พิมพครั้งแรก ธันวาคม 2559
จํานวนพิมพ 1,000 เลม
เขียนและเรียบเรียงโดย เครือขายสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน / 120 หนา
คณะทํางานโครงการ ศรีดา ตันทะอธิพานิช, ลัดดาวัลย หลักแกว, บุญฟา
ลิ้มวัฒนา, เกณิกา พงษวิรัช, วนัชพร แพสุขชื่น, สัญชัย
ยําสัน, คิด แกวคําชาติ, ชาล สรอยสุวรรณ,
ที่ปรึกษา วิเชียร ไชยบัง, ยงยุทธ วงศภิรมยศานดิ์, ประวิต เอรา
วรรณ, ชัชวาลย ทองดีเลิศ, วรพจน โอสถาภิรัตน,
พฤหัส พหลกุลบุตร, ไพบูลย โสภณสุวภาพ, ปุณพจน
ศรีเพ็ญจันทร, ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน, เสาวนีย สังขาระ
บรรณาธิการ คิด แกวคําชาติ
ออกแบบรูปเลม อภิรัฐ วิทยสมบูรณ
ภาพประกอบ ชิดชนก หวงวงศศรี
ผูจัดพิมพ โครงการสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน
พิมพที่ มาตา การพิมพ จํากัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
องคกรสนับสนุน สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)
โครงการผูนําเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
ISBN 978-616-393-078-1
ราคา 120 บาท
เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาเด็กและเยาวชน
หองเรียนเดินได
การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากการ
ศึกษา การค้นพบแรงบันดาลใจแม้เป็นเพียง
จุดเล็กๆก็สามารถจุดประกายเป็นพลังอัน
ยิ่งใหญ่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของคนได้   ถ้าเรา
เชื่อมั่นว่าคนแต่ละคนเกิดมามีศักยภาพและ
ความถนัดที่แตกต่างกันไฉนเลยต้องเอาคน
เหล่านั้นมากักขังความคิดและจินตนาการ
รวมกันไว้ที่จุดเล็กๆ ที่เรียกว่าสถานศึกษา
เพียงจุดเดียว
คำ�นำ�
3
ทุกที่มีความรู้ ทุกอณูมีการศึกษา มาร่วมเปิดโลกการ
เรียนรู้ไปกับเรา กับเรื่องราวการจัดการศึกษาที่หลากหลาย
รูปแบบ สอดคล้องกับชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรียน
เพื่อรู้ รู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตนเอง สังคม
โลกและจักรวาล เป็นการศึกษาแบบเชื่อมโยงตลอดชีวิต
ที่ “เรียนไม่รู้จบ” ผ่านห้องเรียนไม่มีประตู ความรู้ไม่มี
รั้วกัน
หนังสือ “Relearn ห้องเรียนเดินได้” ที่ท่านก�ำลังอ่าน
เล่มนี้ เป็นเพียงการถ่ายทอดประสบการณ์จากต้นแบบ
พื้นที่และกลุ่มคนเล็กๆ ที่พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง
ทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และประกาศต่อโลกไว้ว่านี่คือ
“หัวใจของการศึกษา”  อย่างแท้จริง
	
โครงการสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน
4
สารบัญ
แทนคำ�นิยม		 7
ภาคแรกมุมมองและรูปแบบการขับเคลื่อน
“ต้องค้นหาและสร้างสายตาร่วมกัน”
เจ้าสาวไม่กลัวฝน  	 : ตั้ม ดินสอสี	 13
คนเล็กคิดการใหญ่ต้องมีกลยุทธ์  	 : คิด ส.สืบสาน	 17
ภาคสองว่าด้วยเหตุและปัจจัยกับความนัยทางการศึกษา
โดยคิดแก้วคำ�ชาติ
สานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน  		 25
การศึกษา กับคุณค่าที่ขาดหายไป	 	 29
การศึกษาต้องเริ่มจากครรภ์มารดา ถึง เชิงตะกอน	 37
การศึกษาบนฐานชุมชน กับการค้นหาความหมายร่วม	 41
ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวัดค่าที่ใคร?	 	 45
จุดคานงัดทางการศึกษา	 	 49
5
ภาคสามเรื่องเล่าเร้าพลัง
โรงเรียนนี้ไม่มีหลักสูตรส�ำเร็จรูปให้ 	 :	 Nao Saowanee 	 57
	 	 	 	 Sangkara
ห้องเรียนเดินได้เป็นหัวใจของการศึกษา   	 :	 แฟ้บ : รักษ์เขาชะเมา	 61
เรียนบนกระดานดิน	 :	 ครูบาจ๊อก ดอยผาส้ม	 66
กิน เล่น สนุก สุขจากการเรียนรู้ 	 :	 ป้าโก้ บ้านไร่	 69
การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย	 :	 ฟิล์ม ยังฟิล์ม 	 73
เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง 	 :	 วิไลลักษณ์ เยอเบาะ	 79
การศึกษาเพื่อการพัฒนาด้านใน 	 :	 คิด ส.สืบสาน เรียบเรียง	 84
การเรียนรู้ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ 	 :	 กิ่งก้านใบ	 87
โรงเรียนสายน�้ำกับการเติบโตของหนุ่มสาว	 :	 เอ๋ กลุ่มเรียนรู้บางเพลย์	 91
การศึกษาไทยกับการสร้างโลกคนละโลก 	 :	 นายวัชระ เกตุชู	 99
ในโลกใบเดียวกัน  	
ห้องเรียนไม่ควรมีรั้ว ความรู้ไม่ควรมีก�ำแพง	 :	 ตั้ม กลุ่มดินสอสี	 105
ค�ำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน	 :	 ศูนย์การเรียน	 109
				โจ๊ะมาโลลือหล่า
เก็บเรื่องราวในชุมชน มาระคนใส่ตัวโน้ต	 :	 คิด ส.สืบสาน	 112
เลี้ยงเด็กแบบผักตลาด	 :	 ทีมการศึกษา 	 115
เขาอาจเปราะบางและไวต่อโรค	 	 โดยฐานชุมชน กลุ่มไม้ขีดไฟ
6
การสืบสานภูมิปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาการเรียนรู้
หากไปอ่านความหมายของค�ำว่าการศึกษา การสืบสานวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่
ส�ำคัญมากของการศึกษา แต่ที่ผ่านมาการสืบสานวัฒนธรรมถูกผลักให้ออกจาก
ระบบการศึกษา ดังนั้น เครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน ต้องท�ำให้มีมิติของ
การศึกษาแต่เป็นการศึกษาเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของชุมชน ย้อนมองกลับไปจะ
พบว่าระบบการศึกษาไทยพึ่งเริ่มเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านมาเมื่อ 100 กว่าปีมา
นี่เอง ซึ่งขณะนั้นการศึกษาที่เกิดขึ้นพยายามจะรวมชาติให้เป็นสยาม เพื่อต่อสู้
กับการล่าอาณานิคม เพราะฉะนั้นการรวมเป็นหนึ่งในยุคนั้นจึงมีความส�ำคัญ
	 แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีระบบโรงเรียนเกิดขึ้นเราก็มีการเรียนรู้มา
ก่อน ซึ่งการเรียนรู้บนฐานชุมชนชัดเจนมากก่อนที่จะมีระบบการศึกษา ซึ่ง
เป็นการศึกษาบนฐานครอบครัว การศึกษาบนฐานชุมชน การศึกษาในวัด การ
ศึกษาที่อยู่กับครูภูมิปัญญา ซึ่งระบบนี้เป็นระบบหลักก่อนมีระบบโรงเรียน และ
พอมีระบบโรงเรียนก็จะมีเป้าหมายของโรงเรียนที่ก�ำหนดโดยรัฐเข้ามาแทนที่
เช่น ยุคแรกที่รวมพลัง รวมอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง ศรีวิชัย ปัตตานีเข้าเป็น
หนึ่งเดียวเพื่อต่อสู่กับอานานิคม โดยมุ่งที่ให้ใช้ภาษาเดียวกันคือภาษาไทยและ
ตัดภาษาท้องถิ่นทั้งหมด เช่น ทางภาคเหนือค�ำภีร์ใบลาน ที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นของสูง
ของศักดิ์สิทธิและเป็นที่บันทึกองค์ความรู้ไว้มากมายก็ถูกทางการเอาไปเผาคน
เฒ่าคนแก่จึงพาเอาไปซ่อนตามถ�้ำ หรือใส่ไหฝังไว้ใต้ดิน
	 หลังจากนั้นเป้าหมายการศึกษาก็ปรับมาเป็นการผลิตคนเพื่อเข้าสู่ระบบ
ราชการ เรียกว่า ยุคไปเรียนเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน  ถัดมาเมื่อระบบราชการเต็ม
ก็มาสู่ ยุคการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการผลิตคนเพื่อป้อนโรงงาน หรือเข้าสู่บริษัท
               ห้องเรียนเดินได้
.........................................
แทนคำ�นิยม
เช่น เป็นนายแบงค์ นางแบงค์ หรือเข้าสู่โรงงานทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เป้า
หมายการศึกษาที่ถูกจัดขึ้นโดยระบบหลักเป็นการดึงเด็กออกจากชุมชน เพื่อไป
เป็นราชการ ไปอยู่โรงงาน บริษัทต่างๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของระดับชาติ  เรา
จึงพบว่าเด็กเรียนหนังสือแล้วไม่กลับบ้าน เรียนหนังสือแล้วกลับบ้านไม่มีความ
สุข อยู่บ้านแล้วเกิดความทุกข์
	 กระบวนการของการศึกษาบนฐานชุมชนหลังจากที่เราพยายาม
เริ่มการสืบสานภูมิปัญญาพบว่ากระบวนการศึกษาของชุมชนแท้จริงแล้ว
คือกระบวนการสืบค้นหรือการเรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง เรียนรู้ประวัติศาสตร์
เรียนรู้เรื่องวิถีวัฒนธรรม เรียนรู้เรื่องวิถีชีวิต ซึ่งวิถีชีวิตหมายถึง ความเชื่อ
ประเพณีต่างๆ เช่น ประเพณี 12 เดือน การเรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติใน
ชุมชน มีป่า เขา ดิน ทุ่งนา ห้วย หนอง คลอง บึง อาหาร  ซึ่งมีมากมายอยู่
ในชุมชน และเราเรียนรู้เรื่องปัจจัย 4 ในชุมชน คือเรื่องการพึ่งตนเอง ไม่ว่าจะ
เป็นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการ
พึ่งตนเอง และที่ส�ำคัญเราเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง จึงมีค�ำว่า “พี่รู้
สองน้องรู้หนึ่ง” “พริกอยู่เฮือนเหนือเกลืออยู่เฮือนใต้” เป็นลักษณะของวิถีการ
ช่วยเหลือเกื้อกูลไปมาหาสู่กันสัมพันธ์แบบแนวราบ ไม่ใช่แนวอ�ำนาจแบบแนว
ดิ่ง เพราะฉะนั้นการศึกษาบนฐานชุมชนจึงมีความส�ำคัญ ถ้าเด็กออกจากชุมชน
หมด เด็กไม่ได้สืบสานภูมิปัญญาหรือเรียนรู้รากเหง้าของตนเองเลยจะท�ำให้
ชุมชนอ่อนแอ เพราะไม่มีผู้น�ำที่รักชุมชน ไม่มีใครภาคภูมิใจในชุมชน ไม่มีใคร
รู้เรื่องในชุมชนเลย เป้าหมายการศึกษาบนฐานชุมชนคือ หนึ่ง เราก�ำลังสร้าง
ผู้น�ำรุ่นใหม่ที่มีใจรักชุมชน มีความภาคภูมิใจในชุมชน มีความภาคภูมิใจในตัว
เอง สองเราจะมีคนที่มีลักษณะของการเรียนรู้และสืบสานภูมิปัญญา อนุรักษ์
องค์ความรู้ ต่อยอดองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งระบบการศึกษาหลักไม่เคยต่อ-
ยอดความรู้ของชุมชนเหล่านี้เลย แต่กระบวนการของเราต้องต่อยอดความรู้
ของชุมชนให้พัฒนาเพื่อรับใช้ชีวิตทั้งปัจจุบันและอนาคตให้ได้ และสาม ที่ส�ำคัญ
มากคือการพึ่งตนเอง มีลักษณะที่ไม่พึ่งคนอื่น ซึ่งชุมชนมีลักษณะของการพึ่ง
ตนเองและพึ่งซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พึ่งตนเองแล้วเอาตัวรอดคนเดียว นัยยะนี้จึงมี
ความหมายอย่างยิ่งส�ำหรับการที่จะพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ให้พึ่งตนเองได้ ให้
จัดการตนเองได้ และถ้าชุมชนเหล่านี้มีจ�ำนวนมากขึ้นมันจะส่งผลต่อสังคมใหญ่
ให้เป็นสังคมใหญ่ที่มีรากเหง้า มีองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่แข็งแรงและสามารถพึ่ง
ตนเองได้ สามารถจัดการตนเองได้ มันส�ำคัญมากเพราะว่าตอนนี้เราก�ำลังไหล
ตามอเมริกา ญี่ปุ่น จีน จนในที่สุดเราไม่มีที่ยืนไม่มีที่มั่นที่เป็นฐานของตัวเอง
เพราะฉะนั้นสังคมในอนาคตที่โลกเปิดกว้างไร้พรมแดนแบบนี้ เราจ�ำเป็นต้องมี
ฐานที่มั่นที่แข็งแรง ซึ่งต้องเริ่มจากชุมชนที่เป็นรากฝอยต่างๆแล้วเชื่อมร้อยกัน
เป็นสังคมใหญ่  
	 โดยที่ทางออกของโลกในสังคมใหญ่ในอนาคต คือ หลักคิดปรัชญาของ
ชุมชนนี่เองที่จะน�ำพาให้โลกอยู่รอดได้ เพราะวิธีคิดหลักปัจจุบันที่ผ่านระบบ
การศึกษาสมัยใหม่ คือ หนึ่ง เอาชนะธรรมชาติ แปรธรรมชาติให้เป็นเงิน ไม่มี
ทางที่ธรรมชาติที่มีในโลกใบนี้จะรองรับความต้องการของมนุษย์เมื่อแปรเป็น
เงินได้ทั้งหมด   สองการแข่งขันแบบเสรี ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคน
ต่างแข่งขันกัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ท�ำให้สังคมในอนาคตจะไม่สามารถอยู่
รอดได้ สาม สังคมที่เป็นสังคมบริโภคนิยม คือ ไม่พึ่งตนเองเลย ท�ำงานหาเงิน
แล้วไปพึ่งคนอื่น ซื้ออย่างเดียว ชีวิตอยู่ไม่รอด เพราะต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ
สังคมแบบนี้น่าจะไม่สามารถน�ำพาให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือมีชีวิตที่มีความ
สุขในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาดูคุณค่าเดิมของเรา ไม่ใช่ว่าอยู่ที่
เดิม แต่คือเราต้องเรียนรู้ต่อยอดและพัฒนาเพื่อให้คุณค่าเดิมมารับใช้ปัจจุบัน
ให้ได้หลักคิดคุณค่าเดิมคือการเคารพธรรมชาติอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน
การอยู่ร่วมกันแบบพี่แบบน้องด้วยความรักด้วยความเมตตา ดูแลเกื้อกูลกันและ
พึ่งตนเอง ซึ่งลักษณะนี้น่าจะเป็นทางรอดของคนและทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่
อย่างยั่งยืน ท�ำให้โลกและชีวิตของคนเราอยู่ได้
9
สรุปคือ   กระบวนการศึกษาบนฐานชุมชนคือการเรียนรู้รากเหง้าของชีวิต
สืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญา  และพัฒนาจิตวิญญาณที่เข้มแข็งของความเป็นมนุษย์
พัฒนาคนให้มีฐานที่มั่นคง มีความเข้มแข็ง น�ำมาสู่ความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่ง
จะก่อเกิดพลังที่ส�ำคัญมาก คือ พลังแห่งการเรียนรู้ คนที่ใฝ่รู้จะไม่หยุดนิ่ง สังเกต
ว่าเวลาคนท�ำสิ่งเล็กๆส�ำเร็จแล้วเขาจะก้าวไปสู่สิ่งที่โตกว่าเสมอ แต่เมื่อถ้าท�ำสิ่ง
เล็กๆยังท�ำไม่ส�ำเร็จเขาจะไม่สามารถท�ำสิ่งที่ใหญ่ได้ กระบวนการที่คนค้นพบ
ตนเอง คนมีรากเหง้า มีความภาคภูมิใจตัวเองจะมีพลังในการเรียนรู้ทั้งการเรียน
รู้ในเชิงลึกของชีวิต ชุมชน และสังคม  และการเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของ
โลก ผู้น�ำที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพราะไม่เข้าใจรากเหง้าไม่เข้าใจการเปลี่ยน
แปลงสังคม ถ้าไม่เข้าใจสองอย่างนี้จะไม่สามารถเป็นผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงได้ เรา
เชื่อมั่นว่าการศึกษาบนฐานชุมชนนั้นจะสร้างผู้น�ำที่เข้าใจรากเหง้า เข้าใจเท่าทัน
การเปลี่ยนแปลง สามารถจัดการตนเองได้และสามารถที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อย่างเกื้อกูล มีกัลยาณมิตร เขาจะสามารถสร้างสรรค์สังคมที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย
อย่างเช่น ผู้ใหญ่อานนท์ ไชยรัตน์ เมื่อเริ่มรวมกลุ่มกัน มีการประสานเครือข่าย  
ปัจจุบันมีเครือข่าย 30 กลุ่ม ตอนหลังก็เริ่มได้แหนบทองค�ำ  สร้างการยอมรับ
ไปถึงระดับชาติ เริ่มมีผลงานเป็นผู้ใหญ่บ้านแหนบทองค�ำ  เพราะฉะนั้นก็เริ่มมี
การยอมรับระดับจังหวัด ไปเป็นครูภูมิปัญญาระดับจังหวัด อบจ.เชียงใหม่
มอบเกียรติบัตรให้ พลังของคุณภาพที่เกิดขึ้นในจุดเล็กๆในระดับชุมชนมันจะมี
แสงออร่าถ้าเราท�ำเชิงคุณภาพ มีความส�ำเร็จ จะมีคนเริ่มมาดู เริ่มบอกต่อซึ่ง
ประกายเหล่านี้ที่เราเรียกว่าฉายแสง เป็นการสร้างการมีตัวตนการมีพื้นที่ในสังคม
แม้เราจะอยู่ในชุมชนเล็กๆ หากได้แสดงพลังอย่างเต็มศักยภาพย่อมส่งแรงสะเทือน
ทั้งสังคม เพราะพลังทั้งโลกล้วนเชื่อมโยงกันหมดตั้งแต่ดอกหญ้าถึงดวงดาว
อ.ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
10
มุมมองและรูปแบบการขับเคลื่อน
“ต้องค้นหาและสร้างสายตาร่วมกัน”
ภาคแรก
เจ้าสาวไม่กลัวฝน
ครุ่นคิด เก็บตกจากการไปร่วมวงคุยการศึกษาบนฐานชุมชน
	 1. เครือข่ายแนวราบ
	 เราจ�ำเป็นต้องมีขบวนหรือไม่ มีเครือข่ายไปท�ำไม
เครือข่ายมีคุณสมบัติแบบไหน จะเคลื่อนขบวนไปอย่างไร
เป็นเครือข่ายในยุคใหม่ ไม่ใช่เครือข่ายเชิงประเด็น
ซึ่งเป็นแนวตั้งและเชิงเดี่ยว แต่เป็นเครือข่ายแนวราบ
ที่ผสมผสานความหลากหลายเข้ามาบูรณาการกัน
เครือข่ายแนวราบที่มาจากความหลากหลายจึงมี
บทบาทส�ำคัญในการสร้างการเรียนรู้ แบ่งปัน
และสื่อสาร ทั้งภายในกลุ่มเครือข่าย ชุมชน และ สังคม
13
การสื่อสารของเครือข่าย เป็นไปเพื่อสร้างการ “เรียนรู้เครื่องมือส�ำคัญ”
ในการ “เผยแพร่สร้างความเข้าใจ” ยอมรับ “แนวคิดใหม่ๆ” ที่มุ่งหวัง
จะสร้างการ “เปลี่ยนแปลง เสริมพลัง” ให้กับผู้คน ชุมชน แสวงหา
"ทางออก" ให้สังคมด้วยปัญญา หัวใจ การลงมือท�ำ และขยายผล
	 2. การเคลื่อนขบวน
	 เมื่อเป็นเครือข่าย จะเคลื่อนขบวนสื่อสารให้ได้ผล จ�ำเป็นต้อง
ค้นหาทิศทางที่ไปร่วมกัน แม้จะเดินคนละสาย แต่มุ่งหน้าไปยังทิศและ
ทางที่มองร่วมกัน คนท�ำงานเครือข่าย ขับเคลื่อนขบวน “ไม่ใช่ผู้ก�ำหนด
ทิศชี้เป้า” อย่างเดิมๆ แต่จะต้องชวนให้เพื่อนมิตร “ค้นหาและสร้าง
สายตา” ร่วมกัน “สายตาที่จะมองเห็นทิศทาง” ซึ่งก�ำหนดจากผู้เดิน
ทางอย่างมีส่วนร่วม ทิศทางส�ำคัญ แต่สายตาที่จะมองเห็นนั้นส�ำคัญ
กว่า จะเดินป่าปีนดอยล่องมหาสมุทรกว้าง ต้องหัดดูดาวเหนือให้เป็น
ไม่ใช่จิ้มนิ้วลงบนแผนที่กระดาษว่าจะไปตรงไหนอย่างเดียว การร่วม
ขบวนไม่ใช่การลงเรือล�ำเดียวกันในความหมายเดิมๆ หากแต่เป็นการ
ล่องล�ำน�้ำชีวิตของแต่ละบริบทที่คดเคี้ยวแตกต่างกันไปเพื่อลุถึงล�ำธาร
ใหญ่ที่เราจะได้พานพบกัน เพื่อแยกกันเป็นห้วยเล็กคลองน้อยไปสร้าง
ความชุ่มเย็นให้ผู้คนในที่อื่นๆ ต่อไป เรามาจากต่างที่ ถ้าเห็นทิศทาง
เดินไปด้วยกัน ควรมีเวลาให้พบกันบ้างเพื่อสร้างความหมายใหม่ๆ พบ
กันเพื่อจะได้แตกสายน�้ำความหมายใหม่ๆ นั้น ให้กลายเป็นล�ำธารไหล
รินไปในหนทางของตัวเองสู่ผู้คนอื่นๆ ที่ไม่เหมือนเดิม อีกครั้ง และอีก
ครั้งการร่วมและเคลื่อนขบวนของเครือข่ายมีความหมายเช่นนี้
14
3.กางร่มสื่อสาร
	 เครือข่ายแนวราบเคลื่อนขบวนไปด้วยสายตาสู่ทิศทางอย่างมี
ส่วนร่วมเพื่อ“สื่อสารความคิด”แสวงหาเพื่อนมิตรสร้างผลสะเทือนน�ำ
เสนอความหวังใหม่ๆ ในบริบทของการงานที่ผ่านการเรียนรู้ท่ามกลาง
ปฏิบัติการจริง ผ่านการปฏิบัติการจริงเพื่อการเรียนรู้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
เป็นนักคิดเชิงปฏิบัติการและนักปฏิบัติการเชิงความคิดบนหนทางที่
เต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทาย ประหนึ่งเดินไปกลางฝนพร�ำที่
บางคราก็กระหน�่ำเม็ดลงมาไม่ลืมหูลืมตา เราจึงชวนกัน “กางร่มสื่อสาร”
ทั้งของแต่ละคน และ “ร่มใหญ่ทางความคิด” ที่ทุกคนจะใช้พาตัวเอง
และขบวนเครือข่ายไปด้วยกัน ในทิศทางเดียวกัน “ร่มสื่อสาร” ค้นหา
“สาร”ที่จะ“สื่อ”ออกไปในแต่ละบริบทเป็น“ความหมาย”ที่จะบอก
กับสังคม ผ่านมุมมองคนท�ำงานในเรื่องราวต่างๆ เป็น “เรื่อง” ที่จะถูก
“เล่า” เป็น “ความคิด” ที่จะ “บอกต่อ” เป็น “ชีวิต” ที่จะ “สานต่อ”
ชีวิตอื่นๆ “ร่มสื่อสาร” เป็น “ที่ๆ คนซึ่งไม่กลัวฝนจะมาพบกัน
แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน ในความคิดและทิศทางที่
เกิดจากสายตาร่วมกัน” ในโลกยุคใหม่ เราต่างท่วมท้น
ด้วย “ข้อมูล” มากมาย “ร่มสื่อสาร” ที่เรากางจึงต้อง
“สร้างความหมายใหม่” ให้สารของเรานั้น “พิเศษ”
พิเศษพอที่จะประทับในความทรงจ�ำ ท�ำให้ความรู้
ควบคู่ไปกับความรู้สึก ซึ่งต้องอาศัย “ความคิด
สร้างสรรค์ท�ำมือ” เพื่อคืนอ�ำนาจ “การสื่อสิ่งที่จะสาร”
ให้กลับมาอยู่ในมือคนเล็กคนน้อยและชุมชน หลุดพ้น
15
จากการครอบง�ำเรื่องเล่าและชุดวิธีคิดของกระแสหลักภายใต้อ�ำนาจ
ทั้งทุนและรัฐ เพื่อจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อจะเรียนรู้จากการแบ่งปัน
แบ่งปันเพื่อเรียนรู้ เพื่อจะพบส่วนที่ขาด เพื่อจะเติมเต็มและไปข้างหน้า
เพื่อเป็น "พลังแห่งความหวัง" ส่งผ่านจากผู้คนถึงผู้คน ชุมชนถึงชุมชน
สร้าง "สังคมแห่งการอยู่ร่วม ที่เป็นสุข เป็นธรรม และยั่งยืน"
เป็นก�ำลังใจแด่ "เจ้าสาวที่ไม่กลัวฝน" ทุกท่านด้วยความรักและนับถือ
วรพจน์ โอสถาภิรัตน์
(พี่ตั้ม ดินสอสี)
16
คนเล็กคิดการใหญ่ต้องมีกลยุทธ์
	 การที่จะท�ำโครงการสานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน
ให้มีผลสะเทือน และเกิดกระแสให้คนตระหนักรู้หันมาสนใจไม่ใช่เรื่อง
ง่ายๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนมุมมองของคนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
แนวคิดทางการศึกษา เพราะว่าคนเคยชินกับค�ำว่า
การศึกษาต้องอยู่ในโรงเรียน มีอาคารเรียน มีเสาธง
มีการจัดห้องเรียนเป็นห้องๆเข้าเรียนตามเกณฑ์
ตามอายุ มีครูสอนที่ใส่ชุดข้าราชการพร้อมวุฒิ
ปริญญาการันตีความสามารถยืนสอนอยู่หน้าห้อง
มีหนังสือเรียนเล่มหนาเป็นสื่อการเรียนการสอน
วางอยู่บนโต๊ะ ต้องไปโรงเรียนทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์
นอกเหนือจากนี้แล้ว ไม่ใช่การศึกษา
17
ดังนั้นการที่จะขับเคลื่อนกระท�ำการอะไรบางอย่างให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิด เพื่อให้ออกจาก
ความเคยชินเดิมๆไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่แน่! อาจจะเจอการสวนกลับ
เดี้ยงไม่เป็นท่าเลยก็เป็นได้ ดังนั้น จึงจ�ำเป็นต้องมีแผนการเพื่อเป็น
ยุทธศาสตร์ในการท�ำงาน ดังที่โจโฉ เคยกล่าวไว้ในเรื่องสามก๊กว่า
“วีรบุรุษที่คิดการใหญ่ ต้องมีแผนกลยุทธ์ มีสติปัญญายอดเยี่ยม มี
ปณิธานที่ยิ่งใหญ่” ฉะนั้น อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ หรือลุงชัชคน
เดิมของเรา จึงเสนอว่าคนเล็กคิดการใหญ่จ�ำเป็นต้องมีกลยุทธ์ พร้อม
กับเสนอแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของคุณหมอประเวศ วะสี
ราษฎรอาวุโสและปราชญ์แห่งสยาม เพื่อเป็นแนวทางการท�ำงานว่า
การที่จะขับเคลื่อนสิ่งที่ยากให้ไปสู่จุดหมายสูงสุดโดยกลุ่มคนจ�ำนวน
น้อยๆจ�ำเป็นต้องมีหลักการ 3 อย่าง คือ
พื้นที่นโยบาย
เครือข่าย
พื้นที่รูปธรรม
สื่อ
พื้นที่ทางสังคม
วิชาการ
18
1. พื้นที่รูปธรรม พวกเราต้องอธิบายเชิงประจักษ์ให้เห็นคุณภาพ
หรือคุณค่าทางการศึกษาจากพื้นที่ต้นแบบที่กระจายอยู่ทั่วไปมากมาย
ทั่วทุกภาคอย่างเป็นรูปธรรม ให้รู้ว่าสามารถท�ำได้จริง จับต้องได้ ไปดู
พื้นที่ได้ ไม่ใช่มีเฉพาะแนวคิดหรือทฤษฎีเท่านั้น ดังนั้น เราต้องถอด
องค์ความรู้ออกมาให้คนเข้าใจ เราต้องเคลื่อนด้วยข้อมูลองค์ความรู้
เพื่อน�ำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
	 2. พื้นที่ทางสังคม   เมื่อเราได้ความรู้มาแล้ว จะท�ำอย่างไรให้
คนในสังคมเข้าถึงองค์ความรู้ที่เรามี เข้ามาเป็นภาคีร่วมเรียนรู้กับเรา
และสามารถหยิบจับเอาไปใช้ตามความต้องการได้เลย เพราะถ้าขาด
ความรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายสังคมจะเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก
	 3. พื้นที่ทางนโยบาย ถ้าพวกเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือ
ปลดล็อคทางการศึกษาจริงๆ เราต้องเข้าถึงวงในให้ได้ เพื่อเปลี่ยนเชิง
อ�ำนาจหรือเชิงโครงสร้าง           จะต้องผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายและจัดสรร
งบประมาณมาสนับสนุนพื้นที่ให้ได้
	 แต่ข้าพเจ้าเสนอว่า ในสภาวการณ์ปัจจุบัน แค่สามเหลี่ยมเขยื้อน
ภูเขา ของคุณหมอประเวศ อาจจะยังไม่เพียงพอ หรือยังไม่ชัดเจน
ส�ำหรับการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าอาจจะซ่อน
ประเด็นที่ข้าพเจ้าก�ำลังกล่าวถึงนี้ไว้ภายในมุมใดมุม
หนึ่งแล้วก็ตาม ซึ่งข้าพเจ้าเห็นควรว่าจะต้องยก
ออกมาให้เห็นเป็นมุมรูปสามเหลี่ยมอีกวงหนึ่ง
อย่างชัดเจน คือ
	 4. พื้นที่สื่อ ทั้งสื่อส่วนตัว Social network
และสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างความสะเทือนและ
สร้างกระแสการสื่อสารกับสังคมให้รับรู้อีกช่องทางหนึ่ง     
19
5. พื้นที่เครือข่าย หรือจะเรียกพื้นที่ประชาสังคมก็ได้ เป็นกลไก
กลางในการบริหารงานเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่รูปธรรมให้เกิด
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กัน ซึ่งจ�ำเป็นมากที่แต่ละองค์กร
แต่ละกลุ่ม ที่มีแนวคิดหรือเป้าประสงค์ตรงกันจะต้องจับมือ สานพลัง
แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนภารกิจร่วมกัน เพื่อให้มองเห็นข่ายการท�ำงาน
ภาพรวมที่กว้างขึ้น ท�ำให้เกิดแรงผลักดัน หรือพลังต่อรองที่เข้มแข็งขึ้น
	 6. พื้นที่ทางวิชาการ ทุกวันนี้การท�ำงานต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
หรือองค์ความรู้ เป็นหลัก ซึ่งส่วนมากคนที่ท�ำงานฐานรากหรือขับเคลื่อน
ในพื้นที่รูปธรรมจะอ่อนเรื่องวิชาการ ว่าสิ่งที่ตนเองท�ำมานั้นมันมีคุณค่า
หรือมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ดังนั้นจะต้องมีฝ่ายวิชาการเพื่อจัดการ
ความรู้ มาช่วยถอดบทเรียน หนุนเสริมการท�ำงานและประเมินเสริม
พลัง ตลอดจนพิจารณาเชื่อมโยงสู่ระดับนโยบายด้วย   
	 จากแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของหมอประเวศเดิม เมื่อ
โดนสามเหลี่ยมอีกวงทับไขว้ลงไป กลายเป็น “ดาวเถื่อนเขยื้อนจักรวาล”
ของข้าพเจ้าทันที ดังนั้นโครงการสานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐานชุมชน
หรือการด�ำเนินโครงการอะไรก็ตามในปัจจุบันจะส�ำเร็จได้นั้น กลยุทธ์
การท�ำงานทั้งหกมุมนี้จะต้องเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ถ้าขาดหรืออ่อนมุม
ใดมุมหนึ่งก็คงไม่สู้ดีนัก เพราะจะท�ำให้ไปสู่เป้าหมายได้ยากขึ้น  
คิด แก้วค�ำชาติ
20
ว่าด้วยเหตุและปัจจัย
กับความนัยทางการศึกษา
โดย:คิดแก้วคำ�ชาติ
ภาคสอง
สานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน
	 “ ท�ำไมต้องสานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน”
	 เพราะความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยในหลายทศวรรษที่
ผ่านมา สะท้อนให้เห็นจากการที่ประเทศไทยลงทุนเพื่อการศึกษามาก
เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ผลสัมฤทธิ์และคุณภาพการศึกษา
