โครงการแกล้งดิน
                         พระราชดารัช....
“ ..ที่ที่น้าท่ วมนี่หาประโยชน์ ไม่ ได้ถ้าเราจะทาให้ มันโผล่ พ้น
   น้าขึ้นมา มีการระบายน้าออกไป ก็จะเกิดประโยชน์ กัป
   ประชาชนในเรื่องของการทามาหากินอย่ างมหาศาล..”
 โครงการแกล้ งดิน
                                                            ่
 ที่มาของโครงการ สื บเนื่ องจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชิ นีนาถ เสด็จแปร
                                       ่
    พระราชฐานไปยังจังหวัดต่าง ๆ อยูอย่างสม่าเสมอในการเสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้งมิได้เพื่อทรงพักผ่อนเช่นสามัญชน
    ทัวไป แต่จะเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยียมเยียนราษฎรหรื อติดตามโครงการต่าง ๆ ที่ทรงริ เริ่ มหรื อมีพระราชดาริ ไว้
      ่                                   ่
    ดังนั้นเพื่อเป็ นการถวายความสะดวกแด่พระประมุขของชาติ รัฐบาลจึงสร้างพระตาหนักน้อมเกล้าฯ ถวายเป็ นที่ประทับใน
    คราวเสด็จแปรพระราชฐานไว้ในหลายจังหวัด เช่น พระตาหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ที่จงหวัดเชียงใหม่ พระตาหนักทักษิณราช
                                                                              ั
    นิเวศน์ ที่จงหวัดนราธิวาส เป็ นต้น
                 ั
จากการเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดภาคใต้
ทาให้ทรงทราบว่าราษฎรมีความเดือดร้อนหลายเรื่ องโดยเฉพาะในกลุ่ม
                                                                        ่
ของเกษตร เช่น การขาดแคลนที่ทากินหรื อปัญหาในพื้นที่พรุ ซ่ ึงมีน้ าขังอยูตลอดปี
แม้สามารถทาให้น้ าแห้งได้ ดินในพื้นที่เหล่านั้นก็ยงเป็ นดินเปรี้ ยวจัด
                                                  ั
ทาการเกษตรได้ผลน้อยไม่คุมทุนพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้
                        ้
ว่ามีความจานงเร่ งด่วนที่จะต้อง พระราชทานความช่วยเหลือ ดังจะเห็นได้จากความตอนหนึ่งในพระราชดารัสต่อไปนี้
                                      ้           ั     ้                                                ั
“ ..ที่ที่น้ าท่วมนี่หาประโยชน์ไม่ได้ถาเราจะทาให้มนโผล่พนน้ าขึ้นมา มีการระบายน้ าออกไป ก็จะเกิดประโยชน์กบประชาชน
ในเรื่ องของการทามาหากินอย่างมหาศาล..”
พระองค์ทรงมอบให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่ วมกันพิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุ งพื้นที่พรุ ซ่ ึงมีน้ าแช่ขงอยูตลอดปี
                                                                                                        ั ่
มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทาเกษตรให้ได้มากที่สุด โดยต้องคานึ งถึงผลกระทบต่อระบบนิ เวศของป่ าพรุ ดวย   ้
การที่ดินในป่ าพรุ เป็ นดินเปรี้ ยวจัดก็เพราะ ดินเหล่านี้เป็ นดินที่มีอินทรี ยวัตถุคือรากพืชเน่าเปื่ อยอยู่ ข้างบน และในระดับ
ความลึกประมาณ 1-2 เมตร มีลกษณะเป็ นดินเลนสี เทาปนน้ าเงินซึ่งมีสารประกอบไพไรต์หรื อกามะถันอยูมาก ดังนั้น เมื่อ
                                   ั                                                                             ่
ดินแห้ง กรดกามะถันก็จะทาปฏิกิริยากับอากาศทาให้แปรสภาพเป็ นดินเปรี้ ยวจัดพระองค์จึงมีพระราชประสงค์จะแก้ไข
             ั
ปั ญหานี้ให้กบราษฎร
                                                       ่ ั
เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวพระราชทานพระราชดาริ
อันเป็ นต้นกาเนิดของโครงการ แกล้งดิน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ


ความว่า “..ให้มีการทดลองทาดินให้เปรี้ ยวจัด โดยการระบายน้ าให้แห้งและศึกษา
วิธีการแก้ดินเปรี้ ยว เพื่อนาผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่ อง
นี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทาโครงการศึกษาทดลองในกาหนด 2 ปี ..”
