More Related Content
PDF
ชุดการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง PDF
วิเคราะห์วิธีการสอนที่เหมาะกับวิชาคณิตศาสตร์ (1) PDF
PDF
PDF
บันทึกความดี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 PDF
PDF
PDF
What's hot
PPTX
การอนุรักษ์สังคมและวัฒนธรรมไทย PDF
PDF
เตรียมสอบ ภาค ก.เล่มที่ 2 PDF
Casestudy การศึกษารายกรณี PDF
การสร้างเครื่องมือวัดคุณลักษณะ PPTX
โปรแกรมการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program) PPTX
PPT
Pptแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้น... PDF
โครงสร้างและหน้าที่ของราก PPT
PPT
การจัดการเรียนการสอนแบบ Tgt PDF
PDF
PDF
ใบความรู้ สินค้าและบริการที่รัฐจัดให้ ป.3+446+dltvsocp3+54soc p03f 30-4page PDF
โครงงานออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ PDF
PDF
PDF
DOC
PPTX
Similar to รายงาน 5 บท Is แพทย์สากล 20 person complete
PPTX
PDF
PDF
Public Health Emergency Management PDF
อาหารเป็นยา สู่วิถีรักษ์สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข PDF
การวิเคราะห์หลักสูตรวิชาสุขศึกษาชั้นม.3 PDF
Thai Emergency Medicine Journal no. 3 PDF
โครงร่างวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยประยุกต์ PDF
PDF
PDF
หลักสูตร Mini MM in Health 55 PDF
PDF
การประชุมใหญ่อย่างมีประสิทธิผล Leadership series 6 of 6 forums and town ha... DOC
TAEM11: แนวทางการธำรงรักษาบุคลากร การแพทย์ฉุกเฉิน PDF
PDF
PDF
PDF
DOC
สาระ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดม.6 PDF
DOC
แผนการสอนตัวจริง (ปรับปรุง) รายงาน 5 บท Is แพทย์สากล 20 person complete
- 1.
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษารายงานIS ประเภทการศึกษา รวบรวมข้อมูลเรื่อง“20 บุคคลในวงการแพทย์สากล”
เล่มนี้สาเร็จลุล่วงโดยได้รับความอนุเคราะห์อย่างดี จากครูสุภัตรา
มาทามาซึ่งได้กรุณาให้คาปรึกษาแนะนาแนวคิดวิธีการและเสียสละเวลาอันมีค่าแก้ไขข้อบกพร่องของเ
นื้อหาและสานวนภาษาด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง คณะผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ณ
โอกาสนี้
ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารโรงเรียนน้าปาดชนูปถัมภ์คณะครูทุกท่านที่ได้ให้การสนับสนุนใ
นการดาเนินการศึกษารายงานเล่มนี้จนสาเร็จด้วยดี
นางสาวฉัตราภรณ์ สุขชีพ
ผู้จัดทา
ข
- 2.
- 3.
- 4.
บทที่ 1
บทนา
ที่มาและความสาคัญ
ถ้าเริ่มนับตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดมนุษย์ขึ้นครั้งแรกมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าตลอดระยะเวลา
อันยาวนานนั้นมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันก็ได้พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ
และสิ่งหนึ่งที่มีวิวัฒนาการเคียงคู่มาพร้อมๆกับมนุษย์ก็คือ"การแพทย์" การแพทย์เปรียบเสมือน
เพื่อนคนหนึ่งที่เติบโตมาพร้อมกับมนุษย์ในอดีตที่มนุษย์ยังไม่ค่อยเจริญนัก พวกเขายังไม่มีความรู้
ทางการแพทย์เลย แต่ในปัจจุบันเมื่อมนุษย์เจริญขึ้นมากก็ทาให้การแพทย์นั้นก้าวหน้าได้
เช่นเดียวกันถ้าจะมองดีๆก็จะพบว่าการแพทย์ของไทยเริ่มนับจากศูนย์แล้วก็ค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คาถามที่ว่า “การแพทย์ของมนุษย์พัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร?”
คงจะเป็นจุดชนวนที่ทาให้เราต้องมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อค้นหาคาตอบอีกครั้ง
เป็นไปไม่ได้แน่ว่าอยู่ดีๆการแพทย์ของไทยนั้นก็จะพัฒนาขึ้นมาเอง
จะต้องมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ช่วยทาให้การแพทย์ของมนุษย์เรานั้นเจริญขึ้น
เรื่องราวเกี่ยวกับการค้นพบวิธีรักษาโรคใหม่ๆเป็นเรื่องที่น่าสนใจชวนติดตามมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
ในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ บุคคลสาคัญในวงการแพทย์ทั้งชายและหญิงบุคคลเหล่านี้
ช่วยขยายความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายและจิตใจของมนุษย์ตลอดเวลาหลายุคหลายสมัยที่ผ่านมา
บุคคลในวงการแพทย์ทั้งชายและหญิงจานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์พยาบาล เภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญ
ด้าน ยา หรือ สมุนไพร นางผดุงครรภ์ และอีกหลายๆคนได้มีส่วนร่วมในการคิดค้นหาหนทาง
ต่อต้านเชื้อโรค และในบรรดาบุคคลทางการแพทย์หลายคนมีเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
ซึ่งได้รวบรวมเอาไว้ในรายงานการค้นคว้าเล่มนี้
1
- 5.
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาชีวประวัติ แนวคิดและผลงานของบุคคลในวงการแพทย์
2. เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ มาศึกษาและค้นคว้า
3.สามารถต่อยอดสร้างสรรค์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ได้
4. เพื่อทาให้เกิดความรู้พื้นฐานของการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น
5. เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม เพื่อส่วนรวม
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลทางการแพทย์ทั้งยี่สิบคน ปรัชญาการดาเนินชีวิต
และแนวคิดในการคิดค้นเครื่องมือทางการแพทย์วิธีการรักษา และยารักษาโรค
รวมทั้งผลงานที่ผ่านมาและถูกศึกษาต่อมาสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน
นิยามศัพท์เฉพาะ
ยาที่มีความเสี่ยงสูง หมายถึง ยาที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงกับผู้ป่วย
อย่างมีนัยสาคัญ หรืออาจทาให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหากมีการใช้ยาอย่างคลาดเคลื่อน
ซึ่งความคลาดเคลื่อนนี้อาจเกิดขึ้นบ่อยหรือไม่มากนัก แต่ก่อให้เกิดความสูญเสียตามมา
การให้บริการข้อมูลทางยา หมายถึง
การบริการให้คาตอบหรือคาปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับยาอย่างถูกต้องแม่นยาและปราศจากอคติ
โดยผู้ให้บริการจะทาค้นคว้าข้อมูลอย่างเป็นระบบ ประเมินค่าข้อมูล ที่ค้นคว้าแล้วอย่างถี่ถ้วน
และนาเสนออย่างไม่มีอคติรวมถึงอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ค้นคว้าด้วย
ชื่อสามัญ หมายถึง ชื่อสามัญทางยา
กลุ่มยา หมายถึง กลุ่มยาจาแนกตามฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
2
- 6.
การป้ องกัน หมายถึงมาตรการและกิจกรรมต่างๆ ที่กาหนดขึ้นล่วงหน้า ทั้งทางด้านโครงสร้าง
( Structural Approach) แ ล ะ ที่ มิ ใ ช่ ด้ า น โ ค ร ง ส ร้ า ง (Non Structural Approach)
เพื่อลดหรือควบคุมผลกระทบในทางลบจากสาธารณภัย
การลดผลกระทบ หมายถึง กิจกรรมหรือวิธีการต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบทางลบ
จากสาธารณภัย และยังหมายถึงการลดและป้ องกันมิให้เกิดเหตุหรือลดโอกาสที่อาจก่อให้เกิดสาธารณภัย
การเตรียมความพร้อม หมายถึง มาตรการและกิจกรรมที่ดาเนินการล่วงหน้าก่อนเกิดสาธารณ-
ภั ย เพื่ อ เต รี ย ม พ ร้ อ ม ก า ร จั ด ก า ร ใ น ส ถ า น ก า ร ณ์ ฉุ ก เฉิ น
ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสาธารณภัยได้อย่างทันการณ์ และมีประสิทธิภาพ
การจัดการในภาวะฉุกเฉิน หมายถึง การจัดตั้งองค์กรและการบริหารจัดการด้านต่างๆ
เพื่ อ รั บ ผิ ด ช อ บ ใ น ก า ร จั ด ก า ร ส ถ า น ก า ร ณ์ ฉุ ก เฉิ น ทุ ก รู ป แ บ บ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมรับมือและการฟื้นฟูบูรณะ
การฟื้นฟูบูรณะ หมายถึง การฟื้นฟูสภาพเพื่อทาให้สิ่งที่ถูกต้องหรือได้รับความเสียหายจาก
ส าธ ารณ ภัยได้รับ ก ารช่ วยเห ลื อ แ ก้ไข ให้ ก ลับ คื น สู่ ส ภ าพ เดิ ม ห รื อ ดี ก ว่าเดิ ม
รวมทั้งให้ผู้ประสบภัยสามารถดารงชีวิตตามสภาพปกติได้โดยเร็ว
หน่วยงานของรัฐ หมายถึง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ
แต่ไม่หมายความรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. มีความรู้ในเรื่องชีวประวัติ แนวคิด และผลงานของบุคคลในวงการแพทย์
2. มีความเข้าใจเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล และ ร่างกายมนุษย์เบื้องต้น
3. รู้โอกาสที่จะนาความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
4. เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม เพื่อส่วนรวม
5. นาแนวคิดที่ดีไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตได้
6. มีความรู้พื้นฐาน เพื่อที่จะสามารถเรียนศึกษา ต่อยอดทางกระบวนการคิดได้
3
- 7.
