1
เมตตสูตร
พลตรี มารวย ส่งทานินทร์
๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖
เกริ่นนำ
พระสูตรเรื่อง เมตตสูตร เป็นคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปที่อยู่ป่า
แล้วถูกเทวดาทั้งหลายรบกวนข้างภูเขาหิมวันต์ ทาให้จิตไม่สามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิ ซูบผอม ผิวเผือด เป็น
โรคผอมเหลือง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ภิกษุเหล่านั้นพากันเรียนพระปริตรนี้ ด้วยว่าพระปริตรนี้ จักเป็น
เครื่องป้องกัน และจักเป็นกรรมฐานสาหรับพวกเธอ เทวดาทั้งหลายเมื่อได้ยินพระปริตรนี้ ก็เกิดปีติโสมนัส
ว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ช่างหวังดีหวังประโยชน์แก่พวกเรา ก็พากันเก็บกวาดเสนาสนะ จัดแจงน้าร้อน นวด
หลัง นวดเท้า จัดวางอารักขาไว้ ภิกษุแม้เหล่านั้นก็พากันเจริญเมตตา ทาเมตตานั้นให้เป็นบาท เริ่ม
วิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัต อันเป็นผลเลิศภายในไตรมาสนั้นนั่นเองหมดทุกรูป
เมตตสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหำจุฬำฯ]
ขุททกนิกำย ขุททกปำฐะ-ธรรมบท-อุทำน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบำต
๙. เมตตสูตร
ว่ำด้วยกำรแผ่เมตตำ
(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้ แก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า ดังนี้ )
[๑] ผู้ฉลำดในประโยชน์มุ่งหวังบรรลุสันตบท (สันตบท หมายถึงนิพพาน) ควรบำเพ็ญกรณีย
กิจ (กรณียกิจ หมายถึงการศึกษาในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตรงกันข้ามกับ อกรณียกิจ คือ สีลวิบัติ
ทิฏฐิวิบัติ อาจารวิบัติ อาชีววิบัติ) ควรเป็นผู้อำจหำญ ซื่อตรง เคร่งครัด ว่ำง่ำย อ่อนโยน และไม่
เย่อหยิ่ง
[๒] ควรเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่ำย มีกิจน้อย (มีกิจน้อย ในที่นี้ หมายถึงไม่ขวนขวายการงานต่างๆ
ที่จะทาให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่พูดคุยเพ้อเจ้อ ไม่คลุกคลีหมู่คณะ ปล่อยวางหน้าที่รับผิดชอบงานก่อสร้าง งาน
บริหารคณะสงฆ์ เป็นต้น มุ่งบาเพ็ญสมณธรรมเป็นหลัก) มีควำมประพฤติเบำ (ความประพฤติเบา ในที่นี้
หมายถึงมีเพียงบริขาร ๘ เช่น บาตร จีวร เป็นต้น ไม่สะสมสิ่งของมากให้เป็นภาระ เหมือนนกมีเพียงปีกบิน
ไปฉะนั้น) มีอินทรีย์สงบ มีปัญญำรักษำตน ไม่คะนอง (ไม่คะนอง หมายถึงไม่คะนองกาย วาจา และใจ)
ไม่ยึดติดในตระกูลทั้งหลำย
[๓] อนึ่ง ไม่ควรประพฤติควำมเสียหำยใดๆ ที่จะเป็นเหตุให้วิญญูชนเหล่ำอื่นตำหนิเอำได้
(ควรแผ่เมตตำไปในสรรพสัตว์อย่ำงนี้ ว่ำ) ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีควำมสุข มีควำมเกษม มีตนเป็นสุขเถิด
2
[๔] คือ เหล่ำสัตว์ที่ยังเป็นผู้หวำดสะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง (หวาดสะดุ้ง หมายถึงมีตัณหาและ
ความกลัวภัย มั่นคง หมายถึงบรรลุอรหัตตผล เพราะละตัณหาและความกลัวภัยได้) ขอสัตว์เหล่ำนั้น
ทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด เหล่ำสัตว์ที่มีขนำดกำยยำว ขนำดกำยใหญ่ ขนำดกำยปำนกลำง ขนำดกำย
เตี้ย ขนำดกำยผอม หรือขนำดกำยอ้วน ขอสัตว์เหล่ำนั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด
[๕] เหล่ำสัตว์ที่เคยเห็นก็ดี เหล่ำสัตว์ที่ไม่เคยเห็นก็ดี เหล่ำสัตว์ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกลก็ดี ภูต
หรือสัมภเวสีก็ดี (ในที่นี้ ภูต หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ สัมภเวสี หมายถึงพระเสขะและปุถุชนผู้ยังต้อง
แสวงหาที่เกิดต่อไป เพราะยังละภวสังโยชน์ไม่ได้ อีกนัยหนึ่ง ในกาเนิด ๔ สัตว์ที่เกิดในไข่และเกิดในครรภ์
ถ้ายังไม่เจาะเปลือกไข่หรือคลอดจากครรภ์ออกมา ยังเรียกว่า สัมภเวสี ต่อเมื่อเจาะเปลือกไข่หรือคลอด
ออกมา เรียกว่า ภูต, พวกสังเสทชะ (เกิดที่ชื้นแฉะ) และพวกโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ในขณะจิตแรก ก็
