นายกันต์ วิทยากาญจน์ เลขที่ 1 ม.5/1
นายศุภณัฐ โกสีย์ เลขที่ 11 ม.5/1
นางสาวพรหมภรณ์ เมธีวีรธนันท์ เลขที่ 21 ม.5/1
อาจารย์โชติพงษ์ วิมะลิน
• นับตั้งแต่ไทยได้มาตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และได้ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้น จึงเป็ นการเริ่มต้น ยุค
แห่งประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฎ หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ เมื่อไทยได้สถาปนาอาณาจักร
สุโขทัยขึ้น และหลังจากที่ พ่อขุนรามคาแหง มหาราช ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาจึง
ปรากฎหลักฐานด้าน ดนตรีไทย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในหลักศิลาจารึก หนังสือวรรณคดี และเอกสาร
ทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุค ซึ่งสามารถนามาเป็นหลักฐานในการพิจารณา ถึงความเจริญและวิวัฒนาการ
ของดนตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา จนกระทั่งเป็นแบบแผนดังปรากฎในปัจจุบัน
• มีลักษณะเป็นการขับลานา และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง เกี่ยวกับ เครื่องดนตรีไทย ในสมัยนี้
ปรากฎหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดี ที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่
แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ , พิณ, ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ
ซอสามสาย) , ปี่ไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสม วงดนตรี ก็ปรากฎหลักฐานทั้ง
ในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง "เสียงพาทย์ เสียงพิณ"
• คาว่าเสียงพาทย์ น่าจะบ่งบอกถึงเครื่องบรรเลงประเภทตีและประเภทเป่ า ที่ต่อมาเรียกว่า ปี่พาทย์
ส่วนคาว่าเสียงพิณ หมายถึงเครื่องดนตรีจาพวกที่ใช้สาย เพื่อสาหรับดีดและสี แต่มีพิณเป็นประธานดังได้
กล่าวมาแล้ว
• ในสมัยรัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไทมีหลักฐานที่เกี่ยวกับดนตรีที่ควรกล่าวถึงก็คือ หนังสือเรื่อง “ ไตรภูมิ
พระร่วง ” มีจารึกไว้ว่า“ บ้างเต้น บ้างรา บ้างฟ้ อนระบา บันลือเพลงดุริยะดนตรี บ้างดีด บ้างสี บ้างตี บ้าง
เป่ า บ้างขับสัพพสาเนียง เสียงหมู่ นักคุนจุนกันไปเดียรดาษ พื้นฆ้องกลองแตรสังข์ ระฆังกังสดาล มโหระทึก
กึกก้องทานุกดี ”
วงดนตรีไทย ในสมัยสุโขทัย มีดังนี้ คือ
• 1. วงบรรเลงพิณ เป็นการบรรเลงเพียงคนเดียว ประกอบกับการขับลานาซึ่งผู้ดีดเป็นคนขับลานาเอง
พิณที่ใช้ดีดสันนิษฐานว่า เป็นพิณเปี๊ ยะ (ทางเหนือ)หรือ พิณน้าเต้า (เขมร,การแพร่กระจาย)หรือ
กระจับปี่ (เขมร,การแพร่กระจาย ) หรือ ซึงการบรรเลงพิณประกอบการขับลานานี้ ใช้เนื้ อร้องที่มีคา
กลอนในเชิงสังวาส แสดงความรักใคร่ จึงมักจะใช้เกี้ยวสาวเป็นส่วนใหญ่
• 2. วงขับไม้ การขับไม้ใช้ผู้บรรเลง ๓ คน คือ ๑ ผู้ขับลานา ๒ ผู้สีซอสามสายคลอเสียงและ ๓ ผู้ไกวบัณเฑาะว์ ให้
จังหวะ การขับไม้นี้ มักใช้ในงานพระราชพิธีสาคัญๆ เช่น สมโภชพระมหาเศวตฉัตร สมโภชช้างเผือก เป็นต้น
• 3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ
-วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จานวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ 2. กลองชาตรี 3. ทับ
(โทน) 4. ฆ้องคู่ และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย)
-วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจานวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ใน 2. ฆ้องวง (ใหญ่) 3.
ตะโพน 4. กลองทัด และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่าง ๆ จะเห็นว่า
วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ ยังไม่มีระนาดเอก
• 4. วงมโหรี เป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง นิยมบรรเลงในงานมงคล โดยเฉพาะงานมงคลสมรส แต่
ก่อนใช้กล่อมบรรทมพระมหากษัตริย์ที่นาเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วง
มโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ
-1. คนขับลานาและตี กรับพวง เพื่อให้จังหวะ
-2. คนสีซอสามสาย ประสานเสียง
-3. คนดีดกระจับปี่ทาลานา
-4. คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ
• ในสมัยสุโขทัยยังไม่มีการบันทึกโน้ตไว้เป็นหลักฐาน จึงไม่มีใครทราบแน่นอนว่าบทเพลงสมัยกรุงสุโขทัยเป็น
อย่างไร แต่มีหลายเพลงที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย เช่น
-เพลงเทพทอง ถือเป็นเพลงที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุ 700 ปี
-เพลงนางนาค
-เพลงขับไม้บัณเฑาะว์
• http://pirun.ku.ac.th/~b521110058/Templates/prawatsukhothai.html
• https://thaimusicyoume.wordpress.com
• https://thiwankran.wordpress.com

ดนตรีไทยสมัยสุโขทัย

  • 1.