อยู่ในระดับต�่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนานาชาติต่อเนื่อง
มานานเป็น 10 ปี ที่ส�ำคัญคือการศึกษาไทยไม่ได้
ตอบโจทย์ทางสังคมเหล่านี้
	 ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นภายใต้กรอบ
คิดใหม่ คือ การปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อคน
ทั้งมวล เพื่อประชาชนในประเทศไทยราว 70 ล้านคน
25
ดังนั้นการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อสัมมาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
คนทั้งมวลด้วยเหตุนี้การปฏิรูปการศึกษาต้องปรับจากการเอาวิชาเป็น
ตัวตั้ง มาเป็นเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง แล้วชีวิตคือความหลากหลาย ปฏิรูป
การศึกษาต้องไปสู่ความหลากหลายที่สอดคล้องกับชีวิต ชีวิตของคน
ก็เช่นกันมีความหลากหลาย คนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็จะไม่เหมือนกัน
วัฒนธรรมของภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ไม่เหมือนกันเพราะสิ่ง
แวดล้อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นการศึกษาควรจะมีความหลากหลายให้
เหมาะสมกับความหลากหลายของผู้คน ซึ่งเป็นแนวคิดของการจัดการ
ศึกษาบนฐานชุมชน หรือใช้ชุมชนเป็นฐานในการจัดการศึกษา
	 ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่าการศึกษาเพื่อสัมมาชีพ คือ จุดคานงัด
ของการแก้วิกฤตระบบการศึกษา และแก้วิกฤตของประเทศไปพร้อม ๆ
กัน สัมมาชีพ หมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ การศึกษาเพื่อ
สัมมาชีพจะปฏิรูปการเรียนรู้จากการท่องวิชาในห้องเรียน มาเป็นการ
เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงให้ได้ผลจริง ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญาและ
ทักษะโดยรอบด้าน เป็นการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมในพื้นที่อย่างกว้าง
ขวาง เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะลงมือท�ำอาชีพจริงๆ การ
หลุดพ้นจากความยากจนมีความส�ำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเด็กและ
26
เยาวชนชน โดยทางทฤษฎีเรารู้ว่าท�ำอย่างไรเด็กและเยาวชนจะมี
คุณภาพ แต่เราติดที่พ่อแม่ยากจน ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก หรือต้องทอดทิ้ง
ลูกไปท�ำมาหากินที่อื่น การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะช่วยเรื่องคุณภาพ
เด็กและเยาวชน ดังนั้นการศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะไปปรับ
ระบบการศึกษาทั้งหมดให้ดีขึ้น กล่าวคือ ถ้าเราแบ่งการศึกษาทั้งหมด
เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ (1) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ (2) การศึกษา
เพื่อวิชาการ (3) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ โดยให้ทั้ง 3 เชื่อมต่อกัน การ
ศึกษาเพื่อสัมมาชีพเป็นสามัญศึกษา เพราะอาชีพเป็นสามัญของชีวิต
คนส่วนใหญ่จะศึกษาสายนี้ มีอาชีพ มีฝีมือ มีรายได้ สร้างเศรษฐกิจ
ทั้งส่วนตัว ทั้งของพื้นที่ และของชาติ คนส่วนใหญ่จะพึงพอใจชีวิต
ของตนเอง แต่ถ้าอยากเรียนรู้วิชาอะไรเป็นพิเศษ ก็เป็นการศึกษาเพื่อ
วิชาการ หรือ ข้อ (2) หรือถ้าอยากไปศึกษาเพื่อวิชาชีพ ตามข้อ (3) ต่อ
ไปก็ท�ำได้ การศึกษาเพื่อสัมมาชีพนี้จะใช้งบประมาณไม่มาก ดีไม่ดีอาจ
ท�ำเงินให้ระบบได้ด้วย รัฐจะประหยัดงบประมาณ และมีเงิน
ไปทุ่มเทกับงานวิชาการมากขึ้น
	 ดังนั้น กลุ่มผู้ผ่านการอบรมโครงการผู้น�ำเพื่อ
การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา รุ่นที่ 2 จึงรวมกลุ่ม
ผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาพัฒนาข้อเสนอแล้วจับมือ
27
กันด�ำเนิน “โครงการสานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐานชุมชน” เพื่อ
เชื่อมเครือข่ายองค์กรที่จัดการศึกษาบนฐานชุมชนมาร่วมเป็นพลัง
ต้นแบบในการขับเคลื่อนให้สังคมไทยเปลี่ยนทัศนคติใหม่โดยเห็น
คุณค่าและผลสัมฤทธิ์ของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชน เพื่อพัฒนา
คุณภาพชีวิตและสัมมาชีพ เท่าเทียมกับการศึกษากระแสหลัก และ
กระจายอ�ำนาจการจัดการศึกษาให้กับหน่วยงานอื่นๆ ร่วมจัดการศึกษา
อย่างแท้จริง
28
การศึกษากับคุณค่าที่ขาดหายไป
	 “ยิ่งเรียนสูงเท่าไหร่ยิ่งห่างไกลฐานราก ยิ่งเรียนเก่งเท่าไหร่ยิ่ง
ออกห่างไกลจากชุมชนเท่านั้น”
	 คือประโยคทองของ อ.ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภา
การศึกษาทางเลือกไทย ในนามที่ปรึกษาโครงการ
สานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐานชุมชน
ได้สะท้อนสภาพปัญหาการศึกษาของสังคมไทย
ในปัจจุบันร่วมกับกัลยาณมิตรอีกหลายท่าน
ผ่านวงคุยเสวนาที่ปรึกษา “โครงการสานพลังการ
ศึกษาบนฐานชุมชน” ณ ส�ำนักงานกองทุน
สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
29
ค�ำพูดของ อ.ชัชวาลย์ หรือข้าพเจ้ามักจะเรียกสั้นๆ แบบคุ้นเคย
ว่า “ลุงชัช” เป็นประโยควลีหนึ่งที่สะกดใจตรึงอารมณ์ให้ข้าพเจ้าได้
หยุดครุ่นคิดถึงชีวิตนักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่ ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ มุ่ง
ผลิตพวกเขาออกมาราวกับโรงงานผลิตสินค้าโดยไม่รับผิดชอบชีวิตชีวา
ในอนาคตของพวกเขาเลยว่าจะเป็นเช่นไร ซึ่งในแต่ละปีนั้นมีบัณฑิตที่
จบออกมาใหม่ประมาณสี่ถึงห้าแสนคนต่อปี คนจ�ำนวนมากมายเหล่า
นี้เขาจะไปท�ำงานที่ไหน ไปประกอบอาชีพอะไร ระบบราชการก็เปิดรับ
จ�ำนวนจ�ำกัด บริษัทก็เปิดรับเฉพาะทาง โรงงานอุตสาหกรรมก็นับวัน
จะเลิกจ้าง งานเฉพาะทางก็ไม่มีทักษะพื้นฐาน คิดไปแล้วปวดหัวกบาล
แทนจริงๆ นี่ยังไม่รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มีนวัตกรรมก้าวหน้า
สามารถผลิตเครื่องจักรมาท�ำงานแทนคนหรือผลิตหุ่นยนต์ที่ท�ำหน้าที่
ได้ดีและมีศักยภาพมากกว่ามนุษย์อีก    หวังว่าจะหอบปริญญากลับบ้าน
ทุ่งมุ่งสู่หนทางเกษตร เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดปลูกเห็ดท�ำสวนก็หวั่นใจกลัวๆ
กล้าๆ เกรงคนจะนินทาเพราะพิษของค่านิยมเก่าก่อนที่สอนลูกให้เป็น
เจ้าคนนายคน ที่ส�ำคัญทักษะประสบการณ์ส่วนตัวก็ไม่มี ดังนั้นโอกาส
ของคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษามาจะทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด หรือออกห่าง
ไกลครอบครัว ญาติพี่น้องจึงมีมาก เพราะต�ำแหน่งงานดังกล่าวไม่มี
บรรจุในชุมชน จึงต้องทนไปตายดาบหน้า หรือโอกาสที่คนจะตกงานใน
อนาคตอันใกล้จึงมีมากมายนัก
30
ลุงชัช ได้ขยายความให้เห็นสภาพปัญหาต่อไปอีกว่าสาเหตุเหล่านี้
ถ้าพิจารณาดีๆ แล้ว ล้วนเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาทางการศึกษาแทบ
ทั้งสิ้น เพราะการศึกษาในปัจจุบันมีหลายสิ่งที่ส�ำคัญขาดหายไป เช่น
กระบวนการจัดการศึกษาให้เด็กได้ค้นพบตัวเองหายไป มุ่งเน้นผล
สัมฤทธิ์ทางวิชาการมากเกินไป ขาดการพัฒนาทักษะชีวิตผู้เรียนและ
แนวทางปฏิบัติการเพื่อค้นหาความรู้ด้วยตนเองมีน้อย สอนให้แข่งขัน
เอาชนะกันเอาตัวรอดเพียงคนเดียว เป็นการศึกษาที่ลอกเลียนแบบ
ตะวันตก โดนออกแบบมาให้อยู่ในระบบรับใช้ตลาดแรงงานซึ่งเน้นการ
เป็นลูกจ้างเป็นหลัก ไม่ใส่ความเป็นวิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นลง
ไป ละทิ้งภาคเกษตรกรรม ท�ำให้ไม่มีความรู้มาพัฒนาชุมชนตัวเอง จบ
แล้วทิ้งถิ่นฐานไม่คิดกลับบ้านมารับใช้ครอบครัว ชุมชน และสังคม ยิ่ง
เรียนสูงเท่าไหร่ยิ่งออกห่างไกลจากชุมชนมากเท่านั้น  
	 ซึ่งสอดคล้องกับ ดร.ชูพินิจ เกษมณี จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
และที่ปรึกษาเครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งทาง
โครงการฯได้เชิญมาเป็นที่ปรึกษาด้วย ได้สะท้อน
แนวคิดให้เห็นภาพย้อนหลังว่า การศึกษาสมัยก่อน
คนที่มีโอกาสได้เรียนระดับสูง ก็มีโอกาสเป็นเจ้าคน
นายคนจริง คือเรียนจบแล้วส่วนใหญ่ได้เป็นราชการ
31
เพราะคนที่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาระดับสูงมีน้อย พอมายุค
สมัย พ.ศ.2475เกิดสภาการศึกษาแต่รัฐยังรวมศูนย์อ�ำนาจทุกอย่างไว้
ที่ส่วนกลางการศึกษาก็ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควรจะเป็น พอถึงยุคหลัง พ.ศ. 2504
เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นมา ประเทศเริ่มเข้าสู่
วงจรอุบาศก์ ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเริ่มหายไปไม่ได้รับความส�ำคัญ
รัฐบาลยึดประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบโมเดลในการพัฒนา การผลิต
มุ่งเน้นสู่ระบบอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อสนองภาคเศรษฐกิจเป็น
หลัก ซึ่งแต่ก่อนผลิตในครัวเรือนเพื่อบริโภคและความอยู่รอดเป็นหลัก
ความรู้ไม่คืนสู่ชนบทและไม่ต่อยอดจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเหมือนเดิม
ผู้คนเริ่มทิ้งถิ่นทิ้งภาคเกษตร เพื่อไปท�ำงานหารายได้ในเมืองใหญ่หรือ
เมืองอุตสาหกรรม ระบบครอบครัวเริ่มแตกแยก จนมาถึงปี พ.ศ. 2540
เป็นยุคเศรษฐกิจตกต�่ำ คนกลับมาอาศัยภาคเกษตรอีกครั้ง
	 ข้าพเจ้าขอขยายความเสริมในช่วงนี้เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจเพิ่ม
เติมว่ายุคนี้เป็นยุคฟองสบู่แตกยุคต้มย�ำกุ้งหรือยุคIMF(Internation-
al Monetary Fund) ก็ว่ากันไปแล้วแต่ใครละเรียกกัน สถานการณ์ใน
ช่วงนี้คือ สินค้าราคาแพงสวนทางกันกับค่าของเงินราคาถูก ถ้าพูดให้
เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ มีเงิน 10 บาท อาจเหลือค่าเพียง 7-8 บาทเท่านั้น
32
ท�ำให้บรรดานักลงทุนนักเก็งก�ำไรหรือนักธุรกิจน้อยใหญ่ทั้งหลายที่
ลงทุนไปล้มละลายกันไปตามๆ กัน บางบริษัทปิดกิจการ บางโรงงาน
เลิกจ้างปล่อยลอยแพพนักงานกันถ้วนหน้า หลายคนหัวใจสลายถึงกับ
ฆ่าตัวตายก็มี แต่เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าแม่ขายในตลาดสดยัง
คงสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างสบายและมีผลกระทบจากภาวะ
เศรษฐกิจตกต�่ำน้อยสุด ผู้คนส่วนหนึ่งเห็นความส�ำคัญจึงหันกลับมา
อาศัยแนวทางภาคเกษตรอีกครั้งหนึ่ง เริ่มมองว่า “เงินทองเป็นของ
มายา ข้าวปลาเป็นของจริง” หลายองค์กรจึงมีกระแสเชิญชวนให้หัน
มามองชีวิตรูปแบบใหม่โดยเน้นการเอาความสุขมวลรวมประชาชาติ
เป็นตัวตั้ง หรือเรียกย่อๆ เป็นภาษาต่างชาติว่า GNH (Gross National
Happiness) แทนการเอาดัชนีตัวเลขรายได้จากเศรษฐกิจหรือปัจจัย
การผลิตสินค้าเป็นตัววัดความมั่นคงของชีวิตอย่าง GNP (Gross National
Product) ซึ่งเหมาเป็นภาพรวมไม่ได้เพราะรายได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน
และไม่สอดคล้องกับวิถีความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชากร
	 แหม...หลงคุยเพลินพาท่านผู้อ่านออกนอกประเด็น
ไปไกลเลย เอ้า...เรียกสติกันหน่อย...กลับมา...กลับมา...
กลับมาเล่าเรื่องสถานการณ์การศึกษากันต่อ    
33
มาฟังสถานการณ์การศึกษาในมุมมองของผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง
อย่าง “เฮียก๋วย” หรือ พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้อ�ำนวยการฝ่ายการศึกษา
มูลนิธิสื่อชาวบ้าน หรือที่ทุกคนฟังคุ้นหูในนามกลุ่มละครมะขามป้อม
กันบ้าง ว่าคิดเช่นไร เฮียก๋วย คิดว่าการศึกษาที่จัดโดยภาครัฐมุ่ง
ควบคุมและบังคับผู้เรียนให้เป็นไปตามกรอบที่เขาอยากให้เป็น เป็น
ระบบที่ล้าหลัง โดยไม่ค�ำนึงถึงความแตกต่างด้านศักยภาพของผู้เรียน
ซึ่งแนวคิดแบบรัฐที่ว่านี้ท�ำงานล้มเหลว ไม่ทันการเปลี่ยนแปลง เด็ก
เรียนข้างนอกได้ความรู้มากกว่าเข้าไปเรียนในโรงเรียนเสียอีก ซึ่งต่าง
จากการศึกษาในรูปแบบของเรา คือการศึกษาบนฐานชุมชน เน้นการ
ปลดปล่อยศักยภาพความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนออกมาให้เข้าใจตนเอง
ดังนั้น เราจะท�ำอย่างไรถึงจะจับมือกันแล้วส่งเสียงดังๆ ให้คนได้รับรู้
ว่า นอกจากการศึกษากระแสหลักแล้ว ยังมีการศึกษารูปแบบอื่นๆ ให้
เลือกอีกหมายทาง  
	 กัลยาณมิตรท่านสุดท้ายนี้ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวถึง คงนอนตาย
ตาไม่หลับ คือ วรพจน์   โอสถาภิรัตน์ จากกลุ่มดินสอสี หรือที่คนใน
34
วงการกิจกรรมสร้างสรรค์เครือข่ายเด็กและเยาวชนกล่าวถึงอย่างคุ้น
ชินว่า “พี่ตั้มดินสอสี” เจ้าของแนวคิด “ห้องเรียนชุมชน” ภายใต้วาท-
กรรม“ห้องเรียนไม่มีประตูความรู้ไม่มีก�ำแพง”ได้เสนอแนวคิดสั้นๆว่า
เราต้องเชื่อมั่นว่าในชุมชนหนึ่งๆ นั้นมีความรู้หลากหลาย ทั้งเรื่องราว
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ชุมชน ความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม ผู้รู้
ปราชญ์ชาวบ้าน และสถานที่ส�ำคัญต่างๆ ทุกอย่างล้วนคู่ควรศึกษาทั้ง
นั้น จัดท�ำเป็นฐานการเรียนรู้ภายในชุมชน เพราะทุกอย่างล้วนมีคุณค่า
เราจึงก�ำลังต่อสู้เรื่องคุณค่า เป็นคุณค่าที่ชุมชนยอมรับ ดังนั้นเราต้อง
เสนอการศึกษาบนฐานชุมชนเป็นการศึกษาทางหลักอีกช่องทางหนึ่ง
ไม่ใช่แค่การศึกษาทางเลือกเท่านั้น และที่ส�ำคัญชุมชนต้องยอมรับ
ยกย่องผู้ที่จบการศึกษาแล้วสามารถอยู่บ้านหรืออยู่ชุมชนตัวเองได้
ฉะนั้นจะท�ำอย่างไรให้คนในท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาเองได้?    
	 จากมุมมองของกัลยาณมิตรหลายท่านที่ข้าพเจ้า
ได้หยิบยกประเด็นใจความส�ำคัญเก็บมาเล่าให้ฟัง
เพียงเพื่อเป็นแนวทางตัวอย่างให้ผู้อ่านได้ครุ่นคิด
35
พินิจนึกตามมุมมองของตนเองต่อไปเท่านั้น และยังมีอาจารย์มาให้ค�ำ
ปรึกษาและเสนอมุมมองที่น่าสนใจให้ศึกษาอีกหลายท่านเพียงแต่ไม่ได้
ยกตัวอย่างหรือกล่าวถึง บทเรียนจากการแลกเปลี่ยนสนทนากันในครั้ง
นี้ท�ำให้ข้าพเจ้าและทีมงานมีความรู้ความเข้าใจถึงสถานการณ์ปัญหา
ทางด้านการศึกษากระจ่างขึ้นมาก และพร้อมที่จะสานพลังเครือข่าย
พื้นที่ต้นแบบร่วมกัน ขับเคลื่อนโครงการเพื่อสร้างคุณค่าการศึกษาบน
ฐานชุมชน ต่อไป
36
การศึกษาต้องเริ่มจากครรภ์มารดา
ถึงเชิงตะกอน
	 อาจจะเป็นค�ำพูดที่แรงไป ถ้าข้าพเจ้าขึ้นต้นด้วยค�ำกล่าวที่ว่า “สิ่ง
ที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด คือ การศึกษา” เพราะการ
ศึกษาท�ำให้คนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน ดูถูกเหยียดหยามกัน
แข่งขันเอาชนะกัน จัดระดับชนชั้นวรรณะทางความคิด
เช่น เรียงล�ำดับคนที่สอบได้คะแนนสูง-ต�่ำในห้องเรียน
หรือการแบ่งเกรดการเรียนเพื่อวัดระดับคน เป็นต้น
เมื่อจบออกไปแล้วยังไปเจอการละเมิดเกียรติศักดิ์ศรี
จากการจ้างท�ำหน้าที่และการงานของนายจ้างอีก
ทั้งที่มีวุฒิการศึกษาเดียวกัน  หรือบางมหาวิทยาลัย
รับสมัครนักศึกษาใหม่ที่ก�ำหนดว่า รับคนที่มี
37
ผลการเรียนอย่างต�่ำระดับเท่านั้นเท่านี้ขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียนได้
สิ่งเหล่านี้ยิ่งท�ำให้เป็นเส้นแบ่งความไม่เท่าเทียมทางการศึกษามากยิ่ง
ขึ้นไปอีก และที่หนักยิ่งไปกว่านั้นคือ การศึกษาท�ำไมมีกรอบ มีก�ำแพง
กั้น มีเฉพาะในโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น การสอน
ในชุมชน ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาทักษะสัมมาชีพ การเรียนรู้
ด้วยตนเองเป็นการศึกษาหรือไม่ หรือย่างไร?   
	 บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าได้ยินชาวบ้าน นินทาว่ากล่าวกันว่า “ไอ้พวก
ไม่มีการศึกษา” ถ้าฟังพอผ่านๆหูอาจจะเข้าใจความหมายว่าหมายถึง
พวกที่ไม่มีความรู้ ไม่มีวุฒิการศึกษา หรือเรียนจบการศึกษาไม่สูงมาก
นัก แต่ถ้าคิดดูดีๆแล้วเขาหมายถึงผู้ไม่มีกริยามารยาทที่เหมาะสม หรือ
ไม่รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมต่างหาก เช่น คนทิ้งขยะไม่ถูกที่ คน
ขับรถย้อนศร คนท�ำอะไรไม่รู้กาลเทศะ คนท�ำตนไม่เป็นประโยชน์
หรือคนไม่ประกอบสัมมาอาชีพอะไรเลย ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วคนที่โดน
ว่ากล่าวนั้นอาจจะเรียนจบการศึกษาปริญญาเอก โท ตรี จัตวา หรือ
ไม่ได้จบอะไรมาก็เลยตาม ก็อาจเป็นคนที่ไม่มีการศึกษาได้ทั้งนั้นตาม
สถานการณ์ความหมายนี้
	 หรือมีค�ำโบราณกล่าวไว้ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” แสดง
ถึงคนที่เรียนจบการศึกษาสูงๆมาแต่ท�ำอะไรไม่เป็นเอาตัวไม่รอดท�ำตัว
38
ไม่ดี ไม่มีหน้าที่การงาน สร้างภาระให้กับครอบครัวพ่อแม่ผู้ปกครอง
หรือท�ำตัวเป็นปัญหาต่อสังคมอยู่ก็มีมากมาย หรือว่าระดับการศึกษา
สูงหรือต�่ำไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความส�ำเร็จในชีวิต หรือความสามารถของ
ผู้คน หรือค�ำตอบเรื่องการศึกษาที่สังคมต้องการจริงๆแล้วอาจไม่ใช่คน
ที่มีการศึกษาสูง แต่เป็นคนที่ดี มีปัญญาต่างหาก
	 อ้าว......แล้วการศึกษาคืออะไร?
	 ข้าพเจ้าพยายามสืบค้นผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาความหมาย
ของค�ำว่าการศึกษาว่าหมายถึงอะไรกันแน่ พบว่ามีนักวิชาการหลาย
ท่าน จากหลายเว็บไซด์ได้ให้ความหมายไว้ต่างๆนานา มากมายหลาก
หลายทัศนะแตกต่างกันไป รวมทั้งมีการก�ำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติด้วย แต่ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า
ครอบคลุมและสมบูรณ์ที่สุด คือ การศึกษาในความหมายของเว็บไซด์
im2market.com ซึ่งเขียนไว้ว่า
	 “การศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้เพื่อความ
เจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอด
ความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม
การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม
สังคม ให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
39
เพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจสติปัญญา ความ
รู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการด�ำรงชีวิต สามารถอยู่
ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข”
	 ข้าพเจ้าชอบตรงที่ว่าการศึกษามันเรียนไม่รู้จบ มันสามารถเรียน
รู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง
ด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและ
วัฒนธรรมในการด�ำรงชีวิต ซึ่งเว็บอื่นๆ ไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนใน
ส่วนนี้ ดังนั้น จะเห็นว่าการศึกษาไม่ได้เริ่มต้นหรือจบเพียงแค่ในโรงเรียน
หรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่มันเริ่มต้นจาก “ครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน”
เลยทีเดียว เพราะการศึกษาจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ในต�ำราเท่านั้น มันอยู่
ทุกหนทุกแห่ง เรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่  สามารถเรียนรู้ได้ตลอด
ชีวิต  เรียนแล้วรู้จักและเข้าใจตนเอง เรียนแล้วมีสัมมาอาชีพที่เลี้ยงตัว
เองได้ตามศักยภาพ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและสังคมได้อย่างมีความ
สุขและภาคภูมิใจในรากเหง้า วิถีชีวิต ชุมชน และวัฒนธรรมของตนเอง
ไม่ใช่เรียนแล้วห่างไกลชุมชน เกิดความทุกข์ ดูถูกตนเอง   บ้านแตก
สาแหรกขาดกันไป
	
40
การศึกษาบนฐานชุมชน
กับการค้นหาความหมายร่วม
	 จากการขับเคลื่อนโครงการสานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐาน
ชุมชน และประสบการณ์ท�ำงานร่วมกับเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิ-
ปัญญา และท�ำให้รู้ว่าแนวคิดเรื่อง “การศึกษาบนฐานชุมชน”
ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด มันมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล
หลายพันหลายหมื่นปี เพียงแค่ว่าไม่มีใครเรียก
กระบวนการเหล่านั้นว่าการศึกษา และที่ส�ำคัญ
ไม่มีการบันทึกจัดเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
เพราะมันกลมกลืนกับวิถีความเป็นอยู่ แต่ถ้าหาก
เราพิจารณาดีๆ แล้วจะพบว่าการศึกษานั้นมีอยู่ทั่วไป
ทุกหนทุกแห่ง เป็นการศึกษาที่สอนให้คนเคารพ
41
ธรรมชาติ เคารพคน เคารพหลักธรรมค�ำสอนของผู้รู้หรือปราชญ์
ชาวบ้าน เป็นการศึกษาที่สอนให้ผู้คนสามารถพึ่งตนเองและช่วยเหลือ
เกื้อกูลกันได้ โดยกระบวนการศึกษานั้นเป็นการเก็บเกี่ยวความรู้ผ่าน
ประสบการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงในวิถีชีวิต ผ่านระยะเวลาและ
การพัฒนาที่ต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่า ส่งต่อความรู้
ในรูปแบบของวัฒนธรรมภูมิปัญญา ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคม ที่มีหลัก
คิด ปรัชญา ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฐานทรัพยากรของแต่ละ
ท้องถิ่น ดังจะเห็นในรูปแบบขององค์ความรู้ ประเพณี พิธีกรรม
ที่สร้างพลังแห่งความเป็นชุมชนท้องถิ่นในการพึ่งตนเอง เพื่อร่วมกันแก้
ปัญหาชุมชน วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการปรับตัวให้เข้ากับ
สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
	 ตามแนวคิดของ เครือข่ายสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน ซึ่งคัด
จากพื้นที่การท�ำงานต้นแบบสี่ภาค จ�ำนวนกว่า 20 องค์กร ได้ร่วมกัน
ให้ความหมายนิยามไว้ว่า   
	 “การศึกษาบนฐานชุมชน เป็นการศึกษาที่มีเนื้อหาหลักเป็นเรื่อง
ของชุมชน บูรณาการความรู้สมัยใหม่เข้ากับวัฒนธรรม สอดคล้องกับ
บริบทชุมชน โดยคนในชุมชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อ
ชุมชนเป็นตัวตั้ง ความส�ำเร็จไม่ได้อยู่ที่วุฒิทางการศึกษา แต่อยู่ที่คุณค่า
42
ที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้เรียน และส่งผลกลับสู่ชุมชน อาทิ ความสามารถใน
การประกอบสัมมาชีพ การด�ำรงคุณค่าของรากเหง้า ทั้งด้านประวัติ-
ศาสตร์ วิถี วัฒนธรรม ทรัพยากร อยู่อย่างมีความสุขโดยเคารพ
ธรรมชาติ เคารพความเป็นมนุษย์ พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันและกัน
และสร้างความเจริญให้กับชุมชนได้ อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
ของกระแสโลกในยุคโลกาภิวัตน์”
	 ซึ่งสอดคล้องกับค�ำนิยามของเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา
ที่ได้นิยามความหมายและรูปแบบของการศึกษาบนฐานชุมชนไว้ว่า   
	 “เป็นกระบวนการเรียนรู้รากเหง้าของตนเองผ่านประวัติศาสตร์
ชุมชน ฐานทรัพยากรธรรมชาติ วิถีการท�ำมาหากิน ประเพณีพิธีกรรม
ในรอบปี และผู้รู้ภูมิปัญญาในชุมชน รวมทั้งการเรียนรู้ปัจจุบัน และ
เท่าทันโลกสมัยใหม่ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งการฟัง
การวิเคราะห์ การฝึกอบรม การร่วมท�ำกิจกรรม การลงมือท�ำ การแลก
เปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียน เป็นต้น จนสามารถเลือกสรร
ความรู้ใหม่มาสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ชุมชน
และสังคมได้”
	 ดังนั้น การศึกษาบนฐานชุมชนก็คือการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาคน ชุมชนและสังคม เพื่อให้เข้าใจวิถีชีวิต
43
และจิตวิญญาณตนเอง เข้าใจองค์ประกอบของการอยู่ร่วมกันของระบบ
นิเวศน์วัฒนธรรมชุมชน อันจะน�ำไปสู่การใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่าง
รู้คุณค่า รู้รักษาและถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้  ทุกคนสามารถศึกษาได้ตาม
รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เหมาะสมตามศักยภาพและ
ความต้องการของแต่ละคน เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ตลอดภพ ตลอด
ชาติ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เป็น
ความรู้ที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ สามารถยืดหยุ่นได้ตามสภาพ หนึ่งโจทย์
ค�ำถามอาจมีหลายค�ำตอบ หนึ่งค�ำตอบอาจมีหลายคุณค่าและวิธีการ
เป็นการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีและชีวิต ถึงแม้ค�ำตอบจะถูกหรือผิด
ก็ถือเป็นการเรียนรู้ ที่ส�ำคัญความรู้ต้องมีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ
ดังนั้นค�ำตอบเดิมอาจจะล้าสมัยค�ำตอบใหม่อาจจะเข้ามาแทนที่ก็ได้ถ้า
สภาพแวดล้อมหรือกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์
สามารถแสวงหาความรู้ และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา
44
ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวัดค่าที่ใคร?
