การให้วัคซีน VZV และ DT
ในบุคลากรกลุ่มเสี่ยงใน
โรงพยาบาล
ชนานาถ เยือกเย็น
การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน มีอยู่ 2 วิธี
ภูมิคุ้มกันรับมา
(passive immunization)
กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง
(active immunization)
วัคซีน คือ
วัคซีน คือ สารที่ใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค ผลิตจาก
เชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือถูกทาให้อ่อนแรง หรือ
ชิ้นส่วนของเชื้อโรค หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น
เลียนแบบชิ้นส่วนของเชื้อโรค
วัคซีนไม่ทาให้ก่อโรค เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับเชื้อ
โรคนั้นจริงๆ จะมีภูมิป้องกันไม่ให้เราติดเชื้อและ
ไม่ป่วย หรือถ้าป่วย ก็จะมีอาการไม่รุนแรง
ประเภทของวัคซีน
แบ่งโดยอาศัยวิธีการผลิตได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. วัคซีนประเภทท็อกซอย (toxoid)
2. วัคซีนเชื้อตาย (Killed Vaccine)
3. วัคซีนเชื้อเป็น (live vaccine)
วัคซีนประเภทท็อกซอย (TOXOID)
หมายถึง วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยการนาพิษของเชื้อ
โรคมาทาให้หมดฤทธิ์ไป แต่ยังสามารถ
กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้
ใช้สาหรับโรคติดเชื้อที่เกิดจากพิษของเชื้อ เช่น
โรคคอตีบ และโรคบาดทะยัก
วัคซีนเชื้อตาย (KILL VACCINE)
หมายถึง วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคทั้งตัวที่ตาย
แล้ว หรือเฉพาะส่วนประกอบบางส่วนของเชื้อ
โรค หรือโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อที่ผลิต
ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยหลักพันธุศาสตร์ (genetic
engineering)
เช่น วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้
สมองอักเสบเจอี วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีน
โปลิโอชนิดฉีด และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
วัคซีนเชื้อเป็น (LIVE VACCINE)
หมายถึง วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคมาทาให้
อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถทาให้เกิดโรค แต่
เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
เช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีน
อีสุกอีใส วัคซีนโปลิโอชนิดกิน วัคซีนไวรัส
โรตา และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก
เป็นต้น
ประเภทของวัคซีน
แบ่งตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ
วัคซีนพื้นฐาน (compulsory vaccines)
วัคซีนเสริมหรือวัคซีนเผื่อเลือก (optional
vaccines)
วัคซีนใช้ในกรณีพิเศษ (vaccines in special
circumstances)
วัคซีนที่กาลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา
(investigational vaccines)
วิธีการให้วัคซีน
1. การฉีด
2. การรับประทาน ใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันในลาไส้ เช่น วัคซีน
โปลิโอ วัคซีนไทฟอยด์
3. พ่นด้วยสเปรย์ทางจมูก
ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน
หากผู้ที่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนมีไข้สูง ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป
แต่หากเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อยเช่น เป็นหวัด น้ามูกไหลโดยไม่มีไข้
โดยทั่วไปสามารถให้วัคซีนได้
ผู้ที่มีประวัติได้รับอิมมูนโกลบุลิน หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบ
ของแอนติบอดี รวมทั้งเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด ในระยะเวลาไม่
นาน หากต้องการรับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่มีส่วนประกอบของวัคซีน
หัด หรืออีสุกอีใส ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน เนื่องจาก
วัคซีนอาจไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ดี ทั้งนี้ระยะเวลาที่ควรเลื่อนขึ้นอยู่
กับชนิดและขนาดของผลิตภัณฑ์ของเลือดหรืออิมมูนโกลบุลินที่
ได้รับ
ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน
หากแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน ควรหลีกเลี่ยงการให้
วัคซีนนั้นๆ ผู้ที่แพ้ไข่ชนิดรุนแรงไม่ควรให้วัคซีนที่ผลิตจากไข่ เช่น
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่สามารถให้วัคซีนหัดได้ เนื่องจากในวัคซีนมี
ปริมาณของไข่อยู่น้อย
ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อเป็นในหญิงตั้งครรภ์
หญิงที่ได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็น ควรคุมกาเนิดหลังได้วัคซีนนาน 1
เดือน
วัคซีนส่วนใหญ่ควรเก็บในตู้เย็น วัคซีนเชื้อเป็นที่อยู่ในสภาพผงแห้ง
แข็ง ควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง
ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน
ทารกที่คลอดก่อนกาหนด สามารถรับวัคซีนได้ตามปกติ ยกเว้นกรณี
ที่น้าหนักตัวน้อยกว่า 2,000 กรัม ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีซ้าอีกครั้ง
เมื่อน้าหนักตัวมากกว่า 2,000 กรัม หรืออายุ 1-2 เดือน และฉีดให้ครบ
สามครั้ง โดยไม่นับการฉีดเมื่อแรกคลอด
การให้วัคซีนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจได้ผลไม่ดี แต่อาจมี
ประโยชน์มากกว่าไม่ให้ ซึ่งต้องเสี่ยงจากการเกิดโรคตามธรรมชาติซึ่ง
อาจรุนแรง และไม่ควรให้วัคซีนมีชีวิตเพราะอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรง
ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูงและเป็นเวลานาน ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อมี
ชีวิตจนกว่าจะหยุดการใช้ยาแล้วระยะหนึ่ง
ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน
การให้วัคซีนหลังสัมผัสโรคแล้วในผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน อาจช่วย
ป้ องกันโรคได้ในกรณีสัมผัสโรคบางชนิดเช่น หัด ตับอักเสบเอ อีสุกอีใส
แต่ควรให้วัคซีนในระยะเวลาสั้นที่สุดหลังสัมผัสโรค โดยระยะเวลาหลัง
สัมผัส โรคที่วัคซีนจะมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับวัคซีนแต่ละชนิด
โดยทั่วไปวัคซีนชนิดเดียวกันมีปริมาณและส่วนประกอบเหมือนกัน เช่น
ตับอักเสบบี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ชนิดทั้งเซลล์ ที่ผลิตจากต่าง
บริษัทสามารถนามาใช้ทดแทนกันได้ในการให้วัคซีนครั้งถัดไป แต่วัคซีน
ที่ส่วนประกอบของแต่ละผู้ผลิตมีความต่างกัน ไม่ควรใช้แทนกัน อย่างไร
ก็ดีหากไม่สามารถหาวัคซีนชนิดเดิมได้ให้ใช้ต่างบริษัทได้เพราะ
ประโยชน์จากการได้รับวัคซีนมีมากกว่า
ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน
กรณีที่มีการให้วัคซีนซ้า เนื่องจากไม่มั่นใจว่าเคยได้รับวัคซีนมาก่อน
หรือไม่ โดยทั่วไปไม่มีอันตรายรุนแรง แต่อาจมีปฏิกิริยาต่อวัคซีนเพิ่มขึ้น
ได้และเป็นการสิ้นเปลือง
โดยทั่วไปการตรวจเลือดก่อนและหลังรับวัคซีนไม่มีความจาเป็น ยกเว้น
กรณีที่วัคซีนมีราคาแพง และผู้จะรับวัคซีนอาจเคยเป็นโรคมาก่อน
แนะนาให้ตรวจเลือดหากค่าใช้จ่ายไม่สูงจนเกินไป สาหรับการตรวจ
เลือดหลังรับวัคซีนอาจมีความจาเป็นในบางกรณี เช่น เด็กที่คลอดจาก
มารดาซึ่งเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี
น้าหนักตัวไม่ได้เป็นตัวกาหนดขนาดของวัคซีนที่ใช้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
แต่จะใช้อายุเป็นตัวกาหนดการให้วัคซีน
ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน
การให้วัคซีนทิ้งช่วงห่างกันเกินไปกว่าที่กาหนด ไม่ได้ทาให้ภูมิคุ้มกันต่าลง
แต่หากระยะห่างของวัคซีนใกล้กันเกินไป อาจทาให้ภูมิคุ้มกันต่ากว่าที่ควร
จะเป็น กรณีไม่ได้มารับวัคซีนตามกาหนด ไม่จาเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่า
จะเว้นช่วงห่างไปนานเท่าใด ให้นับต่อจากวัคซีนครั้งก่อนได้
วัคซีนแต่ละเข็มควรฉีดคนละตาแหน่ง และไม่ควรนาวัคซีนต่างชนิดมา
ผสมกันเพื่อฉีดครั้งเดียว ยกเว้นมีข้อมูลที่ได้ศึกษามาแล้วว่าสามารถทาได้
วัคซีนเชื้อเป็นสามารถให้พร้อมกันหลายชนิดในวันเดียวกัน แต่หากจะให้
ไม่พร้อมกัน ควรเว้นระยะเวลาให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน สาหรับวัคซีน
เชื้อตายจะให้ห่างกันนานเท่าใดก็ได้
ทาไมต้องให้วัคซีนแก่บุคลากรทางการแพทย์ ?
