตพนาวา หาภำยมิได้พระมุนี
ฯ ๔ คำา ฯ
๏ สีดาว่ายิงทำาไม ให้ตกใจทั้งพระฤษี
นี่ลูกอะไรน่าใคร่ตี ก็พาทีขู่รู่กุมาร
ฯ ๒ คำา ฯ
๏ พระมุนีจึ่งห้ามสีดา อย่าว่าหลานกู
ห้าวหาญ
แล้วอวยชัยหน่ออวตาร ให้ชัยวาลรุ่งฤทธี
จงเจ้าเป็นใหญ่ไตรภพ จบสกลทิศทั้งสี่
โภยภัยสิ่งใดอย่าได้มี ให้ฤทธียิ่งบิดร
แล้วบอกนวลนางสีดา พฤกษานี้มีมาแต่
ก่อน
แรกตั้งฟ้าดินอัมพร ศรใครไม่กินนะสี
ดา
เมื่อไรต่อหน่ออวตาร จึงผลาญไม้นี้ดั่ง
ฟ้าผ่า
ลูกเจ้ารุ่งเรืองฤทธา ว่าแล้วก็มากุฎี
ฯ เสมอ ๘ คำา ฯ
๏ ฝ่ายสองกุมารเข้าไป ถวายผลไม้พระฤษี
แล้วกลำบมาหาชนนี ยังที่พระบรรณ
ศาลา
ฯ บาทสกุณี ๒ คำา ฯ
โอ้
๏ ฝ่ายนางสีดาสวมกอด พลอดพลางทางกวด
เกศา
150
จูบเกศเทวศโศกา โอ้ว่ากำาพร้ายาใจ
มาดแม้นถ้าอยู่กำบพ่อ จะเสน่ห์หน่อหา
ที่สุดไม่
เท่านี้หรือมีฤทธิไกร ที่ไหนบิดาจะให้
จร
ฝ่ายเจ้าผลานแผลงศิลป์ชัย เหมือนเมื่อท้าวไท
เธอยกศร
ครั้งไปทำาการสยมพร ในเมืองนครมิถิ
ลา
ให้เจ้ายิ่งยศโมลี แม่จะได้ฝากผีภาย
หน้า
ให้เรืองฤทธิ์เหมือนองค์พระบิดา ว่าแล้วก็ทรงโศกี
ฯ โอด ๘ คำา ฯ
ร่าย
๏ ฝ่ายพระมงกุฎทูลถาม โปรดบอกความเกล้า
เกศี
แม่ว่าพ่อข้ามีฤทธี มาอยู่พนาลีด้วยอำนใด
อำนฝ่ายพระบังเกิดเกล้า เผ่าพงศ์กษัตริย์หรือไม่
เธอผ่านถิ่นฐานบ้านเมืองใด บอกให้หน่อยเถิด
พระมารดา
ฯ มโนราโอด ๔ คำา ฯ
๏ สีดากรรแสงแถลงไข พิไรบอกลูกเสน่หา
เดิมแม่อยู่เมืองมิถิลา พระอัยกาเจ้า
เสี่ยงศิลป์ชัย
เทพามนุษย์เข้ายกศิลป์ เสร็จสิ้นมิได้หวาดไหว
พ่อเจ้ายกได้ว่องไว จึงเศกแม่ให้กับ
บิดา
อำนบิตุเรศของเจ้า เผ่าพงศ์บรมนาถา
เรืองรุดสุดอรรคอิศรา ปรากฏยศยิ่งโมลี
จึ่งพาแม่มาเวียงชัย อัยกาให้สัจมเหษี
ให้พ่อเจ้าไปพนาลี แม่นี้ติดตามจรจรรย์
กับทั้งพระลำกษมณ์อนุชา ออกไปอยู่ป่าพนา
สัณฑ์
151
วันหนึ่งจึงยักษ์ทศกัณฐ์ มันใช้มารีศเป็นกวาง
มา
แม่ไม่รู้เลยเป็นรักใคร่ ให้พ่อเจ้าตามไป
ในป่า
แล้วได้ยินเสียงเหมือนบิดา คิดว่ายักษามัน
ยายี
จึงให้อนุชาไปดู มิรู้ยักษ์ลักพาแม่หนี
บิดาเจ้าตามไปต่อตี ฆ่าอสุรีตายทั้ง
ลงกา
แล้วพามาผ่านโภคัย ครั้งนั้นแลแม่ได้
หรรษา
จึงมีปีศาจลวงมารดา วานข้าเขียนรูป
อสุรี
พาซื่อมือแม่ไม่สุข ประดุกเขียนรูปยักษี
พ่อเจ้ามาเห็นทันที นารีผู้วานนั้นหายไป
ฝ่ายแม่จึงรู้ว่าปิศาจ พระบิตุราชโกรธ
ชักพระขรรค์ไล่
ให้พระอนุชาพาแม่ไป พิฆาตเสียใน
พนาวา
เดชะความสัตย์ของแม่ เที่ยงแท้ต่อพ่อเจ้าหนัก
หนา
พระขรรค์กลับกลายเป็นมาลา อนุชาจึงขับเสีย
พลัน
เตชะบุญญาของเจ้า ขวัญเข้าแม่ไม่
อาสัญ
พอพบมุนีในพนาวัน จึงคมคัลอาศัย
คลอดลูกยา
พระบิดาเจ้าชื่อราเมศ หน่อนเรศทศรถ
นาถา
ครอบครองกรุงศรีอยุธยา ว่าแล้วก็ทรงโศกี
ฯ โอด ๒๖ คำา ฯ
152
๏ ฝ่ายพระมงกุฎกราบเกล้า พระแม่เจ้าอย่า
หม่นหมองศรี
ถึงพระบิดาไม่ดูดี เราอยู่พงพีตามเข็ญใจ
ฯ ครวญ ๒ คำาฯ
๏ สีดาสวมสอดกอดจูบ ลูบหน้าหลังพลาง
ร้องไห้
แสนโศกวิโยคอาล้ย เสน่ห์ในกอดลูก
นิทรา
ฯ กล่อม ๒ คำา ฯ
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 10
1. ศึกษาการกระจายของวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ ใน
ประวัติวรรณคดีชองไทยตั้งแต่สมัยที่เริ่มมีการนำามา
แต่งต่อในราชสำานัก
2. เทียบความเรื่องรามเกียรติ์ ในฉบับต่าง แล้วประเมิน
คุณค่า
3. เลือกฉากในฉากหนึ่งในวรรณคดีมาแสดงละครหน้า
ชั้น
บทที่ ๕
การศึกษาวรรณกรรมไทยสมัยรัตโกสินทร์
ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์
เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบการจลาจลที่เกิด
ขึ้นในปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนบ้านเมือง
153
อยู่ในความสงบเรียบร้อย พวกขุนนางข้าราชการและราษฎรทั้ง
หลายจึงเห็นพ้องต้องกันในการอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึก ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติในวันที่ ๖
เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระนามที่ปรากฏในพระสุพรรณบัฏ คือ
“สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีฯ” ส่วนพระนาม “พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก”นั้น เป็นพระนามที่พระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวาย นับว่าพระองค์เป็นปฐม
กษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็น
พระมหากษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิมว่า ทอง
ด้วง ประสูติเมื่อวันพุธแรม ๔ คำ่า เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๒๗๙
เป็นบุตรคนที่ ๔ ของหลวงพินิจอักษร ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้า
พระยาโกษาธิบดี (ปาน) และเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมใน
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เมื่อพระชนมายุได้ ๒๑ ปี ทรงผนวชอยู่ที่วัดมหาทะลาย
เมื่อลาสิกขาบทออกมาได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กของ
พระเจ้าอุทุมพร เมื่อพระชนมายุได้ ๒๔ พรรษา ทรงดำารง
ตำาแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ต่อมาได้แต่งงานกับ
นางสาวนาค พระชนมายุได้ ๓๒ พรรษา ได้เข้ามารับราชการ
ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงดำารงตำาแหน่งเป็น
พระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำารวจนอกขวา ต่อมาได้เลื่อน
ตำาแหน่งเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ เป็นพระยายามราชและเป็น
เจ้าพระยาจักรี
ใน พ.ศ. ๒๓๒๐ ได้รับความดีความชอบที่ไปปราบหัวเมือง
ลาวได้ จึงได้รับพระราชทานตำาแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึก และใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็น
กษัตริย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีฯ
หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงครองราชย์อยู่
๒๘ ปี เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคชรา เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.
๒๓๕๒ มีพระชนมายุได้ ๗๔ พรรษา ถึงสมัยรัชกาลที่ ๙ ทรงได้
154
รับพระราชสมัญญาเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช
ขณะเมื่อพระองค์ได้สถาปนาขึ้นเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่ง
ราชวงศ์จักรี ช่วงระยะเวลานั้นได้สืบเนื่องมาจากการเสียกรุง
ศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ และการรบพุ่งกันมากในสมัยสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช บ้านเมืองทรุดโทรมเสียหายมาก ดังนั้น
พระองค์จึงต้องฟื้นฟูบ้านเมืองโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะฟื้นฟูอำานาจ
ของอาณาจักรไทยขึ้นมาใหม่ ทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม
โดยสืบทอดงานต่อจากสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งมีระยะเวลา
ค่อนข้างสั้น เช่น การฟื้นฟูอำานาจทางการเมือง ได้แก่ สถาปนา
ศูนย์กลางอันมั่นคงของอาณาจักร เช่น การสร้างเมืองหลวงขึ้น
ใหม่ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในอาณาจักร การทำาศึก
สงครามป้องกันเอกราชของประเทศ การขยายอำานาจและการ
รักษาอิทธิพลของไทยในเขตประเทศราช การฟื้นฟูความเจริญ
วัฒนธรรม เช่น ขนบธรรมเนียมราชประเพณีต่างๆ การฟื้นฟู
ศาสนา การฟื้นฟูระบอบการปกครองและกฎหมาย การฟื้นฟู
ศิลปกรรมต่างๆ ซึ่งรัชกาลที่ ๑ ทรงเป็นผู้วางรากฐานการฟื้นฟู
เหล่านี้ไว้ และรัชกาลที่ ๒ และ ๓ ทรงประสานงานต่อมา สำาหรับ
นโยบายการรักษาเอกราชความมั่นคงประเทศนั้น นอกจากจะ
ต้องทำาสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการรุกรานไทยแล้ว
ไทยยังต้องดำาเนินนโยบายทางการทูตอย่างระมัดระวังกับ
ประเทศมหาอำานาจตะวันตกที่เริ่มเข้ามาติดต่ออย่างใกล้ชิดกับ
ไทยด้วย
การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ทรงปราบจลาจลภายในกรุงธนบุรีและสร้างความ
มั่นคงภายในประเทศแล้ว พระองค์ทรงย้ายราชธานีจาก
กรุงธนบุรีซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออกของแม่นำ้า
เจ้าพระยาและตั้งชื่อใหม่ว่ากรุงเทพฯ ทั้งนี้เนื่องด้วยสาเหตุ
หลายประการ คือ
๑. พระราชวังเดิมของกรุงธนบุรีคับแคบ มีวัดขนาบอยู่ทั้ง
๒ ด้าน คือ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) และวัดท้ายตลาด (วัด
155
โมลีโลกยาราม) ทำาให้ไม่สามารถขยายอาณาเขตของ
พระราชวังให้กว้างขวางขึ้นได้
๒. พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยที่จะให้พระนครแบ่งออกเป็น ๒
ส่วน โดยมีแม่นำ้าเจ้าพระยาผ่ากลางเป็นเสมือนเมืองอกแตก ดัง
เช่น เมืองพิษณุโลก สุพรรณบุรี เพราะหากข้าศึกยกทัพมาตาม
ลำานำ้า ก็สามารถบุกตีใจกลางเมืองหลวงได้ ทำาให้ยากแก่การ
ป้องกันพระนคร ครั้นจะสร้างป้อมปราการทั้งสองฝั่งแม่นำ้า ก็จะ
เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองมาก ทำาให้ยากแก่การเคลื่อนพลจาก
ฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการยากลำาบากมาก ดังนั้น
พระองค์จึงย้ายพระนครมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่นำ้า
เจ้าพระยาเพียงแห่งเดียว โดยมีแม่นำ้าเป็นคูเมืองทางด้านตะวัน
ตก และใต้ ส่วนทางด้านตะวันออกและทางด้านเหนือ โปรด
เกล้าฯ ให้ขุดคลองขึ้นเพื่อเป็นคูเมืองป้องกันพระนคร
๓. พื้นที่ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม สามารถขยายเมือง
ให้กว้างขวางออกไปได้เรื่อยๆ ตรงบริเวณที่ตั้งพระนครพื้นที่
เป็นแหลม โดยมีแม่นำ้าเป็นกำาแพงกั้นอยู่เกือบครึ่งเมือง
๔. ทางฝั่งตะวันตกของแม่นำ้าเจ้าพระยา พื้นที่เป็นท้องคุ้ง
นำ้ากัดเซาะตลิ่งพังทลายอยู่เสมอ จึงไม่เหมาะแก่การสร้างอาคาร
หรือถาวรวัตถุใดๆ ไว้ริมฝั่งแม่นำ้า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีรับสั่ง
ให้สร้างเมืองใหม่ทางฝั่งตะวัน ออกของแม่นำ้าเจ้าพระยา ตั้งแต่
บริเวณหัวโค้งแม่นำ้าเจ้าพระยา คือ บริเวณพระบรมมหาราชวัง
ในปัจจุบัน พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานคร
บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธนา มหาดิลกภพ
นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถานอมรพิมาน
อวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ต่อมาในสมัย
รัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนจากคำาว่า “บวรรัตนโกสินทร์” เป็น “อมร
รัตนโกสินทร์”
ในการสร้างพระมหาบรมราชวัง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัด
ขึ้นภายในด้วย คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว
แล้วให้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นประดิษฐาน ทรงพระราชทาน
นามใหม่ว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” เพื่อเป็นสิริมงคล
แก่กรุงเทพฯ
156
การปกครองของไทยสมัยรัตนโกสินทร์
ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑-๔ มีระเบียบแบบแผนตามแบบสมัย
อยุธยา พระมหากษัตริย์มีอำานาจสูงสุดและเด็ดขาดในการ
ปกครองประเทศ แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ
๑. การปกครองส่วนกลาง มีอัครมหาเสนาบดี ๒ ตำาแหน่ง
คือ สมุหกลาโหมเป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร รับผิดชอบกิจการด้าน
การทหารทั่วประเทศและปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ ส่วน
สมุหนายกเป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน รับผิดชอบกิจการด้าน
พลเรือนทั้งหมดและปกครองหัวเมืองเหนือ ส่วนหัวเมือง
ชายทะเลด้านฝั่งตะวันออก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทรงจัดให้อยู่ในความดูแลของกรมท่า นอกจาก
ตำาแหน่งอัครมหาเสนาบดีทั้ง ๒ นี้แล้ว ยังมีเสนาบดีจตุสดมภ์ คือ
เสนาบดีกรมเมืองหรือกรมเวียง เรียกว่า “พระนครบาล” เสนาบดี
กรมวัง เรียกว่า “พระธรรมาธิกรณ์” เสนาบดีกรมคลัง เรียกว่า
“พระโกษาธิบดี” เสนาบดีกรมนา เรียกวา “พระเกษตราธิบดี”
จตุสดมภ์ทั้ง ๔ อยู่ภายใต้การดูแลของสมุหนายก มีหน้าที่และ
ความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ เหมือนครั้งสมัยอยุธยาเว้นแต่กรม
คลังที่มีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศอีกด้วย
๒. การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งเขตการปกครองออกเป็น
หัวเมือง ๓ ประเภท ได้แก่หัวเมืองชั้นใน หรือเมืองจัตวา ซึ่งเป็น
เมืองเล็กๆ ที่อยู่บริเวณรอบๆ เมืองหลวง หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่
เมืองพระยามหานครา เมืองเอก โท ตรี ซึ่งอยู่ห่างไกลจาก
ราชธานีออกไป เจ้าเมืองมีอำานาจในการปกครองเมืองอย่างเต็ม
ที่ เพราะอยู่ไกจากราชธานี ส่วนเมืองประเทศราช พระมหา
กษัตริย์จะแต่งตั้งเจ้าประเทศราชให้ปกครองตนเอง แต่ต้องส่ง
เครื่องราชบรรณาการให้เมืองหลวง ๓ ปีต่อ ๑ ครั้ง หรือถ้าเป็น
เมืองที่อยู่ใกล้ราชธานี เช่น อุบลราชธานี เขมร ไทยบุรี
เชียงใหม่ หลวงพระบาง ต้องส่งปีละครั้ง เมื่อเกิดศึกสงคราม
เมืองประเทศราชเหล่านี้ต้องส่งทหารมาช่วยรบทันที หรือใน
ยามปกติอาจเกณฑ์ชาวเมืองประเทศราชมาช่วยให้แรงงานใน
การปรับปรุงประเทศ
157
๓. การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งออกเป็น บ้าน ตำาบล และ
แขวงตามลำาดับ ซึ่งอาจเทียบได้กับ หมู่ บ้าน ตำาบล และอำาเภอ
ในปัจจุบัน
กฎหมายและการศาล
รากฐานกฎหมายของไทยที่ใช้กันในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้
มาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์หรือคัมภีร์ธรรมสัตถัมของอินเดีย
ซึ่งไทยได้รับมาจากมอญอีกต่อหนึ่ง นำามาเป็นรากฐานกฎหมาย
ของสุโขทัยและอยุธยา นอกจากนี้ยังมีพระราชศาสตร์ ซึ่งเป็น
พระบรมราชโองการและพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหา
กษัตริย์ใช้สำาหรับติดสินคดีความต่างๆ
คราวที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระราช
กำาหนดกฎหมายต่างๆ สูญหายกระจัดกระจายและถูกทำาลายไป
มากมาย มีเหลืออยู่เพียงส่วนน้อย เมื่อมาถึงสมัยธนบุรีมีการ
ปรับปรุงบ้านเมืองและปราบปรามศัตรูที่คอยมารุกรานอธิปไตย
ของชาติตลอดรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทำาให้
มีเวลาแก้ไขตัวบทกฎหมายน้อย ส่วนใหญ่ใช้ของเดิมซึ่งรับมา
จากสมัยอยุธยา ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมกฎหมายที่หลงเหลือ
อยู่นำามาชำาระให้ถูกต้อง และโปรดให้อาลักษณ์คัดลอกไว้ ๓ ชุด
แต่ละชุดให้ประทับตราไว้ ได้แก่ ตราราชสีห์เป็นตราประจำา
ตำาแหน่งสมุหนายก ตราคชสีห์เป็นตราประจำาตำาแหน่งสมุห
กลาโหม และตราบัวแก้วเป็นตราประจำาตำาแหน่งพระคลัง หรือ
กรมท่า หรือโกษาธิบดี กฎหมายฉบับนี้จึงมีชื่อว่า “กฎหมายตรา
สามดวง” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ประมวลกฎหมายรัชกาลที่
๑”
นอกจากจะทรงตรากฎหมายตราสามดวงแล้ว ยังมีอีกฉบับ
หนึ่งที่มิได้ประทับตราสามดวงไว้ เรียกว่า “ฉบับรองทรง”
กฎหมายตราสามดวงนี้เป็นกฎหมายหลักในการปกครอง
ประเทศมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
เศรษฐกิจสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
158
๑. การค้ากับต่างประเทศ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ไทยมีการค้าขายกับต่างประเทศดังนี้
๑.๑ การค้ากับประเทศในเอเชีย ในสมัยรัตนโกสินทร์
ตอนต้นการค้าขายส่วนใหญ่
ทำากับจีน นอกจากนี้ก็มีชวา สิงคโปร์และอินเดีย ในพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นการค้าสำาเภา มีทั้ง
สำาเภาหลวงและสำาเภาเอกชน ซึ่งเป็นการค้าที่สำาคัญและทำาราย
ได้ให้กับประเทศมาก สำาเภาหลวงที่ปรากฏชื่อในสมัยรัชกาลที่
๑ มีอยู่ ๒ ลำา คือ เรือหูสูงและเรือทรงพระราชสาสน์ เรือสำาเภานี้
ลักษณะแบบจีน ต่อในเมืองไทยใช้ไม้อย่างดี ใช้ลูกเรือเป็นคน
จีนทั้ง หมด แต่ผู้คุมเป็นคนไทยอยู่ในความดูแลของกรมท่าหรือ
พระคลังสินค้า
ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลัย เรือสำาเภาทั้งไทยและจีนติดต่อกับค้าขายกันถึง
๑๔๐ ลำา สำาเภาหลวงที่สำาคัญมี เรือมาลาพระนคร และเรือเหรา
ข้ามสมุทร สินค้าออกที่สำาคัญได้แก่ ดีบุก งาช้าง ไม้ นำ้าตาล
พริกไทย รังนก กระดูกสัตว์ หนังสัตว์ กระวาน และครั่ง ส่วน
สินค้าเข้าที่สำาคัญ ได้แก่ เครื่องถ้วยชามสังคโลก ชา ไหม เงิน
ปืน ดินปืน กระดาษ เครื่องแก้ว
นอกจากนี้พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำาคัญและ
ทรงสนับสนุนให้กิจการด้านนี้เจริญก้าวหน้าออกไปโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งมีพระปรีชาสามารถเรื่อง
การค้ากับต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชากรมท่า มีการต่อเรือ
กำาปั่น ๑๐ ลำา ลำาแรกชื่อ อรสุมพล
ไทยมีการส่งเครื่องบรรณาการแลกเปลี่ยนกับ
จีนตลอดมา จนกระทั่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า วิธีการนี้จีนจะเข้าใจว่าไทยยอมอ่อนน้อม
และตกอยู่ภายใต้อำานาจของจีน จึงให้ยกเลิกเสีย
๑.๒ การค้ากับประเทศตะวันตก ตลอดเวลาที่
ไทยติดต่อกับชาติตะวันตกนั้น คนไทยมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจ
ตลอดมา แม้ไทยจะยอมมีสัมพันธไมตรีทางการทูตและการค้า
แต่ไทยก็มีเจ้าหน้าที่คอยเข้มงวด และดูแลอย่างใกล้ชิด ในสมัย
รัชกาลที่ ๒ อังกฤษได้ส่งนายจอห์น ครอว์เฟิร์ด เป็นทูตเข้ามา
159
เจรจาเรื่องการค้ากับไทย พยายามให้ไทยยกเลิกการผูกขาด
ของพระคลังสินค้า ให้ไทยจัดระบบการเก็บภาษรีขาเข้าและขา
ออกให้แน่นอน แต่ไม่สำาเร็จ
๒. ภาษีอากร รายได้ส่วนหนึ่งของประเทศที่นำามาใช้
สำาหรับปรับปรุงประเทศ นอกจากการค้าขายแล้ว ยังได้จากการ
เรียกเก็บภาษีอากรจากประชาชน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
๒.๑ ภาษีอากรที่เก็บภายในประเทศ มี ๔ ชนิด คือ
- จังกอบ คือ การเรียกเก็บสินค้าของ
ราษฎร โดยชักส่วนสินค้าที่ผ่านด่านทั้งทางบกและทางนำ้า ใน
อัตรา ๑๐ หยิบ ๑ หรือ ๑ ส่วนต่อ ๑๐ ส่วน
- อากร คือ เงินหรือสิ่งของที่รัฐเรียก
เก็บจากผลประโยชน์ของราษฎรที่ได้จากการประกอบอาชีพ
นอกจากอาชีพค้าขาย เช่น การทำานา เรียกว่า อากรค่านา การ
ทำาสวน เรียกว่า อากรสวนใหญ่ หรือ พลากร หรือ สมพัตสร
การจับสัตว์นำ้า เรียกว่า อากรค่านำ้า การเก็บไข่เต่าเก็บรังนก
เรียกว่า อากรค่ารักษาเกาะ นอกจากนี้ยังมีการเก็บอากรบ่อน
เบี้ย อากรสุรา อากรตลาด อากรเก็บของป่า อากรขนอน ฯลฯ
- ส่วย คือ เงินหรือสิ่งของที่ไพร่หลวง
นำามาให้แก่ทางราชการทดแทนการเข้าเดือน โดยได้มาจาก
ผลิตผลตามธรรมชาติที่หาได้ภายในท้องถิ่น เช่น ดีบุก พริก
ไทย มูลค้างคาว ไพร่หลวงนำามาให้แก่ทางราชการทดแทนการ
เข้าเดือน เรียกว่า ไพร่ส่วย
- ฤชา คือ ค่าธรรมเนียมที่ทาง
ราชการเรียกเก็บเฉพาะรายบุคคล เนื่องจากได้รับการบริการ
จากราชการ เช่น ออกโฉนดที่ดินให้
๒.๒ ภาษีอากรที่ได้จากภายนอกประเทศ
- ภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ คือ
ภาษีที่เก็บจากเรือสินค้าต่างประเทศ โดยคิดจากขนาดความ
กว้างของปากเรือหรือยานพาหนะที่บรรทุกสินค้าเข้ามา สมัย
รัชกาลที่ ๑ คิดว่าละ ๑๒ บาท ต่อมาเพิ่มเป็นวาละ ๒๐ บาท สมัย
รัชกาลที่ ๒ คิดเป็นวาละ ๘๐ บาท สมัยรัชกาลที่ ๓ ถ้าเป็นเรือ
สินค้าที่ไม่ได้บรรทุกสินค้าเข้ามาขายคิดว่าละ ๑,๕๐๐ บาท ถ้า
บรรทุกสินค้าคิดว่าละ ๑,๗๐๐ บาท
160
- ภาษีสินค้าออก รัฐเรียกเก็บตาม
ประเภทของสินค้า เช่น ข้าวสารหาบละ ๑ สลึง นำ้าตาลหาบละ ๒
สลึง พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ รัฐเรียกเก็บภาษีขาออกต่างๆ เพิ่ม
มากขึ้น ทำาให้รัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น เก็บภาษีพริกไทย
ภาษีเกลือ ภาษีไม้แดง ภาษีนำ้ามันมะพร้าว ภาษีฝ้าย ภาษีปอ
ภาษีนำ้าตาลทราย ฯลฯ
๓. หน่วยงาน สินค้าผูกขาด สินค้าต้องห้าม
๓.๑ กรมพระคลังสินค้า ต่อมาเรียกว่า กรมท่า มีหน้าที่
ติดต่อกับต่างประเทศ เก็บภาษีเข้าและภาษีออก ตรวจตราเรือ
สินค้าต่างประเทศ และเลือกซื้อสินค้าตามที่ราชการต้องการ ซึ่ง
อยู่ในความดูแลของเสนาบดีกรมท่าหรือโกษาธิบดี โดยจะส่งเจ้า
หน้าที่ลงไปตรวจเรือสินค้าก่อน เรียกว่า การเหยียบหัวตะเภา
๓.๒ สินค้าผูกขาด คือ สินค้าที่ทางราชการต้องการและ
คิดว่ามีอันตรายหากพ่อค้าจะทำาการติดต่อซื้อขายกันโดยตรง
ได้แก่ อาวุธ กระสุนปืน ดังนั้นรัฐจึงผูกขาดการซื้อขายเสียเอง
๓.๓ สินค้าต้องห้าม คือ สินค้าที่หายากและมีราคาแพง
ราษฎรต้องนำามาขายให้ทางราชการ เพื่อทางราชการจะได้นำา
ไปขายให้พ่อค้าต่างประเทศ จะได้เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ
สินค้าต้องห้าม ได้แก่ งาช้าง รังนก ฝาง กฤษณา ฯลฯ
๔. เงินตรา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงใช้เงินพดด้วง
เหมือนอยุธยา แต่ประทับตราแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ตรา
ประจำารัชกาลนั้นๆ เช่น รัชกาลที่ ๑ ประทับตราอุณาโลม
รัชกาลที่ ๒ ประทับตราครุฑกับจักร รัชกาลที่ ๓ ประทับตรา
ปราสาทกับจักร
สภาพสังคมและการศึกษา
๑. สภาพสังคม โครงสร้างของสังคมไทยในสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับสังคมอยุธยา ถึงแม้
ภายในสังคมจะไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะอย่างอินเดีย แต่ฐานะ
ความเป็นอยู่ของคนก็แตกต่างกันอย่างมาก แต่ละคนจะสามารถ
เลื่อนฐานะของตนขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความดีความชอบหรือมี
ความสามารถ เช่น สามัญจะมีโอกาสเลื่อนฐานะของตนจน
161
กระทั่งเป็นถึงขุนนางได้ต้องมได้รับการศึกษา รวมทั้งมีความ
สามารถอยู่ในตัวเองด้วย การแบ่งชนชั้นทางสังคมของคนแบ่ง
ได้ ดังนี้
๑.๑ เจ้านายสูงสุด ได้แก่ พระมหากษัตริย์และ
พระบรมวงศานุวงศ
๑.๒ ขุนนางและข้าราชการต่างๆ ที่มีศักดินาตั้งแต่
๔๐๐-๑๐๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีความ
เป็นอยู่ดี ฐานะรำ่ารวย มีสิทธิพิเศษหลายอย่าง
๑.๓ ไพร่และสามัญชน ได้แก่ ชนส่วนใหญ่ของ
ประเทศ
๑.๔ ทาส เป็นผู้ที่มีอิสระในตัวเอง แต่สภาพความเป็น
อยู่ของทาสในเมืองไทยดีกว่า
ประเทศต่างๆ มาก ถ้าทาสทำาความดีความชอบต่อบ้านเมือง ก็
สามารถเลือกฐานะตนเองเป็นขุนนางได้ ส่วนขุนนางถ้าทำาความ
ผิดร้ายแรงก็อาจถูกลดฐานะลงเป็นทาสได้เช่นกัน ทาสในสังคม
สมัยนั้น ได้แก่ ทาสเชลย ทาสในเรือนเบี้ย ทาสสินไพ่ ทาสได้มา
แต่บิดามารดา ทาสที่เลี้ยวไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย ทาสที่ช่วยมา
จากทัณฑโทษ ทาสท่านให้
๒. การศึกษา ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ศูนย์กลางของ
การศึกษาที่สำาคัญมีอยู่ ๒ แห่ง คือ วังและวัด ขุนนางหรือผู้ดีมี
ตระกูลมักส่งบุตรหลานของตนเข้าไปฝึกอบรมตามวังและราช
สำานัก ถ้าเป็นผู้ชายมักฝากตัวเข้าเป็นมหาดเล็ก เพื่อจะได้ศึกษา
วิชาการต่างๆ การใช้อาวุธ การใช้พาหนะในยามสงคราม ผู้
หญิงฝึกอบรมวิชาแม่บ้านแม่เรือน การเย็บปักถักร้อย สำาหรับ
การศึกษาในวัด สามัญชนมักนำาลูกหลานไปฝากตัวไว้กับพระ
ตามวัด เป็นลูกศิษย์สำาหรับใช้สอย หรือบวชอยู่กับพระที่วัด พระ
จะได้สอนให้หัดเขียนอ่านวิชาหนังสือ วิชาด้านพระศาสนา เช่น
ภาษาบาลี สันสกฤต และขอม และจะได้รู้จักขนบธรรมเนียม
ประเพณีต่างๆ
การเรียนที่สำาคัญอีกแบบหนึ่ง คือ การศึกษาวิชาชีพตาม
บรรพบุรุษสืบตระกูลถ่ายทอดกันต่อๆ มา เช่น แพทย์ นัก
กฎหมาย ครูอาจารย์ หรือการสืบทอดอาชีพกันเป็นกลุ่มตาม
162
อาชีพของท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น ช่างถม ช่างทอง ช่างปั้น ช่างแกะ
สลัก ฯลฯ
การศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณี
๑. ศาสนา
- การสังคายนาและชำาระพระไตรปิฎก การเสีย
กรุงครั้งที่ ๑ ทำาให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมลงไปมาก และ
พระไตรปิฎกก็บกพร่องอยู่มาก รัชกาลที่ ๑ จึงมีพระราชดำาริให้
ทำาการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นที่วัดมหาธาตุ เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๑
ใช้เวลาประมาณ ๕ เดือน พระสงฆ์ที่มีส่วนสำาคัญในการ
สังคายนาพระไตรปิฎกนี้ ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) พระ
วันรัต (สุ) พระพิมลธรรม (วัดพระเชตุพนฯ) พระพุฒาจารย์
(เป้า) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ชำาระพระไตรปิฎกตั้งแต่ครั้ง
กรุงเก่าที่กระจัดกระจาย ให้เป็นระเบียบหมวดหมู่ แล้วจารลงบน
ใบลาน คัดลอกพระไตรปิฎกเป็นฉบับหลวงขึ้น ปิดทองทั้งปก
หน้าปกหลัง แลด้านข้างเรียกว่า “ฉบับทองหรือทองใหญ่ หรือ
ฉบับทองทึบ” และเชิญประดิษฐานไว้ในตู้ประดับมุก ในหอพระ
มณเทียรธรรมกลางสระ ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามใน
พระบรมมหาราชวัง
สมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงส่งสมณทูตไปยังลังกาเพื่อศึกษา
ความเป็นของศาสนาในลังกา
และได้นำาหน่อพระศรีมหาโพธิมาจากลังกา
สมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงให้ตรวจสอบพระไตรปิฎกทั้ง
จากลังกาและมอญ และให้จารึกอย่างสวยงาม สมัยนี้ได้รับ
ยกย่องว่ามีพระไตรปิฎกที่สวยงามและถูกต้องที่มากที่สุด
- การสังคายนาพระธรรมวินัย รัชกาลที่ ๑ ทรง
ออกกฎหมายสำาหรับพระสงฆ์หลายฉบับ เพราะพระสงฆ์สมัยนั้น
หย่อนพระธรรมวินัยไปมาก ไม่สนใจเล่าเรียนพระไตรปิฎก การ
เทศน์ พระสงฆ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของฆราวาส จึง
จำาเป็นเข้าต้องกำาหนดโทษขั้นรุนแรง สมัยรัชกาลที่ 3 โปรด
เกล้าฯ ให้สำารวจความประพฤติของสงฆ์ ปรากฏว่าพระสงฆ์ถูก
จับสึกและหนีเข้าป่าเป็นอันมาก
163
- การตั้งธรรมยุติกนิกาย ในสมัยรัชกาลที่ ๓
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฏทรงผนวชอยู่ ณ วัด
มหาธาตุ ทรงสนพระทัยศึกษาพระไตรปิฎก พระพุทธวจนะ และ
พระธรรมวินัยและทรงเห็นว่า พระภิกษุสงฆ์ในสมัยนั้นไม่ได้
เคร่งครัดในพระธรรมวินัย จึงต้องการจะทำาการสังคายนาเสีย
ใหม่ พระองค์ได้ทรงพบพระภิกษุรามัญผู้หนึ่ง ชื่อ ซาย
เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก พระองค์จึงทรงถือเป็นแบบอย่าง
และทรงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ข้อปฏิบัติของพระองค์จึงผิด
ไปจากพระสงฆ์รูปอื่นๆ การห่มผ้าก็เป็นแบบรามัญ พระองค์จึง
ย้ายที่ประทับมาอยู่ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ทรงให้นาม
คณะสงฆ์ของพระองค์ว่า “คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย” ส่วนคณะ
สงฆ์เดิมเรียกตนเองว่า “คณะสงฆ์มหานิกาย” หลักธรรมของ
คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ถือว่าเป็นหลักธรรมถูกต้อง เชื่อ
ในสิ่งที่มีเหตุผลมากขึ้น ทำาให้ใกล้ชิดและได้รับความเลื่อมใส
จากประชาชนมากขึ้น ที่สำาคัญคือ มีการเปลี่ยนแปลงการเทศน์
จากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ทำาให้เข้าใจง่าย
- การส่งสมณทูตไปลังกา สมัยรัชกาลที่ ๒ ได้มี
พระภิกษุลังกา ชื่อ พระสาสนวงศ์ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
และต้นโพธิ์ลังกามาถวายใน พ.ศ. ๒๓๕๗ ไทยได้ส่งสมณทูตไป
ยังลังกาทวีป เพื่อสอบสวนพระศาสนาทั้งหมด ๙ รูป มีพระ
อาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพเป็นหัวหน้า และได้นำาหน่อพระ
ศรีมหาโพธิ์มาจากลังกา ๖ ต้น ถือว่าเป็นต้นโพธิ์ที่สืบเชื้อสายมา
จากต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่พุทธคยาในอินเดีย โปรด
เกล้าฯให้นำาไปปลูกที่นครศรีธรรมราช ๒ ต้น วัดสุทัศน์ฯ ๑ ต้น
วัดสระเกตุฯ ๑ ต้น ที่กลันตัน ๑ ต้น และวัดมหาธาตุ ๑ ต้น สมัย
รัชกาลที่ ๓ พระสงฆ์เดินทางไปลังกาเพื่อขอยืมพระไตรปิฎกมา
ตรวจสอบกับของไทย ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๓๘๕ ครั้งที่ ๒
พ.ศ. ๒๓๘๗ กว่าจะส่งคืนก็ล่วงเข้าสมัยรัชกาลที่ ๔
- การสร้างและปฏิสังขรณ์วัด ศาสนานับเป็น
ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งปวงไม่ว่าประชาชนหรือพระมหา
กษัตริย์ ส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์
เกือบทุกรัชกาลในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคือ การสร้างและ
ปฏิสังขรณ์วัด มีดังนี้
164
๑) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง
ขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวังชั้นนอก เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนา ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดพระศรีสรรเพชญสมัย
อยุธยา และวัดมหาธาตุสมัยกรุงสุโขทัย เป็นที่ประดิษฐานแก้ว
มรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร วัดนี้จึงได้ชื่ออีกอย่าง
หนึ่งว่า “วัดพระแก้ว”
๒) วัดสุทัศนเทพวราราม พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัด
ขนาดใหญ่เช่นเดียวกับวันพนัญเชิงสมัยกรุงศรีอยุธยา บริเวณ
กำาแพงพระนครตรงใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เป็นที่ประะดิษฐาน
ของพระศรีศากยมุนี หรือพระโตหล่อด้วยโลหะ ซึ่งอัญเชิญมา
จากวิหารหลวงวัดมหาธาตุ สุโขทัย วันนี้ได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า
“วัดพระโต”
๓) วัดพระเชตุพนวิมลคลาราม พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิวัง
ขรณ์ขึ้นมาใหม่จากเดิมชื่อว่า วัดโพธาราม พระราชทานนามว่า
“วัดพระเชติพนวิมลมังคลาวาส ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาราม (สมัยรัชกาลที่ ๔) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
ยืนองค์ใหญ่จากวัดพระศรีสรรเพชญ กรุงศรีอยุธยา และ
พระพุทธสาวกปฏิมากร วัดคูหาสวรรค์ กรุงธนบุรี ต่อมาพระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้น
ใหม่และโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ ราชบัณฑิต และช่าง
ต่างๆให้ช่วยกันชำาระตำาราต่างๆ เช่น วิชาแพทย์โบราณ ยาแก้
โรคต่างๆ ตำาราหมอนวด กวีนิพนธ์ต่างๆ โดยจารึกไว้บนแผ่น
ศิลาตามเสาและผนังรายรอบบริเวณวัด วัดนี้จึงจัดว่าเป็น
“วิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทย”
๔) วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้าง
แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอก แล้วเปลี่ยนเป็นวัด
แจ้งในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๑
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร (รัชกาลที่
๒) ได้ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ เมื่อขึ้นครองราชย์เป็นพระบาท
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน
165
นามวัดว่า วัดอรุณราชธาราม ภายหลังเปลี่ยนเป็น วัดอรุณ
ราชวราราม วัดนี้มีพระปรางค์องค์ใหม่ที่เป็นปูชนียสถานที่
สำาคัญและงดงามมาก
๒. ขนบธรรมเนียมประเพณี
ขนบธรรมเนียมประเพณีสมัยต้นรัตนโกสินทร์ยึด
ตามแบบอยุธยา ที่สำาคัญได้แก่
๒.๑ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับพระมหา
กษัตริย์ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีโสกันต์
(โกนจุก) พระราชพิธีพระเมรุมาศ (การเผาพระบรมศพ) พระ
ราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ฯลฯ
๒.๒ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับพราหมณ์
เช่น พิธีการโล้ชิงช้า การสร้างโบสถ์พราหมณ์ ฯลฯ
๒.๓ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวบ้านเมือง เช่น
พระราชพิธีถือนำ้าพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีอาพาธพินาศ พระ
ราชพิธีพืชมงคล ฯลฯ
๒.๔ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับชาวบ้าน
เช่น การเล่นเพลงสักวา พิธีการทำาขวัญนาค การแต่งงาน การ
เผาศพ การโกนจุก พิธีตรุษสงกรานต์ สารทไทย ฯลฯ
๒.๕ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธ
ศาสนา เช่น พิธีวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา เข้าพรรษา
ออกพรรษา การบวชนาค เทศน์มหาชาติ สมโภชพระแก้วมรกต
ฯลฯ
พระราชพิธีและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆที่
สำาคัญๆ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ได้
รับการฟื้นฟูหลายพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราช
พิธีโสกันต์ พระราชพิธีสมโภชช้างเผือก พระราชพิธีสมโภชพระ
แก้วมรกต การเล่นสักวา พระราชพิธีตรียัมปวาย(โล้ชิงช้า) พระ
ราชพิธีเสด็จพระราชดำาเนินทอดผ้าพระกฐินโดยกระบวน
พยุหยาตรา ทางสถลมารคและชลมารค พระราชพิธีอาพาธ
พินาศ พระราชพิธีวันวิสาขบูชา ฯลฯ พระราชพิธีดั้งเดิมเก่าแก่
ของไทยนี้แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรือง ความ
สามัคคีกลมเกลียวของคนในชาติ รวมทั้งความมั่นคงเป็นปึก
แผ่นมาช้านานของชาติไทย
166
วรรณกรรมและศิลปกรรม
๑. ด้านวรรณกรรม สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ราชสำานักจัดว่าเป็นศูนย์กลางของวรรณกรรมและเป็นที่ชุมนุม
ของบรรดากวีทั้งหลาย ซึ่งมีทั้งองค์พระมหากษัตริย์ เจ้านายและ
บุคคลธรรมดา วรรณคดีที่สำาคัญในสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้แก่
รามเกียรติ์ ราชาธิราช และสามก๊ก ในรัชกาลที่ ๒ ทรงนิพนธ์
บทละครไว้หลายเรื่อง แต่ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด คือ บท
ละครเรื่องอิเหนา ส่วนกวีเอกสมัยนี้ คือ สุนทรภู่ ซึ่งมีผลงานชั้น
เยี่ยมหลายประเภทด้วยกัน มีทั้งบทละคร เสภา นิราศ บทเห่ และ
กลอน เช่น เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน นิราศภูเขาทอง กลอน
สุภาษิตสอนหญิง ฯลฯ
๒. ด้านศิลปกรรม ศิลปะแขนงต่างๆ ได้รับการ
ฟื้นฟูอย่างจริงจังจนกลับเจริญรุ่งเรืองเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา
สถาปัตยกรรมที่สร้างอย่างประณีตงดงาม ทรงคุณค่ายิ่งของ
ชาติ ได้แก่ พระราบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัด
พระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม และวัดราชโร
สาราม ซึ่งทั้ง ๓ วัดหลังนี้เป็นประจำารัชกาลที่ ๑, ๒, ๓ ตาม
ลำาดับ นอกจากนี้แล้วช่างสิบหมู่ยังร่วมกันสร้างผลงานไว้
มากมาย เช่น เครื่องราชูปโภคขององค์พระมหากษัตริย์ เครื่อง
ราชกกุธภัณฑ์ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ตู้พระไตรปิฎกลาย
รดนำ้า และเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์
จิตรกรรม ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคง
เลียนแบบกรุงศรีอยุธยา เช่น การวาดภาพในอาคารที่เป็นพระ
อุโบสถ หรือพระวิหาร มักจะวาดภาพเทพชุมนุม ตั้งแต่เหนือ
ระดับหน้าต่างขึ้นไปจนถึงเพดาน ส่วนช่วงระหว่างช่องหน้าต่าง
จะวาดภาพพุทธประวัติ หรือเทศชาติชาดก ผนังด้านหลังพระ
ประธานวาดภาพเรื่องไตรภูมิ และผนังตรงหน้าพระประธานวาด
ภาพพระพุทธเจ้าตอนมารผจญ เช่น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่ง
พุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ด้านตะวันออกและตะวันตกในพระอุโบสถวัดพระ
ศรีรัตนศาสดาราม ฯลฯ ทั้งสองแห่งนี้เป็นงานในรัชกาลที่ ๑
167
ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ไม่มีงานให้เห็นเด่นชัด
เนื่องจากการก่อสร้างที่สำาคัญมักจะเสร็จในรัชกาลที่ ๓ ดังนั้น
ภาพจิตรกรรมที่ประดับอาคารนั้นๆ มักจะเป็นภาพจิตรกรรมใน
รัชกาลที่ ๓ ทั้งสิ้น มักจะเป็นภาพจิตรกรรมในรัชกาลที่ ๓ ทั้งสิ้น
ถือได้ว่ารุ่งเรืองที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และมีอิทธิพล
ของศิลปะจีนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการที่มีการติดต่อ
ค้าขายกับจีน ประกอบกับรัชกาลที่ ๓ ทรงนิยมด้วย เห็นได้ชัด
จากวัดหลวงในรัชกาลนี้ อาคารจะสร้างแบบจีนเป็นส่วนมาก
จิตรกรเอกที่มีฝีมือชั้นครูมีผลงานดีเด่นในรัชกาลที่ ๓ คือ หลวง
วิจิตรเจษฎา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ครูทองอยู่ และครูคง หรือที่
เรียกกันทั่วไปว่า คงแป๊ะ ผลงานของทั้งสองท่านนี้ถือว่าเป็น
มรดกทางจิตรกรรมที่ลำ้าค่าอย่างยิ่ง ภาพจิตรกรรมที่สำาคัญใน
รัชกาลที่ ๓ ได้แก่ ภาพจิตกรรมที่พระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัด
พระศรีรัตนศาสดาราม วัดอรุณราชวราราม วัดบางยี่ขัน เป็นต้น
นาฏศิลป์และดนตรีไทยเจริญที่สุดในสมัยรัชกาล
ที่ ๒ เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นกวี
เป็นศิลปิน และทรงสนพระทัยงานด้านนี้เป็นพิเศษ การเล่นโขน
ในรัชกาลนี้ได้ใช้เป็นแบบแผนของชาติสืบต่อมา
การต่างประเทศสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ไทยมีการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนี้
๑. ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน นโยบาย
ต่างประเทศที่สำาคัญของไทยเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านในสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น มีดังนี้
๑.๑ การป้องกันเอกราชของประเทศ ใน
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยทำาสงครามกับพม่าทั้งหมด ๑๐
ครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี้มีการทำาสงคราม ๗ ครั้ง ในสมัย
รัชกาลที่ ๒ ๑ ครั้ง สมัยรัชกาลที่ ๓ ๑ ครั้ง และในสมัยรัชกาลที่
๔ ๑ ครั้ง แต่ส่วนใหญ่ของสงครามในระยะหลังเป็นสงคราม
ย่อยๆ เนื่องจากกรณีพิพาทกันแถบชายแดนระหว่างประเทศ
ครั้งสำาคัญที่สุดเกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช คือ ศึกเก้าทัพ เป็นสงครามที่ไทยต้องรับศึกหนัก
168
เพราะพม่าได้ใช้กำาลังเข้าตีไทยจากทุกด้านในเวลาเดียวกัน
หวังจะให้ไทยพะว้าพะวัง แบ่งกำาลังออกรับศึกที่มาทุกทิศทุกทาง
โดยไม่ต้องการให้ไทยสามารถรวมกำาลังได้ ส่วนไทยกำาลังพล
น้อยกว่าพม่าถึงครึ่งต่อครึ่ง ถ้าจะแบ่งทหารออกไปรักษา
เขตแดนทุกทางที่พม่าจะยกเข้ามา กำาลังฝ่ายไทยจะอ่อนแอและ
เสียเปรียบ อีกประการหนึ่งไทยพึ่งสร้างเมืองใหม่ได้ ๓ ปีเท่านั้น
ไม่ทันได้ปรับปรุงหัวเมืองทางภาคเหนือจึงทำาให้ขาดกำาลง
ต้านทานไป ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชและบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีความเห็นพ้องต้อง
กันว่าควรรับศึกทางด้านที่สำาคัญก่อน ด้านที่ไม่สำาคัญนักจะ
ปล่อยไว้ชั่วคราว เมื่อสามารถเอาชัยชนะข้าศึกที่เป็นทัพสำาคัญ
ได้แล้วจึงจะหันไปปราบข้าศึกทางอื่นต่อไป
การจัดทัพของพม่า การรบครั้งนี้พระเจ้า
ปดุงจอมทัพ ทรงจัดทัพ ดังนี้
ทัพที่ ๑ แบ่งเป็นทัพบกและทัพเรือ ทัพบก
มีหน้าที่ตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทย ตั้งแต่เมืองชุมพรถึงสงขลา
เป็นการตัดความช่วยเหลือจากทางใต้ ส่วนทัพเรือมีหน้าที่ตีหัว
เมืองชายทะเลทางฝั่งตะวันตก ตั้งแต่เมืองตะกั่วป่าลงไปจนถึง
เมืองถลาง และยังมีห้าที่หาเสบียงอาหารให้แก่กองทัพด้วย
ทัพที่ ๒ ให้รวบรวมพลที่ทวายและให้เดิน
ทัพเข้าทางด้านบ้องตี้ (อยู่จังหวัดราชบุรี) ให้ตีเมืองราชบุรี
เพชรบุรี ไปบรรจบกับทัพที่ ๑ ที่ชุมพร
ทัพที่ ๓ เข้าทางเมืองเชียงแสน ตีเมือง
ลำาปาง สวรรคโลก สุโขทัย นครสวรรค์ ลงมาบรรจบกับทัพ
หลวงที่กรุงเทพฯ
ทัพที่ ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ ชุมนุมทัพที่เมืองเมาะ
ตะมะก่อน ต่อจากนั้นจึงเดินทัพตามลำาดับกันเข้าเมืองไทย ทาง
ด่านเจดีย์สามองค์ ลงมาตีกรุงเทพฯ
ทัพที่ ๙ มีหน้าที่ตีหัวเมืองเหนือริมฝั่งแม่นำ้า
ปิง ตั้งแต่เมืองตาก กำาแพงเพชร ลงมาบรรจบกับทัพหลวงที่
กรุงเทพฯ
การจัดทัพของไทย มีดังนี้
169
ทัพที่ ๑ ทางด้านเหนือให้กรมพระราชวัง
หลัง ในขณะนั้นยังทรงดำารงยศเจ้าฟ้ากรมหลวงอรุรักษ์เทเวศร์
เป็นแม่ทัพคอยรับทัพพม่าทางด้านเหนือ ไม่ให้ยกทัพเข้า
กรุงเทพฯได้
ทัพที่ ๒ ทางด้านกาญจนบุรีเป็นทัพใหญ่
กว่าทุกด้าน ให้คอยตั้งรับพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์
ทัพนี้เป็นทัพสำาคัญ เพราะพระเจ้าปดุงยกทัพเข้ามาด่านนี้ แม่ทัพ
คนสำาคัญคือ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุร
สิงหนาท
ทัพที่ ๓ ทางตะวันตกเฉียงใต้ มีหน้าที่รักษา
ทางลำาเลียงของกองทัพที่ 2 และคอยต้านทางทัพพม่าที่จะยกมา
จากทางใต้ และที่จะเข้ามาทางด่านบ้องตี้ แม่ทัพคนสำาคัญคือ
เจ้าพระยาธรรมากับเจ้าพระยายมราช
ทัพที่ ๔ ทัพหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นจอมทัพตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นก
องหนุน ถ้าข้าศึกด้านไหนหนักจะได้ยกไปช่วยได้ทันการ
ในศึกเก้าทัพนี้ ทำาให้เกิดวีรสตรี ๒ ท่าน คือ
คุณหญิงจัน ภรรยาเจ้าเมืองถลาง และคุณมุกน้องสาว ได้แสดง
ความกล้าหาญ รวบรวมผู้คนป้องกันเมืองถลางไว้ได้ โดยใช้
อุบายหลอกล่อทหารพม่า เสร็จศึกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้คุณหญิงจัน เป็น
ท้าวเทพกระษัตรี คุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทร
๑.๒ การขยายอาณาเขตและป้องกันดิน
แดนประเทศราช อาณาเขตของไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ มี
อาณาเขตกว้างขวางมาก นอกจากดินแดนที่เป็นประเทศไทยใน
ปัจจุบันแล้วยังรวบรวมเอาดินแดนของประเทศลาว เขมร หัว
เมืองมลายูตอนเหนือ และดินแดนตอนล่างของพม่าที่เป็นหัว
เมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี
๒. ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกในสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น
๒.๑ โปรตุเกส ฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาติดต่อ
กับไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือชาวโปรตุเกส ชื่อ อันโต
นิโอ เดอ วิเสนท์ (Antonio de Veesent) คนทั่วไป เรียกว่า “อง
170
คนวีเสน” เป็นอัญเชิญพระราชสาสน์จากกรุงลิสบอนมายัง
ประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
โปรดเกล้าฯ ให้การต้อนรับอย่างใหญ่โตและทรงให้องคนวีเสน
เข้าเฝ้าด้วย และทางไทยได้มีพระราชสาสน์ตอบมอบให้องตนวี
เสนเป็นผู้อัญเชิญกลับไป
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ.๒๓๖๑ ได้ส่งเรือชื่อ มาลา
พระนคร ออกไปค้าขายกับโปรตุเกสที่เมืองมาเก๊า ในการติดต่อ
ครั้งนี้ไทยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ขากลับข้าหลวง
โปรตุเกสที่มาเก๊าได้ส่ง คาร์ลอส มานูแอล ซิลเวียรา (Carlos
Manuel Silviera) เป็นทูตอัญเชิญพระราชสาสน์เข้ามาขอเจริญ
สัมพันธไมตรีกับไทย พร้อมทั้งส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้
มากมาย โดยให้การต้อนรับและอำานวยความสะดวกเป็นอย่างดี
ในขณะนั้นไทยมีความประสงค์จะซื้ออาวุธปืน ซึ่งโปรตุเกสก็
ยินยอมจัดหาซื้อปืนคาบศิลาให้ไทยถึง ๔๐๐ กระบอก
พ.ศ. ๒๓๖๓ กษัตริย์โปรตุเกสมีพระราช
ประสงค์จะขอตั้งสถานกงสุลขึ้นในประเทศไทยของขอให้
คาร์ลอส มานูแอล ซิลเวียรา เป็นกงสุลโปรตุเกสประจำา
ประเทศไทย ซึ่งไทยก็ยอมแต่โดยดี ซึ่งนับว่าเป็นการตั้งสถาน
กงสุลต่างประเทศเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ และรัชกาล
ที่ ๒ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้คาร์ลอส เดอ มานูแอล ซิลเวียรา รับ
ราชการเป็นขุนนาง พระราชทานตำาแหน่งให้เป็น หลวงอภัยพา
นิช
๒.๒ อังกฤษ สมัยรัชกาลที่ ๑ พระยาไทรบุรี
คือ อับดุลละ โทกุรัมซะ ตกลงเซ็นสัญญาให้อังกฤษเช่าเกาะ
หมาก (ปีนัง) และสมารังไพร ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ตรงข้ามเกาะ
หมากปีละ ๑,๐๐๐ เหรียญ ซึ่งดินแดนเหล่านี้อยู่ในความดูแล
ของไทย เหตุที่พระยาไทรบุรีให้อังกฤษเช่าดินแดนทั้ง ๒ นี้ ก็
เพื่อหวังพึ่งอังกฤษให้พ้นจากอิทธิพลของไทย แต่อังกฤษก็
พยายามผูกไมตรีกับไทย โดยให้ ฟรานซิส ไลท์ หรือกับปตัน
ไลท์ (Francis Light) นำาดาบประดับพลอยกับปิ่นด้ามเงินมา
ทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๑ พระองค์จึงทรงพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ว่า “พระยาราชกปิตัน” ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรกใน
171
สมัยรัตนโกสินทร์ที่เข้ารับราชการเป็นขุนนาง และได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์
สมัยรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๕ มาร์ควิส เฮสติ
งส์ (Marquis Hestings) ผู้สำาเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย ได้ส่ง
นายจอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Craeford) หรือที่คนไทยเรียกว่า
“การะฟัด” นำาเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี
กับไทย พร้อมมาขอเจรจาเพื่อทำาสนธิสัญญากับไทยโดยมุ่งหวัง
จะขยายตลาดการค้าเข้ามาในไทย ให้ไทยยอมรับการเช่าเกาะ
หมากและสมารังไพรของอังกฤษ ขอให้ไทยยกเลิกและลด
หย่อนการเก็บภาษีบางอย่าง และต้องการมาศึกษาเรื่องราว
ความเป็นมาของบ้านเมืองไทยให้ละเอียด เพื่อจะได้ทำาแผนที่
และทำารายงานเกี่ยวกับพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ต่างๆ ประชากร
สภาพความเป็นอยู่และความเป็นไปของไทยต่อรัฐบาลอังกฤษ
แต่ปรากฏว่าการเจรจาไม่ประสบผลสำาเร็จ ด้วยเหตุผลดังต่อไป
นี้
- ทั้ง 2 ฝ่ายไม่เข้าใจภาษากันดีพอ ต้อง
ใช้ล่ามแปลกันหลายต่อ ทำาให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป ล่าม
ของทั้งสองฝ่ายเป็นพวกคนชั้นตำ่าพวกกะลาสีเรือ ทำาให้ขุนนาง
ไทยและครอว์เฟิร์ดไม่เข้าใจกันประเพณีบางอย่างของไทย
ทำาให้ฝรั่งดูถูกเหยียดหยาม เช่น ขุนนางออกรับแขกเมืองไม่
ยอมสวมเสื้อ
- ครอว์เฟิร์ดไม่พอใจที่ไทยไม่ยอม
อ่อนน้อมต่ออังกฤษเหมือนพวกชวาและมลายูที่เคยเป็นเมืองขึ้น
ของอังกฤษ ส่วนไทยไม่พอใจที่อังกฤษแสดงท่าทางเย่อหยิ่ง
ข่มขู่ดูหมิ่นไทย ไม่เหมือนกับจีนที่ปฏิบัติตนอ่อนน้อมยินยอมทำา
ตามระเบียบต่างๆ อย่างดี
- ไทยไม่ยอมตกลงปัญหาดินแดนไทรบุรี
ที่อังกฤษขอร้อง
- คอรว์ เฟิร์ดทำาการสำารวจระดับนำ้าตาม
ปากอ่าวไทยเพื่อทำาแผนที่ ทำาให้ไทยไม่พอใจ ต่อมาค
รอว์เฟิร์ดได้ส่งผู้สำาเร็จราชการอังกฤษประจำาสิงคโปร์เข้ามา
เจริญสัมพันธไมตรีต่อไทย ปรากฏว่าไทยเริ่มมีการค้าขายกับ
อังกฤษมากขึ้น ถึงกับมีพ่อค้าอังกฤษเข้ามาตั้งร้านค้าใน
172
กรุงเทพฯ ชื่อ โรเบอร์ต ฮันเตอร์ ( Robert Hunter) ซึ่งเป็น
พ่อค้าชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามาตั้งร้านค้าขึ้นภายใน
ประเทศไทย ต่อมานายโรเบอร์ต ฮันเตอร์ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น
หลวงอาวุธวิเศษ คนไทยนิยมเรียกว่า “นายหันแตร”
เริ่มสมัยรัชกาลที่ ๓ อังกฤษทำาสงครามกับพม่า
และได้ขอร้องให้ไทยยกกองทัพไปช่วยปราบพม่า แต่เกิดเหตุ
ผิดใจกันไทยจึงยกทัพกลับหมด ต่อ ลอร์ด แอมเฮิร์สต์ (Lord
Amgerst) ผู้สำาเร็จราชการอังกฤษประจำาอินเดียได้ ส่งร้อยเอก
เฮนรี เบอร์นี (Henry Berney) เป็นทูตเข้ามาเจรจาขอทำาสนธิ
สัญญากับไทย โดยมีจุดมุ่งหมาย ดังนี้
๑. เพื่อขอให้ไทยส่งกองทัพไปช่วยอังกฤษ
รบพม่า
๒. เพื่อต้องการตกลงเรื่องเมืองไทรบุรีและ
หัวเมืองมลายู
๓. เพื่อชักชวนให้ไทยยอมทำาสนธิสัญญา
ทางการค้ากับอังกฤษ
๔. เพื่อสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างไทยกับ
อังกฤษ
สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ทำาเมื่อวันที่ ๒๐
มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๖๙ เป็นสนธิสัญญาโดยสมบูรณ์ฉบับแรกใน
สมัยรัตนโกสินทร์ เป็นสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี เรียกว่า
“สนธิสัญญาเบอร์นี มีสาระสำาคัญ ดังนี้
๑. ไทยกับอังกฤษจะมีไมตรีอันดีต่อกัน ไม่
คิดร้ายหรือรุกรานดินแดนซึ่งกันและกัน
๒. เมื่อเกิดคดีความขึ้นภายในอาณาเขต
ประเทศไทย ก็ให้ไทยตัดสินตามกฎหมายและขนบธรรมเนียม
และประเพณีของไทย
173
๓. ทั้งสองฝ่ายจะอำานวยความสะดวกใน
ด้านการค้าซึ่งกันและกัน และอนุญาตให้ฝ่ายตรงข้ามเช่าที่ดิน
เพื่อตั้งโรงสินค้า ร้านค้า หรือบ้านเรือนได้
๔. อังกฤษยอมรับว่าดินแดนไทรบุรี กลันตัน
ตรังกานู เประ เป็นของไทย
ส่วนสนธิสัญญาฉบับที่ ๒ เป็นสนธิสัญญาทางการค้า มีสาระ
สำาคัญ ดังนี้
๔.๑ ห้ามนำาฝิ่นเข้ามาขายในไทย และห้าม
นำาข้าวสาร ข้าวเปลือกออกนอกประเทศไทย
๔.๒ อาวุธและกระสุนดินดำาที่อังกฤษนำามา
ต้องขายให้แก่รัฐแต่ผู้เดียว ถ้ารัฐไม่ต้องการต้องนำาออกไป
๔.๓ เรือสินค้าที่เข้ามาต้องเสียภาษีเบิกร่อง
หรือภาษีปากเรือ
๔.๔ อนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษค้าขายโดย
เสรี
๔.๕ ถ้าพ่อค้าหรือคนในบังคับอังกฤษ พูด
จากดูหมิ่นหรือไม่เคารพขุนนางไทย อาจถูกขับไล่ออกจากไทย
ได้ทันที
ผลของสนธิสัญญาทั้ง ๒ ฉบับนี้ ทำาให้ไทย
กับอังกฤษมีความผูกมัดซึ่งกันและกัน มีความเท่าเทียมกัน ไม่มี
ใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน ต่อมาอังกฤษต้องการได้ สิทธิภาพ
นอกอาณาเขต เหนือดินแดนไทย ลอร์ด ปาเมอร์สตัน (Lord
Palmerston) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จึงส่งเซอร์
เจมส์ บรุค (James Brooke) เป็นทูตมาขอแก้ไขสนธิสัญญากับ
ไทย พ.ศ. ๒๓๙๓ โดยขอลดภาษีปากเรือ ขอตั้งสถานกงสุลใน
ไทย ขอนำาฝิ่นเข้ามาขาย และขอนำาข้าวออกไปขายนอก
ประเทศ แต่ขณะนั้นรัชกาลที่ ๓ กำาลังทรงพระประชวร จึงไม่มี
โอกาสได้
เข้าเฝ้า
๒.๓ สหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๓๖๔ สมัยรัชกาล
ที่ ๒ พ่อค้าอเมริกาชื่อ
174
กัปตันแฮน (Captain Han) เดินทางเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพฯ
เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย และได้
นำาปืนคาบศิลามาถวายแด่รัชกาลที่ ๒ จำานวน ๕๐๐ กระบอก
รัชกาลที่ ๒ จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น หลวงภักดีราช
หรือหลวงภักดีราชกปิตัน และได้พระราชทานสิ่งของให้คุ้มค่า
กับราคาปืนทั้งหมด ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้งดเว้นการเก็บภาษี
จังกอบอีกด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจคสัน
(Andrew Jackson) ได้ส่งนาย
เอ็ดมันด์ โรเบอร์ต (Edmund Robert) คนไทยเรียกว่า “เอมิ
นราบัด” เป็นทูตเดินทางเข้ามาขอทำาสนธิสัญญาการค้ากับไทย
ซึ่งมีใจความทำานองเดียวกับที่ไทยทำากับอังกฤษ เมื่อวันที่ ๒๖
กุมภาพันธ์ พ.ศ.2375 และ พ.ศ. ๒๓๙๓ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้
ส่ง นายโจเซฟ บัลเลสเตียร์ (Joseph Balestier) เข้ามาขอแก้
สนธิสัญญาฉบับเก่า แต่ไม่ประสบผลสำาเร็จ
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยตอนนี้ อยู่ที่การ
ทำา สนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่มาและสาระสำาคัญ
ของการทำาสนธิสัญญาเบาริง มีดังนี้
ในสมัยรัชการที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเปลี่ยนแปลงนโยบาย ต่างประเทศ มาเป็นการคบค้ากับชาว
ตะวันตก เพื่อความอยู่รอดของชาติ เนื่องจากทรงตระหนักถึง
ภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งกำาลังคุกคามประเทศต่าง ๆ อยู่ใน
ขณะนั้น
จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ คือ การ
ทำาสนธิสัญญาเบาริง กับอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ โดยพระนาง
เจ้าวิกตอเรีย ได้แต่งตั้งให้ เซอร์ จอห์น เบาริง เป็นราชทูตเข้า
มาเจรจาในประเด็นต่างๆ คือ
๑. อังกฤษขอตั้งสถานกงสุลในประเทศไทย
๒. คนอังกฤษมีสิทธิเช่าที่ดินในประเทศไทยได้
๓. คนอังกฤษสามารถสร้างวัด และเผยแพร่คริสต์
ศาสนาได้
๔. เก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ ๓
175
๕. พ่อค้าอังกฤษและพ่อค้าไทยมีสิทธิค้าขายกันได้โดย
เสรี
๖. สินค้าต้องห้าม ได้แก่ ข้าว ปลา เกลือ
๗. ถ้าไทยทำาสนธิสัญญากับประเทศอื่น ๆ ที่มีผล
ประโยชน์เหนือประเทศ อังกฤษ
จะต้องทำาให้อังกฤษด้วย
๘. สนธิสัญญานี้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จนกว่าจะ
ใช้แล้ว ๑๐ ปี และในการ
แก้ไข ต้องยินยอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย และต้องบอกล่วงหน้า ๑ ปี
ผลของสนธิสัญญาเบาริง
ผลดี
๑. รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
๒. การค้าขยายตัวมากขึ้น เปลี่ยนแปลงการค้าเป็นแบบเสรี
๓. อารยธรรมตะวันตก เข้ามาแพร่หลาย สามารถนำามา
ปรับปรุงบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าขึ้น
ผลเสีย
๑. ไทยเสียสิทธิทางการศาลให้อังกฤษ และคนในบังคับ
อังกฤษ
๒. อังกฤษ เป็นชาติที่ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง
๓. อังกฤษ เป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงไม่ยอมทำาการแก้ไข
ผลจากการทำาสนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชกาลที่ ๔
ทำาให้สภาพสังคมไทย เปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการปกครอง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อนำาประเทศให้เจริญ
ก้าวหน้า ตามแบบอารยธรรมตะวันตก การเปลี่ยนแปลงในด้าน
ต่าง ๆ มีดังนี้
ด้านการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงแก้ไข
เปลี่ยนแปลงประเพณีบางอย่าง เพื่อให้ราษฎร มีโอกาสใกล้ชิด
กับพระมหากษัตริย์ คือ เปิดโอกาสให้ราษฎร เข้าเฝ้าได้โดย
สะดวก ให้ราษฎรเข้าเฝ้าถวายฎีการ้องทุกข์ได้ ในขณะที่ทรง
เสด็จพระราชดำาเนิน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการ
176
ปกครอง ครั้งสำาคัญ โดยแบ่งเป็น ๒ ระยะ คือ การปรับปรุง
ในระยะแรก ให้ตั้งสภา ๒ สภา คือ สภาที่ปรึกษาราชการ
แผ่นดิน (Council of State) และ สภาที่ปรึกษาในพระองค์
(Privy Council) กับการปรับปรุงการปกครอง ในระยะหลัง
(พ.ศ. ๒๔๓๕) ซึ่งนับว่า เป็นการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่
โดยมีลักษณะ คือ การปกครองส่วนกลาง โปรดให้ยกเลิกการ
ปกครอง แบบจตุสดมภ์ และ จัดแบ่งหน่วยราชการเป็นกรมต่าง
ๆ ๑๒ กรม (กะรทรวง) มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง การ
ปกครองส่วนภูมิภาค ทรงยกเลิก การจัดหัวเมืองที่แบ่งเป็นเมือง
ชั้นเอก โท ตรี และจัตวา เปลี่ยนการปกครองเป็น เทศาภิบาล
ทรงโปรดให้รวมเมืองหลายเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวง
เทศาภิบาล เป็นผู้ปกครอง ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย กับ
ทรงแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด (เมือง) อำาเภอ
ตำาบล และหมู่บ้าน และการปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มจัดการ
ทดลองแบบ สุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก
การปฏิรูปกฎหมายและการศาล ในรัชกาลที่ ๔ ทรงตรา
กฎหมายขึ้นหลายฉบับ เพื่อให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพ
บ้านเมือง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับมรดก สินสมรส ฯลฯ ในสมัย
รัชกาลที่ ๕ การปฏิรูปกฎหมายและการศาลครั้งสำาคัญ มีใน
สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยมีกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดา
แห่งกฎหมาย) เป็นกำาลังสำาคัญ ผลการปฏิรูปกฎหมายและการ
ศาล มีดังนี้
- ตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย
- ตรากฎหมายขึ้นตามแบบอารยประเทศ ฉบับใหม่
และทันสมัยที่สุด คือ
กฎหมาย ลักษณะอาญา
- จัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖
โปรดให้ปฏิรูปเพิ่มเติมดังนี้
ตั้งกรมร่างกฎหมาย เพื่อร่างกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์
177
แก้ไขสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เช่น การส่ง
ทหารเข้าร่วมรบใน
สงครามโลกครั้งที่ ๑
ด้านเศรษฐกิจ ภายหลังการทำาสนธิสัญญาเบาริงแล้ว การ
ค้าของไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก ทำาให้มีการปรับปรุงด้าน
เศรษฐกิจ เช่น ในรัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนการใช้เงินพดด้วง
มาเป็นเงินเหรียญ และขุดคลอง ตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย ใน
สมัยรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนมาตราเงินไทยมาใช้ระบบทศนิยม ใช้
ทองคำาเป็นมาตรฐานเงินตราแทนเงิน ให้ใช้เหรียญบาท สลึง
และเหรียญสตางค์แทนเงินแบบเดิม มีการจัดตั้งธนาคารของ
เอกชนขึ้นเป็นครั้งแรก คือ แบางก์สยามกัมมาจล (ปัจจุบัน คือ
ธนาคารไทยพาณิชย์) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ตั้งคลัง
ออมสินขึ้น (ปัจจุบันคือ ธนาคารออมสิน)
ด้านการศึกษา ผู้มีบทบาทสำาคัญเกี่ยวกับการศึกษาของ
ไทย ตามแบบสมัยใหม่ คือ คณะมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งเข้ามา
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ก็ได้ตั้ง
โรงเรียนชายขึ้นที่ตำาบลสำาเหร่ ซึ่งปัจจุบัน คือ โรงเรียน
กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ส่วนโรงเรียนสตรีแห่งแรกในไทย
คือ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนวัฒนาวิทยา)
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำาคัญขึ้น เพื่อ
สร้างคนที่มีความรู้ให้เข้ารับราชการ เพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งนี้
ได้มีโรงเรียนประเภทต่าง ๆ เกิดขึ้น คือ โรงเรียนนายทหาร
มหาดเล็ก โรงเรียนพระตำาหนักสวนกุหลาบ และโรงเรียนวัด
มหรรณพาราม (โรงเรียนสำาหรับราษฎรแห่งแรก) นอกจากนี้
ยังได้โปรดให้จัดทำาแบบเรียนขึ้น ซึ่งเรียบเรียงโดย พระยาศรี
สุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
ในคราวที่ปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ได้โปรดให้จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้น เพื่อรับผิดชอบในด้าน
การศึกษา และยังได้พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงอีกด้วย
ส่วนการปรับปรุงการศึกษาที่สำาคัญในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีดังนี้
- ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นใช้ในปี พ.ศ.
๒๔๖๔
178
- ให้เรียกเก็บเงิน "ศึกษาพลี" จากราษฎรเพื่อบำารุง
การศึกษาในท้องถิ่น
- ตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเป็นแห่งแรก คือ จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย
-
ด้านศาสนา รัชกาลที่ ๔ ทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติ
ลักษณะการปกครองสงฆ์เป็นฉบับแรก โดยมีสมเด็จพระ
สังฆราช เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาสูงสุด มีมหาเถรสมาคมให้
คำาปรึกษา โปรดให้สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น วัดโสมนัส
วิหาร วัดราชประดิษฐ์ วัดปทุมวนาราม ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ทรงมีพระกรณียกิจที่สำาคัญ คือ โปรดให้จัดตั้งสถานศึกษา
สำาหรับพระสงฆ์ขึ้น ๒ แห่ง (ซึ่งต่อมา เป็นมหาวิทยาลัยของสงฆ์
หรือมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา มีการศึกษาถึงระดับปริญญา
เอก คือ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ เป็นสถาน
ศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงการณราชวิทยาลัย ศึกษาได้ทุกนิกาย ทั้งพระสงฆ์
และฆราวาส ทั่วโลก และมหามกุฏราชวิทยาลัย อยู่ที่วัดบวร
นิเวศวิหาร เป็นสถานศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย
(ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย การให้บริการ
ด้านการศึกษา เช่นเดียวมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย)
ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรง
ประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ทรงให้เสรีภาพ
ประชาชน ในการนับถือศาสนาและประกอบอาชีพ โปรดให้
สตรีได้ยกฐานให้สูงขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้
ข้าราชการสวมเสื้อราชปะแตก และสวมหมวกอย่างยุโรป ให้
ข้าราชการทหารแต่งเครื่องแบบ ตามแบบตะวันตก โปรดให้
ผู้ชายในราชสำานัก ไว้ผมทรงมหาดไทย เปลี่ยนมาไว้ผมตัดยาว
ทั้งศีรษะแบบฝรั่ง โปรดให้ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก ให้ไว้ผมตัดยาว
ที่เรียกว่า "ทรงดอกกระทุ่ม" ทรงแก้ไขประเพณีการสืบสันตติ
วงศ์ โดยยกเลิกตำาแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แล้ว
โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งตำาแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฏราชกุมาร ขึ้น ทรงเลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า
179
และให้ยืนเข้าเฝ้าแทน ยกเลิกการโกนผม เมื่อพระมหากษัตริย์
สวรรคต ยกเลิกการไต่สวนคดีแบบจารีตนครบาล และที่สำาคัญ
ที่สุด ที่พระองค์ทรงได้พระราชสมัญญานามว่า "พระปิย
มหาราช" ซึ่งแปลว่า มหาราชที่ทรงเป็นที่รักของประชาชน คือ
การยกเลิกระบบไพร่ และระบบทาส ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรง
ประกาศใช้พระราชบัญญัตินามกสุล โปรดให้ใช้พุทธศักราช
(พ.ศ.) เป็นศักราชทางราชการ แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.)
