รายงานการวิจัย
เรื่อง พัฒนาและส่งเสริมทักษะการอ่าน
รายวิชาภาษาไทย รหัส ท 22101
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2
นางสาวมารินทร์ จานแก้ว
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์
กาญจนบุรี
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี
SRINAGARINDRA THE PRINCESS MOTHER
SCHOOL KANCHANABURI
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8
บทที่ 1
บทนำ
ที่มำและควำมสำคัญของปัญหำ
ภาษาไทยเป็ นภาษาประจาชาติ ซึ่งเป็ นวัฒนธรรมที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติไทย
แ ล ะ เ ป็ น สื่ อ ก ล า ง ที่ ท า ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ข อ ง ค น ไ ท ย
เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ
ก า ร ง า น
การดารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างมีความสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้
ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์
วิจารณ์ ให้ ทัน ต่อการเป ลี่ยน แปลง ทางสั งคม ความก้าวห น้ าท าง ด้าน เทคโน โล ยี
ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและแสดงถึงภูมิปัญญา
สามารถถ่ายทอดขนบธรรมเนี ยมประเพ ณี วัฒน ธรรมของชาติให้คงอยู่คู่คนไทยตลอดไป
(กระทรวงศึกษาธิการ:2551)
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร ศึ ก ษ า แ ห่ ง ช าติ พุ ท ธ ศั ก ร า ช 2 5 4 2 ม าต ร า 2 2
ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่
า ผู้ เ รี ย น มี ค ว า ม ส า คั ญ ที่ สุ ด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
ในมาตรา 23 เน้นการศึกษาในระบบและตามอัธยาศัย ให้ความสาคัญ ในการบูรณาการความรู้
คุณธรรมและกระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา (กรมวิชาการ:2545)
จากห ลักสู ตรการศึกษาขั้น พื้ น ฐาน พุทธศักราช 2544 จัดทาขึ้น สาห รับท้องถิ่น
และสถานศึกษาได้นาไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาและจัดการเรียน
การสอน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพ
ด้านความรู้และทักษะที่จาเป็นสาหรับการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความรู้เพื่อพั
ฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ได้กาหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 1การอ่าน
มาตรฐาน ที่ 1.1 ใช้กระ บวน การอ่าน สร้างความรู้และความคิด เพื่อน าไปใช้ตัดสิ น ใจ
แ ก้ปั ญ ห าใ น ก า ร ด าเนิ น ชี วิต แ ล ะ มี นิ สั ย รั ก ก าร อ่า น ก า ห น ด ใ ห้ นั ก เรี ย น
ใช้ความรู้และประสบการณ์เป็ นเครื่องมือพัฒนาการอ่านหนังสือที่หลากหลายเพื่อเป็ นพื้นฐาน
ก าร พิ จ าร ณ าเนื้ อ ห า รู ป แ บ บ วิเค รา ะ ห์ วิจ าร ณ์ แ ล ะ ป ระ เมิน ค่าเรื่ อ ง ที่ อ่า น
รวมทั้งคุณค่าทางวรรณคดีและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ:2544)
วิชาภาษาไทยประกอบด้วยเนื้อหา 5 สาระ คือ 1. การอ่าน 2. การเขียน 3.การฟัง การดู
และการพูด 4. หลักการใช้ภาษา 5. วรรณคดีและวรรณกรรม การอ่านเป็ นเนื้อหาที่ผู้เรียนต้อง
มีความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์การอ่าน ให้ถูกต้องจึงก่อให้ เกิดประสิ ทธิภ าพ ในการเรียน
แ ล ะ ส า ม า ร ถ น า ไ ป ใ ช้ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ า วั น
การอ่าน จึง มีความส าคัญ เพ ราะ เป็ น พื้ น ฐาน ใ น การสื่ อส ารเพื่ อใ ห้ เกิดความเข้าใ จ
จาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการอ่านจึงจะทาให้การสื่อสารประสบความสาเร็จ
ทั ก ษ ะ ข อ ง ก า ร อ่า น ที่ จ า เป็ น จ ะ ต้อ ง ส่ ง เส ริ ม ส า ห รั บ ผู้ เ รี ย น ไ ด้ แ ก่
ทักษะในการแปลความหมายของเนื้อเรื่องที่อ่านและเก็บใจความสาคัญให้ได้ตรงตามที่ผู้แต่งต้องการ
แต่การสอนทักษะนี้ จะยากลาบาก เพราะผู้เรียนมีข้อบกพร่องหลายประการดังที่ ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์
ได้กล่าวถึงข้อบกพร่องของผู้เรียนดังนี้
1. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กไม่รู้จักคาแปลของคาที่อ่าน
2. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กไม่สามารถเข้าใจความคิดอันซับซ้อน
3. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กไม่รู้จักวิพากษ์วิจารณ์
4. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กลาดับเรื่องราวไม่เป็น
เ มื่ อ ก า ร อ่ า น มี ค ว า ม ส า คั ญ มี ค ว า ม จ า เ ป็ น แ ล ะ มี ป ร ะ โ ย ช น์
จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้มีความสามารถในการอ่าน เช่น อ่านหนังสือได้เร็ว
อ่านแล้วสามารถจับใจความ ของเรื่องได้ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกจากเรื่องราวที่อ่านได้
คิดเชิงวิจารณ์และวิเคราะห์ใจความสาคัญ ปฏิบัติตนให้เกิดนิสัยที่ดีในการอ่าน (ไพฑูรย์ ธรรมแสง 2543 :
12)
ฉะนั้น การสอน การอ่านต้องจัดกิจกรรมหลายรูปแบบและเป็ นกิจกรรมที่เปิ ดโอกาส
ให้ผู้เรียนได้จับใจความสาคัญ ตีความวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่าน ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรพุทธศักราช
2 5 51 ก ร ะ บ ว น ก า ร ส อ น อ่ า น เ ป็ น สิ่ ง จ า เ ป็ น
ค ว รจ ะ ใ ห้ ผู้เรี ย น ไ ด้รั บ ก า รฝึ ก ฝ น ก า รอ่าน ตั้ ง แ ต่ร ะ ดั บ มัธ ย ม ศึ ก ษ าต อ น ต้ น
ซึ่ ง จ ะ ไ ด้ ผ ล ดี ก ว่ า ก า ร ฝึ ก ใ น ร ะ ดั บ อุ ด ม ศึ ก ษ า
เพ ราะ ปัญ หาการสอน เกี่ยวกับเรื่องการอ่าน ที่เกิดขึ้น ใน ระดับมัธยมศึกษาตอน ต้น นั้ น
ผู้ เ รี ย น บ า ง ค น อ่ า น ไ ด้ แ ต่ ไ ม่ เ ข้ า ใ จ เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น
และส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นของผู้เขียนได้
เนื่องจากผู้เขียนมิได้แสดงแนวคิดหรือใจความสาคัญของเรื่องโดยตรงซึ่งทาให้ขาดสมรรถภาพทางด้านการ
อ่าน
การจัดการเรียนการสอนด้านการอ่านในปัจจุบัน (2552– 2555) พบว่า การจัดการเรียน
การสอนส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าพอใจ นอกจากนี้ มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนกลุ่มภาษาไทย
มีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่ยังไม่สูงเท่าที่ควรในฐานะที่เป็นภาษาประจาชาติ
จากรายงานการวัดผลและประเมินผลทางด้านคุณภาพการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษ
าไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์
กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยการสารวจผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา 2556
คะแน นเฉลี่ยร้อยละ 68.25 ปี การศึกษา 2557คะแน นเฉลี่ยร้อยละ 70.65 ปี การศึกษา 2558
คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70.95 จากผลการประเมินย้อนหลัง 3 ปี พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่าน
มีคะแน นเฉลี่ยต่ากว่าเกณฑ์ที่โรงเรียน กาหน ดไว้คือ ร้อยละ 80 ซึ่ งปัญหาที่พบมากที่สุ ด
ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ปี การศึกษา 2556-2558 คือ
ทักษะด้านการอ่าน เป็นผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ากว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 รายงานการวัดผลและประเมินผลแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย โรงเรียน
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ปีการศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ เกณฑ์ที่กาหนด คะแนนเฉลี่ย
2556 ภาษาไทย 80.00 68.25
2557 ภาษาไทย 80.00 70.65
2558 ภาษาไทย 80.00 70.95
จากการศึกษาประโยชน์ ของการอ่าน ข้างต้น พ บว่า การมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
ด้านการอ่าน วิชาภาษาไทยต่ากว่าเกณฑ์ที่กาหน ด มีมูลเหตุลาดับหนึ่ งว่า ผู้เรียน ขาดความรู้
แ ล ะ ทั ก ษ ะ ที่ ช าน า ญ ใ น ก า ร อ่าน ใ น ใ จ ก าร จับ ใ จ ค ว าม ก าร อ่า น ตี ค ว า ม
การอ่าน เพื่อแยกข้อความที่เป็ น ข้อเท็จจริง และ ข้อคิดเห็ น การอ่าน เพื่อการวิเคราะ ห์
ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า
จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้รายงานจึงเห็นความสาคัญของปัญหาและสนใจที่จะสร้าง
และใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย เป็ นสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง
แ บ บ ฝึ ก เ ส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย ที่ ผู้ ร า ย ง า น ส ร้ า ง ขึ้ น
จึ ง เ ป็ น น วัต ก ร ร ม ที่ ช่ ว ย ใ ห้ ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น รู้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ
ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสร้างและ พัฒน าแบบฝึ กเสริ มทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ด้านทักษะการอ่านภาษาไทย ก่อนและหลัง
การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียน
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
3 . เพื่ อ ศึ ก ษ า ค ว าม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง นั ก เรี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ าปี ที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สมมติฐำน
1. แบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย สาห รับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่
2ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 5 9
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านภาษาไทยหลังใช้สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภา
ษาไทย
3. นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 5 9
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
มีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยอยู่ในระดับดี
ขอบเขตของกำรศึกษำค้นคว้ำ
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ภาคเรียนที่ 1
ปี การศึกษา 2559ของเฉลิมพ ระเกียรติสมเด็จพ ระศรีน ครินทร์ กาญจน บุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี จานวน 2ห้องเรียน จานวน 80 คน
กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2559ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (SimpleRondom Samping)โดยวิธีการจับฉลากได้กลุ่มตัวอย่าง
จานวน 1 ห้องเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จานวน 40คน
2. เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านภาษาไทย ตามหลักสูตรสถานศึกษา
โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคมพุทธศักราช 2551 (หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544)
ส า ร ะ ที่ 1 ก า ร อ่ า น ซึ่ ง แ บ่ ง ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ก า ร อ่ า น ห ล า ย ป ร ะ เ ภ ท
สาหรับเนื้อหาวิชาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สาหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 เรื่องการอ่าน ซึ่งประกอบด้วย
ชุดที่ 1 อ่านในใจลาดับความคิด
ชุดที่ 2 จับประเด็นพินิจใจความสาคัญ
ชุดที่ 3 สารพันเลือกสรรอ่านตีความ
ชุดที่ 4 แยกตามข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น
ชุดที่ 5 มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์
3. ตัวแปรในการศึกษาครั้งนี้
3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การสอนโดยใช้สื่อแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
3.2 ตัวแปรตาม
3.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น
นิยำมศัพท์เฉพำะ
1. การอ่านวิชาภาษาไทย หมายถึง ความสามารถในการอ่าน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่
2ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ประกอบด้วยการอ่านในใจ การจับใจความสาคัญ
การตีความ การแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น การวิเคราะห์ ได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์การอ่าน
ทาให้สามารถถ่ายทอดความหมายของตัวอักษรให้ผู้อื่นเข้าใจได้ถูกต้อง
2 . แ บ บ ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย ห ม า ย ถึ ง
สื่อการเรียนที่ผู้รายงานสร้างขึ้นให้ผู้เรียนสามารถใช้เรียนได้ด้วยตนเองในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551สาระที่ 1การอ่าน มาตรฐานที่ ท
1.1 ใ ช้ ก ร ะ บ วน ก าร อ่าน ส ร้ าง ค ว ามรู้ แ ล ะ ค วา มคิ ด เพื่ อ น าไ ป ใ ช้ ตัด สิ น ใ จ
แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน
3. ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการทาแบบทดสอบหลังเรียน
ของนักเรียน หลังจากที่นักเรียนได้เรียนจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
2 ตามเกณฑ์ที่กาหนด
4. ประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์ 80/80
8 0 ตั ว แ ร ก ห ม า ย ถึ ง
ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากการทาแบบทดสอบย่อยหลังจากเรียนโดยใช้แบบฝึกเส
ริมทักษะการอ่านภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
8 0 ตั ว ห ลั ง ห ม า ย ถึ ง
ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาไทย
(ท 22101) ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2559โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
6. ครูผู้สอนหมายถึงครูผู้สอนนักเรียนที่สอนวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ภาคเรียนที่1และ 2
ปีการศึกษา 2556- 2558โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8
7. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนที่สร้างขึ้นตามเนื้อหา เกี่ยวกับการอ่านภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ
8. ความพึ ง พ อใ จ ห มายถึ ง ความพ อใ จขอ งนั กเรี ยน ชั้ น มัธยมศึ กษ าปี ที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ปีการศึกษา
2558 ต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ
1.แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ
โดยใช้เกณฑ์ 80/80
2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. ค รู น าแ น ว ท าง ก าร ผ ลิ ต สื่ อ แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ ก ารอ่าน ภ าษ าไ ท ย
ประยุกต์ใช้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ
4 . นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2/ 2 ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 5 9
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
หรือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2ที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย มีความพึงพอใจ
มีความสุขต่อการใช้สื่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดั
บดี
บทที่ 2
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
การสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาดังนี้
1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
2. หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
2.1 โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา
2.2 มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น วิชาภาษาไทย
3. การอ่าน วิชาภาษาไทย
3.1 ความหมายของการอ่าน
3.2 ความสาคัญของการอ่าน
3.3 ทฤษฏีเกี่ยวกับการอ่าน
3.4 ประเภทของการอ่าน
4. แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
4.1 ความหมายของแบบฝึก
4.2 ความสาคัญของแบบฝึก
4.3 หลักการสร้างแบบฝึก
4.4 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี
4.5 ประโยชน์ของแบบฝึก
5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
5.1 งานวิจัยในประเทศ
5.2 งานวิจัยต่างประเทศ
หลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทย การพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ ผู้รายงานได้ศึกษา
หลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จุดหมายโครงสร้าง สาระและมาตรฐาน
การเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (กระทรวงศึกษาธิการ.2551 : 4-12)
1. หลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็ นไปตามนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศ
เพื่ อ ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ ผู้ เ รี ย น ไ ด้ พั ฒ น า ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ เ ต็ ม ศั ก ย ภ า พ
กาหนดหลักการของหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ดังนี้
1.1 เป็นการศึกษาเพื่อเป็นเอกภาพของชาติ มุ่งเน้นความเป็นไทย ควบคู่เป็นสากล
1 . 2 เ ป็ น ก า ร ศึ ก ษ า เ พื่ อ ป ว ง ช น
ที่ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
1.3 ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒน าและเรียน รู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
โดยถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
1.4 เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระ เวลาและการจัดการเรียนรู้
1 . 5 เ ป็ น ห ลั ก สู ต ร ที่ จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ไ ด้ ทุ ก รู ป แ บ บ
ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนและประสบการณ์
2. จุ ดมุ่ง ห ม ายข อ ง ห ลัก สู ต รก ารศึ ก ษ าขั้ น พื้ น ฐ าน พุ ท ธ ศักร าช 25 51
หลักสู ตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็ นมนุ ษย์ที่สมบูรณ์ เป็ นคนดี มีปัญญา
มีความสุ ขและ มีความเป็ น ไ ท ย มีศัก ยภ าพ ใ น ก ารศึ ก ษ าต่อ แ ล ะ ป ระ ก อ บ อ าชี พ
จึงกาหนดจุดมุ่งหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังต่อไปนี้
2 . 1 เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง ต น เ อ ง
มีวินัยในตนเองปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรม
จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์
2.2 มีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการอ่าน รักการเขียนและรักการค้นคว้า
2.3 มีความรู้อันเป็นสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ
มีทักษะ และศักยภาพ ใ น การจัดการ การสื่ อสารและการใช้เทคโน โลยี ปรับวิธีการคิด
วิธีการทางานได้เหมาะสมกับสถานการณ์
2.4 มีทักษ ะ ก ระ บ วน ก าร โดยเฉ พ าะ ท าง ค ณิ ตศาส ตร์ วิท ยาศ าส ต ร์
ทักษะการคิดการสร้างปัญญาและทักษะในการดาเนินชีวิต
2.5 รักการออกกาลังกาย ดูแลตนเองให้มีสุขภาพและบุคลิกที่ดี
2.6 มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค มีค่านิยมเป็นผู้ผลิตมากกว่าเป็นผู้บริโภค
2.7 เข้าใจประวัติศาสตร์ของช าติไทย ภูมิใจใน ความเป็ น ไทย เป็ น พลเมืองดี
ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.8 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์ภาษาไทย ศิลปะวัฒนธรรมประเพณี กีฬาภูมิปัญญาไทย
ทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดล้อม
2.9 รักประเทศชาติและท้องถิ่น มุ่งทาประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามให้สังคม
3. โครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551
เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็ นไปตามหลักการ จุดมุ่งหมายและมาตรฐานการเรียน รู้
ที่กาหน ดไว้ให้สถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องมีแน วปฏิบัติใน การจัดหลักสู ตรสถาน ศึกษา
จึงได้กาหนดโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
โครงสร้ำงของหลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน
3.1 ระดับช่วงชั้น
กาหนดหลักสูตรเป็น 4 ช่วงชั้น ตามระดับพัฒนาการของผู้เรียน ดังนี้
ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3
ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6
ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3
ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6
3.2 สำระกำรเรียนรู้
กาหน ดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ ทักษะ
หรือกระบวนการเรียนรู้และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนเป็น 8 กลุ่มดังนี้
3.2.1 ภาษาไทย
3.2.2 คณิตศาสตร์
3.2.3 วิทยาศาสตร์
3.2.4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
3.2.5 สุขศึกษาและพลศึกษา
3.2.6 ศิลปะ
3.2.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.2.8 ภาษาต่างประเทศ
3.3 เวลำเรียน
ห ลั ก สู ต ร ก าร ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ าน ก าห น ด เว ล าใ น ก า ร จัด ก า ร เรี ย น รู้
และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ดังนี้
ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 3 มีเวลาเรียนประมาณปีละ 800 - 1,000 ชั่วโมง
โดยเฉลี่ยวันละ 4-5ชั่วโมง
ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 มีเวลาเรียนประมาณปี ละ 800 - 1,000 ชั่วโมง
โดยเฉลี่ยวันละ 4-5ชั่วโมง
ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 มีเวลาเรียนประมาณปีละ 1,000 - 1,200 ชั่วโมง
โดยเฉลี่ยวันละ 5-6ชั่วโมง
ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 มีเวลาเรียนประมาณปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง
โดยเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 6ชั่วโมง ดังแสดงในตารางที่ 2
ตำรำงที่2 แสดงโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม
ช่วงชั้น
ประถมศึกษา มัธยมศึกษา
ช่วงชั้นที่ 1
(ป.1-3)
ช่วงชั้นที่ 2
(ป.4-6)
ช่วงชั้นที่ 3
(ม.1-3)
ช่วงชั้นที่ 4
(ม.4-6)
การศึกษาภาคบังคับ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม
ภาษาไทย
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สุขศึกษาและพลศึกษา    
ศิลปะ    
การงานอาชีพและเทคโนโลยี    
ภาษาต่างประเทศ    
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน    
เวลาเรียน ประมาณปีละ
800-1,000 ชม.
ประมาณปีละ
800-1,000ชม.
ประมาณปีละ
1,000-1,200ชม.
ไม่น้อยกว่าปีละ
1,200ชม.
หมำยเหตุ สาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักเพื่อสร้างพื้นฐานการคิด การเรียนรู้
และการแก้ปัญหา
 ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ ที่ เ ส ริ ม ส ร้ า ง ค ว า ม เ ป็ น ม นุ ษ ย์
และศักยภาพพื้นฐานในการคิดและการทางาน
 กิจรรมที่เสริมสร้างการเรียนรู้นอกจากสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และการพัฒนาตนตาม
ศักยภาพทั้งนี้สถานศึกษาอาจจัดเวลาเรียนและกลุ่มสาระต่างๆ ได้ตามสภาพกลุ่มเป้าหมายสาหรับ
การศึกษาน อกระ บบ สามารถจัดเวลาเรียน และ ช่วงชั้น ได้ตามระ ดับการศึกษา
หลักสูตรแกน กลางการศึกษาขั้น พื้น ฐาน มุ่งพัฒน าผู้เรียน ทุกคน ซึ่ งเป็ น กาลังของช าติ
ใ ห้ เ ป็ น ม นุ ษ ย์ ที่ มี ค ว า ม ส ม ดุ ล ทั้ ง ด้ า น ร่ า ง ก า ย ค ว า ม รู้ คุ ณ ธ ร ร ม
มี จิ ต ส า นึ ก ใ น ค ว า ม เ ป็ น พ ล เ มื อ ง ไ ท ย แ ล ะ เ ป็ น พ ล เ มื อ ง โ ล ก
ยึดมั่นใน การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอัน มีพ ระมห ากษัตริย์ ทรงเป็ นประมุข
มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต
โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภ
าพ
ภาษาไทยเป็ นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชานาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้
อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนาไปใช้ใน ชีวิตจริง การอ่าน การอ่านออกเสียงคา ประโยค
การอ่านบทร้อยแก้ว คาประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์
สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวัน คือหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช
2521(ฉบับปรับปรุง 2533)หลักสู ตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521(ฉบับปรับปรุง 2533)
แล ะ ห ลัก สู ต รมัธ ยมศึก ษ าตอ น ป ล าย พุ ท ธศัก ราช 2524 (ฉ บับ ป รับ ป รุ ง 2533 )
เป็นหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีข้อจากัด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
กาห น ดให้ บุคคลมีสิ ทธิ เสมอกัน ใ น การรับ การศึกษาขั้น พื้ น ฐาน ไม่น้ อยกว่า 12 ปี
อ ย่ า ง ทั่ ว ถึ ง แ ล ะ มี คุ ณ ภ า พ โ ด ย ไ ม่ เ ก็ บ ค่ า ใ ช้ จ่ า ย
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กาหนดให้มีการจัดทาหลักสูตร ขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย
ค ว า ม เ ป็ น พ ล เมื อ ง ที่ ดี ข อ ง ช า ติ ก า ร ด า ร ง ชี วิ ต แ ล ะ ก าร ป ร ะ ก อ บ อ า ชี พ
ต ล อ ด จ น เ พื่ อ ก า ร ศึ ก ษ าต่อ พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร ศึ ก ษ าแ ห่ ง ช าติ พ .ศ .2 5 4 2
จึ ง ก า ห น ด ใ ห้ มี ห ลั ก สู ต ร ก าร ศึ ก ษ าขั้ น พื้ น ฐ าน พุ ท ธ ศั ก ร าช 2 5 4 4
โดยยึดหลักความมีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากห ลาย ใ น การปฏิ บัติ กล่าวคือ
เป็นหลักสูตรแกนกลางที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น กาหนดจุดหมาย ซึ่งเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในภาพรวม12
ปี สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เป็นช่วงชั้นละ3
ปี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การดารงชีวิตและการประกอบอาชีพ
ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อการจัดการศึกษามุ่งเน้นความสาคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถคุณธรรม
กระบวน การเรี ยน รู้ และ ความรับ ผิดช อบ ต่อสัง คม เพื่ อพัฒ น าคน ใ ห้ มีความสมดุ ล
โดยยึดหลักผู้เรียนสาคัญที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นคนดีมีปัญญา
มี ค ว า ม สุ ข แ ล ะ มี ค ว า ม เ ป็ น ไ ท ย
มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพเพื่อให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์
1. เห็นคุณค่าของตนเอง
2. มีความคิดสร้างสรรค์
3. มีความรู้เป็นสากล
4. มีทักษะและกระบวนการในการดาเนินชีวิต
5. รักการออกกาลังกาย
6. มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค
7. เข้าใจประวัติศาสตร์ของชาติไทย
8. มีจิตสานึกอนุรักษ์ภาษาไทย
9. รักประเทศชาติและท้องถิ่น
หลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนด่ำนมะขำมเตี้ยวิทยำคม อำเภอด่ำนมะขำมเตี้ย จังหวัดกำญจนบุรี
โครงสร้ำงหลักสูตรสถำนศึกษำ
ตำรำงที่3 โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง)
พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม
1.ภาษาไทย 120 40 120 - 120 -
2.คณิตศาสตร์ 120 40 120 - 120 -
3.วิทยาศาสตร์ 120 - 120 - 120 40
4.สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 80 80 80 160 80 80
5.สุขศึกษาและพลศึกษา 80 - 80 40 80 -
6.ศิลปะ 40 - 40 - 40 -
ตำรำงที่ 3 (ต่อ)
กลุ่มสาระการเรียนรู้
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง)
พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม
7.การงานอาชีพและเทคโนโลยี 80 80 80 80 80 160
8.ภาษาต่างประเทศ 120 40 120 - 120 -
รวมเวลำ 760 280 760 280 760 280
9.กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
-
กิจกรรมพัฒนาความถนัดความสนใจ(
กิจกรรมชุมนุม)
40 40 40
-กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี 40 40 40
-กิจกรรมแนะแนว/โฮมรูม 40 40 40
-กิจกรรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม 40 40 40
รวมเวลำ 920 280 920 280 920 280
รวมเวลำเรียนทั้งหมด 1200 1200 1200
หมายเหตุ รายวิชาเพิ่มเติม จัดตามความเหมาะสม
สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้ภำษำไทย
ห ลั ก สู ต ร ก า ร ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ า น พุ ท ธ ศั ก ร า ช 2 5 51
กาหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ในการกาหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐ
าน เพื่อเป็นพื้นฐาน ในการดารงชีวิตให้มีคุณภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ จานวน 5 สาระคือ
สาระที่ 1 การอ่าน
สาระที่ 2 การเขียน
สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด
สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา
สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
สาระที่ 1 : การอ่าน
ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 1 . 1 :
ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดาเนินชีวิต
และมีนิสัยรักการอ่าน
สาระที่ 2 : การเขียน
มาตรฐ าน ที่ ท 2.1 : ใ ช้ก ระ บ วน การเขียน เขียน สื่ อ ส าร เขียน เรี ยง ค วาม
ย่ อ ค ว า ม แ ล ะ เ ขี ย น เ รื่ อ ง ร า ว ใ น รู ป แ บ บ ต่ า ง ๆ
เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
สาระที่ 3 : การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐานที่ ท 3.1 : สามารถเลือกฟัง และดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด
ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์
สาระที่ 4 : หลักการใช้ภาษา
มาต ร ฐ าน ที่ ท 4 .1 : เข้ าใ จ ธ ร ร มช า ติ ข อ ง ภ าษ าแ ล ะ ห ลั ก ภ าษ า ไ ท ย
การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 4 .2 : ส า ม า ร ถ ใ ช้ ภ า ษ า แ ส ว ง ห า ค ว า ม รู้
เสริมสร้างลักษณะนิสัยบุคลิกภาพและความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรม อาชีพ สังคม
และชีวิตประจาวัน
สาระที่ 5 : วรรณคดีและวรรณกรรม
ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 5 .1 : เ ข้ า ใ จ แ ล ะ แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น
วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ช่วงชั้น
สาระที่ 1 : การอ่าน
มาตรฐานที่ ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหา
และสร้างวิสัยทัศน์ในการดาเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน
ตำรำงที่ 4 แสดงมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ช่วงชั้น
ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
1.
สามารถอ่านได้ถูกต้องตามหลั
กการอ่าน
เข้าใจความหมายของคาและข้
อความที่อ่าน
2.
สามารถสรุปใจความสาคัญแล
ะรายละเอียดของเรื่อง
หาคาสาคัญหรือใช้แผนภาพโ
ครงเรื่องหรือแผนภาพความคิ
ดเป็นเครื่องมือการพัฒนาควา
มเข้าใจการอ่าน
รู้จักใช้คาถามเกี่ยวกับเนื้อหาแ
ละแสดงความรู้ ความคิด
คาดคะเนเหตุการณ์
เรื่องราวจากเรื่องที่อ่านและกา
หนดแนวทางปฏิบัติ
1.สามารถอ่านได้คล่
องแคล่ว
รวดเร็วยิ่งขึ้น
เข้าใจความหมายขอ
งคา สานวนโวหาร
การบรรยาย
การพรรณนา
การเปรียบเทียบ
การใช้บริบท
เข้าใจความหมายขอ
งถ้อยคา
สานวนและเนื้อเรื่อง
และใช้แหล่งความรู้
พัฒนาความ
สามารถการอ่าน
2.สามารถสรุปความ
จากเรื่องที่อ่าน
และใช้แผนภาพควา
มคิดพัฒนาความสา
มารถในการอ่านโดย
นาความรู้
ความคิดจากการอ่าน
ไปใช้แก้ปัญหา
ตัดสินใจคาดการณ์
และใช้การอ่านเป็นเ
ครื่องมือพัฒนาตน
การตรวจสอบความ
1.
สามารถอ่านได้คล่องแคล่วรวดเ
ร็วยิ่งขึ้นเข้าใจวงศัพท์กว้างขึ้น
เข้าใจสานวนและโวหารการบร
รยาย การพรรณนา อธิบาย
อุปมาและสาธก
สามารถใช้บริบทการอ่านและใ
ช้แหล่งความรู้พัฒนาประสบกา
รณ์และความรู้กว้างขวางขึ้น
2. สามารถแยกข้อเท็จจริง
ข้อคิดเห็นวิเคราะห์ความตีความ
แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์เ
รื่องที่อ่าน
ประเมินค่าทั้งข้อดีและข้อด้อยอ
ย่างมีเหตุผล
โดยใช้แผนภาพความคิดและกร
ะบวนการวิเคราะห์อย่างหลากห
ลายพัฒนาความสามารถในการ
อ่านมาเล่าเรื่อง ย่อเรื่อง
ถ่ายทอดความรู้
ความคิดจากการอ่านไปใช้ประโ
ยชน์ใน
1.
สามารถอ่านอย่างมีประสิทธิ
ภาพ มีวิจารณญาณ ตีความ
แปลความและขยายความเรื่
องที่อ่านอย่างลึกซึ้ง
รักและสนใจการอ่านหนังสื
อประเภทต่าง ๆ
อย่างกว้างขวางมากขึ้น
และใช้แหล่งความรู้พัฒนาป
ระสบการณ์การอ่าน
2.สามารถวิเคราะห์
และวิจารณ์และประเมินค่าเ
รื่องที่อ่าน
โดยใช้ประสบการณ์และคว
ามรู้จากการอ่านหนังสือที่ห
ลากหลายเป็นพื้นฐานการพิ
จารณาเนื้อหา
รูปแบบรวมทั้งคุณค่าทางวร
รณคดีและสังคม
โดยใช้กระบวนการคิด
วิเคราะห์อย่างหลากหลายเป็
นเครื่องมือ
พัฒนาสมรรถภาพการอ่านแ
ละการเรียนรู้
รู้และการค้นคว้าเพิ่ม
เติม
ตำรำงที่4 (ต่อ)
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ช่วงชั้น
ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
3.สามารถอ่านในใจ
อ่านออกเสียงบทร้อยแ
ก้วและบทร้อยกรอง
ได้รวดเร็ว
ถูกต้องตามลักษณะคาป
ระพันธ์และอักขรวิธีแล
ะจาบทร้อยกรองที่ไพเร
าะ
เลือกอ่านหนังสือที่เป็น
ประโยชน์ทั้งความรู้แล
ะความบันเทิงมีมารยาท
การอ่านและมีนิสัยรักก
ารอ่าน
3.สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียง
บทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้
คล่องแคล่ว รวดเร็ว
ถูกต้องตามลักษณะคาประพันธ์และอัก
ขรวิธีและจาบทร้อยกรองที่มีคุณค่าทาง
ความคิดและความงดงามทางภาษาสาม
ารถอธิบายความหมายและคุณค่านาไป
ใช้อ้างอิง
เลือกอ่านหนังสือและสื่อสารสนเทศ
ทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามจุดประสงค์อ
ย่างกว้างขวาง
มีมารยาทการอ่านและนิสัยรักการอ่าน
การดาเนินชีวิตและใช้
การอ่านในการตรวจสอ
บความรู้
3.สามารถอ่านในใจและ
อ่านออกเสียงตามลักษณ
ะคาประพันธ์ที่หลากหล
ายและวิเคราะห์คุณค่าด้า
นภาษาเนื้อหาและสังคม
จาบทประพันธ์ที่มีคุณค่า
นาไปใช้อ้างอิงและเลือก
อ่านหนังสือและสื่อ
สารสนเทศทั้งสื่อสิ่งพิม
พ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
อย่างกว้างขวาง
พัฒนาตนด้านความรู้แล
ะ การทางาน
มีมารยาท
การอ่านและนิสัย
รักการอ่าน
3.สามารถอ่านหนังสืออ
ย่างหลากหลาย
เพื่อเป็นพื้นฐานในการพั
ฒนาสมรรถภาพการเขีย
น
นาข้อความหรือบทประ
พันธ์ที่มีคุณค่าและระบุ
ความประทับใจไปใช้ใ
น การสื่อสารอ้างอิง
เลือกอ่านหนังสือจากแ
หล่งเรียนรู้และสื่อสารส
นเทศเพื่อความรอบรู้แล
ะเป็นประโยชน์ในการศึ
กษาต่อ
การทางานและประกอบ
อาชีพ
มีมารยาทการอ่านและนิ
สัยรักการอ่าน
จ า ก ต า ร า ง ที่ 4 พ บ ว่ า
มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นเป็ นมาตรฐานที่มีความต่อเนื่องความรู้ซึ่งผู้เรียน ต้องมีความรู้
ความเข้าใจอย่างชัดเจน จึงสามารถที่จะเรียนรู้สาระในมาตรฐานช่วงชั้นที่สูงขึ้นได้
จากมาตรฐานหลักสูตรช่วงชั้น สาระที่1 การอ่าน กาหนดสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นที่3 (ม.1-3)
สาหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคดังนี้
มำตรฐำนกำรเรียนรู้รำยปีหรือรำยภำค
ตำรำงที่ 5 แสดงมาตรฐานการเรียนรู้รายปี
มำตรฐำนกำรเรียนรู้รำยปีหรือรำยภำค
สำร
ะ
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ช่วงชั้น ม. 1-3
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 เนื้อหำ
1.
การ
อ่า
น
1. สามารถอ่านได้คล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งขึ้น
เข้าใจวงศัพท์กว้างขึ้น
เข้าใจสานวนและโวหารการบรรยาย การพรรณนา
อธิบาย อุปมาและสาธก
สามารถใช้บริบทการอ่านและใช้แหล่งความรู้พัฒนาประ
สบการณ์และความรู้กว้างขวางขึ้น
2. สามารถแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น
วิเคราะห์ความตีความ
แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์เรื่องที่อ่าน
ประเมินค่าทั้งข้อดีและข้อด้อยอย่างมีเหตุผล
โดยใช้แผนภาพความคิดและกระบวนการวิเคราะห์อย่าง
หลากหลายพัฒนาความสามารถในการอ่านมาเล่าเรื่อง
ย่อเรื่อง
ถ่ายทอดความรู้ความคิดจากการอ่านไปใช้ประโยชน์ในก
ารดาเนินชีวิตและใช้
การอ่านในการตรวจสอบความรู้
1.
สามารถอ่านได้คล่องแคล่วรวด
เร็วยิ่งขึ้นเข้าใจวงศัพท์
สานวนและโวหาร
จับใจความสาคัญจากเรื่องที่อ่า
นได้
ใช้แหล่งความรู้พัฒนาประสบ
การณ์และความรู้กว้างขวางขึ้น
2. สามารถแยกข้อเท็จจริง
และข้อคิดเห็นวิเคราะห์ความ
ตีความ
แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์
เรื่องที่อ่านได้
พัฒนาความสามารถในการอ่า
นมาเล่าเรื่องย่อเรื่อง
ถ่ายทอดความรู้
ความคิดจากการอ่านไปใช้ประ
1.การอ่านจับใจควา
มสาคัญ
2.การอ่านแยกข้อเท็
จจริงและข้อคิดเห็น
3.การอ่านตีความ
4.การอ่านวิเคราะห์
โยชน์ในการดาเนินชีวิต
ตำรำงที่5 (ต่อ)
มำตรฐำนกำรเรียนรู้รำยปีหรือรำยภำค
สำ
ระ
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ช่วงชั้น ม. 1-3
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 เนื้อหำ
3.
สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงตามลักษณะคาประพันธ์ที่ห
ลากหลายและวิเคราะห์คุณค่าด้านภาษา เนื้อหาและสังคม
จาบทประพันธ์ที่มีคุณค่านาไปใช้อ้างอิงและเลือกอ่านหนังสือ
และ
สื่อสารสนเทศทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขว
าง พัฒนาตนด้านความรู้และการทางาน
มีมารยาทการอ่านและนิสัยรักการอ่าน
3. สามารถอ่านในใจ
และอ่านออกเสียงตามลักษณะคาป
ระพันธ์ที่หลากหลาย
วิเคราะห์คุณค่าด้านภาษา
เนื้อหาและสังคม
จาบทประพันธ์ที่มีคุณค่า
เลือกอ่านหนังสือและสื่อสาร
สนเทศสื่ออิเล็กทรอนิกส์
อย่างกว้างขวาง
พัฒนาตนด้านความรู้
มีมารยาทการอ่านและนิสัยรักการ
อ่าน
5.การอ่า
นในใจ
จ า ก ต า ร า ง ที่ 5 พ บ ว่ า
มาตรฐานการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคเป็นมาตรฐานที่มีความต่อเนื่องระหว่างความรู้เดิมเพื่อนามาพัฒนาใช้
กั บ ค ว า ม รู้ ใ ห ม่ ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ อ ย่ า ง ชั ด เ จ น
จึงสามารถที่จะเรียนรู้สาระในมาตรฐานการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคที่สูงขึ้นได้
กำรอ่ำนวิชำภำษำไทย
ควำมหมำยของกำรอ่ำน
มีนักการศึกษาให้คาจากัดความของ “การอ่าน” ไว้หลายท่านดังนี้
อั จ ฉ ร า ว ร ร ณ ศิ ริ รั ต น์ ( 2549 : 48) ก ล่ า ว ว่ า
การอ่านเป็ นกระบวนการโต้ตอบระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน เป็ นกระบวนการทางความคิดสติปัญญา
ที่ผู้อ่านรับรู้ตัวอักษรซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์เดิมและจินตนาการของผู้อ่านเป็นเครื่องมือสาคัญที่ช่วยในกา
ร แ ส ว ง ห า ค ว า ม รู้ ต่ า ง ๆ ไ ป สู่ เ ป้ า ห ม า ย ห ลั ก ที่ ผู้ อ่ า น เ กิ ด ค ว า ม รู้
ความเข้าใจและสามารถนาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิ ไ ล ลั ก ษ ณ์ พั ด ศ รี เ รื อ ง ( 2548:14) ก ล่ า ว ว่ า
การอ่าน เป็ น กระ บ วน ก ารป ฏิ สัมพัน ธ์ โด ยผู้เขี ยน เป็ น ผู้ถ่ายทอ ดเนื้ อห า ความคิ ด
และ บ ริบ ทของ สถาน การณ์ เป็ น ตัวอักษ รห รื อสัญ ลักษณ์ ทั้ง ด้าน ภ าษาและ ความคิด
ประ สบ การณ์ เดิมและ อ งค์ป ระ กอบท าง จิตวิทยา เพื่ อสร้าง ความเข้าใ จความห มา ย
ของผู้เขียนและสามารถตีความได้ตรงตามจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้เขียน และการตีความ
ต้องใช้การบูรณาการความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่ปรากฏในบทอ่าน
สานั กง าน เขตพื้ น ที่การศึกษาพังง า (2547 :115) ให้ความหมายของ การอ่าน ว่า
ห ม าย ถึ ง ก ระ บ ว น ก าร แ ป ล ค ว า มห มาย ข อ ง สั ญ ลั ก ษ ณ์ อ อ ก ม าเป็ น ค ว า มคิ ด
ทาให้เกิดความเข้าใจความหมายและได้รับความรู้ ความคิด ตลอดจนความรู้สึก อารมณ์และจินตนาการ
การอ่านในปัจจุบัน มิได้หมายถึง การอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นแหล่งบรรจุตัวอักษรเพียงอย่างเดียว
แต่ยัง หมายถึง การแปลความห มายของสั ญ ลักษณ์ ภ าพ ภ าพ จาลอง และ สื่ อต่าง ๆ
ที่สามารถสัมผัสได้โดยผ่านทางตา
สนิท สัตโยภาส (2545:92) ให้ความหมายของการอ่านว่า เป็นความสามารถดูอักษรต่างๆ
แล้วถ่ายทอดความหมายจากตัวอักษร ออกมาเป็ นความคิดจากนั้ นจึงน าความรู้ ความคิด หรือสิ่งที่ได้
จากการอ่านไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ เมื่อถึงเวลาอันควร
สุ นัน ทา มั่น เศรษฐวิทย์ (2540 :2) ใ ห้ ความห มายของ การอ่าน ไว้ว่า ลักษณ ะ
ของกระบวนการเป็ นลาดับขั้นที่เกี่ยวกับการทาความเข้าใจความหมายของคา กลุ่มคา ประโยค
ข้อความและเรื่องราวของสารที่ผู้อ่านสามารถบอกความหมายได้
ธิ ดา โมสิ ก รัตน์ , ต รี ศิล ป์ บุ ญ ข จร , แ ละ ป ระ ภ าวดี สื บ ส น ธ์ (2545 :530)
ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า เป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งพิมพ์หรือข้อเขียน จับใจความ
ตีความ เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์และสังคม
โ ท นี่ บู ซ า น ( 2 5 4 4 :41) ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร อ่ า น ว่ า
การอ่านเป็นการรับเอาสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อในหนังสือหรือการดูซับถ้อยคาในหนังสือและหมายรวมถึง
ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนกับข้อมูลเชิงสัญลักษณ์
กองเทพ เคลือบพ าณิช (2542 :81) ได้รวบรวมความหมายของการอ่านที่บรรดาผู้รู้
แ ล ะ นั ก วิ ช า ก า ร ห ล า ย ท่ า น ส รุ ป ไ ด้ ว่ า ก า ร อ่ า น คื อ
ส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารเป็นขั้นตอนของการรับสาร โดยผู้อ่านใช้ประสาทสัมผัสทางตารับภาพ
คือตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่นใด ผ่านกระบวนการทางความคิด เพื่อทาความเข้าใจเรื่องนั้น ๆ
แล้วตีความหมายออกมา
แม้นมาส ชวลิต (2528:232) ให้แนวคิดเกี่ยวกับการอ่านว่า การอ่านคือการใช้ศักยภาพ
ของสมองเพื่อการรับรู้ แปลความหมาย ความเข้าใจปรากฏการณ์ของข้อมูลข่าวสาร เรื่องราว
ประสบการณ์ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ ตลอดจนสาระอื่นๆ ซึ่งมีผู้แสดงออกโดยสัญลักษณ์
ที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสื่อสาร การอ่านเป็นทักษะพื้นฐาน
จรัญ สุ ขเกษม (2542:10) กล่าวว่า การอ่าน คือ กระ บวน การแปลความหมาย
จากตัวอักษร สัญลักษณ์ กลุ่มคา หรือวลี และประโยคออกมาเป็ น ความคิดอย่างมีเหตุผล
โดยอาศัยความสามารถใน การแปล การตีความ การจับใจความสาคัญ และการสรุปความ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างมีจุดมุ่งหมาย
ฉวีวรรณ คูหาอภินันท์ (2542:1) ได้กล่าวถึงการอ่านว่า การอ่านเป็น ความสามารถ
ของมนุษย์ ที่เข้าใจการสื่อความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆ เข้าใจในเนื้อเรื่องและแนวความคิด
จากสิ่งที่อ่านไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หนังสือ บทความต่างๆ หรือจากภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีทัศน์
สิ่ ง ที่ป รากฏบ น จอคอมพิ วเตอ ร์ สัญ ลักษณ์ การโบกธง ของ ท ห ารของ นั กเดิน เรื อ
เครื่องหมายจราจรที่ปรากฏบนท้องถนน รูปภาพ โฆษณาต่างๆ ภาพวาด ภาพเขียน แผนที่ แผนภูมิ
การแสดงท่าทางต่างๆ เป็นต้น
วัชรี บูรณสิงห์ และนิรมน ศตวุฒิ (2542:2) ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านหมายถึง
การอ่านตามการออกเสียงหรือความเข้าใจตามตัวหนังสือ การค้นหาความหมาย หรือสัญลักษณ์ใดๆ
ที่สามารถนามาตีความ สื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจในสิ่งนั้น ๆได้
สมุทร เซ็นเชาวนิช (2542 :1) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่าการอ่าน คือการสื่อความหมาย
เป็ นการสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ผู้เขียนพูด ผู้อ่านแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กับผู้อื่น
ด้วยการสื่อความหมายในการอ่านนั้นจะต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ผู้เขียน ผู้อ่าน และรายงาน
(สิ่งที่ได้อ่านมาแล้วหรือปฏิกิริยาโต้ตอบซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการอ่านนั้นๆ )
กู๊ดแมน (Goodman 1980:5-11) กล่าวว่า การ อ่าน เป็ น กระ บวน ที่ สลับซับซ้อน
ที่ผู้อ่านจะต้องตั้งสมมุติฐานหรือเดาความหมายของสิ่งที่อ่านจากประสบการณ์ เข้าไปร่วมด้วยมากกว่า
การดูจากสิ่งที่พิมพ์ปรากฏอยู่ในข้อความเพื่อผู้อ่านจะได้เกิดความเข้าใจในความหมายที่อ่านด้วย
บุชและฮิบเนอร์ (Bush andHeubner 1970:14) กล่าวว่า การอ่านเป็ นกระบวนการคิด
ที่ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน โดยการน าเอาสัญลักษณ์ที่อ่านไปสัมพัน ธ์
กับประสบการณ์เดิมเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องอย่างแท้จริงและเกิดมโนภาพขึ้นในใจของผู้อ่าน
แฮ ริสและสมิธ (Haris and Smith 1976:14) มีความเห็ น ว่า การอ่าน เป็ น รู ปแบ บ
ข อ ง ก า ร สื่ อ ค ว า ม ห ม า ย
เป็นการเปลี่ยนความคิดและข่าวสารระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านผู้เขียนจะแสดงความคิดเห็นของตนลงบนกระ
ด า ษ ด้ ว ย ภ า ษ า ซึ่ ง เ ป็ น ไ ป ต า ม ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ก า ร เ ขี ย น แ ต่ ล ะ ค น
ผู้อ่านก็พยายามอ่านตามความหมายจากที่ผู้เขียนได้เขียนไว้
จ า ก ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร อ่ า น ที่ ไ ด้ ก ล่ า ว ข้ า ง ต้ น พ อ ส รุ ป ไ ด้ ว่า
การอ่านเป็นกระบวนการสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน โดยการแปลความหมายจากตัวอักษร
สัญ ลัก ษณ์ คา กลุ่มคา วลี และประโยค ให้ เกิดความเข้าใจตามลักษณะของเรื่ องที่ อ่าน
โดยอาศัยความสามารถใน หลักการอ่าน ก ารจับ ใ จความ การแป ลความ การตี ความ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องตามจุดมุ่งหมาย ของผู้เขียน
ควำมสำคัญของกำรอ่ำน
การอ่านเป็ น รากฐานสาคัญของการศึกษา ผู้ที่อ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องที่อ่านได้ตลอด
จัดได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการอ่านสูง ประกอบกับในยุคปัจจุบัน การศึกษามีความเจริญก้าวหน้า
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้มากขึ้น การอ่านเป็ นพื้น ฐานสาคัญ
ที่ จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ เ กิ ด ก า ร เ รี ย น รู้ ใ น ส า ข า วิ ช า ต่ า ง ๆ ท า ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม รู้
ความคิดในการที่จะเลือกสิ่งที่มีคุณค่ามาใช้ในการดาเนินชีวิต ในเรื่องของความสาคัญของการอ่านนั้น
นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความสาคัญของการอ่านไว้ดังนี้
อวยพ ร พ านิ ช และ คณ ะ (2543 : 40-41) กล่าวถึงความสาคัญ ของการอ่าน ว่า
ท าใ ห้ ค น เป็ น ค น ทัน ส มัย เพ ร าะ ว่ารู้ ข่าว ค วามเค ลื่ อ น ไ ห วต่าง ๆ ต ล อ ด เว ล า
ทาให้มีปัญญาและประสบการณ์ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ
ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2542:11) กล่าวว่า การอ่านมีความสาคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิด จนโต
และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่าน ทาให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน เป็ น โลก
ของข้อมูลข่าวสาร ท าใ ห้ผู้อ่าน มีความสุ ข มีความห วัง และ มีความอยากรู้อยากเห็ น
อันเป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา
พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทาให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และสนองความอยากรู้อยากเห็น
นอกจากนั้น การจะพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ ความสามารถ
ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่านนั่นเอง
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2540:6) ได้สรุปความสาคัญของการอ่านว่า การอ่านสามารถ
ฝึกความคิดสร้างจินตนาการได้ขณะที่อ่าน เกิดความคิดเห็นได้ด้วยตนเองและรู้สึกมีความสุข
ศิริพร ลิ้มตระการ (2537 :6) กล่าวสรุปความสาคัญของการอ่านไว้ดังนี้
1. การอ่านหนังสือทาให้ได้เนื้อหา สาระความรู้มากกว่าการศึกษาหาความรู้ด้วยวิธีอื่น ๆ
เช่นการฟัง
2. ผู้อ่านสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ สามารถนาติดตัวไปได้
3. หนังสือสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าสื่ออย่างอื่น ซึ่งมักมีอายุการใช้งานจากัด
4. ผู้อ่านสามารถฝึกการคิดและจินตนาการได้เองขณะอ่าน
5. การอ่านส่งเสริมให้มีสมองดี มีสมาธินานกว่าและมากกว่าสื่ออย่างอื่น เพราะขณะที่
อ่านจิตใจจะต้องมุ่งมั่นอยู่กับข้อความพินิจพิเคราะห์ข้อความ
6. ผู้อ่านเป็นผู้กาหนดการอ่านได้ด้วยตนเอง จะอ่านคร่าว ๆ อ่านอย่างละเอียด อ่านข้าม
หรืออ่านทุกตัวอักษรก็ได้ ตามใจของผู้อ่าน หรือจะเลือกอ่านเล่มไหนก็ได้ เพราะมีหนังสือให้เลือกมากมาย
7. หนังสือมีหลายรูปแบบและราคาถูกกว่าสื่ออย่างอื่น ทาให้สมองผู้อ่านเปิดกว้าง สร้าง
ความคิดและทัศนะได้กว้างกว่า ทาให้ผู้อ่านไม่ติดอยู่กับแนวคิดใด ๆ โดยเฉพาะ
8. ผู้อ่านเกิดความคิดได้ด้วยตัวเองในขณะที่อ่าน สามารถวินิจฉัยเนื้อหาสาระได้ หนังสือ
บางเล่มสามารถนาไปปฏิบัติได้ด้วยและเมื่อปฏิบัติแล้วก็เกิดผลดี
9. ผู้รักการอ่านจะรู้สึกว่ามีความสุขเมื่อได้สัมผัสหนังสือ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีหนังสือ
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีหนังสือในรูปของการเก็บข้อมูลในแผ่นดิสก์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ก็ตาม
จากแน วคิดดังกล่าวจะสรุปได้ว่า การอ่านเป็ นทักษะที่มีความสาคัญ ต่อการดารงชีวิต
ในฐานะของผู้รับสาร เพราะช่วยพัฒนาทักษะด้าน การคิด ความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
การอ่าน ม าก จะ ท าใ ห้ ได้รับ ค วาม รู้แ ละ ป ร ะ ส บ การณ์ ทั้ ง ท าง ต รง แล ะ ท าง อ้อ ม
ก า ร อ่ า น จึ ง เ ป็ น ทั ก ษ ะ ที่ ป ลู ก ฝั ง ใ ห้ เ ย า ว ช น พั ฒ น า ต น เ อ ง
โ ด ย เ ฉ พ า ะ อ ย่ า ง ยิ่ ง ใ น ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น
กระ บ วน ก ารเรี ยน รู้ ทุ ก รายวิ ช าจะ ต้ อ ง อาศั ยทั ก ษ ะ การอ่าน ที่ มี ป ระ สิ ท ธิ ภ าพ
เพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุตามจุดประสงค์ของหลักสูตร
ทฤษฏีเกี่ยวกับกำรอ่ำน
1. ทฤษฎีกำรอ่ำนแบบปฏิสัมพันธ์
รู ป แ บ บ ก า ร อ่ า น เ ชิ ง ป ฏิ สั ม พั น ธ์ คื อ
กระบวนการเชื่อมโยงสิ่งที่สัมพันธ์กันระหว่างความรู้จากสิ่งที่อ่าน เข้ากับความรู้ของผู้อ่านเองในขณะที่อ่าน
การอ่านไม่ใช่เป็ นเพียงการดึงข้อมูลจากบทอ่านเท่านั้น แต่เป็ นการกระตุ้นความรู้ของผู้อ่านด้วย
นักการศึกษาหลายท่านได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ดังนี้
คอนเนลลีและซิมส์ (ConnellyandSims1990:7) กล่าวว่าการอ่านเป็ นกระบวนการปฏิสัมพันธ์
ที่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้อ่านได้ข้อมูลจากบทอ่านเท่านั้น แต่ผู้อ่านต้องมีปฏิสัมพันธ์กับความรู้หรือสิ่งที่ผู้อ่าน
มีอยู่ก่อนแล้วซึ่งเก็บไว้ในความจาเรียกว่าเป็นโครงสร้างความรู้เดิมของผู้อ่าน ซึ่งจะได้รับการดัดแปลง
อยู่ต ล อ ดเว ลาใ น ระ ห ว่าง ก ารอ่าน ผู้อ่าน ส ามารถ เข้าใ จข้อ มูล ที่ ไ ด้รั บ 2 วิธี คื อ
ก ร ะ บ ว น ก า ร ไ ข ร หั ส จ า ก ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ย่ อ ย ๆ
เพื่ อ ท าค วามเข้ าใ จบ ท อ่ าน โด ยรวมภ ายห ลั ง แ ละ ก ระ บ ว น ก ารป ระ มวล ค ว า ม
จากความหมายของเรื่องโดยรวมสู่องค์ประกอบย่อยของภาษา
กู๊ด แ มน (Goodman1980:1) ก ล่าวถึ ง ก ารอ่าน แ บ บ ป ฏิ สั มพั น ธ์ ว่า ห มาย ถึ ง
การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาษาและความคิด กล่าวคือ การอ่านเป็นการสร้างความหมายของผู้อ่าน
ที่ ใ ช้ ค ว า ม รู้ เ ดิ ม ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ใ น เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น
ในกระบวนการสร้างความหมายจะดาเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยผู้อ่านใช้วิธีการเดาหรือตั้งสมมติฐานในการ
อ่ า น แ ล ะ ต ร ว จ ส อ บ ก า ร เ ด า ข อ ง ต น ว่ า ถู ก ต้ อ ง ห รื อ ไ ม่
หรือจะต้องมีการแก้ไขเพื่อให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง
จากแนวคิดดังกล่าว สรุปความได้ว่า การอ่านอย่างมีปฏิสัมพันธ์หรือการมีปฏิสัมพันธ์
ในการอ่านนั้น นอกจากผู้อ่านต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อความที่อ่านแล้วผู้อ่านต้องเข้าใจถึงจุดประสงค์
ของผู้เขียนโดยการผ่านทางตัวอักษร ผู้อ่านต้องใช้กระบวนการทางประสาทสัมผัสความรู้ ทางภาษา
ความรู้เดิม และการคาดเดาในการอ่าน พัฒนากระบวนการทางภาษาผสมผสานกับแนวความคิด
โ ด ย ก า ร ไ ข ร หั ส จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร อ่ า น ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น
เพื่อช่วยให้การอ่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ทฤษฎีภำษำศำสตร์เชิงจิตวิทยำ
ท ฤ ษ ฎี ภ า ษ า ศ า ส ต ร์ เ ชิ ง จิ ต วิ ท ย า
เป็นทฤษฎีที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านให้ความสนใจเนื่องจากเป็นกระบวนการอ่านซึ่งเหมือนเกมการเดา
ที่ผู้อ่านจะต้องเป็นผู้สร้างความหมายจากสื่อ ที่อ่านใช้คาดคะเนว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไป
เป็ นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของผู้อ่าน และสร้างแรงจูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่านเรื่องต่อไป
นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมาย ของทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยาดังนี้
บารุง โตรัตน์ (วิไลลักษณ์ พัดศรีเรือง2543:13)ให้ความหมายของการอ่านในภาษาศาสตร์
เชิงจิตวิทยาไว้ว่า การอ่านคือกระบวนที่ผู้อ่าน “สร้าง” ความหมายจากสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ
โด ย ต ล อ ด เวล า ที่ อ่าน ผู้อ่าน จะ ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ าน ก าร เด าค วาม ห ม ายใ น สิ่ ง ที่ อ่า น
แสดงความสงสัยในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ พร้อมกันนั้นผู้อ่านจะแก้ปัญหาในสิ่งที่ยังเข้าใจไม่ชัดเจน
สามารถเข้าใจความหมาย ที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้
โลว์ (Lowe:1984) กล่าวว่า การอ่าน เป็ น กระบวน การทางภ าษาศาสตร์จิตวิทยา
ความสามารถของผู้อ่าน จะต้องประกอบด้วย ความรู้ด้าน เสียง ทักษะทางด้านภาษาศาสตร์
ความรู้กับสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวและสาคัญคือยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิด
ก า ร์ ด เ น อ ร์ ( Garner 1984:36-37) ก ล่ า ว ว่ า
การอ่านเป็นกระบวนการทางภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยาประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
1. ก า ร สุ่ ม เ รื่ อ ง ที่ จ ะ อ่ า น คื อ ก า ร ที่ ผู้ อ่ า น เ ลื อ ก เ รื่ อ ง ที่ จ ะ อ่ า น
โดยดูจากชื่อเรื่องหรือคาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนั้นหรืออาจจะเกิดจากการที่ผู้อ่านได้อ่านประโยคต่างๆ
ของเรื่องนั้น เพียง 2- 3ประโยค
2. การเดาเรื่อง เมื่อผู้อ่านสุ่มเรื่องที่จะอ่านแล้วผู้อ่านทดลองคิดหรือเดาเกี่ยวกับเรื่องนั้น
ว่าเป็นอย่างไร
3. การยืน ยัน เมื่อผู้อ่านเดาเรื่องแล้วก็จะ ตรวจสอบสิ่ งที่เดาไว้นั้ นถูกต้องห รือไม่
จะ ท า ใ ห้ เขาอ่าน ต่อเพื่ อห าค าตอบ มายื น ยัน ใน สิ่ ง ที่ เขาเดาไว้ หากถู กต้ องก็ ยืน ยัน
หรือรับข้อคิดนั้นและอ่านต่อไป
4. การเดาเรื่องใน ตอนจบ หรือคิดในสิ่งที่ตน ไม่ทราบ โดยใช้ข้อมูลจากที่อ่าน มา
และได้รับการยืนยันว่าถูกต้องและจะคาดเดาเรื่องต่อ
5. การแก้ไข ผู้อ่านจะแก้ไขความเข้าใจของตนเองเมื่ออ่านเรื่องนั้นจบ ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้อ่าน
จะต้องมีอิสระในการแก้ไขตนเอง
จากแนวคิดดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางภาษาศาสตร์ในเชิงจิตวิทยา
ที่มุ่งให้ผู้อ่านสืบค้นโดยใช้กระบวนการที่หลากหลาย การสุ่มเรื่อง การเดาเรื่อง การยืนยัน
หรือการเดาเรื่องในตอนจับ พร้อมทั้งประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน เพื่อเป็นแนวทางในการทาความเข้าใจ
จุดประสงค์ของผู้เขียนที่ปรากฏอยู่ในบริบทเนื้อหาที่อ่าน
ประเภทของกำรอ่ำน
ว ร ร ณี โ ส ม ป ร ะ ยู ร ( 2 5 3 7 :1 2 7 )
ได้แบ่งประเภทของการอ่านซึ่ งเป็ นพื้นฐานที่สาคัญของการเรียน การสอน ทักษะ ทางภ าษา
เพื่อปรับทากิจกรรมที่สะดวกและมีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้นในการเรียนเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. การอ่านออกเสียง แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
1.1 การอ่านร้อยแก้ว
1.2 การอ่านร้อยกรอง
1.3 การอ่านทานองเสนาะ
2. การอ่านในใจ แบ่งได้เป็น 7 แบบ
2.1 การอ่านตารา
2.2 การอ่านจับใจความ
2.3 อ่านลาดับเหตุการณ์
2.4 อ่านเพื่อปฏิบัติ
2.5 อ่านวิเคราะห์
2.6 อ่านแบบไตร่ตรองโดยใช้วิจารณญาณ
2.7 อ่านแบบคร่าว ๆ เพื่อสังเกตและจดจา
สนิท ตั้งทวี (2538:282) ได้จาแนกประเภทการอ่านไว้ 7 ประเภท คือ
1. การอ่านวิเคราะห์คา
2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค
3. การอ่านวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง
4. การอ่านตีความ
5. การอ่านขยายความ
6. การอ่านจับใจความ
7. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
กรมวิชาการ (2549 :9-10) แบ่งประเภทการอ่านไว้ดังนี้
1. การอ่านเพื่อการสารวจ การสารวจในสิ่งที่กาลังศึกษาอยู่ เช่น การอ่านหัวเรื่อง สารบัญ
2. การอ่านเพื่อจับใจความ เป็นการอ่านเพื่อจับใจความสาคัญของเรื่องที่อ่านว่าเป็นเรื่องใด
ประเภทใด มีลักษณะอย่างไร
3. การอ่านเพื่อให้ได้รายละเอียด เป็นการอ่านเพื่อให้ได้เรื่องราวและรายละเอียดใน
บางอย่างและมีความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน
4. การอ่านเพื่อความเข้าใจ เป็นการอ่านเพื่อให้ได้เนื้อเรื่องและมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้
สามารถตอบคาถามและเล่าเรื่องของสิ่งที่อ่านได้
สรุปได้ว่า การแบ่งประเภทของการอ่านสามารถแบ่งได้หลายประเภทเช่นแบ่งตามลักษณะ การอ่าน
คือ การอ่านในใจ กับการอ่านออกเสียง การแบ่งตามจุดประสงค์ของการอ่านเช่น การอ่านจับใจความ
การอ่าน ขยายความ ก ารอ่าน ตีความ การอ่าน เพื่ อสารวจ การอ่าน วิเคราะ ห์ วิจารณ์
ซึ่งประเภทของการอ่านจะถูกแบ่งตามหลักการและจุดประสงค์ของการอ่าน
กำรอ่ำนในใจ
ไพเราะ วุฒิเจริญกุล(2540 : 28) กล่าวถึงประเภทของการอ่านออกเสียงและการอ่านในใจไว้ดังนี้
1. การอ่านในใจ ต้องมีความแม่นยาใน การจับตาดูตัวหนังสือ การเคลื่อนสายตาจาก
ต้นวรรคไปสู่ท้ายวรรค และการแบ่งช่องระหว่างวรรคหนึ่ งผ่านไปสู่วรรคหนึ่ ง ความแม่นยา
ใน การกวาดสายตาเป็ น สิ่ งที่ จะ ต้อง นึ กให้ รวดเร็ ว จึงจะสามารถเก็บคาได้ครบทุกคา
การเปลี่ยนบรรทัดต้องคล่องแคล่ว เมื่อจะย่อหน้าหนึ่งควรหยุดคิดเล็กน้อยเพื่อสรุปความคิดว่า
ย่อหน้าที่อ่านจบลงกล่าวถึงอะไร เนื้อหาความสาคัญอยู่ที่ไหน
2 . ก า ร อ่ า น อ อ ก เ สี ย ง มี จุ ด มุ่ ง ห ม า ย เ พื่ อ อ่ า น ใ ห้ ผู้ อื่ น ฟั ง
ควรถือหลักธรรมชาติของเสียงอ่านถูกต้องตามหลักภาษาอันเป็นเกณฑ์สาคัญในการพิจารณาออกเสียง
เช่น คาพ้องรูป คาสมาสไม้ยมก เป็นต้น แม้การอ่านถูกต้องก็ควรทีการเน้นเรื่องที่สาคัญ เว้นระยะ
แบ่งวรรคตอนในส่วนที่อ่าน ให้ถูกต้องด้วย
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537 : 5) กล่าวถึงการอ่าน แบ่งเป็น 2ประเภท ดังนี้
1. การอ่านออกเสียง เป็ นกระบวนการต่อเนื่องระหว่างสายตา สมอง และการเปล่งเสียง
อ อ ก ท า ง ช่ อ ง ป า ก สิ่ ง ที่ ต้ อ ง ก า ร ใ น ก า ร อ่ า น อ อ ก เ สี ย ง คื อ
ในการอ่านเพื่อถ่ายทอดไปสู่ผู้ฟังจะต้องรักษาสาระเดิมไว้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
2 . ก า ร อ่า น ใ น ใ จ เ ป็ น ก า ร อ่า น ที่ ใ ช้ ส า ย ต า ก ว าด ไ ป บ น ตัว ห นั ง สื อ
ตารับภาพแล้วสั่งสัญญาณผ่านประสาทตาไปยังประสาทสมองเพ่อจดจา แล้วตีความในเนื้อความ
สนิท ตั้งทวี(2538 : 27) กล่าวถึงการอ่านแบ่งออกเป็น 2ประเภท ตามลักษณะในภาพ ดังนี้
อ่านในใจ
อ่านออกเสียง อ่านออกเสียง
จากภาพแสดงให้เห็น ว่า การอ่านในใจเป็ นการถ่ายทอดตัวอักษรออกมาเป็ นความคิด
ส่วน ก ารอ่าน ออ ก เสี ยง น อก จากเป็ น ก าร ถ่ายท อ ดตัวอัก ษ รอ อก มาเป็ น ความคิ ด
ต้องถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นเสียงอ่านอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง
วรรณี โสมประยูร (2537 :127) กล่าวถึงประเภทของการอ่านโดยคานึงถึงเสียงเป็นหลัก ดังนี้
1. การอ่านออกเสียง แบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่
การอ่านร้อยแก้ว
1.2 การอ่านร้อยกรอง
1.3 การอ่านทานองเสนาะ
2. การอ่านในใจ แบ่งออกเป็น 7 แบบ ได้แก่
2.1 การอ่านแบบค้นคว้าหาความรู้ เช่น อ่านตารา
2.2 การอ่านแบบจับใจความสาคัญ หรือเนื้อหาสาระสาคัญของเรื่อง เช่นอ่านบทความ
2.3 ก ารอ่าน แ บ บ ห าราย ละ เอี ยด ทุ กต อ น เช่น อ่าน ป ร ะ วัติ ศาส ต ร์
อ่านลาดับเหตุการณ์สาคัญ
2.4 การอ่านแบบหารายละเอียดทุกคาเพื่อการปฏิบัติ เช่น อ่านคู่มือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า
2.5 การอ่านแบบวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อหาเหตุผล เช่น อ่านข่าวและเหตุการณ์สาคัญ
2.6 การอ่าน แบบ ไตร่ตรอง โดยใช้วิจารณ ญาณเพื่อห าข้อเท็จจริง ข้อดี
ข้อเสียสาหรับเลือกแนวทางปฏิบัติ เช่น การอ่านคาโฆษณา
2.7 การอ่าน แบบคร่าวๆ เพื่อสัง เกตและ จดจา เช่น อ่าน ชื่อสถาน ที่ต่าง ๆ
เมื่อเวลานั่งรถผ่านไป
ทัศนีย์ ศุภเมธี (2534 : 84) กล่าวถึงการอ่าน แบ่งออกเป็น 2ประเภท ดังนี้
ตัวอักษร
1
ความคิด
2
เสียง
3
ความคิด
2
ตัวอักษร
1
1. การอ่าน ใน ใจ เป็ น การขวน ขวายหาความรู้ และความเพ ลิดเพ ลิน ให้แก่ตน เอง
ก า ร อ่ า น ป ร ะ เ ภ ท นี้ มุ่ ง ฝึ ก อั ต ร า เ ร็ ว แ ล ะ ก า ร จั บ ใ จ ค ว า ม ส า คั ญ
ซึ่งเป็ นการอ่าน ที่นับวันแต่จะมีความสาคัญเพิ่มขึ้น นักเรียน ควรได้รับการฝึกฝนให้อ่านเป็ น
ไม่เพียงแต่อ่านได้หรืออ่านออกเท่านั้น แต่จะมีความสามารถดังต่อไปนี้ คือ สรุปความ แปลความ
ขยายความ วิเคราะห์คา และวิเคราะห์ความ หรือเนื้อเรื่อง และวิพากษ์วิจารณ์เนื้อเรื่องได้
2. การอ่านออกเสียง ได้แก่
2.1 อ่านออกเสียงร้อยแก้ว เพื่อสื่อสารให้ผู้เรื่องและเข้าใจ
2.2 อ่านออกเสียงบทร้อยกรองประเภทต่างๆ เพื่อความไพเราะให้ผู้ฟังเกิดความ
เพลิดเพลินและวาบซึ้ง
จากแน วคิดดังกล่าวพ อสรุ ปได้ว่า การอ่าน ใน ใจเป็ น วิธีการอ่าน ประเภ ทหนึ่ ง
ที่ ถ่า ย ท อ ด ตั ว อั ก ษ ร เ ป็ น ความคิ ดเพื่ อค้ น ห าความรู้ เนื้ อ ห าส าระ รายละ เอี ยด
เพื่อหาเหตุผลและใช้วิจารณญาณนาไปสู่ความรู้ ความเข้าใจนาไปปฏิบัติก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างยิ่ง
กำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ
ควำมหมำยกำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ
ฐ ะ ป ะ นี ย์ น า ค ร ท ร ร พ แ ล ะ ค ณ ะ ( 2 5 4 7 :115)
กล่าวถึงการอ่านเพื่อจับใจความว่าเป็นการอ่านเก็บเฉพาะใจความสาคัญของเรื่องจากการอ่านเรื่องใดเรื่องห
นึ่ง แล้วนามาเรียบเรียงใหม่เพียงย่อ ๆ แต่ได้ใจความครบบริบูรณ์ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้
กระ ทรวงศึกษาธิ การ (2546 : 188 ) ได้ให้ ความหมายของการอ่าน จับใจความว่า
หมายถึงการอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสาคัญ
และส่วนขยายใจความสาคัญของเรื่อง
สุ ป าณี พั ดท อ ง (25 45 : 65) ได้ใ ห้ คว ามห มายข อง ก ารอ่าน จับ ใ จความว่า
เป็นความคิดสาคัญอันเป็นแก่นหรือหัวใจของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้ผู้อ่านได้รับทราบซึ่งเป็นข้อเท็จจริง
และความคิดเห็น หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
มัณฑนา บุญปู่ (2543:8) ได้กล่าวว่าการอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถในการอ่าน
เพื่อจับสาระสาคัญของเรื่องและเข้าใจความคิดที่เป็นประเด็นสาคัญที่ปรากฏในบทอ่าน
คณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ (2546:188) ได้ให้ความหมายของการอ่าน จับใจความว่า เป็ น การอ่าน
ที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสาคัญและส่วนขยายใจความสาคัญข
องเรื่อง
รั ญ จิ ต แ ก้ ว จ า ป า ( 2 5 4 4 :15)
ได้กล่าวถึงความหมายของการอ่านจับใจความว่าเป็ น การอ่าน ที่สามารถจับใจความสาคัญ
หรือประเด็นสาคัญของเรื่องที่อ่านได้ครบถ้วน ถูกต้องตรงตามเจตนาของผู้สื่อ
จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสาคัญ หมายถึง กระบวนการรับสาร
ผู้ อ่ า น ต้ อ ง ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น ต า ม เ จ ต น า ข อ ง ผู้ เ ขี ย น
โดยผู้อ่านจะต้องทราบว่าเรื่องที่อ่านเป็ นเรื่องอะไร เนื้ อเรื่องกล่าวถึงใคร ทาอะไร ที่ไหน
และเหตุการณ์จากเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร
จุดมุ่งหมำยของกำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ
กรมวิชาการ (2545 : 189) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านเพื่อจับใจความไว้ ดังนี้
1. เพื่อให้รู้จักใจความสาคัญของเรื่อง ว่าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องของใคร ทาอะไร ที่ไหน
เมื่อไร อย่างไร
2. เพื่อนาใจความสาคัญไปถ่ายทอดแก่ผู้อื่นให้เข้าใจ
3. เพื่อสรุปเนื้อเรื่องที่ได้อ่านเอาไปใช้ประโยชน์ในการอ่านต่อไป
สมบัติ มหาเรศ (2523 : 68 ) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความไว้ ดังนี้
1. เพื่อให้นักเรียนอ่านและจับใจความได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเรียนจบภายในช่วงโมง
เท่านั้น เพื่อให้กิจกรรมการอ่านมีความหมาย การอ่านจึงควรเป็นการอ่านจากเอกสารนอกเหนือจาก
หนังสือเรียนและหนังสือไม่ควรหนามาก ควรจับเวลาให้พอเหมาะกับเนื้อเรื่อง
2. ให้ผู้อ่านสามารถบอกรายละเอียดเรื่องราวที่อ่านว่ามีสาระอะไรบ้าง โดยเล่า
รายละเอียด ได้ชัดเจนเพื่อแสดงว่า ผู้อ่านมีความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน
3. อ่านเพื่อปฏิบัติตามคาสั่งและคาแนะนา
4. ฝึกการใช้สายตา นิยมการอ่านเพื่อฝึกการอ่านเร็วและตอบคาถามได้ถูกต้องแม่นยา
5. อ่านเพื่อสรุปหรือย่อเรื่องที่อ่านเกี่ยวกับอะไร
6. อ่านแล้วสามารถคาดการณ์ ทานายเรื่องว่าจะลงเอยอย่างไร
7. อ่านและทารายงานย่อสรุป มีการฝึกโน้ตย่อ
8. อ่านเพื่อหาความจริง และแสดงข้อคิดเห็นได้
สรุปได้ว่า การอ่านเพื่อจับใจความสาคัญ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้อ่านรู้จุดมุ่งหมาย ว่าอ่าน
เพื่ อ อ ะ ไ ร อ่า น ท า ไ มห รื อ อ่า น อ ะ ไ ร ผู้อ่า น ต้ อ ง ว า ง แ ผ น เกี่ ย วกับ ก า ร อ่า น
ผู้เรียนจึงควรมีการวางแผนหรือตั้งคาถามทุกครั้งก่อนอ่าน เพื่อค้นหาใจความสาคัญของเรื่อง
แล้วจึงนาใจความสาคัญ ไปถ่ายทอดผู้อื่น และนาไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ
หลักและแนวทำงสำคัญในกำรอ่ำนจับใจควำม
เพื่ อใ ห้ ผู้อ่าน ส ามารถ อ่าน จับ ใ จคว าม ได้บ ร รลุต าม วัต ถุป ระ ส ง ค์ ที่ ตั้ง ไ ว้
คณะ อนุ กรรมการพัฒน าคุณภ าพ วิช าการ กลุ่มสาระการเรียน รู้ภ าษาไทย กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ (2546:189) ได้กาหนดแนวทางในการอ่านจับใจความไว้ดังนี้
1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านได้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกาหนดการอ่านได้
อย่างเหมาะสมและสามารถจับใจความหรือคาตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
2. สารวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าว ๆ เช่น ชื่อเรื่อง คานา สารบัญ คาชี้แจง
ใ น ก า ร ใ ช้ ห นั ง สื อ ภ า ค ผ น ว ก ฯ ล ฯ
เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังสือที่อ่านได้อย่างกว้าง
ขวางและรวดเร็ว
3. ทาความเข้าลักษณะของหนังสือว่าเป็นประเภทใด เช่น สารคดี ตารา บทความ ฯลฯ ซึ่ง
จะช่วยให้มีแนวทางในการอ่านจับใจความสาคัญได้ง่าย
4.ใช้ความสามารถทางภาษาในการแปลความหมายของคา ประโยค และข้อความต่าง ๆ
อย่างถูกต้อง รวดเร็ว
5.ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบ จะทาให้เข้าใจและจับ
ใจความเรื่องที่อ่านได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2540 :89)ได้เสนอทักษะพิเศษในการอ่านจับใจความสรุปได้ดังนี้
1.ค้นหาใจความสาคัญ ที่อยู่ในข้อความของแต่ละตอนของเรื่องที่อ่าน ค้นหาส่วน
ปลีกย่อยที่ให้ความรู้
2. การสังเกตการณ์ที่เรียบเรียง
3. การให้ความรู้จักทานายผล
4. การค้นหาถ้อยคาหรือประโยคที่ให้ความรู้สึกประทับใจ
5. การเกิดอารมณ์ร่วมกับผู้เขียน
6. การติดตามทิศทางการดาเนินเรื่อง
7. การหาข้อความตามการใช้ประโยชน์
8. การให้รู้จักสรุปเรื่องที่อ่าน
9. การวิเคราะห์โครงสร้างระหว่างการอ่าน
10. การศึกษารูปแบบของหนังสือหรือเรื่องที่อ่าน
11. การประเมินเนื้อเรื่อง
12. การสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวให้ผูกพันกับเรื่องที่อ่าน
13. การรู้จักเปรียบเทียบความรู้ที่ได้รับจากการอ่านเรื่องเดียวกัน
14. การค้นหาแหล่งที่อ้างอิงของผู้เขียน
15. การหาแนวทางหรือจุดมุ่งหมายของผู้เขียน
16. การพิจารณาข้อความในส่วนที่อาจแทรกการโฆษณา
จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า หลักการและแนวทางสาคัญในการจับใจความผู้อ่านต้อง
ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านอ่านสารบัญ เนื้อเรื่องอย่างคร่าว ๆ เพื่อดูว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร พยายาม
จับใจความสาคัญของเรื่องให้ได้ ตั้งคาถามในใจจากเรื่องที่อ่านว่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร
และอย่างไรผู้เขียน มีจุดมุ่งหมายอย่างไรสรุปใจความสาคัญของเรื่องแล้วเรียบเรียงใหม่ด้วยสานวน
ของตนเองเพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น
ขั้นตอนกำรอ่ำนจับใจควำม
กระทรวงศึกษาธิการ (2546 :189-190) กาหนดขั้นตอนในการอ่านจับใจความไว้ดังนี้
1. อ่านผ่าน ๆโดยตลอด เพื่อให้รู้ว่าเรื่องที่อ่านว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง จุดใดเป็นจุดสาคัญ
ของเรื่อง
2. อ่านโดยละเอียด เพื่อทาความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่อง
เพราะจะทาให้ความเข้าใจไม่ติดต่อกัน
3. อ่านซ้าเฉพาะตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนให้แน่นอนถูกต้อง
4. ทดสอบความเข้าใจ ด้วยการตอบคาถามสั้น ๆ เกี่ยวกับประเด็นของเรื่องและใจความ
สาคัญ เช่น ถามว่า เรื่องอุไร ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทาไม เป็นต้น
5. เรียบเรียงใจความสาคัญ ด้วยภาษาของตนเองที่ทาให้เข้าใจเรื่องได้ชัดเจนถูกต้อง
การอ่าน จับใจความที่แสดงให้เห็ น ว่า สามารถอ่าน จับใจความได้ห รือไม่อาจพิจารณ า
จากลักษณะดังต่อไปนี้
5.1 การจาลาดับเหตุการณ์ในเรื่องที่อ่านและสามารถเล่าเรื่องโดยใช้คาพูดของตนเอง
5.2 การบอกเล่าความทรงจาจากการอ่านในสิ่งที่เฉพาะเจาะจงได้ เช่น ข้อเท็จจริง
รายละเอียด ชื่อ สถานที่ เหตุการณ์ วันที่ เป็นต้น
5.3 การปฏิบัติตามคาสั่งหรือข้อเสนอแนะหลังการอ่านได้
5.4 การรู้จักแยกข้อเท็จจริง ความคิดเห็นหรือจินตนาการได้
5.5 การรวบรวมข้อมูลใหม่กับข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
5.6 การเลือกความหมายที่ถูกต้องและนาไปใช้ได้
5.7 การใช้ตัวอย่างประกอบได้
5.8 การจาแนกใจความสาคัญและส่วนขยายใจความสาคัญได้
5.9 การกล่าวสรุปได้
สุวรรณา ตั้งทีฆะรักษ์ (2543 : 63-64) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการอ่านจับใจความสาคัญ
ที่จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถวิเคราะห์ ตีความ หรือวิพากษ์วิจารณ์ดังนี้
1. อ่านอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อให้เห็นเนื้อเรื่องโดยรวมและพิจารณาซื้อ
เ รื ่อ ง ซึ่ ง จ ะ ท า ใ ห้ พ อ ท ร า บ ป ร ะ เ ด็ น ส า คั ญ ข อ ง เ รื่ อ ง
ควรสังเกตการลาดับเรื่องและความสัมพันธ์ของเนื้อหาแต่ละย่อหน้าที่จะทาให้ผู้อ่านสามารถทราบจุดมุ่งห
มายของเรื่องและเข้าสู่ประเด็นสาคัญของเรื่องได้รวดเร็วขึ้น
2. อ่านโดยละเอียดเพื่อให้เข้าใจข้อความทุกย่อหน้า เนื่องจากในแต่ละย่อหน้าจะ
ประกอบด้วยประโยคใจความส าคัญ ที่ ปรากฏอยู่ต้น ย่อหน้ า กลางย่อหน้ า ท้ายย่อหน้ า
ห รื อ จ ะ อ ยู่ ทั้ ง ต อ น ต้ น แ ล ะ ต อ น ท้ า ย ข อ ง ย่ อ ห น้ า
บางย่อหน้าอาจไม่ปรากฏประโยคใจความสาคัญผู้อ่านจะต้องสรุปเอง
3. เมื่อได้ประโยคใจความสาคัญแล้วต้องพิจารณาว่าแยกใจความสาคัญออกจาก
พลความถูกต้องหรือไม่
4. เมื่อได้ใจความสาคัญแล้วนามาเรียบเรียงให้ต่อเนื่องสละสลวยด้วยสานวนภาษาของเราเอง
โดยให้สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย ได้เนื้อหาตรงตามความต้องการ ซึ่งเรียบเรียงได้ดังนี้
4.1 นาใจความสาคัญของแต่ละย่อหน้ามาเรียบเรียงเท่านั้น
4.2 หากใจความสาคัญที่นามาเรียงมีความซ้าซ้อนกันให้ตัดส่วนที่ซ้าซ้อนกันออก
4.3 เรียบเรียงใจความสาคัญตามลาดับย่อหน้าที่ได้อ่านสรุปไว้ โดยใช้ภาษา
กะ ทั ดรั ด เข้ าใ จง่าย สื่ อความห มายชั ดเจน ใช้ ประ โยช น์ ที่ ถู กต้อง ตามห ลั กภ าษ า
เชื่ อมโยงแต่ละ ป ร ะ โ ย ค ด้ วย ค าเชื่ อ มที่ สั มพั น ธ์ กัน ห รื อ อ าจ เรี ย บ เรี ย ง ใ ห ม่
เพื่อให้สาระสาคัญของเรื่องอ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น
5. เมื่อเรียบเรียงแล้วทบทวนดูว่าใจความสาคัญที่เรียบเรียงมีเนื้อความต่อเนื่องกันหรือไม่
ใจความสาคัญของเรื่องที่อ่านครบถ้วนหรือไม่ ตอนใดที่ขาดหายไปควรมีการเพิ่มเติมให้ครบถ้วน
สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจับใจความสาคัญเพื่อให้ได้ใจความที่ครบถ้วนจากเนื้อความเดิม
ต้องนาส่วนที่สาคัญในแต่ละข้อความ แต่ละย่อหน้ามาเชื่อมต่อกันโดยใช้สานวน ของตนเอง
สรุปขั้นตอนได้ดังนี้
1. อ่านผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว อ่านโดยละเอียด อ่านซ้าเฉพาะตอน ที่ไม่เข้าใจ เพื่อจับใจความ
สาคัญแต่ละย่อหน้า
2. ตอบคาถามหรือทากิจกรรมต่าง ๆหลังจากการอ่าน
3. สรุปใจความสาคัญด้วยสานวนภาษาของตนเองให้ครบถ้วนทุกประเด็นของเรื่องว่าใคร
ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร
4. ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และสรุปข้อคิด หรือยกตัวอย่างสุภาษิตสานวนคาพังเพย
ที่สอดคล้องกับเรื่อง
กำรอ่ำนตีควำม
ควำมหมำยกำรอ่ำนตีควำม
วัลภา ศศิวิมล (ม.ป.ป.)ให้ความหมายของการอ่านตีความว่าคือการพยายามทาความเข้าใจเนื้อหา
สาระของเรื่องซึ่งได้แก่แก่นเรื่องหรือแนวคิด( Theme) น้าเสียงของผู้เขียน (Tone) ตลอดจนจุดประสงค์อื่น
ๆ ของผู้เขียนที่แฝงอยู่ในวรรณกรรม
ธิ ดา โมกสิ กรัต น์ ต รี ศิล ป์ บุญ ขจร แ ละ ป ระ ภ าวดี สื บ ส น ธิ์ (2531 : 366)
อธิบายไว้สรุปได้ว่ามีคาที่ใช้ในความหมายเดียวกันกับคาว่า “การอ่านตีความ” อยู่หลายคาเช่น
การวินิจฉัยสาร
การพินิ จสาร หรือ “ วินิ จฉัย ” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Interpretation มีความหมายตามอรรถ
ห รื อ ค ว า ม ห ม า ย ต ร ง ตั ว ศั พ ท์ ว่ า “ ต ร ว จ ต ร า ”
พิจารณาเรื่องราวอันเป็นความหมายที่ผู้เขียนประสงค์จะส่งมาให้ผู้อ่าน
ช ว น เ พ ช ร แ ก้ ว แ ล ะ ค น อื่ น ๆ ( 2 5 2 2 :22)
ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร อ่า น ตี ค ว า ม ว่า เ ป็ น ก า ร อ่า น เ พื่ อ พ ย า ย า ม เ ข้ า ใ จ
ความหมายและถ่ายทอดความรู้สึกอารมณ์สะเทือนใจจากบทประพันธ์ที่ผู้เขียนสื่อให้ผู้อ่านอาจจะแปลหรือ
ตี ค ว า ม ไ ด้ ต ร ง กั บ ค ว า ม มุ่ ง ห ม า ย ห รื อ เ จ ต น า ข อ ง ผู้ ป ร ะ พั น ธ์ ก็ ไ ด้
หรือในบางครั้งอาจจะเข้าใจความหมายตามวิธีการของตน โดยอาศัยพื้นความรู้เดิม ความสนใจ
และประสบการณ์ จินตนาการ ทัศนคติ ระดับสติปัญญาและวัย
สรุปได้ว่า การอ่าน ตีความ คือการอ่าน ที่ต้อง พ ยายามเข้าใจเจตน าของผู้เขียน
ซึ่ง ผู้อ่าน ต้องอาศัยประสบการณ์ ความรู้สึ ก อารมณ์ พื้น ความรู้เดิม ตลอดจน ทัศน คติ
ระดับสติปัญญาและวัย ในการพิจารณาเรื่องราวที่อ่านเพื่อให้ตรงกับเจตนาของผู้เขียน
หลักกำรอ่ำนตีควำม
สมพร มันตะสูตรแพ่งพิพัฒน์ (2540 :11) แนะกลวิธีในการอ่านตีความไว้ดังนี้
1. ต้องตีความตามรูปแบบการเขียนและประเพณีนิยมในการเขียน
2. มีความรู้หรือภูมิหลังของเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับข้อเขียน
3. อ่านอย่างละเอียดและมีวิจารณญาณ
4. อ่านอย่างสารวจความหมาย ทั้งความหมายกักตุน ความหมายหลายนัยและความนัยประวัติ
5. อ่านอย่างพิจารณาความคิดเหลัก ความคิดรองและความคิดแทรก
6. มีความรู้เรื่องภาษาเพื่อการสื่อสารดีพอควร
7. ดาเนินการอ่านตามลาดับจาก การแปลความ ตีความและขยายความ
มาลินี ชานาญศิลป์ (2537 :86-87) แนะนาหลักการอ่านตีความไว้ดังนี้
1. อ่านเรื่องให้ละเอียด ทาความเข้าใจเรื่องให้ถ่องแท้ ชัดเจน แล้วจับประเด็นสาคัญให้ได้
2. ขณะที่อ่าน พยายามพิจารณาหาเหตุอย่างรอบคอบ แล้วนามาประมวลกับความคิดของ
ตนว่าข้อความนั้นหมายถึงสิ่งใด
3. ทาความเข้าใจกับถ้อยคาบางคาที่มีความสาคัญ ตลอดจนคาแวดล้อม หรือบริบท
ประกอบด้วย เพื่อให้เข้าใจความหมายชัดเจนขึ้น
4. เรียบเรียงถ้อยคาที่จะบรรยายให้ชัดเจน
5. จับแต่ใจความสาคัญของเรื่องนั้นด้วยความรู้ความคิดอย่างมีเหตุผล
จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านตีความมีหลักการดังต่อไปนี้
1. อ่านจับเนื้อความให้ละเอียด
2. พิจารณาแยกแยะเนื้อหาว่า ส่วนใดเป็นเนื้อความสาคัญ และมีประเด็นอื่น ๆ ที่สาคัญ
รองลงมา
3. อ่านเอารส คือการอ่านแล้วมีเสียงหรือท่วงทานองจังหวะอย่างไร
4. อ่านวิเคราะห์ให้เห็นภาพ จะช่วยทาให้ได้รับสารนั้นอย่างชัดเจน
5. สารวจความหมาย งานเขียนที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ ย่อมีความหมายซับซ้อน ตีความ
ได้หลายแง่หลายมุม อ่านแล้วสามารถเก็บความหมายได้
ขั้นตอนของกำรอ่ำนตีควำม
โกชัย สาริกบุตร (2521 :19-21) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการอ่านตีความสรุปได้ดังนี้
ขั้ น ที่ 1 พิ จ า ร ณ า ว ง ศั พ ท์ ห ม า ย ถึ ง
ก าร พิ จ าร ณ าค ว ามห ม าย ข อ ง ศั พ ท์ ทุ ก ค าใ ห้ เ ข้า ใ จ ค ว า มห มา ย อ ย่า ง ชั ด เ จ น
อ ย่า ป ล่อ ย ใ ห้ ศั พ ท์ ที่ ไ ม่เข้ า ใ จ ผ่า น ไ ป เพ ร า ะ จ ะ ท า ใ ห้ ตี ค ว า ม ตั ว อั ก ษ ร
ที่ปรากฏไม่ได้และสามารถถ่ายทอดเรียบเรียงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยสานวนตนเอง
ขั้นที่ 2 จับใจความ หมายถึง การเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดตามความหมายของตัวอักษร
ที่ปรากฏและสามารถถ่ายทอดเรียบเรียงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยสานวนของตนเอง
ขั้ น ที่ 3 ขั้ น ตี ค ว า ม
ผู้อ่านจะอ่านเฉพาะแต่ใจความตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ไม่เพียงพอที่จะรู้เท่าทันวรรณกรรม หรือ
