ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   1




      ลังกากถา
ว่าด้วยข้อคิด ของดีศรีลังกา
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   2




ที่ปรึกษา :
พระเทพโพธิวิเทศ                 พระเทพกิตติโสภณ
พระเทพกิตติโมลี                 พระวิเทศธรรมรังษี
พระสุนทรพุทธิวิเทศ              พระวิเทศธรรมกวี
พระครูวิสิฐธรรมรส               พระครูวินัยธรดร.สมุทร ถาวรธมฺโม
พระครูสังฆรักษ์อําพล สุธีโร     พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี
พระมหาอุดม ปภงฺกโร              พระอาจารย์น้าว นนฺทิโย
พระมหาเอกชัย สญฺญโต             พระมหามนตรี คุตฺตธมฺโม
พระวิญญู สิรญาโณ                ดร.อมร แสงมณี
ดร.เสาวคนธ์ จันทร์ผ่องศรี
ภาพโดย :
พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี          พระมหาทํานอง แสงชมพู
พระมหาอเนก อเนกาสี              พระมหาปิยะ อุตฺตมปญฺโญ
พิสูจน์อักษร :
พระมหาสัญชัย ชยสิทฺธิโก ป.ธ.๙   พระมหาสินชัย สิริธมฺโม ป.ธ.๗
พระบัญชาสิทธิ์ ชุตินฺธโร
ปก/รูปเล่ม : นิรันดร รันระนา
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   3




                                                      คานา
      “เกาะลังกานี้เป็นของพระพุทธเจ้าเอง เป็นเสมือนคลังเต็มไปด้วยแก้ว ๓ ประการ ดังนั้น ความเป็นอยู่ของ
พวกมิจฉาทิฐิจะไม่ถาวรไปได้เลย เหมือนการอยู่ของพวกยักษ์ในสมัยโบราณไม่ถาวร ฉะนั้น ” หนังสือปูชาวลี
      ผู้เขียนมีความประทับใจในผู้คนและประเทศศรีลังกามากจากการได้พบปะพูดคุยในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่
ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และสหรัฐอเมริกา ชาวศรีลังกามี ความอ่อนน้อมถ่อมตน และมีอัธยาศัยดียิ้มแย้มแจ่มใส
ประกอบกับเคยศึกษาประวัติของท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ ผู้อุทิศชีวิตเพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสน า ความ
ประทับใจจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เหตุนี้จึงปรารภอยู่ในใจว่า ถ้าเวลาและโอกาสอํานวยจะเดินทางไปศรีลังกา
       ปีพ.ศ.๒๕๕๔ มีการจัดประชุมสัมมนาพระธรรมทูตสายต่างประเทศทั่วโลก ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล พระ
ธรรมทูตสายต่างประเทศจากทวีปต่างๆ เดินทางมาร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้        พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี
เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “มีพระคุณเจ้าและญาติธรรมอยากจะไปนมัสการพุทธสถาน
ในศรีลังกา และท่านจะนําคณะไปนมัสการพุทธสถานในลังกา มีความสนใจอยากไปด้วยไหม ” เนื่องจากจะต้อง
เดินทางกลับประเทศไทยในระยะเวลานั้นอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเลสงสัย
         เมื่อเดินทางไปศรีลังกาได้สัมผัสบรรยากาศ สถานที่ และผู้คน ยิ่งเพิ่มคว ามประทับใจ ได้ข้อคิด และ
มองเห็นของดีที่ชาวศรีลังกามี คิดว่าน่าจะนําสิ่งที่ได้พบจากประสบการณ์ตรงและการศึกษาของตนเอง               มา
แลกเปลี่ยนกันบ้าง เพื่อเป็นคติข้อคิดให้ท่านทั้งหลายที่มีความสนใจในประเทศแห่งนี้ได้ เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เขียน
ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ บุคคล สถานที่ และประเทศ เพราะมีผู้รอบรู้หลายท่านเขียนไว้
แล้ว ซึ่งหาอ่านได้ทั่วไป
      หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้อ่านจะได้ข้อคิด คติเตือนใจเสมือนลังกาเป็นบทเรียนเล่ม
ใหญ่ให้เราสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้ในฐานะพุทธศาสนิกชนเช่นเดียวกัน
                                                  ด้วยความปรารถนาดี
                                                         ปิยเมธี
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   4




เกริ่นนา
       ขอกล่าวคําทักทายที่ชาวสิงหลพูดเวลาพบกันว่า อายุบวร แปลว่า ขอให้อายุยืนยาว ก่อนจะกล่าวถึงข้อคิด
และของดีศรีลังกา อยากจะ นําประวัติและความเป็นมาของดินแดนของคนฝ่ามือแดงมาเล่าสู่กันฟังให้ทราบพอ
สังเขปว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทําไม ทําไม ? ถึงเรียกประเทศแห่งนี้ว่า ศรีลังกา ใครเป็นบรรพบุรุษของชาวสิงหล
? ตลอดถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ควรทราบเกี่ยวกับชาวศรีลังกา ฉะนั้น เราอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ไปศึกษาด้วยกันเลย
ดีกว่า




ประเทศหลากนาม
       สมัยเป็นนักเรียนภาษาบาลีศึกษาวิธีแต่งฉันท์เห็นคําว่า ประเทศซีลอน ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่รู้ว่า
เป็นประเทศอะไร อยู่ที่ไหน พอรู้ตอนหลังว่า ศรีลังกา กับ ซีลอน เป็นประเทศเดียวกันจึงถึงบางอ้ อ ชาวพุทธที่
ศึกษาพระพุทธศาสนาคงเคยได้ยินคําว่า นิกายลังกาวงศ์ คือพร          ะพุทธศาสนาที่ไทยรับเอาจากศรีลังกาในสมัย
สุโขทัย มาดูกันว่าศรีลังกามีกี่นาม
        ชาวไทยส่วนมากเรียกประเทศนี้ว่า “ ลังกา” แปลว่า เกาะ ส่วนนักศึกษาภาษาบาลี และตัวผู้เขียนเองรู้จักใน
นาม “ ตัมพะปัณณิทวีป” แปลว่า เกาะของคนมีฝ่ามือแดง ก็ยังมีชื่ออื่นอีกที่เรียกกัน เช่น “ลังกาทวีป” และ “สิงหล
ทวีป” ส่วนชาวยุโรปเรียกว่า ซีลอน (CEYLON) ผู้รู้กล่าวว่า น่าจะมาจากคําว่า ซีแลนด์ (Sea Land) ดินแดนที่
ล้อมรอบไปด้วยทะเล แต่เรียกไปเรียกมากลายเป็น ซีลอน (Ceylon) นับๆ ดูชื่อก็มีมากโข แถมในตํานานยังกล่าวไว้
อีกว่า ในพระพุทธเจ้าแต่ละสมัยก็ชื่อไม่เหมือนกัน เช่น
              - สมัยพระกกุสันโธพุทธเจ้า เรียกว่า โอชทีปะ หรือ โอชทวีป
              - สมัยพระโกนาคมพุทธเจ้า เรียกว่า วรทีปะ หรือ วรทวีป
              - สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เรียกว่า มัณฑทีปะ หรือ มัณฑทวีป
       สรุปแล้ว แต่โบราณเรียก ลังกา สมัยอังกฤษปกครอง เรียก ซีลอน เมื่อได้รับเอกราชแล้ว จึง
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   5


ใช้ชื่อเดิมแล้วเติมคําว่า ศรี ไปข้างหน้าเป็นศรีลังกา แปลว่า เกาะที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
บรรพบุรุษของชาวสิงหล
        ถ้าใครเคยไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ในพระบรมมหาราชวัง มีโอกาสเดินชมผนังกําแพง
รอบในวัดจะเห็นภาพวาดมหากาพย์รามเกียรติ์เรื่องราวการสู้รบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ จะเห็นภาพหนุมานฆ่า
ท้าวทศกัณฐ์ เผากรุงลงกา ซึ่งกรุงนี้คนส่วนมากลงความเห็นว่า ศรีลังกา เมื่อนึกถึงเรื่องรามเกียรติ์ครั้งใด ทําให้นึก
ถึงกรุงลงกาพระราชวังของทศกัณฐ์ด้วย แต่ทศกัณฐ์ก็ไม่ใช่ต้นตระกูลของชาวศรีลังกา
         ในตํานานบอกไว้ว่า บรรพบุรุษของชาวลังกา คือ เจ้าชายวิชัย ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสิงหพาหุ
และพระนางสิงหสีวลี แห่งเมืองสิงหบุรี มีพระอนุชา ๑ พระองค์ นามว่า เจ้าชายสุมิตตะ เจ้าชายวิชัยเป็นคนเสเพล
ดื้อรั้น พระองค์พร้อมบริวาร ๗๐๐ คน ชอบเบียดเบียนรังแกชาวบ้าน จนทําให้พระราชบิดาอดทนต่อพฤติกรรมไม่
ไหว จึงจั บโกนหัวเสียครึ่งหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นคนไม่ดี และเนรเทศทั้งหมดลงเรือไปถึงท่าเรือสุปปารกะ
(ปัจจุบันคือ โสปาระ เมืองบอมเบย์ ) ไปถึงที่นั้น เจ้าชายพร้อมสมุนก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิมยังเที่ยว ก่อความไม่สงบอีก จึง
ถูกจับเนรเทศลงเรืออีกรอบจนไปขึ้นที่เกาะลังกา วันที่เจ้าชายวิชัยขึ้นเกาะลังกา ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับ
ขันธปรินิพพาน ทั้งมีตํานานเล่าว่าพระพุทธองค์ได้ตรัสกับท้าวสักกะพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า “โอ
ท้าวสักกะ! ธรรมของเราจะประดิษฐานในเกาะลังกา และในวันนี้เอง เจ้าฟ้าชายองค์โตของพระเจ้าสิงหพาหุกษัตริย์
แห่งสิงหบุรีในประเทศลาละ เสด็จขึ้ นฝั่งที่เกาะนั้นพร้อมด้วยราชบริพาร ๗๐๐ คน และจะเสวยราชสมบัติในเกาะ
นั้น ดังนั้น ขอพระองค์จงปกปักรักษาเจ้าฟ้าชายนั้นพร้อมทั้งบริวารและทั้งเกาะลังกานั้นด้วยเถิด” หลังจากขึ้นเกาะ
แล้ว เจ้าชายวิชัย ได้ปราบชาวพื้นเมือง ตั้งเมืองหลวง สถาปนาพระองค์
เป็นปฐมกษัตริย์ของประเทศศรีลังกา
      เกริ่นนํามาซะเนิ่นนาน ขอนําท่านทั้งหลาย ดื่มดํากับข้อคิด และ
ของดีศรีลังกาได้แล้ว ณ บัดเดี๋ยวนี้


                                 ภาค ๑
                      ข้อคิด ๘ ส. ของชาวศรีลังกา
- ส.ที่ ๑ คือ สังฆมิตตา หรือพระนางสังฆมิตตาเถรี
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   6


          พระนามของพระนางสังฆมิตตาเถรียังปรากฎเด่นชัดอยู่ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา มิใช่เพราะพ ระ
นางเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้เกรียงไกร แต่เพราะวีรกรรมที่พระนางนําภิกษุณีสงฆ์และกิ่งพระ
ศรีมหาโพธิ์ไปประดิษฐานไว้ในศรีลังกานั้นต่างหากเล่า ที่ทําให้พุทธศาสนิกชนจดจําความดีงามอันนั้นอย่างที่เขา
ว่า “อยู่เพื่อตนเอง อยู่แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคม อยู่ชั่วนิรันดร์”
       หลังจากการทําสังคายนาครั้งที่ ๓ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฎลีบุตรเสร็จ แล้ว ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทํา
ให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงปรึกษากับพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ และ ทรงส่งพระธรรมทูต ๙ สายออกไปเผยแผ่
พระพุทธศาสนาในทิศานุทิศ รวมถึงทรงส่ง พระมหินทเถระพร้อมคณะเดินทางไปประกาศพระพุทธศาสนาใน
เกาะตัมพปัณณิทวีปด้วย
        พระมหินทเถระเสด็จไปเกาะลังกาพบกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะในวันเพ็ญกลางเดือน ๗ ที่ภูเขามิสสกะ
(ปัจจุบันเรียกว่า มิหินตะเล)ในขณะที่พระราชาเสด็จออกไปล่าเนื้อ ทรงสนทนาปราศัยทดลองสติปัญญาซึ่งกันและ
กันจนเกิดความเลื่อมใสใจศรัทธา จากนั้นพระมหินทเถระก็แสดงธรรมโปรดพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะพร้อมทั้งข้า
ราชบริพารจนเกิดความศรัทธาในพระรัตนตรัย จนพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะได้ถวายพระราชอุทยานมหาเมฆวันให้
เป็นที่อยู่ของพระมหาเถระพร้อมคณะ ซึ่งต่อมาอุทยานแห่งนี้กลายเป็นวัด “มหาวิหาร”
       พระมหินทเถระกล่าวกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะว่า ถ้าอยากให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกา
อย่างแท้จริง ต้ องให้กุลบุตรในเกาะนี้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในพระศาสนา ซึ่งต่อมาพระราชนั ดดาของพระเจ้าเท
วานัมปิยติสสะทรงพระนามว่าอริฎฐและคนอื่นๆ อีก ๕๕ คน ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
       ในเวลาต่อมาพระนางเจ้าอนุฬา พระราชินีรองและพระสนมกํานัลแสดงความประสงค์จะอุปสมบทเป็นพระ
ภิกษุณีบ้าง เมื่อพระมหินทเถระทราบจึงถวายคําแนะนําให้พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงส่งราชทูตไปสํานักของ
พระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อทูลขอให้พระนางสังฆมิตตาเถรีพร้อมคณะเดินทางไปยังเกาะลังกาพร้อมทั้งนํากิ่งพระศรี
มหาโพธิ์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไปปลูกยังลังกาด้วย        เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้
สักการะบูชา ซึ่งกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ที่พระนางนําไปปลูกยังอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธลังกาจนถึงปัจจุบันนี้
มีอายุกว่า ๒,๓๐๐ ปี
        ในคัมภีร์อรรถกถาสมันตปาสาทิกากล่าวถึงการเสด็จไปเกาะลังกาของพระนางสังฆมิตตาเถรีพร้อมคณะที่
นํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกที่เมืองอนุราธปุระ พร้อมทั้งทําการอุปสมบทพระนางอนุฬาและพระสนม เป็น
พิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการน่าเลื่อมใสอันแสดงออกถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ คือ พระ
เจ้าอโศกมหาราช และพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะมีต่อพระพุทธศาสนา เห็นถึงความเสียสละ อันยิ่งใหญ่ของพระมหิ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   7


นทเถระและพระนางสังฆมิตตาเถรีแล้วควรที่เราอนุชนรุ่นหลังควรเอาเป็นแบบอย่างในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ต่อไป ขอจบส.ที่ ๑ ด้วยกฤษณาสอนน้องคําฉันท์ของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
ที่ว่า
                       พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
               โททนต์เสน่งคง         สําคัญหมายในกายมี
               นรชาติวางวาย          มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
               สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี   ประดับไว้ในโลกา
               ความดีก็ปรากฎ         กิติยศก็ฤาชา
               ความชั่วก็นินทา       ทุรยศยินขจรฯ
     ทุกวันนี้ชาวศรีลังกาจะมีพิธีแห่พระนางสังฆมิตตาเถรี เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีที่พระนางทําไว้ และ
แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระนาง
- ส.ที่ ๒ คือ สัทธา มีศรัทธาอย่างแรงกล้า
ในพระพุทธศาสนา
        เมื่อ มีโอกาสเดินทางไป ประเทศ
ศรีลังกา ดินแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐
ปี ความประทับใจ แรก หรือเฟิร์ส อิม
เพรสชั่น (First Impression) คือ ความ
ศรัทธาที่ชาวศรีลังกามีต่อพระพุทธศาสนา
และกล้าแสดงออกให้ เห็น (กล้าคิด กล้ า
พูด กล้าทําในสิ่งที่ ถูกต้อง ) เป็นต้นว่า
พระพุทธรูปปางสมาธิสีขาวที่ประดิษฐาน
ไว้ภายในสนามบินแห่งชาติ เมืองโคลัมโบให้คนเดินทางไป-มาได้เคารพกราบไหว้ และสิ่งที่ประทับใจอีกประการ
หนึ่ง คือ ภายในสนามบินจะมีร้านหนังสือธรรมะ พร้อมสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้ให้คนได้เลือก อ่าน
และซื้อหาติดตัวเป็นที่ระลึก
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   8


        สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ได้ศึกษาประวัติของวีรบุรุษชาวพุทธศรี
ลังกา นามว่า อนาคาริกะ ธรรมปาละ ผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ (Mahabodhi Society) และเป็นผู้มีส่วนสําคัญในการ
ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั่วโลกไม่ควรลืมคุณูปการของท่าน เกิดความเลื่อมใสใจศรัทธา
มากในปณิธานการทํางาน ก ารเสียสละอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาของท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ ถึงกับตั้งจิต
อธิษฐานก่อนท่านมรณภาพว่า “จะขอเกิดอีก ๒๕ ชาติ ในตระกูลพราหมณ์ เพื่อทางานให้พระพุทธศาสนา” แม้ใน
ประเทศศรีลังกา เองตามหัวเมืองต่างๆ จะมีรูปปั้นของท่านตามทางสี่แ ยกไว้ให้คนกราบไหว้ ไม่ต่างจาก ประเทศ
อินเดียทีปั้นรูปของท่านมหาตมะ คานธี ไว้ให้คนสักการะตามหัวเมืองต่างๆ
         ่
        ก่อนจะเดินทางไป เยือน ศรี
ลังกา(เดินทางระหว่างวันที่ ๕ – ๑๒
ก . พ . ๒๕๕๔ ) ไ ด้ศึกษา
ประวัติศาสตร์ของประเทศ และ
พระพุทธศาสนา ทําให้ทราบว่า
ตั้งแต่พระพุทธศาสนาเข้าไป
ประดิษฐานใน ดินแดนคน มี ฝ่ามือ
แดง ซึ่ง พระมหินทเถระ (พระราช
โอรสของพระเจ้าอโ ศกมหาราช )
และคณะนํา พระสัทธรรมไปมอบ
แด่ชาวสิงหล จนพระพุทธศาสนาเป็นปึ กแผ่นมั่นคง ตั้งแต่บัดนั้น จนถึง บัด นี้ พระพุทธศาสนาในศรีลังกาได้ผ่าน
มรสุมจากการรุกราน ด้วยวิธี ต่างๆ ของชา ติตะวันตก (โปรตุเก ส, ฮอลันดา และชาวอังกฤษ )และศาสนาที่
ชาวตะวันตกนํา เข้าไป แต่ด้วยความศรัทธาของชาวสิงหลที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่าง มั่นคง(อจลสัทธา ) ทําให้
สามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
       ผลงานที่ชาวศรีลังกาแสดงออก ถึงความรักและศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา นั้นมีมากมาย เช่น การ ออกมา
ปกป้องเมื่อพระพุทธศาสนา มีภัย คุกคาม หรือถูกลบหลู่ ด้วยชาวต่างชาติ ต่างศาสนา ที่ไม่ เคารพหรือ เข้าใจ ใน
วัฒนธรรมประเพณี เช่น การที่ชาวต่างชาติหรือคนไม่มีศาสนาไปนั่งบนบ่าของพระพุทธรูปแล้วถ่ายภาพโฆษณาไป
ทั่วโลก เป็นต้น
     สิ่งหนึงทีผู้เขียนจําได้ดี คือ การที่สหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขบูชา(วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
            ่ ่
ของพระพุทธเจ้า )เป็น วัน สําคัญของโลก ก็เป็นผลงาน ชิ้นโบว์แดง ของชาวศรีลังกาที่ช่วยกันเรียกร้อง ให้องค์กร
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   9


ระดับโลกยอมรับ โดยรัฐบาลศรีลังกาเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๕๔ ปีพ.ศ.๒๕๔๒ และเมื่อวั นที่ ๑๕
ธันวาคม ๒๕๔๒ สหประชาชาติจึงมีมติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสากลของโลก และที่สําคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง
คือ การปฏิบัติต่อพระพุทธรูปเสมือนหนึ่งพระพุทธเจ้า เช่น การกางมุ้งให้พระพุทธรูปยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม และ
ระเบียบเรื่องการถ่ายภาพที่ห้ามหันหลังให้พระพุทธรูป เพราะถือว่าไม่ให้ความเคารพ
       เมื่อ กล่าวถึงศรัทธา ของชาวสิงหล ทําให้นึกถึงอุบาสกธรรม หรือธรรมะของอุบาสกอุบาสิกาที่ควรมี ชาว
                                                                  พุทธคงจํากันได้ ดีถึงคุณสมบัติอันสําคัญ
                                                                  ๕ ข้อ แต่ขอนํามากล่าวไว้ในที่นี้ เพียง ๓
                                                                  ข้อ คือ
                                                                            -       มีสัทธา (ศรัทธา ) คื อ มี
                                                                    ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา เช่น เชื่อ
                                                                    ในกฎแห่งกรรม ว่าทาดีได้ดี ทาชั่วได้ชั่ว
                                                                    เชื่อในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
                                                                    เป็นต้น
                                                                     -      มีศีล คือ มี สติสามารถ
ควบคุมความประพฤติทางกาย วาจาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
                 - ไม่ถื อมงคลตื่นข่าว เป็นกระต่ายตื่นตูม มุ่งหวังผลจากการกระทา และการงาน มิใช่จากโชคลาง
และสิ่งที่ตื่นกันว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
        เมื่อเห็นความศรัทธาที่ชาวศรีลังกามีต่อพระพุ ทธศาสนาแล้ว ก็ได้แต่รําพึงกับ ตัวเองว่า เรามีศรัทธาแบบเขา
ไหม และสามาร ถจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ไหม ถ้ามีวิกฤติ พระพุทธศาสนา เกิดขึ้น ขออย่าให้ศรัทธาของเราเป็น
เช่นศรัทธาหัวเต่าเลย แต่จงเป็นศรัทธาที่เดินเคียงคู่กับปัญญา จะได้นําพาพระศาสนาและประเทศชาติอยู่รอด
ปลอดภัย
                     ศรัทธาดี       ต้องมี ปัญญาจับ
       ช่วยกํากับ            พร้อมกันไป ไม่ห่างเหิน
       หากศรัทธา             ขาดปัญญา      หมดเจริญ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   10


       เหมือนเรือเดิน         ไร้หางเสือ     เพลียหลงทาง


- ส.ที่ ๓ คือ สาธุ เสน่ห์ของชาวศรีลังกา
        มีคําโบราณกล่าวไว้ ว่า เวลาทําบุญขอให้ตั้งจิต อธิษฐานว่า เกิดชาติใด ภพใด ขออย่าให้เกิดเป็น “พระลังกา
ม้าอินเดีย เมียฮินดู หมูไทย ไก่จีน ” ทําไมนะเหรอ ? เพราะชาวลังกานั้น ถ้าจะบวชเป็นพระ ต้อง คิดให้รอบคอบ
เพราะเมื่อบวชแล้วไม่สามารถสึกได้ ส่วนม้าอินเดีย เมียฮินดู คนที่เคยไปประเทศอินเดียคงเข้าใจว่า เกิดเป็นม้า
อินเดีย และเมียฮินดูมันลําบากแค่ไหน ส่วนหมูไทย และไก่จีนคงทราบกันดีว่า หัวหมู และไก่นั้น เมื่อถึงเทศกาล
สําคัญจะถูกเฉียดนําไปเซ่นไหว้เทพเจ้าประจํา
          เกริ่นมาซะนาน เพื่อจะ พูดถึง เสน่ห์ ที่สําคั ญอีกประการหนึ่งของชาวพุทธลังกา คือคําว่า สาธุ ทําไมถึงเป็น
เสน่ห์แค่พูดว่าสาธุ ไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหน หลายท่านอาจตั้งคําถามในใจ ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะไขข้อข้องใจให้
คลายสงสัย เมื่อผู้เขียนเป็นนัก ศึกษาอยู่เมืองพุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศอินเดีย บ่อยครั้ งที่ได้
พบชาวสิงหลเดินทางมานมัสการสังเชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน
สิ่งที่ได้ยินประจําคือเสียงสาธุ การที่ชาวลังกาตั้งใจเปล่งออกมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ตอนเช้าๆ ชาวศรีลังกาใส่
ชุดสีขาวเข้าแถวเดินไปเจดีย์พุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมีพระภิกษุเดินนําหน้า พูดธรรมะให้ฟัง ญาติโยมก็
พร้อมกล่าวคําว่า สาธุ สาธุ สาธุ ฯลฯ ตลอดทาง
                                                                     ในนิทานธรรมบท มีบ่อยครั้งที่พระภิกษุทํา
                                                            ความดีแล้วพระพุทธเจ้าจะยกย่องสดุดี ด้วยตรัสคําว่า
                                                            สาธุ สาธุ สาธุ ดีแล้ว ดีแล้ว เธอทาดีแล้ว คําว่า สาธุ
                                                            แปลว่า ดีแล้ว เป็นการอนุโมทนากับสิ่งที่คนอื่นทําดี
                                                            เป็นบุญอย่างหนึ่ง ภาษาพระเรียกว่า ปัตตานุโมทนา
                                                            มัย บุญสําเร็จด้วยการอนุโมทนายินดีกับ ความดีที่ คน
                                                            อื่นทํา ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่า อย่าคร้านอนุโมทนาบุญ
                                                            ทําให้นึกถึงคําพูดของพระเดชพระคุณพระเทพโพธิ
วิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา อินเดีย ซึ่งมีคนมาถามความคิดเห็นของท่านเกี่ยวกับการสร้างวัด ไทยในแดนพุทธ
ภูมซึ่งมีวัดเกิดขึ้นมากมาย ท่านตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ใครทาดี เราอนุโมทนาด้วย”
    ิ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   11


        ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งไปฟัง ธรรมจากพระพุทธเจ้า หลังจากฟังแล้ว เกิดความเลื่อมใส
ศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงไปขออนุญาตภรรยาออกบวช ครั้นบวชแล้ว ประเพณีในสมัยนั้นเมื่อภรรยาเป็นหม้าย จะ ถูก
ริบเข้าหลวงเป็นสนมของพระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ผู้ครองเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล
      วันหนึ่ง นายมาลาการเก็บดอกบัวมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ทรงมอบดอกบัวให้กับ พระมเหสี
และสนมทุกพระองค์ พร้อมทั้งทรงยื่นดอกบัวให้สนมนางนั้นด้วย เมื่อนางรับดอกบัว แล้ว ยิ้มด้วยความดีใจ แต่เมื่อ
รับมาแล้วดมกลับร้องไห้ ทําให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับนาง จึงตรัสถาม
     พระนางทูลตอบว่า ดีใจที่ได้รับพระราชทานดอกบัว แต่ที่ร้องไห้ เพราะกลิ่น หอมของดอกบัวคล้ายกับกลิ่น
ปากของอดีตสามี ซึ่งตอนนี้ท่านบวชเป็นสมณะ ศากยะบุตรอยู่
                                                                     พระเจ้าปเสนทิโกศลมีความสงสัยว่า
                                                           จะมีด้วยเหรอ ? คนที่กลิ่นปากหอม คล้ายกลิ่น
                                                           ดอกบัว ลองไม่เคี้ยวไม้สีฟันสักวันคงเหม็น
                                                           น่าดู ยิ่งสมัยนี้ถ้าไม่ได้แปรงฟันคงไม่มีใคร
                                                           กล้าสนทนากับคนอื่น ทรงต้องการที่จะ
                                                           พิสูจน์ ว่าจริงหรือไม่ จึงให้ข้าราชบริพารไป
                                                           กราบ นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระรูปนั้นมา
                                                           ฉันภัตตาหารในพระราชวัง เมื่อฉันภัตตาหาร
                                                           เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าทรง ทราบความ
ประสงค์ของพระราชาจึงเปิดโอกาสให้พระรูปนั้นอนุโมทนา ทันทีที่พระรูปนั้นเปิดปากพูด กลิ่นหอมก็ฟุ้งไปทั่ว
พระนคร จนทําให้พระเจ้าปเสนทิโกศลแปลกพระทัย และทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระรูปนี้ในอดีตชาติได้ทํากรรม
อันใดไว้
      พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่า ในอดีตชาติ พระรูปนี้ ไม่ได้ทําอะไรมาก มาย เพียงแต่เวลาที่คนทําความดี จะ
กล่าวอนุโมทนาสาธุกับเขา คือ ยินดีกับความดีที่คนอื่นทํา
       การกล่าว สาธุ กับการทําความดีของคนอื่น นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้คนทําความดี ตามหลักที่ว่า
ปัคคัณเห ปั คคะหาระหัง ยกย่องคนที่ควรยกย่อง แล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้จิตใจของผู้กล่าว ไม่ริษยาในเมื่อคนอื่น
ทําดีและได้ดีอีกด้วย
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   12




