นพ.วิทยา ศรีดามา
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
       จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
      กรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน
พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 ประกาศใน
 ราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 125 ตอนที่ 44ก เมื่อ
 วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ 7
 มีนาคม พ.ศ.2551
หมวด 1 คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน
 มาตรา 5 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการการแพทย์
 ฉุกเฉิน” เรียกโดยย่อว่า “กพฉ” ประกอบด้วย
 (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการ
 (2) กรรมการโดยตาแหน่งจานวน 4 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง
 ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการสานักประกันสังคม และเลขาธิการ
 สานักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(3) กรรมการผู้แทนแพทยสภาจานวน 2 คน โดยอย่างน้อยต้อง
เป็นแพทย์ผู้มีความรู้ ความชานาญในการ ประกอบวิชาชีพเวช
กรรมสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินจานวน 1 คน
(4) กรรมการผู้แทนสภาการพยาบาลจานวน 1 คน
(5) กรรมการผู้แทนสถานพยาบาลซึ่งเลือกกันเองจานวน 2 คน
โดยเป็นผู้แทนจากสถานพยาบาลของรัฐ และ เอกชนประเภทละ
1 คน
(6) กรรมการผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเลือกกันเอง จานวน
    2 คน
    (7) กรรมการผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากาไร และมีบทบาท
    ด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึง สถานพยาบาลที่เป็นนิติบุคคลซึ่ง
    เลือกกันเองจานวน 2 คน
    (8) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลที่มีความรู้
    ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้าน
    การเงินและบัญชี ด้านกฎหมาย ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และด้านอื่นที่เป็น
    ประโยชน์จานวนไม่เกิน 4 คน
ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้เลขาธิการแต่งตั้งพนักงาน
    ไม่เกิน 2 คนเป็นผู้ช่วย เลขานุการ
คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินมีการประชุม ครบองค์ประชุมครั้ง
  แรกในวันที่ 16 กันยายน 2551 เป็น การประชุมครั้งที่ 4/2551
  โดยมีการประชุมก่อนหน้านั้น 3 ครั้ง เป็นการประชุม
  คณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน มาตรา 42 คือรัฐมนตรีว่าการ
  กระทรวงสาธารณสุข ปลัด กระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวง
  สาธารณสุข เลขาธิการสานักประกันสังคมเลขาธิการสานัก
  หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ
  สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน
ได้มีการคัดเลือกเลขาธิการการแพทย์ฉุกเฉินใน การประชุม
  ครั้งที่ 5/2551 โดย นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล ได้รับการ
  คัดเลือก
หมวดที่ 1 สถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
  มาตรา 14 ให้จัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติขึ้นเป็นหน่วยงาน
  ของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ
  แผ่นดิน หรือไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฏหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
  หรือกฏหมายอื่น เรียกโดยย่อว่า “สพฉ.”
  ให้สถาบันมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกากับของรัฐมนตรี
กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บงคับแห่งกฏหมายว่าด้วยการ
                             ั
   คุ้มครองแรงงาน กฏหมายว่าด้วยแรง งานสัมพันธ์ กฏหมายว่า
   ด้วยการประกันสังคม และกฏหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่
   พนักงานและลูกจ้าง ของสถาบันต้องได้ประโยชน์ตอบแทนไม่
   น้อยกว่าที่กาหนดไว้ในกฏหมายดังกล่าว
มาตรา 15 ให้สถาบันมีอานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) จัดทาแผนหลักเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินเสนอต่อ กพฉ.
(2) จัดทามาตรฐานและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระบบการแพทย์
ฉุกเฉินเสนอต่อ กพฉ. รวมทั้งกาหนดเกณฑ์ และวิธีการ
ปฏิบัติการฉุกเฉินตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่ กพฉ. กาหนด
(3) จัดให้มีระบบปฏิบัติการฉุกเฉิน รวมถึงการบริหารจัดการ
และการพัฒนาการระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ
ประโยชน์ในการปฏิบัติการฉุกเฉิน
(4) ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนา รวมทั้งเผยแพร่ความรู้
ทางการแพทย์ฉุกเฉิน
(5) จัดให้มีการศึกษาและฝึกอบรมการปฏิบัติหน้า ที่เกี่ยวกับ
การแพทย์ฉุกเฉิน
(6) ประสานงาน ติดตาม และประเมินผลการ ปฏิบัติการฉุกเฉิน
(7) เป็นศูนย์กลางประสานกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้ง
ในประเทศและต่างประเทศ ที่ดาเนินการ เกี่ยวกับการแพทย์
ฉุกเฉิน
(8) เรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ การดาเนิน
กิจการของสถาบัน
(9) รับผิดชอบงานธุรการของ กพฉ. หรือปฏิบัติ การอื่นตามที่
กาหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฏหมายอื่น หรือที่ กพฉ.
มอบหมาย
การดาเนินการตามมาตรา 12 กพฉ. มีอานาจ แต่งตัง  ้
  คณะอนุกรรมการ หรือที่ปรึกษาเพื่อให้ปฏิบัติ หน้าที่ตาม
  พระราชบัญญัติ หรือตามที่ กพฉ. มอบ หมาย
16 กพ. 2552 จึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จานวน 5 คณะ
(1) คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย
(2) คณะอนุกรรมการด้านการเงินการคลัง
(3) คณะอนุกรรมการด้านระบบปฏิบัติการ-ฉุกเฉิน
(4) คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ และประเมิน-ผล
(5) คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์
คณะอนุกรรมการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและนามา
  เสนอ เพื่อที่ประชุม กพฉ. พิจารณาโดยประชุมเดือนละ 1 ครั้ง
คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ และประเมินผลมีอานาจหน้าที่
(1) ให้ความเห็นและเสนอแก่ กพฉ. เพื่อ
     (1.1) การบริหารจัดการการพัฒนาการประเมินผลผู้
ปฏิบัติการ
     (1.2) การรับรององค์การ และหลักสูตรการศึกษาหรือ
ฝึกอบรมผู้ปฏิบัติการ
(1.3) การให้ประกาศนียบัตร หรือ เครื่องหมายวิทยฐานะแก่
ผู้ปฏิบัติการ
     (1.4) การดาเนินการเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าวิจัย และ
พัฒนา และความร่วมมือทางวิชาการกับบุคคล หน่วยงาน
องค์กร และสถาบันอื่นในประเทศ และต่างประเทศของ สพฉ.
(สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ)
     (1.5) การให้ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติการ เกี่ยวกับการปฏิบัติ
หน้าที่
(2) แต่งตั้งคณะทางานหรือที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมการ
เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามทีได้รับมอบหมาย
                           ่
(3) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ กพฉ. มอบหมาย
มาตรา 11 กพฉ. มีอานาจหน้าที่
  (6) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการรับรององค์กร และหลักสูตร
  การศึกษาหรือฝึกอบรมผู้ปฏิบัติการ และการ ให้ประกาศนียบัตร
  หรือเครื่องหมายวิทยฐานะแก่ผู้ผ่าน การศึกษา หรือฝึกอบรม
  เว้นแต่การดังกล่าวจะมีกฏหมาย เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ
  ด้านการแพทย์ และ การสาธารณสุขเป็นการเฉพาะก็ให้เป็นไป
  ตามกฏหมายนั้น
การดาเนินการด้านวิชาการ
  1. แผนพัฒนาบุคลากรในระบบการแพทย์-ฉุกเฉิน
  โดยมี 3 กระบวนการหลักคือ
       1.1 ผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบการแพทย์-ฉุกเฉินโดยพัฒนา
  การศึกษาในหลักสูตร
               - แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุก-เฉินดาเนินการโดย
  แพทยสภา
- EMT - I (Emergency Medical Technician
      Intermediate)
    - EMT - P (paramedics)
ดาเนินการโดยสถาบันการศึกษาพัฒนาหลักสูตร
กระทรวงศึกษาธิการ/ สภามหาวิทยาลัยรับรองหลักสูตร และ
รับรองแหล่งผลิต
สพฉ. มีหน้าที่ประเมินก่อนปฏิบัติงาน และให้ ใบอนุญาติ
  ปฏิบัติงานในกรณี EMT-I, EMT-P
1.2 หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรที่ สพฉ. พัฒนาหลักสูตรรับรอง
   หลักสูตร และแหล่งผลิตทั้งหมด
หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรที่ สพฉ. พัฒนาหลักสูตร รับรองหลักสูตรและ
   แหล่งฝึกอบรม
ชื่อหลักสูตร                       ผู้เข้าอบรม                              ระยะเวลา
1. หลักสูตรฝึกอบรมผู้รับแจ้งเหตุและ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์            24 ชม.
