อ . ดร . ชาติชาย ไวยสุระสิงห์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บทที่  9 ดาราศาสตร์ปฏิบัติเบื้องต้น (Introduction to  Practical Astronomy)
โลกและทรงกลมฟ้า (Earth and Celestial Sphere) งานรังวัดดาราศาสตร์ถือว่า โลกหยุดนิ่ง ส่วนดวงดาวและวัตถุฟ้าอื่นๆโคจรอยู่บนผิวของทรงกลมฟ้าซึ้งมีรัศมีอนันต์จากจุดศูนย์กลางโลก แกนหมุดของโลกที่ต่อออกจากโลกไปจนตัดกับผิวของทรงกลมฟ้าจะได้จุดขั่วฟ้า  (P) L 90 o  -  L
นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์ เส้นขอบฟ้าของผู้รังวัด  (Celestial Horizon)  คือ วงกลมใหญ่ของทรงกลมฟ้าซึ่งเกิดจากระนาบที่ตั้งฉากกับเส้นดิ่งที่รังวัดผ่านจุดศูนย์กลางของโลกไปตัดกับทรงกลมฟ้า  (Celestial Sphere) เส้นเมอริเดียนของผู้รังวัด   (Celestial Meridian)   คือวงกลมใหญ่ของทรงกลมซึ่งผ่านจุดขั่วฟ้า และจุดดิ่งบนของผู้รังวัด เส้นศูนย์สูตรฟ้า   (Equator)  คือ วงกลมใหญ่ซึ่งเกิดจากการขยายของระนาบศูนย์สูตรของโลกไปตัดกับผิวของทรงกลมฟ้า มุมสูงของดาว  (Altitude of a star)  คือ ค่ามุมดิ่งจริงที่วัดไปยังดาว โคละติจูด  (Co-latitude)  คือระยะเชิงมุมที่ประกอบเป็นมุม 90 o   กับค่าละติดจูด หรือมีค่าเท่ากับ  90- f
จุดดิ่งบน  (Zenith) จากจุดที่ยืนอยู่หรือจุดที่ตั้งกล้องทำงานรังวัดต่อตรงในแนวดิ่งไปจนตัดทรงกลมฟ้าจะเป็นจุดดิ่งบน , Z (Zenith)
นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์  (2) ระยะดิ่งบน  (Zenith)  คือระยะเชิงมุมจากดวงดาวไปยังจุดดิ่งบน ใช้สัญลักษณ์  z มุมอะซิมุทของดาว  (Azimuth angle of a star)  คือค่ามุมซึ่งวัดบนระนาบของเส้นขอบฟ้าจากแนวเมอริเดียนของผู้รังวัดไปยังระนาบดิ่งที่ผ่านดาว ค่ามุมอะซิมุทของดาวเปลี่ยนแปลงจาก  0 o   ถึง  180 o   ไปทางตะวันออกและตะวันตก ใช้สัญลักษณ์  A อะซิมุทของดาว  (Azimuth of a star)  คือค่ามุมซึ่งวัดบนระนาบของเส้นของฟ้าจากแนวเมอริเดียนของผู้รังวัดในทิศทางตามเข็มนาฬิกาไปยังระนาบดิ่งที่ผ่านดาว ดังนั้น อะซิมุทของดาวจึงเปลี่ยนแปลงจาก  0 o   ถึง  360 o เดคลิเนชันของดาว  (Declination of a star)  คือระยะเชิงมุมจากเส้นศูนย์สูตรไปยังดวงดาว ถ้าดวงดาวอยู่ไปทางเหนือของเส้นศูนย์สูตร ค่าเดคลิเนชันเป็นบวก ถ้าดวงดาวอยู่ไปทางใต้ค่าเดคลิเนชันเป็นลบ   ใช้สัญลักษณ์  d
 
ตำแหน่งของดวงอาทิตย์เมื่ออยู่สูงกว่าเส้นศูนย์สูตรฟ้า
ตำแหน่งของดวงอาทิตย์เมื่ออยู่ต่ำกว่าเส้นศูนย์สูตรฟ้า
ตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ที่ปรากฏในช่วงเวลาต่างๆของปี
นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์  (3) วงกลมชั่วโมง  (hour circle)  คือครึ่งวงกลมใหญ่บนทรงกลมฟ้าซึ่งผ่านจุดขั่วฟ้าทั้งสองของดวงดาว ดังนั้น วงกลมชั่วโมงของดาวจึงหมุนไปในทิศตะวันตกพร้อมๆกับดาว มุมชั่วโมง  (hour angle)  คือมุมที่จุดขั้วฟ้าซึ่งวัดบนระนาบศูนย์สูตรจากเส้นเมอริเดียนที่เลือกขึ้น  ( เมอริเดียนท้องถิ่นหรือกรีนิช )  ไปยังวงกลมชั่วโมงในทางทิศตะวันตก มุมเมอริเดียน   (meridian angle)  ของดาว  คือมุมที่จุดขั้วฟ้าซึ่งซึ่งวัดบนระนาบศูนย์สูตรจากเส้นเมอริเดียนของผู้รังวัดไปยังวงกลมชั่วโมงของดาวในทิศตะวันตกหรือตะวันออก มีค่าเปลี่ยนแปลงจาก  0 o   ถึง  180 o   ใช้สัญลักษณ์  t
นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์  (4) เส้นอีคลิปติค  (ecliptic)  คือวงกลมใหญ่ที่เกิดจากรอยตัดของระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์กับทรงกลมฟ้า จุดอีควินอกซ์   (Equinox)  คือจุดตัดของเส้นอีคลิปติคกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า จุดเวอร์นัลอีควีนอกซ์  (Vernal equinox)  เป็นจุดตัดซึ่งดวงอาทิตย์กำลังจะข้ามเส้นศูนย์สูตรจากทางใต้ไปทางเหนือ จุดออทัมนอลอีควีนอกซ์  (Autumnal equinox)  เป็นจุดตัดซึ่งดวงอาทิตย์กำลังจะข้ามเส้นศูนย์สูตรจากเหนือไปใต้ ไรท์แอสเซนชัน  (right ascension)  คือระยะเชิงมุมที่วัดไปทางตะวันออกบนระนาบศูนย์สูตรจากจุดเวอร์นัลอีควีนอกซ์ไปยังวงกลมชั่วโมงของดาว
เส้นอีคลิปติค  (ecliptic) –  “road of the sun”
เส้นอิคลิปติค  –  เส้นศูนย์สูตรฟ้า  -  จุดเวอร์นัลอิควีนอกซ์
ตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ที่ปรากฏในช่วงเวลาต่างๆของปี
วันสำคัญๆทางดาราศาสตร์
วันสำคัญๆทางดาราศาสตร์ Summer solstice:   June 21 Autumnal equinox:  Sep 22  ( กลางวัน  =  กลางคืน ) Winter solstice:   Dec 21 Vernal (spring) equinox:  Mar 21  ( กลางวัน  =  กลางคืน )
Right Ascension  และ   Declination
งานรังวัดเพื่อหาอะซิมุท  (Observation for Azimuth)
งานรังวัดเพื่อหาอะซิมุท  (Observation for Azimuth) กระทำได้  2  วิธี คือ โดยการรังวัดมุมสูงของดวงดาว  ( วิธีที่ใช้ในแลป ) ใช้สูตร โดยการรังวัดมุมชั่วโมงของดวงดาว ใช้สูตร
งานรังวัดเพื่อหาอะซิมุท  โดยการรังวัดมุมสูงของดวงอาทิตย์
ภาพปรากฏของดวงอาทิตย์ผ่าน  Solar Prism (a)  ภาพจริง (b)   ภาพสเก็ต
ขั้นตอนการคำนวณหาอะซิมุท  โดยการรังวัดมุมสูงของอาทิตย์ Step 1  หาเวลา  U.T. Step 2  หามุม  Declination  ของดวงอาทิตย์ Step 3  หา  Refraction & Parallax Step 4  หา  True altitude  ของดวงอาทิตย์   (the Sun)  Step 5  หา ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไปยัง  the Sun   และ  R.O. Step 6  หา  Azimuth  ของ  the Sun Step 7  หา  Azimuth  ของ  R.O.
