Recommended
PPT
กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน
PDF
วัคซีนป้องกันโรคชนิดต่างๆ
PDF
PDF
วัคซีนที่ควรให้ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์
PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยหวัด 2009
PDF
PDF
PDF
Exanthematous fever in children
PDF
PPTX
PPTX
PDF
PDF
PPT
PDF
แนวทางเวชปฏิบัติโรคพิษสุนัขบ้า
PPT
PPTX
Pediatric Vaccine program
PPT
PDF
คู่มือการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย
DOCX
แนวทางการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา
PDF
PDF
PDF
PPT
PPT
PDF
More Related Content
PPT
กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน
PDF
วัคซีนป้องกันโรคชนิดต่างๆ
PDF
PDF
วัคซีนที่ควรให้ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์
PDF
PPT
PDF
PDF
What's hot
PDF
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยหวัด 2009
PDF
PDF
PDF
Exanthematous fever in children
PDF
PPTX
PPTX
PDF
PDF
PPT
PDF
แนวทางเวชปฏิบัติโรคพิษสุนัขบ้า
PPT
PPTX
Pediatric Vaccine program
PPT
PDF
คู่มือการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย
DOCX
แนวทางการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา
PDF
PDF
Similar to การให้วัคซีน VZV และ dT
PPTX
PDF
[J cms] 429-leaflet pidst
PDF
PDF
PDF
คำแนะนำ Dengvaxia สำหรับแพทย์ 9 ธค 17
PPTX
PDF
แนวทางการให้บริการวัคซีนโควิด 19 (pfizer) สำหรับนักเรียน
PDF
Adult vaccine recommendation 2014
PDF
การให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อในผู้สูงอายุ
DOC
PDF
PDF
แบบฟอร์มการฉีดวัคซีนนักเรียน นักศึกษา
PDF
แนวเวชปฏิบัติโรคพิษสุนัขบ้า
PDF
PDF
PPTX
PPTX
PDF
PDF
คี้้้้้ัทัทััท้ทัััท้ทท้ทัััทัทัทัททัทััท.pdf
PDF
Hdc epi coverage yr 62 on 20181218
การให้วัคซีน VZV และ dT 1. 2. 3. วัคซีน คือ
วัคซีน คือ สารที่ใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค ผลิตจาก
เชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือถูกทาให้อ่อนแรง หรือ
ชิ้นส่วนของเชื้อโรค หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น
เลียนแบบชิ้นส่วนของเชื้อโรค
วัคซีนไม่ทาให้ก่อโรค เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับเชื้อ
โรคนั้นจริงๆ จะมีภูมิป้องกันไม่ให้เราติดเชื้อและ
ไม่ป่วย หรือถ้าป่วย ก็จะมีอาการไม่รุนแรง
4. 5. 6. วัคซีนเชื้อตาย (KILL VACCINE)
หมายถึง วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคทั้งตัวที่ตาย
แล้ว หรือเฉพาะส่วนประกอบบางส่วนของเชื้อ
โรค หรือโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อที่ผลิต
ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยหลักพันธุศาสตร์ (genetic
engineering)
เช่น วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้
สมองอักเสบเจอี วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีน
โปลิโอชนิดฉีด และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
7. วัคซีนเชื้อเป็น (LIVE VACCINE)
หมายถึง วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคมาทาให้
อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถทาให้เกิดโรค แต่
เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
เช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีน
อีสุกอีใส วัคซีนโปลิโอชนิดกิน วัคซีนไวรัส
โรตา และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก
เป็นต้น
8. 9. 10. 11. 12. ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน
ทารกที่คลอดก่อนกาหนด สามารถรับวัคซีนได้ตามปกติ ยกเว้นกรณี
ที่น้าหนักตัวน้อยกว่า 2,000 กรัม ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีซ้าอีกครั้ง
เมื่อน้าหนักตัวมากกว่า 2,000 กรัม หรืออายุ 1-2 เดือน และฉีดให้ครบ
สามครั้ง โดยไม่นับการฉีดเมื่อแรกคลอด
การให้วัคซีนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจได้ผลไม่ดี แต่อาจมี
ประโยชน์มากกว่าไม่ให้ ซึ่งต้องเสี่ยงจากการเกิดโรคตามธรรมชาติซึ่ง
อาจรุนแรง และไม่ควรให้วัคซีนมีชีวิตเพราะอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรง
ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูงและเป็นเวลานาน ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อมี
ชีวิตจนกว่าจะหยุดการใช้ยาแล้วระยะหนึ่ง
13. 14. 15. 16. ทาไมต้องให้วัคซีนแก่บุคลากรทางการแพทย์ ?
