ประวัติศาสตร์ท้องถิน
                                             ่
           กับการส่งเสริมกระบวนการศึกษาประวัตศาสตร์ท้องถิ่น1
                                               ิ
                                                                                                 ดร.เลิศชาย ศิริชัย
                                                      สานักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
                     ...................................................................................

ประวัติศาสตร์และประวัตศาสตร์ท้องถิ่นคืออะไร
           หากกล่าวว่าประวัติศาสตร์คือเรื่องราวในอดีต ก็คงไม่มีใครทักท้วงมากนัก เพราะเรามัก
เข้าใจทานองนี้ คือถ้าเราพูดถึงเรื่องอะไรในอดีตก็บอกว่าเป็นประวัติศาสตร์ เช่นประวัติศาสตร์
เกี่ยวกับวัดใดวัดหนึ่งก็อาจบอกเพียงวัดสร้างเมื่อไร มีท่านใดเป็นเจ้าอาวาสบ้าง ตึกหลังไหนสร้าง
เมื่ อไร เจ้ าอาวาสท่านใดมี ความสามารถด้านใด ซึ่ง การเข้าใจเช่ นนี้ก็ไ ม่ใช่ เรื่องแปลก เพราะ
ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาแต่เด็กก็มักให้ความสนใจเรื่องราชธานี เรื่องเมือง ว่าสร้างขึ้นเมื่อไร มี
พระมหากษัตริย์ครองราชย์กี่พระองค์ พระองค์ ใดบ้าง แต่ละพระองค์ประสูติและสวรรคตเมื่อไร
และพระองค์ใดมีพระปรีชาสามารถด้านใดบ้าง
           หากใครจะบอกว่าการอธิบายประวัติศาสตร์เช่นนี้ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เมื่อเราอยาก
อธิบายอะไรและเรียกว่าประวัติศาสตร์ก็ เรื่องของเรา ไม่เห็นจะไปสร้างปัญหาอะไรให้ใคร การคิด
เช่นนี้จะไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าเราไม่คิดว่าการศึกษาประวัติศาสตร์น่าจะมีประโยชน์ต่อการสร้าง
สังคมที่น่าปรารถนา เช่น สังคมที่คนกลุ่มต่างๆมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น สังคมที่เคารพความ
แตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม สัง คมที่เห็นความสาคัญของการใช้ ทรัพ ยากรอย่างยั่ง ยืน
สั ง คมที่ เห็น การอยู่ ร่ว มกัน อย่ างสั นติ สุขมากกว่ าการเข่นฆ่ าท าลายล้ างกั น หากเราคิ ด ในเชิ ง
ประโยชน์ดังกล่าว เราก็ต้องให้ความสาคัญต่อประวัติศาสตร์มากกว่าการศึกษาอะไรก็ได้ที่เป็น
อดีต
           ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน มีวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างไร หากมองถึงชีวิตของพวกเขาใน
ปัจจุบัน กล่าวได้ว่าได้สืบทอดต่อเนื่องมาจากอดีตทั้งสิ้น ทั้งในแง่ที่สืบทอดโครงสร้างสังคม และใน
แง่ที่สมาชิกของสังคมใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนปรับเปลี่ยนปรุงแต่งชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา
และปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมในบางส่วนไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าสภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใน


1
 บทความเสนอในการสัมมนาทางวิชาการ ประวัติศาสตร์สุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 2 เรื่อง สุราษฎร์ธานีในบริบทการ
เปลี่ยนแปลงของสมัยใหม่. 17-19 สิงหาคม 2553. ณ ห้องประชุมพุทธทาส หอพุทธทาสธรรมโฆษณ์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏสุราษฎร์ธานี .
บริบทที่คนกลุ่มนั้นหรือสังคมนั้นๆกาลังเผชิญหน้าอยู่กับอานาจจากภายนอกตลอดเวลา ไม่ว่ามา
จากอานาจทางเศรษฐกิจ อานาจจากการปกครอง หรืออานาจที่มากับการพัฒนาสมัยใหม่
          ประเด็นอยู่ที่ว่าการที่คนในฐานะปัจเจกบุคลสามารถอยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้และสามารถ
เผชิญหน้ากับอานาจภายนอกได้อย่างเหมาะสมก็เพราะพวกเขามีภาพของอดีตให้ตระหนักร่วมกัน
อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ตระหนักร่วมกันว่าพวกเขาคือใคร มีดีอะไร ควรจะใช้สิ่งที่เขาเป็นและมีอยู่
ไปสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นอย่างไร
          คนจะเห็นความสาคัญของเครือญาติ ของเพื่อบ้าน ของวัดวาอารม ของทรัพยากรที่เขา
พึ่งพิง ไม่ได้เลย หากเขาไม่มีภาพอดีตของสิ่งเหล่านี้ต่อเนื่องมา
          คนจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการประกอบ
อาชี พ การกินการอยู่ การดูแลรักษาสุขภาพ และอื่นๆ หากพวกเขาไม่ ไ ด้สืบทอดระบบคุณค่า
ความรู้ ความคิด และทักษะ ต่างๆมาจากอดีต
          เมื่อคนในแต่ละสังคมประสบกับปัญหาไม่ว่าจะในมิติใด พวกเขาก็ต้องหาทางที่จะฝ่าฟัน
ปัญหาดังกล่าวไปให้ได้ ถ้าหากไม่มีสิ่ งที่เรียกว่าอดีตพวกเขาก็จะไม่มีอะไรเป็นทุนเดิมให้หยิบเอา
มาใช้ได้ ไม่มีหลักการตัดสินใจที่เขาควรจะใช้ได้อย่างเหมาะสม
          สังคมต่างๆทั้งระดับใหญ่และระดับเล็กลงมาล้วนมีความแตกต่างหลากหลากและไม่มี
ทางจะเป็นแบบเดียวกันได้แม้ว่าการพัฒนาสมัยใหม่พยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาเป็น
แบบเดียวกันก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขามีภาพของอดีตทีพวกเขาตระหนักถึงต่างกัน
                                                          ่
          อดีตจึงเป็นขุมทรัพย์ของคนในปัจจุบัน และเป็นขุมทรัพย์สาหรับการก้าวไปในอนาคต การ
ที่แต่ละสังคมมีความแตกต่างหลากหลายกันเงื่อนไขสาคัญที่สุดก็คือเขามีอดีตที่แตกต่างกัน โดย
เป็นอดีตที่คนในปัจจุบันตระหนักเห็น บางท่านเรียกว่ามีจินตนาการเกี่ยวกับอดีต
          เมื่อเป็นเช่นนี้ประวัติศาสตร์จึงไม่ควรเป็นการศึกษาอะไรก็ได้ ที่เป็นเรื่องในอดีต แต่ควรจะ
ศึกษาในสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์อ ย่างที่กล่าวมานี้ คือสาหรับกลุ่มคนหรือสังคมที่เป็นเจ้าของ
ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ควรจะทาให้เขารู้ว่า เขาคือใคร มีดีอะไร ควรจะนาเอาสิ่งเขาเป็นและ
มีไปสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นๆอย่างไร หรือเลือกดารงชีวิตต่อไปในอนาคตอย่างไร ใน
ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มอื่นๆได้มองเห็นตัวตนและยอมรับการมี
อยู่ของคนกลุ่มนั้นๆ ยอมรับความแตกต่างและศักดิ์ศรีของคนกลุ่มนั้น ๆ และควรจะนาไปสู่การไม่
ใช้อานาจ ไม่เอาเปรียบคนกลุ่มนั้นๆด้วย
          เรื่องราวในอดีตที่ควรให้ความสาคัญก็คือ เรื่องความสัมพันธ์ของผู้คนในมิติต่างๆ
คือการศึกษาว่าคนในอดีตเขามีความสัมพันธ์กันในเรื่องต่างๆอย่างไร ทั้งความสัมพันธ์
ของคนในกลุ่มเดี่ยวกัน และความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นๆ และไม่เพียงการศึกษาให้เห็น
ความสัมพันธ์ของผู้คนเท่านั้น แต่ต้องศึกษาให้เห็นว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลง
มาอย่างไรด้วย และมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง
          การชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นองค์ประกอบที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะไม่มีเหตุการณ์หรือเรื่องราวใดหยุดนิ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เล็กหรือ
ใหญ่ก็ตาม ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ต้องมองให้เห็นช่วงสาคัญๆของการเปลี่ย นแปลงของเรื่องราวที่
กาลังศึกษาอยู่ และมองให้เห็นต่อไปว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
การอธิบายให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่สามารถอธิบายเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงได้การศึกษา
ประวัติศาสตร์ก็มีประโยชน์ไม่มาก เพราะจะไม่ช่วยให้เราเกิดความรู้ที่จะนามาใช้ประโยชน์ใน
ปัจจุบันและนาพาสังคมไปสู่อนาคตได้
          นักวิชาการจานวนไม่น้อยที่ชื่นชมเรื่องราวในอดีต โดยมองไม่เห็นมิติการเปลี่ยนแปลง จึง
มักสร้างภาพของอุดมคติของอดีตขึ้นมา และโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายพัฒนาสั งคมให้กลับไปสู่ภาพนั้น
การศึ ก ษาการเปลี่ ย นแปลงและเงื่ อ นไขการเปลี่ ย นแปลงจะช่ ว ยให้ เ ข้ า ใจได้ ว่ า เรื่ อ งราวหรื อ
สถานการณ์ต่างๆจะดารงอยู่ได้ต้องมีเงื่อนไขจานวนมากรองรับ หากเงื่อนไขเปลี่ยนไปสถานการณ์
นั้นก็เปลี่ยนไปด้วย การเข้าใจเช่นนี้อย่างน้อยจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากภาพฝันของสังคมในอดีต
และตระหนักว่าหากเราอยากให้สังคมเป็นอย่างไรเราต้องช่วยกันสร้างเงื่อนไขต่างๆขึ้นมา หรือเรา
พอรู้ได้ว่าสังคมที่เหมาะสมในระดับต่างๆในปัจจุบันควรเป็นอย่างไร เราจะร่วมกันสร้างอย่างไร
          ที่ ก ล่ า วว่ า การศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ คื อ การศึ ก ษาความสั ม พั น ธ์ ข องผู้ ค นในมิ ติ ต่ า งที่
เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นการศึกษาความสัมพันธ์อะไรก็ได้ หรือศึกษา
แบบกระจัดกระจายเป็นส่วนๆ แต่จะต้องศึกษาแบบเชื่อมโยงเพื่อให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ต่างๆนั้น
ทาให้คนในชุมชนหรือในสังคมเกิดสมบัติร่วมกันอย่างไร สมบัติร่วมที่ว่านี้ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ
ความเชื่อ พิธีกรรม และประเพณีต่างๆ เป็นต้น การมีสมบัติร่วมกันเท่ากับประชาชนมีพื้นที่จะสร้าง
ปฏิบัติการร่วมกัน ทั้งพื้นที่ที่ตอบเสนอความต้องการทางวัตถุ และความต้องการทางจิตใจและ
ทางวิญญาณ ลักษณะเช่นนี้ จะทาให้คนในชุมชนหรือในสังคมนั้นๆมีความตระหนักร่วมกันว่าเขา
คือใคร ควรจะมี ความสั ม พั นธ์ กันอย่างไร และสัม พัน ธ์ กับคนกลุ่ม อื่ นๆอย่างไร บางท่านเรีย ก
ลักษณะเช่นนีว่าการมีความทรงจาร่วมกัน
                   ้
          ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเริ่มต้นจากความเข้าใจว่าสังคมในแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่าง
หลากหลาย แม้ในท้องถิ่นเดียวกันก็มีสังคมในระดับชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายกันไปมาก
เช่ นกัน ความแตกต่างหลากหลายดัง กล่าวก็เ ริ่ม ต้นมาจากการมี ความสัม พัน ธ์ ในมิ ติ ต่างๆ ที่
แตกต่างกันนั่นเอง
          ดังนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงให้ความสาคัญต่อการศึกษาเรื่องราวความสัมพันธ์ของคน
กลุ่มต่างๆที่มีความแตกต่างกัน
ที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้รับความสนใจในปัจจุบันก็เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ถูกให้เข้าใจว่า
เป็นประวัติศาสตร์ที่ควรเรียนรู้ไ ม่ว่าจะปรากฏออกมาในรูปแบบใด ล้วนละเลยความแตกต่าง
หลากหลายเหล่านี้ และพยายามทาให้ประวัติศาสตร์มีความหมายเพียงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการ
ปกครองและชนชั้นปกครอง ประวัติศาสตร์การพัฒนาของรัฐ หากจะกล่าวถึงประชาชนในท้องถิ่น
ต่างๆบ้างก็เป็นเพียงตัวประกอบในประวัติศาสตร์เหล่านี้ ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆจึงไม่มีโอกาส
เป็นประธานหรือผู้ ก ระท าในการพัฒ นา โดยเฉพาะการพั ฒ นาที่สอดคล้ องกับ ความแตกต่า ง
หลากหลายของคนกลุ่มต่างๆ
         การพยายามผลักดันเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในปัจจุบันก็เนื่องจากที่ผ่านมาการศึกษา
และการพัฒนาของไทยได้พยายามทาให้ท้องถิ่นขึ้นตรงต่อการควบคุมของรัฐ และสลายตัวตนเป็น
ส่วนหนึ่งของรัฐชาติโดยสมบูรณ์ รัฐจึงพยายามทาให้ความเป็นท้องถิ่นหมดความหมาย วิ ธีที่รัฐใช้
อย่างตั้งใจคือการริบเอาอดีตของท้องถิ่นระดับต่างๆแล้วยัดเยียดประวัติศาสตร์ของรัฐชาติให้เป็น
ประวัติศาสตร์ของคนในท้องถิ่นแต่เพียงประการเดียว ซึ่งกล่าวได้ว่ารัฐสามารถทาสาเร็จตามที่
ตั้งใจไว้มากทีเดียว เพราะสามารถที่จะพัฒนาประเทศโดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐานรองรับการพัฒนา
อุตสาหกรรมในเมือง ทรัพยากรในท้องถิ่นก็ดีแรงงานในท้องถิ่นก็ดีล้วนถูกดูดซับไปตอบสนองการ
พัฒนาของรัฐดังกล่าว โดยที่ท้องถิ่นได้รับส่วนแบ่งจากผลของการพัฒนาน้อยมาก

บริบทของการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในปัจจุบัน
             ในปัจจุบันการเสนอให้เห็นถึงความสาคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีมากขึ้นเป็นลาดับ
ซึ่ ง แม้ นั ก ประวั ติ ศ าสตร์ ส่ ว นหนึ่ ง จะเป็ น ผู้ เ สนอในเรื่ อ งนี้ แต่ ว่ า ความคึ ก คั ก กลั บ มาจากการ
เคลื่อนไหวของนักวิชาการหลายสาขาและจากคนหลายฝ่าย ที่หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันน่า จะ
มาจากการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่นหรือชนบทในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปใน
ทิ ศ ทางที่ น่ า ตกใจ อั น เนื่ อ งจากอิ ท ธิ พ ลของโลกาภิ วั ต น์ โดยในด้ า นหนึ่ ง จะเห็ น ได้ ชั ด เจนว่ า
ทรัพยากรในท้องถิ่นถูกแย่งชิงไปเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลกที่มีกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มผูกขาดอยู่ หาก
พิจารณาในภาคใต้ก็จะเห็นปรากฏการณ์นี้อย่ างชัดเจน เพราะเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ขึ้นอยู่กับ
ยาง ปาล์ม และการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคนในท้องถิ่นหรือแม้แต่คนในประเทศ แต่
มีไว้สาหรับต่างชาติเป็นหลัก และเป็นการแย่งชิงทรัพยากรที่รุนแรงมากกว่ายุคใดๆ ดังจะเห็นว่า
ราคายางและปาล์มที่สูงขึ้นได้ นาไปสู่การโค่นล้มป่าอย่างกว้างขวางเพื่อปลูกยางและปาล์ม ไม่ว่า
จะเป็นป่าต้นน้า ป่าพลุ หรือป่าชายเลน การท่องเที่ยวที่มุ่งต้อนรับชาวต่างชาติทาให้เกาะต่างๆ
กลายเป็นพื้นที่เฉพาะสาหรับชาวต่างประเทศ เกาะที่เคยเป็นที่พักของชาวบ้านในการทาประมง
กลายเป็นโรงแรม 5 ดาว ที่อยู่ของชาวเลถูกเปลี่ยนเป็นเงินและชาวเลถูกเบียดขับให้ถอยร่นไป
เรื่อยๆ ชายหาดที่เคยเป็นที่จอดเรือของชาวประมงพื้นบ้านกลายเป็นที่จอดเรือยอร์ช ป่าชายเลน
และกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้านก็หายไปและกลายเป็นที่จอดเรือยอร์ชเช่นกัน แม้แนวปะการัง
บางที่ก็ยังถูกรื้ออกเพราะว่าขวางทางเดินเรือยอร์ช ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในแบบแผนที่ต่างจากเดิม คือ
แต่เดิมเราหวังว่าพลังของท้องถิ่นเป็นพลังสาคัญในการต่อต้านอิทธิพลที่มาจากภายนอก แต่ในยุค
อิ ท ธิ พ ลของโลกาภิ วั ต น์ นี้ ไ ม่ ไ ด้ ใ ช้ อ านาจรั ฐ หรื อ ความรุ น แรงในการบี บ บั ง คั บ แต่ ใ ช้ เ งิ น เป็ น
ตัวกระตุ้น และเป็นเงินหรือรายได้จานวนมาก ทาให้ชาวบ้านในท้องถิ่นยินยอมพร้อมใจแต่โดยดี
หรือไม่ก็เป็นผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการแย่งชิงทรัพยากรออกไปจากท้องถิ่นเสียเอง ไม่ว่าจะเป็น
การบุกรุกทาลายป่าเพื่อเป็นที่ปลูกยางและปาล์มหรือนาที่ดินไปขายให้แก่บุคคลภายนอก
           ไม่เพียงทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นที่ถูกทาให้เป็นสินค้าสาหรับโลกยุคโลกาภิวัตน์ แม้แต่
วัฒนธรรมของท้องถิ่นเองก็กลายเป็นสินค้าไปด้วย เราจึงเห็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมบางอย่างขึ้นมา
ในลักษณะที่ไม่ได้เป็นวิถีชีวิตจริงของชาวบ้าน เช่นการฟื้นฟูประเพณีหลายอย่างขึ้นมาทั้งในระดับ
จังหวัดและระดับชุมชนเพื่อรอให้นักท่องเที่ยวไปชม ที่อ่าวพังงามีชาวบ้านไปรอยอวนนอกฤดู โดย
ไม่หวังว่าจะจับสัตว์น้าได้ เพราะเขาถูกว่าจ้างให้ทาเช่นนั้นเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจว่าเป็นวิถีชีวิต
จริง การขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างมากในภูเก็ตและในอ่าวพังงาทาให้หนุ่มสาวจากชุมชน
ประมงชาวมุสลิมเข้าไปขายแรงงานในภาคบริการ สาวๆชาวมุสลิมจานวนไม่น้อยเลือกที่จะเป็น
แคดดี้ในสนามกอล์ฟ หนุ่มๆออกไปเป็นพนักงานพายเรือนแคนูรองรับนักท่องเที่ยว อาชีพประมง
พื้นบ้านไม่เหมาะสาหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
           ในอีกด้านหนึ่งวัฒนธรรมการบริโภคก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อชาวบ้า นที่มีรายได้จากเศรษฐกิจ
แบบใหม่ดังกล่าว ดังจะเห็นว่าชาวสวนยางสวนปาล์มหรือผู้ที่มีรายได้จากการขายทรัพยากรเพื่อ
การท่องเที่ยวก็เริ่มต้นวิถีชีวิตแบบมีรายได้มากด้วยการซื้อรถปิ๊กอัพ และภารกิจสาคัญประการหนึ่ง
ของรถปิ๊กอัพคือการนาเจ้าของและสมาชิกในครัวเรือนไปยังห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง
           การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงมีผู้ตั้งคาถามมากขึ้นว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ท้องถิ่นจะเหลือ
สภาพเช่นใด และนาไปสู่การนึกถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ว่าอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะต้าน
รับอิทธิพลของโลกภิวัตน์ได้ และทาให้ประชาชนในท้องถิ่นมองเห็น ทางเลือกอื่นๆมากกว่าการเดิน
ตามกระแสโลกาภิวัตน์อย่างสิ้นเชิง

บทเรียนจากโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
        สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ฝ่ายชุมชนและสังคมได้เห็นความสาคัญของ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามนัยที่กล่าวมาข้างต้น และพยายามเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้อย่างชัดเจน
โดยในปี 2542 ได้ ส นับสนุ นทุนวิ จั ยให้แ ก่ ชุ ดโครงการวิจั ยประวัติ ศาสตร์ ท้องถิ่ น ในทุก ภาค มี
โครงการวิจัยรวมแล้วหลายสิบโครงการ แต่ว่าเมื่อชุดโครงการนี้ได้เสนอผลงานปิดโครงการไปแล้ว
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็กลับเข้าสู่ความเงียบเหงาเหมือนเดิม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชุดโครงการวิจัย
ดังกล่าวยังคงทาโดยนักวิชาการ ผลการวิจัยที่ได้ก็นาไปถกเถียงทางวิชาการเป็นหลัก ยังไม่มี
เป้าหมายอื่นที่ชัดเจน ในปี 2552 สกว.ฝ่ายชุมชนและสังคมจึงได้สนับสนุนการวิจัยประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นอีกครั้ง แต่คราวนี้มีจุดมุ่งที่ชัดเจนที่จะให้ลงไปถึงชุมชนท้องถิ่น โดยสนับสนุนโครงการยุว
วิจัยประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นขึ้นทั่วประเทศ ชุดโครงการนี้สนับสนุนให้ครูและนักเรียนในโรงเรียน
มัธยมศึกษาเป็นทีมวิจัย โดยให้ศึกษาเรื่องราวในชุมชนของตนเอง ซึ่งมีโครงการวิจัยของโรงเรียน
ต่างๆเกิดขึ้นเกือบ 1,000 โครงการ
           ผู้ เ ขี ย นได้ รั บ มอบหมายให้ เ ป็ น ผู้ ป ระสานงานโครงการในภาคใต้ ซึ่ ง จากการด าเนิ น
โครงการมาปี เ ศษพบสิ่ ง ที่ น่ า สนใจหลายประการ ผู้ เ ขี ย นจะขอน ามาเสนอในที่ นี้ เ พื่ อ เป็ น
ข้ อ สนั บ สนุ น ให้ เ กิ ด การศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น ในพื้ น ที่ ต่ า งๆอย่ า งกว้ า งขวาง และเป็ น
การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ต่อคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
           การดาเนินโครงโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ในเบื้องต้นพบสิ่งที่น่าสนใจ
หลายประการ ในที่นี้จะขอเสนอสัก 3 ประการ
           ประการแรก พบว่าการดาเนินโครงการนี้ทาให้ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสามารถ
ลงไปถึง เรื่องราวความสั มพันธ์ ของคนในพื้นที่เล็กๆมากขึ้น ที่ผ่านมาผู้ศึกษาส่วนใหญ่จ ะเป็น
นักวิชาการ ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ซึ่งไม่มีใครสนใจลงไปถึงเรื่องเล็กเรื่องน้อยเหล่านี้ โดย
โครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในรอบนี้ดาเนินการใน 6 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ
ทั้ ง หมด 126 โงเรี ย น หั ว ข้ อ วิ จั ย ที่ โ รงเรี ย นต่ า งๆเสนอล้ ว นสะท้ อ นให้ เ ห็ น เรื่ อ งราวเล็ ก ๆที่ มี
ความสาคัญต่อชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นๆ โดยตรง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

        โรงเรียนคีรีรัฐวิทยาคม อ.คีรีรัฐ จ.สุราษฎร์ธานี ศึกษาเรื่อง “ รถไฟกับการเปลี่ยนแปลงวิถี
ชีวิตของชาวคีรีรัฐนิคม”
        โรงเรียนปากแพรกวิทยาคม อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ศึกษาเรื่อง "บ้านใน ชุมชนคน
หลากถิ่นจากอดีตถึงปัจจุบัน”
        โรงเรียนบ้านควนรุย อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ศึกษาเรื่อง “นกกรงหัวจุกกับชาว
ควนรุย : จากกรงแขวนชายคาถึงลานแข่งเสียง”
        โรงเรียนวัดโทเอก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ศึกษาเรื่อง ” เดือนสามหลามเหนียว :
ประเพณีสัมพันธ์ของชุมชนท้องถิ่น”
        โรงเรียนเทพา อ.เทพา จ.สงขลา ศึกษาเรื่อง “ ข้าวแกงไก่ทอดเทพาข้างทางรถไฟ”
        โรงเรียนระโนดวิทยา อ.ระโนด จ.สงขลา ศึกษาเรื่อง “วิถีคนชายคลองระโนดในยุค
สายน้า”
โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๓๙(บ้านนาโต๊ะหมิง) อ.เมือง จ.ตรัง ศึกษาเรื่อง “สวนยางพารากับ
ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนบ้านนาโต๊ะหมิง”
          โรงเรียนสวัสดิ์รัตนาภิมุข อ.นาโยง จ.ตรัง ศึกษาเรื่อง “ตานานตาหมอช่องกับวิถีชีวิต
ชาวบ้านช่อง”
          โรงเรียนตะแพนพิทยา อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ศึกษาเรื่อง "เขาแก้ว ดินแดนแห่ง
