ࡺçÁÒàÅ‹ÒÊÙ‹¡Ñ¹¿˜§...àÃ×èͧ 
อ่านบทความวิจัยภาษาอังกฤษ 
äÁ‹ÂÒ¡Í‹ҧ·Õè¤Ô´ โดย ทนพ. เมธี ศรีประพันธ์ 
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน พบกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเนื้อหาฉบับที่แล้ว ผมได้เขียนแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคและเคล็ดลับในการอ่านบทความ 
วิจัยภาษาอังกฤษเบื้องต้น โดยได้อธิบายในส่วนของการดูหัวข้อเรื่อง (Title) และการพิจารณาส่วนต่างๆ ของบทคัดย่อ (Abstract) รวมถึงให้ตัวอย่าง 
ของประโยคหรือวลีภาษาอังกฤษ พร้อมยกตัวอย่างประกอบให้ท่านผู้อ่านได้ลองอ่านและติดตามดูครับ 
เนื้อหาในตอนที่ 3 นี้ก็จะต่อเนื่องจากตอนที่ 2 ในฉบับที่ผ่านมา 
แตผ่มจะเลา่สูกั่นฟงัในรายละเอียดแตล่ะสว่นครับ ซึ่งบางครั้งประโยคหรือ 
วลีต่างๆ อาจซ้อนหรือเหมือนกับในส่วนของบทคัดย่อ ในฉบับนี้ ผมจะพูด 
ในส่วนของ ‘Introduction’ หรือ บทนำ ก่อนครับ (เพื่อไม่ให้เนื้อหาดูหนัก 
และเครียดไปครับ ) โดยผมจะอธิบายและยกตัวอย่างประกอบเหมือนใน 
ตอนที่ผ่านมา ส่วนอีกที่เหลือจะพูดในฉบับถัดไปจนถึงตอนสุดท้ายของ 
เนื้อหาบทความในหัวข้อนี้ครับ 
ในส่วนของ Introduction หรือ บทนำ ในเบื้องต้นเราจะมาดูกันก่อนว่า 
ผู้เขียนบทความวิจัยต้องการบอกอะไรกับผู้อ่านในส่วนนี้ 
Introduction นั้น ผู้เขียนจะให้ Background ของเรื่องที่จะศึกษาเพื่อ 
ให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวได้ง่ายขึ้น จุดเด่นของส่วน Introduction 
คือจะบอกถึงแรงจูงใจ และเหตุผลว่าทำไมต้องทำงานนี้ ยกตัวอย่างเช่น 
งานวิจัยก่อนหน้ามีจุดใดที่ยังไม่ได้ศึกษาแต่เป็นจุดที่สำคัญที่ควรจะศึกษา 
นอกจากนั้นในส่วนท้ายของ Introduction ก็จะบอกจุดประสงค์ของงาน 
วิจัยนี้ครับ 
โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างของ Introduction ถ้าเราสังเกตประโยคเริ่มต้น 
ของบทความวิจัยจะเป็นการบรรยายถึง Background ของเรื่องที่จะศึกษา 
งานวิจัยก่อนหน้าที่เกี่ยวข้องว่ามีการศึกษาอะไรมาบ้าง จากนั้นผู้วิจัยก็จะ 
บอกว่างานวิจัยที่มีการทำมาก่อนหน้านั้นมีจุดบกพร่องอะไร และอะไร 
เป็นจุดที่ต้องมีการศึกษาต่อเพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่ชัดเจนขึ้น ส่วนนี้เป็น 
หัวใจเลยครับ เราเรียกตรงนี้ว่า ‘Research gap’ จากนั้นในประโยคท้ายๆ 
ผู้วิจัยก็จะบอกจุดประสงค์ของงานวิจัยที่ทำครับ ในบางวารสารอาจบอก 
ผลการวิจัยต่อไปเลยด้วยก็ได้ 
คราวนี้เรามาดูประโยค หรือวลีที่เป็น Guideline สำคัญในส่วน 
Introduction ครับ โดยผมจะมุ่งไปที่ส่วนที่เป็น Research gap และ 
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยในบทความนั้นๆ ครับ 
เราจะเริ่มส่วนที่เป็น Research gap ก่อนนะ 
ครับ ส่วนนี้อย่างที่บอกเป็นหัวใจสำคัญที่จะบอก 
คุณค่าของงานวิจัยเลยครับว่าเหตุผลใดเป็นแรง 
บันดาลใจให้ผู้วิจัยเลือกศึกษาเรื่องนี้ โดยทั่วไป 
ประโยคที่บอก Research gap นี้จะอยู่ก่อน 