- 8.
ฮิปพอคราทีสได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในวงการแพทย์รุ่นโบราณ ว่าเป็นผู้รวบรวมเรื่องราว
เกี่ยวกับวิชาการแพทย์ไว้มากกว่า 70ชิ้นงาน โดยเฉพาะเรื่อง "ฮิปพอคราทีสคอร์ดปั้ม" แต่ในภายหลัง
ก็เป็นที่ทราบกันว่าใน 70 เรื่องนี้มีไม่กี่ชิ้นที่เขียนโดยฮิปพอคราทีสเอง แต่เชื่อว่า
ชิ้นงานทั้งหลายดังกล่าวเกิดจากการสะสมตาราและเอกสารในห้องสมุดของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง
ในสมัยนั้นซึ่งได้มาจากหลายแหล่ง เขียนโดยหลายคนที่มีความเห็นต่างๆ กัน แต่นามารวมผิดๆ ถูกๆ
ภายใต้ชื่อฮิปพอคราทีส
ฮิปพอคราทีส ได้ทาคุณประโยชน์ทางการแพทย์ไว้อย่างใหญ่หลวงโดยการรักษาคนไข้
อย่างมีแบบแผน ผิดกับแพทย์ทั่วไปในสมัยนั้นที่ตั้งตนเป็นผู้มีคาถาอาคมเป็นผู้วิเศษที่เชื่อว่า
การเจ็บป่วยเป็นการถูกลงโทษโดยพระเจ้าต้องรักษาด้วยพิธีกรรม แต่ฮิปพอคราทีสกลับเห็นว่า
เกิด จากสาเหตุทางธรรมชาติ ฮิปพอคราทีสเป็นคนแรกที่ทาระเบียนบันทึกอาการและประวัติของคนไข้
วางกฎเกณฑ์วิธีการปฏิบัติตนของแพทย์กับคนไข้ซึ่งยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดีความสาเร็จของผู้เขียนรวมนิพนธ์ฮิปโปคราเคส ผู้ปฏิบัติวิชาแพทย์แบบฮิปโปคราเคส
และผลงานของฮิปโปคราเคสเองถูกหลอมรวมกันไปอย่างแยกไม่ออก
ทาให้มีข้อมูลตกทอดมาถึงปัจจุบันน้อยมากว่าสิ่งใดกันแน่ที่ฮิปโปคราเคสเป็นผู้คิด เขียน และทาจริงๆ
แม้กระนั้นฮิปโปคราเคส ก็ได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่างของการแพทย์ในยุคโบราณ
โดยเฉพาะการเป็นผู้ทาให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการศึกษาวิชาแพทย์ทางคลินิกอย่างเป็นระบบ
รวบรวมวิชาแพทย์ คาสอนการแพทย์ในอดีตเอาไว้
และสั่งสอนเวชปฏิบัติแก่แพทย์ผ่านคาปฏิญาณฮิปโปคราเคส รวมนิพนธ์ และงานชิ้นอื่นๆ
คาสัตย์สาบานฮิปพอคราทีส
โดยย่อคือ ณ ที่ใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจะทาก็เพื่อประโยชน์ของคนไข้เท่านั้น
ข้าพเจ้าจะไม่ทาให้เกิดความผิดพลาดใดๆ และสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังระหว่างการรักษาคนไข้
ข้าพเจ้าจะไม่นาไปเปิดเผยต่อบุคคลที่สาม
นอกจากนี้ยังวลีคาคมในการรักษาโรคเชื่อว่าเป็นของฮิปพอคราทีสคือ
"โรคที่สิ้นหวังแล้วก็ต้องรักษาด้วยวิธีสิ้นหวัง"
5
- 9.
อองรี ดูนองต์
(ฝรั่งเศส: HenriDunant)
รูป 2 อองรี ดูนองต์ (ฝรั่งเศส: Henri Dunant)
ที่มา Henri Dunant image & some info
ชื่อเต็ม ช็อง อองรี ดูนองต์ (ฝรั่งเศส: Jean Henri Dunant) (8 พฤษภาคม ค.ศ. 1828 - 30 ตุลาคม
ค.ศ. 1910) เป็นนักธุรกิจ และนักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ชาวสวิส
เขาเป็นผู้ให้กาเนิดคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศและสภากาชาดประจาชาติ
เพื่อช่วยเหลิอบรรเทาทุกข์เมื่อเกิดภัยสงครามและภัยพิบัติต่างๆ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ในปี ค.ศ. 1901 ร่วมกับ เฟรเดรีก ปาสซี (ฝรั่งเศส: Frederic Passy)
นายอองรี ดูนองต์ เกิดที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้เคร่งศาสนา
โดยมีความเชื่อตามแนวทางของนิกายคาลวิน และตั้งมั่นในหลักการ "จงรักเพื่อนบ้านของท่าน" ("Love
thy neighbor") เขาได้เดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อบรรยายถึงความชั่วร้ายเรื่องความเป็นทาส (อังกฤษ:
slavery) ในปี ค.ศ. 1859 ระหว่างอยู่ที่ประเทศอิตาลี เขาได้ไปที่สนามรบของสงครามแห่งโซลเฟริโน
และได้เห็นทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บนับพันคน ถูกปล่อยทิ้งรอความตายในสนามรบตามยถากรรม
โดยไม่ได้รับแม้แต่การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ที่อาจรักษาชีวิตของคนเหล่านี้ได้
6
- 10.
หลังจากที่เขากลับถึงกรุงเจนีวา เขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับประสบการณ์ครั้งนี้ของเขา ในชื่อUn
Souvenir de Solferino (ความทรงจาแห่งซอล -เฟริโน) ซึ่งได้ตีพิมพ์ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1862
ในบทความเขาได้พยายามผลักดันให้มีการจัดตั้ง
เครือข่ายนานาชาติของอาสาสมัครเพื่อบรรเทาทุกข์ขึ้น หนังสือของเขาได้รับความสนใจจาก
สภาบริหารประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (อังกฤษ: Switzerland's Federal Council)
และส่งผลให้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สนับสนุนให้มีการประชุมสัมมนานานาชาติขึ้นในปี ค.ศ. 1863
เพื่ออภิปรายถึงแนวความคิดของดูนองต์ที่เขาได้เขียนไว้ในบทความ เก้าบทความ (Nine Articles)
มีประเทศเข้าร่วมการประชุมสัมนาในวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1864 ทั้งหมด 16 ประเทศ
และในจานวนนั้น 12 ประเทศ ได้ให้การสนับสนุนในเนื้อหา ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็น
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่หนึ่ง
นอกจากนี้ อองรี ดูนองต์
ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มฟรีเมสันรีในขณะที่มีการให้รางวัลโนเบลเป็นครั้งแรกนั้น ก็มีข้อโต้แย้งว่า
เขาควรจะได้รับรางวัลนี้หรือไม่[ต้องการอ้างอิง]
เนื่องจากในขณะนั้นองค์กรกาชาดได้ถูกจัดตั้งเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และบทบาทของ อองรี ดูนองต์
ก็ได้ถูกลืมเลือนไปเช่นกัน ได้มีข้อเสนอให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในสาขาแพทยศาสตร์
เนื่องมาจากบทบาทขององค์กรกาชาดในขณะนั้น
ผลการประนีประนอมในท้ายที่สุดได้มีการตัดสินให้เป็นรางวัลร่วมในสาขาสันติภาพ โดยได้รับร่วมกับ
เฟรเดอริก พาสซี ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อสันติภาพที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส และถึงแม้ว่าอองรี ดูนองต์
จะมีชีวิตที่ยากจนในขณะนั้น แต่เขาก็บริจาคเงินรางวัลที่ได้รับทั้งหมดเพื่อการกุศล อองรี
ดูนองต์เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1910
7
- 11.
หลุยส์ ปาสเตอร์
(27 ธันวาคมค.ศ. 1822 - 28 กันยายน ค.ศ. 1895)
รูป 3 หลุยส์ ปาสเตอร์
ที่มา http://www.9engineer.com/scientist/Louis%20Pasteur.htm
หลุยส์ ปาสเตอร์ (ภาษาฝรั่งเศส: [lwi pastœʁ] ; 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 - 28 กันยายน ค.ศ.
1895) นักเคมีและนักจุลชีววิทยา เกิดที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัย
เบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้ดารงตาแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่สตราบวร์กลิลล์
และมหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์
ในปี พ.ศ. 2410ปาสเตอร์เป็นผู้แถลงว่าการเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ปาสเตอร์
ได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม
แต่เมื่อนาเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้วจึงป้ องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้าส้มสายชูได้
8
- 12.
ซึ่งการกระทาลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization)
การค้นพบนี้ทาให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
การทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ.2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับ
การฉีด “วัคซีน” ที่ทาจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล
ซึ่งเป็นเป็นสมมติฐานของโรคแอนแทรคที่ถูกทาให้อ่อนจางลงของเขา
สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายของสัตว์คือโรคแอนแทรคดังกล่าวได้โดยไม่ติดโรค ในปี พ.ศ.
