ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
รายวิชา
241208 นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่
เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม
และเทคโนโลยีสารสน
เทศเพื่อการเรียนรู้
ภารกิจที่ 1 อธิบายหลักการของทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม
พฤติกรรมนิยม พุทธิปัญญานิยมและคอนสตรัคติวิสต์
ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
1.พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถจะสังเกตได้
2.พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็ นผลรวมของการเรียนที่เป็ นอิสระหลายอย่าง
3.แรงเสริม (Reinforcement) ช่วยทาให้พฤติกรรมเกิดขึ้นได้
1. ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมเน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า (Stimulas) และ การตอบสนอง (Response)
นักจิตวิทยาด้านพฤติกรรมนิยมได้อธิบายว่าผู้เรียนจะได้รับพฤติกรรม ทักษะ
และความรู้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อรางวัลและการลงโทษ ซึ่งรางวัลในที่นี้
หมายรวมถึงการเสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบหรือการเสริมแรงที่
เป็ นกลางต่อพฤติกรรม โดยรางวัลจะเป็ นตัวกาหนดว่าพฤติกรรมนั้น จะมีการ
ตอบสนองช้าหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับการรางวัล และการลงโทษ
ตัวอย่างทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม
1. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเร้า
ผู้ค้นพบการเรียนรู้ลักษณะนี้คือ อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849–1936) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซียที่มี
ชื่อเสียงมาก พาฟลอฟสนใจศึกษาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โดยได้ทาการ-ทดลองกับสุนัข ระหว่างที่ทาการ
ทดลอง พาฟลอฟสังเกตเห็นปรากฏการณ์บางอย่างคือ ในบางครั้งสุนัขน้าลายไหลโดยที่ยังไม่ได้รับอาหาร
เพียงแค่เห็น ผู้ทดลองที่เคยเป็นผู้ให้อาหารเดินเข้ามาในห้องนั้น สุนัขก็น้าลายไหลแล้ว จากปรากฏการณ์
ดังกล่าวจุดประกาย ให้พาฟลอฟคิดรูปแบบการทดลองเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่า เพราะอะไรสุนัขจึงน้าลายไหล
ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับอาหาร พาฟลอฟเริ่มการทดลองโดยเจาะต่อมน้าลายของสุนัขและต่อสายรับน้าลายไหล
ออกสู่ขวดแก้วสาหรับวัดปริมาณน้าลาย จากนั้นพาฟลอฟก็เริ่มการทดลองโดยก่อนที่จะให้อาหารแก่สุนัข
จะต้องสั่นกระดิ่งก่อน (สั่นกระดิ่งแล้วทิ้งไว้ประมาณ .25 –.50 วินาที) แล้วตามด้วยอาหาร (ผงเนื้อ) ทา
อย่างนี้อยู่ 7–8 วัน จากนั้นให้เฉพาะแต่เสียงกระดิ่ง สุนัขก็ตอบสนองคือน้าลายไหลปรากฏการณ์เช่นนี้
เรียกว่าพฤติกรรมสุนัขถูกวางเงื่อนไขหรือเรียกว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
จากหลักการข้างต้นสามารถสรุปหลักการเรียนรู้ของพาฟลอฟ ดังนี้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค = สิ่งเร้าที่
วางเงื่อนไข + สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข = การเรียนรู้
2. ทฤษฏีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Constructivism)
ทฤษฏีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Constructivism
Approach) มีหลักที่สาคัญเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้ คือ
ผู้เรียนจะต้องสร้างความรู้ (Knowledge) ขึ้นในใจเอง ครูเป็ นแค่
เพียงผู้ช่วยหรือเข้าใจในกระบวนการนี้ โดยหาวิธีการจัดการข้อมูล
ข่าวสารให้มีความหมายแก่ผู้เรียนหรือให้โอกาสผู้เรียนได้มีโอกาส
ค้นพบด้วยตนเองนอกจากนี้จะต้องสอนศิลปะการเรียนรู้ ให้ผู้เรียน
ผู้เรียนจะต้องเป็ นผู้ลงมือกระทาเองไม่ว่าครูจะใช้วิธีสอนอย่างไร
2. ทฤษฏีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Constructivism)
ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม
1. ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง
2. การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน
3. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีความสาคัญต่อการเรียนรู้
4. การจัดสิ่งแวดล้อม กิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริง ทาให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้อย่างมีความหมาย
ตัวอย่างทฤษฎีในกลุ่มพุทธิปัญญานิยม
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์ บรุนเนอร์(Bruner) เป็ น
นักจิตวิทยาที่สนใจเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาต่อเนื่องจากเพียเจต์
บรุนเนอร์เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจ และการเรียนรู้เกิดจาก
กระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (discovery learning)
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) เป็ นทฤษฎีที่ว่าด้วย
การสร้างความรู้ ได้มีการเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการศึกษาปัจจัยภายนอกมา
เป็ น สิ่งเร้าภายใน ซึ่งได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ หรือกระบวนการรู้คิด
