¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒÂáÅÐÊÃØ»¼Å¡ÒÃÇÔ¨ÑÂ
โครงการอบรมการดำเนินการวิจัยและการเขียนรายงานวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ
ปีการศึกษา 2558
¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
การอภิปรายผลการวิจัยเ0นขั้นตอนที่ผูŒวิจัยกระทำภายหลังจากไดŒผลการวิเคราะห การ
อภิปรายผลการวิจัยเ0นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย‹างยิ่ง ถือว‹าเ0น “หัวใจของการวิจัย”
ทั้งนี้เนื่องจากเ0นการอภิปรายใหŒเหตุผล โดยอาศัยหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ผูŒวิจัยใชŒ
สรŒางกรอบความคิดในการวิจัยมาอภิปรายผลการวิจัย หรือปรากฏการณที่เกิดขึ้น เพื่อ
ใหŒผูŒอ‹านเขŒาใจในส่ิงนั้น
ความหมายของการอภิปรายผลการวิจัย
การอภิปรายผลการวิจัยเ0นการแปลผลขŒอคŒนพบจากการวิจัย ในลักษณะตีความและ
ประเมินผล เพื่ออธิบายและยืนยัน ความสอดคลŒองและความแตกต‹างระหว‹างขŒอคŒน
พบกับสมมติฐานการวิจัย และอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงระหว‹างผลการวิจัยที่ไดŒ กับผล
การวิจัยที่ผ‹านมา ตลอดจนแนวความคิด ทฤษฎีที่ใชŒเ0นกรอบความคิดในการวิจัยว‹า
มีความสอดคลŒอง หรือขัดแยŒงกันอย‹างไร
2
¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
การอภิปรายผลการวิจัยเ0นการประเมินหรือขยายความของผลการวิจัย เพื่อ
• ยืนยันว‹าผลการวิจัยที่ไดŒน‹าเชื่อถือ ถูกตŒอง เMนจริง
• ชี้ใหŒเห็นว‹า ผลการวิจัยสอดคลŒองหรือไม‹สอดคลŒองกับสมมติฐานการ
วิจัย
• ตรงตามขŒอเท็จจริงที่พบ ตรงตามแนวคิด ทฤษฏีและผลการวิจัยคน
อื่นหรือไม‹ อย‹างไร
• ผลการวิจัยนั้นเ0นไปตามแนวความคิด ทฤษฏีอะไรบŒาง รวมทั้งมีความ
ขัดแยŒงหรือไม‹ ถŒามีความขัดแยŒงจะตŒองอธิบายเหตุผลและหาขŒอมูล
สนับสนุน
• ชี้แจงความเMนไปไดŒของผลการวิจัยนั้น
3
¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
การอภิปรายผลการวิจัย มีสองส‹วน ดังนี้
• การอภิปรายผลการวิจัยในส‹วนแรก ใชŒสำหรับบอกว‹า เรา
จะเชื่อผลการวิจัยไดŒหรือไม‹
• การอภิปรายผลการวิจัยในส‹วนที่สอง ใชŒสำหรับการมีคำ
ตอบมากกว‹าหนึ่งคำตอบสำหรับคำถามเดียว
4 http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=487:research-
tips-41&catid=73:research-secrets&Itemid=89
¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
การอภิปรายผลการวิจัยในส‹วนแรก ประเมินว‹าเราจะเชื่อผลการวิจัยไดŒหรือไม‹ มีหลักการ
ประเมินดังนี้
1. เครื่องมือในการวิจัยมีความแม‹นยำหรือไม‹ ประสบญหาทางเทคนิคหรือไม‹ หากมี
ญหาไดŒทำการแกŒไขอย‹างไร วิธีการแกŒญหานั้นยอมรับไดŒหรือไม‹
2. ผลการศึกษาออกมาเMนเหตุเMนผลตามทฤษฎีและกรอบแนวคิดหรือไม‹ หากไม‹เ0น
ไปตามนั้นสามารถใหŒคำอธิบายไดŒหรือไม‹ แต‹ไม‹ควรดันทุรังที่จะใหŒเหตุผลแบบคิดเอา
เอง ที่ส‹อท‹าจะไปไดŒไม‹ไกล
3. ขŒอมูลที่เราใชŒมีความแม‹นยำเที่ยงตรงพอที่จะยอมรับไดŒหรือไม‹ เพราะแมŒว‹าผลการ
วิจัยจะออกมาดี แต‹หากมีขŒอสงสัยในเรื่องขŒอมูล นักวิจัยก็ตŒองชี้แจงเรื่องลักษณะของ
ขŒอมูลไวŒในที่นี้ เพื่อความโปร‹งใส หากขŒอมูลมีญหา อาจจะเ0นประเด็นสำหรับการวิจัย
ในอนาคต
4. ตอบคำถามที่มีผูŒเคยซักถามระหว‹างการนำเสนอผลการวิจัย และเ0นคำถามที่สำคัญ เรา
สามารถตอบประเด็นเหล‹านั้นไวŒไดŒในรายงานวิจัยดŒวย เพราะมักจะปรากฎเสมอว‹าผูŒอ‹าน
คนอื่นๆ ก็อยากจะถามคำถามคลŒายๆ กันนี้ ดังนั้นเขียนไวŒเลยจะไดŒสิ้นสงสัย
5 http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=487:research-
tips-41&catid=73:research-secrets&Itemid=89
¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
การอภิปรายผลการวิจัยในส‹วนที่สอง ใชŒสำหรับการมีคำตอบมากกว‹าหนึ่งคำตอบ
สำหรับคำถามเดียวมีหลักดังนี้
1. สาเหตุที่เราควรเชื่อมากกว‹า เพราะ เครื่องมือในการวิจัยมีความแม‹นยำมากกว‹า 
2. สาเหตุที่เราควรเชื่อมากกว‹า เพราะ เMนเหตุเMนผลตามทฤษฎีและกรอบแนวคิด
มากกว‹า
3. สาเหตุที่เราควรเชื่อมากกว‹า เพราะ ขŒอมูลที่ใชŒเชื่อถือไดŒมากกว‹า
เมื่อเราผ‹านการอภิปรายผลมาแลŒว เราจะมั่นใจว‹าผลการศึกษาของเราถูกตŒอง คำตอบ
ของเราถูกตŒอง แลŒวจะทำใหŒเขียนบทสรุปไดŒง‹ายขึ้น  
ซึ่งบทสรุปก็คือ ที่เราทำวิจัยมาทั้งหมดนี้แลŒว   เราคŒนพบว‹าอะไร   ซึ่งควรสรุปไล‹ไปทีละ
ประเด็น   หรือเรียงตามคำถามวิจัย   แลŒวขมวดลงจบในตอนทŒายเหมือนสรุปคำพิพากษา
6 http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=487:research-
tips-41&catid=73:research-secrets&Itemid=89
ËÅÑ¡¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Å
การเขียนอภิปรายผลการวิจัยมีหลักการเขียน 4 ประการ ตามลำดับดังนี้
1. ศึกษาอะไร
2. ผลที่ไดŒรับเ0นอย‹างไร
3. เหตุผลที่ไดŒผลเช‹นนั้น
4. ยืนยันผลที่ไดŒอย‹างไร
การอภิปรายผลเ0นการกล‹าวถึงผลวิจัยและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี้
1. อภิปรายผลตามวัตถุประสงคของการวิจัย โดยแยกตามวัตถุประสงค
2. นําเอาผลการวิเคราะหขŒอมูลมากล‹าวถึง และแสดงความเห็นเพิ่มเติม
พรŒอมทั้งระบุใหŒ เห็นว‹าผลการวิจัยมีความสัมพันธ หรือสอดคลŒอง/
ไม‹สอดคลŒอง กับทฤษฎี หลักการและงานวิจัยใดบŒาง เพราะอะไร แสดง
เหตุผลประกอบ
7
¢éͤÇäӹ֧㹡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
สิ่งที่ผูŒวิจัยจะตŒองคำนึงในการเขียนอภิปรายผลการวิจัย มีดังนี้
1. การอภิปรายผลควรอภิปรายเ0นประเด็นตามสมมติฐาน หรือ
วัตถุประสงคการวิจัยที่ตั้งไวŒ ทั้งนี้ตŒองอภิปรายภายในขอบเขต
การวิจัยดŒวย
2. เนื่องจากการอภิปรายผลการวิจัย เ0นการใชŒความคิดวิเคราะห
ของผูŒวิจัยในการวิพากษวิจารณผลการวิจัย ดังนั้นจึงมีโอกาสที่
จะทำใหŒเกิดความลำเอียงไดŒมาก ผูŒวิจัยจึงตŒองพยายามขจัดความ
ลำเอียงดังกล‹าวโดยการยึดหลักเหตุผล ตลอดจนขŒอความจริง
ต‹างๆ เ0นแนวทางในการอภิปรายผลการวิจัย
8
¢éͤÇäӹ֧㹡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
3. กรณีผลการวิจัยเMนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไวŒ ผูŒวิจัยควร
อภิปรายผลการวิจัยโดยใชŒแนวคิด ทฤษฎีที่นำมาใชŒสรŒางกรอบ
ความคิดในการวิจัยมาช‹วยอธิบายขŒอคŒนพบที่เกิดขึ้น
4. กรณีที่ผลการวิจัยไม‹เMนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไวŒ ผูŒวิจัยตŒองหา
เหตุผลมาประกอบการอธิบาย และอาจพิจารณาจาก
กระบวนการในการวิจัยที่ผูŒวิจัยไดŒดำเนินการว‹า มีจุดอ‹อนที่ใด
บŒาง ตัวแปรที่นำมาศึกษาเหมาะสมกับแนวคิด ทฤษฎีนั้น ๆ
หรือไม‹
9
à¤Åç´ÅѺ㹡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Å
การอภิปรายผลแบ‹งเ0น 3 ส‹วน
ส‹วนที่ 1 คือ ผลการวิเคราะหขŒอมูล เมื่อนํามาเขียนไม‹ตŒองเขียนคําว‹า “จากตาราง
1 พบว‹า…” คือ นําผลการสรุปผลมาเขียนนั่นเอง
ส‹วนที่ 2 คือ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ในส‹วนนี้ผูŒวิจัยจะตŒองแสดงความคิดเห็น
เพิ่มเติม ซ่ึงส‹วนใหญ‹จะเ0นขŒอดีของการวิจัยน้ัน ในส‹วนนี้ถŒาผŒูวิจัย ไม‹รŒูว‹าจะ
เขียนอะไรลงไปใหŒนําประโยชนของนวัตกรรมนั้น ๆ มาเขียน โดยสรุปเ0น
แนวความคิดของผูŒวิจัยเอง และไม‹ตŒองอŒางอิง