Step 1  หาเวลา  U.T. เวลาท้องถิ่น  (Local Time) หาเวลาเฉลี่ยของนาฬิกา   =  ( เวลาส่องหน้าซ้าย  +   เวลาส่องหน้าขวา ) /2 เวลาจริงท้องถิ่น  =  เวลาเฉลี่ยนาฬิกา  +  ค่าแก้ไขเวลา เวลาสากล  (Universal Time) สำหรับประเทศไทยในการหาเวลาสากล  (U.T)  เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในแนวเมอริเดียนที่  105 o   ใช้แทบเวลา  (Time Zone) +7 h เวลา   U.T. =  เวลาจริงท้องถิ่น  - 7
Step 2  การคำนวณหามุมเดคลิเนชั่น ( d ) ของดวงอาทิตย์ เฉลี่ยเวลาท้องถิ่นขณะส่องดวงอาทิตย์หน้าซ้ายและขวา เช่น  แปลงเวลาท้องถิ่นเฉลี่ยเป็นเวลาสากล  (UT) =  เปิดตาราง  Star Almanac   ณ วัน เดือน ปี ทำการรังวัด
Step 2  การคำนวณหามุมเดคลิเนชั่น ( d ) ของดวงอาทิตย์ จากตาราง  Star Almanac   ณ วัน เดือน ปี ทำการรังวัด UT Sun Dec Deg-Min-Sec 18d  07h S11 o  35.2’ -11 o  35’12” 08h S11 o  34.3’ -11 o  34’18”
Step 3  หา  Refraction & Parallax มุมเหลื่อม  (parallax)  p = p o  cos h s  = 8.79” cos h s มุมหักเห  (Refraction)  กรณีงานต่ำกว่างานชั้น  3  ให้ใช้มุมหักเห เป็น
Step 4  หา  True altitude  ของดวงอาทิตย์   (the Sun) -  การคำนวณค่าจานองศาดิ่ง หามุมสูงดวงอาทิตย์จริง  (True Altitude  หรือ   H) การหามุมสูงดวงอาทิตย์เฉลี่ย ค่าตรวจแก้มุมสูง ค่าแก้มุมหักเห  (Refraction, r) ค่าแก้มุมเหลี่ยม   (Parallax, p)
Step 4  หา  True altitude  ของ  (the Sun)  ค่ารังวัดมุมสูงดวงอาทิตย์เฉลี่ย   (h s ) True altitude of the Sun (H)= h s +r+p
การหามุมดิ่งของ  R.O.  เฉลี่ย ค่ารังวัดมุมดิ่งเฉลี่ย
Step 5  หา ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไปยัง  the Sun และ  R.O.   จากการคำนวณค่าจานองศาราบ หาทิศทางที่ถูกต้องของดวงอาทิตย์ เฉลี่ยค่าจานองศาราบที่ส่องไปยังดวงอาทิตย์ ตรวจแก้ความเอียงของกล้องวัดมุม หาทิศทางที่ถูกต้องของ  R.O. เฉลี่ยค่าจานองศาราบที่ส่องไปยัง   R.O. ตรวจแก้ความเอียงของกล้องวัดมุม หามุมราบระหว่าง ดวงอาทิตย์ และ  R.O.
Step 5.1  ค่าเฉลี่ยจานองศาราบ สามารถคำนวณได้จาก เมื่อค่าจานราบจากกล้องหน้าซ้ายน้อยกว่า  180 o เมื่อค่าจานราบจากกล้องหน้าซ้ายมากกว่า  180 o
Step 5.2  ความคลาดเคลื่อนของกล้องวัดมุม เพื่อหาความเอียงของแกนนอนในชุดการวัด ค่าแก้มุมเอียง  เช่น ค่าแก้มุมเอียง   =   V =  ความไวหลอดระดับ H =  ค่าเฉลี่ยมุมดิ่ง  ( หรือมุมสูง ) กรณีของดวงอาทิตย์ H =  ค่าเฉลี่ยมุมสูงดวงอาทิตย์ ( หลังจากแก้มุมสูงแล้ว ) ซ้าย ขวา กล้องหน้าซ้าย 4.5 1.5 กล้องหน้าขวา 0.5 5.5 รวม 5.0 6.0 S L- S R -1.0
Step 5.3   ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไป ยัง  the Sun   และ  R.O.  True Direction of the Sun = Mean.Hor.Rdg  ของ  the Sun +  ค่าแก้มุมเอียงของ  the Sun True Direction of R.O. = Mean.Hor.Rdg  ของ  R.O. +  ค่าแก้มุมเอียงของ  R.O.
Step 6  การหาค่า  Azimuth  ของดวงอาทิตย์ ภายหลังจากได้ค่า  d ,  f   และ  H  จากสมการที่ได้ความสัมพันธ์ของตรีโกณมิติทรงกลม  (Spherical Trigonometry)   จะได้ว่า คำนวณค่า  Azimuth  ของดวงอาทิตย์ได้จาก Az. of the Sun = Z  เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ทางตะวันออก   ( เช้า ) Az. of the Sun = 360 - Z  เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ทางตะวันตก   ( บ่าย )
Step 7  หา  Azimuth  ของ  R.O. หามุมราบระหว่าง  the Sun  และ  R.O.  Angle  Sun-R.O.  = True.Hor.Rdg  Sun  – True.Hor.Rdg  R.O.   หา  Azimuth  ของ  R.O. Az. of R.O. = Az. of the Sun - Angle  Sun-R.O
สรุปขั้นตอนการคำนวณหา  True Azimuth  ของ  R.O. คำนวณหาค่า  Declination     d คำนวณหาค่าจานองศาดิ่ง  ค่าเฉลี่ยมุมสูงจริงของดวงอาทิตย์   (H)    ค่าแก้แกนเอียง ( ดวงอาทิตย์ ) ค่าเฉลี่ยมุมสูงจริงของ   R.O.  ค่าแก้แกนเอียง (R.O.) หาค่า  Azimuth  ของดวงอาทิตย์   จาก  d , H  และ  f คำนวณหาค่าจานราบ + ค่าแก้แกนเอียง   มุมระหว่าง ดวงอาทิตย์ และ  R.O.     ค่า  Azimuth  ของ  R.O.