     สั่งการการเจ็บป่วยฉุกเฉิน (EMD) ในการปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
     (ปรับจากหลักสูตรเดิม)
2. หลักสูตรฝึกอบรมผู้รับแจ้งเหตุและ 1. เวชกรฉุกเฉิน                         3 วัน

    สื่อสาร (สร้างหลักสูตรใหม่)    2. อาสากู้ชีพที่มีประสบการณ์
ชื่อหลักสูตร                              ผู้เข้าอบรม                     ระยะเวลา
3. หลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครช่วย          ประชาชน                          8 ชม.
    ผู้ป่วยฉุกเฉิน (สร้างหลักสูตรใหม่)
    สอบถามสภากาชาดไทยว่าจัด
    หลักสูตรนี้หรือไม่

4. หลักสูตรฝึกอบรมอาสากู้ชีพ (FR)        1. อายุไม่ต่ากว่า 18 ปี           40 ชม.
    (First responder)                    2. วุฒิการศึกษาไม่ต่ากว่า ม.3 (ปรึกษา)
    (ปรับจากหลักสูตรเดิม)                ท้องถิ่นหากไม่ได้ให้ปรับเป็น ป.6)
                                         3. บุคคลที่ชุดปฏิบัติการส่งเข้าอบรม
ชื่อหลักสูตร                       ผู้เข้าอบรม                     ระยะเวลา
5. หลักสูตรฝึกอบรม EMT-B           1. อายุ 18-45 ปี                 110 ชม.
    (ปรับจากหลักสูตรเดิม)          2.วุฒิการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ
                                   เทียบเท่า
                                   3. สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจาตัว
                                   ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน

6. หลักสูตรการเตรียมความพร้อมทาง   ผู้บริหารระดับจังหวัด           16 ชม.
   การแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย
   สาหรับผู้บริการระดับจังหวัด
   (พัฒนาหลักสูตรต่อ)
ชื่อหลักสูตร                                    ผู้เข้าอบรม           ระยะเวลา
7. หลักสูตรการเตรียมความพร้อมทาง                ผู้รับผิดชอบแผน MI      40 ชม.
    การแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย
    สาหรับผู้รับผิดชอบแผน MI (major incident)
    (พัฒนาหลักสูตรต่อ)

8. หลักสูตรการเตรียมความพร้อมทาง                ผู้ปฏิบัติงานใน รพ.     24 ชม.
    การแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย
    สาหรับผู้ปฏิบัติงานใน รพ.
ชื่อหลักสูตร                          ผู้เข้าอบรม            ระยะเวลา
9. หลักสูตรอบรมวิทยากรการเตรียม    บุคลากร EMS และหน่วยงาน    16 ชม.
   ความพร้อมทางการแพทย์ในสถานการณ์ ที่เกี่ยวข้อง
   สาธารณภัยสาหรับบุคลากร EMS
   (หลักสูตรเดิม)
เป้าหมายบุคลากรแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในปี พ.ศ.2555 ให้มี
   แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินครบทุกรพ.ศูนย์ และ รพ.มหาวิทยาลัย
   ไม่น้อยกว่า 3 คน
   กลยุทธประสารกระทรวงสาธารณสุขจัดสรร โควต้าแพทย์
   เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินสาหรับ โรงพยาบาลศูนย์อย่าง
   น้อยแห่งละ 3 คนในปี พ.ศ.2553
ตั้งเป้าหมายบุคลากรตามหลักสูตร 2552
    EMT-B 1 คนต่อตาบล
    FR 10 คนต่อตาบล
    EMT-Paramedic ผลิต 300 คน/ปี 2553
    EMT-I ผลิต 300 คน/ปี 2552

TAEM11: พระราชบัญญัติ (พ.วิทยา)2551

  • 1.