ส‹วนที่ 3 คือ นําเสนอทฤษฏีหรืองานวิจัยที่สอดคลŒองหรือไม‹สอดคลŒองกับการวิจัย
ของตนเอง ถŒาเ0นงานวิจัยเชิงทดลอง งานวิจัยที่จะนำมาเสนอควรเ0นงาน
วิจัยที่มีตัวแปรตŒนและตัวแปรตามเหมือนกัน แต‹ถŒาไม‹มีงานวิจัยดังกล‹าว ก็
ควรเ0นงานวิจัยที่มีตัวแปรตŒนเหมือนกัน ส‹วนงานวิจัยเชิงสํารวจ งานวิจัยที่
จะนําเสนอ ตŒองเ0นงานวิจัยที่มีตัวแปรที่ศึกษาเหมือนกัน ถŒาผูŒวิจัย
ไม‹สามารถที่จะนําเสนองานวิจัยที่เกี่ยวขŒองไดŒ ก็ไม‹ตŒองนําเสนอ
10
µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š1
ชื่อเรื่องวิจัย “ การศึกษาผลการใชŒเกม เรื่อง โรคขาดสารอาหาร สําหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษา ป‚ที่ 2 โรงเรียนศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ”
วัตถุประสงคของการวิจัย
• เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง โรคขาดสารอาหาร สําหรับนักเรียน ชั้น
มัธยมศึกษาป‚ที่ 2 ก‹อนและหลังเรียนดŒวยเกม
ส‹วนที่ 1 ผลการวิจัย คือ
• ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โรคขาดสารอาหาร หลังเรียนสูงกว‹า ก‹อนเรียนดŒวยเกม
อย‹างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ส‹วนที่ 2 แสดงความคิดเห็น คือ
• การสอนดŒวยเกมทําใหŒนักเรียนมีความรูŒเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนดีขึ้น นักเรียน มีความสนใจ
และสนุกสนานในการเรียน
ส‹วนที่ 3 งานวิจัยที่เกี่ยวขŒอง คือ
• สอดคลŒองกับงานวิจัยของ ไพบูลย เที่ยงตรง (2550, หนŒา 52) และ สุชาติ ดีแทŒ (2552,
หนŒา 60) ที่พบว‹า นักเรียนที่เรียนดŒวยเกม จะมีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน หลังเรียน สูง
กว‹า ก‹อนเรียนอย‹างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช‹นกัน
11
µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š1
สรุปการอภิปรายผล เมื่อนํามาเขียนต‹อเนื่องกันไดŒดังนี้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โรคขาดสารอาหาร หลังเรียนสูงกว‹าก‹อน
เรียนดŒวยเกม อย‹างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว‹า การสอนดŒวย
เกม ทําใหŒนักเรียนมีความรูŒเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนดีขึ้น นักเรียนมีความสนใจ
และ สนุกสนานในการเรียน ซึ่งสอดคลŒองกับงานวิจัยของ ไพบูลย เที่ยงตรง
(2550, หนŒา 52) และ สุชาติ ดีแทŒ (2552, หนŒา 60) ที่พบว‹า นักเรียนที่เรียน
ดŒวยเกม จะ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว‹าก‹อนเรียน อย‹างมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 เช‹นกัน
12
µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š2
13
àËÁÒÐÊÁ¡Ñºá¹Ç¤Ô´ ·ÄɯչÑé¹ æ ËÃ×ÍäÁè
µÑÇÍÂèÒ§¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
µÑÇÍÂèÒ§¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѢͧÇÒâà à¾ç§ÊÇÑÊ´Ôì (2543) ·Õè·ÓÇÔ¨ÑÂàÃ×èͧ "¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ
»Ñ¨¨Ñºҧ»ÃСÒ÷ÕèÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙ" «Öè§ä´éÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ´Ñ§¹Õé
(1)ÊÁÁµÔ°Ò¹¢éÍ·Õè 1 ·ÕèÇèÒ "»Ñ¨¨Ñ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ
¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ»ÃСͺ´éǼÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹ »ÃÐʺ¡Òóì´éÒ¹¡ÒÃÊ͹ ਵ¤µÔµèÍÍÒªÕ¾¤ÃÙ ¤Ø³ÅѡɳÐ
¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ ¡Òäºà¾×è͹¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§ÍÒ¨ÒÃÂì¾ÕèàÅÕé§ ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃ
âçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡Òóì áÅСÃкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ"
ÇÒÃÊÒÃÇԷºÃÔ¡ÒÃ
»Õ·Õè ñõ ©ºÑº·Õè ò-ó ¾ÄÉÀÒ¤Á-¸Ñ¹ÇÒ¤Á òõô÷
77
¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ: ËÑÇ㨢ͧ¡ÒÃÇÔ¨ÑÂ
¼È. ÇÒâà à¾ç§ÊÇÑÊ´Ôì
(2) ¨Ò¡¡Ò÷´ÊͺÊÁÁµÔ°Ò¹â´ÂãªéÊËÊÑÁ¾Ñ¹¸ìÍÂèÒ§§èÒ (simple correlation) ¨Ò¡µÒÃÒ§
·Õè5¾ºÇèÒ ¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè
¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒÃ³ì ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§ÍÒ¨ÒÃÂì¾ÕèàÅÕé§ ਵ¤µÔµèÍÍÒªÕ¾¤ÃÙáÅСÒäº
à¾×è͹¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·Õè
ÃдѺ.01 «Öè§à»ç¹ä»µÒÁÊÁÁµÔ°Ò¹·ÕèµÑé§äÇéà¾Õ§ºÒ§Êèǹ áÊ´§ÇèÒµÑÇá»ÃàËÅèÒ¹Õéà»ç¹»Ñ¨¨Ñ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì
¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ â´ÂÊÒÁÒö͸ԺÒÂä´é ´Ñ§¹Õé
(3)1.1¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙ ÍÂèÒ§
ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ·ÕèÁդسÅѡɳТͧ¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÊÙ§ «Öè§ä´éá¡è
¡ÒÃÁպؤÅÔ¡ÀÒ¾´Õ ¤Ø³ÊÁºÑµÔÊèǹµÑÇ´Õ Ê͹´ÕáÅл¡¤Ãͧ´Õ »ÃÐ¾ÄµÔ´Õ ÁÕ¨ÃÃÂÒáÅФس¸ÃÃÁÊÙ§ ÁÕhttp://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/viewFile/370/341
µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š2
14
¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒÃ³ì ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§ÍÒ¨ÒÃÂì¾ÕèàÅÕé§ ਵ¤µÔµèÍÍÒªÕ¾¤ÃÙáÅСÒäº
à¾×è͹¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·Õè
ÃдѺ.01 «Öè§à»ç¹ä»µÒÁÊÁÁµÔ°Ò¹·ÕèµÑé§äÇéà¾Õ§ºÒ§Êèǹ áÊ´§ÇèÒµÑÇá»ÃàËÅèÒ¹Õéà»ç¹»Ñ¨¨Ñ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì
¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ â´ÂÊÒÁÒö͸ԺÒÂä´é ´Ñ§¹Õé
(3)1.1¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙ ÍÂèÒ§
ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ·ÕèÁդسÅѡɳТͧ¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÊÙ§ «Öè§ä´éá¡è
¡ÒÃÁպؤÅÔ¡ÀÒ¾´Õ ¤Ø³ÊÁºÑµÔÊèǹµÑÇ´Õ Ê͹´ÕáÅл¡¤Ãͧ´Õ »ÃÐ¾ÄµÔ´Õ ÁÕ¨ÃÃÂÒáÅФس¸ÃÃÁÊÙ§ ÁÕ
Á¹ØÉÂÊÑÁ¾Ñ¹¸ì´Õ (¹µì ªØèÁ¨Ôµ. 2541 : 109 ) ¨ÐÁռŢͧ¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÊÙ§ ·Ñé§¹Õé
à¹×èͧ¨Ò¡¤Ø³ÅѡɳТͧ¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙà»ç¹ÊÔè§·ÕèÁÕ¤ÇÒÁ¨Óà»ç¹ÊÓËÃѺ¼Ùé·Õè·Ó˹éÒ·Õè¤ÃÙ àÃÒШеéͧ¹ÓàÍÒä»
ãªé㹡ÒèѴ¡Ô¨¡ÃÃÁ¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹ ¡ÒÃͺÃÁ´ÙáŹѡàÃÕ¹ ÃÇÁ·Ñé§¡ÒÃà»ç¹áººÍÂèÒ§·Õè´ÕãËé¡Ñº
¹Ñ¡àÃÕ¹´éÇ àÁ×è͹ѡÈÖ¡ÉÒÁդسÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÊÙ§¡çÊÒÁÒö·ÓãË黯Ժѵԧҹã¹Ë¹éÒ·Õè¤ÃÙãËéºÑ§à¡Ô´
¼Å´Õ ¨Ö§Êè§¼ÅãËé¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·ÕèÊÙ§¢Öé¹´éÇ (4 ) ¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé
ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼ÅÇԨѢͧ¤ÔÁàÁÅ (Kimmel. 1965) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒͧ¤ì»ÃСͺ´éÒ¹ºØ¤ÅÔ¡ÀÒ¾ áÅÐ
¤Ø³ÅѡɳеèÒ§ æ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñ¹¡Ñº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì㹡Òý֡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ¹ÔÈÒÃѵ¹ì ÈÔŻപ