บุคลากรทางการแพทย์ คือ ผู้ที่ทางานด้านการสร้างเสริม ป้ องกัน
รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย
มีโอกาสได้รับเชื้อโรค ทั้งจากการสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่ง และ
ทางการหายใจ
สามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่น ทั้งผู้ป่วย ผู้ร่วมงาน ครอบครัว
โรคติดเชื้อหลายชนิดสามารถป้ องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ดังนั้นการ
ฉีดวัคซีนจึงเป็นการป้ องกันที่ตัวบุคลากรทางการแพทย์เองและป้ องกัน
การแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น เช่น ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่า และคนใกล้ชิด
วัคซีนที่ CDC แนะนาให้ฉีดในบุคลากรทางการแพทย์
(STRONGLY RECOMMEND)
1. ไวรัสตับอักเสบบี
2. ไข้หวัดใหญ่
3. หัด คางทูม และหัดเยอรมัน
4. อีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใส
- เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicellazoster (VZV) ติดต่อโดย
การสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้าบนผิวหนัง หรือสูดหายใจเอา
ละอองฝอยของสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ
- โรคนี้สามารถหายได้เอง
- หลังจากที่ติดเชื้อจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต
- โดยทั่วไปในเด็กอาการจะไม่รุนแรง
- แต่การติดเชื้อในทารกแรกเกิด วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ รวมทั้ง
ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีโอกาสเกิดโรครุนแรงและ
เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ
โรคอีสุกอีใส
นอกจากนั้นการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วง
สองไตรมาสแรกอาจทาให้ทารกเกิดโรคอีสุกอีใสแต่
กาเนิด (congenital varicella syndrome) หลังจากเป็น
อีสุกอีใสแล้วเชื้อ VZV ยังอยู่ใน dorsal root ganglia ของ
ร่างกาย เมื่อร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันที่อ่อนแออาจได้รับ
การกระตุ้นเกิดเป็นโรคงูสวัด
โรคอีสุกอีใส
ระบาดวิทยา
- รายงานจากสานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ปี พ.ศ. 2556 มีรายงานผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสทั่วประเทศ จานวน 48,299
ราย คิดเป็นอัตราป่วย 75 ต่อประชากรแสนคน
- ซึ่งอัตราป่วยสูงสุดพบในเด็กช่วงอายุ 0-4 ปี
- จากการศึกษาในเด็กไทยพบว่าเมื่อเด็กอายุ10 ปี ร้อยละ 60-70 จะเคย
ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว มีเพียงร้อยละ 15-20 ของผู้ใหญ่อายุ
มากกว่า 20 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ซึ่งควรฉีดวัคซีนป้องกัน
เพราะโรคอีสุกอีใสในผู้ใหญ่มีความรุนแรงและมีผลกระทบมากกว่า
ในเด็ก
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
รายละเอียดและส่วนประกอบ
วัคซีนที่ใช้ปัจจุบันทาจากเชื้อมีชีวิต นามาทาให้อ่อนฤทธิ์ ผลิต
ขึ้นมาในรูปผงแห้ง (lyophilized) ที่มีจาหน่ายในประเทศ
ไทยมี 3 ชนิด
1. Varilrix ใน 1 โด๊สมีเชื้อไม่ต่ากว่า 2,000 pfu
2. Varicella Vaccine-GCCTM ใน 1 โด๊สมีเชื้อไม่ต่ากว่า 1,400
PFU
ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสอยู่ในรูปวัคซีน
รวม ได้แก่ วัคซีนรวมหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส
(MMRV) รวมอยู่ในเข็มเดียวกันทาให้ไม่ต้องเจ็บตัวมากขึ้น
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
วิธีเก็บ
วัคซีนเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 oC ผงแห้งของวัคซีนไม่ควร
ให้ถูกแสงสว่าง
ขนาดและวิธีใช้
- ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneous) ครั้งละ 0.5 มล. ให้ได้
ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยพิจารณาตามอายุที่เริ่มฉีด ดังนี้
- เด็กอายุ1-12 ปี ให้ 1-2 โด๊ส โด๊สแรกแนะนาให้ฉีดเมื่ออายุ
12-18 เดือน อาจพิจารณาฉีดโด๊สที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี ใน
กรณีที่มีการระบาด อาจฉีดโด๊สที่ 2 ก่อนอายุ 4 ปีได้แต่ต้อง
ห่างจากโด๊สแรกอย่างน้อย 3 เดือน
- อายุ 13 ปีขึ้นไปให้ 2 โด๊ส ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
ประสิทธิภาพ
การศึกษาระยะแรกพบว่า
ในเด็กอายุ1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส 1
โดสมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ร้อยละ 97
สาหรับเด็กโตอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป
หลังได้รับวัคซีน 1 โดสมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นร้อยละ 72-94
และเพิ่มเป็นร้อยละ 94-99 หลังได้รับวัคซีนโดสที่สอง
การศึกษาระยะหลัง
เด็กอายุ1-12 ปี หลังได้วัคซีน 1 โดส มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ร้อย
ละ 85.7
และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 99.6 ถ้าให้วัคซีน 2 โดส
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
- ระยะเวลาการคงอยู่ของภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาที่ผ่านมาของ
ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ได้อย่างน้อย 11 ปี
- ส่วนการศึกษาในญี่ปุ่นพบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ได้อย่างน้อย 20 ปี
- คาดว่าเป็นเพราะมีการกระตุ้นซ้ําจากไวรัสอีสุกอีใสที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติ ถ้าประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนทาให้ไม่มีการ
สัมผัสโรค มีความเป็นไปได้วาภูมิคุ้มกันอาจจะค่อยๆ หายไป
- วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันการเกิดโรคอีสุกอีใสโดยรวมได้
ร้อยละ 70-90 และป้องกันการเกิดโรครุนแรงได้ร้อยละ 95
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
ปฏิกิริยา
วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสจัดเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย
มีปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อย เช่น
บวมแดงร้อนได้เล็กน้อยในตาแหน่งที่ฉีดวัคซีน
ผื่นขึ้นเฉพาะที่
ผื่นแบบอีสุกอีใสขึ้นทั่วตัว (มีเพียง 2-5 ตาแหน่ง และอาจเป็น
ลักษณะของ maculopapular มากกวาตุ่มน้าใส) โดยผื่นมักเกิดขึ้น
ภายในเวลา 5-26 วันหลังจากฉีดวัคซีน (ผื่นที่เกิดขึ้นเร็วภายใน
2 สัปดาห์แรกหลังจากฉีดวัคซีนมักเป็นจากการติดเชื้อธรรมชาติ(wild
type- VZV) มากกว่าที่จะเป็นจากวัคซีน)
ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่อาจ พบไข้มากกว่า 37.8 oซ.
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
ข้อบ่งชี้
Preexposure prophylaxis
Postexposure prophylaxis
Passive immunization
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Pre exposure prophylaxis
เด็กปกติที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ที่ต้องการลดความเสี่ยงใน
การเกิดโรคสามารถให้วัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
เด็กโต และผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยมีประวัติเป็นโรคนี้ ควรพิจารณาให้
วัคซีนทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่บ้านเดียวกันกับผู้ป่วยที่มี
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งมีโอกาสแพร่เชื้อให้กับผู้ที่มีภาวะที่เสี่ยง
เหล่านี้ได้สูง ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อมากหรือมีโอกาสแพรกระจาย
เชื้อให้ผู้อื่นได้มาก เช่น บุคลากรทางการแพทย์เจ้าหน้าที่
สถานพยาบาล ครู หรือผู้ที่ทางานกับเด็กจานวนมาก หรือหญิงวัย
เจริญพันธุ์ที่ยังไม่ต้องการตั้งครรภ์
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
คนปกติที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสและไม่มีภูมิคุมกัน วัคซีนมีประสิทธิภาพใน
การป้องกันโรคถ้าให้ภายใน 3 วันหลังสัมผัสโรค และอาจได้ผลถ้าให้ภายใน
5 วัน
 กรณี ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุมกันบกพร่องอย่างรุนแรงที่สัมผัสโรค ควร
พิจารณาให้ VZIG ภายใน 96 ชั่วโมงแทน ถ้าไม่มี VZIG ให้ใช้IVIG แทน
หรือพิจารณาให้ acyclovir ในวันที่ 7-10 หลังสัมผัสโรค เป็นเวลา 7 วัน
 ควรเฝ้าระวังอาการหลังสัมผัสโรคเสมอ ไม่วาจะได้รับวัคซีนหรือ VZIG
หรือไม่ได้รับการรักษาใดๆ ก็ตาม เพราะยังมีโอกาสเป็นโรคได้ซึ่งควรให้
acyclovir รักษาโดยเร็วที่สุด เมื่อพบวาผู้ป่วยมีผื่นขึ้น (หากเป็นโรค จะมีผื่นขึ้น
ประมาณวันที่ 8-21 หลังสัมผัสแต่ถ้าได้รับ VZIG อาจเกิดโรคได้ถึงวันที่ 28 หลังสัมผัส)
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
การให้วัคซีนสามารถให้ได้ในผู้ที่สัมผัสกับผู้ที่เป็นโรค เนื่องจากสามารถ
ป้องกันโรคหรือทาให้อาการน้อยลงได้นอกจากนี้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อการให้
วัคซีนก็สามารถสร้างภูมิคุมกันโรคต่อไปในอนาคตได้ด้วย
แต่การให้วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้และบางรายอาจ
ได้รับเชื้อมาพร้อมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรค ซึ่งในกรณีนี้วัคซีนจะไม่สามารถ
ป้องกันได้(ในเด็กเมื่อให้วัคซีนไปได้2- 3 วัน อาจมีผื่นขึ้นได้รุนแรงเหมือนการติดเชื้อ
ธรรมชาติ)
การให้วัคซีนในช่วงเวลาก่อนที่จะแสดงอาการของโรคยังไม่มีรายงานว่า
ทาให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
 การให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์
 บุคลากรทางการแพทยที่ไม่เคยมีประวัติป่วยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่แน่ใจ
และยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรค ควรได้รับการตรวจคัดกรองวามีภูมิคุ้มกัน
แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับวัคซีนป้องกันโรค
 ไม่แนะนาให้ตรวจหาภูมิคุมกันหลังให้วัคซีนครบ 2 โดส เนื่องจากชุดตรวจหาภูมิ
คุมกันที่มีจาหนายทั่วๆไปมักมีความไวไม่เพียงพอ
 ในรายที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้ว 1 โดส ควรให้วัคซีนโดสที่ 2 ภายใน 3-5 วันหลัง
สัมผัสโรคและให้ห่างจากโดสแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห และควรมีการติดตามเฝ้า
สังเกตอาการของการติดเชื้อในชวงวันที่ 10-21 หลังสัมผัสโรคด้วย ควรหยุด
ปฏิบัติงานทันที
วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV)
Post exposure prophylaxis
 การให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์
 บุคลากรทางการแพทยที่ยังไมมีภูมิคุ้มกันและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ถ้าไป
สัมผัสโรค จะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อไดสูงในช่วงวันที่ 10-21 หลังสัมผัสโรค
ในชวงดังกลาวบุคลากรควรหยุดปฏิบัติงานและเฝ้าสังเกตอาการจากการติดเชื้อ
ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทาได้ ถ้าให้ภายใน 3-5 วันหลัง
สัมผัสโรค วัคซีนอาจจะช่วยป้องกันโรคได้ หรือถ้าเกิดโรคอาจจะทาให้อาการ
รุนแรงน้อยลง
 ในรายที่สัมผัสโรคมานานเกิน 5 วันแล้ว ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับการให้วัคซีนป้องกัน
โรค เนื่องจากถ้าการสัมผัสในครั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ วัคซีนจะช่วยสร้าง
ภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคจากการสัมผัสในครั้งต่อๆไป
คุณลักษณะ
 เป็ นวัคซีนชนิดแขวนลอย (Suspension) สีเทาออกขาว
 ผลิตจาก Purified Diphtheria Toxoid และ Purified
Tetanus Toxoid
 มีสารดูดซับวัคซีน : Aluminium Phosphate
 มีวัตถุกันเสียเป็ น Thimerosal
 ไม่มี horse serum protein
ความแรงของวัคซีน
 ในวัคซีน 1 โด๊ส ขนาด 0.5 ml ประกอบด้วย
 Diphtheria Toxoid (d) < 5 Lf (> 2 IU); (D) > 30 IU)
 Tetanus Toxoid (T) > 5 Lf (> 40 IU)
 Aluminium Phosphate (Adsorbed) < 1.25 mg
 Thimerosal 0.01%
ขนาดบรรจุและการเก็บวัคซีน
Multiple dose
1 ขวด, บรรจุ 10 โด๊ส
เก็บที่อุณหภูมิ +2 ถึง +8 องศาเซลเซียส
เป็ นวัคซีนที่ไวต่อความเย็น ห้ามแช่แข็ง!!!
