ทฤษฏีพฒนาการกับการ
               ั
จัดการเรียนรู้
        ทฤษฎีพัฒนาการทางเพศของ
        ทฤ
Freud
ทฤษฏีพัฒนาการกับการ
      จัดการเรียนรู้
1. ทฤษฏีพัฒนาการทางเพศ
 (Freudian Theory or Psychosexual Theory)
2. ทฤษฏีพัฒนาการทางสังคม
 (Development of socialization)
3. ทฤษฏีการพัฒนาทางสติปัญญาและ
ความคิด
 (Congnitive development theory)
4. ทฤษฎีพัฒนาทางจริยธรรม
ทฤษฎีพัฒนาการทางเพศของ
         Freud
• ทฤษฎีนี้จะมีการกล่าวถึงความ
  สัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันระหว่าง
  บุคลิกภาพ (personality) กับ
  พัฒนาการทางเพศ (sexual
  development)
ฟรอยด์กล่าวถึง
        ขั้นพัฒนาการทาง
            เพศ 5 ขั้น
• ขั้นการใช้ปาก (Oral Stage)
• ขั้นการใช้ทวารหนัก (Anal Stage or Anal
  Period)
• ขั้นอวัยวะเพศ
  (Phallic Stage or Phallic Period)
• ขั้นแฝงเร้น
  (Latency Stage or Latency Period)
ขันการใช้ปาก (Oral Stage)
       ้
         อายุแรกคลอดจนถึง
         ประมาณ 1 ½ ขวบ
• เป็นระยะที่ทารกมีความสุข
  ความพอใจโดยการใช้ปากกับ
  กิจกรรมต่าง ๆ เช่น ดูดกลืน กัด
  แทะ
ขั้นการใช้ทวารหนัก (Anal
    Stage or Anal Period) อายุ
            1½ - 3 ขวบ
• เด็กจะมีความสุขความพอใจในการ
  ขับถ่ายและสามารถบังคับควบคุม
  อวัยวะการขับถ่ายของตนได้
ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic
       Stage or Phallic Period)
            อายุ 3 – 6 ขวบ
• เด็กจะรูสึกถึงความแตกต่างระหว่างเพศ
          ้
• ทังเด็กผูชายและเด็กผูหญิงจะสนใจ
    ้      ้           ้
  อวัยวะเพศของตนเอง
• ระยะนีเด็กจะมีความสุข พึงพอใจจาก
         ้
  การได้เล่นและได้จับต้องอวัยวะเพศ
  ของตนเอง
• เด็กผูหญิงจะรักพ่อ
        ้
ขันแฝงเร้น (Latency Stage
       ้
     or Latency Period) อายุ 6
               – 12 ปี
• ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจะเกิด
  ความรู้สึกต่อบิดามารดาที่เป็นเพศ
  ตรงข้ามมากยิ่งขึ้น
ขั้นเริ่มวัยรุ่น (Genital
       Stage) อายุ 13 ปีเป็นต้น
• เด็กเข้าสูวัยแรกรุไปมีวุฒภาวะทางเพศ
            ่        ่น     ิ
• (puberty of sexuality)
• เด็กผู้หญิงจะมีประจำาเดือน
• เด็กผู้ชายจะมี
   การหลั่งนำ้าอสุจิ
• ทังเด็กผูชายและเด็กผูหญิง
    ้       ้           ้
   จะรู้สึกสนใจเพศตรงกันข้าม
การส่งเสริมพัฒนาการทางเพศ
      ตามทฤษฎีของฟรอยด์
              • ระดับประถมศึกษา
   (ช่วงชันที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2 อายุ 7 – 12
            ้
                        ปี)
• เด็กระดับประถมศึกษาจะมีขั้นพัฒนาการ
  ในขั้นที่ 4 ขั้นแฝงเร้น
• เด็กในวัยนี้จะเรียนรูสิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
                       ้
  และในช่วงนีความสนใจทางเพศยัง
               ้
  แฝงหรือซ่อนเร้นอยู่
• เด็กจึงสนใจในกิจกรรมการเรียนรู้และ
  กิจกรรมอื่น ๆ มากกกว่าสนใจเพศตรง
การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นโดย
            ทัวไปแล้วมี 7 ขัน
              ่             ้
   ครูจึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7 ขัน
                                   ้
• 1. ผูเรียนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้
       ้
• 2. กำาหนดสิงที่ตองการเรียนรูเป็น
              ่      ้          ้
  เป้าประสงค์
• 3. เกิดความพร้อมทีจะเรียน
                       ่
• 4. พยายามขจัดอุปสรรคของการเรียนรู้
• 5. ลงมือกระทำาเพื่อให้เกิดการเรียนรูตาม
                                      ้
  เป้าประสงค์ที่ตงไว้
                  ั้
• 6. เมือบรรลุเป้าประสงค์จะพึงพอใจเสมือน
         ่
การส่งเสริมพัฒนาการทางเพศ
       ตามทฤษฎีของฟรอยด์
              • ระดับมัธยมศึกษา
•    (ช่วงชั้นที่ 3 และช่วงชันที่ 4 อายุ 13 – 18
                              ้
                          ปี)
• เด็กระดับมัธยมศึกษาจะมีขนพัฒนาการ
                          ั้
    ในขั้นที่ 5 ขันเริ่มวัยรุ่น
                  ้
• เด็กจะเปลี่ยนแนวความคิดทางด้าน
  เพศไปสูความเป็นผูใหญ่มากขึ้น
           ่          ้
• เด็กหญิงจะเริ่มห่างพ่อแต่จะหันมา
  สนใจและเลียนแบบแม่
• เด็กชายจะเริ่มห่างแม่แต่หนมาสนใจ
                            ั
  และเลียนแบบพ่อ
• จะสนใจเพศตรงกันข้าม (the
  opposite sex) และมีความสัมพันธ์ตอ ่
  เนื่องถึงขั้นแต่งงานเป็นสามีภรรยาใน
  วัยผูใหญ่ตอไป
        ้      ่
เด็กมัธยมศึกษาเกิดลักษณะ
         พฤติกรรมทางเพศ
               ได้แก่
• การมีความรู้สึกทางเพศ
• การมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศ
• ในเด็กบางคนอาจมีการสำาเร็จความใคร่ด้วย
  ตนเอง (masturbation)
• การใช้การทดแทนความรู้สึกพอใจทางอารมณ์
  โดยการฝันกลางวัน (day dream)
• การมีความรู้สึกตื่นตัวทางเพศขณะหลับจริง ๆ
  (noctural emission)
• อาจจะมีกิจกรรมทางเพศกับเพศตรงข้าม
สิงที่ครูควรทำา
   ่
• 1. อธิบายเกี่ยวกับการเปลียนแปลงทางเพศ
                            ่
   - เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการ
  เปลี่ยนแปลงทางสรีระของตนเอง
   - การเข้าสู่ความเป็นหนุมเป็นสาวเร็วหรือ
                          ่
  ช้ากว่าเพื่อน ๆ
  2. ให้คำาแนะนำาในการทำาตามระเบียบ
  ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม
   - ช่วยให้เด็กมีการเตรียมความพร้อม
   - ช่วยลดความสับสนในบทบาทของตัวเอง
สิงที่ครูควรทำา
   ่
• ครูควรให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาแก่
  เด็กในระดับมัธยมศึกษา
• ซึ่งมิใช่หมายถึงการสอนเด็กในเรื่อง
  เพศเท่านัน แต่เป็นการให้
               ้
   รู้ถึงชีวิต รู้ถึงศีลธรรม จรรยา
  ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม
  และการใช้ชวิตร่วมกับผู้อื่นทังเพศ
                    ี             ้
  เดียวกันและเพศตรงข้าม เป็นการสร้าง
สิ่งที่ครูไม่ควรทำา
• 1. อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงทีเกิดขึ้น
                              ่
  เป็นสิ่งปกติธรรมดาของสิงมีชีวิต
                            ่
• 2. อธิบายเกี่ยวกับเรื่องเพศในลักษณะ