	 ข้าพเจ้าจะยิ้มอย่างเย้ยหยัน เมื่อได้ยินครูหรือบุคลากรทางการ
ศึกษาบางท่านออกมาบ่นว่า “เด็กทุกวันนี้ไม่รู้เป็นอะไร อ่านก็ไม่ออก
เขียนก็ไม่ได้ บวกเลขก็ไม่เป็น” ข้าพเจ้าไม่ได้ดูถูกความ
เป็นครูหรอกครับ แต่เมื่อฟังแล้วหดหู่ใจอะไรบางอย่าง
แบบเด็กๆ เพราะค�ำบ่นเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงบทบาท
การท�ำงานของครูผู้สอนแทบทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเคยเสนอ
ในเวทีประชุมประเด็นวาระว่าด้วยการศึกษา
เกือบทุกครั้งว่า เด็กทุกคนเกิดมาไม่ได้มีความรู้ติดตัว
มาโดยก�ำเนิดเหมือนเกิดแล้วได้สัญชาติ ถึงแม้ว่า
45
พันธุกรรมของบุพการีจะมีส่วนแบ่งทางปัญญาของสมองบ้างก็ตาม แต่
ก็ไม่ได้เป็นตัวก�ำหนดที่ส�ำคัญหรือมีอิทธิพลเท่ากับสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่
และการแสวงหาความรู้ตามความสนใจ พวกเขาจึงไปโรงเรียนโดยคาด
หวังว่าทางโรงเรียนจะมีความรู้และประสบการณ์ดีๆ มอบให้กับเขา
แต่แล้วพวกเขาก็ผิดหวังโดยสิ้นเชิง ผิดหวังจากสภาพแวดล้อมของ
สถานศึกษาที่จ�ำเจ ผิดหวังจากระบบทางการศึกษา ผิดหวังจากการท�ำ
หน้าที่ของครูผิดหวังจากหลักสูตรการเรียนการสอนที่ชื่อว่า“หลักสูตร
แกนกลาง” ที่ไม่สามารถประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาให้เขาสามารถอ่าน
ออกเขียนได้ ไม่สามารถท�ำให้เขามีทักษะชีวิตตามที่เขาคาดหวังได้ แต่
ในทางตรงกันข้ามคนที่เขาคาดหวังว่าจะไปเอาความรู้ด้วย กลับไม่
สามารถสอนหรือถ่ายทอดความรู้ให้เขาเก่งและฉลาดได้    
	 เวลาออกข้อสอบก็วัดผลกันที่ถูกหรือผิดอย่างเดียวโดยไม่ใส่ใจ
หลักการและเหตุผล หรือวิเคราะห์ว่านักเรียนเขาคิดเห็นหรือรู้สึก
อย่างไรถึงคิดว่าข้อที่เขาเลือกนั้นเป็นค�ำตอบที่ถูกที่สุด การศึกษาใน
ปัจจุบันเกือบร้อยเปอร์เซ็นไม่ได้ให้ความส�ำคัญในจุดนี้ และตัดสินว่าผล
สัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่เด็กสอบได้นั้นเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการ
เรียนรู้ของเด็กเอง แต่ถ้าพิจารณาดูดีๆแล้วมันถูกแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
เพราะผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวหลักๆ แล้วหมายถึงความเอาใจใส่ในการท�ำ
46
หน้าที่ของครูผู้สอนด้วย เพราะฉะนั้นผลการสอบของเด็กแต่ละครั้ง
จริงๆ แล้วไม่ได้ชี้วัดว่าเด็กโง่หรือฉลาด แต่มันสะท้อนถึงประสิทธิภาพ
การสอนหรือวัดความรู้ความสามารถของครูว่ามีเทคนิคการถ่ายทอด
ความรู้ให้เด็กนักเรียนได้ดีหรือเข้าใจในเนื้อหามากน้อยขนาดไหนต่าง
หาก
	 รูปแบบในการประเมินผลก็ส�ำคัญ ถ้าผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษา
เข้าใจและยอมรับว่าคนแต่ละคนมีศักยภาพ มีทักษะ มีความรู้ความ
สามารถที่แตกต่างกัน รูปแบบการสอน การวัดผลก็ย่อมมีเกณฑ์ระดับ
ชี้วัดที่แตกต่างกันไปด้วย ไม่ต้องกังวลค�ำคนนินทามองว่าเป็นครูหลาย
มาตรฐานถ้าการประเมินผลงานเกิดจากวิจารณญาณที่เป็นธรรมตาม
มาตรฐานจิตวิญญาณและหัวใจความเป็นครูแล้วจะไปเกรงกลัวอะไร
เพราะการใช้มาตรฐานเดียววัดคนทั้งประเทศต่างหากละคือความไม่
เป็นธรรมทางการศึกษาอย่างแท้จริง  
	 การศึกษาที่ดีต้องแข่งขันกับตัวเอง ไม่ใช่แข่งขันกันกับ
เพื่อนในห้อง เพราะถ้าแข่งขันกันในห้องจะท�ำให้เกิด
การแตกแยกแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่ช่วยเหลือ
เกื้อกูลกัน แล้วจะท�ำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษา
มากขึ้นเด็กจ�ำเก่งจะเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนเด็ก
47
ที่ขาดการแลเหลียวจะโดนทิ้งห่าง ที่ส�ำคัญการเรียงล�ำดับคะแนนสูงต�่ำ
ในห้องเป็นการละเมิดสิทธิทางการศึกษาที่ท�ำให้ศักดิ์ศรีของวุฒิการ
ศึกษาไม่เท่าเทียมกัน เขียนมาถึงจุดนี้แล้ว ข้าพเจ้ายิ่งมั่นใจว่า “ผล
สัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องวัดค่าประสิทธิภาพความเป็นครู โดยดูที่
คุณภาพของผู้เรียน”
48
จุดคานงัดทางการศึกษา
	 ได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาหลายท่านกล่าวตรงกันว่า ถ้าเราจะผลัก
ดันนโยบาย หรือจะเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างกับ
สังคมหรือใครที่ไหนก็ตาม เราจะต้องหา “จุดคานงัด” ให้เจอว่ามัน
อยู่ตรงไหน? ถ้าพูดถึงจุดคานงัดแล้ว ข้าพเจ้าคิดถึงการเคลื่อนย้าย
สิ่งของขนาดใหญ่ เช่น ก้อนหินหรือท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่น�้ำหนักมากๆ
เกินก�ำลังคนส่วนน้อยจะเคลื่อนย้ายด้วยแรงงานมือเปล่า
อย่างเดียวได้แต่ถ้าเราหาจุดคานงัดให้เจอ หาไม้คานงัด
ที่มั่นคงแข็งแรงสอดใส่ตรงนั้น ประกอบกับมีคน
ช่วยกันทุ่นแรงเสริมพลังนิดหน่อย การเคลื่อนย้าย
ไปอยู่จุดหมายต�ำแหน่งที่ต้องการก็ง่ายดาย
ไม่เปลืองแรง และส�ำเร็จได้โดยไม่ยากนัก
49
จุดคานงัดของก้อนหิน ของท่อนไม้ ข้าพเจ้ายังพอเดาออกหรือ
ค�ำนวณได้ว่ามันต้องอยู่ตรงจุดกึ่งกลางแน่นอน แต่จุดคานงัดของการ
ปฏิรูปการศึกษาล่ะมันอยู่ตรงไหน? จะงัดอย่างไร? งัดกับอะไร? งัดใคร?
แล้วจะเอาอะไรไปงัด?  แค่คิดก็ปวดหัวแล้วครับ เพราะเราไม่ใช่ผู้รู้หรือ
นักวิชาการ แต่ถ้าเราช่วยกันคิดช่วยกันท�ำช่วยกันระดมหัวสมอง เพื่อ
ตอบโจทย์ค�ำถามเหล่านี้ให้ได้  แม้ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติการก็เสมือนผ่าน
การทดสอบไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะสามารถปักหมุดธงชัยในการเดินทาง
ได้อย่างมีจุดหมาย จะท�ำให้ง่ายต่อการท�ำงานไม่หลงทางเสียเวลา หลง
การศึกษาเสียอนาคตเหมือนเก่าก่อน
	 แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดสิครับ แล้วอะไรละ คือจุดคานงัดทางการ
ศึกษา?
	 ถ้าอย่างนั้น การที่จะตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว ว่าอะไรคือจุด
คานงัดของการศึกษาได้ คงหนีไม่พ้นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างการ
ศึกษาแบบเก่ากับการศึกษาแบบใหม่ให้เจอ ว่าจุดบรรจบที่น�้ำหนักมัน
พอดีมันอยู่ตรงไหนกันแน่ เราจะงัดโดยการจัดการศึกษาเองตามอุดม-
คติให้ลูกหลานแล้วเอาตัวรอดเพียงคนเดียว หรือจะไปงัดกับการศึกษา
กระแสหลักเพื่อแก้ไขปัญหาให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือว่าจะต้อง
ท�ำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นเพื่อความเป็นกลางทางแนวคิด
50
ข้าพเจ้าจึงมองว่าจ�ำเป็นจะต้องท�ำความเข้าใจการศึกษาในทุกรูป
แบบว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร ท�ำไมเราต้องเข้าไปงัด จะงัดด้วย
กระบวนท่าหรือข้อเสนอใดเพื่อไปปิดช่องโหว่หรือช่องว่างทางการ
ศึกษาตรงไหนให้สมบูรณ์   ซึ่งข้าพเจ้าไม่อยากจะพูดเอ่ยถึงปัญหาของ
การศึกษาไทยในปัจจุบันเท่าใดนักเพราะจะว่าไปแล้วจะเป็นการพูด
ความยาวสาวความยืดเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะปัญหาบางอย่างมัน
หมกไหม้ด�ำปี๋มานานจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปแล้ว และจุด
คานงัดที่ว่านี้ผมคิดว่ามันจะเป็นประตูสู่ทางออกที่เหมาะสมนั่นเอง
	 ดังนั้นพวกเราจึงมองว่าการศึกษาที่ดีต้องมุ่งไปที่ การสร้างเสริม
ทักษะประสบการณ์ชีวิต การคิดและวิเคราะห์เป็นหลัก ภาคทฤษฎี
วิชาการเป็นรอง ไม่ใช่การสอนในห้องแบบยัดเหยียดให้จ�ำเหมือนเดิม
สถาบันทางการศึกษาจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้รู้ ครูภูมิปัญญาในชุมชน
เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน
ให้กับลูกหลานของตนเองด้วย ลดเวลาปริมาณการสอน
ในห้องเรียนลง เพิ่มเวลาเรียนรู้ชุมชนผ่านประสบการณ์
ให้มากขึ้น เช่น สอนวิทยาศาสตร์ในมิติเชิงภูมิปัญญา
สอนจริยามารยาทผ่านวัฒนธรรมชุมชน หรือบูรณาการ
เทคนิคการเรียนการสอนความรู้ที่มีค่าสมัยเก่าให้เข้ากับ
51
ความรู้สมัยใหม่แล้วปรับให้สอดคล้องกับบริบทวิถีความเป็นอยู่ของ
ตนเองเป็นต้น กระตุ้นการคิด วิเคราะห์ เจาะลึก แล้วฝึกปฏิบัติให้เกิด
ทักษะด้านสัมมาชีพ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของตนเอง เท่าทันสังคม
เท่าทันสื่อ เท่าทันโลกาภิวัตน์ เป็นต้น เน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์
คุณค่าความเป็นพลเมือง และการประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสม
ท�ำความรู้ให้เป็นสิ่งจับต้องได้ กินได้ในชีวิตประจ�ำวัน ดึงศักยภาพของ
มนุษย์ที่หลากหลายออกมาใช้ประโยชน์ให้ตรงกับความสามารถ สอน
ให้เคารพธรรมชาติ เคารพคน เคารพวัฒนธรรม  
	 ฉะนั้นทางโครงการจึงมั่นใจว่า “รูปแบบการศึกษาบนฐานชุมชน”
จะเป็นเครื่องมือที่ส�ำคัญในการปฏิรูปการศึกษาในยุคปัจจุบันและ
ก้าวทันโลกแห่งอนาคต เพราะเป็นการศึกษาที่ท�ำให้องค์ความรู้ทาง
วัฒนธรรม สามารถน�ำกลับมาประยุกต์ใช้กับชุมชนสังคมและคนรุ่น
ใหม่ได้ เป็นรูปแบบการศึกษาที่พอดี พอเพียง และผสมผสาน เป็นกระ
บวนการเรียนรู้ให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เด็กทุกคนสามารถเลือก
การศึกษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับตนเอง โดยใช้ชุมชนเป็นฐานที่
เข้มแข็งในการจัดการศึกษาถ้าเด็กเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบและถนัด เด็ก
ก็จะมีความสุข ถ้าเรียนแล้วมีความสุข ฉะนั้นจุดตรงนี้ก็คือ “จุดคานงัด
ทางการศึกษา” นั่นเอง
52
เรื่องเล่าเร้าพลัง
ภาคสาม
โรงเรียนนี้ไม่มีหลักสูตรสำ�เร็จรูปให้
	 ลองจินตนาการ โรงเรียนที่ไม่มีหลักสูตรส�ำเร็จรูปมาให้ครูสอน
และนักเรียนเรียน จากกระทรวงศึกษาดูสิว่ามันจะร�่ำเรียนกันแบบไหน
14 ปีที่แล้ว ที่อเมริกา ย่านชานเมืองฟิลาเดเฟีย มี โรงเรียนทางเลือก
แห่งหนึ่ง ชื่อว่า Upattinas School ชื่อโรงเรียนมีที่
มาจากค�ำว่า Up At Tina ที่เนินบ้านทีน่า ตอนนั้น
มีครอบครัวโฮมสคูลน�ำโดย นางทิน่า บ้านอยู่ตรง
เนินนั่น กลุ่มพ่อแม่ที่ต้องการจัดการศึกษาให้ลูก
ตัวเองที่บ้าน จะมารวมตัวกันที่นั่น หมุนเวียน
เปลี่ยนกันจัดการเรียนรู้ให้ลูกๆ ต่อมาได้เติบโต
เป็นโรงเรียนทางเลือกของชุมชนเรา ได้มีโอกาสได้ทุน
57
ไปประชุมดูงานเรื่องการศึกษาทางเลือกที่นั่น และต่อมาได้ทุนไปเรียน
และเป็นครูสอนที่นั่นในคราเดียวกัน   ต้องใช้จินตนาการสูงมากในการ
เรียนการสอนที่นั่น
	 เมื่อตอนที่เรายังเป็นละอ่อนน้อย จบปริญญาตรีได้สองปี ยังไม่ได้
มีประสบการณ์ชีวิต โรงเรียนที่นั่นไม่มีหลักสูตรแกนกลางให้เรียนให้สอน
เข้าไปวันแรก ผอ.รร. ถามว่า อยากเรียนอยากสอนอะไร เล่าให้ฟัง
เลย เขียนมาให้ดูหน่อย  เรากลับไปเขียนสิ่งที่เราอยากเรียนอยากสอน
มาส่งเป็นเล่ม ผอ.ยิ้ม พลิกอ่านอย่างสนุก แล้วก็บอกว่า หลักสูตรคุณ
ดีขนาดนี้ คุณพร้อมที่จะโยนมันทิ้ง ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เด็กอยากจะเรียนรู้
หรือเปล่า อึ้ง...ค่ะ ตอนนั้นเราไม่เข้าใจในสิ่งที่ ผอ.บอกเลย  แต่ไม่กี่วัน
ต่อมาเท่านั้น เราเข้าใจแจ่มแจ้งมาถึงวันนี้ ขณะที่เราก�ำลังตั้งท่าสอน
วิชาวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนเด็กๆ ท�ำท่าจะสนใจ แป๊บเดียวเท่านั้นมีเด็ก
คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า เราจะเสียโอกาสมาเรียนรู้วัฒนธรรมอีกซีกโลกหนึ่ง
ของโลกอยู่ในห้องเรียนนี้ได้อย่างไร ในขณะที่ตอนนี้ ข้างนอกหิมะก�ำลัง
จะละลาย เราจะมามัวนั่งเรียนอะไรอยู่ในนี้ ท�ำไมเราไม่ออกไปเล่นน�้ำ
หิมะที่ก�ำลังละลายเป็นล�ำธาร แล้วทุกคนก็เออออ ออกไปดูหิมะละลาย
กันหลังโรงเรียน วันนั้น บทเรียนที่เราแพลนไว้ในหลักสูตรเป็นหมัน  
แต่บทเรียนวันหิมะละลายวันนั้น  ท�ำให้เรา กลับมาเป็นครูที่ถามเด็กว่า
58
“ถ้าเราจะเรียนรู้เรื่องความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม เราจะ
เรียนกันอย่างไรดีนะ” เด็กๆ เสนอการเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์
จริงที่ต้นธารของวัฒนธรรมนั้นๆ แล้วครูอย่างเราก็เพียงเปิดทาง อ�ำนวย
การเรียนรู้ ท�ำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรง
	 โอเค คือสิ่งที่เราตอบนักเรียนสัญชาติอเมริกันของฉัน ถ้าเช่นงั้น
เราจะเดินทางไปประเทศไทยกัน
	 แต่กว่าจะมาไทยได้นั้นเราต้องเตรียมตัวการเดินทาง กันทั้งปี
ด้วยการเรียนรู้สิ่งที่เราวางไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ตอนแรกนะล่ะ เมื่อเด็ก
มีเป้าหมายว่า ฉันจะเรียนรู้มันเพื่ออะไรที่ชัดเจน จับต้องวัดผลได้
ประเมินได้  เมื่อฉันจะออกเดินทางฉันต้องศึกษาวัฒนธรรมฉันต้องเก็บ
ตังค์ ฉันอยากรู้อยากเห็นอะไร แล้วฉันกลับมาแล้วจะได้เรียนรู้อะไร
เอามาท�ำอะไรต่อ การเดินทางมาไทยกลายเป็นคลาสเรียนที่คลาสสิค
สนุกสนาน และเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของทุกคนในโรงเรียนในที่สุดของปีที่
เราเตรียมตัวกัน
	 มีเด็กทั้งหมด 14 คนได้ร่วมทริป หกสัปดาห์
จากอเมริกา สู่ประเทศไทย คลิปการเดินทาง The Way
of Elephant  (https://vimeo.com/61379825)
โรงเรียนนี้เป็น โรงเรียนที่ต้องใช้จินตนาการในการเรียน
59
การสอนกันทั้งเด็กและครู ไม่มีหนังสือเรียน ไม่มีการสอบ ห้องเรียน
เกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ เด็กคละเกรด ร่วมเรียนรู้ด้วยกันได้ตลอดเวลา เด็ก
คนหนึ่ง ทั้งปี เล่นแต่สเกตบอร์ด ไม่สนใจคลาสเรียนอื่นๆ ใดๆ ครูสัก
คนก็ไม่มีใครว่า แต่กลับหาสเกตบอร์ดมาเล่นกับเด็ก มีเด็กแอฟฟริกัน
อเมริกันกลุ่มหนึ่ง ที่เราต้องเข้าถึงให้ได้ เพราะเราจัดแคมป์ให้เขา ท�ำ
อย่างไรเด็กก็ไม่ยอมมาเข้าคลาสไทยเรา จนเราสังเกตเห็นสิ่งที่เขาชอบ
เขาชอบเล่นบาสเกตบอลเราเดินเข้าไปหา ขอเล่นด้วย เด็กสนุกกันใหญ่
ได้แกล้งครูไทย เราก็ปล่อยให้เด็กแกล้งจนตายใจ แล้วก็แย่งลูกบาสมา
ชู้ทได้แต้ม เด็กอึ้ง ยอม ให้ท�ำอะไรก็ยอม อ่อนข้อให้ ได้ใจกันล่ะ แล้วก็
ยอมมาเข้าคลาสร�ำไทยของเราเวลาเป็นของเรา เด็กและครูที่นั่นมีอิสร
เสรีในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ครูเองก็ต้องเรียนรู้การรู้จักตัวเอง เพื่อ
ที่จะรู้จักและเข้าใจเด็กได้ดีกว่า  โรงเรียนที่ไม่มีหลักสูตรแกนกลางของ
กระทรวงศึกษาครอบมาให้มันเป็นจริงได้ เอาไว้ท�ำให้ดูในบ้านเราที่ยัง
ไม่มีประชาธิปไตยในประเทศและในกระทรวงศึกษาให้จับต้องกันได้ดี
กว่า
	 ชั่วชีวิตนี้ ถ้าไม่ได้ท�ำ รร.แบบนี้ ก็คงนอนตายตาไม่หลับ ในฐานะ
ที่ได้ร่วมพบประสบเจอ ลงมือท�ำแล้ว
Nao Saowanee Sangkara
สวนศิลป์บินสิ
Upattinas School, ฟิลาเดเฟีย, อเมริกา
60
ห้องเรียนเดินได้เป็นหัวใจของการศึกษา
	 “เรียนในห้อง ท่องจ�ำ  ท�ำไม่ได้ ไกลจากชุมชน” คงเป็นข้อสรุป
ของการเรียนการสอนในระบบการศึกษากระแสหลัก ในวันนี้ผลพวง
จากการปฏิบัติการศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นแค่วาทกรรมอันสวยหรู
แต่จากข่าวร้ายรายวันที่ท�ำให้เกิดความสะเทือนใจทุกๆ
ครั้งที่ได้รับรู้ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อเด็กๆ
อันเกิดจากพฤติกรรมของบุคลากร ของหน่วยงาน
ด้านการศึกษาหรือพฤติกรรมของเด็กที่เป็นผล
มาจากการละเลยจากการดูแลอย่างเหมาะสม
ในช่วงวัยที่สมควรรวมไปถึงค่านิยมการศึกษาที่มา
พร้อมกับระบบทุนนิยมอันประกอบไปด้วยการแข่งขัน
61
แบบแพ้คัดออก และหลักสูตรที่มุ่งจะป้อนคนเข้าสู่วงจรของระบบโรงงาน
อุตสาหกรรมก็ล้วนแล้วแต่ท�ำให้เด็กๆ ของเราเดินทางออกจากชุมชน
และสุดท้ายก็ยากที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในภูมินิเวศน์
อย่างมีความสุข
	 จากปัญหาเหล่านี้ที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนานท�ำให้ผู้คนจ�ำนวน
หนึ่งที่เห็นพิษภัยของระบบการศึกษากระแสหลักเริ่มออกมาส่งเสียง
และเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเรียนรู้ในครอบครัว เรียนรู้ใน
โรงเรียนทางเลือกหรือร่วมผลักดันให้เกิดรูปแบบการศึกษาแบบใหม่ๆ
ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีข้อแตกต่างจากระบบการศึกษากระแสหลักอย่างที่
เป็นมา
	 กลุ่มรักษ์เขาชะเมาซึ่งเป็นกลุ่มที่ท�ำงานด้านเด็กและเยาวชน
มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยมุ่งเน้นเรื่องของการพัฒนา และเสริมสร้าง
ความทรงจ�ำ  ในวัยเยาว์ให้เด็กๆ ในชุมชนในบริเวณต�ำบลทุ่งควายกิน
อ�ำเภอแกลง จังหวัดระยอง ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านสิ่ง
แวดล้อม วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมเพื่อให้เด็กๆ ได้เติบโต
อย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น และส่วนรวม และสามารถพึ่ง
ตนเองได้อย่างมีความสุขภายใต้วิสัยทัศน์ของกลุ่ม คือ
62
“พัฒนาเยาวชนไปสู่การสร้างชุมชนทางเลือกให้สามารถพึ่ง
ตนเองส่งเสริมการเรียนรู้และฟื้นฟูทุนทางสังคมและวัฒนธรรม
ชุมชนใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานเทคโนโลยี สร้างสมดุลให้เกิด
สุขภาวะสังคม”
	 ดังนั้นกลุ่มรักษ์เขาชะเมาจึงได้มีการจัดการเรียนรู้เป็นความรู้เรื่อง
ที่ใช้บ่มเพาะให้เด็กๆได้เติบโตในทิศทางที่เหมาะสม  ได้แก่1.สิ่งที่ต้องรู้
คือ รู้จักตนเองรู้จักชุมชน  2. สิ่งที่ควรรู้ คือ รู้เท่าทันสถานการณ์ต่างๆ
3. สิ่งที่อยากรู้ คือ ส่งเสริมให้ได้ท�ำในสิ่งที่อยากท�ำโดยความรู้ที่ได้ชุด
นี้จะแปลงเป็นกิจกรรมที่กระท�ำได้อย่างต่อเนื่องโดยเน้นให้เด็กๆได้มี
อิสรภาพทางความคิด และมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมท�ำอย่างแท้
จริงจากการท�ำงานจุดเล็กๆ กลุ่มรักษ์เขาชะเมาได้เข้าร่วมกับเครือข่าย
เยาวชนสืบสานภูมิปัญญาที่เห็นว่าความรู้ไม่ควรอยู่ถูกจ�ำกัดอยู่ใน
ห้องเรียน และบุคลากรในระบบการศึกษากระแสหลักเท่านั้นแต่ควร
สนับสนุนให้ความรู้มีอยู่ในนอกห้องเรียนทั้งความรู้ด้าน
ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ในชุมชน และครูภูมิปัญญา
ซึ่งเป็นผู้รู้ในชุมชนได้มีโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับ
เด็กและเยาวชนจึงได้มีการจัดการเรียนรู้ความรู้
นอกห้องเรียนขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2548
63
ในวันนี้ผลพวงของการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่มากไปกว่าการ
เรียนในระบบการศึกษากระแสหลักก่อให้เกิดชุดความรู้มากมายใน
ชุมชนเกิดผู้รู้มากมายในทุกที่ และเกิดเด็กและเยาวชนที่สามารถบอก
ได้ว่าเด็กๆ และเยาวชนเหล่านี้มีลักษณะของการเป็นผู้ “รู้รากเหง้า 
เท่าทันสังคม สามารถก�ำหนดวิถีชีวิตตนเองได้” ตัวอย่างของกลุ่ม
รักษ์เขาชะเมาที่สะท้อนเส้นทางเดินของ นางสาวพจนา ศุภผล หรือ
กิ๊ฟ อายุ 26 ปี โดยเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มรักษ์เขาชะเมาตั้งแต่ชั้น
ปฐมศึกษาปีที่ 4 แต่นอกจากการเรียนในระบบกระแสหลักแล้ว กิ๊ฟ
ยังได้มีโอกาสเรียนรู้ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นกิจกรรมที่กลุ่มรักษ์
เขาชะเมาส่งเสริมให้เลือกเรียนรู้และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรและ
หมอพื้นบ้าน จากนั้นก็ได้น�ำความรู้นอกห้องเรียนชุดนี้ก�ำหนดวิถีทาง
การวางแผนชีวิตตนเองด้วยการเข้าเรียนในระบบ ในระดับอุดมศึกษาที่
มหาวิทยาลัยบูรพา คณะแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยอภัยภูเบศร
เมื่อจบออกมาก็รีบเข้าสู่วงการนักพัฒนาชุมชน โดยเลือกแนวทางการ
ส่งเสริมสุขภาพชุมชนโดยใช้ความรู้ด้านสมุนไพร         และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ตามความฝันของตนเองได้อย่างมีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อชุมชน
และสังคมต่อไป
64
จะเห็นได้ว่าในวันนี้การศึกษาที่มากกว่าการศึกษากระแสหลักหรือ
เรียกกันว่าการศึกษาบนทางชุมชนนั้นสามารถที่จะสร้างคนสู่อนาคตได้
จริง เราควรต้องร่วมด้วยช่วยกันผลักดันให้การศึกษาในประเทศนี้ได้มี
อย่างหลากหลายรูปแบบ และให้ผู้เรียนได้สามารถเลือกเรียนตามแบบ
ที่เหมาะสมกับตนเอง เด็กและเยาวชนของเราก็จะมีความสุขในการ
เรียนรู้และความรู้ภูมิปัญญาจะได้รับการยกระดับอย่างมีคุณค่า
	 ดังนั้นความรู้จึงไม่ควรอยู่แค่เพียงห้องเรียนสี่เหลี่ยมอีกต่อไป
เราควรมีห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา มีครูผู้มีความเมตตา และมีการศึกษาที่
ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนได้จริง ต่อไปนี้ห้องเรียนเดินได้จะเป็นนิยามของ
การเปิดประตูความรู้ที่เป็นอิสระ     เราสามารถเคลื่อนไหวการเรียนรู้ได้
ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวาเรียนรู้อย่างเบิกบานมีความสุขมี
คุณค่า และมีอิสรภาพในการเรียนรู้
	 “มันจะดีสักแค่ไหนถ้าวันนี้เราท�ำให้คนในประเทศเชื่อว่า
ห้องเรียนเดินได้เป็นหัวใจของการศึกษาคงถึงเวลา
ที่พวกเราต้องออกไปเดินอีกครั้ง”
แฟ้บ : รักษ์เขาชะเมา
65
เรียนบนกระดานดิน							
	 การศึกษาทั่วไปส่วนใหญ่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านห้องสี่เหลี่ยมบน
กระดานด�ำ ดอยผาส้มโฮมสคูลพาผู้เรียนออกจากห้องสี่เหลี่ยมมาเรียน
บนกระดานดิน เรียนรู้จากของจริง สถานการณ์จริง และลงปฏิบัติ
ในพื้นที่จริง        ท่ามกลางเส้นทางการเรียนรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายทั้งเชิง
รูปแบบ กระบวนการ เทคนิค และขั้นตอน ดอยผาส้มโฮมสคูลได้ตะ
หนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี และพยามยามเลือกเฟ้นสร้างหลักสูตร และ
ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับ
บริบทสังคมชุมชนท้องถิ่นของผู้เรียน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชุมชนชาวไทย
ภูเขาบนพื้นที่สูง นี่คงเป็นเงื่อนไขส�ำคัญและเป็นเป้าหมายหรือปฏิปทา
ของการศึกษาของเราคือกระดานดินต้อง “สร้างเมล็ดพันธุ์แห่งความ
66
พอเพียงกลับไปเติบโตอย่างอ่อนน้อมพร้อมพัฒนาท้องถิ่น” ทิศทาง
การเรียนรู้จึงใช้บริบทสังคมชุมชนท้องถิ่นของผู้เรียนเป็นตัวตั้งใน
การออกแบบหลักสูตร กระบวนการ และรูปแบบที่หลากหลาย แต่ที่
ส�ำคัญผู้เรียนที่จะตัดสินใจเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต้องมีเป้าหมาย
ชัดเจนว่า “ต้องกลับไปตอบแทนคุณแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเอง”
นี่คือปณิธานใจของเมล็ดพันธุ์แห่งความเพียงที่พร้อมกลับไป
งอกงามในถิ่นของตน ฉะนั้นในกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่
เพียงมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการพึ่งพา
ตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หากยังควบคู่กับการ
สร้างจิตส�ำนึกและอุดมคติแห่งการตอบแทนคุณ
แผ่นดินถิ่นเกิด ซึ่งดอยผาส้มโฮมสคูลได้ตระหนักดีว่า
กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพลังศรัทธา
สร้างกระบวนการจัดการเรียนรู้ “บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์
แห่งความพอเพียง” และต้องยึดมั่นในอุดมการณ์
อย่างแรงกล้าของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่กล้าลุกขึ้น
ทวนกระแสอันเชี่ยวกราดของการสร้างคนกระแสหลัก
ที่ขายฝัน สร้างความทะเยอทะยานให้คนอยากมี
อยากเป็นผ่านค่านิยมต้องมีการศึกษาสูง มีงานท�ำที่ดี
(งานเบา) มีค่าตอบแทนสูง มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูขับ
เป็นตัวชี้วัดความประสบผลส�ำเร็จในชีวิต	 	 	
67
ดอยผาส้มโฮมสคูลแม้เป็นผู้สร้างการศึกษานอกกรอบ
สร้างห้องเรียนนอกคอกบนกระดานดินก็ไม่ได้ประมาทในการสร้าง
กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจาก
กระแสโลกาภิวัตน์ผนึกก�ำลังกับการเติบโตของวัฒนธรรมบริโภคนิยม
ที่กระตุ้นการบริโภคแบบล้างผลาญทุกรูปแบบ อีกทั้งยังมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ถือเป็นสิ่งเร้าที่คอยกระตุ้นทั้งทางตรงและ
ทางอ้อมต่อเมล็ดพันธุ์ที่ก�ำลังอยู่ในช่วงบ่มเพาะสร้างเกาะก�ำบังหรือ
ภูมิคุ้มกันภายในตน ซึ่งความจริงแล้วเราไม่สามารถปิดกั้นควบคุม
ปัจจัยเหล่านี้ได้ แต่เราสามารถสร้างกระบวนการบ่มเพาะเมล็ดให้
สมบูรณ์แข็งแรงรู้เท่า รู้ทัน รู้กัน และรู้แก้ ซึ่งถือเป็นกระบวนการสร้าง
ภูมิปัญญาให้เมล็ดพันธุ์แห่งความพอเพียงสามารถรู้เท่าทันสื่อเท่าทัน
โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ตกเป็นทาสหรือเป็นเหยื่อของกระแสสังคม
บริโภคนิยมในปัจจุบัน สุดท้ายอยากบอกกับสังคมว่าอุดมการณ์เดียว
ที่เราต้องลุกขึ้นจัดการศึกษาบนกระดานดินของเราเองเพื่อเก็บรักษา
รากฐานของแผ่นดิน คือ แผ่นดินถิ่นเกิด วัฒนธรรม และองค์ความรู้
ภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นของตนเอง