เปลี่ยนแปลงการนับเวลาทางราชการ ให้สอดคล้องกับสากล
นิยม โปรดให้กำาหนดคำานำาหน้าชื่อเด็กหญิง เด็กชาย นางสาว
และนาง เปลียนแปลงธงประจำาชาติ จากธงรูปช้างเผือก มาเป็น
ธงไตรรงค์ ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ตาม
แบบประเทศยุโรป
ด้านศิลปกรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เริ่มมีการก่อสร้างแบบ
ตะวันตก เช่น พระราชวังสราญรมย์ พระนครคีรีที่เพชรบุรี
ด้านจิตรกรรม ได้แก่ ภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถ และ
วิหารวัดบวรนิเวศวิหาร จิตรกรเอกในสมัยนี้ ได้แก่ ขรัวอิน
โข่ง ซึ่งเริ่มเขียนภาพแบบสามมิติ ตามแบบตะวันตก เป็นบุคคล
แรก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สถาปัตยกรรม ได้รับอิทธิพล แบบ
ตะวันตกมากขึ้น ประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธชินจำาลอง วัด
เบญจมบพิตร พระบรมรูปหล่อพระมหากษัตริย์ ๔ รัชกาล พระ
ราชนิพนธ์ที่สำาคัญ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว ได้แก่ พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน
เงาะป่า ในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการก่อสร้างตามแบบไทย ได้แก่
หอประชุมโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย อนุสาวรีย์ทหารอาสา
การก่อสร้างแบบตะวันตก เช่น พระราชวังสนามจันทร์
พระราชวังพญาไท ด้านจิตรกรรม ได้แก่ ภาพเขียนที่ฝาผนัง
วิหารทิศ ที่นครปฐม การก่อสร้างพระพุทธรูป เช่น พระแก้ว
มรกตน้อย แม่พระธรณีบีบมวยผม ฯลฯ ด้านดนตรี และการ
แสดงละคร มีความรุ่งเรืองมาก มีการแสดงละครเพิ่มขึ้น หลาย
ประเภท เช่น ละครร้อย ละครพูด ด้านวรรณคดี ได้มีพระราช
นิพนหลายเรื่อง เช่น เวนิสวานิช พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ฯลฯ
ส่วนในรัชกาลที่ ๗ ได้มีการจัดตั้ง วรรณคดีสโมสร ขึ้น
วรรณคดีที่ได้รับการยกย่องมีดังนี้
180
๑. ประเภทลิลิต ได้แก่ ลิลิตพระลอ
๒. ประเภทฉันท์ ได้แก่ สมุทรโฆษคำาฉันท์
๓. ประเภทกาพย์ ได้แก่ มหาชาติกลอนเทศน์
๔. ประเภทความเรียงเรื่องนิทาน ได้แก่ สามก๊ก ฉบับ
เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
๕. ประเภทกลอนสุภาพ ได้แก่ เสภาเรื่อง ขุนช้าง
ขุนแผน
๖. ประเภทบทละครรำา ได้แก่ อิเหนา
๗. ประเภทบทละครพูด ได้แก่ หัวใจนักรบ
๘. ประเภทความเรียงอธิบาย ได้แก่ พระราชพิธีสิบ
สองเดือน
๙. ประเภทบทละครพูดคำาฉันท์ ได้แก่ มัทนะพาธา
๑๐. ประเภทกวีนิพนธ์ ได้แก่ พระนลคำาหลวง
๑๑. ประเภทกาพย์เห่เรือ ได้แก่ กาพย์เห่เรือ
๑๒. ประเภทกลอนนิทาน ได้แก่ พระอภัยมณี
๑๓. ประเภทบทละครร้อง ได้แก่ สาวเครือฟ้า
๑๔. ประเภทนิราศ ได้แก่ นิราศภูเขาทอง
วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปัจจุบัน)
ตั้งแต่การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีไทยเมื่อ
พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา ๒๒๘ ปีแล้วที่กวีไทยได้
สร้างสรรค์วรรณคดีซึ่งสมควรรักษาเป็นมรดกไทยไว้จำานวน
มาก
ในที่นี้จะหยิบยกเฉพาะที่สำาคัญมากล่าวไว้ คือ
๑. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่
๑
๒. บทละครเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒
๓. บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
๔. ลิลิตตะเลงพ่าย
๕. สามก๊ก
๖. พระราชพิธีสิบสองเดือน
๗. นิทานคำากลอน เรื่องพระอภัยมณี
181
บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาล
ที่ ๑
บทละครนี้เป็นบทละครที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ครบถ้วนประกอบ
ด้วยเรื่องน่ารู้ และเรื่องแทรกที่สนุกสนานทั้งยังนำามาปรับปรุง
เป็นบทสำาหรับการเล่นละครได้อย่างดี ละครไทยแท้ๆ แต่เดิมมัก
จะเป็นละครรำาที่มีท่ารำาบอกถึงเรื่องราวตามบทร้อง ดังนั้น ท่า
รำาและบทร้องจึงมีความหมายสอดคล้องต้องกันทั้งยังเข้ากับ
ทำานองเพลงต่างๆที่ให้ไว้ด้วย เช่น เพลงช้า กราวนอก เสมอ
โอด เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่
๑ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๒) ทรงพระราชนิพนธ์บท
ละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นเพื่อใช้ในพิธีสมโภชพระนครใหม่คือ
กรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๘ – ๒๓๒๙
เนื้อเรื่องประกอบด้วยเรื่องราวน่ารู้ต่างๆ เริ่มด้วยหิรัญยักษ์
ม้วนแผ่นดิน และกำาเนิดตัวละครสำาคัญๆทั้งฝ่ายยักษ์ ลิง และ
มนุษย์ แล้วจึงดำาเนินเรื่องการสู้รบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์
ซึ่งต้องสู้รบกันหลายครั้งกว่าจะได้ชัยชนะเด็ดขาด ประกอบ
ด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและเรื่องแทรกที่สนุกสนานบันเทิง
เสริมด้วยอารมณ์ขัน ทำาให้เรื่องราวมีสีสันเหมาะสมกับการแสดง
ละคร ทั้งยังให้คติธรรมที่ว่า ธรรมย่อมชนะอธรรม และยกย่อง
ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู บทละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมจาก
คนไทยทุกยุคทุกสมัย
ตัวอย่าง จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนกุมภกรรณลับ
หอกโมกขศักดิ์ บอกชื่อเพลงโอด ดังนี้
ฯ๒คำาฯ โอด
เมื่อนั้น ทศเศียรสุริยวงศ์
รังสรรค์
เห็นน้องท้าวเจ็บปวดจาบัลย์ กุมภัณฑ์ตระหนก
ตกใจ
จึ่งมีพระราชบัญชา เจ้าผู้ฤทธาแผ่นดินไหว
ออกไปรณรงค์ด้วยพวกภัย เหตุใดจึ่งเป็นดั่งนี้
182
บทประกอบการแสดงละคร ประกอบด้วยบทสนทนาที่
ดำาเนินไปตามท้องเรื่องและรูปแบบของการแสดงไทยมีละคร
หลายชนิดทั้งละครร้อง ละครรำา ละครใน ละครนอก โขน หนัง
ตะลุง ลิเก ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังไม่มีละครพูด ดังนั้น จึงยังไม่
แบ่งเนื้อเรื่องเป็นฉากไม่มีการกล่าวถึงฉากและการจัดฉากให้
เห็นจริงเดิมละครไทยจะแสดงเฉพาะบางตอนเท่านั้น ไม่ได้
แสดงตลอดทั้งเรื่อง เช่น เรื่องรามเกียรติ์ ตอนสีดาหาย ตอน
หนุมานจองถนน เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง ตอนอิเหนา
เผาเมือง ตอนอิเหนาตามบุษบา เป็นต้น จนกระทั่งไทยได้แบบ
อย่างจากตะวันตก จึงมีการปรับปรุงละครไทยขึ้นใหม่หลายรูป
แบบ และเรียกชื่อต่างๆกัน เช่น ละครพันทาง ละครดึกดำาบรรพ์
ละครร้องล้วนๆ ละครสังคีต ละครพูด
รามเกียรติ์ของประเทศไทยมีหลายฉบับ ดังนี้
๑. รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อให้ละครหลวงเล่นประชันกับละคร
ของเจ้านครศรีธรรมราช ซึ่งในปัจจุบันมีเหลืออยู่เพียง ๔ เล่ม
สมุดไทยเท่านั้น
๒. รามเกียรติ์ฉบับพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือ
ที่นิยมเรียกสั้นๆว่า รามเกียรติ์ฉบับรัชกาลที่ ๑ ซึ่งมีต้นฉบับ
สมบูรณ์ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็นเรื่องเดียวยืดยาวตั้งแต่ต้นจน
จบ คล้ายกับมีพระราชประสงค์ที่จะรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ที่คน
ไทยรู้จักดีเข้าไว้ด้วยกัน
๓. รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหล้านภาลัย หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า รามเกียรติ์รัชกาลที่ ๒ ทรง
มุ่งพระราชนิพนธ์ให้เป็นบทละครรำาโดยแท้ สรรคำาใช้อย่าง
ประณีตเหมาะแก่กระบวนท่ารำาทุกประการ แม้จะทรงพระราช
นิพนธ์ไว้เป็นเรื่องยาวแต่ก็ไม่เท่าฉบับรัชกาลที่ ๑
๔. ฉบับพระราชนิพนธ์สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชนิพนธ์สำาหรับเล่นโขนหรือละคร
โดยตรงเป็นตอนๆไป เช่น ตอนพระรามเดินป่าเพื่อรักษาสัตย์
ของพระบิดา
183
๕. ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวหรือรามเกียรติ์รัชกาลที่ ๕ แปลกไปกว่ารามเกียรติ์ฉบับ
ก่อนๆ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นโคลงจารึกไว้ตามเสาพระระเบียง
วัดพระศรีรัตนศาสดารามตรงตามภาพวาดที่อยู่บนฝาผนังเป็น
ช่องๆไป รวมหลายพันบทด้วยกัน มีเจ้านายและข้าราชการอื่นๆ
ที่ทรงชักชวนให้ช่วยกันร่วมแต่งด้วย
๖. ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า
อยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เป็นตอนๆเช่นกัน ทรงบรรยายไปตาม
เค้าโครงเรื่องเดิมของคัมภีร์รามายณะของอินเดีย ซึ่งวาลมิกิเป็น
ผู้รจนา ชื่อตัวละคร การลำาดับเรื่อง ตลอดจนบุคลิกลักษณะของ
ตัวละครทรงอนุโลม ตามรามายณะของวาลมิกิ
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๑
๑. ประเมินคุณค่าของรามเกียรติ์แต่ละฉบับ
๒. ศึกษาลักษณะเฉพาะของกลอนบทละคร
บทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒
บทละครเรื่องนี้เป็นบทละครที่มีคุณค่าสมควรรักษาไว้เป็น
มรดกไทย ประกอบด้วยศิลปะในการแต่งที่ประณีต บทละครมี
ขนาดกะทัดรัด รักษาขนบในการชมเมืองที่ได้แบบอย่างจาก
เรื่องรามเกียรติ์และเน้น องค์ห้าของละครดี จนกลายเป็นแบบ
แผนของการแต่งบทละครในสมัยหลัง สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระ
นครสวรรค์วรพินิตทรงยกย่องว่าบทละครเรื่องอิเหนา พระราช
นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนี้ เป็นบท
ละครที่ครบองค์ห้าของละครดี คือ
๑. ตัวละครงาม (หมายถึง เครื่องแต่งตัวหรือรูปร่าง)
๒. รำางาม
๓. ร้องเพราะ
๔. พิณพาทย์เพราะ
๕. กลอนเพราะ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ครองราชย์ปี
พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗) เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงคุณความดีทั้ง
184
ในด้านการปกครอง การสาธารณสุขและศิลปวัฒนธรรมหลาย
ด้าน เช่น ด้านสถาปัตยกรรม ดนตรี วรรณคดี และการละคร
เนื้อเรื่องของบทละครเรื่องอิเหนามาจากพงศาวดารชวา
กล่าวถึงกษัตริย์วงศ์เทวัญสื่อองค์ซึ่งเป็นพี่น้องกัน และครองนคร
๔ นคร คือ กุเรปัน ดาหา กาหลัง และสิงหัดส่าหรี อิเหนาแห่ง
เมืองกุเปันได้หมั้นหมายกับบุษบาราชธิดาเมืองดาหา ต่อมาได้
พบกับจินตะหราก็หลงรักเมื่อถูกบังคับให้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ
บุษบา จึงลอบหนีออกจากเมืองไปหาจินตะหรา จนกระทั่งเมื่อ
อิเหนาไปช่วยท้าวดาหารบกับท้าวกะหมังกุหนิงและได้พบบุษบา
ก็หลงรัก จึงทำาอุบายเผาเมืองดาหา แล้วลักพาบุษบาไป ท้าว
อสัญแดหวาโกธรแค้นในการกระทำาอันมิชอบของอิเหนา จึง
บันดาลให้ลมหอบบุษบาไปตกที่แคว้นปะมอตันอิเหนาต้องฟันฝ่า
อุปสรรคมากมายระหว่างตามหาบุษบา จนกระทั่งได้เข้าพิธี
อภิเษกสมรส เรื่องจึงจบลงด้วยความสุข
คุณค่าพิเศษของบทละครเรื่องอิเหนาซึ่งเป็นวรรณคดี
มรดกนี้คือ ความบันเทิงอย่างสมบูรณ์ที่ได้จากบทละครร้อย
กรองประเภทละครรำา ทุกองค์ประกอบของบทละคร เช่น ท่ารำา
และทำานองเพลงมีความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน บทชม โฉมก็
สัมพันธ์กับการทรงเครื่อง ทุกอย่างสามารถกำาหนดได้บนเวที
ละครอย่างสมเหตุสมผล ก่อให้เกิดประเพณีการละคร โดย
เฉพาะละครใน การดำาเนินเรื่อง การแต่งบทร้อง ความยาวของ
บทเข้ากับลีลาท่ารำา นับเป็นศิลปะการแสดงที่ประณีต งดงามยิ่ง
ของละครไทย
ตัวอย่าง คำาประพันธ์ที่แสดงให้เห็นลักษณะอาการของ
ตัวละครเมื่อเสียใจ หรือผิดหวัง
ฯ๑๐คำาฯ
(ร่าย)เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินต
ะหรา
ค้อนให้ไม่แลดูสารา กัลยาคั่งแค้นแน่นใจ
แล้วว่าอนิจจาความรัก พึ่งประจักษ์ดั่งสายนำ้า
ไหล
185
ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา
สตรีใดในพิภพจบแดน ไม่มีใครได้แค้นเหมือน
อกข้า
ด้วยใฝ่รักให้เกินพักตรา จะมีแต่เวทนาเป็น
เนืองนิตย์
โอ้ว่าน่าเสียดายตัวนัก เพราะเชื่อลิ้นหลงรักจึง
ชำ้าจิต
จะออกชื่อฦาชั่วไปทั่วทิศ เมื่อพลั้งคิดผิดแล้วจะ
โทษใคร
เสียแรงหวังฝังฝากชีวี พระจะมีเมตตาก็หาไม่
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๒
๑. ศึกษาการแสดงบทละครในเรื่อง อิเหนา และ
วิจารณ์ตามหลักสุนทรียศาสตร์
๒. ศึกษาฉันทลักษณ์ของบทละคร แล้วนำาเสนอหน้า
ชั้นเรียน
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
เสภาเป็นบทกลอนชนิดหนึ่งใช้ขับเพื่อความบันเทิง ได้รับ
ความนิยมในหมู่นักเลงกลอนตั้งแต่สมัยอยุธยา และกลับมาเป็น
ที่นิยมอีกครั้งใน สมัยรัชกาลที่ ๒ และ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผู้
แต่งเสภามักจะเลือกหานิทานนิยายเรื่องเล่าที่ตน เคยรู้จัก มา
แต่งเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกัน บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนจึงมีผู้
แต่งหลายคน ใครพอใจจะขับเสภาตอนในก็แต่งขึ้นเองเฉพาะ
ตอนที่ตนขับ ดังนั้น บางตอนจึงมีผู้แต่งหลายคน แต่ละคนจะมี
สำานวนเฉพาะตน และมีรายละเอียดแตกต่างกัน เมื่อมีการ
รวบรวมบทเสภาเป็นเรื่องเดียว จึงต้องมีการตรวจสอบชำาระ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำารงราชานุภาพทรงเป็น
ประธานชำาระเรื่องขุนช้างขุนแผน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ และได้ทรง
วินิจฉัยเกี่ยวกับผู้แต่งด้วย ปรากฏว่า มีผู้แต่งหลายคน เช่น
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่ ครูแจ้ง และยังไม่ทราบนามผู้แต่งบท
เก่าอีกหลายตอน
186
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นบทร้อยกรองที่มีความยาว
มาก แต่งเป็นบทกลอนซึ่งมีแบบแผนฉันทลักษณ์เหมือนกลอน
สุภาพ แต่เมื่อขึ้นต้นตอนใหม่ หรือกล่าวถึงบุคคลใหม่ จะใช้คำา
ขึ้นต้นว่า "ครานั้น" เช่น
ครานั้นจึงโฉมเจ้าเณรแก้ว เย็นแล้วจะไปเทศน์ก็
ผลัดผ้า
ห่มดองครองแนบกับกายา แล้วไปวันทาท่านขรัว
มี
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของ
ชาวบ้าน บางตอนกล่าวถึงพระมหากษัตริย์บ้าง แต่มิได้ต้องการ
แสดงเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ นับได้ว่าเป็นเรื่องราวของ
คนไทยแท้ ๆ โดยมิได้ดัดแปลงจากวรรณกรรมของชาติอื่น ตัว
ละครในเรื่องมีชีวิตจิตใจราวกับคนจริงๆ ที่มีชีวิตอย่างคน
ธรรมดาซึ่งมีทั้งทุกข์และสุข ความสมหวัง และความผิดหวัง
แก่นสำาคัญของเรื่องกล่าวถึงรักสามเส้าของขุนแผน ขุนช้าง
และนางพิมหรือนางวันทองการดำาเนินเรื่องเริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตวัย
เด็กของตัวละครเอกทั้งสาม ความสมหวังในรักของขุนแผนหรือ
พลายแก้วกับนางพิม แล้วกลายเป็นการพลัดพรากจากกัน ไปสู่
ความสมหวังในรักของขุนช้างที่มีต่อนางพิม เกิดการแย่งชิง
ความรักกันระหว่างขุนช้างกับขุนแผน การดำาเนินเรื่องจะมีการ
แทรกเรื่องย่อยที่สนุกสนานตื่นเต้นสลับกับความเศร้ารันทด
ขณะเดียวกัน ผู้อ่านผู้ฟังเสภาเรื่องนี้จะได้รับสารประโยชน์เกี่ยว
กับค่านิยมของคนไทยในด้านไสยศาสตร์และโหราศาสตร์
ประเพณีต่างๆ ลักษณะของชีวิตความเป็นอยู่สำานวนภาษา
คำาคมที่จับใจ และสุภาษิต การใช้ภาษาในบทเสภาเรื่องขุนช้าง
ขุนแผนเป็นตัวอย่างที่คนไทยยึดถือและจดจำาได้อย่างขึ้นใจ
ตัวอย่างโวหารแสดงความรัก จากเสภาเรื่องขุนช้าง
ขุนแผน ตอนขุนแผนเดินทางไปกับวันทองในป่า ขุนแผนกล่าว
ยำ้าความรักที่มีต่อวันทอง ดังนี้
187
"...โอ้แสนสุดสวาทของพี่เอ๋ย อย่าคิดเลยพี่หา
เป็นเช่นนั้นไม่
อันตัวเจ้าท่าเทียมกับดวงใจ สิ้นสงสัยแล้วเจ้า
อย่าเสียดแทง
พี่รักเจ้าเท่ากับเมื่อแรกรัก ด้วย
ประจักษ์เห็นใจไม่กินแหนง..."
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๓
๑. คัดเลือกคำากลอนที่ประทับใจจำานวน ๑๐ บท ถอด
ความแล้วแสดงความคิดเห็น
๒. วิจารณ์พฤติกรรมของตัวละครเอก
๓. ศึกษาโครงเรื่องของบทละคร แล้วประเมินคุณค่า
ลิลิตตะเลงพ่าย
เป็นวรรณคดีไทยที่แต่งด้วยถ้อยคำาไพเราะและสามารถ
ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งอย่างยิ่งทั้งนี้เพราะกวีได้ตอบ
สนองรสนิยมของคนไทย ที่มีจิตใจละเอียดอ่อน ชอบวรรณศิลป์
ชอบใช้ถ้อยคำาที่คล้องจอง คมคาย และชวนคิด ลิลิตตะเลงพ่าย
เป็นหนังสือที่มีศิลปะการใช้ภาษาที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ
การแต่งเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้ชาติ
ความดีเด่นของลิลิตตะเลงพ่ายคือ การเล่นคำาและการใช้โวหาร
อุปมาอุปไมย เพื่อให้เกิดภาพพจน์ จินตนาการ และสะเทือน
อารมณ์ กวีได้สอดแทรกความรู้ต่างๆมากมาย เช่น การจัด
กระบวนทัพของไทยสมัยอยุธยา และยุทธศาสตร์แต่ไม่เคร่งครัด
ในด้านภูมิศาสตร์ นอกจากนี้กวียังได้นำาชื่อนกและชื่อต้นไม้มา
ใช้ในบทครวญถึงนางตามแบบอย่างลิลิตยวนพ่าย
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
(พ.ศ. ๒๓๓๓ – ๒๓๙๖) ผู้ทรงพระนิพนธ์ลิลิตตะเลงพ่าย มี
พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าวาสุกรี ทรงเป็นโอรสในพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรมสมเด็จพระปรมานุ
ชิตชิโนรสทรงอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2354 และทรงครองเพศ
สมณะจนสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ที่แท้จริง แม้
จะทรงมีพระภารกิจด้านศาสนาอยู่มาก แต่ก็ทรงศึกษาหนังสือทั้ง
188
ด้านศาสนา นิติศาสตร์ โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ จึงทรงพระ
นิพนธ์หนังสือได้มากมาย ทางด้านวรรณคดี ทรงมีฝีมือเป็นเลิศ
ในการแต่ง โคลง ฉันท์ และลิลิต
เนื้อเรื่องของลิลิตตะเลงพ่าย ได้เค้าเรื่องมาจาก
พงศาวดารสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กล่าวถึงการเสด็จ
เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา และมีพระราชประสงค์ที่
จะเสด็จไปตีเขมร เพื่อเป็นการแก้แค้นเขมรที่ยกทัพมาตี
ชายแดนไทย ต่อจากนั้น เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระเจ้าหงสาวดี
โปรดให้พระมหาอุปราชากรีฑาทัพมาตีไทย เมื่อสมเด็จพระ
นเรศวรทรงทราบข่าวศึกก็ยกทัพเสด็จออกไปทำาศึกนอก
พระนครระหว่างที่ทัพพม่าปะทะกับทัพหน้าของไทย ช้างทรง
ของสมเด็จพระนเรศวร และของสมเด็จพระเอกาทศรถตกมันวิ่ง
เข้าไปท่ามกลางข้าศึกตามลำาพัง สมเด็จพระนเรศวรทรงระงับ
ความตกพระทัย และตรัสท้าพระมหาอุปราชากระทำาสงคราม
ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงได้
รับชัยชนะ เมื่อเลิกทัพกลับพระนคร สมเด็จพระนเรศวรทรงปูน
บำาเหน็จรางวัลแก่ทหารผู้มีความชอบ และลงโทษประหารทหาร
ที่ติดตามพระองค์ไม่ทัน ทั้งนี้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล แต่
สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้วได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
ให้แก่ทหารเหล่านั้น สมเด็จพระนเรศวรทรงยินยอมและโปรด
ให้ไปทำาสงครามแก้ตัว หลังจากนั้นทรงดำาเนินพระราช
กรณียกิจต่อ ด้วยการทำานุบำารุงหัวเมืองเหนือ และรับทูตจาก
เมืองเชียงใหม่ที่มาขอเป็นเมืองขึ้น
ตัวอย่าง โวหารแสดงความโกรธจากลิลิต ตะเลงพ่าย ตอน
ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงปรารภเรื่องที่จะไปปราบเขมร
เนื่องจากเขมรมักจะยกทัพมาตีไทยระหว่างที่ไทยมีศึกกับพม่า
ทรงรู้สึกโกรธและเจ็บชำ้าพระทัย ทำาให้คิดอะไรก็หมดความ
รื่นรมย์ จึงต้องยกทัพไปปราบให้หายแค้น ดังนี้
"...คลุ้มกมลแค้นคั่ง ดังหนามเหน็บเจ็บชำ้า ยำ้ายอกทรวงดวง
แด แลบชื่นอื่นชม..."
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๔
189
๑. ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แล้วศึกษาภาพสะท้อน
จากวรรณคดี
๒. รวบรวมบัญชีศัพท์จากวรรณคดี แล้วเปรียบเทียบกับ
ลิลิตยวนพ่าย เพื่อศึกษาอิทธิพล
สามก๊ก
กล่าวกันว่า เรื่องสามก๊กแต่เดิมเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟังใน
ประเทศจีน ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๖๑ – ๑๔๔๙) พวก
งิ้วได้นำาเรื่องสามก๊กมาแสดง ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ต่อมาในสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. ๑๘๒๐ – ๑๙๐๐ ตรงกับสมัย
สุโขทัย) และสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. ๑๙๑๑ – ๒๑๘๖) ได้มี
การแต่งหนังสือโดยใช้เรื่องพงศาวดารเป็นหลัก นักเขียนผู้หนึ่ง
ชื่อล่อกวนตง ชาวเมืองฮั่งจิ๋ว ได้นำาเรื่องสามก๊กมาเขียนใหม่
เรียกว่า "สามก๊กจี่" มีความยาว ๑๒๐ ตอน ต่อมานักปราชญ์อีก
๒ ท่าน คือ เม่าจงกังกับกิมเสี่ยถ่าง ได้ช่วยกันแต่งคำาอธิบายเพิ่ม
เติมและพิมพ์เรื่องสามก๊กขึ้น เรื่องสามก๊กจึงแพร่หลายอย่าง
รวดเร็วภายในประเทศจีน ต่อมาได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ
รวมทั้งภาษาไทย ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้เป็นผู้อำานวย
การการแปล เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕
การแปลหนังสือสามก๊กใช้วิธีแปลสองชั้น ชั้นแรก ผู้รู้
ภาษาจีนอย่างดีแต่รู้ภาษาไทยเพียงปานกลางได้อย่างต้นฉบับ
ภาษาจีนแล้วถ่ายทอดเป็นภาษาไทย ชั้นที่สองผู้รู้ภาษาไทย
อย่างดีได้นำาฉบับที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยแล้วมาเขียนเป็น
ความเรียง ใช้ภาษาไทยแบบที่คนไทยใช้กันจริงๆ ยกเว้น
เฉพาะชื่อที่เป็นภาษาจีน ดังนั้น ภาษาแปลที่ใช้ในหนังสือสาม
ก๊กจึงเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์จนเป็นแบบอย่างของการบรรยาย
และพรรณนาที่ให้ภาพที่เด่นชัดแก่ผู้อ่าน และให้ความประทับใจ
จนมีผู้นำาไปใช้ตาม เช่น สำานวนที่ว่า "ว่าแล้วก็ให้จัดโต๊ะสุรา
อาหารออกมาเลี้ยงกัน"
เป็นต้น
เนื้อเรื่องของสามก๊ก กล่าวถึงการทำาสงครามชิงชัยกัน
ระหว่างโจโฉ เล่าปี่ และซุ่นกวนเริ่มเรื่องตั้งแต่กษัตริย์ราชวงศ์
190
ฮั่นอ่อนแอ อำานาจจึงตกอยู่กับขุนนางกังฉิน ทำาให้เกิดความ
ระสำ่าระสายแตกแยก ต่างรบพุ่งเพื่อแย่งชิงอำานาจกันจนเหลือ ๓
ก๊กใหญ่ คือ วุยก๊ก จ๊กก๊ก และง่อก๊ก ต่างมีอาณาเขตเป็นอิสระ
ภายหลังก๊กทั้งสามเสื่อมอำานาจลง มีผู้ตั้งราชวงศ์ใหม่ แผ่นดิน
จีนจึงกลับรวมกันเป็นอาณาจักรเดียว
อันที่จริงการแบ่งแยกอาณาเขตและการแย่งชิงอำานาจกัน
ในจีนเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดน่าพิศวงเหมือนครั้งสาม
ก๊ก เพราะแต่ละก๊กใช้อุบายต่างๆ เพื่อเอาชนะกัน ทั้งอุบาย
ทางการเมืองการปกครอง และกลยุทธ์ ขณะเดียวกันก็ให้ บท
เรียนคติธรรมในการดำาเนินชีวิต และการทำางานตัวละครสำาคัญ
ในเรื่องมีบทบาทและพฤติกรรมที่เหมือนจริง ซึ่งมีทั้งดีและเลว
ปะปนกัน
การแปลเรื่องสามก๊กเป็นจุดเริ่มต้นของการแปลเรื่องจี
นอื่นๆในสมัยต่อมา เช่น เรื่องไซ่ฮั่น ซ้องกั๋ง เป็นต้น
ตัวอย่าง การบรรยายลักษณะของเล่าปี่
"...แลเมืองตุ้นก้วนมีชายคนหนึ่งชื่อเล่าปี่เมื่อน้อยชื่อ
เหี้ยนเต๊ก ก็ไม่สู้รักเรียนหนังสือ แต่มีนำ้าใจนั้นดี ความโกรธ
ความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอก ใจนั้นอารีย์นักมีเพื่อนฝูง
มากใจกว้างขวาง หมายจะเป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวงกอปด้ว
ยลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า
มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก ฝีปากแดงดังชาดแต้มจักษุ
ชำาเลืองไปเห็นหู..."
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๕
๑. ศึกษาพฤติกรรมของตัวละครเอกในวรรณคดีเรื่อง
สามก๊ก ในแง่พฤติกรรมและ
บุคลิกภาพ
๒. ศึกษาจุดมุ่งหมายของผู้แต่ง ประกอบกับบริบททาง
สังคมสมัยนั้น และประเมิน
คุณค่า
191
พระราชพิธีสิบสองเดือน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราช
นิพนธ์เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ลงพิมพ์ใน
นิตยสารวชิรญาณรายสัปดาห์ก่อน แล้วจึงรวมพิมพ์เป็นเล่มภาย
หลัง
เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระราชพิธีต่างๆที่กระทำาในแต่ละเดือน
ตลอดทั้งปี ทรงอธิบายตำาราเดิม
ของพระราชพิธี การแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเลิกพิธี เพื่อให้ผู้
อ่านได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีตั้งแต่ต้นปี
จนถึงปลายปี ยกเว้น พิธี เดือน ๑๑ ที่มิได้รวมไว้ ทรงศึกษา
ค้นคว้าข้อมูลทั้งจากตำาราและจากคำาบอกเล่าของบุคคล เช่น
พระมหาราชครู พราหมณ์ผู้ทำาพิธี และจากการสังเกตเหตุการณ์
ที่ทรงคุ้นเคย นับได้ว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าทางด้าน
สังคมศาสตร์ ทรงใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และเขียนอธิบายตาม
ลำาดับจากง่ายไปสู่ยาก จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน เหมาะสมกับการ
เป็นคำาอธิบายชี้แจงให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
ตัวอย่าง พระราชพิธีลอยพระประทีป
"การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่
รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวง
ทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่าง
ใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้องเนื่อง
ในการลอยพระประทีปนั้นเว้นไว้แต่จะเข้าใจว่า ตรงกับคำาว่า
ลอยโคมลงนำ้าเช่นกล่าวมาแล้ว แต่ควรนับว่าเป็นราชประเพณี
ซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ..."
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๖
เปรียบเทียบรายละเอียดพิธีกรรมที่คล้ายคลึงกัน ในพระ
ราชพิธีสิบสองเดือนกับตำารับ
ท้าวศรีจุฬาลักษณ์
นิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณี
192
นิทานคำากลอนได้รับความนิยมมาเป็นเวลานานตั้งแต่สมัย
อยุธยา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเรื่องจักรๆวงศ์ๆ หรือนิทานประโลม
โลก คำาว่า "จักร" และ "วงศ์" เป็นคำาประกอบชื่อตัวเอกของเรื่อง
เช่น จักรแก้ว ลักษณวงศ์ สุวรรณวงศ์ซึ่งมีความหมายแสดงถึง
ความมีค่าหรือของสูงตรงกับรสนิยมของคนไทย แต่ก่อนนิทาน
คำากลอนแต่งด้วยกาพย์และกลอนสวดคละกัน เริ่มนิยมแต่งเป็น
คำากลอนในสมัยรัชกาลที่ ๓ มาจนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ดัง
จะเห็นได้จากนิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณี
เนื้อเรื่องของนิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณีกล่าวถึงเรื่อง
ราวชีวิตและการผจญภัยที่สนุกสนาน ตื่นเต้น มีทั้งสุขและทุกข์
ของตัวเอก คือ พระอภัยมณี ซึ่งมีลักษณะที่แปลกใหม่แตกต่าง
ไปจากตัวเอกในเรื่องอื่นๆ ที่คนไทยเคยได้ยินได้ฟัง เช่น พระ
อภัยมณีเดินทางเข้าป่าเพื่อศึกษาหาความรู้เยี่ยงกษัตริย์ในสมัย
นั้น แต่มิได้เรียนวิชาศิลปศาสตร์ กลับเรียนวิชาเป่าปีซึ่งสามารถ
สะกดคนฟังให้หลับได้ ศรีสุวรรณซึ่งเป็นพระอนุชาของพระอภัย
มณีก็เลือกเรียนวิชากระบี่กระบอง การผจญภัยที่ตื่นเต้นของ
พระอภัยมณี เริ่มด้วยพระอภัยมณีถูกนางผีเสื้อสมุทรลักพาไปอยู่
กินกับนางในถำ้าใต้นำ้า จนกระทั่งนางได้ให้กำาเนิดบุตรชายชื่อ
สินสมุทร ซึ่งมีฤทธิ์และความสามารถเหนือมนุษย์ธรรมดา
สามารถพาพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรไปสู่อิสรภาพได้ขณะ
ว่ายนำ้าหนี ได้มีครอบครัวเงือกช่วยพาไปยังเกาะแก้วพิสดาร
พระอภัยมณีได้เงือกสาวเป็นชายา และมีบุตรชายชื่อ สุดสาคร
การผจญภัยของพระอภัยมณีครั้งต่อไปเป็นการสู้รบกับอุศเรนคู่
หมั้นของนางสุวรรณมาลี พอได้รับชัยชนะก็เดินทางไปยังเมือง
ผลึก และอภิเษกสมรสกับนางสุวรรณมาลี นางละเวงขึ้นครอง
เมืองลังกาและคิดทำาศึกกับเมืองผลึก นางใช้ไสยศาสตร์เป็น
อาวุธทำาให้พระอภัยมณีคลุ้มคลั่ง และถูกนางละเวงหลอกไป
จนถึงเมืองลังกา ต่อมา พระอภัยมณีเบื่อหน่ายการใช้ชีวิตทาง
โลก จึงออกบวชเป็นฤาษี นางสุวรรณมาลีกับนางละเวงก็
ออกบวชเป็นชี ส่วนสินสมุทรได้ครองเมืองผลึก และสุดสาครได้
ครองเมืองลังกา เรื่องก็จบลงด้วยความสุขตามแบบฉบับของ
วรรณกรรมนิทาน
193
ความแปลกใหม่และความสนุกสนานที่ได้รับทำาให้นิทานคำา
กลอนเรื่องพระอภัยมณีเป็นที่ติดใจผู้อ่านผู้ฟังอย่างแพร่หลาย
ก่อให้เกิดจินตนาการที่น่าตื่นเต้นระทึกใจ เช่น การแก้ปัญหา
เฉพาะหน้า การผูกสำาเภายนต์ การสร้างตัวละครที่มีลักษณะครึ่ง
สัตว์ครึ่งมนุษย์ การใช้เวทมนตร์คาถา เป็นต้น ทำาให้นิทานคำา
กลอนมีหลายรส ขณะเดียวกัน สุนทรภู่ กวีผู้แต่งนิทานคำากลอน
ได้แทรกคติชีวิตได้ทุกตอนอย่างเหมาะสม เช่น สอนให้มีความ
กตัญญูต่อบิดามารดา และสอนให้หยั่งรู้ถึงธรรมชาติจิตใจคน
ปรากฏในตอนที่สุดสาครถูกผลักตกเหว เพราะหลงเชื่อชีเปลือย
ซึ่งเป็นคนแปลกหน้า ดังนี้
"...แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุด
ลึกลำ้าเหลือกำาหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือน
หนึ่งในนำ้าใจคน
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็น
ผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึง
เจรจา”
คุณค่าเด่นด้านอื่นๆของนิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณี
คือ ให้ความรู้และขยายโลกทัศน์เกี่ยวกับสงคราม ทั้งสงครามที่สู้
กันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ และการใช้เสียงปี่ ซึ่งตีความว่าคือ
เสียงสื่อสารมวลชน หรือการใช้ข่าวเป็นอาวุธ ทำาลายฝ่ายตรง
ข้าม ดังที่ปรากฏในสมัยสงครามโลกและแม้จะไม่มีสงครามแล้ว
ข่าวก็ยังเป็นอาวุธที่ใช้ทำาลายล้างกันได้
วรรณคดีมรดกไทยเป็นสมบัติอันลำ้าค่าของชาติ เพราะมี
คุณประโยชน์มากมาย ทั้งการสร้างสรรค์ภูมิปัญญา ให้ความรู้
รอบตัว และความรู้ที่เป็นศาสตร์ ดังนั้น จึงมีผู้นิยมศึกษา
วรรณคดีเพื่อเป็นภูมิความรู้ประดับตน
นอกจากนี้ วรรรณคดีไทยยังเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของ
คนหลายกลุ่มหลายยุคสมัย ทำาให้คนรุ่นหลังเข้าใจและเห็น
คุณค่าของการอนุรักษ์วัฒนธรรม ซึ่งบ่งชี้ถึงความเจริญของ
194
ชนชาติไทยทั้งทางด้านภาษาและศิลปะ ดังนั้น การรู้จัก
วรรณคดีไทยด้วยการอ่านและวิเคราะห์จนเข้าใจจึงนำามาซึ่ง
คุณประโยชน์แห่งตนและประเทศโดยรวม
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๗
๑. ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของวรรณคดีไปสู่
วัฒนธรรม pop culture โดยใช้เรื่อง
พระอภัยมณี เป็นกรณีศึกษา
๒. สรุปภาพรวมของพัฒนาการวรรณกรรมไทยตั้งแต่
สมัยสุโขทัยจนกระทั่งถึง
ปัจจุบัน โดยใช้บริบททางสังคมมาเป็นส่วนประกอบการ
พิจารณา
๓. ใช้ทฤษฎีวรรณคดีพิจารณาตัวแทนวรรณกรรมใน
ยุคสมัยต่างๆ
195

พัฒนาการวรรณกรรมไทย

  • 1.
    บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณกรรมไทย คำาว่า "วรรณกรรม"มีความหมายตรงกับคำาภาษาอังกฤษ ว่า "Literature Works" หรือ "General Literature" และการใช้ คำาว่า "วรรณกรรม" มีปรากฏครั้งแรกในพระราชบัญญัติ คุ้มครองศิลปะและวรรณกรรม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยให้คำานิยามคำา ว่า "วรรณกรรมและศิลปกรรม" รวมกันไว้ดังนี้ "วรรณกรรมและศิลปกรรม หมายความรวมว่าการทำา ขึ้นทุกชนิดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ แผนก ศิลปะ จะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปร่างอย่างใดก็ตาม เช่น สมุด สมุดเล็ก และหนังสืออื่น ๆ เช่น ปาฐกถา กถาอื่น ๆ เทศนา หรือวรรณกรรมอื่น ๆ อันมีลักษณะเช่นเดียวกัน หรือนาฏกียกรรม หรือนาฏกีย-ดนตรีกรรม หรือแบบฟ้อน รำาและการเล่นแสดงให้คนดูโดยวิธีใบ้ ซึ่งการแสดงนั้นได้ กำาหนดไว้เป็นหนังสือหรืออย่างอื่น ๆ" คำาว่า "วรรณกรรม" ก็ได้นิยมใช้กันแพร่หลายมาตามลำาดับ และสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จัดตั้งสำานักงานวัฒนธรรมทางวรรณกรรม รวมอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ มีหน้าที่ เผยแพร่วรรณกรรมและส่งเสริมศิลปะการแต่งหนังสือ เพื่อรักษา วัฒนธรรมไทยอย่างเป็นทางราชการสืบต่อจากวรรณคดีสโมสร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (ธวัช ปุณโณทก. 2527 : 1) กุหลาบ มัลลิกะมาส (2517 :7) กล่าวว่า คำาว่า "วรรณกรรม" มาจากการสร้างศัพท์ใหม่ แทนคำาว่า "Literature" โดยวิธีสมาส หรือรวมคำา จากคำาว่า วรรณ หรือ บรรณ ซึ่งหมายถึงใบไม้ หรือ หนังสือ รวมกับคำาว่า กรรม ซึ่ง หมายถึงการกระทำา ดังนั้นวรรณกรรม จึงหมายถึง การกระทำาที่ เกี่ยวกับหนังสือ โดยความหมายของวรรณกรรม หมายถึง สิ่งซึ่ง เขียนขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปใด หรือเพื่อความมุ่งหมาย 1
  • 2.
    ใด ซึ่งอาจจะเป็นใบปลิวหนังสือพิมพ์ นวนิยายคำาอธิบาย ฉลาก ยา เป็นต้นก็ได้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2539 : 754) อธิบายว่า วรรณกรรม หมายถึง งานหนังสือ งานนิพนธ์ที่ ทำาขึ้นทุกชนิด ไม่ว่าแสดงออกมาโดยวิธีหรือในรูปอย่างใด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำาปราศัย สุนทรพจน์ สิ่งบันทึกเสียง ภาพ ส่วน ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ และเจตนา นาควัชระ (2520 : 58) ได้ให้ความหมายของวรรณกรรมว่า หมายถึง หนังสือ หรือเอกสาร ที่มีศิลปกรรมในฐานะที่มีรูปแบบ มีสาระ เนื้อหาที่ผู้เขียนพยายามสื่อความคิดด้วยวิธีการหนึ่งมายังผู้อ่าน สิทธา พินิจภูวดล และคณะ (2515 : 35) กล่าวว่า วรรณกรรม หมายถึงงานเขียนในรูปบทกวีนิพนธ์ ร้อยกรอง และข้อเขียนทั้งหมดที่ใช้ภาษาร้อยแก้ว ได้แก่ บทความ สารคดี นวนิยาย เรื้องสั้น เรียงความ บทละคร บทภาพยนตร์ บท โทรทัศน์ ตลอดจนคอลัมน์ต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์ พระยาอนุมานราชธน หรือ เสฐียรโกเศศ (2515 : 24) ได้ กล่าวว่า วรรณกรรมหมายถึงการกระทำาหนังสือหรือหนังสือที่ แต่งขึ้นทั่วไปโดยมิได้จำากัดว่าเป็นหนังสือพวกใดพวกหนึ่งโดย เฉพาะ ส่วนจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่าง หาก สมพร มันตะสูตร (2525 : 10-11) อธิบายว่า วรรณกรรม หมายถึง งานเขียนทุกชนิด ทุกชิ้นที่สามารถสื่อสารได้น่าจะเป็น วรรณกรรม ซึ่งหมายความว่า เมื่อผู้แต่งส่งสารไปยังผู้รับ ผู้รับ สามารถสื่อความเข้าใจจากสารที่ผู้แต่งส่งมาได้ ก็ถือว่ามีการ สื่อสารกันขึ้นแล้วงานเขียนนั้นนับว่าเป็นวรรณกรรม โจเซฟ เมอร์แซนต์ (Mersand 1973 : 313) กล่าวว่า คำา จำากัดความง่าย ๆ ของวรรณกรรมก็คือ การเขียนทั้งในรูปแบบ ร้อยแก้วและร้อยกรอง ซึ่งถ้าพิจารณาคำาจำากัดความนี้ตามหลัก การแล้วบทกวีที่เขียนขึ้นเป็นครั้งแรก หรือ รายการสั่งซื้อสินค้า ทางจดหมายก็เรียกว่าวรรณกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้ ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น วรรณกรรมจะต้องเป็นรูปแบบการ 2
  • 3.
    เขียนที่ดี มีประเด็นน่าวิจารณ์และมีความคิดที่น่าสนใจเป็น อันดับสุดท้าย ทัศนะต่าง ๆที่มีผู้ให้คำาจำากัดความตามที่กล่าวมา มีความ สอดคล้องกับความหมายของวรรณกรรมที่ให้ไว้ในการสัมมนา ของชุมนุมวรรณศิลป์ 6 สถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย รามคำาแหง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยการค้า เมื่อปี พ.ศ. 2518 ว่า “วรรณกรรมคืองานสร้างสรรค์ทางศิลปะที่ใช้ภาษา เป็นสื่อกลางไม่ว่าจะมีเนื้อหาแบบใดก็ตาม มีขอบเขตถึง งานเขียนทุกชนิด เช่น วรรณคดี นวนิยาย เรื้องสั้น บทความ รวมถึงวรรณกรรมที่เล่าสืบต่อกันมาด้วยปาก เช่น นิยายพื้นบ้าน บทเพลงต่าง ๆ เป็นต้น (อ้างถึงใน วรรณี ชา ลี. 2522 : 4)” อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้ให้ความหมายของวรรณกรรมที่แตก ต่างออกไป มิใช่จำากัดอยู่แต่เฉพาะงานเขียนทั่ว ๆ ไป เช่น เอมอร ชิตตะโสภณ (2521 : 11-12,21) อธิบายว่า วรรณกรรม หมายถึงข้อเขียนต่าง ๆ ที่ทำาขึ้นด้วยความปราณีต แต่ยังไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณคดี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ กาลเวลาหนึ่ง ยังไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่พิจารณาหนึ่ง และ ฯลฯ พร้อมกับชี้ประเด็นว่าหากจะพิจารณาว่า วรรณกรรม คือ งานเขียนทั่ว ๆ ไปแล้วไซร้ ทุกอย่างที่เป็นงานเขียน เช่น พงศาวดาร ตัวบทกฏหมาย พระราชกฤษฎีกา ประกาศต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจดหมายรัก ก็จะกลายเป็นวรรณกรรมไปหมด เรา ควรคำานึงถึงความจริงข้อที่ว่า วรรณกรรมในภาษาอังกฤษก็มี "Literature" ปนอยู่ด้วย ฉะนั้น วรรณกรรมไม่ควรจะเป็นเพียง งานเขียนแต่ควรจะเป็นงานที่มีศิลปะปนอยู่ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ วรรณกรรมชิ้นใดก็ตามควรจะเกิดมาจากความตั้งใจของผู้ เขียนในอันที่จะถ่ายทอดความรู้สึกหรือทัศนะของเขาออกมา 3
  • 4.
    เป็นตัวอักษรอย่างมีศิลปะ ไม่ว่าจะมาจากประสบการณ์หรือแรง บันดาลใจ หรืออารมณ์สะเทือนใจก็ตาม สมพรมันตะสูตร (2524 : 5) อธิบายเพิ่มเติมจากคำาจำากัด ความที่ได้กล่าวมาแล้วว่า วรรณกรรม หมายถึงงานเขียนที่เกิด ขึ้นจากอารมณ์สะเทือนใจ และมีศิลปะในการนำาเสนอทั้งในด้าน ความรู้ ความคิด ความสะเทือนใจด้วย การถ่ายทอดเป็นภาษา ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ไม่จำากัดรูปแบบและเนื้อหา วรรณกรรมนั้นมีความดีเด่น ให้ความประทับใจ เสถียร จันทิมาธร (2516 : 8) อธิบายว่าวรรณกรรม คือ ผลิตผลที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถ่ายความจัดเจนที่ได้รับจาก การต่อสู้ของชีวิต ทั้งในทางธรรมชาติและทางสังคม เป็นการ สร้างวัฒนธรรมทางศิลปะ รับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มความคิด ที่ตนสังกัดอยู่ อย่างไรก็ตาม ความหมายของวรรณกรรมที่มีผู้ให้ไว้หลาก หลายนี้ ตามความหมายของหนังสือความรู้ทั่วไปทาง วรรณกรรมนั้นจะมีความหมายกว้าง โดยกินความครอบคลุม งานหนังสือทุกชนิดหรือสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ทั้งหนังสือทั่วไป หนังสือตำารา หนังสืออ้างอิง วารสาร นิตยสาร และเอกสารต่าง ๆ เป็นต้น 4
  • 5.
    บทที่ ๒ การศึกษาวรรณกรรมสมัยสุโขทัย การศึกษาวรรณคดีต้องมีการวิเคราะห์ในหลายแง่มุม ประกอบกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ หลากหลายด้าน และสามารถวิจักษณ์หรือเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้ง แง่มุมหนึ่งซึ่งควรจะนำามาพิจารณาประกอบได้แก่ การศึกษา สภาพทางประวัติศาสตร์สมัยนั้น เพราะจะเป็นบริบทสำาคัญใน การกำาหนดแนวคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมของบุคคล ดังคำา กล่าวที่ว่า เราสามารถอ่านสังคมได้จากวรรณกรรม และอ่าน วรรณกรรมได้จากสังคม ผู้ศึกษาวรรณคดี จึงสมควรทำาความ เข้าใจในบริบทของสังคมด้วยส่วนหนึ่ง ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัยมั่นคงเป็นปึกแผ่นขึ้น หลังจากที่เข้ามามี อำานาจเหนือขอมได้เมื่อ ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ โดยพ่อขุนบาง กลางหาวเจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ได้ รวมกำาลังกันยกกองทัพมาตีเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นเมือง ใหญ่หน้า ด่าน ของขอม มีผู้ปกครอง เมืองเรียกว่าขอมสมาดโขลญลำาพง รักษาเมืองอยู่ เมื่อตีกรุงสุโขทัยได้แล้ว พ่อขุนผาเมืองก็ได้ อภิเษกให้พ่อขุนบางกลางหาว เป็นเจ้าเมืองครองกรุงสุโขทัย มี พระนาม ตามอย่างที่ขอม เคยตั้งนามเจ้าเมืองสุโขทัยแต่ก่อนว่า "ศรีอินทรปตินทราทิตย์" แต่ในศิลาจารึกของ พ่อขุนรามคำาแหง ว่า "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์สุโขทัย (ราชวงศ์ พระร่วง) พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีมเหสีชื่อนางเสือง มีพระราชโอรส สามพระองค์ องค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ ตั้งแต่ยังเยาว์องค์กลางมี 5
  • 6.
    นามว่าบานเมือง และองค์เล็กมีนามว่า พระรามคำาแหงในรัช สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรเล็กๆ มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ จดอาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักร ลานนาไทยอาณาจักรพะเยาทิศตะวันตก จดเมืองฉอด เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สวรรคต พ่อขุนบานเมืองได้ขึ้น ครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒ และได้ทรงตั้งพระรามคำาแหง เป็นมหาอุปราชครองเมืองชะเลียง พ่อขุนบานเมือง ได้ครอง ราชย์ อยู่จนถึงราว พ.ศ. ๑๘๒๒ ก็สวรรคต พ่อขุนรามคำาแหง (พระอนุชา)จึงขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๓ พระองค์ทรง เป็นนักรบที่ปรีชาสามารถ ก่อนครองราชสมบัติ เคยทรงชนช้าง ชนะเจ้าเมืองฉอด และในสมัยของพระองค์อาณาจักรสุโขทัย สงบราบคาบ กว้างใหญ่ไพศาล มีการเจริญสัมพันธไมตรีฉัน เพื่อนกับพระเจ้าเม็งราย แห่งเชียงใหม่ พระยางำาเมืองแห่ง พะเยา และในขณะเดียวกันก็ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับมอญ เล่า กันว่า มะกะโทกษัตริย์มอญ ทรงเป็นราชบุตรเขยของพระองค์ นอกจากนี้ทรงได้เจริญสัมพันธไมตรี กับจีน จนได้ช่างฝีมือชาว จีนมาปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสังคโลกในสุโขทัย และในรัช สมัย พ่อขุนรามคำาแหงนี้เริ่มมีวรรณคดีที่จารึกเป็นหลักฐานของ ชาติขึ้นเป็นครั้งแรก สุโขทัยเริ่มเสื่อมอำานาจลงหลังสมัยพ่อขุนรามคำาแหง พระเจ้าเลอไทยกษัตริย์องค์ที่ ๔ ไม่ทรงมีพระปรีชาสามารถและ เข้มแข็งเท่าพระราชบิดา ทำาให้หัวเมืองต่าง ๆ พากัน แข็งข้อ เป็นอิสระพระเจ้า อู่ทองเจ้าเมืองอู่ทองหรือสุพรรณภูมิ ได้ทรง ขยาย อาณาเขต กว้างขวางขึ้นและทรงสถาปนาอยุธยาเป็น ราชธานี ใน พ.ศ. ๑๘๙๓ (ค.ศ. ๑๓๕๐) พระเจ้าเลอไทยสวรรคตใน พ.ศ. ๑๘๙๐ มีการแย่งราช สมบัติระหว่างราชโอรส ๒ พระองค์ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิ ไท) ได้ทรงครองราชสมบัติแทน พระองค์เป็น กษัตริย์ที่ทรง เลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทรงอุทิศเวลา ศึกษาพุทธ ศาสนาอย่างจริงจัง ทรงนิพนธ์หนังสือไตรภูมิพระร่วงทรงสร้าง วัดและสถูปเจดีย์ต่าง ๆ มากมาย และสร้างสถานที่ สำาคัญต่าง ๆ ในสุโขทัยอีกหลายแห่ง 6
  • 7.
    พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ราชโอรสของพระมหาธรรมราชา ที่๑ (ลิไท) ได้ทรงสืบ ราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา อำานาจ กรุงสุโขทัยได้สิ้นสุดลงหลังจากได้เอกราชมาประมาณ ๑๔๐ ปี เมื่อ กองทัพของพระเจ้าบรมราชาที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาตีได้ ใน พ.ศ. ๑๙๒๑ แต่ราชวงศ์สุโขทัยยังคงครองสุโขทัยสืบต่อมา อีกประมาณ ๖๐ ปีจนถึงสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๔ พระเจ้า บรมราชาที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาณาจักร สุโขทัยเสียใหม่ โดยทรงตั้งสมเด็จพระราเมศวร พระ ราชโอรสไปครองพิษณุโลก การปฏิบัติ เช่นนี้ถือว่าเป็นการสิ้น สุดอำานาจของราชวงศ์สุโขทัยอย่างเด็ดขาดและสุโขทัยกลาย เป็น ส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาตั้งแต่นั้นมา วรรณคดีสมัยสุโขทัยที่มีอยู่ในปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องสำาคัญ มีอยู่ ๔ เรื่อง คือ ๑. ศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือจารึกของพ่อขุนรามคำาแหง มหาราช ๒. สุภาษิตพระร่วง ๓. เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิพระร่วง ๔. นางนพมาศ หรือตำารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง) ประวัติความเป็นมา เมื่อราชวงศ์สุโขทัยได้สูญเสียอำานาจและกลายเป็นเมือง ร้าง ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง และศิลาจารึกหลักอื่น ๆ ที่จารึก ในยุคนั้นก็สาบสูญ ไปจากความทรงจำาของชาวไทย จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะยังทรงดำารง พระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ และผนวชอยู่ที่วัดรา ชาธิวาสได้เสด็จธุดงค์เมืองเหนือ (ปีมะเส็ง เญจศก จุลศักราช ๑๑๙๓) ในระหว่างประทับอยู่ที่สุโขทัยได้ทรงพบศิลาจารึก และ พระแท่นมนังศิลา ณ บริเวณเนินประสาทพระราชวังเก่าสุโขทัย ครั้นเมื่อจะเสด็จกลับก็โปรดเกล้าฯ ให้นำาพระแท่น มนังคศิลา และศิลาจารึกกลับมาไว้ที่วัดสมอราย(ราชาธิวาส) ที่กรุงเทพฯ แล้วย้ายมาไว้ ที่วัดบวรนิเวศ เมื่อพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ 7
  • 8.
    จึงได้โปรดให้นำามาไว้ที่วิหารขาว วัดพระศรีรัตนศาสดารามใน พระบรมมหา ราชวัง ต่อมาในปลายปีพ.ศ. ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้นำาศิลาจารึกนี้ไป รวมกับศิลาจารึกอื่นๆ ในหอสมุดแห่งชาติ ปัจจุบันนี้ อยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผู้แต่ง มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำาแหงหลาย ท่าน และผู้ที่มีบทบาท สำาคัญก็คือ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้าน ภาษาตะวัน ออก ได้ศึกษาศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำาแหง และได้จัดทำาคำา อ่านไว้อย่างละเอียด ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ศาสตราจารย์ฉำ่า ทองคำา วรรณ และผู้เชี่ยวชาญ ทางภาษาโบราณ อีกหลายคน ได้ศึกษา การอ่านคำาจารึก และการตีความถ้อยคำาในศิลาจารึกพ่อขุน รามคำาแหง ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร และศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิ ศกุล ได้ศึกษาคำาอ่านทำาให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้นจากการ สันนิษฐาน ผู้แต่งอาจมีมากกว่า ๑ คน เพราะเนื้อเรื่อง ในหลัก ศิลาจารึกแบ่งได้เป็น ๓ ตอน คือ ตอนแรกกล่าวถึง พระราชประวัติของพ่อขุนรามคำาแหง ใช้คำาแทนชื่อว่า "กู" เข้าใจว่า พ่อขุนรามคำาแหงคงจะทรงแต่ง เกี่ยวกับพระราชประวัติของพระองค์เอง ตอนที่ ๒ เป็นการบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ใช้คำาว่า พ่อขุนรามคำาแหง โดยเริ่มต้นว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำาแหงเมือง สุโขทัยนี้ดี......" จึงเข้าใจว่าจะต้อง เป็นผู้อื่นแต่ง เพิ่มเติมภาย หลัง ตอนที่ 3 เป็นตอนยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำาแหง โดยเริ่ม ต้นว่า "พ่อขุนรามคำาแหง นั้นหาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้ง หลาย......" ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ สันนิษฐานว่าความ ในตอนที่ ๓ คงจารึกหลังตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ จึงเข้าใจ ว่าผู้อื่นแต่งต่อในภายหลัง จุดมุ่งหมายในการแต่ง 8
  • 9.
    ๑. เพื่อเป็นหลักฐานแสดงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น เช่น หลักฐานการประดิษฐ์อักษรไทยเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจน ชี้แจงอาณาเขตของกรุงสุโข ๒. เพื่อสดุดีพระเกียรติพ่อขุนรามคำาแหง ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นร้อยแก้ว ลักษณะเป็นประโยคสั้น ๆ กะทัดรัด และมี สัมผัสคล้องจองกันระหว่างวรรคบ้าง เนื้อเรื่อง โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น ๓ ตอน ได้แก่ รูปแบบการแต่งเป็นร้อยแก้ว เขียนลงบนแท่งหินสี่เหลี่ยม ทั้งสี่ด้าน ใช้ตัวอักษรไทยและภาษาไทยตามแบบอย่างการใช้ ภาษาสมัยสุโขทัยเนื้อเรื่องแบ่งเป็น ๓ ตอน ตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ – ๑๘ เป็นอัตชีวประวัติของ พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช กษัตริย์สุโขทัยราชวงศ์พระร่วง ดัง ตัวอย่างต่อไปนี้ ตอนที่ ๒ เล่าเรื่อง เหตุการณ์และธรรมเนียมนิยมของคน สุโขทัย การดำาเนินชีวิต การนับ ถือพุทธศาสนา การนับถือผี และการประดิษฐ์ตัวอักษรไทย ตอนที่ ๓ เป็นคำาสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุน รามคำาแหง และกล่าวถึงอาณาเขตของเมืองสุโขทัย คำาอ่านปัจจุบันของหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง ด้านที่ ๑ พ่อกู ชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสามผู้ญีงโสง พี่เผือผู้อ้ายตาย จากเผือเตียมแต่ยักเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้ สิบเก้าเข้า ขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด มาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบ ขุนสามชนหัวซ้าย ขุน สามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพายจแจ๋น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้าง ขุนสามชนตัวชื่อมาสเมือง แพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู ููชื่อพระรามคำาแหง 9
  • 10.
    เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชนเมื่อชั่วพ่อกู กูบำาเรอแก่พ่อกู กูบำาเรอ แก่แม่กูกูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมาก หวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวงได้ปั่วได้นาง ได้เงือนได้ทองกูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตายยังพ่อกู กูพรำ่า บำาเรอแก่พี่กู ดั่งบำาเรอแก่พ่อกู พี่กูตาย จึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำาแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในนำ้ามีปลา ในนามี ข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไป ขาย ใคร่จักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้า เงือนค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหาย กว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำามัน ช้างขอลูกเมียเยียข้าว ไพร่ฟ้า ข้าไท ป่าหมากพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฟ้าลูกเจ้า ลูกขุน ผิแลผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้ จึ่งแล่งความแก่ขา ด้วยซื้อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใครพีน เห็นสินท่าน บ่ใครเดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ช่อยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่ มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวง เป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าเสือก ข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี ใน ปากประตูมีกระดิ่งอันณื่งแขวนไว ู้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก กลาง บ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้า เถิงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกะดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำาแหงเจ้า เมืองได้ ด้านที่ ๒ ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมือง สุโขทัยนี้จึ่งชม สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็ หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายใน เมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน กลาง เมืองสุโขทัยนี้ มีนำ้าตระพังโพยสี ใสกินดี ... ดั่งกินนำ้าโขงเมื่อ แล้ง รอบเมืองสุโขทัยนี้ ตรีบูร ได้สามพันสี่ร้อยวา คนในเมืองสุ โขทันนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำาแหงเจ้า เมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้ญีง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธ ศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐิน 10
  • 11.
    เดือนณื่งจิ่งแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ยมีพนมหมาก มีพนม ดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกฐินโอยทานแล่ปีแล้ญิบ ล้าน ไปสูดญัติกฐินเถืงอรัญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียง กัน แต่อญญิกพู้นเท้าหัวลาน ดำบงดำกลองด้วยเสียงพาดเสียงพิณ เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจัก มักเลื้อน เลื้อน เมืองสุโขทัยนี้ มีสี่ปากประตูหลวง เที้ยรย่อมคน เสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้ มีดั่ง จักแตก กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระ อัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอัน ราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม มีปู่ครูนิสัยมุตก์ มีเถร มีมหา เถร เบื้องตะวันตก เมืองสุโขทัยนี้ มีอไรญิก พ่อขุนรามคำาแหง กระทำา โอยทานแก่มหาเถร สังฆราชปราชญ์ เรียนจบปิฎกไตร หลวก กว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา ใน กลางอรัญญิก มีพิหารอันณื่งมนใหญ่ สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐาร ศอันณื่ง ลุกยืน เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีปู่ครู มี ทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้าน เล็ก มีป่าม่วงมีป่าขาม ดูงามดังแกส้ ด้านที่ ๓ (งแต่)ง เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอ จนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว ป่าหมากลาง มีไร่ มีนา มีถิ่น ถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฎีพิหาร ปู่ครูอยู่ มีสรดีภงส มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม มีนำ้าโคก มี พระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุน ผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิ ไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย ๑๒๑๔ ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำาแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยนี้ ปลูก ไม้ตาลนี้ ได้สิบสี่เข้า จึงให้ชั่งพันขดานหิน ตั้งหว่างกลางไม้ตาล นี้ วันเดือนดับ เดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครู เถร มหาเถร ขึ้นนั่งเหนือขดานหินสูดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำาศีล ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำาแหง เจ้าเมืองศรีสัช ชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขดานหิน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง ครั้นวันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้าง 11
  • 12.
    เผือกกระพัดลยาง เที้ยรย่อมทองงา... (ซ้าย)ขวา ชื่อรูจาครี พ่อขุนรามคำาแหง ขึ้นขี่ไปนบพระ (เถิง) อรัญญิกแล้วเข้ามา จารึกอันณื่ง มีในเมืองชเลียง สถาบกไว้ ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จารึกอันณื่ง มีในถำ้ารัตนธาร ในกลวงป่าตาลนี้ มีศาลาสองอัน อันณื่งชื่อศาลาพระมาส อันณื่งชื่อพุทธศานา ขดานหินนี้ ชื่อ มนังศิลาบาตร สถาบกไว้นี่ จึ่งทั้งหลายเห็น ด้านที่ ๔ พ่อขุนพระรามคำาแหง ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นขุนใน เมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัย ทั้งมาก กาวลาว แลไทยเมืองใต้หล้าฟ้าฎ... ไทยชาวอูชาวของมาออก ๑๒๐๗ ศกปีกุน ให้ขุดเอาพระธาตุออกทั้งหลายเห็น กระทำาบูชา บำาเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึ่งเอาลงฝังในกลางเมืองศรีสัช ชนาลัยก่อพระเจดีย์เหนือหกเข้าจึ่งแล้ว ตั้งเวียงผาล้อมพระ มหาธาตุ สามเข้าจึ่งแล้ว เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปี มะแม พ่อขุนรามคำาแหง หาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้ พ่อขุนรามคำาแหงนั้นหา เป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอน ไทยทั้งหลายให้รู้บุญรู้ธรรมแท้ แต่คนอันมีในเมืองไทยด้วย รู้ ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะ ด้วยแรง หาคนจักเสมอ มิได้ อาจปราบฝูงข้าเสีก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวัน ออก รอด สรลวง สองแคว ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของเถีง เวียงจันทน์เวียงคำาเป็นที่แล้ว เบื้(อ)งหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพรชบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทร เป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตก รอดเมืองฉอด เมือง...น หงสาวดี สมุทรหาเป็นแดน เบื้องตีนนอน รอดเมืองแพร่ เมืองม่าน เมือง น... เมืองพลัว พ้นฝั่งของเมืองชวา เป็นที่แล้ว ปลูกเลี้ยง ฝูงลูก บ้านลูกเมืองนั้น ชอบด้วยธรรมทุกคน จะเห็นได้ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำาแหง มี คุณสมบัติเด่นในแง่ประวัติศาสตร์ ประวัติวรรณคดี และประวัติ ภาษาไทยเป็นอย่างมาก คุณค่าของวรรณกรรมเรื่องนี้ ได้แก่ 12
  • 13.
    ๑. ด้านภาษา จารึกของพ่อขุนรามคำาแหงเป็นหลักฐานที่ สำาคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงกำาเนิดของวรรณคดีและอักษรไทย เช่น กล่าวถึงหลักฐานการประดิษฐ์อักษรไทย ด้านสำานวนการ ใช้ถ้อยคำาในการเรียบเรียงจะเห็นว่า - ถ้อยคำาส่วนมากเป้นคำา พยางค์เดียวและเป็นคำาไทยแท้ เช่น อ้าง โสง นาง เป็นต้น - มี คำาที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตปนอยู่บ้าง เช่น ศรีอินทราทิตย์ ตรีบูร อรัญญิก ศรัทธา พรรษา เป็นต้น - ใช้ประโยคสั้น ๆ ให้ ความหมายกระชับ เช่น แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง - ข้อความบางตอนใช้คำาซำ้า เช่น "ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่า ลางก็หลายในเมืองนี้ - นิยมคำาคล้องจองในภาษาพูด ทำาให้เกิด ความไพเราะ เช่น "ในนำ้ามีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบเอาจกอบ ในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย" - ใช้ภาษาที่เป็น ถ้อยคำาพื้น ๆ เป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน ๒. ด้านประวัติศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติ พ่อขุนรามคำาแหง จารึกไว้ทำานองเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจน ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสภาพสังคมของกรุง สุโขทัย ทำาให้ผู้อ่านรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของกรุงสุโขทัย พระ ปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำาแหง และสภาพชีวิตความเป็น อยู่ของชาวสุโขทัย ๓. ด้านสังคม ให้ความรู้ด้านกฎหมายและการปกครอง สมัยกรุงสุโขทัย ว่ามีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหา กษัตริย์ดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างใกล้ชิด ๔. ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ให้ความรู้เกี่ยวกับ วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของชาวสุโขทัยที่ปฏิสืบมาจนถึง ปัจจุบัน เช่น การเคารพบูชาและเลี้ยงดูบิดามารดา นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึงประเพณีทางศาสนา เช่น การทอดกฐินเมื่อออก พรรษา ประเพณีการเล่นรื่นเริงมีการจุดเทียนเล่นไฟ พ่อขุน รามคำาแหงโปรดให้ราษฎรทำาบุญและฟังเทศน์ในวันพระ เช่น "คนเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักอวยทาน.......ฝูงท่วยมี ศรัทธา ในพระพุทธศาสนา ทรงศีล เมื่อพรรษาทุกคน" 13
  • 14.
    กล่าวเฉพาะในแง่ของวรรณคดี และภาษาไทย ศิลาจารึก คือต้นกำาเนิดของตัวอักษรไทยและการวางอักขรวิธีแบบไทยเดิม ดังบทความต่อไปนี้(ธนกร ช่อไม้ทอง. เว็บไซต์.) ท่านผู้รู้นักประวัติศาสตร์หลายท่าน คาดกันว่า เริ่ม จากแบบอักษรคฤนถ์ของอินเดียใต้ ได้ถูกนำามาดัดแปลง เป็นอักษรขอม อักษรขอมนี้นำามาเขียนภาษาบาลี สันสกฤต ได้สะดวก แต่พ่อขุนรามคำาแหงมหาราชทรงเห็นว่าการนำา มาเขียนเป็นภาษาไทยนั้นไม่สะดวก เพราะไม่มีวรรณยุกต์ เป็นเครื่องหมายกำาหนดเสียงสูงตำ่าและมีสระน้อย ไม่เพียง พอจะเขียนภาษาไทยได้ตามต้องการ พระองค์จึงทรงมี พระราชดำาริแก้ไขแบบอักษรเสียใหม่ให้เป็นลักษณะอักษร ไทย (ซึ่งถ้าสังเกตถ้อยคำาในศิลาจารึก จะเห็นคำาว่า "นี้" อยู่ ต่อคำาว่า "ลายสือ" ทุกแห่ง คงจะมีความหมายว่าตัวอักษร แบบนี้ยังไม่เคยมี) พระองค์ทรงแก้รูปตัวอักษรให้เขียนได้ รวดเร็วกว่าอักษรขอม ทั้งสระและพยัญชนะก็จะเขียนอยู่ ในบรรทัดเดียวกัน แม้ว่าพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชจะมิได้เป็นผู้ทรง ประดิษฐ์รูปอักษรขึ้นโดยพระองค์เองก็ตาม (๑) การที่ พระองค์ทรงแก้ไขตัวอักษรเสียใหม่ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น นับเป็นการสำาคัญ เป็นการพัฒนาต่อยอดทางความคิด คือ การนำาภูมิความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่เดิมในขณะนั้นมาพัฒนา ให้เกิดความเหมาะสม ให้มีความสะดวกในการจารึกและ อ่าน อีกทั้งเสียงที่ใช้นั้นก็มีความครบถ้วนตามลักษณะเสียง ที่ใช้ในภาษาไทย สิ่งนี้นับเป็นคุณประโยชน์อย่างมหาศาล เป็นวิวัฒนาการ อันทำาให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทาง ความรู้และวิทยาการในสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้ เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพในเชิงภาษาศาสตร์และความเป็น นักปราชญ์ของพระองค์ ครั้นล่วงรัชกาลพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชแล้ว จะเป็น ระยะเวลานานเท่าใดไม่ปรากฏแน่ชัด มีผู้แก้ไขกลับไปใช้ คุณลักษณะบางอย่างตามแบบหนังสือขอม ซึ่งมีสระอยู่ข้าง 14
  • 15.
    หน้าพยัญชนะบ้าง อยู่ข้างหลังพยัญชนะบ้าง อย่างเช่นใช้ ในแบบหนังสือไทยมาจนทุกวันนี้ ตัวอักษรไทยที่พ่อขุนรามคำาแหงมหาราชทรงคิดค้นขึ้นนี้ ได้มีผู้นำาไปใช้กันแพร่หลายต่อไปในประเทศใกล้เคียงในสมัย นั้นเช่น ในล้านช้าง ล้านนา และประเทศข้างฝ่ายใต้ของ อาณาจักรสุโขทัย คือ กรุงศรีอยุธยา ลักษณะของตัวอักษรไทย สระ ๒๐ ตัว วรรณยุกต์ ๒ รูป ตัวเลข ๖ ตัว พยัญชนะ ๓๙ ตัว 15
  • 16.
    ท่านผู้รู้บางท่านได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประดิษฐ์ ตัวอักษรไทยของพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชอีกนัยหนึ่งว่า จาก การดูที่เหตุผลแวดล้อม พยัญชนะไทยน่าจะมีครบทั้ง๔๔ ตัว ตั้งแต่ในสมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชแล้ว ทางขอมได้ภาษา บาลี-สันสกฤตเป็นครู มีพยัญชนะจำานวน ๓๓ ตัวเท่ากับภาษา บาลี พ่อขุนรามคำาแหงได้แบบอย่างจากขอมและอินเดีย ครั้ง แรกนั้นคงเป็นพยัญชนะ ๓๔ ตัว (ตัดนิคหิต ออก ๑ ตัว แต่ พระองค์ได้นำามาใช้แทนตัว ม อย่างสันสกฤตและขอม) ต่อมา พระองค์อาจจะทรงคิดค้นเพิ่มเติมอีก ๑๐ ตัว ที่เรียกว่า "พยัญชนะเติม" เพื่อให้เสียงพอใช้ในภาษาไทย พยัญชนะเติม ๑๐ ตัวคือ ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ ฮ จะ เห็นว่าพยัญชนะเหล่านี้ได้เพิ่มเข้า มาจากพยัญชนะวรรคมีเสียงที่พ้องกัน เช่น ฃ พ้องเสียงกับ ข ฅ พ้องเสียงกับ ค ในสมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชนั้น ตัว อักษรนี้คงออกเสียงเป็นคนละหน่วยเสียงกัน แต่ ฃ กับ ฅ คงจะ ออกเสียงได้ยากกว่า เราจึงรักษาเอาไว้ไม่ได้ มีอันต้องสูญไป อย่างน่าเสียดาย (๒) เหตุผลคือ ถ้าเป็นหน่วยเสียงเดียวกัน พระองค์จะไม่ทรงคิดเสียงซำ้ากัน เช่นนั้น ฃ กับ ข และ ฅ กับ ค จึงน่าจะเป็นคนละหน่วยเสียงกันเช่นเดียวกับภาษาบาลี สันสกฤต ที่ออกเสียงพยัญชนะวรรคตะ ต่างกับเสียงพยัญชนะ วรรคฏะ แต่เมื่อเรารับเข้ามาใช้ เราออกเสียงอย่างเขาไม่ได้ เราจึงออกเสียงเหมือนกัน เช่นเดียวกับ ตัว ส, ษ, ศ ก็เช่น เดียวกัน เขาออกเสียงต่างกันแต่เราออกเสียงเหมือนกันหมด เสียงใดที่ออกยากย่อมสูญได้ง่าย (๑) หนังสือพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำาแหง มหาราช และรวมเรื่องเมืองสุโขทัย กรมศิลปากร (๒) เลิกใช้เมื่อปีพระพุทธศักราช ๒๔๗๐ ต่อมาเกิด พจนานุกรมฉบับ ปีพระพุทธศักราช ๑๓๙๓ จึงได้ประกาศเลิก ใช้อย่างเป็นทางการ สำาหรับความงดงามในแง่ของวรรณคดีนั้น ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช ได้รับการยอมรับดังต่อไปนี้ 16
  • 17.
