Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
sivapong klongpanich
749 views
วิธีคิดกระบวนระบบ
Education
◦
Business
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 11 times
1
/ 7
2
/ 7
3
/ 7
4
/ 7
5
/ 7
6
/ 7
7
/ 7
More Related Content
PDF
ความรู้เกี่ยวกับรัฐ2
by
thnaporn999
PDF
วิธีการเขียนวิจัยในชั้นเรียน
by
Aj Ob Panlop
PPTX
โครงงานกล้วยเชื่อม
by
JirawanPuipunga
PDF
รูปเล่มวิชาโครงงาน
by
AjBenny Pong
PPT
บทที่1.1พื้นฐานพลเมือง
by
Natthachai Nimnual
PPT
ความคิดสร้างสรรค์
by
Surapon Boonlue
DOCX
เฉลย แบบทดสอบหลังเรียน
by
Tong Thitiphong
PDF
ทวีปอเมริกาใต้
by
พัน พัน
ความรู้เกี่ยวกับรัฐ2
by
thnaporn999
วิธีการเขียนวิจัยในชั้นเรียน
by
Aj Ob Panlop
โครงงานกล้วยเชื่อม
by
JirawanPuipunga
รูปเล่มวิชาโครงงาน
by
AjBenny Pong
บทที่1.1พื้นฐานพลเมือง
by
Natthachai Nimnual
ความคิดสร้างสรรค์
by
Surapon Boonlue
เฉลย แบบทดสอบหลังเรียน
by
Tong Thitiphong
ทวีปอเมริกาใต้
by
พัน พัน
What's hot
PPTX
รูปแบบการเรียนการสอนเน้นความจำ
by
จิรัฏฐ์ กุศลิน
PDF
ค่ามาตรฐาน
by
ดา ดาลี่
PDF
การเก็บข้อมูลด้วย Google Forms และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Google Sheets
by
Dr.Kridsanapong Lertbumroongchai
DOCX
หลักการอ่านจับใจความสำคัญ
by
Rung Kru
PPTX
ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์
by
earlychildhood024057
PDF
ความน่าจะเป็น_9วิชาสามัญ(55-58)
by
Thanuphong Ngoapm
PDF
แสง และการมองเห็น
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
DOCX
แบบฝึกอ่าน ป. 1
by
Yanee Chaiwongsa
PDF
เรื่อง เมฆ
by
พัน พัน
PDF
7ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส
by
Wijitta DevilTeacher
PDF
เครื่องมือทางภูมิศาสตร์
by
Penny Lighter
PDF
ระบบน้ำเหลือง
by
Wan Ngamwongwan
PPT
บริบทที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษา
by
juriporn chuchanakij
DOCX
2
by
สุนันท์ มงคลศิลป์
PDF
เรื่องที่ 5 งานและพลังงาน
by
thanakit553
DOC
3. ทฤษฎีการขัดแย้ง ok
by
Rose Banioki
DOCX
การเขียนบรรณานุกรม
by
Supaporn Khiewwan
PDF
แผนการสอนหน่วยปฐมนิเทศนิกร
by
kruuni
PPTX
ความคิดสร้างสรรค์ สร้างได้ (Creative Thinking)
by
Padvee Academy
PDF
05แบบฝึกกำลัง
by
Phanuwat Somvongs
รูปแบบการเรียนการสอนเน้นความจำ
by
จิรัฏฐ์ กุศลิน
ค่ามาตรฐาน
by
ดา ดาลี่
การเก็บข้อมูลด้วย Google Forms และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Google Sheets
by
Dr.Kridsanapong Lertbumroongchai
หลักการอ่านจับใจความสำคัญ
by
Rung Kru
ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์
by
earlychildhood024057
ความน่าจะเป็น_9วิชาสามัญ(55-58)
by
Thanuphong Ngoapm
แสง และการมองเห็น
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
แบบฝึกอ่าน ป. 1
by
Yanee Chaiwongsa
เรื่อง เมฆ
by
พัน พัน
7ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส
by
Wijitta DevilTeacher
เครื่องมือทางภูมิศาสตร์
by
Penny Lighter
ระบบน้ำเหลือง
by
Wan Ngamwongwan
บริบทที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษา
by
juriporn chuchanakij
2
by
สุนันท์ มงคลศิลป์
เรื่องที่ 5 งานและพลังงาน
by
thanakit553
3. ทฤษฎีการขัดแย้ง ok
by
Rose Banioki
การเขียนบรรณานุกรม
by
Supaporn Khiewwan
แผนการสอนหน่วยปฐมนิเทศนิกร
by
kruuni
ความคิดสร้างสรรค์ สร้างได้ (Creative Thinking)
by
Padvee Academy
05แบบฝึกกำลัง
by
Phanuwat Somvongs
Viewers also liked
PDF
A wonderful-life
by
prayoongroup
PDF
ข้อมูลรับส่งผ่านเน็ต
by
prayoongroup
PDF
กินอยู่อย่างไรให้ห่างไกลโรค
by
สปสช นครสวรรค์
PPSX
เอนเชนเทรส เซรั่มบำรุงผิว
by
prayoongroup
PDF
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
by
Touch Thanaboramat
PDF
At last you win
by
prayoongroup