เรียกว่า สัมภเวสี ตั้งแต่ขณะจิตที่ ๒ เป็นต้นไป เรียกว่า ภูต) ขอสัตว์เหล่ำนั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด
[๖] ไม่ควรข่มเหง ไม่ควรดูหมิ่นกันและกันในทุกโอกำส ไม่ควรปรำรถนำทุกข์แก่กันและกัน
เพรำะควำมโกรธและควำมแค้น
[๗] ควรแผ่เมตตำจิตอย่ำงไม่มีประมำณไปยังสรรพสัตว์ ดุจมำรดำเฝ้ำถนอมบุตรคนเดียว
ด้วยชีวิต ฉะนั้น
[๘] อนึ่ง ควรแผ่เมตตำจิตอย่ำงไม่มีประมำณ กว้ำงขวำง ไม่มีเวร ไม่มีศัตรูไปยังสัตว์โลกทั่ว
ทั้งหมด ทั้งชั้นบน (ชั้นบน หมายถึงอรูปภพ) ชั้นล่ำง (ชั้นล่าง หมายถึงกามภพ) และชั้นกลำง (ชั้นกลาง
หมายถึงรูปภพ)
[๙] ผู้แผ่เมตตำจะยืน เดิน นั ่ง หรือนอน ควรตั้งสติ (สติ หมายถึงเมตตาฌานัสสติ คือสติที่
ประกอบด้วยเมตตาฌาน) นี้ ไว้ตลอดเวลำที่ยังไม่ง่วง นักปรำชญ์เรียกกำรอยู่ด้วยเมตตำนี้ ว่ำ พรหม
วิหำร
[๑๐] อนึ่ง ผู้แผ่เมตตำที่ไม่ยึดถือทิฏฐิ (ทิฏฐิ หมายถึงทิฏฐิที่ว่า “กองแห่งสังขารล้วนๆ จัดเป็น
สัตว์ไม่ได้”) มีศีล ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ (ทัสสนะ หมายถึงโสดาปัตติมัคคสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่ง
การบรรลุสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคอันเป็นเหตุให้ไปเกิดในชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหัตตผลในที่นั้น
ไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีกต่อไป) กำจัดควำมยินดีในกำมคุณได้แล้ว ก็จะไม่เกิดในครรภ์อีกต่อไป
เมตตสูตร จบ
ขุททกปาฐะ จบ
------------------------------
คำอธิบำยนี้ นำมำจำกบำงส่วนของอรรถกถำเมตตสูตร
อรรถกถำ ขุททกนิกำย ขุททกปำฐะ กรณียเมตตสูตรในขุททกปำฐะ
3
พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านี้ ว่า เมตตสูตรนี้ ผู้ใดกล่าว กล่าวเมื่อใด กล่าวที่ใด และกล่าวเพราะ
เหตุใด ข้าพเจ้าชาระนิทานแล้วจึงจักทาการพรรณนาความแห่งเมตตสูตรนั้น ดังนี้ .
ในมาติกาหัวข้อนั้น พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านี้ และการชาระนิทานโดยสังเขปอย่างนี้ ก่อนว่า
เมตตสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวตรัส พระสาวกเป็นต้นมิได้กล่าว.
ก็แต่ว่า เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายถูกเทวดาทั้งหลายรบกวนข้างภูเขาหิมวันต์ จึงพากันมาเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า เมื่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเมตตสูตรนั้น เพื่อป้องกันและเพื่อเป็นกรรมฐานสาหรับ
ภิกษุเหล่านั้น.
ส่วนโดยพิสดาร พึงทราบอย่างนี้ .
สมัยหนึ่ง ใกล้ดิถีเข้าจาพรรษา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น ภิกษุ
ทั้งหลายจากชาวเมืองต่างๆ จานวนมาก รับกรรมฐานในสานักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประสงค์จะเข้าจา
พรรษาในที่นั้นๆ จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ได้ยินว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมฐานทั้งหลายที่อนุกูลแก่จริตจานวน ๘๔,๐๐๐
ประเภท โดยนัยนี้ คือ อสุภกรรมฐาน ๑๑ อย่าง คือ อสุภที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ สาหรับคนราคจริต,
กรรมฐานมีเมตตากรรมฐานเป็นต้น ๔ อย่าง สาหรับคนโทสจริต, กรรมฐานมีมรณัสสติกรรมฐานเป็นต้น
สาหรับคนโมหจริต, กรรมฐานมีอานาปานัสสติและปฐวีกสิณเป็นต้น สาหรับคนวิตกจริต, กรรมฐานมี
พุทธานุสสติกรรมฐานเป็นต้น สาหรับคนสัทธาจริต, กรรมฐานมีจตุธาตุววัตถานกรรมฐานเป็นต้น สาหรับ
คนพุทธิจริต.
ลาดับนั้น ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเรียนกรรมฐานในสานักพระผู้มีพระภาคเจ้า กาลังแสวงหา
เสนาสนะที่เป็นสัปปายะและโคจรคาม เดินไปตามลาดับ ได้พบภูเขาพื้นศิลาคล้ายมณีสีคราม ประดับด้วย
ราวป่าสีเขียวมีร่มเงาทึบเย็น มีภูมิภาคเกลื่อนด้วยทรายเสมือนแผ่นเงินข่ายมุกดา ล้อมด้วยชลาลัยที่สะอาด
เย็นดี ติดเป็นพืดเดียวกับป่าหิมวันต์ ในปัจจันตประเทศ.
