Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
patcharee0501
12,308 views
บทที่ 2 ภาษาไทย
Education
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 67 times
1
/ 45
2
/ 45
3
/ 45
4
/ 45
5
/ 45
6
/ 45
7
/ 45
8
/ 45
9
/ 45
10
/ 45
11
/ 45
12
/ 45
13
/ 45
14
/ 45
15
/ 45
16
/ 45
17
/ 45
18
/ 45
19
/ 45
20
/ 45
21
/ 45
22
/ 45
23
/ 45
24
/ 45
25
/ 45
26
/ 45
27
/ 45
28
/ 45
29
/ 45
30
/ 45
31
/ 45
32
/ 45
33
/ 45
34
/ 45
35
/ 45
36
/ 45
37
/ 45
38
/ 45
39
/ 45
40
/ 45
41
/ 45
42
/ 45
43
/ 45
44
/ 45
45
/ 45
More Related Content
PDF
โครงสร้างคณิตศาสตร์ พื้นฐาน ม.ต้น
by
Inmylove Nupad
PDF
การบวกและการลบเศษส่วนของพหุนาม
by
kroojaja
PPTX
โครงงานน้ำยาล้างจาน
by
Jaturaphun Boontom
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้ ป.4-6 หน่วย 6+494+dltvsocp6+T2 p4 6-u06-soc
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
โครงร่างโครงงาน กรุความรู้...สังคมศึกษา
by
Panupong Srimuang
PDF
กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์
by
พัน พัน
PDF
วิจัยในชั้นเรียนไม่ส่งการบ้าน
by
thkitiya
PDF
รายวิชาสังคมศึกษาพื้นฐาน รหัสวิชา ส 21101
by
spk906
โครงสร้างคณิตศาสตร์ พื้นฐาน ม.ต้น
by
Inmylove Nupad
การบวกและการลบเศษส่วนของพหุนาม
by
kroojaja
โครงงานน้ำยาล้างจาน
by
Jaturaphun Boontom
แผนการจัดการเรียนรู้ ป.4-6 หน่วย 6+494+dltvsocp6+T2 p4 6-u06-soc
by
Prachoom Rangkasikorn
โครงร่างโครงงาน กรุความรู้...สังคมศึกษา
by
Panupong Srimuang
กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์
by
พัน พัน
วิจัยในชั้นเรียนไม่ส่งการบ้าน
by
thkitiya
รายวิชาสังคมศึกษาพื้นฐาน รหัสวิชา ส 21101
by
spk906
What's hot
PDF
ใบความรู้ สรุปพระพุทธประวัติ ป.3+448+dltvsocp3+54soc p03f 18-4page
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
โครงงานกล่องแฟนซีรีไซเคิล (Recycle Fancy Box)
by
Prapatsorn Chaihuay
PDF
คู่มือพระวิทยากรค่ายคุณธรรม ฉบับสมบูรณ์
by
niralai
PDF
กำหนดการสอนชั้นอนุบาลปีที่ 2
by
krusupap
PDF
ตัวอย่างหนังสือประกาศ
by
WoodyThailand
PDF
ขออนุญาตให้บุคลากรในสังกัดเข้าร่วมเป็นคณะทำงานในการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ...
by
chaiwat vichianchai
PDF
แบบประเมินโครงการแสดงความยินดี
by
maethaya
PDF
ใบงานการร้องเพลง ม.1
by
จิตติวิทย์ พิทักษ์
PDF
หนังสือคู่มือมัคนายกน้อย ... ครูชิตชัย อุ่นอกพันธ์
by
ครูสุวีร์ดา ริจนา
PDF
นาฏยศัพท์ ภาษาท่า ม.1 ปี 2557
by
Panomporn Chinchana
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
DOC
แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมต่อต้านยาไอซ์ในโรงเรียน
by
Kruthai Kidsdee
PDF
การจัดหมู่
by
supamit jandeewong
PPTX
ศึกษารายการณี
by
Sunisa199444
PDF
142968777910465
by
YingZaa TK
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
PDF
2บันทึกรายงานผลการเข้าร่วม
by
krupornpana55
DOC
แบบฟอร์มบันทึกการรายงานผลการดำเนินโครงการ
by
Kittiphat Chitsawang
PDF
ใบงานที่ 2 สุข
by
tassanee chaicharoen
PDF
ชุดข้อสอบแยกตามตัวชี้วัด หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
ใบความรู้ สรุปพระพุทธประวัติ ป.3+448+dltvsocp3+54soc p03f 18-4page
by
Prachoom Rangkasikorn
โครงงานกล่องแฟนซีรีไซเคิล (Recycle Fancy Box)
by
Prapatsorn Chaihuay
คู่มือพระวิทยากรค่ายคุณธรรม ฉบับสมบูรณ์
by
niralai
กำหนดการสอนชั้นอนุบาลปีที่ 2
by
krusupap
ตัวอย่างหนังสือประกาศ
by
WoodyThailand
ขออนุญาตให้บุคลากรในสังกัดเข้าร่วมเป็นคณะทำงานในการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ...
by
chaiwat vichianchai
แบบประเมินโครงการแสดงความยินดี
by
maethaya
ใบงานการร้องเพลง ม.1
by
จิตติวิทย์ พิทักษ์
หนังสือคู่มือมัคนายกน้อย ... ครูชิตชัย อุ่นอกพันธ์
by
ครูสุวีร์ดา ริจนา
นาฏยศัพท์ ภาษาท่า ม.1 ปี 2557
by
Panomporn Chinchana
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมต่อต้านยาไอซ์ในโรงเรียน
by
Kruthai Kidsdee
การจัดหมู่
by
supamit jandeewong
ศึกษารายการณี
by
Sunisa199444
142968777910465
by
YingZaa TK
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
2บันทึกรายงานผลการเข้าร่วม
by
krupornpana55
แบบฟอร์มบันทึกการรายงานผลการดำเนินโครงการ
by
Kittiphat Chitsawang
ใบงานที่ 2 สุข
by
tassanee chaicharoen
ชุดข้อสอบแยกตามตัวชี้วัด หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
Similar to บทที่ 2 ภาษาไทย
PDF
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระภาษาไทย
by
patcharee0501
PDF
การจัดกิจ..
by
patcharee0501
PDF
หลักสูตรกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ปรับปรุง ม.ต้น
by
Aon Narinchoti
PDF
ร่างหลักสูตรสถานศึกษา เนื้อหาโรงเรียน
by
Nattayaporn Dokbua
PDF
แนวทาง Tok
by
อัครเดช โพธิญาณ์
PDF
วิสัยทัศน์
by
nang_phy29
PDF
การใช้หลักสูตรแกนกลาง
by
guest6e231b
PDF
แนวทางการใช้หลักสูตรแกนกลาง
by
kruthai40
PDF
บทที่ 2 คณิตฯ
by
supanyasaengpet
PDF
B2
by
Tum Suphachai
PDF
หลักสูตรแกนกลาง
by
วุฒิภัทร แก้วกลึงกลม
PDF
ผลการใช้การศึกษากรณีตัวอย่างต่อความรับผิดชอบ
by
05102500
PDF
ผลการใช้การศึกษากรณีตัวอย่างต่อความรับผิดชอบ
by
05102500
PDF
หลักสูตร
by
กลุ่มงาน วิชาการ
PDF
Botkwam
by
ว่าที่ร้อยตรีหญิงอโนทัย รัตนไทย
PDF
Botkwam
by
ว่าที่ร้อยตรีหญิงอโนทัย รัตนไทย
PDF
Botkwam
by
ว่าที่ร้อยตรีหญิงอโนทัย รัตนไทย
DOC
3โครงสร้าง ม ต้น
by
sasiton sangangam
PDF
การขับเคลื่อนโรงเรียนนนทรีวิทยา สู่ระบบโรงเรียนมาตรฐานสากล โดย ครูกอบวิทย์ พิ...
by
Kobwit Piriyawat
PDF
บทความบทที่ 2 คณิตศาสตร์
by
supanyasaengpet
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระภาษาไทย
by
patcharee0501
การจัดกิจ..
by
patcharee0501
หลักสูตรกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ปรับปรุง ม.ต้น
by
Aon Narinchoti
ร่างหลักสูตรสถานศึกษา เนื้อหาโรงเรียน
by
Nattayaporn Dokbua
แนวทาง Tok
by
อัครเดช โพธิญาณ์
วิสัยทัศน์
by
nang_phy29
การใช้หลักสูตรแกนกลาง
by
guest6e231b
แนวทางการใช้หลักสูตรแกนกลาง
by
kruthai40
บทที่ 2 คณิตฯ
by
supanyasaengpet
B2
by
Tum Suphachai
หลักสูตรแกนกลาง
by
วุฒิภัทร แก้วกลึงกลม
ผลการใช้การศึกษากรณีตัวอย่างต่อความรับผิดชอบ
by
05102500
ผลการใช้การศึกษากรณีตัวอย่างต่อความรับผิดชอบ
by
05102500
หลักสูตร
by
กลุ่มงาน วิชาการ
Botkwam
by
ว่าที่ร้อยตรีหญิงอโนทัย รัตนไทย
Botkwam
by
ว่าที่ร้อยตรีหญิงอโนทัย รัตนไทย
Botkwam
by
ว่าที่ร้อยตรีหญิงอโนทัย รัตนไทย
3โครงสร้าง ม ต้น
by
sasiton sangangam
การขับเคลื่อนโรงเรียนนนทรีวิทยา สู่ระบบโรงเรียนมาตรฐานสากล โดย ครูกอบวิทย์ พิ...
by
Kobwit Piriyawat
บทความบทที่ 2 คณิตศาสตร์
by
supanyasaengpet
บทที่ 2 ภาษาไทย
1.
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง ่ ในการดาเนินการพฒนาแบบฝึกเสริมทกษะ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย เรื่ อง การประสมคํา ํ ั ั ดวยสระ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ไดศึกษาเอกสารและผลงานวิจยที่เกี่ยวข้องกับการจัดทําแบบฝึ กเสริ ม ้ ้ ั ทกษะ คร้ ังน้ ี คือ ั 1. เอกสารที่เกี่ยวกับหลกสูตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตร ั ้ แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. เอกสารที่เกี่ยวกับแบบฝึ กเสริมทกษะ ั 3. จิตวิทยาการเรี ยนรู ้ 4. การหาประสิ ทธิภาพแบบฝึ กเสริมทกษะ ั 5. การหาดัชนีประสิ ทธิผลแบบฝึ กเสริมทกษะ ั 6. งานวิจยที่เกี่ยวของ ั ้ เอกสารทีเ่ กียวกับหลักสู ตรโรงเรียนบ้ านดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสู ตรแกนกลาง ่ การศึกษาข้ันพนฐาน พุทธศักราช 2551 ื้ 1. หลักสู ตรโรงเรียนบ้ านดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสู ตรแกนกลางการศึกษา ข้นพนฐาน พุทธศักราช 2551 ั ื้ ้ ้ ํ โรงเรียนบานดอนกลอย (2553: 4-6) ไดกาหนดหลกสูตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย ั ้ พุทธศักราช 2553 ตามหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีหลกการ จุดหมาย ั สมรรถนะของผูเ้ รี ยน คุณลกษณะอนพงประสงค์ และโครงสร้างหลักสูตร สรุ ปสาระสําคัญได้ดงนี้ ั ั ึ ั 1.1 หลกการ ั หลักสู ตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ้ ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีหลักการที่สาคัญ ดังนี้ ํ 1.1.1 เป็ นหลักสู ตรการศึกษาเพื่อความเป็ นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรี ยนรู ้เป็ นเป้ าหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู ้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน พื้นฐานของความเป็ นไทยควบคู่กบความเป็ นสากล ั
2.
11
1.1.2 เป็ นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาค และมีคุณภาพ 1.1.3 เป็นหลกสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ใหสงคมมีส่วนร่วมในการจด ั ํ ้ ั ั การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของทองถิ่น ้ ื ุ่ ั ้ 1.1.4 เป็นหลกสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยดหยนท้ งดานสาระการเรียนรู้ เวลาและ ั การจดการเรียนรู้ ั 1.1.5 เป็นหลกสูตรการศึกษาที่เนนผเู ้ รียนเป็นสาคญ ั ้ ํ ั 1.1.6 เป็ นหลักสู ตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้ าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรี ยนรู ้ และประสบการณ์ 1.2 จุดหมาย หลักสู ตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ้ ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนให้เป็ นคนดี มีปัญญา มีความสุ ข มีศกยภาพใน ั การศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกําหนดเป็ นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผูเ้ รี ยน เมื่อจบการศึกษาตาม หลกสูตร ดังนี้ ั 1.2.1 มีคุณธรรม จริ ยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวนยและ ิ ั ปฏิบติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรื อศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ ั พอเพียง 1.2.3 มีความรู ้ ความสามารถในการสื่ อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทกษะชีวิต ั 1.2.4 มีสุขภาพกายและสุ ขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสย และรักการออกกําลังกาย ั 1.2.5 มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดมนในวิถีชีวต ึ ั่ ิ และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ นประมุข ์ 1.2.6 มีจิตสํานึกในการอนุรักษวฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษและพฒนา ์ั ์ ั สิ่ งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ่ งที่ดีงามในสังคม และอยูร่วมกนในสงคม ่ ั ั อย่างมีความสุ ข 1.3 สมรรถนะสําคัญของผูเ้ รี ยน หลักสู ตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย พทธศกราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ้ ุ ั ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งใหผเู ้ รียนเกิดสมรรถนะสาคญ 5 ประการ ดังนี้ ้ ํ ั 1.3.1 ความสามารถในการสื่ อสาร เป็ นความสามารถในการรับและส่ งสาร มี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู ้ความเข้าใจ ความรู ้สึก และทัศนะของตนเองเพือ ่ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อนจะเป็ นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม ั รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรื อไม่รับข้อมูล
3.
12 ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่ อสาร
ที่มีประสิ ทธิภาพโดย คานึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม ํ 1.3.2 ความสามารถในการคิด เป็ นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวจารณญาณ และการคิดเป็ นระบบ เพื่อนําไปสู่การสร้างองค์ ิ ความรู ้หรื อสารสนเทศเพื่อการตัดสิ นใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 1.3.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็ นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เขาใจความสมพนธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู ้ ประยุกต์ ้ ั ั ั ้ ความรู้มาใชในการป้องกนและแกไขปัญหา และมีการตัดสิ นใจที่มีประสิ ทธิภาพโดยคํานึงถึง ้ ผลกระทบที่เกิดข้ ึนต่อตนเอง สงคมและสิ่งแวดลอม ั ้ 1.3.4 ความสามารถในการใช้ทกษะชีวิต เป็ นความสามารถในการนํากระบวนการต่าง ๆ ั ไปใชในการดาเนินชีวิตประจาวน การเรียนรู้ดวยตนเอง การเรียนรู ้อย่างต่อเนื่อง การทํางาน และการ ้ ํ ํ ั ้ อยูร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสมพนธ์อนดีระหวางบุคคล การจดการปัญหาและความ ่ ั ั ั ่ ั ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทนกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม ั และการรู ้จกหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผอื่น ั ู้ 1.3.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดานต่าง ๆ และมีทกษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพฒนาตนเองและสงคม ในดาน ี ้ ั ั ั ้ การเรี ยนรู ้ การสื่ อสาร การทํางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม 1.4 คุณลกษณะอนพึงประสงค์ ั ั หลักสู ตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ้ ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อใหสามารถอยู่ ้ ร่ วมกับผูอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุ ข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ ้ 1.4.1 รักชาติ ศาสน์ กษตริย ์ ั 1.4.2 ซื่อสัตย์สุจริ ต 1.4.3 มีวินย ั 1.4.4 ใฝ่เรียนรู้ ่ 1.4.5 อยูอย่างพอเพียง 1.4.6 มุ่งมันในการทํางาน ่ 1.4.7 รักความเป็นไทย 1.4.8 มีจิตสาธารณะ 1.4.9 มีความกตัญ�ู
4.
13
1.4.10 มีความรับผิดชอบ 1.5 โครงสร้างหลักสู ตร หลักสู ตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ้ ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กําหนดโครงสร้างหลักสูตร และเวลาเรียน ดังตาราง 1 ตาราง 1 โครงสร้างเวลาเรี ยนของหลักสูตรโรงเรี ยนบานดอนกลอย : โครงสร้างเวลาเรี ยนระดับ ้ ประถมศึกษา เวลาเรี ยนระดับประถมศึกษา กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้/กิจกรรม ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 240 240 240 160 160 160 คณิ ตศาสตร์ 200 200 200 160 160 160 วิทยาศาสตร์ 80 80 80 80 80 80 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 120 120 120 120 120 120 • ประวัติศาสตร์ (40) (40) (40) (40) (40) (40) • ศาสนา ศีลธรรม จริ ยธรรม • หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และ การดาเนินชีวตในสงคม ํ ิ ั (80) (80) (80) (80) (80) (80) • เศรษฐศาสตร์ • ภูมิศาสตร์ สุขศึกษาและพลศึกษา 80 80 80 80 80 80 ศิลปะ 80 80 80 80 80 80 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 40 40 40 80 80 80 ภาษาต่างประเทศ 40 40 40 80 80 80 รวมเวลาเรี ยน(พื้นฐาน) 880 880 880 840 840 840
5.
14 ตาราง 1 (ต่อ)
เวลาเรี ยนระดับประถมศึกษา กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้/กิจกรรม ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รายวชา/กจกรรม ทีสถานศึกษาจัดเพิมเติม ิ ิ ่ ่ - - - 40 40 40 ตามความพร้ อมและจุดเน้ น กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมแนะแนว 40 40 40 40 40 40 กิจกรรมนกเรียน ั ลูกเสือ/เนตรนารี 40 40 40 40 40 40 ชุมนุม 30 30 30 30 30 30 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ 10 10 10 10 10 10 รวมเวลากิจกรรมพัฒนาผูเ้ รี ยน 120 120 120 120 120 120 รวมเวลาทั้งหมด 1,000 ชั่วโมง 1,000 ชั่วโมง (ที่มา : โรงเรียนบานดอนกลอย, 2553: 7-8) ้ 2. หลักสู ตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนบานดอนกลอย (2553: 16) ไดกาหนดหลกสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ้ ้ ํ ั ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ดังนี้ 2.1 การอ่าน ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู ้และความคิด เพื่อนําไปใช้ตดสิ นใจ ั แกปัญหาในการดาเนินชีวิต และมีนิสยรักการอ่าน ้ ํ ั 2.1.1 อ่านออกเสี ยงคํา คําคล้องจองและข้อความสั้นๆ 2.1.2 บอกความหมายของคํา และข้อความที่อ่าน 2.1.3 ตอบคําถามเกี่ยวกับเรื่ องที่อ่าน 2.1.4 เล่าเรื่ องย่อจากเรื่ องที่อ่าน 2.1.5 คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน 2.1.6 อ่านหนังสื อตามความสนใจอย่างสมํ่าเสมอและนําเสนอเรื่ องที่อ่าน
6.