  ทีนาเกลียดน่ากลัวจนกลายเป็นสิง
    ่ ่                           ่
  สกปรก ลามก หยาบคาย
การสอนเพศศึกษา
    เกี่ยวกับโครงสร้างหลักสูตรเพศศึกษาใน
                     โรงเรียน
    ประกอบด้วยกรอบเนื้อหา 7 หัวข้อดังนี้ คือ
•    1. พัฒนาการทางเพศ (human
     development)
•    2. สุขอนามัยทางเพศ (sexual health)
•    3. พฤติกรรมทางเพศ (sexual behavior)
•    4. สัมพันธภาพ (relation)
•    5. ทักษะที่จำาเป็น (personal skill)
•    6. สังคมและวัฒนธรรม (social and
     culture)
พัฒนาการทางเพศ (human
        development)
• การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
  ทางเพศตามวัย ทังทางร่างกาย
                 ้
  จิตใจ อารมณ์และสังคม
สุขอนามัยทางเพศ (sexual
           health)
• การดูแลสุขภาพอนามัยทางเพศที่
  เหมาะสมตามวัย
พฤติกรรมทางเพศ (sexual
         behavior)
• การแสดงออกของพฤติกรรม
  ทางเพศทีเหมาะสมกับเพศและวัย
          ่
สัมพันธภาพ (relation)
• การสร้างและรักษาสัมพันธภาพ
  กับเพื่อนเพศเดียวกันและต่างเพศ
  การเลือกคู่ การเตรียมตัวก่อน
  สมรสและการสร้างครอบครัว
ทักษะที่จำาเป็น (personal skill)
• ความสามารถในการจัดการ
  สถานการณ์ทเกี่ยวข้องกับเรื่อง
               ี่
  เพศ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะ
  การตัดสินใจและแก้ไขปัญหา
  ทักษะการจัดการกับอารมณ์
สังคมและวัฒนธรรม (social and
            culture)
• ค่านิยมในเรื่องเพศที่เหมาะสมกับ
  สังคมและวัฒนธรรมไทย และการ
  ปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง
  ของสังคม
บทบาททางเพศ (gender)
• การสร้างเอกลักษณ์ทางเพศที่
  เหมาะสม ความเสมอภาคทาง
  เพศและบทบาททางเพศที่ช่วย
  เหลือเกื้อกูลกันในสังคมอย่าง
  สมดุล
สรุปเนือหาความรู้ดังกล่าวได้ 4
            ้
              ลักษณะ คือ
• ลักษณะทางชีววิทยา
  (biological aspect)
  ได้แก่ เนื้อหาที่เกี่ยวกับกายวิภาค
  และสรีระวิทยา เช่น ระบบอวัยวะสืบพันธุ์
  การเจริญเติบโตและพัฒนาการทาง
  ร่างกาย
  เป็นต้น
• ลักษณะทางสุขวิทยา
  (hygienic aspect)
  ได้แก่ สุขอนามัยทางเพศ
   เช่น การปฏิบัตตวที่ถูกต้องระหว่าง
                 ิ ั
  การมีประจำาเดือนในเด็กผูหญิง
                           ้
  การทำาความสะอาดร่างกาย เป็นต้น
• ลักษณะทางจิตวิทยา (psychological
  aspect) ได้แก่ เนื้อหาทีเกี่ยวกับจิตใจ
                          ่
  อารมณ์ ความรู้สก ความต้องการทางเพศ
                  ึ
  เป็นต้น
• ลักษณะทางสังคมวิทยา (sociological
  aspect) ได้แก่ เนื้อหาทีเกี่ยวกับการ
                            ่
  ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น ความสัมพันธ์กับ
  เพื่อนเพศเดียวกันและเพื่อนต่างเพศ
  เป็นต้น
• ทังนีกรอบเนื้อหาทั้ง 7 หัวข้อและ 4
    ้ ้
  ลักษณะของเนือหาดังกล่าว สามารถ
                ้
  บูรณาการแทรกความรู้ลงไปในการจัด
  กิจกรรมในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทง 8ั้
  สาระ
• ขอบเขตเนือหาของกรอบเนือหาดัง
            ้                  ้
ซักถาม - อภิปราย

ฟรอยด์

  • 1.