DOCX
อาหารผู้หญิงสวย
by
Immy Sathumay
PDF
20 HEALTHY THAI FOOD RECIPES
by
Natapob Rakyong
PDF
Mobile Marketing "Changing or Die"
by
Index Creative Online
A wonderful-life
by
prayoongroup
ข้อมูลรับส่งผ่านเน็ต
by
prayoongroup
กินอยู่อย่างไรให้ห่างไกลโรค
by
สปสช นครสวรรค์
เอนเชนเทรส เซรั่มบำรุงผิว
by
prayoongroup
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
by
Touch Thanaboramat
At last you win
by
prayoongroup
อาหารผู้หญิงสวย
by
Immy Sathumay
20 HEALTHY THAI FOOD RECIPES
by
Natapob Rakyong
Mobile Marketing "Changing or Die"
by
Index Creative Online
Similar to วิธีคิดกระบวนระบบ
PDF
Km
by
sasinn
PDF
การคิดอย่างเป็นระบบ การคิดแบบจินตนาการ การคิดแบบสร้างสรรค์
by
Sansana Siritarm
PDF
Word qd
by
MUQD
PDF
หลักสูตร Is คำอธิบายรายวิชา ม.ปลายdoc
by
krupornpana55
PDF
การเรียนรู้แบบร่วมมือ
by
Krumath Pawinee
PDF
ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
by
Nampeung Kero
PDF
Information Literacy
by
National Science and Technology Development Agency (NSTDA) - Thailand
PDF
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
PDF
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
PDF
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
PDF
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
รัตนา ภารีนนท์
PDF
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
PDF
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
รัตนา ภารีนนท์
PPT
การนิเทศแบบสอนแนะิ Coaching
by
Proud N. Boonrak
PPTX
การจัดการศึกษา 600716
by
Pattie Pattie
PDF
งานนำเสนอ อ อ ญญปารย 333
by
Chirinee Deeraksa
PPT
Km
by
Prachyanun Nilsook
PDF
Km` กพร
by
Sumniang Na
PDF
Km` กพร
by
Sumniang Na
PDF
Km
by
Thonburi vocational college
Km
by
sasinn
การคิดอย่างเป็นระบบ การคิดแบบจินตนาการ การคิดแบบสร้างสรรค์
by
Sansana Siritarm
Word qd
by
MUQD
หลักสูตร Is คำอธิบายรายวิชา ม.ปลายdoc
by
krupornpana55
การเรียนรู้แบบร่วมมือ
by
Krumath Pawinee
ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
by
Nampeung Kero
Information Literacy
by
National Science and Technology Development Agency (NSTDA) - Thailand
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
รัตนา ภารีนนท์
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
ruttanaphareenoon
ทฤษฏีสนามรัตนา1
by
รัตนา ภารีนนท์
การนิเทศแบบสอนแนะิ Coaching
by
Proud N. Boonrak
การจัดการศึกษา 600716
by
Pattie Pattie
งานนำเสนอ อ อ ญญปารย 333
by
Chirinee Deeraksa
Km
by
Prachyanun Nilsook
Km` กพร
by
Sumniang Na
Km` กพร
by
Sumniang Na
Km
by
Thonburi vocational college
More from sivapong klongpanich
PDF
551212 moph policy
by
sivapong klongpanich
DOC
โรคมือเท้าปาก
by
sivapong klongpanich
PDF
คู่มือให้บริการ รพสต
by
sivapong klongpanich
PDF
หลักสูตร Mini MM in Health 55
by
sivapong klongpanich
PDF
Northernhaze20120225
by
sivapong klongpanich
PDF
สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ 25 ก.พ.55:
by
sivapong klongpanich
PDF
สังเคราะห์ปัญญาเพื่อพัฒนา R2R ปี 2554
by
sivapong klongpanich
PDF
การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่
by
sivapong klongpanich
PDF
การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่
by
sivapong klongpanich
PDF
EGAT Heart Score
by
sivapong klongpanich
PDF
แผ่นพับรักษ์หัวใจในที่ทำงาน 54
by
sivapong klongpanich
PDF
แผ่นพับ ลดเค็ม ต้านโรค
by
sivapong klongpanich
PDF
แผ่นพับ ลดเค็ม ต้านโรค
by
sivapong klongpanich
PDF
EGAT Heart Score
by
sivapong klongpanich
PDF
บันได 5 ขั้นป้องกันโรคเรื้อรัง
by
sivapong klongpanich
PDF
แผ่นพับ 3 อ.