โครงการ “ แกล้งดิน” จึงกาเนิดขึ้นโดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็ นหน่วยดาเนิ นการสนองพระราชดาริ
เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็ นกรดของดินกามะถัน
* แกล้งดินทาอย่างไร
* ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดาริ ได้ทาการศึกษาวิจยและปรับปรุ งดิน โดยวิธีการ "แกล้งดิน" คือ
                                                                      ั
  ทาให้ดินเปรี้ ยว เป็ นกรดจัดรุ นแรงที่สุด กล่าวคือ การทาให้ดินแห้ง และเปี ยกโดยนาน้ าเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และ
  ระบายน้ าออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน จะเป็ นการกระตุนให้เกิดกรดมากยิงขึ้น ด้วยหลักการนี้ พระบาทสมเด็จพระ
                                                               ้                ่
         ่ ั
  เจ้าอยูหว จึงทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็ นปกติในแต่ละปี แต่ให้ใช้วิธีการร่ นระยะเวลาช่วง
  แล้ง และช่วงฝนในรอบปี ให้ส้ นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง 1 เดือน และขังน้ าให้ดินเปี ยกนาน 2 เดือน สลับกันไป เกิดภาวะดิน
                                  ั
  แห้ง และดินเปี ยก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุ งดิน
  ดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้
* แกล้งดินแล้วปรับปรุ งดิน
* : วิธีการที่สาคัญ
* เมื่อดาเนินการตามกรรมวิธี "แกล้งดิน"
* แล้วก็ใช้วิธีการปรับปรุ งดิน ซึ่งเปรี้ ยวจัดให้สามารถใช้เพาะปลูกได้ โดยมีหลายวิธีการด้วยกันดังนี้
* แกล้งดินทาอย่างไร
* ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดาริ ได้ทาการศึกษาวิจยและปรับปรุ งดิน โดยวิธีการ "แกล้งดิน" คือ
                                                                              ั
  ทาให้ดินเปรี้ ยว เป็ นกรดจัดรุ นแรงที่สุด กล่าวคือ การทาให้ดินแห้ง และเปี ยกโดยนาน้ าเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และ
  ระบายน้ าออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน จะเป็ นการกระตุนให้เกิดกรดมากยิงขึ้น ด้วยหลักการนี้ พระบาทสมเด็จพระ
                                                                 ้                ่
          ่ ั
  เจ้าอยูหว จึงทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็ นปกติในแต่ละปี แต่ให้ใช้วิธีการร่ นระยะเวลาช่วง
  แล้ง และช่วงฝนในรอบปี ให้ส้ นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง 1 เดือน และขังน้ าให้ดินเปี ยกนาน 2 เดือน สลับกันไป เกิดภาวะดิน
                                    ั
  แห้ง และดินเปี ยก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุ งดิน
  ดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้
* แกล้งดินแล้วปรับปรุ งดิน
* : วิธีการที่สาคัญ
* เมื่อดาเนินการตามกรรมวิธี "แกล้งดิน" แล้วก็ใช้วิธีการปรับปรุ งดิน ซึ่งเปรี้ ยวจัดให้สามารถใช้เพาะปลูกได้ โดยมีหลายวิธีการ
  ด้วยกันดังนี้
* ใช้ปูน เช่น ปูนขาว หิ นปูนฝุ่ น ใส่ลงไปในดิน แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปูนจะทาปฏิกริ ยากับกรดกามะถันในดิน เกิดสารสะเทิน
  ปริ มาณกรดในดินจะลดลง ซึ่งหากใส่ในปริ มาณที่มากพอจะช่วย ให้ดินมีสภาพเป็ นกลาง
* - ใช้น้ าจืดล้างกรดและสารพิษออกจากดินโดยตรง วิธีการนี้ใช้เวลานานกว่าวิธีใช้ปูน เนื่องจากกรดจะชะล้างออกไปอย่างช้าๆ
  แต่ได้ผลเช่นกัน
* - ยกร่ อง เพื่อปลูกไม้ผลหรื อไม้ยนต้น โดยมีคูน้ าอยูดานข้าง ให้นาหน้าดินจากดินในบริ เวณที่เป็ นคูมา เสริ มหน้าดินเดิมที่เป็ น
                                   ื                  ่ ้
  คันร่ อง ก็จะได้หน้าดินที่หนาขึ้น ส่วนดินที่มีสารไพไรท์จะใช้เสริ มด้านข้าง เมื่อใช้น้ าชะล้างกรดบนสันร่ อง กรดจะถูกน้ าชะ
  ล้างไปยังคูดานข้าง แล้วระบายออกไป
               ้
* - ควบคุมระดับน้ าใต้ดิน ให้อยูเ่ หนือชั้นดินเลนตะกอนทะเล ป้ องกันไม่ให้สารไพไรท์ทาปฎิกริ ยากับออกซิเจน กรดกามะถันจึง
  ไม่ถูกปลดปล่อยเพิมขึ้น
                   ่
* - ใช้พืชพันธุทนทานต่อความเป็ นกรด มาปลูกในดินเปรี้ ยว
                ์
* - ใช้วิธีการต่างๆ ข้างต้นร่ วมกัน
* การดาเนินงานศึกษาทดลองอย่างต่ อเนื่อง ในโครงการแกล้งดิน
  ได้มีการดาเนินการในช่วง ต่างๆ ตามแนวพระราชดาริ ดงนี้ั
  ช่วงที่ 1 (มกราคม 2529-กันยายน 2530) เป็ นการศึกษา การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของดิน เปรี ยบเทียบระหว่างดินที่ปล่อยทิ้ง