การให้วัคซีน
 ผู้มีอายุมากกว่า 7 ปี ขึ้นไป รวมทั้งหญิง
ตั้งครรภ์
ขนาดที่ฉีดครั้งละ 0.5 ml
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM)
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ : dT, DTP, HB,
DTP-HB
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
ภูมิคุ้มกันเริ่มเกิด ~1-2 สัปดาห์ หลังฉีดโด๊สแรก
ในผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนบาดทะยัก 2 เข็ม ห่างกันอย่าง
น้อย 1 เดือน ~80% ของผู้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทาน
โรคสูงเพียงพอต่อการป้ องกันโรค และคงสูงได้นานไม่
น้อยกว่า 3 ปี
หากได้เข็ม 3 ห่างจากเข็ม 2 อย่างน้อย 6 เดือน พบว่า
~95% ของผู้ได้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทานโรคสูงเกิน
กว่าระดับที่ป้ องกันโรคได้ และคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า
5-10 ปี
 ผู้ที่มีประวัติ Anaphylaxis จากการให้วัคซีนนี้ครั้งก่อน
 ผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท (GBS)
 ควรเลื่อนการให้วัคซีนไปก่อน ในผู้ที่มีอาการไข้รุนแรง
 สามารถให้วัคซีนนี้ได้ในกลุ่ม :-
 ผู้ติดเชื้อ HIV
 ผู้ได้รับยาต้านมะเร็ง หรือยากดภูมิคุ้มกัน
 ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานโรคต่า หรือ ภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่นๆ เช่น
ผู้ป่ วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กาเนิด ผู้ป่ วยตัดม้าม ผู้ป่ วยที่
เปลี่ยนหรือปลูกถ่ายอวัยวะ
 ฯลฯ
 อาการบวม แดง เจ็บเฉพาะที่ พบได้บ่อย
 ไม่ค่อยมีไข้ และอาจพบเป็ นตุ่มไตที่ผิวหนัง (ฉีดไม่ลึก
ถึงชั้นกล้ามเนื้อ)
 อาการบวมเจ็บรุนแรง (Arthus-like reaction) อาจ
พบได้บ้าง อาการบวมเจ็บจากหัวไหล่ไปถึงศอก
 พบอาการแสดงภายใน 2-8 ชม.หลังฉีด
 พบในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่อ Tetanus และ/หรือ Diphtheria ใน
ร่างกายสูงมาก
 ดังนั้น...ควรงดเข็มถัดไป หรืองด booster (ภายใน 10 ปี)
ผลข้างเคียงของ Td. Vaccine ที่พบได้... บ่อยๆ
dT, JE, MMR
ปวด บวม แดง 10%
ปวดเมื่อย dT 10-25%
ไข้ MMR 5% (เริ่มเป็ นหลังฉีด 7 วัน)
หลังฉีด JE พบผื่นแพ้ได้บ่อย 10-25%
หลังฉีด MMR 1 สัปดาห์ พบมีผื่นคล้ายหัด หรือต่อมน้าลายบวม
อาการภายหลังได้รับวัคซีนที่พบได้... บ่อยๆ
ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs
WPRO/EPI/99.01
ติดเชื้อ:
เกิดหนอง, ฝี หรือบาดแผลอักเสบ
บริเวณที่ฉีดวัคซีน
ติดเชื้อในระบบต่างๆของร่างกาย,
ติดเชื้อในกระแสเลือด, toxic shock
syndrome
มีการกระจายของโรคติดต่อที่นาโดย
การปนเปื้อนเลือด, (HIV, hepatitis B or
hepatitis C )
กระบวนการฉีดวัคซีนไม่ปลอดเชื้อ:
นาเอากระบอกและเข็มฉีดยาชนิด
นากลับมาใช้ซ้า (ใช้ครั้งเดียวทิ้ง)
เข็มและกระบอกฉีดยาไม่ปลอดเชื้อ
มีการนาเอาวัคซีนครั้งก่อน นา
กลับมาใช้ซ้า
มีการปนเปื้อนของวัคซีน
ฉีดวัคซีนผิดตาแหน่ง :
• ฉีดทอกซอย dT, DTP, DT
ตื้นไป (ไม่อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ)
ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs
WPRO/EPI/99.01
• มีปฏิกิริยาเฉพาะที่ผิวหนัง
หรือ มีฝีเกิดขึ้น (อาจเป็นฝี
ไร้เชื้อ หรือ มีไตแข็ง)
• ฉีดที่สะโพก
• เกิดไปถูกเส้นประสาทไซอาติค
ทาให้มีกล้ามเนื้อขาอัมพาตได้
(หรือในกรณีวัคซีนตับบี จะทาให้
ดูดซึมไม่ดี วัคซีนไม่ได้ผล)
ความผิดพลาดในการบริหารจัดการที่ทาให้เกิด AEFIs
•การเก็บรักษาและการส่ง
ต่อวัคซีนไม่ถูกต้อง
(Cold Chain)
ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs
WPRO/EPI/99.01
• มีปฏิกิริยาเฉพาะที่มากขึ้น
เนื่องจากวัคซีน (ที่ห้ามแช่แข็ง)
แข็งตัว ทาให้ตกตะกอน
• วัคซีนที่แช่แข็ง จะทาให้วัคซีน
เสื่อมคุณภาพ (การสร้าง
ภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี)
•ไม่ปฏิบัติตามข้อห้ามใช้...
(Contraindication) •ทาให้เกิดอาการ AEFIs ที่
ควรจะหลีกเลี่ยงได้
ความผิดพลาดในการบริหารจัดการที่ทาให้เกิด AEFIs
ร้อยละของระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ
ในกลุ่มอายุ 20 - 60 ปี ประเทศไทย ปี 2556
0.426
0.31
0.356
0.403
0
0.05
0.1
0.15
0.2
0.25
0.3
0.35
0.4
0.45
0%
10%
20%
30%
40%
50%
60%
70%
80%
90%
100%
20-29 30-39 40-49 50-59
0.01 to 0.099 IU/ml
0.1 to 0.999 IU/ml
1 to 1.499 IU/ml
1.5 to 2 IU/ml
> 2 IU/ml
GMT
Seroconversion IU/mL
กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบในประชากรจังหวัดเลย, อ.
วังสะพุง และ อ.ด้านซ้าย ที่เกิดการระบาดปี 2555 จานวน 213 ราย
5.9
50.0 50.0
72.2
61.5
70.2 65.5
80.0 85.7
0%
20%
40%
60%
80%
100%
- - - - - - - - -
≥ 1.0 IU/ml 0.1 - 0.9 IU/ml <0.1 IU/ml
กลุ่มอายุ (ปี)
ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ)
Titer < 0.1 IU/ml ระดับภูมิต้านทานที่ไม่สามารถป้ องกันโรคคอตีบได้
กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ
ในเจ้าหน้าที่อายุมากกว่า 20 ปี จานวน 57 ราย (สคร.1), 2555
24.6
59.6
15.8
0.0
20.0
40.0
60.0
80.0
100.0
<0.01 IU/ml 0.01 - 0.09 IU/ml ≥ . IU/ml
ระดับภูมิต้านทาน
ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ)
 รัสเซียเกิดการระบาดใหญ่ของโรคคอตีบ ในช่วงปี 1990-1999
ภายหลังจากมีการแยกประเทศ ประมาณปี 1989 และมีผู้ป่ วยสูงสุดใน
ปี 1995 ซึ่งพบว่าผู้ป่ วยส่วนใหญ่เป็ นผู้ใหญ่ (68%) [ไทยพบเป็ น
ผู้ใหญ่ร้อยละ 46.67]
 การระบาดใหญ่ของโรคคอตีบในรัสเซีย คิดเป็ นระยะเวลาหลังจากเริ่ม
ให้วัคซีนมาประมาณ 30+ ปี (เริ่มให้วัคซีนปลายทศวรรษ1950)
 สาหรับไทย เริ่มมีการระบาดโรคคอตีบในผู้ใหญ่ ปี 2555 หลังจาก
ให้บริการวัคซีนในประชาชนประมาณ 35 ปี เริ่มให้วัคซีนป้ องกันโรค
คอตีบ ปี 2520
 ในช่วงเวลาประมาณ 10 ปี พบว่าระดับของภูมิต้านทานโรคคอตีบ จะมี
อัตราการลดลงประมาณร้อยละ 10 (เฉลี่ยลดลงร้อยละ 1 ต่อปี) ซึ่ง
คาดว่าระดับภูมิคุ้มกันน่าจะลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 30-35
เมื่อเทียบกับความครอบคลุมร้อยละ 90 ส่งผลให้สัดส่วนของผู้มีภูมิ
ต้านทานโรคคอตีบได้ประมาณร้อยละ 55-60 และมีโอกาสที่จะเกิดการ
ระบาดของโรคได้
การศึกษาระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ
ในพื้นที่รณรงค์ให้วัคซีนเสริม
เพื่อควบคุมการระบาดของโรค
ภายหลังได้รับวัคซีน DT แล้ว
จานวน 1 เข็ม และ 2 เข็ม
กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ
ในประชากร จ.หนองบัวลาภู หลังได้รับวัคซีน DT 1 เข็ม 2555
(200 ราย)
2.6 9.5 5.3
2.5 2.8
2.55.3
0%
20%
40%
60%
80%
100%
< 20 21 - 30 31 - 40 41 - 50 51 - 60 > 60
> 1.0 IU/ml 0.1-0.9 IU/ml 0.01-0.09 IU/ml < 0.01 IU/ml
กลุ่มอายุ (ปี)
ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ)
8.2
0%
20%
40%
60%
80%
100%
< 20 21-30 31-40 41-50 51-60 > 60
> 1.0 IU/ml 0.1-0.9 IU/ml 0.01-0.09 IU/ml < 0.01 IU/ml
กลุ่มอายุ (ปี)
ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ)
กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ
ในประชากร จ.หนองบัวลาภู หลังได้รับวัคซีน dT 2 เข็ม 2555
(180 ราย)
ผลการประชุมคณะกรรมการอนุสร้างเสริม
ภูมิคุ้มกันโรค เมื่อ 28 มกราคม 2556 มีมติ...
