ระดับครู ผู้ช่วย
ห้ องเรียนที่ 1
ภารกิจที่ 1

ให้ท่านวิเคราะห์วธีการจัดการเรี ยนรู ้ของครู แต่ล่ะคนว่าอยูใน
                    ิ                                      ่
กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนใดและมีพ้ืนฐานมาจาทฤษฎี
การเรี ยนรู ้ใดบ้าง พร้อมทั้งอธิ บายเหตุผล
ครู บุญมี



           กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครู บุญมี คือ การ
ออกแบบการสอนที่เน้ นผู้เรียนเป็ นสาคัญ ใส่ใจในกระบวกการเรี ยนรู ้ของ
นักเรี ยน ตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของการเรี ยนรู ้ที่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ น
สาคัญได้แก่
• ลงมือปฏิบัตด้วยตนเอง : การจดบันทึก การท่องซ้ าในส่วนที่สาคัญ
                     ิ
• เรียนอย่ างมีความสุ ข: ใช้สื่อประกอบการสอนเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อ
หน่าย เป็ น เป็ นการกระตุนการเรี ยนรู ้
                                  ้
• ได้ แลกเปลียนเรียนรู้ร่วมกับผู้อน : การท่องศัพท์ โดยอาจจะเปลี่ยนกัน
                   ่                    ื่
ท่องกันจา เพื่อให้เกิดความแม่นยา
• มีโอกาสใช้ กระบวนการคิด : เมื่อเรี ยนจบแต่ละบทครู บุญมีก็จะทาการ
สอบเก็บคะแนน เพื่อวัดความรู ความเข้าใจ และทบทวนความรู ้
• ได้ ใช้ สื่อต่ างๆเพือการเรียนรู้ : ใช้บทเรี ยนโปรแกรม/ ชุดการสอน
                         ่
เพื่อให้ผเู ้ รี ยนเข้าใจได้ดียงขึ้น และส่งเสริ มการเรี ยนรู ้
                               ิ่
กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครูบญมี มี       ุ
พื ้นฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวพฤติกรรมนิยม โดย
จะสังเกตได้ จากวิธีการสอนของครูบญมีที่จะสอนแบบบรรยาย เน้ น
                                    ุ
การท่องจา ท่องซ ้าๆให้ จาได้ การฝึ กคัดลายมือ ซึงตรงตามทฤษฎี
                                                      ่
การเรี ยนรู้ของแนวพฤติกรรมนิยมที่เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนจดจาความรู้ให้ ได้
ปริ มาณมากที่สด ครูเป็ นเพียงผู้เสนอข้ อมูล สารสนเทศ เช่น ตารา
                ุ
เรี ยน การบรรยาย โดยที่นกเรียนไม่ได้ มีสวนร่วมในกิจกรรมการ
                          ั               ่
เรี ยนเลย
ครู บุญช่ วย



             กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครู บุญช่วย คือ การ
ออกแบบการสอนที่ เน้ นผู้เรียนเป็ นสาคัญ ครู บุญช่วยจะใส่ใจถึงความคิด
ความต้องการการเรี ยนรู ้ของเด็ก โดยจะสังเกตได้จากก่อนจะเริ่ มเข้าสู่
บทเรี ยนครู ได้มีการหยิบยกเอาเรื่ องราวในชีวตประจาวันหรื อข่าวสาร
                                                  ิ
ต่างๆมาเชื่อมโยงความรู ้ของนักเรี ยนเป็ นการผ่อนคลายและกระตุนให้
                                                              ้
ผูเ้ รี ยนพร้อมต่อการเรี ยนรู ้ที่กาลังจะเกิดขึ้น
ในส่วนของกิจกรรมในชันเรี ยน ครูบญช่วยได้ สร้ างสถานการณ์ปัญหา
                            ้             ุ
ให้ เด็กได้ ร่วมกันศึกษาการแก้ ปัญหา มีการเตรียมแหล่งการเรี ยนรู้
เพื่อให้ นกเรี ยนได้ ใช้ ศกษา ค้ นคว้ าในการทากิจกรรม ครูเป็ นแค่ผ้ ู
           ั              ึ
แนะนา ผู้เรี ยนได้ ลงมือทดลอง/แก้ ปัญหาได้ ด้วนตนเอง สุดท้ าย
นักเรี ยนก็จะนาเอาความคิดของกลุมตนมานาเสนอเพื่อให้ เกิดการ
                                        ่
เรี ยนรู้และความเข้ าใจร่วมกัน
กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครูบญช่วย มีพื ้นฐาน
                                                            ุ
มาจากการเรียนรู้ตามแนวคอนสรัคติวิสต์
             บทบาทของผู้เรียน คือ ลงมือกระทาการเรี ยนรู้ สร้ างความรู้
ตนเองผ่านประสบการณ์ โดยครูบญช่วยให้ สถานการณ์ปัญหามาแล้ ว
                                       ุ
แบ่งกลุมให้ เด็กได้ แก้ ปัญหา เด็กจะเกิดกระบวนการคิดแก้ ปัญหาอาจจะ
         ่
มาจากประสบการณ์เดิมของตน ของเพื่อนหรื อได้ ใช้ แหล่งเรี ยนรู้ทครูได้  ี่
จัดไว้ ให้ เช่น หนังสือ วีดิทศน์ เป็ นต้ น เด็กได้ ลงมือศึกษาแก้ ปัญหาด้ วย
                             ั
ตนเอง มีการระดมความคิดกับเพื่อน สร้ างวิธีการแก้ ปัญหาขึ ้นมา
นาเสนอวิธีการกลุมตนกับเพื่อนกลุมอื่นเป็ นการแลกเปลียนแนวความคิด
                     ่                   ่                    ่
บทบาทของผู้สอน จะเป็ นผู้แนะแนวทาง เป็ นโค้ ช หรื อผู้ที่
ร่วมแก้ ปัญหาไปพร้ อมกับผู้เรียน โดยก่อนเรี ยนครูบญช่วยไดุ้
นาเข้ าสูบทเรี ยนโดยการ ใช้ เรื่ องราวที่เกิดขึ ้นในชีวิตประจาวัน
         ่
ข่าวสารต่างๆมาเป็ นตัวกระตุ้น เป็ นการสอนให้ เด็กได้ ใช้ การ
เชื่อมโยงสิงต่างๆเข้ าสู้บทเรี ยนได้ และการจัดสถานการณ์ปัญหา
            ่
ขึ ้นมาให้ แต่ละกลุมได้ ศกษานันก็เพื่อส่งเสริ มให้ เด็กได้ เกิด
                   ่      ึ      ้
กระบวนการเรี ยนรู้จากการทากิจกรรมกลุมร่วมกัน ให้ เด็กได้ ใช้
                                             ่
ความคิด การเชื่อมโยงความรู้เก่ามาใช้ มีการจดความคิดอย่างเป็ น
ระบบ เมื่อผู้เรียนออกนอกเส้ นทางครูก็จะดึงกลับมาและกระตุ้นให้
สนใจกิจกรรม
ครู บุญชู


          กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครู บุญชู คือ การ
ออกแบบการสอนที่เน้ นครู เป็ นสาคัญ เนื่องจากครู บุญชูเน้นเนื้อหาที่
จะสอนและการจดจาของผูเ้ รี ยนเป็ นหลัก เช่นการใช้ คาคล้องจอง การ
แต่งเพลงร้องสร้างความจา การใช้แผนภูมิ รู ปภาพประกอบ เป็ นต้น
โดยครู เน้นให้เด็กท่องจา ทาซ้ าๆจนจนได้ แม้จะมีการเชื่อมโยงความรู ้
เก่ามาใช้แต่เป็ นการใช้เพียงเพื่อการจดจาให้ข้ ึนใจเท่านั้นไม่ได้เน้นให้
เด็กเกิดกระบวนการคิดขณะเรี ยนแต่อย่างใด
กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครูบญชู มี        ุ
พื ้นฐานมาจากแนวคิดพฤติกรรมนิยม โดยเน้ นความสัมพันธ์
ระหว่างสิงเร้ าและการตอบสนอง เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนสามารถจดจา
              ่
ความรู้ให้ ได้ ปริ มาณมากที่สดโดยไม่ได้ สนใจกระบวนการภายใน
                                 ุ
ตัวของผู้เรี ยน เช่น ในวิชาภาษาอังกฤษของ ครูบญชูได้ ใช้ คา
                                                         ุ
คล้ องจอง หรื อแต่งเพลงให้ ผ้ เู รี ยนได้ ฝึกร้ องเพื่อให้ เกิดความจา
แต่ผ้ เู รี ยนก็ไม่ได้ ใช้ กระบวนการคิดในขณะทีเ่ รี ยนรู้จงไม่ทาให้
                                                             ึ
ผู้เรี ยนเกิดการพัฒนา
ภารกิจที่ 2


วิธีการเรี ยนรู ้ของครู แต่ละคนมีขอดีและข้อเด่นอย่างไร
                                  ้
ครู บุญมี


                  ข้ อดี                               ข้ อเสีย
1.ใช้สื่อการสอน เช่น บทเรี ยน            1.นักเรี ยนไม่มีส่วนร่ วมในการเรี ยนรู ้
โปรแกรม และชุดการสอน                     มีแต่รอรับความรู ้จากครู ฝ่ายเดียว
2. เมื่อเรี ยนจบแต่ละบทจะมีการ           2. นักเรี ยนคิดและแก้ปัญหาไม่เป็ น
สอบเก็บคะแนน ซึ่งเป็ นวิธีการ            3.นักเรี ยนไม่สามารถเชื่อมโยง
เสริ มแรง เพื่อประเมินความรู ้นกเรี ยน
                               ั               ความรู ้เก่ากับความรู ้ใหม่ได้
และกระตุนให้นกเรี ยนมีพฒนาการใน
          ้      ั       ั               4. นักเรี ยนไม่สามารถเรี ยกความรู้ที่มี
การเรี ยนดีข้ ึน                               กลับมาใช้ ได้ เมื่อต้ องการ
                                               เนื่องจากเป็ นการจดจาระยะสัน   ้
ข้ อดี                         ข้ อเสีย
3.การสอนแต่ละชัวโมงจะ
                   ่           5. นักเรี ยนไม่ได้ ทางานเป็ น
     เน้ นการบรรยาย            กลุม และไม่ได้ แลกเปลียน
                                  ่                    ่
4. เน้ นย ้าจุดสาคัญให้        ความคิดกับเพื่อน
     นักเรี ยนจดบันทึก และ     6.นักเรี ยนไม่สามารถคิดรวบ
     ท่องจาหลายๆๆครัง   ้      ยอดหรื อคิดแบบองค์รวมได้
5. ให้ นกเรี ยนท่องคาศัพท์วน
         ั                 ั
     ละ5คาทุกวัน และ ให้
     คัดลายมือมาส่ง
ครู บุญช่วย

                     ข้ อดี                                             ข้ อเสีย
1.เตรี ยมแหล่งการเรี ยนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสื อ วีดี   1.การแบ่งนักเรี ยนให้ทางานร่ วมกันเป็ นกลุ่ม
ทัศน์ ฯลฯเพื่อให้ผเู้ รี ยนค้นหาคาตอบ และร่ วมมือ     เด็กบางคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น บางกลุ่ม
กันเรี ยนรู้หรื อแลกเปลี่ยนประสบการณ์                 มีคนทางาน1-2คน เพื่อนที่เหลือนังดู นังเล่น
                                                                                          ่    ่
2.ครู เป็ นผูให้คาแนะนา หากพบว่ามีผเู้ รี ยนคนใด
              ้                                       กัน หรื อคุยกันเรื่ องต่างๆๆขณะที่เพื่อนทางาน
หรื อกลุ่มใดเข้าคลาดเคลื่อน                           2. นักเรี ยนบางคนคิดนอกกรอบไม่เป็ น เพราะ
ครู ก็จะเข้าไปอธิบายและกระตุนให้คิด
                                 ้                    ยึดติดกับการเรี ยนการสอนแบบเดิมๆๆที่อิง
3.กระตุนให้ผเู้ รี ยนแสวงหาความรู้และมีทกษะใน
          ้                                   ั       ตารา
การสร้างความรู้ดวยตัวเอง หรื อการเน้นผูเ้ รี ยน
                    ้                                 3.ความคิดเห็นไม่ตรงกันภายในกลุ่ม
เป็ นศูนย์กลาง                                        4. นักเรี ยนทุกคนมีพ้ืนฐานการรับรู้ไม่เท่ากัน
4.ครู สร้างสถานการณ์การเรี ยนรู้ให้แก่ผเู้ รี ยนและ                            ั    ่
                                                      ทาให้คิดตามเพื่อนไม่ทน ไม่รู้วาเพื่อนคิดอะไร
คอยกระตุนให้ผเู้ รี ยนเกิดศักยภาพทางความคิด
            ้                                         อยู่
ข้ อดี                          ข้ อเสีย
5.ครู จะนาเข้าสู่บทเรี ยนโดยเชื่อมโยงเนื้อหาที่
เรี ยนกับประสบการณ์เดิมของผูเ้ รี ยน เช่นการ
ใช้คาถาม
6.แบ่งนักเรี ยนออกเป็ นกลุ่มแล้วมอบ
สถานการณ์ปัญหาให้ผเู ้ รี ยนทุก ๆ กลุ่ม
7. ส่งเสริ มการมีกิจกรรมร่ วมกันระหว่างผูเ้ รี ยน
8. เปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนวางแผน ดาเนินการ
และการประเมินด้วยตนเอง
 9.หลังจากได้คาตอบแล้ว
ทุกกลุ่มก็จะนาเสนอแนวคิดความ และร่ วมกับ
สรุ ปบทเรี ยนเป็ นความเข้าใจของตนเอง
ครู บุญชู