15
2.1.7 บอกความหมายของเครื่ องหมายหรื อสัญลักษณ์สาคัญที่มกพบเห็นใน ํ ั ชีวิตประจําวัน 2.1.8 มีมารยาทในการอ่าน ่ 2.2 การเขียน ใชกระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอความ และเขียน ้ เรื่ องราวในรู ปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิ ทธิภาพ 2.2.1 คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด 2.2.2 เขียนสื่ อสารด้วยคําและประโยคง่ายๆ 2.2.3 มีมารยาทในการเขียน 2.3 การฟังและการพูด สามารถฟังและดูอย่างมีวจารณญาณ และพูดแสดงความรู ้ ความคิด ิ และความรู ้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ 2.3.1 ฟังคําแนะนํา คําสังง่ายๆ และปฏิบติตาม ่ ั 2.3.2 ตอบคําถามและเล่าเรื่ องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้และบนเทิง ั 2.3.3 พูดแสดงความคิดเห็นและความรู ้สึกจากเรื่ องที่ฟังและดู 2.3.4 พูดสื่ อสารได้ตามวัตถุประสงค์ 2.3.5 มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด 2.4 หลกการใชภาษาไทย เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ั ้ ของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็ นสมบัติของชาติ 2.4.1 บอกและเขียนพยญชนะ สระ วรรณยกตและเลขไทย ั ุ ์ 2.4.2 เขียนสะกดคาและบอกความหมายของคา ํ ํ 2.4.3 เรี ยบเรี ยงคําเป็ นประโยคง่ายๆ 2.4.4 ต่อคําคล้องจองง่ายๆ 2.5 วรรณคดีและวรรณกรรม เขาใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ ้ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนํามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริ ง 2.5.1 บอกขอคิดที่ไดจากการอ่านหรือการฟังวรรณกรรมร้อยแกวและร้อยกรอง ้ ้ ้ สําหรับเด็ก ํ 2.5.2 ท่องจําบทอาขยานตามที่กาหนดและบทร้อยกรองตามความสนใจ
7.
16
3. คาอธิบายรายวชา กล่ ุมสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ํ ิ โรงเรียนบานดอนกลอย (2553: 16) ไดกาหนดคําอธิบายรายวิชากลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ้ ้ ํ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ดังนี้ ฝึ กอ่านออกเสี ยงคํา คําคล้องจอง และข้อความสั้นๆ บอกความหมายของคําและข้อความ ตอบคําถาม เล่าเรื่ องย่อ คาดคะเนเหตุการณ์ เลือกอ่านหนังสื อตามความสนใจอย่างสมํ่าเสมอ นําเสนอเรื่ องที่อ่าน บอกความหมายของเครื่ องหมายหรื อสัญลักษณ์สาคัญที่มกพบเห็นใน ํ ั ชีวิตประจําวัน มีมารยาทในการอ่านฝึ กคัดลายมือด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนสื่ อสารด้วยคําและ ประโยคง่ายๆ มีมารยาทการเขียนฝึกทกษะในการฟัง ฟังคาแนะนา คําสังง่ายๆ และปฏิบติตาม ตอบ ั ํ ํ ่ ั คําถาม เล่าเรื่ อง พดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่ อสารได้ตาม ู วัตถุประสงค์ เน้นมารยาทในการฟัง การดูและการพูดฝึกทกษะการเขียนพยญชนะ สระ วรรณยุกต์ ั ั และเลขไทย เขียนสะกดคาและบอกความหมายของคา เรี ยบเรี ยงคําเป็ นประโยคง่ายๆ ต่อคําคล้อง ํ ํ จองง่ายๆ บอกข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรื อการฟังวรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองสําหรับเด็ก ฝึ ก ํ ท่องจําบทอาขยานตามที่กาหนดและบทร้อยกรองตามความสนใจ โดยใชกระบวนการอ่าน กระบวนการเขียน กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการกลุ่ม ้ กระบวนการคิด การฝึ กปฏิบติ อธิบาย บันทึก การตั้งคําถาม ตอบคําถาม ใช้ทกษะการฟัง การดูและ ั ั การพด พดแสดงความคิดเห็น กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ู ู ่ เพื่อให้เกิดความรู ้ ความคิด ความเข้าใจ สื่ อสารได้ถูกต้อง รักการเรี ยนภาษาไทย เห็นคุณคา ของการอนุรักษ์ภาษาไทย และตัวเลขไทย สามารถนําความรู ้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจําวัน ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม รหสตวช้ ีวด ประกอบดวย ท 1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5, ป.1/6, ป.1/7, ป.1/8 ั ั ั ้ ท 2.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3 ท 3.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5 ท 4.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4 และ ท 5.1 ป.1/1, ป.1/2 รวมทั้งหมด 22 ตัวชี้วด ั 4. การวิเคราะห์ หลักสู ตรกล่ ุมสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบานดอนกลอย (2553: 19-21) ไดนาคําอธิบายรายวิชา วิเคราะห์หลักสูตร กลุ่ม ้ ้ ํ สาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ปรากฏดังตาราง 2
8.
17 ตาราง 2 การวิเคราะห์หลักสูตร
กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบานดอนกลอย ตวช้ ีวดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ้ ั ั ตัวชี้วด ั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอ่านสร้างความรู ้และความคิด เพื่อนําไปใช้ตดสินใจ แกปัญหาใน ้ ั ้ การดําเนินชีวต และมีนิสยรักการอ่าน ิ ั 1. อ่านออกเสี ยงคํา คําคล้องจองและข้อความ การอ่านออกเสี ยงและบอกความหมายของคํา ส้ นๆ ั คําคล้องจอง และข้อความที่ประกอบด้วยคํา 2. บอกความหมายของคํา และข้อความที่อ่าน พื้นฐาน คือ คําที่ใช้ในชีวิตประจําวัน ไม่นอย ้ กวา 600 คํา รวมทั้งคําที่เรี ยนรู ้ในกลุ่มสาระการ ่ เรี ยนรู ้อื่น ประกอบด้วย - คําที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีรูปวรรณยุกต์ - คําที่มีตวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรง ั ตามมาตรา - คําที่มีพยัญชนะควบกลํ้า - คําที่มีอกษรนํา ั 3. ตอบคําถามเกี่ยวกับเรื่ องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่ อต่างๆ เช่น 4. เล่าเรื่ องย่อจากเรื่ องที่อ่าน - นิทาน 5. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน - เรื่ องสั้นๆ - บทร้องเล่นและบทเพลง - เรื่ องราวจากบทเรี ยนในกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้อื่น 6. อ่านหนังสื อตามความสนใจอย่างสมํ่าเสมอ การอ่านหนังสื อตามความสนใจ เช่น และนําเสนอเรื่ องที่อ่าน - หนงสือที่นกเรียนสนใจและเหมาะสมกบวย ั ั ั ั - หนงสือที่ครูและนกเรียนกาหนดร่วมกน ั ั ํ ั
9.
18 ตาราง 2 (ต่อ)
ตัวชี้วด ั สาระการเรียนรู้แกนกลาง 7. บอกความหมายของเครื่ องหมายหรื อ การอ่านเครื่องหมายหรือสญลกษณ์ ั ั สญลกษณ์สาคัญที่มกพบเห็นในชีวิตประจําวัน ั ั ํ ั ประกอบด้วย - เครื่ องหมายสัญลักษณ์ต่างๆ ที่พบเห็นใน ชีวิตประจําวัน - เครื่องหมายและความปลอดภยและแสดงั อันตราย 8. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสี ยงดังรบกวนผูอื่น ้ - ไม่เล่นกนขณะที่อาสน ั - ไม่ทาลายหนังสื อ ํ สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่ อสาร เขียนเรี ยงความ ย่อความ และเขียนเรื่ องราวใน รู ปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิ ทธิภาพ 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม รู ปแบบการเขียนอักษรไทย 2. เขียนสื่อสารดวยคาและประโยคง่ายๆ ้ ํ การเขียนสื่ อสาร - คําที่ใช้ในชีวิตประจําวัน - คําพื้นฐานในบทเรี ยน - คําคล้องจอง - ประโยคง่ายๆ 3. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่ และ บุคคล
10.
19 ตาราง 2 (ต่อ)
ตัวชี้วด ั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 3 การฟังและการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถฟังและดูอย่างมีวจารณญาณ และพูดแสดงความรู ้ ความคิด และความรู ้สึก ิ ในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ 1. ฟังคําแนะนํา คําสังง่ายๆ และปฏิบติตาม ่ ั การฟังและปฏิบติตามคําแนะนํา คําสังง่ายๆ ั ่ 2. ตอบคําถามและเล่าเรื่ องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็ น การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น ทั้ง ความรู้และบนเทิง ั ที่เป็ นความรู ้และความบันเทิง เช่น 3. พดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกจากเรื่อง ู - เรื่ องเล่าและสารคดีสาหรับเด็ก ํ ที่ฟังและดู - นิทาน - การ์ตูน - เรื่ องขบขัน 4. พูดสื่ อสารได้ตามวัตถุประสงค์ การพูดสื่ อสารในชีวิตประจําวัน - การแนะนาตนเอง ํ - การขอความช่วยเหลือ - การกล่าวคําขอบคุณ - การกล่าวคําขอโทษ 5. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผูพด ้ ู - ไม่รบกวนผอื่นขณะที่ฟัง ู้ - ไม่ควรนําอาหารหรื อเครื่ องดื่มไป รับประทานขณะที่ฟัง - ให้เกียรติผพดด้วยการปรบมือ ู้ ู - ไม่พดสอดแทรกขณะที่ฟัง ู มารยาทในการดู เช่น - ต้ งใจดู ั - ไม่ส่งเสี ยงดังหรื อแสดงอาการรบกวนสมาธิ ของผูอื่น ้
11.
20 ตาราง 2 (ต่อ)
ตัวชี้วด ั สาระการเรียนรู้แกนกลาง มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถอยคํา แลกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับ ้ กาลเทศะ - ใชน้ าเสียงนุ่มนวล ้ ํ - ไม่พดสอดแทรกในขณะที่ผพดกาลงพด ู ู้ ู ํ ั ู สาระที่ 4 หลกการใชภาษาไทย ั ้ มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง ของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็ นสมบัติของชาติ 1. บอกและเขียนพยญชนะ สระ วรรณยกตและ พยญชนะ สระ และวรรณยกต์ ั ุ ์ ั ุ เลขไทย เลขไทย 2. เขียนสะกดคําและบอกความหมายของคํา การสะกดคํา การแจกลูก การอ่านคํา มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา การผนคา ั ํ ความหมายของคํา 3. เรียบเรียงคาเป็นประโยคง่ายๆ ํ การแต่งประโยค 4. ต่อคําคล้องจองง่ายๆ คาคลองจอง ํ ้ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ่ มาตรฐาน ท 5.1 เขาใจและแสดงความคิดเห็น วจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยางเห็นคุณคา ้ ิ ่ และนามาประยกตใชในชีวิตจริง ํ ุ ์ ้ 1. บอกขอคิดที่ไดจากการอ่านหรือการฟัง ้ ้ วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองสําหรับ วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองสําหรับเด็ก เดก เช่น ็ - นิทาน - เรื่ องสั้นง่ายๆ - ปริ ศนาคําทาย - บทร้องเล่น - บทอาขยาน - บทร้อยกรอง
12.
21 ตาราง 2 (ต่อ)
ตัวชี้วด ั สาระการเรียนรู้แกนกลาง - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรี ยน ํ 2. ท่องจําบทอาขยานตามที่กาหนดและบทร้อย บทอาขยานและบทร้อยกรอง เช่น กรองตามความสนใจ ํ - บทอาขยานตามที่กาหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ที่มา : โรงเรียนบานดอนกลอย (2553: 19-21) ้ 5. หลักการสอน หลกการสอนต่างๆ ที่นามาเกี่ยวข้องกับการเรี ยนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ั ํ มีดงนี้ ั 5.1 หลักการสอนของบราวน์และคณะ ่ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2537: 30) ระบุวา หลักการสอนของบราวน์และคณะ เป็ นระบบ การสอนที่ยดผเู ้ รียนเป็นศนยกลางการเรียนการสอน โดยพิจารณาถึงแนวทางและวธีการเรียนรู้ของ ึ ู ์ ิ ผเู ้ รียนแต่ละคน เพื่อที่ผสอนจะไดจดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสามารถ ู้ ้ั และความสนใจของผเู ้ รียน บราวน์และคณะ กําหนดองค์ประกอบไว้ 7 ข้ นตอน ไดแก่ ั ้ 5.1.1 วัตถุประสงค์และเนื้อหา 5.1.2 การจัดประสบการการเรี ยน 5.1.3 การจดรูปแบบการเรียนการสอน ั 5.1.4 บุคลากร 5.1.5 วัตถุประสงค์และเครื่ องมือ 5.1.6 สถานที่และสิ่ งอํานวยความสะดวก 5.1.7 การประเมินผลและการปรับปรุ ง 5.2 ระบบการสอนของเกอร์ลคและอีไลั ่ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2537: 30) ระบุวา ระบบการสอนของเกอร์ลคและอีไล เป็ นระบบ ั การสอนที่ใชกนอย่างแพร่ หลายทัวไป ซึ่งมี 10 ข้นไดแก่ ้ั ่ ั ้ 5.2.1 การกําหนดวัตถุประสงค์ ํ 5.2.2 การกาหนดเน้ือหา 5.2.3 การประเมินผลพฤติกรรมเบื้องต้น 5.2.4 การกําหนดกลยุทธ์ของวิธีการสอน
13.
22
5.2.5 การจดแบ่งกลุ่มผเู ้ รียน ั ํ 5.2.6 การกาหนดเวลาเรียน 5.2.7 การจดสถานที่เรียน ั 5.2.8 การเลือกทรัพยากร 5.2.9 การประเมินผล 5.2.10 การวิเคราะห์ขอมูลย้อนกลับ ้ 5.3 หลกการสอนกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ั 5.3.1 การสอนโดยใชกระบวนการ การจดการเรียนการสอนภาษาไทย ตามหลกสูตร ้ ั ั การศึกษาขั้นพื้นฐานน้ นมีการฝึ กกิจกรรมเชิงกระบวนการต่างๆ ดังนี้ ั (1) กระบวนการเรี ยนภาษา ใช้ในการเรี ยนรู ้คา วลี ประโยค ความหมายของคํา ํ การนาไปใช้ ตลอดจนการเขาใจและสรุปหลกเกณฑของภาษาได้ ํ ้ ั ์ (2) กระบวนการฝึกทกษะหรือกระบวนการฝึกปฏิบติใชในการฝึกทกษะในการ ั ั ้ ั ฟัง การพด การอ่าน และการเขียน ู (3) กระบวนการคิด ใชในการฝึกความคิด และวจารณญาณในการใชภาษา ้ ิ ้ (4) กระบวนการกลุ่ม ใชในการฝึกทกษะในการทางานร่วมกนเป็นกล่ม ้ ั ํ ั ุ (5) กระบวนการพัฒนา ใช้ในการส่งเสริมใหนกเรียนพฒนาการเรียนของตนเอง ้ ั ั การสอนโดยใชกระบวนการ อาจทาได้ 2 ลกษณะ คือ ้ ํ ั 1) ฝึ กกระบวนการต่างๆ ตามความเหมาะสมกับธรรมชาติของภาษาไทย เมื่อ ไดฝึกบ่อยๆจะไดทกษะกระบวนการเรียนรู้ ้ ้ ั 2) การจดการเรียนการสอน ตามทกษะกระบวนการเรียนรู้ ซ่ ึ งจะจดได้ ในการ ั ั ั สอนภาษาไทยบางเรื่ องเท่านั้น หรื อถ้าจัดเป็ นหน่วยใหญ่ๆ ก็อาจจะได้ ทั้งนี้ ข้ ึนอยูกบความเหมาะสม่ ั ของเน้ือหา กิจกรรม และกระบวนการที่ใช้ 5.3.2 ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ อย่างมีประสิ ทธิภาพ เพื่อเป็ นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอน ปรี ชา นิพนธ์พิทยา (2533: 122-123) ไดเ้ สนอไวควรยดหลกดังนี้ ้ ึ ั ั (1) การจดการเรียนการสอนใหเ้ หมือนกบสภาพที่ชีวิตจริ งเพื่อให้เด็กนําไปใช้ได้ ั (2) สอนเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีข้ ึน (3) สอนให้เด็กมีความสัมพันธ์และเห็นความสําคัญของสิ่ งต่างๆ ที่เรียน เพื่อ ่ ปรับปรุ งความเป็ นอยูให้ดีข้ ึน (4) สอนโดยเนนปฏิบติจริงมากกวาท่องจากฎเกณฑ์ ้ ั ่ ํ (5) สอนเพื่อปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีมีความต่างๆ ใหมีในตวเดก ้ ั ็
14.
23
(6) สอนเพื่อปูพ้ืนฐานทางประชาธิปไตยให้มีในตัวเด็ก และสามารถปฏิบติตน ั ให้เป็ นพลเมืองดีของชาติ (7) สอนจากส่ิ งเป็ นปั ญหาใกลตวเดกไปสิ่งไกลตวเดก โดยวิธีสอนต่างๆ คือ ้ ั ็ ั ็ การอภิปราย การซกถาม การศึกษาหาความรู ้ดวยตนเอง การทํางานร่ วมกันเป็ นกลุ่ม การแก้ปัญหา ั ้ เวลาปฏิบติจริ ง ซึ่งวิธีดงกล่าวนี้ จะช่วยเสริมใหเ้ ดกคิดเป็น ทาเป็น แกปัญหาเป็น ั ั ็ ํ ้ วิธีการสอนภาษาไทย ถ้าจะให้ประสบผลสําเร็ จตามจุดมุ่งหมายที่ได้วางเอาไว้ครู ตองรู ้จก ่ ้ ั เลือกใชวิธีการสอน ที่เหมาะสมโดยเลือกวธีการสอนใหสอดคลองกบเน้ือหา และกิจกรรมในทกษะ ้ ิ ้ ้ ั ั ต่างๆ วิธีการสอนที่นามาใช้ ได้แก่ การบรรยาย อภิปราย การสาธิตการแบ่งกลุ่มค้นคว้า การแบ่งกลุ่ม ํ ระดมความคิด การแบ่งกลุ่มทํางาน การค้นคว้ารายบุคคล การสอนเป็ นรายบุคคล การแสดงบทบาท สมมุติ การใช้เพลงประกอบการสอน การใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หรื อการจัดการทําศูนย์การเรี ยน การใช้ สถานการณ์จาลอง การสอนเป็นคณะ และการทาแบบฝึกเสริมทกษะ ํ ํ ั 6. แนวคิดเกียวกับการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ่ จํานง พรายแยมแข (2536: 8) ได้กล่าวถึงความคิดเกี่ยวกับการสอน ซึ่งผูรายงานนํามา ้ ้ ประยกตใชกบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดังนี้ ุ ์ ้ ั 6.1 สอนใหครบทุกเรื่องและทุกส่วน คือ ท้งกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิ ตศาสตร์ ้ ั วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม การงานอาชีพและเทคโนโลยี ศิลปะ สุ ขศึกษาและ ั ั ั พลศึกษา ภาษาอังกฤษ และกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รี ยน ใหเ้ ก้ือหนุนสมพนธ์กน 6.2 สอนท้ งเน้ือหาและกระบวนการ คือ สอนภาคทฤษฎีให้เกิดความรู ้ ความเข้าใจ แล้ว ั ต้องมีภาคปฏิบติให้สามารถทําได้ เพื่อนําไปใช้ได้จริ ง หรื อที่เรี ยกว่า “รู ้ทา–นําไปใช้” ั ํ 6.3 ส่งเสริมให้เด็กเป็นผแสดงโดยให้ครู เป็ นผูกากับการแสดงคือการจัดกิจกรรมการเรี ยน ู้ ้ํ การสอนด้วยวธีการเปิดโอกาสใหเ้ ดกมีบทบาทในการแสดงออกใหมากที่สุดเท่าที่จะทาไดตามความ ิ ็ ้ ํ ้ เหมาะสมแก่ช้ นเรียนและวย โดยครูเป็นผคอยดูแล แนะนําแนวทางที่เหมาะสมด้วย ตลอดเวลา ั ั ู้ 6.4 ส่ งเสริ มการทํางานตามกระบวนการกลุ่ม คือ จดกิจกรรมการเรียนใหเ้ ดกไดร่วมกน ั ็ ้ ั คิด ร่ วมกันวางแผน ร่ วมกันทํางาน แก้ปัญหา และประเมินผล เพื่อสร้างเสริ มทักษะและ ประสบการณ์ในการอยูร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามจะต้องไม่ลืมการส่ งเสริ ม ่ ความสามารถส่ วนบุคคลด้วยเช่นกน ั 6.5 สอนคนไม่ใช่สอนหนงสือ แนวคิดข้อนี้ เสมือนหนึ่ งจะเป็ นคําขวัญประจําหลกสูตร ั ั โรงเรี ยนบานดอนกลอย พุทธศักราช 2553 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ้ 2551 ที่หวังจะใหเ้ ป็นขอเตือนใจใหครูทุกคนตระหนกในความสําคัญของกระบวนการเรี ยนการสอน ้ ้ ั ใหมุ่งเนนที่จะส่งเสริ มสมรรถภาพของนักเรี ยน ซึ่งเป็ น “คน” ที่มีเลือดเน้ือ มีชีวิต มีจิตใจ ย่อม ้ ้
15.
