แผนการจัดการเรียนรู
กลุมสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี รหัสวิชา ง 22101                      ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2
หนวยที่ 6 เรื่อง อินเตอรเน็ต                                         เวลาเรียน 6 ชั่วโมง
แผนการเรียนรูที่ 1 เรื่อง รูเรื่องอินเตอรเน็ตและประวัติอินเตอรเน็ต
สอนวันที่…………เดือน……………………..พ.ศ. ……………                                          ภาคเรียนที่ ….



1. มาตรฐานการเรียนรู
        มาตรฐาน ง 3.1 เขาใจ เห็นคุณคา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคนขอมูล
การเรียนรู การสื่อสาร การแกปญหา การทํางานและอาชีพ อยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม
                              

2. ตัวชีวัด
        ้
          ง 3.1 ม.2/3 คนหาขอมูล และติดตอสื่อสารผานเครือขายคอมพิวเตอร อยางมีคุณธรรมและจริยธรรม

3. สาระสําคัญ
        อินเตอรเน็ทเปนระบบสืบคนที่ใหญทสุดในโลกในขณะนี้ ผูเรียนสามารถสืบคนขอมูลจากอินเตอรเน็ตได
                                          ี่
เพื่อมาประกอบการเรียนการสอน ดังนั้นผูเรียนจะตองรูจักความหมาย และประวัติความเปนมาของอินเตอรเน็ท
วามีความหมายและความเปนมาอยางไร และรูจักการบริการตาง ๆ ในอินเตอรเน็ต รูจกคุณธรรมและจริยธรรม
                                                                              ั
มารยาทในการใชอินเตอรเน็ต

4. สาระการเรียนรู
       ดานความรู
       1. บอกความหมายอินเตอรเน็ต และประวัตอินเตอรเน็ต
                                            ิ
       2. บอกการใชงานอินเตอรเน็ต
       3. รูจักคุณธรรมและจริยธรรม มารยาทในการใชงานอินเตอรเน็ต
       ดานทักษะ/กระบวนการ
       1. กระบวนการคิดวิเคราะห
       2. กระบวนการฝกปฏิบัติ
       ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค
       1. ใฝเรียนรู
       2. มีวินัย
       3. มุงมั่นในการทํางาน
5. ผลงาน (ชิ้นงาน/ภาระงาน)
               1. นักเรียนทําใบงานหาความหมายและประวัติอินเตอรเน็ต ใน โปรแกรม search engine
               2. นักเรียนทําใบงานเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในการใชอินเตอรเน็ต
6. กิจกรรมการเรียนรู
        ครั้งที่ 1 จํานวน 2 ชั่วโมง (ชั่วโมงที่ 1-2)
        1. ผูสอนสนทนาซักถามกับผูเรียนเกี่ยวกับอินเตอรเน็ต โดยสุมเปนรายบุคคลดังนี้
                                                                       
               - นักเรียนรูจกอินเตอรเน็ตหรือไม
                                ั
               - อินเตอรเน็ตมีประวัติความเปนมาอยางไร
               - อินเตอรเน็ตมีตนกําเนิดอยูที่ไหน
               - ประโยชนของอินเตอรเน็ตมีอะไรบาง
        2. นักเรียนศึกษาใบความรูที่ 1.1 เรื่องอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต จากสื่อ Power point
               ฉายเขาโปรเจกเตอร
        3. ครูและนักเรียนชวยกันสรุปความหมายและประวัติอินเตอรเน็ต
        4. นักเรียนทําใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต คนหาโดยใช
               โปรแกรม search engine ตาง สงครูมาตามอีเมลของครูสอน
        ครั้งที่ 2 จํานวน 2 ชั่วโมง (ชั่วโมงที่ 3-4)
        1. ครูและนักเรียนทบทวนความหมายและประวัติความเปนมาของอินเตอรเน็ต และรวมกันสนทนา
               เกี่ยวกับการใชงานอินเตอรเน็ต ครูสุมถามนักเรียนดังนี้
               - อินเตอรเน็ตใหบริการดานใดบาง
               - โปรแกรม search engine หรือโปรแกรมสืบคนมีอะไรบาง
               - การสมัครอีเมล ใดที่ใหบริการสมัครฟรี มีอะไรบาง
               - ถามวาใครเคยใชงานอีเมล
               - การสนทนาบนเครือขายมีอะไรบางยกตัวอยาง
        2. นักเรียนศึกษาใบความรูที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต
        3. ครูและนักเรียนชวยกันสรุปเรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต
        4. นักเรียนทําใบงานที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต
        ครั้งที่ 3 จํานวน 2 ชั่วโมง (ชั่วโมงที่ 5-6)
        1. ครูและนักเรียนชวยกันทบทวนเรื่องการใชงานของอินเตอรเน็ต และครูสอบถามนักเรียนโดยการสุม     
        ดังนี้
                - นักเรียนรูจกมารยาทการใชอินเตอรเน็ตหรือไม
                              ั
                - จริยธรรม คุณธรรม และมารยาทการใชอินเตอรเน็ตคืออะไร ยกตัวอยางมาพอเขาใจ
        2. นักเรียนทุกคนสืบคนขอมูลทางอินเตอรเน็ต ตามที่ครูผูสอนใหหัวขอไว สรุป พรอมกับบอกแหลงที่มา
        ใหครบถวนและสมบูรณ
7. สื่อ อุปกรณ และแหลงการเรียนรู
               สื่อ
               1. ใบความรู 1 เรื่องอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต
               2. ใบความรูที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต
               3. ใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต
               4. ใบงานที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต
               5. โปรเจคเตอร
               6. อินเตอรเน็ต
               7. Power Point
               แหลงเรียนรู
               1. หองคอมพิวเตอร
               2. หองสมุด
               3. หองสืบคน

       8. การวัดและประเมินผล
               วิธีการ
                         - ตรวจคะแนนจากใบงาน
                         - สังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน
               เครื่องมือ
                     แบบประเมินใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต
                     แบบประเมินใบงานที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต
                     แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน
               เกณฑการประเมิน
                         ผูเรียนทําใบงานผานเกณฑ ระดับพอใชขึ้นไป
                         นักเรียนทุกคนมีคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียนอยูในระดับผานขึ้นไป

        ตารางแสดงการประเมินตามเกณฑ
           1. ใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต
        3         นักเรียนสามารถสืบคนประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต บอกแหลงทีมา เนื้อหาได
                                                                                           ่
    (ระดับ ดี)    ถูกตองครบถวน
        2         นักเรียนสามารถสืบคนประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต บอกแหลงทีมา เนื้อหาไดไม
                                                                                             ่
  (ระดับ พอใช) ครบถวน
        1         นักเรียนสามารถสืบคนประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต ไมบอกแหลงที่มา เนื้อหาไม
(ระดับ ปรับปรุง) ครบถวน
        0         ไมมีผลงาน
2. แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน
         คําชี้แจง ใหพจารณาตัวชี้วัดตอไปนี้แลวใหระดับคะแนนทีตรงกับการปฏิบัติของนักเรียนตามความเปนจริง
                       ิ                                           ่
             ระดับคะแนน 3             หมายถึง           ปฏิบัติเปนประจําทุกครัง
                                                                               ้
             ระดับคะแนน 2             หมายถึง           ปฏิบัติบอยครั้ง
             ระดับคะแนน 1             หมายถึง           ปฏิบัตินอย
             ระดับคะแนน 0             หมายถึง           มีพฤติกรรมไมชัดเจนหรือไมมหลักฐานที่นาเชื่อถือ
                                                                                   ี
           รายการประเมิน                                                  คุณภาพ
            มีจิตสาธารณะ                  3 คะแนน             2 คะแนน              1คะแนน                0 คะแนน
                                          ( ดีเยี่ยม)             (ดี)               (พอใช)             (ไมผาน)
1. ตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน
และเขารวมกิจกรรมการเรียนรู
2. แสวงหาความรูจาก แหลงเรียนรู
ตางๆ ทั้งภายในและภายนอก
โรงเรียน ดวยการเลือกใชสื่ออยาง
เหมาะสม สรุปเปนองคความรู และ
สามารถนําไปใชในชีวิตประจําวันได

   ระดับคุณภาพ            3 ( ดีเยี่ยม)      =     6 คะแนน
                          2 ( ดี)            =     4-5 คะแนน
                          1 ( ผาน)          =     3-2 คะแนน
                          0 ( ไมผาน)       =     0-1 คะแนน
   เกณฑการผาน ไดระดับคุณภาพผาน โดยมีคะแนน 2 คะแนนขึ้นไปถือวาผาน

   สรุปผลการประเมิน                       ผาน     ระดับ          ดีเยี่ยม         ดี          ผานเกณฑการ
   ประเมิน
                                ไมผาน

   9. การบูรณาการกับกลุมสาระการเรียนรูอื่น
             บูรณาการกับกลุมสาระภาษาตางประเทศ เพราะมีศัพทภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร ที่นักเรียน
   ตองรู และบูรณาการกับกลุมภาษาไทย เกี่ยวกับคําที่มาจากภาษาตางประเทศ และพูดทับศัพทภาษาอังกฤษ
                             
   เลยเชนคําวาอินเตอรเน็ต เน็ตเวิรก คอมพิวเตอร เปนตน

   10. กิจกรรมเสนอแนะ
           เนื่องจากเทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร ตองทันสมัย จึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนันครูผูสอน
                                                                                               ้
   ควรปรับปรุงเนือหา ไปตามยุคสมัยนั้น ๆ และอาจจะตองสอดแทรกไปกับยุคสมัยดังเดิมดวยเพื่อใหผเู รียนรูถึง
                  ้                                                             ้
   ประวัติความเปนมา ในยุคตาง ๆ
11. บันทึกผลหลังสอน
11.1 ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………….....................................
…………………………………………………………………………………………….....................................
11.2 ปญหา/อุปสรรค
…………………………………………………………………………………………….....................................
…………………………………………………………………………………………….....................................

11.3 แนวทางการปรับปรุงแกไข
…………………………………………………………………………………………….....................................
…………………………………………………………………………………………….....................................
                            ลงชื่อ……………………………………ผูสอน
                                      (………………………………..)
                            วันที่ …..…เดือน…………..………พ.ศ………



ความเห็นของผูบงคับบัญชา / ผูที่ไดรับมอบหมาย / ขอเสนอแนะของผูนเิ ทศ
               ั
…………………………………………………………………………………………….....................................
…………………………………………………………………………………………….....................................
…………………………………………………………………………………………….....................................
…………………………………………………………………………………………….....................................