    นายกันต์ วิทยากาญจน์ เลขที่1 ม.5/1 นายศุภณัฐ โกสีย์ เลขที่ 11 ม.5/1 นางสาวพรหมภรณ์ เมธีวีรธนันท์ เลขที่ 21 ม.5/1 อาจารย์โชติพงษ์ วิมะลิน
  • 2.
    • นับตั้งแต่ไทยได้มาตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และได้ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้นจึงเป็ นการเริ่มต้น ยุค แห่งประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฎ หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ เมื่อไทยได้สถาปนาอาณาจักร สุโขทัยขึ้น และหลังจากที่ พ่อขุนรามคาแหง มหาราช ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาจึง ปรากฎหลักฐานด้าน ดนตรีไทย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในหลักศิลาจารึก หนังสือวรรณคดี และเอกสาร ทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุค ซึ่งสามารถนามาเป็นหลักฐานในการพิจารณา ถึงความเจริญและวิวัฒนาการ ของดนตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา จนกระทั่งเป็นแบบแผนดังปรากฎในปัจจุบัน
  • 3.
    • มีลักษณะเป็นการขับลานา และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมืองเกี่ยวกับ เครื่องดนตรีไทย ในสมัยนี้ ปรากฎหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดี ที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่ แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ , พิณ, ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ ซอสามสาย) , ปี่ไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสม วงดนตรี ก็ปรากฎหลักฐานทั้ง ในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง "เสียงพาทย์ เสียงพิณ"
  • 4.
    • คาว่าเสียงพาทย์ น่าจะบ่งบอกถึงเครื่องบรรเลงประเภทตีและประเภทเป่า ที่ต่อมาเรียกว่า ปี่พาทย์ ส่วนคาว่าเสียงพิณ หมายถึงเครื่องดนตรีจาพวกที่ใช้สาย เพื่อสาหรับดีดและสี แต่มีพิณเป็นประธานดังได้ กล่าวมาแล้ว • ในสมัยรัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไทมีหลักฐานที่เกี่ยวกับดนตรีที่ควรกล่าวถึงก็คือ หนังสือเรื่อง “ ไตรภูมิ พระร่วง ” มีจารึกไว้ว่า“ บ้างเต้น บ้างรา บ้างฟ้ อนระบา บันลือเพลงดุริยะดนตรี บ้างดีด บ้างสี บ้างตี บ้าง เป่ า บ้างขับสัพพสาเนียง เสียงหมู่ นักคุนจุนกันไปเดียรดาษ พื้นฆ้องกลองแตรสังข์ ระฆังกังสดาล มโหระทึก กึกก้องทานุกดี ”
  • 5.
    วงดนตรีไทย ในสมัยสุโขทัย มีดังนี้คือ • 1. วงบรรเลงพิณ เป็นการบรรเลงเพียงคนเดียว ประกอบกับการขับลานาซึ่งผู้ดีดเป็นคนขับลานาเอง พิณที่ใช้ดีดสันนิษฐานว่า เป็นพิณเปี๊ ยะ (ทางเหนือ)หรือ พิณน้าเต้า (เขมร,การแพร่กระจาย)หรือ กระจับปี่ (เขมร,การแพร่กระจาย ) หรือ ซึงการบรรเลงพิณประกอบการขับลานานี้ ใช้เนื้ อร้องที่มีคา กลอนในเชิงสังวาส แสดงความรักใคร่ จึงมักจะใช้เกี้ยวสาวเป็นส่วนใหญ่ • 2. วงขับไม้ การขับไม้ใช้ผู้บรรเลง ๓ คน คือ ๑ ผู้ขับลานา ๒ ผู้สีซอสามสายคลอเสียงและ ๓ ผู้ไกวบัณเฑาะว์ ให้ จังหวะ การขับไม้นี้ มักใช้ในงานพระราชพิธีสาคัญๆ เช่น สมโภชพระมหาเศวตฉัตร สมโภชช้างเผือก เป็นต้น
  • 6.
    • 3. วงปี่พาทย์เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ -วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จานวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ 2. กลองชาตรี 3. ทับ (โทน) 4. ฆ้องคู่ และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย) -วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจานวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ใน 2. ฆ้องวง (ใหญ่) 3. ตะโพน 4. กลองทัด และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่าง ๆ จะเห็นว่า วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ ยังไม่มีระนาดเอก
  • 7.
    • 4. วงมโหรีเป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง นิยมบรรเลงในงานมงคล โดยเฉพาะงานมงคลสมรส แต่ ก่อนใช้กล่อมบรรทมพระมหากษัตริย์ที่นาเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วง มโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ -1. คนขับลานาและตี กรับพวง เพื่อให้จังหวะ -2. คนสีซอสามสาย ประสานเสียง -3. คนดีดกระจับปี่ทาลานา -4. คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ
  • 8.
    • ในสมัยสุโขทัยยังไม่มีการบันทึกโน้ตไว้เป็นหลักฐาน จึงไม่มีใครทราบแน่นอนว่าบทเพลงสมัยกรุงสุโขทัยเป็น อย่างไรแต่มีหลายเพลงที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย เช่น -เพลงเทพทอง ถือเป็นเพลงที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุ 700 ปี -เพลงนางนาค -เพลงขับไม้บัณเฑาะว์
  • 9.