24 ปรารถนาที่จะเป็ นคนที่มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู
้และความคิด และการกระทําที่ถูกต้องสมบูรณ์ เพือให้ ่ ฐานะและความเป็ นอยูมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อไปในอนาคต ครูที่ดีไม่ควรใชวิธียดเยยด ่ ้ ั ี ความรู ้ใหแก่นกเรียนดวยวิธีบอกใหจด ใหจาจากหนงสือ เสมือนหน่ ึงนกเรียนเป็นหุ่นยนต์ ้ ั ้ ้ ้ํ ั ั คอมพิวเตอร์ที่คอยรับโปรแกรมจากการป้ อนของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งการสอนด้วยวิธีดงกล่าวนี้เรี ยกว่า ั การสอนหนังสื อ คือ ผสอนจะยึดเอาตําราหรื อหนังสื อ แบบเรียนเป็นศนยกลาง ู้ ู ์ แนวความคิดเกี่ยวกบการคิดเป็น ทาเป็น แกปัญหาเป็น แนวคิดข้อนี้ คือ ความต้องการ ั ํ ้ สู งสุ ดของ “การสอน” ดังกล่าว เพราะการคิดเป็นมิไดหมายถึงการคิดเพียงเพื่อที่จะทําให้ตนเองอยูรอด ้ ่ ั ่ ปลอดภย หรื ออยูดีมีสุขตามลําพังตนเองแต่จะเป็ นการคิดอย่างเป็ นระบบ และกอร์ปดวยจริ ยธรรม ้ และคุณธรรมที่ดีงาม คือ เป็นการคิดที่จะแกปัญหาใดๆ ใหสาเร็จ โดยไม่ทาใหผอื่นตองเดือดร้อนและ ้ ้ ํ ํ ้ ู้ ้ คํานึงถึงประโยชน์การสร้างสรรค์เพื่อส่ วนรวมเป็ นสําคัญ การคิดเป็น เป็ นสมรรถภาพสําคัญสูงสุ ดของบุคคลที่จะนําไปสู่ การทําเป็ นและแก้ปัญหาได้ ้่ อย่างมีประสิ ทธิภาพ ซ่ ึง จํานง พรายแย้มแข (2536: 8) ไดเ้ สนอไววา “เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้กบสภาพแวดล้อมได้ง่าย และรวดเร็วกว่าสิ่ งมีชีวิตประเภทอื่นๆ พร้อมทั้งสามารถ ั ที่จะเรียนรู้ดวยวิธีต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางเสมอ ดังนั้น ในการจดกระบวนการเรียนการสอนที่จะตองมุ่ง ้ ั ้ ที่จะต้องช่วยให้นกเรี ยนได้พฒนาสมรรถภาพของตนเองอย่างเต็มที่ตามความต้องการของแต่ละบุคคล ั ั ่ เพราะจุดหมายปลายทางของระบบการศึกษาที่สาคัญอย่างแท้จริ งมิได้อยูที่ผลผลิต (Product) เพียง ํ เพื่อให้นกเรี ยนจบการศึกษาตามหลักสู ตร และจานวนปีที่กาหนดไวเ้ ท่าน้ น แต่มุ่งที่ผลสาเร็จของการ ั ํ ํ ั ํ ่ เรี ยนรู ้ (Learning Outcomes) เพื่อใหเ้ ป็นบุคคลที่มีคุณภาพ สามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมได้อย่างเป็ นสุ ข และปลอดภัย เอกสารเกียวกับแบบฝึกเสริมทักษะ ่ 1. ความหมายของแบบฝึ กเสริมทกษะ ั คําว่า “ชุดฝึกทกษะ” หรื อ “แบบฝึ ก” หรื อ “แบบฝึ กหัด” หรื อ “แบบฝึ กเสริมทกษะ” หรื อ ั ั ั ํ ั ้ ั “แบบฝึ ก” หรื อ “ชุดฝึ ก” จะมีลกษณะเป็นคาที่มีความหมายเหมือนกนหรือคลายกน และมีนกวิชาการ ั ได้ให้ความหมายไว้ดงนี้ ั ราชบัณฑิตยสถาน (2546: 641) ได้ให้ความหมายของแบบฝึ กเสริมทกษะ หมายถึง ั ั ั ่ แบบฝึกหดหรือชุดการสอนที่เป็นชุดฝึกที่ใชเ้ ป็นตวอยางปัญหาหรื อคําสังที่ต้ งขึ้นเพื่อให้นกเรี ยน ่ ั ั ฝึ กตอบ ฝึ กปฏิบติ ั สงบ ลักษณะ (2536: 61) กล่าวว่า ชุดแบบฝึกเป็นสื่อใชฝึกทกษะการคิด การวิเคราะห์ ้ ั การแก้ปัญหาและการปฏิบติของนักเรี ยน นิยมใช้ในกลุ่มวิชาภาษาไทย คณิ ตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ั
16.
25 การงานและพื้นฐานอาชีพ
จินตนา ใบกาซูยี (2536: 17) กล่าวว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหด เป็นสื่อการเรียนสาหรับให้ ั ํ ผเู ้ รียนไดฝึกปฏิบติ เพื่อช่วยเสริมใหเ้ กิดทกษะและความแตกฉานในบทเรียน ้ ั ั ขจีรัตน์ หงษ์ประสงค์ (2534: 15) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนอยาง ่ หน่ ึง ที่ครูใชฝึกทกษะหลงจากที่นกเรียนไดเ้ รียนเน้ือหาจากแบบเรียนแลว โดยสร้างขึ้นเพื่อเสริ มสร้าง ้ ั ั ั ้ ทกษะใหแก่นกเรียน มีลกษณะเป็นแบบฝึกหดที่มีกิจกรรมใหนกเรียนกระทา โดยมีจุดมุ่งหมายเพือ ั ้ ั ั ั ้ ั ํ ่ พัฒนาความสามารถของนักเรี ยน วิมลรัตน์ สุ นทรโรจน์ (2544: 130-134) ได้ให้ความหมายของแบบฝึ ก หรื อแบบฝึ กหัด หรือแบบฝึกเสริมทกษะ เป็นสื่อการเรียนประเภทหน่ ึงที่เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริม สาหรับให้ ั ํ นกเรียนฝึกปฏิบติเพื่อใหเ้ กิดความรู้ ความเขาใจ และทกษะเพิ่มข้ ึน ส่วนใหญ่หนงสือเรียนจะมี ั ั ้ ั ั ั ู่ ้ แบบฝึกหดอยทายบทเรียน ในวางวิชาแบบฝึกหดจะมีลกษณะเป็นแบบฝึกปฏิบติ ั ั ั สานกงานคณะกรรมการศึกษาประถมศึกษาแห่งชาติ (2547: 147) แบบฝึ ก หรื อ ํ ั แบบฝึกหด หรื อ แบบฝึกทกษะ เป็นสื่อการเรียนประเภทหน่ ึงสําหรับให้นกเรี ยนฝึ กปฏิบติ เพื่อให้เกิด ั ั ั ั ความรู ้ความเขาใจและทกษะเพิ่มข้ ึน ส่วนใหญ่หนงสือเรียนจะมีแบบฝึกหดอยทายบทเรียนในบางวิชา ้ ั ั ั ู่ ้ แบบฝึ กหดจะมีลกษณะเป็นแบบฝึกปฏิบติ ั ั ั ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2550: 46) กล่าวว่า แบบฝึ ก หมายถึง สื่ อที่ใช้ฝึกทักษะในด้านต่างๆ ใหแก่ผเู ้ รียน ให้เกิดความชํานาญ คล่องแคล่ว ถูกต้องและรวดเร็ว ้ สุ นนทา สุ นทรประเสริ ฐ (2547: 32) กล่าวว่า แบบฝึ กหรื อแบบฝึ กหัด คือ สื่ อการเรี ยน ั การสอนชนิดหน่ ึงที่ใชฝึกทกษะใหกบผเู ้ รียนหลงจากเรียนจบเน้ือหาในช่วงหน่ ึงๆ เพื่อฝึกฝนใหเ้ กิด ้ ั ้ ั ั ความรู ้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชํานาญในเรื่ องนั้นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น จากความเห็นของนักวิชาการดังกล่าว เกี่ยวกับความหมายและความสําคัญของแบบฝึ ก ั ่ เสริมทกษะหรือชุดฝึก จึงพอสรุ ปได้วา แบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดฝึก คือ สื่ อการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ั ั ้ ั ฝึกทกษะใหกบผเู ้ รียนหลงจากเรียนจบเน้ือหาในช่วงหน่ ึงๆ เพื่อฝึ กฝนให้เกิดความรู ้ ความเข้าใจ ั รวมทั้งเกิดความชํานาญในเรื่ องนั้นอย่างกว้างขวางมากขึ้น ดังนั้น แบบฝึ กเสริมทกษะจึงมีความสําคัญ ั ต่อผเู ้ รียนไม่นอย ในการที่จะช่วยส่งเสริมทกษะใหกบผเู ้ รียนไดเ้ กิดการเรียนรู้และเขาใจไดเ้ ร็วข้ ึน ้ ั ้ ั ้ ชดเจนข้ ึน กวางขวางข้ ึน ทาใหการสอนของครูและการเรียนของนกเรียนประสบผลสาเร็จอยางมี ั ้ ํ ้ ั ํ ่ ประสิ ทธิภาพ 2. ประโยชน์ของแบบฝึ กเสริมทกษะ ั นักวิชาการได้ให้ทศนะเกี่ยวกับประโยชน์ของแบบฝึ กเสริ มทักษะไว้หลายแนวคิด ดังนี้ ั
17.
26
ฐะปะนีย ์ นาครทรรพ (2545: 38) ไดกล่าวถึงแบบฝึกไววา ในการสอนภาษาไม่วาภาษา ้ ้่ ่ ใดๆ การฝึกทกษะท้ ง 4 ไดแก่ การฟัง พด อ่าน เขียน เป็นส่ิ งสาคญมาก เดกควรจะไดรับการฝึกใน ั ั ้ ู ํ ั ็ ้ ทกษะท้ ง 4 นี้ จนสามารถใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว โดยอาจฝึกทีละทกษะหรือฝึกสลบกนกได้ ั ั ั ั ั ็ อดุลย์ ภูปลื้ม (2539: 24 –25) ไดกล่าวถึงประโยชน์ของชุดฝึกไวดงน้ ี ้ ้ั 1. ช่วยใหผเู ้ รียนเขาใจบทเรียนไดดียงข้ ึน ้ ้ ้ ิ่ 2. ช่วยใหผเู ้ รียนจาเน้ือหาบทเรียนไดคงทน ้ ํ ้ 3. ทาใหผเู ้ รียนเกิดความสนุกสนาน ํ ้ 4. ทาใหนกเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง ํ ้ ั 5. สามารถนําชุดฝึ กมาทบทวนเนื้อหาเดิมได้ดวยตนเอง ้ 6. ทําให้ผสอนทราบความบกพร่ องของนักเรี ยน ู้ ผกาวดี ปั ญญวรรณศิริ (2540: 17) กล่าวถึงลักษณะแบบฝึ กที่ดีไว้ ดังนี้ 1. ใช้หลักจิตวิทยา 2. ควรมีหลายรู ปแบบเพื่อความเร้าใจของผูเ้ รี ยน 3. แบบฝึกแต่ละชุดควรมีเวลาส้ นๆ ั 4. ควรเรียนจากง่ายไปหายาก 5. ควรมีการประเมินผลขณะฝึก เพื่อประเมินความชานาญในทกษะน้ น ํ ั ั ชนาธิ ป ผลวาวแวว (2548: 30) กล่าวว่า แบบฝึ กที่ดีน้ นจะต้องช่วยพัฒนาทางภาษาของ ั ผเู ้ รียน ก่อให้เกิดการเรียนรู้และแกปัญหาของผูเ้ รียนไดตามสภาพ ทาให้ผเู ้ รียนเกิดทกษะและความ ้ ้ ํ ั ชํานาญ สามารถนําไปประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์จริ งหรื อในชีวิตประจําวันของตนเองได้ กล่าวโดยสรุป แบบฝึ กเสริ มทักษะมีความสําคัญต่อการเรี ยนการสอน จึงจําเป็ นอย่างยิ่งที่ ั ครู จะต้องศึกษาหาความรู ้ในการสร้างแบบฝึ กเสริ มทักษะให้กบนักเรี ยน ครู จะต้องสร้างแบบฝึ กเสริ ม ทกษะที่มีประสิ ทธิภาพและเลือกให้เหมาะสมกับการเรี ยนรู ้ของเด็ก ั 3. การสร้างแบบฝึ กเสริ มทกษะ ั 3.1 หลกการสร้างแบบฝึ กเสริ มทกษะ ั ั รัชนี ศรี ไพวรรณ (2547: 412-413) ไดกล่าวถึงหลกการสร้างแบบฝึ กเสริ มทกษะไว้ดงนี้ ้ ั ั ั 1. ให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยา และพัฒนาการของเด็ก 2. ให้มีจุดมุ่งหมายว่าฝึ กในด้านใด แล้วจัดเนื้อหาตรงกับความมุ่งหมาย 3. ต้องคํานึงถึงความแตกต่างของเด็ก 4. ในชุดฝึกตองมีคาช้ ีแจงส้ นๆ เพื่อให้เด็กเกิดความมันใจ ้ ํ ั ่ ้ ั ั 5. ชุดฝึกตองเหมาะสมกบกบเวลาและความสนใจของเดก ็ 6. ควรทาชุดฝึกหลายๆ แบบ เพื่อใหเ้ ดกไดเ้ รียนกวางไกลและส่งเสริมใหเ้ ดกไดคิด ํ ็ ้ ็ ้
18.
27
บาร์เนต และคนอื่นๆ (Barnett, J.A Geoffrey Brouhton and Thomas Green Wood. 1969: 11) ได้ให้คาแนะนําเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึ กเสริ มทกษะว่า ํ ั 1. แบบฝึ กเสริ มทกษะที่ดีควรมีขอแนะนํา ั ้ 2. คําสัง ตัวอย่างที่ยกมาเป็ นข้อความหรื อชุดฝึ กไม่ควรยาวเกินไปหรือยากแก่การเขาใจ ่ ้ 3. ถาตองการใหศึกษาดวยตนเอง แบบฝึ กเสริ มทกษะน้ นควรมีหลายรูปแบบและให้ ้ ้ ้ ้ ั ั ความหมายแก่ผฝึกทํา ู้ 3.2 หลกในการนาแบบฝึ กเสริ มทกษะไปใชในการเรียนการสอน ั ํ ั ้ บทส (Butts. 1974: 2) ไดกล่าวถึงหลกการนาแบบฝึ กเสริ มทกษะไปใช้มีดงนี้ ั ้ ั ํ ั ั 1. อ่านและศึกษาวัตถุประสงค์ให้เข้าใจ 2. ลองทากิจกรรมในชุดฝึกดูวาทาไดหรือไม่ ํ ่ ํ ้ 3. พิจารณาเน้ือหาและกิจกรรมของชุดฝึกวาสอดคลองหรือไม่ ่ ้ 4. พิจารณาวตถุประสงคชุดฝึกและกิจกรรมการเรียนการสอนวาสอดคลองหรือไม่ ั ์ ่ ้ 5. ชุดฝึกน้ นเหมาะสมกบผเู ้ รียนหรือไม่ ั ั 6. เตรี ยมสื่ อที่จะใช้กบชุดฝึกใหเ้ หมาะสมและสอดคลองกบกิจกรรม ั ้ ั 7. พิจารณาเวลาว่าเหมาะสมหรื อไม่ 8. อภิปรายกบนกเรียนหลงจากนกเรียนไดฝึกแลว เพื่อศึกษาปฏิกิริยาตอบสนองของ ั ั ั ั ้ ้ นกเรียนวาเขาใจหรือไม่ ั ่ ้ 4. ลักษณะของแบบฝึ กเสริ มทกษะที่ดี ั แบบฝึ กเสริ มทกษะเป็ นเครื่ องมือที่สาคัญที่จะช่วยเสริมทกษะใหกบผเู ้ รียน การสร้างแบบ ั ํ ั ้ ั ฝึ กเสริ มทกษะให้มีประสิ ทธิภาพจึงจําเป็ นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึ กเสริ ม ั ทกษะ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรี ยน ั ชวสรณ์ ดีไชยา (2551: 1) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทกษะที่ดี ครูผสร้างจะตองยดหลก ั ู้ ้ ึ ั จิตวิทยา ใช้สานวนภาษาที่ง่าย เหมาะสมกับวัย ความสามารถของผูเ้ รี ยน มีกิจกรรมหลากหลาย มี ํ คาสง คําอธิบาย และคาแนะนาการใชแบบฝึกเสริมทกษะที่ชดเจนเขาใจง่าย ใชเ้ วลาในการฝึกไม่นาน ํ ั่ ํ ํ ้ ั ั ้ และที่สาคัญมีความหมายต่อชีวิต เพื่อนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้ ํ อุษณี ย ์ เสื อจันทร์ (2553: 21) กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึ กที่ดีตองมีจุดหมายที่แน่นอนว่า ้ จะทาการฝึกทกษะดานใด ควรใชภาษาง่ายๆ และมีความน่าสนใจ เรียงลาดบจากง่ายไปหายาก ใหสม ํ ั ้ ้ ํ ั ้ กับวัยและความสามารถของผูเ้ รี ยน มีเนื้อหาให้ตรง จัดกิจกรรมให้หลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจ เพื่อให้เกิดประสิ ทธิภาพต่อนักเรี ยน กล่าวโดยสรุป ลักษณะของแบบฝึ กเสริ มทกษะ ประกอบดวย ั ้ 1. ใชหลกจิตวทยา ้ ั ิ
19.