เ จ ต น า ร ม ณ์ ข อ ง ผู้ เ ขี ย น ไ ด้
เพราะส่วนมากผู้เขียนมักจะซ่อนความหมายหรือจุดประสงค์ที่แท้จริงเอาไว้เบื้องหลังใจความธรรมดาเสมอ
การอ่าน ตีความผู้อ่าน ต้อง ใช้สติปั ญ ญ าและ ความส ามารถพิจารณาว่าอะ ไรเป็ น แก่น
ห รื อ แ น ว คิ ด ที่ ส า คั ญ ข อ ง เ รื่ อ ง ว่ า ผู้ แ ต่ ง
มีจุดประสงค์อะไรที่เสนอแนวคิดนั้นและเสนอด้วยน้าเสียงอย่างไร
จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า ขั้นตอนการอ่านตีความสามารถสรุปได้ดังนี้
1. พิจารณาคาศัพท์ในเรื่องที่อ่าน สามารถแปลได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
2. อ่านเนื้อเรื่องให้ละเอียด สรุปใจความสาคัญของเรื่อง ถ้าใจความสาคัญมีมากกว่าหนึ่ง
ประเด็น ให้แยกแยะ ว่า เนื้ อความใดเป็ น ใ จความสาคัญ และเนื้ อความใ ดสา คัญรองมา
เรื่องที่อ่านสั้นใจความสาคัญจะมีประเด็นเดียว แต่ถ้าเนื้อเรื่องยาวมักจะมีหลายประเด็น
3. การวิเคราะห์ให้เห็นรสและภาพ จะช่วยพิจารณาในการตีความ
4. สารวจความหมาย ทาความเข้าใจกับถ้อยคาที่เห็นว่ามีความสาคัญโดยพิจารณาถ้อยคา
นั้นกับบริบทที่แวดล้อมอยู่จะช่วยกาหนดคานั้นให้มีความหมายชัดเจนขึ้น
5. การตีความ โดยนาความรู้ ความคิด ความหมายที่ประมวลได้มาสรุปเป็นเรื่องใหม่
ภาษาใหม่ แต่ยังมีเค้าความเดิม และพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นแนวคิดและแก่นสาคัญของเรื่อง ผู้แต่ง
มีจุดประสงค์อะไรที่เสนอแนวคิดนั้น และเสนอด้วยน้าเสียงอย่างไร
6. การตีความต้องอาศัยความรู้ สติปัญญาและประสบการณ์ของผู้อ่านเป็นสาคัญ
กำรอ่ำนวิเครำะห์
ควำมหมำย
กรมวิช าการ (2546 : 208 ) ได้ใ ห้ ค วามห มายของ การอ่าน เชิง วิเคราะ ห์ ว่า
เป็นการอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างละเอียดให้ได้ความครบถ้วนแล้วจึงแยกแยะให้ได้ว่าส่วนต่าง ๆ นั้น
มีความหมายและความสาคัญอย่างไรบ้าง แต่ละด้านสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆอย่างไร
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2546:251,1071) ได้ให้ความหมาย คาว่า “
คิด ” หมายความว่า ทาให้ปรากฏเป็นรูป หรือประกอบให้เห็นรูป หรือเป็นเรื่องขึ้นในใจ ใคร่ครวญ
ไตร่ตรอง คาดคะเน มุ่ง จงใจ ตั้งใจ ส่วนคาว่า “วิเคราะห์ ” มีความหมายว่าใคร่ครวญ แยกออกเป็นส่วนๆ
เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ ดังนั้ นคาว่าคิดวิเคราะห์ จึงมีเหตุผลโดยหาจุดเด่นจุดด้อย ของเรื่องนั้น ๆ
และเสนอแนะสิ่งที่เหมาะสมอย่างมีเหตุผลมีความเป็นธรรมและเป็นไปได้
ลิ ขิ ต ธี ร เ ว คิ น ( 2 5 4 2 : 66-75) ก ล่ า ว ว่ า
การคิดวิเคราะห์ต้องเริ่มจากแนวโน้มที่จะตั้งคาถามและพยายามหาคาตอบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ ง
การคิดวิเคราะห์จะต้องเริ่มสร้างจิตวิเคราะห์ และวัฒนธรรมจะสามารถคิดวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ
ไ ด้ ร ะ บ บ ค ว า ม คิ ด แ ล ะ ก า ร ส รุ ป ร ว บ ย อ ด ใ น ป ร ะ เ ด็ น ปั ญ ห า
จะเป็นลักษณะการสลับระหว่างสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมเสมอ
ควอแนท (Quanat.1977 : 110 ) ได้กล่าวถึงการอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ว่า เป็ นการอ่าน
ที่ผู้อ่านจาเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์การคิดเพื่อประกอบการคิดพิจารณาตัดสิน และประเมินค่าสิ่งที่อ่าน
เดอร์ คิน (Durkin.1974 : 358) ได้สรุ ปไว้ว่า การอ่าน เชิงวิเคราะ ห์ เป็ น การอ่าน
โ ด ย ใ ช้ วิ จ า ร ณ ญ า ณ ข อ ง ผู้ อ่ า น
ซึ่งเกิดจากการมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องที่อ่านเป็นผลให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจอย่างทราบซึ้งจนสามารถ
วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่อ่านได้
จาก คว ามห มาย ที่ ก ล่าวมาส รุ ป ได้ว่า ก ารอ่าน เชิ ง คิ ด วิเค ร าะ ห์ ห มาย ถึ ง
การอ่านที่ต้องใช้ความพินิ จพิเคราะห์ สิ่งที่อ่านซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น
ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ เ ดิ ม ข อ ง ผู้ อ่ า น วิ ธี ก า ร เ ขี ย น ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง เ นื้ อ ค ว า ม
จนกระทั่งสามารถสรุปความและอธิบายขยายความและประเมินสิ่งที่อ่าน
หลักกำรอ่ำนเพื่อวิเครำะห์
ประพนธ์ เรืองณรงค์ (2545 :50-51) กล่าวถึงการอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ว่า เป็นการอ่าน
ที่ ฝึ ก ใ ห้ นั ก เ รี ย น รู้ จั ก อ่ า น ห นั ง สื อ อ ย่ า ง มี วิ จ า ร ณ ญ า ณ
รู้จักแยกแยะ ความเห มาะ สมขององ ค์ประ กอบใ น การเขียน ทั้งเนื้ อเรื่ อง และ รูป แบ บ
เข้าใจจุดประสงค์และทัศนะของผู้เขียน รวมทั้งวินิจฉัยได้ว่าเรื่องนั้นควรอ่าน หรือไม่ควรอ่านอย่างไร
การฝึกทักษะการอ่านอย่างวิเคราะห์ทาให้นักเรียนอ่านหนังสือเป็ นและอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งการอ่านเพื่อวิเคราะห์มีหลักปฏิบัติดังนี้
1. แยกแยะส่วนที่เป็นสาระสาคัญและส่วนขยายความ การเขียนหนังสือผู้เขียนจะเขียน
ใ น 2 ส่ ว น คื อ ส่ ว น ที่ เ ป็ น ส า ร ะ ส า คั ญ แ ล ะ ส่ ว น ข ย า ย ค ว า ม
ซึ่งอาจเป็นการอธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบการอ่านอย่างวิเคราะห์นั้นผู้อ่านจะต้องค้นหาส่วนที่เป็นสาระสาคั
ญที่ผู้เขียนต้องการนาเสนอ เพื่อจะได้เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้เขียน
2. แยกแยะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็นในงานเขียนต่าง ๆ นอกจากผู้เขียน
จ ะ น า เ ส น อ ข้ อ มู ล ส่ ว น ที่ เ ป็ น ข้ อ เ ท็ จ จ ริ ง แ ล้ ว
บางครั้งผู้เขียนอาจสอดแทรกข้อคิดเห็นเพื่อแสดงมุมมองและทัศนะส่วนตัวอันจะทาให้งานเขียนน่าสนใจแ
ละน่าอ่านยิ่งขึ้น แต่ในข้อคิดเห็นนั้น ๆ อาจแฝงไว้ด้วยค่านิยมส่วนตัว ความเชื่อ หรืออคติต่าง ๆ
ข อ ง ผู้ เ ขี ย น
ซึ่งผู้อ่านต้องพิจารณาว่าความคิดเห็นของผู้เขียนตั้งอยู่บนเหตุผลที่ถูกต้องหรือไม่ควรเห็นด้วยกับผู้เขียนหรื
อไม่การอ่านประเภทนี้ จึงต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก
กรมวิชาการ (2546 :209 ) ได้เสนอขั้นตอนการอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ดังนี้
1. การอ่านวิเคราะห์คา เป็นการอ่านเพื่อให้ผู้อ่านแยกแยะถ้อยคา ในวลี ประโยค หรือ
ข้อความต่าง ๆ
2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค เป็นการอ่านเพื่อแยกแยะประโยคต่าง ๆ ว่าเป็นประโยค
ที่ถูกต้อง ชัดเจนหรือไม่ใช้ประโยคผิดไปจากแบบแผนของภาษาอย่างไร
3. การอ่านวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง ผู้อ่านต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าผู้เขียน
เสนอทัศนะมีน้าหนักเหตุผลประกอบข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือเพียงใด
4. การอ่านวิเคราะห์รส หมายถึง การอ่านอย่างพิจารณาถึงความซาบซึ้งประทับใจ
ที่ได้จากการอ่าน วิธีการที่จะทาให้เข้าถึงรสอย่างลึกซึ้ง
6. การอ่านเพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา และการตีความเนื้อหาของข้อความของ
ปัญหา และการตีความเนื้อหาของหนังสือ
นงนุช วัฒนาขจร (2533 :35) ได้เสนอทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ไว้ดังนี้
1. ให้จาความหมายของคาได้
2. ให้สามารถเลือกความหมายของคาในกรณีที่มีความหมายหลายอย่างได้อย่างเหมาะสม
กับข้อความที่อ่าน
3. ให้เข้าใจถ้อยคาอุปมาหรือความหมายที่ซ้อนเร้นอยู่ซึ่งผู้เขียนไม่ได้บอกตรง ๆ
4. ให้จับความคิดที่สาคัญของผู้เขียนได้
5. ให้ถ่ายทอดข้อความที่ผู้เขียน เขียนไว้ได้
6. ให้มองเห็นความสาคัญของส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นข้อความนั้น และมองเห็น
ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ
7. ให้ทราบจุดมุ่งหมาย ความคิดเห็นและความลาเอียงของผู้เขียนได้
8. ให้จับลักษณะการเขียนของผู้เขียนได้
9. ให้ลงความเห็น วินิจฉัย ตัดสินใจ
10. ให้จับความรู้สึกที่ผู้เขียนแดงออกได้
สรุปได้ว่า การอ่านเพื่อวิเคราะห์ ผู้อ่านจะต้องรู้ความหมายของคา ความหมายที่ซ่อนเร้น
หาจุดมุ่งห มาย แยกแยะใจความหลักหรือใจความสาคัญ ใจความรองห รือส่วนขยาย รวมทั้ง
ก า ร แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข อ ง ผู้ เ ขี ย น เ พื่ อ ใ ช้ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง วิ นิ จ ฉั ย
แสดงความคิดเห็นและถ่ายทอดความคิดของผู้เขียนได้ตรงประเด็น
ประโยชน์ของกำรอ่ำนเพื่อวิเครำะห์
ผกาศรี เย็นบุตร (2526 :70) แสดงความเห็น ว่า การฝึ กอ่าน เชิงวิเคราะห์ อยู่เสมอ
จะทาให้ผู้อ่านมีจิตใจกว้าง มองโลกในแง่ดีและเป็นคนมีเหตุผล
สมถวิล วิเศษสมบัติ (2525 :74) กล่าวถึง การอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ว่า เป็ นการอ่าน
ที่จะช่วยให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะผู้อ่านไม่ใช่จะรับเฉพาะความคิดของผู้เขียนเท่านั้น
ผู้อ่าน ต้องน าความคิดของผู้เขียน มาประกอบกับความเห็น ของตน ทาให้เกิดความคิดใหม่
ซึ่งนาไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อการอ่านเชิงวิเคราะห์มีประโยชน์ต่อผู้อ่านดังกล่าว จึงมีความจาเป็ น
ที่จะต้องฝึ กฝนการอ่านเชิงวิเคราะห์อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความคิด พิจารณาหาเหตุผล มาตัดสิ น
เรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง
ป ร ะ ภ า ศ รี สี ห อ า ไ พ ( 2 5 2 4 : 331) ไ ด้ ใ ห้ ค ว า ม เ ห็ น ว่ า
ก าร อ่าน เชิ ง วิเ ค ร า ะ ห์ ช่ว ย ใ ห้ ผู้อ่าน ไ ด้รั บ ข้ อ มู ล ที่ ถู ก ต้อ ง แ ล ะ น าค ว าม คิ ด
ค ติ ธ ร ร ม ที่ ไ ด้ มา ป ร ะ ก อ บ กับ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ท าใ ห้ เ กิ ด ค ว าม คิ ด ก ว้าง ไ ก ล
ซึ่งจะเป็นการนาไปสู่การแก้ปัญหาได้
สรุปได้ว่า การอ่านเชิงวิเคราะห์ ผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากการอ่านโดยใช้ความรู้
ประ สบการณ์ พิจารณางาน เขียน แยกแยะ ส่วน ที่เป็ น ข้อเท็จจริง ส่วน ที่เป็ น ข้อคิดเห็ น
เป็นเครื่องมือในการพิจารณาเรื่องที่อ่าน สามารถเลือกสรรส่วนดีจากงานเขียนนามาใช้ประโยชน์
หรือเป็นแนวทางในการตัดสินใจ
แบบฝึกเสริมทักษะกำรอ่ำนภำษำไทย
ควำมหมำยของแบบฝึก
ถวัลย์ มาศจรัส (2546 : 18) ให้ความหมายว่า ชุดฝึ กทักษะ แบบฝึ กทักษะ หมายถึง
กิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย
และปริมาณเพียงพอ ที่สามารถตรวจสอบ พัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียน รู้
สามารถน าผู้เรียน สู่การสรุป ความคิดรวบยอดและห ลักการสาคัญ ของสาระการเรียน รู้
รวมทั้งทาให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนได้ด้วยตนเองได้
ปรีชา ช้างขวัญยืน (2539 : 131) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุดฝึ กทักษะ หมายถึง หนังสือ
ที่ให้แนวทางแก่ผู้เรียนในการฝึกฝนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแล้วเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ชัดเจนขึ้น
หรือเกิดทักษะความชานาญมากขึ้น
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537:40) ให้ความหมายของแบบฝึ กไว้ว่า หมายถึง คู่มือนักเรียน
ที่ นั ก เ รี ย น ต้ อ ง ใ ช้ ค ว บ คู่ ไ ป กั บ ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น จ า ก ชุ ด ก า ร ส อ น
เป็ น งานที่นักเรียน บันทึกสาระสาคัญและทาแบบฝึ กหัดด้วย มีลักษณะคล้ายกับแบบฝึกหัด
แต่ครอบคลุมกิจกรรมที่ผู้เรียนพึงกระทา มากกว่าแบบฝึ กหัด อาจกาหนดแยกเป็นแต่ละหน่วย
ซึ่งผู้เรียนต้องถือติดตัว เวลาประกอบกิจกรรมต่าง ๆ หรืออาจรวมเป็นเล่มเรียกว่า Worksheet
โดยเย็บรวมเรียงตามลาดับตั้งแต่หน่วยที่ 1 ขึ้นไป แบบฝึกปฏิบัติเป็ นสมบัติส่วนตัวของผู้เรียน
แต่ต้องเก็บไว้ที่ชุดการสอน เป็นตัวอย่าง 1ชุดเสมอ
บ รุ ค ( Brook,1960:35 ) ก ล่า ว ถึ ง ค ว าม ห ม า ย ข อ ง แ บ บ ฝึ ก ไ ว้ว่า ห ม าย ถึ ง
แบบตัวอย่างปัญหาหรือคาสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ
จ า ก แ น ว คิ ด ดั ง ก ล่ า ว ส รุ ป ไ ด้ ว่ า
แบบฝึ กทักษะเป็น สื่อการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียน เกิดความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนเพิ่มมากขึ้น
เป็ น แนวทางให้ผู้เรียนได้ฝึ กฝน เกิดทักษะความช าน าญ สามารถสรุปความคิดรวบยอด
เป็นเครื่องมือที่ผู้สอนใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและมีประสิทธิภาพ
ควำมสำคัญของแบบฝึก
แบบฝึกมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สานักงาน คณะกรรมการ
การประถมศึกษาแห่งชาติ (2540 : 164) กล่าวถึงความสาคัญของแบบฝึก ดังนี้
1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียน
2. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่
จากครูผู้สอนด้วย
3. ช่วยใน เรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เพ ราะการที่ได้ให้ผู้เรียน ทาแบบฝึ ก
ที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนจะช่วยให้นักเรียนประสบความสาเร็จ
4. แบบฝึกหัดช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะมากยิ่งขึ้น
5. การให้นักเรียนทาแบบฝึก จะช่วยให้ครูมองเห็นจุดอ่อน หรือจุดบกพร่องของผู้เรียนได้ชัดเจน
ช่วยให้ครูดาเนินการแก้ไข ปรับปรุงปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที
6 . แ บ บ ฝึ ก ที่ จั ด พิ ม พ์ ไ ว้ เ รี ย บ ร้ อ ย
จะ ช่ว ย ค รู ป ร ะ ห ยัด แ ร ง ง าน แ ล ะ เว ล า ที่ จ ะ เ ต รี ย มก าร ส ร้ าง แ บ บ ฝึ ก หั ด เส ริ ม
ทาให้มีเวลาและโอกาสในการฝึกฝนมากขึ้น
นิภา ชวนพานิช (2518 : 15) ได้กล่าวว่าสิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาทางภาษาดีขึ้น คือ
แบบฝึ กทักษะ หรือแบบฝึ กหัด เพราะทาให้ผู้เรียนมีโอกาสได้นาความรู้ที่เรียนมาแล้วไปฝึ ก
ให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
แบบฝึ กมีความจาเป็ นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จึงถือได้ว่าแบบฝึกเป็ นสื่อ
แ ล ะ อุ ป ก ร ณ์ อ ย่ า ง ห นึ่ ง ข อ ง ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น
ซึ่งครูสามารถนาไปประกอบการสอนได้เป็นอย่างดี แบบฝึกจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิธีสอน
จึงเป็ น ความจาเป็ น อย่างยิ่งที่ครูจะ ต้องศึกษาห าความรู้ใน การสร้างแบบฝึ กให้กับผู้เรียน
และสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสมกับการที่จะนาไปใช้กับผู้เรียนให้มากที่สุด
หลักสร้ำงแบบฝึก
ขั้นตอนการสร้างแบบฝึ กนั้น ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหา กาหนดปัญหาการสอน
โดยรวบ รวมปั ญ ห าจากการป ระ เมิน ความต้อง การผู้เรี ยน แล ะ วิเคราะ ห์ ภ าระ ง าน
โดยรวบรวมข้อมูลจากทักษะต่างๆ รวมไปถึงพฤติกรรมทางการเรียนและทัศนคติ วิเคราะห์วิธีการสอน
เพื่อกาหนดวิธีที่ต้องการ (Seels and Glasgow 1990 : 50) ก่อนลงมือสร้างแบบฝึ กต้องกาหน ด
โครงร่างคร่าวๆ ก่อนว่าจะเขียนแบบฝึกเกี่ยวกับเรื่องอะไร มีจุดประสงค์อย่างไร และควรศึกษาเอกสาร
ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหา ให้สอดคล้องกัน
(Butt 1974 : 85) แ ล ะ ก าห น ด เก ณ ฑ์ ก าร ท ด ส อ บ เพื่ อ ใ ห้ สั มพั น ธ์ กับ จุ ด ป ระ ส ง ค์
การกาหนดจุดประสงค์ต้องกาหนดให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของแบบฝึก(Bock
1993:3) ควรแจ้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อยโดยคานึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน
และ ควรเรียงกิจกรรมห รือง าน ที่ ผู้เรี ยน ต้องปฏิ บัติจากง่ายไปหายาก ( Butts 1974 : 85)
กาหนดกลวิธีการสอนหรือส่วนประกอบของการสอน เช่น ขั้นนาขั้นเสนอเนื้อหา หรือขั้นปฏิบัติ (Seels
and Glasgow 1990:50) ก าห น ด อุ ป ก รณ์ ที่ จ ะ ใ ช้ ใ น แ ต่ล ะ ต อ น ร วม ทั้ ง ก าห น ด เวล า
ให้เหมาะสมกับแบบฝึกเลือกรูปแบบการสอนและสื่อที่จะนามาสร้างเป็นแบบฝึก จากนั้นวางแผนผลิต
พัฒนาสื่อ ตรวจสอบขั้น ตอนในการพัฒนาสื่ อ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสอน วางแผน
และกาหนดกลวิธี ที่จะใช้ในการประเมินผล ขั้นปฏิบัติการวางแผน ขั้นตอนในการใช้เครื่องมือ
ควรประเมินก่อนและหลังเรียน
การสร้างแบบฝึ กเพื่อพัฒนาทักษะ จาเป็ นต้องใช้หลักจิตวิทยาในการสร้าง เพื่อจะได้
แบบฝึ กที่สมบูรณ์และเหมาะสมที่จะน าไปใช้กับผู้เรียน (กุลธิดา ปัญญาจิรวุฒิ 2547 : 91)
ในการสร้างแบบฝึกควรยึดหลักการหรือทฤษฏีในการสร้างแบบฝึ ก เพื่อให้การสร้างนั้นถูกต้อง
ตามขั้นตอน เป็นระบบ สามารถตรวจสอบ และนาข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไข (วิวัฒน์ ประสานสุข
2551 : 40) มีความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน เป็ นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทาย
(กรรณิการ์ พ ลยุทธ 2541 : 6) ห ลักการสาคัญ ใน การสร้าง แบบฝึ กให้ มีประ สิ ทธิภ าพ
คือการจัดลาดับประสบการณ์ตามแนวของ Gagneมีการเสริมแรง สอดคล้องกับแนวคิด ของ
Skinner ประ กอบ ด้วยคู่มือครู สาห รับการใช้ชุดฝึ ก และ ชุดแบ บฝึ กแต่ละ บท ลักษณ ะ
ทางเทคนิคแต่ละบทอาจประกอบด้วย จุดประสงค์ ทบทวนกฎเกณฑ์ เสนอตัวอย่าง แบบฝึ ก
เ ฉ ล ย / อ ธิ บ า ย เ พิ่ ม เ ติ ม ( ก ร ม วิ ช า ก า ร 2 5 3 6 : 61)
และ ควรสร้าง ให้ตรง กับวัตถุประสงค์ที่ต้อง การจะ ฝึ กและสอดคล้องกับเนื้ อหาที่เรียน
ซึ่งจะต้องมีความยากง่ายพอเหมาะกับวัย วุฒิภาวะ ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้เรียน
ฉ ะ นั้ น แ บ บ ฝึ ก ค ว ร มี ห ล า ย รู ป แ บ บ มี กิ จ ก ร ร ม ห ล า ก ห ล า ย
เปิ ดโ อก าส ใ ห้ ผู้เรี ยน ได้แส ด ง ค วามส ามาร ถแ ล ะ คว ามคิ ด เห็ น อย่าง กว้ าง ขว าง
อิสระเสรีก่อให้เกิดความคิดอย่างสร้างสรรค์และส่งเสริมประสิทธิภาพของผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ยิ่งขึ้น
( พิ ณ เ พ ช ร บู ร ณ ภิ ญ โ ญ 2 5 4 5 : 43-44)
เนื้อหาต้องเหมาะกับความสนใจของผู้เรียนและสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น หรือเหตุการณ์ปัจจุบัน
(ขนิษฐา แสงภักดี 2540 :55)
นอกจากนี้ระดับความยากง่ายต้องเหมาะสมกับวุฒิภาวะ และความสามารถของนักเรียน
ควรสร้างแบบฝึกให้น่าสนใจและควรเริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปหายาก (เพ็ญศิริ คงกาปั่น 2548 : 43)
สรุปได้ว่าการสร้างแบบฝึกทักษะที่ดีต้องคานึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1 . แ บ บ ฝึ ก จ ะ ช่ ว ย ฝึ ก ทั ก ษ ะ
สามารถนาทักษะที่ฝึกนั้นไปใช้ในชีวิตประจาวันได้หรือไม่อย่างไร
2. แบบฝึ กหลายแบบ เพื่อฝึกทักษะในเรื่องเดียวกัน ทาให้เกิดสนุกสนานและ
มีความแม่นยาในเรื่องที่จะฝึก
3. ฝึกสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น จับคู่ฯลฯ
4. ก า ร ป ร ะ เมิ น ผ ล นั้ น ต้อ ง ป ร ะ เ มิน เพื่ อ ป ร ะ เมิน ค่าแ บ บ ฝึ ก ว่า
จะช่วยให้เด็กก้าวหน้าเพียงใด
หลังการทาแบบฝึกหัดควรให้นักเรียนทราบผลทันที เป็นการท้าทาย จูงใจให้ผู้เรียน อยากเรียน
หากมีข้อบกพร่องจะได้ปรับปรุงแก้ไข ควรคานึงถึงเวลาในการฝึกด้วย ควรใช้ระยะเวลาสั้น ๆ
ผู้เรียนจึงไม่เบื่อหน่ายที่จะเรียน ให้ความร่วมมือในการทากิจกรรมเป็นอย่างดี
ลักษณะของแบบฝึกที่ดี
การสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับผู้เรียนนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างลักษณะของแ
บบฝึกที่ดีควรสร้างตามหลักการสร้างแบบฝึก และต้องคานึงถึงหลักจิตวิทยา เนื้อหาเหมาะสม
และสามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และตอบสนองตรงตามวัตถุประสงค์ ใช้ภาษาเข้าใจง่าย
ชัด เจน น่าส น ใ จ แ ละ ท้าท ายค วามส ามารถ (พิ ณ เพ ช ร บู รณ ภิ ญ โญ 2 545 : 20)
แบบฝึ กที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยทาให้ผู้เรียนประสบผลสาเร็จ ในการฝึกทักษะเป็นอย่างดี
แบ บฝึ กที่ ดีเป รียบ เส มือน ผู้ช่วยที่ ส าคัญ ข อง ครู ทาใ ห้ ครู ลด ภ าระ ก ารส อน ล ง ได้
ทาให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองตามความสามารถของตน เพื่อความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี (สุณี กฤตสิน
2542:65) สามารถเป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจฝึกฝนทักษะพร้อมทั้งมีขั้นตอนในการกาหนดกิจกรรม
ไว้อย่างเหมาะสมเป็นกระบวนการฝึกที่ต่อเนื่องเหมาะสมกับวัยระยะเวลาในการฝึก(นฤมล ม่วงไทย2543 :
22) โดยคานึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นสาคัญในด้านการนาเสนอเนื้อหา ควรเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้เรียน
เช่น อ าจใ ช้สื่ อสิ่ ง พิ มพ์ มาประ กอบใ น กิจกรรมการฝึ ก เพื่ อให้ ผู้เรียน สน ใ จยิ่งขึ้ น
ห ากต้องการให้ ผู้เรี ยน เรี ยน รู้ด้วยความส นุ กสน าน และ จดจาเนื้ อห าที่ ยากได้ง่ายขึ้ น
ควรน าเสน อเนื้ อห าใน รูปแบบการสน ทน าของตัวการ์ ตูน เกี่ยวกับทักษะที่ต้องการฝึ ก
จะทาให้ผู้เรียนสนใจยิ่งขึ้น (วิวัฒน์ ประสานสุข 2541:40) นอกจากนี้แบบฝึกควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ไ ด้ เ รี ย น แ ล ะ มี ส่ ว น ร่ ว ม ใ น กิ จ ก ร ร ม ไ ด้ รั บ ค ว า ม ส น ใ จ
มีความเหมาะสมและง่ายต่อการทาความเข้าใจของผู้เรียน (ไพ เราะ วุฒิเจริญกุล 2540 : 81)
ช นิ ดของ แบบฝึ กที่ผู้เรียน ช อบ ได้แก่ แบบ ฝึ กปริศน าอักษรไขว้ เติมตัวอักษ ร เติมคา
และแบบฝึ กที่มีรูปภาพ เพราะภาพประกอบ จะช่วยให้ผู้เรี ยน เข้าใจสิ่งที่เป็ นนามธรรมได้ดี
เข้าใจความหมายของคาได้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนตั้งใจทาแบบฝึก (นงเยาว์ บวงสรวง 2535 :61)
สรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึ กทักษะ ที่ดี สามารถเสริมทักษะที่เกิดความชาน าญ
สร้างแรงจูงใจทาให้เกิดความรู้ความจาที่ถาวร เกิดความสนุกสนานเหมาะสมกับวัยเข้าใจง่าย
เรียงลาดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก สามารถกระตุ้น ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และตอบสน องให้
บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ประโยชน์ของแบบฝึก
การฝึ กทักษะ ทางภ าษา โดยเฉพ าะ ทักษะ การอ่าน นั้ น จาเป็ น ต้อง ใช้แบบ ฝึ ก
เนื่ องจากผู้เรียน ได้รับการฝึกหัด ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองช่วยให้เกิดทักษะที่คงทน แบบฝึ ก
จึง เป็ น สิ่งที่ช่วยลดภ าระของครู ได้อย่างมาก และยังช่วยลดความแตกต่างระหว่างบุคคล
เ นื่ อ ง จ า ก ผู้ เ รี ย น มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ด้ า น ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า แ ต ก ต่ า ง กั น
ก า ร ใ ห้ ผู้ เ รี ย น ท า แ บ บ ฝึ ก ที่ เ ห ม า ะ กั บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข อ ง ต น
ช่วยให้ ผู้เรี ยน ประ ส บค วามส าเร็จใ น ด้าน จิตใ จมาก ขึ้ น ช่วยใ ห้ ผู้เรียน ได้ฝึ ก เต็มที่
และทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเองและทราบถึงความก้าวหน้าในการเรียนของตน (กันต์ดนัย
วรจิตติพ ล 2542:37) นอกจากนี้ ยังมีเวลาเรี ยน อย่างไม่จากัด จะเรี ยน ช้าหรื อเร็วเท่าใดก็ได้
ตอบคาถามในขณะเรียน ถูกหรือผิดก็ไม่อายเพื่อนหรือไม่ถูกครูดุว่า ผู้เรียนทุกคนมีความพอใจ
ที่จะเรียนรู้ ด้วยตนเอง อย่างช้าๆ ทีละขั้นตอนจากง่ายไปหายาก เรียนไปตอบคาถามไป มีเฉลย
ให้ทราบทัน ที ว่าตอบถูกหรือผิดและเมื่อทาแบบฝึ กหัดท้ายบท ผู้เรียนสามารถทราบผลสัมฤทธิ์
ของตนเองในเรื่องนั้ น ๆ ได้ทัน ที (บุญ ลักษณ์ เอี่ยมสาอาง 2541 : 61-62) การใ ช้แบบฝึ ก
ที่มีประสิทธิภาพประกอบการเรียนการสอนจะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เรียนให้สามารถใช้ภาษาได้
อย่าง ถูกต้องและ คล่องแคล่วยิ่ง ขึ้ น ครูผู้สอน จึงสร้าง แบบฝึ กต่างๆ เพื่อพัฒ น าทักษะ
ท า ง ภ า ษ า ใ ห้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ( ข นิ ษ ฐ า แ ส ง ภั ก ดี 2 5 4 0 :30)
แบบฝึกยังเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากบทเรียนแต่ละครั้งช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่างๆ
ข อ ง ผู้เรี ยน ไ ด้ชัด เจ น แ ล ะ ช่วย ใ ห้ ค รู ป ร ะ ห ยัด เว ล าใ น ก าร เต รี ย มแ บ บ ฝึ ก หั ด
ส่วนนักเรียนไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึกหัดจากตาราเรียน ( วนิดา สุขวนิช 2536 : 36)
สรุปได้ว่า แบบฝึ กทักษะ มีประโยชน์สาหรับผู้เรียนเป็ นอย่างมาก เพราะช่วยกระตุ้น
ให้เกิดการเรียนรู้ เกิดทักษะการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่คงทน ลดความแตกต่างระหว่างบุคคล
ผู้เรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน
งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งำนวิจัยในประเทศ
มัณฑนา พันธ์ประสิทธิ์ (2543 :บทคัดย่อ)ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่าน
ภาษาไทยเพื่อจับใจความ ชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 4 พ บว่า ชุดฝึ กทักษะการอ่าน ภาษาไทย
เพื่อจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.06/81.26 ซึ่งกว่าเกณฑ์ 80/80
ที่ตั้งไว้และมีค่าดัชนีประสิทธิผลมีค่าเท่ากับ .49
กรรณิกา ศุภปัญญาวุฒิ (2544 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาค้นคว้า เรื่อง ผลของการใช้แบบฝึ ก
การอ่านต่อการพัฒนาความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3พบว่า
แบบฝึ กทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีประสิทธิภาพเท่ากับ85.48/92.33 และนักเรียน
ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภ าษาไทยมีคะแน นเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ปราณี อยู่คง (2545 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่าน
เพื่อจับใจความวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3พบว่าชุดฝึ กทักษะเรื่องการอ่าน เพื่อจับใจความ
วิชาภาษาไทย มีประสิทธิภาพเท่ากับ85.27/84.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 นักเรียน
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกทักษะอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01
ฉั น ท น า ก า ร ส อ า ด ( 2 5 4 7 : บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ท า ก า ร วิ จั ย เ รื่ อ ง
การสร้าง แบบฝึ กทักษะการอ่าน เชิงวิเคราะห์ สาห รับนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 4
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์
สาห รับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่สร้างขึ้ น มีประสิ ทธิ ภาพ ตามเกณ ฑ์ 80/80
และนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่
อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
เ ส า ว ลั ก ษ ณ์ ต ร อ ง จิ ต ร์ ( 2 5 4 7 : บ ท คั ด ย่ อ ) ท า ก า ร วิ จั ย เ รื่ อ ง
การพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ วิชาภาษาไทย
ชั้ น ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 5 ที่ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ต า ม เ ก ณ ฑ์ 8 0 / 8 0
และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนด้วยแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านชาเบง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3
จังหวัดสุรินทร์ จานวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจานวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แผนการสอนจานวน 5แผน แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ จานวน 5
ชุ ด แ ล ะ แ บ บ ท ด ส อ บ วัด ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า พ บ ว่า
ค่าดัชนีประสิทธิผลด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์มีค่าเท่ากับ.66
เ อ ม อ ร ส ง ว น ดี ( 2 5 4 7 : บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ท า ก า ร วิ จั ย เ รื่ อ ง
การพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 1 ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า ค้ น ค ว้ า พ บ ว่ า
แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.07/82.83 เป็ น ไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
และมีดัชนีประสิทธิผล 0.6366 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ63.66
กิตติยา รัศมีแจ่ม (2549 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน
เชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์รายวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนที่เรียนโดย
ใช้แบบฝึ กทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์ รายวัน มีความสามารถทางการอ่าน
ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จิ ร เ ด ช เ ห มื อ น ส ม า น ( 2 5 5 1 : บ ท คั ด ย่อ ) ไ ด้ ศึ ก ษ า วิ จั ย เ รื่ อ ง
การพัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า
ชุด ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก าร คิ ด วิเค ร าะ ห์ จ าก สื่ อ สิ่ ง พิ ม พ์ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ าพ 8 0 .3 /8 5 .5 0
นั ก เ รี ย น ที่ เ รี ย น ด้ ว ย ชุ ด ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก า ร คิ ด วิ เ ค ร า ะ ห์ จ า ก สื่ อ สิ่ ง พิ ม พ์
มีความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์หลังการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์สูงกว่
าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
วราภรณ์ ประจญศึก (2552 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียง
คาควบกล้ า ร ล ว โดยใช้แบบฝึ กประกอบภ าพ สาหรับนักเรียนชั้นประถมปี ที่ 3 พบว่า
คะแนนเฉลี่ยจากแบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ จานวน 10ชุด
มีค่าเ ฉ ลี่ ย เท่า กับ 4.28 คิ ด เ ป็ น ร้ อ ย 85.60 ส่ ว น เบี่ ย ง เบ น ม าต ร ฐ าน เท่า กับ 0.22
และค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์จากการทดสอบหลังการใช้แบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว
โดยใช้ภาพประกอบ เท่ากับ 17.15 คิดเป็นร้อยละ 85.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.44 ดังนั้น
แบบฝึ กทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น
มี ป ร ะ สิ ท ธิ์ ภ า พ เ ท่ า กั บ 85.60/85.75 ซึ่ ง สู ง ก ว่า เ ก ณ ฑ์ ม า ต ร ฐ า น 80/80
ที่ตั้งไว้ผลการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการท
ดลองใช้ แบบฝึกทักษะการออกเสียง คาควบกล้า ร ลว โดยใช้ภาพประกอบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3พบว่า
ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า รล ว โดยใช้ภาพประกอบ
มีค่าคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ
( X = 17.15 , S.D. =1.44) สูงกว่าก่อนเรียน ด้วยแบบฝึ กทักษะการออกเสี ยงคาควบกล้า ร ล ว
โดยใช้ภาพประกอบ ( X = 11.97 , S.D. =1.83) ซึ่งเป็นไป ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
งำนวิจัยต่ำงประเทศ
เวน เน อร์ (Weinner.1978:5900-A) ได้ศึกษาผลการสอน และฝึ กให้นักเรี ยน ระ ดับ 6
ในSpringfield,Oregon เกี่ยวกับคาถามเรื่องที่อ่านและใช้แบบทดสอบเลือกตอบ ให้นักเรียนเรียงความ
วัด ผล สั มฤ ท ธิ์ ท าง ก ารอ่าน ผ ลก ารท ด ล อ ง ป ร าก ฏ ว่านั ก เรี ยน ที่ ได้รับ การ ส อ น
และฝึกให้ใช้คาถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ได้คะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก
สตีเวนส์ (Stevens.1980:367) ได้ศึกษาความเข้าใจในการอ่านจากการอ่านเรื่องที่สนใจ
ขอ ง นั ก เรี ย น ที่ มีความส ามารถ สู ง ที่ มีคะ แน น ตั้ ง แต่เป อร์ เซ็ น ต์ ไท ล์ ที่ 83 ขึ้ น ไ ป
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด 5และ 6 โดยได้สารวจความสนใจในการอ่านจากรายการ25เรื่อง ซึ่งระดับ
ความสนใจตั้งแต่1 –7 เลือกเรื่องที่นักเรียนสนใจองค์ประกอบในการอ่านแล้ว ทดสอบความเข้าใจ
ในการอ่าน พบว่า นักเรียนที่สนใจองค์ประกอบสาคัญมีผลทาให้นักเรียนอ่านได้ง่าย และสะดวก
ต่อการทาความเข้าใจเรื่องที่อ่าน
จากผลการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการนาแบบฝึกมาใช้ในการฝึกทักษะทางด้านภาษาทักษะการอ่าน
แ ส ด ง ว่ า
การนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านสามารถพัฒนาประสิทธิภาพทักษะการอ่านของผู้เรียนช่วยให้ผู้เรียนมีผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ทั้งยังเป็นสื่อที่สะดวกในการใช้ เพราะสามารถใช้กับผู้เรียนได้ทุกสถานที่
ทั้ ง ใ น แ ล ะ น อ ก เว ล า เรี ย น ไ ด้ ดั ง นั้ น แ บ บ ฝึ ก เส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น
ยั ง ช่ ว ย แ ก้ ไ ข ข้ อ บ ก พ ร่ อ ง ใ น ก า ร อ่ า น ไ ด้ อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ
ผู้เรียนพึงพอใจต่อการฝึกการอ่านโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
บทที่ 3
วิธีดำเนินกำรวิจัย
การศึกษาค้น คว้าเรื่อง การสร้างและพัฒนาแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อ า เ ภ อ ท่ า ม่ ว ง จั ง ห วั ด ก า ญ จ น บุ รี มี วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
เพื่ อ ส ร้ าง แ ล ะ ห าป ระ สิ ท ธิ ภ าพ ข อ ง แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ ก ารอ่ าน ภ าษ าไ ท ย
เพื่ อเป รี ยบ เทีย บผ ลสั มฤท ธิ์ ท าง เรี ยน การอ่าน วิช าภ าษ าไท ยก่อ น แ ละ ห ลัง เรี ย น
และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยที่ผู้รายงานสร้างขึ้น
ผู้รายงานได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้าตามหัวข้อดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
3. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง
1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย
ประชำกร
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2559 ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
จาน วน 2 ห้ องเรี ยน มีนั กเรียน จาน วน 80 คน ซึ่ งมีระ ดับสติปั ญ ญ าและ เพ ศคละ กัน
เพ ราะ โรง เรี ยน เฉลิมพ ระ เกียรติสมเด็จพ ระ ศรีน คริ น ท ร์ กาญ จน บุรี อาเภ อท่าม่วง
จะมีการจัดเรียงลาดับคะแนนและคละนักเรียน ที่มีระดับสติปัญญาคละกันทุกห้องทุกระดับชั้น
กลุ่มตัวอย่ำง
1.1.1 กลุ่มตัวอย่างเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
โด ยใ ช้ วิธี ก ารสุ่มตัวอ ย่าง อย่าง ง่าย ( Simple Random Samping ) ด้วย วิธี ก าร จับ ฉ ล าก
คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จานวน 40 คน
1.1.2 กลุ่มท ดลอ ง ที่ใ ช้ใ น ก ารเป รี ยบ เที ยบ ผล สั มฤท ธิ์ ทาง การเรี ยน
ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างจากประ ช ากรโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Samping)
ด้วยวิธีการจับฉลากมา 1ห้อง จากนักเรียน 7ห้อง กลุ่มตัวอย่างที่จับฉลากมาได้คือ
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จานวน 35 คน เป็นกลุ่มทดลอง
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จานวน 35 คน เป็นกลุ่มควบคุม
1.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการหาคุณภาพของข้อสอบ
1.21 ประชากรที่ใช้ในการหาคุณภาพของข้อสอบ คือนักเรียนที่เคยเรียนการอ่านในใจ
การอ่านจับใจความสาคัญ การอ่านตีความ การอ่านแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น การอ่านวิเคราะห์
ในวิชาภาษาไทยมาแล้วคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
1.2.2 กลุ่มตัวอย่างเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบ เป็ นนักเรียนที่เคยเรียนเรื่องการอ่านในใจ
การอ่านจับใจความสาคัญ การอ่านตีความ การอ่านแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น การอ่านวิเคราะห์
ใน วิช าภ าษาไทยมาแ ล้ว โดยใ ช้วิธี การสุ่มตัวอย่าง อย่าง ง่าย ( Simple Random Samping
)คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2
1.3 ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรต้น
1.3.1 ตัวแปรต้น คือ การเรียน ด้วยแบบฝึ กเสริ มทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย
ที่พัฒนาขึ้นโดยผู้รายงาน
ตัวแปรตาม
1 . 3 . 2 ตั ว แ ป ร ต า ม คื อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึก
เสริมทักษะภาษาไทยที่ผู้รายงานสร้างขึ้น
1.3.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
2. เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามีดังนี้
2.1 แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย จานวน 5 ชุด
ชุดที่ 1 อ่านในใจลาดับความคิด
ชุดที่ 2 จับประเด็นพินิจใจความสาคัญ
ชุดที่ 3 สารพันเลือกสรรตีความ
ชุดที่ 4 แยกตามข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น
ชุดที่ 5 มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์
2.2 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2จานวน 24 แผน
ใช้เวลาทั้งหมด 24 ชั่วโมง
2.3
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับก่อนเรียน (Pre-
test) และหลังเรียน (Post-test) เป็นแบบทดสอบ ปรนัย ชนิด4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ
2.4
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยที่ผู้รายงานสร้างขึ้น
จานวน 12 ข้อ
3. กำรสร้ำงและหำคุณภำพเครื่องมือ
ผู้รายงานได้ดาเนินการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ขั้นตอนกำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทักษะกำรอ่ำนภำษำไทย
1.1 ขั้นเตรียมกำร
ผู้รายงานได้ศึกษาและค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนลงมือสร้างแบบฝึกดังนี้
1.1.1 ศึกษาแนวความคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึก
1.1.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
สาระ ที่ 1 : การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระ บวน การอ่าน ส ร้าง ความรู้และ ความคิด
ไปใช้ตัดสิ น ใจแก้ปั ญ หาและสร้างวิสั ยทัศน์ ใน การดาเนิ น ชีวิต และมีนิ สั ยรักการอ่าน
มาตรฐาน การเรี ยน รู้ช่วงชั้ น ที่ 3 (ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 1 - 3) และ หลักสู ตรสถาน ศึกษ า
โ ร ง เ รี ย น ด่ า น ม ะ ข า ม เ ตี้ ย วิ ท ย า ค ม ข้ อ 3
สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงตามลักษณะคาประพันธ์ที่หลากหลาย จับใจความสาคัญ ตีความ
แยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็ น วิเคราะห์ คุณค่าด้านภ าษา เนื้ อหาและสังคม จาบทประพัน ธ์
ที่ มี คุ ณ ค่า น า ไ ป ใ ช้ อ้ า ง อิ ง แ ล ะ เลื อ ก อ่า น ห นั ง สื อ แ ล ะ สื่ อ อิ เล็ ก ท ร อ นิ ก ส์
อย่างกว้างขวางเพื่อพัฒนาตนด้านความรู้และการทางาน มีมารยาทและนิสัยรักการอ่าน
1.1.3 วิเคราะห์เนื้อหาที่จะนามาใช้ในการสร้างแบบฝึก โดยคานึงถึงลักษณะ
ของ ข้อบกพ ร่อง ทางการอ่าน และพิ จารณาคัดเลือกเนื้ อหาที่เหมาะ สมกับผู้เรียน ระดับ
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ซึ่ งได้กาหน ดเนื้อห าจากการอ่าน ใน ใจ การสรุปเนื้ อหาของบทเรียน
นอกจากนี้ยังศึกษาค้นคว้างานวิจัยและตาราทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการสร้างแบบฝึก
1.2 ขั้นวำงแผน
การสร้างแบบฝึกมีขั้นตอนดังนี้
1 . 2 . 1
ศึกษาวิธีการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านสาหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
1.2.2 วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของสถานศึกษา
1.2.3 กาหนดขอบข่ายเนื้อหาสาระดังนี้
1) การอ่านในใจ
2) การอ่านจับใจความสาคัญ
3) การอ่านตีความ
4) การอ่านแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น
5) การอ่านวิเคราะห์
1 . 2 . 4
จัดทาโครงร่างของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จานวน 5 ชุด
1 . 2 . 5
จัดทาต้นฉบับของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2
ดาเนินการดังนี้
1 )
เขียนต้นฉบับแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จานวน 5 ชุด
2) นาต้น ฉบับแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียน
ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 จ า น ว น 5 แ บ บ ฝึ ก
ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสมของการใช้ภาษาในการเขียน
3) ปรับปรุงแก้ไขภาษาที่ใช้ในการเขียนแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้เหมาะสม
4) นาแบบฝึกที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย คานา วัตถุประสงค์ คาชี้แจง ใบความรู้
แบบ ฝึ ก แบบทดสอบ น าแบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย ที่ สร้าง ขึ้น เสน อต่อ
ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้ อหาภ าษาไทย จาน วน 3 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการสร้างแบบฝึก 3 ท่าน ประเมินตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข
เก ณ ฑ์ ก า ร ป ร ะ เ มิ น คุ ณ ภ า พ ก า ร ใ ช้ แ บ บ ป ร ะ เมิ น คุ ณ ภ า พ แ บ บ ฝึ ก
ซึ่งเป็นลักษณะของแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
ส า ห รั บ ก า ร ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ค่ า ที่ วั ด ไ ด้
ผู้รายงานได้กาหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ความหมายโดยได้จากแนวความคิดของเบสท์ (Best1986: 195)
โดยการใช้ค่าเฉลี่ยเป็นรายช่วง และรายข้อตามตารางดังนี้
ตำรำงที่6 แสดงเกณฑ์เฉลี่ยของระดับความคิดเห็น ของเบสท์(Best)
การให้คะแนน คะแนนเฉลี่ย คุณภาพ
5 4.50-5.00 ดีมาก
4 3.50-4.49 ดี
3 2.50-3.49 ปานกลาง
2 1.50-2.49 พอใช้
1 1.00-1.49 ปรับปรุง
ตำรำงที่7 สรุปผลการประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
รายการประเมิน
ระดับการประเมิน
แปลค่า
k X k S.D.