ครูบาจ๊อก ดอยผาส้ม
68
กินเล่นสนุกสุขจากการเรียนรู้
    สร้างพื้นที่ดีจังบนฐานชุมชน
	 กินสนุก ทุกการเรียนรู้
	 ชุมชนมีต้นทุน แต่ละพื้นที่มีเรื่องเล่า  การกินเป็น
วัฒนธรรมเดิม ที่มีอยู่ในทุกชุมชน อาหารพื้นบ้าน  ขนม
ท้องถิ่น แต่ละชุมชนอาจจะมีเหมือน คล้าย หรือ
แตกต่างกันไป แล้วแต่วัฒนธรรมชุมชนของพื้นที่นั้นๆ
บ้านไร่  อุทัยธานี  มีคนส่วนใหญ่เป็นคนลาวที่ถูก
กวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ และหลวงพระบาง
เมื่อกว่า 300 ปีมาแล้ว อพยพมาอาศัยอยู่ในพื้นที่
ชายป่าใกล้กับห้วยขาแข้ง  ใช้ชีวิตหากินอยู่กับป่า  
69
อาหารก็ท�ำกินจากพืชผักที่มีอยู่ตามบ้านเรือนที่ปลูกไว้ หรือไม่ก็ขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ ถ้าพูดถึงกับข้าวที่เป็นหลักของคนลาวบ้านไร่ คงหนีไม่
พ้น “แจ่ว” ถือเป็นอาหารยอดนิยม หรือยอดฮิตของชุมชน เป็นอาหาร
หลักของทุกครัวเรือน คนที่นี่บอกว่า ถ้าไม่มีแจ่วแล้วกินข้าวไม่อร่อย
ไม่ยากไม่ง่ายส�ำหรับคนที่ไม่เคยท�ำ  แค่มีพริกแห้งหรือพริกสด หอม
กระเทียม มะเขือส้ม  ถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการต�ำแจ่ว  สิ่งส�ำคัญที่
ขาดไม่ได้คือ“ปลาร้า”น�ำทุกอย่างมาคั่วหรือย่างให้หอมแล้วต�ำรวมกัน
ใส่น�้ำปลาร้า ปรุงให้นัวด้วยเนื้อสัตว์ บางบ้านเลือกใส่ปลาย่าง ก็เรียก
“แจ่วปลาย่าง” บางบ้านใส่หมู ก็เรียก “แจ่วหมู”  หรือช่วงไหน  แมง
อีนูน จิ้งหรีด มีเยอะก็น�ำมาใส่แจ่ว เรียกชื่อตามสัตว์ที่ใส่ไปในน�้ำพริก
แจ่ว กินคู่กับผักพื้นบ้านที่หาได้ตามบ้านหรือตามป่าใกล้บ้าน ไม่ว่าจะ
เป็น ผักละว้าตีเมีย   ดอกกระเจียว  ผักผีโพลง ยอดฟักข้าว  น�้ำเต้า แค่
นี้ก็กินข้าวได้หมดหม้อส�ำหรับบางคน   และถ้าเป็นแจ่วที่ชาวบ้านชอบ
ท�ำเลี้ยงในงานบุญงานประเพณี จะเป็น “แจ่วข้าวคั่ว” ก็จะใส่ ข้าวคั่ว
ที่ใช้ข้าวไร่คั่วจนเหลืองหอม ต�ำให้ละเอียดและใส่ข่า ตะไคร้เพิ่มเข้าไป
ด้วย ปรุงเสร็จก็ใส่ใบแมงลัก หรือผักขี้ตู่ ผักชีฝรั่ง ถือเป็นอาหารรับแขก
บ้านแขกเมืองกันทีเดียว
70
ขนมพื้นบ้าน มีมากมายหลากหลายชนิด ที่คนลาวบ้านไร่ท�ำกิน
ในงานบุญหรือเทศกาลส�ำคัญของชุมชน เช่น งานปิดบ้าน ช่วงแรม 1 ค�่ำ
เดือน 6 ที่บ้านสะน�ำ  ทุกบ้านจะต้องท�ำข้าวต้มแร่ ขนมนมสาว มาเลี้ยง
ศาลเจ้าบ้าน ไปเยือนบ้านไหนก็จะได้ชิมขนมนมสาวทุกบ้าน
นอกจากนี้ยังมี ขนมล้อ  ขนมนมสาว  ขนมตาควาย  
ขนมเส้น  ขนมดอกจอก  ข้าวต้มแร่  ฯลฯ
วัตถุดิบในการท�ำขนมมีไม่กี่อย่าง หาได้
ไม่ยากตามบ้านตามเรือน  แป้งข้าวเจ้า  
แป้งข้าวเหนียว   มะพร้าว  น�้ำตาล
แค่นี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นของกินได้หลากหลาย
รูปแบบ   แต่ละขั้นตอนชวนให้สนุกถ้าเอาใจ
มาใส่ในการปรุง
	 เด็ก ๆ เรียนรู้การท�ำของกิน กับผู้ใหญ่ในชุมชน  
น�ำของกินมาออกแบบให้เป็นกิจกรรมเรียนรู้กันได้
ทุกวัยในชุมชน  งานบุญ งานประเพณีของชุมชน
ก็น�ำของกินมาเล่นให้เกิดความสนุก และอร่อยไม่รู้เลือน
71
ใครที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยชิม ไม่เคยท�ำ ขอเชิญมาเรียนรู้การท�ำขนม
พื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น มาชม มาชิม มาลิ้ม มาลอง มาลงมือท�ำกันได้
ชวนกันมาท�ำขนมพื้นบ้านแบบวิถีลาวครั่ง  ต่อเติมความสนุกจากการท�ำ 
“แจ่ว”  และ “ขนมตาควาย” อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ต้องลองมาลงมือ
ท�ำเอง
ป้าโก้ บ้านไร่
72
การศึกษาอย่างเป็น
ประชาธิปไตย
	 ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปการศึกษาด้วยวิธีต่างๆ
ที่มักมาจากคนกลุ่มเดิมๆ ราวกับว่าผู้มีส่วนได้เสีย
กับการศึกษาเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เสมือนคุณพ่อ
/คุณแม่รู้ดี ที่สมานสามัคคีปฏิรูปการศึกษาบนความดี
และความห่วงใย มากไปกว่าความต้องการของเด็กและ
ความเป็นจริงของโลก โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลง
การศึกษาถูกพูดผ่านรัฐหรือนักการศึกษาที่ยังคง
ยึดโยงกับโลกในอดีตอยู่ ไม่ว่าจะปฏิรูปกันอีก
73
สักกี่ร้อยครั้ง สิ่งที่ยังคงเดิมตลอดกาล ไม่ถูกท�ำให้เปลี่ยนผ่านเสียที
คือ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย
	 การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย
ซึ่งควรต้องศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วแต่คือการศึกษาบนวัฒนธรรม
ประชาธิปไตย ตราบใดที่เรายังเชื่อว่า เด็กมันโกง (เราจึงบังคับให้เรียน
หลักสูตรโตไปไม่โกง) เด็กมันเลว (เราจึงบังคับให้ท�ำสมุดความดี) เด็ก
มันบาป (เราเลยต้องแก้กรรม ท�ำพิธีล้างบาป) การศึกษาที่เราก�ำลัง
สร้าง ก็ไม่ใช่การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย เพราะมันคือ การศึกษา
ของเด็ก เพื่อเด็ก แต่โดยผู้ใหญ่ เมื่อเราสร้างการเปลี่ยนแปลงบนฐาน
คิดเช่นนี้แล้ว เราจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เรานั้นฉลาดกว่า เพียบพร้อม
กว่า เก่งกว่า เข้าใจอะไรมากกว่าพวกเด็กๆ ท�ำให้เรารู้สึกว่า ก�ำลังถูก
ท้าทายและกระทบกระแทกอย่างหนัก เมื่อเห็นสิ่งที่เราโง่กว่าอย่าง
ปฏิเสธไม่ได้ ก�ำลังมาแทนที่การศึกษาที่เราปรารถนาอย่างเพ้อฝันว่าจะ
เห็นมัน เช่น เกม อินเทอร์เน็ต โลกดิจิทัล การวิพากษ์วิจารณ์ การตั้ง
ค�ำถามต่อความเป็นชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ในกระแสนิยม ไม่ทัน
ที่เราจะใช้สติที่อุตส่าห์ไปฝึกภาวนามาหลายสิบปี เราก็ตีตราเด็กพวกนี้
ไปแล้วว่า ก้าวร้าว หรือเสพติด
74
แม้เราจะหยั่งเสียงเด็กๆ ดูบ้าง เพราะหลังๆ มานี้ พื้นที่ในเฟซบุ๊ก
ของนักปฏิรูปการศึกษาก็ถูกรบกวนจากความคิดเห็นของคนที่อยู่ใน
การศึกษาจริงๆ อย่างคนรุ่นใหม่ ซึ่งตั้งค�ำถามจี้ใจด�ำ ท�ำนองว่า
ที่นั่งๆ รับตังค์ค่าประชุมกันอยู่ ไม่เห็นมีพวกกู
เลยสักคน ปฏิรูปการศึกษาแต่ละครั้ง ก็มี
แต่นักอุดมคติการศึกษา ที่มักเทไปใน
ทิศทางที่ฉุดรั้งอนาคตของประเทศ
และปฏิเสธโลกสมัยใหม่ อาทิ อินเทอร์เน็ต
หรือ เทคโนโลยีอย่างหนักแน่น ด้วยการหา
ผู้เชี่ยวชาญมาป้ายความป่วยใส่เด็กพวกนี้
เมื่อยอมรับในความจริงได้ระดับหนึ่ง วงปฏิรูป
การศึกษาจึงคัดเลือกแล้วคัดเลือกอีก และเชิญเด็ก
ที่ดูแล้วช่างถกเถียงในระดับที่ยังควบคุมได้ มานั่ง
โปะๆ เป็นตัวประกอบฉาก เพื่อจะได้อ้างอย่าง
เต็มอาญาสิทธิว่า นี่ไงเห็นมั้ย เรามีข้อเสนอ
จากเสียงเด็กด้วยนะ โดยลืมไปว่าเด็กที่คัดมานั้น
75
ก็ล้วนแล้วมีแต่หน้าเดิมๆ เป็นเด็กแห่งความประนีประนอม และจงใจ
ลืมไปว่า เด็กเหล่านี้มาจาก ‘คอนเนคชั่น’ ล้วนๆ คือรู้จักลูกเต้าเหล่า
ใครก็ลากๆ กันมา เหมือนเวลาไปก่อม็อบ ไม่ใช่เด็กที่รู้สึกและเผชิญ
หน้ากับปัญหาจริงๆ ยังไม่นับรวมวิธีการเลี่ยงไม่ให้มีความคิดเห็นเด็ก
เช่นการจัดเวที จัดวงประชุม ช่วงกลางวันวันธรรมดาซึ่งตรงกับเวลา
เรียน เป็นต้น
	 เมื่อเราปฏิรูปการศึกษา โดยไม่มีเด็กอยู่ในสมการจริงๆ เพราะเรา
เชื่อว่า เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ ทั้งที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบจะทั่ว
ทุกพื้นที่ เพราะถ้าเด็กเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อไร มันจะรู้จักวิธีการขายตัว
มั่วสุมยาเสพติด ท้องก่อนแต่ง และอีกมากมายปัญหาเท่าที่พจนานุกรม
จะบัญญัติไว้ นั่นท�ำให้เรามีมูลนิธิหรือนักการศึกษาหรือหน่วยงานที่
เชื่อว่าตนเองก�ำลังปฏิรูปการศึกษา บนค�ำพูดสวยหรู ที่พูดอย่างไรก็ถูก
เช่น การกระจายอ�ำนาจ การจัดสรรงบประมาณ การประเมินผล ฯลฯ
แต่ในขณะเดียวกันกลับบอกว่า การรณรงค์เรื่องบังคับตัดผมนั้นเป็น
กระพี้ (จนกระทั่งแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิถือไมค์ในระยะหลังมานี้ ก็ล้วน
76
แล้วแต่พูดเรื่องการประเมิน งบประมาณทั้งสิ้น อ้อ...การศึกษามันล้างสมอง
เราอย่างนี้นี่เอง)
	 โครงการที่สนับสนุนให้เด็กท�ำเอง จึงมีแต่โครงการ
ลักษณะจิตอาสา พัฒนาท้องถิ่น ฯลฯ เพราะ
ประเด็นเหล่านี้ช่วยขัดเกลาให้เด็กเจียมเนื้อ
เจียมตน ไม่เอาเวลาไปเรียกร้องอะไร
ที่ฟังแล้วบาดหูผู้ใหญ่ และเราก็มีแต่
งานวิจัยที่มุ่งเป้าท�ำลายคุณค่าร่วมสมัย
ของคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น เราจึงไม่เคยมีการ
สนับสนุนให้เด็กพูดเรื่อง คุณค่าของ
อินเทอร์เน็ตและเกม, ความเป็นธรรมในโรงเรียน,
การละเมิดสิทธิโดยครู, ความหลากหลายทางเพศ,
ความส�ำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์, สิทธิทางเนื้อตัว
ร่างกาย, การ Bully
77
โรงเรียนที่ไม่ว่าจะปฏิรูปจนช�้ำเลือดช�้ำหนองกันขนาดไหน จึงมี
แต่การไปแตะๆ เขี่ยๆ กันแค่เรื่องงบประมาณ การประเมิน เพราะเรื่อง
พวกนี้ปลอดภัยดี ในขณะที่ครูซึ่งใช้ความรุนแรงกับเด็กทั้งที่เป็นและ
ไม่เป็นข่าวก็ยังคงสบายดี บางรายยังได้รับดอกไม้ให้ก�ำลังใจอีกด้วย
นักเรียนจึงถูกบอกผ่านกฎระเบียบเสมอว่า ถ้าท�ำผิดจะโดนอะไร แต่ไม่
เคยมีกฎที่ชัดเจนข้อไหนบอกว่า ถ้าครูท�ำผิด ถ้าโรงเรียนท�ำผิด ถ้ากฎที่
ใช้อยู่นั้นผิด เราจะท�ำอย่างไรได้บ้าง
	 ดังนั้น เราก็อย่าหลอกตัวเองอีกเลยว่า เราก�ำลังปฏิรูปการศึกษา
เรามายอมรับกันตรงๆ ดีกว่า ว่าเราก�ำลังท�ำธุรกิจบนปัญหาของเด็กๆ
เว้นแต่ถ้าเรายังมีความจริงใจกันอยู่บ้าง ก็อาจเริ่มจากความเชื่อในการ
ท�ำงานพื้นฐานในโลกสมัยใหม่คือ เชื่อว่าการศึกษาต้องด�ำเนินไปอย่าง
เป็นประชาธิปไตย เป็นการศึกษาของผู้เรียน โดยผู้เรียน และเพื่อผู้
เรียน
	 ถ้าอ่านมาถึงจุดนี้แล้วยังเกิดอคติบังตาอยู่ว่า แหม บทความโลก
สวย ถ้าผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองจริงๆ มันจะเข้าสังคมกันได้อย่างไร ขอ
ให้กลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น
ฟิล์ม ยังฟิล์ม
เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
78
เครือข่ายการศึกษา
     ชนเผ่าพื้นเมือง
	 ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง ในอดีตไม่มีหลักสูตร
ไม่มีโรงเรียน แต่มีกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ได้
ความรู้และทักษะในการใช้ชีวิต ผ่านสถาบันครอบครัว
และชุมชน โดยกระบวนการเรียนรู้ของคนชนเผ่า
พื้นเมือง คือ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ลองผิด
ลองถูก จนเกิดเป็นความรู้และทักษะ สามารถน�ำ
ความรู้และทักษะไปปรับใช้ได้จริงในชีวิต นอกจาก
ความรู้และทักษะแล้ว ยังเน้นการเรียนรู้เรื่อง
ความเชื่อมโยงของคนกับคน คนกับธรรมชาติ
คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการเคารพ
79
ซึ่งกันและกัน อยู่ด้วยกันอย่างนอบน้อม สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล เพราะวิถีของชนเผ่าพื้นเมืองเป็นวิถีที่
อยู่อย่างพอเพียง พึ่งพิงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
	 แต่ปัจจุบันรูปแบบการเรียนรู้ของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองได้เปลี่ยนไป
เนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ และระบบการศึกษาทางการได้เข้ามามี
บทบาทแทนที่ โดยมุ่งส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นชาติทางด้านภาษา
และวัฒนธรรมไทย อยู่บนฐานคิดแบบชาตินิยม ที่ให้ความส�ำคัญกับ
การหลอมรวมผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมต่างๆ ให้กลายเป็น
ส่วนหนึ่งของชาติ หากแต่ในขณะเดียวกันได้ละเลย ไม่ยอมรับและ
กีดกันอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่ม
ชาติพันธุ์ เป็นการจัดการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ขนบธรรม-
เนียมประเพณีและวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรม
ของแต่ละชาติพันธุ์และชนเผ่าชนพื้นเมือง ส่งผลให้เด็กและเยาวชนชน
พื้นเมืองขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดทักษะการใช้ชีวิตในชุมชน และ
ผลักให้คนทิ้งถิ่นมากขึ้น การเรียนรู้วิถีชีวิตตามจารีตประเพณีของเด็ก
และเยาวชนหายไป และเกิดการสูญหายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา
ท้องถิ่น
80
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ท�ำให้ผู้รู้ผู้อาวุโสและแกนน�ำชนเผ่าพื้น
เมืองเกิดความห่วงใยต่ออนาคตของลูกหลานและสังคมชนเผ่าพื้นเมือง
รวมทั้งชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองหลายแห่งพยายามฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรม
ตนเอง จึงเห็นความส�ำคัญในการสร้างพื้นที่เรียนรู้และ
ขับเคลื่อนงานการศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองร่วมกัน
และเมื่อวันที่ 19-21 ธันวาคม พ.ศ. 2554
แกนน�ำผู้รู้และเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองทั้ง
9 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้ร่วมประชุมปฏิบัติการ
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การ
บริหารจัดการด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
ของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองอีกครั้ง จึงมีความเห็น
ร่วมกันจัดตั้ง “เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง”
ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกันอย่างมีพลัง จากนั้น
เครือข่ายฯได้พยายามพัฒนากลไก วางแผนและจัดกระบวนงาน
ให้มีความชัดเจนมากขึ้นเป็นระยะๆ  โดยใช้แนวคิด
การจัดการศึกษาของเครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง
เป็นการจัดการศึกษาทางเลือกแบบมีส่วนร่วม ที่จัดโดย
ชุมชน เพื่อชนเผ่าพื้นเมือง สร้างพื้นที่การเรียนรู้ แสวงหา
81
ความร่วมมือ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนชนเผ่า
พื้นเมืองบนรากฐานวัฒนธรรมตนเอง เพื่อให้ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นคนพหุ
วัฒนธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชน สามารถด�ำรงชีวิตอย่างมีความสุข
สงบและสันติ
	 ปัจจุบันเครือข่ายฯ ได้ปรับปรุงโครงสร้างการขับเคลื่อนงาน โดยมี
พี่หน่อแอริ ทุ่งเมืองทองเป็นประธาน และได้ขยายสมาชิกเครือข่ายการ
ศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองจาก 9 กลุ่มชาติพันธุ์เป็น 15 กลุ่มชาติพันธุ์ 38
ชุมชน โรงเรียนและองค์กร 	และได้ร่วมกันจัดงานสมัชชาเครือข่าย
การศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองเป็นประจ�ำทุกปี พร้อมทั้งได้ยื่นข้อเสนอและ
บทเรียนที่ดีของการจัดการศึกษาของแต่ชุมชนและองค์กรผ่านสื่อทั้ง
กระแสหลักและสื่อทางเลือกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้จัดท�ำรายงาน
ทางเลือกว่าด้วยสถานการณ์ของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์ส�ำหรับเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ
ไทย เสนอต่อคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ
สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) นอกจากนี้ได้พัฒนายกระดับโรงเรียน
ของชุมชนจดทะเบียนจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 พระราช
บัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนโจ๊ะมาโลลือหล่า และ
โรงเรียนชุมชนมอวาคี รวมทั้งได้รณรงค์ผลักดันนโยบายด้านการศึกษา
82
ร่วมกับสมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาไทยในนาม “สภาการศึกษา
ทางเลือก” ให้เกิดการปฏิรูปการศึกษารอบสองมีผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูป
ธรรมมากยิ่งขึ้น อาทิ การจัดท�ำข้อเสนอเพื่อเปิดพื้นที่ให้การศึกษาทาง
เลือกได้พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาได้อย่างเป็นอิสระ
บนหลักการและเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลาง
และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
ได้พัฒนาแนวทางที่หลากหลายในเรื่อง
การศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา
และเรื่องอื่นๆ อีกต่อไป
	 Indigenous Education Network (IEN)
				 วิไลลักษณ์ เยอเบาะ
83
การศึกษาเพื่อการพัฒนาด้านใน
	 ถ้าพูดถึงเรื่องการจัดการศึกษาทั่วไปแล้ว สถานศึกษาส่วนใหญ่มุ่ง
พัฒนาผู้เรียนโดยเน้นกระบวนการให้ความส�ำคัญกับทักษะการเรียนรู้
ภายนอกเป็นหลัก ซึ่งเป็นการเรียนรู้แค่เปลือกนอก ไม่ตกผลึกถึงการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่ตระหนักรู้ถึงด้านในของจิตใจตนเอง ดัง
นั้นการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านในจึงเป็นการเรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพที่มี
คุณค่าในตัวเอง พัฒนาจิตใจตนเองให้มั่นคง ให้มีสติขึ้น การเรียนรู้เพื่อ
พัฒนาด้านในได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มคนทางเลือก เช่น
สายธรรมชาติบ�ำบัด สายญาติธรรม สายโยคะ หรือสายพลังจักรวาล
เป็นต้น สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง หรืออาศัยความช่วยเหลือจากเครือ
84
ข่ายกัลยาณมิตรในการสร้างกระบวนการควบคุมความคิด ความรู้สึก
การกระท�ำและจิตใจของตนเองดังนั้นศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไทจึงเล็ง
เห็นความส�ำคัญในเรื่องนี้จึงจัดวงการศึกษาเล็กๆเพื่อคุยวาระที่ยิ่งใหญ่
ผ่านเวทีเสวนา ในประเด็น “ชุมชนจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านใน”
โดยเชื้อเชิญผู้เข้าร่วมที่หลากหลายทั้งพระคุณเจ้า
ชาวบ้าน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักปฏิบัติธรรม
นักพัฒนาเอกชน เด็กเยาวชน และนายแพทย์  
มาแลกเปลี่ยนทัศนะมุมมองเกี่ยวกับ
สถานการณ์การศึกษาในปัจจุบัน
จากวงเสวนาท�ำให้รู้ว่าการศึกษาในปัจจุบัน
นี้มีการแข่งขันกันสูง มุ่งสร้างคนให้เห็นแก่ตัว
เรียนข้ามขั้นแบบก้าวกระโดด หลักสูตร
ส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรส�ำเร็จรูป ซึ่งตรงกันข้ามกับ
ชีวิตจริงๆ ของผู้คนที่มันไม่มีสูตรส�ำเร็จ ซึ่งช่วงสุดท้าย
มีการสรุปค่อนข้างน่าสนใจว่าการจัดการศึกษา
แบบมุ่งพัฒนาด้านในนี้ จะเป็นทิศทางค�ำตอบ
ที่ส�ำคัญแห่งอนาคต แต่จะเป็นเครื่องมือส�ำคัญ
ส�ำหรับคนในยุคปัจจุบัน คือ
85
1.	การจัดการศึกษาต้องใช้การร่วมไม้ร่วมมือกันท�ำ
	 2.	การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งความส�ำคัญกับการพัฒนาจิตวิญญาณ
	 3.	การจัดการศึกษาที่ค�ำนึงระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม
	 4.	มีการเชื่อมโยงกับชุมชน และสังคม
	 5.	พัฒนาศักยภาพบุคคลจากการลงมือท�ำจริงเพื่อให้เกิด
สัมมาชีพ
	 แม้มันอาจจะหนักหนาแต่ก็คงไม่ถึงกับสาหัสและเกินความเป็น
ไปได้เพราะมันเป็นการทวนเข็มกับการศึกษากระแสหลักที่เป็นอยู่ใน
ปัจจุบันนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับสังคมที่ไม่ชอบการแข่งขัน
และในขณะเดียวกันก็ถือซะว่า เป็นกิจกรรมเนื่องในโอกาสเสมือนวัน
เปิดตัวศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไทไปเลยก็แล้วกัน
เก็บจาก Facebook ครูเลี่ยม วัชระ เกตุชู
ศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไท
คิด แก้วค�ำชาติ เรียบเรียง
86
การเรียนรู้
ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ
	 ก่อนเริ่มการเรียนรู้ที่นี่ เราจะบอกกับผู้เรียน
เสมอ ว่าห้องเรียนเราไม่เหมือนห้องเรียนที่ทุกคนคุ้นเคยนะ
	 ที่นี่...เราต่างเป็นครูและนักเรียนของกันและกัน
ไม่มีใครผูกขาดความเป็นผู้สอนและผู้เรียนไว้
ฝ่ายเดียว
	 ที่นี่...ไม่มีต�ำรา เราจะเรียนรู้จากความรู้สึก
และประสบการณ์ ความรู้ที่เราได้รับไม่จ�ำเป็นต้อง
เหมือนกัน
87
ที่นี่...ไม่มีการสอบวัดผลหรือตัดเกรด ผลลัพธ์ของการเรียนรู้จึง
อยู่ที่การน�ำไปใช้ไม่ใช่คะแนน
	 ที่นี่...เราไม่มีกฎระเบียบ เราจะใช้หัวใจที่พร้อมดูแลกันและกันเป็น
กติกาหลักของการเรียนรู้
	 ที่นี่...เราปรารถนาให้ทุกคนเป็นตัวของตนเอง ขัดแย้งได้ เถียงได้
เพราะเราเชื่อว่าความหลากหลายคือพลัง  
	 ดังนั้นที่นี่...ทุกคนจึงเป็นเจ้าของการเรียนรู้
	 เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วที่กิ่งก้านใบได้ปักหลักลงดินตั้งถิ่นฐาน
สร้างการเรียนรู้ ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ เราเดินหน้าสร้างการเรียนรู้อย่าง
ไม่หยุดหย่อนในหลากหลายประเด็นเนื้อหา หลากหลายเครื่องมือ
กระบวนการ หลากหลายกลุ่มผู้เรียน บนความเชื่อพื้นฐานอย่างเดียว
ว่าการเรียนรู้ในระบบไม่เพียงพอส�ำหรับผู้เรียน และเราจะท�ำหน้าที่เป็น
ส่วนประกอบหนึ่งในการเติมเต็มการเรียนรู้ แต่กระนั้นระหว่างทาง
เราก็ยังคงมีค�ำถามกับสิ่งที่เราท�ำว่าเป้าหมายสูงสุดของการเรียนรู้
คืออะไร...เราจะพาผู้เรียนไปไหน...และบทบาทของเราคืออะไร...เรา
ลงมือท�ำและลองผิดลองถูกไปพร้อมๆ กัน การเรียนรู้ของเราเกิดขึ้นไป
พร้อมๆ กับการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่นี่ ดังนั้นเด็กๆ ที่นี่จึงถือเป็นครูคน
หนึ่งของเราคน หลายครั้งที่เราพบแง่มุมที่เป็นปรัชญาชีวิตจากค�ำพูด
88
หรือการกระท�ำของเด็กอย่างไม่น่าเชื่อ จนกระทั่งสิ่งที่เป็นค�ำถามค้าง
คามันค่อยๆ คลี่คลายเป็นค�ำตอบของวันนี้
	 บทบาทการสร้างแรงบันดาลใจ คือค�ำตอบของเราในวันนี้ หน้าที่
ที่เราท�ำคือท�ำให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจในการท�ำสิ่งใดๆ
ก็ตามให้ส�ำเร็จ เมื่อเราคลี่คลายในบทบาทหน้าที่
ของเรา กระบวนการเรียนรู้จึงถูกออกแบบ
ให้สอดคล้อง เราจะไม่ท�ำหน้าที่ทับบทบาท
ของผู้เรียน เราท�ำเป็นผู้กระตุ้นและ
เสริมพลังเกิดการเรียนรู้ ส่วนการต่อยอด
น�ำไปใช้ ตลอดจนความส�ำเร็จและความ
ภูมิใจนั้นต้องเป็นของผู้เรียนอย่างสมบูรณ์
	 เราออกแบบห้องเรียนแรงบันดาลใจให้เป็น
ห้องเรียนที่ผู้เรียนทุกคนมีความสุข มีอิสรภาพ
และสนุกกับการเรียนรู้ เราเชื่อว่าผู้เรียนทุกคน
มีคุณค่า ความถนัด ศักยภาพที่ไม่เหมือนกัน
เครื่องมือที่เราใช้จึงไม่ผูกขาดความสามารถ
ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ทุกคนจะได้มีโอกาสสลับ
บทบาทมาเป็นผู้น�ำการเรียนรู้ ผู้เรียนทุกคน
89
จึงเห็นคุณค่าของตนเองพร้อมๆ กับการเห็นคุณค่าของกันและกัน ซึ่ง
จะน�ำไปสู่การอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย  เราเสนอให้ผู้เรียนขัด
แย้งกันได้ เพราะในชีวิตจริงก็ต้องเผชิญกับสิ่งนี้ ห้องเรียนจึงเป็น
ห้องปฏิบัติการที่เตรียม ผู้เรียนไปเผชิญกับความจริงให้ได้มากที่สุด  
การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมและ
ผลลัพธ์ในตัวผู้เรียน การพาผู้เรียนออกจากห้องสี่เหลี่ยม การนั่งฟัง
บรรยาย กติกาข้อจ�ำกัดที่ปิดกั้น ไปสู่การมีอิสรภาพในการเรียนรู้อย่าง
ไม่มีขอบเขต  ส่งผลให้ผู้เรียนมีหัวใจที่จะเรียนรู้ การเติบโตและงอกงาม
จึงเกิดขึ้นอย่างไม่มีขีดจ�ำกัด
	 ณ วันนี้ ส�ำนักกิจกรรมกิ่งก้านใบจึงได้สร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้
อย่างหลากหลาย ประกอบด้วย ไร่กิ่งก้านใบ ห้องกิจกรรมการเรียนรู้
บนฐานชีวิตและชุมชน  ที่พักและสถานที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้, บ้าน
ละครยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ห้องเรียนละครและโรงละครเล็ก ณ อุตรดิตถ์
และเทศกาลอุตรดิตถ์ติดยิ้ม เทศกาลพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้
ของทุกคนในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้เชิง
สร้างสรรค์ให้คนทุกเพศทุกวัยได้เข้าถึง  สร้างกระบวนการคิด ประสบ-
การณ์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และผู้
ที่สนใจ โดยสามารถติดตามกิจกรรมการเรียนรู้ของเราได้ที่ facebook
fanpage : ไร่กิ่งก้านใบ หรือ อุตรดิตถ์ติดยิ้ม
ห้องเรียนแรงบันดาลใจ @กิ่งก้านใบ
90
โรงเรียนสายน�้ำ
กับการเติบโตของหนุ่มสาว							
	 การเติบโตของหัวใจผ่านละครเพื่อการเรียนรู้
ชุมชนเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร
	 “การใช้ทุกสิ่งรอบตัวเป็นเครื่องมือการเรียนรู้”
สิ่งที่เราพบ สิ่งที่เราเจอทุกขณะ ทุกเวลา ทั้งสถานที่
คน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติรอบตัว หรือแม้แต่
ห้วงค�ำนึงของความรู้สึก นึกคิดของตนเอง
สามารถเป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นเครื่องมือ
การเรียนรู้ ที่น�ำพาไปสู่การเติบโตของหัวใจ
หัวใจที่เติบโตจะตามหาความสมดุล
เป็นความสมดุลของชีวิตที่เริ่มต้นจาก “ใจสมดุล”
91
หนุ่มสาวสองคนตั้งค�ำถามกับการใช้ชีวิต เมื่อใจเปิด ตาเปิด ใจ
เริ่มเห็น ตาเริ่มมอง...