    ศิลาจารึกจัดว่าเป็นวรรณคดีที่สำาคัญประเภทหนึ่ง ที่มี ประโยชน์ในด้านการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ตลอดจนวิชาอักษรศาสตร์วัฒนธรรม และอื่นๆ ศิลาจารึกที่มีผู้นำามาเป็นหลักฐานหลักได้ มีทั้งสิ้น ๒๘ หลัก และคงไม่มีผู้ใดปฏิเสธหากจะกล่าวว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช ที่เป็นต้นแบบแห่งอักษร ไทยนั้น จะจัดเข้าเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งทางด้าน วรรณกรรม ดังนี้ ๑) ใช้คำากะทัดรัด สละสลวย เช่น - กูไปตีหนังวังช้าง (ไปคล้องช้าง) - บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน (ไม่เข้ากับคนผิด) ๒) เน้นคำาได้กระชับ เช่น - เจ็บท้องข้องใจ - ได้ข้าเสือกข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี - พ่อขุนรามคำาแหงนั้นหาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ ไทยทั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลาย ให้รู้บุญรู้แท้ แต่คนอันมีเมืองไทยด้วยรู้หลวก ด้วย แกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้ ๓) มีโวหารเปรียบเทียบได้ดี ทำาให้เกิดภาพพจน์และมี จินตนาการ เช่น - เมืองสุโขทัยนี้ดี ในนำ้ามีปลาในนามีเข้า - นำ้าตระพังโพยสีใสกินดีดั่งกินนำ้าโขงเมื่อแล้ง - มีพระอัฎฐารศอันหนึ่งลุกยืน (กล่าวถึง พระพุทธรูปยืน) ๔) มีคำาสัมผัส คล้องจอง - ไพร่ฟ้าหน้าใส - เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย จะเห็นว่าภาษาของพ่อขุนรามคำาแหงมหาราชนั้น อ่านแล้วได้อรรถรสของถ้อยคำา เป็นภาษาไทยแท้ที่ เขียนเป็นความสั้นๆ แต่ได้ใจความที่ลึกซึ้ง กินใจ 17
  • 18.
    ทำาให้เกิดจินตนาการของผู้อ่านได้กว้างไกล เช่นท่อน หนึ่งบนศิลาจารึก กล่าวว่า "...เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำาแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ใน นำ้ามีปลาในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า..." วรรณคดีเรื่องนี้ ได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในสมัยราช อาณาจักรสุโขทัยไว้หลาย ด้านนอกเหนือจากความรู้ทางด้านอักษรศาสตร์และ นิรุกติศาสตร์ ซึ่งพอจะยกมาเป็นตัวอย่างให้เห็นโดยสังเขป ได้แก่ ๑) ให้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ โดยบอกเล่าถึง พระราชประวัติ พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช, เรื่องราวของราชอาณาจักรสุโขทัย ๒) ด้านประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ บอกเล่าถึง อาณาเขตของราชอาณาจักรสุโขทัย ในขณะนั้นว่ามีเขตแดนติดต่อกับประเทศใดบ้าง ๓) ด้านนิติศาสตร์ บอกเล่าถึงเรื่องของกรรมสิทธิ์, การรับมรดก, กฎหมาย ระหว่างประเทศที่ไม่มีการทำาร้ายเชลยศึก และอื่นๆ ซึ่ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้กล่าวไว้ว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง มหาราชนี้ นับได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย ๔) ด้านรัฐศาสตร์ บอกเล่าถึงระบอบการปกครอง ที่ เป็นการปกครองที่เป็นแบบ พ่อปกครองลูก, การตัดสินความต่างๆ ให้ทรงไว้ซึ่งความเป็น จริง เป็นไปอย่างยุติธรรม ๕) ด้านเศรษฐศาสตร์ การพาณิชย์ บอกเล่าถึงการ เก็บภาษี การค้าของประชาชน มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า มีตลาดสำาหรับค้าขาย 18
  • 19.
    ๖) ด้านการเกษตร บอกเล่าถึงการปลูกสวนผลไม้ทำา นา พื้นที่ทำากิน มีความอุดม สมบูรณ์ มีการกักเก็บนำ้าเพื่อไว้ใช้ในหน้าแล้ง ๗) ด้านสังคมศาสตร์ บอกเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ เรียบง่าย ประชาชนมีศีลธรรม การคบค้าสมาคมกันเป็นไปอย่างมีมิตรไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บุตรทำานุบำารุงปรนนิบัติผู้เป็นบิดามารดา ผู้เป็นน้องให้ความ เคารพและดูแลปรนนิบัติต่อผู้เป็นพี่เยี่ยงบิดามารดา ๘) ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี บอกเล่าถึงประเพณี การถือศีลในช่วงเข้าพรรษา ประเพณีกรานกฐินหลังออกพรรษา การเผาเทียนเล่นไฟ ๙) ด้านศาสนา บอกเล่าถึงการให้ทานรักษาศีล สร้าง วัด โบสถ์ วิหาร ศาสนสถา ต่างๆ มีการทำานุบำารุงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง เป็นสิ่งที่แสดง ให้เห็นว่าราชอาณาจักรสุโขทัยนั้น มีพระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำาชาติ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีประเด็นที่ถกเถียงกันถึงความจริง บางประการเกี่ยวกับศิลาจารึก โดยบางส่วนมองว่า ศิลาจารึก เป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์มากกว่าจะเป็นของ โบราณที่ทำาขึ้นในสมัยสุโขทัย ดังนี้ (มติชน. วันที่ ๐๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๓๐๙. หน้า ๑) ศิลาจารึก"เจ๋ง พิสูจน์ได้ทั้งวิทย์-โบราณคดีนัก วิชาการสายกรมศิลป์ยัน เหมาะสมกับรางวัลยูเนสโก ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณ ท้าลั่นพิสูจน์ศิลาจารึก พ่อขุนรามคำาแหง หลักที่ ๑ ของจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ใคร บอกปลอมให้หาหลักฐานประวัติศาสตร์มายืนยัน "ปองพล" เผยเคยมีคนส่งหนังสือคัดค้านถึงยูเนสโก เมื่อวันที่ ๓ กันยายน นายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้สัมภาษณ์ กรณีนักประวัติศาสตร์ระบุหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง 19
  • 20.
    หลักที่ ๑ ไม่ได้ทำาขึ้นสมัยพ่อขุนรามคำาแหงแต่ทำาขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ ๔ ว่า ใครที่คัดค้านเรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้เพราะ ทางองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ (ยูเนสโก) มีมติให้หลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำาแหงเป็นมรดกโลก ก่อนหน้านี้มีคนส่ง หนังสือคัดค้านไปที่ยูเนสโกว่าไม่ใช่ของจริงที่สร้างสมัย พ่อขุนรามคำาแหง ทางกระทรวงชี้แจงยูเนสโกไปแล้ว ส่วน การจัดงานสมโภชศิลาจารึกดังกล่าวนี้ในวาระครบรอบ ๗๒๐ ปี จะจัดในปี ๒๕๔๖ นี้แต่ต้องหารือร่วมกับหน่วยงา นอื่นๆ ด้วย สำาหรับหลักศิลาจารึกดังกล่าวนี้จัดเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร นางสิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กล่าวว่า การที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลกเป็นเรื่องที่น่ายินดี มากกว่า ประชาชนชาวไทยน่าดีใจเอาไว้ก่อน ยิ่งในช่วงที่ จะประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย แปซิฟิก(เอเปค)ในเดือนตุลาคมน่าจะเป็นสิ่งดีมากๆ ส่วน กรณีที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนบอกว่าไม่ใช่ของจริงเป็น ของปลอมเป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์กันภายหลังได้ นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา โบราณ กรมศิลปากร กล่าวว่า หลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของ พ่อขุนรามคำาแหงเป็นของจริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะจาก การศึกษาตัวอักษรหลักศิลาจารึกพบว่าเป็นตัวอักษรที่ พ่อขุนรามคำาแหงคิดค้นขึ้น เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ที่ใช้ขึ้น จะเห็นว่าพยัญชนะที่เขียนจะไม่มีขอบบนล่างเหมือนอักษร ขอม สระพยัญชนะอยู่ในบรรทัดเดียวกัน การเขียนอักษร พ่อขุนรามคำาแหงไม่ต้องยกเครื่องมือเขียน สามารถเขียน ติดต่อกันได้เลยในแต่ละพยัญชนะเป็นเอกลักษณ์มาจนถึง ทุกวันนี้ แต่ถ้าเป็นอักษรของขอมหรือของภาษาอังกฤษ เวลาเขียนพยัญชนะส่วนใหญ่ต้องยกเครื่องมือเขียน เช่น ตัว T ต้องขีดเส้นตรงบนและถึงจะขีดเส้นตรงล่าง การ เขียนต้องยกปากกาเวลาเขียน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง ความเป็นอิสระทางภาษา นอกจากนี้ในหลักศิลาจารึกดัง 20
  • 21.
    กล่าวจะเขียนเป็นรูปสละลอยอย่างคำาในศิลาจารึกขุนศรี อินทราทิตย์ ในศิลาจารึกรุ่นหลังๆ จะใช้รูปสระลอย "นักประวัติศาสตร์และคนที่ออกมาบอกว่าหลักศิลา จารึกนี้เป็นของปลอมอยากทราบว่าบุคคลเหล่านี้เคยอ่าน หลักศิลาจารึกและมีความรู้เรื่องนี้หรือเปล่า หากออกมาระ บุว่าทำาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ควรจะมีหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ออกมายืนยัน ไม่อยากให้ออกมาพูดลอยๆ แบบนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณกล่าว คุณหญิงแม้นมาศ ชวลิต ประธานที่ปรึกษาคณะ กรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยแผนงานความทรงจำาของโลก กล่าวว่า เหตุผลที่มีการเสนอหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของ พ่อขุนรามคำาแหงเป็นมรดกโลก จะเห็นว่าในหลักศิลา จารึก ๔ ด้านจะมีเนื้อหาที่บ่งบอกถึงหลักการปกครองบ้าน เมืองของพ่อขุนรามคำาแหงตรงกับหลักสิทธิมนุษยชนที่เปิด โอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง เช่น การให้ราษฎรมาสั่นระฆังเวลามีเรื่องเดือดร้อน การจัด ระเบียบบ้านเมืองใครใคร่ค้าช้างค้า ใคร่ค้าม้าค้า ราษฎร จะเดินทางไปค้าที่ไหนก็ได้แสดงถึงความเป็นอิสระ การส่ง เสริมให้ราษฎรอยู่ในศีลธรรม มีการเชิญพระเถระมาเทศน์ ให้ราษฎรฟัง สิ่งเหล่านี้ทางยูเนสโกก็เห็นความสำาคัญ "ส่วนเรื่องที่มีคนค้านว่าไม่ใช่หลักศิลาจารึกจริงนั้น ทางยูเนสโกไม่ได้สนใจประเด็นเหล่านี้เท่าไร แต่ทางคณะ กรรมการก็ได้ทำาหนังสือชี้แจงเรื่องเหล่านี้ไปด้วย ว่ามีการ ศึกษาและพิสูจน์แล้วว่าเป็นของจริงที่สร้างสมัยพ่อขุน รามคำาแหง นอกจากนี้ยังพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยสำานัก โบราณคดี กรมศิลปากร จากหินหลักศิลาจารึกก็มีอายุอยู่ ในสมัยพ่อขุนรามคำาแหง มีการพิสูจน์รอยขีดของตัวอักษร ในหลักศิลาจารึกด้วย เรื่องเหล่านี้ปกติตามหลักการก็ต้องมี การพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ส่วนที่บาง ท่านบอกว่าคำาบางคำาไม่ควรจะมีในสมัยนั้นก็มีการถกเถียง กันและได้มีการศึกษาพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน อย่างคำาว่า "ช่าง" ก็มีการจารึกไว้หลักศิลาจารึกหลักที่ 21
  • 22.
    ๑๐๖ หลักที่ ๑๐๒เป็นคำาว่าช่างเกวียน หลักที่ ๕๔ เป็นช่าง ลุ" คุณหญิงแม้นมาศกล่าว คุณหญิงแม้นมาศกล่าวว่า การจะเสนอให้หลักศิลา จารึกหลักที่ ๑ เป็นมรดกเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทำากันอย่าง รอบคอบให้มากที่สุด เพราะการที่จะเอาชื่อเสียงของพ่อขุน รามคำาแหงไปเสนอนั้นจะต้องทำาให้ทุกคนมีความเชื่อถือ เลื่อมใสเคารพนับถือในพระองค์ หากไม่มีพระองค์เราก็ อาจจะไม่มีภาษาที่เป็นภาษาไทยจนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม จะการแปลหลักศิลาจารึกเพื่อเผยแพร่เป็นภาษาจีน เยอรมนี จากเดิมที่ได้พิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษและ ภาษาฝรั่งเศสแล้ว อีกทั้งจะมีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ด้วย นายวิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรมศาสตร์ และวัฒนธรรม กล่าวว่า เชื่อในศิลาจารึกมาตั้งแต่อดีตโดย ไม่มีคำาว่าของจริงหรือปลอม จนกระทั่งมีงานวิจัยของนาย พิริยะ ไกรฤกษ์ อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำาวิจัยในช่วงที่เป็นอาจารย์ อยู่มหาวิทยาลัยศิลปากร(มศก.) โดยวิจัยในมุมมอง ประวัติศาสตร์ศิลป์ และโบราณคดี ก็รับฟังได้ แต่ไม่ได้ หมายความว่าศิลาจารึกหลัก ๑ เป็นของปลอม เพราะ เป็นการนำาเสนอโดยใช้ด้านมนุษยวิทยาเข้าไปแยกแยะ ฉะนั้น จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าศิลาจารึกหลัก ๑ เป็นของ ปลอม และส่วนใหญ่ยังเชื่อกันว่าเป็นของจริงมากกว่า "ประวัติศาสตรศิลป์ไม่มีข้อมูลชัดเจนตายตัว ฉะนั้น โดยความเชื่อส่วนตัวต้องถือว่าเป็นของจริง และการที่ยู เนสโกยกย่องให้เป็นมรดกความทรงจำาของโลกเราก็น่าจะ ยินดี เพราะจะเป็นพลังกระตุ้นถึงความเป็นคนไทยขึ้นมาใน กระแสโลกปัจจุบัน ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ดี" นายวิรุณกล่าว นายพุฒิ วีระประเสริฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัย ศิลปากร กล่าวว่า เวลานี้ความเชื่อในเรื่องแบ่งออกเป็น ๒ ทฤษฎี ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการคิด พูด การกลายของภาษา และ ตัวอักษร เป็นเรื่องของการตีความทั้งสิ้น บางคนเชื่อว่าศิลา จารึกที่เก่าที่สุดคือหลัก ๒ และเป็นของจริง แต่บางคนบอก 22
  • 23.
    ว่าทำาขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๔ เพราะต้องสร้างความรู้สึกรักชาติ อย่างไรก็ตามคงต้องดูดีๆ เพราะมีศิลาจารึกอีกหลายหลัก ที่เขียนอักษรเช่นเดียวกับหลัก ๑ แต่ทำาไมต้องตีความว่า ศิลาจารึกหลัก ๑ เป็นของปลอม และถ้าทำาปลอมจริง คนทำา ต้องเป็นยอดอัจฉริยะถึงทำาอันอื่นได้เหมือน นายพุฒิกล่าวอีกว่า การที่ยูเนสโกยกย่องให้ศิลา จารึกหลัก ๑ เป็นมรดกความทรงจำาของโลกนั้น ไม่เห็นว่า เสียหายตรงไหน เพราะไม่ได้ทำาให้ประเทศเสียหาย จึงไม่ จำาเป็นจะต้องปฏิเสธ นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ รองปลัด ศธ. ในฐานะ เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยยูเนสโก หนึ่งใน ๓ คน ที่ร่วมเดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมการที่ปรึกษา นานาชาติ ของยูเนสโก กล่าวว่า ในการชี้แจงต่อยูเนสโก นอกจากตน คุณหญิงแม้นมาศแล้ว ยังมีนักวิชาการที่ได้รับ การยอมรับคือนายอดุล วิเชียรเจริญ กรรมการแห่งชาติว่า ด้วยยูเนสโก ร่วมไปชี้แจงด้วย ได้นำาหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ทั้งเอกสารทางวิชาการ หนังสือ จาก หอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุ ตลอดจนหนังสือที่ ชาวต่างชาติเขียนไว้ไปยืนยัน อาทิ Thailand a short history เขียนโดย David K. Wyatt หรือแม้แต่ข้อทักท้วง ของนักวิชาการบางกลุ่มเกี่ยวกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ นำาไป เสนอด้วย แต่คณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของยูเนส โกยังยอมรับ และลงมติสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ให้จด ทะเบียนศิลาจารึกหลักที่ ๑ ในโครงการมรดกความทรงจำา ของโลก "ไม่คิดว่าคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของยูเนส โกให้จดทะเบียนเพราะเวทนา อย่างที่นายสุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการและผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือศิลปวัฒนธรรม ระบุ เพราะคณะกรรมการดังกล่าวมีมาตรฐานและประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญ เหมือนเป็นการดูถูกสติปัญญาของคณะ กรรมการ และเป็นการก้าวล่วงเกินขอบเขตของนัก วิชาการ ซึ่งถ้าคนวิจารณ์เข้าไปนั่งฟังอยู่ในที่ประชุมด้วย 23
  • 24.
    แล้วเห็นว่าลงมติให้ด้วยความเวทนาจริง จึงจะพูดอย่างนั้น ได้" นางสาวิตรีกล่าว นางอมราศรีสุชาติ ผู้อำานวยการพิพิธสถานแห่งชาติ รามคำาแหงสุโขทัย กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่ ยูเนสโกเห็นความสำาคัญของศิลาจารึก แต่เมื่อยกย่องหลัก ที่ ๑ แล้ว น่าจะยกย่องหลักอื่นเสมอเหมือนกัน เนื่องจาก ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยมีมากกว่า ๑๐ หลัก แต่ละหลักกล่าว ถึงอารยธรรม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาสุโขทัยไว้มากมาย ส่วนความเห็นของประวัติศาสตร์บางสายที่บอกว่าไม่ใช่ จารึกสมัยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช เพราะสร้างขึ้นใหม่ นั้น เห็นว่าด้านที่ ๑ บ่งบอกไว้ชัดเจนแล้วว่า "พ่อกูชื่อศรี อินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง กูมีพี่น้อง ท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ญิงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจาก เผือเตียมแต่ยังเล็ก" หมายถึงพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช คิดและทรงเล่าเรื่องให้ช่างสลักลงบนหลักศิลา จึงถือได้ว่า ศาลาจารึกหลักที่ ๑ เกิดขึ้นโดยพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช อย่างแท้จริง "ทางจังหวัด โดยพิพิธภัณฑ์จะจัดสัมมนาทาง โบราณคดีอดีตปัจจุบันอนาคตขึ้นในวันที่ ๕-๖ กันยายนนี้ ที่โรงแรมไพลินสุโขทัย มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้าน ประวัติศาสตร์และโบราณคดีร่วมจำานวนมาก" นางอมรา กล่าว นายอมรทัติ นิรัตศยกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ชาวสุโขทัยต่างดีใจและจะประชุมเพื่อจัดงาน เฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่พร้อมกับงานสมโภชวันอานุภาพ พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช ทางจังหวัดจัดมา ๗ ปีแล้ว ครั้ง นี้นี้จะเฉลิมฉลองหลักศิลาจารึกไปพร้อมกันด้วยในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๗ จารึกพ่อขุนรามคำาแหง "ไม่ปลอม" : จากมุมมอง ของนักวิทยาศาสตร์ คุณจิราภรณ์ อรัณยะนาค ได้เขียนบทความและให้ ทัศนะเกี่ยวกับจารึกพ่อขุน 24
  • 25.
    รามคำาแหงมหาราชนี้ ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับ เดือนกันยายนปี ๒๕๓๓ ซึ่ง ขณะนั้นมีนักวิชาการหลายท่านตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัย หลายประการ เช่น ศิลาจารึกหลักที่ ๑ อาจไม่ได้จารึกขึ้นในสมัยพ่อขุน รามคำาแหง เนื่องจากความ ผิดปกติในด้านอักขรวิธีและเนื้อหาของศิลาจารึกหลักนั้น ศิลาจารึกหลักนี้คงจารึกขึ้นใน สมัยรัตนโกสินทร์ หรือในสมัยรัชกาลที่ ๔ คุณจิราภรณ์ เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำาเนินการ ศึกษาวิจัยโดยนำาเครื่องมือทาง วิทยาศาสตร์เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งอาจจะให้ข้อมูลบางอย่าง ที่มีประโยชน์ในอีกแง่มุมหนึ่ง หลังจากที่ได้พิจารณาศิลาจารึกหลักที่ ๑ และศิลาจารึก หลักอื่นๆ อยู่หลายครั้ง พร้อมกับ ศึกษาประวัติการค้นพบและการเก็บรักษา คุณจิราภรณ์ได้ พบลู่ทางในการศึกษาวิจัยในครั้ง นี้ โดยตั้งสมมุติฐานว่า ประการที่ ๑ ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำาขึ้นในสมัย สุโขทัย คงจะต้องอยู่กลางแจ้ง กลางแดด กลางฝน เป็น เวลานาน หลายร้อยปี ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษา ในกรุงเทพฯ ในปี ๒๓๗๖ และการที่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบศิลาจารึกหลักนี้โดยง่าย ภายในระยะเวลาอันสั้น แสดงว่า ขณะถูกพบศิลาจารึก หลักนี้ไม่ได้อยู่ใต้ดินหรืออาจจะไม่เคยอยู่ ใต้ดินเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น ผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ น่าจะมีริ้วรอยที่เกิด จากการสึกกร่อนเนื่องจากการกระทำาของสภาวะแวดล้อม และมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกับ ศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำาขึ้นในสมัยสุโขทัย โดยมีข้อแม้ว่า จะเปรียบเทียบกับหินชนิดเดียวกันและมีองค์ประกอบทาง เคมีใกล้เคียงกัน ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึง กัน 25
  • 26.
    ประการที่ ๒ ถ้าศิลาจารึกหลักที่๑ ถูกทำาขึ้นในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น จาก การศึกษาประวัติการเก็บรักษา พบว่าได้เก็บรักษาไว้ในที่ ร่มมาโดยตลอด ฉะนั้นร่องรอย การสึกกร่อนและองค์ประกอบทางเคมีบนผิวของศิลาจารึก หลักนี้ ย่อมจะแตกต่างจาก ศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำาขึ้นจากสมัยสุโขทัย ซึ่งถูกทอดทิ้ง อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหลาย ร้อยปีอย่างแน่นอน การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาเปรียบเทียบ จากริ้วรอยที่เกิดจากการสึก กร่อนและองค์ประกอบทางเคมีบนผิดของศิลาจารึกหลักที่ ๑ กับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำา จากหินชนิดเดียวกัน โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่า หินที่อยู่กลาง แจ้งเป็นเวลานานหลายร้อยปี ย่อมสึกกร่อนมากกว่าหินที่อยู่ในที่ร่ม หรืออยู่กลางแจ้ง เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้าจะให้พิสูจน์ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำาขึ้นหลัง จากศิลาจารึกหลักอื่นๆ ของสุโขทัยเป็นเวลานานเท่าใด คงจะพิสูจน์ไม่ได้ เพราะขณะนี้ยังไม่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ชนิดใดที่สามารถช่วยให้ค้นหาคำาตอบนี้ได้ เพราะการ กำาหนดอายุของหินด้วยวิธีทางธรณีวิทยา จะให้คำาตอบว่า หินนั้นๆ เกิดขึ้นบนเปลือกโลกนี้กี่ร้อยล้านปีมาแล้ว แต่จะ บอกไม่ได้ว่าหินนั้นๆ ถูกสกัดมาใช้งานเมื่อใด จากการสำารวจและวิเคราะห์ ชนิดของหินที่ใช้ทำาศิลา จารึก โบราณวัตถุและโบราณสถาน ในสมัยสุโขทัยและ สมัยรัตนโกสินทร์ พบว่า หินที่ใช้ในสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ เป็นหินฟิลไลท์ ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกว่า "หินชนวน" ความจริงแล้วหินฟิลไลท์ เป็นหินแปรชนิดหนึ่งซึ่งแปร สภาพต่อจากหินชนวน ภายใต้ความกดดันและอุณหภูมิสูง กลายเป็นหินฟิลไลท์ ซึ่งมีเนื้อละเอียด ลื่นมือ และแข็งกว่า หินชนวน 26
  • 27.
    ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ทำาจากหินฟิลไลท์ มี เพียงส่วนน้อยที่ทำาจากหินทราย หินทรายแป้งและ หินดินดาน ส่วนประกอบของโบราณสถานสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ ก็ทำาจากหินฟิลไลท์ เช่น หินปูพื้น ฐานพระฐานศิวลึงค์ เพดานหิน แผ่นศิลา ปิดปากกรุ รอยพระพุทธบาท พระพุทธรูป เทวรูป แท่นหิน ๆลๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดเซ ตุพน สร้างจากหินฟิลไลท์แทบทั้งหมด ศิลาจารึกและโบราณวัตถุโบราณสถานสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่ทำาจากหินชนวน หินอ่อน หินปูน หินแกรนิต หินดินดาน หินทราย และหินภูเขาไฟ จากจีน ซึ่งมักเรียกว่า "หินอับเฉา" พบมากที่สุด ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำาด้วยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับ ศิลาจารึกหลักที่ ๔๕ (พบที่วัดมหาธาตุตำาบลเมืองเก่า อำาเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙) ศิลาจารึก หลักที่ ๓ หรือเรียกว่า จารึกนครชุม (พบที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดกำาแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๗) ศิลาจารึกภาษา มคธและภาษาไทย ตัวอักษรสมัย พ.ศ.๑๙๑๐ กล่าวถึงชีผ้า ขาวเพสสันดร (ได้จากวัดข้าวสาร ตำาบลเมืองเก่า อำาเภอ เมือง จังหวัดสุโขทัย) และ พระแท่นมนังศิลาบาตร แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่พบศิลาจารึกหรือโบราณ วัตถุสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ทำาด้วยหินทรายแป้งชนิด เดียวกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งเป็น Calcareous silt-stone หมายถึงทรายแป้งที่มีแร่แคลไซต์ (Calcite) หรือแคลเซียม คาร์บอเนตเป็นเนื้อประสาน ส่วนแร่หลักคือ ควอร์ตซ์ (Quartz) และเฟลด์สปาร์ (Feldspar) คุณจิราภรณ์ ได้พยายามสำารวจสืบเสาะหาศิลาจารึก หรือโบราณวัตถุสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ทำาจากหินชนิดนี้ จากพิพิธภัณฑ์ วัง และวัดหลายๆ แห่งทั้งใน กรุงเทพๆ และต่างจังหวัด แต่ยังไม่พบสิ่งที่ต้องการที่พบ แล้วไม่ทราบอายุ และที่มาก็มี คือ 27
  • 28.
    แท่นหินแกะสลักในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อ วิเคราะห์แล้วพบว่า มีองค์ประกอบใกล้เคียงกับศิลาจารึก หลักที่๑ แต่ไม่ทราบว่าทำาขึ้นในสมัยใด และนำามาจากที่ ใด จึงไม่สามารถนำามาเปรียบเทียบได้ การที่หินทรายแป้งชนิดนี้ ไม่มีหรือไม่ค่อยมีใช้ใน สมัยรัตนโกสินทร์ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะหายาก หรือไม่ เป็นที่นิยม จากการศึกษาธรณีวิทยาและสำารวจแหล่งดินบริเวณ จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดใกล้เคียง พบว่าหินที่ใช้ในการ ทำาศิลาจารึก โบราณวัตถุและโบราณสถานสมัยสุโขทัย ล้วนแล้วแต่นำามาจากหินในบริเวณจังหวัดสุโขทัยและ จังหวัดใกล้เคียงทั้งสิ้น ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์แบบโพลาไรซ์ ของแผ่น หินบางของศิลาจารึกหลักที่ ๑ แสดงให้เห็นว่าส่วนผิวของ ศิลาจารึกมีปริมาณแคลไซด์ลดลง (ส่วนที่เห็นพื้นเป็นสี จาง) การที่หินทรายแป้งมีใช้น้อยเมื่อเทียบกับหินฟิลไลท์ เข้าใจว่าคงหายาก เพราะหินทรายแป้งมักไม่เกิดเป็นชั้น หนา พอที่จะสกัดให้เป็นแท่นใหญ่ขนาดศิลาจารึก ส่วน มากมักผ่านการบีบอัดมาพอสมควร จึงมัดแตกหักหรือมี รอยต่อ และมักแทรกสลับด้วยหินดินดาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน ธรณีวิทยาให้ความเห็นว่า หินทรายแป้งที่มีองค์ประกอบ ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีพบบ้างในภาคเหนือ โดย เฉพาะอย่างในบริเวณจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดใกล้เคียง การตรวจสอบผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ เริ่มจากการ ตรวจสอบโดยใช้แว่นขยาย รังสีอุลตราไวโอเล็ต และรังสี อินฟราเรด เพื่อศึกษาร่องรอยการสึกกร่อน พบว่ามีริ้วรอย สึกกร่อน และขูดขีดมากมาย บางส่วนสึกกร่อนจนตัวอักษร ลบเลือน หายไป ผิวหินบริเวณก็เห็นชัดว่าสึกลงไปเป็นแอ่ง บางส่วนมีรอยขูดขีดลึกๆ คล้ายถูกฟันด้วยของมีคม และมี ร้อยร้าวหลายแห่ง เมื่อสกัดตัวอย่างขนาดเล็กๆ (ประมาณหัวไม้ขีด) จาก ผิวของศิลาจารึก ตรงจุดกับที่ใกล้กับตัวอักษร มาตรวจ 28
  • 29.
    สอบดูด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ซึ่งช่วยให้เห็นราย ละเอียดบนผิวได้ชัดเจนกว่ากล้องจุลทรรศน์ แบบธรรมดา หลายพันเท่า ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ถ่ายที่กำาลัง ขยาย ๓๕๐๐ แสดงให้เห็นว่า ผิวหน้าของศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีร่องรอยการสึกกร่อนเป็น รอยลึก มีช่องว่างหรือหลุมบ่อที่ เกิดจากแร่บางชนิด ที่ไม่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมละลาย ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลไซต์ และเฟลด์สปาร์ จะ ละลายและสูญหายไปทำาให้เนื้อหินมีลักษณะพรุน เม็ดแร่ บางส่วนหลุดออกเป็นเม็ดๆ เนื่องจากขาดเนื้อประสาน ลักษณะเช่นนี้ คล้ายกับลักษณะที่ปรากฏบนผิวของศิลา จารึกหลักที่ ๓ และหลักที่ ๔๕ ส่วนพระแท่นมนังศิลาบาตรไม่ได้นำามาเปรียบเทียบ เนื่องจากสำานักพระราชวังไม่อนุญาตให้กระเทาะผิวหน้า ของพระแท่น เมื่อเปรียบเทียบ กับส่วนที่อยู่ลึกลงไปในเนื้อหิน ห่าง จากผิวหน้าประมาณ ๓-๕ มม. จะเห็นผลึกต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของหินยังอยู่ครบ เม็ดแร่ถูกยึดแน่นด้วย แคลไซต์ต่อจากนั้นได้ทำาการวิเคราะห์ ปริมาณแร่ธาตุบน ตัวอย่าง ทั้งส่วนที่อยู่ที่ผิวและ ส่วนที่อยู่ด้านใน ด้วยเครื่องมือ Energy Dispersive X- ray Fluorescence Spectrometer ซึ่งเป็นเครื่องมือที่อาศัยหลักว่า เมื่อยิง ลำาแสงอิเล็กตรอนจากกล้อง จุลทรรศน์อิเล็กตรอนไปยังผิวของตัวอย่าง ลำาแสงของ อิเล็กตรอนจะทำาให้เกิดรังสีเอกซ์ (X-ray) ที่มีพลังงานต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของธาตุที่เป็นองค์ ประกอบเมื่อวัดพลังงานของ รังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้น จะสามารถคำานวณหาปริมาณแร่ธาตุที่ เป็นองค์ประกอบบนจุดเล็กๆ แต่ ละจุดบนตัวอย่างได้ 29
  • 30.
    เมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์หลายๆ จุด บน ตัวอย่างแต่ละตัวอย่างแล้วหาค่าเฉลี่ยพบว่าความแตกต่าง ขององค์ประกอบที่ผิวกับส่วนที่อยู่ข้างใน ของศิลาจารึก หลักที่ ๑ หลักที่ ๓ หลักที่ ๔๕ และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาว เพสสันดร มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน เช่น มีปริมาณ แคลเซี่ยม และแคลเซี่ยมออกไซด์ (ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำาคัญของแร่ แคลไซต์) ลดลงร้อยละ ๓-๑๐ ปริมาณอลูมิเนียม และอลูมิ เนียมออกไซด์ (ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำาคัญของแร่ เฟลด์สปาร์ และแร่คลอไรต์) ลดลงร้อยละ ๒-๑๐ เป็นต้น การที่แร่ธาตุบางอย่างบนผิวของศิลาจารึก มีปริมาณ แตกต่างจากเนื้อหินด้านใน ก็เพราะกระบวนการสึกกร่อน ผุพังของหินเนื่องจากการกระทำาของสิ่งแวดล้อมนั่นเอง แร่เฟลด์สปาร์ ไม่ทนทานต่อการสึกกร่อนผุสลาย จึงมัก ละลายหรือสลายไปเป็นดิน แร่แคลไซต์ ละลายได้ดีในนำ้า ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เช่น นำ้าฝน นำ้าใต้ดิน ฯลฯ ผิวของ ศิลาจารึกจึงมีแร่เหล่านี้ลดลง ส่วนแร่ควอร์ตซ์ ทนทานต่อ การกระทำาของสภาวะแวดล้อมได้ดี ปริมาณจึงไม่ลดลง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิด ขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัย เวลา ไม่สามารถเร่งให้เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ หรือทำา เทียมเลียนแบบได้ ขั้นต่อไป ได้นำาตัวอย่างจากผิวของศิลา จารึกหลักที่ ๑ และหลักที่ ๔๕ (ชิ้นเดียวกันกับตัวอย่าง ที่ นำาไปตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน และ วิเคราะห์ด้วย Energy Dispersive X-ray Fluorescence Spectrometer) มาตัดและฝนจนเป็นแผ่นหินบาง หนา ประมาณ ๐.๐๓ ม.ม. แล้วตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ แบบโพลไรซ ู์พบว่า ปริมาณของแคลไซต์ที่ผิวตำ่ากว่า ด้านที่อยู่ข้างในอย่างเห็นได้ชัด จนเห็นเป็นชั้นที่มีองค์ ประกอบแตกต่างกัน ความหนาของชั้นที่มีปริมาณแคลไซต์ ลดลงเฉลี่ย ประมาณ ๐.๒๕ ม.ม. เพื่อให้หมดข้อสงสัย คุณจิราภรณ์ได้สกัดส่วนหนึ่ง ของตัวอักษร (ส่วนหาง ล บนด้านที่ ๓ ของศิลาจารึกหลัก ที่ ๑ ) ซึ่งเป็นตัวที่ชำารุดมาแต่เดิม แล้วนำามาตัดและขัดจน 30
  • 31.
    เป็นแผ่นบาง แล้วตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบโพลา ไรซ์ เพื่อดูว่าผิวหินตรงร่องที่เกิดจากการจารึกตัวอักษรนั้น มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในลักษณะเดียวกันกับผิว ส่วนอื่นๆที่ไม่มีตัวอักษรหรือไม่ ผลปรากฏว่า ผิวของหินตรงร่องที่เกิดจากการจารึก ตัวอักษรมีปริมาณแคลไซต์ลดลงมากใกล้เคียงกับผิวอื่นๆ ของศิลาจารึกหลักที่ ๑ จนสามารถมองเห็นเป็นชั้นที่มี ความแตกต่าง ได้ชัดเจนแสดงว่าการจารึกตัวอักษรน่าจะ กระทำาในช่วงเวลาเดียวกัน หรือใกล้เคียงกับการสกัดก้อน หินออกมาเป็นแท่งแล้วขัดผิวให้เรียบ มิใช่เป็นการนำาแท่ง หินที่ขัดผิวไว้เรียบร้อยในสมัยสุโขทัย แล้วนำามาจารึกขึ้น ใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ "ความเป็นจริง" ที่ค้นพบดังกล่าวข้างต้น แสดงว่า ศิลา จารึกหลักที่ ๑ ได้ผ่านกระบวนการสึกกร่อนผุสลายมาเป็น เวลานานหลายร้อยปี ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักที่ ๓ หลัก ที่ ๔๕ และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร ดูจะเป็นไปไม่ได้ที่ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกทำาขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะเป็นการยืนยันว่าศิลา จารึกหลักที่ ๑ ทำาขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำาแหง อาจจะเป็น ช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งในสมัยพ่อขุนรามคำาแหง อาจจะ เป็นช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งในสมัยสุโขทัยก็ได้... คุณจิราภรณ์ทิ้งท้ายบทความไว้ว่า คงต้องเป็นหน้าที่ ของนักประวัติศาสตร์และนักภาษาโบราณ ที่ต้องวิเคราะห์ ถกเถียงกันต่อไป ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหง หลักที่ ๑ ไม่มีปัญญา ชนผู้ใดปลอมได้ ท่านศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก ได้เขียนบทความ ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๔๓ แสดงความไม่เห็นด้วยกับ คุณไมเคิล ไรท์ ที่เสนอว่าจารึก พ่อขุนรามคำาแหงได้สร้างขึ้นเมื่อยุคต้นรัตนโกสินทร์ ราว รัชกาลที่ ๓-๔ คุณธวัช ได้กล่าวว่า เป็นเพราะความไขว้ 31
  • 32.
    เขวของนักวิชาการหัวก้าวหน้า ที่ใช้หลักฐานไขว้เขวและ สับสน เพราะจารึกพ่อขุนรามคำาแหงนั้นไม่มีปัญญาชนผู้ ใดปลอมแปลงได้... เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหายในความ หมายของบทความ ดังนั้นจะขอยกเนื้อความที่ปรากฏใน บทความมาพิมพ์ไว้ทั้งหมด โดยไม่แก้ไขแต่ประการใด จากบทความเรื่อง "ศิลาจารึกหลักที่ ๑ กับปัญญาชน รุ่นรัชกาลที่ ๓-๔ พิมพ์เขียวสำาหรับอนาคตที่นำามาใช้งาน ไม่ได้" ของคุณไมเคิล ไรท์ ในหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๑ ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ ใจความโดยสรุปก็คือ คุณไมเคิล ไรท์ ต้องการเสนอ ความเห็นว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) กับผู้รู้และ สานุศิษย์ของพระองค์ โดยนำาเหตุการณ์การขยายอำานาจ ของจักรวรรดินิยมอังกฤษเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยใน สมัยรัชกาลที่ ๓ มาอธิบายว่าปัญญาชนและชนชั้นปกครอง ของไทยเริ่มกังวลถึงความมั่นคงของชาติ จึงได้สร้างรัฐใน อุดมคติของไทยเรียกว่า "สุโขทัย" และบันทึกในศิลาจารึก หลักที่ ๑ พูดง่ายๆ ว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำาแหงสร้างขึ้น สมัยรัชกาลที่ ๓ นี่เอง เรื่องศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างปลอมขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้นมีผู้เสนอมาเมื่อ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว ในครั้งนั้นได้มีการ จัดเวทีสัมมนาถกเถียงกันหลายครั้งหลายคราระหว่างนัก วิชาการที่เห็นด้วยและคัดค้าน เรื่องราวก็น่าจะจบลงไป แล้ว (แต่ยังไม่มีผู้ใดสรุปได้ชัดเจน) ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผล แต่ไม่มีหลักฐานด้านศิลาจารึก โดยเฉพาะรูปอักษรสมัย สุโขทัย (อักษรพ่อขุนรามฯ อักษรสมัยพระเจ้าลิไท อักษร ภาคเหนืออักษรอีสานล้านช้าง อักษรมอญโบราณ และ อักษรขอมโบราณ ที่เป็นอักษรต้นแบบของอักษรพ่อขุน รามฯ) เรื่องตัวอักษรนี้ผมจะกล่าวชี้แจงตอนท้าย ตอนนี้ผมจะกล่าวถึงการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิ นิยมอังกฤษ ที่ คุณไมเคิล ไรท์ นำามาอธิบายเป็นเหตุผลว่า ปัญญาชนและชนชั้นผู้ปกครองไทยต้องการจะแสดงหลัก ฐานให้นานาชาติรู้ถึงความมีอารยธรรมของไทยมาช้านาน 32
  • 33.
    อย่างน้อยสมัยสุโขทัย โดยสร้างศิลาจารึกหลักที่ ๑ไว้ และ นำามาแสดงให้ฝรั่งรู้และเข้าใจว่าชนชาติไทยนั้น มี อารยธรรมอย่างทันสมัยมาเนิ่นนานเพื่อฝรั่งจะได้เกรงใจ ยับยั้งชั่งใจบ้าง ไม่ผลีผลามส่งกองทัพเข้ายึดเมืองไทย เหมือน ประเทศพม่าและ มาเลเชีย เหตุผลข้างต้นนั้นเป็นความเห็นของคุณไมเคิล ไรท์ โดยใช้แนวความคิดของคนในปัจจุบันไปส่องหาอดีต ซึ่ง นักวิชาการเราทำาผิดพลาดกันมามากแล้ว ทำาไมไม่อธิบาย อดีตโดยวิธีคิดแบบโบราณว่าคนสมัยนั้นเขามีความคิดกัน อย่างไร เขาเข้าใจเหตุการณ์ของเขาอย่างไร สังคมของ เขาเป็นอย่างไร โดยใช้ข้อเขียนของคนสมัยนั้นเป็นหลัก ฐานในการอธิบาย ไม่ถูกต้องกว่าหรือ คุณไมเคิล ไรท์ ก็ทราบดีว่ากำาลังกองทัพเรืออังกฤษ สมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียนั้นเกรียงไกรเพียงใด เพียงแต่ ปัญญาชนไทยเสนอว่าชนชาติไทยมีอารยธรรมทันสมัย (ดังเนื้อความศิลาจารึกหลักที่ ๑) เพียงเท่านี้จะชะลอการ ปฏิบัติการของกองทัพเรือได้อย่างไร ไม่มีเหตุผลพอเพียง ดังตัวอย่าง อังกฤษรู้จักชาวอียิปต์ว่ามีอารยธรรมรุ่งเรืองมา แต่โบราณเป็นอย่างดี ไม่เห็นว่ากองทัพเรืออังกฤษจะ ยกเว้น ยังปฏิบัติการช่วงชิงอียิปต์มาจากฝรั่งเศส ดังที่ ทราบกันทั่วไป ฉะนั้นการที่ประเทศไทยพ้นปากเหยี่ยวปากกามาได้ ในสมัยนั้น น่าจะด้วยเหตุผลอื่นๆ และที่แน่นอน ก็ไม่ใช่ เพราะปัญญาชนไทยสร้างศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดังที่คุณ ไมเคิล ไรท์ พยายามอธิบายโดยนำามาผูกพันกับศิลาจารึก หลักที่ ๑ ซึ่งไม่มีเหตุผลที่มีนำ้าหนักพอจะรับฟังได้ ... กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 1. กำาหนดประเด็นและอภิปรายเกี่ยวกับศิลาจารึกหลักที่ 1 (พ่อขุนรามคำาแหง) 33
  • 34.
    2. ศึกษาค้นคว้าเอกสาร งานวิจัยหรือหลักฐานในจารึก อื่นๆ เพื่อยืนยันถึงช่วงระยะเวลาในการสร้างหลักศิลา จารึก 3. เขียนรายงานถึงความสำาคัญของศิลาจารึกในแง่มุม ต่างๆ โดยอาศัยทฤษฎีวรรณคดีหรือสหวิทยาการเป็น หลักในการวิจารณ์ ไตรภูมิพระร่วง ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกส มัยกรุงสุโขทัยนับเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย เป็นพระราช นิพนธ์ใน สมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช หรือ พระมหาธรรมราชาลิไทย เป็นวรรณคดีไทยที่มีอิทธิพลต่อสังคม ไทย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน เพราะได้รวบรวมเอาคติความเชื่อทุกแง่ทุกมุมของทุกชนชั้น หลายเผ่าพันธุ์มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านผู้ฟังยำาเกรงใน การกระทำาบาปทุจริต และเกิดความปิติยินดีในการทำาบุญทำา กุศล อาจหาญมุ่งมั่นในการกระทำาคุณงามความดี ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า "เตภูมิกถา" หรือ "ไตรภูมิ พระร่วง" ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำารงราชานุภาพทรงเปลี่ยน ชื่อใหม่ว่า "ไตรภูมิพระร่วง" เพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่พระยาลิไท กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง ซึ่งเป็นผู้พระราชนิพนธ์ นับว่าเป็น หนังสือวรรณคดีเล่มแรกที่เกิดจากการค้นคว้าจากคัมภีร์พุทธ ศาสนาถึง ๓๐ คัมภีร์ และมีลักษณะเป็นหนังสือที่สมบูรณ์ คือ บอกชื่อ วัน เดือน ปี และความมุ่งหมายในการแต่งไว้อย่างครบ ถ้วน ผู้แต่ง พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไท) จุดมุ่งหมายในการแต่ง กล่าวไว้ในบานแพนกว่า "ใส่เพื่อขี้ไต้พระธรรม และจะใคร่ เทศนาแก่พระมารดาท่าน "....ผู้ใดปรารถนาเถิงทิพยสมบัติปัตถ 34
  • 35.
    โมกขนิพพาน ให้สดับพระไตรภูมิกถานี้ ด้วยทำานุบำารุงด้วยใจ ศรัทธา" ดังนั้นจึงมีจุดมุ่งหมายในการแต่ง ๒ ประการ คือ ๑. เพื่อเทศโปรดพระมารดา เป็นการเจริญธรรมความ กตัญญู ๒. เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรม และเข้าใจ พุทธศาสนา จะได้ช่วยดำารง พระพุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืน ลักษณะคำาประพันธ์ เป็นร้อยแก้ว แบบเทศนาโวหาร และพรรณนาโวหาร เนื้อเรื่อง เริ่มต้นบอกผู้แต่ง วัน เดือน ปี และความมุ่งหมายในการ แต่ง หลักฐานประกอบการเรียบเรียง จากนั้นกล่าวถึงภูมิทั้งสาม (เตภูมิ) คือ ๑. กามภูมิ พรรณนาถึงที่อยู่ของมนุษย์ เทวดา และอื่น ๆ รวม ๑๑ ภูมิ ได้แก่ สวรรค์ ๖ ภูมิ มนุษย์ ๑ ภูมิ และอบาย ๔ ภูมิ กามภูมิเป็นที่กำาเนิดของชีวิตทั้งหายที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกาม มี แดนสุขสบายและแดนที่เป็นทุกข์ปะปนกัน ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเพราะผลกรรมของตนเป็นใหญ่ ๒. รูปภูมิ หมายถึงที่อยู่ของพรหมมีรูปร่าง รวมทั้งหมด ๑๖ ชั้น เป็นแดนที่อยู่ของพรหม ซึ่งมีสมาธิ มีจิตสูงขึ้นไปโดย ลำาดับ ๓. อรูปภูมิ ได้แก่สวรรค์อันเป็นที่อยู่ของพรหมไม่มีรูปร่าง มีแต่จิตใจเท่านั้น มี ๔ ชั้น หนังสือนี้กล่าวเริ่มตั้งแต่การกำาเนิด ของชีวิตต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร แล้วพรรณนาถิ่นที่เกิดคือภูมิ ต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ อย่างละเอียด เช่น ตอนที่ว่าด้วยมนุษย์ภูมิ และะ โลกสัณฐาน ได้เล่าอย่างละเอียดว่า ลักษณะของโลกเป็น อย่างไร ทวีปต่าง ๆ ภูเขา แม่นำ้า คน และสัตว์เป็นอย่างไร และ 35
  • 36.
    จบลงด้วย การเน้นเรื่องทางไปถึงการดับทุกข์ คือนิพพานว่าเป็น จุดมุ่งหมายอันสูงสุดของชีวิต พระยาลิไทยทรงพรรณาถึงเรื่องการเกิด การตาย ของ สัตว์ทั้งหลายว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้งสามคือ กาม ภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ด้วยอำานาจของบุญและบาปที่ตนได้ กระทำาแล้ว ดังนี้ ๑. กามภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ประกอบด้วย อบายภูมิ และสุคติภูมิ อบายภูมิ แบ่งออกเป็น ๔ ภูมิ ได้แก่ นรกภูมิ ติรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และ อสูรกายภูมิ ๑.๑ นรกภูมิ เป็นที่ตั้งของสัตว์ที่ทำาบาป ต้องไปรับทัณฑ์ทรมานนานาประการ แบ่งออกเป็นขุมใหญ่ ๆ ได้ แปดขุมด้วยกัน คือ - สัญชีพนรก มีอายุ ๕๐๐ ปี นรก (๑ วัน เท่ากับ ๙ ล้านปีของมนุษย์) - กาฬสุตตนรก มีอายุ ๑๐๐๐ ปีนรก (๑ วัน เท่ากับ ๓๖ ล้านปีของมนุษย์) - สังฆาฏนรก มีอายุ ๒๐๐๐ ปีนรก (๑ วัน เท่ากับ ๑๔๕ ล้านปีของมนุษย์) - โรรุวะนรก มีอายุ ๔๐๐๐ ปีนรก (๑ วัน เท่ากับ ๕๗๖ ล้านปีของมนุษย์) - มหาโรรุวะนรก มีอายุ ๘๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากับ ๒๓๐๔ ล้านปีของมนุษย์) - ตาปนรก มีอายุ ๑๖๐๐๐ ปีนรก (๑ วันเท่ากับ ๙๒๓๖ ล้านปีของมนุษย์) - มหาตาปนรก มีอายุยาวนานนับไม่ถ้วน - อวีจีนรก หรือ อเวจีนรก มีอายุนับได้กัลป์ หนึ่ง ในแต่ละนรกยังมีนรกบริวาร เช่น นรกขุมที่ชื่อโลห สิมพลี เป็นนรกบริวารของสัญ 36
  • 37.
    ชีพนรก ผู้ที่เป็นชู้กับสามีหรือภริยาผู้อื่น จะมาตกนรกขุมนี้จะ ถูกนายนิรบาลไล่ต้อนให้ขึ้นต้นงิ้วที่สูงต้นละหนึ่งโยชน์ มีหนาม เป็นเหล็กร้อนจนเป็นสีแดงมีเปลวไฟลุกโชนยาว ๑๖ นิ้ว ชาย หญิงที่เป็นชู้กันต้องปีนขึ้นลง โดยมีนายนิรบาลเอาหอกแหลม ทิ่มแทงให้ขึ้นลงวนเวียนอยู่เช่นนี้นับร้อยปีนรก สำาหรับผู้ที่ทำาบาป แต่ไม่หนักพอที่จะตกนรก ก็ไปเกิด ในที่อันหาความเจริญมิได้ อื่น ๆ เช่น เกิดเป็นเปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน พวกที่พ้นโทษ จากนรกแล้วยังมีเศษบาปติดอยู่ก็ไปเกิดเป็นเดรัจฉานบ้าง เป็น เปรตบ้าง เป็นอสูรกายบ้าง เป็นมนุษย์ที่ทุพพลภาพพิกลพิการ ตามความหนักเบาของบาปที่ตนได้ทำาไว้ ๑.๒ สุคติภูมิ เป็นส่วนของกามาพจรภูมิ หรือ กามสุคติภูมิ แบ่งออกเป็น เจ็ดชั้น คือ ๑.๒.๑ มนุษย์ภูมิ ๑.๒.๒ สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกาภูมิ ๑.๒.๓ สวรรค์ชั้นตาวติงสาภูมิ (ดาวดึงส์ - ไตรตรึงษ์) ๑.๒.๔ สวรรค์ชั้นยามาภูมิ ๑.๒.๕ สวรรค์ชั้นตุสิตาภูมิ (ดุสิต) ๑.๒.๖ สวรรค์ชั้นนิมมานรดีภูมิ ๑.๒.๗ สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ กามาพจรภูมิทั้งเจ็ดชั้น เป็นที่ตั้งอันเต็มไปด้วย กาม เป็นที่ท่องเที่ยวของสัตว์ที่ลุ่มหลงอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นอารมณ์อันพึงปรารถนา เมื่อรวมกับอบายภูมิ อีกสี่ชั้นเรียกว่า กามภูมิ ๑๑ ชั้น ๑. รูปภูมิ หรือรูปาวจรภูมิ ได้แก่ รูปพรหมสิบหก ชั้น เริ่มตั้งแต่พรหมปริสัชชาภูมิ 37
  • 38.
    ที่อยู่สูงกว่าสวรรค์ชั้นหก คือ ปรนิมมิตวสวัตดีมากจนนับระยะ ทางไม่ได้ ระยะทางดังกล่าวอุปมาไว้ว่า สมมติมีหินก้อนใหญ่เท่า โลหะปราสาทในลังกาทวีป หินก้อนนี้ทิ้งลงมาจากชั้นพรหมปริ สัชชาภูมิ หินก้อนนั้นใช้เวลาถึงสี่เดือนจึงจะตกลงถึงพื้น จากพรหมปริสัชชาภูมิขึ้นไปถึงชั้นที่สิบเอ็ด ชื่อชั้น อสัญญีภูมิ เป็นรูปพรหมที่มีรูปแปลกออกไปจากพรหมชั้นอื่น ๆ คือ พรหมชั้นอื่น ๆ มีรูป มีความรู้สึก เคลื่อนไหวได้ แต่พรหมชั้น อสัญญีมีรูปที่ ไม่ไหวติง ไร้อริยาบท โบราณเรียกว่า พรหม ลูกฟักครั้นหมดอายุ ฌานเสื่อมแล้วก็ไปเกิดตามกรรมต่อไป รูปพรหมที่สูงขึ้นไปจากอสัญญีพรหมอีกห้าชั้นเรียก ว่า ชั้นสุทธาวาส หมายถึงที่อยู่ของผู้บริสุทธิ ผู้ที่จะไปเกิดใน พรหมชั้นสุทธาวาสคือ ผู้ที่สำาเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระ อนาคามี คือเป็นผู้ที่ไม่กลับมาสู่โลกนี้ต่อไป ทุกท่านจะสำาเร็จ เป็นพระอรหันต์แล้วนิพพานในชั้นสุทธาวาสนี้ ๑. อรูปภูมิ หรืออรูปาพาจรภูมิ มีสี่ชั้น เป็นพรหม ที่ไม่มีรูปปรากฏ ผู้ที่ไปเกิดใน ภูมินี้คือผู้ที่บำาเพ็ญเพียรจนได้บรรลุฌานโลกีย์ชั้นสูงสุด เรียกว่า อรูปฌานซึ่งมีอยู่สี่ระดับได้แก่ผู้ที่บรรลุอากาสานัญจายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในอากาสานัญจาย ตะภูมิ ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาวิญญาณ เป็นอารมณ์) จะไปเกิดในวิญญาณัญจายตะภูมิ ผู้ที่บรรลุ อากิญจัญญายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาความไม่มีเป็นอารมณ์) จะ ไปเกิดในอากิญจัญญาตนะภูมิ และผู้ที่บรรลุเนวสัญญานส สัญญายตนะฌาน (ยึดหน่วงเอาฌานที่สามให้ละเอียดลงจนเป็น ผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีญาก็มิใช่) จะไปเกิดในแนวสัญญานา สัญญายตนะภูมิ พรหมเหล่านี้เมื่อเสื่อมจากฌานก็จะกลับมาเกิด ในรูปพรหมภูมิ หรือภูมิอื่น ๆ ได้เช่นกัน กล่าวเฉพาะเนื้อความด้านการกำาเนิดของสัตว์ การเกิด ของสัตว์ในสามภูมิมีอยู่ ๔ อย่างด้วยกันคือ 38
  • 39.
    - ชลาพุชะ เกิดในครรภ์เช่น มนุษย์และสัตว์ เดรัจฉานบางชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม - อัณฑชะ เกิดในไข่ ได้แก่สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น นก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด ปลา เป็นต้น - สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ได้แก่สัตว์ชั้นตำ่าบาง ชนิดที่ใช้การแบ่งตัวออกไป เช่น ไฮดรา อมิบา เป็นต้น - โอปาติกะ เกิดขึ้นเอง เมื่อเกิดแล้วก็จะสมบูรณ์เต็ม ที่ เมื่อตายไปจะไม่มีทราก ได้แก่ เปรต อสูรกาย เทวดา และ พรหม เป็นต้น การตายของสัตว์ การตายมีสาเหตุ ๔ ประการด้วย กันคือ - อายุขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นอายุ - กรรมขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นกรรม - อุภยขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นทั้ง อายุ และสิ้นทั้ง กรรม - อุปัจเฉทกรรมขยะ เป็นการตายเพราะอุบัติเหตุ นอกจากนั้นแล้ว มีการกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ในโลกและใน จักรวาล มีภูเขาพระสุเมรุราชเป็นแกนกลาง แวดล้อมด้วย กำาแพงนำ้าสีทันดรสมุทร และภูเขาสัตตบรรพต อันประกอบด้วย ภูเขายุคนธร อินิมธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินันตกะ และอัส สกัณณะ กล่าวถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวนพเคราะห์ และ ดารากรทั้งหลายในจักรวาล เป็นเครื่องบ่งบอกให้รู้วันเวลา ฤดูกาล และเหตุการณ์ต่าง ๆ กล่าวถึงทวีปทั้งสี่ที่ตั้งอยู่รอบภูเขา พระเมรุมาศ ชมพูทวีปอยู่ทางทิศใต้กว้าง ๑๐๐๐๐ โยชน์ มี ปริมณฑล ๓๐๐๐๐๐๐ โยชน์ มีแผ่นดินเล็กล้อมรอบได้ ๕๐๐ มี แผ่นดินเล็กอยู่กลางทวีปใหญ่สี่ผืน เรียกว่า สุวรรณทวีป กว้าง ได้ ๑๐๐๐ โยชน์ มีปริมณฑล ๓๐๐๐๐ โยชน์ เป็นเมืองที่อยู่ของ พญาครุฑ การกำาหนดอายุของสัตว์และโลกทั้งสามภูมิ มี กัลป์ มหา กัลป์ การวินาศ การอุบัติ การสร้างโลก สร้างแผ่นดินตามคติ ของพราหมณ์ ท้ายสุดของภูมิกถา เป็นนิพพานคถาว่าด้วย 39
  • 40.
    นิพพานสมบัติของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย วิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุพระ นิพพาน อันเป็นวิธีตามแนวทางของพระพุทธศาสนา คุณค่า ๑.ด้านศาสนา เป็นหนังสือสอนศีลธรรม เนื้อเรื่องกล่าวถึง บาปบุญคุณโทษ การเกิด การตาย เกี่ยวกับโลกทั้งสาม (ไตรภูมิ) ๒. ด้านภาษาและวรรณคดี ใช้พรรณนาโวหารอย่าง ละเอียดลออ จนทำาให้นึกเห็นสมจริง ให้เห็นสภาพอันน่าสยอง ขวัญของนรก สภาพอันสุขสบายของสวรรค์ จนทำาให้จิตรกร สามารถถ่ายทอดบทพรรณนานั้งลงเป็นภาพได้นอกจากนี้ยังมี อิทธิพล ต่อวรรณคดียุคหลังได้นำาเอาความเชื่อต่าง ๆ มาอ้างอิง ในวรรณคดีไทย เช่น ประวัติของเทวดา เขาพระสุเมรุ ช้าง เอราวัณ ช้างทรงของพระอินทร์ ป่าหิมพานต์ เป็นต้น ๓. ด้านสังคม มุ่งใช้คุณธรรมความดี เป็นพื้นฐานการ สร้างสรรค์ความสุขในสังคม เกร็ดวรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ส่วนตำานานพระร่วงพระลือ พระร่วงพระลือ จากคำา บอกเล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมจำาหลักจากงาดำาของช้างเผือกเป็น ศิลปะสุโขทัย ต่อมามีการหล่อด้วยสำาริดศิลปะอยุธยา ลักษณะ ประทับยืนตรง ยกพระหัตถ์ทั้งสองตั้งเสมอพระอุระ ทรงพระ มาลาที่ชาวบ้านเรียกว่าหมวกชีโบ ครองจีวรคลุมยาวถึง พระชงฆ์ องค์พระร่วงสูง ๓๘ เซนติเมตร กว้าง ๘ เซนติเมตร องค์พระลือสูง ๓๔ เซนติเมตร กว้าง ๗ เซนติเมตร ปัจจุบันตั้ง แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำาแหง พงศาวดารเหนือกล่าวประวัติพระร่วงกษัตริย์ผู้ครอง กรุงสุโขทัยว่า พระบิดาเป็นมนุษย์พระมารดาเป็นนางนาค พระ บิดาเดิมครองนครหริภุญไชย ทรงพระนามว่าอภัยคามมะนี ท่าน ได้ไปจำาศีลภาวนาอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่ง ได้มีนางนาคจำาแลงกาย เป็นมนุษย์ขึ้นมาเที่ยวเล่น ได้พบพระยาอภัยคามมะนีแล้วเกิดรัก ใคร่กัน ได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลาเจ็ดวัน นางนาคก็กลับสู่เมือง บาดาล เมื่อใกล้คลอดบุตรจึงได้ขึ้นจากบาดาลไปยังภูเขาที่เคย พบพระยาอภัยคามมะนี และคลอดบุตรชาย ณ ที่นั้น แล้ววาง 40
  • 41.
    บุตรบนผ้ากัมพล พร้อมทั้งวางพระธำามรงค์ที่ได้รับประทานจาก พระยาอภัยคามมะนี อธิษฐานขอให้พ่อลูกพบกันแล้วกลับไป บาดาล มีพรานป่าผู้หนึ่งมาพบทารกจึงนำาไปเลี้ยง เมื่อกุมาร เจริญวัย เป็นผู้มีบุญญาธิการ มีวาจาสิทธิ์ วันหนึ่งพระยาอภัย คามมะนี มีพระราชประสงค์จะสร้างพระราชนิเวศน์เพิ่มเติม จึง ประกาศให้ราษฎรไปช่วยกันตัดไม้มาสร้างถวาย พรานป่าก็ได้ พาบุตรบุญธรรมไปร่วมตัดไม้ด้วย กุมารก็แสดงฤทธิ์ด้วยการใช้ วาจาสิทธิ์ให้ได้ไม้มาโดยไม่ต้องลงแรงตัด ความทราบถึงพระยา อภัยคามมะนี จึงรับสั่งให้ลูกนางนาคเข้าเฝ้า เมื่อได้ซักถาม ประวัติจนทราบว่า เป็นพระโอรสจึงรับเข้าไว้ในเศวตฉัตร และ ทรงตั้งพระนามว่า อรุณกุมาร พระยาอภัย ฯ มีโอรสกับพระมเหสี อีกองค์หนึ่ง มีพระนามว่า ฤทธิกุมาร เมื่อโอรสทั้งสองเจริญวัย ก็ได้ทรงสู่ขอพระธิดาผู้ครองนครศรีสัชนาลัยมาอภิเษกสมรสกับ อรุณกุมาร เมื่อพระยาอภัย ฯ สวรรคต อรุณกุมารจึงได้ครอง นครสุโขทัยสืบแทน ต่อมาเมื่อผู้ครองนครศรีสัชนาลัยสวรรคต อรุณกุมารก็ได้ครองนครศรีสัชนาลัยควบคู่กับนครสุโขทัย ทรง พระนามว่า พระร่วงพระองค์ได้ทรงสู่ขอพระธิดาเจ้าเมือง เชียงใหม่ ให้อภิเษกสมรสกับฤทธิกุมาร และหลังจากเจ้าเมือง เชียงใหม่สวรรคตแล้ว เจ้าฤทธิกุมารก็ได้ครองเมืองเชียงใหม่ได้ พระนามใหม่ว่า พระลือ พระร่วงส่วยนำ้า มีตำานานเรื่องพระร่วงอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวว่า พระร่วงเป็นบุตรของนายคงเครา นายกองส่งส่วยนำ้า เมืองลพบุรี ในครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นดินขอมแห่งกรุงกัมพูชามี เมืองขึ้นที่ต้องส่งเครื่องบรรณาการเป็นจำานวนมาก ในจำานวน ดังกล่าวมีเมืองลพบุรีอยู่ด้วย เมืองลพบุรีต้องส่งส่วยนำ้าเป็น เครื่องบรรณาการเป็นประจำาทุกปี นายคงเครามีบุตรคนหนึ่งชื่อ นายร่วง เป็นคนมีบุญญาธิการ มีวาจาสิทธิ์ เมื่อตอนที่มีอายุสิบ เอ็ดปี เขาพายเรือทวนนำ้านานเข้าจึงเหน็ดเหนื่อยมากถึงกับ ออกปากว่า "ทำาไมนำ้าจึงไม่ไหลไปทางโน้นบ้าง" พอพูดขาดคำาก็ ปรากฏว่าสายนำ้าได้ไหลย้อนกลับไปในทางที่จะไปทันที นาย ร่วงเมื่อรู้ว่าตนมีวาจาสิทธิ์ก็เก็บเรื่องไว้เป็นความลับไม่บอกให้ ใครรู้ 41
  • 42.
    เมื่อนายคงเคราชราภาพลง นายร่วงจึงรับหน้าที่ส่ง ส่วยนำ้าแทนบิดา เขาคิดหาวิธีการทำาภาชนะใส่นำ้าส่งเจ้ากรุง กัมพูชาเป็นภาชนะที่เบาและจุนำ้าได้มากโดยใช้ไม้ไผ่มาจักสาน เป็นชะลอม (ครุ) ขึ้นเป็นจำานวนมาก แล้วนำาไปตักนำ้าในทะเล ชุบศร ลั่นวาจาสิทธิ์ให้นำ้าไม่รั่วออกจากชะลอม นำ้าก็อยู่ใน ชะลอมไม่รั่วไหลออกมา เมื่อนำาไปถวายพระเจ้ากรุงกัมพูชาทรง เห็นเป็นที่อัศจรรย์ และทรงวิตกว่าบัดนี้มีคนมีบุญเกิดขึ้นแล้ว ถ้า ปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อกรุงกัมพูชา ควรที่จะกำาจัดนายร่วง เสียโดยเร็ว จึงได้ตรัสสั่งให้นายเดโชชัย นายทหารคู่พระทัย ดำาเนินการกำาจัดนายร่วงเสีย ฝ่ายนายร่วงเมื่อได้ทราบว่าพระเจ้ากรุงกัมพูชาคิด กำาจัดตน จึงหลบหนีจากเมืองลพบุรีขึ้นมาบวชเป็นพระภิกษุที่วัด มหาธาตุ เมืองสุโขทัย นายเดโชชัย เป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า ก็ได้ติดตามนายร่วงมาถึงเมืองสุโขทัย เมื่อมาถึงกำาแพงเมือง สุโขทัย ก็ใช้อิทธิฤทธิ์ดำาดินลอดใต้กำาแพงเมืองเข้ามาโผล่ขึ้น ในลานวัดมหาธาตุ ขณะนั้นพระภิกษุพระร่วงกำาลังกวาดลานวัด อยู่ นายเดโชชัยจึงเข้าไปถามว่า รู้ไหมว่านายร่วงที่มาจากเมือง ลพบุรีนั้นขณะนี้อยู่ที่ไหน พระภิกษุร่วงก็รู้ทันทีว่าคนผู้นี้ตามมา ทำาร้ายตน จึงได้กล่าววาจาออกไปว่า "สูจงอยู่ที่นี่เถิด รูปจะไป บอกนายร่วงให้" พอพูดขาดคำาร่างของนายเดโชชัยก็กลายเป็น หินไปทันที เมื่อชาวบ้านเมืองสุโขทัยรู้ว่าพระภิกษุร่วงมีวาจา สิทธิ์ สาปขอมให้กลายเป็นหินได้ จึงมีความเคารพศรัทธาเป็น อย่างยิ่ง เมื่อเจ้าเมืองสุโขทัยสิ้นแล้ว จึงได้พากันอาราธนาให้ พระภิกษุร่วงลาสิกขา แล้วขึ้นครองเมืองสุโขทัย ทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีจันทราธิบดี ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราช ธรรม นำาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ประชาชน และบ้านเมืองก็ เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา สำาหรับรูปคนที่เป็นหินนั้น ชาวบ้านเรียกว่า ขอม ดำาดิน ปัจจุบันถูกคนทุบตีจนแตกหักเป็นเศษเล็กเศษน้อย ทาง ราชการได้นำาไปไว้ที่ศาลพระแม่ย่า หน้าศาลากลางจังหวัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๒ 42
  • 43.
    ๑. ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับการเกิด การตายแล้วอธิบายความ คล้ายคลึงในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ ๒. ศึกษาความงานทางด้านวรรณศิลป์ โดยพิจารณาทั้งใน แง่รสของวรรณคดีและท่วงทำานองการแต่งของพระยาลิไท ๓. ศึกษาเอกสาร งานวิจัยหรือบทความที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง ไตรภูมิพระร่วงแล้วสรุป สุภาษิตพระร่วง สุภาษิตพระร่วงหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บัญญัติพระร่วง เป็นวรรณกรรมที่ไม่ทราบ ผู้แต่ง และสมัยที่แต่งชัดเจน ซึ่งผู้ ศึกษาวรรณคดีไทยให้ความเห็นไว้ ดังนี้ ดร.สิทธา พินิจภูวดล ได้อ้างถึงผู้ศึกษาวรรณคดีหลายท่าน ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผู้แต่งสุภาษิตพระร่วง คือ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิษฐานว่า สุภาษิตนี้คงรวบรวม ขึ้นในสมัย พ่อขุนรามคำาแหง ผู้แต่งคงมีหลายคน และคงไม่ได้ แต่งเสร็จในคราวเดียวกัน พระวรเวทย์พิสิฐ กล่าวว่า ผู้แต่งสุภาษิตพระร่วงคือพ่อขุน รามคำาแหง เพราะลักษณะสำานวน ภาษาในสุภาษิตพระร่วง คล้ายคลึงกับสำานวนภาษาในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ลักษณะการ สอน ของสุภาษิตนี้ก็สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะของพ่อขุน รามคำาแหง ที่ชอบเสด็จ ประทับ เหนือแท่นมนังคศิลาอาสน์ เพื่อ ทรงสอนประชาชน ดร.สิทธา ยังได้อ้างคุณฉันทิชย์ กระแสสินธ์ว่า ผู้แต่ง สุภาษิตพระร่วงคือ พระยาลิไทย เพราะสมัยนั้นกรุงสุโขทัย เจริญรุ่งเรืองสุดขีด ไม่มีสงคราม พระยาลิไทยทรงเชี่ยวชาญ พุทธศาสนา ได้ทรงนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วงขึ้นด้วย และอีกความ เห็นหนึ่งกล่าวว่า คนรุ่นหลังแต่งสุภาษิตพระร่วงขึ้น และขอยืม ชื่อ "พระร่วง" ใส่ไว้ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ สุภาษิตพระร่วง มี ปรากฏหลักฐานว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้จารึกสุภาษิตพระร่วงไว้บนผนังวิหารด้านเหนือพระ มหาเจดีย์ที่วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เมื่อ พ.ศ. 43
  • 44.
    ๒๓๗๘ โดยจารึกลงในแผ่นศิลารูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ติดไว้กับผนัง ด้านในของศาลาหน้าพระมหาเจดีย์หลังเหนือ วัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ และจดไว้ในสมุดไทยอีกหลายเล่ม กรมศิลปากรจัด พิมพ์เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บัญญัติพระร่วง เป็นภาษิตไทยแท้ ๆ ใช้ถ้อยคำาอย่างพื้น ๆ เป็น ภาษิตไทยเก่าแก่ที่ติดปากคนไทยสืบมา และมากลายรูปไปใน ลักษณะกวีนิพนธ์แบบต่าง ๆ แทรกอยู่ในวรรณคดีไทยในเวลา ต่อมา เมื่อพิจารณาตามรูปของวลีจะพบว่า คล้ายคลึงใกล้เคียง กับ จารึกพ่อขุนรามคำาแหงอาจเป็นไปได้ว่า สุภาษิตพระร่วงเดิม เป็นพระบรมราโชวาท ซึ่งพระร่วง พ่อขุนรามคำาแหง ทรงแสดง สั่งสอนประชาชนชาวไทยในครั้งนั้น สุภาษิตพระร่วงเขียนเป็นร่ายสุภาพ มีรูปแบบที่กำาหนด ไว้ตายตัวว่าในวรรคหนึ่ง ๆ ให้ใช้คำาได้วรรคละห้าคำา คำาส่ง สัมผัสมีรูปวรรณยุกต์ใด คำารับสัมผัสต้องมีรูปวรรณยุกต์นั้น เช่น ภายในอย่านำาออก ภายนอกอย่านำาเข้า เป็นต้น วรรณกรรมเรื่องสุภาษิตพระร่วงเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ ของสุโขทัย ได้รับการเรียบเรียงเป็นร่ายสุภาพ และจารึกเป็น วรรณกรรมลายลักษณ์ มีความมุ่งหมาย เพื่อสั่งสอนประชาชน ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นร่ายสุภาพ แล้วจบด้วยโครงสี่สุภาพ ๑ บท เนื้อหาสาระ เริ่มต้นกล่าวถึงพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย พระองค์ทรงมุ่งหวังประโยชน์สุขในภายภาคหน้า จึงทรงบัญญัติ สุภาษิตขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติประชาชน ขอให้ผู้คนทั้ง แผ่นดินจงพากเพียรพยายาม ศึกษาเล่าเรียนเพื่อบำารุงดูแล รักษาตัวเอง อย่าได้ผิดคำาสอน จากนั้นก็เป็นคำาสั่งสอนที่มี ลักษณะเป็นสุภาษิตมีทั้งหมด ๑๕๔ ข้อ เริ่มตั้งแต่ “ เมื่อน้อยให้ เรียนวิชชา ให้หาสินเมื่อใหญ่ อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน อย่าริร่าน แก่ความ” จนถึง “อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่านำ้า อย่ารักถำ้า กว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน ” จุดมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อสั่งสอนประชาชนทั่วไป ในด้านการประพฤติปฏิบัติตน ลักษณะคำาประพันธ์ 44
  • 45.
    แต่งเป็นร่ายสุภาพ จบด้วยโคลงสองสุภาพและต่อด้วยโคลง สี่สุภาพกระทู้ ๑บท เนื้อเรื่อง เริ่มด้วยการกล่าวถึงพระร่วงเจ้าผู้ครองกรุงกรุงสุโขทัย ทรงบัญญัติสุภาษิตเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติประชาชน มีสุภาษิต ทั้งหมด ๑๕๘ บท และจบลงด้วยโคลงกระทู้ เพื่อบอกถึงที่มา ของสุภาษิตพระร่วง เนื้อหาทั้งหมดของคำาสอนเป็นดังนี้ ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นภพสุโขทัย มลักเห็นในอนา จึ่งผายพจนประภาษ เป็นอนุสาสนกถา สอนคณานรชน ทั่วธราดลพึงเพียร เรียนอำารุงผดุงอาตม์ อย่าเคลื่อนคลาดคลาถ้อย เมื่อน้อยให้เรียนวิชชา ให้หาสินเมื่อ ใหญ่ อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน อย่าริร่านแก่ความ ประพฤติตามบูรพระบอบ เอาแต่ชอบเสียผิด อย่ากอปรกิจเป็นพาล อย่าอวดหาญแก่เพื่อน เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่า นอนใจ ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน การเรือนตนเร่งคิด อย่านั่งชิด ผู้ใหญ่ อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์ ที่รักอย่าดูถูก ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย อย่าโดยคำาคนพลอด เข็นเรือนทอดทางถนน เป็นคนอย่าทำาใหญ่ ข้าคนไพร่อย่าไฟ ฟุน คบขุนนางอย่าโหด โทษตนผิดรำาพึง อย่าคะนึงถึงโทษท่าน หว่านพืชจักเอาผล เลี้ยงคนจักกิน แรง อย่าขัดแข็งผู้ใหญ่ อย่าใฝ่ตนให้เกิน เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว นำ้าเชี่ยวอย่าขวาง เรือ ที่ซุ่มเสือจงประหยัด จงเร่งระมัดฟืนไฟ ตนเป็นไทอย่าคบทาส อย่าประมาทท่าน ผู้ดี มีสินอย่าอวดมั่ง ผู้เฒ่าสั่งจงจำาความ ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก ทำารั้วเรือกไว้กัน ตน คนรักอย่าวางใจ 45
  • 46.