by
sivapong klongpanich
PDF
Flu redcross01
by
sivapong klongpanich
PDF
Data l3 100
by
sivapong klongpanich
PDF
Poster h1n1 03
by
sivapong klongpanich
PDF
ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ประเวศ
by
sivapong klongpanich
551212 moph policy
by
sivapong klongpanich
โรคมือเท้าปาก
by
sivapong klongpanich
คู่มือให้บริการ รพสต
by
sivapong klongpanich
หลักสูตร Mini MM in Health 55
by
sivapong klongpanich
Northernhaze20120225
by
sivapong klongpanich
สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ 25 ก.พ.55:
by
sivapong klongpanich
สังเคราะห์ปัญญาเพื่อพัฒนา R2R ปี 2554
by
sivapong klongpanich
การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่
by
sivapong klongpanich
การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่
by
sivapong klongpanich
EGAT Heart Score
by
sivapong klongpanich
แผ่นพับรักษ์หัวใจในที่ทำงาน 54
by
sivapong klongpanich
แผ่นพับ ลดเค็ม ต้านโรค
by
sivapong klongpanich
แผ่นพับ ลดเค็ม ต้านโรค
by
sivapong klongpanich
EGAT Heart Score
by
sivapong klongpanich
บันได 5 ขั้นป้องกันโรคเรื้อรัง
by
sivapong klongpanich
แผ่นพับ 3 อ.
by
sivapong klongpanich
Flu redcross01
by
sivapong klongpanich
Data l3 100
by
sivapong klongpanich
Poster h1n1 03
by
sivapong klongpanich
ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ประเวศ
by
sivapong klongpanich
วิธีคิดกระบวนระบบ
1.
1
วิธีคดกระบวนระบบ(Systemic Thinking) ิ สรุป ยอ มาจากหนังสือ วิธีคดกระบวนระบบ ิ ปยนาถ ประยูร เขียน/เรียบเรียง ...................................................................................................................................................................... สิ่งที่ควรรูเบื้องตน มุมมองของความรูตามแนวทางการจัดการความรู(Knowledge Management) ในมุมมองของการจัดการความรู (Knowledge Management) แบงความรูเปน 2 ประเภทใหญ ไดแก 1. ความรูที่ชดแจง (Explicit Knowledge) เปนความรูที่มีการ ั นํามารวบรวมใหปรากฏขึ้นมา เปนสิ่งที่เราสามารถจับตองและถายทอด ตอๆไดงาย เชน ตํารา เอกสารตางๆ 2. ความรูที่ฝงลึก (Tacit Knowledge) เปนความรูที่ฝงลึกใน แต ล ะคน เชื่ อ มโยงกั บ ประสบการณ ชี วิ ต อยู ใ นความคิ ด ความเชื่ อ คานิยม หรือบางครั้งอาจเกิดจากสัญชาตญาณ ความรูชนิดนี้ยากที่จะ ถายทอดออกมา ดังที่ อาจารยประพนธ กลาววา “ขี้อาย ระเหยงาย” การสรางความรู ศาสตราจารย อิคุจิโร โนนากะ (Ikujiro Nonaka)จากมหาวิทยาลัย ฮิโตสุบาชิ ญี่ปุน ไดอธิบายถึงหลักสําคัญของการสรางความรูในองคกรตางๆวา มันคือการ สังเคราะหหลอมรวมความรูที่ชัดแจงกับความรูที่ฝงลึก และยกระดับขึ้น โดยผาน กระบวนการ 4 สวนที่เรียกวา “เซกิ” (SECI) 1. การแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางกัน (Socialization) เปนการแลกเปลี่ยนประสบการณ ขอคิดเห็น ความ เชื่อ วิธีการ ฯลฯ ในลักษณะบุคคลตอบุคคล ตัวตอตัว 2. การสกัดความรูออกจากตัวตน (Externalization) เปนการแลกเปลี่ยนความรูที่ฝงลึกอยูในตัวบุคคล ไปเปนความรูที่ผูอื่นสามารถเขาถึงได โดยกระบวนการตางๆ เชน การจับกลุมคุยกันเพื่อหาความคิดใหมๆ 3. การผนวกความรู (Combination) เป น การนํ า เอาความรู ที่ ชั ด แจ ง จากแหล ง ต า งๆที่ มี ม ากมาย มารวบรวม บันทึก จัดกลุม แบงเปนหมวดเปนหมู ทําใหเกิดเปนความรูชัดแจงอีกระดับหนึ่ง ในรูปแบบที่สามารถ เผยแพรไดมากยิ่งขึ้น 4. การผนึกความรูในตน (Internalization) เปนการนําเอาความรูที่ไดรับมาดวยวิธีตางๆ ไปลองปฏิบัติให เกิดความเชี่ยวชาญเปน “การรูจริง” สามารถประยุกต เปนผลิตภัณฑ กระบวนการ หรือวิธีการใหมๆ หรืออาจจะเปน การปรับปรุงของเกาที่มีใหเกิดคุณคามากขึ้น ซึ่งสุดทายจะเปนความรูฝงลึกที่ยกระดับขึ้นไปในตัวบุคคล
2.
2
การแลกเปลียนตัวตอตัว ่ การแลกเปลียนเปนกลุม ่ การแลกเปลียนเรียนรูระหวางกัน ่ การสกัดความรูออกจากตัวตน (Socialization) (Externalization) การผนึกความรูในตน การผนวกความรู (Internalization) (Combination) ศาสตราจารย อิคุจิโร โนนากะ ยังไดอธิบายถึง “พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู” ที่เรียกวา “ชุมชนนักปฏิบัติ” (CoP : Communities of Practice) หรือ “บา” (ba) ซึ่งจะตองประกอบไปดวย ผูที่เกี่ยวของ 3 แบบ เขามาคอยกระตุน สงเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู ทําใหพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรูมีความสนุกสนาน เปนกันเอง มีชีวิตชีวา อันจะสงผล ใหเกิดการสรางความรูอยางมีประสิทธิภาพ เกิดการหมุนวงจร “เซกิ” อยางมีพลังตอเนื่อง ผูที่เกี่ยวของทั้ง 3 แบบไดแก 1. นักนวัตกรรม หรือนักฝน (Idea generator) จะคอยทําหนาที่สรางความคิดใหมๆ 2. พี่เลี้ยง หรือโคช (Coach) จะเขามารวมกับนักฝน ชวยทําใหความคิดใหมๆดังกลาวมีความชัดเจนขึ้น โดยการชี้แนะ ชวยพัฒนาทักษะ ทําใหความรูจากแตละสาขารวมเปนสหวิชา รวมทั้งชวยแปลงความรูสวนบุคคล ใหกลายเปนความรูหรือทักษะขององคกร 3. นักกิจกรรมความรู (Knowledge activist) จะเปนผูที่มีความคลองตัว ในการเชื่อมโยงผูคน ที่หลากหลายในองคกร เขามารวมสังเคราะหความคิดกับนักฝนและโคช เชื่อมโยงกับผูปฏิบัติตางๆ หลอมรวม ความรูที่ชัดแจงกับความรูที่ฝงลึกเขาดวยกัน ศักยภาพในการพัฒนาตนเองไปสูอนาคตที่พึงปรารถนา ศาสตราจารย ปเตอร เซ็งเกา (Peter Senge) แหง MIT Sloan School of Management ผูนําในศาสตรดานการพัฒนาองคการเรียนรู ได อธิบายสิ่งสําคัญที่จะทําใหทุกคนไปถึงเปาหมายที่ปรารถนา และยังอธิบายถึง ความสามารถในการจัดการเรียนรูวา ควรมีระบบ มีการะบวนการอันจะนําไปสู การพัฒนาศักยภาพสูงสุดได
3.