	 ใจของนนท์เปิดออก พร้อมกับการตั้งค�ำถามว่า “ชีวิตที่มีความ
หมายคืออะไร” เป็นตะกอนในใจของชายหนุ่มที่เล่นเป็นลุงกระเบน
ตัวละครในละครเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร ค�ำถามนี้เป็นเสียง
ภายในใจ วนซ�้ำๆ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะที่ “บวชเป็นพระ” เพื่อทดแทน
คุณครอบครัว หลังจากบวชจึงตัดสินใจมาท�ำงานชุมชนกับกลุ่มเรียนรู้
บางเพลย์
	 สายตาของนิ้ง คลี่ออก เริ่มมองเห็นชีวิตด้วยความกล้าหาญ
น้องนิ้ง หญิงสาวในเมืองกรุง (กรุงเทพ) ที่มีโอกาสเรียนรู้หัวใจตนเอง
ผ่านสายน�้ำบางปะกง นิ้งเล่าให้ฟังว่าพ่อแม่ตกใจและตั้งค�ำถามว่า “มา
ท�ำอะไรกับเยาวชน มาท�ำงานแบบนี้ท�ำไม ไม่เหนื่อยเหรอ ท�ำอย่างอื่น
ไม่ดีกว่าเหรอ” เสียงตกใจของพ่อแม่ เกิดขึ้นเมื่อนิ้งตัดสินใจมาเรียนรู้
ชีวิตผ่านการท�ำงานข้างสายน�้ำบางปะกง
	 ละครบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร พาใจให้เติบโตได้อย่างไร อะไร
คือฐานชุมชนและกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐานสร้างการ
เติบโตของหัวใจได้อย่างไร
92
“หัวใจของคนขยายได้จริง เมื่อเราใช้ชุมชนเป็นฐานเรียนรู้”
การท�ำละครเพื่อการเรียนรู้ชุมชน เรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร
เราใช้กระบวนการเรียนรู้บนฐานชุมชนบางปะกง ใช้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง
เป็นเครื่องมือน�ำพาใจให้โน้มลงดิน ใจอ่อนก่อให้เกิดใจเอื้อ
เครื่องมือการเรียนรู้ที่ส�ำคัญ คือ สายน�้ำบางปะกง
พื้นที่บางปะกง และคนบางปะกง เรามีแม่น�้ำ
เป็น “แม่” เป็น “เพื่อน” เป็นพื้นที่ชีวิต
เป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นแรงบันดาลใจที่สร้าง
เรื่องราวในละคร และสร้างการเติบโต
ในใจของผู้เข้าร่วมกระบวนการ เรามีเสียง
รอบตัวทั้งเสียงสัตว์ เสียงลม และเสียง
ธรรมชาติ เป็นเครื่องมือน�ำพากาย พาใจ และพา
ให้เราขบคิด ผ่านกิจกรรมการเฝ้าสังเกตความรู้สึก
นึกคิดที่ผุดบังเกิดขึ้นมา แล้วเขียน แล้วกลับไป
ย้อนมองสิ่งที่เขียน ท�ำให้เราได้ย้อนกลับเข้าไป
สืบค้นชีวิต ตัวตนและทัศนคติของเราอีกครั้ง
93
เราได้ฟังเรื่องเล่าจากพื้นที่ โดยก้าวเท้าของตัวเองเข้าไปในพื้นที่
อย่างเคารพ และใช้หูของเราฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งส�ำคัญมาก ท�ำให้เราได้
ฟังเล่าเรื่องจากคนจริงที่ปฏิบัติจริง ข้างสายน�้ำ  ในสวนมะม่วง และ
บนเรือหาปลา เป็นความทรงจ�ำที่มีค่าและประทับลงในใจ ในความคิด
แบบความทรงจ�ำระยะยาว จนกลายเป็น Long Term Memory จ�ำ
ไปนาน ความทรงจ�ำนี้น�ำมาผ่านกระบวนการจัดเรียง เชื่อมร้อยความ
ทรงจ�ำ โดยพี่ตั้ม พี่ชายในกลุ่มละคร จนกลายเป็นบทละครที่มาจากแรง
บันดาลใจ มาจากความรู้สึกและปะติดปะต่อทางความทรงจ�ำ  พัฒนา
เป็นบทละครเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร ที่เกิดจากการมีส่วนร่วม
ทั้งชาวบ้านคนต้นเรื่อง ทีมอาสาเยาวชนละคร นักละครของกลุ่ม ผู้
ประสานงานชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบตัว
	 ใจสบาย ผ่อนคลายเป็นเครื่องมือที่น�ำไปสู่การเรียนรู้และการเติบโต
ของหัวใจ ภาวะใจสบาย ไม่ได้หมายถึงการติดความสบาย ไม่ล�ำบาก
แต่เป็นภาวะใจคลายแม้ว่าร่างกายจะตรากตร�ำ  แต่หัวใจก็สบายได้ กระบวน
การที่เราใช้ เราพาไปเดินดู การเอาเท้าเหยียบดิน การเอามือแหวกพง
หญ้าเพื่อแอบดูฝูงนกอพยพที่บ้านโพธิ์ เราเอามือตนเองปลอกลูกรุ่ย
อย่างยากล�ำบาก แต่ได้กินแกงบวดลูกรุ่ยแสนอร่อย ซึ่งลูกรุ่ยเป็นพืช
ประจ�ำถิ่นริมน�้ำบางปะกง เราพาไปเรียนรู้กลางสายน�้ำบางปะกง ตาก
94
แดดบนเรือหาปลาและฟังเรื่องเล่าของลุงสายันต์กลางแดดจ้า เหงื่อตก
แต่มันท�ำให้เราเชื่อมโยงกับลุง เชื่อมโยงชีวิตเรา และเชื่อมโยงกับ
ธรรมชาติ ซึ่งมีค่าเทียบเท่าการที่ลุงยันต์พาเราไปดูหิ่งห้อยข้างแม่น�้ำ
บางปะกงยามค�่ำคืนและรับทราบข้อมูลว่าความสมบูรณ์
ของพื้นที่กลับมา  เพราะหิ่งห้อยมันกลับมาแล้ว
หลังจากที่เคยหายไป การพาร่างกายไปพบเจอ
ประสบการณ์เป็นการเรียนรู้ที่ผ่านการ
ลงมือท�ำ เมื่อกายเคลื่อน ใจเขยื้อนตาม
แต่เราต้องเท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งกายและใจ
เป็นถ้อยค�ำที่ผุดขึ้นมา เราจึงมักมีกระบวนการ
สอบถาม ด้วยประโยคที่ว่า รู้สึกอย่างไร
และได้เรียนรู้อะไร เพราะสิ่งนี้เป็นฐานที่มั่นคง
ของคนตระหนักรู้  
	 กระบวนการสร้างเรื่องจากการเรียนรู้
บนฐานชุมชนเสร็จสิ้น  แต่กระบวนการสร้าง
หัวใจยังไม่จบ เราพาน้องออกตระเวนเล่น
ละครและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ร่วมกับพี่ๆ
ในชุมชน การที่น้องๆ ได้เห็นทีมชุมชน
95
มาเคลื่อน มาท�ำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่มีค่ากับเด็กน้อยสองคน (และคน
อื่นๆ อีกหลายคน) คนในชุมชนเข้ามาท�ำด้วยเหตุผลที่เรียงเป็นค�ำพูด
ง่ายๆ “ท�ำเพราะอยากท�ำ ท�ำเพื่อสายน�้ำบางปะกง สายน�้ำแห่งชีวิต
ของเรา  ของคนตะวันออก” แสดงว่ารู้สึกจึงเริ่มท�ำ  เราจึงได้ตกผลึก
ว่า เรามีหน้าที่พาให้รู้สึก ไปพบ ไปเห็น ให้เขาเหล่านั้น “รู้สึก” แล้วจัด
กระบวนการสะท้อน หรือน�ำพาความรู้สึก ออกมาผ่านกิจกรรมต่างๆ
เขาเหล่านั้นก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนมุมมองภายใน ใจรู้สึก ใจเปลี่ยน
ความคิดเปลี่ยน การใช้ชีวิตเปลี่ยน
	 “ผมเปลี่ยนไปอย่างหนึ่ง ผมเชื่อมกับธรรมชาติกับเรา ผมเห็นว่า
สิ่งรอบตัวเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน ละเอียดกับคนมากขึ้น รู้สึกว่าเรื่อง
การฟังด้วยหัวใจเป็นฐานส�ำคัญ ผมนึก.....ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ไปถ่ายรูป
ค่ายสร้างแกนน�ำ ชีวิตผมจะเป็นยังไง มันเป็นจุดเริ่มที่ได้เข้ามาเป็นทีม
บางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร เล่นเป็นปลากระเบน (ตอนมีข่าวกระเบน
ตายไม่ว่าแม่น�้ำสายไหน นนท์จะส่งข่าวและรู้สึกกับการตายของเพื่อน
กระเบน ราวกับว่าจะท�ำยังไงดี) ตอนบวชพระ ผมย้อนถึงสิ่งที่เราเคย
ท�ำงานอาสาว่าเราท�ำไปท�ำไม ผมค้นพบว่าจิตของผมในวัยเด็กผูกพัน
กับธรรมชาติ ซึ่งพอโตขึ้น เรียนถึงมหาวิทยาลัย มันก็ยังอยู่ แต่ซ่อนอยู่
ในตัวโดยที่ผมไม่ได้คิดถึงมัน เมื่อผมได้เข้ามาท�ำบางปะกงมันปรากฏ
96
ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง”   นนท์คนกันเอง ที่ตอนนี้เริ่มหนักแน่นและใจมั่นคง
	 “หนูละเอียดกับความสัมพันธ์ ละเอียดกับคนมากขึ้น ค�ำนึงถึง
คนมากขึ้น มีสติมากขึ้น เดิมไม่ได้ผูกพันอะไรกับชุมชน หนูเห็นพี่กัญนจ์
(พี่ชาวบ้านที่ท�ำงานเพื่อดูแลบางปะกง) เขาท�ำเลย ท�ำเพราะ
อยากท�ำเขาลุยจริง หนูรู้สึกว่าหนูได้อะไรบางอย่าง
พอเข้ามาร่วมกระบวนการบางปะกงมากขึ้น
เริ่มเห็นว่าตนเองไม่ได้ชอบในสิ่งที่เราเคยท�ำ
เราเริ่มเห็นว่าเราชอบสิ่งนี้ (การท�ำงาน
ชุมชน) ชัดขึ้น เราเห็นว่าเราเป็นคนยังไง
เท่าทันอารมณ์ มีสติมากขึ้น เวลาเราเห็น
คนแก่และเด็ก เราเห็นความอ่อนโยน
ในตัวเราด้วย หนูคิดว่าหนูรู้วิธีคิดของเรา
และอารมณ์ความรู้สึกของเรามากขึ้น” นิ้ง
(หญิงสาวที่บอกว่า เวลาเราพลาด เราหลุดโวยวาย
เราจะรู้ตัวมากขึ้น)
97
หนุ่มสาวเติบโตบนสายน�้ำบางปะกง
	 กลุ่มหนึ่งเติบโต...ลุล่วงถึงวัยสาวหนุ่ม...
	 ผ่านกระบวนการเรียนรู้ “ละครเป็นกระบวนการเรียนรู้”
	 เราออกแบบให้เป็นละครเพื่อการเรียนรู้ชุมชน
	 จนได้ละครเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร
	 เพื่อให้หนุ่มสาวเกิดหัวใจใหม่ที่เป็นมิตรกับโลกใบนี้
	 เป็นหัวใจที่กล้าหาญ เมื่อใจขยาย ใจเปิด ตาเปิด
	 ชีวิต....อยู่อย่างมีความหมาย
ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ
กลุ่มเรียนรู้บางเพลย์
98
การศึกษาไทย
  กับการสร้างโลกคนละโลก    
      ในโลกใบเดียวกัน
	 โลกใบเดียวกันแท้ๆ แต่ท�ำไมถึงคุยกันไม่รู้เรื่อง
แง่คิดหนึ่งจากการนั่งฟังชาวบ้าน ในฐานะผู้ปกครองเล่า
เรื่องราวที่โรงเรียน ทั้งเรื่องการจัดการซื้อเสื้อผ้าเด็ก ทั้งการ
บริหารที่ไม่เคยสนใจชาวบ้าน ทั้งครูที่รวมหัวกับชาวบ้านไล่ผอ.
ทั้งภารโรงท�ำตัวเหนือผู้บริหาร ครูหารายได้กับเด็กบ้างล่ะ
ทั้งเรื่องการบริหารไม่ได้เรื่องของผู้บริหารบ้างหละ เรื่องราว
เหล่านี้ชาวบ้านเล่าด้วยความเจ็บปวด แต่ดูแล้วครูก็เจ็บปวด
ผู้บริหารก็เจ็บปวด อาจจะรวมไปถึงการศึกษาระดับที่สูงขึ้น
ที่สร้างสมมุติโลกอีกใบในโลกใบเดียวกันนี้
99
ในใจผู้เขียนมีประเด็นหนึ่งผุดขึ้นมา คือ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ
ความไม่เข้าใจกัน และยังคงมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่อีกหลายประเด็น เช่น
ชุดวิธีคิดที่แตกต่างกัน เรื่องของอ�ำนาจที่ไม่เท่าเทียม แต่เรื่องราวเหล่า
นั้นคงหายไปหากมีกระบวนการที่สร้างความเข้าใจกัน ความซับซ้อน
ของสังคมมันท�ำให้เราห่างกันไม่เคยสนใจกัน ต่างคนต่างอยู่ในกรอบ
คิดของตัวเอง
	 โรงเรียนเป็นของชุมชน โรงเรียนต้องเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน จึง
สร้างการเรียนรู้ให้เกิดทั้งสังคม จึงจะเปลี่ยนการศึกษาได้ แต่หากยัง
คงท�ำกันแยกส่วนกันท�ำ  ความหวังถึงการปฏิรูปการศึกษาจะให้ส�ำเร็จ
คงจะน้อยลง หากประสงค์ปฏิรูปการศึกษาสู่ความส�ำเร็จทางหนึ่งคง
ต้องสร้างให้ ชาวบ้าน ครู ผอ. นักการภารโรง นักเรียนเป็นหนึ่งเดียวกัน
รับฟังกัน ให้โอกาสกัน เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน อยู่ในประเทศ
เดียวกัน ไม่ใช่อยู่คนละโลกครับ
	 อีกเรื่องหนึ่ง วันก่อนไปงานเวทีประชุมวิชาการที่ราชภัฎสงขลา
มีส่วนหนึ่งให้พื้นที่ภาคประชาชนน�ำเสนอบทความทางการศึกษา
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปร่วมเสนอบทความกับเขาด้วย ช่างโชคดีจริงๆ
ที่ได้ร่วมเสนอบทความ และได้เข้าไปเห็นบรรยากาศ รวมถึงได้เห็นการ
จัดเวทีการน�ำเสนอบทความทางวิชาการ มีโต๊ะผู้น�ำเสนอและด้านข้าง
100
เป็นผู้วิจารณ์บทความ จะเห็นว่าผู้ด�ำเนินการทั้งหมดจะเป็นดอกเตอร์
ทั้งหมด มีผู้วิจารณ์บทความ 3 ท่าน และผู้ด�ำเนินรายการอีก 1 ท่าน
	 ผู้เสนอบทความภาคประชาชน เสนอให้มีการน�ำเสนอแบบมี
ส่วนร่วม โดยน�ำเสนอเป็นวงกลม สร้างการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยน เมื่อผู้เขียน
และผู้เสนอภาคประชาชนท่านอื่นๆ น�ำเสนอ
บทความเสร็จ ผู้ด�ำเนินรายการตัดบทไปที่
ผู้เสนอบทความ ภาคนักวิชาการเลยทันที
โดยการให้ผู้วิจารณ์งานบทความวิชาการมา
มอบเกียรติบัตรให้กับผู้เสนอบทความภาค
ประชาชนทันที โดยไม่มีช่วงเวลาให้ผู้เข้าร่วม
ได้แลกเปลี่ยน ผู้เขียนอึ้งหน้าชาไปสักพักใหญ่
ในใจก็คิดไป “เขาไม่เคยให้ความสนใจกับการ
มีส่วนร่วมเลย” และแล้วผู้เขียนก็นั่งฟังการน�ำเสนอบทความ
ทางวิชาการพักหนึ่ง ท�ำให้เห็นว่าบทความทางวิชาการที่
นักวิชาการเสนอ ช่างห่างไกลจากสภาพสังคมที่เป็นอยู่มากมาย
นัก “แล้วต�ำแหน่งสมมุติทางวิชาการสามสี่ท่านที่อยู่หน้าเวที
กับส่วนที่นั่งฟังกันอยู่จะเกี่ยวข้องกันไหมหนอ” ผู้เขียนคิด
อันนี้ไม่พูดถึงสังคมข้างนอกนะ
101
สถานการณ์จริงในแวดวงการศึกษากับความเป็นจริงในสังคมที่
เป็นอยู่เป็นอย่างไร โลกในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารความรู้เปลี่ยนไปเร็ว
มาก จากการแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้นทางธุรกิจ ด้วยการพัฒนาของ
การสื่อ ทั้งโทรศัพท์ 3G ที่ท�ำให้คนสามัญธรรมดาสามารถออกสื่อได้
เอง ทีวีดีจิตัลที่ท�ำให้เกิดทีวีเป็นร้อยๆ ช่อง ทั้งหมดล้วนกระตุ้นให้คน
สนใจเพื่อป้อนข้อมูลความรู้ความคิดและความเชื่อของผู้ผลิตให้กับ
คนในสังคม เกิดความรู้ใหม่ ความคิด ความเชื่อและความรู้สึกใหม่ๆ กับ
คนในสังคมแต่ในสถาบันการศึกษาโดยส่วนใหญ่ยังคงยึดความรู้เดิมชุด
ความคิดเดิม วิธีการเดิมๆ อยู่ในกรอบที่มีผลจากโครงสร้างการศึกษา
อันเดิม บัณฑิตที่จบมาเลยท�ำอะไรไม่ถูก ท�ำอะไรไม่เป็น หรือกรณี
สถานการณ์แรงงานของประเทศก็ตาม ภาคเกษตรขาดแคลนแรงงาน
อย่างมากตามชนบทมีแต่คนแก่ท�ำเกษตร แต่ระบบการศึกษายังคง
ผลิตแรงงานป้อนอุตสาหกรรม ผลท�ำให้ผลผลิตทางการศึกษากว่า 50
เปอร์เซ็นของประเทศตกงาน และแล้วบัณฑิตตกงานก็ผันตัวเองมา
เรียนรู้ใหม่เพื่อท�ำเกษตรยอมที่จะเสียเวลา ทั้งที่ที่ผ่านมาจะเสียเงิน
ลงทุนการศึกษาจ�ำนวนมากก็ตาม อันนี้คือความเป็นจริงในสังคม แล้วผู้
ที่กอดต�ำราทางวิชาการเคยมองเห็นสิ่งเหล่านี้บ้างมั้ย
102
ย้อนคิดถึงตอนที่คุยกับชาวบ้านท่านหนึ่ง ที่พูดถึงปัญหาเกี่ยวกับ
โรงเรียนที่บ้านของเขาให้ผู้เขียนฟังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น ท�ำให้เห็นว่า
สังคมนี้แยกส่วนกันชัดเจน คนที่ท�ำงานในโรงเรียนท�ำงานเกี่ยวข้องกับ
การศึกษามีชุดวิธีคิดชุดความรู้ชุดหนึ่ง แต่คนที่อยู่ข้างนอกก็มี
ชุดความรู้ชุดวิธีคิดอีกชุดหนึ่ง มันจึงเป็นไปลักษณะ
ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างท�ำ
	 แต่ทั้งหมดอยู่ในสังคมเดียวกัน ระบบ
สังคมได้สร้างให้ร่วมกัน จึงจ�ำใจต้องไป
กันแบบ ถูลู่ถูกัง ส่วนการแก้ปัญหา
การศึกษาก็อีกส่วน ส่วนปฏิบัติการ
ทางการศึกษาก็อีกส่วนหนึ่ง ส่วนผู้รับ
บริการการศึกษาก็อีกส่วนหนึ่ง ชาวบ้าน
ก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง จึงเป็นโชคร้ายของเด็กรุ่นต่อไป
โชคร้ายของสังคมต่อไป ที่จะรับการแยกส่วน ลักลั่นนี้ต่อไป
หากเรายังพูดแล้วฟังกันไม่รู้เรื่องอยู่ก็คงหวังอะไรไม่ได้จาก
การปฏิรูปการศึกษา  เรายังคงพูดคุยในคนละเรื่องเดียวกัน
เพราะเรายังคงอยู่ในโลกคนละใบเดียวกัน
103
ดังนั้นผู้เขียนมองว่าสังคมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยการศึกษา (โดยเฉพาะ
ยุคนี้) และการปฏิรูปการศึกษาจะไปได้คงต้องท�ำให้คนในสังคมนี้คุยกัน
รู้เรื่องก่อน นั้นหมายถึงคนในทุกภาคส่วนเปิดใจรับฟังกันและกันโดย
ไม่ยึดติดอยู่ในความคิดความเชื่อที่ตนเองถืออยู่ เราจะได้ร่วมสร้าง
สังคมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป
วัชระ เกตุชู
ศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไท
104
ห้องเรียนไม่ควรมีรั้ว
ความรู้ไม่ควรมีกำ�แพง
	 วันก่อนได้ไปนั่งเล่นยามเย็นที่ร้านชาวบ้าน
เล็กๆ ริมน�้ำเจ้าพระยา ซึ่งเดิมเคยเป็นท่าเรือดูเม็กซ์
ในซอยข้างโรงแรมแชงกรีล่า เจริญกรุง  ท�ำให้คิดถึงโรงเรียนเก่า
สมัยประถม เลยเถิดไปถึงมัธยมและมหาวิทยาลัย
	 โรงเรียนประถมของเราเป็นโรงเรียนคริสต์แถวตลาดน้อย
กรุงเทพ ชื่อกุหลาบวิทยา มีโบสถ์วัดกาลหว่าร์โดดเด่นสวยงามอยู่
ใจกลางโรงเรียน เมื่อก่อนแยกเป็นโรงเรียนกุหลาบวิทยาของฝ่ายชาย
กุหลาบวัฒนาของฝ่ายหญิง (โตขึ้นได้อ่านหนังสือ สมัญญาแห่งดอก
กุหลาบ แล้วไพล่ไปคิดถึงเพื่อนๆ จอมเฮ้วในวัยประถมที่โรงเรียนชื่อ
กุหลาบเหมือนกัน ทั้งที่ไม่เกี่ยวกัน) ตอนนี้รวมเรียนเป็นสหศึกษาแล้ว
105
ที่โรงเรียนนี้เมื่อก่อนยังมีท่าเรือส�ำหรับข้ามฟากไปฝั่งคลองสาน ตรง
ส�ำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร มีโรงพยาบาลตากสินอยู่หัวถนน ทะลุ
ไปสู่วงเวียนใหญ่ได้ โรงเรียนกุหลาบวิทยาในสมัยนั้นจึงเป็นทางผ่าน
ของคนทั่วไปที่มานั่งเรือข้ามฟากตั้งแต่เช้าจนค�่ำ  ทั้งคนแถวนั้น คนที่
อยู่ฝั่งธนฯ คนที่ไกลออกไปแต่ใช้เส้นทางข้ามฟากนี้สัญจร เราจึงเห็น
คนทุกวัย ทุกอาชีพ เดินผ่านโรงเรียนของเรา โบสถ์วัดกาลหว่าร์ก็
ต้อนรับคนภายนอกเข้ามาสวดมนต์ทุกวันรวมถึงจัดงานแต่งงาน พวก
นักเรียนในห้องเรียนใกล้โบสถ์จะได้รับอนุญาตให้มาร่วมโปรยกลีบ
กุหลาบ พร้อมเสียงระฆังเหง่งหง่าง เสียงออแกนบรรเลง ให้เจ้าบ่าวเจ้า
สาวขณะเดินออกมาจากประตูโบสถ์
	 ในขณะเป็นเด็กนั้น...เราไม่เคยรู้สึกว่าโรงเรียนเรามีรั้ว...
	 เรามาเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งแต่เดิมมีค�ำว่า วัด
อยู่ในชื่อโรงเรียนด้วย ตัวอาคารเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ วัดก็เป็นวัดที่มี
เกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นวัดหลวงในการพระราชทานเพลิงศพลงมาจนถึง
ชาวบ้านร้านตลาดย่านนั้น มีต้นโพธิ์ใหญ่กลางลานวัด ให้พวกเรานัด
เคลียร์ปัญหากันด้วยหมัดมวยตัวต่อตัว มีสระเต่าโบราณซึ่งเชื่อมต่อ
จากทางเดินหลังวัดและกุฎิพระที่เราใช้เป็นช่องเล็ดรอดหนีโรงเรียน
มีบ้านภารโรงเป็นเรือนไม้แถวที่หนุ่มวัยแตกพานทั้งหลายชอบไปจีบ
106
ลูกสาว แล้วแอบมุดหลังบ้านกระโดดข้ามคูเพื่อออกไปทางสะพาน
ยศเสได้ หน้าโรงเรียนของเราเป็นคลองผดุงกรุงเกษม เดินต่อไปนิด
เดียวเป็นสถานีหัวล�ำโพง มีโรงอาหารสโมสรรถไฟส�ำหรับพนักงานตั้ง
อยู่ชั่วเดินข้ามสะพานโค้งสูงนั้นไป ให้เราแอบออกมากินข้าว
ข้างนอกเพราะเบื่อกับข้าวโรงเรียน เราจึงเห็น
ชาวบ้านย่านร้านตลาด คนรวยหรูๆ
ขับรถเบนซ์คันงาม ไปจนถึงพนักงาน
รถไฟระดับต่างๆ เดินเข้าออกโรงเรียน
ท�ำกิจวัตรที่วัดหรือใช้เป็นทางผ่านหรือ
บางทีก็เข้ามากินข้าวโรงอาหารปะปนกันไป
สนามฟุตบอลของโรงเรียนก็มีคนภายนอกมาใช้
ทุกเย็น เป็นมาเฟีย จับจองจนนักเรียนอดเล่น
มีการแย่งชิงวางมวยกลั่นแกล้งกันสารพัดเพื่อจัดสรรที่ให้เล่น
ได้ทั้งโกลใหญ่และโกลรูหนูซ้อนทับกันอยู่ในสนามเดียวกันนั้น
	 ฉะนั้น จนถึงมัธยม เราไม่เคยมีความทรงจ�ำถึงภาพโรงเรียน
ที่รั้วรอบขอบชิด ในความหมายที่แยกตัวออกจากผู้คนโดยเด็ดขาด
	 ไม่นับช่วงเวลามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์สมัยเราประตู
ไม่เคยปิดส�ำหรับชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมหรือกิจกรรมการเมือง
107
สังคมต่างๆ นานา คนสัญจร ใช้เป็นทางผ่าน เชื่อมถนนพระอาทิตย์
ปิ่นเกล้า กับท่าพระจันทร์ และสนามหลวง ขึ้นรถเมล์ ข้ามเรือ ต่อรถ
สองแถว จ่ายตลาด ซื้อกับข้าวกลับบ้าน ร้านหนังสือร้านเทปเพลง
ร้านข้าวแกงราคาถูกติดริมน�้ำ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตชีวาแบบบ้านๆ
ที่สุดในยามนั้น
	 ท�ำให้เราคิดได้ว่า องค์ประกอบส�ำคัญในสิ่งที่เรียกหรูๆ ว่า “รูปการ
จิตส�ำนึก” ของตัวเราในทุกวันนี้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราเติบโตมา
กับโรงเรียนที่อยู่กับผู้คน แวดล้อมด้วยชีวิตจริงๆ ทั้งด้านที่โหดร้ายและ
สวยงาม
	 เราจึงเชื่อเรื่องการศึกษาเพื่อชีวิต การเรียนและรู้ไปท่ามกลางผู้คน
ชุมชน และความเป็นจริง
	 ห้องเรียนไม่ควรมีรั้ว ความรู้ไม่ควรมีก�ำแพง เราควรเดินเข้าไป
หาความรู้ได้ ที่ใจกลางชุมชน ใจกลางผู้คนเหล่านั้น เพื่อเข้าถึงใจกลาง
ของความจริงที่ดีและงาม
	 ห้องเรียนสร้างสรรค์ของเราทุกวันนี้ จึงควรมีชีวิตเป็นอิสระ เปิด
โอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและเดินทางสู่ใจกลางความรู้นั้นได้  มาRe-learn
เรียนไม่รู้จบ กันเถอะ
วรพจน์ โอสถาภิรัตน์ (ตั้ม ดินสอสี)
108
คำ�ตอบอยู่ที่หมู่บ้าน
	 “เมื่อเราเจอบ้านที่แท้จริง เราจะสัมพันธ์
กับทั้งจักรวาล”
	 เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนนั้นยังเป็นครูสอนอยู่ใน
รร.รุ่งอรุณ ได้เข้าร่วมกิจกรรม นิเวศภาวนา ที่หมู่บ้าน
สบลานเชียงใหม่ กิจกรรมนั้นท�ำให้เรารู้สึก
สัมพันธ์กับธรรมชาติที่นั่น ถึงกับรู้สึกว่า
นี่ล่ะบ้านที่แท้จริงของเรา ธรรมชาติคือบ้าน
ที่แท้จริงของมนุษย์ แล้วเราก็รู้สึกสัมพันธ์ของคนที่นั่น
อย่างเป็นธรรมชาติ รู้สึกเชื่อมโยงกับความทุกข์ของพวกเขา
ในลักษณะหัวอกพ่อแม่ ที่ต้องส่งลูกไปอยู่ในระบบ
109
การศึกษาที่ไม่รู้ว่าพาลูกๆ เขาไปไหนพี่นิดรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสายน�้ำ
จากต้นน�้ำ สู่ปลายน�้ำ  สัมพันธ์ด้วยใจ ไม่ใช่ความคิดเห็นภาพของชีวิต
แม่น�้ำที่ไหลเชื่อมต่อชีวิตทั้งหมด เห็นว่าปกาเกอะญอ มีภูมิปัญญาที่มี
วิถีชีวิตที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับธรรมชาตินี้มานาน คนรุ่นใหม่คนเมือง
ไม่มีมิตินี้ ถ้าปกาเกอะญออยู่ไม่ได้คนเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ปัญหา
ของเขาคือปัญหาของเราแล้วก็ถามตัวเองว่า เราท�ำอะไรได้บ้าง ณ ที่
นั้น วันนั้นไม่มี รร.ในชุมชน พี่นิดจึงอาสาเข้าไปเป็นครูในชุมชนโจ๊ะมา
โลลือหล่า รร.วิถีชีวิต จึงมีชีวิตและเติบโตมาถึงเจ็ดขวบ ถ้าเปรียบดั่ง
ต้นไม้ พี่นิดคิดว่าจากเมล็ดพันธ์นั้นกลายเป็นต้นไม้เติบใหญ่ ถึงเวลา
ที่จะเปลี่ยนผ่านพลังที่ได้รับจากวันนั้น เจ็ดปีที่แล้ว พลังที่ได้รับรู้สึก
ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ความรู้สึกว่าได้เจอบ้านที่แท้จริงยังเป็น
พลังหล่อเลี้ยงให้พี่นิดก้าวเดินก้าวใหม่ สู่การสร้างระบบหล่อเลี้ยงที่ท�ำ
ให้เกิด รร.ในชุมชนทั่วประเทศ จากบทเรียน จากประสบการณ์ เรียนรู้
ลองผิดถูก พี่นิดอยากจะน�ำมาส่งต่อถ่ายทอดให้กับคน ชุมชน ที่อยากมี
110
รร.ในชุมชน เพราะทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนไป ชุมชนเปลี่ยน หลายอย่าง
ในชุมชนก็ขวางตัวเอง สูญเสียคุณค่าในตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม
คุณค่าที่แท้ของการศึกษาบนฐานชุมชน
รร.ในชุมชน สร้างการศึกษาบนฐานชุมชน
ก็ยังมีค�ำตอบ และเป็นค�ำตอบอย่างที่
พี่นิดพูดเสมอว่า ค�ำตอบอยู่ในหมู่บ้าน
		 ศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชน
				 โจ๊ะมาโลลือหล่า
			 128 หมู่ 6 บ้านสบลาน
			 ต.สะเมิงใต้ สะเมิง จ.เชียงใหม่
เรียบเรียง โดย Nao Saowanee Sangkara
111
เก็บเรื่องราวในชุมชนมาระคนใส่ตัวโน้ต
							
	 ในวันที่ท้องฟ้าทาบทาด้วยหมู่เมฆสีเทา รอยต่อระหว่างฤดูกาล
ปลายฝนต้นหนาวท้ายเดือนแห่งวีรชนคนตุลา ชั่งมีมนต์ขลังยิ่งนัก มอง
รอบๆ กายเห็นต้นข้าวตั้งท้องโชว์ร่างอันอวบอั๋น ใบเรียวสั่นแกว่งไกว
ตามสายลมพา บางสายพันธุ์ก�ำลังแบ่งบานชูช่อเขียว บางสายพันธุ์
เหลืองอร่ามรอคมเคียวส่งกลิ่นหอม   ห้อมล้อมโอบกอดฝันของใคร
หลายๆคนไม่ให้หล่นหายต้นหว้าหน้าบ้านดินเป็นต้นไม้ที่ไม่สูงมากนัก
แต่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ปกคลุมผืนดินบริเวณกว้าง ปกคลุมด้วยต้นฟักข้าว
อีกชั้นหนึ่ง ท�ำให้เกิดร่มเงาได้ตลอดทั้งวัน ยากที่แสงแดดจะส่องถึงพื้น
ดิน ณ ที่ตรงนี้จึงเป็นพื้นที่ท�ำกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่เด็กๆ ชอบชวนกัน
ออกมาเล่น มาเรียนรู้ และมาท�ำกิจกรรมร่วมกันเป็นประจ�ำในวันหยุด
หรือหลังเลิกเรียน พวกเขาเรียกมันว่า “ห้องเรียนใต้ร่มไม้” และวันนี้ก็
เหมือนทุกวันที่ผ่านมา พวกเขามาท�ำกิจกรรมกัน
112
“...บ้านสืบสาน สานใจเราไว้ด้วยกัน โอบกอดฝัน เด็กน้อยไว้ไม่ให้หล่น
	 มองเห็นในคุณค่า วันหน้าของหนูทุกคน จะเป็นก�ำลังพลเมืองที่ดี
	 บ้านสืบสานเบ่งบานวิถีชุมชน เป็นดอกผล หน่อคุณธรรมความดี
	 เราพร้อมไปด้วยกัน สร้างฝันด้วยแรงที่มี แทนคุณแผ่นดินนี้ที่ได้เกิดมา....”