2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า
ซึ่งปาสเตอร์ได้ทางานประจาในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม
ปัจจุบัน สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทางานวิจัยงานด้าน
จุลชีววิทยาอยู่ รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์
พาราเซลซัส
(อังกฤษ: Paracelsus; 11 พฤศจิกายน หรือ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1493 - 24 กันยายน ค.ศ. 1541)
รูป 4 พาราเซลซัส
ที่มา Von den Krankheiten so die Vernunfft Berauben. Basel
พาราเซลซัส มีชื่อเดิมว่า Philippus Areolus Theophrastus Bombastus von Hohenheim
เกิดและเติบโตที่หมู่บ้าน Einsiedeln ประเทศสวิซเซอร์แลนด์ เป็นลูกชายของ วิลฮิม บอมบาสต์
(Wilhelm Bombast von Hohenheim) นักเคมีและฟิสิกส์ กับ หญิงชาวสวิส ในตอนเด็กเขาได้ทางาน
เป็นนักวิเคราะห์ที่เหมือง จนเมื่ออายุได้16 ปี เขาก็ได้เข้าศึกษาต่อด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยBasel
9
- 13.
ภายหลังจากที่ย้ายไปที่ Vienna เขาก็ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยFerrara
จากการเป็นนักฟิสิกส์เร่ร่อนและช่างขุดแร่ทาให้เขาได้เดินทางไปในหลายๆประเทศทั้งเยอรมนี
ฝรั่งเศสสเปน ฮังการี เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน และรัสเซีย
พาราเซลซัสศึกษาวิชาหลายแขนง หนึ่งในนั้นคือดาราศาสตร์
ดาราศาสตร์เป็นวิชาที่สาคัญในการพัฒนาวิชาการแพทย์ของเขา
หลังจากการศึกษาครั้งนี้เขาได้คิดค้นเครื่องรางของขลังทางดาราศาสตร์สาหรับป้ องกันโรคด้วยใช้สัญลั
กษณ์ 12 นักษัตรโดยแต่สัญลักษณ์ก็จะป้ องกันโรคได้แตกต่างกัน
และเขายังได้ประดิษฐ์อักษรเวทมนตร์เพื่อสลักชื่อเทพลงในเครื่องรางของเขาอีกด้วย
พาราเซลซัสเป็นผู้ริเริ่มนาสารเคมีและแร่ธาตุมาใช้เป็นยารักษาโรค เขาใช้คาว่าซิงค์แทนธาตุสังกะสี
ในปี 1526 โดยมาจากศัพท์เยอรมันซิงค์ที่แปลว่าแหลมคมตามรูปร่างของตัวผลึกสังกะสี
เขาใช้ในการทดลองเพื่อศึกษาร่างกายมนุษย์
นอกจากนี้เขายังมีส่วนรับผิดชอบในการผลิตทิงเจอร์ฝิ่นอีกด้วยด้วยความหยิ่งยโสของพาราเซลซัสเป็น
ที่เลื่องลืออย่างมากทาให้นักฟิสิกส์ทั่วทั้งยุโรปโกรธเกลียดเขา
นั่นทาให้เขาดารงตาแหน่งแพทย์ที่มหาวิทยาลัยBaselได้ไม่ถึงปี
ในขณะที่มีเพื่อนร่วมงานของเขากล่าวหาว่าเขาเป็นคนเผาตาราแพทย์พื้นเมือง
จากนั้นเขาก็ถูกขับไล่ออกจากเมือง
หลังจากถูกขับออกจากเมืองพาราเซลซัสก็ได้ระเหเร่ร่อนไปยัง ยุโรป แอฟริกา
และเอเชียบางส่วนเพื่อศึกษาความหาความรู้เพิ่มเติม เขาได้แก้ไขตาราและเขียนขึ้นใหม่
แต่เขาก็ต้องพบกับปัญหาในการหาผู้ผลิต จนกระทั่งปี 1536 หนังสือเรื่อง Die Grosse Wundartznei
(การผ่าตัดที่สมบูรณ์) ของเขาได้ตีพิมพ์และกู้เชื่อเสียงของเขาคืนมาได้
ในชีวิตของพาราเซลซัสได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกาเนิดลัทธิ
ลูเธอร์รันและความคิดเห็นของเขาในเรื่องธรรมชาติจักรวาลก็มีความเข้าใจมากกว่าคาบรรยายใน
ทางศาสนา
พาราเซลซัสเสียชีวิตเมื่อตอนอายุได้48 ปีตามธรรมชาติ
ศพของเขาก็ได้รับการฝังที่ป่าช้าโบสถ์เซบาสเตียนในSalzburgตามปรารถนาของเขา
และได้ย้ายมาไว้ในสุสานนอกชานโบสถ์ในปัจจุบัน หลังจากการตายของพาราเซลซัส
ศาสตร์ความรู้ของเขาก็ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นและถูกนาไปใช้อย่างแพร่หลายโดยผู้ที่ต้องการล้มล้างฟิสิก
ส์แบบเก่า
คติประจาตัวของพาราเซลซัสก็คือ “Alterius non sit qui suus esse potest” หมายความว่า
“อย่าปล่อยให้มีใครที่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ไปเป็นของผู้อื่น”
10
10
- 14.
วิลเลี่ยม ฮาร์วี่
(อังกฤษ: WilliamHarvey; 1 เมษายน ค.ศ. 1578 - 3 มิถุนายน ค.ศ. 1657)
รูป 5 วิลเลี่ยม ฮาร์วี่
ที่มา The life and work of William Harvey @ Ward's Book of Days
ระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายมนุษย์
เป็นสิ่งที่ทาให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้แต่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนายแพทย์ท่านใดรู้ความจริงที่ว่าเลือดเดิ
นทางอย่างไรในร่างกาย อีกทั้งหน้าที่ของหัวใจก็เป็นสิ่งสาคัญ เมื่อประมาณปี 600 ก่อนคริสต์ศักราช
นายแพทย์ชาวกรีก คลาดิอุส กาเลน (Clandius Galen) ได้ศึกษาและอธิบายว่า
ระบบโลหิตในร่างกายมนุษย์มีลักษณะคล้ายน้าขึ้นน้าลง ส่วนหัวใจมีหน้าที่ในการทาให้เลือดอุ่น
ส่วนหลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดาไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกันเลย
เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาเมื่อเลือดมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทาได้โดยการผ่าตัดนาเลือดดาออกมา
ในปี ค.ศ. 1628 วิลเลี่ยมตีพิมพ์ผลงานลงในหนังสือ "การทางานของหัวใจและระบบการไหลเวียน
ของเลือดในร่างกายสัตว์" มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทางานของหัวใจว่ามีหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิต
ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการทางานของหัวใจว่ามีหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิต ลักษณะของหัวใจคล้าย
กับถุงกล้ามเนื้อที่เต้นอยู่ตลอดเวลา
และการเต้นของหัวใจก็ทาให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตโดยมีเลือดแดงที่ไหลออกจากหัวใจไปหล่อเลี้
ยงทุกส่วนของร่างกาย จากนั้นเลือดแดงจะกลายเป็นเลือดดา และกลับขึ้นมาสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่ง
เลือดจะถูกส่งเข้าไปยังห้องหัวใจซีกขวาด้านบนก่อน จากนั้นจึงไหลเข้าสู่ห้องหัวใจซีกขวาด้านล่าง
และส่งออกจากห้องนี้ไปสู่ปอด ซึ่งมีหน้าที่นาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide)
11
- 15.
- 16.
รูป 6 วิลเฮล์มคอนราด เรินต์เกน
ที่มา Biography at the official Nobel site
ในช่วงปี พ.ศ. 2438 เรินต์เกนได้ใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาโดยเพื่อนร่วมงานผู้มีชื่อเสียงคือ
อีวาน พัลยูอิ (Ivan Palyui) นามาให้ คือหลอดไฟที่เรียกว่า "หลอดพัลยูอิ"
ซึ่งเรินต์เกนพร้อมกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ได้แก่ ไฮริช รูดอล์ฟ เฮิร์ทซ์, วิลเลียม ครูกส์, นิโคลา เทสลา
และฟิลิบ ฟอน เลนาร์ด
ต่างทาการทดลองและทดสอบผลกระทบของการปล่อยประจุไฟฟ้าแรงดึงสูงในหลอดแก้วสุญญากาศนี้
จนถึงปลายปี พ.ศ. 2408
บรรดานักค้นคว้าเหล่านี้จึงได้เริ่มทดลองค้นคว้าหาคุณสมบัติของรังสีแคโทดข้างนอกหลอด
ในต้นเดือนพฤศจิกายน
เรินต์เกนได้ทดลองซ้าโดยใช้หลอดของเลนาร์ดโดยทาช่องหน้าต่างด้วยอลูมเนียมบางๆ
เพื่อให้รังสีผ่านออกและใช้กระดาษแข็งปิดทับเพื่อป้ องกันไม่ให้แผ่นอะลูมิเนียมเสียหายจากไฟฟ้าสถิต
ย์กาลังแรงที่จะเป็นในการสร้างรังสีแคโทด เรินต์เกนรู้ว่ากระดาษแข็งจะช่วยป้ องกันไม่ให้แสงหนีออก
แต่เขาได้สังเกตเป็นว่ากระดาษแข็งที่ทาด้วยแบเรียม ปลาติโนไซยาไนด์ (barium platinocyanide)
ที่อยู่ใกล้ขอบช่องอะลูมิเนียมเกิดการเรืองแสง เรินต์เกน
พบว่าหลอดของครูกส์ที่มีผนังหลอดหนาก็อาจเกิดการเรืองแสงในลักษณะเช่นนี้ได้
ในบ่ายวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 เรินต์เกนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทดสอบความคิดนี้
เขาได้บรรจงทาแผ่นกระดาษแข็งอย่างระมัดระวังให้เหมือนกับที่ใช้กับหลอดของเลนาร์ด
13
- 17.
