ปรัชญาเชิงศาสตร์
Philosophy of Science 3
มรรคาทางเข้าสู่ความรู้นานาแนวทาง
On the Path to Knowledge
Different Approaches
ศ.พิเศษ ดร.จิรโชค วีระสย
Jirachoke Virasaya, Ph.D. (Berkeley)
1. ความทั่วไป
1.1 ความหมาย “ความรู้” ตามพจนานุกรมเวบมสเตอร์ (Webster’s New world Dictionary)
1) be sure of or well informed about.รู้เรื่อง แน่ใจเกี่ยวกับ
2) have perceived or learned.เรียนรู้
3) have securely in the memory.อยู่ในตู้เซฟแห่งควมทรงจํา
4) to be acquainted or familiar withคุ้นเคยกับ
5) to have understandiny of or skill in as a result of study or experience.เข้าใจ
6) to recognizeนึกขึ้นได้
7) to distinguihแยกแยะได้
1.2 ตามพจนานุกรมไทย
ศ.พิเศษ ดร. จิรโชค (บรรพต) วีระสยJIRACHOKE VIRASAYA ได้รับทุนรัฐบาลศึกษาจบ ปริญญาตรีทางสังคมวิทยา
วิทยานิพนธ์เกียรตินิยม B.A. HONORS THESIS IN SOCIOLOGY, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ นครเบอร์คลีย์UNIVERSITY OF
CALIFORNIA (BERKELEY) ; ปริญญาโทM.A. IN POLITICAL SCIENCE (UC, BERKELEY) ; ปริญญาเอกPh. D. UC. BERKELEY
; ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมาคมเกียรตินิยมระดับชาติของ U.S.A. ตั้งแต่ปี 1962 PI SIGMA ALPHA, National Political Science Honor
Society, U.S.A., 1962. กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคําแหง (2513-14) Founding Member,
Ramkhamhaeng University หัวหน้าภาคผู้ก่อตั้งภาควิชาสังคมวิทยา (Founding Chairman)
คณบดีผู้ก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง (Founding Dean), Faculty of Political Science Ramkhamhaeng University,
Bangkok, 10240 Tel.02-310-8483-9 ต่อ 41, 36 อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ, อดีตรอง ผอ.สถาบันส่วนภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษา,
Former Deputy Director, Regional Institute of Higher Education, (RIHED) Singapore.
รก.ผอ.โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์, Acting Director ,Doctoral Program in Social Sciences, (10 สาขาวิชา) อาคาร
ท่าชัย มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 02-310-8566-7 ปรับปรุง 22/08/55
ประกอบการบรรยาย 31 สิงหาคม 2556 วิชาขอบเขต
สงวนลิขสิทธิ์ Revised 28/08/2556 PC
2
ประเด็นการเข้าสู่ “ความรู้” นั้น พึงตระหนักว่าเกี่ยวโยงกับการ “รู้” ตามคําอธิบายใน
พจนานุกรมบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ระบุว่าหมายถึง “แจ้ง, เข้าใจ, ทราบ” และยกหลาย
วลี เช่น 1) รู้กัน 2) รู้การรู้งาน 3) รู้กันอยู่ในที 4) รู้เขา รู้เรา 5) “รู้ความ” 6) “รู้คิด” “รู้อ่าน”
7) รู้คุณ 8) รู้ดีรู้ชั่ว9) รู้ตัวเอง 10) รู้ตื้นลึกหนาบาง 11) รู้เนื้อ รู้ตัว 12) รู้หนเหนือหนใต้ 13)
รู้เห็น 14) รู้เห็นเป็นใจ 15) รู้รส 16) รู้มาก เป็นต้น
1.3ศัพท์ที่ใช้ว่าเป็น “ความรู้” หมายถึง
1) สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือ ประสบการณ์ รวมทั้ง
ความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ
2) ความเข้าใจหรือสารสนเทศ (information เพิ่มคําแปลภาษาอังกฤษ) ที่ได้รับมาจาก
ประสบการณ์
3) สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยินได้ฟัง การคิดหรือการปฎิบัติ
4) องค์วิชาในแต่ละสาขา เช่นความรู้เรื่องเมืองไทย ความรู้เรื่องสุขภาพ
1.4 อารยธรรมกรีกยุคเอเธนส์รุ่งเรือง
ในช่วงต้นของอารยธรรมตะวันตกปราณ 2500 ปีมาแล้วมี กล่าวถึงว่าตั้งแต่เดิมไม่มี
ความรู้แบบเปิดเผยคือเป็นเรื่องที่มหาชนทั่วไปเข้าถึง คือรับทราบจนกระทั่งมีผู้พยายามที่
จะได้มาซึ่งความรู้และผลของความอยากรู้อยากเห็นและการเพียรพยายามนั้นกลับ
ถูกลงโทษโดยอํานาจเบื้องบน
คือปรากฎในตํานานกรีก (mythology) เรื่องหนึ่งซึ่งกล่าวถึงมนุษย์คนแรกที่มี
อุตสาหะวิริยะจนกระทั่งเข้าสู่ประตูแห่งความฉลาดคือรู้จักการก่อไฟให้เกิดแสงสว่าง ชื่อ
ซิซิฟุส (Sisiphus) และต้องเผชิญกับความลําบากจากการล่วงละเมิดอํานาจสรวงสวรรค์ซึ่ง
ผูกขาด การมีความรู้
1.5ตํานานหรือนิทานปรัมปราดังกล่าวต่อมาแพร่หลายมากจากข้อเขียนที่เดิมเป็นหนังสือภาษา
ฝรั่งเศสโดย นักประพันธ์ลือชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล(Nobel Prize) ชื่อ อัลแบร์ กามูส์
(Albert Camus)โดยมีชื่อเรื่องว่า ตํานานแห่งซิซิฟุส (“The Myth of Sisiphus”)
Albert Camus 1913-1960. Algerian-born French writer. (นักเขียนฝรั่งเศสผู้เกิดใน
อัลจีเรีย ซึ่งเคยอยู่ภายใต้ประเทศฝรั่งเศส.A journalist in France, he was
active in the Resistance during World War II. His novels, which owe much to
existentialism, include
3
1) L’Etrangerแปลเป็นภาอังกฤษคือThe Outsider(คนนอก) 1942
2)La Peste แปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อThe Plague(โรคระบาด) 1948 and
3) L’Homme revolteแปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อThe Rebel (ผู้ทระนงหาญสู้)1952. He was
awarded the Nobel Prize for Literature 1957. ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
พ.ศ. 2500
1.6 จาก Wikipedia
ความรู้คือความสนิทสนมคุ้นเคยกับบางคนหรือบางสิ่ง รวมทั้งข้อเท็จจริง สารสนเทศ คํา
พรรณนา หรือทักษะ ซึ่งได้มาจากประสบการณ์หรือการศึกษา
2. ศัพท์ใกล้เคียง
2.1 ในทางพุทธศาสนาเน้นความรู้ที่เรียกว่า “พุทธปัญญา”
2.2การพัฒนาความรู้ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในทางทฤษฎี(theoretical knowledge) และในทาง
นําไปใช้คือวิทยาการประยุกต์(applied knowledge)
2.3ความรู้ ย่อมแตกต่างจาก
1)ทรรศนะ คือ ความเห็น (opinions)
2)ทัศนคติหรือ เจตคติ (attitude)
3) ความเชื่อ (beliefs) และ
4)ศรัทธา(faith)
2.4ในทางพุทธศาสนาได้กล่าวไว้มากในเรื่องนี้ โดยเฉพาะที่ทึกทักว่าเป็นความรู้ อาจเป็น
“อวิชชา” (ignorance)ก็ได้ และค่อนข้างบ่อย
อาจเรียกเบื้องต้นว่า ข้อมูลผิด (false data , misinformation)
2.5ว่าด้วยความรู้ในทรรศนะของนักปรัชญามีปรากฏใน
1) The Oxford Guide to Philosophy,edited by Ted Honderich. Oxford University
Press, 2055.
2) จากพจนานุกรม Collins
a) knowing that something is the case. อะไรเป็นอะไร
b) knowing some person or place.
c) knowing how to do something.
(G. Vesey and P.Foulkes. Collins dictionary of Philosophy. London: Collins,
4
1990, p. 163.)
3. การจัดหมวดหมู่
3.1สรรพวิทยาการมีการจัดหมวดหมู่ตามแนวองค์การว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และ
วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(Unesco)องค์การสถาปนาขึ้นในปี 1946 หลังองค์การ
สหประชาชาติ 1 ปี
แบ่งออกเป็นสามหมวดใหญ่ คือ 1) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ 2) สังคมศาสตร์และ 3)
มนุษยศาสตร์
3.2องค์การนี้มีนักวิชาการไทยเคยไปทํางานที่สํานักงานใหญ่ ณ กรุงปารีส ตั้งแต่ช่วงเปิดใหม่ ๆ
ได้แก่ ม.ล.มานิจ ชุมสาย และนักวิชาการสตรีอีกผู้หนึ่ง คือ ดร.จิตเกษม สีบุญเรือง
3.3บรรดาความรู้ที่จัดเป็น ระบบ เรียกว่าวิทยาการ ซึ่งภาษาอังกฤษ คือ‚ discipline‛ ซึ่งอาจ
แปลว่า ความมีวินัย มักเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน คือเป็นสหวิทยาการ (interdisciplinary)
หรือพหุวิทยาการ (multidisciplinary)
3.4 ความเป็นวิทยาการแห่งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural sciences)
เกี่ยวโยงกับ 11 เรื่องดังต่อไปนี้
1) observation การสังเกต– to notice or perceive something; to pay special attention
to.
2) description การพรรณนา
3) definition การให้คํานิยามระบุลักษณะที่สําคัญ
4) classfication การแบ่งหรือจําแนกประเภท
5) measurement การวัดโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น ชั่งน้ําหนัก, ตวงว่ามากน้อยเพียงใด
6) experimentation การทดลอง
7) generalization การขยายแวดวงให้กว้างขวาง ให้ครอบคลุมถึงเรื่องอื่น
8) explanation การให้คําอธิบาย
9) prediction การทํานาย
10) valuation การประเมินผลดีหรือสภาพดี สภาพเสีย
11) control of the world การมีอํานาจเหนือโลกซึ่งแนววิทยาอื่นอาจมุ่งการอยู่ร่วมกับ
โลกคือธรรมชาติ
4. สรรพวิทยาการ
5
4.1สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยในประมาณ242 ประเทศทั่วโลกในยุคร่วมสมัยประมาณ
25,000 แห่งซึ่งได้แก่OxfordUniversity(ออกเสียงAksferd) ในประเทศอังกฤษ
1)มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุด คือOxford อายุ 900 ปีเศษ (ซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์จินตนาการ
Harry Potterใช้เป็นฉากแห่งโรงเรียน Hogwartในบางตอน)
2)มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่อันดับที่ 2ได้แก่Cambridge University อายุ800 ปีเศษซึ่ง Isaac
Newtonเคยเป็นทั้งนิสิตและอาจารย์ผู้ค้นพบแรงโน้มถ่วง(gravity)
4.2การจัดอันดับมหาวิทยาลัยมัก rank ให้มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด(Harvard)เป็นอันดับ 1 ใน
สหรัฐอเมริกา
มหาวิทยาลัยHarvard เกิดก่อน การประกาศอิสรภาพ(The Declaration of
Independence) ในปี ค.ศ.1776
ฮาร์วาร์ดเริ่มเปิดการสอนตั้งแต่ ค.ศ. 1639 เกือบ 400 ปีมาแล้วในยุคที่ยังอยู่ภายใต้
อังกฤษในฐานะเป็นอาณานิคม
4.3รายชื่อรายวิชาหรือกระบวนวิชา (course) ของสถาบันระดับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีนับเป็น
พัน คือสูงสุดอาจถึง 5,000 รายวิชาต่าง ๆ กัน
1. ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งถือกําเนิดในปี พ.ศ. 2514 เมื่อเริ่มเปิดสอน2 สิงหาคม
2514 ประมาณเพียง 60 กระบวนวิชา
ในปี พ.ศ.2555-56 มีใน course catalog เกินกว่า 1,600 กระบวนวิชา
2. สถาบันเก่าแก่ เช่น มหิดล และจุฬาลงกรณ์ มีสาขาวิทยาการและกระบวนวิชาเป็น
จํานวนมาก
กรณีมหิดลมีตัวอย่าง คือ ในวิทยาลัยดุริยางคศาสตร์ และในวิทยาลัยศาสนศึกษา
ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหน่วยงานชื่อธรรมสถาน ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภา
วิไล เป็นผู้อํานวยการมาแต่เริ่มต้นเป็นเวลาติดต่อกันถึงประมาณ 25 ปีปัจจุบันมีอายุ 87ปี
และดํารงตําแหน่งในสังกัดจุฬาลงกรณ์โดยเป็นศาสนาจารย์เป็นเสมือนเมธีคือปราชญ์ด้าน
ศาสนาและเปลี่ยนจากตําแหน่งฝ่ายบริหาร
4.4การเน้นการเรียนรู้เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ในสังคมมีตัวอย่างในศัพท์ต่างๆ ดังนี้ เช่น
1) Learning society สังคมที่มีการเรียนรู้อยู่เสมอ
2) Learning organizationองค์การที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
ทั้งเป็นไปเพื่อ “a culture of inprovement and enhancement.”
6
(Collins Internet Linked Dictionary of Sociology.Edited by David Jary and Julia Jary.
Harper and Collins, 2005, p. 343)
5. ความรู้กับประสาทสัมผัส
5.1การเข้าถึงความรู้นั้นย่อมอาศัยประสาทสัมผัส(senses)5 อย่างคือ เห็นด้วยตา ฟังด้วยหู
เป็นต้น
5.2ส่วนความรู้นอกเหนือจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรียกว่าสัมผัสที่ 6(sixth sense)ซึ่งมี
ภาพยนตร์ชื่อเรื่องนี้ (Sixth Sense) ด้วยแสดงนําโดย Bruce Willis
แนวคิด “ความรู้คู่ประสาทสัมผัส”ได้มีอิทธิพลครอบงําอยู่เป็นระยะเวลานาน เป็น
แนวคิดเชิงประจักษ์วาท(empiricism)ซึ่งพจนานุกรมเวบสเตอร์ (Webster’s New World
Dictionary3
rd
ed.)ได้ระบุว่าเป็นทฤษฎีที่ว่าประสบการณ์จากประสาทสัมผัสเป็นแหล่งที่มา
แห่งความรู้แหล่งเดียวเท่านั้น (the theory that sense experience is the only source of
knowledge).
5.3แนวประจักษ์วาทคือวาความรู้ได้มาจากอย่างน้อย 2 วิธีการ ได้แก่
1) จากการสังเกต(observation)ของบุคคลซึ่งย่อมหมายถึงการวัดด้วยเครื่องมือหรือ
มาตรต่าง ๆ
2) จากการทดลอง (experiment)
5.4นักคิดชาว ฝรั่งเศสระดับกูรู(Guru)ชื่อ ออกุสต์ ก๊องต์ (August Comte)ซึ่งมีชื่อเสียง ต่อมา
ในฐานะที่ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาผู้ก่อกําเนิดสังคมวิทยา”ได้ก้าวไปเกินกว่านั้น
ค๊อง หรือ ก๊อง (แล้วแต่จะออกเสียง) ได้ตั้งทฤษฎีที่เรียกว่า“ปฏิฐานนิยม”
(Positivism)โดยเห็นข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ สังเกต ได้หรือรับทราบได้จาก ประสาท
สัมผัส และปฏิเสธการคาดเดา(speculate)
5.5การเรียนรู้ตามครรลองหรือในวงกรอบหรือแนวทางแห่ง ปฏิฐานนิยมมีบทบาทมากทั้ง
ในทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ทางสังคม
ได้รับอิทธิพลมาจากนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ประมาณ 3
ศตวรรษมาแล้วชื่อไอแซค นิวตัน (IsaacNewton,1642-1726)
5.6ไอแซค นิวตันมีอิทธิพลต่อการยึดแนวคิดแบบแยกส่วน หรือลดทอน (reductionism)ซึ่งเป็น
ความคิดแม่บทหรือกระบวนทัศน์ (paradigm)ที่ยึดถือกันมายาวนาน
ต่อมาที่ได้รับการท้าท้ายอย่างชัดแจ้งจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ (relativity) อันเป็น
7
ผลงานของแอลเบิร์ต ไอสไตน์(Albert Einstein, 1879-1955)
6. ความรู้พื้นฐาน
6.1 ศัพท์ปรัชญาที่ใช้ในภาษาไทย มักยึดแนวความหมายแห่งศัพท์ Philosophy ซึ่งมีรากศัพท์
มาจากภาษากรีกPhilosฟิล-ลอส ซึ่งแปลว่า ความรัก หรือ เพื่อน กับ sophos—โซ-ฟอส ซึ่ง
แปลว่า ความฉลาด ศัพท์ Philosophyจึงเท่ากับการรักหรือการเป็นสหายกับความฉลาด
รอบรู้
(G. Vesey and P. Foulkes.Collins Dictionary of Philosophy. London : Collins, 1990.)
6.2 ปรัชญาเป็นแขนงวิทยาการ (discipline) ที่แสวงหาความจริงW.T.Jonesเขียนไว้ว่า เป็นการ
แสวงหาเป็นนิรันดร การแสวงหาซึ่งย่อมไม่ประสบผลสําเร็จ (Philosophy is the eternal
search fortruth, a search which inevitably fails and yet not defeated)
6.3เจมส์ คริสเตียน ระบุว่า ปรัชญา เป็น “ศิลปะแห่งวิสัยทึ่ง”หรือ “ศิลปแห่งการมีความ
พิศวง” (art of wondering) ซึ่งเกี่ยวกับ การอยากรู้ (curiosity)
(James L. Christian. Philosophy, Rinehart Press, 1973.)
1) วิสัยทึ่ง เป็นหนึ่งในหลายวลี คิดขึ้นโดย จิรโชค วีระสย โดยให้สืบต่อจาก
2)‚วิสัยทัศน์‛
3)“วิสัยทา” (ลงมือปฏิบัติการ)
4) “วิสัยทน” (ขันติ อดทน)
5) “วิสัยทาง” (หลายทางเลือก)
6) “วิสัยแท้”(คุณธรรม จิตวิญญาณ) และ
7) “วิสัยทัน” (ไม่ล่าช้า, ทันเวลา, ทันเหตุการณ์)
6.4 เนื้อหาสาระของปรัชญามีขอบข่ายกว้างขวางเพราะสืบสานมรดกทางปัญญา แบบรวม ๆ
กัน
มีการแบ่งศาสตร์ออกเป็น 1)“ศาสตร์อ่อน”หรือศาสตร์ประณีต (softsciences)อัน
ได้แก่ มนุษยศาสตร์, สังคมศาสตร์, และศิลปะ (fine arts) และ 2) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
หรือ“ศาสตร์แข็ง” (hard sciences)อันได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ST)
7.ทรรศนะอื่น ๆ ว่าด้วยปรัชญา
7.1นักปรัชญาช่วงกลางศตวรรษที่20 ชื่อ วิลล์ ดิวรั้น(Will Durant)กล่าวว่าปรัชญาเริ่มต้นเมื่อ
เรียนรู้ที่จะตั้งข้อสงสัยโดยเฉพาะกังขาความเชื่อที่เคยชื่นชม (Philosophy begins when one
8
learns to doubtparticularly to doubt one s cherished beliefs one s dogmas and one s
axioms.)
(Christian, p.120.)
7.2Mel Thompsonในหนังสือ Philosophy. Chicago:NTC Publishing Group,1995. กล่าวว่า
Thephilosophy of science(ปรัชญาแห่งศาสตร์) ตรวจสอบวิธีการต่าง ๆ ที่ใช้โดย
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติวิธีการต่าง ๆ ซึ่งสมมติฐานและกฎหมายต่าง ๆ ถูกกําหนดจาก
หลักฐานต่าง ๆ (examines the methodsused by science, the ways in which hypotheses
and laws are formulated from evidence, and thegrounds on which scientific claims about
the world may be justified.)
1)ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามของกันและกัน (Philosophy and
science are not in principleopposed to one another but are in many ways parallel
operations, for both seek to understandthe nature of the world and its structures.)
2)ปรัชญามักพยายามเกี่ยวข้องกับกระบวนการ คือ ขั้นตอนกําหนดหลักการต่างๆ
(Whereas the individual sciences do so by gathering data from within their
particular spheres andformulating general theories for understanding them,
philosophy tends to concern itself withthe process of formulating principles and
establishing how they relate together into an overall view.)
7.3อ้างอิงเพิ่มเติม
1) Eliot Deutsch and Ron Bontekoe, ed. A Companion to World Philosophers.
Blackwell, 1999.หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ อย่างกว้างขวางในประมาณ 600
หน้า
เฉพาะบทที่1 เกี่ยวโยงกับปรัชญานานาอารยธรรมคือ
1) Chinese
2) Indian
3) African
4) Buddhist
5) Islamic
2) Brooke N. Moore and Kenneth Bruder. Philosophy: The Power of Ideas. 5th
ed.
Boston: Mc Graw-Hill, 2002. มีสาระสําคัญ เช่น การขยายขอบข่ายแห่งความหมาย
9
ปรัชญาให้เป็นเรื่องที่คนสนใจได้ระดับโลกในหัวข้อ Philosophy: A Worldwide
Search for Wisdom and Understandingและกล่าวถึงผลงานสตรีในปรัชญาเช่น Mary
E. Waithe.A History of Women Philosophery.
3) S.E.Frost, Jr. Basic Teachings of the Great Philosophers. New York: Donbleday,
1962.
8. เกี่ยวโยงกับญาณวิทยา หรือทฤษฎีแห่งการเรียนรู้
8.1ปรัชญาแห่งศาสตร์ เกี่ยวโยงกับ“ญาณวิทยา”(Epistemology)เอป-ปิส-เต็ม-มอล-โล-ยีซึ่ง
ตามหนังสือบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน(Royal Institute) ระบุว่า หมายถึง
“ปรัชญาที่เข้าถึงที่ว่าด้วยบ่อเกิดลักษณะหน้าที่ ประเภท ระเบียบ วิธี และความ
สมเหตุสมผล” (rationalจิรโชค แปล)บางทีใช้คําว่า “theory of knowledge”ทฤษฎีแห่ง
ความรู้
8.2การศึกษา “แนวการศึกษา”หรือ “วิธีการศึกษา” (approach)มีต่าง ๆ เช่น เชิงประวัติศาสตร์
เชิงภูมิศาสตร์ เชิงนิเวศวิทยา เชิงสังคมวิทยา เชิงจิตวิทยา เชิงเศรษฐศาสตร์ เชิง
ศึกษาศาสตร์ เชิงบริหารธุรกิจ เชิงรัฐศาสตร์ เชิงนิติศาสตร์ ที่แพร่หลาย และเป็นที่คุ้นเคย
ในยุคร่วมสมัยและรวมทั้งแนวศาสนาต่าง ๆ
9. ปรัชญากับปรัชญาแห่งวิทยาศาสตร์
9.1ว่าด้วย “ศาสตร์”หรือวิทยาการ (science) ต่างๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะวิทยาศาสตร์) คือ
1) วิธีการและความรู้ที่เป็นระบบ
2) เป็นเหตุเป็นผลหรือสมเหตุสมผล
3) เป็นวัตถุวิสัย หรือสภาวะวิสัย (objective)
9.2เพื่อที่เข้าถึงซึ่งความรู้ อันอยู่ในขอบข่ายของวิชาการชื่อ ญาณวิทยา (epistemology) ซึ่งเป็น
สาขาหนึ่งของวิชา “ปรัชญาทั่วไป”
10. ปรัชญาทั่วไป ประกอบด้วย 3 สาขาหลัก คือ
10.1อภิปรัชญา (เม็ตตาฟิสิกส์ —metaphysics) or หรือ ออน-ตอล-โลยี่ ontology เกี่ยวกับ
appearance and reality ภาพที่ปรากฏและความเป็นจริง, existence of God การสถิติอยู่
ขององค์พระผู้เป็นเจ้า, soul, angels, whether abstract objects have an existence
independent of human thinking
(Earle, p.16.)
10
10.2 ญาณวิทยา (Epistemology)
10.3 คุณวิทยา (axiologyแอกซิออลโลยี่) ซึ่งว่าด้วยเกณฑ์
ก. ทาง“จริยธรรม”และเกณฑ์
ข. แห่ง“ความงาม”และ
ค. “ความไพเราะ” (สุนทรียะ)
11. “Epistemology” (ญาณวิทยา) หรือทฤษฎีแห่งความรู้
11.1 ญาณวิทยา (บางครั้งเรียกว่าทฤษฎีแห่งความรู้) มีการกําหนดนิยามด้วยวิธีการตั้งคําถาม
สําคัญ
1)อะไรคือความรู้
2)การหาความรู้ (เพิ่มเติม) ด้วยวิธีการอย่างไร
รวมทั้งนฤมิตกรรมทางปัญญา (creativity)
11.2 มีการวิเคราะห์มโนทัศน์(concepts)ต่างๆ เช่น
1) belief(ความเชื่อ)
2)truth(ความเป็นจริง) and
3)justification(การหาทางยืนยันว่าถูกต้อง)
a. How can I be sure that my beliefs are true? I know that people sometimes believe
things without good reasons, without real evidence. What, then, should count as
good reasons, orreal evidence, for various kinds of beliefs?
b. How do I know I have good reasons, or evidence, for my beliefs?
(Cf. William J.Earle. Introduction to Philosophy. McGraw-Hill, 1992,p.15.)
12.พจนานุกรม Oxford Dictionary of Sociology (John Scott & Gordon Marshall. Oxford
Dictionaryof Sociology. New York: Oxford, 2005. p.145) อธิบายว่า ทฤษฎีแห่งความรู้
โดยทั่วไปมี 2 สํานักคิดใหญ่ ๆ ได้แก่
1) สํานักเชิงตรรกะหรือเชิงสมเหตุสมผล (rationalism) และ
2) สํานักประจักษวาท (empiricism)
12.1ทั้งสองแนวคิดเกิดขึ้นในช่วงแห่งการปฏิวัติทางด้านวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 17 โดยที่
ต่างสนใจที่จะหารากฐานที่มั่นคงแห่งความรู้ โดยให้แยกแยะออกจากสิ่งที่เรียกว่า
1)อคติ
11
2) ความเชื่อ หรือ
3)ความเห็น
ก.แนวเหตุผลนิยม (rationalism) มีผลงานที่สําคัญ คือ ของ ReneDescartes(เรอเน่ เด-
การ์ต) ซึ่งใช้ตรรกะ (logic) และคณิตศาสตร์ ทั้งนี้ เดคาร์ตส์ ถือว่าความรู้ทั้งหลาย
เกิดขึ้นจากกฎที่ไม่มีการเถียงได้(axioms)และเขาได้กล่าวว่าที่มนุษย์เราเป็นอะไรได้
นั้นขึ้นอยู่กับความคิด
ดังประโยคที่ว่า“I think,therefore I am”
ข.แนวประจักษวาท ซึ่งผลงานที่สําคัญ ได้แก่โดย John Lockeผู้ถือว่าประสบการณ์จาก
ประสาทสัมผัส (sense-experience)เป็นรากฐานแห่งความรู้ที่ไม่มีทางผิดพลาด นัก
คิดแนวประจักษวาทถือว่าเมื่อมีความรู้ที่มาก่อนจิตมนุษย์ (human mind) เพราะว่า
เมื่อเกิดมานั้นมีลักษณะที่เป็นกระดาษเปล่า (tabula rasa - - blank sheet of paper)
12.2 ข้อถกเถียงระหว่าง 2 แนว ไม่มีที่สิ้นสุดและได้เกิดแนวคิดที่เรียกว่าแนวหลังคตินิยม
โครงสร้าง(posts-tructuralists)ซึ่งเน้นความสําคัญของภาษาโดยนักคิดหลังคตินิยม
โครงสร้าง(post-structuralists)หลีกหนีจากทั้ง 2 ทฤษฎีแห่งความรู้โดยเน้นว่าไม่มี
ทางเข้าถึง ความเป็นจริง หรือความแท้ (reality) โดยตรงหรือโดยไม่ผ่าน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
(unmediatedaccess)
ดังนั้น จึงเสนอว่าการเข้าถึงความรู้โดย การเรียงลําดับการแสดงออกทางภาษา
(conceptual orlinguistic ordering) กล่าวคือ มนุษย์ไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกภาษา
หรือออกนอก “ถ้อยความคิด” (ศัพท์ของผู้เขียน จิรโชค วีระสย) หรือที่บางท่านแปลว่า
วาทกรรม (discourse)ที่จะตรวจสอบว่าถ้อยความคิดหรือวาทกรรมดังกล่าวสอดคลอง
กับความเป็นจริงหรือไม่
ทรรศนะเช่นว่านี้เรียกว่าทฤษฎีแห่งความรู้แนวคลาสสิค กล่าวคือเท่ากับปฏิเสธ
การที่รู้อะไรนอกเหนือจากวาทกรรม
12.3 วาทกรรมเป็นการใช้ภาษา นอกเหนือจากการศึกษารูปของประโยคหรือการพูด แต่โยง
ถึงบริบท (context) ที่เกี่ยวของกับความสัมพันธ์ทางสังคมหรือตัวองค์รวม คือ สังคม
ระดับชาติ ดังนั้นจึงถือว่าการวิเคราะห์วาทกรรม ครอบคลุมเรื่องของการพูด และ
ปฏิสัมพันธ์ (interaction) ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาเอกสาร หรือบันทึกไว้จึงโยงเกี่ยวกับ
นานาศาสตร์ ทั้งจิตวิทยา สังคมวิทยาและอื่น ๆ
12
13.มรรคาแห่งความรู้ (Path of Knowledge)
13.1มนุษย์มีทายะสมบัติ คือมรดกทางชีววิทยา (heredity) ที่ปรากฏชัดเช่น 1สมอง2 มือ 2 ตา2
หู 1 ปากและสองเท้าที่ก้าวไกล
13.2 สมอง มี 2 ส่วน คือ ซ้ายและขวา
1)ซีกซ้ายเป็นเรื่องของการจดจํา เป็นเรื่องของสิ่งที่ทําซ้ํา ๆกันเป็นปกติวิสัย
2)สมอง ซีกขวา เป็นการคิดสิงใหม่ ๆ (inventive) นวัตกรรม (innovation) มักโยง
เกี่ยวกับอารมณ์หรือ ความรู้สึก (affective) ดังที่ช่วงท้ายแห่งศตวรรษที่ 20 เรียกว่า
ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ - - Emotion Quotient)
มันสมองทั้งสองซีกสําคัญรวมกันเพราะซีกซ้ายช่วยให้มีการสะสมมรดกแห่งการ
เรียนรู้ สมองซีกขวาพัฒนาตอไปซึ่งเกิด ทางเลือกต่างๆ (alternatives) เช่น กรณีของ Bill
Gatesและผู้คนพบสิ่งใหม่ๆ นานาสาขาวิทยาการ รวมทั้งบรรดาผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ
เช่น รางวัลโนเบล NobelPrizeและอื่นๆ
13.3ทางของความรู้ คือ ประสาทสัมผัส (senses) ต่างๆ โดยเฉพาะจากนัยตา เช่น จากการอ่าน
และจากหู จากการฟัง
การแสวงหาความรู้ถือว่าเป็นภาระกิจที่สําคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์และในทาง
พุทธศาสนา ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ลักษณะที่สําคัญ คือการมี 1) ศีล 2) สมาธิ 3) ปัญญา
(wisdom) และใน หลักธรรม ที่มีองค์ 8 (มรรค 8) ระบุว่าการมีความเห็นหรือความคิดที่
ถูกต้องสําคัญ อย่างยิ่งซึ่งเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
13.4ปราชญ์กรีกเมื่อ 2400 ปี เศษมาแล้ว คือ Socrates (ซอคระติส,โสกราติส อาจแปลงเป็น
ไทยว่าศักรดิษฐ์) ถือว่าความรู้ กับความถูกต้อง(rightness) หรือคุณธรรม (virtues) เป็น
สิ่งเดียวกัน (Virtue is knowledge)
1) ความรู้เป็น เป้าหมาย(goal) และพึงเข้าใจว่าความรู้ที่แท้จริงเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะบรรลุ
ได้ไม่ว่าในทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์หรือในเรื่องศาสนา
2) ตัวอย่างคือ ความรู้เกี่ยวกับ กําเนิด ของมนุษย์ (human origins) ตั้งแต่บรรพกาลหรือ
เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บกล่าวคือมี วิวัฒนาการ (evolution) และมี
ทฤษฎีหรือ สมมุติฐานที่แตกต่างกันและอาจผิดพลาด คือรู้พลั้งได้
14.การแสวงหาความรู้ (search of knowledge )
14.1เปรียบเสมือนกับ การเดินทาง (journey) ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดในประเทศที่เจริญแล้วหรือใน
13
อารยธรรมที่สําคัญร่วมมีการค้นแสวงหา (search) และค้นคว้าเพิ่มใหม่ๆ ซ้ําแล้วซ้ําอีก
(re-search)
โดยการมีการกระทําสืบเนื่องต่อจากบิดามายังบุตร หรือจากอาจารย์ รุ่นต่างๆ กัน
ดังปรากฏในประวัติศาสตร์แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ (scientific discoveries)
14.2หากพิจารณาในเชิงสังคมศาสตร์การเรียนรู้เกิดจากการได้รับการบ่มเพาะ (socialized)
จากรอบตัวบุคคล ตั้งแต่เด็กทารกจนเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งใช้อักษร 7 ตัว เพื่อจําง่าย คือ
1) บ (บ้าน)
2)ว (วัด)
3)ว (เวิ้งหรือละแวกที่อาศัย)
4) ว (แวดวง) กลุ่มเดียวกัน เป็นผู้อยู่ในอาชีพเดียวกัน หรือในความสนใจ เช่น ฟุตบอล
อย่างเดียวกัน และ
5)ร (โรงเรียน)หรือสถาบันการเรียนรู้
6) ร(ระบบ) คือระบบสังคมและระบบของสถานที่ซึ่งที่ตนเองทํางาน
โดยถือว่าวัดหมายถึงศาสนธรรมหรือศาสนสถานต่างๆไม่ว่าทางศาสนาใด
พิจารณาในการค้นคว้าที่ลึกซึ้งมีวิธีการต่างๆนอกเหนือจากมโนกรรม คือ คิดคํานึง
และมีการเพิ่มพูนจากนานาประสบการณ์
7) ร (ราชการ)
15. การอธิบายหลักธรรมในพุทธศาสนา
15.1วิธีการมี 2 แนว ได้แก่
1) ธรรมาธิษฐาน คือ การอธิบายหรือสอนโดย ทางทฤษฎี โดยคําพูดที่เป็นใช้นามธรรม
(abstract) เช่น สอนว่าทําดีได้ดีทําชั่วได้ชั่ว จงอย่าทําบาป
ธรรมาธิษฐานเป็นการอธิบายหลัก การมิได้มีการปรุงแต่งให้ดูสนุกสนานหรือ
เห็นจริงเห็นจังอย่างเช่นในวิธีการปุคคลาธิษฐาน
2) อธิบายแบบปุคคลาธิษฐาน คือ การอธิบายหรือสอนโดยยกตัวอย่างบุคคลหรือเป็น
รูปธรรมซึ่งอาจเกินความเป็นจริงก็ได้
15.2ตัวอย่างคือ การยกชาดก มาเพื่อช่วยเสริมคําอธิบาย ชาดกเป็นเพียงอุทาหรณ์มิใช่เรื่องจริง
ที่เกิดขึ้นเสมอไปปุคคลาธิษฐาน เป็นการอธิบายให้เห็นภาพแห่งผลของการทําดีและทํา
ชั่ว การได้ไปสวรรค์และนรก วิธีการนี้เหมาะสําหรับคนทั่วไป คือ ชนประเภทบัวปริ่ม
14
น้ําหรือเวไนยนิกร (ผู้สามารถได้รับการสอนได้ คือเรียนได้ คือ เรียนได้) ธรรมดา ๆ
15.3 ความหมายตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม เริ่มต้นที่ศัพท์ “เทศนา2”(
การแสดงธรรม, การชี้แจงแสดงความ - preaching; exposition)
1)ปุคคลาธิษฐาน เทศนา (เทศนามีบุคคลเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างคน, แสดงโดยยกคนขึ้นอ้าง
, ยกคนเป็นหลักฐานในการอธิบาย - exposition in terms of persons)
2)ธรรมาธิษฐาน เทศนา (เทศนามีธรรมเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างธรรม, แสดงโดยยกหลัก
หรือตัวสภาวะขึ้นอ้าง - exposition in terms of ideas)
เทศนา 2 นี้ สรุปมาจากเทศนา 4 ในคัมภีร์ที่อ้างไว้
(พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
(Dictionary of Buddhism).มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538.)
16.กระบวนการเรียนรู้ (Learning Process)
16.1กระบวนการเชิงลําดับขั้นอาจพิจารณาได้ตามสํานวนของผู้เขียน(จิรโชค วีระสย) ดังนี้
1) รู้จํา (Commit to memory) การมีความจําที่แม่นยําและถูกตรงนานพอสมควรย่อม
ประหยัดเวลาในการรับข้อความหรือความรู้ใหม่อยู่เสมอ มิฉะนั้นจะต้องมีการ “เรียน
ใหม่” (relearning) กล่าวกันว่า ซีกสมอง (hemisphere) ที่บันทึกความจํา คือ ด้านซ้าย
2) รู้จด (Jot down) เป็นการช่วยความทรงจํา เช่น โดยชวเลขเขียนหรือบันทึกลงใน
Computer
3) รู้จับจุด (ประเด็นหลัก, key, theme, key is) มีคํากล่าวเกี่ยวกับ ‚น้ําท่วมทุ่ง‛ หรือ “การ
ขี่ม้ารอบค่าย” (beat around the bush)
4) รู้เจาะจง (specific) รู้เฉพาะเรื่อง เช้น แพทย์เฉพาะทาง
5) รู้แจกแจง (วิเคราะห์),analysis รู้การแยกแยะ
6) รู้เจนจัด (experienced) คือ มีความคล่องแคล่วเพราะผ่านการฝึกฝนทดสอบภาคปฏิบัติ
มาเป็นเวลาช้านานไม่ใช่ประเภท NATO--NO Action Talk Only แปลตรงตัว คือบ่งชี้
ความเป็นผู้เก่งแต่พูด ไม่เอาไหนทางการใช้ประโยชน์
16.2ลําดับแรกคือรู้จากย่อมสําคัญกว่าอย่างอื่น เพราะหากต้องเรียนใหม่ทุกครั้งย่อมไม่
สามารถทําให้อยู่รอดได้
ความจําได้มากบ้างน้อยบ้างย่อมช่วยให้ดํารงชีพอยู่ได้ ทั้งนี้มีการค้นพบว่การได้รับ
สารอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมตอนเป็นทารกและถึงช่วงอายุ 6 ขวบสําคัญที่สุด เช่นการ
15
ได้รับ sea salt (เกลือทะเล)
17.วงกรอบแห่งการแสวงหาความรู้ (in search of knowledge)
17.1 นานาวิชาการ
1) วิชาการ(Academic)มักถือว่าเป็นเรื่องประเภทมุ่งประโยชน์ทางวิทยาการเท่านั้น
(Knowledge for knowledge’s sake)
2) วิชาชีพ (Occupational, professional skills)ระดับมีมาตรฐาน คือมีสมาคมวิชาชีพ เช่น
แพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ทนายความ ผู้รับเหมา
3) วิชาชื่นชอบ (Personal interest) ไม่ได้เรียนฝึกฝนโดยตรงอย่างเป็นทางการ แต่สนใจ ใส่
ใจ ฝึกฝนและนําไปใช้เอง ปกติเป็นศิลปะ ด้านต่าง ๆ รวมทั้งการกีฬาการนันทนาการ
(recreation) สําหรับ Maslow อยู่ในแรงจูงใจลําดับสูงกว่าขั้นที่ 5 คือ เข้าสู่ความเป็น
สุนทรียะ (aesthetics)
4) วิชาเชิงชีวิต(Art of living)
a) IQ แต่มีความฉลาดทางอารมณ์ EQ(Emotional Quotient) หมายถึงการีความเห็นใจ
ผู้อื่น (empathy)
b) AQ (Adversity Quotient ) ลักษณะจิตที่ทรหด อดทน เผชิญกับอุปสรรค
5) วิชาช่วยชุมชนคํานึงถึงประชาคมที่ใกล้เคียงและไกลด้วย
กรณีบริษัท ซึ่งเดิมเน้นกําไร เริ่มเปลี่ยนสู่การทําหน้าที่ต่อส่วนรวมที่เรียกว่า
“ความรับผิดทางบรรษัทต่อสังคม”Corporate Social Responsibility (CSR)และ“ลัทธิ
นายทุนที่มีเมตตาธรรม”(Compassionate Capitalism)
17.2การมองรอบด้านและสู่อนาคต
ก.พึงตระหนักว่า การมองรอบๆ คือการคํานึงถึง บริบท (context)คือ นานาสภาพแวดล้อม
เป็นการพิจารณาสภาพการณ์ที่เป็นอยู่และคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ข.การมองไปข้างหน้านั้นพึงคิดถึงทั้งระยะทาง (เทศะ) และกาละเวลา ระยะทาง คือ
คํานึงถึงlocal, regional, nationalและ globalสําหรับระยะเวลา (temporal frame)อยู่
ได้แก่
1) วิ -ไกล (วิสัยทัศน์ -ระยะไกล,long-range) ซึ่งในยุคร่วมสมัยอาจแม้เพียง 7-8 ปี
2) วิ -กลาง (middle - range) เช่น 3-4 ปี
3) วิ -ใกล้ (proximate-near) อาจเป็นช่วงเวลา 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น
16
18. มโนทัศน์ “สหวิทยาการ” (Interdisciplinary)
18.1หมายถึงชุมทาง(junction) แหล่งรวมจุดหรือเครือข่าย (network)เกี่ยวโยงของนานา
สาขาวิชาวิทยาการ (discipline)ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดย่อมเป็น “องค์แห่งความรู้”(body
of knowledge) คือ
1) การผนวกผนึกรวมกันของความรู้อย่างหนึ่งและ
2) สัมพันธ์กับวิชาอื่น ๆ
การเมืองการปกครองเกี่ยวโยงกับเรื่องต่าง ๆ เช่น
1)บุคลิกภาพ (personality)
2)อารมณ์
3)อุปนิสัยของคน (character)
4)ศรัทธา (faith)
ตัวอย่าง คือการเปลี่ยนแปลง อุปนิสัยของประธานาธิบดีGeorge Bush,Jr.ซึ่ง
เดิมค่อนข้างเกเรกลายมาเป็นคนดี(อ้างอิงหน้าปกพาดหัวของวารสารNewsweek,
March 10, 2003.ว่า Bush &God How Faith Changed His Life and Shapes His
Destiny.
5)การนันทนาการ
6)การประกอบอาชีพ
7) ภาษา
8) สุนทรียภาพ (aesthetics) ฯลฯ
18.2นันทนาการ (Recreation)หรือสื่อบันเทิง กับการเมือง ปรากฏในความสนใจของบุคคล
เช่น
1)สุเทพ วงศ์กําแหง และนักแสดงอื่นๆ ยุคร่วมสมัยทั้งในไทยและต่างประเทศ
2) เอสตราด้าEstradaอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นดาราภาพยนตร์มาก่อน
3) Arnold Schwarzeneggerซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์หลายเรื่องรวมทั้ง “คนเหล็ก”(The
Terminator)ในการเข้าสู่วงการเมืองผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการ(Governor) รัฐ
แคลิฟอร์เนีย ในปี พ.ศ. 2547 (ต่อมามีข่าวเรื่องครอบครัว 2554)เป็นผู้ว่าการรัฐ
แคลิฟอร์เนียภายหลังJerry Brown ซึ่งผุ้เขียน (จิรโชค วีระสย) คุ้นเคยตั้งแต่การเรียน
ระดับปีต้นๆ ของปริญญาตรี (undergraduate) ณ University of California, Burkeley;
17
ได้เป็น 2 สมัยติดต่อกัน และคั่นโดยผู้ว่าการรัฐอีกคนหนึ่ง เมื่อ Arnold หมดวาระ
Jerry Brown ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จนกระทั่งปัจจุบัน (2013)
18.3ไม่ว่าสาขาใดย่อมเกี่ยวโยงมากบางน้อยบางกับสาขาต่างๆ เช่น
1)จิตวิทยา ว่าด้วย1)ระบบประสาท 2)ความเครียด(stress) 3)ว่าด้วยความจํา4)การเรียนรู้
ช้าหรือเร็ว 5)บุคลิกภาพ ฯลฯ เกี่ยวโยงกับ IQ , EQ , AQ , (Adversity Quotient)
2)จิตวิเคราะห์ศาสตร์ (psychoanalysisได้แก่ทฤษฎีของ Sigmund Freud(ซิกมันด์
ฟรอยด์), Carl Jung (คาร์ล ยุง J ออกเสียงเป็น ย) และ Adler แอ็ดเลอร์)
3)จิตวิทยาสังคม (social psychology)
4) ปรจิตวิทยา (Parapsychology)ซึ่งว่าด้วยปรากฏการณ์แปลกพิเศษนอกเหตุเหนือผล
(ESP-Extra Sensory Perception) เช่นเรื่องพลังจิตของ1)รัสปูติน
(Rusputin)2) ความสามารถในการทํานายล่วงหน้า เช่น เคซี Casey ชาวอเมริกัน 3)
Nostradamusชาวฝรั่งเศสผู้มีชีวิตเมื่อ 500 ปีมาแล้วเขาเกิดวันที่14 ธันวาคม ค.ศ.
1503 โดยร่วมสมัยกับมาร์ติน ลูเธอร์, (MartinLuther, 1483-1546)นักปฏิรูปศาสนา
คริสต์
(เจริญวรรธนะสิน.นอสตราดามุสพิมพ์ครั้งที่ 17, กันยายน 2544)
เจริญ วรรธนะสิน เป็นกรรมการร่วมกับวิลาส มณีวัต และผู้เขียน(จิรโชค วี
ระสย) รวมทั้งอื่นๆในการตัดสินการคัดเลือกคําขวัญ ม.ร.ซึ่งได้คําขวัญจากการเข้า
ประกวดทั่วประเทศประมาณ 20,000 คําขวัญและได้ตัดสินให้ใช้แปลวเทียนให้แสง
รามคําแหงให้ทาง
18.4หนังสือโดยเจริญ วรรธนะสินนักแบดมินตันผู้โด่งดัง พิมพ์เพิ่มเติมภายหลังเหตุการณ์
วินาศกรรมอาคารแฝดWorld Trade Centerแห่งมหานครนิวยอร์ค ในวันที่ 11
กันยายน 2544(911-nine one one)และมีการอ้างถึงความเป็นไปตามคําทํานายของนอ
สตราดามุสในโคลงบทที่ ซ.1 ค.87 ดังนี้
“ความสั่นสะเทือนจาก เปลวเพลิงที่พวยพุ่งมาจากกลางใจโลก จะทําให้หอสูงใน
เมืองใหม่สั่นคลอน ภูผาหินใหญ่ทั้งสองที่ยันกันอยู่ช้านาน แล้วอา ธูสจะทําให้แม่น้ํา
ใหม่กลายเป็นสีแดง “มุ่งอธิบายว่า ภูผาทั้งสองหมายถึงอาคารแฝด และสีแดง คือ การ
บาดเจ็บเสียชีวิต
18.5ศาสตร์แห่งสังคมวิทยา
18
ก. สังคมวิทยา (Sociology) สนใจ เรื่องราวแห่ง
1) ภาวะปกติ (order)
2)อปกติ (disorder) และ
3)การเปลี่ยนแปลง(change) ซึ่งเกี่ยวโยงกับ ค้นพบการแพร่กระจาย, การคิดค้น
ประดิษฐ์
ข. ตัวแปร ในการศึกษาเรื่องต่างๆ มักอยู่ในกรอบแห่งเพศ วิถี(gender) ผิวพรรณ อายุ
สถานภาพครอบครัว
อิทธิพลทางสังคมวิทยาอาจกล่าวว่าเกี่ยวกับ(บ ว ว ว ร ร ล)
1) บ (บ้าน)
2)ว (วัด ศาสนสถาน)
3) ว(เวิ้ง ชุมชน)
4) ว--แวดวง เช่น อาชีพ หรืองานอดิเรก คล้ายกัน
5) ร (โรงเรียน)
6) ร ระบบ เช่น บริษัทหรือหน่วยงานใด และโดยเฉพาะ ระบบราชการ
7) ล (โลกาภิวัตน์)
19.การคิดลึกและรอบคอบ (Non - linear thinking) คิดหรือทําพร้อมๆกัน หลายๆเรื่อง เช่น
ร่างกายของคนเรานั้น สามารถทําได้ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมๆกัน
ความสามารถในการคิดลึกซึ้ง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตนเองแต่ต้องอาศัยผู้อื่นด้วย
ตัวอย่างได้แก่
19.1 ไอ-แสค นิวตัน Isaac Newton (1642-1727) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบเกี่ยวกับ
กฎเกณฑ์
ต่างๆ ซึ่งเป็นกฎตายตัว เช่น แรงโน้มถ่วง (gravity) ของโลก และเรื่องแรง(force)
19.2อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein,1879-1955) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน อพยพมาอยู่
สหรัฐอเมริกาโดยเป็นอาจารย์ที่มหาลัยปริ้นตัน(Princeton University)และมีผลงานที่
โดงดัง โดยเฉพาะทฤษฎีสัมพัทธภาพ(Relativity)
19.3ทอมัส คูห์น (Thomas Kuhn, 1922-1996) ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันผู้เคยสอนอยู่ ณ
มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ นครเบิร์คลีย์University of California, Berkeley ช่วงที่
ผู้เขียน(จิรโชค วีระสย) เรียนอยู่ระดับตรี โท และเอก, B.A. (A.B), M.A. (A.M) and
19
Ph.D.