                 ข้ อดี                                     ข้ อเสีย
1.สอนเทคนิคให้นกเรี ยนจาคาศัพท์
                        ั                    1. นักเรี ยนไม่เกิดกระบวนการเรี ยนรู ้
ภาษาอังกฤษได้โดยไม่ลืม เช่น การแต่ง                ด้วยตัวเอง
เป็ นบทเพลง การใช้คาคล้องจอง การใช้          2. นักเรี ยนคิดนอกกรอบไม่เป็ น
แผนภูมิรูปภาพประกอบเนื้อหาที่ตองการ  ้       3. นักเรี ยนไม่มีส่วนร่ วมในการเรี ยนรู ้
ให้ผเู ้ รี ยนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง   4.นักเรี ยนไม่สามารถคิดรวบยอดหรื อคิด
องค์ประกอบ                                         แบบองค์รวมได้
2. นักเรี ยนสามารถเชื่อมโยงความรู ้เดิม      5.นักเรี ยนยังไม่สามารถคิดแบบอิสระ
มาช่วยในการจดจาคาศัพท์                             และสร้างความรู ้ดวยตัวเองได้
                                                                         ้
3.สื่ อในการเรี ยนรู ้สอดคล้องกับวิธีการ     6.นักเรี ยนไม่ได้เรี ยนรู ้จากการลงมือ
สอน                                                ปฏิบติหรื อคิดด้วยตนเอง
                                                         ั
ข้ อดี                                        ข้ อเสีย
4.นักเรี ยนเรี ยบเรี ยงความรู ้อย่างเป็ นระบบ 7. นักเรี ยนไม่ได้ทางานเป็ นกลุ่ม และไม่ได้
และสามารถเรี ยกกลับมาใช้ได้เมื่อต้องการ แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อน
5.การให้ผเู ้ รี ยนจาคาศัพท์
โดยใช้การออกเสี ยงภาษาอังกฤษที่
เหมือนกับภาษาไทย เช่น
pic กับ พริ ก และ bear กับ แบมือ พร้อมมี
รู ปประกอบซึ่งเป็ นการ
ภารกิจที่ 3


วิธีการจัดการเรี ยนรู ้ของใครที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ
  การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สุด เพราะเหตุใด
ซึ่งผูสอนใช้สื่อการเรี ยนรู ้ เป็ นเครื่ องมือที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู ้
                  ้
ความเข้าใจความรู ้สึก เพิมพูนทักษะและประสบการณ์ สร้างสถานการณ์การ
                              ่
เรี ยนรู ้กระตุนให้เกิดการพัฒนาศักยภาพทางความคิดและมุ่งเน้นการส่งเสริ ม
                ้
ผูเ้ รี ยนทางด้านการแสวงหาความรู ้ดวยตัวเองเช่น ในการสอนแต่ละครังครูบญ
                                           ้                                        ้ ุ
ช่วยจะนาเข้ าสูบทเรี ยนโดยเชื่อมโยงเนื ้อหาที่เรี ยนกับประสบการณ์เดิมของ
                    ่
ผู้เรี ยน นอกจากนี ้ครูบญช่วยยังได้ เตรี ยมแหล่งการเรี ยนรู้ตาง ๆ เช่น หนังสือ
                            ุ                                             ่
วีดีทศน์ เว็บไซต์ทเี่ กี่ยวข้ องฯลฯให้ แก่ผ้ เู รี ยน เพื่อให้ ผ้ เู รี ยนค้ นหาคาตอบ
         ั
และร่วมมือกันเรี ยนรู้หรื อแลกเปลียนประสบการณ์ มีวิธีการคือ แบ่ง
                                     ่
นักเรี ยนออกเป็ นกลุมแล้ วมอบสถานการณ์ปัญหาให้ ผ้ เู รี ยนทุก ๆ กลุม
                       ่                                                          ่
วิธีการจัดการเรี ยนรู ้ของครู บุญช่วยสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
                                พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สุด


            เพราะผูสอนมุ่งเน้นที่การพัฒนาศักยภาพของผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ โดยเฉพาะ
                   ้
อย่างยิงการสร้างความรู ้ และ การพัฒนากระบวนการคิด ทั้งนี้การจัดการศึกษาต้อง
          ่
 ยึดหลักการว่าผูเ้ รี ยนทุกคนมีความสามารถเรี ยนรู ้ และพัฒนาตนเอง ได้ และถือว่า
 ผูเ้ รี ยนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนสามารถ
                       พัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
เพื่อเปิ ดโอกาสให้ ผ้ เู รี ยนวางแผน ดาเนินการ และการประเมิน
ด้ วยตนเอง ครูเป็ นผู้ให้ คาแนะนา หากพบว่ามีผ้ เู รี ยนคนใดหรื อกลุมใด  ่
เข้ าคลาดเคลือน ครูก็จะเข้ าไปอธิบายและกระตุ้นให้ คด หรื อ กระตุ้น
                    ่                                           ิ
ให้ ผ้ เู รี ยนแสวงหาความรู้และมีทกษะในการสร้ างความรู้ด้วยตัวเอง ซึง
                                            ั                             ่
เรี ยกว่า การเน้ นผู้เรี ยนเป็ นศูนย์กลาง หลังจากได้ คาตอบแล้ ว ทุกกลุมก็   ่
จะนาเสนอแนวคิดความ และร่วมกับสรุปบทเรี ยนเป็ นความเข้ าใจของ
ตนเอง
ห้ องเรียนที่ 2
ภารกิจที่ 1


ให้ท่านวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง
จากหลักสู ตรแกนกลาง



1.รู ปแบบหลักสูตรยากเกินไป เนื้อหาเยอะ เพราะเน้นการ(ฝึ ก-ทา-
ย้า-ทวน) หรื อเน้นการท่องจามากกว่าการคิดเป็ นแก้ปัญหาเป็ น
2.ไม่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ เพราะนักเรี ยนยังรอรับความรู ้จาก
ครู ผสอน โดยไม่ศึกษาความรู ้ดวยตัวเอง
      ู้                         ้
3.ไม่มีการปรับปรุ งกระบวนการเรี ยนการสอนให้คนไทยมีทกษะ             ั
กระบวนการและเจตคติที่ดีทางคณิ ตศาสตร์ เพื่อมีความคิดสร้างสรรค์
4.การนา หลักสูตรไปใช้ยงไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิด สร้างวิธีการ
                                ั
เรี ยนรู ้ให้คนไทยมีทกษะในการจัดการและทักษะในการบูรณาการเข้ากับ
                           ั
การดาเนินชีวตเพื่อพัฒนาคนให้มีความ
                ิ
5.ไม่ส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จากประสบการณ์จริ ง ฝึ กการปฏิบติให้ทา
                                                                       ั
ได้คิดเป็ น ทาเป็ น รักการอ่านและเกิดการใฝ่ รู ้อย่างต่อเนื่องผสมผสาน
สาระทางคณิ ตศาสตร์และความรู ้ดานต่างๆได้อย่างสมดุลกัน
                                           ้
จากตัวครู