28
2. สํานวนภาษา 3. ให้ความหมายต่อชีวิต 4. คิดไดเ้ ร็วและสนุก 5. ปลุกความสนใจ 6. เหมาะสมกับวัยและความสามารถ 7. อาจศึกษาไดดวยตนเอง ้ ้ 5. ข้ นตอนการสร้างแบบฝึกเสริมทกษะ ั ั ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2550: 47) กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบฝึ ก ประกอบด้วย 1. ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ของผเู ้ รียน 2. วิเคราะห์หลักสู ตร (มาตรฐานการเรี ยนรู ้ สาระการเรี ยนรู ้) 3. กําหนดวัตถุประสงค์ของแบบฝึ ก ํ 4. กาหนดเน้ือหาในแบบฝึก 5. จัดทําแบบฝึ ก 6. ผูเ้ ชี่ยวชาญตรวจสอบและนํามาปรับปรุ งแก้ไข 7. นําไปทดลองใช้และปรับปรุ งแก้ไข 8. นาไปใชปฏิบติจริงในหองเรียน ํ ้ ั ้ 9. วิเคราะห์ผลการใช้แบบฝึ ก 10. สรุ ปผลและจัดทํารายงานผล 6. ส่ วนประกอบของแบบฝึ กเสริ มทกษะ ั ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2550: 46-47) กล่าวว่า ส่ วนประกอบของแบบฝึ ก ประกอบด้วย 1. คู่มือการใช้แบบฝึ ก เป็ นเอกสารสําคัญประกอบการใช้แบบฝึ ก ประกอบด้วย 1.1 ส่ วนประกอบของแบบฝึ ก 1.2 ส่ิ งที่ครูและผเู ้ รียนตองเตรียมก่อนฝึก ้ 1.3 จุดประสงค์การใช้แบบฝึ ก 1.4 ข้ นตอนการใชแบบฝึก ั ้ 1.5 เฉลยแบบฝึก 2. แบบฝึก เป็นสื่อที่จดทาข้ ึนใหผเู ้ รียนไดฝึกทกษะดานต่างๆ ประกอบดวย ั ํ ้ ้ ั ้ ้ 2.1 ชื่อแบบฝึกในแต่ละชุด 2.2 จุดประสงค์ 2.3 คาช้ ีแจงํ 2.4 ตวอยาง ั ่
20.
29
2.5 แบบฝึ ก 2.6 ภาพประกอบ 2.7 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงการฝึก ั 2.8 แบบประเมินผลการใช้แบบฝึ ก อย่างไรก็ตาม ส่ วนประกอบของแบบฝึ กเสริ มทักษะ ผูศึกษาเห็นว่า ต้องประกอบไปด้วย 2 ้ ส่วน คือ คู่มือการใช้แบบฝึ กเสริ มทกษะ และแบบฝึ กเสริ มทกษะ ั ั 1. คู่มือการใช้แบบฝึ กเสริ มทกษะ คู่มือการใช้แบบฝึ กเสริ มทกษะเป็นเอกสารสาคญ ั ั ํ ั ประกอบการใช้แบบฝึ กเสริ มทกษะว่าใช้เพื่ออะไร และมีวิธีการใช้อย่างไร เช่นใช้เป็ นงานฝึ กท้าย ั บทเรียน ใชเ้ ป็นการบาน หรือใชสอนซ่อมเสริม ้ ้ 2. แบบฝึ กเสริ มทกษะ เป็นสื่อที่สร้างข้ ึนเพื่อใหผเู ้ รียนฝึกทกษะเพื่อใหเ้ กิดการเรียนรู้ที่ ั ้ ั ถาวร ควรมีส่วนประกอบดังนี้ 2.1 ชื่อแบบฝึ กเสริ มทกษะในแต่ละชุดย่อย ั 2.2 จุดประสงค์ 2.3 คาสง ํ ่ั ั ่ 2.4 ตวอยาง 2.5 แบบฝึ กเสริ มทกษะ ั 2.6 ภาพประกอบ 2.7 ขอทดสอบก่อนและหลงเรียน ้ ั 2.8 แบบประเมินบนทึกผลการใช้ ั จิตวทยาการเรียนร้ ู ิ สุ นนทา สุ นทรประเสริ ฐ (2547: 34-35) กล่าวว่า การศึกษาในเรื่ องจิตวิทยาการเรี ยนรู ้เป็ นสิ่ งที่ ั ผสร้างแบบฝึกมิควรละเลยเพราะการเรียนรู้จะเกิดข้ ึนไดตองข้ ึนอยกบปรากฏการณ์ของจิต และ ู้ ้ ้ ู่ ั พฤติกรรมที่จะตอบสนองนานาประการ โดยอาศัยกระบวนการที่เหมาะสมและเป็ นวิธีที่ดีที่สุด การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้จากขอมูลที่นกจิตวิทยาได้ทาการค้นพบ และทดลองไว้ สําหรับการสร้าง ้ ั ํ ั ั แบบฝึ กเสริ มทกษะในส่ วนที่มีความสัมพันธ์กนมีดงนี้ ั 1. ทฤษฎีการลองผิดลองถูกของธอร์นไดค์ ซ่ ึงไดสรุปเป็นกฎเกณฑการเรียนรู้ 2 ประการ คือ ้ ์ 1.1 กฎความพร้อม หมายถึงการเรี ยนรู ้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพร้อมที่ที่จะกระทํา 1.2 กฎผลที่ได้รับ หมายถึงการเรี ยนรู ้จะเกิดขึ้นเพราะบุคคลกระทําซํ้าและยิงทํามากความ ่ ชานาญจะเกิดข้ ึนไดง่าย ํ ้
21.
30
1.3 กฎการฝึ กหัด ไพบูลย์ เทวลักษณ์ (2540: 23) ไดกล่าวถึงกฎการฝึกหดไววา การฝึกหดใหบุคคล ้ ั ้่ ั ้ กระทํากิจกรรมต่างๆ นั้น ผูฝึกจะต้องควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ ้ ํ ตนเอง บุคคลจะถูกกาหนดลกษณะพฤติกรรมที่แสดงออก ดังนั้น ผูสร้างแบบฝึ กเสริ มทกษะจะตอง ั ้ ั ้ กําหนดกิจกรรมตลอดจนคําสังต่างๆ ในแบบฝึ กเสริ มทกษะใหผฝึกไดแสดงพฤติกรรมสอดคล้องกับ ่ ั ้ ู้ ้ วัตถุประสงค์ที่ผสร้างต้องการ ู้ 2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซึ่งมีความเชื่อว่าสามารถควบคุมบุคคลให้ทาตาม ํ ํ ประสงค์ หรื อแนวทางที่กาหนดได้โดยไม่ตองคํานึงถึงความรู ้สึกทางด้านจิตใจของบุคคลผูน้ นว่าจะ ้ ้ ั ่ รู ้สึกนึกคิดอย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุ ปได้วาบุคคลสามารถเรี ยนรู ้ได้ดวยการกระทํา โดยมีการ ้ ั เสริ มแรงเป็ นตัวการเมื่อบุคคลตอบสนองสิ่ งเร้าของสิ่ งเร้าควบคูกนกันในช่วงเวลาที่เหมาะสม สิ่งเร้า น้ นจะรักษาระดบหรือเพิ่มการตอบสนองใหเ้ ขมข้ ึน การสร้างแบบฝึ กเสริ มทกษะจึงควรยึดทฤษฎี ั ั ้ ั การเรี ยนรู ้ดวย เพราะบุคคลจะเกิดการเรียนรู้ไดดวยการกระทา ้ ้ ้ ํ 3. วิธีการสอนของกาเย่ ซึ่งมีความเห็นว่าการเรี ยนรู ้มีลาดับขั้น และผูเ้ รี ยนจะตองเรียนรู้ ํ ้ เนื้อหาที่ง่ายไปหายาก พรรณี ช. เจนจิต (2536: 434) ไดกล่าวถึงแนวคิดของกาเยไว ้ คือ การเรียนรู้มี ้ ่ ้ ลําดับขั้น ดังนั้นก่อนที่จะสอนเด็กแกปัญหาไดน้ นเดกจะตองเรียนรู้ความคิดรวบยอดหรื อกฎเกณฑ์มา ้ ั ็ ้ ก่อน ซ่ ึงในการสอนใหเ้ ดกไดความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑน้ น จะทาใหเ้ ดกเป็นผสรุปความคิดรวบ ็ ้ ์ ั ํ ็ ู้ ยอดดวยตวเองแทนที่ครูจะเป็นผบอก การสร้างแบบฝึ กเสริ มทกษะจึงควรคํานึงถึงการฝึ กตามลําดับ ้ ั ู้ ั ข้นจากง่ายไปหายาก ั 4. แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของผูเ้ รี ยนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกัน ผูเ้ รี ยน สามารถเรียนรู้เน้ือหาในหน่วยยอยต่างๆ ได้โดยใช้เวลาที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างแบบฝึ กเสริ ม ่ ทกษะจึงตองมีการกาหนดเงื่อนไขที่จะช่วยใหผเู ้ รียนทุกคนสามารถผานลาดบข้นตอนของทุกหน่วย ั ้ ํ ้ ่ ํ ั ั การเรียนได้ ถานกเรียนไดเ้ รียนและไดฝึกปฏิบติตามหลกการเรียนรู้ซ่ ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ John ้ ั ้ ั ั Dewey ที่กล่าววาการจดการเรียนการสอนผเู ้ รียนจะตองเป็นศูนยกลาง และเรียนรู้ดวยการกระทา กจะ ่ ั ้ ์ ้ ํ ็ ทําให้นกเรี ยนประสบความสําเร็ จมากขึ้น (สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่ งชาติ, 2540: ั 189) การหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ สุนนทา สุนทรประเสริฐ (2535: 55) ได้กล่าวถึง การหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะ ั ั ํ หมายถึง การนําแบบฝึ กเสริ มทกษะไปทดลองใช้ตามขั้นตอนที่กาหนดไว้ เพื่อนําข้อมูลมาปรับปรุ ง ั และนําไปทดลองจริ ง
22.
31
ํ ประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะกาหนดเป็นเกณฑที่ผสอนคาดหมายวา ผเู ้ รียนจะ ั ์ ู้ ่ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่พึงพอใจ โดยถือว่าชุดฝึ กที่มีประสิ ทธิภาพนั้นจะต้องเป็ นไปตามเกณฑ์ที่ต้ ง ั ไว้ 80/80 หมายความว่า จานวนนกเรียนต้ งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไปมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนรู ้ ไม่ต่ากวา ํ ั ั ํ ่ ร้อยละ 80 ํ 1. การกาหนดประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะที่จะช่วยให้ ั ผเู ้ รียนเกิดการเรียนรู้ หากแบบฝึ กเสริ มทกษะมีประสิ ทธิ ภาพถึงระดับเกณฑ์แล้วแบบฝึ กนั้นมีคุณค่าที่ ั จะนาไปสอนนกเรียนได้ ํ ั การที่กาหนดเกณฑ์ให้มีค่าเท่าใดนั้นใหผสอนเป็นผพิจารณาตามพึงใจ โดยปกติเนื้อหาที่เป็ น ํ ้ ู้ ู้ ความรู ้ ความจํา มกจะตองไว ้ 80/80, 85/85, 90/90 ส่วนเน้ือหาที่เป็นทกษะอาจต้งไวต่ากวาน้ ี เช่น 75/75 ั ้ ั ั ้ ํ ่ เป็นตน ้ 2. การยอมรับหรื อการไม่ยอมรับประสิ ทธิภาพ เมื่อทดลองสอนโดยใชแบบฝึ กแล้วก็สามารถ ้ หาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะได้ แล้วนําประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะที่หา ั ั ่ ไดเ้ ปรี ยบเทียบกับเกณฑ์ที่ต้ งไว้ เพื่อดูวาเราจะยอมรับประสิ ทธิภาพ คือ ความแปรปรวน 2.5–5 ั เปอร์เซ็นต์ นันคือประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะไม่ควรตํ่ากว่า 5 เปอร์เซ็นต์ เช่น เราตั้งเกณฑ์ ่ ั ประสิ ทธิภาพไว้ 90/90 เมื่อนําแบบฝึ กเสริ มทกษะไปทดลอง พบว่า แบบฝึ กเสริ มทกษะนั้นมี ั ั ่ ประสิ ทธิภาพ 87.2/87.5 เปอร์เซ็นต์ เรายอมรับได้วาแบบฝึ กมีประสิ ทธิภาพ การยอมรับประสิ ทธิภาพ ชุดฝึก มี 3 ระดับ คือ 2.1 สู งกว่าเกณฑ์ 2.2 เท่าเกณฑ์ ่ 2.3 ตํ่ากว่าเกณฑ์แต่ยอมรับได้วามีประสิ ทธิภาพ 3. การทดลองหาประสิทธิภาพ แบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนที่ผลิตขึ้นมาและผ่านการทดลองหาประสิ ทธิภาพ ั ่ จะต้องให้ได้ตามเกณฑ์ที่ต้ งไว้จึงจะถือได้วาชุดการสอนนั้นมีคุณภาพ ซึ่งเราสามารถกําหนดเกณฑ์ ั ประสิ ทธิภาพของชุดการสอนได้เองเกณฑ์ประสิ ทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิ ทธิภาพของแบบฝึ ก เสริมทกษะหรื อชุดการสอนที่จะช่วยใหผเู ้ รียนเกิดการเรียนรู้อยในระดบที่ผผลิตชุดการสอนพึงพอใจ ั ้ ู่ ั ู้ หากชุดการสอนน้ นมีประสิทธิภาพถึงระดบแลวชุดการสอนน้ นกมีคุณค่าที่จะนาไปเสนอผเู ้ รียนได้ ั ั ้ ั ็ ํ และให้ผลคุมค่าแก่การลงทุนในการผลิตออกมาเป็ นจํานวนมากประสิ ทธิภาพของชุดการสอน ้ หมายถึง คุณภาพของชุดสื่ อประสมที่สร้างขึ้นมาในชุดการสอนนั้น เอ้ืออานวยเก้ือหนุนใหผเู ้ รียนเกิด ํ ้ การเรียนรู้เขาใจในเน้ือหาบทเรียนน้ นเป็นอยางดีนนเอง ้ ั ่ ่ั การกําหนดเกณฑ์ประสิ ทธิภาพสามารถกระทําได้โดยการประเมินผลพฤติกรรมของ ผูเ้ รี ยน 2 ลกษณะ คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมข้นสุดทาย (ผลลัพธ์) เราจะ ั ั ้
23.
32 กําหนดให้ค่าประสิ ทธิภาพของกระบวนการเป็ น
E1 และประสิ ทธิภาพของผลลัพธ์ เป็ น E2 การ ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือการประเมินผลต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย พฤติกรรมย่อยๆ หลายๆ อย่างเรี ยกว่ากระบวนการ (Process) ของผูเ้ รี ยนซึ่งเราสามารถสังเกตไดจาก ้ การประกอบกิจกรรมกลุ่ม (รายงานของกลุ่ม) การปฏิบติงานรายบุคคลอันได้แก่งานที่มอบหมายและ ั กิจกรรมอื่นใดที่ผสอนกาหนดไว ้ การประเมินพฤติกรรมขั้นสุ ดท้าย (Terminal Behavior) คือ ู้ ํ การประเมินผลผลลัพธ์ เป็นการประเมินผลสมฤทธ์ ิ ผลทางการเรียนของผเู ้ รียนในเน้ือหาแต่ละหน่วย ั โดยพิจารณาผลการสอบหลังเรี ยน ประสิ ทธิภาพของแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนจะพิจารณา ั ้ ํ ่ จากเกณฑที่ผผลิตชุดการสอนจะไดกาหนดข้ ึนวา ผเู ้ รียนจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดบใด จึงจะ ์ ู้ ั เป็ นที่ยอมรับได้วาอยูในระดับเป็ นที่น่าพอใจ โดยจะกาหนดไว ้ 2 ส่วน คือ ในส่วนของกระบวนการ ่ ่ ํ ํ และประสิ ทธิภาพของผลลัพธ์ โดยกาหนดเป็นเปอร์เซ็นตของผลเฉลี่ยของคะแนนแบบฝึกหด หรื อ ์ ั กิจกรรมอื่นใดที่กาหนดไวในแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนของผเู ้ รียนทุกคน (E1) และ ํ ้ ั เปอร์เซ็นต์ของผลเฉลี่ยของผลการสอบหลังเรี ยนของผูเ้ รี ยน (E2) นันคือ E1/E2 จะเท่ากบ ประสิ ทธิภาพ ่ ั ของกระบวนการ/ประสิ ทธิภาพของผลลัพธ์ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2551: 4) ความหมายในการตั้งเกณฑ์น้ น ถ้าหากเราตั้งเกณฑ์ค่า E1/E2 = 90/90 นัน หมายความว่า เมื่อ ั ่ ผเู ้ รียนเรียนจากแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนแลว คานวณผลเฉลี่ยคะแนนที่ผเู ้ รียน คานวณผล ั ้ ํ ํ เฉลี่ยของคะแนนที่ผเู ้ รี ยนทุกคน สามารถทําแบบฝึ กหัดหรื องานได้ผลเฉลี่ย 90 % และทําแบบทดสอบ ั ้ ่ั ํ หลงเรียนไดผลเฉลี่ย 90 % นนเอง การที่จะกาหนดเกณฑ์ E1/E2ใหมีคาเท่าใด ผผลิตชุดการสอนจะเป็น ้ ่ ู้ ผูพิจารณา ตั้งได้ตามความเหมาะสม โดยปกติเนื้อหาวิชาที่เป็ นความรู ้ ความจํา ก็มกจะตั้งเกณฑ์ไว้ที่ ้ ั 80/80 85/85 หรื อ 90/90 ส่ วนเนื้อหาวิชาที่เป็ นความรู ้ทางด้านทักษะหรื อเจตคติที่จาเป็ นจะต้องใช้ ํ ระยะค่อนขางยาวนาน ที่จะทําให้ผเู ้ รี ยนเกิดทักษะหรื อเปลี่ยนแปลงเจตคติได้ ดังนั้น จึงอาจตั้งตํ่ากว่า ้ เช่น 75/75 เป็นตน แต่อย่างไรก็ตามผูผลิตก็ไม่ควรตั้งเกณฑ์ไว้ต่าจนเกินไปนักเพราะจะทําให้ ้ ้ ํ ประสิ ทธิภาพของชุดการสอนที่ได้ไม่มีประสิ ทธิภาพเพียงพอได้ เนื่องจากไม่ได้มีการปรังปรุ งแต่อย่าง ใด ซ่ ึงโดยปกติทวไปแลวในข้ นตอนการทดลองคร้ ังแรกๆ จะได้ค่าประสิ ทธิภาพที่ต่าแต่เมื่อได้รับการ ่ั ้ ั ํ ้ ปรับปรุ งแกไขแลว ค่าประสิ ทธิภาพของแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนกจะสูงข้ ึนเรื่อยๆ และใน ้ ั ็ ขณะเดียวกันหากได้ค่าประสิ ทธิภาพสูงมากๆ กไม่ควรจะตดสินใจยอมรับค่าน้ นในทนทีเพราะค่า ็ ั ั ั ประสิ ทธิภาพที่สูง อาจจะเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น เน้ือหาที่จดใหง่ายกวาของผเู ้ รียนหรือ ั ้ ่ ข้อสอบยังไม่ดีพอ โดยอาจจะเกิดจากการสร้างตวเลือกไม่ดี เดาง่าย เป็นตน ดงน้ น ผผลิตแบบฝึกเสริม ั ้ ั ั ู้ ทกษะหรือชุดการสอนตองตรวจสอบกระบวนการในการผลิตแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนใน ั ้ ั แต่ละขั้นว่า ถูกตองและเหมาะสมเพียงใดอีกดวย (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2551: 4) ้ ้ ชยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ (2523: 134–143) กล่าวว่า การทดลองประสิ ทธิภาพ เมื่อผลิต ั แบบฝึ กเสริ มทกษะขึ้นมาแล้ว ต้องนําแบบฝึ กเสริ มทกษะไปหาประสิ ทธิภาพตามขั้นตอน ดังนี้ ั ั
24.