ประวัติศาสตร์การสู้รบ”
          โรงเรียนป่าบอนพิทยาคม อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ศึกษาเรื่อง “สับปะรดข้างทางบ้านป่าบาก :
เศรษฐกิจและความสัมพันธ์ของคนป่าบอน”
          โรงเรียนบ้านไทรงาม อ.เมือง จ.สตูล ศึกษาเรื่อง “สามล้อและบทบาทของสามล้อใน
ตลาดพิมาน”
          โรงเรียนสันติศาสตร์ อ.เมือง จ.สตูล ศึกษาเรื่อง “วิถีชีวิตของเด็กปอเนาะจากยุคโรงเรียน
ปอเนาะถึงยุคโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม : กรณีศึกษาโรงเรียนแสงประทีปวิทยา อ.เมือง
จ.สตูล”
          จากตั วอย่า งที่ ยกมาจะเห็น ได้ ว่า เรื่ องราวประวั ติศ าสตร์ ท้อ งถิ่ น ที่ที ม วิ จั ย ของครูแ ละ
นักเรียนสนใจนั้นเป็นเรื่องราวเล็กๆ เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนในท้องถิ่นที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเรื่องราว
ลักษณะนี้นักประวัติศาสตร์ที่เป็นนักวิชาการจะลงไปไม่ถึง และคาถามวิจัยที่นักวิชาการสนใจ
มักจะใหญ่กว่าที่จะสนใจเรื่องเล็กๆเหล่านี้ แต่ว่าเรื่องเล็ก ๆเหล่านี้จะช่วยทาให้เราเข้าใจกลุ่มคน
เฉพาะถิ่นเฉพาะชุมชนมากขึ้น และไม่สามารถหาได้จากข้อมูลแหล่งอื่น
          นอกจากนี้ข้อมูลหรือเรื่องราวเล็กๆเหล่านี้หากได้รับศึกษาหลากหลายเรื่องมากขึ้น ก็จะ
สามารถเชื่อมต่อเป็นเรื่องราวที่ใหญ่ ขึ้น แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของผู้คนในมิติที่กว้ างขวาง
ลึกซึ้ง และเชื่อมโยงมากขึ้น
          เท่ากับว่าการสนับสนุนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มแหล่งข้อมูล
ที่จะทาให้เจ้าของประวัติศาสตร์ได้เข้าใจเรื่องราวในอดีตของตนมากขึ้น และทาให้คนกลุ่มอื่นที่ได้
ศึกษาประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้เข้าใจเจ้าของประวั ติศาสตร์มากขึ้น หากข้อมูลเหล่านี้ยังคงถูก
ละเลยต่อไปจะเป็นที่น่าเสียดายมาก
          ดังนั้นการสนับสนุนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงควรสนับสนุนให้เกิดการศึกษาเรื่อง
เล็กๆเหล่านี้ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปมากมาย แต่ว่าการจะรอพึ่งนักวิชาการที่ดาเนินการอยู่แล้วคงไม่พ อ
เพราะนักวิชาการที่สนใจเรื่องนี้ก็มีน้อยมาก และโจทย์ที่พวกเขาสนใจก็มักจะใหญ่เกินเรื่องราว
เหล่านี้ จึงควรสนับสนุนคนที่อยู่ในชุมชนหรือในท้องถิ่นอยู่แล้วและมีศักยภาพพอที่จะฝึกฝนให้เป็น
นักวิจัยได้ ซึ่งจาการทดลองสนับสนุนให้ครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาเป็นนักวิจัยพบว่าเข้าข่ ายนี้
อย่างมาก เพราะมีโรงเรียนมัธยมกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆอย่างทั่วถึง ในขณะที่ครูดังกล่าวก็ มี
พื้นฐานที่จะพัฒนาตัวเองได้ และโรงเรียนก็มีหลักสูตรที่สนับสนุนการศึกษาเรื่องราวของท้องถิ่นอยู่
แล้ว เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาฝึกฝนครูพอสมควรเนื่องจากครูส่วนใหญ่ยังไม่ เคยสนใจประวัติศาสตร์
ท้องถิ่น และยังไม่มีประสบการณ์ในการศึกษาวิจัยแบบการสร้างองค์ความรู้มาก่อน

           ประการที่สอง การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดัง กล่าวมี ลักษณะเป็นการศึกษาเชิ ง
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของคนหลายฝ่าย เพราะข้อมูลของเรื่องที่ศึกษานั้นเกือบทั้งหมดไม่เคยมี
อยู่ในเอกสารใดๆ หรือถ้ามีอยู่บ้างก็น้อยมาก ดังนั้นแหล่งข้อมูลหลักจึงอยู่ที่คาบอกเล่าของคน
กลุ่มต่างๆที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆและรู้เรื่องราวที่ศึกษานั้นดี ซึ่งแน่นอนว่าคนในชุมชนตั้งแต่ผู้สูงอายุ
จนถึงวัยรุ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมให้ข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้โครงการยุววิจัยฯยังกาหนดให้ครูและ
นักเรียนร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อหวังผลด้านปฏิรูปการเรียนรู้ด้วย โดยให้ครูเป็นที่
ปรึกษาสนับสนุนให้นักเรียนเป็นผู้ลงไปศึกษาข้อมูลจากคนในชุมชน ซึ่งผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวก็เป็น
ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา หรือพ่อแม่ของผู้ให้ข้อมูลนั่นเอง ซึ่งพบว่าผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวต่างเอาใจช่วย
ลูกหลานของตนและให้ความร่วมมื ออย่างเต็ม ที่ ลักษณะเช่นนี้ทาให้ในด้านหนึ่ง กระบวนการ
ศึกษาข้อมู ล เป็น ไปอย่างคึ กคัก ในอี กด้า นหนึ่ง ก็ทาให้ช าวบ้า นได้เ ข้ามี ส่วนร่ วมในการศึกษา
เรื่องราวของตนเอง และกระบวนการนี้เองที่ ช่วยทาให้ชาวบ้านได้เกิดจินตนาการเกี่ยวกับอดีตของ
ตนขึ้นมาใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นทุนสาคัญที่จะทาให้คนในชุมชนสามารถตอบสนองต่อปัญหาต่างๆและ
คิดเรื่ องทางเลื อกเกี่ ยวกั บอนาคตของตนได้ม ากขึ้น ในขณะที่ นักเรี ยนที่ ถูกทาให้ม องแต่ เรื่อ ง
สมัยใหม่จากภายนอกและไม่เคยสนใจเรื่องราวในท้องถิ่นของตน ก็กลับมาสนใจเรื่องนี้ และเห็น
คุณค่าเรื่องราวที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นตัวละครอยู่ในนั้น
           ดั ง นั้ น การศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น ในยุ ค สมั ย ปั จ จุ บั น จะต้ อ งสนั บ สนุ น ให้ เ ป็ น
กระบวนการสร้างปฏิบัติการของคนในท้องถิ่น เพราะเป้าหมายการศึกษาประวัติศาสตร์ท้อ งถิ่นไม่
เพียงแค่การได้องค์ความรู้สาหรับถกเถียงกันเท่านั้น แต่ควรจะมีส่วนสาคัญในการสร้างจินตนาการ
หรือการตระหนักรู้เกี่ยวกับอดีตของตนเองให้แก่คนในท้องถิ่น เพื่อที่เขาจะใช้สิ่งเรานี้สร้างตัวตน
ของเขาได้ในยุคที่มีการครอบงาจากอานาจภายนอกสูงอย่างที่เป็นอยู่
           ประการที่ ส าม การสนั บ สนุน การศึก ษาประวั ติ ศาสตร์ ท้อ งถิ่ น โดยคนในท้ อ งถิ่ น เอง
สามารถเริ่มต้นจากรูปธรรมเล็กๆที่คนในท้องถิ่นสนใจหรือเห็นว่าสาคัญ ซึ่งจะทาให้เรื่องเล็กๆ
ดังกล่าวมีพลังสาหรับการอธิบายความสัมพันธ์ของผู้คนจากอดีตถึงปัจจุบัน หากคนข้างนอกเป็นผู้
เลือกเรื่องศึกษาอาจจะมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป ตัวอย่างเช่นผู้เขียนได้พิจารณาเค้าโครงการวิจัย
เรื่ อ ง “เดื อ นสามหลามเหนี ย ว:ประเพณี สั ม พั น ธ์ ข องชุ ม ชนท้ อ งถิ่ น ” ของโรงเรี ย นวั ด โทเอก
อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช และช่วยทีมวิจัยปรับคาถามการวิจัยให้ชัดเจนขึ้น แต่ ขณะนั้น
ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีอะไรมาก คงเป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่เดิม และเชื่อมโยงเรื่องราวมา
จากพุทธศาสนา เช่นเดียวกับประเพณีที่ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ แต่ต่อมาผู้เขียนได้พิจารณาร่าง
ฉบับสุดท้ายที่ทางทีมวิจัยแก้ไขส่งให้พิจารณาเพื่อจัดพิมพ์ ผมทึ่งมากเลยและรู้ว่ าตัวเองซึ่งเป็นคน
ข้างนอกท้องถิ่นดังกล่าวนั้นโง่อย่างมาก เพราะเรื่องที่ปรากฏนั้นแสดงสาระความสัมพันธ์ของคน
ในท้องถิ่นที่ยิ่ง ใหญ่ ม าก และไม่ ใช่ประเพณีที่สืบทอดมาแต่ดั้ง เดิม หรืออ้างอิงเนื้อเรื่องมาจาก
ศาสนา แต่เกิดจากผู้นาท้องถิ่นในสมัยที่การพัฒนาสมัยใหม่ยังเข้า ไปไม่ถึง คือพระสงฆ์ที่ชาวบ้าน
ศรัทธา สามารถนาชาวบ้านจากหลายหมู่ บ้านทั้ง ใกล้และไกลที่ใช้ แม่ น้าร่วมกันให้ม าร่วมกัน
พัฒนาและจัดการแม่น้าเพื่อให้คนในทุกหมู่บ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้สะดวกโดยเท่าเทียมกันใน
ฐานะทรัพยากรส่วนรวม และสามารถผลักดันให้เกิด “ประเพณีเดือนสามหลามเหนียว” ขึ้น ซึ่งมี
ส่วนสาคัญที่ทาให้คนในหมู่บ้านต่างๆที่ใช้แม่น้าร่วมกันยังคงร่วมกันรักษาระเบียบกฎเกณฑ์ของ
การใช้แม่น้า และมีความใกล้ชิด รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน จากการเป็นผู้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ประเพณี
ดังกล่าวนี้ยังมีส่วนในการสร้างพื้นที่ให้กลุ่มคนที่ใช้ทรั พยากรร่วมกันแม้อยู่ต่างหมู่บ้านกันได้มา
พบปะและแบ่งปันสิ่งที่ตนมีให้ผู้อื่น ซึ่งเท่ากับเป็นการผลิตซ้าความสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นให้มี
ความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และประเพณีน้ีสามารถเป็นหลักฐานได้ชัดเจนว่าการบันทึกประวัติศาสตร์ที่
ผ่านมานั้นจะให้ความสาคัญแก่ผู้นาท้ องถิ่นในฐานะที่เป็นลูกมือของรัฐบาลเท่านั้น ดังจะเห็นว่า
พระภิกษุที่เป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวบ้านที่ผลักดันให้เกิดประเพณีนี้คือพระรัตนธัชมุนี
หรือ “ท่านม่วง” ซึ่งเป็นพระภิกษุที่คนในภาคใต้หลายพื้นที่เคารพศรัทธามาก แต่ประวัติศาสตร์ที่
ได้รับการบันทึกเป็นทางการจะเสนอแต่บทบาทในการช่ วยทางราชการในสมั ยรัช การที่ 5 จั ด
การศึกษา แต่บทบาทของท่านที่มีต่อคนในท้องถิ่นโดยตรง ภายใต้จารีตแบบท้องถิ่นโดยตรง กลับ
ไม่ได้รับการกล่าวถึง ทั้งที่มีส่วนสาคัญต่อการสร้างความเป็นท้องถิ่นอย่างมาก
          ดังนั้นควรสนับสนุนให้มีการศึกษาประวัติ ศาสตร์ท้องถิ่นมากๆ และพยายามสนับสนุนให้
คนในท้องถิ่นเองลุกขึ้นมาศึกษาเรื่องของเขา หรืออย่างน้อยก็ต้องให้คนภายนอกร่วมกั บคนใน
ท้องถิ่น การปล่อยให้มีเฉพาะคนภายนอกเข้าไปศึกษานั้นจะทาให้เรื่องราวของท้องถิ่นหายไป
จานวนมาก และเรื่องราวราวต่างๆอาจถูกทาให้บิดเบี้ยวไปได้มาก ซึ่งจะเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่
ทาให้คนในท้องถิ่นรู้เรื่องของตนน้อย ในขณะที่คนกลุ่มอื่นๆก็รู้เรื่องราวของคนในท้องถิ่นต่างๆน้อย
ด้วย
          อย่างไรก็ตามเท่าที่ผู้ เขียนและคณะได้พยายามผลักดันโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นภาคใต้ให้ดาเนินมาตามหลักการที่กล่าวข้างต้น ก็พบว่ามีปัญหาอยู่มาก ปัญหาสาคัญอยู่ที่
โรงเรี ย นและครู ไ ม่ เ คยสนใจประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น ความไม่ ส นใจดั ง กล่ า วมาทั้ ง จากระบบ
การศึกษา จากตัวครูในฐานะปัจเจกบุคคลในยุสมัยปัจจุบัน และจากความรู้ด้านการวิจัยที่สั่งสอน
กันอยู่
ผู้ เ ขี ยนขอพูด ประเด็น ตัว ครู ที่เ ป็น ผู้ มี บทบาทการวิจั ย พบว่า ตัว ครู ถึง แม้ จ ะเป็ นคนใน
ท้องถิ่นหรืออย่างน้อยก็สอนหนังสืออยู่ในท้องถิ่น แต่ว่าครูส่วนใหญ่กลับไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นเลย สาเหตุสาคัญมาจากระบบการศึกษาในโรงเรียนและระบบความก้าวหน้าของครูไม่ได้
สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กล่าวคือครูจะสอนตามหนังสือเป็นหลัก ความก้าวหน้าหรือการเพิ่ม
วิทยฐานะของครูก็ขึ้นอยู่กับการวิจัยเชิงทดลองเกี่ยวกับวิธีการหรือเทคนิคการสอนเป็นสาคัญ การ
