โดย อ.เสถียร แผ่วัฒนากุล
อบรมการปลูกพืชไร้ดิน
HYDROPONIC
1. การปลูกผักไฮโดรโปนิก (Hydroponic) คืออะไร
2. ข้อดีและข้อเสีย
3. หลักการทางาน
4. การลงทุน (เพื่อกินเองหรือจาหน่ายและตลาด)
5. วัสดุอุปกรณ์
6. ขั้นตอนการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
7. ก้าวแรกมือใหม่หัดปลูก (ลงมือทา)
หัวข้อนาเสนอ
1 การปลูกผักไฮโดรโปนิกคืออะไร
สิ่งที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต
1. อุณหภูมิ
2. น้า
3. แสง
4. อากาศ
5. ธาตุอาหาร
การปลูกพืชโดยใช้ดิน
ปกติแล้วพืชจะเจริญเติบโตได้ดีนั้น ต้องมีการเจริญเติบโตที่
เหมาะสมคือ สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมเช่น แสงแดด อุณหภูมิ
น้า ธาตุอาหารพืชที่มาจากดิน น้า และอากาศ (ส่วนเหนือดินขึ้นไป)
การที่พืชจะนาธาตุอาหารไปใช้ได้นั้นจะเกี่ยวข้องกับความ
เป็นกรด – ด่าง (pH) ของดิน (ส่วนใต้ดิน)
แต่การปลูกพืชบนดินควบคุมดินยาก
การปลูกพืชบนดิน
สิ่งที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต
1. อุณหภูมิ
2. น้า
3. แสง
4. อากาศ
5. ธาตุอาหาร
การปลูกพืชไร้ดิน
ใช้นา แทน ดิน
การปลูกไร้ดินสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ง่าย และพืช
สามารถได้รับสารละลายที่ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จาเป็นที่อยู่ใน
รูปที่พืชสามารถนาไปใช้ได้ทันที
การปลูกพืชไร้ดิน
 เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นับเป็นวิธีการใหม่ในการ
ปลูกพืช นิยมปลูกกับผักที่ใช้เป็นอาหาร เนื่องจากประหยัด
พื้นที่ และไม่ปนเปื้อนกับสารเคมีต่างๆ ที่อยู่ในดิน ทาให้ได้
พืชผักที่สะอาด
 การปลูกพืชในน้าที่มีธาตุอาหารละลายอยู่ ทดแทนการ
ปลูกพืชในดินที่เราใช้แบบทั่วไป
 เรียกว่า การปลูกผักโฮโดรโปนิกส์
การปลูกพืชไร้ดินคืออะไร
ความแตกต่างระหว่าง
การปลูกพืชบนดินกับการปลูกพืชไร้ดิน
ปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหลายเริ่มแรกพืชจะยัง
นาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะจะต้องถูกย่อยสลายโดย
จุลินทรีย์ในดินจนกลายเป็นสารอนินทรีย์ก่อนพืชถึงจะ
นาไปใช้ประโยชน์ได้
แต่ในระบบไฮโดรโปนิกส์เราจะให้สารละลายธาตุ
อาหารที่เตรียมขึ้นจากปุ๋ยอนินทรีย์บริสุทธิ์แทน รากและขน
อ่อนก็จะดูดธาตุอาหารและน้าไปใช้ได้ทันที
สารอนินทรีย์ที่เป็นปุ๋ยเคมี ทาจากอะไร ??
สารละลายธาตุอาหาร มีอะไรบ้าง
1. Sodium และ Chorine NaCl น้าควรมีค่า pH 6.5
2. ค่า EC ที่ 1.8 อุณหภูมิไม่ควรเกิน 30 องศา C
3. แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม อนุมูลคาร์บอเนต หรือไบ
คาร์บอเนต
4. Magnesium ,Sulfate, Iron, Manganese, Copper
Boron, Zinc, Boron, Fluorine
สารอนินทรีย์ที่เป็นปุ๋ยเคมี ทาจากอะไร ??
ทานผักไฮโดรโปนิกส์..อันตรายไหม??
