1
โลมหังสชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๔. โลมหังสชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๙๔)
ว่าด้วยการอยู่ในป่าที่น่าสะพรึงกลัว
(คาถานี้ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่นักบวชชีเปลือยโพธิสัตว์ว่า)
[๙๔] เราเร่าร้อนแล้วเปียกชุ่มอยู่ในป่าอันน่าสะพรึงกลัวผู้เดียว
เปลือยกายไม่ได้ผิงไฟ เป็นมุนีขวนขวายในการแสวงหาพรหมจรรย์
โลมหังสชาดกที่ ๔ จบ
-----------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
โลมหังสชาดก
ว่าด้วย การแสวงหาอย่างประเสริฐ
พระศาสดาทรงอาศัยพระนครเวสาลี ประทับอยู่ ณ ปาฏิการาม
ทรงปรารภท่านพระสุนักขัตตะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง
ท่านพระสุนักขัตตะเป็นผู้อุปัฏฐากพระศาสดา ถือบาตรจีวรตามเสด็จไป
เกิดพอใจธรรมของโกรักขัตติยปริพาชก ถวายบาตรจีวรคืนพระทศพล
ไปอาศัยโกรักขัตติยปริพาชก
ในเมื่อโกรักขัตติยปริพาชกนั้นไปเกิดในกาเนิดอสูรพวกกาลัญชิกะ
จึงสึกเป็นคฤหัสถ์ เที่ยวกล่าวติโทษพระศาสดา ตามแนวกาแพงทั้ง ๓
ในพระนครเวสาลี ว่า อุตตริมนุษยธรรม คือญาณทัสสนอันวิเศษ
ซึ่งพอแก่ความเป็นพระอริยเจ้าของพระสมณโคดม ไม่มีดอก
พระสมณโคดมแสดงธรรมที่ตนกาหนดนึกเอาเอง ค้นคว้าเอาตามที่สอบสวน
เป็นปฏิภาณของตนเอง และธรรมที่พระสมณโคดมแสดงนั้นเล่า
ก็มิได้นาไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ปฏิบัติตาม.
คราวนั้น ท่านพระสารีบุตรเถระเจ้าเที่ยวบิณฑบาต
ได้ยินเขากล่าวติโทษเรื่อยมา กลับจากบิณฑบาตแล้ว
ก็กราบทูลข้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร สุนักขัตตะเป็นคนมักโกรธ
เป็นโมฆบุรุษ กล่าวอย่างนี้ด้วยอานาจความโกรธเท่านั้น กล่าวอยู่ว่า
ธรรมนั้นมิได้นาไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ปฏิบัติตามนั้น ดังนี้
แม้ต้องอานาจแห่งความโกรธมาก เพราะเหตุที่ไม่รู้จริง
จึงกล่าวโทษเราอยู่ตลอดเวลา ก็เขาเป็นโมฆบุรุษ จึงไม่รู้คุณของเราเลย
ดูก่อนสารีบุตร ที่แท้คุณพิเศษที่ชื่อว่า อภิญญา ๖ ของเราก็มี แม้ข้อนี้
2
ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกัน
พล ๑๐ ก็มี เวสารัชชญาณ ๔ ประการก็มี
ญาณที่จะกาหนดรู้กาเนิดทั้ง ๔ ก็มี ญาณที่จะกาหนดรู้คติทั้ง ๕ ก็มี
แม้ข้อนี้ ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกัน
ก็ผู้ใดกล่าวว่า
เราผู้ถึงพร้อมด้วยอุตตริมนุษยธรรมเพียงเท่านี้อย่างนี้ว่า
อุตตริมนุสสธรรมของพระสมณโคดม ไม่มีดอก ผู้นั้นไม่ละคานั้น
ไม่ละความคิดนั้น ไม่ถอนคืนความเห็นนั้น ย่อมถูกฝังในนรก
เหมือนกับถูกจับมาฝัง ฉะนั้น
ครั้นตรัสพระคุณแห่งอุตตริมนุษยธรรมที่มีในพระองค์อย่างนี้แล้ว
จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ได้ยินว่า
สุนักขัตตะเลื่อมใสในมิจฉาตบะด้วยกิริยาแห่งกรรม
อันบุคคลทาได้ยากของโกรักขัตติยะ เมื่อเลื่อมใสอยู่
ก็ไม่สมควรจะเลื่อมใสในเราทีเดียว
ที่จริงในที่สุดแห่งกัป ๙๑ แต่ภัททกัปนี้
เราทดลองมิจฉาตบะของลัทธิภายนอก เพื่อจะรู้ว่า สาระในตบะนั้นมีจริงหรือไม่
อยู่บาเพ็ญพรหมจรรย์อันประกอบด้วยองค์ ๔ เรากล่าวได้ว่า
เป็นผู้เรืองตบะ เรืองตบะอย่างยอดเยี่ยม
เป็นผู้เศร้าหมอง เศร้าหมองอย่างยอดเยี่ยม
เป็นผู้น่าเกลียด น่าเกลียดอย่างยอดเยี่ยม
เป็นผู้เงียบ เงียบอย่างยอดเยี่ยม ดังนี้
อันพระเถระเจ้ากราบทูลอาราธนา จึงทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาลที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ พระโพธิสัตว์ดาริว่า
เราจักทดลองตบะของพวกนอกลู่นอกทางดู จึงบวชเป็นอาชีวก ไม่นุ่งผ้า
คลุกเคล้าด้วยธุลี เงียบฉี่อยู่คนเดียว เห็นพวกมนุษย์แล้วต้องวิ่งหนี
เหมือนมฤคมีมหาวิกัติเป็นโภชนะ บริโภคโคมัยแห่งลูกโคเป็นต้น
เพื่อจะอยู่ด้วยความไม่ประมาท จึงอยู่ในไพรสณฑ์เปลี่ยวตาบลหนึ่งในราวไพร
เมื่ออยู่ในถิ่นนั้น เวลาหิมะตกตอนกลางคืน ออกจากไพรสณฑ์ อยู่กลางแจ้ง
ชุ่มโชกด้วยน้าหิมะ เวลากลางวันก็ทานองเดียวกัน
ให้ตนชุ่มโชกด้วยหยาดน้าที่ไหลจากไพรสณฑ์ เสวยทุกข์แต่ความหนาว
ทั้งกลางวันกลางคืนอยู่อย่างนี้
อนึ่ง ในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน
ตอนกลางวันก็ถึงความรุ่มร้อนด้วยแสงแดด ณ ที่โล่ง
กลางคืนก็อย่างนั้นเหมือนกัน ถึงความรุ่มร้อนอยู่ในไพรสณฑ์ที่ปราศจากลม
3
หยาดเหงื่อไหลออกจากสรีระ
ครั้งนั้น คาถานี้ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ได้ปรากฏแจ่มแจ้งว่า :-
"เราเร่าร้อนแล้ว หนาวเหน็บแล้ว อยู่ผู้เดียวในป่าอันน่าสะพรึงกลัว
เป็นคนเปลือย ไม่ได้ผิงไฟ เป็ นมุนีขวนขวายแล้ว ในการแสวงบุญ" ดังนี้.
ก็พระโพธิสัตว์ประพฤติพรหมจรรย์ ประกอบด้วยองค์ ๔ อย่างนี้
เล็งเห็นลางนรกปรากฏชัดขึ้นในเวลารุ่งอรุณ
ก็ทราบว่าการสมาทานวัตรนี้ไร้ประโยชน์ จึงทาลายลัทธินั้นเสีย ในขณะนั้นเอง
กลับถือสัมมาทิฏฐิ เกิดในเทวโลกแล้ว.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว
ทรงประชุมชาดกว่า
สมัยนั้น เราตถาคต ได้เป็นอาชีวกนั้นแล.
-----------------------------------------------------

094 โลมหังสชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 โลมหังสชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. โลมหังสชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๙๔) ว่าด้วยการอยู่ในป่าที่น่าสะพรึงกลัว (คาถานี้ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่นักบวชชีเปลือยโพธิสัตว์ว่า) [๙๔] เราเร่าร้อนแล้วเปียกชุ่มอยู่ในป่าอันน่าสะพรึงกลัวผู้เดียว เปลือยกายไม่ได้ผิงไฟ เป็นมุนีขวนขวายในการแสวงหาพรหมจรรย์ โลมหังสชาดกที่ ๔ จบ ----------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา โลมหังสชาดก ว่าด้วย การแสวงหาอย่างประเสริฐ พระศาสดาทรงอาศัยพระนครเวสาลี ประทับอยู่ ณ ปาฏิการาม ทรงปรารภท่านพระสุนักขัตตะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง ท่านพระสุนักขัตตะเป็นผู้อุปัฏฐากพระศาสดา ถือบาตรจีวรตามเสด็จไป เกิดพอใจธรรมของโกรักขัตติยปริพาชก ถวายบาตรจีวรคืนพระทศพล ไปอาศัยโกรักขัตติยปริพาชก ในเมื่อโกรักขัตติยปริพาชกนั้นไปเกิดในกาเนิดอสูรพวกกาลัญชิกะ จึงสึกเป็นคฤหัสถ์ เที่ยวกล่าวติโทษพระศาสดา ตามแนวกาแพงทั้ง ๓ ในพระนครเวสาลี ว่า อุตตริมนุษยธรรม คือญาณทัสสนอันวิเศษ ซึ่งพอแก่ความเป็นพระอริยเจ้าของพระสมณโคดม ไม่มีดอก พระสมณโคดมแสดงธรรมที่ตนกาหนดนึกเอาเอง ค้นคว้าเอาตามที่สอบสวน เป็นปฏิภาณของตนเอง และธรรมที่พระสมณโคดมแสดงนั้นเล่า ก็มิได้นาไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ปฏิบัติตาม. คราวนั้น ท่านพระสารีบุตรเถระเจ้าเที่ยวบิณฑบาต ได้ยินเขากล่าวติโทษเรื่อยมา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็กราบทูลข้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร สุนักขัตตะเป็นคนมักโกรธ เป็นโมฆบุรุษ กล่าวอย่างนี้ด้วยอานาจความโกรธเท่านั้น กล่าวอยู่ว่า ธรรมนั้นมิได้นาไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ปฏิบัติตามนั้น ดังนี้ แม้ต้องอานาจแห่งความโกรธมาก เพราะเหตุที่ไม่รู้จริง จึงกล่าวโทษเราอยู่ตลอดเวลา ก็เขาเป็นโมฆบุรุษ จึงไม่รู้คุณของเราเลย ดูก่อนสารีบุตร ที่แท้คุณพิเศษที่ชื่อว่า อภิญญา ๖ ของเราก็มี แม้ข้อนี้
  • 2.