1.ครู สอนนักเรี ยนโดยอาศัยการท่องจา (ฝึ ก- ทา – ย้า – ทวน ) มากกว่าการทา
ความเข้าใจ
2. ครู เน้นคาตอบที่ถูกต้องมากกว่ากระบวนการคิดของนักเรี ยนทาให้เด็กคิด
ไม่เป็ น เด็กจึงอาศัยหลักการจาในการทาข้อสอบเพื่อให้ได้คาตอบที่ถูกต้อง
เพียงคาตอบเดียว เมื่อสอบเส็จนักเรี ยนก็จะลืม เนื่องจากความรู ้ที่ได้เป็ นการ
จดจาระยะสั้น
3.ครู ไม่สอนให้นกเรี ยนเห็นว่าวิชาคณิ ตศาสตร์มีความสาคัญกับการใช้
                  ั
ชีวตประจาวันอย่างไร
     ิ
4.ครู ไม่มีเทคนิคหรื อวิธีการต่างๆๆที่เป็ นสิ่ งดึงดูดใจให้ผเู ้ รี ยนไม่น่าเบื่อเมื่อ
เรี ยนวิชาคณิ ตศาสตร์
5.ครู ผสอนไม่มีการดึงดูดความสนใจผูเ้ รี ยนเข้าสู่การเรี ยน
       ู้
ซึ่งอาจทาได้โดยการถาม การเล่าเรื่ องที่น่าสนใจเพื่อเข้าสู่บทเรี ยน
6.ครู ผสอนไม่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลาง ซึ่งไม่เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนได้ฝึก
       ู้                                                             ั
กระบวนการคิด การแก้ปัญหาและให้ผเู ้ รี ยนลงมือปฎิบติดวยตนเอง
                                                           ั ้
จากตัวนักเรี ยน

1.นักเรี ยนมีอคติที่ไม่ดีต่อรายวิชาคณิ ตศาสตร์เพราะคิดว่าเป็ นวิชาที่เรี ยนยากและ
ไม่สามารถนาความรู ้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวตประจาวันได้ได้ เช่น การดิฟ กับ
                                                    ิ
อินทิเกรต
2.นักเรี ยนไม่เห็นประโยชน์หรื อคุณค่าของวิชาคณิ ตศาสตร์ซ่ ึงเป็ นพื้นฐานของทุก
อย่าง
3.เมื่อนักเรี ยนเรี ยนวิชาคณิ ตศาสตร์แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริ งจาก
สถานการณ์จริ งเนื่องจากรอรับความรู ้จากครู อย่างเดียวจึงทาให้เกิดความเบื่อหน่าย
ส่งผลให้ศกยภาพทางคณิ ตศาสตร์ลดลง
            ั
4. ไม่มีแรงจูงใจหรื อสิ่ งกระตุนให้ผเู ้ รี ยนอยากเรี ยนคณิ ตศาสตร์และนักเรี ยนขาด
                                ้
ความตั้งใจในการเรี ยน
ภารกิจที่ 2


วิเคราะห์หาทฤษฎีการเรี ยนรู ้ และการออกแบบการสอนที่สามารถแก้ปัญหาได้
ทฤษฎีการเรี ยนรู ้ที่สามารถแก้ปัญหาได้ คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ ตามแนวคอนสตรัคติวสต์           ิ
• ผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลางการเรี ยนรู ้ ได้ลงมือกระทาการเรี ยนรู ้เอง สร้างความรู ้อย่างตื่นตัว
ด้วยตนเอง โดยพยายามสร้างความเข้าใจนอกเหนือเนื้อหาความรู ้ที่ได้รับโดยการสร้าง
สิ่ งแทนความรู ้
• ผูเ้ รี ยนสร้างความรู ้ดวยตนเองโดยผ่านประสบการณ์ สามารถเชื่อมโยงความรู ้เก่าสู่
                           ้
ความรู ้ใหม่ และสามารถสร้างองค์ความรู ้ใหม่ได้
• ผูสอนเป็ นผูแนะนา ช่วยให้นกเรี ยนแต่ละเกิดการเรี ยนรู ้จดสิ่ งแวดล้อมทางการเรี ยนรู ้
      ้            ้                   ั                       ั
ให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้อย่างมีประสิ ทธิภาพ
การออกแบบการสอนที่สามารถแก้ปัญหาได้ คือ เราจะใช้รูปแบบการ
ออกแบบการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคอนสตรัคติวสต์ ซึ่งจะมีหลักการที่สาคัญดังนี้
                                                         ิ
• สถานการณ์ ปัญหา : ผูสอนสร้างสถานการณ์ปัญหาที่เหมาะสมกับสภาพการ
                              ้
เรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยน เช่น สร้างสถานการณ์ปัญหาทรงกระบอกมาประกอบการสอน
การเรี ยนเรื่ องการหาพื้นที่
• แหล่ งการเรียนรู้ : ครู ควรให้แหล่งการเรี ยนรู ้ที่เพียงพอและเหมาะสม เช่น หนังสื อ
วีดิทศน์ เว็บ เป็ นต้น
      ั
• ฐานการช่ วยเหลือ : เมื่อผูเ้ รี ยนมีปัญหาครู ควรช่วยเหลือโดยการให้คาแนะนาทั้ง
ทางด้านความคิดรวบยอด ความคิด กระบวนการ กลยุทธ์
• การร่ วมมือกันแก้ ปัญหา : ผูสอนจะต้องเป็ นผูแนะนา ร่ วมศึกษาปัญหาต่างๆไป
                                   ้                 ้
พร้อมกับผูเ้ รี ยนจะส่งผลให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้ได้ดีข้ ึน
• การโค้ ช : ผูสอนจะเป็ นผูแนะนา แนวทางในการแก้ปัญหา ดึงให้ผเู ้ รี ยนกลับมาสน
                   ้             ้
ในกิจกรรมเมื่อผูเ้ รี ยนไขว่เขว่ กระตุนให้ผเู ้ รี ยนคิดแก้ปัญหา
                                          ้
ภารกิจที่ 3


ออกแบบการจัดการเรี ยนรู ้ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้
ออกแบบการจัดการเรี ยนรู ้ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ดังนี้
-เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ โดยเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้ศึกษาค้นคว้า ความรู ้ดวยตัวเอง
                                                                              ้
-กระตุนให้ผเู ้ รี ยนแสวงหาความรู ้และมีทกษะในการสร้างความรู ้ได้เอง สามารถ
         ้                                    ั
เชื่อมโยงความรู ้และบูรณาการกับชีวตประจาวันได้
                                         ิ
-สามารถสร้างสิ่ งที่แทนความรู ้ และสร้างองค์ความรู ้ใหม่ได้ดวยตนเอง
                                                                 ้
-นักเรี ยนมีอิสระทางความคิด
-ครู เป็ นผูแนะนา แนวแนวทางการเรี ยนรู ้ การแก้ปัญหา
              ้
-สร้างกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อส่งเสริ มลักษณะกระบวนการเรี ยนรู ้
-ผูสอนควรให้แหล่งการเรี ยนรู ้ที่เพียงพอและเหมาะสม เช่น หนังสื อ วีดิทศน์ เป็ นต้น
    ้                                                                           ั
-ใช้สื่อการเรี ยนรู ้ให้เหมาะสมกับสภาพของผูเ้ รี ยนเช่น กิจกรรมคณิ ตศาสตร์ เกม
บทเรี ยนโปรแกรม และชุดการสอน เป็ นต้น
สมาชิกในกลุ่ม