3
ความสามารถในการจัดการเรียนรู จึงมี 3 ประเด็นหลักที่สาคัญคือํ 1. ความตั้งใจที่จะทําสิ่งดีๆใหดยิ่งขึ้น (Aspiration) คือแรงจูงใจ แรงบันดาลใจที่จะทําสิ่งดีๆใหดียิ่งๆขึ้น ี มันจะเปนแรงผลักดันใหเราทําอะไรใหสําเร็จใหได ในกระบวนการนี้มวิชาที่เราควรจะฝกฝน คือ ี 1.1 การเปนนายเหนือตนเอง (Personal mastery) เปนการพัฒนาตนเองใหเกงขึ้น มุงมั่นตั้งใจ ใฝดี อันเปนการนําไปสูการเกิดการเรียนรูเชิงสรางสรรค 1.2 การสรางวิสัยทัศนรวม (Shared vision) เปนการสรางบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู อยางแทจริง จะยิ่งทําใหเห็นศักยภาพและพลังของคนอื่น ทําใหเราเห็นหนทางที่จะนําเราไปสูสิ่งทีปรารถนาไดอยาง ่ ชัดเจน 2. ความสามารถในการสนทนาอยางครุนคิดและผลิดอกออกผล (Dialogue) เปนกระบวนการซึ่ง มุงเนนการพูดจาเพื่อใหเกิดความเขาใจซึ่งกันและกัน โดยผานการครุนคิดที่ลึกซึ้งและสนทนาใหเกิดความคิดใหมๆ มุมมองใหมๆ แทนที่จะถกเถียงยืนยันความคิดของตนวาถูกตอง การสนทนาแบบนี้จะทําใหแตละคนพยายาม “ฟง” คนอื่น และ”ตั้งคําถาม” เพื่อใหเกิดความรูใหมๆรวมกัน ในกระบวนการนี้มีวิชาที่เราควรจะฝกฝน คือ 2.1 ภาพจําลองความคิด (Mental model) ฝกการสรางภาพจําลองความคิดที่ถูกตอง เพื่อไมให ตัวเองมีความคิด ความเชื่อ คานิยม คุณคา ที่ผิดๆ เราควรจะศึกษาขอมูล ความรูที่รอบดาน หลากหลาย รูจัก แยกแยะ ไมควรเชื่ออะไรงายๆจนกวาจะมีขอมูลที่เพียงพอ 2.2 การเรียนรูรวมกันเปนทีม (Team Learning) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน ทําใหความรูที่ไดมา แตกฉานขึ้น การเรียนรูรวมกันเปนทีมจะเนนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู และการสนทนาแบบ “ภาวนาสนทนา” (Dialogue) เพื่อคนหาแนวคิดใหมๆ เปนการแสดงความคิดอยางหลากหลาย เคารพซึ่งกันและกันเพื่อตอยอดไปสูสิ่ง ที่ดียิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนเรียนรูที่สนุก ไมตึงเครียดจะยิ่งทําใหผูเขารวมสามารถเรียนรูไดดียิ่งขึ้น และเชื่อมั่น (Trust) ซึ่งกันและกัน สิ่งเปนสิ่งสําคัญในการทํางานเปนทีม 3. การเข า ใจโลกและระบบที่ ซั บ ซ อ น เราต อ งใช ค วามละเอี ย ดอ อ นและคิ ด แบบเชื่ อ มโยงบวกกั บ จินตนาการอันสรางสรรค เพื่อใหเราสามารถเขาใจถึงระบบที่ซับซอนได เราจึงตองฝกฝนวิชาที่สําคัญที่สุด อันจะเปน พื้นฐานสําคัญในการเรียนรูวิชาอื่นๆ วิธีคิดกระบวนระบบ หรือวิธีคิดเชิงระบบ (Systemic Thinking) เป น การคิ ด ในลั ก ษณะเชื่ อ มโยง คิ ด มองแบบภาพรวมให เ ห็ น ภาพ ทั้งหมด รูจักสังเคราะหและมองเห็นปฏิสัมพันธตางๆของระบบ ทั้งใน สัมพันธเชิงลึกและสัมพันธแนวกวาง รวมทั้งความสัมพันธที่ซับซอน อันเปนการคิดแบบกระบวนการ หรือที่เราเรียกกันวา “วิธีคิดแบบองค รวม”
4.
