ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย 
สมัยกรุงสุโขทัย 
สมัยกรุงศรีอยุธยา 
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ดนตรีสมัยกรุงสุโขทัย 
• พ่อขุนรามคาแหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยและจารึกเรื่องราวต่างๆ ลงใน 
ศิลา 
• หลักศิลาจารึก “ เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลอื้น เสียงขับ” 
• เสียงพาทย์ หมายถึง การบรรเลงวงปี่พาทย์ 
• เสียงพิณ หมายถึง วงเครื่องสาย
เครื่องดนตรี 
• 1.1 เครื่องดีด ได้แก่ กระจับปี่ พิณน้า้เต้า พิณเพียะ 
• 1.2 เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย (ซอพุงตอ) 
• 1.3 เครื่องตี ได้แก่ 
• 1.3.1 ประเภทโลหะ ได้แก่ มโหระทึก ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ระฆัง กังสดาล 
• 1.3.2 ประเภทไม้ ได้แก่ กรับคู่ กรับพวง ส่วนระนาดจะมีหรือไม่นัน้ ไม่มีหลักฐาน 
แต่เชื่อกันมาว่าไม่มี 
• 1.3.3ประเภทเครื่องหนัง ได้แก่ กลองทัด กลองตะโพน กลองตุ๊ก กลองแอว์ 
บัณเฑาะว์ กลองมลายู 
• 1.4 เครื่องเป่า ได้แก่ พิสเพญชัย (แตร เขาควาย) แตรงอน แตรสังข์ ปี่ไฉนหรือปี่ใน 
(ปี่สรไนย)
การผสมวงดนตรีไทย 
กรุงสุโขทัยมีการประสมวงดนตรีอยู่ 4 แบบ คือ 
1 วงปี่พาทย์เครื่อง ห้า 
2 การบรรเลงพิณนา้เต้าผสมการขับร้อง 
3 วงขับไม้ 
4 วงมโหรีเครื่อง 4
ปี่พาทย์เครื่อง ห้า 
เป็นวงดนตรีที่ใช้บรรเลงพิธีกรรม และประกอบการแสดง 
ประกอบด้วย เครื่องดนตรี 5 ชิน้ 
คือ ปี่ในหรือปี่นอก ฆ้องวง กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง
การบรรเลงพิณน้า เต้าผสมการขับร้อง 
เป็นการดีดพิณประกอบการขับ 
ร้องเพียงคนเดียว เนือ้ร้องมี 
ทานองไปในเชิง แสดงความรัก 
ใคร่ บรรเลงเพื่อเกีย้วสาว เพื่อ 
ความรักเสียเป็นส่วนใหญ่
วงขับไม้ 
มีคนเล่น 3 คน คือ คนสีซอสามสายคลอเสียงร้อง คนขับลานา 
คนไกวบัณเฑาะว์เพื่อให้จังหวะ วงขับไม้ใช้บรรเลงประกอบพิธี 
สาคัญ เช่น สมโภชพระมหาเศวตฉัตรพิธีขึน้พระอู่ เป็นต้น วง 
ขับไม้ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
วงมโหรีเครื่อง 4 
มีผู้บรรเลง 4 คน ประกอบด้วย 
1.คนขับลานาและตีกรับพวง 2.คนสีซอสามสาย 
3.คนดีดพิณ 4.คนตีทับ(โทน)
3. บทเพลงสมัยสุโขทัย 
• บทเพลงในสมัยนียั้งไม่มีการบันทึกโน้ตไว้เป็น 
หลักฐาน จึงไม่ทราบว่าบทเพลงสมัยกรุงสุโขทัยเป็น 
อย่างไร 
• เพลงที่เชื่อกันว่าเป็นเพลงในสมัยกรุงสุโขทัย เช่น 
เพลงเทพทอง ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุ 
กว่า 700 ปี 
• เพลงนางนาคและเพลงขับไม้บัณเฑาะว์
ดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยา 
• กฏมณเฑียรบาล ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนารถ 
ว่า “…ห้ามขับร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ 
ดีดกระจับปี่ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน” 
• ดนตรีเจริญรุ่งเรืองเพราะประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมาก 
• เครื่องดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ได้รับมาจาก 
กรุงสุโขทัย แต่พัฒนาคิดค้นเรื่องดนตรีเพิ่มเติม เช่น จะเข้
เครื่องดนตรี 
ตามหลักฐานที่ปรากฏพบว่ามีเครื่องดนตรีเกือบครบทุกชนิดที่ปรากฏ 