นางสาวเจนจิรา ศรี สุชาติ     543050015-7
นางสาวณัฐธีรา มะโพธิ์ศรี     543050019-9
นางสาวลัดดาวัลย์ จาปานุย
                       ้     543050563-5

ระดับครูผู้ช่วย

  • 1.
  • 2.
  • 3.
    ภารกิจที่ 1 ให้ท่านวิเคราะห์วธีการจัดการเรี ยนรู้ของครู แต่ล่ะคนว่าอยูใน ิ ่ กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนใดและมีพ้ืนฐานมาจาทฤษฎี การเรี ยนรู ้ใดบ้าง พร้อมทั้งอธิ บายเหตุผล
  • 4.
    ครู บุญมี กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครู บุญมี คือ การ ออกแบบการสอนที่เน้ นผู้เรียนเป็ นสาคัญ ใส่ใจในกระบวกการเรี ยนรู ้ของ นักเรี ยน ตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของการเรี ยนรู ้ที่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ น สาคัญได้แก่
  • 5.
    • ลงมือปฏิบัตด้วยตนเอง :การจดบันทึก การท่องซ้ าในส่วนที่สาคัญ ิ • เรียนอย่ างมีความสุ ข: ใช้สื่อประกอบการสอนเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อ หน่าย เป็ น เป็ นการกระตุนการเรี ยนรู ้ ้ • ได้ แลกเปลียนเรียนรู้ร่วมกับผู้อน : การท่องศัพท์ โดยอาจจะเปลี่ยนกัน ่ ื่ ท่องกันจา เพื่อให้เกิดความแม่นยา • มีโอกาสใช้ กระบวนการคิด : เมื่อเรี ยนจบแต่ละบทครู บุญมีก็จะทาการ สอบเก็บคะแนน เพื่อวัดความรู ความเข้าใจ และทบทวนความรู ้ • ได้ ใช้ สื่อต่ างๆเพือการเรียนรู้ : ใช้บทเรี ยนโปรแกรม/ ชุดการสอน ่ เพื่อให้ผเู ้ รี ยนเข้าใจได้ดียงขึ้น และส่งเสริ มการเรี ยนรู ้ ิ่
  • 6.
    กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครูบญมี มี ุ พื ้นฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวพฤติกรรมนิยม โดย จะสังเกตได้ จากวิธีการสอนของครูบญมีที่จะสอนแบบบรรยาย เน้ น ุ การท่องจา ท่องซ ้าๆให้ จาได้ การฝึ กคัดลายมือ ซึงตรงตามทฤษฎี ่ การเรี ยนรู้ของแนวพฤติกรรมนิยมที่เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนจดจาความรู้ให้ ได้ ปริ มาณมากที่สด ครูเป็ นเพียงผู้เสนอข้ อมูล สารสนเทศ เช่น ตารา ุ เรี ยน การบรรยาย โดยที่นกเรียนไม่ได้ มีสวนร่วมในกิจกรรมการ ั ่ เรี ยนเลย
  • 7.
    ครู บุญช่ วย กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครู บุญช่วย คือ การ ออกแบบการสอนที่ เน้ นผู้เรียนเป็ นสาคัญ ครู บุญช่วยจะใส่ใจถึงความคิด ความต้องการการเรี ยนรู ้ของเด็ก โดยจะสังเกตได้จากก่อนจะเริ่ มเข้าสู่ บทเรี ยนครู ได้มีการหยิบยกเอาเรื่ องราวในชีวตประจาวันหรื อข่าวสาร ิ ต่างๆมาเชื่อมโยงความรู ้ของนักเรี ยนเป็ นการผ่อนคลายและกระตุนให้ ้ ผูเ้ รี ยนพร้อมต่อการเรี ยนรู ้ที่กาลังจะเกิดขึ้น
  • 8.
    ในส่วนของกิจกรรมในชันเรี ยน ครูบญช่วยได้สร้ างสถานการณ์ปัญหา ้ ุ ให้ เด็กได้ ร่วมกันศึกษาการแก้ ปัญหา มีการเตรียมแหล่งการเรี ยนรู้ เพื่อให้ นกเรี ยนได้ ใช้ ศกษา ค้ นคว้ าในการทากิจกรรม ครูเป็ นแค่ผ้ ู ั ึ แนะนา ผู้เรี ยนได้ ลงมือทดลอง/แก้ ปัญหาได้ ด้วนตนเอง สุดท้ าย นักเรี ยนก็จะนาเอาความคิดของกลุมตนมานาเสนอเพื่อให้ เกิดการ ่ เรี ยนรู้และความเข้ าใจร่วมกัน
  • 9.
    กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครูบญช่วย มีพื ้นฐาน ุ มาจากการเรียนรู้ตามแนวคอนสรัคติวิสต์ บทบาทของผู้เรียน คือ ลงมือกระทาการเรี ยนรู้ สร้ างความรู้ ตนเองผ่านประสบการณ์ โดยครูบญช่วยให้ สถานการณ์ปัญหามาแล้ ว ุ แบ่งกลุมให้ เด็กได้ แก้ ปัญหา เด็กจะเกิดกระบวนการคิดแก้ ปัญหาอาจจะ ่ มาจากประสบการณ์เดิมของตน ของเพื่อนหรื อได้ ใช้ แหล่งเรี ยนรู้ทครูได้ ี่ จัดไว้ ให้ เช่น หนังสือ วีดิทศน์ เป็ นต้ น เด็กได้ ลงมือศึกษาแก้ ปัญหาด้ วย ั ตนเอง มีการระดมความคิดกับเพื่อน สร้ างวิธีการแก้ ปัญหาขึ ้นมา นาเสนอวิธีการกลุมตนกับเพื่อนกลุมอื่นเป็ นการแลกเปลียนแนวความคิด ่ ่ ่
  • 10.
    บทบาทของผู้สอน จะเป็ นผู้แนะแนวทางเป็ นโค้ ช หรื อผู้ที่ ร่วมแก้ ปัญหาไปพร้ อมกับผู้เรียน โดยก่อนเรี ยนครูบญช่วยไดุ้ นาเข้ าสูบทเรี ยนโดยการ ใช้ เรื่ องราวที่เกิดขึ ้นในชีวิตประจาวัน ่ ข่าวสารต่างๆมาเป็ นตัวกระตุ้น เป็ นการสอนให้ เด็กได้ ใช้ การ เชื่อมโยงสิงต่างๆเข้ าสู้บทเรี ยนได้ และการจัดสถานการณ์ปัญหา ่ ขึ ้นมาให้ แต่ละกลุมได้ ศกษานันก็เพื่อส่งเสริ มให้ เด็กได้ เกิด ่ ึ ้ กระบวนการเรี ยนรู้จากการทากิจกรรมกลุมร่วมกัน ให้ เด็กได้ ใช้ ่ ความคิด การเชื่อมโยงความรู้เก่ามาใช้ มีการจดความคิดอย่างเป็ น ระบบ เมื่อผู้เรียนออกนอกเส้ นทางครูก็จะดึงกลับมาและกระตุ้นให้ สนใจกิจกรรม
