ผลลัพธ์ต่อการควบคุมโรคหืดหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม

1,286 views

Published on

ผลลัพธ์ต่อการควบคุมโรคหืดหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม นำเสนองานประชุมวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ประจำปี 2556

Published in: Health & Medicine
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,286
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
572
Actions
Shares
0
Downloads
15
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ผลลัพธ์ต่อการควบคุมโรคหืดหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม

  1. 1. ผลลัพธ์ต่อการควบคุมโรคหืดหลังจากได้รับ การบริบาลทางเภสัชกรรม โรงพยาบาลบางละมุง จังหวัดชลบุรี ภญ.ชนิกา ชูพันธ์ ภก.รชานนท์ หิรัญวงษ์
  2. 2. หลักการและเหตุผล โรคหืดเป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย และเป็นโรคที่มี ผลกระทบต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขค่อนข้างสูง อุบัติการณ์ของ โรคหืดในผู้ใหญ่คือร้อยละ 6.9 ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งไม่สามารถทากิจกรรมต่างๆ ได้เช่นคน ปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีดหรือหอบ เหนื่อยเกิดขึ้น เมื่อได้รับสารก่อโรค หรือสิ่งกระตุ้น และอาการเหล่านี้ อาจ หายไปได้เอง หรือหายไปเมื่อได้รับยาขยายหลอดลม1,2
  3. 3. ประเทศไทยได้มีการจัดทาแนวทางการรักษาโรคหืดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 โดยมีเนื้อหาตาม GINA guideline 1995 แต่ถึงจะมีการนาแนว ทางการรักษาดังกล่าวมาใช้อย่างแพร่หลาย กลับพบว่าการควบคุมโรค หืดยังต่ากว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของโรงพยาบาล บางละมุง จังหวัดชลบุรี ที่มีการรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยที่ได้รับยาพ่น ขยายหลอดลมฉับพลัน (reliever) ณ ห้องฉุกเฉิน ระหว่างเดือนมกราคม ถึงมิถุนายน 2555 คิดเป็นร้อยละ 17 ของจานวนผู้ป่วยทั้งหมด หลักการและเหตุผล
  4. 4. หลักการและเหตุผล ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลบางละมุง จึงได้มีการจัดตั้งคลินิกโรค หืด โดยจัดให้มีเภสัชกรให้การบริบาลทางเภสัชกรรมร่วมกับทีมสห วิชาชีพ โดยมีการให้คาแนะนาแก่ผู้ป่วยให้ตระหนักต่อโรค การ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรค ความสาคัญของยา วิธีการพ่นยาที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคหืดได้ จึงได้ดาเนินการวิจัยเพื่อประเมิน ผลลัพธ์ และนาผลที่ได้มาพัฒนาการดาเนินงานต่อไป
  5. 5. วัตถุประสงค์การศึกษา 1.ประเมินผลในการควบคุมโรคหืดหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัช กรรม 2.ประเมินผลต่อทักษะและความสามารถในการใช้ยาสูดของผู้ป่วย 3.ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาของผู้ป่วย
  6. 6. วิธีการศึกษา การศึกษาแบบไปข้างหน้า ประชากรคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดและเข้ารับการ รักษาในคลินิกโรคหืด แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบางละมุง ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
  7. 7. วิธีการศึกษา การประเมิน ผลการประเมิน (คะแนน) 1.1 เขย่าขวดยาให้ยากระจายตัวดี 1.2 เปิดฝาครอบออกแล้วต่อท่อช่วยพ่นยา (ถ้ามี) เข้ากับหลอดยาจนแน่น 1.3 หายใจเข้า - ออก 1 ครั้ง 1.4 ตั้งหลอดยาขึ้น อมปลายหลอดยา และหุบปากให้สนิท 1.5 หายใจเข้าทางปากพร้อมกดพ่นยา 1 ครั้งกับสูดยาเข้าปอดช้าๆ ลึกๆ 1.6 กลั้นหายใจไว้อย่างน้อย 5 - 10 วินาที 1.7 หายใจออกทางจมูกช้าๆ 1.8 หากต้องการพ่นยาซ้า ควรทิ้งช่วงจากครั้งแรกประมาณ 1 นาที 1.9 กรณีพ่นยาสูดสเตียรอยด์ให้บ้วนปากด้วยน้าสะอาด หรือแปรงฟันหลัง พ่นยาทุกครั้ง
  8. 8. วิธีการศึกษา
  9. 9. ขั้นตอนการดาเนินการ 1. ทาการประเมินและเก็บข้อมูลเมื่อได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมครั้ง แรก ที่ 3 เดือน และ 6 เดือนหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม โดย ทุกครั้งก่อนเก็บข้อมูลจะให้การบริบาลดังต่อไปนี้ อธิบายวิธีการพ่นยา, ยา รักษาโรค, สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงและการปฏิบัติตัว 2. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ chi-squared และ paired t-test วิธีการศึกษา
  10. 10. ผลการศึกษา ข้อมูลทั่วไป (n = 62) จานวน (ราย) ร้อยละ เพศ ชาย หญิง 14 48 22.6 77.4 อายุ (ปี) ต่ากว่า 15 15 – 40 41 – 60 มากกว่า 60 ค่าเฉลี ย + SD 1 12 36 13 49.1 + 12.4 1.6 19.4 58.1 20.9
  11. 11. ข้อมูลทั่วไป (n = 62) จานวน (ราย) ร้อยละ ประเภทยาที ผู้ป่วยได้รับ Inhaled corticosteroid (ICS) ICS + short acting beta 2 agonist (SABA) ICS / long acting beta 2 agonist (LABA) + SABA 4 31 27 6.5 50 33.5 ผลการศึกษา
