SlideShare a Scribd company logo
1 of 3
Download to read offline
ใบความรูที่ 1
เรื่อง องคประกอบการขับรองเพลงสากล
การศึกษาเรื่องการขับรองเพลงสากล มีความจำเปนอยางยิ่งที่นักเรียนจะตองเขาใจองคประกอบ หลักพื้นฐาน
รูปแบบการขับรองสากลในยุคตางๆ เพื่อนำไปสูความรูเบื้องตน อันเปนแนวทางการพัฒนาทักษะดานคีตศิลปสากลใน
ระดับที่สูงขึ้นไป

องคประกอบการขับรองเพลงสากล
การขับรองเพลงสากลเปนการผสมผสานกันระหวางเนื้อรองและทำนองดนตรีทกลมกลืน การฟงเพลงรอง
ี่
สากลไมนิยมแยกเนื้อรองและทำนองดนตรีใหออกเปนคนละสวน ดังนั้น เพื่อความ เขาใจที่งายขึ้น นักเรียนจึงควรได
ทราบองคประกอบของการขับรองสากล ดังนี้
1. ทำนอง (Melody) หมายถึง สื่อทีชวยพาเสียงรองไปสูการรับรูของผูฟง นอกจากทำนอง จะมีอยูในเนื้อ
่
รองแลว ยังมีอยูในดนตรีที่บรรเลงประกอบดวย

2. เสียงประสาน (Harmony) เปนการรองที่มีผรองตั้งแต 1 คนขึ้นไป มีจุดประสงคเพื่อ ใหเนื้อรองนั้นเกิด
ู
ความเดนชัดขึ้นเปนพิเศษ ผูฟงจะสามารถรับรูอารมณเพลงรวมไปถึงการจินตนาการตามเรื่องราวของเพลงทั้งนี้ เสียง

ประสานอาจเปนการประสานกันระหวางเนื้อรองกับดนตรีก็ได
3. จังหวะ (Rhythm) เปนองคประกอบที่ถือไดวามีความสำคัญมากที่สด เพราะนอกจากจะเปนเครื่องมือใน
ุ
การกำหนดเนื้อรองและทำนองดนตรีแลว จังหวะยังสามารถเปลี่ยนอารมณของบทเพลงไดอีกดวย
4. ดนตรีที่ใชบรรเลงประกอบ (Accompaniment) เปนแนวทางในการสรางอารมณของเพลงและชวยขยาย
ความหมายของเนื้อรองใหมีความเดนชัดมากยิ่งขึ้น แนวดนตรีที่ใชบรรเลงประกอบการขับรองสากลไดแก เปยโน
(Piano) ซึ่งถือเปนเครื่องดนตรีที่ไดรับความนิยมมากที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีสากลทั้งหมด
5. เนื้อรอง (Text) หมายถึง บทประพันธที่นำมาใสทำนอง อาจเปนไดทั้งรอยกรองที่มีแบบแผนถูกตองตาม
ฉันทลักษณ (Prosody) หรือรอยแกวที่ไมมีทั้งสัมผัสและจังหวะของการใชคำ
ใบความรูที่ 2
เรื่อง หลักพื้นฐานการขับรองเพลงสากล
การขับรองเปนการใชเสียงของมนุษยที่มีโดยธรรมชาติ ซึ่งเสียงของแตละบุคคลยอมแตกตางกันไป ดังนั้น เพื่อ
ใหการใชเสียงหรือการขับรองเปนไปดวยความสละสลวย นุมนวลและงดงามนักเรียนจึงควรรูหลักพื้นฐานการขับรอง
สากลในการนำไปฝกฝนและปรับประยุกตใช ดังนี้
1. การหายใจและการวางทาทาง ปกติการพูดของมนุษยนั้นตองใชการหายใจอยูแลว สวนการขับรองจะมีวิธี
การหายใจที่แตกตางออกไป เพราะตองใชเสียงที่ลากยาวกวาการพูดปกติ การหายใจในการขับรองเปนการบังคับ
ควบคุมลมหายใจ ซึ่งสงผลตอกลามเนื้อหลายสวนที่ทำงานรวมกันอยางเปนระบบ ดังนั้น การวางทาทางที่ถูกตอง คือ
ยืนตัวตรง เปดไหล ปลอยแขนสองขางแนบชิดลำตัว ศีรษะตรง และไมแกรงกลามเนื้อสวนใดสวนหนึ่ง ซึ่งจะชวยผอน
คลายกลามเนื้อและระบบการหายใจใหคลองตัว และใกลเคียงกับธรรมชาติมากที่สุด
2. การกองกังวานของเสียง เปนวิธีการหนึ่งที่ชวยใหบทเพลง มีสีสันแตกตางกันออกไปตาม อารมณของ

