 องค์ประกอบ

 ตัวแบบพื้นฐาน

 ระบบค้นคืนสารสนเทศ

 ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ   พฤติกรรมการแสวงหา
 สารสนเทศ
หากพิจารณาเชิงระบบ (สารสนเทศ) การจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศเป็น
  การเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรสารสนเทศกับผู้ใช้ซึ่งมีความต้องการสารสนเทศ โดย
  มีฐานข้อมูลในฐานะเป็นแหล่งทีรวบรวมสารสนเทศประเภทใดหนึง
                               ่                              ่

 1.   ทรัพยากรสารสนเทศ (information resources)

 2.   ฐานข้อมูล (database)

 3.   ผู้ใช้ (user)
1. ทรัพยากรสารสนเทศ                            2. ฐานข้อมูล
                                                                    สารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ    3. ผู้ใช้



                                                                        ความต้องการของผู้ใช้

คือ                           หมายถึง                                             หมายถึง
สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์    -ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุด                1. ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ
และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่มี   - ฐานข้อมูลเฉพาะสาขาที่ห้องสมุดพัฒนาขึน
                                                                    ้             2. ผู้ใช้สารสนเทศ
ในห้องสมุด                       เอง
                              - ฐานข้อมูลซีดีรอม
                              - ฐานข้อมูลออนไลน์
 1.    ทรัพยากรสารสนเทศ (information resources)
         - คือ วัสดุที่บันทึกสารสนเทศ มีหลากหลายชนิด เช่น หนังสือ เอกสารเทปเสียง
  สารานุกรมบนแผ่นซีดี e-Journal สารสนเทศบน WWW ฯลฯ วัสดุเหล่านั้นถูก
  จัดเก็บและให้บริการในห้องสมุด เพื่อสนองความต้องการด้านต่าง ๆ ของผู้ใช้
         - การแบ่งประเภทของ IR ทาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง
                   1) แบ่งตามรูปลักษณ์ของสื่อที่ใช้จัดเก็บ คือ สื่อสิ่งพิมพ์
  สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
                   2) แบ่งตามสาขาวิชา เป็น มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์
  และเทคโนโลยี
                   3) แบ่งตามการจัดการด้วยคอมพิวเตอร์ คือ แอนะล็อก และดิจิทัล
4) แบ่งตามแหล่งสารสนเทศ หรือ แหล่งที่มา/การผลิต หรือ ตามความใหม่
เก่าของตัวเนื้อหา แบ่งออกเป็นแหล่งปฐมภูมิ แหล่งทุติยภูมิ และแหล่งตติยภูมิ
1. แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources)
     = งานที่เขียนขึนเป็นครั้งแรก ข้อเขียนใหม่เฉพาะเรื่อง รายงานการค้นพบใหม่ๆ
                    ้
   ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน เช่น รายงานการวิจัย/ทดลอง วิทยานิพนธ์          งานวิจัย
   บทความในวารสาร สิทธิบัตร มาตรฐาน                 ฯลฯ
2. แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources)
     = งานที่ผ่านกระบวนการคัดเลือก ขัดเกลา ย่อ/สรุป วิจารณ์ -------> เรียบเรียงใหม่
   จัดอยู่ในรูปแบบใหม่ เช่น บทความในวารสาร        บทคัดย่อ    พจนานุกรม      สารานุกรม
   ดรรชนีและสาระสังเขป ฯลฯ
3. แหล่งข้อมูลตติยภูมิ (Tertiary Sources)
     = งานเขียนที่กลั่นกรอง และรวบรวมจาก 1 + 2        เช่น หนังสือตาราวิชาการ เป็นต้น
 2.    ฐานข้อมูล (database)
         คือ แหล่งสะสมข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยมีการรวบรวมข้อมูลทีมีความสัมพันธ์
                                                              ่
  กันไว้ด้วยกัน และมีโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS -- Database
  Management System) มาช่วยในการจัดเก็บ จัดเรียง และสืบค้นได้

       ในระบบสารสนเทศและห้องสมุด ฐานข้อมูลเป็นที่รวมของระเบียนทรัพยากร
  สารสนเทศต่าง ๆ ที่มีในห้องสมุด ซึ่งก็คือ “ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของ
  ห้องสมุด” และหมายรวมถึง “ฐานข้อมูลเฉพาะสาขาวิชาที่ห้องสมุดพัฒนาขึ้นเอง”
  “ฐานข้อมูลซีดีรอม” และ”ฐานข้อมูลออนไลน์” ด้วย
ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด   UTCC
ฐานข้อมูลที่ห้องสมุด   UTCC   พัฒนาขึ้นเอง
ฐานข้อมูลออนไลน์ที่ห้องสมุด   UTCC   บอกรับ
ฐานข้อมูลที่ห้องสมุด   UTCC   เป็นสมาชิก
 3.   ผู้ใช้   (User)

         ประเภทของผู้ใช้สามารถแบ่งได้หลายประเภท ขึนอยู่กับเกณฑ์ทใช้ในการแบ่ง
                                                  ้             ี่
  โดยทั่วไปแบ่งผู้ใช้ออกเป็นดังนี้
       3.1 แบ่งตามหน้าทีในหน่วยงานบริการสารสนเทศ
                        ่
       3.2 แบ่งตามความชานาญ หรือประสบการณ์ในการค้นหาสารสนเทศ
 3.    ผู้ใช้   (User) (ต่อ)
          3.1 แบ่งตามหน้าทีในหน่วยงานบริการสารสนเทศ คือ
                              ่
                   3.1.1 ผู้ใช้ที่เป็นตัวกลาง (intermediary/ mediator) หมายถึง
  ผู้ให้บริการค้นคืนสารสนเทศ อาทิ บรรณารักษ์ นักเอกสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่ง
  ทาหน้าที่ค้นคืนสารสนเทศให้แก่ผู้ใช้
                   3.1.2 ผู้ใช้ปลายทาง (end user) ได้แก่ ผู้ใช้ที่มีความต้องการ
  สารสนเทศของตนเอง อาจเป็นนักวิจัย ผู้บริหาร นักศึกษา อาจารย์ หรือ
  ประชาชนทั่วไป โดยมีการแสวงหาสารสนเทศด้วยตนเอง หรือขอความช่วยเหลือ
  จากผู้ให้บริการสารสนเทศ
 3.   ผู้ใช้   (User) (ต่อ)

        3.2 แบ่งตามความชานาญ หรือประสบการณ์ในการค้นหาสารสนเทศ
  เป็นการแบ่งผู้ใช้ที่เป็นตัวกลางและผู้ใช้ปลายทางออกเป็น
                   1) ผู้ใช้ที่มีความชานาญเป็นอย่างดี
                   2) ผู้ใช้ที่มีความชานาญระดับปานกลาง
                   3) ผู้ที่ไม่เคยใช้ระบบมาก่อน
 โมเดล IR


 เน้นกระบวนการในการจับคูระหว่างทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยูกบความต้องการ
                         ่                              ่ั
  สารสนเทศของผู้ใช้ หากจับคู่ได้ตรงกัน ย่อมได้ผลการค้นคืน หากจับคู่ ไม่ตรงกัน
  ผลจะเป็นศูนย์
องค์ประกอบของตัวแบบพื้นฐาน
 1. เอกสารที่ได้คัดเลือก หรือเรียกว่า “เอกสาร (document)”
    คือ ทรัพยากรสารสนเทศ ที่ได้รับการคัดเลือก หรือคัดสรรตามนโยบายของหน่วยงานบริการ
    สารสนเทศแห่งนั้น
 2. ตัวแทนเอกสาร (document surrogate/ representation)
    คือ การสร้างตัวแทนเอกสารในรูปแบบต่าง ๆ อย่างมีมาตรฐาน แล้วจัดเก็บในรูปของฐานข้อมูล
    เช่น
           - การสร้างข้อมูลบรรณานุกรม เพื่อเป็นตัวแทนโครงสร้างเอกสาร เช่น ถ้าเป็น
    หนังสือ จะมีโครงสร้างของตัวแทนหนังสือ ประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ์
    สานักพิมพ์ ปีพิมพ์ หัวเรื่อง คาสาคัญ เป็นต้น
           - การกาหนดตัวแทนสาระ หรือดรรชนี
           - การสรุปย่อเนื้อหาสาคัญในรูปของสาระสังเขป
                                        ฯลฯ
3. ความต้องการสารสนเทศ (information need)
   - บางครั้งเรียกว่า “ความต้องการของผู้ใช้”
   - เป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้ผู้ใช้แสวงหาสารสนเทศด้วยวิธีการต่างๆ
   - ลักษณะสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น เรื่องทั่วไป เรื่องใหม่ๆที่สนใจ เรื่องที่
          มีเนื้อหาครอบคลุมลุ่มลึก เป็นต้น
   - ความต้องการสารสนเทศจะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัย และเวลา ไม่คงที่แน่นอน