- ส.ที่ ๔ คือ สวดมนต์เก่ง
        “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน ” พวกเราได้ยินคําพูดนี้บ่อยๆ คนส่วนมากก็ยังไม่เข้าใจว่ามี
ความหมายอย่างไร บางคนอาจจะคิดเลยเถิดไปว่าเป็นเพียงคําคล้องจองที่พระนิยมพูด ในต่างประเทศ มีการวิจัย
จากสถาบันชั้นนําหลายแห่ง ทั่วโลกเกี่ยวกับการสวดมนต์ ว่ามี ผลดีต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิต เพราะในขณะที่
สวดนั้น จิตใจของผู้สวดจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ ไม่วอกแวก วุ่นวาย ทั้งการสวดมนต์ยังเสมือนเป็นการออกกําลัง
กายอวัยวะต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย เพราะการเปล่งเสียงสวดอักขระแต่ละตัวนั้น เนื่องจาก อักขระแต่ละตัวมีที่เกิด
ไม่เหมือนกัน เช่น ก ไก่ เกิดที่คอ , ป ปลา เกิดที่ริมฝีปาก เป็นต้น จึงเท่ากับ เป็นการ ออกกําลังกายไปในตัวด้วย
ในขณะที่สวดนั้น ถ้าจิตเป็นสมาธิคือ ตั้งมั่นแน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่สวด จะทําให้จิตใจ สะอาด สว่าง สงบ เมื่อใจสงบไม่
มีสิ่งรบกวน(กิเลส) กายก็พลอยสงบระงับไปด้วย ปราชญ์จึงบอกว่า “ออกกาลังกายต้องเคลื่อนไหว ออกกาลังใจต้อง
หยุดนิ่ง”
         วันที่คณะผู้เขียน เดินทางไป สักการะพระ
ธาตุเขี้ยวแก้ว ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว กว่าจะผ่าน
ด่านเข้าไปภายในวัดต้องตรวจกัน หลาย ครั้ง
โดยเฉพาะฆราวาส สําหรับพระภิกษุสาเณรผ่าน
สบาย โชคดีที่ไกด์ทัวร์ประสานงานไว้เรียบร้อย
แล้ว คณะจึงผ่านเข้าไปเดิ นชมภายในบริเวณวัด ที่
มีการป้องกันอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันภัยที่จะ
เกิดขึ้นจากผู้ที่ต้องก ารจะทําลายศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวลังกา เดินชมไปแต่ละชั้นของตึกที่แสดง
เกี่ยวกับพระธาตุเขี้ยวแก้ว ไม่ว่าจะเป็นงาช้าง เชือกที่
เคยใช้ในพิธีแห่พระธาตุ เขี้ยวแก้ว สมบัติอันมีค่าที่
คนถอดบูชาพระธาตุเขี้ยวแก้ว ที่ทางรัฐบาลนํามา
แสดงไว้ให้ชม
      พอใกล้ถึงเวลาที่เขาจะเปิดให้คนเข้าไป
สักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว คณะของพวกเราก็ขึ้นไป
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   13


บนชั้นสองของหอที่เก็บพระธาตุเขี้ยวแก้ว มีชาวศรีลังกานั่ง สมาธิบ้าง นั่งสวดมนต์บ้าง (การนั่งของชาวลังกา
ส่วนมากจะนิยมเหยียดขา เคยเห็นชาวลังกานั่งฟัง พระเทศน์ ประนมมือ และเหยียดเท้าไปทางพระ คนที่ไม่เข้าใจ
อาจเกิดอกุศลจิตคิดไม่ดีกับเขาว่าไม่เคารพพระ แต่สาหรับชาวลังกาแล้วจิตใจที่เคารพเป็นสิ่งสาคัญ)รอเวลาที่จะเข้า
ชมสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว
        ผู้เขียนนั่งกราบไปทางที่เก็บพระธาตุ ฯ และนั่ง หลับตาทํา สมาธิ ในขณะนั้นก็ ได้ยินเสียงสวดมนต์บทต่างๆ
เช่น บทมงคลสูตร กรณียเมตตสูตร รัตนสูตร เป็นต้น ฟังเสียงสวดมนต์ของชาวศรีลังกาแล้ว รู้สึกปีติ และมีความสุข
เพราะสวดมนต์เป็นจังหวะ จึงหน่วงเหนี่ยวเอาเสียงสวดมนต์มาเป็นอารมณ์ในการทําสมาธิ ทําให้จิตใจเบิกบาน
แช่มชื่นดี
                                                                      เมื่อนังสมาธิพอสมควรแล้ว จึงลืมตาขึ้นและ
                                                                             ่
                                                             เหลือบมองไปทางคณะสวดมนต์ชาวลังกา พร้อม
                                                             ทั้งยิ้มให้ พวกเขาจึงเข้ามาทําความเคารพ และ
                                                             ทักทาย สอบถาม สาระทุกข์สุกดิบ จึงทําให้รู้ว่า ชาว
                                                             ศรีลังกากลุ่มนี้เดินทางมาจากที่ไกล ห่างจากเมือง
                                                             แคนดี้เกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร แต่เดินทางมาสักการะ
                                                             พระธาตุเป็นประจําทุกปีติดต่อกันเป็นเวลา ๔๕ ปี
                                                             แล้ว เหมือนเป็นจารีตประเพณีอย่างหนึ่งของตระกูล
                                                             ที่ถือปฏิบัติมายาวนาน สนทนากัน พักใหญ่ก็ได้เวลา
เข้าไปกราบพระธาตุเขี้ยว แก้ว จึงต้องไปเข้าแถว เพื่อเข้ากราบนมัสการพระธาตุ ฯ ภายในห้องซึ่งต้องผ่านประตู
หลายประตู วันนั้นคณะผู้เขี ยนเป็นคณะที่ ๒ ที่ได้เข้าไปกราบพระธาตุฯ ภายใน แต่มีเวลาไม่นานในการนมัสการ
เพราะต้องเอื้อเฟื้อแก่คณะอื่นที่รอคิวยาวเหยียดด้วย เพียงเวลาแค่ไม่กี่นาที กับการไหว้พระธาตุฯ ก็ทําให้ มีความสุข
ใจทุกครั้งที่นึกถึง
       ผู้เขียนประทับใจชาวสิงหลที่ปลูกฝังการสวดมนต์ให้กับบุตรหลาน และคนในครอบครัว เพราะทุกคนใน
ครอบครัว ไม่ว่าจะตัวเล็กไม่กี่ขวบก็ สามารถสวดมนต์สูตรต่างๆ ได้ไม่แพ้ พระภิกษุ เลยทีเดียว การสวดมนต์เก่งจึง
เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวศรีลังกาที่ชาวพุทธไทยเราควรเอาเป็นแบบอ ย่าง เพราะอย่างน้อย ถ้ามีคนถามชาว
พุทธไทยว่า อะไร คือ สัญลักษณ์ของชาวพุทธไทย อย่างน้อยเราก็ตอบเขาได้ว่า สวดมนต์เก่ง ไม่ใช่นินทาเก่ง มีชาว
พุทธบางท่านเคยบอกว่า เป็นชาวพุทธสบาย ง่ายๆ ไม่ต้องถืออะไร อันนี้ต้องระวัง เพราะถ้าไม่ยึดถือปฏิบัติอะไร
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   14


เลย ก็คงไม่ต่างจาก คนที่ไม่มีศาสนา ฉะนั้น ชาวพุทธไทยอย่างน้อยก็ต้องมีเอกลักษณ์อะไรสักอย่างที่จะโชว์
ชาวโลกได้ว่าเราก็มีดี


- ส.ที่ ๕ คือ ใส่ชุดขาว เอกลักษณ์ของชาวพุทธลังกา
         การแต่งชุดขาวไปวัดดูเหมือนจะเป็น เรื่องปกติของชาวพุทธลังกา วันที่ผู้เขียนเดินทางไปชมวัดกัลยาณี ใน
เมืองโคลัมโบ เห็นชาวพุทธลังกาใส่ชุดขาว พาลูกหลานไปเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ทุกคนต่างแต่งกายด้วย
ชุดขาว เป็นภาพประทับใจที่หาดูได้ยากในประเทศอื่น คณะแสวงบุญต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความประทับใจที่
ได้เห็นภาพเด็กๆ ตั้งแต่เล็กจนโตมาศึกษาพระพุทธศาสนา มีครูทั้ งพระภิกษุและฆราวาสช่วยกันสอนในวิชาต่างๆ
ที่เด็กๆ ควรรู้ ผู้เขียนเดินดู ไปตามห้องเรียนต่างๆ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปทักทายอะไรมากมายเนื่องจากยังอยู่ในชั่วโมง
เรียนของเด็กๆ แต่ก็เห็นถึงความตั้งใจเรียนของพวกเรา
                                                                  ผู้เขียนบวชเรียนมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี จนถึง
                                                          ปัจจุบัน อายุ ๓๓ ปี ยังไม่เคย เห็น นักเรียน
                                                          พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์มากมายอย่างนี้ ถามพระภิกษุ
                                                          ชาวศรีลังกาที่นําคณะเราไปเยี่ยมชมวัด ท่านกล่าวว่า มี
                                                          นักเรียนประมาณ ๕,๐๐๐ คน ฟังแล้วได้แต่นึก
                                                          อนุโมทนาและเกิดแรงบันดาลใจว่าบ้านเราน่าจะเอาเป็น
                                                          แบบอย่าง วัดหลายวัดในเมืองไทย และมหาจุ ฬาลงกรณ
                                                          ราชวิทยาลัยก็จัดตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์
มากว่า ๕๐ ปี เหมือนกัน ถ้าผู้เขียนจําไม่ผิดก็ได้ไอเดียมาจากประเทศศรีลังกานี้
        เคยสังเกตชาวพุทธจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางไปไหว้พระในประเทศอินเดีย ผู้เขียนมีความประทับใจชาว
พุทธลังกาเป็นพิเศษ ในความมีระ เบียบวินัย เช่น การแต่งกายด้วยชุดขาวเหมือนกัน หมด การเข้าแถวเป็นระเบียบ
เรียบร้อย การเปล่งวาจาสาธุการพร้อมกัน และการสวดมนต์ เป็นต้น การ ปฏิบัติ ได้เช่นนี้ แสดงว่า ได้รับการฝึกฝน
อบรมมาอย่างดีจนกลายเป็นอุปนิสัย เห็นภาพอันประทับใจแล้วก็ได้แต่นึกถึงพุทธพจน์ที่ “ทันโต เสฎโฐ มะนุสเสสุ
ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นผู้ประเสริฐ ” แต่การฝึกมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ทําได้ยากที่สุด โดยเฉพาะตัวเรา
แต่ถ้าใครฝึกได้ก็เป็นยอดมนุษย์อย่างเช่น พระพุทธเจ้า พระเยซู มหาตมะ คานธี มาติน ลูเธ่อร์ คิงส์ และมหาบุรุษอีก
หลายท่านบนโลกใบนี้
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   15


       มีสุภาษิตจีนเกี่ยวกับการฝึกกาย ฝึกจิตว่า
              "จงระวังความคิด                เพราะความคิดจะกลายเป็นความประพฤติ
       จงระวังความประพฤติ                    เพราะความประพฤติจะกลายเป็นความเคยชิน
       จงระวังความเคยชิน                     เพราะความเคยชินจะกลายเป็นนิสัย
       จงระวังนิสัย                          เพราะนิสัยจะกลายเป็นสันดาน
       จงระวังสันดาน                         เพราะสันดานจะกาหนดชะตากรรมตลอดชีวิต"


- ส.ที่ ๖ คือ สมาธิ หรือพระพุทธรูปปางสมาธิ นิยมสร้างในศรีลังกา
         นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาเตือนสติไว้ว่า "ไหว้พระพุทธ ระวังอย่า
สะดุดเอาทองคา ไหว้พระธรรม ระวังอย่าขยาคัมภีร์ใบลานเปล่า ไหว้พระสงฆ์
ระวัง ไปหลงลูกชาวบ้าน " เป็นสิ่งที่เราควรระวังอย่างยิ่งในการปรับความคิด
ของเราให้เป็นสัมมาทิฎฐิ คือ มองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ พระพุทธรูปถือว่า
เป็นสื่อในการดึง คนให้ เข้าถึง สัจจธรรม เป็นเจดีย์อย่างหนึ่ง ที่ควรเคารพบูชา
เรียกว่า อุทเทสิกเจดีย์ คือ สร้าง อุทิศ เจาะจงพระพุท ธเจ้า หรือจะบอกว่า เป็น
เสมือนตัวแทนของพระพุทธองค์ก็ไม่ผิด             ชาวพุทธไทยให้ความเคารพ
พระพุทธรูปมากและนิยมสร้างถวายวัดต่างๆ พระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็น
ปางที่ชาวไทยนิยมสร้างไว้บูชาสักการะ เพราะมีความเชื่อว่า สามารถเอาชนะ
ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้
         ในประเทศศรีลังกา ผู้เขียนเห็นชาวพุทธลังกานิยมสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิ, ปางไสยาสน์, ปางรําพึง และ
ปางแสดงสัจธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ พระพุทธรูปปางสมาธิ ไม่ทราบว่ามีเหตุผลประการใดจึ งนิยมสร้าง
พระพุทธรูปปางนี้ แต่ผู้เขียนสรุปเองในใจว่า คนศรีลังกาคงต้องการ สื่อหรือสอนประชาชน ว่า ควรมีสมาธิ หรือ
ตั้งใจทําสิ่งต่างๆในชีวิต เพราะสมาธิหรือความตั้งใจมั่นนั้นมีความสําคัญอย่างมากในการดําเนินชีวิตประจําวัน ถ้า
นั้นคือวัตถุประสงค์ของการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ถือว่าเป็นกุสโลบายที่ชาญฉลาดมาก เพราะไปที่ไหนจะเห็นแต่
พระพุทธรูปปางนี้ บางเมืองสร้างไว้บนยอ ดเขาสูงเด่นเห็นสง่า มองเห็นพระพุทธรูปปางสมาธิทีไรเหมือน
พระพุทธเจ้าเตือนสติว่า จงมีสมาธิเดี๋ยวนี้
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   16


      สมาธิ (Meditation) แปลว่า ความตั้งมั่นสม่ําเสมอ คือ จิตใจที่ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในทุกศาสนามีการ
ทําสมาธิ แต่สมาธิในพระพุทธศาสนาแตกต่างจาก สมาธิในศาสนาอื่ น เพราะสมาธิในพุทธศาสนา เรียกว่า
สัมมาสมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นชอบ ถูกต้อง หรือสมาธิชอบ หมายถึง การทําสมาธิที่ทําจนได้ฌาน เพื่อเอาเป็นบาท
ฐานในการเจริญปัญญา เพื่อใช้เป็นดาบประหัตประหารกับกิเลสตัณหา ต่อไป คุณลักษณะของสัมมาสมาธิ คือ
สะมาหิโต ปะริสุทโธ และกัมมะนีโย คือ
     - สะมาหิโต แปลว่า ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่สัดส่ายไปนั้นมานี้เหมือนลิง เปรียบเช่นน้ําตกที่ไหลลงจากภูเขา
และไหลไ ปทางเดียวกัน มีพลังมหาศาล สามารถจะพัดพาเอาสิ่งต่างๆ ที่ขวางหน้าไปได้ จนถึงสามารถผลิต
กระแสไฟฟ้าได้ด้วย จิตใจที่แน่วแน่มั่นคง ย่อมมีพลังในการ ทํากิจต่างๆ ในชีวิตประจําวัน เช่น อ่านหนังสือก็จําได้
ง่าย
       - ปะริสุทโธ แปลว่า บริสุทธิ์ คือ จิตที่ปราศจากอารมณ์ขุ่นหมัว เช่น โลภ โกรธ หลงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นกับ
น้ําในหนองที่ตะกอนนอนก้นแล้ว สามารถมองเห็นกุ้ง หอย ปู ปลา จิตที่บริสุทธิ์ย่อมมองเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่ ผ่าน
เข้ามาได้อย่างชัดเจน
         - กัมมะนีโย แปลว่า ควรแก่การงาน เหมาะสําหรับใช้งาน คือ ควรแก่การทํางานทางด้านปัญญา โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งจิตที่เป็นสัมมาสมาธิจะ สามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล งานที่ออกมาจึงละเอียด
ประณีต และไม่บกพร่อง
       พระพุทธรูปอีกปางหนึ่งที่เห็นทั่วไปในศรีลังกา คือ
พระพุทธรูปปางไสยาสน์ สําหรับผู้เขียน เมื่อเห็นพระพุทธรูปปางนี้
แล้ว ได้ข้อคิดว่า ควรพักผ่อนบ้าง ไม่ใช่ทํางานจนไม่ได้พักผ่อน
หรือพักผ่อนจนไม่ได้ทํางาน สรุปแล้วทุกคนก็ต้องจัดสรรปันส่วน
เวลาในการใช้ชีวิตให้ลงตัว เหมาะสมกับแต่ละคนไป เพราะเราต่าง
ได้เวลามา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากันหมด
        โดยส่วนตัว เวลาที่กราบไหว้พระพุทธรูปครั้งใด ก็เหมือน
ท่านเตือนสติเราอยู่ตลอดเวลา เช่น พระพุทธรูปปางสมาธิ เตือนให้เรามีสมาธิหรือตั้งใจกับสิ่งที่ทํา , พระพุทธรูป
ปางไสยาสน์เตือนให้เราจัดสรรเวลาพักผ่อนให้ เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย , สําหรับคนไทยที่นิยมสร้าง
พระพุทธรูปปางมารวิชัย นั้นคือการเตือนสติให้เราเอาชนะมารหรือจัดการกับสิ่งไม่ดี ในใจของเราให้ได้ เสียก่อน นี้
แหละคือคัมภีรธรรมที่แฝงอยู่ในพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   17


       บางคนยังถามต่อไปอีกว่า ทําไมหัวแหลม , หูยาว, หน้ายิ้ม , และตามองต่ํา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปริศนาธรรมที่
ปราชญ์ท่านต้องการสอนเรา หัวแหลม คือ ให้ใช้เหตุผล ใช้ปัญญาในการดําเนินชีวิต , หูยาว คือ ให้เป็นคนหนัก
แน่น ตรวจสอบก่อน ไม่หูเบาเชื่อง่าย, หน้ายิ้ม หมายถึง ให้เป็นคนยิ้มแย่มแจ่มใส หรือมีจิตใจสดชื่นแจ่ มใส และอีก
ประการหนึ่งที่สําคัญว่า ทําไมตามองต่ํา คือ ให้ดูตัว เอง อ่านตัวเองให้มากๆ อย่างที่เขาว่า “ดูตัวเองให้ออก บอก
ตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น”
- ส.ที่ ๗ คือ สรณังกร หรือสามเณรสรณังกร
        ธรรมดาของสรรพสิ่ง ในโลกนี้ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมไป บางคราวเจริ ญขึ้น บางคราวก็เสื่อมลง
พระพุทธศาสนาในศรีลังกาก็ไม่สามารถหลีกพ้นกฏธรรมดาข้อนี้ไปได้ บางสมัยเจริญรุ่งเรือง บางสมัยก็เสื่อมโทรม
ลงไป แต่พระพุทธศาสนาในศรีลังกาก็ไม่สิ้นคนดีที่เกิดมาช่วยกอบกู้ พระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้น อีก
บุคคลที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในประวัติศาสตร์การฟื้นฟู ศาสนา คือ สามเณรสรณังกร ชีวประวัติ ของท่านเป็นชีวิตที่
น่าศึกษาเรียนรู้ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระภิกษุที่ทําหน้าที่เป็นพระธรรมทูตเผยแผ่พระศาสนา เพราะบุคคลท่านนี้เกิด
มาเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ผู้เขียนขอนําประวัติและผลงานการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกามาเล่าสู่
กันฟังโดยย่อ ดังต่อไปนี้
      เด็กชายสรณังกร เกิดวันอาทิตย์ ปีเถาะ พ .ศ.๒๒๔๒ ณ หมู่บ้านชื่อ แวลิวิฎะ (Valivita) แขวงเมืองตุมปะเน
(Tumpane) ท่านเกิดในตระกูลกุลตุงคะ ซึ่งเป็นตระกูลชั้นสูงชั้นอํามาตย์ เป็นผู้ปกครองท้องถิ่นนั้น
       ท่านสรณังกรมีความสนใจในทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย กอร์ปทั้งมีความเลื่อมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ประสงค์ที่จะออกบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่
บิดามารดาไม่ยอมอนุญาต แต่ท่านก็ไม่ลดละ ความตั้งใจจริงในการออก
บวช แสดงความมุ่งมั่นจนบิดามาร ดายอมอนุญาตให้บวชเมื่อท่านอายุ ๑๖
ปี โดยได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรจากพระสุริยโกทเถระ
       เมื่อบวชแล้ วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนทั้ง ภาค ปริยัติและ
ภาคปฏิบัติ โดยได้ ออกแสวงหาอาจารย์เพื่อ ศึกษาภาษาบาลี และธรรมะ
ท่านเป็นคนมีความวิริยะอุตสาหะสนใจในการศึกษาจึงทําให้ ไม่ช้านานก็
แตกฉานในภาษาสิงหล บาลี และสันสกฤต
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   18


        เมื่อมีความรู้พอ เอาตัวรอดแล้ว สามเณรสรณังกรพร้อมคณะสีลวัตรที่ท่านตั้งขึ้นกับศิษย์ จาริกไปตามคาม
นิคมน้อยใหญ่เพื่อสั่งสอนประชาชนให้เข้าใจธรรมะ และฟื้นฟูการบิณฑบาตซึ่งหายไปจากประเทศศรีลังกา ด้วย
ข้อวัตรปฏิบัติและ การเทศนาที่สามารถนําไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจําวัน ทําให้ประชาชนให้ความสนใจและ
เลื่อมใส แต่เป็นธรรมดาของการทํางานย่อมมีปัญหาอุปสรรค เมื่อท่านมีคนเลื่อมใสมากขึ้น จึงทําให้พระภิกษุคณะ
เดิมไม่พอใจจนเกิดเป็นความกันขึ้นถึงโรงศาล และคณะสามเณรสรณังกรเป็นฝ่ายแพ้
       ต่อมามีพระฮินดูรูปหนึ่งเดินทางมาจากประเทศอินเ ดีย เพื่อเที่ยวชมเมืองอนุราธ ปุระ พระเจ้านเรนทรสิงห์
ทรงทราบจึงรับสั่งให้นิมนต์พระฮินดูรูปนั้นเข้าไปในพระราชวัง เพราะทรง ปรารถนา จะทราบความเป็นไปของ
พระพุทธศาสนาในอินเดีย แต่พระฮินดูรูปนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระพุท ธศาสนาเลย จึงมีพระราชประสงค์จะให้
พระลังกาแสดงความสามารถให้นักบวชต่างชาติได้เห็น ทรงอาราธนาให้คัดเลือกพระนักเทศน์มาแสดงธรรมใน
พระราชวัง แต่ไม่มีใครสามารถแสดงธรรมให้นักบวชต่างศาสนาฟังได้ จนทําให้พระเจ้านเรนทรสิงห์ทรงกลุ้ม
พระทัย อํามาตย์ท่านหนึ่งจึงกราบทูลเสนอว่า มีสามเณรสรณังกรสามารถแสดงธรรมได้ เพราะเป็นผู้แตกฉานใน
ธรรมะ พระเจ้านเรนทรสิงห์จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปนิมนต์มาเทศน์ สามเณรรับนิม นต์และเดินทางลงมาเทศน์ ด้วย
ความสามารถที่ฝึกฝนมา สามเณรกล่าวคาถาภาษาบาลี และอธิบายเป็นภาษาสิงหล พร้อมทั้งแปลให้นักบวชฮินดู
ฟังเป็นภาษาสันสกฤษ คนที่มาประชุมสโมสรในวันนั้นต่างทึ่งในอัจฉริยภาพข้อนี้
      นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สามเณรสรณังกรจึงเป็นที่ยอมรับ นับถือของบุคคลทั่วไป พระเจ้านเรนทรสิงห์ เองก็
ทรงศรัทธาในสามเณรเป็นอย่างมาก การดําเนินงานเผยแผ่ พระศาสนา จึงสามารถขยายขอบข่ายออกไปได้กว้าง
เพราะมีเพื่อนร่วมงานคอยช่วยเหลือ ท่านได้ร่างกฎระเบียบของคณะสีลวัตร ว่าด้วยการนุ่งห่ม การทําวัตรสวดมนต์
และการบิณฑบาต เป็นต้น ในเวลาที่ว่างท่านก็แต่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เช่น สารัตถะสังคหะ มหาโพธิวังสะ
ฯลฯ
       เมื่อทําการเผยแผ่พระศาสนาไปได้ระยะหนึ่ง สามเณรสรณังกรก็มี
ความคิดว่า การจะประดิษฐานพระศาสนาให้เป็นปึ กแผ่น มั่นคงนั้น ต้องมีการ
อุปสมบทเป็นพระภิกษุของชาวลังกาเอง จึงทูลขอความช่วยเหลือให้พระเจ้า
แผ่นดินช่วยเป็นธุระในเรื่องแสวงหาพระภิกษุมาอุปสมบทให้สามเณรและชาว
ลังกา พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ทรงเป็นธุระในการส่งราชทูตไปสืบหา
พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทในประเทศต่างๆ             แต่การอุปสมบทพิธีก็มา
บรรลุผลสําเร็จในรัชกาลของพระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ทรงส่งราชทูต ให้เดินทาง
ไปขอให้คณะสงฆ์จากสยามประเทศ มาช่วยฟื้นฟูการพระศาสนา ในสมัยกรุง
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   19


ศรีอยุธยา โดยพระเจ้าบรมโกศทรงส่งคณะพระธรรมทูตไทยชุดแรกโดยการนําของพระอุบาลีมหาเถระ มีพระภิกษุ
๑๘ รูป สามเณร ๘ รูป ไปให้การบรรพชาอุปสมบทแก่ชาวลังกาเป็นพระภิกษุสงฆ์ ถึง ๗๐๐ รูป เป็นสามเณร
๓,๐๐๐ รูป และสามเณรสรณังกรก็ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และต่อมาท่านได้รับการแต่ง ตั้งให้เป็นสมเด็จ
พระสังฆราชสรณังกร สังฆราชรูปแรก และรูปสุดท้ายของศรีลังกา
       สมเด็จพระสังฆราชสรณังกรทรงทํางานเผยแผ่พระศาสนาจนมีพระชนมายุได้ ๘๑ พรรษา เป็นธรรมดาของ
สังขารร่างกาย พระองค์ทรงพระประชวร ในขณะที่ประชวรมีพระประสงค์จะสดับพระธรรมเทศนา คณะลูกศิษย์
ได้นิมนต์ให้พระมาเทศน์ ขณะกําลังสดับพระธรรมเทศนาอยู่นั้น พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการสงบ พระเจ้า
แผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ พร้อมทั้งรับสั่งให้สร้างเจดีย์สําหรับ
บรรจุพระอัฐิธาตุซึ่งต่อมาเรียกว่า สรณังกรเจดีย์
       สมเด็จพระสังฆราชสรณังกร จึงถือว่า เป็นแบบอย่างของการทํางานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง การ
ทํางานของท่านมีปัญหาอุปสรรคมากมาย บางครั้งถึงกับต้องขึ้นโรงศาล บางครั้งถูกลอบฆ่าจากคนต่างศาสนา แต่
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ท่านเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ยึดหลักที่พระพุทธเจ้าทรงทําไว้
เป็นแบบอย่างที่ว่า ทรงเอาชนะทุกอย่างด้วยความดี จึงทําให้พระพุทธศาสนาในศรีลังกากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง
         ถ้าผู้อ่านอยากศึกษา เรื่องราวชีวประวัติ โดยละเอียด ของสามเณรสรณังกร สามารถหาอ่านได้จาก หนังสือ
ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ ในลังกาทวีป ของกรมพระยาดํารงราชานุภาพ , พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ของ ชู
ศักดิ์ ทิพย์เกษร และหนังสือสยามวงศ์ในลังกา ของสยาม แสนขัติ เป็นต้น
- ส.ที่ ๘ คือ สยามวงศ์นิกาย
       ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเส มือนผ้าขาวที่ไม่มีรอยด่างดํา เกี่ยวกับ การรบราฆ่าฟัน แต่พระพุทธศาสนา
กลับเป็น ศาสนทูตที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่ างประเทศต่างๆ ในแทบเอเชีย ได้เป็นอย่างดี เมื่อเดินทางไปประเทศ
แห่งใดไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว ศรีลังกา และอินเดีย ทําให้เกิดความปลาบปลื้มใจว่า เราในฐานะชาวพุทธมี
ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัมพันธไมตรีทางพระพุทธศาสนาระหว่าง
ไทยกับศรีลังกาเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้น ในสมัยสุโขทัย ประเทศไทยเป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือด้านพระศาสนาจาก
ลังกา แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยได้นําพระพุทธศาสนากลับไปมอบให้ศรีลังกาดังเดิม
     มีอยู่บางสมัยที่พ ระพุทธศาสนา ในศรีลังกาซบเทราลงไป เพราะถูก ปัญหาทั้งภายนอกทั้งภายในรุมเร้า จน
แทบจะเอาตัวไม่รอด ในสมัยนั้นประเทศศรีลังกาได้ขอความช่วยเหลือจากประเทศไทยทางด้านการพระศาสนา
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   20