คูห์นริเริ่มกล่าวถึง กระบวนทัศน์หรือมุมมองหลักแห่งชุมชนวิชาการที่พลิกผัน
(Paradigm shift) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร
1)ศาสตร์ปกติ (normal science or non-revolutionary science) เป็นการเรียนเรื่องเก่าๆ
เรียนแบบซ้ํา ๆ
2)ศาสตร์ปฏิวัติ(revolutionary)เป็นการเรียนเรื่องใหม่ ๆ เป็นเรื่องการสร้างสรรค์
(Oxford Dictionary of Sociology. 3rd ed. revised, ed. by John Scott and Gordon
Marshall, Oxford University Press, 2009, pp.544-545)
20.ทฤษฎีหรือแนวคิดแบบแยกส่วน (reductionism) และแบบองค์รวม (holistic)
20.1atomismและแนว associationismนึกถึงว่ากระบวนการทางจิต (mental processes) ว่า
เป็นเสมือนกับเส้นเชือกแห่งเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งแยกออกจากกัน (string of separate
events)ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันซึ่งกันและกันโดยคือ การเชื่อมโยง(association)ให้เป็นภาพ
(images) และเป็นความคิด (ideas)
20.2ทฤษฎีเกสตอลต์ (Gestalt)ถือว่าการรับทราบปรากฏการณ์ (phenomena) ทางจิตอื่นๆ
ขึ้นอยู่กับการที่จิตกลืนกลาย (assimilation) หรือซึมซับ และจัดแบบอย่างทั่วทั้งหมด
(entire patterns)
และมีการนําภาพทั้งหลายรวมกัน (configurations) ซึ่งมาจากส่วนที่เป็นบริบท
(context)คือ สภาพแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งผลรวมย่อมมากกว่าจากส่วนต่างๆที่ประกอบ
ขึ้นมา (component parts)
ตามทรรศนะองค์รวมนี้ถือว่าจิตมุ่งให้เกิดส่วนร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
(unifiedwholes) หรือตามภาษาของนักคิดแนวดังกล่าว เรียกว่า“good Gestalt”
แนวนี้มุ่งสร้างความสําคัญและเพื่อจะสร้างความหมายและความลึกซึ้งจาก
ประสบการณ์ต่างๆ คือ ที่เป็นผลรวมหรือองค์รวม (whole) ต่างๆเหล่านี้ ถือว่าสําคัญกว่า
และมักเกิดขึ้นเป็นอิสระแยกออกจากส่วนต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบนั้น (constituent
parts)
20.3ทฤษฎี Gestaltถือว่าการเรียนรู้ เป็นการสร้างและการปรับปรุงรูปโฉมขององค์รวมทาง
พุทธิปัญญา(cognitivewholes)มากกว่า คือ ไม่ใช่เป็นเพียง การปฏิสัมพันธ์
(interaction)ระหว่างสิ่งเร้า(stimulus) และมีการตอบสนอง (response)
20
(Chris Rohmann. A World of Ideas. New York: Ballantine Books, 1999, p.183)
21. วิธีการเข้าถึงซึ่งความรู้
21.1 พฤติกรรมศาสตร์ใช้กระบวนทรรศน์หรือพาราไดม์ แนวไอแซค นิวตัน(Isaac Newton)
การได้มาซึ่งความรู้มีวิธีการต่างๆกันเช่นการใช้แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์
เพื่อทราบเจตคติหรือทัศนคติ (attitude) โดย “การสํารวจประชามติ” (public opinion
poll)มีคําถามเกี่ยวกับแนวโน้ม หรือทิศทางที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัคร
(candidate)ปัจจุบันสํานักสํารวจที่โด่งดังสหรัฐอเมริกา ได้แก่ PEW Poll
ทั้งนี้ต้องเลือกหรือกําหนด กลุ่มตัวอย่างหรือสุ่มตัวอย่าง(sampling)เพราะ
ประชากร (population) คือจํานวนรวมมีมากมหาศาล เช่น พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาว
อเมริกัน มีประมาณมากจากประชากรทั้งสิ้นกว่า 350 ล้านคน
21.2การเข้าถึงความรู้จําเป็นต้อง ใช้เทคนิคที่เหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้มาซึ่ง
1)ข้อมูลที่แม่นตรง (validity) และเชื่อถือได้ (reliability) และ
2)การตีความหรือแปรผล(interpret)ที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง คือ การถามว่านาย ก. ไป ออกเสียง ลงคะแนนหรือเปล่า แม้นาย ก.ตอบ
รับ แต่ก็ต้องตรวจสอบ (verifyแวริฟาย) ว่าออกเสียง ลงคะแนนจริงหรือไม่โดยไป
ตรวจสอบที่ทะเบียน
และสําหรับการตีความนั้นมีตัวอย่าง คือ หากนาย ข. ไม่เคยไปเลือกตั้งเลย ไม่ว่าจะ
มีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ต้องพยายามตรวจสอบหาเหตุผลหลาย ๆ ด้าน
22.การได้มาซึ่งความรู้ใช้วิธีเชิงปริมาณคือ ข้อมูลที่นับเป็นสถิติตัวเลขได้ (จํานวนผู้เลือกตั้งแยก
เป็นเพศวิถีหรือสถานเพศ (gender)อายุ ภูมิลําเนา ฯลฯ)
22.1วิธีการนี้ย่อมไม่สนใจ หรือไม่ให้ความสําคัญกับเรื่องราวทาง
1) ประวัติ ความเป็นมา(historical approach)หรือ
2)คุณภาพคือเรื่องของความดีหรือไม่ดี โดยมองเชิงเกณฑ์จริยธรรม
วิธีการคิดเชิงพฤติกรรม ได้รับอิทธิพลจากการคํานวณตามแนวของนักคิด เดสการ์ต
(Rene Descartes)และของ ไอแซค นิวตัน คือไม่คํานึงถึงเกณฑ์บรรทัดฐาน (non-
normative)“ควรหรือไม่ควร”(การพิจารณาเชิงคุณค่า ‚value judgement‛)โดยถือว่า
พฤติกรรม”คือ การแสดงออกตามที่เป็นจริง เช่น
1)จํานวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
21
2)ระยะเวลาการอยู่ในตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีต่าง ๆ
3)แนวพฤติกรรมไม่คํานึงการ ตัดสินว่า อะไรดี อะไรไม่ดี ควรหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็น
เรื่องใหญ่ในวงกรอบทางศาสนา ทางปรัชญาหรือนโยบาย
บรรดาข้อมูลเมื่อเป็นความรู้มีการจัดให้เป็นระบบเข้าระเบียบ มุ่งให้สอดประสาน
ระหว่างทฤษฎีกับความเป็นจริงในเชิงพฤติกรรม
22.2แนวพฤติกรรมศาสตร์เทียบได้กับการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์(pure science) โดย
มุ่ง “แสวงหาความรู้เพื่อความก้าวหน้าแห่งความรู้ในตัวของความรู้นั้น” (knowledge for
knowledge’s sake)คือ มิใช่มุ่งเรื่องนําไปใช้ คือ ปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหา
22.3 การเข้าถึงความรู้ต้องมีการบูรณาการกับวิทยาการสาขาต่างๆ แนวพฤติกรรมสืบต่อ
จากปฏิฐานนิยมหมายความว่าการพินิจพิเคราะห์พิจารณา เชิงสหหรือพหุวิทยาการ
(interdisciplinary)คือ ศาสตร์ต่าง ๆ เกี่ยวโยงกันในกลุ่มหรือหมวดวิชา
1) สังคมศาสตร์
2)มนุษยศาสตร์
3)วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4)ศิลปกรรมศาสตร์
23. การได้รับความรู้จากการค้นพบและหรือการประดิษฐ์
23.1 การค้นพบ(discovery) ได้แก่การเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับโลกเช่น การค้นพบว่าแร่
ทองแดงอาจหลอมได้ การค้นพบนี้ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ทําให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่
ทํากับทองแดง และทําให้มีการทําเหมืองทองแดง เป็นต้น
การค้นพบว่าแก้วโป่งข่ามมีลักษณะอย่างไร การค้นพบแก้วโป่งข่ามในปี พ.ศ.
2514 หรือลูกปัดโบราณภาคใต้ของไทยใน ปี พศ. 2552 ทําให้คนสนใจใช้เป็นสิ่ง
ประดับอันเป็นวัฒนธรรมใหม่อย่างหนึ่ง
การค้นพบว่าการโยนและเตะของกลม ๆที่สานด้วยหวายไปมาทําให้สนุกและ
ก่อให้เกิดวัฒนธรรม (ตามนัยแห่งสังคมศาสตร์) ที่เรียกว่าการเล่นตะกร้อ เป็นต้นการ
ค้นพบดังกล่าวย่อมทําให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ขึ้น คือ มีกีฬาฟุตบอลเกิดขึ้น
23.2 การประดิษฐ์ (invention) ได้แก่ การใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้ว เพื่อทําสิ่งอื่นขึ้นมา เช่น ในการ
ใส่เครื่องยนต์เข้าไปในเรือ ทําให้เกิดเรือกลไฟขึ้นมา เครื่องยนต์และเรือเป็นวัฒนธรรมที่
มีอยู่เดิมเรือกลไฟเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นใหม่
22
1) การประดิษฐ์ทางวัตถุ (material invention)มีตัวอย่างคือ การสร้างครื่องปรับอากาศ,
การสร้างรถมอเตอร์ไซด์ไตถัง, การทําน้ําอัดลม, การสร้างระเบิดปรมาณูและการ
สร้างนาฬิกาโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
2) การประดิษฐ์ทางอวัตถุ (non-material invention)ตัวอย่าง คือ การสร้างพิธีกรรม
ใหม่ ๆการคิดปรัชญาใหม่การสร้างทฤษฎีใหม่ เช่นว่าด้วยป้องกันโรคภัย ว่าด้วยการ
ลดขัดแย้ง
24. การได้รับความรู้จากการแพร่กระจาย (diffusion –ได—ฟิ้ว—ชั่น)
การแพร่กระจาย หมายถึง การที่วัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งกระจายไปอยู่ในสังคมอื่น
ในระยะใกล้ ระดับภูมิภาค และระดับโลก เช่น
1)การที่คนไทยรับวัฒนธรรมแห่งการใส่เสื้อนอก, การผูกเนคไท, การใส่กระโปรง, การใส่
ถุงเท้ามาจากตะวันตก
2)การที่คนไทยรับศาสนาพุทธจากอินเดีย
3)การที่ฮิปปี้หรือ บุปผาชน (flower children) อเมริกันและยุโรปรับวัฒนธรรมบางอย่างไป
จากอินเดีย เช่น การใส่รองเท้าแตะหรือการสวมลูกประคํา (เพลง I left my heart in
San Francisco)
4)การที่มีศัพท์และสําเนียงจีนหลายคําอยู่ในภาษาไทย เช่น แป๊ะเจี๊ยะ,ตั้งไฉ่
5)การที่มีร้านค้า ศูนย์การค้าแบบตะวันตกในกรุงเทพมหานคร อันเป็นการกระจาย
วัฒนธรรมจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก ประเภท mall ต่าง ๆ และศูนย์การค้าขนาดใหญ่
เช่น Siam Paragon, เม็กกะบางนา Mega-Bangna ซึ่งมีห้าง Ikeaขายเฟอร์นิเจอร์ขนาด
ใหญ่ในปลายปี 2554 และขนาดย่อม ๆ ที่เรียกว่า Community Mall ตามหมู่บ้านขนาด
ใหญ่และแม้ตามชานเมือง
6)การมีศัพท์ใหม่ ๆ เช่น วัยโจ๋ แอ๊บแบ้วเด็กแว๊น ดังปรากฏในพจนานุกรมคําใหม่ ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน2550 (ดูภาคผนวก)
7) การรับวัฒนธรรมเกาหลี K-Pop (Korean) รวมทั้งเพลงละท่าเต้น Gangnam Styleของ
PSYในเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2556 มีผู้เข้า view ประมาณ 17 ล้าน
คนและรองลงมาคือนักร้องสตรีชาวแคนาดามีผุ้เข้าชมประมาณ 275 ล้านคน ในเพลง
Maybe
25. การเข้าถึงความรู้โดยการเดินทาง: กรณีนักคิดชาวฝรั่งเศสAlexis de Tocqueville
23
25.1 แอเลกซิส เดอ ทอคเกอวิลย์ หรือต๊อกเกอวิลย์ (Alexis deTocqueville, 1805-1859)มี
ตําแหน่งเป็นข้าราชการของรัฐบาลฝรั่งเศสและได้มีโอกาสเดินทางข้ามน้ําข้าม
มหาสมุทรแอตแลนติกจากยุโรปเพื่อไปดูงานเกี่ยวกับกิจการเรือนจําในสหรัฐอเมริกา
เมื่อประมาณเกือบ 200 ปีมาแล้ว คือประมาณค.ศ. 1830 เศษ ๆ
ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังนิยมเรียกสหรัฐอเมริกาว่าเป็น “โลกใหม่”
(NewWorld)ช่วงนั้นห่างจาก “การประกาศอิสรภาพของอเมริกัน” (Declaration
ofIndependence)เพียงประมาณ60 ปีเท่านั้น
25.2การเดินทางยุคนั้นต้องใช้เวลามาก และเมื่อทอคเกอวิลย์ได้ไปถึงสหรัฐอเมริกาและได้
ท่องเที่ยวพอสมควรแล้วเกิด “การตื่นตาตื่นใจ”(sense ofwonder) จากสิ่งที่ทอคเกอวิลย์
ได้พบเห็นอันแปลกใหม่กว่าเดิมที่เขาคุ้นเคยหรือชินตาที่ประทับใจทอคเกอวิลย์มาก คือ
บรรดาอนุสรณ์สถาน (monuments)ซึ่งในฝรั่งเศสมักก่อสร้างให้มีขนาดใหญ่ เช่นหอไอ
เฟิล(Eiffel) และประตูชัย (Arc deTriomphe)รวมทั้งประติมากรรมของผู้นําคนสําคัญ ๆ
25.3ทอคเกอวิลย์ จึงเกิดความแปลกใจอย่างมากที่พบอนุสรณ์สถาน และรูปปั้นเป็นจํานวน
มากในสหรัฐอเมริกาสิ่งเหล่านั้นใน“โลกใหม่”มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ทอคเกอวิ
ลย์พยายามคิด (แบบการใช้ญาณทัศนะ ) ว่าทําไมจึงมีข้อแตกต่าง ในท้ายที่สุดทอค
เกอวิลย์ลงมติ (คงทํานองเกี่ยวกับการเปล่งวาจา ว่าคิดได้แล้ว หรือถึง“บางอ้อ” (คือ “ยุรี
คา” (Eureka)โดยอาร์คิมีดีส(Archimedes)แห่งกรีกโบราณ เมื่อค้นพบวิธีการพิสูจน์
ความบริสุทธิของทองคํา)
25.4ทอคเกอวิลย์ เห็นว่าการที่มีปรากฏใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งสัญลักษณ์อนุสรณ์นานาประเภท
ทั้งใหญ่และเล็กนั้นเหมือนกับเป็น กระจกหรือคันฉ่องส่องสะท้อนภาพ ความรู้สึกนึกคิด
หรือทัศนคติของคนอเมริกันซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยสูง จึงแสดงออกมาซึ่งความ
เสมอภาคในการระลึกถึงความ “ดีเด่น”ของปัจเจกชนไม่ว่าจะมีตําแหน่งหรือไม่มี
ตําแหน่งก็ตาม
ชี้ให้เห็นถึงการเทิดทูน“ความเสมอภาค”ดังนั้น เมื่อทําความดี เพื่อสาธารณชน แม้
ไม่เป็นเรื่องไม่ใหญ่โตนัก และตนเองเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ก็ย่อมได้รับการยกยอง
โดยมีคนปั้นรูปหรือจารึกชื่อไว้ให้
25.5ข้อสังเกตนี้อาจมีผู้มองเห็นอยู่บางแล้ว แต่สําหรับทอคเกอวิลย์มีลักษณะแบบ “นัยน์ตาที่
สาม” (the third eye)ด้วยคือ ความสามารถโยงข้อสังเกตนี้ให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง
24
ประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา และในฝรั่งเศส ทอคเกอวิลย์เห็นว่าฝรั่งเศสแม้จะมี การ
ปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ.1789 แล้วก็ตามแต่ยังขาดเสถียรภาพและความเป็นประชาธิปไตย
ทอคเกอวิลย์ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ และพยายามหาสาเหตุว่าทําไมจึงเป็นเช่นนั้น
ทอคเกอวิลย์ทราบว่าสหรัฐอเมริกาแยกตัวจากอังกฤษในปี ค.ศ.1776 และมี
รัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย ก่อนฝรั่งเศสไม่นานนัก คือ มีในปี ค.ศ. 1787 แต่สถาบัน
ประชาธิปไตยอเมริกันมั่นคงกว่า ดังนั้น เมื่อทอคเกอวิลย์ เห็นความแตกต่างในเรื่อง
อนุสาวรีย์ในฝรั่งเศสกับ โลกใหม่(New World) คือสหรัฐอเมริกา จึงได้คิดพิจารณา
กลับไปกลับมาหลายครั้งและลงความเห็นว่า จํานวนและขนาดของอนุสาวรีย์สะท้อน
ความเชื่อหรือการมีสหจิต (consensus)ของคนอเมริกันในเรื่องความเสมอภาคหรือความ
ทัดเทียมกัน
25.6อนึ่ง เมื่อมีความเชื่อเรื่องความเสมอภาค (equality) ย่อมแสดงออกด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้ง
การให้เกียรติสามัญชนที่มีความดีด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ให้เป็นการส่งเสริมวิถีแห่ง
ประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง คือ ไม่ใช่ยกยองเฉพาะวีรกรรมใหญ่ ๆ ของ “วีรชนคนกล้า”
อย่างเช่น ในฝรั่งเศส
1)Alexis de Tocqueville.Democracy in America
2)Sidney Hook.The Hero inHistory.Boston: Beacon, 1955
26.ปัญญา: แสงชวาลาแห่งชีวิต
26.1อารยธรรมของโลก
ก.โลก(planet-earth) เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในสุริยจักรวาล มัก
ถือกันว่าต้นเค้าของอารยธรรมคืออียิปต์และอิรัคโบราณหรือบริเวณที่เรียกว่าเมสโส
โปเตเมีย 6000 ปีเศษมาแล้ว
ยุค 2400 ปีในอดีตเพลโต มหาปราชญ์กรีกเคยกล่าวถึงตํานานแห่ง the lost city
เมืองหรือทวีปที่หายไปคือแอตแลนติส (Atlantis)ซึ่งเคยมีอารยธรรมสูงส่งยิ่งนักและ
ถ่ายทอดสู่คนอียิปต์โบราณซึ่งสามารถสร้างปิรามิดและทํามัมมี่ได้
ข.มนุษย์ครองโลกเพียงไมเกิน 1.5 ล้านปีทั้งๆที่ไดโนเสาร์เป็นเจ้าพิภพประมาณ 220ล้าน
ปีจวบจนโดนดับจากอุกาบาต (meteor)มหึมาซึ่งมาพร้อมกับดาวหาง(Comet)เมื่อ 65
ล้านปีมาแล้วช่วงสั้นๆของมนุษย์บนผืนโลกนี้เมื่อเทียบกับอายุของพืช(flora)และ
สัตว์(fauna)แต่กระนั้นก็มีผลงานมหาศาล สืบเนื่องจากการมีปัญญาซึ่งเปรียบเสมือน
25
แสงชวาลาแห่งชีวิต
26.2มรดกทางปัญญา (intellectual heritage –เฮอ-ริต-ติจ)
ก.ผลงานจากสมองของมนุษย์เรียกชื่อต่างๆกันเช่น 1) ทุนทางปัญญา (intellectual
capital) 2)ทรัพยากรทางปัญญา (intellectual resource) และ 3) บางครั้งรวมเรียกว่าทุน
มนุษย์ (human capital)
ข.สมองมนุษย์มี 2 ซีก
1) ซีกซ้ายเกี่ยวกับเรื่องซ้ํา ๆSame Sameคือความคุ้นเคยและเคยชิน (habitual)
2)ซีกขวาเป็นเรื่องของ innovative (นวัตกรรม) หรือ inventive (ประดิษฐ์คิดค้น) และ
สร้างสิ่งใหม่ๆซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานแห่งการไดรับรางวัลเกียรติยศสูงสุดทาง
วิทยาศาสตร์คือ NobelPrizes
สํานักวิจัยและมหาวิทยาลัยที่โด่งดังได้รับเกียรตินี้ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา
26.3ปัจจัยประกอบ
1)ผลงานทางปัญญาขึ้นอยู่กับ บริบท (context)คือสภาพแวดล้อมแห่งสังคมและ
วัฒนธรรม
ดังปรากฏในรูปของนานา อารยธรรม (civilizations) เช่น
ก. อียิปต์เกินกว่า 5,000ปี ผลงาน เช่น ปิระมิด, รูปปั้น Sphinx
ข. จีนประมาณ 4,500 ปี ผลงาน เช่น กําแพงจีน (The Great Wall of China)
ค. อินเดียประมาณ 4,000 ปี
ง. อื่นๆ
2)มรดกทางปัญญาของกรีกยุคโบราณ (The Glory that was Greece)มีอิทธิพลทาง
วิชาการสืบเนื่องต่อกันมาเป็นเวลาช้านานประมาณ 2,400 ปี ชื่อมหาปราชญ์กรีก 3
คนหรือไตรเมธี (ไตร-อัม-วิ-ริท triumvirate) ที่รู้จักกันดีคือ
ก.ซอคราตีส หรือศักรทิษฐ์ (Socrates),
ข.เพลโต(Plato ชื่อจริงคืออาริสโตคลีส Aristocles
ค.อาริสโตเติ้ล(Aristotle)
27.การสร้างสรรค์ทางปัญญา
27.1หมายรวมถึงทุกแขนงแห่งความรู้แม้กระทั้งวิชาเขียนลายมือ(Calligraphy) ซึ่ง Steve Jobs
นักประดิษฐ์Iphone, Ipad เคยเรียนตอนเยาว์วัย
26
27.2มีการสร้างสรรค์ด้านอื่นๆเช่น
1)ในวงดนตรีตะวันตกมี Beethoven, Bach, Brahm, Mozart, Moussorsky
2)ในวงการประพันธ์บทละครอังกฤษเช่นวิลเลียม เชกส์เปียร์ (ซึ่งมีการประยุกต์แนวบท
ละครเรื่องThe Tempestเนรมิตเกาะอังกฤษ ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก กรกฎาคม 2555
ณ มหานครกรุงลอนดอน)
3)ในวงการ Theme Parkเช่น Walt Disney
4)ในเรื่องของเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น ทอมัส เอดดิสัน
5)ในเรื่องของพิชัยยุทธเช่นซุนหวู่หรือซุนซู
6)ด้านการทํานายแผ่นดินไหวทั้งในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดสึนามิและสามารถก่อให้เกิดได้
คือศาสตราจารย์Richterแห่งCalifornia Institute of Technology
27.3การเข้าถึงความรู้ (access to knowledge) มีวิถีต่างๆกัน ศัพท์วิชาการเรียกว่า
1)แนวพินิจ ; แนวพิจารณา
2)หรือแนวทางศึกษาวิชาการ (academic approaches)
3)เส้นทางสู่ความรู้ (roadmaps)
28. ปัจจัยหรือนานาตัวแปรที่ทําให้เกิดคุณูปการทางวิทยาการ
1)ระดับพื้นฐานคือที่กล่าวคล้องจองกันว่าเกี่ยวกับ “1 สมอง 2 ตา 2 หู 1 ปาก 2 มือ 2
เท้าที่ก้าวไกล‛
2) ระดับมูลเหตุจูงใจ(motivation) คือจิตมุ่งสําเร็จ (N-Achievement, conceptualized)
ไว้โดยนักคิดร่วมสมัย David McClellen แห่งHarvard University เรียกว่า “จิตใจใฝ่
สัมฤทธิ”
3)การปฏิบัติแห่งอิทธิบาท 4 รวมทั้งจิตจริยธรรมมุ่งประโยชน์ของมนุษย์
4)สภาวะแวดล้อมเช่น บ ว ว ว ร ล คือ 1) บ้าน(ครอบครัว) 2) วัด(สถาบันศาสนา) 3) ว
(เวิ้ง ชุมชน ละแวก) 4) วแวดวง เช่นอาชีพเดียวกัน 5)ร โรงเรียน 6) ร ราชการหรือ
ระบบ7) ล โลกาภิวัตน์---กระแสโลก
5)บรรยากาศทางปัญญา (intellectual climate)
6)การพึ่งพาของนานาสถาบันที่อยู่ใกล้ๆกัน (cluster of academic institutions)เพื่อพึ่งพิง
หรือแข่งขันเปรียบเทียบ
29. ว่าด้วยทฤษฏี
27
29.1 คําจํากัดความทฤษฏีเป็นการอธิบายแบบที่ใช้ได้ทั่วไป (generalized) ของชุดแห่ง
ปรากฏการณ์ที่คล้ายๆ กัน
ประการแรก ทฤษฏีเป็นการอธิบาย คือ ให้คําตอบต่อคําถาม คือ ทําไม ? ทฤษฏีระบุผล
จากการที่ได้ถูกอธิบาย และสาเหตุของผลนั้น
ประการที่สอง ทฤษฏีมีลักษณะที่นําไปใช้ได้ทั่วไป คือพยายามอธิบาย ไม่ใช่เป็นเพียง
เหตุการณ์เดียวแต่ชุดแห่งเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
วิชารัฐศาสตร์ไม่ได้สร้างทฤษฏีว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่ 1เท่านั้น แต่พยายาม
สร้างทฤษฏีต่าง ๆว่าสงครามหลาย ๆ สงครามเกิดขึ้นอย่างไร หรือไม่ได้อธิบายเพียงแต่
ว่า ทําไมจึงมีการแต่งตั้งระบบการเงินBretton Woodsแต่เป็นการพยายามสร้างทฤษฏี
ด้วยการเปิดเสรีทางการค้าtradeliberalization
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดี่ยว ๆ ถูกพรรณนา แต่ไม่ได้ถูกอธิบาย ศัพท์ที่ใช้ทฤษฏี
ในทางวิชาการ แตกต่างจากที่ใช้ในภาษาพูดโดยทั่วไป ที่หมายถึงการคาดเดาก็ได้ เช่น
ทฤษฏีว่าด้วยใครลอบยิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ หรือที่คาดเดากันว่าทําไม โอ
บามา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
(Paul D Aniere, International Politics : Power and Purpose in Global Affairs,
Wodsworth,2010 pp. 15-17)
29.2มีการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฏีกับคําอธิบายเหตุการณ์
ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของสงครามหรือผลจากการเลือกตั้งนักวิชาการมัก
พิจารณาตัวแปร ซึ่งมีความสําคัญในเรื่องราวคล้าย ๆ กัน
ตัวอย่างคือคําถามสาเหตุสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเกี่ยวโยงกับคําถามว่า อะไร
ทําให้เกิดสงครามโดยทั่วไป เช่นเดียวกัน การเข้าใจแหล่งที่มาของระบบ Bretton
woodsจึงเกี่ยวโยงกับความเข้าใจถึงสาเหตุการเปิดเสรีด้านการค้า
29.3ทฤษฏีเกิดขึ้นจากข้อสมมติฐานว่าเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้มีลักษณะที่มีความเฉพาะตัว และ
ไม่ได้มีสาเหตุหนึ่งเดียวเฉพาะตัว
กล่าวคือ ถ้าเราต้องการป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม จําเป็นต้องมีความคิดว่าอะไรทํา
ให้เกิดสงคราม ซึ่งจําเป็นต้องมี suppositionว่าสงครามต่าง ๆ มีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ซึ่ง
ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
ตัวอย่างคือ เป็นเรื่องที่ไม่อาจรับได้ว่าสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นอย่าง
28
เดียวกับสิ่งที่ทําให้เกิดสงครามโลกครั้งที่2
อย่างไรก็ตาม ถ้าการใช้บทเรียนแห่งอดีตมาประยุกต์กับปัญหาของปัจจุบัน ต้อง
สมมติว่าเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นและในอนาคตเกี่ยวโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
ดังนั้นพึงตระหนักว่าเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน อาจมีบางอย่างที่เหมือน ๆ กัน แต่
ไม่ใช่ว่าตรงกันทั้งหมด
ดังนั้นในการพัฒนาเหตุสงคราม จําเป็นต้องสมมติว่ามีบางสาเหตุที่คล้าย ๆ กัน
29.4มองในเชิงประวัติศาสตร์ มีความสําเร็จและความล้มเหลวในการพยายามประยุกต์ทฤษฏี
เข้าสู่นโยบาย กล่าวคือ ภายหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ทฤษฏีที่สําคัญเกี่ยวกับการ
ขาดกฎหมายระหว่างประเทศ
ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะพัฒนา สันนิบาตชาติ (League of Nations)และการ
กําหนดสนธิสัญญา เพื่อที่กําหนดให้สงครามเป็นเรื่องที่นอกกฎหมาย
ปรากฏว่าไม่สามารถกีดกั้น การเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2
ต่อมามีทฤษฏีต่าง ๆ ที่นํามาใช้และโดยเฉพาะการเกิดขึ้นของระบบเบรตตั้น วูดส์
(Bretton Woods)ซึ่งถือว่าการค้าเสรีจะทําให้เกิดความมั่งคั่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น และทฤษฏี
น่าจะถูกต้อง เพราะเกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในสมาชิกของระบบนี้
29.5ต่อมามีความพยายามสร้างทฤษฏีเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศ กล่าวคือแนวเก่า ได้แก่ การมีหรือแนวแบบเดิม ๆ ได้แก่ การใช้กําลังทหาร แต่
นักทฤษฏีพยายามที่จะเข้าใจแหล่งที่มาของการ ใช้ความรุนแรง (terrorism)
โดยมีคําถามว่าเกี่ยวโยงกับศาสนา ความยากจน หรือการขัดข้องอึดอัดใจ
(frustration)ทางการเมือง
29.6 การใช้ประโยชน์จากทฤษฏีมี 3 อย่างคือ explanation, predictionและprescription
1) Explanationใช้ในการอธิบายสาเหตุรวมกันของชุดแห่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงกัน
2) Predictionทฤษฏีขยายคําอธิบายนี้ไปยังเหตุการณ์ในอนาคต โดยโครงสร้างการ
คาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น และอะไรเป็นตัวการกําหนดสิ่งนั้น
3) Prescriptionทฤษฏีถูกใช้เมื่อกําหนดนโยบาย คือ ช่วยผู้วางนโยบายและประชาชน
ได้มีทางเลือกแห่งนโยบายที่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเป้าหมายหนึ่ง
โดยสรุปทฤษฏีทําหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนกับการทําให้ความเป็น
จริงง่ายขึ้น(simplify)ซึ่งปกติเป็นเรื่องสลับซับซ้อนทฤษฏีเป็นตัวที่ช่วยชี้ว่า ส่วนใด
ของเหตุการณ์ที่สลับซับซ้อนสมควรได้รับการเอาใจใส่ทันที และที่จะต้องชะลอลง
29
ไป ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าทฤษฏี มุ่งที่จะดึงบางส่วนออกจากความเป็นจริง ดังนั้นจึงละทิ้ง
หลายสิ่งหลายอยางในรายละเอียดออกไป
ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงอันหนึ่งหรือรายกรณีหนึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกัน
กับทฤษฏี ไม่ได้หมายความว่าทฤษฏีไม่มีประโยชน์ แต่ทฤษฏีต้องมีการตรวจสอบ
ประเมินบนพื้นฐานที่ว่าทําให้เกิดความเข้าใจมากหรือน้อยกว่า การอธิบายที่อื่น ๆ
ของปรากฏการณ์เช่นเดียวกัน
30. ทฤษฏีที่เป็นปทัสถาน (Normative Theory)
30.1นอกเหนือจากมุ่งให้ทฤษฏี สามารถ1) อธิบาย2) ทํานายและ3) แนะนํา ยังเพิ่มอีกหนึ่ง คือ
4) การจัดว่าอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของการกระทํา เช่นปทัสถานทางการเมืองว่าควรเป็น
อย่างไร ซึ่งจุดมุ่งหมายที่จะกําหนดเป้าหมายที่เหมาะสมในการกระทําทางการเมือง ซึ่ง
บงชี้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือเป็นที่ยอมรับได้ ในการประพฤติปฏิบัติ
สิ่งที่เรียกว่าเป็นทฤษฏีเชิงปทัสถานเกี่ยวข้องกับศีลธรรมและจริยธรรม คือ เป็น
เรื่องที่ว่าเป้าหมายบ้างอย่างเหมาะหรือมีคุณค่าที่จะดําเนินการ และมักเป็นข้อสมมติฐาน
ที่ไม่มีการอภิปราย
(Paul D Aniere,International Politics: Power and Purpose in Global
Affairs,Wodsworth, 2010 pp. 17-19)
30.2ตัวอย่างคือ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มักสนใจว่าทําอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้
เกิดสงคราม
แต่แทบไม่มีผู้ใดเลยที่กล่าวว่า สงครามเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องที่ถือว่า
ชัดเจนในตัวของมันเอง (self-evident)แต่ในความเป็นจริงมักไม่มีการวิเคราะห์ว่า ถึงแม้
สงครามจะเลวเพียงใด แต่มีความเลวยิ่งกว่า ทางออกแบบอื่น ๆ กล่าวคือ ใน
สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือว่า แม้สูญเสียหลายล้านคน แต่เป็นความเลวน้อยกว่าในการ
ยินยอมให้ฮิตเลอร์ปกครองโลก และได้รวมสมัย สหรัฐอเมริกาตัดสินใจทําสงครามกับ
อิรักโดยถือว่าคงจะดีกว่าทางเลือกอื่น
30.3 ระดับแห่งการวิเคราะห์ (level of analysis) หมายถึง การอธิบายจาก ‚บนลงสู่ล่าง‛
(topdown)หรือ“ล่างขึ้นบน” (bottom up)หรือในระหว่างนั้น
กล่าวคือ ผู้กระทําการสําคัญในตัวแบบเป็นบุคคลหนึ่งคน หรือองค์รวมที่ใหญ่
กว่านั้น เช่น ระบบราชการ หรือใหญ่กว่านั้นอีกคือ รัฐ
เคนเนธ วอลซ์ (Kenneth Waltz)นักรัฐศาสตร์ได้ศึกษาสาเหตุต่าง ๆ ของสงคราม
30
และกล่าวว่ามี 3 ระดับ
ก)ระดับปัจเจกชน (Individual level)คือสาเหตุที่ตัว บุคคล พิจารณาจากสภาพทั่วไป
เช่น ในธรรมชาติมนุษย์ หรือเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เป็นผู้นํา
ข) ระดับรัฐ (State level)เกี่ยวโยงกับเหตุที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของรัฐ
ตัวอย่างคือ บางรัฐบาลอาจชอบก่อสงครามมากกว่าอย่างอื่น หรือบางรัฐมีสิ่งที่
ต้องจัดการโดยอาศัยสงคราม
ค) ระดับระบบ (System level)
30.4Waltzกล่าวว่าสาเหตุของสงครามเกี่ยวกับระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ เกี่ยว
โยงกับการกระจายอํานาจและจํานวน“มหาอํานาจ” (great powers)
นักคิดคนอื่นอาจนําเสนอ 4 หรือ 5 ระดับ แห่งการวิเคราะห์ เช่นsubstate level
ซึ่งศึกษาระบบราชการและกลุ่มเล็ก ๆ ที่นําเสนอนโยบายต่างประเทศ รวมทั้งอิทธิพล
ของกลุ่มผลประโยชน์และมติมหาชนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศ
31. ว่าด้วยทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ กรณีของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes)
31.1เคนส์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1883 ถึงแก่กรรมเมื่อปี 1946 เป็นผู้ที่
และมีบทบาทสําคัญในการเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1930-39
ทฤษฏีของเขาที่ได้โด่งดังมาจากหนังสือชื่อThe General Theory of
Employment, Interest and Money (1936) คือว่าด้วยทฤษฏีทั่วไปเกี่ยวกับการจ้างงาน
ดอกเบี้ย และเงิน จัดพิมพ์ขึ้นในปี 1936 คือ พ.ศ. 2479
เป็นการแสดงทรรศนะที่แตกต่างจากแนวคิดของแอดัม สมิทธ (Adam Smith)ซึ่ง
เป็นนักเศรษฐศาสตร์ของสก๊อตซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี1723-1790 เขาได้เขียนหนังสือชื่อ
An Inquiry into the Nature and Causes ofthe Wealth of Nations (1776) ซึ่งจัดพิมพ์
ขึ้นในปี 1776 อันเป็นปีที่ สหรัฐอเมริกาแยกตัวจากประเทศอังกฤษ ถือเป็นคัมภีร์แห่ง
เศรษฐกิจการค้าเสรี(แลซเซ่ แฟร์Laissez Faire)
เคนส์กล่าวถึง การแบ่งงาน (division of labour)ซึ่งเขากล่าวว่า มนุษย์มี
เป้าประสงค์ คือทําตามประโยชน์ของตนเอง (self-interest)ดังนั้นจึงควรให้กลไกแห่ง
การค้าเสรี คือ การตลาดที่ปล่อยไปตามอิสระโดยรัฐไม่จําเป็นต้องไปแทรกแซง หรือยุ่ง
เกี่ยว เคนส์ถือว่า กลไกของตลาดมีลักษณะที่เป็นมือที่มองไม่เห็น (invisible hand)ซึ่งจะ
นําไปสู่สิ่งที่เป็นผลดีส่วนรวม(common good)
31
แนวคิดนี้มีข้อจํากัด หรือข้อเสียคืออาจทําให้เกิดผลเสียทางจริยธรรม เมื่อมีการ
แข่งขันอย่างไม่มีข้อกําหนดกฎเกณฑ์ แต่เขาปลอบใจตนเองด้วยการกล่าวว่า ประชาชน
เองพยายามจํากัดแห่งขอบเขตผลเสียนั้น เคนส์ไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยว
31.2 Classical Economistsเศรษฐศาสตร์แนวหรือการวิเคราะห์แบบแคลสสิกหรือคลาสสิค
เคนส์ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่(modern economics) ซึ่ง
เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่พัฒนาขึ้นมาเป็นเศรษฐศาสตร์สํานักคลาสสิค
ผลงานต่อมาโดย
1) David Ricardo (1772-1823)
2) Thomas Malthus
3) John Stuart Mill
บุคคลเหล่านั้นในช่วงท้ายแห่งศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 เป็นหัวแรงใน
การสถาปนา เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่
ทําการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์แนวทุนนิยมโดยถือว่าเป็นการปฏิสัมพันธ์ทาง
เศรษฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างเจ้าของที่ดินนายทุน และแรงงานดังนั้นนัก
เศรษฐศาสตร์เหล่านี้ จึงให้ความสนใจกับการวิเคราะห์ชนชั้น ซึ่งนําไปสู่การวิเคราะห์
แนวมาร์กซ์(Marx)
ผลงานของKeynesเรียกว่า Keynesian Economicsซึ่งเป็นเศรษฐศาสตร์มหภาค
(Macro) ข้อสมมติฐานคือ เศรษฐกิจไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นการจัดการด้วยตนเอง คือ ดําเนิน
ไปโดยเสรีแบบสายน้ําได้
รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาเพื่อไม่ให้เกิดการถดถอย(recessions)เป็นระยะเวลา
ยาวนาน และให้เกิดกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากราชการ
32. ทฤษฎีระบบยุคสมัยใหม่ (modern systems theory)
32.1ประเด็นสําคัญมีดังต่อไปนี้
(Walter Buckley (Buckley, Walter 1967, Sociology and Modern Systems Theory.
Englewood Cliffs, N.S. :Prentice-Hall, p.16)
1) ทฤษฎีระบบมาจาก วิทยาการศาสตร์แข็ง (hard sciences) ซึ่งถือว่าใช้ได้ทุกสาขาวิชา
ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมศาสตร์หรือทางด้านสังคมศาสตร์ แยกเป็นระบบปิด (closed
system) และระบบเปิด(Open system)
32
2) มีลักษณะที่เป็น multileveledกลาวคือ สามารถใช้ได้ทั้งในระดับ ที่ใหญ่ที่สุด
จนกระทั่งถึงเล็กที่สุด จากสวนที่เป็นลักษณะหรือตนที่เป็น อัตวิสัยหรือวัตถุวิสัยของ
โลกทางสังคม
(George Ritzcr, Sociological Theory, Seventh Edition,McGraw-Hill,2008,pp.327-
333)
3)สนใจในความสัมพันธ์ที่เรียกว่าการวิเคราะห์ย่อย ๆ(piecemeal analyses)ประเด็น
หลักของทฤษฎีนานาระบบ(systemstheory)นี้ ซึ่งต้องมีตัว s ต่อท้ายเสมอ
ข้อยกเว้น คือ ผลงานของNiklas Luhmannนักวิชาการชาวเยอรมัน ซึ่งใช้ศัพท์
“system theory”คือไม่มีตัว ‚s‛ต่อท้ายลักษณะสําคัญก็คือ ถือว่าความสัมพันธ์ของ
ส่วนต่างๆมีความละเอียดอ่อนและไม่อาจแยกออกจาก บริบทหรือสภาวะ รวมทั่ว
ทั้งหมด
มีการปฏิเสธว่าสังคมหรือองค์ประกอบขนาดใหญ่ของสังคมไม่ได้เป็น
ข้อเท็จจริงทางสังคมที่มีความอันหนึ่งอันเดียวกัน(unifed social facts)ประเด็นสําคัญ
คือความสัมพันธ์หรือ กระบวนการ ที่ต่างๆ ภายในระบบสังคม เป็นความสัมพันธ์
แบบทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น แรงโน้มถ่วงของโลก ไม่ได้อธิบายทุกสิ่งทุก
อย่าง แต่ไม่มีตัวตนของความโน้มถ่วง มีแต่เป็นชุดแห่งความสัมพันธ์(set of
relationships) ในทางสังคมศาสตร์พึงเข้าใจความสัมพันธ์ว่าทางสังคม (social
reality)มีลักษณะที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน(relational )
4) แนวศึกษาเชิงระบบมองว่าทุกส่วนของระบบสังคมและวัฒนธรรม เป็นเรื่องของ
กระบวนการหรือขั้นตอนเกี่ยวโยงกับเครือข่ายแห่งข่าวสาร และการสื่อสาร
5)ที่สําคัญที่สุดคือ ทฤษฎีระบบมีเนื้อในแห่งความเป็นบูรณาการ(inherently
integrative)ซึ่งหมายถึงการบูรณาการ หรือมีโครงสร้างเชิงวัตถุในระดับใหญ่ระบบ
สัญลักษณ์ (symbol systems)เรื่องของการกระทําและปฏิสัมพันธ์ รวมทั้งการรู้สํานึก
(consciousness)และการตระหนักความเป็นตัวตน (self-awareness)
นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการในระดับต่างๆกัน คือระดับตัวบุคคลและระดับ
สังคมเกี่ยวโยงกันโดยผ่านกระบวนการ feedback processes
หลักการที่ลงไป มีความสัมพันธ์ระหว่างระบบทางสังคมและวัฒนธรรม ระบบ
กลไกและระบบทางด้านชีววิทยา แต่ทั้ง 3 ระบบมีมิติแห่งความเป็นเชื่อมโยง
33
(continuum)สืบเนื่องต่อกัน คือจากที่ต่ําที่สุดจนถึงสูงสุด คือเกี่ยวข้องน้อยที่สุด
จนกระทั่งถึงมากที่สุดและจากความสลับซับซ้อนน้อยที่สุดจนกระทั่งมากที่สุด
32.2ทั้ง 3 อย่างนั้นแตกต่างกัน
ก.ในเชิงคุณภาพด้วย นอกเหนือจากในเรื่องจํานวน กล่าวคือในระบบกลไก
ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ มีพื้นฐานอยู่กับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานในระบบ
ชีววิทยาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆเกี่ยวโยงกับการสื่อสาร เกี่ยวกับการ
แลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร มากกว่าการ แลกเปลี่ยนพลังงานและในระบบสังคมและ
วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ต่างๆเกี่ยวโยงกับการแลกเปลี่ยนข่าวสารมากยิ่งขึ้นไปอีก
ข.3 ระบบ ยังแตกต่างกันในประเด็นที่ว่าในองศาแห่งความมากน้อยของการเปิดหรือ
ปิดคือ องศาแห่งการแลกเปลี่ยน กับลักษณะต่างๆของสภาวะแวดล้อมที่ใหญ่กว่า
กล่าวคือระบบที่ปิดมากกว่าสามารถเลือกการตอบสนองต่อพิสัยที่กว้างกว่าและ
รายละเอียดที่มากกว่า ซึ่งเป็นส่วนของความหลากหลายอย่างเหลือล้นที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ของสภาวะแวดล้อม ในกรณีของภาพกลไกมักเป็น ระบบปิด คือมีตัวแปรจํากัด แต่
ในระบบ ชีววิทยามีลักษณะที่เปิดมากกว่า และในระบบสังคมวัฒนธรรมเปิดมาก
ที่สุดองศาแห่งการเปิดของระบบเกี่ยวโยงกับ 2 มโนทัศน์ในทฤษฎีระบบคือว่าด้วย
entropyหมายถึงแนวโน้มของระบบที่จะ run down และnegentropyเป็นแนวโน้ม
ของระบบที่จะ elaboratestructurcs ในระบบที่ปิด มักมีลักษณะที่เป็น entropicและ
ในระบบที่ เปิดมักเป็นแบบที่มี โครงสร้างขยายหรือมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น อนึ่งระบบ
สังคมวัฒนธรรม มักมีความเครียด (tension) ในตัวตน ประการสุดท้าย ระบบสังคม
วัฒนธรรม อาจจะมีลักษณะpurposiveและgoal-seekingทั้งนี้เพราะรัฐfeedbackจาก
สภาวะแวดล้อมซึ่งทําให้สามารถเคลื่อนที่สู่เป้าหมาย
32.3กระบวนการentropicเป็นลักษณะสําคัญยิ่งของแนวไซเบอร์เนติดcybernetic approach
นําไปใช้โดยทัลคอตต พาร์สันส์Parsons ในการใช้feedback ทําให้ทฤษฎีในระบบแบบ
cyberneticสามารถที่จะจัดการกับประเด็นที่ว่าด้วยfrictionการเจริญเติบโต การ
วิวัฒนาการ และการแลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการที่ระบบสังคมมีการเปิดต่อ
สิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อระบบ เป็นประเด็นที่นักทฤษฎี
เชิงระบบเน้น
32.4อนึ่งในกระบวนการภายใน มีผลกระทบต่อระบบสังคม กล่าวคือmorphostasisเป็น
34
กระบวนการซึ่งช่วยให้ระบบรักษาตนเองดํารงอยู่ และ morphogenesis เป็น
กระบวนการต่างๆซึ่งช่วยให้ระบบเปลี่ยนและมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ ทั้งนี้ระบบ
ทางสังคมพัฒนา ระบบแนวกั้นกลางหรือแนวกึ่งกลาง (mediating systems)สลับซับ
ซอนยิ่งขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างพลังภายนอกและการกระทําของระบบสามารถทําให้ระบบ
ปรับตัวเองชั่วคราว ต่อสภาพภายนอก ระบบที่กึ่งกลางหรือคั้นกลางนี้สามารถนําเปลี่ยน
ระบบจากสิ่งแวดลอมที่มึงตึงสู่ความเป็นสิ่งแวดล้อมที่ เอื้ออํานวยข้อปฏิบัติในการ
นําไปใช้ต่อโลกทางสังคม
32.5Buckley (1967) เริ่มต้นที่ระดับ ตัวบุคคล ซึ่งเขาพึงพอใจกับงานของ George Herbert
Mead ซึ่งถือว่า การสํานึกรู้ตัว (consciousness)และการกระทํา (action)เกี่ยวโยงซึ่งกัน
และกันเขาต้องแปลงแนวคิดของ Meadโดยกล่าวว่า การกระทําเกิดขึ้นจากสัญญาณ
(signal)จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งต่อไปยังผู้กระทําการ แต่การส่งต่อ transmissionอาจทํา
ให้ยุ่งยากโดยเสียงเอะอะ(noise)ในสภาพแวดล้อมแต่เมื่อสามารถส่งถึงได้สัญญาณทํา
ให้ผู้กระทําการได้รับข่าวสาร ซึ่งผู้กระทําการสามารถเลือกการสนองตอบ
32.6จุดสําคัญคือ ตัวผู้กระทําการมีกลไกกั้นกลางอันได้แก่self-consciousnessซึ่งเขากล่าวว่า
ในกรอบแห่งcybernetiesความรู้สึกนึกรู้โดยตัวตนนี้ เป็นกลไกแห่งการinternal
feedbackของสภาวะต่างๆของระบบ ซึ่งอาจมีการทําแผนที่หรือเปรียบเทียบกับข้อมูล
ข่าวสารอื่นๆจากสถานการณ์ และจากความจําซึ่งทําให้สามารถที่จะเลือกจากคลังแห่ง
การกระทําต่างๆในแบบอย่างหรือในอากัปกริยาที่มีลักษณะมุ่งเป้าหมาย goal directed
ซึ่งคํานึงถึงตัวตนและพฤติกรรมอย่างอ้อมๆimplicitlyเข้าไปพิจารณาด้วย
33. ทฤษฎีหรือแนวเหตุผล (rational choice theory)
33.1ทฤษฎีนี้น่าจะเรียกว่าเป็นแนวการศึกษา(approach) หรือเป็นมุมมองหลักหรือเป็น
กระบวนทัศน์(paradigm) มากกว่าตัวแบบ(models) แห่งการกระทําที่มีจุดมุ่งหมาย
(purposive action) ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกสังคมทฤษฎีนี้ไดรับอิทธิพลจากเศรษฐศาสตร์
ข้อสมมุติฐานคือผู้กระทําการมีจุดมุ่งหมายคือมุ่งให้การกระทําเกิดผลบางอย่าง โดยตั้ง
สมมุติฐาน ซึ่งเป็นเรื่องราวทางทฤษฎี มากกว่าเป็นการพิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์
วาท โดยถือว่าการเลือกกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งมีเหตุผล ซึ่งหมายความว่า เพื่อให้
“Optimization”คือมุ่งได้ประโยชน์มากที่สุด และลดค่าใช้จ่าย(costs)เลือกที่จะกระทํา
การจากชุดหรือทางเลือกต่างๆ ผู้กระทําการเลือกการกระทําซึ่งมีผลกระทบ(outcomes)
35
ดีที่สุด
(NicholasAbercrombic.et.al.,The Penguin Dictionary of Sociology,Fourth
Edition,PenguinBooks,200,pp.286-288.)