อยู่ในปัจจุบัน ดังนี้ 
• เครื่องดีด ได้แก่ จะเข้ กระจับปี่ พิณเปี๊ยะ พิณน้า้เต้า 
• เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง 
• เครื่องตีไม้ ได้แก่ กรับพวง กรับคู่ กรับเสภา ระนาด (เป็นระนาดเอกเพราะ 
สมัยอยุธยายังไม่มีระนาดทุ้ม) 
• เครื่องตีโลหะ ได้แก่ ฆ้องวง ( เป็นฆ้องวงใหญ่ เพราะสมัยอยุธยายังไม่มีฆ้อง 
วงเลก็ ) ฆ้องคู่ ฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ฉาบ มโหระทึก 
• เครื่องตีหนัง ได้แก่ ตะโพน โทน รามะนา กลองทัด 
• เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ใน ปี่กลาง ขลุ่ย แตรงอน สังข์
วงดนตรีไทยสมัยอยุธยา 
แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก 
วงปี่พาทย์ ในสมัยนี้ก็ยังคงเป็น 
วงปี่พาทย์เครื่องห้า เช่นเดียวกับ 
ในสมัยสุโขทัย แต่มี ระนาดเอก 
เพิ่มขึน้ ดังนัน้ วงปี่พาทย์เครื่อง 
ห้า ในสมัยนีป้ระกอบด้วย เครื่อง 
ดนตรี ดังต่อไปนี้คือ 
- ระนาดเอก 
- ปี่ใน 
- ฆ้องวง (ใหญ่) 
- กลองทัด ตะโพน 
- ฉิ่ง
มโหรีเครื่อง หก 
ในสมัยนีพั้ฒนามาจาก วงมโหรีเครื่องสี่ ในสมัยสุโขทัยเป็น วงมโหรีเครื่องหก 
เพราะได้เพิ่ม เครื่องดนตรี เข้าไปอีก 2 ชิน้ คือ ขลุ่ย และ รามะนา ทาให้ วง 
มโหรี ในสมัยนี้ประกอบด้วย เครื่องดนตรี จานวน 6 ชิน้ คือ 
- ซอสามสาย - กระจับปี่ (แทนพิณ) - ทับ (โทน) 
- รามะนา - ขลุ่ย - กรับพวง
วงเครื่องสาย 
• นิยมเล่นกันอย่างมาก ประกอบไปด้วย ซอ จะเข้ กระจับปี่ ขลุ่ย
ดนตรีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 
• บ้านเมืองผ่านพ้นจากภาวะศึกสงคราม มีการก่อสร้างเมืองให้ 
มนั่คงเป็นปึกแผ่น เกิดความสงบร่มเย็น โดยทวั่ไป 
• ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบารุง และ 
ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึน้ 
• ด้านดนตรีไทย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึน้เป็นลาดับ 
ดังนี้
สมัยรัชกาลที่ 1 
• ดนตรีไทย ในสมัยนี้มีลักษณะและรูปแบบตาม 
สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาคือ การเพิ่มกลองทัด 
อีก1ลูก ในวงปี่พาทย์ เสียงสูง (ตัวผู้) และ เสียงต่า 
(ตัวเมีย)และเป็นที่นิยมจนกระทั่งปัจจุบัน
สมัยรัชกาลที่ 2 
• ยุคทองของ ดนตรีไทย 
• พระมหากษัตริย์ ทรงดนตรีไทย 
• ซอสามสาย ซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า "ซอสายฟ้าฟาด" 
• พระราชนิพนธ์ เพลงไทย ชื่อ"บุหลันลอยเลื่อน" 
• การพัฒนา วงปี่พาทย์บรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก 
• เกิดกลอง"สองหน้า" ดัดแปลงจาก "เปิงมาง" ของมอญ ใช้ตีกากับ 
จังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา 
• กลองสองหน้าปัจจุบันนิยมใช้ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง
สมัยรัชกาลที่ 3 
• วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขนึ้เป็นวงปี่พาทย์ 
เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม 
มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็ก 
มาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่
สมัยรัชกาลที่ 4 
• วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพิ่มระนาดเอกเหล็ก 
และระนาดท้มุเหล็ก 