ประเทศไทยได้ส่งพระอุบาลีพร้อมทั้งคณะไปฟื้นฟูพระศาสนาที่ลังกา โดยเดินทางไป ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่
สามเณรสรณังกรและชาวลังกาเป็นจํานวนมาก จนทําให้เกิดคณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ขึ้นและดํารงอยู่จนถึงปัจจุบัน
                                 พระอุบาลีมหาเถระพร้อมทั้งคณะถือว่าเป็นพระธรรมทูตชุดแรก (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็
                         เป็นสิ้นค้าOTOP ชั้นเยี่ยม)ที่ไทยส่งออกไปประกาศพระศาสนาในต่างแดน ท่านและคณะ
                         ไม่เพียงแต่ให้การอุปสมบทกุลบุตรชาวสิงหลเท่านั้น แต่ท่านยังได้ฟื้นฟูวินัยนิยมพระบรม
                         พุทธานุญาตให้แก่พระสงฆ์ลังกา ที่ท่านอุปสมบท ให้ ได้เห็นเป็นแบบอย่าง เช่น การ
                         อธิษฐานเข้าพรรษา การปวารณาออกพรรษา การทอดถวายกฐิน อุปสมบทวิธี การแสดง
                         อาบัติ การถวายสังฆทาน การสวดมนต์ การแสดงอาบัติ และอื่นๆ เรียกได้ว่า ท่านเป็น
                         แป้นพิมพ์หรือต้นแบบที่ดีในการประพฤติปฏิบัติ ดังมีกลอนนิรนามว่า
                        การสั่งสอน คนทั้งหลาย ให้มีธรรม
             พูดให้จํา               ทําให้ดู       อยู่ให้เห็น
             การทําดี                ให้เขาดู       นี้จําเป็น
             อยู่ให้เห็น             ว่ามีสุข       ทุกเวลา
                        เพียงการพูด ให้เขาจํา       แต่ทําทราม
             พูดร้อยคํา              มันตกต่ํา      แล้วไร้ค่า
             ทําให้ดู                เพียงครั้งเดียว มีราคา
             จงอุตส่าห์              ทําให้ดู       อยู่ให้เห็น
        พระอุบาลีมหาเถระทํางานเผยแผ่พระศาสนาในลังกาอยู่ไม่กี่ปีก็ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคหูอักเสบ เมื่อพ .ศ.
๒๒๙๙ กษัตริย์ลังกาโปรดให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพของท่านอย่างสมเกียรติ กล่าวได้ว่า ท่านตายในระหว่าง
ปฏิบัติหน้าที่ ถ้าเป็นทหารก็ต้องมีธงชาติคลุมโลงศพ
     กล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลทรงส่งคณะพระอุบาลีไปให้กุลบุตรชาวลังกา
บรรพชาอุปสมบท พร้อมทั้งอบรมด้านวินัยบัญญัติก่อน หลังจากนั้นพระองค์ก็ส่งคณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ มีพระ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   21


วิสุทธาจารย์เป็นหัวหน้า คณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ นี้ เก่งทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน เพราะว่าพระองค์ประสงค์จะ
ให้พระศาสนาในลังกาเจริญทั้งด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ
        คณะของพระวิสุทธาจารย์เดินทางไปก่อนถึงเกาะลังกา เรืออับปาง ทําให้มีพระภิกษุ สามเณร และผู้ติดตาม
บางท่านเสียชีวิต แต่คนที่รอดคืออาศัยเกาะไม้ขึ้นฝั่ง หลังจากขึ้นฝั่งแล้วท่านได้ส่งสาส์นไปถึงพระอุบาลี ครั้นพระอุ
บาลีได้รับจดหมายแล้ว ได้แจ้งให้พระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ทรงทราบ และทรงส่งมหาเสนาบดีนํากําลังพล และสิ่ง
ต่างๆ เป็นต้นว่า จีวร ยารักษาโรค ไปช่วย ทําให้คณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ ปลอดภัย และเดินทางเข้าเมืองหลวงไป
เปลี่ยนให้คณะพระธรรมทูตชุดแรกกลับเมืองไทย การส่งพระธรรมทูตชุดที่ ๒ ไปปฏิบัติศาสนกิจต่อจากชุดแรก
เป็นการทํางานต่อจากที่ชุดแรกได้ทําไว้ ทําให้นิกายสยามวงศ์มั่นคงอยู่ในลังกาตราบเท่าทุกวันนี้


                                                         ภาค ๒
                                                   6 ที(T)ของดีศรีลังกา
       เมื่อเดินทางไปเยือนศรีลังกา แดนพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ถึงจะมีเวลาอยู่ภายในประเทศไม่กี่วัน ได้เรียนรู้
ข้อคิดคติธรรมจากประสบการณ์ตรงที่ควรนํามาปรับใช้ในชีวิตประจําวันแล้ว ได้มองเห็นของดีที่ศรีลังกามี พอ
สรุปลงได้ใน ๖ ที ดังนี้
- T = Tree (Bodhi Tree)
         ทีแรก คือ โบดิ ทรี หรื อกิ่งพระศรีมหา
โพธิ์ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เป็นศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวสิงหล ได้รับการบันทึกว่าเป็นต้ นไม้ที่
มีอายุมากที่สุดในโลก ชาวพุทธนับถือว่าเป็น
ชีวธาตุ คือพระธาตุที่ยังมีชีวิตอยู่ (A living
relic) เมื่อเดินทางไปเยือนตัมพปัณณิทวีป
ผู้เขียนได้มีโอกาสแวะไปชมวัดต่างๆ ภายใน
วัดเหล่านั้นจะมีสิ่งที่สําคัญอยู่ ๒ อย่าง คือ ๑.
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๒.พระพุทธรูป ทําไมต้น
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   22


พระศรีมหาโพธิ์จึง มีความสําคัญต่อชาวสิงหล จึงอ ยากจะนําประวัติคร่าวๆ ของการนํากิ่ง พระศรีมหาโพธิ์มา
ประดิษฐานในประเทศศรีลังกา ดังต่อไปนี้
        ก่อนจะกล่าวถึงการนํากิ่งโพธิ์ พระศรี มหาโพธิ์มาประดิษฐานในประเทศแห่งนี้ จะขอกล่าวถึง ประวัติ
ความสําคัญของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นไม้ ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้ ว่า ทําไม ? ชาวพุทธจึงให้ความเคารพ
เท่ากับพระพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า
        สมัยที่พระพุทธเจ้าประทับ อยู่ที่วัดเชตวันมหาวิหาร เวลาเย็นจะมีชาวเมืองถือดอกไม้ธูปเทียนมาถวาย
สักการะและฟังธรรมเป็นประจํา แต่มีบางคราวที่พระพุทธองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ วัด เสด็จออกไปโปรดเวไนยสัตว์
ที่เมืองอื่น เมื่อชาวเมืองไม่พบพระพุทธองค์ ด้วยความคิดถึง จึงพากันไปหาพระอานนท์และกล่าวว่า อยากให้
พระพุทธเจ้าฝากสิ่งของไว้ให้ดูต่างหน้าเวลาไม่อยู่
      เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับวัด พระอานนท์จึงไปทูลเรื่องนีให้ทรงทราบ ทําให้พระพุทธองค์ตรัสเรื่องเจดีย์ ๔
                                                            ้
ประการว่าสามารถเป็นตัวแทนของพระองค์ได้ คือ
               ๑. ธาตุเจดีย์ คือ อัฐิธาตุจะเกิดมีขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเท่านั้น
               ๒. บริโภคเจดีย์ คือ สิ่งที่พระพุทธองค์เคยใช้สอย เช่น ต้นโพธิ์ตรัสรู้
               ๓. อุทเทสิกเจดีย์ คือ สิ่งที่สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า เช่น พระพุทธรูป เป็นต้น
               ๔. ธรรมเจดีย์ คือ ธรรมะคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
       พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ตอน นี้มีแต่บริ โภคเจดีย์ คือ สิ่งที่พระพุทธ องค์ เคยใช้สอย เท่านั้นที่ใช้เป็นที่ระลึกต่าง
หน้าเวลาคิดถึงกันได้ และทรงแนะนําให้พระอานนท์ไปนํา เมล็ด พระศรีมหาโพธิ์มาปลูกไว้ ที่วัดเชตวันมหาวิหาร
พระอานนท์ได้ขอร้องให้พระมหาโมคคัลลานะไปนําเมล็ดมาจากตําบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบัน คือ พุทธคยา รัฐ
พิหาร)
        พระมหาโมคคัลลานะเหาะไปที่อุรุเวลาเสนานิคม ใช้จีวรช้อนเอาเมล็ดโพธิ์ที่ร่วงหล่นจากต้น ไม่ให้ตกถึง
พื้นแล้วเหาะกลับมาที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร นําเมล็ดโพธิ์มอบให้พระอานนท์ เมื่อถึงเวลาจะปลูก พระอานนท์ก็
พยายามหาคนมาปลูกเมล็ดโพธิ์นี้เพราะมีความสําคัญมาก ไปทูลขอให้พระเจ้าปเสนทิโกศลกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้น
โกศลปลูก พระองค์ก็ไม่รับด้วยเหตุผล ทางการเมืองการปกครอง เพราะถ้าศัตรูรุกราน เห็นว่าเป็นต้นไม้ที่พระเจ้า
แผ่นดินทรงปลูก ก็จักทําลายเสีย จึงไปขอให้ท่านอนาถบิณฑิกะ ผู้สร้างวัด ปลูก ท่านเศรษฐีจึง ตอบรับเป็น คนปลูก
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   23


ให้ ด้วยความเอาใจใส่ ในเรื่องนี้ ต้นโพธิ์นี้ จึงมีชื่อว่า “อานนท์โพธิ์ ” มีความเชื่อว่า ต้นโพธิ์ต้นนี้ยังมีชีวิตอยู่จนถึง
ปัจจุบันที่วัดเชตวันมหาวิหาร
       เล่ามานาน จึงขอกล่าวเรื่องการนํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปประดิษฐานที่ประเทศศรีลังกา โดยพระนางสังฆมิต
ตา พระราชธิดาของพระ เจ้าอโ ศกมหาราช เมื่อ ทรงอุปถัมภ์การทําสังค ายนาครั้งที่ ๓ ปีพ .ศ.๒๓๖ เสร็จแล้ว
พระองค์ก็ทรงส่งพระธรรมทูตออกไปประกาศพระศาสนา ๙ สาย หนึ่งใน ๙ สายนั้น คือ พระธรรมทูตที่เดินทางไป
เผยแผ่ที่ประเทศศรีลังกาโดยมีพระมหินท เถระหรือพระราชโอรสของพระองค์เองเป็นหัวหน้านําไป เมื่อพระมหิ
นทเถระพร้อมคณะไปแล้ว ได้เทศน์โปรดชาวสิงหลจนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีคนออกบวชเป็นพระภิกษุ
มากมาย ทําให้สตรีจํานวนมากเป็นหม้ายและอยากบวชในพระพุทธศาสนาด้วย
         ความทราบถึงพระเจ้าอโศกมหาราชว่ามีคนอยากบวชเป็นภิกษุณี จึงส่งพระสังฆมิตตาเถรีพร้อมด้วยคณะ
ไปศรีลังกา เพื่อให้การอุปสมบทนางขัตติยาทั้งหลาย ในการเสด็จไปของพระนางสังฆมิตตาเถรีในครั้งนั้น พระองค์
ได้นํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ที่ประดิษฐานในกระถางทองคําไปประดิษฐานไว้ที่เมืองอนุราธปุระด้วย
      ในคัมภีรอรรถกถาสมันตปาสาทิกากล่าวถึงการอัญเชิญกิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปเกาะลั งกาว่า ใหญ่โตมโฬ
              ์
หาร จะขอนําข้อความบางตอนมาให้อ่านเพื่อเจริญศรัทธา ดังต่อไปนี้
พระเจ้าอโศกตั้งพระทัยจะส่งต้นมหาโพธิ์ไปเกาะลังกาอยู่ก่อน
        ถามว่า " พระราชาได้ต้นมหาโพธิ์มาจากไหน ? "
        แก้ว่า " ได้ทราบว่า พระราชาทรงมีพระประสงค์จะส่งต้นมหาโพธิ์ไปยังเกาะลังกา เมื่อสุมนสามเณรยังไม่
มา เพื่อต้องการรับเอาพระธาตุ ก่อนแต่พระสังฆมิตตาเถรีจะไปนั้นนั่นแล ก็ทรงพระดําริว่า ' เราจักส่งต้นมหาโพธิ์
ซึ่งไม่ควรจะตัดด้วยศัสตราไปได้อย่างไรหนอแล ' เมื่อไม่เป็นอุบาย จึงตรัสถามอํามาตย์ชื่อมหาเทพ . อํามาตย์นั้น
กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ! มีภิกษุบัณฑิตเป็นอันมาก. " พระราชาทรงสดับคํานั้นแล้ว รับสั่งให้ตระเตรียม
ภัตร เพื่อภิกษุสงฆ์ ในทีสุดภัตกิจได้ตรัสถามพระสงฆ์ว่า " ท่านผู้เจริญ ! ต้นมหาโพธิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
                           ่
ควรไปยังเกาะลังกาหรือไม่หนอ ? " พระสงฆ์มอบให้เป็นภาระของพระโมคคลีบุตรติสสเถระ. พระเถระถวายพระ
พรว่า " ต้นมหาโพธิ์ ควรไปยังเกาะลังกาแท้ มหาบพิตร ! " ดังนี้แล้ว ได้ทูลบอกมหาอธิษฐาน ๕ ข้อ ของพระผู้มี
พระภาคเจ้า.
มหาอธิษฐาน ๕ ข้อของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   24


       มหาอธิษฐาน ๕ ข้อเป็นไฉน ? คือได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรทมบนพระแท่นปรินิพพาน
ได้ทรงอธิษฐานว่า " เพื่อต้องการให้ต้นมหาโพธิ์ประดิษฐานอยู่ในลังกาทวีป พระเจ้าอโศกมห าราชจักเสด็จมารับ
เอาต้นมหาโพธิ์, ในเวลานั้น กิ่งมหาโพธิ์ด้านทิศทักษิณ จงขาดเองทีเดียว แล้วประดิษฐานอยู่ในกระถางทอง. " นี้
เป็นอธิษฐานข้อที่หนึ่ง. ทรงอธิษฐานว่า " ก็ในเวลาประดิษฐานอยู่ในกระถางทองนั้น มหาโพธิ์จงลอยเข้าไปสู่
ห้องหิมวลาหกตั้งอยู่. " นี้เป็นอธิษฐานข้อที่สอง. ทรงอธิษฐานว่า " ในวันคํารบ ๗ ต้นมหาโพธิ์จงลอยลงมาจาก
กลีบหิมวลาหก ตั้งอยู่ในกระถางทอง เปล่งฉัพพรรณรังสีจากใบและผลทั้งหลาย . " นี้เป็นอธิษฐานข้อที่สาม. ทรง
อธิษฐานว่า "พระธาตุรากขวัญเบื้องขวา จงทํายมกปาฏิหาริย์ในวันประดิษฐานอยู่ที่พระเจ ดีย์ในถูปาราม. " นี้เป็น
อธิษฐานข้อที่สี่. ทรงอธิษฐานว่า " พระธาตุของเราประมาณโทณะหนึ่ง ในเกาะลังกานี้แล ในเวลาประดิษฐานอยู่
ในมหาเจดีย์ จงแปลงเพศเป็นพระพุทธเจ้าแล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส ทํายมกปาฏิหาริย์. " นี้เป็นอธิษฐานข้อที่ห้า.
วิสสุกรรมเทพบุตรปลอมตัวเป็นช่างเนรมิตกระถางทอง
         พระราชาทรงสดับมหาอธิษฐาน ๕ ข้อนี้แล้ว มีพระหฤทัยเลื่อมใสรับสั่งให้จัดการชําระหนทาง ตั้งแต่
เมืองปาตลีบุตร(เมืองปัตนะ รัฐพิหาร ในปัจจุบัน )จนถึงต้นมหาโพธิ์แล้ว ให้นําทองคําเป็นอันมากออกมา เพื่อ
ต้องการให้สร้างกระถางทองคํา. ในขณะนั้นนันแล วิสสุกรรมเทพบุตร ทราบพระราชหฤทัยได้นิรมิตเป็น
                                              ่
ช่างทอง ยืนอยู่ตรงพระพักตร์ (ของพระราชา) พระราชาทอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว จึงตรัสว่า " พ่อ เจ้าจงเอาทอง
นี้ไปทํากระถาง. " เขาทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ! ขอพระองค์ทรงบอกขนาดให้ทราบ. " พระราชาตรัสว่า " พ่อ
เจ้านั่นแหละ ทราบและจงทําให้ได้ขนาด. " เขารับว่า " ดีละ สมมติเทพ ! ข้าพระองค์จักกระทํา " จึงถือทองเอา
มือลูบคลํา ด้วยอานุภาพของตน นิรมิตกระถางทอง วัดโดยรอบประมาณ ๙ ศอก สูง ๕ ศอก กว้าง ๓ ศอก
หนา ๘ นิ้ว ขอบปากมีขนาดเท่าโคนงวงช้าง.
พระราชาพร้อมด้วยเสนาเสด็จไปยังต้นมหาโพธิ์
         ครั้งนั้น พระราชา เสด็จออกจากนครปาตลีบุตรด้วยเสนาใหญ่ยาวประมาณ ๗ โยชน์ กว้างประมาณ ๓
โยชน์ พาเอาพระอริยสงฆ์ได้เสด็จไปยังที่ใกล้ต้นมหาโพธิ์ . เสนาล้อมต้นมหาโพธิ์ ซึ่งมีธงชัยและธงแผ่นผ้ายกขึ้น
ไว้แล้ว วิจิต รด้วยรัตนะต่าง ๆ ประดับด้วยเครื่องอลังการมากมาย เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ประโคม
ด้วยเครื่องดุริยางค์หลายหลาก. พระราชานิมนต์เอาพระมหาเถระผู้เป็นคณะปาโมกข์ ประมาณพันรูป แล้วให้
พระราชาผู้ได้รับการอภิเษกทั่วชมพูทวีปจํานวนพันองค์แวดล้อมพระองค์และต้นมหาโพธิ์ ได้ประทับยืนที่โคนต้น
มหาโพธิ์ทอดพระเนตรดูต้นมหาโพธิ์. ส่วนที่เหลือเว้นลําต้นของมหาโพธิ์ และส่วนแห่งกิ่งใหญ่ด้านทิศทักษิณ
ประมาณ ๔ ศอก ไม่ปรากฏให้เห็น พระราชาทรงเห็นปาฏิหาริย์นั้น เกิดพระปีติปราโมทย์ ตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ว่า "
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   25


ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าเห็นปาฏิหาริย์นี้แล้ว ยินดี จะบูชาต้นมหาโพธิ์ ด้วยราชสมบัติในทวีป           " จึงได้ถวายการ
อภิเษก.
พระราชาทรงทาสัตยาธิษฐาน
       ครั้งนั้น พระราชาทรงบูชา(ต้นมหาโพธิ์)ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น กระทําประทักษิณ ๓ ครั้ง ถวาย
บังคมในที่ทั้ง ๘ เสด็จลุกขึ้นแล้วประทับยืนประคองอัญชลี มีพระประสงค์จะเชิญเอาต้นมหาโพธิ์ด้วยการทําคํา
สัตย์ รับสั่งให้ตั้งกระถางทองข้างบนตั่งที่สําเร็จด้วยรัตนะทุกอย่าง ซึ่งตั้งหนุนให้สูงขึ้น ตั้งแต่พื้นดินจนถึงกิ่ง
ด้านขวาของมหาโพธิ์แล้ว เสด็จขึ้นบนรัตนบิฐทรงถือพระสุวรรณตุลิกา ( พู่กันทองคํา ) ทํารอยขีดด้วยมโนสิลา
แล้วได้ทรงทําสัจพจน์กิริยาว่า " ถ้าต้นมหาโพธิ์ควรประดิษฐานอยู่ในเกาะลังกาและหากว่าข้าพเจ้าพึงเป็นผู้หมด
ความสงสัยในพระพุทธศาสนาไซร้, ขอให้ต้นมหาโพธิ์ จงประดิษฐานอยู่ในกระถางทองเสียเองทีเดียว . " พร้อม
กับการทรงทําสัจพจน์ กิ่งโพธิ์ ขาดตรงที่ทรงเอามโนสิลากําหนดหมายไว้ แล้วตั้งอยู่ในเบื้องบนกระถางทอง อัน
เต็มด้วยโคลนผสมด้วยของหอม.
ต้นมหาโพธิ์แตกหน่อออกใหม่
      ในวันที่ ๑๗            ตั้งแต่วันที่ต้นมหาโพธิ์
ประดิษฐานอยู่ในกระถางทอง หน่อใหม่ ๆ แห่งต้น
มหาโพธิ์ก็ได้ปรากฏขึ้น. พระราชาแม้ทอดพระเนตร
เห็นหน่อเหล่านั้นแล้ว ก็ทรงเลื่อมใส เมื่อจะทรงบูชา
ต้นมหาโพธิ์ด้วยราชสมบัติอีก ได้ทรงถวายการ
อภิเษกในสากลชมพูทวีป. สุมนสามเณรไปเพื่อรับ
เอาพระธาตุ ในวันเพ็ญเดือนกัตติกมาส (คือ วันเพ็ญ
เดือน ๑๒) ได้เห็นการบูชาแก่ต้นมหาโพธิ์เป็น
มหรสพเดือนกัตติกมาส.
        พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงหมายถึงต้นโพธิ์ที่นํามาจากมหาโพธิมณฑลแล้วชําไว้ที่นครปาตลีบุตร โดยนัย
ดังกล่าวมานี้ จึงตรัส (กะพระนางสังฆมิตตาเถรี ) ว่า " แม่ ! ถ้าเช่นนั้นของให้ลูกรับเอาต้นมหาโพธิ์ไปด้วยเถิด. "
พระนางสังฆมิตตาเถรีนั้น ทูลรับว่า " สาธุ "
พระเจ้าอโศกทรงตั้งตระกูลต่าง ๆ ไว้เพื่อรักษาต้นมหาโพธิ์
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   26


          พระราชา พระราชทานตระกูลเทวดา ๑๘ ตระกูลอํามาตย์ ๘ ตระกูลพราหมณ์ ๘ ตระกูลกุฎุมพี ๘
ตระกูลเลี้ยงโค ๘ ตระกูลเสือดาว ๘ และตระกูลชาวกาลิงคะ ๘ ไว้เพื่อรักษาต้นมหาโพธิ์, และพระราชทาน
หม้อทอง ๘ หม้อเงิน ๘ ใบ ไว้เพื่อรดน้ํา ( ต้นมหาโพธิ์ ) แล้วทรงให้ยกต้นมหาโพธิ์ขึ้นสู่เรือ พร้อมด้วยบริวาร
นี้ที่แม่น้ําคงคา, ฝ่ายพระองค์เองเสด็จออกจากพระนครข้ามดงชื่อวิชฌาฏวี แล้วเสด็จไปถึงท่าชื่อตามพลิตตี ตลอด
๗ วัน โดยลําดับ . ในระหว่างทาง พวกทวยเทพ นาค และมนุษย์ ได้ พากันบูชาต้นมหาโพธิ์อย่างมโหฬาร ฝ่าย
พระราชา ทรงพักต้นมหาโพธิ์ไว้ที่ริมฝั่งสมุทร ๗ วัน แล้วได้ทรงถวายราชสมบัติอย่างใหญ่ในสากลทวีป คราว
นี้ เป็นการทรงถวายราชสมบัติในชมพูทวีปครั้งที่ ๓ แก่ต้นมหาโพธิ์นั้น
พระเจ้าอโศกทรงลุยน้าส่งต้นมหาโพธิ์ไปเกาะลังกา
       พระเจ้าอโศกธรรมราชา ครั้นทรงบูชา (ต้นมหาโพธิ์) ด้วยราชสมบัติอย่างใหญ่อย่างนั้นแล้ว ในวันปาฏิบท
แรก ( คือแรม ๑ ค่ํา )แห่งเดือนมิคสิรมาส (คือ เดือนอ้าย ) จึงทรงยกต้นมหาโพธิ์ขึ้น เสด็จลุยน้ําไปประมาณเพียง
พระศอ ทรงวางไว้บนเรือ แล้วทรงรับสั่งให้แม้พระนางสังฆมิตตาเถรี พร้อมด้วยบริวารขึ้นเรือ จึงได้ตรัสคํานี้กะ
อริฏฐอํามาตย์ว่า " พ่อ! ข้าพเจ้าบูชาต้นมหาโพธิ์ ด้วยราชสมบัติในสา กลชมพูทวีปถึง ๓ ครั้ง ต้องลุยน้ําไป
ประมาณเพียงคอ ส่ง (ต้นมหาโพธิ์ )ไปให้พระสหายของข้าพเจ้า, แม้พระสหายของข้าพเจ้านั้นก็จงทรงบูชาต้น
มหาโพธิ์เหมือนอย่างนี้แหละ.
        ท้าวเธอครั้นพระราชทานข่าวสาสน์แก่พระสหายอย่างนั้นแล้วทรงคร่ําครวญประคองอัญชลี ประทับยืน
หลั่งพระอัสสุชลอยู่ว่า " ต้นมหาโพธิ์ของพระทศพล ซึ่งฉายช่อพระรัศมี ดุจมีชีวิตอยู่ ไปละหนอ "ดังนี้ นาวาที่ต้น
มหาโพธิ์ขึ้นประดิษฐานอยู่แม้นั้นแล เมื่อมหาชนจ้องมองแลดูอ ยู่ ก็ออกวิ่งไปสู่ท้องทะเลหลวง เหล่าระลอกคลื่น
ในมหาสมุทรสงบเงียบประมาณโยชน์หนึ่งโดยรอบ เหล่าปทุมชาติเบญจพรรรณก็แย้มบาน ฝ่ายพระเจ้าอโศก
มหาราช ทรงระทมทุกข์เพราะวิโยคจากต้นมหาโพธิ์ ทรงคร่ําครวญกันแสง จ้องพระเนตรดู จนสุดทัสนวิสัย แล้ว
ก็เสด็จกลับ
พระเจ้าเทวานัมปิยดิสกรุงลังกาเตรียมต้อนรับต้นมหาโพธิ์
        ฝ่ายพระเจ้าเทวานัมปิยดิสมหาราชแล จําเดิมแต่วั นปาฏิบทแรกแห่งเดือนมิคสิรมาส(คือเดือนอ้าย ) ทรง
รับสั่งให้ชําระตกแต่งมรรคาตั้งแต่ประตูด้านทิศอุดร(แห่งอนุราธบุร) จนถึงท่าชมพูโกลปัฏฏนะตามคําของสุมน
                                                               ี
สามเณร, ในวันที่เสด็จออกจากพระนคร ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ตั้งศาลา อันมีอยู่ที่ฝั่งสมุทรใกล้กับประตูด้านทิศ
อุดรนั่นเองได้ทอดพระเนตรเห็นต้นมหาโพธิ์ ที่กําลังมาอยู่ในมหาสมุทรนั่นแลโดยสมบัตินั้น เพราะอานุภาพของ
พระเถระ ทรงปลื้มพระหฤทัยเสด็จออกไป รับสั่งให้เอาดอกไม้เบญจพรรณโปรยลงตลอดทางทั้งหมด ทรงตั้ง
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   27