33.2ในมุมมองแห่งความรู้สึกชอบ (preferences) ของตนเองโดยเลียนแบบจากเศรษฐศาสตร์
นักสังคมวิทยาใช้ทฤษฎีหรือแนวนี้โดยกล่าวว่า ผู้กระทําการสนใจในสวัสดิการของ
ตนเอง และสิ่งที่ตนเองเลือกนั้นเป็นไปตามความสนใจหรือประโยชน์ของตน ผู้กระทํา
การมักต้องการคุ้มทรัพยากร ซึ่งตนเองสนใจ เช่น ทรัพย์สมบัติ ความปลอดภัยและความ
สะดวกสบาย ดังนั้นจึงอยู่ในแนวทางของทฤษฎีอรรถประโยชน์นิยม(utilitarianism)
ซึ่งจุดสําคัญถือว่าผู้กระทําการแต่ละคนคํานึงถึงตนเอง(egoistic)อนึ่งทฤษฎีหรือ
แนวทางตรรกะrational นี้ เน้นว่า การกระทํานั้นมีลักษณะที่มุ่งเป้าหมาย (goal-diected)
และพยายามที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นเรื่องของการได้ประโยชน์ส่วนตน
ก็ได้
33.3บางคนอาจคํานึงถึงบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนร่วมจุดมุ่งหมายสําคัญของการ
เลือกแบบมีเหตุผล คือ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของ ระบบสังคม (มหภาค) มากกว่า
พฤติกรรมของ ตัวบุคคล (จุลภาพ) ผู้สนับสนุนแนวนี้สนใจเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน
(sition)จากพฤติกรรมของตัวบุคคล ไปยังตัว ระบบ และกลับไปกลับมา มีลักษณะที่ไม่
เหมือนอรรถประโยชน์นิยม(utilitarianism)ทั้งนี้เพราะไม่ได้เชื่อว่าระบบสังคมเป็นเพียง
การรวมตัวโดยบวกส่วนย่อยเข้ามาของการกระทําของแต่ละบุคคลและแต่ละส่วน
กล่าวคือ
1) เมื่อผู้กระทําการแต่ละคน รวมตัวเข้าด้วยกัน การปฏิสัมพันธ์ย่อมทําให้เกิดผลลัพธ์ที่
แตกต่างจากการรวมกันแบบก้อนวัตถุ แต่มีปฏิกิริยาต่อกัน จึงเกิดผลที่ไม่เหมือน
ดังที่ได้ตั้งใจไว้ของแต่ละคนในระบบสังคม
2) ระบบสังคมมีลักษณะซึ่ง เหนี่ยวรั้ง (restrain) ตัวบุคคลและมีอิทธิพลต่อการ
ตัดสินใจเลือก ดังนั้นแนวเหตุผลนี้จึงพยายามผนวกการอธิบาย
1)ระดับ มหภาค อันได้แก่ โครงสร้างเชิงสถาบันกับ 2)ระดับจุลภาค คือ ผู้กระทํา
การมีพฤติกรรมอย่างไร ภายในโครงสร้างนั้น และมุ่งแก้ไขปัญหาว่าด้วยการเป็น
ผู้กระทําการ(agency) และโครงสร้าง (structure)
ความคิดทั่วๆไปเหล่านี้อาจอธิบายได้โดยอ้างถึงการกระทําของกลุ่ม(collective
36
action)และความเหนียวแน่นทางสังคม(social cohesion)ซึ่งมีปัญหาในเนื้อในของ
ตนเอง ตัวอย่างคือประเด็นที่ว่าด้วยความเป็นสมาชิกของสหพันธ์กรรมกร ซึ่งถ้า
แรงงานกลุ่มหนึ่ง มีตัวแทนในสหพันธ์หนึ่ง ซึ่งเรียกรองค่าจ้างเพิ่มในฐานะเป็นตัวแทน
ของทุกคน ในกลุ่ม อีกทั้งการเป็นสมาชิกของสหภาพเป็นไปโดย ไม่มีการบังคับ จึงเกิด
ปัญหาว่า ทําไมบุคคลตัดสินใจเลือกด้วยเหตุผลอันใดที่จะเขาเป็นสมาชิกและเสียค่า
สมาชิก ทั้งนี้เพราะเมื่อมีการขึ้นค่าแรง จากการที่สหพันธ์ได้ช่วยเจรจาผู้ที่เป็นแรงงาน
ย่อมได้รับผลทุกคน โดยไม่จําเป็นต้อง เป็นสมาชิกของสหภาพ
34. แนวการเลือกที่สมเหตุสมผล(Rational Choice)
34.1 ถือว่ามีในตัวบุคคลที่เห็นแก่ตัว ย่อมหมายถึงการได้รับประโยชน์ตามน้ํา (free rider)
แต่ถ้าทุกคนเลือกไม่จ่ายก็ย่อมไม่มีสหภาพ และไม่มีการขึ้นค่าแรง กรณีของผู้เดิน
หรือในตามน้ําแสดงให้เห็นว่า
1)การเน้นที่ตัวการกระทําของแต่ละบุคคล ว่าเป็นหน่วยหลักแห่งการวิเคราะห์
2)การอธิบายการกระทําต่างๆเหล่านี้อ้างถึงการเลือกหรือตัวเลือกของผู้กระทําการที่
สนใจเฉพาะตนในการตอบสนองต่อโครงสร้างแรงจูงใจ (incentive) ซึ่งระบบ
สังคมได้ให้ไว้
3) ตัวบุคคลซึ่งพฤติกรรมหรือการกระทําการอย่างมีเหตุผล อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์
ส่วนรวม ซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผลและไม่ก่อประโยชน์อันสูงสุดไม่ว่าต่อตัวกลุ่มหรือตัว
บุคคล ดังนั้นอาจพิจารณาว่าคนจํานวนหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมสหภาพ และพิจารณา
ทางเลือกที่มีเหตุผลว่าตัวบุคคลตระหนักว่าผลจะเกิดมาอย่างไร หากสหภาพอ่อนแอ
เพราะมีสมาชิกน้อย ดังนั้นจึงเป็นการมองประโยชน์ในระยะยาวที่ได้เข้ารวม เพื่อทํา
ให้สหภาพเข้มแข็ง
อนึ่ง การเข้าร่วมอาจจะเกิดจากการที่ต้องการได้รับความชื่นชมจากผู้ร่วมงาน
ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพ อีกทั้งตัวบุคคลอาจได้ซึมซับปทัสถาน (norms)ของกลุ่ม ซึ่ง
เห็นคุณค่าของการเป็นสมาชิก
34.2Rational choiceเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการทําการเลือก (choices)ทั้งนี้โดยมีความรักชอบ
(preferences)ต่างๆกัน ดังนั้นจึงพยายามเข้าใจธรรมชาติ และต้นตอของความรู้สึกชอบ
preferences ซึ่งมีความเห็นต่างๆกัน 1) โดยทั่วไป ถือว่าเป็นเรื่องของการเห็นแก่ตัว 2)
ถือว่าการชอบต่างๆกันนั้น สะท้อนความเชื่อและค่านิยม ซึ่งไม่อาจย่อยลงมาให้เป็นเรื่อง
37
ของความเห็นแก่ตัวเท่านั้น ในแนวนี้ถือว่า การชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้รับก่อตัวขึ้นมา โดย
การกล่อมเกลาทางสังคม ดังนั้นแนวคิดนี้จึงต้องมีข้อสมมุติฐานเกี่ยวกับวัฒนธรรม และ
โครงสร้างทางสังคมด้วย อีกทั้งชุดแห่งโอกาสที่จะเลือกมีเกี่ยวโยงกับโครงสร้างทาง
สังคม ซึ่งย่อมมีการเหนี่ยวรั้งทางสังคมว่าจะเลือกอย่างใด และมีหลักฐานแสดงว่า
บุคคล กระทําการในทางที่ยึดประโยชน์ของผู้อื่น และกลุ่มที่มาก่อนความสนใจของ
ตนเอง ดังนั้นการอธิบายว่าด้วยเห็นแก่ตัวเอง (egoism) จึงไม่ถูกต้องต่อมามีทฤษฎีที่ว่า
ด้วยเหตุผลที่มีขอบเขต (bounded rationality)ซึ่งถือว่า optimizationเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นทางเลือกของผู้กระทําการจึงถูกจํากัดในขอบเขตและไม่มีลักษณะที่เป็นเหตุผล
อย่างเคร่งครัด
34.3 อนึ่งสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นเหตุผลต่อผู้กระทําการอาจไม่รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นต่อบุคคลอื่นจึง
เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณา frame of reference กล่าวคือ นักทฤษฎีที่ถือว่ามีสิ่งที่ชอบ
โดยผู้กระทําการแต่ยิ่งต้องสืบต่อไปว่าสิ่งที่ชอบนั้นเป็นเหตุผล หรือเปล่า นอกจากนี้มี
ข้อพิจารณาว่านักทฤษฎีถูกต้องหรือเปล่าที่นิยามการเลือกหรือตัวเลือกของผู้กระทําการ
ว่าเป็นเหตุผลในขณะที่ยังมีทางเลือกที่ดีกว่าอื่นๆอีก ซึ่งถ้าผู้กระทําการไม่ได้นํามา
พิจารณา กล่าวคือ การมีเหตุผลในขอบเขตมีผลกระทบต่อทั้งตัวผู้สังเกตหรือตัวนัก
ทฤษฎีและผู้กระทําการ(actor)
35. ภาคผนวก
35.1 ภาคผนวก 1
ศัพท์ภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์ประยุกต์)
1. capital language : ภาษาเมืองหลวง
ภาษาที่ใช้พูดในเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นภาษามาตรฐานภาษาประจําชาติ
และภาษาราชการของประเทศ
2. caretaker speech : ภาษาพี่เลี้ยง
ภาษาแบบง่ายที่ผู้ใหญ่ใช้กับเด็กเล็กซึ่งกําลังหัดพูด ได้แก่ ภาษาที่ผู้เป็นแม่ พ่อ หรือพี่เลี้ยง
เด็กพูดกับเด็ก ลักษณะโดยทั่วไปของภาษาพี่เลี้ยงคือ
1) เป็นถ้อยคําสั้นๆ ซึ่งแตกต่างจากภาษาที่ใช้กับผู้ใหญ่
2) เป็นถ้อยคําที่มีโครงสร้างไวยากรณ์ไม่ซับซ้อน
3) ใช้ศัพท์นามธรรมหรือศัพท์ยากจํานวนน้อย และมีการพูดซ้ํา
4) มีการออกเสียงที่ชัดเจน แต่อาจมีการใช้ทํานองเสียงที่ผิดไปจากปรกติ
ภาษาพี่เลี้ยงเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเชื่อว่าช่วยการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
38
3. casual language : ภาษากันเอง
มีความหมายเหมือน casual style
4. casual style : วัจนลีลากันเอง
รูปแบบของภาษาที่ใช้ในสถานการณ์ไม่เป็นทางการ เช่น ในการสนทนาระหว่างเพื่อน หรือ
ในงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ที่มีบรรยากาศไม่เคร่งเครียด ผู้พูดจะไม่รู้สึกตัวหรือระวังตัวในการพูด
ลักษณะทางภาษาของวัจนลีลานี้ไม่จําเป็นต้องเคร่งครัดตามกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ มีลักษณะ
เด่นคือ การละคํา ดังตัวอย่าง “หิวแล้ว ไปกินกันเลยไหม” (ละประธาน) ‚Want to come with
me?‛ (ละประธาน) ‚finished?‛ (ละประธานและกริยาช่วย) และการใช้คําแสลง เช่น “วิชานี้หิน
สุดๆ”, “อาจารย์แกเหี้ยมน่าดู” นอกจากนั้น การออกเสียงในวัจนลีลานี้มักไม่ค่อยชัดเจนและมี
การกร่อนคําหรือกร่อนเสียง เช่น คําว่า รัฐศาสตร์ ออกเสียงเป็น ‚รัดสาด” หรือ “ลัดสาด” คําว่า
มหาวิทยาลัย ออกเสียงเป็น “มหาลัย” [มีควาหมายเหมือนกับ casual language]
5. change from below : การเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง
การเปลี่ยนแปลงในภาษาซึ่งเกิดขึ้นโดยปราศจากความรู้สึกเกี่ยวกับศักดิ์ศรีในสังคม คือ ไม่
มีความรู้สึกว่าการใช้ภาษาแบบใดดีหรือไม่ดี เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการที่สมาชิกบาง
กลุ่มในชุมชนเปลี่ยนมาใช้รูปหรือลักษณะของภาษาแบบใหม่ด้วยเหตุผลอื่นหรืออาจไม่มีเหตุผล
ก็ได้ คําว่า “ข้างล่าง” (below) ในที่นี้หมายถึง “ใต้ระดับสํานึกทางสังคม หรือไม่มีสํานึกทาง
สังคม” เช่น การทําคนไทยออกเสียงบางเสียงเพี้ยนไปจากเดิมเพราะไม่ตั้งใจ เป็นต้นว่า ออกเสียง
ร เป็น ล
6. change in apparent time : การเปลี่ยนแปลงในเวลาเสมือนจริง
การเปลี่ยนแปลงในการใช้ภาษาที่เกิดขึ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของ
กลุ่มต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุต่างกัน อายุกับเวลาเป็นเรื่องที่เปรียบเทียบได้ ภาษา
ของผู้ที่มีอายุมากเปรียบได้กับภาษาในอดีต ภาษาของผู้ที่มีอายุกลางๆ ถือได้ว่าเป็นภาษาปัจจุบัน
และภาษาของผู้มีอายุน้อยเปรียบได้กับภาษาในอนาคต ดังนั้น การแปรของภาษาในกลุ่มผู้พูด
หลายกลุ่มที่มีอายุต่างกันและลดหลั่นกัน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง จึงเปรียบเสมือนการเปลี่ยนแปลง
ของภาษาในเวลาจริง เช่น การออกเสียง ร มีงานวิจัยหลายเรื่องที่แสดงว่าคนไทยยิ่งอายุน้อยลง
เท่าใดก็ยิ่งออกเสียง ร ได้ชัดเจนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นเราจึงสามารถทํานายได้ว่า เสียง ร อาจ
หายไปในอนาคต
7. change in progress : การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่
การเปลี่ยนแปลงของรูปหรือลักษณะในภาษาที่ยังไม่สิ้นสุด และสามารถสังเกตเห็น
กระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ว่ากําลังคืบหน้าไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่ก็คือ การแปร
ของภาษาในสังคมนั่นเอง เช่น การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่ของเสียง ร ในภาษาไทย ซึ่งสามารถ
สังเกตได้ว่า เสียง ร กําลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นเสียง ล โดยศึกษาการแปรของการออกเสียง ร ใน
39
กลุ่มคนไทยที่แตกต่างกันทางสังคม ดังงานวิจัยที่พบว่าคนที่มีการศึกษาสูงมักออกเสียง ร เป็น ร
แต่คนที่มีการศึกษาต่ํามักออกเสียงเป็นเสียง ล หลักฐานนี้แสดงว่าเสียง ร มีการแปร การแปร
เช่นนี้คือ การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่นั่นเอง และในอนาคตหากไม่มีผู้ใดในสังคมไทยออกเสียง
ร เป็น ร เลย คือออกเป็นเสียง ล ทั้งหมด ก็อาจกล่าวได้ว่าเสียง ร ได้เปลี่ยนเป็นเสียง ล โดย
สมบูรณ์แล้ว
8. change in real time : การเปลี่ยนแปลงในเวลาจริง
การแปรของภาษาตามกาลเวลาซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ภาษามีรูปหรือลักษณะแตกต่างไปจาก
รูปหรือลักษณะในอดีต เช่น เสียงของสระ ใ ไม้ม้วน ในภาษาไทยในอดีตออกเสียงเป็น [aɰ] คือ
ไม่ได้ออกเสียงเป็น [ai] เหมือนเสียง ไ ไม้มลาย แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทย
ในช่วงเวลาที่ยาวนานจนเสียงของสระ ใ ได้เปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งออกเสียงเหมือนกับสระ ไ
แล้วในปัจจุบัน
9. channel : ช่อง, ช่องทางสื่อสาร
วิธีการส่งข่าวสารจากคนหนึ่ง เช่น การพูด การเขียน การสื่อสารทางวิทยุ โทรทัศน์
โทรศัพท์ นอกจากนี้การใช้จังหวะกลอง การใช้สัญญาณควัน หรือการใช้สัญญาณธง ก็ถือเป็น
ช่องทางสื่อสารด้วย
10. class : ชั้นชน
กลุ่มบุคคลที่สมาชิกแตกต่างจากกลุ่มอื่นด้วยลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม ในสังคม
สมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมอุตสาหกรรม การจัดช่วงชั้นทางสังคมของบุคคลพิจารณาจากปัจจัยด้าน
อาชีพ รายได้ และการศึกษา เป็นสําคัญซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กัน โดยทั่วไป นัก
สังคมวิทยาตะวันตกแบ่งช่วงชั้นทางสังคมเป็น 3 ชั้นหลักคือ ชั้นชนบน (upper class) ชั้นชน
กลาง (middle class) และชั้นชนล่าง (lower class) ซึ่งแต่ละชั้นชนอาจมีการแบ่งย่อยได้อีก
ดังต่อไปนี้
1) ชั้นชนบน (upper class)
- ชั้นชนบทระดับสูง (upper-upper class)
- ชั้นชนบนระดับต่ํา (lower-upper class)
2) ชั้นชนกลาง (middle class)
- ชั้นชนกลางระดับสูง (upper-middle class)
- ชั้นชนกลางระดับต่ํา (lower-middle class)
3) ชั้นชนล่าง (lower class) หรือชั้นชนผู้ใช้แรงงาน (working class)
- ชั้นชนล่างระดับสูง (upper-lower class)
- ชั้นชนล่างระดับต่ํา (lower-lower class)
40
ความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านชั้นชนพบว่า มีอิทธิพลต่อการใช้ภาษา ผลจากการวิจัย
ด้านการใช้ภาษาของกลุ่มบุคคลในเชิงภาษาศาสตร์สังคม หรือด้านการเรียนภาษาต่างประเทศ
พบว่า ผู้พูดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกันจะใช้ภาษาแตกต่างกัน [มีความหมาย
เหมือนกัน social class]
11. classical language : ภาษาคลาสิก
ภาษามาตรฐานที่ตายแล้ว คือ ไม่เป็นภาษาแม่ของผู้ใดเลยในปัจจุบันภาษาละติน ภาษาสันสกฤต
12. classroom discourse : สัมพันธสารห้องเรียน
ประเภทของภาษาที่ใช้ในห้องเรียน ซึ่งมีรูปแบบและหน้าที่แตกต่างจากภาษาที่ใช้ใน
สถานการณ์อื่นๆ เนื่องจากเป็นลักษณะการใช้ภาษาของผู้สอนและผู้เรียนซึ่งมีบทบาทต่างกันและ
ทํากิจกรรมที่แตกต่างจากกิจกรรมอื่นๆ นอกห้องเรียน โดยทั่วไปรูปแบบของสัมพันธสาร
ห้องเรียนประกอบด้วยการกระตุ้นของผู้สอน การตอบสนองของผู้เรียน และการประเมินด้วยการ
ส่งผลย้อนกลับของผู้สอน ลักษณะการใช้ภาษาแบบจํากัดเฉพาะในห้องเรียนของผู้เรียนดังกล่าว
เชื่อว่าอาจมีผลต่อพัฒนาการด้านภาษาของผู้เรียน เช่น อาจทําให้ผู้เรียนใช้ภาษาที่ไม่เป็น
ธรรมชาติ
13. classroom interaction : การปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน
รูปแบบของการสื่อสารทั้งวัจนภาษา อวัจนภาษา และประเภทของความสัมพันธ์ทางสังคม
ซึ่งเกิดขึ้นในชั้นเรียน ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนอาจเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาสัมพันธสาร
(discourse) ภาษาครู (teacher talk) และการรับภาษาที่สอง (second language acquisition)
14. code : รหัส
ศัพท์ซึ่งใช้แทนคําว่า ภาษา (language) วิธภาษา (speech variety) หรือภาษาย่อย (dialect)
โดยถือว่าเป็นกลางมากกว่าคําอื่นๆ นอกจากนี้ยังใช้ศัพท์นี้เพื่อหมายถึงการใช้ภาษาหรือวิธภาษา
ในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักเรียนอาจใช้ภาษาไทยมาตรฐานใน
โรงเรียน แต่ใช้ภาษาไทยถิ่นที่บ้าน นั่นคือใช้รหัสต่างกันตามสถานการณ์
15. code mixing : การปนรหัส
การใช้ภาษาหรือระบบการสื่อสารใดก็ตามมากกว่า 1 ภาษาหรือ 1 ระบบปนกันในแต่ละ
ประโยค เช่น การพูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษในแต่ละประโยค ดังตัวอย่างต่อไปนี้
“paper ต้องส่งเมื่อไร อาจารย์ไม่ได้ให้ deadline มาเลย”
“พรุ่งนี้ต้อง present แล้ว รู้สึก excite มากเลย”
16. code selection : การเลือกรหัส
การเลือกภาษาหรือวิธภาษา ผู้ใช้รหัสหรือภาษาสามารถใช้ภาษาสื่อสารกับผู้อื่นได้มากกว่า
1 แบบ มักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ซึ่งประกอบด้วยวัตถุประสงค์ เวลา สถานที่ และ
บุคคล เป็นต้น
41
17. code switching : การสลับรหัส
การใช้ภาษาหรือระบบการสื่อสารใดก็ตามมากกว่า 1 ภาษาหรือมากกว่า 1 ระบบสลับกันไป
มาในระดับประโยค เช่น พูดภาษาไทย 2-3 ประโยค แล้วต่อด้วยภาษาอังกฤษ 1 ประโยค แล้ว
กลับมาใช้ภาษาไทยอีก 5-6 ประโยค แล้วตามด้วยภาษาอังกฤษอีก 3-4 ประโยค
การสลับรหัสรวมไปถึงการใช้วิธภาษาสลับกันด้วย เช่น พูดภาษาไทยกรุงเทพสลับกับ
ภาษาไทยถิ่นสงขลา พูดภาษาทางการสลับกับภาษาไม่ทางการ
18. codification : การจัดประมวล
การสร้างบรรทัดฐานการใช้ภาษาให้เป็นแบบสําหรับคนทั่วไปในสังคมทําได้โดยการจัดทํา
พจนานุกรม ตําราไวยากรณ์ และตําราอื่นๆ ที่เกี่ยวกับหลักการใช้ภาษา เพื่อให้ทุกคนในสังคม
สามารถอ้างอิงถึงรูปแบบที่ถูกต้องได้ การจัดประมวลเป็นขั้นตอนสําคัญของการทําภาษาให้เป็น
มาตรฐาน
19. coding : การให้รหัส
เทคนิคการวิจัยซึ่งมีการจัดข้อมูลเป็นชนิดหรือประเภท เพื่อการนับหรือการจัดเป็นตาราง
เช่น การออกแบบสอบถาม เมื่อได้คําตอบมาแล้วก็นําคําตอบมาจัดประเภทหรือลงรหัสเพื่อให้
สามารถใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ได้โดยอัตโนมัติ
20. cognition : ปริชาน
การเรียนรู้หรือการจัดระบบสรรพสิ่งที่ได้รับทางประสาทสัมผัสเป็นองค์ความรู้และเก็บไว้
ในสมอง
21. cognitive linguistics : ภาษาศาสตร์ปริชาน
แขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่มุ่งศึกษากระบวนการปริชานที่เกี่ยวข้องกับการรับภาษา
(language acquisition) การประมวลผลภาษาในสมอง การคิด การเข้าใจ การจํา และการใช้ภาษา
22. cognitive meaning : ความหมายเชิงปริชาน
ความหมายหลักของคําหรือถ้อยคําตามความรู้ของผู้พูด เช่น คําว่า “หมู” ผู้พูดหมายถึงสัตว์
ชนิดหนึ่งซึ่งใช้เป็นอาหารของมนุษย์ โดยมิได้หมายถึงความหมายอื่นซึ่งเป็นความหมายแฝงที่
อาจหมายถึง “เรื่องที่ง่าย” หรือ “ไม่ยาก” เป็นต้น
23. cognitive process : กระบวนการปริชาน
กระบวนการเรียนรู้ซึ่งเริ่มจากการรับรู้สรรพสิ่งทางประสาทสัมผัส หลังจากนั้นมีการสร้าง
มโนทัศน์ (concept) จากการรับรู้สิ่งต่างๆ หลายครั้ง เช่น เมื่อเด็กเห็นแมวหลายๆ ครั้งก็เริ่มมีภาพ
ของแมวในสมอง ซึ่งเป็นภาพทั่วไป ไม่เหมือนกับภาพของแมวแต่ละตัวที่มีลักษณะเฉพาะ ภาพที่
สร้างขึ้นหรือมโนทัศน์เช่นนี้จะถูกโยงให้สัมพันธ์กับมโนทัศน์อื่นๆ กลายเป็นระบบมโนทัศน์
ระบบมโนทัศน์หลายระบบมีความสัมพันธ์กันและรวมกันเป็นองค์ความรู้ซึ่งถูกเก็บไว้ในสมอง
42
ภาษามีบทบาทสําคัญในกระบวนการปริชาน เพราะเป็นตัวแทนของมโนทัศน์ เมื่อใดก็
ตามที่มนุษย์สร้างมโนทัศน์ขึ้น เมื่อนั้นมนุษย์จะสร้างคําที่ใช้เรียกมโนทัศน์นั้นด้วย ระบบมโน
ทัศน์จึงประกอบด้วยคําศัพท์ที่สัมพันธ์กันและองค์ความรู้ของสังคมจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมนุษย์ไม่
มีภาษาที่เป็นตัวแทนของระบบมโนทัศน์และใช้สื่อมโนทัศน์ หรือสืบทอดมโนทัศน์ไปยังสมาชิก
อื่นๆ ในสังคม
กระบวนการเรียนรู้ภาษาเป็นกระบวนการปริชาน ดังจะเห็นได้จากการผู้เรียนมีการสรุป
ความ การตีความ การวางนัยทั่วไป การเฝ้าสังเกต การจําอุปนัย นิรนัย
24. cognitive psychology : จิตวิทยาปริชาน
แขนงหนึ่งของจิตวิทยาที่ศึกษากระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้และระบบ
การรู้ เช่น การคิด การรับรู้ การเข้าใจ การจํา และการเรียนรู้
เนื่องจากระบบปริชานเกี่ยวข้องกับภาษาอย่างมาก กล่าวคือ ภาษามีบทบาทสําคัญใน
กระบวนการเรียนรู้และสร้างระบบความรู้ของมนุษย์ ดังนั้นจิตวิทยาปริชานจึงซ้อนเหลื่อมกับ
ภาษาศาสตร์ปริชาน
จิตวิทยาปริชานสัมพันธ์กับทฤษฎีภาษาศาสตร์ไวยากรณ์เพิ่มพูน (generative grammar) ซึ่ง
ถือว่าภาษาเป็นกระบวนการปริชานของมนุษย์ ต่างจากภาษาศาสตร์แนวโครงสร้าง (structural
linguistics) ซึ่งถือว่าภาษาเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเคยชินตามแนวคิดของจิตวิทยา
พฤติกรรมนิยม (behaviorism)
25. coherence : การเกาะเกี่ยวความ
ความสัมพันธ์ที่ทําให้ถ้อยคําที่กล่าวออกมาในการสนทนาหรือประโยคต่างๆ ในข้อเขียนมี
ความหมายเกาะเกี่ยวต่อเนื่องกันอย่างมีเหตุมีผล การเกาะเกี่ยวกันอาจมาจากข้อมูลที่คู่สนทนามี
ร่วมกัน เช่น เพื่อนนักเรียน 2 คนพูดกันหลังเลิกเรียน
A : Mother wants me to buy some flour and sugar.
Could you drop me at the grocer’s on your way home?
B : Sorry, I have to see my grandmother this afternoon.
ถึงแม้จะไม่มีการเชื่อมโยงกันทางด้านไวยากรณ์หรือคําศัพท์ระหว่างคําถามกับคําตอบของ
A และ B แต่คําพูดของทั้งคู่มีการเกาะเกี่ยวความกัน คือทั้งคู่รู้ว่าบ้านยายของ B กับร้านขายของ
อยู่คนละทางกัน
ส่วนในงานเขียนทั่วไป ในแต่ละย่อหน้ามักมีการเกาะเกี่ยวความกัน เพราะทุกประโยคขยาย
ใจความสําคัญของย่อหน้านั้นๆ
26. coinage; word coining : การบัญญัติศัพท์
43
การสร้างคําใหม่เพื่อใช้เรียกสิ่งใหม่หรือมโนทัศน์ใหม่ในสังคม โดยเฉพาะที่รับมาจาก
ต่างประเทศและมีคําเรียกเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น คําว่า ชาติ ประชากร และ โลกาภิวัตน์ เป็น
ศัพท์ที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคําว่า nation, population และ globalization ตามลําดับ
27. coined word : ศัพท์บัญญัติ
คําที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เรียกสิ่งใหม่ในสังคม โดยเฉพาะที่รับมาจากต่างประเทศ ตัวอย่าง ศัพท์
เฉพาะในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ชีววิทยา, ประชาธิปไตย, วัฒนธรรม, สัทวิทยา, อรรถศาสตร์ เป็น
ศัพท์ที่บัญญัติที่ตรงกับคําภาษาอังกฤษว่า biology, democracy, cultural, phonology, semantics
ตามลําดับ
28. collaborative research : งานวิจัยร่วม
งานวิจัยที่ผู้สอนทําร่วมกับผู้อื่นในโครงการพัฒนาผู้สอน ผู้วิจัยอาจเป็นผู้สอนในโรงเรียน
เดียวกัน หรือจากโรงเรียนอื่น หรือร่วมกับนักวิจัยของมหาวิทยาลัย หรือระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน
งานวิจัยร่วมเป็นองค์ประกอบที่สําคัญของการวิจัยแก้ปัญหา (action research)
29. colloquialism : สํานวนภาษาปาก
คําหรือวลีที่มักใช้ในการพูดและการเขียนแบบไม่เป็นทางการ เช่น ใช้ tummy (stomach)
ain’t และ comin’ ใน He ain’t comin’. (He is not coming.) ตัวอย่างในภาษาไทย เช่น พุง (ท้อง)
หน้าแตก (เสียหน้า)
30. colloquial speech : ภาษาปาก
ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจําวันในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการ ผู้พูดจะใช้ภาษาโดยไม่
ระมัดระวังนักในการออกเสียง การเลือกคําหรือโครงสร้างภาษาปากเป็นภาษาที่ใช้ใน
สถานการณ์แบบกันเองเมื่ออยู่กับคนในครอบครัวมิตรสหาย หรือเพื่อนร่วมงาน เช่น John’s off
his head. แทนที่จะพูดว่า John’s behavior is not reasonable.
ปัญหาของผู้เรียนภาษาต่างประเทศก็คือ ไม่คุ้นเคยกับภาษาปากและมักใช้ภาษาที่ค่อนข้าง
เป็นทางการในสถานการณ์ที่ควรจะใช้ภาษาแบบกันเอง
(ศัพท์ภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์ประยุกต์) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 1, 2553.)
35.2 ภาคผนวก 2
พจนานุกรมเศรษฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
1. A1
ชั้น 1 : สัญลักษณ์แห่งคุณภาพของทรัพย์ เช่น ในการประกันภัยเรือเดินทะเล หากเรืออยู่ใน
สภาพดีเยี่ยม สถาบันลอยด์แห่งลอนดอนจะขึ้นทะเบียนรับรองว่าเป็นเรือ A1 หรือเรือชั้น 1
สัญลักษณ์ A1 นี้ ได้นําไปใช้ในการทําสัญญาประกันชีวิต โดยหมายถึงผู้ที่มีสุขภาพดีเยี่ยม
(A1 life)
44
การได้รับสัญลักษณ์แห่งคุณภาพชั้น 1 นี้เป็นผลให้ผู้เอาประกันภัยจ่ายเบี้ยประกันภัยใน
อัตราที่ต่ําลง เนื่องจากมีความเสี่ยงภัยน้อย
2. abandonment
การสละ, การทิ้ง : 1) การสละสิทธิในทรัพย์สิน โดยไม่คิดที่จะนํากลับคืนมาอีก
2) การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัย เช่น ในการประกันภัย
ทางทะเล กรณีที่เกิดความสูญเสียเกือบสิ้นเชิง ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
แบบสูญเสียสิ้นเชิงโดยแท้จริง โดยยินยอมสละสิทธิในส่วนหรือซากทรัพย์ที่เหลืออยู่ให้แก่ผู้รับ
ประกันภัย
3. abandonment of cargo
การสละสินค้า :ในการเอาประกันภัย หากสินค้าที่เอาประกันภัยเสียหายมาก แต่ไม่ทั้งหมด
ผู้เอาประกันภัยอาจขอให้ผู้รับประกันภัยชําระเงินชดเชยเสมือนสินค้าเสียหายทั้งหมดตามที่เอา
ประกันภัยไว้ แต่ผู้เอาประกันภัยต้องสละกรรมสิทธิ์ในสินค้าส่วนที่เหลือให้แก่ผู้รับประกันภัย
4. abatement
1) การลดหย่อน :การให้ประโยชน์แก่ผู้ชําระเงิน ผู้ใช้บริการลูกหนี้ หรือผู้เสียภาษี ด้วย
เหตุผลหรือนโยบายของหน่วยงาน เช่น ในทางการคลัง เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรดา ผู้เสียภาษีมี
สิทธิหักค่าลดหย่อนรายการต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย
เบี้ยประกันชีวิต เงินสมทบกองทุนประกันสังคม เงินสะสมกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
2) การระงับ : ในทางการเงิน หมายถึง การยกเลิกค่าใช้จ่ายบางส่วนหรือทั้งหมด
5. abatement cost
ค่าใช้จ่ายเพื่อการบรรเทา : ค่าใช้จ่ายที่ใช้เพื่อลดหรือขจัดปัญหาภาวะมลพิษ
6. ability-to-pay principle of taxation
หลักการเก็บภาษีตามความสามารถ : หลักการเก็บภาษีที่ถือหลักความสามารถของผู้เสีย
ภาษี ซึ่งอาจพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ทรัพย์สิน การบริโภค หรือรายได้ หากรายได้เพิ่มสูงขึ้น
ก็จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นด้วย เช่น ภาษีก้าวหน้า (progressive tax) เป็นการเก็บภาษีตาม
หลักการนี้
7. abnormal loss
ขาดทุนเกินปรกติ :การขาดทุนที่เกินกว่าที่คิดเผื่อไว้ เนื่องจากทีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดว่า
จะเกิดขึ้น เช่น ความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ วิกฤติการณ์ทางการเมือง
8. abnormal profit; excess profit
กําไรเกินปรกติ :กําไรที่สูงกว่าปกรติหรือสูงกว่าที่ผู้ประกอบการควรจะทําได้
9. abnormal spoilage
45
ความสูญเสียผิดปรกติ :ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากเกินกว่าที่คิดเผื่อไว้ในภาวะการ
ดําเนินงานปรกติ
10. above par
สูงกว่าราคาที่ตราไว้ :มูลค่าหรือราคาตลาดของตราสารการเงินที่สูงกว่าราคาที่ระบุไว้ใน
ตราสาร
11. absconding debtor
ลูกหนี้ซึ่งหลบหนี้ : ลูกหนี้ซึ่งมีหนี้ที่จะต้องชําระแก่เจ้าหนี้ แต่หลบซ่อนตัวหรือหลบหนี
เจ้าหนี้ไปด้วยเจตนาทุจริต
12. absenteeism rate
อัตราการขาดงาน :
1) จํานวนวันที่คนงานไม่มาทํางานหรือขาดงาน คิดเป็นร้อยละของจํานวนวันที่จะต้องมีการ
ทํางานทั้งหมดในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
2) จํานวนคนขาดงานต่อจํานวนคนงาน 100 คน ในวันใดวันหนึ่ง
13. absolute assignment
การโอนสิทธิให้อย่างเด็ดขาด :การโอนสิทธิทั้งหมดในทรัพย์สินให้แก่ผู้รับโอนโดยไม่มี
เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
14. absolute income hypothesis
สมมุติฐานรายได้สมบูรณ์ :ทฤษฎีการบริโภคตามแนวคิดของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์
(John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่อธิบายว่า จํานวนค่าใช้จ่ายในการ
บริโภคที่ปัจเจกบุคคลหรือครัวเรือนใช้จ่ายมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายได้ที่ใช้จ่าย
ได้ (disposable income) โดยทั่วไปในระยะสั้น เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น ความโน้มเอียงใน
การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคจะเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริโภคจะน้อยกว่าการ
เพิ่มขึ้นของรายได้ นั่นคือความโน้มเอียงในการบริโภคหน่วยท้ายสุด (marginal propensity to
consume) มีค่าน้อยกว่า 1
15. absolute title
สิทธิเด็ดขาด : การมีสิทธิ์ในทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
16. absorption
การกลืนกิจการ : การรวมธุรกิจตั้งแต่สองหน่วยขึ้นไปเข้าเป็นหน่วยเดียวกัน โดยทั่วไป
เป็นการรวมธุรกิจขนาดเล็กเข้ากับธุรกิจขนาดใหญ่โดยธุรกิจขนาดเล็กยุบตัวเองเข้าเป็นส่วน
หนึ่งของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าไปรวมด้วย
17. absorption point
46
จุดอิ่มตัว : ภาวการณ์ที่ตลาดไม่ยอมรับสินค้าและบริการที่เสนอขายเข้ามาอีกหากไม่มี
การลดราคา
18. abstinence
การอดออม : การละเว้นการบริโภค หรืออย่างน้อยที่สุดก็เลื่อนเวลาการบริโภคออกไป
ก่อน
19. accelerated depreciation
ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง : การคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ถาวรอัตราสูงในงวดแรกๆ
และลดลงในงวดต่อไป
20. acceleration premium; acceleration premium
บําเหน็จเสริมพิเศษ : การเพิ่มค่าจ้างหรือโบนัสตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ลูกจ้าง
มีกําลังใจในการปฏิบัติงานให้ได้ผลผลิตสูงยิ่งขึ้นไปอีก
21. acceptance against documents
การรับรองโดยมีเอกสารเป็นหลักฐาน : การที่ลูกหนี้ (debtor) หรือผู้จ่ายเงิน (drawee)
รับรองตั๋วเงินที่จะจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อได้รับเอกสารส่งของเป็นหลักฐาน
22. acceptance credit
เครดิตที่ได้รับการรับรอง : ตั๋วแลกเงินของผู้ส่งออกที่ผู้นําเข้าได้ให้ธนาคารให้คํารับรอง
และเปิดวงเงินเครดิตให้แก่ผู้นําเข้า โดยผู้ส่งออกสามารถนําตั๋วแลกเงินนี้ไปเบิกเงินค่าสินค้า
จากธนาคารของผู้ส่งออกได้โดยยอมเสียค่าส่วนลด
23. acceptance line
วงเงินที่ธนาคารรับรอง : วงเงินสูงสุดที่ธนาคารให้การรับรองแก่ลูกค้าแต่ละราย
24. acceptance of bill of exchange
การรับรองตั๋วแลกเงิน : การที่ผู้จ่ายเขียนลงในด้านหน้าของตั๋วแลกเงินว่ารับรองแล้ว หรือ
ความอย่างอื่นทํานองเดียวกันนั้น ซึ่งลงลายมือชื่อของผู้จ่ายหรือแม้เพียงผู้จ่ายลงลายมือชื่อไว้
ในด้านหน้าของตั๋วแลกเงินก็ถือว่ารับรองตั๋วแลกเงินนั้นแล้ว
25. acceptance of goods
การตกลงรับมอบสินค้า : การที่ผู้ซื้อยอมรับมอบสินค้าจากผู้ขายและพร้อมที่จะจ่ายเงินค่า
สินค้าให้แก่ผู้ขาย หรือการที่ผู้ซื้อมิได้กระทําการอื่นใดอันเป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้านั้น
ภายในเวลาอันสมควร ถือว่าผู้ซื้อยอมรับสินค้านั้นและจะจ่ายเงินค่าสินค้าให้ด้วย
26. acceptor
ผู้รับรอง : บุคคล (ผู้จ่าย) ซึ่งลงลายมือชื่อรับรองว่าจะจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่ผู้ทรง
เมื่อถึงกําหนดเวลาใช้เงิน
27. accession rate
47
อัตราเพิ่มของจํานวนลูกค้า : อัตราส่วนของลูกจ้างใหม่ที่ได้รับการจ้างงานโดยคิดเป็น
ร้อยละของจํานวนลูกจ้างทั้งหมดในช่วงระยะเวลาหนึ่งอัตราส่วนนี้เป็นเครื่องชี้บอกภาวะ
เศรษฐกิจ โดยถ้าอัตราส่วนนี้ลดลงจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจตกต่ํา แต่ถ้าอัตราส่วน
เพิ่มขึ้นจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ
28. accidental death & disablement insurance
การประกันภัยของการเสียชีวิตและทุพพลภาพโดยอุบัติเหตุ : การประกันภัย โดยมี
เงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพจากอุบัติเหตุที่เอา
ประกันภัยไว้
29. accommodation
การให้เงินกู้เพื่ออนุเคราะห์ : การให้กู้เงินในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วนหรือการให้กู้เงิน
ระยะสั้นที่เป็นการให้กู้เงินโดยไม่เรียกหลักประกัน
30. accommodation paper
ตราสารเพื่ออนุเคราะห์ : ตราสารที่บุคคลคนหนึ่งได้ลงลายมือชื่อรับรองรายจ่ายเงินเพื่อ
ช่วยให้ตราสารนั้นเป็นที่เชื่อถือ
(พจนานุกรมเศรษฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 1, 2552.)
35.3 ภาคผนวก 3
พจนานุกรมคําใหม่ เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
1. กฎบัตรกฎหมาย
กระบวนกฎหมาย. เชิงกฎหมาย เช่น คนธรรมดาอย่างเราจะรู้กฎบัตรกฎหมายได้อย่างไร.
2. กฐินทัวร์
การทอดกฐินที่จัดการท่องเที่ยวร่วมไปด้วย เช่น เขาจัดกฐินทัวร์ทุกปี ผู้ที่ไปร่วมทาบุญก็
ได้เที่ยวสนุกด้วย.
3. กระจอกข่าว
นักข่าว เปรียบกับนกกระจอกตรงที่ว่องไว และส่งเสียงจ้อกแจ้กเหมือนคนช่างพูด ช่าง
ซักถาม เช่น กระจอกข่าว ป้อนคาถามทายาทเจ้าพ่อวงการหนังสือพิมพ์เรื่องหัวใจว่าจะมีข่าวดี
เมื่อไร. อาจใช้ร่วมกับคํา กระจิบ เป็น กระจิบกระจอกข่าว เช่น งานนี้มีกระจิบกระจอกข่าวมากัน
เต็ม
4. กระดูกขัดมัน
1) ขี้เหนียวมากไม่ยอมให้อะไรแก่ใครง่ายๆ เช่น แม่ค้าคนนี้กระดูกขัดมันเหลือเกิน เราซื้อเงาะแก
ตั้งสิบกิโลจะเกินสักขีดก็ไม่ได้.
48
2) ให้คะแนนยาก เช่น อาจารย์คนนี้กระดูกขัดมันชะมัดออกข้อสอบก็ยากแล้วยังขี้เหนียวคะแนน
อีก.
5. กระดูกเหล็ก
1) แข็งแรง ไม่บาดเจ็บง่าย เช่น หมอนี่กระดูกเหล็ก ตกบันได 10 ขั้นยังไม่เป็นอะไร.
2) ไม่ตายง่ายๆ เช่น เขาเป็นสารวัตรกระดูกเหล็ก ผ่านการต่อสู้กับผู้ร้ายมาโชกโชน.
6. กระแสสังคม
ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่มีอิทธิพลต่อการดําเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เช่น กระแสสังคมกดดันตารวจไม่ให้ดาเนินคดีกับเด็กที่ทาผิดกฎหมาย.
7. ก๊วน
1) กลุ่มคนที่สนิทสนมและร่วมทํากิจกรรมเดียวกันเป็นประจํา เช่น เขาสนิมกับรัฐมนตรีคนนี้
เพราะเล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกัน
2) กลุ่มคนที่มักก่อความวุ่นวาย เช่น ก๊วนมอเตอร์ไซค์ซิ่ง. ก๊วนกวนเมือง.
8. ก๊อป
ลอกเลียนแบบ เช่น เขาแต่งตัวเดิ้นมากยังกับก๊อปมาจากแม็กกาซีน. (ตัดมาจาก อ. copy).
9. ก๊อปปี้
1) กระดาษที่ใช้สําหรับทําสําเนา.
2) ลักษณนามเรียกสําเนาหนังสือ เช่น ก๊อปปี้หนึ่ง. สาเนา 2 ก๊อปปี้.
3) ลอกเลียนแบบ เช่น กระเป๋าพวกนี้ก๊อปปี้ของแบรนด์เนมทั้งนั้น. พูดสั้นๆ ว่า ก๊อป.
10. กางเกงเล
กางเกงแบบชาวประมง เป็นกางเกงที่ตัดแบบกางเกงขาก๊วยหรือกางเกงแพร ใช้ผ้าฝ้ายสี
ต่างๆ เช่น นักศึกษาสมัยนี้ชอบนุ่งกางเกงเวลาทากิจกรรมกัน.
11. การเมืองธนกิจ
การเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งทําให้เกิดคอร์รัปชั่น เช่น เมื่อนักธุรกิจเป็น
นักการเมือง การบริหารงานจึงเป็นการเมืองธนกิจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตน.
12. กินบ้านกินเมือง
ฉ้อราษฎร์บังหลวง เช่น พวกกินบ้านกินเมืองนี่ต้องจับเข้าคุกเข้าตะรางเสียให้หมด.
13. กุนซือ
ที่ปรึกษา เช่น พรรคนี้มีกุนซือเก่งๆ หลายคน. ใครนะเป็นกุนซือให้นายกยุบสภา(จ. กุงซือ
ว่า ที่ปรึกษา).
14. กูรู
ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้รู้ เช่น เขาเป็นกูรูด้านเสริมสวย
15. เกทับ
49
1) วางเงินพนันเป็นจํานวนมากกว่าคู่แข่งเพื่อแสดงว่าตนมีไพ่เหนือกว่า เช่น เขาวางเงินพนัน
1,000 บาท เราเกทับ 2,000 บาทเลย.
2) ทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหนือกว่าคู่แข่งขันเพื่อแสดงว่าตนมีสิ่งที่ดีกว่า เช่น พอมีคนวางเงินประมูล
สร้อยเพชร 100,000 บาท เขาก็เกทับเป็น 200,000 บาท จนอีกฝ่ายยอมถอย.
16. เกทับบลั๊ฟแหลก
1) วางเงินพนันเป็นจํานวนมากกว่าคู่แข่งเพื่อข่มว่าตนมีไพ่เหนือกว่า แต่มักไม่มีไพ่ที่เหนือกว่า
จริง.
2) ทําทีว่าตนเหนือกว่ามากหรือมีสิ่งที่เหนือกว่ามากทั้งๆ ที่ไม่มีจริง เช่น เขาบอกว่าสนิทกับ
รัฐมนตรี เราจึงเกทับบลั๊ฟแหลกว่าเราน่ะสนิทกับนายกรัฐมนตรี.
(บลั๊ฟ มาจาก อ. bluff)
17. เกะ
1) แผ่นซีดีบันทึกทํานองเพลงที่มีเนื้อร้องเพื่อให้ร้องตามได้ เช่น เขาชอบร้องเกะเพราะจาเนื้อ
เพลงไม่ได้.
2) สถานที่ ร้านอาหาร ที่มีบริการให้ลูกค้าร้องเพลงที่มีเนื้อร้องให้ร้องตามได้ เช่น งานวันเกิด
ของฉันปีนี้จะจัดที่เกะใกล้บ้าน. คมม. คาราโอเกะ, โอเกะ ความหมายที่ 2
3) ชุดอุปกรณ์ที่มีทํานองเพลงและมีเนื้อร้องให้ร้องตาม เช่น ซื้อโทรศัศน์ตอนนี้มีโปรโมชั่น
แถมเกะด้วย. คมม. คาราโอเกะ, โอเกะ ความหมายที่ 3
4) ร้องเพลงตามแผ่นซีดีบันทึกทํานองเพลงที่มีเนื้อร้องให้ร้องตามได้ เช่น วันหยุดฉันชอบชวน
เพื่อนๆ มาเกะที่บ้าน. ค่านี้ทานข้าวแล้วเกะกันที่บ้านฉันนะ. คมม. คาราโอเกะ, โอเกะ
ความหมายที่ 4
(ตัดมาจาก อ. karaoke)
18. เกี๊ยะเซียะ, เกี้ยเซียะ
เจรจาประนอมความ, รอมชอม เช่น ลูกพรรคทะเลาะกันหัวหน้าต้องลงไปเกี๊ยะเซียะทุก
ที.
(จ. เกี่ยเสี่ย)
19. แกนนํา
1) ผู้ที่เป็นหลักหรือหัวหน้าของกลุ่มที่ชุมนุมเพื่อเรียกร้องหรือประท้วงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น
กลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงในครั้งนี้มีแกนนาอยู่ 2-3 คน
2) ผู้ที่เป็นหลักในการเจรจาเพื่อดําเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น พรรคที่ได้คะแนน เสียงข้าง
มากเป็นแกนนาในการจัดตั้งรัฐบาล
20. แก้มลิง
50
แหล่งพักน้ําเพื่อรับน้ําปริมาณมาก ช่วยไม่ให้เกิดน้ําท่วม เช่น แก้มลิงรับน้าแถบชานเมือง
ช่วยไม่ให้น้าท่วมกรุงเทพฯ.
21. โกอินเตอร์
เผยแพร่ ขาย หรือแสดงในต่างประเทศ เช่น เดี๋ยวนี้สินค้าโอถ็อปหลายชนิดผลิตได้
มาตรฐานจนโกอินเตอร์ไปแล้ว. พอเธอเป็นนางแบบดังในเมืองไทยก็อยากโกอินเตอร์.
(ตัดมาจาก อ. go international)
22. ขาโจ๋
1) วัยรุ่น เช่น ทรงผมแปลกๆ มักจะถูกใจขาโจ๋. คมม. โจ๋, วัยโจ๋.
2) วัยรุ่นที่มักก่อเรื่องวุ่นวาย เช่น ขาโจ๋เปิดศึกดวลเดือดกลางคอนเสิร์ตห้างดัง.
23. ขาใหญ่
1) ลูกค้าประจําที่ซื้อสินค้าครั้งละมากๆ เช่น เธอเป็นลูกค้าขาใหญ่ของร้านเรา.
2) นักเลงหรือนักโทษที่มีอิทธิพล เช่น ตารวจจับขาใหญ่ค้ายาเสพติดได้แล้ว. นักโทษที่เข้าไป
ใหม่ต้องยอมสยบต่อขาใหญ่ในคุก.
24. ขาขึ้น
1) กําลังได้รับความนิยม เช่น ตอนนี้รัฐบาลกาลังขาขึ้นทาอะไรคนก็ชื่นชอบไปหมด
2) เจริญขึ้น, เติบโต เช่น ช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ใครจะลงทุนทาอะไรก็มีแต่กาไร.
25. ขานรับนโยบาย
ดําเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายโดยทันที เช่น บริษัทที่ทาการค้ากับประเทศจีนต้อง
ปรับตัวเพื่อขานรับนโยบายเปิดการค้าเสรี.
26. เข้าเกียร์เดินหน้า
1) สู้กับฝ่ายตรงข้าม เช่น พวกเราพร้อมที่จะเข้าเกียร์เดินหน้าวัดดวงช่วงเลือกตั้ง
2) เริ่มต้นทํางานทันที เช่น พอได้ทุนวิจัยมา เขาก็เข้าเกียร์เดินหน้าทันที.
(เกียร์ มาจาก อ. gear).
27. เข้าแก๊ป
ดีเนื่องจากเหมาะกับบุคลิกลักษณะ สภาพ หรือสถานการณ์ เช่น เจ้าของร้านท่าทางดี
แต่งตัวก็เข้าแก๊ป. เขาโกรธที่ถูกวิจารณ์ว่าข้อเสนอไม่เข้าแก๊ป. (แก๊ป มาจาก อ. gap).
28. ไขก๊อก
1) ลาออก, ถอนตัว เช่น ส.ส.ไขก๊อกจากพรรคเก่าไปเข้าพรรคใหม่.
2) เลิกกิจการ เช่น เปิดบริษัทไม่ทันครบปี ก็ไขก๊อกไปแล้ว.
29. ไขลาน
1) เตือน, บอกซ้ําบ่อยๆ ให้ทํา เช่น เด็กคนนี้ถ้าจะให้ทางานก็ต้องไขลานกันหน่อยนะ.
51
2) กระตุ้นให้มีกําลัง เช่น พอขึ้นชกยกที่ 5 พี่เลี้ยงก็ต้องไขลานให้นักมวยแล้ว.
30. คนพันธุ์อา
นักเรียนอาชีวศึกษา เช่น คนพันธุ์อาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ช่วยสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยสึ
นามิ.
(อา ตัดมาจากอาชีวศึกษา).
(พจนานุกรมคําใหม่ เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2, 2553.)
35.4 ภาคผนวก 4
Some cities adopting bird-friendly building rules
By MICHELLE LOCKE, Associated Press
Wednesday, July 31, 2013
This undated publicity photo provided by American Bird Conservancy shows a bird-friendly design at the
School of Pharmacy at the University of Waterloo that uses a variety of different materials in addition to
glass, including panels depicting plants that are the sources of different drugs, in Ontario, Canada. Photo:
American Bird Conservancy, Christine Sheppard
OAKLAND, Calif. (AP) — Birds and buildings can be a fatal combination. The American Bird
Conservancy cites studies estimating that hundreds of millions of birds die each year as a result of
colliding with walls and windows.
But a movement to make skies a little friendlier is taking flight; some cities and other governments
across the country are adopting bird-safety building guidelines on a mandatory or voluntary basis.
52
One of the latest cities to incorporate bird safety into housing regulations is Oakland, where officials
this year revised guidelines originally approved in 2008 to make them more effective. Neighboring San
Francisco adopted bird-friendly requirements in 2011, working with the American Bird Conservancy and
Golden Gate Audubon Society, and the state of Minnesota also has bird-friendly design requirements,
modeled after a LEED (Leadership in Engineering and Environmental Design) bird collision reduction
program. The Minnesota requirements are part of a sustainability program that applies to projects with any
state funding.
The state of California includes voluntary bird-friendly measures as an appendix to its green
building code, known as CALgreen.
What exactly do bird-safety regulations entail?
A big issue is glass. Just as many a human has taken a nasty smack walking into a clear glass door,
birds often come to grief when confronted with transparent picture windows or glass-sided buildings.
Unlike humans, birds don't pick up on architectural cues; they don't see a window frame and realize it
implies a window.
But that doesn't mean that bird-friendly buildings have to be "windowless warehouses," says
Christine Sheppard, bird collisions campaign manager at the American Bird Conservancy.
Glazing treatments, such as making glass opaque or using etching to make it more noticeable, can
deter collisions. And research is being conducted into the efficacy of glass patterned with vertical or
horizontal lines.
"We've actually done quite a bit of this sort of testing, building on the work of Dr. Dan Klemat
Muhlenberg College in Pennsylvania and Martin Roessler in Austria," says Sheppard. "We know that there
are highly effective patterns that cover less than 10 percent of the glass surface. We know the basic
dimensions of spaces birds won't try to fly through, but we still need to determine the minimum size of the
elements that create the spaces — lines can be broken up, patterns can be made of dots, lines don't have to
be straight, etc."
From a design perspective, incorporating bird safety can be challenging, says Ryan Hughes, project
manager at Lundberg Design in San Francisco. Clients want views, especially in a city like San Francisco
blessed with hills overlooking a big, blue bay. And glass provides those views, whether that's a floor-to-
ceiling wall or a barrier around the edge of a terrace.
Still, new glass products, including the type with minimal lines, can be part of an acceptable
compromise. And sometimes, what's good for humans is also good for birds: Lundberg designed glass bus
shelters for the city of San Francisco that included a subtle pattern on the glass — called SF fog because it
53
is denser at the bottom and dissipates at the top — to keep people from walking into the walls. Hughes said
he later heard from bird safety officials that the pattern is effective at warding off birds, too.
The problem of bird collision isn't limited to public structures or skyscrapers.
"The estimate is that pretty much any home probably kills between one and 10 birds a year," says
Sheppard, author of the bird conservancy's "Bird-Friendly Design." (That figure is based on work by
Klem, as well as by Scott Loss at the Smithsonian Conservation Biology Institute.)
Making your home a more bird-friendly place can be as simple as sticking Post-It notes on the
windows during high danger times, such as spring or fall bird migrations. Other relatively simple options
that benefit birds and humans are window screens or shutters.
Oakland's bird safety measures are part of the building permit process and apply to all construction
projects that include glass as part of a building's exterior. They also apply to projects that meet one of
several criteria, including being next to places where birds are likely to congregate, such as a large body of
water or a recreation area.
Scott Miller, Oakland's zoning manager, says he hasn't heard many complaints from developers. The
rules, he says, are "really quite reasonable. They're not restricting development in such a way that would
be objectionable. They're just providing measures that make buildings friendlier to birds."
Measures include bird-friendly glazing treatments; avoiding the use of mirrors in landscape design;
and avoiding putting things that attract birds near glass. Other bird-friendly practices include turning off
more lights at night, since lit windows can attract night-flying birds. Minimum-intensity white strobe
lighting with a three-second flash is better than solid red or rotating lights, which attract birds.
Taking steps to keep birds safe is more than just kindness, says Sheppard. Birds have an ecological
impact dispersing seeds and eating harmful insects.
"People should care about birds," says Sheppard, "because we need birds."
(cf. http://www.sfgate.com/living/article/Some-cities-adopting-bird-friendly-building-rules-4697528.php)
35.5ภาคผนวก 5
Protest saves Chidlom trees
Residents successfully stop a building owner from denuding a footpath, writes Supoj Wancharoen
Published: 3 Aug 2013
While City Hall looks with great enthusiasm to developing new green areas, little attention is being
paid to roadside trees which are threatened by development.
54
Only a few pradu trees are left on a section of Phloenchit Road opposite Central Chidlom shopping
mall. Seven decades-old pradu along the footpath have been removed without permission under a
renovation project, sparking an outcry from environmentalists.