                                                   ลงชื่อ …………………………………………. ผูตรวจ
                                                            (………………………………….)
                                                หัวหนากลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
                                                    วันที่ …..…เดือน…………..………พ.ศ………..
ใบความรู
                                      เรื่องอินเตอรเน็ทและประวัติอินเตอรเน็ท

                                                  อินเตอร์ เน็ตคืออะไร

                                                    ในสังคมยุคขาวสารเชนปจจุบันนี้ แทบจะไมมีใครไมเคยไดยินคํา
                                        วา “อินเตอรเ น็ ต ” เหตุเ พราะอิ นเตอรเ น็ต ไดก ลายเป นสว นหนึ่ ง ใน
                                        ชีวิตประจําวันของคนจํานวนมากในโลกนีไปแลว ประมาณกันวาในแตละ
                                                                                           ้
                                        วันมีผูคนมากกวา 50 ลานคนในประเทศตางๆ กวา 150 ประเทศทั่วโลก
                                        กํ า ลั ง ใช อิ น เตอร เ น็ ต กั น อยู อาจเป น นั ก ศึ ก ษาคนหนึ่ ง ในประเทศ
                                        ออสเตรเลียที่กําลังสืบคนขอมูลจากหองสมุดแหงหนึ่งในประเทศอังกฤษ
                                        หรือเปนอาจารยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งในประเทศญี่ปุนกําลังสั่งซื้อหนังสือ
                                        จากประเทศไทย เปนตน การประกอบกิจกรรมตางๆ ในอินเตอรเน็ตดังที่
                                        ได ก ลา วมานี้ เปน ตั ว อย า งที่ส ะท อนใหเ ห็ น ภาพของการสื่ อ สารที่ ไ ร
                                        พรมแดนไดอยางชัดเจน การใชอินเตอรเน็ตในปจจุบันไดขยายวงกวาง
ออกไปมากขึ้น โดยไดกาวลวงเขาไปในทุกสาขาอาชีพ ไมไดจํากัดอยูเฉพาะดานการศึกษาหรือการวิจัยเหมือนเมื่อ
เริ่มมีการใชอินเตอรเน็ตใหมๆ ดวยคุณสมบัติการเขาถึงกลุมเปาหมายจํานวนมากๆ ไดในเวลาอันรวดเร็ว และใช
ตนทุ นในการลงทุนต่ํ า ทําใหอิ นเตอรเ น็ต เปน สิ่ง ที่พึง ปรารถนาขององค ก รทั้ ง หลาย ไดมีค วามพยายามนํ า
อินเตอรเน็ตมาใชเพื่อประโยชนสําหรับหนวยงานของตนในรูป แบบตางๆ อาทิ การประชาสัม พันธองคกร การ
โฆษณาสินคา การคาขาย การติดตอสื่อสาร ฯลฯ นอกจากนี้อินเตอรเน็ตยังกลายเปนอีกสื่อหนึ่งของความบันเทิง
ภายในครอบครัวไปดวย ไมวาจะเปนการฟงวิทยุ ดูโทรทัศน หรืออานหนังสือพิมพก็ตาม ลวนแลวแตสามารถ
กระทําผานอินเตอรเน็ตไดทั้งสิ้น


     1. อินเตอร์เน๊ตหมายถึง



  “อินเตอรเน็ต” มาจากคําวา International Network เปนเครือขายของการสื่อสาร
  ขอ มูล ขนาดใหญ อั นประกอบดว ยเครื อ ขา ยคอมพิว เตอรจํ านวนมาก เชื่อ มโยง
  แหลงขอมูลจากองคกรตางๆ ทั่วโลกเขาดวยกัน
           คําวา “เครือขาย” หมายถึง
           1. การที่มีคอมพิวเตอรตั้งแต 2 เครื่องขึ้นไป เชื่อมตอเขาดวยกันดวยสาย
  เคเบิล (ทางตรง) และหรือสายโทรศัพท (ทางออม)
           2. มีผูใชคอมพิวเตอร
           3. มีการถายเทขอมูลระหวางกัน
2. ประวัตความเป็ นมาของอินเตอร์ เน็ต
         ิ




               ป พ.ศ. 2500 (1957) โซเวียดไดปลอยดาวเทียม Sputnik ทําใหสหรัฐอเมริกาไดตระหนักถึง
ปญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้น ค.ศ. 2512 (1969) กองทัพสหรัฐตองเผชิญหนากับความเสี่ยงทางการทหาร และ
ความเปนไปไดในการถูกโจมตี ดวยอาวุธปรมาณู หรือนิวเคลียร การถูกทําลายลาง ศูนยคอมพิวเตอร และ
ระบบการสื่อสารขอมูล อาจทําใหเกิดปญหาทางการรบ และในยุคนี้ ระบบคอมพิวเตอร ที่มีหลากหลาย
มากมายหลายแบบ ทําใหไมสามารถแลกเปลียนขอมูล ขาวสาร และโปรแกรมกันได จึงมีแนวความคิด ในการ
                                            ่
วิจัยระบบทีสามารถ เชื่อมโยงเครืองคอมพิวเตอร และแลกเปลี่ยนขอมูล ระหวางระบบที่แตกตางกันได
            ่                     ่
ตลอดจนสามารถรับสงขอมูลระหวางกัน ไดอยางไมผิดพลาด แมวาคอมพิวเตอรบางเครื่อง หรือสายรับสง
สัญญาณ เสียดายหรือถูกทําลาย กระทรวงกลาโหมอเมริกัน (DoD = Department of Defense) ไดใหทุนที่มีชื่อ
วา DARPA (Defense Advanced Research Project Agency) ภายใตการควบคุมของ Dr. J.C.R. Licklider ได
ทําการทดลอง ระบบเครือขายที่มีชื่อวา DARPA Network และตอมาไดกลายสภาพเปน ARPANet
(Advanced Research Projects Agency Network) และตอไดมาพัฒนาเปน INTERNET ในที่สุด
การเริ่มตนของเครือขายนี้ เริมในเดือน ธันวาคม 2512 (1969) จํานวน 4 มหาวิทยาลัย ไดแก
                              ่
                            - มหาวิทยาลัยยูทาห
                            - มหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนียที่ซานตาบาบารา
                            - มหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนียที่ลอสแองเจลิส
                            - สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอรด
      และขยายตอไปเรื่อยๆ เปน 50 จุดในป พ.ศ. 2515 จนเปนหลายลานแหงทั่วโลกทีเดียว
งานหลักของเครือขายนี้ คือ การคนควาและวิจัยทางทหาร ซึ่งอาศัยมาตรฐานการรับสงขอมูลเดียวกัน ที่
เรียกวา Network Control Protocol (NCP) ทําหนาที่ควบคุมการรับสงขอมูล การตรวจสอบความผิดพลาดใน
การสงขอมูล และตัวกลางที่เชื่อมตอคอมพิวเตอรทุกเครื่องเขาดวยกัน และมาตรฐานนี้กมีจุดออนในการขยาย
                                                                                  ็
ระบบ จนตองมีการพัฒนามาตรฐานใหม
พ.ศ. 2525 ไดมีมาตรฐานใหมออกมา คือ Transmission Control Protocol/Internet Protocol
(TCP/IP) อันเปนกาวสําคัญของอินเตอรเน็ต เนื่องจากมาตรฐานนี้ทําใหคอมพิวเตอรตางชนิดกัน สามารถรับสง
ขอมูลไปมาระหวางกันได เปรียบเสมือนเปนหัวใจของอินเตอรเน็ตเลยก็วาได

      จากระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร ที่มอยูในยุคนั้น ไมสามารถตอบสนองการสื่อสารได บริษัทเบลล (Bell)
                                          ี
ไดใหทุนการศึกษาแก หองทดลองที่มีชื่อเสียงทีสุดแหงหนึ่ง ในสมัยตอมา คือ Bell's Lab ใหทดลองสราง
                                              ่
ระบบปฏิบัตการแหงอนาคต (ของคนในยุคนั้น) เดนนิส ริสซี และ เคเน็ต ทอมสัน ไดออกแบบ และพัฒนา
             ิ
ระบบที่มีชื่อวา UNIX ขึ้น และแพรหลายอยางรวดเร็ว พรอมๆ กับการแพรหลายของระบบ Internet เนื่องจาก
ความสามารถ ในการสื่อสารของ UNIX และมีการนํา TCP/IP มาเปนสวนหนึ่งของระบบปฏิบัติการนี้ดวย

              พ.ศ. 2529 มูลนิธิวิทยาลัยศาสตรแหงชาติ สหรัฐอเมริกา (National Science Foundation - NSF)
ไดวางระบบเครือขายขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง เรียกวา NSFNet ซึ่งประกอบดวยซุปเปอรคอมพิวเตอร 5 เครื่องใน 5
รัฐ เชื่อมตอเพื่อประโยชนทางการศึกษา และคนควาทางวิทยาศาสตร และมีการใชมาตรฐาน TCP/IP เปน
มาตรฐานหลักในการรับสงขอมูล สงผลใหการใชงานเครือขายเปนไปอยางรวดเร็ว
หลังจากนั้นก็มีเครือขายอื่นๆ เกิดขึ้นมาเชน UUNET, UUCP, BitNet, CSNet เปนตน และตอมาไดเชื่อมตอกัน
โดยมี NSFNet เปนเครือขายหลัก ซึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเครือขาย (Backbone)
                                      ่


            ในป พ.ศ. 2530 เครือขาย ARPANET ไดรวมกับ NSFNET และลดบทบาทตัวเองลงมา เปลี่ยนไป
ใชบทบาทของ NSFNet แทน และเลิกระบบ ARPANET ในปพ.ศ. 2534
ในปจจุบัน Internet เปนการตอโยงทางตรรกะ (Logic) ของระบบคอมพิวเตอรนบลาน ๆ เครื่อง และโยงกับ
                                                                        ั
ระบบ Wide Area Network (WAN) ตางๆ เชน MILNET, NSFNET, CSNET, BITNET หรือแมแต เครือขาย
ทางธุรกิจ เชน IBMNET, Compuserve Net และอื่น ๆ ภายใตโปรโตคอล ที่มีชื่อวา TCP/IP โดยที่ขนาดของ
เครือขาย ครอบคลุมไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย และมีการขยายขอบเขตออกไป อยางไมหยุดยั้ง


             ระบบ Internet เปนการนําเครือขายขนาดใหญที่สุดของโลก ทีมีการตอเสมือนกับ ใยแมงมุม หรือ
                                                                     ่
World Wide Web หรือเรียกยอๆ วา WWW (มีการบัญญัตศัพทวา เครือขายใยพิภพ) ในระบบนีเ้ ราสามารถ
                                                         ิ
เปรียบเทียบ Internet ได สองลักษณะคือ ลักษณะทางกายภาพ และทางตรรกะ ในทางกายภาพ (Physical) นั้น
Internet เปนเครือขายทีรับอิทธิพลจาก เครือขายโทรศัพทโดยตรง ในสหรัฐอเมริกา บริษัทที่เปนผูใหบริการ
                        ่
Internet ก็เปนบริษทที่ทําธุรกิจ ทางโทรศัพท เชน MCI, AT&T, BELL เปนตน และอีกลักษณะหนึง ที่เปน
                   ั                                                                          ่
ความเดนของระบบ คือลักษณะทางตรรกะ หรือ LOGICAL CONNECTION ที่เปนเสมือนใยแมงมุม
ครอบคลุมโลกไว
ใบงานที่ 1
                                            เรื่อง อินเตอรเน็ต


คําชี้แจง ใหนักเรียนคนหาความหมายของอินเตอรเน็ตและประวัติอินเตอรเน็ตใหครบถวนสมบูรณ และบอก
แหลงที่มาดวย ใหจัดสงมาที่อเี มลของครูผสอน
                                           ู
      1. ใหนักเรียนหาความหมายอินเตอรเน็ต




   2. ใหนักเรียนสรุปประวัติความเปนมาของอินเตอรเน็ตมาพอเขาใจ
ใบความรู1.2 เรื่องบริการอินเตอรเนต
                                 




1. Electronic mail
   • บริการ E-Mail ฟรี เปนบริการที่มผูใชกันมาก เพราะใชสําหรับสง และอานขอความ กับผูที่ตองการ
                                       ี
   ติดตอดวย และใชแทนจดหมายไดอยางดี เพราะไมตองเสียคาใชจาย และผูรบจะไดรับในเวลาเกือบทันที
                                                                                ั
   ที่สงไป ผูใหับริการ E-Mail ฟรีในปจจุบัน เชนของ hotmail หรือ yahoo mail หรือ ตามแตละประเทศ ที่
   คนในประเทศจะทํา Server ใหบริการ สําหรับกลุมที่มีความสนใจคลาย ๆ กัน เชน thaimail.com หรือ
   chaiyo.com ซึ่งเปนของคนไทย และ mail ฟรีเหลานีจะใหบริการไปเรือย ๆ ไมมีการหมดอายุ แตจะ
                                                         ้                ่
   หมดอายุถาผูใชเกิดเลิกใชเปนเวลานานเกินไป สําหรับ E-Mail ของสถาบัน จะหมดอายุแนนอน หลักจาก
   ที่สําเร็จการศึกษา จึงเปนจุดบกพรองขอใหญ ที่ทําใหนักศึกษา หันไปใช E-Mail ฟรี มากกวาที่สถาบัน จัด
   ไวให แตการสมัครอีเมลตองมีการใชบริการอยูตลอดเวลา ถาผูใชไมไดใชบริการเปนระยะเวลานาน เชน
   ประมาณ 1 เดือน หรือ 3 เดือน ไมมีการเขาไปใชอีเมลทสมัครไว เว็บที่ใหบริการทีทานสมัครไว
                                                                ี่                     ่
   อาจจะเอาอีเมลของทานออกก็ได
   • การใช E-Mail กับผูใหบริการฟรี เชน thaimail.com, lampang.net, thaiall.com หรือ chaiyo.com นั้น
   ผูใชจะตองไป download โปรแกรม browser เชน netscape หรือ Internet Explorer หรือ Opera หรือ
   NeoPlanet มาไวในเครื่องคอมพิวเตอรที่ตอ Internet แลวเปดหนาเว็บของแหลงบริการ เพื่อใชบริการ E-
                                             