  ไว้ตามธรรมชาติ กับดินที่ทาให้แห้งและเปี ยกสลับกัน โดยวิธีการสูบน้ าเข้า-ออก การทาดินให้แห้งและเปี ยกสลับกัน ดิน
  จะเป็ นกรดจัดรุ นแรง และมีผล ต่อการเจริ ญเติบโตของพืช พบว่าข้าวสามารถ เจริ ญเติบโตได้ แต่ให้ผลผลิตต่า


* ช่วงที่ 2 (ตุลาคม 2530-ธันวาคม 2532) ศึกษาการเปลี่ยน แปลงทางเคมีของดินโดยเปรี ยบเทียบระหว่างระยะเวลา ที่ทาให้
  ดินแห้งและ เปี ยกแตกต่างกัน การปล่อยให้ดินแห้งนานมากขึ้น ความเป็ นกรดจะรุ นแรงมากกว่าการใช้ น้ าแช่ขงดินนานๆ
                                                                                                      ั
  และการให้น้ าหมุนเวียนโดยไม่มีการระบายออก ทาให้ความเป็ นกรดและ สารพิษสะสมในดินมากขึ้น ในการปลูกข้าว
  ทดสอบความรุ นแรงของกรด พบว่าข้าวตายหลังจากปักดาได้ 1 เดือน


* ช่วงที่ 3 (มกราคม 2533-ปัจจุบน) ศึกษาถึงวิธีการปรับปรุ งดิน โดยใช้น้ าชะล้างความเป็ นกรด ใช้น้ าชะล้างควบคู่กบการใช้
                               ั                                                                               ั
  หิ นปูนฝุ่ น ใช้หินปูนฝุ่ นอัตราต่า เฝ้ าติดตามการเปลี่ยนแปลงของดิน หลังจากที่ปรับปรุ งแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่มีการใช้
                                                                    ่
  ประโยชน์ และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของดินเปรี้ ยวจัด เมื่ออยูในสภาพธรรมชาติ ในปริ มาณเล็กน้อย พบว่าวิธีการใช้น้ า
                                                                   ่ ั
  ชะล้างดิน โดยขังน้ าไว้นาน 4 สัปดาห์ แล้วระบายออก ควบคูกบการใช้หินปูนฝุ่ นในปริ มาณเล็ก น้อยจะสามารถปรับปรุ ง
  ดินเปรี้ ยวจัด ได้เป็ นอย่างดี ส่วนวิธีการใช้น้ าชะล้างก็ให้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่ตองใช้เวลานานกว่า หลังจากมีการปรับปรุ ง
                                                                                   ้
  ดินแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้ไม่มีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่ อง จะทาให้ดินกลับเป็ นกรดจัดรุ นแรงขึ้นอีก สาหรับพื้นที่ดิน
  เปรี้ ยวจัดตามธรรมชาติ ที่ไม่มีการปรับปรุ งการเปลี่ยนแปลง ของความเป็ นกรดน้อยมาก
* เมื่อปี 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ได้มีรับสังเมื่อคราวเสด็จพระราชดาเนิน ตรวจแปลงศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็ น
                                     ่ ั          ่
  กรดของดินกามะถันว่า "...นี่เป็ นเหตุผลอย่างหนึ่ ง ที่พดมาสามปี แล้วหรื อสี่ ปี ว่าต้องการน้ าสาหรับมาให้ดินทางาน ดินทางาน
                                                         ู
  แล้วดินจะหายโกรธ อันนี้ไม่มีใครเชื่อ แล้วก็มาทาที่น้ ี แล้วมันได้ผล... อันนี้ผลงานของเราที่ทาที่นี่ เป็ นงานที่สาคัญที่สุด เชื่ อว่า
  ชาวต่างประเทศ เขามาดูเราทาอย่างนี้แล้ว เขาก็พอใจ เขามีปัญหานี่ แล้วเขาก็ไม่ได้ แก้หาตาราไม่ได้ ..." ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
  พิกุลทอง อันเนื่องมา จากพระราชดาริ จึงได้จดทาคู่มือ การปรับปรุ งดินเปรี้ ยวจัด เพื่อการเกษตรขึ้นเมื่อปี 2536
                                              ั
* สภาพพื้นที่พรุ ที่ไม่สามารถทาการเกษตรได้                      การยกร่ อง




* ดินทางานแล้วดินจะหายโกรธ                                      ภาพหน้าตัดชั้นของดินที่เป็ นกรด จากพระราชดาริ จึงได้จดทาคู่มือ
                                                                                                                     ั
* วิธีการปรับปรุ งดินเปรี้ ยวจัดเพื่อการเกษตร
* 1.เพื่อปลูกข้าว ในเขตชลประทาน ถ้าดินมีค่า pH น้อยกว่า 4.0 ใช้ปูนในอัตราส่วนประมาณ 1.5 ตันต่อไร่ และถ้าดินมีค่า pH
    ระหว่าง 4.0-4.5 ให้ใช้ปูนในอัตรา 1 ตันต่อไร่
* ในเขตเกษตรน้ าฝน ดินที่มีค่า pH น้อยกว่า 4.0 ใช้ปูนในอัตราประมาณ 2.5 ตันต่อไร่ และถ้าดินมีค่า pH ระหว่าง 4.0-4.5 ใช้
    ปูนในอัตรา 1.5 ตันต่อไร่
* ขั้นตอนการปรับปรุ งดินเปรี้ ยวเพื่อปลูกข้าว
* 1.เมื่อหว่านปูนแล้วให้ทาการไถแปร
* 2.ปล่อยน้ าเข้าในนาแล้วแช่ขงไว้ประมาณ 10 วัน
                                  ั
* 3.จากนั้นให้ระบายน้ าออกเป็ นการชะล้างสารพิษ
* 4.ปล่อยน้ าเข้าไปขังใหม่เพื่อใช้ในการปักดา
* 2. เพื่อปลูกพืชล้มลุก จะแยกเป็ นการปลูกผักและการปลูกพืชไร่