Tree lovers in Bangkok are urging city residents not to sit idly by and wait for city officials to take
action to preserve trees and plant more as it may soon be too late to save these small green corners of the
capital.
Supporters of Big Trees Project, a group whose aim is to preserve and increase the number of trees in
Bangkok, have succeeded in getting city officials and building developers not to remove the seven
decades-old pradu, or padauk, trees from the footpath opposite Central Chidlom shopping mall on
Phloenchit Road.
The trees, which produce colourful flowers, have long given shade to local residents and passers-by
near the Chidlom intersection, so any change to the familiar scenery of this little green corner would be
very noticeable.
Big Trees Project co-leader Oraya Sutabutr was among the first people to notice large pradu trees on a
section of the footpath of Lang Suan Road, which connects to Phloenchit Road, had been removed.
The footpath, near Mercury Tower, was being repaired and upgraded.
She felt more of the attractive trees nearby were scheduled to be removed as well because of unusual
signs in the concrete at the bases of the trees.
That prompted her to confront officials at Pathumwan district office, which oversees the area, for
clarification and post a thread called ‘‘losing pradu’’ on the Big Trees Project Facebook page. This drew a
storm of protests from a number of people who offered support to prevent the trees from being relocated.
According to Pathumwan district officials, Mercury Tower owner Damrong Seri Co had asked the
city for permission to develop the footpaths near the building as well as to remove the trees.
55
The company allegedly did not wait for approval from the city’s Public Works Department and went
ahead with the repairs and redevelopment of the footpaths. Its action caused Pathumwan district office to
file charges with the police, a Pathumwan public parks and cleaning official said.
However, as for the issue concerning the pradu trees, the company had been taking the right steps in
asking for permission to remove them since October last year, the official said.
At first the company only wanted to landscape the footpaths and leave the trees alone. But during the
renovations, it suddenly ‘‘asked for permission to remove the pradu and the district gave the green light’’,
he said.
The removed trees were taken to be re-planted in another area of the district.
But when the district office received a complaint from Big Trees Project, ‘‘it ordered a ban on pradu
removal’’ on Phloenchit Road, he said.
Representatives of Big Trees Project, the district office and MTR Asset Managers Co, which is
contracted to run the building, subsequently met on Tuesday to find a solution.
MTR’s representative explained it was necessary to remove the pradu because they affected the
scenery. He also raised concern over possible damage to tree roots during the landscaping.
‘‘But when we faced the protest, we stopped improving the areas in front of the building,’’ he said.
As for the seven pradu trees that have already been removed, ‘‘we will hold further talks to find a
solution. We have now given in to all demands.’’
Big Trees Project is satisfied with the responses from the district office and the company. However,
Ms Oraya said, she will continue to keep a close watch on whether they keep their promises.
‘‘If they fail to keep their word, we will launch a campaign through our Facebook page which now
has more than 40,000 supporters,’’ she said.
The pradu incident shows that Bangkok residents cannot completely rely on the authorities to take
care of trees in the capital. Flaws in the rules regarding their protection crop up, Ms Oraya said.
Surveys show Bangkok is among those cities with the smallest amount of green spaces. It has just
4.09 square metres per person, far below the standard of 9 sq m set by the World Health Organisation.
Bangkok governor MR Sukhumbhand Paribatra vowed during his election campaign earlier this year
that he would increase the city’s green areas by 5,000 rai in four years.
Yet this promised amount is viewed as insufficient by Big Trees Project.
56
‘‘I would like the governor to amend regulations on removing large trees,’’ Ms Oraya said. ‘‘He
should retake authority from district offices and decide himself on whether any should be removed, so that
any such action will become more difficult.’’
(cf. http://www.bangkokpost.com/news/local/362800/protest-saves-chidlom-trees)
35.6ภาคผนวก 6
ไปดูสวัสดิการของ"สิงคโปร์"
เมื่อไม่นานมานี้บริษัท ไนท์แฟรงค์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนําของโลก และซิตี ไพรเวท
แบงก์ ซึ่งอยู่ในเครือซิตี้กรุ๊ปรายงานสํารวจความมั่งคั่ง ประจําปี 2555 พบว่า รายได้ประชากรต่อหัวของ
ประเทศสิงคโปร์ทะยานขึ้นแตะที่ระดับ 56,532 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,809,024 บาทต่อคน
เท่ากับว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตรารายได้ประชากรต่อหัวที่สูงที่สุดในโลก แซงหน้าอันดับ 2 คือ
นอร์เวย์ ที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 51,226 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,639,232 บาทต่อคน รวมถึงสหรัฐฯที่
มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลก แต่ก็มีรายได้ประชากรต่อหัวอยู่ที่ 45,511ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ
1,456,352 บาทต่อคน
นี่คือ ความมหัศจรรย์ของสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอะไร
และมีประชากรไม่กี่ล้านคน แต่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์กลับเติบโตพุ่งพรวด และเป็น
ต้นแบบของความสําเร็จที่ประเทศอื่นๆอยากจะเป็นเหมือนเช่นสิงคโปร์
ยิ่งไปกว่านั้นยังประเมินว่า ในปี 2050 หรืออีก 37 ปี ข้างหน้า สิงคโปร์ก็ยังคงครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง คาด
ว่า จะมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 137,710 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4,406,720 บาทต่อคน
ขณะที่ สิงคโปร์คาดว่า จะมีจํานวนมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 ในอีก 4 ปี ข้างหน้า และเมื่อมอง
ย้อนกลับไปไล่ข้อมูลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า จํานวนเศรษฐีในสิงคโปร์ที่มีความร่ํารวยตั้งแต่ 3,200
ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีอัตราเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 โดยเฉพาะระหว่างปี 2553 - 2554 เศรษฐีในสิงคโปร์มีความ
ร่ํารวยตั้งแต่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป มีสัดส่วนเพิ่มสูงถึงร้อยละ 13 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่
เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6
ลองเปรียบเทียบกับไทยดูนะครับ ในแง่ของรายได้ต่อประชากร ต่างกันราวฟ้ากับดิน และไทยยังเป็น
ประเทศกําลังพัฒนา ซึ่งไม่รู้อีกกี่ปีไทยจะก้าวไปถึงระดับของสิงคโปร์ได้(ยิ่งการเมืองตอนนี้เข้มข้น ร้อนแรง
สุดๆและมีความเสี่ยงสูงที่ยังแก้ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองยังไม่ได้)
ประเด็นที่น่าสนใจ และสิงคโปร์ได้วางรากฐานไว้ดีมากๆ คือ คนสิงคโปร์มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากในระดับ
ต้นๆของโลก จากการสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ นั่นคือ สิงคโปร์ให้ความสําคัญกับการพึ่งพาตนเองจึงมีการ
จัดตั้งระบบกองทุน Central Provident Fund (CPF)ขึ้น
57
กองทุนฯนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2498 เป็น "ภาคบังคับ" โดยบังคับให้สะสมเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ ซึ่งทุก
เดือนลูกจ้าง(หมายถึง คนสิงคโปร์ที่มีถิ่นพํานักถาวรมากกว่า3ปีขึ้นไป) โดยนายจ้างจะสมทบเงินเข้ากองทุน
ของลูกจ้างในอัตราร้อยละ 20 สําหรับนายจ้าง และร้อยละ 10 สําหรับลูกจ้าง
ขอย้ําว่า ภาคบังคับสะสมเงินออมของเขาสูงถึงร้อยละ 10-20 แต่ของไทยยังอยู่ในระดับร้อยละ 2-3 เท่า
นั้น..!
ต่อมากองทุนฯนี้ได้พัฒนามาเป็นระบบประกันสังคมเต็มรูปแบบ มีการเพิ่มบริการต่างๆ ให้แก่สมาชิกใน
กองทุนฯ โดยสมาชิกในกองทุนฯ สามารถนําเงินสะสมมาใช้ในโครงการต่างๆ ได้เช่น สะสมเงินเป็น
ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของตนเองและสมาชิกครอบครัว
นอกจากนี้ ยังนํามาใช้ในเรื่องซื้อที่อยู่อาศัยที่รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสําคัญกับนโยบาย "Housing
Policy" ที่เน้นให้ประชาชนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย โดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนประชาชนในการซื้อบ้านเคหะ
ของรัฐบาลในราคาถูก
ซึ่งในอนาคตห้องพักดังกล่าวอาจมีราคาสูงขึ้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการลงทุนของประชาชนและ
เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง(ลองเทียบกับการเคหะแห่งชาติของไทยดู)
"เงินสะสมของสมาชิกในกองทุนฯนี้ยังสามารถนําไปใช้เป็นค่าเล่าเรียนบุตร , ไปซื้อหุ้นรัฐบาลและหุ้น
อื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ได้"
โดยเฉพาะการศึกษาสิงคโปร์ให้ความสําคัญมากเรียกว่า คนคุณภาพ สร้างชาติที่มีคุณภาพอะไรทํานอง
นั้นคือ รัฐบาลให้การอุดหนุนค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลจํานวนมาก (ค่าเล่าเรียนในสิงคโปร์ ประมาณ
13-60 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน) ทําให้ค่าเล่าเรียนมีราคาถูก รวมถึงให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้าน
การศึกษาต่อครอบครัวที่รายได้น้อยกว่า 1,500 หรือ 1,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนด้วย
อันนี้ต่างกับไทยมากๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการศึกษาของไทยนับวันจะเพิ่มสูงขึ้ยเรื่อยๆ มีค่าใช้จ่ายใหม่ๆงอก
ขึ้นมาเรื่อยๆทําให้ครอบครัวคนไทยต้องมีภาระสูงขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การเปิดสอนของบรรดาติวเตอร์
ต่างๆ , ผู้ปกครองนิยมให้ลูกไปเรียนพิเศษนจํานวนมาก ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ฯลฯ ซึ่ง
เกิดขึ้นมากราวกับดอกเห็ดในหน้าฝน
อีกประการหนึ่งที่สะท้อนว่า รัฐบาลสิงคโปร์มองการณ์ไกลมากๆคือ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ซึ่งวันนี้
เป็นแนวโน้มหลักของโลกไปแล้วว่า สังคมโลกมีแนวโน้มที่จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น รวมถึงไทยด้วย(แน่นอนว่า
เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้นด้วย)
รูปแบบของสิงคโปร์ในเรื่องนี้ เขาทําอย่างนี้...? ด้วยเหตุที่ประเมินว่า สิงคโปร์จะมีจํานวนผู้สูงอายุ
เพิ่มขึ้นทุกปี คาดกันว่า ภายในปี
นโยบายหลักๆที่จะดูแลผู้สูงอายุเช่น ส่งเสริมการจ้างงาน , ให้การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวมใน
ราคาย่อมเยา และมีคุณภาพด้วย แถมเลือกได้ตามความต้องการด้านสุขภาพของแต่ละคน แล้วที่น่าสนใจคือ
นโยบายส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนครับ..!
58
อธิบายสั้นๆ คือ เน้นการดูแลทั้งระยะปานกลางและยาวให้มีร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง อยู่ในสังคมได้
อย่างมีความสุข ด้วยการให้บริการต่างๆเช่น โรงพยาบาลชุมชน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบเช้าไปเย็นกลับ
บ้านพักคนชรา พยาบาล และการฟื้นฟูผู้สูงอายุที่บ้าน และสถานที่ดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้าย (hospice) เป็น
ต้น
แล้วตัวอย่างที่น่าสนใจที่ออกมาในรูปของกฏหมายคือ สิงคโปร์ได้สร้างระบบให้บุคคลในครอบครัวมี
หน้าที่ดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามชรา และหากไม่เลี้ยงดู พ่อแม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากบุตรของตน
ไดทันที กรณีรัฐบาลไทยน่าจะนําไปศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างดู
ที่นํามาขยายความข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนที่เก็บตกมาเล่าเป็นไอเดียให้อ่านกันดูว่า เหตุใดสังคม
สิงคโปร์จึงมีคนที่มีคุณภาพ และมีความสุข แม้กระทั่งผู้สูงอายุก็ดํารงชีพในสังคมได้อย่างมีความสุขด้วย นี่ยัง
ไม่นับรวมนโยบายให้ "คนสิงคโปร์มีเด็กมากขึ้น"
ซึ่งรัฐบาลจะอัดฉีดทั้งในรูปเงินสดเช่น คลอดบุตรคนที่ 1 และ 2 จํานวน 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์/คน
และเงินสดสําหรับบุตรคนที่ 3 และ 4 จํานวน 6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์/คน หรือเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อการ
พัฒนาเด็ก ที่บิดามารดา และรัฐบาลจะออกเงินสมทบในอัตราเท่าๆกัน
และทั้งหมดนี้คือ ระบบสวัสดิการของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ทําอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และมี "ภาคบังคับ"ไป
ในตัว เพื่อให้คนของเขามี "คุณภาพ" ซึ่งในเรื่องนี้ก็หนุนให้ประเทศสิงคโปร์มีคุณภาพและกลายเป็นประเทศ
ที่ประชากรที่มีรายได้ต่อหัวมากถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมากที่สุดในโลกในขณะนี้..!!
2573 ประชากร 1 ใน 5 จะมีอายุมากกว่า 65 ปี สิงคโปร์จึงจัดตั้ง Ministry of Community Development,
Youth and Sports (MCYS) ซึ่งทํางานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ รวมทั้งมี
การจัดตั้ง Ministerial Committee on Ageing ในปี 2550 ภายใต้คําขวัญที่ว่า "Successful Ageing for
Singapore"
(cf. http://www.siamrath.co.th/web/?q=ไปดูสวัสดิการของสิงคโปร์)
35.7ภาคผนวก 7
ว่าด้วยธรรมะที่น่ารู้
1. ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน, หลักธรรมอันอํานวย
ประโยชน์สุขขั้นต้น - virtues conducive to benefits in the present; virtues leading to temporal
welfare)
1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน
ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชํานาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถ
จัดดําเนินการให้ได้ผลดี - to be endowed with energy and industry; achievement of diligence)
59
2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์และผลงานอันตน
ได้ทําไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกําลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือ
เสื่อมเสีย - to be endowed with watchfulness; achievement of protection)
3. กัลยาณมิตตตา (คบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกําหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนาสําเหนียก
ศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา - good company; association with
good people)
4. สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รู้จักกําหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้
ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ - balanced livelihood; living
economically)
ธรรมหมวดนี้ เรียกกันสั้นๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือเรียกติดปากอย่างไทยๆ ว่า ทิฏฐธัม
มิกัตถประโยชน์ (อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ จึงมีประโยชน์ซ้ําซ้อนกันสองคํา)
2. พรหมวิหาร 4 (ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจําใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่
ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกํากับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดําเนินชีวิต
หมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ - holy abidings; sublime states of mind)
1. เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทําประโยชน์
แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า - loving-kindness; friendliness; goodwill)
2. กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบําบัดความทุกข์ยาก
เดือดร้อนของปวงสัตว์ - compassion)
3. มุทิตา (ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบาน
อยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดํารงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงาม
ยิ่งขึ้นไป - sympathetic joy; altruistic joy)
4. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดํารงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมี
จิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลาย
กระทําแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและ
ปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทํา เพราะเขา
รับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความ
รับผิดชอบของตน - equanimity; neutrality; poise)
ผู้ดํารงในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อมรักษา
ธรรมไว้ได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์แต่ก็ต้องมีอุเบกขาด้วยที่จะมิ
ให้เสียธรรม
60
พรหมวิหารนี้ บางทีแปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม, ธรรม
ประจําใจที่ทําให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม, หรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยิ่งใหญ่ -
(abidings of the Great Ones)
พรหมวิหาร 4 เรียกอีกอย่างว่า อัปปมัญญา 4 (unbounded states of mind; illimitables)
เพราะแผ่สม่ําเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่จํากัดขอบเขต
พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทําให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ด้วยสังคหวัตถุ เป็นต้น
(พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (Dictionary of
Buddhism). มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538, หน้า138, 148.)
61
35.8ภาคผนวก 8
สหวิทยาการ
Translated by Jirachoke Virasaya
คู่กรรม
(ช) ดังนรกชังหรือสวรรค์เเกล้ง เเกล้งทรมานให้ฉันได้
เจอ
(ญ) เกลียดชิงชัง สุดท้ายรักเธอ เเต่พอเผลอ พรากเธอดับ
สูญ
(ช) เวรกรรมหรือไรแต่ปางไหนนั่น
(ญ) สุขเพียงชั่ววัน เเต่ช้ํา ทวีคูณ
(ช) ให้ห่างไกล สุดฟ้าอาดูร
(ญ) สูญสิ้นเธอ ตลอดกาล
*(ญ) อธิษฐานจิตใจ หากเกิดชาติไหน ฐานันดรใดๆ ทุก
สถาน
ดลให้เรา ได้พบเจอเป็นคู่กัน วอนสวรรค์ได้ไหม
(ช) วิญญาณฉันรอที่ทางช้างเผือก เลือกเธอรักเธอ ไม่ร้าง
ลาไกล
(ญ) ดั่งหิ่งห้อย เฝ้าคอยจนชีพวาย ใต้ลําพู รอคู่กรรม
-----------------------------------------------------
รวบรวมและเรียบเรียงแปลเป็นไทย โดย
ศ.พิเศษ ดร. จิรโชค (บรรพต) วีระสย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง
Thai expressions compiled and rendered into English by
Jirachoke Virasaya, Ph.D. (Berkeley)
Faculty of Political Science. Ramkhamhaeng University
, Bangkok 10240.
Tel. 02-310-8566-7 exts. 36,41
Revised 25/03/13
KHOO KARM
(Predestined to share a common tragic fate)
‚Oh Satan or Saints, Why should they play fool
on me!
They either cursed me or agonizingly destined
me to chance on Kobori, Nihonjin.
Initially enveloped him with hatred, but later
embraced him with love.
Yet that moment of mutual love adoringly felt
has lasted just a flicker.…
Now he is eternally gone…a life of no return.
Oh whose faults? Am I harvesting what I have
sowed in my previous existences?
Gleeful happiness lasts only days, while tearful
grief mercilessly tramples on me so many times
over.
Happiness is now galaxies away.
Kobori is gone, forever and forever.
May my earnest prayer be answered---whenever
we are reborn, at a whatever place and position,
let us meet and become soul-mates again.
Heavens. Have mercy on us.
Kobori’s departed self is awaiting Angsumalin
at the Milky Way---absent in body, but not in
ever-loving spirit.
Ever frequenting the same old spot where love’s
Camelot once nestled.
A theme song for Khoo Karm, an extremely popular T.V. (Channel 7) melodramatic serial about a Thai Admiral’s
daughter Angsumalin and Kobori a Japanese engineer-cum-soldier during World War II. In 1995 it was produced and
screened as English speaking, starring the celebrated and highly popular Thongchai McIntyre (Bird) who earlier portrayed
as Kobori in the leading male role in the TV series, some 30 years ago.
62
35.9 ภาคผนวก 9
วิชา “ธรรมศาสตร์การคลัง” ที่ใช้จริยธรรมทางศาสนา (Ethical Jurisprudence) เป็นกรอบวินัยทางการเงิน
การคลังที่แท้จริงก็คือวิชาการคลังที่มี “ธรรมะ” ใช้นํา เป็นวินัยที่สูงยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ
เพื่อแสวงหาวิธีการที่จะนํามาเป็นความคิดและใช้ในการดํารงรักษาวินัยทางการเงินการคลังโดย
ใช้ “ธรรมะ” เป็น “ศาสตรา” คือคําว่า “ธรรมศาสตร์” อันนําไปสู่การสร้าง “กรอบวินัยการเงินการคลังและ
การงบประมาณ”ที่แท้จริง ซึ่งจะสรุปเฉพาะในหัวใจของแต่ละศาสนาได้ดังต่อไปนี้
1.ศาสนาพุทธ คือ เรื่องโภควิภาค ๔ (การแบ่งโภคะออกเป็น ๔ ส่วน หลักการแบ่งทรัพย์โดยจัดสรร
เป็น ๔ ส่วน-Bhogavibhaga fourfold division of money)
๑.เอเกน โภเคภุญเชยฺย (๑ ส่วน ใช้จ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรบํารุง และทําประโยชน์-On one part
he should live and do his duties towards others)
๒.-๓.ทฺวีหิกมฺมํปโยชเย (๒ ส่วน ใช้ลงทุนประกอบงาน-With two parts he should expand his
business)
๔.จตุตฺถญจนิธาเปยฺย (อีก ๑ ส่วน เก็บไว้ใช้ในคราวจําเป็น-And he should save the fourth a rainy
day)
2.การคลังในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามที่ถือคัมภีร์ “อัลกุรอาน” เป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มีหลักการทางการคลัง เรียกว่า
“ซะกาต”(Sakat)และ “ซาดากัต”(Sadakat) และมีสถาบันการเงิน หรือสถาบันการคลัง หรือ “กองคลังมหา
สมบัติ” ที่เรียกว่า “บัยตุลมาล” ทําหน้าที่จัดสรรรายได้ของกองคลังให้แก่สังคมตามความจําเป็นและตาม
กฎระเบียบของ ‚บัยตุลมาล‛ ที่ได้วางไว้และมีระบบงบประมาณที่รัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ จะทํา
หน้าที่เก็บรวบรวมรายได้จากแหล่งต่างๆ และใช้จ่ายตามความจําเป็นแต่ละท้องถิ่นกันเองก่อน หลังจากหัก
ค่าใช้จ่ายแล้วจะต้องนําส่ง ‚บัยตุลมาล‛ ที่เป็นกองคลังทางส่วนกลาง โดยมีการแยก ‚บัญชีออกเป็น
ประเภทๆ‛ ส่วนท้องถิ่นใดที่เก็บรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง
‚ซากาต‛คือ การแบ่งทรัพย์สินเงินทองให้แก่คนยากจนขัดสน
ส่วน ‚ซาดากัต‛ เป็นกรณีที่ต้องแบ่งรายได้ของตนไว้ส่วนหนึ่ง ให้แก่คนยากจน
‚ซะกาตหรือซากาต‛ เป็นหน้าที่ทางศาสนาของมุสลิมทุกคนที่ครอบครองทรัพย์สินถึงจํานวนและ
ครบรอบปีซะกาตถูกบัญญัติให้มีการจัดเก็บเเละเเจกจ่ายอย่างเป็นระบบโดยผ่านองค์กรหรือสถาบันที่
รับผิดชอบ ท่านนบีได้วางแนวทางที่ชัดเจนในการจัดระบบซะกาตซึ่งต่อมาบรรดาเดาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมใด้
เจริญรอยตามแนวทางดังกล่าวและใด้พัฒนาระบบซะกาตให้สอดคล้องกับความเติบโตและความ
เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอิสลาม ซะกาตในยุคสมัยดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานที่สําคัญยิ่งของระบบ
ประกันสังคมและระบบการคลัง(บัยตุลมาล)ในขณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า เเนวทางสําคัญที่ทําให้การ
จัดระบบซะกาตในสมัยดังกล่าว มีประสิทธิภาพก็คือ การมีคุณธรรมและความโปร่งใส ดังนั้นองค์กรใดก็
63
ตามที่มีหน้าที่จัดการซะกาต เจ้าหน้าที่เเละบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้มีคุณธรรมมีความโปร่งใสเพราะมิ
เช่นนั้นเเล้วการจัดการซะกาตก็จะประสบปัญหาและไม่สามารถเป็นหลักประกันให้สังคม
ระบบการคลังอิสลาม เป็นระบบการคลังที่สําคัญของโลกอีกระบบหนึ่ง ที่ได้กําหนดไว้เป็นหลัก
ศาสนาอิสลามที่ศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์ อัลกุรอาน ที่ได้เรียกร้องและส่งเสริมให้มุสลิมทําการสงเคราะห์บรรดาผู้
ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ขัดสน คนยากจน โดยให้บรรดาผู้ที่มั่งคั่งได้ตระหนักว่า ทรัพย์สมบัติที่พวกเขาครอบครอง
อยู่นั้น ส่วนหนึ่งเป็นสิทธิของบรรดาผู้ที่ได้รับความทุกข์ร้อน มิใช่เป็นสมบัติของพวกเขาไปเสียทั้งหมด
ถึงแม้ว่าเขาจะหามาได้เองก็ตาม การคลังอิสลามนี้เคยเป็นระบบที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่มีอดีตที่เคย
เจริญรุ่งเรืองด้วยประเพณี อารยธรรมกว่าพันปีมาแล้ว มีหลัก‚ซะกาต‛ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นบ่อเกิดของความ
เจริญรุ่งเรืองงอกงาม การเพิ่มขึ้นและความบริสุทธิ์
3. ปรัชญาการคลังในศาสนายูดาย
ศาสนายูดาย มีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้าที่เรียกว่า “พระยะห์เวห์” (ยาหเวห์ Yahweh หรือ เยโฮวาห์
Jehovah แปลว่า “พระองค์ผู้ทรงให้กําเนิดทุกสิ่ง”) ซึ่งชาวยิวนับถือเป็นสรณะมีคัมภีร์โตราห์ (Torah) ซึ่งชาว
คริสต์ก็นับถือด้วย โดยทั่วไปเรียกว่า “Pentateuch”หรือ “ปัญจครันถ์”คือ 5 คัมภีร์แรกแห่ง “Old
Testament” ของคัมภีร์ไบเบิลเป็นคําสั่งสอนที่ไม่ให้มนุษย์ใช้ความรุนแรงหรือทําสงครามแก้ปัญหาต่างๆ
แต่ให้ยึดถือความยุติธรรมที่หมายถึงการแบ่งปัน “ทรัพยากร”ให้แก่ชุมชนต่างๆ โดยทั่วถึงตามสัดส่วนของ
ความจําเป็น คนจนกับคนรวยมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมแบบหน้า
มือเป็นหลังมือ “ให้คนมาก่อนเป็นคนสุดท้ายและคนสุดท้ายเป็นคนมาก่อน”ซึ่งหมายความว่าให้คนจนที่อยู่
ริมขอบของสังคมได้รับการดูแลเอาใจใส่มากขึ้นและให้คนรวยที่อยู่ในศูนย์กลางของสังคมมีขอบเขตจํากัด
ในคัมภีร์โตราห์กําหนดให้มีปี ‚สับบัท‛ ที่เจ้าหนี้จะต้องยกเลิกหนี้สินต่างๆ ให้แก่ลูกหนี้แม้จะเป็นหนี้ที่ชอบ
ด้วยกฎหมายก็ตาม
4.ปรัชญาการคลังในศาสนาคริสต์เมื่อพิจารณาพระคริสต์ธรรมคัมภีร์แล้วจะพบบทที่เกี่ยวกับการเงิน
และการคลังที่สําคัญอันเป็นวินัยดังต่อไปนี้
4.1หลักการเกี่ยวกับการเงินและการคลังใน “พระธรรมฮักกัย” (HAGGAI)และพระธรรมมาลาคี
(MALACHI)มีดังนี้
ทรัพย์สินเงินทองทุกสิ่งเป็นของพระจ้า
ให้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยทรัพย์สิน เงินทองและผลแรกแห่งผลิตผลทั้งสิ้น
ไม่โลภและไม่ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินความจําเป็นจนก่อหนี้สิน ซึ่งในประเด็นเรื่องการโลภ
เงินทองเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ให้ความสําคัญมากจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของบัญญัติสิบ
ประการในข้อที่ ๑๐ กล่าวว่า “ห้ามโลภบ้านเรือนของเพื่อนบ้าน ห้ามโลภภรรยาของเพื่อน
บ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา หรือสิ่งใดๆ ซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน”
64
พึ่งหลีกเลี่ยงในการเป็นหนี้สินต่างๆ ซึ่งในพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “อย่าเป็นหนี้อะไรใครเลย
นอกจากความรักซึ่งมีต่อกันเพราะว่าผู้ที่รักคนอื่นก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วน
แล้ว”
การลงนามค้ําประกันเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด
การให้ด้วยจิตใจกว้างขวางและไม่คิดดอกเบี้ย
4.2 หลักการลงทุน
พระเยซูคริสต์เจ้าได้เปรียบเทียบเงินทอง ทรัพย์สิน เวลา ความสามารถหรือสิ่งของต่างๆ ที่เราแต่
ละคนมีในโลกนี้เปรียบเหมือน “เงินตะลันต์ส”ซึ่งเจ้านายองค์หนึ่งได้มอบเงินตะลันต์สแก่ทาสของตนซึ่ง
เราแต่ละคนต้องทําให้เงินทองหรือทรัพย์สินที่พระเจ้ามอบไว้ให้เพิ่มพูนขึ้นด้วยการลงทุนที่ดีมี
ประสิทธิภาพ เพราะท้ายที่สุดเราต้องรับผิดชอบและรายงานต่อพระเจ้าในวันสุดท้าย
ตะลันต์ส หรือ Talents แปลตามตัวนั้นหมายถึงพรสวรรค์ซึ่งความจริง ตรงตัวมากและถ้าเราทํา
ความเข้าใจดีๆ แล้ว นั่นก็คือ ความสามารถหรือความถนัดที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ให้เราแต่ละคนนั่นเอง
ในบทคําอุปมาเรื่องเงินตะลันต์สนี้ ควรจะได้นํามาเปรียบเทียบศึกษาใน “สัจธรรมเรื่องโภควิภาค
4” ในส่วน “โภคะ” ที่ใช้ลงทุนประกอบการงานในศาสนาพุทธและเรื่อง “เงินออม” (saving) ในวิชา
เศรษฐศาสตร์ที่ได้ให้นิยามไว้ว่า “เงินออมหมายถึงส่วนหนึ่งของรายได้ปัจจุบันที่ไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อการ
บริโภค หากแต่เก็บไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้จ่ายต่างๆ ในอนาคต การใช้เงินออมอาจทําได้หลาย
รูปแบบ เช่น ถือไว้เป็นเงินสด นําเงินออมไปฝากธนาคาร หรือนําเงินออมไปซื้อหลักทรัพย์ เป็นต้น ขนาด
ของเงินออมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ 1)ขนาดของรายได้ ถ้าบุคคลมีรายได้เพิ่มขึ้นการออมก็
จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 2)การคาดการณ์เกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ถ้าผู้มีรายได้คาดว่าในอนาคตจะมีรายได้
มาก ก็อาจจะเก็บออมในปัจจุบันน้อยลง และ 3)อัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง
จะจูงใจให้บุคคลเก็บเงินออมมากขึ้น‛
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ยังมีอีกคําหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน นั่นก็คือคําว่า ‚การออม‛ (savings) ซึ่งหมายถึง
การนําเงินออมไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน ดังนั้นเงินออมที่เก็บไว้เป็นเงินสดหรือแปลงสภาพ
เป็นสินทรัพย์ แต่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์งอกเงย ในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ถือว่าเป็น
‚การออม‛
5.ปรัชญาการคลังของขงจื๊อ
ขงจื๊อได้ให้ทรรศนะทางการเมืองที่เป็นปรัชญาของนักปกครองอันอาจนํามาใช้ประยุกต์เป็นกรอบ
วินัยทางการคลังและการศึกษาในปัจจุบันได้ ดังนี้
‚นักปกครองนั้นจะไม่สนใจในเรื่องความขาดแคลนโภคทรัพย์ แต่จะสนใจในการกระจายโภค
ทรัพย์อย่างเป็นธรรมในหมู่ประชาชน นักปกครองนั้นจะไม่สนใจในความยากจน แต่จะสนใจในเรื่องสวัสดิ
ภาพ ของประชาชน ในเมื่อบ้านเมืองมีการกระจายโภคทรัพย์อย่างเป็นธรรม ความยากจนก็ไม่มี ในเมื่อมี
65
ความสุขสงบ ประชาชนก็จะไม่บ่นเรื่องความขัดสน และเมื่อประชาชนมีความพอใจในสภาพของตนแล้ว
การที่ประชาชนจะลุกขึ้นต่อสู้รัฐบาลก็ไม่มี‛
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยเราน่าจะนําปรัชญาทางการคลังในศาสนาที่สําคัญของโลกมาสร้าง
เป็น “กรอบวินัยการเงิน การคลังและการงบประมาณ” ที่แท้จริง ครับ
ปรีชา สุวรรณทัต
(cf. http://www.naewna.com/politic/columnist/8053)
35.10 ภาคผนวก 10
จุฬาฯเปิดตัวระบบตรวจ"ลอกผลงาน" ลูกศิษย์วิกิพีเดีย-อาจารย์กูเกิลหนาวแน่/เอกซเรย์
ย้อนหลัง1.5หมื่นชิ้น
จุฬาฯ เปิดตัวโปรแกรม "อักขราวิสุทธิ์" ระบบตรวจสอบการลอกผลงานวิชาการ วิทยานิพนธ์
เทียบเคียงประโยคต่อประโยค ก๊อบปี้วิกิพีเดีย-กูเกิลหรือไม่ โดยจะตรวจย้อนหลัง 15,000 ผลงาน ถ้าเจอมี
การลอกจริง ถอนใบปริญญาแน่ ส่วนพวกใช้บริการมือปืนรับจ้างทําผลงานต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วย
กวดขัน เริ่มใช้ปริญญาโท-ปริญญาเอกปีการศึกษานี้ ส่วนปริญญาตรีเริ่มปีการศึกษาหน้า และยังเปิด CU E-
THESIS ทําวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ต้องทําเป็นเล่ม ลดค่าใช้จ่าย
ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวเรื่อง ‚จุฬาฯ กับมาตรการในการป้องกันการลักลอกผลงาน
วิชาการ‛ โดยได้พัฒนาระบบการเขียนวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ (CU E-THESIS) และโปรแกรมอักขรา
วิสุทธิ์ โดย ผศ.ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ รองอธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก ทํา
ให้การลอกผลงานง่ายขึ้นเพียงแค่คลิก COPY-PASTE ถือว่าง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ขณะที่จุฬาฯ ก็พัฒนา
เครื่องมือมาตรวจสอบ เพื่อป้องกันการลอกผลงานวิชาการ ทั้งนี้ การลอกผลงานวิชาการปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่
หลังระดับปริญญาตรี ขณะที่ปริญญาตรีขณะนี้ก็มีปัญหานี้ไม่น้อย ส่วนใหญ่มีปัญหาไปคัดลอกข้อมูลมาจาก
Wikipedia ฉะนั้นในอนาคตจุฬาฯ ก็จะพัฒนาเครื่องมือมาตรวจสอบสารนิพนธ์ด้วย ตั้งเป้าจะเริ่มตั้งแต่ปี
การศึกษา 2557 อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวได้เริ่มดําเนินการในปีการศึกษา 2556 นี้ มีผลทันทีกับนิสิต
ปัจจุบัน รวมถึงการย้อนไปตรวจสอบวิทยานิพนธ์เก่าๆ ตั้งแต่ปี 2548 ที่เป็นรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์
จํานวน 15,000 ผลงานด้วย ซึ่งหากตรวจย้อนหลังแล้วพบว่ามีการคัดลอกมา ทางมหาวิทยาลัยก็จะขอเรียกคืน
ใบปริญญา
รศ.อมร เพชรสม คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยจุฬาฯ กล่าวถึงระบบ CU E-THESIS และโปรแกรมอักขรา
วิสุทธิ์ ว่า ระบบ CU E-THESIS ถือเป็นการทําวิทยานิพนธ์รูปแบบใหม่ จากเดิมที่ทําเป็นเล่มให้เปลี่ยนทํา
เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีข้อดีหลายเรื่องกว่าการทําเป็นเล่ม เช่น ระบบมีรูปแบบการทําวิทยานิพนธ์
ที่ถูกต้อง นิสิตและอาจารย์จะไม่ต้องกังวลเรื่องรูปแบบการทําวิทยานิพนธ์เหมือนที่ผ่านมา ขณะที่อาจารย์ที่
ปรึกษาสามารถดูร่างวิทยานิพนธ์ได้ตลอดผ่านระบบ ทําให้สามารถติดตามงานเขียนนิสิต ส่งงานเขียน และ
ให้ปรับปรุงได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ขณะเดียวนิสิตก็จะทราบผ่านระบบว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเข้ามาตรวจเช็ก
66
ร่างวิทยานิพนธ์บ้างหรือไม่ เวลาใด กี่ครั้ง
คณบดีฯ กล่าวอีกว่า ส่วนโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ก็ทํางานควบคู่กันไป ทําหน้าที่ตรวจสอบการลักลอก
ผลงาน ตรวจสอบจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ฐานข้อมูลของจุฬาฯ สารนิพนธ์จุฬาฯ CU e-Book Wikipedia
โดยเวอร์ชั่นนี้ยังเป็นการตรวจสอบตรงแบบประโยคต่อประโยคอยู่ จากนั้นจะแจ้งผลประโยคที่เหมือนกัน
เป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วแจ้งว่านําประโยคดังกล่าวมาจากแหล่งข้อมูลใด ซึ่งเป็นการป้องกันการลอกผลงานทาง
วิชาการกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีโปรแกรม Turnitin ของต่างประเทศทําหน้าที่ตรวจสอบการคัดลอกวิทยานิพนธ์ที่
เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่เนื่องจากใช้ไม่ดีกับภาษาไทย จุฬาฯ จึงพัฒนาโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ขึ้นมา ซึ่ง
ในเวอร์ชั่นต่อไปจะพัฒนาให้สามารถตรวจสอบประโยคที่มีความคล้ายคลึงของเนื้อหากันด้วย ซึ่งตั้งเป้าจะ
เริ่มในปีการศึกษาหน้าต่อไป
‚ถึงแม้โปรแกรมและระบบจะไม่สามารถตรวจสอบการลักลอบผลงานวิชาการได้ 100% แต่อย่างน้อย
ก็ทําให้รู้ว่าเรามีนวัตกรรมการทําวิทยานิพนธ์รูปแบบใหม่ และมีการป้องกันการลักลอกระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จุฬา
ฯ ก็ยินดีหากมหาวิทยาลัยอื่นๆ อยากมาใช้ระบบและโปรแกรมร่วมกัน ซึ่งก็จะเป็นเรื่องดีที่จะทําให้
ฐานข้อมูลกว้างขึ้น เราไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยสามารถติดต่อมาได้ที่บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ อย่างไรก็ตาม คิดว่า
หากจะทําให้ไม่เกิดการลอกผลงานและการรับจ้างทําผลงานวิชาการที่สมบูรณ์ ทั้งนิสิต/นักศึกษาและอาจารย์
ที่ปรึกษาจะเป็นส่วนสําคัญ อย่างอาจารย์ต้องคอยหมั่นตรวจเช็กร่างวิทยานิพนธ์อยู่ตลอด ดูพัฒนาการของลูก
ศิษย์ ซึ่งหากทําไม่เคยผิดเลยก็ถือว่าน่าสงสัย‛ รศ.อมรกล่าว
(cf. http://www.thaipost.net/news/270813/78387)
67
บรรณานุกรม
Alexis de Tocqueville. Democracy in America ; Sidney Hook. The Hero inHistory.Boston:
Beacon, 1955.
Chris Rohmann. A World of Ideas. New York : Ballantine Books, 1999, p.183
James L. Christian. Philosophy, Rinehart Press, 1973.
John Authur. Studying Philosophy : A Guide for the Perplexed. New Jersey : Pearson
PrenticeHall,2004.
John Scott & Gordon Marshall. Oxford Dictionary of Sociology. New York : Oxford, 2005. p.145
Peter A. Angeles. The Harper Collins Dictionary of Philosophy. New York : HarperCollins, 1992.
Peter Watson. Ideas : A History From Fire To Freud. London : Phoenix, 2006.
John Naish, Enough : Breaking free from the world of more. London : Hodder and Stoughton
Ltd., 2008.
Philippe Legrain . Open World : The Truth About Globalisation. London : Time Warner Books
UK, 2003.
Richard Appignanesi and Chris Garratt. Introduction to Postmodernism. Icon Book Ltd., 2007.
Ted. Honderich, ed. The Oxford Guide To Philosophy.OxfordUniversity Press, 2005.
บรรจุคํา เช่น
p. 126 ethics of care. จริยธรรมแห่งการเอาใจใส่ดูแล
p. 17 African philosophy ปรัชญาแอฟริกัน
p. 289 ว่าด้วย falsifiability
p. 296 ว่าด้วย feminist political philosophy.
p. 463 ว่าด้วย justice ความยุติธรรม
ไพโรจน์ อยู่มณเฑียร,ปรัชญาโก้วเล้ง: ชีวิตของผีเสื้อ...ชีวิตของคน ใยมิใช่เป็นเฉกเช่นกัน?,
สํานักพิมพ์สร้อยทอง
ว.วิชรเมธี. นิพพานระหว่างวัน, สํานักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ กรุงเทพมหานคร, พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน
2554.
กองบรรณาธิการสํานักพิมพ์คิดดี. 84 คําสอนของพ่อสิ่งที่ในหลวงมอบให้ปวงชนชาวไทย, สํานักพิมพ์
คิดดี พฤศจิกายน 2554.
68
Academic Ranking of World Universities - 2010
69
70
ศ.พิเศษ ดร.จิรโชค(บรรพต) วีระสย
Professor Jirachoke(Banphot) Virasaya, Ph.D.
1. การศึกษา Education
1. ปริญญาตรีวิทยานิพนธ์ เกียรตินิยม B.A. (Honors thesis in Sociology, University of California, Berkeley) 2)
ปริญญาโท M.A. in Political Science, Berkeley 3) ปริญญาเอก Ph.D., Berkeley, 1968
ได้รับการเชิดชูเกียรติโดยเชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ไพ ซิกมา แอลฟา (Eelected to PI SIGMA
ALPHA, National Political Science Honor Society) U.S.A., 1962. Experiences คือ สมาคมเกียรตินิยม
รัฐศาสตร์ระดับชาติ U.S.A.
2. ประสบการณ์
1. นักเรียนทุนรัฐบาลไทย หลังจากจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สอบได้ที่ 1 ทั่วประเทศ สาขาอักษรศาสตร์
แล้วไปศึกษาต่อ ณ สหรัฐอเมริกา และเป็นหัวหน้านักเรียนทุนรัฐบาลและผู้ที่อยู่ในความดูแลของ ก.พ. ณ UC
Berkeley. Ranked no.1 in country-wide competitive exam and awarded scholarship to pursue B.A., M.A. and
Ph.D. at UC Berkeley.
2. หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2512-2514
3. เลขาธิการศูนย์วิจัยลานนาไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , 2511-2514
4. กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2513-2514 Founding
Committee Member in the establishment of RU.โดยมี ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ เป็นประธานกรรมการ
5. คณบดีผู้ก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์(FoundingDean) มหาวิทยาลัยรามคําแหง, RU, 2516-2520และรักษาการคณบดีอีก
หลายครั้ง (and at times Interim Dean)
6. หัวหน้าภาคผู้จัดตั้ง (Founding Chairman, Sociology-Anthropology Dept.) ภาควิชาสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2514-2520
7. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2530-2532 Vice-Rector, - Academic
8. Academic Deputy Director, Regional Institute of Higher Education (RIHED), Singapore, 1977-1980. รอง
ผู้อํานวยการสถาบันภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนาณ สิงคโปร์
9. Director, University Development Commission(UDC), Ministry of University Affairs (MUA) ผู้อํานวยการ
สํานักงานโครงการพัฒนามหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัย
10. ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา
11. กรรมการบัญญัติศัพท์รัฐศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน
12. กรรมการสมาคมเพื่อนแคลิฟอร์เนีย
13. Hon. Secretary-General, World Fellowship of Buddhist Youth (WFBY). เลขาธิการกิตติมศักดิ์องค์การยุว
พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก(ยพสล), ซึ่งมี ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุลเป็นองค์ประธาน พสล. และ ศ.สัญญา
ธรรมศักดิ์ เป็นประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) คนต่อมา
14. กรรมการบัญญัติศัพท์สังคมวิทยา ราชบัณฑิตยสถาน Royal Institute
71
15. ประธานคณะอนุกรรมการจัดทําหลักวิชาการสังคมวิทยาตามพุทธศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.ระวี ภาวิไล เป็น
ประธานกรรมการจัดทําหลักวิชาการตามแนวพุทธศาสตร์สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
16. กรรมการสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์และรัฐศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย
17. รักษาการในตําแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ (Dean Interim) มหาวิทยาลัยรามคําแหง หลายครั้ง
18. กรรมการสมาคมการกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุ (ประเทศไทย) สกนอท.
19. กรรมการสมาคมสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา
20. กรรมการสมาคมไทย-อเมริกันศึกษา
20. กรรมการสหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาและสันติ
21. ร่วมประชุมทางวิชาการนานาประเทศหลายครั้ง
22. ผู้เขียนบทความทางวิชาการและตําราทั้งสังคมวิทยา,มานุษยวิทยา, รัฐศาสตร์, รัฐประศาสนศาสตร์, ศาสนา
และอื่น ๆ
23. รักษาการผู้อํานวยการโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ (10 สาขาวิชา) มหาวิทยาลัยรามคําแหง
,2547-. Acting Director, Ph.D. Program in Social Sciences.
24. เป็นผู้บรรยายสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งการบรรยาย ณ วิทยาลัยป้องกัน
ราชอาณาจักร(วปอ.) เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513.
25. สนใจและเป็นผู้บรรยายตั้งแต่ระดับปริญญาตรีหรือระดับทั่วๆไปเพราะมุ่งกระจายความรู้สู่ผู้สนใจในด้านต่าง
ๆ เชิงสหวิทยาการในยุคร่วมสมัย สืบสานมรดกทางปัญญา วัฒนธรรม ทั้งจากอารยธรรมตะวันออกและ
ตะวันตก
3. งานทางวิชาการ Academic works มีความหลากหลายทั้ง
3.1ตํารา เช่น สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา, รัฐศาสตร์ทั่วไป, สังคมวิทยาการเมือง และอื่น ๆ
3.2 บทความทางวิชาการ เฉพาะล่าสุดประมาณ 45 รายการ
3.3 การวิจัย ทางสังคมวิทยา สังคมวิทยาการเมืองฯลฯ
3.4 การบรรยาย ณ โอกาสต่างๆกัน รวมทั้งรายการวิทยุและวิทยุโทรทัศน์
4. ความถนัด
4.1 เรื่องราวทางสังคม จิตวิทยาสังคม รัฐศาสตร์และการบริหารโดยทั่วไป
4.2 เรื่องการวิเคราะห์เชิงพุทธในนานาประเด็นและนานาปัญหา เช่น เรื่องการพัฒนา สันติภาพ
5. สถานที่ติดต่อ Contact Address
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง หรือโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ อาคารท่าชัย
มหาวิทยาลัยรามคําแหง 02-312-8483-9 ต่อ, exts.41,36 ; 02-310-8566-67 ; Fax 310-8492, 310-8500, 310-8567
72
เอกสารอื่นๆ ประกอบการบรรยาย
โดย ศ.พิเศษ ดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสย
1. หมายเลข 5 ทรรศนะแม่บทที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อวิทยาการPS 103, 500, 601, 701
2. หมายเลข 8แนวคิดและปรัชญาตะวันออกว่าด้วยสังคมและการเมืองPS 103, 290, 293, 495, 500, 601, 605, 611, 639,
641, SO 477, 483 และอื่น ๆ
3. หมายเลข 9 กระแสแปรเปลี่ยน ปัญหาสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองและจริยธรรมระดับนานาชาติ SO 103,
233, 265, 268, 477, PS 103, 500, 503, 611, 639, 671, 798 และอื่น ๆ (04)
4. หมายเลข 11 อุดมการณ์ ทฤษฎี และปรัชญาทางสังคมและการเมืองPS 103, 190, 290, 500, 503, 601, 605, 611, 639,
641, SO 477, 483 และอื่น ๆ (04)
5. หมายเลข 14สังคมกับการเมืองประชาธิปไตย SO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639 และอื่น ๆ
6. หมายเลข 15 ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาที่ยั่งยืนPS 639, 672, 679
7. หมายเลข 25 สังคมไทยกับการพัฒนา PS 103, 110, SO 103, 477, 483, PS 500, 639, 671, 691, 798 และอื่น ๆ
8. หมายเลข 27 จริยธรรมกับการพัฒนา PS 103, SO 477, PS 639, 671, 691 และอื่น ๆ ราคา 30.- (03)
9. หมายเลข 28 นวสมัยและผ่านเลยโพ้นนวสมัย ทฤษฎีและนานามิติแห่งการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคมการเมือง PS
103, SO 477, PS 500, 503, 601, 639, 672 และอื่น ๆ
10. หมายเลข 29 การสืบต่อยุคอุตสาหกรรมนวสมัยและยุคผ่านเลยนวสมัยSO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639 และอื่น
ๆ
11. หมายเลข 34 การจัดการแบบราชการPS 103, 672
12. หมายเลข 35 มโนทัศน์ อุดมการณ์ ทฤษฎีทางสังคมและการเมือง SO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639 และอื่น ๆ
13. หมายเลข 50 การเมืองกระแสโลกอุดมการณ์ ปรัชญา PS 103, 130, 500, 503, 601 ราคา 40.- (03)
14. หมายเลข 53 แนวพินิจเชิงวัฒนธรรม และวัฒนธรรมทางการเมือง PS 605, 500, 601, 639, 798 และอื่น ๆ
15. หมายเลข 58 สังคมวัฒนธรรมเปลี่ยนและพัฒนานานาประเด็นปัญหาแวดล้อมร่วมสมัย PS 103, 500, 601, 639,
671, 672
16. หมายเลข 62 แนวคิดว่าด้วยโครงสร้างการหน้าที่ประโยชน์” PS 601,
17. หมายเลข 73การมีส่วนร่วมในสังคมการเมือง SO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639
18. หมายเลข 74มุมมองรัฐศาสตร์จากผลงานตะวันตกและตะวันออก
19. หมายเลข 75พรรคการเมืองPS 103, 500, 605, 639, SO 477
20. หมายเลข 79กระแสการแปรเปลี่ยนพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมและเทคโนโลยีPS 103, PA 330,
SO 103, 233, 477, 483, PS 500, 503, 601, 605, 611, 639, และอื่น ๆ
21. หมายเลข 98 การปฏิวัติอุตสาหกรรม และผลกระทบ SO 477, PS 639
22. หมายเลข 100 เปลี่ยนแปลงสู่การพัฒนาและเศรษฐกิจพอเพียง PS 103, 639,691, SO 477 และอื่น ๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จัดพิมพ์โดยศูนย์เอกสารวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง กท. 10240 ติดต่อได้ที่ (02) 310-8483-9 ต่อ 30 ติดต่อศูนย์เอกสารฯ หลังอาคาร
รัฐศาสตร์ (POB)
73
23. หมายเลข 111ทรัพยากรน้ําในนานาบริบท เพื่อการวางนโยบาย PS 103, 672,679
24. หมายเลข 112 การคิดสร้างสรรค์ และจุดหักเหทางวิชาการPS 503, 601, 639
25. หมายเลข113แนวโน้มแห่งการเปลี่ยนแปลงระดับผืนพิภพSO233,477, PS103, 500,503,601,639
26. หมายเลข 114 ปรัชญาสังคมศาสตร์ในเชิงศาสตร์ PS 103, 500, 503, 601, 701
27. หมายเลข 115ศัพทานุกรมและนักคิด ปรัชญาและแนวพินิจรัฐศาสตร์ PS 103, 483, 500, 503, 601, SO 477
28. หมายเลข 125 ความคิด ทฤษฎี ปรัชญาสังคม PS 103, SO 477, PS 483, 500, 601, 639 และอื่นๆ
29. หมายเลข 131การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ PS 103, 500, 503, 672, 798, PA 261, 330, 331,
350, 200
30. หมายเลข 140 สถานการณ์สังคม เศรษฐกิจและการเมืองนานาประเทศ PS 103, 500, 601 ราคา 48.-
31. หมายเลข 144 การพัฒนาและการจัดทรัพยากรมนุษย์ PS 103, 500, 601
32. หมายเลข 146 การเพิ่มศักยภาพองค์การและบุคคลโดย REENGINEERING PS500, 601, 639, 672 และอื่น ๆ
33. หมายเลข 148รัฐกับนโยบายสาธารณะ PS 103, 500, 601, 671, 672
34. หมายเลข 149 ประชาธิปไตย การพัฒนาสิทธิมนุษยชน สตรี เด็ก บทบาทของรัฐเพื่อสิทธิสภาพแวดล้อมในบริบท
โลกาภิวัตน์และองค์การระหว่างประเทศPS 103, 120, SO 103 , 477, PS 500, 601, 605, 611, 639, 671, 679, 798
และอื่น ๆ
35. หมายเลข 153 รัฐ อุดมการณ์ ปรัชญา นโยบาย และการเปลี่ยนแปลงPS 103, SO 477, 483, PS 500, 503, 601, 605,
611, 639, 672 และอื่น ๆ ในสาขา สังคมศาสตร์
36. หมายเลข 171 การเพิ่มศักยภาพองค์การและทรัพยากรบุคคล PS 103,601, 707
37. หมายเลข 172ศัพท์ร่วมสมัย ศัพท์รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และสังคมวิทยา PS 103, 503, 601
38. หมายเลข 174 ปรัชญาเชิงวิทยาการในรัฐศาสตร์PS 103, 500, 601,639, SO477
39. หมายเลข 175 สาธารณรัฐอินเดียPS 103, 130, 456 และอื่น ๆ
40. หมายเลข 177 ประวัติและการเมืองการปกครองของสาธารณรัฐอินเดีย
41. หมายเลข 195 อุดมการณ์ทางการเมืองสังคมกับฟาสซิสม์SO 477, PS 103, 500, 601, 639
42. หมายเลข 200 หลักทางพุทธศาสนากับประชาธิปไตย กรณีความเสมอภาค PS 103,495,500 และอื่นๆ
43. หมายเลข 223 ขอบข่ายรัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม PS 403, SO 477, PS 500, 639, 691 และอื่นๆ
44. หมายเลข 225 สังคมวิทยาการเมืองกับการเปลี่ยนแปลงนานาประการ PS 103, SO 477, PS 500, 601, 605
45. หมายเลข 236 อธิบายสรรสาระ และศัพท์สํานวนรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสังคมศาสตร์ทั่วไป
PS 103, PA 200, 210, 310, PS 500, 672 และอื่น ๆ

20130830 114707ปรัชญาเชิงศาสตร์3

  • 1.