  12. 12. ผลลัพธ์ จ่านวนผู้ป่วย (ร้อยละ) ก่อนได้รับการ บริบาล 3 เดือนหลัง ได้รับการ บริบาล p-value 6 เดือนหลัง ได้รับการบริบาล p-value ผลการควบคุมโรคหืด Controlled Partly control Uncontrolled 9 (14.5) 38 (61.3) 15 (24.2) 11 (17.7) 39 (62.9) 12 (19.4) 0.625 0.853 0.514 14 (22.6) 36 (58.1) 12 (19.4) 0.248 0.714 0.514 - 3 และ 6 เดือนหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม มีผู้ป่วยที่ สามารถควบคุมโรคหืดได้ เพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเริ่มต้น การศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา4,5
  13. 13. ผลลัพธ์ จ่านวนผู้ป่วย (ร้อยละ) ก่อนได้รับการ บริบาล 3 เดือนหลัง ได้รับการ บริบาล p-value 6 เดือนหลัง ได้รับการบริบาล p-value สามารถใช้ยาสูดได้ถูกต้อง 47 (75.8) 52 (83.8) 0.263 56 (90.3) 0.031* - ที่ 3 และ 6 เดือนหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม มีผู้ป่วยสามารถใช้ ยาสูดได้ถูกต้อง เพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเริ่มต้นการศึกษา โดยเฉพาะที่ 6 เดือนหลังจากได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมพบว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติ สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา4,6,7
  14. 14. ผลลัพธ์ จ่านวนผู้ป่วย (ร้อยละ) ก่อนได้รับการ บริบาล 3 เดือนหลัง ได้รับการ บริบาล p-value 6 เดือนหลัง ได้รับการบริบาล p-value ปัญหาเกี ยวกับการใช้ยา ไม่พ่นยาตามสั ง ขาดยา เกิดผลข้างเคียงจากยา 2 (3.2) 1 (1.6) 1 (1.6) 1 (3.2) 0 1 (3.2) 0.559 0.315 1 0 0 0 0.154 0.315 0.315 - ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยานั้นพบได้น้อยกว่าการศึกษาอื่น4 เป็นเพราะผู้วิจัยเก็บ ข้อมูลเฉพาะปัญหาที่เกิดจากตัวผู้ป่วยเองได้แก่ การไม่พ่นยาตามสั่งหรือขาดยา ไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนของปัญหาที่เกิดจากการเลือกใช้ยา
  15. 15. สรุปผลการศึกษา การศึกษานี้สามารถประเมินผลในการควบคุมโรคหืด ทักษะและ ความสามารถในการใช้ยาสูดของผู้ป่วยหลังจากได้รับการบริบาลทาง เภสัชกรรมได้ โดยพบว่า การบริบาลทางเภสัชกรรม สามารถเพิ่ม ความสามารถในการใช้ยาสูดของผู้ป่วย ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถ ควบคุมโรคหืดได้มากขึ้น และสามารถลดปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาที่เกิด จากผู้ป่วยได้
  16. 16. ข้อเสนอแนะและการนาไปใช้ประโยชน์ เนื่องจากการศึกษานี้ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลในเรื่องของการเลือกใช้ ยาว่าเป็นไปตามแนวทางการรักษา GINA guideline หรือไม่ และไม่ได้ ศึกษาความตระหนักต่อปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมโรคหืดของผู้ป่วย ได้แก่ ความรู้ด้านโรค การใช้ยา การมาคลินิกตามนัด สิ่งกระตุ้นให้โรค กาเริบ และการออกกาลังกาย ทั้งก่อนและหลังการบริบาลทางเภสัช กรรม จึงไม่สามารถบอกได้ว่าผลลัพธ์ในการควบคุมโรคที่ดีขึ้น เกิดจาก การเพิ่มขึ้นในปัจจัยด้านใด จึงเสนอแนะให้มีการเก็บข้อมูลเหล่านี้ใน การศึกษาที่จะทาต่อไปในอนาคต
  17. 17. 1.อภิชาต คณิตทรัพย์ และ มุกดา หวังวีรวงศ์, แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคหืด ในประเทศไทย สาหรับผู้ใหญ่และเด็ก พ.ศ. 2555, 5th ed. กรุงเทพฯ: สมาคมสภา โรคหืดแห่งประเทศไทย; 2555. 2.The Global Initiative for Asthma. GINA report, Global Strategy for Asthma Management and Prevention. Available at: http://www.ginasthma.org/documents/4. Accessed Aug 31, 2013. 3.World Health Organization. Fact sheet No 307 Asthma. Available at: http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs307/en. Accessed Aug 31, 2013. เอกสารอ้างอิง
  18. 18. เอกสารอ้างอิง 4.ปิยวรรณ กุวลัยรัตน์, ภารดี มยาเศส, อนุ ทองแดง, ณกานต์ชญาน์ นววัชรินทร์. การประเมินผลการบริบาลทางเภสัชกรรมสาหรับผู้ป่วยโรคหืดโดยเภสัชกรใน ทีมสหวิชาชีพ. วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล. 2555; 22(1): 22 – 32. 5.Boonsawat W, Charoenphan P, Kiatboonsri S, Wongtim S, Viriyachaiyo V, Pothirat C, Survey of asthma control in Thailand. Respirology 2004; 9:373-8. 6.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล. ผลลัพธ์ของการจัดคลินิกโรคหืดอย่างง่ายในโรงพยาบาล ยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์. ศรีนครินทร์เวชสาร. 2550; 22(4):449-58. 7.เกรียงศักดิ์ หาญสิทธิพร. ผลลัพธ์ของการจัดคลินิกโรคหืดแบบง่ายใน โรงพยาบาลเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม. ศรีนครินทร์เวชสาร. 2555; 27(2):167- 71.

×