• นิยมการร้องเพลงส่งให้ดนตรีรับ หรือท่เีรียกว่า 
“การร้องส่ง” 
• การขับเสภาซ่งึเคยนิยมกันมาก่อนค่อย ๆ หายไป 
• การร้องส่งก็เป็นแนวทางให้มีผู้คิดแต่งขยายเพลง 2 ชั้นของเดิม 
ให้เป็นเพลง 3 ชั้น และตัดลง เป็นชั้นเดียว จนกระทั่งกลายเป็น 
เพลงเถาในที่สุด (นับว่าเพลงเถาเกิดขึน้มากมายในสมัยนี้) 
• วงเครื่องสาย ก็เกิดขนึ้ในสมัยรัชกาลนี้
ปี่พาทย์เครื่องใหญ่
สมัยรัชกาลที่ 5 
• ปรับปรุงวงปี่พาทย์ขนึ้เรียกว่า 
“วงปี่พาทย์ดึกดา บรรพ์”โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ 
• สา หรับใช้บรรเลงประกอบการแสดง "ละครดึกดา บรรพ์“ละครท่เีพิ่ง 
ปรับปรุงขนึ้ในสมัยรัชกาลนี้ 
• หลักการปรับปรุงของท่านก็โดยการตัดเครื่องดนตรีชนิดเสียงเล็ก 
แหลม หรือดังเกินไปออก คงไว้แต่เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้ม นุ่มนวล 
กับเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้ามาใหม่ 
• เครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์ดึกดา บรรพ์ ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ 
ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ขลุ่ย ซออู้ ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง 7 ใบ) ตะโพน 
กลองตะโพน และเครื่องกา กับจังหวะ
ปี่พาทย์ดึกดา บรรพ์
สมัยรัชกาลที่ 6 
• "วงปี่พาทย์มอญ“ นาวงดนตรีของมอญมาผสมกับ วงปี่พาทย์ของไทย 
นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ 
• หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นาเครื่องดนตรีของชวา 
หรืออินโดนีเซีย คือ "อังกะลุง" มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก 
• ดัดแปลง ปรับปรุงขนึ้ใหม่ให้มีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี 5 เสียง) 
ปรับปรุงวิธีการเล่น โดยถือเขย่าคนละ 2 เสียง 
• "วงเครื่องสาย ผสม“ นาเครื่องดนตรีของต่างชาติเข้ามาบรรเลงผสม 
ในวงเครื่องสายไทย
วงปี่พาทย์มอญ
หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) 
วงอังกะลุง
เครื่องสายผสม
สมัยรัชกาลที่ 7 
ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 
• พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยทางด้าน 
ดนตรีไทย 
• ดนตรีไทยเจริญเฟื่องฟูมาก มีการประกวดประชันกัน 
• ทรงพระราชนิพนธ์เพลงราตรีประดับดาวเถา โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 
และเขมรลออองค์เถา
สมัยรัชกาลที่ 7 
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 
• ดนตรีไทยเริ่มซบเซาลง เป็นสมัยหัวเลีย้วหัวต่อที่ดนตรีไทยเกือบจะถึงจุดจบ 
• รัฐบาลมีนโยบายที่เรียกว่า "รัฐนิยม“ 
- ห้ามบรรเลง ดนตรีไทย เพราะเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ให้ทัดเทียม 
อารยประเทศ 
-ใครจะจัดให้มีการบรรเลง ดนตรีไทย ต้องขออนุญาต จากทางราชการก่อน 
-นักดนตรีไทยจะต้องมีบัตรนักดนตรีที่ทางราชการออกให้ 
เมื่อมี การสั่งยกเลิก "รัฐนิยม“ ดนตรีไทยก็ไม่รุ่งเรืองเท่าแต่ก่อน วัฒนธรรมทางดนตรีของต่างชาติ 
เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจา วัน ดนตรีที่ได้ยินได้ฟัง และได้เห็นกันทางวิทยุโทรทัศน์ หรือที่ 
บรรเลง 
ตามงานต่างๆ โดยมากก็เป็นดนตรีของต่างชาติ หาใช่ "เสียงพาทย์ เสียงพิณ" ดังแต่ก่อน ถึงแม้ว่า 