    ทฤษฏีพฒนาการกับการ ั จัดการเรียนรู้ ทฤษฎีพัฒนาการทางเพศของ ทฤ Freud
  • 2.
    ทฤษฏีพัฒนาการกับการ จัดการเรียนรู้ 1. ทฤษฏีพัฒนาการทางเพศ (Freudian Theory or Psychosexual Theory) 2. ทฤษฏีพัฒนาการทางสังคม (Development of socialization) 3. ทฤษฏีการพัฒนาทางสติปัญญาและ ความคิด (Congnitive development theory) 4. ทฤษฎีพัฒนาทางจริยธรรม
  • 3.
  • 4.
    • ทฤษฎีนี้จะมีการกล่าวถึงความ สัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันระหว่าง บุคลิกภาพ (personality) กับ พัฒนาการทางเพศ (sexual development)
  • 5.
    ฟรอยด์กล่าวถึง ขั้นพัฒนาการทาง เพศ 5 ขั้น • ขั้นการใช้ปาก (Oral Stage) • ขั้นการใช้ทวารหนัก (Anal Stage or Anal Period) • ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage or Phallic Period) • ขั้นแฝงเร้น (Latency Stage or Latency Period)
  • 6.
    ขันการใช้ปาก (Oral Stage) ้ อายุแรกคลอดจนถึง ประมาณ 1 ½ ขวบ • เป็นระยะที่ทารกมีความสุข ความพอใจโดยการใช้ปากกับ กิจกรรมต่าง ๆ เช่น ดูดกลืน กัด แทะ
  • 7.
    ขั้นการใช้ทวารหนัก (Anal Stage or Anal Period) อายุ 1½ - 3 ขวบ • เด็กจะมีความสุขความพอใจในการ ขับถ่ายและสามารถบังคับควบคุม อวัยวะการขับถ่ายของตนได้
  • 8.
    ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage or Phallic Period) อายุ 3 – 6 ขวบ • เด็กจะรูสึกถึงความแตกต่างระหว่างเพศ ้ • ทังเด็กผูชายและเด็กผูหญิงจะสนใจ ้ ้ ้ อวัยวะเพศของตนเอง • ระยะนีเด็กจะมีความสุข พึงพอใจจาก ้ การได้เล่นและได้จับต้องอวัยวะเพศ ของตนเอง • เด็กผูหญิงจะรักพ่อ ้
  • 9.
    ขันแฝงเร้น (Latency Stage ้ or Latency Period) อายุ 6 – 12 ปี • ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจะเกิด ความรู้สึกต่อบิดามารดาที่เป็นเพศ ตรงข้ามมากยิ่งขึ้น
  • 10.
    ขั้นเริ่มวัยรุ่น (Genital Stage) อายุ 13 ปีเป็นต้น • เด็กเข้าสูวัยแรกรุไปมีวุฒภาวะทางเพศ ่ ่น ิ • (puberty of sexuality) • เด็กผู้หญิงจะมีประจำาเดือน • เด็กผู้ชายจะมี การหลั่งนำ้าอสุจิ • ทังเด็กผูชายและเด็กผูหญิง ้ ้ ้ จะรู้สึกสนใจเพศตรงกันข้าม
  • 11.
    การส่งเสริมพัฒนาการทางเพศ ตามทฤษฎีของฟรอยด์ • ระดับประถมศึกษา (ช่วงชันที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2 อายุ 7 – 12 ้ ปี) • เด็กระดับประถมศึกษาจะมีขั้นพัฒนาการ ในขั้นที่ 4 ขั้นแฝงเร้น
  • 12.