1. เนื้อหาถูกต้องสอดคล้องกับหลักสูตร 4.83 0.38 ดีมาก
2. เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของผู้เรียน 4.94 0.23 ดีมาก
3. เนื้อหาเหมาะสมกับเวลาและความสนใจของ
ผู้เรียน
4.86 0.35 ดีมาก
4. เนื้อหาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียน 4.80 0.40 ดีมาก
5. กิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน 4.86 0.35 ดีมาก
6. ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา 4.80 0.40 ดีมาก
7. การใช้ภาษาทางวิชาการเหมาะสมกับผู้เรียน 4.91 0.28 ดีมาก
8. ความรู้ ความเข้าใจสามารถนาไปใช้ในชีวิต
ประจาวันหรือในสังคมได้
4.94 0.23 ดีมาก
9. ช่วยส่งเสริมหรือพัฒนาการทางสติปัญญาผู้เรียน 4.83 0.38 ดีมาก
10. ขนาด รูปแบบ สวยงามน่าสนใจ 4.89 0.32 ดีมาก
11. ขนาด รูปแบบตัวอักษรเหมาะสม 4.94 0.23 ดีมาก
12. ภาพประกอบเหมาะสม สอดคล้องกับเนื้อหา 4.89 0.32 ดีมาก
รวมเฉลี่ย 4.87 0.32 ดีมาก
จ า ก ต า ร า ง ที่ 7
จากผลการประเมินคุณภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
จากผู้เชี่ยวชาญได้ค่าเฉลี่ย(x) =4.87 เมื่อนามาเทียบเกณฑ์ค่าเฉลี่ยในช่วง 4.50 –5.00 หมายถึง ดีมาก
แสดงว่า แบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย สาห รับนั กเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านเกณฑ์การประเมินผลการวิเคราะห์ จากข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้รายงานได้นาไปปรับปรุงแบบฝึกต่อไป
5) นาแบบฝึกที่ปรับปรุงแก้ไขทางด้านเนื้อหาและทางด้านการสร้างแบบฝึก เช่น
คู่มือการใช้ คาชี้แจง มาแก้ไขให้ชัดเจน เนื่องจากเป็ นแบบฝึ กที่ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตน เอง
หากคาชี้แจงไม่ชัดเจนอาจทาให้นักเรียนเข้าใจผิด สาหรับทางด้านเนื้อหาภาษาไทยนั้น คาศัพท์
บางคายากเกิน ไป สาห รับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 ควรเปลี่ยนเป็ น คาที่ผู้เรียนพ บเห็ น
จากบทเรียนและชีวิตประจาวันเป็นส่วนใหญ่จากนั้นนาแบบฝึกที่สร้างขึ้นไปหาประสิทธิภาพ E1/E2
และปรับปรุงแบบฝึกในขั้นตอนต่อไป ตามหลักการทดลองหาประสิทธิภาพของ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2525
:131-132) มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
แผนภูมิที่ 1 แสดงขั้นตอนการหาประสิทธิภาพ E1/E2
ศึกษาหลักสูตร /จุดประสงค์รายวิชา
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้
กำรสร้ำงแผนกำรจัดกำรเรียนรู้
ผู้รายงานได้ดาเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ตามลาดับขั้นตอน ดังนี้
1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
2. ศึ ก ษ าส าร ะ แ ล ะ ม าต ร ฐ าน ก า ร เรี ย น รู้ ส าร ะ ก า ร เรี ย น รู้ ภ า ษ าไ ท ย
ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
3 . ศึ ก ษ า ท ฤ ษ ฎี ห ลั ก ก า ร
และแนวคิดเทคนิควิธีการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะการอ่านภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
4.วิเคราะห์เนื้อหา สาระการเรียนรู้ภาษาไทยของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
5. แบ่งเนื้อหาออกเป็นแผนย่อย เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาที่ใช้ในการสอน ซึ่งผู้รายงาน
ได้แบ่งเป็น 24 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลาทั้งหมด 24 ชั่วโมง
ขั้นตอนกำรจัดทำแผนกำรจัดกำรเรียนรู้มีดังนี้
สร้างแบบฝึก
เขียนโครงร่างแบบฝึก
กาหนดเนื้อหา
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบประเมินคุณภาพ
สรุปผลการประเมินคุณภาพแบบฝึกจากผู้เชี่ยวชาญ
ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
ได้แบบฝึกตำมกระบวนกำรตรวจสอบคุณภำพของผู้เชี่ยวชำญ
1. ศึกษาหลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ ขอบข่ายเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านในระดับ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2. ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวกับการอ่าน
3. จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้
4 . น า แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ ใ ห้ ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ 3 ท่ า น
ซึ่ ง เป็ น ชุด เดี ยวกับ การตรวจส อ บ คุณ ภ าพ ของแบบฝึ กเสริ มทักษะการอ่านภ าษาไทย
เพื่อพิจารณาตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านความเหมาะสมในด้านจุดประสงค์ เนื้อหา
กิจกรรมโดยใช้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ในการประเมิน 3 ระดับคือ สอดคล้อง(1) ไม่แน่ใจ (0)
และไม่สอดคล้อง (-1) โด ยกาห น ด เก ณ ฑ์ ที่เห ม าะ ส มค วรมีค่าตั้ ง แต่ 0.5 ขึ้ น ไ ป
ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
5. นาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มอื่น (
ในระดับชั้นเดียวกัน โดยใช้ทดลองกับนักเรียนชั้น ม.2/2 เพื่อดูว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ )
6. นาแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อใช้ในการทดลองต่อไป
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน
แบ บทดสอบวัดผลสั มฤท ธิ์ ทาง การเรียน ที่ผู้รายง าน ใช้ใน การทดลอง ครั้ ง นี้
เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก 1 ชุด จานวน 40 ข้อ โดยมีคาตอบที่ถูกเพียง 1 ตัวเลือก
ในแต่ละข้อ ตอบผิดได้ 0คะแนน ตอบถูกได้ 1คะแนน ซึ่งผู้รายงานได้ศึกษาจากเอกสารดังนี้
1. ศึกษ าทฤษ ฎี ห ลักภ าษ าศาสตร์ ห ลักจิตวิทยา และ ง าน วิจัยที่เกี่ยวข้อง
พร้อมทั้งศึกษาหลักสูตร คู่มือครู และแบบเรียนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2ของกรมวิชาการ
เพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของเนื้อหาและเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบ
2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3. ศึกษาหลักสูตรการวัดผลและประเมินผลวิชาภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
4 . ก า ห น ด จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ใ น ก า ร ส ร้ า ง แ บ บ ท ด ส อ บ
เพื่อสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน สาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ที่มีคุณภาพในการศึกษาครั้งนี้
ขั้นตอนกำรสร้ำงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน
1. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาไทย 1 ชุดจานวน 60ข้อ
2 . น า แ บ บ ท ด ส อ บ ที่ ส ร้ า ง ขึ้ น ใ ห้ ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ 3 ท่ า น ไ ด้ แ ก่
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดผลประเมินผล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนภาษาไทย
และ ครู ช าน าญ การ พิ เศษที่ มีประ ส บการณ์ ใน การสอน ภ าษ าไท ยระ ดับมัธยมศึกษ า
เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 3 ระดับ คือ สอดคล้อง (1) ไม่แน่ใจ (0) ไม่สอดคล้อง (-1)
ระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์ ระดับความเหมาะสมควรมีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป
3. นาแบบทดสอบที่คัดเลือก ไปทดสอบใช้(Tryout) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2
ภาคเรียน1ปีการศึกษา2559โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 40 คน
4. นาผลไปวิเคราะห์คุณภาพรายข้อเพื่อหาค่าความยากง่าย(p) และค่าอานาจจาแนก(r) (ล้วน
สายยศและอังคณา สายยศ 2536:180) โดยคิดคะแนนเพื่อวิเคราะห์ค่าคงที่ ตอบถูกได้1 ตอบผิดได้ 0
แล้ววิเคราะห์ความยากง่ายและค่าอานาจจาแนก
5. เลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง .20-.80 และค่าอานาจจาแนกตั้งแต่ .20
ขึ้นไปจัดทาเป็นชุดเพื่อนาไปทดสอบกับนักเรียนในการหาค่าความเชื่อมั่น
6. นาผลจากข้อ 5 ไปหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้รูปแบบคูเดอร์ -
ริชาร์ ดสัน ( Kuder-Richardson 20) KR-20 ) (ล้วน สายยศ และอังคณ า สายยศ 2536 :170)
โดยกาหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมคือ 0.6
7. จัดพิมพ์เป็นแบบทดสอบ เพื่อนาไปใช้ในการทดลอง
8. นาแบบทดสอบฉบับสมบูรณ์ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
แผนภูมิที่ 2 แสดงขั้นตอนในการดาเนินการสร้างและหาคุณภาพนของแบบทดสอบ
ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
วิเคราะห์เนื้อหา
กาหนดเนื้อหา
นาข้อสอบไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
สร้างแบบทดสอบชนิด 4ตัวเลือก
เสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
สรุป /ปรับปรุง / แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
แบบสอบถำมควำมพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึก
การสร้างแบบวัดความพึงพ อใจ ดาเนิ น การโดยศึกษาหลักการและเอกสารต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลและประเมินผลซึ่งมีขึ้นตอนดังนี้
1. ศึกษาหลักการสร้างแบบสอบถามจากตาราและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลประเมินผ
ล
2. กาหนดรูปแบบของแบบสอบถามเป็น 2 ส่วน คือ
1) แบบสอบถามแบบปลายปิด มีลักษณะการตอบแบบมาตราส่วน ประเมินค่า 5 ระดับ
(Rating Scale) ของเบสท์ (Best)
2) แบบสอบถามปลายเปิด เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่าง ๆ
3. สร้างแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ จานวน 10 ข้อ
4. นาไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม
5 . ป รั บ ป รุ ง แ ก้ ไ ข ก่อ น น า ไ ป ใ ช้ กั บ นั ก เ รี ย น ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่า ง
หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
4. วิธีดำเนินกำรทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล
1. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
การหาประสิทธิภาพของแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2โดยกาหน ดเกณฑ์ไว้ 80/80 หาประสิทธิภาพโดยทดลองกับนักเรียน
ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 จ า น ว น 3 ก ลุ่ม คื อ ร า ย บุ ค ค ล ก ลุ่ม ย่อ ย ก ลุ่ม ใ ห ญ่
ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ผ่านขั้นตอนการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยวิธีจับฉลากจากกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
ได้ข้อสอบที่ผ่ำนกำรหำประสิทธิภำพ
จัดพิมพ์ข้อสอบ
วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น/คัดเลือกข้อสอบ
วิเคราะห์ความยากง่าย หาค่าอานาจจาแนก
นาข้อสอบมาตรวจให้คะแนน
ครั้งที่ 1 ขั้นทดลองเป็นรายบุคคล (Individualtryout) นาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
ไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 3คน ซึ่งมีนักเรียนเก่ง 1
ค น นั ก เ รี ย น ป า น ก ล าง 1 ค น แ ล ะ นั ก เรี ย น อ่อ น 1 ค น ท า แ บ บ ท ด ส อ บ
วัดความสามารถทางการอ่านก่อนเรียน (pre-test) แล้วทดลองให้นักเรียนศึกษาแบบฝึกเสริมทักษะ
การอ่านภาษาไทยและทดลองทาแบบฝึ กแต่ละชุดเพื่อบันทึกผลคะแนนระหว่างเรียนรวมทั้ง 5 ชุด
แล้วนาผลคะแนนหาประสิทธิภาพกระบวนการ E1 และให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน (post-test )
นาคะแนนหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2 นาคะแนนที่ได้มาหาประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์60/60 เรียน
โดยใช้เกณฑ์ E1 / E2 ( โสภณ นุ่มทอง 2534:27)
ตารางที่ 8 แสดงผลการทดลองใช้แบบฝึ กเสริ มทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียน
ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีน ครินทร์ กาญจน บุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นการทดลองเป็นรายบุคคล (แบบ 1:1)
เลขที่
คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก
จานวน 5 ชุด
ระหว่างเรียน คะแนน
ร้อยละ
หลัง
เรียน
คะแนน
ร้อยละ
ชุดที่ 1
(40)
ชุดที่ 2
(40)
ชุดที่ 3
(40)
ชุดที่ 4
(40)
ชุดที่ 5
(40)
(200) 100 40 100
1 29 28 33 29 32 151 75.5 32 80
2 33 30 32 31 29 155 77.5 33 82.5
3 28 30 28 27 28 141 70.5 29 72.5
รวม 447 223.5 94 235
เฉลี่ยร้อยละ 74.50 78.33
ตารางที่ 9 สรุปประสิทธิภาพของแบบฝึก ขั้นการทดลองเป็นรายบุคคล
ประสิทธิภาพแบบฝึกกลุ่มทดลอง 3คน
เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ
( E1 )
ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
( E2 )
74.50 78.33 60/60
จากตารางที่ 9 พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ที่ผ่านการหาประสิทธิภาพ พบว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแนนทดสอบระหว่างเรียน มีค่าเท่ากับ
74.50ร้ อยล ะ ข อง คะ แ น น เฉ ลี่ ยข อ ง คะ แ น น ท ด ส อบ ห ลั ง เรี ยน มี ค่าเท่ ากั บ 78.33
แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
มีค่าเท่ากับ 74.50/78.33เมื่อเทียบกับเกณฑ์60/60 ปรากฏว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด และนาความคิดเห็นของนักเรียน มาประมวล
พ บ ว่า แ บ บ ฝึ ก บ า ง ต อ น เ นื้ อ ห า ย า ก เ กิ น ไ ป ค ว ร มี ภ า พ ป ร ะ ก อ บ
จากนั้นนาข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขแบบฝึ กให้เหมาะสมโดยคัดเลือกปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางตอน
นาภาพมาประกอบเพิ่มความเข้าใจ แล้วนาไปทดลองกลุ่มเล็กต่อไป
ครั้งที่ 2 ขั้นทดลองกลุ่มย่อย (SmallGroup) นาแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย
ไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 9 คน ซึ่งมีนักเรียนเก่ง 3 คน
นักเรียนปานกลาง 9 คน และนักเรียนอ่อน 3 คน ทาแบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่าน ก่อนเรียน
( pre-test) จ า น ว น 3 0 ข้ อ
แล้วทดลองให้นักเรียนศึกษาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยและทดลองทาแบบฝึกแต่ละชุดเพื่อบัน
ทึกผลคะแน นระห ว่างเรียน รวมทั้ง 5 ชุด จะนาผลคะแนนหาประสิทธิภาพกระบวนการ E1
และ ใ ห้ นั ก เรี ยน ท าแ บ บ ทด ส อบ วัดค วามส ามารถ ท าง ก ารอ่าน ห ลัง เรี ยน ( post-test
)นาคะแนนหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2นาคะแนนที่ได้มาหาประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์70/70
โดยใช้เกณฑ์ E1 / E2 ( โสภณ นุ่มทอง 2534:27)
ต าร า ง ที่ 10 แ ส ด ง ผ ล ก าร ท ด ล อ ง ใ ช้ แ บ บ ฝึ ก เส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า รอ่าน ภ าษ า ไท ย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์
กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นการทดลองแบบกลุ่มเล็ก
เลขที่
คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก
จานวน 5 ชุด
ระหว่างเรียน คะแนน
ร้อยละ
หลัง
เรียน
คะแนน
ร้อยละ
ชุดที่ 1
(40)
ชุดที่ 2
(40)
ชุดที่ 3
(40)
ชุดที่ 4
(40)
ชุดที่ 5
(40)
(200) 100 40 100
1 32 31 35 33 37 168 84 36 90
2 27 27 31 30 32 147 73.5 34 85
3 28 29 32 31 33 153 76.5 31 77.5
4 32 33 35 34 36 170 85 36 90
5 29 26 31 30 34 150 75 35 87.5
6 27 29 28 32 35 151 75.5 32 80
7 32 33 34 32 37 168 84 38 95
8 31 32 35 34 36 168 84 33 82.5
9 31 33 34 33 35 166 83 34 85
รวม 1441 720.5 309 772.5
เฉลี่ยร้อยละ 80.06 85.83
ตารางที่ 11สรุปประสิทธิภาพของแบบฝึก ขั้นทดลองกลุ่มย่อย
ประสิทธิภาพแบบฝึกกลุ่มย่อย 9 คน
เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ
( E1 )
ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
( E2 )
80.06 85.83 70/70
จากตารางที่11 พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ก ลุ่มส า ระ ก าร เรี ย น รู้ ภ าษ า ไ ท ย ที่ ผ่าน ก า ร ท ด ล อ ง ห าป ระ สิ ท ธิ ภ าพ พ บ ว่า
ร้อ ยล ะ ข อ ง ค ะ แ น น เฉ ลี่ ย ข อ ง ค ะ แ น น ท ด ส อ บ ระ ห ว่าง เรี ยน มีค่าเท่ากับ 80.06
ร้ อ ย ล ะ ข อ ง ค ะ แ น น เฉ ลี่ ย ข อ ง ค ะ แ น น ท ด ส อ บ ห ลั ง เรี ย น มี ค่า เท่า กับ 85.83
แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
มีค่าเท่ากับ 80.06/85.83 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 70/70 ปรากฏว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
ส าห รั บ นั ก เรี ย น ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 ก ลุ่มส าร ะ ก า ร เรี ย น รู้ ภ า ษ าไ ท ย
มีประสิ ทธิ ภาพ สู งกว่าเกณ ฑ์ที่กาห น ด จากนั้ น น าข้อบกพ ร่องที่พ บจากการทดลอง คือ
เนื้อหาของกิจกรรมมากเกินไป โดยปรับเนื้อหาบางส่วนให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะสมกับเวลา
แล้วนาไปทดลองขั้นทดลองภาคสนาม
ค รั้ ง ที่ 3 ขั้ น ท ด ล อ ง ภ ำ ค ส น ำ ม
นาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจานวน
35 คน ซึ่ ง มีนั กเรียน เก่ง 10 ค น นั กเรี ยน ปานกลาง 15 คน และนั กเรี ยน อ่อน 10 คน
ทาแบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่าน ก่อนเรียน (pre-test) จานวน 30 ข้อ เพื่อวัดความรู้พื้นฐาน
แล้วทดลองให้นักเรียนศึกษาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยและทดลองทาแบบฝึกแต่ละชุดเพื่อบัน
ทึกผลคะแน นระห ว่างเรียน รวมทั้ง 5 ชุด จะนาผลคะแนนหาประสิทธิภาพกระบวนการ E1
และ ใ ห้ นั กเรี ยน ทาแบ บท ดส อบ วัดความสามารถ ทางก าร อ่าน ห ลัง เรียน (post-test )
นาคะแนนหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2 นาคะแนนที่ได้มาหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80
โ ด ย ใ ช้ เ ก ณ ฑ์ E1 / E2 ( โ ส ภ ณ นุ่ ม ท อ ง 2 5 3 4 :
27)เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพ ระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ตามเกณฑ์ที่กาหนด
ตารางที่ 12 แสดงผลการทดลองใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน
ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีน ครินทร์ กาญจน บุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นทดลองภาคสนาม
เลขที่
คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก
จานวน 5 ชุด
ระหว่างเรียน คะแนน
ร้อยละ
หลัง
เรียน
คะแนน
ร้อยละ
ชุดที่ 1
(40)
ชุดที่ 2
(40)
ชุดที่ 3
(40)
ชุดที่ 4
(40)
ชุดที่ 5
(40)
(200) 100 40 100
1 28 33 37 34 36 168 84 36 90
2 29 33 35 35 36 168 84 36 90
3 27 31 32 35 35 160 80 35 87.5
4 30 32 34 36 37 169 84.5 34 85
5 29 31 33 35 36 164 82 35 87.5
6 28 32 33 34 36 163 81.5 36 90
7 31 32 35 38 37 173 86.5 35 87.5
8 28 29 31 35 35 158 79 34 85
9 26 27 32 35 33 153 76.5 32 80
10 27 26 29 31 34 147 73.5 35 87.5
11 29 31 33 33 34 160 80 33 82.5
12 29 36 29 34 31 159 79.5 34 85
13 28 26 29 29 32 144 72 33 82.5
14 26 28 30 29 35 148 74 35 87.5
15 30 29 31 34 33 157 78.5 35 87.5
16 31 32 37 35 35 170 85 36 90
17 28 29 32 33 31 153 76.5 33 82.5
18 24 33 29 32 36 154 77 37 92.5
19 26 27 29 33 31 146 73 34 85
20 27 28 30 31 33 149 74.5 34 85
ตารางที่ 12(ต่อ)
เลขที่
คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก
จานวน 5 ชุด
ระหว่างเรียน คะแนน
ร้อยละ
หลัง
เรียน
คะแนน
ร้อยละ
ชุดที่ 1
(40)
ชุดที่ 2
(40)
ชุดที่ 3
(40)
ชุดที่ 4
(40)
ชุดที่ 5
(40)
(200) 100 40 100
21 28 29 31 33 34 155 77.5 34 85
22 28 31 35 33 35 162 81 35 87.5
23 27 28 29 31 34 149 74.5 35 87.5
24 26 30 29 31 35 151 75.5 34 85
25 27 32 31 34 34 158 79 35 87.5
26 34 31 32 35 34 166 83 34 85
27 27 32 29 34 32 154 77 35 87.5
28 28 30 36 33 33 160 80 34 85
29 32 37 34 36 36 175 87.5 36 90
30 34 33 35 36 35 173 86.5 37 92.5
ประสิทธิภาพกระบวนการ / ประสิทธิภาพผลลัพธ์ 80.17 87.14
ตารางที่ 13สรุปประสิทธิภาพของแบบฝึก ขั้นทดลองภาคสนาม
ประสิทธิภาพแบบฝึกจาการทดลองภาคสนาม( 30คน)
เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ
( E1 )
ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
( E2 )
80.06 85.83 80/80
จากตารางที่ 13 พ บว่าประ สิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผ่านการทดลองหาประสิทธิภาพ พบว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ย
ของคะแน นทดลองระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 80.17และร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแน น
การทดลองหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 87.14 แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาห รับนั กเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 มีค่าเท่ากับ 80.17/87.14 เมื่อเทียบกับเกณ ฑ์ 80/80
ปรากฏว่าแบบฝึกที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด และเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้
5. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล
กำรวิเครำะห์ข้อมูล
การศึกษาครั้งนี้ผู้รายงานดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้
1. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยหาค่าเฉลี่ย
เพื่อดูดัชนีความสอดคล้อง ( IOC)
2 . วิ เ ค ร า ะ ห์ ค่ า ค ว า ม ย า ก ง่ า ย ( p ) ค่ า อ า น า จ จ า แ น ก ( r)
ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตรของ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2541. หน้า
181)
3. วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตร KR-20
(Kuder-Richardson 20)
4. หาประสิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80
5. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สถิติ t-test
6 .
ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปี ที่ 2 ใ ช้ ค่าเฉ ลี่ ย แ ล ะ ส่ วน เบี่ ย ง เบ น มา ต ร ฐ าน ข อ ง ค่าร ะ ดับ ค ะ แ น น ร าย ข้ อ
ตามประเด็นคาถามโดยนาไปแปรความหมายค่าระดับความพึงพอใจตามเกณฑ์ที่กาหนด 5 ระดับ
มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
การให้คะแนน คะแนนเฉลี่ย คุณภาพ
5 4.50 - 5.00 ดีมาก
4 3.50 – 4.49 ดี
3 2.50 - 3.49 ปานกลาง
2 1.50 –2.49 พอใช้
1 1.00 - 1.49 ปรับปรุง
สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล
1. สถิติพื้นฐำน
1.1 ร้อยละ
1.2 ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) โดยคานวณจากสูตร (ล้วน สายยศ;และอังคณา สายยศ.2538:73)
X =
N
x
เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย
x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N แทน จานวนนักเรียนทั้งหมด
1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคานวณจากสูตร (ล้วน สายยศ; และ
อังคณา สายยศ.2538:73)
SD =
 
)1(
2
2

 
NN
xxN
เมื่อ SD แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน
x2
แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลังสอง
(x2
) แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกาลังสอง
N แทน จานวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง
2. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์หำคุณภำพเครื่องมือ
การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
โดยใช้สูตรดัชนีค่าความสอดคล้อง IOC (สมนึก ภัททิยธนี. 2537 : 167)
IOC = N
R
เมื่อ IOC แทน ดรรชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา
หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์
∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นในแต่ละข้อของ
ผู้เชี่ยวชาญ
N แทน จานวนผู้เชี่ยวชาญ
2.1 หาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ล้วน สายยศ และอังคณา
สายยศ, 2541. หน้า181)
N
R
P 
เมื่อ P แทน ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อ
R แทน จานวนผู้ที่ตอบถูกในแต่ละข้อ
N แทน จานวนผู้เข้าสอบทั้งหมด
2.2. การหาค่าอานาจจาแนก (r) ของข้อสอบโดยใช้สูตร ดังนี้ (เทียมจันทร์ พานิชย์ผลินไชย,
ม.ป.ป. หน้า 202)
Ru – RL
n/2
เมื่อ r แทน ค่าอานาจจาแนก
Ru แทน จานวนผู้สอบที่ตอบถูกในข้อนั้นของกลุ่มสูง
RL แทน จานวนผู้สอบที่ตอบถูกในข้อนั้นของกลุ่มต่า
n แทน จานวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่า
2.4 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตร KR-20
(Kuder-Richardson ) ( ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ.2538 : 197-199)
rtt = 








2
1
1 tS
pq
n
n
df = n –1
เมื่อ rtt แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
n แทน จานวนข้อของแบบทดสอบ
p แทน สัดส่วนของผู้ที่ทาได้ในข้อหนึ่งๆ
q แทน สัดส่วนของผู้ที่ทาผิดในข้อหนึ่งๆ คือ 1- p
2
tS แทน คะแนนความแปรปรวนของเครื่องมือฉบับนั้น
2.5 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้สูตร
Cronbach
 =









2
2
1
1 t
t
s
s
k
k
เมื่อ  แทน ค่าความเชื่อมั่น
k แทน จานวนข้อของเครื่องมือวัด
 2
ts แทน ผลรวมของความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ
2
ts แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม
สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์หำประสิทธิภำพ
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ ของแบบฝึ กการอ่านภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2
ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1 :E2 (ชัยยงศ์ พรหมวงศ์, 2537. หน้า36) ดังนี้
80 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบระหว่างเรียน
ถูกต้องร้อยละ 80 หรือสูงกว่า
r
=
80 ตั ว ห ลั ง ห ม า ย ถึ ง
ค่าเฉลี่ยของคะแน น ที่ได้จากการทาแบบทดสอบหลังเรียน ถูกต้องร้อยละ 80 หรือสูงกว่า
คานวณโดยใช้สูตรจาก E1 /E2
E 1 = 100

A
N
x
เมื่อ E 1 แทน ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน
X แทน คะแนนของนักเรียนทั้งหมดในการทาแบบฝึก
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกเสริมทักษะ
N แทน จานวนผู้เรียน
E 2 = 100

B
N
F
เมื่อ E 2 แทน ประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
F แทน คะแนนสอบของนักเรียนทั้งหมดหลังการศึกษา
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ
N แทน จานวนผู้เรียน
สถิติที่ใช้ในกำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน
สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สถิติ t-testแบบ Dependent Sample
t =
 
1
22

 

n
DDn
D
df = n – 1
เมื่อ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่
n แทน จานวนกลุ่มตัวอย่าง
บทที่ 4
ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล
รายงานเรื่อง การสร้างและพัฒนาแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี การศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้นาเสนอผลการศึกษาค้นคว้าเป็น 3 ตอนดังนี้
1. นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การทดลองใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จากการทดลองจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 35 คน
2. นาเสนอผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
3. น า เ ส น อ ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์
ความพึงพ อใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล
ตอนที่ 1 การทดลองใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
จากการทดลองจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 35 คน ในการดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้รายงานได้ดาเนินการ ดังนี้
1. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน (pre– test) แบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จานวน
40 ข้อ ที่ผ่านการคัดเลือกหาประสิทธิภาพแล้ว เพื่อวัดความรู้พื้นฐานการอ่านวิชาภาษาไทย
2. ด าเนิ น การท ดล อง ส อน โดย ใ ช้แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทัก ษ ะ ก ารอ่าน ภ าษ าไท ย
ส า ห รั บ นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 จ า น ว น 5 ชุ ด
จากนั้ น ให้ เรี ยน ด้วยแบบฝึ กและ ทาแบบท ดส อบระ ห ว่างเรียน ด้วยแบบ ฝึ กแต่ละชุด
นาผลคะแนนเป็นคะแนนระหว่างเรียน และหาประสิทธิภาพกระบวนการE1 3. เมื่อสิ้ น สุดการทดลอง
ให้กลุ่มตัวอย่างทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบทดสอบหลังเรียน(post-test ) จานวน
40 ข้อ ปรากฏผลดังแสดงในตารางที่ 14
ตารางที่ 14 แสดงผลการทดลองใช้แบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง
เลขที่
คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก
จานวน 5 ชุด
คะแนนรวมระหว่างเรียน คะแนนทดสอบหลังเรียน
ชุดที่
1
(40)
ชุดที่
2
(40)
ชุดที่
3
(40)
ชุดที่
4
(40)
ชุดที่
5
(40)
คะแนนเต็ม
(200)
คะแนนเต็ม
(40)
1 28 33 37 34 36 168 36
2 29 33 35 35 36 168 36
3 27 31 32 35 35 160 35
4 30 32 34 36 37 169 34
5 29 31 33 35 36 164 35
6 28 32 33 34 36 163 36
7 31 32 35 38 37 173 35
8 28 29 31 35 35 158 34
9 26 27 32 35 33 153 32
10 27 26 29 31 34 147 35
11 29 31 33 33 34 160 33
12 29 36 29 34 31 159 34
13 28 26 29 29 32 144 33
14 26 28 30 29 35 148 35
15 30 29 31 34 33 157 35
16 31 32 37 35 35 170 36
17 28 29 32 33 31 153 33
18 24 33 29 32 36 154 37
19 26 27 29 33 31 146 34
20 27 28 30 31 33 149 34
ตารางที่ 14(ต่อ)
เลขที่
คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก
จานวน 5 ชุด
คะแนนรวม
ระหว่างเรียน
คะแนนทดสอบหลังเรียน
ชุดที่ 1
(40)
ชุดที่ 2
(40)
ชุดที่ 3
(40)
ชุดที่ 4
(40)
ชุดที่ 5
(40)
คะแนนเต็ม
(200)
คะแนนเต็ม
(40)
21 28 29 31 33 34 155 34
22 28 31 35 33 35 162 35
23 27 28 29 31 34 149 35
24 26 30 29 31 35 151 34
25 27 32 31 34 34 158 35
26 34 31 32 35 34 166 34
27 27 32 29 34 32 154 35
28 28 30 36 33 33 160 34
29 32 37 34 36 36 175 36
30 34 33 35 36 35 173 37
31 38 37 36 34 35 180 36
32 36 34 35 35 35 175 37
33 31 32 33 33 34 163 35
34 29 37 33 34 35 168 35
35 27 33 31 34 35 160 36
รวม 5,612 1,220
รวมเฉลี่ย 80.17 87.14
จากตารางที่ 14 พ บว่าประ สิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผ่านการทดลองหาประสิทธิภาพ พบว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ย
ของคะแน นทดลองระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 80.17และร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแน น
การทดลองหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 87.14 แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
ส าห รับ นั ก เรี ย น ชั้ น มัธ ยม ศึ ก ษ าปี ที่ 2 มีป ระ สิ ท ธิ ภ าพ สู ง ก ว่าเก ณ ฑ์ ที่ ก าห น ด
และเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ต อ น ที่ 2
แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ผลการวิเคราะห์แสดงในตารางที่ 15
ต า ร า ง ที่ 1 5
แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองใช้แบบฝึกเสริมทักษ
ะการอ่าน ภ าษาไทย สาห รับนั กเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 และ ผลต่าง (D)
ของคะแนนในการทดสอบทั้ง 2 ครั้ง
เลขที่ ชื่อ –สกุล
คะแนน
ผลต่าง (D)(คะแนนเต็ม 40 คะแนน)
ก่อนเรียน หลังเรียน
1 เด็กชายกิตติศักดิ์ ทวีสุข 30 36 6
2 เด็กชายจักราวุธ ศรีทันดร 34 36 2
3 เด็กชายชนินทร์ ทับทิมสี 33 35 2
4 เด็กชายชัยพร โพธิ์อ้น 31 34 3
5 เด็กชายธนกร อรัญนารถ 29 35 6
6 เด็กชายธนพงษ์ พุ่มพวง 30 36 6
7 เด็กชายธเนศ จุ้ยช่วย 31 35 4
8 เด็กชายนันท์มนัส ลิ้มมั่ง 31 34 3
9 เด็กชายพิสิษฐ์ แสนสระดี 28 32 4
10 เด็กชายยศภาคย์ เชยล้อมขา 29 35 6
11 เด็กชายวรวุฒิ หงส์ปัทมา 26 33 7
12 เด็กชายศุภสัณฑ์ จันทรวงศ์ 22 34 12
13 เด็กชายสรวิชญ์ บุญช่วยเหลือ 28 33 5
14 เด็กชายสิทธิชาติ บุญมาก 31 35 4
15 เด็กชายเจตนิพัทธ์ ไชยประดิษฐกุล 33 35 2
ตารางที่15(ต่อ)
เลขที่ ชื่อ –สกุล
คะแนน
ผลต่าง (D)(คะแนนเต็ม 40 คะแนน)
ก่อนเรียน หลังเรียน
16 เด็กชายเพ็ญเพชร บุตรน้าเพชร 31 36 5
17 เด็กชายเศรษฐพงษ์ สืบนาค 30 33 3
18 เด็กหญิงกมลชนก เพ็งออด 27 37 10
19 เด็กหญิงกัญญารัตน์ คุ้มถนอม 34 34 0
20 เด็กหญิงจิรัชญา เอกวิบูลย์ 27 34 7
21 เด็กหญิงณัฐธิดา บัวขม 22 34 12
22 เด็กหญิงณัฐธิดา อ่อนจันทร์ 28 35 7
23 เด็กหญิงทัศนียา พึ่งประสพ 29 35 6
24 เด็กหญิงทานตะวัน จันทร์สง่า 30 34 4
25 เด็กหญิงปัณฑิตา พุทธเจริญ 30 35 5
26 เด็กหญิงปัณฑารีย์ เพิ่มนาม 29 34 5
27 เด็กหญิงพิมพ์มาดา คาวรรณ 31 35 4
28 เด็กหญิงพุทธรักษษ เอกสาร 31 34 3
29 เด็กหญิงภัทรนันท์ สิทธิสร 33 36 3
30 เด็กหญิงมโนชา เวปุลานนท์ 33 37 4
31 เด็กหญิงริญรภัสร์ นิธิภัทร์พรปัญญา 32 36 4
32 เด็กหญิงวชิราภรณ์ รัตนะ 35 37 2
33 เด็กหญิงวาสนา คงพุ่ม 23 35 12
34 เด็กหญิงวิลาสินี สระทองรอด 32 35 3
35 เด็กหญิงอนัณณา โตเจริญ 33 36 3
รวม 1046 1220 174
ร้อยละ 74.71 87.14 12.43
ค่าเฉลี่ย(X) 29.89 34.86 4.97
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD) 3.13 1.17 2.85
จากตารางที่ 15 แสดงให้เห็นว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาไทยของกลุ่มตัวอย่าง
ทุกคนสูงขึ้นหลังจากการได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ทั้ง 5 ชุด
ค่าของผลต่างของคะแนนจากการทดสอบก่อนและหลังได้รับการสอน มีผลต่างคะแนนสู ง
มีค่าเท่ากับ 12 และต่าสุด 3 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน
ตารางที่ 16 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คะแนนผลต่างเฉลี่ย (D)
และค่าสถิติ ( t) ของกลุ่มตัวอย่าง
การทดสอบ
df
( n-1)
คะแนนเต็ม X S.D. D S.D. t Sig.(2-tailed)
ก่อนเรียน 35 40 29.89 3.18
4.97 2.90 10.16* 0.0000
หลังเรียน 35 40 34.86 1.19
จ า ก ต า ร า ง ที่ 1 6
แสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาไทยของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการ
ท ด ล อ ง แ ต ก ต่ า ง กั น อ ย่ า ง มี นั ย ส า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ ที่ ร ะ ดั บ 0 .0 5
โดยค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก ( X = 34.86 S.D. = 1.19)
สูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึก ( X = 29.89 S.D.= 3.18 ) และจากการคานวณพบว่าค่า tที่คานวณได้ ( t
= 10.16 ) มีค่ามากกว่าที่สถิติกาหนดไว้( t จากตารางที่ระดับ α.05, df = 34, t = 1.6906) กล่าวคือ
คะแนนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไ
ทย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ต อ น ที่ 3 ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง นั ก เ รี ย น
ที่มีต่อแบบฝึ กเสริ มทักษะ การอ่าน ภ าษ าไท ย สาห รับ นักเรียน ชั้น มัธยมศึกษ าปี ที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ผลการวิเคราะห์ดังแสดงในตารางที่ 17
ตารางที่17 แสดงผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ข้อ รายการประเมิน
ระดับคะแนนความพึงพอใจ
X
S.D. ระดับ
1. ความน่าสนใจของแบบฝึกเสริมทักษะ 4.94 0.23 ดีมาก
2. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร 4.86 0.35 ดีมาก
3. ความเหมาะสมของภาพประกอบ 4.91 0.28 ดีมาก
4. เนื้อหาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียน 4.80 0.40 ดีมาก
5. กิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน 4.83 0.38 ดีมาก
6. ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา 4.83 0.38 ดีมาก
7. การใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยผู้เรียน 4.89 0.32 ดีมาก
8. ความรู้ ความเข้าใจสามารถนาไปใช้ในชีวิต
ประจาวันหรือในสังคมได้
4.86 0.35 ดีมาก
9. ช่วยส่งเสริมหรือพัฒนาการทางสติปัญญาผู้เรียน 4.80 0.40 ดีมาก
10. ความสะดวกในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 4.91 0.28 ดีมาก
11. ความเหมาะสมของขนาดรูปเล่ม 4.80 0.40 ดีมาก
12. ความทนทานของแบบฝึกเสริมทักษะ 4.91 0.28 ดีมาก
รวมเฉลี่ย 4.86 0.33 ดีมาก
จ า ก ต า ร า ง ที่ 1 7
การประมวลผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ความน่าสนใจของแบบฝึก เสริมทักษะ( X = 4.94 S.D. = 0.23)
ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร ( X = 4.86S.D.= 0.35) ความเหมาะสมของภาพประกอบ( X = 4.91
S.D.= 0.28) เนื้ อหาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียน ( X = 4.80 S.D.= 0.40) กิจกรรมส่งเสริ ม
ให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ( X = 4.83 S.D.= 0.38) ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา ( X = 4.83 S.D. =
0.38) ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า เห ม าะ ส ม กับ วัย ข อ ง ผู้ เรี ย น ( X = 4.89 S.D. = 0.32) ค ว า ม รู้
ค ว า ม เข้ า ใ จ ส าม า ร ถ น า ไ ป ใ ช้ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ า วัน ไ ด้ ( X = 4.86 S.D. = 0.35 )
ช่ ว ย ส่ ง เ ส ริ ม ห รื อ พั ฒ น า ส ติ ปั ญ ญ า ข อ ง ผู้ เ รี ย น ( X = 4.80 S.D. =
0.40)ความสะดวกในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ( X = 4.91S.D.= 0.28) ความเหมาะสมของขนาดรูปเล่ม (
X = 4.80 S.D. = 0.40) ค วามท น ท าน ข อ ง แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทัก ษ ะ ( X = 4.91 S.D. = 0.28)
ค่าประเมินอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
บทที่ 5
สรุป อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ
รายงานผลการสร้างและพัฒนาแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับ นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จัง ห วัด ก าญ จน บุ รี เป็ น ง าน ก าร ศึ ก ษ าค้ น ค ว้าเชิ ง ท ด ล อ ง ( Experimental Research)
แบบแผนการศึกษาค้นคว้า แบบ (ExperimentalGroupPretest PosttestDesign) โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อสร้างและพัฒนา แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2
ใ ห้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ต า ม เ ก ณ ฑ์ 8 0 / 8 0
เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษ
าไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
หลังการใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้
ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จานวน 80 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จานวน 1 ห้องเรียนจานวน35
ค น ซึ่ ง ไ ด้ ม าจ าก ก าร สุ่ ม อ ย่ าง ง่ าย (SimpleRandomSampling) ด้ ว ยวิ ธี ก าร จั บ ส ล า ก
สาหรับตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ตัวแปรต้น ได้แก่การสอนโดยใช้สื่อแบบฝึกเสริมทักษะ
การอ่าน ภ าษ าไท ย ที่ ผู้ รายง าน ได้ พั ฒ น าก ารส ร้ าง แล ะ ใ ช้ ตั วแ ป รต าม ได้ แ ก่
ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ข อ ง นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2
ก่อ น แ ล ะ ห ลั ง ก า ร ใ ช้ แ บ บ ฝึ ก เ ส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย แ ล ะ
ค ว าม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง นั ก เ รี ย น ที่ มีต่อ แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ ก า ร อ่า น ภ า ษ าไ ท ย
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้รายงานได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่
แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 24 แผน แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียน
ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 ที่ ผู้รายง าน ส ร้าง ขึ้ น จาน วน 5 ชุด มีประ สิ ทธิ ภ าพ 80.17/87.14
แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาไทย เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4ตัวเลือก จานวน 40
ข้อ มีค่าความยากง่าย( p)ระหว่าง 0.20-0.80 มีค่าอานาจจาแนก (r) ระหว่าง 0.20ขึ้นไปมีค่าความเชื่อมั่น
เท่ากับ0.81 และแบบสอบถามความพึงพอใจ จานวน 12ข้อ
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ใช้สูตร E1/E2 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้หาค่าเฉลี่ย ( X )
ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ ความก้าวห น้ าและ เป รียบเทียบความแตกต่าง
โดยใช้สถิติการทดสอบ t-test แบบ dependent สามารถสรุปผลการศึกษาค้นคว้าได้ดังนี้
สรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำ
การศึกษาค้น คว้าเรื่ อง การสร้าง และ ใช้แบบฝึ กเสริ มทักษะ การอ่าน ภ าษาไท ย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สรุปผลการศึกษาค้นคว้าได้ดังนี้
1. จากผ ลก ารห าป ระ สิ ท ธิ ภ าพ ขอ ง แบ บ ฝึ กเส ริ มทัก ษะ การอ่าน ภ าษ าไท ย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่พัฒนาขึ้น พบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
ที่กาหนดไว้หมายความว่า เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
ที่ส ร้างขึ้ น แ ล้ว สามารถ ท าแบ บท ดส อบระ ห ว่าง ฝึ กได้ถูกต้อ ง เฉ ลี่ยร้อยละ 80.17
ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวแรก และนักเรียนทาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาไทย
หลังจากทดลองใช้แบบฝึ ก ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 87.14 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวหลัง
แสดงว่าแบบฝึกที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด และเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
2. ผลการศึกษาปรากฏว่านักเรียนจานวน 35 คน มีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาไทยสูงขึ้น
จากการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
ข อ ง นั ก เ รี ย น ห ลั ง เ รี ย น ด้ ว ย แ บ บ ฝึ ก เ ส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย
โดยค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก( X = 34.86 S.D. = 1.17 )
สูงกว่าก่อนเรียน ด้วยแบบฝึก( X = 29.89S.D.= 3.13) และจากการคานวณพบว่าค่า t ที่คานวณได้(t
= 10.16*) มีค่ามากกว่าค่าสถิติที่กาหนดไว้(tจากตารางที่ระดับ α .05, df = 34 t = 1.6906) กล่าวคือ
คะแนนหลังการเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ผลการประมวลและวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไ
ท ย ส าห รั บ นั ก เรี ยน ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ าปี ที่ 2 พ บ ว่า ข้อ ที่ ได้ค ะ แ น น เฉ ลี่ ย สู ง สุ ด
คือความน่าสนใจของแบบฝึกเสริมทักษะ X = 4.94 S.D.= 0.23ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษรX = 4.86
S.D. = 0.35 ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม ข อ ง ภ า พ ป ร ะ ก อ บ X = 4.91 S.D.= 0.28
เนื้อหาส่งเสริมความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน X =4.80 S.D.=0.40 กิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน X
= 4.83 S.D.= 0.38ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา X = 4.83 S.D.= 0.38การใช้ภาษาเหมาะสม
กั บ วั ย ข อ ง ผู้ เ รี ย น X = 4.89 S.D. = 0.32
ความรู้ความเข้าใจสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน หรือใน สังคมได้ X = 4.86 S.D. = 0.35
ช่วยส่งเสริมหรือพัฒน าการทางสติปัญญาของผู้เรียน X = 4.80 S.D.= 0.40 ความสะดวกในการใช้
แบบฝึ กเสริ มทักษะ X = 4.91 S.D.= 0.28 ความเห มาะ สมของขน าดรูป เล่ม X = 4.80 S.D.= 0.40
ความทน ทาน ของแบบฝึ กเสริ มทักษะ X = 4.91S.D.= 0.28ค่าป ระ เมิน อยู่ใน ระ ดับมากที่สุ ด
และสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดและเป็นไปตามเกณฑ์สมมติฐานที่ตั้งไว้
อภิปรำยผล
จากผลการศึกษาค้นคว้าเรื่อง การพัฒนาการสร้างและใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง
จังหวัดกาญจนบุรี ครั้งนี้พบว่า
1. จาก ผล การศึก ษ าค้น ค ว้า พ บ ว่า แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทักษ ะ การอ่าน ภ าษ าไท ย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภ อท่าม่วง จัง ห วัดกาญ จน บุ รี ที่ ผู้รายง าน ส ร้างขึ้ น มีประ สิ ทธิ ภ าพ 80.17/87.14
ซึ่ ง สู ง ก ว่า เ ก ณ ฑ์ ม า ต ร ฐ า น 8 0 / 8 0 ที่ ก า ห น ด ไ ว้ ทั้ ง นี้ เ พ ร า ะ
แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยที่สร้างขึ้นอย่างเป็นระบบซึ่งมีการวางแผนดาเนินการสร้าง แก้ไข
ปรับปรุง โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้ อหา และ ผู้เชี่ยวชาญด้าน สื่ อแบบฝึ กให้ผู้เชี่ยวช าญทั้ง
สองด้านประเมินคุณภาพของแบบฝึ ก พบว่า ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าเฉลี่ย X =4.81
แ ล ะ น า ข้ อ เ ส น อ แ น ะ ข อ ง ผู้ เชี่ ย ว ช าญ ไ ป ป รั บ ป รุ ง แ ก้ไ ข อี ก ค รั้ ง จ า ก นั้ น
น าไปทดลองห าประสิ ทธิ ภ าพ ของแบบฝึ กครั้ งที่ 1 เพื่อห าประ สิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ ก
โดยการเก็บคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน ในขั้นทดลองรายบุคคล จานวน 3 คน
มีประสิทธิภาพ 74.50/78.33ปัญหาที่พบจากการทดลองในครั้งนี้ คือ คาชี้แจงไม่ชัดเจน เข้าใจยาก
แบบฝึ กบางตอน ยาก เนื้ อหามากเกิน ไป น าข้อบกพ ร่องมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะ สม
โ ด ย ป รั บ ค า ชี้ แ จ ง ใ ห้ ชั ด เ จ น เ ข้ า ใ จ ง่ า ย
แ บ บ ฝึ ก ป รั บ เนื้ อ ห าส่ว น ที่ ย าก แ ล ะ ป รั บ เป ลี่ ย น เนื้ อ ห าใ ห้ เห มาะ ส มกับ เวล า
จากนั้นนาแบบฝึกไปทดลองหาประสิทธิภาพครั้งที่ 2 ขั้นการทดลองกลุ่มย่อย 9 คน มีประสิทธิภาพ
80.06/85.83 จ า ก ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ สั ง เ ก ต ขั้ น ก า ร ท ด ล อ ง ก ลุ่ ม ย่ อ ย
ปัญหาที่พบคือกิจกรรมของแบบฝึกมากเกินไป และได้ปรับกิจกรรมบางตอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลา
แล้ วน าไป ใช้ ใน การทดลองกับ กลุ่มตัว อ ย่า ง คื อ นั ก เรี ยน ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ าปี ที่ 2
โรง เรี ยน เฉ ลิ มพ ระ เกียรติ ส มเด็ จ พ ร ะ ศรี น ค ริ น ท ร์ กาญ จน บุ รี จาน วน 35 ค น
พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย มีประสิทธิภาพ 80.17/87.14 สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้
ซึ่งสอดคล้อง กับผลการวิจัยของ กิตติยา รัศมีแจ่ม (2549 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง
การพัฒนาแบบฝึกทักษะ การอ่านเชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์รายวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
พบว่า นักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึ กทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์รายง าน
มีความสามารถ ทางการอ่านก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05
ดัง นั้ น แ บ บ ฝึ ก เสริ มทักษะการอ่าน ภ าษาไทย ส าห รับนั กเรี ยน ชั้ น มัธยมศึ กษาปี ที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ที่พัฒ น าขึ้ น เป็ น น วัตกรรมที่ผู้เรี ยน สามารถเรียน ได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล
มี ก า ร จั ด ล า ดั บ เ นื้ อ ห า เ ป็ น ล า ดั บ ขั้ น ต อ น ย่ อ ย ๆ
ใ น รู ป แบ บ ขอ ง ก รอ บ ก ารเรี ยน รู้แ น ว คิด ข อง การส ร้ าง แบ บ ฝึ ก ค วรยึด ห ลัก ก าร
ทฤ ษ ฎี ใ น ก าร สร้ าง แ บ บ ฝึ ก เพื่ อใ ห้ การส ร้าง นั้ น ถู ก ต้อ ง ตามขั้ น ต อน เป็ น ระ บ บ
สามารถตรวจสอบและนาข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไข สอดคล้องกับแนวคิดของ (วิวัฒน์ ประสานสุข
2551:40) เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน เป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทาย (กรรณิการ์
พลยุทธ 2541:36)
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ปรากฏว่านักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่
านภาษาไทย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้อง กับผลการศึกษาของ สุนีรัตน์
บ ด สั น เ ที ย ะ ( 2 5 4 8 : บ ท คั ด ย่ อ )
ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะกับการสอนโดยการฝึกทักษะตามคู่มือครู พบว่า
แบบฝึ กทักษะความสามารถในการอ่านออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้
มีค่าประสิ ทธิภ าพจากการทดลองแบบรายบุคคล เท่ากับ 71.94/82.71 มีค่าประสิ ทธิภ าพ
จากการทดลองแบบกลุ่มเล็ก เท่ากับ84.05/92.59และมีค่าประสิทธิภาพจากการทดลองภาคสนามเท่ากับ
86.93/85.53ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ80/80และสอดคล้องกับผลงานวิจัย ของจิรเดช เหมือนสมาน
( 2551 : บทคัดย่อ)ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดฝึ กทักษะการคิดวิเคราะห์ จากสื่อสิ่งพิมพ์
ส า ห รั บ นั ก เรี ย น ชั้ น มัธ ยม ศึ ก ษ าปี ที่ 3 พ บ ว่า ชุ ด ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก าร คิ ด วิเ ค ร าะ ห์
จากสื่อสิ่งพิมพ์มีประสิทธิภาพ83.3/85.50นักเรียนที่เรียน ด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ จากสื่อสิ่งพิมพ์
มีความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์หลังการเรียน ด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ จากสื่อ สิ่งพิมพ์
สู ง ก ว่า ก่อ น เ รี ย น อ ย่า ง มี นั ย ส าคั ญ ท า ง ส ถิ ติ ที่ ร ะ ดั บ .0 1 ดั ง นั้ น ก า ร เ รี ย น
ด้วยแบ บฝึ กเส ริม ทักษ ะ การอ่าน ภ าษ าไท ย ส าห รับ นั กเรี ยน ชั้ น มัธ ยมศึก ษาปี ที่ 2
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
จึงเป็นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนให้มีผลการเรียนรู้ด้านการอ่านสูงขึ้น
3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ได้ค่าเฉลี่ย X = 4.86ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D.= 0.33
เมื่อนามาเทียบเกณฑ์ค่าเฉลี่ยในช่วง 4.00-4.50 ค่าประเมินอยู่ในระดับมาก เป็ นไปตามเกณฑ์
ที่ตั้งสมมติฐานไว้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาค้น คว้า สมถวิล มธิศิริกุล (2549:บทคัดย่อ)
ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสระแคน
ส านั ก ง าน เ ข ต พื้ น ที่ ก าร ศึ ก ษ าม ห าส าร ค าม เข ต 2 พ บ ว่า นั ก เ รี ย น มีค ว า ม
พึงพ อใจต่อการพัฒน ากิจกรรมการเรียน รู้เรื่องกลอน สุภ าพ โดยใช้แบบฝึ กเสริมทักษะ
และกระบวนการกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน อยู่ในระดับมากที่สุด
จากผลการศึกษาค้นคว้าใน ครั้งนี้ ผู้รายงาน มีแน วคิดที่จะเสน อแนะแก่ผู้เกี่ยวข้อง
กับ การเรี ยน การส อน กลุ่มส าระ การเรี ยน รู้ภ าษ าไท ย ระ ดับชั้ น มัธยมศึก ษาปี ที่ 2
และผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าในครั้งต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในกำรนำไปใช้
1.1 แบ บฝึ กเส ริมทักษ ะ การอ่าน ภ าษ าไทย กลุ่มส าระ การเรี ยน รู้ภ าษาไท ย
มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ จ ะ ท า ใ ห้ ผู้ เ รี ย น มี ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ที่ สู ง ขึ้ น
ตอบสน องต่อการพัฒน าศักยภาพ ของผู้เรียน ใ ห้ผู้เรียน ได้เกิดความรู้ ได้ประสบการณ์
สามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้
1.2 ก าร จัด กิจ ก รร ม ก าร เรี ย น รู้ ก าร ส อ น ที่ ใ ช้ แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ
ผู้สอนจะต้องอธิบายให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึง บทบาท และวิธีการเรียน หลักการและขั้นตอนในการเรียน เพื่อ
ให้เกิดความสาเร็จในการเรียน
1.3 ควรมีการทบทวนความรู้โดยผู้เรียนศึกษาแบบฝึกทักษะในชั่วโมงซ่อมเสริม
2. ข้อเสนอแนะในครั้งต่อไป
2.1 ควรมีการสร้างแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ
2 . 2
ควรมีการบูรณาการจัดกิจกรรมการเรี ยน รู้ด้วยแบบฝึ กเสริมทักษะ
กลุ่มสาระภาษาไทยกับเนื้อหาสาระอื่นๆ ประกอบด้วย
ประวัติผู้รำยงำน
ชื่อ นำงสำวมำรินทร์ จำนแก้ว
วัน เดือน ปีเกิด 4 กันยำยน 2510
ที่อยู่ปัจจุบัน 80 หมู่ 1ตำบลท่ำล้อ อำเภอท่ำม่วง จังหวัดกำญจนบุรี 71000
ตำแหน่ง ครู อันดับคศ.3 วิทยฐำนะ ครูชำนำญกำรพิเศษ
ตำแหน่งเลขที่1418 ขั้น 35,800 บำท
อำยุรำชกำร 20 ปี
ที่ทำงำนปัจจุบัน ครูผู้สอนกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กำญจนบุรี อำเภอท่ำม่วง
จังหวัดกำญจนบุรี
ประวัติกำรศึกษำ ครุศำสตร์บัณฑิต สถำบันรำชภัฎนครศรีธรรมรำช
วิชำเอกภำษำไทย วิชำโทประวัติศำสตร์ (ต.บ.)