กระบวนการคิด(Cognitive processes) ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ จากผล
การศึกษาพบว่า ปัจจัยภายในมีส่วนช่วยทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี
ความหมาย และความรู้เดิมมีส่วนเกี่ยวข้องและเสริมสร้างความเข้าใจของ
ผู้เรียน แนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม(Constructivism) หรือ เรียกชื่อ
แตกต่างกันไป ได้แก่ สร้างสรรค์ความรู้นิยม หรือสรรสร้างความรู้นิยม หรือ
การสร้างความรู้
3. ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิซึม
จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับคอนสตรัคติวิสซึม สรุปเป็ น
สาระสาคัญได้ดังนี้
1. ความรู้ของบุคคลใด คือ โครงสร้างทางปัญญาของ
บุคคลนั้นที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ในการคลี่คลาย
สถานการณ์ที่เป็ นปัญหาและสามารถนาไปใช้เป็ นฐานในการ
แก้ปัญหาหรืออธิบายสถานการณ์อื่น ๆ ได้
2. นักเรียนเป็ นผู้สร้างความรู้ด้วยวิธีการที่ต่าง ๆ กัน โดย
อาศัยประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม
ความสนใจและแรงจูงใจภายในตนเองเป็ นจุดเริ่มต้น
3. ครูมีหน้าที่จัดการให้นักเรียนได้ปรับขยายโครงสร้างทาง
ปัญญาของนักเรียนเอง ภายใต้ ข้อสมมติฐานต่อไปนี้
3.1) สถานการณ์ที่เป็ นปัญหาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา
3.2) ความขัดแย้งทางปัญญาเป็ นแรงจูงใจภายในให้เกิดกิจกรรมการไตร่ตรองเพื่อขจัด
ความขัดแย้งนั้น Dewey ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการไตร่ตรอง (Reflection) เป็ นการ
พิจารณาอย่างรอบคอบ กิจกรรมการไตร่ตรองจะเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ที่เป็ นปัญหา น่า
สงสัย งงงวย ยุ่งยาก ซับซ้อน เรียกว่า สถานการณ์ก่อนไตร่ตรอง และจะจบลงด้วยความ
แจ่มชัดที่สามารถอธิบายสถานการณ์ดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้ ตลอดจนได้เรียนรู้และ
พึงพอใจกับผลที่ได้รับ
3.3) การไตร่ตรองบนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมภายใต้
การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นให้มีการสร้างโครงสร้างใหม่ทางปัญญา
จากแนวคิดข้างต้นนี้กระบวนการเรียนการสอนในแนวคอนสตรัคติวิสซึม จึงมักเป็ นไปใน
แบบที่ให้นักเรียนสร้างความรู้จากการช่วยกันแก้ปัญหา (Cooperative problem solving)
กระบวนการเรียนการสอนจะเริ่มต้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา
(Cognitive conflict) นั่นคือประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ไม่สามารถ
จัดการแก้ปัญหานั้นได้ลงตัวพอดีเหมือนปัญหาที่เคยแก้มาแล้ว ต้องมีการคิดค้นเพิ่มเติมที่
เรียกว่า “การปรับโครงสร้าง” หรือ “การสร้างโครงสร้างใหม่” ทางปัญญา (Cognitive
restructuring) โดยการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ถกเถียงปัญหา ซักค้านจนกระทั่งหาเหตุผล
หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาขจัดความขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเอง และระหว่าง
บุคคลได้
ภารกิจที่ 2วิเคราะห์ความแตกต่างในการออกแบบนวัตกรรม
การเรียนรู้ ที่อาศัยทฤษฎีการเรียนรู้
ในอดีตกระบวนทัศน์ของการจัดการเรียนรู้จะเน้นครูเป็ น
ศูนย์กลาง โดยใช้วิธีการสอน (Teaching) ประกอบกับสื่อการสอน เพื่อ
ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้เรียน แต่ในปัจจุบันแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้
แบบเน้นผู้เรียนเป็ นศูนย์กลางได้เข้ามามีอิทธิพลเป็ นอย่างมากต่อการ
จัดระบบการศึกษา จึงทาให้กระบวนทัศน์ของการจัดการเรียนรู้เปลี่ยน
รูปแบบจากเดิมที่เน้นครูเป็ นศูนย์กลางเป็ นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่
เน้นผู้เรียนเป็ นศูนย์กลาง โดยใช้วิธีการเรียนรู้ (Learning) ประกอบกับสื่อ
การเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งสามารถมองภาพรวม
ได้จากแผนผังมโนทัศน์ ดังนี้
สามารถมองภาพรวมได้จากแผนผังมโนทัศน์ ดังนี้
เดิม ปัจจุบัน
การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ที่อาศัยทฤษฎีการเรียนรู้
แบบคอนสตรัคติวิสต์ ในยุคที่เน้นการปฏิรูปผู้เรียนเป็ นสาคัญ จึงมี
ความต่างจากนวัตกรรมการเรียนรู้แบบเดิมที่มีลักษณะเป็ นตาราเรียน
และเอกสารประกอบการนาเสนอ
คือ มีลักษณะเป็ นการใช้เทคนิค เทคโนโลยี
วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้
ใหม่ เช่น สถานการณ์จาลอง การ
แก้ปัญหา การร่วมมือกันทางาน เป็ นต้น
ซึ่งมักเป็ นไปในแบบที่ให้นักเรียนสร้าง
ความรู้จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา การ
จัดกิจกรรมจะเป็ นการให้ผู้เรียนได้
ถกเถียงปัญหา ซักค้านจนกระทั่งหา
เหตุผล หรือคาตอบได้
ซึ่งมักเป็ นไปในแบบที่ให้นักเรียนสร้างความรู้จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา
(Collaborative problem solving) กระบวนการเรียนการสอนจะเริ่มต้นด้วยปัญหาที่
ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive conflict) นั่นคือประสบการณ์และ
โครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหานั้นได้ลงตัวพอดี
เหมือนปัญหาที่เคยแก้มาแล้ว ต้องมีการคิดค้นเพิ่มเติมที่เรียกว่า “การปรับ