    ปรัชญาเชิงศาสตร์ Philosophy of Science3 มรรคาทางเข้าสู่ความรู้นานาแนวทาง On the Path to Knowledge Different Approaches ศ.พิเศษ ดร.จิรโชค วีระสย Jirachoke Virasaya, Ph.D. (Berkeley) 1. ความทั่วไป 1.1 ความหมาย “ความรู้” ตามพจนานุกรมเวบมสเตอร์ (Webster’s New world Dictionary) 1) be sure of or well informed about.รู้เรื่อง แน่ใจเกี่ยวกับ 2) have perceived or learned.เรียนรู้ 3) have securely in the memory.อยู่ในตู้เซฟแห่งควมทรงจํา 4) to be acquainted or familiar withคุ้นเคยกับ 5) to have understandiny of or skill in as a result of study or experience.เข้าใจ 6) to recognizeนึกขึ้นได้ 7) to distinguihแยกแยะได้ 1.2 ตามพจนานุกรมไทย ศ.พิเศษ ดร. จิรโชค (บรรพต) วีระสยJIRACHOKE VIRASAYA ได้รับทุนรัฐบาลศึกษาจบ ปริญญาตรีทางสังคมวิทยา วิทยานิพนธ์เกียรตินิยม B.A. HONORS THESIS IN SOCIOLOGY, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ นครเบอร์คลีย์UNIVERSITY OF CALIFORNIA (BERKELEY) ; ปริญญาโทM.A. IN POLITICAL SCIENCE (UC, BERKELEY) ; ปริญญาเอกPh. D. UC. BERKELEY ; ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมาคมเกียรตินิยมระดับชาติของ U.S.A. ตั้งแต่ปี 1962 PI SIGMA ALPHA, National Political Science Honor Society, U.S.A., 1962. กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคําแหง (2513-14) Founding Member, Ramkhamhaeng University หัวหน้าภาคผู้ก่อตั้งภาควิชาสังคมวิทยา (Founding Chairman) คณบดีผู้ก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง (Founding Dean), Faculty of Political Science Ramkhamhaeng University, Bangkok, 10240 Tel.02-310-8483-9 ต่อ 41, 36 อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ, อดีตรอง ผอ.สถาบันส่วนภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษา, Former Deputy Director, Regional Institute of Higher Education, (RIHED) Singapore. รก.ผอ.โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์, Acting Director ,Doctoral Program in Social Sciences, (10 สาขาวิชา) อาคาร ท่าชัย มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 02-310-8566-7 ปรับปรุง 22/08/55 ประกอบการบรรยาย 31 สิงหาคม 2556 วิชาขอบเขต สงวนลิขสิทธิ์ Revised 28/08/2556 PC
  • 2.
    2 ประเด็นการเข้าสู่ “ความรู้” นั้นพึงตระหนักว่าเกี่ยวโยงกับการ “รู้” ตามคําอธิบายใน พจนานุกรมบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ระบุว่าหมายถึง “แจ้ง, เข้าใจ, ทราบ” และยกหลาย วลี เช่น 1) รู้กัน 2) รู้การรู้งาน 3) รู้กันอยู่ในที 4) รู้เขา รู้เรา 5) “รู้ความ” 6) “รู้คิด” “รู้อ่าน” 7) รู้คุณ 8) รู้ดีรู้ชั่ว9) รู้ตัวเอง 10) รู้ตื้นลึกหนาบาง 11) รู้เนื้อ รู้ตัว 12) รู้หนเหนือหนใต้ 13) รู้เห็น 14) รู้เห็นเป็นใจ 15) รู้รส 16) รู้มาก เป็นต้น 1.3ศัพท์ที่ใช้ว่าเป็น “ความรู้” หมายถึง 1) สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือ ประสบการณ์ รวมทั้ง ความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ 2) ความเข้าใจหรือสารสนเทศ (information เพิ่มคําแปลภาษาอังกฤษ) ที่ได้รับมาจาก ประสบการณ์ 3) สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยินได้ฟัง การคิดหรือการปฎิบัติ 4) องค์วิชาในแต่ละสาขา เช่นความรู้เรื่องเมืองไทย ความรู้เรื่องสุขภาพ 1.4 อารยธรรมกรีกยุคเอเธนส์รุ่งเรือง ในช่วงต้นของอารยธรรมตะวันตกปราณ 2500 ปีมาแล้วมี กล่าวถึงว่าตั้งแต่เดิมไม่มี ความรู้แบบเปิดเผยคือเป็นเรื่องที่มหาชนทั่วไปเข้าถึง คือรับทราบจนกระทั่งมีผู้พยายามที่ จะได้มาซึ่งความรู้และผลของความอยากรู้อยากเห็นและการเพียรพยายามนั้นกลับ ถูกลงโทษโดยอํานาจเบื้องบน คือปรากฎในตํานานกรีก (mythology) เรื่องหนึ่งซึ่งกล่าวถึงมนุษย์คนแรกที่มี อุตสาหะวิริยะจนกระทั่งเข้าสู่ประตูแห่งความฉลาดคือรู้จักการก่อไฟให้เกิดแสงสว่าง ชื่อ ซิซิฟุส (Sisiphus) และต้องเผชิญกับความลําบากจากการล่วงละเมิดอํานาจสรวงสวรรค์ซึ่ง ผูกขาด การมีความรู้ 1.5ตํานานหรือนิทานปรัมปราดังกล่าวต่อมาแพร่หลายมากจากข้อเขียนที่เดิมเป็นหนังสือภาษา ฝรั่งเศสโดย นักประพันธ์ลือชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล(Nobel Prize) ชื่อ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus)โดยมีชื่อเรื่องว่า ตํานานแห่งซิซิฟุส (“The Myth of Sisiphus”) Albert Camus 1913-1960. Algerian-born French writer. (นักเขียนฝรั่งเศสผู้เกิดใน อัลจีเรีย ซึ่งเคยอยู่ภายใต้ประเทศฝรั่งเศส.A journalist in France, he was active in the Resistance during World War II. His novels, which owe much to existentialism, include
  • 3.
    3 1) L’Etrangerแปลเป็นภาอังกฤษคือThe Outsider(คนนอก)1942 2)La Peste แปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อThe Plague(โรคระบาด) 1948 and 3) L’Homme revolteแปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อThe Rebel (ผู้ทระนงหาญสู้)1952. He was awarded the Nobel Prize for Literature 1957. ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม พ.ศ. 2500 1.6 จาก Wikipedia ความรู้คือความสนิทสนมคุ้นเคยกับบางคนหรือบางสิ่ง รวมทั้งข้อเท็จจริง สารสนเทศ คํา พรรณนา หรือทักษะ ซึ่งได้มาจากประสบการณ์หรือการศึกษา 2. ศัพท์ใกล้เคียง 2.1 ในทางพุทธศาสนาเน้นความรู้ที่เรียกว่า “พุทธปัญญา” 2.2การพัฒนาความรู้ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในทางทฤษฎี(theoretical knowledge) และในทาง นําไปใช้คือวิทยาการประยุกต์(applied knowledge) 2.3ความรู้ ย่อมแตกต่างจาก 1)ทรรศนะ คือ ความเห็น (opinions) 2)ทัศนคติหรือ เจตคติ (attitude) 3) ความเชื่อ (beliefs) และ 4)ศรัทธา(faith) 2.4ในทางพุทธศาสนาได้กล่าวไว้มากในเรื่องนี้ โดยเฉพาะที่ทึกทักว่าเป็นความรู้ อาจเป็น “อวิชชา” (ignorance)ก็ได้ และค่อนข้างบ่อย อาจเรียกเบื้องต้นว่า ข้อมูลผิด (false data , misinformation) 2.5ว่าด้วยความรู้ในทรรศนะของนักปรัชญามีปรากฏใน 1) The Oxford Guide to Philosophy,edited by Ted Honderich. Oxford University Press, 2055. 2) จากพจนานุกรม Collins a) knowing that something is the case. อะไรเป็นอะไร b) knowing some person or place. c) knowing how to do something. (G. Vesey and P.Foulkes. Collins dictionary of Philosophy. London: Collins,
  • 4.
    4 1990, p. 163.) 3.การจัดหมวดหมู่ 3.1สรรพวิทยาการมีการจัดหมวดหมู่ตามแนวองค์การว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(Unesco)องค์การสถาปนาขึ้นในปี 1946 หลังองค์การ สหประชาชาติ 1 ปี แบ่งออกเป็นสามหมวดใหญ่ คือ 1) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ 2) สังคมศาสตร์และ 3) มนุษยศาสตร์ 3.2องค์การนี้มีนักวิชาการไทยเคยไปทํางานที่สํานักงานใหญ่ ณ กรุงปารีส ตั้งแต่ช่วงเปิดใหม่ ๆ ได้แก่ ม.ล.มานิจ ชุมสาย และนักวิชาการสตรีอีกผู้หนึ่ง คือ ดร.จิตเกษม สีบุญเรือง 3.3บรรดาความรู้ที่จัดเป็น ระบบ เรียกว่าวิทยาการ ซึ่งภาษาอังกฤษ คือ‚ discipline‛ ซึ่งอาจ แปลว่า ความมีวินัย มักเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน คือเป็นสหวิทยาการ (interdisciplinary) หรือพหุวิทยาการ (multidisciplinary) 3.4 ความเป็นวิทยาการแห่งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural sciences) เกี่ยวโยงกับ 11 เรื่องดังต่อไปนี้ 1) observation การสังเกต– to notice or perceive something; to pay special attention to. 2) description การพรรณนา 3) definition การให้คํานิยามระบุลักษณะที่สําคัญ 4) classfication การแบ่งหรือจําแนกประเภท 5) measurement การวัดโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น ชั่งน้ําหนัก, ตวงว่ามากน้อยเพียงใด 6) experimentation การทดลอง 7) generalization การขยายแวดวงให้กว้างขวาง ให้ครอบคลุมถึงเรื่องอื่น 8) explanation การให้คําอธิบาย 9) prediction การทํานาย 10) valuation การประเมินผลดีหรือสภาพดี สภาพเสีย 11) control of the world การมีอํานาจเหนือโลกซึ่งแนววิทยาอื่นอาจมุ่งการอยู่ร่วมกับ โลกคือธรรมชาติ 4. สรรพวิทยาการ
  • 5.
    5 4.1สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยในประมาณ242 ประเทศทั่วโลกในยุคร่วมสมัยประมาณ 25,000 แห่งซึ่งได้แก่OxfordUniversity(ออกเสียงAksferd)ในประเทศอังกฤษ 1)มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุด คือOxford อายุ 900 ปีเศษ (ซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์จินตนาการ Harry Potterใช้เป็นฉากแห่งโรงเรียน Hogwartในบางตอน) 2)มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่อันดับที่ 2ได้แก่Cambridge University อายุ800 ปีเศษซึ่ง Isaac Newtonเคยเป็นทั้งนิสิตและอาจารย์ผู้ค้นพบแรงโน้มถ่วง(gravity) 4.2การจัดอันดับมหาวิทยาลัยมัก rank ให้มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด(Harvard)เป็นอันดับ 1 ใน สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยHarvard เกิดก่อน การประกาศอิสรภาพ(The Declaration of Independence) ในปี ค.ศ.1776 ฮาร์วาร์ดเริ่มเปิดการสอนตั้งแต่ ค.ศ. 1639 เกือบ 400 ปีมาแล้วในยุคที่ยังอยู่ภายใต้ อังกฤษในฐานะเป็นอาณานิคม 4.3รายชื่อรายวิชาหรือกระบวนวิชา (course) ของสถาบันระดับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีนับเป็น พัน คือสูงสุดอาจถึง 5,000 รายวิชาต่าง ๆ กัน 1. ของมหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งถือกําเนิดในปี พ.ศ. 2514 เมื่อเริ่มเปิดสอน2 สิงหาคม 2514 ประมาณเพียง 60 กระบวนวิชา ในปี พ.ศ.2555-56 มีใน course catalog เกินกว่า 1,600 กระบวนวิชา 2. สถาบันเก่าแก่ เช่น มหิดล และจุฬาลงกรณ์ มีสาขาวิทยาการและกระบวนวิชาเป็น จํานวนมาก กรณีมหิดลมีตัวอย่าง คือ ในวิทยาลัยดุริยางคศาสตร์ และในวิทยาลัยศาสนศึกษา ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหน่วยงานชื่อธรรมสถาน ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภา วิไล เป็นผู้อํานวยการมาแต่เริ่มต้นเป็นเวลาติดต่อกันถึงประมาณ 25 ปีปัจจุบันมีอายุ 87ปี และดํารงตําแหน่งในสังกัดจุฬาลงกรณ์โดยเป็นศาสนาจารย์เป็นเสมือนเมธีคือปราชญ์ด้าน ศาสนาและเปลี่ยนจากตําแหน่งฝ่ายบริหาร 4.4การเน้นการเรียนรู้เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ในสังคมมีตัวอย่างในศัพท์ต่างๆ ดังนี้ เช่น 1) Learning society สังคมที่มีการเรียนรู้อยู่เสมอ 2) Learning organizationองค์การที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทั้งเป็นไปเพื่อ “a culture of inprovement and enhancement.”
  • 6.
    6 (Collins Internet LinkedDictionary of Sociology.Edited by David Jary and Julia Jary. Harper and Collins, 2005, p. 343) 5. ความรู้กับประสาทสัมผัส 5.1การเข้าถึงความรู้นั้นย่อมอาศัยประสาทสัมผัส(senses)5 อย่างคือ เห็นด้วยตา ฟังด้วยหู เป็นต้น 5.2ส่วนความรู้นอกเหนือจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรียกว่าสัมผัสที่ 6(sixth sense)ซึ่งมี ภาพยนตร์ชื่อเรื่องนี้ (Sixth Sense) ด้วยแสดงนําโดย Bruce Willis แนวคิด “ความรู้คู่ประสาทสัมผัส”ได้มีอิทธิพลครอบงําอยู่เป็นระยะเวลานาน เป็น แนวคิดเชิงประจักษ์วาท(empiricism)ซึ่งพจนานุกรมเวบสเตอร์ (Webster’s New World Dictionary3 rd ed.)ได้ระบุว่าเป็นทฤษฎีที่ว่าประสบการณ์จากประสาทสัมผัสเป็นแหล่งที่มา แห่งความรู้แหล่งเดียวเท่านั้น (the theory that sense experience is the only source of knowledge). 5.3แนวประจักษ์วาทคือวาความรู้ได้มาจากอย่างน้อย 2 วิธีการ ได้แก่ 1) จากการสังเกต(observation)ของบุคคลซึ่งย่อมหมายถึงการวัดด้วยเครื่องมือหรือ มาตรต่าง ๆ 2) จากการทดลอง (experiment) 5.4นักคิดชาว ฝรั่งเศสระดับกูรู(Guru)ชื่อ ออกุสต์ ก๊องต์ (August Comte)ซึ่งมีชื่อเสียง ต่อมา ในฐานะที่ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาผู้ก่อกําเนิดสังคมวิทยา”ได้ก้าวไปเกินกว่านั้น ค๊อง หรือ ก๊อง (แล้วแต่จะออกเสียง) ได้ตั้งทฤษฎีที่เรียกว่า“ปฏิฐานนิยม” (Positivism)โดยเห็นข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ สังเกต ได้หรือรับทราบได้จาก ประสาท สัมผัส และปฏิเสธการคาดเดา(speculate) 5.5การเรียนรู้ตามครรลองหรือในวงกรอบหรือแนวทางแห่ง ปฏิฐานนิยมมีบทบาทมากทั้ง ในทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ทางสังคม ได้รับอิทธิพลมาจากนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ประมาณ 3 ศตวรรษมาแล้วชื่อไอแซค นิวตัน (IsaacNewton,1642-1726) 5.6ไอแซค นิวตันมีอิทธิพลต่อการยึดแนวคิดแบบแยกส่วน หรือลดทอน (reductionism)ซึ่งเป็น ความคิดแม่บทหรือกระบวนทัศน์ (paradigm)ที่ยึดถือกันมายาวนาน ต่อมาที่ได้รับการท้าท้ายอย่างชัดแจ้งจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ (relativity) อันเป็น
  • 7.
    7 ผลงานของแอลเบิร์ต ไอสไตน์(Albert Einstein,1879-1955) 6. ความรู้พื้นฐาน 6.1 ศัพท์ปรัชญาที่ใช้ในภาษาไทย มักยึดแนวความหมายแห่งศัพท์ Philosophy ซึ่งมีรากศัพท์ มาจากภาษากรีกPhilosฟิล-ลอส ซึ่งแปลว่า ความรัก หรือ เพื่อน กับ sophos—โซ-ฟอส ซึ่ง แปลว่า ความฉลาด ศัพท์ Philosophyจึงเท่ากับการรักหรือการเป็นสหายกับความฉลาด รอบรู้ (G. Vesey and P. Foulkes.Collins Dictionary of Philosophy. London : Collins, 1990.) 6.2 ปรัชญาเป็นแขนงวิทยาการ (discipline) ที่แสวงหาความจริงW.T.Jonesเขียนไว้ว่า เป็นการ แสวงหาเป็นนิรันดร การแสวงหาซึ่งย่อมไม่ประสบผลสําเร็จ (Philosophy is the eternal search fortruth, a search which inevitably fails and yet not defeated) 6.3เจมส์ คริสเตียน ระบุว่า ปรัชญา เป็น “ศิลปะแห่งวิสัยทึ่ง”หรือ “ศิลปแห่งการมีความ พิศวง” (art of wondering) ซึ่งเกี่ยวกับ การอยากรู้ (curiosity) (James L. Christian. Philosophy, Rinehart Press, 1973.) 1) วิสัยทึ่ง เป็นหนึ่งในหลายวลี คิดขึ้นโดย จิรโชค วีระสย โดยให้สืบต่อจาก 2)‚วิสัยทัศน์‛ 3)“วิสัยทา” (ลงมือปฏิบัติการ) 4) “วิสัยทน” (ขันติ อดทน) 5) “วิสัยทาง” (หลายทางเลือก) 6) “วิสัยแท้”(คุณธรรม จิตวิญญาณ) และ 7) “วิสัยทัน” (ไม่ล่าช้า, ทันเวลา, ทันเหตุการณ์) 6.4 เนื้อหาสาระของปรัชญามีขอบข่ายกว้างขวางเพราะสืบสานมรดกทางปัญญา แบบรวม ๆ กัน มีการแบ่งศาสตร์ออกเป็น 1)“ศาสตร์อ่อน”หรือศาสตร์ประณีต (softsciences)อัน ได้แก่ มนุษยศาสตร์, สังคมศาสตร์, และศิลปะ (fine arts) และ 2) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือ“ศาสตร์แข็ง” (hard sciences)อันได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ST) 7.ทรรศนะอื่น ๆ ว่าด้วยปรัชญา 7.1นักปรัชญาช่วงกลางศตวรรษที่20 ชื่อ วิลล์ ดิวรั้น(Will Durant)กล่าวว่าปรัชญาเริ่มต้นเมื่อ เรียนรู้ที่จะตั้งข้อสงสัยโดยเฉพาะกังขาความเชื่อที่เคยชื่นชม (Philosophy begins when one
  • 8.
    8 learns to doubtparticularlyto doubt one s cherished beliefs one s dogmas and one s axioms.) (Christian, p.120.) 7.2Mel Thompsonในหนังสือ Philosophy. Chicago:NTC Publishing Group,1995. กล่าวว่า Thephilosophy of science(ปรัชญาแห่งศาสตร์) ตรวจสอบวิธีการต่าง ๆ ที่ใช้โดย วิทยาศาสตร์ธรรมชาติวิธีการต่าง ๆ ซึ่งสมมติฐานและกฎหมายต่าง ๆ ถูกกําหนดจาก หลักฐานต่าง ๆ (examines the methodsused by science, the ways in which hypotheses and laws are formulated from evidence, and thegrounds on which scientific claims about the world may be justified.) 1)ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามของกันและกัน (Philosophy and science are not in principleopposed to one another but are in many ways parallel operations, for both seek to understandthe nature of the world and its structures.) 2)ปรัชญามักพยายามเกี่ยวข้องกับกระบวนการ คือ ขั้นตอนกําหนดหลักการต่างๆ (Whereas the individual sciences do so by gathering data from within their particular spheres andformulating general theories for understanding them, philosophy tends to concern itself withthe process of formulating principles and establishing how they relate together into an overall view.) 7.3อ้างอิงเพิ่มเติม 1) Eliot Deutsch and Ron Bontekoe, ed. A Companion to World Philosophers. Blackwell, 1999.หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ อย่างกว้างขวางในประมาณ 600 หน้า เฉพาะบทที่1 เกี่ยวโยงกับปรัชญานานาอารยธรรมคือ 1) Chinese 2) Indian 3) African 4) Buddhist 5) Islamic 2) Brooke N. Moore and Kenneth Bruder. Philosophy: The Power of Ideas. 5th ed. Boston: Mc Graw-Hill, 2002. มีสาระสําคัญ เช่น การขยายขอบข่ายแห่งความหมาย
  • 9.
    9 ปรัชญาให้เป็นเรื่องที่คนสนใจได้ระดับโลกในหัวข้อ Philosophy: AWorldwide Search for Wisdom and Understandingและกล่าวถึงผลงานสตรีในปรัชญาเช่น Mary E. Waithe.A History of Women Philosophery. 3) S.E.Frost, Jr. Basic Teachings of the Great Philosophers. New York: Donbleday, 1962. 8. เกี่ยวโยงกับญาณวิทยา หรือทฤษฎีแห่งการเรียนรู้ 8.1ปรัชญาแห่งศาสตร์ เกี่ยวโยงกับ“ญาณวิทยา”(Epistemology)เอป-ปิส-เต็ม-มอล-โล-ยีซึ่ง ตามหนังสือบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน(Royal Institute) ระบุว่า หมายถึง “ปรัชญาที่เข้าถึงที่ว่าด้วยบ่อเกิดลักษณะหน้าที่ ประเภท ระเบียบ วิธี และความ สมเหตุสมผล” (rationalจิรโชค แปล)บางทีใช้คําว่า “theory of knowledge”ทฤษฎีแห่ง ความรู้ 8.2การศึกษา “แนวการศึกษา”หรือ “วิธีการศึกษา” (approach)มีต่าง ๆ เช่น เชิงประวัติศาสตร์ เชิงภูมิศาสตร์ เชิงนิเวศวิทยา เชิงสังคมวิทยา เชิงจิตวิทยา เชิงเศรษฐศาสตร์ เชิง ศึกษาศาสตร์ เชิงบริหารธุรกิจ เชิงรัฐศาสตร์ เชิงนิติศาสตร์ ที่แพร่หลาย และเป็นที่คุ้นเคย ในยุคร่วมสมัยและรวมทั้งแนวศาสนาต่าง ๆ 9. ปรัชญากับปรัชญาแห่งวิทยาศาสตร์ 9.1ว่าด้วย “ศาสตร์”หรือวิทยาการ (science) ต่างๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะวิทยาศาสตร์) คือ 1) วิธีการและความรู้ที่เป็นระบบ 2) เป็นเหตุเป็นผลหรือสมเหตุสมผล 3) เป็นวัตถุวิสัย หรือสภาวะวิสัย (objective) 9.2เพื่อที่เข้าถึงซึ่งความรู้ อันอยู่ในขอบข่ายของวิชาการชื่อ ญาณวิทยา (epistemology) ซึ่งเป็น สาขาหนึ่งของวิชา “ปรัชญาทั่วไป” 10. ปรัชญาทั่วไป ประกอบด้วย 3 สาขาหลัก คือ 10.1อภิปรัชญา (เม็ตตาฟิสิกส์ —metaphysics) or หรือ ออน-ตอล-โลยี่ ontology เกี่ยวกับ appearance and reality ภาพที่ปรากฏและความเป็นจริง, existence of God การสถิติอยู่ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า, soul, angels, whether abstract objects have an existence independent of human thinking (Earle, p.16.)
  • 10.
    10 10.2 ญาณวิทยา (Epistemology) 10.3คุณวิทยา (axiologyแอกซิออลโลยี่) ซึ่งว่าด้วยเกณฑ์ ก. ทาง“จริยธรรม”และเกณฑ์ ข. แห่ง“ความงาม”และ ค. “ความไพเราะ” (สุนทรียะ) 11. “Epistemology” (ญาณวิทยา) หรือทฤษฎีแห่งความรู้ 11.1 ญาณวิทยา (บางครั้งเรียกว่าทฤษฎีแห่งความรู้) มีการกําหนดนิยามด้วยวิธีการตั้งคําถาม สําคัญ 1)อะไรคือความรู้ 2)การหาความรู้ (เพิ่มเติม) ด้วยวิธีการอย่างไร รวมทั้งนฤมิตกรรมทางปัญญา (creativity) 11.2 มีการวิเคราะห์มโนทัศน์(concepts)ต่างๆ เช่น 1) belief(ความเชื่อ) 2)truth(ความเป็นจริง) and 3)justification(การหาทางยืนยันว่าถูกต้อง) a. How can I be sure that my beliefs are true? I know that people sometimes believe things without good reasons, without real evidence. What, then, should count as good reasons, orreal evidence, for various kinds of beliefs? b. How do I know I have good reasons, or evidence, for my beliefs? (Cf. William J.Earle. Introduction to Philosophy. McGraw-Hill, 1992,p.15.) 12.พจนานุกรม Oxford Dictionary of Sociology (John Scott & Gordon Marshall. Oxford Dictionaryof Sociology. New York: Oxford, 2005. p.145) อธิบายว่า ทฤษฎีแห่งความรู้ โดยทั่วไปมี 2 สํานักคิดใหญ่ ๆ ได้แก่ 1) สํานักเชิงตรรกะหรือเชิงสมเหตุสมผล (rationalism) และ 2) สํานักประจักษวาท (empiricism) 12.1ทั้งสองแนวคิดเกิดขึ้นในช่วงแห่งการปฏิวัติทางด้านวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 17 โดยที่ ต่างสนใจที่จะหารากฐานที่มั่นคงแห่งความรู้ โดยให้แยกแยะออกจากสิ่งที่เรียกว่า 1)อคติ
  • 11.
    11 2) ความเชื่อ หรือ 3)ความเห็น ก.แนวเหตุผลนิยม(rationalism) มีผลงานที่สําคัญ คือ ของ ReneDescartes(เรอเน่ เด- การ์ต) ซึ่งใช้ตรรกะ (logic) และคณิตศาสตร์ ทั้งนี้ เดคาร์ตส์ ถือว่าความรู้ทั้งหลาย เกิดขึ้นจากกฎที่ไม่มีการเถียงได้(axioms)และเขาได้กล่าวว่าที่มนุษย์เราเป็นอะไรได้ นั้นขึ้นอยู่กับความคิด ดังประโยคที่ว่า“I think,therefore I am” ข.แนวประจักษวาท ซึ่งผลงานที่สําคัญ ได้แก่โดย John Lockeผู้ถือว่าประสบการณ์จาก ประสาทสัมผัส (sense-experience)เป็นรากฐานแห่งความรู้ที่ไม่มีทางผิดพลาด นัก คิดแนวประจักษวาทถือว่าเมื่อมีความรู้ที่มาก่อนจิตมนุษย์ (human mind) เพราะว่า เมื่อเกิดมานั้นมีลักษณะที่เป็นกระดาษเปล่า (tabula rasa - - blank sheet of paper) 12.2 ข้อถกเถียงระหว่าง 2 แนว ไม่มีที่สิ้นสุดและได้เกิดแนวคิดที่เรียกว่าแนวหลังคตินิยม โครงสร้าง(posts-tructuralists)ซึ่งเน้นความสําคัญของภาษาโดยนักคิดหลังคตินิยม โครงสร้าง(post-structuralists)หลีกหนีจากทั้ง 2 ทฤษฎีแห่งความรู้โดยเน้นว่าไม่มี ทางเข้าถึง ความเป็นจริง หรือความแท้ (reality) โดยตรงหรือโดยไม่ผ่าน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (unmediatedaccess) ดังนั้น จึงเสนอว่าการเข้าถึงความรู้โดย การเรียงลําดับการแสดงออกทางภาษา (conceptual orlinguistic ordering) กล่าวคือ มนุษย์ไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกภาษา หรือออกนอก “ถ้อยความคิด” (ศัพท์ของผู้เขียน จิรโชค วีระสย) หรือที่บางท่านแปลว่า วาทกรรม (discourse)ที่จะตรวจสอบว่าถ้อยความคิดหรือวาทกรรมดังกล่าวสอดคลอง กับความเป็นจริงหรือไม่ ทรรศนะเช่นว่านี้เรียกว่าทฤษฎีแห่งความรู้แนวคลาสสิค กล่าวคือเท่ากับปฏิเสธ การที่รู้อะไรนอกเหนือจากวาทกรรม 12.3 วาทกรรมเป็นการใช้ภาษา นอกเหนือจากการศึกษารูปของประโยคหรือการพูด แต่โยง ถึงบริบท (context) ที่เกี่ยวของกับความสัมพันธ์ทางสังคมหรือตัวองค์รวม คือ สังคม ระดับชาติ ดังนั้นจึงถือว่าการวิเคราะห์วาทกรรม ครอบคลุมเรื่องของการพูด และ ปฏิสัมพันธ์ (interaction) ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาเอกสาร หรือบันทึกไว้จึงโยงเกี่ยวกับ นานาศาสตร์ ทั้งจิตวิทยา สังคมวิทยาและอื่น ๆ
  • 12.
    12 13.มรรคาแห่งความรู้ (Path ofKnowledge) 13.1มนุษย์มีทายะสมบัติ คือมรดกทางชีววิทยา (heredity) ที่ปรากฏชัดเช่น 1สมอง2 มือ 2 ตา2 หู 1 ปากและสองเท้าที่ก้าวไกล 13.2 สมอง มี 2 ส่วน คือ ซ้ายและขวา 1)ซีกซ้ายเป็นเรื่องของการจดจํา เป็นเรื่องของสิ่งที่ทําซ้ํา ๆกันเป็นปกติวิสัย 2)สมอง ซีกขวา เป็นการคิดสิงใหม่ ๆ (inventive) นวัตกรรม (innovation) มักโยง เกี่ยวกับอารมณ์หรือ ความรู้สึก (affective) ดังที่ช่วงท้ายแห่งศตวรรษที่ 20 เรียกว่า ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ - - Emotion Quotient) มันสมองทั้งสองซีกสําคัญรวมกันเพราะซีกซ้ายช่วยให้มีการสะสมมรดกแห่งการ เรียนรู้ สมองซีกขวาพัฒนาตอไปซึ่งเกิด ทางเลือกต่างๆ (alternatives) เช่น กรณีของ Bill Gatesและผู้คนพบสิ่งใหม่ๆ นานาสาขาวิทยาการ รวมทั้งบรรดาผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ เช่น รางวัลโนเบล NobelPrizeและอื่นๆ 13.3ทางของความรู้ คือ ประสาทสัมผัส (senses) ต่างๆ โดยเฉพาะจากนัยตา เช่น จากการอ่าน และจากหู จากการฟัง การแสวงหาความรู้ถือว่าเป็นภาระกิจที่สําคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์และในทาง พุทธศาสนา ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ลักษณะที่สําคัญ คือการมี 1) ศีล 2) สมาธิ 3) ปัญญา (wisdom) และใน หลักธรรม ที่มีองค์ 8 (มรรค 8) ระบุว่าการมีความเห็นหรือความคิดที่ ถูกต้องสําคัญ อย่างยิ่งซึ่งเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ 13.4ปราชญ์กรีกเมื่อ 2400 ปี เศษมาแล้ว คือ Socrates (ซอคระติส,โสกราติส อาจแปลงเป็น ไทยว่าศักรดิษฐ์) ถือว่าความรู้ กับความถูกต้อง(rightness) หรือคุณธรรม (virtues) เป็น สิ่งเดียวกัน (Virtue is knowledge) 1) ความรู้เป็น เป้าหมาย(goal) และพึงเข้าใจว่าความรู้ที่แท้จริงเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะบรรลุ ได้ไม่ว่าในทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์หรือในเรื่องศาสนา 2) ตัวอย่างคือ ความรู้เกี่ยวกับ กําเนิด ของมนุษย์ (human origins) ตั้งแต่บรรพกาลหรือ เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บกล่าวคือมี วิวัฒนาการ (evolution) และมี ทฤษฎีหรือ สมมุติฐานที่แตกต่างกันและอาจผิดพลาด คือรู้พลั้งได้ 14.การแสวงหาความรู้ (search of knowledge ) 14.1เปรียบเสมือนกับ การเดินทาง (journey) ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดในประเทศที่เจริญแล้วหรือใน
  • 13.
    13 อารยธรรมที่สําคัญร่วมมีการค้นแสวงหา (search) และค้นคว้าเพิ่มใหม่ๆซ้ําแล้วซ้ําอีก (re-search) โดยการมีการกระทําสืบเนื่องต่อจากบิดามายังบุตร หรือจากอาจารย์ รุ่นต่างๆ กัน ดังปรากฏในประวัติศาสตร์แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ (scientific discoveries) 14.2หากพิจารณาในเชิงสังคมศาสตร์การเรียนรู้เกิดจากการได้รับการบ่มเพาะ (socialized) จากรอบตัวบุคคล ตั้งแต่เด็กทารกจนเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งใช้อักษร 7 ตัว เพื่อจําง่าย คือ 1) บ (บ้าน) 2)ว (วัด) 3)ว (เวิ้งหรือละแวกที่อาศัย) 4) ว (แวดวง) กลุ่มเดียวกัน เป็นผู้อยู่ในอาชีพเดียวกัน หรือในความสนใจ เช่น ฟุตบอล อย่างเดียวกัน และ 5)ร (โรงเรียน)หรือสถาบันการเรียนรู้ 6) ร(ระบบ) คือระบบสังคมและระบบของสถานที่ซึ่งที่ตนเองทํางาน โดยถือว่าวัดหมายถึงศาสนธรรมหรือศาสนสถานต่างๆไม่ว่าทางศาสนาใด พิจารณาในการค้นคว้าที่ลึกซึ้งมีวิธีการต่างๆนอกเหนือจากมโนกรรม คือ คิดคํานึง และมีการเพิ่มพูนจากนานาประสบการณ์ 7) ร (ราชการ) 15. การอธิบายหลักธรรมในพุทธศาสนา 15.1วิธีการมี 2 แนว ได้แก่ 1) ธรรมาธิษฐาน คือ การอธิบายหรือสอนโดย ทางทฤษฎี โดยคําพูดที่เป็นใช้นามธรรม (abstract) เช่น สอนว่าทําดีได้ดีทําชั่วได้ชั่ว จงอย่าทําบาป ธรรมาธิษฐานเป็นการอธิบายหลัก การมิได้มีการปรุงแต่งให้ดูสนุกสนานหรือ เห็นจริงเห็นจังอย่างเช่นในวิธีการปุคคลาธิษฐาน 2) อธิบายแบบปุคคลาธิษฐาน คือ การอธิบายหรือสอนโดยยกตัวอย่างบุคคลหรือเป็น รูปธรรมซึ่งอาจเกินความเป็นจริงก็ได้ 15.2ตัวอย่างคือ การยกชาดก มาเพื่อช่วยเสริมคําอธิบาย ชาดกเป็นเพียงอุทาหรณ์มิใช่เรื่องจริง ที่เกิดขึ้นเสมอไปปุคคลาธิษฐาน เป็นการอธิบายให้เห็นภาพแห่งผลของการทําดีและทํา ชั่ว การได้ไปสวรรค์และนรก วิธีการนี้เหมาะสําหรับคนทั่วไป คือ ชนประเภทบัวปริ่ม
  • 14.
    14 น้ําหรือเวไนยนิกร (ผู้สามารถได้รับการสอนได้ คือเรียนได้คือ เรียนได้) ธรรมดา ๆ 15.3 ความหมายตามพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม เริ่มต้นที่ศัพท์ “เทศนา2”( การแสดงธรรม, การชี้แจงแสดงความ - preaching; exposition) 1)ปุคคลาธิษฐาน เทศนา (เทศนามีบุคคลเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างคน, แสดงโดยยกคนขึ้นอ้าง , ยกคนเป็นหลักฐานในการอธิบาย - exposition in terms of persons) 2)ธรรมาธิษฐาน เทศนา (เทศนามีธรรมเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างธรรม, แสดงโดยยกหลัก หรือตัวสภาวะขึ้นอ้าง - exposition in terms of ideas) เทศนา 2 นี้ สรุปมาจากเทศนา 4 ในคัมภีร์ที่อ้างไว้ (พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism).มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538.) 16.กระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) 16.1กระบวนการเชิงลําดับขั้นอาจพิจารณาได้ตามสํานวนของผู้เขียน(จิรโชค วีระสย) ดังนี้ 1) รู้จํา (Commit to memory) การมีความจําที่แม่นยําและถูกตรงนานพอสมควรย่อม ประหยัดเวลาในการรับข้อความหรือความรู้ใหม่อยู่เสมอ มิฉะนั้นจะต้องมีการ “เรียน ใหม่” (relearning) กล่าวกันว่า ซีกสมอง (hemisphere) ที่บันทึกความจํา คือ ด้านซ้าย 2) รู้จด (Jot down) เป็นการช่วยความทรงจํา เช่น โดยชวเลขเขียนหรือบันทึกลงใน Computer 3) รู้จับจุด (ประเด็นหลัก, key, theme, key is) มีคํากล่าวเกี่ยวกับ ‚น้ําท่วมทุ่ง‛ หรือ “การ ขี่ม้ารอบค่าย” (beat around the bush) 4) รู้เจาะจง (specific) รู้เฉพาะเรื่อง เช้น แพทย์เฉพาะทาง 5) รู้แจกแจง (วิเคราะห์),analysis รู้การแยกแยะ 6) รู้เจนจัด (experienced) คือ มีความคล่องแคล่วเพราะผ่านการฝึกฝนทดสอบภาคปฏิบัติ มาเป็นเวลาช้านานไม่ใช่ประเภท NATO--NO Action Talk Only แปลตรงตัว คือบ่งชี้ ความเป็นผู้เก่งแต่พูด ไม่เอาไหนทางการใช้ประโยชน์ 16.2ลําดับแรกคือรู้จากย่อมสําคัญกว่าอย่างอื่น เพราะหากต้องเรียนใหม่ทุกครั้งย่อมไม่ สามารถทําให้อยู่รอดได้ ความจําได้มากบ้างน้อยบ้างย่อมช่วยให้ดํารงชีพอยู่ได้ ทั้งนี้มีการค้นพบว่การได้รับ สารอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมตอนเป็นทารกและถึงช่วงอายุ 6 ขวบสําคัญที่สุด เช่นการ
  • 15.
    15 ได้รับ sea salt(เกลือทะเล) 17.วงกรอบแห่งการแสวงหาความรู้ (in search of knowledge) 17.1 นานาวิชาการ 1) วิชาการ(Academic)มักถือว่าเป็นเรื่องประเภทมุ่งประโยชน์ทางวิทยาการเท่านั้น (Knowledge for knowledge’s sake) 2) วิชาชีพ (Occupational, professional skills)ระดับมีมาตรฐาน คือมีสมาคมวิชาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ทนายความ ผู้รับเหมา 3) วิชาชื่นชอบ (Personal interest) ไม่ได้เรียนฝึกฝนโดยตรงอย่างเป็นทางการ แต่สนใจ ใส่ ใจ ฝึกฝนและนําไปใช้เอง ปกติเป็นศิลปะ ด้านต่าง ๆ รวมทั้งการกีฬาการนันทนาการ (recreation) สําหรับ Maslow อยู่ในแรงจูงใจลําดับสูงกว่าขั้นที่ 5 คือ เข้าสู่ความเป็น สุนทรียะ (aesthetics) 4) วิชาเชิงชีวิต(Art of living) a) IQ แต่มีความฉลาดทางอารมณ์ EQ(Emotional Quotient) หมายถึงการีความเห็นใจ ผู้อื่น (empathy) b) AQ (Adversity Quotient ) ลักษณะจิตที่ทรหด อดทน เผชิญกับอุปสรรค 5) วิชาช่วยชุมชนคํานึงถึงประชาคมที่ใกล้เคียงและไกลด้วย กรณีบริษัท ซึ่งเดิมเน้นกําไร เริ่มเปลี่ยนสู่การทําหน้าที่ต่อส่วนรวมที่เรียกว่า “ความรับผิดทางบรรษัทต่อสังคม”Corporate Social Responsibility (CSR)และ“ลัทธิ นายทุนที่มีเมตตาธรรม”(Compassionate Capitalism) 17.2การมองรอบด้านและสู่อนาคต ก.พึงตระหนักว่า การมองรอบๆ คือการคํานึงถึง บริบท (context)คือ นานาสภาพแวดล้อม เป็นการพิจารณาสภาพการณ์ที่เป็นอยู่และคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ข.การมองไปข้างหน้านั้นพึงคิดถึงทั้งระยะทาง (เทศะ) และกาละเวลา ระยะทาง คือ คํานึงถึงlocal, regional, nationalและ globalสําหรับระยะเวลา (temporal frame)อยู่ ได้แก่ 1) วิ -ไกล (วิสัยทัศน์ -ระยะไกล,long-range) ซึ่งในยุคร่วมสมัยอาจแม้เพียง 7-8 ปี 2) วิ -กลาง (middle - range) เช่น 3-4 ปี 3) วิ -ใกล้ (proximate-near) อาจเป็นช่วงเวลา 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น
  • 16.
    16 18. มโนทัศน์ “สหวิทยาการ”(Interdisciplinary) 18.1หมายถึงชุมทาง(junction) แหล่งรวมจุดหรือเครือข่าย (network)เกี่ยวโยงของนานา สาขาวิชาวิทยาการ (discipline)ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดย่อมเป็น “องค์แห่งความรู้”(body of knowledge) คือ 1) การผนวกผนึกรวมกันของความรู้อย่างหนึ่งและ 2) สัมพันธ์กับวิชาอื่น ๆ การเมืองการปกครองเกี่ยวโยงกับเรื่องต่าง ๆ เช่น 1)บุคลิกภาพ (personality) 2)อารมณ์ 3)อุปนิสัยของคน (character) 4)ศรัทธา (faith) ตัวอย่าง คือการเปลี่ยนแปลง อุปนิสัยของประธานาธิบดีGeorge Bush,Jr.ซึ่ง เดิมค่อนข้างเกเรกลายมาเป็นคนดี(อ้างอิงหน้าปกพาดหัวของวารสารNewsweek, March 10, 2003.ว่า Bush &God How Faith Changed His Life and Shapes His Destiny. 5)การนันทนาการ 6)การประกอบอาชีพ 7) ภาษา 8) สุนทรียภาพ (aesthetics) ฯลฯ 18.2นันทนาการ (Recreation)หรือสื่อบันเทิง กับการเมือง ปรากฏในความสนใจของบุคคล เช่น 1)สุเทพ วงศ์กําแหง และนักแสดงอื่นๆ ยุคร่วมสมัยทั้งในไทยและต่างประเทศ 2) เอสตราด้าEstradaอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นดาราภาพยนตร์มาก่อน 3) Arnold Schwarzeneggerซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์หลายเรื่องรวมทั้ง “คนเหล็ก”(The Terminator)ในการเข้าสู่วงการเมืองผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการ(Governor) รัฐ แคลิฟอร์เนีย ในปี พ.ศ. 2547 (ต่อมามีข่าวเรื่องครอบครัว 2554)เป็นผู้ว่าการรัฐ แคลิฟอร์เนียภายหลังJerry Brown ซึ่งผุ้เขียน (จิรโชค วีระสย) คุ้นเคยตั้งแต่การเรียน ระดับปีต้นๆ ของปริญญาตรี (undergraduate) ณ University of California, Burkeley;
  • 17.
    17 ได้เป็น 2 สมัยติดต่อกันและคั่นโดยผู้ว่าการรัฐอีกคนหนึ่ง เมื่อ Arnold หมดวาระ Jerry Brown ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ จนกระทั่งปัจจุบัน (2013) 18.3ไม่ว่าสาขาใดย่อมเกี่ยวโยงมากบางน้อยบางกับสาขาต่างๆ เช่น 1)จิตวิทยา ว่าด้วย1)ระบบประสาท 2)ความเครียด(stress) 3)ว่าด้วยความจํา4)การเรียนรู้ ช้าหรือเร็ว 5)บุคลิกภาพ ฯลฯ เกี่ยวโยงกับ IQ , EQ , AQ , (Adversity Quotient) 2)จิตวิเคราะห์ศาสตร์ (psychoanalysisได้แก่ทฤษฎีของ Sigmund Freud(ซิกมันด์ ฟรอยด์), Carl Jung (คาร์ล ยุง J ออกเสียงเป็น ย) และ Adler แอ็ดเลอร์) 3)จิตวิทยาสังคม (social psychology) 4) ปรจิตวิทยา (Parapsychology)ซึ่งว่าด้วยปรากฏการณ์แปลกพิเศษนอกเหตุเหนือผล (ESP-Extra Sensory Perception) เช่นเรื่องพลังจิตของ1)รัสปูติน (Rusputin)2) ความสามารถในการทํานายล่วงหน้า เช่น เคซี Casey ชาวอเมริกัน 3) Nostradamusชาวฝรั่งเศสผู้มีชีวิตเมื่อ 500 ปีมาแล้วเขาเกิดวันที่14 ธันวาคม ค.ศ. 1503 โดยร่วมสมัยกับมาร์ติน ลูเธอร์, (MartinLuther, 1483-1546)นักปฏิรูปศาสนา คริสต์ (เจริญวรรธนะสิน.นอสตราดามุสพิมพ์ครั้งที่ 17, กันยายน 2544) เจริญ วรรธนะสิน เป็นกรรมการร่วมกับวิลาส มณีวัต และผู้เขียน(จิรโชค วี ระสย) รวมทั้งอื่นๆในการตัดสินการคัดเลือกคําขวัญ ม.ร.ซึ่งได้คําขวัญจากการเข้า ประกวดทั่วประเทศประมาณ 20,000 คําขวัญและได้ตัดสินให้ใช้แปลวเทียนให้แสง รามคําแหงให้ทาง 18.4หนังสือโดยเจริญ วรรธนะสินนักแบดมินตันผู้โด่งดัง พิมพ์เพิ่มเติมภายหลังเหตุการณ์ วินาศกรรมอาคารแฝดWorld Trade Centerแห่งมหานครนิวยอร์ค ในวันที่ 11 กันยายน 2544(911-nine one one)และมีการอ้างถึงความเป็นไปตามคําทํานายของนอ สตราดามุสในโคลงบทที่ ซ.1 ค.87 ดังนี้ “ความสั่นสะเทือนจาก เปลวเพลิงที่พวยพุ่งมาจากกลางใจโลก จะทําให้หอสูงใน เมืองใหม่สั่นคลอน ภูผาหินใหญ่ทั้งสองที่ยันกันอยู่ช้านาน แล้วอา ธูสจะทําให้แม่น้ํา ใหม่กลายเป็นสีแดง “มุ่งอธิบายว่า ภูผาทั้งสองหมายถึงอาคารแฝด และสีแดง คือ การ บาดเจ็บเสียชีวิต 18.5ศาสตร์แห่งสังคมวิทยา
  • 18.
    18 ก. สังคมวิทยา (Sociology)สนใจ เรื่องราวแห่ง 1) ภาวะปกติ (order) 2)อปกติ (disorder) และ 3)การเปลี่ยนแปลง(change) ซึ่งเกี่ยวโยงกับ ค้นพบการแพร่กระจาย, การคิดค้น ประดิษฐ์ ข. ตัวแปร ในการศึกษาเรื่องต่างๆ มักอยู่ในกรอบแห่งเพศ วิถี(gender) ผิวพรรณ อายุ สถานภาพครอบครัว อิทธิพลทางสังคมวิทยาอาจกล่าวว่าเกี่ยวกับ(บ ว ว ว ร ร ล) 1) บ (บ้าน) 2)ว (วัด ศาสนสถาน) 3) ว(เวิ้ง ชุมชน) 4) ว--แวดวง เช่น อาชีพ หรืองานอดิเรก คล้ายกัน 5) ร (โรงเรียน) 6) ร ระบบ เช่น บริษัทหรือหน่วยงานใด และโดยเฉพาะ ระบบราชการ 7) ล (โลกาภิวัตน์) 19.การคิดลึกและรอบคอบ (Non - linear thinking) คิดหรือทําพร้อมๆกัน หลายๆเรื่อง เช่น ร่างกายของคนเรานั้น สามารถทําได้ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมๆกัน ความสามารถในการคิดลึกซึ้ง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตนเองแต่ต้องอาศัยผู้อื่นด้วย ตัวอย่างได้แก่ 19.1 ไอ-แสค นิวตัน Isaac Newton (1642-1727) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบเกี่ยวกับ กฎเกณฑ์ ต่างๆ ซึ่งเป็นกฎตายตัว เช่น แรงโน้มถ่วง (gravity) ของโลก และเรื่องแรง(force) 19.2อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein,1879-1955) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน อพยพมาอยู่ สหรัฐอเมริกาโดยเป็นอาจารย์ที่มหาลัยปริ้นตัน(Princeton University)และมีผลงานที่ โดงดัง โดยเฉพาะทฤษฎีสัมพัทธภาพ(Relativity) 19.3ทอมัส คูห์น (Thomas Kuhn, 1922-1996) ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันผู้เคยสอนอยู่ ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ นครเบิร์คลีย์University of California, Berkeley ช่วงที่ ผู้เขียน(จิรโชค วีระสย) เรียนอยู่ระดับตรี โท และเอก, B.A. (A.B), M.A. (A.M) and
  • 19.
    19 Ph.D. คูห์นริเริ่มกล่าวถึง กระบวนทัศน์หรือมุมมองหลักแห่งชุมชนวิชาการที่พลิกผัน (Paradigm shift)ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร 1)ศาสตร์ปกติ (normal science or non-revolutionary science) เป็นการเรียนเรื่องเก่าๆ เรียนแบบซ้ํา ๆ 2)ศาสตร์ปฏิวัติ(revolutionary)เป็นการเรียนเรื่องใหม่ ๆ เป็นเรื่องการสร้างสรรค์ (Oxford Dictionary of Sociology. 3rd ed. revised, ed. by John Scott and Gordon Marshall, Oxford University Press, 2009, pp.544-545) 20.ทฤษฎีหรือแนวคิดแบบแยกส่วน (reductionism) และแบบองค์รวม (holistic) 20.1atomismและแนว associationismนึกถึงว่ากระบวนการทางจิต (mental processes) ว่า เป็นเสมือนกับเส้นเชือกแห่งเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งแยกออกจากกัน (string of separate events)ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันซึ่งกันและกันโดยคือ การเชื่อมโยง(association)ให้เป็นภาพ (images) และเป็นความคิด (ideas) 20.2ทฤษฎีเกสตอลต์ (Gestalt)ถือว่าการรับทราบปรากฏการณ์ (phenomena) ทางจิตอื่นๆ ขึ้นอยู่กับการที่จิตกลืนกลาย (assimilation) หรือซึมซับ และจัดแบบอย่างทั่วทั้งหมด (entire patterns) และมีการนําภาพทั้งหลายรวมกัน (configurations) ซึ่งมาจากส่วนที่เป็นบริบท (context)คือ สภาพแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งผลรวมย่อมมากกว่าจากส่วนต่างๆที่ประกอบ ขึ้นมา (component parts) ตามทรรศนะองค์รวมนี้ถือว่าจิตมุ่งให้เกิดส่วนร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน (unifiedwholes) หรือตามภาษาของนักคิดแนวดังกล่าว เรียกว่า“good Gestalt” แนวนี้มุ่งสร้างความสําคัญและเพื่อจะสร้างความหมายและความลึกซึ้งจาก ประสบการณ์ต่างๆ คือ ที่เป็นผลรวมหรือองค์รวม (whole) ต่างๆเหล่านี้ ถือว่าสําคัญกว่า และมักเกิดขึ้นเป็นอิสระแยกออกจากส่วนต่างๆ อันเป็นองค์ประกอบนั้น (constituent parts) 20.3ทฤษฎี Gestaltถือว่าการเรียนรู้ เป็นการสร้างและการปรับปรุงรูปโฉมขององค์รวมทาง พุทธิปัญญา(cognitivewholes)มากกว่า คือ ไม่ใช่เป็นเพียง การปฏิสัมพันธ์ (interaction)ระหว่างสิ่งเร้า(stimulus) และมีการตอบสนอง (response)
  • 20.