สารละลายธาตุอาหารมีไนเตรทที่พืชต้องการสาหรับการ
เติบโตอยู่ ผู้บริโภคมักกังวลเกี่ยวกับการบริโภคผักที่ปลูกใน
สารละลายธาตุอาหารเรื่องการสะสมของไนเตรท
จากรายงานของต่างประเทศ“ และผลการทดลองของคณะ
เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าประเทศเขตร้อนการ
สะสมไนเตรทของพืชผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์เกินขึ้นได้น้อย
ปริมาณไนเตรทที่พบนั้นน้อยกว่าค่ามาตรฐานอยู่มาก ดังนั้นจึงมั่น
ได้ว่า ผักไฮโดรโพนิกส์ที่ปลูกในบ้านเรามีความปลอดภัยต่อ
ผู้บริโภค
ไฮโดรโปนิกส์อันตรายมั้ย
พืชต้องการแร่ธาตุสารอาหาร
 ธาตุอาหารในดิน มาจาก
 ธาตุอาหารในน้า มาจาก 
ทั้งออแกนิก และ ไฮโดรโปนิกส์ จึงเป็นวิธีการปลูกแบบ
ธรรมชาติเหมือนกัน
พืชออแกนิก คืออะไร
ปุ๋ย สารเคมี
ปุ๋ยธรรมชาติ 
สารละลายธาตุอาหาร
ออแกนิก
ไฮโดรโปนิกส์
2 ประโยชน์ ข้อดีและข้อเสีย
ไฮโดรโปนิกส์นั้นมีประโยชน์หลักๆ 2 ประการด้วยกัน
1. ควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสาหรับการเติบโต
ของพืชได้ง่ายขึ้น
2. ให้ผลผลิตได้มากกว่าในเวลาที่น้อยกว่าเดิม
ประโยชน์ไฮโดรโปนิกส์
ข้อดี
1. สามารถทาการเพาะปลูกพืชได้ในบริเวณพื้นที่ที่ดินไม่ดีหรือ
สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก
2. ให้ผลผลิตต่อพื้นที่ปลูกสูงกว่า และสามารถทาการ ผลิตได้
สม่าเสมอ และต่อเนื่อง
3. อัตราการใช้แรงงานเวลาในการปลูก และค่าใช้จ่ายต่ากว่า
4. ใช้น้า และธาตุอาหารได้อย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ เช่น
ใช้น้าลดลงถึง 10 เท่าตัวของการปลูกแบบธรรมดา
5. ประหยัดเวลา และแรงงานในการเตรียมดิน และกาจัดวัชพืช
ข้อดีของไฮโดรโปนิกส์
ข้อดี
7. ใช้พื้นที่น้อย
8. ผลผลิต คุณภาพ และราคา ดีกว่าการปลูกบนดินมาก
เพราะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
การเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้องแน่นอนและรวดเร็ว
9. ปลอดยาฆ่าแมลง และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการใช้
สารป้องกันและกาจัดแมลงได้ 100% ลดผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ เช่นสารเคมีตกค้างในดิน การบุกรุก
ทาลายป่า เป็นต้น
ข้อดีของไฮโดรโปนิกส์
ข้อเสีย
1. การลงทุนขั้นต้นสูงกว่าการปลูกบนดิน
2. ผู้ปลูกต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคการปลูกพืช
แบบไร้ดินเป็นอย่างดี และมีประสบการณ์มากพอใน
การควบคุมดูแล
3. ต้องการการควบคุมดูแลอย่างสม่าเสมอ
4. เป็นสิ่งใหม่สาหรับเกษตรกรที่ต้องใช้เวลาในการทา
ความเข้าใจ
ข้อดีของไฮโดรโปนิกส์
3 หลักการทางาน
หลักการทางาน
การปลูกพืชในระบบ NFT (Nutrient Film Technique)
หลักการทางาน
การปลูกพืชในระบบ NFT (Nutrient Film Technique)
หลักการทางาน NFT
น้าไหลที่หัวราง
หลักการทางาน NFT
น้าไหลลงที่ท้ายราง
หลักการทางาน NFT
น้าไหลลงที่ท้ายราง
หลักการทางาน
การปลูกพืชในระบบ NFT (Nutrient Film Technique)
การปลูกแบบนี้จะเป็นการปลูกพืชโดยรากแช่อยู่ในสารละลาย
โดยตรง
สารละลายธาตุอาหารจะไหลเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ (หนา
ประมาณ 2-3 มิลิเมตร)
รางปลูกพืชกว้าง ตั้งแต่ 5-35 ซม. สูงประมาณ 5 - 10 ซม.