ประโยคที่บอกวัตถุประสงค์งานวิจัย พูดง่ายๆ 
คือ หาประโยคที่บอกจุดประสงค์งานวิจัยให้เจอ 
ประโยคที่อยู่ก่อนจุดประสงค์งานวิจัยคือ Research gap นั่นเอง 
รูปแบบการเขียนในส่วนนี้สังเกตได้ง่ายเลยว่าจะเป็นการเขียนขึ้น 
ประโยคที่แสดงความขัดแย้งกับการทบทวนวรรณกรรม (Review articles) 
จากประโยคก่อนหน้า หรือไม่ก็จะเป็นความหมายเชิงว่า “การศึกษานี้ยัง 
ไม่มีใครทำมาก่อน” “ถึงแม้มีการศึกษามาแล้วแต่......” “ผลการศึกษา 
ในอดีตยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มในปัจจัยต่างๆ ดังนี้....” โดย 
คำหรือข้อความที่มักปรากฏเป็นจุดสังเกตดูได้จากกรอบสี่เหลี่ยมด้านล่าง 
เลยครับ 
2 สมามาามคมเทเเททคนินนิิคกาากการแพแแพพทยย์์ย์แแหแห่ห่่งปรระะระเทเเททศไทไไททย 
• ประโยคมักขึ้นต้นด้วย “However, No study, Little study, Few studies, 
.......................................... 
• อาจพบประโยคที่ขึ้นต้นด้วย Although...................., .................................. 
(ในเชงิความหมายทีว่า่ถงึแมม้กีารศกึษามาแลว้ แต...................................) 
• อาจเจอกลุ่มประโยคที่เป็นปฏิเสธในเชิงความหมายว่ายังไม่ได้ศึกษา เช่น 
..............................this topic/problem/issue/controversial issue/point 
has never/not been investigated/examined/explored/studied/ 
clarifi ed/addressed 
• อาจเจอประโยคที่มีความหมายในเชิงแนะนำในเชิงที่ว่า ถ้าจะทำให้งาน 
นี้มีความชัดเจนขึ้น เราจำเป็นต้องศึกษาในแง่ของ................. 
To cope/deal with the problems more effectively; therefore, 
we need to............ 
* ดัดแปลงจากเอกสารการเรียนเอกสารประกอบการเรียนวิชา Technical English for 
Medical Science Graduates ของ รศ.ผ่าน บาลโพธิ์ 
อีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนที่บอกวัตถุประสงค์ของงานวิจัย เราจะสังเกตได้ 
ง่ายครับ มักอยู่เป็นประโยคสุดท้ายของ Paragraph ในส่วน Introduction 
นั่นคือถ้าท่านผู้อ่านต้องการหาว่างานวิจัยในบทความนี้มีจุดประสงค์อะไร 
ให้มุ่งไปที่ประโยคสุดท้ายในส่วนนี้เลยครับ โดยคำหรือข้อความที่เป็นจุด 
สังเกตสามารถดูได้จากกรอบด้านล่างเลยครับ 
• เรามักพบคำเหล่านี้ในประโยค “purpose, aim, goal” 
• ผู้เขียนอาจเขียนในเชิงบอกIn this study 
In the present study } 
ว่าจะทำอะไรในงานวิจัยนี้ ประโยคมักขึ้นด้วย 
we .................................(ประโยคบอกว่า 
Therefore, in this study ทำการศึกษาอะไร) 
เช่น In this study we examined............................................................ 
• รูปแบบอื่นๆ ที่บอกวัตถุประสงค์งานวิจัย เช่น 
The present study was designed to.................................................... 
In this study, it was hypothesized that................................................ 