บุคลากรทางการแพทย์ คือ ผู้ที่ทางานด้านการสร้างเสริม ป้ องกัน
รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย
มีโอกาสได้รับเชื้อโรค ทั้งจากการสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่ง และ
ทางการหายใจ
สามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่น ทั้งผู้ป่วย ผู้ร่วมงาน ครอบครัว
โรคติดเชื้อหลายชนิดสามารถป้ องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ดังนั้นการ
ฉีดวัคซีนจึงเป็นการป้ องกันที่ตัวบุคลากรทางการแพทย์เองและป้ องกัน
การแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น เช่น ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่า และคนใกล้ชิด
17. 19. โรคอีสุกอีใส
- เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicellazoster (VZV) ติดต่อโดย
การสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้าบนผิวหนัง หรือสูดหายใจเอา
ละอองฝอยของสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ
- โรคนี้สามารถหายได้เอง
- หลังจากที่ติดเชื้อจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต
- โดยทั่วไปในเด็กอาการจะไม่รุนแรง
- แต่การติดเชื้อในทารกแรกเกิด วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ รวมทั้ง
ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีโอกาสเกิดโรครุนแรงและ
เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ
20. 21. โรคอีสุกอีใส
ระบาดวิทยา
- รายงานจากสานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ปี พ.ศ. 2556 มีรายงานผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสทั่วประเทศ จานวน 48,299
ราย คิดเป็นอัตราป่วย 75 ต่อประชากรแสนคน
- ซึ่งอัตราป่วยสูงสุดพบในเด็กช่วงอายุ 0-4 ปี
- จากการศึกษาในเด็กไทยพบว่าเมื่อเด็กอายุ10 ปี ร้อยละ 60-70 จะเคย
ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว มีเพียงร้อยละ 15-20 ของผู้ใหญ่อายุ
มากกว่า 20 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ซึ่งควรฉีดวัคซีนป้องกัน
เพราะโรคอีสุกอีใสในผู้ใหญ่มีความรุนแรงและมีผลกระทบมากกว่า
ในเด็ก
22. 23. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
วิธีเก็บ
วัคซีนเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 oC ผงแห้งของวัคซีนไม่ควร
ให้ถูกแสงสว่าง
ขนาดและวิธีใช้
- ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneous) ครั้งละ 0.5 มล. ให้ได้
ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยพิจารณาตามอายุที่เริ่มฉีด ดังนี้
- เด็กอายุ1-12 ปี ให้ 1-2 โด๊ส โด๊สแรกแนะนาให้ฉีดเมื่ออายุ
12-18 เดือน อาจพิจารณาฉีดโด๊สที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี ใน
กรณีที่มีการระบาด อาจฉีดโด๊สที่ 2 ก่อนอายุ 4 ปีได้แต่ต้อง
ห่างจากโด๊สแรกอย่างน้อย 3 เดือน
- อายุ 13 ปีขึ้นไปให้ 2 โด๊ส ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
24. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
ประสิทธิภาพ
การศึกษาระยะแรกพบว่า
ในเด็กอายุ1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส 1
โดสมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ร้อยละ 97
สาหรับเด็กโตอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป
หลังได้รับวัคซีน 1 โดสมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นร้อยละ 72-94
และเพิ่มเป็นร้อยละ 94-99 หลังได้รับวัคซีนโดสที่สอง
การศึกษาระยะหลัง
เด็กอายุ1-12 ปี หลังได้วัคซีน 1 โดส มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ร้อย
ละ 85.7
และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 99.6 ถ้าให้วัคซีน 2 โดส
25. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
- ระยะเวลาการคงอยู่ของภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาที่ผ่านมาของ
ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ได้อย่างน้อย 11 ปี
- ส่วนการศึกษาในญี่ปุ่นพบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ได้อย่างน้อย 20 ปี
- คาดว่าเป็นเพราะมีการกระตุ้นซ้ําจากไวรัสอีสุกอีใสที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติ ถ้าประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนทาให้ไม่มีการ
สัมผัสโรค มีความเป็นไปได้วาภูมิคุ้มกันอาจจะค่อยๆ หายไป
- วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันการเกิดโรคอีสุกอีใสโดยรวมได้
ร้อยละ 70-90 และป้องกันการเกิดโรครุนแรงได้ร้อยละ 95
26. 27. 28. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Pre exposure prophylaxis
เด็กปกติที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ที่ต้องการลดความเสี่ยงใน
การเกิดโรคสามารถให้วัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
เด็กโต และผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยมีประวัติเป็นโรคนี้ ควรพิจารณาให้
วัคซีนทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่บ้านเดียวกันกับผู้ป่วยที่มี
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งมีโอกาสแพร่เชื้อให้กับผู้ที่มีภาวะที่เสี่ยง
เหล่านี้ได้สูง ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อมากหรือมีโอกาสแพรกระจาย
เชื้อให้ผู้อื่นได้มาก เช่น บุคลากรทางการแพทย์เจ้าหน้าที่
สถานพยาบาล ครู หรือผู้ที่ทางานกับเด็กจานวนมาก หรือหญิงวัย
เจริญพันธุ์ที่ยังไม่ต้องการตั้งครรภ์
29. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
คนปกติที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสและไม่มีภูมิคุมกัน วัคซีนมีประสิทธิภาพใน
การป้องกันโรคถ้าให้ภายใน 3 วันหลังสัมผัสโรค และอาจได้ผลถ้าให้ภายใน
5 วัน
กรณี ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุมกันบกพร่องอย่างรุนแรงที่สัมผัสโรค ควร
พิจารณาให้ VZIG ภายใน 96 ชั่วโมงแทน ถ้าไม่มี VZIG ให้ใช้IVIG แทน
หรือพิจารณาให้ acyclovir ในวันที่ 7-10 หลังสัมผัสโรค เป็นเวลา 7 วัน
ควรเฝ้าระวังอาการหลังสัมผัสโรคเสมอ ไม่วาจะได้รับวัคซีนหรือ VZIG
หรือไม่ได้รับการรักษาใดๆ ก็ตาม เพราะยังมีโอกาสเป็นโรคได้ซึ่งควรให้
acyclovir รักษาโดยเร็วที่สุด เมื่อพบวาผู้ป่วยมีผื่นขึ้น (หากเป็นโรค จะมีผื่นขึ้น
ประมาณวันที่ 8-21 หลังสัมผัสแต่ถ้าได้รับ VZIG อาจเกิดโรคได้ถึงวันที่ 28 หลังสัมผัส)
30. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
การให้วัคซีนสามารถให้ได้ในผู้ที่สัมผัสกับผู้ที่เป็นโรค เนื่องจากสามารถ
ป้องกันโรคหรือทาให้อาการน้อยลงได้นอกจากนี้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อการให้