    นพ.วิทยา ศรีดามา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน
  • 2.
    พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 125 ตอนที่ 44ก เมื่อ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ 7 มีนาคม พ.ศ.2551
  • 3.
    หมวด 1 คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน มาตรา 5 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการการแพทย์ ฉุกเฉิน” เรียกโดยย่อว่า “กพฉ” ประกอบด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการ (2) กรรมการโดยตาแหน่งจานวน 4 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการสานักประกันสังคม และเลขาธิการ สานักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
  • 4.
    (3) กรรมการผู้แทนแพทยสภาจานวน 2คน โดยอย่างน้อยต้อง เป็นแพทย์ผู้มีความรู้ ความชานาญในการ ประกอบวิชาชีพเวช กรรมสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินจานวน 1 คน (4) กรรมการผู้แทนสภาการพยาบาลจานวน 1 คน (5) กรรมการผู้แทนสถานพยาบาลซึ่งเลือกกันเองจานวน 2 คน โดยเป็นผู้แทนจากสถานพยาบาลของรัฐ และ เอกชนประเภทละ 1 คน
  • 5.
    (6) กรรมการผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเลือกกันเอง จานวน 2 คน (7) กรรมการผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากาไร และมีบทบาท ด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉินก่อนถึง สถานพยาบาลที่เป็นนิติบุคคลซึ่ง เลือกกันเองจานวน 2 คน (8) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้าน การเงินและบัญชี ด้านกฎหมาย ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และด้านอื่นที่เป็น ประโยชน์จานวนไม่เกิน 4 คน ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้เลขาธิการแต่งตั้งพนักงาน ไม่เกิน 2 คนเป็นผู้ช่วย เลขานุการ
  • 6.
    คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินมีการประชุม ครบองค์ประชุมครั้ง แรกในวันที่ 16 กันยายน 2551 เป็น การประชุมครั้งที่ 4/2551 โดยมีการประชุมก่อนหน้านั้น 3 ครั้ง เป็นการประชุม คณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน มาตรา 42 คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ปลัด กระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวง สาธารณสุข เลขาธิการสานักประกันสังคมเลขาธิการสานัก หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน
  • 7.
    ได้มีการคัดเลือกเลขาธิการการแพทย์ฉุกเฉินใน การประชุม ครั้งที่ 5/2551 โดย นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล ได้รับการ คัดเลือก
  • 8.
    หมวดที่ 1 สถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มาตรา 14 ให้จัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติขึ้นเป็นหน่วยงาน ของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน หรือไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฏหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฏหมายอื่น เรียกโดยย่อว่า “สพฉ.” ให้สถาบันมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกากับของรัฐมนตรี
  • 9.
    กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บงคับแห่งกฏหมายว่าด้วยการ ั คุ้มครองแรงงาน กฏหมายว่าด้วยแรง งานสัมพันธ์ กฏหมายว่า ด้วยการประกันสังคม และกฏหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ พนักงานและลูกจ้าง ของสถาบันต้องได้ประโยชน์ตอบแทนไม่ น้อยกว่าที่กาหนดไว้ในกฏหมายดังกล่าว
  • 10.
    มาตรา 15 ให้สถาบันมีอานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) จัดทาแผนหลักเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินเสนอต่อ กพฉ. (2) จัดทามาตรฐานและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระบบการแพทย์ ฉุกเฉินเสนอต่อ กพฉ. รวมทั้งกาหนดเกณฑ์ และวิธีการ ปฏิบัติการฉุกเฉินตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่ กพฉ. กาหนด
  • 11.