สร้างองค์ความรู้จากเรื่องราวรอบๆตัวไม่ได้รับการสนับสนุน ถึงทาไปก็ไม่สามารถใช้ขอเพิ่มวิทย
ฐานะได้ ในขณะที่การฝึกอบรมด้านการวิจัยที่ครูได้รับยังเป็นเพียงการวิจัยเชิงปริมาณที่พอใช้ได้ใน
การทดลองเกี่ยวกับการหาผลสั มฤทธิ์ทางการเรียนของวิธี สอนที่แตกต่างกันได้ แต่การวิจั ยใน
กระบวนทัศน์ที่ให้ความสาคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ ครูไม่ได้รับการฝึกฝนมา ดังนั้นเมื่อโครงการ
ยุววิจั ยประวัติศาสตร์เ ข้าไปสนับสนุนให้ดาเนินการเรื่องนี้ปรากฏว่าครูทาไม่ ถูก และยากที่จ ะ
ปรับเปลี่ยนความเข้าใจของครูได้โดยง่าย
            อีกประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนซึ่งน่าจะไม่ได้เกิดเฉพาะกลุ่มครูเท่านั้นแต่น่าจะเกิดกับคน
ส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันด้วย คือไม่สนใจประวัติศาสตร์ทั้งประวัติศาสตร์ ชาติและประวัติศาสตร์
ท้องถิ่น แต่เ ดิม เรามั กวิพ ากษ์วิจ ารณ์การศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศว่ามุ่ ง ไปเฉพาะ
ประวัติศาสตร์ชาติและผู้นาของชาติ แต่ไม่มีพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทาให้คนไทยมองเห็น
หน่วยทางสังคมเฉพาะระดับชาติเท่านั้นที่มีอานาจและศักยภาพในการตัดสิ นเกี่ยวกับการพัฒนา
แต่ จ ากการด าเนิ น โครงการยุ ว วิ จั ย ประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น กลั บ พบว่ า ครู ไ ม่ เ พี ย งไม่ ส นใจ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเท่านั้น แม้ประวัติศาสตร์ชาติก็ไม่สนใจด้วย ประวัติศาสตร์ตามความเข้าใจ
ของครูจึงไม่เห็นร่องรอยที่จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คน ไม่เพี ยงไม่เห็นความสัมพันธ์ที่
เกิ ด ขึ้ น ตามพลั ง วั ฒ นธรรมของคนกลุ่ ม ต่ า งๆเท่ า นั้ น แม้ แ ต่ ก ารพยายามแสดงให้ เ ห็ น ถึ ง
ความสั ม พันธ์ที่เ กิดขึ้นจากการเข้ามาจั ดการของรัฐ ก็ไ ม่ สามารถกล่าวให้เห็นได้ ครูยัง คงมอง
ประวัติศาสตร์แบบอะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นการเล่าแยกเป็นส่วน เช่น เมื่อศึกษาเกี่ยวกับ
บุคคลก็นาเสนอได้เพียงเกิดเมื่อไร สาเร็จการศึกษาอะไร และทาอะไรที่ถือว่าเป็นคุณงามความดี
แต่ ว่ า ไม่ ส ามารถอธิ บ ายเลยว่ า การเป็ น ผู้ น าของคนดั ง กล่ า วก่ อ ให้ เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลง
ความสั มพันธ์ของคนในมิติใดบ้าง และพัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันได้อย่างไร หรือเมื่ อศึกษา
ประเพณีบางอย่างก็เล่าเพียงรายละเอียดของประเพณี โดยแยกไม่ได้ด้วยว่าประเพณีที่เล่านั้น
เกิดขึ้นในช่วงไหน ต่างกับปัจจุบันอย่างไร และไม่สนใจมิติที่เป็นความสัมพันธ์ของคนเช่นกัน
            ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่สัง คมสมัยใหม่
สร้างขึ้นมา จะมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของตลาดและวัฒนธรรมการบริโภค คือชีวิตถูกจัดแจงไว้
เรี ย บร้ อ ยว่ า จะคิ ด อะไร ท าอะไร ความสุ ข คื อ อะไร ดั ง นั้ น ความจ าเป็ น ที่ จ ะต้ อ งรู้ ต้ อ งคิ ด ว่ า
ประวัติศาสตร์ที่ตนต้องเกี่ยวข้องคืออะไร ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ จึงไม่จาเป็น
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะวิจารณ์ครู เพราะครูเองก็มีภารกิจของตนเองและมี
ความรู้ที่เหมาะสมจะปฏิบัติภารกิจของตน แต่ที่ยกตัวอย่างครูขึ้นมาก็เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้เห็น
ว่าการสนับสนุนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่สนับสนุนให้คนในท้องถิ่นเป็นผู้มีบทบาทสาคัญ
ในการศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตนเองนั้น ไม่สามารถจะโยนภารกิจนี้ไปให้อย่างง่ายๆ
แต่จะต้องให้ความสาคัญต่อกระบวนการฝึกฝนให้คนในท้องถิ่นที่เราหวังว่าจะให้เขาเป็นผู้ศึกษา
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้พัฒนาความสามารถที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
          หากถามว่าการผลักดันของโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ไ ด้ผลหรือไม่
อย่างไร คาตอบก็คือเป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะให้เกิดผลอย่างที่คาดหวัง เพราะครูส่วนใหญ่ที่เข้า
มาร่วมโครงการยัง พอใจที่จ ะทาตามแบบที่ครูอยากจะทา เมื่อมี อะไรที่ต้องใช้ ความพยายาม
มากกว่านั้น ครูก็จะถอย ทั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของครู แต่เนื่องจากไม่มีแรงสนับสนุนมาจากที่ใด ไม่ว่า
จะเป็นส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เขตการศึกษา โรงเรียน หากจะ
สนับสนุนก็เพียงการพูดด้วยวาจานิดหน่อย แต่ไม่มีการสร้างกระบวนการใดสนับสนุ น เช่น การให้
ปริมาณงาน การนาผลงานศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไปขอเลื่อนวิทยฐานะ ครูที่เข้ามาทาจึงต้อง
เข้ามาแบบเป็นความสนใจส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่
          แต่ว่า ก็มี ครู จ านวนหนึ่ง ที่ถึง แม้ จ ะมี ข้อจ ากัดดัง ที่กล่า วมา ก็มี ความตื่น ตัวที่จ ะศึกษา
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวทางที่ ทางโครงการผลักดัน แต่ก็ติดข้อจากัดที่พวกเขาต้องมีภาระ
งานตามปกติมาก งานศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่สามารถนาไปทดแทนภารงานอื่นได้ ในขณะ
ที่ครูเองก็ไม่ได้ฝึกฝนด้านการวิจัยเพื่อสร้างความรู้มา ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการร่วมกันทางาน แต่
ก็มีแนวโน้มที่น่าพอใจว่าหากดาเนินการต่อเนื่องไปในระยะที่ยาวนานพอสมควร เราจะสามารถ
สร้างครูให้เป็นนักวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้จานวนหนึ่ง และนักวิจัยกลุ่มนี้น่าจะไปกระตุ้นให้
ฝ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ตื่นตัวเรื่องนี้
          การผลักดันให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวที่กล่าวมาจึ งยังเป็นเรื่องที่ทา
ได้ไม่ง่ายนัก ปัญหามีทั้งในส่วนโครงสร้างของการศึกษาและการบริหารการศึกษาที่ไม่เอื้อในเรื่องนี้
และปัญหาตัวบุคคลที่ถูกทาให้ไม่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมานานและขาดความรู้ความเข้าใจ
และทักษะฝีมือทีจะดาเนินการเรื่องนี้
                    ่
          การสรุปเช่นนี้ไม่ใช่ เพื่อให้เกิดความท้อถอย แต่เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ที่เห็นความสาคัญของ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และต้องการผลักดันให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง
ได้ตระหนักว่าจะต้องทางานอะไรบ้าง อย่างไร
          อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่ามีเฉพาะครูตามโรงเรียนในท้องถิ่น ต่างๆเท่านั้นที่ควร
ได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คนกลุ่มอื่นๆก็สามารถฝึกฝนเป็นผู้ศึกษา
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเองได้
สรุป
         ยุคสมัยปัจจุบันเป็นยุคที่อิทธิพลโลกาภิวัตน์ขยายตัวเข้าครอบงาท้องถิ่นต่างๆมากขึ้น และ
ชัดเจนขึ้น การกล่าวถึงโลกาภิวัตน์ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องต่อต้านโลกาภิวัตน์ หรือสร้างความเป็น
ท้องถิ่นนิยม แต่ว่าเราก็ต้องไม่เดินไปตามอิทธิพลโลกาภิวัตน์ แต่ฝ่ายเดี่ยว เราต้องสามารถยืนอยู่
ได้หรือสร้างทางเลือกของตัวเองได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในยุค
ปัจจุบันจึงมีภารกิจสาคัญของตัวเองเพิ่มขึ้น คือ การให้ชุมชุมชนในท้องถิ่นต่างๆสามารถค้นพบ
ตัวเอง เพื่อที่จะสร้างทางเลือกในการดารงชีวิตและการก้าวไปข้างหน้าได้เหมาะสม
         การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงต้องเกิดขึ้นในท้องถิ่นทุกระดับอย่างหลากหลาย และ
สามารถเข้าถึงเรื่องราวของท้องถิ่นนั้นๆได้จริง รวมทั้งจะต้องเป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมหรือการ
วิจัยเชิงปฏิบัติการที่คนในท้องถิ่น เจ้าของประวัติศาสตร์เข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัยด้วยอย่าง
ใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการวิจัยช่วยสร้างการเรียนรู้ให้แก่ชาวบ้านไปพร้อมกันด้วย และหวังว่าจะ
ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ลักษณะต่างๆไปในทิศทางที่คนในท้องถิ่นจะมีอิสระในการ
กาหนดอนาคตของตนเองมากขึ้น การจะทาเช่นนี้ได้จาเป็นต้องสนับสนุนให้คนในท้องถิ่นระดับ
ต่างๆเป็นผู้ ศึกษาเรื่องราวของเขาเอง เพราะการหวัง ให้นักวิช าการจากภายนอกเข้าไปศึกษา
เหมือนเดิม นอกจากจะไม่เพียงพอแล้วยังอาจได้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีประโยชน์น้อย
         อย่างไรก็ตามการจะผลักดันให้คนในท้องถิ่นเป็นกาลังสาคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นก็ไม่อาจทาได้โดยง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ถูกทาให้ไม่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมานาน
โครงสร้างทางการศึกษาและโครงสร้างเชิงนโยบายต่างๆก็ไมเอื้อต่อการศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน รวมทั้ง
คนในท้องถิ่นก็ขาดความรู้ความเข้าใจที่จ ะดาเนินการเรื่องนี้ ดัง นั้นกระบวนการฝึกฝนที่จะให้
นักวิชาการและคนในท้องถิ่นมีความเข้าใจ มีความรู้ความสามารถ พอที่จะศึกษาประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นได้อย่างมีคุณ ภาพ จึงเป็นกระบวนการสาคัญที่ต้องสนับสนุนควบคู่ไปกับการสนับสนุน
การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วย
         หากเชื่อว่า “สังคมดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องร่วมสร้าง” การสนับสนุนให้มีการศึกษา
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากๆ ก็คือแนวทางหนึงที่จะช่วยให้เกิด “สังคมดี” ดังกล่าว
                                            ่
เอกสารอ้างอิง

ยงยุทธ ชูแว่น. ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหาและเส้นทางสู่อนาคตประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย.
        กรุงเทพมหานคร : สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551.
เลิศชาย ศิริชัย. “แนะนาโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้”. ใน คู่มือโครงการยุววิจัย
        ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ : ยุววิจัยเพิ่อการเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนตนเอง.