   Mail ดังกลาว ซึ่งผูใชจะตองขอใชบริการอีเมลที่ใหบริการเสียกอนจึงจะสงเอกสารทางอีเมลได และเมื่อมี
   อีเมลของตนเองแลว จะตองมีอเี มลของผูรบดวย เหมือนการเขียนจดหมายที่ตองมีที่อยูผสง และที่อยู
                                               ั                                          ู
   ผูรบ และจะไดรบ userid และ password ประจําตัว เพื่อ login เขาใชบริการ E-Mail ทุกครัง
       ั               ั                                                                      ้
   • ปจจุบันการขอใชบริการ E-Mail สามารถเลือกไดทจะใช web-based หรือ POP เพราะแตละแบบมี
                                                           ี่
   จุดเดน จุดดอยที่แตกตางกัน โดย web-based จะเหมาะกับผูที่เดินทางเปนประจํา สวน pop จะเหมาะกับ
                                                                   
   ผูมีคอมพิวเตอรสวนตัว บริการอีเมลเริ่มไดรบความนิยมในหลายองคกร ติดตอสื่อสารไมวาจะสือสาร
                                                 ั                                               ่
   หรือคาขาย ก็จะผานอีเมล เพราะอีเมลสามารถสงขอความ รูปภาพ และเอกสารที่แบไฟลได และไม
   ตองไปสงที่ไปรษณีย หรือตูไปรษณีย เหมือนจดหมาย แตสามารถสงขอมูลไดเลย ไมวาจะเปนทาง
   คอมพิวเตอร และทางโทรศัพท และในอนาคตนาจะปรับเปลี่ยนใหทันสมัยมากกวานี้
2. Chat ในภาษาอังกฤษ แปลวา สนทนาอยางเปนกันเอง เชนเดียวกันกับในอินเทอรเน็ต จุดตางกันเพียงแคใน
อินเตอรเน็ต การแชทเปนการคุยโดยใชวิธีพิมพขอความลงไปเทานั้นไมไดใชเสียง แตวาปจจุบันก็มีบางโปรแกรมที่
พัฒนาสามารถคุยเห็นหนากัน ไดยินเสียงกันถาหากผูใชตออุปกรณเสริม กลองเวบแคม หรือไมโครโฟน เชน
โปรแกรม ICQ ,MSN, Yahoo Messenger , facebook , twitter , line ฯลฯ ปจจุบันยังไดมีการ Chat ผานทาง
โทรศัพทมือถือ ซึ่งตอนนี้กําลังไดรับความนิยม




    2. เสิรชเอนจิน (search engine) หรือ โปรแกรมคนหา
                    คือ โปรแกรมที่ชวยในการสืบคนหาขอมูล โดยเฉพาะขอมูลบนอินเทอรเน็ต โดยครอบคลุม
                   ทั้งขอความรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟตแวร แผนที่ ขอมูลบุคคล กลุมขาว และอื่น ๆ
                   ซึ่งแตกตางกันไปแลวแตโปรแกรมหรือผูใหบริการแตละราย. เสิรชเอนจินสวนใหญจะคนหา
                   ขอมูลจากคําสําคัญ (คียเวิรด) ที่ผูใชปอนเขาไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธที่มันคิดวา
                                                             
                   ผูใชนาจะตองการขึ้นมา ในปจจุบัน เสิรชเอนจินบางตัว เชน กูเกิล จะบันทึกประวัติการคนหา
                   และการเลือกผลลัพธของผูใชไวดวย และจะนําประวัติทบันทึกไวนั้น มาชวยกรองผลลัพธใน
                                                                             ี่
การคนหาครังตอ ๆ ไป มีบริการเว็บไซตที่ใหคนหาฟรีอกมามาย นอกจาก กูเกิล ที่เปน search engine กําลังฮิต
             ้                                            ี
ในตอนนี้ ผูใชสามารถใชบริการ search engine ใดก็ไดเพื่อที่จะคาหาขอมูลเพื่อมาเปนประโยชนในการเรียน
การศึกษา
4. เอฟทีพี หรือ เกณฑวิธีถายโอนแฟม (อังกฤษ: FTP: File TransferProtocol)
         เปนโพรโทคอลเครือขายชนิดหนึ่ง ใชสําหรับแลกเปลี่ยนและจัดการไฟลบนเครือขายทีซพี/ไอพีเชน
                                                                                             ี
อินเทอรเน็ต เอฟทีพีถูกสรางขึ้นดวยสถาปตยกรรมแบบระบบรับ-ใหบริการ (client-server) และใชการเชื่อมตอ
สําหรับสวนขอมูลและสวนควบคุมแยกกันระหวางเครื่องลูกขายกับเครืองแมขาย โปรแกรมประยุกตเอฟทีพี
                                                                      ่
เริ่มแรกโตตอบกันดวยเครืองมือรายคําสัง สังการดวยไวยากรณที่เปนมาตรฐาน แตก็มีการพัฒนาสวนตอประสาน
                           ่           ่ ่
กราฟกกับผูใชขึ้นมาสําหรับระบบปฏิบัติการเดสกท็อปที่ใชกนทุกวันนี้ เอฟทีพียังถูกใชเปนสวนประกอบของ
                                                           ั
โปรแกรมประยุกตอื่นเพื่อสงผานไฟลโดยอัตโนมัติสําหรับการทํางานภายในโปรแกรม เราสามารถใชเอฟทีพผาน   ี
ทางการพิสจนตัวจริงดวยชื่อผูใชและรหัสผาน หรือเขาถึงดวยผูใชนิรนาม
            ู
ใบงานที่ 2
                                         เรื่อง รูจกบริการอินเตอรเน็ต
                                                    ั

คําชี้แจง ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ใหถูกตอง




        1. Electronic mail คือ…………………………………………………………………………………………………………
        …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
        …………………………………………………………………………………………………………………………………………………

        2. ใหนักเรียนยกตัวอยาง เว็บไซตใหบริการ ฟรี ในการคนหาขอมูล มา 3 เว็บไซต
        2.1…………………………………………………………………………………………………………………………………
        2.2…………………………………………………………………………………………………………………………………
        2.3………………………………………………………………………………………………………………………………….

        3. ใหนักเรียนยกตัวอยาง เว็บไซตใหบริการอีเมล ฟรี มา 3 เว็บไซต
        2.1…………………………………………………………………………………………………………………………………
        2.2…………………………………………………………………………………………………………………………………
        2.3…………………………………………………………………………………………………………………………………

        4. ใหนักเรียนบอกบริการ สนทนาออนไลนบนอินเตอรเน็ต ที่นักเรียนรูจกอยางนอย 3 บริการ
                                                                         ั
        พรอมอธิบายวิธีการสนทนาแตละบริการ
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….

        5. FTP: File TransferProtocol คืออะไรใหนกเรียนอธิบายมาพอสังเขป
                                                 ั
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ……………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
        ………………………………………………………………………………………………………………………………….
ใบงานที่ 3
                                คุณธรรมและจริยธรรมในการใชอินเตอรเน็ต

          ผูใชอินเทอรเน็ตมีเปนจํานวนมากและเพิ่มขึ้นทุกวัน การใชงานระบบเครือขายที่ออนไลนและสงขาวสาร
ถึงกันยอมมีผูทมี ความประพฤติไมดีปะปนและสรางปญหาใหกับผูใชอื่นอยูเสมอ หลายเครือขายจึงไดออก
                   ี่
กฏเกณฑการใชงานภายในเครือขาย เพื่อใหสมาชิกในเครือขายของตนยึดถือ ปฏิบัติตามกฏเกณฑและไดรบ         ั
ประโยชนสูงสุด ดังนั้น ผูใชอินเทอรเน็ตทุกคนทีเ่ ปนสมาชิกเครือขายจะตองเขาใจกฏเกณฑขอบังคับของ
เครือขายนั้นมีความรับผิดชอบ ตอตนเองและผูรวมใชบริการคนอื่นและจะตองรับผิดชอบตอการกระทําของตนเอง
                                                 
ที่เขาไปขอใชบริการตางๆ บนเครือขายบนระบบคอมพิวเตอร เครือขายคอมพิวเตอรทผูใชอินเทอรเน็ตเรียกเขา
                                                                                     ี่
มิไดเปนเพียงเครือขายขององคกรที่ผูใชสังกัด แตเปนการเชือมโยงของเครือขายตางๆ เขาหากันหลายพันหลาย
                                                             ่
หมื่นเครือขายมีขอมูลขาวสารอยูระหวางเครือขายเปนจํานวนมาก การสงขาวสารในเครือขายนั้นอาจทําให
ขาวสารกระจายเดินทางไปยังเครือขายอืน ๆ อีกเปนจํานวนมากหรือแมแตการสงไปรษณียอเิ ล็กทรอนิกสฉบับหนึ่ง
                                            ่
ก็อาจจะตองเดินทางผาน เครือขายอีกหลายเครือขายกวาจะถึงปลายทาง ดังนั้นผูใชบริการตองใหความสําคัญและ
ตระหนักถึงปญหาปริมาณขอมูลขาวสารที่วิ่งอยูบนเครือขาย
                                                   
             การใชงานอยางสรางสรรคและเกิดประโยชนจะทําใหสังคมอินเทอรเน็ตนาใชและเปนประโยชนรวมกัน
อยางดี กิจกรรมบางอยางที่ไมควรปฏิบัตจะตองหลีกเลี่ยงเชนการสงกระจายขาวไปเปนจํานวนมากบนเครือขาย
                                          ิ
การสงเอกสารจดหมายลูกโซ ฯลฯ สิ่งเหลานีจะเปนผลเสียโดยรวมตอผูใชและไมเกิดประโยชนใด ๆ ตอสังคม
                                               ้
อินเทอรเน็ต

    บัญญัติ 10 ประการ
    ตอไปนี้เปนจรรยาบรรณที่ผูใชอินเทอรเน็ตยึดถือไวเสมือนเปนแมบทแหงการปฏิบัตเิ พื่อระลึกและเตือน
ความจําเสมอ
1. ตองไมใชคอมพิวเตอรทํารายหรือละเมิดผูอื่น
2. ตองไมรบกวนการทํางานของผูอื่น
3. ตองไมสอดแนมหรือแกไขเปดดูในแฟมของผูอื่น
4. ตองไมใชคอมพิวเตอรเพื่อการโจรกรรมขอมูลขาวสาร
5. ตองไมใชคอมพิวเตอรสรางหลักฐานที่เปนเท็จ
6. ตองไมคัดลอกโปรแกรมผูอื่นที่มลิขสิทธิ์
                                     ี
7. ตองไมละเมิดการใชทรัพยากรคอมพิวเตอรโดยที่ตนเองไมมสิทธิ์  ี
8. ตองไมนําเอาผลงานของผูอื่นมาเปนของตน
9. ตองคํานึงถึงสิงทีจะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทํา
                   ่ ่
10. ตองใชคอมพิวเตอรโดยเคารพกฎระเบียบ กติกามารยาท
จริยธรรม หมายถึง หลักศีลธรรมจรรยาทีกําหนดขึ้นเพือใชเปนแนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใชระบบ
                                     ่             ่
คอมพิวเตอรและสารสนเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาจริยธรรมเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอรแลว
สามารถสรุปได 4 ประเด็น ไดแก
      1. ความเปนสวนตัว (Information Privacy)
ความเปนสวนตัวของขอมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึงสิทธิทจะอยูตามลําพังและเปนสิทธิทเี่ จาของสามารถ
                                                                ี่
ที่จะควบคุมขอมูลของตนเองในการเปดเผยใหกับผูอื่น ปจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดความเปนสวนตัวที่เปน
ขอหนาสังเกตดังนี้
- การเขาไปดูขอความในจดหมายอิเล็กทรอนิกสและการบันทึกขอมูลในเครื่องคอมพิวเตอร รวมทั้งการบันทึก-
แลกเปลี่ยนขอมูลที่บุคคลเขาไปใชบริการเว็บไซตและกลุมขาวสาร- การใชเทคโนโลยีในกาติดตามความเคลื่อนไหว
                                                     