- 18.
อาเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง
Alexander Flemming
รูป7 อาเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง
ที่มา TIME Magazine Cover: Dr. Alexander Fleming -- May 15, 1944. Cover Credit: ERNEST
เมื่อสงครามจบสิ้นลง เฟลมมิ่งได้เข้าทางานเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยเซนต์แมรี่
ในระหว่างที่เขาทางานอยู่ที่วิทยาลัยเซนต์แมรี่ เขาได้ทาการทดลองเกี่ยวกับแบคทีเรียตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า
สเตปฟิโลคอกคัส (Staphylococcus) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดโรคเซฟติซีเมีย (Septicemia)
หรือการติดเชื้อแบคทีเรียเลือด อาการของโรคจะทาให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบาดแผลมาก และทาให้
เสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา
เฟลมมิ่งได้เพาะเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ลงบนจากแก้วเพื่อหาวิธีการฆ่าเชื้อโรคชนิดนี้ให้ได้
และยาฆ่าเชื้อต้องไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เขาพยายามค้นหาสารสกัดจากสิ่งต่าง ๆ หลายชนิด เช่น
น้ามูก เนื่องจากครั้งหนึ่งเฟลมมิ่งป่วยเป็นหวัด มีน้ามูกไหล เขาคิดว่าน้ามูกเป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นมา
ดังนั้นเขาจึงใช้น้ามูกหยดลงในจานที่มีแบคมีเรีย ผลปรากฏว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ตายหมด
แต่เป็น เชื้อแบคทีเรียที่ไม่ร้ายแรงนัก จากนั้นเฟลมมิ่งได้ทดลองนาสิ่งที่ร่างกายผลิตได้ทดลอง
ต่อมาคือน้าตา เขาใช้น้าตา 2-3 หยด หยดลงในจานแบคทีเรีย
ปรากฏว่าน้าตาสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีกว่าน้ามูกเสียอีก แต่น้าตาเป็นสิ่งที่หา ยากมาก
เฟลมมิ่งจึงต้องหาอย่างอื่นมาทดแทน เขาพบว่าในน้าตามีเอนไซม์ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ทาลายแบคทีเรียได้
14
- 19.
เฟลมมิ่งได้นาเล็บ เส้นผม และผิวหนังมาทดลอง
แต่เอนไซม์ที่สกัดได้มักมีผลกระทบต่อร่างกายในที่สุดเขาก็ค้นพบเอนไซม์ชนิดหนึ่งในไข่ขาวชื่อว่า
ไลโซไซม์แต่การแยกไลโซไซม์บริสุทธิ์ออกมาทาให้ยากมาก
อีกทั้งเฟลมมิ่งขาดแคลนเครื่องมืออันทันสมัย คน และเวลา
ดังนั้นเขาจึงเขียนบทความลงในวารสารฉบับหนึ่ง เพื่อหาเงินทุนในการทดลอง
แต่ก็ไม่ประสบความสาเร็จ เพราะไม่มีผู้ใดให้ความสนใจเลย ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องหยุดชะงัก
แต่เพียงเท่านี้ แต่การทดลองหาวิธีฆ่าเชื้อโรคของเฟลมมิ่งไม่ได้หยุดแต่เพียงเท่านี้
เขาได้ทาการค้นหาวิธีอื่นที่ง่ายกว่านี้
ในปี ค.ศ.1928 เฟลมมิ่งได้เลื่อนตาแหน่งเป็นศาสตราจารย์ประจาภาควิชาแบคทีเรีย
แต่เขาก็ยังคงทาการทดลองเพื่อค้นหาวิธีฆ่าเชื้อโรคต่อไป
เฟลมมิ่งได้ซื้ออุปกรณ์ชนิดใหม่สาหรับเพาะเชื้อแบคทีเรีย โดยลักษณะเป็นจานแก้วใส ก้นตื้น มีฝาปิด
เฟลมมิ่งได้ใส่พืชทะเลชนิดหนึ่งลงไปในจานทดลองที่มีแบคทีเรีย
จากนั้นปิดฝาให้สนิทเพื่อป้ องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหล่นลงไป แล้วจึงนาไปเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิ
37 องศาเซลเซียส ซึ่งเท่ากับอุณหภูมิในร่างกายมนุษย์หน้าที่ในการดูแลจานแบคทีเรีย
เฟลมมิ่งได้มอบให้กับผู้ช่วยของเขา อยู่มาวันหนึ่งผู้ช่วยของเขาลืมปิดฝาจาน
อีกทั้งยังตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะใกล้กับหน้าต่างห้องทดลองอีกด้วย
ปรากฏว่ามีเชื้อราสีเทาเขียวมีลักษณะคล้ายกับราที่ขึ้นบนขนมปังอยู่เต็มไปหมด
เฟลมมิ่งโกรธผู้ช่วยของเขามาก แต่ถึงอย่างนั้นเฟลมมิ่งก็ไม่ได้ทิ้งจานทดลองอันนี้
และนามาไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง เมื่อเฟลมมิ่งได้ทาการทดสอบอีกครั้งหนึ่งอย่างละเอียดและพบว่า
เชื้อราชนิดนี้ กินเชื้อแบคทีเรียนสเตปฟิโลคอกคัสได้เฟลมมิ่งได้เริ่มเพาะเชื้อราชนิดนี้ในขวดเพาะ
เมื่อเพาะชื้อราได้จานวนมากพอ เฟลมมิ่งได้นา เชื้อแบคทีเรีย 6 ชนิด ใส่ลงในจาน
แล้วนาเชื้อราใส่ลงไป ปรากฏว่าเชื้อราสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 4 ชนิด ที่เหลืออีก 2 ชนิด
เป็นแบคทีเรียชนิดร้านแรงที่ทาให้เกิดโรคอย่างแอนแทรกซ์
และคอตีบจากนั้นเฟลมมิ่งได้สอบถามไปยังนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความรู้ทั้งหลายว่า เชื้อราชนิดนี้ชื่ออะไร
ในที่สุดเขาก็ได้คาตอบว่าเชื้อราชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มเพนนิซิเลียม ชื่อว่า เพนนิซิเลียม อุมรูบรุม
ต่อมาเฟลมมิ่งได้นาเชื้อราชนิดนี้มาสกัดเป็นยาชื่อว่า เพนนิซิลิน
15
- 20.
- 21.
tuberculosis) และได้พัฒนาการสกัดสารชื่อ ทูเบอร์คูลิน(Tuberculin)
ซึ่งช่วยในการตรวจสอบเชื้อวัณโรคได้ต่อมาในปี พ.ศ. 2426 (ค.ศ. 1883)
คอคเดินทางไปยังอินเดียและได้ค้นพบเชื้อที่ทาให้เกิดอหิวาตกโรค (Vibrio cholerae)
และการเสนอสมมติฐานของคอค ซึ่งเป็นรากฐานของความรู้ทางโรคติดเชื้อในปัจจุบัน
คอคได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905)
จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มสาขาวิชาจุลชีววิทยาสมัยใหม่ ร่วมกับคู่แข่งของเขาที่ปารีส คือหลุยส์ ปาสเตอร์
คอคเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาการติดเชื้อและก่อตั้งสาขาวิชาเวชศาสตร์เขตร้อนในเยอรมัน
เอดเวิร์ด เจนเนอร์
(อังกฤษ: Edward Jenner; 17 พฤษภาคม 2292 — 26 มกราคม 2366)
รูป 9 เอดเวิร์ด เจนเนอร์
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/ Edward Jenner
เอดเวิร์ด เจนเนอร์ (อังกฤษ: Edward Jenner; 17 พฤษภาคม 2292 — 26 มกราคม 2366)
เป็นแพทย์ชนบทชาวอังกฤษผู้ซึ่งศึกษาธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก
และได้รับการฝึกหัดทางการแพทย์ที่เมือง Berkeley มณฑล Gloucestershire สหราชอาณาจักร
มีชื่อเสียงในฐานะแพทย์คนแรกที่ศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้ องกันโรคไข้ทรพิษ
17
- 22.
เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี
(อิตาลี: EvangelistaTorricelli)
รูป 10 เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี ที่มา ประทีป ชูหมื่นไวย์.
การค้นพบโดยบังเอิญในวงการวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: อักษรวัฒนา, ตุลาคม 2549
การประดิษฐ์คิดค้นของโตร์ริเชลลีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ เครื่องวัดความดันอากาศ หรือ
บารอมิเตอร์ (barometer) ซึ่งเกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาการทดลองที่สาคัญ
การสร้างน้าพุกลางบ่อที่ขุดลึกประมาณ 16-18 เมตร ของแกรนด์ดยุกแห่งทัสโคนี
พยายามสูบน้าในท่อให้สูง 12 เมตรหรือมากกว่า โดยขณะลูกสูบยกน้าขึ้น
จะเกิดสุญญากาศทาให้เกิดแรงยกของเหลวขึ้นที่ปลายท่อขาออก แต่ค้นพบว่า
ไม่ว่าทาอย่างไรก็ขึ้นไปได้เพียงขีดจากัดที่ 9-10 เมตร ไม่สามารถสูบให้สูงกว่านี้
เมื่อ พ.ศ. 2186 (1643) โตร์ริเชลลี ทดลองเพิ่มเติมโดยใช้ ปรอท ซึ่งหนักเป็น 13-14 เท่า ของน้า
และพบว่า ได้ผลทานองเดียวกัน โดยขีดจากัดต่ากว่าเขาสร้างท่อที่มีความยาวประมาณ 1 เมตร
บรรจุด้วยปรอท ปลายข้างหนึ่งตัน แล้วติดตั้งในแนวตั้ง ให้ปลายอีกข้างจมอยู่ในอ่าง
ปรอทในท่อถูกยกขึ้นไปกับท่อได้สูงเพียงประมาณ 76 เซนติเมตร หรือ 760 มิลลิเมตร
แม้ว่าท่อจะถูกยกให้สูงกว่านี้ ภายในเหนือปรอทเป็นสุญญากาศ (Torricellian vacuum)
วิธีนี้เป็นที่มาของหน่วยเทียบความดันของอากาศ โดยความดันอากาศที่ระดับน้าทะเลเท่ากับ 760
มิลลิเมตรของปรอท และที่ระดับความสูงกว่าระดับน้าทะเล ความดันอากาศจะน้อยกว่า 760
มิลลิเมตรของปรอท
19
- 23.
เมื่อ พ.ศ. 2184เขาประกาศการค้นพบนี้ว่า : [3] " บรรยากาศ
เป็นตัวการทาให้เกิดแรงกดของอากาศเปลี่ยนไปในเวลาต่างกัน "และสิ่งนี้คือ เครื่องวัดความดันอากาศ
เครื่องแรก เป็นการค้นพบที่สร้างชื่อเสียงตลอดกาลแก่เขา หลายศตวรรษต่อมา
ชื่อหน่วยในการวัดความดัน จึงถูกตั้งตามชื่อนามสกุลของเขาว่า ทอร์ (torr) ซึ่งก็คือ หน่วย
มิลลิเมตรปรอท นั่นเอง โดยเทียบ 1 มิลลิเมตรปรอท หรือ 1 ทอร์ เท่ากับประมาณ 133.322 ปาสคาล
ในหน่วยอนุพันธ์ของหน่วยเอสไอ
เขายังทดลองต่อมา พบอีกว่า แรงดันหรือความดันอากาศ ในแต่ะวัน
จะแตกต่างเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย นอกจากนี้ปัจจุบัน เข้าใจกันดีว่า ความสูงของของเหลวในท่อ
แปรผกผันกับ ความดันอากาศ (ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละระดับความสูง) อีกด้วย
เฟรเดอริก แกร์นท์ แบนติง
(อังกฤษ: Sir Frederick Grant Banting, KBE, MC, MD, FRSC)
รูป 11 เฟรเดอริก แกร์นท์ แบนติง
ที่มา www.Banting, Best, Macleod, Collip: Chasing a Cure for Diabetes.com
20
- 24.
เฟรเดอริก แกร์นท์แบนติง (อังกฤษ:Sir Frederick Grant Banting, KBE, MC, MD, FRSC - 14
พฤศจิกายน พ.ศ. 2434 – 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2484) นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชาวแคนาดา
แพทย์และผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการร่วมเป็นผู้ค้นพบอินซูลิน
แบนติงเกิดที่เมืองอัลลิสตัน ออนทาริโอ ประเทศแคนาดา
หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโทรอนโตเมื่อ พ.ศ. 2459
ได้เข้ารับราชการทหารหน่วยการแพทย์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1
และได้รับไม้กางเขนระหว่างสงคราม
หลังสงครามได้กลับประเทศและเข้ารับการฝึกหัดเป็นศัลยแพทย์กระดูกที่โรงพยาบาลเด็กในโทรอนโต
ระหว่างปี พ.ศ. 2462 - พ.ศ. 2463 และในฤดูร้อนปีนั้น แบนติงได้ไปทางานเป็นแพทย์ในออนทาริโอ
ในขณะที่กาลังอ่านบทความจากวารสารการแพทย์
เขาได้บันทึกความคิดเกี่ยวกับวิธีการแยกสารหลั่งภายในของตับอ่อน
ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสาคัญมากที่จะช่วยให้การรักษาโรคเบาหวานที่ได้ผล
ซึ่งในขั้นนี้เองที่ขั้นตอนทั้งหมดที่เคยทากันมาเพื่อแยกสารเพื่อให้แก่คนไข้ล้มเหลวมาโดยตลอด
ด้วยความที่แบนติงไม่ค่อยชอบการทางานเป็นแพทย์แต่มีความสนใจตื่นเต้นกับความคิดนี้มาก
เขาจึงย้ายจากออนทาริโอไปโทรอนโตโดยได้เริ่มงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต เมื่อวันที่ 17
พฤษภาคม พ.ศ. 2464 ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์จอห์น แมคลอยด์
แบนติงได้รับมอบนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งให้มาเป็นผู้ช่วย คือ ชาร์ล เบส
แบนติงได้ทาการทดลองอย่างหนัก โดยการผ่าตัดสุนัขเพื่อมัดท่อตับอ่อน
เพื่อทาให้เกิดการฝ่อบางส่วนแล้วจึงตัดเอาตับอ่อนออกในสัปดาห์ต่อมา
โดยหวังว่าตับอ่อนจะมีสารหลั่งที่สะอาด เข้มข้นและไม่ปนเปื้อน
จากนั้นจะทาการสะกัดไปรักษาสุนัขที่ป่วยเป็นเบาหวานโดยการรักษาด้วยการลดน้าตาลในเลือดเพื่อดู
ว่าจะได้ผลหรือไม่
หลายเดือนต่อมา
ดูเหมือนว่าวิธีการของแบนติงจะได้ผลเนื่องจากเขาสามารถทาให้สุนัขมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการลดระดับน้าต
าลในเลือดลง และได้รีบรายงานให้แมคลอยด์ได้รับทราบ
21
- 25.
ยังมีข้อสงสัยว่าวิธีของแบนติงยังหยาบและไม่ได้ผลจริง ต่อมา
จากการเข้าลงมือร่วมวิจัยโดยตรงของแมคลอยด์ และนักเคมีชื่อเจมส์คอลลิบ
พบว่าการใช้ตับอ่อนของสุนัขได้ผลในทางปฏิบัติ จึงย้ายไปทากับลูกวัวและวัว
เทคนิคการผูกท่อตับอ่อนถูกยกเลิกไป หันมาใช้วิธีสะกัดที่ได้ผลดีในตับธรรมดาที่ไม่ต้องมัดท่อ
และเรียกสารที่สะกัดได้นี้ในระหว่าง พ.ศ. 2464-2465 ว่า "อินซูลิน"
การกระทานี้ได้รับการสรรเสิญว่าเป็นความก้าวหน้าสูงสุดในยุคนั้น
ไม่เพียงการค้นพบเพียงอินซูลิน
แต่ยังสามารถทาการผลิตเป็นจานวนมากในเวลานับได้เป็นเดือนเท่านั้น
เรียกได้ว่าสามารถช่วยชีวิตคนนับล้านทั่วโลกที่ป่วยจากโรคต่อมไร้ท่อและโรคเบาหวานซึ่งไม่สามารถ
รักษาและพยากรณ์โรคในขณะนั้นได้ทันที
ผู้ป่วยจากปัญหาการเผาผลาญไขมันและโปรตีนซึ่งนาไปสู่การตาบอดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
สามารถรับการรักษาได้ตั้งแต่เริ่มเป็นโรค
แบนติง และ แมคลอยด์ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์แบนติงได้แบ่งเงินรางวัลให้เบสท์
เพราะเชื่อว่าเบสท์สมควรได้รับรางวัลมากกว่าแมคลอยด์
ผู้ซึ่งต่อมาก็ได้แบ่งเงินรางวัลให้แก่คอลลิบด้วยเช่นกัน
แบนติงได้สร้างความปลาบปลื้อให้แก่ชาวแคนาดาเป็นอันมาก
เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลกให้แก่แคนาดา
รัฐบาลแคนาดาได้การสนับสนุนเงินวิจัยแก่แบนติงไปตลอดชีวิต ในปี พ.ศ. 2477 พระเจ้าจอร์จ ที่ 5
แห่งอังกฤษ ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นเซอร์แก่แบนติงเป็น เซอร์ เฟรเดอริก แบนติง
เฟรดริก ไบเออร์
22
- 26.