4. ตัวแทนความต้องการสารสนเทศ
   หมายถึงการสร้าง หรือกาหนดตัวแทนความต้องการสารสนเทศในรูปแบบของ
   “คาศัพท์” หรือคาค้นทีคิดว่าสามารถแทนความต้องการสารสนเทศได้ตรงและถูกต้อง
                        ่
   ที่สุด โดยใช้ Search Tips ช่วย
   หรือเรียกว่าเป็นการกาหนดกลยุทธ์การค้น (Search Strategy)
5. การจับคู่ระหว่างตัวแทนความต้องการสารสนเทศกับตัวแทนเอกสาร              (matching
  process)
  กล่าวคือ กระบวนการจับคู่เป็นกลไกสาคัญในการค้นคืนสารสนเทศ
  หากจับคู่ได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้จะได้ผลการค้นคืนทีเ่ ข้าเรื่อง   (relevant)
        หรือ ตรงกับความต้องการสารสนเทศของตน (pertinent)
  “จานวนรายการที่ค้นคืนได้ (retrieved item)” เป็นประเด็นสาคัญที่ต้องพิจารณา
         เช่นกัน
  ดังนั้นจึงควรมีการจัดอันดับรายการที่ค้นคืนได้ (ranking) เพือให้เอกสารที่คาดว่า
                                                                    ่
         เข้าเรื่องที่สุดอยู่ในอันดับต้น และเอกสารเข้าเรื่องน้อยกว่าอยู่ในอันดับรองลง
         มาตามลาดับ
(ตามแนวคิดของผู้สอน)
 เป็นกระบวนการในการจับคูระหว่างทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยูกับความต้องการสารสนเทศ
                         ่                              ่
  ของผู้ใช้
 เพื่อ
   ได้ผลการสืบค้นทีเข้าเรื่อง (ถูกต้องตรงตามความต้องการของผู้ใช้)
                       ่
   สามารถจัดอันดับรายการที่ค้นคืนได้ (เอกสารที่เข้าเรื่องที่สุดอยู่ในอันดับต้น)

   สามารถค้นคืนได้อย่างรวดเร็ว

 ซึ่งการที่ระบบค้นคืนสารสนเทศจะมีประสิทธิภาพต้องมีการดาเนินการการจัดเก็บเอกสาร
  (document) การจัดทาระเบียนเอกสาร (โครงสร้างของเอกสาร) และ การจัดทาดรรชนี
  (เพื่อใช้เป็นตัวแทนเนื้อหาสาระของเอกสาร) อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน
 หมายรวมถึงผู้ใช้เองก็ต้องมีความสามารถในการกาหนดคาค้น และใช้เทคนิคการสืบค้นได้
  อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน
 หากพิจารณาการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศในเชิงระบบ
 ระบบค้นคืนสารสนเทศ (IR) หรือ ระบบการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ
  (ISAR) มีองค์ประกอบพื้นฐานที่สาคัญ คือ

      1.   ข้อมูลนาเข้า (Input)
      2.   การประมวลผล (Processing)
      3.   ผลลัพธ์ (Output)
      4.   ผลป้อนกลับ (Feedback)
ข้อมูล            การ          ผลลัพธ์           ผล
 นาเข้า          ประมวล           หรือ         ป้อนกลับ
                   ผล          ผลการค้น        • ความ
• 1. เอกสาร                                      คิดเห็น
  หรือ          • การจัด         คืน             ของผู้ใช้
  ตัวแทน          หมวดหมู่                       ต่อผลการ
  เอกสาร        • การแยก     • เอกสารที่เข้า     ค้นคืน
• 2. ข้อคาถาม     ประเภท       เรื่อง หรือ       และ
  ของผู้ใช้     • จัดเรียง     ตัวแทนเอกสาร      ปัญหาที่
                  ฯลฯ          ที่เข้าเรื่อง     พบ
                                                 ฯลฯ
ตามแนวคิดของรองศาสตราจารย์ ดร. สมพร พุทธาพิทักษ์ผล (2545:1: 44) กล่าวว่าระบบ
  ค้นคืนสารสนเทศมีหน้าที่สาคัญ 3 ประการ คือ
 1. การวิเคราะห์เนื้อหา หรือสาระของเอกสารที่ได้คัดเลือกมา
       เพื่อสร้าง -ตัวแทนเอกสาร -คาแทนสาระเอกสาร +Abstract +full-text
        (ให้อ่านย่อหน้าที่ 2 ของข้อ 1 ที่หน้า 44)
 2. การวิเคราะห์ข้อคาถาม หรือความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้
        การสร้างกลยุทธ์การค้น-Search Strategy
        (= กาหนดคาค้น +ใช้ Search Tips +คาสั่งระบุภาษาเอกสาร หรือปีที่ระบุ)
 3. การจับคู่ระหว่างข้อคาถาม หรือตัวแทนความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้
        กับเอกสาร และ/หรือตัวแทนเอกสาร
        เพื่อดึงสารสนเทศที่เข้าเรื่องออกมาเป็นผลการค้นคืน
ตามแนวคิดของรองศาสตราจารย์ ดร. สมพร พุทธาพิทักษ์ผล (2545:1: 44) กล่าวว่า
        ระบบค้นคืนสารสนเทศมีหน้าทีสาคัญ 3 ประการ คือ
                                         ่
  1. การวิเคราะห์เนื้อหา หรือสาระของเอกสารที่ได้คัดเลือกมา
         เพื่อสร้างตัวแทนเอกสาร และ คาแทนสาระของเอกสาร
         บางระบบอาจมีสาระสังเขปของเอกสาร หรือเอกสารฉบับเต็มด้วย
  2. การวิเคราะห์ข้อคาถาม หรือความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้
         คือ การสร้างกลยุทธ์การสืบค้นเพื่อค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ โดยการใช้
                    - คาค้นเพียงคาเดียว
                    - ใช้คาสั่งระบุเขตข้อมูล (ให้ไปค้นหาคาค้นที่เขตข้อมูลหัวเรื่อง ผู้แต่ง ฯลฯ)
                    - ใช้ตรรกบูลเชือมคาค้นหลาย ๆ คา
                                    ่
                    - ระบุภาษา หรือ ปีค.ศ. ของเอกสาร
         โดยระบบค้นคืนสารสนเทศจะแปลงคาสั่งการสืบค้นของผูใช้ให้เป็นคาสั่ง หรือ
                                                                     ้
   ภาษาทีระบบนั้น ๆ เข้าใจเพื่อดาเนินการสืบค้นต่อไป
         ่
 3. การจับคู่ระหว่างข้อคาถาม หรือตัวแทนความต้องการสารสนเทศของ ผู้ใช้ กับ
        เอกสาร และ/หรือตัวแทนเอกสาร
        เพื่อดึงสารสนเทศเฉพาะรายการที่เข้าเรื่อง หรือตรงกับข้อคาถามของผู้ใช้ออกมา
                   เป็นผลการค้นคืน
จากหนังสือการค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval) ของอาจารย์เดชา นันทพิชย    ั
  (2546: 22-23) ได้อธิบายภารกิจและหน้าทีของระบบค้นคืนสารสนเทศว่าสรุปได้ ดังนี้
                                        ่
1. การวิเคราะห์เอกสารและการจัดระบบสารสนเทศ คือ การสร้างฐานข้อมูลเอกสาร
         ได้แก่ การจัดทาโครงสร้างเอกสาร และการกาหนดคาแทนสาระเอกสาร
2. การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ และเตรียมกลยุทธ์การสืบค้น (Search
         Strategy)
         ได้แก่ กาหนดคาค้น และใช้    Search Tips ช่วยค้น   (เขียนคาสั่งค้นคืน)
3. การสืบค้น (Searching) และการเปรียบเทียบความต้องการผู้ใช้กับฐานข้อมูล
        ได้แก่ ลงมือสืบค้นตามคาสั่งค้นคืนที่กาหนดไว้ในข้อ 2
4. การประเมินผลลัพธ์ที่ได้ ว่าเข้าเรื่อง (relevant) ตามที่ต้องการหรือไม่
(เดชา นันทพิชัย, 2546: 23)
                                                 1
Information   Analysis and        Organized
Sources       Representation      Information