1. กาหนดให้รณรงค์ใช้วัคซีน dT จานวน 1 ครั้ง
2. ผู้ใหญ่กลุ่มอายุ 20-50 ปี
 ให้สอบถามประวัติการได้รับวัคซีนที่มี่ส่วนประกอบ
ของวัคซีนคอตีบในอดีต โดยเฉพาะในหญิงที่มีประวัติ
การตั้งครรภ์
3. การรณรงค์ฯ ให้เน้นในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคคอ
ตีบก่อน เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่ที่มีแรงงาน
ต่างด้าวเป็ นจานวนมาก
พื้นฐานการให้วัคซีนต้านทานโรคคอตีบ
- ให้วัคซีน dT จานวน 3 ครั้ง โดยมีระยะห่างการให้วัคซีน 0, 1 และ 6 เดือน
- ให้กระตุ้นทุก 10 ปี
* เนื่องจากมีข้อจากัดของปริมาณวัคซีนและการบริหารจัดการในการให้วัคซีน
Diphtheria Outbreak
in
South-East Asia Countries
REPORTED CASES OF DIPHTHERIA, 2000 AND 2007-2012
Country 2012 2011 2010 2009 2008 2007 2000
India 2,525 3,485 3,123 3,529 3,977 3,812 5,125
Nepal 138 94 146 277 149 44 268
Bangladesh 16 11 27 23 43 86 21
Myanmar 19 7 4 19 3 5 17
Thailand 63 29 65 12 8 3 15
Laos 130 0 34 0 2 2 3
Cambodia 3 3 7 5 0
Malaysia 0 0 3 0 4 2 1
Indonesia 1,192 806 432 189 219 183 23
Viet Nam 12 13 6 8 17 32 113
Philippines 107 118 65 39 88
Pakistan 98 22 37 34 32 11 13
Source: WHO
(Update of 2013/July/13)
Reported Diphtheria cases in Myanmar, 2013-2014(as of 18 July 2014)
1 Dot = 1 case
2013
Cases (39 cases)
Deaths (13 cases)
1 Dot = 1 case
2014
Cases (8 cases)
Deaths (3 cases)
Country 2013 2012 2011 2010
Nepal 103 138 94 146
Bangladesh 2 16 11 27
Myanmar 38 19 7 4
Thailand 28 63 28 77
Laos 20 130 0 34
Cambodia 0 3
Viet Nam 11 12 13 6
Malaysia 4 0 0 3
Indonesia 775 1192 806 432
Source: WHO
(Data as 2014/July/8)
อัตราป่ วยโรคคอตีบและความครอบคลุมของ
การได้รับวัคซีนคอตีบครบ 3 ครั้ง
ในเด็กอายุครบ 1 ปี : ประเทศไทย พ.ศ. 2520-2556
อัตราป่ วยต่อประชากรแสนคน ร้อยละ
แหล่งที่มา : สานักระบาดวิทยาและสานักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค
อัตราป่วย
ความครอบคลุม
Numberofcases
1 0 2 0 0 1 6
12
71
0
3
0
20
40
60
2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010
Source: Bureau of Epidemiology
Year
1996 : Cancel the reporting system
of vaccine coverage
Health reform
Insurgency in deep south
Reported cases of Diphtheria, in Deep South
of Thailand during 2000-2010
Diphtheria reported cases by province, 2012
Province Cases
Chiang Rai 2
Phetchabun 5
Bungkan 1
Loei 27
Nong Bua LamPhu 3
Udon Thani 1
Khon Kaen 1
NakhonRatchasima 3
Nakhon Si Thammarat 2
Surat Thani 3
Pattani 8
Songkhla 2
Yala 5
Total 63
จังหวัด ป่ วย เสียชีวิต อายุ เดือนที่ป่ วย
ปัตตานี 3 2 < 15 ปี ม.ค.-ส.ค.
สงขลา 4 0 < 15 ปี ม.ค.-ก.ค.
นราธิวาส 3 1 < 15 ปี ก.พ.-พ.ค.
ตาก 1 0 < 15 ปี มิ.ย.
ยโสธร 1 0 > 15 ปี มิ.ย.-ก.ย.
อุดรธานี 2 0 > 15 ปี ก.ค.-ส.ค.
กทม. 2 1
< 15 ปี
> 15 ปี
ส.ค. , ธ.ค.
สตูล 2 1 < 15 ปี ก.ย.
เชียงใหม่ 1 1 < 15 ปี ก.ย.
ยะลา 2 1 < 15 ปี ต.ค.
รวม 21 7
ข้อมูล ณ วันที่ 21 ม.ค.
57
0.0
20.0
40.0
60.0
80.0
100.0
2523
2524
2525
2526
2527
2528
2529
2530
2531
2532
2533
2534
2535
2536
2537
2538
2539
2542
2546
2551
DTP3
DTP4
DTP5
ความครอบคลุมวัคซีน(ร้อยละ)
พ.ศ.
พ.ศ.2520 เริ่มแผนงานสร้างเสริมฯ ให้ DTP 2 ครั้ง
ปัจจุบัน... เด็กกลุ่มนี้ อายุ 35 ปี
พ.ศ.2525 เริ่มให้ DTP 3 ครั้ง
ปัจจุบัน... เด็กกลุ่มนี้ อายุ 30 ปี
พ.ศ.2535 Cov. DTP3 > 90%
ปัจจุบัน... เด็กกลุ่มนี้ อายุ 20 ปี
รายงานความครอบคลุมการได้รับวัคซีนปัองกันโรคคอตีบ,
ประเทศไทย พ.ศ.2520 - 2551
90
กลุ่มอายุต่ากว่า 12 ปี
- DTP3 > 95% -
DTP4 > 90%
กลุ่มอายุ (ปี) จานวน ( N=48) ร้อยละ
0-5 5 10.4
6-15 16 33.3
16-25 5 10.4
26 ปีขึ้นไป 22 45.8
รวม 48 100
ที่มา : สานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข
• วัคซีนครอบคลุมไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชน
ในถิ่นทุรกันดาร ชุมชนแออัดและชายแดนใต้
เสี่ยงที่โรคจะระบาด
• โรคคอตีบเริ่มกลับมาระบาด
• โรคหัดยังระบาดเป็ นระยะ
ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็ก 0-7 ปี (44%)
 ผู้ป่ วยโรคคอตีบชาวลาวข้ามฝั่งมารักษา
ที่ประเทศไทยหลายราย เช่นที่เชียงของ
(จังหวัดเชียงราย) ท่าลี่ (จังหวัดเลย)
 การระบาดในลาวยังมีอยู่ต่อเนื่อง
 สปป.ลาว สหภาพพม่า
ขอรับการสนับสนุน DAT จากไทย
 ช่องว่างภูมิต้านทานโรค
 กลุ่มผู้ใหญ่ที่เกิดก่อนหรือ
เกิดในช่วงต้นของ EPI
 เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ
 พื้นที่ต่างๆที่เสี่ยง
Herd immunity ของ
Diphtheria = 85 %
ความเสี่ยงในการระบาดของโรคคอตีบในประเทศไทย
 ช่องว่างของภูมิต้านทานโรค
ประชาชนที่ยังไม่มีภูมิต ้านทานโรค ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่
เกิดก่อนหรือเกิดในช่วงต ้นของ EPI และเด็กที่ไม่ได ้
รับวัคซีนครบ โดยเฉพาะชาวเขา
ช่องว่างของภูมิต ้านทานโรคเช่นนี้ มีอยู่ในจังหวัด
อื่นๆด ้วย
18 Oct 2012
To be verified
กรอบแนวทางในการดาเนินงานและงบประมาณที่ใช้เพื่อ
รณรงค์ให้วัคซีนเสริม (dT) แก่ประชากรไทยลุ่มเสี่ยง ปี 2556
*หมายเหตุ: -การจัดหาวัคซีน dT ในภาวะเร่งด่วนสามารถจัดหาได้ 5-7 ล้านโด๊ส/เดือน และ
-ต้องสั่งล่วงหน้าประมาณ 60-75 วัน
แนวทางที่... 1:ให้ทุกคน (1ครั้ง)
2:ให้ผู้ที่มีอายุหาร 5 ลงตัว (1ครั้ง)
ได้แก่ 20, 25, 30, 35,……….. ปี
3:ให้ผู้ที่มีอายุหาร 10 ลงตัว (1ครั้ง)
ได้แก่ 20, 30, 40, 50,……….. ปี
ผลที่คาดหวัง
ผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงทุกคน
มีภูมิต้านทานโรคคอตีบ
ร้อยละ 30 ของผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง
มีภูมิต้านทานโรคตอตีบ
ร้อยละ 15 ของผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง
มีภูมิต้านทานโรคตอตีบ
กลุ่มเป้ าหมาย อายุ 20-50 ปี อายุ ≥ 20 ปีขึ้นไป อายุ ≥ 20 ปีขึ้นไป
จานวน 30 ล้านคน 10 ล้านคน 5 ล้านคน
ปริมาณวัคซีน 30 ล้านโด๊ส 10 ล้านโด๊ส 5 ล้านโด๊ส
ระยะเวลา ~ ต.ค. - ธ.ค. 57 ~ เม.ย. 56 เป็ นต้นไป ~ เม.ย. 56 เป็ นต้นไป
ความถี่ 1 ครั้ง ทุกเดือน/ตลอดปี (นาน 5ปี) ทุกเดือน/ตลอดปี (แผนระยะยาว)
พื้นที่ในการ
ดาเนินงาน
- พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกันทั่วประเทศ
- รายภูมิภาค - -
บุคลากร
ระดมกาลังเจ้าหน้าที่
ในการฉีดวัคซีน
ทุกส่วน
เจ้าหน้าที่ในการฉีดวัคซีนตามปกติ
ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
เจ้าหน้าที่ในการฉีดวัคซีนตามปกติ
ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
งบประมาณ 253 ล้านบาท 76.2 ล้านบาท 38.1 ล้านบาท
ค่าวัคซีน 230 ล้านบาท 74 ล้านบาท 37 ล้านบาท
ค่าบริหารจัดการ 23 ล้านบาท 2.2 ล้านบาท 1.1 ล้านบาท
การให้วัคซีน VZV และ dT

การให้วัคซีน VZV และ dT

  • 1.