ศึกษำศำสตร์มหำบัณฑิต มหำวิทยำลัยรำมคำแหง
สำขำหลักสูตรและกำรสอน (ศษ.ม.)
ผลงำนดีเด่น ครูต้นแบบปฏิรูปกำรเรียนรู้ กลุ่มสำระภำษำไทย
สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำกำญจนบุรี เขต 1
ครูดีในดวงใจปี 2557
หนึ่งแสนครูดี
สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำเขต 8

ส่งวิจัยในชั้นเรียน1.59

  • 1.
    รายงานการวิจัย เรื่อง พัฒนาและส่งเสริมทักษะการอ่าน รายวิชาภาษาไทย รหัสท 22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 นางสาวมารินทร์ จานแก้ว โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี SRINAGARINDRA THE PRINCESS MOTHER SCHOOL KANCHANABURI สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8
  • 2.
    บทที่ 1 บทนำ ที่มำและควำมสำคัญของปัญหำ ภาษาไทยเป็ นภาษาประจาชาติซึ่งเป็ นวัฒนธรรมที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติไทย แ ล ะ เ ป็ น สื่ อ ก ล า ง ที่ ท า ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ข อ ง ค น ไ ท ย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ ก า ร ง า น การดารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างมีความสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ ให้ ทัน ต่อการเป ลี่ยน แปลง ทางสั งคม ความก้าวห น้ าท าง ด้าน เทคโน โล ยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและแสดงถึงภูมิปัญญา สามารถถ่ายทอดขนบธรรมเนี ยมประเพ ณี วัฒน ธรรมของชาติให้คงอยู่คู่คนไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ:2551) พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร ศึ ก ษ า แ ห่ ง ช าติ พุ ท ธ ศั ก ร า ช 2 5 4 2 ม าต ร า 2 2 ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่ า ผู้ เ รี ย น มี ค ว า ม ส า คั ญ ที่ สุ ด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา 23 เน้นการศึกษาในระบบและตามอัธยาศัย ให้ความสาคัญ ในการบูรณาการความรู้ คุณธรรมและกระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา (กรมวิชาการ:2545) จากห ลักสู ตรการศึกษาขั้น พื้ น ฐาน พุทธศักราช 2544 จัดทาขึ้น สาห รับท้องถิ่น และสถานศึกษาได้นาไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาและจัดการเรียน การสอน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพ ด้านความรู้และทักษะที่จาเป็นสาหรับการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความรู้เพื่อพั ฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ได้กาหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 1การอ่าน มาตรฐาน ที่ 1.1 ใช้กระ บวน การอ่าน สร้างความรู้และความคิด เพื่อน าไปใช้ตัดสิ น ใจ แ ก้ปั ญ ห าใ น ก า ร ด าเนิ น ชี วิต แ ล ะ มี นิ สั ย รั ก ก าร อ่า น ก า ห น ด ใ ห้ นั ก เรี ย น ใช้ความรู้และประสบการณ์เป็ นเครื่องมือพัฒนาการอ่านหนังสือที่หลากหลายเพื่อเป็ นพื้นฐาน
  • 3.
    ก าร พิจ าร ณ าเนื้ อ ห า รู ป แ บ บ วิเค รา ะ ห์ วิจ าร ณ์ แ ล ะ ป ระ เมิน ค่าเรื่ อ ง ที่ อ่า น รวมทั้งคุณค่าทางวรรณคดีและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ:2544) วิชาภาษาไทยประกอบด้วยเนื้อหา 5 สาระ คือ 1. การอ่าน 2. การเขียน 3.การฟัง การดู และการพูด 4. หลักการใช้ภาษา 5. วรรณคดีและวรรณกรรม การอ่านเป็ นเนื้อหาที่ผู้เรียนต้อง มีความรู้ความเข้าใจหลักเกณฑ์การอ่าน ให้ถูกต้องจึงก่อให้ เกิดประสิ ทธิภ าพ ในการเรียน แ ล ะ ส า ม า ร ถ น า ไ ป ใ ช้ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ า วั น การอ่าน จึง มีความส าคัญ เพ ราะ เป็ น พื้ น ฐาน ใ น การสื่ อส ารเพื่ อใ ห้ เกิดความเข้าใ จ จาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการอ่านจึงจะทาให้การสื่อสารประสบความสาเร็จ ทั ก ษ ะ ข อ ง ก า ร อ่า น ที่ จ า เป็ น จ ะ ต้อ ง ส่ ง เส ริ ม ส า ห รั บ ผู้ เ รี ย น ไ ด้ แ ก่ ทักษะในการแปลความหมายของเนื้อเรื่องที่อ่านและเก็บใจความสาคัญให้ได้ตรงตามที่ผู้แต่งต้องการ แต่การสอนทักษะนี้ จะยากลาบาก เพราะผู้เรียนมีข้อบกพร่องหลายประการดังที่ ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ ได้กล่าวถึงข้อบกพร่องของผู้เรียนดังนี้ 1. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กไม่รู้จักคาแปลของคาที่อ่าน 2. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กไม่สามารถเข้าใจความคิดอันซับซ้อน 3. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กไม่รู้จักวิพากษ์วิจารณ์ 4. ความบกพร่องอันเกิดจากการที่เด็กลาดับเรื่องราวไม่เป็น เ มื่ อ ก า ร อ่ า น มี ค ว า ม ส า คั ญ มี ค ว า ม จ า เ ป็ น แ ล ะ มี ป ร ะ โ ย ช น์ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้มีความสามารถในการอ่าน เช่น อ่านหนังสือได้เร็ว อ่านแล้วสามารถจับใจความ ของเรื่องได้ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกจากเรื่องราวที่อ่านได้ คิดเชิงวิจารณ์และวิเคราะห์ใจความสาคัญ ปฏิบัติตนให้เกิดนิสัยที่ดีในการอ่าน (ไพฑูรย์ ธรรมแสง 2543 : 12) ฉะนั้น การสอน การอ่านต้องจัดกิจกรรมหลายรูปแบบและเป็ นกิจกรรมที่เปิ ดโอกาส ให้ผู้เรียนได้จับใจความสาคัญ ตีความวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่าน ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรพุทธศักราช 2 5 51 ก ร ะ บ ว น ก า ร ส อ น อ่ า น เ ป็ น สิ่ ง จ า เ ป็ น ค ว รจ ะ ใ ห้ ผู้เรี ย น ไ ด้รั บ ก า รฝึ ก ฝ น ก า รอ่าน ตั้ ง แ ต่ร ะ ดั บ มัธ ย ม ศึ ก ษ าต อ น ต้ น ซึ่ ง จ ะ ไ ด้ ผ ล ดี ก ว่ า ก า ร ฝึ ก ใ น ร ะ ดั บ อุ ด ม ศึ ก ษ า เพ ราะ ปัญ หาการสอน เกี่ยวกับเรื่องการอ่าน ที่เกิดขึ้น ใน ระดับมัธยมศึกษาตอน ต้น นั้ น ผู้ เ รี ย น บ า ง ค น อ่ า น ไ ด้ แ ต่ ไ ม่ เ ข้ า ใ จ เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น และส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นของผู้เขียนได้ เนื่องจากผู้เขียนมิได้แสดงแนวคิดหรือใจความสาคัญของเรื่องโดยตรงซึ่งทาให้ขาดสมรรถภาพทางด้านการ อ่าน
  • 4.
    การจัดการเรียนการสอนด้านการอ่านในปัจจุบัน (2552– 2555)พบว่า การจัดการเรียน การสอนส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าพอใจ นอกจากนี้ มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนกลุ่มภาษาไทย มีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่ยังไม่สูงเท่าที่ควรในฐานะที่เป็นภาษาประจาชาติ จากรายงานการวัดผลและประเมินผลทางด้านคุณภาพการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษ าไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยการสารวจผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา 2556 คะแน นเฉลี่ยร้อยละ 68.25 ปี การศึกษา 2557คะแน นเฉลี่ยร้อยละ 70.65 ปี การศึกษา 2558 คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70.95 จากผลการประเมินย้อนหลัง 3 ปี พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่าน มีคะแน นเฉลี่ยต่ากว่าเกณฑ์ที่โรงเรียน กาหน ดไว้คือ ร้อยละ 80 ซึ่ งปัญหาที่พบมากที่สุ ด ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ปี การศึกษา 2556-2558 คือ ทักษะด้านการอ่าน เป็นผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ากว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 รายงานการวัดผลและประเมินผลแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ปีการศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ เกณฑ์ที่กาหนด คะแนนเฉลี่ย 2556 ภาษาไทย 80.00 68.25 2557 ภาษาไทย 80.00 70.65 2558 ภาษาไทย 80.00 70.95 จากการศึกษาประโยชน์ ของการอ่าน ข้างต้น พ บว่า การมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ด้านการอ่าน วิชาภาษาไทยต่ากว่าเกณฑ์ที่กาหน ด มีมูลเหตุลาดับหนึ่ งว่า ผู้เรียน ขาดความรู้ แ ล ะ ทั ก ษ ะ ที่ ช าน า ญ ใ น ก า ร อ่าน ใ น ใ จ ก าร จับ ใ จ ค ว าม ก าร อ่า น ตี ค ว า ม การอ่าน เพื่อแยกข้อความที่เป็ น ข้อเท็จจริง และ ข้อคิดเห็ น การอ่าน เพื่อการวิเคราะ ห์ ซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้รายงานจึงเห็นความสาคัญของปัญหาและสนใจที่จะสร้าง และใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย เป็ นสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง แ บ บ ฝึ ก เ ส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย ที่ ผู้ ร า ย ง า น ส ร้ า ง ขึ้ น จึ ง เ ป็ น น วัต ก ร ร ม ที่ ช่ ว ย ใ ห้ ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น รู้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น
  • 5.
    วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและ พัฒนาแบบฝึ กเสริ มทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ด้านทักษะการอ่านภาษาไทย ก่อนและหลัง การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี 3 . เพื่ อ ศึ ก ษ า ค ว าม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง นั ก เรี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ าปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สมมติฐำน 1. แบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย สาห รับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 5 9 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านภาษาไทยหลังใช้สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภา ษาไทย 3. นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 5 9 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยอยู่ในระดับดี ขอบเขตของกำรศึกษำค้นคว้ำ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2559ของเฉลิมพ ระเกียรติสมเด็จพ ระศรีน ครินทร์ กาญจน บุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จานวน 2ห้องเรียน จานวน 80 คน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (SimpleRondom Samping)โดยวิธีการจับฉลากได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 1 ห้องเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จานวน 40คน 2. เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านภาษาไทย ตามหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคมพุทธศักราช 2551 (หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544)
  • 6.
    ส า ระ ที่ 1 ก า ร อ่ า น ซึ่ ง แ บ่ ง ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ก า ร อ่ า น ห ล า ย ป ร ะ เ ภ ท สาหรับเนื้อหาวิชาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สาหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 เรื่องการอ่าน ซึ่งประกอบด้วย ชุดที่ 1 อ่านในใจลาดับความคิด ชุดที่ 2 จับประเด็นพินิจใจความสาคัญ ชุดที่ 3 สารพันเลือกสรรอ่านตีความ ชุดที่ 4 แยกตามข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ชุดที่ 5 มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ 3. ตัวแปรในการศึกษาครั้งนี้ 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การสอนโดยใช้สื่อแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3.2 ตัวแปรตาม 3.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย 3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. การอ่านวิชาภาษาไทย หมายถึง ความสามารถในการอ่าน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ประกอบด้วยการอ่านในใจ การจับใจความสาคัญ การตีความ การแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น การวิเคราะห์ ได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์การอ่าน ทาให้สามารถถ่ายทอดความหมายของตัวอักษรให้ผู้อื่นเข้าใจได้ถูกต้อง 2 . แ บ บ ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย ห ม า ย ถึ ง สื่อการเรียนที่ผู้รายงานสร้างขึ้นให้ผู้เรียนสามารถใช้เรียนได้ด้วยตนเองในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551สาระที่ 1การอ่าน มาตรฐานที่ ท 1.1 ใ ช้ ก ร ะ บ วน ก าร อ่าน ส ร้ าง ค ว ามรู้ แ ล ะ ค วา มคิ ด เพื่ อ น าไ ป ใ ช้ ตัด สิ น ใ จ แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน 3. ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการทาแบบทดสอบหลังเรียน ของนักเรียน หลังจากที่นักเรียนได้เรียนจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ที่กาหนด 4. ประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์ 80/80
  • 7.
    8 0 ตัว แ ร ก ห ม า ย ถึ ง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากการทาแบบทดสอบย่อยหลังจากเรียนโดยใช้แบบฝึกเส ริมทักษะการอ่านภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 8 0 ตั ว ห ลั ง ห ม า ย ถึ ง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาไทย (ท 22101) ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2559โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี 6. ครูผู้สอนหมายถึงครูผู้สอนนักเรียนที่สอนวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ภาคเรียนที่1และ 2 ปีการศึกษา 2556- 2558โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8 7. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่สร้างขึ้นตามเนื้อหา เกี่ยวกับการอ่านภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ 8. ความพึ ง พ อใ จ ห มายถึ ง ความพ อใ จขอ งนั กเรี ยน ชั้ น มัธยมศึ กษ าปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ปีการศึกษา 2558 ต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1.แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ โดยใช้เกณฑ์ 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. ค รู น าแ น ว ท าง ก าร ผ ลิ ต สื่ อ แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ ก ารอ่าน ภ าษ าไ ท ย ประยุกต์ใช้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ 4 . นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2/ 2 ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 5 9 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หรือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2ที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย มีความพึงพอใจ มีความสุขต่อการใช้สื่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดั บดี
  • 8.
    บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี 2.1 โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 2.2 มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น วิชาภาษาไทย 3. การอ่าน วิชาภาษาไทย 3.1 ความหมายของการอ่าน 3.2 ความสาคัญของการอ่าน
  • 9.
    3.3 ทฤษฏีเกี่ยวกับการอ่าน 3.4 ประเภทของการอ่าน 4.แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย 4.1 ความหมายของแบบฝึก 4.2 ความสาคัญของแบบฝึก 4.3 หลักการสร้างแบบฝึก 4.4 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 4.5 ประโยชน์ของแบบฝึก 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ หลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทย การพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ ผู้รายงานได้ศึกษา หลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จุดหมายโครงสร้าง สาระและมาตรฐาน การเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (กระทรวงศึกษาธิการ.2551 : 4-12) 1. หลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็ นไปตามนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศ เพื่ อ ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ ผู้ เ รี ย น ไ ด้ พั ฒ น า ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ เ ต็ ม ศั ก ย ภ า พ กาหนดหลักการของหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ดังนี้ 1.1 เป็นการศึกษาเพื่อเป็นเอกภาพของชาติ มุ่งเน้นความเป็นไทย ควบคู่เป็นสากล 1 . 2 เ ป็ น ก า ร ศึ ก ษ า เ พื่ อ ป ว ง ช น ที่ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 1.3 ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒน าและเรียน รู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ 1.4 เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระ เวลาและการจัดการเรียนรู้
  • 10.
    1 . 5เ ป็ น ห ลั ก สู ต ร ที่ จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ไ ด้ ทุ ก รู ป แ บ บ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนและประสบการณ์ 2. จุ ดมุ่ง ห ม ายข อ ง ห ลัก สู ต รก ารศึ ก ษ าขั้ น พื้ น ฐ าน พุ ท ธ ศักร าช 25 51 หลักสู ตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็ นมนุ ษย์ที่สมบูรณ์ เป็ นคนดี มีปัญญา มีความสุ ขและ มีความเป็ น ไ ท ย มีศัก ยภ าพ ใ น ก ารศึ ก ษ าต่อ แ ล ะ ป ระ ก อ บ อ าชี พ จึงกาหนดจุดมุ่งหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังต่อไปนี้ 2 . 1 เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง ต น เ อ ง มีวินัยในตนเองปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์ 2.2 มีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการอ่าน รักการเขียนและรักการค้นคว้า 2.3 มีความรู้อันเป็นสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ มีทักษะ และศักยภาพ ใ น การจัดการ การสื่ อสารและการใช้เทคโน โลยี ปรับวิธีการคิด วิธีการทางานได้เหมาะสมกับสถานการณ์ 2.4 มีทักษ ะ ก ระ บ วน ก าร โดยเฉ พ าะ ท าง ค ณิ ตศาส ตร์ วิท ยาศ าส ต ร์ ทักษะการคิดการสร้างปัญญาและทักษะในการดาเนินชีวิต 2.5 รักการออกกาลังกาย ดูแลตนเองให้มีสุขภาพและบุคลิกที่ดี 2.6 มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค มีค่านิยมเป็นผู้ผลิตมากกว่าเป็นผู้บริโภค 2.7 เข้าใจประวัติศาสตร์ของช าติไทย ภูมิใจใน ความเป็ น ไทย เป็ น พลเมืองดี ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.8 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์ภาษาไทย ศิลปะวัฒนธรรมประเพณี กีฬาภูมิปัญญาไทย ทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดล้อม 2.9 รักประเทศชาติและท้องถิ่น มุ่งทาประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามให้สังคม 3. โครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็ นไปตามหลักการ จุดมุ่งหมายและมาตรฐานการเรียน รู้ ที่กาหน ดไว้ให้สถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องมีแน วปฏิบัติใน การจัดหลักสู ตรสถาน ศึกษา จึงได้กาหนดโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ โครงสร้ำงของหลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน 3.1 ระดับช่วงชั้น กาหนดหลักสูตรเป็น 4 ช่วงชั้น ตามระดับพัฒนาการของผู้เรียน ดังนี้ ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6
  • 11.
    ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 - 3 ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 3.2 สำระกำรเรียนรู้ กาหน ดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ ทักษะ หรือกระบวนการเรียนรู้และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนเป็น 8 กลุ่มดังนี้ 3.2.1 ภาษาไทย 3.2.2 คณิตศาสตร์ 3.2.3 วิทยาศาสตร์ 3.2.4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3.2.5 สุขศึกษาและพลศึกษา 3.2.6 ศิลปะ 3.2.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3.2.8 ภาษาต่างประเทศ 3.3 เวลำเรียน ห ลั ก สู ต ร ก าร ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ าน ก าห น ด เว ล าใ น ก า ร จัด ก า ร เรี ย น รู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ดังนี้ ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- 3 มีเวลาเรียนประมาณปีละ 800 - 1,000 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละ 4-5ชั่วโมง ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 มีเวลาเรียนประมาณปี ละ 800 - 1,000 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละ 4-5ชั่วโมง ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 มีเวลาเรียนประมาณปีละ 1,000 - 1,200 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละ 5-6ชั่วโมง ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 มีเวลาเรียนประมาณปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 6ชั่วโมง ดังแสดงในตารางที่ 2 ตำรำงที่2 แสดงโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม ช่วงชั้น ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-6) ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3) ช่วงชั้นที่ 4 (ม.4-6) การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม
  • 12.
    ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา    ศิลปะ     การงานอาชีพและเทคโนโลยี     ภาษาต่างประเทศ     กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน     เวลาเรียน ประมาณปีละ 800-1,000 ชม. ประมาณปีละ 800-1,000ชม. ประมาณปีละ 1,000-1,200ชม. ไม่น้อยกว่าปีละ 1,200ชม. หมำยเหตุ สาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักเพื่อสร้างพื้นฐานการคิด การเรียนรู้ และการแก้ปัญหา  ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ ที่ เ ส ริ ม ส ร้ า ง ค ว า ม เ ป็ น ม นุ ษ ย์ และศักยภาพพื้นฐานในการคิดและการทางาน  กิจรรมที่เสริมสร้างการเรียนรู้นอกจากสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และการพัฒนาตนตาม ศักยภาพทั้งนี้สถานศึกษาอาจจัดเวลาเรียนและกลุ่มสาระต่างๆ ได้ตามสภาพกลุ่มเป้าหมายสาหรับ การศึกษาน อกระ บบ สามารถจัดเวลาเรียน และ ช่วงชั้น ได้ตามระ ดับการศึกษา หลักสูตรแกน กลางการศึกษาขั้น พื้น ฐาน มุ่งพัฒน าผู้เรียน ทุกคน ซึ่ งเป็ น กาลังของช าติ ใ ห้ เ ป็ น ม นุ ษ ย์ ที่ มี ค ว า ม ส ม ดุ ล ทั้ ง ด้ า น ร่ า ง ก า ย ค ว า ม รู้ คุ ณ ธ ร ร ม มี จิ ต ส า นึ ก ใ น ค ว า ม เ ป็ น พ ล เ มื อ ง ไ ท ย แ ล ะ เ ป็ น พ ล เ มื อ ง โ ล ก ยึดมั่นใน การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอัน มีพ ระมห ากษัตริย์ ทรงเป็ นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภ าพ ภาษาไทยเป็ นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชานาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนาไปใช้ใน ชีวิตจริง การอ่าน การอ่านออกเสียงคา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คาประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวัน คือหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521(ฉบับปรับปรุง 2533)หลักสู ตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521(ฉบับปรับปรุง 2533) แล ะ ห ลัก สู ต รมัธ ยมศึก ษ าตอ น ป ล าย พุ ท ธศัก ราช 2524 (ฉ บับ ป รับ ป รุ ง 2533 ) เป็นหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีข้อจากัด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
  • 13.
    กาห น ดให้บุคคลมีสิ ทธิ เสมอกัน ใ น การรับ การศึกษาขั้น พื้ น ฐาน ไม่น้ อยกว่า 12 ปี อ ย่ า ง ทั่ ว ถึ ง แ ล ะ มี คุ ณ ภ า พ โ ด ย ไ ม่ เ ก็ บ ค่ า ใ ช้ จ่ า ย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กาหนดให้มีการจัดทาหลักสูตร ขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ค ว า ม เ ป็ น พ ล เมื อ ง ที่ ดี ข อ ง ช า ติ ก า ร ด า ร ง ชี วิ ต แ ล ะ ก าร ป ร ะ ก อ บ อ า ชี พ ต ล อ ด จ น เ พื่ อ ก า ร ศึ ก ษ าต่อ พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร ศึ ก ษ าแ ห่ ง ช าติ พ .ศ .2 5 4 2 จึ ง ก า ห น ด ใ ห้ มี ห ลั ก สู ต ร ก าร ศึ ก ษ าขั้ น พื้ น ฐ าน พุ ท ธ ศั ก ร าช 2 5 4 4 โดยยึดหลักความมีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากห ลาย ใ น การปฏิ บัติ กล่าวคือ เป็นหลักสูตรแกนกลางที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น กาหนดจุดหมาย ซึ่งเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในภาพรวม12 ปี สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เป็นช่วงชั้นละ3 ปี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การดารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อการจัดการศึกษามุ่งเน้นความสาคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถคุณธรรม กระบวน การเรี ยน รู้ และ ความรับ ผิดช อบ ต่อสัง คม เพื่ อพัฒ น าคน ใ ห้ มีความสมดุ ล โดยยึดหลักผู้เรียนสาคัญที่สุด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นคนดีมีปัญญา มี ค ว า ม สุ ข แ ล ะ มี ค ว า ม เ ป็ น ไ ท ย มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพเพื่อให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. เห็นคุณค่าของตนเอง 2. มีความคิดสร้างสรรค์ 3. มีความรู้เป็นสากล 4. มีทักษะและกระบวนการในการดาเนินชีวิต 5. รักการออกกาลังกาย 6. มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค 7. เข้าใจประวัติศาสตร์ของชาติไทย 8. มีจิตสานึกอนุรักษ์ภาษาไทย 9. รักประเทศชาติและท้องถิ่น หลักสูตรสถำนศึกษำโรงเรียนด่ำนมะขำมเตี้ยวิทยำคม อำเภอด่ำนมะขำมเตี้ย จังหวัดกำญจนบุรี โครงสร้ำงหลักสูตรสถำนศึกษำ ตำรำงที่3 โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง) พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม
  • 14.
    1.ภาษาไทย 120 40120 - 120 - 2.คณิตศาสตร์ 120 40 120 - 120 - 3.วิทยาศาสตร์ 120 - 120 - 120 40 4.สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 80 80 80 160 80 80 5.สุขศึกษาและพลศึกษา 80 - 80 40 80 - 6.ศิลปะ 40 - 40 - 40 - ตำรำงที่ 3 (ต่อ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง) เวลาเรียน(ชั่วโมง) พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม พื้นฐาน เพิ่มเติม 7.การงานอาชีพและเทคโนโลยี 80 80 80 80 80 160 8.ภาษาต่างประเทศ 120 40 120 - 120 - รวมเวลำ 760 280 760 280 760 280 9.กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน - กิจกรรมพัฒนาความถนัดความสนใจ( กิจกรรมชุมนุม) 40 40 40 -กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี 40 40 40 -กิจกรรมแนะแนว/โฮมรูม 40 40 40 -กิจกรรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม 40 40 40 รวมเวลำ 920 280 920 280 920 280 รวมเวลำเรียนทั้งหมด 1200 1200 1200 หมายเหตุ รายวิชาเพิ่มเติม จัดตามความเหมาะสม สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้ภำษำไทย ห ลั ก สู ต ร ก า ร ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ า น พุ ท ธ ศั ก ร า ช 2 5 51 กาหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ในการกาหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐ าน เพื่อเป็นพื้นฐาน ในการดารงชีวิตให้มีคุณภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ จานวน 5 สาระคือ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา
  • 15.
    สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย สาระที่1 : การอ่าน ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 1 . 1 : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดาเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 : การเขียน มาตรฐ าน ที่ ท 2.1 : ใ ช้ก ระ บ วน การเขียน เขียน สื่ อ ส าร เขียน เรี ยง ค วาม ย่ อ ค ว า ม แ ล ะ เ ขี ย น เ รื่ อ ง ร า ว ใ น รู ป แ บ บ ต่ า ง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 : การฟัง การดู และการพูด มาตรฐานที่ ท 3.1 : สามารถเลือกฟัง และดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ สาระที่ 4 : หลักการใช้ภาษา มาต ร ฐ าน ที่ ท 4 .1 : เข้ าใ จ ธ ร ร มช า ติ ข อ ง ภ าษ าแ ล ะ ห ลั ก ภ าษ า ไ ท ย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 4 .2 : ส า ม า ร ถ ใ ช้ ภ า ษ า แ ส ว ง ห า ค ว า ม รู้ เสริมสร้างลักษณะนิสัยบุคลิกภาพและความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรม อาชีพ สังคม และชีวิตประจาวัน สาระที่ 5 : วรรณคดีและวรรณกรรม ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 5 .1 : เ ข้ า ใ จ แ ล ะ แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง มำตรฐำนกำรเรียนรู้ช่วงชั้น สาระที่ 1 : การอ่าน มาตรฐานที่ ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหา และสร้างวิสัยทัศน์ในการดาเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน
  • 16.
    ตำรำงที่ 4 แสดงมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น มำตรฐำนกำรเรียนรู้ช่วงชั้น ป.1-3ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6 1. สามารถอ่านได้ถูกต้องตามหลั กการอ่าน เข้าใจความหมายของคาและข้ อความที่อ่าน 2. สามารถสรุปใจความสาคัญแล ะรายละเอียดของเรื่อง หาคาสาคัญหรือใช้แผนภาพโ ครงเรื่องหรือแผนภาพความคิ ดเป็นเครื่องมือการพัฒนาควา มเข้าใจการอ่าน รู้จักใช้คาถามเกี่ยวกับเนื้อหาแ ละแสดงความรู้ ความคิด คาดคะเนเหตุการณ์ เรื่องราวจากเรื่องที่อ่านและกา หนดแนวทางปฏิบัติ 1.สามารถอ่านได้คล่ องแคล่ว รวดเร็วยิ่งขึ้น เข้าใจความหมายขอ งคา สานวนโวหาร การบรรยาย การพรรณนา การเปรียบเทียบ การใช้บริบท เข้าใจความหมายขอ งถ้อยคา สานวนและเนื้อเรื่อง และใช้แหล่งความรู้ พัฒนาความ สามารถการอ่าน 2.สามารถสรุปความ จากเรื่องที่อ่าน และใช้แผนภาพควา มคิดพัฒนาความสา มารถในการอ่านโดย นาความรู้ ความคิดจากการอ่าน ไปใช้แก้ปัญหา ตัดสินใจคาดการณ์ และใช้การอ่านเป็นเ ครื่องมือพัฒนาตน การตรวจสอบความ 1. สามารถอ่านได้คล่องแคล่วรวดเ ร็วยิ่งขึ้นเข้าใจวงศัพท์กว้างขึ้น เข้าใจสานวนและโวหารการบร รยาย การพรรณนา อธิบาย อุปมาและสาธก สามารถใช้บริบทการอ่านและใ ช้แหล่งความรู้พัฒนาประสบกา รณ์และความรู้กว้างขวางขึ้น 2. สามารถแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นวิเคราะห์ความตีความ แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์เ รื่องที่อ่าน ประเมินค่าทั้งข้อดีและข้อด้อยอ ย่างมีเหตุผล โดยใช้แผนภาพความคิดและกร ะบวนการวิเคราะห์อย่างหลากห ลายพัฒนาความสามารถในการ อ่านมาเล่าเรื่อง ย่อเรื่อง ถ่ายทอดความรู้ ความคิดจากการอ่านไปใช้ประโ ยชน์ใน 1. สามารถอ่านอย่างมีประสิทธิ ภาพ มีวิจารณญาณ ตีความ แปลความและขยายความเรื่ องที่อ่านอย่างลึกซึ้ง รักและสนใจการอ่านหนังสื อประเภทต่าง ๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น และใช้แหล่งความรู้พัฒนาป ระสบการณ์การอ่าน 2.สามารถวิเคราะห์ และวิจารณ์และประเมินค่าเ รื่องที่อ่าน โดยใช้ประสบการณ์และคว ามรู้จากการอ่านหนังสือที่ห ลากหลายเป็นพื้นฐานการพิ จารณาเนื้อหา รูปแบบรวมทั้งคุณค่าทางวร รณคดีและสังคม โดยใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์อย่างหลากหลายเป็ นเครื่องมือ พัฒนาสมรรถภาพการอ่านแ ละการเรียนรู้
  • 17.
    รู้และการค้นคว้าเพิ่ม เติม ตำรำงที่4 (ต่อ) มำตรฐำนกำรเรียนรู้ช่วงชั้น ป.1-3 ป.4-6ม.1-3 ม.4-6 3.สามารถอ่านในใจ อ่านออกเสียงบทร้อยแ ก้วและบทร้อยกรอง ได้รวดเร็ว ถูกต้องตามลักษณะคาป ระพันธ์และอักขรวิธีแล ะจาบทร้อยกรองที่ไพเร าะ เลือกอ่านหนังสือที่เป็น ประโยชน์ทั้งความรู้แล ะความบันเทิงมีมารยาท การอ่านและมีนิสัยรักก ารอ่าน 3.สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียง บทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ คล่องแคล่ว รวดเร็ว ถูกต้องตามลักษณะคาประพันธ์และอัก ขรวิธีและจาบทร้อยกรองที่มีคุณค่าทาง ความคิดและความงดงามทางภาษาสาม ารถอธิบายความหมายและคุณค่านาไป ใช้อ้างอิง เลือกอ่านหนังสือและสื่อสารสนเทศ ทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามจุดประสงค์อ ย่างกว้างขวาง มีมารยาทการอ่านและนิสัยรักการอ่าน การดาเนินชีวิตและใช้ การอ่านในการตรวจสอ บความรู้ 3.สามารถอ่านในใจและ อ่านออกเสียงตามลักษณ ะคาประพันธ์ที่หลากหล ายและวิเคราะห์คุณค่าด้า นภาษาเนื้อหาและสังคม จาบทประพันธ์ที่มีคุณค่า นาไปใช้อ้างอิงและเลือก อ่านหนังสือและสื่อ สารสนเทศทั้งสื่อสิ่งพิม พ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างกว้างขวาง พัฒนาตนด้านความรู้แล ะ การทางาน มีมารยาท การอ่านและนิสัย รักการอ่าน 3.สามารถอ่านหนังสืออ ย่างหลากหลาย เพื่อเป็นพื้นฐานในการพั ฒนาสมรรถภาพการเขีย น นาข้อความหรือบทประ พันธ์ที่มีคุณค่าและระบุ ความประทับใจไปใช้ใ น การสื่อสารอ้างอิง เลือกอ่านหนังสือจากแ หล่งเรียนรู้และสื่อสารส นเทศเพื่อความรอบรู้แล ะเป็นประโยชน์ในการศึ กษาต่อ การทางานและประกอบ อาชีพ มีมารยาทการอ่านและนิ สัยรักการอ่าน
  • 18.
    จ า กต า ร า ง ที่ 4 พ บ ว่ า มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นเป็ นมาตรฐานที่มีความต่อเนื่องความรู้ซึ่งผู้เรียน ต้องมีความรู้ ความเข้าใจอย่างชัดเจน จึงสามารถที่จะเรียนรู้สาระในมาตรฐานช่วงชั้นที่สูงขึ้นได้ จากมาตรฐานหลักสูตรช่วงชั้น สาระที่1 การอ่าน กาหนดสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นที่3 (ม.1-3) สาหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคดังนี้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้รำยปีหรือรำยภำค ตำรำงที่ 5 แสดงมาตรฐานการเรียนรู้รายปี มำตรฐำนกำรเรียนรู้รำยปีหรือรำยภำค สำร ะ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ช่วงชั้น ม. 1-3 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 เนื้อหำ 1. การ อ่า น 1. สามารถอ่านได้คล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งขึ้น เข้าใจวงศัพท์กว้างขึ้น เข้าใจสานวนและโวหารการบรรยาย การพรรณนา อธิบาย อุปมาและสาธก สามารถใช้บริบทการอ่านและใช้แหล่งความรู้พัฒนาประ สบการณ์และความรู้กว้างขวางขึ้น 2. สามารถแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความตีความ แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์เรื่องที่อ่าน ประเมินค่าทั้งข้อดีและข้อด้อยอย่างมีเหตุผล โดยใช้แผนภาพความคิดและกระบวนการวิเคราะห์อย่าง หลากหลายพัฒนาความสามารถในการอ่านมาเล่าเรื่อง ย่อเรื่อง ถ่ายทอดความรู้ความคิดจากการอ่านไปใช้ประโยชน์ในก ารดาเนินชีวิตและใช้ การอ่านในการตรวจสอบความรู้ 1. สามารถอ่านได้คล่องแคล่วรวด เร็วยิ่งขึ้นเข้าใจวงศัพท์ สานวนและโวหาร จับใจความสาคัญจากเรื่องที่อ่า นได้ ใช้แหล่งความรู้พัฒนาประสบ การณ์และความรู้กว้างขวางขึ้น 2. สามารถแยกข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นวิเคราะห์ความ ตีความ แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ เรื่องที่อ่านได้ พัฒนาความสามารถในการอ่า นมาเล่าเรื่องย่อเรื่อง ถ่ายทอดความรู้ ความคิดจากการอ่านไปใช้ประ 1.การอ่านจับใจควา มสาคัญ 2.การอ่านแยกข้อเท็ จจริงและข้อคิดเห็น 3.การอ่านตีความ 4.การอ่านวิเคราะห์
  • 19.
    โยชน์ในการดาเนินชีวิต ตำรำงที่5 (ต่อ) มำตรฐำนกำรเรียนรู้รำยปีหรือรำยภำค สำ ระ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ช่วงชั้น ม.1-3 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 เนื้อหำ 3. สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงตามลักษณะคาประพันธ์ที่ห ลากหลายและวิเคราะห์คุณค่าด้านภาษา เนื้อหาและสังคม จาบทประพันธ์ที่มีคุณค่านาไปใช้อ้างอิงและเลือกอ่านหนังสือ และ สื่อสารสนเทศทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขว าง พัฒนาตนด้านความรู้และการทางาน มีมารยาทการอ่านและนิสัยรักการอ่าน 3. สามารถอ่านในใจ และอ่านออกเสียงตามลักษณะคาป ระพันธ์ที่หลากหลาย วิเคราะห์คุณค่าด้านภาษา เนื้อหาและสังคม จาบทประพันธ์ที่มีคุณค่า เลือกอ่านหนังสือและสื่อสาร สนเทศสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างกว้างขวาง พัฒนาตนด้านความรู้ มีมารยาทการอ่านและนิสัยรักการ อ่าน 5.การอ่า นในใจ จ า ก ต า ร า ง ที่ 5 พ บ ว่ า มาตรฐานการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคเป็นมาตรฐานที่มีความต่อเนื่องระหว่างความรู้เดิมเพื่อนามาพัฒนาใช้ กั บ ค ว า ม รู้ ใ ห ม่ ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ อ ย่ า ง ชั ด เ จ น จึงสามารถที่จะเรียนรู้สาระในมาตรฐานการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคที่สูงขึ้นได้ กำรอ่ำนวิชำภำษำไทย ควำมหมำยของกำรอ่ำน มีนักการศึกษาให้คาจากัดความของ “การอ่าน” ไว้หลายท่านดังนี้ อั จ ฉ ร า ว ร ร ณ ศิ ริ รั ต น์ ( 2549 : 48) ก ล่ า ว ว่ า การอ่านเป็ นกระบวนการโต้ตอบระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน เป็ นกระบวนการทางความคิดสติปัญญา ที่ผู้อ่านรับรู้ตัวอักษรซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์เดิมและจินตนาการของผู้อ่านเป็นเครื่องมือสาคัญที่ช่วยในกา ร แ ส ว ง ห า ค ว า ม รู้ ต่ า ง ๆ ไ ป สู่ เ ป้ า ห ม า ย ห ลั ก ที่ ผู้ อ่ า น เ กิ ด ค ว า ม รู้ ความเข้าใจและสามารถนาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 20.
    วิ ไ ลลั ก ษ ณ์ พั ด ศ รี เ รื อ ง ( 2548:14) ก ล่ า ว ว่ า การอ่าน เป็ น กระ บ วน ก ารป ฏิ สัมพัน ธ์ โด ยผู้เขี ยน เป็ น ผู้ถ่ายทอ ดเนื้ อห า ความคิ ด และ บ ริบ ทของ สถาน การณ์ เป็ น ตัวอักษ รห รื อสัญ ลักษณ์ ทั้ง ด้าน ภ าษาและ ความคิด ประ สบ การณ์ เดิมและ อ งค์ป ระ กอบท าง จิตวิทยา เพื่ อสร้าง ความเข้าใ จความห มา ย ของผู้เขียนและสามารถตีความได้ตรงตามจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้เขียน และการตีความ ต้องใช้การบูรณาการความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่ปรากฏในบทอ่าน สานั กง าน เขตพื้ น ที่การศึกษาพังง า (2547 :115) ให้ความหมายของ การอ่าน ว่า ห ม าย ถึ ง ก ระ บ ว น ก าร แ ป ล ค ว า มห มาย ข อ ง สั ญ ลั ก ษ ณ์ อ อ ก ม าเป็ น ค ว า มคิ ด ทาให้เกิดความเข้าใจความหมายและได้รับความรู้ ความคิด ตลอดจนความรู้สึก อารมณ์และจินตนาการ การอ่านในปัจจุบัน มิได้หมายถึง การอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นแหล่งบรรจุตัวอักษรเพียงอย่างเดียว แต่ยัง หมายถึง การแปลความห มายของสั ญ ลักษณ์ ภ าพ ภ าพ จาลอง และ สื่ อต่าง ๆ ที่สามารถสัมผัสได้โดยผ่านทางตา สนิท สัตโยภาส (2545:92) ให้ความหมายของการอ่านว่า เป็นความสามารถดูอักษรต่างๆ แล้วถ่ายทอดความหมายจากตัวอักษร ออกมาเป็ นความคิดจากนั้ นจึงน าความรู้ ความคิด หรือสิ่งที่ได้ จากการอ่านไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ เมื่อถึงเวลาอันควร สุ นัน ทา มั่น เศรษฐวิทย์ (2540 :2) ใ ห้ ความห มายของ การอ่าน ไว้ว่า ลักษณ ะ ของกระบวนการเป็ นลาดับขั้นที่เกี่ยวกับการทาความเข้าใจความหมายของคา กลุ่มคา ประโยค ข้อความและเรื่องราวของสารที่ผู้อ่านสามารถบอกความหมายได้ ธิ ดา โมสิ ก รัตน์ , ต รี ศิล ป์ บุ ญ ข จร , แ ละ ป ระ ภ าวดี สื บ ส น ธ์ (2545 :530) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า เป็นกระบวนการค้นหาความหมายในสิ่งพิมพ์หรือข้อเขียน จับใจความ ตีความ เพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์และสังคม โ ท นี่ บู ซ า น ( 2 5 4 4 :41) ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร อ่ า น ว่ า การอ่านเป็นการรับเอาสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อในหนังสือหรือการดูซับถ้อยคาในหนังสือและหมายรวมถึง ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนกับข้อมูลเชิงสัญลักษณ์ กองเทพ เคลือบพ าณิช (2542 :81) ได้รวบรวมความหมายของการอ่านที่บรรดาผู้รู้ แ ล ะ นั ก วิ ช า ก า ร ห ล า ย ท่ า น ส รุ ป ไ ด้ ว่ า ก า ร อ่ า น คื อ ส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารเป็นขั้นตอนของการรับสาร โดยผู้อ่านใช้ประสาทสัมผัสทางตารับภาพ คือตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่นใด ผ่านกระบวนการทางความคิด เพื่อทาความเข้าใจเรื่องนั้น ๆ แล้วตีความหมายออกมา แม้นมาส ชวลิต (2528:232) ให้แนวคิดเกี่ยวกับการอ่านว่า การอ่านคือการใช้ศักยภาพ ของสมองเพื่อการรับรู้ แปลความหมาย ความเข้าใจปรากฏการณ์ของข้อมูลข่าวสาร เรื่องราว
  • 21.
    ประสบการณ์ความคิด ความรู้สึก จินตนาการตลอดจนสาระอื่นๆ ซึ่งมีผู้แสดงออกโดยสัญลักษณ์ ที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสื่อสาร การอ่านเป็นทักษะพื้นฐาน จรัญ สุ ขเกษม (2542:10) กล่าวว่า การอ่าน คือ กระ บวน การแปลความหมาย จากตัวอักษร สัญลักษณ์ กลุ่มคา หรือวลี และประโยคออกมาเป็ น ความคิดอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความสามารถใน การแปล การตีความ การจับใจความสาคัญ และการสรุปความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างมีจุดมุ่งหมาย ฉวีวรรณ คูหาอภินันท์ (2542:1) ได้กล่าวถึงการอ่านว่า การอ่านเป็น ความสามารถ ของมนุษย์ ที่เข้าใจการสื่อความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆ เข้าใจในเนื้อเรื่องและแนวความคิด จากสิ่งที่อ่านไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หนังสือ บทความต่างๆ หรือจากภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ สิ่ ง ที่ป รากฏบ น จอคอมพิ วเตอ ร์ สัญ ลักษณ์ การโบกธง ของ ท ห ารของ นั กเดิน เรื อ เครื่องหมายจราจรที่ปรากฏบนท้องถนน รูปภาพ โฆษณาต่างๆ ภาพวาด ภาพเขียน แผนที่ แผนภูมิ การแสดงท่าทางต่างๆ เป็นต้น วัชรี บูรณสิงห์ และนิรมน ศตวุฒิ (2542:2) ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านหมายถึง การอ่านตามการออกเสียงหรือความเข้าใจตามตัวหนังสือ การค้นหาความหมาย หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่สามารถนามาตีความ สื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจในสิ่งนั้น ๆได้ สมุทร เซ็นเชาวนิช (2542 :1) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่าการอ่าน คือการสื่อความหมาย เป็ นการสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ผู้เขียนพูด ผู้อ่านแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กับผู้อื่น ด้วยการสื่อความหมายในการอ่านนั้นจะต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ผู้เขียน ผู้อ่าน และรายงาน (สิ่งที่ได้อ่านมาแล้วหรือปฏิกิริยาโต้ตอบซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการอ่านนั้นๆ ) กู๊ดแมน (Goodman 1980:5-11) กล่าวว่า การ อ่าน เป็ น กระ บวน ที่ สลับซับซ้อน ที่ผู้อ่านจะต้องตั้งสมมุติฐานหรือเดาความหมายของสิ่งที่อ่านจากประสบการณ์ เข้าไปร่วมด้วยมากกว่า การดูจากสิ่งที่พิมพ์ปรากฏอยู่ในข้อความเพื่อผู้อ่านจะได้เกิดความเข้าใจในความหมายที่อ่านด้วย บุชและฮิบเนอร์ (Bush andHeubner 1970:14) กล่าวว่า การอ่านเป็ นกระบวนการคิด ที่ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน โดยการน าเอาสัญลักษณ์ที่อ่านไปสัมพัน ธ์ กับประสบการณ์เดิมเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องอย่างแท้จริงและเกิดมโนภาพขึ้นในใจของผู้อ่าน แฮ ริสและสมิธ (Haris and Smith 1976:14) มีความเห็ น ว่า การอ่าน เป็ น รู ปแบ บ ข อ ง ก า ร สื่ อ ค ว า ม ห ม า ย เป็นการเปลี่ยนความคิดและข่าวสารระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านผู้เขียนจะแสดงความคิดเห็นของตนลงบนกระ ด า ษ ด้ ว ย ภ า ษ า ซึ่ ง เ ป็ น ไ ป ต า ม ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ก า ร เ ขี ย น แ ต่ ล ะ ค น ผู้อ่านก็พยายามอ่านตามความหมายจากที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ จ า ก ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร อ่ า น ที่ ไ ด้ ก ล่ า ว ข้ า ง ต้ น พ อ ส รุ ป ไ ด้ ว่า การอ่านเป็นกระบวนการสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน โดยการแปลความหมายจากตัวอักษร
  • 22.