หรือพฤติกรรมของบุคคล เชน บริษทใชคอมพิวเตอรในการตรวจจับหรือเฝาดูการปฏิบัตงาน/การใชบริการของ
                                  ั                                                ิ
พนักงาน- การใชขอมูลของลูกคาจากแหลงตางๆ เพื่อผลประโยชนในการขยายตลาด- การรวบรวมหมายเลข
โทรศัพท ทีอยูอีเมล หมายเลขบัตรเครดิต และขอมูลสวนตัวอื่นๆ เพื่อนําไปสรางฐานขอมูลประวัติลูกคาใหมขึ้น
           ่
มาแลวนําไปขายใหกับบริษทอื่น
                           ั
2. ความถูกตอง (Information Accuracy)
ในการใชคอมพิวเตอรเพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใชขอมูลนั้น คุณลักษณะทีสําคัญประการหนึงคือความ
                                                                                     ่            ่
นาเชื่อถือไดของขอมูล ทังนี้ ขอมูลจะมีความนาเชื่อถือมากนอยเพียงใดยอมขึ้นอยูกับความถูกตองในการบันทึก
                          ้
ขอมูลดวย ประเด็นดานจริยธรรมทีเ่ กี่ยวกับความถูกตองของขอมูล โดยทั่วไปจะพิจารณาวาใครจะเปนผูรับผิดชอบ
                                                                                                       
ตอความถูกตองของขอมูลทีจัดเก็บและเผยแพร
                              ่
3. ความเปนเจาของ (Information Property)
        ในสังคมของเทคโนโลยีสารสนเทศมักจะกลาวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟตแวร เมื่อทานซื้อโปรแกรม
คอมพิวเตอรที่มีการจดลิขสิทธิ์ นั่นหมายความวาทานจายคาลิขสิทธิ์ในการใชซอฟตแวรนั้น ซึ่งลิขสิทธิ์ในการใชจะ
แตกตางกันไปในแตละสินคาและบริษท บางโปรแกรมอนุญาตใหติดตั้งไดเพียงเครื่องเดียว ในขณะที่บางโปรแกรม
                                       ั
อนุญาตใหใชไดหลายเครื่อง ตราบใดทีทานยังเปนบุคคลที่มสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอรทซื้อมา การคัดลอก
                                         ่                   ี                           ี่
โปรแกรมใหกับบุคคลอื่น เปนการกระทําที่ตองพิจารณาใหรอบคอบกอนวาทานมีสทธิในโปรแกรมนั้นในระดับใด
                                                                                   ิ
 4. การเขาถึงขอมูล (Data Accessibility)
คือการปองกันการเขาไปดําเนินการกับขอมูลของผูใชที่ไมมสวนเกี่ยวของ และเปนการรักษาความลับของขอมูล
                                                           ี
ตัวอยางสิทธิในการใชงานระบบเชน การบันทึก การแกไข/ปรับปรุง และการลบ เปนตน ดังนั้น ในการพัฒนา
ระบบคอมพิวเตอรจึงไดมีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเขาถึงขอมูลของผูใช และการเขาถึงขอมูล
ของผูอื่นโดยไมไดรับความยินยอมนั้น ถือวาเปนการผิดจริยธรรมเชนเดียวกับการละเมิดขอมูลสวนตัว ในการใช
งานคอมพิวเตอรและเครือขายรวมกัน หากผูใชรวมใจกันปฏิบัติตามระเบียบและขอบังคับของแตละหนวยงาน
อยางเครงครัดแลว การผิดจริยธรรมตามประเด็นทีกลาวมาขางตนก็คงจะไมเกิดขึ้น
                                                    ่
จรรยาบรรณการใชเครือขายสังคมออนไลน

1. ใหระมัดระวังการละเมิดหรือสรางความเสียหายใหผูอื่น
2. ใหแหลงที่มาของขอความ ควรอางอิงแหลงขาวได
3. ไมกระทําการรบกวนผูอื่นดวยการโฆษณาเกินความจําเปน
4. ดูแลและแกไขหากตกเปนเหยื่อจากโปรแกรมอันไมพงประสงค เพื่อปองกันมิใหคนอื่นเปนเหยื่อ
                                                    ึ

      เพื่อใหการอยูรวมกันในสังคมอินเทอรเน็ตสงบสุข Arlene H.Rinaldi แหงมหาวิทยาลัย ฟอรริดา
                    
แอตแลนติก จึงรวบรวมกฎกติกามารยาทและวางเปนจรรยาบรรณอินเทอรเน็ตหรือทีเ่ รียกวา Netiquette ไวดังนี้

        จรรยาบรรณสําหรับผูใชไปรษณียอิเล็กทรอนิกส

       ผูใชอินเทอรเน็ตทุกคนมีเมลบ็อกซหรืออีเมลแอดเดรสที่ใชอางอิงในการรับสงจดหมาย ความรับผิดชอบตอ
การใชงานอีเมลในระบบจึงเปนเรื่องที่ทุกคนตองใหความสําคัญ เพราะจดหมายมีการรับสงโดยระบบ ซึงหากมี
                                                                                                 ่
จดหมายคางในระบบจํานวนมากจะทําใหพื้นที่ บัฟเฟอรของจดหมายในระบบหมด จะเปนผลใหระบบไม
สามารถรับสงจดหมายตอไปได หลายตอหลายครั้งระบบปฏิเสธการรับสงจดหมายเพราะไฟลระบบเต็ม
            ดังนั้นจึงควรมีความรับผิดชอบในการดูแลตูจดหมาย (mail box) ของตนเองดังนี้
                                                      
ตรวจสอบจดหมายทุกวันและจะตองจํากัดจํานวนไฟลและขอมูลในตูจดหมายของตนใหเลือกภายในโควตา ที่
กําหนด
       ลบขอความหรือจดหมายที่ไมตองการแลวออกจากดิสตเพื่อลดปริมาณการใชดิสก็ใหจํานวนจดหมายที่อยู
        ในตูจดหมาย (mail box) มีจํานวนนอยที่สุด
       ใหทําการโอนยายจดหมายจากระบบไปไวยังพีซหรือฮารดดิสกของตนเองเพื่อใชอางอิงในภายหลัง
                                                     ี
       พึงระลึกเสมอวาจดหมายทีเ่ ก็บไวในตูจดหมายนี้อาจถูกผูอื่นแอบอานได ไมควรเก็บขอมูลหรือจดหมายที่
        คุณคิดวาไมใชแลวเสมือนเปนประกาศไวในตูจดหมาย
จรรยาบรรณสําหรับผูสนทนา

       บนเครือขายอินเทอรเน็ตมีคําสั่งใหใชในการโตตอบกันอยางออนไลนหลายคําสั่งเชน write, talk หรือมีการ
สนทนา เปนกลุมเชน IRC เปนตน ในการเรียกหาหรือเปดการสนทนาตลอดจนการสนทนาจะตองมีมารยาทที่
สําคัญไดแก

       ควรเรียกสนทนาจากผูที่เรารูจักและตองการสนทนาดวย หรือมีเรื่องสําคัญที่จะติดตอดวย
                                   
        ควรระลึกเสมอวาการขัดจังหวะผูอื่นที่กําลังทํางานอยูอาจสรางปญหาใหได
                                         
       กอนการเรียกคูสนทนาควรสอบสถานะการใชงานของคูสนทนาที่ตองการเรียกเพราะการเรียกแตละครัง
                                                                                             ้
        จะมีขอความไปปรากฏบนจอภาพของฝายถูกเรียกซึ่งก็สรางปญหาการทํางานได
        เชน ขณะกําลังทํางานคาง ftp ซึ่งไมสามารถหยุดได
   หลังจากเรียกไปชั่วขณะคูที่ถูกเรียกไมตอบกลับ แสดงวาคูสนทนาอาจติดงานสําคัญ
        ขอใหหยุดการเรียกเพราะขอความทีเ่ รียกไปปรากฏบนจออยางแนนอนแลว
       ควรใหวาจาสุภาพ และใหเกียรติซงกันและกัน การแทรกอารมณขน ควรกระทํากับคนทีรูจกคุนเคยแลว
                                          ึ่                         ั               ่ ั
        เทานั้น

จรรยาบรรณสําหรับผูใชกระดานขาว ระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส
          ระบบขาวสารที่ใหบริการในสังคมอินเทอรเน็ตมีหลายระบบ เชน ยูสเน็ตนิสว (UseNet News) ระบบ
สมาชิกแจงขาวหลายสมาคม บอกรับสมาชิกและใหขาวสารที่สม่ําเสมอกับสมาชิกดวยการสงเปนจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส ที่เรียกวา Mailing lists ผูเสนอ ขาวและผูอภิปรายเรื่องตาง ๆที่เขียนลงไปจะกระจายออกไปทั่ว
โลก เชนขาวบนยูสเน็ตนิวสแตละกลุมเมื่อสงออกจะกระจาย ไปยังเซิรฟเวอรอื่น ๆ ทั่วโลกผูใชบริการโดยเฉพาะที่
ตองการเขียนขาวสารบนกระดาษ ขาวจะตองเคารพกฏกติกามารยาทโดยเครงครัดขอปฏิบัติที่สําคัญไดแก

       ใหเขียนเรื่องใหกระชับ ขอความควรสั้นและตรงประเด็กไมกากวม ใชภาษาที่เรียบงาน สุภาพเขาใจได
                                                                     ํ
       ในแตละเรืองทีเ่ ขียนใหตรงโดยขอความทีเ่ ขียนควรจะมีหัวขอเดียวตอเรือง
                      ่                                                       ่
       ในการเขียนพาดพิงถึงผูอื่น ใหระมัดระวังในการละเมิดหรือสรางความเสียหายใหผูอื่น การใหอีเมลอาจ
                                 
        ตรงประเด็นกวา
       ใหแหลงทีมาของขอความ ควรอางอิงแหลงขาวได ไมเรียกวาโคมลอยหรือขาวลือหรือเขียนขาวเพื่อความ
                    ่
        สนุกโดยขาดความรับผิดชอบ
       จํากัดความยาวของขาว และหลีกเลี่ยงตัวอักษรควบคุมพิเศษอื่น ๆ เพราะหลายเครื่องที่อานขาวอาจมี
        ปญหาในการแสดงผล
       ขาวบางขาวมีการกระจายกันมาเปนลําดับให และอางอิงตอ ๆ กันมาการเขียนขาวจึงควรพิจารณาใน
        ประเด็นนี้ดวย โดยเฉพาะอยาสงจดหมายตอบโตไปยังผูรายงานขาวผูแรก
                                                                   
       ไมควรใหเครือขายของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชนทางการคาหรืองานเฉพาะของตนเพื่อประโยชนสวนตน
        ในเรื่องการคาการเขียนขาวทุกครังจะตองลงชื่อ และลายเซนตอนลางของขอความเพื่อบอกชื่อ ตําแหนง
                                          ้
        แอดเดรสที่อางอิงไดทางอินเทอรเน็ตหรือใหที่อยูและหมายเลขโทรศัพทที่ติดตอได
       ในการทดสอบการสงไมควรทําพร่ําเพื่อการทดสอบควรกระทําในกลุมขาวทองถิ่นที่เปดใหทดสอบการสง
        ขาวอยูแลว เพราะการสงขาวแตละครังจะกระจายไปทั่วโลก
                                             ้
       หลีกเลี่ยงการใชตัวอักษรใหญตัวอักษรใหญที่มีความหมายถึงการตะโกนหรือการแสดงความไมพอใจใน
        การเนน คําใหใชเครืองหมาย * ขอความ* แทน
                             ่
       ไมควรนําขอความที่ผูอื่นเขียนไปกระจายตอโดยไมไดรบอนุญาตจากเจาของเรือง
                                                                 ั                ่
       ไมควรใชขอความตลกขบขันหรือคําเฉพาะคํากํากวม หรือคําหยาบคายในการเขียนขาว
       ใหความสําคัญในเรื่องลิขสิทธิ์ไมควรละเมิดลิขสิทธิผูอื่น
                                                          ์
       ไมควรคัดลอกขาวจากทีอื่นเชน จากหนังสือพิมพทงหมดโดยไมมีการสรุปยอและเมือสงขาวยอจะตอง
                                   ่                        ั้                          ่
        อางอิงทีมา
                 ่
       ไมควรใชกระดานขาวเปนที่ตอบโตหรือละเมิดผูอื่น
                                                       
ใบงานที่ 4
                                                         เรื่อง คุณธรรมและจริยธรรมในการใชอินเตอรเน็ต


       คําชี้แจง ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ใหถูกตอง


           1. ใหนักเรียนสรุป จริยธรรมในการใชคอมพิวเตอร มาพอสังเขป

........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................