    20 (Chris Rohmann. AWorld of Ideas. New York: Ballantine Books, 1999, p.183) 21. วิธีการเข้าถึงซึ่งความรู้ 21.1 พฤติกรรมศาสตร์ใช้กระบวนทรรศน์หรือพาราไดม์ แนวไอแซค นิวตัน(Isaac Newton) การได้มาซึ่งความรู้มีวิธีการต่างๆกันเช่นการใช้แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ เพื่อทราบเจตคติหรือทัศนคติ (attitude) โดย “การสํารวจประชามติ” (public opinion poll)มีคําถามเกี่ยวกับแนวโน้ม หรือทิศทางที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัคร (candidate)ปัจจุบันสํานักสํารวจที่โด่งดังสหรัฐอเมริกา ได้แก่ PEW Poll ทั้งนี้ต้องเลือกหรือกําหนด กลุ่มตัวอย่างหรือสุ่มตัวอย่าง(sampling)เพราะ ประชากร (population) คือจํานวนรวมมีมากมหาศาล เช่น พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาว อเมริกัน มีประมาณมากจากประชากรทั้งสิ้นกว่า 350 ล้านคน 21.2การเข้าถึงความรู้จําเป็นต้อง ใช้เทคนิคที่เหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้มาซึ่ง 1)ข้อมูลที่แม่นตรง (validity) และเชื่อถือได้ (reliability) และ 2)การตีความหรือแปรผล(interpret)ที่ถูกต้อง ตัวอย่าง คือ การถามว่านาย ก. ไป ออกเสียง ลงคะแนนหรือเปล่า แม้นาย ก.ตอบ รับ แต่ก็ต้องตรวจสอบ (verifyแวริฟาย) ว่าออกเสียง ลงคะแนนจริงหรือไม่โดยไป ตรวจสอบที่ทะเบียน และสําหรับการตีความนั้นมีตัวอย่าง คือ หากนาย ข. ไม่เคยไปเลือกตั้งเลย ไม่ว่าจะ มีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ต้องพยายามตรวจสอบหาเหตุผลหลาย ๆ ด้าน 22.การได้มาซึ่งความรู้ใช้วิธีเชิงปริมาณคือ ข้อมูลที่นับเป็นสถิติตัวเลขได้ (จํานวนผู้เลือกตั้งแยก เป็นเพศวิถีหรือสถานเพศ (gender)อายุ ภูมิลําเนา ฯลฯ) 22.1วิธีการนี้ย่อมไม่สนใจ หรือไม่ให้ความสําคัญกับเรื่องราวทาง 1) ประวัติ ความเป็นมา(historical approach)หรือ 2)คุณภาพคือเรื่องของความดีหรือไม่ดี โดยมองเชิงเกณฑ์จริยธรรม วิธีการคิดเชิงพฤติกรรม ได้รับอิทธิพลจากการคํานวณตามแนวของนักคิด เดสการ์ต (Rene Descartes)และของ ไอแซค นิวตัน คือไม่คํานึงถึงเกณฑ์บรรทัดฐาน (non- normative)“ควรหรือไม่ควร”(การพิจารณาเชิงคุณค่า ‚value judgement‛)โดยถือว่า พฤติกรรม”คือ การแสดงออกตามที่เป็นจริง เช่น 1)จํานวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
  • 21.
    21 2)ระยะเวลาการอยู่ในตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีต่าง ๆ 3)แนวพฤติกรรมไม่คํานึงการ ตัดสินว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ควรหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็น เรื่องใหญ่ในวงกรอบทางศาสนา ทางปรัชญาหรือนโยบาย บรรดาข้อมูลเมื่อเป็นความรู้มีการจัดให้เป็นระบบเข้าระเบียบ มุ่งให้สอดประสาน ระหว่างทฤษฎีกับความเป็นจริงในเชิงพฤติกรรม 22.2แนวพฤติกรรมศาสตร์เทียบได้กับการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์(pure science) โดย มุ่ง “แสวงหาความรู้เพื่อความก้าวหน้าแห่งความรู้ในตัวของความรู้นั้น” (knowledge for knowledge’s sake)คือ มิใช่มุ่งเรื่องนําไปใช้ คือ ปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหา 22.3 การเข้าถึงความรู้ต้องมีการบูรณาการกับวิทยาการสาขาต่างๆ แนวพฤติกรรมสืบต่อ จากปฏิฐานนิยมหมายความว่าการพินิจพิเคราะห์พิจารณา เชิงสหหรือพหุวิทยาการ (interdisciplinary)คือ ศาสตร์ต่าง ๆ เกี่ยวโยงกันในกลุ่มหรือหมวดวิชา 1) สังคมศาสตร์ 2)มนุษยศาสตร์ 3)วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4)ศิลปกรรมศาสตร์ 23. การได้รับความรู้จากการค้นพบและหรือการประดิษฐ์ 23.1 การค้นพบ(discovery) ได้แก่การเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับโลกเช่น การค้นพบว่าแร่ ทองแดงอาจหลอมได้ การค้นพบนี้ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ทําให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ ทํากับทองแดง และทําให้มีการทําเหมืองทองแดง เป็นต้น การค้นพบว่าแก้วโป่งข่ามมีลักษณะอย่างไร การค้นพบแก้วโป่งข่ามในปี พ.ศ. 2514 หรือลูกปัดโบราณภาคใต้ของไทยใน ปี พศ. 2552 ทําให้คนสนใจใช้เป็นสิ่ง ประดับอันเป็นวัฒนธรรมใหม่อย่างหนึ่ง การค้นพบว่าการโยนและเตะของกลม ๆที่สานด้วยหวายไปมาทําให้สนุกและ ก่อให้เกิดวัฒนธรรม (ตามนัยแห่งสังคมศาสตร์) ที่เรียกว่าการเล่นตะกร้อ เป็นต้นการ ค้นพบดังกล่าวย่อมทําให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ขึ้น คือ มีกีฬาฟุตบอลเกิดขึ้น 23.2 การประดิษฐ์ (invention) ได้แก่ การใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้ว เพื่อทําสิ่งอื่นขึ้นมา เช่น ในการ ใส่เครื่องยนต์เข้าไปในเรือ ทําให้เกิดเรือกลไฟขึ้นมา เครื่องยนต์และเรือเป็นวัฒนธรรมที่ มีอยู่เดิมเรือกลไฟเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นใหม่
  • 22.
    22 1) การประดิษฐ์ทางวัตถุ (materialinvention)มีตัวอย่างคือ การสร้างครื่องปรับอากาศ, การสร้างรถมอเตอร์ไซด์ไตถัง, การทําน้ําอัดลม, การสร้างระเบิดปรมาณูและการ สร้างนาฬิกาโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 2) การประดิษฐ์ทางอวัตถุ (non-material invention)ตัวอย่าง คือ การสร้างพิธีกรรม ใหม่ ๆการคิดปรัชญาใหม่การสร้างทฤษฎีใหม่ เช่นว่าด้วยป้องกันโรคภัย ว่าด้วยการ ลดขัดแย้ง 24. การได้รับความรู้จากการแพร่กระจาย (diffusion –ได—ฟิ้ว—ชั่น) การแพร่กระจาย หมายถึง การที่วัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งกระจายไปอยู่ในสังคมอื่น ในระยะใกล้ ระดับภูมิภาค และระดับโลก เช่น 1)การที่คนไทยรับวัฒนธรรมแห่งการใส่เสื้อนอก, การผูกเนคไท, การใส่กระโปรง, การใส่ ถุงเท้ามาจากตะวันตก 2)การที่คนไทยรับศาสนาพุทธจากอินเดีย 3)การที่ฮิปปี้หรือ บุปผาชน (flower children) อเมริกันและยุโรปรับวัฒนธรรมบางอย่างไป จากอินเดีย เช่น การใส่รองเท้าแตะหรือการสวมลูกประคํา (เพลง I left my heart in San Francisco) 4)การที่มีศัพท์และสําเนียงจีนหลายคําอยู่ในภาษาไทย เช่น แป๊ะเจี๊ยะ,ตั้งไฉ่ 5)การที่มีร้านค้า ศูนย์การค้าแบบตะวันตกในกรุงเทพมหานคร อันเป็นการกระจาย วัฒนธรรมจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก ประเภท mall ต่าง ๆ และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เช่น Siam Paragon, เม็กกะบางนา Mega-Bangna ซึ่งมีห้าง Ikeaขายเฟอร์นิเจอร์ขนาด ใหญ่ในปลายปี 2554 และขนาดย่อม ๆ ที่เรียกว่า Community Mall ตามหมู่บ้านขนาด ใหญ่และแม้ตามชานเมือง 6)การมีศัพท์ใหม่ ๆ เช่น วัยโจ๋ แอ๊บแบ้วเด็กแว๊น ดังปรากฏในพจนานุกรมคําใหม่ ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน2550 (ดูภาคผนวก) 7) การรับวัฒนธรรมเกาหลี K-Pop (Korean) รวมทั้งเพลงละท่าเต้น Gangnam Styleของ PSYในเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2556 มีผู้เข้า view ประมาณ 17 ล้าน คนและรองลงมาคือนักร้องสตรีชาวแคนาดามีผุ้เข้าชมประมาณ 275 ล้านคน ในเพลง Maybe 25. การเข้าถึงความรู้โดยการเดินทาง: กรณีนักคิดชาวฝรั่งเศสAlexis de Tocqueville
  • 23.
    23 25.1 แอเลกซิส เดอทอคเกอวิลย์ หรือต๊อกเกอวิลย์ (Alexis deTocqueville, 1805-1859)มี ตําแหน่งเป็นข้าราชการของรัฐบาลฝรั่งเศสและได้มีโอกาสเดินทางข้ามน้ําข้าม มหาสมุทรแอตแลนติกจากยุโรปเพื่อไปดูงานเกี่ยวกับกิจการเรือนจําในสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณเกือบ 200 ปีมาแล้ว คือประมาณค.ศ. 1830 เศษ ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังนิยมเรียกสหรัฐอเมริกาว่าเป็น “โลกใหม่” (NewWorld)ช่วงนั้นห่างจาก “การประกาศอิสรภาพของอเมริกัน” (Declaration ofIndependence)เพียงประมาณ60 ปีเท่านั้น 25.2การเดินทางยุคนั้นต้องใช้เวลามาก และเมื่อทอคเกอวิลย์ได้ไปถึงสหรัฐอเมริกาและได้ ท่องเที่ยวพอสมควรแล้วเกิด “การตื่นตาตื่นใจ”(sense ofwonder) จากสิ่งที่ทอคเกอวิลย์ ได้พบเห็นอันแปลกใหม่กว่าเดิมที่เขาคุ้นเคยหรือชินตาที่ประทับใจทอคเกอวิลย์มาก คือ บรรดาอนุสรณ์สถาน (monuments)ซึ่งในฝรั่งเศสมักก่อสร้างให้มีขนาดใหญ่ เช่นหอไอ เฟิล(Eiffel) และประตูชัย (Arc deTriomphe)รวมทั้งประติมากรรมของผู้นําคนสําคัญ ๆ 25.3ทอคเกอวิลย์ จึงเกิดความแปลกใจอย่างมากที่พบอนุสรณ์สถาน และรูปปั้นเป็นจํานวน มากในสหรัฐอเมริกาสิ่งเหล่านั้นใน“โลกใหม่”มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ทอคเกอวิ ลย์พยายามคิด (แบบการใช้ญาณทัศนะ ) ว่าทําไมจึงมีข้อแตกต่าง ในท้ายที่สุดทอค เกอวิลย์ลงมติ (คงทํานองเกี่ยวกับการเปล่งวาจา ว่าคิดได้แล้ว หรือถึง“บางอ้อ” (คือ “ยุรี คา” (Eureka)โดยอาร์คิมีดีส(Archimedes)แห่งกรีกโบราณ เมื่อค้นพบวิธีการพิสูจน์ ความบริสุทธิของทองคํา) 25.4ทอคเกอวิลย์ เห็นว่าการที่มีปรากฏใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งสัญลักษณ์อนุสรณ์นานาประเภท ทั้งใหญ่และเล็กนั้นเหมือนกับเป็น กระจกหรือคันฉ่องส่องสะท้อนภาพ ความรู้สึกนึกคิด หรือทัศนคติของคนอเมริกันซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยสูง จึงแสดงออกมาซึ่งความ เสมอภาคในการระลึกถึงความ “ดีเด่น”ของปัจเจกชนไม่ว่าจะมีตําแหน่งหรือไม่มี ตําแหน่งก็ตาม ชี้ให้เห็นถึงการเทิดทูน“ความเสมอภาค”ดังนั้น เมื่อทําความดี เพื่อสาธารณชน แม้ ไม่เป็นเรื่องไม่ใหญ่โตนัก และตนเองเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ก็ย่อมได้รับการยกยอง โดยมีคนปั้นรูปหรือจารึกชื่อไว้ให้ 25.5ข้อสังเกตนี้อาจมีผู้มองเห็นอยู่บางแล้ว แต่สําหรับทอคเกอวิลย์มีลักษณะแบบ “นัยน์ตาที่ สาม” (the third eye)ด้วยคือ ความสามารถโยงข้อสังเกตนี้ให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง
  • 24.
    24 ประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา และในฝรั่งเศส ทอคเกอวิลย์เห็นว่าฝรั่งเศสแม้จะมีการ ปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ.1789 แล้วก็ตามแต่ยังขาดเสถียรภาพและความเป็นประชาธิปไตย ทอคเกอวิลย์ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ และพยายามหาสาเหตุว่าทําไมจึงเป็นเช่นนั้น ทอคเกอวิลย์ทราบว่าสหรัฐอเมริกาแยกตัวจากอังกฤษในปี ค.ศ.1776 และมี รัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย ก่อนฝรั่งเศสไม่นานนัก คือ มีในปี ค.ศ. 1787 แต่สถาบัน ประชาธิปไตยอเมริกันมั่นคงกว่า ดังนั้น เมื่อทอคเกอวิลย์ เห็นความแตกต่างในเรื่อง อนุสาวรีย์ในฝรั่งเศสกับ โลกใหม่(New World) คือสหรัฐอเมริกา จึงได้คิดพิจารณา กลับไปกลับมาหลายครั้งและลงความเห็นว่า จํานวนและขนาดของอนุสาวรีย์สะท้อน ความเชื่อหรือการมีสหจิต (consensus)ของคนอเมริกันในเรื่องความเสมอภาคหรือความ ทัดเทียมกัน 25.6อนึ่ง เมื่อมีความเชื่อเรื่องความเสมอภาค (equality) ย่อมแสดงออกด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้ง การให้เกียรติสามัญชนที่มีความดีด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ให้เป็นการส่งเสริมวิถีแห่ง ประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง คือ ไม่ใช่ยกยองเฉพาะวีรกรรมใหญ่ ๆ ของ “วีรชนคนกล้า” อย่างเช่น ในฝรั่งเศส 1)Alexis de Tocqueville.Democracy in America 2)Sidney Hook.The Hero inHistory.Boston: Beacon, 1955 26.ปัญญา: แสงชวาลาแห่งชีวิต 26.1อารยธรรมของโลก ก.โลก(planet-earth) เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในสุริยจักรวาล มัก ถือกันว่าต้นเค้าของอารยธรรมคืออียิปต์และอิรัคโบราณหรือบริเวณที่เรียกว่าเมสโส โปเตเมีย 6000 ปีเศษมาแล้ว ยุค 2400 ปีในอดีตเพลโต มหาปราชญ์กรีกเคยกล่าวถึงตํานานแห่ง the lost city เมืองหรือทวีปที่หายไปคือแอตแลนติส (Atlantis)ซึ่งเคยมีอารยธรรมสูงส่งยิ่งนักและ ถ่ายทอดสู่คนอียิปต์โบราณซึ่งสามารถสร้างปิรามิดและทํามัมมี่ได้ ข.มนุษย์ครองโลกเพียงไมเกิน 1.5 ล้านปีทั้งๆที่ไดโนเสาร์เป็นเจ้าพิภพประมาณ 220ล้าน ปีจวบจนโดนดับจากอุกาบาต (meteor)มหึมาซึ่งมาพร้อมกับดาวหาง(Comet)เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้วช่วงสั้นๆของมนุษย์บนผืนโลกนี้เมื่อเทียบกับอายุของพืช(flora)และ สัตว์(fauna)แต่กระนั้นก็มีผลงานมหาศาล สืบเนื่องจากการมีปัญญาซึ่งเปรียบเสมือน
  • 25.
    25 แสงชวาลาแห่งชีวิต 26.2มรดกทางปัญญา (intellectual heritage–เฮอ-ริต-ติจ) ก.ผลงานจากสมองของมนุษย์เรียกชื่อต่างๆกันเช่น 1) ทุนทางปัญญา (intellectual capital) 2)ทรัพยากรทางปัญญา (intellectual resource) และ 3) บางครั้งรวมเรียกว่าทุน มนุษย์ (human capital) ข.สมองมนุษย์มี 2 ซีก 1) ซีกซ้ายเกี่ยวกับเรื่องซ้ํา ๆSame Sameคือความคุ้นเคยและเคยชิน (habitual) 2)ซีกขวาเป็นเรื่องของ innovative (นวัตกรรม) หรือ inventive (ประดิษฐ์คิดค้น) และ สร้างสิ่งใหม่ๆซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานแห่งการไดรับรางวัลเกียรติยศสูงสุดทาง วิทยาศาสตร์คือ NobelPrizes สํานักวิจัยและมหาวิทยาลัยที่โด่งดังได้รับเกียรตินี้ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา 26.3ปัจจัยประกอบ 1)ผลงานทางปัญญาขึ้นอยู่กับ บริบท (context)คือสภาพแวดล้อมแห่งสังคมและ วัฒนธรรม ดังปรากฏในรูปของนานา อารยธรรม (civilizations) เช่น ก. อียิปต์เกินกว่า 5,000ปี ผลงาน เช่น ปิระมิด, รูปปั้น Sphinx ข. จีนประมาณ 4,500 ปี ผลงาน เช่น กําแพงจีน (The Great Wall of China) ค. อินเดียประมาณ 4,000 ปี ง. อื่นๆ 2)มรดกทางปัญญาของกรีกยุคโบราณ (The Glory that was Greece)มีอิทธิพลทาง วิชาการสืบเนื่องต่อกันมาเป็นเวลาช้านานประมาณ 2,400 ปี ชื่อมหาปราชญ์กรีก 3 คนหรือไตรเมธี (ไตร-อัม-วิ-ริท triumvirate) ที่รู้จักกันดีคือ ก.ซอคราตีส หรือศักรทิษฐ์ (Socrates), ข.เพลโต(Plato ชื่อจริงคืออาริสโตคลีส Aristocles ค.อาริสโตเติ้ล(Aristotle) 27.การสร้างสรรค์ทางปัญญา 27.1หมายรวมถึงทุกแขนงแห่งความรู้แม้กระทั้งวิชาเขียนลายมือ(Calligraphy) ซึ่ง Steve Jobs นักประดิษฐ์Iphone, Ipad เคยเรียนตอนเยาว์วัย
  • 26.
    26 27.2มีการสร้างสรรค์ด้านอื่นๆเช่น 1)ในวงดนตรีตะวันตกมี Beethoven, Bach,Brahm, Mozart, Moussorsky 2)ในวงการประพันธ์บทละครอังกฤษเช่นวิลเลียม เชกส์เปียร์ (ซึ่งมีการประยุกต์แนวบท ละครเรื่องThe Tempestเนรมิตเกาะอังกฤษ ในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก กรกฎาคม 2555 ณ มหานครกรุงลอนดอน) 3)ในวงการ Theme Parkเช่น Walt Disney 4)ในเรื่องของเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น ทอมัส เอดดิสัน 5)ในเรื่องของพิชัยยุทธเช่นซุนหวู่หรือซุนซู 6)ด้านการทํานายแผ่นดินไหวทั้งในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดสึนามิและสามารถก่อให้เกิดได้ คือศาสตราจารย์Richterแห่งCalifornia Institute of Technology 27.3การเข้าถึงความรู้ (access to knowledge) มีวิถีต่างๆกัน ศัพท์วิชาการเรียกว่า 1)แนวพินิจ ; แนวพิจารณา 2)หรือแนวทางศึกษาวิชาการ (academic approaches) 3)เส้นทางสู่ความรู้ (roadmaps) 28. ปัจจัยหรือนานาตัวแปรที่ทําให้เกิดคุณูปการทางวิทยาการ 1)ระดับพื้นฐานคือที่กล่าวคล้องจองกันว่าเกี่ยวกับ “1 สมอง 2 ตา 2 หู 1 ปาก 2 มือ 2 เท้าที่ก้าวไกล‛ 2) ระดับมูลเหตุจูงใจ(motivation) คือจิตมุ่งสําเร็จ (N-Achievement, conceptualized) ไว้โดยนักคิดร่วมสมัย David McClellen แห่งHarvard University เรียกว่า “จิตใจใฝ่ สัมฤทธิ” 3)การปฏิบัติแห่งอิทธิบาท 4 รวมทั้งจิตจริยธรรมมุ่งประโยชน์ของมนุษย์ 4)สภาวะแวดล้อมเช่น บ ว ว ว ร ล คือ 1) บ้าน(ครอบครัว) 2) วัด(สถาบันศาสนา) 3) ว (เวิ้ง ชุมชน ละแวก) 4) วแวดวง เช่นอาชีพเดียวกัน 5)ร โรงเรียน 6) ร ราชการหรือ ระบบ7) ล โลกาภิวัตน์---กระแสโลก 5)บรรยากาศทางปัญญา (intellectual climate) 6)การพึ่งพาของนานาสถาบันที่อยู่ใกล้ๆกัน (cluster of academic institutions)เพื่อพึ่งพิง หรือแข่งขันเปรียบเทียบ 29. ว่าด้วยทฤษฏี
  • 27.
    27 29.1 คําจํากัดความทฤษฏีเป็นการอธิบายแบบที่ใช้ได้ทั่วไป (generalized)ของชุดแห่ง ปรากฏการณ์ที่คล้ายๆ กัน ประการแรก ทฤษฏีเป็นการอธิบาย คือ ให้คําตอบต่อคําถาม คือ ทําไม ? ทฤษฏีระบุผล จากการที่ได้ถูกอธิบาย และสาเหตุของผลนั้น ประการที่สอง ทฤษฏีมีลักษณะที่นําไปใช้ได้ทั่วไป คือพยายามอธิบาย ไม่ใช่เป็นเพียง เหตุการณ์เดียวแต่ชุดแห่งเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน วิชารัฐศาสตร์ไม่ได้สร้างทฤษฏีว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่ 1เท่านั้น แต่พยายาม สร้างทฤษฏีต่าง ๆว่าสงครามหลาย ๆ สงครามเกิดขึ้นอย่างไร หรือไม่ได้อธิบายเพียงแต่ ว่า ทําไมจึงมีการแต่งตั้งระบบการเงินBretton Woodsแต่เป็นการพยายามสร้างทฤษฏี ด้วยการเปิดเสรีทางการค้าtradeliberalization เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดี่ยว ๆ ถูกพรรณนา แต่ไม่ได้ถูกอธิบาย ศัพท์ที่ใช้ทฤษฏี ในทางวิชาการ แตกต่างจากที่ใช้ในภาษาพูดโดยทั่วไป ที่หมายถึงการคาดเดาก็ได้ เช่น ทฤษฏีว่าด้วยใครลอบยิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ หรือที่คาดเดากันว่าทําไม โอ บามา ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี (Paul D Aniere, International Politics : Power and Purpose in Global Affairs, Wodsworth,2010 pp. 15-17) 29.2มีการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฏีกับคําอธิบายเหตุการณ์ ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของสงครามหรือผลจากการเลือกตั้งนักวิชาการมัก พิจารณาตัวแปร ซึ่งมีความสําคัญในเรื่องราวคล้าย ๆ กัน ตัวอย่างคือคําถามสาเหตุสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเกี่ยวโยงกับคําถามว่า อะไร ทําให้เกิดสงครามโดยทั่วไป เช่นเดียวกัน การเข้าใจแหล่งที่มาของระบบ Bretton woodsจึงเกี่ยวโยงกับความเข้าใจถึงสาเหตุการเปิดเสรีด้านการค้า 29.3ทฤษฏีเกิดขึ้นจากข้อสมมติฐานว่าเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้มีลักษณะที่มีความเฉพาะตัว และ ไม่ได้มีสาเหตุหนึ่งเดียวเฉพาะตัว กล่าวคือ ถ้าเราต้องการป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม จําเป็นต้องมีความคิดว่าอะไรทํา ให้เกิดสงคราม ซึ่งจําเป็นต้องมี suppositionว่าสงครามต่าง ๆ มีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ซึ่ง ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ตัวอย่างคือ เป็นเรื่องที่ไม่อาจรับได้ว่าสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นอย่าง
  • 28.
    28 เดียวกับสิ่งที่ทําให้เกิดสงครามโลกครั้งที่2 อย่างไรก็ตาม ถ้าการใช้บทเรียนแห่งอดีตมาประยุกต์กับปัญหาของปัจจุบัน ต้อง สมมติว่าเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นและในอนาคตเกี่ยวโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ดังนั้นพึงตระหนักว่าเหตุการณ์คล้ายคลึงกันอาจมีบางอย่างที่เหมือน ๆ กัน แต่ ไม่ใช่ว่าตรงกันทั้งหมด ดังนั้นในการพัฒนาเหตุสงคราม จําเป็นต้องสมมติว่ามีบางสาเหตุที่คล้าย ๆ กัน 29.4มองในเชิงประวัติศาสตร์ มีความสําเร็จและความล้มเหลวในการพยายามประยุกต์ทฤษฏี เข้าสู่นโยบาย กล่าวคือ ภายหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ทฤษฏีที่สําคัญเกี่ยวกับการ ขาดกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะพัฒนา สันนิบาตชาติ (League of Nations)และการ กําหนดสนธิสัญญา เพื่อที่กําหนดให้สงครามเป็นเรื่องที่นอกกฎหมาย ปรากฏว่าไม่สามารถกีดกั้น การเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมามีทฤษฏีต่าง ๆ ที่นํามาใช้และโดยเฉพาะการเกิดขึ้นของระบบเบรตตั้น วูดส์ (Bretton Woods)ซึ่งถือว่าการค้าเสรีจะทําให้เกิดความมั่งคั่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น และทฤษฏี น่าจะถูกต้อง เพราะเกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในสมาชิกของระบบนี้ 29.5ต่อมามีความพยายามสร้างทฤษฏีเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ กล่าวคือแนวเก่า ได้แก่ การมีหรือแนวแบบเดิม ๆ ได้แก่ การใช้กําลังทหาร แต่ นักทฤษฏีพยายามที่จะเข้าใจแหล่งที่มาของการ ใช้ความรุนแรง (terrorism) โดยมีคําถามว่าเกี่ยวโยงกับศาสนา ความยากจน หรือการขัดข้องอึดอัดใจ (frustration)ทางการเมือง 29.6 การใช้ประโยชน์จากทฤษฏีมี 3 อย่างคือ explanation, predictionและprescription 1) Explanationใช้ในการอธิบายสาเหตุรวมกันของชุดแห่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงกัน 2) Predictionทฤษฏีขยายคําอธิบายนี้ไปยังเหตุการณ์ในอนาคต โดยโครงสร้างการ คาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น และอะไรเป็นตัวการกําหนดสิ่งนั้น 3) Prescriptionทฤษฏีถูกใช้เมื่อกําหนดนโยบาย คือ ช่วยผู้วางนโยบายและประชาชน ได้มีทางเลือกแห่งนโยบายที่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเป้าหมายหนึ่ง โดยสรุปทฤษฏีทําหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนกับการทําให้ความเป็น จริงง่ายขึ้น(simplify)ซึ่งปกติเป็นเรื่องสลับซับซ้อนทฤษฏีเป็นตัวที่ช่วยชี้ว่า ส่วนใด ของเหตุการณ์ที่สลับซับซ้อนสมควรได้รับการเอาใจใส่ทันที และที่จะต้องชะลอลง
  • 29.
    29 ไป ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าทฤษฏี มุ่งที่จะดึงบางส่วนออกจากความเป็นจริงดังนั้นจึงละทิ้ง หลายสิ่งหลายอยางในรายละเอียดออกไป ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงอันหนึ่งหรือรายกรณีหนึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกัน กับทฤษฏี ไม่ได้หมายความว่าทฤษฏีไม่มีประโยชน์ แต่ทฤษฏีต้องมีการตรวจสอบ ประเมินบนพื้นฐานที่ว่าทําให้เกิดความเข้าใจมากหรือน้อยกว่า การอธิบายที่อื่น ๆ ของปรากฏการณ์เช่นเดียวกัน 30. ทฤษฏีที่เป็นปทัสถาน (Normative Theory) 30.1นอกเหนือจากมุ่งให้ทฤษฏี สามารถ1) อธิบาย2) ทํานายและ3) แนะนํา ยังเพิ่มอีกหนึ่ง คือ 4) การจัดว่าอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของการกระทํา เช่นปทัสถานทางการเมืองว่าควรเป็น อย่างไร ซึ่งจุดมุ่งหมายที่จะกําหนดเป้าหมายที่เหมาะสมในการกระทําทางการเมือง ซึ่ง บงชี้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือเป็นที่ยอมรับได้ ในการประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่เรียกว่าเป็นทฤษฏีเชิงปทัสถานเกี่ยวข้องกับศีลธรรมและจริยธรรม คือ เป็น เรื่องที่ว่าเป้าหมายบ้างอย่างเหมาะหรือมีคุณค่าที่จะดําเนินการ และมักเป็นข้อสมมติฐาน ที่ไม่มีการอภิปราย (Paul D Aniere,International Politics: Power and Purpose in Global Affairs,Wodsworth, 2010 pp. 17-19) 30.2ตัวอย่างคือ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มักสนใจว่าทําอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้ เกิดสงคราม แต่แทบไม่มีผู้ใดเลยที่กล่าวว่า สงครามเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องที่ถือว่า ชัดเจนในตัวของมันเอง (self-evident)แต่ในความเป็นจริงมักไม่มีการวิเคราะห์ว่า ถึงแม้ สงครามจะเลวเพียงใด แต่มีความเลวยิ่งกว่า ทางออกแบบอื่น ๆ กล่าวคือ ใน สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือว่า แม้สูญเสียหลายล้านคน แต่เป็นความเลวน้อยกว่าในการ ยินยอมให้ฮิตเลอร์ปกครองโลก และได้รวมสมัย สหรัฐอเมริกาตัดสินใจทําสงครามกับ อิรักโดยถือว่าคงจะดีกว่าทางเลือกอื่น 30.3 ระดับแห่งการวิเคราะห์ (level of analysis) หมายถึง การอธิบายจาก ‚บนลงสู่ล่าง‛ (topdown)หรือ“ล่างขึ้นบน” (bottom up)หรือในระหว่างนั้น กล่าวคือ ผู้กระทําการสําคัญในตัวแบบเป็นบุคคลหนึ่งคน หรือองค์รวมที่ใหญ่ กว่านั้น เช่น ระบบราชการ หรือใหญ่กว่านั้นอีกคือ รัฐ เคนเนธ วอลซ์ (Kenneth Waltz)นักรัฐศาสตร์ได้ศึกษาสาเหตุต่าง ๆ ของสงคราม
  • 30.
    30 และกล่าวว่ามี 3 ระดับ ก)ระดับปัจเจกชน(Individual level)คือสาเหตุที่ตัว บุคคล พิจารณาจากสภาพทั่วไป เช่น ในธรรมชาติมนุษย์ หรือเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เป็นผู้นํา ข) ระดับรัฐ (State level)เกี่ยวโยงกับเหตุที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของรัฐ ตัวอย่างคือ บางรัฐบาลอาจชอบก่อสงครามมากกว่าอย่างอื่น หรือบางรัฐมีสิ่งที่ ต้องจัดการโดยอาศัยสงคราม ค) ระดับระบบ (System level) 30.4Waltzกล่าวว่าสาเหตุของสงครามเกี่ยวกับระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ เกี่ยว โยงกับการกระจายอํานาจและจํานวน“มหาอํานาจ” (great powers) นักคิดคนอื่นอาจนําเสนอ 4 หรือ 5 ระดับ แห่งการวิเคราะห์ เช่นsubstate level ซึ่งศึกษาระบบราชการและกลุ่มเล็ก ๆ ที่นําเสนอนโยบายต่างประเทศ รวมทั้งอิทธิพล ของกลุ่มผลประโยชน์และมติมหาชนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศ 31. ว่าด้วยทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ กรณีของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) 31.1เคนส์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1883 ถึงแก่กรรมเมื่อปี 1946 เป็นผู้ที่ และมีบทบาทสําคัญในการเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1930-39 ทฤษฏีของเขาที่ได้โด่งดังมาจากหนังสือชื่อThe General Theory of Employment, Interest and Money (1936) คือว่าด้วยทฤษฏีทั่วไปเกี่ยวกับการจ้างงาน ดอกเบี้ย และเงิน จัดพิมพ์ขึ้นในปี 1936 คือ พ.ศ. 2479 เป็นการแสดงทรรศนะที่แตกต่างจากแนวคิดของแอดัม สมิทธ (Adam Smith)ซึ่ง เป็นนักเศรษฐศาสตร์ของสก๊อตซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี1723-1790 เขาได้เขียนหนังสือชื่อ An Inquiry into the Nature and Causes ofthe Wealth of Nations (1776) ซึ่งจัดพิมพ์ ขึ้นในปี 1776 อันเป็นปีที่ สหรัฐอเมริกาแยกตัวจากประเทศอังกฤษ ถือเป็นคัมภีร์แห่ง เศรษฐกิจการค้าเสรี(แลซเซ่ แฟร์Laissez Faire) เคนส์กล่าวถึง การแบ่งงาน (division of labour)ซึ่งเขากล่าวว่า มนุษย์มี เป้าประสงค์ คือทําตามประโยชน์ของตนเอง (self-interest)ดังนั้นจึงควรให้กลไกแห่ง การค้าเสรี คือ การตลาดที่ปล่อยไปตามอิสระโดยรัฐไม่จําเป็นต้องไปแทรกแซง หรือยุ่ง เกี่ยว เคนส์ถือว่า กลไกของตลาดมีลักษณะที่เป็นมือที่มองไม่เห็น (invisible hand)ซึ่งจะ นําไปสู่สิ่งที่เป็นผลดีส่วนรวม(common good)
  • 31.
    31 แนวคิดนี้มีข้อจํากัด หรือข้อเสียคืออาจทําให้เกิดผลเสียทางจริยธรรม เมื่อมีการ แข่งขันอย่างไม่มีข้อกําหนดกฎเกณฑ์แต่เขาปลอบใจตนเองด้วยการกล่าวว่า ประชาชน เองพยายามจํากัดแห่งขอบเขตผลเสียนั้น เคนส์ไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยว 31.2 Classical Economistsเศรษฐศาสตร์แนวหรือการวิเคราะห์แบบแคลสสิกหรือคลาสสิค เคนส์ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่(modern economics) ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่พัฒนาขึ้นมาเป็นเศรษฐศาสตร์สํานักคลาสสิค ผลงานต่อมาโดย 1) David Ricardo (1772-1823) 2) Thomas Malthus 3) John Stuart Mill บุคคลเหล่านั้นในช่วงท้ายแห่งศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 เป็นหัวแรงใน การสถาปนา เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ ทําการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์แนวทุนนิยมโดยถือว่าเป็นการปฏิสัมพันธ์ทาง เศรษฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างเจ้าของที่ดินนายทุน และแรงงานดังนั้นนัก เศรษฐศาสตร์เหล่านี้ จึงให้ความสนใจกับการวิเคราะห์ชนชั้น ซึ่งนําไปสู่การวิเคราะห์ แนวมาร์กซ์(Marx) ผลงานของKeynesเรียกว่า Keynesian Economicsซึ่งเป็นเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macro) ข้อสมมติฐานคือ เศรษฐกิจไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นการจัดการด้วยตนเอง คือ ดําเนิน ไปโดยเสรีแบบสายน้ําได้ รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาเพื่อไม่ให้เกิดการถดถอย(recessions)เป็นระยะเวลา ยาวนาน และให้เกิดกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากราชการ 32. ทฤษฎีระบบยุคสมัยใหม่ (modern systems theory) 32.1ประเด็นสําคัญมีดังต่อไปนี้ (Walter Buckley (Buckley, Walter 1967, Sociology and Modern Systems Theory. Englewood Cliffs, N.S. :Prentice-Hall, p.16) 1) ทฤษฎีระบบมาจาก วิทยาการศาสตร์แข็ง (hard sciences) ซึ่งถือว่าใช้ได้ทุกสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมศาสตร์หรือทางด้านสังคมศาสตร์ แยกเป็นระบบปิด (closed system) และระบบเปิด(Open system)
  • 32.
    32 2) มีลักษณะที่เป็น multileveledกลาวคือสามารถใช้ได้ทั้งในระดับ ที่ใหญ่ที่สุด จนกระทั่งถึงเล็กที่สุด จากสวนที่เป็นลักษณะหรือตนที่เป็น อัตวิสัยหรือวัตถุวิสัยของ โลกทางสังคม (George Ritzcr, Sociological Theory, Seventh Edition,McGraw-Hill,2008,pp.327- 333) 3)สนใจในความสัมพันธ์ที่เรียกว่าการวิเคราะห์ย่อย ๆ(piecemeal analyses)ประเด็น หลักของทฤษฎีนานาระบบ(systemstheory)นี้ ซึ่งต้องมีตัว s ต่อท้ายเสมอ ข้อยกเว้น คือ ผลงานของNiklas Luhmannนักวิชาการชาวเยอรมัน ซึ่งใช้ศัพท์ “system theory”คือไม่มีตัว ‚s‛ต่อท้ายลักษณะสําคัญก็คือ ถือว่าความสัมพันธ์ของ ส่วนต่างๆมีความละเอียดอ่อนและไม่อาจแยกออกจาก บริบทหรือสภาวะ รวมทั่ว ทั้งหมด มีการปฏิเสธว่าสังคมหรือองค์ประกอบขนาดใหญ่ของสังคมไม่ได้เป็น ข้อเท็จจริงทางสังคมที่มีความอันหนึ่งอันเดียวกัน(unifed social facts)ประเด็นสําคัญ คือความสัมพันธ์หรือ กระบวนการ ที่ต่างๆ ภายในระบบสังคม เป็นความสัมพันธ์ แบบทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น แรงโน้มถ่วงของโลก ไม่ได้อธิบายทุกสิ่งทุก อย่าง แต่ไม่มีตัวตนของความโน้มถ่วง มีแต่เป็นชุดแห่งความสัมพันธ์(set of relationships) ในทางสังคมศาสตร์พึงเข้าใจความสัมพันธ์ว่าทางสังคม (social reality)มีลักษณะที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน(relational ) 4) แนวศึกษาเชิงระบบมองว่าทุกส่วนของระบบสังคมและวัฒนธรรม เป็นเรื่องของ กระบวนการหรือขั้นตอนเกี่ยวโยงกับเครือข่ายแห่งข่าวสาร และการสื่อสาร 5)ที่สําคัญที่สุดคือ ทฤษฎีระบบมีเนื้อในแห่งความเป็นบูรณาการ(inherently integrative)ซึ่งหมายถึงการบูรณาการ หรือมีโครงสร้างเชิงวัตถุในระดับใหญ่ระบบ สัญลักษณ์ (symbol systems)เรื่องของการกระทําและปฏิสัมพันธ์ รวมทั้งการรู้สํานึก (consciousness)และการตระหนักความเป็นตัวตน (self-awareness) นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการในระดับต่างๆกัน คือระดับตัวบุคคลและระดับ สังคมเกี่ยวโยงกันโดยผ่านกระบวนการ feedback processes หลักการที่ลงไป มีความสัมพันธ์ระหว่างระบบทางสังคมและวัฒนธรรม ระบบ กลไกและระบบทางด้านชีววิทยา แต่ทั้ง 3 ระบบมีมิติแห่งความเป็นเชื่อมโยง
  • 33.
    33 (continuum)สืบเนื่องต่อกัน คือจากที่ต่ําที่สุดจนถึงสูงสุด คือเกี่ยวข้องน้อยที่สุด จนกระทั่งถึงมากที่สุดและจากความสลับซับซ้อนน้อยที่สุดจนกระทั่งมากที่สุด 32.2ทั้ง3 อย่างนั้นแตกต่างกัน ก.ในเชิงคุณภาพด้วย นอกเหนือจากในเรื่องจํานวน กล่าวคือในระบบกลไก ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ มีพื้นฐานอยู่กับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานในระบบ ชีววิทยาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆเกี่ยวโยงกับการสื่อสาร เกี่ยวกับการ แลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร มากกว่าการ แลกเปลี่ยนพลังงานและในระบบสังคมและ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ต่างๆเกี่ยวโยงกับการแลกเปลี่ยนข่าวสารมากยิ่งขึ้นไปอีก ข.3 ระบบ ยังแตกต่างกันในประเด็นที่ว่าในองศาแห่งความมากน้อยของการเปิดหรือ ปิดคือ องศาแห่งการแลกเปลี่ยน กับลักษณะต่างๆของสภาวะแวดล้อมที่ใหญ่กว่า กล่าวคือระบบที่ปิดมากกว่าสามารถเลือกการตอบสนองต่อพิสัยที่กว้างกว่าและ รายละเอียดที่มากกว่า ซึ่งเป็นส่วนของความหลากหลายอย่างเหลือล้นที่ไม่มีที่สิ้นสุด ของสภาวะแวดล้อม ในกรณีของภาพกลไกมักเป็น ระบบปิด คือมีตัวแปรจํากัด แต่ ในระบบ ชีววิทยามีลักษณะที่เปิดมากกว่า และในระบบสังคมวัฒนธรรมเปิดมาก ที่สุดองศาแห่งการเปิดของระบบเกี่ยวโยงกับ 2 มโนทัศน์ในทฤษฎีระบบคือว่าด้วย entropyหมายถึงแนวโน้มของระบบที่จะ run down และnegentropyเป็นแนวโน้ม ของระบบที่จะ elaboratestructurcs ในระบบที่ปิด มักมีลักษณะที่เป็น entropicและ ในระบบที่ เปิดมักเป็นแบบที่มี โครงสร้างขยายหรือมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น อนึ่งระบบ สังคมวัฒนธรรม มักมีความเครียด (tension) ในตัวตน ประการสุดท้าย ระบบสังคม วัฒนธรรม อาจจะมีลักษณะpurposiveและgoal-seekingทั้งนี้เพราะรัฐfeedbackจาก สภาวะแวดล้อมซึ่งทําให้สามารถเคลื่อนที่สู่เป้าหมาย 32.3กระบวนการentropicเป็นลักษณะสําคัญยิ่งของแนวไซเบอร์เนติดcybernetic approach นําไปใช้โดยทัลคอตต พาร์สันส์Parsons ในการใช้feedback ทําให้ทฤษฎีในระบบแบบ cyberneticสามารถที่จะจัดการกับประเด็นที่ว่าด้วยfrictionการเจริญเติบโต การ วิวัฒนาการ และการแลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการที่ระบบสังคมมีการเปิดต่อ สิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อระบบ เป็นประเด็นที่นักทฤษฎี เชิงระบบเน้น 32.4อนึ่งในกระบวนการภายใน มีผลกระทบต่อระบบสังคม กล่าวคือmorphostasisเป็น
  • 34.
    34 กระบวนการซึ่งช่วยให้ระบบรักษาตนเองดํารงอยู่ และ morphogenesisเป็น กระบวนการต่างๆซึ่งช่วยให้ระบบเปลี่ยนและมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ ทั้งนี้ระบบ ทางสังคมพัฒนา ระบบแนวกั้นกลางหรือแนวกึ่งกลาง (mediating systems)สลับซับ ซอนยิ่งขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างพลังภายนอกและการกระทําของระบบสามารถทําให้ระบบ ปรับตัวเองชั่วคราว ต่อสภาพภายนอก ระบบที่กึ่งกลางหรือคั้นกลางนี้สามารถนําเปลี่ยน ระบบจากสิ่งแวดลอมที่มึงตึงสู่ความเป็นสิ่งแวดล้อมที่ เอื้ออํานวยข้อปฏิบัติในการ นําไปใช้ต่อโลกทางสังคม 32.5Buckley (1967) เริ่มต้นที่ระดับ ตัวบุคคล ซึ่งเขาพึงพอใจกับงานของ George Herbert Mead ซึ่งถือว่า การสํานึกรู้ตัว (consciousness)และการกระทํา (action)เกี่ยวโยงซึ่งกัน และกันเขาต้องแปลงแนวคิดของ Meadโดยกล่าวว่า การกระทําเกิดขึ้นจากสัญญาณ (signal)จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งต่อไปยังผู้กระทําการ แต่การส่งต่อ transmissionอาจทํา ให้ยุ่งยากโดยเสียงเอะอะ(noise)ในสภาพแวดล้อมแต่เมื่อสามารถส่งถึงได้สัญญาณทํา ให้ผู้กระทําการได้รับข่าวสาร ซึ่งผู้กระทําการสามารถเลือกการสนองตอบ 32.6จุดสําคัญคือ ตัวผู้กระทําการมีกลไกกั้นกลางอันได้แก่self-consciousnessซึ่งเขากล่าวว่า ในกรอบแห่งcybernetiesความรู้สึกนึกรู้โดยตัวตนนี้ เป็นกลไกแห่งการinternal feedbackของสภาวะต่างๆของระบบ ซึ่งอาจมีการทําแผนที่หรือเปรียบเทียบกับข้อมูล ข่าวสารอื่นๆจากสถานการณ์ และจากความจําซึ่งทําให้สามารถที่จะเลือกจากคลังแห่ง การกระทําต่างๆในแบบอย่างหรือในอากัปกริยาที่มีลักษณะมุ่งเป้าหมาย goal directed ซึ่งคํานึงถึงตัวตนและพฤติกรรมอย่างอ้อมๆimplicitlyเข้าไปพิจารณาด้วย 33. ทฤษฎีหรือแนวเหตุผล (rational choice theory) 33.1ทฤษฎีนี้น่าจะเรียกว่าเป็นแนวการศึกษา(approach) หรือเป็นมุมมองหลักหรือเป็น กระบวนทัศน์(paradigm) มากกว่าตัวแบบ(models) แห่งการกระทําที่มีจุดมุ่งหมาย (purposive action) ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกสังคมทฤษฎีนี้ไดรับอิทธิพลจากเศรษฐศาสตร์ ข้อสมมุติฐานคือผู้กระทําการมีจุดมุ่งหมายคือมุ่งให้การกระทําเกิดผลบางอย่าง โดยตั้ง สมมุติฐาน ซึ่งเป็นเรื่องราวทางทฤษฎี มากกว่าเป็นการพิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ วาท โดยถือว่าการเลือกกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งมีเหตุผล ซึ่งหมายความว่า เพื่อให้ “Optimization”คือมุ่งได้ประโยชน์มากที่สุด และลดค่าใช้จ่าย(costs)เลือกที่จะกระทํา การจากชุดหรือทางเลือกต่างๆ ผู้กระทําการเลือกการกระทําซึ่งมีผลกระทบ(outcomes)
  • 35.
    35 ดีที่สุด (NicholasAbercrombic.et.al.,The Penguin Dictionaryof Sociology,Fourth Edition,PenguinBooks,200,pp.286-288.) 33.2ในมุมมองแห่งความรู้สึกชอบ (preferences) ของตนเองโดยเลียนแบบจากเศรษฐศาสตร์ นักสังคมวิทยาใช้ทฤษฎีหรือแนวนี้โดยกล่าวว่า ผู้กระทําการสนใจในสวัสดิการของ ตนเอง และสิ่งที่ตนเองเลือกนั้นเป็นไปตามความสนใจหรือประโยชน์ของตน ผู้กระทํา การมักต้องการคุ้มทรัพยากร ซึ่งตนเองสนใจ เช่น ทรัพย์สมบัติ ความปลอดภัยและความ สะดวกสบาย ดังนั้นจึงอยู่ในแนวทางของทฤษฎีอรรถประโยชน์นิยม(utilitarianism) ซึ่งจุดสําคัญถือว่าผู้กระทําการแต่ละคนคํานึงถึงตนเอง(egoistic)อนึ่งทฤษฎีหรือ แนวทางตรรกะrational นี้ เน้นว่า การกระทํานั้นมีลักษณะที่มุ่งเป้าหมาย (goal-diected) และพยายามที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นเรื่องของการได้ประโยชน์ส่วนตน ก็ได้ 33.3บางคนอาจคํานึงถึงบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนร่วมจุดมุ่งหมายสําคัญของการ เลือกแบบมีเหตุผล คือ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของ ระบบสังคม (มหภาค) มากกว่า พฤติกรรมของ ตัวบุคคล (จุลภาพ) ผู้สนับสนุนแนวนี้สนใจเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน (sition)จากพฤติกรรมของตัวบุคคล ไปยังตัว ระบบ และกลับไปกลับมา มีลักษณะที่ไม่ เหมือนอรรถประโยชน์นิยม(utilitarianism)ทั้งนี้เพราะไม่ได้เชื่อว่าระบบสังคมเป็นเพียง การรวมตัวโดยบวกส่วนย่อยเข้ามาของการกระทําของแต่ละบุคคลและแต่ละส่วน กล่าวคือ 1) เมื่อผู้กระทําการแต่ละคน รวมตัวเข้าด้วยกัน การปฏิสัมพันธ์ย่อมทําให้เกิดผลลัพธ์ที่ แตกต่างจากการรวมกันแบบก้อนวัตถุ แต่มีปฏิกิริยาต่อกัน จึงเกิดผลที่ไม่เหมือน ดังที่ได้ตั้งใจไว้ของแต่ละคนในระบบสังคม 2) ระบบสังคมมีลักษณะซึ่ง เหนี่ยวรั้ง (restrain) ตัวบุคคลและมีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจเลือก ดังนั้นแนวเหตุผลนี้จึงพยายามผนวกการอธิบาย 1)ระดับ มหภาค อันได้แก่ โครงสร้างเชิงสถาบันกับ 2)ระดับจุลภาค คือ ผู้กระทํา การมีพฤติกรรมอย่างไร ภายในโครงสร้างนั้น และมุ่งแก้ไขปัญหาว่าด้วยการเป็น ผู้กระทําการ(agency) และโครงสร้าง (structure) ความคิดทั่วๆไปเหล่านี้อาจอธิบายได้โดยอ้างถึงการกระทําของกลุ่ม(collective
  • 36.
    36 action)และความเหนียวแน่นทางสังคม(social cohesion)ซึ่งมีปัญหาในเนื้อในของ ตนเอง ตัวอย่างคือประเด็นที่ว่าด้วยความเป็นสมาชิกของสหพันธ์กรรมกรซึ่งถ้า แรงงานกลุ่มหนึ่ง มีตัวแทนในสหพันธ์หนึ่ง ซึ่งเรียกรองค่าจ้างเพิ่มในฐานะเป็นตัวแทน ของทุกคน ในกลุ่ม อีกทั้งการเป็นสมาชิกของสหภาพเป็นไปโดย ไม่มีการบังคับ จึงเกิด ปัญหาว่า ทําไมบุคคลตัดสินใจเลือกด้วยเหตุผลอันใดที่จะเขาเป็นสมาชิกและเสียค่า สมาชิก ทั้งนี้เพราะเมื่อมีการขึ้นค่าแรง จากการที่สหพันธ์ได้ช่วยเจรจาผู้ที่เป็นแรงงาน ย่อมได้รับผลทุกคน โดยไม่จําเป็นต้อง เป็นสมาชิกของสหภาพ 34. แนวการเลือกที่สมเหตุสมผล(Rational Choice) 34.1 ถือว่ามีในตัวบุคคลที่เห็นแก่ตัว ย่อมหมายถึงการได้รับประโยชน์ตามน้ํา (free rider) แต่ถ้าทุกคนเลือกไม่จ่ายก็ย่อมไม่มีสหภาพ และไม่มีการขึ้นค่าแรง กรณีของผู้เดิน หรือในตามน้ําแสดงให้เห็นว่า 1)การเน้นที่ตัวการกระทําของแต่ละบุคคล ว่าเป็นหน่วยหลักแห่งการวิเคราะห์ 2)การอธิบายการกระทําต่างๆเหล่านี้อ้างถึงการเลือกหรือตัวเลือกของผู้กระทําการที่ สนใจเฉพาะตนในการตอบสนองต่อโครงสร้างแรงจูงใจ (incentive) ซึ่งระบบ สังคมได้ให้ไว้ 3) ตัวบุคคลซึ่งพฤติกรรมหรือการกระทําการอย่างมีเหตุผล อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ ส่วนรวม ซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผลและไม่ก่อประโยชน์อันสูงสุดไม่ว่าต่อตัวกลุ่มหรือตัว บุคคล ดังนั้นอาจพิจารณาว่าคนจํานวนหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมสหภาพ และพิจารณา ทางเลือกที่มีเหตุผลว่าตัวบุคคลตระหนักว่าผลจะเกิดมาอย่างไร หากสหภาพอ่อนแอ เพราะมีสมาชิกน้อย ดังนั้นจึงเป็นการมองประโยชน์ในระยะยาวที่ได้เข้ารวม เพื่อทํา ให้สหภาพเข้มแข็ง อนึ่ง การเข้าร่วมอาจจะเกิดจากการที่ต้องการได้รับความชื่นชมจากผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพ อีกทั้งตัวบุคคลอาจได้ซึมซับปทัสถาน (norms)ของกลุ่ม ซึ่ง เห็นคุณค่าของการเป็นสมาชิก 34.2Rational choiceเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการทําการเลือก (choices)ทั้งนี้โดยมีความรักชอบ (preferences)ต่างๆกัน ดังนั้นจึงพยายามเข้าใจธรรมชาติ และต้นตอของความรู้สึกชอบ preferences ซึ่งมีความเห็นต่างๆกัน 1) โดยทั่วไป ถือว่าเป็นเรื่องของการเห็นแก่ตัว 2) ถือว่าการชอบต่างๆกันนั้น สะท้อนความเชื่อและค่านิยม ซึ่งไม่อาจย่อยลงมาให้เป็นเรื่อง
  • 37.
    37 ของความเห็นแก่ตัวเท่านั้น ในแนวนี้ถือว่า การชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้รับก่อตัวขึ้นมาโดย การกล่อมเกลาทางสังคม ดังนั้นแนวคิดนี้จึงต้องมีข้อสมมุติฐานเกี่ยวกับวัฒนธรรม และ โครงสร้างทางสังคมด้วย อีกทั้งชุดแห่งโอกาสที่จะเลือกมีเกี่ยวโยงกับโครงสร้างทาง สังคม ซึ่งย่อมมีการเหนี่ยวรั้งทางสังคมว่าจะเลือกอย่างใด และมีหลักฐานแสดงว่า บุคคล กระทําการในทางที่ยึดประโยชน์ของผู้อื่น และกลุ่มที่มาก่อนความสนใจของ ตนเอง ดังนั้นการอธิบายว่าด้วยเห็นแก่ตัวเอง (egoism) จึงไม่ถูกต้องต่อมามีทฤษฎีที่ว่า ด้วยเหตุผลที่มีขอบเขต (bounded rationality)ซึ่งถือว่า optimizationเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นทางเลือกของผู้กระทําการจึงถูกจํากัดในขอบเขตและไม่มีลักษณะที่เป็นเหตุผล อย่างเคร่งครัด 34.3 อนึ่งสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นเหตุผลต่อผู้กระทําการอาจไม่รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นต่อบุคคลอื่นจึง เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณา frame of reference กล่าวคือ นักทฤษฎีที่ถือว่ามีสิ่งที่ชอบ โดยผู้กระทําการแต่ยิ่งต้องสืบต่อไปว่าสิ่งที่ชอบนั้นเป็นเหตุผล หรือเปล่า นอกจากนี้มี ข้อพิจารณาว่านักทฤษฎีถูกต้องหรือเปล่าที่นิยามการเลือกหรือตัวเลือกของผู้กระทําการ ว่าเป็นเหตุผลในขณะที่ยังมีทางเลือกที่ดีกว่าอื่นๆอีก ซึ่งถ้าผู้กระทําการไม่ได้นํามา พิจารณา กล่าวคือ การมีเหตุผลในขอบเขตมีผลกระทบต่อทั้งตัวผู้สังเกตหรือตัวนัก ทฤษฎีและผู้กระทําการ(actor) 35. ภาคผนวก 35.1 ภาคผนวก 1 ศัพท์ภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์ประยุกต์) 1. capital language : ภาษาเมืองหลวง ภาษาที่ใช้พูดในเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นภาษามาตรฐานภาษาประจําชาติ และภาษาราชการของประเทศ 2. caretaker speech : ภาษาพี่เลี้ยง ภาษาแบบง่ายที่ผู้ใหญ่ใช้กับเด็กเล็กซึ่งกําลังหัดพูด ได้แก่ ภาษาที่ผู้เป็นแม่ พ่อ หรือพี่เลี้ยง เด็กพูดกับเด็ก ลักษณะโดยทั่วไปของภาษาพี่เลี้ยงคือ 1) เป็นถ้อยคําสั้นๆ ซึ่งแตกต่างจากภาษาที่ใช้กับผู้ใหญ่ 2) เป็นถ้อยคําที่มีโครงสร้างไวยากรณ์ไม่ซับซ้อน 3) ใช้ศัพท์นามธรรมหรือศัพท์ยากจํานวนน้อย และมีการพูดซ้ํา 4) มีการออกเสียงที่ชัดเจน แต่อาจมีการใช้ทํานองเสียงที่ผิดไปจากปรกติ ภาษาพี่เลี้ยงเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเชื่อว่าช่วยการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
  • 38.
    38 3. casual language: ภาษากันเอง มีความหมายเหมือน casual style 4. casual style : วัจนลีลากันเอง รูปแบบของภาษาที่ใช้ในสถานการณ์ไม่เป็นทางการ เช่น ในการสนทนาระหว่างเพื่อน หรือ ในงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ที่มีบรรยากาศไม่เคร่งเครียด ผู้พูดจะไม่รู้สึกตัวหรือระวังตัวในการพูด ลักษณะทางภาษาของวัจนลีลานี้ไม่จําเป็นต้องเคร่งครัดตามกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ มีลักษณะ เด่นคือ การละคํา ดังตัวอย่าง “หิวแล้ว ไปกินกันเลยไหม” (ละประธาน) ‚Want to come with me?‛ (ละประธาน) ‚finished?‛ (ละประธานและกริยาช่วย) และการใช้คําแสลง เช่น “วิชานี้หิน สุดๆ”, “อาจารย์แกเหี้ยมน่าดู” นอกจากนั้น การออกเสียงในวัจนลีลานี้มักไม่ค่อยชัดเจนและมี การกร่อนคําหรือกร่อนเสียง เช่น คําว่า รัฐศาสตร์ ออกเสียงเป็น ‚รัดสาด” หรือ “ลัดสาด” คําว่า มหาวิทยาลัย ออกเสียงเป็น “มหาลัย” [มีควาหมายเหมือนกับ casual language] 5. change from below : การเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง การเปลี่ยนแปลงในภาษาซึ่งเกิดขึ้นโดยปราศจากความรู้สึกเกี่ยวกับศักดิ์ศรีในสังคม คือ ไม่ มีความรู้สึกว่าการใช้ภาษาแบบใดดีหรือไม่ดี เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการที่สมาชิกบาง กลุ่มในชุมชนเปลี่ยนมาใช้รูปหรือลักษณะของภาษาแบบใหม่ด้วยเหตุผลอื่นหรืออาจไม่มีเหตุผล ก็ได้ คําว่า “ข้างล่าง” (below) ในที่นี้หมายถึง “ใต้ระดับสํานึกทางสังคม หรือไม่มีสํานึกทาง สังคม” เช่น การทําคนไทยออกเสียงบางเสียงเพี้ยนไปจากเดิมเพราะไม่ตั้งใจ เป็นต้นว่า ออกเสียง ร เป็น ล 6. change in apparent time : การเปลี่ยนแปลงในเวลาเสมือนจริง การเปลี่ยนแปลงในการใช้ภาษาที่เกิดขึ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของ กลุ่มต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุต่างกัน อายุกับเวลาเป็นเรื่องที่เปรียบเทียบได้ ภาษา ของผู้ที่มีอายุมากเปรียบได้กับภาษาในอดีต ภาษาของผู้ที่มีอายุกลางๆ ถือได้ว่าเป็นภาษาปัจจุบัน และภาษาของผู้มีอายุน้อยเปรียบได้กับภาษาในอนาคต ดังนั้น การแปรของภาษาในกลุ่มผู้พูด หลายกลุ่มที่มีอายุต่างกันและลดหลั่นกัน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง จึงเปรียบเสมือนการเปลี่ยนแปลง ของภาษาในเวลาจริง เช่น การออกเสียง ร มีงานวิจัยหลายเรื่องที่แสดงว่าคนไทยยิ่งอายุน้อยลง เท่าใดก็ยิ่งออกเสียง ร ได้ชัดเจนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นเราจึงสามารถทํานายได้ว่า เสียง ร อาจ หายไปในอนาคต 7. change in progress : การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่ การเปลี่ยนแปลงของรูปหรือลักษณะในภาษาที่ยังไม่สิ้นสุด และสามารถสังเกตเห็น กระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ว่ากําลังคืบหน้าไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่ก็คือ การแปร ของภาษาในสังคมนั่นเอง เช่น การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่ของเสียง ร ในภาษาไทย ซึ่งสามารถ สังเกตได้ว่า เสียง ร กําลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นเสียง ล โดยศึกษาการแปรของการออกเสียง ร ใน
  • 39.
    39 กลุ่มคนไทยที่แตกต่างกันทางสังคม ดังงานวิจัยที่พบว่าคนที่มีการศึกษาสูงมักออกเสียง รเป็น ร แต่คนที่มีการศึกษาต่ํามักออกเสียงเป็นเสียง ล หลักฐานนี้แสดงว่าเสียง ร มีการแปร การแปร เช่นนี้คือ การเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินอยู่นั่นเอง และในอนาคตหากไม่มีผู้ใดในสังคมไทยออกเสียง ร เป็น ร เลย คือออกเป็นเสียง ล ทั้งหมด ก็อาจกล่าวได้ว่าเสียง ร ได้เปลี่ยนเป็นเสียง ล โดย สมบูรณ์แล้ว 8. change in real time : การเปลี่ยนแปลงในเวลาจริง การแปรของภาษาตามกาลเวลาซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ภาษามีรูปหรือลักษณะแตกต่างไปจาก รูปหรือลักษณะในอดีต เช่น เสียงของสระ ใ ไม้ม้วน ในภาษาไทยในอดีตออกเสียงเป็น [aɰ] คือ ไม่ได้ออกเสียงเป็น [ai] เหมือนเสียง ไ ไม้มลาย แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทย ในช่วงเวลาที่ยาวนานจนเสียงของสระ ใ ได้เปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งออกเสียงเหมือนกับสระ ไ แล้วในปัจจุบัน 9. channel : ช่อง, ช่องทางสื่อสาร วิธีการส่งข่าวสารจากคนหนึ่ง เช่น การพูด การเขียน การสื่อสารทางวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ นอกจากนี้การใช้จังหวะกลอง การใช้สัญญาณควัน หรือการใช้สัญญาณธง ก็ถือเป็น ช่องทางสื่อสารด้วย 10. class : ชั้นชน กลุ่มบุคคลที่สมาชิกแตกต่างจากกลุ่มอื่นด้วยลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม ในสังคม สมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมอุตสาหกรรม การจัดช่วงชั้นทางสังคมของบุคคลพิจารณาจากปัจจัยด้าน อาชีพ รายได้ และการศึกษา เป็นสําคัญซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กัน โดยทั่วไป นัก สังคมวิทยาตะวันตกแบ่งช่วงชั้นทางสังคมเป็น 3 ชั้นหลักคือ ชั้นชนบน (upper class) ชั้นชน กลาง (middle class) และชั้นชนล่าง (lower class) ซึ่งแต่ละชั้นชนอาจมีการแบ่งย่อยได้อีก ดังต่อไปนี้ 1) ชั้นชนบน (upper class) - ชั้นชนบทระดับสูง (upper-upper class) - ชั้นชนบนระดับต่ํา (lower-upper class) 2) ชั้นชนกลาง (middle class) - ชั้นชนกลางระดับสูง (upper-middle class) - ชั้นชนกลางระดับต่ํา (lower-middle class) 3) ชั้นชนล่าง (lower class) หรือชั้นชนผู้ใช้แรงงาน (working class) - ชั้นชนล่างระดับสูง (upper-lower class) - ชั้นชนล่างระดับต่ํา (lower-lower class)
  • 40.
    40 ความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านชั้นชนพบว่า มีอิทธิพลต่อการใช้ภาษา ผลจากการวิจัย ด้านการใช้ภาษาของกลุ่มบุคคลในเชิงภาษาศาสตร์สังคมหรือด้านการเรียนภาษาต่างประเทศ พบว่า ผู้พูดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกันจะใช้ภาษาแตกต่างกัน [มีความหมาย เหมือนกัน social class] 11. classical language : ภาษาคลาสิก ภาษามาตรฐานที่ตายแล้ว คือ ไม่เป็นภาษาแม่ของผู้ใดเลยในปัจจุบันภาษาละติน ภาษาสันสกฤต 12. classroom discourse : สัมพันธสารห้องเรียน ประเภทของภาษาที่ใช้ในห้องเรียน ซึ่งมีรูปแบบและหน้าที่แตกต่างจากภาษาที่ใช้ใน สถานการณ์อื่นๆ เนื่องจากเป็นลักษณะการใช้ภาษาของผู้สอนและผู้เรียนซึ่งมีบทบาทต่างกันและ ทํากิจกรรมที่แตกต่างจากกิจกรรมอื่นๆ นอกห้องเรียน โดยทั่วไปรูปแบบของสัมพันธสาร ห้องเรียนประกอบด้วยการกระตุ้นของผู้สอน การตอบสนองของผู้เรียน และการประเมินด้วยการ ส่งผลย้อนกลับของผู้สอน ลักษณะการใช้ภาษาแบบจํากัดเฉพาะในห้องเรียนของผู้เรียนดังกล่าว เชื่อว่าอาจมีผลต่อพัฒนาการด้านภาษาของผู้เรียน เช่น อาจทําให้ผู้เรียนใช้ภาษาที่ไม่เป็น ธรรมชาติ 13. classroom interaction : การปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน รูปแบบของการสื่อสารทั้งวัจนภาษา อวัจนภาษา และประเภทของความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นในชั้นเรียน ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนอาจเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาสัมพันธสาร (discourse) ภาษาครู (teacher talk) และการรับภาษาที่สอง (second language acquisition) 14. code : รหัส ศัพท์ซึ่งใช้แทนคําว่า ภาษา (language) วิธภาษา (speech variety) หรือภาษาย่อย (dialect) โดยถือว่าเป็นกลางมากกว่าคําอื่นๆ นอกจากนี้ยังใช้ศัพท์นี้เพื่อหมายถึงการใช้ภาษาหรือวิธภาษา ในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักเรียนอาจใช้ภาษาไทยมาตรฐานใน โรงเรียน แต่ใช้ภาษาไทยถิ่นที่บ้าน นั่นคือใช้รหัสต่างกันตามสถานการณ์ 15. code mixing : การปนรหัส การใช้ภาษาหรือระบบการสื่อสารใดก็ตามมากกว่า 1 ภาษาหรือ 1 ระบบปนกันในแต่ละ ประโยค เช่น การพูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษในแต่ละประโยค ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “paper ต้องส่งเมื่อไร อาจารย์ไม่ได้ให้ deadline มาเลย” “พรุ่งนี้ต้อง present แล้ว รู้สึก excite มากเลย” 16. code selection : การเลือกรหัส การเลือกภาษาหรือวิธภาษา ผู้ใช้รหัสหรือภาษาสามารถใช้ภาษาสื่อสารกับผู้อื่นได้มากกว่า 1 แบบ มักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ซึ่งประกอบด้วยวัตถุประสงค์ เวลา สถานที่ และ บุคคล เป็นต้น
  • 41.
    41 17. code switching: การสลับรหัส การใช้ภาษาหรือระบบการสื่อสารใดก็ตามมากกว่า 1 ภาษาหรือมากกว่า 1 ระบบสลับกันไป มาในระดับประโยค เช่น พูดภาษาไทย 2-3 ประโยค แล้วต่อด้วยภาษาอังกฤษ 1 ประโยค แล้ว กลับมาใช้ภาษาไทยอีก 5-6 ประโยค แล้วตามด้วยภาษาอังกฤษอีก 3-4 ประโยค การสลับรหัสรวมไปถึงการใช้วิธภาษาสลับกันด้วย เช่น พูดภาษาไทยกรุงเทพสลับกับ ภาษาไทยถิ่นสงขลา พูดภาษาทางการสลับกับภาษาไม่ทางการ 18. codification : การจัดประมวล การสร้างบรรทัดฐานการใช้ภาษาให้เป็นแบบสําหรับคนทั่วไปในสังคมทําได้โดยการจัดทํา พจนานุกรม ตําราไวยากรณ์ และตําราอื่นๆ ที่เกี่ยวกับหลักการใช้ภาษา เพื่อให้ทุกคนในสังคม สามารถอ้างอิงถึงรูปแบบที่ถูกต้องได้ การจัดประมวลเป็นขั้นตอนสําคัญของการทําภาษาให้เป็น มาตรฐาน 19. coding : การให้รหัส เทคนิคการวิจัยซึ่งมีการจัดข้อมูลเป็นชนิดหรือประเภท เพื่อการนับหรือการจัดเป็นตาราง เช่น การออกแบบสอบถาม เมื่อได้คําตอบมาแล้วก็นําคําตอบมาจัดประเภทหรือลงรหัสเพื่อให้ สามารถใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ได้โดยอัตโนมัติ 20. cognition : ปริชาน การเรียนรู้หรือการจัดระบบสรรพสิ่งที่ได้รับทางประสาทสัมผัสเป็นองค์ความรู้และเก็บไว้ ในสมอง 21. cognitive linguistics : ภาษาศาสตร์ปริชาน แขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่มุ่งศึกษากระบวนการปริชานที่เกี่ยวข้องกับการรับภาษา (language acquisition) การประมวลผลภาษาในสมอง การคิด การเข้าใจ การจํา และการใช้ภาษา 22. cognitive meaning : ความหมายเชิงปริชาน ความหมายหลักของคําหรือถ้อยคําตามความรู้ของผู้พูด เช่น คําว่า “หมู” ผู้พูดหมายถึงสัตว์ ชนิดหนึ่งซึ่งใช้เป็นอาหารของมนุษย์ โดยมิได้หมายถึงความหมายอื่นซึ่งเป็นความหมายแฝงที่ อาจหมายถึง “เรื่องที่ง่าย” หรือ “ไม่ยาก” เป็นต้น 23. cognitive process : กระบวนการปริชาน กระบวนการเรียนรู้ซึ่งเริ่มจากการรับรู้สรรพสิ่งทางประสาทสัมผัส หลังจากนั้นมีการสร้าง มโนทัศน์ (concept) จากการรับรู้สิ่งต่างๆ หลายครั้ง เช่น เมื่อเด็กเห็นแมวหลายๆ ครั้งก็เริ่มมีภาพ ของแมวในสมอง ซึ่งเป็นภาพทั่วไป ไม่เหมือนกับภาพของแมวแต่ละตัวที่มีลักษณะเฉพาะ ภาพที่ สร้างขึ้นหรือมโนทัศน์เช่นนี้จะถูกโยงให้สัมพันธ์กับมโนทัศน์อื่นๆ กลายเป็นระบบมโนทัศน์ ระบบมโนทัศน์หลายระบบมีความสัมพันธ์กันและรวมกันเป็นองค์ความรู้ซึ่งถูกเก็บไว้ในสมอง
  • 42.
    42 ภาษามีบทบาทสําคัญในกระบวนการปริชาน เพราะเป็นตัวแทนของมโนทัศน์ เมื่อใดก็ ตามที่มนุษย์สร้างมโนทัศน์ขึ้นเมื่อนั้นมนุษย์จะสร้างคําที่ใช้เรียกมโนทัศน์นั้นด้วย ระบบมโน ทัศน์จึงประกอบด้วยคําศัพท์ที่สัมพันธ์กันและองค์ความรู้ของสังคมจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมนุษย์ไม่ มีภาษาที่เป็นตัวแทนของระบบมโนทัศน์และใช้สื่อมโนทัศน์ หรือสืบทอดมโนทัศน์ไปยังสมาชิก อื่นๆ ในสังคม กระบวนการเรียนรู้ภาษาเป็นกระบวนการปริชาน ดังจะเห็นได้จากการผู้เรียนมีการสรุป ความ การตีความ การวางนัยทั่วไป การเฝ้าสังเกต การจําอุปนัย นิรนัย 24. cognitive psychology : จิตวิทยาปริชาน แขนงหนึ่งของจิตวิทยาที่ศึกษากระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้และระบบ การรู้ เช่น การคิด การรับรู้ การเข้าใจ การจํา และการเรียนรู้ เนื่องจากระบบปริชานเกี่ยวข้องกับภาษาอย่างมาก กล่าวคือ ภาษามีบทบาทสําคัญใน กระบวนการเรียนรู้และสร้างระบบความรู้ของมนุษย์ ดังนั้นจิตวิทยาปริชานจึงซ้อนเหลื่อมกับ ภาษาศาสตร์ปริชาน จิตวิทยาปริชานสัมพันธ์กับทฤษฎีภาษาศาสตร์ไวยากรณ์เพิ่มพูน (generative grammar) ซึ่ง ถือว่าภาษาเป็นกระบวนการปริชานของมนุษย์ ต่างจากภาษาศาสตร์แนวโครงสร้าง (structural linguistics) ซึ่งถือว่าภาษาเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเคยชินตามแนวคิดของจิตวิทยา พฤติกรรมนิยม (behaviorism) 25. coherence : การเกาะเกี่ยวความ ความสัมพันธ์ที่ทําให้ถ้อยคําที่กล่าวออกมาในการสนทนาหรือประโยคต่างๆ ในข้อเขียนมี ความหมายเกาะเกี่ยวต่อเนื่องกันอย่างมีเหตุมีผล การเกาะเกี่ยวกันอาจมาจากข้อมูลที่คู่สนทนามี ร่วมกัน เช่น เพื่อนนักเรียน 2 คนพูดกันหลังเลิกเรียน A : Mother wants me to buy some flour and sugar. Could you drop me at the grocer’s on your way home? B : Sorry, I have to see my grandmother this afternoon. ถึงแม้จะไม่มีการเชื่อมโยงกันทางด้านไวยากรณ์หรือคําศัพท์ระหว่างคําถามกับคําตอบของ A และ B แต่คําพูดของทั้งคู่มีการเกาะเกี่ยวความกัน คือทั้งคู่รู้ว่าบ้านยายของ B กับร้านขายของ อยู่คนละทางกัน ส่วนในงานเขียนทั่วไป ในแต่ละย่อหน้ามักมีการเกาะเกี่ยวความกัน เพราะทุกประโยคขยาย ใจความสําคัญของย่อหน้านั้นๆ 26. coinage; word coining : การบัญญัติศัพท์
  • 43.
    43 การสร้างคําใหม่เพื่อใช้เรียกสิ่งใหม่หรือมโนทัศน์ใหม่ในสังคม โดยเฉพาะที่รับมาจาก ต่างประเทศและมีคําเรียกเป็นภาษาต่างประเทศ เช่นคําว่า ชาติ ประชากร และ โลกาภิวัตน์ เป็น ศัพท์ที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคําว่า nation, population และ globalization ตามลําดับ 27. coined word : ศัพท์บัญญัติ คําที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เรียกสิ่งใหม่ในสังคม โดยเฉพาะที่รับมาจากต่างประเทศ ตัวอย่าง ศัพท์ เฉพาะในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ชีววิทยา, ประชาธิปไตย, วัฒนธรรม, สัทวิทยา, อรรถศาสตร์ เป็น ศัพท์ที่บัญญัติที่ตรงกับคําภาษาอังกฤษว่า biology, democracy, cultural, phonology, semantics ตามลําดับ 28. collaborative research : งานวิจัยร่วม งานวิจัยที่ผู้สอนทําร่วมกับผู้อื่นในโครงการพัฒนาผู้สอน ผู้วิจัยอาจเป็นผู้สอนในโรงเรียน เดียวกัน หรือจากโรงเรียนอื่น หรือร่วมกับนักวิจัยของมหาวิทยาลัย หรือระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน งานวิจัยร่วมเป็นองค์ประกอบที่สําคัญของการวิจัยแก้ปัญหา (action research) 29. colloquialism : สํานวนภาษาปาก คําหรือวลีที่มักใช้ในการพูดและการเขียนแบบไม่เป็นทางการ เช่น ใช้ tummy (stomach) ain’t และ comin’ ใน He ain’t comin’. (He is not coming.) ตัวอย่างในภาษาไทย เช่น พุง (ท้อง) หน้าแตก (เสียหน้า) 30. colloquial speech : ภาษาปาก ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจําวันในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการ ผู้พูดจะใช้ภาษาโดยไม่ ระมัดระวังนักในการออกเสียง การเลือกคําหรือโครงสร้างภาษาปากเป็นภาษาที่ใช้ใน สถานการณ์แบบกันเองเมื่ออยู่กับคนในครอบครัวมิตรสหาย หรือเพื่อนร่วมงาน เช่น John’s off his head. แทนที่จะพูดว่า John’s behavior is not reasonable. ปัญหาของผู้เรียนภาษาต่างประเทศก็คือ ไม่คุ้นเคยกับภาษาปากและมักใช้ภาษาที่ค่อนข้าง เป็นทางการในสถานการณ์ที่ควรจะใช้ภาษาแบบกันเอง (ศัพท์ภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์ประยุกต์) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 1, 2553.) 35.2 ภาคผนวก 2 พจนานุกรมเศรษฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 1. A1 ชั้น 1 : สัญลักษณ์แห่งคุณภาพของทรัพย์ เช่น ในการประกันภัยเรือเดินทะเล หากเรืออยู่ใน สภาพดีเยี่ยม สถาบันลอยด์แห่งลอนดอนจะขึ้นทะเบียนรับรองว่าเป็นเรือ A1 หรือเรือชั้น 1 สัญลักษณ์ A1 นี้ ได้นําไปใช้ในการทําสัญญาประกันชีวิต โดยหมายถึงผู้ที่มีสุขภาพดีเยี่ยม (A1 life)
  • 44.
    44 การได้รับสัญลักษณ์แห่งคุณภาพชั้น 1 นี้เป็นผลให้ผู้เอาประกันภัยจ่ายเบี้ยประกันภัยใน อัตราที่ต่ําลงเนื่องจากมีความเสี่ยงภัยน้อย 2. abandonment การสละ, การทิ้ง : 1) การสละสิทธิในทรัพย์สิน โดยไม่คิดที่จะนํากลับคืนมาอีก 2) การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัย เช่น ในการประกันภัย ทางทะเล กรณีที่เกิดความสูญเสียเกือบสิ้นเชิง ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน แบบสูญเสียสิ้นเชิงโดยแท้จริง โดยยินยอมสละสิทธิในส่วนหรือซากทรัพย์ที่เหลืออยู่ให้แก่ผู้รับ ประกันภัย 3. abandonment of cargo การสละสินค้า :ในการเอาประกันภัย หากสินค้าที่เอาประกันภัยเสียหายมาก แต่ไม่ทั้งหมด ผู้เอาประกันภัยอาจขอให้ผู้รับประกันภัยชําระเงินชดเชยเสมือนสินค้าเสียหายทั้งหมดตามที่เอา ประกันภัยไว้ แต่ผู้เอาประกันภัยต้องสละกรรมสิทธิ์ในสินค้าส่วนที่เหลือให้แก่ผู้รับประกันภัย 4. abatement 1) การลดหย่อน :การให้ประโยชน์แก่ผู้ชําระเงิน ผู้ใช้บริการลูกหนี้ หรือผู้เสียภาษี ด้วย เหตุผลหรือนโยบายของหน่วยงาน เช่น ในทางการคลัง เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรดา ผู้เสียภาษีมี สิทธิหักค่าลดหย่อนรายการต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย เบี้ยประกันชีวิต เงินสมทบกองทุนประกันสังคม เงินสะสมกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ 2) การระงับ : ในทางการเงิน หมายถึง การยกเลิกค่าใช้จ่ายบางส่วนหรือทั้งหมด 5. abatement cost ค่าใช้จ่ายเพื่อการบรรเทา : ค่าใช้จ่ายที่ใช้เพื่อลดหรือขจัดปัญหาภาวะมลพิษ 6. ability-to-pay principle of taxation หลักการเก็บภาษีตามความสามารถ : หลักการเก็บภาษีที่ถือหลักความสามารถของผู้เสีย ภาษี ซึ่งอาจพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ทรัพย์สิน การบริโภค หรือรายได้ หากรายได้เพิ่มสูงขึ้น ก็จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นด้วย เช่น ภาษีก้าวหน้า (progressive tax) เป็นการเก็บภาษีตาม หลักการนี้ 7. abnormal loss ขาดทุนเกินปรกติ :การขาดทุนที่เกินกว่าที่คิดเผื่อไว้ เนื่องจากทีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดว่า จะเกิดขึ้น เช่น ความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ วิกฤติการณ์ทางการเมือง 8. abnormal profit; excess profit กําไรเกินปรกติ :กําไรที่สูงกว่าปกรติหรือสูงกว่าที่ผู้ประกอบการควรจะทําได้ 9. abnormal spoilage
  • 45.
    45 ความสูญเสียผิดปรกติ :ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากเกินกว่าที่คิดเผื่อไว้ในภาวะการ ดําเนินงานปรกติ 10. abovepar สูงกว่าราคาที่ตราไว้ :มูลค่าหรือราคาตลาดของตราสารการเงินที่สูงกว่าราคาที่ระบุไว้ใน ตราสาร 11. absconding debtor ลูกหนี้ซึ่งหลบหนี้ : ลูกหนี้ซึ่งมีหนี้ที่จะต้องชําระแก่เจ้าหนี้ แต่หลบซ่อนตัวหรือหลบหนี เจ้าหนี้ไปด้วยเจตนาทุจริต 12. absenteeism rate อัตราการขาดงาน : 1) จํานวนวันที่คนงานไม่มาทํางานหรือขาดงาน คิดเป็นร้อยละของจํานวนวันที่จะต้องมีการ ทํางานทั้งหมดในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง 2) จํานวนคนขาดงานต่อจํานวนคนงาน 100 คน ในวันใดวันหนึ่ง 13. absolute assignment การโอนสิทธิให้อย่างเด็ดขาด :การโอนสิทธิทั้งหมดในทรัพย์สินให้แก่ผู้รับโอนโดยไม่มี เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น 14. absolute income hypothesis สมมุติฐานรายได้สมบูรณ์ :ทฤษฎีการบริโภคตามแนวคิดของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่อธิบายว่า จํานวนค่าใช้จ่ายในการ บริโภคที่ปัจเจกบุคคลหรือครัวเรือนใช้จ่ายมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายได้ที่ใช้จ่าย ได้ (disposable income) โดยทั่วไปในระยะสั้น เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น ความโน้มเอียงใน การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคจะเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริโภคจะน้อยกว่าการ เพิ่มขึ้นของรายได้ นั่นคือความโน้มเอียงในการบริโภคหน่วยท้ายสุด (marginal propensity to consume) มีค่าน้อยกว่า 1 15. absolute title สิทธิเด็ดขาด : การมีสิทธิ์ในทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น 16. absorption การกลืนกิจการ : การรวมธุรกิจตั้งแต่สองหน่วยขึ้นไปเข้าเป็นหน่วยเดียวกัน โดยทั่วไป เป็นการรวมธุรกิจขนาดเล็กเข้ากับธุรกิจขนาดใหญ่โดยธุรกิจขนาดเล็กยุบตัวเองเข้าเป็นส่วน หนึ่งของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าไปรวมด้วย 17. absorption point
  • 46.
    46 จุดอิ่มตัว : ภาวการณ์ที่ตลาดไม่ยอมรับสินค้าและบริการที่เสนอขายเข้ามาอีกหากไม่มี การลดราคา 18.abstinence การอดออม : การละเว้นการบริโภค หรืออย่างน้อยที่สุดก็เลื่อนเวลาการบริโภคออกไป ก่อน 19. accelerated depreciation ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง : การคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ถาวรอัตราสูงในงวดแรกๆ และลดลงในงวดต่อไป 20. acceleration premium; acceleration premium บําเหน็จเสริมพิเศษ : การเพิ่มค่าจ้างหรือโบนัสตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ลูกจ้าง มีกําลังใจในการปฏิบัติงานให้ได้ผลผลิตสูงยิ่งขึ้นไปอีก 21. acceptance against documents การรับรองโดยมีเอกสารเป็นหลักฐาน : การที่ลูกหนี้ (debtor) หรือผู้จ่ายเงิน (drawee) รับรองตั๋วเงินที่จะจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อได้รับเอกสารส่งของเป็นหลักฐาน 22. acceptance credit เครดิตที่ได้รับการรับรอง : ตั๋วแลกเงินของผู้ส่งออกที่ผู้นําเข้าได้ให้ธนาคารให้คํารับรอง และเปิดวงเงินเครดิตให้แก่ผู้นําเข้า โดยผู้ส่งออกสามารถนําตั๋วแลกเงินนี้ไปเบิกเงินค่าสินค้า จากธนาคารของผู้ส่งออกได้โดยยอมเสียค่าส่วนลด 23. acceptance line วงเงินที่ธนาคารรับรอง : วงเงินสูงสุดที่ธนาคารให้การรับรองแก่ลูกค้าแต่ละราย 24. acceptance of bill of exchange การรับรองตั๋วแลกเงิน : การที่ผู้จ่ายเขียนลงในด้านหน้าของตั๋วแลกเงินว่ารับรองแล้ว หรือ ความอย่างอื่นทํานองเดียวกันนั้น ซึ่งลงลายมือชื่อของผู้จ่ายหรือแม้เพียงผู้จ่ายลงลายมือชื่อไว้ ในด้านหน้าของตั๋วแลกเงินก็ถือว่ารับรองตั๋วแลกเงินนั้นแล้ว 25. acceptance of goods การตกลงรับมอบสินค้า : การที่ผู้ซื้อยอมรับมอบสินค้าจากผู้ขายและพร้อมที่จะจ่ายเงินค่า สินค้าให้แก่ผู้ขาย หรือการที่ผู้ซื้อมิได้กระทําการอื่นใดอันเป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้านั้น ภายในเวลาอันสมควร ถือว่าผู้ซื้อยอมรับสินค้านั้นและจะจ่ายเงินค่าสินค้าให้ด้วย 26. acceptor ผู้รับรอง : บุคคล (ผู้จ่าย) ซึ่งลงลายมือชื่อรับรองว่าจะจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่ผู้ทรง เมื่อถึงกําหนดเวลาใช้เงิน 27. accession rate
  • 47.
    47 อัตราเพิ่มของจํานวนลูกค้า : อัตราส่วนของลูกจ้างใหม่ที่ได้รับการจ้างงานโดยคิดเป็น ร้อยละของจํานวนลูกจ้างทั้งหมดในช่วงระยะเวลาหนึ่งอัตราส่วนนี้เป็นเครื่องชี้บอกภาวะ เศรษฐกิจโดยถ้าอัตราส่วนนี้ลดลงจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจตกต่ํา แต่ถ้าอัตราส่วน เพิ่มขึ้นจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ 28. accidental death & disablement insurance การประกันภัยของการเสียชีวิตและทุพพลภาพโดยอุบัติเหตุ : การประกันภัย โดยมี เงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพจากอุบัติเหตุที่เอา ประกันภัยไว้ 29. accommodation การให้เงินกู้เพื่ออนุเคราะห์ : การให้กู้เงินในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วนหรือการให้กู้เงิน ระยะสั้นที่เป็นการให้กู้เงินโดยไม่เรียกหลักประกัน 30. accommodation paper ตราสารเพื่ออนุเคราะห์ : ตราสารที่บุคคลคนหนึ่งได้ลงลายมือชื่อรับรองรายจ่ายเงินเพื่อ ช่วยให้ตราสารนั้นเป็นที่เชื่อถือ (พจนานุกรมเศรษฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 1, 2552.) 35.3 ภาคผนวก 3 พจนานุกรมคําใหม่ เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 1. กฎบัตรกฎหมาย กระบวนกฎหมาย. เชิงกฎหมาย เช่น คนธรรมดาอย่างเราจะรู้กฎบัตรกฎหมายได้อย่างไร. 2. กฐินทัวร์ การทอดกฐินที่จัดการท่องเที่ยวร่วมไปด้วย เช่น เขาจัดกฐินทัวร์ทุกปี ผู้ที่ไปร่วมทาบุญก็ ได้เที่ยวสนุกด้วย. 3. กระจอกข่าว นักข่าว เปรียบกับนกกระจอกตรงที่ว่องไว และส่งเสียงจ้อกแจ้กเหมือนคนช่างพูด ช่าง ซักถาม เช่น กระจอกข่าว ป้อนคาถามทายาทเจ้าพ่อวงการหนังสือพิมพ์เรื่องหัวใจว่าจะมีข่าวดี เมื่อไร. อาจใช้ร่วมกับคํา กระจิบ เป็น กระจิบกระจอกข่าว เช่น งานนี้มีกระจิบกระจอกข่าวมากัน เต็ม 4. กระดูกขัดมัน 1) ขี้เหนียวมากไม่ยอมให้อะไรแก่ใครง่ายๆ เช่น แม่ค้าคนนี้กระดูกขัดมันเหลือเกิน เราซื้อเงาะแก ตั้งสิบกิโลจะเกินสักขีดก็ไม่ได้.
  • 48.
    48 2) ให้คะแนนยาก เช่นอาจารย์คนนี้กระดูกขัดมันชะมัดออกข้อสอบก็ยากแล้วยังขี้เหนียวคะแนน อีก. 5. กระดูกเหล็ก 1) แข็งแรง ไม่บาดเจ็บง่าย เช่น หมอนี่กระดูกเหล็ก ตกบันได 10 ขั้นยังไม่เป็นอะไร. 2) ไม่ตายง่ายๆ เช่น เขาเป็นสารวัตรกระดูกเหล็ก ผ่านการต่อสู้กับผู้ร้ายมาโชกโชน. 6. กระแสสังคม ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่มีอิทธิพลต่อการดําเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น กระแสสังคมกดดันตารวจไม่ให้ดาเนินคดีกับเด็กที่ทาผิดกฎหมาย. 7. ก๊วน 1) กลุ่มคนที่สนิทสนมและร่วมทํากิจกรรมเดียวกันเป็นประจํา เช่น เขาสนิมกับรัฐมนตรีคนนี้ เพราะเล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกัน 2) กลุ่มคนที่มักก่อความวุ่นวาย เช่น ก๊วนมอเตอร์ไซค์ซิ่ง. ก๊วนกวนเมือง. 8. ก๊อป ลอกเลียนแบบ เช่น เขาแต่งตัวเดิ้นมากยังกับก๊อปมาจากแม็กกาซีน. (ตัดมาจาก อ. copy). 9. ก๊อปปี้ 1) กระดาษที่ใช้สําหรับทําสําเนา. 2) ลักษณนามเรียกสําเนาหนังสือ เช่น ก๊อปปี้หนึ่ง. สาเนา 2 ก๊อปปี้. 3) ลอกเลียนแบบ เช่น กระเป๋าพวกนี้ก๊อปปี้ของแบรนด์เนมทั้งนั้น. พูดสั้นๆ ว่า ก๊อป. 10. กางเกงเล กางเกงแบบชาวประมง เป็นกางเกงที่ตัดแบบกางเกงขาก๊วยหรือกางเกงแพร ใช้ผ้าฝ้ายสี ต่างๆ เช่น นักศึกษาสมัยนี้ชอบนุ่งกางเกงเวลาทากิจกรรมกัน. 11. การเมืองธนกิจ การเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งทําให้เกิดคอร์รัปชั่น เช่น เมื่อนักธุรกิจเป็น นักการเมือง การบริหารงานจึงเป็นการเมืองธนกิจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตน. 12. กินบ้านกินเมือง ฉ้อราษฎร์บังหลวง เช่น พวกกินบ้านกินเมืองนี่ต้องจับเข้าคุกเข้าตะรางเสียให้หมด. 13. กุนซือ ที่ปรึกษา เช่น พรรคนี้มีกุนซือเก่งๆ หลายคน. ใครนะเป็นกุนซือให้นายกยุบสภา(จ. กุงซือ ว่า ที่ปรึกษา). 14. กูรู ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้รู้ เช่น เขาเป็นกูรูด้านเสริมสวย 15. เกทับ
  • 49.
    49 1) วางเงินพนันเป็นจํานวนมากกว่าคู่แข่งเพื่อแสดงว่าตนมีไพ่เหนือกว่า เช่นเขาวางเงินพนัน 1,000 บาท เราเกทับ 2,000 บาทเลย. 2) ทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหนือกว่าคู่แข่งขันเพื่อแสดงว่าตนมีสิ่งที่ดีกว่า เช่น พอมีคนวางเงินประมูล สร้อยเพชร 100,000 บาท เขาก็เกทับเป็น 200,000 บาท จนอีกฝ่ายยอมถอย. 16. เกทับบลั๊ฟแหลก 1) วางเงินพนันเป็นจํานวนมากกว่าคู่แข่งเพื่อข่มว่าตนมีไพ่เหนือกว่า แต่มักไม่มีไพ่ที่เหนือกว่า จริง. 2) ทําทีว่าตนเหนือกว่ามากหรือมีสิ่งที่เหนือกว่ามากทั้งๆ ที่ไม่มีจริง เช่น เขาบอกว่าสนิทกับ รัฐมนตรี เราจึงเกทับบลั๊ฟแหลกว่าเราน่ะสนิทกับนายกรัฐมนตรี. (บลั๊ฟ มาจาก อ. bluff) 17. เกะ 1) แผ่นซีดีบันทึกทํานองเพลงที่มีเนื้อร้องเพื่อให้ร้องตามได้ เช่น เขาชอบร้องเกะเพราะจาเนื้อ เพลงไม่ได้. 2) สถานที่ ร้านอาหาร ที่มีบริการให้ลูกค้าร้องเพลงที่มีเนื้อร้องให้ร้องตามได้ เช่น งานวันเกิด ของฉันปีนี้จะจัดที่เกะใกล้บ้าน. คมม. คาราโอเกะ, โอเกะ ความหมายที่ 2 3) ชุดอุปกรณ์ที่มีทํานองเพลงและมีเนื้อร้องให้ร้องตาม เช่น ซื้อโทรศัศน์ตอนนี้มีโปรโมชั่น แถมเกะด้วย. คมม. คาราโอเกะ, โอเกะ ความหมายที่ 3 4) ร้องเพลงตามแผ่นซีดีบันทึกทํานองเพลงที่มีเนื้อร้องให้ร้องตามได้ เช่น วันหยุดฉันชอบชวน เพื่อนๆ มาเกะที่บ้าน. ค่านี้ทานข้าวแล้วเกะกันที่บ้านฉันนะ. คมม. คาราโอเกะ, โอเกะ ความหมายที่ 4 (ตัดมาจาก อ. karaoke) 18. เกี๊ยะเซียะ, เกี้ยเซียะ เจรจาประนอมความ, รอมชอม เช่น ลูกพรรคทะเลาะกันหัวหน้าต้องลงไปเกี๊ยะเซียะทุก ที. (จ. เกี่ยเสี่ย) 19. แกนนํา 1) ผู้ที่เป็นหลักหรือหัวหน้าของกลุ่มที่ชุมนุมเพื่อเรียกร้องหรือประท้วงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น กลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงในครั้งนี้มีแกนนาอยู่ 2-3 คน 2) ผู้ที่เป็นหลักในการเจรจาเพื่อดําเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น พรรคที่ได้คะแนน เสียงข้าง มากเป็นแกนนาในการจัดตั้งรัฐบาล 20. แก้มลิง
  • 50.
    50 แหล่งพักน้ําเพื่อรับน้ําปริมาณมาก ช่วยไม่ให้เกิดน้ําท่วม เช่นแก้มลิงรับน้าแถบชานเมือง ช่วยไม่ให้น้าท่วมกรุงเทพฯ. 21. โกอินเตอร์ เผยแพร่ ขาย หรือแสดงในต่างประเทศ เช่น เดี๋ยวนี้สินค้าโอถ็อปหลายชนิดผลิตได้ มาตรฐานจนโกอินเตอร์ไปแล้ว. พอเธอเป็นนางแบบดังในเมืองไทยก็อยากโกอินเตอร์. (ตัดมาจาก อ. go international) 22. ขาโจ๋ 1) วัยรุ่น เช่น ทรงผมแปลกๆ มักจะถูกใจขาโจ๋. คมม. โจ๋, วัยโจ๋. 2) วัยรุ่นที่มักก่อเรื่องวุ่นวาย เช่น ขาโจ๋เปิดศึกดวลเดือดกลางคอนเสิร์ตห้างดัง. 23. ขาใหญ่ 1) ลูกค้าประจําที่ซื้อสินค้าครั้งละมากๆ เช่น เธอเป็นลูกค้าขาใหญ่ของร้านเรา. 2) นักเลงหรือนักโทษที่มีอิทธิพล เช่น ตารวจจับขาใหญ่ค้ายาเสพติดได้แล้ว. นักโทษที่เข้าไป ใหม่ต้องยอมสยบต่อขาใหญ่ในคุก. 24. ขาขึ้น 1) กําลังได้รับความนิยม เช่น ตอนนี้รัฐบาลกาลังขาขึ้นทาอะไรคนก็ชื่นชอบไปหมด 2) เจริญขึ้น, เติบโต เช่น ช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ใครจะลงทุนทาอะไรก็มีแต่กาไร. 25. ขานรับนโยบาย ดําเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายโดยทันที เช่น บริษัทที่ทาการค้ากับประเทศจีนต้อง ปรับตัวเพื่อขานรับนโยบายเปิดการค้าเสรี. 26. เข้าเกียร์เดินหน้า 1) สู้กับฝ่ายตรงข้าม เช่น พวกเราพร้อมที่จะเข้าเกียร์เดินหน้าวัดดวงช่วงเลือกตั้ง 2) เริ่มต้นทํางานทันที เช่น พอได้ทุนวิจัยมา เขาก็เข้าเกียร์เดินหน้าทันที. (เกียร์ มาจาก อ. gear). 27. เข้าแก๊ป ดีเนื่องจากเหมาะกับบุคลิกลักษณะ สภาพ หรือสถานการณ์ เช่น เจ้าของร้านท่าทางดี แต่งตัวก็เข้าแก๊ป. เขาโกรธที่ถูกวิจารณ์ว่าข้อเสนอไม่เข้าแก๊ป. (แก๊ป มาจาก อ. gap). 28. ไขก๊อก 1) ลาออก, ถอนตัว เช่น ส.ส.ไขก๊อกจากพรรคเก่าไปเข้าพรรคใหม่. 2) เลิกกิจการ เช่น เปิดบริษัทไม่ทันครบปี ก็ไขก๊อกไปแล้ว. 29. ไขลาน 1) เตือน, บอกซ้ําบ่อยๆ ให้ทํา เช่น เด็กคนนี้ถ้าจะให้ทางานก็ต้องไขลานกันหน่อยนะ.
  • 51.
    51 2) กระตุ้นให้มีกําลัง เช่นพอขึ้นชกยกที่ 5 พี่เลี้ยงก็ต้องไขลานให้นักมวยแล้ว. 30. คนพันธุ์อา นักเรียนอาชีวศึกษา เช่น คนพันธุ์อาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ช่วยสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยสึ นามิ. (อา ตัดมาจากอาชีวศึกษา). (พจนานุกรมคําใหม่ เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2, 2553.) 35.4 ภาคผนวก 4 Some cities adopting bird-friendly building rules By MICHELLE LOCKE, Associated Press Wednesday, July 31, 2013 This undated publicity photo provided by American Bird Conservancy shows a bird-friendly design at the School of Pharmacy at the University of Waterloo that uses a variety of different materials in addition to glass, including panels depicting plants that are the sources of different drugs, in Ontario, Canada. Photo: American Bird Conservancy, Christine Sheppard OAKLAND, Calif. (AP) — Birds and buildings can be a fatal combination. The American Bird Conservancy cites studies estimating that hundreds of millions of birds die each year as a result of colliding with walls and windows. But a movement to make skies a little friendlier is taking flight; some cities and other governments across the country are adopting bird-safety building guidelines on a mandatory or voluntary basis.
  • 52.
    52 One of thelatest cities to incorporate bird safety into housing regulations is Oakland, where officials this year revised guidelines originally approved in 2008 to make them more effective. Neighboring San Francisco adopted bird-friendly requirements in 2011, working with the American Bird Conservancy and Golden Gate Audubon Society, and the state of Minnesota also has bird-friendly design requirements, modeled after a LEED (Leadership in Engineering and Environmental Design) bird collision reduction program. The Minnesota requirements are part of a sustainability program that applies to projects with any state funding. The state of California includes voluntary bird-friendly measures as an appendix to its green building code, known as CALgreen. What exactly do bird-safety regulations entail? A big issue is glass. Just as many a human has taken a nasty smack walking into a clear glass door, birds often come to grief when confronted with transparent picture windows or glass-sided buildings. Unlike humans, birds don't pick up on architectural cues; they don't see a window frame and realize it implies a window. But that doesn't mean that bird-friendly buildings have to be "windowless warehouses," says Christine Sheppard, bird collisions campaign manager at the American Bird Conservancy. Glazing treatments, such as making glass opaque or using etching to make it more noticeable, can deter collisions. And research is being conducted into the efficacy of glass patterned with vertical or horizontal lines. "We've actually done quite a bit of this sort of testing, building on the work of Dr. Dan Klemat Muhlenberg College in Pennsylvania and Martin Roessler in Austria," says Sheppard. "We know that there are highly effective patterns that cover less than 10 percent of the glass surface. We know the basic dimensions of spaces birds won't try to fly through, but we still need to determine the minimum size of the elements that create the spaces — lines can be broken up, patterns can be made of dots, lines don't have to be straight, etc." From a design perspective, incorporating bird safety can be challenging, says Ryan Hughes, project manager at Lundberg Design in San Francisco. Clients want views, especially in a city like San Francisco blessed with hills overlooking a big, blue bay. And glass provides those views, whether that's a floor-to- ceiling wall or a barrier around the edge of a terrace. Still, new glass products, including the type with minimal lines, can be part of an acceptable compromise. And sometimes, what's good for humans is also good for birds: Lundberg designed glass bus shelters for the city of San Francisco that included a subtle pattern on the glass — called SF fog because it
  • 53.
    53 is denser atthe bottom and dissipates at the top — to keep people from walking into the walls. Hughes said he later heard from bird safety officials that the pattern is effective at warding off birds, too. The problem of bird collision isn't limited to public structures or skyscrapers. "The estimate is that pretty much any home probably kills between one and 10 birds a year," says Sheppard, author of the bird conservancy's "Bird-Friendly Design." (That figure is based on work by Klem, as well as by Scott Loss at the Smithsonian Conservation Biology Institute.) Making your home a more bird-friendly place can be as simple as sticking Post-It notes on the windows during high danger times, such as spring or fall bird migrations. Other relatively simple options that benefit birds and humans are window screens or shutters. Oakland's bird safety measures are part of the building permit process and apply to all construction projects that include glass as part of a building's exterior. They also apply to projects that meet one of several criteria, including being next to places where birds are likely to congregate, such as a large body of water or a recreation area. Scott Miller, Oakland's zoning manager, says he hasn't heard many complaints from developers. The rules, he says, are "really quite reasonable. They're not restricting development in such a way that would be objectionable. They're just providing measures that make buildings friendlier to birds." Measures include bird-friendly glazing treatments; avoiding the use of mirrors in landscape design; and avoiding putting things that attract birds near glass. Other bird-friendly practices include turning off more lights at night, since lit windows can attract night-flying birds. Minimum-intensity white strobe lighting with a three-second flash is better than solid red or rotating lights, which attract birds. Taking steps to keep birds safe is more than just kindness, says Sheppard. Birds have an ecological impact dispersing seeds and eating harmful insects. "People should care about birds," says Sheppard, "because we need birds." (cf. http://www.sfgate.com/living/article/Some-cities-adopting-bird-friendly-building-rules-4697528.php) 35.5ภาคผนวก 5 Protest saves Chidlom trees Residents successfully stop a building owner from denuding a footpath, writes Supoj Wancharoen Published: 3 Aug 2013 While City Hall looks with great enthusiasm to developing new green areas, little attention is being paid to roadside trees which are threatened by development.
  • 54.
    54 Only a fewpradu trees are left on a section of Phloenchit Road opposite Central Chidlom shopping mall. Seven decades-old pradu along the footpath have been removed without permission under a renovation project, sparking an outcry from environmentalists. Tree lovers in Bangkok are urging city residents not to sit idly by and wait for city officials to take action to preserve trees and plant more as it may soon be too late to save these small green corners of the capital. Supporters of Big Trees Project, a group whose aim is to preserve and increase the number of trees in Bangkok, have succeeded in getting city officials and building developers not to remove the seven decades-old pradu, or padauk, trees from the footpath opposite Central Chidlom shopping mall on Phloenchit Road. The trees, which produce colourful flowers, have long given shade to local residents and passers-by near the Chidlom intersection, so any change to the familiar scenery of this little green corner would be very noticeable. Big Trees Project co-leader Oraya Sutabutr was among the first people to notice large pradu trees on a section of the footpath of Lang Suan Road, which connects to Phloenchit Road, had been removed. The footpath, near Mercury Tower, was being repaired and upgraded. She felt more of the attractive trees nearby were scheduled to be removed as well because of unusual signs in the concrete at the bases of the trees. That prompted her to confront officials at Pathumwan district office, which oversees the area, for clarification and post a thread called ‘‘losing pradu’’ on the Big Trees Project Facebook page. This drew a storm of protests from a number of people who offered support to prevent the trees from being relocated. According to Pathumwan district officials, Mercury Tower owner Damrong Seri Co had asked the city for permission to develop the footpaths near the building as well as to remove the trees.