เพลง เชน การใชเสียงกองกังวานชวงต่ำ เหมือนกับการหาวนอน การใชเสียงกองกังวานชวงสูงเหมือนกับการกรีดรอง
หรืออารมณตกใจ เปนตน
3. การเปลงเสียงพยัญชนะและสระ การเปลงเสียงคำซึ่งเปนการผสมระหวางพยัญชนะและสระ ควรมีความ
ถูกตองและชัดเจน เนื่องจากสวนที่สรางเสียงพยัญชนะมีความแตกตางกันออกไป คือ เสียง พ ว บ เปนเสียงที่เปลง
ออกจากริมฝปาก เสียง ฟ เปลงออกมาจากฟนและริมฝปาก เสียง ล ร ท ด น เปลงออกมาจากลิ้นและเพดานปาก
เสียง ก ค ง เปลงออกมาจากโคนลิ้นและเพดานออน เสียง จ ช ซ ส เปลงออกมาจากลิ้นดานหนาและเพดานปาก
เสียง ห ฮ เปนเสียงจากลมหายใจ เปนตน การเปลงเสียงสระจะใชความแรงในการเปลงเสียงที่ไมเทากัน
โดยสามารถเรียงลำดับความเบาและนุมนวลขึ้นไปจนถึงแรงและแข็งกราวได คือ สระอู สระโอ สระอา สระแอะ สระ
เอะ สระเอ และสระอี
4. การเกลาเสียง เมื่อผูขับรองสามารถรองเพลงไดอยางถูกตองตามหลักทั้ง 3 ขอ ขางตน แลว สิ่งที่สำคัญอีก
สิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียไมได คือ การขัดเกลาน้ำเสียงที่เปลงออกมาใหมีความนุมนวล สละสลวย จะเปนสิ่งที่ชวยใหผูที่ฟง
รับรูไดถึงอรรถรสของเพลงอยางแทจริง วิธีการฝกเกลาเสียง อาจใชการรองที่เบาแลวดังขึ้น หรือการรองที่ดังแลวเบา
ลง เพื่อฝกความนุมนวลของเสียง ความหนักแนน และความกังวานของเสียงรอง เปนตน
ใบความรูที่ 3
เรื่อง รูปแบบการขับรองสากลยุคตาง ๆ
ยุคแรก
มนุษยมีความผูกพันกับการขับรองมาชานาน ชนชาติตะวันตกนำการขับรองเขาไปมีบทบาทรวม กับดนตรีที่
ใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยเชื่อวาบทสวดออนวอน อธิษฐานหรือสรรเสริญ จะสามารถสื่อใหเทพเจารับรูได
นอกจากนี้ การขับรองยังเปนเพื่อการรื่นเริง พักผอนหยอนใจ แสดงความสุนทรียของชนชาติที่มีอารยธรรมสูง
การขับรองในยุคแรกมีการสันนิษฐานวานิยมใชการรองเสียงโคโลราตูรา (Coloratura) หมายถึง การรองใน
ชวงเสียงที่สูง ผูที่ฝกรองตองมีนำเสียงที่ออนหวาน มีเสียงสูง และน้ำเสียงที่มีพลังไมวาจะเปนนักรองชายหรือหญิง
้

ก็ตาม

ยุคกลางและยุคฟนฟูศิลปวัฒนธรรม
ชวงเวลาประมาณ 300 ป ระหวางคริสตศตวรรษที่ 12-13 การขับรองมีการพัฒนาจากรองแนวเสียงเดียวมา
เปนการรองสอดประสาน (Polyphony) ลักษณะการขับรองในยุคนี้ยังคงนิยมให ผูชายรอง โดยใชเทคนิคเสียง
ปลอม หรือฟอลเซตโต (Falsetto) ซึ่งเปนการรองที่ใชชวงเสียงสูงกวาปกติของผูชาย หลังจากคริสตศตวรรษที่ 16 มี

การใชนักขับรองหญิงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ผูหญิงสามารถรองเสียงปลอมของผูชายไดงาย เปนธรรมชาติ และไพเราะ
มากกวา เทคนิคที่นิยมใชในชวงนี้ คือ การดนสด (Improvisation) แตก็มีการวิพากษวิจารณกันวานักรองที่ใชดนสด
มากจนเกินไป จะทำใหจดจำทำนองเดิมไมได การใชเสียงอุทาน (Exclamation) การโหนเสียง (Portamento) และ
การขับรองเจรจา (Recitative) คือ การรองแบบกึ่งรองกึ่งพูด ซึ่งไดรับความนิยมมาจนถึงปจจุบัน จากนั้นในปคริสต
ศักราช 1575-1625 ไดมีการพัฒนาเทคนิคการขับรองขึ้นอีกอยางหนึ่ง คือ คัสทราโต (Castrato) หมายถึง การใชเสียง
ของนักรองชายที่สูงเปนพิเศษเทียบเทาเสียงนักรองหญิง

ศตวรรษที่ 17 และ 18
มีลักษณะการขับรองที่เรียกวาเบลคัลโต (Bel canto) หรือการขับรองเสนาะ หมายถึงการขับรองโดยเนน
คุณภาพของเสียงรอง มากกวาการใสอารมณ และชวงตนศตวรรษที่ 18 เริ่มมีการขับรองเดี่ยว โดยนักรองหญิงที่มีชวง
เสียงต่ำที่สุด หรือที่เรียกวา คอนตราลโต (Contralto)

ศตวรรษที่ 19
ยุคนีเ้ กิดการพัฒนาของแนวรองทีหลากหลายมากยิงขึน เชน ชวงเสียงจะมีความสูงขึนและสดใสกวาเดิม ชวงเสียงต่ำก็จะมีความกองกังวาน
่
่ ้
้
มากขึน เทคนิคทีใ่ ชคอ การรองอยูบนความ กองกังวาน (Singing on resonance)
้
ื


ศตวรรษที่ 20
ในยุคนี้ไดพัฒนาการขับรองจากสมัยโบราณเปนรูปแบบตางๆ จนกลายเปนตนแบบของ
การขับรองแบบใหม เชน การรองกึ่งพูดที่ใชอารมณประกอบสูง (Sprechgesang) การรูดเสียงและการตะโกน (Bocca
chiusa) เปนตน

More Related Content

Viewers also liked (7)

กุญแจประจาหลัก (Clef)
กุญแจประจาหลัก (Clef)กุญแจประจาหลัก (Clef)
กุญแจประจาหลัก (Clef)
 
สมัยรีเนซองส์ Renaissance
สมัยรีเนซองส์ Renaissanceสมัยรีเนซองส์ Renaissance
สมัยรีเนซองส์ Renaissance
 
การศึกษาดนตรีตะวันตก
การศึกษาดนตรีตะวันตกการศึกษาดนตรีตะวันตก
การศึกษาดนตรีตะวันตก
 
ความหมายของสุนทรียศาสตร์-สุนทรียภาพ
ความหมายของสุนทรียศาสตร์-สุนทรียภาพความหมายของสุนทรียศาสตร์-สุนทรียภาพ
ความหมายของสุนทรียศาสตร์-สุนทรียภาพ
 
สุนทรียศาสตร์ สุนทรียภาพ
สุนทรียศาสตร์ สุนทรียภาพสุนทรียศาสตร์ สุนทรียภาพ
สุนทรียศาสตร์ สุนทรียภาพ
 
ข้อสอบ 50
ข้อสอบ 50ข้อสอบ 50
ข้อสอบ 50
 
ความหมายและความสำคัญของสุนทรียะ
ความหมายและความสำคัญของสุนทรียะความหมายและความสำคัญของสุนทรียะ
ความหมายและความสำคัญของสุนทรียะ
 

Similar to ใบความรู้ร้องเพลง

แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55
แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55
แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55
Yatphirun Phuangsuwan
 
บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ
บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ
บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ
Sasithon AnnAnn
 
สาระที่ 2 หน่วยที่ 6
สาระที่ 2 หน่วยที่ 6  สาระที่ 2 หน่วยที่ 6
สาระที่ 2 หน่วยที่ 6
khomkrit2511
 