4 วิธีการฝกฝนการคิดกระบวนระบบ ระบบปด
เปนระบบที่ไมมีชวิต เปนเสมือนเครื่องจักร แมวาจะมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดลอมตางๆ ี ระบบก็ยังทํางานไดเรื่อยๆ จนกวาจะมีการเปลี่ยนแปลงคําสั่งการ วิธีคิดแบบนี้จึงเสมือน วิธีคิดแบบเกา(Old paradigm) ระบบเปด เปนระบบที่มีชวิต เสมือนรางกายมนุษย มีระบบตางๆ แตละระบบจะทํางานสัมพันธกัน ี และมีปฏิสัมพันธกับสภาพแวดลอมภายนอกตลอดเวลา วิธีคิดแบบนี้เปนการคิดกระบวนระบบ (Systemic Thinking) หากเรามองปญหาแบบระบบปด วิธีการแกปญหาจึงมักจะออกมาในลักษณะ 1. ตรงไปหาทางออกในการแกปญหาทันที โดยยังไมเขาใจรากเหงาของปญหา 2. แกปญหาแบบแยกสวน 3. มักจะมุงไปแกปญหาแตในดานที่ “จับตองได” หรือ “วัดได” สวนในดานที่ยากๆ เชน อารมณ คุณคา มักจะไมคอยไดแกไข 4. มักจะทําซ้ําๆกับสิ่งที่เคยทําสําเร็จมาแลวในอดีต แมจะสําเร็จเพียงเล็กๆนอยๆ 5. มักจะชอบเนนวาจะทําอยางไร “กลุมอื่นๆ” จึงจะเปลี่ยนแปลง เราคิดแบบไหน? สวนใหญ หรือเดิมๆเรามักจะคิดแบบนี้ ลองปรับมาคิดแบบใหม ความเชื่อมโยงระหวางปญหากับสาเหตุของมัน ความสัมพันธระหวางปญหากับสาเหตุของมัน จะเห็นไดงายๆ มักจะเปนทางออม(Indirect) และไมชัดเจน เพื่อที่จะใหผลลัพธในภาพรวมดีที่สุด เราควรจะทํา เพื่อที่จะใหผลลัพธในภาพรวมดีที่สด เราควรจะปรับปรุง ุ สวนยอยใหดท่สุดเสียกอน ี ี ความสัมพันธระหวางสวนตางๆ นโยบายที่สรางเพื่อใหเกิดความสําเร็จในระยะสันๆจะ ้ การแกปญหาเฉพาะหนา(Quick fix)นั้น นําพาเราไปสูความสําเร็จระยะยาวแนนอน ในระยะยาวจะไมมีอะไรดีขึ้นหรือบางครั้งอาจจะแยลง กวาเดิมดวยซ้าไป ํ คนอื่นๆคือตัวปญหาหรือควรจะตองรับผิดชอบที่ทาให ํ เราก็มีสวนสรางปญหาโดยไมรูตัว และเราเองก็มีสวน เกิดปญหา และคนพวกนี้ควรจะตองเปลี่ยนแปลง สําคัญในการแกปญหา โดยการเปลียนพฤติกรรมของ ่ ตัวเราเอง
5.