Example Theodolite at STA. A at Engineering Building Latitude  16-28-27 N Error on watch time = -20 sec กล้อง T2  ความไวหลอดระดับ  = 20"/ ขีด Febuary 18th, 1997, Temperature = 104 o  F, Pressure 28.7 in.Hg Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h  m  s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
Step 1  หาเวลา  U.T. เวลาเฉลี่ย  = 14h 03m 06s เวลา  U.T. = 14h 03m 06s – 7h = 7h 3m 6s Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h  m  s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
Step 2  การคำนวณหามุมเดคลิเนชั่น ( d ) ของดวงอาทิตย์ จากตาราง  Star Almanac   ณ วัน เดือน ปี ทำการรังวัด UT Sun Dec Deg-Min-Sec 18d  07h S11 o  35.2’ -11 o  35’12” 08h S11 o  34.3’ -11 o  34’18”
Step 3  หา  Refraction & Parallax มุมเหลื่อม  (parallax)  p = p o  cos h s  = 8.8” cos h s  = 8.8” cos 57 o 17’38”=  00 o 00’05” มุมหักเห  (Refraction)  Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h  m  s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
Step 4  หา  True altitude  ของ  (the Sun)  True altitude of the Sun (H)= h s +r+p H = 57 o 17’38”+(-33”)+(05”) H = 57 o 17’10” Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h  m  s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
Step 5.1  ค่าเฉลี่ยจานองศาราบ Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h  m  s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
Step 5.2  ความคลาดเคลื่อนของกล้องวัดมุม ค่าแก้มุมเอียง  ค่าแก้มุมเอียง   S  =   V =  ความไวหลอดระดับ H =  ค่าเฉลี่ยมุมดิ่ง  ( หรือมุมสูง ) กรณีของดวงอาทิตย์ H =  ค่าเฉลี่ยมุมสูงดวงอาทิตย์ ( หลังจากแก้มุมสูงแล้ว ) ค่าแก้มุมเอียง   R.O.  =   ซ้าย ขวา กล้องหน้าซ้าย 4.5 1.5 กล้องหน้าขวา 0.5 5.5 รวม 5.0 6.0 S L- S R -1.0
Step 5.3   ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไป ยัง  the Sun   และ  R.O.  True Direction of the Sun  = Mean.Hor.Rdg  ของ  the Sun +  ค่าแก้มุมเอียงของ  the Sun = 109 o 51’01.4”+(-15.6”) = = 109 o 51’45.8” True Direction of R.O.  = Mean.Hor.Rdg  ของ  R.O. +  ค่าแก้มุมเอียงของ  R.O. = 00 o 00’13.0”+(1.3”) = 00 o 00’14.3”
Step 5  หามุมราบระหว่าง  the Sun  และ  R.O. จาก  True Direction of the Sun = 109 o 51’45.8” True Direction of R.O. = 00 o 00’14.3” Angle  Sun-R.O.  = True.Hor.Rdg  Sun  – True.Hor.Rdg  R.O.   Angle  Sun-R.O.  = 109 o 51’45.8”- 00 o 00’14.3” นั่นคือ  Angle  Sun-R.O.  = 109 o 50’31.5”
Step 6  การหาค่า  Azimuth  ของดวงอาทิตย์ จาก และ  d  = -11 o 35’19”,  f  = 16 o 28’27”, H = 57 o 17’10” จะได้ว่า  cos z = -0.8479114382 นั้นคือ  z = 147 o 59’06.8” เนื่องจากเป็นการรังวัดตอนบ่าย  ดังนั้น  Az. of Sun = 360 - Z = 360 o  - 147 o 59’06.8” = 212 o 00’53.2”
Step 7  หา  Azimuth  ของ  R.O. จาก  Angle  Sun-R.O.  = 109 o 50’31.5” หา  Azimuth  ของ  R.O. Az. of R.O. = Az. of the Sun - Angle  Sun-R.O นั้นคือ  Az. of R.O.  = 212 o 00’53.2” - 109 o 50’31.5”  = 102 o 10’21.7”

บทที่ 9 ดาราศาสตร์ปฏิบัติเบื้องต้น Full Version

  • 1.