    สัญ ลัก ษณ์คา กลุ่มคา วลี และประโยค ให้ เกิดความเข้าใจตามลักษณะของเรื่ องที่ อ่าน โดยอาศัยความสามารถใน หลักการอ่าน ก ารจับ ใ จความ การแป ลความ การตี ความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องตามจุดมุ่งหมาย ของผู้เขียน ควำมสำคัญของกำรอ่ำน การอ่านเป็ น รากฐานสาคัญของการศึกษา ผู้ที่อ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องที่อ่านได้ตลอด จัดได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการอ่านสูง ประกอบกับในยุคปัจจุบัน การศึกษามีความเจริญก้าวหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้มากขึ้น การอ่านเป็ นพื้น ฐานสาคัญ ที่ จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ เ กิ ด ก า ร เ รี ย น รู้ ใ น ส า ข า วิ ช า ต่ า ง ๆ ท า ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม รู้ ความคิดในการที่จะเลือกสิ่งที่มีคุณค่ามาใช้ในการดาเนินชีวิต ในเรื่องของความสาคัญของการอ่านนั้น นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงความสาคัญของการอ่านไว้ดังนี้ อวยพ ร พ านิ ช และ คณ ะ (2543 : 40-41) กล่าวถึงความสาคัญ ของการอ่าน ว่า ท าใ ห้ ค น เป็ น ค น ทัน ส มัย เพ ร าะ ว่ารู้ ข่าว ค วามเค ลื่ อ น ไ ห วต่าง ๆ ต ล อ ด เว ล า ทาให้มีปัญญาและประสบการณ์ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2542:11) กล่าวว่า การอ่านมีความสาคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิด จนโต และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่าน ทาให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน เป็ น โลก ของข้อมูลข่าวสาร ท าใ ห้ผู้อ่าน มีความสุ ข มีความห วัง และ มีความอยากรู้อยากเห็ น อันเป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทาให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และสนองความอยากรู้อยากเห็น นอกจากนั้น การจะพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่านนั่นเอง สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2540:6) ได้สรุปความสาคัญของการอ่านว่า การอ่านสามารถ ฝึกความคิดสร้างจินตนาการได้ขณะที่อ่าน เกิดความคิดเห็นได้ด้วยตนเองและรู้สึกมีความสุข ศิริพร ลิ้มตระการ (2537 :6) กล่าวสรุปความสาคัญของการอ่านไว้ดังนี้ 1. การอ่านหนังสือทาให้ได้เนื้อหา สาระความรู้มากกว่าการศึกษาหาความรู้ด้วยวิธีอื่น ๆ เช่นการฟัง 2. ผู้อ่านสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ สามารถนาติดตัวไปได้ 3. หนังสือสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าสื่ออย่างอื่น ซึ่งมักมีอายุการใช้งานจากัด 4. ผู้อ่านสามารถฝึกการคิดและจินตนาการได้เองขณะอ่าน 5. การอ่านส่งเสริมให้มีสมองดี มีสมาธินานกว่าและมากกว่าสื่ออย่างอื่น เพราะขณะที่ อ่านจิตใจจะต้องมุ่งมั่นอยู่กับข้อความพินิจพิเคราะห์ข้อความ 6. ผู้อ่านเป็นผู้กาหนดการอ่านได้ด้วยตนเอง จะอ่านคร่าว ๆ อ่านอย่างละเอียด อ่านข้าม หรืออ่านทุกตัวอักษรก็ได้ ตามใจของผู้อ่าน หรือจะเลือกอ่านเล่มไหนก็ได้ เพราะมีหนังสือให้เลือกมากมาย
  • 23.
    7. หนังสือมีหลายรูปแบบและราคาถูกกว่าสื่ออย่างอื่น ทาให้สมองผู้อ่านเปิดกว้างสร้าง ความคิดและทัศนะได้กว้างกว่า ทาให้ผู้อ่านไม่ติดอยู่กับแนวคิดใด ๆ โดยเฉพาะ 8. ผู้อ่านเกิดความคิดได้ด้วยตัวเองในขณะที่อ่าน สามารถวินิจฉัยเนื้อหาสาระได้ หนังสือ บางเล่มสามารถนาไปปฏิบัติได้ด้วยและเมื่อปฏิบัติแล้วก็เกิดผลดี 9. ผู้รักการอ่านจะรู้สึกว่ามีความสุขเมื่อได้สัมผัสหนังสือ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีหนังสือ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีหนังสือในรูปของการเก็บข้อมูลในแผ่นดิสก์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ก็ตาม จากแน วคิดดังกล่าวจะสรุปได้ว่า การอ่านเป็ นทักษะที่มีความสาคัญ ต่อการดารงชีวิต ในฐานะของผู้รับสาร เพราะช่วยพัฒนาทักษะด้าน การคิด ความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การอ่าน ม าก จะ ท าใ ห้ ได้รับ ค วาม รู้แ ละ ป ร ะ ส บ การณ์ ทั้ ง ท าง ต รง แล ะ ท าง อ้อ ม ก า ร อ่ า น จึ ง เ ป็ น ทั ก ษ ะ ที่ ป ลู ก ฝั ง ใ ห้ เ ย า ว ช น พั ฒ น า ต น เ อ ง โ ด ย เ ฉ พ า ะ อ ย่ า ง ยิ่ ง ใ น ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น กระ บ วน ก ารเรี ยน รู้ ทุ ก รายวิ ช าจะ ต้ อ ง อาศั ยทั ก ษ ะ การอ่าน ที่ มี ป ระ สิ ท ธิ ภ าพ เพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุตามจุดประสงค์ของหลักสูตร ทฤษฏีเกี่ยวกับกำรอ่ำน 1. ทฤษฎีกำรอ่ำนแบบปฏิสัมพันธ์ รู ป แ บ บ ก า ร อ่ า น เ ชิ ง ป ฏิ สั ม พั น ธ์ คื อ กระบวนการเชื่อมโยงสิ่งที่สัมพันธ์กันระหว่างความรู้จากสิ่งที่อ่าน เข้ากับความรู้ของผู้อ่านเองในขณะที่อ่าน การอ่านไม่ใช่เป็ นเพียงการดึงข้อมูลจากบทอ่านเท่านั้น แต่เป็ นการกระตุ้นความรู้ของผู้อ่านด้วย นักการศึกษาหลายท่านได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ดังนี้ คอนเนลลีและซิมส์ (ConnellyandSims1990:7) กล่าวว่าการอ่านเป็ นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้อ่านได้ข้อมูลจากบทอ่านเท่านั้น แต่ผู้อ่านต้องมีปฏิสัมพันธ์กับความรู้หรือสิ่งที่ผู้อ่าน มีอยู่ก่อนแล้วซึ่งเก็บไว้ในความจาเรียกว่าเป็นโครงสร้างความรู้เดิมของผู้อ่าน ซึ่งจะได้รับการดัดแปลง อยู่ต ล อ ดเว ลาใ น ระ ห ว่าง ก ารอ่าน ผู้อ่าน ส ามารถ เข้าใ จข้อ มูล ที่ ไ ด้รั บ 2 วิธี คื อ ก ร ะ บ ว น ก า ร ไ ข ร หั ส จ า ก ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ย่ อ ย ๆ เพื่ อ ท าค วามเข้ าใ จบ ท อ่ าน โด ยรวมภ ายห ลั ง แ ละ ก ระ บ ว น ก ารป ระ มวล ค ว า ม จากความหมายของเรื่องโดยรวมสู่องค์ประกอบย่อยของภาษา กู๊ด แ มน (Goodman1980:1) ก ล่าวถึ ง ก ารอ่าน แ บ บ ป ฏิ สั มพั น ธ์ ว่า ห มาย ถึ ง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาษาและความคิด กล่าวคือ การอ่านเป็นการสร้างความหมายของผู้อ่าน ที่ ใ ช้ ค ว า ม รู้ เ ดิ ม ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ใ น เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น ในกระบวนการสร้างความหมายจะดาเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยผู้อ่านใช้วิธีการเดาหรือตั้งสมมติฐานในการ อ่ า น แ ล ะ ต ร ว จ ส อ บ ก า ร เ ด า ข อ ง ต น ว่ า ถู ก ต้ อ ง ห รื อ ไ ม่ หรือจะต้องมีการแก้ไขเพื่อให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง
  • 24.
    จากแนวคิดดังกล่าว สรุปความได้ว่า การอ่านอย่างมีปฏิสัมพันธ์หรือการมีปฏิสัมพันธ์ ในการอ่านนั้นนอกจากผู้อ่านต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อความที่อ่านแล้วผู้อ่านต้องเข้าใจถึงจุดประสงค์ ของผู้เขียนโดยการผ่านทางตัวอักษร ผู้อ่านต้องใช้กระบวนการทางประสาทสัมผัสความรู้ ทางภาษา ความรู้เดิม และการคาดเดาในการอ่าน พัฒนากระบวนการทางภาษาผสมผสานกับแนวความคิด โ ด ย ก า ร ไ ข ร หั ส จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร อ่ า น ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น เพื่อช่วยให้การอ่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ทฤษฎีภำษำศำสตร์เชิงจิตวิทยำ ท ฤ ษ ฎี ภ า ษ า ศ า ส ต ร์ เ ชิ ง จิ ต วิ ท ย า เป็นทฤษฎีที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านให้ความสนใจเนื่องจากเป็นกระบวนการอ่านซึ่งเหมือนเกมการเดา ที่ผู้อ่านจะต้องเป็นผู้สร้างความหมายจากสื่อ ที่อ่านใช้คาดคะเนว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไป เป็ นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของผู้อ่าน และสร้างแรงจูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่านเรื่องต่อไป นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมาย ของทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยาดังนี้ บารุง โตรัตน์ (วิไลลักษณ์ พัดศรีเรือง2543:13)ให้ความหมายของการอ่านในภาษาศาสตร์ เชิงจิตวิทยาไว้ว่า การอ่านคือกระบวนที่ผู้อ่าน “สร้าง” ความหมายจากสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ โด ย ต ล อ ด เวล า ที่ อ่าน ผู้อ่าน จะ ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ าน ก าร เด าค วาม ห ม ายใ น สิ่ ง ที่ อ่า น แสดงความสงสัยในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ พร้อมกันนั้นผู้อ่านจะแก้ปัญหาในสิ่งที่ยังเข้าใจไม่ชัดเจน สามารถเข้าใจความหมาย ที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ โลว์ (Lowe:1984) กล่าวว่า การอ่าน เป็ น กระบวน การทางภ าษาศาสตร์จิตวิทยา ความสามารถของผู้อ่าน จะต้องประกอบด้วย ความรู้ด้าน เสียง ทักษะทางด้านภาษาศาสตร์ ความรู้กับสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวและสาคัญคือยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิด ก า ร์ ด เ น อ ร์ ( Garner 1984:36-37) ก ล่ า ว ว่ า การอ่านเป็นกระบวนการทางภาษาศาสตร์เชิงจิตวิทยาประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ 1. ก า ร สุ่ ม เ รื่ อ ง ที่ จ ะ อ่ า น คื อ ก า ร ที่ ผู้ อ่ า น เ ลื อ ก เ รื่ อ ง ที่ จ ะ อ่ า น โดยดูจากชื่อเรื่องหรือคาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนั้นหรืออาจจะเกิดจากการที่ผู้อ่านได้อ่านประโยคต่างๆ ของเรื่องนั้น เพียง 2- 3ประโยค 2. การเดาเรื่อง เมื่อผู้อ่านสุ่มเรื่องที่จะอ่านแล้วผู้อ่านทดลองคิดหรือเดาเกี่ยวกับเรื่องนั้น ว่าเป็นอย่างไร 3. การยืน ยัน เมื่อผู้อ่านเดาเรื่องแล้วก็จะ ตรวจสอบสิ่ งที่เดาไว้นั้ นถูกต้องห รือไม่ จะ ท า ใ ห้ เขาอ่าน ต่อเพื่ อห าค าตอบ มายื น ยัน ใน สิ่ ง ที่ เขาเดาไว้ หากถู กต้ องก็ ยืน ยัน หรือรับข้อคิดนั้นและอ่านต่อไป 4. การเดาเรื่องใน ตอนจบ หรือคิดในสิ่งที่ตน ไม่ทราบ โดยใช้ข้อมูลจากที่อ่าน มา และได้รับการยืนยันว่าถูกต้องและจะคาดเดาเรื่องต่อ
  • 25.
    5. การแก้ไข ผู้อ่านจะแก้ไขความเข้าใจของตนเองเมื่ออ่านเรื่องนั้นจบซึ่งขั้นตอนนี้ผู้อ่าน จะต้องมีอิสระในการแก้ไขตนเอง จากแนวคิดดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางภาษาศาสตร์ในเชิงจิตวิทยา ที่มุ่งให้ผู้อ่านสืบค้นโดยใช้กระบวนการที่หลากหลาย การสุ่มเรื่อง การเดาเรื่อง การยืนยัน หรือการเดาเรื่องในตอนจับ พร้อมทั้งประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน เพื่อเป็นแนวทางในการทาความเข้าใจ จุดประสงค์ของผู้เขียนที่ปรากฏอยู่ในบริบทเนื้อหาที่อ่าน ประเภทของกำรอ่ำน ว ร ร ณี โ ส ม ป ร ะ ยู ร ( 2 5 3 7 :1 2 7 ) ได้แบ่งประเภทของการอ่านซึ่ งเป็ นพื้นฐานที่สาคัญของการเรียน การสอน ทักษะ ทางภ าษา เพื่อปรับทากิจกรรมที่สะดวกและมีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้นในการเรียนเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. การอ่านออกเสียง แบ่งได้เป็น 3 ประเภท 1.1 การอ่านร้อยแก้ว 1.2 การอ่านร้อยกรอง 1.3 การอ่านทานองเสนาะ 2. การอ่านในใจ แบ่งได้เป็น 7 แบบ 2.1 การอ่านตารา 2.2 การอ่านจับใจความ 2.3 อ่านลาดับเหตุการณ์ 2.4 อ่านเพื่อปฏิบัติ 2.5 อ่านวิเคราะห์ 2.6 อ่านแบบไตร่ตรองโดยใช้วิจารณญาณ 2.7 อ่านแบบคร่าว ๆ เพื่อสังเกตและจดจา สนิท ตั้งทวี (2538:282) ได้จาแนกประเภทการอ่านไว้ 7 ประเภท คือ 1. การอ่านวิเคราะห์คา 2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค 3. การอ่านวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง 4. การอ่านตีความ 5. การอ่านขยายความ
  • 26.
    6. การอ่านจับใจความ 7. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ กรมวิชาการ(2549 :9-10) แบ่งประเภทการอ่านไว้ดังนี้ 1. การอ่านเพื่อการสารวจ การสารวจในสิ่งที่กาลังศึกษาอยู่ เช่น การอ่านหัวเรื่อง สารบัญ 2. การอ่านเพื่อจับใจความ เป็นการอ่านเพื่อจับใจความสาคัญของเรื่องที่อ่านว่าเป็นเรื่องใด ประเภทใด มีลักษณะอย่างไร 3. การอ่านเพื่อให้ได้รายละเอียด เป็นการอ่านเพื่อให้ได้เรื่องราวและรายละเอียดใน บางอย่างและมีความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน 4. การอ่านเพื่อความเข้าใจ เป็นการอ่านเพื่อให้ได้เนื้อเรื่องและมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ สามารถตอบคาถามและเล่าเรื่องของสิ่งที่อ่านได้ สรุปได้ว่า การแบ่งประเภทของการอ่านสามารถแบ่งได้หลายประเภทเช่นแบ่งตามลักษณะ การอ่าน คือ การอ่านในใจ กับการอ่านออกเสียง การแบ่งตามจุดประสงค์ของการอ่านเช่น การอ่านจับใจความ การอ่าน ขยายความ ก ารอ่าน ตีความ การอ่าน เพื่ อสารวจ การอ่าน วิเคราะ ห์ วิจารณ์ ซึ่งประเภทของการอ่านจะถูกแบ่งตามหลักการและจุดประสงค์ของการอ่าน กำรอ่ำนในใจ ไพเราะ วุฒิเจริญกุล(2540 : 28) กล่าวถึงประเภทของการอ่านออกเสียงและการอ่านในใจไว้ดังนี้ 1. การอ่านในใจ ต้องมีความแม่นยาใน การจับตาดูตัวหนังสือ การเคลื่อนสายตาจาก ต้นวรรคไปสู่ท้ายวรรค และการแบ่งช่องระหว่างวรรคหนึ่ งผ่านไปสู่วรรคหนึ่ ง ความแม่นยา ใน การกวาดสายตาเป็ น สิ่ งที่ จะ ต้อง นึ กให้ รวดเร็ ว จึงจะสามารถเก็บคาได้ครบทุกคา การเปลี่ยนบรรทัดต้องคล่องแคล่ว เมื่อจะย่อหน้าหนึ่งควรหยุดคิดเล็กน้อยเพื่อสรุปความคิดว่า ย่อหน้าที่อ่านจบลงกล่าวถึงอะไร เนื้อหาความสาคัญอยู่ที่ไหน 2 . ก า ร อ่ า น อ อ ก เ สี ย ง มี จุ ด มุ่ ง ห ม า ย เ พื่ อ อ่ า น ใ ห้ ผู้ อื่ น ฟั ง ควรถือหลักธรรมชาติของเสียงอ่านถูกต้องตามหลักภาษาอันเป็นเกณฑ์สาคัญในการพิจารณาออกเสียง เช่น คาพ้องรูป คาสมาสไม้ยมก เป็นต้น แม้การอ่านถูกต้องก็ควรทีการเน้นเรื่องที่สาคัญ เว้นระยะ แบ่งวรรคตอนในส่วนที่อ่าน ให้ถูกต้องด้วย ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537 : 5) กล่าวถึงการอ่าน แบ่งเป็น 2ประเภท ดังนี้ 1. การอ่านออกเสียง เป็ นกระบวนการต่อเนื่องระหว่างสายตา สมอง และการเปล่งเสียง อ อ ก ท า ง ช่ อ ง ป า ก สิ่ ง ที่ ต้ อ ง ก า ร ใ น ก า ร อ่ า น อ อ ก เ สี ย ง คื อ ในการอ่านเพื่อถ่ายทอดไปสู่ผู้ฟังจะต้องรักษาสาระเดิมไว้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด 2 . ก า ร อ่า น ใ น ใ จ เ ป็ น ก า ร อ่า น ที่ ใ ช้ ส า ย ต า ก ว าด ไ ป บ น ตัว ห นั ง สื อ ตารับภาพแล้วสั่งสัญญาณผ่านประสาทตาไปยังประสาทสมองเพ่อจดจา แล้วตีความในเนื้อความ
  • 27.
    สนิท ตั้งทวี(2538 :27) กล่าวถึงการอ่านแบ่งออกเป็น 2ประเภท ตามลักษณะในภาพ ดังนี้ อ่านในใจ อ่านออกเสียง อ่านออกเสียง จากภาพแสดงให้เห็น ว่า การอ่านในใจเป็ นการถ่ายทอดตัวอักษรออกมาเป็ นความคิด ส่วน ก ารอ่าน ออ ก เสี ยง น อก จากเป็ น ก าร ถ่ายท อ ดตัวอัก ษ รอ อก มาเป็ น ความคิ ด ต้องถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นเสียงอ่านอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง วรรณี โสมประยูร (2537 :127) กล่าวถึงประเภทของการอ่านโดยคานึงถึงเสียงเป็นหลัก ดังนี้ 1. การอ่านออกเสียง แบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ การอ่านร้อยแก้ว 1.2 การอ่านร้อยกรอง 1.3 การอ่านทานองเสนาะ 2. การอ่านในใจ แบ่งออกเป็น 7 แบบ ได้แก่ 2.1 การอ่านแบบค้นคว้าหาความรู้ เช่น อ่านตารา 2.2 การอ่านแบบจับใจความสาคัญ หรือเนื้อหาสาระสาคัญของเรื่อง เช่นอ่านบทความ 2.3 ก ารอ่าน แ บ บ ห าราย ละ เอี ยด ทุ กต อ น เช่น อ่าน ป ร ะ วัติ ศาส ต ร์ อ่านลาดับเหตุการณ์สาคัญ 2.4 การอ่านแบบหารายละเอียดทุกคาเพื่อการปฏิบัติ เช่น อ่านคู่มือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า 2.5 การอ่านแบบวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อหาเหตุผล เช่น อ่านข่าวและเหตุการณ์สาคัญ 2.6 การอ่าน แบบ ไตร่ตรอง โดยใช้วิจารณ ญาณเพื่อห าข้อเท็จจริง ข้อดี ข้อเสียสาหรับเลือกแนวทางปฏิบัติ เช่น การอ่านคาโฆษณา 2.7 การอ่าน แบบคร่าวๆ เพื่อสัง เกตและ จดจา เช่น อ่าน ชื่อสถาน ที่ต่าง ๆ เมื่อเวลานั่งรถผ่านไป ทัศนีย์ ศุภเมธี (2534 : 84) กล่าวถึงการอ่าน แบ่งออกเป็น 2ประเภท ดังนี้ ตัวอักษร 1 ความคิด 2 เสียง 3 ความคิด 2 ตัวอักษร 1
  • 28.
    1. การอ่าน ในใจ เป็ น การขวน ขวายหาความรู้ และความเพ ลิดเพ ลิน ให้แก่ตน เอง ก า ร อ่ า น ป ร ะ เ ภ ท นี้ มุ่ ง ฝึ ก อั ต ร า เ ร็ ว แ ล ะ ก า ร จั บ ใ จ ค ว า ม ส า คั ญ ซึ่งเป็ นการอ่าน ที่นับวันแต่จะมีความสาคัญเพิ่มขึ้น นักเรียน ควรได้รับการฝึกฝนให้อ่านเป็ น ไม่เพียงแต่อ่านได้หรืออ่านออกเท่านั้น แต่จะมีความสามารถดังต่อไปนี้ คือ สรุปความ แปลความ ขยายความ วิเคราะห์คา และวิเคราะห์ความ หรือเนื้อเรื่อง และวิพากษ์วิจารณ์เนื้อเรื่องได้ 2. การอ่านออกเสียง ได้แก่ 2.1 อ่านออกเสียงร้อยแก้ว เพื่อสื่อสารให้ผู้เรื่องและเข้าใจ 2.2 อ่านออกเสียงบทร้อยกรองประเภทต่างๆ เพื่อความไพเราะให้ผู้ฟังเกิดความ เพลิดเพลินและวาบซึ้ง จากแน วคิดดังกล่าวพ อสรุ ปได้ว่า การอ่าน ใน ใจเป็ น วิธีการอ่าน ประเภ ทหนึ่ ง ที่ ถ่า ย ท อ ด ตั ว อั ก ษ ร เ ป็ น ความคิ ดเพื่ อค้ น ห าความรู้ เนื้ อ ห าส าระ รายละ เอี ยด เพื่อหาเหตุผลและใช้วิจารณญาณนาไปสู่ความรู้ ความเข้าใจนาไปปฏิบัติก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างยิ่ง กำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ ควำมหมำยกำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ ฐ ะ ป ะ นี ย์ น า ค ร ท ร ร พ แ ล ะ ค ณ ะ ( 2 5 4 7 :115) กล่าวถึงการอ่านเพื่อจับใจความว่าเป็นการอ่านเก็บเฉพาะใจความสาคัญของเรื่องจากการอ่านเรื่องใดเรื่องห นึ่ง แล้วนามาเรียบเรียงใหม่เพียงย่อ ๆ แต่ได้ใจความครบบริบูรณ์ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ กระ ทรวงศึกษาธิ การ (2546 : 188 ) ได้ให้ ความหมายของการอ่าน จับใจความว่า หมายถึงการอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสาคัญ และส่วนขยายใจความสาคัญของเรื่อง สุ ป าณี พั ดท อ ง (25 45 : 65) ได้ใ ห้ คว ามห มายข อง ก ารอ่าน จับ ใ จความว่า เป็นความคิดสาคัญอันเป็นแก่นหรือหัวใจของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งสื่อมาให้ผู้อ่านได้รับทราบซึ่งเป็นข้อเท็จจริง และความคิดเห็น หรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ มัณฑนา บุญปู่ (2543:8) ได้กล่าวว่าการอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถในการอ่าน เพื่อจับสาระสาคัญของเรื่องและเข้าใจความคิดที่เป็นประเด็นสาคัญที่ปรากฏในบทอ่าน คณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพวิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546:188) ได้ให้ความหมายของการอ่าน จับใจความว่า เป็ น การอ่าน ที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสาคัญและส่วนขยายใจความสาคัญข องเรื่อง
  • 29.
    รั ญ จิต แ ก้ ว จ า ป า ( 2 5 4 4 :15) ได้กล่าวถึงความหมายของการอ่านจับใจความว่าเป็ น การอ่าน ที่สามารถจับใจความสาคัญ หรือประเด็นสาคัญของเรื่องที่อ่านได้ครบถ้วน ถูกต้องตรงตามเจตนาของผู้สื่อ จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสาคัญ หมายถึง กระบวนการรับสาร ผู้ อ่ า น ต้ อ ง ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ เ นื้ อ เ รื่ อ ง ที่ อ่ า น ต า ม เ จ ต น า ข อ ง ผู้ เ ขี ย น โดยผู้อ่านจะต้องทราบว่าเรื่องที่อ่านเป็ นเรื่องอะไร เนื้ อเรื่องกล่าวถึงใคร ทาอะไร ที่ไหน และเหตุการณ์จากเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร จุดมุ่งหมำยของกำรอ่ำนจับใจควำมสำคัญ กรมวิชาการ (2545 : 189) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านเพื่อจับใจความไว้ ดังนี้ 1. เพื่อให้รู้จักใจความสาคัญของเรื่อง ว่าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องของใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 2. เพื่อนาใจความสาคัญไปถ่ายทอดแก่ผู้อื่นให้เข้าใจ 3. เพื่อสรุปเนื้อเรื่องที่ได้อ่านเอาไปใช้ประโยชน์ในการอ่านต่อไป สมบัติ มหาเรศ (2523 : 68 ) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความไว้ ดังนี้ 1. เพื่อให้นักเรียนอ่านและจับใจความได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเรียนจบภายในช่วงโมง เท่านั้น เพื่อให้กิจกรรมการอ่านมีความหมาย การอ่านจึงควรเป็นการอ่านจากเอกสารนอกเหนือจาก หนังสือเรียนและหนังสือไม่ควรหนามาก ควรจับเวลาให้พอเหมาะกับเนื้อเรื่อง 2. ให้ผู้อ่านสามารถบอกรายละเอียดเรื่องราวที่อ่านว่ามีสาระอะไรบ้าง โดยเล่า รายละเอียด ได้ชัดเจนเพื่อแสดงว่า ผู้อ่านมีความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน 3. อ่านเพื่อปฏิบัติตามคาสั่งและคาแนะนา 4. ฝึกการใช้สายตา นิยมการอ่านเพื่อฝึกการอ่านเร็วและตอบคาถามได้ถูกต้องแม่นยา 5. อ่านเพื่อสรุปหรือย่อเรื่องที่อ่านเกี่ยวกับอะไร 6. อ่านแล้วสามารถคาดการณ์ ทานายเรื่องว่าจะลงเอยอย่างไร 7. อ่านและทารายงานย่อสรุป มีการฝึกโน้ตย่อ 8. อ่านเพื่อหาความจริง และแสดงข้อคิดเห็นได้ สรุปได้ว่า การอ่านเพื่อจับใจความสาคัญ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้อ่านรู้จุดมุ่งหมาย ว่าอ่าน เพื่ อ อ ะ ไ ร อ่า น ท า ไ มห รื อ อ่า น อ ะ ไ ร ผู้อ่า น ต้ อ ง ว า ง แ ผ น เกี่ ย วกับ ก า ร อ่า น ผู้เรียนจึงควรมีการวางแผนหรือตั้งคาถามทุกครั้งก่อนอ่าน เพื่อค้นหาใจความสาคัญของเรื่อง แล้วจึงนาใจความสาคัญ ไปถ่ายทอดผู้อื่น และนาไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ หลักและแนวทำงสำคัญในกำรอ่ำนจับใจควำม
  • 30.
    เพื่ อใ ห้ผู้อ่าน ส ามารถ อ่าน จับ ใ จคว าม ได้บ ร รลุต าม วัต ถุป ระ ส ง ค์ ที่ ตั้ง ไ ว้ คณะ อนุ กรรมการพัฒน าคุณภ าพ วิช าการ กลุ่มสาระการเรียน รู้ภ าษาไทย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546:189) ได้กาหนดแนวทางในการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ 1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านได้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกาหนดการอ่านได้ อย่างเหมาะสมและสามารถจับใจความหรือคาตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2. สารวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าว ๆ เช่น ชื่อเรื่อง คานา สารบัญ คาชี้แจง ใ น ก า ร ใ ช้ ห นั ง สื อ ภ า ค ผ น ว ก ฯ ล ฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังสือที่อ่านได้อย่างกว้าง ขวางและรวดเร็ว 3. ทาความเข้าลักษณะของหนังสือว่าเป็นประเภทใด เช่น สารคดี ตารา บทความ ฯลฯ ซึ่ง จะช่วยให้มีแนวทางในการอ่านจับใจความสาคัญได้ง่าย 4.ใช้ความสามารถทางภาษาในการแปลความหมายของคา ประโยค และข้อความต่าง ๆ อย่างถูกต้อง รวดเร็ว 5.ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบ จะทาให้เข้าใจและจับ ใจความเรื่องที่อ่านได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2540 :89)ได้เสนอทักษะพิเศษในการอ่านจับใจความสรุปได้ดังนี้ 1.ค้นหาใจความสาคัญ ที่อยู่ในข้อความของแต่ละตอนของเรื่องที่อ่าน ค้นหาส่วน ปลีกย่อยที่ให้ความรู้ 2. การสังเกตการณ์ที่เรียบเรียง 3. การให้ความรู้จักทานายผล 4. การค้นหาถ้อยคาหรือประโยคที่ให้ความรู้สึกประทับใจ 5. การเกิดอารมณ์ร่วมกับผู้เขียน 6. การติดตามทิศทางการดาเนินเรื่อง 7. การหาข้อความตามการใช้ประโยชน์ 8. การให้รู้จักสรุปเรื่องที่อ่าน 9. การวิเคราะห์โครงสร้างระหว่างการอ่าน 10. การศึกษารูปแบบของหนังสือหรือเรื่องที่อ่าน 11. การประเมินเนื้อเรื่อง 12. การสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวให้ผูกพันกับเรื่องที่อ่าน 13. การรู้จักเปรียบเทียบความรู้ที่ได้รับจากการอ่านเรื่องเดียวกัน 14. การค้นหาแหล่งที่อ้างอิงของผู้เขียน 15. การหาแนวทางหรือจุดมุ่งหมายของผู้เขียน
  • 31.
    16. การพิจารณาข้อความในส่วนที่อาจแทรกการโฆษณา จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า หลักการและแนวทางสาคัญในการจับใจความผู้อ่านต้อง ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านอ่านสารบัญเนื้อเรื่องอย่างคร่าว ๆ เพื่อดูว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร พยายาม จับใจความสาคัญของเรื่องให้ได้ ตั้งคาถามในใจจากเรื่องที่อ่านว่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไรผู้เขียน มีจุดมุ่งหมายอย่างไรสรุปใจความสาคัญของเรื่องแล้วเรียบเรียงใหม่ด้วยสานวน ของตนเองเพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น ขั้นตอนกำรอ่ำนจับใจควำม กระทรวงศึกษาธิการ (2546 :189-190) กาหนดขั้นตอนในการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ 1. อ่านผ่าน ๆโดยตลอด เพื่อให้รู้ว่าเรื่องที่อ่านว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง จุดใดเป็นจุดสาคัญ ของเรื่อง 2. อ่านโดยละเอียด เพื่อทาความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่อง เพราะจะทาให้ความเข้าใจไม่ติดต่อกัน 3. อ่านซ้าเฉพาะตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนให้แน่นอนถูกต้อง 4. ทดสอบความเข้าใจ ด้วยการตอบคาถามสั้น ๆ เกี่ยวกับประเด็นของเรื่องและใจความ สาคัญ เช่น ถามว่า เรื่องอุไร ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทาไม เป็นต้น 5. เรียบเรียงใจความสาคัญ ด้วยภาษาของตนเองที่ทาให้เข้าใจเรื่องได้ชัดเจนถูกต้อง การอ่าน จับใจความที่แสดงให้เห็ น ว่า สามารถอ่าน จับใจความได้ห รือไม่อาจพิจารณ า จากลักษณะดังต่อไปนี้ 5.1 การจาลาดับเหตุการณ์ในเรื่องที่อ่านและสามารถเล่าเรื่องโดยใช้คาพูดของตนเอง 5.2 การบอกเล่าความทรงจาจากการอ่านในสิ่งที่เฉพาะเจาะจงได้ เช่น ข้อเท็จจริง รายละเอียด ชื่อ สถานที่ เหตุการณ์ วันที่ เป็นต้น 5.3 การปฏิบัติตามคาสั่งหรือข้อเสนอแนะหลังการอ่านได้ 5.4 การรู้จักแยกข้อเท็จจริง ความคิดเห็นหรือจินตนาการได้ 5.5 การรวบรวมข้อมูลใหม่กับข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้ 5.6 การเลือกความหมายที่ถูกต้องและนาไปใช้ได้ 5.7 การใช้ตัวอย่างประกอบได้ 5.8 การจาแนกใจความสาคัญและส่วนขยายใจความสาคัญได้ 5.9 การกล่าวสรุปได้ สุวรรณา ตั้งทีฆะรักษ์ (2543 : 63-64) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการอ่านจับใจความสาคัญ ที่จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถวิเคราะห์ ตีความ หรือวิพากษ์วิจารณ์ดังนี้ 1. อ่านอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อให้เห็นเนื้อเรื่องโดยรวมและพิจารณาซื้อ
  • 32.
    เ รื ่อง ซึ่ ง จ ะ ท า ใ ห้ พ อ ท ร า บ ป ร ะ เ ด็ น ส า คั ญ ข อ ง เ รื่ อ ง ควรสังเกตการลาดับเรื่องและความสัมพันธ์ของเนื้อหาแต่ละย่อหน้าที่จะทาให้ผู้อ่านสามารถทราบจุดมุ่งห มายของเรื่องและเข้าสู่ประเด็นสาคัญของเรื่องได้รวดเร็วขึ้น 2. อ่านโดยละเอียดเพื่อให้เข้าใจข้อความทุกย่อหน้า เนื่องจากในแต่ละย่อหน้าจะ ประกอบด้วยประโยคใจความส าคัญ ที่ ปรากฏอยู่ต้น ย่อหน้ า กลางย่อหน้ า ท้ายย่อหน้ า ห รื อ จ ะ อ ยู่ ทั้ ง ต อ น ต้ น แ ล ะ ต อ น ท้ า ย ข อ ง ย่ อ ห น้ า บางย่อหน้าอาจไม่ปรากฏประโยคใจความสาคัญผู้อ่านจะต้องสรุปเอง 3. เมื่อได้ประโยคใจความสาคัญแล้วต้องพิจารณาว่าแยกใจความสาคัญออกจาก พลความถูกต้องหรือไม่ 4. เมื่อได้ใจความสาคัญแล้วนามาเรียบเรียงให้ต่อเนื่องสละสลวยด้วยสานวนภาษาของเราเอง โดยให้สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย ได้เนื้อหาตรงตามความต้องการ ซึ่งเรียบเรียงได้ดังนี้ 4.1 นาใจความสาคัญของแต่ละย่อหน้ามาเรียบเรียงเท่านั้น 4.2 หากใจความสาคัญที่นามาเรียงมีความซ้าซ้อนกันให้ตัดส่วนที่ซ้าซ้อนกันออก 4.3 เรียบเรียงใจความสาคัญตามลาดับย่อหน้าที่ได้อ่านสรุปไว้ โดยใช้ภาษา กะ ทั ดรั ด เข้ าใ จง่าย สื่ อความห มายชั ดเจน ใช้ ประ โยช น์ ที่ ถู กต้อง ตามห ลั กภ าษ า เชื่ อมโยงแต่ละ ป ร ะ โ ย ค ด้ วย ค าเชื่ อ มที่ สั มพั น ธ์ กัน ห รื อ อ าจ เรี ย บ เรี ย ง ใ ห ม่ เพื่อให้สาระสาคัญของเรื่องอ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น 5. เมื่อเรียบเรียงแล้วทบทวนดูว่าใจความสาคัญที่เรียบเรียงมีเนื้อความต่อเนื่องกันหรือไม่ ใจความสาคัญของเรื่องที่อ่านครบถ้วนหรือไม่ ตอนใดที่ขาดหายไปควรมีการเพิ่มเติมให้ครบถ้วน สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจับใจความสาคัญเพื่อให้ได้ใจความที่ครบถ้วนจากเนื้อความเดิม ต้องนาส่วนที่สาคัญในแต่ละข้อความ แต่ละย่อหน้ามาเชื่อมต่อกันโดยใช้สานวน ของตนเอง สรุปขั้นตอนได้ดังนี้ 1. อ่านผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว อ่านโดยละเอียด อ่านซ้าเฉพาะตอน ที่ไม่เข้าใจ เพื่อจับใจความ สาคัญแต่ละย่อหน้า 2. ตอบคาถามหรือทากิจกรรมต่าง ๆหลังจากการอ่าน 3. สรุปใจความสาคัญด้วยสานวนภาษาของตนเองให้ครบถ้วนทุกประเด็นของเรื่องว่าใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 4. ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และสรุปข้อคิด หรือยกตัวอย่างสุภาษิตสานวนคาพังเพย ที่สอดคล้องกับเรื่อง กำรอ่ำนตีควำม ควำมหมำยกำรอ่ำนตีควำม
  • 33.
    วัลภา ศศิวิมล (ม.ป.ป.)ให้ความหมายของการอ่านตีความว่าคือการพยายามทาความเข้าใจเนื้อหา สาระของเรื่องซึ่งได้แก่แก่นเรื่องหรือแนวคิด(Theme) น้าเสียงของผู้เขียน (Tone) ตลอดจนจุดประสงค์อื่น ๆ ของผู้เขียนที่แฝงอยู่ในวรรณกรรม ธิ ดา โมกสิ กรัต น์ ต รี ศิล ป์ บุญ ขจร แ ละ ป ระ ภ าวดี สื บ ส น ธิ์ (2531 : 366) อธิบายไว้สรุปได้ว่ามีคาที่ใช้ในความหมายเดียวกันกับคาว่า “การอ่านตีความ” อยู่หลายคาเช่น การวินิจฉัยสาร การพินิ จสาร หรือ “ วินิ จฉัย ” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Interpretation มีความหมายตามอรรถ ห รื อ ค ว า ม ห ม า ย ต ร ง ตั ว ศั พ ท์ ว่ า “ ต ร ว จ ต ร า ” พิจารณาเรื่องราวอันเป็นความหมายที่ผู้เขียนประสงค์จะส่งมาให้ผู้อ่าน ช ว น เ พ ช ร แ ก้ ว แ ล ะ ค น อื่ น ๆ ( 2 5 2 2 :22) ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร อ่า น ตี ค ว า ม ว่า เ ป็ น ก า ร อ่า น เ พื่ อ พ ย า ย า ม เ ข้ า ใ จ ความหมายและถ่ายทอดความรู้สึกอารมณ์สะเทือนใจจากบทประพันธ์ที่ผู้เขียนสื่อให้ผู้อ่านอาจจะแปลหรือ ตี ค ว า ม ไ ด้ ต ร ง กั บ ค ว า ม มุ่ ง ห ม า ย ห รื อ เ จ ต น า ข อ ง ผู้ ป ร ะ พั น ธ์ ก็ ไ ด้ หรือในบางครั้งอาจจะเข้าใจความหมายตามวิธีการของตน โดยอาศัยพื้นความรู้เดิม ความสนใจ และประสบการณ์ จินตนาการ ทัศนคติ ระดับสติปัญญาและวัย สรุปได้ว่า การอ่าน ตีความ คือการอ่าน ที่ต้อง พ ยายามเข้าใจเจตน าของผู้เขียน ซึ่ง ผู้อ่าน ต้องอาศัยประสบการณ์ ความรู้สึ ก อารมณ์ พื้น ความรู้เดิม ตลอดจน ทัศน คติ ระดับสติปัญญาและวัย ในการพิจารณาเรื่องราวที่อ่านเพื่อให้ตรงกับเจตนาของผู้เขียน หลักกำรอ่ำนตีควำม สมพร มันตะสูตรแพ่งพิพัฒน์ (2540 :11) แนะกลวิธีในการอ่านตีความไว้ดังนี้ 1. ต้องตีความตามรูปแบบการเขียนและประเพณีนิยมในการเขียน 2. มีความรู้หรือภูมิหลังของเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับข้อเขียน 3. อ่านอย่างละเอียดและมีวิจารณญาณ 4. อ่านอย่างสารวจความหมาย ทั้งความหมายกักตุน ความหมายหลายนัยและความนัยประวัติ 5. อ่านอย่างพิจารณาความคิดเหลัก ความคิดรองและความคิดแทรก 6. มีความรู้เรื่องภาษาเพื่อการสื่อสารดีพอควร 7. ดาเนินการอ่านตามลาดับจาก การแปลความ ตีความและขยายความ มาลินี ชานาญศิลป์ (2537 :86-87) แนะนาหลักการอ่านตีความไว้ดังนี้ 1. อ่านเรื่องให้ละเอียด ทาความเข้าใจเรื่องให้ถ่องแท้ ชัดเจน แล้วจับประเด็นสาคัญให้ได้ 2. ขณะที่อ่าน พยายามพิจารณาหาเหตุอย่างรอบคอบ แล้วนามาประมวลกับความคิดของ ตนว่าข้อความนั้นหมายถึงสิ่งใด
  • 34.
    3. ทาความเข้าใจกับถ้อยคาบางคาที่มีความสาคัญ ตลอดจนคาแวดล้อมหรือบริบท ประกอบด้วย เพื่อให้เข้าใจความหมายชัดเจนขึ้น 4. เรียบเรียงถ้อยคาที่จะบรรยายให้ชัดเจน 5. จับแต่ใจความสาคัญของเรื่องนั้นด้วยความรู้ความคิดอย่างมีเหตุผล จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านตีความมีหลักการดังต่อไปนี้ 1. อ่านจับเนื้อความให้ละเอียด 2. พิจารณาแยกแยะเนื้อหาว่า ส่วนใดเป็นเนื้อความสาคัญ และมีประเด็นอื่น ๆ ที่สาคัญ รองลงมา 3. อ่านเอารส คือการอ่านแล้วมีเสียงหรือท่วงทานองจังหวะอย่างไร 4. อ่านวิเคราะห์ให้เห็นภาพ จะช่วยทาให้ได้รับสารนั้นอย่างชัดเจน 5. สารวจความหมาย งานเขียนที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ ย่อมีความหมายซับซ้อน ตีความ ได้หลายแง่หลายมุม อ่านแล้วสามารถเก็บความหมายได้ ขั้นตอนของกำรอ่ำนตีควำม โกชัย สาริกบุตร (2521 :19-21) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการอ่านตีความสรุปได้ดังนี้ ขั้ น ที่ 1 พิ จ า ร ณ า ว ง ศั พ ท์ ห ม า ย ถึ ง ก าร พิ จ าร ณ าค ว ามห ม าย ข อ ง ศั พ ท์ ทุ ก ค าใ ห้ เ ข้า ใ จ ค ว า มห มา ย อ ย่า ง ชั ด เ จ น อ ย่า ป ล่อ ย ใ ห้ ศั พ ท์ ที่ ไ ม่เข้ า ใ จ ผ่า น ไ ป เพ ร า ะ จ ะ ท า ใ ห้ ตี ค ว า ม ตั ว อั ก ษ ร ที่ปรากฏไม่ได้และสามารถถ่ายทอดเรียบเรียงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยสานวนตนเอง ขั้นที่ 2 จับใจความ หมายถึง การเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดตามความหมายของตัวอักษร ที่ปรากฏและสามารถถ่ายทอดเรียบเรียงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยสานวนของตนเอง ขั้ น ที่ 3 ขั้ น ตี ค ว า ม ผู้อ่านจะอ่านเฉพาะแต่ใจความตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ไม่เพียงพอที่จะรู้เท่าทันวรรณกรรม หรือ เ จ ต น า ร ม ณ์ ข อ ง ผู้ เ ขี ย น ไ ด้ เพราะส่วนมากผู้เขียนมักจะซ่อนความหมายหรือจุดประสงค์ที่แท้จริงเอาไว้เบื้องหลังใจความธรรมดาเสมอ การอ่าน ตีความผู้อ่าน ต้อง ใช้สติปั ญ ญ าและ ความส ามารถพิจารณาว่าอะ ไรเป็ น แก่น ห รื อ แ น ว คิ ด ที่ ส า คั ญ ข อ ง เ รื่ อ ง ว่ า ผู้ แ ต่ ง มีจุดประสงค์อะไรที่เสนอแนวคิดนั้นและเสนอด้วยน้าเสียงอย่างไร จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า ขั้นตอนการอ่านตีความสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. พิจารณาคาศัพท์ในเรื่องที่อ่าน สามารถแปลได้อย่างถูกต้องครบถ้วน 2. อ่านเนื้อเรื่องให้ละเอียด สรุปใจความสาคัญของเรื่อง ถ้าใจความสาคัญมีมากกว่าหนึ่ง ประเด็น ให้แยกแยะ ว่า เนื้ อความใดเป็ น ใ จความสาคัญ และเนื้ อความใ ดสา คัญรองมา เรื่องที่อ่านสั้นใจความสาคัญจะมีประเด็นเดียว แต่ถ้าเนื้อเรื่องยาวมักจะมีหลายประเด็น
  • 35.
    3. การวิเคราะห์ให้เห็นรสและภาพ จะช่วยพิจารณาในการตีความ 4.สารวจความหมาย ทาความเข้าใจกับถ้อยคาที่เห็นว่ามีความสาคัญโดยพิจารณาถ้อยคา นั้นกับบริบทที่แวดล้อมอยู่จะช่วยกาหนดคานั้นให้มีความหมายชัดเจนขึ้น 5. การตีความ โดยนาความรู้ ความคิด ความหมายที่ประมวลได้มาสรุปเป็นเรื่องใหม่ ภาษาใหม่ แต่ยังมีเค้าความเดิม และพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นแนวคิดและแก่นสาคัญของเรื่อง ผู้แต่ง มีจุดประสงค์อะไรที่เสนอแนวคิดนั้น และเสนอด้วยน้าเสียงอย่างไร 6. การตีความต้องอาศัยความรู้ สติปัญญาและประสบการณ์ของผู้อ่านเป็นสาคัญ กำรอ่ำนวิเครำะห์ ควำมหมำย กรมวิช าการ (2546 : 208 ) ได้ใ ห้ ค วามห มายของ การอ่าน เชิง วิเคราะ ห์ ว่า เป็นการอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างละเอียดให้ได้ความครบถ้วนแล้วจึงแยกแยะให้ได้ว่าส่วนต่าง ๆ นั้น มีความหมายและความสาคัญอย่างไรบ้าง แต่ละด้านสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆอย่างไร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2546:251,1071) ได้ให้ความหมาย คาว่า “ คิด ” หมายความว่า ทาให้ปรากฏเป็นรูป หรือประกอบให้เห็นรูป หรือเป็นเรื่องขึ้นในใจ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คาดคะเน มุ่ง จงใจ ตั้งใจ ส่วนคาว่า “วิเคราะห์ ” มีความหมายว่าใคร่ครวญ แยกออกเป็นส่วนๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ ดังนั้ นคาว่าคิดวิเคราะห์ จึงมีเหตุผลโดยหาจุดเด่นจุดด้อย ของเรื่องนั้น ๆ และเสนอแนะสิ่งที่เหมาะสมอย่างมีเหตุผลมีความเป็นธรรมและเป็นไปได้ ลิ ขิ ต ธี ร เ ว คิ น ( 2 5 4 2 : 66-75) ก ล่ า ว ว่ า การคิดวิเคราะห์ต้องเริ่มจากแนวโน้มที่จะตั้งคาถามและพยายามหาคาตอบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ ง การคิดวิเคราะห์จะต้องเริ่มสร้างจิตวิเคราะห์ และวัฒนธรรมจะสามารถคิดวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ไ ด้ ร ะ บ บ ค ว า ม คิ ด แ ล ะ ก า ร ส รุ ป ร ว บ ย อ ด ใ น ป ร ะ เ ด็ น ปั ญ ห า จะเป็นลักษณะการสลับระหว่างสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมเสมอ ควอแนท (Quanat.1977 : 110 ) ได้กล่าวถึงการอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ว่า เป็ นการอ่าน ที่ผู้อ่านจาเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์การคิดเพื่อประกอบการคิดพิจารณาตัดสิน และประเมินค่าสิ่งที่อ่าน เดอร์ คิน (Durkin.1974 : 358) ได้สรุ ปไว้ว่า การอ่าน เชิงวิเคราะ ห์ เป็ น การอ่าน โ ด ย ใ ช้ วิ จ า ร ณ ญ า ณ ข อ ง ผู้ อ่ า น ซึ่งเกิดจากการมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องที่อ่านเป็นผลให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจอย่างทราบซึ้งจนสามารถ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่อ่านได้ จาก คว ามห มาย ที่ ก ล่าวมาส รุ ป ได้ว่า ก ารอ่าน เชิ ง คิ ด วิเค ร าะ ห์ ห มาย ถึ ง การอ่านที่ต้องใช้ความพินิ จพิเคราะห์ สิ่งที่อ่านซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น
  • 36.