5 เมื่อเราคิดแบบกระบวนระบบ เราจะเห็นอะไรบาง 1. จะเห็นวาคําตอบที่ถูกตองมิไดมีเพียงคําตอบเดียว
ในการทํางานบางครั้งเราจะพบวามีการกระทําที่มีศักยภาพ (Potential action)มากมาย บางการกระทํา สงผลกระทบอยางแรงหรือที่เราเรียกวา “คานงัดทรงพลัง” (Hight leverage) ในขณะที่บางการกระทําอาจจะสงผล กระทบอยางเบา หรือที่เราเรียกวา “คานงัดเล็ก” (Low leverage) 2. เราไมสามารถแบงระบบออกเปนครึ่งหรือชิ้นๆออกจากกันอยางสิ้นเชิงหรืออยางเด็ดขาด เนื่องจากระบบเปนองครวม ดังนั้นในการทํางานเราจึงควรมองใหเห็นภาพรวม การที่เราจะทํางานใหได ผลลั พ ธ ที่ ดี ที่ สุ ด จากระบบที่ ซั บ ซ อ นนั้ น ขึ้ น อยู กั บ ว า เราสามารถมองระบบให เ ห็ น ทุ ก แง ทุ ก มุ ม ทุ ก มิ ติ ห รื อ ไม โดยธรรมชาติของการคิดกระบวนระบบจะใหความสําคัญของการรวมมือกัน บางครั้งอาจจะตองดึงคนที่อยูตรงขาม เขามารวมดําเนินการดวยซ้ํา 3. งานที่เราทําบางครั้งซับซอนมากมาย เราเองก็ไมสามารถจัดการใหเสร็จในทันใด บางครั้งเราจําเปนตองอดทนเพื่อทําใหสําเร็จ คุณสมบัติบางประการของการคิดกระบวนระบบ 1. เปนการคิดเชิงเครือขาย ตองมองใหเห็นวาในระบบประกอบไปดวยอะไรบาง มีความสัมพันธกันอยางไร ตัวอยางเชน ระบบตางๆ ของรางกาย เชนเดียวกับการมองชุมชน เราตองเขาใจปฏิสัมพันธของผูคนและสิ่งตางๆในชุมชน 2. ระบบตางๆจะซอนทับกัน ในระบบใหญๆจะมีระบบยอยๆ ซอนลงมาเรื่อยๆเปนชั้นๆ ดังนั้นเมื่อเรามองปญหาในหมูบาน เราอาจจะ พบวามันซอนทับกับปญหาระดับชุมชน ปญหาระดับสังคม เปนตน 3. การคิดกระบวนระบบคือ การคิดแบบสัมพันธกับบริบท (Context) การคิดแบบสัมพันธกับบริบท คือการคิดถึงความสัมพันธระหวางตัวระบบกับสิ่งแวดลอมของมัน 4. หัวใจอยูที่การเชื่อมความสัมพันธปอนกลับ (Feedback) การคิดกระบวนระบบนั้น เราจะตองมองใหเห็นเสนแหงความสัมพันธ (Relationship) เพราะถาเราคิดแบบ แยกสวน เราก็จะเห็นแคจุดปญหาเทานั้น และเราก็จะมุงไปแกแคจุดปญหาที่เราเห็น โดยละเลยการแกไขตรง จุดอื่นๆที่สงผลตอปญหา 5. การคิดกระบวนระบบเปนการคิดอยางเปนกระบวนการ (Systemic thinking is a process thinking) ระบบตางๆมักจะมีชีวิต มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นกระบวนการ (Process) สําหรับการ ทํางานจึงเปนเรื่องสําคัญ แตในการคิดเชิงกระบวนระบบนั้น เราไมควรจะไปยึดติดกับกระบวนการ เพราะทุกสิ่ง ทุกอยางมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงดังที่กลาวมาแลว
6.
6 ระบบเปรียบเสมือนภูเขาน้ําแข็ง วิธีคิดกระบวนระบบ จะมองระบบดวยวิธคดใน 4
ระดับ ดังนี้ ี ิ ระดับปรากฏการณ สายตาของเรา ระดับแนวโนมและแบบแผน (Pattern) ระดับโครงสราง (Structure) ระดับภาพจําลองความคิด (Mental Model) 1. ระดับปรากฏการณหรือระดับเหตุการณ วิธีคิดในระดับนี้ จะเปนการมองเห็นสิ่งตางๆ หรือเหตุการณตางๆ ดวยสายตา เชน เห็นแมคาขายอาหาร โดยใชน้ํามันทอดซ้ํา 2. ระดับแนวโนมและแบบแผน (Pattern) วิธีคิดในระดับนี้ จะมองโดยคิดวาหากมีแบบแผนแบบนี้ ปรากฎการณจะเปนอยางไร การมองแบบนี้จะเริ่ม มีการใชขอมูล สถิติตางๆเขามาประกอบการมอง ทําใหเห็นแนวโนมของปรากฎการณที่เกิดขึ้น เชน แมคากลุมไหน จะใชน้ํามันทอดซ้ํา และสวนใหญจะใชนานประมาณกี่วันถึงจะเปลี่ยน 3. ระดับโครงสราง (Structure) วิธีคิดในระดับนี้ เราจะตองเขาใจวาแบบแผนตางๆนั้นเกิดจากโครงสรางของมัน และในระบบนั้น สวนใหญ ยังไมไดเกิดจากโครงสรางเดียว มันอาจจะเปนโครงสรางหลายชั้นซอนกัน เชน โครงสรางดานกฎระเบียบ/กฎหมาย , โครงสรางทางเศรษฐกิจ , โครงสรางดานเทคโนโลยี , โครงสรางทางธุรกิจ , โครงสรางขององคกร , โครงสราง ความสัมพันธระหวางบุคคล , โครงสรางภาพจําลองความคิด ดังนั้นการที่น้ํามันพืชมีราคาแพง และเมื่อเหลือแลวไมมีใครมารับซื้อ ตลอดจนไมรูขอมูลเกี่ยวกับอันตราย ก็ยงคงทําใหแมคาใชน้ํามันเกาๆอยู ั
7.