33
3.1 การทดลองแบบเดี่ยว (1: 1) คือ การทดลองกับผูเ้ รี ยน 3 คน โดยใชผเู ้ รี ยนที่มีระดับ ้ สติปัญญาสู ง ปานกลาง ตํ่า นําผลที่ได้คานวณหาประสิ ทธิภาพ เสร็ จแล้วนํามาปรับปรุ งให้ดีข้ ึน ปกติ ํ คะแนนที่ไดจากการทดลองจะมีค่าต่ากวาเกณฑ์ ้ ํ ่ 3.2 การทดลองกลุ่ม (1: 10) คือ การทดลองกับผูเ้ รี ยน 6–10 คน โดยใช้ผเู ้ รี ยนที่มีระดับ สติปัญญาสู ง ปานกลาง ตํ่า คละกันนําผลที่ได้คานวณหาประสิ ทธิภาพ เสร็ จแล้วนํามาปรับปรุ งให้ ํ สมบูรณ์ข้ ึน 3.3 การทดลองภาคสนาม (1: 100) เป็ นการทดลองที่ใช้ครู 1 คน ต่อผูเ้ รี ยน 10–100 คน นกเรียนที่เลือกมาทดลองจะตองมีท้ งนักเรี ยนเก่ง ปานกลาง อ่อน คละกันนาผลที่ไดคานวณหา ั ้ ั ํ ้ ํ ประสิ ทธิภาพ หากตํ่ากวาเกณฑมากเกินกวาที่กาหนดไว ้ หากต่าจากเกณฑไม่เกินร้อยละ 2.5 ก็ยอมรับ ่ ์ ่ ํ ํ ์ แต่ถาต่างกันมากต้องกําหนดเกณฑ์ประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะใหม่ตามหลักความเป็ นจริ ง ้ ั สูตรการคํานวณหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะ E1/E2 ตามเกณฑ์ 80/80 ั E1 หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทากิจกรรมระหวางเรียนจากแบบ ํ ่ ฝึ กเสริมทกษะหรือชุดการสอนของผูเ้ รี ยน (ประสิ ทธิภาพของกระบวนการเรี ยนรู ้) ั E2 หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทาแบบทดสอบหลงการเรียนของ ํ ั ผูเ้ รี ยน (ประสิ ทธิภาพของผลลัพธ์การเรี ยนรู ้) การคํานวณสามารถคํานวณได้จากสูตร (มนตรี แยมกสิกร. 2551: 12) ้ ΣΧ Ν Ε1 = × 100 Α E1 หมายถึง ค่าประสิ ทธิภาพของกระบวนการเรี ยนรู ้ ΣX หมายถึง ผลรวมของคะแนนกิจกรรมระหวางเรียนของผเู ้ รียนทุกคน (N คน) ่ N หมายถึง จานวนผเู ้ รียนที่ใชในการประเมินประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทกษะ ํ ้ ั A หมายถึง คะแนนเต็มของกิจกรรมระหว่างเรี ยน ΣF Ν Ε 2 = × 100 Β E2 หมายถึง ค่าประสิ ทธิภาพของผลลัพธ์การเรี ยนรู ้ ΣF หมายถึง ผลรวมของคะแนนที่ไดจากแบบทดสอบหลงเรียนจากแบบฝึ ก ้ ั เสริมทกษะของผเู ้ รียนทุกคน (N คน) ั
25.
34
N หมายถึง จานวนผเู ้ รียนที่ใชในการประเมินประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทกษะ ํ ้ ั คร้ ังน้ ี B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรี ยน 4. ความจําเป็ นที่ตองหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กเสริ มทกษะ ้ ั เมื่อทําการผลิตแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนข้ ึนมาแลว ผูผลิตจําเป็ นจะต้องทําการ ั ้ ้ ประเมินผลสื่ อประสมที่ผลิตขึ้นมานี้เสี ยก่อนที่จะนําไปใช้ในสภาพจริงต่อไปการประเมินผลแบบฝึ ก ั ็ เสริมทกษะหรือชุดการสอนกคือ การหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนนนเอง ั ั่ ็ (Developmental Testing) ซ่ ึงกคือ การนําแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนน้ นๆไปทดลองใช้ ั ั ํ (Tryout) โดยการนําไปใช้ตามขั้นตอนที่กาหนดไว้เพื่อนําข้อมูลมาปรับปรุ งแก้ไขแล้วจึงนําไปสอน จริ ง (Trial run) ต่อไป ผูผลิตแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนจําเป็ นต้องทดสอบหาประสิ ทธิภาพ ้ ั เพราะสาเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2551: 4) 1. เพื่อใหเ้ กิดความมนใจวาแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนที่สร้างขึ้นมามีคุณภาพ ั่ ่ ั 2. เพื่อใหแน่ใจไดวาแบบฝึกเสริมทกษะหรือชุดการสอนสามารถทําให้การเรี ยนการสอน ้ ้่ ั บรรลุวตถุประสงค์ได้อย่างแท้จริ ง ั ั ั ้่ 3. เพื่อเป็นหลกประกนไดวา เมื่อผลิตออกมาเป็ นจํานวนมากๆ แลว สามารถใช้ได้เป็ นอย่างดี ้ คุมค่ากับการลงทุน ้ การหาดัชนีประสิ ทธิผลแบบฝึกเสริมทักษะ ั ้ ดัชนีประสิ ทธิผล (Effectiveness Index) หมายถึง ตวเลขที่แสดงความกาวหนาในการเรียนของ ้ ผเู ้ รียน โดยเทียบคะแนนที่เพิมข้ ึนจากคะแนนการทดสอบก่อนเรียนกบคะแนนที่ไดจากการทดสอบ ่ ั ้ หลงเรียน และคะแนนเตมหรือคะแนนสูงสุดกบคะแนนที่ไดจากการทดสอบก่อนเรียน ซ่ ึงรู ปแบบ ั ็ ั ้ การหาค่าดัชนี ประสิ ทธิผล มีลกษณะดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2542: 1–3 อ้างอิงมาจาก Goodman, ั Fletcher and Schneider. 1980: 30–34) Ε.Ι. = คะแนนรวมทดสอบหลังเรียน - คะแนนรวมทดสอบก่อนเรียน (จํานวนนักเรียน × คะแนนเต็ม) - คะแนนรวมทดสอบก่อนเรียน จากสู ตรการหาค่าดัชนีประสิ ทธิผล (E.I.) หมายถึง จํานวนเศษของ E.I. จะเป็นเศษที่ไดจาก ้ การวดระหวางการทดสอบก่อนเรียน และการทดสอบหลงเรียน ซ่ ึงคะแนนท้ ง 2 ชนิดน้ ีจะแสดงถึงค่า ั ่ ั ั ร้อยละของคะแนนรวมสู งสุ ดที่ทาได้ ํ
26.
35
ตัวหารของดัชนี คือ ความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรี ยน และคะแนนสูงสุ ดที่ นักเรี ยนจะสามารถทําได้ ฮอฟแลนด์ (เผชิญ กิจระการ, 2542: 1; อ้างอิงมาจาก Hovland, 1949; unpaged) ไดเ้ สนอดชนี ั ประสิทธิผล (Effectiveness Index) ซึ่งคํานวณได้จากการหาความแตกต่างของการทดสอบก่อน การทดลอง และการทดสอบหลังการทดลองด้วยคะแนนสูงสุ ดที่สามารถทําเพิ่มขึ้นได้ ฮอฟแลนด์ เสนอว่าค่าความสัมพันธ์ของการทดลอง จะสามารถกระทําได้อย่างถูกต้องแน่นอนจะต้องคํานึงถึง ความแตกต่างของคะแนนพื้นฐาน (คะแนนทดสอบก่อนเรี ยน) และคะแนนที่สามารถไดสูงสุด ดัชนี ้ ประสิ ทธิผลจะเป็ นตัวชี้ถึงขอบเขตและประสิ ทธิภาพสูงสุ ดของสื่ อ เวบบ์ (เผชิญ กิจระการ, 2542: 2; อ้างอิงมาจาก Webb, 1963; unpaged) ไดเ้ ปรียบเทียบความ แตกต่างของคะแนนโดยใชวธี 3 แบบ ซึ่งเพิ่มเติมจากดัชนีประสิ ทธิภาพของฮอฟแลนด์ โดยเวบบ์ให้ ้ิ ความสนใจค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนน ซึ่งเรี ยกว่าวิธีการ Conventional โดยจะคานวณจากการนําค่า ํ คะแนนร้อยละของกลุ่มควบคุม ลบออกจากคะแนนร้อยละของกลุ่มทดลอง ซ่ ึงหารด้วยคะแนนร้อยละ ของกลุ่มควบคุม ผลที่ไดจะแสดงเป็นร้อยละที่เพิ่มข้ ึน (หรื อลดลง) เปรียบเทียบกบคะแนนของกลุ่ม ้ ั ควบคุม ดัชนีประสิ ทธิผลสามารถนํามาประยุกต์ใช้เพื่อประสิ ทธิผลสื่ อ โดยเริ่ มจากการทดสอบ ่ นักเรี ยน ซึ่งเป็ นตัววัดว่าผูเ้ รี ยนมีความรู ้พ้นฐานอยูในระดับใด รวมถึงการวัดทางความเชื่อ เจตคติ ื และความต้ งใจของผเู ้ รียน นําคะแนนที่ไดจากการทดสอบมาแปลงให้เป็ นร้อยละ หาค่าคะแนน ั ้ สูงสุ ดที่เป็ นไปได้ จากน้ นนานกเรียนเขารับการทดลอง เสร็จแลวทาการทดสอบหลงเรียน นาคะแนนที่ ั ํ ั ้ ้ ํ ั ํ ได้ไปหาค่าดัชนีประสิ ทธิผล โดยนาคะแนนก่อนเรียนไปลบออกจากคะแนนหลงเรียน ไดเ้ ท่าใดนามา ํ ั ํ หารด้วยค่าที่ได้จากค่าทดสอบก่อนเรี ยนสูงสุ ดที่ผเู ้ รี ยนจะสามารถทําได้ ลบด้วยคะแนนทดสอบก่อน เรี ยน โดยทําให้อยูในรู ปร้อยละ จากการคํานวณ พบว่า ค่าดัชนีประสิ ทธิผลจะมีค่าอยูระหว่าง ่ ่ -1.00 ถึง 1.00 หากค่าทดสอบก่อนเรียนเป็น 0 และการทดสอบหลงเรียนปรากฏวานกเรียนไม่มีการ ั ่ ั เปลี่ยนแปลง คือ ไดคะแนน 0 เท่าเดิม ้ คุณภาพผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ปี การศึกษา 2552 และ 2553 โรงเรียนบานดอนกลอย (2553: 2) ได้รายงานการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน นักเรี ยน ้ ั ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เปรียบเทียบกบปีการศึกษา 2553 ดังตาราง 3
27.
36 ตาราง 3 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี
ยน นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบานดอนกลอย ปี การศึกษา 2552 เปรี ยบเทียบกับปี การศึกษา 2553 ้ ชั้น กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ปีการศึกษา 2552 ปีการศึกษา 2553 ความก้าวหน้า ภาษาไทย 80.74 82.13 +1.39 คณิ ตศาสตร์ 84.52 85.27 +0.75 วทยาศาสตร์ ิ 79.35 80.81 +1.46 สังคมศึกษา ศาสนา และ 69.52 79.40 +9.88 วัฒนธรรม ป.1 ประวัติศาสตร์ - 74.45 - สุขศึกษาและพลศึกษา 74.91 77.86 +2.95 ศิลปะ 78.17 79.13 +0.96 การงานอาชีพและ 73.96 77.77 +3.81 เทคโนโลยี ภาษาอังกฤษ 74.91 77.95 +3.04 เฉลี่ยร้อยละ 77.02 79.41 +2.39 ที่มา: โรงเรียนบานดอนกลอย (2553: 2) ้ จากตาราง 3 พบว่า นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบานดอนกลอย โดยภาพรวมปี ้ การศึกษา 2552 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนร้อยละ 77.02 ส่วนปีการศึกษา 2553 มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนร้อยละ 79.41 มีความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ 2.39 เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ พบว่า มีความก้าวหน้า ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เรี ยงจากมากไปหาน้อย คือ อันดับที่ 1 กลุ่มสาระ การเรียนรู้สงคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีความก้าวหน้าร้อยละ 9.88 อันดับที่ 2 กลุ่มสาระ ั การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าร้อยละ 3.81 อันดับที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ มีความก้าวหน้าร้อยละ 3.04 อันดับที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มี ความกาวหนาร้อยละ 2.95 อันดับที่ 6 กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้วิทยาศาสตร์ มีความก้าวหน้าร้อยละ 1.46 ้ ้ อันดับที่ 7 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีความกาวหนาร้อยละ 1.39 อันดับที่ 8 กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ้ ้ ศิลปะ มีความกาวหนาร้อยละ 0.96 และอันดับที่ 9 กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้คณิ ตศาสตร์ มีความก้าวหน้า ้ ้ ร้อยละ 0.75
28.
37 งานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง
่ 1. งานวิจยในประเทศ ั ฉลวย แสนคาหล่อ (2549) ได้ศึกษาผลการใชแบบฝึกเสริมทกษะคาที่มีตวสะกดไม่ตรง ํ ้ ั ํ ั มาตราตัวสะกดไทยของนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรี ยนอนุบาลแม่สาย สํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาเชียงราย เขต 3 การวิจยครั้งนี้มีวตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง ั ั คําที่มีตวสะกดไม่ตรงมาตราตัวสะกดไทยของนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 ศึกษาเปรี ยบเทียบ ั ผลสมฤทธ์ ิทางการเรียนของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปี ที่ 2 โดยประชากรไดแก่ นกเรียนช้ น ั ั ั ้ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรี ยนอนุบาลแม่สาย สํานักงานเขตพื้นที่ศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาคเรี ยนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิธีสุ่มแบบเจาะจง เป็ นกลุ่มทดลอง ได้แก่ นกเรียนช้ นประถมศึกษา ั ั ปี ที่ 2/1 จํานวน 37 คน เป็นกลุ่มควบคุม ได้แก่ นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 จํานวน 36 คน เครื่ องมือในการวิจยคือ แบบฝึ กเสริ มทักษะภาษาไทย เรื่ อง คําที่มีตวสะกดไม่ตรงมาตราตัวสะกดไทย ั ั แบบทดสอบวดผลสมฤทธ์ ิทางการเรียน แผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หา ั ั ั ค่าเฉลี่ย ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า ประสิ ทธิภาพแบบฝึ กเสริ มทักษะ ภาษาไทย เรื่ อง คําที่มีตวสะกดไม่ตรงมาตราตัวสะกดไทยที่สร้างขึ้นสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กาหนดไว้ ั ํ นักเรี ยนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนสู งกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80 ที่กาหนดไว ้ ํ จุรีพนธ์ ภาษี (2550) ไดศึกษาผลการอ่านอย่างมีวจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ั ้ ิ ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โดยใชแบบฝึกทกษะประกอบการจดกิจกรรมแบบกลุ่มร่วมมือ โดยมี ้ ั ั ความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรี ยนรู ้การอ่านอย่างมีวจารณญาณ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โดย ิ ใชแบบฝึกทกษะประกอบการจดกิจกรรมแบบกลุ่มร่ วมมือ ที่มีประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 เพื่อหา ้ ั ั ดชนีประสิทธิผลของแผนการจดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนกเรียนช้ น ั ั ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรี ยนบ้านบุญช่วย สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จํานวน 24 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่ มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่ องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการจัดการเรี ยนรู ้เรื่ องการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยช้ นประถมศึกษา ั ปี ที่ 5 โดยใชแบบฝึกทกษะประกอบการจดกิจกรรมแบบกลุ่มร่วมมือ จานวน 10 แผน แบบทดสอบวัด ้ ั ั ํ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนเรื่ องการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชนิดเลือกตอบ 4 ตวเลือก จํานวน 30 ข้อ ซ่ ึง ั มีค่าอานาจจาแนก (B) ตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.82 และมีคาความเชื่อมัน (rtt) ของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ ํ ํ ่ ่ 0.81 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านอย่างมีวิจารณญาณกลุ่ม ั สาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โดยใชแบบฝึกทกษะประกอบการจดกิจกรรมแบบ ้ ั ั กลุ่มร่ วมมือ ที่สร้างขึ้นมีประสิ ทธิภาพเท่ากับ 85.43/80.13 และมีดชนีประสิ ทธิผลเท่ากับ 0.54 แสดง ั ่ ั ้ วานกเรียนมีความกาวหนาในการเรียนร้อยละ 54 ้
29.
38
โดยสรุปแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านอยางมีวจารณญาณ โดยใชแบบฝึก ั ่ ิ ้ ทกษะประกอบการจดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ช่วยใหนกเรียนเกิดการเรียนรู้เป็นอยางดี ั ั ้ ั ่ ทําให้นกเรี ยนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนสูงตามเป้ าหมายที่กาหนดไว้ จึงควรสนับสนุนครู ภาษาไทย ั ํ นําวิธีน้ ีไปใช้เพื่อให้การเรี ยนการสอนภาษาไทยเป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิภาพ จิตสมาน คร้ามมี (2551) การดาเนินการพฒนาแบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคา ชั้น ํ ั ั ํ ประถมศึกษาปี ที่ 1 สาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย มีวตถุประสงค์เพื่อ 1) พฒนาแบบฝึกทกษะการเขียน ั ั ั สะกดคา สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรี ยนเทศบาล 5 (วัดพันปี ) สานก ํ ํ ั การศึกษาเทศบาลนครพิษณุโลก 2) หาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กการเขียนสะกดคํา สาระการเรี ยนรู ้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 จานวน 9 ชุด โดยการหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กตามเกณฑ์ ํ มาตรฐาน 80/80 3) ศึกษาเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนภาษาไทยของนกเรียน ชั้นประถมศึกษา ั ปี ที่ 1 ที่ไดรับการฝึกโดยใชแบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคา สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ้ ้ ั ํ ประถมศึกษาปี ที่ 1 ก่อนและหลงการใชแบบฝึก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ คือ นกเรียนช้ น ั ้ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรี ยนเทศบาล 5 (วัดพันปี ) สํานักการศึกษาเทศบาลนครพิษณุโลก ภาคเรี ยนที่ 2 ปี การศึกษา 2550 จานวนนกเรียน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่ มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่ องมือที่ใช้ใน ํ ั การดําเนินการ คือ 1) แผนการจดการเรียนรู้ จํานวน 9 แผน 2) แบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคาใน ั ั ํ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 จํานวน 9 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกด คา จํานวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.35-0.75 ค่าอํานาจจําแนก ระหว่าง 0.25-0.75 สถิติที่ ํ ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง เปรี ยบเทียบ ้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลงเรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test Dependent Sample) ั ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคาในภาษาไทยช้ นประถมศึกษาปีที่ 1โรงเรี ยนเทศบาล 5 ั ํ ั (วัดพันปี ) ที่ผรายงานสร้างขึ้นมีประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ 89.58/84.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ต้ งไว ้ ู้ ั คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนภาษาไทยของนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 ที่ได้รับการฝึ ก โดยใชแบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคาในภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 หลงเรียนสูงกวาก่อนเรียน ้ ั ํ ั ่ อย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ั กัลยาณี บุญประสิ ทธิ์ (2551) ไดศึกษาผลการจดกิจกรรมการเรียนรู◌้ภาษาไทย โดยใช้ ้ ั แบบฝึ กทักษะ เรื่ อง การอ่านการเขียนคําควบกลํ้าที่มีตว ร ล ว ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 ผลการศึกษา ั พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ภาษาไทย โดยใช้แบบฝึ กทักษะ เรื่ อง การอ่านการเขียนคําควบ กลํ้าที่มีตว ร ล ว ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 มีประสิ ทธิภาพเท่ากับ 86.04/85.56 ดัชนีประสิ ทธิผลของ ั แผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้เท่ากบ 0.6300 ซึ่งหมายถึง ผูเ้ รี ยนมีความรู ้เพิ่มขึ้นคิดเป็ นร้อยละ 63.00 ั ั
30.