           2. ใหนักเรียนยกตัวอยางมารยาทหรือจริยธรรมของผูใชอินเตอรเนตที่ไมถูกตอง มาอยางนอย 5 ขอ
                  .......................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรียนรู้อินเตอร์เน็ต

แผนการจัดการเรียนรู้อินเตอร์เน็ต

  • 1.
    แผนการจัดการเรียนรู กลุมสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี รหัสวิชา ง22101 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 หนวยที่ 6 เรื่อง อินเตอรเน็ต เวลาเรียน 6 ชั่วโมง แผนการเรียนรูที่ 1 เรื่อง รูเรื่องอินเตอรเน็ตและประวัติอินเตอรเน็ต สอนวันที่…………เดือน……………………..พ.ศ. …………… ภาคเรียนที่ …. 1. มาตรฐานการเรียนรู มาตรฐาน ง 3.1 เขาใจ เห็นคุณคา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคนขอมูล การเรียนรู การสื่อสาร การแกปญหา การทํางานและอาชีพ อยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม  2. ตัวชีวัด ้ ง 3.1 ม.2/3 คนหาขอมูล และติดตอสื่อสารผานเครือขายคอมพิวเตอร อยางมีคุณธรรมและจริยธรรม 3. สาระสําคัญ อินเตอรเน็ทเปนระบบสืบคนที่ใหญทสุดในโลกในขณะนี้ ผูเรียนสามารถสืบคนขอมูลจากอินเตอรเน็ตได ี่ เพื่อมาประกอบการเรียนการสอน ดังนั้นผูเรียนจะตองรูจักความหมาย และประวัติความเปนมาของอินเตอรเน็ท วามีความหมายและความเปนมาอยางไร และรูจักการบริการตาง ๆ ในอินเตอรเน็ต รูจกคุณธรรมและจริยธรรม  ั มารยาทในการใชอินเตอรเน็ต 4. สาระการเรียนรู ดานความรู 1. บอกความหมายอินเตอรเน็ต และประวัตอินเตอรเน็ต ิ 2. บอกการใชงานอินเตอรเน็ต 3. รูจักคุณธรรมและจริยธรรม มารยาทในการใชงานอินเตอรเน็ต ดานทักษะ/กระบวนการ 1. กระบวนการคิดวิเคราะห 2. กระบวนการฝกปฏิบัติ ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค 1. ใฝเรียนรู 2. มีวินัย 3. มุงมั่นในการทํางาน
  • 2.
    5. ผลงาน (ชิ้นงาน/ภาระงาน) 1. นักเรียนทําใบงานหาความหมายและประวัติอินเตอรเน็ต ใน โปรแกรม search engine 2. นักเรียนทําใบงานเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในการใชอินเตอรเน็ต 6. กิจกรรมการเรียนรู ครั้งที่ 1 จํานวน 2 ชั่วโมง (ชั่วโมงที่ 1-2) 1. ผูสอนสนทนาซักถามกับผูเรียนเกี่ยวกับอินเตอรเน็ต โดยสุมเปนรายบุคคลดังนี้  - นักเรียนรูจกอินเตอรเน็ตหรือไม ั - อินเตอรเน็ตมีประวัติความเปนมาอยางไร - อินเตอรเน็ตมีตนกําเนิดอยูที่ไหน - ประโยชนของอินเตอรเน็ตมีอะไรบาง 2. นักเรียนศึกษาใบความรูที่ 1.1 เรื่องอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต จากสื่อ Power point ฉายเขาโปรเจกเตอร 3. ครูและนักเรียนชวยกันสรุปความหมายและประวัติอินเตอรเน็ต 4. นักเรียนทําใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต คนหาโดยใช โปรแกรม search engine ตาง สงครูมาตามอีเมลของครูสอน ครั้งที่ 2 จํานวน 2 ชั่วโมง (ชั่วโมงที่ 3-4) 1. ครูและนักเรียนทบทวนความหมายและประวัติความเปนมาของอินเตอรเน็ต และรวมกันสนทนา เกี่ยวกับการใชงานอินเตอรเน็ต ครูสุมถามนักเรียนดังนี้ - อินเตอรเน็ตใหบริการดานใดบาง - โปรแกรม search engine หรือโปรแกรมสืบคนมีอะไรบาง - การสมัครอีเมล ใดที่ใหบริการสมัครฟรี มีอะไรบาง - ถามวาใครเคยใชงานอีเมล - การสนทนาบนเครือขายมีอะไรบางยกตัวอยาง 2. นักเรียนศึกษาใบความรูที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต 3. ครูและนักเรียนชวยกันสรุปเรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต 4. นักเรียนทําใบงานที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต ครั้งที่ 3 จํานวน 2 ชั่วโมง (ชั่วโมงที่ 5-6) 1. ครูและนักเรียนชวยกันทบทวนเรื่องการใชงานของอินเตอรเน็ต และครูสอบถามนักเรียนโดยการสุม  ดังนี้ - นักเรียนรูจกมารยาทการใชอินเตอรเน็ตหรือไม ั - จริยธรรม คุณธรรม และมารยาทการใชอินเตอรเน็ตคืออะไร ยกตัวอยางมาพอเขาใจ 2. นักเรียนทุกคนสืบคนขอมูลทางอินเตอรเน็ต ตามที่ครูผูสอนใหหัวขอไว สรุป พรอมกับบอกแหลงที่มา ใหครบถวนและสมบูรณ
  • 3.
    7. สื่อ อุปกรณและแหลงการเรียนรู สื่อ 1. ใบความรู 1 เรื่องอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต 2. ใบความรูที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต 3. ใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต 4. ใบงานที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต 5. โปรเจคเตอร 6. อินเตอรเน็ต 7. Power Point แหลงเรียนรู 1. หองคอมพิวเตอร 2. หองสมุด 3. หองสืบคน 8. การวัดและประเมินผล วิธีการ - ตรวจคะแนนจากใบงาน - สังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน เครื่องมือ แบบประเมินใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต แบบประเมินใบงานที่ 1.2 เรื่องการใชงานอินเตอรเน็ต แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน เกณฑการประเมิน ผูเรียนทําใบงานผานเกณฑ ระดับพอใชขึ้นไป นักเรียนทุกคนมีคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียนอยูในระดับผานขึ้นไป ตารางแสดงการประเมินตามเกณฑ 1. ใบงานที่ 1.1 เรื่องประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต 3 นักเรียนสามารถสืบคนประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต บอกแหลงทีมา เนื้อหาได ่ (ระดับ ดี) ถูกตองครบถวน 2 นักเรียนสามารถสืบคนประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต บอกแหลงทีมา เนื้อหาไดไม ่ (ระดับ พอใช) ครบถวน 1 นักเรียนสามารถสืบคนประวัติอินเตอรเน็ตและความหมายอินเตอรเน็ต ไมบอกแหลงที่มา เนื้อหาไม (ระดับ ปรับปรุง) ครบถวน 0 ไมมีผลงาน
  • 4.
    2. แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน คําชี้แจง ใหพจารณาตัวชี้วัดตอไปนี้แลวใหระดับคะแนนทีตรงกับการปฏิบัติของนักเรียนตามความเปนจริง ิ ่ ระดับคะแนน 3 หมายถึง ปฏิบัติเปนประจําทุกครัง ้ ระดับคะแนน 2 หมายถึง ปฏิบัติบอยครั้ง ระดับคะแนน 1 หมายถึง ปฏิบัตินอย ระดับคะแนน 0 หมายถึง มีพฤติกรรมไมชัดเจนหรือไมมหลักฐานที่นาเชื่อถือ ี รายการประเมิน คุณภาพ มีจิตสาธารณะ 3 คะแนน 2 คะแนน 1คะแนน 0 คะแนน ( ดีเยี่ยม) (ดี) (พอใช) (ไมผาน) 1. ตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน และเขารวมกิจกรรมการเรียนรู 2. แสวงหาความรูจาก แหลงเรียนรู ตางๆ ทั้งภายในและภายนอก โรงเรียน ดวยการเลือกใชสื่ออยาง เหมาะสม สรุปเปนองคความรู และ สามารถนําไปใชในชีวิตประจําวันได ระดับคุณภาพ 3 ( ดีเยี่ยม) = 6 คะแนน 2 ( ดี) = 4-5 คะแนน 1 ( ผาน) = 3-2 คะแนน 0 ( ไมผาน) = 0-1 คะแนน เกณฑการผาน ไดระดับคุณภาพผาน โดยมีคะแนน 2 คะแนนขึ้นไปถือวาผาน สรุปผลการประเมิน ผาน ระดับ ดีเยี่ยม ดี ผานเกณฑการ ประเมิน ไมผาน 9. การบูรณาการกับกลุมสาระการเรียนรูอื่น บูรณาการกับกลุมสาระภาษาตางประเทศ เพราะมีศัพทภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร ที่นักเรียน ตองรู และบูรณาการกับกลุมภาษาไทย เกี่ยวกับคําที่มาจากภาษาตางประเทศ และพูดทับศัพทภาษาอังกฤษ  เลยเชนคําวาอินเตอรเน็ต เน็ตเวิรก คอมพิวเตอร เปนตน 10. กิจกรรมเสนอแนะ เนื่องจากเทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร ตองทันสมัย จึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนันครูผูสอน ้ ควรปรับปรุงเนือหา ไปตามยุคสมัยนั้น ๆ และอาจจะตองสอดแทรกไปกับยุคสมัยดังเดิมดวยเพื่อใหผเู รียนรูถึง ้ ้ ประวัติความเปนมา ในยุคตาง ๆ
  • 5.
    11. บันทึกผลหลังสอน 11.1 ผลการสอน ……………………………………………………………………………………………..................................... ……………………………………………………………………………………………..................................... 11.2ปญหา/อุปสรรค ……………………………………………………………………………………………..................................... ……………………………………………………………………………………………..................................... 11.3 แนวทางการปรับปรุงแกไข ……………………………………………………………………………………………..................................... ……………………………………………………………………………………………..................................... ลงชื่อ……………………………………ผูสอน (………………………………..) วันที่ …..…เดือน…………..………พ.ศ……… ความเห็นของผูบงคับบัญชา / ผูที่ไดรับมอบหมาย / ขอเสนอแนะของผูนเิ ทศ ั ……………………………………………………………………………………………..................................... ……………………………………………………………………………………………..................................... ……………………………………………………………………………………………..................................... ……………………………………………………………………………………………..................................... ลงชื่อ …………………………………………. ผูตรวจ (………………………………….) หัวหนากลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี วันที่ …..…เดือน…………..………พ.ศ………..