    อ . ดร. ชาติชาย ไวยสุระสิงห์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บทที่ 9 ดาราศาสตร์ปฏิบัติเบื้องต้น (Introduction to Practical Astronomy)
  • 2.
    โลกและทรงกลมฟ้า (Earth andCelestial Sphere) งานรังวัดดาราศาสตร์ถือว่า โลกหยุดนิ่ง ส่วนดวงดาวและวัตถุฟ้าอื่นๆโคจรอยู่บนผิวของทรงกลมฟ้าซึ้งมีรัศมีอนันต์จากจุดศูนย์กลางโลก แกนหมุดของโลกที่ต่อออกจากโลกไปจนตัดกับผิวของทรงกลมฟ้าจะได้จุดขั่วฟ้า (P) L 90 o - L
  • 3.
    นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์ เส้นขอบฟ้าของผู้รังวัด (Celestial Horizon) คือ วงกลมใหญ่ของทรงกลมฟ้าซึ่งเกิดจากระนาบที่ตั้งฉากกับเส้นดิ่งที่รังวัดผ่านจุดศูนย์กลางของโลกไปตัดกับทรงกลมฟ้า (Celestial Sphere) เส้นเมอริเดียนของผู้รังวัด (Celestial Meridian) คือวงกลมใหญ่ของทรงกลมซึ่งผ่านจุดขั่วฟ้า และจุดดิ่งบนของผู้รังวัด เส้นศูนย์สูตรฟ้า (Equator) คือ วงกลมใหญ่ซึ่งเกิดจากการขยายของระนาบศูนย์สูตรของโลกไปตัดกับผิวของทรงกลมฟ้า มุมสูงของดาว (Altitude of a star) คือ ค่ามุมดิ่งจริงที่วัดไปยังดาว โคละติจูด (Co-latitude) คือระยะเชิงมุมที่ประกอบเป็นมุม 90 o กับค่าละติดจูด หรือมีค่าเท่ากับ 90- f
  • 4.
    จุดดิ่งบน (Zenith)จากจุดที่ยืนอยู่หรือจุดที่ตั้งกล้องทำงานรังวัดต่อตรงในแนวดิ่งไปจนตัดทรงกลมฟ้าจะเป็นจุดดิ่งบน , Z (Zenith)
  • 5.
    นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์ (2)ระยะดิ่งบน (Zenith) คือระยะเชิงมุมจากดวงดาวไปยังจุดดิ่งบน ใช้สัญลักษณ์ z มุมอะซิมุทของดาว (Azimuth angle of a star) คือค่ามุมซึ่งวัดบนระนาบของเส้นขอบฟ้าจากแนวเมอริเดียนของผู้รังวัดไปยังระนาบดิ่งที่ผ่านดาว ค่ามุมอะซิมุทของดาวเปลี่ยนแปลงจาก 0 o ถึง 180 o ไปทางตะวันออกและตะวันตก ใช้สัญลักษณ์ A อะซิมุทของดาว (Azimuth of a star) คือค่ามุมซึ่งวัดบนระนาบของเส้นของฟ้าจากแนวเมอริเดียนของผู้รังวัดในทิศทางตามเข็มนาฬิกาไปยังระนาบดิ่งที่ผ่านดาว ดังนั้น อะซิมุทของดาวจึงเปลี่ยนแปลงจาก 0 o ถึง 360 o เดคลิเนชันของดาว (Declination of a star) คือระยะเชิงมุมจากเส้นศูนย์สูตรไปยังดวงดาว ถ้าดวงดาวอยู่ไปทางเหนือของเส้นศูนย์สูตร ค่าเดคลิเนชันเป็นบวก ถ้าดวงดาวอยู่ไปทางใต้ค่าเดคลิเนชันเป็นลบ ใช้สัญลักษณ์ d
  • 6.
  • 7.
  • 8.
  • 9.
  • 10.
    นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์ (3)วงกลมชั่วโมง (hour circle) คือครึ่งวงกลมใหญ่บนทรงกลมฟ้าซึ่งผ่านจุดขั่วฟ้าทั้งสองของดวงดาว ดังนั้น วงกลมชั่วโมงของดาวจึงหมุนไปในทิศตะวันตกพร้อมๆกับดาว มุมชั่วโมง (hour angle) คือมุมที่จุดขั้วฟ้าซึ่งวัดบนระนาบศูนย์สูตรจากเส้นเมอริเดียนที่เลือกขึ้น ( เมอริเดียนท้องถิ่นหรือกรีนิช ) ไปยังวงกลมชั่วโมงในทางทิศตะวันตก มุมเมอริเดียน (meridian angle) ของดาว คือมุมที่จุดขั้วฟ้าซึ่งซึ่งวัดบนระนาบศูนย์สูตรจากเส้นเมอริเดียนของผู้รังวัดไปยังวงกลมชั่วโมงของดาวในทิศตะวันตกหรือตะวันออก มีค่าเปลี่ยนแปลงจาก 0 o ถึง 180 o ใช้สัญลักษณ์ t
  • 11.