เครื่องบูชาดอกไม้อันมีค่าไว้ในระหว่างทางเป็นระยะแล้ว เสด็จไปท่า ชมพูโกลปัฏฏนะโดยวันเดียวเท่านั้นอันพวก
พนักงานตาลาวจรดนตรีทั้งปวงแวดล้อมแล้ว ทรงบูชา (ต้นมหาโพธิ์) อยู่ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายมีดอกไม้ ธูป
และของหอมเป็นต้น เสด็จลุยน้ําไปประมาณเพียงพระศอแล้วทรงรับสั่งว่า " ต้นมหาโพธิ์ของพระทศพล ซึ่งฉาย
ช่อพระรัศมีดุจมีชีวิตอยู่มาแล้วหนอ " มีพระหฤทัยเลื่อมใสแล้ว จึงทรงยกต้นมหาโพธิ์ขึ้นแล้ว วางลงบนพระเศียร
อันเป็นอวัยวะสูงสุด พร้อมด้วยเหล่าตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยชาติ ๑๖ ตระกูล ผู้แวดล้อมต้นมหาโพธิ์ เสด็จขึ้นจาก
สมุทร แล้วทรงพักต้นมหาโพธิ์ไว้ที่ริมฝั่งมหาสมุทร ทรงบูชา ด้วยราชสมบัติในเกาะตัมพปัณณิทวีปทั้งหมดสิ้น ๗
วัน. ท้าวเธอทรงให้ตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยชาติ ๑๖ ตระกูลสําเร็จราชการแทน. ภายหลังต่อมาในวันที่ ๔ ท้าวเธอ
ทรงรับเอาต้นมหาโพธิ์แล้ว ทรงทําการบูชาอยู่อย่างโอฬาร เสด็จถึงกรุงอนุราธบุรีโดยลําดับ .
        เมื่อต้นมหาโพธิ์ อันเป็นธงชัยแห่งพระสัทธรรมของพระทศพลประดิษฐานอยู่แล้ว เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความสุข แก่ชนชาวเกาะโดยรอบ ด้วยการสืบต่อลําดับแห่งลูกหลานอย่างนี้แล้ว พระนางอนุฬาเทวี พร้อมกับ
มาตุคามพันหนึ่ง คือ หญิงสาว( ผู้เป็นบาทบริจาริกาของตน ) ๕๐๐ คน และหญิงชาววังอีก ๕๐๐ คน ผนวชใน
สํานักของพระนางสังฆมิตตาเถรี ไม่นานนักพร้อมด้วยบริวารก็ดํารงอยู่ในความเป็นพระอรหันต์ . ฝ่ายพระราช
ภาคิไนยชื่ออริกฐะแล พร้อมกับบุรุษ ๕๐๐ คน บวชในสํานักของพระเถระพร้อมด้วยบริวาร ได้ดํารงอยู่ในความ
เป็นพระอรหันต์ ต่อกาลไม่นานเช่นเดียวกัน.
- T= Tooth(The Buddha Tooth)
                      อันโคควาย      ตายเล่า       เหลือเขาหนัง
              ช้างตายยัง             เหลืองา       เป็นศักดิ์ศรี
              คนเราตาย               เหลือไว้      แต่ชั่วดี
              บรรดามี                ประดับไว้     ในโลกาฯ
         ของดีของศรีลังกาอีกอย่างหนึ่งนอกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ พระธาตุเขี้ยวแก้ว
ของพระพุทธเจ้า เคยเดินทางไปกราบไหว้ศพครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บางวัดลูกศิษย์ก็จะพยายามเก็บศพ
เอาไว้ไม่เผา ถึงแม้เผาแล้วก็ยัง เก็บกระดูก ไว้ ให้คนบูชา บางครั้ง ขนาดทะเลาะกัน แย่งกระดูกของท่าน เพื่อเก็บ ไว้
บูชา นี้แหละหนาที่เขาบอกว่า คนดีใครๆ ก็ต้องการ ไม่ว่าจะตอนมีชีวิตอยู่ หรือตายไปแล้ว คนก็ไม่รังเกียจ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   28


                                               พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่มนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก
                                       ต้องการ ในมหาปรินิพพานสูตรบางตอนกล่าวไว้ว่า หลังจากทําพิธี ถวาย
                                       พระเพลิงพระบรมศพแล้ว เมืองต่างๆ ต้องการจะได้อัฐิธาตุ                  ของ
                                       พระพุทธเจ้าไว้บูชา ต่างส่งสาส์นมาขอส่วนแบ่ง แต่เมื่อตกลงไม่ได้ก็จะทํา
                                       การยุทธกัน โชคดีว่าได้โทณพราหมณ์มาช่วยไกล่เกลี่ยทําให้สามารถแบ่ง
                                       พระอัฐิธาตุได้ พระธาตุเขี้ยวแก้วที่ เมืองแคนดี้นั้นมีความสําคัญยิ่งต่อชาว
                                       ศรีลังกา       มีความเชื่อว่าเจ้าชายองค์ใดได้ครอบครองพระธาตุเขี้ยวแก้ว
                                       เจ้าชายองค์นั้นจะได้เป็นกษัตริย์ลังกาโดยสมบูรณ์ อยากจะนําประวัติการ
                                       นําพระธาตุเขี้ยวแก้วจากแคว้นกาลิงคะ อินเดีย ไปเกาะลังกา มากล่าวให้ฟัง
                                       โดยย่อ ดังต่อไปนี้
                                                  พระธาตุเขี้ยวแก้ว คือ ส่วนที่เป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้ามีทั้งหมด
๔ องค์ คือ องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่พระจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่นาคพิภพ
องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่แค้วนคันธาระ และอีกองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่แคว้นกาลิงคะ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ของประเทศอินเดีย ฉะนั้น ในโลกมนุษย์เราจึงมีพระธาตุเขี้ยวแ ก้วเหลืออยู่เพียง ๒ องค์ องค์ที่เคยอยู่แคว้นคันธาระ
ปัจจุบันอยู่ที่วัดหลิงกวง เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ส่วนอีกองค์ที่เคยอยู่แคว้นกาลิงคะปัจจุบันอยู่ที่วัดพระธาตุเขี้ยว
แก้ว เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา
         มีประวัติเกี่ยวกับพระธาตุเขี้ยวแก้วในคัมภีร์ดาลดาวงศ์ของศรีลังกาว่า ในสมัยของพระเจ้า คุหสีวะ แคว้น
กาลิงคะ เกิดศึกสงครามขึ้น พระเจ้าคุหสีวะก่อนจะออกรบได้ตรัสสั่งพระนางเหมมาลาพระราชธิดาว่า ถ้าพระองค์
สวรรคตในสนามรบให้นําพระธาตุเขี้ยวแก้วไปเกาะลังกา เป็นจริงดังว่าพระองค์สวรรคตในสนามรบ พระราชธิดา
ของพระองค์พร้อมด้วยพระสวามีได้อัญเชิญพระธาตุเขี้ยวแก้วลงเรือ และเดินทางไปถึงเมืองอนุราธบุรีในสมัยพระ
เจ้ากีรติศิริเมฆวรรณครองราชย์ในพ.ศ.๘๔๕
       กษัตริย์ศรีลังการักเคารพพระธาตุเขี้ยวแก้วมาก เปรียบด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เมื่อย้ายเมืองหลวงไปที่ใดก็
จะอัญเชิญพระธาตุเขี้ยวแก้วไปประดิษฐานไว้ที่นั้นด้วย เพราะมีความเชื่อว่า พระธาตุฯ จะดลบันดาลให้บ้านเมือง
อุดมสมบูรณ์ ร่มเย็นเป็นสุข ต่อมาชาวพุทธศรีลังกาได้สร้างวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้ (สถานที่ประดิษฐาน
พระธาตุเขี้ยวแก้วปัจจุบัน) และตั้งคณะกรรมการรักษาพระธาตุเขี้ยวแก้วขึ้นดูแลรักษาอย่างดี
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   29


        คณะผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าไปไหว้ผอบที่บรรจุพระธาตุเขี้ยวแก้วเหมือนกัน ซึ่งได้เห็นเพียงผอบทองคําและ
พวกสร้อยทอง เครื่องประดับที่บุคคลผู้ศรัทธาถอดถวายบูชาพระธาตุฯ ซึ่งวันนั้นในคณะของพวกเราก็มีญาติโยมผู้
มีจิตศรัทธาถอดแหวนถวายพระธาตุฯ ด้วยเหมือนกัน
- T= Tea มีชารสเลิศ
         ประเทศศรีลังกาเป็นเกาะที่มีสภาพภูมิประเทศที่
สวยงาม บางพื้นที่เป็นภูเขาเหมาะแก่การปลูกพืชบนเขา
ผู้เขียนกําลังจะกล่าวถึงการปลูกชา ซึ่งชาซีลอนถือว่า
เป็นแบรนด์เนมที่ติดตลาด และเป็นสิ้นค้าส่งออกชั้น
เยียม เช่น เมืองนูวารา เอลลิย่า (NUWARA - ELIYA )
ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไร่ชา
      ผู้นําคณะจัดโปรแกรมธรรมสัญจรสู่แดน
พระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ออกเป็น ๒ ช่วง หรือ ๒ ส.
คือ
                                                               ๑.แสวงบุญ คือ เดินทางไปนมัสการพุทธสถานที่
                                                        สําคัญตามเมืองต่างๆ
                                                              ๒. เสวยบุญ คือ หลังจากทําบุญแล้ว มีบุญ ก็ไป
                                                        เสวยผลบุญ ด้วยการเดินทางไปชมทัศนียภาพอันสวยงาม
                                                        ของศรีลังกา เช่น ไร่ชา และรัตนชาติ เป็นต้น
                                                          พวกเรานั่งรถลัดเลาะไปตามริมเขา ที่สองข้างทาง
                                                   เต็มไปด้วยไร่ชาอันสวยงาม ได้แวะเยี่ยมชมไร่ชา และ
ขบวนการผลิตชา ตั้งแต่เก็บจนกระทั่งบรรจุหืบห่อ พร้อมส่งขาย หลังอาหารมื้อเที่ยงแล้ว มีที่ให้นั่งลองจิบน้ําชาว่า
ชอบแบบไหนชนิดใด และที่ให้จับจ่ายซื้อหาชาไปฝากญาติมิตรคนสนิท คณะของพวกเราก็ไม่ลืมที่จะซื้อหาไป
ฝากครูบาอาจารย์ และญาติๆ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   30


- T = Tradition มีประเพณีวัฒนธรรมที่งดงาม
         ประเทศศรีลังกาเป็นประเทศที่ร่ํารวยประเพณี
วัฒนธรรมซึ่งอยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนาและ
ศาสนาฮินดู เช่น พิธการแห่พระธาตุเขี้ยวแก้วที่
                           ี
เรียกว่า เปราเฮรา(Perahera)ซึ่งปีหนึ่งจัดเพียงครั้งเดียว
ในช่วงเข้าพรรษา จัดประมาณ ๑๕ วัน, พิธีการแห่ดุรุ
ตุ เป็นพิธีฉลองการเสด็จประพาสลังกาของ
พระพุทธเจ้า จัดขึ้นในเดือนยี่ , งานฉลองวิสาขบูชา
เป็นงานฉลองที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศอื่นๆ มีการประดับไฟและเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และในประเพณีนี้มีการ
ส่งส.ค.ส.ให้กันด้วย ชาวศรีลังกาจะไม่นิยมส่งส .ค.ส.ในเทศกาลอื่นเหมือนประเทศทั่วโลก, พิธีแห่งโปโสนในวัน
เพ็ญเดือน ๗ จัดเพื่อฉลองการเสด็จมาลังกาของพระมหินทเถระพร้อมบริวาร เป็นต้น
        วัฒนธรรมอีกอย่างหนึง คือ ระบําของชาวศรีลังกาที่มีเอกลักษณ์การแต่งการร่ายรําที่โดดเด่นเฉพาะตัว
                           ่
สามารถแบ่งออกเป็น ๓ แบบ คือ ระบํากัน ด์ยัน(Kandyan Dancing)เป็นระบําประจําชาติ เป็นการเลียนแบบการร่าย
รําของช้าง นกยูง และเป็นการเล่าเรื่องราวของมหากาพย์รามเกียรติ์ , ระบําทางใต้ของประเทศ(Low country dance)
มีเอกลักษณ์คือสวมหน้ากากคล้ายผีตาโขนบ้านเรา, ระบําสะบารกามุวะ(Sabaragamuwa Dances) เป็นระบําถวาย
เทพเจ้าสะมัน(God Saman) ของชาวพื้นเมือง
- T = Tourism การท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่
ประเทศศรีลังกาถือกันว่าเป็นไข่มุกแห่งคาบสมุทรอินเดีย เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายบรรยากาศ เป็นเกาะ
ที่มีทะเลล้อมรอบ บางเมืองเป็นพื้นราบ บางเมืองเป็นภูเขา ผู้เขียนขอแนะนําสถานที่ที่ชาวพุทธนิยมไปนมัสการ
ดังต่อไปนี้
๑. เมืองอนุราธปุระ (ANURADHAPURA)เป็นเมืองหลวงเก่าแห่ง
แรก มีสิ่งที่ควรชม คือ ๑.ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกที่นํามาจาก
อินเดียโดยภิกษุณีสังฆมิตตา ๒.โลหะปราสาทหลังที่ ๒ ในโลกที่
พระพุทธโฆษาจารย์เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรค(หลังแรกนางวิสาขา
สร้างถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ที่วัดบุพพาราม) ๓. พระมหา
เจดีย์สุวรรณมาลิกที่พระเจ้าทุฎฐคามินีสร้างถวายสงฆ์
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   31




๒. โปโลนนารุวะ (Polonanruwa)
                                            เมืองโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่ ๒ ของศรีลังกา มีสิ่งที่น่า
                                            ชม ดังนี้ คือ ๑.วัดกัลวิหาร(Gal
                                            Vihara)ที่มพระพุทธรูปสลักจากหินผาน่าอัศจรรย์ ๒.
                                                       ี
                                            พระไตรปิฎกฉบับหินผา ๓. พระราชวังพระ
                                            เจ้าปรักมพาหุมหาราชผู้อุปถัมภ์การทําสังคายนา ๔.วัฏฏาตเก
                                            องค์สถูปที่เคยประดิษฐานพระธาตุ
เขี้ยวแก้ว ๕. ตึกรัฐสภาของพระเจ้าปรักรมพาหุมหาราช ๖.อัฒจันทร์ศิลา(Moonstone)พรมเช็ดเท้า
ก่อนเข้าวิหาร และเป็นปริศนาธรรมอันลึกซึ้ง
                                             ๓. ถ้าพระดัมบูลล่า (Dambulla)
                                             วิหารถ้ําวัดดัมบูลล่า มีทั้งหมด ๕ ถ้ํา มีพระพุทธรูปมากมายกว่า
                                             ๑๕๐ องค์ ภาพเขียนจิตรกรรม
                                             ฝาผนังที่สวยงาม มีองค์เจดีย์ในถ้ําที่เก็บสมบัติพระราชา        และ
                                             พระพุทธรูปหล่อทองเหลืองที่ใหญ่
                                             ที่สุดในเกาะลังกา ประดิษฐานอยู่หน้าวัดทางขึ้นไปชมถ้ํา
๔.ภูเขาสิกิริยา (Sigiriya)
เขาสิกริยา เมืองปราการบนยอดเขาของพระเจ้ากัสยปะ พยายามชลอสรรค์ลงมาสู่พื้นพิภพ หรือ
พระราชวังลอยฟ้าน่าอัศจรรย์ และภาพเขียนสีปูนเปียกนางอัปสรบนหน้าผาสูงชัน อายุพันกว่าปี สี
ยังสดใสงดงามราวกับจําลองนางสวรรค์บนพื้นพิภพ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   32


๕.เมืองแคนดี้(Kandy)
เมืองแคนดี้เดินทางไปเฝ้าพระสังฆนายกนิกายมัลลวัตตะ
                   (สยามนิกาย) ไปที่วัดดาลตามาลิกาวา เข้า
นมัสการพระธาตุเขี้ยวแก้ว ทิวทัศน์บนยอดเขามองลงมาเห็น
                   ทะเลสาบที่ทอดยาวกว้างใหญ่ ขุดโดย
น้ํามือของมนุษย์   และวัดอัสคิริยา ที่พระอุบาลีจากกรุงศรี
                   อยุธยาเคยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชชาวสิงหล
จนเกิดนิกายสยามวงศ์มาจนทุกวันนี้


๖.ไร่ชาสวย- นูวารา เอลลิย่า (NUWARA - ELIYA )
เมืองนูวารา เอลลิย่า เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมไร่ชา
(The heart of the tea industry) ชมไร่ชาสวย น้ําตกใส
ภูเขาสูง ดื่มด่ํากับธรรมชาติที่งดงาม จนได้ขนานนามว่า
มรกตแห่งเอเชีย เยี่ยมโรงงานใบชาที่มีชื่อเสียง ชิมชา
รสเลิศในโรงงานผลิตชาศรีลังกาที่มีชื่อเสียงก้องโลก
อิ่มเอมกับบรรยากาศอันสดชื่น ชมน้ําตกสูงที่ไหล
ตลอดปี งดงามเขียวชอุ่มด้วยไร่ชาบนยอดเขาสูงจากระดับน้ําทะเล ๖,๑๘๒ ฟิต เป็นที่พักตากอากาศอันสวยงาม
และมีชื่อเสียงที่สุดในเอเชีย
๗.โคลัมโบ (COLOMBO)
เมืองหลวงโคลัมโบ ชมวัดกัลยานี ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ ชมภาพ
                 จิตรกรรมฝาผนังที่งดงามเล่าเรื่องราว
พุทธประวัติและประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในศรีลังกา และ
                 ชมวัดคงคารามที่งดงามด้านศิลปะ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   33


เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์แห่งแรกของศรีลังกา
- T = True man วีรบุรุษศรีลังกาผู้มีอุปการะคุณต่อพระพุทธศาสนา
        พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติของศรีลังกา ประชากรส่วนมากของประเทศเป็นพุทธศาสนิกชน
ประเทศแห่งนี้เคยมีกระทรวงพระพุทธศาสนา ต่อมาศาสนาอื่นๆ ก็อยากมีกระทรวงศาสนาของตนเองบ้าง ทําให้
รัฐบาลยุติปัญหาด้วยการยุบเป็นกระทรวงศาสนาอย่างเดียว ในที(T)สุดท้ายนี้ ผู้เขียนอยากขอกล่าวถึงวีรบุรุษ ใจ
เพชรผู้ทํางานเพื่อประโยชน์และความสุขของชาวสิงหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวพุทธเรา จะข อกล่าวถึงบุคคลที่มี
ผลงานโดดเด่นเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชน เพื่อเป็นทิฎฐานุคติในการประพฤติปฏิบัติตาม นี้คือบุคคลเหล่านั้น
-          พระมหินทเถระ และพระนางสังฆมิตตา ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้า
อโศกมหาราช เมื่อพระเจ้าอโศกทรงสร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลังถวายเป็นพุทธบูชา ทรงตรัสถามพระโมคคัลลีบุตร
ติสสเถระว่า พระองค์ทําขนาดนี้ถือว่าเป็นญาติของพระศาสนาหรือยัง ? พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระทูลตอบว่า ยัง
ไม่ชื่อว่าเป็นญาติพระศาสนาตราบใดที่ยังไม่มีพระราชโอรส-ธิดาบวชในพระพุทธศาสนา พระเจ้าอโศกทรง
อนุญาตให้พระราชโอรส-ธิดาออกผนวช หลังจากผนวชแล้ว ทั้งสองพระองค์ได้บรรลุพระอรหันต์ และเป็นกําลัง
สําคัญในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกา ชาวศรีลังกาทุกปีจะมีขบวนแห่เพื่อยกย่องคุณงามความดีของ
พระมหินทเถระและพระนางสังฆมิตตาเถรี
-        พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามุฏสิวะ ทรงเป็นพระสหายสนิทกับพระเจ้าอโศก
มหาราช แต่ ไม่เคยพบกันเลย เมื่อพระมหินทเถระเดินทางไปประกาศพระศาสนาในเกาะลังกา พระเจ้าเทวานัมปิย
ติสสะทรงอุปถัมภ์และเป็นกําลังสําคัญในการประดิษฐานพระศาสนาในลังกา พร้อมทั้ง สร้างวัดมหาวิหารและวัด
อื่นๆ ถวายพระสงฆ์
        - พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระมหาเถระชาว
อินเดีย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ใกล้สถานที่ตรัสรู้ของ
พระพุทธเจ้า ชอบเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อโต้วาที
กับนักปราชญ์ และท่านก็ได้รับชัยชนะตลอดในการปะวา
ทะ แต่มาปราชัยในการโต้คารมกับพระเรวตเถระ จึงยอม
ออกบวชเป็นลูกศิษย์เพื่อเรียนพุทธมนต์ เมื่อบวชแล้ว
ศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน ภายหลังพระเรวตเถระ
กล่าวกับท่านว่า ในอินเดียมีพระไตรปิฎกบาลี ยังไม่มี
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   34


อรรถกถาบาลี แต่คัมภีร์อรรถกถาอยู่ที่เกาะลังกา ท่านจึงเดินทางไปลังกา ตามคําแนะนําของพระอาจารย์ ไปถึงแล้ว
ได้แสดงความสามารถให้พระเถระสํานักมหาวิหารเห็นด้วยการแต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคอธิบายหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา จนพระเถระสํานักมหาวิหารยอมรับและมอบคัมภีร์อรรถกถาให้ท่าน
ปริวรรตจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลี คณะผู้เขียนมีโอกาสได้ไปนมัสการวัดอาโลกวิหารที่ท่านใช้เป็นที่ปริวรรต
อรรกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลีอีกด้วย ซึ่งพระเดชพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์พร้อมคณะได้สร้าง
รูปจําลองพระพุทธโฆษาจารย์ถวายไว้ที่วัดนั้นให้คนได้เคารพบูชากราบไหว้
         สมัยผู้เขียนเรียนระดับปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยมคธ พักที่วัดไทยพุทธคยา เวลาเดินทางไปนมัสการพระ
เจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ไม่ลืมที่จะนําดอกไม้ไปนมัสการสถูปที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่าบรรจุอัฐิธาตุ
ของพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ สําหรับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว
ถ้าใครไม่เคยศึกษาคัมภีร์วิสุทธิมรรคมีคํากล่าวว่าไม่สามารถเป็นนักปราชญ์ได้
        - พระอุบาลีมหาเถระ เป็นพระธรรมทูตไทยที่ควรยึดไว้เป็นแบบอย่างในการเผยแผ่ศาสนาได้เดินทางไป
ประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกา ด้วยการวางระเบียบปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์องค์สามเณรและพุทธศาสนิกชน
ให้เรียบร้อยงดงาม เป็นที่ เคารพนับถือของชาวศรีลังกามาก จนพากันเรียกคณะสงฆ์ที่ท่านนําไปว่า สยามวงศ์นิกาย
บ้าง อุบาลีวงศ์บ้าง สยาโมบาลีวงศ์บ้าง
       - สมเด็จพระสังฆราชสรณังกร ท่านเกิดมาเพื่อกอบกู้พระพุทธศาสนาโดยแท้จริง ด้วยความเสียสละ อดทน
และเอาใจใส่ในการเผยแผ่พระธรรมของท่าน จนพระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ ทรงเลื่อมใส เมื่อสบโอกาสสามเณรสรณัง
กรจึงทูลขอให้พระองค์ส่งสาส์นไปขอพระภิกษุจากกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าบรมโกศให้มาบรรพชาอุปสมบท
กุลบุตรชาวลังกา ภายหลังเมื่อบวชเป็นภิกษุแล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกและองค์สุดท้าย
ของลังกา
 -           อนาคาริก ธรรมปาละ               เป็นชาวลังกาผู้อุทิศชีวิตเพื่องาน
พระพุทธศาสนาในแดนพุทธภูมิ อินเดีย ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน
หนังสือประทีปแห่งเอเชีย(The Light of Asia) ของเซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ จึง
เดินทางไปนมัสการสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ไปเห็นซากปรักหักพัง
ของเจดีย์โดยไม่ได้รับการเอาใจใส่ เกิดความสังเวชจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า จะขอ
ฟื้นฟูพุทธสถานในอินเดีย ท่านได้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้น เพื่อทํางาน เผยแผ่
พระศาสนา เดินทางไปบรรยายทั่วโลก เพื่อเรียกร้องให้ชาวพุทธมีสิทธิ์ในพุทธ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   35


สถาน
 -      พันเอกเฮนรี สตีล ออลค๊อต(Colonel Henry Steel Olcott) เป็นคนอเมริกันที่หันมา
นับถือพระพุทธศาสนาและมีบทบาทสําคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ก่อตั้ง
สมาคมพุทธญาณ(Buddhist Theosophical Society)เพื่อช่วยเรื่องการศึกษาแก่ชาวพุทธ และ
เปิดสอนโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นต้น


                                               ภาคผนวก
ปกิณณกะศรีลังกา


ที่ตั้ง เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากตอนใต้ของอินเดียประมาณ 80 กิโลเมตร
พื้นที่ 65,610 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงโคลัมโบ (Colombo)
เมืองสาคัญ เมืองแคนดี้(Kandy) เป็นเมืองหลวงเก่าและศูนย์กลางทางพุทธศาสนาตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ
ภูมิอากาศ มีอากาศแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกในช่วงฤดูมรสุม
เวลา เวลาเร็วกว่ามาตรฐานกรีนิช ๕ ชั่วโมง(ช้ากว่าประเทศไทย ๑ ชั่วโมง)
ประชากร 19.4 ล้านคน (2551) ประกอบด้วยชาวสิงหล ร้อยละ 74 ชาวทมิฬ ร้อยละ 18 ประชากรมุสลิม (แขกมัวร์
และชาวมาเลย์) ร้อยละ และอื่น ๆ ร้อยละ 1
ภาษา ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการและภาษาประจําชาติ ร้อยล(74) ภาษาทมิฬเป็นภาษาราชการเช่นกัน ร้อยละ(
18) ภาษาอังกฤษใช้ติดต่อสื่อสารทั่วไปในภาครัฐ และประชากรประมาณร้อยละ 10 สามารถสื่อสารด้วย
ภาษาอังกฤษ
ศาสนา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ร้อยละ 70 (มีนิกาย ๓ นิกายใหญ่ คือ สยามนิกาย, อมรปุรนิกาย และ รามัญนิกาย
วัดประมาณ ๙,๐๐๐ วัด พระสงฆ์ประมาณ ๒๖,๐๐๐ รูป) ศาสนาฮินดู ร้อยละ 15 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 8 และ
ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 7
ระบบการปกครอง ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐภายใต้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็น
ประมุขของรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร (Head of State and Head of Government) และดํารงตําแหน่งสูงสุดของ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   36


กองทัพ ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตําแหน่ง คราวละ 6 ปี และดํารงตําแหน่งได้
ไม่เกิน 2 สมัย ประธานาธิบดีคน ปัจจุบัน คือ นายมาฮินดา ราชปักษา (Mahinda Rajapaksa) ซึ่งเข้ารับตําแหน่งเมื่อ
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2548
วันชาติ 4 กุมภาพันธ์ )วันประกาศเอกราช( ได้รับเอกราชคืนจากอังกฤษในปี พ.ศ.๒๔๙๑
สินค้าส่งออก ใบชา ข้าว ยางพารา มะพร้าว อบเชย
นางสิริมาโว บันดารานัยเก(Sirimavo Bandaranaike) นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศและโลก
นางจันทริกา บันดารานัยเก กุมารตุงคะ(Chandrika Bandaranaike Kumaratunga) ประธานาธิบดีคนแรกของ
ประเทศและโลก
วันหยุดราชการ วันพระ หรือวันธรรมสวนะ เพราะเป็นเมืองพุทธ และชาวพุทธศรีลังกาถืออุโบสถศีล




                                         หนังสือประกอบการเขียน
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม                 พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)
เยือนสยามนิกายในศรีลังกา                          พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต)
ประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้                   พระเทพโพธิวิเทศ(ทองยอด ภูริปาโล)
ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ณ ประเทศศรีลังกา            พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี
ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป               กรมพระยาดํารงราชานุภาพ
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   37