  • 6.
    ใบความรู เรื่องอินเตอรเน็ทและประวัติอินเตอรเน็ท อินเตอร์ เน็ตคืออะไร ในสังคมยุคขาวสารเชนปจจุบันนี้ แทบจะไมมีใครไมเคยไดยินคํา วา “อินเตอรเ น็ ต ” เหตุเ พราะอิ นเตอรเ น็ต ไดก ลายเป นสว นหนึ่ ง ใน ชีวิตประจําวันของคนจํานวนมากในโลกนีไปแลว ประมาณกันวาในแตละ ้ วันมีผูคนมากกวา 50 ลานคนในประเทศตางๆ กวา 150 ประเทศทั่วโลก กํ า ลั ง ใช อิ น เตอร เ น็ ต กั น อยู อาจเป น นั ก ศึ ก ษาคนหนึ่ ง ในประเทศ ออสเตรเลียที่กําลังสืบคนขอมูลจากหองสมุดแหงหนึ่งในประเทศอังกฤษ หรือเปนอาจารยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งในประเทศญี่ปุนกําลังสั่งซื้อหนังสือ จากประเทศไทย เปนตน การประกอบกิจกรรมตางๆ ในอินเตอรเน็ตดังที่ ได ก ลา วมานี้ เปน ตั ว อย า งที่ส ะท อนใหเ ห็ น ภาพของการสื่ อ สารที่ ไ ร พรมแดนไดอยางชัดเจน การใชอินเตอรเน็ตในปจจุบันไดขยายวงกวาง ออกไปมากขึ้น โดยไดกาวลวงเขาไปในทุกสาขาอาชีพ ไมไดจํากัดอยูเฉพาะดานการศึกษาหรือการวิจัยเหมือนเมื่อ เริ่มมีการใชอินเตอรเน็ตใหมๆ ดวยคุณสมบัติการเขาถึงกลุมเปาหมายจํานวนมากๆ ไดในเวลาอันรวดเร็ว และใช ตนทุ นในการลงทุนต่ํ า ทําใหอิ นเตอรเ น็ต เปน สิ่ง ที่พึง ปรารถนาขององค ก รทั้ ง หลาย ไดมีค วามพยายามนํ า อินเตอรเน็ตมาใชเพื่อประโยชนสําหรับหนวยงานของตนในรูป แบบตางๆ อาทิ การประชาสัม พันธองคกร การ โฆษณาสินคา การคาขาย การติดตอสื่อสาร ฯลฯ นอกจากนี้อินเตอรเน็ตยังกลายเปนอีกสื่อหนึ่งของความบันเทิง ภายในครอบครัวไปดวย ไมวาจะเปนการฟงวิทยุ ดูโทรทัศน หรืออานหนังสือพิมพก็ตาม ลวนแลวแตสามารถ กระทําผานอินเตอรเน็ตไดทั้งสิ้น 1. อินเตอร์เน๊ตหมายถึง “อินเตอรเน็ต” มาจากคําวา International Network เปนเครือขายของการสื่อสาร ขอ มูล ขนาดใหญ อั นประกอบดว ยเครื อ ขา ยคอมพิว เตอรจํ านวนมาก เชื่อ มโยง แหลงขอมูลจากองคกรตางๆ ทั่วโลกเขาดวยกัน คําวา “เครือขาย” หมายถึง 1. การที่มีคอมพิวเตอรตั้งแต 2 เครื่องขึ้นไป เชื่อมตอเขาดวยกันดวยสาย เคเบิล (ทางตรง) และหรือสายโทรศัพท (ทางออม) 2. มีผูใชคอมพิวเตอร 3. มีการถายเทขอมูลระหวางกัน
  • 7.
    2. ประวัตความเป็ นมาของอินเตอร์เน็ต ิ ป พ.ศ. 2500 (1957) โซเวียดไดปลอยดาวเทียม Sputnik ทําใหสหรัฐอเมริกาไดตระหนักถึง ปญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนั้น ค.ศ. 2512 (1969) กองทัพสหรัฐตองเผชิญหนากับความเสี่ยงทางการทหาร และ ความเปนไปไดในการถูกโจมตี ดวยอาวุธปรมาณู หรือนิวเคลียร การถูกทําลายลาง ศูนยคอมพิวเตอร และ ระบบการสื่อสารขอมูล อาจทําใหเกิดปญหาทางการรบ และในยุคนี้ ระบบคอมพิวเตอร ที่มีหลากหลาย มากมายหลายแบบ ทําใหไมสามารถแลกเปลียนขอมูล ขาวสาร และโปรแกรมกันได จึงมีแนวความคิด ในการ ่ วิจัยระบบทีสามารถ เชื่อมโยงเครืองคอมพิวเตอร และแลกเปลี่ยนขอมูล ระหวางระบบที่แตกตางกันได ่ ่ ตลอดจนสามารถรับสงขอมูลระหวางกัน ไดอยางไมผิดพลาด แมวาคอมพิวเตอรบางเครื่อง หรือสายรับสง สัญญาณ เสียดายหรือถูกทําลาย กระทรวงกลาโหมอเมริกัน (DoD = Department of Defense) ไดใหทุนที่มีชื่อ วา DARPA (Defense Advanced Research Project Agency) ภายใตการควบคุมของ Dr. J.C.R. Licklider ได ทําการทดลอง ระบบเครือขายที่มีชื่อวา DARPA Network และตอมาไดกลายสภาพเปน ARPANet (Advanced Research Projects Agency Network) และตอไดมาพัฒนาเปน INTERNET ในที่สุด การเริ่มตนของเครือขายนี้ เริมในเดือน ธันวาคม 2512 (1969) จํานวน 4 มหาวิทยาลัย ไดแก ่ - มหาวิทยาลัยยูทาห - มหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนียที่ซานตาบาบารา - มหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนียที่ลอสแองเจลิส - สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอรด และขยายตอไปเรื่อยๆ เปน 50 จุดในป พ.ศ. 2515 จนเปนหลายลานแหงทั่วโลกทีเดียว งานหลักของเครือขายนี้ คือ การคนควาและวิจัยทางทหาร ซึ่งอาศัยมาตรฐานการรับสงขอมูลเดียวกัน ที่ เรียกวา Network Control Protocol (NCP) ทําหนาที่ควบคุมการรับสงขอมูล การตรวจสอบความผิดพลาดใน การสงขอมูล และตัวกลางที่เชื่อมตอคอมพิวเตอรทุกเครื่องเขาดวยกัน และมาตรฐานนี้กมีจุดออนในการขยาย ็ ระบบ จนตองมีการพัฒนามาตรฐานใหม
  • 8.
    พ.ศ. 2525 ไดมีมาตรฐานใหมออกมาคือ Transmission Control Protocol/Internet Protocol (TCP/IP) อันเปนกาวสําคัญของอินเตอรเน็ต เนื่องจากมาตรฐานนี้ทําใหคอมพิวเตอรตางชนิดกัน สามารถรับสง ขอมูลไปมาระหวางกันได เปรียบเสมือนเปนหัวใจของอินเตอรเน็ตเลยก็วาได จากระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร ที่มอยูในยุคนั้น ไมสามารถตอบสนองการสื่อสารได บริษัทเบลล (Bell) ี ไดใหทุนการศึกษาแก หองทดลองที่มีชื่อเสียงทีสุดแหงหนึ่ง ในสมัยตอมา คือ Bell's Lab ใหทดลองสราง ่ ระบบปฏิบัตการแหงอนาคต (ของคนในยุคนั้น) เดนนิส ริสซี และ เคเน็ต ทอมสัน ไดออกแบบ และพัฒนา ิ ระบบที่มีชื่อวา UNIX ขึ้น และแพรหลายอยางรวดเร็ว พรอมๆ กับการแพรหลายของระบบ Internet เนื่องจาก ความสามารถ ในการสื่อสารของ UNIX และมีการนํา TCP/IP มาเปนสวนหนึ่งของระบบปฏิบัติการนี้ดวย พ.ศ. 2529 มูลนิธิวิทยาลัยศาสตรแหงชาติ สหรัฐอเมริกา (National Science Foundation - NSF) ไดวางระบบเครือขายขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง เรียกวา NSFNet ซึ่งประกอบดวยซุปเปอรคอมพิวเตอร 5 เครื่องใน 5 รัฐ เชื่อมตอเพื่อประโยชนทางการศึกษา และคนควาทางวิทยาศาสตร และมีการใชมาตรฐาน TCP/IP เปน มาตรฐานหลักในการรับสงขอมูล สงผลใหการใชงานเครือขายเปนไปอยางรวดเร็ว หลังจากนั้นก็มีเครือขายอื่นๆ เกิดขึ้นมาเชน UUNET, UUCP, BitNet, CSNet เปนตน และตอมาไดเชื่อมตอกัน โดยมี NSFNet เปนเครือขายหลัก ซึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเครือขาย (Backbone) ่ ในป พ.ศ. 2530 เครือขาย ARPANET ไดรวมกับ NSFNET และลดบทบาทตัวเองลงมา เปลี่ยนไป ใชบทบาทของ NSFNet แทน และเลิกระบบ ARPANET ในปพ.ศ. 2534 ในปจจุบัน Internet เปนการตอโยงทางตรรกะ (Logic) ของระบบคอมพิวเตอรนบลาน ๆ เครื่อง และโยงกับ ั ระบบ Wide Area Network (WAN) ตางๆ เชน MILNET, NSFNET, CSNET, BITNET หรือแมแต เครือขาย ทางธุรกิจ เชน IBMNET, Compuserve Net และอื่น ๆ ภายใตโปรโตคอล ที่มีชื่อวา TCP/IP โดยที่ขนาดของ เครือขาย ครอบคลุมไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย และมีการขยายขอบเขตออกไป อยางไมหยุดยั้ง ระบบ Internet เปนการนําเครือขายขนาดใหญที่สุดของโลก ทีมีการตอเสมือนกับ ใยแมงมุม หรือ ่ World Wide Web หรือเรียกยอๆ วา WWW (มีการบัญญัตศัพทวา เครือขายใยพิภพ) ในระบบนีเ้ ราสามารถ ิ เปรียบเทียบ Internet ได สองลักษณะคือ ลักษณะทางกายภาพ และทางตรรกะ ในทางกายภาพ (Physical) นั้น Internet เปนเครือขายทีรับอิทธิพลจาก เครือขายโทรศัพทโดยตรง ในสหรัฐอเมริกา บริษัทที่เปนผูใหบริการ ่ Internet ก็เปนบริษทที่ทําธุรกิจ ทางโทรศัพท เชน MCI, AT&T, BELL เปนตน และอีกลักษณะหนึง ที่เปน ั ่ ความเดนของระบบ คือลักษณะทางตรรกะ หรือ LOGICAL CONNECTION ที่เปนเสมือนใยแมงมุม ครอบคลุมโลกไว
  • 9.
    ใบงานที่ 1 เรื่อง อินเตอรเน็ต คําชี้แจง ใหนักเรียนคนหาความหมายของอินเตอรเน็ตและประวัติอินเตอรเน็ตใหครบถวนสมบูรณ และบอก แหลงที่มาดวย ใหจัดสงมาที่อเี มลของครูผสอน ู 1. ใหนักเรียนหาความหมายอินเตอรเน็ต 2. ใหนักเรียนสรุปประวัติความเปนมาของอินเตอรเน็ตมาพอเขาใจ
  • 10.