    • เด็กในวัยนี้จะเรียนรูสิ่งต่าง ๆเพิ่มขึ้น ้ และในช่วงนีความสนใจทางเพศยัง ้ แฝงหรือซ่อนเร้นอยู่ • เด็กจึงสนใจในกิจกรรมการเรียนรู้และ กิจกรรมอื่น ๆ มากกกว่าสนใจเพศตรง
  • 13.
    การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นโดย ทัวไปแล้วมี 7 ขัน ่ ้ ครูจึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 7 ขัน ้ • 1. ผูเรียนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ ้ • 2. กำาหนดสิงที่ตองการเรียนรูเป็น ่ ้ ้ เป้าประสงค์ • 3. เกิดความพร้อมทีจะเรียน ่ • 4. พยายามขจัดอุปสรรคของการเรียนรู้ • 5. ลงมือกระทำาเพื่อให้เกิดการเรียนรูตาม ้ เป้าประสงค์ที่ตงไว้ ั้ • 6. เมือบรรลุเป้าประสงค์จะพึงพอใจเสมือน ่
  • 14.
    การส่งเสริมพัฒนาการทางเพศ ตามทฤษฎีของฟรอยด์ • ระดับมัธยมศึกษา • (ช่วงชั้นที่ 3 และช่วงชันที่ 4 อายุ 13 – 18 ้ ปี) • เด็กระดับมัธยมศึกษาจะมีขนพัฒนาการ ั้ ในขั้นที่ 5 ขันเริ่มวัยรุ่น ้
  • 15.
    • เด็กจะเปลี่ยนแนวความคิดทางด้าน เพศไปสูความเป็นผูใหญ่มากขึ้น ่ ้ • เด็กหญิงจะเริ่มห่างพ่อแต่จะหันมา สนใจและเลียนแบบแม่ • เด็กชายจะเริ่มห่างแม่แต่หนมาสนใจ ั และเลียนแบบพ่อ • จะสนใจเพศตรงกันข้าม (the opposite sex) และมีความสัมพันธ์ตอ ่ เนื่องถึงขั้นแต่งงานเป็นสามีภรรยาใน วัยผูใหญ่ตอไป ้ ่
  • 16.
    เด็กมัธยมศึกษาเกิดลักษณะ พฤติกรรมทางเพศ ได้แก่ • การมีความรู้สึกทางเพศ • การมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศ • ในเด็กบางคนอาจมีการสำาเร็จความใคร่ด้วย ตนเอง (masturbation) • การใช้การทดแทนความรู้สึกพอใจทางอารมณ์ โดยการฝันกลางวัน (day dream) • การมีความรู้สึกตื่นตัวทางเพศขณะหลับจริง ๆ (noctural emission) • อาจจะมีกิจกรรมทางเพศกับเพศตรงข้าม
  • 17.
    สิงที่ครูควรทำา ่ • 1. อธิบายเกี่ยวกับการเปลียนแปลงทางเพศ ่ - เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงทางสรีระของตนเอง - การเข้าสู่ความเป็นหนุมเป็นสาวเร็วหรือ ่ ช้ากว่าเพื่อน ๆ 2. ให้คำาแนะนำาในการทำาตามระเบียบ ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม - ช่วยให้เด็กมีการเตรียมความพร้อม - ช่วยลดความสับสนในบทบาทของตัวเอง
  • 18.
    สิงที่ครูควรทำา ่ • ครูควรให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาแก่ เด็กในระดับมัธยมศึกษา • ซึ่งมิใช่หมายถึงการสอนเด็กในเรื่อง เพศเท่านัน แต่เป็นการให้ ้ รู้ถึงชีวิต รู้ถึงศีลธรรม จรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และการใช้ชวิตร่วมกับผู้อื่นทังเพศ ี ้ เดียวกันและเพศตรงข้าม เป็นการสร้าง
  • 19.
    สิ่งที่ครูไม่ควรทำา • 1. อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงทีเกิดขึ้น ่ เป็นสิ่งปกติธรรมดาของสิงมีชีวิต ่ • 2. อธิบายเกี่ยวกับเรื่องเพศในลักษณะ ทีนาเกลียดน่ากลัวจนกลายเป็นสิง ่ ่ ่ สกปรก ลามก หยาบคาย
  • 20.