  • 55.
    55 The company allegedlydid not wait for approval from the city’s Public Works Department and went ahead with the repairs and redevelopment of the footpaths. Its action caused Pathumwan district office to file charges with the police, a Pathumwan public parks and cleaning official said. However, as for the issue concerning the pradu trees, the company had been taking the right steps in asking for permission to remove them since October last year, the official said. At first the company only wanted to landscape the footpaths and leave the trees alone. But during the renovations, it suddenly ‘‘asked for permission to remove the pradu and the district gave the green light’’, he said. The removed trees were taken to be re-planted in another area of the district. But when the district office received a complaint from Big Trees Project, ‘‘it ordered a ban on pradu removal’’ on Phloenchit Road, he said. Representatives of Big Trees Project, the district office and MTR Asset Managers Co, which is contracted to run the building, subsequently met on Tuesday to find a solution. MTR’s representative explained it was necessary to remove the pradu because they affected the scenery. He also raised concern over possible damage to tree roots during the landscaping. ‘‘But when we faced the protest, we stopped improving the areas in front of the building,’’ he said. As for the seven pradu trees that have already been removed, ‘‘we will hold further talks to find a solution. We have now given in to all demands.’’ Big Trees Project is satisfied with the responses from the district office and the company. However, Ms Oraya said, she will continue to keep a close watch on whether they keep their promises. ‘‘If they fail to keep their word, we will launch a campaign through our Facebook page which now has more than 40,000 supporters,’’ she said. The pradu incident shows that Bangkok residents cannot completely rely on the authorities to take care of trees in the capital. Flaws in the rules regarding their protection crop up, Ms Oraya said. Surveys show Bangkok is among those cities with the smallest amount of green spaces. It has just 4.09 square metres per person, far below the standard of 9 sq m set by the World Health Organisation. Bangkok governor MR Sukhumbhand Paribatra vowed during his election campaign earlier this year that he would increase the city’s green areas by 5,000 rai in four years. Yet this promised amount is viewed as insufficient by Big Trees Project.
  • 56.
    56 ‘‘I would likethe governor to amend regulations on removing large trees,’’ Ms Oraya said. ‘‘He should retake authority from district offices and decide himself on whether any should be removed, so that any such action will become more difficult.’’ (cf. http://www.bangkokpost.com/news/local/362800/protest-saves-chidlom-trees) 35.6ภาคผนวก 6 ไปดูสวัสดิการของ"สิงคโปร์" เมื่อไม่นานมานี้บริษัท ไนท์แฟรงค์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนําของโลก และซิตี ไพรเวท แบงก์ ซึ่งอยู่ในเครือซิตี้กรุ๊ปรายงานสํารวจความมั่งคั่ง ประจําปี 2555 พบว่า รายได้ประชากรต่อหัวของ ประเทศสิงคโปร์ทะยานขึ้นแตะที่ระดับ 56,532 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,809,024 บาทต่อคน เท่ากับว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตรารายได้ประชากรต่อหัวที่สูงที่สุดในโลก แซงหน้าอันดับ 2 คือ นอร์เวย์ ที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 51,226 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,639,232 บาทต่อคน รวมถึงสหรัฐฯที่ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลก แต่ก็มีรายได้ประชากรต่อหัวอยู่ที่ 45,511ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,456,352 บาทต่อคน นี่คือ ความมหัศจรรย์ของสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอะไร และมีประชากรไม่กี่ล้านคน แต่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์กลับเติบโตพุ่งพรวด และเป็น ต้นแบบของความสําเร็จที่ประเทศอื่นๆอยากจะเป็นเหมือนเช่นสิงคโปร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังประเมินว่า ในปี 2050 หรืออีก 37 ปี ข้างหน้า สิงคโปร์ก็ยังคงครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง คาด ว่า จะมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 137,710 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4,406,720 บาทต่อคน ขณะที่ สิงคโปร์คาดว่า จะมีจํานวนมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 ในอีก 4 ปี ข้างหน้า และเมื่อมอง ย้อนกลับไปไล่ข้อมูลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า จํานวนเศรษฐีในสิงคโปร์ที่มีความร่ํารวยตั้งแต่ 3,200 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีอัตราเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 โดยเฉพาะระหว่างปี 2553 - 2554 เศรษฐีในสิงคโปร์มีความ ร่ํารวยตั้งแต่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป มีสัดส่วนเพิ่มสูงถึงร้อยละ 13 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6 ลองเปรียบเทียบกับไทยดูนะครับ ในแง่ของรายได้ต่อประชากร ต่างกันราวฟ้ากับดิน และไทยยังเป็น ประเทศกําลังพัฒนา ซึ่งไม่รู้อีกกี่ปีไทยจะก้าวไปถึงระดับของสิงคโปร์ได้(ยิ่งการเมืองตอนนี้เข้มข้น ร้อนแรง สุดๆและมีความเสี่ยงสูงที่ยังแก้ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองยังไม่ได้) ประเด็นที่น่าสนใจ และสิงคโปร์ได้วางรากฐานไว้ดีมากๆ คือ คนสิงคโปร์มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากในระดับ ต้นๆของโลก จากการสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ นั่นคือ สิงคโปร์ให้ความสําคัญกับการพึ่งพาตนเองจึงมีการ จัดตั้งระบบกองทุน Central Provident Fund (CPF)ขึ้น
  • 57.
    57 กองทุนฯนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2498 เป็น"ภาคบังคับ" โดยบังคับให้สะสมเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ ซึ่งทุก เดือนลูกจ้าง(หมายถึง คนสิงคโปร์ที่มีถิ่นพํานักถาวรมากกว่า3ปีขึ้นไป) โดยนายจ้างจะสมทบเงินเข้ากองทุน ของลูกจ้างในอัตราร้อยละ 20 สําหรับนายจ้าง และร้อยละ 10 สําหรับลูกจ้าง ขอย้ําว่า ภาคบังคับสะสมเงินออมของเขาสูงถึงร้อยละ 10-20 แต่ของไทยยังอยู่ในระดับร้อยละ 2-3 เท่า นั้น..! ต่อมากองทุนฯนี้ได้พัฒนามาเป็นระบบประกันสังคมเต็มรูปแบบ มีการเพิ่มบริการต่างๆ ให้แก่สมาชิกใน กองทุนฯ โดยสมาชิกในกองทุนฯ สามารถนําเงินสะสมมาใช้ในโครงการต่างๆ ได้เช่น สะสมเงินเป็น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของตนเองและสมาชิกครอบครัว นอกจากนี้ ยังนํามาใช้ในเรื่องซื้อที่อยู่อาศัยที่รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสําคัญกับนโยบาย "Housing Policy" ที่เน้นให้ประชาชนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย โดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนประชาชนในการซื้อบ้านเคหะ ของรัฐบาลในราคาถูก ซึ่งในอนาคตห้องพักดังกล่าวอาจมีราคาสูงขึ้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการลงทุนของประชาชนและ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง(ลองเทียบกับการเคหะแห่งชาติของไทยดู) "เงินสะสมของสมาชิกในกองทุนฯนี้ยังสามารถนําไปใช้เป็นค่าเล่าเรียนบุตร , ไปซื้อหุ้นรัฐบาลและหุ้น อื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ได้" โดยเฉพาะการศึกษาสิงคโปร์ให้ความสําคัญมากเรียกว่า คนคุณภาพ สร้างชาติที่มีคุณภาพอะไรทํานอง นั้นคือ รัฐบาลให้การอุดหนุนค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลจํานวนมาก (ค่าเล่าเรียนในสิงคโปร์ ประมาณ 13-60 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน) ทําให้ค่าเล่าเรียนมีราคาถูก รวมถึงให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้าน การศึกษาต่อครอบครัวที่รายได้น้อยกว่า 1,500 หรือ 1,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนด้วย อันนี้ต่างกับไทยมากๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการศึกษาของไทยนับวันจะเพิ่มสูงขึ้ยเรื่อยๆ มีค่าใช้จ่ายใหม่ๆงอก ขึ้นมาเรื่อยๆทําให้ครอบครัวคนไทยต้องมีภาระสูงขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การเปิดสอนของบรรดาติวเตอร์ ต่างๆ , ผู้ปกครองนิยมให้ลูกไปเรียนพิเศษนจํานวนมาก ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ฯลฯ ซึ่ง เกิดขึ้นมากราวกับดอกเห็ดในหน้าฝน อีกประการหนึ่งที่สะท้อนว่า รัฐบาลสิงคโปร์มองการณ์ไกลมากๆคือ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ซึ่งวันนี้ เป็นแนวโน้มหลักของโลกไปแล้วว่า สังคมโลกมีแนวโน้มที่จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น รวมถึงไทยด้วย(แน่นอนว่า เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้นด้วย) รูปแบบของสิงคโปร์ในเรื่องนี้ เขาทําอย่างนี้...? ด้วยเหตุที่ประเมินว่า สิงคโปร์จะมีจํานวนผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นทุกปี คาดกันว่า ภายในปี นโยบายหลักๆที่จะดูแลผู้สูงอายุเช่น ส่งเสริมการจ้างงาน , ให้การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวมใน ราคาย่อมเยา และมีคุณภาพด้วย แถมเลือกได้ตามความต้องการด้านสุขภาพของแต่ละคน แล้วที่น่าสนใจคือ นโยบายส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนครับ..!
  • 58.
    58 อธิบายสั้นๆ คือ เน้นการดูแลทั้งระยะปานกลางและยาวให้มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง อยู่ในสังคมได้ อย่างมีความสุข ด้วยการให้บริการต่างๆเช่น โรงพยาบาลชุมชน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบเช้าไปเย็นกลับ บ้านพักคนชรา พยาบาล และการฟื้นฟูผู้สูงอายุที่บ้าน และสถานที่ดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้าย (hospice) เป็น ต้น แล้วตัวอย่างที่น่าสนใจที่ออกมาในรูปของกฏหมายคือ สิงคโปร์ได้สร้างระบบให้บุคคลในครอบครัวมี หน้าที่ดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามชรา และหากไม่เลี้ยงดู พ่อแม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากบุตรของตน ไดทันที กรณีรัฐบาลไทยน่าจะนําไปศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างดู ที่นํามาขยายความข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนที่เก็บตกมาเล่าเป็นไอเดียให้อ่านกันดูว่า เหตุใดสังคม สิงคโปร์จึงมีคนที่มีคุณภาพ และมีความสุข แม้กระทั่งผู้สูงอายุก็ดํารงชีพในสังคมได้อย่างมีความสุขด้วย นี่ยัง ไม่นับรวมนโยบายให้ "คนสิงคโปร์มีเด็กมากขึ้น" ซึ่งรัฐบาลจะอัดฉีดทั้งในรูปเงินสดเช่น คลอดบุตรคนที่ 1 และ 2 จํานวน 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์/คน และเงินสดสําหรับบุตรคนที่ 3 และ 4 จํานวน 6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์/คน หรือเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อการ พัฒนาเด็ก ที่บิดามารดา และรัฐบาลจะออกเงินสมทบในอัตราเท่าๆกัน และทั้งหมดนี้คือ ระบบสวัสดิการของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ทําอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และมี "ภาคบังคับ"ไป ในตัว เพื่อให้คนของเขามี "คุณภาพ" ซึ่งในเรื่องนี้ก็หนุนให้ประเทศสิงคโปร์มีคุณภาพและกลายเป็นประเทศ ที่ประชากรที่มีรายได้ต่อหัวมากถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมากที่สุดในโลกในขณะนี้..!! 2573 ประชากร 1 ใน 5 จะมีอายุมากกว่า 65 ปี สิงคโปร์จึงจัดตั้ง Ministry of Community Development, Youth and Sports (MCYS) ซึ่งทํางานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ รวมทั้งมี การจัดตั้ง Ministerial Committee on Ageing ในปี 2550 ภายใต้คําขวัญที่ว่า "Successful Ageing for Singapore" (cf. http://www.siamrath.co.th/web/?q=ไปดูสวัสดิการของสิงคโปร์) 35.7ภาคผนวก 7 ว่าด้วยธรรมะที่น่ารู้ 1. ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน, หลักธรรมอันอํานวย ประโยชน์สุขขั้นต้น - virtues conducive to benefits in the present; virtues leading to temporal welfare) 1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชํานาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถ จัดดําเนินการให้ได้ผลดี - to be endowed with energy and industry; achievement of diligence)
  • 59.
    59 2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษาคือรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์และผลงานอันตน ได้ทําไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกําลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือ เสื่อมเสีย - to be endowed with watchfulness; achievement of protection) 3. กัลยาณมิตตตา (คบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกําหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนาสําเหนียก ศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา - good company; association with good people) 4. สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รู้จักกําหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ - balanced livelihood; living economically) ธรรมหมวดนี้ เรียกกันสั้นๆ ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือเรียกติดปากอย่างไทยๆ ว่า ทิฏฐธัม มิกัตถประโยชน์ (อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ จึงมีประโยชน์ซ้ําซ้อนกันสองคํา) 2. พรหมวิหาร 4 (ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจําใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกํากับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดําเนินชีวิต หมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ - holy abidings; sublime states of mind) 1. เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทําประโยชน์ แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า - loving-kindness; friendliness; goodwill) 2. กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบําบัดความทุกข์ยาก เดือดร้อนของปวงสัตว์ - compassion) 3. มุทิตา (ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบาน อยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดํารงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงาม ยิ่งขึ้นไป - sympathetic joy; altruistic joy) 4. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดํารงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมี จิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลาย กระทําแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและ ปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทํา เพราะเขา รับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความ รับผิดชอบของตน - equanimity; neutrality; poise) ผู้ดํารงในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อมรักษา ธรรมไว้ได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์แต่ก็ต้องมีอุเบกขาด้วยที่จะมิ ให้เสียธรรม
  • 60.
    60 พรหมวิหารนี้ บางทีแปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม,ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม, ธรรม ประจําใจที่ทําให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม, หรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยิ่งใหญ่ - (abidings of the Great Ones) พรหมวิหาร 4 เรียกอีกอย่างว่า อัปปมัญญา 4 (unbounded states of mind; illimitables) เพราะแผ่สม่ําเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่จํากัดขอบเขต พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทําให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ด้วยสังคหวัตถุ เป็นต้น (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism). มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538, หน้า138, 148.)
  • 61.
    61 35.8ภาคผนวก 8 สหวิทยาการ Translated byJirachoke Virasaya คู่กรรม (ช) ดังนรกชังหรือสวรรค์เเกล้ง เเกล้งทรมานให้ฉันได้ เจอ (ญ) เกลียดชิงชัง สุดท้ายรักเธอ เเต่พอเผลอ พรากเธอดับ สูญ (ช) เวรกรรมหรือไรแต่ปางไหนนั่น (ญ) สุขเพียงชั่ววัน เเต่ช้ํา ทวีคูณ (ช) ให้ห่างไกล สุดฟ้าอาดูร (ญ) สูญสิ้นเธอ ตลอดกาล *(ญ) อธิษฐานจิตใจ หากเกิดชาติไหน ฐานันดรใดๆ ทุก สถาน ดลให้เรา ได้พบเจอเป็นคู่กัน วอนสวรรค์ได้ไหม (ช) วิญญาณฉันรอที่ทางช้างเผือก เลือกเธอรักเธอ ไม่ร้าง ลาไกล (ญ) ดั่งหิ่งห้อย เฝ้าคอยจนชีพวาย ใต้ลําพู รอคู่กรรม ----------------------------------------------------- รวบรวมและเรียบเรียงแปลเป็นไทย โดย ศ.พิเศษ ดร. จิรโชค (บรรพต) วีระสย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง Thai expressions compiled and rendered into English by Jirachoke Virasaya, Ph.D. (Berkeley) Faculty of Political Science. Ramkhamhaeng University , Bangkok 10240. Tel. 02-310-8566-7 exts. 36,41 Revised 25/03/13 KHOO KARM (Predestined to share a common tragic fate) ‚Oh Satan or Saints, Why should they play fool on me! They either cursed me or agonizingly destined me to chance on Kobori, Nihonjin. Initially enveloped him with hatred, but later embraced him with love. Yet that moment of mutual love adoringly felt has lasted just a flicker.… Now he is eternally gone…a life of no return. Oh whose faults? Am I harvesting what I have sowed in my previous existences? Gleeful happiness lasts only days, while tearful grief mercilessly tramples on me so many times over. Happiness is now galaxies away. Kobori is gone, forever and forever. May my earnest prayer be answered---whenever we are reborn, at a whatever place and position, let us meet and become soul-mates again. Heavens. Have mercy on us. Kobori’s departed self is awaiting Angsumalin at the Milky Way---absent in body, but not in ever-loving spirit. Ever frequenting the same old spot where love’s Camelot once nestled. A theme song for Khoo Karm, an extremely popular T.V. (Channel 7) melodramatic serial about a Thai Admiral’s daughter Angsumalin and Kobori a Japanese engineer-cum-soldier during World War II. In 1995 it was produced and screened as English speaking, starring the celebrated and highly popular Thongchai McIntyre (Bird) who earlier portrayed as Kobori in the leading male role in the TV series, some 30 years ago.
  • 62.
    62 35.9 ภาคผนวก 9 วิชา“ธรรมศาสตร์การคลัง” ที่ใช้จริยธรรมทางศาสนา (Ethical Jurisprudence) เป็นกรอบวินัยทางการเงิน การคลังที่แท้จริงก็คือวิชาการคลังที่มี “ธรรมะ” ใช้นํา เป็นวินัยที่สูงยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ เพื่อแสวงหาวิธีการที่จะนํามาเป็นความคิดและใช้ในการดํารงรักษาวินัยทางการเงินการคลังโดย ใช้ “ธรรมะ” เป็น “ศาสตรา” คือคําว่า “ธรรมศาสตร์” อันนําไปสู่การสร้าง “กรอบวินัยการเงินการคลังและ การงบประมาณ”ที่แท้จริง ซึ่งจะสรุปเฉพาะในหัวใจของแต่ละศาสนาได้ดังต่อไปนี้ 1.ศาสนาพุทธ คือ เรื่องโภควิภาค ๔ (การแบ่งโภคะออกเป็น ๔ ส่วน หลักการแบ่งทรัพย์โดยจัดสรร เป็น ๔ ส่วน-Bhogavibhaga fourfold division of money) ๑.เอเกน โภเคภุญเชยฺย (๑ ส่วน ใช้จ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรบํารุง และทําประโยชน์-On one part he should live and do his duties towards others) ๒.-๓.ทฺวีหิกมฺมํปโยชเย (๒ ส่วน ใช้ลงทุนประกอบงาน-With two parts he should expand his business) ๔.จตุตฺถญจนิธาเปยฺย (อีก ๑ ส่วน เก็บไว้ใช้ในคราวจําเป็น-And he should save the fourth a rainy day) 2.การคลังในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามที่ถือคัมภีร์ “อัลกุรอาน” เป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มีหลักการทางการคลัง เรียกว่า “ซะกาต”(Sakat)และ “ซาดากัต”(Sadakat) และมีสถาบันการเงิน หรือสถาบันการคลัง หรือ “กองคลังมหา สมบัติ” ที่เรียกว่า “บัยตุลมาล” ทําหน้าที่จัดสรรรายได้ของกองคลังให้แก่สังคมตามความจําเป็นและตาม กฎระเบียบของ ‚บัยตุลมาล‛ ที่ได้วางไว้และมีระบบงบประมาณที่รัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดต่างๆ จะทํา หน้าที่เก็บรวบรวมรายได้จากแหล่งต่างๆ และใช้จ่ายตามความจําเป็นแต่ละท้องถิ่นกันเองก่อน หลังจากหัก ค่าใช้จ่ายแล้วจะต้องนําส่ง ‚บัยตุลมาล‛ ที่เป็นกองคลังทางส่วนกลาง โดยมีการแยก ‚บัญชีออกเป็น ประเภทๆ‛ ส่วนท้องถิ่นใดที่เก็บรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง ‚ซากาต‛คือ การแบ่งทรัพย์สินเงินทองให้แก่คนยากจนขัดสน ส่วน ‚ซาดากัต‛ เป็นกรณีที่ต้องแบ่งรายได้ของตนไว้ส่วนหนึ่ง ให้แก่คนยากจน ‚ซะกาตหรือซากาต‛ เป็นหน้าที่ทางศาสนาของมุสลิมทุกคนที่ครอบครองทรัพย์สินถึงจํานวนและ ครบรอบปีซะกาตถูกบัญญัติให้มีการจัดเก็บเเละเเจกจ่ายอย่างเป็นระบบโดยผ่านองค์กรหรือสถาบันที่ รับผิดชอบ ท่านนบีได้วางแนวทางที่ชัดเจนในการจัดระบบซะกาตซึ่งต่อมาบรรดาเดาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมใด้ เจริญรอยตามแนวทางดังกล่าวและใด้พัฒนาระบบซะกาตให้สอดคล้องกับความเติบโตและความ เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอิสลาม ซะกาตในยุคสมัยดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานที่สําคัญยิ่งของระบบ ประกันสังคมและระบบการคลัง(บัยตุลมาล)ในขณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า เเนวทางสําคัญที่ทําให้การ จัดระบบซะกาตในสมัยดังกล่าว มีประสิทธิภาพก็คือ การมีคุณธรรมและความโปร่งใส ดังนั้นองค์กรใดก็
  • 63.
    63 ตามที่มีหน้าที่จัดการซะกาต เจ้าหน้าที่เเละบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้มีคุณธรรมมีความโปร่งใสเพราะมิ เช่นนั้นเเล้วการจัดการซะกาตก็จะประสบปัญหาและไม่สามารถเป็นหลักประกันให้สังคม ระบบการคลังอิสลาม เป็นระบบการคลังที่สําคัญของโลกอีกระบบหนึ่งที่ได้กําหนดไว้เป็นหลัก ศาสนาอิสลามที่ศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์ อัลกุรอาน ที่ได้เรียกร้องและส่งเสริมให้มุสลิมทําการสงเคราะห์บรรดาผู้ ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ขัดสน คนยากจน โดยให้บรรดาผู้ที่มั่งคั่งได้ตระหนักว่า ทรัพย์สมบัติที่พวกเขาครอบครอง อยู่นั้น ส่วนหนึ่งเป็นสิทธิของบรรดาผู้ที่ได้รับความทุกข์ร้อน มิใช่เป็นสมบัติของพวกเขาไปเสียทั้งหมด ถึงแม้ว่าเขาจะหามาได้เองก็ตาม การคลังอิสลามนี้เคยเป็นระบบที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่มีอดีตที่เคย เจริญรุ่งเรืองด้วยประเพณี อารยธรรมกว่าพันปีมาแล้ว มีหลัก‚ซะกาต‛ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นบ่อเกิดของความ เจริญรุ่งเรืองงอกงาม การเพิ่มขึ้นและความบริสุทธิ์ 3. ปรัชญาการคลังในศาสนายูดาย ศาสนายูดาย มีศูนย์กลางอยู่ที่พระเจ้าที่เรียกว่า “พระยะห์เวห์” (ยาหเวห์ Yahweh หรือ เยโฮวาห์ Jehovah แปลว่า “พระองค์ผู้ทรงให้กําเนิดทุกสิ่ง”) ซึ่งชาวยิวนับถือเป็นสรณะมีคัมภีร์โตราห์ (Torah) ซึ่งชาว คริสต์ก็นับถือด้วย โดยทั่วไปเรียกว่า “Pentateuch”หรือ “ปัญจครันถ์”คือ 5 คัมภีร์แรกแห่ง “Old Testament” ของคัมภีร์ไบเบิลเป็นคําสั่งสอนที่ไม่ให้มนุษย์ใช้ความรุนแรงหรือทําสงครามแก้ปัญหาต่างๆ แต่ให้ยึดถือความยุติธรรมที่หมายถึงการแบ่งปัน “ทรัพยากร”ให้แก่ชุมชนต่างๆ โดยทั่วถึงตามสัดส่วนของ ความจําเป็น คนจนกับคนรวยมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมแบบหน้า มือเป็นหลังมือ “ให้คนมาก่อนเป็นคนสุดท้ายและคนสุดท้ายเป็นคนมาก่อน”ซึ่งหมายความว่าให้คนจนที่อยู่ ริมขอบของสังคมได้รับการดูแลเอาใจใส่มากขึ้นและให้คนรวยที่อยู่ในศูนย์กลางของสังคมมีขอบเขตจํากัด ในคัมภีร์โตราห์กําหนดให้มีปี ‚สับบัท‛ ที่เจ้าหนี้จะต้องยกเลิกหนี้สินต่างๆ ให้แก่ลูกหนี้แม้จะเป็นหนี้ที่ชอบ ด้วยกฎหมายก็ตาม 4.ปรัชญาการคลังในศาสนาคริสต์เมื่อพิจารณาพระคริสต์ธรรมคัมภีร์แล้วจะพบบทที่เกี่ยวกับการเงิน และการคลังที่สําคัญอันเป็นวินัยดังต่อไปนี้ 4.1หลักการเกี่ยวกับการเงินและการคลังใน “พระธรรมฮักกัย” (HAGGAI)และพระธรรมมาลาคี (MALACHI)มีดังนี้ ทรัพย์สินเงินทองทุกสิ่งเป็นของพระจ้า ให้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยทรัพย์สิน เงินทองและผลแรกแห่งผลิตผลทั้งสิ้น ไม่โลภและไม่ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินความจําเป็นจนก่อหนี้สิน ซึ่งในประเด็นเรื่องการโลภ เงินทองเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ให้ความสําคัญมากจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของบัญญัติสิบ ประการในข้อที่ ๑๐ กล่าวว่า “ห้ามโลภบ้านเรือนของเพื่อนบ้าน ห้ามโลภภรรยาของเพื่อน บ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา หรือสิ่งใดๆ ซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน”
  • 64.
    64 พึ่งหลีกเลี่ยงในการเป็นหนี้สินต่างๆ ซึ่งในพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “อย่าเป็นหนี้อะไรใครเลย นอกจากความรักซึ่งมีต่อกันเพราะว่าผู้ที่รักคนอื่นก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วน แล้ว” การลงนามค้ําประกันเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด การให้ด้วยจิตใจกว้างขวางและไม่คิดดอกเบี้ย 4.2หลักการลงทุน พระเยซูคริสต์เจ้าได้เปรียบเทียบเงินทอง ทรัพย์สิน เวลา ความสามารถหรือสิ่งของต่างๆ ที่เราแต่ ละคนมีในโลกนี้เปรียบเหมือน “เงินตะลันต์ส”ซึ่งเจ้านายองค์หนึ่งได้มอบเงินตะลันต์สแก่ทาสของตนซึ่ง เราแต่ละคนต้องทําให้เงินทองหรือทรัพย์สินที่พระเจ้ามอบไว้ให้เพิ่มพูนขึ้นด้วยการลงทุนที่ดีมี ประสิทธิภาพ เพราะท้ายที่สุดเราต้องรับผิดชอบและรายงานต่อพระเจ้าในวันสุดท้าย ตะลันต์ส หรือ Talents แปลตามตัวนั้นหมายถึงพรสวรรค์ซึ่งความจริง ตรงตัวมากและถ้าเราทํา ความเข้าใจดีๆ แล้ว นั่นก็คือ ความสามารถหรือความถนัดที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ให้เราแต่ละคนนั่นเอง ในบทคําอุปมาเรื่องเงินตะลันต์สนี้ ควรจะได้นํามาเปรียบเทียบศึกษาใน “สัจธรรมเรื่องโภควิภาค 4” ในส่วน “โภคะ” ที่ใช้ลงทุนประกอบการงานในศาสนาพุทธและเรื่อง “เงินออม” (saving) ในวิชา เศรษฐศาสตร์ที่ได้ให้นิยามไว้ว่า “เงินออมหมายถึงส่วนหนึ่งของรายได้ปัจจุบันที่ไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อการ บริโภค หากแต่เก็บไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้จ่ายต่างๆ ในอนาคต การใช้เงินออมอาจทําได้หลาย รูปแบบ เช่น ถือไว้เป็นเงินสด นําเงินออมไปฝากธนาคาร หรือนําเงินออมไปซื้อหลักทรัพย์ เป็นต้น ขนาด ของเงินออมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ 1)ขนาดของรายได้ ถ้าบุคคลมีรายได้เพิ่มขึ้นการออมก็ จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 2)การคาดการณ์เกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ถ้าผู้มีรายได้คาดว่าในอนาคตจะมีรายได้ มาก ก็อาจจะเก็บออมในปัจจุบันน้อยลง และ 3)อัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง จะจูงใจให้บุคคลเก็บเงินออมมากขึ้น‛ ในวิชาเศรษฐศาสตร์ยังมีอีกคําหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน นั่นก็คือคําว่า ‚การออม‛ (savings) ซึ่งหมายถึง การนําเงินออมไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน ดังนั้นเงินออมที่เก็บไว้เป็นเงินสดหรือแปลงสภาพ เป็นสินทรัพย์ แต่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์งอกเงย ในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ถือว่าเป็น ‚การออม‛ 5.ปรัชญาการคลังของขงจื๊อ ขงจื๊อได้ให้ทรรศนะทางการเมืองที่เป็นปรัชญาของนักปกครองอันอาจนํามาใช้ประยุกต์เป็นกรอบ วินัยทางการคลังและการศึกษาในปัจจุบันได้ ดังนี้ ‚นักปกครองนั้นจะไม่สนใจในเรื่องความขาดแคลนโภคทรัพย์ แต่จะสนใจในการกระจายโภค ทรัพย์อย่างเป็นธรรมในหมู่ประชาชน นักปกครองนั้นจะไม่สนใจในความยากจน แต่จะสนใจในเรื่องสวัสดิ ภาพ ของประชาชน ในเมื่อบ้านเมืองมีการกระจายโภคทรัพย์อย่างเป็นธรรม ความยากจนก็ไม่มี ในเมื่อมี
  • 65.
    65 ความสุขสงบ ประชาชนก็จะไม่บ่นเรื่องความขัดสน และเมื่อประชาชนมีความพอใจในสภาพของตนแล้ว การที่ประชาชนจะลุกขึ้นต่อสู้รัฐบาลก็ไม่มี‛ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยเราน่าจะนําปรัชญาทางการคลังในศาสนาที่สําคัญของโลกมาสร้าง เป็น“กรอบวินัยการเงิน การคลังและการงบประมาณ” ที่แท้จริง ครับ ปรีชา สุวรรณทัต (cf. http://www.naewna.com/politic/columnist/8053) 35.10 ภาคผนวก 10 จุฬาฯเปิดตัวระบบตรวจ"ลอกผลงาน" ลูกศิษย์วิกิพีเดีย-อาจารย์กูเกิลหนาวแน่/เอกซเรย์ ย้อนหลัง1.5หมื่นชิ้น จุฬาฯ เปิดตัวโปรแกรม "อักขราวิสุทธิ์" ระบบตรวจสอบการลอกผลงานวิชาการ วิทยานิพนธ์ เทียบเคียงประโยคต่อประโยค ก๊อบปี้วิกิพีเดีย-กูเกิลหรือไม่ โดยจะตรวจย้อนหลัง 15,000 ผลงาน ถ้าเจอมี การลอกจริง ถอนใบปริญญาแน่ ส่วนพวกใช้บริการมือปืนรับจ้างทําผลงานต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วย กวดขัน เริ่มใช้ปริญญาโท-ปริญญาเอกปีการศึกษานี้ ส่วนปริญญาตรีเริ่มปีการศึกษาหน้า และยังเปิด CU E- THESIS ทําวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ต้องทําเป็นเล่ม ลดค่าใช้จ่าย ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวเรื่อง ‚จุฬาฯ กับมาตรการในการป้องกันการลักลอกผลงาน วิชาการ‛ โดยได้พัฒนาระบบการเขียนวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ (CU E-THESIS) และโปรแกรมอักขรา วิสุทธิ์ โดย ผศ.ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ รองอธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก ทํา ให้การลอกผลงานง่ายขึ้นเพียงแค่คลิก COPY-PASTE ถือว่าง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ขณะที่จุฬาฯ ก็พัฒนา เครื่องมือมาตรวจสอบ เพื่อป้องกันการลอกผลงานวิชาการ ทั้งนี้ การลอกผลงานวิชาการปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ หลังระดับปริญญาตรี ขณะที่ปริญญาตรีขณะนี้ก็มีปัญหานี้ไม่น้อย ส่วนใหญ่มีปัญหาไปคัดลอกข้อมูลมาจาก Wikipedia ฉะนั้นในอนาคตจุฬาฯ ก็จะพัฒนาเครื่องมือมาตรวจสอบสารนิพนธ์ด้วย ตั้งเป้าจะเริ่มตั้งแต่ปี การศึกษา 2557 อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวได้เริ่มดําเนินการในปีการศึกษา 2556 นี้ มีผลทันทีกับนิสิต ปัจจุบัน รวมถึงการย้อนไปตรวจสอบวิทยานิพนธ์เก่าๆ ตั้งแต่ปี 2548 ที่เป็นรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ จํานวน 15,000 ผลงานด้วย ซึ่งหากตรวจย้อนหลังแล้วพบว่ามีการคัดลอกมา ทางมหาวิทยาลัยก็จะขอเรียกคืน ใบปริญญา รศ.อมร เพชรสม คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยจุฬาฯ กล่าวถึงระบบ CU E-THESIS และโปรแกรมอักขรา วิสุทธิ์ ว่า ระบบ CU E-THESIS ถือเป็นการทําวิทยานิพนธ์รูปแบบใหม่ จากเดิมที่ทําเป็นเล่มให้เปลี่ยนทํา เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีข้อดีหลายเรื่องกว่าการทําเป็นเล่ม เช่น ระบบมีรูปแบบการทําวิทยานิพนธ์ ที่ถูกต้อง นิสิตและอาจารย์จะไม่ต้องกังวลเรื่องรูปแบบการทําวิทยานิพนธ์เหมือนที่ผ่านมา ขณะที่อาจารย์ที่ ปรึกษาสามารถดูร่างวิทยานิพนธ์ได้ตลอดผ่านระบบ ทําให้สามารถติดตามงานเขียนนิสิต ส่งงานเขียน และ ให้ปรับปรุงได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ขณะเดียวนิสิตก็จะทราบผ่านระบบว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเข้ามาตรวจเช็ก
  • 66.
    66 ร่างวิทยานิพนธ์บ้างหรือไม่ เวลาใด กี่ครั้ง คณบดีฯกล่าวอีกว่า ส่วนโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ก็ทํางานควบคู่กันไป ทําหน้าที่ตรวจสอบการลักลอก ผลงาน ตรวจสอบจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ฐานข้อมูลของจุฬาฯ สารนิพนธ์จุฬาฯ CU e-Book Wikipedia โดยเวอร์ชั่นนี้ยังเป็นการตรวจสอบตรงแบบประโยคต่อประโยคอยู่ จากนั้นจะแจ้งผลประโยคที่เหมือนกัน เป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วแจ้งว่านําประโยคดังกล่าวมาจากแหล่งข้อมูลใด ซึ่งเป็นการป้องกันการลอกผลงานทาง วิชาการกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันมีโปรแกรม Turnitin ของต่างประเทศทําหน้าที่ตรวจสอบการคัดลอกวิทยานิพนธ์ที่ เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่เนื่องจากใช้ไม่ดีกับภาษาไทย จุฬาฯ จึงพัฒนาโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ขึ้นมา ซึ่ง ในเวอร์ชั่นต่อไปจะพัฒนาให้สามารถตรวจสอบประโยคที่มีความคล้ายคลึงของเนื้อหากันด้วย ซึ่งตั้งเป้าจะ เริ่มในปีการศึกษาหน้าต่อไป ‚ถึงแม้โปรแกรมและระบบจะไม่สามารถตรวจสอบการลักลอบผลงานวิชาการได้ 100% แต่อย่างน้อย ก็ทําให้รู้ว่าเรามีนวัตกรรมการทําวิทยานิพนธ์รูปแบบใหม่ และมีการป้องกันการลักลอกระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จุฬา ฯ ก็ยินดีหากมหาวิทยาลัยอื่นๆ อยากมาใช้ระบบและโปรแกรมร่วมกัน ซึ่งก็จะเป็นเรื่องดีที่จะทําให้ ฐานข้อมูลกว้างขึ้น เราไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยสามารถติดต่อมาได้ที่บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ อย่างไรก็ตาม คิดว่า หากจะทําให้ไม่เกิดการลอกผลงานและการรับจ้างทําผลงานวิชาการที่สมบูรณ์ ทั้งนิสิต/นักศึกษาและอาจารย์ ที่ปรึกษาจะเป็นส่วนสําคัญ อย่างอาจารย์ต้องคอยหมั่นตรวจเช็กร่างวิทยานิพนธ์อยู่ตลอด ดูพัฒนาการของลูก ศิษย์ ซึ่งหากทําไม่เคยผิดเลยก็ถือว่าน่าสงสัย‛ รศ.อมรกล่าว (cf. http://www.thaipost.net/news/270813/78387)
  • 67.
    67 บรรณานุกรม Alexis de Tocqueville.Democracy in America ; Sidney Hook. The Hero inHistory.Boston: Beacon, 1955. Chris Rohmann. A World of Ideas. New York : Ballantine Books, 1999, p.183 James L. Christian. Philosophy, Rinehart Press, 1973. John Authur. Studying Philosophy : A Guide for the Perplexed. New Jersey : Pearson PrenticeHall,2004. John Scott & Gordon Marshall. Oxford Dictionary of Sociology. New York : Oxford, 2005. p.145 Peter A. Angeles. The Harper Collins Dictionary of Philosophy. New York : HarperCollins, 1992. Peter Watson. Ideas : A History From Fire To Freud. London : Phoenix, 2006. John Naish, Enough : Breaking free from the world of more. London : Hodder and Stoughton Ltd., 2008. Philippe Legrain . Open World : The Truth About Globalisation. London : Time Warner Books UK, 2003. Richard Appignanesi and Chris Garratt. Introduction to Postmodernism. Icon Book Ltd., 2007. Ted. Honderich, ed. The Oxford Guide To Philosophy.OxfordUniversity Press, 2005. บรรจุคํา เช่น p. 126 ethics of care. จริยธรรมแห่งการเอาใจใส่ดูแล p. 17 African philosophy ปรัชญาแอฟริกัน p. 289 ว่าด้วย falsifiability p. 296 ว่าด้วย feminist political philosophy. p. 463 ว่าด้วย justice ความยุติธรรม ไพโรจน์ อยู่มณเฑียร,ปรัชญาโก้วเล้ง: ชีวิตของผีเสื้อ...ชีวิตของคน ใยมิใช่เป็นเฉกเช่นกัน?, สํานักพิมพ์สร้อยทอง ว.วิชรเมธี. นิพพานระหว่างวัน, สํานักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ กรุงเทพมหานคร, พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2554. กองบรรณาธิการสํานักพิมพ์คิดดี. 84 คําสอนของพ่อสิ่งที่ในหลวงมอบให้ปวงชนชาวไทย, สํานักพิมพ์ คิดดี พฤศจิกายน 2554.
  • 68.
    68 Academic Ranking ofWorld Universities - 2010
  • 69.
  • 70.
    70 ศ.พิเศษ ดร.จิรโชค(บรรพต) วีระสย ProfessorJirachoke(Banphot) Virasaya, Ph.D. 1. การศึกษา Education 1. ปริญญาตรีวิทยานิพนธ์ เกียรตินิยม B.A. (Honors thesis in Sociology, University of California, Berkeley) 2) ปริญญาโท M.A. in Political Science, Berkeley 3) ปริญญาเอก Ph.D., Berkeley, 1968 ได้รับการเชิดชูเกียรติโดยเชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ไพ ซิกมา แอลฟา (Eelected to PI SIGMA ALPHA, National Political Science Honor Society) U.S.A., 1962. Experiences คือ สมาคมเกียรตินิยม รัฐศาสตร์ระดับชาติ U.S.A. 2. ประสบการณ์ 1. นักเรียนทุนรัฐบาลไทย หลังจากจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สอบได้ที่ 1 ทั่วประเทศ สาขาอักษรศาสตร์ แล้วไปศึกษาต่อ ณ สหรัฐอเมริกา และเป็นหัวหน้านักเรียนทุนรัฐบาลและผู้ที่อยู่ในความดูแลของ ก.พ. ณ UC Berkeley. Ranked no.1 in country-wide competitive exam and awarded scholarship to pursue B.A., M.A. and Ph.D. at UC Berkeley. 2. หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2512-2514 3. เลขาธิการศูนย์วิจัยลานนาไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , 2511-2514 4. กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2513-2514 Founding Committee Member in the establishment of RU.โดยมี ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ เป็นประธานกรรมการ 5. คณบดีผู้ก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์(FoundingDean) มหาวิทยาลัยรามคําแหง, RU, 2516-2520และรักษาการคณบดีอีก หลายครั้ง (and at times Interim Dean) 6. หัวหน้าภาคผู้จัดตั้ง (Founding Chairman, Sociology-Anthropology Dept.) ภาควิชาสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2514-2520 7. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2530-2532 Vice-Rector, - Academic 8. Academic Deputy Director, Regional Institute of Higher Education (RIHED), Singapore, 1977-1980. รอง ผู้อํานวยการสถาบันภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนาณ สิงคโปร์ 9. Director, University Development Commission(UDC), Ministry of University Affairs (MUA) ผู้อํานวยการ สํานักงานโครงการพัฒนามหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัย 10. ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา 11. กรรมการบัญญัติศัพท์รัฐศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน 12. กรรมการสมาคมเพื่อนแคลิฟอร์เนีย 13. Hon. Secretary-General, World Fellowship of Buddhist Youth (WFBY). เลขาธิการกิตติมศักดิ์องค์การยุว พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก(ยพสล), ซึ่งมี ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุลเป็นองค์ประธาน พสล. และ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) คนต่อมา 14. กรรมการบัญญัติศัพท์สังคมวิทยา ราชบัณฑิตยสถาน Royal Institute
  • 71.
    71 15. ประธานคณะอนุกรรมการจัดทําหลักวิชาการสังคมวิทยาตามพุทธศาสตร์ โดยมีศ.ดร.ระวี ภาวิไล เป็น ประธานกรรมการจัดทําหลักวิชาการตามแนวพุทธศาสตร์สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ 16. กรรมการสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์และรัฐศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย 17. รักษาการในตําแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ (Dean Interim) มหาวิทยาลัยรามคําแหง หลายครั้ง 18. กรรมการสมาคมการกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุ (ประเทศไทย) สกนอท. 19. กรรมการสมาคมสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา 20. กรรมการสมาคมไทย-อเมริกันศึกษา 20. กรรมการสหพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลก(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาและสันติ 21. ร่วมประชุมทางวิชาการนานาประเทศหลายครั้ง 22. ผู้เขียนบทความทางวิชาการและตําราทั้งสังคมวิทยา,มานุษยวิทยา, รัฐศาสตร์, รัฐประศาสนศาสตร์, ศาสนา และอื่น ๆ 23. รักษาการผู้อํานวยการโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ (10 สาขาวิชา) มหาวิทยาลัยรามคําแหง ,2547-. Acting Director, Ph.D. Program in Social Sciences. 24. เป็นผู้บรรยายสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งการบรรยาย ณ วิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักร(วปอ.) เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513. 25. สนใจและเป็นผู้บรรยายตั้งแต่ระดับปริญญาตรีหรือระดับทั่วๆไปเพราะมุ่งกระจายความรู้สู่ผู้สนใจในด้านต่าง ๆ เชิงสหวิทยาการในยุคร่วมสมัย สืบสานมรดกทางปัญญา วัฒนธรรม ทั้งจากอารยธรรมตะวันออกและ ตะวันตก 3. งานทางวิชาการ Academic works มีความหลากหลายทั้ง 3.1ตํารา เช่น สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา, รัฐศาสตร์ทั่วไป, สังคมวิทยาการเมือง และอื่น ๆ 3.2 บทความทางวิชาการ เฉพาะล่าสุดประมาณ 45 รายการ 3.3 การวิจัย ทางสังคมวิทยา สังคมวิทยาการเมืองฯลฯ 3.4 การบรรยาย ณ โอกาสต่างๆกัน รวมทั้งรายการวิทยุและวิทยุโทรทัศน์ 4. ความถนัด 4.1 เรื่องราวทางสังคม จิตวิทยาสังคม รัฐศาสตร์และการบริหารโดยทั่วไป 4.2 เรื่องการวิเคราะห์เชิงพุทธในนานาประเด็นและนานาปัญหา เช่น เรื่องการพัฒนา สันติภาพ 5. สถานที่ติดต่อ Contact Address คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง หรือโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ อาคารท่าชัย มหาวิทยาลัยรามคําแหง 02-312-8483-9 ต่อ, exts.41,36 ; 02-310-8566-67 ; Fax 310-8492, 310-8500, 310-8567
  • 72.
    72 เอกสารอื่นๆ ประกอบการบรรยาย โดย ศ.พิเศษดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสย 1. หมายเลข 5 ทรรศนะแม่บทที่เปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อวิทยาการPS 103, 500, 601, 701 2. หมายเลข 8แนวคิดและปรัชญาตะวันออกว่าด้วยสังคมและการเมืองPS 103, 290, 293, 495, 500, 601, 605, 611, 639, 641, SO 477, 483 และอื่น ๆ 3. หมายเลข 9 กระแสแปรเปลี่ยน ปัญหาสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองและจริยธรรมระดับนานาชาติ SO 103, 233, 265, 268, 477, PS 103, 500, 503, 611, 639, 671, 798 และอื่น ๆ (04) 4. หมายเลข 11 อุดมการณ์ ทฤษฎี และปรัชญาทางสังคมและการเมืองPS 103, 190, 290, 500, 503, 601, 605, 611, 639, 641, SO 477, 483 และอื่น ๆ (04) 5. หมายเลข 14สังคมกับการเมืองประชาธิปไตย SO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639 และอื่น ๆ 6. หมายเลข 15 ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาที่ยั่งยืนPS 639, 672, 679 7. หมายเลข 25 สังคมไทยกับการพัฒนา PS 103, 110, SO 103, 477, 483, PS 500, 639, 671, 691, 798 และอื่น ๆ 8. หมายเลข 27 จริยธรรมกับการพัฒนา PS 103, SO 477, PS 639, 671, 691 และอื่น ๆ ราคา 30.- (03) 9. หมายเลข 28 นวสมัยและผ่านเลยโพ้นนวสมัย ทฤษฎีและนานามิติแห่งการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคมการเมือง PS 103, SO 477, PS 500, 503, 601, 639, 672 และอื่น ๆ 10. หมายเลข 29 การสืบต่อยุคอุตสาหกรรมนวสมัยและยุคผ่านเลยนวสมัยSO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639 และอื่น ๆ 11. หมายเลข 34 การจัดการแบบราชการPS 103, 672 12. หมายเลข 35 มโนทัศน์ อุดมการณ์ ทฤษฎีทางสังคมและการเมือง SO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639 และอื่น ๆ 13. หมายเลข 50 การเมืองกระแสโลกอุดมการณ์ ปรัชญา PS 103, 130, 500, 503, 601 ราคา 40.- (03) 14. หมายเลข 53 แนวพินิจเชิงวัฒนธรรม และวัฒนธรรมทางการเมือง PS 605, 500, 601, 639, 798 และอื่น ๆ 15. หมายเลข 58 สังคมวัฒนธรรมเปลี่ยนและพัฒนานานาประเด็นปัญหาแวดล้อมร่วมสมัย PS 103, 500, 601, 639, 671, 672 16. หมายเลข 62 แนวคิดว่าด้วยโครงสร้างการหน้าที่ประโยชน์” PS 601, 17. หมายเลข 73การมีส่วนร่วมในสังคมการเมือง SO 477, PS 103, 500, 503, 601, 639 18. หมายเลข 74มุมมองรัฐศาสตร์จากผลงานตะวันตกและตะวันออก 19. หมายเลข 75พรรคการเมืองPS 103, 500, 605, 639, SO 477 20. หมายเลข 79กระแสการแปรเปลี่ยนพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมและเทคโนโลยีPS 103, PA 330, SO 103, 233, 477, 483, PS 500, 503, 601, 605, 611, 639, และอื่น ๆ 21. หมายเลข 98 การปฏิวัติอุตสาหกรรม และผลกระทบ SO 477, PS 639 22. หมายเลข 100 เปลี่ยนแปลงสู่การพัฒนาและเศรษฐกิจพอเพียง PS 103, 639,691, SO 477 และอื่น ๆ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- จัดพิมพ์โดยศูนย์เอกสารวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง กท. 10240 ติดต่อได้ที่ (02) 310-8483-9 ต่อ 30 ติดต่อศูนย์เอกสารฯ หลังอาคาร รัฐศาสตร์ (POB)
  • 73.
    73 23. หมายเลข 111ทรัพยากรน้ําในนานาบริบทเพื่อการวางนโยบาย PS 103, 672,679 24. หมายเลข 112 การคิดสร้างสรรค์ และจุดหักเหทางวิชาการPS 503, 601, 639 25. หมายเลข113แนวโน้มแห่งการเปลี่ยนแปลงระดับผืนพิภพSO233,477, PS103, 500,503,601,639 26. หมายเลข 114 ปรัชญาสังคมศาสตร์ในเชิงศาสตร์ PS 103, 500, 503, 601, 701 27. หมายเลข 115ศัพทานุกรมและนักคิด ปรัชญาและแนวพินิจรัฐศาสตร์ PS 103, 483, 500, 503, 601, SO 477 28. หมายเลข 125 ความคิด ทฤษฎี ปรัชญาสังคม PS 103, SO 477, PS 483, 500, 601, 639 และอื่นๆ 29. หมายเลข 131การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ PS 103, 500, 503, 672, 798, PA 261, 330, 331, 350, 200 30. หมายเลข 140 สถานการณ์สังคม เศรษฐกิจและการเมืองนานาประเทศ PS 103, 500, 601 ราคา 48.- 31. หมายเลข 144 การพัฒนาและการจัดทรัพยากรมนุษย์ PS 103, 500, 601 32. หมายเลข 146 การเพิ่มศักยภาพองค์การและบุคคลโดย REENGINEERING PS500, 601, 639, 672 และอื่น ๆ 33. หมายเลข 148รัฐกับนโยบายสาธารณะ PS 103, 500, 601, 671, 672 34. หมายเลข 149 ประชาธิปไตย การพัฒนาสิทธิมนุษยชน สตรี เด็ก บทบาทของรัฐเพื่อสิทธิสภาพแวดล้อมในบริบท โลกาภิวัตน์และองค์การระหว่างประเทศPS 103, 120, SO 103 , 477, PS 500, 601, 605, 611, 639, 671, 679, 798 และอื่น ๆ 35. หมายเลข 153 รัฐ อุดมการณ์ ปรัชญา นโยบาย และการเปลี่ยนแปลงPS 103, SO 477, 483, PS 500, 503, 601, 605, 611, 639, 672 และอื่น ๆ ในสาขา สังคมศาสตร์ 36. หมายเลข 171 การเพิ่มศักยภาพองค์การและทรัพยากรบุคคล PS 103,601, 707 37. หมายเลข 172ศัพท์ร่วมสมัย ศัพท์รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และสังคมวิทยา PS 103, 503, 601 38. หมายเลข 174 ปรัชญาเชิงวิทยาการในรัฐศาสตร์PS 103, 500, 601,639, SO477 39. หมายเลข 175 สาธารณรัฐอินเดียPS 103, 130, 456 และอื่น ๆ 40. หมายเลข 177 ประวัติและการเมืองการปกครองของสาธารณรัฐอินเดีย 41. หมายเลข 195 อุดมการณ์ทางการเมืองสังคมกับฟาสซิสม์SO 477, PS 103, 500, 601, 639 42. หมายเลข 200 หลักทางพุทธศาสนากับประชาธิปไตย กรณีความเสมอภาค PS 103,495,500 และอื่นๆ 43. หมายเลข 223 ขอบข่ายรัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม PS 403, SO 477, PS 500, 639, 691 และอื่นๆ 44. หมายเลข 225 สังคมวิทยาการเมืองกับการเปลี่ยนแปลงนานาประการ PS 103, SO 477, PS 500, 601, 605 45. หมายเลข 236 อธิบายสรรสาระ และศัพท์สํานวนรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสังคมศาสตร์ทั่วไป PS 103, PA 200, 210, 310, PS 500, 672 และอื่น ๆ