39 นกเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนดวยแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้แบบฝึ ก
ั ้ ั ทักษะ เรื่ อง การอ่านการเขียนคําควบกลํ้าที่มีตว ร ล ว โดยรวมและรายด้าน 3 ด้าน คือ ด้านสาระการ ั เรียนรู้ ดานการจดกระบวนการเรียนและสื่อการสอน และดานการประเมินผล อยในระดบมาก ้ ั ้ ู่ ั ผานิตา เพิ่มพูนทรัพย์ (2551) ไดศึกษาผลการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านสาหรับ ้ ้ ํ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ดวยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิด และกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ ก ั ั ้ ทกษะ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อพฒนาแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านสาหรับ ั ั ั ้ ํ นกเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิดและกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ ก ั ทกษะใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิ ทธิผล ของแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ ั ้ ั เพื่อเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน ทกษะการอ่านระหวางนกเรียนที่เรียนโดยการจดกิจกรรม ั ่ ั ั ดวยกลุ่มร่วมมือที่ใชแผนผงความคิดและกลุ่มร่วมมือที่ใชแบบฝึกทกษะ (4) เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ ้ ้ ั ้ ั ทางการเรียนทกษะการอ่านระหวางก่อนเรียนและหลงเรียนของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรี ยน ั ่ ั ั ั โดยการจดกิจกรรมดวยกลุ่มร่วมมือที่ใชแผนผงความคิดและกลุ่มร่วมมือที่ใชแบบฝึกทกษะ และเพื่อ ั ้ ้ ั ้ ั ศึกษาความพึงพอใจของนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยแผนการจัดกิจกรรม การเรี ยนรู ้ภาษาไทยด้านการอ่านทั้งสองแบบ กลุ่มตวอยางเป็นนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ั ่ ั ั โรงเรียนบานนาโปใหญ่–โคกสุ วรรณ จํานวน 60 คน ภาคเรี ยนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ซึ่งได้มาจาก ้ การสุ่ มแบบกลุ่ม เครื่ องมือที่ใช้ในการวิจยมี 4 ชนิด ไดแก่ แผนการจดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ท้ งสอง ั ้ ั ั ่ รู ปแบบจํานวน 20 แผน มีความเหมาะสมอยูในระดับมากที่สุด โดยมีคาเฉลี่ยเท่ากับ 4.89 และ 4.81 ่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนเรื่ องการอ่าน ชนิดเลือกตอบ 3 ตวเลือก จํานวน 20 ข้อซึ่งมี ั ค่าอํานาจจําแนกตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.94 มีค่าความเชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ่ ทางการเรี ยน เรื่ องการอ่าน ชนิดเลือกตอบ 3 ตวเลือก จํานวน 20 ข้อ ซ่ ึงมีค่าอานาจจาแนกต้ งแต่ 0.20 ั ํ ํ ั ถึง 0.74 มีค่าความเชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และแบบวัดความพึงพอใจแบบมาตราส่ วนประมาณค่า ่ จํานวน 10 ข้อ มีค่าอานาจจาแนกต้ งแต่ 0.56-0.95 มีค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ํ ํ ั ่ ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test (Independent Samples) ผลการวิจยปรากฏดังนี้ ั 1. แผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านสาหรับนกเรียนช้ น ั ้ ํ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิด มีประสิ ทธิภาพ เท่ากับ 89.86/84.35 ซ่ ึงสูง ่ ํ กวาเกณฑ์ 80/80 ที่กาหนดไว้ และแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่าน สาหรับ ั ้ ํ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะมีประสิ ทธิภาพ เท่ากับ 82.30/81.67 ั ั ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กาหนดไว ้ ํ
31.
40
2. แผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านสาหรับนกเรียนช้ น ั ้ ํ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิดมีค่าดัชนีประสิ ทธิผลเท่ากับ 0.5052 แสดงว่า นกเรียนมีความรู้เพิ่มข้ ึนจากก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 50.52 และแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ ั ั ภาษาไทยดานการอ่านสาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะ ้ ํ ั ั โดยรวมมีค่าดัชนีประสิ ทธิผลเท่ากับ 0.4685 แสดงวา นกเรียนมีความกาวหนาในการเรียนร้อยละ ่ ั ้ ้ 46.85 3. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนดวยแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ั ั ้ ั ด้านการอ่านด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิดมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนสูงกว่านักเรี ยนที่เรี ยนด้วย แผนการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านสาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้ ้ ํ ั ั แบบฝึ กทักษะอย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ั 4. นกเรียนที่เรียนดวยแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านสาหรับนกเรียนช้ น ั ้ ั ํ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิดและกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรี ยนอย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05ั 5. นักเรี ยนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนดวยแผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ้ ั ด้านการอ่านสําหรับนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ด้วยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิด และดวย ้ กลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะ อยูในระดับมาก ่ โดยสรุป แผนการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านทั้งสองรู ปแบบมี ั ประสิ ทธิภาพและประสิ ทธิผลเหมาะสม นักเรี ยนมีความพึงพอใจอยูในระดับมาก จึงควรสนับสนุนให้ ่ ครูภาษาไทยนาการจดกิจกรรมแบบน้ ีไปใชในการจดการเรียนการสอน จะช่วยใหนกเรียนมี ํ ั ้ ั ้ ั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนสู งขึ้น อุบล ไกรษร (2551) รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทกษะการอ่าน คิดวเิ คราะห์โดยใช้ ั บทเพลง กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 การวิจยครั้งนี้ มีวตถุประสงค์ เพื่อหา ั ั ประสิ ทธิภาพแบบฝึ กทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้บทเพลง กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 5 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ ดานการอ่าน คิดวิเคราะห์ ้ ระหวางก่อนเรียนและหลงเรียนดวยแบบฝึกทกษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใชบทเพลง และเพื่อศึกษา ่ ั ้ ั ้ ความพึงพอใจของนักเรี ยนที่มีต่อการใช้แบบฝึ กทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้บทเพลง ประชากร ที่ใช้ในการวิจยครั้งนี้คือ นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ภาคเรี ยนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรี ยนบ้าน ั ควนดิน อาเภอหนองจิก จงหวดปัตตานี จานวน 33 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive ํ ั ั ํ Selection) มีแบบแผนการวิจย คือ One Group Pretest-Posttest Design เครื่ องมือที่ใช้ในการวิจย ั ั ประกอบด้วย แผนการจดการเรียนรู้ จานวน 20 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ดานการอ่าน คิด ั ํ ้ วิเคราะห์ จํานวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมัน 0.88 แบบฝึ กทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้บทเพลง ่
32.
41 จานวน 20 แบบฝึ
ก และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึ กทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้ ํ บทเพลง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล คือ ค่ากลาง โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ้ ผลการวิจยพบว่า ประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้บทเพลง กลุ่มสาระการ ั เรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 มีประสิ ทธิภาพ 85.36/84.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ต้ งไว้ ั คือ 80/80 นักเรี ยนที่เรี ยนด้วยแบบฝึ กทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้บทเพลง มีผลสัมฤทธิ์ดาน ้ การอ่าน คิดวิเคราะห์ หลังเรี ยนสู งกว่าก่อนเรี ยน และนกเรียนที่เรียนดวยแบบฝึกทกษะการอ่าน คิด ั ้ ั ่ วิเคราะห์โดยใช้บทเพลง มีความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด มีคาเฉลี่ย 4.64 ่ สุ ภาพ ปะพล (2551) รายงานการพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 โดยมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ที่มีประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของ นกเรียนระหวางคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลงเรียน เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของ ั ่ ั นกเรียน และเพื่อหาดัชนีประสิ ทธิผลของการเรี ยน ด้วยแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง มาตราตัวสะกด ั ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ภาคเรี ยนที่ 1 ปี การศึกษา 2550 โรงเรียนบานโนนมะเฟือง สํานักงานเขตการพื้นที่การศึกษานครราชสี มา เขต 6 อาเภอบวใหญ่ ้ ํ ั จังหวัดนครราชสี มา จานวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เวลาที่ใช้ ํ ภาคเรี ยนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จานวน 16 ชัวโมง (ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและหลงเรียน) ํ ่ ั เครื่องมือที่ใชไดแก่ แบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ อง มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 จานวน 8 ้ ้ ั ํ ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน เรื่ อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้น ั ่ ํ ประถมศึกษาปี ที่ 3 ซึ่งเป็ นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตวเลือก ที่มีคาอานาจจาแนก (B) ตั้งแต่ 0.20– ํ 0.62 จานวน 30 ข้อ มีค่าความความเชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 แบบทดสอบย่อยท้ายแบบฝึ กทักษะ ํ ่ จานวน 8 ฉบบๆ ละ 10 ข้อ และแบบสอบถามวดความพงพอใจของนกเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ ํ ั ั ึ ั แบบฝึกทกษะภาษาไทย จํานวน 15 ขอ ซ่ ึงมีค่าอานาจจาแนก t-test ตั้งแต่ 17.299 ถึง 28.235 และค่า ั ้ ํ ํ ความเชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.949 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่ วน ่ ้ เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิ ทธิผล (E.I.) การทดสอบสมมติฐาน ใช้ t-test (Dependent Sample) โดยวิเคราะห์ขอมูลด้วยโปรแกรมสําเร็ จรู ป (SPSS 11.5 for windows) ผลการศึกษา พบว่า แบบฝึ ก ้ ทักษะภาษาไทย เรื่ อง มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มีประสิ ทธิภาพเท่ากับ 88.75/86.39 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนหลังเรี ยนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรี ยนอย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นกเรียนมี ั ั ่ ความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด และดัชนีประสิ ทธิผลของแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง มาตรา ตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6513 โดยสรุ ปแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง มาตรา ตวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ที่พฒนาขึ้นในครั้งนี้มีประสิ ทธิภาพเหมาะสม นักเรี ยนมีความสุ ขและ ั ั
33.
42 ความพึงพอใจอยูในระดับมากที่สุด ส่งผลใหผเู ้
รียนเกิดการเรียนรู้เพมข้ ึนร้อยละ 65.13 จึงเห็นควรนา ่ ้ ิ่ ํ แบบฝึกทกษะภาษาไทยน้ ีไปใชพฒนากิจกรรมการเรียนการสอนในกล่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้ ั ้ ั ุ เครื อวัลย์ หอยสงข์ (2552) รายงานการพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่าน ั และการเขียนคํายาก กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย สําหรับนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคํายาก กลุ่มสาระการ เรี ยนรู ้ภาษาไทย สําหรับนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษา ้ ผลสมฤทธ์ ิทางการเรียนรู้ของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใชแบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่อง ั ั ั ้ ั การอ่านและการเขียนคํายาก กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย สาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 2 ํ ั ั มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนรู ้หลังเรี ยนสูงกว่าก่อนเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรี ยนชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใชแบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคายาก ้ ั ํ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เป็นนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ั ั โรงเรี ยนเทศบาล 1 (บุรีราษฎร์ดรุ ณวิทยา) ตําบลในเมือง อําเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กอง การศึกษา เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กรมส่ งเสริ มการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ภาคเรี ยนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 36 คน เครื่ องมือที่ใช้ ประกอบดวย แบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่าน ํ ้ ั และการเขียนคํายาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปี ที่ 2 จํานวน ํ ั ั 8 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนรู ้ จํานวน 30 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยก่อนทําการเรี ยนการสอน ผูศึกษาได้ทาความเข้าใจกับนักเรี ยนเกี่ยวกับขั้นตอน ้ ํ ในการทดลองใชแบบฝึ กทักษะภาษาไทย ดําเนินการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนรู ้ก่อนเรี ยน ้ (Pre-test) จดการเรียนรู้ใหแก่ผเู ้ รียนตามแผนการจดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึ กทักษะภาษาไทย ชุดที่ 1 ั ้ ั ถึงชุดที่ 8 ใช้เวลาสอน 24 ครั้ง ครั้งละ 1 ชัวโมง รวม 24 ชัวโมง เป็ นเวลาประมาณ 8 สัปดาห์ ่ ่ ทําการทดสอบหลังเรี ยน (Post-test) และวัดความพึงพอใจของนักเรี ยน วิเคราะห์ขอมูลโดยใช้ ้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( Χ ) และส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทกษะ ั ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคายาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาหรับชั้นประถมศึกษา ํ ํ ปี ที่ 2 ประสิ ทธิภาพเท่ากับ 89.24/88.80 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่ต้ งไว้คือ 80/80 นกเรียนที่เรียนโดยใช้ ั ั แบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคายาก กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย สําหรับ ั ํ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนรู ้ของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 2 หลงเรียน ั ั ั ั ั สูงกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจ ั ั ั ต่อการเรียนโดยใชแบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคํายาก กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ้ ั ่ ภาษาไทย โดยรวมอยูในระดับพึงพอใจมากที่สุด ( Χ =4.58) เครื อวัลย์ ภูมิศรี แก้ว (2552) รายงานการพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและ การเขียนคา ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ในมาตราที่มีตวสะกด การศึกษาครั้งนี้มีวตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบ ํ ั ั
34.
43 ฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่
อง การอ่าน และการเขียนคําในมาตราที่มีตวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ที่มี ั ประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิ ทธิผลของแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและ การเขียนคําในมาตราที่มีตวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 และเพื่อเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนของ ั นกเรียนช้ นประถมศึกษาปี ที่ 3 ระหวางก่อนเรียนและหลงเรียน กลุ่มตวอยางเป็นนกเรียนช้ นประถมศึกษา ั ั ่ ั ั ่ ั ั ปี ที่ 3/1 โรงเรียนบานหนองบว อาเภอเมือง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรี ยนที่ 1 ้ ั ํ ปีการศึกษา 2552 จานวน 1 หองเรียน จานวนนกเรียน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ํ ้ ํ ั (Purposive Sampling) เครื่ องมือที่ใช้ในการศึกษา ไดแก่ แบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและ ้ ั การเขียนคําในมาตราที่มีตวสะกด จํานวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนแบบปรนัยชนิด ั เลือกตอบ 4 ตวเลือก จํานวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.46-0.76 ค่าอํานาจจําแนกระหว่าง 0.33- ั 0.64 และค่าความเชื่อมันของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.78 สถิติที่ใชในการวิเคราะห์ขอมูลได้แก่ ่ ้ ้ ค่าความยากง่าย ค่าอานาจจาแนก ค่าความเชื่อมัน ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ ํ ํ ่ สมมติฐานโดยการทดสอบค่าที (t-test Dependent) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคําในมาตราที่มีตวสะกดชั้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 มีประสิ ทธิภาพ 86.97/85.65 2. ค่าดัชนีประสิ ทธิผลของแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคาใน ํ มาตราที่มีตวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.7080 ซึ่งหมายความว่านักเรี ยนมีความรู ้ ั เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.80 3. นักเรี ยนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนหลังเรี ยนสูงกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยสําคัญทางสถิติ ั ที่ระดับ .01 โดยสรุป การจดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการ ั เขียนคาในมาตราที่มีตวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มีประสิ ทธิภาพและประสิ ทธิผล เหมาะสมในการ ํ ั พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทยด้านการอ่านและการเขียนคําศัพท์ที่ตรง และไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด สามารถนําไปใช้เป็นความรู้พ้ืนฐานในการเรียนรู้ในชีวิตประจําวันและ การเรี ยนในช้ นที่สูงข้ ึน และใช้เป็ นเครื่ องมือในการเรี ยนวิชาอื่นๆ ต่อไป ั เครื อวัลย์ ภูมิศรี แก้ว (2552) ไดศึกษาวิจยการเปรี ยบเทียบความสามารถด้านการอ่าน ้ ั การคิดวิเคราะห์และแรงจูงใจใฝ่สมฤทธ์ ิของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหวางการเรียนรู้ดวย ั ั ั ่ ้ กลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะกับกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิด การวิจยในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย ั เพื่อเปรี ยบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความ ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ และ แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาผลการจดกิจกรรมดานการอ่าน ั ั ั ้
35.
44 การคิดวิเคราะห์ระหว่างการเรี ยนรู ้ดวยกลุ่มร่
วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะกับกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผัง ้ ความคิด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 3 จํานวน 45 คน จาก 2 หอง ซึ่งได้มาโดย ั ั ้ การเลือกแบบเจาะจง เครื่ องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ไดแก่ แผนการจดการเรียนรู้ กลุ่มละ ้ ั 8 แผน ที่มีคุณภาพอยูในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.68 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการ ่ จับใจความ จํานวน 30 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนกรายข้อตั้งแต่ 0.28 ถึง 0.75 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.24 ถึง 0.79 และค่าความเชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ่ จํานวน 30 ข้อ มีค่าอานาจจาแนกรายขอต้ งแต่ 0.22 ถึง 0.79 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.73 และ ํ ํ ้ ั ค่าความเชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 แบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ แบบมาตราส่ วนประมาณค่า ่ 5 ระดับ จํานวน 15 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนกรายข้อตั้งแต่ 0.32 ถึง 0.76 และค่าความเชื่อมันทั้งฉบับ่ เท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล ไดแก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ้ ้ การทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Independent Samples) ผลการวิจยปรากฏดังนี้ั 1. นกเรียนที่เรียนดวยการเรียนรู้ดวยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะกับกลุ่มร่ วมมือที่ ั ้ ้ ใชแผนผงความคิด มีความสามารถด้านการอ่านจับใจความ มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และ ้ ั แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ ไม่แตกต่างกัน 2. ผลการจดกิจกรรมดานการอ่าน การคิดวิเคราะห์ ด้วยการเรี ยนรู ้ดวยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้ ั ้ ้ แบบฝึ กทักษะกับกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผังความคิด พบว่า นักเรี ยนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านสรุ ป ใจความสําคัญเพื่อจับใจความสําคัญของเรื่ อง เรี ยบเรี ยงใจความสําคัญด้วยสํานวนของตนเองนําไป เป็นองคความรู้สู่การคิดวิเคราะห์ได้ นกเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดี มีปฏิสมพันธ์ซ่ ึงกันและกัน ์ ั ั รู้จกการช่วยเหลือ ซ่ ึงกนและกน มีความกระตือรื อร้น มีพฤติกรรมใฝ่เรียนใฝ่รู้ นกเรียนเกิดความสุข ั ั ั ั สนุกสนานในการร่วมกิจกรรม โดยสรุป วิธีการเรี ยนรู ้ดวยกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แบบฝึ กทักษะกับกลุ่มร่ วมมือที่ใช้แผนผัง ้ ความคิด ครู ภาษาไทยสามารถนําไปจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอนเพื่อพฒนาใหผเู ้ รียนเกิดทกษะ ั ้ ั กระบวนการอ่าน การคิดวเิ คราะห์ได้ รัศมี กันยานุช (2552) ได้รายงานการพัฒนาแบบฝึ กทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่ม สาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ช้ นมธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างแบบฝึกทกษะการอ่านจบ ั ั ั ั ใจความ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ให้มีประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ ิ ทางการเรี ย น เรื่ อ งการอ่ า นจ ับ ใจความ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้น ํ มธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรี ยนกับเกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 80 และเพื่ อ ศึ ก ษาความพึ ง พอใจของนักเรี ยน ั ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1ที่มีต่อแบบฝึ กทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทยชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 1 ประชากรกลุ่มตัวอย่างประชากร คือ นักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรี ยนเมือง สมเด็จ กลุ่มตวอยาง คือ นกเรียนช้ นมธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรี ยนเมืองสมเด็จ องค์การบริ หารส่ วนจังหวัด ั ่ ั ั ั
36.