                                      3
              Retrieval           Matching
              Information

Users         Query                Analyzed
              Analysis             Queries     2
                                  (search
                                  statement)
 จากภาพข้างต้นอาจารย์เดชา นันทพิชัย (2546: 23) สรุปว่าถ้าแบ่งภาระงาน (Task) ของ
  ระบบการค้นคืนสารสนเทศก็สามารถจาแนกออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
  1. งานที่เกียวกับการวิเคราะห์เนื้อหา และหัวเรื่อง
              ่
        ได้แก่ งานวิเคราะห์ จัดระบบ และจัดเก็บสารสนเทศที่เกียวข้อง
                                                            ่

  2. งานที่เกียวกับการสืบค้น และค้นคืน
              ่
        ได้แก่ งานเกียวกับกระบวนการค้นหาและค้นคืน รวมถึงงานวิเคราะห์คาร้อง
                       ่
                   ของผู้ใช้ สร้างสูตรการค้นคืน การค้นหา และการค้นคืนสารสนเทศ
                   ที่เกี่ยวข้อง
 Lancaster   (อ้างถึงในสมพร พุทธาพิทักษ์ผล, 2545: 1: 44-47) อธิบายระบบค้นคืน
 สารสนเทศว่าประกอบด้วยระบบย่อย 6 ระบบ ได้แก่
 1. ระบบย่อยการคัดเลือกเอกสาร (Document Selection Subsystem)
 2. ระบบย่อยการจัดทาดรรชนี (Indexing Subsystem)
 3. ระบบย่อยคาศัพท์ (Vocabulary Subsystem)
 4. ระบบย่อยการสืบค้น (Searching Subsystem)
 5. ระบบย่อยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบค้นคืนสารสนเทศกับผู้ใช้ (Subsystem of
       Interaction Between the User and the System)
 6. ระบบย่อยการจับคู่ (Matching Subsystem)
 1. ระบบย่อยการคัดเลือกเอกสาร (Document Selection Subsystem)
        ทาหน้าทีในการคัดเลือกเอกสารตามนโยบายของหน่วยงานบริการสารสนเทศนั้น ๆ
                ่

 2. ระบบย่อยการจัดทาดรรชนี (Indexing Subsystem) (เดชา นันทพิสัย, 2546: 21)
        - สร้าง “ตัวแทนเอกสาร” หรือ “ระเบียน” หรือ “ระเบียนตัวแทนเอกสาร”
        - งานในระบบย่อยนี้ประกอบด้วย
                  -การจัดหมวดหมู่
                  -การทารายการ
                  -การทาดรรชนีช่วยค้น (ศัพท์ควบคุม/หัวเรื่อง หรือ ศัพท์ไม่ควบคุม/คาสาคัญ)
                  -การทาสาระสังเขป
 3. ระบบย่อยคาศัพท์ (Vocabulary Subsystem)
        ทาหน้าทีเ่ ป็นคลังศัพท์ดรรชนี หรือศัพท์สาคัญทีใช้ในการจัดทาดรรชนี (เพือสร้าง
                                                      ่                       ่
                   ตัวแทนเอกสาร และเพื่อการสืบค้น)
        ระบบย่อยนีมีประโยชน์ทงในการจัดทาดรรชนี และการค้น เพราะหากผู้ใช้
                     ้             ั้
                   กาหนดคาศัพท์ที่จะค้นได้ตรงกับศัพท์ที่ใช้ในการทาดรรชนี ย่อมได้ผล
                   การค้นคืนที่เข้าเรือง
                                      ่
 4. ระบบย่อยการสืบค้น (Searching Subsystem)
        เป็นการวิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศของผูใช้ และกาหนดกลยุทธ์การค้น
                                                    ้
                  รวมถึงการแปลงกลยุทธ์การค้นให้อยูในรูปของคาสัง หรือภาษาที่ใช้ใน
                                                  ่           ่
                  ระบบค้นคืนสารสนเทศนั้น ๆ (มีการใช้เทคนิคการค้นคืนทีแตกต่างกัน)
                                                                      ่
        ในการสืบค้นอาจใช้คลังศัพท์ดรรชนี หรือศัพท์สาคัญของระบบฯ นันช่วยในการ
                                                                    ้
                  ค้นก็ได้
 5. ระบบย่อยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบค้นคืนสารสนเทศกับผู้ใช้ (Subsystem of
        Interaction Between the User and the System)
        หรือเรียกว่า ระบบเชื่อมต่อกับผู้ใช้ (User-System Interface)
        เป็นการสือสารระหว่างผูใช้กับระบบค้นคืนสารสนเทศในขณะทาการค้น
                 ่                   ้
        การปฏิสัมพันธ์อาจอยูในรูปแบบของการออกแบบหน้าจอ (Screen Design)
                                   ่
                   เพื่อให้ผใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
                              ู้
        มีข้อความทีช่วยแนะนาผูใช้หากกระทาผิดพลาด (Error Message)
                     ่                 ้
        มีสารสนเทศที่ชวยเหลือในด้านต่าง ๆ (Help Information)
                            ่
        มีทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถออกคาสั่งได้ตามสะดวกด้วยตนเอง หรือด้วยการเลือก
                   ตัวเลือกทีหน้าจอ
                                 ่
        ระบบต้องช่วยผูใช้ให้ได้รับความสะดวก และง่ายที่จะสืบค้นด้วยตนเองมากที่สุด
                          ้
 6. ระบบย่อยการจับคู่ (Matching Subsystem)
        คือ การจับคูระหว่างตัวแทนเอกสารกับตัวแทนความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้
                        ่
        โดยการจับคูย่อมขึนอยู่กับซอฟต์แวร์ทใช้กับโครงสร้างระบบฐานข้อมูลเป็นสาคัญ
                      ่   ้                ี่
        ผู้ใช้จะไม่เห็นการทางานของระบบย่อยนี้



การทางานของระบบย่อยทัง 6 ในระบบค้นคืนสารสนเทศจะสัมพันธ์กับหน้าที่ของระบบค้น
                       ้
  คืนสารสนเทศทั้ง 3 ประการคือ 1) การวิเคราะห์เนือหาของเอกสาร 2) การวิเคราะห์ขอ
                                                ้                            ้
  คาถามของผู้ใช้ และ 3) การจับคูระหว่างข้อคาถามกับเอกสาร หรือตัวแทนเอกสาร
                                ่
 ความหมายของพฤติกรรมสารสนเทศ
 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสารสนเทศกับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง
 ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ (ตัวแบบแรกของวิลสัน)
 ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ (ตัวแบบที่สองของวิลสัน)
 แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ
 คือ
  พฤติกรรมทั้งมวลของบุคคลหนึ่ง ซึ่งเชือมโยงบุคคลผู้นนให้เข้าถึงแหล่งสารสนเทศ
                                      ่             ั้
        ต่างๆ โดยใช้ชองทางในการเผยแพร่และในการได้สารสนเทศมาโดยตรง หรือ
                     ่
        ทางอ้อม
  พฤติกรรมสารสนเทศเป็นคาที่มีความหมายกว้าง ครอบคลุมพฤติกรรมการแสวงหา
        สารสนเทศ และพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ โดยลาดับ
(ตามแนวคิดของผู้สอน)