(2533) ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒµÑÇá»Ã´éÒ¹¤Ø³ÅѡɳТͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì áÅÐÊÒÁÒö·Ó¹Ò¼Å
ÊÑÁÄ·¸Ôì´éÒ¹ÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙä´é
(3) 1.2 ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡
»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѷҧʶԵԷÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ
¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ·Õè´Õ¨ÐÊè§¼ÅãËé¼Å¢Í§¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ ·Ñé§¹Õéà¹×èͧ¨Ò¡
¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Åà»ç¹¡Ãкǹ¡ÒþѲ¹Ò ªÕéá¹Ð ªèÇÂàËÅ×͹ѡÈÖ¡ÉÒ ·Ñé§ã¹´éÒ¹à¹×éÍËÒhttp://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/viewFile/370/341
µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š2
15
ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼ÅÇԨѢͧ¤ÔÁàÁÅ (Kimmel. 1965) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒͧ¤ì»ÃСͺ´éÒ¹ºØ¤ÅÔ¡ÀÒ¾ áÅÐ
¤Ø³ÅѡɳеèÒ§ æ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñ¹¡Ñº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì㹡Òý֡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ¹ÔÈÒÃѵ¹ì ÈÔŻപ
(2533) ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒµÑÇá»Ã´éÒ¹¤Ø³ÅѡɳТͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì áÅÐÊÒÁÒö·Ó¹Ò¼Å
ÊÑÁÄ·¸Ôì´éÒ¹ÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙä´é
(3) 1.2 ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡
»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѷҧʶԵԷÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ
¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ·Õè´Õ¨ÐÊè§¼ÅãËé¼Å¢Í§¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ ·Ñé§¹Õéà¹×èͧ¨Ò¡
¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Åà»ç¹¡Ãкǹ¡ÒþѲ¹Ò ªÕéá¹Ð ªèÇÂàËÅ×͹ѡÈÖ¡ÉÒ ·Ñé§ã¹´éÒ¹à¹×éÍËÒ
ÇÔªÒ´éÒ¹¡ÒÃÊ͹ áÅдéÒ¹¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ·ÓãËé¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸Ô-
ÀÒ¾ (4) ¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧ Êä»ÇÕÂì (Spivey. 1972) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒ
ͧ¤ì»ÃСͺ·ÕèÊӤѭ»ÃСÒÃ˹Öè§·ÕèÊ觼ŵèͤÇÒÁÊÓàÃ稢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹¤×Í¡ÒþÍ㨡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹
áÅСÒûÃÐàÁÔ¹¼Å¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ÊÁºØ­ ÀÙè¹ÇÅ (2535)ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒÍÒ¨ÒÃÂì¹Ôà·È¡ì
ãËé¡ÓÅѧã¨áÅФÇÒÁàÁµµÒ¨ÐÊ觼ŵèÍ¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ
(3) 1.3 ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡Òóì ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡ÒÃ
½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ.01ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ……………….….....……….
……………………………………………………………………………………………………………….............................……………………..
..........................(4)¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧªÒÅÕ ÊÔ·¸Ô (2521) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ
¾ºÇèÒ........................................................................................................................................
ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼ÅÇԨѢͧ¤ÔÁàÁÅ (Kimmel. 1965) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒͧ¤ì»ÃСͺ´éÒ¹ºØ¤ÅÔ¡ÀÒ¾ áÅÐ
¤Ø³ÅѡɳеèÒ§ æ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñ¹¡Ñº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì㹡Òý֡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ¹ÔÈÒÃѵ¹ì ÈÔŻപ
(2533) ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒµÑÇá»Ã´éÒ¹¤Ø³ÅѡɳТͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì áÅÐÊÒÁÒö·Ó¹Ò¼Å
ÊÑÁÄ·¸Ôì´éÒ¹ÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙä´é
(3) 1.2 ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡
»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѷҧʶԵԷÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ
¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ·Õè´Õ¨ÐÊè§¼ÅãËé¼Å¢Í§¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ ·Ñé§¹Õéà¹×èͧ¨Ò¡
¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Åà»ç¹¡Ãкǹ¡ÒþѲ¹Ò ªÕéá¹Ð ªèÇÂàËÅ×͹ѡÈÖ¡ÉÒ ·Ñé§ã¹´éÒ¹à¹×éÍËÒ
ÇÔªÒ´éÒ¹¡ÒÃÊ͹ áÅдéÒ¹¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ·ÓãËé¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸Ô-
ÀÒ¾ (4) ¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧ Êä»ÇÕÂì (Spivey. 1972) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒ
ͧ¤ì»ÃСͺ·ÕèÊӤѭ»ÃСÒÃ˹Öè§·ÕèÊ觼ŵèͤÇÒÁÊÓàÃ稢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹¤×Í¡ÒþÍ㨡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹
áÅСÒûÃÐàÁÔ¹¼Å¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ÊÁºØ­ ÀÙè¹ÇÅ (2535)ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒÍÒ¨ÒÃÂì¹Ôà·È¡ì
ãËé¡ÓÅѧã¨áÅФÇÒÁàÁµµÒ¨ÐÊ觼ŵèÍ¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ
(3) 1.3 ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡Òóì ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡ÒÃ
½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ.01ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ……………….….....……….
……………………………………………………………………………………………………………….............................……………………..
..........................(4)¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧªÒÅÕ ÊÔ·¸Ô (2521) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ
¾ºÇèÒ........................................................................................................................................
http://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/viewFile/370/341
ÃٻẺ¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
(1) สมมตฐานขŒอที่ 1 ที่ว‹า …………………………………………..
(2) จากการทดสอบสมมติฐานพบว‹า ……………………………….
ซึ่ง (สอดคลŒอง/ไม‹สอดคลŒอง) กับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไวŒ
(3) ทั้งนี้เนื่องจาก …………………………………………………….
(4) ซึ่งผลการวิจัยนี้สอดคลŒองกับงานวิจัยของ ……………………….