    นิยามศัพท์ทางดาราศาสตร์ (4)เส้นอีคลิปติค (ecliptic) คือวงกลมใหญ่ที่เกิดจากรอยตัดของระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์กับทรงกลมฟ้า จุดอีควินอกซ์ (Equinox) คือจุดตัดของเส้นอีคลิปติคกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า จุดเวอร์นัลอีควีนอกซ์ (Vernal equinox) เป็นจุดตัดซึ่งดวงอาทิตย์กำลังจะข้ามเส้นศูนย์สูตรจากทางใต้ไปทางเหนือ จุดออทัมนอลอีควีนอกซ์ (Autumnal equinox) เป็นจุดตัดซึ่งดวงอาทิตย์กำลังจะข้ามเส้นศูนย์สูตรจากเหนือไปใต้ ไรท์แอสเซนชัน (right ascension) คือระยะเชิงมุมที่วัดไปทางตะวันออกบนระนาบศูนย์สูตรจากจุดเวอร์นัลอีควีนอกซ์ไปยังวงกลมชั่วโมงของดาว
  • 12.
  • 13.
    เส้นอิคลิปติค – เส้นศูนย์สูตรฟ้า - จุดเวอร์นัลอิควีนอกซ์
  • 14.
  • 15.
  • 16.
    วันสำคัญๆทางดาราศาสตร์ Summer solstice: June 21 Autumnal equinox: Sep 22 ( กลางวัน = กลางคืน ) Winter solstice: Dec 21 Vernal (spring) equinox: Mar 21 ( กลางวัน = กลางคืน )
  • 17.
    Right Ascension และ Declination
  • 18.
  • 19.
    งานรังวัดเพื่อหาอะซิมุท (Observationfor Azimuth) กระทำได้ 2 วิธี คือ โดยการรังวัดมุมสูงของดวงดาว ( วิธีที่ใช้ในแลป ) ใช้สูตร โดยการรังวัดมุมชั่วโมงของดวงดาว ใช้สูตร
  • 20.
  • 21.
    ภาพปรากฏของดวงอาทิตย์ผ่าน SolarPrism (a) ภาพจริง (b) ภาพสเก็ต
  • 22.
    ขั้นตอนการคำนวณหาอะซิมุท โดยการรังวัดมุมสูงของอาทิตย์Step 1 หาเวลา U.T. Step 2 หามุม Declination ของดวงอาทิตย์ Step 3 หา Refraction & Parallax Step 4 หา True altitude ของดวงอาทิตย์ (the Sun) Step 5 หา ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไปยัง the Sun และ R.O. Step 6 หา Azimuth ของ the Sun Step 7 หา Azimuth ของ R.O.
  • 23.
    Step 1 หาเวลา U.T. เวลาท้องถิ่น (Local Time) หาเวลาเฉลี่ยของนาฬิกา = ( เวลาส่องหน้าซ้าย + เวลาส่องหน้าขวา ) /2 เวลาจริงท้องถิ่น = เวลาเฉลี่ยนาฬิกา + ค่าแก้ไขเวลา เวลาสากล (Universal Time) สำหรับประเทศไทยในการหาเวลาสากล (U.T) เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในแนวเมอริเดียนที่ 105 o ใช้แทบเวลา (Time Zone) +7 h เวลา U.T. = เวลาจริงท้องถิ่น - 7
  • 24.
    Step 2 การคำนวณหามุมเดคลิเนชั่น ( d ) ของดวงอาทิตย์ เฉลี่ยเวลาท้องถิ่นขณะส่องดวงอาทิตย์หน้าซ้ายและขวา เช่น แปลงเวลาท้องถิ่นเฉลี่ยเป็นเวลาสากล (UT) = เปิดตาราง Star Almanac ณ วัน เดือน ปี ทำการรังวัด
  • 25.
    Step 2 การคำนวณหามุมเดคลิเนชั่น ( d ) ของดวงอาทิตย์ จากตาราง Star Almanac ณ วัน เดือน ปี ทำการรังวัด UT Sun Dec Deg-Min-Sec 18d 07h S11 o 35.2’ -11 o 35’12” 08h S11 o 34.3’ -11 o 34’18”
  • 26.