 คือ
  พฤติกรรมใดๆ ก็ตามที่เกียวข้องกับการแสวงหา และการค้นหาสารสนเทศ
                             ่
  โดยเริ่มจากผู้ใช้เกิดความต้องการสารสนเทศอย่างมีวัตถุประสงค์ และได้เข้าถึงแหล่ง
          สารสนเทศต่างๆทังที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่คาดว่าจะให้คาตอบ
                               ้
          รวมถึงการได้รบสารสนเทศจากสือต่างๆโดยบังเอิญ
                         ั                ่
  การศึกษาพฤติกรรมสารสนเทศควรศึกษาตั้งแต่เมื่อผู้ใช้เกิดความต้องการ ไม่ใช่ดที่ผใช้ขณะ
                                                                            ู ู้
          แสวงหาสารสนเทศ และไม่ควรเน้นเฉพาะแง่มุมของระบบ แต่ควรหันมาสู่
          การศึกษาที่มผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง
                       ี
1. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information-seeking Behavior) แตกต่างจาก
        พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (Information Search Behavior) อย่างไร
 พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information-seeking Behavior) เป็นพฤติกรรมที่
  เกิดจากผู้ใช้มีความต้องการสารสนเทศในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงเกิดการแสวงหา
  สารสนเทศอย่างมีวัตถุประสงค์ขึ้น ซึ่งพฤติกรรมข้างต้นกว้างกว่าและครอบคลุม
  พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศด้วย เช่น...
 พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (Information Search Behavior) เป็นพฤติกรรมทีผู้ใช้ ่
  มีปฏิสัมพันธ์กบระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระดับปฏิบัติ (เช่น การใช้เม้าส์) หรือ
                  ั
  ในระดับการใช้ความคิด สติปัญญาและความรู้ (เช่น การใช้ตรรกบูล) หรือ การ
  ตัดสินใจเลือกสารสนเทศทีดีทสุด หรือการพิจารณาว่าสารสนเทศที่ได้มาตรงกับความ
                            ่ ี่
  ต้องการของตนหรือไม่ อย่างไร
1. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (ก) แตกต่างจากพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (ข) อย่างไร

1. (ก) เกิดก่อน (ข)

2. (ก) ครอบคลุมกิจกรรม (ข) หรือ (ข) เป็นส่วนย่อยที่ต่อจาก (ก)

3. (ก) เกิด เพราะมีความต้องการสารสนเทศอย่างมีวัตถุประสงค์

4. (ข) เป็นการลงมือปฏิบัติ (= ค้น คิด พิจารณา ตัดสินใจ)

5. เมื่อเกิดความต้องการสารสนเทศแล้ว อาจจะไม่เกิด (ก) ก็ได้ เพราะ????
2. จงอธิบายแผนภาพตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศในหน้า 54

        เป็นตัวแบบแรกที่วลสันพัฒนาขึ้นเพื่อใช้อธิบายพฤติกรรมสารสนเทศ (ดูหน้า 53
                          ิ
  และแผนภาพหน้า 54)
        ต่อมาได้ศึกษาวิจยและปรับปรุงจนได้ตัวแบบทีสองซึงเรียกว่า “ตัวแบบทัวไปของ
                        ั                           ่   ่                ่
  พฤติกรรมสารสนเทศ”
3. ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า55-57) มีลักษณะแตกต่างจากตัวแบบ
         พฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า 53-54) อย่างไร
ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ อธิบายพฤติกรรมสารสนเทศในด้านต่าง ๆ คือ ที่มาของ
   พฤติกรรมสารสนเทศมาจากความต้องการสารสนเทศ ซึงส่งผลให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ทัง
                                                          ่                       ้
   การค้นหา และการแลกเปลียนสารสนเทศ และการใช้สารสนเทศด้วย
                              ่
ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ อธิบาย พฤติกรรมสารสนเทศในเชิงมหภาค ว่า
   พฤติกรรมสารสนเทศเป็นผลมาจากความต้องการสารสนเทศ และอาจมีกลไก หรือ
   ภาวะทีสนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาสารสนเทศ ซึงการแสวงหา
          ่                                                      ่
   สารสนเทศผู้ใช้อาจริเริ่มด้วยตนเองหรือมิได้ริเริ่มด้วยตนเอง และมีการประมวลและการ
   นาสารสนเทศไปใช้ต่อไป ซึงเน้นผู้ใช้เป็นสาคัญ
                                ่
 ตัวอย่างกลไก หรือภาวะที่สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาสารสนเทศ เช่น
  -   ระดับการศึกษา (ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก)
  -   ประสบการณ์
  -   อายุ
  -   การแข่งขันในการทางานสูง (ตัวแปรเชิงสังคม)
  -   ความยากง่ายในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ (คุณลักษณะแหล่งสารสนเทศ)
  -   ค่าใช้จ่ายในการค้นหาสารสนเทศจากฐานข้อมูล (ทฤษฎีความเสี่ยงและรางวัล)
                            ฯลฯ
ครูต้องการสารสนเทศ เรื่อง ISAR

     กลไก หรือตัวแปรทีกระตุนให้เกิดการแสวงหาสารสนเทศ คือ
                      ่ ้
                - 1) หน้าที่ความรับผิดชอบของความเป็นครู              เป็นกลไกและ
           - 4) มีความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศในขันสูง
                                                   ้                    ตัวแปรที่
        - 5) รู้จักแหล่งสารสนเทศทังทีเ่ ป็นทางการและไม่เป็นทางการ
                                  ้                                   สนับสนุนให้
                - 2) ต้องหาสารสนเทศเพื่อใช้ในการสอน                 เกิดพฤติกรรม
               - 3) ต้องการให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาที่เรียน           การแสวงหา
                                                                      สารสนเทศ

       เกิดพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศซึ่งริเริมด้วยตนเอง
                                             ่

พบสารสนเทศที่ต้องการก็คัดเลือก รวบรวม เรียบเรียงเป็น PPT ใช้สอน
4. ตัวแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของวิลสันอธิบายขั้นตอนในการแสวงหา
สารสนเทศด้วยการท่องเว็บเพื่อค้นหาสารสนเทศเกี่ยวกับ Google Desktop Search ได้ดังนี้
 1.   การเริ่มต้น ด้วยการตัดสินใจท่อง WWW
 2.   การสารวจเลือกดู โดยการใช้เครืองมือช่วยค้นประเภท Search Tools เพื่อค้นหา
                                       ่
      เว็บไซต์ที่มีสารสนเทศที่เกียวกับ Google Desktop Search
                                 ่
 3.   การแยกแยะ ด้วยการพิจารณาว่าแหล่งใดจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า (โดยใช้
      เกณฑ์การประเมินค่า Internet Resources ช่วย)
 4.   การดึงสารสนเทศทีสามารถนาไปใช้ได้ทนทีออกมาจากตัวเอกสาร เช่น ความหมาย
                         ่                    ั
      ลักษณะ ขันตอนการใช้ Google Desktop Search เป็นต้น
                  ้
 5.   การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร โดยเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหา
      เหมือนกัน หรือจากหนังสือวิชาการ หรือจากการสอบถามผู้รู้
 6.   การจบ เป็นการเก็บรวบรวมสารสนเทศทีแสวงหาทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพราะแน่ใจ
                                                ่
      ว่าได้สารสนเทศในระดับที่ต้องการแล้ว
 ตัวแบบพื้นฐานในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศมุ่งเน้นไปที่การจับคู่ระหว่างทรัพยากร
  สารสนเทศที่มีอยู่กับความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ คือ การค้น
  คืนสารสนเทศให้ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด (เน้นที่ระบบ)
 แต่ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศอธิบายพฤติกรรมการแสวงหาและการใช้
  สารสนเทศโดยเน้นที่ผู้ใช้เป็นสาคัญ เพราะผู้ใช้มีพฤติกรรมสารสนเทศที่หลากหลาย ซึ่ง
  ขึ้นอยู่กับสภาวะ หรือกลไกที่มีผลต่อพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ เช่น สภาวะทาง
  อารมณ์- - ทางสติปัญญา ตัวแปรทางสังคมที่มีการแข่งขันในที่ทางานสูง หน้าที่การงาน
  ความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศ ฯลฯ
 ดังนั้นระบบค้นคืนสารสนเทศควรให้ความสาคัญกับสภาวะ หรือกลไกที่มีผลต่อพฤติกรรม
  การแสวงหาสารสนเทศของผู้ใช้ด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้สารสนเทศตามที่ต้องการอย่าง
  แท้จริง
เดชา นันทพิชัย. 2546. การค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval).
        พิมพ์ครั้งที่ 2. นครศรีธรรมราช: หลักสูตรการจัดการสารสนเทศ สานักวิชา
        สารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2545. แนวการศึกษาชุดวิชาการจัดเก็บและการค้นคืน
        สารสนเทศ (Information Storage and Retrieval) หน่วยที่ 1-15. นนทบุร:ี
        สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สมพร พุทธาพิทักษ์ผล. 2545. “ทฤษฎีพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดเก็บและการค้นคืน
        สารสนเทศ.” ใน ประมวลสาระชุดวิชาการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ
        (Information Storage and Retrieval), หน่วยที่ 1-4, หน้า 31-62.
        นนทบุรี: สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