โครงสร้าง” หรือ “การสร้างโครงสร้างใหม่” ทางปัญญา (Cognitive
restructuring) โดยลักษณะของการจัดกิจกรรมจะเป็ นการให้ผู้เรียนได้ถกเถียง
ปัญหา ซักค้านจนกระทั่งหาเหตุผล หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาขจัดความ
ขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเองและระหว่างบุคคลได้
ปัญหา ร่วมมือแก้ไข เรียนรู้
ภารกิจที่ 3 อธิบายและยกตัวอย่างการนาแนวคิด
ของแต่ละทฤษฎีไปใช้ในการเรียนการสอนและ
การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อการเรียนรู้
ก. ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences) ความแตกต่างทางด้านอารมณ์ผู้เรียน
ตอบสนองได้ไม่เท่ากัน ในแง่นี้จาเป็นมากที่ครูต้องคานึงถึงสภาพทางอารมณ์ของผู้เรียนว่า จะสร้าง
อารมณ์ให้ผู้เรียนตอบสนองด้วยการสนใจที่จะเรียนได้อย่างไร
ข. การวางเงื่อนไข (Conditioning) การวางเงื่อนไขเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ด้วย
โดยปกติผู้สอนสามารถทาให้ผู้เรียนชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาที่เรียน หรือสิ่งแวดล้อมในการเรียนหรือ
แม้แต่ตัวครูด้วยเหตุนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าหน้าที่สาคัญประการหนึ่งของครูเป็นผู้สร้างสภาวะทางอารมณ์
นั่นเอง
การนาแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมไปใช้ในการสอนและการพัฒนานวัตกรรม
และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ สามารถนาไปใช้ได้ดังนี้
ค. การลบพฤติกรรมที่วางเงื่อนไข (Extinction) ผู้เรียนที่ถูกวางเงื่อนไขให้กลัวครู เราอาจช่วยได้โดย
ป้ องกันไม่ให้ครูทาโทษเขา โดยปกติก็มักจะพยายามมิให้UCS. เกิดขึ้นหรือทาให้หายไป นอกจากนี้ก็อาจ
ใช้วิธีลดความแรงของ UCS. ให้น้อยลงจนไม่อยู่ในระดับนี้จะทาให้เกิดพฤติกรรมทางอารมณ์นั้นขึ้นได้
ง. การสรุปความเหมือนและการแยกความแตกต่าง (Generalization และ Discrimination) การสรุปความ
เหมือนนั้นเป็นดาบสองคม คือ อาจเป็นในด้านที่เป็นโทษและเป็นคุณ ในด้านที่เป็นโทษก็เช่น การที่
นักเรียนเกลียดครูสตรีคนใดคนหนึ่งแล้วก็จะเกลียดครูสตรีหมดทุกคน เป็นต้น ถ้าหากนักเรียนเกิด
การสรุปความเหมือนในแง่ลบนี้แล้ว ครูจะหาทางลดให้ CR อันเป็นการสรุป กฎเกณฑ์ที่ผิด ๆ หายไป
ส่วนในด้านที่เป็นคุณนั้น ครูควรส่งเสริมให้มาก นักเรียนมีโอกาสพบ สิ่งเร้าใหม่ ๆ เพื่อจะได้ใช้ความรู้
และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น
ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมไปใช้ในการสอน คือ การ
อ่านและการสะกดคานักเรียนที่สามารถสะกดคาว่า "round" เขาก็ควรจะเรียน
คาทุกคาที่ออกเสียง O - U - N - D ไปในขณะเดียวกันได้ เช่นคาว่า around ,
found , bound , sound , ground , mound , pound แต่คาว่า wound (ซึ่ง
หมายถึงบาดแผล) นั้นไม่ควรเอาเข้ามารวมกับคาที่ออกเสียง O - U - N - D
และควรฝึ กให้รู้จักแยกคานี้ออกจากกลุ่ม (Discrimination)
ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมไปใช้ในการพัฒนา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่น จัดทาสื่อที่มีการแยก
คาศัพท์ที่มีวิธีการอ่านเหมือนกันไว้ด้วยกัน เป็ นต้น
ข. เน้นความสาคัญของผู้เรียน ถือว่าผู้เรียนสามารถจะควบคุมกิจกรรม การ
เรียนรู้ของตนเองได้ (Self- Regulation) และเป็ นผู้ที่จะริเริ่มหรือลงมือกระทา
ฉะนั้น ผู้มีหน้าที่สอนและอบรมมีหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อการเรียนรู้โดยการ
ค้นพบ โดยให้โอกาส ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ค. ในการสอนควรจะเริ่มจากประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคยหรือประสบการณ์ที่ใกล้ตัวไปหา
ประสบการณ์ที่ไกลตัว เพื่อผู้เรียนจะได้มีความเข้าใจ
ก. กระบวนความคิดของเด็กแตกต่างกับผู้ใหญ่ เวลาเด็กทาผิดเกี่ยวกับ
ความคิด ผู้ใหญ่ควรจะคิดถึงพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา ซึ่งเด็กแต่ละวัยมี
ลักษณะการคิดที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ ครูหรือผู้มีความรับผิดชอบทางการ
ศึกษาจะต้องมีความเข้าใจว่าเด็กแต่ละวัยมีการรู้คิดอย่างไรและกระบวนการรู้
คิดของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ (Intellectual Empathy)
การนาแนวคิดของทฤษฎีพุทธิปัญญาไปใช้ในการสอนและการพัฒนา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ สามารถนาไปใช้ได้ดังนี้
ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพุทธิปัญญาไปใช้ในการสอน เช่น การสอน
ให้นักเรียนรู้จักการใช้แผนที่ ควรจะเริ่มจากแผนที่ของจังหวัดของผู้เรียน
ก่อนแผนที่จังหวัดอื่นหรือแผนที่ประเทศไทย เป็ นต้น
ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพุทธิปัญญาไปใช้ในการพัฒนา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่น แผนที่
อิเล็กทรอนิกส์บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต Google Maps ซึ่งช่วยให้เห็น
แผนที่ตั้งแต่ระดับเล็กที่สุด (หมู่บ้าน) ไปจนถึงภาพรวมของทวีปต่าง ๆ บน
โลก เป็ นต้น
การนาแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้ในการสอนและการ
พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
สามารถนาไปใช้ได้ดังนี้
ก. การสร้างการเรียนรู้ (Learning Constructed) ความรู้จะถูกสร้างจากการ
เรียนรู้ เป็ นกระบวนการสร้างสิ่งขึ้นแทนความรู้ (Representation) ในสมองที่
ผู้เรียนเป็ นผู้สร้างขึ้น
ข. การแปลความหมายของแต่ละคน (Interpretation personal) การเรียนรู้
เป็ นการแปลความหมายตามสภาพจริง (Real world) ของแต่ละคน การ
เรียนรู้เป็ นผลจากการแปลความหมายตามประสบการณ์ของแต่ละคน
ค. การเรียนรู้เกิดจาการลงมือกระทา (Learning active) การเรียนรู้เป็ นการที่
ผู้เรียนได้ลงมือกระทาซึ่งเป็ นการสร้างความหมายที่พัฒนาโดยอาศัย
พื้นฐานของประสบการณ์
ง. การเรียนรู้ที่เกิดจากการร่วมมือ (Learning Collaborative) การพัฒนา
ความคิดรวบยอดของตนเองได้มาจากการร่วมแบ่งปันแนวคิดที่
หลากหลายในกลุ่ม และในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนการสร้างสิ่งที่แทน
ความรู้ในสมองที่สนองตอบต่อแนวคิดที่หลากหลายนั้น หรืออาจกล่าว
ได้ว่า ในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการอภิปรายเสนอความ
คิดเห็นที่หลากหลายของแต่ละคน ผู้เรียนจะมีการปรับเปลี่ยน
โครงสร้างความรู้ของตนด้วยและสร้างความหมายของตนเองขึ้นมา
ใหม่
จ. การเรียนรู้ที่เหมาะสม (Learning Situated) ควรเกิดขึ้นในสภาพชั้นเรียนจริง
ฉ. การทดสอบเชิงการบูรณาการ (Testing Integrated) การทดสอบ
ควรจะเป็ น การบูรณาการเข้ากับภารกิจการเรียน (Task) ไม่ควร
เป็ นกิจกรรมที่แยกออกจากบริบทการเรียนรู้
ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้ในการสอน เช่น
อาจารย์กาหนดหัวข้อ “ปัญหาของโรงอาหารคณะศึกษาศาสตร์” เพื่อให้
ผู้เรียนไปร่วมกันระดมสมองแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาและ
วิธีการแก้ไขปัญหา จากนั้นให้นาเสนอในคาบเรียนถัดไป สมาชิกภายใน
กลุ่มก็จะได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ซึ่งแต่ละคนต่างก็ได้รับมุมมองใหม่
จากความคิดเห็นที่หลากหลาย เป็ นต้น
ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้ในการ
พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่น จัดทาสื่อ
การเรียนรู้ซึ่งเป็ นเอกสารที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยกาหนดหัวข้อ
ให้ผู้เรียน รวมถึงเนื้อหาสาคัญต่าง ๆ ที่ใช้ในการทางานนั้น เป็ นต้น
ภารกิจที่ 4 สังเกตการสอน
ชื่อรายวิชา
239233 การอ่านการเขียนภาษาญี่ปุ่ นเพื่อความเข้าใจ
(Japanese Comprehensive Reading and Writing I)
หัวข้อในการสอน
เรียงลาดับการเล่าเรื่อง เพื่อการเขียนเรียงความอย่าง
ถูกต้อง
สื่อการสอน
1. Video จาก Youtube
2. Power Point
3. ใบงาน
รูปแบบการสอน
ทากิจกรรมกลุ่ม
1. เล่าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่หน้าอายของตัวเอง
2. จับกลุ่มเป็ นวงกลม แล้วแต่งประโยคมาคนละ 1 ประโยค โดยประโยคที่แต่งต้อง
กลายเป็ นเรื่องเล่าที่สัมพันธ์กันกับคนที่เล่าเรื่องมาก่อนหน้า
3. แสดงบทบาทสมมติ ตามโจทย์ภาษาญี่ปุ่ นที่ได้รับ เพื่อฝึ กการแปลอย่างถูกต้อง มีการ
เชื่อมโยง
4. ประโยคให้เหมาะสมแล้วแสดงบทบาทสมมติหน้าชั้นเรียน
แนวคิดตามทฤษฎี
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์
ให้โจทย์มาทางานร่วมกันเป็ นกลุ่ม มีการวิเคราะห์ ออกมาเป็ นข้อมูล แสดงผลที่
ได้รับ ในรูปแบบการแสดงเพื่อความเข้าใจและการแสดงสามารถทาให้เห็นภาพ จน
เกิดเป็ นความรู้ ความจารวมไปถึงการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ ที่ได้รับ เป็ นการ
กระตุ้นการเรียนรู้ ช่วยทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
ขั้นตอนกระบวนการทางาน
1. ศึกษาและวิเคราะห์งานที่ได้รับ ออกแบบรูปแบบการนาเสนอ
2. มอบหมายงาน ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบแก่สมาชิก
3. รวบรวมและจัดทาเป็นงานเขียนเชิงวิชาการ
4. จัดทาเอกสารประกอบการนาเสนอ Microsoft Power Point
5. เผยแพร่ผลงานลงเว็บไซต์ www.SlideShare.net
อ้างอิง/แหล่งที่มา
อนุชา โสมาบุตร. (ม.ป.ป). เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อการเรียนรู้. สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioral Learning Theories). (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก
http://www.novabizz.com (วันที่ค้นข้อมูล: 13 กุมภาพันธ์ 2559)
อนุชา โสมาบุตร. ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory). (25 กันยายน 2556). เข้าถึงได้จาก
https://teacherweekly.wordpress.com (วันที่ค้นข้อมูล: 13 กุมภาพันธ์ 2559)
Sarunporn021. การเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก http://somying021.page.tl
(วันที่ค้นข้อมูล: 13 กุมภาพันธ์ 2559)
รูปแบบของเอกสารประกอบการนาเสนอ
1. เอกสารประกอบการนาเสนอ Microsoft Power Point
2. เว็บไซต์แบ่งปันผลงานนาเสนอ www.SlideShare.net
ชื่อ นางสาวชุติกาญจน์ สงวนเงิน รหัสนักศึกษา 573050232-2
ชื่อ นางสาวนัชชา วรรณโคตร รหัสนักศึกษา 573050238-0
ชื่อ นางสาวสิรินาถ สงคศิริ รหัสนักศึกษา 573020252-6
สาขาการสอนภาษาญี่ปุ่น ชั้นปีที่ 2
สมาชิก

บทที่ 2 ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้

  • 1.