* 2.1 การปลูกพืชผัก มีลาดับขั้นตอนดังนี้ คือ
* 1) ยกร่ องสวน โดยใช้สนร่ องมีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เมตร มีคูระบายน้ ากว้าง 1.5 เมตรและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
                       ั
    หรื อลึกพอถึงระดับขั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์มาก
*
* 3) ทาแปลงย่อยบนสันร่ อง โดยยกแปลงให้สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้างประมาณ1-2 เมตร เพื่อระบายน้ าบนสัน
  ร่ องและเพื่อป้ องกันไม่ให้แปลงย่อยแฉะเมื่อรดน้ าหรื อเมื่อมีฝนตก
* 4) ใส่วสดุปูนเพื่อลดความเป็ นกรดของดินคือใช้หินปูนฝุ่ นหรื อปูนมาร์ลอัตราประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ หรื อประมาณ 2
         ั
  กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยการคลุกเคล้าปูนให้เข้ากับดินและทิ้งไว้ 15 วัน
* 5) ใส่ปยหมักหรื อปุ๋ ยอินทรี ยในอัตรา 5 ตันต่อไร่ หรื อประมาณ 3 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยใส่ก่อนปลูก 1 วัน
         ุ๋                     ์
  เพื่อปรับปรุ งดินให้ร่วนซุยมีส่วนประกอบของดินดี
แกล้งดินสาเร็จแล้วราษฎรได้ประโยชน์ อะไร
* เมื่อผลของการศึกษาทดลอง สาเร็ จผลชั้นหนึ่ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นาผลการศึกษาทดลองขยายผลสู่พ้น ที่
                                                                                                        ื
                                                                                  ่
  ทาการเกษตรของราษฎร ที่ประสบปัญหาดินเปรี้ ยวจัด ซึ่งในเรื่ องนี้ได้มีพระราชดาริ วา
* "...พื้นที่บริ เวณบ้านโคกอิฐ และโคกในเป็ นดินเปรี้ ยว เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกข้าว ทางชลประทานได้จดส่งน้ า
                                                                                                      ั
  ชลประทานให้ ก็ให้พฒนาดินเปรี้ ยว เหล่านี้ให้ใช้ประโยชน์ได้ โดยให้ประสานงานกับชลประทาน..."
                    ั
* จากการพัฒนาบ้านโคกอิฐ และบ้านโคกใน ปรากฏว่าราษฎรในพื้นที่ดงกล่าว สามารถปลูกข้าวให้ได้ผล ผลิตเพิมมากขึ้น
                                                            ั                                    ่
                                                                                                              ่
  จนเป็ นที่พอพระราชหฤทัย ถึงกับมีรับสังว่า "...เราเคยมาโคกอิฐ โคกใน มาดูเขาชี้ตรงนั้นๆ เขาทา แต่วาเขาได้เพียง 5 ถึง
                                             ่
  10 ถัง แต่ตอนนี้ได้ข้ ึนไปถึง 40-50 ถัง ก็ใช้ได้แล้ว เพราะว่าทาให้เปรี้ ยวเต็มที่แล้ว โดยที่ขดอะไรๆ ทาให้เปรี้ ยวแล้วก็
                                                                                               ุ
  ระบาย รู้สึกว่านับวันเขาจะดีข้ ึน... อันนี้สิเป็ นชัยชนะที่ดีใจมาก ที่ใช้งานได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็ดีข้ ึน ...แต่ก่อนชาวบ้านเขา
  ต้องซื้อ ข้าว เดี๋ยวนี้เขามีขาวอาจจะขายได้
                               ้
* อย่างไรก็ตาม " โครงการแกล้งดิน " มิได้หยุดลงเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง แต่จะต้องดาเนินการต่อไป "...งานปรับปรุ งดินเปรี้ ยว
  ควรดาเนิ นการต่อไป ทั้งในแง่การศึกษาทดลองและการขยายผล..." ซึ่ งปั จจุบนได้นาผลการศึกษาทดลอง ไปขยายผลแก่
                                                                        ั
  ราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิง ขณะนี้ จะมีการนาผลของการ "แกล้งดิน" นาไปใช้ใน
                                                           ่
  พื้นที่จงหวัดนครนายก และจังหวัดนครศรี ธรรมราชอีกด้วย
          ั
* ดังนั้น " โครงการแกล้งดิน "
* จึงเป็ นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กบราษฎรทัว ทั้งประเทศ
                                       ั       ่
                                                                        ่ ั
สร้างความปลื้มปิ ติ แก่เหล่าพสกนิกรเป็ นล้นพ้นที่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว
ทรง ยอมตรากตราพระวรกายลงมา "แกล้งดิน" เพื่อให้พสกนิกร
ของพระองค์ พ้นจากความยากจนกลับ มาเบิกบานแจ่มใสกันทัวหน้า
                                                   ่
นางสาวลลิตภัทร สงวนผิว
      ม.4/6 เลขที่.10

โครงการแกล้งดิน

  • 1.