        นครศรีธรรมราช : ศูนย์ประสานงานโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้” 2552.
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทิศทางใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์” วารสาร
        สังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. 3(3) : 13 – 69 ; ธันวาคม 2552.

Kammen, Carol. The pursuit of local history : reading on theory and practice. USA. :
        Altamira Press, 1996.
Williams, Sherman. Local History. New York : Bibliolife, LLC., 2009.

Pdf

  • 1.
    ประวัติศาสตร์ท้องถิน ่ กับการส่งเสริมกระบวนการศึกษาประวัตศาสตร์ท้องถิ่น1 ิ ดร.เลิศชาย ศิริชัย สานักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ................................................................................... ประวัติศาสตร์และประวัตศาสตร์ท้องถิ่นคืออะไร หากกล่าวว่าประวัติศาสตร์คือเรื่องราวในอดีต ก็คงไม่มีใครทักท้วงมากนัก เพราะเรามัก เข้าใจทานองนี้ คือถ้าเราพูดถึงเรื่องอะไรในอดีตก็บอกว่าเป็นประวัติศาสตร์ เช่นประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับวัดใดวัดหนึ่งก็อาจบอกเพียงวัดสร้างเมื่อไร มีท่านใดเป็นเจ้าอาวาสบ้าง ตึกหลังไหนสร้าง เมื่ อไร เจ้ าอาวาสท่านใดมี ความสามารถด้านใด ซึ่ง การเข้าใจเช่ นนี้ก็ไ ม่ใช่ เรื่องแปลก เพราะ ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนมาแต่เด็กก็มักให้ความสนใจเรื่องราชธานี เรื่องเมือง ว่าสร้างขึ้นเมื่อไร มี พระมหากษัตริย์ครองราชย์กี่พระองค์ พระองค์ ใดบ้าง แต่ละพระองค์ประสูติและสวรรคตเมื่อไร และพระองค์ใดมีพระปรีชาสามารถด้านใดบ้าง หากใครจะบอกว่าการอธิบายประวัติศาสตร์เช่นนี้ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เมื่อเราอยาก อธิบายอะไรและเรียกว่าประวัติศาสตร์ก็ เรื่องของเรา ไม่เห็นจะไปสร้างปัญหาอะไรให้ใคร การคิด เช่นนี้จะไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าเราไม่คิดว่าการศึกษาประวัติศาสตร์น่าจะมีประโยชน์ต่อการสร้าง สังคมที่น่าปรารถนา เช่น สังคมที่คนกลุ่มต่างๆมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น สังคมที่เคารพความ แตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม สัง คมที่เห็นความสาคัญของการใช้ ทรัพ ยากรอย่างยั่ง ยืน สั ง คมที่ เห็น การอยู่ ร่ว มกัน อย่ างสั นติ สุขมากกว่ าการเข่นฆ่ าท าลายล้ างกั น หากเราคิ ด ในเชิ ง ประโยชน์ดังกล่าว เราก็ต้องให้ความสาคัญต่อประวัติศาสตร์มากกว่าการศึกษาอะไรก็ได้ที่เป็น อดีต ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหน มีวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างไร หากมองถึงชีวิตของพวกเขาใน ปัจจุบัน กล่าวได้ว่าได้สืบทอดต่อเนื่องมาจากอดีตทั้งสิ้น ทั้งในแง่ที่สืบทอดโครงสร้างสังคม และใน แง่ที่สมาชิกของสังคมใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนปรับเปลี่ยนปรุงแต่งชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา และปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมในบางส่วนไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าสภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใน 1 บทความเสนอในการสัมมนาทางวิชาการ ประวัติศาสตร์สุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 2 เรื่อง สุราษฎร์ธานีในบริบทการ เปลี่ยนแปลงของสมัยใหม่. 17-19 สิงหาคม 2553. ณ ห้องประชุมพุทธทาส หอพุทธทาสธรรมโฆษณ์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏสุราษฎร์ธานี .
  • 2.
    บริบทที่คนกลุ่มนั้นหรือสังคมนั้นๆกาลังเผชิญหน้าอยู่กับอานาจจากภายนอกตลอดเวลา ไม่ว่ามา จากอานาจทางเศรษฐกิจ อานาจจากการปกครองหรืออานาจที่มากับการพัฒนาสมัยใหม่ ประเด็นอยู่ที่ว่าการที่คนในฐานะปัจเจกบุคลสามารถอยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้และสามารถ เผชิญหน้ากับอานาจภายนอกได้อย่างเหมาะสมก็เพราะพวกเขามีภาพของอดีตให้ตระหนักร่วมกัน อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ตระหนักร่วมกันว่าพวกเขาคือใคร มีดีอะไร ควรจะใช้สิ่งที่เขาเป็นและมีอยู่ ไปสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นอย่างไร คนจะเห็นความสาคัญของเครือญาติ ของเพื่อบ้าน ของวัดวาอารม ของทรัพยากรที่เขา พึ่งพิง ไม่ได้เลย หากเขาไม่มีภาพอดีตของสิ่งเหล่านี้ต่อเนื่องมา คนจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการประกอบ อาชี พ การกินการอยู่ การดูแลรักษาสุขภาพ และอื่นๆ หากพวกเขาไม่ ไ ด้สืบทอดระบบคุณค่า ความรู้ ความคิด และทักษะ ต่างๆมาจากอดีต เมื่อคนในแต่ละสังคมประสบกับปัญหาไม่ว่าจะในมิติใด พวกเขาก็ต้องหาทางที่จะฝ่าฟัน ปัญหาดังกล่าวไปให้ได้ ถ้าหากไม่มีสิ่ งที่เรียกว่าอดีตพวกเขาก็จะไม่มีอะไรเป็นทุนเดิมให้หยิบเอา มาใช้ได้ ไม่มีหลักการตัดสินใจที่เขาควรจะใช้ได้อย่างเหมาะสม สังคมต่างๆทั้งระดับใหญ่และระดับเล็กลงมาล้วนมีความแตกต่างหลากหลากและไม่มี ทางจะเป็นแบบเดียวกันได้แม้ว่าการพัฒนาสมัยใหม่พยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาเป็น แบบเดียวกันก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขามีภาพของอดีตทีพวกเขาตระหนักถึงต่างกัน ่ อดีตจึงเป็นขุมทรัพย์ของคนในปัจจุบัน และเป็นขุมทรัพย์สาหรับการก้าวไปในอนาคต การ ที่แต่ละสังคมมีความแตกต่างหลากหลายกันเงื่อนไขสาคัญที่สุดก็คือเขามีอดีตที่แตกต่างกัน โดย เป็นอดีตที่คนในปัจจุบันตระหนักเห็น บางท่านเรียกว่ามีจินตนาการเกี่ยวกับอดีต เมื่อเป็นเช่นนี้ประวัติศาสตร์จึงไม่ควรเป็นการศึกษาอะไรก็ได้ ที่เป็นเรื่องในอดีต แต่ควรจะ ศึกษาในสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์อ ย่างที่กล่าวมานี้ คือสาหรับกลุ่มคนหรือสังคมที่เป็นเจ้าของ ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ควรจะทาให้เขารู้ว่า เขาคือใคร มีดีอะไร ควรจะนาเอาสิ่งเขาเป็นและ มีไปสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นๆอย่างไร หรือเลือกดารงชีวิตต่อไปในอนาคตอย่างไร ใน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มอื่นๆได้มองเห็นตัวตนและยอมรับการมี อยู่ของคนกลุ่มนั้นๆ ยอมรับความแตกต่างและศักดิ์ศรีของคนกลุ่มนั้น ๆ และควรจะนาไปสู่การไม่ ใช้อานาจ ไม่เอาเปรียบคนกลุ่มนั้นๆด้วย เรื่องราวในอดีตที่ควรให้ความสาคัญก็คือ เรื่องความสัมพันธ์ของผู้คนในมิติต่างๆ คือการศึกษาว่าคนในอดีตเขามีความสัมพันธ์กันในเรื่องต่างๆอย่างไร ทั้งความสัมพันธ์ ของคนในกลุ่มเดี่ยวกัน และความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นๆ และไม่เพียงการศึกษาให้เห็น
  • 3.
    ความสัมพันธ์ของผู้คนเท่านั้น แต่ต้องศึกษาให้เห็นว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลง มาอย่างไรด้วย และมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง การชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นองค์ประกอบที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุการณ์หรือเรื่องราวใดหยุดนิ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เล็กหรือ ใหญ่ก็ตาม ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ต้องมองให้เห็นช่วงสาคัญๆของการเปลี่ย นแปลงของเรื่องราวที่ กาลังศึกษาอยู่ และมองให้เห็นต่อไปว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การอธิบายให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่สามารถอธิบายเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงได้การศึกษา ประวัติศาสตร์ก็มีประโยชน์ไม่มาก เพราะจะไม่ช่วยให้เราเกิดความรู้ที่จะนามาใช้ประโยชน์ใน ปัจจุบันและนาพาสังคมไปสู่อนาคตได้ นักวิชาการจานวนไม่น้อยที่ชื่นชมเรื่องราวในอดีต โดยมองไม่เห็นมิติการเปลี่ยนแปลง จึง มักสร้างภาพของอุดมคติของอดีตขึ้นมา และโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายพัฒนาสั งคมให้กลับไปสู่ภาพนั้น การศึ ก ษาการเปลี่ ย นแปลงและเงื่ อ นไขการเปลี่ ย นแปลงจะช่ ว ยให้ เ ข้ า ใจได้ ว่ า เรื่ อ งราวหรื อ สถานการณ์ต่างๆจะดารงอยู่ได้ต้องมีเงื่อนไขจานวนมากรองรับ หากเงื่อนไขเปลี่ยนไปสถานการณ์ นั้นก็เปลี่ยนไปด้วย การเข้าใจเช่นนี้อย่างน้อยจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากภาพฝันของสังคมในอดีต และตระหนักว่าหากเราอยากให้สังคมเป็นอย่างไรเราต้องช่วยกันสร้างเงื่อนไขต่างๆขึ้นมา หรือเรา พอรู้ได้ว่าสังคมที่เหมาะสมในระดับต่างๆในปัจจุบันควรเป็นอย่างไร เราจะร่วมกันสร้างอย่างไร ที่ ก ล่ า วว่ า การศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ คื อ การศึ ก ษาความสั ม พั น ธ์ ข องผู้ ค นในมิ ติ ต่ า งที่ เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นการศึกษาความสัมพันธ์อะไรก็ได้ หรือศึกษา แบบกระจัดกระจายเป็นส่วนๆ แต่จะต้องศึกษาแบบเชื่อมโยงเพื่อให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ต่างๆนั้น ทาให้คนในชุมชนหรือในสังคมเกิดสมบัติร่วมกันอย่างไร สมบัติร่วมที่ว่านี้ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ความเชื่อ พิธีกรรม และประเพณีต่างๆ เป็นต้น การมีสมบัติร่วมกันเท่ากับประชาชนมีพื้นที่จะสร้าง ปฏิบัติการร่วมกัน ทั้งพื้นที่ที่ตอบเสนอความต้องการทางวัตถุ และความต้องการทางจิตใจและ ทางวิญญาณ ลักษณะเช่นนี้ จะทาให้คนในชุมชนหรือในสังคมนั้นๆมีความตระหนักร่วมกันว่าเขา คือใคร ควรจะมี ความสั ม พั นธ์ กันอย่างไร และสัม พัน ธ์ กับคนกลุ่ม อื่ นๆอย่างไร บางท่านเรีย ก ลักษณะเช่นนีว่าการมีความทรงจาร่วมกัน ้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเริ่มต้นจากความเข้าใจว่าสังคมในแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่าง หลากหลาย แม้ในท้องถิ่นเดียวกันก็มีสังคมในระดับชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายกันไปมาก เช่ นกัน ความแตกต่างหลากหลายดัง กล่าวก็เ ริ่ม ต้นมาจากการมี ความสัม พัน ธ์ ในมิ ติ ต่างๆ ที่ แตกต่างกันนั่นเอง ดังนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงให้ความสาคัญต่อการศึกษาเรื่องราวความสัมพันธ์ของคน กลุ่มต่างๆที่มีความแตกต่างกัน
  • 4.