ที่พบว‹า …………………………
16
¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
ขŒอผิดพลาดของการอภิปรายผลการวิจัยอาจกล‹าวเ0นประเด็นไดŒดังนี้
• ประเด็นแรก เรียกว‹า การไม‹คำนึงถึงความเหมือน ความคลŒาย หรือ
ความแตกต‹างของงานวิจัยที่อŒางถึงกับงานวิจัยที่นักศึกษาทำ
หมายความว‹า เมื่อนักศึกษานำงานวิจัยของผูŒอื่นที่ทำเสร็จแลŒวมาอŒาง
ถึง ในเชิงเ0นเหตุผลสนับสนุน หรือขัดแยŒงกับผลงานวิจัยของตนเอง
แต‹ขาดขŒอมูลรายละเอียด หรือขาดการวิเคราะหในประเด็นของ
นิยามของ ตัวแปรตาม ตัวแปรตŒน  กลุ‹มตัวอย‹างและการวิเคราะห
17 http://ajdusadee-dusadee.blogspot.com/2013/08/blog-post_8396.html
¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
• ประเด็นที่สอง คือ การละเลย “ผลที่ไม‹มีนัยสำคัญที่มีความสำคัญ” ที่ควรค‹าแก‹การ
อภิปราย นักศึกษาหลายคนไม‹กล‹าวถึงผลของการวิจัยที่ไม‹มีนัยสำคัญเลย  ผลของการวิจัยที่
เขŒากับประเด็นนี้มีหลายรูปแบบไดŒแก‹ 
1. ผูŒวิจัยจะใหŒความสนใจในการอภิปรายสนับสนุนขŒอคŒนพบที่มีนัยสำคัญ โดยลืมไปว‹าขŒอคŒน
พบที่ไม‹มีนัยสำคัญก็มีความสำคัญไม‹ยิ่งหย‹อนไปกว‹ากัน   ทั้งนี้เพราะ การที่เราพบว‹าขŒอคŒน
พบไม‹เMนไปตามทฤษฎีเดิม  แปลว‹าอาจมีประเด็นใหม‹ ๆ ที่ควรแก‹การศึกษาในงาน
วิจัยต‹อไปในกลุ‹มตัวอย‹างที่ไม‹พบผลสอดคลŒองกับทฤษฎีหรือผลงานวิจัยในอดีต  ทั้งนี้อาจ
เMนไปไดŒว‹าทฤษฎีอาจไม‹สามารถอธิบายปรากฏการณไดŒอย‹างครอบคลุมในกลุ‹มบาง
กลุ‹ม หรือกลุ‹มตัวอย‹างในงานวิจัยที่ผูŒวิจัยศึกษาอาจมีขนาดเล็กเกินไป หรืออาจมีตัวแปรอื่น
บางตัวที่เ0นลักษณะที่เฉพาะของกลุ‹มตัวอย‹าง ที่ควรนำมาร‹วมศึกษาในงานวิจัยเรื่องต‹อไป 
2. พบว‹าตัวแปรบางตัวไม‹มีนัยสำคัญ หรือลดความสำคัญในกลุ‹มย‹อยบางกลุ‹ม ในขณะที่
กลุ‹มใหญ‹มีความสำคัญ  อาจแสดงถึงขŒอถกเถียงว‹า จะมีปฏิสัมพันธระหว‹างตัวแปรตัวนั้น
กับลักษณะบางประการของกลุ‹มตัวอย‹างนั้นก็อาจเ0นไดŒ  จึงควรค‹าแก‹การอภิปรายถึงเพื่อ
ประโยชนในการทำวิจัยที่ลึกซึ้งในอนาคต
18
¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
• ประเด็นที่สาม  คือ ไม‹แยกแยะการมีนัยสำคัญที่ขาดความสำคัญใน
ทางปฎิบัติ จากผลที่มีทั้งนัยสำคัญและมีความสำคัญในการปฎิบัติ
ไดŒแก‹ การพบผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต‹มีขนาดอิทธิพลหรือความ
เกี่ยวขŒองระหว‹างตัวแปรตŒนและตัวแปรที่ต่ำเกินไป เช‹น  “ผลการวิจัย
พบว‹าเหตุผลเชิงจริยธรรมมีความสัมพันธกับพฤติกรรมการทำงาน
อย‹างมีจริยธรรมของขŒาราชการตำรวจอย‹างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 โดยมีค‹า 

r = .02  ซึ่งสอดคลŒองกับทฤษฎีเหตุผลเชิงจริยธรรม” ในกรณีนี้ผูŒวิจัย
ควรอภิปรายถึงความไม‹มีนัยสำคัญเชิงการใชŒผลการวิจัยในทางปฏิบัติ
เพราะค‹า r มีค‹าเล็กเกินไป  ผลเช‹นนี้อาจกล‹าวไดŒว‹าไม‹สนับสนุนการ
ใชŒประโยชนของทฤษฎีก็เ0นไปไดŒ
19
¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇÔ¨ÑÂ
• การอภิปรายผลการวิจัย แมŒจะเ0นกิจกรรมเกือบสุดทŒายของ
การเขียนรายงานผลการวิจัย  แต‹ก็มีความสำคัญมากในเชิง
วิชาการ และการนำงานวิจัยไปใชŒเพื่อการปฏิบัติ  ซึ่งเ0นบท
ที่เขียนยากแต‹เพื่อความสมบูรณของกระบวนการคิดและการ
เขียนที่ตŒองเขŒาใจงานของตนเองและงานของผูŒอื่นอย‹างลึก
ซึ้ง ก็เ0นกิจกรรมที่ควรค‹าแก‹ความพยายาม
20
¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼ÅãËé¹èÒÍèÒ¹
การอภิปรายผลท่ีดีตŒองสามารถสื่อสารใหŒผูŒอ‹านเขŒาใจง‹าย โดยการเรียงลำดับ
ขŒอมูลใน องคประกอบต‹างๆ ใหŒครบถŒวน และเขียนเ0นลำดับขั้นตอนใหŒอ‹าน
ไดŒง‹าย ดังน้ี
1. ไม‹ควรอภิปรายผลจากผลการวิจัยทั้งหมด ควรเลือกเฉพาะสิ่งท่ีเราสนใจ
หรือเ0นสิ่งสำคัญในแต‹ละประเด็น สำหรับการอภิปรายผลในเชิงลึกใน
แต‹ละดŒาน
2. ควรเริ่มตŒนอภิปรายผลดŒวยผลการวิจัยเชิงปริมาณและตามดŒวยผลการ
วิจัยเชิงคุณภาพ
3. ควรใหŒเหตุผลรŒอยรัดกันไป และมีการอŒางอิงผลงานคนอื่นอย‹างนŒอย 3
คน ในแต‹ละประเด็น
21 http://www.mbuslc.ac.th/web/wp-content/uploads/2013/10/เข_ยนกา
รอภ_ปรายผลให_น_าอ_าน.pdf
µÑÇÍÂèÒ§ÇÔ·ÂÒ¹Ô¾¹¸ì
• “องคประกอบทางกายภาพในการออกแบบชุมชนเมืองอุตสาหกรรมเพื่อส‹ง
เสริมการรักษาคุณภาพ สิ่งแวดลŒอม:กรณีศึกษาสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน
พิบูลจํากดั ศรีราชาจังหวัดชลบุรี” โดย นางสาวนิชา ตันติเวสส http://
www.thapra.lib.su.ac.th/thesis/showthesis_th.asp?id=0000005582
• “การศึกษาจจัยสนับสนุนความเ0นศูนยกลาง เพื่อประเมินศูนยชุมชน
ชานเมือง ของกรุงเทพมหานครกรณีศึกษา ศูนยลาดกระบัง ศูนยมีนบุรีและ
ศูนยตลิ่งชัน” โดย นางสาววารุณี เอกอภิชัย http://
www.thapra.lib.su.ac.th/thesis/showthesis_th.asp?id=0000001902
• “การศึกษาความสัมพันธระหว‹างลักษณะพื้นที่สีเขียวในเขตชุมชนเมืองและ
จจัยที่มีผลต‹อภาวะโลกรŒอน กรณีศึกษาพื้นที่เขตปทุมวัน” โดย ปนิษฐา ปฏิ
เมธา http://www.thapra.lib.su.ac.th/thesis/showthesis_th.asp?
id=0000001903
22

การอภิปรายและสรุปผลการวิจัย

  • 1.
  • 2.
    ¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠการอภิปรายผลการวิจัยเ0นขั้นตอนที่ผูŒวิจัยกระทำภายหลังจากไดŒผลการวิเคราะห การ อภิปรายผลการวิจัยเ0นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย‹างยิ่ง ถือว‹าเ0น“หัวใจของการวิจัย” ทั้งนี้เนื่องจากเ0นการอภิปรายใหŒเหตุผล โดยอาศัยหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ผูŒวิจัยใชŒ สรŒางกรอบความคิดในการวิจัยมาอภิปรายผลการวิจัย หรือปรากฏการณที่เกิดขึ้น เพื่อ ใหŒผูŒอ‹านเขŒาใจในส่ิงนั้น ความหมายของการอภิปรายผลการวิจัย การอภิปรายผลการวิจัยเ0นการแปลผลขŒอคŒนพบจากการวิจัย ในลักษณะตีความและ ประเมินผล เพื่ออธิบายและยืนยัน ความสอดคลŒองและความแตกต‹างระหว‹างขŒอคŒน พบกับสมมติฐานการวิจัย และอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงระหว‹างผลการวิจัยที่ไดŒ กับผล การวิจัยที่ผ‹านมา ตลอดจนแนวความคิด ทฤษฎีที่ใชŒเ0นกรอบความคิดในการวิจัยว‹า มีความสอดคลŒอง หรือขัดแยŒงกันอย‹างไร 2
  • 3.
    ¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠการอภิปรายผลการวิจัยเ0นการประเมินหรือขยายความของผลการวิจัย เพื่อ • ยืนยันว‹าผลการวิจัยที่ไดŒน‹าเชื่อถือถูกตŒอง เMนจริง • ชี้ใหŒเห็นว‹า ผลการวิจัยสอดคลŒองหรือไม‹สอดคลŒองกับสมมติฐานการ วิจัย • ตรงตามขŒอเท็จจริงที่พบ ตรงตามแนวคิด ทฤษฏีและผลการวิจัยคน อื่นหรือไม‹ อย‹างไร • ผลการวิจัยนั้นเ0นไปตามแนวความคิด ทฤษฏีอะไรบŒาง รวมทั้งมีความ ขัดแยŒงหรือไม‹ ถŒามีความขัดแยŒงจะตŒองอธิบายเหตุผลและหาขŒอมูล สนับสนุน • ชี้แจงความเMนไปไดŒของผลการวิจัยนั้น 3
  • 4.
  • 5.
    ¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠการอภิปรายผลการวิจัยในส‹วนแรก ประเมินว‹าเราจะเชื่อผลการวิจัยไดŒหรือไม‹ มีหลักการ ประเมินดังนี้ 1. เครื่องมือในการวิจัยมีความแม‹นยำหรือไม‹ ประสบญหาทางเทคนิคหรือไม‹ หากมี ญหาไดŒทำการแกŒไขอย‹างไร วิธีการแกŒญหานั้นยอมรับไดŒหรือไม‹ 2.ผลการศึกษาออกมาเMนเหตุเMนผลตามทฤษฎีและกรอบแนวคิดหรือไม‹ หากไม‹เ0น ไปตามนั้นสามารถใหŒคำอธิบายไดŒหรือไม‹ แต‹ไม‹ควรดันทุรังที่จะใหŒเหตุผลแบบคิดเอา เอง ที่ส‹อท‹าจะไปไดŒไม‹ไกล 3. ขŒอมูลที่เราใชŒมีความแม‹นยำเที่ยงตรงพอที่จะยอมรับไดŒหรือไม‹ เพราะแมŒว‹าผลการ วิจัยจะออกมาดี แต‹หากมีขŒอสงสัยในเรื่องขŒอมูล นักวิจัยก็ตŒองชี้แจงเรื่องลักษณะของ ขŒอมูลไวŒในที่นี้ เพื่อความโปร‹งใส หากขŒอมูลมีญหา อาจจะเ0นประเด็นสำหรับการวิจัย ในอนาคต 4. ตอบคำถามที่มีผูŒเคยซักถามระหว‹างการนำเสนอผลการวิจัย และเ0นคำถามที่สำคัญ เรา สามารถตอบประเด็นเหล‹านั้นไวŒไดŒในรายงานวิจัยดŒวย เพราะมักจะปรากฎเสมอว‹าผูŒอ‹าน คนอื่นๆ ก็อยากจะถามคำถามคลŒายๆ กันนี้ ดังนั้นเขียนไวŒเลยจะไดŒสิ้นสงสัย 5 http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=487:research- tips-41&catid=73:research-secrets&Itemid=89
  • 6.
    ¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠการอภิปรายผลการวิจัยในส‹วนที่สอง ใชŒสำหรับการมีคำตอบมากกว‹าหนึ่งคำตอบ สำหรับคำถามเดียวมีหลักดังนี้ 1. สาเหตุที่เราควรเชื่อมากกว‹า เพราะ เครื่องมือในการวิจัยมีความแม‹นยำมากกว‹า  2. สาเหตุที่เราควรเชื่อมากกว‹า เพราะ เMนเหตุเMนผลตามทฤษฎีและกรอบแนวคิด มากกว‹า 3.สาเหตุที่เราควรเชื่อมากกว‹า เพราะ ขŒอมูลที่ใชŒเชื่อถือไดŒมากกว‹า เมื่อเราผ‹านการอภิปรายผลมาแลŒว เราจะมั่นใจว‹าผลการศึกษาของเราถูกตŒอง คำตอบ ของเราถูกตŒอง แลŒวจะทำใหŒเขียนบทสรุปไดŒง‹ายขึ้น   ซึ่งบทสรุปก็คือ ที่เราทำวิจัยมาทั้งหมดนี้แลŒว   เราคŒนพบว‹าอะไร   ซึ่งควรสรุปไล‹ไปทีละ ประเด็น   หรือเรียงตามคำถามวิจัย   แลŒวขมวดลงจบในตอนทŒายเหมือนสรุปคำพิพากษา 6 http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=487:research- tips-41&catid=73:research-secrets&Itemid=89
  • 7.
    ËÅÑ¡¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Šการเขียนอภิปรายผลการวิจัยมีหลักการเขียน 4 ประการตามลำดับดังนี้ 1. ศึกษาอะไร 2. ผลที่ไดŒรับเ0นอย‹างไร 3. เหตุผลที่ไดŒผลเช‹นนั้น 4. ยืนยันผลที่ไดŒอย‹างไร การอภิปรายผลเ0นการกล‹าวถึงผลวิจัยและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี้ 1. อภิปรายผลตามวัตถุประสงคของการวิจัย โดยแยกตามวัตถุประสงค 2. นําเอาผลการวิเคราะหขŒอมูลมากล‹าวถึง และแสดงความเห็นเพิ่มเติม พรŒอมทั้งระบุใหŒ เห็นว‹าผลการวิจัยมีความสัมพันธ หรือสอดคลŒอง/ ไม‹สอดคลŒอง กับทฤษฎี หลักการและงานวิจัยใดบŒาง เพราะอะไร แสดง เหตุผลประกอบ 7
  • 8.
    ¢éͤÇäӹ֧㹡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠสิ่งที่ผูŒวิจัยจะตŒองคำนึงในการเขียนอภิปรายผลการวิจัย มีดังนี้ 1. การอภิปรายผลควรอภิปรายเ0นประเด็นตามสมมติฐานหรือ วัตถุประสงคการวิจัยที่ตั้งไวŒ ทั้งนี้ตŒองอภิปรายภายในขอบเขต การวิจัยดŒวย 2. เนื่องจากการอภิปรายผลการวิจัย เ0นการใชŒความคิดวิเคราะห ของผูŒวิจัยในการวิพากษวิจารณผลการวิจัย ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ จะทำใหŒเกิดความลำเอียงไดŒมาก ผูŒวิจัยจึงตŒองพยายามขจัดความ ลำเอียงดังกล‹าวโดยการยึดหลักเหตุผล ตลอดจนขŒอความจริง ต‹างๆ เ0นแนวทางในการอภิปรายผลการวิจัย 8
  • 9.
    ¢éͤÇäӹ֧㹡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ3. กรณีผลการวิจัยเMนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไวŒ ผูŒวิจัยควร อภิปรายผลการวิจัยโดยใชŒแนวคิดทฤษฎีที่นำมาใชŒสรŒางกรอบ ความคิดในการวิจัยมาช‹วยอธิบายขŒอคŒนพบที่เกิดขึ้น 4. กรณีที่ผลการวิจัยไม‹เMนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไวŒ ผูŒวิจัยตŒองหา เหตุผลมาประกอบการอธิบาย และอาจพิจารณาจาก กระบวนการในการวิจัยที่ผูŒวิจัยไดŒดำเนินการว‹า มีจุดอ‹อนที่ใด บŒาง ตัวแปรที่นำมาศึกษาเหมาะสมกับแนวคิด ทฤษฎีนั้น ๆ หรือไม‹ 9
  • 10.