The hypothesis of this study was................................................ เป็นต้น 
* ดัดแปลงจากเอกสารการเรียนเอกสารประกอบการเรียนวิชา Technical English for 
Medical Science Graduates ของ รศ.ผ่าน บาลโพธิ์ 
• อ่านต่อหน้า 3
www.amtt.org 3 
ช่วงเวลาของการประชุมวิชาการประจำปี 2555 
ของสมาคมเทคนิคการแพทย์ฯ มาถึงแล้ว ครั้งนี้เป็นปี 
ที่ 36 ครบ 3 รอบของงานวิชาการประจำปีที่ยิ่งใหญ่ 
ของชาวแล็บ เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้และศึกษา 
เทคโนโลยีใหม่ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของการ 
ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ธรรมนูญสมาคมฯ ใหม่ และ 
การเลือกตั้งนายกสมาคมฯ 
ปีใหม่นี้ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
ที่ท่านเคารพนับถือ จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีพลังอย่างไม่สิ้นสุดในการ 
เรียนรู้ พัฒนาตนเองและเครือข่าย ทำงานอย่างมีความสุข เตรียมความ 
พร้อมสำหรับสิ่งใหม่และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดปีค่ะ 
ÈÔÃÔÃÑμ¹ μѹʡØÅ 
บรรณาธิการ 
สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย 
The Association of Medical Technologists of Thailand 
บรรณาธิการบริหาร 
รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนา ศานติยานนท์ 
บรรณาธิการ 
ทนพญ.ศิริรัตน์ ตันสกุล 
กองบรรณาธิการ 
ทนพญ.พรสุรี พงษ์สุชาติ 
ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ 
อ.ทนพ.ธนสาร ศิริรัตน์ 
อ.สุชา ทวีสิทธิ์ 
วิชาการ 
ดร.ปาลนี อัมรานนท์ 
ประสานการผลิต 
ทนพญ.พรสุรี พงษ์สุชาติ 
สถานที่ติดต่อ 
บรรณาธิการจุลสารสมาคมเทคนิคการแพทย์ฯ 
154 อาคารจุฬาพัฒน์ 1 จุฬาลงกรณ์ ซอย 12 
ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน 
กรุงเทพฯ 10330 
โทรศัพท์ 02-2181081 โทรสาร 02-2181082 
เอกสารอ้างอิง 
1. เอกสารประกอบการเรียนวิชา Technical English for Medical Science Graduates ในส่วนเนื้อหา “Reading 
Research Articles in Medical Sciences” ปีการศึกษา 2551 ของ รศ. ผ่าน บาลโพธิ์ สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์ 
มหาวิทยาลัย 
2. Bello AI, Owusu-Boakye E, Adegoke BO, Adjei DN. Eff ects of aerobic exercise on selected physiological 
parameters and quality of life in patients with type 2 diabetes mellitus. Int J Gen Med.4:723-7. 
3. Kang SH, Hwang HS, Park HS, Sun IO, Choi SR, Chung BH, et al. Changes in renal function after 
diff erent tandem hematopoietic stem-cell transplantation approaches in patients with multiple myeloma. 
J Korean Med Sci. Oct;26(10):1310-5. 
• ต่อจากหน้า 2 
คราวนี้เรามาลองดูตัวอย่างกันครับ โดยผมจะตัดส่วน 
Introduction มาจากตัวอย่างบทความวิจัยครับแล้วจะชี้ให้ 
ท่านผู้อ่านดูครับ ว่าแต่ละส่วนที่ผมกล่าวข้างต้นเราเจออยู่ 
ตรงไหนบ้าง 
จากตัวอย่างด้านข้างเราจะพบว่า ส่วนของ Research 
gap จะแสดงโดยเส้นประสีแดง โดยจุดสังเกตคือจะขึ้นต้นด้วย 
คำว่า However ถัดมาที่แสดงในกรอบสีเขียว คือ ส่วนที่บอก 
จุดประสงค์ของงานวิจัยในบทความนี้ครับ โดยจะมีคำว่า 
The aim of this study ครับเป็นจุดสังเกตที่สอง 
เป็นอย่างไรบ้างครับท่านผู้อ่าน สำหรับเนื้อหาที่ผมลง 
รายละเอียดในส่วน Introduction นี้ เรายังมีส่วนต่างๆ อีก 
3 ส่วนนะครับ ซึ่งผมจะค่อยๆ นำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป 
ครับ ถา้ทา่นผูอ้า่นมีขอ้คดิเห็นหรือขอ้เสนอแนะอะไร สามารถ 
แนะนำมาได้เลยนะครับที่ sriprapun.m@gmail.com 
ท้ายสุดผมต้องขอขอบพระคุณ รศ.ผ่าน บาลโพธิ์ สถาบัน 
ภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้สอนวิชา “Technical 
English for Medical Science Graduates” ให้กับผมและ 
ทำให้ผมได้รับเนื้อหาและประสบการณ์จากการเรียนและการ 
อ่านบทความวิจัยภาษาอังกฤษมาเขียนเล่าสู่กันฟังให้กับท่าน 
ผู้อ่านทุกๆ ท่าน ครับ 
ไว้พบกันฉบับหน้า...สวัสดีครับ

อ่านบทความวิจัยไม่ยากอย่างที่คิด 3

  • 1.