    (3) จัดให้มีระบบปฏิบัติการฉุกเฉิน รวมถึงการบริหารจัดการ และการพัฒนาการระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ ประโยชน์ในการปฏิบัติการฉุกเฉิน (4) ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนา รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ ทางการแพทย์ฉุกเฉิน
  • 12.
    (5) จัดให้มีการศึกษาและฝึกอบรมการปฏิบัติหน้า ที่เกี่ยวกับ การแพทย์ฉุกเฉิน (6)ประสานงาน ติดตาม และประเมินผลการ ปฏิบัติการฉุกเฉิน (7) เป็นศูนย์กลางประสานกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ ที่ดาเนินการ เกี่ยวกับการแพทย์ ฉุกเฉิน
  • 13.
    (8) เรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ การดาเนิน กิจการของสถาบัน (9)รับผิดชอบงานธุรการของ กพฉ. หรือปฏิบัติ การอื่นตามที่ กาหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฏหมายอื่น หรือที่ กพฉ. มอบหมาย
  • 14.
    การดาเนินการตามมาตรา 12 กพฉ.มีอานาจ แต่งตัง ้ คณะอนุกรรมการ หรือที่ปรึกษาเพื่อให้ปฏิบัติ หน้าที่ตาม พระราชบัญญัติ หรือตามที่ กพฉ. มอบ หมาย
  • 15.
    16 กพ. 2552จึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จานวน 5 คณะ (1) คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย (2) คณะอนุกรรมการด้านการเงินการคลัง (3) คณะอนุกรรมการด้านระบบปฏิบัติการ-ฉุกเฉิน (4) คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ และประเมิน-ผล (5) คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์
  • 16.
    คณะอนุกรรมการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและนามา เสนอเพื่อที่ประชุม กพฉ. พิจารณาโดยประชุมเดือนละ 1 ครั้ง
  • 17.
    คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ และประเมินผลมีอานาจหน้าที่ (1) ให้ความเห็นและเสนอแก่กพฉ. เพื่อ (1.1) การบริหารจัดการการพัฒนาการประเมินผลผู้ ปฏิบัติการ (1.2) การรับรององค์การ และหลักสูตรการศึกษาหรือ ฝึกอบรมผู้ปฏิบัติการ
  • 18.
    (1.3) การให้ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายวิทยฐานะแก่ ผู้ปฏิบัติการ (1.4) การดาเนินการเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าวิจัย และ พัฒนา และความร่วมมือทางวิชาการกับบุคคล หน่วยงาน องค์กร และสถาบันอื่นในประเทศ และต่างประเทศของ สพฉ. (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) (1.5) การให้ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติการ เกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่
  • 19.
  • 20.
    มาตรา 11 กพฉ.มีอานาจหน้าที่ (6) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการรับรององค์กร และหลักสูตร การศึกษาหรือฝึกอบรมผู้ปฏิบัติการ และการ ให้ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายวิทยฐานะแก่ผู้ผ่าน การศึกษา หรือฝึกอบรม เว้นแต่การดังกล่าวจะมีกฏหมาย เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ ด้านการแพทย์ และ การสาธารณสุขเป็นการเฉพาะก็ให้เป็นไป ตามกฏหมายนั้น
  • 21.
    การดาเนินการด้านวิชาการ 1.แผนพัฒนาบุคลากรในระบบการแพทย์-ฉุกเฉิน โดยมี 3 กระบวนการหลักคือ 1.1 ผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบการแพทย์-ฉุกเฉินโดยพัฒนา การศึกษาในหลักสูตร - แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุก-เฉินดาเนินการโดย แพทยสภา
  • 22.
    - EMT -I (Emergency Medical Technician Intermediate) - EMT - P (paramedics) ดาเนินการโดยสถาบันการศึกษาพัฒนาหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ/ สภามหาวิทยาลัยรับรองหลักสูตร และ รับรองแหล่งผลิต
  • 23.
    สพฉ. มีหน้าที่ประเมินก่อนปฏิบัติงาน และให้ใบอนุญาติ ปฏิบัติงานในกรณี EMT-I, EMT-P
  • 24.