จะเป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีโอกาสฟังดนตรีนานาชาตินานาชนิด แต่ถ้าดนตรีไทยถูกทอดทิง้ และไม่มี 
ใครรู้จักคุณค่าก็นับว่าเสียดายที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่ดีงาม
สมัยรัชกาลที่ 8 
• สมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “เป็นระยะที่ดนตรีไทย 
เข้าสู่สภาวะมืดมน เพราะรัฐบาลไม่ส่งเสริมดนตรีไทย 
และยังพยายามให้คนไทยหันไปเล่นดนตรีสากลแบบตะวันตก” 
• เห็นว่าดนตรีไทยไม่เหมาะสมกับชาติที่กาลังพัฒนาให้ทัดเทียมกับ 
อารยประเทศ จึงมีการห้ามโดยเคร่งครัด แต่ยังอนุญาตให้บรรเลงในงานพิธี 
หรือในบางประเพณี แต่จะต้องไปขออนุญาตที่กรมศิลปากรหรืออาเภอก่อน 
และต้องมีบัตรนักดนตรี 
• ที่ทางราชการออกให้ บางคนถึงกับขายเครื่องดนตรีอันวิจิตรงดงาม เพราะถึง 
เก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ เครื่องดนตรีอันงดงามวิจิตร หลายชิน้ที่ถูกขายไปใน 
รูปแบบของเก่า หรือขายต่อให้ต่างประเทศไปอย่างน่าเสียดายโชคดีที่ยุดนี้ 
สัน้มาก มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกันบ่อยในที่สุด
สมัยรัชกาลที่ 9
รัชกาลที่ 9 
• การดนตรีมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง 
• พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงโปรดการดนตรีทุก 
ประเภท จนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญจากชาวโลก พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ 
จานวน 47 เพลง 
• สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงโปรดเพลงไทยและดนตรี 
ไทยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบรรเลงดนตรีไทยได้ทุกชนิด ทรงใฝ่พระราชหฤทัยอย่างจริงจัง 
ดังที่ เสรี หวังในธรรม กล่าวว่า “ดนตรีไทยไม่สิน้แล้ว เพราะพระทูลกระหม่อมแก้วเอา 
ใจใส่” 
• ดนตรีไทยในปัจจุบัน ขยายวงกว้างเข้าไปอยู่ในสถานศึกษา โดยบรรจุวิชาดนตรีไว้ใน 
หลักสูตรทุกระดับ 
• เกิดวงมหาดุริยางค์

ประวัติดนตรีไทย

  • 1.
  • 2.
    ดนตรีสมัยกรุงสุโขทัย • พ่อขุนรามคาแหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยและจารึกเรื่องราวต่างๆลงใน ศิลา • หลักศิลาจารึก “ เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลอื้น เสียงขับ” • เสียงพาทย์ หมายถึง การบรรเลงวงปี่พาทย์ • เสียงพิณ หมายถึง วงเครื่องสาย
  • 3.
    เครื่องดนตรี • 1.1เครื่องดีด ได้แก่ กระจับปี่ พิณน้า้เต้า พิณเพียะ • 1.2 เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย (ซอพุงตอ) • 1.3 เครื่องตี ได้แก่ • 1.3.1 ประเภทโลหะ ได้แก่ มโหระทึก ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ระฆัง กังสดาล • 1.3.2 ประเภทไม้ ได้แก่ กรับคู่ กรับพวง ส่วนระนาดจะมีหรือไม่นัน้ ไม่มีหลักฐาน แต่เชื่อกันมาว่าไม่มี • 1.3.3ประเภทเครื่องหนัง ได้แก่ กลองทัด กลองตะโพน กลองตุ๊ก กลองแอว์ บัณเฑาะว์ กลองมลายู • 1.4 เครื่องเป่า ได้แก่ พิสเพญชัย (แตร เขาควาย) แตรงอน แตรสังข์ ปี่ไฉนหรือปี่ใน (ปี่สรไนย)
  • 4.
    การผสมวงดนตรีไทย กรุงสุโขทัยมีการประสมวงดนตรีอยู่ 4แบบ คือ 1 วงปี่พาทย์เครื่อง ห้า 2 การบรรเลงพิณนา้เต้าผสมการขับร้อง 3 วงขับไม้ 4 วงมโหรีเครื่อง 4
  • 5.