รูป 12 เฟรดริกไบเออร์
ที่มา http://didyouknow.org/thai/aspirinthai.htm
ยาแอสไพรินเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของฮอฟฟ์แมนน์ แต่เขาก็ยังมีความสาเร็จเรื่องอื่นอีก
ไม่กี่วันภายหลังจากที่ฮอฟฟ์ แมนน์สังเคราะห์กรดอะซิติลซาลิซิลิกได้
เขาก็ผลิตสารประกอบออกมาอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งบริษัทไบเออร์หวังว่าจะเป็นที่นิยมกันอย่างมาก
แต่เป็นความนิยมที่มีผลร้ายกาจอยู่ใน ทุกวันนี้ สารประกอบที่ว่าคือไดอะซิติลมอร์ฟีน หรือเฮโรอีน
ซึ่งมีผู้สังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โดยนักเคมีชาวอังกฤษชื่อซี. อาร์. เอ. ไรท์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แพทย์ยังคงพิจารณาสั่งยาเฮโรอีนให้คนไข้อยู่บ้าง แต่มาถึงปี 1931
ก็แทบจะไม่มีแพทย์ในประเทศใดใช้เฮโรอีน กันแล้ว
ในช่วงเริ่มต้น บริษัทของเฟรดริกไบเออร์ผลิตเฉพาะสารอนิลิน ไบเออร์เสียชีวิตในปี 1880
โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าบริษัทไบเออร์จะกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเภสัชกรรมของโลกนับจนถึงปี
1891 ไบเออร์นาผลิตภัณฑ์ยาหลากหลายชนิดออกสู่ตลาด ทุกวันนี้บริษัทมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 10,000
ชนิดทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่ายาแอสไพรินสามารถป้ องกันการเกิดหัวใจวาย โรคลมปัจจุบัน
และเมื่อไม่นานมานี้ก็พบว่าการกินแอสไพรินจะช่วยป้ องกันมะเร็งได้ด้วย เมื่อครั้งที่ยานอพอลโล 11
ออกไปสารวจดวงจันทร์ ยาชนิดนี้ก็ได้เดินทางสู่อวกาศโดยบรรจุอยู่ในชุดปฐมพยาบาล
แถมยังได้ขึ้นปกนิวสวีคในปี 1969 มาแล้วด้วย
อังตวน แวน เลเวนฮุค
23
- 27.
รูป 13อังตวน แวนเลเวนฮุค
ที่มา Dobell, C. (1932, 1960) Anthony van Leeuwenhoek and his little animals.
อังตวน แวน เลเวนฮุค (ดัตช์: Antonie van Leeuwenhoek; 24 ตุลาคม ค.ศ. 1632 - 26 สิงหาคม
ค.ศ. 1723) นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ ได้ชื่อว่าเป็น "บิดาแห่งวิชาจุลชีววิทยา"
และถือว่าเป็นนักจุลชีววิทยาคนแรก เขามีชื่อเสียงจากการพัฒนากล้องจุลทรรศน์
และมีส่วนสาคัญในการก่อตัังสาขาวิชา จุลชีววิทยา
เขาเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นและสามารถบรรยายองค์ประกอบของเซลล์โดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ของเ
ขาที่สร้างขึ้นด้วยมือ นอกจากนี้เขายังเป็นคนแรกที่บันทึกผลสังเกตเส้นใยของกล้ามเนื้อ, แบคทีเรีย,
สเปอร์มาโตซัว และการไหลของเลือดในหลอดเลือดฝอย แวน เลเวนฮุค
ไม่ได้เขียนหนังสือใดเป็นจริงเป็นจัง แต่เขียนจดหมายเอาไว้มาก
มารี กูรี (Marie Curie)
รูป 14 มารี กูรี (Marie Curie)
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/72163
- 28.
มารี กูรี เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวโปแลนด์เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410)
และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477) ในวัย 66 ปี
ซึ่งเรียกได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงเก่งแห่งยุคคนหนึ่งเลยทีเดียว
เพราะในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในยุคสมัยของเธอไม่ได้รับการศึกษา
หรือโอกาสเท่าเทียมกับผู้ชายนัก
เธอกลับมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าจนกระทั่งค้นพบรังสีเรเดียมที่สามารถยับยั้งการขยายตัวของโรคมะเร็งได้ใ
นที่สุด จนเป็นผลให้เธอได้รับรางวัลโนเบล ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากความเฉลียวฉลาดของเธอแล้ว
การอุทิศตัวให้สังคมของเธอก็ยังทาให้หลาย ๆ คนประทับใจอีกด้วย
เพราะเธอเลือกที่จะไม่จดสิทธิบัตรสิ่งที่เธอค้นพบซึ่งจะทาให้เธอกลายเป็นเศรษฐีได้สบาย ๆ
แต่กลับเลือกอุทิศตัวเพื่อส่วนรวมและค้นคว้าต่อไปจนกระทั่งเสียชีวิตจากการใกล้ชิดรังสีเรเดียมมากเกิ
นไป ในที่สุด
ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)
รูป 15 ชาลส์ ดาร์วิน ที่มา http://hilight.kapook.com/view/72163
ชาลส์ ดาร์วิน เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809 (พ.ศ. 2352) และเสียชีวิตลงในวัย 73 ปี
ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) ซึ่งจนกระทั่งยุคปัจจุบัน
ทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติคนนี้คิดค้นขึ้นก็งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
เพราะมีทั้งคนที่ยอมรับและโต้แย้งในเวลาเดียวกัน
โดยดาร์วินได้เขียนนังสือเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นมา
ซึ่งอ้างว่าสัตว์ทั้งหลายจะปรับสภาพร่างกายเพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมทาให้มีลักษณะ
24
- 29.
เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ
จนกลายเป็นวิวัฒนาการ ซึ่งแม้ในปัจจุบันเขาจะได้รับยกย่องเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะคนหนึ่ง
แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังมีผู้ที่ปฏิเสธแนวคิดของเขาเช่นกัน
โจเซฟพริสต์ลีย์ (Joseph Priestly)
รูป 16 โจเซฟ พริสต์ลีย์ที่มา
http://guru.sanook.com/pedia/topicJoseph_Priestly)/
ผู้ได้ฉายาบิดาแห่งวิชาเคมีก๊าซ (Father of Pneumatic Chemistry)
เป็นหนึ่งในนักเคมีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในยุค ศตวรรษที่ 18
ผู้ค้นพบการใช้แอมโมเนีย พริสต์ลีย์เป็นชาวอังกฤษ
บิดาของเขามีอาชีพเป็นช่างทอผ้าที่มีฝีมือมากคนหนึ่ง แต่ฐานะก็ไม่ได้ร่ารวยมากมาย
แต่บิดาของเขาก็เล็งเห็นความสาคัญของการศึกษา
จึงได้ส่งเขาร่าเรียนจนถึงขั้นระดับมหาวิทยาลัยในลอนดอน (London University)
ในสาขาด้านอักษรศาสตร์และปรัชญา ซึ่งเป็นวิชาที่เขาสนใจเรียนมาตั้งแต่เด็ก
ทาให้เขาได้เรียนรู้ภาษาต่างๆเช่น กรีก ละติน และฮิบรู ช่วยทาให้เขาสามารถอ่านภาษาต่างๆได้มากมาย
รวมทั้งยังสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตั้งแต่นั้นมา
จนเขาจบมาเป็นอาจารย์สอนวิชาด้านภาษาศาสตร์และวรรณคดีที่สถาบันวอร์ริงตัน (Warrington
Academy)
พริสต์ลีย์มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์แต่เขามีความรู้ด้านนี้น้อย
แต่อาศัยการอ่านจากตารับตารา มากมายและโชคดีที่เขาสามารถอ่านภาษา ละติน และ กรีกได้ดี
25
- 30.
และครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับ นักวิทยาศาสตร์และการเมืองคนสาคัญคือ เบนจามินแฟรงคลิน
(Benjamin Frankin) เมื่อมาศึกษาดูงานที่อังกฤษ ได้พบปะสนทนากันถึงเรื่องไฟฟ้า
จึงทาให้เขาสนใจเรื่องไฟฟ้า และศึกษาค้นคว้า ตีพิมพ์ผลงานออกมาชื่อ History of Electric
ทาให้เขามีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ จนได้เข้าร่วมกับสมาคมแห่งกรุงลอนดอน (Royal Society of
London)
ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดการปฎิวัติทางการเมืองคือเกิดการปฏิวัติระบบกษัตริย์
พระเจ้าหลุยส์ที่16 เขาซึ่งสนับสนุนการการเมืองจึงทาให้ต้องหนีไปลี้ภัยที่ สหรัฐอเมริกา
จนเสียชีวิตที่นี้แต่ผลงานการค้นพบของเขามีมากมาย
เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง
รูป 17 bเซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง
ที่มา Time, March 29, 1999, Bacteriologist ALEXANDER FLEMING
เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2424 ในดาร์เวล เมืองอีสต์อายร์ไชร์ ประเทศสก็อตแลนด์
พ่อของเขาชื่อฮิวจ์ เฟลมมิง (Hugh Fleming) ในวัยเด็กเฟลมมิงเป็นเด็กซุกซน ฉลาดหลักแหลม
เมื่อเริ่มเข้าเรียนหนังสือ พ่อของเฟลมมิงได้ส่งเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนคาร์เวล (Carwell School)
หลังจากนั้นได้เข้าเรียนต่อที่คิลมาร์น็อก อะคาเดมี (Kilmarnock Academy)
ต่อมาเขาได้เข้าเรียนต่อวิชาแบคทีเรียวิทยา ที่วิทยาลัยการแพทย์แห่งโรงพยาบาลเซนต์แมรี่
ในลอนดอน เขาจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2451 โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1
หลังจากจบการศึกษาเฟลมมิงได้เข้าทางานเป็นแพทย์ประจาแผนกภูมิคุ้มกันโรค
และผู้ช่วยของเซอร์อัลม์โรธ เอ็ดเวิร์ด ไรท์ (Sir Almroth Edward Wright)
26
- 31.