    การให้วัคซีน VZV และDT ในบุคลากรกลุ่มเสี่ยงใน โรงพยาบาล ชนานาถ เยือกเย็น
  • 2.
    การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน มีอยู่ 2วิธี ภูมิคุ้มกันรับมา (passive immunization) กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง (active immunization)
  • 3.
    วัคซีน คือ วัคซีน คือสารที่ใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค ผลิตจาก เชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือถูกทาให้อ่อนแรง หรือ ชิ้นส่วนของเชื้อโรค หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น เลียนแบบชิ้นส่วนของเชื้อโรค วัคซีนไม่ทาให้ก่อโรค เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับเชื้อ โรคนั้นจริงๆ จะมีภูมิป้องกันไม่ให้เราติดเชื้อและ ไม่ป่วย หรือถ้าป่วย ก็จะมีอาการไม่รุนแรง
  • 4.
    ประเภทของวัคซีน แบ่งโดยอาศัยวิธีการผลิตได้เป็น 3 ประเภทคือ 1. วัคซีนประเภทท็อกซอย (toxoid) 2. วัคซีนเชื้อตาย (Killed Vaccine) 3. วัคซีนเชื้อเป็น (live vaccine)
  • 5.
    วัคซีนประเภทท็อกซอย (TOXOID) หมายถึง วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยการนาพิษของเชื้อ โรคมาทาให้หมดฤทธิ์ไปแต่ยังสามารถ กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ใช้สาหรับโรคติดเชื้อที่เกิดจากพิษของเชื้อ เช่น โรคคอตีบ และโรคบาดทะยัก
  • 6.
    วัคซีนเชื้อตาย (KILL VACCINE) หมายถึงวัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคทั้งตัวที่ตาย แล้ว หรือเฉพาะส่วนประกอบบางส่วนของเชื้อ โรค หรือโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อที่ผลิต ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยหลักพันธุศาสตร์ (genetic engineering) เช่น วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอี วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีน โปลิโอชนิดฉีด และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
  • 7.
    วัคซีนเชื้อเป็น (LIVE VACCINE) หมายถึงวัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคมาทาให้ อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถทาให้เกิดโรค แต่ เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ เช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีน อีสุกอีใส วัคซีนโปลิโอชนิดกิน วัคซีนไวรัส โรตา และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก เป็นต้น
  • 8.
    ประเภทของวัคซีน แบ่งตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ วัคซีนพื้นฐาน (compulsory vaccines) วัคซีนเสริมหรือวัคซีนเผื่อเลือก(optional vaccines) วัคซีนใช้ในกรณีพิเศษ (vaccines in special circumstances) วัคซีนที่กาลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา (investigational vaccines)
  • 9.
    วิธีการให้วัคซีน 1. การฉีด 2. การรับประทานใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันในลาไส้ เช่น วัคซีน โปลิโอ วัคซีนไทฟอยด์ 3. พ่นด้วยสเปรย์ทางจมูก
  • 10.
    ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน หากผู้ที่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนมีไข้สูง ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป แต่หากเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อยเช่น เป็นหวัดน้ามูกไหลโดยไม่มีไข้ โดยทั่วไปสามารถให้วัคซีนได้ ผู้ที่มีประวัติได้รับอิมมูนโกลบุลิน หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบ ของแอนติบอดี รวมทั้งเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด ในระยะเวลาไม่ นาน หากต้องการรับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่มีส่วนประกอบของวัคซีน หัด หรืออีสุกอีใส ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน เนื่องจาก วัคซีนอาจไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ดี ทั้งนี้ระยะเวลาที่ควรเลื่อนขึ้นอยู่ กับชนิดและขนาดของผลิตภัณฑ์ของเลือดหรืออิมมูนโกลบุลินที่ ได้รับ
  • 11.
    ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน หากแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน ควรหลีกเลี่ยงการให้ วัคซีนนั้นๆ ผู้ที่แพ้ไข่ชนิดรุนแรงไม่ควรให้วัคซีนที่ผลิตจากไข่เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่สามารถให้วัคซีนหัดได้ เนื่องจากในวัคซีนมี ปริมาณของไข่อยู่น้อย ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อเป็นในหญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็น ควรคุมกาเนิดหลังได้วัคซีนนาน 1 เดือน วัคซีนส่วนใหญ่ควรเก็บในตู้เย็น วัคซีนเชื้อเป็นที่อยู่ในสภาพผงแห้ง แข็ง ควรเก็บไว้ในตู้แช่แข็ง
  • 12.
    ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน ทารกที่คลอดก่อนกาหนด สามารถรับวัคซีนได้ตามปกติ ยกเว้นกรณี ที่น้าหนักตัวน้อยกว่า2,000 กรัม ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีซ้าอีกครั้ง เมื่อน้าหนักตัวมากกว่า 2,000 กรัม หรืออายุ 1-2 เดือน และฉีดให้ครบ สามครั้ง โดยไม่นับการฉีดเมื่อแรกคลอด การให้วัคซีนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจได้ผลไม่ดี แต่อาจมี ประโยชน์มากกว่าไม่ให้ ซึ่งต้องเสี่ยงจากการเกิดโรคตามธรรมชาติซึ่ง อาจรุนแรง และไม่ควรให้วัคซีนมีชีวิตเพราะอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรง ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูงและเป็นเวลานาน ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อมี ชีวิตจนกว่าจะหยุดการใช้ยาแล้วระยะหนึ่ง
  • 13.
    ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน การให้วัคซีนหลังสัมผัสโรคแล้วในผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน อาจช่วย ป้ องกันโรคได้ในกรณีสัมผัสโรคบางชนิดเช่นหัด ตับอักเสบเอ อีสุกอีใส แต่ควรให้วัคซีนในระยะเวลาสั้นที่สุดหลังสัมผัสโรค โดยระยะเวลาหลัง สัมผัส โรคที่วัคซีนจะมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับวัคซีนแต่ละชนิด โดยทั่วไปวัคซีนชนิดเดียวกันมีปริมาณและส่วนประกอบเหมือนกัน เช่น ตับอักเสบบี คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ชนิดทั้งเซลล์ ที่ผลิตจากต่าง บริษัทสามารถนามาใช้ทดแทนกันได้ในการให้วัคซีนครั้งถัดไป แต่วัคซีน ที่ส่วนประกอบของแต่ละผู้ผลิตมีความต่างกัน ไม่ควรใช้แทนกัน อย่างไร ก็ดีหากไม่สามารถหาวัคซีนชนิดเดิมได้ให้ใช้ต่างบริษัทได้เพราะ ประโยชน์จากการได้รับวัคซีนมีมากกว่า
  • 14.
    ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน กรณีที่มีการให้วัคซีนซ้า เนื่องจากไม่มั่นใจว่าเคยได้รับวัคซีนมาก่อน หรือไม่ โดยทั่วไปไม่มีอันตรายรุนแรงแต่อาจมีปฏิกิริยาต่อวัคซีนเพิ่มขึ้น ได้และเป็นการสิ้นเปลือง โดยทั่วไปการตรวจเลือดก่อนและหลังรับวัคซีนไม่มีความจาเป็น ยกเว้น กรณีที่วัคซีนมีราคาแพง และผู้จะรับวัคซีนอาจเคยเป็นโรคมาก่อน แนะนาให้ตรวจเลือดหากค่าใช้จ่ายไม่สูงจนเกินไป สาหรับการตรวจ เลือดหลังรับวัคซีนอาจมีความจาเป็นในบางกรณี เช่น เด็กที่คลอดจาก มารดาซึ่งเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี น้าหนักตัวไม่ได้เป็นตัวกาหนดขนาดของวัคซีนที่ใช้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะใช้อายุเป็นตัวกาหนดการให้วัคซีน
  • 15.
    ข้อแนะนาทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีน การให้วัคซีนทิ้งช่วงห่างกันเกินไปกว่าที่กาหนด ไม่ได้ทาให้ภูมิคุ้มกันต่าลง แต่หากระยะห่างของวัคซีนใกล้กันเกินไป อาจทาให้ภูมิคุ้มกันต่ากว่าที่ควร จะเป็นกรณีไม่ได้มารับวัคซีนตามกาหนด ไม่จาเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่า จะเว้นช่วงห่างไปนานเท่าใด ให้นับต่อจากวัคซีนครั้งก่อนได้ วัคซีนแต่ละเข็มควรฉีดคนละตาแหน่ง และไม่ควรนาวัคซีนต่างชนิดมา ผสมกันเพื่อฉีดครั้งเดียว ยกเว้นมีข้อมูลที่ได้ศึกษามาแล้วว่าสามารถทาได้ วัคซีนเชื้อเป็นสามารถให้พร้อมกันหลายชนิดในวันเดียวกัน แต่หากจะให้ ไม่พร้อมกัน ควรเว้นระยะเวลาให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน สาหรับวัคซีน เชื้อตายจะให้ห่างกันนานเท่าใดก็ได้
  • 16.
    ทาไมต้องให้วัคซีนแก่บุคลากรทางการแพทย์ ? บุคลากรทางการแพทย์ คือผู้ที่ทางานด้านการสร้างเสริม ป้ องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย มีโอกาสได้รับเชื้อโรค ทั้งจากการสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่ง และ ทางการหายใจ สามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่น ทั้งผู้ป่วย ผู้ร่วมงาน ครอบครัว โรคติดเชื้อหลายชนิดสามารถป้ องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ดังนั้นการ ฉีดวัคซีนจึงเป็นการป้ องกันที่ตัวบุคลากรทางการแพทย์เองและป้ องกัน การแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น เช่น ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่า และคนใกล้ชิด
  • 17.
    วัคซีนที่ CDC แนะนาให้ฉีดในบุคลากรทางการแพทย์ (STRONGLYRECOMMEND) 1. ไวรัสตับอักเสบบี 2. ไข้หวัดใหญ่ 3. หัด คางทูม และหัดเยอรมัน 4. อีสุกอีใส
  • 19.
    โรคอีสุกอีใส - เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicellazoster(VZV) ติดต่อโดย การสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้าบนผิวหนัง หรือสูดหายใจเอา ละอองฝอยของสิ่งคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ - โรคนี้สามารถหายได้เอง - หลังจากที่ติดเชื้อจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต - โดยทั่วไปในเด็กอาการจะไม่รุนแรง - แต่การติดเชื้อในทารกแรกเกิด วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ รวมทั้ง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีโอกาสเกิดโรครุนแรงและ เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ
  • 20.