  • 11.
    ครู บุญชู กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครู บุญชู คือ การ ออกแบบการสอนที่เน้ นครู เป็ นสาคัญ เนื่องจากครู บุญชูเน้นเนื้อหาที่ จะสอนและการจดจาของผูเ้ รี ยนเป็ นหลัก เช่นการใช้ คาคล้องจอง การ แต่งเพลงร้องสร้างความจา การใช้แผนภูมิ รู ปภาพประกอบ เป็ นต้น โดยครู เน้นให้เด็กท่องจา ทาซ้ าๆจนจนได้ แม้จะมีการเชื่อมโยงความรู ้ เก่ามาใช้แต่เป็ นการใช้เพียงเพื่อการจดจาให้ข้ ึนใจเท่านั้นไม่ได้เน้นให้ เด็กเกิดกระบวนการคิดขณะเรี ยนแต่อย่างใด
  • 12.
    กระบวนทัศน์การออกแบบการสอนของครูบญชู มี ุ พื ้นฐานมาจากแนวคิดพฤติกรรมนิยม โดยเน้ นความสัมพันธ์ ระหว่างสิงเร้ าและการตอบสนอง เน้ นให้ ผ้ เู รี ยนสามารถจดจา ่ ความรู้ให้ ได้ ปริ มาณมากที่สดโดยไม่ได้ สนใจกระบวนการภายใน ุ ตัวของผู้เรี ยน เช่น ในวิชาภาษาอังกฤษของ ครูบญชูได้ ใช้ คา ุ คล้ องจอง หรื อแต่งเพลงให้ ผ้ เู รี ยนได้ ฝึกร้ องเพื่อให้ เกิดความจา แต่ผ้ เู รี ยนก็ไม่ได้ ใช้ กระบวนการคิดในขณะทีเ่ รี ยนรู้จงไม่ทาให้ ึ ผู้เรี ยนเกิดการพัฒนา
  • 13.
    ภารกิจที่ 2 วิธีการเรี ยนรู้ของครู แต่ละคนมีขอดีและข้อเด่นอย่างไร ้
  • 14.
    ครู บุญมี ข้ อดี ข้ อเสีย 1.ใช้สื่อการสอน เช่น บทเรี ยน 1.นักเรี ยนไม่มีส่วนร่ วมในการเรี ยนรู ้ โปรแกรม และชุดการสอน มีแต่รอรับความรู ้จากครู ฝ่ายเดียว 2. เมื่อเรี ยนจบแต่ละบทจะมีการ 2. นักเรี ยนคิดและแก้ปัญหาไม่เป็ น สอบเก็บคะแนน ซึ่งเป็ นวิธีการ 3.นักเรี ยนไม่สามารถเชื่อมโยง เสริ มแรง เพื่อประเมินความรู ้นกเรี ยน ั ความรู ้เก่ากับความรู ้ใหม่ได้ และกระตุนให้นกเรี ยนมีพฒนาการใน ้ ั ั 4. นักเรี ยนไม่สามารถเรี ยกความรู้ที่มี การเรี ยนดีข้ ึน กลับมาใช้ ได้ เมื่อต้ องการ เนื่องจากเป็ นการจดจาระยะสัน ้
  • 15.
    ข้ อดี ข้ อเสีย 3.การสอนแต่ละชัวโมงจะ ่ 5. นักเรี ยนไม่ได้ ทางานเป็ น เน้ นการบรรยาย กลุม และไม่ได้ แลกเปลียน ่ ่ 4. เน้ นย ้าจุดสาคัญให้ ความคิดกับเพื่อน นักเรี ยนจดบันทึก และ 6.นักเรี ยนไม่สามารถคิดรวบ ท่องจาหลายๆๆครัง ้ ยอดหรื อคิดแบบองค์รวมได้ 5. ให้ นกเรี ยนท่องคาศัพท์วน ั ั ละ5คาทุกวัน และ ให้ คัดลายมือมาส่ง
  • 16.
    ครู บุญช่วย ข้ อดี ข้ อเสีย 1.เตรี ยมแหล่งการเรี ยนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสื อ วีดี 1.การแบ่งนักเรี ยนให้ทางานร่ วมกันเป็ นกลุ่ม ทัศน์ ฯลฯเพื่อให้ผเู้ รี ยนค้นหาคาตอบ และร่ วมมือ เด็กบางคนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น บางกลุ่ม กันเรี ยนรู้หรื อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีคนทางาน1-2คน เพื่อนที่เหลือนังดู นังเล่น ่ ่ 2.ครู เป็ นผูให้คาแนะนา หากพบว่ามีผเู้ รี ยนคนใด ้ กัน หรื อคุยกันเรื่ องต่างๆๆขณะที่เพื่อนทางาน หรื อกลุ่มใดเข้าคลาดเคลื่อน 2. นักเรี ยนบางคนคิดนอกกรอบไม่เป็ น เพราะ ครู ก็จะเข้าไปอธิบายและกระตุนให้คิด ้ ยึดติดกับการเรี ยนการสอนแบบเดิมๆๆที่อิง 3.กระตุนให้ผเู้ รี ยนแสวงหาความรู้และมีทกษะใน ้ ั ตารา การสร้างความรู้ดวยตัวเอง หรื อการเน้นผูเ้ รี ยน ้ 3.ความคิดเห็นไม่ตรงกันภายในกลุ่ม เป็ นศูนย์กลาง 4. นักเรี ยนทุกคนมีพ้ืนฐานการรับรู้ไม่เท่ากัน 4.ครู สร้างสถานการณ์การเรี ยนรู้ให้แก่ผเู้ รี ยนและ ั ่ ทาให้คิดตามเพื่อนไม่ทน ไม่รู้วาเพื่อนคิดอะไร คอยกระตุนให้ผเู้ รี ยนเกิดศักยภาพทางความคิด ้ อยู่
  • 17.
    ข้ อดี ข้ อเสีย 5.ครู จะนาเข้าสู่บทเรี ยนโดยเชื่อมโยงเนื้อหาที่ เรี ยนกับประสบการณ์เดิมของผูเ้ รี ยน เช่นการ ใช้คาถาม 6.แบ่งนักเรี ยนออกเป็ นกลุ่มแล้วมอบ สถานการณ์ปัญหาให้ผเู ้ รี ยนทุก ๆ กลุ่ม 7. ส่งเสริ มการมีกิจกรรมร่ วมกันระหว่างผูเ้ รี ยน 8. เปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนวางแผน ดาเนินการ และการประเมินด้วยตนเอง 9.หลังจากได้คาตอบแล้ว ทุกกลุ่มก็จะนาเสนอแนวคิดความ และร่ วมกับ สรุ ปบทเรี ยนเป็ นความเข้าใจของตนเอง
  • 18.
    ครู บุญชู ข้ อดี ข้ อเสีย 1.สอนเทคนิคให้นกเรี ยนจาคาศัพท์ ั 1. นักเรี ยนไม่เกิดกระบวนการเรี ยนรู ้ ภาษาอังกฤษได้โดยไม่ลืม เช่น การแต่ง ด้วยตัวเอง เป็ นบทเพลง การใช้คาคล้องจอง การใช้ 2. นักเรี ยนคิดนอกกรอบไม่เป็ น แผนภูมิรูปภาพประกอบเนื้อหาที่ตองการ ้ 3. นักเรี ยนไม่มีส่วนร่ วมในการเรี ยนรู ้ ให้ผเู ้ รี ยนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 4.นักเรี ยนไม่สามารถคิดรวบยอดหรื อคิด องค์ประกอบ แบบองค์รวมได้ 2. นักเรี ยนสามารถเชื่อมโยงความรู ้เดิม 5.นักเรี ยนยังไม่สามารถคิดแบบอิสระ มาช่วยในการจดจาคาศัพท์ และสร้างความรู ้ดวยตัวเองได้ ้ 3.สื่ อในการเรี ยนรู ้สอดคล้องกับวิธีการ 6.นักเรี ยนไม่ได้เรี ยนรู ้จากการลงมือ สอน ปฏิบติหรื อคิดด้วยตนเอง ั