บทที่ 2 ทฤษฎีพื้นฐานของการจัดเก็บและค้นคืนสารสนทศ

  • 2.
     องค์ประกอบ  ตัวแบบพื้นฐาน ระบบค้นคืนสารสนเทศ  ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ พฤติกรรมการแสวงหา สารสนเทศ
  • 3.
    หากพิจารณาเชิงระบบ (สารสนเทศ) การจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศเป็น การเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรสารสนเทศกับผู้ใช้ซึ่งมีความต้องการสารสนเทศ โดย มีฐานข้อมูลในฐานะเป็นแหล่งทีรวบรวมสารสนเทศประเภทใดหนึง ่ ่  1. ทรัพยากรสารสนเทศ (information resources)  2. ฐานข้อมูล (database)  3. ผู้ใช้ (user)
  • 4.
    1. ทรัพยากรสารสนเทศ 2. ฐานข้อมูล สารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ 3. ผู้ใช้ ความต้องการของผู้ใช้ คือ หมายถึง หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ -ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุด 1. ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่มี - ฐานข้อมูลเฉพาะสาขาที่ห้องสมุดพัฒนาขึน ้ 2. ผู้ใช้สารสนเทศ ในห้องสมุด เอง - ฐานข้อมูลซีดีรอม - ฐานข้อมูลออนไลน์
  • 5.
     1. ทรัพยากรสารสนเทศ (information resources) - คือ วัสดุที่บันทึกสารสนเทศ มีหลากหลายชนิด เช่น หนังสือ เอกสารเทปเสียง สารานุกรมบนแผ่นซีดี e-Journal สารสนเทศบน WWW ฯลฯ วัสดุเหล่านั้นถูก จัดเก็บและให้บริการในห้องสมุด เพื่อสนองความต้องการด้านต่าง ๆ ของผู้ใช้ - การแบ่งประเภทของ IR ทาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง 1) แบ่งตามรูปลักษณ์ของสื่อที่ใช้จัดเก็บ คือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 2) แบ่งตามสาขาวิชา เป็น มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 3) แบ่งตามการจัดการด้วยคอมพิวเตอร์ คือ แอนะล็อก และดิจิทัล
  • 6.
    4) แบ่งตามแหล่งสารสนเทศ หรือแหล่งที่มา/การผลิต หรือ ตามความใหม่ เก่าของตัวเนื้อหา แบ่งออกเป็นแหล่งปฐมภูมิ แหล่งทุติยภูมิ และแหล่งตติยภูมิ 1. แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) = งานที่เขียนขึนเป็นครั้งแรก ข้อเขียนใหม่เฉพาะเรื่อง รายงานการค้นพบใหม่ๆ ้ ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน เช่น รายงานการวิจัย/ทดลอง วิทยานิพนธ์ งานวิจัย บทความในวารสาร สิทธิบัตร มาตรฐาน ฯลฯ 2. แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources) = งานที่ผ่านกระบวนการคัดเลือก ขัดเกลา ย่อ/สรุป วิจารณ์ -------> เรียบเรียงใหม่ จัดอยู่ในรูปแบบใหม่ เช่น บทความในวารสาร บทคัดย่อ พจนานุกรม สารานุกรม ดรรชนีและสาระสังเขป ฯลฯ 3. แหล่งข้อมูลตติยภูมิ (Tertiary Sources) = งานเขียนที่กลั่นกรอง และรวบรวมจาก 1 + 2 เช่น หนังสือตาราวิชาการ เป็นต้น
  • 7.
     2. ฐานข้อมูล (database) คือ แหล่งสะสมข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยมีการรวบรวมข้อมูลทีมีความสัมพันธ์ ่ กันไว้ด้วยกัน และมีโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS -- Database Management System) มาช่วยในการจัดเก็บ จัดเรียง และสืบค้นได้ ในระบบสารสนเทศและห้องสมุด ฐานข้อมูลเป็นที่รวมของระเบียนทรัพยากร สารสนเทศต่าง ๆ ที่มีในห้องสมุด ซึ่งก็คือ “ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของ ห้องสมุด” และหมายรวมถึง “ฐานข้อมูลเฉพาะสาขาวิชาที่ห้องสมุดพัฒนาขึ้นเอง” “ฐานข้อมูลซีดีรอม” และ”ฐานข้อมูลออนไลน์” ด้วย
  • 8.
  • 9.
    ฐานข้อมูลที่ห้องสมุด UTCC พัฒนาขึ้นเอง
  • 10.
  • 11.
  • 12.
     3. ผู้ใช้ (User) ประเภทของผู้ใช้สามารถแบ่งได้หลายประเภท ขึนอยู่กับเกณฑ์ทใช้ในการแบ่ง ้ ี่ โดยทั่วไปแบ่งผู้ใช้ออกเป็นดังนี้ 3.1 แบ่งตามหน้าทีในหน่วยงานบริการสารสนเทศ ่ 3.2 แบ่งตามความชานาญ หรือประสบการณ์ในการค้นหาสารสนเทศ
  • 13.
     3. ผู้ใช้ (User) (ต่อ) 3.1 แบ่งตามหน้าทีในหน่วยงานบริการสารสนเทศ คือ ่ 3.1.1 ผู้ใช้ที่เป็นตัวกลาง (intermediary/ mediator) หมายถึง ผู้ให้บริการค้นคืนสารสนเทศ อาทิ บรรณารักษ์ นักเอกสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่ง ทาหน้าที่ค้นคืนสารสนเทศให้แก่ผู้ใช้ 3.1.2 ผู้ใช้ปลายทาง (end user) ได้แก่ ผู้ใช้ที่มีความต้องการ สารสนเทศของตนเอง อาจเป็นนักวิจัย ผู้บริหาร นักศึกษา อาจารย์ หรือ ประชาชนทั่วไป โดยมีการแสวงหาสารสนเทศด้วยตนเอง หรือขอความช่วยเหลือ จากผู้ให้บริการสารสนเทศ
  • 14.
     3. ผู้ใช้ (User) (ต่อ) 3.2 แบ่งตามความชานาญ หรือประสบการณ์ในการค้นหาสารสนเทศ เป็นการแบ่งผู้ใช้ที่เป็นตัวกลางและผู้ใช้ปลายทางออกเป็น 1) ผู้ใช้ที่มีความชานาญเป็นอย่างดี 2) ผู้ใช้ที่มีความชานาญระดับปานกลาง 3) ผู้ที่ไม่เคยใช้ระบบมาก่อน
  • 15.
     โมเดล IR เน้นกระบวนการในการจับคูระหว่างทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยูกบความต้องการ ่ ่ั สารสนเทศของผู้ใช้ หากจับคู่ได้ตรงกัน ย่อมได้ผลการค้นคืน หากจับคู่ ไม่ตรงกัน ผลจะเป็นศูนย์
  • 16.
    องค์ประกอบของตัวแบบพื้นฐาน 1. เอกสารที่ได้คัดเลือกหรือเรียกว่า “เอกสาร (document)” คือ ทรัพยากรสารสนเทศ ที่ได้รับการคัดเลือก หรือคัดสรรตามนโยบายของหน่วยงานบริการ สารสนเทศแห่งนั้น 2. ตัวแทนเอกสาร (document surrogate/ representation) คือ การสร้างตัวแทนเอกสารในรูปแบบต่าง ๆ อย่างมีมาตรฐาน แล้วจัดเก็บในรูปของฐานข้อมูล เช่น - การสร้างข้อมูลบรรณานุกรม เพื่อเป็นตัวแทนโครงสร้างเอกสาร เช่น ถ้าเป็น หนังสือ จะมีโครงสร้างของตัวแทนหนังสือ ประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ์ สานักพิมพ์ ปีพิมพ์ หัวเรื่อง คาสาคัญ เป็นต้น - การกาหนดตัวแทนสาระ หรือดรรชนี - การสรุปย่อเนื้อหาสาคัญในรูปของสาระสังเขป ฯลฯ
  • 17.