    โครงการแกล้งดิน พระราชดารัช.... “ ..ที่ที่น้าท่ วมนี่หาประโยชน์ ไม่ ได้ถ้าเราจะทาให้ มันโผล่ พ้น น้าขึ้นมา มีการระบายน้าออกไป ก็จะเกิดประโยชน์ กัป ประชาชนในเรื่องของการทามาหากินอย่ างมหาศาล..”
  • 2.
     โครงการแกล้ งดิน ่  ที่มาของโครงการ สื บเนื่ องจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชิ นีนาถ เสด็จแปร ่ พระราชฐานไปยังจังหวัดต่าง ๆ อยูอย่างสม่าเสมอในการเสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้งมิได้เพื่อทรงพักผ่อนเช่นสามัญชน ทัวไป แต่จะเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยียมเยียนราษฎรหรื อติดตามโครงการต่าง ๆ ที่ทรงริ เริ่ มหรื อมีพระราชดาริ ไว้ ่ ่ ดังนั้นเพื่อเป็ นการถวายความสะดวกแด่พระประมุขของชาติ รัฐบาลจึงสร้างพระตาหนักน้อมเกล้าฯ ถวายเป็ นที่ประทับใน คราวเสด็จแปรพระราชฐานไว้ในหลายจังหวัด เช่น พระตาหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ที่จงหวัดเชียงใหม่ พระตาหนักทักษิณราช ั นิเวศน์ ที่จงหวัดนราธิวาส เป็ นต้น ั จากการเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดภาคใต้ ทาให้ทรงทราบว่าราษฎรมีความเดือดร้อนหลายเรื่ องโดยเฉพาะในกลุ่ม ่ ของเกษตร เช่น การขาดแคลนที่ทากินหรื อปัญหาในพื้นที่พรุ ซ่ ึงมีน้ าขังอยูตลอดปี แม้สามารถทาให้น้ าแห้งได้ ดินในพื้นที่เหล่านั้นก็ยงเป็ นดินเปรี้ ยวจัด ั ทาการเกษตรได้ผลน้อยไม่คุมทุนพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ ้ ว่ามีความจานงเร่ งด่วนที่จะต้อง พระราชทานความช่วยเหลือ ดังจะเห็นได้จากความตอนหนึ่งในพระราชดารัสต่อไปนี้ ้ ั ้ ั “ ..ที่ที่น้ าท่วมนี่หาประโยชน์ไม่ได้ถาเราจะทาให้มนโผล่พนน้ าขึ้นมา มีการระบายน้ าออกไป ก็จะเกิดประโยชน์กบประชาชน ในเรื่ องของการทามาหากินอย่างมหาศาล..”
  • 3.
    พระองค์ทรงมอบให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่ วมกันพิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุ งพื้นที่พรุซ่ ึงมีน้ าแช่ขงอยูตลอดปี ั ่ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทาเกษตรให้ได้มากที่สุด โดยต้องคานึ งถึงผลกระทบต่อระบบนิ เวศของป่ าพรุ ดวย ้ การที่ดินในป่ าพรุ เป็ นดินเปรี้ ยวจัดก็เพราะ ดินเหล่านี้เป็ นดินที่มีอินทรี ยวัตถุคือรากพืชเน่าเปื่ อยอยู่ ข้างบน และในระดับ ความลึกประมาณ 1-2 เมตร มีลกษณะเป็ นดินเลนสี เทาปนน้ าเงินซึ่งมีสารประกอบไพไรต์หรื อกามะถันอยูมาก ดังนั้น เมื่อ ั ่ ดินแห้ง กรดกามะถันก็จะทาปฏิกิริยากับอากาศทาให้แปรสภาพเป็ นดินเปรี้ ยวจัดพระองค์จึงมีพระราชประสงค์จะแก้ไข ั ปั ญหานี้ให้กบราษฎร ่ ั เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวพระราชทานพระราชดาริ อันเป็ นต้นกาเนิดของโครงการ แกล้งดิน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ความว่า “..ให้มีการทดลองทาดินให้เปรี้ ยวจัด โดยการระบายน้ าให้แห้งและศึกษา วิธีการแก้ดินเปรี้ ยว เพื่อนาผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่ อง นี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทาโครงการศึกษาทดลองในกาหนด 2 ปี ..” โครงการ “ แกล้งดิน” จึงกาเนิดขึ้นโดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็ นหน่วยดาเนิ นการสนองพระราชดาริ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็ นกรดของดินกามะถัน
  • 4.