วัคซีนก็สามารถสร้างภูมิคุมกันโรคต่อไปในอนาคตได้ด้วย
แต่การให้วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้และบางรายอาจ
ได้รับเชื้อมาพร้อมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรค ซึ่งในกรณีนี้วัคซีนจะไม่สามารถ
ป้องกันได้(ในเด็กเมื่อให้วัคซีนไปได้2- 3 วัน อาจมีผื่นขึ้นได้รุนแรงเหมือนการติดเชื้อ
ธรรมชาติ)
การให้วัคซีนในช่วงเวลาก่อนที่จะแสดงอาการของโรคยังไม่มีรายงานว่า
ทาให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
31. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
การให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์
บุคลากรทางการแพทยที่ไม่เคยมีประวัติป่วยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่แน่ใจ
และยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรค ควรได้รับการตรวจคัดกรองวามีภูมิคุ้มกัน
แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับวัคซีนป้องกันโรค
ไม่แนะนาให้ตรวจหาภูมิคุมกันหลังให้วัคซีนครบ 2 โดส เนื่องจากชุดตรวจหาภูมิ
คุมกันที่มีจาหนายทั่วๆไปมักมีความไวไม่เพียงพอ
ในรายที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้ว 1 โดส ควรให้วัคซีนโดสที่ 2 ภายใน 3-5 วันหลัง
สัมผัสโรคและให้ห่างจากโดสแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห และควรมีการติดตามเฝ้า
สังเกตอาการของการติดเชื้อในชวงวันที่ 10-21 หลังสัมผัสโรคด้วย ควรหยุด
ปฏิบัติงานทันที
32. วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
การให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์
บุคลากรทางการแพทยที่ยังไมมีภูมิคุ้มกันและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ถ้าไป
สัมผัสโรค จะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อไดสูงในช่วงวันที่ 10-21 หลังสัมผัสโรค
ในชวงดังกลาวบุคลากรควรหยุดปฏิบัติงานและเฝ้าสังเกตอาการจากการติดเชื้อ
ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทาได้ ถ้าให้ภายใน 3-5 วันหลัง
สัมผัสโรค วัคซีนอาจจะช่วยป้องกันโรคได้ หรือถ้าเกิดโรคอาจจะทาให้อาการ
รุนแรงน้อยลง
ในรายที่สัมผัสโรคมานานเกิน 5 วันแล้ว ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับการให้วัคซีนป้องกัน
โรค เนื่องจากถ้าการสัมผัสในครั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ วัคซีนจะช่วยสร้าง
ภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคจากการสัมผัสในครั้งต่อๆไป
34. คุณลักษณะ
เป็ นวัคซีนชนิดแขวนลอย (Suspension) สีเทาออกขาว
ผลิตจาก Purified Diphtheria Toxoid และ Purified
Tetanus Toxoid
มีสารดูดซับวัคซีน : Aluminium Phosphate
มีวัตถุกันเสียเป็ น Thimerosal
ไม่มี horse serum protein
35. ความแรงของวัคซีน
ในวัคซีน 1 โด๊ส ขนาด 0.5 ml ประกอบด้วย
Diphtheria Toxoid (d) < 5 Lf (> 2 IU); (D) > 30 IU)
Tetanus Toxoid (T) > 5 Lf (> 40 IU)
Aluminium Phosphate (Adsorbed) < 1.25 mg
Thimerosal 0.01%
36. 37. 38. ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
ภูมิคุ้มกันเริ่มเกิด ~1-2 สัปดาห์ หลังฉีดโด๊สแรก
ในผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนบาดทะยัก 2 เข็ม ห่างกันอย่าง
น้อย 1 เดือน ~80% ของผู้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทาน
โรคสูงเพียงพอต่อการป้ องกันโรค และคงสูงได้นานไม่
น้อยกว่า 3 ปี
หากได้เข็ม 3 ห่างจากเข็ม 2 อย่างน้อย 6 เดือน พบว่า
~95% ของผู้ได้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทานโรคสูงเกิน
กว่าระดับที่ป้ องกันโรคได้ และคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า
5-10 ปี
39. ผู้ที่มีประวัติ Anaphylaxis จากการให้วัคซีนนี้ครั้งก่อน
ผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท (GBS)
ควรเลื่อนการให้วัคซีนไปก่อน ในผู้ที่มีอาการไข้รุนแรง
สามารถให้วัคซีนนี้ได้ในกลุ่ม :-
ผู้ติดเชื้อ HIV
ผู้ได้รับยาต้านมะเร็ง หรือยากดภูมิคุ้มกัน
ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานโรคต่า หรือ ภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่นๆ เช่น
ผู้ป่ วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กาเนิด ผู้ป่ วยตัดม้าม ผู้ป่ วยที่
เปลี่ยนหรือปลูกถ่ายอวัยวะ
ฯลฯ
40. อาการบวม แดง เจ็บเฉพาะที่ พบได้บ่อย
ไม่ค่อยมีไข้ และอาจพบเป็ นตุ่มไตที่ผิวหนัง (ฉีดไม่ลึก
ถึงชั้นกล้ามเนื้อ)
อาการบวมเจ็บรุนแรง (Arthus-like reaction) อาจ
พบได้บ้าง อาการบวมเจ็บจากหัวไหล่ไปถึงศอก
พบอาการแสดงภายใน 2-8 ชม.หลังฉีด
พบในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่อ Tetanus และ/หรือ Diphtheria ใน
ร่างกายสูงมาก
ดังนั้น...ควรงดเข็มถัดไป หรืองด booster (ภายใน 10 ปี)
ผลข้างเคียงของ Td. Vaccine ที่พบได้... บ่อยๆ
41. dT, JE, MMR
ปวด บวม แดง 10%
ปวดเมื่อย dT 10-25%
ไข้ MMR 5% (เริ่มเป็ นหลังฉีด 7 วัน)
หลังฉีด JE พบผื่นแพ้ได้บ่อย 10-25%
หลังฉีด MMR 1 สัปดาห์ พบมีผื่นคล้ายหัด หรือต่อมน้าลายบวม
อาการภายหลังได้รับวัคซีนที่พบได้... บ่อยๆ
43. ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs
WPRO/EPI/99.01
ติดเชื้อ:
เกิดหนอง, ฝี หรือบาดแผลอักเสบ
บริเวณที่ฉีดวัคซีน
ติดเชื้อในระบบต่างๆของร่างกาย,
ติดเชื้อในกระแสเลือด, toxic shock
syndrome
มีการกระจายของโรคติดต่อที่นาโดย
การปนเปื้อนเลือด, (HIV, hepatitis B or
hepatitis C )
กระบวนการฉีดวัคซีนไม่ปลอดเชื้อ:
นาเอากระบอกและเข็มฉีดยาชนิด
นากลับมาใช้ซ้า (ใช้ครั้งเดียวทิ้ง)
เข็มและกระบอกฉีดยาไม่ปลอดเชื้อ
มีการนาเอาวัคซีนครั้งก่อน นา
กลับมาใช้ซ้า
มีการปนเปื้อนของวัคซีน
44. ฉีดวัคซีนผิดตาแหน่ง :
• ฉีดทอกซอย dT, DTP, DT
ตื้นไป (ไม่อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ)
ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs
WPRO/EPI/99.01
• มีปฏิกิริยาเฉพาะที่ผิวหนัง
หรือ มีฝีเกิดขึ้น (อาจเป็นฝี
ไร้เชื้อ หรือ มีไตแข็ง)
• ฉีดที่สะโพก
• เกิดไปถูกเส้นประสาทไซอาติค
ทาให้มีกล้ามเนื้อขาอัมพาตได้
(หรือในกรณีวัคซีนตับบี จะทาให้
ดูดซึมไม่ดี วัคซีนไม่ได้ผล)
ความผิดพลาดในการบริหารจัดการที่ทาให้เกิด AEFIs
45. •การเก็บรักษาและการส่ง
ต่อวัคซีนไม่ถูกต้อง
(Cold Chain)
ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs
WPRO/EPI/99.01
• มีปฏิกิริยาเฉพาะที่มากขึ้น
เนื่องจากวัคซีน (ที่ห้ามแช่แข็ง)
แข็งตัว ทาให้ตกตะกอน
• วัคซีนที่แช่แข็ง จะทาให้วัคซีน
เสื่อมคุณภาพ (การสร้าง
ภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี)
•ไม่ปฏิบัติตามข้อห้ามใช้...