พุทธศาสนาในศรีลังกา                             ชูศักดิ์ ทิพย์เกษร
สยามวงศ์ในลังกา                                 สยาม แสนขัติ
Sri Lanka                                       Rohan Gunaratna




เกี่ยวกับ ปิยเมธี

เกิดเมื่อวันที่ .ศ. ปี ต่อมาในปี พ 12 อุดธานี และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ.จ 2520 ตุลาคม 232543 สําเร็จ
การศึกษาขั้นสูงสุดในด้านบาลีศึกษาของประเทศไทย คือสอบได้เปรียญธรรมประโยค                ประโยค ขณะเป็น 9
สามเณรและได้รับการอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม              ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ในฐานะนาคหลวง

ปีพ.ศ.2545 ได้เดินทางไปศึกษา ประเทศอินเดีย หลังจาก จบการศึกษาแล้วได้ช่วยงานพระธรรมทูตสายประเทศ
อินเดีย-เนปาลอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะ เข้าอบรมโครงการพระธรรมทูตสายต่างประเทศของที่มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย

ปีพ.ศ.2550 ได้เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ณ วัดป่าสันติ ธรรม มลรัฐเวอร์จิเนีย
ประเทศสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน
ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา   38

ลังกากถา โดย ปิยเมธี

  • 1.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 1 ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิด ของดีศรีลังกา
  • 2.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 2 ที่ปรึกษา : พระเทพโพธิวิเทศ พระเทพกิตติโสภณ พระเทพกิตติโมลี พระวิเทศธรรมรังษี พระสุนทรพุทธิวิเทศ พระวิเทศธรรมกวี พระครูวิสิฐธรรมรส พระครูวินัยธรดร.สมุทร ถาวรธมฺโม พระครูสังฆรักษ์อําพล สุธีโร พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี พระมหาอุดม ปภงฺกโร พระอาจารย์น้าว นนฺทิโย พระมหาเอกชัย สญฺญโต พระมหามนตรี คุตฺตธมฺโม พระวิญญู สิรญาโณ ดร.อมร แสงมณี ดร.เสาวคนธ์ จันทร์ผ่องศรี ภาพโดย : พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี พระมหาทํานอง แสงชมพู พระมหาอเนก อเนกาสี พระมหาปิยะ อุตฺตมปญฺโญ พิสูจน์อักษร : พระมหาสัญชัย ชยสิทฺธิโก ป.ธ.๙ พระมหาสินชัย สิริธมฺโม ป.ธ.๗ พระบัญชาสิทธิ์ ชุตินฺธโร ปก/รูปเล่ม : นิรันดร รันระนา
  • 3.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 3 คานา “เกาะลังกานี้เป็นของพระพุทธเจ้าเอง เป็นเสมือนคลังเต็มไปด้วยแก้ว ๓ ประการ ดังนั้น ความเป็นอยู่ของ พวกมิจฉาทิฐิจะไม่ถาวรไปได้เลย เหมือนการอยู่ของพวกยักษ์ในสมัยโบราณไม่ถาวร ฉะนั้น ” หนังสือปูชาวลี ผู้เขียนมีความประทับใจในผู้คนและประเทศศรีลังกามากจากการได้พบปะพูดคุยในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และสหรัฐอเมริกา ชาวศรีลังกามี ความอ่อนน้อมถ่อมตน และมีอัธยาศัยดียิ้มแย้มแจ่มใส ประกอบกับเคยศึกษาประวัติของท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ ผู้อุทิศชีวิตเพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสน า ความ ประทับใจจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เหตุนี้จึงปรารภอยู่ในใจว่า ถ้าเวลาและโอกาสอํานวยจะเดินทางไปศรีลังกา ปีพ.ศ.๒๕๕๔ มีการจัดประชุมสัมมนาพระธรรมทูตสายต่างประเทศทั่วโลก ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล พระ ธรรมทูตสายต่างประเทศจากทวีปต่างๆ เดินทางมาร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “มีพระคุณเจ้าและญาติธรรมอยากจะไปนมัสการพุทธสถาน ในศรีลังกา และท่านจะนําคณะไปนมัสการพุทธสถานในลังกา มีความสนใจอยากไปด้วยไหม ” เนื่องจากจะต้อง เดินทางกลับประเทศไทยในระยะเวลานั้นอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเลสงสัย เมื่อเดินทางไปศรีลังกาได้สัมผัสบรรยากาศ สถานที่ และผู้คน ยิ่งเพิ่มคว ามประทับใจ ได้ข้อคิด และ มองเห็นของดีที่ชาวศรีลังกามี คิดว่าน่าจะนําสิ่งที่ได้พบจากประสบการณ์ตรงและการศึกษาของตนเอง มา แลกเปลี่ยนกันบ้าง เพื่อเป็นคติข้อคิดให้ท่านทั้งหลายที่มีความสนใจในประเทศแห่งนี้ได้ เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เขียน ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ บุคคล สถานที่ และประเทศ เพราะมีผู้รอบรู้หลายท่านเขียนไว้ แล้ว ซึ่งหาอ่านได้ทั่วไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้อ่านจะได้ข้อคิด คติเตือนใจเสมือนลังกาเป็นบทเรียนเล่ม ใหญ่ให้เราสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้ในฐานะพุทธศาสนิกชนเช่นเดียวกัน ด้วยความปรารถนาดี ปิยเมธี
  • 4.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 4 เกริ่นนา ขอกล่าวคําทักทายที่ชาวสิงหลพูดเวลาพบกันว่า อายุบวร แปลว่า ขอให้อายุยืนยาว ก่อนจะกล่าวถึงข้อคิด และของดีศรีลังกา อยากจะ นําประวัติและความเป็นมาของดินแดนของคนฝ่ามือแดงมาเล่าสู่กันฟังให้ทราบพอ สังเขปว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทําไม ทําไม ? ถึงเรียกประเทศแห่งนี้ว่า ศรีลังกา ใครเป็นบรรพบุรุษของชาวสิงหล ? ตลอดถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ควรทราบเกี่ยวกับชาวศรีลังกา ฉะนั้น เราอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ไปศึกษาด้วยกันเลย ดีกว่า ประเทศหลากนาม สมัยเป็นนักเรียนภาษาบาลีศึกษาวิธีแต่งฉันท์เห็นคําว่า ประเทศซีลอน ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่รู้ว่า เป็นประเทศอะไร อยู่ที่ไหน พอรู้ตอนหลังว่า ศรีลังกา กับ ซีลอน เป็นประเทศเดียวกันจึงถึงบางอ้ อ ชาวพุทธที่ ศึกษาพระพุทธศาสนาคงเคยได้ยินคําว่า นิกายลังกาวงศ์ คือพร ะพุทธศาสนาที่ไทยรับเอาจากศรีลังกาในสมัย สุโขทัย มาดูกันว่าศรีลังกามีกี่นาม ชาวไทยส่วนมากเรียกประเทศนี้ว่า “ ลังกา” แปลว่า เกาะ ส่วนนักศึกษาภาษาบาลี และตัวผู้เขียนเองรู้จักใน นาม “ ตัมพะปัณณิทวีป” แปลว่า เกาะของคนมีฝ่ามือแดง ก็ยังมีชื่ออื่นอีกที่เรียกกัน เช่น “ลังกาทวีป” และ “สิงหล ทวีป” ส่วนชาวยุโรปเรียกว่า ซีลอน (CEYLON) ผู้รู้กล่าวว่า น่าจะมาจากคําว่า ซีแลนด์ (Sea Land) ดินแดนที่ ล้อมรอบไปด้วยทะเล แต่เรียกไปเรียกมากลายเป็น ซีลอน (Ceylon) นับๆ ดูชื่อก็มีมากโข แถมในตํานานยังกล่าวไว้ อีกว่า ในพระพุทธเจ้าแต่ละสมัยก็ชื่อไม่เหมือนกัน เช่น - สมัยพระกกุสันโธพุทธเจ้า เรียกว่า โอชทีปะ หรือ โอชทวีป - สมัยพระโกนาคมพุทธเจ้า เรียกว่า วรทีปะ หรือ วรทวีป - สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เรียกว่า มัณฑทีปะ หรือ มัณฑทวีป สรุปแล้ว แต่โบราณเรียก ลังกา สมัยอังกฤษปกครอง เรียก ซีลอน เมื่อได้รับเอกราชแล้ว จึง
  • 5.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 5 ใช้ชื่อเดิมแล้วเติมคําว่า ศรี ไปข้างหน้าเป็นศรีลังกา แปลว่า เกาะที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง บรรพบุรุษของชาวสิงหล ถ้าใครเคยไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ในพระบรมมหาราชวัง มีโอกาสเดินชมผนังกําแพง รอบในวัดจะเห็นภาพวาดมหากาพย์รามเกียรติ์เรื่องราวการสู้รบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ จะเห็นภาพหนุมานฆ่า ท้าวทศกัณฐ์ เผากรุงลงกา ซึ่งกรุงนี้คนส่วนมากลงความเห็นว่า ศรีลังกา เมื่อนึกถึงเรื่องรามเกียรติ์ครั้งใด ทําให้นึก ถึงกรุงลงกาพระราชวังของทศกัณฐ์ด้วย แต่ทศกัณฐ์ก็ไม่ใช่ต้นตระกูลของชาวศรีลังกา ในตํานานบอกไว้ว่า บรรพบุรุษของชาวลังกา คือ เจ้าชายวิชัย ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสิงหพาหุ และพระนางสิงหสีวลี แห่งเมืองสิงหบุรี มีพระอนุชา ๑ พระองค์ นามว่า เจ้าชายสุมิตตะ เจ้าชายวิชัยเป็นคนเสเพล ดื้อรั้น พระองค์พร้อมบริวาร ๗๐๐ คน ชอบเบียดเบียนรังแกชาวบ้าน จนทําให้พระราชบิดาอดทนต่อพฤติกรรมไม่ ไหว จึงจั บโกนหัวเสียครึ่งหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นคนไม่ดี และเนรเทศทั้งหมดลงเรือไปถึงท่าเรือสุปปารกะ (ปัจจุบันคือ โสปาระ เมืองบอมเบย์ ) ไปถึงที่นั้น เจ้าชายพร้อมสมุนก็ไม่ทิ้งนิสัยเดิมยังเที่ยว ก่อความไม่สงบอีก จึง ถูกจับเนรเทศลงเรืออีกรอบจนไปขึ้นที่เกาะลังกา วันที่เจ้าชายวิชัยขึ้นเกาะลังกา ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับ ขันธปรินิพพาน ทั้งมีตํานานเล่าว่าพระพุทธองค์ได้ตรัสกับท้าวสักกะพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า “โอ ท้าวสักกะ! ธรรมของเราจะประดิษฐานในเกาะลังกา และในวันนี้เอง เจ้าฟ้าชายองค์โตของพระเจ้าสิงหพาหุกษัตริย์ แห่งสิงหบุรีในประเทศลาละ เสด็จขึ้ นฝั่งที่เกาะนั้นพร้อมด้วยราชบริพาร ๗๐๐ คน และจะเสวยราชสมบัติในเกาะ นั้น ดังนั้น ขอพระองค์จงปกปักรักษาเจ้าฟ้าชายนั้นพร้อมทั้งบริวารและทั้งเกาะลังกานั้นด้วยเถิด” หลังจากขึ้นเกาะ แล้ว เจ้าชายวิชัย ได้ปราบชาวพื้นเมือง ตั้งเมืองหลวง สถาปนาพระองค์ เป็นปฐมกษัตริย์ของประเทศศรีลังกา เกริ่นนํามาซะเนิ่นนาน ขอนําท่านทั้งหลาย ดื่มดํากับข้อคิด และ ของดีศรีลังกาได้แล้ว ณ บัดเดี๋ยวนี้ ภาค ๑ ข้อคิด ๘ ส. ของชาวศรีลังกา - ส.ที่ ๑ คือ สังฆมิตตา หรือพระนางสังฆมิตตาเถรี
  • 6.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 6 พระนามของพระนางสังฆมิตตาเถรียังปรากฎเด่นชัดอยู่ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา มิใช่เพราะพ ระ นางเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้เกรียงไกร แต่เพราะวีรกรรมที่พระนางนําภิกษุณีสงฆ์และกิ่งพระ ศรีมหาโพธิ์ไปประดิษฐานไว้ในศรีลังกานั้นต่างหากเล่า ที่ทําให้พุทธศาสนิกชนจดจําความดีงามอันนั้นอย่างที่เขา ว่า “อยู่เพื่อตนเอง อยู่แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคม อยู่ชั่วนิรันดร์” หลังจากการทําสังคายนาครั้งที่ ๓ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฎลีบุตรเสร็จ แล้ว ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทํา ให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงปรึกษากับพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ และ ทรงส่งพระธรรมทูต ๙ สายออกไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในทิศานุทิศ รวมถึงทรงส่ง พระมหินทเถระพร้อมคณะเดินทางไปประกาศพระพุทธศาสนาใน เกาะตัมพปัณณิทวีปด้วย พระมหินทเถระเสด็จไปเกาะลังกาพบกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะในวันเพ็ญกลางเดือน ๗ ที่ภูเขามิสสกะ (ปัจจุบันเรียกว่า มิหินตะเล)ในขณะที่พระราชาเสด็จออกไปล่าเนื้อ ทรงสนทนาปราศัยทดลองสติปัญญาซึ่งกันและ กันจนเกิดความเลื่อมใสใจศรัทธา จากนั้นพระมหินทเถระก็แสดงธรรมโปรดพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะพร้อมทั้งข้า ราชบริพารจนเกิดความศรัทธาในพระรัตนตรัย จนพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะได้ถวายพระราชอุทยานมหาเมฆวันให้ เป็นที่อยู่ของพระมหาเถระพร้อมคณะ ซึ่งต่อมาอุทยานแห่งนี้กลายเป็นวัด “มหาวิหาร” พระมหินทเถระกล่าวกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะว่า ถ้าอยากให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกา อย่างแท้จริง ต้ องให้กุลบุตรในเกาะนี้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในพระศาสนา ซึ่งต่อมาพระราชนั ดดาของพระเจ้าเท วานัมปิยติสสะทรงพระนามว่าอริฎฐและคนอื่นๆ อีก ๕๕ คน ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ในเวลาต่อมาพระนางเจ้าอนุฬา พระราชินีรองและพระสนมกํานัลแสดงความประสงค์จะอุปสมบทเป็นพระ ภิกษุณีบ้าง เมื่อพระมหินทเถระทราบจึงถวายคําแนะนําให้พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงส่งราชทูตไปสํานักของ พระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อทูลขอให้พระนางสังฆมิตตาเถรีพร้อมคณะเดินทางไปยังเกาะลังกาพร้อมทั้งนํากิ่งพระศรี มหาโพธิ์ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไปปลูกยังลังกาด้วย เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้ สักการะบูชา ซึ่งกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ที่พระนางนําไปปลูกยังอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธลังกาจนถึงปัจจุบันนี้ มีอายุกว่า ๒,๓๐๐ ปี ในคัมภีร์อรรถกถาสมันตปาสาทิกากล่าวถึงการเสด็จไปเกาะลังกาของพระนางสังฆมิตตาเถรีพร้อมคณะที่ นํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกที่เมืองอนุราธปุระ พร้อมทั้งทําการอุปสมบทพระนางอนุฬาและพระสนม เป็น พิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการน่าเลื่อมใสอันแสดงออกถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ คือ พระ เจ้าอโศกมหาราช และพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะมีต่อพระพุทธศาสนา เห็นถึงความเสียสละ อันยิ่งใหญ่ของพระมหิ
  • 7.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 7 นทเถระและพระนางสังฆมิตตาเถรีแล้วควรที่เราอนุชนรุ่นหลังควรเอาเป็นแบบอย่างในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ต่อไป ขอจบส.ที่ ๑ ด้วยกฤษณาสอนน้องคําฉันท์ของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ที่ว่า พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สําคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ความดีก็ปรากฎ กิติยศก็ฤาชา ความชั่วก็นินทา ทุรยศยินขจรฯ ทุกวันนี้ชาวศรีลังกาจะมีพิธีแห่พระนางสังฆมิตตาเถรี เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีที่พระนางทําไว้ และ แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระนาง - ส.ที่ ๒ คือ สัทธา มีศรัทธาอย่างแรงกล้า ในพระพุทธศาสนา เมื่อ มีโอกาสเดินทางไป ประเทศ ศรีลังกา ดินแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ความประทับใจ แรก หรือเฟิร์ส อิม เพรสชั่น (First Impression) คือ ความ ศรัทธาที่ชาวศรีลังกามีต่อพระพุทธศาสนา และกล้าแสดงออกให้ เห็น (กล้าคิด กล้ า พูด กล้าทําในสิ่งที่ ถูกต้อง ) เป็นต้นว่า พระพุทธรูปปางสมาธิสีขาวที่ประดิษฐาน ไว้ภายในสนามบินแห่งชาติ เมืองโคลัมโบให้คนเดินทางไป-มาได้เคารพกราบไหว้ และสิ่งที่ประทับใจอีกประการ หนึ่ง คือ ภายในสนามบินจะมีร้านหนังสือธรรมะ พร้อมสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้ให้คนได้เลือก อ่าน และซื้อหาติดตัวเป็นที่ระลึก
  • 8.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 8 สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักศึกษาอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ได้ศึกษาประวัติของวีรบุรุษชาวพุทธศรี ลังกา นามว่า อนาคาริกะ ธรรมปาละ ผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ (Mahabodhi Society) และเป็นผู้มีส่วนสําคัญในการ ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั่วโลกไม่ควรลืมคุณูปการของท่าน เกิดความเลื่อมใสใจศรัทธา มากในปณิธานการทํางาน ก ารเสียสละอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาของท่านอนาคาริกะ ธรรมปาละ ถึงกับตั้งจิต อธิษฐานก่อนท่านมรณภาพว่า “จะขอเกิดอีก ๒๕ ชาติ ในตระกูลพราหมณ์ เพื่อทางานให้พระพุทธศาสนา” แม้ใน ประเทศศรีลังกา เองตามหัวเมืองต่างๆ จะมีรูปปั้นของท่านตามทางสี่แ ยกไว้ให้คนกราบไหว้ ไม่ต่างจาก ประเทศ อินเดียทีปั้นรูปของท่านมหาตมะ คานธี ไว้ให้คนสักการะตามหัวเมืองต่างๆ ่ ก่อนจะเดินทางไป เยือน ศรี ลังกา(เดินทางระหว่างวันที่ ๕ – ๑๒ ก . พ . ๒๕๕๔ ) ไ ด้ศึกษา ประวัติศาสตร์ของประเทศ และ พระพุทธศาสนา ทําให้ทราบว่า ตั้งแต่พระพุทธศาสนาเข้าไป ประดิษฐานใน ดินแดนคน มี ฝ่ามือ แดง ซึ่ง พระมหินทเถระ (พระราช โอรสของพระเจ้าอโ ศกมหาราช ) และคณะนํา พระสัทธรรมไปมอบ แด่ชาวสิงหล จนพระพุทธศาสนาเป็นปึ กแผ่นมั่นคง ตั้งแต่บัดนั้น จนถึง บัด นี้ พระพุทธศาสนาในศรีลังกาได้ผ่าน มรสุมจากการรุกราน ด้วยวิธี ต่างๆ ของชา ติตะวันตก (โปรตุเก ส, ฮอลันดา และชาวอังกฤษ )และศาสนาที่ ชาวตะวันตกนํา เข้าไป แต่ด้วยความศรัทธาของชาวสิงหลที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่าง มั่นคง(อจลสัทธา ) ทําให้ สามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ผลงานที่ชาวศรีลังกาแสดงออก ถึงความรักและศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา นั้นมีมากมาย เช่น การ ออกมา ปกป้องเมื่อพระพุทธศาสนา มีภัย คุกคาม หรือถูกลบหลู่ ด้วยชาวต่างชาติ ต่างศาสนา ที่ไม่ เคารพหรือ เข้าใจ ใน วัฒนธรรมประเพณี เช่น การที่ชาวต่างชาติหรือคนไม่มีศาสนาไปนั่งบนบ่าของพระพุทธรูปแล้วถ่ายภาพโฆษณาไป ทั่วโลก เป็นต้น สิ่งหนึงทีผู้เขียนจําได้ดี คือ การที่สหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขบูชา(วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ่ ่ ของพระพุทธเจ้า )เป็น วัน สําคัญของโลก ก็เป็นผลงาน ชิ้นโบว์แดง ของชาวศรีลังกาที่ช่วยกันเรียกร้อง ให้องค์กร
  • 9.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 9 ระดับโลกยอมรับ โดยรัฐบาลศรีลังกาเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ ๕๔ ปีพ.ศ.๒๕๔๒ และเมื่อวั นที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ สหประชาชาติจึงมีมติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสากลของโลก และที่สําคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ การปฏิบัติต่อพระพุทธรูปเสมือนหนึ่งพระพุทธเจ้า เช่น การกางมุ้งให้พระพุทธรูปยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม และ ระเบียบเรื่องการถ่ายภาพที่ห้ามหันหลังให้พระพุทธรูป เพราะถือว่าไม่ให้ความเคารพ เมื่อ กล่าวถึงศรัทธา ของชาวสิงหล ทําให้นึกถึงอุบาสกธรรม หรือธรรมะของอุบาสกอุบาสิกาที่ควรมี ชาว พุทธคงจํากันได้ ดีถึงคุณสมบัติอันสําคัญ ๕ ข้อ แต่ขอนํามากล่าวไว้ในที่นี้ เพียง ๓ ข้อ คือ - มีสัทธา (ศรัทธา ) คื อ มี ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา เช่น เชื่อ ในกฎแห่งกรรม ว่าทาดีได้ดี ทาชั่วได้ชั่ว เชื่อในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นต้น - มีศีล คือ มี สติสามารถ ควบคุมความประพฤติทางกาย วาจาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น - ไม่ถื อมงคลตื่นข่าว เป็นกระต่ายตื่นตูม มุ่งหวังผลจากการกระทา และการงาน มิใช่จากโชคลาง และสิ่งที่ตื่นกันว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น เมื่อเห็นความศรัทธาที่ชาวศรีลังกามีต่อพระพุ ทธศาสนาแล้ว ก็ได้แต่รําพึงกับ ตัวเองว่า เรามีศรัทธาแบบเขา ไหม และสามาร ถจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ไหม ถ้ามีวิกฤติ พระพุทธศาสนา เกิดขึ้น ขออย่าให้ศรัทธาของเราเป็น เช่นศรัทธาหัวเต่าเลย แต่จงเป็นศรัทธาที่เดินเคียงคู่กับปัญญา จะได้นําพาพระศาสนาและประเทศชาติอยู่รอด ปลอดภัย ศรัทธาดี ต้องมี ปัญญาจับ ช่วยกํากับ พร้อมกันไป ไม่ห่างเหิน หากศรัทธา ขาดปัญญา หมดเจริญ
  • 10.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 10 เหมือนเรือเดิน ไร้หางเสือ เพลียหลงทาง - ส.ที่ ๓ คือ สาธุ เสน่ห์ของชาวศรีลังกา มีคําโบราณกล่าวไว้ ว่า เวลาทําบุญขอให้ตั้งจิต อธิษฐานว่า เกิดชาติใด ภพใด ขออย่าให้เกิดเป็น “พระลังกา ม้าอินเดีย เมียฮินดู หมูไทย ไก่จีน ” ทําไมนะเหรอ ? เพราะชาวลังกานั้น ถ้าจะบวชเป็นพระ ต้อง คิดให้รอบคอบ เพราะเมื่อบวชแล้วไม่สามารถสึกได้ ส่วนม้าอินเดีย เมียฮินดู คนที่เคยไปประเทศอินเดียคงเข้าใจว่า เกิดเป็นม้า อินเดีย และเมียฮินดูมันลําบากแค่ไหน ส่วนหมูไทย และไก่จีนคงทราบกันดีว่า หัวหมู และไก่นั้น เมื่อถึงเทศกาล สําคัญจะถูกเฉียดนําไปเซ่นไหว้เทพเจ้าประจํา เกริ่นมาซะนาน เพื่อจะ พูดถึง เสน่ห์ ที่สําคั ญอีกประการหนึ่งของชาวพุทธลังกา คือคําว่า สาธุ ทําไมถึงเป็น เสน่ห์แค่พูดว่าสาธุ ไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหน หลายท่านอาจตั้งคําถามในใจ ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะไขข้อข้องใจให้ คลายสงสัย เมื่อผู้เขียนเป็นนัก ศึกษาอยู่เมืองพุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศอินเดีย บ่อยครั้ งที่ได้ พบชาวสิงหลเดินทางมานมัสการสังเชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน สิ่งที่ได้ยินประจําคือเสียงสาธุ การที่ชาวลังกาตั้งใจเปล่งออกมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ตอนเช้าๆ ชาวศรีลังกาใส่ ชุดสีขาวเข้าแถวเดินไปเจดีย์พุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมีพระภิกษุเดินนําหน้า พูดธรรมะให้ฟัง ญาติโยมก็ พร้อมกล่าวคําว่า สาธุ สาธุ สาธุ ฯลฯ ตลอดทาง ในนิทานธรรมบท มีบ่อยครั้งที่พระภิกษุทํา ความดีแล้วพระพุทธเจ้าจะยกย่องสดุดี ด้วยตรัสคําว่า สาธุ สาธุ สาธุ ดีแล้ว ดีแล้ว เธอทาดีแล้ว คําว่า สาธุ แปลว่า ดีแล้ว เป็นการอนุโมทนากับสิ่งที่คนอื่นทําดี เป็นบุญอย่างหนึ่ง ภาษาพระเรียกว่า ปัตตานุโมทนา มัย บุญสําเร็จด้วยการอนุโมทนายินดีกับ ความดีที่ คน อื่นทํา ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่า อย่าคร้านอนุโมทนาบุญ ทําให้นึกถึงคําพูดของพระเดชพระคุณพระเทพโพธิ วิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา อินเดีย ซึ่งมีคนมาถามความคิดเห็นของท่านเกี่ยวกับการสร้างวัด ไทยในแดนพุทธ ภูมซึ่งมีวัดเกิดขึ้นมากมาย ท่านตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ใครทาดี เราอนุโมทนาด้วย” ิ