    การสอนเพศศึกษา เกี่ยวกับโครงสร้างหลักสูตรเพศศึกษาใน โรงเรียน ประกอบด้วยกรอบเนื้อหา 7 หัวข้อดังนี้ คือ • 1. พัฒนาการทางเพศ (human development) • 2. สุขอนามัยทางเพศ (sexual health) • 3. พฤติกรรมทางเพศ (sexual behavior) • 4. สัมพันธภาพ (relation) • 5. ทักษะที่จำาเป็น (personal skill) • 6. สังคมและวัฒนธรรม (social and culture)
  • 21.
    พัฒนาการทางเพศ (human development) • การเจริญเติบโตและพัฒนาการ ทางเพศตามวัย ทังทางร่างกาย ้ จิตใจ อารมณ์และสังคม
  • 23.
    สุขอนามัยทางเพศ (sexual health) • การดูแลสุขภาพอนามัยทางเพศที่ เหมาะสมตามวัย
  • 24.
    พฤติกรรมทางเพศ (sexual behavior) • การแสดงออกของพฤติกรรม ทางเพศทีเหมาะสมกับเพศและวัย ่
  • 25.
    สัมพันธภาพ (relation) • การสร้างและรักษาสัมพันธภาพ กับเพื่อนเพศเดียวกันและต่างเพศ การเลือกคู่ การเตรียมตัวก่อน สมรสและการสร้างครอบครัว
  • 26.
    ทักษะที่จำาเป็น (personal skill) •ความสามารถในการจัดการ สถานการณ์ทเกี่ยวข้องกับเรื่อง ี่ เพศ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะ การตัดสินใจและแก้ไขปัญหา ทักษะการจัดการกับอารมณ์
  • 27.
    สังคมและวัฒนธรรม (social and culture) • ค่านิยมในเรื่องเพศที่เหมาะสมกับ สังคมและวัฒนธรรมไทย และการ ปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง ของสังคม
  • 28.
    บทบาททางเพศ (gender) • การสร้างเอกลักษณ์ทางเพศที่ เหมาะสม ความเสมอภาคทาง เพศและบทบาททางเพศที่ช่วย เหลือเกื้อกูลกันในสังคมอย่าง สมดุล
  • 29.
    สรุปเนือหาความรู้ดังกล่าวได้ 4 ้ ลักษณะ คือ • ลักษณะทางชีววิทยา (biological aspect) ได้แก่ เนื้อหาที่เกี่ยวกับกายวิภาค และสรีระวิทยา เช่น ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ การเจริญเติบโตและพัฒนาการทาง ร่างกาย เป็นต้น
  • 30.
    • ลักษณะทางสุขวิทยา (hygienic aspect) ได้แก่ สุขอนามัยทางเพศ เช่น การปฏิบัตตวที่ถูกต้องระหว่าง ิ ั การมีประจำาเดือนในเด็กผูหญิง ้ การทำาความสะอาดร่างกาย เป็นต้น
  • 31.
    • ลักษณะทางจิตวิทยา (psychological aspect) ได้แก่ เนื้อหาทีเกี่ยวกับจิตใจ ่ อารมณ์ ความรู้สก ความต้องการทางเพศ ึ เป็นต้น
  • 32.
    • ลักษณะทางสังคมวิทยา (sociological aspect) ได้แก่ เนื้อหาทีเกี่ยวกับการ ่ ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น ความสัมพันธ์กับ เพื่อนเพศเดียวกันและเพื่อนต่างเพศ เป็นต้น
  • 33.
    • ทังนีกรอบเนื้อหาทั้ง 7หัวข้อและ 4 ้ ้ ลักษณะของเนือหาดังกล่าว สามารถ ้ บูรณาการแทรกความรู้ลงไปในการจัด กิจกรรมในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทง 8ั้ สาระ • ขอบเขตเนือหาของกรอบเนือหาดัง ้ ้
  • 34.