หัวหน้าแผนกแบคทีเรียวิทยาในโรงพยาบาลเซนต์แมรี่
และเขาได้ค้นพบยาปฏิชีวนะที่สกัดได้จากสิ่งมีชีวิตต่างๆ
ในปี ค.ศ. 1945(พ.ศ. 2488) เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์
ร่วมกับแอร์นส์ บอริส ไชนและโฮเวิร์ด วอลเตอร์ ฟลอรีย์ในการค้นพบเพนนิซิลลิน
วิลเลี่ยม วิทเธอริง
รูป 18 วิลเลี่ยม วิทเธอริง
ที่มา http://www.gpo.or.th/various_pharmacy/Digitalis.html
วิลเลี่ยม วิทเธอริง (William Withering) นายแพทย์ชาวอังกฤษ แห่งศตวรรษที่ 18
เป็นผู้ค้นพบและศึกษาต้นไม้ที่มีชื่อว่า ฟล็อกโกลฟ (Foxglove) พืชสมุนไพรที่ให้สารกระตุ้น
หัวใจ เขาค้นพบโดยความบังเอิญระหว่างทางกลับบ้าน เขาต้องการ จะหาดอกไม้ป่าสวยงาม
ไปฝากภรรยา ต่อมาเขาได้กลายเป็น นักพฤกษศาสตร์คนสาคัญ เดิม ฟล็อกโกลฟ ใช้รักษา
อาการบวมน้า (dropsy) ต่อมาเราพบว่ามันมีตัวยาสารสาคัญดิจิตาลิส ซึ่งการแพทย์สมัย
ปัจจุบันใช้รักษาโรคหัวใจล้มเหลว ( Heart Failure )
27
- 32.
เจมส์ ดี. วัตสัน
รูป19 เจมส์ ดี. วัตสัน ที่มา http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6b48ffe43c1fd41b
ในต้นปี พ.ศ. 2491 วัตสันเริ่มงานวิจัยปริญญาเอกในห้องปฏิบัติการทดลองของลูเรีย
ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา และในฤดูร้อนนั้น วัตสันได้พบกับเดลบรุค ในอพาร์ตเมนต์ของลูเรีย
และอีกครั้งในฤดูร้อนนั้น ในระหว่างการเดินทางไปเยือนหอทดลอง “โคลด์สปริง”
“กลุ่มไวรัสทาลายแบคทีเรีย” เป็นตัวกลางเชื่อมกับพวกปัญญาชน
ซึ่งวัตสันเองได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กาลังอยู่ในกระบวนการทางาน ที่สาคัญคือสมาชิกของ
“กลุ่มไวรัสทาลายแบคทีเรีย”
มีความสานึกว่าพวกตนกาลังต่างก็อยู่ในเส้นทางที่กาลังนาไปสู่การค้นพบธรรมชาติด้านกายภาพของยี
นส์ ในปี พ.ศ. 2492 วัตสันลงวิชาเรียนกับเฟลิกซ์ เฮาโรวิวิทซ์ซึ่งรวมแนวคิดยุคนั้นที่ว่า:
คือโปรตีนและยีนส์สามารถสาเนาสร้างตัวเองเพิ่มได้องค์ประกอบสาคัญอีกอย่างหนึ่งของโครโมโซม
คือ ดีเอ็นเอนั้นเข้าใจกันโดยหลายคนว่าเป็น “นิวคลีโอไทด์สี่หน้าที่โง่เง่า”
ที่ทาหน้าที่เพียงการเป็นโครงสร้างรองรับโปรตีน อย่างไรก็ดี ในระยะเริ่มแรกนี้ วัตสัน
ภายใต้อิทธิพลของกลุ่ม “กลุ่มไวรัสทาลายแบคทีเรีย” ได้ตระหนักถึงงาน ของออสวอลด์ เอเวรี
ซึ่งแนะว่า
ดีเอ็นเอเป็นโมเลกุลพันธุกรรมโครงการวิจัยของวัตสันเกี่ยวข้องกับการใช้รังสีเอกซ์มาทาให้ไวรัสที่ทาล
ายแบคทีเรีย (phage) อ่อนตัวลง
วัตสันได้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาสัตววิทยาที่มหาวิทยาลัยอินเดียนาเมือ พ.ศ. 2493
28
- 33.
- 34.
ค้นพบกรดนิวคลีอิคจากสารเคมีที่สกัดจากนิวเคลียสของเซลล์เม็อเลือดขาว ต่อมาพบว่า
กรดนิวคลีอิค มี2 ชนิด คือ DNA และ RNA ในนิวเคลียสมีสารที่มีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
เป็นองค์ประกอบเป็นแหล่งเก็บข้อมูลทั้งหมดสาหรับควบคุมโครงสร้างและการทาหน้าที่ของกระบวน
การต่างๆที่เกิดขึ้นในสิ่งชีวิตให้เป็นไปอย่างถูกต้องและแม่นยาสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตประกอบด้ว
ย กรดนิวคลีอิกชนิดใดชนิดหนึ่ง อาจเป็น DNA หรือ RNA สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ จะมีสารพันธุกรรมเป็น
DNA ยกเว้นไวรัสบางชนิดเท่านั้นที่มีสารพันธุกรรมเป็น RNA ในการศึกษาสารพันธุกรรมนั้น
มีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านศึกษาเป็นขั้นตอนดังนี้
การค้นพบสารพันธุกรรมเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2412โดยเอฟ มิเชอร์ นักชีวเคมีชาวสวีเดน
ได้ทาการศึกษาส่วนประกอบในนิวเคลียสของเซลล์เม็ดเลือดขาวโดยนามาย่อยเอาโปรตีนด้วยเอ็นไซม์เ
พปซินพบว่าเอ็นไซม์นี้ ไม่สามารถย่อยสลายสารชนิดหนึ่งที่อยู่ภายในนิวเคลียสได้
เมื่อวิเคราะห์ทางเคมีพบว่ามีธาตุไนโตรเจน
และฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบเรียกสารที่สกัดจากนิวเคลียสว่า นิวคลีอิน
(nuclein)หลังจากนั้นพบว่าพบว่าสารดังกล่าวมีสมบัติเป็นกรด
เรียกว่า กรดนิวคลีอิก ต่อมาพบว่า DNA อยู่ที่โครโมโซม
และเชื่อว่าเป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
บทที่ 3
วิธีการดาเนินโครงการ
ขั้นตอนการดาเนินงาน
1. ผู้ศึกษานาเสนอหัวข้อรายงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อ ขอคาแนะนาและกาหนดขอบเขต
ในการทารายงาน
30
- 35.
2. ผู้ศึกษา วางแผนวิเคราะห์ตามหัวข้อวัตถุประสงค์ของรายงาน
3.ผู้ศึกษาศึกษาข้อมูล 20 บุคคลทางการแพทย์ผู้ค้นพบนวัตกรรมต่างๆ
จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น เว็บไซต์ต่างๆทั้ง ไทย และ อังกฤษ หนังสือ
“นักวิทยาศาสตร์ที่สาคัญของโลก” ปี 2550 เล่ม 1
4. ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นขั้น
ตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายงานเพื่อมาวิเคราะห์และสรุปเนื้อหาที่สาคัญ
ที่จะนามาจัดทารายงาน
5. รวบรวมข้อมูลที่ได้และแยกแต่ละประเภทและจัดทาเป็นรูปเล่ม
6. นาเสนอผลงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อ รายงานผลการดาเนินงาน
7. จัดทาคู่มือเพื่อใช้สาหรับศึกษาและรายงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการศึกษา
๑. คอมพิวเตอร์
๒. อินเตอร์เน็ต
๓. หนังสือ Twenty Names in Medicines BY Eleanor van Zandt. (1987).
๔. หนังสือ ยี่สิบบุคคลในวงการแพทย์.สีส้ม เอี่ยมสรรพางค์.(2533).
๕. หนังสือ “นักวิทยาศาสตร์ที่สาคัญของโลก” ปี 2550 เล่ม 1
บทที่ 4
ผลการดาเนินงานโครงการ
การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของการแพทย์นั้น
ก็เพื่อให้เห็นภาพการแพทย์ของมนุษย์ในสมัยก่อนนั้น อาจศึกษาได้จาก
31
- 36.
- 37.