สารละลายจะไหลแบบต่อเนื่อง อัตราไหลอยู่ในช่วง 1 - 2 ลิตร/
นาที/ราง
ความลาดเอียงของราง
อุปกรณ์สาหรับ NFT
ถังเก็บนา
ปั๊มนา
ท่อส่งนา
รางปลูก
ส่วนควบคุมสารละลาย และการวัดค่าสารละลาย
อุปกรณ์สาหรับ NFT
ถังนา
ระบบรวม
ถังเก็บน้าโดยทั่วไปจะฝังอยู่ใต้ดินเพื่อป้องกันความร้อน
และขณะที่น้าจากรางปลูกพืชไหลตกลงในถังก็จะเป็นการ
เพิ่มการละลายตัวของออกซิเจนอีกทีหนึ่ง ขนาดของถัง
เก็บสารละลายขึ้นกับปริมาณพืชในระบบ
ระบบแยก
แยกถังน้าสาหรับแต่ละแปลง เช่น โอ่ง
อุปกรณ์สาหรับ NFT
ปั๊มนา หัวดูด แช่อยู่ในบ่อสารละลาย
อุปกรณ์สาหรับ NFT
ท่อส่งนา
ท่อขนาดใหญ่
(1 ½ - 3 นิ้ว)
อุปกรณ์สาหรับ NFT
รางปลูก
มีขนาดความกว้างและความยาวต่างๆกันตามชนิดของพืชที่
ปลูก ตัวรางอาจทาจากวัสดุต่างๆ เช่น PVC พลาสติกหรือ
โลหะปลอดสนิม ซึ่งต้องบุภายในด้วยพลาสติก ขนาดราง มี
ตั้งแต่ 10 – 30 ซม. ความยาว ตั้งแต่ 5 – 50 เมตร ควรใช้
รางสีขาวทาจากวัสดุ PVC และไม่ควรยาวเกิน 20 เมตร เพื่อ
ป้องกันการสะสมความร้อนทาให้รากพืชขาดออกซิเจน
อุปกรณ์สาหรับ NFT
ส่วนควบคุมสารละลาย
อุณหภูมิ
ค่า EC และค่า PH
อุปกรณ์วัดอุณหภูมิ
ค่า EC และค่า PH
การปลูกผักในระบบ NFT
ชนิดผักที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นผักสลัดที่ปลูกมากได้แก่ Butter
head, Cos, Green Oak, Red Oak
4
การลงทุน (เพื่อกินเองหรือ
จาหน่ายและตลาด)
5 วัสดุอุปกรณ์
1. เมล็ดพันธุ์
กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เก็บแช่เย็น
1. เมล็ดพันธุ์
กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เก็บแช่เย็น
เมล็ดผักมี 2 แบบคือ
 เมล็ดแบบไม่เคลือบจะมีเมล็ดประมาณ 800 เมล็ด / กรัม ราคาประมาณ
200-400 บาท /1000 เมล็ด
 เมล็ดแบบเคลือบ เคลือบด้วยแร่ดินเหนียวและสารเชื่อม เส้นผ่า
ศูนย์กลางประมาณ 3.25-3.75 มิลิเมตร ทาให้เมล็ดใหญ่ขึ้นสะดวกตอน
เพาะเมล็ดเป็นเมล็ดที่ผ่านการกระตุ้นเพื่อพร้อมที่จะงอก ดังนั้นอัตรา
การงอกจะสม่าเสมอ แต่ราคาจะแพงกว่า ประมาณ 400-1000
บาท/1000 เมล็ด
2. ถ้วยปลูก
ให้รากยึดเกาะ
3. ฟองน้า
ให้รากยึดเกาะ
4. เฟอร์ไรท์
ช่วยรักษาความชุ่มชื่น
5. ปุ๋ย
ปุ๋ย A + B
6 ขันตอนการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
เตรียมเพาะเมล็ด
ใส่เมล็ดในฟองน้า เก็บเมล็ดพันธุ์ในตู้เย็นเมื่อใช้ไม่หมด
วันที่ 1 เพาะเมล็ด
เก็บไว้ในที่ชืน อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่โดนแสงแดด
วันที่ 3 เมล็ดเริ่มงอก
พรมน้าเช้าเย็นให้ชุ่ม อย่าให้โดนแดด
วันที่ 5 ใบเริ่มงอก
พรมน้าเช้าเย็นให้ชุ่ม ยังไม่ต้องเอาออกแดด
วันที่ 6-7 ใบเริ่มงอก 2-3 ใบ
ระยะ 2-3 ใบ ให้โดนแดดร่าไรช่วงเช้า
สัปดาห์ที่ 1 = อนุบาล 1
ให้โดนแดดได้มากขึ้น เริ่มให้ปุ๋ย
สัปดาห์ที่ 2-3 = อนุบาล 2
ให้ปุ๋ย
สัปดาห์ที่ 4-5
ย้ายลงรางจริง
สัปดาห์ที่ 6-7
ย้ายลงรางจริง
45 วัน เก็บขายได้
ย้ายลงรางจริง
45 วัน เก็บขายได้
รากยึดเกาะฟองน้า ล้างให้สะอาด
45 วัน เก็บขายได้
รากยึดเกาะฟองน้า ล้างให้สะอาด
ผลผลิตอันน่าชื่นใจ การเก็บที่ดีต้องเก็บตอนเช้ามืด ใบจะสดได้น้าหนัก
7 ก้าวแรกมือใหม่หัดปลูก
(ลงมือปฏิบัติ)
อุปกรณ์
ทาเอง
จากวัสดุ
ในพื้นที่
เตรียมอุปกรณ์การปลูก
สร้าง
อุปกรณ์
ด้วย
ตัวเอง
การสร้างอุปกรณ์
ท่อ PVC
ขนาดท่อปลูก
ท่อ PVC
ด้านข้างของอุปกรณ์
ตามแบบ
ของความ
เหมาะสม
ความสูงและความกว้าง อุปกรณ์
วัสดุปลูก ถ้วยปลูกและฟองน้า
ส่วนเมล็ดพันธุ์
สั่งซื้อจากบริษัทผู้แทนจาหน่าย
หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์การ
เกษตร

เอกสารประกอบการบรรยาย การฝึกไฮโดรไฮโดรโปนิกส์ โดย อ.เสถียร ณ วันที่ 19-20 ก.พ. 59