สาระที่ 2 หน่วยที่ 8
สาระที่ 2 หน่วยที่ 8  สาระที่ 2 หน่วยที่ 8
สาระที่ 2 หน่วยที่ 8
khomkrit2511
 
วิวัฒนาการของดนตรีสากล
วิวัฒนาการของดนตรีสากลวิวัฒนาการของดนตรีสากล
วิวัฒนาการของดนตรีสากล
อำนาจ ศรีทิม
 
บทที่ 2 ดนตรีกศน
บทที่ 2 ดนตรีกศนบทที่ 2 ดนตรีกศน
บทที่ 2 ดนตรีกศน
peter dontoom
 
ความหมายของเพลงกล่อมลูก
ความหมายของเพลงกล่อมลูกความหมายของเพลงกล่อมลูก
ความหมายของเพลงกล่อมลูก
Thassanee Buasri
 
เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55
เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55
เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55
อำนาจ ศรีทิม
 
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลาง
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลางบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลาง
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลาง
ฏิวัตต์ สันทาลุนัย
 

Similar to ใบความรู้ร้องเพลง (20)

แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55
แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55
แผนดนตรีส่งพี่ทัศน์ใหม่จ้า55
 
บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ
บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ
บทความการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะประกอบการสอนภาษาอังกฤษ
 
สาระที่ 2 หน่วยที่ 6
สาระที่ 2 หน่วยที่ 6  สาระที่ 2 หน่วยที่ 6
สาระที่ 2 หน่วยที่ 6
 
สาระที่ 2 หน่วยที่ 8
สาระที่ 2 หน่วยที่ 8  สาระที่ 2 หน่วยที่ 8
สาระที่ 2 หน่วยที่ 8
 
วิวัฒนาการของดนตรีสากล
วิวัฒนาการของดนตรีสากลวิวัฒนาการของดนตรีสากล
วิวัฒนาการของดนตรีสากล
 
บทที่ 2 ดนตรีกศน
บทที่ 2 ดนตรีกศนบทที่ 2 ดนตรีกศน
บทที่ 2 ดนตรีกศน
 
หลักสูตรศิลปะ มัธยมศึกษาตอนปลาย
หลักสูตรศิลปะ มัธยมศึกษาตอนปลายหลักสูตรศิลปะ มัธยมศึกษาตอนปลาย
หลักสูตรศิลปะ มัธยมศึกษาตอนปลาย
 
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติอ่านโน้ตดนตรีไทย
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติอ่านโน้ตดนตรีไทยบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติอ่านโน้ตดนตรีไทย
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติอ่านโน้ตดนตรีไทย
 
ความหมายของเพลงกล่อมลูก
ความหมายของเพลงกล่อมลูกความหมายของเพลงกล่อมลูก
ความหมายของเพลงกล่อมลูก
 
Asean Lesson Plan
Asean Lesson PlanAsean Lesson Plan
Asean Lesson Plan
 
Music drama
Music dramaMusic drama
Music drama
 
ใบงานวิชาดนตรี ม.5
ใบงานวิชาดนตรี ม.5ใบงานวิชาดนตรี ม.5
ใบงานวิชาดนตรี ม.5
 
ใบงานวิชาดนตรี ม.5
ใบงานวิชาดนตรี ม.5ใบงานวิชาดนตรี ม.5
ใบงานวิชาดนตรี ม.5
 
บทความ วิเคราะห์ เพลง
บทความ   วิเคราะห์ เพลงบทความ   วิเคราะห์ เพลง
บทความ วิเคราะห์ เพลง
 
เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55
เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55
เครืองดนตรีพื้นเมือง ใบความรู้ ม.3 ปี 55
 
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5 ครูอภิชิต กลีบม่วง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่  1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5  ครูอภิชิต กลีบม่วงแผนการจัดการเรียนรู้ที่  1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5  ครูอภิชิต กลีบม่วง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5 ครูอภิชิต กลีบม่วง
 
บทที่ 1 บทนำ
บทที่ 1 บทนำบทที่ 1 บทนำ
บทที่ 1 บทนำ
 
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5 ครูอภิชิต กลีบม่วง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่  1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5  ครูอภิชิต กลีบม่วงแผนการจัดการเรียนรู้ที่  1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5  ครูอภิชิต กลีบม่วง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ศ 32101 วิชาดนตรี ม.5 ครูอภิชิต กลีบม่วง
 