    ปี่พาทย์เครื่อง ห้า เป็นวงดนตรีที่ใช้บรรเลงพิธีกรรมและประกอบการแสดง ประกอบด้วย เครื่องดนตรี 5 ชิน้ คือ ปี่ในหรือปี่นอก ฆ้องวง กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง
  • 6.
    การบรรเลงพิณน้า เต้าผสมการขับร้อง เป็นการดีดพิณประกอบการขับ ร้องเพียงคนเดียว เนือ้ร้องมี ทานองไปในเชิง แสดงความรัก ใคร่ บรรเลงเพื่อเกีย้วสาว เพื่อ ความรักเสียเป็นส่วนใหญ่
  • 7.
    วงขับไม้ มีคนเล่น 3คน คือ คนสีซอสามสายคลอเสียงร้อง คนขับลานา คนไกวบัณเฑาะว์เพื่อให้จังหวะ วงขับไม้ใช้บรรเลงประกอบพิธี สาคัญ เช่น สมโภชพระมหาเศวตฉัตรพิธีขึน้พระอู่ เป็นต้น วง ขับไม้ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
  • 8.
    วงมโหรีเครื่อง 4 มีผู้บรรเลง4 คน ประกอบด้วย 1.คนขับลานาและตีกรับพวง 2.คนสีซอสามสาย 3.คนดีดพิณ 4.คนตีทับ(โทน)
  • 9.
    3. บทเพลงสมัยสุโขทัย •บทเพลงในสมัยนียั้งไม่มีการบันทึกโน้ตไว้เป็น หลักฐาน จึงไม่ทราบว่าบทเพลงสมัยกรุงสุโขทัยเป็น อย่างไร • เพลงที่เชื่อกันว่าเป็นเพลงในสมัยกรุงสุโขทัย เช่น เพลงเทพทอง ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุ กว่า 700 ปี • เพลงนางนาคและเพลงขับไม้บัณเฑาะว์
  • 10.
    ดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยา • กฏมณเฑียรบาลในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนารถ ว่า “…ห้ามขับร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน” • ดนตรีเจริญรุ่งเรืองเพราะประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมาก • เครื่องดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ได้รับมาจาก กรุงสุโขทัย แต่พัฒนาคิดค้นเรื่องดนตรีเพิ่มเติม เช่น จะเข้
  • 11.
    เครื่องดนตรี ตามหลักฐานที่ปรากฏพบว่ามีเครื่องดนตรีเกือบครบทุกชนิดที่ปรากฏ อยู่ในปัจจุบันดังนี้ • เครื่องดีด ได้แก่ จะเข้ กระจับปี่ พิณเปี๊ยะ พิณน้า้เต้า • เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง • เครื่องตีไม้ ได้แก่ กรับพวง กรับคู่ กรับเสภา ระนาด (เป็นระนาดเอกเพราะ สมัยอยุธยายังไม่มีระนาดทุ้ม) • เครื่องตีโลหะ ได้แก่ ฆ้องวง ( เป็นฆ้องวงใหญ่ เพราะสมัยอยุธยายังไม่มีฆ้อง วงเลก็ ) ฆ้องคู่ ฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ฉาบ มโหระทึก • เครื่องตีหนัง ได้แก่ ตะโพน โทน รามะนา กลองทัด • เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ใน ปี่กลาง ขลุ่ย แตรงอน สังข์
  • 12.
    วงดนตรีไทยสมัยอยุธยา แบ่งได้ 3ประเภทหลัก วงปี่พาทย์ ในสมัยนี้ก็ยังคงเป็น วงปี่พาทย์เครื่องห้า เช่นเดียวกับ ในสมัยสุโขทัย แต่มี ระนาดเอก เพิ่มขึน้ ดังนัน้ วงปี่พาทย์เครื่อง ห้า ในสมัยนีป้ระกอบด้วย เครื่อง ดนตรี ดังต่อไปนี้คือ - ระนาดเอก - ปี่ใน - ฆ้องวง (ใหญ่) - กลองทัด ตะโพน - ฉิ่ง
  • 13.