    2 ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกัน พล ๑๐ ก็มีเวสารัชชญาณ ๔ ประการก็มี ญาณที่จะกาหนดรู้กาเนิดทั้ง ๔ ก็มี ญาณที่จะกาหนดรู้คติทั้ง ๕ ก็มี แม้ข้อนี้ ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกัน ก็ผู้ใดกล่าวว่า เราผู้ถึงพร้อมด้วยอุตตริมนุษยธรรมเพียงเท่านี้อย่างนี้ว่า อุตตริมนุสสธรรมของพระสมณโคดม ไม่มีดอก ผู้นั้นไม่ละคานั้น ไม่ละความคิดนั้น ไม่ถอนคืนความเห็นนั้น ย่อมถูกฝังในนรก เหมือนกับถูกจับมาฝัง ฉะนั้น ครั้นตรัสพระคุณแห่งอุตตริมนุษยธรรมที่มีในพระองค์อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ได้ยินว่า สุนักขัตตะเลื่อมใสในมิจฉาตบะด้วยกิริยาแห่งกรรม อันบุคคลทาได้ยากของโกรักขัตติยะ เมื่อเลื่อมใสอยู่ ก็ไม่สมควรจะเลื่อมใสในเราทีเดียว ที่จริงในที่สุดแห่งกัป ๙๑ แต่ภัททกัปนี้ เราทดลองมิจฉาตบะของลัทธิภายนอก เพื่อจะรู้ว่า สาระในตบะนั้นมีจริงหรือไม่ อยู่บาเพ็ญพรหมจรรย์อันประกอบด้วยองค์ ๔ เรากล่าวได้ว่า เป็นผู้เรืองตบะ เรืองตบะอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้เศร้าหมอง เศร้าหมองอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้น่าเกลียด น่าเกลียดอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้เงียบ เงียบอย่างยอดเยี่ยม ดังนี้ อันพระเถระเจ้ากราบทูลอาราธนา จึงทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาลที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ พระโพธิสัตว์ดาริว่า เราจักทดลองตบะของพวกนอกลู่นอกทางดู จึงบวชเป็นอาชีวก ไม่นุ่งผ้า คลุกเคล้าด้วยธุลี เงียบฉี่อยู่คนเดียว เห็นพวกมนุษย์แล้วต้องวิ่งหนี เหมือนมฤคมีมหาวิกัติเป็นโภชนะ บริโภคโคมัยแห่งลูกโคเป็นต้น เพื่อจะอยู่ด้วยความไม่ประมาท จึงอยู่ในไพรสณฑ์เปลี่ยวตาบลหนึ่งในราวไพร เมื่ออยู่ในถิ่นนั้น เวลาหิมะตกตอนกลางคืน ออกจากไพรสณฑ์ อยู่กลางแจ้ง ชุ่มโชกด้วยน้าหิมะ เวลากลางวันก็ทานองเดียวกัน ให้ตนชุ่มโชกด้วยหยาดน้าที่ไหลจากไพรสณฑ์ เสวยทุกข์แต่ความหนาว ทั้งกลางวันกลางคืนอยู่อย่างนี้ อนึ่ง ในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ตอนกลางวันก็ถึงความรุ่มร้อนด้วยแสงแดด ณ ที่โล่ง กลางคืนก็อย่างนั้นเหมือนกัน ถึงความรุ่มร้อนอยู่ในไพรสณฑ์ที่ปราศจากลม
  • 3.
    3 หยาดเหงื่อไหลออกจากสรีระ ครั้งนั้น คาถานี้ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ได้ปรากฏแจ่มแจ้งว่า:- "เราเร่าร้อนแล้ว หนาวเหน็บแล้ว อยู่ผู้เดียวในป่าอันน่าสะพรึงกลัว เป็นคนเปลือย ไม่ได้ผิงไฟ เป็ นมุนีขวนขวายแล้ว ในการแสวงบุญ" ดังนี้. ก็พระโพธิสัตว์ประพฤติพรหมจรรย์ ประกอบด้วยองค์ ๔ อย่างนี้ เล็งเห็นลางนรกปรากฏชัดขึ้นในเวลารุ่งอรุณ ก็ทราบว่าการสมาทานวัตรนี้ไร้ประโยชน์ จึงทาลายลัทธินั้นเสีย ในขณะนั้นเอง กลับถือสัมมาทิฏฐิ เกิดในเทวโลกแล้ว. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สมัยนั้น เราตถาคต ได้เป็นอาชีวกนั้นแล. -----------------------------------------------------