    โรคอีสุกอีใส นอกจากนั้นการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วง สองไตรมาสแรกอาจทาให้ทารกเกิดโรคอีสุกอีใสแต่ กาเนิด (congenital varicellasyndrome) หลังจากเป็น อีสุกอีใสแล้วเชื้อ VZV ยังอยู่ใน dorsal root ganglia ของ ร่างกาย เมื่อร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันที่อ่อนแออาจได้รับ การกระตุ้นเกิดเป็นโรคงูสวัด
  • 21.
    โรคอีสุกอีใส ระบาดวิทยา - รายงานจากสานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2556 มีรายงานผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสทั่วประเทศ จานวน 48,299 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 75 ต่อประชากรแสนคน - ซึ่งอัตราป่วยสูงสุดพบในเด็กช่วงอายุ 0-4 ปี - จากการศึกษาในเด็กไทยพบว่าเมื่อเด็กอายุ10 ปี ร้อยละ 60-70 จะเคย ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว มีเพียงร้อยละ 15-20 ของผู้ใหญ่อายุ มากกว่า 20 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ซึ่งควรฉีดวัคซีนป้องกัน เพราะโรคอีสุกอีใสในผู้ใหญ่มีความรุนแรงและมีผลกระทบมากกว่า ในเด็ก
  • 22.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) รายละเอียดและส่วนประกอบ วัคซีนที่ใช้ปัจจุบันทาจากเชื้อมีชีวิตนามาทาให้อ่อนฤทธิ์ ผลิต ขึ้นมาในรูปผงแห้ง (lyophilized) ที่มีจาหน่ายในประเทศ ไทยมี 3 ชนิด 1. Varilrix ใน 1 โด๊สมีเชื้อไม่ต่ากว่า 2,000 pfu 2. Varicella Vaccine-GCCTM ใน 1 โด๊สมีเชื้อไม่ต่ากว่า 1,400 PFU ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสอยู่ในรูปวัคซีน รวม ได้แก่ วัคซีนรวมหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) รวมอยู่ในเข็มเดียวกันทาให้ไม่ต้องเจ็บตัวมากขึ้น
  • 23.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) วิธีเก็บ วัคซีนเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ2-8 oC ผงแห้งของวัคซีนไม่ควร ให้ถูกแสงสว่าง ขนาดและวิธีใช้ - ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneous) ครั้งละ 0.5 มล. ให้ได้ ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยพิจารณาตามอายุที่เริ่มฉีด ดังนี้ - เด็กอายุ1-12 ปี ให้ 1-2 โด๊ส โด๊สแรกแนะนาให้ฉีดเมื่ออายุ 12-18 เดือน อาจพิจารณาฉีดโด๊สที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี ใน กรณีที่มีการระบาด อาจฉีดโด๊สที่ 2 ก่อนอายุ 4 ปีได้แต่ต้อง ห่างจากโด๊สแรกอย่างน้อย 3 เดือน - อายุ 13 ปีขึ้นไปให้ 2 โด๊ส ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
  • 24.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) ประสิทธิภาพ การศึกษาระยะแรกพบว่า ในเด็กอายุ1-12ปี หลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส 1 โดสมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ร้อยละ 97 สาหรับเด็กโตอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป หลังได้รับวัคซีน 1 โดสมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นร้อยละ 72-94 และเพิ่มเป็นร้อยละ 94-99 หลังได้รับวัคซีนโดสที่สอง การศึกษาระยะหลัง เด็กอายุ1-12 ปี หลังได้วัคซีน 1 โดส มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ร้อย ละ 85.7 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 99.6 ถ้าให้วัคซีน 2 โดส
  • 25.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) -ระยะเวลาการคงอยู่ของภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาที่ผ่านมาของ ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ได้อย่างน้อย 11 ปี - ส่วนการศึกษาในญี่ปุ่นพบว่าภูมิคุ้มกันอยู่ได้อย่างน้อย 20 ปี - คาดว่าเป็นเพราะมีการกระตุ้นซ้ําจากไวรัสอีสุกอีใสที่มีอยู่ตาม ธรรมชาติ ถ้าประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนทาให้ไม่มีการ สัมผัสโรค มีความเป็นไปได้วาภูมิคุ้มกันอาจจะค่อยๆ หายไป - วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันการเกิดโรคอีสุกอีใสโดยรวมได้ ร้อยละ 70-90 และป้องกันการเกิดโรครุนแรงได้ร้อยละ 95
  • 26.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) ปฏิกิริยา วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสจัดเป็นวัคซีนที่ปลอดภัย มีปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อยเช่น บวมแดงร้อนได้เล็กน้อยในตาแหน่งที่ฉีดวัคซีน ผื่นขึ้นเฉพาะที่ ผื่นแบบอีสุกอีใสขึ้นทั่วตัว (มีเพียง 2-5 ตาแหน่ง และอาจเป็น ลักษณะของ maculopapular มากกวาตุ่มน้าใส) โดยผื่นมักเกิดขึ้น ภายในเวลา 5-26 วันหลังจากฉีดวัคซีน (ผื่นที่เกิดขึ้นเร็วภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังจากฉีดวัคซีนมักเป็นจากการติดเชื้อธรรมชาติ(wild type- VZV) มากกว่าที่จะเป็นจากวัคซีน) ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่อาจ พบไข้มากกว่า 37.8 oซ.
  • 27.
  • 28.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) Preexposure prophylaxis เด็กปกติที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ที่ต้องการลดความเสี่ยงใน การเกิดโรคสามารถให้วัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป เด็กโต และผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยมีประวัติเป็นโรคนี้ ควรพิจารณาให้ วัคซีนทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่บ้านเดียวกันกับผู้ป่วยที่มี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งมีโอกาสแพร่เชื้อให้กับผู้ที่มีภาวะที่เสี่ยง เหล่านี้ได้สูง ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อมากหรือมีโอกาสแพรกระจาย เชื้อให้ผู้อื่นได้มาก เช่น บุคลากรทางการแพทย์เจ้าหน้าที่ สถานพยาบาล ครู หรือผู้ที่ทางานกับเด็กจานวนมาก หรือหญิงวัย เจริญพันธุ์ที่ยังไม่ต้องการตั้งครรภ์
  • 29.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) Postexposure prophylaxis คนปกติที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสและไม่มีภูมิคุมกัน วัคซีนมีประสิทธิภาพใน การป้องกันโรคถ้าให้ภายใน 3 วันหลังสัมผัสโรค และอาจได้ผลถ้าให้ภายใน 5 วัน  กรณี ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุมกันบกพร่องอย่างรุนแรงที่สัมผัสโรค ควร พิจารณาให้ VZIG ภายใน 96 ชั่วโมงแทน ถ้าไม่มี VZIG ให้ใช้IVIG แทน หรือพิจารณาให้ acyclovir ในวันที่ 7-10 หลังสัมผัสโรค เป็นเวลา 7 วัน  ควรเฝ้าระวังอาการหลังสัมผัสโรคเสมอ ไม่วาจะได้รับวัคซีนหรือ VZIG หรือไม่ได้รับการรักษาใดๆ ก็ตาม เพราะยังมีโอกาสเป็นโรคได้ซึ่งควรให้ acyclovir รักษาโดยเร็วที่สุด เมื่อพบวาผู้ป่วยมีผื่นขึ้น (หากเป็นโรค จะมีผื่นขึ้น ประมาณวันที่ 8-21 หลังสัมผัสแต่ถ้าได้รับ VZIG อาจเกิดโรคได้ถึงวันที่ 28 หลังสัมผัส)
  • 30.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) Postexposure prophylaxis การให้วัคซีนสามารถให้ได้ในผู้ที่สัมผัสกับผู้ที่เป็นโรค เนื่องจากสามารถ ป้องกันโรคหรือทาให้อาการน้อยลงได้นอกจากนี้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อการให้ วัคซีนก็สามารถสร้างภูมิคุมกันโรคต่อไปในอนาคตได้ด้วย แต่การให้วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้และบางรายอาจ ได้รับเชื้อมาพร้อมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรค ซึ่งในกรณีนี้วัคซีนจะไม่สามารถ ป้องกันได้(ในเด็กเมื่อให้วัคซีนไปได้2- 3 วัน อาจมีผื่นขึ้นได้รุนแรงเหมือนการติดเชื้อ ธรรมชาติ) การให้วัคซีนในช่วงเวลาก่อนที่จะแสดงอาการของโรคยังไม่มีรายงานว่า ทาให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
  • 31.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) Postexposure prophylaxis  การให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์  บุคลากรทางการแพทยที่ไม่เคยมีประวัติป่วยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่แน่ใจ และยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรค ควรได้รับการตรวจคัดกรองวามีภูมิคุ้มกัน แล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับวัคซีนป้องกันโรค  ไม่แนะนาให้ตรวจหาภูมิคุมกันหลังให้วัคซีนครบ 2 โดส เนื่องจากชุดตรวจหาภูมิ คุมกันที่มีจาหนายทั่วๆไปมักมีความไวไม่เพียงพอ  ในรายที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้ว 1 โดส ควรให้วัคซีนโดสที่ 2 ภายใน 3-5 วันหลัง สัมผัสโรคและให้ห่างจากโดสแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห และควรมีการติดตามเฝ้า สังเกตอาการของการติดเชื้อในชวงวันที่ 10-21 หลังสัมผัสโรคด้วย ควรหยุด ปฏิบัติงานทันที
  • 32.
    วัคซีนป้ องกันโรคอีสุกอีใส (VZV) Postexposure prophylaxis  การให้วัคซีนในบุคลากรทางการแพทย์  บุคลากรทางการแพทยที่ยังไมมีภูมิคุ้มกันและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ถ้าไป สัมผัสโรค จะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อไดสูงในช่วงวันที่ 10-21 หลังสัมผัสโรค ในชวงดังกลาวบุคลากรควรหยุดปฏิบัติงานและเฝ้าสังเกตอาการจากการติดเชื้อ ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทาได้ ถ้าให้ภายใน 3-5 วันหลัง สัมผัสโรค วัคซีนอาจจะช่วยป้องกันโรคได้ หรือถ้าเกิดโรคอาจจะทาให้อาการ รุนแรงน้อยลง  ในรายที่สัมผัสโรคมานานเกิน 5 วันแล้ว ยังมีข้อบ่งชี้สาหรับการให้วัคซีนป้องกัน โรค เนื่องจากถ้าการสัมผัสในครั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ วัคซีนจะช่วยสร้าง ภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคจากการสัมผัสในครั้งต่อๆไป
  • 34.