    มโหรีเครื่อง หก ในสมัยนีพั้ฒนามาจากวงมโหรีเครื่องสี่ ในสมัยสุโขทัยเป็น วงมโหรีเครื่องหก เพราะได้เพิ่ม เครื่องดนตรี เข้าไปอีก 2 ชิน้ คือ ขลุ่ย และ รามะนา ทาให้ วง มโหรี ในสมัยนี้ประกอบด้วย เครื่องดนตรี จานวน 6 ชิน้ คือ - ซอสามสาย - กระจับปี่ (แทนพิณ) - ทับ (โทน) - รามะนา - ขลุ่ย - กรับพวง
  • 14.
    วงเครื่องสาย • นิยมเล่นกันอย่างมากประกอบไปด้วย ซอ จะเข้ กระจับปี่ ขลุ่ย
  • 15.
    ดนตรีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ • บ้านเมืองผ่านพ้นจากภาวะศึกสงครามมีการก่อสร้างเมืองให้ มนั่คงเป็นปึกแผ่น เกิดความสงบร่มเย็น โดยทวั่ไป • ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบารุง และ ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึน้ • ด้านดนตรีไทย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึน้เป็นลาดับ ดังนี้
  • 16.
    สมัยรัชกาลที่ 1 •ดนตรีไทย ในสมัยนี้มีลักษณะและรูปแบบตาม สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาคือ การเพิ่มกลองทัด อีก1ลูก ในวงปี่พาทย์ เสียงสูง (ตัวผู้) และ เสียงต่า (ตัวเมีย)และเป็นที่นิยมจนกระทั่งปัจจุบัน
  • 17.
    สมัยรัชกาลที่ 2 •ยุคทองของ ดนตรีไทย • พระมหากษัตริย์ ทรงดนตรีไทย • ซอสามสาย ซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า "ซอสายฟ้าฟาด" • พระราชนิพนธ์ เพลงไทย ชื่อ"บุหลันลอยเลื่อน" • การพัฒนา วงปี่พาทย์บรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก • เกิดกลอง"สองหน้า" ดัดแปลงจาก "เปิงมาง" ของมอญ ใช้ตีกากับ จังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา • กลองสองหน้าปัจจุบันนิยมใช้ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง
  • 18.
    สมัยรัชกาลที่ 3 •วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขนึ้เป็นวงปี่พาทย์ เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็ก มาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่
  • 19.
    สมัยรัชกาลที่ 4 •วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพิ่มระนาดเอกเหล็ก และระนาดท้มุเหล็ก • นิยมการร้องเพลงส่งให้ดนตรีรับ หรือท่เีรียกว่า “การร้องส่ง” • การขับเสภาซ่งึเคยนิยมกันมาก่อนค่อย ๆ หายไป • การร้องส่งก็เป็นแนวทางให้มีผู้คิดแต่งขยายเพลง 2 ชั้นของเดิม ให้เป็นเพลง 3 ชั้น และตัดลง เป็นชั้นเดียว จนกระทั่งกลายเป็น เพลงเถาในที่สุด (นับว่าเพลงเถาเกิดขึน้มากมายในสมัยนี้) • วงเครื่องสาย ก็เกิดขนึ้ในสมัยรัชกาลนี้
  • 20.
  • 21.
    สมัยรัชกาลที่ 5 •ปรับปรุงวงปี่พาทย์ขนึ้เรียกว่า “วงปี่พาทย์ดึกดา บรรพ์”โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ • สา หรับใช้บรรเลงประกอบการแสดง "ละครดึกดา บรรพ์“ละครท่เีพิ่ง ปรับปรุงขนึ้ในสมัยรัชกาลนี้ • หลักการปรับปรุงของท่านก็โดยการตัดเครื่องดนตรีชนิดเสียงเล็ก แหลม หรือดังเกินไปออก คงไว้แต่เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้ม นุ่มนวล กับเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้ามาใหม่ • เครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์ดึกดา บรรพ์ ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ขลุ่ย ซออู้ ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และเครื่องกา กับจังหวะ
  • 22.
  • 23.
    สมัยรัชกาลที่ 6 •"วงปี่พาทย์มอญ“ นาวงดนตรีของมอญมาผสมกับ วงปี่พาทย์ของไทย นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ • หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นาเครื่องดนตรีของชวา หรืออินโดนีเซีย คือ "อังกะลุง" มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก • ดัดแปลง ปรับปรุงขนึ้ใหม่ให้มีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี 5 เสียง) ปรับปรุงวิธีการเล่น โดยถือเขย่าคนละ 2 เสียง • "วงเครื่องสาย ผสม“ นาเครื่องดนตรีของต่างชาติเข้ามาบรรเลงผสม ในวงเครื่องสายไทย
  • 24.