	 เสียงเด็กๆ ร้องเพลงพร้อมเคาะกระป๋อง กลอง ฉาบ ให้เป็น
จังหวะด้วยวัสดุที่หาง่ายใกล้มือ ดังมาจากห้องเรียนแห่งนั้น ห้องเรียน
ที่ให้อิสระกับการเรียนรู้  ห้องเรียนที่ทุกคนเป็นครูร่วมกัน
สร้างฝันด้วยทุนที่มี เสียงร้องเป็นจังหวะประสานดัง
บ้างเบาบ้างก็ไม่เป็นไรขึ้นอยู่กับการจ�ำเนื้อร้อง
ท�ำนองของแต่ละคน แต่กว่าจะมีเนื้อหาดีๆ
แบบนี้มาสร้างเป็นเพลงหนึ่งเพลงไม่ใช่
เรื่องง่ายๆ เพราะต้องมีกระบวนการเรียนรู้
ให้ได้มาซึ่งเนื้อเพลงเหล่านี้ก่อน
	 กิจกรรม “ค่ายคบเด็กสร้างเพลง” เป็นอีก
กิจกรรมหนึ่งของศูนย์กิจกรรมบ้านสืบสาน ที่น�ำ
กระบวนการสร้างเพลงมาเป็นตัวจุดประกายความคิดเพื่อสร้าง
การเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กๆ ที่มาร่วมกิจกรรม การเขียนเพลง
อาจจะไม่ใช่เรื่องล�ำบากยากเย็นอะไรส�ำหรับนักแต่งเพลงที่
นั่งเขียนเพลงอยู่กับที่แล้วจินตนาการเนื้อหาเอามาเขียน  
แต่ที่นี่เพลงไม่ใช่ค�ำตอบหลักของกิจกรรม มันเป็นเพียง
เครื่องมือหรือขั้นตอนหนึ่งซึ่งน�ำไปสู่การสร้างกระบวนการ
เรียนรู้บนฐานชุมชนเท่านั้น เพราะหัวใจหลักๆ แล้วคือการ
เรียนรู้ที่เกิดจาก การไปฟัง ไปเห็น ไปส�ำรวจ ไปสัมภาษณ์
113
ไปสัมผัส ไปตั้งค�ำถามในประเด็นที่สนใจหรือสงสัยต่างหากละเป็นสิ่ง
ส�ำคัญ แล้วเก็บข้อมูล บรรยากาศเหล่านั้นไว้เพื่อมาวิเคราะห์เรียบเรียง
เขียนเป็นบทเพลงต่อไป
	 ดังนั้น เราจึงแบ่งกลุ่มให้เด็กๆ เพื่อฝึกการท�ำงานเป็นทีม แล้วให้
แบ่งหน้าที่บทบาทกันท�ำงานตามความถนัดของแต่ละคนโดยให้มี
ผู้สัมภาษณ์ ผู้บันทึก ผู้ถ่ายภาพ ผู้สังเกตการณ์ และผู้บริหารกลุ่ม
ให้ประชุมพูดคุยกันในสิ่งที่แต่ละคนอยากรู้อยากเห็นคุยประเด็นตาม
ความสนใจแล้วให้ลงมติเลือกสิ่งที่ทั้งกลุ่มสนใจร่วมกันเพื่อเข้าไปศึกษา
เรื่องราวใจชุมชน  แล้วกลับออกมาร่วมกันแลกเปลี่ยนสิ่งที่พบเห็น
ถอดออกมาเป็นเรื่องราวแล้วถอดรหัสความหมาย ใส่ใจความส�ำคัญ
ดึงมันออกมาเรียบเรียงเป็นเนื้อบทเพลง
	 แทบไม่น่าเชื่อ แค่เวลาสั้นๆ เพียงสองวันหนึ่งคืนเท่านั้น สามารถ
สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กได้เห็นถึงศักยภาพตนเอง  เข้าใจเรื่องราว
ที่สนใจศึกษา และสามารถกลั่นกรองภาษาออกมาเป็นเนื้อหาบทเพลง
ที่ดีมีความหมายเพื่อสื่อสารเรื่องราวออกไปสู่สังคมได้ ท�ำให้เวลาบ่าย
คล้อยของกิจกรรมวันที่สอง เสียงเพลงได้ใส่ตัวโน้ตเป็นท�ำนองขับร้อง
จากหัวใจ ล่องลอยไปตามสายลม
	 นอกจากการสร้างสรรค์ด้วยบทเพลงแล้ว ศูนย์กิจกรรมบ้านสืบสาน
ยังมีเครื่องมือและหลักสูตรการเรียนรู้สร้างสรรค์อีกมากมาย เช่น การวาด
รูป การเล่นเกม การเดินป่า การศึกษาชุมชน การท�ำนา เลี้ยงปลา ปลูกผัก
และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกอย่างเรียนเพื่อเข้าใจตนเอง เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจวัฒนธรรมชุมชนและวิถี เรียนเพื่อเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของ
สรรพสิ่งรอบชีวี เรียนเพื่อแทนคุณแผ่นดินนี้ที่ได้เกิดมา
คิด ส.สืบสาน
114
เลี้ยงเด็กแบบผักตลาด  
       เขาอาจเปราะบาง
         และไวต่อโรค
	 ความคาดหวังของคนส่วนหนึ่งในสังคม  เมื่อ
กล่าวถึงระบบการศึกษาคือ  คือภาพของเด็กใส่แว่น  
ตั้งใจเรียน จดจ่อหน้ากระดาน  เมื่อจบได้ท�ำงานในห้องแอร์
หรืออาจกล่าวให้เห็นภาพคือ  ได้เป็นเจ้าคนนายคน
	 ระบบการศึกษาจึงจ�ำเป็นต้องตอบสนองความต้องการเหล่านั้น  
ใครท�ำได้เร็วได้ไวคนนั้นชนะ  ด้วยคะแนน  และผลการสอบ  และตาม
มาด้วยโรงเรียนที่มีชื่อเสียง
	 เช่นเดียวกับการปลูกผักตลาดในปัจจุบัน ที่ลงทุนท�ำแปลง ซื้อ
เมล็ดพันธ์ราคาแพง และตามด้วยปุ๋ย เร่งใบ เร่งดอก เพื่อให้ได้ผลผลิตดี  
ได้ผลผลิตไว แต่อีกมากสวนที่ผักไวต่อโรค เน่าง่าย ใบทะลุ แถมสาร
115
เคมีปนเปื้อน แถมให้ผู้บริโภค  และยังไม่นับคุณค่าทางโภชนาการที่จะ
มีมากหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง
	 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยโดย ผศ.ดร.ศศิลักษณ์ ขยันกิจ    
ประธานสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา-
วิทยาลัย โดยได้กล่าวในงานแถลงข่าวเรื่องปฐมวัย  เรียนอย่างไรให้คุ้มค่า
ว่า
	 “เด็กปฐมวัยก�ำลังถูกเร่งรัดให้มีพัฒนาการที่เกินวัยอย่างไม่สมดุล
ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการ พัฒนาทักษะด้านการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต
เช่น เร่งรัดพัฒนาการด้านวิชาการที่เกินวัยเพื่อ โอกาสในการเข้าเรียน
ต่อในโรงเรียนประถมชื่อดังจึงเกิดปรากฎการณ์กวดวิชาตั้งแต่อนุบาล
ทั้งในช่วงวันหยุดและวันปิดเทอม เร่งเรียนเขียนอ่าน เกินพัฒนาการ
เด็กซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จากคาดหวังของผู้ปกครอง
ที่ต้องการให้เด็กอนุบาล อ่านออกบวกลบเลขได้ ผู้บริหารสถานศึกษาที่
ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละ ช่วงวัย รวมถึงการ
วัดผลด้วยการทดสอบความรู้ด้านเนื้อหาสาระ ท�ำให้ระบบการเรียน
การสอนเด็ก ในระดับอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้นมุ่งเน้นการ
ท่องจ�ำความรู้ ซึ่งเป็น การสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้จากหน้าต่างแห่ง
โอกาส เพราะเด็กในช่วงปฐมวัยสมองจะเปิดรับการเรียนรู้ได้ดีที่สุด
116
โดยเฉพาะทักษะด้านพฤติกรรม เช่น ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะ
ทางอารมณ์ การพูดและการเคลื่อนไหว
	 แต่เมื่อเด็กถูกพัฒนาทักษะเพียงด้านเดียวส่งผลให้เด็กขาดแรง
จูงใจการเรียนรู้ ขาดทักษะในการท�ำงานร่วมกับคนอื่น และขาดทักษะ
ความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการ
เสียโอกาสที่มีอยู่อย่างจ�ำกัดในการสร้างทักษะ
ทางด้านพฤติกรรม ซึ่งจะส่งผลต่อคุณลักษณะ
ความส�ำเร็จด้านการศึกษาและการท�ำงาน
ในอนาคตของเด็ก”
	 *งานแถลงข่าว “ปฐมวัย : ลงทุนอย่างไร
ให้คุ้มค่า” โดย ผศ.ดร.ศศิลักษณ์ ขยันกิจ    
ประธานสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่อาคาร
ไอบีเอ็ม โดยส�ำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และ
คุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับเครือข่ายคณะครุศาสตร์
ศึกษาศาสตร์และครูปฐมวัย
	 ทันที่ครูบอกให้เด็กๆจับดินสอ  และเริ่มเขียน กอไก่ กอกา  
เด็กที่พัฒนาทางกล้ามเนื้อมือยังไม่ได้  นั่นคือความยาก  นั่นจะ
117
เป็นค�ำตอบแรกที่เด็กจะค้นพบ คือค�ำว่า “ยาก”   เมื่อเด็กต้องเริ่ม
สะสมสิ่งที่ยากเข้ามาเรื่อยๆ  นั่นอาจส่งผลให้เขาในระยะยาว
	 แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเปิดโอกาสให้เด็กได้ค่อยๆ ประสบความ
ส�ำเร็จจากสิ่งง่ายๆ วางเงื่อนไขไปตามความเหมาะสมของแต่ล่ะคน เด็กๆ
คนนั้นเขาจะเป็นคนที่โชคดีมากๆ ที่ในใจของเขาจะมีความภาคภูมิใจ  
ความมั่นใจ  ประตูแห่งการเรียนรู้จะเปิดกว้างส�ำหรับเขา	
	 ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องหันกลับมาตระหนักต่อความจริงทาง
ธรรมชาติ หยุดเร่งโต เร่งดอก ยอมรับความแตกต่างของแต่ละคน  
และจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับวัย  กับพัฒนาการ  เปิดโอกาส
ให้เขาได้ค่อยๆ เติบโตตามวัย งดงามตามพัฒนาการ เพราะพวกเขา
ล้วนคืออนาคตของพวกเรา
ทีมการศึกษาบนฐานชุมชน  โดยกลุ่มไม้ขีดไฟ
118
ReLearn ห้องเรียนเดินได้
ReLearn ห้องเรียนเดินได้
ReLearn ห้องเรียนเดินได้

ReLearn ห้องเรียนเดินได้

  • 3.
    พิมพครั้งแรก ธันวาคม 2559 จํานวนพิมพ1,000 เลม เขียนและเรียบเรียงโดย เครือขายสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน / 120 หนา คณะทํางานโครงการ ศรีดา ตันทะอธิพานิช, ลัดดาวัลย หลักแกว, บุญฟา ลิ้มวัฒนา, เกณิกา พงษวิรัช, วนัชพร แพสุขชื่น, สัญชัย ยําสัน, คิด แกวคําชาติ, ชาล สรอยสุวรรณ, ที่ปรึกษา วิเชียร ไชยบัง, ยงยุทธ วงศภิรมยศานดิ์, ประวิต เอรา วรรณ, ชัชวาลย ทองดีเลิศ, วรพจน โอสถาภิรัตน, พฤหัส พหลกุลบุตร, ไพบูลย โสภณสุวภาพ, ปุณพจน ศรีเพ็ญจันทร, ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน, เสาวนีย สังขาระ บรรณาธิการ คิด แกวคําชาติ ออกแบบรูปเลม อภิรัฐ วิทยสมบูรณ ภาพประกอบ ชิดชนก หวงวงศศรี ผูจัดพิมพ โครงการสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน พิมพที่ มาตา การพิมพ จํากัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี องคกรสนับสนุน สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการผูนําเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ISBN 978-616-393-078-1 ราคา 120 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาเด็กและเยาวชน หองเรียนเดินได
  • 4.
    การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากการ ศึกษา การค้นพบแรงบันดาลใจแม้เป็นเพียง จุดเล็กๆก็สามารถจุดประกายเป็นพลังอัน ยิ่งใหญ่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของคนได้ ถ้าเรา เชื่อมั่นว่าคนแต่ละคนเกิดมามีศักยภาพและ ความถนัดที่แตกต่างกันไฉนเลยต้องเอาคน เหล่านั้นมากักขังความคิดและจินตนาการ รวมกันไว้ที่จุดเล็กๆ ที่เรียกว่าสถานศึกษา เพียงจุดเดียว คำ�นำ� 3
  • 5.
    ทุกที่มีความรู้ ทุกอณูมีการศึกษา มาร่วมเปิดโลกการ เรียนรู้ไปกับเรากับเรื่องราวการจัดการศึกษาที่หลากหลาย รูปแบบ สอดคล้องกับชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรียน เพื่อรู้ รู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตนเอง สังคม โลกและจักรวาล เป็นการศึกษาแบบเชื่อมโยงตลอดชีวิต ที่ “เรียนไม่รู้จบ” ผ่านห้องเรียนไม่มีประตู ความรู้ไม่มี รั้วกัน หนังสือ “Relearn ห้องเรียนเดินได้” ที่ท่านก�ำลังอ่าน เล่มนี้ เป็นเพียงการถ่ายทอดประสบการณ์จากต้นแบบ พื้นที่และกลุ่มคนเล็กๆ ที่พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลง ทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และประกาศต่อโลกไว้ว่านี่คือ “หัวใจของการศึกษา” อย่างแท้จริง โครงการสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน 4
  • 6.
    สารบัญ แทนคำ�นิยม 7 ภาคแรกมุมมองและรูปแบบการขับเคลื่อน “ต้องค้นหาและสร้างสายตาร่วมกัน” เจ้าสาวไม่กลัวฝน : ตั้ม ดินสอสี 13 คนเล็กคิดการใหญ่ต้องมีกลยุทธ์ : คิด ส.สืบสาน 17 ภาคสองว่าด้วยเหตุและปัจจัยกับความนัยทางการศึกษา โดยคิดแก้วคำ�ชาติ สานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน 25 การศึกษา กับคุณค่าที่ขาดหายไป 29 การศึกษาต้องเริ่มจากครรภ์มารดา ถึง เชิงตะกอน 37 การศึกษาบนฐานชุมชน กับการค้นหาความหมายร่วม 41 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวัดค่าที่ใคร? 45 จุดคานงัดทางการศึกษา 49 5
  • 7.
    ภาคสามเรื่องเล่าเร้าพลัง โรงเรียนนี้ไม่มีหลักสูตรส�ำเร็จรูปให้ : Nao Saowanee 57 Sangkara ห้องเรียนเดินได้เป็นหัวใจของการศึกษา : แฟ้บ : รักษ์เขาชะเมา 61 เรียนบนกระดานดิน : ครูบาจ๊อก ดอยผาส้ม 66 กิน เล่น สนุก สุขจากการเรียนรู้ : ป้าโก้ บ้านไร่ 69 การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย : ฟิล์ม ยังฟิล์ม 73 เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง : วิไลลักษณ์ เยอเบาะ 79 การศึกษาเพื่อการพัฒนาด้านใน : คิด ส.สืบสาน เรียบเรียง 84 การเรียนรู้ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ : กิ่งก้านใบ 87 โรงเรียนสายน�้ำกับการเติบโตของหนุ่มสาว : เอ๋ กลุ่มเรียนรู้บางเพลย์ 91 การศึกษาไทยกับการสร้างโลกคนละโลก : นายวัชระ เกตุชู 99 ในโลกใบเดียวกัน ห้องเรียนไม่ควรมีรั้ว ความรู้ไม่ควรมีก�ำแพง : ตั้ม กลุ่มดินสอสี 105 ค�ำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน : ศูนย์การเรียน 109 โจ๊ะมาโลลือหล่า เก็บเรื่องราวในชุมชน มาระคนใส่ตัวโน้ต : คิด ส.สืบสาน 112 เลี้ยงเด็กแบบผักตลาด : ทีมการศึกษา 115 เขาอาจเปราะบางและไวต่อโรค โดยฐานชุมชน กลุ่มไม้ขีดไฟ 6
  • 8.
    การสืบสานภูมิปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาการเรียนรู้ หากไปอ่านความหมายของค�ำว่าการศึกษา การสืบสานวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ ส�ำคัญมากของการศึกษา แต่ที่ผ่านมาการสืบสานวัฒนธรรมถูกผลักให้ออกจาก ระบบการศึกษาดังนั้น เครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน ต้องท�ำให้มีมิติของ การศึกษาแต่เป็นการศึกษาเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของชุมชน ย้อนมองกลับไปจะ พบว่าระบบการศึกษาไทยพึ่งเริ่มเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านมาเมื่อ 100 กว่าปีมา นี่เอง ซึ่งขณะนั้นการศึกษาที่เกิดขึ้นพยายามจะรวมชาติให้เป็นสยาม เพื่อต่อสู้ กับการล่าอาณานิคม เพราะฉะนั้นการรวมเป็นหนึ่งในยุคนั้นจึงมีความส�ำคัญ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีระบบโรงเรียนเกิดขึ้นเราก็มีการเรียนรู้มา ก่อน ซึ่งการเรียนรู้บนฐานชุมชนชัดเจนมากก่อนที่จะมีระบบการศึกษา ซึ่ง เป็นการศึกษาบนฐานครอบครัว การศึกษาบนฐานชุมชน การศึกษาในวัด การ ศึกษาที่อยู่กับครูภูมิปัญญา ซึ่งระบบนี้เป็นระบบหลักก่อนมีระบบโรงเรียน และ พอมีระบบโรงเรียนก็จะมีเป้าหมายของโรงเรียนที่ก�ำหนดโดยรัฐเข้ามาแทนที่ เช่น ยุคแรกที่รวมพลัง รวมอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง ศรีวิชัย ปัตตานีเข้าเป็น หนึ่งเดียวเพื่อต่อสู่กับอานานิคม โดยมุ่งที่ให้ใช้ภาษาเดียวกันคือภาษาไทยและ ตัดภาษาท้องถิ่นทั้งหมด เช่น ทางภาคเหนือค�ำภีร์ใบลาน ที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิและเป็นที่บันทึกองค์ความรู้ไว้มากมายก็ถูกทางการเอาไปเผาคน เฒ่าคนแก่จึงพาเอาไปซ่อนตามถ�้ำ หรือใส่ไหฝังไว้ใต้ดิน หลังจากนั้นเป้าหมายการศึกษาก็ปรับมาเป็นการผลิตคนเพื่อเข้าสู่ระบบ ราชการ เรียกว่า ยุคไปเรียนเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน ถัดมาเมื่อระบบราชการเต็ม ก็มาสู่ ยุคการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการผลิตคนเพื่อป้อนโรงงาน หรือเข้าสู่บริษัท ห้องเรียนเดินได้ ......................................... แทนคำ�นิยม
  • 9.
    เช่น เป็นนายแบงค์ นางแบงค์หรือเข้าสู่โรงงานทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เป้า หมายการศึกษาที่ถูกจัดขึ้นโดยระบบหลักเป็นการดึงเด็กออกจากชุมชน เพื่อไป เป็นราชการ ไปอยู่โรงงาน บริษัทต่างๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของระดับชาติ เรา จึงพบว่าเด็กเรียนหนังสือแล้วไม่กลับบ้าน เรียนหนังสือแล้วกลับบ้านไม่มีความ สุข อยู่บ้านแล้วเกิดความทุกข์ กระบวนการของการศึกษาบนฐานชุมชนหลังจากที่เราพยายาม เริ่มการสืบสานภูมิปัญญาพบว่ากระบวนการศึกษาของชุมชนแท้จริงแล้ว คือกระบวนการสืบค้นหรือการเรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เรียนรู้เรื่องวิถีวัฒนธรรม เรียนรู้เรื่องวิถีชีวิต ซึ่งวิถีชีวิตหมายถึง ความเชื่อ ประเพณีต่างๆ เช่น ประเพณี 12 เดือน การเรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติใน ชุมชน มีป่า เขา ดิน ทุ่งนา ห้วย หนอง คลอง บึง อาหาร ซึ่งมีมากมายอยู่ ในชุมชน และเราเรียนรู้เรื่องปัจจัย 4 ในชุมชน คือเรื่องการพึ่งตนเอง ไม่ว่าจะ เป็นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการ พึ่งตนเอง และที่ส�ำคัญเราเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง จึงมีค�ำว่า “พี่รู้ สองน้องรู้หนึ่ง” “พริกอยู่เฮือนเหนือเกลืออยู่เฮือนใต้” เป็นลักษณะของวิถีการ ช่วยเหลือเกื้อกูลไปมาหาสู่กันสัมพันธ์แบบแนวราบ ไม่ใช่แนวอ�ำนาจแบบแนว ดิ่ง เพราะฉะนั้นการศึกษาบนฐานชุมชนจึงมีความส�ำคัญ ถ้าเด็กออกจากชุมชน หมด เด็กไม่ได้สืบสานภูมิปัญญาหรือเรียนรู้รากเหง้าของตนเองเลยจะท�ำให้ ชุมชนอ่อนแอ เพราะไม่มีผู้น�ำที่รักชุมชน ไม่มีใครภาคภูมิใจในชุมชน ไม่มีใคร รู้เรื่องในชุมชนเลย เป้าหมายการศึกษาบนฐานชุมชนคือ หนึ่ง เราก�ำลังสร้าง ผู้น�ำรุ่นใหม่ที่มีใจรักชุมชน มีความภาคภูมิใจในชุมชน มีความภาคภูมิใจในตัว เอง สองเราจะมีคนที่มีลักษณะของการเรียนรู้และสืบสานภูมิปัญญา อนุรักษ์ องค์ความรู้ ต่อยอดองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งระบบการศึกษาหลักไม่เคยต่อ- ยอดความรู้ของชุมชนเหล่านี้เลย แต่กระบวนการของเราต้องต่อยอดความรู้ ของชุมชนให้พัฒนาเพื่อรับใช้ชีวิตทั้งปัจจุบันและอนาคตให้ได้ และสาม ที่ส�ำคัญ
  • 10.
    มากคือการพึ่งตนเอง มีลักษณะที่ไม่พึ่งคนอื่น ซึ่งชุมชนมีลักษณะของการพึ่ง ตนเองและพึ่งซึ่งกันและกันไม่ใช่พึ่งตนเองแล้วเอาตัวรอดคนเดียว นัยยะนี้จึงมี ความหมายอย่างยิ่งส�ำหรับการที่จะพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ให้พึ่งตนเองได้ ให้ จัดการตนเองได้ และถ้าชุมชนเหล่านี้มีจ�ำนวนมากขึ้นมันจะส่งผลต่อสังคมใหญ่ ให้เป็นสังคมใหญ่ที่มีรากเหง้า มีองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่แข็งแรงและสามารถพึ่ง ตนเองได้ สามารถจัดการตนเองได้ มันส�ำคัญมากเพราะว่าตอนนี้เราก�ำลังไหล ตามอเมริกา ญี่ปุ่น จีน จนในที่สุดเราไม่มีที่ยืนไม่มีที่มั่นที่เป็นฐานของตัวเอง เพราะฉะนั้นสังคมในอนาคตที่โลกเปิดกว้างไร้พรมแดนแบบนี้ เราจ�ำเป็นต้องมี ฐานที่มั่นที่แข็งแรง ซึ่งต้องเริ่มจากชุมชนที่เป็นรากฝอยต่างๆแล้วเชื่อมร้อยกัน เป็นสังคมใหญ่ โดยที่ทางออกของโลกในสังคมใหญ่ในอนาคต คือ หลักคิดปรัชญาของ ชุมชนนี่เองที่จะน�ำพาให้โลกอยู่รอดได้ เพราะวิธีคิดหลักปัจจุบันที่ผ่านระบบ การศึกษาสมัยใหม่ คือ หนึ่ง เอาชนะธรรมชาติ แปรธรรมชาติให้เป็นเงิน ไม่มี ทางที่ธรรมชาติที่มีในโลกใบนี้จะรองรับความต้องการของมนุษย์เมื่อแปรเป็น เงินได้ทั้งหมด สองการแข่งขันแบบเสรี ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคน ต่างแข่งขันกัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ท�ำให้สังคมในอนาคตจะไม่สามารถอยู่ รอดได้ สาม สังคมที่เป็นสังคมบริโภคนิยม คือ ไม่พึ่งตนเองเลย ท�ำงานหาเงิน แล้วไปพึ่งคนอื่น ซื้ออย่างเดียว ชีวิตอยู่ไม่รอด เพราะต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ สังคมแบบนี้น่าจะไม่สามารถน�ำพาให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือมีชีวิตที่มีความ สุขในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาดูคุณค่าเดิมของเรา ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ เดิม แต่คือเราต้องเรียนรู้ต่อยอดและพัฒนาเพื่อให้คุณค่าเดิมมารับใช้ปัจจุบัน ให้ได้หลักคิดคุณค่าเดิมคือการเคารพธรรมชาติอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน การอยู่ร่วมกันแบบพี่แบบน้องด้วยความรักด้วยความเมตตา ดูแลเกื้อกูลกันและ พึ่งตนเอง ซึ่งลักษณะนี้น่าจะเป็นทางรอดของคนและทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่ อย่างยั่งยืน ท�ำให้โลกและชีวิตของคนเราอยู่ได้ 9
  • 11.
    สรุปคือ กระบวนการศึกษาบนฐานชุมชนคือการเรียนรู้รากเหง้าของชีวิต สืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญา และพัฒนาจิตวิญญาณที่เข้มแข็งของความเป็นมนุษย์ พัฒนาคนให้มีฐานที่มั่นคง มีความเข้มแข็ง น�ำมาสู่ความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่ง จะก่อเกิดพลังที่ส�ำคัญมาก คือ พลังแห่งการเรียนรู้ คนที่ใฝ่รู้จะไม่หยุดนิ่ง สังเกต ว่าเวลาคนท�ำสิ่งเล็กๆส�ำเร็จแล้วเขาจะก้าวไปสู่สิ่งที่โตกว่าเสมอ แต่เมื่อถ้าท�ำสิ่ง เล็กๆยังท�ำไม่ส�ำเร็จเขาจะไม่สามารถท�ำสิ่งที่ใหญ่ได้ กระบวนการที่คนค้นพบ ตนเอง คนมีรากเหง้า มีความภาคภูมิใจตัวเองจะมีพลังในการเรียนรู้ทั้งการเรียน รู้ในเชิงลึกของชีวิต ชุมชน และสังคม และการเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของ โลก ผู้น�ำที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพราะไม่เข้าใจรากเหง้าไม่เข้าใจการเปลี่ยน แปลงสังคม ถ้าไม่เข้าใจสองอย่างนี้จะไม่สามารถเป็นผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงได้ เรา เชื่อมั่นว่าการศึกษาบนฐานชุมชนนั้นจะสร้างผู้น�ำที่เข้าใจรากเหง้า เข้าใจเท่าทัน การเปลี่ยนแปลง สามารถจัดการตนเองได้และสามารถที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างเกื้อกูล มีกัลยาณมิตร เขาจะสามารถสร้างสรรค์สังคมที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย อย่างเช่น ผู้ใหญ่อานนท์ ไชยรัตน์ เมื่อเริ่มรวมกลุ่มกัน มีการประสานเครือข่าย ปัจจุบันมีเครือข่าย 30 กลุ่ม ตอนหลังก็เริ่มได้แหนบทองค�ำ สร้างการยอมรับ ไปถึงระดับชาติ เริ่มมีผลงานเป็นผู้ใหญ่บ้านแหนบทองค�ำ เพราะฉะนั้นก็เริ่มมี การยอมรับระดับจังหวัด ไปเป็นครูภูมิปัญญาระดับจังหวัด อบจ.เชียงใหม่ มอบเกียรติบัตรให้ พลังของคุณภาพที่เกิดขึ้นในจุดเล็กๆในระดับชุมชนมันจะมี แสงออร่าถ้าเราท�ำเชิงคุณภาพ มีความส�ำเร็จ จะมีคนเริ่มมาดู เริ่มบอกต่อซึ่ง ประกายเหล่านี้ที่เราเรียกว่าฉายแสง เป็นการสร้างการมีตัวตนการมีพื้นที่ในสังคม แม้เราจะอยู่ในชุมชนเล็กๆ หากได้แสดงพลังอย่างเต็มศักยภาพย่อมส่งแรงสะเทือน ทั้งสังคม เพราะพลังทั้งโลกล้วนเชื่อมโยงกันหมดตั้งแต่ดอกหญ้าถึงดวงดาว อ.ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ 10
  • 12.
  • 14.
    เจ้าสาวไม่กลัวฝน ครุ่นคิด เก็บตกจากการไปร่วมวงคุยการศึกษาบนฐานชุมชน 1.เครือข่ายแนวราบ เราจ�ำเป็นต้องมีขบวนหรือไม่ มีเครือข่ายไปท�ำไม เครือข่ายมีคุณสมบัติแบบไหน จะเคลื่อนขบวนไปอย่างไร เป็นเครือข่ายในยุคใหม่ ไม่ใช่เครือข่ายเชิงประเด็น ซึ่งเป็นแนวตั้งและเชิงเดี่ยว แต่เป็นเครือข่ายแนวราบ ที่ผสมผสานความหลากหลายเข้ามาบูรณาการกัน เครือข่ายแนวราบที่มาจากความหลากหลายจึงมี บทบาทส�ำคัญในการสร้างการเรียนรู้ แบ่งปัน และสื่อสาร ทั้งภายในกลุ่มเครือข่าย ชุมชน และ สังคม 13
  • 15.
    การสื่อสารของเครือข่าย เป็นไปเพื่อสร้างการ “เรียนรู้เครื่องมือส�ำคัญ” ในการ“เผยแพร่สร้างความเข้าใจ” ยอมรับ “แนวคิดใหม่ๆ” ที่มุ่งหวัง จะสร้างการ “เปลี่ยนแปลง เสริมพลัง” ให้กับผู้คน ชุมชน แสวงหา "ทางออก" ให้สังคมด้วยปัญญา หัวใจ การลงมือท�ำ และขยายผล 2. การเคลื่อนขบวน เมื่อเป็นเครือข่าย จะเคลื่อนขบวนสื่อสารให้ได้ผล จ�ำเป็นต้อง ค้นหาทิศทางที่ไปร่วมกัน แม้จะเดินคนละสาย แต่มุ่งหน้าไปยังทิศและ ทางที่มองร่วมกัน คนท�ำงานเครือข่าย ขับเคลื่อนขบวน “ไม่ใช่ผู้ก�ำหนด ทิศชี้เป้า” อย่างเดิมๆ แต่จะต้องชวนให้เพื่อนมิตร “ค้นหาและสร้าง สายตา” ร่วมกัน “สายตาที่จะมองเห็นทิศทาง” ซึ่งก�ำหนดจากผู้เดิน ทางอย่างมีส่วนร่วม ทิศทางส�ำคัญ แต่สายตาที่จะมองเห็นนั้นส�ำคัญ กว่า จะเดินป่าปีนดอยล่องมหาสมุทรกว้าง ต้องหัดดูดาวเหนือให้เป็น ไม่ใช่จิ้มนิ้วลงบนแผนที่กระดาษว่าจะไปตรงไหนอย่างเดียว การร่วม ขบวนไม่ใช่การลงเรือล�ำเดียวกันในความหมายเดิมๆ หากแต่เป็นการ ล่องล�ำน�้ำชีวิตของแต่ละบริบทที่คดเคี้ยวแตกต่างกันไปเพื่อลุถึงล�ำธาร ใหญ่ที่เราจะได้พานพบกัน เพื่อแยกกันเป็นห้วยเล็กคลองน้อยไปสร้าง ความชุ่มเย็นให้ผู้คนในที่อื่นๆ ต่อไป เรามาจากต่างที่ ถ้าเห็นทิศทาง เดินไปด้วยกัน ควรมีเวลาให้พบกันบ้างเพื่อสร้างความหมายใหม่ๆ พบ กันเพื่อจะได้แตกสายน�้ำความหมายใหม่ๆ นั้น ให้กลายเป็นล�ำธารไหล รินไปในหนทางของตัวเองสู่ผู้คนอื่นๆ ที่ไม่เหมือนเดิม อีกครั้ง และอีก ครั้งการร่วมและเคลื่อนขบวนของเครือข่ายมีความหมายเช่นนี้ 14
  • 16.