    ࡺçÁÒàÅ‹ÒÊÙ‹¡Ñ¹¿˜§...àÃ×èͧ อ่านบทความวิจัยภาษาอังกฤษ äÁ‹ÂÒ¡Í‹ҧ·Õè¤Ô´โดย ทนพ. เมธี ศรีประพันธ์ สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน พบกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเนื้อหาฉบับที่แล้ว ผมได้เขียนแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคและเคล็ดลับในการอ่านบทความ วิจัยภาษาอังกฤษเบื้องต้น โดยได้อธิบายในส่วนของการดูหัวข้อเรื่อง (Title) และการพิจารณาส่วนต่างๆ ของบทคัดย่อ (Abstract) รวมถึงให้ตัวอย่าง ของประโยคหรือวลีภาษาอังกฤษ พร้อมยกตัวอย่างประกอบให้ท่านผู้อ่านได้ลองอ่านและติดตามดูครับ เนื้อหาในตอนที่ 3 นี้ก็จะต่อเนื่องจากตอนที่ 2 ในฉบับที่ผ่านมา แตผ่มจะเลา่สูกั่นฟงัในรายละเอียดแตล่ะสว่นครับ ซึ่งบางครั้งประโยคหรือ วลีต่างๆ อาจซ้อนหรือเหมือนกับในส่วนของบทคัดย่อ ในฉบับนี้ ผมจะพูด ในส่วนของ ‘Introduction’ หรือ บทนำ ก่อนครับ (เพื่อไม่ให้เนื้อหาดูหนัก และเครียดไปครับ ) โดยผมจะอธิบายและยกตัวอย่างประกอบเหมือนใน ตอนที่ผ่านมา ส่วนอีกที่เหลือจะพูดในฉบับถัดไปจนถึงตอนสุดท้ายของ เนื้อหาบทความในหัวข้อนี้ครับ ในส่วนของ Introduction หรือ บทนำ ในเบื้องต้นเราจะมาดูกันก่อนว่า ผู้เขียนบทความวิจัยต้องการบอกอะไรกับผู้อ่านในส่วนนี้ Introduction นั้น ผู้เขียนจะให้ Background ของเรื่องที่จะศึกษาเพื่อ ให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวได้ง่ายขึ้น จุดเด่นของส่วน Introduction คือจะบอกถึงแรงจูงใจ และเหตุผลว่าทำไมต้องทำงานนี้ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยก่อนหน้ามีจุดใดที่ยังไม่ได้ศึกษาแต่เป็นจุดที่สำคัญที่ควรจะศึกษา นอกจากนั้นในส่วนท้ายของ Introduction ก็จะบอกจุดประสงค์ของงาน วิจัยนี้ครับ โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างของ Introduction ถ้าเราสังเกตประโยคเริ่มต้น ของบทความวิจัยจะเป็นการบรรยายถึง Background ของเรื่องที่จะศึกษา งานวิจัยก่อนหน้าที่เกี่ยวข้องว่ามีการศึกษาอะไรมาบ้าง จากนั้นผู้วิจัยก็จะ บอกว่างานวิจัยที่มีการทำมาก่อนหน้านั้นมีจุดบกพร่องอะไร และอะไร เป็นจุดที่ต้องมีการศึกษาต่อเพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่ชัดเจนขึ้น ส่วนนี้เป็น หัวใจเลยครับ เราเรียกตรงนี้ว่า ‘Research gap’ จากนั้นในประโยคท้ายๆ ผู้วิจัยก็จะบอกจุดประสงค์ของงานวิจัยที่ทำครับ ในบางวารสารอาจบอก ผลการวิจัยต่อไปเลยด้วยก็ได้ คราวนี้เรามาดูประโยค หรือวลีที่เป็น Guideline สำคัญในส่วน Introduction ครับ โดยผมจะมุ่งไปที่ส่วนที่เป็น Research gap และ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยในบทความนั้นๆ ครับ เราจะเริ่มส่วนที่เป็น Research gap ก่อนนะ ครับ ส่วนนี้อย่างที่บอกเป็นหัวใจสำคัญที่จะบอก คุณค่าของงานวิจัยเลยครับว่าเหตุผลใดเป็นแรง บันดาลใจให้ผู้วิจัยเลือกศึกษาเรื่องนี้ โดยทั่วไป ประโยคที่บอก Research gap นี้จะอยู่ก่อน ประโยคที่บอกวัตถุประสงค์งานวิจัย พูดง่ายๆ คือ หาประโยคที่บอกจุดประสงค์งานวิจัยให้เจอ ประโยคที่อยู่ก่อนจุดประสงค์งานวิจัยคือ Research gap นั่นเอง รูปแบบการเขียนในส่วนนี้สังเกตได้ง่ายเลยว่าจะเป็นการเขียนขึ้น ประโยคที่แสดงความขัดแย้งกับการทบทวนวรรณกรรม (Review articles) จากประโยคก่อนหน้า หรือไม่ก็จะเป็นความหมายเชิงว่า “การศึกษานี้ยัง ไม่มีใครทำมาก่อน” “ถึงแม้มีการศึกษามาแล้วแต่......” “ผลการศึกษา ในอดีตยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มในปัจจัยต่างๆ ดังนี้....” โดย คำหรือข้อความที่มักปรากฏเป็นจุดสังเกตดูได้จากกรอบสี่เหลี่ยมด้านล่าง เลยครับ 2 สมามาามคมเทเเททคนินนิิคกาากการแพแแพพทยย์์ย์แแหแห่ห่่งปรระะระเทเเททศไทไไททย • ประโยคมักขึ้นต้นด้วย “However, No study, Little study, Few studies, .......................................... • อาจพบประโยคที่ขึ้นต้นด้วย Although...................., .................................. (ในเชงิความหมายทีว่า่ถงึแมม้กีารศกึษามาแลว้ แต...................................) • อาจเจอกลุ่มประโยคที่เป็นปฏิเสธในเชิงความหมายว่ายังไม่ได้ศึกษา เช่น ..............................this topic/problem/issue/controversial issue/point has never/not been investigated/examined/explored/studied/ clarifi ed/addressed • อาจเจอประโยคที่มีความหมายในเชิงแนะนำในเชิงที่ว่า ถ้าจะทำให้งาน นี้มีความชัดเจนขึ้น เราจำเป็นต้องศึกษาในแง่ของ................. To cope/deal with the problems more effectively; therefore, we need to............ * ดัดแปลงจากเอกสารการเรียนเอกสารประกอบการเรียนวิชา Technical English for Medical Science Graduates ของ รศ.ผ่าน บาลโพธิ์ อีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนที่บอกวัตถุประสงค์ของงานวิจัย เราจะสังเกตได้ ง่ายครับ มักอยู่เป็นประโยคสุดท้ายของ Paragraph ในส่วน Introduction นั่นคือถ้าท่านผู้อ่านต้องการหาว่างานวิจัยในบทความนี้มีจุดประสงค์อะไร ให้มุ่งไปที่ประโยคสุดท้ายในส่วนนี้เลยครับ โดยคำหรือข้อความที่เป็นจุด สังเกตสามารถดูได้จากกรอบด้านล่างเลยครับ • เรามักพบคำเหล่านี้ในประโยค “purpose, aim, goal” • ผู้เขียนอาจเขียนในเชิงบอกIn this study In the present study } ว่าจะทำอะไรในงานวิจัยนี้ ประโยคมักขึ้นด้วย we .................................(ประโยคบอกว่า Therefore, in this study ทำการศึกษาอะไร) เช่น In this study we examined............................................................ • รูปแบบอื่นๆ ที่บอกวัตถุประสงค์งานวิจัย เช่น The present study was designed to.................................................... In this study, it was hypothesized that................................................ The hypothesis of this study was................................................ เป็นต้น * ดัดแปลงจากเอกสารการเรียนเอกสารประกอบการเรียนวิชา Technical English for Medical Science Graduates ของ รศ.ผ่าน บาลโพธิ์ • อ่านต่อหน้า 3
  • 2.