    * แกล้งดินทาอย่างไร * ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ได้ทาการศึกษาวิจยและปรับปรุ งดิน โดยวิธีการ "แกล้งดิน" คือ ั ทาให้ดินเปรี้ ยว เป็ นกรดจัดรุ นแรงที่สุด กล่าวคือ การทาให้ดินแห้ง และเปี ยกโดยนาน้ าเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และ ระบายน้ าออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน จะเป็ นการกระตุนให้เกิดกรดมากยิงขึ้น ด้วยหลักการนี้ พระบาทสมเด็จพระ ้ ่ ่ ั เจ้าอยูหว จึงทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็ นปกติในแต่ละปี แต่ให้ใช้วิธีการร่ นระยะเวลาช่วง แล้ง และช่วงฝนในรอบปี ให้ส้ นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง 1 เดือน และขังน้ าให้ดินเปี ยกนาน 2 เดือน สลับกันไป เกิดภาวะดิน ั แห้ง และดินเปี ยก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุ งดิน ดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ * แกล้งดินแล้วปรับปรุ งดิน * : วิธีการที่สาคัญ * เมื่อดาเนินการตามกรรมวิธี "แกล้งดิน" * แล้วก็ใช้วิธีการปรับปรุ งดิน ซึ่งเปรี้ ยวจัดให้สามารถใช้เพาะปลูกได้ โดยมีหลายวิธีการด้วยกันดังนี้ * แกล้งดินทาอย่างไร * ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดาริ ได้ทาการศึกษาวิจยและปรับปรุ งดิน โดยวิธีการ "แกล้งดิน" คือ ั ทาให้ดินเปรี้ ยว เป็ นกรดจัดรุ นแรงที่สุด กล่าวคือ การทาให้ดินแห้ง และเปี ยกโดยนาน้ าเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และ ระบายน้ าออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน จะเป็ นการกระตุนให้เกิดกรดมากยิงขึ้น ด้วยหลักการนี้ พระบาทสมเด็จพระ ้ ่ ่ ั เจ้าอยูหว จึงทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็ นปกติในแต่ละปี แต่ให้ใช้วิธีการร่ นระยะเวลาช่วง แล้ง และช่วงฝนในรอบปี ให้ส้ นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง 1 เดือน และขังน้ าให้ดินเปี ยกนาน 2 เดือน สลับกันไป เกิดภาวะดิน ั แห้ง และดินเปี ยก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุ งดิน ดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้
  • 5.
    * แกล้งดินแล้วปรับปรุ งดิน *: วิธีการที่สาคัญ * เมื่อดาเนินการตามกรรมวิธี "แกล้งดิน" แล้วก็ใช้วิธีการปรับปรุ งดิน ซึ่งเปรี้ ยวจัดให้สามารถใช้เพาะปลูกได้ โดยมีหลายวิธีการ ด้วยกันดังนี้ * ใช้ปูน เช่น ปูนขาว หิ นปูนฝุ่ น ใส่ลงไปในดิน แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปูนจะทาปฏิกริ ยากับกรดกามะถันในดิน เกิดสารสะเทิน ปริ มาณกรดในดินจะลดลง ซึ่งหากใส่ในปริ มาณที่มากพอจะช่วย ให้ดินมีสภาพเป็ นกลาง * - ใช้น้ าจืดล้างกรดและสารพิษออกจากดินโดยตรง วิธีการนี้ใช้เวลานานกว่าวิธีใช้ปูน เนื่องจากกรดจะชะล้างออกไปอย่างช้าๆ แต่ได้ผลเช่นกัน * - ยกร่ อง เพื่อปลูกไม้ผลหรื อไม้ยนต้น โดยมีคูน้ าอยูดานข้าง ให้นาหน้าดินจากดินในบริ เวณที่เป็ นคูมา เสริ มหน้าดินเดิมที่เป็ น ื ่ ้ คันร่ อง ก็จะได้หน้าดินที่หนาขึ้น ส่วนดินที่มีสารไพไรท์จะใช้เสริ มด้านข้าง เมื่อใช้น้ าชะล้างกรดบนสันร่ อง กรดจะถูกน้ าชะ ล้างไปยังคูดานข้าง แล้วระบายออกไป ้ * - ควบคุมระดับน้ าใต้ดิน ให้อยูเ่ หนือชั้นดินเลนตะกอนทะเล ป้ องกันไม่ให้สารไพไรท์ทาปฎิกริ ยากับออกซิเจน กรดกามะถันจึง ไม่ถูกปลดปล่อยเพิมขึ้น ่ * - ใช้พืชพันธุทนทานต่อความเป็ นกรด มาปลูกในดินเปรี้ ยว ์ * - ใช้วิธีการต่างๆ ข้างต้นร่ วมกัน
  • 6.