  • 11.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 11 ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งไปฟัง ธรรมจากพระพุทธเจ้า หลังจากฟังแล้ว เกิดความเลื่อมใส ศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงไปขออนุญาตภรรยาออกบวช ครั้นบวชแล้ว ประเพณีในสมัยนั้นเมื่อภรรยาเป็นหม้าย จะ ถูก ริบเข้าหลวงเป็นสนมของพระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ผู้ครองเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล วันหนึ่ง นายมาลาการเก็บดอกบัวมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ทรงมอบดอกบัวให้กับ พระมเหสี และสนมทุกพระองค์ พร้อมทั้งทรงยื่นดอกบัวให้สนมนางนั้นด้วย เมื่อนางรับดอกบัว แล้ว ยิ้มด้วยความดีใจ แต่เมื่อ รับมาแล้วดมกลับร้องไห้ ทําให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับนาง จึงตรัสถาม พระนางทูลตอบว่า ดีใจที่ได้รับพระราชทานดอกบัว แต่ที่ร้องไห้ เพราะกลิ่น หอมของดอกบัวคล้ายกับกลิ่น ปากของอดีตสามี ซึ่งตอนนี้ท่านบวชเป็นสมณะ ศากยะบุตรอยู่ พระเจ้าปเสนทิโกศลมีความสงสัยว่า จะมีด้วยเหรอ ? คนที่กลิ่นปากหอม คล้ายกลิ่น ดอกบัว ลองไม่เคี้ยวไม้สีฟันสักวันคงเหม็น น่าดู ยิ่งสมัยนี้ถ้าไม่ได้แปรงฟันคงไม่มีใคร กล้าสนทนากับคนอื่น ทรงต้องการที่จะ พิสูจน์ ว่าจริงหรือไม่ จึงให้ข้าราชบริพารไป กราบ นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระรูปนั้นมา ฉันภัตตาหารในพระราชวัง เมื่อฉันภัตตาหาร เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าทรง ทราบความ ประสงค์ของพระราชาจึงเปิดโอกาสให้พระรูปนั้นอนุโมทนา ทันทีที่พระรูปนั้นเปิดปากพูด กลิ่นหอมก็ฟุ้งไปทั่ว พระนคร จนทําให้พระเจ้าปเสนทิโกศลแปลกพระทัย และทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระรูปนี้ในอดีตชาติได้ทํากรรม อันใดไว้ พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่า ในอดีตชาติ พระรูปนี้ ไม่ได้ทําอะไรมาก มาย เพียงแต่เวลาที่คนทําความดี จะ กล่าวอนุโมทนาสาธุกับเขา คือ ยินดีกับความดีที่คนอื่นทํา การกล่าว สาธุ กับการทําความดีของคนอื่น นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้คนทําความดี ตามหลักที่ว่า ปัคคัณเห ปั คคะหาระหัง ยกย่องคนที่ควรยกย่อง แล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้จิตใจของผู้กล่าว ไม่ริษยาในเมื่อคนอื่น ทําดีและได้ดีอีกด้วย
  • 12.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 12 - ส.ที่ ๔ คือ สวดมนต์เก่ง “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน ” พวกเราได้ยินคําพูดนี้บ่อยๆ คนส่วนมากก็ยังไม่เข้าใจว่ามี ความหมายอย่างไร บางคนอาจจะคิดเลยเถิดไปว่าเป็นเพียงคําคล้องจองที่พระนิยมพูด ในต่างประเทศ มีการวิจัย จากสถาบันชั้นนําหลายแห่ง ทั่วโลกเกี่ยวกับการสวดมนต์ ว่ามี ผลดีต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิต เพราะในขณะที่ สวดนั้น จิตใจของผู้สวดจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ ไม่วอกแวก วุ่นวาย ทั้งการสวดมนต์ยังเสมือนเป็นการออกกําลัง กายอวัยวะต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย เพราะการเปล่งเสียงสวดอักขระแต่ละตัวนั้น เนื่องจาก อักขระแต่ละตัวมีที่เกิด ไม่เหมือนกัน เช่น ก ไก่ เกิดที่คอ , ป ปลา เกิดที่ริมฝีปาก เป็นต้น จึงเท่ากับ เป็นการ ออกกําลังกายไปในตัวด้วย ในขณะที่สวดนั้น ถ้าจิตเป็นสมาธิคือ ตั้งมั่นแน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่สวด จะทําให้จิตใจ สะอาด สว่าง สงบ เมื่อใจสงบไม่ มีสิ่งรบกวน(กิเลส) กายก็พลอยสงบระงับไปด้วย ปราชญ์จึงบอกว่า “ออกกาลังกายต้องเคลื่อนไหว ออกกาลังใจต้อง หยุดนิ่ง” วันที่คณะผู้เขียน เดินทางไป สักการะพระ ธาตุเขี้ยวแก้ว ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว กว่าจะผ่าน ด่านเข้าไปภายในวัดต้องตรวจกัน หลาย ครั้ง โดยเฉพาะฆราวาส สําหรับพระภิกษุสาเณรผ่าน สบาย โชคดีที่ไกด์ทัวร์ประสานงานไว้เรียบร้อย แล้ว คณะจึงผ่านเข้าไปเดิ นชมภายในบริเวณวัด ที่ มีการป้องกันอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันภัยที่จะ เกิดขึ้นจากผู้ที่ต้องก ารจะทําลายศูนย์รวมจิตใจ ของชาวลังกา เดินชมไปแต่ละชั้นของตึกที่แสดง เกี่ยวกับพระธาตุเขี้ยวแก้ว ไม่ว่าจะเป็นงาช้าง เชือกที่ เคยใช้ในพิธีแห่พระธาตุ เขี้ยวแก้ว สมบัติอันมีค่าที่ คนถอดบูชาพระธาตุเขี้ยวแก้ว ที่ทางรัฐบาลนํามา แสดงไว้ให้ชม พอใกล้ถึงเวลาที่เขาจะเปิดให้คนเข้าไป สักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว คณะของพวกเราก็ขึ้นไป
  • 13.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 13 บนชั้นสองของหอที่เก็บพระธาตุเขี้ยวแก้ว มีชาวศรีลังกานั่ง สมาธิบ้าง นั่งสวดมนต์บ้าง (การนั่งของชาวลังกา ส่วนมากจะนิยมเหยียดขา เคยเห็นชาวลังกานั่งฟัง พระเทศน์ ประนมมือ และเหยียดเท้าไปทางพระ คนที่ไม่เข้าใจ อาจเกิดอกุศลจิตคิดไม่ดีกับเขาว่าไม่เคารพพระ แต่สาหรับชาวลังกาแล้วจิตใจที่เคารพเป็นสิ่งสาคัญ)รอเวลาที่จะเข้า ชมสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว ผู้เขียนนั่งกราบไปทางที่เก็บพระธาตุ ฯ และนั่ง หลับตาทํา สมาธิ ในขณะนั้นก็ ได้ยินเสียงสวดมนต์บทต่างๆ เช่น บทมงคลสูตร กรณียเมตตสูตร รัตนสูตร เป็นต้น ฟังเสียงสวดมนต์ของชาวศรีลังกาแล้ว รู้สึกปีติ และมีความสุข เพราะสวดมนต์เป็นจังหวะ จึงหน่วงเหนี่ยวเอาเสียงสวดมนต์มาเป็นอารมณ์ในการทําสมาธิ ทําให้จิตใจเบิกบาน แช่มชื่นดี เมื่อนังสมาธิพอสมควรแล้ว จึงลืมตาขึ้นและ ่ เหลือบมองไปทางคณะสวดมนต์ชาวลังกา พร้อม ทั้งยิ้มให้ พวกเขาจึงเข้ามาทําความเคารพ และ ทักทาย สอบถาม สาระทุกข์สุกดิบ จึงทําให้รู้ว่า ชาว ศรีลังกากลุ่มนี้เดินทางมาจากที่ไกล ห่างจากเมือง แคนดี้เกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร แต่เดินทางมาสักการะ พระธาตุเป็นประจําทุกปีติดต่อกันเป็นเวลา ๔๕ ปี แล้ว เหมือนเป็นจารีตประเพณีอย่างหนึ่งของตระกูล ที่ถือปฏิบัติมายาวนาน สนทนากัน พักใหญ่ก็ได้เวลา เข้าไปกราบพระธาตุเขี้ยว แก้ว จึงต้องไปเข้าแถว เพื่อเข้ากราบนมัสการพระธาตุ ฯ ภายในห้องซึ่งต้องผ่านประตู หลายประตู วันนั้นคณะผู้เขี ยนเป็นคณะที่ ๒ ที่ได้เข้าไปกราบพระธาตุฯ ภายใน แต่มีเวลาไม่นานในการนมัสการ เพราะต้องเอื้อเฟื้อแก่คณะอื่นที่รอคิวยาวเหยียดด้วย เพียงเวลาแค่ไม่กี่นาที กับการไหว้พระธาตุฯ ก็ทําให้ มีความสุข ใจทุกครั้งที่นึกถึง ผู้เขียนประทับใจชาวสิงหลที่ปลูกฝังการสวดมนต์ให้กับบุตรหลาน และคนในครอบครัว เพราะทุกคนใน ครอบครัว ไม่ว่าจะตัวเล็กไม่กี่ขวบก็ สามารถสวดมนต์สูตรต่างๆ ได้ไม่แพ้ พระภิกษุ เลยทีเดียว การสวดมนต์เก่งจึง เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวศรีลังกาที่ชาวพุทธไทยเราควรเอาเป็นแบบอ ย่าง เพราะอย่างน้อย ถ้ามีคนถามชาว พุทธไทยว่า อะไร คือ สัญลักษณ์ของชาวพุทธไทย อย่างน้อยเราก็ตอบเขาได้ว่า สวดมนต์เก่ง ไม่ใช่นินทาเก่ง มีชาว พุทธบางท่านเคยบอกว่า เป็นชาวพุทธสบาย ง่ายๆ ไม่ต้องถืออะไร อันนี้ต้องระวัง เพราะถ้าไม่ยึดถือปฏิบัติอะไร
  • 14.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 14 เลย ก็คงไม่ต่างจาก คนที่ไม่มีศาสนา ฉะนั้น ชาวพุทธไทยอย่างน้อยก็ต้องมีเอกลักษณ์อะไรสักอย่างที่จะโชว์ ชาวโลกได้ว่าเราก็มีดี - ส.ที่ ๕ คือ ใส่ชุดขาว เอกลักษณ์ของชาวพุทธลังกา การแต่งชุดขาวไปวัดดูเหมือนจะเป็น เรื่องปกติของชาวพุทธลังกา วันที่ผู้เขียนเดินทางไปชมวัดกัลยาณี ใน เมืองโคลัมโบ เห็นชาวพุทธลังกาใส่ชุดขาว พาลูกหลานไปเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ทุกคนต่างแต่งกายด้วย ชุดขาว เป็นภาพประทับใจที่หาดูได้ยากในประเทศอื่น คณะแสวงบุญต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความประทับใจที่ ได้เห็นภาพเด็กๆ ตั้งแต่เล็กจนโตมาศึกษาพระพุทธศาสนา มีครูทั้ งพระภิกษุและฆราวาสช่วยกันสอนในวิชาต่างๆ ที่เด็กๆ ควรรู้ ผู้เขียนเดินดู ไปตามห้องเรียนต่างๆ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปทักทายอะไรมากมายเนื่องจากยังอยู่ในชั่วโมง เรียนของเด็กๆ แต่ก็เห็นถึงความตั้งใจเรียนของพวกเรา ผู้เขียนบวชเรียนมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี จนถึง ปัจจุบัน อายุ ๓๓ ปี ยังไม่เคย เห็น นักเรียน พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์มากมายอย่างนี้ ถามพระภิกษุ ชาวศรีลังกาที่นําคณะเราไปเยี่ยมชมวัด ท่านกล่าวว่า มี นักเรียนประมาณ ๕,๐๐๐ คน ฟังแล้วได้แต่นึก อนุโมทนาและเกิดแรงบันดาลใจว่าบ้านเราน่าจะเอาเป็น แบบอย่าง วัดหลายวัดในเมืองไทย และมหาจุ ฬาลงกรณ ราชวิทยาลัยก็จัดตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มากว่า ๕๐ ปี เหมือนกัน ถ้าผู้เขียนจําไม่ผิดก็ได้ไอเดียมาจากประเทศศรีลังกานี้ เคยสังเกตชาวพุทธจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางไปไหว้พระในประเทศอินเดีย ผู้เขียนมีความประทับใจชาว พุทธลังกาเป็นพิเศษ ในความมีระ เบียบวินัย เช่น การแต่งกายด้วยชุดขาวเหมือนกัน หมด การเข้าแถวเป็นระเบียบ เรียบร้อย การเปล่งวาจาสาธุการพร้อมกัน และการสวดมนต์ เป็นต้น การ ปฏิบัติ ได้เช่นนี้ แสดงว่า ได้รับการฝึกฝน อบรมมาอย่างดีจนกลายเป็นอุปนิสัย เห็นภาพอันประทับใจแล้วก็ได้แต่นึกถึงพุทธพจน์ที่ “ทันโต เสฎโฐ มะนุสเสสุ ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกฝนพัฒนาตนเอง เป็นผู้ประเสริฐ ” แต่การฝึกมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ทําได้ยากที่สุด โดยเฉพาะตัวเรา แต่ถ้าใครฝึกได้ก็เป็นยอดมนุษย์อย่างเช่น พระพุทธเจ้า พระเยซู มหาตมะ คานธี มาติน ลูเธ่อร์ คิงส์ และมหาบุรุษอีก หลายท่านบนโลกใบนี้
  • 15.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 15 มีสุภาษิตจีนเกี่ยวกับการฝึกกาย ฝึกจิตว่า "จงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นความประพฤติ จงระวังความประพฤติ เพราะความประพฤติจะกลายเป็นความเคยชิน จงระวังความเคยชิน เพราะความเคยชินจะกลายเป็นนิสัย จงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นสันดาน จงระวังสันดาน เพราะสันดานจะกาหนดชะตากรรมตลอดชีวิต" - ส.ที่ ๖ คือ สมาธิ หรือพระพุทธรูปปางสมาธิ นิยมสร้างในศรีลังกา นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาเตือนสติไว้ว่า "ไหว้พระพุทธ ระวังอย่า สะดุดเอาทองคา ไหว้พระธรรม ระวังอย่าขยาคัมภีร์ใบลานเปล่า ไหว้พระสงฆ์ ระวัง ไปหลงลูกชาวบ้าน " เป็นสิ่งที่เราควรระวังอย่างยิ่งในการปรับความคิด ของเราให้เป็นสัมมาทิฎฐิ คือ มองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ พระพุทธรูปถือว่า เป็นสื่อในการดึง คนให้ เข้าถึง สัจจธรรม เป็นเจดีย์อย่างหนึ่ง ที่ควรเคารพบูชา เรียกว่า อุทเทสิกเจดีย์ คือ สร้าง อุทิศ เจาะจงพระพุท ธเจ้า หรือจะบอกว่า เป็น เสมือนตัวแทนของพระพุทธองค์ก็ไม่ผิด ชาวพุทธไทยให้ความเคารพ พระพุทธรูปมากและนิยมสร้างถวายวัดต่างๆ พระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็น ปางที่ชาวไทยนิยมสร้างไว้บูชาสักการะ เพราะมีความเชื่อว่า สามารถเอาชนะ ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ ในประเทศศรีลังกา ผู้เขียนเห็นชาวพุทธลังกานิยมสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิ, ปางไสยาสน์, ปางรําพึง และ ปางแสดงสัจธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ พระพุทธรูปปางสมาธิ ไม่ทราบว่ามีเหตุผลประการใดจึ งนิยมสร้าง พระพุทธรูปปางนี้ แต่ผู้เขียนสรุปเองในใจว่า คนศรีลังกาคงต้องการ สื่อหรือสอนประชาชน ว่า ควรมีสมาธิ หรือ ตั้งใจทําสิ่งต่างๆในชีวิต เพราะสมาธิหรือความตั้งใจมั่นนั้นมีความสําคัญอย่างมากในการดําเนินชีวิตประจําวัน ถ้า นั้นคือวัตถุประสงค์ของการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ถือว่าเป็นกุสโลบายที่ชาญฉลาดมาก เพราะไปที่ไหนจะเห็นแต่ พระพุทธรูปปางนี้ บางเมืองสร้างไว้บนยอ ดเขาสูงเด่นเห็นสง่า มองเห็นพระพุทธรูปปางสมาธิทีไรเหมือน พระพุทธเจ้าเตือนสติว่า จงมีสมาธิเดี๋ยวนี้
  • 16.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 16 สมาธิ (Meditation) แปลว่า ความตั้งมั่นสม่ําเสมอ คือ จิตใจที่ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในทุกศาสนามีการ ทําสมาธิ แต่สมาธิในพระพุทธศาสนาแตกต่างจาก สมาธิในศาสนาอื่ น เพราะสมาธิในพุทธศาสนา เรียกว่า สัมมาสมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นชอบ ถูกต้อง หรือสมาธิชอบ หมายถึง การทําสมาธิที่ทําจนได้ฌาน เพื่อเอาเป็นบาท ฐานในการเจริญปัญญา เพื่อใช้เป็นดาบประหัตประหารกับกิเลสตัณหา ต่อไป คุณลักษณะของสัมมาสมาธิ คือ สะมาหิโต ปะริสุทโธ และกัมมะนีโย คือ - สะมาหิโต แปลว่า ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่สัดส่ายไปนั้นมานี้เหมือนลิง เปรียบเช่นน้ําตกที่ไหลลงจากภูเขา และไหลไ ปทางเดียวกัน มีพลังมหาศาล สามารถจะพัดพาเอาสิ่งต่างๆ ที่ขวางหน้าไปได้ จนถึงสามารถผลิต กระแสไฟฟ้าได้ด้วย จิตใจที่แน่วแน่มั่นคง ย่อมมีพลังในการ ทํากิจต่างๆ ในชีวิตประจําวัน เช่น อ่านหนังสือก็จําได้ ง่าย - ปะริสุทโธ แปลว่า บริสุทธิ์ คือ จิตที่ปราศจากอารมณ์ขุ่นหมัว เช่น โลภ โกรธ หลงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นกับ น้ําในหนองที่ตะกอนนอนก้นแล้ว สามารถมองเห็นกุ้ง หอย ปู ปลา จิตที่บริสุทธิ์ย่อมมองเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่ ผ่าน เข้ามาได้อย่างชัดเจน - กัมมะนีโย แปลว่า ควรแก่การงาน เหมาะสําหรับใช้งาน คือ ควรแก่การทํางานทางด้านปัญญา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งจิตที่เป็นสัมมาสมาธิจะ สามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล งานที่ออกมาจึงละเอียด ประณีต และไม่บกพร่อง พระพุทธรูปอีกปางหนึ่งที่เห็นทั่วไปในศรีลังกา คือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ สําหรับผู้เขียน เมื่อเห็นพระพุทธรูปปางนี้ แล้ว ได้ข้อคิดว่า ควรพักผ่อนบ้าง ไม่ใช่ทํางานจนไม่ได้พักผ่อน หรือพักผ่อนจนไม่ได้ทํางาน สรุปแล้วทุกคนก็ต้องจัดสรรปันส่วน เวลาในการใช้ชีวิตให้ลงตัว เหมาะสมกับแต่ละคนไป เพราะเราต่าง ได้เวลามา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากันหมด โดยส่วนตัว เวลาที่กราบไหว้พระพุทธรูปครั้งใด ก็เหมือน ท่านเตือนสติเราอยู่ตลอดเวลา เช่น พระพุทธรูปปางสมาธิ เตือนให้เรามีสมาธิหรือตั้งใจกับสิ่งที่ทํา , พระพุทธรูป ปางไสยาสน์เตือนให้เราจัดสรรเวลาพักผ่อนให้ เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย , สําหรับคนไทยที่นิยมสร้าง พระพุทธรูปปางมารวิชัย นั้นคือการเตือนสติให้เราเอาชนะมารหรือจัดการกับสิ่งไม่ดี ในใจของเราให้ได้ เสียก่อน นี้ แหละคือคัมภีรธรรมที่แฝงอยู่ในพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้
  • 17.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 17 บางคนยังถามต่อไปอีกว่า ทําไมหัวแหลม , หูยาว, หน้ายิ้ม , และตามองต่ํา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปริศนาธรรมที่ ปราชญ์ท่านต้องการสอนเรา หัวแหลม คือ ให้ใช้เหตุผล ใช้ปัญญาในการดําเนินชีวิต , หูยาว คือ ให้เป็นคนหนัก แน่น ตรวจสอบก่อน ไม่หูเบาเชื่อง่าย, หน้ายิ้ม หมายถึง ให้เป็นคนยิ้มแย่มแจ่มใส หรือมีจิตใจสดชื่นแจ่ มใส และอีก ประการหนึ่งที่สําคัญว่า ทําไมตามองต่ํา คือ ให้ดูตัว เอง อ่านตัวเองให้มากๆ อย่างที่เขาว่า “ดูตัวเองให้ออก บอก ตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น” - ส.ที่ ๗ คือ สรณังกร หรือสามเณรสรณังกร ธรรมดาของสรรพสิ่ง ในโลกนี้ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมไป บางคราวเจริ ญขึ้น บางคราวก็เสื่อมลง พระพุทธศาสนาในศรีลังกาก็ไม่สามารถหลีกพ้นกฏธรรมดาข้อนี้ไปได้ บางสมัยเจริญรุ่งเรือง บางสมัยก็เสื่อมโทรม ลงไป แต่พระพุทธศาสนาในศรีลังกาก็ไม่สิ้นคนดีที่เกิดมาช่วยกอบกู้ พระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้น อีก บุคคลที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาในประวัติศาสตร์การฟื้นฟู ศาสนา คือ สามเณรสรณังกร ชีวประวัติ ของท่านเป็นชีวิตที่ น่าศึกษาเรียนรู้ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระภิกษุที่ทําหน้าที่เป็นพระธรรมทูตเผยแผ่พระศาสนา เพราะบุคคลท่านนี้เกิด มาเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ผู้เขียนขอนําประวัติและผลงานการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกามาเล่าสู่ กันฟังโดยย่อ ดังต่อไปนี้ เด็กชายสรณังกร เกิดวันอาทิตย์ ปีเถาะ พ .ศ.๒๒๔๒ ณ หมู่บ้านชื่อ แวลิวิฎะ (Valivita) แขวงเมืองตุมปะเน (Tumpane) ท่านเกิดในตระกูลกุลตุงคะ ซึ่งเป็นตระกูลชั้นสูงชั้นอํามาตย์ เป็นผู้ปกครองท้องถิ่นนั้น ท่านสรณังกรมีความสนใจในทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย กอร์ปทั้งมีความเลื่อมใสศรัทธาใน พระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ประสงค์ที่จะออกบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ บิดามารดาไม่ยอมอนุญาต แต่ท่านก็ไม่ลดละ ความตั้งใจจริงในการออก บวช แสดงความมุ่งมั่นจนบิดามาร ดายอมอนุญาตให้บวชเมื่อท่านอายุ ๑๖ ปี โดยได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรจากพระสุริยโกทเถระ เมื่อบวชแล้ วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนทั้ง ภาค ปริยัติและ ภาคปฏิบัติ โดยได้ ออกแสวงหาอาจารย์เพื่อ ศึกษาภาษาบาลี และธรรมะ ท่านเป็นคนมีความวิริยะอุตสาหะสนใจในการศึกษาจึงทําให้ ไม่ช้านานก็ แตกฉานในภาษาสิงหล บาลี และสันสกฤต
  • 18.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 18 เมื่อมีความรู้พอ เอาตัวรอดแล้ว สามเณรสรณังกรพร้อมคณะสีลวัตรที่ท่านตั้งขึ้นกับศิษย์ จาริกไปตามคาม นิคมน้อยใหญ่เพื่อสั่งสอนประชาชนให้เข้าใจธรรมะ และฟื้นฟูการบิณฑบาตซึ่งหายไปจากประเทศศรีลังกา ด้วย ข้อวัตรปฏิบัติและ การเทศนาที่สามารถนําไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจําวัน ทําให้ประชาชนให้ความสนใจและ เลื่อมใส แต่เป็นธรรมดาของการทํางานย่อมมีปัญหาอุปสรรค เมื่อท่านมีคนเลื่อมใสมากขึ้น จึงทําให้พระภิกษุคณะ เดิมไม่พอใจจนเกิดเป็นความกันขึ้นถึงโรงศาล และคณะสามเณรสรณังกรเป็นฝ่ายแพ้ ต่อมามีพระฮินดูรูปหนึ่งเดินทางมาจากประเทศอินเ ดีย เพื่อเที่ยวชมเมืองอนุราธ ปุระ พระเจ้านเรนทรสิงห์ ทรงทราบจึงรับสั่งให้นิมนต์พระฮินดูรูปนั้นเข้าไปในพระราชวัง เพราะทรง ปรารถนา จะทราบความเป็นไปของ พระพุทธศาสนาในอินเดีย แต่พระฮินดูรูปนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระพุท ธศาสนาเลย จึงมีพระราชประสงค์จะให้ พระลังกาแสดงความสามารถให้นักบวชต่างชาติได้เห็น ทรงอาราธนาให้คัดเลือกพระนักเทศน์มาแสดงธรรมใน พระราชวัง แต่ไม่มีใครสามารถแสดงธรรมให้นักบวชต่างศาสนาฟังได้ จนทําให้พระเจ้านเรนทรสิงห์ทรงกลุ้ม พระทัย อํามาตย์ท่านหนึ่งจึงกราบทูลเสนอว่า มีสามเณรสรณังกรสามารถแสดงธรรมได้ เพราะเป็นผู้แตกฉานใน ธรรมะ พระเจ้านเรนทรสิงห์จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปนิมนต์มาเทศน์ สามเณรรับนิม นต์และเดินทางลงมาเทศน์ ด้วย ความสามารถที่ฝึกฝนมา สามเณรกล่าวคาถาภาษาบาลี และอธิบายเป็นภาษาสิงหล พร้อมทั้งแปลให้นักบวชฮินดู ฟังเป็นภาษาสันสกฤษ คนที่มาประชุมสโมสรในวันนั้นต่างทึ่งในอัจฉริยภาพข้อนี้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สามเณรสรณังกรจึงเป็นที่ยอมรับ นับถือของบุคคลทั่วไป พระเจ้านเรนทรสิงห์ เองก็ ทรงศรัทธาในสามเณรเป็นอย่างมาก การดําเนินงานเผยแผ่ พระศาสนา จึงสามารถขยายขอบข่ายออกไปได้กว้าง เพราะมีเพื่อนร่วมงานคอยช่วยเหลือ ท่านได้ร่างกฎระเบียบของคณะสีลวัตร ว่าด้วยการนุ่งห่ม การทําวัตรสวดมนต์ และการบิณฑบาต เป็นต้น ในเวลาที่ว่างท่านก็แต่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เช่น สารัตถะสังคหะ มหาโพธิวังสะ ฯลฯ เมื่อทําการเผยแผ่พระศาสนาไปได้ระยะหนึ่ง สามเณรสรณังกรก็มี ความคิดว่า การจะประดิษฐานพระศาสนาให้เป็นปึ กแผ่น มั่นคงนั้น ต้องมีการ อุปสมบทเป็นพระภิกษุของชาวลังกาเอง จึงทูลขอความช่วยเหลือให้พระเจ้า แผ่นดินช่วยเป็นธุระในเรื่องแสวงหาพระภิกษุมาอุปสมบทให้สามเณรและชาว ลังกา พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ทรงเป็นธุระในการส่งราชทูตไปสืบหา พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทในประเทศต่างๆ แต่การอุปสมบทพิธีก็มา บรรลุผลสําเร็จในรัชกาลของพระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ทรงส่งราชทูต ให้เดินทาง ไปขอให้คณะสงฆ์จากสยามประเทศ มาช่วยฟื้นฟูการพระศาสนา ในสมัยกรุง