    3. ความต้องการสารสนเทศ (informationneed) - บางครั้งเรียกว่า “ความต้องการของผู้ใช้” - เป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้ผู้ใช้แสวงหาสารสนเทศด้วยวิธีการต่างๆ - ลักษณะสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น เรื่องทั่วไป เรื่องใหม่ๆที่สนใจ เรื่องที่ มีเนื้อหาครอบคลุมลุ่มลึก เป็นต้น - ความต้องการสารสนเทศจะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัย และเวลา ไม่คงที่แน่นอน 4. ตัวแทนความต้องการสารสนเทศ หมายถึงการสร้าง หรือกาหนดตัวแทนความต้องการสารสนเทศในรูปแบบของ “คาศัพท์” หรือคาค้นทีคิดว่าสามารถแทนความต้องการสารสนเทศได้ตรงและถูกต้อง ่ ที่สุด โดยใช้ Search Tips ช่วย หรือเรียกว่าเป็นการกาหนดกลยุทธ์การค้น (Search Strategy)
  • 18.
    5. การจับคู่ระหว่างตัวแทนความต้องการสารสนเทศกับตัวแทนเอกสาร (matching process) กล่าวคือ กระบวนการจับคู่เป็นกลไกสาคัญในการค้นคืนสารสนเทศ หากจับคู่ได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้จะได้ผลการค้นคืนทีเ่ ข้าเรื่อง (relevant) หรือ ตรงกับความต้องการสารสนเทศของตน (pertinent) “จานวนรายการที่ค้นคืนได้ (retrieved item)” เป็นประเด็นสาคัญที่ต้องพิจารณา เช่นกัน ดังนั้นจึงควรมีการจัดอันดับรายการที่ค้นคืนได้ (ranking) เพือให้เอกสารที่คาดว่า ่ เข้าเรื่องที่สุดอยู่ในอันดับต้น และเอกสารเข้าเรื่องน้อยกว่าอยู่ในอันดับรองลง มาตามลาดับ
  • 19.
    (ตามแนวคิดของผู้สอน)  เป็นกระบวนการในการจับคูระหว่างทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยูกับความต้องการสารสนเทศ ่ ่ ของผู้ใช้  เพื่อ  ได้ผลการสืบค้นทีเข้าเรื่อง (ถูกต้องตรงตามความต้องการของผู้ใช้) ่  สามารถจัดอันดับรายการที่ค้นคืนได้ (เอกสารที่เข้าเรื่องที่สุดอยู่ในอันดับต้น)  สามารถค้นคืนได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งการที่ระบบค้นคืนสารสนเทศจะมีประสิทธิภาพต้องมีการดาเนินการการจัดเก็บเอกสาร (document) การจัดทาระเบียนเอกสาร (โครงสร้างของเอกสาร) และ การจัดทาดรรชนี (เพื่อใช้เป็นตัวแทนเนื้อหาสาระของเอกสาร) อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน  หมายรวมถึงผู้ใช้เองก็ต้องมีความสามารถในการกาหนดคาค้น และใช้เทคนิคการสืบค้นได้ อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน
  • 21.
     หากพิจารณาการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศในเชิงระบบ  ระบบค้นคืนสารสนเทศ(IR) หรือ ระบบการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ (ISAR) มีองค์ประกอบพื้นฐานที่สาคัญ คือ 1. ข้อมูลนาเข้า (Input) 2. การประมวลผล (Processing) 3. ผลลัพธ์ (Output) 4. ผลป้อนกลับ (Feedback)
  • 22.
    ข้อมูล การ ผลลัพธ์ ผล นาเข้า ประมวล หรือ ป้อนกลับ ผล ผลการค้น • ความ • 1. เอกสาร คิดเห็น หรือ • การจัด คืน ของผู้ใช้ ตัวแทน หมวดหมู่ ต่อผลการ เอกสาร • การแยก • เอกสารที่เข้า ค้นคืน • 2. ข้อคาถาม ประเภท เรื่อง หรือ และ ของผู้ใช้ • จัดเรียง ตัวแทนเอกสาร ปัญหาที่ ฯลฯ ที่เข้าเรื่อง พบ ฯลฯ
  • 23.
    ตามแนวคิดของรองศาสตราจารย์ ดร. สมพรพุทธาพิทักษ์ผล (2545:1: 44) กล่าวว่าระบบ ค้นคืนสารสนเทศมีหน้าที่สาคัญ 3 ประการ คือ  1. การวิเคราะห์เนื้อหา หรือสาระของเอกสารที่ได้คัดเลือกมา เพื่อสร้าง -ตัวแทนเอกสาร -คาแทนสาระเอกสาร +Abstract +full-text (ให้อ่านย่อหน้าที่ 2 ของข้อ 1 ที่หน้า 44)  2. การวิเคราะห์ข้อคาถาม หรือความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ การสร้างกลยุทธ์การค้น-Search Strategy (= กาหนดคาค้น +ใช้ Search Tips +คาสั่งระบุภาษาเอกสาร หรือปีที่ระบุ)  3. การจับคู่ระหว่างข้อคาถาม หรือตัวแทนความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ กับเอกสาร และ/หรือตัวแทนเอกสาร เพื่อดึงสารสนเทศที่เข้าเรื่องออกมาเป็นผลการค้นคืน
  • 24.
    ตามแนวคิดของรองศาสตราจารย์ ดร. สมพรพุทธาพิทักษ์ผล (2545:1: 44) กล่าวว่า ระบบค้นคืนสารสนเทศมีหน้าทีสาคัญ 3 ประการ คือ ่  1. การวิเคราะห์เนื้อหา หรือสาระของเอกสารที่ได้คัดเลือกมา เพื่อสร้างตัวแทนเอกสาร และ คาแทนสาระของเอกสาร บางระบบอาจมีสาระสังเขปของเอกสาร หรือเอกสารฉบับเต็มด้วย  2. การวิเคราะห์ข้อคาถาม หรือความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ คือ การสร้างกลยุทธ์การสืบค้นเพื่อค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ โดยการใช้ - คาค้นเพียงคาเดียว - ใช้คาสั่งระบุเขตข้อมูล (ให้ไปค้นหาคาค้นที่เขตข้อมูลหัวเรื่อง ผู้แต่ง ฯลฯ) - ใช้ตรรกบูลเชือมคาค้นหลาย ๆ คา ่ - ระบุภาษา หรือ ปีค.ศ. ของเอกสาร โดยระบบค้นคืนสารสนเทศจะแปลงคาสั่งการสืบค้นของผูใช้ให้เป็นคาสั่ง หรือ ้ ภาษาทีระบบนั้น ๆ เข้าใจเพื่อดาเนินการสืบค้นต่อไป ่
  • 25.
     3. การจับคู่ระหว่างข้อคาถามหรือตัวแทนความต้องการสารสนเทศของ ผู้ใช้ กับ เอกสาร และ/หรือตัวแทนเอกสาร เพื่อดึงสารสนเทศเฉพาะรายการที่เข้าเรื่อง หรือตรงกับข้อคาถามของผู้ใช้ออกมา เป็นผลการค้นคืน
  • 26.
    จากหนังสือการค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval)ของอาจารย์เดชา นันทพิชย ั (2546: 22-23) ได้อธิบายภารกิจและหน้าทีของระบบค้นคืนสารสนเทศว่าสรุปได้ ดังนี้ ่ 1. การวิเคราะห์เอกสารและการจัดระบบสารสนเทศ คือ การสร้างฐานข้อมูลเอกสาร ได้แก่ การจัดทาโครงสร้างเอกสาร และการกาหนดคาแทนสาระเอกสาร 2. การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ และเตรียมกลยุทธ์การสืบค้น (Search Strategy) ได้แก่ กาหนดคาค้น และใช้ Search Tips ช่วยค้น (เขียนคาสั่งค้นคืน) 3. การสืบค้น (Searching) และการเปรียบเทียบความต้องการผู้ใช้กับฐานข้อมูล ได้แก่ ลงมือสืบค้นตามคาสั่งค้นคืนที่กาหนดไว้ในข้อ 2 4. การประเมินผลลัพธ์ที่ได้ ว่าเข้าเรื่อง (relevant) ตามที่ต้องการหรือไม่
  • 27.
    (เดชา นันทพิชัย, 2546:23) 1 Information Analysis and Organized Sources Representation Information 3 Retrieval Matching Information Users Query Analyzed Analysis Queries 2 (search statement)
  • 28.
     จากภาพข้างต้นอาจารย์เดชา นันทพิชัย(2546: 23) สรุปว่าถ้าแบ่งภาระงาน (Task) ของ ระบบการค้นคืนสารสนเทศก็สามารถจาแนกออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ 1. งานที่เกียวกับการวิเคราะห์เนื้อหา และหัวเรื่อง ่ ได้แก่ งานวิเคราะห์ จัดระบบ และจัดเก็บสารสนเทศที่เกียวข้อง ่ 2. งานที่เกียวกับการสืบค้น และค้นคืน ่ ได้แก่ งานเกียวกับกระบวนการค้นหาและค้นคืน รวมถึงงานวิเคราะห์คาร้อง ่ ของผู้ใช้ สร้างสูตรการค้นคืน การค้นหา และการค้นคืนสารสนเทศ ที่เกี่ยวข้อง