    ที่มีภัยพึงหลีก ปลีกตนไปโดยด่วน ได้ส่วนอย่ามักมาก อย่ามีปากกว่าคน รักตนกว่ารักทรัพย์อย่าได้รับของเข็ญ เห็นงามตามอย่า ปอง ของฝากท่านอย่ารับ ที่ทับจงมีไฟ ที่ไปจงมีเพื่อน ทางแถวเถื่อนไคลคลา ครูบาสอนอย่าโกรธ โทษตนผิดพึงรู้ สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์ ภักดีอย่าด่วน เคียด อย่าเบียดเสียดแก่มิตร ที่ผิดช่วยเตือนตอบ ที่ชอบช่วยยกยอ อย่าขอของรัก มิตร ชอบชิดมักจางจาก พบศัตรูปากปราศรัย ความในอย่าไขเขา อย่ามัวเมาเนือง นิตย์ คิดตรองตรึกทุกเมื่อ พึงผันเผื่อต่อญาติ รู้ที่ขลาดที่หาญ คนพาลอย่าพาลผิด อย่าผูกมิตรไมตรี เมื่อพาทีพึงตอบ จงนบนอบผู้ใหญ่ ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ สุวานขบอย่าขบตอบ อย่ากอปรจิตริษยา เจรจาตามคดี อย่าปลุกผีกลาง คลองอย่าปองเรียนอาถรรพ์ พลันฉิบหายวายม้วยอย่ายลเยี่ยงถ้วยแตกมิติด จงยลเยี่ยง สัมฤทธิ์แตกมิเสียลูกเมียอย่าวางใจ ภายในอย่านำาออก ภายนอก อย่านำาเข้า อาสาเจ้าจนตัวตาย อาสานายจงพอแรง ของแพงอย่ามักกิน อย่ายินคำาคนโลภ โอบอ้อมเอาใจคน อย่าผลเหตุแต่ใกล้ ท่านไท้อย่าหมายโทษ คนโหดให้เอ็นดู ยอครูยอต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ ยอมิตรเมื่อลับหลัง ลูกเมียยังอย่าสรรเสริญ เยียวสะเทินจะ อดสู อย่าชังครูชังมิตร ผิดอย่าเอาเอาแต่ชอบ นอบตนต่อผู้เฒ่า เข้าออกอย่าวางใจ ระวังระไวหน้าหลัง เยียวผู้ชังจะคอยโทษ อย่ากริ้วโกรธเนืองนิตย์ ผิว์ผิดปลิด ไปร้าง ข้างตนไว้อาวุธ เครื่องสรรพยุทธอย่าวางจิต คิดทุกข์ในสงสาร อย่าทำาการที่ ผิด คิดขวนขวายที่ชอบ 46
  • 47.
    โต้ตอบอย่าเสียคำา คนขำาอย่าร่วมรัก พรรคพวกพึงทำา นุกปลุกเอาแรงทั่วตน ยลเยื่องไก่นกกระทา พาลูกหลานมากิน ระบือระบิลอย่าฟังคำา การจะทำาอย่าด่วนได้ อย่าใช้คนบังบด ทดแทนคุณท่านเมื่อยาก ฝากของรักจง พอใจ เฝ้าท้าวไทอย่าทรนง ภักดีจงอย่าเกียจ เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ นอบนบใจใสสุทธิ์ อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา อย่าพาผิดด้วยหู อย่าเลียนครูเตือน ด่า อย่าริกล่าวคำาคด คนทรยศอย่าเชื่อ อย่าแผ่เผื่อความผิด อย่าผูกมิตรคนจร ท่านสอนอย่าสวนตอบ ความชอบจำาใส่ใจ ระวังระไวที่ไปมา เมตตาตอบต่อมิตร คิดแล้วจึ่งเจรจา อย่านินทาผู้อื่น อย่าตื่นยกยอตน คนจนอย่าดูถูก ปลูกไมตรีทั่วชน ตระกูลตนจงคำานับ อย่าจับลิ้นแก่คน ท่านรักตนจงรัก ตอบ ท่านนอบตนจงนอบแทน ความแหนให้ประหยัด เผ่า กษัตริย์เพลิงงู อย่าดูถูกว่าน้อย หิ่งห้อยอย่าแข่งไฟ อย่าปองภัยต่อท้าว อย่ามักห้าวพลันแตก อย่าเข้าแบก งาช้าง อย่าออกก้างขุนนาง ปางมีชอบท่านช่วย ปางป่วยท่านชิงชัง ผิจะบังบังจงลับ ผิ จะจับจับจงมั่น ผิจะคั้นคั้นจงตาย ผิจะหมายหมายจงแท้ ผิจะแก้แก้จงกระจ่าง อย่ารักห่างกว่าชิด คิดข้างหน้าอย่าเบา อย่าถือเอาตื้นกว่าลึก เมื่อเข้าศึกระวัง ตน เป็นคนเรียนความรู้ จงยิ่งผู้ผู้มีศักดิ์ อย่ามักง่ายมิดี อย่าตีงูให้แก่กา อย่าตีปลาหน้าไซ ใจอย่าเบาจงหนัก อย่าตีสุนัขห้ามเห่า ข้าเก่าร้ายอดเอา อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่านำ้า อย่ารักถำ้ากว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่า ตะวัน 47
  • 48.
    บัณ เจิดจำาแนกแจ้ง พิศดารความเฮย ฑิต ยุบลบรรหาร เหตุไว้ พระ ปิ่นนัคราสถาน อุดรสุข ไทยนา ร่วง ราชนามนี้ได้ กล่าวถ้อยคำาสอน คุณค่า ๑. ด้านภาษา ใช้ถ้อยคำาง่าย ๆ คล้องจอง กะทัดรัด ไม่มี ศัพท์สูง จึงทำาให้น่าอ่าน เพราะง่ายต่อการเข้าใจและจดจำา สำานวนโวหารคล้ายกันกับ ในหลักศิลาจารึก ของพ่อขุน รามคำาแหง ๒. ด้านค่านิยมทางสังคม สุภาษิต สอนให้มีความจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการศึกษา รู้จักประมาณตน ไม่ โอ้อวด สร้างไมตรีไม่เบียดเบียนมิตร รักเกียรติและศักดิ์ศรี มากกว่าทรัพย์ เช่น สอนการปฏิบัติตน ให้รู้จักระวังตน เช่น "เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่" "เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่านอนใจ" "เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว นำ้าเชี่ยวอย่าขวางเรือ" สอนการปฏิบัติตนต่อมิตร เช่น "อย่าควบกิจเป็นพาล อย่าอวดหาญแก่เพื่อน” "อย่าขอของรักมิตร" “อย่าเบียดเสียดแก่มิตร" "ยอมิตรยอลับหลัง" สอนการปฏิบัติตนและเชื่อฟังผู้ใหญ่ "อย่านั่งชิดผู้ใหญ่" "อย่าขัดแขงผู้ใหญ่ อย่าใฝ่ตนให้เกิน" "ผู้เฒ่าสั่งจงจำาความ" "จงนบนอบผู้ใหญ่" "เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ" สอนการปฏิบัติตนต่อศัตรู 48
  • 49.
    "พบศัตรูปากปราศัย ความในอย่าไขเขา สอนให้รักศักดิ์ศรีของตนเอง "รักตนกว่ารักทรัพย์ อย่าได้รับของเข็ญ" "สุวานขบอย่าขบตอบ" "สู้เสียศีลอย่าเสียสัตย์" "ตระกูลตนจงคำานับ" สอนให้รู้จักกตัญญูกตเวที "เลี้ยงคนจักกินแรง" "ภักดีอย่าด่วนเคียด" "อาสาเจ้าจนตายอาสานายจนพอแรง" "ภักดีจงอย่าเกียจ เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ" สอนให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่น เช่น "ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศอย่ารู้โรย" “เป็นคนอย่าทำาใหญ่ ข้าคนไพร่อย่าไฟฟุน" "พึงผันเผื่อต่อญาติ" "ปลูกไมตรีทั่วชน" "พรรคพวกพึงทำานุก" "คนจนอย่าดูถูก" ๓. ด้านอิทธิพลต่อวรรณดคีอื่น กวีรุ่นหลังนิยม นำาข้อความ บางตอน ไปแทรกไว้ใน วรรณคดีเรื่องต่าง ๆ เช่น ร่ายยาวมหา เวสสันดรชาดก ตอนนางพรหมณีบอกนางอมิตดาว่า "จะมารัก เหากว่าผม จะมารักลมกว่านำ้า หรือตอนพระเวสสันดร ตรัสต่อ นางมัทรีว่า "เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า เป็นต้น กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 3 ๑. ศึกษาสำานวนภาษาในสุภาษิตพระร่วงแล้ว สืบหาความ คล้ายคลึงและความแตกต่างของ ภาษาที่เชื่อว่า สร้างสรรค์ขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน พร้อมอภิปราย 49
  • 50.
    ๒. รวบรวมตำำนำนหรือเรื่องเล่ำเกี่ยวกับพระร่วงจำก วรรณกรรมพื้นบ้ำนต่ำงๆ แล้วศึกษำบทบำทของพระร่วงในเรื่อง รำวนั้น ๓.คัดเลือกและรวบรวมคำำกล่ำวที่ได้รับกำรยอมรับและใช้ กันอย่ำงแพร่หลำยในปัจจุบันจำกสุภำษิตพระร่วง พร้อมบอก ควำมหมำย และยกตัวอย่ำงบริบทของกำรนำำไปใช้ (งำนเดี่ยว) นำงนพมำศ เรื่องนำงนพมำศ มีชื่อเรียกกันอยู่ ๓ ชื่อ คือ นพมำศ เรวดี นพมำศ และตำำรับท้ำวศรี จุฬำลักษณ์ สมัยที่แต่ง สันนิษฐำนว่ำ แต่งในสมัยพระมหำธรรมรำชำที่ ๑ (พระยำ ลิไท) ผู้แต่ง เชื่อกันว่ำเป็นกวีหญิง ชื่อนพมำศ หรือท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ พระสนมเอกของพระยำลิไท นำงนพมำศ ได้รับบรรดำศักดิ์เป็น ท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ เป็นธิดำของพระศรีมโหสถ มำรดำชื่อนำง เรวดี ได้รับกำรสั่งสอนจำกบิดำ มีควำมรู้สูงในด้ำนภำษำไทย ภำษำสันสกฤต ศำสนำพุทธ ศำสนำพรำหมณ์ กำรแต่งคำำ ประพันธ์ โหรำศำสตร์ กำรขับร้องและกำรช่ำงสตรี มีควำมงำม เลื่องลือ ทั้งยังคุณสมบัติดีเลิศ ต่อมำได้เป็นพระสนม เคยจัด ดอกไม้ประดับขันหมำกรับรองแขกเมือง ประดิษฐ์โคมลอยพระ ประทีป ต่อมำได้รับบรรดำศักดิ์เป็นท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ตำำแหน่ง 50
  • 51.
    พระสนมเอก ด้ำนวรรณคดีเป็นผู้เขียนหนังสือนำงนพมำศ หรือ ตำำรับท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ จุดมุ่งหมำยในกำรแต่ง กล่ำวกันว่ำนำงนพมำสหรือท้ำงศรีจุฬำลักษณ์เขียน หนังสือเรื่องนี้ขึ้นเพื่อเล่ำประวัติของตนเอง ในฐำนะที่เป็นพระ สนมเอกของพระร่วงเจ้ำ และเพื่อแสดงควำมเป็นมำของ วัฒนธรรมและพิธีกรรมบำงอย่ำงที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น นอกจำก นั้นบรรดำนิทำนต่ำง ๆ ที่แต่งแทรกยู่ในหนังสือเล่มนี้ล้วนเป็น นิทำนที่ผู้แต่งยกมำประกอบกำรอบรมสั่งสอนผู้หญิงทั้งหลำย ให้อยู่ในควำมประพฤติที่ดีงำม จึงนับว่ำเป็นวรรณคดีคำำสอนเล่ม หนึ่ง ลักษณะคำำประพันธ์ เป็นควำมเรียงทำำนองชีวประวัติ มีคำำประพันธ์ร้อยกรอง แทรกบำงตอนเป็นส่วนน้อย ได้แก่ โคลงสี่สุภำพและกลอนดอก สร้อย เป็นต้น เนื้อเรื่อง เนื้อหำแบ่งเป็น ๒ ตอน คือ ตอนที่ ๑ ว่ำด้วยชีวประวัตินำงนพมำศ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง เข้ำรับรำชกำรฝ่ำยใน ในรำชสำำนักของพระร่วงเจ้ำ และได้ เลื่อนขึ้นเป็นพระสนมเอกในรัชกำลนั้น และกล่ำวถึงพิธีต่ำง ๆ ที่ ปฏิบัติกันอยู่เป็นประเพณีตลอด ๙ เดือน เช่ำ พิธีเผำข้ำว พิธี จรดพระนังคัล พิธีวิสำขะ พิธี อำสวยุช (แข่งเรือ) พิธีจองเปรียงลอยพระประทีพ เป็นต้น ตอนที่ ๒ อำจถือเป็นภำคผนวก หรือเป็นตอนที่ผู้อื่นแต่ง เติมเข้ำมำก็ได้ เพรำะมีนิทำนต่ำง ๆ แทรกอยู่หลำยเรื่อง ซึ่งไม่ ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหำสำระเท่ำใดนัก นิทำนที่แทรกในหนังสือเล่ม นี้ เป็นเรื่องนิทำนสอนผู้หญิงในแง่ต่ำง ๆ ให้เห็นลักษณะของ กำรประพฤติชั่วว่ำมีโทษอย่ำงไร และกำรทำำดีมีผลสนอง อย่ำงไร เช่น นิทำนเรื่องนำงนกกระต้อยตีวิดโลเล นำงช้ำง แสนงอน นำงนกกระเรียนคบนำงนกไส้ช่ำงยุ เป็นต้น 51
  • 52.
    คุณค่ำ ๑. ด้ำนวัฒนธรรม ทำำให้รู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีใน พระรำชสำำนักได้แก่ ประเพณีลอยกระทง กำรปฏิบัติตัวของ หญิงชำววัง เช่น ตำำแหน่งหน้ำที่ของนำงนพมำศ และกำรศึกษำ ของเด็กไทยสมัยก่อน ๒. ด้ำนสังคม ให้ควำมรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติสตรีและค่ำนิยม ทำงสังคม ได้แก่ ควำมประพฤติ ควำมขยัน รวมทั้งวิชำทำงช่ำง ๓. ด้ำนภำษำ มีคุณค่ำทำงอักษรศำสตร์และวรรณคดี เรื่อง นี้ใช้โวหำรเชิงพรรณนำได้อย่ำงดียิ่ง ทำำให้อ่ำนและเข้ำใจง่ำย ๔. ด้ำนโบรำณคดี ให้ควำมรู้ทำงโบรำณคดี เป็นประโยชน์ ในกำรตรวจสอบพระรำชพิธี ต่ำง ๆ รัชกำลที่ ๕ ทรงพระรำชนิพนธ์พระรำชพิธีสิบสองเดือน ก็อำศัยหลักกำรค้นคว้ำจำกตำำรับท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ประกอบ ด้วย สรุปวรรณคดีสมัยสุโขทัย ๑. เนื้อหำ ส่วนใหญ่เป็นวรรณคดีสอน ยกเว้นศิลำจำรึก พ่อขุนรำมคำำแหงมหำรำช แต่ในศิลำจำรึกพ่อขุนรำมคำำแหงก็ ยังมีข้อควำมที่กล่ำวถึงพ่อขุนรำมคำำแหงทรงสั่งสอนประชำชน ในวันธรรมดำที่มิใช่วันธรรมสวนะ ลักษณะคำำสอนของ วรรณคดีสมัยนั้นอำจสรุปได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ เป็นคำำสอนตำม แนวพุทธศำสนำและสอนคำำตำมแนวควำมคิดเห็นแบบคนไทย โบรำณ ๒. ลักษณะคำำประพันธ์ ส่วนมำกเป็นร้อยแก้ว คือ ศิลำ จำรึกพ่อขุนรำมคำำแหง เรื่องนำงนพมำศ และเตภูมิกถำหรือ ไตรภูมิพระร่วง บทประพันธ์ร้อยกรองมีเพียงเรื่องเดียว คือ สุภำษิตพระร่วง ซึ่งแต่งเป็นร้อยกรองประเภทร่ำยโบรำณ ๓. จุดมุ่งหมำยในกำรแต่ง มีหลำกหลำยประกำร เช่น บันทึกสภำพสังคม กำรเมือง และกำรปกครอง เพื่ออบรมสั่งสอน ศีลธรรม หรือเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหำกษัตริย์ กิจกรรมกำรเรียนรู้ที่ ๔ 52
  • 53.
    ๑. ศึกษำรำยละเอียดพิธีกรรมจำกตำำรับท้ำวศรีจุฬำลักษณ์ แล้วนำำเสนอ ๒. ศึกษำบุคลิกภำพของผู้ประพันธ์จำกวรรณกรรม ๓.เขียนบทควำมสรุปภำพรวมของวรรณกรรมในยุคสมัยนี้ โดยมีสมมุติฐำนว่ำบริบทสังคมมีส่วนกำำหนดแนวทำงของ วรรณกรรม บทที่ ๓ กำรศึกษำวรรณกรรมสมัยอยุธยำ ประวัติศำสตร์ไทยสมัยอยุธยำ กรุงศรีอยุธยำก่อกำำเนิดขึ้นเป็น รำชธำนีในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ แต่มีข้อถกเถียงกันมำกว่ำ กำรถือกำำเนิดของกรุง ศรีอยุธยำนั้น มิได้เกิดขึ้นอย่ำงปัจจุบันทันด่วนเสียทีเดียว มีหลักฐำนว่ำก่อนที่ พระเจ้ำอู่ทองจะสร้ำงเมืองขึ้นที่ตำำบลหนอง โสน บริเวณนี้เคยมี ผู้คนอำศัยมำก่อนแล้ว วัดสำำคัญอย่ำงวัดมเหยงค์ วัดอ โยธยำ และวัดใหญ่ชัยมงคล ล้วนเป็นวัดเก่ำที่มีมำก่อนสร้ำงกรุงศรี อยุธยำทั้งสิ้น โดยเฉพำะที่วัดพนัญเชิง วัดที่ประดิษฐำน หลวง พ่อโต พระ พุทธรูปปูนปั้นขนำดใหญ่แบบอู่ทอง พงศำวดำรเก่ำ ระบุว่ำ สร้ำงขึ้นก่อน กำรสร้ำงพระนครศรีอยุธยำถึง ๒๖ ปี วัด เหล่ำนี้ ตั้งอยู่ตำมแนวฝั่งตะวันออกของแม่นำ้ำป่ำสัก นอก เกำะ เมืองอยุธยำที่มีกำรขุดพบคูเมืองเก่ำด้วย ทำำให้เชื่อกันว่ำบริเวณ นี้น่ำ จะเป็นเมืองเก่ำที่มีชื่ออยู่ในศิลำจำรึกกรุงสุโขทัยว่ำ อโยธ ยำศรีรำมเทพ นครอโยธยำศรีรำมเทพนคร ปรำกฏชื่อเป็นเมือง แฝดละโว้อโยธยำ มำตั้งแต่ช่วงรำวปี พ.ศ. ๑๗๐๐ เป็นต้นมำ ครั้นก่อนปี พ.ศ. ๑๙๐๐ พระเจ้ำอู่ ทองซึ่งครองเมืองอโยธยำอยู่ ก็ทรงอภิเษกสมรสกับพระรำชธิดำของ กษัตริย์ทำงฝ่ำยสุพรรณ ภูมิ ซึ่งครองควำมเป็นใหญ่อยู่อีกฟำกหนึ่งของแม่ นำ้ำเจ้ำพระยำ อโยธยำและสุพรรณภูมิจึงรวมตัวกันขึ้น โดยอำศัยควำม สัมพันธ์ทำงเครือญำติ ครั้นเมื่อเกิดโรคระบำด พระเจ้ำอู่ทองจึงอพยพผู้คนจำกเมือ งอ โยธยำเดิม ข้ำมแม่นำ้ำป่ำสักมำตั้งเมืองใหม่ที่ตำำบลหนองโสน หรือที่รู้จัก กันว่ำ บึงพระรำม ในปัจจุบัน กรุงศรีอยุธยำจึงก่อเกิด เป็นรำชธำนีขึ้นใน ปี พ.ศ. ๑๘๙๓ พระเจ้ำอู่ทองเสด็จฯ เสวย 53
  • 54.
    รำชย์เป็นสมเด็จพระรำมำธิบดี ที่ ๑ปฐมกษัตริย์แห่งกรุง ศรีอยุธยำ รัชสมัยของพระองค์นับได้ว่ำเป็นยุคของกำรก่อร่ำง สร้ำงเมือง และวำงรูปแบบกำรปกครองขึ้นมำใหม่ ทรงแบ่งกำร บริหำรรำชกำรออก เป็น ๔ กรม ประกอบด้วย เวียง วัง คลัง และ นำ หรือที่เรียกกันว่ำ จตุสดมภ์ ระบบที่ทรงวำงไว้แต่แรกเริ่มนี้ ปรำกฏว่ำได้สืบทอดใช้กันมำ ตลอด ๔๐๐ กว่ำปีของกรุง ศรีอยุธยำ สมเด็จพระรำมำธิบดีที่ ๑ ครองรำชย์อยู่ได้เพียง ๑๙ ปี ก็ เสด็จ สวรรคต หลังจำกรัชสมัยของพระองค์ ผู้ได้สร้ำงรำชธำนี แห่งนี้ขึ้นจำก ควำมสัมพันธ์ของสองแว่นแคว้น กรุงศรีอยุธยำได้ กลำยเป็นเวทีแห่งกำร แก่งแย่งชิงอำำนำจระหว่ำงสองรำชวงศ์ คือ ละโว้-อโยธยำ และรำชวงศ์ สุพรรณภูมิ สมเด็จพระรำเมศวร โอรสของสมเด็จพระรำมำธิบดีที่ ๑ ขึ้นครอง รำชย์ต่อจำกพระรำชบิดำได้ไม่ทันไร ขุนหลวงพะ งั่ว จำกรำชวงศ์สุพรรณ ภูมิ ผู้มีศักดิ์เป็นอำก็แย่งชิงอำำนำจได้ สำำเร็จ ขึ้นครองรำชย์เป็นสมเด็จพระ บรมรำชำธิรำช เมื่อสิ้น รัชกำลของสมเด็จพระบรมรำชำธิรำช สมเด็จพระ รำเมศวรก็ กลับมำชิงรำชสมบัติกลับคืน มีกำรแย่งชิงอำำนำจผลัดกันขึ้นเป็นใหญ่ระหว่ำงสอง รำชวงศ์นี้อยู่ ถึง ๔๐ ปี จนสมเด็จพระนครอินทร์ ซึ่งเป็นใหญ่อยู่ ทำงสุพรรณภูมิและ สัมพันธ์แน่นแฟ้นอยู่กับสุโขทัย แย่งชิง อำำนำจกลับคืนมำได้สำำเร็จ พระ องค์สำมำรถรวมทั้งสองฝ่ำยให้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่ำงแท้จริง ในช่วงของกำรแก่งแย่ง อำำนำจกันเองนั้น กรุงศรีอยุธยำก็ พยำยำมแผ่อำำนำจไปตีแดน เขมรอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งปี พ.ศ. ๑๙๗๔ หลัง สถำปนำกรุง ศรีอยุธยำได้แล้วรำว ๘๐ ปี สมเด็จเจ้ำสำมพระองค์ พระ โอรส ของสมเด็จพระนครอินทร์ ก็ตีเขมรได้สำำเร็จ เขมรสูญเสีย อำำนำจจน ต้องย้ำยเมืองหลวงจำกเมืองพระนครไปอยู่เมือง ละแวกและพนมเปญในที่สุด ผลของชัยชนะครั้งนี้ ทำำให้มีกำรก วำดต้อนเชลยศึกกลับมำ จำำนวนมำก และทำำให้อิทธิพลของ เขมรในอยุธยำเพิ่มมำกขึ้น ซึ่งถือเป็น เรื่องปกติที่ผู้ชนะมักรับ เอำวัฒนธรรมของผู้แพ้มำใช้ กรุงศรีอยุธยำหลังสถำปนำมำได้กว่ำครึ่งศตวรรษก็ 54
  • 55.
    เริ่มเป็นศูนย์ กลำงของรำชอำณำจักรอย่ำงแท้จริง มีอำณำเขต อันกว้ำงขวำงด้วยกำรผนวกเอำสุโขทัยและสุพรรณภูมิเข้ำไว้ มี กำรติดต่อค้ำขำยกับต่ำงประเทศ โดยเฉพำะกับจีน และวัดวำ อำรำมต่ำง ๆ ได้รับกำรบูรณะขึ้นมำใหม่จน งดงำม หลังรัชกำลสมเด็จเจ้ำสำมพระยำ แล้ว กรุงศรีอยุธยำ ก็เข้ำสู่ยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ ซึ่งเป็นช่วง เวลำที่ อำณำเขตได้แผ่ขยำยออกไปอย่ำงกว้ำงขวำง มีกำรติดต่อ ค้ำขำย กับบ้ำนเมืองภำยนอก รวมทั้งมีกำรปฏิรูปกำรปกครอง บ้ำนเมืองขึ้น พระองค์ทรงยกเลิกกำรปกครองที่กระจำยอำำนำจ ให้เมืองลูก หลวงปกครองอย่ำงเป็นอิสระ มำเป็นกำรรวบอำำนำจ ไว้ที่พระมหำกษัตริย์ แล้วทรงแบ่งเมืองต่ำง ๆ รอบนอกออกเป็น หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก ซึ่งเมืองเหล่ำนี้ดูแลโดยขุนนำงที่ พระมหำกษัตริย์ทรงแต่งตั้ง นอกจำกนี้ก็ยังได้ทรงสร้ำงระบบศักดินำขึ้น อัน เป็นกำรให้ กรรมสิทธิ์ถือที่นำได้มำกน้อยตำมยศ พระมหำ กษัตริย์มีสิทธิ์ที่จะ เพิ่ม หรือ ลด ศักดินำแก่ใครก็ได้ และหำก ใครทำำผิดก็ต้องถูกปรับไหมตำม ศักดินำนั้น ในเวลำนั้นเอง กรุงศรีอยุธยำที่เจริญมำได้ถึงร้อยปีก็ กลำยเป็น เมืองที่งดงำมและมีระเบียบแบบแผน วัดต่ำง ๆ ที่ได้ ก่อสร้ำงขึ้นอย่ำง วิจิตรบรรจงเกิดขึ้นนับร้อย พระรำชวังใหม่ได้ ก่อสร้ำงขึ้นอย่ำงใหญ่โตก ว้ำงขวำง ส่วนที่เป็นพระรำชวังไม้ เดิมได้กลำยเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดคู่เมืองที่สำำคัญ กรุงศรีอยุธยำกำำลังจะเติบโตเป็นนครแห่งพ่อค้ำ วำณิชอันรุ่งเรือง เพรำะเส้นทำงคมนำคมอันสะดวก ที่เรือสินค้ำ น้อยใหญ่จะเข้ำมำจอด เทียบท่ำได้ แต่พร้อม ๆ กับควำมรุ่งเรือง และควำมเปลี่ยนแปลง สงครำมก็ เกิดขึ้น ช่วงเวลำนั้น ล้ำนนำ ที่มีพระมหำกษัตริย์คือรำชวงศ์เม็งรำย ครองสืบต่อกันมำ กำำลัง เจริญรุ่งเรืองขึ้นมำเป็นคู่แข่งสำำคัญของกรุงศรี อยุธยำ พระเจ้ำ ติโลกรำชซึ่งได้ขยำยอำณำเขตลงมำจนได้เมืองแพร่และ น่ำนก็ ทรงดำำริที่จะขยำยอำณำเขตลงมำอีก เวลำนั้นเจ้ำนำยทำงแคว้น สุโขทัยที่ถูกลดอำำนำจด้วยกำรปฏิรูปกำรปกครองของสมเด็จ พระบรมไตร โลกนำถเกิดควำมไม่พอใจอยุธยำ จึงได้ชักนำำให้ พระเจ้ำติโลกรำชยกทัพ มำยึดเมืองศรีสัชนำลัยซึ่งอยู่ในอำำนำจ 55
  • 56.
    ของกรุงศรีอยุธยำ สมเด็จพระบรมไตรโลกนำถต้องเสด็จกลับไปประทับ อยู่ที่เมือง สระหลวงพรือพิษณุโลก เพื่อทำำสงครำมกับเชียงใหม่ วงครำมยืดเยื้อยำวนำนอยู่ถึง ๗ ปี ในที่สุดอยุธยำก็ยึดเมือง ศรีสัชนำลัยกลับคืนมำได้ ตลอดรัชกำลอันยำวนำนของสมเด็จ พระบรมไตรโลกนำถ และ สมเด็จพระรำมำธิบดีที่ 2 กรุง ศรีอยุธยำได้เจริญอย่ำงต่อเนื่องอยู่นำนถึง ๘๑ ปี กำรค้ำกับต่ำง ประเทศก็เจริญก้ำวหน้ำไปอย่ำงกว้ำงขวำง วัฒน ธรรมก็เฝื่องฟู ทั้งทำงศำสนำและประเพณีต่ำง ๆ แต่หลังรัชกำลสมเด็จพระ รำมำธิบดีที่ 2 กำรแย่งชิงอำำนำจภำยใน ก็ทำำให้กรุงศรีอยุธยำ อ่อนแอลง ขณะเดียวกันที่พม่ำกลับเข้มแข็งขึ้น ควำม เปลี่ยนแปลงทั้งภำยในและภำยนอกรำชอำณำจักรได้ทำำให้เกิด สงครำมครั้งใหญ่อย่ำงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประวัติศำสตร์หน้ำใหม่ อันอำจจะเรียก ได้ว่ำยุคแห่ง ควำมคับเข็ญยุ่งเหยิงนี้ เริ่มต้นด้วยกำรมำถึงของชำวตะวัน ตก พร้อม ๆ กับกำรรุกรำนจำกพม่ำ เมื่อวำสโก ตำกำมำ ชำว โปรตุเกสเดินเรือผ่ำนแหลมกูดโฮปได้ สำำเร็จในรำว พ.ศ.๒๐๐๐ กองเรือของโปรตุเกสก็ทยอยกันมำยังดินแดนฝั่ง ทวีปเอเชีย ใน ปี พ.ศ. ๒๐๕๔ อัลฟองโซ เดอ อัลบูเควิก ชำวโปรตุเกสก็ยึด มะละกำได้สำำเร็จ ส่งคณะฑูตของเขำมำยังสยำม คือ ดูอำรต์ เฟอร์นันเดซ ซึ่งถือเป็นชำวตะวันตกคนแรกที่มำถึงแผ่นดิน สยำม ชำวโปรตุเกสมำพร้อมกับวิทยำกำรสมัยใหม่ ควำมรู้เกี่ยว กับกำร สร้ำงป้อมปรำกำร อำวุธปืน ทำำให้สมัยต่อมำพระเจ้ำ ไชยรำชำธิรำชก็ยก ทัพไปตีล้ำนนำได้สำำเร็จ กรุงศรีอยุธยำเป็น ใหญ่ขึ้น ในขณะที่พม่ำเองในยุคของ พระเจ้ำ ตะเบ็งชะเวตี้ ก็ กำำลังแผ่อิทธิพลลงมำจนยึดเมืองมอญที่หงสำวดีได้ สำำเร็จ อยุธยำกับพม่ำก็เกิดกำรเผชิญหน้ำกันขึ้น เมื่อพวกมอญจำก เชียง กรำนที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำำนำจพม่ำหนีมำพึ่งฝั่งไทย พระเจ้ำ ไชยรำชำธิรำช ยกกองทัพไปขับไล่พม่ำ ยึดเมืองเชียงกรำนคืน มำได้สำำเร็จ ควำมขัดแย้ง ระหว่ำงไทยกับพม่ำก็เปิดฉำกขึ้น หลังพระเจ้ำไชยรำชำธิรำชเสด็จสวรรคตเพรำะถูก ปลงพระชนม์ แผ่นดินอยุธยำก็อ่อนแอลงด้วยกำรแย่งชิงอำำนำจ พระยอดฟ้ำซึ่งมีพระ ชนม์เพียง ๑๑ พรรษำขึ้นครองรำชย์ได้ 56
  • 57.
    ไม่ทันไรก็ถูกปลงพระชนม์อีก ในที่ สุดก็ถึงแผ่นดินสมเด็จพระ มหำจักรพรรดิพม่ำสบโอกำสยกทัพผ่ำนด่ำนเจดีย์ ๓ องค์ เข้ำ มำปิดล้อมกรุงศรี อยุธยำ สมเด็จพระมหำจักรพรรดินำำกองทัพ ออกรับสู้ ในช่วงนี้เองที่หน้ำ ประวัติศำสตร์ได้บันทึกวีรกรรม ของวีรสตรีพระองค์หนึ่ง คือ สมเด็จพระศรี สุริโยทัย ที่ปลอม พระองค์ออกรบด้วย และได้ไสช้ำงเข้ำขวำงสมเด็จพระ มหำจักร พรรดิที่กำำลังเพลี่ยงพลำ้ำ จนถูกฟันสิ้นพระชนม์ขำดคอช้ำง ทุก วัน นี้อนุสำวรีย์เชิดชูวีรกรรมของพระองค์ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่ำ อยู่ใจกลำง เมืองพระนครศรีอยุธยำ ครั้งนั้นเมื่อพม่ำยึดพระนครไม่สำำเร็จ เพรำะไม่ ชำำนำญภูมิ ประเทศ กองทัพพระเจ้ำตะเบ็งชะเวตี้ต้องยกทัพกลับ ไปในที่สุด ฝ่ำยไทยก็ตระเตรียมกำรป้องกันพระนครเพื่อตั้งรับ กำรรุกรำน ของพม่ำที่จะมีมำอีก กำรเตรียมกำำลังผู้คน กำร คล้องช้ำงเพื่อจัดหำช้ำงไว้ เป็นพำหนะสำำคัญในกำรทำำศึกครั้งนี้ ทำำให้มีกำรพบช้ำงเผือกถึง ๗ เชือก อันเป็นบุญบำรมีสูงสุดของ พระมหำกษัตริย์ แต่นั่นกลับนำำมำซึ่งสงครำม ยืดเยื้อยำวนำนอยู่ นับสิบปี พระเจ้ำบุเรงนอง ผู้นำำพม่ำคนใหม่อ้ำงเหตุกำรณ์ ต้องกำรช้ำงเผือกที่สมเด็จพระมหำจักรพรรดิมีอยู่ถึง ๗ เชือก ยกทัพมำทำำสงครำมกับ กรุงศรีอยุธยำอีกครั้ง แล้วไทยก็เสียกรุง แก่พม่ำเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๑๑๒ ช้ำงเผือกอัน เป็นสำเหตุ ของสงครำมก็ถูกกวำดต้อนไปพร้อมกับผู้คนจำำนวนมำก พระ นเรศวรและพระเอกำทศรถ พระโอรสของพระมหำธรรมรำชำที่ พม่ำตั้งให้ เป็นกษัตริย์ปกครองอยุธยำต่อไปในฐำนะเมือง ประเทศรำชก็ทรงถูกบังคับ ให้ต้องไปด้วย กรุงศรีอยุธยำเป็นเมืองขึ้นของพม่ำในครั้งนี้อยู่ถึง ๑๕ ปี พระ นเรศวรก็ประกำศอิสรภำพ เมื่อสมเด็จพระนเรศวร ประกำศอิสรภำพแล้ว กองทัพพม่ำนำำโดย พระมหำอุปรำชก็คุม ทัพลงมำปรำบ สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตั้งที่ ตำำบลหนอง สำหร่ำย จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วกำรรบครั้งยิ่งใหญ่ก็อุบัติขึ้น สมเด็จพระนเรศวรทรงทำำยุทธหัตถีจนได้ชัยชนะ พระมหำ อุปรำชถูกฟัน สิ้นพระชนม์ขำดคอช้ำง เป็นผลให้กองทัพพม่ำ ต้องแตกพ่ำยกลับไป 57
  • 58.
    ยุคสมัยของสมเด็จพระนเรศวร กรุงศรีอยุธยำเป็นปึก แผ่นมั่นคง ศัตรูทำงพม่ำอ่อนแอลงขณะเดียวกันเขมรก็ถูกปรำบ ปรำมจนสงบ ควำม มั่นคงทำงเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นตำมมำ อันส่ง ผลให้กรุงศรีอยุธยำกลำยเป็น อำณำจักรที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด ตำม คำำกล่ำวของชำวยุโรปที่หลั่งไหลเข้ำมำ ติดต่อค้ำขำยในช่วง เวลำดังกล่ำว นับตั้งแต่สมัยพระนเรศวรเป็นต้นมำ กรุงศรี อยุธยำก็ กลำยเป็นศูนย์กลำงกำรค้ำทั้งในและนอกประเทศ มีผู้คนเดิน ทำง เข้ำมำติดต่อค้ำขำยเป็นจำำนวนมำกต่ำงก็ชื่นชมเมืองที่โอบ ล้อมไปด้วยแม่ นำ้ำลำำคลอง ผู้คนสัญจรไปมำโดยใช้เรือเป็น พำหนะ จึงพำกันเรียกพระ นครแห่งนี้ว่ำ เวนิสตะวันออก หลังจำกโปรตุเกสเข้ำมำติดต่อค้ำขำยเป็นชำติแรก แล้ว ฮอลันดำ ญี่ปุ่นและอังกฤษก็ตำมเข้ำมำ ทั้งนี้ไม่นับจีนซึ่ง ค้ำขำยกับกรุงศรีอยุธยำ อยู่ก่อนแล้ว ชนชำติต่ำง ๆ เหล่ำนี้ได้ รับกำรจัดสรรที่ดินให้อยู่เป็นย่ำน เฉพำะ ดังปรำกฏชื่อบ้ำน โปรตุเกส บ้ำนญี่ปุ่นและบ้ำนฮอลันดำมำจน ปัจจุบัน บันทึกของชำวฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งบำทหลวงปำลเลอ กัวซ์ได้คัด ลอกมำ เล่ำถึงพระนครศรีอยุธยำในสมัยนั้นไว้ว่ำ เป็นพระนครที่มีผู้คนต่ำงชำติต่ำงภำษำรวมกันอยู่ ดูเหมือนเป็น ศูนย์กลำงกำรค้ำขำยในโลก ได้ยินผู้คนพูดภำษำต่ำง ๆ ทุก ภำษำ ในบรรดำชำวต่ำงชำติที่มำค้ำขำยกับอยุธยำในยุค แรกนั้น ญี่ปุ่น กลับเป็นชำติที่มีอิทธิพลมำกที่สุด ยำมำดะ นำงำ มำซะ ชำวญี่ปุ่นได้รับ ควำมไว้วำงใจถึงขั้นได้ดำำรงตำำแหน่ง ขุนนำงในรำชสำำนักของพระเอกำทศ รถ มียศเรียกว่ำ ออกญำ เสนำภิมุข ต่อมำได้ก่อควำมยุ่งยำกขึ้นจนหมดอิทธิพลไปใน ที่สุด แม้จะมีชนชำติต่ำง ๆ เข้ำมำค้ำขำยด้วยมำกมำย แต่ กรุงศรี อยุธยำก็ดูเหมือนจะผูกพันกำรค้ำกับจีนไว้อย่ำงเหนียว แน่น จีนเองก็ส่ง เสริมให้อยุธยำผลิตเครื่องปั้นดินเผำโดยเฉพำะ เครื่องสังคโลก เพื่อส่งออก ไปยังตะวันออกกลำงและหมู่เกำะใน แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 58
  • 59.
    กำรค้ำขำยต่ำง ๆ เหล่ำนี้ทำำให้กรุงศรีอยุธยำมี กำรเก็บภำษีที่เรียกว่ำ ขนอน มีด่ำนขนอนซึ่งเป็นด่ำนเก็บภำษี อยู่ตำมลำำนำ้ำใหญ่ทั้ง ๔ ทิศ และยังมีขนอนบกคอยเก็บภำษีที่มำ ทำงบกอีกต่ำงหำก นอกเหนือจำกควำมเป็นเมืองท่ำแล้ว อยุธยำ ยังเป็นชุมทำงกำร ค้ำภำยในอีกด้วย ตลำดกว่ำ ๖๐ แห่งใน พระนคร มีทั้งตลำดนำ้ำ ตลำดบก และยังมีย่ำนต่ำง ๆ ที่ผลิต สินค้ำด้วยควำมชำำนำญเฉพำะด้ำน มีย่ำนที่ ผลิตนำ้ำมันงำ ย่ำน ทำำมีด ย่ำนปั้นหม้อ ย่ำนทำำแป้งหอมธูปกระแจะ ฯลฯ คูคลองต่ำง ๆ ในอยุธยำได้สร้ำงสังคมชำวนำ้ำขึ้นพร้อม ไปกับวิถี ชีวิตแบบเกษตรกรรม เมื่อถึงหน้ำนำ้ำก็มีกำรเล่นเพลง เรือเป็นที่สนุกสนำน เมื่อเสร็จหน้ำนำก็มีกำรทอดกฐิน ลอย กระทง งำนรื่นเริงต่ำง ๆ ของชำว บ้ำนมักทำำควบคู่ไปกับพิธีกำร ของชำววัง เช่น พระรำชพิธีจองเปรียญตำม พระประทีป ซึ่งต่อ มำเปลี่ยนชื่อเป็นลอยกระทงทรงประทีป พระรำชพิธี สงกรำนต์ พระรำชพิธีแรกนำขวัญ พิธีกรรมเหล่ำนี้สะท้อนวิถีชีวิตของชำว อยุธยำที่ผูกพันอยู่กับธรรมชำติแม่นำ้ำลำำคลองอย่ำงเหนียวแน่น อยุธยำเจริญขึ้นมำโดยตลอด กำรค้ำสร้ำงควำมมั่งคั่งให้พระ คลัง ที่มีสิทธิ์ซื้อสินค้ำจำกเรือสินค้ำต่ำงประเทศทุกลำำได้ก่อน โดยไม่เสียภำษี ควำมมั่งคั่งของรำชสำำนักนำำไปสู่กำรสร้ำงวัดวำ อำรำมต่ำง ๆ กำรทำำนุ บำำรุงศำสนำและกำรก่อสร้ำงพระรำชวัง ให้ใหญ่โตสง่ำงำม ในสำยตำของชำวต่ำงประเทศแล้ว กรุงศรีอยุธยำเป็นมหำนคร อันยิ่งใหญ่ ที่มีพระรำชวังเป็นศูนย์กลำง โยสเซำเต็น พ่อค้ำชำว ฮอลันดำที่ เข้ำมำยังกรุงศรีอยุธยำในสมัยสมเด็จพรเจ้ำปรำสำท ทองได้บันทึกไว้ว่ำ กรุงศรีอยุธยำเป็นครที่ใหญ่โตโอ่อ่ำวิจิตร พิสดำร และพระมหำกษัตริย์ สยำมเป็นบุคคลที่รำ่ำรวยที่สุดใน ภำคตะวันออกนี้ พระนครแห่งนี้ ภำยนอกอำจดูสงบงดงำมและร่มเย็นจำก สำยตำ ของคนภำยนอก แต่แท้จริงแล้วบัลลังก์แห่งอำำนำจ ภำยในของกรุงศรี อยุธยำไม่เคยสงบ เมื่อสมเด็จพระเอกำทศรถ เสด็จสวรรคต กำรแย่งชิงอำำนำจได้ ดำำเนินมำอย่ำงต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. ๒๑๗๒ รำชวงศ์สุโขทัยที่ครองรำชย์ สืบต่อกันมำ ตั้งแต่สมัยของพระมหำธรรมรำชำก็ถูกโค่นล้ม พระเจ้ำ ปรำสำท 59
  • 60.
    ทองเสด็จขึ้นครองรำชย์ และสถำปนำรำชวงศ์ปรำสำททองขึ้น ใหม่ แม้จะครองบัลลังก์จำกกำรโค่นล้มรำชวงศ์อื่นลง ยุคสมัย ของพระองค์และสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำชที่ยำวนำนถึง ๖๐ ปีนั้น กลับ เรียกได้ว่ำเป็นช่วงเวลำที่กรุงศรีอยุธยำเจริญรุ่งเรือง ถึงขีดสุด พระเจ้ำปรำสำททองทรงมุ่งพัฒนำบ้ำนเมืองทั้งทำง ด้ำนศิลป กรรมและกำรค้ำกับต่ำงประเทศ ทรงโปรดให้สร้ำงวัด ไชยวัฒนำรำมริมฝั่ง แม่นำ้ำเจ้ำพระยำขึ้นด้วยคติเขำพระสุเมรุ จำำลอง อันเป็นแบบอย่ำงที่ได้รับ อิทธิพลมำจำกปรำสำทขอม พร้อมกันนี้ก็ได้มีกำรคิดค้นรูปแบบทำงศิลป กรรมใหม่ ๆ ขึ้น เช่นพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง พระพุทธรูปทรงเครื่องแบบ อยุธยำอันงดงำมก็ได้รับกำรฟื้นฟูขึ้นมำในสมัยนี้ ทำงด้ำนกำรค้ำกับต่ำงประเทศ หลังจำกที่โปรตุเกส เข้ำมำค้ำ ขำยกับกรุงศรีอยุธยำจนทำำให้เมืองลิสบอนของ โปรตุเกสกลำยเป็นศูนย์ กลำงกำรค้ำเครื่องเทศและพริกไทยใน ยุโรปนำนเกือบศตวรรษแล้ว ฮอลันดำจึงเริ่มเข้ำมำสร้ำงอิทธิพล แข่ง กรุงศรีอยุธยำสร้ำงไมตรีด้วยกำรให้สิทธิพิเศษบำงอย่ำงแก่ พวก ดัตช์ เพื่อถ่งดุลกับชำวโปรตุเกสที่เนิ่มก้ำวร้ำวและเรียกร้อง สิทธิพิเศษเพิ่มขึ้นทุกขณะ พอถึงสมัยพระเจ้ำปรำสำททอง กำรค้ำของฮอลันดำเจริญ รุ่งเรือง ขึ้นมำก จึงเริ่มแสดงอิทธิพลบีบคั้นไทย ประกอบกับพระ คลังในสมัยนั้นได้ ดำำเนินกำรผูกขำดสินค้ำหลำยชนิด รวมทั้ง หนังสัตว์ที่เป็นสินค้ำหลักของ ชำวดัตช์ ทำำให้เกิดควำมไม่พอใจ ถึงขั้นจะใช้กำำลังกันขึ้น ถึงสมัยของสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช ฮอลันดำก็ คุกคำมหนัก ขึ้น ในที่สุดก็เข้ำยึดเรือสินค้ำของพระนำรำยณ์ที่ ชักธงโปรตุเกสในอ่ำวตังเกี๋ย ต่อมำไม่นำนก็นำำเรือ ๒ ลำำเข้ำมำ ปิดอ่ำวไทย เรียกร้องไม่ให้จ้ำงชำว จีน ญี่ปุ่น และญวนในเรือ สินค้ำของอยุธยำ เพื่อปิดทำงไม่ให้อยุธยำค้ำ ขำยแข่งด้วย มี กำรเจรจำกันในท้ำยที่สุด ซึ่งผลจำกกำรเจรจำนี้ทำำให้ ฮอลันดำ ได้สิทธิ์ผูกขำดหนังสัตว์อย่ำงเดิม เพื่อถ่วงดุลอำำนำจกับฮอลันดที่นับวันจะเพิ่มขึ้นทุก ขณะ สมเด็จพระนำรำยณ์จึงหัน ไปเอำใจอังกฤษกับฝรั่งเศส 60
  • 61.
    แทน ในช่วงนี้เองควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกรุงสยำมกับ ฝรั่งเศส เจริญรุ่งเรืองอย่ำงที่สุดบุคคลผู้หนึ่งที่ก้ำวเข้ำมำในช่วงนี้และต่อ ไปจะได้มี บทบำทอย่ำงมำกในรำชสำำนักสยำม ก็คือ คอนแสตน ติน ฟอลคอน ฟอลคอนเป็นชำวกรีกที่เข้ำมำรับรำชกำรในแผ่นดิน สมเด็จพระนำรำยณ์รำวกลำง รัชสมัย และเจริญก้ำวหน้ำจนขึ้น เป็นพระยำวิชำเยนทร์ในเวลำอันรวดเร็ว เวลำเดียว กันกับที่ ฟอลคอนก้ำวขึ้นมำมีอำำนำจในรำชสำำนักไทย ฝรั่งเศสในรำช สำำนักของพระเจ้ำหลุยส์ที่ ๑๔ ที่เข้ำมำติดต่อกำรค้ำและเผยแพร่ ศำสนำก็พยำยำมเกลี้ยกล่อม ให้สมเด็จพระนำรำยณ์หันมำเข้ำ รีตนิกกำยโรมันคำทอลิกตำมอย่ำงประเทศฝรั่งเศส ในช่วงเวลำนี้ได้มีกำรส่งคณะทูตสยำมเดินทำงไป ฝรั่งเศสเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ทำงฝรั่งเศสเองก็ส่งคณะทูตเข้ำ มำในสยำมบ่อยครั้ง โดยมีจุดประสงค์หลักคือชัก ชวนให้พระ นำรำยณ์ทรงเข้ำรีต ฟอลคอนเองซึ่งเปลี่ยนมำนับถือนิกำย โรมันคำทอลิกตำมภรรยำได้สมคบกับฝรั่งเศสคิดจะเปลี่ยนแผ่น ดินสยำมให้เป็น เมืองขึ้นของฝรั่งเศส ดังเช่นใน พ.ศ. ๒๒๒๘ โดยรำชทูตเชอวำเลีย เดอโชมองต์, ปี พ.ศ. ๒๒๓๐ โดยลำลู แบร์ ก็กลับไม่ประสบควำมสำำเร็จในกำรเปลี่ยนให้พระเจ้ำแผ่น ดินสยำมหันมำเข้ำรีต ไม่นำนชำวสยำมก็เริ่มชิงชังฟอลคอน มำกขึ้น อิทธิพลของฟอลคอนที่มีต่อรำช สำำนักสยำมก็เพิ่มมำก ขึ้นทุกวัน ปี พ.ศ. ๒๒๓๑ สมเด็จพระนำรำยณ์ทรงประชวร หนัก ไม่สำมำรถว่ำรำชกำลได้ มีรับสั่งให้ฟอลคอนรีบลำออกจำก รำชกำรและไป เสียจำกเมืองไทย แต่ก็ช้ำไปด้วยเกิดควำม วุ่นวำยขึ้นเสียก่อน พระเพทรำชำและ คณะผู้ไม่พอใจฝรั่งเศส จับฟอลคอนไปประหำรชีวิต เมื่อสมเด็จพระนำรำยณ์เสด็จ สวรรคตในเดือนต่อมำพระเพทรำชำก็เสด็จขึ้นเถลิงรำชสมบัติ แทน กำรเข้ำมำของยุโรปจำำนวนมำกในสมัยของสมเด็จพระเจ้ำ ปรำสำททองและสมเด็จ พระนำรำยณ์ นอกจำกจะทำำให้บ้ำน เมืองมีควำมมั่งคั่งแล้ว ยังก้ำวหน้ำไปด้วยวิทยำ กำรสมัยใหม่ทั้ง ทำงด้ำนสถำปัตยกรรม กำรแพทย์ ดำรำศำสตร์ กำรทหำร มี กำร ก่อสร้ำงอำคำร ป้อมปรำกำร พระที่นั่งในพระรำชวังเพิ่ม 61
  • 62.
    เติมด้วยเทคโนโลยีแบบ ตะวันตก นอกจำกนี้ภำพวำดของชำว ตะวันตกยังแสดงให้เห็นว่ำมีกำรส่องกล้องดูดำวในสมัยสมเด็จ พระนำรำยณ์ด้วย เมื่อสิ้นรัชกำลสมเด็จพระนำรำยณ์ ควำมขัดแย้งภำยใน เมื่องจำกกำรแย่งชิงรำช สมบัติเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลำ ทำำให้กำร ติดต่อกับต่ำงประเทศซบเซำลงไป ตั้งแต่รัช สมัยสมเด็จพระเพท รำชำจนถึงพระเจ้ำท้ำยสระ มีกำรก่อสร้ำงสิ่งใหม่ๆเพียงไม่กี่ อย่ำง ครั้นถึงสมัยพระเจ้ำบรมโกศ บ้ำนเมืองก็กลับเจริญ รุ่งเรืองขึ้นมำอีกครั้งในช่วง ระยะเวลำหนึ่ง จนกล่ำวได้ว่ำยุค สมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของศิลปวิทยำ กำรอย่ำงแท้จริง ก่อนที่กรุงศรีอยุธยำจะตกตำ่ำไปจนถึงกำลล่มสลำย ในรัชกำลนี้ได้มีกำรบูรณปฏิสังขรณ์พระรำชวังและ วัดวำอำรำมต่ำงๆ ศิลปกรรม เฟื่องฟูขึ้นมำอย่ำงมำกทั้งในด้ำน ลวดลำยปูนปั้น กำรลงรักปิดทอง กำรช่ำงประดับ มุก กำรแกะ สลักประตูไม้ ทำงด้ำนวรรณคดีก็มีกวีเกิดขึ้นหลำยคน ที่โดเด่น และ เป็นที่รู้จักคือ เจ้ำฟ้ำธรรมำธิเบศร ผู้นิพนธ์กำพย์เห่เรือ ส่วย กำรมหรสพก็มีกำรฟื้น ฟูบทละครนอกละครในขึ้นมำเล่นกัน อย่ำงกว้ำงขวำง กรุงศรีอยุธยำถูกขับกล่อม ด้วยเสียงดนตรัและ ควำมรื่นเริงอยู่ตลอดเวลำ แต่ท่ำมกลำงควำมสงบสุขและรุ่งเรืองทำงศิลปวัฒนธรรม ควำมขัดแย้งค่อยๆ ก่อตัวขึ้น กำรแย่งอำำนำจทั้งในหมู่พระ รำชวงศ์ ขุนนำง ทำำให้อีกไม่ถึง ๑๐ ปีต่อ มำกรุงศรีอยุธยำก็เสีย แก่พพม่ำในสมัยของพระเจ้ำเอกทัศน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยำในสมัยของพระเจ้ำบรมโกศจนถึงสมัยของ พระเจ้ำเอกทัศน์นั้น คล้ำยกับพลุที่จุดขึ้นสว่ำงโร่บนท้องฟ้ำชั่ว เวลำเพียงไม่นำนแล้วก็ดับวูบลงทันที วันกรุงแตกเมื่อ ๗ เมษำยน พ.ศ. ๒๓๑๐ เล่ำกัยว่ำในกำำแพงเมืองมีผู้คนหนีพม่ำ มำ แออัดอยู่นับแสนคน ปรำกฏว่ำได้ถูกพม่ำฆ่ำตำยไปเสียกว่ำครึ่ง ที่เหลือก็หนี ไปอยู่ตำมป่ำตำมเขำ พม่ำได้ปล้นสะดม เผำบ้ำน เรือน พระรำชวังและวัดวำอำรำม ต่ำงๆจนหมดสิ้น นอกจำกนี้ยัง หลอมเอำทองที่องค์พระและกวำดต้อนผู้คนกลับ ไปจำำนวนมำก อำรยธรรมที่สั่งสมมำกว่ำ ๔๐๐ ปี ของกรุงศรีอยุธยำก็ถูกทำำลำย 62
  • 63.
    ลงอย่ำงรำบคำบเมื่อสิ้นสงกรำนต์ปีนั้น หลังจำกกรุงแตกแล้วพม่ำก็มิได้เข้ำมำปกครองสยำม อย่ำงเต็มตัว คงทิ้งให้สุกี้ พระนำยกองตั้งอยู่ที่ค่ำยโพธิ์สำมต้น เพื่อดูแลควำมสงบเรียบร้อยสภำพบ้ำน เมืองหลังจำกเสียแก่ พม่ำแล้วก็มีชุมนุมเกิดขึ้นตำมหัวเมืองต่ำง ได้แก่ ชุมนุม เจ้ำฝำง ชุมนุมเจ้ำตำก ชุมนุมเจ้ำพิษณุโลก ชุมนุมเจ้ำนครศรีธรรมรำช ที่ต่ำง ก็ซ่องสุมผู้คนเพื่อเตรียมแผนกำรใหญ่ ในบรรดำชุมนุมใหญ่น้อยเหล่ำนี้ ชุมนุมพระเจ้ำตำกได้ เติบโตเข้มแข็งขึ้นเมื่อ ยึดได้เมืองจันทบุรี กองทัพพระเจ้ำตำก ใช้เวลำหลำยเดือนในกำรรวบรวมผู้ คนตระเตรียมเรือรบ แล้ว จึงเดินทัพทำงทะเลขึ้นมำจนถึงเมืองธนบุรี เข้ำยึด เมืองธนบุรีได้ แล้ว ไม่นำนก็ตีค่ำยพม่ำที่โพธิ์สำมต้นแตกในวันที่ ๗ พฤศจิกำยน พ.ศ. ๒๓๑๐ นับรวมเวลำในกำรกอบกู้เอกรำชไม่ ถึงหนึ่งปี สมดังคำำที่ว่ำ "กรุง ศรีอยุธยำไม่สิ้นคนดี" กรุงศรีอยุธยำเป็นรำชธำนีไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ นับเป็นเวลำยำวนำนถึง ๔๑๗ ปี มีกวีและวรรณคดี จำำนวนมำก วรรณคดีแต่ละเรื่องล้วนมีคุณค่ำเป็นมรดกสมควร รักษำไว้ตลอดไป ในที่นี้จะกล่ำวถึงวรรณคดีบำงฉบับ คือ ลิลิต ยวนพ่ำย ลิลิตพระลอ สมุทรโฆษคำำฉันท์ โคลงกำำสรวล และบท เห่เรือของเจ้ำฟ้ำธรรมำธิเบศร์ ลิลิตยวนพ่ำย กวีนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ สันนิษฐำนว่ำ แต่งในรัชสมัยสมเด็จ พระรำมำธิบดีที่ ๒ (ประมำณ พ.ศ. ๒๐๓๔ – ๒๐๗๒) พระ รำชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ เนื้อเรื่องกล่ำวถึงพระ รำชประวัติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ ตั้งแต่ ประสูติจนถึง กำรขึ้นเถลิงถวัลยรำชสมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยำ เล่ำถึงพระปรีชำ สำมำรถในด้ำนกำรปกครอง กำรทหำร และกำรศำสนำ จุดสำำคัญที่สุดของเนื้อเรื่องคือ กำรทำำสงครำมกับยวนหรือ เชียงใหม่ ซึ่งยกทัพมำตีหัวเมืองทำงเหนือจนตีสุโขทัยได้ แล้ว ยกทัพต่อลงมำจะตีพิษณุโลก และกำำแพงเพชร ดังนั้น สมเด็จ 63
  • 64.
    พระบรมไตรโลกนำถจึงทรงยกทัพไปปรำบหลำยครั้ง กว่ำจะได้ รับชัยชนะ กวีนิพนธ์ลิลิตยวนพ่ำย แต่งด้วยรูปแบบคำำประพันธ์ร่ำย ดั้นและโคลงดั้นบำทกุญชร ใช้ภำษำที่ประณีตงดงำม ศัพท์สูงส่ง วิจิตร เต็มไปด้วยชั้นเชิงสูงด้ำนกำรใช้ภำษำ สมเด็จพระเจ้ำบรม วงศ์เธอ กรมพระยำดำำรงรำชำนุภำพทรงกล่ำวถึงลิลิตยวนพ่ำย ว่ำ "นับว่ำเป็นหนังสือที่แต่งดีอย่ำงเอกในภำษำไทยเรื่อง หนึ่ง เป็นพงศำวดำรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรม ไตรโลกนำถ เมื่อครั้งพระเจ้ำติโลกรำช (กษัตริย์) เมือง เชียงใหม่ลงมำตีหัวเมืองฝ่ำยเหนือ (สมเด็จพระบรม ไตรโลกนำถทรงพยำยำมทำำสงครำมจนมีชัยชนะ เอำหัว เมืองฝ่ำยเหนือเหล่ำนั้นคืนมำได้จึงเรียกว่ำ ยวนพ่ำย" ลิลิตยวนพ่ำย เป็นวรรณคดีประเภทสดุดีวีรกรรมของพระ มหำกษัตริย์ จัดเป็นวรรณคดีประวัติศำสตร์ ท่วงทำำนองกำรแต่ง แต่งเป็นลิลิตดั้น กล่ำวคือเป็นร่ำยดั้น และโคลงดั้น บำทกุญชร ต่อมำไม่ใช่คำำว่ำ ลิลิต เรียกแทน ลักษณะกำรประพันธ์ดังกล่ำว เพรำะกำรแต่งไม่ได้มีร่ำยดั้น ประกอบทุกบท มีเพียงร่ำยดั้นนำำเพียงตอนแรกเท่ำนั้นจึงเรียกว่ำ ยวนพ่ำยโคลงดั้น ควำมมุ่งหมำยของกำรแต่ง คือ เพื่อยอพระเกียรติพระมหำ กษัตริย์ ควำมหมำยของคำำว่ำ “ลิลิต” พจพนำนุกรมฉบับรำช บัณฑิยสถำน ๒๕๒๕ (๒๕๓๘: ๗๓๕) ให้คำำนิยำมไว้ว่ำ “คำำ ประพันธ์ ซึ่งใช้โคลงและร่ำยสัมผัสกัน” ในด้ำนเนื้อหำเป็นกำร สดุดีวีรกรรมพระมหำกษัตริย์ ควำมหมำยของคำำว่ำ “ยวน” คำำว่ำ ยวน ในที่นี้หมำยถึงคน ล้ำนนำ เพี้ยนมำจำก โยน หรือ โยนก เรียกกันสำมัญว่ำไท-ยวน ได้แก่ คนไทยถิ่นเหนือนั่นเอง 64
  • 65.
    เหตุกำรณ์ทำงประวัติศำสตร์และเนื้อหำ กล่ำวถึงสงครำม ระหว่ำงไทยใต้ (อยุธยำ)และไทยเหนือ (ล้ำนนำ) กล่ำวโดย สรุปดังนี้ ๑. เป็นโครงดั้นยอพระเกียรติ สมเด็จพระบรมไตรโลก นำถ ๖๐ บท คือ โครงบทที่ ๑-๖๐ กล่ำวถึงเหตุกำรณ์สมัยพระรำชบิดำของสมเด็จพระบรมไตรโลก นำถยกทัพไปรบเขมร พระองค์ประสูติตอนที่พระรำชบิดำ ประชุมพล พระรำชบิดำปรำบเขมรได้ พระรำชบิดำสวรรคต พระองค์ขึ้นเสวยรำช ๑.๑ โคลงบทที่ ๖๑-๑๑๒ กล่ำวถึงเจ้ำเมืองพิษณุโลก เอำใจออกห่ำงจำกกรุงศรี อยุธยำไปติดต่อกับพระเจ้ำติโลกรำชเจ้ำเมืองเชียงใหม่ สมเด็จ พระบรมไตรโลกนำถจึงยกทัพไปตีและปรำบปรำมมำจนสงบ (ยวนพ่ำย) เสด็จประทับที่เมืองพิษณุโลก ทรงทำำนุบำำรุง พระพุทธศำสนำส่งพระรำชบุตรไปลังกำ นิมนต์พระเถระมำเผย แพร่พุทธศำสนำ พระองค์ทรงผนวชและสร้ำงวัดพุทธไธศวรรย์ ๑.๒ โคลงตั้งแต่บทที่ ๑๑๓ เป็นต้นไป กล่ำวถึง พระเจ้ำติโลกรำชแต่งตั้งหมื่นด้ง นครเป็นเจ้ำเชียงชื่น จำกนั้นพระเจ้ำติโลกรำชเสียจริตประหำร ชีวิตรำชบุตร และเรียกหมื่นด้งนครไปเชียงใหม่และประหำร ชีวิต ภรรยำหมื่นด้งนครแค้นใจ ได้ขอให้สมเด็จพระบรม ไตรโลกนำถช่วย จึงเกิดสงครำมระหว่ำงกรุงศรีอยุธยำกับ เชียงใหม่ (ยวนพ่ำย)อีกครั้ง โคลงตั้งแต่บทที่ 290 – 365 เป็นกำรยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ ลักษณะคำำประพันธ์และภำษำที่ใช้ เป็นร่ำยดั้น ๒ ตอน และโคลงดั้นบำทกุญชร จำำนวน ๓๖๕ บท ภำษำที่ใช้เป็นภำษำไทยโบรำณ เขมรและสันสกฤต – บำลี จำำนวนมำก อ่ำนเข้ำใจยำก แต่มีควำมไพเรำะ หนักแน่นและ ประณีตบรรจง ลิลิตยวนพ่ำย มีปรำกฏหลักฐำนมำจนทุกวันนี้ ยังมีควำม สมบูรณ์ มีขนบแต่งเหมือนวรรณคดีบำงเรื่อง ถ้อยคำำที่ใช้ใน 65
  • 66.
    โบรำณและคำำสันสกฤตส่วนมำก ถ้อยคำำเหล่ำนี้ยังไม่ถูก ดัดแปลงแก้ไขจำกคนชั้นหลัง จึงเป็นประโยชน์แก่กำรศึกษำ ด้ำนภำษำอย่ำงมำกถึงแม้จะใช้ถ้อยคำำสำำนวนที่เข้ำใจยำก และเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับกำรรบทัพจับศึก แต่ลิลิต เรื่องนี้ก็ยังมี ลักษณะวรรณคดีดีเด่นเพรำะใช้ถ้อยคำำไพเรำะ โวหำรพรรณนำ ที่ ก่อให้เกิดจินตภำพ ให้อำรมณ์ชื่นชมยินดีในบุญญำธิกำรของ พระเจ้ำแผ่นดิน และควำมรุ่งเรืองของบ้ำนเมือง อันเป็นลักษณะ สำำคัญของวรรณคดีประเภท สดุดีควำมดีเด่นของลิลิตยวนพ่ำย ทำำให้กวีภำยหลังถือเป็นแบบอย่ำง เช่น สมเด็จพระมหำสมณเจ้ำ กรมพระยำ ปรมำนุชิตชิโนรสทรงนิพนธ์ลิลิตตะเลงพ่ำย เพื่อ สดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช เนื้อเรื่องย่อ ตอนต้นกล่ำวนมัสกำรพระพุทธเจ้ำและนำำหัวข้อธรรมมำ แจกแจงทำำนองยกย่องสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถว่ำ ทรง คุณธรรมข้อนั้น ๆ กล่ำวถึงพระรำชประวัติ ตั้งแต่ประสูติจนได้ รำชสมบัติ ต่อมำเจ้ำเมืองเชียงชื่น(เชลียง) เอำใจออกห่ำง นำำ ทัพเชียงใหม่มำตีเมืองชัยนำท แต่ถูกสมเด็จพระบรมไตรโลก นำถตีแตกกลับไป และยึดเมืองสุโขทัยคืนมำได้ แล้วประทับอยู่ เมืองพิษณุโลก เสด็จออกบวชชั่วระยะหนึ่ง ต่อจำกนั้นกล่ำวถึง กำรทำำสงครำมกับ เชียงใหม่อย่ำงละเอียดครั้งหนึ่ง แล้วบรรยำย เหตุกำรณ์ทำงเชียงใหม่ ว่ำพระเจ้ำติโลกรำชเสียพระจริต ประหำรชีวิตหนำนบุญเรืองรำชบุตร และหมื่นดังนครเจ้ำเมือง เชียงชื่น ภรรยำหมื่นดังนครไม่พอใจ จึงมีสำรมำพึ่งพระบรม โพธิสมภำรของสมเด็จสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถและขอกอง ทัพไปช่วย พระเจ้ำติโลกรำชทรงยอทัพมำป้องกันเมืองเชียงชื่น เสร็จแล้วเสด็จกลับไปรักษำเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระบรม ไตรโลกนำถทรงกรีธำทัพหลวงขึ้นไปรบตีเชียงใหม่ พ่ำยไปได้ เมืองเชียวชื่น ตอนสุดท้ำยสรรเสริญพระบำรมีสมเด็จพระบรม ไตรโลกนำถอีกครั้งหนึ่ง เนื้อหำคำำประพันธ์ ร่ำย 66
  • 67.
    ๏ ศรีสิทธิสวัสดิ ชยัศดุมงคลวิมลวิบูลย์ อดูลยำดิเรก เอก ภูธรกรกช ทสนัขสมุชลิต วิกสิตสโรโชดม บรมนบอภิวำท บำ ทรโชพระโคดม สำนุพระสัทธรรมำทิตย์ บพิตรมหิทธิมเหำฬำร มหำนดำทธยำศรย หฤทยธวรงค์ ทรงทวดึงษมหำบุรุษลักษณ์ อัครอัษโฎษดร บวรสัตมงคล อนนตญำณอเนก อเศกษำอภิต อสิตยำนุพยญชนพิรญชิต ฉำยฉัพพิธรังษี พยงรพีพรรณ จันทร โกฏิ โชติสหัสชัชวำล วิศำลแสงรุ่งเร้ำ เท้ำหกท้องฟ้ำหล้ำสี่สบ ดำรนพมณฑล สรณำภิวนทนสัทธรรมำคม อุดำมำภิวันทน อรรษฎำรยำภิวำท อำทิยุคขุกเข็ญ เป็นกรลีกรลำำพรธรณิดล จล พิจลต่ำงต่ำง พ่ำงจะขวำ้ำทั้งสี่หล้ำ ฟ้ำทังหกพกหงำย รสำยสยบ ภพมณฑลในกษษนั้น บั้นพรหมพิษณุ อิศวรอดุลเดช เหตบพิตร คิดกรุณำประชำรำษฎร อยยวจพินำศทังมูล สูญภพสบสิง ธจิ่ง แกล้งแส้งสรวบ รวบเอำอัษเฎำมูรรดิมำมิศร ด้วยบพิตรเสร็จ ก็ เสด็จมำอุบัติในกระษัตรี ทวีดิวงษพงษอภิชำต รงับรำชรีปู ชู แผ่นดินให้หงำย ทำยแผ่นฟ้ำบให้ขวำ้ำ ลำ้ำกรัณธรัตนวัดถวี ตรี โลกยบให้อูน หนุนพระพุทธศำสนให้ตรง ดำำรงกรษัตรให้กร สำนต์ ประหำรทุกขให้กษย ไขยเกษตรให้เกษม เปรมใจรำษฎร นิกร กำำจรยศโยค ดิลกโลกยอำศรย ชยชยนฤเบนทรำทรงเดช ฤๅลงดินฟ้ำฟุ้งข่ำวขจร ฯ โคลงสี่ ๏ พรหมพิษณุบรเมศรเจ้ำ จอมเมรุ มำศแฮ ยำำเมศมำรุตอร อำศนม้ำ พรุณคนิกุเพนทรำ สูรเสพย เรืองรวีวรจ้ำ แจ่มจันทร ฯ ๏ เอกำทสเทพแส้ง เอำองค์ มำฤๅ เป็นพระศรีสรรเพชญ ที่อ้ำง พระเสด็จดำำรงรักษ ล้ยงโลกย ไส้แฮ ทุกเทพทุกท้ำวไหงว้ ช่วยไชย ฯ ๏ พระมำมลำยโศกหล้ำ เหลึอศุข มำตรยกไตรภพฤๅ รำ่ำได้ พระมำบันเทำทุกข ทุกสิ่ง เสบอยแฮ ทุกเทศทุกท้ำวไท้ นอบเนึอง ฯ ๏ พระมำยศยิ่งฟ้ำ ดินชม ชื่นแฮ 67
  • 68.
    มำแต่งไตรรัตนเรือง รอบหล้ำ พระมำสมสำภำร เพญโพธไส้แฮ ใครแข่งใครข้องถ้ำ ถ่องเอง ฯ ๏ พระมำคฤโฆษเรื้อง แรงบุญ ท่ำนนำ ทุกทั่วดินบนเกรง กรำบเกล้ำ พระเสด็จแสดงคุณ ครองโลกย ไส้แฮ เอกกษัตรส้องเฝ้ำ ไฝ่เห็นขอเห็น ฯ ๏ พระมำเพญโภคยพ้น ไพศรพ โสดแฮ ภูลบ่อเงินทองเป็น บ่อแก้ว พระมำเกอดเกษมภพ ทั้งสี่ เสบอยแฮ มำสำำแดงกล้ำแกล้ว เกลื่อนรณ ฯ ๏ พระมำมล้ำงท้ำวทั่ว ธรณี อ้นอำจเอำกลเอำ ฬ่อล้ยง พระมำก่อภูมี ศวรรำช อันอยู่โดยยุคดิพ้ยง พ่ำงอำริย์ ฯ ๏ พระมำแมนสำธุสร้อง ถวำยพร เพิ่มแฮ มำสำำแดงไชยชำญ ช่ยวแกล้ว พระมำรบำลบร ทุกทวีป ไส้แฮ มำสำำแดงฤทธิแผ้ว แผ่นดิน ฯ ๏ พระเสด็จแสดงดิพรแกล้ว กำรยุทธ ยิ่งแฮ มำสำำแดงสิทธิศิลป์ เลิศล้น พระมำยิ่งแมนรุทธิ เรืองเดช มำสำำแดงยศพ้น แพ่งถมำ ฯ ๏ พระมำทุกเทศท้ยน มำคัล มำผ่ำนภูวมำผำย แผ่นหล้ำ พระมำก่อธรรมำ ครองโลกย มำสืบสีมำข้ำ ข่มเข็ญ ฯ ๏ พระมำยศโยคพ้น พรรณำ มำพ่ำงมำพำเปน ปิ่นแก้ว พระมำทยบทยมสมำ ธิปรำชญ เพรงแฮ มำทยบมำทบแผ้ว แผ่นไตร ฯ ๏ เอกัตวเอกำตมลำ้ำ เลอกษัตร ท่ำนฤำ 68
  • 69.
    เอกทยำศรยแสวง ชอบใช้ เอกำจลดำำรงรักษ รองรำษฎร์ไส้แฮ เอกสัตวเกื้อให้ ส่ำงศัลย ฯ ๏ ทวิบททวิชำติเชื้อ สุรยวงษ ท่ำนฤำ ทวิคุณำธิกธรรม์ เลิศล้น ทวีพิธทวีธำรทรง สุรยเสพย ไส้แฮ เทวภำพเทวหกพ้น แว่นไว ฯ ๏ ไตรตรัสไตรเทพยเรื้อง ไตรรัตน ไตรโลกยไตรไตรภพ ทั่วแท้ ไตรไตรปิฎกตรัส ไตรเทพ ไตรทั่วไตรพิธแปล้ ปล่งชำญ ฯ ๏ ตรีศรีตรีเนตรต้ำน ตรีศักดิ ก็ดี ตรัสท่ำนตรัสปำนตรัส ท่ำนได้ ไตรตรึงษ์ก็คดีตรัส ไตรถ่อง ตรีโทษตรีคุณไท้ เลิศฦๅ ฯ ๏ จตุรทฤษฎิธรรมถ่องแจ้ง จตุรำ คมจตุรคุณฤๅ กีดกั้น จตุรำคมำรักษ จตุรโลกย แจ้งจตุรยุคชั้น ช่องกัลป์ ฯ ๏ จตุรมรรคยลโยคแจ้ง จตุรพิธ เพริศแฮ แจ้งจตุรพรรค ฬ่อล้ยง จตุรำพุทธทิศ จตุรเทศ แจ้งจตุรภักตรพ้ยง พ่ำงอำริย์ ฯ ๏ จตุโรบำเยศแจ้ง จตุรงค์ แจ้งจตุรฤทธิฌำณ ทั่วแท้ จตุรำริยสัตยทรง ทำยำท แจ้งจตุรผลแก้ ยวดชำญ ๆ ๏ เบญจำวุทรำษฎรบั้น เบญจำงค เบญจมำรเบญญำ ผ่ำแผ้ว เบญจำพิชำนำง คฌำเณศ เบญจนิวรณแร้วร้ำง ร่ำงเหน ฯ ๏ เบญเจนทริเยศบั้น เบญจำ นันตริยเบญจัก ไปล่เปลื้อง 69
  • 70.