(Contraindication) •ทาให้เกิดอาการ AEFIs ที่
ควรจะหลีกเลี่ยงได้
ความผิดพลาดในการบริหารจัดการที่ทาให้เกิด AEFIs
46. ร้อยละของระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ
ในกลุ่มอายุ 20 - 60 ปี ประเทศไทย ปี 2556
0.426
0.31
0.356
0.403
0
0.05
0.1
0.15
0.2
0.25
0.3
0.35
0.4
0.45
0%
10%
20%
30%
40%
50%
60%
70%
80%
90%
100%
20-29 30-39 40-49 50-59
0.01 to 0.099 IU/ml
0.1 to 0.999 IU/ml
1 to 1.499 IU/ml
1.5 to 2 IU/ml
> 2 IU/ml
GMT
Seroconversion IU/mL
47. 48. 49. รัสเซียเกิดการระบาดใหญ่ของโรคคอตีบ ในช่วงปี 1990-1999
ภายหลังจากมีการแยกประเทศ ประมาณปี 1989 และมีผู้ป่ วยสูงสุดใน
ปี 1995 ซึ่งพบว่าผู้ป่ วยส่วนใหญ่เป็ นผู้ใหญ่ (68%) [ไทยพบเป็ น
ผู้ใหญ่ร้อยละ 46.67]
การระบาดใหญ่ของโรคคอตีบในรัสเซีย คิดเป็ นระยะเวลาหลังจากเริ่ม
ให้วัคซีนมาประมาณ 30+ ปี (เริ่มให้วัคซีนปลายทศวรรษ1950)
สาหรับไทย เริ่มมีการระบาดโรคคอตีบในผู้ใหญ่ ปี 2555 หลังจาก
ให้บริการวัคซีนในประชาชนประมาณ 35 ปี เริ่มให้วัคซีนป้ องกันโรค
คอตีบ ปี 2520
ในช่วงเวลาประมาณ 10 ปี พบว่าระดับของภูมิต้านทานโรคคอตีบ จะมี
อัตราการลดลงประมาณร้อยละ 10 (เฉลี่ยลดลงร้อยละ 1 ต่อปี) ซึ่ง
คาดว่าระดับภูมิคุ้มกันน่าจะลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 30-35
เมื่อเทียบกับความครอบคลุมร้อยละ 90 ส่งผลให้สัดส่วนของผู้มีภูมิ
ต้านทานโรคคอตีบได้ประมาณร้อยละ 55-60 และมีโอกาสที่จะเกิดการ
ระบาดของโรคได้
50. 51. 52. 8.2
0%
20%
40%
60%
80%
100%
< 20 21-30 31-40 41-50 51-60 > 60
> 1.0 IU/ml 0.1-0.9 IU/ml 0.01-0.09 IU/ml < 0.01 IU/ml
กลุ่มอายุ (ปี)
ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ)
กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ
ในประชากร จ.หนองบัวลาภู หลังได้รับวัคซีน dT 2 เข็ม 2555
(180 ราย)
53. ผลการประชุมคณะกรรมการอนุสร้างเสริม
ภูมิคุ้มกันโรค เมื่อ 28 มกราคม 2556 มีมติ...