    * การดาเนินงานศึกษาทดลองอย่างต่ อเนื่องในโครงการแกล้งดิน ได้มีการดาเนินการในช่วง ต่างๆ ตามแนวพระราชดาริ ดงนี้ั ช่วงที่ 1 (มกราคม 2529-กันยายน 2530) เป็ นการศึกษา การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของดิน เปรี ยบเทียบระหว่างดินที่ปล่อยทิ้ง ไว้ตามธรรมชาติ กับดินที่ทาให้แห้งและเปี ยกสลับกัน โดยวิธีการสูบน้ าเข้า-ออก การทาดินให้แห้งและเปี ยกสลับกัน ดิน จะเป็ นกรดจัดรุ นแรง และมีผล ต่อการเจริ ญเติบโตของพืช พบว่าข้าวสามารถ เจริ ญเติบโตได้ แต่ให้ผลผลิตต่า * ช่วงที่ 2 (ตุลาคม 2530-ธันวาคม 2532) ศึกษาการเปลี่ยน แปลงทางเคมีของดินโดยเปรี ยบเทียบระหว่างระยะเวลา ที่ทาให้ ดินแห้งและ เปี ยกแตกต่างกัน การปล่อยให้ดินแห้งนานมากขึ้น ความเป็ นกรดจะรุ นแรงมากกว่าการใช้ น้ าแช่ขงดินนานๆ ั และการให้น้ าหมุนเวียนโดยไม่มีการระบายออก ทาให้ความเป็ นกรดและ สารพิษสะสมในดินมากขึ้น ในการปลูกข้าว ทดสอบความรุ นแรงของกรด พบว่าข้าวตายหลังจากปักดาได้ 1 เดือน * ช่วงที่ 3 (มกราคม 2533-ปัจจุบน) ศึกษาถึงวิธีการปรับปรุ งดิน โดยใช้น้ าชะล้างความเป็ นกรด ใช้น้ าชะล้างควบคู่กบการใช้ ั ั หิ นปูนฝุ่ น ใช้หินปูนฝุ่ นอัตราต่า เฝ้ าติดตามการเปลี่ยนแปลงของดิน หลังจากที่ปรับปรุ งแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่มีการใช้ ่ ประโยชน์ และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของดินเปรี้ ยวจัด เมื่ออยูในสภาพธรรมชาติ ในปริ มาณเล็กน้อย พบว่าวิธีการใช้น้ า ่ ั ชะล้างดิน โดยขังน้ าไว้นาน 4 สัปดาห์ แล้วระบายออก ควบคูกบการใช้หินปูนฝุ่ นในปริ มาณเล็ก น้อยจะสามารถปรับปรุ ง ดินเปรี้ ยวจัด ได้เป็ นอย่างดี ส่วนวิธีการใช้น้ าชะล้างก็ให้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่ตองใช้เวลานานกว่า หลังจากมีการปรับปรุ ง ้ ดินแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้ไม่มีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่ อง จะทาให้ดินกลับเป็ นกรดจัดรุ นแรงขึ้นอีก สาหรับพื้นที่ดิน เปรี้ ยวจัดตามธรรมชาติ ที่ไม่มีการปรับปรุ งการเปลี่ยนแปลง ของความเป็ นกรดน้อยมาก
  • 7.
    * เมื่อปี 2535พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ได้มีรับสังเมื่อคราวเสด็จพระราชดาเนิน ตรวจแปลงศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็ น ่ ั ่ กรดของดินกามะถันว่า "...นี่เป็ นเหตุผลอย่างหนึ่ ง ที่พดมาสามปี แล้วหรื อสี่ ปี ว่าต้องการน้ าสาหรับมาให้ดินทางาน ดินทางาน ู แล้วดินจะหายโกรธ อันนี้ไม่มีใครเชื่อ แล้วก็มาทาที่น้ ี แล้วมันได้ผล... อันนี้ผลงานของเราที่ทาที่นี่ เป็ นงานที่สาคัญที่สุด เชื่ อว่า ชาวต่างประเทศ เขามาดูเราทาอย่างนี้แล้ว เขาก็พอใจ เขามีปัญหานี่ แล้วเขาก็ไม่ได้ แก้หาตาราไม่ได้ ..." ศูนย์ศึกษาการพัฒนา พิกุลทอง อันเนื่องมา จากพระราชดาริ จึงได้จดทาคู่มือ การปรับปรุ งดินเปรี้ ยวจัด เพื่อการเกษตรขึ้นเมื่อปี 2536 ั * สภาพพื้นที่พรุ ที่ไม่สามารถทาการเกษตรได้ การยกร่ อง * ดินทางานแล้วดินจะหายโกรธ ภาพหน้าตัดชั้นของดินที่เป็ นกรด จากพระราชดาริ จึงได้จดทาคู่มือ ั
  • 8.