    เบญจปรกำรณำ พิธมำรค ก็ดี เบญจยศนั้นเรื้องรวดพรหม ฯ ๏ เบญจปรสำทบั้น เบญจัศ สกนธเบญจำรมภฤๅ รำ่ำได้ แจ้งเบญจพยัศณ เลิศนิ ก็ดี เบญจพิมุดดีท้ำวไท้ ถี่แถลง ฯ ๏ ษัฏคณกษัตรเตรศได้ โดยอรรถ ถ่องแฮ ษัฎเหตุษัฏพัศดุแจง แจกถ้วน ษัฏทวำรษัฏเคำ รพยสำธุ ไส้แฮ ษัฏนิวรเว้นล้วน เผื่อผล ฯ ๏ ษัฏสำรนิยำรถรู้ ฤๅมี อยดนำ ษัฎบดลดยงดล คอบเคื้อ ษัฎพิธรังษี เสำวภำคย ษัฏสมยแก้วเกื้อ เกิดเกษม ฯ ๏ สับดำนุสรยำฆรไท้ ถำแถลง ถ่องพ่อ สับดเสกษำเปรม ปรำชญแปล้ สับดครหำแสวง สับด่ำห สับดนิรัชแก้ถ้วน ถ่องอรรถ์ ฯ ๏ สับดนัคสับดพ่ำหพร้อง สับดสินธุ สับดสิทันดรแจง แจกแจ้ง สับดทักขิณยล บัดธเนศ ก็ดี สับดวิสุทธไท้แกล้ง ก่อผล ฯ ๏ อัษฏโลกุดดเรศเรื้อง อัษฏฌำน อัษฏมงคลใคร ทยบไท้ อัษฏโลภำศดำรยัษฎ พิบำก ก็ดี อัษฏเบญญำได้ ช่ยวชำญ ฯ ๏ อัษฏมิถยำภำคแม้ เมธำ ท่ยงแฮ อัษฎกษิณอำนอรรถ กล่ำวแก้ อัษฏโลกธรรมำ ศรยสำธุ ไส้แฮ อัษฏมัคธไท้แท้ ท่ยงฌำน ฯ ๏ นพสับดำวำศรู้ รยงสบ สิ่งแฮ นพรูปรยงนพมำน ล่งล้วน นพโลกดรจบ คุณโทษ ก็ดี 70
  • 71.
    นพสงษกำรแล้วถ้วน ถี่แถลง ฯ ๏ทศพธธรรโมชแท้ ทศสกนธ ทศพัสดุแสดงทศ เกลศกลั้ว ทศกำยพลทศ พลภำคย ก็ดี ทศอศุภหมั้วห้อม ห่อสกนธ์ ฯ ๏ ทศกุศลใสสำครแท้ ทศธรรม ทศกุศลทศกษิณ สืบส้ำง ทศบำรมีสรร เพชญก่อ กลพ่อ ทศโกรธพระเจ้ำมล้ำง เน่งนอน ฯ ๏ ทศบุญพระแต่งตั้ง แสวงสวะ บำปแฮ ทศนิชรยล ยิ่งผู้ ทศญำณทศพัศดุ ยลโยค ไส้แฮ ทศรูปพระเจ้ำรู้ รยบรยง ฯ ๏ พระกฤษฎิ์สงวนโลกพ้ยง พระพรหม พระรอบรักษพยงพิษณุ ผ่ำนเผ้ำ พระผลำญพ่ำงพระสยม ภูวนำรถ ไส้แฮ พระโปรดพยงพระเจ้ำ โปรดปรำณ ฯ ๏ พระเบญโญภำศพ้ยง ทินกร พระสำำนยงปำนสวร สี่หน้ำ พระโฉมเฉกศรีสมร ภิมภำคย ไส้แฮ พระแจ่มพระเจ้ำจ้ำ แจ่มอินทร ฯ ๏ พระทรงปรตยำคพ้ยง พระกรรณ พระหฤๅทยทยมสินธุ์ ช่ยวซรึ้ง พระทรงเสชณฉัน พระพิษณุ พระภำคยไกรกลึ้งก้งง แผ่นผงร ฯ ๏ พระทรงธรรมมิศรแม้ พระธรรม พระแกวนกลไกรสร แกว่นกล้ำ พระญำณพ่ำงพันแสง แสงรอบ เรืองแฮ พระกษมำเสมอหล้ำ สี่แดน ฯ ๏ พระคุณพระครอบฟ้ำ ดินขำม พระเกียรติพระไกรแผน ผ่ำนฟ้ำ พระฤทธิพ่ำงพระรำม รอนรำพ ไส้แฮ พระก่อพระเกื้อหล้ำ หลำกสวรรค์ ฯ 71
  • 72.
    ๏ ศักดำนุภำพแกล้ว กำรรงครวจแฮ สบสำตรำคมสรรพ ถ่องล้วน สรรเพชญแกว่นกำรทรง สรรพสำตร สบสิพำคมล้วน เลิศถมำ ฯ ๏ พระทรงทัณฑำสพ้ยง ยมยุทธ ยิ่งแฮ ทรงคธำทยมภิม เลิศล้น กลทรงสรำวธ รำเมศ พ้ยงพ่อ ขบำศโจมรพ้น ที่ทยม ฯ ๏ กำรช้ำงพิฆเนำศรน้ำว ปูนปำน ท่ำนนำ อัศวทำำนยมกลำงรงค เลิศแล้ว กำรยทธช่ยวชำญกล กลแกว่น ไกรกว่ำอรชุนแก้ว ก่อนบรรพ ฯ ๏ กลริรณแม่นพัยง พระกฤษณ กลต่อกลกันกล กยจกั้ง กลกลตอบกลคิด กลใคร่ ถึงเลย กลแต่งกลตั้งรี้ รอบรณ ฯ ๏ เชองแก้เศอกใหญ่ให้ หำยแรง รวจแฮ เชองรอบรำยพลซุก ซุ่มไว้ เชองเศอกสั่งแสวงเชอง ลำลำด ก็ดี เชองชั่งเสียได้รู้ รอบกำรย ฯ ๏ ลวงปล้นเมืองลำดอ้อม ไพรี รอบแฮ ลวงนั่งลวงลุกชำญ ช่ำงใช้ ลวงลวงลำดหนีลวง ลวงไล่ ก็ดี พระดำำรัสให้ให้ คอบควำม ฯ ๏ ลวงแล้งเฟดไฝ่อ้อม เอำไชย ช่ยวแฮ ลวงทลวงพันตำม ค่อนได้ ลวงตกท่งไพรี รุกผ่ำ ผลำญแฮ ลวงทลวงทับไท้ รอบรณ ฯ ๏ ลวงหำญหำญกว่ำผู้ หำญเหลือ ว่ำนำ ริยิ่งริคนริ ยิ่งผู้ ลวงกลใส่กลเหนีอ กลแกว่น กลแฮ รู้ยิ่งรู้กว่ำรู้ เรื่องกล ฯ ๏ เชองโหรเหนแม่นแม้น มุนิวงศ 72
  • 73.
    สบศำสตรำคมยล ล่งล้วน สบศิลปสำำแดงทรง ทำยำทไส้แฮ สบสิพำคมกถ้วน ถี่แถลง ฯ ๏ กลฉลยวฉลำดเรื้อง แรงพุทธ เพรอศพ่อ กลโจทยกลแจงอรรถ ปล่งแปล้ โลกียโลกุดดร รุดรวจ เรวแฮ กลกรรกลแก้แท้ ท่ยงชำญ ฯ ๏ สำนยงสำนวดแม้น มฤธุรำ เรื่อยแฮ ทำนยบทำนองกำร เลิศล้วน ทำนองทำำนุกภำ รตรองตรยบ รยบแฮ ดำนอกดำนำนถ้วน ถ่องกล ฯ ๏ รบินรบยบท้ำว เบำรำณ รบอบรบับยล ยิ่งผู้ รบยนรบิกำรย เกลำกำพย ก็ดี รเบอดรปัดรู้ รอบสรรพ ฯ ๏ กำรบุญกำรบำปแท้ ทุกกำร กำรท่ยงธรรมำธรรม์ ถ่องถ้วน ล่วงบำลบำลบร ทุกเทศ ก็ดี ล่วงโทษล่วงคุณล้วน เลิศรำม ฯ ๏ พระเบญเญศรยิ่งพ้ยง สูรยจันทร แจ่มแฮ อดีตำนำคต ปล่งแปล้ ประจุปันทังสำมสรร เพชญถึง แถลงแฮ เลงล่งไตรภพแท้ ทั่วทรยน ฯ ๏ เงินขำมป้อมตั้งกึ่ง กลำงกร ไส้แฮ อยู่ช่ำงพิดพยรเหน ล่งล้วน ใครเกจกยจงอนงำำ สำรสื่อ ใครชอบผิดเหนถ้วน ถ่องกล ฯ ๏ ใครคดใครซื่อร้ำย ดีใด ก็ดี ใครใคร่ครองตนบยฬ ท่ำนม้วย ซื่อนึกแต่ในใจ จงซ่อน ก็ดี พระอำจล่วงรู้ด้วย ดุจหมำย ฯ ๏ ล้วนแรงรู้น้อยอ่อน อรรถำ นี้ฤๅ ก็ไปพอพรำยอรรถ ออกพร้อง 73
  • 74.
    เพรำะใจจำำนงพำ หุลเหตุ แสดงฤๅ รอยถ่วยเรื่องรู้ป้องปำกหัว ฯ ๏ คุณไทธิเบศรรู้ รยงสบ เมื่อใด ฦกล่งบำดำลกลัว กล่ำวอ้ำง หนำหนักตรยบไตรภพ ดูโลกย ไส้แฮ ล่วงยอดยำวกว้ำงพ้น ปรยบปำน ฯ ๏ พระยศยลโยคพ้ยง สูรยจันทร ตนพ่ำงพำเบญชำณ ใช่ช้ำ หวังเอำตรวันเดือน ดลแผ่น เผยอฤๅ เพรำะพึ่งพระเจ้ำหล้ำ กล่ำวเกลำ ฯ ๏ ใช่แรงข้ำรู้กล่ำว กลบท บอกพ่อ อัลปเบญโญเยำว ยิ่งผู้ จัดแสดงพระยศรื้อ ถึงถ่วย ไส้แฮ นักปรำชญใดเรื่องรู้ ช่ยวชำญ ฯ ๏ ใดผิดเชอญช่วยรื้อ รอนเสีย ใดชอบกำลเชอญเกลำ กล่ำวเข้ำ พยงพระระพีเพงีย สบสำธุ จุ่งพระยศพระเจ้ำ ร่อยกัลป์ ฯ ๏ สำรสยำมภำคยพร้อง กลกำนท นี้ฤๅ คือคู่มำลำสวรรค์ ช่อช้อย เบญญำพิศำลแสดง เดอมกรยดิ พระฤๅ คือคู่ไหมแส้งร้อย กึ่งกลำง ฯ ๏ เป็นสร้อยโสภิศพ้น อุปรมำ โสรมโสดศิรธรำงค เวี่ยไว้ จงคงคู่กัลปำ ยืนโยค หำยแผ่นดินฟ้ำไหม้ อย่ำหำย ฯ ๏ ขอข้ำแรมโรคร้อน อย่ำมี หนึ่งเลย ขอข้ำรสำยพิฆน นำศม้วย ขอสำสิ่งศรืสำ ศุขสำธุ เสวยแฮ แรงรำ่ำยศไท้ด้วย หื่งรหรรษ ฯ ๏ แต่นี้จักตั้งอำทิ กลกำนท แลนำ เป็นสูตรสถำนีอัน รยบร้อย แถลงปำงปิ่นภูบำล บิดุรำช 74
  • 75.
    ยังยโสธรคล้อย คลี่พล ฯ ๏แถลงปำงพระมำตรไท้ สำภพ ท่ำนนำ แดนดำำบลพระอุทย ท่งกว้ำง แถลงปำงเกลื่อนพลรบ เรืองเดช เอำมิ่งเมืองได้ง้ำง แง่บร ฯ ๏ ปำงเทนคเรศเรื้อ ยังกรุง พระนครอโยทธยำ ยิ่งฟ้ำ แถลงปำงท่ำนผดุงเอำ รสรำช เวนพิภพไว้หล้ำ เศกศรื ฯ ๏ แถลงปำงนฤนำรถไท้ สวรรคต ยังมิ่งเมืองบนปิ เยศเย้ำ แถลงปำงปิ่นเอำรส ศัลยโศก ยอพระศพพระเจ้ำ เจษฎำ ฯ ๏ แถลงปำงพระล้ยงโลก ครองธรรม เกษมอโยทธยำยง ยิ่งฟ้ำ แถลงปำงพระศรีสรร เพชญโพธิ แสดงสดูปพระเจ้ำหล้ำ ข่ำวขจร ฯ ๏ แถลงปำงปรำโมทยเชื้อ เชอญสงฆ สำสโมสรสบ เทศไท้ แถลงปำงเมื่อลำวลง ชยนำท นั้นฤๅ พระยุทธิษฐิรได้ ย่ำงยำว ฯ ๏ แถลงปำงจอมรำชรู้ เสด็จดล นั้นมำ จงจเอำกรุงลำว จุ่งแล้ว แถลงปำงปิ่นลำวจญ จักป่วย แลนำ บ้ำงรอดเพรำะรู้แล้ว สรูดหนี ฯ ๏ แถลงปำงข้ำไท้ทวย ใจหำญ ตำมค่อยไพรีเรือง ร่อนแกล้ว แถลงปำงรำำบำลลำว มัวโม่ห ทันที่นำ้ำสิบแล้ว ชื่นไชย ฯ ๏ ปำงเอำแสนโท่รหเค้น คำงลำย แปรออกไปเปนบร ม่ำยหล้ำ แถลงปำงปิ่นลำวหมำย ไหมโทษ เท็จนำ สำคู่คบข้ำไท้ เข่งแขง ฯ 75
  • 76.
    ๏ แถลงปำงไท้ปรำโมทย มำเหนือนั้นนำ พระไป่แยงยลเขำ เข่นกล้ำ แถลงปำงเมื่อพลเรือ เรวรำช ถึงจึงจักรู้ข้ำ ข่ำวแขง ฯ ๏ แถลงปำงชยนำทเข้ำ กรรบร บำปฤๅ ไกรมโหสถแสดง ปรำชญแปล้ แถลงปำงท่ำนริรอน ไพริศ ทนท่ำนบ่ได้แพ้ พ่ำยเอง ฯ ๏ แถลงปำงธรรมิศรเจ้ำ จอมปรำณ เสด็จล่วงบเกรงกรุง ทั่วด้ำว แถลงปำงเมื่อพระทำน อุปโภค น้นนนำ แลสิ่งแลร้อยท้ำว แผ่ผล ฯ ๏ แถลงปำงจอมโลกยเจ้ำ จอมเลือง เสิศนำ เสด็จคอบคืนพลไกร แต่งไว้ แถลงปำงแต่งหัวเมือง ขุนหมื่น ไปนำ เอำสุโขท้ยได้ ง่ำยงำม ฯ ๏ แถลงปำงชยงชื่นเศร้ำ ใจพล พรั่นนำ เพรำะเพื่อฤๅแรงขำม ปิ่นเกล้ำ แถลงปำงล่อลวงกล ไพริศ เนืองนำ ถึงถั่งเข้ำตีเข้ำ จึ่งเข้ำเขำแพง ฯ ๏ ปำงพระชนนิศรสิน เสียสกนธ ยังพิมำนสวรรคแซรง ช่อแก้ว แถลงปำงไปล่เมืองบน ทิศมำศ ถวำยแก่สรรเพชญแล้ว เลิศคุณ ฯ ๏ แถลงปำงจอมนำรถน้อม ใจหวัง สวะบำปแสวงบุญบท ที่แล้ว ปำงบุตรท่ำนท้ำวลัง กำทวีป เชิญช่วยสงฆผู้แผ้ว เกลศไกล ฯ ๏ แถลงปำงแสดงดิพรเกื้อ บุญบง บำปนำ เออำศนไอสูรยเสีย จรกล้ำย แถลงปำงเมื่อพระทรง พระผนวช นั้นนำ งำมเงื่อนสรรเพชญผ้ำย แผ่นเกษม ฯ ๏ แถลงปำงไท้เรื้องรวจ แรงกรรม 76
  • 77.
    แผ่นมนุษยเปรมปรำย ดอกไม้ แถลงปำงถ่วยบรทรรป์ ทำำอ่ำองคนำ เพรำะเพื่อพระเจ้ำได้ ผนวชฟ้ำดินยอ ฯ ๏ แถลงปำงพลพ่ำหไท้ เอำรส ท่ำนนำ นบนอบพระขอเชอญ ช่วยป้อง แถลงปำงท่ำนลำพรต ครองรำษฎร ทุกเทศทุกท้ำวสร้อง ส่วยถวำย ฯ ๏ ปำงสร้ำงอำวำศแล้ว ฤๅแสดง คือพุทไธสวรรยหมำย ชื่อชี้ ปำงถกลกำำแพงพระ พิศณุโลกย แล้วแฮ อยู่ช่ำงพระเจ้ำฟี้ เฟื่องบร ฯ ๏ พระยศยลโยคพ้น พิษฎำร ชื่นแฮ ใครค่ำอรอรรถำ ถ่องล้วน สรวมแสดงบันทึกสำร สงเษป ไส้พ่อ โดยแต่แรงรมยม้วน กล่ำวเกลำ ฯ ๏ ยำคนชี้เทพยผู้ ไกรกรรดิ ก็ดี พันมวลธเมธำเชำว ช่ยวได้ แลศริศแลศริศพัน ชิวห ก็ดี ฤๅรำ่ำยศไท้ล้วน ถี่แถลง ฯ ๏ แต่นี้จักตั้งต่อ กลกำนท แลพ่อ โดยเมื่อพระแสดงฤทธิ ร่อนแกล้ว เสด็จมำผ่ำผลำญลำว ลักโลภ ที่ยุทธิษฐิรแล้ว สู่บร ฯ ๏ ใจร้ำยไป่โอบอ้อม พลไพ ริศแฮ มำอยู่ในเมืองอร อวจกล้ำ ครั้นขุกข่ำวขจรไตร ภพนำรถ เสด็จดำำกลช้ำงม้ำ ทยบถงรร ฯ ๏ กรุงลำวกลอยขยำดหน้ำ ตำตำย ศรำกแฮ จักอยู่เมืองเกรงกรร บ่ได้ กลัวกลับเกลื่อนพลอยำย อยังออก หนีสำเดจเหง้ำไท้ พ่ำยพัง ฯ ๏ คือคชกลับกลอกจั้ง จญสีห คือนำคจญครุทธสรัง วิ่งเว้น 77
  • 78.
    คือไวปจิดตี สุรรำช หนีสุรำธิปเร้น รวจหลังฯ ๏ สรรเพชญภูวนำรถแกล้ว กำรยุทธ ยิ่งแฮ ตำมต่อยไพรีพัง พ่ำยล้ำน จยรจอมครุทธผลำญ แผลงเดช สยงสรเทือนพ้ยงค้ำน ค่นเมรุ ฯ ๏ อยู่ไทธิเบศรเจ้ำ จอมปรำณ พรำวพฤๅบพลคชเสน เกลื่อนแกล้ว ครั้นพระผ่ำผลำญพล ยวนย่อย ไปแฮ ทันที่นำ้ำลิบแล้ว เลิศไชย ฯ ๏ จึ่งชักช้ำงม้ำค่อย ลีลำ ยังนครไคลคืน เทศไท้ พยงบำนทพำธิก ทรงเดช ที่คนเคำรพไข้ ข่ำวขยรร ฯ ๏ ทีนั้นธิเบศรเรื้อง รณรงค์ เลิศแฮ อยูรังวัลพลแสน สำ่ำแกล้ว พระญำณสำเด็จทรง ทำยำท ใครซื่อคตเลงแล้ว ท่ววทวยร ฯ ๏ จึ่งตั้งข้ำเรื้องรำช วังเมือง แลนำ แทนยุทธิษฐิรคืน ครอบหล้ำ ครั้นเสด็จจึ่งจอมเลือง โลเกษ กล่นเกลื่อนพลช้ำงม้ำ คล่ำวไคล ฯ ๏ ยังพระนคเรศเรื้อง อโยทธยำ อรอำศนไอสวรรยเป็น ปิ่นเกล้ำ จำำนิรจำำนยรมำ จอมรำช คดใคร่เสวยศุขเท้ำ เทศเหนือ ฯ ๏ ปัดพระภูวนำรถเจ้ำ จอมปรำณ ตยบแต่พลเรือเรว คล่ำวคล้อย หวงเสวยสำำรำญรม- ยำยิ่ง พระไปตรัสถ้อยข้ำ เงื่อนงำำ ฯ ๏ ต่อเสด็จดลไท้จึ่ง ตรองตรัส ใจเท็จทุรชนทำำ โทษแล้ว สรรเพชญยอดสูรกรษัตร แสนเดช 78
  • 79.
    บอำจแคลนแคล้วแท้ เท่ำไยย ฯ ๏ครำนั้นนเรศรร้ำย ฤษยำ พ่อแฮ ทำำโทษกลใดกล ท่ำนแก้ กลกฤษณย่อยโยธำ ทูรโยท ทนท่ำนบได้แพ้ พ่ำยเอง ฯ ๏ พลลำวลุโทษร้อน รัวรัว โจนบหลยวโกรยเกรง ท่ำนช้ำ กรุงลำวก็สักกลัว เอำเงื่อน งำมแฮ บ้ำงรอดยังครันหน้ำ ไข่ขำว ฯ ๏ สรรเพชญกรูเกลื่อนพ้อง พลพฤนทร โจมจ่ำยลำวฦๅฤทธิ ร่อนแกล้ว พยงพระสุรินทรำ ธิกรำช ตำมต่อยไพริศแล้ว เลิศบรรพ์ ฯ ๏ พระเจ้ำจอมนำรถล้ยง โลกำ เลิศแฮ ดำลเร่งเรืองฤทธิทัน ทั่วฟ้ำ ไพรีรอำอำย อำพำธ แลนำ อยู่ช่ำงพระเจ้ำข้ำ ข่มบร ฯ ๏ จำำนยรท้ำวใช้ทำษ ชำญชย คุมสำ่ำแสนยำกร คลี่คล้อย เอำศรีสุโขทย ดยวดีด มือแฮ ฦๅล่งลำวลักศร้อย สนั่นหัว ฯ ๏ กรุงลำวภูลภิตเศร้ำ โศกำ เกอดกล่ำวลักกลัวเกรง ท่ำนไท้ เป็นกรุงดั่งตนอยำ รบท่ำน เอำเลอย ชื่อแต่ลักได้ป้อง ไป่คง ฯ ๏ ยศพระผำยผ่ำนพ้น พันแสง ส่องแฮ อำำนำจพระรอนรงค์ จ่อมจั้ง พระเสด็จสำำแดงดู ดำลเดช พระฤๅ เพรำะเพื่อพระเจ้ำตั้ง ชอบชำญ ฯ ๏ สวนแสนแคลนเคลื้อมเนตร นับกล เมื่อใด แรงรำำพึงพำลพุทธ พรำกไท้ ควำมผิดแห่งตนบยล ตนนำศ เองแฮ ตำยก็ตำยแล้วไว้ โทษร้ำยเหลือตรำ ฯ 79
  • 80.
    ๏ ปำงนั้นมหำรำชแส้ง ส่งสรรค เอำหมื่นนครมำแต่งตั้ง เปนเดิมดำกลกรร ชยงชื่น คืนเเฮ ใครยิ่งยกไว้รั้ง รอบแดน ฯ ๏ เพื่อเกรงพระเจ้ำคลื่น คลำพล แลพ่อ พรั่นพรั่นอกพลแสน สำ่ำกล้ำ ครันเสด็จดำกลหัว เมืองมอบ แล้วแฮ กลับเกลื่อนพลช้ำงม้ำ คล่ำวเมือ ฯ ๏ แต่นั้นลำวบ้ำบอบ ใจเจ็บ แลนำ ทำำชื่อใดดูเหลือ หลำกถ้อย กลำงแดดุจหนำมเหน็บ หนีบอยู่ แปรเกิดควำมร้ำยร้อย สิ่งแสลง ฯ ๏ ดั่งเอำรสเรื้องคู่ คือองค นั้นนำ นำมบุนเรืองแสดง เชื่อชี้ เพรำะแรงระวังหวง แทนรำช กุำลูกลยวฟั้นฟี้ พี่พงศ์ ฯ ๏ กรุงลำวอำำนำจนำ้ำ ใจโจร ก่อนนำ เคยบยดบิดรองค์ อวดรู้ ชีสำท่ำนโอนเอำ ดีต่อ ก็ดี คิดใคร่ควักดีผู้ เผ่ำดี ฯ ๏ บังควรข้ำผู้ก่อ กำรภัก ดีนำ หมำยหมื่นนครมี ซื่อซร้อม เหนหำญหื่นแหลมหลัก ไกรกว่ำ ตนนำ ไท้เทศทุกผู้น้อม นอบกลัว ฯ ๏ ขุนลำวลักว่ำใน้ ใจเท็จ รังกยจเกรงตัวยยว หั่นหล้ำ บมีโทษใดเห็จ ทำำคยด คุำนำ คิดใคร่ข้ำข้ำผู้ ชอบชำญ ฯ ๏ เมื่อคำำพรำงส้ยงสั่ง สำรหำ น่ำนแพร่พลอยภำณพรำง พรอกพรัอม เพรำะแรงอิริษยำ บยนบยด ก้นนำ ควำมบมีเขำย้อม กล่ำวให้เป็นตัว ฯ ๏ บพิตรอ้ำยดั่งกยจ กลหวัง 80
  • 81.
    จยรจำกจักหญัวไป จำกหล้ำ พระอย่ำรำำพึงหลัง สนเท่หเลอยพ่อ จักแกล่อย่ำได้ช้ำ ช่ยวมือ ฯ ๏ ครั้นกรุงลำวรู้เล่ห์ ลวงเขำ ไส้นำ ปัดปัญชำชมถือ ถ่องด้วย แปรปรำมว่ำเรำอยำ พรั่นแพร่ ควำมเลอย มำจึ่งเอำให้ม้วย เมือบใจ ฯ ๏ บัดหำข้ำผู้แก่ กลมำ กลกยจกลใดสำร สั่งแล้ว มึงอย่ำไปคลำยงง ชยงชื่น พู้นนำ หำหมื่นกล้ำแกล้วแกล้ง เร่งมำ ฯ ๏ บัดนั้นข้ำผู้หื่น เหนกล แกว่นนำ ธสั่งใดตนตรำ ถ่องถ้วน ยังชยงชื่นดลโดย คำำรำช เร็วแฮ เชองชอบเชองใดล้วน เลือกแถลง ฯ ๏ ด้ำมพร้ำพำนพำดร้ำย แรงกำร แลพ่อ น่ำนแพร่กลอยกลับแขง แข่งท้ำว ลักมีบัณฑูรสำร ขยวข่ำว หำท่ำนผู้ห้ำวให้ เครื่อนครยว ฯ ๏ ดั่งคำำไท้แกล้งกล่ำว กลสำร สั่งนำ เหนท่ำนตนดยวคือ ลูกอ้ำย เชอญไปอย่ำนำนจง ทันช่วย ขืมข่มข้ำผู้ร้ำย รอบรอน ฯ ๏ ว่ำพระผู้ถ้ำถ่วย อำเปรญ หมื่นนครครั้นฟัง จวบแจ้ง เพรำะพบเงื่อนงำำเขน เขำฬ่อ ลวงนำ ทุกประกำรแล้วแกล้ง กล่ำวกลยว ฯ ๏ นำยเอยอยำปวยก้ยว กลพรำง พรอกเลย โดยข่ำวขยวขจรควร อย่ำงอยู้ เพรำะพึงซอบชอมกลำง กลยวเจต ไส้แฮ ควำมชอบด้วยฤๅรู้ ร่วงโรย ฯ ๏ ข้ำไท้ธิเบศผู้ ใดใด ก็ดี ตำยเพื่อภักดีโดย ซื่อซร้อม 81
  • 82.
    คือคนอยู่เปนใน อิธโลกย บรโลกยนำงฟ้ำล้อม เลิศอินทรฯ ๏ ทวยใดเจ้ำเกื้อโภค ภูลมี มั่งนำ ครั้นบถวิลภักดี แด่เจ้ำ ชื่อยืนอยู่แสนปี เป็นคู่ ตำยนำ ตำยก็ดีได้เข้ำ ข่องนำ้ำนรกำนต์ ฯ ๏ บควรคิดอยู่ยั้ง ควรครยว นบนอบภูบำลบุญ ผ่ำนเผ้ำ ชิสำท่ำนกุำลยว ลำญชีพ ก็ดี ล้วนชื่อแก่เจ้ำไว้ ข่ำวขจร ฯ ๏ ครั้นคิดครั้นรีบเร้ง วำงไป นบนอบภูธรทูล บ่อย้ำน ควำมผิดแผกไผชรงง โชรมโจทย ก็ดี ขอจงพระชี้ต้ำน ไตร่ตรำ ฯ ๏ กรุงลำวกรยงโกรธฟุ้ง ไฟลำม ลู่แฮ คุกคำ่ำรำมลงมำ รเร้ง ควำมมึงบภักถำม เลอยถ่อง กุำนำ พอแต่กำำมือเท้ง แท่นแคลง ฯ ๏ มีร้ำยทุกช่องชี้ สำรสุด เมื่อใด มึงคือวัลเฝือแฝง มิ่งไม้ เคยกุำพิรุธมึง หลำยเที่อ เหลือที่อดไว้แท้ จึ่งทำำ ฯ (โคลง 2 บทต่อไปนี้ ว่ำพระยำตร้งแทรก เพรำะฉบับเดิม ขำดอยู่) ๏ สั่งแสนฟ้ำเรื่อให้ กุำตวว หมื่นนครโทษอำำ ผิดไว้ แสนสูตัดเอำหัว มันสยบ เสียนำ ไว้หว่ำงทำงเหนึอใตั ต่อกัน ฯ ๏ แสนฟ้ำเรื่อรยบนิ้ว นบคำำ โดยนำ มัดสอกรีบไปทัน โกรธจ้ำว สินห้วสยบสับทำำ ฤๅคลื่น เพลี้ยกว่ำนบำนท้ำวไข้ ข่ำวสยวน ฯ 82
  • 83.
    ๏ บัดนั้นชยงชื่นเศร้ำ ศรีสำวแลนำ นำงหมื่นนลเมืองสวน ตอกดิ้น พลเมีองทังเมืองชำว ชยงใหม่ นั้นนำ ประจำกเจบพ้ยงหวิ้น หว่ำแด ฯ ๏ นำงเมึองคิดใคร่ด้วย พลเมือง บใคร่แลเลงชยง ใหม่ม้อย ปองไปพึ่งจอมเลือง ไกรกว่ำ นั้นนำ นำงจึ่งจักพร้องถ้อย ถ่องจง ฯ ๏ มีคนดีว่ำร้ำย มำมี มำกนำ หำก่ยงหำไปหำ โทษล้ำย บดีบ่ดีทำำ ดีต่อ ก็ดี กลับว่ำร้ำยแหน่งร้ำย เร่ำหนี ฯ ๏ บเร่อมท้ำวผู้พ่อ ใจภัก ดีนำ ยังบยดบีทำทำำ โทษกล้ำ บเร่อมลูกร้กยัง หยวลูก เรำแฮ อย่ำว่ำข้ำผู้ข้ำ บ่ข้ำขืนเอำ ฯ ๏ ท้ำวนี้ใจทรูกแท้ ทูรชน ชื่นแฮ น้ำนั่นทงงเรำฤๅ อยู่ได้ คิดควรอ่วยแดนดล บัวบำท พู้นแฮ เมือยั่งเมืองเหง้ำไท ก่อนกำล ฯ ๏ ทีนั้นไท้ทำษด้ำว แดนชยง ชื่นแฮ ชำบัญชำโดยดำล กล่ำวกล้ำ แหนหับประตูวยง วำงเขื่อน หวังว่ำพระเจ้ำหล้ำ หลั่งพล ฯ ๏ หมื่นลำวลเพื่อนเว้ วำงไป ทังครอกครัวครยวดล ปิ่นเกล้ำ ถึงแกล่คดีไตร ตรยมอำทิ ถวำยแต่พระเจ้ำเจ้ำ แผ่นผจง ฯ ๏ บัดนี้ข้ำข้อยนำฎ นำงเมือง ฤๅพ่อ ปิดประตูเมืองลง เขื่อนขว้ำง ข้นแข่งว่ำจอมเลือง เลอรำช กรูเกลื่อนพลช้ำงม้ำ ถึ่งถกล ฯ ๏ บัดนั้นนำงใข้ทำษ ทยมใจ หนึ่งแฮ 83
  • 84.
    เอำตลับทองดล ด่วนเด้ำ ถวำยเป็นสำำคัญใน สำรสั่งแสดงแฮ ขอชีพเชิญพระเจ้ำ เคลื่อนครยว ฯ ๏ ไปทันเจ้ำหล้ำหลั่ง พลพฤนท ถึงนำ น่ำนแพร่ขยวออกถึง นอกต้ำย นำงเมืองไป่ยอมยิน ใจจอด พระเลย แขงอยู่จรกล้ำยถ้ำ ท่ำนดล ฯ ๏ แขงเมองจักใกล้รอด พระทัณฑ์ แลนำ ตระง่องคอยหนหำ ปิ่นหล้ำ แปรเป็นป่วยเพรำะพัน มโนรำช ไขปตูเอำข้ำ บำปบร ฯ ๏ พลเมืองสรพรำดพร้อม ใจหำญ ขนขี่กญชรผำย ผำดม้ำ ปรทับปรทันทำน คือดั่ง คลื่นแฮ น่ำนแพร่ทำำแกล้วกล้ำ เกลื่อนพล ฯ ๏ รกร้นแถมถั่งช้ำง แซงมำ มำกแฮ ชำวชรลยงทบทน บได้ เสียสำรสรูดลงลำ พรำวพฤๅบ ไปแฮ ยงสำเดจเหง้ำไทั ที่รงค์ ฯ ๏ ลำงแกล้วกระทืบม้ำ มำดล ก่อนแฮ ลำงแล่นเลวหลงลำำ อยู่ข้ำ ลำงทันเคลื่อนครัวตน ครองเคร่ำ ไปแฮ ถั่นถั่นถึงเจ้ำหล้ำ แหล่เหลือ ฯ ๏ แต่นี้จักเปล่งถ้อย แถลงนำม หัวหมื่นพันพลเหนือ แต่เต้ำ ทูลพระบทำมพุช หมำยหมื่น พำนด่ำวพำนร้อนเร้ำ แรกดล ฯ ๏ ปรำบชยงชำชื่นเว้ วำงไป ทังมหำมงคล ค่อยผ้ำย พันรดันดำบพันไกร กลอยกว่ำ แลนำ พันปรำบพันบำลคล้ำย คล่ำวไคล ฯ ๏ หมื่นช้ำงหมื่นม้ำพ้อง พันหงษ หมื่นชำหำรโหงไป ไปล่รี้ 84
  • 85.
    พันจงเบญจงจยร ชยงชื่น แลนำ หมื่นลูกลี้รู้ลี้เลิศพลัน ฯ ๏ หมื่นต้ำนกเต้ำหมื่น โจลจูล พันแจ่มพันโจมพัน จ่ำบ้ำน ทังพันชรสูนทรุด ทรวงใหญ่ แลนำ พันอยำดพันอย้ำนเต้ำ ไต่ตำม ฯ ๏ พันอินทพันอ้ำยใคร่ ครยวกรู โกรกแฮ พันใส่พันสำมแสน ร่ำนร้อน พันจอมปรำบพันจู ลำแล่น แล้วแฮ พันเทพพันทัำวข้อน ขอดแด ฯ ๏ พันชยหน้ำไม้แม่น แวะวำง ถึงแฮ พันพวกหำญแห่เหนือ หน่วงใต้ นับพันไพร่นำยปำง ไปแต่ ดีฤๅ ปูนแปดร้อยรู้ใช้ ช่ยวกำรย์ ฯ ๏ ส่วนม้ำสำมร้อยแง่ งำมสัพ เครื่องนำ ทุกพวกพลหำญคัน ควบไท้ แถลงถวำยเมื่อแหนหับ ทวำรอยู่ พันมโนรำชได้ เบอกบร ฯ ๏ ถึงผชนช้ำงม้ำจู่ โจมฟัน เฟื่องแฮ ในนครคฤๅมสยง เกลื่อนกล้ำ เร่งรบเร่งหันเขำ รุมรอบ สู้บได้ตูข้ำ จึ่งหนี ฯ ๏ วำงมำนบนอบเจ้ำ จอมปรำณ โปรดแฮ เชอญปิ่นกษัตรียก ย่ำงรี้ ฟังสำรสำเร็จสำร จอมรำช ชรัดชั่งเสียได้สี้ ไป่ควร ฯ ๏ สรรเพชญภูวนำรถแสร้ง เสด็จดล ด่วนฤๅ จึ่งเยี่ยยวนใจยวน เส่ยผ้ำย ครั้นถึงพฤบพลจับ โจมใหญ่ คุ่งค่อนต้ำยล้มแล้ว คล่ำวคลำ ฯ ๏ สรรเพชญคิดใคร่หน้ำ แลหลัง ถ่องแฮ เยียยยวอย่ำลืมนึก โน่มไว้ พลยวนแต่ยวนยัง บัวบำท พระแฮ 85
  • 86.
    แปรตรยกเต้ำเต้ำได้ เรี่ยรมย์ ฯ ๏ลำงลำวเจ้ำรำชไว้ เวนเมือง มั่งแฮ ทุกสิ่งสมบัติสำ สำ่ำไว้ ลำงถือพวกพลเนือง นำยบ่ำว โดยแฮ เมียลูกช้ำงม้ำได้ ดุจฝัน ฯ ๏ กรุงลำวฦๅข่ำวเจ้ำ จอมปรำณ ยกย่ำงพลพลันเทำ เท่ำแล้ว กลอยมำแต่งกำรกรร ชยงชื่น เองแฮ แซหำ่เหนแกล้วแกล้ง เลอกเอำ ฯ ๏ มำตั้งแทนหมื่นดั้ง คืนครอง ไพร่แฮ ใครว่ำฦๅเลอเขำ ขึ่งตั้ง แทนทงงถ่วยปองพึง พึงพึ่ง พระนำ เตอมแต่งพลไว้รั้ง รอบแดน ฯ ๏ แต่งตั้งไว้แล้วจึ่ง คืนไคล แลนำ จักอยู่นำนแคลนเกรง ปิ่นเกล้ำ ครั้งคืนครรไลลุ ชยงใหม่ ขุกข่ำวพระเจัำเร้ง รยบพล ฯ ๏ หัวเมืองคิดใคร่สู้ สงครำม ไท้เท้ำจักเป็นกล ก่อนผ้ำย บเกรงบกลัวขำม สักอยำด กลอยแกล่เศร้ำส้อมต้ำย แต่งหอ ฯ ๏ วยงป้อมวยงอำจไว้ แหนหำญ แห่นำ ลดเขื่อนขัวยอหิน ห่วงแร้ว ปูนกันเกือบกุำทวำร ทวยรรอบ ทุกแห่งหอต้ำยแกล้ว นั่งนอง ฯ ๏ พวกพลช้ำงม้ำควบ คอยแหน ท่ำนนำ หัวหมื่นนครครอง รอบรั้ง เสโล่หดำบเขนแพน ขวืนไขว่ รำงก่อเพลองหน้ำตั้ง หนั่นหนำ ฯ ๏ นำนำพลไพร่ห้อม แหนทวำร หอแฮ หืนหอกสรรพำฝำ เลื่อนล้อม ฝูงหำญแข่งขันหำญ หำเพื่อน ตำยแฮ พำพรยบทุกด้ำนพร้อม ไพร่นำย ฯ 86
  • 87.
    ๏ ปืนอยำอย่ำเบื่อง้วน ขืนเขมแต่งแฮ หอกดำบแหลนหลำวหลำย สำ่ำแกล้ว ปืนไฟร่อรูเตม ตับอยู่ อำำมรำรยงร้อยแล้ว เขื่อนขนัน ฯ ๏ ขำซ้ำยหมำยหมู่พ้อง พลหำญ หื่นแฮ นองนั่งในนำงจร้ล แจกถ้วน รไวรวังทวำร ทุกที่ พลพวกหำญห้ำวล้วน อยู่อยำย ฯ ๏ หลำยแถวหลำยถ้องถี่ กันกุำ เกือบแฮ หลำยสำ่ำหลำยสำรหลำย พวกพ้อง พลลำวลลุำทัง ชยงชื่น แซงแฮ เตมอำจเตมป้อมป้อง ป่ยมหอ ฯ ๏ หัวเมึองหัวหมื่นแกล้ว กำรรณ สรรแต่สำรพอขำ ขี่ขว้ำง พลเมืองเพ่อมพลลำว ดยรดำษ คำดคำดค้ำวค้ำวอ้ำง อำจหำญ ฯ ๏ สรพร้อมสรพรำกพ้อง พลขันธ์ สรพรั่งทุกทำงทวำร อยู่อยั้ง พนักทรวงทยบขนดขนัน เพลำะแต่ง แครเครื่องยกย้ำยตั้ง รยบรัล ฯ ๏ ทุกหอทุกแห่งหมั้น หมู่หลวง ทยบแฮ ลดเขื่อนลดขัวขนัน ช่องช้ำง ทงปักทังปวงพล หำญแห่ ปักขวำกเป็นแขวงขว้ำง ทั่วทำง ฯ ๏ หัวเมืองแซ่หำ่ำห้ำว แหนทวำร รอบแฮ ขับขี่กุญชรกำง กล่ำวกล้ำ ตรบัดตรแบงหำญ หำดำบ ค้ำค่ำพลช้ำงม้ำ ดำษแดน ฯ ๏ จำมรยำบยำบกลึ้ง กลดไกว แกว่งแฮ สรพรั่งพลหำญแหน แห่เฝ้ำ น้ำวน้ำวโห่เอำไชย ชมชื่น พินพำทยกลองฆ้องเคล้ำ คลี่สยง ฯ ๏ หัวพันหัวหมื่นหมั้ว โดยดยร ดำษแฮ 87
  • 88.
    หอกดำบโตมรรยง รอบช้ำง แสะสำรสำ่ำทยรทัง เมืองมี่ เสโลหเขนขว้ำงด้ำงไขว่ขวืน ฯ ๏ ถมทวำรทุกที่ไว้ แหลนหลำว ทุกช่องเชองปืนไฟ ต่อตั้ง พลเมืองเพ่อมพลชำว ชยงใหม่ รยบรยบคือรั้วรั้ง หนั่นหนำ ฯ ๏ เมืองนี้เชองใช่ด้วย ภุชพล ง่ำยนำ เบญจทูรดำกำร พ่ำงล้วน มรรคำส่วนสถลสฐิร ทุกที่ พลพวกช้ำงม้ำล้วน โจษแจ ฯ ๏ บำงเมงเปนขื่หน้ำ ขวำงขนัน ก่อนแฮ มีแม่ยมเป็นแย แก่งกั้น เข้ำสำมเกือบกันกรร เมืองมิ่ง เขำแฮ คูคอบสำมชั้นซรึ้ง ขวำกแขวง ฯ ๏ เร่งหมั้นเหลือหมั้นยิ่ง วยงเหลก มีกำำแพงแลงเลือน ต่อต้ำย หัวเมืองเตกสยงกล่ำว แก่บ่ำว ทังขวำทังซ้ำยถ้วน หมู่หมำย ฯ ๏ ชำวเรำอย่ำอ่ำวอ้ำง อำงขนำง หนึ่งเลอย เรำก็เหลือหลำยเมือง ก็หมั้น กรุงก็เสด็จทำง ดยวต่อ กันแฮ นำ้ำใช่แนวนำ้ำขั้น ข่ำวไกล ฯ ๏ เมืองนี้พ่อแม่คุ้ม ครองแคลน ชีฤๅ แหนงชื่นชำเอำไชย โห่ห้อม อย่ำพลหมื่นแสนรุำ เรำค่งง คำมนำ ชิว่ำพลพำนล้อม กล่ำวกรร ฯ ๏ ที่นั้นพระอยั่งแล้ว แลกำรย ถ่องแฮ ควรคลี่พลพลันยก ย่ำงผ้ำย บัดมีพระบัณฑูรสำร พระสั่ง แก่ไพร่ขวำซ้ำยถ้วน พวกพล ฯ ๏ เชองลุกเชองนั่งปล้น ปีนเมือง พระสั่งเชองกลกล กล่ำวล้วน 88
  • 89.
    สบแสนคนเนืองนบ บัวบำท พระแฮ มำแต่งกำรเกื้อถ้วนหมู่หมำย ฯ ๏ สำรพำฝ่ำเลื่อนแบ้ บำพก ขอหอกแหลนหลำวหลำย สำ่ำส้ำง วยงเหล็กหลำกหอหก ตรยมแต่ง ทังทุ่มทู้ต่ำงย้ำง จรวจไจร ฯ ๏ ผชุพลทุกหมู่เต้ำ เตมแดน ดำษแฮ ชุคชำกรไกร ตรวจม้ำ บกเรือรยบพลแสน หมำยหมู่ สบสำ่ำขวำซ้ำยหน้ำ หนั่นหลัง ฯ ๏ ทุกทรวงพลพยู่หไท้ เอำรส ท่ำนฤๅ พระดำำรัสไดรัง เร่อมด้วย สรรเพชญกำำนดพยง พิศณุ ศำษณแฮ ปำงปรหำรให้ม้วย ม่ำมำร ฯ ๏ สบเสนำมำตยพ้ยง พลพฤนทร์ พระสั่งสำรสบสำร ล่งล้วน เป็นปรดิทินทำำ ขบวนบอก ทุกพวกทุกพ้องถ้วน หมู่หมำย ฯ ๏ เชองเข้ำเชองออกอ้อม เอำสึก ก็ดี พระสั่งสบเชองชำย ถี่ถ้อย พระญำณพันฦกนิ์ฦก ชลธศ ทยมฤๅ ตรัสแต่งพลน้อยให้ คลี่คลำ ฯ ๏ ไปตกไพริศดำว แดนชยง ชื่นแฮ ทุกด่ำนทำงทยวหำ เกลื่อนกล้ำ มหำพิชยรยง พลคลี่ คลำแฮ ซันแซ่ฟ้ำฟุ้งฟ้ำ เฟื่องบร ฯ ๏ ไป่เตอมเตมหมื่นหมั้ว สำรเส นิศเเฮ ทำงชฎำดอนแดน ม่วงค้ำน พระศรีรำชเดโช ชยรำช ถกลแฮ ทังหมื่นพ้ำนเรื่องรู้ ด่ำนแดน ฯ ๏ ช้ำงม้ำดยรดำษเต้ำ เตอมไป เล่ำแฮ พลแปดฟันเขนแพน หลำกเหลื้อม พระยำศุโขไทย กุกว่ำ เองแฮ 89
  • 90.
    เมลืองมล่ำนกลิ้งเพรื้อม เพรอศพรำย ฯ ๏หยหัศดิฟพิรพ่ำหพ้อง พลแขวง หนึ่งฤๅ ปูนแปดพันปลำยปอง เกลื่อนแกล้ว หัวเมืองกำำแพงเพชร ครองเคลื่อน ไคลแฮ ธงเทศพรำยแพร้วกั้ง กูปเงิน ฯ ๏ สองเมืองกลอยเกลื่อนช้ำง แซรงพล หมำยหมู่เป็นเดียวดำ แห่ห้อม โดยพระบัณฑูรกล สำรศำสน์ แสดงแฮ ให้ถึงให้พร้อมถ้วน หมู่หมำย ฯ ๏ ข้ำไท้ธิรำชเรื้อง ขุนอินทร์ กุำพวกพลเรือรำย แต่งตั้ง ขัวขนำนลี่เลื่อนดิน แดนมำรค เสมอแฮ ตรยมแต่งจรดจั้งถ้ำ ท่ำนไคล ฯ ๏ ไปยอยบำตรส้องศรี สกณ ก่อนฤๅ ในท่ำชยเอำไชย ชื่นแกล้ว คือเทพอรชุณ เร็วรวด กำรแฮ พระแต่งตรัสแล้วถ้วน สำรแสดง ฯ ๏ บัดให้ตรำตรวจพ้อง พลหลวง หมำยหมู่เรือชิดแซรง ท่ำท้ำง สรรเพ็ชญเลิศเลอลวง เลอโลกย เป็นปิ่นดินฟ้ำอ้ำง อ่ำนคุณ ฯ ๏ พระพุทธยำมโยคล้วน ลำงชย พระพ่ำงพระไพกุณฐ์ เกลื่อนแกล้ว พระเสด็จคัลไลล่วง ชลมำรค ชลพ่ำห์มำกล้วนแล้ว แหล่หลำย ฯ ๏ พำยทองสรพรำศพร้อม แขวงขวำ พรรคพวกพำยเงินหมำย หมู่ผ้ำย คฤหทองแคร่ทองนำ นำหมู่ หมำยแฮ ยุ่งยุ่งแลย้ำยย้ำย คล่ำวไคล ฯ ๏ รำยเรือแผดงคู่ถ้วน แถวคับ คั่งแฮ สยงสรำงชิงไชย ชื่นผ้ำย เรือโยงแย่งโยงตับ แต่งต่อ กันแฮ หลังก่อนขวำซ้ำยซ้อง แหล่เหลือ ฯ 90
  • 91.
    ๏ เรือหุ้มเรือห่อซ้อน ซบกัน เรือแห่เรือแหนแหนแห่ห้อม พิทุยพิทันแซ ชำมำก ทุกท่ำทุกท่งล้อม หนั่นหนำ ฯ ๏ เรือคฤหเรือแคร่เต้ำ เต็มแคว น่ำนนำ เรือเครื่องเรือครัวคลำ คลำ่ำหล้ำ เรือซำคู่เรือแซ แซมฝ่ำ ฝืนแฮ ขนัดหมู่ขนำนช้ำงม้ำ คล่ำวไคล ฯ ๏ ตับแต่งทำงท่ำถ้วน แถวหนำ หนั่นแฮ หยุดรบำยกันไป จึ่งได้ นำนำหมู่นำวำ ดำดำษ โดยสมเด็จเหง้ำไท้ ท่องฉนยร ฯ ๏ สยงสโพนพิณพำทยก้อง กำหล สยงสู่ศรีสำรจยน จั่นแจ้ว สยงคณคนคฤม คฤโฆษ สยงพวกพลกล้ำแกล้ว โห่หรรษ ฯ ๏ ธงทยวจรรโจษกลิ้ง กลอมหำว แพนเพ่งหำงยูงยรร ยั่วฟ้ำ กบี่ธุชกลสกำว พังพ่ำย บังเมฆกลวมกลุ้มหล้ำ หล่อแสง ฯ ๏ โยธำทุกฝ่ำยซ้อง ชมไชย หมำยหมู่แขวงในแขวง นอกผ้ำย โดยเสด็จสมเด็จไตร ภพนำรถ เสด็จแฮ หลังก่อนขวำซ้ำยซ้อน คลี่คลำ ฯ ๏ ภูมิศวรรำชเรื้อง เอำรส ท่ำนฤๅ หมำยหมู่หลังเหลือตรำ แต่งเต้ำ จำมรมำศกลดธง ชยโบก โบยแฮ คฤโฆษกลองฆ้องเคล้ำ คลี่ดูริย ฯ ๏ พระเจ้ำจอมโลกยลำ้ำ เลอยวน ยิ่งแฮ เครคลี่แสนยำยูร ยำตรผ้ำย ดลทำงท่ำสนำยพรวน พระบำท ยกย่ำงพลย้ำยตั้ง ท่งทงรร ฯ ๏ ช้ำงม้ำเดียรดำษซ้ำย แซมขวำ 91
  • 92.
    หลังก่อนเป็นขนัดขนัน อยู่ยั้ง อำวุธมลังเมลืองอำ ภำเพรอศพรำยแฮ เสโล่หแพนดั้งตั้ง แห่แหน ฯ ๏ นับแต่พลล้วนเลิศ เลอหำญ สำมหมื่นเสมอสำมแสน สำ่ำแกล้ว เคยรุกรบรญบร หลำยท่ำ เซงซำกมือไว้แล้ว มำกมำ ฯ ๏ ทุกพ้องพิรพ่ำหเจ้ำ จอมเมลือง เสิศแฮ สรรพเครื่องสรรพำวุธ เลิศล้วน เกรำะกรำยสำำลีเนือง นอกออก ไปแฮ ทวนธนูหน้ำไม้ล้วน หมู่หมำย ฯ ๏ แวงในแวงนอกซ้ำย ขวำขนัน ขนัดดำบเงินทองพรำย เพรอศฟ้ำ ดำกันเกือบกันกรร กรีรำช เรืองซ่นเรื่องก้อมผ้ำ ไพร่แพร ฯ ๏ แขวงขวำบริศำจซ้ำย กุมภัณฑ์ กรกระลึงเขนแปร ง่ำง้ำว แสงสัตรมลังเมลืองฉัน ฉลุเมฆ พลพวกหำญห้ำวห้อม พยบไพร ฯ ๏ เสนำนำเนกซ้ำย แซมขวำ เล่ำแฮ หมำยหมู่ขรรคไชยศรี สำ่ำแกล้ว ชยสินธุสำอำงอำ วธรยบ รยงแฮ พลเลอกพลแล้วล้อม ไขว่แขวง ฯ ๏ เขนแพนทองทยบล้วน ตรำไตร แต่งแฮ หอกดำบโตมรแซง ซ่นก้อม ธนูยศธนูไชย ชำวปรำบ ยลยอดใจเพชรพร้อม ไพร่หำญ ฯ ๏ ขนัดพลพิรภำพแผ้ว ผลำญรงค์ รวดแฮ ยืนยุทธปรำกฏชำญ ใช่ช้ำ รำยรำวเครื่องเป็นกง กรรรอบ กงแฮ ยศประกำรกล้ำแกล้ว แกว่นกำรย์ ฯ ๏ พลหลวงหลำยคอบคำ้ำ คับทำง ท่งแฮ ขันดำบขุนเรือหำญ หื่นต้ำว 92
  • 93.
    ขนัดพลชนตำง ง่ำอยู่ อย่ำยแฮ หันหอกขอเงื้อง้ำวง่ำตำว ฯ ๏ ขนัดพลหมำยหมู่ต้ำน สงครำม เล่ำแฮ หอกดำบแหลนหลำวหนำ หนั่นหน้ำ ทึบทังท่งหลวงหลำม หำมแห่ ขนนอยู่ค้ำวค้ำวถ้ำ ข่มเขญ ฯ ๏ พวกพลช้ำงต้นแต่ ตัวหำญ ฟันหนึ่งนับเปนหัว เชือกชี้ แก้วจักรรัตนชำญ ชยเดช ทนหอกปืนป้องพี้ เฟื่องบร ฯ ๏ มัทธยมเทศพ้ยง คชสึงห์ งวงเงือดดินงำงอน เงือดฟ้ำ คือคชปิ่นไตรตรึงษ์ พำลโพธ โจมปรำบจักรพำฬหล้ำ แกว่นชน ฯ ๏ สำรสรรพจรรโจษหน้ำ หลังดำ ดำษเฮย มำรพิชยยลยง ยวดช้ำง แลสำรศิพำทิตย ควรคู่ พิศณุจักรจั้งง้ำง ง่ำรงค์ ฯ ๏ ขวำซ้ำยหมำยหมู่ถ้วน แถวสำร สำรชื่อสระสงสำร แกว่นแกล้ว ทยมคชชื่อบำลชม พูทวีป ไส้แฮ จองเครื่องเครำแล้วถ้วน สำ่ำสำร ฯ ๏ ถัดสำรดูดิพรแม้ มงคล จักรพำฬพอพำล เพรอศพ้น บำลภูมิมณฑล ทนหอก ปืนแฮ เคยคว่ำบรรุกร้น ผ่ำผลำญ ฯ ๏ พังพลำยในนอกล้อม เลือนไพร พรยกแฮ โจมพิมำนไตรตรึงษ เลิศแล้ว เรวฤทธิแกว่นกลไกร ษรรำช ไส้แฮ กเกรอกธำตรีแกล้ว แกว่นรณ ฯ ๏ ครวีอำกำศเกื้อ อำกยรณ ชื่นแฮ เทพพยนยลยนต ดุจได้ เมอลมนตรศักดิ์ขยน ขำมแข่ง ไส้แฮ 93
  • 94.
    รยงรยบเหง้ำไท้ท้ยน ดำษดิน ฯ ๏ภูโชพรำยแพร่งเหลื้อม โสภำ เพรอศแฮ เมอลมโนนนฤมินท อยู่ยั้ง อยืนทยมทยบอิษฏำ รมณ์รวด เร็วแฮ เมอลมณีฉัตรจั้ง จ่ำยบร ฯ ๏ เงยงวงจะจวจแห้น หรรษำ รัตนกลดงำงอน ง่ำฟ้ำ กญชรรำชำ ชำญเดช ไส้แฮ ทยมพระยำช้ำงกล้ำ แกว่นชน ฯ ๏ หัศดินชเยศได้ ชยเอ เมื่อใด ควรคู่อยรำพด เสิศแล้ว ยืนทยมทยบเวหำศ เหินแห่ พระแฮ จองจำำเชองฤทธิแกล้ว แกว่นรงค์ ฯ ๏ ภูษำงำมแง่เกื้อ กุญชร ชื่นแฮ เทพยสังหรยง ยวดกล้ำ ทยมสำรชื่อสัญจร จตุรทวีป พลพวกหำญถ้วนถ้ำ ร่อนรงค์ ฯ ๏ ทุกสำรเรวรวดรู้ รอบเชอง ชื่นแฮ ยืนตรยบตรงไตรรัตน รยบแล้ว ตรัสไตรเทพยทลอึง อำคำธ แสงสลำบครุฑแพร้วแพร้ว แพร่งเหอร ฯ ๏ คลุกเคล้ำผนนผงำดเผ้ง ไปมำ โฉมจำำเริญจักรพรรดิ เพรอศพ้น หูหำงฟฟำยงำ งวงง่ำ งำมแฮ ยลยิ่งนฤมิตรล้น เหอศหำญ ฯ ๏ นำนำพลพ่ำหล้อม เลือนแล เลิศแฮ โฉมจำำรัสจักรพำฬ คู่เคื้อ งำจยงจำำทยงแข พำลโพธ งวงเงื่อนเฉลำแก้วเกื้อ แกว่นหำญ ฯ ๏ สำรพรำยคฤโฆษคฤ้้ำม อุดอึง อยู่แฮ กรลอกไตรตรึงษชำญ ช่ยวพ้น พิศโฉมกระลึงไตร จักรอำจ องคแฮ ตระล่งไตรภพล้น เลิศไชย ฯ 94
  • 95.
    ๏ อำภรณอำภำศเกี้อ กุญชรชื่นแฮ ฦๅตระหลบไตรภูมิ เฟื่องหล้ำ ทยมพิรพระสังหร หำยำก พรพระสังหำรหน้ำ ชื่นไชย ฯ ๏ คชสำรเสำวภำคยพ้ยง คชสีห์ พำหพรพระไพรทรง รวดเร้ำ ทยมพัทธิไพรี เร็วรวด ยงแฮ พอซรำบซรับมันเห้ำ หื่นรงค์ ฯ ๏ กรลับกรลอกร้อง เรองหำญ หื่นแฮ โชติพระพิศณุยง ยวดช้ำง ชำำนิชำำนำญชำญ ชยเดช ทนหอกปืนป้องขว้ำง ข่มบร ฯ ๏ ชยพระพิเศษลำ้ำ เลอหำญ สรรพเครื่องคชำภรณ์ เพรอศแพร้ว เชษฎพระพิศำลสำ มรรถแว่น ไวแฮ ทำนพระพิสุทธแกล้ว แกว่นรณ ฯ ๏ พิศณุพระกรแกว่นส้ำย สงครำม พรพระกรรมไกรกล วำดไว้ พรรณพระเกตุเงื่อนงำม โสภำศ เพศพระกำลควรไท้ แทบองค์ ฯ ๏ พระสุรสีหนำทป้อง ปืนปรำย พิรเพ็ชรพระชยณรงค์ ช่ยวพ้น ยืนทยมกำำจำยจักร โจมจ่ำย ศักดิเคยค้นคว้ำส้ำย ศัตรู ฯ ๏ พลเป็นกงข่ำยล้อม เลือนดิน ดำษแฮ พรพระเสด็จตำมดู ดุจแต้ม ทยมเพชรพระอินทร อำฆำฎ มันชรำบชรับสองแก้ม เกือบคำง ฯ ๏ ขวำซ้ำยดยรดำษหน้ำ หลังหลำม ศิลปพระพรวำง วิ่งผ้ำย สำรสรพระรำมเรว ฤทธิชื่น ชำญแฮ เลิศพระชยค้นส้ำย ส่ำยเข็ญ ฯ ๏ สบสำรหำญหื่นล้อม เลือนไพร พรยกแฮ 95
  • 96.
    รณพระชยสิทธิเห็น ห่อนช้ำ ทยมฤทธิพระไชยศักดิ์ สำมำรถ รักษพระชยศรีกล้ำแกว่นชน ฯ ๏ อำภรณอำภำศแก้ว แกมกำญจน์ สิทธิพระสำพุทธพล เลิศล้น ทยมสุทธิพระสมภำร เสำวภำค สำรพระภูธรพ้น ตรยบตรอง ฯ ๏ สำรพลำยหลำยหลำกซ้ำย แซมขวำ ชิดแทบพระสนสนอง เงื่อนขว้ำง ทยมชลพระอำไศรย เสำวภำค แลเครื่องช้ำงแลช้ำง ยิ่งยง ฯ ๏ ชยพระอินทรำศนท้ยน เมำมัน ชำติพระอินทรียองค์ อ่ำแกล้ว ฉินโฉมพระฉัททันต์ ทรงเดช อย้ำยอยู่ล้อมแล้วลำ้ำ เขื่อนขันธ์ ฯ ๏ ลำงตัวตระเทศหน้ำ ขวยขวญ ลำงเตอบตระหมั้นภี พ่ำงปั้น ลำงตัวค่ำควรเมือง ยงยวด ลำงช่ำงชนหมั้นสู้ ส่ำยบร ฯ ๏ สำรเรวรวดพ้ยงพ่ำง แสะสยำม ลำงสำ่ำสองงำงอน เงือดฟ้ำ ลำงสำรแกว่นสงครำม เคยเกลื่อน บรเเฮ ลำงสำ่ำงำอ่ำหน้ำ เฉอดฉัน ฯ ๏ ลำงสำรงำมเงื่อนแกล้ง เกลำเหลำ หล่อแฮ ลำงสำ่ำจรำงมันผัน ม่ำยม้ำ ลำงสำรอำจเอำธำร ชำญช่ยว ลำงสำ่ำแกล้วกล้ำบ้ำ ชื่นตำ ฯ ๏ ลำงสำรกดก่ยวซ้ำย ขวำขบ ควบแฮ ลำงสำ่ำงำขวำงอน ง่ำแกล้ว ลำงดำำขขลับคือ แมลงภู่ เคยผำดเผ้งแผ้วผู้ ผ่ำเข็ญ ฯ ๏ ขวำซ้ำยหมำยหมู่หน้ำ หลังไตร ตรวจแฮ สรรพเครื่องอำวธเหน ห่อนช้ำ 96
  • 97.
    ลำงงำมเงื่อนไกรษร โสภำค ลำงสำ่ำเก้ำเท้ำกล้ำ แกว่นหำญฯ ๏ ไตรตรึงษดิรำษตรร้ำย ฤๅมี หนึ่งนำ อัษฎลักษณำกำร แก่นเกื้อ คชสำรคู่คชสีห พิรยภำพ ไส้แฮ แลเครื่องแลช้ำงเคื้อ คู่ขยน ฯ ๏ กรพัดทองทำบถ้วน แถวสน สอดแฮ รัดพนคำำคยน พู่ห้อย แชงชนักกเบนบน คอคำด โยงโยคหลังหน้ำร้อย แร่งไหม ฯ ๏ พรำยพัสตรพักพนำดพร้อม ภูษำ พรำยแพร่งภูโชไชย เพรอศแพร้ว จำมรมล่ำนเมลืองตำ หลำยหมู่ อำนกูปแก้วเก้ำอี้ อำศนทอง ฯ ๏ จองคชพยู่หกั้ง กำรยุทธ แลเครื่องแลสำรสรอง เพรอศพ้น สำรสบสลำบคุรธคือ ครุทธพ่ำหณ ดำดำษรุกร้นข้ำ ข่มยวน ฯ ๏ ตำบหน้ำหน้ำรำหู จับจันทร์ สรรพคับคำำควร ลวดล้อม พรำยพรำยพันเหำหำง ยูงรยับ ยำบแฮ คำำครำ่ำของ้ำวส้อม ทำบทอง ฯ ๏ แหลนหลำวหอกดำบดั้ง โตมร มลังเมลืองเรืองรอง อร่ำมฟ้ำ แสะสรรพแคบหมอนทอง พรำยเพรอศ สุดสำ่ำพลช้ำงม้ำ หนั่นหนำ ฯ ๏ แต่พลม้ำแล้วเลิศ สรวงสวรรค์ เบญจสัตสังขยำ คล่ำวคล้อย สยำมกรรณ์สุพรรณหงษ์ ขยนแข่ง งำมแฮ สรรพแคบหมอนทองห้อย ภู่พรำย ฯ ๏ อัศวกรรมงำมพ้นแพ่ง พอลักษณ สวรรค์พิมำนทำยทยม ทยบด้วย สีหรำชลำ้ำนักโฉม สีหรำช 97
  • 98.
    วิลำศหงษหนัำส้วย สยบคำง ฯ ๏สีหเบ็ญชรชำติพ้ยง ขยนขำม แข่งแฮ วรเวครไวขวำขวำง ขวยบซ้ำย สองตำตรยบนิลำม พุชำติ ถนัดอยำตรเมืองฟ้ำคล้ำย คล่ำวดล ฯ ๏ โฉมอินทรสรอำจแม้น มือแมน แต่งแฮ รำชพำหนหยยล ยวดม้ำ สุพรรณสีหแสนสิน- ธพชำติ นิลเสวตรพลันพ้ยงฟ้ำ เปล่งเปลว ฯ ๏ โฉมศรืสีหำศนลำ้ำ เลขำ รำชสำฤทธิเรว รวดแท้ เมอลมุขเมฆมำลำ ควรค่ำ เมืองแฮ เมอลมหำสังขแปล้ แปลกลังข์ ฯ ๏ จักรลักษณ์ศักดิพำหแม้น แมนเฉลำ แรงร่ยวเหำะขลังเร็ว รวดผ้ำย อำภรณพัฬเหำรัตน์ รำยรยบ กลับกลอกขวำซ้ำยผ้ำย ผำดผัน ฯ ๏ หำงฝังหลังเด้งสรยบ คอคำง ลิวแล่นพลันหนักชัก ง่ำยลำ้ำ ภีสองน่องกำงหำง ชันชอบ กลแฮ ตีนตรยบข้อคองำ้ำ ง่องงำม ฯ ๏ พวกพลช้ำงม้ำรยบ รยงจรร โจษแฮ ดยรดำษดินเหลือหลำม ท่งท้ำง สรรเพชญพ่ำงศรีสรร เพชญภำคย ยำมโยคพระเจ้ำช้ำง เผือกผ้ำยลีลำ ฯ ๏ ธงทยวหลำยหลำกกลิ้ง กลดไชย ชรอำ่ำทั้งทำงอำ กำศกลุ้ม แพนทองพรรณรำยไพ โรจโชติ หำญแห่จุ้มจุ้มล้อม หนั่นหนำ ฯ ๏ สรวญศรัพทคฤโฆษฆ้อง กลองไชย ทุ่มพ่ำงแตรสังขชวำ ปี่ห้อ มฤทึงค์ทรไนทรอ ทรุพรำช ดังเดึอดม้ำฬ่อก้อ โกรศกรยง ฯ 98
  • 99.
    ๏ สยงพิณสยงพาทยพ้อง สารสมคู่แฮ สยงคีตสยงแผคงจยร จั่นแจ้ว เภรีระงมเภรี สยงลั่น ฦๅเเฮ สยงเกือบสยงก้องแกล้ว ไห่หรรษ ฯ ๏ ทุกพ้องพันธทุกถ้วน แถวใน นอกแฮ พลขอบพลขันขัน เข่นกล้า ทรนงทรเนืองไจ เจียรภิต ดาดาษดาด้างถ้า ถั่งโดย ฯ ๏ พลพระภูมิศรเรื้อง เอารส ท่านแฮ รองร่องร้องโกรยโดย ปิ่นเกล้า พลหาญแห่พลคช แครเคลื่อน ไคลแฮ พลพวกม้าแคล้วเคล้า คลี่คลา ฯ ๏ หัวเมืองขุนหมื่นพร้อม พันแหน แห่นา หมายหมู่ขวาแขวงขวา ไขว่ซ้าย แวงทองดาบทองแพน เขนไขว่ สบสำ่าหลงหน้าผ้าย หนั่นหนา ฯ ๏ เมอลมุนกว้านไพร่ถ้วน แถวกอง ชื่นแฮ ไกวแกว่งศราวุธ ง่าเงื้อ ทรนงทรนองหา แหนราช แสงสำ่าลีเกื้อก้อม แพร่งพราย ฯ ๏ พวกพลกลำ้ากล้ากลาด ไปหนา หนั่นแฮ หาญห่มเกราะกรายกราย ก่อนม้า ประดับประดาดา แหนแห่ พระนา แลเครื่องแลหน้าม้า ใคร่ชม ฯ ๏ ธงฉัตรหลายแหล่กลิ้ง กลดแซรง ซรอำ่าอับอัมพร เกือบกั้ง แตรสังขดำาแคงครร ชิตโฆษ คฤมแฮ ทวนธนูหน้าไม้ตั้ง ต่อบร ฯ ๏ สรรเพ็ชญภิโพธิเกล้า สงสาร แครคลี่แสนยากร กล่นผ้าย พยงพระคชาธาร ทรงเดช คลายคลี่พลหว้ายฟ้า เฟื่องมาร ฯ 99
  • 100.
    ร่าย ๏ แต่นั้นบั้นนฤเบนทรนฤเบศ นเรศรนรินทราธิบดีศรีสรร เพชญ์สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถนายกดิลกผู้เปนเจ้า เกล้า ภูวมณฑล สกลชำพูธิเบศ คือพระเดชเกษกษัตรีรพีพงศ์ ทรงมกุฎ รัตนพัสตราภรณวิภูสิตเสร็จ เสด็จเหนือปฤษฎางคกุญชร ดุจ อมรสถิตย์เอราวรรณ์ ครรไลยยังนครคู่ฟ้า ถวัลยวิภูผ่านหล้า แหล่งเฟี้ยมฟีกบุญ ท่านนา ฯ โคลงสี่ ๏ สารพู้นสพราศเหลื้อม เขนทอง ตนพระยาลางพึง พวกเพื้อ พระคุณออกนางครอง รักษราช นั้นฤๅ ดินแลฟ้าคว้างเคื้อ ไป่แทน ฯ ๏ ขุนช้างผันผาดช้าง ผลาญงา งาต่องาขวิดแขวน ท่าวหั้น ลางเลี่ยงหลีกเหลือภา พลใหญ่ พลเพื่อนพาซุกซั้น ร่นลาญ ฯ ๏ รำ่าปางเขาไล่ร้าสงคราม ท่านนา ลาวแต่งต้บปราการ หนั่นหน้า กษ้ตริย์เลื่อนพลตาม เรวเร่ง โซรมเชือดแทงท่วนม้า หนั่นหัว ฯ ๏ หาญเราต่อเต่งง้วน ไหงวฤๅ สารเติบต่อตัวทับ ท่าวหั้น เขารุกเร่งพลปือ ยอพ่าน ม้าช้างฉวัดไล่ช้นน ช่วยแทง ฯ ๏ ทรงบุญจรหง่านเลี้ยง ผสานงา ฟองสมุทตื่นกลางแปลง ท่าวหั้น สบสารก็ชวนมา โซรมช่วย กนนแฮ งาต่องายอกั้น ซรวดเซร ฯ ๏ ทรงบุญถอยเร่ร้น รุกแทง ลาวแล่นเปรตายหัว ขวดขวำ้า ขอเขนกระลึงแวง วยนมาตร หอกช่วยเชองชักซำ้า ซ่นไฟ ฯ 100
  • 101.
    ๏ ลาวหัวขาดห้อยติด คอสาร ฟูมเลือดหลามไหลจรจวบจั้ง พระเทพประหารหัก โหมเกลื่อน เขนแนบเขนตาวตั้ง ต่อตาย ฯ ๏ เสนาตกเกลื่อนเขา กลยวลาว ลุย่านไทเท้งหงาย เฟือดฟ้า ไพร่พลเมืองนาวนาว นฤนาท แตรตระหลบก้องหล้า ส่งสยง ฯ ๏ พันฦกลำ้าฟาดฟ้า ดินทรุด ผืนแผ่นบโยงเอียง บ่ช้า พลหลวงศรีราชบุตร พังพะ มานา เขาเกลื่อนช้างเขากล้า เกลื่อนเขา ฯ ๏ พลม้าเขาแกว่นลำ้า พลเสือ พลหอกหาญครเลา ไล่เท้ง โยธาแหล่หลายเหลือ อกแผ่น มานา สยงมี่ระเร้งฟ้า ฟาดไฟ ฯ ๏ กษัตริย์ไวแว่นหน้า พรยมพราย เพรอศแฮ รามราชฤๅไทเห็น ห่อนช้า พระโฉมเฉกนารายณ์ เรืองราช นั้นแฮ ดาลเดชตรัสเจ้าฟ้า สี่มือ ฯ ๏ สำ่าสารผายผาดพ้ยง สีหเคนทร์ คมขาดคอคึอจักร เคลือบแคล้ว พระกรกระลึงเขน กรหลอก กรหลอกกลดกั้งแพร้ว เพรอศพราย ฯ ๏ พลแพนพลหอกหน้า พนักทอง เขาย่อมขันตัวตาย ต่อหน้า ชาญไชยชื่นชมคลอง กรยงแผ่น เผยอแฮ ตนราชผู้แกล้วกล้า เกลื่อนพล ฯ ๏ หมวกทองลุกแล่นเข้า ขบฟัน ต่อนา เข้าประทะได้กล ดีดนิ้ว สิบคนต่อลาวพัน ภูใหญ่ หั่นเด็จหัวได้หิ้ว ถั่งถวาย ฯ ๏ แพนดั้งไย่ไย่เข้า ทักแทน ก่อนนา 101
  • 102.
    ตัวต่อตัวลาวตาย ตื่นหยั้น หางยูงหักโหมแพน ทองท่าว ญวนพ่ายพลล้านร้นค่ายคึง ฯ ๏ พันฦกลำ้าฟ้าผ่าว เผากัลป์ ฦๅเลวงอึกอึง แหล่งหล้า พราหมณพรตสังวาลวัล โหงหูต แล้วแฮ มากปู่เปนบ้าเต้น ตื่นหนี ฯ ๏ หมากขามรกรูดช้าง ลงเชอง ลาวล่ามมัวผีเมา ม่วยม้วย ถางกันไขว่ขวินเชวอง ดยรดาษ ยงยิ่งลำากล้วยลำ้า ล่าวเลือน ฯ ๏ กั้งกลดไทท้าวราช เอารส ท่านนา ขวัญก่ยงกินเผือนไป เผือดหน้า ตรลึงตรลานหต หัวห่อ ตนแฮ ยวนยิ่งเหยงย้ายว้า วุ่นวนน ฯ ๏ เสียนางลเอ่งเนื้อ นมเฉลา เสียสาตราวุธสรรพ์ ใช่น้อย เสียพาลยพัฬเหา ทองแท่ง เสียกั่นโทงถ้วนร้อย มาศเมลือง ฯ ๏ เห็นเราทุกแห่งห้อม ติดตาม โหมประนงงเมืองโจม จวบล้าง เงินทองแหล่เหลือหาม ทุกหมู่ นางมิ่งเมืองม้าช้าง ถั่งถวาย ฯ ๏ เชลอยลากลู่ม้า มือมัด เขาเมื่อยจำาจูงขาย แลกเหล้า พระยศพ่อท่านทัด ไตรโลกย์ ดินหื่นหอมฟ้าเร้า รวดขจร ฯ ๏ ชยชยยศโยศเจ้า จักรกรี ไกรเทพศรีสาคร เฟื่องหน้า ชยชยเมื่อพูนศรี นางนาฏ ชยบพิตรพ้นฟ้า เพื่อมมา ฯ ๏ ชยชยอำานาจท้าว คือราม รอนราพล่วงลงกา แผ่นแผ้ว 102
  • 103.