บทที่ 2 ดนตรี
บทที่ 2 ดนตรีบทที่ 2 ดนตรี
บทที่ 2 ดนตรี
 
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลาง
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลางบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลาง
บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีพื้นบ้านปฏิบัติตีโปงลาง
 

More from จิตติวิทย์ พิทักษ์

More from จิตติวิทย์ พิทักษ์ (10)

ใบงานการร้องเพลง ม.1
ใบงานการร้องเพลง ม.1ใบงานการร้องเพลง ม.1
ใบงานการร้องเพลง ม.1
 
Rudimentsequence D
Rudimentsequence DRudimentsequence D
Rudimentsequence D
 
Rudimentsequence B
Rudimentsequence BRudimentsequence B
Rudimentsequence B
 
Rudimentsequence C
Rudimentsequence CRudimentsequence C
Rudimentsequence C
 
ชุดการเรียน ทางไกล วิชาดนตรี
ชุดการเรียน ทางไกล วิชาดนตรีชุดการเรียน ทางไกล วิชาดนตรี
ชุดการเรียน ทางไกล วิชาดนตรี
 
รีคอร์เดอร์ (Recorder)
รีคอร์เดอร์ (Recorder)รีคอร์เดอร์ (Recorder)
รีคอร์เดอร์ (Recorder)
 
เครื่องดนตรีสากล
เครื่องดนตรีสากลเครื่องดนตรีสากล
เครื่องดนตรีสากล
 
เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature)
เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature)เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature)
เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature)
 
กุญแจประจาหลัก (Clef)
กุญแจประจาหลัก (Clef)กุญแจประจาหลัก (Clef)
กุญแจประจาหลัก (Clef)
 
กว่าจะเป็น “โด เร มี”
กว่าจะเป็น “โด เร มี”กว่าจะเป็น “โด เร มี”
กว่าจะเป็น “โด เร มี”
 