    ป ร ะส บ ก า ร ณ์ เ ดิ ม ข อ ง ผู้ อ่ า น วิ ธี ก า ร เ ขี ย น ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง เ นื้ อ ค ว า ม จนกระทั่งสามารถสรุปความและอธิบายขยายความและประเมินสิ่งที่อ่าน หลักกำรอ่ำนเพื่อวิเครำะห์ ประพนธ์ เรืองณรงค์ (2545 :50-51) กล่าวถึงการอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ว่า เป็นการอ่าน ที่ ฝึ ก ใ ห้ นั ก เ รี ย น รู้ จั ก อ่ า น ห นั ง สื อ อ ย่ า ง มี วิ จ า ร ณ ญ า ณ รู้จักแยกแยะ ความเห มาะ สมขององ ค์ประ กอบใ น การเขียน ทั้งเนื้ อเรื่ อง และ รูป แบ บ เข้าใจจุดประสงค์และทัศนะของผู้เขียน รวมทั้งวินิจฉัยได้ว่าเรื่องนั้นควรอ่าน หรือไม่ควรอ่านอย่างไร การฝึกทักษะการอ่านอย่างวิเคราะห์ทาให้นักเรียนอ่านหนังสือเป็ นและอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการอ่านเพื่อวิเคราะห์มีหลักปฏิบัติดังนี้ 1. แยกแยะส่วนที่เป็นสาระสาคัญและส่วนขยายความ การเขียนหนังสือผู้เขียนจะเขียน ใ น 2 ส่ ว น คื อ ส่ ว น ที่ เ ป็ น ส า ร ะ ส า คั ญ แ ล ะ ส่ ว น ข ย า ย ค ว า ม ซึ่งอาจเป็นการอธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบการอ่านอย่างวิเคราะห์นั้นผู้อ่านจะต้องค้นหาส่วนที่เป็นสาระสาคั ญที่ผู้เขียนต้องการนาเสนอ เพื่อจะได้เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้เขียน 2. แยกแยะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็นในงานเขียนต่าง ๆ นอกจากผู้เขียน จ ะ น า เ ส น อ ข้ อ มู ล ส่ ว น ที่ เ ป็ น ข้ อ เ ท็ จ จ ริ ง แ ล้ ว บางครั้งผู้เขียนอาจสอดแทรกข้อคิดเห็นเพื่อแสดงมุมมองและทัศนะส่วนตัวอันจะทาให้งานเขียนน่าสนใจแ ละน่าอ่านยิ่งขึ้น แต่ในข้อคิดเห็นนั้น ๆ อาจแฝงไว้ด้วยค่านิยมส่วนตัว ความเชื่อ หรืออคติต่าง ๆ ข อ ง ผู้ เ ขี ย น ซึ่งผู้อ่านต้องพิจารณาว่าความคิดเห็นของผู้เขียนตั้งอยู่บนเหตุผลที่ถูกต้องหรือไม่ควรเห็นด้วยกับผู้เขียนหรื อไม่การอ่านประเภทนี้ จึงต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก กรมวิชาการ (2546 :209 ) ได้เสนอขั้นตอนการอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ดังนี้ 1. การอ่านวิเคราะห์คา เป็นการอ่านเพื่อให้ผู้อ่านแยกแยะถ้อยคา ในวลี ประโยค หรือ ข้อความต่าง ๆ 2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค เป็นการอ่านเพื่อแยกแยะประโยคต่าง ๆ ว่าเป็นประโยค ที่ถูกต้อง ชัดเจนหรือไม่ใช้ประโยคผิดไปจากแบบแผนของภาษาอย่างไร 3. การอ่านวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง ผู้อ่านต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าผู้เขียน เสนอทัศนะมีน้าหนักเหตุผลประกอบข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือเพียงใด 4. การอ่านวิเคราะห์รส หมายถึง การอ่านอย่างพิจารณาถึงความซาบซึ้งประทับใจ ที่ได้จากการอ่าน วิธีการที่จะทาให้เข้าถึงรสอย่างลึกซึ้ง 6. การอ่านเพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา และการตีความเนื้อหาของข้อความของ ปัญหา และการตีความเนื้อหาของหนังสือ นงนุช วัฒนาขจร (2533 :35) ได้เสนอทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ไว้ดังนี้
  • 37.
    1. ให้จาความหมายของคาได้ 2. ให้สามารถเลือกความหมายของคาในกรณีที่มีความหมายหลายอย่างได้อย่างเหมาะสม กับข้อความที่อ่าน 3.ให้เข้าใจถ้อยคาอุปมาหรือความหมายที่ซ้อนเร้นอยู่ซึ่งผู้เขียนไม่ได้บอกตรง ๆ 4. ให้จับความคิดที่สาคัญของผู้เขียนได้ 5. ให้ถ่ายทอดข้อความที่ผู้เขียน เขียนไว้ได้ 6. ให้มองเห็นความสาคัญของส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นข้อความนั้น และมองเห็น ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ 7. ให้ทราบจุดมุ่งหมาย ความคิดเห็นและความลาเอียงของผู้เขียนได้ 8. ให้จับลักษณะการเขียนของผู้เขียนได้ 9. ให้ลงความเห็น วินิจฉัย ตัดสินใจ 10. ให้จับความรู้สึกที่ผู้เขียนแดงออกได้ สรุปได้ว่า การอ่านเพื่อวิเคราะห์ ผู้อ่านจะต้องรู้ความหมายของคา ความหมายที่ซ่อนเร้น หาจุดมุ่งห มาย แยกแยะใจความหลักหรือใจความสาคัญ ใจความรองห รือส่วนขยาย รวมทั้ง ก า ร แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข อ ง ผู้ เ ขี ย น เ พื่ อ ใ ช้ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง วิ นิ จ ฉั ย แสดงความคิดเห็นและถ่ายทอดความคิดของผู้เขียนได้ตรงประเด็น ประโยชน์ของกำรอ่ำนเพื่อวิเครำะห์ ผกาศรี เย็นบุตร (2526 :70) แสดงความเห็น ว่า การฝึ กอ่าน เชิงวิเคราะห์ อยู่เสมอ จะทาให้ผู้อ่านมีจิตใจกว้าง มองโลกในแง่ดีและเป็นคนมีเหตุผล สมถวิล วิเศษสมบัติ (2525 :74) กล่าวถึง การอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ว่า เป็ นการอ่าน ที่จะช่วยให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะผู้อ่านไม่ใช่จะรับเฉพาะความคิดของผู้เขียนเท่านั้น ผู้อ่าน ต้องน าความคิดของผู้เขียน มาประกอบกับความเห็น ของตน ทาให้เกิดความคิดใหม่ ซึ่งนาไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อการอ่านเชิงวิเคราะห์มีประโยชน์ต่อผู้อ่านดังกล่าว จึงมีความจาเป็ น ที่จะต้องฝึ กฝนการอ่านเชิงวิเคราะห์อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความคิด พิจารณาหาเหตุผล มาตัดสิ น เรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ป ร ะ ภ า ศ รี สี ห อ า ไ พ ( 2 5 2 4 : 331) ไ ด้ ใ ห้ ค ว า ม เ ห็ น ว่ า ก าร อ่าน เชิ ง วิเ ค ร า ะ ห์ ช่ว ย ใ ห้ ผู้อ่าน ไ ด้รั บ ข้ อ มู ล ที่ ถู ก ต้อ ง แ ล ะ น าค ว าม คิ ด ค ติ ธ ร ร ม ที่ ไ ด้ มา ป ร ะ ก อ บ กับ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ท าใ ห้ เ กิ ด ค ว าม คิ ด ก ว้าง ไ ก ล ซึ่งจะเป็นการนาไปสู่การแก้ปัญหาได้ สรุปได้ว่า การอ่านเชิงวิเคราะห์ ผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากการอ่านโดยใช้ความรู้ ประ สบการณ์ พิจารณางาน เขียน แยกแยะ ส่วน ที่เป็ น ข้อเท็จจริง ส่วน ที่เป็ น ข้อคิดเห็ น
  • 38.
    เป็นเครื่องมือในการพิจารณาเรื่องที่อ่าน สามารถเลือกสรรส่วนดีจากงานเขียนนามาใช้ประโยชน์ หรือเป็นแนวทางในการตัดสินใจ แบบฝึกเสริมทักษะกำรอ่ำนภำษำไทย ควำมหมำยของแบบฝึก ถวัลย์ มาศจรัส(2546 : 18) ให้ความหมายว่า ชุดฝึ กทักษะ แบบฝึ กทักษะ หมายถึง กิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และปริมาณเพียงพอ ที่สามารถตรวจสอบ พัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียน รู้ สามารถน าผู้เรียน สู่การสรุป ความคิดรวบยอดและห ลักการสาคัญ ของสาระการเรียน รู้ รวมทั้งทาให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนได้ด้วยตนเองได้ ปรีชา ช้างขวัญยืน (2539 : 131) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุดฝึ กทักษะ หมายถึง หนังสือ ที่ให้แนวทางแก่ผู้เรียนในการฝึกฝนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแล้วเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ชัดเจนขึ้น หรือเกิดทักษะความชานาญมากขึ้น ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537:40) ให้ความหมายของแบบฝึ กไว้ว่า หมายถึง คู่มือนักเรียน ที่ นั ก เ รี ย น ต้ อ ง ใ ช้ ค ว บ คู่ ไ ป กั บ ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น จ า ก ชุ ด ก า ร ส อ น เป็ น งานที่นักเรียน บันทึกสาระสาคัญและทาแบบฝึ กหัดด้วย มีลักษณะคล้ายกับแบบฝึกหัด แต่ครอบคลุมกิจกรรมที่ผู้เรียนพึงกระทา มากกว่าแบบฝึ กหัด อาจกาหนดแยกเป็นแต่ละหน่วย ซึ่งผู้เรียนต้องถือติดตัว เวลาประกอบกิจกรรมต่าง ๆ หรืออาจรวมเป็นเล่มเรียกว่า Worksheet โดยเย็บรวมเรียงตามลาดับตั้งแต่หน่วยที่ 1 ขึ้นไป แบบฝึกปฏิบัติเป็ นสมบัติส่วนตัวของผู้เรียน แต่ต้องเก็บไว้ที่ชุดการสอน เป็นตัวอย่าง 1ชุดเสมอ บ รุ ค ( Brook,1960:35 ) ก ล่า ว ถึ ง ค ว าม ห ม า ย ข อ ง แ บ บ ฝึ ก ไ ว้ว่า ห ม าย ถึ ง แบบตัวอย่างปัญหาหรือคาสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ จ า ก แ น ว คิ ด ดั ง ก ล่ า ว ส รุ ป ไ ด้ ว่ า แบบฝึ กทักษะเป็น สื่อการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียน เกิดความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนเพิ่มมากขึ้น เป็ น แนวทางให้ผู้เรียนได้ฝึ กฝน เกิดทักษะความช าน าญ สามารถสรุปความคิดรวบยอด เป็นเครื่องมือที่ผู้สอนใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและมีประสิทธิภาพ ควำมสำคัญของแบบฝึก แบบฝึกมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สานักงาน คณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ (2540 : 164) กล่าวถึงความสาคัญของแบบฝึก ดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียน 2. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่ จากครูผู้สอนด้วย
  • 39.
    3. ช่วยใน เรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเพ ราะการที่ได้ให้ผู้เรียน ทาแบบฝึ ก ที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนจะช่วยให้นักเรียนประสบความสาเร็จ 4. แบบฝึกหัดช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะมากยิ่งขึ้น 5. การให้นักเรียนทาแบบฝึก จะช่วยให้ครูมองเห็นจุดอ่อน หรือจุดบกพร่องของผู้เรียนได้ชัดเจน ช่วยให้ครูดาเนินการแก้ไข ปรับปรุงปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที 6 . แ บ บ ฝึ ก ที่ จั ด พิ ม พ์ ไ ว้ เ รี ย บ ร้ อ ย จะ ช่ว ย ค รู ป ร ะ ห ยัด แ ร ง ง าน แ ล ะ เว ล า ที่ จ ะ เ ต รี ย มก าร ส ร้ าง แ บ บ ฝึ ก หั ด เส ริ ม ทาให้มีเวลาและโอกาสในการฝึกฝนมากขึ้น นิภา ชวนพานิช (2518 : 15) ได้กล่าวว่าสิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีพัฒนาทางภาษาดีขึ้น คือ แบบฝึ กทักษะ หรือแบบฝึ กหัด เพราะทาให้ผู้เรียนมีโอกาสได้นาความรู้ที่เรียนมาแล้วไปฝึ ก ให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น แบบฝึ กมีความจาเป็ นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จึงถือได้ว่าแบบฝึกเป็ นสื่อ แ ล ะ อุ ป ก ร ณ์ อ ย่ า ง ห นึ่ ง ข อ ง ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ซึ่งครูสามารถนาไปประกอบการสอนได้เป็นอย่างดี แบบฝึกจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิธีสอน จึงเป็ น ความจาเป็ น อย่างยิ่งที่ครูจะ ต้องศึกษาห าความรู้ใน การสร้างแบบฝึ กให้กับผู้เรียน และสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสมกับการที่จะนาไปใช้กับผู้เรียนให้มากที่สุด หลักสร้ำงแบบฝึก ขั้นตอนการสร้างแบบฝึ กนั้น ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหา กาหนดปัญหาการสอน โดยรวบ รวมปั ญ ห าจากการป ระ เมิน ความต้อง การผู้เรี ยน แล ะ วิเคราะ ห์ ภ าระ ง าน โดยรวบรวมข้อมูลจากทักษะต่างๆ รวมไปถึงพฤติกรรมทางการเรียนและทัศนคติ วิเคราะห์วิธีการสอน เพื่อกาหนดวิธีที่ต้องการ (Seels and Glasgow 1990 : 50) ก่อนลงมือสร้างแบบฝึ กต้องกาหน ด โครงร่างคร่าวๆ ก่อนว่าจะเขียนแบบฝึกเกี่ยวกับเรื่องอะไร มีจุดประสงค์อย่างไร และควรศึกษาเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหา ให้สอดคล้องกัน (Butt 1974 : 85) แ ล ะ ก าห น ด เก ณ ฑ์ ก าร ท ด ส อ บ เพื่ อ ใ ห้ สั มพั น ธ์ กับ จุ ด ป ระ ส ง ค์ การกาหนดจุดประสงค์ต้องกาหนดให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของแบบฝึก(Bock 1993:3) ควรแจ้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อยโดยคานึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน และ ควรเรียงกิจกรรมห รือง าน ที่ ผู้เรี ยน ต้องปฏิ บัติจากง่ายไปหายาก ( Butts 1974 : 85) กาหนดกลวิธีการสอนหรือส่วนประกอบของการสอน เช่น ขั้นนาขั้นเสนอเนื้อหา หรือขั้นปฏิบัติ (Seels and Glasgow 1990:50) ก าห น ด อุ ป ก รณ์ ที่ จ ะ ใ ช้ ใ น แ ต่ล ะ ต อ น ร วม ทั้ ง ก าห น ด เวล า ให้เหมาะสมกับแบบฝึกเลือกรูปแบบการสอนและสื่อที่จะนามาสร้างเป็นแบบฝึก จากนั้นวางแผนผลิต พัฒนาสื่อ ตรวจสอบขั้น ตอนในการพัฒนาสื่ อ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสอน วางแผน
  • 40.
    และกาหนดกลวิธี ที่จะใช้ในการประเมินผล ขั้นปฏิบัติการวางแผนขั้นตอนในการใช้เครื่องมือ ควรประเมินก่อนและหลังเรียน การสร้างแบบฝึ กเพื่อพัฒนาทักษะ จาเป็ นต้องใช้หลักจิตวิทยาในการสร้าง เพื่อจะได้ แบบฝึ กที่สมบูรณ์และเหมาะสมที่จะน าไปใช้กับผู้เรียน (กุลธิดา ปัญญาจิรวุฒิ 2547 : 91) ในการสร้างแบบฝึกควรยึดหลักการหรือทฤษฏีในการสร้างแบบฝึ ก เพื่อให้การสร้างนั้นถูกต้อง ตามขั้นตอน เป็นระบบ สามารถตรวจสอบ และนาข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไข (วิวัฒน์ ประสานสุข 2551 : 40) มีความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน เป็ นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทาย (กรรณิการ์ พ ลยุทธ 2541 : 6) ห ลักการสาคัญ ใน การสร้าง แบบฝึ กให้ มีประ สิ ทธิภ าพ คือการจัดลาดับประสบการณ์ตามแนวของ Gagneมีการเสริมแรง สอดคล้องกับแนวคิด ของ Skinner ประ กอบ ด้วยคู่มือครู สาห รับการใช้ชุดฝึ ก และ ชุดแบ บฝึ กแต่ละ บท ลักษณ ะ ทางเทคนิคแต่ละบทอาจประกอบด้วย จุดประสงค์ ทบทวนกฎเกณฑ์ เสนอตัวอย่าง แบบฝึ ก เ ฉ ล ย / อ ธิ บ า ย เ พิ่ ม เ ติ ม ( ก ร ม วิ ช า ก า ร 2 5 3 6 : 61) และ ควรสร้าง ให้ตรง กับวัตถุประสงค์ที่ต้อง การจะ ฝึ กและสอดคล้องกับเนื้ อหาที่เรียน ซึ่งจะต้องมีความยากง่ายพอเหมาะกับวัย วุฒิภาวะ ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้เรียน ฉ ะ นั้ น แ บ บ ฝึ ก ค ว ร มี ห ล า ย รู ป แ บ บ มี กิ จ ก ร ร ม ห ล า ก ห ล า ย เปิ ดโ อก าส ใ ห้ ผู้เรี ยน ได้แส ด ง ค วามส ามาร ถแ ล ะ คว ามคิ ด เห็ น อย่าง กว้ าง ขว าง อิสระเสรีก่อให้เกิดความคิดอย่างสร้างสรรค์และส่งเสริมประสิทธิภาพของผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ยิ่งขึ้น ( พิ ณ เ พ ช ร บู ร ณ ภิ ญ โ ญ 2 5 4 5 : 43-44) เนื้อหาต้องเหมาะกับความสนใจของผู้เรียนและสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น หรือเหตุการณ์ปัจจุบัน (ขนิษฐา แสงภักดี 2540 :55) นอกจากนี้ระดับความยากง่ายต้องเหมาะสมกับวุฒิภาวะ และความสามารถของนักเรียน ควรสร้างแบบฝึกให้น่าสนใจและควรเริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปหายาก (เพ็ญศิริ คงกาปั่น 2548 : 43) สรุปได้ว่าการสร้างแบบฝึกทักษะที่ดีต้องคานึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1 . แ บ บ ฝึ ก จ ะ ช่ ว ย ฝึ ก ทั ก ษ ะ สามารถนาทักษะที่ฝึกนั้นไปใช้ในชีวิตประจาวันได้หรือไม่อย่างไร 2. แบบฝึ กหลายแบบ เพื่อฝึกทักษะในเรื่องเดียวกัน ทาให้เกิดสนุกสนานและ มีความแม่นยาในเรื่องที่จะฝึก 3. ฝึกสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น จับคู่ฯลฯ 4. ก า ร ป ร ะ เมิ น ผ ล นั้ น ต้อ ง ป ร ะ เ มิน เพื่ อ ป ร ะ เมิน ค่าแ บ บ ฝึ ก ว่า จะช่วยให้เด็กก้าวหน้าเพียงใด
  • 41.
    หลังการทาแบบฝึกหัดควรให้นักเรียนทราบผลทันที เป็นการท้าทาย จูงใจให้ผู้เรียนอยากเรียน หากมีข้อบกพร่องจะได้ปรับปรุงแก้ไข ควรคานึงถึงเวลาในการฝึกด้วย ควรใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ผู้เรียนจึงไม่เบื่อหน่ายที่จะเรียน ให้ความร่วมมือในการทากิจกรรมเป็นอย่างดี ลักษณะของแบบฝึกที่ดี การสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับผู้เรียนนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างลักษณะของแ บบฝึกที่ดีควรสร้างตามหลักการสร้างแบบฝึก และต้องคานึงถึงหลักจิตวิทยา เนื้อหาเหมาะสม และสามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และตอบสนองตรงตามวัตถุประสงค์ ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ชัด เจน น่าส น ใ จ แ ละ ท้าท ายค วามส ามารถ (พิ ณ เพ ช ร บู รณ ภิ ญ โญ 2 545 : 20) แบบฝึ กที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยทาให้ผู้เรียนประสบผลสาเร็จ ในการฝึกทักษะเป็นอย่างดี แบ บฝึ กที่ ดีเป รียบ เส มือน ผู้ช่วยที่ ส าคัญ ข อง ครู ทาใ ห้ ครู ลด ภ าระ ก ารส อน ล ง ได้ ทาให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองตามความสามารถของตน เพื่อความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี (สุณี กฤตสิน 2542:65) สามารถเป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจฝึกฝนทักษะพร้อมทั้งมีขั้นตอนในการกาหนดกิจกรรม ไว้อย่างเหมาะสมเป็นกระบวนการฝึกที่ต่อเนื่องเหมาะสมกับวัยระยะเวลาในการฝึก(นฤมล ม่วงไทย2543 : 22) โดยคานึงถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นสาคัญในด้านการนาเสนอเนื้อหา ควรเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้เรียน เช่น อ าจใ ช้สื่ อสิ่ ง พิ มพ์ มาประ กอบใ น กิจกรรมการฝึ ก เพื่ อให้ ผู้เรียน สน ใ จยิ่งขึ้ น ห ากต้องการให้ ผู้เรี ยน เรี ยน รู้ด้วยความส นุ กสน าน และ จดจาเนื้ อห าที่ ยากได้ง่ายขึ้ น ควรน าเสน อเนื้ อห าใน รูปแบบการสน ทน าของตัวการ์ ตูน เกี่ยวกับทักษะที่ต้องการฝึ ก จะทาให้ผู้เรียนสนใจยิ่งขึ้น (วิวัฒน์ ประสานสุข 2541:40) นอกจากนี้แบบฝึกควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ไ ด้ เ รี ย น แ ล ะ มี ส่ ว น ร่ ว ม ใ น กิ จ ก ร ร ม ไ ด้ รั บ ค ว า ม ส น ใ จ มีความเหมาะสมและง่ายต่อการทาความเข้าใจของผู้เรียน (ไพ เราะ วุฒิเจริญกุล 2540 : 81) ช นิ ดของ แบบฝึ กที่ผู้เรียน ช อบ ได้แก่ แบบ ฝึ กปริศน าอักษรไขว้ เติมตัวอักษ ร เติมคา และแบบฝึ กที่มีรูปภาพ เพราะภาพประกอบ จะช่วยให้ผู้เรี ยน เข้าใจสิ่งที่เป็ นนามธรรมได้ดี เข้าใจความหมายของคาได้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนตั้งใจทาแบบฝึก (นงเยาว์ บวงสรวง 2535 :61) สรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึ กทักษะ ที่ดี สามารถเสริมทักษะที่เกิดความชาน าญ สร้างแรงจูงใจทาให้เกิดความรู้ความจาที่ถาวร เกิดความสนุกสนานเหมาะสมกับวัยเข้าใจง่าย เรียงลาดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก สามารถกระตุ้น ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และตอบสน องให้ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ประโยชน์ของแบบฝึก การฝึ กทักษะ ทางภ าษา โดยเฉพ าะ ทักษะ การอ่าน นั้ น จาเป็ น ต้อง ใช้แบบ ฝึ ก เนื่ องจากผู้เรียน ได้รับการฝึกหัด ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองช่วยให้เกิดทักษะที่คงทน แบบฝึ ก จึง เป็ น สิ่งที่ช่วยลดภ าระของครู ได้อย่างมาก และยังช่วยลดความแตกต่างระหว่างบุคคล
  • 42.
    เ นื่ อง จ า ก ผู้ เ รี ย น มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ด้ า น ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า แ ต ก ต่ า ง กั น ก า ร ใ ห้ ผู้ เ รี ย น ท า แ บ บ ฝึ ก ที่ เ ห ม า ะ กั บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข อ ง ต น ช่วยให้ ผู้เรี ยน ประ ส บค วามส าเร็จใ น ด้าน จิตใ จมาก ขึ้ น ช่วยใ ห้ ผู้เรียน ได้ฝึ ก เต็มที่ และทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเองและทราบถึงความก้าวหน้าในการเรียนของตน (กันต์ดนัย วรจิตติพ ล 2542:37) นอกจากนี้ ยังมีเวลาเรี ยน อย่างไม่จากัด จะเรี ยน ช้าหรื อเร็วเท่าใดก็ได้ ตอบคาถามในขณะเรียน ถูกหรือผิดก็ไม่อายเพื่อนหรือไม่ถูกครูดุว่า ผู้เรียนทุกคนมีความพอใจ ที่จะเรียนรู้ ด้วยตนเอง อย่างช้าๆ ทีละขั้นตอนจากง่ายไปหายาก เรียนไปตอบคาถามไป มีเฉลย ให้ทราบทัน ที ว่าตอบถูกหรือผิดและเมื่อทาแบบฝึ กหัดท้ายบท ผู้เรียนสามารถทราบผลสัมฤทธิ์ ของตนเองในเรื่องนั้ น ๆ ได้ทัน ที (บุญ ลักษณ์ เอี่ยมสาอาง 2541 : 61-62) การใ ช้แบบฝึ ก ที่มีประสิทธิภาพประกอบการเรียนการสอนจะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เรียนให้สามารถใช้ภาษาได้ อย่าง ถูกต้องและ คล่องแคล่วยิ่ง ขึ้ น ครูผู้สอน จึงสร้าง แบบฝึ กต่างๆ เพื่อพัฒ น าทักษะ ท า ง ภ า ษ า ใ ห้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ( ข นิ ษ ฐ า แ ส ง ภั ก ดี 2 5 4 0 :30) แบบฝึกยังเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากบทเรียนแต่ละครั้งช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาต่างๆ ข อ ง ผู้เรี ยน ไ ด้ชัด เจ น แ ล ะ ช่วย ใ ห้ ค รู ป ร ะ ห ยัด เว ล าใ น ก าร เต รี ย มแ บ บ ฝึ ก หั ด ส่วนนักเรียนไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึกหัดจากตาราเรียน ( วนิดา สุขวนิช 2536 : 36) สรุปได้ว่า แบบฝึ กทักษะ มีประโยชน์สาหรับผู้เรียนเป็ นอย่างมาก เพราะช่วยกระตุ้น ให้เกิดการเรียนรู้ เกิดทักษะการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่คงทน ลดความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง งำนวิจัยในประเทศ มัณฑนา พันธ์ประสิทธิ์ (2543 :บทคัดย่อ)ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่าน ภาษาไทยเพื่อจับใจความ ชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 4 พ บว่า ชุดฝึ กทักษะการอ่าน ภาษาไทย เพื่อจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.06/81.26 ซึ่งกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้และมีค่าดัชนีประสิทธิผลมีค่าเท่ากับ .49 กรรณิกา ศุภปัญญาวุฒิ (2544 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาค้นคว้า เรื่อง ผลของการใช้แบบฝึ ก การอ่านต่อการพัฒนาความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3พบว่า แบบฝึ กทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีประสิทธิภาพเท่ากับ85.48/92.33 และนักเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภ าษาไทยมีคะแน นเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ปราณี อยู่คง (2545 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่าน เพื่อจับใจความวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3พบว่าชุดฝึ กทักษะเรื่องการอ่าน เพื่อจับใจความ
  • 43.
    วิชาภาษาไทย มีประสิทธิภาพเท่ากับ85.27/84.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน80/80 นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกทักษะอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 ฉั น ท น า ก า ร ส อ า ด ( 2 5 4 7 : บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ท า ก า ร วิ จั ย เ รื่ อ ง การสร้าง แบบฝึ กทักษะการอ่าน เชิงวิเคราะห์ สาห รับนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ สาห รับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่สร้างขึ้ น มีประสิ ทธิ ภาพ ตามเกณ ฑ์ 80/80 และนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่ อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เ ส า ว ลั ก ษ ณ์ ต ร อ ง จิ ต ร์ ( 2 5 4 7 : บ ท คั ด ย่ อ ) ท า ก า ร วิ จั ย เ รื่ อ ง การพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ วิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ วิชาภาษาไทย ชั้ น ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 5 ที่ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ต า ม เ ก ณ ฑ์ 8 0 / 8 0 และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนด้วยแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านชาเบง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จังหวัดสุรินทร์ จานวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจานวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แผนการสอนจานวน 5แผน แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ จานวน 5 ชุ ด แ ล ะ แ บ บ ท ด ส อ บ วัด ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า พ บ ว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์มีค่าเท่ากับ.66 เ อ ม อ ร ส ง ว น ดี ( 2 5 4 7 : บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ท า ก า ร วิ จั ย เ รื่ อ ง การพัฒนาแผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 1 ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า ค้ น ค ว้ า พ บ ว่ า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.07/82.83 เป็ น ไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และมีดัชนีประสิทธิผล 0.6366 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ63.66 กิตติยา รัศมีแจ่ม (2549 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน เชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์รายวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนที่เรียนโดย ใช้แบบฝึ กทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์ รายวัน มีความสามารถทางการอ่าน ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จิ ร เ ด ช เ ห มื อ น ส ม า น ( 2 5 5 1 : บ ท คั ด ย่อ ) ไ ด้ ศึ ก ษ า วิ จั ย เ รื่ อ ง การพัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ชุด ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก าร คิ ด วิเค ร าะ ห์ จ าก สื่ อ สิ่ ง พิ ม พ์ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ าพ 8 0 .3 /8 5 .5 0 นั ก เ รี ย น ที่ เ รี ย น ด้ ว ย ชุ ด ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก า ร คิ ด วิ เ ค ร า ะ ห์ จ า ก สื่ อ สิ่ ง พิ ม พ์
  • 44.
    มีความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์หลังการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์สูงกว่ าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วราภรณ์ ประจญศึก(2552 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาการอ่านออกเสียง คาควบกล้ า ร ล ว โดยใช้แบบฝึ กประกอบภ าพ สาหรับนักเรียนชั้นประถมปี ที่ 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากแบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ จานวน 10ชุด มีค่าเ ฉ ลี่ ย เท่า กับ 4.28 คิ ด เ ป็ น ร้ อ ย 85.60 ส่ ว น เบี่ ย ง เบ น ม าต ร ฐ าน เท่า กับ 0.22 และค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์จากการทดสอบหลังการใช้แบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ เท่ากับ 17.15 คิดเป็นร้อยละ 85.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.44 ดังนั้น แบบฝึ กทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น มี ป ร ะ สิ ท ธิ์ ภ า พ เ ท่ า กั บ 85.60/85.75 ซึ่ ง สู ง ก ว่า เ ก ณ ฑ์ ม า ต ร ฐ า น 80/80 ที่ตั้งไว้ผลการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการท ดลองใช้ แบบฝึกทักษะการออกเสียง คาควบกล้า ร ลว โดยใช้ภาพประกอบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า รล ว โดยใช้ภาพประกอบ มีค่าคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ ( X = 17.15 , S.D. =1.44) สูงกว่าก่อนเรียน ด้วยแบบฝึ กทักษะการออกเสี ยงคาควบกล้า ร ล ว โดยใช้ภาพประกอบ ( X = 11.97 , S.D. =1.83) ซึ่งเป็นไป ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ งำนวิจัยต่ำงประเทศ เวน เน อร์ (Weinner.1978:5900-A) ได้ศึกษาผลการสอน และฝึ กให้นักเรี ยน ระ ดับ 6 ในSpringfield,Oregon เกี่ยวกับคาถามเรื่องที่อ่านและใช้แบบทดสอบเลือกตอบ ให้นักเรียนเรียงความ วัด ผล สั มฤ ท ธิ์ ท าง ก ารอ่าน ผ ลก ารท ด ล อ ง ป ร าก ฏ ว่านั ก เรี ยน ที่ ได้รับ การ ส อ น และฝึกให้ใช้คาถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ได้คะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก สตีเวนส์ (Stevens.1980:367) ได้ศึกษาความเข้าใจในการอ่านจากการอ่านเรื่องที่สนใจ ขอ ง นั ก เรี ย น ที่ มีความส ามารถ สู ง ที่ มีคะ แน น ตั้ ง แต่เป อร์ เซ็ น ต์ ไท ล์ ที่ 83 ขึ้ น ไ ป กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด 5และ 6 โดยได้สารวจความสนใจในการอ่านจากรายการ25เรื่อง ซึ่งระดับ ความสนใจตั้งแต่1 –7 เลือกเรื่องที่นักเรียนสนใจองค์ประกอบในการอ่านแล้ว ทดสอบความเข้าใจ ในการอ่าน พบว่า นักเรียนที่สนใจองค์ประกอบสาคัญมีผลทาให้นักเรียนอ่านได้ง่าย และสะดวก ต่อการทาความเข้าใจเรื่องที่อ่าน จากผลการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการนาแบบฝึกมาใช้ในการฝึกทักษะทางด้านภาษาทักษะการอ่าน แ ส ด ง ว่ า การนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านสามารถพัฒนาประสิทธิภาพทักษะการอ่านของผู้เรียนช่วยให้ผู้เรียนมีผล
  • 45.
    สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ทั้งยังเป็นสื่อที่สะดวกในการใช้ เพราะสามารถใช้กับผู้เรียนได้ทุกสถานที่ ทั้ง ใ น แ ล ะ น อ ก เว ล า เรี ย น ไ ด้ ดั ง นั้ น แ บ บ ฝึ ก เส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ยั ง ช่ ว ย แ ก้ ไ ข ข้ อ บ ก พ ร่ อ ง ใ น ก า ร อ่ า น ไ ด้ อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ผู้เรียนพึงพอใจต่อการฝึกการอ่านโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ บทที่ 3 วิธีดำเนินกำรวิจัย การศึกษาค้น คว้าเรื่อง การสร้างและพัฒนาแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อ า เ ภ อ ท่ า ม่ ว ง จั ง ห วั ด ก า ญ จ น บุ รี มี วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ เพื่ อ ส ร้ าง แ ล ะ ห าป ระ สิ ท ธิ ภ าพ ข อ ง แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ ก ารอ่ าน ภ าษ าไ ท ย เพื่ อเป รี ยบ เทีย บผ ลสั มฤท ธิ์ ท าง เรี ยน การอ่าน วิช าภ าษ าไท ยก่อ น แ ละ ห ลัง เรี ย น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ผู้รายงานได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้าตามหัวข้อดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
  • 46.
    2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 3. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 4.การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จาน วน 2 ห้ องเรี ยน มีนั กเรียน จาน วน 80 คน ซึ่ งมีระ ดับสติปั ญ ญ าและ เพ ศคละ กัน เพ ราะ โรง เรี ยน เฉลิมพ ระ เกียรติสมเด็จพ ระ ศรีน คริ น ท ร์ กาญ จน บุรี อาเภ อท่าม่วง จะมีการจัดเรียงลาดับคะแนนและคละนักเรียน ที่มีระดับสติปัญญาคละกันทุกห้องทุกระดับชั้น กลุ่มตัวอย่ำง 1.1.1 กลุ่มตัวอย่างเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย โด ยใ ช้ วิธี ก ารสุ่มตัวอ ย่าง อย่าง ง่าย ( Simple Random Samping ) ด้วย วิธี ก าร จับ ฉ ล าก คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จานวน 40 คน 1.1.2 กลุ่มท ดลอ ง ที่ใ ช้ใ น ก ารเป รี ยบ เที ยบ ผล สั มฤท ธิ์ ทาง การเรี ยน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างจากประ ช ากรโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Samping) ด้วยวิธีการจับฉลากมา 1ห้อง จากนักเรียน 7ห้อง กลุ่มตัวอย่างที่จับฉลากมาได้คือ - นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จานวน 35 คน เป็นกลุ่มทดลอง - นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 จานวน 35 คน เป็นกลุ่มควบคุม 1.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการหาคุณภาพของข้อสอบ 1.21 ประชากรที่ใช้ในการหาคุณภาพของข้อสอบ คือนักเรียนที่เคยเรียนการอ่านในใจ การอ่านจับใจความสาคัญ การอ่านตีความ การอ่านแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น การอ่านวิเคราะห์ ในวิชาภาษาไทยมาแล้วคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.2.2 กลุ่มตัวอย่างเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบ เป็ นนักเรียนที่เคยเรียนเรื่องการอ่านในใจ การอ่านจับใจความสาคัญ การอ่านตีความ การอ่านแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น การอ่านวิเคราะห์ ใน วิช าภ าษาไทยมาแ ล้ว โดยใ ช้วิธี การสุ่มตัวอย่าง อย่าง ง่าย ( Simple Random Samping )คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 1.3 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น
  • 47.
    1.3.1 ตัวแปรต้น คือการเรียน ด้วยแบบฝึ กเสริ มทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย ที่พัฒนาขึ้นโดยผู้รายงาน ตัวแปรตาม 1 . 3 . 2 ตั ว แ ป ร ต า ม คื อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึก เสริมทักษะภาษาไทยที่ผู้รายงานสร้างขึ้น 1.3.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย 2. เครื่องมือที่ใช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามีดังนี้ 2.1 แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย จานวน 5 ชุด ชุดที่ 1 อ่านในใจลาดับความคิด ชุดที่ 2 จับประเด็นพินิจใจความสาคัญ ชุดที่ 3 สารพันเลือกสรรตีความ ชุดที่ 4 แยกตามข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ชุดที่ 5 มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2จานวน 24 แผน ใช้เวลาทั้งหมด 24 ชั่วโมง 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับก่อนเรียน (Pre- test) และหลังเรียน (Post-test) เป็นแบบทดสอบ ปรนัย ชนิด4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ 2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยที่ผู้รายงานสร้างขึ้น จานวน 12 ข้อ 3. กำรสร้ำงและหำคุณภำพเครื่องมือ ผู้รายงานได้ดาเนินการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นตอนกำรสร้ำงแบบฝึกเสริมทักษะกำรอ่ำนภำษำไทย 1.1 ขั้นเตรียมกำร ผู้รายงานได้ศึกษาและค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนลงมือสร้างแบบฝึกดังนี้ 1.1.1 ศึกษาแนวความคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึก
  • 48.
    1.1.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระ ที่ 1 : การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระ บวน การอ่าน ส ร้าง ความรู้และ ความคิด ไปใช้ตัดสิ น ใจแก้ปั ญ หาและสร้างวิสั ยทัศน์ ใน การดาเนิ น ชีวิต และมีนิ สั ยรักการอ่าน มาตรฐาน การเรี ยน รู้ช่วงชั้ น ที่ 3 (ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 1 - 3) และ หลักสู ตรสถาน ศึกษ า โ ร ง เ รี ย น ด่ า น ม ะ ข า ม เ ตี้ ย วิ ท ย า ค ม ข้ อ 3 สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงตามลักษณะคาประพันธ์ที่หลากหลาย จับใจความสาคัญ ตีความ แยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็ น วิเคราะห์ คุณค่าด้านภ าษา เนื้ อหาและสังคม จาบทประพัน ธ์ ที่ มี คุ ณ ค่า น า ไ ป ใ ช้ อ้ า ง อิ ง แ ล ะ เลื อ ก อ่า น ห นั ง สื อ แ ล ะ สื่ อ อิ เล็ ก ท ร อ นิ ก ส์ อย่างกว้างขวางเพื่อพัฒนาตนด้านความรู้และการทางาน มีมารยาทและนิสัยรักการอ่าน 1.1.3 วิเคราะห์เนื้อหาที่จะนามาใช้ในการสร้างแบบฝึก โดยคานึงถึงลักษณะ ของ ข้อบกพ ร่อง ทางการอ่าน และพิ จารณาคัดเลือกเนื้ อหาที่เหมาะ สมกับผู้เรียน ระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ซึ่ งได้กาหน ดเนื้อห าจากการอ่าน ใน ใจ การสรุปเนื้ อหาของบทเรียน นอกจากนี้ยังศึกษาค้นคว้างานวิจัยและตาราทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการสร้างแบบฝึก 1.2 ขั้นวำงแผน การสร้างแบบฝึกมีขั้นตอนดังนี้ 1 . 2 . 1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านสาหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.2.2 วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของสถานศึกษา 1.2.3 กาหนดขอบข่ายเนื้อหาสาระดังนี้ 1) การอ่านในใจ 2) การอ่านจับใจความสาคัญ 3) การอ่านตีความ 4) การอ่านแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น 5) การอ่านวิเคราะห์ 1 . 2 . 4 จัดทาโครงร่างของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จานวน 5 ชุด 1 . 2 . 5 จัดทาต้นฉบับของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 ดาเนินการดังนี้ 1 ) เขียนต้นฉบับแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จานวน 5 ชุด
  • 49.
    2) นาต้น ฉบับแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียน ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 จ า น ว น 5 แ บ บ ฝึ ก ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสมของการใช้ภาษาในการเขียน 3) ปรับปรุงแก้ไขภาษาที่ใช้ในการเขียนแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้เหมาะสม 4) นาแบบฝึกที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย คานา วัตถุประสงค์ คาชี้แจง ใบความรู้ แบบ ฝึ ก แบบทดสอบ น าแบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย ที่ สร้าง ขึ้น เสน อต่อ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้ อหาภ าษาไทย จาน วน 3 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสร้างแบบฝึก 3 ท่าน ประเมินตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข เก ณ ฑ์ ก า ร ป ร ะ เ มิ น คุ ณ ภ า พ ก า ร ใ ช้ แ บ บ ป ร ะ เมิ น คุ ณ ภ า พ แ บ บ ฝึ ก ซึ่งเป็นลักษณะของแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ส า ห รั บ ก า ร ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ค่ า ที่ วั ด ไ ด้ ผู้รายงานได้กาหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ความหมายโดยได้จากแนวความคิดของเบสท์ (Best1986: 195) โดยการใช้ค่าเฉลี่ยเป็นรายช่วง และรายข้อตามตารางดังนี้ ตำรำงที่6 แสดงเกณฑ์เฉลี่ยของระดับความคิดเห็น ของเบสท์(Best) การให้คะแนน คะแนนเฉลี่ย คุณภาพ 5 4.50-5.00 ดีมาก 4 3.50-4.49 ดี 3 2.50-3.49 ปานกลาง 2 1.50-2.49 พอใช้ 1 1.00-1.49 ปรับปรุง ตำรำงที่7 สรุปผลการประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย รายการประเมิน ระดับการประเมิน แปลค่า k X k S.D. 1. เนื้อหาถูกต้องสอดคล้องกับหลักสูตร 4.83 0.38 ดีมาก
  • 50.
    2. เนื้อหาเหมาะสมกับวัยและระดับชั้นของผู้เรียน 4.940.23 ดีมาก 3. เนื้อหาเหมาะสมกับเวลาและความสนใจของ ผู้เรียน 4.86 0.35 ดีมาก 4. เนื้อหาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียน 4.80 0.40 ดีมาก 5. กิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน 4.86 0.35 ดีมาก 6. ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา 4.80 0.40 ดีมาก 7. การใช้ภาษาทางวิชาการเหมาะสมกับผู้เรียน 4.91 0.28 ดีมาก 8. ความรู้ ความเข้าใจสามารถนาไปใช้ในชีวิต ประจาวันหรือในสังคมได้ 4.94 0.23 ดีมาก 9. ช่วยส่งเสริมหรือพัฒนาการทางสติปัญญาผู้เรียน 4.83 0.38 ดีมาก 10. ขนาด รูปแบบ สวยงามน่าสนใจ 4.89 0.32 ดีมาก 11. ขนาด รูปแบบตัวอักษรเหมาะสม 4.94 0.23 ดีมาก 12. ภาพประกอบเหมาะสม สอดคล้องกับเนื้อหา 4.89 0.32 ดีมาก รวมเฉลี่ย 4.87 0.32 ดีมาก จ า ก ต า ร า ง ที่ 7 จากผลการประเมินคุณภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากผู้เชี่ยวชาญได้ค่าเฉลี่ย(x) =4.87 เมื่อนามาเทียบเกณฑ์ค่าเฉลี่ยในช่วง 4.50 –5.00 หมายถึง ดีมาก แสดงว่า แบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย สาห รับนั กเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านเกณฑ์การประเมินผลการวิเคราะห์ จากข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้รายงานได้นาไปปรับปรุงแบบฝึกต่อไป 5) นาแบบฝึกที่ปรับปรุงแก้ไขทางด้านเนื้อหาและทางด้านการสร้างแบบฝึก เช่น คู่มือการใช้ คาชี้แจง มาแก้ไขให้ชัดเจน เนื่องจากเป็ นแบบฝึ กที่ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตน เอง หากคาชี้แจงไม่ชัดเจนอาจทาให้นักเรียนเข้าใจผิด สาหรับทางด้านเนื้อหาภาษาไทยนั้น คาศัพท์ บางคายากเกิน ไป สาห รับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 ควรเปลี่ยนเป็ น คาที่ผู้เรียนพ บเห็ น จากบทเรียนและชีวิตประจาวันเป็นส่วนใหญ่จากนั้นนาแบบฝึกที่สร้างขึ้นไปหาประสิทธิภาพ E1/E2 และปรับปรุงแบบฝึกในขั้นตอนต่อไป ตามหลักการทดลองหาประสิทธิภาพของ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2525 :131-132) มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้ แผนภูมิที่ 1 แสดงขั้นตอนการหาประสิทธิภาพ E1/E2 ศึกษาหลักสูตร /จุดประสงค์รายวิชา
  • 51.
    แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ กำรสร้ำงแผนกำรจัดกำรเรียนรู้ ผู้รายงานได้ดาเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ตามลาดับขั้นตอน ดังนี้ 1.ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. ศึ ก ษ าส าร ะ แ ล ะ ม าต ร ฐ าน ก า ร เรี ย น รู้ ส าร ะ ก า ร เรี ย น รู้ ภ า ษ าไ ท ย ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3 . ศึ ก ษ า ท ฤ ษ ฎี ห ลั ก ก า ร และแนวคิดเทคนิควิธีการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะการอ่านภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4.วิเคราะห์เนื้อหา สาระการเรียนรู้ภาษาไทยของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 5. แบ่งเนื้อหาออกเป็นแผนย่อย เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาที่ใช้ในการสอน ซึ่งผู้รายงาน ได้แบ่งเป็น 24 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลาทั้งหมด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนกำรจัดทำแผนกำรจัดกำรเรียนรู้มีดังนี้ สร้างแบบฝึก เขียนโครงร่างแบบฝึก กาหนดเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบประเมินคุณภาพ สรุปผลการประเมินคุณภาพแบบฝึกจากผู้เชี่ยวชาญ ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ได้แบบฝึกตำมกระบวนกำรตรวจสอบคุณภำพของผู้เชี่ยวชำญ
  • 52.
    1. ศึกษาหลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ขอบข่ายเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านในระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวกับการอ่าน 3. จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ 4 . น า แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ ใ ห้ ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ 3 ท่ า น ซึ่ ง เป็ น ชุด เดี ยวกับ การตรวจส อ บ คุณ ภ าพ ของแบบฝึ กเสริ มทักษะการอ่านภ าษาไทย เพื่อพิจารณาตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านความเหมาะสมในด้านจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมโดยใช้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ในการประเมิน 3 ระดับคือ สอดคล้อง(1) ไม่แน่ใจ (0) และไม่สอดคล้อง (-1) โด ยกาห น ด เก ณ ฑ์ ที่เห ม าะ ส มค วรมีค่าตั้ ง แต่ 0.5 ขึ้ น ไ ป ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 5. นาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มอื่น ( ในระดับชั้นเดียวกัน โดยใช้ทดลองกับนักเรียนชั้น ม.2/2 เพื่อดูว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ) 6. นาแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อใช้ในการทดลองต่อไป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน แบ บทดสอบวัดผลสั มฤท ธิ์ ทาง การเรียน ที่ผู้รายง าน ใช้ใน การทดลอง ครั้ ง นี้ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก 1 ชุด จานวน 40 ข้อ โดยมีคาตอบที่ถูกเพียง 1 ตัวเลือก ในแต่ละข้อ ตอบผิดได้ 0คะแนน ตอบถูกได้ 1คะแนน ซึ่งผู้รายงานได้ศึกษาจากเอกสารดังนี้ 1. ศึกษ าทฤษ ฎี ห ลักภ าษ าศาสตร์ ห ลักจิตวิทยา และ ง าน วิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งศึกษาหลักสูตร คู่มือครู และแบบเรียนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2ของกรมวิชาการ เพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของเนื้อหาและเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบ 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ศึกษาหลักสูตรการวัดผลและประเมินผลวิชาภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4 . ก า ห น ด จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ใ น ก า ร ส ร้ า ง แ บ บ ท ด ส อ บ เพื่อสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน สาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีคุณภาพในการศึกษาครั้งนี้ ขั้นตอนกำรสร้ำงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน 1. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาไทย 1 ชุดจานวน 60ข้อ 2 . น า แ บ บ ท ด ส อ บ ที่ ส ร้ า ง ขึ้ น ใ ห้ ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ 3 ท่ า น ไ ด้ แ ก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดผลประเมินผล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนภาษาไทย และ ครู ช าน าญ การ พิ เศษที่ มีประ ส บการณ์ ใน การสอน ภ าษ าไท ยระ ดับมัธยมศึกษ า
  • 53.
    เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 3ระดับ คือ สอดคล้อง (1) ไม่แน่ใจ (0) ไม่สอดคล้อง (-1) ระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์ ระดับความเหมาะสมควรมีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 3. นาแบบทดสอบที่คัดเลือก ไปทดสอบใช้(Tryout) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ภาคเรียน1ปีการศึกษา2559โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 40 คน 4. นาผลไปวิเคราะห์คุณภาพรายข้อเพื่อหาค่าความยากง่าย(p) และค่าอานาจจาแนก(r) (ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ 2536:180) โดยคิดคะแนนเพื่อวิเคราะห์ค่าคงที่ ตอบถูกได้1 ตอบผิดได้ 0 แล้ววิเคราะห์ความยากง่ายและค่าอานาจจาแนก 5. เลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง .20-.80 และค่าอานาจจาแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไปจัดทาเป็นชุดเพื่อนาไปทดสอบกับนักเรียนในการหาค่าความเชื่อมั่น 6. นาผลจากข้อ 5 ไปหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้รูปแบบคูเดอร์ - ริชาร์ ดสัน ( Kuder-Richardson 20) KR-20 ) (ล้วน สายยศ และอังคณ า สายยศ 2536 :170) โดยกาหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมคือ 0.6 7. จัดพิมพ์เป็นแบบทดสอบ เพื่อนาไปใช้ในการทดลอง 8. นาแบบทดสอบฉบับสมบูรณ์ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป แผนภูมิที่ 2 แสดงขั้นตอนในการดาเนินการสร้างและหาคุณภาพนของแบบทดสอบ ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์เนื้อหา กาหนดเนื้อหา นาข้อสอบไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง สร้างแบบทดสอบชนิด 4ตัวเลือก เสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ สรุป /ปรับปรุง / แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
  • 54.
    แบบสอบถำมควำมพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึก การสร้างแบบวัดความพึงพ อใจ ดาเนิน การโดยศึกษาหลักการและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลและประเมินผลซึ่งมีขึ้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาหลักการสร้างแบบสอบถามจากตาราและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลประเมินผ ล 2. กาหนดรูปแบบของแบบสอบถามเป็น 2 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามแบบปลายปิด มีลักษณะการตอบแบบมาตราส่วน ประเมินค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ของเบสท์ (Best) 2) แบบสอบถามปลายเปิด เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่าง ๆ 3. สร้างแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ จานวน 10 ข้อ 4. นาไปให้ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม 5 . ป รั บ ป รุ ง แ ก้ ไ ข ก่อ น น า ไ ป ใ ช้ กั บ นั ก เ รี ย น ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่า ง หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย 4. วิธีดำเนินกำรทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 1. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย การหาประสิทธิภาพของแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2โดยกาหน ดเกณฑ์ไว้ 80/80 หาประสิทธิภาพโดยทดลองกับนักเรียน ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 จ า น ว น 3 ก ลุ่ม คื อ ร า ย บุ ค ค ล ก ลุ่ม ย่อ ย ก ลุ่ม ใ ห ญ่ ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ผ่านขั้นตอนการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยวิธีจับฉลากจากกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ได้ข้อสอบที่ผ่ำนกำรหำประสิทธิภำพ จัดพิมพ์ข้อสอบ วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น/คัดเลือกข้อสอบ วิเคราะห์ความยากง่าย หาค่าอานาจจาแนก นาข้อสอบมาตรวจให้คะแนน
  • 55.
    ครั้งที่ 1 ขั้นทดลองเป็นรายบุคคล(Individualtryout) นาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 3คน ซึ่งมีนักเรียนเก่ง 1 ค น นั ก เ รี ย น ป า น ก ล าง 1 ค น แ ล ะ นั ก เรี ย น อ่อ น 1 ค น ท า แ บ บ ท ด ส อ บ วัดความสามารถทางการอ่านก่อนเรียน (pre-test) แล้วทดลองให้นักเรียนศึกษาแบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านภาษาไทยและทดลองทาแบบฝึ กแต่ละชุดเพื่อบันทึกผลคะแนนระหว่างเรียนรวมทั้ง 5 ชุด แล้วนาผลคะแนนหาประสิทธิภาพกระบวนการ E1 และให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน (post-test ) นาคะแนนหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2 นาคะแนนที่ได้มาหาประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์60/60 เรียน โดยใช้เกณฑ์ E1 / E2 ( โสภณ นุ่มทอง 2534:27) ตารางที่ 8 แสดงผลการทดลองใช้แบบฝึ กเสริ มทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีน ครินทร์ กาญจน บุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นการทดลองเป็นรายบุคคล (แบบ 1:1) เลขที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก จานวน 5 ชุด ระหว่างเรียน คะแนน ร้อยละ หลัง เรียน คะแนน ร้อยละ ชุดที่ 1 (40) ชุดที่ 2 (40) ชุดที่ 3 (40) ชุดที่ 4 (40) ชุดที่ 5 (40) (200) 100 40 100 1 29 28 33 29 32 151 75.5 32 80 2 33 30 32 31 29 155 77.5 33 82.5 3 28 30 28 27 28 141 70.5 29 72.5 รวม 447 223.5 94 235 เฉลี่ยร้อยละ 74.50 78.33 ตารางที่ 9 สรุปประสิทธิภาพของแบบฝึก ขั้นการทดลองเป็นรายบุคคล ประสิทธิภาพแบบฝึกกลุ่มทดลอง 3คน เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ ( E1 ) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E2 ) 74.50 78.33 60/60 จากตารางที่ 9 พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผ่านการหาประสิทธิภาพ พบว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแนนทดสอบระหว่างเรียน มีค่าเท่ากับ 74.50ร้ อยล ะ ข อง คะ แ น น เฉ ลี่ ยข อ ง คะ แ น น ท ด ส อบ ห ลั ง เรี ยน มี ค่าเท่ ากั บ 78.33 แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 74.50/78.33เมื่อเทียบกับเกณฑ์60/60 ปรากฏว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย
  • 56.
    ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด และนาความคิดเห็นของนักเรียน มาประมวล พบ ว่า แ บ บ ฝึ ก บ า ง ต อ น เ นื้ อ ห า ย า ก เ กิ น ไ ป ค ว ร มี ภ า พ ป ร ะ ก อ บ จากนั้นนาข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขแบบฝึ กให้เหมาะสมโดยคัดเลือกปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางตอน นาภาพมาประกอบเพิ่มความเข้าใจ แล้วนาไปทดลองกลุ่มเล็กต่อไป ครั้งที่ 2 ขั้นทดลองกลุ่มย่อย (SmallGroup) นาแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย ไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 9 คน ซึ่งมีนักเรียนเก่ง 3 คน นักเรียนปานกลาง 9 คน และนักเรียนอ่อน 3 คน ทาแบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่าน ก่อนเรียน ( pre-test) จ า น ว น 3 0 ข้ อ แล้วทดลองให้นักเรียนศึกษาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยและทดลองทาแบบฝึกแต่ละชุดเพื่อบัน ทึกผลคะแน นระห ว่างเรียน รวมทั้ง 5 ชุด จะนาผลคะแนนหาประสิทธิภาพกระบวนการ E1 และ ใ ห้ นั ก เรี ยน ท าแ บ บ ทด ส อบ วัดค วามส ามารถ ท าง ก ารอ่าน ห ลัง เรี ยน ( post-test )นาคะแนนหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2นาคะแนนที่ได้มาหาประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์70/70 โดยใช้เกณฑ์ E1 / E2 ( โสภณ นุ่มทอง 2534:27) ต าร า ง ที่ 10 แ ส ด ง ผ ล ก าร ท ด ล อ ง ใ ช้ แ บ บ ฝึ ก เส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า รอ่าน ภ าษ า ไท ย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นการทดลองแบบกลุ่มเล็ก เลขที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก จานวน 5 ชุด ระหว่างเรียน คะแนน ร้อยละ หลัง เรียน คะแนน ร้อยละ ชุดที่ 1 (40) ชุดที่ 2 (40) ชุดที่ 3 (40) ชุดที่ 4 (40) ชุดที่ 5 (40) (200) 100 40 100 1 32 31 35 33 37 168 84 36 90 2 27 27 31 30 32 147 73.5 34 85 3 28 29 32 31 33 153 76.5 31 77.5 4 32 33 35 34 36 170 85 36 90 5 29 26 31 30 34 150 75 35 87.5 6 27 29 28 32 35 151 75.5 32 80 7 32 33 34 32 37 168 84 38 95 8 31 32 35 34 36 168 84 33 82.5 9 31 33 34 33 35 166 83 34 85 รวม 1441 720.5 309 772.5
  • 57.
    เฉลี่ยร้อยละ 80.06 85.83 ตารางที่11สรุปประสิทธิภาพของแบบฝึก ขั้นทดลองกลุ่มย่อย ประสิทธิภาพแบบฝึกกลุ่มย่อย 9 คน เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ ( E1 ) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E2 ) 80.06 85.83 70/70 จากตารางที่11 พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก ลุ่มส า ระ ก าร เรี ย น รู้ ภ าษ า ไ ท ย ที่ ผ่าน ก า ร ท ด ล อ ง ห าป ระ สิ ท ธิ ภ าพ พ บ ว่า ร้อ ยล ะ ข อ ง ค ะ แ น น เฉ ลี่ ย ข อ ง ค ะ แ น น ท ด ส อ บ ระ ห ว่าง เรี ยน มีค่าเท่ากับ 80.06 ร้ อ ย ล ะ ข อ ง ค ะ แ น น เฉ ลี่ ย ข อ ง ค ะ แ น น ท ด ส อ บ ห ลั ง เรี ย น มี ค่า เท่า กับ 85.83 แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 80.06/85.83 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 70/70 ปรากฏว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ส าห รั บ นั ก เรี ย น ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 ก ลุ่มส าร ะ ก า ร เรี ย น รู้ ภ า ษ าไ ท ย มีประสิ ทธิ ภาพ สู งกว่าเกณ ฑ์ที่กาห น ด จากนั้ น น าข้อบกพ ร่องที่พ บจากการทดลอง คือ เนื้อหาของกิจกรรมมากเกินไป โดยปรับเนื้อหาบางส่วนให้น้อยลงเพื่อให้เหมาะสมกับเวลา แล้วนาไปทดลองขั้นทดลองภาคสนาม ค รั้ ง ที่ 3 ขั้ น ท ด ล อ ง ภ ำ ค ส น ำ ม นาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจานวน 35 คน ซึ่ ง มีนั กเรียน เก่ง 10 ค น นั กเรี ยน ปานกลาง 15 คน และนั กเรี ยน อ่อน 10 คน ทาแบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่าน ก่อนเรียน (pre-test) จานวน 30 ข้อ เพื่อวัดความรู้พื้นฐาน แล้วทดลองให้นักเรียนศึกษาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยและทดลองทาแบบฝึกแต่ละชุดเพื่อบัน ทึกผลคะแน นระห ว่างเรียน รวมทั้ง 5 ชุด จะนาผลคะแนนหาประสิทธิภาพกระบวนการ E1 และ ใ ห้ นั กเรี ยน ทาแบ บท ดส อบ วัดความสามารถ ทางก าร อ่าน ห ลัง เรียน (post-test ) นาคะแนนหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2 นาคะแนนที่ได้มาหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 โ ด ย ใ ช้ เ ก ณ ฑ์ E1 / E2 ( โ ส ภ ณ นุ่ ม ท อ ง 2 5 3 4 : 27)เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพ ระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ตามเกณฑ์ที่กาหนด
  • 58.
    ตารางที่ 12 แสดงผลการทดลองใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีน ครินทร์ กาญจน บุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นทดลองภาคสนาม เลขที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก จานวน 5 ชุด ระหว่างเรียน คะแนน ร้อยละ หลัง เรียน คะแนน ร้อยละ ชุดที่ 1 (40) ชุดที่ 2 (40) ชุดที่ 3 (40) ชุดที่ 4 (40) ชุดที่ 5 (40) (200) 100 40 100 1 28 33 37 34 36 168 84 36 90 2 29 33 35 35 36 168 84 36 90 3 27 31 32 35 35 160 80 35 87.5 4 30 32 34 36 37 169 84.5 34 85 5 29 31 33 35 36 164 82 35 87.5 6 28 32 33 34 36 163 81.5 36 90 7 31 32 35 38 37 173 86.5 35 87.5 8 28 29 31 35 35 158 79 34 85 9 26 27 32 35 33 153 76.5 32 80 10 27 26 29 31 34 147 73.5 35 87.5 11 29 31 33 33 34 160 80 33 82.5 12 29 36 29 34 31 159 79.5 34 85 13 28 26 29 29 32 144 72 33 82.5 14 26 28 30 29 35 148 74 35 87.5 15 30 29 31 34 33 157 78.5 35 87.5 16 31 32 37 35 35 170 85 36 90 17 28 29 32 33 31 153 76.5 33 82.5 18 24 33 29 32 36 154 77 37 92.5 19 26 27 29 33 31 146 73 34 85 20 27 28 30 31 33 149 74.5 34 85
  • 59.
    ตารางที่ 12(ต่อ) เลขที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก จานวน 5ชุด ระหว่างเรียน คะแนน ร้อยละ หลัง เรียน คะแนน ร้อยละ ชุดที่ 1 (40) ชุดที่ 2 (40) ชุดที่ 3 (40) ชุดที่ 4 (40) ชุดที่ 5 (40) (200) 100 40 100 21 28 29 31 33 34 155 77.5 34 85 22 28 31 35 33 35 162 81 35 87.5 23 27 28 29 31 34 149 74.5 35 87.5 24 26 30 29 31 35 151 75.5 34 85 25 27 32 31 34 34 158 79 35 87.5 26 34 31 32 35 34 166 83 34 85 27 27 32 29 34 32 154 77 35 87.5 28 28 30 36 33 33 160 80 34 85 29 32 37 34 36 36 175 87.5 36 90 30 34 33 35 36 35 173 86.5 37 92.5 ประสิทธิภาพกระบวนการ / ประสิทธิภาพผลลัพธ์ 80.17 87.14 ตารางที่ 13สรุปประสิทธิภาพของแบบฝึก ขั้นทดลองภาคสนาม ประสิทธิภาพแบบฝึกจาการทดลองภาคสนาม( 30คน) เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ ( E1 ) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E2 ) 80.06 85.83 80/80 จากตารางที่ 13 พ บว่าประ สิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผ่านการทดลองหาประสิทธิภาพ พบว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ย
  • 60.
    ของคะแน นทดลองระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 80.17และร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแนน การทดลองหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 87.14 แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาห รับนั กเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 มีค่าเท่ากับ 80.17/87.14 เมื่อเทียบกับเกณ ฑ์ 80/80 ปรากฏว่าแบบฝึกที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด และเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ 5. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล กำรวิเครำะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ผู้รายงานดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์ค่าความเที่ยงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยหาค่าเฉลี่ย เพื่อดูดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) 2 . วิ เ ค ร า ะ ห์ ค่ า ค ว า ม ย า ก ง่ า ย ( p ) ค่ า อ า น า จ จ า แ น ก ( r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตรของ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2541. หน้า 181) 3. วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตร KR-20 (Kuder-Richardson 20) 4. หาประสิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 5. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สถิติ t-test 6 . ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 2 ใ ช้ ค่าเฉ ลี่ ย แ ล ะ ส่ วน เบี่ ย ง เบ น มา ต ร ฐ าน ข อ ง ค่าร ะ ดับ ค ะ แ น น ร าย ข้ อ ตามประเด็นคาถามโดยนาไปแปรความหมายค่าระดับความพึงพอใจตามเกณฑ์ที่กาหนด 5 ระดับ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การให้คะแนน คะแนนเฉลี่ย คุณภาพ 5 4.50 - 5.00 ดีมาก 4 3.50 – 4.49 ดี 3 2.50 - 3.49 ปานกลาง 2 1.50 –2.49 พอใช้ 1 1.00 - 1.49 ปรับปรุง สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล
  • 61.
    1. สถิติพื้นฐำน 1.1 ร้อยละ 1.2ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) โดยคานวณจากสูตร (ล้วน สายยศ;และอังคณา สายยศ.2538:73) X = N x เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จานวนนักเรียนทั้งหมด 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคานวณจากสูตร (ล้วน สายยศ; และ อังคณา สายยศ.2538:73) SD =   )1( 2 2    NN xxN เมื่อ SD แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน x2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลังสอง (x2 ) แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกาลังสอง N แทน จานวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง 2. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์หำคุณภำพเครื่องมือ การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรดัชนีค่าความสอดคล้อง IOC (สมนึก ภัททิยธนี. 2537 : 167) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดรรชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นในแต่ละข้อของ ผู้เชี่ยวชาญ N แทน จานวนผู้เชี่ยวชาญ 2.1 หาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2541. หน้า181) N R P  เมื่อ P แทน ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อ R แทน จานวนผู้ที่ตอบถูกในแต่ละข้อ N แทน จานวนผู้เข้าสอบทั้งหมด
  • 62.
    2.2. การหาค่าอานาจจาแนก (r)ของข้อสอบโดยใช้สูตร ดังนี้ (เทียมจันทร์ พานิชย์ผลินไชย, ม.ป.ป. หน้า 202) Ru – RL n/2 เมื่อ r แทน ค่าอานาจจาแนก Ru แทน จานวนผู้สอบที่ตอบถูกในข้อนั้นของกลุ่มสูง RL แทน จานวนผู้สอบที่ตอบถูกในข้อนั้นของกลุ่มต่า n แทน จานวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่า 2.4 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตร KR-20 (Kuder-Richardson ) ( ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ.2538 : 197-199) rtt =          2 1 1 tS pq n n df = n –1 เมื่อ rtt แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ n แทน จานวนข้อของแบบทดสอบ p แทน สัดส่วนของผู้ที่ทาได้ในข้อหนึ่งๆ q แทน สัดส่วนของผู้ที่ทาผิดในข้อหนึ่งๆ คือ 1- p 2 tS แทน คะแนนความแปรปรวนของเครื่องมือฉบับนั้น 2.5 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้สูตร Cronbach  =          2 2 1 1 t t s s k k เมื่อ  แทน ค่าความเชื่อมั่น k แทน จานวนข้อของเครื่องมือวัด  2 ts แทน ผลรวมของความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ 2 ts แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์หำประสิทธิภำพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ ของแบบฝึ กการอ่านภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1 :E2 (ชัยยงศ์ พรหมวงศ์, 2537. หน้า36) ดังนี้ 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบระหว่างเรียน ถูกต้องร้อยละ 80 หรือสูงกว่า r =
  • 63.
    80 ตั วห ลั ง ห ม า ย ถึ ง ค่าเฉลี่ยของคะแน น ที่ได้จากการทาแบบทดสอบหลังเรียน ถูกต้องร้อยละ 80 หรือสูงกว่า คานวณโดยใช้สูตรจาก E1 /E2 E 1 = 100  A N x เมื่อ E 1 แทน ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน X แทน คะแนนของนักเรียนทั้งหมดในการทาแบบฝึก A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกเสริมทักษะ N แทน จานวนผู้เรียน E 2 = 100  B N F เมื่อ E 2 แทน ประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน F แทน คะแนนสอบของนักเรียนทั้งหมดหลังการศึกษา B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ N แทน จานวนผู้เรียน สถิติที่ใช้ในกำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สถิติ t-testแบบ Dependent Sample t =   1 22     n DDn D df = n – 1 เมื่อ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ n แทน จานวนกลุ่มตัวอย่าง
  • 64.
    บทที่ 4 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล รายงานเรื่อง การสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี การศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้นาเสนอผลการศึกษาค้นคว้าเป็น 3 ตอนดังนี้ 1. นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การทดลองใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จากการทดลองจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 35 คน 2. นาเสนอผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย 3. น า เ ส น อ ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ความพึงพ อใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 การทดลองใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จากการทดลองจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 35 คน ในการดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้รายงานได้ดาเนินการ ดังนี้ 1. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน (pre– test) แบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ ที่ผ่านการคัดเลือกหาประสิทธิภาพแล้ว เพื่อวัดความรู้พื้นฐานการอ่านวิชาภาษาไทย 2. ด าเนิ น การท ดล อง ส อน โดย ใ ช้แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทัก ษ ะ ก ารอ่าน ภ าษ าไท ย ส า ห รั บ นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 จ า น ว น 5 ชุ ด จากนั้ น ให้ เรี ยน ด้วยแบบฝึ กและ ทาแบบท ดส อบระ ห ว่างเรียน ด้วยแบบ ฝึ กแต่ละชุด นาผลคะแนนเป็นคะแนนระหว่างเรียน และหาประสิทธิภาพกระบวนการE1 3. เมื่อสิ้ น สุดการทดลอง
  • 65.
    ให้กลุ่มตัวอย่างทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบทดสอบหลังเรียน(post-test ) จานวน 40ข้อ ปรากฏผลดังแสดงในตารางที่ 14 ตารางที่ 14 แสดงผลการทดลองใช้แบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ในขั้นทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง เลขที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก จานวน 5 ชุด คะแนนรวมระหว่างเรียน คะแนนทดสอบหลังเรียน ชุดที่ 1 (40) ชุดที่ 2 (40) ชุดที่ 3 (40) ชุดที่ 4 (40) ชุดที่ 5 (40) คะแนนเต็ม (200) คะแนนเต็ม (40) 1 28 33 37 34 36 168 36 2 29 33 35 35 36 168 36 3 27 31 32 35 35 160 35 4 30 32 34 36 37 169 34 5 29 31 33 35 36 164 35 6 28 32 33 34 36 163 36 7 31 32 35 38 37 173 35 8 28 29 31 35 35 158 34 9 26 27 32 35 33 153 32 10 27 26 29 31 34 147 35 11 29 31 33 33 34 160 33 12 29 36 29 34 31 159 34 13 28 26 29 29 32 144 33 14 26 28 30 29 35 148 35 15 30 29 31 34 33 157 35 16 31 32 37 35 35 170 36 17 28 29 32 33 31 153 33 18 24 33 29 32 36 154 37
  • 66.
    19 26 2729 33 31 146 34 20 27 28 30 31 33 149 34 ตารางที่ 14(ต่อ) เลขที่ คะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึก จานวน 5 ชุด คะแนนรวม ระหว่างเรียน คะแนนทดสอบหลังเรียน ชุดที่ 1 (40) ชุดที่ 2 (40) ชุดที่ 3 (40) ชุดที่ 4 (40) ชุดที่ 5 (40) คะแนนเต็ม (200) คะแนนเต็ม (40) 21 28 29 31 33 34 155 34 22 28 31 35 33 35 162 35 23 27 28 29 31 34 149 35 24 26 30 29 31 35 151 34 25 27 32 31 34 34 158 35 26 34 31 32 35 34 166 34 27 27 32 29 34 32 154 35 28 28 30 36 33 33 160 34 29 32 37 34 36 36 175 36 30 34 33 35 36 35 173 37 31 38 37 36 34 35 180 36 32 36 34 35 35 35 175 37 33 31 32 33 33 34 163 35 34 29 37 33 34 35 168 35 35 27 33 31 34 35 160 36 รวม 5,612 1,220 รวมเฉลี่ย 80.17 87.14 จากตารางที่ 14 พ บว่าประ สิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ กเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผ่านการทดลองหาประสิทธิภาพ พบว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ย
  • 67.
    ของคะแน นทดลองระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 80.17และร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแนน การทดลองหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 87.14 แสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ส าห รับ นั ก เรี ย น ชั้ น มัธ ยม ศึ ก ษ าปี ที่ 2 มีป ระ สิ ท ธิ ภ าพ สู ง ก ว่าเก ณ ฑ์ ที่ ก าห น ด และเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ต อ น ที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ผลการวิเคราะห์แสดงในตารางที่ 15 ต า ร า ง ที่ 1 5 แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองใช้แบบฝึกเสริมทักษ ะการอ่าน ภ าษาไทย สาห รับนั กเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 และ ผลต่าง (D) ของคะแนนในการทดสอบทั้ง 2 ครั้ง เลขที่ ชื่อ –สกุล คะแนน ผลต่าง (D)(คะแนนเต็ม 40 คะแนน) ก่อนเรียน หลังเรียน 1 เด็กชายกิตติศักดิ์ ทวีสุข 30 36 6 2 เด็กชายจักราวุธ ศรีทันดร 34 36 2 3 เด็กชายชนินทร์ ทับทิมสี 33 35 2 4 เด็กชายชัยพร โพธิ์อ้น 31 34 3 5 เด็กชายธนกร อรัญนารถ 29 35 6 6 เด็กชายธนพงษ์ พุ่มพวง 30 36 6 7 เด็กชายธเนศ จุ้ยช่วย 31 35 4 8 เด็กชายนันท์มนัส ลิ้มมั่ง 31 34 3 9 เด็กชายพิสิษฐ์ แสนสระดี 28 32 4 10 เด็กชายยศภาคย์ เชยล้อมขา 29 35 6 11 เด็กชายวรวุฒิ หงส์ปัทมา 26 33 7 12 เด็กชายศุภสัณฑ์ จันทรวงศ์ 22 34 12 13 เด็กชายสรวิชญ์ บุญช่วยเหลือ 28 33 5
  • 68.
    14 เด็กชายสิทธิชาติ บุญมาก31 35 4 15 เด็กชายเจตนิพัทธ์ ไชยประดิษฐกุล 33 35 2 ตารางที่15(ต่อ) เลขที่ ชื่อ –สกุล คะแนน ผลต่าง (D)(คะแนนเต็ม 40 คะแนน) ก่อนเรียน หลังเรียน 16 เด็กชายเพ็ญเพชร บุตรน้าเพชร 31 36 5 17 เด็กชายเศรษฐพงษ์ สืบนาค 30 33 3 18 เด็กหญิงกมลชนก เพ็งออด 27 37 10 19 เด็กหญิงกัญญารัตน์ คุ้มถนอม 34 34 0 20 เด็กหญิงจิรัชญา เอกวิบูลย์ 27 34 7 21 เด็กหญิงณัฐธิดา บัวขม 22 34 12 22 เด็กหญิงณัฐธิดา อ่อนจันทร์ 28 35 7 23 เด็กหญิงทัศนียา พึ่งประสพ 29 35 6 24 เด็กหญิงทานตะวัน จันทร์สง่า 30 34 4 25 เด็กหญิงปัณฑิตา พุทธเจริญ 30 35 5 26 เด็กหญิงปัณฑารีย์ เพิ่มนาม 29 34 5 27 เด็กหญิงพิมพ์มาดา คาวรรณ 31 35 4 28 เด็กหญิงพุทธรักษษ เอกสาร 31 34 3 29 เด็กหญิงภัทรนันท์ สิทธิสร 33 36 3 30 เด็กหญิงมโนชา เวปุลานนท์ 33 37 4 31 เด็กหญิงริญรภัสร์ นิธิภัทร์พรปัญญา 32 36 4 32 เด็กหญิงวชิราภรณ์ รัตนะ 35 37 2 33 เด็กหญิงวาสนา คงพุ่ม 23 35 12 34 เด็กหญิงวิลาสินี สระทองรอด 32 35 3
  • 69.
    35 เด็กหญิงอนัณณา โตเจริญ33 36 3 รวม 1046 1220 174 ร้อยละ 74.71 87.14 12.43 ค่าเฉลี่ย(X) 29.89 34.86 4.97 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD) 3.13 1.17 2.85 จากตารางที่ 15 แสดงให้เห็นว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาไทยของกลุ่มตัวอย่าง ทุกคนสูงขึ้นหลังจากการได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ทั้ง 5 ชุด ค่าของผลต่างของคะแนนจากการทดสอบก่อนและหลังได้รับการสอน มีผลต่างคะแนนสู ง มีค่าเท่ากับ 12 และต่าสุด 3 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน ตารางที่ 16 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คะแนนผลต่างเฉลี่ย (D) และค่าสถิติ ( t) ของกลุ่มตัวอย่าง การทดสอบ df ( n-1) คะแนนเต็ม X S.D. D S.D. t Sig.(2-tailed) ก่อนเรียน 35 40 29.89 3.18 4.97 2.90 10.16* 0.0000 หลังเรียน 35 40 34.86 1.19 จ า ก ต า ร า ง ที่ 1 6 แสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาไทยของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการ ท ด ล อ ง แ ต ก ต่ า ง กั น อ ย่ า ง มี นั ย ส า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ ที่ ร ะ ดั บ 0 .0 5 โดยค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก ( X = 34.86 S.D. = 1.19) สูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึก ( X = 29.89 S.D.= 3.18 ) และจากการคานวณพบว่าค่า tที่คานวณได้ ( t = 10.16 ) มีค่ามากกว่าที่สถิติกาหนดไว้( t จากตารางที่ระดับ α.05, df = 34, t = 1.6906) กล่าวคือ คะแนนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไ ทย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ต อ น ที่ 3 ผ ล ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง นั ก เ รี ย น ที่มีต่อแบบฝึ กเสริ มทักษะ การอ่าน ภ าษ าไท ย สาห รับ นักเรียน ชั้น มัธยมศึกษ าปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ผลการวิเคราะห์ดังแสดงในตารางที่ 17
  • 70.
    ตารางที่17 แสดงผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ข้อรายการประเมิน ระดับคะแนนความพึงพอใจ X S.D. ระดับ 1. ความน่าสนใจของแบบฝึกเสริมทักษะ 4.94 0.23 ดีมาก 2. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร 4.86 0.35 ดีมาก 3. ความเหมาะสมของภาพประกอบ 4.91 0.28 ดีมาก 4. เนื้อหาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียน 4.80 0.40 ดีมาก 5. กิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน 4.83 0.38 ดีมาก 6. ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา 4.83 0.38 ดีมาก 7. การใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยผู้เรียน 4.89 0.32 ดีมาก 8. ความรู้ ความเข้าใจสามารถนาไปใช้ในชีวิต ประจาวันหรือในสังคมได้ 4.86 0.35 ดีมาก 9. ช่วยส่งเสริมหรือพัฒนาการทางสติปัญญาผู้เรียน 4.80 0.40 ดีมาก 10. ความสะดวกในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 4.91 0.28 ดีมาก 11. ความเหมาะสมของขนาดรูปเล่ม 4.80 0.40 ดีมาก 12. ความทนทานของแบบฝึกเสริมทักษะ 4.91 0.28 ดีมาก รวมเฉลี่ย 4.86 0.33 ดีมาก จ า ก ต า ร า ง ที่ 1 7 การประมวลผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ความน่าสนใจของแบบฝึก เสริมทักษะ( X = 4.94 S.D. = 0.23) ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร ( X = 4.86S.D.= 0.35) ความเหมาะสมของภาพประกอบ( X = 4.91 S.D.= 0.28) เนื้ อหาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียน ( X = 4.80 S.D.= 0.40) กิจกรรมส่งเสริ ม
  • 71.
    ให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ( X= 4.83 S.D.= 0.38) ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา ( X = 4.83 S.D. = 0.38) ก า ร ใ ช้ ภ า ษ า เห ม าะ ส ม กับ วัย ข อ ง ผู้ เรี ย น ( X = 4.89 S.D. = 0.32) ค ว า ม รู้ ค ว า ม เข้ า ใ จ ส าม า ร ถ น า ไ ป ใ ช้ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ า วัน ไ ด้ ( X = 4.86 S.D. = 0.35 ) ช่ ว ย ส่ ง เ ส ริ ม ห รื อ พั ฒ น า ส ติ ปั ญ ญ า ข อ ง ผู้ เ รี ย น ( X = 4.80 S.D. = 0.40)ความสะดวกในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ( X = 4.91S.D.= 0.28) ความเหมาะสมของขนาดรูปเล่ม ( X = 4.80 S.D. = 0.40) ค วามท น ท าน ข อ ง แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทัก ษ ะ ( X = 4.91 S.D. = 0.28) ค่าประเมินอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ บทที่ 5 สรุป อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ รายงานผลการสร้างและพัฒนาแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จัง ห วัด ก าญ จน บุ รี เป็ น ง าน ก าร ศึ ก ษ าค้ น ค ว้าเชิ ง ท ด ล อ ง ( Experimental Research) แบบแผนการศึกษาค้นคว้า แบบ (ExperimentalGroupPretest PosttestDesign) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนา แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ใ ห้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ต า ม เ ก ณ ฑ์ 8 0 / 8 0 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษ าไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการใช้แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่าน ภาษาไทย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จานวน 80 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จานวน 1 ห้องเรียนจานวน35 ค น ซึ่ ง ไ ด้ ม าจ าก ก าร สุ่ ม อ ย่ าง ง่ าย (SimpleRandomSampling) ด้ ว ยวิ ธี ก าร จั บ ส ล า ก สาหรับตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ตัวแปรต้น ได้แก่การสอนโดยใช้สื่อแบบฝึกเสริมทักษะ การอ่าน ภ าษ าไท ย ที่ ผู้ รายง าน ได้ พั ฒ น าก ารส ร้ าง แล ะ ใ ช้ ตั วแ ป รต าม ได้ แ ก่ ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ข อ ง นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 ก่อ น แ ล ะ ห ลั ง ก า ร ใ ช้ แ บ บ ฝึ ก เ ส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย แ ล ะ ค ว าม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง นั ก เ รี ย น ที่ มีต่อ แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ ก า ร อ่า น ภ า ษ าไ ท ย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้รายงานได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่
  • 72.
    แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 24แผน แบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยสาหรับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 2 ที่ ผู้รายง าน ส ร้าง ขึ้ น จาน วน 5 ชุด มีประ สิ ทธิ ภ าพ 80.17/87.14 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาไทย เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่าย( p)ระหว่าง 0.20-0.80 มีค่าอานาจจาแนก (r) ระหว่าง 0.20ขึ้นไปมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ0.81 และแบบสอบถามความพึงพอใจ จานวน 12ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ใช้สูตร E1/E2 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้หาค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ ความก้าวห น้ าและ เป รียบเทียบความแตกต่าง โดยใช้สถิติการทดสอบ t-test แบบ dependent สามารถสรุปผลการศึกษาค้นคว้าได้ดังนี้ สรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำ การศึกษาค้น คว้าเรื่ อง การสร้าง และ ใช้แบบฝึ กเสริ มทักษะ การอ่าน ภ าษาไท ย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สรุปผลการศึกษาค้นคว้าได้ดังนี้ 1. จากผ ลก ารห าป ระ สิ ท ธิ ภ าพ ขอ ง แบ บ ฝึ กเส ริ มทัก ษะ การอ่าน ภ าษ าไท ย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่พัฒนาขึ้น พบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กาหนดไว้หมายความว่า เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย ที่ส ร้างขึ้ น แ ล้ว สามารถ ท าแบ บท ดส อบระ ห ว่าง ฝึ กได้ถูกต้อ ง เฉ ลี่ยร้อยละ 80.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวแรก และนักเรียนทาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาไทย หลังจากทดลองใช้แบบฝึ ก ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 87.14 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวหลัง แสดงว่าแบบฝึกที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด และเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลการศึกษาปรากฏว่านักเรียนจานวน 35 คน มีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาไทยสูงขึ้น จากการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ข อ ง นั ก เ รี ย น ห ลั ง เ รี ย น ด้ ว ย แ บ บ ฝึ ก เ ส ริ ม ทั ก ษ ะ ก า ร อ่ า น ภ า ษ า ไ ท ย โดยค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก( X = 34.86 S.D. = 1.17 ) สูงกว่าก่อนเรียน ด้วยแบบฝึก( X = 29.89S.D.= 3.13) และจากการคานวณพบว่าค่า t ที่คานวณได้(t = 10.16*) มีค่ามากกว่าค่าสถิติที่กาหนดไว้(tจากตารางที่ระดับ α .05, df = 34 t = 1.6906) กล่าวคือ คะแนนหลังการเรียนด้วยแบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • 73.
    3. ผลการประมวลและวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไ ท ยส าห รั บ นั ก เรี ยน ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ าปี ที่ 2 พ บ ว่า ข้อ ที่ ได้ค ะ แ น น เฉ ลี่ ย สู ง สุ ด คือความน่าสนใจของแบบฝึกเสริมทักษะ X = 4.94 S.D.= 0.23ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษรX = 4.86 S.D. = 0.35 ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม ข อ ง ภ า พ ป ร ะ ก อ บ X = 4.91 S.D.= 0.28 เนื้อหาส่งเสริมความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน X =4.80 S.D.=0.40 กิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน X = 4.83 S.D.= 0.38ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา X = 4.83 S.D.= 0.38การใช้ภาษาเหมาะสม กั บ วั ย ข อ ง ผู้ เ รี ย น X = 4.89 S.D. = 0.32 ความรู้ความเข้าใจสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน หรือใน สังคมได้ X = 4.86 S.D. = 0.35 ช่วยส่งเสริมหรือพัฒน าการทางสติปัญญาของผู้เรียน X = 4.80 S.D.= 0.40 ความสะดวกในการใช้ แบบฝึ กเสริ มทักษะ X = 4.91 S.D.= 0.28 ความเห มาะ สมของขน าดรูป เล่ม X = 4.80 S.D.= 0.40 ความทน ทาน ของแบบฝึ กเสริ มทักษะ X = 4.91S.D.= 0.28ค่าป ระ เมิน อยู่ใน ระ ดับมากที่สุ ด และสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดและเป็นไปตามเกณฑ์สมมติฐานที่ตั้งไว้ อภิปรำยผล จากผลการศึกษาค้นคว้าเรื่อง การพัฒนาการสร้างและใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ครั้งนี้พบว่า 1. จาก ผล การศึก ษ าค้น ค ว้า พ บ ว่า แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทักษ ะ การอ่าน ภ าษ าไท ย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภ อท่าม่วง จัง ห วัดกาญ จน บุ รี ที่ ผู้รายง าน ส ร้างขึ้ น มีประ สิ ทธิ ภ าพ 80.17/87.14 ซึ่ ง สู ง ก ว่า เ ก ณ ฑ์ ม า ต ร ฐ า น 8 0 / 8 0 ที่ ก า ห น ด ไ ว้ ทั้ ง นี้ เ พ ร า ะ แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยที่สร้างขึ้นอย่างเป็นระบบซึ่งมีการวางแผนดาเนินการสร้าง แก้ไข ปรับปรุง โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้ อหา และ ผู้เชี่ยวชาญด้าน สื่ อแบบฝึ กให้ผู้เชี่ยวช าญทั้ง สองด้านประเมินคุณภาพของแบบฝึ ก พบว่า ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าเฉลี่ย X =4.81 แ ล ะ น า ข้ อ เ ส น อ แ น ะ ข อ ง ผู้ เชี่ ย ว ช าญ ไ ป ป รั บ ป รุ ง แ ก้ไ ข อี ก ค รั้ ง จ า ก นั้ น น าไปทดลองห าประสิ ทธิ ภ าพ ของแบบฝึ กครั้ งที่ 1 เพื่อห าประ สิ ทธิภ าพ ของแบบฝึ ก โดยการเก็บคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน ในขั้นทดลองรายบุคคล จานวน 3 คน มีประสิทธิภาพ 74.50/78.33ปัญหาที่พบจากการทดลองในครั้งนี้ คือ คาชี้แจงไม่ชัดเจน เข้าใจยาก แบบฝึ กบางตอน ยาก เนื้ อหามากเกิน ไป น าข้อบกพ ร่องมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะ สม โ ด ย ป รั บ ค า ชี้ แ จ ง ใ ห้ ชั ด เ จ น เ ข้ า ใ จ ง่ า ย แ บ บ ฝึ ก ป รั บ เนื้ อ ห าส่ว น ที่ ย าก แ ล ะ ป รั บ เป ลี่ ย น เนื้ อ ห าใ ห้ เห มาะ ส มกับ เวล า
  • 74.
    จากนั้นนาแบบฝึกไปทดลองหาประสิทธิภาพครั้งที่ 2 ขั้นการทดลองกลุ่มย่อย9 คน มีประสิทธิภาพ 80.06/85.83 จ า ก ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ สั ง เ ก ต ขั้ น ก า ร ท ด ล อ ง ก ลุ่ ม ย่ อ ย ปัญหาที่พบคือกิจกรรมของแบบฝึกมากเกินไป และได้ปรับกิจกรรมบางตอนให้เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลา แล้ วน าไป ใช้ ใน การทดลองกับ กลุ่มตัว อ ย่า ง คื อ นั ก เรี ยน ชั้ น มัธ ย ม ศึ ก ษ าปี ที่ 2 โรง เรี ยน เฉ ลิ มพ ระ เกียรติ ส มเด็ จ พ ร ะ ศรี น ค ริ น ท ร์ กาญ จน บุ รี จาน วน 35 ค น พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย มีประสิทธิภาพ 80.17/87.14 สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ ซึ่งสอดคล้อง กับผลการวิจัยของ กิตติยา รัศมีแจ่ม (2549 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ การอ่านเชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์รายวันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึ กทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์รายง าน มีความสามารถ ทางการอ่านก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ดัง นั้ น แ บ บ ฝึ ก เสริ มทักษะการอ่าน ภ าษาไทย ส าห รับนั กเรี ยน ชั้ น มัธยมศึ กษาปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่พัฒ น าขึ้ น เป็ น น วัตกรรมที่ผู้เรี ยน สามารถเรียน ได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล มี ก า ร จั ด ล า ดั บ เ นื้ อ ห า เ ป็ น ล า ดั บ ขั้ น ต อ น ย่ อ ย ๆ ใ น รู ป แบ บ ขอ ง ก รอ บ ก ารเรี ยน รู้แ น ว คิด ข อง การส ร้ าง แบ บ ฝึ ก ค วรยึด ห ลัก ก าร ทฤ ษ ฎี ใ น ก าร สร้ าง แ บ บ ฝึ ก เพื่ อใ ห้ การส ร้าง นั้ น ถู ก ต้อ ง ตามขั้ น ต อน เป็ น ระ บ บ สามารถตรวจสอบและนาข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไข สอดคล้องกับแนวคิดของ (วิวัฒน์ ประสานสุข 2551:40) เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน เป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทาย (กรรณิการ์ พลยุทธ 2541:36) 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปรากฏว่านักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่ านภาษาไทย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้อง กับผลการศึกษาของ สุนีรัตน์ บ ด สั น เ ที ย ะ ( 2 5 4 8 : บ ท คั ด ย่ อ ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สอนโดยใช้แบบฝึกทักษะกับการสอนโดยการฝึกทักษะตามคู่มือครู พบว่า แบบฝึ กทักษะความสามารถในการอ่านออกเสียงคาควบกล้า ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้ มีค่าประสิ ทธิภ าพจากการทดลองแบบรายบุคคล เท่ากับ 71.94/82.71 มีค่าประสิ ทธิภ าพ จากการทดลองแบบกลุ่มเล็ก เท่ากับ84.05/92.59และมีค่าประสิทธิภาพจากการทดลองภาคสนามเท่ากับ 86.93/85.53ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ80/80และสอดคล้องกับผลงานวิจัย ของจิรเดช เหมือนสมาน ( 2551 : บทคัดย่อ)ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดฝึ กทักษะการคิดวิเคราะห์ จากสื่อสิ่งพิมพ์ ส า ห รั บ นั ก เรี ย น ชั้ น มัธ ยม ศึ ก ษ าปี ที่ 3 พ บ ว่า ชุ ด ฝึ ก ทั ก ษ ะ ก าร คิ ด วิเ ค ร าะ ห์
  • 75.
    จากสื่อสิ่งพิมพ์มีประสิทธิภาพ83.3/85.50นักเรียนที่เรียน ด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ จากสื่อสิ่งพิมพ์ มีความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์หลังการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ จากสื่อ สิ่งพิมพ์ สู ง ก ว่า ก่อ น เ รี ย น อ ย่า ง มี นั ย ส าคั ญ ท า ง ส ถิ ติ ที่ ร ะ ดั บ .0 1 ดั ง นั้ น ก า ร เ รี ย น ด้วยแบ บฝึ กเส ริม ทักษ ะ การอ่าน ภ าษ าไท ย ส าห รับ นั กเรี ยน ชั้ น มัธ ยมศึก ษาปี ที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี จึงเป็นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนให้มีผลการเรียนรู้ด้านการอ่านสูงขึ้น 3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึ กเสริมทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ได้ค่าเฉลี่ย X = 4.86ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D.= 0.33 เมื่อนามาเทียบเกณฑ์ค่าเฉลี่ยในช่วง 4.00-4.50 ค่าประเมินอยู่ในระดับมาก เป็ นไปตามเกณฑ์ ที่ตั้งสมมติฐานไว้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาค้น คว้า สมถวิล มธิศิริกุล (2549:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสระแคน ส านั ก ง าน เ ข ต พื้ น ที่ ก าร ศึ ก ษ าม ห าส าร ค าม เข ต 2 พ บ ว่า นั ก เ รี ย น มีค ว า ม พึงพ อใจต่อการพัฒน ากิจกรรมการเรียน รู้เรื่องกลอน สุภ าพ โดยใช้แบบฝึ กเสริมทักษะ และกระบวนการกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน อยู่ในระดับมากที่สุด จากผลการศึกษาค้นคว้าใน ครั้งนี้ ผู้รายงาน มีแน วคิดที่จะเสน อแนะแก่ผู้เกี่ยวข้อง กับ การเรี ยน การส อน กลุ่มส าระ การเรี ยน รู้ภ าษ าไท ย ระ ดับชั้ น มัธยมศึก ษาปี ที่ 2 และผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าในครั้งต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในกำรนำไปใช้ 1.1 แบ บฝึ กเส ริมทักษ ะ การอ่าน ภ าษ าไทย กลุ่มส าระ การเรี ยน รู้ภ าษาไท ย มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ จ ะ ท า ใ ห้ ผู้ เ รี ย น มี ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ท า ง ก า ร เ รี ย น ที่ สู ง ขึ้ น ตอบสน องต่อการพัฒน าศักยภาพ ของผู้เรียน ใ ห้ผู้เรียน ได้เกิดความรู้ ได้ประสบการณ์ สามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้ 1.2 ก าร จัด กิจ ก รร ม ก าร เรี ย น รู้ ก าร ส อ น ที่ ใ ช้ แ บ บ ฝึ ก เส ริ มทั ก ษ ะ ผู้สอนจะต้องอธิบายให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึง บทบาท และวิธีการเรียน หลักการและขั้นตอนในการเรียน เพื่อ ให้เกิดความสาเร็จในการเรียน 1.3 ควรมีการทบทวนความรู้โดยผู้เรียนศึกษาแบบฝึกทักษะในชั่วโมงซ่อมเสริม
  • 76.
    2. ข้อเสนอแนะในครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการสร้างแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ 2 . 2 ควรมีการบูรณาการจัดกิจกรรมการเรี ยน รู้ด้วยแบบฝึ กเสริมทักษะ กลุ่มสาระภาษาไทยกับเนื้อหาสาระอื่นๆ ประกอบด้วย ประวัติผู้รำยงำน ชื่อ นำงสำวมำรินทร์ จำนแก้ว วัน เดือน ปีเกิด 4 กันยำยน 2510 ที่อยู่ปัจจุบัน 80 หมู่ 1ตำบลท่ำล้อ อำเภอท่ำม่วง จังหวัดกำญจนบุรี 71000 ตำแหน่ง ครู อันดับคศ.3 วิทยฐำนะ ครูชำนำญกำรพิเศษ ตำแหน่งเลขที่1418 ขั้น 35,800 บำท
  • 77.
    อำยุรำชกำร 20 ปี ที่ทำงำนปัจจุบันครูผู้สอนกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กำญจนบุรี อำเภอท่ำม่วง จังหวัดกำญจนบุรี ประวัติกำรศึกษำ ครุศำสตร์บัณฑิต สถำบันรำชภัฎนครศรีธรรมรำช วิชำเอกภำษำไทย วิชำโทประวัติศำสตร์ (ต.บ.) ศึกษำศำสตร์มหำบัณฑิต มหำวิทยำลัยรำมคำแหง สำขำหลักสูตรและกำรสอน (ศษ.ม.) ผลงำนดีเด่น ครูต้นแบบปฏิรูปกำรเรียนรู้ กลุ่มสำระภำษำไทย สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำกำญจนบุรี เขต 1 ครูดีในดวงใจปี 2557 หนึ่งแสนครูดี สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำเขต 8