    คุณลักษณะ  เป็ นวัคซีนชนิดแขวนลอย(Suspension) สีเทาออกขาว  ผลิตจาก Purified Diphtheria Toxoid และ Purified Tetanus Toxoid  มีสารดูดซับวัคซีน : Aluminium Phosphate  มีวัตถุกันเสียเป็ น Thimerosal  ไม่มี horse serum protein
  • 35.
    ความแรงของวัคซีน  ในวัคซีน 1โด๊ส ขนาด 0.5 ml ประกอบด้วย  Diphtheria Toxoid (d) < 5 Lf (> 2 IU); (D) > 30 IU)  Tetanus Toxoid (T) > 5 Lf (> 40 IU)  Aluminium Phosphate (Adsorbed) < 1.25 mg  Thimerosal 0.01%
  • 36.
    ขนาดบรรจุและการเก็บวัคซีน Multiple dose 1 ขวด,บรรจุ 10 โด๊ส เก็บที่อุณหภูมิ +2 ถึง +8 องศาเซลเซียส เป็ นวัคซีนที่ไวต่อความเย็น ห้ามแช่แข็ง!!!
  • 37.
    การให้วัคซีน  ผู้มีอายุมากกว่า 7ปี ขึ้นไป รวมทั้งหญิง ตั้งครรภ์ ขนาดที่ฉีดครั้งละ 0.5 ml ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ : dT, DTP, HB, DTP-HB
  • 38.
    ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น ภูมิคุ้มกันเริ่มเกิด ~1-2 สัปดาห์หลังฉีดโด๊สแรก ในผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนบาดทะยัก 2 เข็ม ห่างกันอย่าง น้อย 1 เดือน ~80% ของผู้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทาน โรคสูงเพียงพอต่อการป้ องกันโรค และคงสูงได้นานไม่ น้อยกว่า 3 ปี หากได้เข็ม 3 ห่างจากเข็ม 2 อย่างน้อย 6 เดือน พบว่า ~95% ของผู้ได้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทานโรคสูงเกิน กว่าระดับที่ป้ องกันโรคได้ และคงอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 5-10 ปี
  • 39.
     ผู้ที่มีประวัติ Anaphylaxisจากการให้วัคซีนนี้ครั้งก่อน  ผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท (GBS)  ควรเลื่อนการให้วัคซีนไปก่อน ในผู้ที่มีอาการไข้รุนแรง  สามารถให้วัคซีนนี้ได้ในกลุ่ม :-  ผู้ติดเชื้อ HIV  ผู้ได้รับยาต้านมะเร็ง หรือยากดภูมิคุ้มกัน  ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานโรคต่า หรือ ภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่นๆ เช่น ผู้ป่ วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กาเนิด ผู้ป่ วยตัดม้าม ผู้ป่ วยที่ เปลี่ยนหรือปลูกถ่ายอวัยวะ  ฯลฯ
  • 40.
     อาการบวม แดงเจ็บเฉพาะที่ พบได้บ่อย  ไม่ค่อยมีไข้ และอาจพบเป็ นตุ่มไตที่ผิวหนัง (ฉีดไม่ลึก ถึงชั้นกล้ามเนื้อ)  อาการบวมเจ็บรุนแรง (Arthus-like reaction) อาจ พบได้บ้าง อาการบวมเจ็บจากหัวไหล่ไปถึงศอก  พบอาการแสดงภายใน 2-8 ชม.หลังฉีด  พบในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่อ Tetanus และ/หรือ Diphtheria ใน ร่างกายสูงมาก  ดังนั้น...ควรงดเข็มถัดไป หรืองด booster (ภายใน 10 ปี) ผลข้างเคียงของ Td. Vaccine ที่พบได้... บ่อยๆ
  • 41.
    dT, JE, MMR ปวดบวม แดง 10% ปวดเมื่อย dT 10-25% ไข้ MMR 5% (เริ่มเป็ นหลังฉีด 7 วัน) หลังฉีด JE พบผื่นแพ้ได้บ่อย 10-25% หลังฉีด MMR 1 สัปดาห์ พบมีผื่นคล้ายหัด หรือต่อมน้าลายบวม อาการภายหลังได้รับวัคซีนที่พบได้... บ่อยๆ
  • 43.
    ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs WPRO/EPI/99.01 ติดเชื้อ: เกิดหนอง,ฝี หรือบาดแผลอักเสบ บริเวณที่ฉีดวัคซีน ติดเชื้อในระบบต่างๆของร่างกาย, ติดเชื้อในกระแสเลือด, toxic shock syndrome มีการกระจายของโรคติดต่อที่นาโดย การปนเปื้อนเลือด, (HIV, hepatitis B or hepatitis C ) กระบวนการฉีดวัคซีนไม่ปลอดเชื้อ: นาเอากระบอกและเข็มฉีดยาชนิด นากลับมาใช้ซ้า (ใช้ครั้งเดียวทิ้ง) เข็มและกระบอกฉีดยาไม่ปลอดเชื้อ มีการนาเอาวัคซีนครั้งก่อน นา กลับมาใช้ซ้า มีการปนเปื้อนของวัคซีน
  • 44.
    ฉีดวัคซีนผิดตาแหน่ง : • ฉีดทอกซอยdT, DTP, DT ตื้นไป (ไม่อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ) ความผิดพลาด ปฏิกิริยา AEFIs WPRO/EPI/99.01 • มีปฏิกิริยาเฉพาะที่ผิวหนัง หรือ มีฝีเกิดขึ้น (อาจเป็นฝี ไร้เชื้อ หรือ มีไตแข็ง) • ฉีดที่สะโพก • เกิดไปถูกเส้นประสาทไซอาติค ทาให้มีกล้ามเนื้อขาอัมพาตได้ (หรือในกรณีวัคซีนตับบี จะทาให้ ดูดซึมไม่ดี วัคซีนไม่ได้ผล) ความผิดพลาดในการบริหารจัดการที่ทาให้เกิด AEFIs
  • 45.
    •การเก็บรักษาและการส่ง ต่อวัคซีนไม่ถูกต้อง (Cold Chain) ความผิดพลาด ปฏิกิริยาAEFIs WPRO/EPI/99.01 • มีปฏิกิริยาเฉพาะที่มากขึ้น เนื่องจากวัคซีน (ที่ห้ามแช่แข็ง) แข็งตัว ทาให้ตกตะกอน • วัคซีนที่แช่แข็ง จะทาให้วัคซีน เสื่อมคุณภาพ (การสร้าง ภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี) •ไม่ปฏิบัติตามข้อห้ามใช้... (Contraindication) •ทาให้เกิดอาการ AEFIs ที่ ควรจะหลีกเลี่ยงได้ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการที่ทาให้เกิด AEFIs
  • 46.
    ร้อยละของระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบ ในกลุ่มอายุ 20 -60 ปี ประเทศไทย ปี 2556 0.426 0.31 0.356 0.403 0 0.05 0.1 0.15 0.2 0.25 0.3 0.35 0.4 0.45 0% 10% 20% 30% 40% 50% 60% 70% 80% 90% 100% 20-29 30-39 40-49 50-59 0.01 to 0.099 IU/ml 0.1 to 0.999 IU/ml 1 to 1.499 IU/ml 1.5 to 2 IU/ml > 2 IU/ml GMT Seroconversion IU/mL
  • 47.
    กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบในประชากรจังหวัดเลย, อ. วังสะพุง และอ.ด้านซ้าย ที่เกิดการระบาดปี 2555 จานวน 213 ราย 5.9 50.0 50.0 72.2 61.5 70.2 65.5 80.0 85.7 0% 20% 40% 60% 80% 100% - - - - - - - - - ≥ 1.0 IU/ml 0.1 - 0.9 IU/ml <0.1 IU/ml กลุ่มอายุ (ปี) ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ) Titer < 0.1 IU/ml ระดับภูมิต้านทานที่ไม่สามารถป้ องกันโรคคอตีบได้
  • 48.
    กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ ในเจ้าหน้าที่อายุมากกว่า 20 ปีจานวน 57 ราย (สคร.1), 2555 24.6 59.6 15.8 0.0 20.0 40.0 60.0 80.0 100.0 <0.01 IU/ml 0.01 - 0.09 IU/ml ≥ . IU/ml ระดับภูมิต้านทาน ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ)
  • 49.
     รัสเซียเกิดการระบาดใหญ่ของโรคคอตีบ ในช่วงปี1990-1999 ภายหลังจากมีการแยกประเทศ ประมาณปี 1989 และมีผู้ป่ วยสูงสุดใน ปี 1995 ซึ่งพบว่าผู้ป่ วยส่วนใหญ่เป็ นผู้ใหญ่ (68%) [ไทยพบเป็ น ผู้ใหญ่ร้อยละ 46.67]  การระบาดใหญ่ของโรคคอตีบในรัสเซีย คิดเป็ นระยะเวลาหลังจากเริ่ม ให้วัคซีนมาประมาณ 30+ ปี (เริ่มให้วัคซีนปลายทศวรรษ1950)  สาหรับไทย เริ่มมีการระบาดโรคคอตีบในผู้ใหญ่ ปี 2555 หลังจาก ให้บริการวัคซีนในประชาชนประมาณ 35 ปี เริ่มให้วัคซีนป้ องกันโรค คอตีบ ปี 2520  ในช่วงเวลาประมาณ 10 ปี พบว่าระดับของภูมิต้านทานโรคคอตีบ จะมี อัตราการลดลงประมาณร้อยละ 10 (เฉลี่ยลดลงร้อยละ 1 ต่อปี) ซึ่ง คาดว่าระดับภูมิคุ้มกันน่าจะลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 30-35 เมื่อเทียบกับความครอบคลุมร้อยละ 90 ส่งผลให้สัดส่วนของผู้มีภูมิ ต้านทานโรคคอตีบได้ประมาณร้อยละ 55-60 และมีโอกาสที่จะเกิดการ ระบาดของโรคได้
  • 50.
  • 51.
    กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ ในประชากร จ.หนองบัวลาภู หลังได้รับวัคซีนDT 1 เข็ม 2555 (200 ราย) 2.6 9.5 5.3 2.5 2.8 2.55.3 0% 20% 40% 60% 80% 100% < 20 21 - 30 31 - 40 41 - 50 51 - 60 > 60 > 1.0 IU/ml 0.1-0.9 IU/ml 0.01-0.09 IU/ml < 0.01 IU/ml กลุ่มอายุ (ปี) ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ)
  • 52.