    ชยชยดิ่งติดตาม มารมารค นั้นฤๅ ชยชำานะได้แก้วครอบครอง ฯ ๏ ชยชยชมชาติแก้ว กุญชร้ศ ภูเบศสากลปอง กราบไหว้ ชยชยมี่เมืองสวัสดิ ภูลโภค ชยบพิตรท้าวไท้ เลิศฦๅ ฯ ๏ ชยชยยศโยคก้อง ไตรตรึงษ์ บุญเบอกวยงทองปือ ไต่เต้า ชยชยรำาพึงสยง ฦๅลาภ สรหนั่นนิ้วนอบเข้า อยู่มือ ฯ ๏ ชยชยานุภาพท้าว ทยมทิน กรแฮ เมืองเทพคนธรรพฦๅ อยู่ถ้อย ชยชยพ่อพยงอินทร นุภาพ บุญเบอกเมืองถ้วนร้อย รอบถวาย ฯ ๏ ชยชยเมื่อปราบอ้อม กำาแพงเพ็ชร์ ผืนแผ่นผายเสมา ออกกว้าง ชยชยท่านไตรเตร็จ ในนารถ ยศโยคบุญท้าวอ้าง อาจครวญ ฯ ๏ กษัตริย์สุรราชเรื้อง รศธรรม์ บรรหารยศยอยวน พ่ายฟ้า สมภารปราบไปกัลป์ ทุกทวีป ร้อยพิภพเหลื่อมหล้า อยู่เย็น ฯ ๏ ร้อยท้าวรวมรีบเข้า มาทูล ท่านนา ถวายประทุมทองเป็น ปิ่นเกล้า สมภารพ่อพยงสูรย โสภิต มอญแลยวนพ่ายเข้า ข่ายบร ฯ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๕ ๑. ศึกษาอิทธิพลของวรรณคดีเรื่อง ลิลิตยวนพ่ายที่มีต่อ วรรณคดีเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ในแง่ของกลวิธีการแต่ง และการ ใช้คำา 103
  • 104.
    ๒. ศึกษาและรวบรวมคำาศัพท์โบราณจากวรรณคดีเรื่องนี้ ในรูปแบบของบัญชีศัพท์ ๓. ถอดความจากบทประพันธ์ให้ครบถ้วนถูกต้องและได้ อรรถรส ลิลิตพระลอ ลิลิตพระลอเป็นวรรณคดีสมัยอยุธยาที่คนไทยปัจจุบันรู้จัก และคุ้นเคยมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ใน สมัยเดียวกัน เรื่องพระลอเป็นนิยายประจำาถิ่นไทยภาคเหนือ เชื่อว่ามี เค้าโครงเรื่องเกิดขึ้นในแคว้นล้านนา ระหว่าง พ.ศ. ๑๖๑๖ – ๑๖๙๓ ปัจจุบันท้องที่ของเรื่องอยู่ในจังหวัดแพร่และลำาปาง เนื้อเรื่องกล่าวถึงความรักของหนุ่มสาว (พระลอ พระเพื่อน พระ แพง) ที่มีอุปสรรคจนต้องยอมแลกด้วยชีวิต ลิลิตพระลอ เป็นลิลิตโศกนาฏกรรมความรัก ที่แต่งขึ้นอย่าง ประณีตงดงาม มีความไพเราะของถ้อยคำา และเต็มไปด้วย สุนทรียศาสตร์ พรรณนาเรื่องด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ใช้กวี โวหารอย่างยอดเยี่ยม ในการบรรยายเนื้อเรื่อง ที่มีฉากอย่าง มากมาย หลากหลายอารมณ์ โดยมีแก่นเรื่องแบบรักโศก หรือ โศกนาฏกรรม และแฝงแง่คิดถึงสัจธรรมของชีวิต ลิลิตพระลอนี้ เคยถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากนักวรรณคดีบางกลุ่ม เนื่องจาก เชื่อว่าเป็นวรรณกรรมที่มอมเมาทางโลกีย์ ลิลิตพระลอที่ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ ให้เป็นยอดแห่งลิลิต แต่ทั้งเรื่อง ผู้แต่งและปีที่แต่ง ไม่ ปรากฏหลักการหรือข้อความระบุที่ชัดเจน แต่อาจอาศัยเนื้อเรื่อง ที่ระบุถึงสงครามระหว่างไทยและเชียงใหม่มาเป็นจุดอ้างอิง ซึ่ง เดิมนั้นเชื่อว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙- ๒๒๓๑) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน และเป็นที่ ถกเถียงกันมาจวบจนปัจจุบัน นักจารณ์วรรณคดีส่วนใหญ่ลง ความเห็นว่า ลิลิตพระลอแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาแน่ แต่ยังมีบาง ท่านเสนอเวลาที่ใหม่กว่านั้น ว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตน โกสินทร์ แต่ยังมีผู้คล้อยตามไม่มากนัก 104
  • 105.
    นักวรรณคดีมักจะยกโคลงท้ายบทมาเป็นหลักฐาน พิจารณาสมัยที่แต่ง ดังนี้ จบเสร็จมหาราชเจ้า นิพนธ์ ยอยศพระลอคนหนึ่งแท้ พี่เลี้ยงอาจเอาตน ตายก่อน พระนา ในโลกนี้สุดแล้ เลิศลำ้าคุงสวรรค์ฯ จบเสร็จเยาวราชเจ้า บรรจง กลอนกล่าวพระลอยง ยิ่งผู้ ใครฟังย่อมใหลหลง ฤๅอิ่ม ฟังนา ดิเรกแรกรักชู้ เหิ่มแท้รักจริงฯ จากโคลงข้างบน มีผู้เสนอว่า "มหาราช" คือกษัตริย์ เป็นผู้ แต่ง และ "เยาวราช"เป็นผู้เขียน (บันทึก) และสันนิษฐานว่า ผู้ แต่งน่าจะเป็น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และผู้เขียน คือ สมเด็จ พระบรมราชาธิราชที่ ๔ และคาดว่าน่าจะแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๐๗๒ อย่างไรก็ตาม นักวรรณคดีบางท่าน เสนอว่า น่าจะอยู่ใน สมัยพระชัยราชาธิราช (พ.ศ. ๒๐๗๗-๒๐๘๙) เนื่องจากเป็น สมัยที่มีสงครามระหว่างไทยกับเชียงใหม่ และเป็นสมัยแรกที่มี การใช้ปืน (ปืนไฟ) ในการรบ ภาษาสำานวนในลิลิตพระลอ อ่านเข้าใจได้ง่ายกว่า วรรณกรรมเรื่องอื่นๆ ในสมัยอยุธยา แต่ก็ยังมีศัพท์ยาก และ ศัพท์โบราณอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้นักวิจารณ์บางท่าน เสนอว่า ลิลิตพระลอแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ ลิลิตพระลอเป็นเรื่องรักโศก บรรยายถึงความรักระหว่าง พระเอก คือ พระลอ และนางเอกสองคน คือ พระเพื่อน และพระ แพง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความรักของหญิงชายอีกสองคู่ คือ นางรื่น นางโรย และนายแก้ว นายขวัญ พี่เลี้ยงของพระเพื่อน พระแพง และพระลอ ตามลำาดับ 105
  • 106.
    ผู้แต่งได้ผูกเรื่องไว้อย่างน่าติดตาม โดยมีบทพรรณนาที่ งดงาม มีความหลากหลายโดยตลอด แม้จะนับเป็นนิยายเรื่อง ยาว (ความยาวถึง ๖๖๐ บท) แต่ก็ไม่ทำาให้ผู้อ่านรู้สึกเบื่อ ลิลิตพระลอ มีผู้เรียกว่าเป็น "วรรณคดีบริสุทธิ์" เพราะมี ลักษณะสะเทือนอารมณ์ที่ยอดเยี่ยม เป็นเรื่องโศกที่จบลงด้วย ความตาย เป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ยอดของ วรรณคดีลิลิตเพราะแต่งดีอย่างวิเศษในด้านภาษา" โคลงและ ร่ายของลิลิตพระลอจัดได้ว่า เป็นแบบฉบับหรือชั้นครูที่กวีรุ่น หลังนิยมยกย่องยึดถือ เช่น การแต่งโคลงสี่สุภาพ ที่มีเสียง บังคับวรรณยุกต์เอก ๗ โท ๔ จะดูได้จากโคลงในลิลิตพระลอบ ทนี้ เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่ สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ คำาประพันธ์ในเรื่องลิลิตพระลอ เป็นลิลิตสุภาพ ประกอบ ด้วย ร่ายสุภาพ, ร่ายสอดสร้อย, โคลงสองสุภาพ, โคลงสาม สุภาพ และ โคลงสี่สุภาพ สลับกันตามจังหวะ ลีลา และเนื้อหา ของเรื่อง ตัวอย่างของคำาประพันธ์ มีดังนี้ ร่าย ๑ ศรีสิทธิฤทธิไชย ไกรกรุงอดุงเดชฟุ้งฟ้า หล้ารรัว กลัว มหิมา รอาอานุภาพ ปราบทุกทิศ ฤทธิรุกราญ ผลาญ พระนคร รอนลาวกาวตาวตัดหัว ตัวกลิ้งกลาดดาษดวน ฝ่าย ข้างยวนแพ้ พ่าย ฝ่ายข้างลาวประลัย ฝ่ายข้างไทยไชเยศ คืน ยังประเทศ พิศาล สำาราญราษฎร์สัมฤทธิ พิพิธราชสมบัติ พิพัฒนมงคล สรส กลีิิมา ประชากรเกษมสุข สนุกทั่วธรณี พระนครศรีอโยธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมยศโยคยิ่งหล้า ฟ้าฟื้น ฟึกบูรณ์ โคลง ๔ 106
  • 107.
    ๒ บุญเจ้าจอมโลกเลี้ยง โลกา ระเรื่อยเกษมสุขพูลใช่น้อย แสนสนุกศรีอโยธยา ฤๅรำ่า ถึงเลย ทุกประะเทศชมค้อยค้อย กล่าวอ้างเยินยอ ฯ ๓ รู้มลักสรบศาสตร์ถ้วน หญิงชาย จักกล่าวกลอนพระลอ เลิศผู้ ไพเราะเรียบบรรยาย เพราะยิ่ง เพราะนา สมปี่ลู้เสียงลู้ ล่อเล้าโลมใจ ฯ ๔ สรวลเสียงขับอ่านอ้าง ใดปาน ฟังเสนาะใดปูน เปรียบได้ เกลากลอนกล่าวกลการ กลกล่อม ใจนา ถวายบำาเรอท้าวไท้ ธิราชผู้มีบุญฯ ร่าย ๕ กล่าวถึงขุนผู้ห้าว นามท่านท้ายแมนสรวง เปนพระยา หลวงผ่านเผ้า เจ้าเมืองสรวงมีศักดิ์ ธมีอัคเทพีพิลาส ชื่อนาง นาฎบุญเหลือ ล้วนเครือท้าวเครือพระยา สาวโสภาพระสนม ถ้วนทุกกรมกำานัล มนตรีคัลคับคั่ง ช้างม้ามั่งมหิมา โยธา เดียรดาษหล้า หมู่ทกล้าทหาร เฝ้าภูบาลนองเนือง เมืองออก มากมียศ ท้าวธมีเอารสราชโปดก ชื่อพระลอดิลกล่มฟ้า ทิศ ตะวันออกหล้า แหล่งไล้สีมา ท่านนาฯ ร่าย ๖ มีพระยาหนึ่งใหญ่ ธไซร้ทรงนามกร พิมพิสาครราช พระบาทเจ้าเมืองสรวง สมบัติหลวงสองราชา มีมหิมาเสมอกัน ทิศตะวันตกไท้ท้าว อคร้าวครองครองยศ ท้าวธมีเอารสราช ฦๅ ไกร ชื่อท้าวพิไชยพิษณุกร ครั้นลูกภูธรธใหญ่ไซร้ ธก็ให้ ไป กล่าวไปถาม นางนามท้าวนามพระยา ชื่อเจ้าดาราวดี นาง มีศรี โสภา เปนนางพระยาแก่ลูกไท้ ลูกท้าวธได้เมียรัก ลำานัก เนตร เสนหา อยู่นานมามีบุตร สุดสวาทกษัตริย์สององค์ ทรง โฉม จันทรงามเงื่อน ชื่อท้าวเพื่อนท้าวแพง จักแถลงโฉมเลิศล้วน งาม ถี่พิศงามถ้วน แห่งต้องติดใจ บารนี ฯ 107
  • 108.
    ท้าวแมนสรวงยกไปตีเมืองสรอง ร่าย ๗ เมื่อนั้นไท้แมนสรวง พญาหลวงให้หาหัวเมืองมาริ ปอง ว่าเมืองสรองกษัตริย์กล้า อย่าช้าเราจะรบ ชิงพิภพเป็นเมือง ออก เร่งบอกให้เรียบพล นายกคณชุมกัน ครันเทียบพลเศิกเสร็จ ท้าวธเสด็จพยุหบาตร ลีลาศจากพระนคร คลี่นิกรพลพยู่ห์ สู่แดน ศึกบ่มิช้า เดียรดาษพลช้างม้า เพียบพื้นภูมิน ร่าย ร่าย ๘ ส่วนนรินทรราชา พิมพสาครราช พระบาทครั้นได้ยิน ว่าภูมินทร์แมนสรวง ยกทัพหลวงมากระทั่ง ท้าวธก็สั่งพลออกรับ ตับตามกันเดียรดาษ พระบาทเสด็จบ่มิช้า พลหัวหน้าพะกัน แกว่งตาวฟันฉะฉาด แกว่งดาบฟาดฉะฉัด ซ้องหอกซัดยะยุ่ง ซ้องหอกพุ่งยะย้าย ข้างซ้ายรบบ่มิคลา ข้างขวารบบ่มิแคล้ว แกล้วแลแกล้วชิงข้า กล้าแลกล้าชิงขัน รุมกันพุ่งกันแทง เข้าต่อ แย้งต่อยุทธื โห่อึงอุดเอาชัย เสียงปืนไฟกึกก้อง สะเทือนท้อง พสุธา หน้าไม้ดาปืนดาษ ธนูสาดศรแผลง แขงต่อแขงง่าง้าง ช้างพะช้างชนกัน ม้าผกผันคลุกเคล้า เข้ารุกรวนทวนแทง ระแรงเร่งมาหนา ถึงพิมพิสาครราช พระบาดขาดคอช้าง ขุนพล คว้างขวางรบ กันพระศพกษัตริย์ หนีเมื้อเมืองท่านไธ้ ครั้นพระ ศพเข้าได้ลั่นเขื่อนให้หับทวาร ท่านนา ร่าย ๙ งานรักษาพระนคร ท้าวพิชัยพิษณุกรกันเมืองได้ ไท้ แมนสรวงเสด็จคืน ท้าวพิชัยยืนครองพิภพ ปลงพระศพราชบิดา แล้วไสร้ ธก็ให้สองพระงาหน่อเหน้า ไปอยู่ด้วยย่าเจ้าวังเดียว กับสองนางเฉลียวฉลาด พี่เลี้ยงราชธิดา โดยธตราชื่อชื่น ชื่อ นางรื่นแลนางโรย โดยรักษาสองอ่อนท้าว สองสมเด็จเสด็จด้าว สู่ห้องเรือนหลวง ท่านแล พระลอครองเมืองสรอง ร่าย ๑๐ เมื่อนั้นไท้แมนสรวง พระยาหลวงผู้มีศักดิ์ ให้ไป กล่าว นางลักษณวดี นางมีศรีสวัสดิ์ลออ ให้แก่พระลอดิลก ยกเปน อัคมหิษี มีบริพารพระสนม ถ้วนทุกกรทกำานัล ประกอบ 108
  • 109.
    สรรพ สมบูรณ์ จึงนเรนทร์สูรราชบิดาสวรรคาไลยแล้วเสด็จ พระลอ เสด็จเสวยราชย์ โฉมอภิลาสสระผม ดิสฟ้าชมบรู้ โฉม พระลอเลิศแก้ว กว่าท้าวแดนดิน แลนา ฯ โคลง ๒ ๑๑ รอยรูปอินทร์หยาดฟ้า มาอ่าองค์ในหล้า แหล่งให้คนชม แลฤๅ ฯ ๑๒ พระองค์กลมกล้องแกล้ง เอวอ่อนอรอรรแถ้ง ถ้วนแห่งเจ้ากูงาม บารนี ฯ ๑๓ โฉมผจญสามแผ่นแพ้ งามเลิศงามล้วนแล้ รูปต้องติดใจ บารนี ฯ ๑๔ ฦๅขจรในแหล่งหล้า ทุกทั่วคนเที่ยวค้า เล่าล้วนยอโฉม ท่านแล ฯ ๑๕ เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า ผิบได้เห็นหน้า ลอราชไซร้ดูเดือน ดุจแล ฯ ๑๖ ตาเหมือนตามฤคมาศ พิศคิ้วพระลอราช ประดุจแก้วเกาทัณฑ์ ก่งนา ฯ ๑๗ พิศกรรณงามเพริศแพร้ว กลกลีบบงกชแก้ว อีกแก้มปรางทอง เทียบนา ฯ ๑๘ ทำานองนาสิกไท้ คือเทพนฤมิตไว้ เปรียบด้วย ขอกาม ฯ ๑๙ พระโอษฐ์งามยิ่งแต้ม ศศิอยู่เยียวยะแย้ม พระโอษฐ์โอ้งามตรู บารนี ฯ ร่าย 109
  • 110.
    ๒๐ พิศดูคางสระสม พิศศอกกลมกลกลึงสองไหล่พึงใจ กาม อกงามเงื่อนไกรสร พระกรกลงวงคช นิ้วสลวยชดเล็บ เลิศ ประเสริฐสรรพสรรพางค์ แต่บาทางค์สุดเกล้า พระเกศ งามล้วน เท้า พระบาทไท้งามสม สรรพนา ฯ พระเพื่อนแพงรัญจวนถึงพระลอ โคลง ๔ ๒๑ ขับซอยอราชเที้ยร ทุกเมือง ฦๅเล่าพระลอเลืิือง ทั่วหล้า โฉมบาบพิตรเปลือง ใจโลก สาวหนุ่มฟังเปนบ้า อยู่เพี้ยงโหยหน ฯ ๒๒ เล่าฦๅโฉมท้าวทั่ว เมืองสรอง ขจรข่าวถึงหูสอง พี่น้อง รทวยดุจวัลย์ทอง ครวญไคร่ เห็นนา โหยลห้อยในห้อง อยู่เหยี้ยมฟังสาร ฯ ๒๓ พระแพงพระเพื่อนเพี้ยง พิศวง นับอยู่ในใจจง จอดไท้ มลักเห็นดอกกลหลง ฉงนเงื่อน อยู่นา อกอ่อนรทวยไหม้ สรากหน้าตาหมอง ฯ ๒๔ นางโรยนางรื่นขึ้น ไปเยือน เห็นราชสองหมองเหมือน ดั่งไข้ ทุกวันดุจดวงเดือน งามชื่น ไส้นา หมองดั่งนี้ข้าไหว้ บอกข้าขอฟัง หนึ่งรา ฯ ๒๕ ผิวไข้พูลพยาธิไซร้ ยาหาย ง่ายนา ไข้หลากทั้งหลายใคร ช่วยได้ ไข้ใจแต่จักตาย ดีกว่า ไสร้ิ้นา สองพี่นึกในไว้ แต่ถ้าเผาเผือ ฯ 110
  • 111.
    โคลง ๒ ๒๖ ข้าฟังเหลือที่พร้องสองสมเด็จพระน้อง กล่าวนี้กลใด ฯ ๒๗ ใดขัดใจแม่ ณ เกล้า สองสมเด็จพระเจ้า บอกไว้งานเผือ ฯ ร่าย ๒๘ เจ็บเผือเหลือแผ่นดิน นะพี่ หลากระบิลในแหล่งหล้า นะพี่ บอกแล้วจะไว้หน้าแห่งใด นะพี่ ความอายใครช่วยได้ นะพี่ อายแก่คนไสร้ท่านหัว นะพี่ แหนงตัวตายดีกว่า นะพี่ สองพี่อย่า ถามเผือ นะพี่ เจ็บเผือเหลือแห่งพร้อง โอ้เอนดูรักน้อง อย่าซำ้าจำา ตาย หนึ่งรา ฯ ร่าย ๒๙ ข้าไหว้ถวายชีพิต เผือข้าชิดข้าเชื่อ เขือดังฤๅเหตุใด ธมิไว้ใจเท่าเผ้า สองแม่ ณ หัวเจ้า มิได้เอนดูเผือฤๅ ฯ โคลง ๔ ๓๐ เสียงฦาเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ ฯ ๓๑ สิ่งนี้น้องแก้วอย่า โศกา นะแม่ เผือจักขออาสา จุ่งได้ ฉันใดราชจักมา สมสู่ สองนา จักสื่อสารถึงไท้ หากรู้เปนกล ๓๒ ความคิดผิดรีตได้ ความอาย พี่เอย หญิงสื่อชักชวนชาย สู่หย้าว เจ็บเผือว่าแหนงตาย ดีกว่า ไสร้นา เผื่อหากรักท้าวท้าว ไป่รู้จักเผือ ฯ ๓๓ ไป่ห่อนเหลือคิดข้า คิดผิด แม่นา คิดสิ่งเปนกลชิด ชอบแท้ มดหมอแห่งใดสิทธิ์ จักสู่ ธแม่ 111
  • 112.
    ให้ลอบลองท้าวแล้ อยู่ได้ฉันใด ฯ นางพี่เลี้ยงเป็นคู่คิด ร่าย ๓๔ภายในสองนางขอบ ว่ามิชอบภายนอก ดอกห้ามว่า ผิดใหญ่ เขือคิดใช่ความดี มีผู้รู้น่ากลัว เสียตัวเผืิือลูกไท้ จะ ไว้ ผิดในแหล่งหล้า จะไว้หน้าแห่งหนใด ข้าเดาใจสองสบ พบกระ แหน่สองศรี ใจกษัตรีมีเสียชอบ เราจะประกอบจงควร ซึ่งสอง ครวญจุ่งได้ ไว้ความร้ายแก่เรานา ข้าก็ว่าสองพงาอยู่ เกล้า สอง ท้าวเจ้าไป่รู้ ไว้เผือผู้อาสา ครานี้พี่ บ ผิด ความคิด สอง บได้ สองบพิตรจักไว้ สองพี่เลี้ยงเยียใด ฯ ร่าย ๓๕ ข้าจะใช้ชาวในผู้สนิท ชิดชอบอัชฌาสัย ไปซื้อขาย วายล่อง แล้วให้ท่องเที่ยวเดิร สรรเสริญสองโฉมศรี ทั่วบุรี พระ ลอ ขับซอยอยศอ้าง ฦๅลูกกษัตริย์เจ้าช้าง ชื่นแท้ใคร เทียม เทียบนา ฯ ยอโฉมเพื่อนแพง โคลง ๔ ๓๖ ทุกเมืองมีลูกท้าว นับมี มากนา บเปรียบสองกษัตรี พี่น้อง พระแพงแม่ศรี สวัสดิ์ยิ่ง คณนา พระเพื่อนโฉมยงหย้อง อยู่เพี้ยงดวงเดือน ฯ ๓๗ โฉมสองเหมือนหยาดฟ้า ลงดิน งามเงื่อนอัปสรอินทร์ สู่หล้า อย่าคิดอย่าควรถวิล ถึงยาก แลนา ชมยะแย้มทั่วหน้า หน่อท้าวมีบุญ ฯ ๓๘ หมื่นขุนถ้วนหน้าสำ่า หัวเมือง ก็ดี อย่าใคร่อย่าคิดเคือง สวาทไหม้ 112
  • 113.
    สมภารส่งสองเรือง สองรุ่ง มานา สองราชควรท้าวไท้ธิราชผู้มีบุญ ฯ โคลง ๒ ๓๙ ยอยศสองอ่อนท้าว ฦๅทั่วทุกแดนด้าว ลอราชได้ฟังสาร ฯ ๔๐ ฟังตระการอยู่เกล้า ให้เร่งเบิกเขาเข้า มาสู่โรงธาร ท่านแลฯ ๔๑ ฟังสารสองหนุ่มเหน้า จอมราชครวญคิดอ้า อคร้าวหัวใจ ท่านนา ฯ ๔๒ มลักนึกในคแคล้ว ผิพี่มีบุญแก้ว พี่เพี้ยงไปสม เจ้านา ฯ ร่าย ๔๓ ชมข่าวสองพี่น้อง ต้องหฤทัยจอมราช พระบาทให้ รางวัล ปันผ้าเสื้อสนอบ ขอบใจสูเอาข่าว มากล่าวต้องติดใจ บารนี ฯ โคลง ๒ ๔๔ ฉันใดกูจักได้ สมพระนุชน้องไท้ อ่อนท้าวทั้งสอง ฯ ๔๕ ท้าวธจำานองโคลงอ้าง โคลงบพิตรเจ้าช้าง ชื่อแท้ใดเทียม เทียบนา ฯ โคลง ๔ ๔๖ เรียมฟังสารอ่านอ้าง อันผจง กล่าวนา ถนัดดั่งเรียมเห็นองค์ อะเคื้อ สองศรีสมบูรณ์บง กชมาศ กูเอย นอนแนบสองข้างเนื้อ แนบเชื้อ ชมเชย ฯ โคลง ๒ ๔๗ พระกรเกยผากไท้ มือลูบทรวงไล้ไล้ ทำาเล่ห์ให้ เขาเห็น ฯ นางพี่เลี้ยงใช้แม่มด ร่าย 113
  • 114.
    ๔๘ เปนปฤศนาแล้วไส้ ธก็ให้เลี้ยงดูโดยขนาด เขาก็ลา พระบาทเมื้อเมือง หน้ารุ่งเรืองชมชื่น ไปบอกแก่นางรื่นนางโรย โดยยุบลทุกสึ่ง จึ่งสองนางพี่เลี้ยง ทูลแด่สองเนื้อเกลี้ยง ถี่ถ้วน สารแสดง ฯ ๔๙ จึ่งแสวงหายายมด ไปจรดผู้ยายำา จำาเอาแต่ผู้สิทธิ์ รู้ ชิดใช้กลคล่อง บอกทำานองทุกอัน ครัน ธ ช่วยลุไซร้ิ้ ตูจะให้ ลาภจงครัน จะให้รางวัลจงพอ ครั้นะพระลอสมสองแล้ว อยู่ช่าง ยายมดแก้ว อะคร้าวใครปาน เปรียบเอย ฯ โคลง ๓ ๕๐ ยายฟังสารยายสั่นหัว ยายเคยแต่ตัวชั่วตัว ช้า ยายจักลองเจ้าหล้า บ่ได้หลานเอย ฯ โคลง ๒ ๕๑ ยายเคยใครอย่าไส้ ยายช่วยยายชักให้ ถ่องแท้จักไป สู่นา ฯ ร่าย ๕๒ ยายว่าเยียกระใดเขาทุกผู้ ตูรู้จักเขาทั่วหน้า ย่อมชั่ว ช้ามิเปนกล เห็นแต่ตูสามคนแก่แม่มดเถ้า แก่ิ่เจ้าแม่มดใหญ่ จะ ลองใครใครก็มา จะหาใครใครก็เต้า เว้นแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ธรู้ศิลป์รู้ศาสตร์ ธ มีอำานาจมีบุญ คุณตูไกลท่านไท้ สองราชนั้น ฤๅได้ อาจยื้อฤๅถึง เลยนา ฯ ร่าย ๕๓ ดังจึงตูจะรู้จัก หมอสิทธิศักดิ์สามคน รู้พระมนต์มีฤทธิ์ ลูกศิษย์ปู่สมิงพราย ยายก็นำาไปบอก จึงจรอกหมอแล้วมา ข้าก็ เข้าไปสู่ ปู่หมอเถ้าเจ้าหมอหลวง บำาบวงบอกทุกประการ วาน ธ ช่วยกังวล หมอกล่าวกลยายมด ตูนี้ยศยังตำ่า ลองแต่สำ่าพอดี พอแรงผีแรงมนต์ เจ้าสากลผ่านหล้า หน้าผู้ใดจะลองลุ สนอง นางทุทรฮู ว่า ธ เอนดูรู้จัก ผู้มีศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีฤทธิ์มีอำานาจ อาจ ลอง ธ มาได้ ตูจะให้ลาภจงเต็มกอง ตูจะให้ทองเต็มโกฎิ ทั้งผู้ บอกโสดจะรางวัล เชิญบอกพลันอย่าช้า จงดูรู้จักหน้า ท่านให้ เต็มใจ หนึ่งรา 114
  • 115.
    ร่าย ๕๔ หมอว่าในใต้ฟ้า ทั่วแหล่งหล้าผู้ใดใครจักเทียมจักคู่ ปู่ เจ้าปู่สมิงพราย ธ ว่าให้ตายก็ตายทันเห็น ธว่าให้เปนก็เปนทัน ใจ จะลองใครใครก็มา จะหาใครใครก็ บ อยู่ จะไปสู่ท่านไส้ ไว้ ตูจะนำาไป เถ้าว่าทางไกลจรลำ่า วันนี้คำ่าสองนางเมือ พรุ่งนี้เช้า เขือเขียวมา สองนางลาสองเถ้า ไปบอกแก่สองเจ้า สองอ่อนท้าว ยินดี ยิ่งนา ฯ เพื่อนแพงอุบายป่วย โคลง ๔ ๕๕ สองศรีเสวภาคย์ได้ ฟังสาร ถนัดดั่งพระภูบาล จักเต้า คือสุริยส่องบัวบาน สรดร่อ กันนา เกรงเกลือกเยียวความเร้า รั่วรู้ฤๅดี ฯ ๕๖ สองกรกลเกียดเกี้ยว กรรชิด แสร้งใส่กลปกปิด เงื่อนไว้ ความขำาซ่อนซอนมิด งำาแง่ งามนา เอาชอบลอบปนให้ แปลกร้ายเปนดี ๕๗ พี่เลี้ยงเห็นเล่ห์แล้ว ยินฉงน อยู่นา สองใส่กลเหนือกล ใช่น้อย ไหว้พระย่ายังยล หลานราช ฤๅแม่ สองอยู่สองเศร้าสร้อย สรากหน้าตาหมอง ฯ ๕๘ หมอดูหมอว่าให้ รับขวัญ ขวัญอ่อนเขจรจรัล จิ่มฟ้า ขวัญเที่ยวทั่วแดนบรร- พตป่า ดงนา ให้รับขวัญอย่าช้า พรุ่งเช้าวันดี ฯ ๕๙ ย่าเจ้าฟังข่าวร้อน อาดูร เดือดนา เขือเร่งเร็วไปทูล แด่ไท้ พระภูบดินทร์สูรย์ ปิตุราช สองนา ข้าพี่เลี้ยงไปไหว้ บอกท้าวทุกอัน ฯ ๖๐ ครั้นฟังธิราชร้อน รนใจ อยู่นา หมอจักเอาอันใด เร่งให้ ไปรักเรียกขวัญใน เขาปู่ พระเอย 115
  • 116.
    หมอสั่งเขือข้าได้ ชอบช้างตัวเร็ว ฯ ๖๑เขือไปอุปกาศแล้ว เขือมา ทูลแด่สองธิดา อยู่เกล้า สองฟังหฤหรรษา ชมชื่น ใจนา สองพี่เร็วไปเช้า ช่วยน้องจงพลัน ฯ ๖๒ เบิกเอาช้างต้นชื่อ เทียมลม ธพี่ กับพระพายุพลันสม ชื่อแท้ เทียมใจเลิศแลชม ฝีย่าง มันนา เร็วเร่งเร็วนักแล้ เลิศด้วยเดิรพลัน ฯ โคลง ๒ ๖๓ ไก่ขันเขียวผูกช้าง มาเทียบทั้งสองข้าง แนบข้างเกยนาง ฯ ๖๔ ไป่สันทางสั่งไท้ พระแต่งจงสรรพไว้ เยียวปู่เจ้าเรามา ฯ ๖๕ เผือจักลาแม่ ณ เกล้า จักอยู่เยียวเจียนรุ่งเช้า จักช้าทางไกล นางพี่เลี้ยงไปหาหมอเฒ่า ร่าย ๖๖ ขึ้นช้างไปผผ้าย มาคคล้ายโดยทาง ถับถึงกลางจรอกปู่ หมอเถ้าอยู่แลเห็น แสร้งแปรเปนโฉมมลาก เปนบ่าวภาค บ่าว งาม สองถึงถามหาปู่ ปู่หัวอยู่ยแย้ม ข้อยว่าสองแสล้ม มาแต่ด้าว แดนใด ฯ โคลง ๒ ๖๗ สองคนึงในใคร่รู้ ลูกหลานปู่ฤๅผู้ อื่นโอ้ไป่งาม บารนี ฯ ๖๘ กามกรรหายยั่วข้าง คิดแต่จักช้าช้าง ท่านไส้จักเป็น ป่วยนา ฯ สู่สำานักปู่เจ้าสมิงพราย ร่าย 116
  • 117.
    ๖๘ บนานเห็นเปนปู่ รูปเถ้าอยู่ดูหลากสองประจากษ์ตก ใจ ใครจักปูนปู่ได้ ปู่ช่วยสองลูกไท้ แต่นี้ฤๅไป อื่นเลย ฯ โคลง ๒ ๗๐ เสียไฟเป่าหิ่งห้อย แรงปู่นี้รู้น้อย เผือไป่รู้เลยนอ ฯ ร่าย ๗๑ เชิญปู่หมอขึ้นขี่ ขับช้างปรี่ปรึงตาม ทั้งสามไปรร่าย บ่ายหน้าสู่เขาเขียว เหลียวแลทางจรลิ่ว เหลียวแลทิวเทินป่า ฝ่า แฝกแขมแกมเลา ดงประเดาประดู่ หมู่ไม้ยางไม้ยูง ตเคียนสูงสุด หมอก พยอมดอกมุ่งเมฆ อเนกไม้หลายพรรณ มีวัลย์เวียนเกี้ยว กิ่ง ไม้แมกมิ่งใบรบัด ลมพานพัดรลอก ดอกดวงพวงเผล็ดช่อ กระพุ่มห่อเกสร สลอนบุษบาบาน ตระการ กลิ่นหอมหื่น ชื่นซรุก ลูกเหลืองล่อน ใบอ่อนต้นลำาอ้วน กิ่งก้านแกมงาม ฯ ร่าย ๗๒ ตามกันไป บ หึง ถึงตีนเขาแต่ล่าง แลลิงค่างบ่างชนี ผี ผิวร้องน่ากลัว หัวหูพองอยู่คคร้าม เสือสางด้ามด้อมทาง แรด ควายขวางขวัดอยู่ หมู่กระทิงเที่ยวป่า วัวลานล่าเลมไพร หมู่หมี ไปคคล้าย นางช้าผ้ิ้ายคคลำ่า บรู้กี่สำ่าตามสาร งูพพานพิษกล้า งู เหลือมคว้ารัดควาย เยียงผาผายปีนป่าย ฝ่ายช้างพังเซราซรึก สัตว์พันฦกพันลาย หมอมิกลัวกลายจระคล่าย เข้าป่าไปคลาย คล้าย ด่วนดั้นโดยทาง ฯ ร่าย ๗๓ เอนดูสองนางตกใจกลัว รรัวหัวอกสั่น ลั่นททึกททาว ส ราวตามหมอผะผำ้า เห็นแนวนำ้าบางบึง ชรทึงธาร ห้วยยหนอง จร เข้มองแฝงฝั่ง สรพรั่งหัวขึ้นขวักไขว่ ช้างนำ้าไล่แทงเงา เงือกเอา คนใต้นำ้า กลำ่าตากระเหลือก กระเกลือกกลอกตากลม ผมกระ หวัดจำาตาย ฝ่ายหนปลายไม้แมก ฟังเสียงแสรกเง้างูด ทิ้งทูดบ่ นพพึมเสียง เค้ากู่เคียงคู่ร้อง ก้องดงดุจตระหวาด ผาดฟังตกใจ กลัว หมอเถ้าหัวไปพลาง โลมสองนางอย่าตกใจ บเปนใดดอก นะแม่ กระแหน่นี้จะเจ้า พระปู่เราหากทำาเอง หมอมิกลัวเกรงสัก สิ่ง ขับช้างวิ่งขึ้นเขา เคร่ากันไปบหึง ถับถึงแต่ตีนเขา หมอเถ้า ลงจากช้าง ไว้สองนางอยู่แต่ไกล หมอจึ่งเข้าไปสู่ ปู่เจ้าปู่สมิง 117
  • 118.
    พราย ถึงถวายกรกราบไห้ บอกว่าพระหลานไท้เพื่อนท้าวแพง ทอง ฯ โคลง ๒ ๗๔ ทำางนสองเท่าฟ้า มาทำาบวงให้ข้า นำาพี่เลี้ยงสองมา ฯ ๗๕ ปู่เจ้าว่าหมอไส้ ไปเรียกมาให้ใกล้ แทบนี้อย่าขาม ฯ ๗๖ หมอบอกความสองเจ้า พระปู่ให้สองเข้า ไปสู่แล้วเชิญเขือ ฯ ๗๗ สองเห็นเสือกราบเฝ้า คร้ามกลัวก้มกรานเข้า ไปกราบไหว้ทั้งสอง ฯ ร่าย ๗๘ ตามองเสือพรับ เห็นเสือกลับเปนแมว แถวจราศศุภ ลักษณ์ มลักเห็นโฉมปู่เจ้า แปรรูปเถ้าหงอกสกาว คิ้วขาวขนตา เผือก กลับตระเลือกเปนบ่าว พึงมล่าวโฉมกล้องแกล้ง งามอรร แถ้งโถงเถง ทรงลักเลงเสสรวล สคราญครวญงามถนัด รบัดเป นกลางแก่ ตระแหน่รูปลักษณดี มีมารยาทเสี่ยมสาร สองถวาย สการบาชา อันแต่งมาทุกสึ่ง จึ่งทูลสารสองไท้ สองราชก้มกราบ ไหว้ พระบาทเจ้ากูมา ฯ ขอให้ปู่เจ้าช่วย โคลง ๒ ๗๙ ทุกขธิดาเท่าฟ้า เห็นแต่พระเจ้าข้า พระปู่เจ้าองค์เดียว ๘๐ ขับเขียวมาแต่เช้า สองให้เชิญพระเจ้า โปรด เปลื้องทุกข์หลาน ท่านเทอญ ฯ ๘๑ เชิญช่วยภารลุแล้ว เงินแลทองกองแก้ว อเนกข้าขอ ถวาย ๘๒ กามกรรหายเหิ่มไหม้ พระช่วยพระชักให้ ลอราชพ้น ความตาย ร่าย 118
  • 119.
    ๘๓ ปู่ไป่ผายตอบถ้อย อยู่น่อยหนึ่งบมินานปู่ก็ธิญาณเล็งดู กูจะช่วยควรฤๅมิควร รู้ทั้งมวลทุกอัน ด้วยผลกรรม์เขาแต่ก่อน ทำาหย่อนหย่อนตึงตึง ส่วนจะถึงบมิหยุด เท่าว่าจะพลัดสุดพลัน ม้วย ด้วยผลกรรมเขาเอง แต่เพรงเขาทั้งสอง ทำาบุญปองจะไจ้ ขอได้พึ่งบุญตู ปู่ดูเสร็จจึ่งว่า สองนางอย่ากล่าวอ้าง ถึงสินจ้างสิ นบล ตนกูจักไปสู่ ถึงที่อยู่สองเจ้า เขือเข้าไปก่อนกล่าว ข่าวดังนี้ ให้ฟัง กูจะไปภายหลังบช้า ผิมิวันนี้อ้า พรุ่งนี้กูถึง ฯ ร่าย ๘๔ สองพึงใจคำาปู่ ไหว้รับอยู่บมิวาง สองนางสนองคำา ตอบ ขอบคำาพระปู่เจ้า เสมออำามฤตร้อยเต้า มาโสรจให้ สร่างสเบย ฯ ร่าย ๘๕ พระเอยเขือข้ามา จักตายช้าตายมอด เนื้อนก หลอด หนทาง สางแสกทูดคูดเค้า ขอพึ่งบุญพระเจ้า จงพ้น ความกลัว ฯ โคลง ๒ ๘๖ ปู่หัวอยู่ยะแย้ม ข้อยว่าสองแสล้ม อย่าร้อนใจเขือ ฯ โคลง ๓ ๘๗ สองนางเมือเห็นวัน จงทันออกปากป่า ไปว่าหลาน แก้ว ถ้าท่านทูลสาร ฯ ชไมพร ร่าย ๘๘ มินานนางโรยนางรื่น ไหว้ปู่ชื่นชมลา กับหมอมา ขึ้น ช้าง เลียบเดิรข้างตีนเขา คืนไต่เต้าตามทาง เหลียวหลัง พลาง จะไจ้ ชมไม้ไหล้สอาด เหมือนปราสาทพิศาล คือ พิมานมนเทียร อาเกียรณ์แกมดอกแดง แสงดุจปัทมราค ภาคใบเขียวสรด คือ มรกตรุ่งเรือง ดอกเหลืองเพียงทองสุก ขาวดุจมุกดาดาษ โอภาส พรรณพิจิตร พิพิธภูมิลำาเนา งาม เอาใจใช่น้อย คล้อยลงถึงดิน ตำ่า เลงสบสำ่าพฤกษา งามพอ ตาตาดู เพราะพอหูหูฟัง นกประนัง กันร้อง เพราะไพรก้อง ป่าก้อง เพรียกพื้นพงพี ฯ ร่าย ๘๙ เสียงโนรีสาริกา สัตวาฝูงดุเหว่า แขกเต้าเคล้าคลิ้ง โคลง นกเอี้ยงโองคู่เคียง เสียงแซงแซวภูรโดก โคกม้า ม่าย นางนวล กระสาสรวลกระสันต์ กางเขนขันแผ่แพน แอ่น อกจอก 119
  • 120.
    จิบกด ขุนยูงชดขนฟ้อน กระหย้อนหางฟฟายนาง ยูงรายรอบ เฝ้า ทรายทองเคล้าคู่เคียง ระมั่งเมียงม่ายคู่ เกลื่อนกล่นอยู่คคลำ่า บรู้กี่สำ่ากี่สาร เห็นตระการสรนุก จริวจราวซุกจรจรัล บรู้กี่พรรค์ ปูปลา นกหกดาดาษอยู่ หงส์เหิรสู่สระสรง เป็ดนำ้าลงลอยล่อง ทุง ทองท่องจรจรัล จากพรากพรรค์ิูฟูมฟอง คับแคครองคู่หว้าย ดอกบัวผ้ายจับ บัว ภมรมัวเมาซราบ อาบลอองเกสร สลอนบุษบา บาน ตระการดอกบัวแดง แฝงบัวขาวคลี่คล้อย สร้อยสัตบรรณ บงกช รรวยรสกลิ่นจงกล นิโลตบลโกมุท อุบลบุษบัว เผื่อนฉลับ ป่ากลัวกลับกลายสรนุก สำาราญสุขเปรมปรีดิ์ ช้างเร็วรี่ิีผาดผัง ถึงวังใกล้ปราสาท รับขวัญราชธิดา ขวัญ สองมาสมสู่ อยู่กับองค์ อ่อนไท้ ไฟแดดอย่ารู้ไหม้ ไข้อย่ารู้ถึง แม่เลย ฯ โคลง ๒ ๙๐ คำานึงใดอย่าแคล้ว ลุลาภโดยใจแก้ว อยู่เคล้าฤๅคลา หนึ่งเลย ฯ ตั้งโรงพิธีรับปู่เจ้า ร่าย ๙๑ ส่วนธิดาทั้งสอง ตั้งเตียงทองรองราชอาสน์ พิดาน ดาษ ดัดบน เทียบขนนเขนยตระสัก ม่านปักแพร้วแพรพรรณ สรรพ ของหอมหาได้ สรรพดอกไม้หาถ้วน ล้วนแก้วต่าง ข้าวตอก ช่อ ดอกไม้เงินทอง ของกินสรรพอาหาร ตระการ แกล้มเหล้าเข้า แต่งไว้รับปู่เจ้า ว่าแต่งไว้รับขวัญ ฯ โคลง ๒ ๙๒ ไป่ทันว่าจะแจ้ว พระปู่เจ้ามาแล้ว ก่อนแล้ถึงเรือน ฯ ร่าย ๙๓ เห็นหาวเหมือนจรคลุ้ม ชรอุ้มบนเวหา สองสงกาจะไจ้ สองประนมมือไหว้ รอยปู่เจ้าเรามา ฯ โคลง ๒ ๙๔ แลหาสองพี่เลี้ยง เห็นแต่ไกลมาเพี้ยง ดั่งได้กินเมือง ฯ ๙๕ ประนังเนืองนั่งเฝ้า ข้าจึ่งลงช้างเข้า มากราบ ไหว้สองนาง ฯ 120
  • 121.
    ๙๖ สองแลพลางสองไหว้ ใดดั่งนี้รอยไท้ ปู่เจ้าเราฤๅฯ ๙๗ เขาว่าคือท่านแท้ พระปู่เสด็จมาแล้ อย่าได้สงกา ฯ ๙๘ มาจะอาราธน์ปู่เจ้า กรประนมตั้งเกล้า กราบ ไหว้ทั้งหลาย ฯ ๙๙ ปรายข้าวตอกดอกไม้ ถวายธูปเทียนทองไหว้ กราบเกล้าสดุดี ฯ ๑๐๐ พระมียศยิ่งฟ้า ขอพระเอนดูข้า ท่านให้เห็นองค์ ท่านนา ฯ ปู่เจ้าสำาแดงตน โคลง ๔ ๑๐๑ สองผจงอาราธนไหว้ อารักษ์ ขอท่านแสดงสิทธิศักดิ์ อย่ากั้ง ขอเปนที่พำานัก นิตยแด่ เผือนา ขอพระปู่เจ้าตั้ง แต่งให้เปนตัว ฯ ๑๐๒ บัดเดี๋ยวพระปู่ให้ เห็นองค์ ท่านนา งามรูปงามโฉมยง อะเคื้อ บผอมบพีทรง บหนุ่ม งามนา บแก่ผมผิวเนื้อ ปากคิ้วตาตรู ฯ ๑๐๓ สองเจ้าเห็นปู่เจ้า สองชม ชื่นนา สองกราบกรบังคม เคี่ยมไหว้ สองถวายเครื่องอุดม สบสิ่ง แลนา ผจงแต่งบูชาไท้ ปู่เจ้าจงเอา ฯ ๑๐๔ ปู่เห็นสองเจ้าเพ่ง ภักดี อยู่นา ใจปู่ปองปรานี หนุ่มเหน้า ปู่เอากระยาศรี ผจงแต่ง ถวายนา เห็นปู่รักสองเจ้า พี่น้องยินดี ฯ ๑๐๕ แล้วสองกราบไหว้บำ่า บวงสรวง ท่านนา ความยากแถลงทั้งปวง ถี่ถ้อย ขอพระช่วยชูทรวง ทุกข์เทวษ ไส้พ่อ ลุลาภเขือข้าข้อย ท่าได้โดยจง ฯ 121
  • 122.
    ๑๐๖ จักถวายแก้วเก้าโกฏิ เงินทอง แลสิ่งแลเกวียนกองลาภให้ วัวควายเผือกเขาทอง หงส์ห่าน หมูนา เป็ดไก่เหล้าเข้าไหว้ ปู่เจ้าแทนคุณ ฯ ๑๐๗ ปู่ฟังปู่ว่าอ้า อดสู บารนี สองอย่าบนบานตู เกลียดจ้าง ภักดีสิ่งเดียวดู ดียิ่ง ดีนา ความโรคเขือจักร้าง อย่าร้อนใจเขือ ฯ ๑๐๘ ใช่กลผีไส้ขาด เมอมา อยากนา เร่ร่อนขวนขวายหา เตร่ต้อง ขุกเท็จกล่าวมารษา จำาท่าน บนนา ทำาบาปมาเลี้ยงท้อง ร่างร้ายฤๅอาย ฯ ๑๐๙ เรานี้เราเทพเจ้า จอมผา ไส้นา เขาใส่สมญาเรา ปู่เจ้า แรงบุญส่งสนองมา พูนเพิ่ม แลแม่ เสวยพิภพล้านเข้า ชั่วฟ้าล่มกัลป์ ฯ ปู่เจ้ากรุณา ๑๑๐ สิทธิฤทธิเรืองเดชน้อย ผลบุญ ส่งนา สร้างกุศลเปนทุน บ่ร้อน สมบัติดั่งมีกุล ไหลหลั่ง มานา สรรพพิภพช้าช้อน เลิศล้วนสมบูรณ์ ฯ ๑๑๑ ปู่เห็นสองเจ้าปู่ ปรานี นักนา จักช่วยสองกษัตรีย์ อย่าร้อน จักเชิญพระลอลี ลาสู่ สองนา สองแม่อย่าไข้ข้อน อยู่ถ้าฟังสาร ฯ ๑๑๒ สองไหว้สองกราบเกล้า สองถาม ยังเท่าใดขุนงาม จักเต้า ปู่เฉลยใช่คนทราม คนชั่ว นะแม่ ขุนขี่เกล้าหน่อเจ้า แผ่นผู้มีบุญ ฯ ๑๑๓ หมอเถ้าหมอแก่แก้ คุณความ มากนา จักกำาหนดโดยถาม ไป่ได้ หลานเอยค่อยพยายาม ฤๅรอด เราเลย 122
  • 123.
    บร่างนานนักไท้ ธิราชผ้ายถึงเรา ฯ โคลง๒ ๑๑๔ สองนงเยาว์เคร่าถ้า แม้ว่าเห็นพระช้า จึ่งให้ไปเตือน ปู่เทอญ ฯ ๑๑๕ เตือนสองสระเกศแก้ว พระประสิทธิ์ให้แล้ว ปู่ เจ้าลาสอง ฯ ๑๑๖ มองตาเมิลปู่ผ้าย หายบัดเดี๋ยวเห็นคล้าย คลาศเพี้ยงลมลิว ฯ ร่าย ๑๑๗ เฉียวฉิวถึงที่อยู่ ปู่เอาไม้เลี้ยงไม้ไล่ ไม้ไผ่ไขว่ลูกลม เขียนพระตนกลมอยู่กลาง เขียนสองนางข้างแลองค์ สอง อนงค์ กอดรูปท้าว โนมน้าวชักชวนมา ยันต์มายารายรอบ รายขอบทั้ง สี่คู่ ปู่ชปณมนต์เมิลไม้ ยางใหญ่ได้เจ็ดอ้อม ปู่ปั่นมือตีค้อม ยอด ตั้งติดดิน ฯ ร่าย ๑๑๘ ครั้นยางยินคำาปู่ ใจพระลออยู่บมิกลม ปู่เอาลูกลม ปัก ปลายยาง วางมือบัดเดี๋ยวดาย ปลายไม้ผายยยัน ใบไม้ ผันย ย้าย คล้ายลุกตรงตระบัด ลมพัดลูกลมผัน กลกังหันคคว้าง ลอบ พิตรเจ้าช้าง ปั้นเพี้ยงลมผัน ฯ พระลอสุบิน โคลง ๔ ๑๑๙ ฝันเห็นพระเพื่อนไท้ แพงทอง สองแนบนอนแนมสอง ตราบไท้ สองศรีสอดกรตระกอง กอดราช แลนา ชวนชักไปไล้ไล้ สู่บ้านเมืองสรอง ฯ โคลง ๒ ๑๒๐ พระทองผทมตื่นขึ้น สทึ่นเที้ยรสรอื้น ประหว่าโอ้โหย หา ร่าย ๑๒๑ บ่คลาสมปฤดีบพิตร พระสนมสะกิดกันดู เห็นพระภูธร พิการ จึ่งเอาสารพิกล ดลแด่ภควดี ชนนีนาถรู้ข่าว ร้อน ผผ่าว หฤทัย ธไปยังลูกบพิตร ท้าวธเห็นผิดแก่ตา ธ ก็ว่า บาบงกช 123
  • 124.
    จอมใจ พ่อเปนใดแก่อกแม่ ท้าวก็ทูลแด่แม่ณ หัว วันนี้ตัวขาสั่น ใจข้าปั่นผัดผัน คืนนี้ฝันเห็นถนัด ว่าสอง กษัตริย์เพื่อนแพงทอง นอนแนบสองข้างข้า หน้าแนบหน้า อิงอร สองสอดกรกอดเกื้อ โลมลูบเชื้อเชิญไป ใจข้า ไหวดังจะผก อกข้าปั่นดังจะควำ่า ทุกข์ บรู้กี่สำ่าแสนเศร้า จักใคร่เต้าไปหา เยียวลูกลาแม่ ณ เกล้า ขอบ พิตรพระเจ้า ท่านท้าวเอนดู ลูกรา ฯ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๖ ๑. พิจารณากลวิธีการแต่งเรื่องจากตัวอย่างคำาประพันธ์ที่ กำาหนดมาให้ แล้ววิจารณ์ความเหมาะสมของแต่ละกลวิธีที่มี ต่อเนื้อเรื่อง ๒. อภิปรายถึงไสยศาสตร์ในเนื้อเรื่อง ตามหลักคติชนวิทยา ๓. เขียนบทละครจากเนื้อหาวรรณคดีที่กำาหนดให้ สมุทรโฆษคำาฉันท์ สมุทโฆษคำาฉันท์ เป็นวรรณคดีมรดกอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับ การยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น "ยอดแห่งคำาประพันธ์ ประเภทฉันท์" กวีเอกของไทย ๓ ท่านได้แต่งเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยพระ มหาราชครูรับกระแสพระราชดำารัสจากสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชให้แต่งในรัชสมัยของพระองค์ (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) พระมหาราชครูแต่งตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ พอใกล้จะจบตอนที่ ๒ พระมหาราชครูได้ถึงแก่อนิจกรรม ดังนั้น สมเด็จพระ นารายณ์มหาราชจึงทรงพระราชนิพนธ์ต่อ แต่ก็ยังไม่จบ ทิ้งไว้ จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระ ปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ ต่อจนจบเรื่องครบทั้ง ๔ ตอน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ สมุทรโฆษคำาฉันท์ มีจุดประสงค์แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นบท พากย์หนัง เนื้อเรื่องได้มาจาก 124
  • 125.
    สมุทรโฆสชาดกในปัญญาสชาดก กล่าวถึงการผจญภัยที่ สนุกสนานตื่นเต้นของพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดี ที่ได้พระ ขรรค์วิเศษพาเหาะไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ได้ ครั้นพระขรรค์ถูกลัก ไป ทั้งสองก็ต้องพลัดพรากจากกัน ต่างผจญภัยต่อไปอีกจน สามารถกลับนครได้ เรื่องราวที่สนุกสนานตื่นเต้นนี้เหมาะสมกับ การเล่นหนังให้คนทั่วไปชม นอกจากนี้ จิตรกรไทยได้นำาไปวาด ภาพลงบนผนังโบสถ์ เช่น ที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม และวัดดุสิตาราม กรุงเทพมหานคร เป็นต้น นอกจากเป็นบทพากย์หนังแบบโบราณแล้วผู้แต่งสมุทร โฆษคำาฉันท์ยังต้องการสะท้อนความเชื่อในพุทธศาสนาด้วย เช่น เรื่องกรรมเก่าบุพเพสันนิวาส ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีและ ภรรยา ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่ตามแบบอย่าง ของการเล่านิทานชาดกด้วย เช่น เล่าว่าในอนาคตชาติของนาง พินทุมดีคือ นางพิมพาและพระสมุทรโฆษคือ พระพุทธเจ้า ดังคำา ประพันธ์ต่อไปนี้ เยาวยอดยุพินทร์พิน ทุมดีสุดาพงา คืออัครชายา ยุพเยศยโศธร พระผู้บำาเพ็ญโพธิ์ สมุทรโฆษธิเบศร คือพุทธชินวร วิสุทธิเทพเจษฎา โผอนเอาตำานานเนิ่น ดำาเนิรธรรม เทศนา บัญญัติบัญญาสชา ดกเสร็จสมเด็จ แสดง กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๗ ๑. ศึกษาความเชื่อตามหลักพุทธศาสนา ในวรรณคดีเรื่องดัง กล่าว แล้วจัดแยกประเภท เพื่อนำาเสนอหน้าชั้นเรียน ๒. อภิปรายกลุ่มร่วมกันเกี่ยวกับความเชื่อนั้น โดยเทียบเคียง กับคำาสอนเดิมในไตรภูมิพระร่วง ๓. วิเคราะห์เนื้อเรื่องตามทฤษฎีโครงสร้าง (Structuralism) โคลงกำาสรวล (กำาสรวลศรีปราชญ์) 125
  • 126.
    โคลงกำาสรวญศรีปราชญ์ เป็น โคลงนิราศสมัยกรุง ศรีอยุธยาเป็น โคลงที่โด่งดัง และได้รับการยกย่องอย่างกว้าง ขวาง นับแต่โบราณกาลมา ถือได้ว่าเป็นต้นแบบ ของนิราศคำา โคลงเรื่องอื่นๆ ที่มีผู้แต่งเลียนแบบในภายหลัง แต่เดิมเชื่อกันว่า ผู้แต่งโคลงกำาสรวญนี้คือศรีปราชญ์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช แต่งครำ่าครวญถึงคนรัก เมื่อคราวถูกเนรเทศไป นครศรีธรรมราช ความเชื่อนี้น่าจะมีมาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังมีโคลงบทหนึ่งในนิราศนรินทร์กล่าวไว้ว่า กำาสรวลศรีปราชญ์พร้อง เพรงกาล จากจุฬาลักษณ์ลาญ สวาทแล้ว ทวาทศมาสสาร สามเทวษ ถวิลแฮ ยกทัดกลางเกศแก้ว กึ่งร้อนทรวงเรียม และเมื่อพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์) แต่ง ตำานานศรีปราชญ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยิ่งตอกยำ้าความเชื่อที่มี มาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นว่า มีกวีที่ชื่อ "ศรีปราชญ์" ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นบุตรพระโหราธิบดี ในวัยเด็กมี ปฏิภาณดี สามารถต่อโคลงถวายได้ บิดาจึงถวายตัวเป็นข้าราช บริพาร เมื่อรับราชการก็สามารถว่าโคลงสดโต้ตอบกับคนอื่นๆ ได้ทันที แต่ต่อมาไปแต่งโคลงโต้กับพระสนมเข้า จึงถูกเนรเทศ ไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาถูกเจ้าเมืองฯสั่งประหารชีวิต จึงเขียนโคลงแช่งไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทราบกันโดยทั่วไป และ เชื่อกันว่าศรีปราชญ์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้แต่ง "กำาสรวญศรีปราชญ์" และ "อนิรุทธ์คำาฉันท์"ด้วย แต่นักวรรณคดีในรุ่นหลังๆมีความเห็นต่างออกไปว่า ศรี ปราชญ์ในตำานานที่รู้จักกันดีนี้ไม่ใช่ผู้แต่งกำาสรวญศรีปราชญ์ เหตุผลมีดังนี้ ๑. ภาษาในโคลงกำาสรวญเป็นภาษาเก่าแก่เกินสมัยพระ นารายณ์ เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่าใกล้เคียงกับ ลิลิตยวนพ่าย ที่ แต่งในสมัยพระบรมไตรโลกนาถมากกว่า ๒. ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ที่กล่าวถึงในโคลง เป็นตำาแหน่ง สนมเอกของพระเจ้าแผ่นดิน แม้ศรีปราชญ์ในตำานานจะกล่าวว่า 126
  • 127.
    มีชู้กับพระสนม แต่ไม่น่าจะกล้าเอ่ยชื่อตรงๆในบทประพันธ์ที่ตน แต่ง ทั้งการรำาพันถึงก็เป็นไปอย่างเปิดเผยเหมือนสามีภรรยา มากกว่าอีกทั้งในโคลงก็ใช้ราชาศัพท์หลายคำา บ่งบอกว่าผู้แต่ง น่าจะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ๓. การเดินทางในโคลงไม่เหมือนการถูกเนรเทศ ตอนลง เรือมีโคลงกล่าวว่า สรเหนาะนิราษน้อง ลงเรือ สาวส่งงเลวงเต็ม ฝ่งงเฝ้า สระเหนาะพี่หลยวเหลือ อกส่งง สารด่งงข้าส่งเจ้า ส่งงตน จะเห็นได้ว่ามีผู้หญิงมาส่งผู้แต่งมากมาย ทั้งยังสามารถ เรียกมาสั่งความได้ ไม่เหมือนคนต้องโทษเนรเทศ น่าจะเป็นคน ใหญ่คนโตมากกว่า ๔.ในการพรรณนาเส้นทางที่ขบวนเรือแล่นผ่าน เรือมิได้ แล่นผ่านคลองลัดที่ขุดเชื่อมระหว่างคลองบางกอกน้อย กับ คลองบางกอกใหญ่ ซึ่งขุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๘๕ ในสมัยพระชัย ราชา ถ้าการเดินทางเกิดขึ้นในสมัยพระนารายณ์จริงก็ไม่ จำาเป็นต้องเดินทางอ้อมเช่นนี้ ๕.ทรงผมที่บรรยายในโคลงเป็นผมยาวเกล้าเป็นมวยซึ่ง เป็นทรงผมของสตรีในสมัยอยุธยาตอนต้น ต่างกับสมัยพระ นารายณ์ที่ไว้ผมสั้น โดยสรุปมีหลักฐานที่ค่อนข้างเชื่อได้ว่าโคลงกำาสรวญนี้ แต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ผู้แต่งเป็นคนละคนกับศรีปราชญ์ในตำานาน ลักษณะคำาประพันธ์เป็นโคลงดั้นบาทกุญชร มีร่ายดั้นนำา โคลงตกหล่นไปมากตามกาลเวลา ในที่นี้ได้คัดลอกมาจากฉบับ ของกรมศิลปากร ซึ่ง ธนิต อยู่โพธิ์ ได้ชำาระไว้ และได้พิมพ์ตาม หนังสือต้นแบบที่ตีพิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งใช้อักขรวิธีแบบ โบราณ ผู้สร้างเวบไม่กล้าเปลี่ยนเป็นอักขรวิธีแบบปัจจุบัน ด้วย 127
  • 128.
    เกรงว่าจะทำาให้ผิดเพี้ยนไป และแม้บางคำาที่สงสัยว่าต้นฉบับจะ พิมพ์ผิด แต่ก็คงไว้เช่นนั้น ๑.คำาที่มี ิำ อยู่ข้างบนเท่ากับเป็นสระโ-ะ และมี-มสกด เช่น พำรหม อ่านว่า พรหม,ชำ อ่านว่า ชม ๒. คำาที่มีตัวสกดสองตัวข้างหลัง ให้อ่านเป็นสระ-ะ สกด ด้วยตัวนั้น เช่น ต้งง อ่านว่า ตั้ง,น้นน อ่านว่า นั้น ๓. ตัว ย เท่ากับสระเ-ิีย เช่น จยร อ่านว่า เจียร โคลงกำาสรวลเป็นวรรณคดีโบราณที่สำาคัญ มาก มีลักษณะ ยอดเยี่ยมหลายประการโดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำาและโวหาร เนื่องจากผู้แต่งเลือกสรรคำามาแต่ง ทุกบาททุกบทล้วนมีความ หมายเด่น ลึกซึ้ง สะเทือนอารมณ์ กวีผู้แต่งได้ รักษาข้อ บังคับการแต่งโคลงอย่างเคร่งครัด ความดีเด่นพิเศษของวรรณคดีเรื่องนี้คือ ความคิดที่แปลก และยิ่งใหญ่ จนได้รับการยกย่องจากกวีรุ่นหลังให้เป็นแบบอย่าง งานเขียนที่แสดงความคิดที่ไม่ซำ้าแบบใคร ทั้งนี้เพราะกวีทั่วๆ ไปเมื่อต้องเดินทางจากคนรัก ย่อมมีความห่วงใย จึงเลือกฝาก นางไว้กับผู้ใหญ่ที่ตนแน่ใจว่าจะคุ้มครองหญิงที่รักให้ปลอดภัย แต่กวีผู้แต่งโคลงกำาสรวลกลับใช้โวหารที่แหลมคมยั่วล้อผู้ใหญ่ แทน โคลงกำาสรวลเป็นแบบฉบับให้กวีในสมัยหลังเลียนแบบ สำานวนโวหารในการแต่งวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น โคลงนิราศ ตามเสด็จลำานำ้าน้อยของพระยาตรัง และโคลงนิราศนรินทร์ ของ นายนรินทรธิเบศ (อิน) ตัวอย่างโคลงกำาสรวลที่ มีผู้เลียนแบบ มากคือ อยุธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤา อำานาจบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ เจดีย์ลอออินทร ปราสาท ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสม สารนี้นุชแนบไว้ ในหมอน อย่าแม่อย่าควรเอา อ่านเหล้น 128
  • 129.
    ยามนอนนาฏก์เอานอน เป็นเพื่อน คืนคำ่าอย่าได้เว้น ว่างใด ตัวอย่างคำาโคลง ร่ายศรีสิทธิวิวิทธบวร นครควรชำ ไกรพำรหรงงสรรค สวรรคแต่งแต้ม แย้มพื้นแผ่นพสุธามหาดิลกภพ นพรัตนราชธานี บูรียรมยเมืองมิ่ง แล้วแฮ ราเมศไท้ท้าวต้ งง แต่งเอง ฯ ๑ อยุทธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤา อำานาถบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ เจดีลอออินทร ปราสาท ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสรม ฯ ๒ พรายพรายพระธาตุเจ้า จยรจนนทร แจ่ม แฮ ไตรโลกยเลงคือโคม คำ่าเช้า พิหารรเบียงบรร รุจิเรข เรืองแฮ ทุกแห่งห้องพระเจ้า น่งงเนือง ฯ ๓ ศาลาอเนขสร้าง แสนเสา โสดแฮ ธรรมาศจูงใจเมือง สู่ฟ้า พิหารย่อมฉลักเฉลา ฉลุแผ่น ไส่นา พระมาศเลื่อมเลื่อมหล้า หล่อแสง ฯ ๔ ตระการหน้าวัดแหว้น วงงพระ บำาบวงหญิงชายแชรง ชื่นไหว้ บูรรพาท่านสรรคสระ สรงโสรด ดวงดอกไม้ไม้แก้ว แบ่งบาล ฯ ๕ กุฎีดูโชติช้อย อาศำร เต็มรำ่าสวรรคฤาปาง แผ่นเผ้า เรือนรัตนพิรำยปราง สูรยปราสาท แสนยอดแย้มแก้วเก้า เฉกโฉม ฯ ๖ สนำสนวนสอาดต้งง ตรีมุข อร่ามเรืองเสาโสรม มาศไล้ เรือนทองเทพแปลงปลุก ยินยาก 129
  • 130.
    ยยวฟ้ากู้ไซ้ ช่วยดิน ฯ ๗อยุทธยายศโยกฟ้า ฟากดิน ผาดดินพิภพดยว ดอกฟ้า แสนโกฎบยลยิน หยาดเยื่อ ไตรรัตนเรืองรุ่งหล้า หลากสวรรค ฯ ๘ อยุทธยาไพโรชไต้ ตรีบูร ทวารรุจิรยงหอ สรหล้าย อยุทธยายิ่งแมนสูร สุระโลก รงงแฮ ถนัดดุจสวรรคคล้ายคล้าย แก่ตา ฯ ๙ ยามพลบสยงกึกก้อง กาหล แม่ฮา สยงแฉ่งสยงสาวทรอ ข่าวชู้ อยุทธยายิ่งเมืองทล มาโนช กูเอย เขตรตระหลบข่าวรู้ ข่าวยาม ฯ ๑๐ สายาเข้าคว้าเหล้น หลายกล เดอรดีดเพลี้ยเพลงพาล รยกชู้ สายาอยู่ในถนน ถามข่าว รยมฤา ยงงที่สาวน้อยรู้ รยกขวนน ฯ ๑๑ สายาบววบ่าวเกลี้ย จักมา สาวส่งงอย่ามาวนน สู่น้อง สายากรรแสงคลา สองสู่ กนนนา สาวบ่าวอยู่ในห้อง รยกคืนหาคืน ฯ ๑๒ สายารักอยู่เท้อญ อย่าไป ยยวจรรจับแขนขืน เดอดดิ้น สายากล่าวเอาใจ โลมสวาสดิ สาวบ่าวรู้ใช้มลิ้น ลื่นใจโลมใจ ฯ ๑๓ หน้าเจ้าชู้ช้อยฉาบ แรมรักษ์ สาวสื่อมาพลางลืม แล่นให้ บาศรีจุฬาลักษณ์ เสาวภาค กูเออย รยมรยกฝูงเข้าใกล้ ส่งงเทา ฯ ๑๔ โฉมแม่จักฝากฟ้า เกรงอินทร หยอก นา อินทรท่านเทอกโฉมเอา สู่ฟ้า โฉมแม่จักฝากดิน ดินท่าน แล้วแฮ 130
  • 131.
    ดินฤขัดเจ้าหล้า สู่สำสองสำ ฯ ๑๕โฉมแม่ฝากน่านนำ้า อรรณพ แลฤา ยยวนาคเชยชำอก พี่ไหม้ โฉมแม่รำาพึงจบ จอมสวาสดิ กูเอย โฉมแม่ใครสงวนได้ เท่าเจ้าสงวนเอง ฯ ๑๖ สรเหนาะนิราษน้อง ลงเรือ สาวส่งงเลวงเต็ม ฝ่งงเฝ้า สระเหนาะพี่หลยวเหลือ อกส่งง สารด่งงข้าส่งเจ้า ส่งงตน ๑๗ สรเหนาะนำ้าคว่งงคว้งง ควิวแด สำดอกแดโหยหล เพื่อให้ จากบางกระจะแล ลิวโลด ลิวโลดชวนนน้องไข้ ข่าวตรอม ฯ ๑๘ จากมาให้ส่งงโกฎ เกาะรยน รยมรำ่าทั่วเกาะขอม ช่วยอ้าง จากมามืดตาวยน วองว่อง วองว่องโหยไห้ช้าง ชำางือ ฯ ๑๙ จากมาลำาห้นนล่อง ลุะขนอน ขนอนถือเลยละ พี่แคล้ว จากมากำาจรจนนทน จรุงกลิ่น จรุงกลิ่นแก้มน้องแก้ว ไป่วาย ฯ ๒๐ จากมานักนิ่นเนื้อ นอนหนาว หนาวเหนื่อยเพราะลำชาย ซาบชู้ จากมาทระนาวนาว นำแม่ หนาวเหนื่อยมือแก้วกู มุ่นมือ ฯ ๒๑ จากมามาแกล่ไกล้ บางขดาน ขดานราบคือขดาน ดอกไม้ มาเกาะกำาแยลาญ ลุงสวาสดิ กูเอย ถนัดกำาแยย้าใส้ พี่คาย ฯ ๒๒ พระใดบำาราศแก้ว กูมา มาย่านขวางขวางกาย ด่งงนี้ จากมาเลือดตาตก เตมย่าน 131
  • 132.
    เตมย่านบรู้กี้ ถ่งงแถม ฯ ๒๓จากมาอกน่านนำ้า นองกาม กามกระเวนแรมรศ ร่วงไส้ จากมาราชครามคราม อกกำ่า อกกำ่าเพราะชู้ให้ ตื่นตี ฯ ๒๔ จากมาแก้วกูคำ่า ชรอกแขวะ โพรงชรอกโชรมแขวะศรี โศรกศร้อย จากมาพิบูลแบะ บูนแม่ บูนแม่ลห้อยไห้ ข่าวตรอม ฯ ๒๕ จากมาแก้วผึ้งแผ่ ใจรักษ มาแม่ ยยวอยู่เลวไผ่ผอม ผ่าวใส้ จากศรีสำาลักใคร สกิดอ่อน อวนแม่ รยมรำ่าไห้หาเจ้า ชำางาย ๒๖ จากมาเรือร่อนท้ง พญาเมือง เมืองเปล่าปลิวใจหาย น่าน้อง มาจากเยิยมาเปลือง อกเปล่า อกเปล่าว่ายฟ้าร้อง รำ่าหารนหา ฯ ๒๗ จากมาเมืองเก่าเท้า ลเท ทานรา เทท่าบึงบางบา บ่าใส้ จากมาอ่อนอาเม บุญบาป ใดนา เมืองมิ่งหลายเจ้าไว้ รยกโรย ฯ ๒๘ เดชานุภาพเรื้อง อารักษ์ ท่านฮา รักเทพจำาสารโดย บอกบ้าง บาศรีจุฬาลักษณ์ ยศยิ่ง พู้นแม่ ไปย่อมโหยไห้อ้าง โอ่สาร ฯ ๒๙ ไก่ใดขนนนิ่งน้อง นางเฉลอย เชอญท่านทยานเปนฝนน ฝากแก้ว เยียมาบลุะเสบอย เชองราค ไฟราคดาลแพร้วแพร้ว พร่างตา ฯ ๓๐ เยียมาเยียจากเจ้า กูเจ็บ เห็นรหนโหยหา จไจ้ เยียมาเยียหนามเหน็บ อกอยู่ อกอยู่เพราะน้องไห้ ตากตน ฯ 132
  • 133.
    กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๘ ๑. วิจารณ์คุณค่าของวรรณคดีเรื่องกำาสรวลศรีปราชญ์ ตามหลักสุนทรียศาสตร์ ๒.เทียบเคียงอิทธิพลของวรรณคดีเรื่องนี้ที่มีต่อนิราศ นรินทร์ ๓. ศึกษาท่วงทำานองการแต่งของกวี บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์เป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยอยุธยา พระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐ์สุริย์วงศ์ เรียกกัน ทั่วไปว่า "เจ้าฟ้ากุ้ง" เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมขุน เสนาพิทักษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๖ "เจ้าฟ้ากุ้ง" ทรงพระนิพนธ์บทร้อยกรองไว้หลายเรื่อง ซึ่ง บทที่ได้รับยกย่องว่าดีที่สุดคือ บทเห่เรือ ซึ่งมีความดีเด่นด้าน การคิดสร้างสรรค์รูปแบบแปลกใหม่ ทรงใช้กาพย์และโคลงคู่กัน คล้ายกาพย์ห่อโคลง และทรงเปลี่ยนแปลงวิธีแต่งใหม่โดยแบ่ง เนื้อเรื่องออกเป็นตอนๆ แต่ละตอนใช้โคลง ๑ บท แล้วแต่งกาพย์ เลียนความขยายความอีกจำานวนหนึ่ง แล้วจึงเริ่มต้นตอนต่อไป ด้วยโคลง แล้วขยายความด้วยกาพย์ต่อไปอีกรูปแบบฉบับ เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาภัย พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น นอกจากนี้ บทเห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งยังใช้เห่ในสมัย รัชกาลที่ ๔ และในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในปัจจุบัน ด้วย เนื้อหาของบทเห่เรือคือ การชมเรือพระที่นั่งและการเคลื่อน ขบวนเรือตามลำานำ้าที่มีธรรมชาติสวยงาม โดยนำามาเปรียบกับ ความรักนาง และความรู้สึกเป็นทุกข์ เนื่องด้วยการพรากจาก นางตามธรรมเนียมของการแต่งนิราศ 133
  • 134.