ใบความรู้ร้องเพลง

  • 1. ใบความรูที่ 1 เรื่อง องคประกอบการขับรองเพลงสากล การศึกษาเรื่องการขับรองเพลงสากล มีความจำเปนอยางยิ่งที่นักเรียนจะตองเขาใจองคประกอบ หลักพื้นฐาน รูปแบบการขับรองสากลในยุคตางๆ เพื่อนำไปสูความรูเบื้องตน อันเปนแนวทางการพัฒนาทักษะดานคีตศิลปสากลใน ระดับที่สูงขึ้นไป องคประกอบการขับรองเพลงสากล การขับรองเพลงสากลเปนการผสมผสานกันระหวางเนื้อรองและทำนองดนตรีทกลมกลืน การฟงเพลงรอง ี่ สากลไมนิยมแยกเนื้อรองและทำนองดนตรีใหออกเปนคนละสวน ดังนั้น เพื่อความ เขาใจที่งายขึ้น นักเรียนจึงควรได ทราบองคประกอบของการขับรองสากล ดังนี้ 1. ทำนอง (Melody) หมายถึง สื่อทีชวยพาเสียงรองไปสูการรับรูของผูฟง นอกจากทำนอง จะมีอยูในเนื้อ ่ รองแลว ยังมีอยูในดนตรีที่บรรเลงประกอบดวย  2. เสียงประสาน (Harmony) เปนการรองที่มีผรองตั้งแต 1 คนขึ้นไป มีจุดประสงคเพื่อ ใหเนื้อรองนั้นเกิด ู ความเดนชัดขึ้นเปนพิเศษ ผูฟงจะสามารถรับรูอารมณเพลงรวมไปถึงการจินตนาการตามเรื่องราวของเพลงทั้งนี้ เสียง  ประสานอาจเปนการประสานกันระหวางเนื้อรองกับดนตรีก็ได 3. จังหวะ (Rhythm) เปนองคประกอบที่ถือไดวามีความสำคัญมากที่สด เพราะนอกจากจะเปนเครื่องมือใน ุ การกำหนดเนื้อรองและทำนองดนตรีแลว จังหวะยังสามารถเปลี่ยนอารมณของบทเพลงไดอีกดวย 4. ดนตรีที่ใชบรรเลงประกอบ (Accompaniment) เปนแนวทางในการสรางอารมณของเพลงและชวยขยาย ความหมายของเนื้อรองใหมีความเดนชัดมากยิ่งขึ้น แนวดนตรีที่ใชบรรเลงประกอบการขับรองสากลไดแก เปยโน (Piano) ซึ่งถือเปนเครื่องดนตรีที่ไดรับความนิยมมากที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีสากลทั้งหมด 5. เนื้อรอง (Text) หมายถึง บทประพันธที่นำมาใสทำนอง อาจเปนไดทั้งรอยกรองที่มีแบบแผนถูกตองตาม ฉันทลักษณ (Prosody) หรือรอยแกวที่ไมมีทั้งสัมผัสและจังหวะของการใชคำ
  • 2. ใบความรูที่ 2 เรื่อง หลักพื้นฐานการขับรองเพลงสากล การขับรองเปนการใชเสียงของมนุษยที่มีโดยธรรมชาติ ซึ่งเสียงของแตละบุคคลยอมแตกตางกันไป ดังนั้น เพื่อ ใหการใชเสียงหรือการขับรองเปนไปดวยความสละสลวย นุมนวลและงดงามนักเรียนจึงควรรูหลักพื้นฐานการขับรอง สากลในการนำไปฝกฝนและปรับประยุกตใช ดังนี้ 1. การหายใจและการวางทาทาง ปกติการพูดของมนุษยนั้นตองใชการหายใจอยูแลว สวนการขับรองจะมีวิธี การหายใจที่แตกตางออกไป เพราะตองใชเสียงที่ลากยาวกวาการพูดปกติ การหายใจในการขับรองเปนการบังคับ ควบคุมลมหายใจ ซึ่งสงผลตอกลามเนื้อหลายสวนที่ทำงานรวมกันอยางเปนระบบ ดังนั้น การวางทาทางที่ถูกตอง คือ ยืนตัวตรง เปดไหล ปลอยแขนสองขางแนบชิดลำตัว ศีรษะตรง และไมแกรงกลามเนื้อสวนใดสวนหนึ่ง ซึ่งจะชวยผอน คลายกลามเนื้อและระบบการหายใจใหคลองตัว และใกลเคียงกับธรรมชาติมากที่สุด 2. การกองกังวานของเสียง เปนวิธีการหนึ่งที่ชวยใหบทเพลง มีสีสันแตกตางกันออกไปตาม อารมณของ  เพลง เชน การใชเสียงกองกังวานชวงต่ำ เหมือนกับการหาวนอน การใชเสียงกองกังวานชวงสูงเหมือนกับการกรีดรอง หรืออารมณตกใจ เปนตน 3. การเปลงเสียงพยัญชนะและสระ การเปลงเสียงคำซึ่งเปนการผสมระหวางพยัญชนะและสระ ควรมีความ ถูกตองและชัดเจน เนื่องจากสวนที่สรางเสียงพยัญชนะมีความแตกตางกันออกไป คือ เสียง พ ว บ เปนเสียงที่เปลง ออกจากริมฝปาก เสียง ฟ เปลงออกมาจากฟนและริมฝปาก เสียง ล ร ท ด น เปลงออกมาจากลิ้นและเพดานปาก เสียง ก ค ง เปลงออกมาจากโคนลิ้นและเพดานออน