    1.2 หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรที่ สพฉ.พัฒนาหลักสูตรรับรอง หลักสูตร และแหล่งผลิตทั้งหมด หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรที่ สพฉ. พัฒนาหลักสูตร รับรองหลักสูตรและ แหล่งฝึกอบรม ชื่อหลักสูตร ผู้เข้าอบรม ระยะเวลา 1. หลักสูตรฝึกอบรมผู้รับแจ้งเหตุและ พยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ 24 ชม. สั่งการการเจ็บป่วยฉุกเฉิน (EMD) ในการปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (ปรับจากหลักสูตรเดิม) 2. หลักสูตรฝึกอบรมผู้รับแจ้งเหตุและ 1. เวชกรฉุกเฉิน 3 วัน สื่อสาร (สร้างหลักสูตรใหม่) 2. อาสากู้ชีพที่มีประสบการณ์
  • 25.
    ชื่อหลักสูตร ผู้เข้าอบรม ระยะเวลา 3. หลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครช่วย ประชาชน 8 ชม. ผู้ป่วยฉุกเฉิน (สร้างหลักสูตรใหม่) สอบถามสภากาชาดไทยว่าจัด หลักสูตรนี้หรือไม่ 4. หลักสูตรฝึกอบรมอาสากู้ชีพ (FR) 1. อายุไม่ต่ากว่า 18 ปี 40 ชม. (First responder) 2. วุฒิการศึกษาไม่ต่ากว่า ม.3 (ปรึกษา) (ปรับจากหลักสูตรเดิม) ท้องถิ่นหากไม่ได้ให้ปรับเป็น ป.6) 3. บุคคลที่ชุดปฏิบัติการส่งเข้าอบรม
  • 26.
    ชื่อหลักสูตร ผู้เข้าอบรม ระยะเวลา 5. หลักสูตรฝึกอบรม EMT-B 1. อายุ 18-45 ปี 110 ชม. (ปรับจากหลักสูตรเดิม) 2.วุฒิการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ เทียบเท่า 3. สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจาตัว ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน 6. หลักสูตรการเตรียมความพร้อมทาง ผู้บริหารระดับจังหวัด 16 ชม. การแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย สาหรับผู้บริการระดับจังหวัด (พัฒนาหลักสูตรต่อ)
  • 27.
    ชื่อหลักสูตร ผู้เข้าอบรม ระยะเวลา 7. หลักสูตรการเตรียมความพร้อมทาง ผู้รับผิดชอบแผน MI 40 ชม. การแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย สาหรับผู้รับผิดชอบแผน MI (major incident) (พัฒนาหลักสูตรต่อ) 8. หลักสูตรการเตรียมความพร้อมทาง ผู้ปฏิบัติงานใน รพ. 24 ชม. การแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย สาหรับผู้ปฏิบัติงานใน รพ.
  • 28.
    ชื่อหลักสูตร ผู้เข้าอบรม ระยะเวลา 9. หลักสูตรอบรมวิทยากรการเตรียม บุคลากร EMS และหน่วยงาน 16 ชม. ความพร้อมทางการแพทย์ในสถานการณ์ ที่เกี่ยวข้อง สาธารณภัยสาหรับบุคลากร EMS (หลักสูตรเดิม)
  • 29.
    เป้าหมายบุคลากรแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในปี พ.ศ.2555 ให้มี แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินครบทุกรพ.ศูนย์ และ รพ.มหาวิทยาลัย ไม่น้อยกว่า 3 คน กลยุทธประสารกระทรวงสาธารณสุขจัดสรร โควต้าแพทย์ เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินสาหรับ โรงพยาบาลศูนย์อย่าง น้อยแห่งละ 3 คนในปี พ.ศ.2553
  • 30.
    ตั้งเป้าหมายบุคลากรตามหลักสูตร 2552 EMT-B 1 คนต่อตาบล FR 10 คนต่อตาบล EMT-Paramedic ผลิต 300 คน/ปี 2553 EMT-I ผลิต 300 คน/ปี 2552