ภิกษุเหล่านั้นพักอยู่คืนหนึ่ง ณ ที่นั้น เมื่อราตรีรุ่งสว่างทาสรีรกิจแล้ว ก็พากันเข้าไปบิณฑบาต
ยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ๆ นั่นเอง หมู่บ้านประกอบด้วยตระกูล ๑,๐๐๐ ตระกูล ซึ่งอาศัยอยู่กันหนาแน่นใน
หมู่บ้านนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธาปสาทะ พวกเขาเห็นภิกษุทั้งหลายเท่านั้นก็เกิดปีติโสมนัส เพราะการ
เห็นบรรพชิตในปัจจันตประเทศหาได้ยาก นิมนต์ภิกษุเหล่านั้นให้ฉันแล้ว ก็วอนขอว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านอยู่
ในที่นี้ ตลอดไตรมาสเถิด แล้วช่วยกันสร้างกุฏิสาหรับทาความเพียร ๕๐๐ หลัง จัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทุก
อย่าง มีเตียง ตั่ง หม้อน้าฉัน น้าใช้เป็นต้น ณ ที่นั้น.
วันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านตาบลอื่น. ในหมู่บ้านแม้นั้น มนุษย์ทั้งหลายก็
บารุงอย่างนั้นเหมือนกัน อ้อนวอนให้อยู่จาพรรษา. ภิกษุทั้งหลายรับนิมนต์โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อไม่มี
อันตราย จึงพากันเข้าไปยังราวป่านั้น เป็นผู้ปรารภความเพียรตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ตีระฆังบอกยาม
เป็นผู้มากด้วยโยนิโสมนสิการอยู่จึงเข้าไปนั่งที่โคนไม้.
รุกขเทวดาทั้งหลายถูกเดชของเหล่าภิกษุผู้มีศีลกาจัดเดชเสียแล้ว ก็ลงจากวิมานของตนๆ พา
พวกลูกๆ เที่ยวระหกระเหินไป เปรียบเหมือนเมื่อพระราชา หรือราชมหาอมาตย์ ไปยังที่อยู่ของชาวบ้าน ยึด
4
โอกาสที่ว่างในเรือนทั้งหลายของพวกชาวบ้าน พวกชาวบ้านก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ก็ได้แต่มองดูอยู่
ไกลๆ ด้วยหวังว่า เมื่อไรหนอ ท่านจึงจักไปกัน ฉันใด เทวดาทั้งหลายต้องละทิ้งวิมานของตนๆ
กระเจิดกระเจิงไป ได้แต่มองดูอยู่ไกลๆ ด้วยหวังว่า เมื่อไรหนอ ท่านจึงจักไปกัน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. แต่นั้น
เทวดาทั้งหลายก็ร่วมคิดกันอย่างนี้ ว่า ภิกษุทั้งหลายเข้าพรรษาแรกแล้ว จักอยู่กันตลอดไตรมาสแน่ แต่พวก
เราไม่อาจจะพาพวกเด็กอยู่อย่างระหกระเหินได้นานๆ เอาเถิด พวกเราจักแสดงอารมณ์ที่น่ากลัวแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย. เทวดาเหล่านั้นจึงเนรมิตรูปยักษ์ที่น่ากลัว ยืนอยู่ข้างหน้าๆ เวลาภิกษุทั้งหลายทาสมณธรรมตอน
กลางคืน และทาเสียงที่น่าหวาดกลัว เพราะเห็นรูปเหล่านั้น และได้ยินเสียงนั้น หัวใจของภิกษุทั้งหลายก็
กวัดแกว่ง ภิกษุเหล่านั้นมีผิวเผือดและเกิดเป็นโรคผอมเหลือง. ด้วยเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงไม่อาจทาจิตให้
มีอารมณ์เดียวได้ เมื่อจิตไม่มีอารมณ์เดียว สลดใจบ่อยๆ เพราะความกลัว สติของภิกษุเหล่านั้นก็หลงเลือน
ไป แต่นั้น อารมณ์ที่เหม็นๆ ก็ประจวบแก่ภิกษุเหล่านั้น ซึ่งมีสติหลงลืมแล้ว, มันสมองของภิกษุเหล่านั้น ก็
เหมือนถูกกลิ่นเหม็นนั้นบีบคั้น โรคปวดศีรษะก็เกิดอย่างหนัก. ภิกษุเหล่านั้นก็ไม่ยอมบอกเรื่องนั้นแก่กัน
และกัน.
ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อภิกษุทุกรูปประชุมกันในเวลาบารุงพระสังฆเถระ. พระสังฆเถระก็ถามว่า ผู้มี
อายุ เมื่อพวกท่านเข้าไปในราวป่านี้ ผิวพรรณดูบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างเหลือเกินอยู่ ๒-๓ วัน ทั้งอินทรีย์ก็ผ่อง
ใส แต่บัดนี้ ในที่นี้ พวกท่านซูบผอม ผิวเผือด เป็นโรคผอมเหลือง ในที่นี้ พวกเธอไม่มีสัปปายะหรือ.
ลาดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า ท่านขอรับ ตอนกลางคืนกระผมเห็นและได้ยินอารมณ์ที่น่ากลัว
อย่างนี้ ๆ สูดแต่กลิ่นเช่นนี้ ด้วยเหตุนั้น จิตของกระผมจึงไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ. ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปจึงพากัน
บอกเรื่องนั้น โดยอุบายนี้ เหมือนกัน.
พระสังฆเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติการเข้าจาพรรษาไว้ ๒ อย่าง ก็
เสนาสนะนี้ ไม่เป็นสัปปายะแก่พวกเรา มาเถิดผู้มีอายุ พวกเราจะพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามถึง
เสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่นๆ
ภิกษุเหล่านั้นรับคาพระเถระว่า ดีละขอรับ ทุกรูปก็เก็บงาเสนาสนะ ถือบาตรจีวร ไม่บอกกล่าว
ใครๆ ในตระกูลทั้งหลาย พากันจาริกไปทางกรุงสาวัตถี ก็ถึงกรุงสาวัตถีตามลาดับแล้ว ก็พากันเข้าเฝ้าพระผู้
มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราบัญญัติสิกขาบทไว้
ว่า ภิกษุไม่พึงเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา เหตุไร พวกเธอจึงยังจาริกกันอยู่เล่า. ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูล
เรื่องทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนึก ก็ไม่ทรงเห็นเสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่น
สาหรับภิกษุเหล่านั้นทั่วชมพูทวีป โดยที่สุด แม้แต่เพียงตั่งมี ๔ เท้า ดังนี้ จึงตรัสบอกภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่นสาหรับพวกเธอไม่มีดอก พวกเธออยู่ในที่นั้นนั่นแหละจักบรรลุ
ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้นนั่นแหละอยู่กันเถิด แต่ถ้าว่า
พวกเธอปรารถนาความไม่มีภัยจากเทวดาทั้งหลาย ก็จงพากันเรียนพระปริตรนี้ . ด้วยว่าพระปริตรนี้ จักเป็น
เครื่องป้องกัน และจักเป็นกรรมฐานสาหรับพวกเธอ ดังนี้ แล้วจึงตรัสพระสูตรนี้ .
แต่อาจารย์พวกอื่นอีกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดารัสนี้ ว่า ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย พวก
5
เธอจงเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้นนั่นแหละ อยู่กันเถิด แล้วจึงตรัสว่า อนึ่งเล่า ภิกษุผู้อยู่ป่าควรรู้จักบริหาร.
บริหารอย่างไร. บริหารอย่างนี้ คือ แผ่เมตตา ๒ เวลา คือทาเวลาเย็นและเช้า ทาพระปริตร ๒ เวลา เจริญ
อสุภ ๒ เวลา เจริญมรณัสสติ ๒ เวลา และนึกถึงมหาสังเวควัตถุ ๘ ทั้ง ๒ เวลา
ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อบายทุกข์ ๔ ชื่อมหาสังเวควัตถุ ๘.
อีกนัยหนึ่ง ชาติชราพยาธิมรณะ ๔ อบายทุกข์เป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ๑ ทุกข์มี
วัฏฏะเป็นมูลในอนาคต ๑ ทุกข์มีการแสวงอาหารเป็นมูล ในปัจจุบัน ๑.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงบอกการบริหารอย่างนี้ แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้ เพื่อเป็นเมตตา
เพื่อเป็นพระปริตรและเพื่อฌานอันเป็นบาทแห่งวิปัสสนาแก่ภิกษุเหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจบเทศนาอย่างนี้ แล้วตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า ไปเถิด ภิกษุ
ทั้งหลาย พวกเธอจงอยู่ในราวป่านั้นนั่นแหละ และจงเคาะระฆังในวันธรรมสวนะ ๘ วันต่อเดือน แล้วจงสวด
พระสูตรนี้ จงทาธรรมกถากล่าวธรรม สนทนาธรรม อนุโมทนากัน จงซ่องเสพ เจริญทาให้มากซึ่งกรรมฐาน
นี้ นี่แหละ พวกอมนุษย์แม้เหล่านั้นจักไม่แสดงอารมณ์น่าสะพึงกลัวนั้น จักเป็นผู้หวังดี หวังประโยชน์แก่พวก
เธอแน่แท้
ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธดารัสแล้ว ลุกจากอาสนะ กราบถวายบังคมแล้ว ทาประทักษิณ ไปใน
ราวป่านั้นแล้วทาตามที่ทรงสอนทุกประการ. เทวดาทั้งหลายเกิดปีติโสมนัสว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ช่างหวัง
ดีหวังประโยชน์แก่พวกเรา. ก็พากันเก็บกวาดเสนาสนะเอง จัดแจงน้าร้อน นวดหลัง นวดเท้า จัดวางอารักขา
ไว้ ภิกษุแม้เหล่านั้นก็พากันเจริญเมตตา ทาเมตตานั้นให้เป็นบาท เริ่มวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัต อันเป็นผล
เลิศภายในไตรมาสนั้นนั่นเองหมดทุกรูป ปวารณาด้วยวิสุทธิปวารณา ในวันมหาปวารณา ออกพรรษาแล.
พระตถาคตผู้เป็นเจ้าแห่งธรรม ผู้ทรงฉลาดในประโยชน์ ตรัสกรณียเมตตสูตรอันมีประโยชน์
ด้วยประการฉะนี้ . ภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญาบริบูรณ์ ได้รับความสงบแห่งหฤทัยอย่างยิ่ง ก็บรรลุสันตบท.
เพราะฉะนั้นแล วิญญูชนผู้ประสงค์จะบรรลุสันตบทอันเป็นอมตะ ที่น่าอัศจรรย์ อันพระอริยเจ้ารักอยู่ ก็พึง
ทากรณียะอันมีประโยชน์ ต่างโดยศีลสมาธิปัญญาอันไร้มลทิน ต่อเนื่องไม่ขาดสาย เทอญ.