    www.amtt.org 3 ช่วงเวลาของการประชุมวิชาการประจำปี2555 ของสมาคมเทคนิคการแพทย์ฯ มาถึงแล้ว ครั้งนี้เป็นปี ที่ 36 ครบ 3 รอบของงานวิชาการประจำปีที่ยิ่งใหญ่ ของชาวแล็บ เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้และศึกษา เทคโนโลยีใหม่ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของการ ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ธรรมนูญสมาคมฯ ใหม่ และ การเลือกตั้งนายกสมาคมฯ ปีใหม่นี้ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่านเคารพนับถือ จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีพลังอย่างไม่สิ้นสุดในการ เรียนรู้ พัฒนาตนเองและเครือข่าย ทำงานอย่างมีความสุข เตรียมความ พร้อมสำหรับสิ่งใหม่และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดปีค่ะ ÈÔÃÔÃÑμ¹ μѹʡØÅ บรรณาธิการ สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย The Association of Medical Technologists of Thailand บรรณาธิการบริหาร รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนา ศานติยานนท์ บรรณาธิการ ทนพญ.ศิริรัตน์ ตันสกุล กองบรรณาธิการ ทนพญ.พรสุรี พงษ์สุชาติ ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ อ.ทนพ.ธนสาร ศิริรัตน์ อ.สุชา ทวีสิทธิ์ วิชาการ ดร.ปาลนี อัมรานนท์ ประสานการผลิต ทนพญ.พรสุรี พงษ์สุชาติ สถานที่ติดต่อ บรรณาธิการจุลสารสมาคมเทคนิคการแพทย์ฯ 154 อาคารจุฬาพัฒน์ 1 จุฬาลงกรณ์ ซอย 12 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ 02-2181081 โทรสาร 02-2181082 เอกสารอ้างอิง 1. เอกสารประกอบการเรียนวิชา Technical English for Medical Science Graduates ในส่วนเนื้อหา “Reading Research Articles in Medical Sciences” ปีการศึกษา 2551 ของ รศ. ผ่าน บาลโพธิ์ สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย 2. Bello AI, Owusu-Boakye E, Adegoke BO, Adjei DN. Eff ects of aerobic exercise on selected physiological parameters and quality of life in patients with type 2 diabetes mellitus. Int J Gen Med.4:723-7. 3. Kang SH, Hwang HS, Park HS, Sun IO, Choi SR, Chung BH, et al. Changes in renal function after diff erent tandem hematopoietic stem-cell transplantation approaches in patients with multiple myeloma. J Korean Med Sci. Oct;26(10):1310-5. • ต่อจากหน้า 2 คราวนี้เรามาลองดูตัวอย่างกันครับ โดยผมจะตัดส่วน Introduction มาจากตัวอย่างบทความวิจัยครับแล้วจะชี้ให้ ท่านผู้อ่านดูครับ ว่าแต่ละส่วนที่ผมกล่าวข้างต้นเราเจออยู่ ตรงไหนบ้าง จากตัวอย่างด้านข้างเราจะพบว่า ส่วนของ Research gap จะแสดงโดยเส้นประสีแดง โดยจุดสังเกตคือจะขึ้นต้นด้วย คำว่า However ถัดมาที่แสดงในกรอบสีเขียว คือ ส่วนที่บอก จุดประสงค์ของงานวิจัยในบทความนี้ครับ โดยจะมีคำว่า The aim of this study ครับเป็นจุดสังเกตที่สอง เป็นอย่างไรบ้างครับท่านผู้อ่าน สำหรับเนื้อหาที่ผมลง รายละเอียดในส่วน Introduction นี้ เรายังมีส่วนต่างๆ อีก 3 ส่วนนะครับ ซึ่งผมจะค่อยๆ นำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป ครับ ถา้ทา่นผูอ้า่นมีขอ้คดิเห็นหรือขอ้เสนอแนะอะไร สามารถ แนะนำมาได้เลยนะครับที่ sriprapun.m@gmail.com ท้ายสุดผมต้องขอขอบพระคุณ รศ.ผ่าน บาลโพธิ์ สถาบัน ภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้สอนวิชา “Technical English for Medical Science Graduates” ให้กับผมและ ทำให้ผมได้รับเนื้อหาและประสบการณ์จากการเรียนและการ อ่านบทความวิจัยภาษาอังกฤษมาเขียนเล่าสู่กันฟังให้กับท่าน ผู้อ่านทุกๆ ท่าน ครับ ไว้พบกันฉบับหน้า...สวัสดีครับ