  • 19.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 19 ศรีอยุธยา โดยพระเจ้าบรมโกศทรงส่งคณะพระธรรมทูตไทยชุดแรกโดยการนําของพระอุบาลีมหาเถระ มีพระภิกษุ ๑๘ รูป สามเณร ๘ รูป ไปให้การบรรพชาอุปสมบทแก่ชาวลังกาเป็นพระภิกษุสงฆ์ ถึง ๗๐๐ รูป เป็นสามเณร ๓,๐๐๐ รูป และสามเณรสรณังกรก็ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และต่อมาท่านได้รับการแต่ง ตั้งให้เป็นสมเด็จ พระสังฆราชสรณังกร สังฆราชรูปแรก และรูปสุดท้ายของศรีลังกา สมเด็จพระสังฆราชสรณังกรทรงทํางานเผยแผ่พระศาสนาจนมีพระชนมายุได้ ๘๑ พรรษา เป็นธรรมดาของ สังขารร่างกาย พระองค์ทรงพระประชวร ในขณะที่ประชวรมีพระประสงค์จะสดับพระธรรมเทศนา คณะลูกศิษย์ ได้นิมนต์ให้พระมาเทศน์ ขณะกําลังสดับพระธรรมเทศนาอยู่นั้น พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอาการสงบ พระเจ้า แผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ พร้อมทั้งรับสั่งให้สร้างเจดีย์สําหรับ บรรจุพระอัฐิธาตุซึ่งต่อมาเรียกว่า สรณังกรเจดีย์ สมเด็จพระสังฆราชสรณังกร จึงถือว่า เป็นแบบอย่างของการทํางานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง การ ทํางานของท่านมีปัญหาอุปสรรคมากมาย บางครั้งถึงกับต้องขึ้นโรงศาล บางครั้งถูกลอบฆ่าจากคนต่างศาสนา แต่ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ท่านเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ยึดหลักที่พระพุทธเจ้าทรงทําไว้ เป็นแบบอย่างที่ว่า ทรงเอาชนะทุกอย่างด้วยความดี จึงทําให้พระพุทธศาสนาในศรีลังกากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้อ่านอยากศึกษา เรื่องราวชีวประวัติ โดยละเอียด ของสามเณรสรณังกร สามารถหาอ่านได้จาก หนังสือ ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ ในลังกาทวีป ของกรมพระยาดํารงราชานุภาพ , พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ของ ชู ศักดิ์ ทิพย์เกษร และหนังสือสยามวงศ์ในลังกา ของสยาม แสนขัติ เป็นต้น - ส.ที่ ๘ คือ สยามวงศ์นิกาย ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเส มือนผ้าขาวที่ไม่มีรอยด่างดํา เกี่ยวกับ การรบราฆ่าฟัน แต่พระพุทธศาสนา กลับเป็น ศาสนทูตที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่ างประเทศต่างๆ ในแทบเอเชีย ได้เป็นอย่างดี เมื่อเดินทางไปประเทศ แห่งใดไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว ศรีลังกา และอินเดีย ทําให้เกิดความปลาบปลื้มใจว่า เราในฐานะชาวพุทธมี ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัมพันธไมตรีทางพระพุทธศาสนาระหว่าง ไทยกับศรีลังกาเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้น ในสมัยสุโขทัย ประเทศไทยเป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือด้านพระศาสนาจาก ลังกา แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยได้นําพระพุทธศาสนากลับไปมอบให้ศรีลังกาดังเดิม มีอยู่บางสมัยที่พ ระพุทธศาสนา ในศรีลังกาซบเทราลงไป เพราะถูก ปัญหาทั้งภายนอกทั้งภายในรุมเร้า จน แทบจะเอาตัวไม่รอด ในสมัยนั้นประเทศศรีลังกาได้ขอความช่วยเหลือจากประเทศไทยทางด้านการพระศาสนา
  • 20.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 20 ประเทศไทยได้ส่งพระอุบาลีพร้อมทั้งคณะไปฟื้นฟูพระศาสนาที่ลังกา โดยเดินทางไป ให้การบรรพชาอุปสมบทแก่ สามเณรสรณังกรและชาวลังกาเป็นจํานวนมาก จนทําให้เกิดคณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ขึ้นและดํารงอยู่จนถึงปัจจุบัน พระอุบาลีมหาเถระพร้อมทั้งคณะถือว่าเป็นพระธรรมทูตชุดแรก (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ เป็นสิ้นค้าOTOP ชั้นเยี่ยม)ที่ไทยส่งออกไปประกาศพระศาสนาในต่างแดน ท่านและคณะ ไม่เพียงแต่ให้การอุปสมบทกุลบุตรชาวสิงหลเท่านั้น แต่ท่านยังได้ฟื้นฟูวินัยนิยมพระบรม พุทธานุญาตให้แก่พระสงฆ์ลังกา ที่ท่านอุปสมบท ให้ ได้เห็นเป็นแบบอย่าง เช่น การ อธิษฐานเข้าพรรษา การปวารณาออกพรรษา การทอดถวายกฐิน อุปสมบทวิธี การแสดง อาบัติ การถวายสังฆทาน การสวดมนต์ การแสดงอาบัติ และอื่นๆ เรียกได้ว่า ท่านเป็น แป้นพิมพ์หรือต้นแบบที่ดีในการประพฤติปฏิบัติ ดังมีกลอนนิรนามว่า การสั่งสอน คนทั้งหลาย ให้มีธรรม พูดให้จํา ทําให้ดู อยู่ให้เห็น การทําดี ให้เขาดู นี้จําเป็น อยู่ให้เห็น ว่ามีสุข ทุกเวลา เพียงการพูด ให้เขาจํา แต่ทําทราม พูดร้อยคํา มันตกต่ํา แล้วไร้ค่า ทําให้ดู เพียงครั้งเดียว มีราคา จงอุตส่าห์ ทําให้ดู อยู่ให้เห็น พระอุบาลีมหาเถระทํางานเผยแผ่พระศาสนาในลังกาอยู่ไม่กี่ปีก็ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคหูอักเสบ เมื่อพ .ศ. ๒๒๙๙ กษัตริย์ลังกาโปรดให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพของท่านอย่างสมเกียรติ กล่าวได้ว่า ท่านตายในระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่ ถ้าเป็นทหารก็ต้องมีธงชาติคลุมโลงศพ กล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลทรงส่งคณะพระอุบาลีไปให้กุลบุตรชาวลังกา บรรพชาอุปสมบท พร้อมทั้งอบรมด้านวินัยบัญญัติก่อน หลังจากนั้นพระองค์ก็ส่งคณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ มีพระ
  • 21.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 21 วิสุทธาจารย์เป็นหัวหน้า คณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ นี้ เก่งทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน เพราะว่าพระองค์ประสงค์จะ ให้พระศาสนาในลังกาเจริญทั้งด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ คณะของพระวิสุทธาจารย์เดินทางไปก่อนถึงเกาะลังกา เรืออับปาง ทําให้มีพระภิกษุ สามเณร และผู้ติดตาม บางท่านเสียชีวิต แต่คนที่รอดคืออาศัยเกาะไม้ขึ้นฝั่ง หลังจากขึ้นฝั่งแล้วท่านได้ส่งสาส์นไปถึงพระอุบาลี ครั้นพระอุ บาลีได้รับจดหมายแล้ว ได้แจ้งให้พระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ทรงทราบ และทรงส่งมหาเสนาบดีนํากําลังพล และสิ่ง ต่างๆ เป็นต้นว่า จีวร ยารักษาโรค ไปช่วย ทําให้คณะพระธรรมทูตชุดที่ ๒ ปลอดภัย และเดินทางเข้าเมืองหลวงไป เปลี่ยนให้คณะพระธรรมทูตชุดแรกกลับเมืองไทย การส่งพระธรรมทูตชุดที่ ๒ ไปปฏิบัติศาสนกิจต่อจากชุดแรก เป็นการทํางานต่อจากที่ชุดแรกได้ทําไว้ ทําให้นิกายสยามวงศ์มั่นคงอยู่ในลังกาตราบเท่าทุกวันนี้ ภาค ๒ 6 ที(T)ของดีศรีลังกา เมื่อเดินทางไปเยือนศรีลังกา แดนพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ถึงจะมีเวลาอยู่ภายในประเทศไม่กี่วัน ได้เรียนรู้ ข้อคิดคติธรรมจากประสบการณ์ตรงที่ควรนํามาปรับใช้ในชีวิตประจําวันแล้ว ได้มองเห็นของดีที่ศรีลังกามี พอ สรุปลงได้ใน ๖ ที ดังนี้ - T = Tree (Bodhi Tree) ทีแรก คือ โบดิ ทรี หรื อกิ่งพระศรีมหา โพธิ์ที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เป็นศูนย์รวมจิตใจ ของชาวสิงหล ได้รับการบันทึกว่าเป็นต้ นไม้ที่ มีอายุมากที่สุดในโลก ชาวพุทธนับถือว่าเป็น ชีวธาตุ คือพระธาตุที่ยังมีชีวิตอยู่ (A living relic) เมื่อเดินทางไปเยือนตัมพปัณณิทวีป ผู้เขียนได้มีโอกาสแวะไปชมวัดต่างๆ ภายใน วัดเหล่านั้นจะมีสิ่งที่สําคัญอยู่ ๒ อย่าง คือ ๑. ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๒.พระพุทธรูป ทําไมต้น
  • 22.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 22 พระศรีมหาโพธิ์จึง มีความสําคัญต่อชาวสิงหล จึงอ ยากจะนําประวัติคร่าวๆ ของการนํากิ่ง พระศรีมหาโพธิ์มา ประดิษฐานในประเทศศรีลังกา ดังต่อไปนี้ ก่อนจะกล่าวถึงการนํากิ่งโพธิ์ พระศรี มหาโพธิ์มาประดิษฐานในประเทศแห่งนี้ จะขอกล่าวถึง ประวัติ ความสําคัญของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นไม้ ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้ ว่า ทําไม ? ชาวพุทธจึงให้ความเคารพ เท่ากับพระพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่พระพุทธเจ้าประทับ อยู่ที่วัดเชตวันมหาวิหาร เวลาเย็นจะมีชาวเมืองถือดอกไม้ธูปเทียนมาถวาย สักการะและฟังธรรมเป็นประจํา แต่มีบางคราวที่พระพุทธองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ วัด เสด็จออกไปโปรดเวไนยสัตว์ ที่เมืองอื่น เมื่อชาวเมืองไม่พบพระพุทธองค์ ด้วยความคิดถึง จึงพากันไปหาพระอานนท์และกล่าวว่า อยากให้ พระพุทธเจ้าฝากสิ่งของไว้ให้ดูต่างหน้าเวลาไม่อยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับวัด พระอานนท์จึงไปทูลเรื่องนีให้ทรงทราบ ทําให้พระพุทธองค์ตรัสเรื่องเจดีย์ ๔ ้ ประการว่าสามารถเป็นตัวแทนของพระองค์ได้ คือ ๑. ธาตุเจดีย์ คือ อัฐิธาตุจะเกิดมีขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วเท่านั้น ๒. บริโภคเจดีย์ คือ สิ่งที่พระพุทธองค์เคยใช้สอย เช่น ต้นโพธิ์ตรัสรู้ ๓. อุทเทสิกเจดีย์ คือ สิ่งที่สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า เช่น พระพุทธรูป เป็นต้น ๔. ธรรมเจดีย์ คือ ธรรมะคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ตอน นี้มีแต่บริ โภคเจดีย์ คือ สิ่งที่พระพุทธ องค์ เคยใช้สอย เท่านั้นที่ใช้เป็นที่ระลึกต่าง หน้าเวลาคิดถึงกันได้ และทรงแนะนําให้พระอานนท์ไปนํา เมล็ด พระศรีมหาโพธิ์มาปลูกไว้ ที่วัดเชตวันมหาวิหาร พระอานนท์ได้ขอร้องให้พระมหาโมคคัลลานะไปนําเมล็ดมาจากตําบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบัน คือ พุทธคยา รัฐ พิหาร) พระมหาโมคคัลลานะเหาะไปที่อุรุเวลาเสนานิคม ใช้จีวรช้อนเอาเมล็ดโพธิ์ที่ร่วงหล่นจากต้น ไม่ให้ตกถึง พื้นแล้วเหาะกลับมาที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร นําเมล็ดโพธิ์มอบให้พระอานนท์ เมื่อถึงเวลาจะปลูก พระอานนท์ก็ พยายามหาคนมาปลูกเมล็ดโพธิ์นี้เพราะมีความสําคัญมาก ไปทูลขอให้พระเจ้าปเสนทิโกศลกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้น โกศลปลูก พระองค์ก็ไม่รับด้วยเหตุผล ทางการเมืองการปกครอง เพราะถ้าศัตรูรุกราน เห็นว่าเป็นต้นไม้ที่พระเจ้า แผ่นดินทรงปลูก ก็จักทําลายเสีย จึงไปขอให้ท่านอนาถบิณฑิกะ ผู้สร้างวัด ปลูก ท่านเศรษฐีจึง ตอบรับเป็น คนปลูก
  • 23.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 23 ให้ ด้วยความเอาใจใส่ ในเรื่องนี้ ต้นโพธิ์นี้ จึงมีชื่อว่า “อานนท์โพธิ์ ” มีความเชื่อว่า ต้นโพธิ์ต้นนี้ยังมีชีวิตอยู่จนถึง ปัจจุบันที่วัดเชตวันมหาวิหาร เล่ามานาน จึงขอกล่าวเรื่องการนํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปประดิษฐานที่ประเทศศรีลังกา โดยพระนางสังฆมิต ตา พระราชธิดาของพระ เจ้าอโ ศกมหาราช เมื่อ ทรงอุปถัมภ์การทําสังค ายนาครั้งที่ ๓ ปีพ .ศ.๒๓๖ เสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงส่งพระธรรมทูตออกไปประกาศพระศาสนา ๙ สาย หนึ่งใน ๙ สายนั้น คือ พระธรรมทูตที่เดินทางไป เผยแผ่ที่ประเทศศรีลังกาโดยมีพระมหินท เถระหรือพระราชโอรสของพระองค์เองเป็นหัวหน้านําไป เมื่อพระมหิ นทเถระพร้อมคณะไปแล้ว ได้เทศน์โปรดชาวสิงหลจนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีคนออกบวชเป็นพระภิกษุ มากมาย ทําให้สตรีจํานวนมากเป็นหม้ายและอยากบวชในพระพุทธศาสนาด้วย ความทราบถึงพระเจ้าอโศกมหาราชว่ามีคนอยากบวชเป็นภิกษุณี จึงส่งพระสังฆมิตตาเถรีพร้อมด้วยคณะ ไปศรีลังกา เพื่อให้การอุปสมบทนางขัตติยาทั้งหลาย ในการเสด็จไปของพระนางสังฆมิตตาเถรีในครั้งนั้น พระองค์ ได้นํากิ่งพระศรีมหาโพธิ์ที่ประดิษฐานในกระถางทองคําไปประดิษฐานไว้ที่เมืองอนุราธปุระด้วย ในคัมภีรอรรถกถาสมันตปาสาทิกากล่าวถึงการอัญเชิญกิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปเกาะลั งกาว่า ใหญ่โตมโฬ ์ หาร จะขอนําข้อความบางตอนมาให้อ่านเพื่อเจริญศรัทธา ดังต่อไปนี้ พระเจ้าอโศกตั้งพระทัยจะส่งต้นมหาโพธิ์ไปเกาะลังกาอยู่ก่อน ถามว่า " พระราชาได้ต้นมหาโพธิ์มาจากไหน ? " แก้ว่า " ได้ทราบว่า พระราชาทรงมีพระประสงค์จะส่งต้นมหาโพธิ์ไปยังเกาะลังกา เมื่อสุมนสามเณรยังไม่ มา เพื่อต้องการรับเอาพระธาตุ ก่อนแต่พระสังฆมิตตาเถรีจะไปนั้นนั่นแล ก็ทรงพระดําริว่า ' เราจักส่งต้นมหาโพธิ์ ซึ่งไม่ควรจะตัดด้วยศัสตราไปได้อย่างไรหนอแล ' เมื่อไม่เป็นอุบาย จึงตรัสถามอํามาตย์ชื่อมหาเทพ . อํามาตย์นั้น กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ! มีภิกษุบัณฑิตเป็นอันมาก. " พระราชาทรงสดับคํานั้นแล้ว รับสั่งให้ตระเตรียม ภัตร เพื่อภิกษุสงฆ์ ในทีสุดภัตกิจได้ตรัสถามพระสงฆ์ว่า " ท่านผู้เจริญ ! ต้นมหาโพธิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ่ ควรไปยังเกาะลังกาหรือไม่หนอ ? " พระสงฆ์มอบให้เป็นภาระของพระโมคคลีบุตรติสสเถระ. พระเถระถวายพระ พรว่า " ต้นมหาโพธิ์ ควรไปยังเกาะลังกาแท้ มหาบพิตร ! " ดังนี้แล้ว ได้ทูลบอกมหาอธิษฐาน ๕ ข้อ ของพระผู้มี พระภาคเจ้า. มหาอธิษฐาน ๕ ข้อของพระผู้มีพระภาคเจ้า
  • 24.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 24 มหาอธิษฐาน ๕ ข้อเป็นไฉน ? คือได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรทมบนพระแท่นปรินิพพาน ได้ทรงอธิษฐานว่า " เพื่อต้องการให้ต้นมหาโพธิ์ประดิษฐานอยู่ในลังกาทวีป พระเจ้าอโศกมห าราชจักเสด็จมารับ เอาต้นมหาโพธิ์, ในเวลานั้น กิ่งมหาโพธิ์ด้านทิศทักษิณ จงขาดเองทีเดียว แล้วประดิษฐานอยู่ในกระถางทอง. " นี้ เป็นอธิษฐานข้อที่หนึ่ง. ทรงอธิษฐานว่า " ก็ในเวลาประดิษฐานอยู่ในกระถางทองนั้น มหาโพธิ์จงลอยเข้าไปสู่ ห้องหิมวลาหกตั้งอยู่. " นี้เป็นอธิษฐานข้อที่สอง. ทรงอธิษฐานว่า " ในวันคํารบ ๗ ต้นมหาโพธิ์จงลอยลงมาจาก กลีบหิมวลาหก ตั้งอยู่ในกระถางทอง เปล่งฉัพพรรณรังสีจากใบและผลทั้งหลาย . " นี้เป็นอธิษฐานข้อที่สาม. ทรง อธิษฐานว่า "พระธาตุรากขวัญเบื้องขวา จงทํายมกปาฏิหาริย์ในวันประดิษฐานอยู่ที่พระเจ ดีย์ในถูปาราม. " นี้เป็น อธิษฐานข้อที่สี่. ทรงอธิษฐานว่า " พระธาตุของเราประมาณโทณะหนึ่ง ในเกาะลังกานี้แล ในเวลาประดิษฐานอยู่ ในมหาเจดีย์ จงแปลงเพศเป็นพระพุทธเจ้าแล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส ทํายมกปาฏิหาริย์. " นี้เป็นอธิษฐานข้อที่ห้า. วิสสุกรรมเทพบุตรปลอมตัวเป็นช่างเนรมิตกระถางทอง พระราชาทรงสดับมหาอธิษฐาน ๕ ข้อนี้แล้ว มีพระหฤทัยเลื่อมใสรับสั่งให้จัดการชําระหนทาง ตั้งแต่ เมืองปาตลีบุตร(เมืองปัตนะ รัฐพิหาร ในปัจจุบัน )จนถึงต้นมหาโพธิ์แล้ว ให้นําทองคําเป็นอันมากออกมา เพื่อ ต้องการให้สร้างกระถางทองคํา. ในขณะนั้นนันแล วิสสุกรรมเทพบุตร ทราบพระราชหฤทัยได้นิรมิตเป็น ่ ช่างทอง ยืนอยู่ตรงพระพักตร์ (ของพระราชา) พระราชาทอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว จึงตรัสว่า " พ่อ เจ้าจงเอาทอง นี้ไปทํากระถาง. " เขาทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ! ขอพระองค์ทรงบอกขนาดให้ทราบ. " พระราชาตรัสว่า " พ่อ เจ้านั่นแหละ ทราบและจงทําให้ได้ขนาด. " เขารับว่า " ดีละ สมมติเทพ ! ข้าพระองค์จักกระทํา " จึงถือทองเอา มือลูบคลํา ด้วยอานุภาพของตน นิรมิตกระถางทอง วัดโดยรอบประมาณ ๙ ศอก สูง ๕ ศอก กว้าง ๓ ศอก หนา ๘ นิ้ว ขอบปากมีขนาดเท่าโคนงวงช้าง. พระราชาพร้อมด้วยเสนาเสด็จไปยังต้นมหาโพธิ์ ครั้งนั้น พระราชา เสด็จออกจากนครปาตลีบุตรด้วยเสนาใหญ่ยาวประมาณ ๗ โยชน์ กว้างประมาณ ๓ โยชน์ พาเอาพระอริยสงฆ์ได้เสด็จไปยังที่ใกล้ต้นมหาโพธิ์ . เสนาล้อมต้นมหาโพธิ์ ซึ่งมีธงชัยและธงแผ่นผ้ายกขึ้น ไว้แล้ว วิจิต รด้วยรัตนะต่าง ๆ ประดับด้วยเครื่องอลังการมากมาย เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ประโคม ด้วยเครื่องดุริยางค์หลายหลาก. พระราชานิมนต์เอาพระมหาเถระผู้เป็นคณะปาโมกข์ ประมาณพันรูป แล้วให้ พระราชาผู้ได้รับการอภิเษกทั่วชมพูทวีปจํานวนพันองค์แวดล้อมพระองค์และต้นมหาโพธิ์ ได้ประทับยืนที่โคนต้น มหาโพธิ์ทอดพระเนตรดูต้นมหาโพธิ์. ส่วนที่เหลือเว้นลําต้นของมหาโพธิ์ และส่วนแห่งกิ่งใหญ่ด้านทิศทักษิณ ประมาณ ๔ ศอก ไม่ปรากฏให้เห็น พระราชาทรงเห็นปาฏิหาริย์นั้น เกิดพระปีติปราโมทย์ ตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ว่า "
  • 25.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 25 ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าเห็นปาฏิหาริย์นี้แล้ว ยินดี จะบูชาต้นมหาโพธิ์ ด้วยราชสมบัติในทวีป " จึงได้ถวายการ อภิเษก. พระราชาทรงทาสัตยาธิษฐาน ครั้งนั้น พระราชาทรงบูชา(ต้นมหาโพธิ์)ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น กระทําประทักษิณ ๓ ครั้ง ถวาย บังคมในที่ทั้ง ๘ เสด็จลุกขึ้นแล้วประทับยืนประคองอัญชลี มีพระประสงค์จะเชิญเอาต้นมหาโพธิ์ด้วยการทําคํา สัตย์ รับสั่งให้ตั้งกระถางทองข้างบนตั่งที่สําเร็จด้วยรัตนะทุกอย่าง ซึ่งตั้งหนุนให้สูงขึ้น ตั้งแต่พื้นดินจนถึงกิ่ง ด้านขวาของมหาโพธิ์แล้ว เสด็จขึ้นบนรัตนบิฐทรงถือพระสุวรรณตุลิกา ( พู่กันทองคํา ) ทํารอยขีดด้วยมโนสิลา แล้วได้ทรงทําสัจพจน์กิริยาว่า " ถ้าต้นมหาโพธิ์ควรประดิษฐานอยู่ในเกาะลังกาและหากว่าข้าพเจ้าพึงเป็นผู้หมด ความสงสัยในพระพุทธศาสนาไซร้, ขอให้ต้นมหาโพธิ์ จงประดิษฐานอยู่ในกระถางทองเสียเองทีเดียว . " พร้อม กับการทรงทําสัจพจน์ กิ่งโพธิ์ ขาดตรงที่ทรงเอามโนสิลากําหนดหมายไว้ แล้วตั้งอยู่ในเบื้องบนกระถางทอง อัน เต็มด้วยโคลนผสมด้วยของหอม. ต้นมหาโพธิ์แตกหน่อออกใหม่ ในวันที่ ๑๗ ตั้งแต่วันที่ต้นมหาโพธิ์ ประดิษฐานอยู่ในกระถางทอง หน่อใหม่ ๆ แห่งต้น มหาโพธิ์ก็ได้ปรากฏขึ้น. พระราชาแม้ทอดพระเนตร เห็นหน่อเหล่านั้นแล้ว ก็ทรงเลื่อมใส เมื่อจะทรงบูชา ต้นมหาโพธิ์ด้วยราชสมบัติอีก ได้ทรงถวายการ อภิเษกในสากลชมพูทวีป. สุมนสามเณรไปเพื่อรับ เอาพระธาตุ ในวันเพ็ญเดือนกัตติกมาส (คือ วันเพ็ญ เดือน ๑๒) ได้เห็นการบูชาแก่ต้นมหาโพธิ์เป็น มหรสพเดือนกัตติกมาส. พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงหมายถึงต้นโพธิ์ที่นํามาจากมหาโพธิมณฑลแล้วชําไว้ที่นครปาตลีบุตร โดยนัย ดังกล่าวมานี้ จึงตรัส (กะพระนางสังฆมิตตาเถรี ) ว่า " แม่ ! ถ้าเช่นนั้นของให้ลูกรับเอาต้นมหาโพธิ์ไปด้วยเถิด. " พระนางสังฆมิตตาเถรีนั้น ทูลรับว่า " สาธุ " พระเจ้าอโศกทรงตั้งตระกูลต่าง ๆ ไว้เพื่อรักษาต้นมหาโพธิ์
  • 26.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 26 พระราชา พระราชทานตระกูลเทวดา ๑๘ ตระกูลอํามาตย์ ๘ ตระกูลพราหมณ์ ๘ ตระกูลกุฎุมพี ๘ ตระกูลเลี้ยงโค ๘ ตระกูลเสือดาว ๘ และตระกูลชาวกาลิงคะ ๘ ไว้เพื่อรักษาต้นมหาโพธิ์, และพระราชทาน หม้อทอง ๘ หม้อเงิน ๘ ใบ ไว้เพื่อรดน้ํา ( ต้นมหาโพธิ์ ) แล้วทรงให้ยกต้นมหาโพธิ์ขึ้นสู่เรือ พร้อมด้วยบริวาร นี้ที่แม่น้ําคงคา, ฝ่ายพระองค์เองเสด็จออกจากพระนครข้ามดงชื่อวิชฌาฏวี แล้วเสด็จไปถึงท่าชื่อตามพลิตตี ตลอด ๗ วัน โดยลําดับ . ในระหว่างทาง พวกทวยเทพ นาค และมนุษย์ ได้ พากันบูชาต้นมหาโพธิ์อย่างมโหฬาร ฝ่าย พระราชา ทรงพักต้นมหาโพธิ์ไว้ที่ริมฝั่งสมุทร ๗ วัน แล้วได้ทรงถวายราชสมบัติอย่างใหญ่ในสากลทวีป คราว นี้ เป็นการทรงถวายราชสมบัติในชมพูทวีปครั้งที่ ๓ แก่ต้นมหาโพธิ์นั้น พระเจ้าอโศกทรงลุยน้าส่งต้นมหาโพธิ์ไปเกาะลังกา พระเจ้าอโศกธรรมราชา ครั้นทรงบูชา (ต้นมหาโพธิ์) ด้วยราชสมบัติอย่างใหญ่อย่างนั้นแล้ว ในวันปาฏิบท แรก ( คือแรม ๑ ค่ํา )แห่งเดือนมิคสิรมาส (คือ เดือนอ้าย ) จึงทรงยกต้นมหาโพธิ์ขึ้น เสด็จลุยน้ําไปประมาณเพียง พระศอ ทรงวางไว้บนเรือ แล้วทรงรับสั่งให้แม้พระนางสังฆมิตตาเถรี พร้อมด้วยบริวารขึ้นเรือ จึงได้ตรัสคํานี้กะ อริฏฐอํามาตย์ว่า " พ่อ! ข้าพเจ้าบูชาต้นมหาโพธิ์ ด้วยราชสมบัติในสา กลชมพูทวีปถึง ๓ ครั้ง ต้องลุยน้ําไป ประมาณเพียงคอ ส่ง (ต้นมหาโพธิ์ )ไปให้พระสหายของข้าพเจ้า, แม้พระสหายของข้าพเจ้านั้นก็จงทรงบูชาต้น มหาโพธิ์เหมือนอย่างนี้แหละ. ท้าวเธอครั้นพระราชทานข่าวสาสน์แก่พระสหายอย่างนั้นแล้วทรงคร่ําครวญประคองอัญชลี ประทับยืน หลั่งพระอัสสุชลอยู่ว่า " ต้นมหาโพธิ์ของพระทศพล ซึ่งฉายช่อพระรัศมี ดุจมีชีวิตอยู่ ไปละหนอ "ดังนี้ นาวาที่ต้น มหาโพธิ์ขึ้นประดิษฐานอยู่แม้นั้นแล เมื่อมหาชนจ้องมองแลดูอ ยู่ ก็ออกวิ่งไปสู่ท้องทะเลหลวง เหล่าระลอกคลื่น ในมหาสมุทรสงบเงียบประมาณโยชน์หนึ่งโดยรอบ เหล่าปทุมชาติเบญจพรรรณก็แย้มบาน ฝ่ายพระเจ้าอโศก มหาราช ทรงระทมทุกข์เพราะวิโยคจากต้นมหาโพธิ์ ทรงคร่ําครวญกันแสง จ้องพระเนตรดู จนสุดทัสนวิสัย แล้ว ก็เสด็จกลับ พระเจ้าเทวานัมปิยดิสกรุงลังกาเตรียมต้อนรับต้นมหาโพธิ์ ฝ่ายพระเจ้าเทวานัมปิยดิสมหาราชแล จําเดิมแต่วั นปาฏิบทแรกแห่งเดือนมิคสิรมาส(คือเดือนอ้าย ) ทรง รับสั่งให้ชําระตกแต่งมรรคาตั้งแต่ประตูด้านทิศอุดร(แห่งอนุราธบุร) จนถึงท่าชมพูโกลปัฏฏนะตามคําของสุมน ี สามเณร, ในวันที่เสด็จออกจากพระนคร ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ตั้งศาลา อันมีอยู่ที่ฝั่งสมุทรใกล้กับประตูด้านทิศ อุดรนั่นเองได้ทอดพระเนตรเห็นต้นมหาโพธิ์ ที่กําลังมาอยู่ในมหาสมุทรนั่นแลโดยสมบัตินั้น เพราะอานุภาพของ พระเถระ ทรงปลื้มพระหฤทัยเสด็จออกไป รับสั่งให้เอาดอกไม้เบญจพรรณโปรยลงตลอดทางทั้งหมด ทรงตั้ง