    ใบความรู1.2 เรื่องบริการอินเตอรเนต  1. Electronic mail • บริการ E-Mail ฟรี เปนบริการที่มผูใชกันมาก เพราะใชสําหรับสง และอานขอความ กับผูที่ตองการ ี ติดตอดวย และใชแทนจดหมายไดอยางดี เพราะไมตองเสียคาใชจาย และผูรบจะไดรับในเวลาเกือบทันที ั ที่สงไป ผูใหับริการ E-Mail ฟรีในปจจุบัน เชนของ hotmail หรือ yahoo mail หรือ ตามแตละประเทศ ที่ คนในประเทศจะทํา Server ใหบริการ สําหรับกลุมที่มีความสนใจคลาย ๆ กัน เชน thaimail.com หรือ chaiyo.com ซึ่งเปนของคนไทย และ mail ฟรีเหลานีจะใหบริการไปเรือย ๆ ไมมีการหมดอายุ แตจะ ้ ่ หมดอายุถาผูใชเกิดเลิกใชเปนเวลานานเกินไป สําหรับ E-Mail ของสถาบัน จะหมดอายุแนนอน หลักจาก ที่สําเร็จการศึกษา จึงเปนจุดบกพรองขอใหญ ที่ทําใหนักศึกษา หันไปใช E-Mail ฟรี มากกวาที่สถาบัน จัด ไวให แตการสมัครอีเมลตองมีการใชบริการอยูตลอดเวลา ถาผูใชไมไดใชบริการเปนระยะเวลานาน เชน ประมาณ 1 เดือน หรือ 3 เดือน ไมมีการเขาไปใชอีเมลทสมัครไว เว็บที่ใหบริการทีทานสมัครไว ี่ ่ อาจจะเอาอีเมลของทานออกก็ได • การใช E-Mail กับผูใหบริการฟรี เชน thaimail.com, lampang.net, thaiall.com หรือ chaiyo.com นั้น ผูใชจะตองไป download โปรแกรม browser เชน netscape หรือ Internet Explorer หรือ Opera หรือ NeoPlanet มาไวในเครื่องคอมพิวเตอรที่ตอ Internet แลวเปดหนาเว็บของแหลงบริการ เพื่อใชบริการ E-  Mail ดังกลาว ซึ่งผูใชจะตองขอใชบริการอีเมลที่ใหบริการเสียกอนจึงจะสงเอกสารทางอีเมลได และเมื่อมี อีเมลของตนเองแลว จะตองมีอเี มลของผูรบดวย เหมือนการเขียนจดหมายที่ตองมีที่อยูผสง และที่อยู ั  ู ผูรบ และจะไดรบ userid และ password ประจําตัว เพื่อ login เขาใชบริการ E-Mail ทุกครัง ั ั ้ • ปจจุบันการขอใชบริการ E-Mail สามารถเลือกไดทจะใช web-based หรือ POP เพราะแตละแบบมี ี่ จุดเดน จุดดอยที่แตกตางกัน โดย web-based จะเหมาะกับผูที่เดินทางเปนประจํา สวน pop จะเหมาะกับ  ผูมีคอมพิวเตอรสวนตัว บริการอีเมลเริ่มไดรบความนิยมในหลายองคกร ติดตอสื่อสารไมวาจะสือสาร ั ่ หรือคาขาย ก็จะผานอีเมล เพราะอีเมลสามารถสงขอความ รูปภาพ และเอกสารที่แบไฟลได และไม ตองไปสงที่ไปรษณีย หรือตูไปรษณีย เหมือนจดหมาย แตสามารถสงขอมูลไดเลย ไมวาจะเปนทาง คอมพิวเตอร และทางโทรศัพท และในอนาคตนาจะปรับเปลี่ยนใหทันสมัยมากกวานี้
  • 11.
    2. Chat ในภาษาอังกฤษแปลวา สนทนาอยางเปนกันเอง เชนเดียวกันกับในอินเทอรเน็ต จุดตางกันเพียงแคใน อินเตอรเน็ต การแชทเปนการคุยโดยใชวิธีพิมพขอความลงไปเทานั้นไมไดใชเสียง แตวาปจจุบันก็มีบางโปรแกรมที่ พัฒนาสามารถคุยเห็นหนากัน ไดยินเสียงกันถาหากผูใชตออุปกรณเสริม กลองเวบแคม หรือไมโครโฟน เชน โปรแกรม ICQ ,MSN, Yahoo Messenger , facebook , twitter , line ฯลฯ ปจจุบันยังไดมีการ Chat ผานทาง โทรศัพทมือถือ ซึ่งตอนนี้กําลังไดรับความนิยม 2. เสิรชเอนจิน (search engine) หรือ โปรแกรมคนหา คือ โปรแกรมที่ชวยในการสืบคนหาขอมูล โดยเฉพาะขอมูลบนอินเทอรเน็ต โดยครอบคลุม ทั้งขอความรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟตแวร แผนที่ ขอมูลบุคคล กลุมขาว และอื่น ๆ ซึ่งแตกตางกันไปแลวแตโปรแกรมหรือผูใหบริการแตละราย. เสิรชเอนจินสวนใหญจะคนหา ขอมูลจากคําสําคัญ (คียเวิรด) ที่ผูใชปอนเขาไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธที่มันคิดวา  ผูใชนาจะตองการขึ้นมา ในปจจุบัน เสิรชเอนจินบางตัว เชน กูเกิล จะบันทึกประวัติการคนหา และการเลือกผลลัพธของผูใชไวดวย และจะนําประวัติทบันทึกไวนั้น มาชวยกรองผลลัพธใน ี่ การคนหาครังตอ ๆ ไป มีบริการเว็บไซตที่ใหคนหาฟรีอกมามาย นอกจาก กูเกิล ที่เปน search engine กําลังฮิต ้ ี ในตอนนี้ ผูใชสามารถใชบริการ search engine ใดก็ไดเพื่อที่จะคาหาขอมูลเพื่อมาเปนประโยชนในการเรียน การศึกษา
  • 12.
    4. เอฟทีพี หรือเกณฑวิธีถายโอนแฟม (อังกฤษ: FTP: File TransferProtocol) เปนโพรโทคอลเครือขายชนิดหนึ่ง ใชสําหรับแลกเปลี่ยนและจัดการไฟลบนเครือขายทีซพี/ไอพีเชน ี อินเทอรเน็ต เอฟทีพีถูกสรางขึ้นดวยสถาปตยกรรมแบบระบบรับ-ใหบริการ (client-server) และใชการเชื่อมตอ สําหรับสวนขอมูลและสวนควบคุมแยกกันระหวางเครื่องลูกขายกับเครืองแมขาย โปรแกรมประยุกตเอฟทีพี ่ เริ่มแรกโตตอบกันดวยเครืองมือรายคําสัง สังการดวยไวยากรณที่เปนมาตรฐาน แตก็มีการพัฒนาสวนตอประสาน ่ ่ ่ กราฟกกับผูใชขึ้นมาสําหรับระบบปฏิบัติการเดสกท็อปที่ใชกนทุกวันนี้ เอฟทีพียังถูกใชเปนสวนประกอบของ ั โปรแกรมประยุกตอื่นเพื่อสงผานไฟลโดยอัตโนมัติสําหรับการทํางานภายในโปรแกรม เราสามารถใชเอฟทีพผาน ี ทางการพิสจนตัวจริงดวยชื่อผูใชและรหัสผาน หรือเขาถึงดวยผูใชนิรนาม ู
  • 13.
    ใบงานที่ 2 เรื่อง รูจกบริการอินเตอรเน็ต ั คําชี้แจง ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ใหถูกตอง 1. Electronic mail คือ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ใหนักเรียนยกตัวอยาง เว็บไซตใหบริการ ฟรี ในการคนหาขอมูล มา 3 เว็บไซต 2.1………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3…………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. ใหนักเรียนยกตัวอยาง เว็บไซตใหบริการอีเมล ฟรี มา 3 เว็บไซต 2.1………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ใหนักเรียนบอกบริการ สนทนาออนไลนบนอินเตอรเน็ต ที่นักเรียนรูจกอยางนอย 3 บริการ ั พรอมอธิบายวิธีการสนทนาแตละบริการ …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. 5. FTP: File TransferProtocol คืออะไรใหนกเรียนอธิบายมาพอสังเขป ั …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………….
  • 14.
    ใบงานที่ 3 คุณธรรมและจริยธรรมในการใชอินเตอรเน็ต ผูใชอินเทอรเน็ตมีเปนจํานวนมากและเพิ่มขึ้นทุกวัน การใชงานระบบเครือขายที่ออนไลนและสงขาวสาร ถึงกันยอมมีผูทมี ความประพฤติไมดีปะปนและสรางปญหาใหกับผูใชอื่นอยูเสมอ หลายเครือขายจึงไดออก ี่ กฏเกณฑการใชงานภายในเครือขาย เพื่อใหสมาชิกในเครือขายของตนยึดถือ ปฏิบัติตามกฏเกณฑและไดรบ ั ประโยชนสูงสุด ดังนั้น ผูใชอินเทอรเน็ตทุกคนทีเ่ ปนสมาชิกเครือขายจะตองเขาใจกฏเกณฑขอบังคับของ เครือขายนั้นมีความรับผิดชอบ ตอตนเองและผูรวมใชบริการคนอื่นและจะตองรับผิดชอบตอการกระทําของตนเอง  ที่เขาไปขอใชบริการตางๆ บนเครือขายบนระบบคอมพิวเตอร เครือขายคอมพิวเตอรทผูใชอินเทอรเน็ตเรียกเขา ี่ มิไดเปนเพียงเครือขายขององคกรที่ผูใชสังกัด แตเปนการเชือมโยงของเครือขายตางๆ เขาหากันหลายพันหลาย ่ หมื่นเครือขายมีขอมูลขาวสารอยูระหวางเครือขายเปนจํานวนมาก การสงขาวสารในเครือขายนั้นอาจทําให ขาวสารกระจายเดินทางไปยังเครือขายอืน ๆ อีกเปนจํานวนมากหรือแมแตการสงไปรษณียอเิ ล็กทรอนิกสฉบับหนึ่ง ่ ก็อาจจะตองเดินทางผาน เครือขายอีกหลายเครือขายกวาจะถึงปลายทาง ดังนั้นผูใชบริการตองใหความสําคัญและ ตระหนักถึงปญหาปริมาณขอมูลขาวสารที่วิ่งอยูบนเครือขาย  การใชงานอยางสรางสรรคและเกิดประโยชนจะทําใหสังคมอินเทอรเน็ตนาใชและเปนประโยชนรวมกัน อยางดี กิจกรรมบางอยางที่ไมควรปฏิบัตจะตองหลีกเลี่ยงเชนการสงกระจายขาวไปเปนจํานวนมากบนเครือขาย ิ การสงเอกสารจดหมายลูกโซ ฯลฯ สิ่งเหลานีจะเปนผลเสียโดยรวมตอผูใชและไมเกิดประโยชนใด ๆ ตอสังคม ้ อินเทอรเน็ต บัญญัติ 10 ประการ ตอไปนี้เปนจรรยาบรรณที่ผูใชอินเทอรเน็ตยึดถือไวเสมือนเปนแมบทแหงการปฏิบัตเิ พื่อระลึกและเตือน ความจําเสมอ 1. ตองไมใชคอมพิวเตอรทํารายหรือละเมิดผูอื่น 2. ตองไมรบกวนการทํางานของผูอื่น 3. ตองไมสอดแนมหรือแกไขเปดดูในแฟมของผูอื่น 4. ตองไมใชคอมพิวเตอรเพื่อการโจรกรรมขอมูลขาวสาร 5. ตองไมใชคอมพิวเตอรสรางหลักฐานที่เปนเท็จ 6. ตองไมคัดลอกโปรแกรมผูอื่นที่มลิขสิทธิ์ ี 7. ตองไมละเมิดการใชทรัพยากรคอมพิวเตอรโดยที่ตนเองไมมสิทธิ์ ี 8. ตองไมนําเอาผลงานของผูอื่นมาเปนของตน 9. ตองคํานึงถึงสิงทีจะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทํา ่ ่ 10. ตองใชคอมพิวเตอรโดยเคารพกฎระเบียบ กติกามารยาท
  • 15.