  • 2.
  • 3.
    ภารกิจที่ 1 อธิบายหลักการของทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม พฤติกรรมนิยมพุทธิปัญญานิยมและคอนสตรัคติวิสต์ ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม 1.พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถจะสังเกตได้ 2.พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็ นผลรวมของการเรียนที่เป็ นอิสระหลายอย่าง 3.แรงเสริม (Reinforcement) ช่วยทาให้พฤติกรรมเกิดขึ้นได้ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมเน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า (Stimulas) และ การตอบสนอง (Response) นักจิตวิทยาด้านพฤติกรรมนิยมได้อธิบายว่าผู้เรียนจะได้รับพฤติกรรม ทักษะ และความรู้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อรางวัลและการลงโทษ ซึ่งรางวัลในที่นี้ หมายรวมถึงการเสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบหรือการเสริมแรงที่ เป็ นกลางต่อพฤติกรรม โดยรางวัลจะเป็ นตัวกาหนดว่าพฤติกรรมนั้น จะมีการ ตอบสนองช้าหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับการรางวัล และการลงโทษ
  • 4.
    ตัวอย่างทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม 1. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (ClassicalConditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเร้า ผู้ค้นพบการเรียนรู้ลักษณะนี้คือ อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849–1936) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซียที่มี ชื่อเสียงมาก พาฟลอฟสนใจศึกษาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โดยได้ทาการ-ทดลองกับสุนัข ระหว่างที่ทาการ ทดลอง พาฟลอฟสังเกตเห็นปรากฏการณ์บางอย่างคือ ในบางครั้งสุนัขน้าลายไหลโดยที่ยังไม่ได้รับอาหาร เพียงแค่เห็น ผู้ทดลองที่เคยเป็นผู้ให้อาหารเดินเข้ามาในห้องนั้น สุนัขก็น้าลายไหลแล้ว จากปรากฏการณ์ ดังกล่าวจุดประกาย ให้พาฟลอฟคิดรูปแบบการทดลองเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่า เพราะอะไรสุนัขจึงน้าลายไหล ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับอาหาร พาฟลอฟเริ่มการทดลองโดยเจาะต่อมน้าลายของสุนัขและต่อสายรับน้าลายไหล ออกสู่ขวดแก้วสาหรับวัดปริมาณน้าลาย จากนั้นพาฟลอฟก็เริ่มการทดลองโดยก่อนที่จะให้อาหารแก่สุนัข จะต้องสั่นกระดิ่งก่อน (สั่นกระดิ่งแล้วทิ้งไว้ประมาณ .25 –.50 วินาที) แล้วตามด้วยอาหาร (ผงเนื้อ) ทา อย่างนี้อยู่ 7–8 วัน จากนั้นให้เฉพาะแต่เสียงกระดิ่ง สุนัขก็ตอบสนองคือน้าลายไหลปรากฏการณ์เช่นนี้ เรียกว่าพฤติกรรมสุนัขถูกวางเงื่อนไขหรือเรียกว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก จากหลักการข้างต้นสามารถสรุปหลักการเรียนรู้ของพาฟลอฟ ดังนี้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค = สิ่งเร้าที่ วางเงื่อนไข + สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข = การเรียนรู้
  • 5.
    2. ทฤษฏีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Constructivism) ทฤษฏีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม(Constructivism Approach) มีหลักที่สาคัญเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้ คือ ผู้เรียนจะต้องสร้างความรู้ (Knowledge) ขึ้นในใจเอง ครูเป็ นแค่ เพียงผู้ช่วยหรือเข้าใจในกระบวนการนี้ โดยหาวิธีการจัดการข้อมูล ข่าวสารให้มีความหมายแก่ผู้เรียนหรือให้โอกาสผู้เรียนได้มีโอกาส ค้นพบด้วยตนเองนอกจากนี้จะต้องสอนศิลปะการเรียนรู้ ให้ผู้เรียน ผู้เรียนจะต้องเป็ นผู้ลงมือกระทาเองไม่ว่าครูจะใช้วิธีสอนอย่างไร 2. ทฤษฏีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (Constructivism)
  • 6.
    ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม 1. ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง 2. การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน 3.การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีความสาคัญต่อการเรียนรู้ 4. การจัดสิ่งแวดล้อม กิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริง ทาให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้อย่างมีความหมาย ตัวอย่างทฤษฎีในกลุ่มพุทธิปัญญานิยม ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์ บรุนเนอร์(Bruner) เป็ น นักจิตวิทยาที่สนใจเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาต่อเนื่องจากเพียเจต์ บรุนเนอร์เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจ และการเรียนรู้เกิดจาก กระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (discovery learning)
  • 7.
    ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)เป็ นทฤษฎีที่ว่าด้วย การสร้างความรู้ ได้มีการเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการศึกษาปัจจัยภายนอกมา เป็ น สิ่งเร้าภายใน ซึ่งได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ หรือกระบวนการรู้คิด กระบวนการคิด(Cognitive processes) ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ จากผล การศึกษาพบว่า ปัจจัยภายในมีส่วนช่วยทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี ความหมาย และความรู้เดิมมีส่วนเกี่ยวข้องและเสริมสร้างความเข้าใจของ ผู้เรียน แนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม(Constructivism) หรือ เรียกชื่อ แตกต่างกันไป ได้แก่ สร้างสรรค์ความรู้นิยม หรือสรรสร้างความรู้นิยม หรือ การสร้างความรู้ 3. ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิซึม
  • 8.
    จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับคอนสตรัคติวิสซึม สรุปเป็ น สาระสาคัญได้ดังนี้ 1.ความรู้ของบุคคลใด คือ โครงสร้างทางปัญญาของ บุคคลนั้นที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ในการคลี่คลาย สถานการณ์ที่เป็ นปัญหาและสามารถนาไปใช้เป็ นฐานในการ แก้ปัญหาหรืออธิบายสถานการณ์อื่น ๆ ได้ 2. นักเรียนเป็ นผู้สร้างความรู้ด้วยวิธีการที่ต่าง ๆ กัน โดย อาศัยประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ความสนใจและแรงจูงใจภายในตนเองเป็ นจุดเริ่มต้น 3. ครูมีหน้าที่จัดการให้นักเรียนได้ปรับขยายโครงสร้างทาง ปัญญาของนักเรียนเอง ภายใต้ ข้อสมมติฐานต่อไปนี้
  • 9.
    3.1) สถานการณ์ที่เป็ นปัญหาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา 3.2)ความขัดแย้งทางปัญญาเป็ นแรงจูงใจภายในให้เกิดกิจกรรมการไตร่ตรองเพื่อขจัด ความขัดแย้งนั้น Dewey ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการไตร่ตรอง (Reflection) เป็ นการ พิจารณาอย่างรอบคอบ กิจกรรมการไตร่ตรองจะเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ที่เป็ นปัญหา น่า สงสัย งงงวย ยุ่งยาก ซับซ้อน เรียกว่า สถานการณ์ก่อนไตร่ตรอง และจะจบลงด้วยความ แจ่มชัดที่สามารถอธิบายสถานการณ์ดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้ ตลอดจนได้เรียนรู้และ พึงพอใจกับผลที่ได้รับ 3.3) การไตร่ตรองบนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมภายใต้ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นให้มีการสร้างโครงสร้างใหม่ทางปัญญา จากแนวคิดข้างต้นนี้กระบวนการเรียนการสอนในแนวคอนสตรัคติวิสซึม จึงมักเป็ นไปใน แบบที่ให้นักเรียนสร้างความรู้จากการช่วยกันแก้ปัญหา (Cooperative problem solving) กระบวนการเรียนการสอนจะเริ่มต้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive conflict) นั่นคือประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ไม่สามารถ จัดการแก้ปัญหานั้นได้ลงตัวพอดีเหมือนปัญหาที่เคยแก้มาแล้ว ต้องมีการคิดค้นเพิ่มเติมที่ เรียกว่า “การปรับโครงสร้าง” หรือ “การสร้างโครงสร้างใหม่” ทางปัญญา (Cognitive restructuring) โดยการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ถกเถียงปัญหา ซักค้านจนกระทั่งหาเหตุผล หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาขจัดความขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเอง และระหว่าง บุคคลได้
  • 11.
    ภารกิจที่ 2วิเคราะห์ความแตกต่างในการออกแบบนวัตกรรม การเรียนรู้ ที่อาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ ในอดีตกระบวนทัศน์ของการจัดการเรียนรู้จะเน้นครูเป็น ศูนย์กลาง โดยใช้วิธีการสอน (Teaching) ประกอบกับสื่อการสอน เพื่อ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้เรียน แต่ในปัจจุบันแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ แบบเน้นผู้เรียนเป็ นศูนย์กลางได้เข้ามามีอิทธิพลเป็ นอย่างมากต่อการ จัดระบบการศึกษา จึงทาให้กระบวนทัศน์ของการจัดการเรียนรู้เปลี่ยน รูปแบบจากเดิมที่เน้นครูเป็ นศูนย์กลางเป็ นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็ นศูนย์กลาง โดยใช้วิธีการเรียนรู้ (Learning) ประกอบกับสื่อ การเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งสามารถมองภาพรวม ได้จากแผนผังมโนทัศน์ ดังนี้
  • 12.
  • 13.
    การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ที่อาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ แบบคอนสตรัคติวิสต์ ในยุคที่เน้นการปฏิรูปผู้เรียนเป็ นสาคัญจึงมี ความต่างจากนวัตกรรมการเรียนรู้แบบเดิมที่มีลักษณะเป็ นตาราเรียน และเอกสารประกอบการนาเสนอ คือ มีลักษณะเป็ นการใช้เทคนิค เทคโนโลยี วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้ ใหม่ เช่น สถานการณ์จาลอง การ แก้ปัญหา การร่วมมือกันทางาน เป็ นต้น ซึ่งมักเป็ นไปในแบบที่ให้นักเรียนสร้าง ความรู้จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา การ จัดกิจกรรมจะเป็ นการให้ผู้เรียนได้ ถกเถียงปัญหา ซักค้านจนกระทั่งหา เหตุผล หรือคาตอบได้
  • 14.
    ซึ่งมักเป็ นไปในแบบที่ให้นักเรียนสร้างความรู้จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaborative problemsolving) กระบวนการเรียนการสอนจะเริ่มต้นด้วยปัญหาที่ ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive conflict) นั่นคือประสบการณ์และ โครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหานั้นได้ลงตัวพอดี เหมือนปัญหาที่เคยแก้มาแล้ว ต้องมีการคิดค้นเพิ่มเติมที่เรียกว่า “การปรับ โครงสร้าง” หรือ “การสร้างโครงสร้างใหม่” ทางปัญญา (Cognitive restructuring) โดยลักษณะของการจัดกิจกรรมจะเป็ นการให้ผู้เรียนได้ถกเถียง ปัญหา ซักค้านจนกระทั่งหาเหตุผล หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาขจัดความ ขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเองและระหว่างบุคคลได้ ปัญหา ร่วมมือแก้ไข เรียนรู้
  • 15.
  • 16.