    การใช้ภาษาของเจ้าฟ้ากุ้งมีความไพเราะสละสลวยจับใจ คนไทยจำานวนมากมีความซาบซึ้งและจดจำาบทเห่เรือของเจ้าฟ้า กุ้งได้อย่างขึ้นใจ เช่น พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิด ฉาย กิ่งแก้วแพร้วพรรณรายพายอ่อนหยับจับ งามงอน และอีกตอนหนึ่งในบทเห่ครวญ ขาวสุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว กาพย์เห่เรือเป็นกาพย์สำาหรับฝีพายขับเห่ในกระบวนเรือ เสด็จ ไม่นับว่าไปในงานพิธี ลำานำา สำาหรับเห่เรือมี ๓ อย่าง คือ 1. ช้าลวะเห่ ทำานองเห่ช้า สำาหรับตอนเรือเริ่มออก หรือ เรือตามนำ้า 2. มูลลวะเห่ ทำานองเห่เร็ว สำาหรับตอนนำาเรือพายทวนนำ้า หรือเกือบถึงจุดหมาย ปลายทาง 3. ลวะเห่ เป็นการเห่เรือที่จะถึงจุดหมายปลายทาง ลักษณะคำาประพันธ์ แต่งโคลงสี่สุภาพก่อนแล้วจึงแต่งกาพย์ยานีเลียนแบบ และ แต่งกาพย์ยานีพรรณนาเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่า กาพย์ห่อโคลง วิธีแต่งกาพย์ห่อโคลง มีอยู่ ๓ แบบ คือ ๑. แต่งกาพย์ยานีก่อนแล้วแต่งโคลงสี่สุภาพเลียนแบบ ๒. แต่งโคลงสี่สุภาพก่อนแล้วแต่งกาพย์ยานีเลียนแบบต่อ มา 134
  • 135.
    ๓. แต่งโคลงสี่สุภาพก่อนแล้วแต่งกาพย์ยานีเลียนแบบ และแต่งกาพย์ยานีพรรณนา เพิ่มเติม เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น ๕ ตอน ซึ่งกล่าวพรรณนาถึง ๑. กระบวนเรือ ๒. พันธุ์ปลา ๓. พันธุ์ไม้ ๔. พันธุ์นก ๕. ครวญถึงนางที่รัก ลักษณะพิเศษของกาพย์เห่เรือ ๑. ลักษณะของสำานวนและความหมาย ใช้สำานวน กะทัดรัด มีความหมายเด่นชัดเข้าใจง่ายและมีนำ้าหนักอย่าง เหมาะสม เช่น พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้น งามเฉิดฉาย กิ่งแก้วแพรวพรรณราย พาย อ่อนหยับจับงามงอน ๒. ลักษณะถ้อยคำา ใช้ถ้อยคำาเกลี้ยงเกลาสละสลวย ไพเราะด้วยการสัมผัสและทำาให้เกิดภาพพจน์ เช่น เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ เนื้อ น้องหรืออ่อนทั้งกาย ใครต้องข้องจิตชาย ไม่วาย นึกตรึกตรึงทรวง ๓. ลักษณะการพรรณนา การพรรณนาความรู้สึกลึกซึ้ง และแยบคายมาก เช่น แก้มชำ้าชำ้าใครต้อง อันแก้ม น้องชำ้าเพราะชม 135
  • 136.
    ปลาทุกทุกข์อกตรม เหมือน ทุกข์ที่พี่จากนาง ๔. ลักษณะอารมณ์เกิดอารมณ์สะเทือนใจ เช่น เพรางายวายเสพรส แสน กำาสรดอดโอชา อิ่มทุกข์อิ่มชลนา อิ่ม โศกาหน้านองชล ๕. ลักษณะการแต่ง แต่งถูกต้อง มีการเล่นอักษร มีสำานวน อุปมาอุปไมย เช่น รอนรอนสุริยโอ้ อัสดง เรื่อยเรื่อยลับเมรุลง คำ่าแล้ว รอนรอนจิตจำานง นุชพี่ เพียงแม่ เรื่อยเรื่อยเรียมคอบแก้ว คลับ คล้ายเรียมเหลียว การพิจารณาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ เรื่องกาพย์เห่เรือ ๑. เนื้อหา แบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ ๑.๑ การชมขบวนเรือในเวลาเช้า ได้ พรรณนาไว้อย่างละเอียด พิสดาร ๑.๒ การชมฝูงปลาในเวลาสายอุปมา อุปไมยอย่างแจ่มชัดและกินใจอย่างยิ่ง ๑.๓ การชมพรรณนาดอกไม้ในเวลากลาง วัน สอดใส่ความรู้สึกและอารมณ์ให้ผู้อ่านคล้อยตาม ๑.๔ การชมฝูงนกในเวลาเย็น อุปมาอุปไมย แจ่มชัด เด่นชัด ๑.๕ การครำ่าครวญถึงนาง ในเวลากลางคืน สร้างบรรยากาศเชิงอรรถรสและวังเวง 136
  • 137.
    ๒. รูปแบบ ลักษณะคำาประพันธ์ใช้กาพย์ห่อ โคลง คือ แต่งโคลงสี่สุภาพแล้วแต่งกาพย์เลียนแบบพรรณนา เพิ่มเติม ๓. ศิลปะการประพันธ์ทำาให้เกิดภาพพจน์ และ ความรู้สึกทางสุนทรียะอันได้แก่ ความ ชื่นชมในสิ่งสวยงามตาม ธรรมชาติ ความไพเราะของดนตรี ความรู้สึกแยบคายทาง อารมณ์สะเทือนใจ การพิจารณาคุณค่าด้านสังคม เรื่องกาพย์เห่เรือ ๑. สะท้อนภาพชีวิตคนไทยด้านการคมนาคม แสดงการสัญจรทางนำ้าให้เห็นว่าเมืองไทยมีแม่นำ้าลำาคลองมาก ๒. แสดงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น ธรรมเนียมการแต่งกาย ผู้หญิงห่มผ้าสไบคลุมไหล่ การไว้ทรง ผม ผู้หญิงนิยมไว้ผมยาวประบ่า แล้วเก็บไรที่ถอนผมออกเป็น วงกลม การบอกเวลา นิยมใช้กลอง ฆ้องเป็นเครื่องบอกเปลี่ยน เวลา เป็นต้น นอกจากนี้ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย บทละครได้รับความ นิยมอย่างเห็นได้ชัดกว่าสมัยก่อนๆ ตามจดหมายเหตุของลาลู แบร์ กล่าวว่า ในกรุงศรีอยุธยา ละครเป็นมหรสพที่เล่นกันเป็น ปกติ รวมทั้งโขน และระบำา บทละครสมัยอยุธยาเรียกกันทั่วไปว่า "บทละครครั้งกรุง เก่า" ส่วนมากไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งและปีที่แต่ง เช่น เรื่อง รามเกียรติ์ การเกษ (การะเกด) คาวี มโนห์รา สังข์ทอง เป็นต้น ส่วนบทละครเรื่องดาหลัง ที่ใช้เล่นในพระบรมมหาราชวังนั้น เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทรงพระนิพนธ์และเรื่องอิเหนา เจ้าฟ้าหญิง มงกุฎทรงพระนิพนธ์ทั้งสองเรื่องแต่งในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๙ 137
  • 138.
    ๑. ศึกษาเนื้อความของบทเห่เรือ แล้วพิจารณาคุณค่าทาง วรรณศิลป์อย่างละเอียด ๒.ท่องจำากาพย์เห่เรือในทำานองต่างๆ แล้วนำาเสนอหน้าชั้น เรียน ๓. ศึกษาบทละครกรุงเก่า แล้วนำาเสนอหน้าชั้นเรียน บทที่ ๔ 138
  • 139.
    การศึกษาวรรณกรรมสมัยธนบุรี ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรี หลังจากได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้แล้ว พระเจ้าตากสินทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาผลาญเสีย หายมาก ยากที่จะฟื้นฟูให้เหมือนเดิม พระองค์จึงย้ายเมืองหลวง มาอยู่ที่กรุงธนบุรีแล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรง พระนามว่า “พระบรมราชาธิราชที่ ๔ " (แต่ประชาชนนิยมเรียก ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ครองกรุงธนบุรีอยู่ ๑๕ ปี นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ เดียวที่ปกครองกรุงธนบุรี การตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ กรุงธนบุรี เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ ๑. กรุงศรีอยุธยาชำารุดเสียหายมากจนไม่สามารถจะ บูรณะปฏิสังขรณ์ให้ดีเหมือนเดิม ได้กำาลังรี้พลของพระองค์มีน้อยจึงไม่สามารถรักษากรุง ศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ได้ ๒. ทำาเลที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาทำาให้ข้าศึกโจมตีได้ง่าย ๓. ข้าศึกรู้เส้นทางการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาดี ส่วนสาเหตุที่พระเจ้าตากสินทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นเมือง หลวงเนื่องจากทำาเลที่ตั้งกรุงธนบุรีอยู่ใกล้ทะเล ถ้าเกิดมีศึกมา แล้วตั้งรับไม่ไหวก็สามารถหลบหนี ไปตั้งมั่นทางเรือได้ กรุงธนบุรีเป็นเมืองเล็ก จึงเหมาะกับกำาลังคนที่มีอยู่พอจะรักษา เมืองได้กรุงธนบุรีมีป้อมปราการที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยกรุง ศรีอยุธยาหลงเหลืออยู่ ซึ่งพอจะใช้เป็นเครื่องป้องกันเมืองได้ใน ระยะแรก ด้านการปกครอง หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ บ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย มีการปล้นสะดม กันบ่อย ผู้คนจึงหาผู้คุ้มครองโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเรียกว่า 139
  • 140.
    ชุมนุม ชุมนุมใหญ่ ๆได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุนนุม เจ้าพระฝาง ชุมนุมเจ้าพิมายชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช เป็นต้น สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาภายใน ๓ ปี ยกกองทัพ ไปปราบชุมนุมต่าง ๆ ที่ตั้งตนเป็นอิสระจนหมดสิ้นสำาหรับ ระเบียบการปกครองนั้น พระองค์ทรงยืดถือและปฏิบัติตาม ระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตามทที่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว้ แต่รัดกุมและมี ความเด็ดขาดกว่า คนไทยในสมัยนั้นจึงนิยมรับราชการทหาร เพราะถ้าผู้ใดมีความดีความชอบ ก็จะได้รับการปูนบำาเหน็จอย่าง รวดเร็ว ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสิ นมหาราชขึ้นครองราช สมบัตินั้นบ้านเมืองดำาลังประสบความตกตำ่าทางเศรษฐกิจอย่าง ที่สุด เกิดการขาดแคลนข้าวปลาอาหาร และเกิดความอดอยาก ยากแค้น จึงมีการปล้นสะดมแย่งวิงอาหาร มิหนำาซำ้ายังเกิดภัย ธรรมชาติขึ้นอีก ทำาให้ภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับทรุด หนักลงไปอีกถึงกับมีผู้คนล้มตายเป็นจำานวนมากสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ ชื้อข้าวสารมาแจกจ่ายแก่ ราษฎรหรือขายในราคาถูก พร้อมกับมีการส่งเสริมให้มีการทำา นาปีละ ๒ ครั้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอ ในตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากพระองค์ทรงตรากตรำา ทำางานหนักในการสร้างความ เป็นปึกแผ่นแก่ชาติบ้านเมือง พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ได้ บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระสติฟั่นเฟือน ทำาให้ บ้านเมืองเกิดความระสำ่าระสายและได้เกิดกบฏขึ้นที่กรุงเก่า พวก กบฏได้ทำาการปล้นจวนพระยาอินทรอภัย ผู้รักษากรุงเก่าจน ต้องหลบหนีมายังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้พระยาสรรค์ไปสืบสวนเอาตัวผู้กระทำาผิดมาลงโทษ แต่ พระยาสรรค์กลับไปเข้าด้วยกับพวกกบฏ และคุมกำาลังมาตี กรุงธนบุรี แล้วจับตัวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาคุมขังเอา ไว้ การจราจลในกรุงธนบุรี ทำาให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ ศึกต้องรีบยกทัพกลับจากเขมร เพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ใน กรุงธนบุรี และจับกุมผู้ก่อการกบฏมาลงโทษรวมทั่งให้ 140
  • 141.
    ข้าราชการปรึกษาพิจารณา ความที่มีผู้ฟ้องร้องกล่าวโทษ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฐานะที่ทรงเป็นต้นเหตุแห่ง ความยุ่งยากใน กรุงธนบุรีและมีความเห็นให้สำาเร็จโทษ พระองค์เพื่อมิให้เกิดปัญหายุ่งยากอีกต่อไป สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชจึงถูกสำาเร็จโทษและเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระชนมายุได้ ๔๕ พรรษา ระยะเวลาเพียง ๑๕ ปี และเต็มไปด้วยสงครามนั้น ยอมที่จะ หาเรื่องที่เป็นชิ้นเป็นอันได้โดยยาก มีวรรณคดีที่เกิดในสมัยนี้ ๒-๓ เรื่อง คือ ลิลิตเพชรมงกุฎ ของหลวงสรชิต (หน) ซึ่งต่อมา ในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เป็นเจ้าพระยาพระคลัง โครงยอพระ เกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ของ นายสวน มหาดเล็ก คำาฉันท์ กฤษณาสอนน้อง ของพระภิกษุอิน เมืองนครศรีธรรมราช วรรณคดีที่สำาคัญที่ควรนำามากล่าว คือ บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ อันเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี บ่อเกิด เรื่องรามเกียรติ์นั้นเดิมเป็นเรื่องของชาวอินเดีย เรียกตามภาษาของชนชาตินั้นว่า รามายณะ ชาวอินเดียโดยเฉพาะที่นับถือพระวิษณุ ถือว่า รา มายณะนี้เป็นคัมภีร์สำาคัญ เท่ากันเป็นคัมภีร์ศาสนา ใครได้อ่าน ถือว่าได้บุญ กุศลได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อราวประมาณ พ.ศ. ๑๙๐๐ ชาวอินเดียตอนใต้ได้เข้ามาทำาการค้าขาย และตั้งถิ่นฐานทาง ฝั่งตะวันออกแห่งมหาสมุทร พวกนี้จึงได้นำาวัฒนธรรมของ ตนเองมาใช้ในหมู่เกาะใต้ ผู้แต่งเรื่องรามายณะนี้ เป็นฤาษีชื่อ วาลมิกี ไดแต่งเรื่องนี้ เมื่อประมาณ ๒๔๐๐ ปีเศษมาแล้ว ตามตำานานว่า พระวาลมิกีได้ ฟังเรื่องพระรามายณะจากพระนารท ต่อมาพระวาลมิกีได้ไปที่ ฝั่งแม่นำ้ากับนางตมสา ซึ่งอยู่ใกล้แม่นำ้าคงคา ได้เห็นนางนก กระเรียนตัวหนึ่ง ร้องครำ่าครวญถึงตัวผู้ ซึ่งถูกพรานยิงตาย พระ วาลมิกีเห็นเช่นนั้นก็อุทานออกมาด้วยความสลดใจ เสียงที่อุทาน มานั้นรู้จะอยู่ในคณะฉันท์ ใช้สำาหรับขับได้ จึงได้นำาทำานองนี้ซึ่ง พบใหม่มาแต่งเรื่องรามายณะ และเรียกฉันท์นี้ว่า โศลก (โศก) เพราะฉัทน์นี้เกิดจากความสลดใจ เรื่องรามายณะนี้ เป็นเรื่องยาวประกอบด้วยฉันท์ถึง ๒๔๐๐๐ โศลก แบ่งออกเป็นตอนๆเรียกว่า กัณฑ์ รวมทั้งหมด ๗ 141
  • 142.
    กัณฑ์ คือ พาลอโยธยากัณฑ์ อรัณยกัณฑ์ กีษกินธา กัณฑ์ สุนทรกัณฑ์ ยุกธ-กัณฑ์ และอุตตรกัณฑ์ เรื่องรามเกียริ์มีบุคคงสำาคัญในเรื่องคือ พระราม นางสีดา และทศกัณฐ์ นักปราชญ์บางท่าน เช่น ศาสตราจารย์ เดวิดส์ ว่า เป็นเรื่องที่มีมานานจาก ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมานานกว่า ๒๔๐๐ ปี แต่ เป็นเรื่องที่กระจัดกระจายอยู่ วาลมิกีได้รวบรวมขึ้นมาใหม่ พระรามในประวัติศาสตร์ ในพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ เรื่องบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ ได้กล่าวถึงประวัติของพระรามไว้ว่า พระรามเป็นโอรสองค์ที่ ๑ แห่งท้าวทธรฐ กษัตริย์สุริยวงค์ ผู้ครองนครศรีอโยธยา แคว้นโกศล พราหมณ์มักนิยมว่า พระรามเป็นพระนารายณ์ อวตารปางที่ ๗ และได้กำาเนิดในไตร ดายุค คือยุคที่ ๒ แห่งโลกมนุษย์นี้ พระมารดาพระรามมีนามว่า นางเกาศัลยา (ซึ่งในรามเกียรติ์มีพระนามว่า “เกาสุริยา” มีอนุชา ๓ องค์ คือ พระภรต โอรสนางไกเกยี (ซึ่งในรามเกียรติ์ของเรา เรียกว่า “ไกยเกษี”) พระลักษณ์และพระศัตรุฆน์ โอรสนางสุมิต รา (ซึ่งในรามเกยีรติ์เราเรียกว่า “สมุทร”) พระรามได้มเหสีคือ นางสีดา เป็นบุตรท้าวศรีธวัช ซึ่งมักเรียกว่าท้าวชนก ผู้เป็น กษัตริย์สุริยวงค์ ครองนครมิถิลา แคว้นวิเทห พระรามมีโอรส ๒ องค์ คือ พระกุศกับพระลพ พระรามได้ปราบท้าวรราพณสูร ผู้ ครองนครลงกา แล้วกลับมาทรงราชย์ในพระนครศรีอโยธยา ครั้นเมื่อพระรามจะสิ้นพระชนม์ ได้แบ่งแคว้นโกศลออกเป็น ๒ ภาค ให้พระกุศโอรสองค์โต ครองโกศล ตั้งนครหลวงขื่อ กุศะ สถลี หรือ กุศาวดี พระลพครองอุตตรโกศล ตั้งนครหลวงชื่อ ศราวัสตี (สาวัตถี) หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ลพปุระ” รามายณะในประเทศไทย ตามหลักฐานที่พอจะอนุมานได้ ปรากฏว่าเรื่องรามายณะได้เข้ามายังประเทศไทยไม่ตำ่ากว่า ๙๐๐ ปีล่วงมาแล้ว เพราะที่ปราสาทหินเมืองพิมายมีภาพสลัก ศิลาเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนในสมัยสุโขทันก็มีพูดถึงถำ้าพระราม ถำ้า สีดา ในจารึกของพ่อขุนรามคำาแหง แต่เรื่องที่ปรากฏเป็น วรรณคดีนั้น เดินเราจะเคยมีหรือไม่ ไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีคำา ฉันท์อยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ ราชาพิลาป คำาฉันท์ (นิราศสีดา) ผู้แต่งไม่ ปรากฏนาม เป็นเรื่องที่แต่งสมัยสมเด็จพระนารยณ์มหาราช พรรณนาความครำ่าครวญของพระราม ตอนออกเดินทางเที่ยว 142
  • 143.
    ตามหานางสีดา เรื่องนี้นับเป็นรามเกียรติ์เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นก่อน รามเกียรติ์ฉบับพระเจ้ากรุงธนฯ และตกทอดมาจนถึงสมัย ปัจจุบัน รามเกียรติ์ฉบับไทยได้มาจากไหนเรื่องรามายณะนั้น เรา เรียกกันว่า รามเกียรติ์ จะเรียกกันมาแต่ครั้นใด สืบสวนไม่ได้ เรื่องรามเกียรติ์ฉบับเต็มคือ บทละครเรื่องรามเกียรติ์พระราช นิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แต่ถ้า เปรียบเทียบกับรามายณะของวาลมิกีแล้ว ก็มีความแตกต่างกัน หลายแห่ง เช่นการดำาเนินเรื่องตอนตั้นก็ไม่เหมือนกัน ฉบับพระ ราชนิพนธ์ ร.๑ เริ่มขึ้นด้วยหิรันตยักษ์ม้วนแผ่นดิน ส่วนวาลมิกี นั้นเริ่มโดยกล่าวประวัติการแต่งรามายณะ แล้วจับเรื่องกล่าวถึง ประวัติพระรามทีเดียว พระรามอนุมานราชธน ได้ให้ข้อสันนิษฐานที่มา รามเกียรติ์ ฉบับไทย ดังนี้ “ที่ว่ารามเกียรติ์นั้นได้ฉบับมาจากไหน จะตอมยืนยัน ลงไปย่อมไม้ได้ เพราะไม่มีหลักฐานให้เห็นอยู่ได้ชัดเจน จึงต้องอาศัยอนุมานที่เหลืออยู่นั้นสืบต่อมา ให้เห็นได้แต่ รางๆเท่านั้น แต่ต้องนำาเอาเรื่องทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาพูด ประเทศสยามตอนลุ่มแม่นำ้าเจ้าพระยา เดิมทีเดียว แต่ ในสมัยที่มีพงศาวดารแล้วเป็นอาณาจักรที่ชื่อว่า ทวาราวดี ประชาชนอินเดียที่มาตั้งภูมิลำาเนาในแคว้นนี้ จะเป็นชาว อินเดียในแคว้นไหนก็ตามที แต่ปรากฏอยู่อย่างหนึ่งว่า เกี่ยวข้องกับแคว้นมคธ สมัยราชวงศ์คุปต์อยู่บ้าง ถ้าไม่ใช้ ทางตรงก็ทางอ้อม คือผ่านมาทางแคว้นเบงกอล เข้าแคว้น ยะไข่ อัสสัม และพม่า แล้วเข้าสู่สยาม เพราะพระพุทธรูป และอักษรจารึกที่ขุดได้ในประเทศนั้น ที่เป็นราชวงศ์คุปต์ก็ มีอยู่มากเป็นแนวกันมา เพราะฉะนั้นแบบแผนความเจริญที่ ได้กันมา จะต้องเป็นตามภาคเหนืออยู่บ้างและคงรู้รามาย ณะวาลมิกี เพราะเป็นเรื่องลัทธิศาสนาที่ถือ จะขาดเสียไม่ ได้ ครั้นต่อมาไทยยกลงมาทางตอนเหนือ เข้ามาตั้งอยู่ใน ลุ่มนำ้าเจ้าพระยา เป็นการแทรกกันระหว่าง ๒ ชาติที่อยู่ 143
  • 144.
    ก่อน(แต่นักปราชญ์บางท่านยืนยันว่าไทยมาอยู่ก่อน) คือ แยกมอญให้ร่นไปทางตะวันตก และขอมไปทางคะวันออก เมื่อไทยได้มาติดต่อกับ๒ ชาตินี้ และประชาชนพลเมือง ส่วนมากที่ไทยครอง ก็ย่อมเป็นทาสที่ไม่ใช้ไทยปนอยู่ ก็ เป็นธรรมดาที่จะต้องรับคติจากชาติอื่นมาปะปนกับเรา แต่ ว่าไทยไม่ใช้ยกลงมาได้ดินแดนที่เป็นอาณาจักรมอญและ ขอมในคราวเดียวกัน ย่อมจะขยายอำานาจเขยิบลงมาเป็น ลำาดับ แล้วแต่เหตุการณ์และกำาลังเป็นเครื่องนำา ก่อนที่จะ ได้เผชิญกับชาติเบื้องต้นนี้ ไทยคงได้รับคติจากพระพุทธ ศาสนามาก่อนแล้ว เพราะปรากฏว่ามอญได้รับศาสนาและ แผ่ลัทธิขึ้นไปทางตอนเหนือ จึงทำาให้ไทยได้รับเข้ามาด้วย ส่วนขอมพระเจ้าแผ่นดินที่ปกครอง เป็นผู้สืบเชื้อสายจาก อินเดียภาคใต้ ลัทธิศาสนาที่นับถือจึงต้องเป็น นิกายไศวะและ มหายาน ถึงแม้ว่าภายหลัวไทยได้คติขอมมา ก็คงไม่หนักไปทาง ไสยศาสตร์เหมือนดังขอม เพราะนับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่ง คง บางอย่างที่นำาเอามาจากขอม ก็จะเป็นไปไนขบวนที่จะให้ เห็นเป็นเครื่องหมายว่าได้รับชัยชนะจากขอมหรือไม่เช่นนั้นก็จะ รักษาประเพณีขอมไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์แห่งการปกครองซึ่ง ราษฎรนิยมคติเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นรามายณะซึ่งถ้าได้มาจาก ขอม ในตอนนี้ก็จะเป็นรามายณะในอินเดียภาคใต้ แต่จะเป็น ชนิดที่แปลจากฉบับสันสฤต ซึ่งนับถือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิ ศาสนา จึงได้ปรากฏชื่อตามแบบอย่างในฉบับสันสกฤตจนมาถึง สมัยอยุธยา เพราะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ พระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นสมัยที่อักษรศาสตร์กำาลังเฟื่องฟู กวีทั้งหลายใน ๒ รัชสมัยนี้ แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินเองก็เล่นภาษา สันสกฤตทั้งนั้น ดั่งจะเห็นได้จากหนังสือมหาชาติคำาหลวง เป็นต้น จึงน่าจะเข้าใจว่า สมัยนั้นคงรู้รามายณะ เพราะมีคำาใช้ เรียกชื่อพระรามคำาหนึ่งว่า ราฆพ ใช้เป็นพระราชทินนาม แปล ว่า เหล่ากอท้าวรฆุซึ่งเป็นปู่ทวดพระราม (ในรามเกียรติ์เรียกว่า ท้าวอโนมาตัน รูปศัพท์เป็นภาษาทมิฬ) คำาว่ารฆุ และ ราณพนนี้ ต่อไปไม่ปรากฏว่ามีหนังสือเล่มใด เพิ่งจะมารู้จักกันแพร่หลายก็ เมื่อเร็วๆนี้ ในกฎมณเทียรบาลแห่งหนึ่ง กล่าวถึงพิธีอินทราภิเษ 144
  • 145.
    กว่า ได้เล่นดึกดำาบรรพ์ตอนกวนนำ้าทิพย์อัมฤตเช่นนี้ ย่อมมีอยู่ ในรามายณะวาลมิกีตอนต้นว่าเป็นอวตารแห่งนารายณ์ปางที่ ๒ ทรงปะพฤติเบญจเพศ โปรดให้เล่นดึกดำาบรรพ์ ซึ่งยุติกันแล้วว่า เล่นโขน แต่ในสมัยนั้นไม่เรียกว่าโขนหรือละคร ก็ต้องคิดว่า เพราะยังไม่ได้มีรามเกียรติ์ชนิดที่เล่นโขนมาจากชวา จะมีก็ อย่างชนิดเป็นคัมภีร์ ในพงศาวดารอีกแห่งเหมือนกันว่า ในแผ่น ดินพระบรมไตรโลกนาถ พระยาเฉลียงเป็นขบถ พระยาเฉลียงนี้ ในยวนพ่ายกล่าวว่า ชื่อ ยุทธิษฐิระ ดังนี้ “แถลงปางปราโมทย์เชื้อ เชิญ สงฆ์ สสโมสรสุข เมศไท้ แถลงปางเมื่อลาวลง ชัยนาท น้นนฤา เพราะยุทธิษฐิระได้ ย่าง ยาว” ยุทธิษฐิระ เป็นพระนามกษัตริย์องค์ใหญ่องค์หนึ่งใน พวก ปาณฑุ ซึ่งมีเรื่องอยู่ใน มหาภารตะ และเพิ่งจะแพร่หลายก็ใน เร็วๆนี้ ชวนให้เห็นว่า สมัยโบราณครั้นกระนั้นคงรู้จักรามายณะ อินเดียฝ่ายเหนือ คือฉบับสันสกฤตแล้วไม่มากก็น้อย ที่ รามเกียรติ์มาผิดแปลกได้จากฉบับวาลมิกี ก็คงเป็นตอนหลัง และจะได้มาจากอินเดียภาคใต้ทั้งทางตรงและอ้อม คือได้จาก อินโดนีเซีย ผสมกันเรื่องเก่าที่ยังเหลือ ซึ่งสมัยนั้นคงจะกระจาย สูญหายไป จะเป็นทำานองเดียวกับที่กล่าวไว้ในที่สุดพระราช นิพนธ์อิเหนาว่า “อันอิเหนาเอามาทำาเป็นคำาร้อง สำาหรับงานการ ฉลองกองกุศล ครั้นกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์ แต่เรื่องต้น ตกหกหายพลัดพลายไป หากพระองค์ทรงพิภพปรารภเล่น ให้รำาเต้น ละครคิดรำาใหม่ 145
  • 146.
    เติมแต้มต่อติดประดิษฐ์ไว้ บำารุงใจไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน” ที่ว่าได้มาจากอินเดียภาคใต้เพราะเห็นได้จากหนังสือ บุณโณวาทฉันท์ ซึ่งแต่งในปลายกรุงศรีอยุธยาอ้างเรื่อง รามเกียรติ์ไว้หลายแห่ง แต่แห่งหนึ่งอ้างเรื่องไมยราพ ซึ่งรามาย ณะวาลมิกีไม่มี ว่า “เริ่มเรื่องไมยราพฤทธิ์รงค์ สะกดอุ้มองค์ นเรศดลบาดาล” ดังนี้ พวกที่เข้ามาเป็ยครูบาอาจารย์อยู่ในสยามส่วนใหญ่ มาจากอินเดียฝ่ายใต้ ซำ้าในตอนหลังครั้งกรุงธนบุรี ก็ดูเหมือน ต้องเรียกพวกพราหมณ์ทางมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ ความว่าส่วนมากเป็นพราหมณ์ในนิกายไศวะ เข้ามาสอบถาม เรื่องต่างของพราหมณ์ และประกอบด้วยเหตุผลอื่นๆ รองลงมา จากอินเดียฝ่ายใต้ก็คงเป็นเบงคาลี แม้แต่สีเนื้อพระรามฝ่าย เหนือเป็นสีนำ้าเงิน แต่เบงตาลีเป็นสีเขียวใบไม้เหมือนกับพวกเรา หากว่ารามเกียรติ์บางตอน ตลอดจนชื่อบุคคลในเรื่องจะ คล้ายคลึงกับ ๒ ชาติข้างต้นนี้ก็จริง แต่ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอ ว่าเราได้มาจาก ๒ ชาตินี้ทั้งหมด เพราะรามเกียรติ์ขาดเรื่องที่มี อยู่ในรามายณะของเขาก็มากแห่งถึงเรื่องไมยราพก็นับง่าใกล้ กันมาก ก็ยังมีที่ผิดแปลกกันอยู่ บางทีเราจะได้เรื่องมาทางอ้อม ทางประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ชื่อบุคคลในรามเกียรติ์บาง ชื่อ ในฉบับวาลมิกีแยกเป็น ๒ ชื่อ แต่รามเกียรติ์รวมกันเป็นชื่อ เดียว เช่น สุกสาร และ บุตรลพ ของชวาก็รวมเรียกเหมือน รามเกียรติ์ ทำาไมจึงมารวมเรียกกันว่าเฉพาะ บุตรลพ พอจะเดา ได้เพราะคำาว่า กุศ และ ลวะ ซึ่งเป็นโอรสทั้งสองของพระราม ชาวอินเดียมักเขียนแล้วรวมเรียกกันว่า กุศลวะ (ตามแบบอินเดีย มักรวมชื่อเข้าเป็นกลุ่มอักษร เช่น ศุกรสารณ์ และ ขรทูษณ์ เป็นต้น เราเรียกว่า ทูตขร เป็นการกลับกัน เพราะของเขาถ้า รวมชื่อ ต้องเอาชื่อที่น้อยอักษรไว้ข้างหน้าชื่อที่มีอักษรมากกว่า) ครั้นตกมาถึงอินโดนีเซีย คำาว่า กุศลวะ ก็กลายเป็น บุตลวะ ไป เมื่อตกมาถึงเราก็เป็น บุตรลพ หมายความถึงโอรสองค์น้องของ 146
  • 147.
    พระราม อาศัยเหตุที่มากลาเป็นบุตรลพ เราจึงเอาเรื่องที่ว่าเรียก ชื่ออย่างนั้นเพราะเป็นบุตรที่ถูกฤาษีจะลบออกเสีย อย่างไรก็ดีเป็นอันกล่าวได้ว่า ประเทศอินโดนีเซียเป็นคลัง แห่งรามายณะ ถัดจากอินเดียภาคใต้ มีทั้งเรื่องที่ใกล้ไปทาง ฉบับสันสกฤตและเรื่องที่ไกลออกมา เมื่อเป็นอย่างนี้ในการที่จะ สาวหาเรื่องพอเอามาเปรียบเทียบกัยรามเกียรติ์เห็นจะยาก เพราะหาฉบับไม่ได้ และคงจะเป็นชนิดที่ถ่ายทอดกันมาทางปาก ไม่ใช่หนังสือ อย่าดูอื่นไกล เพียงเรื่องอิเหนาเท่านั้น ก็สาวไม่ ออกว่าได้มาจากฉบับไหน เพราะอิเหนามีหลายสำานวนด้วยกัน จึงดูเรื่องฉบับเดียวไม่ได้ เรื่องที่แต่งเล่นละครมีมากฉบับที่แตก ต่างกัน เพราะเป็นเรื่องเก่าเหมือนพงศาวดารเหนือว่าพระร่วงมี จริงแน่ เพราะฉะนั้นความจริงในเรื่องอิเหนาเพียงใด ก็ย่อมมี ความจริงในเรื่องรามเกียรติ์เพียงนั้น แม้นักปราชญ์ชาติต่างจะ ได้เพียงสืบสวนทวนความและเทืยบค้นสืบต่อมาเป็นทอดๆ หลายๆคนก็จับเค้าความไม่ได้ถนัด ว่าเอามาจากรามายณะฉบับ ไหนบ้าง ต้องใช้การสันนิษฐานว่ามาจากที่ต่างๆในอินเดีย ไม่ สามารถเจาะจงลงไปได้เฉพาะ ซำ้าผู้รวบรวมเรื่องนี้ก็มีโอกาสได้ อ่านรามายณะฉบับต่างๆน้อยฉบับ ถึงได้อ่านกระท่อนกระแท่น ต้นหายปลายขาด ความบกพร่องในการวินิจฉัยเรื่องก็ย่อมมาก ไม่ล่วงพ้นไปได้ด้วยประการทั้งปวง รวมความรามเกียรติ์ที่สำาเร็จรูปอยู่ในเวลานี้ ส่วนมากคงได้ มาจากอินโดนีเซียในรุ่นหลัง และคงมาในรุ่นเดียวกับอิเหนา ซึ่ง ได้ความว่า ได้มาในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ถ้าจะมีฉบับ สันสกฤตด้วนก็ว่าจะน้อยเต็มที เพราะเขาเทียบกันดูก็ไม่ตรงเป็น อันมาก เรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เรื่องรามเกียรติ์ของไทย ฉบับที่มีเนื้อเรื่องบริบูรณ์คือ บทละคร รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ใน ร ๑ นอกนั้นเป็นฉบับที่มีเนื้อเรื่อง แต่เพียงบางตอน รามเกียรติ์ฉบับพระเจ้ากรุงธนเป็นฉบับที่เป็นก ลอนบทละครมีเพียง ๔ ตอน คือ ตอนทศกัณณ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษณ์ต้องหอกกระบิลพัทจนผูกผม ตอนพระมงกุฎ (กุศ) ทรงแผลงต้นไม้ (ลองศร) ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษาความ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน บางแผนกในต้นฉบับสมุดไทย 147
  • 148.
    บอกว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนได้ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อจ.ศ. ๑๑๓๒ (พ.ศ. ๒๓๑๓) คือเมื่อสร้างกรุงธนบุรีแล้ว ๓ ปี ทำานองกลอนที่ทรงนิพนธ์นั้น ฟังไม่สู้ราบรื่นนัก ส่วนใหญ่ ยังฟังตะกุกตะกักขัดหู รู้สึกว่าลักษณะขึงขัง ดำาเนินเรื่องรวดเร็ว ซึงส่อให้เห็นว่าผู้เขียนเป็นนักรบมากกว่าเป็นกวี ตัวอย่างของคำาประพันธ์ บานแพนก วันอาทิตย์ เดึอน ๖ ขึ้นคำ่าหนึ่ง จุลศักราช ๑๑๓๒ (พ.ศ. ๒๓๑๓ ปีที่ ๓ ในร้ชกาลกรุงธนบุรี) ปีขาล โทศก พระราชนิพนธ์ ทรงแต่งชั้นต้นเป็นปฐม ยังทรามยังพอดีอยู่ ตอนที่ ๑ ตอนพระมงกุฎ พระมงกุฎอยู่ป่า ๏ มาจะกล่าวบทไป หน่อในอวตาร รังสี หาผลปรนนิบ้ติชนนี ทั้งพระฤษีมีญาณ วันหนึ่งชวนน้องเข้าพาที พระมุนีจงโปรตเด ฉาน ข้าไสร้เกลือกคนภัยพาล ขอประทานรำ่า เรียนวิชา ฯ ๔ คำา ฯ ๏ ฤษีรักจูบกระหม่อมเกศ สอนให้เล่าเวท คาถา ฯ เจรจา ฯ ๏ หุดีกุณฑ์กองวิทยา เจ็ดราตรีศรผุด พลัน ฯ ตระ ฯ ๏ จึงประสิทธิ์ประสาทธนูศิลป์ เจ้าจินดารมณ์หมาย มั่น เมึ่อลั่นซั้นซำ้ามนตร์พลัน สรรพโลกไม่ทนฤทธา ฯ เจรจา ๔ คำา ฯ 148
  • 149.
    ๏ ฝ่ายสองกุมารเรียนเสร็จ ได้ทั้งกลละเม็ด คาถา รบเอาธนูศิลป์มาลาล่าหาผลพนาลี ฯ เข้าม่าน ฯ ๏ ครั้นถึงกาลวาตพนาลัย ปราศัยน้องลบ เรืองศรี ฝ่ายพี่จะแผลงฤทธี ยิงรังด้นนี้ให้ขาด ไป ฯ ๔ คำา ฯ ๏ เจ้าลบว่าใหญ่ถึงแสนวา ข้าเจ้าเห็นหาหัก ไม่ ๏ พระมงกุฎก็วางศรชัย สนั่นไปถึงชั้นพรหมา ตระเชิด ๏ ถูกรังต้นใหญ่สินขาด ยับเยินวินาศดังฟ้าผ่า แล้วกลับต่อว่าอนุชา น้องยาจะว่า ประการใด ฯ ๔ คำา ฯ ๏ พระลบสรรเสริญบุญญา อานุภาพเป็นหา ที่สุดไม่ พระชนนีจะมิตกใจ ก็ชวนเก็บผลไม้ กลับมา ฯ พญา เดิน ๒ คำา ฯ ๏ ฝ่ายพระฤษีสนั่นเสียง สำาเนียงกึกก้องเวหา ตกใจทิ้งนางสีดา ก็ลีลาออกตามกุมาร ฯ เชิด ๒ คำา ฯ ๏ ฝ่ายพระพี่น้องเห็นฤษี ก็วิ่งเข้าอัญชลีทูล สาร ทิ้งนางสีดาดวงมาลย์ พระอาจารย์มาไย ชนนี ฯ ๒ คำา ฯ ๏ พระมุนีสีดาว่าดูเอา ให้เราตกใจถึงสองศรี 149
  • 150.
    สุ้งเสียงอะไรเมื่อกี้ คิดว่าอสุรีพะพาน ฯ ๒คำา ฯ ๏ ฝ่ายพระมงกฎทูลไข หาไม่ดอกยิงไม้ พฤกษาสาร ๏ เจ้าลบว่าแสนอ้อมประมาณ พฤกษาสารสูงเทียม เมฆา หักยำบสะบั้นสินขาด วินาศดุจดั่งฟ้าผ่า ที่กาลวาตพนาวา หาภำยมิได้พระมุนี ฯ ๔ คำา ฯ ๏ สีดาว่ายิงทำาไม ให้ตกใจทั้งพระฤษี นี่ลูกอะไรน่าใคร่ตี ก็พาทีขู่รู่กุมาร ฯ ๒ คำา ฯ ๏ พระมุนีจึ่งห้ามสีดา อย่าว่าหลานกู ห้าวหาญ แล้วอวยชัยหน่ออวตาร ให้ชัยวาลรุ่งฤทธี จงเจ้าเป็นใหญ่ไตรภพ จบสกลทิศทั้งสี่ โภยภัยสิ่งใดอย่าได้มี ให้ฤทธียิ่งบิดร แล้วบอกนวลนางสีดา พฤกษานี้มีมาแต่ ก่อน แรกตั้งฟ้าดินอัมพร ศรใครไม่กินนะสี ดา เมื่อไรต่อหน่ออวตาร จึงผลาญไม้นี้ดั่ง ฟ้าผ่า ลูกเจ้ารุ่งเรืองฤทธา ว่าแล้วก็มากุฎี ฯ เสมอ ๘ คำา ฯ ๏ ฝ่ายสองกุมารเข้าไป ถวายผลไม้พระฤษี แล้วกลำบมาหาชนนี ยังที่พระบรรณ ศาลา ฯ บาทสกุณี ๒ คำา ฯ โอ้ ๏ ฝ่ายนางสีดาสวมกอด พลอดพลางทางกวด เกศา 150
  • 151.
    จูบเกศเทวศโศกา โอ้ว่ากำาพร้ายาใจ มาดแม้นถ้าอยู่กำบพ่อ จะเสน่ห์หน่อหา ที่สุดไม่ เท่านี้หรือมีฤทธิไกรที่ไหนบิดาจะให้ จร ฝ่ายเจ้าผลานแผลงศิลป์ชัย เหมือนเมื่อท้าวไท เธอยกศร ครั้งไปทำาการสยมพร ในเมืองนครมิถิ ลา ให้เจ้ายิ่งยศโมลี แม่จะได้ฝากผีภาย หน้า ให้เรืองฤทธิ์เหมือนองค์พระบิดา ว่าแล้วก็ทรงโศกี ฯ โอด ๘ คำา ฯ ร่าย ๏ ฝ่ายพระมงกุฎทูลถาม โปรดบอกความเกล้า เกศี แม่ว่าพ่อข้ามีฤทธี มาอยู่พนาลีด้วยอำนใด อำนฝ่ายพระบังเกิดเกล้า เผ่าพงศ์กษัตริย์หรือไม่ เธอผ่านถิ่นฐานบ้านเมืองใด บอกให้หน่อยเถิด พระมารดา ฯ มโนราโอด ๔ คำา ฯ ๏ สีดากรรแสงแถลงไข พิไรบอกลูกเสน่หา เดิมแม่อยู่เมืองมิถิลา พระอัยกาเจ้า เสี่ยงศิลป์ชัย เทพามนุษย์เข้ายกศิลป์ เสร็จสิ้นมิได้หวาดไหว พ่อเจ้ายกได้ว่องไว จึงเศกแม่ให้กับ บิดา อำนบิตุเรศของเจ้า เผ่าพงศ์บรมนาถา เรืองรุดสุดอรรคอิศรา ปรากฏยศยิ่งโมลี จึ่งพาแม่มาเวียงชัย อัยกาให้สัจมเหษี ให้พ่อเจ้าไปพนาลี แม่นี้ติดตามจรจรรย์ กับทั้งพระลำกษมณ์อนุชา ออกไปอยู่ป่าพนา สัณฑ์ 151
  • 152.
    วันหนึ่งจึงยักษ์ทศกัณฐ์ มันใช้มารีศเป็นกวาง มา แม่ไม่รู้เลยเป็นรักใคร่ ให้พ่อเจ้าตามไป ในป่า แล้วได้ยินเสียงเหมือนบิดาคิดว่ายักษามัน ยายี จึงให้อนุชาไปดู มิรู้ยักษ์ลักพาแม่หนี บิดาเจ้าตามไปต่อตี ฆ่าอสุรีตายทั้ง ลงกา แล้วพามาผ่านโภคัย ครั้งนั้นแลแม่ได้ หรรษา จึงมีปีศาจลวงมารดา วานข้าเขียนรูป อสุรี พาซื่อมือแม่ไม่สุข ประดุกเขียนรูปยักษี พ่อเจ้ามาเห็นทันที นารีผู้วานนั้นหายไป ฝ่ายแม่จึงรู้ว่าปิศาจ พระบิตุราชโกรธ ชักพระขรรค์ไล่ ให้พระอนุชาพาแม่ไป พิฆาตเสียใน พนาวา เดชะความสัตย์ของแม่ เที่ยงแท้ต่อพ่อเจ้าหนัก หนา พระขรรค์กลับกลายเป็นมาลา อนุชาจึงขับเสีย พลัน เตชะบุญญาของเจ้า ขวัญเข้าแม่ไม่ อาสัญ พอพบมุนีในพนาวัน จึงคมคัลอาศัย คลอดลูกยา พระบิดาเจ้าชื่อราเมศ หน่อนเรศทศรถ นาถา ครอบครองกรุงศรีอยุธยา ว่าแล้วก็ทรงโศกี ฯ โอด ๒๖ คำา ฯ 152
  • 153.
    ๏ ฝ่ายพระมงกุฎกราบเกล้า พระแม่เจ้าอย่า หม่นหมองศรี ถึงพระบิดาไม่ดูดีเราอยู่พงพีตามเข็ญใจ ฯ ครวญ ๒ คำาฯ ๏ สีดาสวมสอดกอดจูบ ลูบหน้าหลังพลาง ร้องไห้ แสนโศกวิโยคอาล้ย เสน่ห์ในกอดลูก นิทรา ฯ กล่อม ๒ คำา ฯ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 10 1. ศึกษาการกระจายของวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ ใน ประวัติวรรณคดีชองไทยตั้งแต่สมัยที่เริ่มมีการนำามา แต่งต่อในราชสำานัก 2. เทียบความเรื่องรามเกียรติ์ ในฉบับต่าง แล้วประเมิน คุณค่า 3. เลือกฉากในฉากหนึ่งในวรรณคดีมาแสดงละครหน้า ชั้น บทที่ ๕ การศึกษาวรรณกรรมไทยสมัยรัตโกสินทร์ ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบการจลาจลที่เกิด ขึ้นในปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนบ้านเมือง 153
  • 154.
    อยู่ในความสงบเรียบร้อย พวกขุนนางข้าราชการและราษฎรทั้ง หลายจึงเห็นพ้องต้องกันในการอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหา กษัตริย์ศึก ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติในวันที่๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระนามที่ปรากฏในพระสุพรรณบัฏ คือ “สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีฯ” ส่วนพระนาม “พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก”นั้น เป็นพระนามที่พระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวาย นับว่าพระองค์เป็นปฐม กษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็น พระมหากษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิมว่า ทอง ด้วง ประสูติเมื่อวันพุธแรม ๔ คำ่า เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๒๗๙ เป็นบุตรคนที่ ๔ ของหลวงพินิจอักษร ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้า พระยาโกษาธิบดี (ปาน) และเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมใน สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อพระชนมายุได้ ๒๑ ปี ทรงผนวชอยู่ที่วัดมหาทะลาย เมื่อลาสิกขาบทออกมาได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กของ พระเจ้าอุทุมพร เมื่อพระชนมายุได้ ๒๔ พรรษา ทรงดำารง ตำาแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ต่อมาได้แต่งงานกับ นางสาวนาค พระชนมายุได้ ๓๒ พรรษา ได้เข้ามารับราชการ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงดำารงตำาแหน่งเป็น พระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำารวจนอกขวา ต่อมาได้เลื่อน ตำาแหน่งเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ เป็นพระยายามราชและเป็น เจ้าพระยาจักรี ใน พ.ศ. ๒๓๒๐ ได้รับความดีความชอบที่ไปปราบหัวเมือง ลาวได้ จึงได้รับพระราชทานตำาแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหา กษัตริย์ศึก และใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็น กษัตริย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีฯ หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงครองราชย์อยู่ ๒๘ ปี เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคชรา เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๕๒ มีพระชนมายุได้ ๗๔ พรรษา ถึงสมัยรัชกาลที่ ๙ ทรงได้ 154
  • 155.
    รับพระราชสมัญญาเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราช ขณะเมื่อพระองค์ได้สถาปนาขึ้นเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์จักรี ช่วงระยะเวลานั้นได้สืบเนื่องมาจากการเสียกรุง ศรีอยุธยาครั้งที่๒ และการรบพุ่งกันมากในสมัยสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช บ้านเมืองทรุดโทรมเสียหายมาก ดังนั้น พระองค์จึงต้องฟื้นฟูบ้านเมืองโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะฟื้นฟูอำานาจ ของอาณาจักรไทยขึ้นมาใหม่ ทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม โดยสืบทอดงานต่อจากสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งมีระยะเวลา ค่อนข้างสั้น เช่น การฟื้นฟูอำานาจทางการเมือง ได้แก่ สถาปนา ศูนย์กลางอันมั่นคงของอาณาจักร เช่น การสร้างเมืองหลวงขึ้น ใหม่ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในอาณาจักร การทำาศึก สงครามป้องกันเอกราชของประเทศ การขยายอำานาจและการ รักษาอิทธิพลของไทยในเขตประเทศราช การฟื้นฟูความเจริญ วัฒนธรรม เช่น ขนบธรรมเนียมราชประเพณีต่างๆ การฟื้นฟู ศาสนา การฟื้นฟูระบอบการปกครองและกฎหมาย การฟื้นฟู ศิลปกรรมต่างๆ ซึ่งรัชกาลที่ ๑ ทรงเป็นผู้วางรากฐานการฟื้นฟู เหล่านี้ไว้ และรัชกาลที่ ๒ และ ๓ ทรงประสานงานต่อมา สำาหรับ นโยบายการรักษาเอกราชความมั่นคงประเทศนั้น นอกจากจะ ต้องทำาสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการรุกรานไทยแล้ว ไทยยังต้องดำาเนินนโยบายทางการทูตอย่างระมัดระวังกับ ประเทศมหาอำานาจตะวันตกที่เริ่มเข้ามาติดต่ออย่างใกล้ชิดกับ ไทยด้วย การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ทรงปราบจลาจลภายในกรุงธนบุรีและสร้างความ มั่นคงภายในประเทศแล้ว พระองค์ทรงย้ายราชธานีจาก กรุงธนบุรีซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออกของแม่นำ้า เจ้าพระยาและตั้งชื่อใหม่ว่ากรุงเทพฯ ทั้งนี้เนื่องด้วยสาเหตุ หลายประการ คือ ๑. พระราชวังเดิมของกรุงธนบุรีคับแคบ มีวัดขนาบอยู่ทั้ง ๒ ด้าน คือ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) และวัดท้ายตลาด (วัด 155
  • 156.
    โมลีโลกยาราม) ทำาให้ไม่สามารถขยายอาณาเขตของ พระราชวังให้กว้างขวางขึ้นได้ ๒. พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยที่จะให้พระนครแบ่งออกเป็น๒ ส่วน โดยมีแม่นำ้าเจ้าพระยาผ่ากลางเป็นเสมือนเมืองอกแตก ดัง เช่น เมืองพิษณุโลก สุพรรณบุรี เพราะหากข้าศึกยกทัพมาตาม ลำานำ้า ก็สามารถบุกตีใจกลางเมืองหลวงได้ ทำาให้ยากแก่การ ป้องกันพระนคร ครั้นจะสร้างป้อมปราการทั้งสองฝั่งแม่นำ้า ก็จะ เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองมาก ทำาให้ยากแก่การเคลื่อนพลจาก ฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการยากลำาบากมาก ดังนั้น พระองค์จึงย้ายพระนครมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่นำ้า เจ้าพระยาเพียงแห่งเดียว โดยมีแม่นำ้าเป็นคูเมืองทางด้านตะวัน ตก และใต้ ส่วนทางด้านตะวันออกและทางด้านเหนือ โปรด เกล้าฯ ให้ขุดคลองขึ้นเพื่อเป็นคูเมืองป้องกันพระนคร ๓. พื้นที่ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม สามารถขยายเมือง ให้กว้างขวางออกไปได้เรื่อยๆ ตรงบริเวณที่ตั้งพระนครพื้นที่ เป็นแหลม โดยมีแม่นำ้าเป็นกำาแพงกั้นอยู่เกือบครึ่งเมือง ๔. ทางฝั่งตะวันตกของแม่นำ้าเจ้าพระยา พื้นที่เป็นท้องคุ้ง นำ้ากัดเซาะตลิ่งพังทลายอยู่เสมอ จึงไม่เหมาะแก่การสร้างอาคาร หรือถาวรวัตถุใดๆ ไว้ริมฝั่งแม่นำ้า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีรับสั่ง ให้สร้างเมืองใหม่ทางฝั่งตะวัน ออกของแม่นำ้าเจ้าพระยา ตั้งแต่ บริเวณหัวโค้งแม่นำ้าเจ้าพระยา คือ บริเวณพระบรมมหาราชวัง ในปัจจุบัน พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธนา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถานอมรพิมาน อวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ต่อมาในสมัย รัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนจากคำาว่า “บวรรัตนโกสินทร์” เป็น “อมร รัตนโกสินทร์” ในการสร้างพระมหาบรมราชวัง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัด ขึ้นภายในด้วย คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว แล้วให้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นประดิษฐาน ทรงพระราชทาน นามใหม่ว่า “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” เพื่อเป็นสิริมงคล แก่กรุงเทพฯ 156
  • 157.
    การปกครองของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑-๔ มีระเบียบแบบแผนตามแบบสมัย อยุธยาพระมหากษัตริย์มีอำานาจสูงสุดและเด็ดขาดในการ ปกครองประเทศ แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ๑. การปกครองส่วนกลาง มีอัครมหาเสนาบดี ๒ ตำาแหน่ง คือ สมุหกลาโหมเป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร รับผิดชอบกิจการด้าน การทหารทั่วประเทศและปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ ส่วน สมุหนายกเป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน รับผิดชอบกิจการด้าน พลเรือนทั้งหมดและปกครองหัวเมืองเหนือ ส่วนหัวเมือง ชายทะเลด้านฝั่งตะวันออก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราชทรงจัดให้อยู่ในความดูแลของกรมท่า นอกจาก ตำาแหน่งอัครมหาเสนาบดีทั้ง ๒ นี้แล้ว ยังมีเสนาบดีจตุสดมภ์ คือ เสนาบดีกรมเมืองหรือกรมเวียง เรียกว่า “พระนครบาล” เสนาบดี กรมวัง เรียกว่า “พระธรรมาธิกรณ์” เสนาบดีกรมคลัง เรียกว่า “พระโกษาธิบดี” เสนาบดีกรมนา เรียกวา “พระเกษตราธิบดี” จตุสดมภ์ทั้ง ๔ อยู่ภายใต้การดูแลของสมุหนายก มีหน้าที่และ ความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ เหมือนครั้งสมัยอยุธยาเว้นแต่กรม คลังที่มีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศอีกด้วย ๒. การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งเขตการปกครองออกเป็น หัวเมือง ๓ ประเภท ได้แก่หัวเมืองชั้นใน หรือเมืองจัตวา ซึ่งเป็น เมืองเล็กๆ ที่อยู่บริเวณรอบๆ เมืองหลวง หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองพระยามหานครา เมืองเอก โท ตรี ซึ่งอยู่ห่างไกลจาก ราชธานีออกไป เจ้าเมืองมีอำานาจในการปกครองเมืองอย่างเต็ม ที่ เพราะอยู่ไกจากราชธานี ส่วนเมืองประเทศราช พระมหา กษัตริย์จะแต่งตั้งเจ้าประเทศราชให้ปกครองตนเอง แต่ต้องส่ง เครื่องราชบรรณาการให้เมืองหลวง ๓ ปีต่อ ๑ ครั้ง หรือถ้าเป็น เมืองที่อยู่ใกล้ราชธานี เช่น อุบลราชธานี เขมร ไทยบุรี เชียงใหม่ หลวงพระบาง ต้องส่งปีละครั้ง เมื่อเกิดศึกสงคราม เมืองประเทศราชเหล่านี้ต้องส่งทหารมาช่วยรบทันที หรือใน ยามปกติอาจเกณฑ์ชาวเมืองประเทศราชมาช่วยให้แรงงานใน การปรับปรุงประเทศ 157
  • 158.
    ๓. การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งออกเป็นบ้าน ตำาบล และ แขวงตามลำาดับ ซึ่งอาจเทียบได้กับ หมู่ บ้าน ตำาบล และอำาเภอ ในปัจจุบัน กฎหมายและการศาล รากฐานกฎหมายของไทยที่ใช้กันในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ มาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์หรือคัมภีร์ธรรมสัตถัมของอินเดีย ซึ่งไทยได้รับมาจากมอญอีกต่อหนึ่ง นำามาเป็นรากฐานกฎหมาย ของสุโขทัยและอยุธยา นอกจากนี้ยังมีพระราชศาสตร์ ซึ่งเป็น พระบรมราชโองการและพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหา กษัตริย์ใช้สำาหรับติดสินคดีความต่างๆ คราวที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระราช กำาหนดกฎหมายต่างๆ สูญหายกระจัดกระจายและถูกทำาลายไป มากมาย มีเหลืออยู่เพียงส่วนน้อย เมื่อมาถึงสมัยธนบุรีมีการ ปรับปรุงบ้านเมืองและปราบปรามศัตรูที่คอยมารุกรานอธิปไตย ของชาติตลอดรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทำาให้ มีเวลาแก้ไขตัวบทกฎหมายน้อย ส่วนใหญ่ใช้ของเดิมซึ่งรับมา จากสมัยอยุธยา ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมกฎหมายที่หลงเหลือ อยู่นำามาชำาระให้ถูกต้อง และโปรดให้อาลักษณ์คัดลอกไว้ ๓ ชุด แต่ละชุดให้ประทับตราไว้ ได้แก่ ตราราชสีห์เป็นตราประจำา ตำาแหน่งสมุหนายก ตราคชสีห์เป็นตราประจำาตำาแหน่งสมุห กลาโหม และตราบัวแก้วเป็นตราประจำาตำาแหน่งพระคลัง หรือ กรมท่า หรือโกษาธิบดี กฎหมายฉบับนี้จึงมีชื่อว่า “กฎหมายตรา สามดวง” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑” นอกจากจะทรงตรากฎหมายตราสามดวงแล้ว ยังมีอีกฉบับ หนึ่งที่มิได้ประทับตราสามดวงไว้ เรียกว่า “ฉบับรองทรง” กฎหมายตราสามดวงนี้เป็นกฎหมายหลักในการปกครอง ประเทศมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เศรษฐกิจสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 158
  • 159.
    ๑. การค้ากับต่างประเทศ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยมีการค้าขายกับต่างประเทศดังนี้ ๑.๑การค้ากับประเทศในเอเชีย ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้นการค้าขายส่วนใหญ่ ทำากับจีน นอกจากนี้ก็มีชวา สิงคโปร์และอินเดีย ในพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นการค้าสำาเภา มีทั้ง สำาเภาหลวงและสำาเภาเอกชน ซึ่งเป็นการค้าที่สำาคัญและทำาราย ได้ให้กับประเทศมาก สำาเภาหลวงที่ปรากฏชื่อในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีอยู่ ๒ ลำา คือ เรือหูสูงและเรือทรงพระราชสาสน์ เรือสำาเภานี้ ลักษณะแบบจีน ต่อในเมืองไทยใช้ไม้อย่างดี ใช้ลูกเรือเป็นคน จีนทั้ง หมด แต่ผู้คุมเป็นคนไทยอยู่ในความดูแลของกรมท่าหรือ พระคลังสินค้า ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หล้านภาลัย เรือสำาเภาทั้งไทยและจีนติดต่อกับค้าขายกันถึง ๑๔๐ ลำา สำาเภาหลวงที่สำาคัญมี เรือมาลาพระนคร และเรือเหรา ข้ามสมุทร สินค้าออกที่สำาคัญได้แก่ ดีบุก งาช้าง ไม้ นำ้าตาล พริกไทย รังนก กระดูกสัตว์ หนังสัตว์ กระวาน และครั่ง ส่วน สินค้าเข้าที่สำาคัญ ได้แก่ เครื่องถ้วยชามสังคโลก ชา ไหม เงิน ปืน ดินปืน กระดาษ เครื่องแก้ว นอกจากนี้พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำาคัญและ ทรงสนับสนุนให้กิจการด้านนี้เจริญก้าวหน้าออกไปโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งมีพระปรีชาสามารถเรื่อง การค้ากับต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชากรมท่า มีการต่อเรือ กำาปั่น ๑๐ ลำา ลำาแรกชื่อ อรสุมพล ไทยมีการส่งเครื่องบรรณาการแลกเปลี่ยนกับ จีนตลอดมา จนกระทั่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า วิธีการนี้จีนจะเข้าใจว่าไทยยอมอ่อนน้อม และตกอยู่ภายใต้อำานาจของจีน จึงให้ยกเลิกเสีย ๑.๒ การค้ากับประเทศตะวันตก ตลอดเวลาที่ ไทยติดต่อกับชาติตะวันตกนั้น คนไทยมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจ ตลอดมา แม้ไทยจะยอมมีสัมพันธไมตรีทางการทูตและการค้า แต่ไทยก็มีเจ้าหน้าที่คอยเข้มงวด และดูแลอย่างใกล้ชิด ในสมัย รัชกาลที่ ๒ อังกฤษได้ส่งนายจอห์น ครอว์เฟิร์ด เป็นทูตเข้ามา 159
  • 160.
    เจรจาเรื่องการค้ากับไทย พยายามให้ไทยยกเลิกการผูกขาด ของพระคลังสินค้า ให้ไทยจัดระบบการเก็บภาษรีขาเข้าและขา ออกให้แน่นอนแต่ไม่สำาเร็จ ๒. ภาษีอากร รายได้ส่วนหนึ่งของประเทศที่นำามาใช้ สำาหรับปรับปรุงประเทศ นอกจากการค้าขายแล้ว ยังได้จากการ เรียกเก็บภาษีอากรจากประชาชน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ๒.๑ ภาษีอากรที่เก็บภายในประเทศ มี ๔ ชนิด คือ - จังกอบ คือ การเรียกเก็บสินค้าของ ราษฎร โดยชักส่วนสินค้าที่ผ่านด่านทั้งทางบกและทางนำ้า ใน อัตรา ๑๐ หยิบ ๑ หรือ ๑ ส่วนต่อ ๑๐ ส่วน - อากร คือ เงินหรือสิ่งของที่รัฐเรียก เก็บจากผลประโยชน์ของราษฎรที่ได้จากการประกอบอาชีพ นอกจากอาชีพค้าขาย เช่น การทำานา เรียกว่า อากรค่านา การ ทำาสวน เรียกว่า อากรสวนใหญ่ หรือ พลากร หรือ สมพัตสร การจับสัตว์นำ้า เรียกว่า อากรค่านำ้า การเก็บไข่เต่าเก็บรังนก เรียกว่า อากรค่ารักษาเกาะ นอกจากนี้ยังมีการเก็บอากรบ่อน เบี้ย อากรสุรา อากรตลาด อากรเก็บของป่า อากรขนอน ฯลฯ - ส่วย คือ เงินหรือสิ่งของที่ไพร่หลวง นำามาให้แก่ทางราชการทดแทนการเข้าเดือน โดยได้มาจาก ผลิตผลตามธรรมชาติที่หาได้ภายในท้องถิ่น เช่น ดีบุก พริก ไทย มูลค้างคาว ไพร่หลวงนำามาให้แก่ทางราชการทดแทนการ เข้าเดือน เรียกว่า ไพร่ส่วย - ฤชา คือ ค่าธรรมเนียมที่ทาง ราชการเรียกเก็บเฉพาะรายบุคคล เนื่องจากได้รับการบริการ จากราชการ เช่น ออกโฉนดที่ดินให้ ๒.๒ ภาษีอากรที่ได้จากภายนอกประเทศ - ภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ คือ ภาษีที่เก็บจากเรือสินค้าต่างประเทศ โดยคิดจากขนาดความ กว้างของปากเรือหรือยานพาหนะที่บรรทุกสินค้าเข้ามา สมัย รัชกาลที่ ๑ คิดว่าละ ๑๒ บาท ต่อมาเพิ่มเป็นวาละ ๒๐ บาท สมัย รัชกาลที่ ๒ คิดเป็นวาละ ๘๐ บาท สมัยรัชกาลที่ ๓ ถ้าเป็นเรือ สินค้าที่ไม่ได้บรรทุกสินค้าเข้ามาขายคิดว่าละ ๑,๕๐๐ บาท ถ้า บรรทุกสินค้าคิดว่าละ ๑,๗๐๐ บาท 160
  • 161.
    - ภาษีสินค้าออก รัฐเรียกเก็บตาม ประเภทของสินค้าเช่น ข้าวสารหาบละ ๑ สลึง นำ้าตาลหาบละ ๒ สลึง พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ รัฐเรียกเก็บภาษีขาออกต่างๆ เพิ่ม มากขึ้น ทำาให้รัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น เก็บภาษีพริกไทย ภาษีเกลือ ภาษีไม้แดง ภาษีนำ้ามันมะพร้าว ภาษีฝ้าย ภาษีปอ ภาษีนำ้าตาลทราย ฯลฯ ๓. หน่วยงาน สินค้าผูกขาด สินค้าต้องห้าม ๓.๑ กรมพระคลังสินค้า ต่อมาเรียกว่า กรมท่า มีหน้าที่ ติดต่อกับต่างประเทศ เก็บภาษีเข้าและภาษีออก ตรวจตราเรือ สินค้าต่างประเทศ และเลือกซื้อสินค้าตามที่ราชการต้องการ ซึ่ง อยู่ในความดูแลของเสนาบดีกรมท่าหรือโกษาธิบดี โดยจะส่งเจ้า หน้าที่ลงไปตรวจเรือสินค้าก่อน เรียกว่า การเหยียบหัวตะเภา ๓.๒ สินค้าผูกขาด คือ สินค้าที่ทางราชการต้องการและ คิดว่ามีอันตรายหากพ่อค้าจะทำาการติดต่อซื้อขายกันโดยตรง ได้แก่ อาวุธ กระสุนปืน ดังนั้นรัฐจึงผูกขาดการซื้อขายเสียเอง ๓.๓ สินค้าต้องห้าม คือ สินค้าที่หายากและมีราคาแพง ราษฎรต้องนำามาขายให้ทางราชการ เพื่อทางราชการจะได้นำา ไปขายให้พ่อค้าต่างประเทศ จะได้เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ สินค้าต้องห้าม ได้แก่ งาช้าง รังนก ฝาง กฤษณา ฯลฯ ๔. เงินตรา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงใช้เงินพดด้วง เหมือนอยุธยา แต่ประทับตราแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ตรา ประจำารัชกาลนั้นๆ เช่น รัชกาลที่ ๑ ประทับตราอุณาโลม รัชกาลที่ ๒ ประทับตราครุฑกับจักร รัชกาลที่ ๓ ประทับตรา ปราสาทกับจักร สภาพสังคมและการศึกษา ๑. สภาพสังคม โครงสร้างของสังคมไทยในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับสังคมอยุธยา ถึงแม้ ภายในสังคมจะไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะอย่างอินเดีย แต่ฐานะ ความเป็นอยู่ของคนก็แตกต่างกันอย่างมาก แต่ละคนจะสามารถ เลื่อนฐานะของตนขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความดีความชอบหรือมี ความสามารถ เช่น สามัญจะมีโอกาสเลื่อนฐานะของตนจน 161
  • 162.
    กระทั่งเป็นถึงขุนนางได้ต้องมได้รับการศึกษา รวมทั้งมีความ สามารถอยู่ในตัวเองด้วย การแบ่งชนชั้นทางสังคมของคนแบ่ง ได้ดังนี้ ๑.๑ เจ้านายสูงสุด ได้แก่ พระมหากษัตริย์และ พระบรมวงศานุวงศ ๑.๒ ขุนนางและข้าราชการต่างๆ ที่มีศักดินาตั้งแต่ ๔๐๐-๑๐๐๐๐ ไร่ ซึ่งมีความ เป็นอยู่ดี ฐานะรำ่ารวย มีสิทธิพิเศษหลายอย่าง ๑.๓ ไพร่และสามัญชน ได้แก่ ชนส่วนใหญ่ของ ประเทศ ๑.๔ ทาส เป็นผู้ที่มีอิสระในตัวเอง แต่สภาพความเป็น อยู่ของทาสในเมืองไทยดีกว่า ประเทศต่างๆ มาก ถ้าทาสทำาความดีความชอบต่อบ้านเมือง ก็ สามารถเลือกฐานะตนเองเป็นขุนนางได้ ส่วนขุนนางถ้าทำาความ ผิดร้ายแรงก็อาจถูกลดฐานะลงเป็นทาสได้เช่นกัน ทาสในสังคม สมัยนั้น ได้แก่ ทาสเชลย ทาสในเรือนเบี้ย ทาสสินไพ่ ทาสได้มา แต่บิดามารดา ทาสที่เลี้ยวไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย ทาสที่ช่วยมา จากทัณฑโทษ ทาสท่านให้ ๒. การศึกษา ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ศูนย์กลางของ การศึกษาที่สำาคัญมีอยู่ ๒ แห่ง คือ วังและวัด ขุนนางหรือผู้ดีมี ตระกูลมักส่งบุตรหลานของตนเข้าไปฝึกอบรมตามวังและราช สำานัก ถ้าเป็นผู้ชายมักฝากตัวเข้าเป็นมหาดเล็ก เพื่อจะได้ศึกษา วิชาการต่างๆ การใช้อาวุธ การใช้พาหนะในยามสงคราม ผู้ หญิงฝึกอบรมวิชาแม่บ้านแม่เรือน การเย็บปักถักร้อย สำาหรับ การศึกษาในวัด สามัญชนมักนำาลูกหลานไปฝากตัวไว้กับพระ ตามวัด เป็นลูกศิษย์สำาหรับใช้สอย หรือบวชอยู่กับพระที่วัด พระ จะได้สอนให้หัดเขียนอ่านวิชาหนังสือ วิชาด้านพระศาสนา เช่น ภาษาบาลี สันสกฤต และขอม และจะได้รู้จักขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ การเรียนที่สำาคัญอีกแบบหนึ่ง คือ การศึกษาวิชาชีพตาม บรรพบุรุษสืบตระกูลถ่ายทอดกันต่อๆ มา เช่น แพทย์ นัก กฎหมาย ครูอาจารย์ หรือการสืบทอดอาชีพกันเป็นกลุ่มตาม 162
  • 163.
    อาชีพของท้องถิ่นนั้น ๆ เช่นช่างถม ช่างทอง ช่างปั้น ช่างแกะ สลัก ฯลฯ การศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณี ๑. ศาสนา - การสังคายนาและชำาระพระไตรปิฎก การเสีย กรุงครั้งที่ ๑ ทำาให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมลงไปมาก และ พระไตรปิฎกก็บกพร่องอยู่มาก รัชกาลที่ ๑ จึงมีพระราชดำาริให้ ทำาการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นที่วัดมหาธาตุ เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๑ ใช้เวลาประมาณ ๕ เดือน พระสงฆ์ที่มีส่วนสำาคัญในการ สังคายนาพระไตรปิฎกนี้ ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) พระ วันรัต (สุ) พระพิมลธรรม (วัดพระเชตุพนฯ) พระพุฒาจารย์ (เป้า) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ชำาระพระไตรปิฎกตั้งแต่ครั้ง กรุงเก่าที่กระจัดกระจาย ให้เป็นระเบียบหมวดหมู่ แล้วจารลงบน ใบลาน คัดลอกพระไตรปิฎกเป็นฉบับหลวงขึ้น ปิดทองทั้งปก หน้าปกหลัง แลด้านข้างเรียกว่า “ฉบับทองหรือทองใหญ่ หรือ ฉบับทองทึบ” และเชิญประดิษฐานไว้ในตู้ประดับมุก ในหอพระ มณเทียรธรรมกลางสระ ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามใน พระบรมมหาราชวัง สมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงส่งสมณทูตไปยังลังกาเพื่อศึกษา ความเป็นของศาสนาในลังกา และได้นำาหน่อพระศรีมหาโพธิมาจากลังกา สมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงให้ตรวจสอบพระไตรปิฎกทั้ง จากลังกาและมอญ และให้จารึกอย่างสวยงาม สมัยนี้ได้รับ ยกย่องว่ามีพระไตรปิฎกที่สวยงามและถูกต้องที่มากที่สุด - การสังคายนาพระธรรมวินัย รัชกาลที่ ๑ ทรง ออกกฎหมายสำาหรับพระสงฆ์หลายฉบับ เพราะพระสงฆ์สมัยนั้น หย่อนพระธรรมวินัยไปมาก ไม่สนใจเล่าเรียนพระไตรปิฎก การ เทศน์ พระสงฆ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของฆราวาส จึง จำาเป็นเข้าต้องกำาหนดโทษขั้นรุนแรง สมัยรัชกาลที่ 3 โปรด เกล้าฯ ให้สำารวจความประพฤติของสงฆ์ ปรากฏว่าพระสงฆ์ถูก จับสึกและหนีเข้าป่าเป็นอันมาก 163
  • 164.
    - การตั้งธรรมยุติกนิกาย ในสมัยรัชกาลที่๓ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฏทรงผนวชอยู่ ณ วัด มหาธาตุ ทรงสนพระทัยศึกษาพระไตรปิฎก พระพุทธวจนะ และ พระธรรมวินัยและทรงเห็นว่า พระภิกษุสงฆ์ในสมัยนั้นไม่ได้ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย จึงต้องการจะทำาการสังคายนาเสีย ใหม่ พระองค์ได้ทรงพบพระภิกษุรามัญผู้หนึ่ง ชื่อ ซาย เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก พระองค์จึงทรงถือเป็นแบบอย่าง และทรงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ข้อปฏิบัติของพระองค์จึงผิด ไปจากพระสงฆ์รูปอื่นๆ การห่มผ้าก็เป็นแบบรามัญ พระองค์จึง ย้ายที่ประทับมาอยู่ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ทรงให้นาม คณะสงฆ์ของพระองค์ว่า “คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย” ส่วนคณะ สงฆ์เดิมเรียกตนเองว่า “คณะสงฆ์มหานิกาย” หลักธรรมของ คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ถือว่าเป็นหลักธรรมถูกต้อง เชื่อ ในสิ่งที่มีเหตุผลมากขึ้น ทำาให้ใกล้ชิดและได้รับความเลื่อมใส จากประชาชนมากขึ้น ที่สำาคัญคือ มีการเปลี่ยนแปลงการเทศน์ จากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ทำาให้เข้าใจง่าย - การส่งสมณทูตไปลังกา สมัยรัชกาลที่ ๒ ได้มี พระภิกษุลังกา ชื่อ พระสาสนวงศ์ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และต้นโพธิ์ลังกามาถวายใน พ.ศ. ๒๓๕๗ ไทยได้ส่งสมณทูตไป ยังลังกาทวีป เพื่อสอบสวนพระศาสนาทั้งหมด ๙ รูป มีพระ อาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพเป็นหัวหน้า และได้นำาหน่อพระ ศรีมหาโพธิ์มาจากลังกา ๖ ต้น ถือว่าเป็นต้นโพธิ์ที่สืบเชื้อสายมา จากต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่พุทธคยาในอินเดีย โปรด เกล้าฯให้นำาไปปลูกที่นครศรีธรรมราช ๒ ต้น วัดสุทัศน์ฯ ๑ ต้น วัดสระเกตุฯ ๑ ต้น ที่กลันตัน ๑ ต้น และวัดมหาธาตุ ๑ ต้น สมัย รัชกาลที่ ๓ พระสงฆ์เดินทางไปลังกาเพื่อขอยืมพระไตรปิฎกมา ตรวจสอบกับของไทย ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๓๘๕ ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๘๗ กว่าจะส่งคืนก็ล่วงเข้าสมัยรัชกาลที่ ๔ - การสร้างและปฏิสังขรณ์วัด ศาสนานับเป็น ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งปวงไม่ว่าประชาชนหรือพระมหา กษัตริย์ ส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ เกือบทุกรัชกาลในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคือ การสร้างและ ปฏิสังขรณ์วัด มีดังนี้ 164
  • 165.