    Step 3 หา Refraction & Parallax มุมเหลื่อม (parallax) p = p o cos h s = 8.79” cos h s มุมหักเห (Refraction) กรณีงานต่ำกว่างานชั้น 3 ให้ใช้มุมหักเห เป็น
  • 27.
    Step 4 หา True altitude ของดวงอาทิตย์ (the Sun) - การคำนวณค่าจานองศาดิ่ง หามุมสูงดวงอาทิตย์จริง (True Altitude หรือ H) การหามุมสูงดวงอาทิตย์เฉลี่ย ค่าตรวจแก้มุมสูง ค่าแก้มุมหักเห (Refraction, r) ค่าแก้มุมเหลี่ยม (Parallax, p)
  • 28.
    Step 4 หา True altitude ของ (the Sun) ค่ารังวัดมุมสูงดวงอาทิตย์เฉลี่ย (h s ) True altitude of the Sun (H)= h s +r+p
  • 29.
    การหามุมดิ่งของ R.O. เฉลี่ย ค่ารังวัดมุมดิ่งเฉลี่ย
  • 30.
    Step 5 หา ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไปยัง the Sun และ R.O. จากการคำนวณค่าจานองศาราบ หาทิศทางที่ถูกต้องของดวงอาทิตย์ เฉลี่ยค่าจานองศาราบที่ส่องไปยังดวงอาทิตย์ ตรวจแก้ความเอียงของกล้องวัดมุม หาทิศทางที่ถูกต้องของ R.O. เฉลี่ยค่าจานองศาราบที่ส่องไปยัง R.O. ตรวจแก้ความเอียงของกล้องวัดมุม หามุมราบระหว่าง ดวงอาทิตย์ และ R.O.
  • 31.
    Step 5.1 ค่าเฉลี่ยจานองศาราบ สามารถคำนวณได้จาก เมื่อค่าจานราบจากกล้องหน้าซ้ายน้อยกว่า 180 o เมื่อค่าจานราบจากกล้องหน้าซ้ายมากกว่า 180 o
  • 32.
    Step 5.2 ความคลาดเคลื่อนของกล้องวัดมุม เพื่อหาความเอียงของแกนนอนในชุดการวัด ค่าแก้มุมเอียง เช่น ค่าแก้มุมเอียง = V = ความไวหลอดระดับ H = ค่าเฉลี่ยมุมดิ่ง ( หรือมุมสูง ) กรณีของดวงอาทิตย์ H = ค่าเฉลี่ยมุมสูงดวงอาทิตย์ ( หลังจากแก้มุมสูงแล้ว ) ซ้าย ขวา กล้องหน้าซ้าย 4.5 1.5 กล้องหน้าขวา 0.5 5.5 รวม 5.0 6.0 S L- S R -1.0
  • 33.
    Step 5.3 ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไป ยัง the Sun และ R.O. True Direction of the Sun = Mean.Hor.Rdg ของ the Sun + ค่าแก้มุมเอียงของ the Sun True Direction of R.O. = Mean.Hor.Rdg ของ R.O. + ค่าแก้มุมเอียงของ R.O.
  • 34.
    Step 6 การหาค่า Azimuth ของดวงอาทิตย์ ภายหลังจากได้ค่า d , f และ H จากสมการที่ได้ความสัมพันธ์ของตรีโกณมิติทรงกลม (Spherical Trigonometry) จะได้ว่า คำนวณค่า Azimuth ของดวงอาทิตย์ได้จาก Az. of the Sun = Z เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ทางตะวันออก ( เช้า ) Az. of the Sun = 360 - Z เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ทางตะวันตก ( บ่าย )
  • 35.
    Step 7 หา Azimuth ของ R.O. หามุมราบระหว่าง the Sun และ R.O. Angle Sun-R.O. = True.Hor.Rdg Sun – True.Hor.Rdg R.O. หา Azimuth ของ R.O. Az. of R.O. = Az. of the Sun - Angle Sun-R.O
  • 36.
    สรุปขั้นตอนการคำนวณหา TrueAzimuth ของ R.O. คำนวณหาค่า Declination  d คำนวณหาค่าจานองศาดิ่ง ค่าเฉลี่ยมุมสูงจริงของดวงอาทิตย์ (H)  ค่าแก้แกนเอียง ( ดวงอาทิตย์ ) ค่าเฉลี่ยมุมสูงจริงของ R.O.  ค่าแก้แกนเอียง (R.O.) หาค่า Azimuth ของดวงอาทิตย์ จาก d , H และ f คำนวณหาค่าจานราบ + ค่าแก้แกนเอียง  มุมระหว่าง ดวงอาทิตย์ และ R.O.  ค่า Azimuth ของ R.O.