    ก. ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล (IndividualDifferences) ความแตกต่างทางด้านอารมณ์ผู้เรียน ตอบสนองได้ไม่เท่ากัน ในแง่นี้จาเป็นมากที่ครูต้องคานึงถึงสภาพทางอารมณ์ของผู้เรียนว่า จะสร้าง อารมณ์ให้ผู้เรียนตอบสนองด้วยการสนใจที่จะเรียนได้อย่างไร ข. การวางเงื่อนไข (Conditioning) การวางเงื่อนไขเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ด้วย โดยปกติผู้สอนสามารถทาให้ผู้เรียนชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาที่เรียน หรือสิ่งแวดล้อมในการเรียนหรือ แม้แต่ตัวครูด้วยเหตุนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าหน้าที่สาคัญประการหนึ่งของครูเป็นผู้สร้างสภาวะทางอารมณ์ นั่นเอง การนาแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมไปใช้ในการสอนและการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ สามารถนาไปใช้ได้ดังนี้ ค. การลบพฤติกรรมที่วางเงื่อนไข (Extinction) ผู้เรียนที่ถูกวางเงื่อนไขให้กลัวครู เราอาจช่วยได้โดย ป้ องกันไม่ให้ครูทาโทษเขา โดยปกติก็มักจะพยายามมิให้UCS. เกิดขึ้นหรือทาให้หายไป นอกจากนี้ก็อาจ ใช้วิธีลดความแรงของ UCS. ให้น้อยลงจนไม่อยู่ในระดับนี้จะทาให้เกิดพฤติกรรมทางอารมณ์นั้นขึ้นได้ ง. การสรุปความเหมือนและการแยกความแตกต่าง (Generalization และ Discrimination) การสรุปความ เหมือนนั้นเป็นดาบสองคม คือ อาจเป็นในด้านที่เป็นโทษและเป็นคุณ ในด้านที่เป็นโทษก็เช่น การที่ นักเรียนเกลียดครูสตรีคนใดคนหนึ่งแล้วก็จะเกลียดครูสตรีหมดทุกคน เป็นต้น ถ้าหากนักเรียนเกิด การสรุปความเหมือนในแง่ลบนี้แล้ว ครูจะหาทางลดให้ CR อันเป็นการสรุป กฎเกณฑ์ที่ผิด ๆ หายไป ส่วนในด้านที่เป็นคุณนั้น ครูควรส่งเสริมให้มาก นักเรียนมีโอกาสพบ สิ่งเร้าใหม่ ๆ เพื่อจะได้ใช้ความรู้ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น
  • 17.
    ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมไปใช้ในการสอน คือ การ อ่านและการสะกดคานักเรียนที่สามารถสะกดคาว่า"round" เขาก็ควรจะเรียน คาทุกคาที่ออกเสียง O - U - N - D ไปในขณะเดียวกันได้ เช่นคาว่า around , found , bound , sound , ground , mound , pound แต่คาว่า wound (ซึ่ง หมายถึงบาดแผล) นั้นไม่ควรเอาเข้ามารวมกับคาที่ออกเสียง O - U - N - D และควรฝึ กให้รู้จักแยกคานี้ออกจากกลุ่ม (Discrimination) ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมไปใช้ในการพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่น จัดทาสื่อที่มีการแยก คาศัพท์ที่มีวิธีการอ่านเหมือนกันไว้ด้วยกัน เป็ นต้น
  • 18.
    ข. เน้นความสาคัญของผู้เรียน ถือว่าผู้เรียนสามารถจะควบคุมกิจกรรมการ เรียนรู้ของตนเองได้ (Self- Regulation) และเป็ นผู้ที่จะริเริ่มหรือลงมือกระทา ฉะนั้น ผู้มีหน้าที่สอนและอบรมมีหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อการเรียนรู้โดยการ ค้นพบ โดยให้โอกาส ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ค. ในการสอนควรจะเริ่มจากประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคยหรือประสบการณ์ที่ใกล้ตัวไปหา ประสบการณ์ที่ไกลตัว เพื่อผู้เรียนจะได้มีความเข้าใจ ก. กระบวนความคิดของเด็กแตกต่างกับผู้ใหญ่ เวลาเด็กทาผิดเกี่ยวกับ ความคิด ผู้ใหญ่ควรจะคิดถึงพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา ซึ่งเด็กแต่ละวัยมี ลักษณะการคิดที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ ครูหรือผู้มีความรับผิดชอบทางการ ศึกษาจะต้องมีความเข้าใจว่าเด็กแต่ละวัยมีการรู้คิดอย่างไรและกระบวนการรู้ คิดของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ (Intellectual Empathy) การนาแนวคิดของทฤษฎีพุทธิปัญญาไปใช้ในการสอนและการพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ สามารถนาไปใช้ได้ดังนี้
  • 19.
    ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพุทธิปัญญาไปใช้ในการสอน เช่น การสอน ให้นักเรียนรู้จักการใช้แผนที่ควรจะเริ่มจากแผนที่ของจังหวัดของผู้เรียน ก่อนแผนที่จังหวัดอื่นหรือแผนที่ประเทศไทย เป็ นต้น ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีพุทธิปัญญาไปใช้ในการพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่น แผนที่ อิเล็กทรอนิกส์บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต Google Maps ซึ่งช่วยให้เห็น แผนที่ตั้งแต่ระดับเล็กที่สุด (หมู่บ้าน) ไปจนถึงภาพรวมของทวีปต่าง ๆ บน โลก เป็ นต้น
  • 20.
    การนาแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้ในการสอนและการ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ สามารถนาไปใช้ได้ดังนี้ ก. การสร้างการเรียนรู้ (LearningConstructed) ความรู้จะถูกสร้างจากการ เรียนรู้ เป็ นกระบวนการสร้างสิ่งขึ้นแทนความรู้ (Representation) ในสมองที่ ผู้เรียนเป็ นผู้สร้างขึ้น ข. การแปลความหมายของแต่ละคน (Interpretation personal) การเรียนรู้ เป็ นการแปลความหมายตามสภาพจริง (Real world) ของแต่ละคน การ เรียนรู้เป็ นผลจากการแปลความหมายตามประสบการณ์ของแต่ละคน ค. การเรียนรู้เกิดจาการลงมือกระทา (Learning active) การเรียนรู้เป็ นการที่ ผู้เรียนได้ลงมือกระทาซึ่งเป็ นการสร้างความหมายที่พัฒนาโดยอาศัย พื้นฐานของประสบการณ์
  • 21.