    ๑) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวังชั้นนอก เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนา ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดพระศรีสรรเพชญสมัย อยุธยา และวัดมหาธาตุสมัยกรุงสุโขทัย เป็นที่ประดิษฐานแก้ว มรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร วัดนี้จึงได้ชื่ออีกอย่าง หนึ่งว่า “วัดพระแก้ว” ๒) วัดสุทัศนเทพวราราม พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัด ขนาดใหญ่เช่นเดียวกับวันพนัญเชิงสมัยกรุงศรีอยุธยา บริเวณ กำาแพงพระนครตรงใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เป็นที่ประะดิษฐาน ของพระศรีศากยมุนี หรือพระโตหล่อด้วยโลหะ ซึ่งอัญเชิญมา จากวิหารหลวงวัดมหาธาตุ สุโขทัย วันนี้ได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “วัดพระโต” ๓) วัดพระเชตุพนวิมลคลาราม พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิวัง ขรณ์ขึ้นมาใหม่จากเดิมชื่อว่า วัดโพธาราม พระราชทานนามว่า “วัดพระเชติพนวิมลมังคลาวาส ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม (สมัยรัชกาลที่ ๔) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ยืนองค์ใหญ่จากวัดพระศรีสรรเพชญ กรุงศรีอยุธยา และ พระพุทธสาวกปฏิมากร วัดคูหาสวรรค์ กรุงธนบุรี ต่อมาพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้น ใหม่และโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ ราชบัณฑิต และช่าง ต่างๆให้ช่วยกันชำาระตำาราต่างๆ เช่น วิชาแพทย์โบราณ ยาแก้ โรคต่างๆ ตำาราหมอนวด กวีนิพนธ์ต่างๆ โดยจารึกไว้บนแผ่น ศิลาตามเสาและผนังรายรอบบริเวณวัด วัดนี้จึงจัดว่าเป็น “วิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทย” ๔) วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้าง แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอก แล้วเปลี่ยนเป็นวัด แจ้งในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร (รัชกาลที่ ๒) ได้ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ เมื่อขึ้นครองราชย์เป็นพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน 165
  • 166.
    นามวัดว่า วัดอรุณราชธาราม ภายหลังเปลี่ยนเป็นวัดอรุณ ราชวราราม วัดนี้มีพระปรางค์องค์ใหม่ที่เป็นปูชนียสถานที่ สำาคัญและงดงามมาก ๒. ขนบธรรมเนียมประเพณี ขนบธรรมเนียมประเพณีสมัยต้นรัตนโกสินทร์ยึด ตามแบบอยุธยา ที่สำาคัญได้แก่ ๒.๑ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับพระมหา กษัตริย์ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีโสกันต์ (โกนจุก) พระราชพิธีพระเมรุมาศ (การเผาพระบรมศพ) พระ ราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ฯลฯ ๒.๒ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับพราหมณ์ เช่น พิธีการโล้ชิงช้า การสร้างโบสถ์พราหมณ์ ฯลฯ ๒.๓ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวบ้านเมือง เช่น พระราชพิธีถือนำ้าพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีอาพาธพินาศ พระ ราชพิธีพืชมงคล ฯลฯ ๒.๔ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับชาวบ้าน เช่น การเล่นเพลงสักวา พิธีการทำาขวัญนาค การแต่งงาน การ เผาศพ การโกนจุก พิธีตรุษสงกรานต์ สารทไทย ฯลฯ ๒.๕ ขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธ ศาสนา เช่น พิธีวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา การบวชนาค เทศน์มหาชาติ สมโภชพระแก้วมรกต ฯลฯ พระราชพิธีและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆที่ สำาคัญๆ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ได้ รับการฟื้นฟูหลายพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราช พิธีโสกันต์ พระราชพิธีสมโภชช้างเผือก พระราชพิธีสมโภชพระ แก้วมรกต การเล่นสักวา พระราชพิธีตรียัมปวาย(โล้ชิงช้า) พระ ราชพิธีเสด็จพระราชดำาเนินทอดผ้าพระกฐินโดยกระบวน พยุหยาตรา ทางสถลมารคและชลมารค พระราชพิธีอาพาธ พินาศ พระราชพิธีวันวิสาขบูชา ฯลฯ พระราชพิธีดั้งเดิมเก่าแก่ ของไทยนี้แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรือง ความ สามัคคีกลมเกลียวของคนในชาติ รวมทั้งความมั่นคงเป็นปึก แผ่นมาช้านานของชาติไทย 166
  • 167.
    วรรณกรรมและศิลปกรรม ๑. ด้านวรรณกรรม สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ราชสำานักจัดว่าเป็นศูนย์กลางของวรรณกรรมและเป็นที่ชุมนุม ของบรรดากวีทั้งหลายซึ่งมีทั้งองค์พระมหากษัตริย์ เจ้านายและ บุคคลธรรมดา วรรณคดีที่สำาคัญในสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้แก่ รามเกียรติ์ ราชาธิราช และสามก๊ก ในรัชกาลที่ ๒ ทรงนิพนธ์ บทละครไว้หลายเรื่อง แต่ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด คือ บท ละครเรื่องอิเหนา ส่วนกวีเอกสมัยนี้ คือ สุนทรภู่ ซึ่งมีผลงานชั้น เยี่ยมหลายประเภทด้วยกัน มีทั้งบทละคร เสภา นิราศ บทเห่ และ กลอน เช่น เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน นิราศภูเขาทอง กลอน สุภาษิตสอนหญิง ฯลฯ ๒. ด้านศิลปกรรม ศิลปะแขนงต่างๆ ได้รับการ ฟื้นฟูอย่างจริงจังจนกลับเจริญรุ่งเรืองเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา สถาปัตยกรรมที่สร้างอย่างประณีตงดงาม ทรงคุณค่ายิ่งของ ชาติ ได้แก่ พระราบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม และวัดราชโร สาราม ซึ่งทั้ง ๓ วัดหลังนี้เป็นประจำารัชกาลที่ ๑, ๒, ๓ ตาม ลำาดับ นอกจากนี้แล้วช่างสิบหมู่ยังร่วมกันสร้างผลงานไว้ มากมาย เช่น เครื่องราชูปโภคขององค์พระมหากษัตริย์ เครื่อง ราชกกุธภัณฑ์ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ตู้พระไตรปิฎกลาย รดนำ้า และเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ จิตรกรรม ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคง เลียนแบบกรุงศรีอยุธยา เช่น การวาดภาพในอาคารที่เป็นพระ อุโบสถ หรือพระวิหาร มักจะวาดภาพเทพชุมนุม ตั้งแต่เหนือ ระดับหน้าต่างขึ้นไปจนถึงเพดาน ส่วนช่วงระหว่างช่องหน้าต่าง จะวาดภาพพุทธประวัติ หรือเทศชาติชาดก ผนังด้านหลังพระ ประธานวาดภาพเรื่องไตรภูมิ และผนังตรงหน้าพระประธานวาด ภาพพระพุทธเจ้าตอนมารผจญ เช่น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่ง พุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ด้านตะวันออกและตะวันตกในพระอุโบสถวัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม ฯลฯ ทั้งสองแห่งนี้เป็นงานในรัชกาลที่ ๑ 167
  • 168.
    ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ไม่มีงานให้เห็นเด่นชัด เนื่องจากการก่อสร้างที่สำาคัญมักจะเสร็จในรัชกาลที่๓ ดังนั้น ภาพจิตรกรรมที่ประดับอาคารนั้นๆ มักจะเป็นภาพจิตรกรรมใน รัชกาลที่ ๓ ทั้งสิ้น มักจะเป็นภาพจิตรกรรมในรัชกาลที่ ๓ ทั้งสิ้น ถือได้ว่ารุ่งเรืองที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และมีอิทธิพล ของศิลปะจีนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการที่มีการติดต่อ ค้าขายกับจีน ประกอบกับรัชกาลที่ ๓ ทรงนิยมด้วย เห็นได้ชัด จากวัดหลวงในรัชกาลนี้ อาคารจะสร้างแบบจีนเป็นส่วนมาก จิตรกรเอกที่มีฝีมือชั้นครูมีผลงานดีเด่นในรัชกาลที่ ๓ คือ หลวง วิจิตรเจษฎา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ครูทองอยู่ และครูคง หรือที่ เรียกกันทั่วไปว่า คงแป๊ะ ผลงานของทั้งสองท่านนี้ถือว่าเป็น มรดกทางจิตรกรรมที่ลำ้าค่าอย่างยิ่ง ภาพจิตรกรรมที่สำาคัญใน รัชกาลที่ ๓ ได้แก่ ภาพจิตกรรมที่พระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัด พระศรีรัตนศาสดาราม วัดอรุณราชวราราม วัดบางยี่ขัน เป็นต้น นาฏศิลป์และดนตรีไทยเจริญที่สุดในสมัยรัชกาล ที่ ๒ เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นกวี เป็นศิลปิน และทรงสนพระทัยงานด้านนี้เป็นพิเศษ การเล่นโขน ในรัชกาลนี้ได้ใช้เป็นแบบแผนของชาติสืบต่อมา การต่างประเทศสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยมีการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนี้ ๑. ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน นโยบาย ต่างประเทศที่สำาคัญของไทยเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น มีดังนี้ ๑.๑ การป้องกันเอกราชของประเทศ ใน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยทำาสงครามกับพม่าทั้งหมด ๑๐ ครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี้มีการทำาสงคราม ๗ ครั้ง ในสมัย รัชกาลที่ ๒ ๑ ครั้ง สมัยรัชกาลที่ ๓ ๑ ครั้ง และในสมัยรัชกาลที่ ๔ ๑ ครั้ง แต่ส่วนใหญ่ของสงครามในระยะหลังเป็นสงคราม ย่อยๆ เนื่องจากกรณีพิพาทกันแถบชายแดนระหว่างประเทศ ครั้งสำาคัญที่สุดเกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราช คือ ศึกเก้าทัพ เป็นสงครามที่ไทยต้องรับศึกหนัก 168
  • 169.
    เพราะพม่าได้ใช้กำาลังเข้าตีไทยจากทุกด้านในเวลาเดียวกัน หวังจะให้ไทยพะว้าพะวัง แบ่งกำาลังออกรับศึกที่มาทุกทิศทุกทาง โดยไม่ต้องการให้ไทยสามารถรวมกำาลังได้ ส่วนไทยกำาลังพล น้อยกว่าพม่าถึงครึ่งต่อครึ่งถ้าจะแบ่งทหารออกไปรักษา เขตแดนทุกทางที่พม่าจะยกเข้ามา กำาลังฝ่ายไทยจะอ่อนแอและ เสียเปรียบ อีกประการหนึ่งไทยพึ่งสร้างเมืองใหม่ได้ ๓ ปีเท่านั้น ไม่ทันได้ปรับปรุงหัวเมืองทางภาคเหนือจึงทำาให้ขาดกำาลง ต้านทานไป ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชและบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีความเห็นพ้องต้อง กันว่าควรรับศึกทางด้านที่สำาคัญก่อน ด้านที่ไม่สำาคัญนักจะ ปล่อยไว้ชั่วคราว เมื่อสามารถเอาชัยชนะข้าศึกที่เป็นทัพสำาคัญ ได้แล้วจึงจะหันไปปราบข้าศึกทางอื่นต่อไป การจัดทัพของพม่า การรบครั้งนี้พระเจ้า ปดุงจอมทัพ ทรงจัดทัพ ดังนี้ ทัพที่ ๑ แบ่งเป็นทัพบกและทัพเรือ ทัพบก มีหน้าที่ตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทย ตั้งแต่เมืองชุมพรถึงสงขลา เป็นการตัดความช่วยเหลือจากทางใต้ ส่วนทัพเรือมีหน้าที่ตีหัว เมืองชายทะเลทางฝั่งตะวันตก ตั้งแต่เมืองตะกั่วป่าลงไปจนถึง เมืองถลาง และยังมีห้าที่หาเสบียงอาหารให้แก่กองทัพด้วย ทัพที่ ๒ ให้รวบรวมพลที่ทวายและให้เดิน ทัพเข้าทางด้านบ้องตี้ (อยู่จังหวัดราชบุรี) ให้ตีเมืองราชบุรี เพชรบุรี ไปบรรจบกับทัพที่ ๑ ที่ชุมพร ทัพที่ ๓ เข้าทางเมืองเชียงแสน ตีเมือง ลำาปาง สวรรคโลก สุโขทัย นครสวรรค์ ลงมาบรรจบกับทัพ หลวงที่กรุงเทพฯ ทัพที่ ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ ชุมนุมทัพที่เมืองเมาะ ตะมะก่อน ต่อจากนั้นจึงเดินทัพตามลำาดับกันเข้าเมืองไทย ทาง ด่านเจดีย์สามองค์ ลงมาตีกรุงเทพฯ ทัพที่ ๙ มีหน้าที่ตีหัวเมืองเหนือริมฝั่งแม่นำ้า ปิง ตั้งแต่เมืองตาก กำาแพงเพชร ลงมาบรรจบกับทัพหลวงที่ กรุงเทพฯ การจัดทัพของไทย มีดังนี้ 169
  • 170.
    ทัพที่ ๑ ทางด้านเหนือให้กรมพระราชวัง หลังในขณะนั้นยังทรงดำารงยศเจ้าฟ้ากรมหลวงอรุรักษ์เทเวศร์ เป็นแม่ทัพคอยรับทัพพม่าทางด้านเหนือ ไม่ให้ยกทัพเข้า กรุงเทพฯได้ ทัพที่ ๒ ทางด้านกาญจนบุรีเป็นทัพใหญ่ กว่าทุกด้าน ให้คอยตั้งรับพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพนี้เป็นทัพสำาคัญ เพราะพระเจ้าปดุงยกทัพเข้ามาด่านนี้ แม่ทัพ คนสำาคัญคือ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุร สิงหนาท ทัพที่ ๓ ทางตะวันตกเฉียงใต้ มีหน้าที่รักษา ทางลำาเลียงของกองทัพที่ 2 และคอยต้านทางทัพพม่าที่จะยกมา จากทางใต้ และที่จะเข้ามาทางด่านบ้องตี้ แม่ทัพคนสำาคัญคือ เจ้าพระยาธรรมากับเจ้าพระยายมราช ทัพที่ ๔ ทัพหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นจอมทัพตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นก องหนุน ถ้าข้าศึกด้านไหนหนักจะได้ยกไปช่วยได้ทันการ ในศึกเก้าทัพนี้ ทำาให้เกิดวีรสตรี ๒ ท่าน คือ คุณหญิงจัน ภรรยาเจ้าเมืองถลาง และคุณมุกน้องสาว ได้แสดง ความกล้าหาญ รวบรวมผู้คนป้องกันเมืองถลางไว้ได้ โดยใช้ อุบายหลอกล่อทหารพม่า เสร็จศึกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้คุณหญิงจัน เป็น ท้าวเทพกระษัตรี คุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทร ๑.๒ การขยายอาณาเขตและป้องกันดิน แดนประเทศราช อาณาเขตของไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ มี อาณาเขตกว้างขวางมาก นอกจากดินแดนที่เป็นประเทศไทยใน ปัจจุบันแล้วยังรวบรวมเอาดินแดนของประเทศลาว เขมร หัว เมืองมลายูตอนเหนือ และดินแดนตอนล่างของพม่าที่เป็นหัว เมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี ๒. ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น ๒.๑ โปรตุเกส ฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาติดต่อ กับไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือชาวโปรตุเกส ชื่อ อันโต นิโอ เดอ วิเสนท์ (Antonio de Veesent) คนทั่วไป เรียกว่า “อง 170
  • 171.
    คนวีเสน” เป็นอัญเชิญพระราชสาสน์จากกรุงลิสบอนมายัง ประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯให้การต้อนรับอย่างใหญ่โตและทรงให้องคนวีเสน เข้าเฝ้าด้วย และทางไทยได้มีพระราชสาสน์ตอบมอบให้องตนวี เสนเป็นผู้อัญเชิญกลับไป ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ.๒๓๖๑ ได้ส่งเรือชื่อ มาลา พระนคร ออกไปค้าขายกับโปรตุเกสที่เมืองมาเก๊า ในการติดต่อ ครั้งนี้ไทยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ขากลับข้าหลวง โปรตุเกสที่มาเก๊าได้ส่ง คาร์ลอส มานูแอล ซิลเวียรา (Carlos Manuel Silviera) เป็นทูตอัญเชิญพระราชสาสน์เข้ามาขอเจริญ สัมพันธไมตรีกับไทย พร้อมทั้งส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้ มากมาย โดยให้การต้อนรับและอำานวยความสะดวกเป็นอย่างดี ในขณะนั้นไทยมีความประสงค์จะซื้ออาวุธปืน ซึ่งโปรตุเกสก็ ยินยอมจัดหาซื้อปืนคาบศิลาให้ไทยถึง ๔๐๐ กระบอก พ.ศ. ๒๓๖๓ กษัตริย์โปรตุเกสมีพระราช ประสงค์จะขอตั้งสถานกงสุลขึ้นในประเทศไทยของขอให้ คาร์ลอส มานูแอล ซิลเวียรา เป็นกงสุลโปรตุเกสประจำา ประเทศไทย ซึ่งไทยก็ยอมแต่โดยดี ซึ่งนับว่าเป็นการตั้งสถาน กงสุลต่างประเทศเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ และรัชกาล ที่ ๒ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้คาร์ลอส เดอ มานูแอล ซิลเวียรา รับ ราชการเป็นขุนนาง พระราชทานตำาแหน่งให้เป็น หลวงอภัยพา นิช ๒.๒ อังกฤษ สมัยรัชกาลที่ ๑ พระยาไทรบุรี คือ อับดุลละ โทกุรัมซะ ตกลงเซ็นสัญญาให้อังกฤษเช่าเกาะ หมาก (ปีนัง) และสมารังไพร ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ตรงข้ามเกาะ หมากปีละ ๑,๐๐๐ เหรียญ ซึ่งดินแดนเหล่านี้อยู่ในความดูแล ของไทย เหตุที่พระยาไทรบุรีให้อังกฤษเช่าดินแดนทั้ง ๒ นี้ ก็ เพื่อหวังพึ่งอังกฤษให้พ้นจากอิทธิพลของไทย แต่อังกฤษก็ พยายามผูกไมตรีกับไทย โดยให้ ฟรานซิส ไลท์ หรือกับปตัน ไลท์ (Francis Light) นำาดาบประดับพลอยกับปิ่นด้ามเงินมา ทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๑ พระองค์จึงทรงพระราชทาน บรรดาศักดิ์ว่า “พระยาราชกปิตัน” ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรกใน 171
  • 172.
    สมัยรัตนโกสินทร์ที่เข้ารับราชการเป็นขุนนาง และได้รับ พระราชทานบรรดาศักดิ์ สมัยรัชกาลที่ ๒พ.ศ. ๒๓๖๕ มาร์ควิส เฮสติ งส์ (Marquis Hestings) ผู้สำาเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย ได้ส่ง นายจอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Craeford) หรือที่คนไทยเรียกว่า “การะฟัด” นำาเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี กับไทย พร้อมมาขอเจรจาเพื่อทำาสนธิสัญญากับไทยโดยมุ่งหวัง จะขยายตลาดการค้าเข้ามาในไทย ให้ไทยยอมรับการเช่าเกาะ หมากและสมารังไพรของอังกฤษ ขอให้ไทยยกเลิกและลด หย่อนการเก็บภาษีบางอย่าง และต้องการมาศึกษาเรื่องราว ความเป็นมาของบ้านเมืองไทยให้ละเอียด เพื่อจะได้ทำาแผนที่ และทำารายงานเกี่ยวกับพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ต่างๆ ประชากร สภาพความเป็นอยู่และความเป็นไปของไทยต่อรัฐบาลอังกฤษ แต่ปรากฏว่าการเจรจาไม่ประสบผลสำาเร็จ ด้วยเหตุผลดังต่อไป นี้ - ทั้ง 2 ฝ่ายไม่เข้าใจภาษากันดีพอ ต้อง ใช้ล่ามแปลกันหลายต่อ ทำาให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป ล่าม ของทั้งสองฝ่ายเป็นพวกคนชั้นตำ่าพวกกะลาสีเรือ ทำาให้ขุนนาง ไทยและครอว์เฟิร์ดไม่เข้าใจกันประเพณีบางอย่างของไทย ทำาให้ฝรั่งดูถูกเหยียดหยาม เช่น ขุนนางออกรับแขกเมืองไม่ ยอมสวมเสื้อ - ครอว์เฟิร์ดไม่พอใจที่ไทยไม่ยอม อ่อนน้อมต่ออังกฤษเหมือนพวกชวาและมลายูที่เคยเป็นเมืองขึ้น ของอังกฤษ ส่วนไทยไม่พอใจที่อังกฤษแสดงท่าทางเย่อหยิ่ง ข่มขู่ดูหมิ่นไทย ไม่เหมือนกับจีนที่ปฏิบัติตนอ่อนน้อมยินยอมทำา ตามระเบียบต่างๆ อย่างดี - ไทยไม่ยอมตกลงปัญหาดินแดนไทรบุรี ที่อังกฤษขอร้อง - คอรว์ เฟิร์ดทำาการสำารวจระดับนำ้าตาม ปากอ่าวไทยเพื่อทำาแผนที่ ทำาให้ไทยไม่พอใจ ต่อมาค รอว์เฟิร์ดได้ส่งผู้สำาเร็จราชการอังกฤษประจำาสิงคโปร์เข้ามา เจริญสัมพันธไมตรีต่อไทย ปรากฏว่าไทยเริ่มมีการค้าขายกับ อังกฤษมากขึ้น ถึงกับมีพ่อค้าอังกฤษเข้ามาตั้งร้านค้าใน 172
  • 173.
    กรุงเทพฯ ชื่อ โรเบอร์ตฮันเตอร์ ( Robert Hunter) ซึ่งเป็น พ่อค้าชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามาตั้งร้านค้าขึ้นภายใน ประเทศไทย ต่อมานายโรเบอร์ต ฮันเตอร์ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอาวุธวิเศษ คนไทยนิยมเรียกว่า “นายหันแตร” เริ่มสมัยรัชกาลที่ ๓ อังกฤษทำาสงครามกับพม่า และได้ขอร้องให้ไทยยกกองทัพไปช่วยปราบพม่า แต่เกิดเหตุ ผิดใจกันไทยจึงยกทัพกลับหมด ต่อ ลอร์ด แอมเฮิร์สต์ (Lord Amgerst) ผู้สำาเร็จราชการอังกฤษประจำาอินเดียได้ ส่งร้อยเอก เฮนรี เบอร์นี (Henry Berney) เป็นทูตเข้ามาเจรจาขอทำาสนธิ สัญญากับไทย โดยมีจุดมุ่งหมาย ดังนี้ ๑. เพื่อขอให้ไทยส่งกองทัพไปช่วยอังกฤษ รบพม่า ๒. เพื่อต้องการตกลงเรื่องเมืองไทรบุรีและ หัวเมืองมลายู ๓. เพื่อชักชวนให้ไทยยอมทำาสนธิสัญญา ทางการค้ากับอังกฤษ ๔. เพื่อสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างไทยกับ อังกฤษ สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ทำาเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๖๙ เป็นสนธิสัญญาโดยสมบูรณ์ฉบับแรกใน สมัยรัตนโกสินทร์ เป็นสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี เรียกว่า “สนธิสัญญาเบอร์นี มีสาระสำาคัญ ดังนี้ ๑. ไทยกับอังกฤษจะมีไมตรีอันดีต่อกัน ไม่ คิดร้ายหรือรุกรานดินแดนซึ่งกันและกัน ๒. เมื่อเกิดคดีความขึ้นภายในอาณาเขต ประเทศไทย ก็ให้ไทยตัดสินตามกฎหมายและขนบธรรมเนียม และประเพณีของไทย 173
  • 174.
    ๓. ทั้งสองฝ่ายจะอำานวยความสะดวกใน ด้านการค้าซึ่งกันและกัน และอนุญาตให้ฝ่ายตรงข้ามเช่าที่ดิน เพื่อตั้งโรงสินค้าร้านค้า หรือบ้านเรือนได้ ๔. อังกฤษยอมรับว่าดินแดนไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู เประ เป็นของไทย ส่วนสนธิสัญญาฉบับที่ ๒ เป็นสนธิสัญญาทางการค้า มีสาระ สำาคัญ ดังนี้ ๔.๑ ห้ามนำาฝิ่นเข้ามาขายในไทย และห้าม นำาข้าวสาร ข้าวเปลือกออกนอกประเทศไทย ๔.๒ อาวุธและกระสุนดินดำาที่อังกฤษนำามา ต้องขายให้แก่รัฐแต่ผู้เดียว ถ้ารัฐไม่ต้องการต้องนำาออกไป ๔.๓ เรือสินค้าที่เข้ามาต้องเสียภาษีเบิกร่อง หรือภาษีปากเรือ ๔.๔ อนุญาตให้พ่อค้าอังกฤษค้าขายโดย เสรี ๔.๕ ถ้าพ่อค้าหรือคนในบังคับอังกฤษ พูด จากดูหมิ่นหรือไม่เคารพขุนนางไทย อาจถูกขับไล่ออกจากไทย ได้ทันที ผลของสนธิสัญญาทั้ง ๒ ฉบับนี้ ทำาให้ไทย กับอังกฤษมีความผูกมัดซึ่งกันและกัน มีความเท่าเทียมกัน ไม่มี ใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน ต่อมาอังกฤษต้องการได้ สิทธิภาพ นอกอาณาเขต เหนือดินแดนไทย ลอร์ด ปาเมอร์สตัน (Lord Palmerston) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จึงส่งเซอร์ เจมส์ บรุค (James Brooke) เป็นทูตมาขอแก้ไขสนธิสัญญากับ ไทย พ.ศ. ๒๓๙๓ โดยขอลดภาษีปากเรือ ขอตั้งสถานกงสุลใน ไทย ขอนำาฝิ่นเข้ามาขาย และขอนำาข้าวออกไปขายนอก ประเทศ แต่ขณะนั้นรัชกาลที่ ๓ กำาลังทรงพระประชวร จึงไม่มี โอกาสได้ เข้าเฝ้า ๒.๓ สหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๓๖๔ สมัยรัชกาล ที่ ๒ พ่อค้าอเมริกาชื่อ 174
  • 175.
    กัปตันแฮน (Captain Han)เดินทางเข้ามาค้าขายที่กรุงเทพฯ เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย และได้ นำาปืนคาบศิลามาถวายแด่รัชกาลที่ ๒ จำานวน ๕๐๐ กระบอก รัชกาลที่ ๒ จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น หลวงภักดีราช หรือหลวงภักดีราชกปิตัน และได้พระราชทานสิ่งของให้คุ้มค่า กับราคาปืนทั้งหมด ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้งดเว้นการเก็บภาษี จังกอบอีกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจคสัน (Andrew Jackson) ได้ส่งนาย เอ็ดมันด์ โรเบอร์ต (Edmund Robert) คนไทยเรียกว่า “เอมิ นราบัด” เป็นทูตเดินทางเข้ามาขอทำาสนธิสัญญาการค้ากับไทย ซึ่งมีใจความทำานองเดียวกับที่ไทยทำากับอังกฤษ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.2375 และ พ.ศ. ๒๓๙๓ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ ส่ง นายโจเซฟ บัลเลสเตียร์ (Joseph Balestier) เข้ามาขอแก้ สนธิสัญญาฉบับเก่า แต่ไม่ประสบผลสำาเร็จ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยตอนนี้ อยู่ที่การ ทำา สนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่มาและสาระสำาคัญ ของการทำาสนธิสัญญาเบาริง มีดังนี้ ในสมัยรัชการที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนแปลงนโยบาย ต่างประเทศ มาเป็นการคบค้ากับชาว ตะวันตก เพื่อความอยู่รอดของชาติ เนื่องจากทรงตระหนักถึง ภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งกำาลังคุกคามประเทศต่าง ๆ อยู่ใน ขณะนั้น จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศ คือ การ ทำาสนธิสัญญาเบาริง กับอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ โดยพระนาง เจ้าวิกตอเรีย ได้แต่งตั้งให้ เซอร์ จอห์น เบาริง เป็นราชทูตเข้า มาเจรจาในประเด็นต่างๆ คือ ๑. อังกฤษขอตั้งสถานกงสุลในประเทศไทย ๒. คนอังกฤษมีสิทธิเช่าที่ดินในประเทศไทยได้ ๓. คนอังกฤษสามารถสร้างวัด และเผยแพร่คริสต์ ศาสนาได้ ๔. เก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ ๓ 175
  • 176.
    ๕. พ่อค้าอังกฤษและพ่อค้าไทยมีสิทธิค้าขายกันได้โดย เสรี ๖. สินค้าต้องห้ามได้แก่ ข้าว ปลา เกลือ ๗. ถ้าไทยทำาสนธิสัญญากับประเทศอื่น ๆ ที่มีผล ประโยชน์เหนือประเทศ อังกฤษ จะต้องทำาให้อังกฤษด้วย ๘. สนธิสัญญานี้ จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จนกว่าจะ ใช้แล้ว ๑๐ ปี และในการ แก้ไข ต้องยินยอมด้วยกันทั้งสองฝ่าย และต้องบอกล่วงหน้า ๑ ปี ผลของสนธิสัญญาเบาริง ผลดี ๑. รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ๒. การค้าขยายตัวมากขึ้น เปลี่ยนแปลงการค้าเป็นแบบเสรี ๓. อารยธรรมตะวันตก เข้ามาแพร่หลาย สามารถนำามา ปรับปรุงบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้าขึ้น ผลเสีย ๑. ไทยเสียสิทธิทางการศาลให้อังกฤษ และคนในบังคับ อังกฤษ ๒. อังกฤษ เป็นชาติที่ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง ๓. อังกฤษ เป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงไม่ยอมทำาการแก้ไข ผลจากการทำาสนธิสัญญาเบาริง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทำาให้สภาพสังคมไทย เปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อนำาประเทศให้เจริญ ก้าวหน้า ตามแบบอารยธรรมตะวันตก การเปลี่ยนแปลงในด้าน ต่าง ๆ มีดังนี้ ด้านการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงแก้ไข เปลี่ยนแปลงประเพณีบางอย่าง เพื่อให้ราษฎร มีโอกาสใกล้ชิด กับพระมหากษัตริย์ คือ เปิดโอกาสให้ราษฎร เข้าเฝ้าได้โดย สะดวก ให้ราษฎรเข้าเฝ้าถวายฎีการ้องทุกข์ได้ ในขณะที่ทรง เสด็จพระราชดำาเนิน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการ 176
  • 177.
    ปกครอง ครั้งสำาคัญ โดยแบ่งเป็น๒ ระยะ คือ การปรับปรุง ในระยะแรก ให้ตั้งสภา ๒ สภา คือ สภาที่ปรึกษาราชการ แผ่นดิน (Council of State) และ สภาที่ปรึกษาในพระองค์ (Privy Council) กับการปรับปรุงการปกครอง ในระยะหลัง (พ.ศ. ๒๔๓๕) ซึ่งนับว่า เป็นการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ โดยมีลักษณะ คือ การปกครองส่วนกลาง โปรดให้ยกเลิกการ ปกครอง แบบจตุสดมภ์ และ จัดแบ่งหน่วยราชการเป็นกรมต่าง ๆ ๑๒ กรม (กะรทรวง) มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง การ ปกครองส่วนภูมิภาค ทรงยกเลิก การจัดหัวเมืองที่แบ่งเป็นเมือง ชั้นเอก โท ตรี และจัตวา เปลี่ยนการปกครองเป็น เทศาภิบาล ทรงโปรดให้รวมเมืองหลายเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวง เทศาภิบาล เป็นผู้ปกครอง ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย กับ ทรงแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด (เมือง) อำาเภอ ตำาบล และหมู่บ้าน และการปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มจัดการ ทดลองแบบ สุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก การปฏิรูปกฎหมายและการศาล ในรัชกาลที่ ๔ ทรงตรา กฎหมายขึ้นหลายฉบับ เพื่อให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพ บ้านเมือง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับมรดก สินสมรส ฯลฯ ในสมัย รัชกาลที่ ๕ การปฏิรูปกฎหมายและการศาลครั้งสำาคัญ มีใน สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยมีกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดา แห่งกฎหมาย) เป็นกำาลังสำาคัญ ผลการปฏิรูปกฎหมายและการ ศาล มีดังนี้ - ตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย - ตรากฎหมายขึ้นตามแบบอารยประเทศ ฉบับใหม่ และทันสมัยที่สุด คือ กฎหมาย ลักษณะอาญา - จัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ปฏิรูปเพิ่มเติมดังนี้ ตั้งกรมร่างกฎหมาย เพื่อร่างกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ 177
  • 178.
    แก้ไขสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เช่น การส่ง ทหารเข้าร่วมรบใน สงครามโลกครั้งที่๑ ด้านเศรษฐกิจ ภายหลังการทำาสนธิสัญญาเบาริงแล้ว การ ค้าของไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก ทำาให้มีการปรับปรุงด้าน เศรษฐกิจ เช่น ในรัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนการใช้เงินพดด้วง มาเป็นเงินเหรียญ และขุดคลอง ตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย ใน สมัยรัชกาลที่ ๕ เปลี่ยนมาตราเงินไทยมาใช้ระบบทศนิยม ใช้ ทองคำาเป็นมาตรฐานเงินตราแทนเงิน ให้ใช้เหรียญบาท สลึง และเหรียญสตางค์แทนเงินแบบเดิม มีการจัดตั้งธนาคารของ เอกชนขึ้นเป็นครั้งแรก คือ แบางก์สยามกัมมาจล (ปัจจุบัน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ตั้งคลัง ออมสินขึ้น (ปัจจุบันคือ ธนาคารออมสิน) ด้านการศึกษา ผู้มีบทบาทสำาคัญเกี่ยวกับการศึกษาของ ไทย ตามแบบสมัยใหม่ คือ คณะมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งเข้ามา ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ก็ได้ตั้ง โรงเรียนชายขึ้นที่ตำาบลสำาเหร่ ซึ่งปัจจุบัน คือ โรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ส่วนโรงเรียนสตรีแห่งแรกในไทย คือ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนวัฒนาวิทยา) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำาคัญขึ้น เพื่อ สร้างคนที่มีความรู้ให้เข้ารับราชการ เพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ได้มีโรงเรียนประเภทต่าง ๆ เกิดขึ้น คือ โรงเรียนนายทหาร มหาดเล็ก โรงเรียนพระตำาหนักสวนกุหลาบ และโรงเรียนวัด มหรรณพาราม (โรงเรียนสำาหรับราษฎรแห่งแรก) นอกจากนี้ ยังได้โปรดให้จัดทำาแบบเรียนขึ้น ซึ่งเรียบเรียงโดย พระยาศรี สุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ในคราวที่ปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้โปรดให้จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้น เพื่อรับผิดชอบในด้าน การศึกษา และยังได้พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงอีกด้วย ส่วนการปรับปรุงการศึกษาที่สำาคัญในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีดังนี้ - ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นใช้ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ 178
  • 179.
    - ให้เรียกเก็บเงิน "ศึกษาพลี"จากราษฎรเพื่อบำารุง การศึกษาในท้องถิ่น - ตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเป็นแห่งแรก คือ จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย - ด้านศาสนา รัชกาลที่ ๔ ทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติ ลักษณะการปกครองสงฆ์เป็นฉบับแรก โดยมีสมเด็จพระ สังฆราช เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาสูงสุด มีมหาเถรสมาคมให้ คำาปรึกษา โปรดให้สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น วัดโสมนัส วิหาร วัดราชประดิษฐ์ วัดปทุมวนาราม ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระกรณียกิจที่สำาคัญ คือ โปรดให้จัดตั้งสถานศึกษา สำาหรับพระสงฆ์ขึ้น ๒ แห่ง (ซึ่งต่อมา เป็นมหาวิทยาลัยของสงฆ์ หรือมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา มีการศึกษาถึงระดับปริญญา เอก คือ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ เป็นสถาน ศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงการณราชวิทยาลัย ศึกษาได้ทุกนิกาย ทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส ทั่วโลก และมหามกุฏราชวิทยาลัย อยู่ที่วัดบวร นิเวศวิหาร เป็นสถานศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย การให้บริการ ด้านการศึกษา เช่นเดียวมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย) ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรง ประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ทรงให้เสรีภาพ ประชาชน ในการนับถือศาสนาและประกอบอาชีพ โปรดให้ สตรีได้ยกฐานให้สูงขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ ข้าราชการสวมเสื้อราชปะแตก และสวมหมวกอย่างยุโรป ให้ ข้าราชการทหารแต่งเครื่องแบบ ตามแบบตะวันตก โปรดให้ ผู้ชายในราชสำานัก ไว้ผมทรงมหาดไทย เปลี่ยนมาไว้ผมตัดยาว ทั้งศีรษะแบบฝรั่ง โปรดให้ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก ให้ไว้ผมตัดยาว ที่เรียกว่า "ทรงดอกกระทุ่ม" ทรงแก้ไขประเพณีการสืบสันตติ วงศ์ โดยยกเลิกตำาแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งตำาแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ขึ้น ทรงเลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า 179
  • 180.
    และให้ยืนเข้าเฝ้าแทน ยกเลิกการโกนผม เมื่อพระมหากษัตริย์ สวรรคตยกเลิกการไต่สวนคดีแบบจารีตนครบาล และที่สำาคัญ ที่สุด ที่พระองค์ทรงได้พระราชสมัญญานามว่า "พระปิย มหาราช" ซึ่งแปลว่า มหาราชที่ทรงเป็นที่รักของประชาชน คือ การยกเลิกระบบไพร่ และระบบทาส ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรง ประกาศใช้พระราชบัญญัตินามกสุล โปรดให้ใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) เป็นศักราชทางราชการ แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เปลี่ยนแปลงการนับเวลาทางราชการ ให้สอดคล้องกับสากล นิยม โปรดให้กำาหนดคำานำาหน้าชื่อเด็กหญิง เด็กชาย นางสาว และนาง เปลียนแปลงธงประจำาชาติ จากธงรูปช้างเผือก มาเป็น ธงไตรรงค์ ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ ตาม แบบประเทศยุโรป ด้านศิลปกรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เริ่มมีการก่อสร้างแบบ ตะวันตก เช่น พระราชวังสราญรมย์ พระนครคีรีที่เพชรบุรี ด้านจิตรกรรม ได้แก่ ภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถ และ วิหารวัดบวรนิเวศวิหาร จิตรกรเอกในสมัยนี้ ได้แก่ ขรัวอิน โข่ง ซึ่งเริ่มเขียนภาพแบบสามมิติ ตามแบบตะวันตก เป็นบุคคล แรก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สถาปัตยกรรม ได้รับอิทธิพล แบบ ตะวันตกมากขึ้น ประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธชินจำาลอง วัด เบญจมบพิตร พระบรมรูปหล่อพระมหากษัตริย์ ๔ รัชกาล พระ ราชนิพนธ์ที่สำาคัญ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ได้แก่ พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน เงาะป่า ในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการก่อสร้างตามแบบไทย ได้แก่ หอประชุมโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย อนุสาวรีย์ทหารอาสา การก่อสร้างแบบตะวันตก เช่น พระราชวังสนามจันทร์ พระราชวังพญาไท ด้านจิตรกรรม ได้แก่ ภาพเขียนที่ฝาผนัง วิหารทิศ ที่นครปฐม การก่อสร้างพระพุทธรูป เช่น พระแก้ว มรกตน้อย แม่พระธรณีบีบมวยผม ฯลฯ ด้านดนตรี และการ แสดงละคร มีความรุ่งเรืองมาก มีการแสดงละครเพิ่มขึ้น หลาย ประเภท เช่น ละครร้อย ละครพูด ด้านวรรณคดี ได้มีพระราช นิพนหลายเรื่อง เช่น เวนิสวานิช พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ฯลฯ ส่วนในรัชกาลที่ ๗ ได้มีการจัดตั้ง วรรณคดีสโมสร ขึ้น วรรณคดีที่ได้รับการยกย่องมีดังนี้ 180
  • 181.
    ๑. ประเภทลิลิต ได้แก่ลิลิตพระลอ ๒. ประเภทฉันท์ ได้แก่ สมุทรโฆษคำาฉันท์ ๓. ประเภทกาพย์ ได้แก่ มหาชาติกลอนเทศน์ ๔. ประเภทความเรียงเรื่องนิทาน ได้แก่ สามก๊ก ฉบับ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ๕. ประเภทกลอนสุภาพ ได้แก่ เสภาเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ๖. ประเภทบทละครรำา ได้แก่ อิเหนา ๗. ประเภทบทละครพูด ได้แก่ หัวใจนักรบ ๘. ประเภทความเรียงอธิบาย ได้แก่ พระราชพิธีสิบ สองเดือน ๙. ประเภทบทละครพูดคำาฉันท์ ได้แก่ มัทนะพาธา ๑๐. ประเภทกวีนิพนธ์ ได้แก่ พระนลคำาหลวง ๑๑. ประเภทกาพย์เห่เรือ ได้แก่ กาพย์เห่เรือ ๑๒. ประเภทกลอนนิทาน ได้แก่ พระอภัยมณี ๑๓. ประเภทบทละครร้อง ได้แก่ สาวเครือฟ้า ๑๔. ประเภทนิราศ ได้แก่ นิราศภูเขาทอง วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปัจจุบัน) ตั้งแต่การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา ๒๒๘ ปีแล้วที่กวีไทยได้ สร้างสรรค์วรรณคดีซึ่งสมควรรักษาเป็นมรดกไทยไว้จำานวน มาก ในที่นี้จะหยิบยกเฉพาะที่สำาคัญมากล่าวไว้ คือ ๑. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ ๒. บทละครเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ๓. บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ๔. ลิลิตตะเลงพ่าย ๕. สามก๊ก ๖. พระราชพิธีสิบสองเดือน ๗. นิทานคำากลอน เรื่องพระอภัยมณี 181
  • 182.
    บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาล ที่ ๑ บทละครนี้เป็นบทละครที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ครบถ้วนประกอบ ด้วยเรื่องน่ารู้และเรื่องแทรกที่สนุกสนานทั้งยังนำามาปรับปรุง เป็นบทสำาหรับการเล่นละครได้อย่างดี ละครไทยแท้ๆ แต่เดิมมัก จะเป็นละครรำาที่มีท่ารำาบอกถึงเรื่องราวตามบทร้อง ดังนั้น ท่า รำาและบทร้องจึงมีความหมายสอดคล้องต้องกันทั้งยังเข้ากับ ทำานองเพลงต่างๆที่ให้ไว้ด้วย เช่น เพลงช้า กราวนอก เสมอ โอด เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๒) ทรงพระราชนิพนธ์บท ละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นเพื่อใช้ในพิธีสมโภชพระนครใหม่คือ กรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๘ – ๒๓๒๙ เนื้อเรื่องประกอบด้วยเรื่องราวน่ารู้ต่างๆ เริ่มด้วยหิรัญยักษ์ ม้วนแผ่นดิน และกำาเนิดตัวละครสำาคัญๆทั้งฝ่ายยักษ์ ลิง และ มนุษย์ แล้วจึงดำาเนินเรื่องการสู้รบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ ซึ่งต้องสู้รบกันหลายครั้งกว่าจะได้ชัยชนะเด็ดขาด ประกอบ ด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและเรื่องแทรกที่สนุกสนานบันเทิง เสริมด้วยอารมณ์ขัน ทำาให้เรื่องราวมีสีสันเหมาะสมกับการแสดง ละคร ทั้งยังให้คติธรรมที่ว่า ธรรมย่อมชนะอธรรม และยกย่อง ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู บทละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมจาก คนไทยทุกยุคทุกสมัย ตัวอย่าง จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนกุมภกรรณลับ หอกโมกขศักดิ์ บอกชื่อเพลงโอด ดังนี้ ฯ๒คำาฯ โอด เมื่อนั้น ทศเศียรสุริยวงศ์ รังสรรค์ เห็นน้องท้าวเจ็บปวดจาบัลย์ กุมภัณฑ์ตระหนก ตกใจ จึ่งมีพระราชบัญชา เจ้าผู้ฤทธาแผ่นดินไหว ออกไปรณรงค์ด้วยพวกภัย เหตุใดจึ่งเป็นดั่งนี้ 182
  • 183.
    บทประกอบการแสดงละคร ประกอบด้วยบทสนทนาที่ ดำาเนินไปตามท้องเรื่องและรูปแบบของการแสดงไทยมีละคร หลายชนิดทั้งละครร้อง ละครรำาละครใน ละครนอก โขน หนัง ตะลุง ลิเก ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังไม่มีละครพูด ดังนั้น จึงยังไม่ แบ่งเนื้อเรื่องเป็นฉากไม่มีการกล่าวถึงฉากและการจัดฉากให้ เห็นจริงเดิมละครไทยจะแสดงเฉพาะบางตอนเท่านั้น ไม่ได้ แสดงตลอดทั้งเรื่อง เช่น เรื่องรามเกียรติ์ ตอนสีดาหาย ตอน หนุมานจองถนน เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง ตอนอิเหนา เผาเมือง ตอนอิเหนาตามบุษบา เป็นต้น จนกระทั่งไทยได้แบบ อย่างจากตะวันตก จึงมีการปรับปรุงละครไทยขึ้นใหม่หลายรูป แบบ และเรียกชื่อต่างๆกัน เช่น ละครพันทาง ละครดึกดำาบรรพ์ ละครร้องล้วนๆ ละครสังคีต ละครพูด รามเกียรติ์ของประเทศไทยมีหลายฉบับ ดังนี้ ๑. รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อให้ละครหลวงเล่นประชันกับละคร ของเจ้านครศรีธรรมราช ซึ่งในปัจจุบันมีเหลืออยู่เพียง ๔ เล่ม สมุดไทยเท่านั้น ๒. รามเกียรติ์ฉบับพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือ ที่นิยมเรียกสั้นๆว่า รามเกียรติ์ฉบับรัชกาลที่ ๑ ซึ่งมีต้นฉบับ สมบูรณ์ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็นเรื่องเดียวยืดยาวตั้งแต่ต้นจน จบ คล้ายกับมีพระราชประสงค์ที่จะรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ที่คน ไทยรู้จักดีเข้าไว้ด้วยกัน ๓. รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า รามเกียรติ์รัชกาลที่ ๒ ทรง มุ่งพระราชนิพนธ์ให้เป็นบทละครรำาโดยแท้ สรรคำาใช้อย่าง ประณีตเหมาะแก่กระบวนท่ารำาทุกประการ แม้จะทรงพระราช นิพนธ์ไว้เป็นเรื่องยาวแต่ก็ไม่เท่าฉบับรัชกาลที่ ๑ ๔. ฉบับพระราชนิพนธ์สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชนิพนธ์สำาหรับเล่นโขนหรือละคร โดยตรงเป็นตอนๆไป เช่น ตอนพระรามเดินป่าเพื่อรักษาสัตย์ ของพระบิดา 183
  • 184.
    ๕. ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวหรือรามเกียรติ์รัชกาลที่ ๕แปลกไปกว่ารามเกียรติ์ฉบับ ก่อนๆ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นโคลงจารึกไว้ตามเสาพระระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดารามตรงตามภาพวาดที่อยู่บนฝาผนังเป็น ช่องๆไป รวมหลายพันบทด้วยกัน มีเจ้านายและข้าราชการอื่นๆ ที่ทรงชักชวนให้ช่วยกันร่วมแต่งด้วย ๖. ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เป็นตอนๆเช่นกัน ทรงบรรยายไปตาม เค้าโครงเรื่องเดิมของคัมภีร์รามายณะของอินเดีย ซึ่งวาลมิกิเป็น ผู้รจนา ชื่อตัวละคร การลำาดับเรื่อง ตลอดจนบุคลิกลักษณะของ ตัวละครทรงอนุโลม ตามรามายณะของวาลมิกิ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๑ ๑. ประเมินคุณค่าของรามเกียรติ์แต่ละฉบับ ๒. ศึกษาลักษณะเฉพาะของกลอนบทละคร บทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ บทละครเรื่องนี้เป็นบทละครที่มีคุณค่าสมควรรักษาไว้เป็น มรดกไทย ประกอบด้วยศิลปะในการแต่งที่ประณีต บทละครมี ขนาดกะทัดรัด รักษาขนบในการชมเมืองที่ได้แบบอย่างจาก เรื่องรามเกียรติ์และเน้น องค์ห้าของละครดี จนกลายเป็นแบบ แผนของการแต่งบทละครในสมัยหลัง สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระ นครสวรรค์วรพินิตทรงยกย่องว่าบทละครเรื่องอิเหนา พระราช นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนี้ เป็นบท ละครที่ครบองค์ห้าของละครดี คือ ๑. ตัวละครงาม (หมายถึง เครื่องแต่งตัวหรือรูปร่าง) ๒. รำางาม ๓. ร้องเพราะ ๔. พิณพาทย์เพราะ ๕. กลอนเพราะ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ครองราชย์ปี พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗) เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงคุณความดีทั้ง 184
  • 185.
    ในด้านการปกครอง การสาธารณสุขและศิลปวัฒนธรรมหลาย ด้าน เช่นด้านสถาปัตยกรรม ดนตรี วรรณคดี และการละคร เนื้อเรื่องของบทละครเรื่องอิเหนามาจากพงศาวดารชวา กล่าวถึงกษัตริย์วงศ์เทวัญสื่อองค์ซึ่งเป็นพี่น้องกัน และครองนคร ๔ นคร คือ กุเรปัน ดาหา กาหลัง และสิงหัดส่าหรี อิเหนาแห่ง เมืองกุเปันได้หมั้นหมายกับบุษบาราชธิดาเมืองดาหา ต่อมาได้ พบกับจินตะหราก็หลงรักเมื่อถูกบังคับให้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ บุษบา จึงลอบหนีออกจากเมืองไปหาจินตะหรา จนกระทั่งเมื่อ อิเหนาไปช่วยท้าวดาหารบกับท้าวกะหมังกุหนิงและได้พบบุษบา ก็หลงรัก จึงทำาอุบายเผาเมืองดาหา แล้วลักพาบุษบาไป ท้าว อสัญแดหวาโกธรแค้นในการกระทำาอันมิชอบของอิเหนา จึง บันดาลให้ลมหอบบุษบาไปตกที่แคว้นปะมอตันอิเหนาต้องฟันฝ่า อุปสรรคมากมายระหว่างตามหาบุษบา จนกระทั่งได้เข้าพิธี อภิเษกสมรส เรื่องจึงจบลงด้วยความสุข คุณค่าพิเศษของบทละครเรื่องอิเหนาซึ่งเป็นวรรณคดี มรดกนี้คือ ความบันเทิงอย่างสมบูรณ์ที่ได้จากบทละครร้อย กรองประเภทละครรำา ทุกองค์ประกอบของบทละคร เช่น ท่ารำา และทำานองเพลงมีความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน บทชม โฉมก็ สัมพันธ์กับการทรงเครื่อง ทุกอย่างสามารถกำาหนดได้บนเวที ละครอย่างสมเหตุสมผล ก่อให้เกิดประเพณีการละคร โดย เฉพาะละครใน การดำาเนินเรื่อง การแต่งบทร้อง ความยาวของ บทเข้ากับลีลาท่ารำา นับเป็นศิลปะการแสดงที่ประณีต งดงามยิ่ง ของละครไทย ตัวอย่าง คำาประพันธ์ที่แสดงให้เห็นลักษณะอาการของ ตัวละครเมื่อเสียใจ หรือผิดหวัง ฯ๑๐คำาฯ (ร่าย)เมื่อนั้น โฉมยงองค์ระเด่นจินต ะหรา ค้อนให้ไม่แลดูสารา กัลยาคั่งแค้นแน่นใจ แล้วว่าอนิจจาความรัก พึ่งประจักษ์ดั่งสายนำ้า ไหล 185
  • 186.
    ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา สตรีใดในพิภพจบแดน ไม่มีใครได้แค้นเหมือน อกข้า ด้วยใฝ่รักให้เกินพักตราจะมีแต่เวทนาเป็น เนืองนิตย์ โอ้ว่าน่าเสียดายตัวนัก เพราะเชื่อลิ้นหลงรักจึง ชำ้าจิต จะออกชื่อฦาชั่วไปทั่วทิศ เมื่อพลั้งคิดผิดแล้วจะ โทษใคร เสียแรงหวังฝังฝากชีวี พระจะมีเมตตาก็หาไม่ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๒ ๑. ศึกษาการแสดงบทละครในเรื่อง อิเหนา และ วิจารณ์ตามหลักสุนทรียศาสตร์ ๒. ศึกษาฉันทลักษณ์ของบทละคร แล้วนำาเสนอหน้า ชั้นเรียน บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เสภาเป็นบทกลอนชนิดหนึ่งใช้ขับเพื่อความบันเทิง ได้รับ ความนิยมในหมู่นักเลงกลอนตั้งแต่สมัยอยุธยา และกลับมาเป็น ที่นิยมอีกครั้งใน สมัยรัชกาลที่ ๒ และ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผู้ แต่งเสภามักจะเลือกหานิทานนิยายเรื่องเล่าที่ตน เคยรู้จัก มา แต่งเป็นเรื่องราวต่อเนื่องกัน บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนจึงมีผู้ แต่งหลายคน ใครพอใจจะขับเสภาตอนในก็แต่งขึ้นเองเฉพาะ ตอนที่ตนขับ ดังนั้น บางตอนจึงมีผู้แต่งหลายคน แต่ละคนจะมี สำานวนเฉพาะตน และมีรายละเอียดแตกต่างกัน เมื่อมีการ รวบรวมบทเสภาเป็นเรื่องเดียว จึงต้องมีการตรวจสอบชำาระ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำารงราชานุภาพทรงเป็น ประธานชำาระเรื่องขุนช้างขุนแผน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ และได้ทรง วินิจฉัยเกี่ยวกับผู้แต่งด้วย ปรากฏว่า มีผู้แต่งหลายคน เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่ ครูแจ้ง และยังไม่ทราบนามผู้แต่งบท เก่าอีกหลายตอน 186
  • 187.
    บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นบทร้อยกรองที่มีความยาว มาก แต่งเป็นบทกลอนซึ่งมีแบบแผนฉันทลักษณ์เหมือนกลอน สุภาพ แต่เมื่อขึ้นต้นตอนใหม่หรือกล่าวถึงบุคคลใหม่ จะใช้คำา ขึ้นต้นว่า "ครานั้น" เช่น ครานั้นจึงโฉมเจ้าเณรแก้ว เย็นแล้วจะไปเทศน์ก็ ผลัดผ้า ห่มดองครองแนบกับกายา แล้วไปวันทาท่านขรัว มี บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของ ชาวบ้าน บางตอนกล่าวถึงพระมหากษัตริย์บ้าง แต่มิได้ต้องการ แสดงเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ นับได้ว่าเป็นเรื่องราวของ คนไทยแท้ ๆ โดยมิได้ดัดแปลงจากวรรณกรรมของชาติอื่น ตัว ละครในเรื่องมีชีวิตจิตใจราวกับคนจริงๆ ที่มีชีวิตอย่างคน ธรรมดาซึ่งมีทั้งทุกข์และสุข ความสมหวัง และความผิดหวัง แก่นสำาคัญของเรื่องกล่าวถึงรักสามเส้าของขุนแผน ขุนช้าง และนางพิมหรือนางวันทองการดำาเนินเรื่องเริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตวัย เด็กของตัวละครเอกทั้งสาม ความสมหวังในรักของขุนแผนหรือ พลายแก้วกับนางพิม แล้วกลายเป็นการพลัดพรากจากกัน ไปสู่ ความสมหวังในรักของขุนช้างที่มีต่อนางพิม เกิดการแย่งชิง ความรักกันระหว่างขุนช้างกับขุนแผน การดำาเนินเรื่องจะมีการ แทรกเรื่องย่อยที่สนุกสนานตื่นเต้นสลับกับความเศร้ารันทด ขณะเดียวกัน ผู้อ่านผู้ฟังเสภาเรื่องนี้จะได้รับสารประโยชน์เกี่ยว กับค่านิยมของคนไทยในด้านไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ ประเพณีต่างๆ ลักษณะของชีวิตความเป็นอยู่สำานวนภาษา คำาคมที่จับใจ และสุภาษิต การใช้ภาษาในบทเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผนเป็นตัวอย่างที่คนไทยยึดถือและจดจำาได้อย่างขึ้นใจ ตัวอย่างโวหารแสดงความรัก จากเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ตอนขุนแผนเดินทางไปกับวันทองในป่า ขุนแผนกล่าว ยำ้าความรักที่มีต่อวันทอง ดังนี้ 187
  • 188.
    "...โอ้แสนสุดสวาทของพี่เอ๋ย อย่าคิดเลยพี่หา เป็นเช่นนั้นไม่ อันตัวเจ้าท่าเทียมกับดวงใจ สิ้นสงสัยแล้วเจ้า อย่าเสียดแทง พี่รักเจ้าเท่ากับเมื่อแรกรักด้วย ประจักษ์เห็นใจไม่กินแหนง..." กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๓ ๑. คัดเลือกคำากลอนที่ประทับใจจำานวน ๑๐ บท ถอด ความแล้วแสดงความคิดเห็น ๒. วิจารณ์พฤติกรรมของตัวละครเอก ๓. ศึกษาโครงเรื่องของบทละคร แล้วประเมินคุณค่า ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นวรรณคดีไทยที่แต่งด้วยถ้อยคำาไพเราะและสามารถ ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งอย่างยิ่งทั้งนี้เพราะกวีได้ตอบ สนองรสนิยมของคนไทย ที่มีจิตใจละเอียดอ่อน ชอบวรรณศิลป์ ชอบใช้ถ้อยคำาที่คล้องจอง คมคาย และชวนคิด ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นหนังสือที่มีศิลปะการใช้ภาษาที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ การแต่งเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้ชาติ ความดีเด่นของลิลิตตะเลงพ่ายคือ การเล่นคำาและการใช้โวหาร อุปมาอุปไมย เพื่อให้เกิดภาพพจน์ จินตนาการ และสะเทือน อารมณ์ กวีได้สอดแทรกความรู้ต่างๆมากมาย เช่น การจัด กระบวนทัพของไทยสมัยอยุธยา และยุทธศาสตร์แต่ไม่เคร่งครัด ในด้านภูมิศาสตร์ นอกจากนี้กวียังได้นำาชื่อนกและชื่อต้นไม้มา ใช้ในบทครวญถึงนางตามแบบอย่างลิลิตยวนพ่าย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (พ.ศ. ๒๓๓๓ – ๒๓๙๖) ผู้ทรงพระนิพนธ์ลิลิตตะเลงพ่าย มี พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าวาสุกรี ทรงเป็นโอรสในพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กรมสมเด็จพระปรมานุ ชิตชิโนรสทรงอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2354 และทรงครองเพศ สมณะจนสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ที่แท้จริง แม้ จะทรงมีพระภารกิจด้านศาสนาอยู่มาก แต่ก็ทรงศึกษาหนังสือทั้ง 188
  • 189.
    ด้านศาสนา นิติศาสตร์ โหราศาสตร์ประวัติศาสตร์ จึงทรงพระ นิพนธ์หนังสือได้มากมาย ทางด้านวรรณคดี ทรงมีฝีมือเป็นเลิศ ในการแต่ง โคลง ฉันท์ และลิลิต เนื้อเรื่องของลิลิตตะเลงพ่าย ได้เค้าเรื่องมาจาก พงศาวดารสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กล่าวถึงการเสด็จ เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา และมีพระราชประสงค์ที่ จะเสด็จไปตีเขมร เพื่อเป็นการแก้แค้นเขมรที่ยกทัพมาตี ชายแดนไทย ต่อจากนั้น เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระเจ้าหงสาวดี โปรดให้พระมหาอุปราชากรีฑาทัพมาตีไทย เมื่อสมเด็จพระ นเรศวรทรงทราบข่าวศึกก็ยกทัพเสด็จออกไปทำาศึกนอก พระนครระหว่างที่ทัพพม่าปะทะกับทัพหน้าของไทย ช้างทรง ของสมเด็จพระนเรศวร และของสมเด็จพระเอกาทศรถตกมันวิ่ง เข้าไปท่ามกลางข้าศึกตามลำาพัง สมเด็จพระนเรศวรทรงระงับ ความตกพระทัย และตรัสท้าพระมหาอุปราชากระทำาสงคราม ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงได้ รับชัยชนะ เมื่อเลิกทัพกลับพระนคร สมเด็จพระนเรศวรทรงปูน บำาเหน็จรางวัลแก่ทหารผู้มีความชอบ และลงโทษประหารทหาร ที่ติดตามพระองค์ไม่ทัน ทั้งนี้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล แต่ สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้วได้กราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ให้แก่ทหารเหล่านั้น สมเด็จพระนเรศวรทรงยินยอมและโปรด ให้ไปทำาสงครามแก้ตัว หลังจากนั้นทรงดำาเนินพระราช กรณียกิจต่อ ด้วยการทำานุบำารุงหัวเมืองเหนือ และรับทูตจาก เมืองเชียงใหม่ที่มาขอเป็นเมืองขึ้น ตัวอย่าง โวหารแสดงความโกรธจากลิลิต ตะเลงพ่าย ตอน ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงปรารภเรื่องที่จะไปปราบเขมร เนื่องจากเขมรมักจะยกทัพมาตีไทยระหว่างที่ไทยมีศึกกับพม่า ทรงรู้สึกโกรธและเจ็บชำ้าพระทัย ทำาให้คิดอะไรก็หมดความ รื่นรมย์ จึงต้องยกทัพไปปราบให้หายแค้น ดังนี้ "...คลุ้มกมลแค้นคั่ง ดังหนามเหน็บเจ็บชำ้า ยำ้ายอกทรวงดวง แด แลบชื่นอื่นชม..." กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๔ 189
  • 190.
    ๑. ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แล้วศึกษาภาพสะท้อน จากวรรณคดี ๒.รวบรวมบัญชีศัพท์จากวรรณคดี แล้วเปรียบเทียบกับ ลิลิตยวนพ่าย เพื่อศึกษาอิทธิพล สามก๊ก กล่าวกันว่า เรื่องสามก๊กแต่เดิมเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟังใน ประเทศจีน ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๖๑ – ๑๔๔๙) พวก งิ้วได้นำาเรื่องสามก๊กมาแสดง ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ต่อมาในสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. ๑๘๒๐ – ๑๙๐๐ ตรงกับสมัย สุโขทัย) และสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. ๑๙๑๑ – ๒๑๘๖) ได้มี การแต่งหนังสือโดยใช้เรื่องพงศาวดารเป็นหลัก นักเขียนผู้หนึ่ง ชื่อล่อกวนตง ชาวเมืองฮั่งจิ๋ว ได้นำาเรื่องสามก๊กมาเขียนใหม่ เรียกว่า "สามก๊กจี่" มีความยาว ๑๒๐ ตอน ต่อมานักปราชญ์อีก ๒ ท่าน คือ เม่าจงกังกับกิมเสี่ยถ่าง ได้ช่วยกันแต่งคำาอธิบายเพิ่ม เติมและพิมพ์เรื่องสามก๊กขึ้น เรื่องสามก๊กจึงแพร่หลายอย่าง รวดเร็วภายในประเทศจีน ต่อมาได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ รวมทั้งภาษาไทย ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้เป็นผู้อำานวย การการแปล เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕ การแปลหนังสือสามก๊กใช้วิธีแปลสองชั้น ชั้นแรก ผู้รู้ ภาษาจีนอย่างดีแต่รู้ภาษาไทยเพียงปานกลางได้อย่างต้นฉบับ ภาษาจีนแล้วถ่ายทอดเป็นภาษาไทย ชั้นที่สองผู้รู้ภาษาไทย อย่างดีได้นำาฉบับที่ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยแล้วมาเขียนเป็น ความเรียง ใช้ภาษาไทยแบบที่คนไทยใช้กันจริงๆ ยกเว้น เฉพาะชื่อที่เป็นภาษาจีน ดังนั้น ภาษาแปลที่ใช้ในหนังสือสาม ก๊กจึงเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์จนเป็นแบบอย่างของการบรรยาย และพรรณนาที่ให้ภาพที่เด่นชัดแก่ผู้อ่าน และให้ความประทับใจ จนมีผู้นำาไปใช้ตาม เช่น สำานวนที่ว่า "ว่าแล้วก็ให้จัดโต๊ะสุรา อาหารออกมาเลี้ยงกัน" เป็นต้น เนื้อเรื่องของสามก๊ก กล่าวถึงการทำาสงครามชิงชัยกัน ระหว่างโจโฉ เล่าปี่ และซุ่นกวนเริ่มเรื่องตั้งแต่กษัตริย์ราชวงศ์ 190
  • 191.
    ฮั่นอ่อนแอ อำานาจจึงตกอยู่กับขุนนางกังฉิน ทำาให้เกิดความ ระสำ่าระสายแตกแยกต่างรบพุ่งเพื่อแย่งชิงอำานาจกันจนเหลือ ๓ ก๊กใหญ่ คือ วุยก๊ก จ๊กก๊ก และง่อก๊ก ต่างมีอาณาเขตเป็นอิสระ ภายหลังก๊กทั้งสามเสื่อมอำานาจลง มีผู้ตั้งราชวงศ์ใหม่ แผ่นดิน จีนจึงกลับรวมกันเป็นอาณาจักรเดียว อันที่จริงการแบ่งแยกอาณาเขตและการแย่งชิงอำานาจกัน ในจีนเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดน่าพิศวงเหมือนครั้งสาม ก๊ก เพราะแต่ละก๊กใช้อุบายต่างๆ เพื่อเอาชนะกัน ทั้งอุบาย ทางการเมืองการปกครอง และกลยุทธ์ ขณะเดียวกันก็ให้ บท เรียนคติธรรมในการดำาเนินชีวิต และการทำางานตัวละครสำาคัญ ในเรื่องมีบทบาทและพฤติกรรมที่เหมือนจริง ซึ่งมีทั้งดีและเลว ปะปนกัน การแปลเรื่องสามก๊กเป็นจุดเริ่มต้นของการแปลเรื่องจี นอื่นๆในสมัยต่อมา เช่น เรื่องไซ่ฮั่น ซ้องกั๋ง เป็นต้น ตัวอย่าง การบรรยายลักษณะของเล่าปี่ "...แลเมืองตุ้นก้วนมีชายคนหนึ่งชื่อเล่าปี่เมื่อน้อยชื่อ เหี้ยนเต๊ก ก็ไม่สู้รักเรียนหนังสือ แต่มีนำ้าใจนั้นดี ความโกรธ ความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอก ใจนั้นอารีย์นักมีเพื่อนฝูง มากใจกว้างขวาง หมายจะเป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวงกอปด้ว ยลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก ฝีปากแดงดังชาดแต้มจักษุ ชำาเลืองไปเห็นหู..." กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๕ ๑. ศึกษาพฤติกรรมของตัวละครเอกในวรรณคดีเรื่อง สามก๊ก ในแง่พฤติกรรมและ บุคลิกภาพ ๒. ศึกษาจุดมุ่งหมายของผู้แต่ง ประกอบกับบริบททาง สังคมสมัยนั้น และประเมิน คุณค่า 191
  • 192.
    พระราชพิธีสิบสองเดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราช นิพนธ์เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ลงพิมพ์ใน นิตยสารวชิรญาณรายสัปดาห์ก่อน แล้วจึงรวมพิมพ์เป็นเล่มภาย หลัง เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระราชพิธีต่างๆที่กระทำาในแต่ละเดือน ตลอดทั้งปี ทรงอธิบายตำาราเดิม ของพระราชพิธี การแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเลิกพิธี เพื่อให้ผู้ อ่านได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีตั้งแต่ต้นปี จนถึงปลายปี ยกเว้น พิธี เดือน ๑๑ ที่มิได้รวมไว้ ทรงศึกษา ค้นคว้าข้อมูลทั้งจากตำาราและจากคำาบอกเล่าของบุคคล เช่น พระมหาราชครู พราหมณ์ผู้ทำาพิธี และจากการสังเกตเหตุการณ์ ที่ทรงคุ้นเคย นับได้ว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าทางด้าน สังคมศาสตร์ ทรงใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และเขียนอธิบายตาม ลำาดับจากง่ายไปสู่ยาก จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน เหมาะสมกับการ เป็นคำาอธิบายชี้แจงให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ตัวอย่าง พระราชพิธีลอยพระประทีป "การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่ รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวง ทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่าง ใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้องเนื่อง ในการลอยพระประทีปนั้นเว้นไว้แต่จะเข้าใจว่า ตรงกับคำาว่า ลอยโคมลงนำ้าเช่นกล่าวมาแล้ว แต่ควรนับว่าเป็นราชประเพณี ซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ..." กิจกรรมการเรียนรู้ที่ ๑๖ เปรียบเทียบรายละเอียดพิธีกรรมที่คล้ายคลึงกัน ในพระ ราชพิธีสิบสองเดือนกับตำารับ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ นิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณี 192
  • 193.
    นิทานคำากลอนได้รับความนิยมมาเป็นเวลานานตั้งแต่สมัย อยุธยา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเรื่องจักรๆวงศ์ๆ หรือนิทานประโลม โลกคำาว่า "จักร" และ "วงศ์" เป็นคำาประกอบชื่อตัวเอกของเรื่อง เช่น จักรแก้ว ลักษณวงศ์ สุวรรณวงศ์ซึ่งมีความหมายแสดงถึง ความมีค่าหรือของสูงตรงกับรสนิยมของคนไทย แต่ก่อนนิทาน คำากลอนแต่งด้วยกาพย์และกลอนสวดคละกัน เริ่มนิยมแต่งเป็น คำากลอนในสมัยรัชกาลที่ ๓ มาจนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ดัง จะเห็นได้จากนิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณี เนื้อเรื่องของนิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณีกล่าวถึงเรื่อง ราวชีวิตและการผจญภัยที่สนุกสนาน ตื่นเต้น มีทั้งสุขและทุกข์ ของตัวเอก คือ พระอภัยมณี ซึ่งมีลักษณะที่แปลกใหม่แตกต่าง ไปจากตัวเอกในเรื่องอื่นๆ ที่คนไทยเคยได้ยินได้ฟัง เช่น พระ อภัยมณีเดินทางเข้าป่าเพื่อศึกษาหาความรู้เยี่ยงกษัตริย์ในสมัย นั้น แต่มิได้เรียนวิชาศิลปศาสตร์ กลับเรียนวิชาเป่าปีซึ่งสามารถ สะกดคนฟังให้หลับได้ ศรีสุวรรณซึ่งเป็นพระอนุชาของพระอภัย มณีก็เลือกเรียนวิชากระบี่กระบอง การผจญภัยที่ตื่นเต้นของ พระอภัยมณี เริ่มด้วยพระอภัยมณีถูกนางผีเสื้อสมุทรลักพาไปอยู่ กินกับนางในถำ้าใต้นำ้า จนกระทั่งนางได้ให้กำาเนิดบุตรชายชื่อ สินสมุทร ซึ่งมีฤทธิ์และความสามารถเหนือมนุษย์ธรรมดา สามารถพาพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรไปสู่อิสรภาพได้ขณะ ว่ายนำ้าหนี ได้มีครอบครัวเงือกช่วยพาไปยังเกาะแก้วพิสดาร พระอภัยมณีได้เงือกสาวเป็นชายา และมีบุตรชายชื่อ สุดสาคร การผจญภัยของพระอภัยมณีครั้งต่อไปเป็นการสู้รบกับอุศเรนคู่ หมั้นของนางสุวรรณมาลี พอได้รับชัยชนะก็เดินทางไปยังเมือง ผลึก และอภิเษกสมรสกับนางสุวรรณมาลี นางละเวงขึ้นครอง เมืองลังกาและคิดทำาศึกกับเมืองผลึก นางใช้ไสยศาสตร์เป็น อาวุธทำาให้พระอภัยมณีคลุ้มคลั่ง และถูกนางละเวงหลอกไป จนถึงเมืองลังกา ต่อมา พระอภัยมณีเบื่อหน่ายการใช้ชีวิตทาง โลก จึงออกบวชเป็นฤาษี นางสุวรรณมาลีกับนางละเวงก็ ออกบวชเป็นชี ส่วนสินสมุทรได้ครองเมืองผลึก และสุดสาครได้ ครองเมืองลังกา เรื่องก็จบลงด้วยความสุขตามแบบฉบับของ วรรณกรรมนิทาน 193
  • 194.
    ความแปลกใหม่และความสนุกสนานที่ได้รับทำาให้นิทานคำา กลอนเรื่องพระอภัยมณีเป็นที่ติดใจผู้อ่านผู้ฟังอย่างแพร่หลาย ก่อให้เกิดจินตนาการที่น่าตื่นเต้นระทึกใจ เช่น การแก้ปัญหา เฉพาะหน้าการผูกสำาเภายนต์ การสร้างตัวละครที่มีลักษณะครึ่ง สัตว์ครึ่งมนุษย์ การใช้เวทมนตร์คาถา เป็นต้น ทำาให้นิทานคำา กลอนมีหลายรส ขณะเดียวกัน สุนทรภู่ กวีผู้แต่งนิทานคำากลอน ได้แทรกคติชีวิตได้ทุกตอนอย่างเหมาะสม เช่น สอนให้มีความ กตัญญูต่อบิดามารดา และสอนให้หยั่งรู้ถึงธรรมชาติจิตใจคน ปรากฏในตอนที่สุดสาครถูกผลักตกเหว เพราะหลงเชื่อชีเปลือย ซึ่งเป็นคนแปลกหน้า ดังนี้ "...แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุด ลึกลำ้าเหลือกำาหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือน หนึ่งในนำ้าใจคน มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็น ผล ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึง เจรจา” คุณค่าเด่นด้านอื่นๆของนิทานคำากลอนเรื่องพระอภัยมณี คือ ให้ความรู้และขยายโลกทัศน์เกี่ยวกับสงคราม ทั้งสงครามที่สู้ กันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ และการใช้เสียงปี่ ซึ่งตีความว่าคือ เสียงสื่อสารมวลชน หรือการใช้ข่าวเป็นอาวุธ ทำาลายฝ่ายตรง ข้าม ดังที่ปรากฏในสมัยสงครามโลกและแม้จะไม่มีสงครามแล้ว ข่าวก็ยังเป็นอาวุธที่ใช้ทำาลายล้างกันได้ วรรณคดีมรดกไทยเป็นสมบัติอันลำ้าค่าของชาติ เพราะมี คุณประโยชน์มากมาย ทั้งการสร้างสรรค์ภูมิปัญญา ให้ความรู้ รอบตัว และความรู้ที่เป็นศาสตร์ ดังนั้น จึงมีผู้นิยมศึกษา วรรณคดีเพื่อเป็นภูมิความรู้ประดับตน นอกจากนี้ วรรรณคดีไทยยังเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของ คนหลายกลุ่มหลายยุคสมัย ทำาให้คนรุ่นหลังเข้าใจและเห็น คุณค่าของการอนุรักษ์วัฒนธรรม ซึ่งบ่งชี้ถึงความเจริญของ 194
  • 195.
    ชนชาติไทยทั้งทางด้านภาษาและศิลปะ ดังนั้น การรู้จัก วรรณคดีไทยด้วยการอ่านและวิเคราะห์จนเข้าใจจึงนำามาซึ่ง คุณประโยชน์แห่งตนและประเทศโดยรวม กิจกรรมการเรียนรู้ที่๑๗ ๑. ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของวรรณคดีไปสู่ วัฒนธรรม pop culture โดยใช้เรื่อง พระอภัยมณี เป็นกรณีศึกษา ๒. สรุปภาพรวมของพัฒนาการวรรณกรรมไทยตั้งแต่ สมัยสุโขทัยจนกระทั่งถึง ปัจจุบัน โดยใช้บริบททางสังคมมาเป็นส่วนประกอบการ พิจารณา ๓. ใช้ทฤษฎีวรรณคดีพิจารณาตัวแทนวรรณกรรมใน ยุคสมัยต่างๆ 195