    จริยธรรม หมายถึง หลักศีลธรรมจรรยาทีกําหนดขึ้นเพือใชเปนแนวทางปฏิบัติหรือควบคุมการใชระบบ ่ ่ คอมพิวเตอรและสารสนเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาจริยธรรมเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอรแลว สามารถสรุปได 4 ประเด็น ไดแก 1. ความเปนสวนตัว (Information Privacy) ความเปนสวนตัวของขอมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึงสิทธิทจะอยูตามลําพังและเปนสิทธิทเี่ จาของสามารถ ี่ ที่จะควบคุมขอมูลของตนเองในการเปดเผยใหกับผูอื่น ปจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดความเปนสวนตัวที่เปน ขอหนาสังเกตดังนี้ - การเขาไปดูขอความในจดหมายอิเล็กทรอนิกสและการบันทึกขอมูลในเครื่องคอมพิวเตอร รวมทั้งการบันทึก- แลกเปลี่ยนขอมูลที่บุคคลเขาไปใชบริการเว็บไซตและกลุมขาวสาร- การใชเทคโนโลยีในกาติดตามความเคลื่อนไหว  หรือพฤติกรรมของบุคคล เชน บริษทใชคอมพิวเตอรในการตรวจจับหรือเฝาดูการปฏิบัตงาน/การใชบริการของ ั ิ พนักงาน- การใชขอมูลของลูกคาจากแหลงตางๆ เพื่อผลประโยชนในการขยายตลาด- การรวบรวมหมายเลข โทรศัพท ทีอยูอีเมล หมายเลขบัตรเครดิต และขอมูลสวนตัวอื่นๆ เพื่อนําไปสรางฐานขอมูลประวัติลูกคาใหมขึ้น ่ มาแลวนําไปขายใหกับบริษทอื่น ั 2. ความถูกตอง (Information Accuracy) ในการใชคอมพิวเตอรเพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใชขอมูลนั้น คุณลักษณะทีสําคัญประการหนึงคือความ ่ ่ นาเชื่อถือไดของขอมูล ทังนี้ ขอมูลจะมีความนาเชื่อถือมากนอยเพียงใดยอมขึ้นอยูกับความถูกตองในการบันทึก ้ ขอมูลดวย ประเด็นดานจริยธรรมทีเ่ กี่ยวกับความถูกตองของขอมูล โดยทั่วไปจะพิจารณาวาใครจะเปนผูรับผิดชอบ  ตอความถูกตองของขอมูลทีจัดเก็บและเผยแพร ่ 3. ความเปนเจาของ (Information Property) ในสังคมของเทคโนโลยีสารสนเทศมักจะกลาวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟตแวร เมื่อทานซื้อโปรแกรม คอมพิวเตอรที่มีการจดลิขสิทธิ์ นั่นหมายความวาทานจายคาลิขสิทธิ์ในการใชซอฟตแวรนั้น ซึ่งลิขสิทธิ์ในการใชจะ แตกตางกันไปในแตละสินคาและบริษท บางโปรแกรมอนุญาตใหติดตั้งไดเพียงเครื่องเดียว ในขณะที่บางโปรแกรม ั อนุญาตใหใชไดหลายเครื่อง ตราบใดทีทานยังเปนบุคคลที่มสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอรทซื้อมา การคัดลอก ่ ี ี่ โปรแกรมใหกับบุคคลอื่น เปนการกระทําที่ตองพิจารณาใหรอบคอบกอนวาทานมีสทธิในโปรแกรมนั้นในระดับใด ิ 4. การเขาถึงขอมูล (Data Accessibility) คือการปองกันการเขาไปดําเนินการกับขอมูลของผูใชที่ไมมสวนเกี่ยวของ และเปนการรักษาความลับของขอมูล ี ตัวอยางสิทธิในการใชงานระบบเชน การบันทึก การแกไข/ปรับปรุง และการลบ เปนตน ดังนั้น ในการพัฒนา ระบบคอมพิวเตอรจึงไดมีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเขาถึงขอมูลของผูใช และการเขาถึงขอมูล ของผูอื่นโดยไมไดรับความยินยอมนั้น ถือวาเปนการผิดจริยธรรมเชนเดียวกับการละเมิดขอมูลสวนตัว ในการใช งานคอมพิวเตอรและเครือขายรวมกัน หากผูใชรวมใจกันปฏิบัติตามระเบียบและขอบังคับของแตละหนวยงาน อยางเครงครัดแลว การผิดจริยธรรมตามประเด็นทีกลาวมาขางตนก็คงจะไมเกิดขึ้น ่
  • 16.
    จรรยาบรรณการใชเครือขายสังคมออนไลน 1. ใหระมัดระวังการละเมิดหรือสรางความเสียหายใหผูอื่น 2. ใหแหลงที่มาของขอความควรอางอิงแหลงขาวได 3. ไมกระทําการรบกวนผูอื่นดวยการโฆษณาเกินความจําเปน 4. ดูแลและแกไขหากตกเปนเหยื่อจากโปรแกรมอันไมพงประสงค เพื่อปองกันมิใหคนอื่นเปนเหยื่อ ึ เพื่อใหการอยูรวมกันในสังคมอินเทอรเน็ตสงบสุข Arlene H.Rinaldi แหงมหาวิทยาลัย ฟอรริดา  แอตแลนติก จึงรวบรวมกฎกติกามารยาทและวางเปนจรรยาบรรณอินเทอรเน็ตหรือทีเ่ รียกวา Netiquette ไวดังนี้ จรรยาบรรณสําหรับผูใชไปรษณียอิเล็กทรอนิกส ผูใชอินเทอรเน็ตทุกคนมีเมลบ็อกซหรืออีเมลแอดเดรสที่ใชอางอิงในการรับสงจดหมาย ความรับผิดชอบตอ การใชงานอีเมลในระบบจึงเปนเรื่องที่ทุกคนตองใหความสําคัญ เพราะจดหมายมีการรับสงโดยระบบ ซึงหากมี ่ จดหมายคางในระบบจํานวนมากจะทําใหพื้นที่ บัฟเฟอรของจดหมายในระบบหมด จะเปนผลใหระบบไม สามารถรับสงจดหมายตอไปได หลายตอหลายครั้งระบบปฏิเสธการรับสงจดหมายเพราะไฟลระบบเต็ม ดังนั้นจึงควรมีความรับผิดชอบในการดูแลตูจดหมาย (mail box) ของตนเองดังนี้  ตรวจสอบจดหมายทุกวันและจะตองจํากัดจํานวนไฟลและขอมูลในตูจดหมายของตนใหเลือกภายในโควตา ที่ กําหนด  ลบขอความหรือจดหมายที่ไมตองการแลวออกจากดิสตเพื่อลดปริมาณการใชดิสก็ใหจํานวนจดหมายที่อยู ในตูจดหมาย (mail box) มีจํานวนนอยที่สุด  ใหทําการโอนยายจดหมายจากระบบไปไวยังพีซหรือฮารดดิสกของตนเองเพื่อใชอางอิงในภายหลัง ี  พึงระลึกเสมอวาจดหมายทีเ่ ก็บไวในตูจดหมายนี้อาจถูกผูอื่นแอบอานได ไมควรเก็บขอมูลหรือจดหมายที่ คุณคิดวาไมใชแลวเสมือนเปนประกาศไวในตูจดหมาย จรรยาบรรณสําหรับผูสนทนา บนเครือขายอินเทอรเน็ตมีคําสั่งใหใชในการโตตอบกันอยางออนไลนหลายคําสั่งเชน write, talk หรือมีการ สนทนา เปนกลุมเชน IRC เปนตน ในการเรียกหาหรือเปดการสนทนาตลอดจนการสนทนาจะตองมีมารยาทที่ สําคัญไดแก  ควรเรียกสนทนาจากผูที่เรารูจักและตองการสนทนาดวย หรือมีเรื่องสําคัญที่จะติดตอดวย  ควรระลึกเสมอวาการขัดจังหวะผูอื่นที่กําลังทํางานอยูอาจสรางปญหาใหได   กอนการเรียกคูสนทนาควรสอบสถานะการใชงานของคูสนทนาที่ตองการเรียกเพราะการเรียกแตละครัง  ้ จะมีขอความไปปรากฏบนจอภาพของฝายถูกเรียกซึ่งก็สรางปญหาการทํางานได เชน ขณะกําลังทํางานคาง ftp ซึ่งไมสามารถหยุดได
  • 17.
    หลังจากเรียกไปชั่วขณะคูที่ถูกเรียกไมตอบกลับ แสดงวาคูสนทนาอาจติดงานสําคัญ ขอใหหยุดการเรียกเพราะขอความทีเ่ รียกไปปรากฏบนจออยางแนนอนแลว  ควรใหวาจาสุภาพ และใหเกียรติซงกันและกัน การแทรกอารมณขน ควรกระทํากับคนทีรูจกคุนเคยแลว ึ่ ั ่ ั เทานั้น จรรยาบรรณสําหรับผูใชกระดานขาว ระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส ระบบขาวสารที่ใหบริการในสังคมอินเทอรเน็ตมีหลายระบบ เชน ยูสเน็ตนิสว (UseNet News) ระบบ สมาชิกแจงขาวหลายสมาคม บอกรับสมาชิกและใหขาวสารที่สม่ําเสมอกับสมาชิกดวยการสงเปนจดหมาย อิเล็กทรอนิกส ที่เรียกวา Mailing lists ผูเสนอ ขาวและผูอภิปรายเรื่องตาง ๆที่เขียนลงไปจะกระจายออกไปทั่ว โลก เชนขาวบนยูสเน็ตนิวสแตละกลุมเมื่อสงออกจะกระจาย ไปยังเซิรฟเวอรอื่น ๆ ทั่วโลกผูใชบริการโดยเฉพาะที่ ตองการเขียนขาวสารบนกระดาษ ขาวจะตองเคารพกฏกติกามารยาทโดยเครงครัดขอปฏิบัติที่สําคัญไดแก  ใหเขียนเรื่องใหกระชับ ขอความควรสั้นและตรงประเด็กไมกากวม ใชภาษาที่เรียบงาน สุภาพเขาใจได ํ  ในแตละเรืองทีเ่ ขียนใหตรงโดยขอความทีเ่ ขียนควรจะมีหัวขอเดียวตอเรือง ่ ่  ในการเขียนพาดพิงถึงผูอื่น ใหระมัดระวังในการละเมิดหรือสรางความเสียหายใหผูอื่น การใหอีเมลอาจ  ตรงประเด็นกวา  ใหแหลงทีมาของขอความ ควรอางอิงแหลงขาวได ไมเรียกวาโคมลอยหรือขาวลือหรือเขียนขาวเพื่อความ ่ สนุกโดยขาดความรับผิดชอบ  จํากัดความยาวของขาว และหลีกเลี่ยงตัวอักษรควบคุมพิเศษอื่น ๆ เพราะหลายเครื่องที่อานขาวอาจมี ปญหาในการแสดงผล  ขาวบางขาวมีการกระจายกันมาเปนลําดับให และอางอิงตอ ๆ กันมาการเขียนขาวจึงควรพิจารณาใน ประเด็นนี้ดวย โดยเฉพาะอยาสงจดหมายตอบโตไปยังผูรายงานขาวผูแรก   ไมควรใหเครือขายของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชนทางการคาหรืองานเฉพาะของตนเพื่อประโยชนสวนตน ในเรื่องการคาการเขียนขาวทุกครังจะตองลงชื่อ และลายเซนตอนลางของขอความเพื่อบอกชื่อ ตําแหนง ้ แอดเดรสที่อางอิงไดทางอินเทอรเน็ตหรือใหที่อยูและหมายเลขโทรศัพทที่ติดตอได  ในการทดสอบการสงไมควรทําพร่ําเพื่อการทดสอบควรกระทําในกลุมขาวทองถิ่นที่เปดใหทดสอบการสง ขาวอยูแลว เพราะการสงขาวแตละครังจะกระจายไปทั่วโลก ้  หลีกเลี่ยงการใชตัวอักษรใหญตัวอักษรใหญที่มีความหมายถึงการตะโกนหรือการแสดงความไมพอใจใน การเนน คําใหใชเครืองหมาย * ขอความ* แทน ่  ไมควรนําขอความที่ผูอื่นเขียนไปกระจายตอโดยไมไดรบอนุญาตจากเจาของเรือง ั ่  ไมควรใชขอความตลกขบขันหรือคําเฉพาะคํากํากวม หรือคําหยาบคายในการเขียนขาว  ใหความสําคัญในเรื่องลิขสิทธิ์ไมควรละเมิดลิขสิทธิผูอื่น ์  ไมควรคัดลอกขาวจากทีอื่นเชน จากหนังสือพิมพทงหมดโดยไมมีการสรุปยอและเมือสงขาวยอจะตอง ่ ั้ ่ อางอิงทีมา ่  ไมควรใชกระดานขาวเปนที่ตอบโตหรือละเมิดผูอื่น 
  • 18.
    ใบงานที่ 4 เรื่อง คุณธรรมและจริยธรรมในการใชอินเตอรเน็ต คําชี้แจง ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ใหถูกตอง 1. ใหนักเรียนสรุป จริยธรรมในการใชคอมพิวเตอร มาพอสังเขป ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ 2. ใหนักเรียนยกตัวอยางมารยาทหรือจริยธรรมของผูใชอินเตอรเนตที่ไมถูกตอง มาอยางนอย 5 ขอ ....................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................