  • 29.
     Lancaster (อ้างถึงในสมพร พุทธาพิทักษ์ผล, 2545: 1: 44-47) อธิบายระบบค้นคืน สารสนเทศว่าประกอบด้วยระบบย่อย 6 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบย่อยการคัดเลือกเอกสาร (Document Selection Subsystem) 2. ระบบย่อยการจัดทาดรรชนี (Indexing Subsystem) 3. ระบบย่อยคาศัพท์ (Vocabulary Subsystem) 4. ระบบย่อยการสืบค้น (Searching Subsystem) 5. ระบบย่อยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบค้นคืนสารสนเทศกับผู้ใช้ (Subsystem of Interaction Between the User and the System) 6. ระบบย่อยการจับคู่ (Matching Subsystem)
  • 30.
     1. ระบบย่อยการคัดเลือกเอกสาร(Document Selection Subsystem) ทาหน้าทีในการคัดเลือกเอกสารตามนโยบายของหน่วยงานบริการสารสนเทศนั้น ๆ ่  2. ระบบย่อยการจัดทาดรรชนี (Indexing Subsystem) (เดชา นันทพิสัย, 2546: 21) - สร้าง “ตัวแทนเอกสาร” หรือ “ระเบียน” หรือ “ระเบียนตัวแทนเอกสาร” - งานในระบบย่อยนี้ประกอบด้วย -การจัดหมวดหมู่ -การทารายการ -การทาดรรชนีช่วยค้น (ศัพท์ควบคุม/หัวเรื่อง หรือ ศัพท์ไม่ควบคุม/คาสาคัญ) -การทาสาระสังเขป
  • 31.
     3. ระบบย่อยคาศัพท์(Vocabulary Subsystem) ทาหน้าทีเ่ ป็นคลังศัพท์ดรรชนี หรือศัพท์สาคัญทีใช้ในการจัดทาดรรชนี (เพือสร้าง ่ ่ ตัวแทนเอกสาร และเพื่อการสืบค้น) ระบบย่อยนีมีประโยชน์ทงในการจัดทาดรรชนี และการค้น เพราะหากผู้ใช้ ้ ั้ กาหนดคาศัพท์ที่จะค้นได้ตรงกับศัพท์ที่ใช้ในการทาดรรชนี ย่อมได้ผล การค้นคืนที่เข้าเรือง ่  4. ระบบย่อยการสืบค้น (Searching Subsystem) เป็นการวิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศของผูใช้ และกาหนดกลยุทธ์การค้น ้ รวมถึงการแปลงกลยุทธ์การค้นให้อยูในรูปของคาสัง หรือภาษาที่ใช้ใน ่ ่ ระบบค้นคืนสารสนเทศนั้น ๆ (มีการใช้เทคนิคการค้นคืนทีแตกต่างกัน) ่ ในการสืบค้นอาจใช้คลังศัพท์ดรรชนี หรือศัพท์สาคัญของระบบฯ นันช่วยในการ ้ ค้นก็ได้
  • 32.
     5. ระบบย่อยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบค้นคืนสารสนเทศกับผู้ใช้(Subsystem of Interaction Between the User and the System) หรือเรียกว่า ระบบเชื่อมต่อกับผู้ใช้ (User-System Interface) เป็นการสือสารระหว่างผูใช้กับระบบค้นคืนสารสนเทศในขณะทาการค้น ่ ้ การปฏิสัมพันธ์อาจอยูในรูปแบบของการออกแบบหน้าจอ (Screen Design) ่ เพื่อให้ผใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ู้ มีข้อความทีช่วยแนะนาผูใช้หากกระทาผิดพลาด (Error Message) ่ ้ มีสารสนเทศที่ชวยเหลือในด้านต่าง ๆ (Help Information) ่ มีทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถออกคาสั่งได้ตามสะดวกด้วยตนเอง หรือด้วยการเลือก ตัวเลือกทีหน้าจอ ่ ระบบต้องช่วยผูใช้ให้ได้รับความสะดวก และง่ายที่จะสืบค้นด้วยตนเองมากที่สุด ้
  • 33.
     6. ระบบย่อยการจับคู่(Matching Subsystem) คือ การจับคูระหว่างตัวแทนเอกสารกับตัวแทนความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ ่ โดยการจับคูย่อมขึนอยู่กับซอฟต์แวร์ทใช้กับโครงสร้างระบบฐานข้อมูลเป็นสาคัญ ่ ้ ี่ ผู้ใช้จะไม่เห็นการทางานของระบบย่อยนี้ การทางานของระบบย่อยทัง 6 ในระบบค้นคืนสารสนเทศจะสัมพันธ์กับหน้าที่ของระบบค้น ้ คืนสารสนเทศทั้ง 3 ประการคือ 1) การวิเคราะห์เนือหาของเอกสาร 2) การวิเคราะห์ขอ ้ ้ คาถามของผู้ใช้ และ 3) การจับคูระหว่างข้อคาถามกับเอกสาร หรือตัวแทนเอกสาร ่
  • 34.
     ความหมายของพฤติกรรมสารสนเทศ  ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสารสนเทศกับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ (ตัวแบบแรกของวิลสัน)  ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ (ตัวแบบที่สองของวิลสัน)  แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ
  • 35.
     คือ พฤติกรรมทั้งมวลของบุคคลหนึ่ง ซึ่งเชือมโยงบุคคลผู้นนให้เข้าถึงแหล่งสารสนเทศ ่ ั้ ต่างๆ โดยใช้ชองทางในการเผยแพร่และในการได้สารสนเทศมาโดยตรง หรือ ่ ทางอ้อม พฤติกรรมสารสนเทศเป็นคาที่มีความหมายกว้าง ครอบคลุมพฤติกรรมการแสวงหา สารสนเทศ และพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ โดยลาดับ
  • 36.
    (ตามแนวคิดของผู้สอน)  คือ พฤติกรรมใดๆ ก็ตามที่เกียวข้องกับการแสวงหา และการค้นหาสารสนเทศ ่ โดยเริ่มจากผู้ใช้เกิดความต้องการสารสนเทศอย่างมีวัตถุประสงค์ และได้เข้าถึงแหล่ง สารสนเทศต่างๆทังที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่คาดว่าจะให้คาตอบ ้ รวมถึงการได้รบสารสนเทศจากสือต่างๆโดยบังเอิญ ั ่ การศึกษาพฤติกรรมสารสนเทศควรศึกษาตั้งแต่เมื่อผู้ใช้เกิดความต้องการ ไม่ใช่ดที่ผใช้ขณะ ู ู้ แสวงหาสารสนเทศ และไม่ควรเน้นเฉพาะแง่มุมของระบบ แต่ควรหันมาสู่ การศึกษาที่มผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ี
  • 37.
    1. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information-seekingBehavior) แตกต่างจาก พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (Information Search Behavior) อย่างไร  พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (Information-seeking Behavior) เป็นพฤติกรรมที่ เกิดจากผู้ใช้มีความต้องการสารสนเทศในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงเกิดการแสวงหา สารสนเทศอย่างมีวัตถุประสงค์ขึ้น ซึ่งพฤติกรรมข้างต้นกว้างกว่าและครอบคลุม พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศด้วย เช่น...  พฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (Information Search Behavior) เป็นพฤติกรรมทีผู้ใช้ ่ มีปฏิสัมพันธ์กบระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระดับปฏิบัติ (เช่น การใช้เม้าส์) หรือ ั ในระดับการใช้ความคิด สติปัญญาและความรู้ (เช่น การใช้ตรรกบูล) หรือ การ ตัดสินใจเลือกสารสนเทศทีดีทสุด หรือการพิจารณาว่าสารสนเทศที่ได้มาตรงกับความ ่ ี่ ต้องการของตนหรือไม่ อย่างไร