45 กาฬสิ นธุ์ ที่เรี
ยนวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ประจําปี การศึกษา 2552 จานวน 1 ห้องเรี ยน นกเรียน 34 คน ํ ั ไดมาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใชในการศึกษามี 3 ชนิด ไดแก่ ้ ้ ้ แผนการจัดการเรี ยนรู ้ เรื่ องการอ่านจับใจความ จํานวน 7 แผน แบบฝึ กทักษะการอ่านจับใจความ จานวน 7 แบบฝึ ก และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนเรื่ องการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ ํ การเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 จานวน 50 ข้อ ผลการศึกษา พบว่า ํ 1. แบบฝึกทกษะการอ่านจบใจความ กลุ่มสาระการเรี ย นรู ้ ภ าษาไทย ชั้น มัธยมศึ ก ษา ั ั ่ ปี ที่ 1 มีประสิทธิภาพ 87.85/83.76 สูงกวาเกณฑที่กาหนด 80/80 ์ ํ 2. นัก เรี ย นชั้น มัธยมศึ ก ษาปี ที่ 1 มีผลสัมฤทธ์ ิ ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย หลังจากเรี ยนด้วยการใช้แบบฝึ กทักษะการอ่านจับใจความ โดยได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรี ยน ํ สู งกว่าเกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 80 อย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ั 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึ กทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 อยู่ในระดบมากท้ ง 3 ดาน คือ ดานปัจจยนาเขา ดาน ั ั ้ ้ ั ํ ้ ้ กระบวนการ และด้านผลผลิต สนม ปรี ชานุกล (2552) ไดรายงานการพัฒนาแบบฝึ กทักษะการเขียนสะกดคํา กลุ่มสาระ ู ้ การเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โดยใชแบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคาและการจด ้ ั ํ ั กิจกรรม การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ ของโรงเรี ยนบ้านทรัพย์พทรา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ุ เพชรบูรณ์ เขต 1 การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อเพือหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กทักษะการเขียน ่ สะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 และการจดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ํ ั ํ ร่ วมมือ ให้มีประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ที่กาหนด 80 / 80 2) เพื่อเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกด คํากลุ่มสาระเรี ยนรู้ภาษาไทย ก่อนเรียนและหลงเรียนดวยแบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคากลุ่มสาระ ั ้ ั ํ การเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 และการจดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) ศึกษาความ ั พึงพอใจของนักเรี ยน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทกษะ การเขียนสะกดคา ั ํ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 และการจัดกิจกรรม การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ โดย ประชากรที่ใช้การศึกษาในครั้งนี้ ไดแก่นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรี ยน ที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ้ ั ั โรงเรี ยนบ้านทรัพย์พทรา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จํานวน 1 หองเรียน ุ ้ จานวนท้ งหมด 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มวิธีการสุ่ ม อย่างง่าย (Simple random sampling) และ ํ ั เครื่ องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึ กทักษะการเขียนสะกดคํา ที่ผรายงานได้สร้างขึ้น ู้ จานวน 10 เล่ม แผนการจดการเรียนรู้โดยใชรูปแบบการจดกิจกรรมการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ กลุ่มสาระ ํ ั ้ ั การเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ การเขียนสะกดคํา กลุ่มสาระ การเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปี ที่ 6 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรี ยนชั้นประถมศึกษา ปี ที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคํา และการจดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ั ั
37.
46 ร่ วมมือ ผลการศึกษา
พบว่า ประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กทกษะการเขียนสะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ั ํ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 จานวน 10 เล่ม และการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ จํานวน ํ 10 แผนการเรี ยนรู ้ มีประสิ ทธิภาพ 81.88/85.67 สูงกวาเกณฑที่กาหนด 80/80 ผลสัมฤทธิ์การเขียน ่ ์ ํ สะกดคา ของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 6 หลงเรียนโดยใช้ แบบฝึกทกษะ การเขียนสะกดคา กลุ่ม ํ ั ั ั ั ํ สาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 และการจดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีคะแนน ั ( Χ = 26.90) สู งกวาก่อนเรียน( Χ = 9.90) อย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลจากการ ่ ั ประเมินความพึงพอใจของนักเรี ยน ที่มีต่อการเรียนโดยใชแบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคา กลุ่มสาระ ้ ั ํ การเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 และการจดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือ พบว่า นกเรียน ั ั ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการเรี ยนโดยใช้ แบบฝึกทกษะการเขียนสะกดคา กลุ่มสาระั ํ การเรี ยนรู ้ภาษาไทย และการจดกิจกรรมการเรียนรู ้แบบร่ วมมือ อยูในระดับมาก ( Χ = 4.17) ั ่ สุ นีย ์ พ่วงวิจิตร์ (2552) ไดรายงานการสร้างและพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ อง ้ สนุกกับมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 การศึกษาครั้งนี้มีวตถุประสงค์เพื่อสร้างและใช้แบบฝึ ก ั ทักษะภาษาไทยเรื่ องสนุกกับมาตราตัวสะกด สาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรี ยนวัด ํ ั ั แหลมฟ้ าผ่า อําเภอพระสมุทรเจดีย ์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทยเรื่ อง สนุกกับมาตราตัวสะกดให้มีประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน ก่อนเรียนและหลงเรียนของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใชแบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ อง สนุก ั ั ั ้ ั กับมาตราตัวสะกดเทียบกบเกณฑคะแนนที่ต้ งไว้ กลุ่มเป้าหมายที่ใชในการศึกษาคร้ ังน้ ีเป็นนกเรียน ั ์ ั ้ ั ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรี ยนวัดแหลมฟ้ าผ่า อําเภอพระสมุทร เจดีย ์ จังหวัดสมุทรปราการ จํานวน 30 คน เครื่ องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย แบบฝึ ก ทกษะภาษาไทยเรื่ องสนุกกับมาตราตัวสะกด จํานวน 8 ชุด ชุดละ 20 แบบฝึกพร้อมแผนการเรียนรู้ ั เรื่ องมาตราตัวสะกด จํานวน 30 แผน แผนละ 1 ชัวโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน ่ ภาษาไทยเรื่ องสนุกกับมาตราตัวสะกด เป็นแบบเลือกตอบมี 20 ข้อ ใชเ้ วลา 60 นาที ผูรายงานเป็ น ้ ผดาเนินการสอนดวยตนเองโดยดาเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2550 และไดทาการ ู้ ํ ้ ํ ้ ํ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงเรียนก่อน จึงนําผลการทดลองมาวิเคราะห์ ั โดยการหาประสิ ทธิภาพของแบบฝึ กทักษะภาษาไทยเรื่ องสนุกกับมาตราตัวสะกด ซึ่งใช้เกณฑ์ 80/80 กระทาโดยคานวณค่าเฉลี่ยของค่าร้อยละของผลการสอบเป็ นรายเรื่ องจํานวน 8 เรื่ อง เพื่อหาค่า E และ ํ ํ 1 คํานวณค่าร้อยละของผลการสอบรวมยอด เพื่อหาค่า E และเปรียบเทียบผลการเรียนระหวางก่อนเรียน ่ และหลงเรียนจากการทดลองโดยใช้ t-test ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึ กทักษะภาษาไทย เรื่ องสนุกกับ ั มาตราตัวสะกดที่สร้างข้ ึน มีจานวน 8 ชุด ชุดละ 20 แบบฝึ ก สามารถพัฒนาทักษะการอ่านและการ ํ เขียนคําที่มีตวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตราในมาตราตัวสะกดทั้ง 8 มาตราได้ หลงจาก ั ั
38.
47 นกเรียนเรียนโดยใชแผนการจดการเรียนรู้ควบคู่กบแบบฝึกทกษะภาษาไทย เรื่ องสนุกกับมาตรา
ั ้ ั ั ั ตวสะกดแลว ผลสรุ ปการทดลองเป็ นไปตามสมมติฐานที่ต้ งไว้ ดังนี้ ั ้ ั 1. การสร้างและพัฒนาแบบฝึ กทักษะภาษาไทยเรื่ องสนุกกับมาตราตัวสะกด สาหรับ ํ นกเรียนระดบช้ นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พฒนาขึ้นมีประสิ ทธิภาพ โดยมีค่าเท่ากับ 82.37/83.66 เป็นไป ั ั ั ั ่ ตามเกณฑ์ 80/80 สรุ ปได้วาแบบฝึ กทักษะภาษาไทยเรื่ องสนุกกับมาตราตัวสะกดมีคุณภาพสูงกว่า ์ ํ เกณฑที่กาหนดไว ้ อย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ั 2. นกเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝึกทกษะภาษาไทยเรื่องสนุกกบมาตราตวสะกด ั ้ ั ั ั สําหรับนักเรี ยนระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนหลังเรี ยนสูงกว่าก่อนเรี ยน ประกายแก้ว มุกดาดี (2552) ไดศึกษาเรื่องการเปรี ยบเทียบความสามารถในการอ่าน ้ การเขียนคาที่มีตวสะกดของนกเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ที่เรียนดวยการใชแบบฝึกทกษะประสม ํ ั ั ้ ้ ั คําด้วยภาพกับแผนผังความคิด การวิจยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อเปรี ยบเทียบความสามารถใน ั การอ่าน การเขียนคําที่มีตวสะกดของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการใช้แบบฝึ กทักษะ ั ั ั การประสมคําด้วยภาพ กับแผนผังความคิดและศึกษาความคงทนในการเรี ยนรู ้ กลุ่มตัวอย่าง ไดแก่ ้ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบานภูเงิน (อินทรสุ ขศรี ) ภาคเรี ยนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ั ั ้ จํานวน 32 คน จาก 2 ห้องเรี ยน หองละ 16 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive ้ Sampling) กาหนดเป็นกลุ่มทดลองที่ใชแบบฝึกทกษะประสมคาดวยภาพ และกลุ่มทดลองที่ใชแผนผง ํ ้ ั ํ ้ ้ ั ความคิด เครื่ องมือที่ใช้ในการวิจยมี 3 ชนิด ไดแก่ แผนการจดการเรียนรู้โดยใชแบบฝึกทกษะการ ั ้ ั ้ ั ประสมคําดวยภาพ และแผนผังความคิด อย่างละ 16 แผน ทําการสอนแผนละ 1 ชัวโมง แบบทดสอบ ้ ่ วัดความสามารถในการอ่าน การเขียนคําที่มีตวสะกด จํานวน 10 ฉบบ เป็นชนิดอตนย ประกอบด้วย ั ั ั ั ฉบับที่ 1-8 ใชทดสอบทายแผนการจดการเรียนรู้ ฉบบละ 10 ข้อ ฉบับที่ 9-10 เป็นชนิดที่ใหนกเรียน ้ ้ ั ั ้ ั ํ อ่านและเขียนคําที่กาหนดให้ จํานวน 30 คา ใช้ทดสอบหลังการทดลอง และแบบฝึกทกษะการประสม ํ ั คําจากภาพเพือพัฒนาความสามารถในการอ่านและเขียนคําที่มีตวสะกด จํานวน 8 ชุด ชุดละ 3 ่ ั กิจกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ ้ สมมุติฐานใช้ The Mann-Whitney U Test และ The Wilcoxon Matched Pairs Signed-Ranks Test ผลการวิจยปรากฏดังนี้ ั 1. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนดวยการใชแบบฝึกทกษะการประสมคาดวย ั ั ้ ้ ั ํ ้ ภาพกับแผนผังความคิดมีความสามารถในการอ่านคําที่มีตวสะกดของแตกต่างกันอย่างมีนยสําคัญทาง ั ั สถิติที่ระดบ.05 โดยคะแนนเฉลี่ยของนกเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝึกทกษะการประสมคาดวยภาพสูง ั ั ้ ั ํ ้ ่ กวาคะแนนเฉลี่ยนกเรียนที่ใชแผนผงความคิด ั ้ ั 2. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนดวยการใชแบบฝึกทกษะการประสมคาดวย ั ั ้ ้ ั ํ ้ ภาพกับแผนผังความคิดมีความสามารถในการเขียนคําที่มีตวสะกดของนกเรียน ไม่แตกต่างกัน ั ั
39.
48
3. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรี ยนด้วยแบบฝึ กทักษะการประสมคําด้วยภาพมี ั ั ความคงทนของความสามารถในการอ่านคําที่มีตวสะกดเฉลี่ยหลังเรี ยนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ร้อยละ ั 92.08 4. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนดวยแผนผงความคิด มีความคงทนของ ั ั ้ ั ความสามารถในการอ่านคําที่มีตวสะกดเฉลี่ยหลังเรี ยนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ ร้อยละ 89.60 ั 5. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรี ยนด้วยแบบฝึ กทักษะการประสมคําด้วยภาพมี ั ั ความคงทนของความสามารถในการเขียนคําที่มีตวสะกดเฉลี่ยหลังเรี ยนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ร้อยละ ั 90.75 6. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนดวยแผนผงความคิด มีความคงทนของ ั ั ้ ั ความสามารถในการเขียนคําที่มีตวสะกดเฉลี่ยหลังเรี ยนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ ร้อยละ 87.04 ั โดยสรุป การจดการเรียนรู้โดยใชแบบฝึกทกษะการประสมคาดวยภาพและแผนผง ั ้ ั ํ ้ ั ความคิดสามารถนําไปใชไดในระดบหน่ ึงซ่ ึงทาใหนกเรียนเกิดการเรียนรู้ไดง่ายข้ ึน และมีความ ้ ้ ั ํ ้ ั ้ สนุกสนานไปพร้อมๆ กัน สามารถนาไปใชในการจดการเรียนการสอนไดเ้ ป็นอยางดี ํ ้ ั ่ เกศสุรีพร แสนบุญ (2552) ไดศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ภาษาไทยดาน ้ ้ การอ่านและการเขียนของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปี ที่ 1 ระหวางการจดกิจกรรมดวยบทเรียนการ์ตน ั ั ่ ั ้ ู และแบบฝึกทกษะ โดยมีวตถุประสงคเ์ พื่อพฒนาแผนการจดการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและ ั ั ั ั ้ การเขียนของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการจัดกิจกรรมด้วยบทเรี ยนการ์ตูนและแบบฝึ ก ั ั ทักษะ เพื่อหาดัชนีประสิ ทธิผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและการเขียนของ ้ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการจัดกิจกรรมด้วยบทเรี ยนการ์ตูนและแบบฝึ กทักษะ เพื่อ ั ั เปรียบเทียบผลสมฤทธ์ ิ ทางการเรียนหลงเรียนของนกเรียนระหวางการจดกิจกรรมดวยบทเรียนการ์ตูน ั ั ั ่ ั ้ และแบบฝึกทกษะ เพื่อศึกษาและเปรี ยบเทียบความพึงพอใจของนักเรี ยนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ ั เรียนรู้ภาษาไทย และเพื่อศึกษาผลการจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและการเขียนของ ั ้ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนดวยบทเรียนการ์ตนและที่เรียนดวยแบบฝึกทกษะ กลุ่มตวอยาง ั ั ้ ู ้ ั ั ่ ไดแก่ นกเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรี ยนพิชญบัณฑิต อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ภาค ้ ั เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จานวน 64 คน จาก 2 ห้องเรี ยน ซึ่งได้มาโดยการสุ่ มแบบกลุ่ม (Cluster ํ Random Sampling) แบ่งเป็ นกลุ่มทดลอง คือ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1/1 จานวน 32 คน จัดกิจกรรมด้วย ํ บทเรี ยนการ์ตน และกลุ่มควบคุม คือ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1/2 จํานวน 32 คน จดกิจกรรมดวยแบบฝึก ู ั ้ ั ้ ็ ทกษะ เครื่องมือที่ใชในการเกบรวบรวมขอมูล ประกอบดวย แผนการจดการเรียนรู้ภาษาไทยดวย ้ ้ ั ้ บทเรี ยนการ์ตน จํานวน 19 แผน และแบบฝึกทกษะ จานวน 19 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ดาน ู ั ํ ้ การอ่านและการเขียน จานวน 20 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนกตั้งแต่ 0.34 ถึง 0.73 ค่าความเชื่อมันเท่ากับ ํ ่ 0.89 แบบวัดความพึงพอใจมาตราส่ วนประมาณค่า 3 ระดับ จํานวน 10 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนกตั้งแต่
40.
49 0.35 ถึง 0.74
และค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ่ ้ ส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรี ยนรู ้ดวยค่าดัชนีประสิ ทธิผลและการทดสอบ ้ สมมติฐานใช้ t-test (Independent Samples) ผลการวิจยปรากฏดังนี้ ั 1. แผนการจดการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและการเขียนของนกเรียนช้ น ั ้ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 1 ระหว่างการจัดกิจกรรมด้วยบทเรี ยนการ์ตูน มีประสิ ทธิภาพเท่ากับ 84.58/82.35 และแผนการจดการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและการเขียนของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ั ้ ั ั ระหว่างการจัดกิจกรรมด้วยแบบฝึ กทักษะ มีประสิ ทธิภาพเท่ากับ 83.64/82.05 ซึ่งเป็ นไปตามเกณฑ์ ํ 80/80 ที่กาหนดไว ้ 2. ดชนีประสิทธิผลของแผนการจดการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและการเขียน ั ั ้ ของนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ระหวางการจดกิจกรรมดวยบทเรียนการ์ตูน มีค่าเท่ากับ 0.6647 ่ ั ้ หมายความว่า นักเรี ยนมีความก้าวหน้าในการเรี ยนร้อยละ 66.47 และดัชนีประสิ ทธิผลของแผน การจดการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและการเขียนของนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง ั ้ ั ั การจดกิจกรรมดวยแบบฝึกทกษะ มีค่าเท่ากบ 0.6536 หมายความว่า นักเรี ยนมีความก้าวหน้าใน ั ้ ั ั การเรียนร้อยละ 65.36 3. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนดวยการจดกิจกรรมดวยบทเรียนการ์ตนและ ั ั ้ ั ้ ู แบบฝึ กทักษะ มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนหลังเรี ยนไม่แตกต่างกัน 4. นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ ั ั ภาษาไทยด้วยบทเรี ยนการ์ตนและแบบฝึ กทักษะ โดยรวมอยูในระดับมาก และมีความพึงพอใจต่อ ู ่ การจดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดวยบทเรียนการ์ตนและแบบฝึกทกษะไม่แตกต่างกน ั ้ ู ั ั 5. ผลการจดกิจกรรมการเรียนรู้ดวยบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึกทกษะ พบวา ั ้ ั ่ นกเรียนมีความสนใจในบทเรียนการ์ตูนและแบบฝึกทกษะทุกชุด มีความกระตือรือร้นในการเรียน ั ั สนใจเรื่ องราวตั้งแต่ตนจนจบ สามารถตอบคําถามได้ถูกต้อง และทํากิจกรรมร่ วมกันอย่างมีความสุข ้ โดยสรุป แผนการจดการเรียนรู้ภาษาไทยดานการอ่านและการเขียนท้ งสองรูปแบบที่ ั ้ ั พัฒนาขึ้นมีประสิ ทธิภาพและประสิ ทธิผลเหมาะสม นักเรี ยนมีความพึงพอใจอยูในระดับมาก จึงควร ่ สนบสนุนใหครูภาษาไทยนาการจดกิจกรรมดวยวิธีดงกล่าวไปใชในการจดกิจกรรมการเรี ยนการสอน ั ้ ํ ั ้ ั ้ ั เพื่อช่วยให้นกเรี ยนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนสูงขึ้น ั ณี รนุช เบ้าวันดี (2552) ผลการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคายาก ํ สาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ดวยแบบฝึกทกษะประกอบการจดกิจกรรมตามแนวคิดโดยใช้ ํ ั ั ้ ั ั สมองเป็ นฐาน โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อหาประสิ ทธิภาพของแผนการจัดการเรี ยนรู ้ภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคายาก สาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใชแบบฝึกทกษะประกอบ ํ ํ ั ั ้ ั กิจกรรมตามแนวคิดโดยใช้สมองเป็ นฐาน ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิ ทธิผลของแผนการ
41.