  • 37.
    Example Theodolite atSTA. A at Engineering Building Latitude 16-28-27 N Error on watch time = -20 sec กล้อง T2 ความไวหลอดระดับ = 20"/ ขีด Febuary 18th, 1997, Temperature = 104 o F, Pressure 28.7 in.Hg Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h m s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
  • 38.
    Step 1 หาเวลา U.T. เวลาเฉลี่ย = 14h 03m 06s เวลา U.T. = 14h 03m 06s – 7h = 7h 3m 6s Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h m s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
  • 39.
    Step 2 การคำนวณหามุมเดคลิเนชั่น ( d ) ของดวงอาทิตย์ จากตาราง Star Almanac ณ วัน เดือน ปี ทำการรังวัด UT Sun Dec Deg-Min-Sec 18d 07h S11 o 35.2’ -11 o 35’12” 08h S11 o 34.3’ -11 o 34’18”
  • 40.
    Step 3 หา Refraction & Parallax มุมเหลื่อม (parallax) p = p o cos h s = 8.8” cos h s = 8.8” cos 57 o 17’38”= 00 o 00’05” มุมหักเห (Refraction) Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h m s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
  • 41.
    Step 4 หา True altitude ของ (the Sun) True altitude of the Sun (H)= h s +r+p H = 57 o 17’38”+(-33”)+(05”) H = 57 o 17’10” Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h m s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
  • 42.
    Step 5.1 ค่าเฉลี่ยจานองศาราบ Sta. Obj. Face Hor.Rdg Mean Hor.Rdg Ver.Rdg Mean Ver.Rdg Time Plate bubble h m s Avg. Time L R A R.O. L 00-00-00 00-00-13.0 104-51-35.0 -14-51-33.0 3.5 2.5 Sun L 110-31-50.5 109-51-01.4 32-33-09.1 +57-17-38.0 14-02-33.0 14-03-06 4.5 1.5 Sun R 289-10-12.2 327-08-25.0 14-04-10.0 0.5 2.5   R.O. R 180-00-16.0   255-08-29.0       2.0 4.0
  • 43.
    Step 5.2 ความคลาดเคลื่อนของกล้องวัดมุม ค่าแก้มุมเอียง ค่าแก้มุมเอียง S = V = ความไวหลอดระดับ H = ค่าเฉลี่ยมุมดิ่ง ( หรือมุมสูง ) กรณีของดวงอาทิตย์ H = ค่าเฉลี่ยมุมสูงดวงอาทิตย์ ( หลังจากแก้มุมสูงแล้ว ) ค่าแก้มุมเอียง R.O. = ซ้าย ขวา กล้องหน้าซ้าย 4.5 1.5 กล้องหน้าขวา 0.5 5.5 รวม 5.0 6.0 S L- S R -1.0
  • 44.
    Step 5.3 ทิศทางราบที่ถูกต้องเมื่อส่องไป ยัง the Sun และ R.O. True Direction of the Sun = Mean.Hor.Rdg ของ the Sun + ค่าแก้มุมเอียงของ the Sun = 109 o 51’01.4”+(-15.6”) = = 109 o 51’45.8” True Direction of R.O. = Mean.Hor.Rdg ของ R.O. + ค่าแก้มุมเอียงของ R.O. = 00 o 00’13.0”+(1.3”) = 00 o 00’14.3”
  • 45.
    Step 5 หามุมราบระหว่าง the Sun และ R.O. จาก True Direction of the Sun = 109 o 51’45.8” True Direction of R.O. = 00 o 00’14.3” Angle Sun-R.O. = True.Hor.Rdg Sun – True.Hor.Rdg R.O. Angle Sun-R.O. = 109 o 51’45.8”- 00 o 00’14.3” นั่นคือ Angle Sun-R.O. = 109 o 50’31.5”
  • 46.
    Step 6 การหาค่า Azimuth ของดวงอาทิตย์ จาก และ d = -11 o 35’19”, f = 16 o 28’27”, H = 57 o 17’10” จะได้ว่า cos z = -0.8479114382 นั้นคือ z = 147 o 59’06.8” เนื่องจากเป็นการรังวัดตอนบ่าย ดังนั้น Az. of Sun = 360 - Z = 360 o - 147 o 59’06.8” = 212 o 00’53.2”
  • 47.
    Step 7 หา Azimuth ของ R.O. จาก Angle Sun-R.O. = 109 o 50’31.5” หา Azimuth ของ R.O. Az. of R.O. = Az. of the Sun - Angle Sun-R.O นั้นคือ Az. of R.O. = 212 o 00’53.2” - 109 o 50’31.5” = 102 o 10’21.7”