  • 38.
    1. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ (ก)แตกต่างจากพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ (ข) อย่างไร 1. (ก) เกิดก่อน (ข) 2. (ก) ครอบคลุมกิจกรรม (ข) หรือ (ข) เป็นส่วนย่อยที่ต่อจาก (ก) 3. (ก) เกิด เพราะมีความต้องการสารสนเทศอย่างมีวัตถุประสงค์ 4. (ข) เป็นการลงมือปฏิบัติ (= ค้น คิด พิจารณา ตัดสินใจ) 5. เมื่อเกิดความต้องการสารสนเทศแล้ว อาจจะไม่เกิด (ก) ก็ได้ เพราะ????
  • 39.
    2. จงอธิบายแผนภาพตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศในหน้า 54 เป็นตัวแบบแรกที่วลสันพัฒนาขึ้นเพื่อใช้อธิบายพฤติกรรมสารสนเทศ (ดูหน้า 53 ิ และแผนภาพหน้า 54) ต่อมาได้ศึกษาวิจยและปรับปรุงจนได้ตัวแบบทีสองซึงเรียกว่า “ตัวแบบทัวไปของ ั ่ ่ ่ พฤติกรรมสารสนเทศ”
  • 40.
    3. ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า55-57)มีลักษณะแตกต่างจากตัวแบบ พฤติกรรมสารสนเทศ (หน้า 53-54) อย่างไร ตัวแบบพฤติกรรมสารสนเทศ อธิบายพฤติกรรมสารสนเทศในด้านต่าง ๆ คือ ที่มาของ พฤติกรรมสารสนเทศมาจากความต้องการสารสนเทศ ซึงส่งผลให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ทัง ่ ้ การค้นหา และการแลกเปลียนสารสนเทศ และการใช้สารสนเทศด้วย ่ ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศ อธิบาย พฤติกรรมสารสนเทศในเชิงมหภาค ว่า พฤติกรรมสารสนเทศเป็นผลมาจากความต้องการสารสนเทศ และอาจมีกลไก หรือ ภาวะทีสนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาสารสนเทศ ซึงการแสวงหา ่ ่ สารสนเทศผู้ใช้อาจริเริ่มด้วยตนเองหรือมิได้ริเริ่มด้วยตนเอง และมีการประมวลและการ นาสารสนเทศไปใช้ต่อไป ซึงเน้นผู้ใช้เป็นสาคัญ ่
  • 41.
     ตัวอย่างกลไก หรือภาวะที่สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาสารสนเทศเช่น - ระดับการศึกษา (ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก) - ประสบการณ์ - อายุ - การแข่งขันในการทางานสูง (ตัวแปรเชิงสังคม) - ความยากง่ายในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ (คุณลักษณะแหล่งสารสนเทศ) - ค่าใช้จ่ายในการค้นหาสารสนเทศจากฐานข้อมูล (ทฤษฎีความเสี่ยงและรางวัล) ฯลฯ
  • 42.
    ครูต้องการสารสนเทศ เรื่อง ISAR กลไก หรือตัวแปรทีกระตุนให้เกิดการแสวงหาสารสนเทศ คือ ่ ้ - 1) หน้าที่ความรับผิดชอบของความเป็นครู เป็นกลไกและ - 4) มีความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศในขันสูง ้ ตัวแปรที่ - 5) รู้จักแหล่งสารสนเทศทังทีเ่ ป็นทางการและไม่เป็นทางการ ้ สนับสนุนให้ - 2) ต้องหาสารสนเทศเพื่อใช้ในการสอน เกิดพฤติกรรม - 3) ต้องการให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาที่เรียน การแสวงหา สารสนเทศ เกิดพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศซึ่งริเริมด้วยตนเอง ่ พบสารสนเทศที่ต้องการก็คัดเลือก รวบรวม เรียบเรียงเป็น PPT ใช้สอน
  • 43.
    4. ตัวแบบพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศของวิลสันอธิบายขั้นตอนในการแสวงหา สารสนเทศด้วยการท่องเว็บเพื่อค้นหาสารสนเทศเกี่ยวกับ GoogleDesktop Search ได้ดังนี้ 1. การเริ่มต้น ด้วยการตัดสินใจท่อง WWW 2. การสารวจเลือกดู โดยการใช้เครืองมือช่วยค้นประเภท Search Tools เพื่อค้นหา ่ เว็บไซต์ที่มีสารสนเทศที่เกียวกับ Google Desktop Search ่ 3. การแยกแยะ ด้วยการพิจารณาว่าแหล่งใดจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า (โดยใช้ เกณฑ์การประเมินค่า Internet Resources ช่วย) 4. การดึงสารสนเทศทีสามารถนาไปใช้ได้ทนทีออกมาจากตัวเอกสาร เช่น ความหมาย ่ ั ลักษณะ ขันตอนการใช้ Google Desktop Search เป็นต้น ้ 5. การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร โดยเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหา เหมือนกัน หรือจากหนังสือวิชาการ หรือจากการสอบถามผู้รู้ 6. การจบ เป็นการเก็บรวบรวมสารสนเทศทีแสวงหาทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพราะแน่ใจ ่ ว่าได้สารสนเทศในระดับที่ต้องการแล้ว
  • 44.
     ตัวแบบพื้นฐานในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศมุ่งเน้นไปที่การจับคู่ระหว่างทรัพยากร สารสนเทศที่มีอยู่กับความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ คือ การค้น คืนสารสนเทศให้ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด (เน้นที่ระบบ)  แต่ตัวแบบทั่วไปของพฤติกรรมสารสนเทศอธิบายพฤติกรรมการแสวงหาและการใช้ สารสนเทศโดยเน้นที่ผู้ใช้เป็นสาคัญ เพราะผู้ใช้มีพฤติกรรมสารสนเทศที่หลากหลาย ซึ่ง ขึ้นอยู่กับสภาวะ หรือกลไกที่มีผลต่อพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ เช่น สภาวะทาง อารมณ์- - ทางสติปัญญา ตัวแปรทางสังคมที่มีการแข่งขันในที่ทางานสูง หน้าที่การงาน ความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศ ฯลฯ  ดังนั้นระบบค้นคืนสารสนเทศควรให้ความสาคัญกับสภาวะ หรือกลไกที่มีผลต่อพฤติกรรม การแสวงหาสารสนเทศของผู้ใช้ด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้สารสนเทศตามที่ต้องการอย่าง แท้จริง
  • 45.
    เดชา นันทพิชัย. 2546.การค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval). พิมพ์ครั้งที่ 2. นครศรีธรรมราช: หลักสูตรการจัดการสารสนเทศ สานักวิชา สารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2545. แนวการศึกษาชุดวิชาการจัดเก็บและการค้นคืน สารสนเทศ (Information Storage and Retrieval) หน่วยที่ 1-15. นนทบุร:ี สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมพร พุทธาพิทักษ์ผล. 2545. “ทฤษฎีพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดเก็บและการค้นคืน สารสนเทศ.” ใน ประมวลสาระชุดวิชาการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ (Information Storage and Retrieval), หน่วยที่ 1-4, หน้า 31-62. นนทบุรี: สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.