เสียง จ ช ซ ส เปลงออกมาจากลิ้นดานหนาและเพดานปาก เสียง ห ฮ เปนเสียงจากลมหายใจ เปนตน การเปลงเสียงสระจะใชความแรงในการเปลงเสียงที่ไมเทากัน โดยสามารถเรียงลำดับความเบาและนุมนวลขึ้นไปจนถึงแรงและแข็งกราวได คือ สระอู สระโอ สระอา สระแอะ สระ เอะ สระเอ และสระอี 4. การเกลาเสียง เมื่อผูขับรองสามารถรองเพลงไดอยางถูกตองตามหลักทั้ง 3 ขอ ขางตน แลว สิ่งที่สำคัญอีก สิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียไมได คือ การขัดเกลาน้ำเสียงที่เปลงออกมาใหมีความนุมนวล สละสลวย จะเปนสิ่งที่ชวยใหผูที่ฟง รับรูไดถึงอรรถรสของเพลงอยางแทจริง วิธีการฝกเกลาเสียง อาจใชการรองที่เบาแลวดังขึ้น หรือการรองที่ดังแลวเบา ลง เพื่อฝกความนุมนวลของเสียง ความหนักแนน และความกังวานของเสียงรอง เปนตน
  • 3. ใบความรูที่ 3 เรื่อง รูปแบบการขับรองสากลยุคตาง ๆ ยุคแรก มนุษยมีความผูกพันกับการขับรองมาชานาน ชนชาติตะวันตกนำการขับรองเขาไปมีบทบาทรวม กับดนตรีที่ ใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยเชื่อวาบทสวดออนวอน อธิษฐานหรือสรรเสริญ จะสามารถสื่อใหเทพเจารับรูได นอกจากนี้ การขับรองยังเปนเพื่อการรื่นเริง พักผอนหยอนใจ แสดงความสุนทรียของชนชาติที่มีอารยธรรมสูง การขับรองในยุคแรกมีการสันนิษฐานวานิยมใชการรองเสียงโคโลราตูรา (Coloratura) หมายถึง การรองใน ชวงเสียงที่สูง ผูที่ฝกรองตองมีนำเสียงที่ออนหวาน มีเสียงสูง และน้ำเสียงที่มีพลังไมวาจะเปนนักรองชายหรือหญิง ้  ก็ตาม ยุคกลางและยุคฟนฟูศิลปวัฒนธรรม ชวงเวลาประมาณ 300 ป ระหวางคริสตศตวรรษที่ 12-13 การขับรองมีการพัฒนาจากรองแนวเสียงเดียวมา เปนการรองสอดประสาน (Polyphony) ลักษณะการขับรองในยุคนี้ยังคงนิยมให ผูชายรอง โดยใชเทคนิคเสียง ปลอม หรือฟอลเซตโต (Falsetto) ซึ่งเปนการรองที่ใชชวงเสียงสูงกวาปกติของผูชาย หลังจากคริสตศตวรรษที่ 16 มี  การใชนักขับรองหญิงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ผูหญิงสามารถรองเสียงปลอมของผูชายไดงาย เปนธรรมชาติ และไพเราะ มากกวา เทคนิคที่นิยมใชในชวงนี้ คือ การดนสด (Improvisation) แตก็มีการวิพากษวิจารณกันวานักรองที่ใชดนสด มากจนเกินไป จะทำใหจดจำทำนองเดิมไมได การใชเสียงอุทาน (Exclamation) การโหนเสียง (Portamento) และ การขับรองเจรจา (Recitative) คือ การรองแบบกึ่งรองกึ่งพูด ซึ่งไดรับความนิยมมาจนถึงปจจุบัน จากนั้นในปคริสต ศักราช 1575-1625 ไดมีการพัฒนาเทคนิคการขับรองขึ้นอีกอยางหนึ่ง คือ คัสทราโต (Castrato) หมายถึง การใชเสียง ของนักรองชายที่สูงเปนพิเศษเทียบเทาเสียงนักรองหญิง ศตวรรษที่ 17 และ 18 มีลักษณะการขับรองที่เรียกวาเบลคัลโต (Bel canto) หรือการขับรองเสนาะ หมายถึงการขับรองโดยเนน คุณภาพของเสียงรอง มากกวาการใสอารมณ และชวงตนศตวรรษที่ 18 เริ่มมีการขับรองเดี่ยว โดยนักรองหญิงที่มีชวง เสียงต่ำที่สุด หรือที่เรียกวา คอนตราลโต (Contralto) ศตวรรษที่ 19 ยุคนีเ้ กิดการพัฒนาของแนวรองทีหลากหลายมากยิงขึน เชน ชวงเสียงจะมีความสูงขึนและสดใสกวาเดิม ชวงเสียงต่ำก็จะมีความกองกังวาน ่ ่ ้ ้ มากขึน เทคนิคทีใ่ ชคอ การรองอยูบนความ กองกังวาน (Singing on resonance) ้ ื  ศตวรรษที่ 20 ในยุคนี้ไดพัฒนาการขับรองจากสมัยโบราณเปนรูปแบบตางๆ จนกลายเปนตนแบบของ การขับรองแบบใหม เชน การรองกึ่งพูดที่ใชอารมณประกอบสูง (Sprechgesang) การรูดเสียงและการตะโกน (Bocca chiusa) เปนตน