  • 27.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 27 เครื่องบูชาดอกไม้อันมีค่าไว้ในระหว่างทางเป็นระยะแล้ว เสด็จไปท่า ชมพูโกลปัฏฏนะโดยวันเดียวเท่านั้นอันพวก พนักงานตาลาวจรดนตรีทั้งปวงแวดล้อมแล้ว ทรงบูชา (ต้นมหาโพธิ์) อยู่ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายมีดอกไม้ ธูป และของหอมเป็นต้น เสด็จลุยน้ําไปประมาณเพียงพระศอแล้วทรงรับสั่งว่า " ต้นมหาโพธิ์ของพระทศพล ซึ่งฉาย ช่อพระรัศมีดุจมีชีวิตอยู่มาแล้วหนอ " มีพระหฤทัยเลื่อมใสแล้ว จึงทรงยกต้นมหาโพธิ์ขึ้นแล้ว วางลงบนพระเศียร อันเป็นอวัยวะสูงสุด พร้อมด้วยเหล่าตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยชาติ ๑๖ ตระกูล ผู้แวดล้อมต้นมหาโพธิ์ เสด็จขึ้นจาก สมุทร แล้วทรงพักต้นมหาโพธิ์ไว้ที่ริมฝั่งมหาสมุทร ทรงบูชา ด้วยราชสมบัติในเกาะตัมพปัณณิทวีปทั้งหมดสิ้น ๗ วัน. ท้าวเธอทรงให้ตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยชาติ ๑๖ ตระกูลสําเร็จราชการแทน. ภายหลังต่อมาในวันที่ ๔ ท้าวเธอ ทรงรับเอาต้นมหาโพธิ์แล้ว ทรงทําการบูชาอยู่อย่างโอฬาร เสด็จถึงกรุงอนุราธบุรีโดยลําดับ . เมื่อต้นมหาโพธิ์ อันเป็นธงชัยแห่งพระสัทธรรมของพระทศพลประดิษฐานอยู่แล้ว เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนชาวเกาะโดยรอบ ด้วยการสืบต่อลําดับแห่งลูกหลานอย่างนี้แล้ว พระนางอนุฬาเทวี พร้อมกับ มาตุคามพันหนึ่ง คือ หญิงสาว( ผู้เป็นบาทบริจาริกาของตน ) ๕๐๐ คน และหญิงชาววังอีก ๕๐๐ คน ผนวชใน สํานักของพระนางสังฆมิตตาเถรี ไม่นานนักพร้อมด้วยบริวารก็ดํารงอยู่ในความเป็นพระอรหันต์ . ฝ่ายพระราช ภาคิไนยชื่ออริกฐะแล พร้อมกับบุรุษ ๕๐๐ คน บวชในสํานักของพระเถระพร้อมด้วยบริวาร ได้ดํารงอยู่ในความ เป็นพระอรหันต์ ต่อกาลไม่นานเช่นเดียวกัน. - T= Tooth(The Buddha Tooth) อันโคควาย ตายเล่า เหลือเขาหนัง ช้างตายยัง เหลืองา เป็นศักดิ์ศรี คนเราตาย เหลือไว้ แต่ชั่วดี บรรดามี ประดับไว้ ในโลกาฯ ของดีของศรีลังกาอีกอย่างหนึ่งนอกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ พระธาตุเขี้ยวแก้ว ของพระพุทธเจ้า เคยเดินทางไปกราบไหว้ศพครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บางวัดลูกศิษย์ก็จะพยายามเก็บศพ เอาไว้ไม่เผา ถึงแม้เผาแล้วก็ยัง เก็บกระดูก ไว้ ให้คนบูชา บางครั้ง ขนาดทะเลาะกัน แย่งกระดูกของท่าน เพื่อเก็บ ไว้ บูชา นี้แหละหนาที่เขาบอกว่า คนดีใครๆ ก็ต้องการ ไม่ว่าจะตอนมีชีวิตอยู่ หรือตายไปแล้ว คนก็ไม่รังเกียจ
  • 28.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 28 พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่มนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ต้องการ ในมหาปรินิพพานสูตรบางตอนกล่าวไว้ว่า หลังจากทําพิธี ถวาย พระเพลิงพระบรมศพแล้ว เมืองต่างๆ ต้องการจะได้อัฐิธาตุ ของ พระพุทธเจ้าไว้บูชา ต่างส่งสาส์นมาขอส่วนแบ่ง แต่เมื่อตกลงไม่ได้ก็จะทํา การยุทธกัน โชคดีว่าได้โทณพราหมณ์มาช่วยไกล่เกลี่ยทําให้สามารถแบ่ง พระอัฐิธาตุได้ พระธาตุเขี้ยวแก้วที่ เมืองแคนดี้นั้นมีความสําคัญยิ่งต่อชาว ศรีลังกา มีความเชื่อว่าเจ้าชายองค์ใดได้ครอบครองพระธาตุเขี้ยวแก้ว เจ้าชายองค์นั้นจะได้เป็นกษัตริย์ลังกาโดยสมบูรณ์ อยากจะนําประวัติการ นําพระธาตุเขี้ยวแก้วจากแคว้นกาลิงคะ อินเดีย ไปเกาะลังกา มากล่าวให้ฟัง โดยย่อ ดังต่อไปนี้ พระธาตุเขี้ยวแก้ว คือ ส่วนที่เป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้ามีทั้งหมด ๔ องค์ คือ องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่พระจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่นาคพิภพ องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่แค้วนคันธาระ และอีกองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่แคว้นกาลิงคะ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศอินเดีย ฉะนั้น ในโลกมนุษย์เราจึงมีพระธาตุเขี้ยวแ ก้วเหลืออยู่เพียง ๒ องค์ องค์ที่เคยอยู่แคว้นคันธาระ ปัจจุบันอยู่ที่วัดหลิงกวง เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ส่วนอีกองค์ที่เคยอยู่แคว้นกาลิงคะปัจจุบันอยู่ที่วัดพระธาตุเขี้ยว แก้ว เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา มีประวัติเกี่ยวกับพระธาตุเขี้ยวแก้วในคัมภีร์ดาลดาวงศ์ของศรีลังกาว่า ในสมัยของพระเจ้า คุหสีวะ แคว้น กาลิงคะ เกิดศึกสงครามขึ้น พระเจ้าคุหสีวะก่อนจะออกรบได้ตรัสสั่งพระนางเหมมาลาพระราชธิดาว่า ถ้าพระองค์ สวรรคตในสนามรบให้นําพระธาตุเขี้ยวแก้วไปเกาะลังกา เป็นจริงดังว่าพระองค์สวรรคตในสนามรบ พระราชธิดา ของพระองค์พร้อมด้วยพระสวามีได้อัญเชิญพระธาตุเขี้ยวแก้วลงเรือ และเดินทางไปถึงเมืองอนุราธบุรีในสมัยพระ เจ้ากีรติศิริเมฆวรรณครองราชย์ในพ.ศ.๘๔๕ กษัตริย์ศรีลังการักเคารพพระธาตุเขี้ยวแก้วมาก เปรียบด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เมื่อย้ายเมืองหลวงไปที่ใดก็ จะอัญเชิญพระธาตุเขี้ยวแก้วไปประดิษฐานไว้ที่นั้นด้วย เพราะมีความเชื่อว่า พระธาตุฯ จะดลบันดาลให้บ้านเมือง อุดมสมบูรณ์ ร่มเย็นเป็นสุข ต่อมาชาวพุทธศรีลังกาได้สร้างวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้ (สถานที่ประดิษฐาน พระธาตุเขี้ยวแก้วปัจจุบัน) และตั้งคณะกรรมการรักษาพระธาตุเขี้ยวแก้วขึ้นดูแลรักษาอย่างดี
  • 29.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 29 คณะผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าไปไหว้ผอบที่บรรจุพระธาตุเขี้ยวแก้วเหมือนกัน ซึ่งได้เห็นเพียงผอบทองคําและ พวกสร้อยทอง เครื่องประดับที่บุคคลผู้ศรัทธาถอดถวายบูชาพระธาตุฯ ซึ่งวันนั้นในคณะของพวกเราก็มีญาติโยมผู้ มีจิตศรัทธาถอดแหวนถวายพระธาตุฯ ด้วยเหมือนกัน - T= Tea มีชารสเลิศ ประเทศศรีลังกาเป็นเกาะที่มีสภาพภูมิประเทศที่ สวยงาม บางพื้นที่เป็นภูเขาเหมาะแก่การปลูกพืชบนเขา ผู้เขียนกําลังจะกล่าวถึงการปลูกชา ซึ่งชาซีลอนถือว่า เป็นแบรนด์เนมที่ติดตลาด และเป็นสิ้นค้าส่งออกชั้น เยียม เช่น เมืองนูวารา เอลลิย่า (NUWARA - ELIYA ) ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไร่ชา ผู้นําคณะจัดโปรแกรมธรรมสัญจรสู่แดน พระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ออกเป็น ๒ ช่วง หรือ ๒ ส. คือ ๑.แสวงบุญ คือ เดินทางไปนมัสการพุทธสถานที่ สําคัญตามเมืองต่างๆ ๒. เสวยบุญ คือ หลังจากทําบุญแล้ว มีบุญ ก็ไป เสวยผลบุญ ด้วยการเดินทางไปชมทัศนียภาพอันสวยงาม ของศรีลังกา เช่น ไร่ชา และรัตนชาติ เป็นต้น พวกเรานั่งรถลัดเลาะไปตามริมเขา ที่สองข้างทาง เต็มไปด้วยไร่ชาอันสวยงาม ได้แวะเยี่ยมชมไร่ชา และ ขบวนการผลิตชา ตั้งแต่เก็บจนกระทั่งบรรจุหืบห่อ พร้อมส่งขาย หลังอาหารมื้อเที่ยงแล้ว มีที่ให้นั่งลองจิบน้ําชาว่า ชอบแบบไหนชนิดใด และที่ให้จับจ่ายซื้อหาชาไปฝากญาติมิตรคนสนิท คณะของพวกเราก็ไม่ลืมที่จะซื้อหาไป ฝากครูบาอาจารย์ และญาติๆ
  • 30.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 30 - T = Tradition มีประเพณีวัฒนธรรมที่งดงาม ประเทศศรีลังกาเป็นประเทศที่ร่ํารวยประเพณี วัฒนธรรมซึ่งอยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนาและ ศาสนาฮินดู เช่น พิธการแห่พระธาตุเขี้ยวแก้วที่ ี เรียกว่า เปราเฮรา(Perahera)ซึ่งปีหนึ่งจัดเพียงครั้งเดียว ในช่วงเข้าพรรษา จัดประมาณ ๑๕ วัน, พิธีการแห่ดุรุ ตุ เป็นพิธีฉลองการเสด็จประพาสลังกาของ พระพุทธเจ้า จัดขึ้นในเดือนยี่ , งานฉลองวิสาขบูชา เป็นงานฉลองที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศอื่นๆ มีการประดับไฟและเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และในประเพณีนี้มีการ ส่งส.ค.ส.ให้กันด้วย ชาวศรีลังกาจะไม่นิยมส่งส .ค.ส.ในเทศกาลอื่นเหมือนประเทศทั่วโลก, พิธีแห่งโปโสนในวัน เพ็ญเดือน ๗ จัดเพื่อฉลองการเสด็จมาลังกาของพระมหินทเถระพร้อมบริวาร เป็นต้น วัฒนธรรมอีกอย่างหนึง คือ ระบําของชาวศรีลังกาที่มีเอกลักษณ์การแต่งการร่ายรําที่โดดเด่นเฉพาะตัว ่ สามารถแบ่งออกเป็น ๓ แบบ คือ ระบํากัน ด์ยัน(Kandyan Dancing)เป็นระบําประจําชาติ เป็นการเลียนแบบการร่าย รําของช้าง นกยูง และเป็นการเล่าเรื่องราวของมหากาพย์รามเกียรติ์ , ระบําทางใต้ของประเทศ(Low country dance) มีเอกลักษณ์คือสวมหน้ากากคล้ายผีตาโขนบ้านเรา, ระบําสะบารกามุวะ(Sabaragamuwa Dances) เป็นระบําถวาย เทพเจ้าสะมัน(God Saman) ของชาวพื้นเมือง - T = Tourism การท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ ประเทศศรีลังกาถือกันว่าเป็นไข่มุกแห่งคาบสมุทรอินเดีย เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายบรรยากาศ เป็นเกาะ ที่มีทะเลล้อมรอบ บางเมืองเป็นพื้นราบ บางเมืองเป็นภูเขา ผู้เขียนขอแนะนําสถานที่ที่ชาวพุทธนิยมไปนมัสการ ดังต่อไปนี้ ๑. เมืองอนุราธปุระ (ANURADHAPURA)เป็นเมืองหลวงเก่าแห่ง แรก มีสิ่งที่ควรชม คือ ๑.ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกที่นํามาจาก อินเดียโดยภิกษุณีสังฆมิตตา ๒.โลหะปราสาทหลังที่ ๒ ในโลกที่ พระพุทธโฆษาจารย์เขียนคัมภีร์วิสุทธิมรรค(หลังแรกนางวิสาขา สร้างถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ที่วัดบุพพาราม) ๓. พระมหา เจดีย์สุวรรณมาลิกที่พระเจ้าทุฎฐคามินีสร้างถวายสงฆ์
  • 31.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 31 ๒. โปโลนนารุวะ (Polonanruwa) เมืองโปโลนนารุวะ เมืองหลวงแห่งที่ ๒ ของศรีลังกา มีสิ่งที่น่า ชม ดังนี้ คือ ๑.วัดกัลวิหาร(Gal Vihara)ที่มพระพุทธรูปสลักจากหินผาน่าอัศจรรย์ ๒. ี พระไตรปิฎกฉบับหินผา ๓. พระราชวังพระ เจ้าปรักมพาหุมหาราชผู้อุปถัมภ์การทําสังคายนา ๔.วัฏฏาตเก องค์สถูปที่เคยประดิษฐานพระธาตุ เขี้ยวแก้ว ๕. ตึกรัฐสภาของพระเจ้าปรักรมพาหุมหาราช ๖.อัฒจันทร์ศิลา(Moonstone)พรมเช็ดเท้า ก่อนเข้าวิหาร และเป็นปริศนาธรรมอันลึกซึ้ง ๓. ถ้าพระดัมบูลล่า (Dambulla) วิหารถ้ําวัดดัมบูลล่า มีทั้งหมด ๕ ถ้ํา มีพระพุทธรูปมากมายกว่า ๑๕๐ องค์ ภาพเขียนจิตรกรรม ฝาผนังที่สวยงาม มีองค์เจดีย์ในถ้ําที่เก็บสมบัติพระราชา และ พระพุทธรูปหล่อทองเหลืองที่ใหญ่ ที่สุดในเกาะลังกา ประดิษฐานอยู่หน้าวัดทางขึ้นไปชมถ้ํา ๔.ภูเขาสิกิริยา (Sigiriya) เขาสิกริยา เมืองปราการบนยอดเขาของพระเจ้ากัสยปะ พยายามชลอสรรค์ลงมาสู่พื้นพิภพ หรือ พระราชวังลอยฟ้าน่าอัศจรรย์ และภาพเขียนสีปูนเปียกนางอัปสรบนหน้าผาสูงชัน อายุพันกว่าปี สี ยังสดใสงดงามราวกับจําลองนางสวรรค์บนพื้นพิภพ
  • 32.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 32 ๕.เมืองแคนดี้(Kandy) เมืองแคนดี้เดินทางไปเฝ้าพระสังฆนายกนิกายมัลลวัตตะ (สยามนิกาย) ไปที่วัดดาลตามาลิกาวา เข้า นมัสการพระธาตุเขี้ยวแก้ว ทิวทัศน์บนยอดเขามองลงมาเห็น ทะเลสาบที่ทอดยาวกว้างใหญ่ ขุดโดย น้ํามือของมนุษย์ และวัดอัสคิริยา ที่พระอุบาลีจากกรุงศรี อยุธยาเคยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชชาวสิงหล จนเกิดนิกายสยามวงศ์มาจนทุกวันนี้ ๖.ไร่ชาสวย- นูวารา เอลลิย่า (NUWARA - ELIYA ) เมืองนูวารา เอลลิย่า เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมไร่ชา (The heart of the tea industry) ชมไร่ชาสวย น้ําตกใส ภูเขาสูง ดื่มด่ํากับธรรมชาติที่งดงาม จนได้ขนานนามว่า มรกตแห่งเอเชีย เยี่ยมโรงงานใบชาที่มีชื่อเสียง ชิมชา รสเลิศในโรงงานผลิตชาศรีลังกาที่มีชื่อเสียงก้องโลก อิ่มเอมกับบรรยากาศอันสดชื่น ชมน้ําตกสูงที่ไหล ตลอดปี งดงามเขียวชอุ่มด้วยไร่ชาบนยอดเขาสูงจากระดับน้ําทะเล ๖,๑๘๒ ฟิต เป็นที่พักตากอากาศอันสวยงาม และมีชื่อเสียงที่สุดในเอเชีย ๗.โคลัมโบ (COLOMBO) เมืองหลวงโคลัมโบ ชมวัดกัลยานี ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ ชมภาพ จิตรกรรมฝาผนังที่งดงามเล่าเรื่องราว พุทธประวัติและประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในศรีลังกา และ ชมวัดคงคารามที่งดงามด้านศิลปะ
  • 33.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 33 เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์แห่งแรกของศรีลังกา - T = True man วีรบุรุษศรีลังกาผู้มีอุปการะคุณต่อพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติของศรีลังกา ประชากรส่วนมากของประเทศเป็นพุทธศาสนิกชน ประเทศแห่งนี้เคยมีกระทรวงพระพุทธศาสนา ต่อมาศาสนาอื่นๆ ก็อยากมีกระทรวงศาสนาของตนเองบ้าง ทําให้ รัฐบาลยุติปัญหาด้วยการยุบเป็นกระทรวงศาสนาอย่างเดียว ในที(T)สุดท้ายนี้ ผู้เขียนอยากขอกล่าวถึงวีรบุรุษ ใจ เพชรผู้ทํางานเพื่อประโยชน์และความสุขของชาวสิงหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวพุทธเรา จะข อกล่าวถึงบุคคลที่มี ผลงานโดดเด่นเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชน เพื่อเป็นทิฎฐานุคติในการประพฤติปฏิบัติตาม นี้คือบุคคลเหล่านั้น - พระมหินทเถระ และพระนางสังฆมิตตา ทั้งสองพระองค์เป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้า อโศกมหาราช เมื่อพระเจ้าอโศกทรงสร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลังถวายเป็นพุทธบูชา ทรงตรัสถามพระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระว่า พระองค์ทําขนาดนี้ถือว่าเป็นญาติของพระศาสนาหรือยัง ? พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระทูลตอบว่า ยัง ไม่ชื่อว่าเป็นญาติพระศาสนาตราบใดที่ยังไม่มีพระราชโอรส-ธิดาบวชในพระพุทธศาสนา พระเจ้าอโศกทรง อนุญาตให้พระราชโอรส-ธิดาออกผนวช หลังจากผนวชแล้ว ทั้งสองพระองค์ได้บรรลุพระอรหันต์ และเป็นกําลัง สําคัญในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกา ชาวศรีลังกาทุกปีจะมีขบวนแห่เพื่อยกย่องคุณงามความดีของ พระมหินทเถระและพระนางสังฆมิตตาเถรี - พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามุฏสิวะ ทรงเป็นพระสหายสนิทกับพระเจ้าอโศก มหาราช แต่ ไม่เคยพบกันเลย เมื่อพระมหินทเถระเดินทางไปประกาศพระศาสนาในเกาะลังกา พระเจ้าเทวานัมปิย ติสสะทรงอุปถัมภ์และเป็นกําลังสําคัญในการประดิษฐานพระศาสนาในลังกา พร้อมทั้ง สร้างวัดมหาวิหารและวัด อื่นๆ ถวายพระสงฆ์ - พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระมหาเถระชาว อินเดีย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ใกล้สถานที่ตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ชอบเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อโต้วาที กับนักปราชญ์ และท่านก็ได้รับชัยชนะตลอดในการปะวา ทะ แต่มาปราชัยในการโต้คารมกับพระเรวตเถระ จึงยอม ออกบวชเป็นลูกศิษย์เพื่อเรียนพุทธมนต์ เมื่อบวชแล้ว ศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน ภายหลังพระเรวตเถระ กล่าวกับท่านว่า ในอินเดียมีพระไตรปิฎกบาลี ยังไม่มี
  • 34.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 34 อรรถกถาบาลี แต่คัมภีร์อรรถกถาอยู่ที่เกาะลังกา ท่านจึงเดินทางไปลังกา ตามคําแนะนําของพระอาจารย์ ไปถึงแล้ว ได้แสดงความสามารถให้พระเถระสํานักมหาวิหารเห็นด้วยการแต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคอธิบายหลักธรรมใน พระพุทธศาสนา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา จนพระเถระสํานักมหาวิหารยอมรับและมอบคัมภีร์อรรถกถาให้ท่าน ปริวรรตจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลี คณะผู้เขียนมีโอกาสได้ไปนมัสการวัดอาโลกวิหารที่ท่านใช้เป็นที่ปริวรรต อรรกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลีอีกด้วย ซึ่งพระเดชพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์พร้อมคณะได้สร้าง รูปจําลองพระพุทธโฆษาจารย์ถวายไว้ที่วัดนั้นให้คนได้เคารพบูชากราบไหว้ สมัยผู้เขียนเรียนระดับปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยมคธ พักที่วัดไทยพุทธคยา เวลาเดินทางไปนมัสการพระ เจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ไม่ลืมที่จะนําดอกไม้ไปนมัสการสถูปที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่าบรรจุอัฐิธาตุ ของพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ สําหรับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว ถ้าใครไม่เคยศึกษาคัมภีร์วิสุทธิมรรคมีคํากล่าวว่าไม่สามารถเป็นนักปราชญ์ได้ - พระอุบาลีมหาเถระ เป็นพระธรรมทูตไทยที่ควรยึดไว้เป็นแบบอย่างในการเผยแผ่ศาสนาได้เดินทางไป ประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกา ด้วยการวางระเบียบปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์องค์สามเณรและพุทธศาสนิกชน ให้เรียบร้อยงดงาม เป็นที่ เคารพนับถือของชาวศรีลังกามาก จนพากันเรียกคณะสงฆ์ที่ท่านนําไปว่า สยามวงศ์นิกาย บ้าง อุบาลีวงศ์บ้าง สยาโมบาลีวงศ์บ้าง - สมเด็จพระสังฆราชสรณังกร ท่านเกิดมาเพื่อกอบกู้พระพุทธศาสนาโดยแท้จริง ด้วยความเสียสละ อดทน และเอาใจใส่ในการเผยแผ่พระธรรมของท่าน จนพระเจ้ากิตติศิริราชสิงห์ ทรงเลื่อมใส เมื่อสบโอกาสสามเณรสรณัง กรจึงทูลขอให้พระองค์ส่งสาส์นไปขอพระภิกษุจากกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าบรมโกศให้มาบรรพชาอุปสมบท กุลบุตรชาวลังกา ภายหลังเมื่อบวชเป็นภิกษุแล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกและองค์สุดท้าย ของลังกา - อนาคาริก ธรรมปาละ เป็นชาวลังกาผู้อุทิศชีวิตเพื่องาน พระพุทธศาสนาในแดนพุทธภูมิ อินเดีย ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน หนังสือประทีปแห่งเอเชีย(The Light of Asia) ของเซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ จึง เดินทางไปนมัสการสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ไปเห็นซากปรักหักพัง ของเจดีย์โดยไม่ได้รับการเอาใจใส่ เกิดความสังเวชจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า จะขอ ฟื้นฟูพุทธสถานในอินเดีย ท่านได้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้น เพื่อทํางาน เผยแผ่ พระศาสนา เดินทางไปบรรยายทั่วโลก เพื่อเรียกร้องให้ชาวพุทธมีสิทธิ์ในพุทธ
  • 35.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 35 สถาน - พันเอกเฮนรี สตีล ออลค๊อต(Colonel Henry Steel Olcott) เป็นคนอเมริกันที่หันมา นับถือพระพุทธศาสนาและมีบทบาทสําคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ก่อตั้ง สมาคมพุทธญาณ(Buddhist Theosophical Society)เพื่อช่วยเรื่องการศึกษาแก่ชาวพุทธ และ เปิดสอนโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นต้น ภาคผนวก ปกิณณกะศรีลังกา ที่ตั้ง เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากตอนใต้ของอินเดียประมาณ 80 กิโลเมตร พื้นที่ 65,610 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวง กรุงโคลัมโบ (Colombo) เมืองสาคัญ เมืองแคนดี้(Kandy) เป็นเมืองหลวงเก่าและศูนย์กลางทางพุทธศาสนาตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ ภูมิอากาศ มีอากาศแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกในช่วงฤดูมรสุม เวลา เวลาเร็วกว่ามาตรฐานกรีนิช ๕ ชั่วโมง(ช้ากว่าประเทศไทย ๑ ชั่วโมง) ประชากร 19.4 ล้านคน (2551) ประกอบด้วยชาวสิงหล ร้อยละ 74 ชาวทมิฬ ร้อยละ 18 ประชากรมุสลิม (แขกมัวร์ และชาวมาเลย์) ร้อยละ และอื่น ๆ ร้อยละ 1 ภาษา ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการและภาษาประจําชาติ ร้อยล(74) ภาษาทมิฬเป็นภาษาราชการเช่นกัน ร้อยละ( 18) ภาษาอังกฤษใช้ติดต่อสื่อสารทั่วไปในภาครัฐ และประชากรประมาณร้อยละ 10 สามารถสื่อสารด้วย ภาษาอังกฤษ ศาสนา ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ร้อยละ 70 (มีนิกาย ๓ นิกายใหญ่ คือ สยามนิกาย, อมรปุรนิกาย และ รามัญนิกาย วัดประมาณ ๙,๐๐๐ วัด พระสงฆ์ประมาณ ๒๖,๐๐๐ รูป) ศาสนาฮินดู ร้อยละ 15 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 8 และ ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 7 ระบบการปกครอง ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐภายใต้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็น ประมุขของรัฐและหัวหน้าฝ่ายบริหาร (Head of State and Head of Government) และดํารงตําแหน่งสูงสุดของ
  • 36.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 36 กองทัพ ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตําแหน่ง คราวละ 6 ปี และดํารงตําแหน่งได้ ไม่เกิน 2 สมัย ประธานาธิบดีคน ปัจจุบัน คือ นายมาฮินดา ราชปักษา (Mahinda Rajapaksa) ซึ่งเข้ารับตําแหน่งเมื่อ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 วันชาติ 4 กุมภาพันธ์ )วันประกาศเอกราช( ได้รับเอกราชคืนจากอังกฤษในปี พ.ศ.๒๔๙๑ สินค้าส่งออก ใบชา ข้าว ยางพารา มะพร้าว อบเชย นางสิริมาโว บันดารานัยเก(Sirimavo Bandaranaike) นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศและโลก นางจันทริกา บันดารานัยเก กุมารตุงคะ(Chandrika Bandaranaike Kumaratunga) ประธานาธิบดีคนแรกของ ประเทศและโลก วันหยุดราชการ วันพระ หรือวันธรรมสวนะ เพราะเป็นเมืองพุทธ และชาวพุทธศรีลังกาถืออุโบสถศีล หนังสือประกอบการเขียน พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) เยือนสยามนิกายในศรีลังกา พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้ พระเทพโพธิวิเทศ(ทองยอด ภูริปาโล) ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ณ ประเทศศรีลังกา พระมหาดร.ถนัด อตฺถจารี ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป กรมพระยาดํารงราชานุภาพ
  • 37.
    ลังกากถา ว่าด้วยข้อคิดและของดีศรีลังกา 37 พุทธศาสนาในศรีลังกา ชูศักดิ์ ทิพย์เกษร สยามวงศ์ในลังกา สยาม แสนขัติ Sri Lanka Rohan Gunaratna เกี่ยวกับ ปิยเมธี เกิดเมื่อวันที่ .ศ. ปี ต่อมาในปี พ 12 อุดธานี และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ.จ 2520 ตุลาคม 232543 สําเร็จ การศึกษาขั้นสูงสุดในด้านบาลีศึกษาของประเทศไทย คือสอบได้เปรียญธรรมประโยค ประโยค ขณะเป็น 9 สามเณรและได้รับการอุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ในฐานะนาคหลวง ปีพ.ศ.2545 ได้เดินทางไปศึกษา ประเทศอินเดีย หลังจาก จบการศึกษาแล้วได้ช่วยงานพระธรรมทูตสายประเทศ อินเดีย-เนปาลอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะ เข้าอบรมโครงการพระธรรมทูตสายต่างประเทศของที่มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย ปีพ.ศ.2550 ได้เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ณ วัดป่าสันติ ธรรม มลรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน
  • 38.