7 4. ระดับภาพจําลองความคิด (Mental
Model) วิธีคิดในระดับนี้ จะเปนการมองโดยเขาใจวา การที่คนมีพฤติกรรม เกิดจากทัศนคติ คานิยม ความเชื่อ นิสัย ตางๆ เชน หากแมคาที่ใชนํ้ามันทอดซ้ํา รูวาน้ํามันทอดซ้ํามีอันตรายตอสุขภาพ และตนเองเปนคนใจบุญ ถือศีล ก็อาจจะมีพฤติกรรมการใชน้ํามันที่ปลอดภัยขึ้นกวาเดิม หรือมีความรับผิดชอบตอสังคมมากขึ้น ในขณะที่คนบางคน ที่ซื้ออาหารที่ใชน้ํา มั น ทอดซ้ํ า ก็ อาจจะเปน คนที่ มีนิสัยชอบรับประทานอาหารชนิดนั้นมากกว า จะตระหนัก ถึง อันตราย การคิดเชื่อมโยงเรื่องของเหตุและผล (Causal loop) ดังที่เราทราบมาแลววาหลักการสําคัญของวิธีคิดกระบวนการระบบคือความเชื่อมโยง (หรือที่เราเรียกวาเสน ความสัมพันธ) , ความสัมพันธนั้นๆมีความสัมพันธเชื่อมโยงกันอยางไร คําถามแบบนี้จะนําเราไปสูการคิดแบบ ตรรกะ หรือความเปนเหตุเปนผล (Logic) อันจะทําใหเราเขาใจและแกไขปญหาตางๆไดดียิ่งขึ้น การฝกฝนเพื่อใหเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธตางๆนั้น ในวิธีคิดกระบวนระบบเรียบกวา “เสนของความเปน เหตุและผล” (Causal loop) ซึ่งวิธีการลากเสนดังกลาวนั้น ในการคิดกระบวนระบบจะใชวิธีการลากเสนในรูปแบบ ของการตั้งคําถาม โดยเราจะเริ่มจากผลลัพธสุดทายกอน แลวคอยๆตั้งคําถามยอนกลับ โดยใชทักษะการตั้งคําถาม (Inquiry) , ทักษะการคิดทบทวน (Reflection) และทักษะการนําเสนอ (Advocacy) การคิดกระบวนระบบมีประโยชนตอความคิดของเราหลายประการ 1. ทําใหเรามองโลกรอบตัวอยางเปนองครวม 2. ทําใหเราเห็นความเกี่ยวของปฏิสมพันธขององคประกอบตางๆ ั 3. ทําใหเราเขาใจวา ความสัมพันธของสวนยอยๆนั้น มีอิทธิพลตอเหตุการณตางๆของระบบ 4. ทําใหเราเขาใจวา “ชีวิต” มีการเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 5. ทํ า ให เ ราเข า ใจว า เหตุ ก ารณ ห นึ่ ง ๆอาจจะส ง ผลต อ อี ก เหตุ ก ารณ ห นึ่ ง ได แม เ หตุ ก ารณ ห ลั ง จะเกิ ด หลั ง จาก เหตุการณแรกผานไปแลวอยางนาน หรืออยูไกลจากเหตุการณแรกมาก 6. ทําใหเรารูวา สิ่งที่เกิดรอบๆตัวนั้น เราก็มีสวนเกี่ยวของดวย
Download