  • 19.
    ข้ อดี ข้ อเสีย 4.นักเรี ยนเรี ยบเรี ยงความรู ้อย่างเป็ นระบบ 7. นักเรี ยนไม่ได้ทางานเป็ นกลุ่ม และไม่ได้ และสามารถเรี ยกกลับมาใช้ได้เมื่อต้องการ แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อน 5.การให้ผเู ้ รี ยนจาคาศัพท์ โดยใช้การออกเสี ยงภาษาอังกฤษที่ เหมือนกับภาษาไทย เช่น pic กับ พริ ก และ bear กับ แบมือ พร้อมมี รู ปประกอบซึ่งเป็ นการ
  • 20.
    ภารกิจที่ 3 วิธีการจัดการเรี ยนรู้ของใครที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สุด เพราะเหตุใด
  • 21.
    ซึ่งผูสอนใช้สื่อการเรี ยนรู ้เป็ นเครื่ องมือที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู ้ ้ ความเข้าใจความรู ้สึก เพิมพูนทักษะและประสบการณ์ สร้างสถานการณ์การ ่ เรี ยนรู ้กระตุนให้เกิดการพัฒนาศักยภาพทางความคิดและมุ่งเน้นการส่งเสริ ม ้ ผูเ้ รี ยนทางด้านการแสวงหาความรู ้ดวยตัวเองเช่น ในการสอนแต่ละครังครูบญ ้ ้ ุ ช่วยจะนาเข้ าสูบทเรี ยนโดยเชื่อมโยงเนื ้อหาที่เรี ยนกับประสบการณ์เดิมของ ่ ผู้เรี ยน นอกจากนี ้ครูบญช่วยยังได้ เตรี ยมแหล่งการเรี ยนรู้ตาง ๆ เช่น หนังสือ ุ ่ วีดีทศน์ เว็บไซต์ทเี่ กี่ยวข้ องฯลฯให้ แก่ผ้ เู รี ยน เพื่อให้ ผ้ เู รี ยนค้ นหาคาตอบ ั และร่วมมือกันเรี ยนรู้หรื อแลกเปลียนประสบการณ์ มีวิธีการคือ แบ่ง ่ นักเรี ยนออกเป็ นกลุมแล้ วมอบสถานการณ์ปัญหาให้ ผ้ เู รี ยนทุก ๆ กลุม ่ ่
  • 22.
    วิธีการจัดการเรี ยนรู ้ของครูบุญช่วยสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มากที่สุด เพราะผูสอนมุ่งเน้นที่การพัฒนาศักยภาพของผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ โดยเฉพาะ ้ อย่างยิงการสร้างความรู ้ และ การพัฒนากระบวนการคิด ทั้งนี้การจัดการศึกษาต้อง ่ ยึดหลักการว่าผูเ้ รี ยนทุกคนมีความสามารถเรี ยนรู ้ และพัฒนาตนเอง ได้ และถือว่า ผูเ้ รี ยนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนสามารถ พัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
  • 23.
    เพื่อเปิ ดโอกาสให้ ผ้เู รี ยนวางแผน ดาเนินการ และการประเมิน ด้ วยตนเอง ครูเป็ นผู้ให้ คาแนะนา หากพบว่ามีผ้ เู รี ยนคนใดหรื อกลุมใด ่ เข้ าคลาดเคลือน ครูก็จะเข้ าไปอธิบายและกระตุ้นให้ คด หรื อ กระตุ้น ่ ิ ให้ ผ้ เู รี ยนแสวงหาความรู้และมีทกษะในการสร้ างความรู้ด้วยตัวเอง ซึง ั ่ เรี ยกว่า การเน้ นผู้เรี ยนเป็ นศูนย์กลาง หลังจากได้ คาตอบแล้ ว ทุกกลุมก็ ่ จะนาเสนอแนวคิดความ และร่วมกับสรุปบทเรี ยนเป็ นความเข้ าใจของ ตนเอง
  • 24.
  • 25.
  • 26.
    จากหลักสู ตรแกนกลาง 1.รู ปแบบหลักสูตรยากเกินไปเนื้อหาเยอะ เพราะเน้นการ(ฝึ ก-ทา- ย้า-ทวน) หรื อเน้นการท่องจามากกว่าการคิดเป็ นแก้ปัญหาเป็ น 2.ไม่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ เพราะนักเรี ยนยังรอรับความรู ้จาก ครู ผสอน โดยไม่ศึกษาความรู ้ดวยตัวเอง ู้ ้
  • 27.
    3.ไม่มีการปรับปรุ งกระบวนการเรี ยนการสอนให้คนไทยมีทกษะ ั กระบวนการและเจตคติที่ดีทางคณิ ตศาสตร์ เพื่อมีความคิดสร้างสรรค์ 4.การนา หลักสูตรไปใช้ยงไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิด สร้างวิธีการ ั เรี ยนรู ้ให้คนไทยมีทกษะในการจัดการและทักษะในการบูรณาการเข้ากับ ั การดาเนินชีวตเพื่อพัฒนาคนให้มีความ ิ 5.ไม่ส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จากประสบการณ์จริ ง ฝึ กการปฏิบติให้ทา ั ได้คิดเป็ น ทาเป็ น รักการอ่านและเกิดการใฝ่ รู ้อย่างต่อเนื่องผสมผสาน สาระทางคณิ ตศาสตร์และความรู ้ดานต่างๆได้อย่างสมดุลกัน ้
  • 28.
    จากตัวครู 1.ครู สอนนักเรี ยนโดยอาศัยการท่องจา(ฝึ ก- ทา – ย้า – ทวน ) มากกว่าการทา ความเข้าใจ 2. ครู เน้นคาตอบที่ถูกต้องมากกว่ากระบวนการคิดของนักเรี ยนทาให้เด็กคิด ไม่เป็ น เด็กจึงอาศัยหลักการจาในการทาข้อสอบเพื่อให้ได้คาตอบที่ถูกต้อง เพียงคาตอบเดียว เมื่อสอบเส็จนักเรี ยนก็จะลืม เนื่องจากความรู ้ที่ได้เป็ นการ จดจาระยะสั้น
  • 29.