ก่อนหน้าที่ฮิปโป เครตีสจะบุกเบิกวิธีการรักษาเช่นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเทพเจ้าดลบันดาล
ให้เกิดความเจ็บป่วยเพราะฉะนั้นวิธีการรักษาอาการป่วยก็คือ การบวงสรวง อ้อนวอน
ขอร้องเทพเจ้าให้หายจากอาการ เจ็บป่วยเหล่านี้
ซึ่งผู้ที่ทาการรักษาผู้ป่วยในสมัยนั้นส่วนใหญ่จึงไม่ใช่แพทย์
แต่เป็นนักบวชที่ทาพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า
ฮิปโปเครตีสเกิดเมื่อประมาณ 460 ก่อนคริสต์ศักราช ที่เกาะโคส ประเทศกรีซ
เขาได้รับการศึกษาจากครูผู้หนึ่งเกี่ยวกับวิชาปรัชญา คณิตศาสตร์ และการแพทย์
ฮิปโปเครตีสต้องการที่จะเปลี่ยนแนวความคิดของคนในสมัยนั้นที่เชื่อว่า
อาการเจ็บป่วยเกิดจากการดลบันดาลของเทพเจ้า
โดยเขาอธิบายว่าอันที่จริงแล้วอาการเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า ความผิดปกติ
หรือ ความบกพร่องของร่างกาย อาหาร อากาศ และเชื้อโรค เป็นต้น
เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาโรคก็ควรจะต้องวินิจฉัยสาเหตุของโรคว่าเกิดจากสาเหตุใด
แล้วจึงหาวิธีการรักษาต่อไป
ฮิปโปเครตีสใช้เวลาในการศึกษาวิธีการรักษาผู้ป่วยตลอดชีวิตของเขาจากผู้ป่วยนั่นเอง
เพราะผู้ป่วยแต่ละคนก็แตกต่างกันไปทั้งอาการของโรคและวิธีการรักษา เขาจะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
และจดบันทึกเกี่ยวกับผู้ป่วย อย่างละเอียด ทั้งประวัติส่วนตัว อาการ สาเหตุของโรค
รวมถึงวิธีการรักษาด้วย วิธีการรักษาผู้ป่วยของฮิปโปเครตีสจะเป็นไปอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
แม้แต่ยาที่รักาผู้ป่วยก็เป็นยาที่ไม่รุนแรงและใช้เฉพาะเท่าที่จาเป็นเท่านั้น
เพราะเขาเชื่อว่าธรรมชาติของคนนั้นสามารถรักษาตัวเองได้โดยผู้ป่วยทุก ๆ
คนต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งเรื่องอากาศ ผู้ป่วยควรอยู่ในที่ ที่มีอากาศบริสุทธิ์
อาหารก็ควรได้รับประทานที่เหมาะสม คืออาหารอ่อนที่รับประทานง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุป เป็นต้น
เพราะร่างกายของผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ แม้แต่เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งสาคัญ
ทั้งความสะอาดของร่างกาย และของใช้ทั้งของผู้ป่วยเอง เช่น เสื้อผ้า เครื่องนอน เป็นต้น
และอุปกรณ์การแพทย์ยิ่งต้องรักษาความสะอาดมากเป็นพิเศษ ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคเท่านั้น
ฮิปโปเครตีสยังรักษาผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุจนกระดูกหัก หรือเป็นแผลฉกรรจ์ เขาก็สามารถรักษาได้
- 38.
เขาเรียนรู้วิธีการรักษาบาดแผล ให้สะอาด
โดยการใช้น้ามันดินมาทาที่แผลซึ่งสามารถป้ องกันบาดแผลไม่ให้ลุกลามได้เป็นอย่างดี
การรักษาโรคเป็นวิธีการหนึ่งที่ทาให้คนพ้นจากความทุกข์ทรมาน
แต่วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคเป็นสิ่งที่ดีกว่า
และฮิปโปเครตีสก็ให้ความสนใจเรื่องการรักษาสุขภาพนี้ด้วยเช่นกัน
เขาคิดว่าคนที่มีสุขภาพแข็งแรงก็จะไม่ล่มป่วยได้ง่าย ๆ และวิธีการรักษาสุขภาพ
ให้แข็งแรงอยู่เสมอก็คือการออกกาลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
และการทาจิตใจให้ผ่องใสก็เป็น สิ่งสาคัญเช่นกัน
ฮิปโปเครตีสได้ตั้งโรงเรียนสอนวิชาแพทย์ขึ้นที่เกาะโคส
และเขียนตาราแพทย์ไว้มากมายที่เกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ วิธีการใช้ยา
วิธีการรักษาบาดแผล กระดูกหัก และวิธีการผ่าตัด
แม้แต่วิธีการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเขาก็ได้เขียนขึ้น
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เขาบันทึกจากผู้ป่วยที่เขาทาการรักษา
ดังนั้นตาราแพทย์ของเขาจึงเป็นตาราที่น่าเชื่อถือ เพราะเขียนขึ้นจากความจริงทั้งสิ้น
ฮิปโปเครตีสถือว่าเป็นผู้ให้กาเนิดวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน
วิธีการรักษาของเขามีระเบียบแบบแผนเป็นที่น่าเชื่อถือ
ซึ่งในปัจจุบันผู้ที่จบวิชาแพทย์ก็ยังต้องกล่าวคาปฏิญาณ (Hippocratic Oath)
ตามที่ฮิปโปเครตีสเคยกล่าวไว้ต่อหน้าเทพเจ้า
แอสเคลปิอุส (Asclepius) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการแพทย์ของกรีก และส่วนหนึ่งในคาปฏิญาณนี้
ได้ถูกนามาเป็นข้อบังคับ หรือจรรยาบรรณของแพทย์ด้วย ดังจะยกตัวอย่างมาส่วนหนึ่ง
"จรรยาและข้อกาหนดที่ข้าพเจ้ายึดถือและประกาศไว้นี้
เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้ป่วยในความดูแล
ซึ่งข้าพเจ้าจะใช้พละกาลังของข้าพเจ้าช่วยเหลือผู้ป่วยจนสุดความสามารถ
33
- 39.
- 40.
ข้อเสนอแนะจากการดาเนินการศึกษา
จากการศึกษา20 บุคคลในวงการแพทย์สากล ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรายงานคือ
1.มีความรู้ในเรื่องชีวประวัติ แนวคิด และผลงานของบุคคลในวงการแพทย์
2. มีความเข้าใจเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล และ ร่างกายมนุษย์เบื้องต้น
3. รู้โอกาสที่จะนาความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
4. เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม เพื่อส่วนรวม
5. นาแนวคิดที่ดีไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตได้
6. มีความรู้พื้นฐาน เพื่อที่จะสามารถเรียนศึกษา ต่อยอดทางกระบวนการคิดได้
บรรณานุกรม
หนังสือ
ภาษาไทย
กาญจนา นาคสกุล.บุคคลสาคัญทางวิทยาศาตร์ เล่ม 1.กรุงเทพมหานคร
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ,2550.
ธตรฐ ตุลาพงษ์พิพัฒน์.นักวิทยาศาสตร์ที่สาคัญของโลก.พิมพ์ครั้งที่ 3
กรุงเทพมหานคร:สานักพิมพ์ผู้จัดการ,2550.
สีส้ม เอี่ยมสรรพางค์.(2533).ยี่สิบบุคคลในวงการแพทย์.พิมพ์คร้งที่ 7
กรุงเทพมหานคร:ยูเนียนอุลตร้าไวโอเร็ต,2553.
ภาษาอังกฤษ
Eleanor van Zandt. (1987).Twenty Names in Medicines.Wayland (publishers).
35
- 41.
เว็บไซต์
ฮิปโปเครตีส.(ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก :www. National Library of Medicine 2006.co.us
(วันที่ค้นข้อมูล 12 กุมภาพันธ์ 2557).
นักประดิษฐ์ทางการแพทย์(ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก : http://hilight.kapook.com/view/72163
(วันที่ค้นข้อมูล 12 กุมภาพันธ์ 2557).
ผู้คิดค้นเพนนิซิลิน(ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก : http://www.school.net.th/library/.com/
(วันที่ค้นข้อมูล 12 กุมภาพันธ์ 2557).
คานา
การจัดทารายงาน เรื่อง “ ยี่สิบบุคคลในวงการแพทย์สากล ” ครั้งนี้
จัดทาขึ้นเป็นผลงานการศึกษาประจาวิชารายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (IS)
เพื่อให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับบุคคลทางการแพทย์ผู้คิดค้น และพัฒนาทางวงการการรักษาทางการแพทย์
และยา เข้ามาศึกษาหาความรู้ เพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ที่สนใจแล้วนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้
ศึกษาถึงชีวประวัติ แนวคิด และผลงานของบุคคลในวงการแพทย์
และมีแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพทางการแพทย์โดยมีจุดประสงค์ เพื่อเป็นที่เผยแพร่ชีวประวัติ
“ยี่สิบบุคคลในวงการแพทย์สากล”
แก่ผู้ที่สนใจเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจนอกจากนี้ยังสามารถนาความรู้ที่ได้ไปใช้ในโอกาส
ต่างๆในชีวิตประจาวัน และสร้างสรรค์ ต่อยอดได้อีกด้วย
ค
- 42.
นางสาวฉัตราภรณ์ สุขชีพ
14 กุมภาพันธ์2557
สารบัญรูปภาพ
รูป 1 ฮิปพอคราทีส (Hippocrates; ประมาณ พ.ศ. 83-166)...................................................................7
รูป 2 อองรี ดูนองต์ (ฝรั่งเศส: Henri Dunant)........................................................................................9
รูป 3 หลุยส์ ปาสเตอร์..........................................................................................................................11
รูป 4 พาราเซลซัส................................................................................................................................12
รูป 5 วิลเลี่ยม ฮาร์วี่...............................................................................................................................14
รูป 6 วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกน.........................................................................................................16
รูป 7 อาเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง.............................................................................................................18
รูป 8 โรเบิร์ต คอค................................................................................................................................20
รูป 9 เอดเวิร์ด เจนเนอร์ .......................................................................................................................21
จ
- 43.
รูป 10 เอวานเจลิสตาโตร์ริเชลลี..........................................................................................................22
รูป 11 เฟรเดอริก แกร์นท์ แบนติง.......................................................................................................23
รูป 12 เฟรดริก ไบเออร์ ........................................................................................................................26
รูป 13อังตวน แวน เลเวนฮุค.................................................................................................................27
รูป 14 มารี กูรี (Marie Curie)................................................................................................................27
รูป 15 ชาลส์ ดาร์วิน.............................................................................................................................28
รูป 16 โจเซฟ พริสต์ลีย์ที่มา.................................................................................................................29
รูป 17 bเซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง..................................................................................................30
รูป 18 วิลเลี่ยม วิทเธอริง......................................................................................................................31
รูป 19 เจมส์ ดี. วัตสัน...........................................................................................................................32
รูป 20 โยฮันน์ ฟรีดริช มิเชอร์...............................................................................................................33