    ง. การเรียนรู้ที่เกิดจากการร่วมมือ (LearningCollaborative) การพัฒนา ความคิดรวบยอดของตนเองได้มาจากการร่วมแบ่งปันแนวคิดที่ หลากหลายในกลุ่ม และในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนการสร้างสิ่งที่แทน ความรู้ในสมองที่สนองตอบต่อแนวคิดที่หลากหลายนั้น หรืออาจกล่าว ได้ว่า ในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการอภิปรายเสนอความ คิดเห็นที่หลากหลายของแต่ละคน ผู้เรียนจะมีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างความรู้ของตนด้วยและสร้างความหมายของตนเองขึ้นมา ใหม่ จ. การเรียนรู้ที่เหมาะสม (Learning Situated) ควรเกิดขึ้นในสภาพชั้นเรียนจริง ฉ. การทดสอบเชิงการบูรณาการ (Testing Integrated) การทดสอบ ควรจะเป็ น การบูรณาการเข้ากับภารกิจการเรียน (Task) ไม่ควร เป็ นกิจกรรมที่แยกออกจากบริบทการเรียนรู้
  • 22.
    ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้ในการสอน เช่น อาจารย์กาหนดหัวข้อ “ปัญหาของโรงอาหารคณะศึกษาศาสตร์”เพื่อให้ ผู้เรียนไปร่วมกันระดมสมองแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาและ วิธีการแก้ไขปัญหา จากนั้นให้นาเสนอในคาบเรียนถัดไป สมาชิกภายใน กลุ่มก็จะได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ซึ่งแต่ละคนต่างก็ได้รับมุมมองใหม่ จากความคิดเห็นที่หลากหลาย เป็ นต้น ตัวอย่างการนาแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ไปใช้ในการ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่น จัดทาสื่อ การเรียนรู้ซึ่งเป็ นเอกสารที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยกาหนดหัวข้อ ให้ผู้เรียน รวมถึงเนื้อหาสาคัญต่าง ๆ ที่ใช้ในการทางานนั้น เป็ นต้น
  • 23.
    ภารกิจที่ 4 สังเกตการสอน ชื่อรายวิชา 239233การอ่านการเขียนภาษาญี่ปุ่ นเพื่อความเข้าใจ (Japanese Comprehensive Reading and Writing I) หัวข้อในการสอน เรียงลาดับการเล่าเรื่อง เพื่อการเขียนเรียงความอย่าง ถูกต้อง สื่อการสอน 1. Video จาก Youtube 2. Power Point 3. ใบงาน
  • 24.
    รูปแบบการสอน ทากิจกรรมกลุ่ม 1. เล่าเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่หน้าอายของตัวเอง 2. จับกลุ่มเป็นวงกลม แล้วแต่งประโยคมาคนละ 1 ประโยค โดยประโยคที่แต่งต้อง กลายเป็ นเรื่องเล่าที่สัมพันธ์กันกับคนที่เล่าเรื่องมาก่อนหน้า 3. แสดงบทบาทสมมติ ตามโจทย์ภาษาญี่ปุ่ นที่ได้รับ เพื่อฝึ กการแปลอย่างถูกต้อง มีการ เชื่อมโยง 4. ประโยคให้เหมาะสมแล้วแสดงบทบาทสมมติหน้าชั้นเรียน
  • 25.
    แนวคิดตามทฤษฎี ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์ ให้โจทย์มาทางานร่วมกันเป็ นกลุ่ม มีการวิเคราะห์ออกมาเป็ นข้อมูล แสดงผลที่ ได้รับ ในรูปแบบการแสดงเพื่อความเข้าใจและการแสดงสามารถทาให้เห็นภาพ จน เกิดเป็ นความรู้ ความจารวมไปถึงการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ ที่ได้รับ เป็ นการ กระตุ้นการเรียนรู้ ช่วยทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
  • 26.
    ขั้นตอนกระบวนการทางาน 1. ศึกษาและวิเคราะห์งานที่ได้รับ ออกแบบรูปแบบการนาเสนอ 2.มอบหมายงาน ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบแก่สมาชิก 3. รวบรวมและจัดทาเป็นงานเขียนเชิงวิชาการ 4. จัดทาเอกสารประกอบการนาเสนอ Microsoft Power Point 5. เผยแพร่ผลงานลงเว็บไซต์ www.SlideShare.net
  • 27.
    อ้างอิง/แหล่งที่มา อนุชา โสมาบุตร. (ม.ป.ป).เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเรียนรู้. สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioral Learning Theories). (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก http://www.novabizz.com (วันที่ค้นข้อมูล: 13 กุมภาพันธ์ 2559) อนุชา โสมาบุตร. ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory). (25 กันยายน 2556). เข้าถึงได้จาก https://teacherweekly.wordpress.com (วันที่ค้นข้อมูล: 13 กุมภาพันธ์ 2559) Sarunporn021. การเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก http://somying021.page.tl (วันที่ค้นข้อมูล: 13 กุมภาพันธ์ 2559)
  • 28.
    รูปแบบของเอกสารประกอบการนาเสนอ 1. เอกสารประกอบการนาเสนอ MicrosoftPower Point 2. เว็บไซต์แบ่งปันผลงานนาเสนอ www.SlideShare.net
  • 29.
    ชื่อ นางสาวชุติกาญจน์ สงวนเงินรหัสนักศึกษา 573050232-2 ชื่อ นางสาวนัชชา วรรณโคตร รหัสนักศึกษา 573050238-0 ชื่อ นางสาวสิรินาถ สงคศิริ รหัสนักศึกษา 573020252-6 สาขาการสอนภาษาญี่ปุ่น ชั้นปีที่ 2 สมาชิก