    ที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้รับความสนใจในปัจจุบันก็เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ถูกให้เข้าใจว่า เป็นประวัติศาสตร์ที่ควรเรียนรู้ไ ม่ว่าจะปรากฏออกมาในรูปแบบใด ล้วนละเลยความแตกต่าง หลากหลายเหล่านี้และพยายามทาให้ประวัติศาสตร์มีความหมายเพียงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการ ปกครองและชนชั้นปกครอง ประวัติศาสตร์การพัฒนาของรัฐ หากจะกล่าวถึงประชาชนในท้องถิ่น ต่างๆบ้างก็เป็นเพียงตัวประกอบในประวัติศาสตร์เหล่านี้ ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆจึงไม่มีโอกาส เป็นประธานหรือผู้ ก ระท าในการพัฒ นา โดยเฉพาะการพั ฒ นาที่สอดคล้ องกับ ความแตกต่า ง หลากหลายของคนกลุ่มต่างๆ การพยายามผลักดันเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในปัจจุบันก็เนื่องจากที่ผ่านมาการศึกษา และการพัฒนาของไทยได้พยายามทาให้ท้องถิ่นขึ้นตรงต่อการควบคุมของรัฐ และสลายตัวตนเป็น ส่วนหนึ่งของรัฐชาติโดยสมบูรณ์ รัฐจึงพยายามทาให้ความเป็นท้องถิ่นหมดความหมาย วิ ธีที่รัฐใช้ อย่างตั้งใจคือการริบเอาอดีตของท้องถิ่นระดับต่างๆแล้วยัดเยียดประวัติศาสตร์ของรัฐชาติให้เป็น ประวัติศาสตร์ของคนในท้องถิ่นแต่เพียงประการเดียว ซึ่งกล่าวได้ว่ารัฐสามารถทาสาเร็จตามที่ ตั้งใจไว้มากทีเดียว เพราะสามารถที่จะพัฒนาประเทศโดยใช้ท้องถิ่นเป็นฐานรองรับการพัฒนา อุตสาหกรรมในเมือง ทรัพยากรในท้องถิ่นก็ดีแรงงานในท้องถิ่นก็ดีล้วนถูกดูดซับไปตอบสนองการ พัฒนาของรัฐดังกล่าว โดยที่ท้องถิ่นได้รับส่วนแบ่งจากผลของการพัฒนาน้อยมาก บริบทของการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในปัจจุบัน ในปัจจุบันการเสนอให้เห็นถึงความสาคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีมากขึ้นเป็นลาดับ ซึ่ ง แม้ นั ก ประวั ติ ศ าสตร์ ส่ ว นหนึ่ ง จะเป็ น ผู้ เ สนอในเรื่ อ งนี้ แต่ ว่ า ความคึ ก คั ก กลั บ มาจากการ เคลื่อนไหวของนักวิชาการหลายสาขาและจากคนหลายฝ่าย ที่หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันน่า จะ มาจากการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่นหรือชนบทในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปใน ทิ ศ ทางที่ น่ า ตกใจ อั น เนื่ อ งจากอิ ท ธิ พ ลของโลกาภิ วั ต น์ โดยในด้ า นหนึ่ ง จะเห็ น ได้ ชั ด เจนว่ า ทรัพยากรในท้องถิ่นถูกแย่งชิงไปเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลกที่มีกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มผูกขาดอยู่ หาก พิจารณาในภาคใต้ก็จะเห็นปรากฏการณ์นี้อย่ างชัดเจน เพราะเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ขึ้นอยู่กับ ยาง ปาล์ม และการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคนในท้องถิ่นหรือแม้แต่คนในประเทศ แต่ มีไว้สาหรับต่างชาติเป็นหลัก และเป็นการแย่งชิงทรัพยากรที่รุนแรงมากกว่ายุคใดๆ ดังจะเห็นว่า ราคายางและปาล์มที่สูงขึ้นได้ นาไปสู่การโค่นล้มป่าอย่างกว้างขวางเพื่อปลูกยางและปาล์ม ไม่ว่า จะเป็นป่าต้นน้า ป่าพลุ หรือป่าชายเลน การท่องเที่ยวที่มุ่งต้อนรับชาวต่างชาติทาให้เกาะต่างๆ กลายเป็นพื้นที่เฉพาะสาหรับชาวต่างประเทศ เกาะที่เคยเป็นที่พักของชาวบ้านในการทาประมง กลายเป็นโรงแรม 5 ดาว ที่อยู่ของชาวเลถูกเปลี่ยนเป็นเงินและชาวเลถูกเบียดขับให้ถอยร่นไป เรื่อยๆ ชายหาดที่เคยเป็นที่จอดเรือของชาวประมงพื้นบ้านกลายเป็นที่จอดเรือยอร์ช ป่าชายเลน
  • 5.
    และกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้านก็หายไปและกลายเป็นที่จอดเรือยอร์ชเช่นกัน แม้แนวปะการัง บางที่ก็ยังถูกรื้ออกเพราะว่าขวางทางเดินเรือยอร์ช ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในแบบแผนที่ต่างจากเดิมคือ แต่เดิมเราหวังว่าพลังของท้องถิ่นเป็นพลังสาคัญในการต่อต้านอิทธิพลที่มาจากภายนอก แต่ในยุค อิ ท ธิ พ ลของโลกาภิ วั ต น์ นี้ ไ ม่ ไ ด้ ใ ช้ อ านาจรั ฐ หรื อ ความรุ น แรงในการบี บ บั ง คั บ แต่ ใ ช้ เ งิ น เป็ น ตัวกระตุ้น และเป็นเงินหรือรายได้จานวนมาก ทาให้ชาวบ้านในท้องถิ่นยินยอมพร้อมใจแต่โดยดี หรือไม่ก็เป็นผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการแย่งชิงทรัพยากรออกไปจากท้องถิ่นเสียเอง ไม่ว่าจะเป็น การบุกรุกทาลายป่าเพื่อเป็นที่ปลูกยางและปาล์มหรือนาที่ดินไปขายให้แก่บุคคลภายนอก ไม่เพียงทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นที่ถูกทาให้เป็นสินค้าสาหรับโลกยุคโลกาภิวัตน์ แม้แต่ วัฒนธรรมของท้องถิ่นเองก็กลายเป็นสินค้าไปด้วย เราจึงเห็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมบางอย่างขึ้นมา ในลักษณะที่ไม่ได้เป็นวิถีชีวิตจริงของชาวบ้าน เช่นการฟื้นฟูประเพณีหลายอย่างขึ้นมาทั้งในระดับ จังหวัดและระดับชุมชนเพื่อรอให้นักท่องเที่ยวไปชม ที่อ่าวพังงามีชาวบ้านไปรอยอวนนอกฤดู โดย ไม่หวังว่าจะจับสัตว์น้าได้ เพราะเขาถูกว่าจ้างให้ทาเช่นนั้นเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจว่าเป็นวิถีชีวิต จริง การขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างมากในภูเก็ตและในอ่าวพังงาทาให้หนุ่มสาวจากชุมชน ประมงชาวมุสลิมเข้าไปขายแรงงานในภาคบริการ สาวๆชาวมุสลิมจานวนไม่น้อยเลือกที่จะเป็น แคดดี้ในสนามกอล์ฟ หนุ่มๆออกไปเป็นพนักงานพายเรือนแคนูรองรับนักท่องเที่ยว อาชีพประมง พื้นบ้านไม่เหมาะสาหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว ในอีกด้านหนึ่งวัฒนธรรมการบริโภคก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อชาวบ้า นที่มีรายได้จากเศรษฐกิจ แบบใหม่ดังกล่าว ดังจะเห็นว่าชาวสวนยางสวนปาล์มหรือผู้ที่มีรายได้จากการขายทรัพยากรเพื่อ การท่องเที่ยวก็เริ่มต้นวิถีชีวิตแบบมีรายได้มากด้วยการซื้อรถปิ๊กอัพ และภารกิจสาคัญประการหนึ่ง ของรถปิ๊กอัพคือการนาเจ้าของและสมาชิกในครัวเรือนไปยังห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงมีผู้ตั้งคาถามมากขึ้นว่าหากปล่อยไปเช่นนี้ท้องถิ่นจะเหลือ สภาพเช่นใด และนาไปสู่การนึกถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ว่าอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะต้าน รับอิทธิพลของโลกภิวัตน์ได้ และทาให้ประชาชนในท้องถิ่นมองเห็น ทางเลือกอื่นๆมากกว่าการเดิน ตามกระแสโลกาภิวัตน์อย่างสิ้นเชิง บทเรียนจากโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ฝ่ายชุมชนและสังคมได้เห็นความสาคัญของ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามนัยที่กล่าวมาข้างต้น และพยายามเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยในปี 2542 ได้ ส นับสนุ นทุนวิ จั ยให้แ ก่ ชุ ดโครงการวิจั ยประวัติ ศาสตร์ ท้องถิ่ น ในทุก ภาค มี โครงการวิจัยรวมแล้วหลายสิบโครงการ แต่ว่าเมื่อชุดโครงการนี้ได้เสนอผลงานปิดโครงการไปแล้ว ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็กลับเข้าสู่ความเงียบเหงาเหมือนเดิม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชุดโครงการวิจัย
  • 6.
    ดังกล่าวยังคงทาโดยนักวิชาการ ผลการวิจัยที่ได้ก็นาไปถกเถียงทางวิชาการเป็นหลัก ยังไม่มี เป้าหมายอื่นที่ชัดเจนในปี 2552 สกว.ฝ่ายชุมชนและสังคมจึงได้สนับสนุนการวิจัยประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นอีกครั้ง แต่คราวนี้มีจุดมุ่งที่ชัดเจนที่จะให้ลงไปถึงชุมชนท้องถิ่น โดยสนับสนุนโครงการยุว วิจัยประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นขึ้นทั่วประเทศ ชุดโครงการนี้สนับสนุนให้ครูและนักเรียนในโรงเรียน มัธยมศึกษาเป็นทีมวิจัย โดยให้ศึกษาเรื่องราวในชุมชนของตนเอง ซึ่งมีโครงการวิจัยของโรงเรียน ต่างๆเกิดขึ้นเกือบ 1,000 โครงการ ผู้ เ ขี ย นได้ รั บ มอบหมายให้ เ ป็ น ผู้ ป ระสานงานโครงการในภาคใต้ ซึ่ ง จากการด าเนิ น โครงการมาปี เ ศษพบสิ่ ง ที่ น่ า สนใจหลายประการ ผู้ เ ขี ย นจะขอน ามาเสนอในที่ นี้ เ พื่ อ เป็ น ข้ อ สนั บ สนุ น ให้ เ กิ ด การศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น ในพื้ น ที่ ต่ า งๆอย่ า งกว้ า งขวาง และเป็ น การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ต่อคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง การดาเนินโครงโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ในเบื้องต้นพบสิ่งที่น่าสนใจ หลายประการ ในที่นี้จะขอเสนอสัก 3 ประการ ประการแรก พบว่าการดาเนินโครงการนี้ทาให้ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสามารถ ลงไปถึง เรื่องราวความสั มพันธ์ ของคนในพื้นที่เล็กๆมากขึ้น ที่ผ่านมาผู้ศึกษาส่วนใหญ่จ ะเป็น นักวิชาการ ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ซึ่งไม่มีใครสนใจลงไปถึงเรื่องเล็กเรื่องน้อยเหล่านี้ โดย โครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในรอบนี้ดาเนินการใน 6 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ ทั้ ง หมด 126 โงเรี ย น หั ว ข้ อ วิ จั ย ที่ โ รงเรี ย นต่ า งๆเสนอล้ ว นสะท้ อ นให้ เ ห็ น เรื่ อ งราวเล็ ก ๆที่ มี ความสาคัญต่อชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นๆ โดยตรง ดังตัวอย่างต่อไปนี้ โรงเรียนคีรีรัฐวิทยาคม อ.คีรีรัฐ จ.สุราษฎร์ธานี ศึกษาเรื่อง “ รถไฟกับการเปลี่ยนแปลงวิถี ชีวิตของชาวคีรีรัฐนิคม” โรงเรียนปากแพรกวิทยาคม อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ศึกษาเรื่อง "บ้านใน ชุมชนคน หลากถิ่นจากอดีตถึงปัจจุบัน” โรงเรียนบ้านควนรุย อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ศึกษาเรื่อง “นกกรงหัวจุกกับชาว ควนรุย : จากกรงแขวนชายคาถึงลานแข่งเสียง” โรงเรียนวัดโทเอก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ศึกษาเรื่อง ” เดือนสามหลามเหนียว : ประเพณีสัมพันธ์ของชุมชนท้องถิ่น” โรงเรียนเทพา อ.เทพา จ.สงขลา ศึกษาเรื่อง “ ข้าวแกงไก่ทอดเทพาข้างทางรถไฟ” โรงเรียนระโนดวิทยา อ.ระโนด จ.สงขลา ศึกษาเรื่อง “วิถีคนชายคลองระโนดในยุค สายน้า”
  • 7.
    โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๓๙(บ้านนาโต๊ะหมิง) อ.เมืองจ.ตรัง ศึกษาเรื่อง “สวนยางพารากับ ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนบ้านนาโต๊ะหมิง” โรงเรียนสวัสดิ์รัตนาภิมุข อ.นาโยง จ.ตรัง ศึกษาเรื่อง “ตานานตาหมอช่องกับวิถีชีวิต ชาวบ้านช่อง” โรงเรียนตะแพนพิทยา อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ศึกษาเรื่อง "เขาแก้ว ดินแดนแห่ง ประวัติศาสตร์การสู้รบ” โรงเรียนป่าบอนพิทยาคม อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ศึกษาเรื่อง “สับปะรดข้างทางบ้านป่าบาก : เศรษฐกิจและความสัมพันธ์ของคนป่าบอน” โรงเรียนบ้านไทรงาม อ.เมือง จ.สตูล ศึกษาเรื่อง “สามล้อและบทบาทของสามล้อใน ตลาดพิมาน” โรงเรียนสันติศาสตร์ อ.เมือง จ.สตูล ศึกษาเรื่อง “วิถีชีวิตของเด็กปอเนาะจากยุคโรงเรียน ปอเนาะถึงยุคโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม : กรณีศึกษาโรงเรียนแสงประทีปวิทยา อ.เมือง จ.สตูล” จากตั วอย่า งที่ ยกมาจะเห็น ได้ ว่า เรื่ องราวประวั ติศ าสตร์ ท้อ งถิ่ น ที่ที ม วิ จั ย ของครูแ ละ นักเรียนสนใจนั้นเป็นเรื่องราวเล็กๆ เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนในท้องถิ่นที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเรื่องราว ลักษณะนี้นักประวัติศาสตร์ที่เป็นนักวิชาการจะลงไปไม่ถึง และคาถามวิจัยที่นักวิชาการสนใจ มักจะใหญ่กว่าที่จะสนใจเรื่องเล็กๆเหล่านี้ แต่ว่าเรื่องเล็ก ๆเหล่านี้จะช่วยทาให้เราเข้าใจกลุ่มคน เฉพาะถิ่นเฉพาะชุมชนมากขึ้น และไม่สามารถหาได้จากข้อมูลแหล่งอื่น นอกจากนี้ข้อมูลหรือเรื่องราวเล็กๆเหล่านี้หากได้รับศึกษาหลากหลายเรื่องมากขึ้น ก็จะ สามารถเชื่อมต่อเป็นเรื่องราวที่ใหญ่ ขึ้น แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของผู้คนในมิติที่กว้ างขวาง ลึกซึ้ง และเชื่อมโยงมากขึ้น เท่ากับว่าการสนับสนุนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มแหล่งข้อมูล ที่จะทาให้เจ้าของประวัติศาสตร์ได้เข้าใจเรื่องราวในอดีตของตนมากขึ้น และทาให้คนกลุ่มอื่นที่ได้ ศึกษาประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้เข้าใจเจ้าของประวั ติศาสตร์มากขึ้น หากข้อมูลเหล่านี้ยังคงถูก ละเลยต่อไปจะเป็นที่น่าเสียดายมาก ดังนั้นการสนับสนุนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงควรสนับสนุนให้เกิดการศึกษาเรื่อง เล็กๆเหล่านี้ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปมากมาย แต่ว่าการจะรอพึ่งนักวิชาการที่ดาเนินการอยู่แล้วคงไม่พ อ เพราะนักวิชาการที่สนใจเรื่องนี้ก็มีน้อยมาก และโจทย์ที่พวกเขาสนใจก็มักจะใหญ่เกินเรื่องราว เหล่านี้ จึงควรสนับสนุนคนที่อยู่ในชุมชนหรือในท้องถิ่นอยู่แล้วและมีศักยภาพพอที่จะฝึกฝนให้เป็น นักวิจัยได้ ซึ่งจาการทดลองสนับสนุนให้ครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาเป็นนักวิจัยพบว่าเข้าข่ ายนี้ อย่างมาก เพราะมีโรงเรียนมัธยมกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆอย่างทั่วถึง ในขณะที่ครูดังกล่าวก็ มี
  • 8.
    พื้นฐานที่จะพัฒนาตัวเองได้ และโรงเรียนก็มีหลักสูตรที่สนับสนุนการศึกษาเรื่องราวของท้องถิ่นอยู่ แล้ว เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาฝึกฝนครูพอสมควรเนื่องจากครูส่วนใหญ่ยังไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น และยังไม่มีประสบการณ์ในการศึกษาวิจัยแบบการสร้างองค์ความรู้มาก่อน ประการที่สอง การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดัง กล่าวมี ลักษณะเป็นการศึกษาเชิ ง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของคนหลายฝ่าย เพราะข้อมูลของเรื่องที่ศึกษานั้นเกือบทั้งหมดไม่เคยมี อยู่ในเอกสารใดๆ หรือถ้ามีอยู่บ้างก็น้อยมาก ดังนั้นแหล่งข้อมูลหลักจึงอยู่ที่คาบอกเล่าของคน กลุ่มต่างๆที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆและรู้เรื่องราวที่ศึกษานั้นดี ซึ่งแน่นอนว่าคนในชุมชนตั้งแต่ผู้สูงอายุ จนถึงวัยรุ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมให้ข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้โครงการยุววิจัยฯยังกาหนดให้ครูและ นักเรียนร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อหวังผลด้านปฏิรูปการเรียนรู้ด้วย โดยให้ครูเป็นที่ ปรึกษาสนับสนุนให้นักเรียนเป็นผู้ลงไปศึกษาข้อมูลจากคนในชุมชน ซึ่งผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวก็เป็น ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา หรือพ่อแม่ของผู้ให้ข้อมูลนั่นเอง ซึ่งพบว่าผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวต่างเอาใจช่วย ลูกหลานของตนและให้ความร่วมมื ออย่างเต็ม ที่ ลักษณะเช่นนี้ทาให้ในด้านหนึ่ง กระบวนการ ศึกษาข้อมู ล เป็น ไปอย่างคึ กคัก ในอี กด้า นหนึ่ง ก็ทาให้ช าวบ้า นได้เ ข้ามี ส่วนร่ วมในการศึกษา เรื่องราวของตนเอง และกระบวนการนี้เองที่ ช่วยทาให้ชาวบ้านได้เกิดจินตนาการเกี่ยวกับอดีตของ ตนขึ้นมาใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นทุนสาคัญที่จะทาให้คนในชุมชนสามารถตอบสนองต่อปัญหาต่างๆและ คิดเรื่ องทางเลื อกเกี่ ยวกั บอนาคตของตนได้ม ากขึ้น ในขณะที่ นักเรี ยนที่ ถูกทาให้ม องแต่ เรื่อ ง สมัยใหม่จากภายนอกและไม่เคยสนใจเรื่องราวในท้องถิ่นของตน ก็กลับมาสนใจเรื่องนี้ และเห็น คุณค่าเรื่องราวที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นตัวละครอยู่ในนั้น ดั ง นั้ น การศึ ก ษาประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น ในยุ ค สมั ย ปั จ จุ บั น จะต้ อ งสนั บ สนุ น ให้ เ ป็ น กระบวนการสร้างปฏิบัติการของคนในท้องถิ่น เพราะเป้าหมายการศึกษาประวัติศาสตร์ท้อ งถิ่นไม่ เพียงแค่การได้องค์ความรู้สาหรับถกเถียงกันเท่านั้น แต่ควรจะมีส่วนสาคัญในการสร้างจินตนาการ หรือการตระหนักรู้เกี่ยวกับอดีตของตนเองให้แก่คนในท้องถิ่น เพื่อที่เขาจะใช้สิ่งเรานี้สร้างตัวตน ของเขาได้ในยุคที่มีการครอบงาจากอานาจภายนอกสูงอย่างที่เป็นอยู่ ประการที่ ส าม การสนั บ สนุน การศึก ษาประวั ติ ศาสตร์ ท้อ งถิ่ น โดยคนในท้ อ งถิ่ น เอง สามารถเริ่มต้นจากรูปธรรมเล็กๆที่คนในท้องถิ่นสนใจหรือเห็นว่าสาคัญ ซึ่งจะทาให้เรื่องเล็กๆ ดังกล่าวมีพลังสาหรับการอธิบายความสัมพันธ์ของผู้คนจากอดีตถึงปัจจุบัน หากคนข้างนอกเป็นผู้ เลือกเรื่องศึกษาอาจจะมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป ตัวอย่างเช่นผู้เขียนได้พิจารณาเค้าโครงการวิจัย เรื่ อ ง “เดื อ นสามหลามเหนี ย ว:ประเพณี สั ม พั น ธ์ ข องชุ ม ชนท้ อ งถิ่ น ” ของโรงเรี ย นวั ด โทเอก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช และช่วยทีมวิจัยปรับคาถามการวิจัยให้ชัดเจนขึ้น แต่ ขณะนั้น ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีอะไรมาก คงเป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่เดิม และเชื่อมโยงเรื่องราวมา
  • 9.
    จากพุทธศาสนา เช่นเดียวกับประเพณีที่ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ แต่ต่อมาผู้เขียนได้พิจารณาร่าง ฉบับสุดท้ายที่ทางทีมวิจัยแก้ไขส่งให้พิจารณาเพื่อจัดพิมพ์ผมทึ่งมากเลยและรู้ว่ าตัวเองซึ่งเป็นคน ข้างนอกท้องถิ่นดังกล่าวนั้นโง่อย่างมาก เพราะเรื่องที่ปรากฏนั้นแสดงสาระความสัมพันธ์ของคน ในท้องถิ่นที่ยิ่ง ใหญ่ ม าก และไม่ ใช่ประเพณีที่สืบทอดมาแต่ดั้ง เดิม หรืออ้างอิงเนื้อเรื่องมาจาก ศาสนา แต่เกิดจากผู้นาท้องถิ่นในสมัยที่การพัฒนาสมัยใหม่ยังเข้า ไปไม่ถึง คือพระสงฆ์ที่ชาวบ้าน ศรัทธา สามารถนาชาวบ้านจากหลายหมู่ บ้านทั้ง ใกล้และไกลที่ใช้ แม่ น้าร่วมกันให้ม าร่วมกัน พัฒนาและจัดการแม่น้าเพื่อให้คนในทุกหมู่บ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้สะดวกโดยเท่าเทียมกันใน ฐานะทรัพยากรส่วนรวม และสามารถผลักดันให้เกิด “ประเพณีเดือนสามหลามเหนียว” ขึ้น ซึ่งมี ส่วนสาคัญที่ทาให้คนในหมู่บ้านต่างๆที่ใช้แม่น้าร่วมกันยังคงร่วมกันรักษาระเบียบกฎเกณฑ์ของ การใช้แม่น้า และมีความใกล้ชิด รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน จากการเป็นผู้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ประเพณี ดังกล่าวนี้ยังมีส่วนในการสร้างพื้นที่ให้กลุ่มคนที่ใช้ทรั พยากรร่วมกันแม้อยู่ต่างหมู่บ้านกันได้มา พบปะและแบ่งปันสิ่งที่ตนมีให้ผู้อื่น ซึ่งเท่ากับเป็นการผลิตซ้าความสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นให้มี ความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และประเพณีน้ีสามารถเป็นหลักฐานได้ชัดเจนว่าการบันทึกประวัติศาสตร์ที่ ผ่านมานั้นจะให้ความสาคัญแก่ผู้นาท้ องถิ่นในฐานะที่เป็นลูกมือของรัฐบาลเท่านั้น ดังจะเห็นว่า พระภิกษุที่เป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวบ้านที่ผลักดันให้เกิดประเพณีนี้คือพระรัตนธัชมุนี หรือ “ท่านม่วง” ซึ่งเป็นพระภิกษุที่คนในภาคใต้หลายพื้นที่เคารพศรัทธามาก แต่ประวัติศาสตร์ที่ ได้รับการบันทึกเป็นทางการจะเสนอแต่บทบาทในการช่ วยทางราชการในสมั ยรัช การที่ 5 จั ด การศึกษา แต่บทบาทของท่านที่มีต่อคนในท้องถิ่นโดยตรง ภายใต้จารีตแบบท้องถิ่นโดยตรง กลับ ไม่ได้รับการกล่าวถึง ทั้งที่มีส่วนสาคัญต่อการสร้างความเป็นท้องถิ่นอย่างมาก ดังนั้นควรสนับสนุนให้มีการศึกษาประวัติ ศาสตร์ท้องถิ่นมากๆ และพยายามสนับสนุนให้ คนในท้องถิ่นเองลุกขึ้นมาศึกษาเรื่องของเขา หรืออย่างน้อยก็ต้องให้คนภายนอกร่วมกั บคนใน ท้องถิ่น การปล่อยให้มีเฉพาะคนภายนอกเข้าไปศึกษานั้นจะทาให้เรื่องราวของท้องถิ่นหายไป จานวนมาก และเรื่องราวราวต่างๆอาจถูกทาให้บิดเบี้ยวไปได้มาก ซึ่งจะเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ ทาให้คนในท้องถิ่นรู้เรื่องของตนน้อย ในขณะที่คนกลุ่มอื่นๆก็รู้เรื่องราวของคนในท้องถิ่นต่างๆน้อย ด้วย อย่างไรก็ตามเท่าที่ผู้ เขียนและคณะได้พยายามผลักดันโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นภาคใต้ให้ดาเนินมาตามหลักการที่กล่าวข้างต้น ก็พบว่ามีปัญหาอยู่มาก ปัญหาสาคัญอยู่ที่ โรงเรี ย นและครู ไ ม่ เ คยสนใจประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น ความไม่ ส นใจดั ง กล่ า วมาทั้ ง จากระบบ การศึกษา จากตัวครูในฐานะปัจเจกบุคคลในยุสมัยปัจจุบัน และจากความรู้ด้านการวิจัยที่สั่งสอน กันอยู่
  • 10.