    à¤Åç´ÅѺ㹡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Šการอภิปรายผลแบ‹งเ0น 3 ส‹วน ส‹วนที่1 คือ ผลการวิเคราะหขŒอมูล เมื่อนํามาเขียนไม‹ตŒองเขียนคําว‹า “จากตาราง 1 พบว‹า…” คือ นําผลการสรุปผลมาเขียนนั่นเอง ส‹วนที่ 2 คือ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ในส‹วนนี้ผูŒวิจัยจะตŒองแสดงความคิดเห็น เพิ่มเติม ซ่ึงส‹วนใหญ‹จะเ0นขŒอดีของการวิจัยน้ัน ในส‹วนนี้ถŒาผŒูวิจัย ไม‹รŒูว‹าจะ เขียนอะไรลงไปใหŒนําประโยชนของนวัตกรรมนั้น ๆ มาเขียน โดยสรุปเ0น แนวความคิดของผูŒวิจัยเอง และไม‹ตŒองอŒางอิง ส‹วนที่ 3 คือ นําเสนอทฤษฏีหรืองานวิจัยที่สอดคลŒองหรือไม‹สอดคลŒองกับการวิจัย ของตนเอง ถŒาเ0นงานวิจัยเชิงทดลอง งานวิจัยที่จะนำมาเสนอควรเ0นงาน วิจัยที่มีตัวแปรตŒนและตัวแปรตามเหมือนกัน แต‹ถŒาไม‹มีงานวิจัยดังกล‹าว ก็ ควรเ0นงานวิจัยที่มีตัวแปรตŒนเหมือนกัน ส‹วนงานวิจัยเชิงสํารวจ งานวิจัยที่ จะนําเสนอ ตŒองเ0นงานวิจัยที่มีตัวแปรที่ศึกษาเหมือนกัน ถŒาผูŒวิจัย ไม‹สามารถที่จะนําเสนองานวิจัยที่เกี่ยวขŒองไดŒ ก็ไม‹ตŒองนําเสนอ 10
  • 11.
    µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š1 ชื่อเรื่องวิจัย “การศึกษาผลการใชŒเกม เรื่อง โรคขาดสารอาหาร สําหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ป‚ที่ 2 โรงเรียนศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ” วัตถุประสงคของการวิจัย • เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง โรคขาดสารอาหาร สําหรับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาป‚ที่ 2 ก‹อนและหลังเรียนดŒวยเกม ส‹วนที่ 1 ผลการวิจัย คือ • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โรคขาดสารอาหาร หลังเรียนสูงกว‹า ก‹อนเรียนดŒวยเกม อย‹างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส‹วนที่ 2 แสดงความคิดเห็น คือ • การสอนดŒวยเกมทําใหŒนักเรียนมีความรูŒเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนดีขึ้น นักเรียน มีความสนใจ และสนุกสนานในการเรียน ส‹วนที่ 3 งานวิจัยที่เกี่ยวขŒอง คือ • สอดคลŒองกับงานวิจัยของ ไพบูลย เที่ยงตรง (2550, หนŒา 52) และ สุชาติ ดีแทŒ (2552, หนŒา 60) ที่พบว‹า นักเรียนที่เรียนดŒวยเกม จะมีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน หลังเรียน สูง กว‹า ก‹อนเรียนอย‹างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช‹นกัน 11
  • 12.
    µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š1 สรุปการอภิปรายผล เมื่อนํามาเขียนต‹อเนื่องกันไดŒดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง โรคขาดสารอาหาร หลังเรียนสูงกว‹าก‹อน เรียนดŒวยเกม อย‹างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว‹า การสอนดŒวย เกม ทําใหŒนักเรียนมีความรูŒเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนดีขึ้น นักเรียนมีความสนใจ และ สนุกสนานในการเรียน ซึ่งสอดคลŒองกับงานวิจัยของ ไพบูลย เที่ยงตรง (2550, หนŒา 52) และ สุชาติ ดีแทŒ (2552, หนŒา 60) ที่พบว‹า นักเรียนที่เรียน ดŒวยเกม จะ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว‹าก‹อนเรียน อย‹างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 เช‹นกัน 12
  • 13.
    µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š2 13 àËÁÒÐÊÁ¡Ñºá¹Ç¤Ô´ ·ÄɯչÑ鹿 ËÃ×ÍäÁè µÑÇÍÂèÒ§¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠµÑÇÍÂèÒ§¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѢͧÇÒâà à¾ç§ÊÇÑÊ´Ôì (2543) ·Õè·ÓÇÔ¨ÑÂàÃ×èͧ "¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ »Ñ¨¨Ñºҧ»ÃСÒ÷ÕèÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙ" «Öè§ä´éÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ´Ñ§¹Õé (1)ÊÁÁµÔ°Ò¹¢éÍ·Õè 1 ·ÕèÇèÒ "»Ñ¨¨Ñ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ»ÃСͺ´éǼÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹ »ÃÐʺ¡Òóì´éÒ¹¡ÒÃÊ͹ ਵ¤µÔµèÍÍÒªÕ¾¤ÃÙ ¤Ø³ÅѡɳР¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ ¡Òäºà¾×è͹¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§ÍÒ¨ÒÃÂì¾ÕèàÅÕé§ ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§¼ÙéºÃÔËÒà âçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡Òóì áÅСÃкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ" ÇÒÃÊÒÃÇԷºÃÔ¡Òà »Õ·Õè ñõ ©ºÑº·Õè ò-ó ¾ÄÉÀÒ¤Á-¸Ñ¹ÇÒ¤Á òõô÷ 77 ¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ: ËÑÇ㨢ͧ¡ÒÃÇԨѠ¼È. ÇÒâà à¾ç§ÊÇÑÊ´Ôì (2) ¨Ò¡¡Ò÷´ÊͺÊÁÁµÔ°Ò¹â´ÂãªéÊËÊÑÁ¾Ñ¹¸ìÍÂèÒ§§èÒ (simple correlation) ¨Ò¡µÒÃÒ§ ·Õè5¾ºÇèÒ ¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè ¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒÃ³ì ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§ÍÒ¨ÒÃÂì¾ÕèàÅÕé§ ਵ¤µÔµèÍÍÒªÕ¾¤ÃÙáÅСÒäº à¾×è͹¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·Õè ÃдѺ.01 «Öè§à»ç¹ä»µÒÁÊÁÁµÔ°Ò¹·ÕèµÑé§äÇéà¾Õ§ºÒ§Êèǹ áÊ´§ÇèÒµÑÇá»ÃàËÅèÒ¹Õéà»ç¹»Ñ¨¨Ñ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì ¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ â´ÂÊÒÁÒö͸ԺÒÂä´é ´Ñ§¹Õé (3)1.1¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙ ÍÂèÒ§ ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ·ÕèÁդسÅѡɳТͧ¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÊÙ§ «Öè§ä´éá¡è ¡ÒÃÁպؤÅÔ¡ÀÒ¾´Õ ¤Ø³ÊÁºÑµÔÊèǹµÑÇ´Õ Ê͹´ÕáÅл¡¤Ãͧ´Õ »ÃÐ¾ÄµÔ´Õ ÁÕ¨ÃÃÂÒáÅФس¸ÃÃÁÊÙ§ ÁÕhttp://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/viewFile/370/341
  • 14.
    µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š2 14 ¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒÃ³ì ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§ÍÒ¨ÒÃÂì¾ÕèàÅÕé§ਵ¤µÔµèÍÍÒªÕ¾¤ÃÙáÅСÒäº à¾×è͹¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·Õè ÃдѺ.01 «Öè§à»ç¹ä»µÒÁÊÁÁµÔ°Ò¹·ÕèµÑé§äÇéà¾Õ§ºÒ§Êèǹ áÊ´§ÇèÒµÑÇá»ÃàËÅèÒ¹Õéà»ç¹»Ñ¨¨Ñ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì ¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ â´ÂÊÒÁÒö͸ԺÒÂä´é ´Ñ§¹Õé (3)1.1¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙ ÍÂèÒ§ ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ·ÕèÁդسÅѡɳТͧ¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÊÙ§ «Öè§ä´éá¡è ¡ÒÃÁպؤÅÔ¡ÀÒ¾´Õ ¤Ø³ÊÁºÑµÔÊèǹµÑÇ´Õ Ê͹´ÕáÅл¡¤Ãͧ´Õ »ÃÐ¾ÄµÔ´Õ ÁÕ¨ÃÃÂÒáÅФس¸ÃÃÁÊÙ§ ÁÕ Á¹ØÉÂÊÑÁ¾Ñ¹¸ì´Õ (¹µì ªØèÁ¨Ôµ. 2541 : 109 ) ¨ÐÁռŢͧ¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÊÙ§ ·Ñé§¹Õé à¹×èͧ¨Ò¡¤Ø³ÅѡɳТͧ¤ÇÒÁà»ç¹¤ÃÙà»ç¹ÊÔè§·ÕèÁÕ¤ÇÒÁ¨Óà»ç¹ÊÓËÃѺ¼Ùé·Õè·Ó˹éÒ·Õè¤ÃÙ àÃÒШеéͧ¹ÓàÍÒä» ãªé㹡ÒèѴ¡Ô¨¡ÃÃÁ¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹ ¡ÒÃͺÃÁ´ÙáŹѡàÃÕ¹ ÃÇÁ·Ñé§¡ÒÃà»ç¹áººÍÂèÒ§·Õè´ÕãËé¡Ñº ¹Ñ¡àÃÕ¹´éÇ àÁ×è͹ѡÈÖ¡ÉÒÁդسÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙÊÙ§¡çÊÒÁÒö·ÓãË黯Ժѵԧҹã¹Ë¹éÒ·Õè¤ÃÙãËéºÑ§à¡Ô´ ¼Å´Õ ¨Ö§Êè§¼ÅãËé¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·ÕèÊÙ§¢Öé¹´éÇ (4 ) ¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼ÅÇԨѢͧ¤ÔÁàÁÅ (Kimmel. 1965) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒͧ¤ì»ÃСͺ´éÒ¹ºØ¤ÅÔ¡ÀÒ¾ áÅÐ ¤Ø³ÅѡɳеèÒ§ æ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñ¹¡Ñº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì㹡Òý֡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ¹ÔÈÒÃѵ¹ì ÈÔŻപ (2533) ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒµÑÇá»Ã´éÒ¹¤Ø³ÅѡɳТͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì áÅÐÊÒÁÒö·Ó¹Ò¼ŠÊÑÁÄ·¸Ôì´éÒ¹ÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙä´é (3) 1.2 ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡ »ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѷҧʶԵԷÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ·Õè´Õ¨ÐÊè§¼ÅãËé¼Å¢Í§¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ ·Ñé§¹Õéà¹×èͧ¨Ò¡ ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Åà»ç¹¡Ãкǹ¡ÒþѲ¹Ò ªÕéá¹Ð ªèÇÂàËÅ×͹ѡÈÖ¡ÉÒ ·Ñé§ã¹´éÒ¹à¹×éÍËÒhttp://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/viewFile/370/341
  • 15.
    µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃà¢Õ¹¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼Š2 15 ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼ÅÇԨѢͧ¤ÔÁàÁÅ (Kimmel.1965) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒͧ¤ì»ÃСͺ´éÒ¹ºØ¤ÅÔ¡ÀÒ¾ áÅÐ ¤Ø³ÅѡɳеèÒ§ æ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñ¹¡Ñº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì㹡Òý֡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ¹ÔÈÒÃѵ¹ì ÈÔŻപ (2533) ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒµÑÇá»Ã´éÒ¹¤Ø³ÅѡɳТͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì áÅÐÊÒÁÒö·Ó¹Ò¼ŠÊÑÁÄ·¸Ôì´éÒ¹ÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙä´é (3) 1.2 ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡ »ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѷҧʶԵԷÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ·Õè´Õ¨ÐÊè§¼ÅãËé¼Å¢Í§¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ ·Ñé§¹Õéà¹×èͧ¨Ò¡ ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Åà»ç¹¡Ãкǹ¡ÒþѲ¹Ò ªÕéá¹Ð ªèÇÂàËÅ×͹ѡÈÖ¡ÉÒ ·Ñé§ã¹´éÒ¹à¹×éÍËÒ ÇÔªÒ´éÒ¹¡ÒÃÊ͹ áÅдéÒ¹¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ·ÓãËé¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸Ô- ÀÒ¾ (4) ¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧ Êä»ÇÕÂì (Spivey. 1972) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒ Í§¤ì»ÃСͺ·ÕèÊӤѭ»ÃСÒÃ˹Öè§·ÕèÊ觼ŵèͤÇÒÁÊÓàÃ稢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹¤×Í¡ÒþÍ㨡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹ áÅСÒûÃÐàÁÔ¹¼Å¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ÊÁºØ­ ÀÙè¹ÇÅ (2535)ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒÍÒ¨ÒÃÂì¹Ôà·È¡ì ãËé¡ÓÅѧã¨áÅФÇÒÁàÁµµÒ¨ÐÊ觼ŵèÍ¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ (3) 1.3 ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡Òóì ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òà ½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ.01ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ……………….….....………. ……………………………………………………………………………………………………………….............................…………………….. ..........................(4)¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧªÒÅÕ ÊÔ·¸Ô (2521) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ ¾ºÇèÒ........................................................................................................................................ ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼ÅÇԨѢͧ¤ÔÁàÁÅ (Kimmel. 1965) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒͧ¤ì»ÃСͺ´éÒ¹ºØ¤ÅÔ¡ÀÒ¾ áÅÐ ¤Ø³ÅѡɳеèÒ§ æ ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñ¹¡Ñº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì㹡Òý֡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ¹ÔÈÒÃѵ¹ì ÈÔŻപ (2533) ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒµÑÇá»Ã´éÒ¹¤Ø³ÅѡɳТͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ¤ÃÙÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì áÅÐÊÒÁÒö·Ó¹Ò¼ŠÊÑÁÄ·¸Ôì´éÒ¹ÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙä´é (3) 1.2 ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òý֡ »ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѷҧʶԵԷÕèÃдѺ .01 ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ ¼Å¢Í§Ê¶ÒºÑ¹ÃÒªÀѯ·Õè´Õ¨ÐÊè§¼ÅãËé¼Å¢Í§¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾ ·Ñé§¹Õéà¹×èͧ¨Ò¡ ¡Ãкǹ¡ÒùÔà·ÈáÅеԴµÒÁ¼Åà»ç¹¡Ãкǹ¡ÒþѲ¹Ò ªÕéá¹Ð ªèÇÂàËÅ×͹ѡÈÖ¡ÉÒ ·Ñé§ã¹´éÒ¹à¹×éÍËÒ ÇÔªÒ´éÒ¹¡ÒÃÊ͹ áÅдéÒ¹¤Ø³ÅѡɳФÇÒÁà»ç¹¤ÃÙ·ÓãËé¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÁÕ»ÃÐÊÔ·¸Ô- ÀÒ¾ (4) ¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧ Êä»ÇÕÂì (Spivey. 1972) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒ Í§¤ì»ÃСͺ·ÕèÊӤѭ»ÃСÒÃ˹Öè§·ÕèÊ觼ŵèͤÇÒÁÊÓàÃ稢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹¤×Í¡ÒþÍ㨡ÒôÓà¹Ô¹§Ò¹ áÅСÒûÃÐàÁÔ¹¼Å¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ½Ö¡Ê͹ ¹Í¡¨Ò¡¹Õé ÊÁºØ­ ÀÙè¹ÇÅ (2535)ä´éÈÖ¡ÉÒ¾ºÇèÒÍÒ¨ÒÃÂì¹Ôà·È¡ì ãËé¡ÓÅѧã¨áÅФÇÒÁàÁµµÒ¨ÐÊ觼ŵèÍ¡Òý֡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤Ã٢ͧ¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ (3) 1.3 ¡ÒÃàÍÒã¨ãÊè¢Í§¼ÙéºÃÔËÒÃâçàÃÕ¹½Ö¡»ÃÐʺ¡Òóì ÁÕ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì·Ò§ºÇ¡¡Ñº¡Òà ½Ö¡»ÃÐʺ¡ÒóìÇÔªÒªÕ¾¤ÃÙÍÂèÒ§ÁÕ¹ÑÂÊӤѭ·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ.01ËÁÒ¤ÇÒÁÇèÒ ……………….….....………. ……………………………………………………………………………………………………………….............................…………………….. ..........................(4)¼Å¡ÒÃÇԨѤÃÑé§¹Õé ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¼Å¡ÒÃÇԨѢͧªÒÅÕ ÊÔ·¸Ô (2521) ·ÕèÈÖ¡ÉÒ ¾ºÇèÒ........................................................................................................................................ http://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/viewFile/370/341
  • 16.
    ÃٻẺ¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ(1) สมมตฐานขŒอที่ 1ที่ว‹า ………………………………………….. (2) จากการทดสอบสมมติฐานพบว‹า ………………………………. ซึ่ง (สอดคลŒอง/ไม‹สอดคลŒอง) กับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไวŒ (3) ทั้งนี้เนื่องจาก ……………………………………………………. (4) ซึ่งผลการวิจัยนี้สอดคลŒองกับงานวิจัยของ ………………………. ที่พบว‹า ………………………… 16
  • 17.
    ¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠขŒอผิดพลาดของการอภิปรายผลการวิจัยอาจกล‹าวเ0นประเด็นไดŒดังนี้ • ประเด็นแรก เรียกว‹าการไม‹คำนึงถึงความเหมือน ความคลŒาย หรือ ความแตกต‹างของงานวิจัยที่อŒางถึงกับงานวิจัยที่นักศึกษาทำ หมายความว‹า เมื่อนักศึกษานำงานวิจัยของผูŒอื่นที่ทำเสร็จแลŒวมาอŒาง ถึง ในเชิงเ0นเหตุผลสนับสนุน หรือขัดแยŒงกับผลงานวิจัยของตนเอง แต‹ขาดขŒอมูลรายละเอียด หรือขาดการวิเคราะหในประเด็นของ นิยามของ ตัวแปรตาม ตัวแปรตŒน  กลุ‹มตัวอย‹างและการวิเคราะห 17 http://ajdusadee-dusadee.blogspot.com/2013/08/blog-post_8396.html
  • 18.
    ¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ• ประเด็นที่สอง คือการละเลย “ผลที่ไม‹มีนัยสำคัญที่มีความสำคัญ” ที่ควรค‹าแก‹การ อภิปราย นักศึกษาหลายคนไม‹กล‹าวถึงผลของการวิจัยที่ไม‹มีนัยสำคัญเลย  ผลของการวิจัยที่ เขŒากับประเด็นนี้มีหลายรูปแบบไดŒแก‹  1. ผูŒวิจัยจะใหŒความสนใจในการอภิปรายสนับสนุนขŒอคŒนพบที่มีนัยสำคัญ โดยลืมไปว‹าขŒอคŒน พบที่ไม‹มีนัยสำคัญก็มีความสำคัญไม‹ยิ่งหย‹อนไปกว‹ากัน   ทั้งนี้เพราะ การที่เราพบว‹าขŒอคŒน พบไม‹เMนไปตามทฤษฎีเดิม  แปลว‹าอาจมีประเด็นใหม‹ ๆ ที่ควรแก‹การศึกษาในงาน วิจัยต‹อไปในกลุ‹มตัวอย‹างที่ไม‹พบผลสอดคลŒองกับทฤษฎีหรือผลงานวิจัยในอดีต  ทั้งนี้อาจ เMนไปไดŒว‹าทฤษฎีอาจไม‹สามารถอธิบายปรากฏการณไดŒอย‹างครอบคลุมในกลุ‹มบาง กลุ‹ม หรือกลุ‹มตัวอย‹างในงานวิจัยที่ผูŒวิจัยศึกษาอาจมีขนาดเล็กเกินไป หรืออาจมีตัวแปรอื่น บางตัวที่เ0นลักษณะที่เฉพาะของกลุ‹มตัวอย‹าง ที่ควรนำมาร‹วมศึกษาในงานวิจัยเรื่องต‹อไป  2. พบว‹าตัวแปรบางตัวไม‹มีนัยสำคัญ หรือลดความสำคัญในกลุ‹มย‹อยบางกลุ‹ม ในขณะที่ กลุ‹มใหญ‹มีความสำคัญ  อาจแสดงถึงขŒอถกเถียงว‹า จะมีปฏิสัมพันธระหว‹างตัวแปรตัวนั้น กับลักษณะบางประการของกลุ‹มตัวอย‹างนั้นก็อาจเ0นไดŒ  จึงควรค‹าแก‹การอภิปรายถึงเพื่อ ประโยชนในการทำวิจัยที่ลึกซึ้งในอนาคต 18
  • 19.
    ¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ• ประเด็นที่สาม  คือไม‹แยกแยะการมีนัยสำคัญที่ขาดความสำคัญใน ทางปฎิบัติ จากผลที่มีทั้งนัยสำคัญและมีความสำคัญในการปฎิบัติ ไดŒแก‹ การพบผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต‹มีขนาดอิทธิพลหรือความ เกี่ยวขŒองระหว‹างตัวแปรตŒนและตัวแปรที่ต่ำเกินไป เช‹น  “ผลการวิจัย พบว‹าเหตุผลเชิงจริยธรรมมีความสัมพันธกับพฤติกรรมการทำงาน อย‹างมีจริยธรรมของขŒาราชการตำรวจอย‹างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 โดยมีค‹า 
 r = .02  ซึ่งสอดคลŒองกับทฤษฎีเหตุผลเชิงจริยธรรม” ในกรณีนี้ผูŒวิจัย ควรอภิปรายถึงความไม‹มีนัยสำคัญเชิงการใชŒผลการวิจัยในทางปฏิบัติ เพราะค‹า r มีค‹าเล็กเกินไป  ผลเช‹นนี้อาจกล‹าวไดŒว‹าไม‹สนับสนุนการ ใชŒประโยชนของทฤษฎีก็เ0นไปไดŒ 19
  • 20.
    ¨Ø´Íè͹¢Í§¡ÒÃÍÀÔ»ÃÒ¼šÒÃÇԨѠ• การอภิปรายผลการวิจัย แมŒจะเ0นกิจกรรมเกือบสุดทŒายของ การเขียนรายงานผลการวิจัย แต‹ก็มีความสำคัญมากในเชิง วิชาการ และการนำงานวิจัยไปใชŒเพื่อการปฏิบัติ  ซึ่งเ0นบท ที่เขียนยากแต‹เพื่อความสมบูรณของกระบวนการคิดและการ เขียนที่ตŒองเขŒาใจงานของตนเองและงานของผูŒอื่นอย‹างลึก ซึ้ง ก็เ0นกิจกรรมที่ควรค‹าแก‹ความพยายาม 20
  • 21.
    ¡ÒÃà¢Õ¹ÍÀÔ»ÃÒ¼ÅãËé¹èÒÍèÒ¹ การอภิปรายผลท่ีดีตŒองสามารถสื่อสารใหŒผูŒอ‹านเขŒาใจง‹าย โดยการเรียงลำดับ ขŒอมูลใน องคประกอบต‹างๆใหŒครบถŒวน และเขียนเ0นลำดับขั้นตอนใหŒอ‹าน ไดŒง‹าย ดังน้ี 1. ไม‹ควรอภิปรายผลจากผลการวิจัยทั้งหมด ควรเลือกเฉพาะสิ่งท่ีเราสนใจ หรือเ0นสิ่งสำคัญในแต‹ละประเด็น สำหรับการอภิปรายผลในเชิงลึกใน แต‹ละดŒาน 2. ควรเริ่มตŒนอภิปรายผลดŒวยผลการวิจัยเชิงปริมาณและตามดŒวยผลการ วิจัยเชิงคุณภาพ 3. ควรใหŒเหตุผลรŒอยรัดกันไป และมีการอŒางอิงผลงานคนอื่นอย‹างนŒอย 3 คน ในแต‹ละประเด็น 21 http://www.mbuslc.ac.th/web/wp-content/uploads/2013/10/เข_ยนกา รอภ_ปรายผลให_น_าอ_าน.pdf
  • 22.
    µÑÇÍÂèÒ§ÇÔ·ÂÒ¹Ô¾¹¸ì • “องคประกอบทางกายภาพในการออกแบบชุมชนเมืองอุตสาหกรรมเพื่อส‹ง เสริมการรักษาคุณภาพ สิ่งแวดลŒอม:กรณีศึกษาสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน พิบูลจํากดัศรีราชาจังหวัดชลบุรี” โดย นางสาวนิชา ตันติเวสส http:// www.thapra.lib.su.ac.th/thesis/showthesis_th.asp?id=0000005582 • “การศึกษาจจัยสนับสนุนความเ0นศูนยกลาง เพื่อประเมินศูนยชุมชน ชานเมือง ของกรุงเทพมหานครกรณีศึกษา ศูนยลาดกระบัง ศูนยมีนบุรีและ ศูนยตลิ่งชัน” โดย นางสาววารุณี เอกอภิชัย http:// www.thapra.lib.su.ac.th/thesis/showthesis_th.asp?id=0000001902 • “การศึกษาความสัมพันธระหว‹างลักษณะพื้นที่สีเขียวในเขตชุมชนเมืองและ จจัยที่มีผลต‹อภาวะโลกรŒอน กรณีศึกษาพื้นที่เขตปทุมวัน” โดย ปนิษฐา ปฏิ เมธา http://www.thapra.lib.su.ac.th/thesis/showthesis_th.asp? id=0000001903 22