1. กาหนดให้รณรงค์ใช้วัคซีน dT จานวน 1 ครั้ง
2. ผู้ใหญ่กลุ่มอายุ 20-50 ปี
ให้สอบถามประวัติการได้รับวัคซีนที่มี่ส่วนประกอบ
ของวัคซีนคอตีบในอดีต โดยเฉพาะในหญิงที่มีประวัติ
การตั้งครรภ์
3. การรณรงค์ฯ ให้เน้นในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคคอ
ตีบก่อน เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่ที่มีแรงงาน
ต่างด้าวเป็ นจานวนมาก
พื้นฐานการให้วัคซีนต้านทานโรคคอตีบ
- ให้วัคซีน dT จานวน 3 ครั้ง โดยมีระยะห่างการให้วัคซีน 0, 1 และ 6 เดือน
- ให้กระตุ้นทุก 10 ปี
* เนื่องจากมีข้อจากัดของปริมาณวัคซีนและการบริหารจัดการในการให้วัคซีน
54. 55. REPORTED CASES OF DIPHTHERIA, 2000 AND 2007-2012
Country 2012 2011 2010 2009 2008 2007 2000
India 2,525 3,485 3,123 3,529 3,977 3,812 5,125
Nepal 138 94 146 277 149 44 268
Bangladesh 16 11 27 23 43 86 21
Myanmar 19 7 4 19 3 5 17
Thailand 63 29 65 12 8 3 15
Laos 130 0 34 0 2 2 3
Cambodia 3 3 7 5 0
Malaysia 0 0 3 0 4 2 1
Indonesia 1,192 806 432 189 219 183 23
Viet Nam 12 13 6 8 17 32 113
Philippines 107 118 65 39 88
Pakistan 98 22 37 34 32 11 13
Source: WHO
(Update of 2013/July/13)
56. Reported Diphtheria cases in Myanmar, 2013-2014(as of 18 July 2014)
1 Dot = 1 case
2013
Cases (39 cases)
Deaths (13 cases)
1 Dot = 1 case
2014
Cases (8 cases)
Deaths (3 cases)
57. Country 2013 2012 2011 2010
Nepal 103 138 94 146
Bangladesh 2 16 11 27
Myanmar 38 19 7 4
Thailand 28 63 28 77
Laos 20 130 0 34
Cambodia 0 3
Viet Nam 11 12 13 6
Malaysia 4 0 0 3
Indonesia 775 1192 806 432
Source: WHO
(Data as 2014/July/8)
58. 59. Numberofcases
1 0 2 0 0 1 6
12
71
0
3
0
20
40
60
2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010
Source: Bureau of Epidemiology
Year
1996 : Cancel the reporting system
of vaccine coverage
Health reform
Insurgency in deep south
Reported cases of Diphtheria, in Deep South
of Thailand during 2000-2010
60. Diphtheria reported cases by province, 2012
Province Cases
Chiang Rai 2
Phetchabun 5
Bungkan 1
Loei 27
Nong Bua LamPhu 3
Udon Thani 1
Khon Kaen 1
NakhonRatchasima 3
Nakhon Si Thammarat 2
Surat Thani 3
Pattani 8
Songkhla 2
Yala 5
Total 63
61. จังหวัด ป่ วย เสียชีวิต อายุ เดือนที่ป่ วย
ปัตตานี 3 2 < 15 ปี ม.ค.-ส.ค.
สงขลา 4 0 < 15 ปี ม.ค.-ก.ค.
นราธิวาส 3 1 < 15 ปี ก.พ.-พ.ค.
ตาก 1 0 < 15 ปี มิ.ย.
ยโสธร 1 0 > 15 ปี มิ.ย.-ก.ย.
อุดรธานี 2 0 > 15 ปี ก.ค.-ส.ค.
กทม. 2 1
< 15 ปี
> 15 ปี
ส.ค. , ธ.ค.
สตูล 2 1 < 15 ปี ก.ย.
เชียงใหม่ 1 1 < 15 ปี ก.ย.
ยะลา 2 1 < 15 ปี ต.ค.
รวม 21 7
ข้อมูล ณ วันที่ 21 ม.ค.
