ระบบหมุนเวียนเลือด
สารอาหารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กพอที่เกิดจากกระบวรย่อย จะผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่ หลอดเลือดฝอย
ระบบหมุนเวียนเลือดแบ่งออกเป็น 2 ระบบ
ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงปิด(Closed circulatory system)เลือดจะไหลอยู่ในท่อของหลอดเลือดและหัวใจตลอด โดยเลือดจะมีทิศทางการไหลออกจากหัวใจไปตามหลอดเลือดชนิดต่างๆ และไหลกลับเข้าสู่หัวใจใหม่เป็นวงจรต่อเนื่อง
2. ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด(Open circulatory system)เลือดออกจากหัวใจแล้วไม่ได้ไหลเวียนอยู่เฉพาะภายในหลอดเลือดเท่านั้นแต่จะไหลผ่านช่องว่างของลำตัวและที่ว่างระหว่างอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย
การไหลเวียนของเลือดจะเกี่ยวข้องกับหัวใจ เลือด และหลอดเลือด
หัวใจ(Heart) ตั้งอยู่ในทรวงอกระหว่างปอดทั้งสองข้างเอียงไปทางซ้ายของแนวกลางตัว ประกอบด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงภายในมี 4 ห้อง
-หัวในห้องบนซ้าย(Left atrium)มีหน้าที่ รับเลือดที่ผ่านการฟอกที่ปอด-หัวใจห้องบนขวา(Right atrium)มีหน้าที่ รับเลือดที่ร่างกายใช้แล้ว-หัวใจห้องล่างขวา(Right ventricle)มีหน้าที่ สูบฉีดเลือดไปฟอกที่ปอด-หัวใจห้องล่างซ้าย(Left ventricle) มีหน้าที่ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ระหว่างหัวใจซีกซ้ายและซีกขวามีผนังที่เหนียว หนา และแข็งแรงกั้นไว้ และระหว่างห้องหัวใจด้านบนและด้านล่างของแต่ละซีก มีลิ้นของหัวใจคอยปิดกั้นมิให้เลือดไหลย้อนกลับ ดังนั้น การไหลเวียนของเลือดจึงเป็นการไหลไปในทางเดียวกันตลอด 
วิลเลียมฮาร์วีย์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่ค้นพบการหมุนเวียนของเลือด และชี้ให้เห็นว่า เลือดมีการไหลเวียนไปทางเดียวกัน
สรุปการไหลเวียน
สรุปเป็นหน้าที่ของระบบหมุนเวียนโลหิตได้ดังนี้     1. นำอาหารและสารอื่น ๆ รวมทั้งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย     2. นำคาร์บอนไดออกไซด์ไปขับออกทางปอดเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกลับมาใช้     3. ขับถ่ายน้ำของเสียซึ่งเกิดจากเมตาโบลิซึมเพื่อขับออกภายนอกร่างกาย      4. ช่วยควบคุมและรักษาดุลของสารน้ำภายในร่างกาย     5. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ
เลือด(Blood) ประกอบด้วย 1.น้ำเลือด หรือพลาสมา(Plasma) 2.เซลล์เม็ดเลือด(blood cell)
น้ำเลือดหรือพลาสมา(plasma)ทำหน้าที่ ลำเลียงเอนไซม์ แก๊ส แร่ธาตุ วิตามิน และสารอาหารประเภทต่างๆ และรับของเสียออกนอกร่างกายเช่น   ยูเรีย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ
เซลล์เม็ดเลือด (blood cell)
2.1เม็ดเลือดแดง( red blood cell)มีรูปร่างค่อนข้างกลมแบน ตรงกลางบุ๋มเข้าหากันเมื่อโตเต็มที่ไม่มีนิวเคลียส มีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นสารประเภทโปรตีนที่เรียกว่า เฮโมโกลบิน ซึ่งมีเหล็กเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเฮโมโกลบินมีสมบัติในการรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนได้ดีมาก
เซลล์เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆทั่วร่างกาย และลำเลียงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์กลับไปสู่ปอดเพื่อทำการแลกเปลี่ยนก๊าซแหล่งที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง คือ ไขกระดูก เซลล์เม็ดเลือดแดงนี้มีอายุประมาณ 110 - 120วัน หลังจากนั้นก็จะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม
2.2 เม็ดเลือดขาว(white blood cell) มีลักษณะค่อนข้างกลมไม่มีนิวเคลียสหน้าที่ ทำลายเชื้อโรคหือสารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแหล่งสร้าง ม้าม* ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง มีอายุ 7-14 วัน
2.3 เซลล์เม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือด (blood platelet)เป็นตัวช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล เกล็ดเลือดมีอายุ 4 วัน
เส้นเลือด(Blood  Vessel) คือท่อที่เป็นทางให้เลือดไหลเวียนในร่างกายซึ่งมี 3 ระบบ คือเส้นเลือดแดง  เส้นเลือดดำ และเส้นเลือดฝอย
1.หลอดเลือดแดง(Artery)เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ มีผนังหนา แข็งแรง และไม่มีลิ้นหัวใจ
2. หลอดเลือดดำ (vein)เป็นหลอดเลือดที่นำเข้าสู่หัวใจ มีผนังบางกว่าหลอดเลือดแดง มีลิ้นกั้นภายในเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ
3. หลอดเลือดฝอย (capillary)เป็นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำสานเป็นร่างแหแทรกตามเนื้อเยื่อต่างๆ มีขนาดเล็ก ผนังบาง เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแก๊สและสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์
การจับตัวเป็นกระจุกร่างแหของเกล็ดเลือด
ความดันเลือด (blood pressure)การวัดความดันเลือดจะวัดจากหลอดเลือดที่อยู่ใกล้หัวใจเพื่อให้ได้ค่าใกล้เคียงกับความดันในหัวใจมากที่สุด หลอดเลือดที่เหมาะสำหรับวัดความดันเลือด คือ หลอดเลือดแดงบริเวณต้นแขนเครื่องมือที่แพทย์ใช้วัดความดันเลือดเรียกว่า มาตรวัดความดันเลือด( Sphygmoanometer ) ซึ่งแพทย์จะใช้คู่กับหูฟัง หรือ สเตทโทสโคป( Stethoscope )
ค่าความดันเลือดที่แพทย์วัดออกมาได้นั้นมีหน่วยเป็นมิลลิเมตรของปรอทโดยปกติผู้ใหญ่จะมีความดันเลือดประมาณ 120 / 80 มิลลิเมตรของปรอท จะเห็นว่า ความดันเลือดที่มีค่าตัวเลข 2 ค่า คือ ตัวเลขแรก หมายถึง ค่าความดันเลือดสูงที่สุดขณะหัวใจบีบตัวให้เลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า ความดันซิสโทลิก
ตัวเลขตัวหลัง หมายถึง ค่าความดันเลือดต่ำสุดขณะที่หัวใจคลายตัวรับเลือดเข้าสู่หัวใจ เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก
รูป การวัดความดันเลือด ( ก ) เครื่องมือวัดความดัน ( ข ) และหูฟังหรือสเตสโทสโคป ( ค )
ชีพจร คือ จังหวะการสูบฉีดเลือดของหัวใจ อัตราการเต้นของชีพจร(pulse rate) ในคนปกติอยู่ระหว่าง 70-90 ครั้งต่อนาที โดยเฉลี่ยประมาณ 72 ครั้ง/นาที
ในคนปกติความดันเลือดสูงขณะที่หัวใจบีบตัวให้เลือดออกจากหัวใจนั้น จะมีค่าประมาณ 100 + อายุ สำหรับความดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัวรับเลือดเข้าสู่หัวใจไม่เกิน 90 มิลลิเมตรของปรอท ค่าความดันเลือดของคนปกติเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่
1.เพศ โดยทั่วไปเพศชายมักจะมีความดันเลือดสูงกว่าเพศหญิงที่มีอายุเท่า ๆ กัน ในวัยหนุ่มสาวหญิงจะมีความดันเลือดเฉลี่ย 110 / 70 มิลลิเมตรของปรอท ขณะที่เพศชายมีความดันเลือดเฉลี่ย120 / 80 มิลลิเมตรของปรอท
2.อายุ ผู้ใหญ่มีอายุระหว่าง 20 - 30 ปี จะมีความดันเลือดปกติเฉลี่ย120/80 มิลลิเมตรของปรอท ขณะที่เด็กมีอายุ 3 - 6 ปีจะมีความดันเลือดเฉลี่ย 110 / 70 มิลลิเมตรของปรอท
3.ขนาดของร่างกาย คนที่มีร่างกายใหญ่โตหรือคนอ้วนจะมีความดันเลือดสูงกว่าคน ร่างเล็กหรือคนผอมที่มีอายุเท่า ๆ กัน4.อารมณ์ คนที่กำลังตกใจ โกรธ มีความเครียดหรือวิตกกังวล จะมีความดันเลือดสูง กว่าคนที่มีอารมณ์ปกติ
5.การทำงานและการออกกำลังกาย คนที่ทำงานหนัก หรือรอขณะกำลังออก กำลังกาย จะมีความกันเลือดสูงกว่าคนที่ทำงานเบา หรือขณะพักผ่อน6.อิริยาบถ คนที่อยู่ในอิริยาบถนั่งจะมีความดันเลือดต่ำกว่าคนที่ยืน

ระบบหมุนเวียนเลือด.Pdf