    * วิธีการปรับปรุ งดินเปรี้ยวจัดเพื่อการเกษตร * 1.เพื่อปลูกข้าว ในเขตชลประทาน ถ้าดินมีค่า pH น้อยกว่า 4.0 ใช้ปูนในอัตราส่วนประมาณ 1.5 ตันต่อไร่ และถ้าดินมีค่า pH ระหว่าง 4.0-4.5 ให้ใช้ปูนในอัตรา 1 ตันต่อไร่ * ในเขตเกษตรน้ าฝน ดินที่มีค่า pH น้อยกว่า 4.0 ใช้ปูนในอัตราประมาณ 2.5 ตันต่อไร่ และถ้าดินมีค่า pH ระหว่าง 4.0-4.5 ใช้ ปูนในอัตรา 1.5 ตันต่อไร่ * ขั้นตอนการปรับปรุ งดินเปรี้ ยวเพื่อปลูกข้าว * 1.เมื่อหว่านปูนแล้วให้ทาการไถแปร * 2.ปล่อยน้ าเข้าในนาแล้วแช่ขงไว้ประมาณ 10 วัน ั * 3.จากนั้นให้ระบายน้ าออกเป็ นการชะล้างสารพิษ * 4.ปล่อยน้ าเข้าไปขังใหม่เพื่อใช้ในการปักดา * 2. เพื่อปลูกพืชล้มลุก จะแยกเป็ นการปลูกผักและการปลูกพืชไร่ * 2.1 การปลูกพืชผัก มีลาดับขั้นตอนดังนี้ คือ * 1) ยกร่ องสวน โดยใช้สนร่ องมีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เมตร มีคูระบายน้ ากว้าง 1.5 เมตรและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ั หรื อลึกพอถึงระดับขั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์มาก *
  • 9.
    * 3) ทาแปลงย่อยบนสันร่อง โดยยกแปลงให้สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้างประมาณ1-2 เมตร เพื่อระบายน้ าบนสัน ร่ องและเพื่อป้ องกันไม่ให้แปลงย่อยแฉะเมื่อรดน้ าหรื อเมื่อมีฝนตก * 4) ใส่วสดุปูนเพื่อลดความเป็ นกรดของดินคือใช้หินปูนฝุ่ นหรื อปูนมาร์ลอัตราประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ หรื อประมาณ 2 ั กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยการคลุกเคล้าปูนให้เข้ากับดินและทิ้งไว้ 15 วัน * 5) ใส่ปยหมักหรื อปุ๋ ยอินทรี ยในอัตรา 5 ตันต่อไร่ หรื อประมาณ 3 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยใส่ก่อนปลูก 1 วัน ุ๋ ์ เพื่อปรับปรุ งดินให้ร่วนซุยมีส่วนประกอบของดินดี แกล้งดินสาเร็จแล้วราษฎรได้ประโยชน์ อะไร * เมื่อผลของการศึกษาทดลอง สาเร็ จผลชั้นหนึ่ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นาผลการศึกษาทดลองขยายผลสู่พ้น ที่ ื ่ ทาการเกษตรของราษฎร ที่ประสบปัญหาดินเปรี้ ยวจัด ซึ่งในเรื่ องนี้ได้มีพระราชดาริ วา * "...พื้นที่บริ เวณบ้านโคกอิฐ และโคกในเป็ นดินเปรี้ ยว เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกข้าว ทางชลประทานได้จดส่งน้ า ั ชลประทานให้ ก็ให้พฒนาดินเปรี้ ยว เหล่านี้ให้ใช้ประโยชน์ได้ โดยให้ประสานงานกับชลประทาน..." ั * จากการพัฒนาบ้านโคกอิฐ และบ้านโคกใน ปรากฏว่าราษฎรในพื้นที่ดงกล่าว สามารถปลูกข้าวให้ได้ผล ผลิตเพิมมากขึ้น ั ่ ่ จนเป็ นที่พอพระราชหฤทัย ถึงกับมีรับสังว่า "...เราเคยมาโคกอิฐ โคกใน มาดูเขาชี้ตรงนั้นๆ เขาทา แต่วาเขาได้เพียง 5 ถึง ่ 10 ถัง แต่ตอนนี้ได้ข้ ึนไปถึง 40-50 ถัง ก็ใช้ได้แล้ว เพราะว่าทาให้เปรี้ ยวเต็มที่แล้ว โดยที่ขดอะไรๆ ทาให้เปรี้ ยวแล้วก็ ุ ระบาย รู้สึกว่านับวันเขาจะดีข้ ึน... อันนี้สิเป็ นชัยชนะที่ดีใจมาก ที่ใช้งานได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็ดีข้ ึน ...แต่ก่อนชาวบ้านเขา ต้องซื้อ ข้าว เดี๋ยวนี้เขามีขาวอาจจะขายได้ ้
  • 10.
    * อย่างไรก็ตาม "โครงการแกล้งดิน " มิได้หยุดลงเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง แต่จะต้องดาเนินการต่อไป "...งานปรับปรุ งดินเปรี้ ยว ควรดาเนิ นการต่อไป ทั้งในแง่การศึกษาทดลองและการขยายผล..." ซึ่ งปั จจุบนได้นาผลการศึกษาทดลอง ไปขยายผลแก่ ั ราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิง ขณะนี้ จะมีการนาผลของการ "แกล้งดิน" นาไปใช้ใน ่ พื้นที่จงหวัดนครนายก และจังหวัดนครศรี ธรรมราชอีกด้วย ั * ดังนั้น " โครงการแกล้งดิน " * จึงเป็ นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์กบราษฎรทัว ทั้งประเทศ ั ่ ่ ั สร้างความปลื้มปิ ติ แก่เหล่าพสกนิกรเป็ นล้นพ้นที่พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ทรง ยอมตรากตราพระวรกายลงมา "แกล้งดิน" เพื่อให้พสกนิกร ของพระองค์ พ้นจากความยากจนกลับ มาเบิกบานแจ่มใสกันทัวหน้า ่
  • 11.