57
62. 63. กลุ่มอายุ (ปี) จานวน ( N=48) ร้อยละ
0-5 5 10.4
6-15 16 33.3
16-25 5 10.4
26 ปีขึ้นไป 22 45.8
รวม 48 100
ที่มา : สานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข
• วัคซีนครอบคลุมไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชน
ในถิ่นทุรกันดาร ชุมชนแออัดและชายแดนใต้
เสี่ยงที่โรคจะระบาด
• โรคคอตีบเริ่มกลับมาระบาด
• โรคหัดยังระบาดเป็ นระยะ
ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็ก 0-7 ปี (44%)
64. ผู้ป่ วยโรคคอตีบชาวลาวข้ามฝั่งมารักษา
ที่ประเทศไทยหลายราย เช่นที่เชียงของ
(จังหวัดเชียงราย) ท่าลี่ (จังหวัดเลย)
การระบาดในลาวยังมีอยู่ต่อเนื่อง
สปป.ลาว สหภาพพม่า
ขอรับการสนับสนุน DAT จากไทย
ช่องว่างภูมิต้านทานโรค
กลุ่มผู้ใหญ่ที่เกิดก่อนหรือ
เกิดในช่วงต้นของ EPI
เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ
พื้นที่ต่างๆที่เสี่ยง
Herd immunity ของ
Diphtheria = 85 %
ความเสี่ยงในการระบาดของโรคคอตีบในประเทศไทย
65. 66. กรอบแนวทางในการดาเนินงานและงบประมาณที่ใช้เพื่อ
รณรงค์ให้วัคซีนเสริม (dT) แก่ประชากรไทยลุ่มเสี่ยง ปี 2556
*หมายเหตุ: -การจัดหาวัคซีน dT ในภาวะเร่งด่วนสามารถจัดหาได้ 5-7 ล้านโด๊ส/เดือน และ
-ต้องสั่งล่วงหน้าประมาณ 60-75 วัน
แนวทางที่... 1:ให้ทุกคน (1ครั้ง)
2:ให้ผู้ที่มีอายุหาร 5 ลงตัว (1ครั้ง)
ได้แก่ 20, 25, 30, 35,……….. ปี
3:ให้ผู้ที่มีอายุหาร 10 ลงตัว (1ครั้ง)
ได้แก่ 20, 30, 40, 50,……….. ปี
ผลที่คาดหวัง
ผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงทุกคน
มีภูมิต้านทานโรคคอตีบ
ร้อยละ 30 ของผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง
มีภูมิต้านทานโรคตอตีบ
ร้อยละ 15 ของผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง
มีภูมิต้านทานโรคตอตีบ
กลุ่มเป้ าหมาย อายุ 20-50 ปี อายุ ≥ 20 ปีขึ้นไป อายุ ≥ 20 ปีขึ้นไป
จานวน 30 ล้านคน 10 ล้านคน 5 ล้านคน
ปริมาณวัคซีน 30 ล้านโด๊ส 10 ล้านโด๊ส 5 ล้านโด๊ส
ระยะเวลา ~ ต.ค. - ธ.ค. 57 ~ เม.ย. 56 เป็ นต้นไป ~ เม.ย. 56 เป็ นต้นไป
ความถี่ 1 ครั้ง ทุกเดือน/ตลอดปี (นาน 5ปี) ทุกเดือน/ตลอดปี (แผนระยะยาว)
พื้นที่ในการ
ดาเนินงาน
- พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกันทั่วประเทศ
- รายภูมิภาค - -
บุคลากร
ระดมกาลังเจ้าหน้าที่
ในการฉีดวัคซีน
ทุกส่วน
เจ้าหน้าที่ในการฉีดวัคซีนตามปกติ
ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
เจ้าหน้าที่ในการฉีดวัคซีนตามปกติ
ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
งบประมาณ 253 ล้านบาท 76.2 ล้านบาท 38.1 ล้านบาท
ค่าวัคซีน 230 ล้านบาท 74 ล้านบาท 37 ล้านบาท
ค่าบริหารจัดการ 23 ล้านบาท 2.2 ล้านบาท 1.1 ล้านบาท