50 จดการเรียนรู้ เรื่ อง
การอ่านและการเขียนคายาก สาหรับนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใชแบบฝึก ั ํ ํ ั ั ้ ทกษะประกอบกิจกรรมตามแนวคิดโดยใชสมองเป็นฐาน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรี ยน ั ้ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ที่มีต่อการจดการเรียนรู้ เรื่ อง การอ่านและการเขียนคายาก โดยใชแบบฝึก ั ํ ้ ทักษะประกอบกิจกรรมตามแนวคิดโดยใชสมองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ไดแก่ นกเรียนช้ น ้ ้ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 1/4 โรงเรี ยนอนุบาลลําปลายมาศ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ภาคเรี ยนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จํานวน 23 คน ได้มาโดยการสุ่ มแบบกลุ่ม โดยใชหน่วยการสุ่มเป็น ้ หอง เครื่องมือที่ใชในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ไดแก่ แผนการเรียนรู้ จํานวน 12 แผน มีความ ้ ้ ้ เหมาะสมอยูในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 แบบฝึกทกษะ จํานวน 12 ชุด มีความ ่ ั เหมาะสมอยูในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน ่ ชนิดเลือกตอบ 3 ตวเลือก จํานวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอํานาจจําแนก ตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.86 และมีค่าความ ั เชื่อมันทั้งฉบับเท่ากับ 0.79 และแบบวัดความพึงพอใจชนิดมาตราส่ วนประมาณค่า 3 ระดับ จํานวน ่ 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา ้ ค้นคว้าพบว่า แผนการจดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนคํายาก สาหรับนกเรียนช้ น ั ํ ั ั ประถมศึกษาปี ที่ 1 โดยใช้แบบฝึ กทักษะประกอบกิจกรรมตามแนวคิดโดยใช้สมองเป็ นฐาน มี ประสิ ทธิภาพเท่ากับ 83.82/83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ต้ งไว้ ดัชนีประสิ ทธิผลของแผนการจัดการ ั เรียนรู้มีค่าเท่ากบ 0.7594 แสดงว่านักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 มีความก้าวหน้าในการเรี ยนร้อยละ ั 75.94 และนกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรี ยนรู ้ภาษาไทย เรื่ อง การอ่าน ั ั และการเขียนคํายาก โดยใชแบบฝึกทกษะประกอบกิจกรรมตามแนวคิดโดยใช้สมองเป็ นฐาน อยูใน ้ ั ่ ระดับมาก โดยสรุป แผนการจดการเรียนรู้และแบบฝึกทกษะมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ั ั เหมาะสม สามารถใชเ้ ป็นแนวทางในการพฒนาการเรียนรู้ของนกเรียนใหบรรลุเป้าหมายของ ั ั ้ หลกสูตรต่อไป ั มณี จนทร์ บึงลอย (2553) ได้รายงานการพัฒนาแบบฝึ กทักษะการอ่านและการเขียนคา ั ํ ยากในบทเรี ยน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสร้าง และพฒนาแบบฝึกทกษะการอ่านและการเขียนคายากในบทเรียน กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้น ั ั ํ ประถมศึกษาปี ที่ 1 ที่มีประสิ ทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิ ทธิผลของการใช้แบบ ฝึกทกษะการอ่านและการเขียนคายากในบทเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรี ยนที่มีต่อ ั ํ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแบบฝึกทกษะการอ่านและการเขียนคายากในบทเรียน กลุ่มตัวอย่าง ้ ั ํ ไดแก่ นกเรียนช้ นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบานดอนหมี อําเภอพยัคฆภูมิพิสย ้ ั ั ้ ั สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 จํานวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก
42.
51 แบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใชในการศึกษาคร้ ังน้ ี คือ แบบฝึกทกษะการอ่านและ ้ ั การเขียนคายากในบทเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 จํานวน 20 ชุด ํ ่ ชุดละ 7 กิจกรรม ซึ่งผูเ้ ชี่ยวชาญได้ประเมินผลมีคุณภาพอยูในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนรู ้ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ภาษาไทย เป็นแบบปรนย ชนิดเลือกตอบ ั (Multiple Choice) 3 ตวเลือก จํานวน 30 ขอ มีค่าอานาจจาแนกต้ งแต่ 0.30 -0.73 ค่าความเชื่อมัน ั ้ ํ ํ ั ่ เท่ากับ 0.77 และแบบวดความพึงพอใจของนกเรียนที่มีต่อแบบฝึกทกษะการอ่านและการเขียนคายาก ั ั ั ํ ในบทเรียน จํานวน 15 ขอ ที่มีค่าอานาจจาแนกต้ งแต่ 0.60-1.00 ค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.74สถิติที่ใช้ ้ ํ ํ ั ่ ในการวิเคราะห์ขอมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึ ก ้ ทักษะการอ่านและการเขียนคํายากในบทเรี ยน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 มี ประสิ ทธิภาพเท่ากับ 87.50/89.33 มีค่าดัชนีประสิ ทธิผลเท่ากับ 0.7594 แสดงว่า ผูเ้ รี ยนมีความรู ้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 75.94 และผเู ้ รียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแบบฝึกทกษะการอ่านและการ ้ ั เขียนคายากในบทเรียนอยในระดบมาก ํ ู่ ั กล่าวโดยสรุป แบบฝึกทกษะการอ่านและการเขียนคายากในบทเรียน กลุ่มสาระ ั ํ การเรี ยนรู ้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 ที่ผศึกษาได้สร้างและพัฒนาขึ้นในครั้งนี้มีประสิ ทธิภาพ ู้ และเหมาะที่จะนาไปใชเ้ ป็นสื่อ เพื่อแกปัญหาในการจดกิจกรรมการเรียนรู้ไดเ้ ป็นอยางดี ํ ้ ั ่ นนทา แก่นสูงเนิน (2553) ได้รายงานการพัฒนาแบบฝึ กทักษะวิชาภาษาไทย เรื่ อง ั การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 โดยมีความมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อหา ประสิ ทธิภาพ และดัชนีประสิ ทธิผลของแบบฝึ กทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียน มาตราตัวสะกด และเพื่อเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน ก่อนและหลังการเรี ยนรู ้ นอกจากน้ ียงได้ ั ทําการศึกษาความพึงพอใจของนักเรี ยนที่มีต่อแบบฝึ กทักษะ กลุ่มตวอยางที่ใชเ้ ป็นนกเรียนช้ น ั ่ ั ั ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทานบแพว สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร จํานวน 11 คน ํ ้ เครื่องมือที่ใชในการศึกษา ไดแก่ 1) แผนการจัดการเรี ยนรู ้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน จํานวน ้ ้ 18 แผน 2) แบบฝึ กทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษา ปี ที่ 2 จานวน 9 เรื่ อง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน วิชาภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและ ํ การเขียนมาตราตวสะกด จานวน 30 ข้อ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อแบบฝึ กทักษะ วิชา ั ํ ภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนมาตราตวสะกด ซึ่งผูศึกษานําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ดวยสถิติ ั ้ ้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานในการศึกษาด้วยสถิติ t-test ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึ กทักษะ มีประสิ ทธิภาพ 87.06/82.42 สูงกว่าเกณฑ์ที่ต้ งไว้ คือ 80/80 และมี ั ค่าดัชนีประสิ ทธิผลเท่ากับ 0.6547 หมายถึง นักเรี ยนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนวิชาภาษาไทยเพิมขึ้น ่ หลงจากการเรียนรู้ดวยแบบฝึกทกษะ ร้อยละ 65.47 ซึ่งผลการเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน ั ้ ั หลงเรียนสูงกวาก่อนเรียน อย่างมีนยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้นกเรี ยนมีความพึงพอใจ ั ่ ั ั
43.
52 ต่อแบบฝึกทกษะ อยูในระดับมากที่สุด
ั ่ โดยสรุ ปแบบฝึ กทักษะ วิชาภาษาไทย เรื่ อง การอ่านและการเขียนมาตราตวสะกด ั ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 ที่พฒนาในครั้งนี้มีประสิ ทธิภาพและประสิ ทธิผล เหมาะสมที่นามาใช้ ั ํ พฒนาการการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้ ั 2. งานวิจยต่างประเทศ ั เวกา (Vega. 2001: 995-A) ได้ทาการวิจยการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความด้วย ํ ั กระบวนการคิด แลวพด สาหรับผเู ้ รียนภาษาองกฤษ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานักเรี ยนมัธยมศึกษา ้ ู ํ ั ตอนปลาย ให้อ่านภาษาอังกฤษที่เป็ นภาษาแรกและภาษาที่สองที่จะช่วยส่ งผลให้มีโครงสร้างทาง สังคมที่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นกเรียนระดบเกรด 9 โรงเรียนมธยมศึกษาหิสปานิค เกบ ั ั ั ็ รวบรวมข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์ สงเกต การบันทึกวีดีโอ เครื่องบนทึกเสียงและข้อมูลอื่นๆข้อมูลที่ ั ั นํามาวิเคราะห์ สื่อคือ เน้ือหาที่ใชในการอ่านจบใจความ ผลการวิจยปรากฏวากระบวนการคิดแลว ้ ั ั ่ ้ พดช่วยใหนกเรียนมีพฒนาการดานการอ่านจับใจความสูงขึ้น ู ้ ั ั ้ บูชาร์ด (Bouchard. 2002: 541-A) ได้ศึกษาความรู ้เรื่ องคําของนักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ่ ที่ 3 จากความผิดพลาดในการอ่านกับการสะกดคําแม้วาเขามีความพยายามอย่างมากระหว่างการอ่าน และการสะกดคาแต่การปฏิบติงานการอ่านและการสะกดคาของนกเรียนกมกจะยงแสดงใหเ้ ห็นความ ํ ั ํ ั ็ ั ั แตกต่างอย่างมีนยสําคัญในความถูกต้องและความผิดพลาดของคํา การวิจยครั้งนี้ได้ศึกษาการสะกดคํา ั ั ยากตามความรู ้เรื่ องคําเชิงพัฒนาใน 4 ด้าน ผลการวิเคราะห์พบว่า การปฏิบติงานการอ่านของนักเรี ยน ั ดีกว่าการปฏิบติงานการสะกดคําอย่างมีนยสําคัญและพบว่า มีผลของรายงานอย่างมีนยสําคัญต่อระดับ ั ั ั ความรู ้เรื่ องคําของนักเรี ยน ความผิดพลาดด้านการอ่านและการเขียนของนักเรี ยนต่อไป พบว่า ความ ผดพลาดเกี่ยวของกบลกษณะทางอกขรวิธีที่เหมือนกนในทุกงารนในที่สุด จากการศึกษาการให้ ิ ้ ั ั ั ั คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการสะกดคําและความรู ้เรื่ องคําของทักษะ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 ของครู พบว่า การให้คะแนนมีความสัมพันธ์อย่างมีนยสําคัญกับการปฏิบติจริ งของนักเรี ยนในผลสัมฤทธิ์ทาง ั ั ็ั การสะกดคําและความรู ้เรื่ องคํา แต่กยงไม่เพียงพอสําหรับการาตัดสิ นใจในการสอน เซกส์ตน (Sexton. 2003: 1258) ได้ศึกษาเพือสํารวจผลของการอ่านที่ตอบสนองต่อ ั ่ การเรียนรู้แบบร่วมมือในการอ่านของนกเรียนระดบเกรด 7 ในกรณีศึกษาคร้ ังน้ ีมีนกเรียนระดบเกรด ั ั ั ั 7 จํานวน 5 คน ที่สมัครเข้ามา โดยนกเรียนท้ ง 5 คน ถูกจดใหอยในกลุ่มเดียวกน และถูกสังเกตขณะที่ ั ั ั ้ ู่ ั ทํากิจกรรมร่ วมกัน เช่น การอภิปรายกลุ่มทํากิจกรรมกลุ่ม ทากิจกรรมกลุ่ม การสร้างแผนภูมิกราฟฟิ ก ํ การพิจารณาแบบทดสอบ และการทําแบบทดสอบ การสงเกตไดมาจากการบนทึกรายละเอียดและ ั ้ ั การเขียนอนุทินของครู การบันทึกการอภิปรายของนักเรี ยน และคุณภาพของการสร้างแผนภูมิ กราฟฟิ ก และชิ้นงานของนักเรี ยนที่ได้ทาแบบทดสอบทั้งสองนั้น ใชทดสอบเมื่อสอนจบในแต่ละ ํ ้ หน่วย แบบทดสอบฉบบแรกใชเ้ ป็นแบบทดสอบของหน่วยการเรียนรู้เมื่อเรียนจบแต่ละหน่วย ั
44.
53 แบบทดสอบฉบบแรกใชเ้ ป็นแบบทดสอบของหน่วยการเรียนรู้เมื่อเรียนจบแต่ละหน่วยและอีกฉบบ
ั ั เป็นแบบฝึกทกษะในแต่ละหน่วย การศึกษาครั้งนี้เวลา 6 สัปดาห์ เมื่อครบเวลา ก็นาข้อมูลที่ได้มา ั ํ วิเคราะห์เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าการตอบสนองด้านการอ่านและ เปรี ยบเทียบความก้าวหน้าการตอบสนองด้านการอ่านของนักเรี ยนแต่ละคน คิม (Kim. 2004: 275-A) ได้ศึกษาหน้าที่ของภาษาเขียนในการพัฒนาภาษาพูด สําหรับ นักเรี ยนชั้นอนุบาลถึงปี ที่ 2 ที่เรี ยนภาษาอังกฤษเป็ นภาษาที่สอง ผูวิจยรู ้หนังสื อหลายคนสนับสนุน ้ ั ั ั ้ ้ ่ ั การปฏิบติการสอนทกษะ 4 ทกษะ และโตแยงวานกเรียนที่เรียนภาษาองกฤษเป็นภาษาที่สอง สามารถ ั ั เรี ยนอ่านได้ก่อน สามารถแสดงให้เห็นขั้นตอนความก้าวหน้าในความคล่องแคล่วทางภาษาพูด ภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตามทัศนะที่นิยมเกี่ยวกบการอ่านภาษาองกฤษเป็นภาษาที่สอง ในกิจกรรม ั ั การอ่านและการเขียนน้ นควรจะเลื่อนออกไปจนกวาภาษาพดของนกเรียนเขาที่ดีแลวเสียก่อน ั ่ ู ั ้ ้ เนื่องจากมีทศนะที่โต้แย้งกันมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมาย เพื่อหาคําตอบของคําถามที่วา ั ่ การอ่านและการเขียนที่อาศัยโรงเรี ยนเป็ นฐานนั้นสามารถจะนําไปใช้อย่างมีประสิ ทธิผล เพื่อพัฒนา ทักษะการพูดภาษาอังกฤษกับเด็กที่อายุนอย ที่เรี ยนภาษาอังกฤษเป็ นภาษาที่สองได้อย่างไร เมื่อนําเอา ้ กรณีศึกษา 7 กรณี และการศึกษาแบบเขาแทรกแซง 1 กรณี โดยใชการศึกษาเชิงทดลองกบเดกเพยง ้ ้ ั ็ ี คนเดียว พบว่า สามารถอธิบายหนาที่การอ่านและการเขียนภาษาองกฤษในการพฒนาทกษะการพด ้ ั ั ั ู ของนกเรียนที่เรียนภาษาองกฤษเป็นภาษาที่สอง ั ั เคธลีย ์ (Kethley. 2006 : 2891-A) ได้ศึกษาหลายกรณี เพื่อตรวจสอบการใช้ประโยชน์ของ การเข้าเกี่ยวกับการอ่านที่มีหลักฐานยืนยันเป็ นฐาน (การถอดรหัส ความคล่องแคล่วคําศัพท์และความ เขาใจในการอ่าน) และส่ วนประกอบการสอนที่มีประสิ ทธิผล (การจัดองค์กรระดับสูง การปฏิบติ ้ ั การสะทอนกลบที่แกไขได้ การจัดกลุ่มและการลดความยุงยากของภาระงานลง) ในห้องวิชาการศึกษา ้ ั ้ ่ พิเศษของโรงเรี ยนมัธยมศึกษาตอนต้น ตรรกวิทยาการเลียนแบบได้ใช้เพื่อระบุและเลือกเฟ้นครูได้ จํานวน 4 คน เลือกครู บนพื้นฐานของใบรับรองการศึกษา จานวนปีที่มีประสบการณ์สอนและ ํ สภาพแวดล้อมการจัดส่ งบริ การ(ได้แก่หองวิชาการ) ความบกพร่ องทางร่ างกายของนักเรี ยน และภาษา ้ ที่ใชสอน ใช้วธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพดังนี้คือ การสังเกตโดยตรง การสัมภาษณ์อย่างเป็ น ้ ิ ทางการ และการปริ ทศน์เอกสาร ใช้วิธีดาเนินการวิเคราะห์ขอมูลเชิงคุณภาพเพื่อให้ได้คาอธิบายการ ั ํ ้ ํ สอนอ่าน ข้อค้นพบบ่งชี้วาครู นาเข้าเกี่ยวข้องกับการถอดรหัสและความคล่องแคล่วไปใช้ ในทาง ่ ํ ตรงกันข้ามการเข้าเกี่ยวข้องกับคําศัพท์จากัดอยูเ่ ฉพาะงานประจําระดับความสัมพันธ์กบการใช้ภาษา ํ ั พดเท่าน้ น มีครู เพียงคนเดียวที่นาการเข้าเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในการอ่านไปใช้ เวลาส่วนใหญ่ที่ ู ั ํ ้ ้ ้ ้ ่ ้ ั จดสรรใหความเขาใจไดใชไปในการประเมินผลมากกวาที่ใชไปกบการสอน ข้อค้นพบบ่งชี้ดวยว่าครู ั ้ จัดให้มีการปฏิบติการถอดรหัส และความคล่องแคล่วที่มีการสะท้อนกลับที่แก้ไขได้ แต่มีความ ั สมํ่าเสมอน้อยลงในการใช้ประโยชน์ของการจัดองค์กรระดับสูงครู ให้จานวนการสอนน้อยในการ ํ
45.
54 จัดรู ปแบบการจัดกลุ่มที่มีทางเลือก ตามความต้องการของนักเรี
ยนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ตองการ ้ พัฒนาคําศัพท์ และการสอนกลยุทธ์ความเข้าใจในการอ่านมีความต้องการที่จะระบุเหตุผลที่ครู ไม่ได้ ใช้ประโยชน์ของการเข้าเกี่ยวข้องกับคําศัพท์ และความเขาใจในการอ่านและตองการระบุวิธีการที่มี ้ ้ ประสิ ทธิผลที่จะช่วยครู ให้นาการเข้าเกี่ยวข้องกับคําศัพท์และความเข้าใจในการอ่านไปด้วย ํ จากผลการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแบบฝึ กเสริ มทกษะทั้งในและต่างประเทศที่กล่าวมาแล้ว ั ่ ข้างต้น สรุ ปได้วา แบบฝึ กเสริ มทกษะสามารถนํามาใช้ในกิจกรรมการเรี ยนการสอนเป็นสื่อ ั ประกอบการเรียนการสอนไดเ้ ป็นอยางดี เพราะจะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนของนักเรี ยนสูงขึ้น ่ กล่าวคือ การจดกิจกรรมการเรียนรู้ดวยแบบฝึ กเสริ มทักษะนกเรียนไดรับการพฒนามากกวาการจด ั ้ ั ้ ั ่ ั กิจกรรมการเรียนรู้ดวยวิธีธรรมดา และนักเรี ยนมีเจตคติที่ดีต่อแบบฝึ กเสริ มทกษะ จึงควรศึกษาวิธีใช้ ้ ั แบบฝึ กเสริ มทกษะใหเ้ กิดผลดีที่สุดและส่ งเสริ มการผลิตใช้แบบฝึ กเสริ มทกษะให้แพร่ หลายต่อไป ั ั
Download