    8.2 0% 20% 40% 60% 80% 100% < 20 21-3031-40 41-50 51-60 > 60 > 1.0 IU/ml 0.1-0.9 IU/ml 0.01-0.09 IU/ml < 0.01 IU/ml กลุ่มอายุ (ปี) ภูมิต้านทานโรคคอตีบ(ร้อยละ) กราฟแสดงร้อยละของระดับภูมิต้านทานโรคคอตีบ ในประชากร จ.หนองบัวลาภู หลังได้รับวัคซีน dT 2 เข็ม 2555 (180 ราย)
  • 53.
    ผลการประชุมคณะกรรมการอนุสร้างเสริม ภูมิคุ้มกันโรค เมื่อ 28มกราคม 2556 มีมติ... 1. กาหนดให้รณรงค์ใช้วัคซีน dT จานวน 1 ครั้ง 2. ผู้ใหญ่กลุ่มอายุ 20-50 ปี  ให้สอบถามประวัติการได้รับวัคซีนที่มี่ส่วนประกอบ ของวัคซีนคอตีบในอดีต โดยเฉพาะในหญิงที่มีประวัติ การตั้งครรภ์ 3. การรณรงค์ฯ ให้เน้นในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคคอ ตีบก่อน เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่ที่มีแรงงาน ต่างด้าวเป็ นจานวนมาก พื้นฐานการให้วัคซีนต้านทานโรคคอตีบ - ให้วัคซีน dT จานวน 3 ครั้ง โดยมีระยะห่างการให้วัคซีน 0, 1 และ 6 เดือน - ให้กระตุ้นทุก 10 ปี * เนื่องจากมีข้อจากัดของปริมาณวัคซีนและการบริหารจัดการในการให้วัคซีน
  • 54.
  • 55.
    REPORTED CASES OFDIPHTHERIA, 2000 AND 2007-2012 Country 2012 2011 2010 2009 2008 2007 2000 India 2,525 3,485 3,123 3,529 3,977 3,812 5,125 Nepal 138 94 146 277 149 44 268 Bangladesh 16 11 27 23 43 86 21 Myanmar 19 7 4 19 3 5 17 Thailand 63 29 65 12 8 3 15 Laos 130 0 34 0 2 2 3 Cambodia 3 3 7 5 0 Malaysia 0 0 3 0 4 2 1 Indonesia 1,192 806 432 189 219 183 23 Viet Nam 12 13 6 8 17 32 113 Philippines 107 118 65 39 88 Pakistan 98 22 37 34 32 11 13 Source: WHO (Update of 2013/July/13)
  • 56.
    Reported Diphtheria casesin Myanmar, 2013-2014(as of 18 July 2014) 1 Dot = 1 case 2013 Cases (39 cases) Deaths (13 cases) 1 Dot = 1 case 2014 Cases (8 cases) Deaths (3 cases)
  • 57.
    Country 2013 20122011 2010 Nepal 103 138 94 146 Bangladesh 2 16 11 27 Myanmar 38 19 7 4 Thailand 28 63 28 77 Laos 20 130 0 34 Cambodia 0 3 Viet Nam 11 12 13 6 Malaysia 4 0 0 3 Indonesia 775 1192 806 432 Source: WHO (Data as 2014/July/8)
  • 58.
    อัตราป่ วยโรคคอตีบและความครอบคลุมของ การได้รับวัคซีนคอตีบครบ 3ครั้ง ในเด็กอายุครบ 1 ปี : ประเทศไทย พ.ศ. 2520-2556 อัตราป่ วยต่อประชากรแสนคน ร้อยละ แหล่งที่มา : สานักระบาดวิทยาและสานักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค อัตราป่วย ความครอบคลุม
  • 59.
    Numberofcases 1 0 20 0 1 6 12 71 0 3 0 20 40 60 2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 Source: Bureau of Epidemiology Year 1996 : Cancel the reporting system of vaccine coverage Health reform Insurgency in deep south Reported cases of Diphtheria, in Deep South of Thailand during 2000-2010
  • 60.
    Diphtheria reported casesby province, 2012 Province Cases Chiang Rai 2 Phetchabun 5 Bungkan 1 Loei 27 Nong Bua LamPhu 3 Udon Thani 1 Khon Kaen 1 NakhonRatchasima 3 Nakhon Si Thammarat 2 Surat Thani 3 Pattani 8 Songkhla 2 Yala 5 Total 63
  • 61.
    จังหวัด ป่ วยเสียชีวิต อายุ เดือนที่ป่ วย ปัตตานี 3 2 < 15 ปี ม.ค.-ส.ค. สงขลา 4 0 < 15 ปี ม.ค.-ก.ค. นราธิวาส 3 1 < 15 ปี ก.พ.-พ.ค. ตาก 1 0 < 15 ปี มิ.ย. ยโสธร 1 0 > 15 ปี มิ.ย.-ก.ย. อุดรธานี 2 0 > 15 ปี ก.ค.-ส.ค. กทม. 2 1 < 15 ปี > 15 ปี ส.ค. , ธ.ค. สตูล 2 1 < 15 ปี ก.ย. เชียงใหม่ 1 1 < 15 ปี ก.ย. ยะลา 2 1 < 15 ปี ต.ค. รวม 21 7 ข้อมูล ณ วันที่ 21 ม.ค. 57
  • 62.
    0.0 20.0 40.0 60.0 80.0 100.0 2523 2524 2525 2526 2527 2528 2529 2530 2531 2532 2533 2534 2535 2536 2537 2538 2539 2542 2546 2551 DTP3 DTP4 DTP5 ความครอบคลุมวัคซีน(ร้อยละ) พ.ศ. พ.ศ.2520 เริ่มแผนงานสร้างเสริมฯ ให้DTP 2 ครั้ง ปัจจุบัน... เด็กกลุ่มนี้ อายุ 35 ปี พ.ศ.2525 เริ่มให้ DTP 3 ครั้ง ปัจจุบัน... เด็กกลุ่มนี้ อายุ 30 ปี พ.ศ.2535 Cov. DTP3 > 90% ปัจจุบัน... เด็กกลุ่มนี้ อายุ 20 ปี รายงานความครอบคลุมการได้รับวัคซีนปัองกันโรคคอตีบ, ประเทศไทย พ.ศ.2520 - 2551 90 กลุ่มอายุต่ากว่า 12 ปี - DTP3 > 95% - DTP4 > 90%
  • 63.
    กลุ่มอายุ (ปี) จานวน( N=48) ร้อยละ 0-5 5 10.4 6-15 16 33.3 16-25 5 10.4 26 ปีขึ้นไป 22 45.8 รวม 48 100 ที่มา : สานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข • วัคซีนครอบคลุมไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชน ในถิ่นทุรกันดาร ชุมชนแออัดและชายแดนใต้ เสี่ยงที่โรคจะระบาด • โรคคอตีบเริ่มกลับมาระบาด • โรคหัดยังระบาดเป็ นระยะ ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็ก 0-7 ปี (44%)
  • 64.
     ผู้ป่ วยโรคคอตีบชาวลาวข้ามฝั่งมารักษา ที่ประเทศไทยหลายรายเช่นที่เชียงของ (จังหวัดเชียงราย) ท่าลี่ (จังหวัดเลย)  การระบาดในลาวยังมีอยู่ต่อเนื่อง  สปป.ลาว สหภาพพม่า ขอรับการสนับสนุน DAT จากไทย  ช่องว่างภูมิต้านทานโรค  กลุ่มผู้ใหญ่ที่เกิดก่อนหรือ เกิดในช่วงต้นของ EPI  เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ  พื้นที่ต่างๆที่เสี่ยง Herd immunity ของ Diphtheria = 85 % ความเสี่ยงในการระบาดของโรคคอตีบในประเทศไทย
  • 65.
     ช่องว่างของภูมิต้านทานโรค ประชาชนที่ยังไม่มีภูมิต ้านทานโรคในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ เกิดก่อนหรือเกิดในช่วงต ้นของ EPI และเด็กที่ไม่ได ้ รับวัคซีนครบ โดยเฉพาะชาวเขา ช่องว่างของภูมิต ้านทานโรคเช่นนี้ มีอยู่ในจังหวัด อื่นๆด ้วย 18 Oct 2012 To be verified
  • 66.
    กรอบแนวทางในการดาเนินงานและงบประมาณที่ใช้เพื่อ รณรงค์ให้วัคซีนเสริม (dT) แก่ประชากรไทยลุ่มเสี่ยงปี 2556 *หมายเหตุ: -การจัดหาวัคซีน dT ในภาวะเร่งด่วนสามารถจัดหาได้ 5-7 ล้านโด๊ส/เดือน และ -ต้องสั่งล่วงหน้าประมาณ 60-75 วัน แนวทางที่... 1:ให้ทุกคน (1ครั้ง) 2:ให้ผู้ที่มีอายุหาร 5 ลงตัว (1ครั้ง) ได้แก่ 20, 25, 30, 35,……….. ปี 3:ให้ผู้ที่มีอายุหาร 10 ลงตัว (1ครั้ง) ได้แก่ 20, 30, 40, 50,……….. ปี ผลที่คาดหวัง ผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงทุกคน มีภูมิต้านทานโรคคอตีบ ร้อยละ 30 ของผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง มีภูมิต้านทานโรคตอตีบ ร้อยละ 15 ของผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง มีภูมิต้านทานโรคตอตีบ กลุ่มเป้ าหมาย อายุ 20-50 ปี อายุ ≥ 20 ปีขึ้นไป อายุ ≥ 20 ปีขึ้นไป จานวน 30 ล้านคน 10 ล้านคน 5 ล้านคน ปริมาณวัคซีน 30 ล้านโด๊ส 10 ล้านโด๊ส 5 ล้านโด๊ส ระยะเวลา ~ ต.ค. - ธ.ค. 57 ~ เม.ย. 56 เป็ นต้นไป ~ เม.ย. 56 เป็ นต้นไป ความถี่ 1 ครั้ง ทุกเดือน/ตลอดปี (นาน 5ปี) ทุกเดือน/ตลอดปี (แผนระยะยาว) พื้นที่ในการ ดาเนินงาน - พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมกันทั่วประเทศ - รายภูมิภาค - - บุคลากร ระดมกาลังเจ้าหน้าที่ ในการฉีดวัคซีน ทุกส่วน เจ้าหน้าที่ในการฉีดวัคซีนตามปกติ ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เจ้าหน้าที่ในการฉีดวัคซีนตามปกติ ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค งบประมาณ 253 ล้านบาท 76.2 ล้านบาท 38.1 ล้านบาท ค่าวัคซีน 230 ล้านบาท 74 ล้านบาท 37 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการ 23 ล้านบาท 2.2 ล้านบาท 1.1 ล้านบาท