จบอรรถกถาเมตตสูตร
แห่งอรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อว่า ปรมัตถโชติกา
------------------------

๑๔ เมตตสูตร มจร.pdf

  • 1.
    1 เมตตสูตร พลตรี มารวย ส่งทานินทร์ ๖เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เกริ่นนำ พระสูตรเรื่อง เมตตสูตร เป็นคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปที่อยู่ป่า แล้วถูกเทวดาทั้งหลายรบกวนข้างภูเขาหิมวันต์ ทาให้จิตไม่สามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิ ซูบผอม ผิวเผือด เป็น โรคผอมเหลือง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ภิกษุเหล่านั้นพากันเรียนพระปริตรนี้ ด้วยว่าพระปริตรนี้ จักเป็น เครื่องป้องกัน และจักเป็นกรรมฐานสาหรับพวกเธอ เทวดาทั้งหลายเมื่อได้ยินพระปริตรนี้ ก็เกิดปีติโสมนัส ว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ช่างหวังดีหวังประโยชน์แก่พวกเรา ก็พากันเก็บกวาดเสนาสนะ จัดแจงน้าร้อน นวด หลัง นวดเท้า จัดวางอารักขาไว้ ภิกษุแม้เหล่านั้นก็พากันเจริญเมตตา ทาเมตตานั้นให้เป็นบาท เริ่ม วิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัต อันเป็นผลเลิศภายในไตรมาสนั้นนั่นเองหมดทุกรูป เมตตสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหำจุฬำฯ] ขุททกนิกำย ขุททกปำฐะ-ธรรมบท-อุทำน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบำต ๙. เมตตสูตร ว่ำด้วยกำรแผ่เมตตำ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้ แก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า ดังนี้ ) [๑] ผู้ฉลำดในประโยชน์มุ่งหวังบรรลุสันตบท (สันตบท หมายถึงนิพพาน) ควรบำเพ็ญกรณีย กิจ (กรณียกิจ หมายถึงการศึกษาในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตรงกันข้ามกับ อกรณียกิจ คือ สีลวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาจารวิบัติ อาชีววิบัติ) ควรเป็นผู้อำจหำญ ซื่อตรง เคร่งครัด ว่ำง่ำย อ่อนโยน และไม่ เย่อหยิ่ง [๒] ควรเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่ำย มีกิจน้อย (มีกิจน้อย ในที่นี้ หมายถึงไม่ขวนขวายการงานต่างๆ ที่จะทาให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่พูดคุยเพ้อเจ้อ ไม่คลุกคลีหมู่คณะ ปล่อยวางหน้าที่รับผิดชอบงานก่อสร้าง งาน บริหารคณะสงฆ์ เป็นต้น มุ่งบาเพ็ญสมณธรรมเป็นหลัก) มีควำมประพฤติเบำ (ความประพฤติเบา ในที่นี้ หมายถึงมีเพียงบริขาร ๘ เช่น บาตร จีวร เป็นต้น ไม่สะสมสิ่งของมากให้เป็นภาระ เหมือนนกมีเพียงปีกบิน ไปฉะนั้น) มีอินทรีย์สงบ มีปัญญำรักษำตน ไม่คะนอง (ไม่คะนอง หมายถึงไม่คะนองกาย วาจา และใจ) ไม่ยึดติดในตระกูลทั้งหลำย [๓] อนึ่ง ไม่ควรประพฤติควำมเสียหำยใดๆ ที่จะเป็นเหตุให้วิญญูชนเหล่ำอื่นตำหนิเอำได้ (ควรแผ่เมตตำไปในสรรพสัตว์อย่ำงนี้ ว่ำ) ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีควำมสุข มีควำมเกษม มีตนเป็นสุขเถิด
  • 2.
    2 [๔] คือ เหล่ำสัตว์ที่ยังเป็นผู้หวำดสะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง(หวาดสะดุ้ง หมายถึงมีตัณหาและ ความกลัวภัย มั่นคง หมายถึงบรรลุอรหัตตผล เพราะละตัณหาและความกลัวภัยได้) ขอสัตว์เหล่ำนั้น ทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด เหล่ำสัตว์ที่มีขนำดกำยยำว ขนำดกำยใหญ่ ขนำดกำยปำนกลำง ขนำดกำย เตี้ย ขนำดกำยผอม หรือขนำดกำยอ้วน ขอสัตว์เหล่ำนั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด [๕] เหล่ำสัตว์ที่เคยเห็นก็ดี เหล่ำสัตว์ที่ไม่เคยเห็นก็ดี เหล่ำสัตว์ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกลก็ดี ภูต หรือสัมภเวสีก็ดี (ในที่นี้ ภูต หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ สัมภเวสี หมายถึงพระเสขะและปุถุชนผู้ยังต้อง แสวงหาที่เกิดต่อไป เพราะยังละภวสังโยชน์ไม่ได้ อีกนัยหนึ่ง ในกาเนิด ๔ สัตว์ที่เกิดในไข่และเกิดในครรภ์ ถ้ายังไม่เจาะเปลือกไข่หรือคลอดจากครรภ์ออกมา ยังเรียกว่า สัมภเวสี ต่อเมื่อเจาะเปลือกไข่หรือคลอด ออกมา เรียกว่า ภูต, พวกสังเสทชะ (เกิดที่ชื้นแฉะ) และพวกโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ในขณะจิตแรก ก็ เรียกว่า สัมภเวสี ตั้งแต่ขณะจิตที่ ๒ เป็นต้นไป เรียกว่า ภูต) ขอสัตว์เหล่ำนั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด [๖] ไม่ควรข่มเหง ไม่ควรดูหมิ่นกันและกันในทุกโอกำส ไม่ควรปรำรถนำทุกข์แก่กันและกัน เพรำะควำมโกรธและควำมแค้น [๗] ควรแผ่เมตตำจิตอย่ำงไม่มีประมำณไปยังสรรพสัตว์ ดุจมำรดำเฝ้ำถนอมบุตรคนเดียว ด้วยชีวิต ฉะนั้น [๘] อนึ่ง ควรแผ่เมตตำจิตอย่ำงไม่มีประมำณ กว้ำงขวำง ไม่มีเวร ไม่มีศัตรูไปยังสัตว์โลกทั่ว ทั้งหมด ทั้งชั้นบน (ชั้นบน หมายถึงอรูปภพ) ชั้นล่ำง (ชั้นล่าง หมายถึงกามภพ) และชั้นกลำง (ชั้นกลาง หมายถึงรูปภพ) [๙] ผู้แผ่เมตตำจะยืน เดิน นั ่ง หรือนอน ควรตั้งสติ (สติ หมายถึงเมตตาฌานัสสติ คือสติที่ ประกอบด้วยเมตตาฌาน) นี้ ไว้ตลอดเวลำที่ยังไม่ง่วง นักปรำชญ์เรียกกำรอยู่ด้วยเมตตำนี้ ว่ำ พรหม วิหำร [๑๐] อนึ่ง ผู้แผ่เมตตำที่ไม่ยึดถือทิฏฐิ (ทิฏฐิ หมายถึงทิฏฐิที่ว่า “กองแห่งสังขารล้วนๆ จัดเป็น สัตว์ไม่ได้”) มีศีล ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ (ทัสสนะ หมายถึงโสดาปัตติมัคคสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่ง การบรรลุสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคอันเป็นเหตุให้ไปเกิดในชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหัตตผลในที่นั้น ไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีกต่อไป) กำจัดควำมยินดีในกำมคุณได้แล้ว ก็จะไม่เกิดในครรภ์อีกต่อไป เมตตสูตร จบ ขุททกปาฐะ จบ ------------------------------ คำอธิบำยนี้ นำมำจำกบำงส่วนของอรรถกถำเมตตสูตร อรรถกถำ ขุททกนิกำย ขุททกปำฐะ กรณียเมตตสูตรในขุททกปำฐะ
  • 3.
    3 พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านี้ ว่า เมตตสูตรนี้ผู้ใดกล่าว กล่าวเมื่อใด กล่าวที่ใด และกล่าวเพราะ เหตุใด ข้าพเจ้าชาระนิทานแล้วจึงจักทาการพรรณนาความแห่งเมตตสูตรนั้น ดังนี้ . ในมาติกาหัวข้อนั้น พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านี้ และการชาระนิทานโดยสังเขปอย่างนี้ ก่อนว่า เมตตสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวตรัส พระสาวกเป็นต้นมิได้กล่าว. ก็แต่ว่า เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายถูกเทวดาทั้งหลายรบกวนข้างภูเขาหิมวันต์ จึงพากันมาเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า เมื่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเมตตสูตรนั้น เพื่อป้องกันและเพื่อเป็นกรรมฐานสาหรับ ภิกษุเหล่านั้น. ส่วนโดยพิสดาร พึงทราบอย่างนี้ . สมัยหนึ่ง ใกล้ดิถีเข้าจาพรรษา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น ภิกษุ ทั้งหลายจากชาวเมืองต่างๆ จานวนมาก รับกรรมฐานในสานักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประสงค์จะเข้าจา พรรษาในที่นั้นๆ จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้ยินว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมฐานทั้งหลายที่อนุกูลแก่จริตจานวน ๘๔,๐๐๐ ประเภท โดยนัยนี้ คือ อสุภกรรมฐาน ๑๑ อย่าง คือ อสุภที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ สาหรับคนราคจริต, กรรมฐานมีเมตตากรรมฐานเป็นต้น ๔ อย่าง สาหรับคนโทสจริต, กรรมฐานมีมรณัสสติกรรมฐานเป็นต้น สาหรับคนโมหจริต, กรรมฐานมีอานาปานัสสติและปฐวีกสิณเป็นต้น สาหรับคนวิตกจริต, กรรมฐานมี พุทธานุสสติกรรมฐานเป็นต้น สาหรับคนสัทธาจริต, กรรมฐานมีจตุธาตุววัตถานกรรมฐานเป็นต้น สาหรับ คนพุทธิจริต. ลาดับนั้น ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเรียนกรรมฐานในสานักพระผู้มีพระภาคเจ้า กาลังแสวงหา เสนาสนะที่เป็นสัปปายะและโคจรคาม เดินไปตามลาดับ ได้พบภูเขาพื้นศิลาคล้ายมณีสีคราม ประดับด้วย ราวป่าสีเขียวมีร่มเงาทึบเย็น มีภูมิภาคเกลื่อนด้วยทรายเสมือนแผ่นเงินข่ายมุกดา ล้อมด้วยชลาลัยที่สะอาด เย็นดี ติดเป็นพืดเดียวกับป่าหิมวันต์ ในปัจจันตประเทศ. ภิกษุเหล่านั้นพักอยู่คืนหนึ่ง ณ ที่นั้น เมื่อราตรีรุ่งสว่างทาสรีรกิจแล้ว