    3.ครู ไม่สอนให้นกเรี ยนเห็นว่าวิชาคณิตศาสตร์มีความสาคัญกับการใช้ ั ชีวตประจาวันอย่างไร ิ 4.ครู ไม่มีเทคนิคหรื อวิธีการต่างๆๆที่เป็ นสิ่ งดึงดูดใจให้ผเู ้ รี ยนไม่น่าเบื่อเมื่อ เรี ยนวิชาคณิ ตศาสตร์ 5.ครู ผสอนไม่มีการดึงดูดความสนใจผูเ้ รี ยนเข้าสู่การเรี ยน ู้ ซึ่งอาจทาได้โดยการถาม การเล่าเรื่ องที่น่าสนใจเพื่อเข้าสู่บทเรี ยน 6.ครู ผสอนไม่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลาง ซึ่งไม่เปิ ดโอกาสให้นกเรี ยนได้ฝึก ู้ ั กระบวนการคิด การแก้ปัญหาและให้ผเู ้ รี ยนลงมือปฎิบติดวยตนเอง ั ้
  • 30.
    จากตัวนักเรี ยน 1.นักเรี ยนมีอคติที่ไม่ดีต่อรายวิชาคณิตศาสตร์เพราะคิดว่าเป็ นวิชาที่เรี ยนยากและ ไม่สามารถนาความรู ้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวตประจาวันได้ได้ เช่น การดิฟ กับ ิ อินทิเกรต 2.นักเรี ยนไม่เห็นประโยชน์หรื อคุณค่าของวิชาคณิ ตศาสตร์ซ่ ึงเป็ นพื้นฐานของทุก อย่าง 3.เมื่อนักเรี ยนเรี ยนวิชาคณิ ตศาสตร์แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริ งจาก สถานการณ์จริ งเนื่องจากรอรับความรู ้จากครู อย่างเดียวจึงทาให้เกิดความเบื่อหน่าย ส่งผลให้ศกยภาพทางคณิ ตศาสตร์ลดลง ั 4. ไม่มีแรงจูงใจหรื อสิ่ งกระตุนให้ผเู ้ รี ยนอยากเรี ยนคณิ ตศาสตร์และนักเรี ยนขาด ้ ความตั้งใจในการเรี ยน
  • 31.
    ภารกิจที่ 2 วิเคราะห์หาทฤษฎีการเรี ยนรู้ และการออกแบบการสอนที่สามารถแก้ปัญหาได้
  • 32.
    ทฤษฎีการเรี ยนรู ้ที่สามารถแก้ปัญหาได้คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ ตามแนวคอนสตรัคติวสต์ ิ • ผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลางการเรี ยนรู ้ ได้ลงมือกระทาการเรี ยนรู ้เอง สร้างความรู ้อย่างตื่นตัว ด้วยตนเอง โดยพยายามสร้างความเข้าใจนอกเหนือเนื้อหาความรู ้ที่ได้รับโดยการสร้าง สิ่ งแทนความรู ้ • ผูเ้ รี ยนสร้างความรู ้ดวยตนเองโดยผ่านประสบการณ์ สามารถเชื่อมโยงความรู ้เก่าสู่ ้ ความรู ้ใหม่ และสามารถสร้างองค์ความรู ้ใหม่ได้ • ผูสอนเป็ นผูแนะนา ช่วยให้นกเรี ยนแต่ละเกิดการเรี ยนรู ้จดสิ่ งแวดล้อมทางการเรี ยนรู ้ ้ ้ ั ั ให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้อย่างมีประสิ ทธิภาพ
  • 33.
    การออกแบบการสอนที่สามารถแก้ปัญหาได้ คือ เราจะใช้รูปแบบการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวสต์ ซึ่งจะมีหลักการที่สาคัญดังนี้ ิ • สถานการณ์ ปัญหา : ผูสอนสร้างสถานการณ์ปัญหาที่เหมาะสมกับสภาพการ ้ เรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยน เช่น สร้างสถานการณ์ปัญหาทรงกระบอกมาประกอบการสอน การเรี ยนเรื่ องการหาพื้นที่ • แหล่ งการเรียนรู้ : ครู ควรให้แหล่งการเรี ยนรู ้ที่เพียงพอและเหมาะสม เช่น หนังสื อ วีดิทศน์ เว็บ เป็ นต้น ั • ฐานการช่ วยเหลือ : เมื่อผูเ้ รี ยนมีปัญหาครู ควรช่วยเหลือโดยการให้คาแนะนาทั้ง ทางด้านความคิดรวบยอด ความคิด กระบวนการ กลยุทธ์ • การร่ วมมือกันแก้ ปัญหา : ผูสอนจะต้องเป็ นผูแนะนา ร่ วมศึกษาปัญหาต่างๆไป ้ ้ พร้อมกับผูเ้ รี ยนจะส่งผลให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้ได้ดีข้ ึน • การโค้ ช : ผูสอนจะเป็ นผูแนะนา แนวทางในการแก้ปัญหา ดึงให้ผเู ้ รี ยนกลับมาสน ้ ้ ในกิจกรรมเมื่อผูเ้ รี ยนไขว่เขว่ กระตุนให้ผเู ้ รี ยนคิดแก้ปัญหา ้
  • 34.
    ภารกิจที่ 3 ออกแบบการจัดการเรี ยนรู้ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้
  • 35.
    ออกแบบการจัดการเรี ยนรู ้ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดังนี้ -เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสาคัญ โดยเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้ศึกษาค้นคว้า ความรู ้ดวยตัวเอง ้ -กระตุนให้ผเู ้ รี ยนแสวงหาความรู ้และมีทกษะในการสร้างความรู ้ได้เอง สามารถ ้ ั เชื่อมโยงความรู ้และบูรณาการกับชีวตประจาวันได้ ิ -สามารถสร้างสิ่ งที่แทนความรู ้ และสร้างองค์ความรู ้ใหม่ได้ดวยตนเอง ้ -นักเรี ยนมีอิสระทางความคิด -ครู เป็ นผูแนะนา แนวแนวทางการเรี ยนรู ้ การแก้ปัญหา ้ -สร้างกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อส่งเสริ มลักษณะกระบวนการเรี ยนรู ้ -ผูสอนควรให้แหล่งการเรี ยนรู ้ที่เพียงพอและเหมาะสม เช่น หนังสื อ วีดิทศน์ เป็ นต้น ้ ั -ใช้สื่อการเรี ยนรู ้ให้เหมาะสมกับสภาพของผูเ้ รี ยนเช่น กิจกรรมคณิ ตศาสตร์ เกม บทเรี ยนโปรแกรม และชุดการสอน เป็ นต้น
  • 36.
    สมาชิกในกลุ่ม นางสาวเจนจิรา ศรี สุชาติ 543050015-7 นางสาวณัฐธีรา มะโพธิ์ศรี 543050019-9 นางสาวลัดดาวัลย์ จาปานุย ้ 543050563-5