  • 25.
  • 26.
  • 27.
    สมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง • พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยทางด้าน ดนตรีไทย • ดนตรีไทยเจริญเฟื่องฟูมาก มีการประกวดประชันกัน • ทรงพระราชนิพนธ์เพลงราตรีประดับดาวเถา โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง และเขมรลออองค์เถา
  • 28.
    สมัยรัชกาลที่ 7 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 • ดนตรีไทยเริ่มซบเซาลง เป็นสมัยหัวเลีย้วหัวต่อที่ดนตรีไทยเกือบจะถึงจุดจบ • รัฐบาลมีนโยบายที่เรียกว่า "รัฐนิยม“ - ห้ามบรรเลง ดนตรีไทย เพราะเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ให้ทัดเทียม อารยประเทศ -ใครจะจัดให้มีการบรรเลง ดนตรีไทย ต้องขออนุญาต จากทางราชการก่อน -นักดนตรีไทยจะต้องมีบัตรนักดนตรีที่ทางราชการออกให้ เมื่อมี การสั่งยกเลิก "รัฐนิยม“ ดนตรีไทยก็ไม่รุ่งเรืองเท่าแต่ก่อน วัฒนธรรมทางดนตรีของต่างชาติ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจา วัน ดนตรีที่ได้ยินได้ฟัง และได้เห็นกันทางวิทยุโทรทัศน์ หรือที่ บรรเลง ตามงานต่างๆ โดยมากก็เป็นดนตรีของต่างชาติ หาใช่ "เสียงพาทย์ เสียงพิณ" ดังแต่ก่อน ถึงแม้ว่า จะเป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีโอกาสฟังดนตรีนานาชาตินานาชนิด แต่ถ้าดนตรีไทยถูกทอดทิง้ และไม่มี ใครรู้จักคุณค่าก็นับว่าเสียดายที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่ดีงาม
  • 29.
    สมัยรัชกาลที่ 8 •สมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “เป็นระยะที่ดนตรีไทย เข้าสู่สภาวะมืดมน เพราะรัฐบาลไม่ส่งเสริมดนตรีไทย และยังพยายามให้คนไทยหันไปเล่นดนตรีสากลแบบตะวันตก” • เห็นว่าดนตรีไทยไม่เหมาะสมกับชาติที่กาลังพัฒนาให้ทัดเทียมกับ อารยประเทศ จึงมีการห้ามโดยเคร่งครัด แต่ยังอนุญาตให้บรรเลงในงานพิธี หรือในบางประเพณี แต่จะต้องไปขออนุญาตที่กรมศิลปากรหรืออาเภอก่อน และต้องมีบัตรนักดนตรี • ที่ทางราชการออกให้ บางคนถึงกับขายเครื่องดนตรีอันวิจิตรงดงาม เพราะถึง เก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ เครื่องดนตรีอันงดงามวิจิตร หลายชิน้ที่ถูกขายไปใน รูปแบบของเก่า หรือขายต่อให้ต่างประเทศไปอย่างน่าเสียดายโชคดีที่ยุดนี้ สัน้มาก มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกันบ่อยในที่สุด
  • 30.
  • 31.
    รัชกาลที่ 9 •การดนตรีมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงโปรดการดนตรีทุก ประเภท จนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญจากชาวโลก พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ จานวน 47 เพลง • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงโปรดเพลงไทยและดนตรี ไทยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบรรเลงดนตรีไทยได้ทุกชนิด ทรงใฝ่พระราชหฤทัยอย่างจริงจัง ดังที่ เสรี หวังในธรรม กล่าวว่า “ดนตรีไทยไม่สิน้แล้ว เพราะพระทูลกระหม่อมแก้วเอา ใจใส่” • ดนตรีไทยในปัจจุบัน ขยายวงกว้างเข้าไปอยู่ในสถานศึกษา โดยบรรจุวิชาดนตรีไว้ใน หลักสูตรทุกระดับ • เกิดวงมหาดุริยางค์