ก็พากันเข้าไปบิณฑบาต ยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ๆ นั่นเอง หมู่บ้านประกอบด้วยตระกูล ๑,๐๐๐ ตระกูล ซึ่งอาศัยอยู่กันหนาแน่นใน หมู่บ้านนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธาปสาทะ พวกเขาเห็นภิกษุทั้งหลายเท่านั้นก็เกิดปีติโสมนัส เพราะการ เห็นบรรพชิตในปัจจันตประเทศหาได้ยาก นิมนต์ภิกษุเหล่านั้นให้ฉันแล้ว ก็วอนขอว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านอยู่ ในที่นี้ ตลอดไตรมาสเถิด แล้วช่วยกันสร้างกุฏิสาหรับทาความเพียร ๕๐๐ หลัง จัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทุก อย่าง มีเตียง ตั่ง หม้อน้าฉัน น้าใช้เป็นต้น ณ ที่นั้น. วันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านตาบลอื่น. ในหมู่บ้านแม้นั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ บารุงอย่างนั้นเหมือนกัน อ้อนวอนให้อยู่จาพรรษา. ภิกษุทั้งหลายรับนิมนต์โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อไม่มี อันตราย จึงพากันเข้าไปยังราวป่านั้น เป็นผู้ปรารภความเพียรตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ตีระฆังบอกยาม เป็นผู้มากด้วยโยนิโสมนสิการอยู่จึงเข้าไปนั่งที่โคนไม้. รุกขเทวดาทั้งหลายถูกเดชของเหล่าภิกษุผู้มีศีลกาจัดเดชเสียแล้ว ก็ลงจากวิมานของตนๆ พา พวกลูกๆ เที่ยวระหกระเหินไป เปรียบเหมือนเมื่อพระราชา หรือราชมหาอมาตย์ ไปยังที่อยู่ของชาวบ้าน ยึด
  • 4.
    4 โอกาสที่ว่างในเรือนทั้งหลายของพวกชาวบ้าน พวกชาวบ้านก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ก็ได้แต่มองดูอยู่ ไกลๆด้วยหวังว่า เมื่อไรหนอ ท่านจึงจักไปกัน ฉันใด เทวดาทั้งหลายต้องละทิ้งวิมานของตนๆ กระเจิดกระเจิงไป ได้แต่มองดูอยู่ไกลๆ ด้วยหวังว่า เมื่อไรหนอ ท่านจึงจักไปกัน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. แต่นั้น เทวดาทั้งหลายก็ร่วมคิดกันอย่างนี้ ว่า ภิกษุทั้งหลายเข้าพรรษาแรกแล้ว จักอยู่กันตลอดไตรมาสแน่ แต่พวก เราไม่อาจจะพาพวกเด็กอยู่อย่างระหกระเหินได้นานๆ เอาเถิด พวกเราจักแสดงอารมณ์ที่น่ากลัวแก่ภิกษุ ทั้งหลาย. เทวดาเหล่านั้นจึงเนรมิตรูปยักษ์ที่น่ากลัว ยืนอยู่ข้างหน้าๆ เวลาภิกษุทั้งหลายทาสมณธรรมตอน กลางคืน และทาเสียงที่น่าหวาดกลัว เพราะเห็นรูปเหล่านั้น และได้ยินเสียงนั้น หัวใจของภิกษุทั้งหลายก็ กวัดแกว่ง ภิกษุเหล่านั้นมีผิวเผือดและเกิดเป็นโรคผอมเหลือง. ด้วยเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงไม่อาจทาจิตให้ มีอารมณ์เดียวได้ เมื่อจิตไม่มีอารมณ์เดียว สลดใจบ่อยๆ เพราะความกลัว สติของภิกษุเหล่านั้นก็หลงเลือน ไป แต่นั้น อารมณ์ที่เหม็นๆ ก็ประจวบแก่ภิกษุเหล่านั้น ซึ่งมีสติหลงลืมแล้ว, มันสมองของภิกษุเหล่านั้น ก็ เหมือนถูกกลิ่นเหม็นนั้นบีบคั้น โรคปวดศีรษะก็เกิดอย่างหนัก. ภิกษุเหล่านั้นก็ไม่ยอมบอกเรื่องนั้นแก่กัน และกัน. ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อภิกษุทุกรูปประชุมกันในเวลาบารุงพระสังฆเถระ. พระสังฆเถระก็ถามว่า ผู้มี อายุ เมื่อพวกท่านเข้าไปในราวป่านี้ ผิวพรรณดูบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างเหลือเกินอยู่ ๒-๓ วัน ทั้งอินทรีย์ก็ผ่อง ใส แต่บัดนี้ ในที่นี้ พวกท่านซูบผอม ผิวเผือด เป็นโรคผอมเหลือง ในที่นี้ พวกเธอไม่มีสัปปายะหรือ. ลาดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า ท่านขอรับ ตอนกลางคืนกระผมเห็นและได้ยินอารมณ์ที่น่ากลัว อย่างนี้ ๆ สูดแต่กลิ่นเช่นนี้ ด้วยเหตุนั้น จิตของกระผมจึงไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ. ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปจึงพากัน บอกเรื่องนั้น โดยอุบายนี้ เหมือนกัน. พระสังฆเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติการเข้าจาพรรษาไว้ ๒ อย่าง ก็ เสนาสนะนี้ ไม่เป็นสัปปายะแก่พวกเรา มาเถิดผู้มีอายุ พวกเราจะพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามถึง เสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่นๆ ภิกษุเหล่านั้นรับคาพระเถระว่า ดีละขอรับ ทุกรูปก็เก็บงาเสนาสนะ ถือบาตรจีวร ไม่บอกกล่าว ใครๆ ในตระกูลทั้งหลาย พากันจาริกไปทางกรุงสาวัตถี ก็ถึงกรุงสาวัตถีตามลาดับแล้ว ก็พากันเข้าเฝ้าพระผู้ มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราบัญญัติสิกขาบทไว้ ว่า ภิกษุไม่พึงเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา เหตุไร พวกเธอจึงยังจาริกกันอยู่เล่า. ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูล เรื่องทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนึก ก็ไม่ทรงเห็นเสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่น สาหรับภิกษุเหล่านั้นทั่วชมพูทวีป โดยที่สุด แม้แต่เพียงตั่งมี ๔ เท้า ดังนี้ จึงตรัสบอกภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่นสาหรับพวกเธอไม่มีดอก พวกเธออยู่ในที่นั้นนั่นแหละจักบรรลุ ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้นนั่นแหละอยู่กันเถิด แต่ถ้าว่า พวกเธอปรารถนาความไม่มีภัยจากเทวดาทั้งหลาย ก็จงพากันเรียนพระปริตรนี้ . ด้วยว่าพระปริตรนี้ จักเป็น เครื่องป้องกัน และจักเป็นกรรมฐานสาหรับพวกเธอ ดังนี้ แล้วจึงตรัสพระสูตรนี้ . แต่อาจารย์พวกอื่นอีกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดารัสนี้ ว่า ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย พวก
  • 5.
    5 เธอจงเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้นนั่นแหละ อยู่กันเถิด แล้วจึงตรัสว่าอนึ่งเล่า ภิกษุผู้อยู่ป่าควรรู้จักบริหาร. บริหารอย่างไร. บริหารอย่างนี้ คือ แผ่เมตตา ๒ เวลา คือทาเวลาเย็นและเช้า ทาพระปริตร ๒ เวลา เจริญ อสุภ ๒ เวลา เจริญมรณัสสติ ๒ เวลา และนึกถึงมหาสังเวควัตถุ ๘ ทั้ง ๒ เวลา ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อบายทุกข์ ๔ ชื่อมหาสังเวควัตถุ ๘. อีกนัยหนึ่ง ชาติชราพยาธิมรณะ ๔ อบายทุกข์เป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ๑ ทุกข์มี วัฏฏะเป็นมูลในอนาคต ๑ ทุกข์มีการแสวงอาหารเป็นมูล ในปัจจุบัน ๑. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงบอกการบริหารอย่างนี้ แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้ เพื่อเป็นเมตตา เพื่อเป็นพระปริตรและเพื่อฌานอันเป็นบาทแห่งวิปัสสนาแก่ภิกษุเหล่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจบเทศนาอย่างนี้ แล้วตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า ไปเถิด ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอจงอยู่ในราวป่านั้นนั่นแหละ และจงเคาะระฆังในวันธรรมสวนะ ๘ วันต่อเดือน แล้วจงสวด พระสูตรนี้ จงทาธรรมกถากล่าวธรรม สนทนาธรรม อนุโมทนากัน จงซ่องเสพ เจริญทาให้มากซึ่งกรรมฐาน นี้ นี่แหละ พวกอมนุษย์แม้เหล่านั้นจักไม่แสดงอารมณ์น่าสะพึงกลัวนั้น จักเป็นผู้หวังดี หวังประโยชน์แก่พวก เธอแน่แท้ ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธดารัสแล้ว ลุกจากอาสนะ กราบถวายบังคมแล้ว ทาประทักษิณ ไปใน ราวป่านั้นแล้วทาตามที่ทรงสอนทุกประการ. เทวดาทั้งหลายเกิดปีติโสมนัสว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ช่างหวัง ดีหวังประโยชน์แก่พวกเรา. ก็พากันเก็บกวาดเสนาสนะเอง จัดแจงน้าร้อน นวดหลัง นวดเท้า จัดวางอารักขา ไว้ ภิกษุแม้เหล่านั้นก็พากันเจริญเมตตา ทาเมตตานั้นให้เป็นบาท เริ่มวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัต อันเป็นผล เลิศภายในไตรมาสนั้นนั่นเองหมดทุกรูป ปวารณาด้วยวิสุทธิปวารณา ในวันมหาปวารณา ออกพรรษาแล. พระตถาคตผู้เป็นเจ้าแห่งธรรม ผู้ทรงฉลาดในประโยชน์ ตรัสกรณียเมตตสูตรอันมีประโยชน์ ด้วยประการฉะนี้ . ภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญาบริบูรณ์ ได้รับความสงบแห่งหฤทัยอย่างยิ่ง ก็บรรลุสันตบท. เพราะฉะนั้นแล วิญญูชนผู้ประสงค์จะบรรลุสันตบทอันเป็นอมตะ ที่น่าอัศจรรย์ อันพระอริยเจ้ารักอยู่ ก็พึง ทากรณียะอันมีประโยชน์ ต่างโดยศีลสมาธิปัญญาอันไร้มลทิน ต่อเนื่องไม่ขาดสาย เทอญ. จบอรรถกถาเมตตสูตร แห่งอรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อว่า ปรมัตถโชติกา ------------------------