    ผู้ เ ขียนขอพูด ประเด็น ตัว ครู ที่เ ป็น ผู้ มี บทบาทการวิจั ย พบว่า ตัว ครู ถึง แม้ จ ะเป็ นคนใน ท้องถิ่นหรืออย่างน้อยก็สอนหนังสืออยู่ในท้องถิ่น แต่ว่าครูส่วนใหญ่กลับไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นเลย สาเหตุสาคัญมาจากระบบการศึกษาในโรงเรียนและระบบความก้าวหน้าของครูไม่ได้ สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กล่าวคือครูจะสอนตามหนังสือเป็นหลัก ความก้าวหน้าหรือการเพิ่ม วิทยฐานะของครูก็ขึ้นอยู่กับการวิจัยเชิงทดลองเกี่ยวกับวิธีการหรือเทคนิคการสอนเป็นสาคัญ การ สร้างองค์ความรู้จากเรื่องราวรอบๆตัวไม่ได้รับการสนับสนุน ถึงทาไปก็ไม่สามารถใช้ขอเพิ่มวิทย ฐานะได้ ในขณะที่การฝึกอบรมด้านการวิจัยที่ครูได้รับยังเป็นเพียงการวิจัยเชิงปริมาณที่พอใช้ได้ใน การทดลองเกี่ยวกับการหาผลสั มฤทธิ์ทางการเรียนของวิธี สอนที่แตกต่างกันได้ แต่การวิจั ยใน กระบวนทัศน์ที่ให้ความสาคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ ครูไม่ได้รับการฝึกฝนมา ดังนั้นเมื่อโครงการ ยุววิจั ยประวัติศาสตร์เ ข้าไปสนับสนุนให้ดาเนินการเรื่องนี้ปรากฏว่าครูทาไม่ ถูก และยากที่จ ะ ปรับเปลี่ยนความเข้าใจของครูได้โดยง่าย อีกประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนซึ่งน่าจะไม่ได้เกิดเฉพาะกลุ่มครูเท่านั้นแต่น่าจะเกิดกับคน ส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันด้วย คือไม่สนใจประวัติศาสตร์ทั้งประวัติศาสตร์ ชาติและประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น แต่เ ดิม เรามั กวิพ ากษ์วิจ ารณ์การศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศว่ามุ่ ง ไปเฉพาะ ประวัติศาสตร์ชาติและผู้นาของชาติ แต่ไม่มีพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทาให้คนไทยมองเห็น หน่วยทางสังคมเฉพาะระดับชาติเท่านั้นที่มีอานาจและศักยภาพในการตัดสิ นเกี่ยวกับการพัฒนา แต่ จ ากการด าเนิ น โครงการยุ ว วิ จั ย ประวั ติ ศ าสตร์ ท้ อ งถิ่ น กลั บ พบว่ า ครู ไ ม่ เ พี ย งไม่ ส นใจ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเท่านั้น แม้ประวัติศาสตร์ชาติก็ไม่สนใจด้วย ประวัติศาสตร์ตามความเข้าใจ ของครูจึงไม่เห็นร่องรอยที่จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คน ไม่เพี ยงไม่เห็นความสัมพันธ์ที่ เกิ ด ขึ้ น ตามพลั ง วั ฒ นธรรมของคนกลุ่ ม ต่ า งๆเท่ า นั้ น แม้ แ ต่ ก ารพยายามแสดงให้ เ ห็ น ถึ ง ความสั ม พันธ์ที่เ กิดขึ้นจากการเข้ามาจั ดการของรัฐ ก็ไ ม่ สามารถกล่าวให้เห็นได้ ครูยัง คงมอง ประวัติศาสตร์แบบอะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นการเล่าแยกเป็นส่วน เช่น เมื่อศึกษาเกี่ยวกับ บุคคลก็นาเสนอได้เพียงเกิดเมื่อไร สาเร็จการศึกษาอะไร และทาอะไรที่ถือว่าเป็นคุณงามความดี แต่ ว่ า ไม่ ส ามารถอธิ บ ายเลยว่ า การเป็ น ผู้ น าของคนดั ง กล่ า วก่ อ ให้ เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลง ความสั มพันธ์ของคนในมิติใดบ้าง และพัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันได้อย่างไร หรือเมื่ อศึกษา ประเพณีบางอย่างก็เล่าเพียงรายละเอียดของประเพณี โดยแยกไม่ได้ด้วยว่าประเพณีที่เล่านั้น เกิดขึ้นในช่วงไหน ต่างกับปัจจุบันอย่างไร และไม่สนใจมิติที่เป็นความสัมพันธ์ของคนเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่สัง คมสมัยใหม่ สร้างขึ้นมา จะมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของตลาดและวัฒนธรรมการบริโภค คือชีวิตถูกจัดแจงไว้ เรี ย บร้ อ ยว่ า จะคิ ด อะไร ท าอะไร ความสุ ข คื อ อะไร ดั ง นั้ น ความจ าเป็ น ที่ จ ะต้ อ งรู้ ต้ อ งคิ ด ว่ า ประวัติศาสตร์ที่ตนต้องเกี่ยวข้องคืออะไร ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ จึงไม่จาเป็น
  • 11.
    ที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะวิจารณ์ครู เพราะครูเองก็มีภารกิจของตนเองและมี ความรู้ที่เหมาะสมจะปฏิบัติภารกิจของตน แต่ที่ยกตัวอย่างครูขึ้นมาก็เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้เห็น ว่าการสนับสนุนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่สนับสนุนให้คนในท้องถิ่นเป็นผู้มีบทบาทสาคัญ ในการศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตนเองนั้นไม่สามารถจะโยนภารกิจนี้ไปให้อย่างง่ายๆ แต่จะต้องให้ความสาคัญต่อกระบวนการฝึกฝนให้คนในท้องถิ่นที่เราหวังว่าจะให้เขาเป็นผู้ศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้พัฒนาความสามารถที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง หากถามว่าการผลักดันของโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ไ ด้ผลหรือไม่ อย่างไร คาตอบก็คือเป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะให้เกิดผลอย่างที่คาดหวัง เพราะครูส่วนใหญ่ที่เข้า มาร่วมโครงการยัง พอใจที่จ ะทาตามแบบที่ครูอยากจะทา เมื่อมี อะไรที่ต้องใช้ ความพยายาม มากกว่านั้น ครูก็จะถอย ทั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของครู แต่เนื่องจากไม่มีแรงสนับสนุนมาจากที่ใด ไม่ว่า จะเป็นส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เขตการศึกษา โรงเรียน หากจะ สนับสนุนก็เพียงการพูดด้วยวาจานิดหน่อย แต่ไม่มีการสร้างกระบวนการใดสนับสนุ น เช่น การให้ ปริมาณงาน การนาผลงานศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไปขอเลื่อนวิทยฐานะ ครูที่เข้ามาทาจึงต้อง เข้ามาแบบเป็นความสนใจส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่า ก็มี ครู จ านวนหนึ่ง ที่ถึง แม้ จ ะมี ข้อจ ากัดดัง ที่กล่า วมา ก็มี ความตื่น ตัวที่จ ะศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวทางที่ ทางโครงการผลักดัน แต่ก็ติดข้อจากัดที่พวกเขาต้องมีภาระ งานตามปกติมาก งานศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่สามารถนาไปทดแทนภารงานอื่นได้ ในขณะ ที่ครูเองก็ไม่ได้ฝึกฝนด้านการวิจัยเพื่อสร้างความรู้มา ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการร่วมกันทางาน แต่ ก็มีแนวโน้มที่น่าพอใจว่าหากดาเนินการต่อเนื่องไปในระยะที่ยาวนานพอสมควร เราจะสามารถ สร้างครูให้เป็นนักวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้จานวนหนึ่ง และนักวิจัยกลุ่มนี้น่าจะไปกระตุ้นให้ ฝ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ตื่นตัวเรื่องนี้ การผลักดันให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตามแนวที่กล่าวมาจึ งยังเป็นเรื่องที่ทา ได้ไม่ง่ายนัก ปัญหามีทั้งในส่วนโครงสร้างของการศึกษาและการบริหารการศึกษาที่ไม่เอื้อในเรื่องนี้ และปัญหาตัวบุคคลที่ถูกทาให้ไม่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมานานและขาดความรู้ความเข้าใจ และทักษะฝีมือทีจะดาเนินการเรื่องนี้ ่ การสรุปเช่นนี้ไม่ใช่ เพื่อให้เกิดความท้อถอย แต่เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ที่เห็นความสาคัญของ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และต้องการผลักดันให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ได้ตระหนักว่าจะต้องทางานอะไรบ้าง อย่างไร อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่ามีเฉพาะครูตามโรงเรียนในท้องถิ่น ต่างๆเท่านั้นที่ควร ได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คนกลุ่มอื่นๆก็สามารถฝึกฝนเป็นผู้ศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเองได้
  • 12.
    สรุป ยุคสมัยปัจจุบันเป็นยุคที่อิทธิพลโลกาภิวัตน์ขยายตัวเข้าครอบงาท้องถิ่นต่างๆมากขึ้น และ ชัดเจนขึ้น การกล่าวถึงโลกาภิวัตน์ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องต่อต้านโลกาภิวัตน์ หรือสร้างความเป็น ท้องถิ่นนิยม แต่ว่าเราก็ต้องไม่เดินไปตามอิทธิพลโลกาภิวัตน์ แต่ฝ่ายเดี่ยว เราต้องสามารถยืนอยู่ ได้หรือสร้างทางเลือกของตัวเองได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในยุค ปัจจุบันจึงมีภารกิจสาคัญของตัวเองเพิ่มขึ้น คือ การให้ชุมชุมชนในท้องถิ่นต่างๆสามารถค้นพบ ตัวเอง เพื่อที่จะสร้างทางเลือกในการดารงชีวิตและการก้าวไปข้างหน้าได้เหมาะสม การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงต้องเกิดขึ้นในท้องถิ่นทุกระดับอย่างหลากหลาย และ สามารถเข้าถึงเรื่องราวของท้องถิ่นนั้นๆได้จริง รวมทั้งจะต้องเป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วมหรือการ วิจัยเชิงปฏิบัติการที่คนในท้องถิ่น เจ้าของประวัติศาสตร์เข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัยด้วยอย่าง ใกล้ชิด เพื่อให้กระบวนการวิจัยช่วยสร้างการเรียนรู้ให้แก่ชาวบ้านไปพร้อมกันด้วย และหวังว่าจะ ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ลักษณะต่างๆไปในทิศทางที่คนในท้องถิ่นจะมีอิสระในการ กาหนดอนาคตของตนเองมากขึ้น การจะทาเช่นนี้ได้จาเป็นต้องสนับสนุนให้คนในท้องถิ่นระดับ ต่างๆเป็นผู้ ศึกษาเรื่องราวของเขาเอง เพราะการหวัง ให้นักวิช าการจากภายนอกเข้าไปศึกษา เหมือนเดิม นอกจากจะไม่เพียงพอแล้วยังอาจได้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตามการจะผลักดันให้คนในท้องถิ่นเป็นกาลังสาคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นก็ไม่อาจทาได้โดยง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ถูกทาให้ไม่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมานาน โครงสร้างทางการศึกษาและโครงสร้างเชิงนโยบายต่างๆก็ไมเอื้อต่อการศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน รวมทั้ง คนในท้องถิ่นก็ขาดความรู้ความเข้าใจที่จ ะดาเนินการเรื่องนี้ ดัง นั้นกระบวนการฝึกฝนที่จะให้ นักวิชาการและคนในท้องถิ่นมีความเข้าใจ มีความรู้ความสามารถ พอที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นได้อย่างมีคุณ ภาพ จึงเป็นกระบวนการสาคัญที่ต้องสนับสนุนควบคู่ไปกับการสนับสนุน การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วย หากเชื่อว่า “สังคมดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องร่วมสร้าง” การสนับสนุนให้มีการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากๆ ก็คือแนวทางหนึงที่จะช่วยให้เกิด “สังคมดี” ดังกล่าว ่
  • 13.
    เอกสารอ้างอิง ยงยุทธ ชูแว่น. ครึ่งศตวรรษแห่งการค้นหาและเส้นทางสู่อนาคตประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร : สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. เลิศชาย ศิริชัย. “แนะนาโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้”. ใน คู่มือโครงการยุววิจัย ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ : ยุววิจัยเพิ่อการเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนตนเอง. นครศรีธรรมราช : ศูนย์ประสานงานโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้” 2552. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทิศทางใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์” วารสาร สังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. 3(3) : 13 – 69 ; ธันวาคม 2552. Kammen, Carol. The pursuit of local history : reading on theory and practice. USA. : Altamira Press, 1996. Williams, Sherman. Local History. New York : Bibliolife, LLC., 2009.