    3.กางร่มสื่อสาร เครือข่ายแนวราบเคลื่อนขบวนไปด้วยสายตาสู่ทิศทางอย่างมี ส่วนร่วมเพื่อ“สื่อสารความคิด”แสวงหาเพื่อนมิตรสร้างผลสะเทือนน�ำ เสนอความหวังใหม่ๆ ในบริบทของการงานที่ผ่านการเรียนรู้ท่ามกลาง ปฏิบัติการจริงผ่านการปฏิบัติการจริงเพื่อการเรียนรู้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นนักคิดเชิงปฏิบัติการและนักปฏิบัติการเชิงความคิดบนหนทางที่ เต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทาย ประหนึ่งเดินไปกลางฝนพร�ำที่ บางคราก็กระหน�่ำเม็ดลงมาไม่ลืมหูลืมตา เราจึงชวนกัน “กางร่มสื่อสาร” ทั้งของแต่ละคน และ “ร่มใหญ่ทางความคิด” ที่ทุกคนจะใช้พาตัวเอง และขบวนเครือข่ายไปด้วยกัน ในทิศทางเดียวกัน “ร่มสื่อสาร” ค้นหา “สาร”ที่จะ“สื่อ”ออกไปในแต่ละบริบทเป็น“ความหมาย”ที่จะบอก กับสังคม ผ่านมุมมองคนท�ำงานในเรื่องราวต่างๆ เป็น “เรื่อง” ที่จะถูก “เล่า” เป็น “ความคิด” ที่จะ “บอกต่อ” เป็น “ชีวิต” ที่จะ “สานต่อ” ชีวิตอื่นๆ “ร่มสื่อสาร” เป็น “ที่ๆ คนซึ่งไม่กลัวฝนจะมาพบกัน แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน ในความคิดและทิศทางที่ เกิดจากสายตาร่วมกัน” ในโลกยุคใหม่ เราต่างท่วมท้น ด้วย “ข้อมูล” มากมาย “ร่มสื่อสาร” ที่เรากางจึงต้อง “สร้างความหมายใหม่” ให้สารของเรานั้น “พิเศษ” พิเศษพอที่จะประทับในความทรงจ�ำ ท�ำให้ความรู้ ควบคู่ไปกับความรู้สึก ซึ่งต้องอาศัย “ความคิด สร้างสรรค์ท�ำมือ” เพื่อคืนอ�ำนาจ “การสื่อสิ่งที่จะสาร” ให้กลับมาอยู่ในมือคนเล็กคนน้อยและชุมชน หลุดพ้น 15
  • 17.
    จากการครอบง�ำเรื่องเล่าและชุดวิธีคิดของกระแสหลักภายใต้อ�ำนาจ ทั้งทุนและรัฐ เพื่อจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อจะเรียนรู้จากการแบ่งปัน แบ่งปันเพื่อเรียนรู้เพื่อจะพบส่วนที่ขาด เพื่อจะเติมเต็มและไปข้างหน้า เพื่อเป็น "พลังแห่งความหวัง" ส่งผ่านจากผู้คนถึงผู้คน ชุมชนถึงชุมชน สร้าง "สังคมแห่งการอยู่ร่วม ที่เป็นสุข เป็นธรรม และยั่งยืน" เป็นก�ำลังใจแด่ "เจ้าสาวที่ไม่กลัวฝน" ทุกท่านด้วยความรักและนับถือ วรพจน์ โอสถาภิรัตน์ (พี่ตั้ม ดินสอสี) 16
  • 18.
    คนเล็กคิดการใหญ่ต้องมีกลยุทธ์ การที่จะท�ำโครงการสานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน ให้มีผลสะเทือน และเกิดกระแสให้คนตระหนักรู้หันมาสนใจไม่ใช่เรื่อง ง่ายๆโดยเฉพาะการเปลี่ยนมุมมองของคนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง แนวคิดทางการศึกษา เพราะว่าคนเคยชินกับค�ำว่า การศึกษาต้องอยู่ในโรงเรียน มีอาคารเรียน มีเสาธง มีการจัดห้องเรียนเป็นห้องๆเข้าเรียนตามเกณฑ์ ตามอายุ มีครูสอนที่ใส่ชุดข้าราชการพร้อมวุฒิ ปริญญาการันตีความสามารถยืนสอนอยู่หน้าห้อง มีหนังสือเรียนเล่มหนาเป็นสื่อการเรียนการสอน วางอยู่บนโต๊ะ ต้องไปโรงเรียนทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ นอกเหนือจากนี้แล้ว ไม่ใช่การศึกษา 17
  • 19.
    ดังนั้นการที่จะขับเคลื่อนกระท�ำการอะไรบางอย่างให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิด เพื่อให้ออกจาก ความเคยชินเดิมๆไม่ใช่เรื่องง่ายๆไม่แน่! อาจจะเจอการสวนกลับ เดี้ยงไม่เป็นท่าเลยก็เป็นได้ ดังนั้น จึงจ�ำเป็นต้องมีแผนการเพื่อเป็น ยุทธศาสตร์ในการท�ำงาน ดังที่โจโฉ เคยกล่าวไว้ในเรื่องสามก๊กว่า “วีรบุรุษที่คิดการใหญ่ ต้องมีแผนกลยุทธ์ มีสติปัญญายอดเยี่ยม มี ปณิธานที่ยิ่งใหญ่” ฉะนั้น อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ หรือลุงชัชคน เดิมของเรา จึงเสนอว่าคนเล็กคิดการใหญ่จ�ำเป็นต้องมีกลยุทธ์ พร้อม กับเสนอแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของคุณหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสและปราชญ์แห่งสยาม เพื่อเป็นแนวทางการท�ำงานว่า การที่จะขับเคลื่อนสิ่งที่ยากให้ไปสู่จุดหมายสูงสุดโดยกลุ่มคนจ�ำนวน น้อยๆจ�ำเป็นต้องมีหลักการ 3 อย่าง คือ พื้นที่นโยบาย เครือข่าย พื้นที่รูปธรรม สื่อ พื้นที่ทางสังคม วิชาการ 18
  • 20.
    1. พื้นที่รูปธรรม พวกเราต้องอธิบายเชิงประจักษ์ให้เห็นคุณภาพ หรือคุณค่าทางการศึกษาจากพื้นที่ต้นแบบที่กระจายอยู่ทั่วไปมากมาย ทั่วทุกภาคอย่างเป็นรูปธรรมให้รู้ว่าสามารถท�ำได้จริง จับต้องได้ ไปดู พื้นที่ได้ ไม่ใช่มีเฉพาะแนวคิดหรือทฤษฎีเท่านั้น ดังนั้น เราต้องถอด องค์ความรู้ออกมาให้คนเข้าใจ เราต้องเคลื่อนด้วยข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อน�ำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 2. พื้นที่ทางสังคม เมื่อเราได้ความรู้มาแล้ว จะท�ำอย่างไรให้ คนในสังคมเข้าถึงองค์ความรู้ที่เรามี เข้ามาเป็นภาคีร่วมเรียนรู้กับเรา และสามารถหยิบจับเอาไปใช้ตามความต้องการได้เลย เพราะถ้าขาด ความรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายสังคมจะเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก 3. พื้นที่ทางนโยบาย ถ้าพวกเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือ ปลดล็อคทางการศึกษาจริงๆ เราต้องเข้าถึงวงในให้ได้ เพื่อเปลี่ยนเชิง อ�ำนาจหรือเชิงโครงสร้าง จะต้องผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายและจัดสรร งบประมาณมาสนับสนุนพื้นที่ให้ได้ แต่ข้าพเจ้าเสนอว่า ในสภาวการณ์ปัจจุบัน แค่สามเหลี่ยมเขยื้อน ภูเขา ของคุณหมอประเวศ อาจจะยังไม่เพียงพอ หรือยังไม่ชัดเจน ส�ำหรับการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าอาจจะซ่อน ประเด็นที่ข้าพเจ้าก�ำลังกล่าวถึงนี้ไว้ภายในมุมใดมุม หนึ่งแล้วก็ตาม ซึ่งข้าพเจ้าเห็นควรว่าจะต้องยก ออกมาให้เห็นเป็นมุมรูปสามเหลี่ยมอีกวงหนึ่ง อย่างชัดเจน คือ 4. พื้นที่สื่อ ทั้งสื่อส่วนตัว Social network และสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างความสะเทือนและ สร้างกระแสการสื่อสารกับสังคมให้รับรู้อีกช่องทางหนึ่ง 19
  • 21.
    5. พื้นที่เครือข่าย หรือจะเรียกพื้นที่ประชาสังคมก็ได้เป็นกลไก กลางในการบริหารงานเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่รูปธรรมให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กัน ซึ่งจ�ำเป็นมากที่แต่ละองค์กร แต่ละกลุ่ม ที่มีแนวคิดหรือเป้าประสงค์ตรงกันจะต้องจับมือ สานพลัง แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนภารกิจร่วมกัน เพื่อให้มองเห็นข่ายการท�ำงาน ภาพรวมที่กว้างขึ้น ท�ำให้เกิดแรงผลักดัน หรือพลังต่อรองที่เข้มแข็งขึ้น 6. พื้นที่ทางวิชาการ ทุกวันนี้การท�ำงานต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือองค์ความรู้ เป็นหลัก ซึ่งส่วนมากคนที่ท�ำงานฐานรากหรือขับเคลื่อน ในพื้นที่รูปธรรมจะอ่อนเรื่องวิชาการ ว่าสิ่งที่ตนเองท�ำมานั้นมันมีคุณค่า หรือมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ดังนั้นจะต้องมีฝ่ายวิชาการเพื่อจัดการ ความรู้ มาช่วยถอดบทเรียน หนุนเสริมการท�ำงานและประเมินเสริม พลัง ตลอดจนพิจารณาเชื่อมโยงสู่ระดับนโยบายด้วย จากแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของหมอประเวศเดิม เมื่อ โดนสามเหลี่ยมอีกวงทับไขว้ลงไป กลายเป็น “ดาวเถื่อนเขยื้อนจักรวาล” ของข้าพเจ้าทันที ดังนั้นโครงการสานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐานชุมชน หรือการด�ำเนินโครงการอะไรก็ตามในปัจจุบันจะส�ำเร็จได้นั้น กลยุทธ์ การท�ำงานทั้งหกมุมนี้จะต้องเคลื่อนไปพร้อมๆกัน ถ้าขาดหรืออ่อนมุม ใดมุมหนึ่งก็คงไม่สู้ดีนัก เพราะจะท�ำให้ไปสู่เป้าหมายได้ยากขึ้น คิด แก้วค�ำชาติ 20
  • 24.
  • 26.
    สานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน “ ท�ำไมต้องสานพลังเครือข่ายการศึกษาบนฐานชุมชน” เพราะความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยในหลายทศวรรษที่ ผ่านมา สะท้อนให้เห็นจากการที่ประเทศไทยลงทุนเพื่อการศึกษามาก เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ผลสัมฤทธิ์และคุณภาพการศึกษา อยู่ในระดับต�่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนานาชาติต่อเนื่อง มานานเป็น 10 ปี ที่ส�ำคัญคือการศึกษาไทยไม่ได้ ตอบโจทย์ทางสังคมเหล่านี้ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นภายใต้กรอบ คิดใหม่ คือ การปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อคน ทั้งมวล เพื่อประชาชนในประเทศไทยราว 70 ล้านคน 25
  • 27.
    ดังนั้นการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อสัมมาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของ คนทั้งมวลด้วยเหตุนี้การปฏิรูปการศึกษาต้องปรับจากการเอาวิชาเป็น ตัวตั้ง มาเป็นเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง แล้วชีวิตคือความหลากหลายปฏิรูป การศึกษาต้องไปสู่ความหลากหลายที่สอดคล้องกับชีวิต ชีวิตของคน ก็เช่นกันมีความหลากหลาย คนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็จะไม่เหมือนกัน วัฒนธรรมของภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ไม่เหมือนกันเพราะสิ่ง แวดล้อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นการศึกษาควรจะมีความหลากหลายให้ เหมาะสมกับความหลากหลายของผู้คน ซึ่งเป็นแนวคิดของการจัดการ ศึกษาบนฐานชุมชน หรือใช้ชุมชนเป็นฐานในการจัดการศึกษา ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่าการศึกษาเพื่อสัมมาชีพ คือ จุดคานงัด ของการแก้วิกฤตระบบการศึกษา และแก้วิกฤตของประเทศไปพร้อม ๆ กัน สัมมาชีพ หมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ การศึกษาเพื่อ สัมมาชีพจะปฏิรูปการเรียนรู้จากการท่องวิชาในห้องเรียน มาเป็นการ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงให้ได้ผลจริง ซึ่งเป็นการพัฒนาสติปัญญาและ ทักษะโดยรอบด้าน เป็นการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมในพื้นที่อย่างกว้าง ขวาง เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะลงมือท�ำอาชีพจริงๆ การ หลุดพ้นจากความยากจนมีความส�ำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเด็กและ 26
  • 28.
    เยาวชนชน โดยทางทฤษฎีเรารู้ว่าท�ำอย่างไรเด็กและเยาวชนจะมี คุณภาพ แต่เราติดที่พ่อแม่ยากจนไม่มีเวลาเลี้ยงลูก หรือต้องทอดทิ้ง ลูกไปท�ำมาหากินที่อื่น การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะช่วยเรื่องคุณภาพ เด็กและเยาวชน ดังนั้นการศึกษาเพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะไปปรับ ระบบการศึกษาทั้งหมดให้ดีขึ้น กล่าวคือ ถ้าเราแบ่งการศึกษาทั้งหมด เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ (1) การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ (2) การศึกษา เพื่อวิชาการ (3) การศึกษาเพื่อวิชาชีพ โดยให้ทั้ง 3 เชื่อมต่อกัน การ ศึกษาเพื่อสัมมาชีพเป็นสามัญศึกษา เพราะอาชีพเป็นสามัญของชีวิต คนส่วนใหญ่จะศึกษาสายนี้ มีอาชีพ มีฝีมือ มีรายได้ สร้างเศรษฐกิจ ทั้งส่วนตัว ทั้งของพื้นที่ และของชาติ คนส่วนใหญ่จะพึงพอใจชีวิต ของตนเอง แต่ถ้าอยากเรียนรู้วิชาอะไรเป็นพิเศษ ก็เป็นการศึกษาเพื่อ วิชาการ หรือ ข้อ (2) หรือถ้าอยากไปศึกษาเพื่อวิชาชีพ ตามข้อ (3) ต่อ ไปก็ท�ำได้ การศึกษาเพื่อสัมมาชีพนี้จะใช้งบประมาณไม่มาก ดีไม่ดีอาจ ท�ำเงินให้ระบบได้ด้วย รัฐจะประหยัดงบประมาณ และมีเงิน ไปทุ่มเทกับงานวิชาการมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มผู้ผ่านการอบรมโครงการผู้น�ำเพื่อ การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา รุ่นที่ 2 จึงรวมกลุ่ม ผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาพัฒนาข้อเสนอแล้วจับมือ 27
  • 29.
    กันด�ำเนิน “โครงการสานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐานชุมชน” เพื่อ เชื่อมเครือข่ายองค์กรที่จัดการศึกษาบนฐานชุมชนมาร่วมเป็นพลัง ต้นแบบในการขับเคลื่อนให้สังคมไทยเปลี่ยนทัศนคติใหม่โดยเห็น คุณค่าและผลสัมฤทธิ์ของการจัดการศึกษาบนฐานชุมชนเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตและสัมมาชีพ เท่าเทียมกับการศึกษากระแสหลัก และ กระจายอ�ำนาจการจัดการศึกษาให้กับหน่วยงานอื่นๆ ร่วมจัดการศึกษา อย่างแท้จริง 28
  • 30.
    การศึกษากับคุณค่าที่ขาดหายไป “ยิ่งเรียนสูงเท่าไหร่ยิ่งห่างไกลฐานราก ยิ่งเรียนเก่งเท่าไหร่ยิ่ง ออกห่างไกลจากชุมชนเท่านั้น” คือประโยคทองของ อ.ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภา การศึกษาทางเลือกไทย ในนามที่ปรึกษาโครงการ สานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐานชุมชน ได้สะท้อนสภาพปัญหาการศึกษาของสังคมไทย ในปัจจุบันร่วมกับกัลยาณมิตรอีกหลายท่าน ผ่านวงคุยเสวนาที่ปรึกษา “โครงการสานพลังการ ศึกษาบนฐานชุมชน” ณ ส�ำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 29
  • 31.
    ค�ำพูดของ อ.ชัชวาลย์ หรือข้าพเจ้ามักจะเรียกสั้นๆแบบคุ้นเคย ว่า “ลุงชัช” เป็นประโยควลีหนึ่งที่สะกดใจตรึงอารมณ์ให้ข้าพเจ้าได้ หยุดครุ่นคิดถึงชีวิตนักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่ ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ มุ่ง ผลิตพวกเขาออกมาราวกับโรงงานผลิตสินค้าโดยไม่รับผิดชอบชีวิตชีวา ในอนาคตของพวกเขาเลยว่าจะเป็นเช่นไร ซึ่งในแต่ละปีนั้นมีบัณฑิตที่ จบออกมาใหม่ประมาณสี่ถึงห้าแสนคนต่อปี คนจ�ำนวนมากมายเหล่า นี้เขาจะไปท�ำงานที่ไหน ไปประกอบอาชีพอะไร ระบบราชการก็เปิดรับ จ�ำนวนจ�ำกัด บริษัทก็เปิดรับเฉพาะทาง โรงงานอุตสาหกรรมก็นับวัน จะเลิกจ้าง งานเฉพาะทางก็ไม่มีทักษะพื้นฐาน คิดไปแล้วปวดหัวกบาล แทนจริงๆ นี่ยังไม่รวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มีนวัตกรรมก้าวหน้า สามารถผลิตเครื่องจักรมาท�ำงานแทนคนหรือผลิตหุ่นยนต์ที่ท�ำหน้าที่ ได้ดีและมีศักยภาพมากกว่ามนุษย์อีก หวังว่าจะหอบปริญญากลับบ้าน ทุ่งมุ่งสู่หนทางเกษตร เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดปลูกเห็ดท�ำสวนก็หวั่นใจกลัวๆ กล้าๆ เกรงคนจะนินทาเพราะพิษของค่านิยมเก่าก่อนที่สอนลูกให้เป็น เจ้าคนนายคน ที่ส�ำคัญทักษะประสบการณ์ส่วนตัวก็ไม่มี ดังนั้นโอกาส ของคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษามาจะทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด หรือออกห่าง ไกลครอบครัว ญาติพี่น้องจึงมีมาก เพราะต�ำแหน่งงานดังกล่าวไม่มี บรรจุในชุมชน จึงต้องทนไปตายดาบหน้า หรือโอกาสที่คนจะตกงานใน อนาคตอันใกล้จึงมีมากมายนัก 30
  • 32.
    ลุงชัช ได้ขยายความให้เห็นสภาพปัญหาต่อไปอีกว่าสาเหตุเหล่านี้ ถ้าพิจารณาดีๆ แล้วล้วนเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาทางการศึกษาแทบ ทั้งสิ้น เพราะการศึกษาในปัจจุบันมีหลายสิ่งที่ส�ำคัญขาดหายไป เช่น กระบวนการจัดการศึกษาให้เด็กได้ค้นพบตัวเองหายไป มุ่งเน้นผล สัมฤทธิ์ทางวิชาการมากเกินไป ขาดการพัฒนาทักษะชีวิตผู้เรียนและ แนวทางปฏิบัติการเพื่อค้นหาความรู้ด้วยตนเองมีน้อย สอนให้แข่งขัน เอาชนะกันเอาตัวรอดเพียงคนเดียว เป็นการศึกษาที่ลอกเลียนแบบ ตะวันตก โดนออกแบบมาให้อยู่ในระบบรับใช้ตลาดแรงงานซึ่งเน้นการ เป็นลูกจ้างเป็นหลัก ไม่ใส่ความเป็นวิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นลง ไป ละทิ้งภาคเกษตรกรรม ท�ำให้ไม่มีความรู้มาพัฒนาชุมชนตัวเอง จบ แล้วทิ้งถิ่นฐานไม่คิดกลับบ้านมารับใช้ครอบครัว ชุมชน และสังคม ยิ่ง เรียนสูงเท่าไหร่ยิ่งออกห่างไกลจากชุมชนมากเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับ ดร.ชูพินิจ เกษมณี จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และที่ปรึกษาเครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งทาง โครงการฯได้เชิญมาเป็นที่ปรึกษาด้วย ได้สะท้อน แนวคิดให้เห็นภาพย้อนหลังว่า การศึกษาสมัยก่อน คนที่มีโอกาสได้เรียนระดับสูง ก็มีโอกาสเป็นเจ้าคน นายคนจริง คือเรียนจบแล้วส่วนใหญ่ได้เป็นราชการ 31
  • 33.
    เพราะคนที่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาระดับสูงมีน้อย พอมายุค สมัย พ.ศ.2475เกิดสภาการศึกษาแต่รัฐยังรวมศูนย์อ�ำนาจทุกอย่างไว้ ที่ส่วนกลางการศึกษาก็ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควรจะเป็นพอถึงยุคหลัง พ.ศ. 2504 เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นมา ประเทศเริ่มเข้าสู่ วงจรอุบาศก์ ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเริ่มหายไปไม่ได้รับความส�ำคัญ รัฐบาลยึดประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบโมเดลในการพัฒนา การผลิต มุ่งเน้นสู่ระบบอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อสนองภาคเศรษฐกิจเป็น หลัก ซึ่งแต่ก่อนผลิตในครัวเรือนเพื่อบริโภคและความอยู่รอดเป็นหลัก ความรู้ไม่คืนสู่ชนบทและไม่ต่อยอดจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเหมือนเดิม ผู้คนเริ่มทิ้งถิ่นทิ้งภาคเกษตร เพื่อไปท�ำงานหารายได้ในเมืองใหญ่หรือ เมืองอุตสาหกรรม ระบบครอบครัวเริ่มแตกแยก จนมาถึงปี พ.ศ. 2540 เป็นยุคเศรษฐกิจตกต�่ำ คนกลับมาอาศัยภาคเกษตรอีกครั้ง ข้าพเจ้าขอขยายความเสริมในช่วงนี้เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจเพิ่ม เติมว่ายุคนี้เป็นยุคฟองสบู่แตกยุคต้มย�ำกุ้งหรือยุคIMF(Internation- al Monetary Fund) ก็ว่ากันไปแล้วแต่ใครละเรียกกัน สถานการณ์ใน ช่วงนี้คือ สินค้าราคาแพงสวนทางกันกับค่าของเงินราคาถูก ถ้าพูดให้ เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ มีเงิน 10 บาท อาจเหลือค่าเพียง 7-8 บาทเท่านั้น 32
  • 34.
    ท�ำให้บรรดานักลงทุนนักเก็งก�ำไรหรือนักธุรกิจน้อยใหญ่ทั้งหลายที่ ลงทุนไปล้มละลายกันไปตามๆ กัน บางบริษัทปิดกิจการบางโรงงาน เลิกจ้างปล่อยลอยแพพนักงานกันถ้วนหน้า หลายคนหัวใจสลายถึงกับ ฆ่าตัวตายก็มี แต่เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าแม่ขายในตลาดสดยัง คงสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างสบายและมีผลกระทบจากภาวะ เศรษฐกิจตกต�่ำน้อยสุด ผู้คนส่วนหนึ่งเห็นความส�ำคัญจึงหันกลับมา อาศัยแนวทางภาคเกษตรอีกครั้งหนึ่ง เริ่มมองว่า “เงินทองเป็นของ มายา ข้าวปลาเป็นของจริง” หลายองค์กรจึงมีกระแสเชิญชวนให้หัน มามองชีวิตรูปแบบใหม่โดยเน้นการเอาความสุขมวลรวมประชาชาติ เป็นตัวตั้ง หรือเรียกย่อๆ เป็นภาษาต่างชาติว่า GNH (Gross National Happiness) แทนการเอาดัชนีตัวเลขรายได้จากเศรษฐกิจหรือปัจจัย การผลิตสินค้าเป็นตัววัดความมั่นคงของชีวิตอย่าง GNP (Gross National Product) ซึ่งเหมาเป็นภาพรวมไม่ได้เพราะรายได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน และไม่สอดคล้องกับวิถีความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชากร แหม...หลงคุยเพลินพาท่านผู้อ่านออกนอกประเด็น ไปไกลเลย เอ้า...เรียกสติกันหน่อย...กลับมา...กลับมา... กลับมาเล่าเรื่องสถานการณ์การศึกษากันต่อ 33
  • 35.
    มาฟังสถานการณ์การศึกษาในมุมมองของผู้น�ำการเปลี่ยนแปลง อย่าง “เฮียก๋วย” หรือพฤหัส พหลกุลบุตร ผู้อ�ำนวยการฝ่ายการศึกษา มูลนิธิสื่อชาวบ้าน หรือที่ทุกคนฟังคุ้นหูในนามกลุ่มละครมะขามป้อม กันบ้าง ว่าคิดเช่นไร เฮียก๋วย คิดว่าการศึกษาที่จัดโดยภาครัฐมุ่ง ควบคุมและบังคับผู้เรียนให้เป็นไปตามกรอบที่เขาอยากให้เป็น เป็น ระบบที่ล้าหลัง โดยไม่ค�ำนึงถึงความแตกต่างด้านศักยภาพของผู้เรียน ซึ่งแนวคิดแบบรัฐที่ว่านี้ท�ำงานล้มเหลว ไม่ทันการเปลี่ยนแปลง เด็ก เรียนข้างนอกได้ความรู้มากกว่าเข้าไปเรียนในโรงเรียนเสียอีก ซึ่งต่าง จากการศึกษาในรูปแบบของเรา คือการศึกษาบนฐานชุมชน เน้นการ ปลดปล่อยศักยภาพความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนออกมาให้เข้าใจตนเอง ดังนั้น เราจะท�ำอย่างไรถึงจะจับมือกันแล้วส่งเสียงดังๆ ให้คนได้รับรู้ ว่า นอกจากการศึกษากระแสหลักแล้ว ยังมีการศึกษารูปแบบอื่นๆ ให้ เลือกอีกหมายทาง กัลยาณมิตรท่านสุดท้ายนี้ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวถึง คงนอนตาย ตาไม่หลับ คือ วรพจน์ โอสถาภิรัตน์ จากกลุ่มดินสอสี หรือที่คนใน 34
  • 36.
    วงการกิจกรรมสร้างสรรค์เครือข่ายเด็กและเยาวชนกล่าวถึงอย่างคุ้น ชินว่า “พี่ตั้มดินสอสี” เจ้าของแนวคิด“ห้องเรียนชุมชน” ภายใต้วาท- กรรม“ห้องเรียนไม่มีประตูความรู้ไม่มีก�ำแพง”ได้เสนอแนวคิดสั้นๆว่า เราต้องเชื่อมั่นว่าในชุมชนหนึ่งๆ นั้นมีความรู้หลากหลาย ทั้งเรื่องราว เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ชุมชน ความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน และสถานที่ส�ำคัญต่างๆ ทุกอย่างล้วนคู่ควรศึกษาทั้ง นั้น จัดท�ำเป็นฐานการเรียนรู้ภายในชุมชน เพราะทุกอย่างล้วนมีคุณค่า เราจึงก�ำลังต่อสู้เรื่องคุณค่า เป็นคุณค่าที่ชุมชนยอมรับ ดังนั้นเราต้อง เสนอการศึกษาบนฐานชุมชนเป็นการศึกษาทางหลักอีกช่องทางหนึ่ง ไม่ใช่แค่การศึกษาทางเลือกเท่านั้น และที่ส�ำคัญชุมชนต้องยอมรับ ยกย่องผู้ที่จบการศึกษาแล้วสามารถอยู่บ้านหรืออยู่ชุมชนตัวเองได้ ฉะนั้นจะท�ำอย่างไรให้คนในท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาเองได้? จากมุมมองของกัลยาณมิตรหลายท่านที่ข้าพเจ้า ได้หยิบยกประเด็นใจความส�ำคัญเก็บมาเล่าให้ฟัง เพียงเพื่อเป็นแนวทางตัวอย่างให้ผู้อ่านได้ครุ่นคิด 35
  • 37.
    พินิจนึกตามมุมมองของตนเองต่อไปเท่านั้น และยังมีอาจารย์มาให้ค�ำ ปรึกษาและเสนอมุมมองที่น่าสนใจให้ศึกษาอีกหลายท่านเพียงแต่ไม่ได้ ยกตัวอย่างหรือกล่าวถึง บทเรียนจากการแลกเปลี่ยนสนทนากันในครั้ง นี้ท�ำให้ข้าพเจ้าและทีมงานมีความรู้ความเข้าใจถึงสถานการณ์ปัญหา ทางด้านการศึกษากระจ่างขึ้นมากและพร้อมที่จะสานพลังเครือข่าย พื้นที่ต้นแบบร่วมกัน ขับเคลื่อนโครงการเพื่อสร้างคุณค่าการศึกษาบน ฐานชุมชน ต่อไป 36
  • 38.
    การศึกษาต้องเริ่มจากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน อาจจะเป็นค�ำพูดที่แรงไป ถ้าข้าพเจ้าขึ้นต้นด้วยค�ำกล่าวที่ว่า“สิ่ง ที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด คือ การศึกษา” เพราะการ ศึกษาท�ำให้คนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน ดูถูกเหยียดหยามกัน แข่งขันเอาชนะกัน จัดระดับชนชั้นวรรณะทางความคิด เช่น เรียงล�ำดับคนที่สอบได้คะแนนสูง-ต�่ำในห้องเรียน หรือการแบ่งเกรดการเรียนเพื่อวัดระดับคน เป็นต้น เมื่อจบออกไปแล้วยังไปเจอการละเมิดเกียรติศักดิ์ศรี จากการจ้างท�ำหน้าที่และการงานของนายจ้างอีก ทั้งที่มีวุฒิการศึกษาเดียวกัน หรือบางมหาวิทยาลัย รับสมัครนักศึกษาใหม่ที่ก�ำหนดว่า รับคนที่มี 37
  • 39.
    ผลการเรียนอย่างต�่ำระดับเท่านั้นเท่านี้ขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียนได้ สิ่งเหล่านี้ยิ่งท�ำให้เป็นเส้นแบ่งความไม่เท่าเทียมทางการศึกษามากยิ่ง ขึ้นไปอีก และที่หนักยิ่งไปกว่านั้นคือ การศึกษาท�ำไมมีกรอบมีก�ำแพง กั้น มีเฉพาะในโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น การสอน ในชุมชน ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาทักษะสัมมาชีพ การเรียนรู้ ด้วยตนเองเป็นการศึกษาหรือไม่ หรือย่างไร? บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าได้ยินชาวบ้าน นินทาว่ากล่าวกันว่า “ไอ้พวก ไม่มีการศึกษา” ถ้าฟังพอผ่านๆหูอาจจะเข้าใจความหมายว่าหมายถึง พวกที่ไม่มีความรู้ ไม่มีวุฒิการศึกษา หรือเรียนจบการศึกษาไม่สูงมาก นัก แต่ถ้าคิดดูดีๆแล้วเขาหมายถึงผู้ไม่มีกริยามารยาทที่เหมาะสม หรือ ไม่รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมต่างหาก เช่น คนทิ้งขยะไม่ถูกที่ คน ขับรถย้อนศร คนท�ำอะไรไม่รู้กาลเทศะ คนท�ำตนไม่เป็นประโยชน์ หรือคนไม่ประกอบสัมมาอาชีพอะไรเลย ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วคนที่โดน ว่ากล่าวนั้นอาจจะเรียนจบการศึกษาปริญญาเอก โท ตรี จัตวา หรือ ไม่ได้จบอะไรมาก็เลยตาม ก็อาจเป็นคนที่ไม่มีการศึกษาได้ทั้งนั้นตาม สถานการณ์ความหมายนี้ หรือมีค�ำโบราณกล่าวไว้ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” แสดง ถึงคนที่เรียนจบการศึกษาสูงๆมาแต่ท�ำอะไรไม่เป็นเอาตัวไม่รอดท�ำตัว 38
  • 40.
    ไม่ดี ไม่มีหน้าที่การงาน สร้างภาระให้กับครอบครัวพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือท�ำตัวเป็นปัญหาต่อสังคมอยู่ก็มีมากมายหรือว่าระดับการศึกษา สูงหรือต�่ำไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความส�ำเร็จในชีวิต หรือความสามารถของ ผู้คน หรือค�ำตอบเรื่องการศึกษาที่สังคมต้องการจริงๆแล้วอาจไม่ใช่คน ที่มีการศึกษาสูง แต่เป็นคนที่ดี มีปัญญาต่างหาก อ้าว......แล้วการศึกษาคืออะไร? ข้าพเจ้าพยายามสืบค้นผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาความหมาย ของค�ำว่าการศึกษาว่าหมายถึงอะไรกันแน่ พบว่ามีนักวิชาการหลาย ท่าน จากหลายเว็บไซด์ได้ให้ความหมายไว้ต่างๆนานา มากมายหลาก หลายทัศนะแตกต่างกันไป รวมทั้งมีการก�ำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติด้วย แต่ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า ครอบคลุมและสมบูรณ์ที่สุด คือ การศึกษาในความหมายของเว็บไซด์ im2market.com ซึ่งเขียนไว้ว่า “การศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้เพื่อความ เจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอด ความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม ให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 39
  • 41.
    เพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจสติปัญญา ความ รู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการด�ำรงชีวิต สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” ข้าพเจ้าชอบตรงที่ว่าการศึกษามันเรียนไม่รู้จบ มันสามารถเรียน รู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง ด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการด�ำรงชีวิต ซึ่งเว็บอื่นๆ ไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนใน ส่วนนี้ ดังนั้น จะเห็นว่าการศึกษาไม่ได้เริ่มต้นหรือจบเพียงแค่ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่มันเริ่มต้นจาก “ครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” เลยทีเดียว เพราะการศึกษาจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ในต�ำราเท่านั้น มันอยู่ ทุกหนทุกแห่ง เรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ สามารถเรียนรู้ได้ตลอด ชีวิต เรียนแล้วรู้จักและเข้าใจตนเอง เรียนแล้วมีสัมมาอาชีพที่เลี้ยงตัว เองได้ตามศักยภาพ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและสังคมได้อย่างมีความ สุขและภาคภูมิใจในรากเหง้า วิถีชีวิต ชุมชน และวัฒนธรรมของตนเอง ไม่ใช่เรียนแล้วห่างไกลชุมชน เกิดความทุกข์ ดูถูกตนเอง บ้านแตก สาแหรกขาดกันไป 40
  • 42.
    การศึกษาบนฐานชุมชน กับการค้นหาความหมายร่วม จากการขับเคลื่อนโครงการสานพลังคุณค่าการศึกษาบนฐาน ชุมชน และประสบการณ์ท�ำงานร่วมกับเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิ- ปัญญาและท�ำให้รู้ว่าแนวคิดเรื่อง “การศึกษาบนฐานชุมชน” ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด มันมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล หลายพันหลายหมื่นปี เพียงแค่ว่าไม่มีใครเรียก กระบวนการเหล่านั้นว่าการศึกษา และที่ส�ำคัญ ไม่มีการบันทึกจัดเก็บไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะมันกลมกลืนกับวิถีความเป็นอยู่ แต่ถ้าหาก เราพิจารณาดีๆ แล้วจะพบว่าการศึกษานั้นมีอยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง เป็นการศึกษาที่สอนให้คนเคารพ 41
  • 43.
    ธรรมชาติ เคารพคน เคารพหลักธรรมค�ำสอนของผู้รู้หรือปราชญ์ ชาวบ้านเป็นการศึกษาที่สอนให้ผู้คนสามารถพึ่งตนเองและช่วยเหลือ เกื้อกูลกันได้ โดยกระบวนการศึกษานั้นเป็นการเก็บเกี่ยวความรู้ผ่าน ประสบการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงในวิถีชีวิต ผ่านระยะเวลาและ การพัฒนาที่ต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่า ส่งต่อความรู้ ในรูปแบบของวัฒนธรรมภูมิปัญญา ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคม ที่มีหลัก คิด ปรัชญา ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฐานทรัพยากรของแต่ละ ท้องถิ่น ดังจะเห็นในรูปแบบขององค์ความรู้ ประเพณี พิธีกรรม ที่สร้างพลังแห่งความเป็นชุมชนท้องถิ่นในการพึ่งตนเอง เพื่อร่วมกันแก้ ปัญหาชุมชน วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ตามแนวคิดของ เครือข่ายสานพลังการศึกษาบนฐานชุมชน ซึ่งคัด จากพื้นที่การท�ำงานต้นแบบสี่ภาค จ�ำนวนกว่า 20 องค์กร ได้ร่วมกัน ให้ความหมายนิยามไว้ว่า “การศึกษาบนฐานชุมชน เป็นการศึกษาที่มีเนื้อหาหลักเป็นเรื่อง ของชุมชน บูรณาการความรู้สมัยใหม่เข้ากับวัฒนธรรม สอดคล้องกับ บริบทชุมชน โดยคนในชุมชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อ ชุมชนเป็นตัวตั้ง ความส�ำเร็จไม่ได้อยู่ที่วุฒิทางการศึกษา แต่อยู่ที่คุณค่า 42
  • 44.
    ที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้เรียน และส่งผลกลับสู่ชุมชน อาทิความสามารถใน การประกอบสัมมาชีพ การด�ำรงคุณค่าของรากเหง้า ทั้งด้านประวัติ- ศาสตร์ วิถี วัฒนธรรม ทรัพยากร อยู่อย่างมีความสุขโดยเคารพ ธรรมชาติ เคารพความเป็นมนุษย์ พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันและกัน และสร้างความเจริญให้กับชุมชนได้ อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ของกระแสโลกในยุคโลกาภิวัตน์” ซึ่งสอดคล้องกับค�ำนิยามของเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ที่ได้นิยามความหมายและรูปแบบของการศึกษาบนฐานชุมชนไว้ว่า “เป็นกระบวนการเรียนรู้รากเหง้าของตนเองผ่านประวัติศาสตร์ ชุมชน ฐานทรัพยากรธรรมชาติ วิถีการท�ำมาหากิน ประเพณีพิธีกรรม ในรอบปี และผู้รู้ภูมิปัญญาในชุมชน รวมทั้งการเรียนรู้ปัจจุบัน และ เท่าทันโลกสมัยใหม่ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งการฟัง การวิเคราะห์ การฝึกอบรม การร่วมท�ำกิจกรรม การลงมือท�ำ การแลก เปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียน เป็นต้น จนสามารถเลือกสรร ความรู้ใหม่มาสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ชุมชน และสังคมได้” ดังนั้น การศึกษาบนฐานชุมชนก็คือการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคน ชุมชนและสังคม เพื่อให้เข้าใจวิถีชีวิต 43
  • 45.
    และจิตวิญญาณตนเอง เข้าใจองค์ประกอบของการอยู่ร่วมกันของระบบ นิเวศน์วัฒนธรรมชุมชน อันจะน�ำไปสู่การใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่าง รู้คุณค่ารู้รักษาและถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ทุกคนสามารถศึกษาได้ตาม รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เหมาะสมตามศักยภาพและ ความต้องการของแต่ละคน เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ตลอดภพ ตลอด ชาติ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เป็น ความรู้ที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ สามารถยืดหยุ่นได้ตามสภาพ หนึ่งโจทย์ ค�ำถามอาจมีหลายค�ำตอบ หนึ่งค�ำตอบอาจมีหลายคุณค่าและวิธีการ เป็นการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีและชีวิต ถึงแม้ค�ำตอบจะถูกหรือผิด ก็ถือเป็นการเรียนรู้ ที่ส�ำคัญความรู้ต้องมีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ ดังนั้นค�ำตอบเดิมอาจจะล้าสมัยค�ำตอบใหม่อาจจะเข้ามาแทนที่ก็ได้ถ้า สภาพแวดล้อมหรือกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ สามารถแสวงหาความรู้ และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา 44
  • 46.
    ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวัดค่าที่ใคร? ข้าพเจ้าจะยิ้มอย่างเย้ยหยัน เมื่อได้ยินครูหรือบุคลากรทางการ ศึกษาบางท่านออกมาบ่นว่า“เด็กทุกวันนี้ไม่รู้เป็นอะไร อ่านก็ไม่ออก เขียนก็ไม่ได้ บวกเลขก็ไม่เป็น” ข้าพเจ้าไม่ได้ดูถูกความ เป็นครูหรอกครับ แต่เมื่อฟังแล้วหดหู่ใจอะไรบางอย่าง แบบเด็กๆ เพราะค�ำบ่นเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงบทบาท การท�ำงานของครูผู้สอนแทบทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเคยเสนอ ในเวทีประชุมประเด็นวาระว่าด้วยการศึกษา เกือบทุกครั้งว่า เด็กทุกคนเกิดมาไม่ได้มีความรู้ติดตัว มาโดยก�ำเนิดเหมือนเกิดแล้วได้สัญชาติ ถึงแม้ว่า 45
  • 47.
    พันธุกรรมของบุพการีจะมีส่วนแบ่งทางปัญญาของสมองบ้างก็ตาม แต่ ก็ไม่ได้เป็นตัวก�ำหนดที่ส�ำคัญหรือมีอิทธิพลเท่ากับสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ และการแสวงหาความรู้ตามความสนใจ พวกเขาจึงไปโรงเรียนโดยคาด หวังว่าทางโรงเรียนจะมีความรู้และประสบการณ์ดีๆมอบให้กับเขา แต่แล้วพวกเขาก็ผิดหวังโดยสิ้นเชิง ผิดหวังจากสภาพแวดล้อมของ สถานศึกษาที่จ�ำเจ ผิดหวังจากระบบทางการศึกษา ผิดหวังจากการท�ำ หน้าที่ของครูผิดหวังจากหลักสูตรการเรียนการสอนที่ชื่อว่า“หลักสูตร แกนกลาง” ที่ไม่สามารถประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาให้เขาสามารถอ่าน ออกเขียนได้ ไม่สามารถท�ำให้เขามีทักษะชีวิตตามที่เขาคาดหวังได้ แต่ ในทางตรงกันข้ามคนที่เขาคาดหวังว่าจะไปเอาความรู้ด้วย กลับไม่ สามารถสอนหรือถ่ายทอดความรู้ให้เขาเก่งและฉลาดได้ เวลาออกข้อสอบก็วัดผลกันที่ถูกหรือผิดอย่างเดียวโดยไม่ใส่ใจ หลักการและเหตุผล หรือวิเคราะห์ว่านักเรียนเขาคิดเห็นหรือรู้สึก อย่างไรถึงคิดว่าข้อที่เขาเลือกนั้นเป็นค�ำตอบที่ถูกที่สุด การศึกษาใน ปัจจุบันเกือบร้อยเปอร์เซ็นไม่ได้ให้ความส�ำคัญในจุดนี้ และตัดสินว่าผล สัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่เด็กสอบได้นั้นเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการ เรียนรู้ของเด็กเอง แต่ถ้าพิจารณาดูดีๆแล้วมันถูกแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวหลักๆ แล้วหมายถึงความเอาใจใส่ในการท�ำ 46
  • 48.
    หน้าที่ของครูผู้สอนด้วย เพราะฉะนั้นผลการสอบของเด็กแต่ละครั้ง จริงๆ แล้วไม่ได้ชี้วัดว่าเด็กโง่หรือฉลาดแต่มันสะท้อนถึงประสิทธิภาพ การสอนหรือวัดความรู้ความสามารถของครูว่ามีเทคนิคการถ่ายทอด ความรู้ให้เด็กนักเรียนได้ดีหรือเข้าใจในเนื้อหามากน้อยขนาดไหนต่าง หาก รูปแบบในการประเมินผลก็ส�ำคัญ ถ้าผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษา เข้าใจและยอมรับว่าคนแต่ละคนมีศักยภาพ มีทักษะ มีความรู้ความ สามารถที่แตกต่างกัน รูปแบบการสอน การวัดผลก็ย่อมมีเกณฑ์ระดับ ชี้วัดที่แตกต่างกันไปด้วย ไม่ต้องกังวลค�ำคนนินทามองว่าเป็นครูหลาย มาตรฐานถ้าการประเมินผลงานเกิดจากวิจารณญาณที่เป็นธรรมตาม มาตรฐานจิตวิญญาณและหัวใจความเป็นครูแล้วจะไปเกรงกลัวอะไร เพราะการใช้มาตรฐานเดียววัดคนทั้งประเทศต่างหากละคือความไม่ เป็นธรรมทางการศึกษาอย่างแท้จริง การศึกษาที่ดีต้องแข่งขันกับตัวเอง ไม่ใช่แข่งขันกันกับ เพื่อนในห้อง เพราะถ้าแข่งขันกันในห้องจะท�ำให้เกิด การแตกแยกแย่งชิงเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน แล้วจะท�ำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษา มากขึ้นเด็กจ�ำเก่งจะเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนเด็ก 47
  • 49.
    ที่ขาดการแลเหลียวจะโดนทิ้งห่าง ที่ส�ำคัญการเรียงล�ำดับคะแนนสูงต�่ำ ในห้องเป็นการละเมิดสิทธิทางการศึกษาที่ท�ำให้ศักดิ์ศรีของวุฒิการ ศึกษาไม่เท่าเทียมกัน เขียนมาถึงจุดนี้แล้วข้าพเจ้ายิ่งมั่นใจว่า “ผล สัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องวัดค่าประสิทธิภาพความเป็นครู โดยดูที่ คุณภาพของผู้เรียน” 48
  • 50.
    จุดคานงัดทางการศึกษา ได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาหลายท่านกล่าวตรงกันว่า ถ้าเราจะผลัก ดันนโยบายหรือจะเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างกับ สังคมหรือใครที่ไหนก็ตาม เราจะต้องหา “จุดคานงัด” ให้เจอว่ามัน อยู่ตรงไหน? ถ้าพูดถึงจุดคานงัดแล้ว ข้าพเจ้าคิดถึงการเคลื่อนย้าย สิ่งของขนาดใหญ่ เช่น ก้อนหินหรือท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่น�้ำหนักมากๆ เกินก�ำลังคนส่วนน้อยจะเคลื่อนย้ายด้วยแรงงานมือเปล่า อย่างเดียวได้แต่ถ้าเราหาจุดคานงัดให้เจอ หาไม้คานงัด ที่มั่นคงแข็งแรงสอดใส่ตรงนั้น ประกอบกับมีคน ช่วยกันทุ่นแรงเสริมพลังนิดหน่อย การเคลื่อนย้าย ไปอยู่จุดหมายต�ำแหน่งที่ต้องการก็ง่ายดาย ไม่เปลืองแรง และส�ำเร็จได้โดยไม่ยากนัก 49
  • 51.
    จุดคานงัดของก้อนหิน ของท่อนไม้ ข้าพเจ้ายังพอเดาออกหรือ ค�ำนวณได้ว่ามันต้องอยู่ตรงจุดกึ่งกลางแน่นอนแต่จุดคานงัดของการ ปฏิรูปการศึกษาล่ะมันอยู่ตรงไหน? จะงัดอย่างไร? งัดกับอะไร? งัดใคร? แล้วจะเอาอะไรไปงัด? แค่คิดก็ปวดหัวแล้วครับ เพราะเราไม่ใช่ผู้รู้หรือ นักวิชาการ แต่ถ้าเราช่วยกันคิดช่วยกันท�ำช่วยกันระดมหัวสมอง เพื่อ ตอบโจทย์ค�ำถามเหล่านี้ให้ได้ แม้ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติการก็เสมือนผ่าน การทดสอบไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะสามารถปักหมุดธงชัยในการเดินทาง ได้อย่างมีจุดหมาย จะท�ำให้ง่ายต่อการท�ำงานไม่หลงทางเสียเวลา หลง การศึกษาเสียอนาคตเหมือนเก่าก่อน แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดสิครับ แล้วอะไรละ คือจุดคานงัดทางการ ศึกษา? ถ้าอย่างนั้น การที่จะตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว ว่าอะไรคือจุด คานงัดของการศึกษาได้ คงหนีไม่พ้นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างการ ศึกษาแบบเก่ากับการศึกษาแบบใหม่ให้เจอ ว่าจุดบรรจบที่น�้ำหนักมัน พอดีมันอยู่ตรงไหนกันแน่ เราจะงัดโดยการจัดการศึกษาเองตามอุดม- คติให้ลูกหลานแล้วเอาตัวรอดเพียงคนเดียว หรือจะไปงัดกับการศึกษา กระแสหลักเพื่อแก้ไขปัญหาให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือว่าจะต้อง ท�ำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นเพื่อความเป็นกลางทางแนวคิด 50
  • 52.
    ข้าพเจ้าจึงมองว่าจ�ำเป็นจะต้องท�ำความเข้าใจการศึกษาในทุกรูป แบบว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร ท�ำไมเราต้องเข้าไปงัด จะงัดด้วย กระบวนท่าหรือข้อเสนอใดเพื่อไปปิดช่องโหว่หรือช่องว่างทางการ ศึกษาตรงไหนให้สมบูรณ์ ซึ่งข้าพเจ้าไม่อยากจะพูดเอ่ยถึงปัญหาของ การศึกษาไทยในปัจจุบันเท่าใดนักเพราะจะว่าไปแล้วจะเป็นการพูด ความยาวสาวความยืดเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะปัญหาบางอย่างมัน หมกไหม้ด�ำปี๋มานานจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปแล้ว และจุด คานงัดที่ว่านี้ผมคิดว่ามันจะเป็นประตูสู่ทางออกที่เหมาะสมนั่นเอง ดังนั้นพวกเราจึงมองว่าการศึกษาที่ดีต้องมุ่งไปที่ การสร้างเสริม ทักษะประสบการณ์ชีวิต การคิดและวิเคราะห์เป็นหลัก ภาคทฤษฎี วิชาการเป็นรอง ไม่ใช่การสอนในห้องแบบยัดเหยียดให้จ�ำเหมือนเดิม สถาบันทางการศึกษาจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้รู้ ครูภูมิปัญญาในชุมชน เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน ให้กับลูกหลานของตนเองด้วย ลดเวลาปริมาณการสอน ในห้องเรียนลง เพิ่มเวลาเรียนรู้ชุมชนผ่านประสบการณ์ ให้มากขึ้น เช่น สอนวิทยาศาสตร์ในมิติเชิงภูมิปัญญา สอนจริยามารยาทผ่านวัฒนธรรมชุมชน หรือบูรณาการ เทคนิคการเรียนการสอนความรู้ที่มีค่าสมัยเก่าให้เข้ากับ 51
  • 53.
    ความรู้สมัยใหม่แล้วปรับให้สอดคล้องกับบริบทวิถีความเป็นอยู่ของ ตนเองเป็นต้น กระตุ้นการคิด วิเคราะห์เจาะลึก แล้วฝึกปฏิบัติให้เกิด ทักษะด้านสัมมาชีพ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของตนเอง เท่าทันสังคม เท่าทันสื่อ เท่าทันโลกาภิวัตน์ เป็นต้น เน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์ คุณค่าความเป็นพลเมือง และการประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสม ท�ำความรู้ให้เป็นสิ่งจับต้องได้ กินได้ในชีวิตประจ�ำวัน ดึงศักยภาพของ มนุษย์ที่หลากหลายออกมาใช้ประโยชน์ให้ตรงกับความสามารถ สอน ให้เคารพธรรมชาติ เคารพคน เคารพวัฒนธรรม ฉะนั้นทางโครงการจึงมั่นใจว่า “รูปแบบการศึกษาบนฐานชุมชน” จะเป็นเครื่องมือที่ส�ำคัญในการปฏิรูปการศึกษาในยุคปัจจุบันและ ก้าวทันโลกแห่งอนาคต เพราะเป็นการศึกษาที่ท�ำให้องค์ความรู้ทาง วัฒนธรรม สามารถน�ำกลับมาประยุกต์ใช้กับชุมชนสังคมและคนรุ่น ใหม่ได้ เป็นรูปแบบการศึกษาที่พอดี พอเพียง และผสมผสาน เป็นกระ บวนการเรียนรู้ให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เด็กทุกคนสามารถเลือก การศึกษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับตนเอง โดยใช้ชุมชนเป็นฐานที่ เข้มแข็งในการจัดการศึกษาถ้าเด็กเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบและถนัด เด็ก ก็จะมีความสุข ถ้าเรียนแล้วมีความสุข ฉะนั้นจุดตรงนี้ก็คือ “จุดคานงัด ทางการศึกษา” นั่นเอง 52
  • 56.
  • 58.
    โรงเรียนนี้ไม่มีหลักสูตรสำ�เร็จรูปให้ ลองจินตนาการ โรงเรียนที่ไม่มีหลักสูตรส�ำเร็จรูปมาให้ครูสอน และนักเรียนเรียนจากกระทรวงศึกษาดูสิว่ามันจะร�่ำเรียนกันแบบไหน 14 ปีที่แล้ว ที่อเมริกา ย่านชานเมืองฟิลาเดเฟีย มี โรงเรียนทางเลือก แห่งหนึ่ง ชื่อว่า Upattinas School ชื่อโรงเรียนมีที่ มาจากค�ำว่า Up At Tina ที่เนินบ้านทีน่า ตอนนั้น มีครอบครัวโฮมสคูลน�ำโดย นางทิน่า บ้านอยู่ตรง เนินนั่น กลุ่มพ่อแม่ที่ต้องการจัดการศึกษาให้ลูก ตัวเองที่บ้าน จะมารวมตัวกันที่นั่น หมุนเวียน เปลี่ยนกันจัดการเรียนรู้ให้ลูกๆ ต่อมาได้เติบโต เป็นโรงเรียนทางเลือกของชุมชนเรา ได้มีโอกาสได้ทุน 57
  • 59.
    ไปประชุมดูงานเรื่องการศึกษาทางเลือกที่นั่น และต่อมาได้ทุนไปเรียน และเป็นครูสอนที่นั่นในคราเดียวกัน ต้องใช้จินตนาการสูงมากในการ เรียนการสอนที่นั่น เมื่อตอนที่เรายังเป็นละอ่อนน้อย จบปริญญาตรีได้สองปี ยังไม่ได้ มีประสบการณ์ชีวิต โรงเรียนที่นั่นไม่มีหลักสูตรแกนกลางให้เรียนให้สอน เข้าไปวันแรก ผอ.รร. ถามว่า อยากเรียนอยากสอนอะไร เล่าให้ฟัง เลย เขียนมาให้ดูหน่อย เรากลับไปเขียนสิ่งที่เราอยากเรียนอยากสอน มาส่งเป็นเล่ม ผอ.ยิ้ม พลิกอ่านอย่างสนุก แล้วก็บอกว่า หลักสูตรคุณ ดีขนาดนี้ คุณพร้อมที่จะโยนมันทิ้ง ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เด็กอยากจะเรียนรู้ หรือเปล่า อึ้ง...ค่ะ ตอนนั้นเราไม่เข้าใจในสิ่งที่ ผอ.บอกเลย แต่ไม่กี่วัน ต่อมาเท่านั้น เราเข้าใจแจ่มแจ้งมาถึงวันนี้ ขณะที่เราก�ำลังตั้งท่าสอน วิชาวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนเด็กๆ ท�ำท่าจะสนใจ แป๊บเดียวเท่านั้นมีเด็ก คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า เราจะเสียโอกาสมาเรียนรู้วัฒนธรรมอีกซีกโลกหนึ่ง ของโลกอยู่ในห้องเรียนนี้ได้อย่างไร ในขณะที่ตอนนี้ ข้างนอกหิมะก�ำลัง จะละลาย เราจะมามัวนั่งเรียนอะไรอยู่ในนี้ ท�ำไมเราไม่ออกไปเล่นน�้ำ หิมะที่ก�ำลังละลายเป็นล�ำธาร แล้วทุกคนก็เออออ ออกไปดูหิมะละลาย กันหลังโรงเรียน วันนั้น บทเรียนที่เราแพลนไว้ในหลักสูตรเป็นหมัน แต่บทเรียนวันหิมะละลายวันนั้น ท�ำให้เรา กลับมาเป็นครูที่ถามเด็กว่า 58
  • 60.
    “ถ้าเราจะเรียนรู้เรื่องความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม เราจะ เรียนกันอย่างไรดีนะ” เด็กๆเสนอการเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ จริงที่ต้นธารของวัฒนธรรมนั้นๆ แล้วครูอย่างเราก็เพียงเปิดทาง อ�ำนวย การเรียนรู้ ท�ำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรง โอเค คือสิ่งที่เราตอบนักเรียนสัญชาติอเมริกันของฉัน ถ้าเช่นงั้น เราจะเดินทางไปประเทศไทยกัน แต่กว่าจะมาไทยได้นั้นเราต้องเตรียมตัวการเดินทาง กันทั้งปี ด้วยการเรียนรู้สิ่งที่เราวางไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ตอนแรกนะล่ะ เมื่อเด็ก มีเป้าหมายว่า ฉันจะเรียนรู้มันเพื่ออะไรที่ชัดเจน จับต้องวัดผลได้ ประเมินได้ เมื่อฉันจะออกเดินทางฉันต้องศึกษาวัฒนธรรมฉันต้องเก็บ ตังค์ ฉันอยากรู้อยากเห็นอะไร แล้วฉันกลับมาแล้วจะได้เรียนรู้อะไร เอามาท�ำอะไรต่อ การเดินทางมาไทยกลายเป็นคลาสเรียนที่คลาสสิค สนุกสนาน และเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของทุกคนในโรงเรียนในที่สุดของปีที่ เราเตรียมตัวกัน มีเด็กทั้งหมด 14 คนได้ร่วมทริป หกสัปดาห์ จากอเมริกา สู่ประเทศไทย คลิปการเดินทาง The Way of Elephant (https://vimeo.com/61379825) โรงเรียนนี้เป็น โรงเรียนที่ต้องใช้จินตนาการในการเรียน 59
  • 61.
    การสอนกันทั้งเด็กและครู ไม่มีหนังสือเรียน ไม่มีการสอบห้องเรียน เกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ เด็กคละเกรด ร่วมเรียนรู้ด้วยกันได้ตลอดเวลา เด็ก คนหนึ่ง ทั้งปี เล่นแต่สเกตบอร์ด ไม่สนใจคลาสเรียนอื่นๆ ใดๆ ครูสัก คนก็ไม่มีใครว่า แต่กลับหาสเกตบอร์ดมาเล่นกับเด็ก มีเด็กแอฟฟริกัน อเมริกันกลุ่มหนึ่ง ที่เราต้องเข้าถึงให้ได้ เพราะเราจัดแคมป์ให้เขา ท�ำ อย่างไรเด็กก็ไม่ยอมมาเข้าคลาสไทยเรา จนเราสังเกตเห็นสิ่งที่เขาชอบ เขาชอบเล่นบาสเกตบอลเราเดินเข้าไปหา ขอเล่นด้วย เด็กสนุกกันใหญ่ ได้แกล้งครูไทย เราก็ปล่อยให้เด็กแกล้งจนตายใจ แล้วก็แย่งลูกบาสมา ชู้ทได้แต้ม เด็กอึ้ง ยอม ให้ท�ำอะไรก็ยอม อ่อนข้อให้ ได้ใจกันล่ะ แล้วก็ ยอมมาเข้าคลาสร�ำไทยของเราเวลาเป็นของเรา เด็กและครูที่นั่นมีอิสร เสรีในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ครูเองก็ต้องเรียนรู้การรู้จักตัวเอง เพื่อ ที่จะรู้จักและเข้าใจเด็กได้ดีกว่า โรงเรียนที่ไม่มีหลักสูตรแกนกลางของ กระทรวงศึกษาครอบมาให้มันเป็นจริงได้ เอาไว้ท�ำให้ดูในบ้านเราที่ยัง ไม่มีประชาธิปไตยในประเทศและในกระทรวงศึกษาให้จับต้องกันได้ดี กว่า ชั่วชีวิตนี้ ถ้าไม่ได้ท�ำ รร.แบบนี้ ก็คงนอนตายตาไม่หลับ ในฐานะ ที่ได้ร่วมพบประสบเจอ ลงมือท�ำแล้ว Nao Saowanee Sangkara สวนศิลป์บินสิ Upattinas School, ฟิลาเดเฟีย, อเมริกา 60
  • 62.
    ห้องเรียนเดินได้เป็นหัวใจของการศึกษา “เรียนในห้อง ท่องจ�ำ ท�ำไม่ได้ ไกลจากชุมชน” คงเป็นข้อสรุป ของการเรียนการสอนในระบบการศึกษากระแสหลัก ในวันนี้ผลพวง จากการปฏิบัติการศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นแค่วาทกรรมอันสวยหรู แต่จากข่าวร้ายรายวันที่ท�ำให้เกิดความสะเทือนใจทุกๆ ครั้งที่ได้รับรู้ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อเด็กๆ อันเกิดจากพฤติกรรมของบุคลากร ของหน่วยงาน ด้านการศึกษาหรือพฤติกรรมของเด็กที่เป็นผล มาจากการละเลยจากการดูแลอย่างเหมาะสม ในช่วงวัยที่สมควรรวมไปถึงค่านิยมการศึกษาที่มา พร้อมกับระบบทุนนิยมอันประกอบไปด้วยการแข่งขัน 61
  • 63.
    แบบแพ้คัดออก และหลักสูตรที่มุ่งจะป้อนคนเข้าสู่วงจรของระบบโรงงาน อุตสาหกรรมก็ล้วนแล้วแต่ท�ำให้เด็กๆ ของเราเดินทางออกจากชุมชน และสุดท้ายก็ยากที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในภูมินิเวศน์ อย่างมีความสุข จากปัญหาเหล่านี้ที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนานท�ำให้ผู้คนจ�ำนวน หนึ่งที่เห็นพิษภัยของระบบการศึกษากระแสหลักเริ่มออกมาส่งเสียง และเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเรียนรู้ในครอบครัว เรียนรู้ใน โรงเรียนทางเลือกหรือร่วมผลักดันให้เกิดรูปแบบการศึกษาแบบใหม่ๆ ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีข้อแตกต่างจากระบบการศึกษากระแสหลักอย่างที่ เป็นมา กลุ่มรักษ์เขาชะเมาซึ่งเป็นกลุ่มที่ท�ำงานด้านเด็กและเยาวชน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยมุ่งเน้นเรื่องของการพัฒนา และเสริมสร้าง ความทรงจ�ำ ในวัยเยาว์ให้เด็กๆ ในชุมชนในบริเวณต�ำบลทุ่งควายกิน อ�ำเภอแกลง จังหวัดระยอง ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านสิ่ง แวดล้อม วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นและสังคมเพื่อให้เด็กๆ ได้เติบโต อย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น และส่วนรวม และสามารถพึ่ง ตนเองได้อย่างมีความสุขภายใต้วิสัยทัศน์ของกลุ่ม คือ 62
  • 64.
    “พัฒนาเยาวชนไปสู่การสร้างชุมชนทางเลือกให้สามารถพึ่ง ตนเองส่งเสริมการเรียนรู้และฟื้นฟูทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ชุมชนใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานเทคโนโลยี สร้างสมดุลให้เกิด สุขภาวะสังคม” ดังนั้นกลุ่มรักษ์เขาชะเมาจึงได้มีการจัดการเรียนรู้เป็นความรู้เรื่อง ที่ใช้บ่มเพาะให้เด็กๆได้เติบโตในทิศทางที่เหมาะสม ได้แก่1.สิ่งที่ต้องรู้ คือ รู้จักตนเองรู้จักชุมชน 2. สิ่งที่ควรรู้ คือ รู้เท่าทันสถานการณ์ต่างๆ 3. สิ่งที่อยากรู้ คือ ส่งเสริมให้ได้ท�ำในสิ่งที่อยากท�ำโดยความรู้ที่ได้ชุด นี้จะแปลงเป็นกิจกรรมที่กระท�ำได้อย่างต่อเนื่องโดยเน้นให้เด็กๆได้มี อิสรภาพทางความคิด และมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมท�ำอย่างแท้ จริงจากการท�ำงานจุดเล็กๆ กลุ่มรักษ์เขาชะเมาได้เข้าร่วมกับเครือข่าย เยาวชนสืบสานภูมิปัญญาที่เห็นว่าความรู้ไม่ควรอยู่ถูกจ�ำกัดอยู่ใน ห้องเรียน และบุคลากรในระบบการศึกษากระแสหลักเท่านั้นแต่ควร สนับสนุนให้ความรู้มีอยู่ในนอกห้องเรียนทั้งความรู้ด้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ในชุมชน และครูภูมิปัญญา ซึ่งเป็นผู้รู้ในชุมชนได้มีโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับ เด็กและเยาวชนจึงได้มีการจัดการเรียนรู้ความรู้ นอกห้องเรียนขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2548 63
  • 65.
    ในวันนี้ผลพวงของการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่มากไปกว่าการ เรียนในระบบการศึกษากระแสหลักก่อให้เกิดชุดความรู้มากมายใน ชุมชนเกิดผู้รู้มากมายในทุกที่ และเกิดเด็กและเยาวชนที่สามารถบอก ได้ว่าเด็กๆ และเยาวชนเหล่านี้มีลักษณะของการเป็นผู้“รู้รากเหง้า เท่าทันสังคม สามารถก�ำหนดวิถีชีวิตตนเองได้” ตัวอย่างของกลุ่ม รักษ์เขาชะเมาที่สะท้อนเส้นทางเดินของ นางสาวพจนา ศุภผล หรือ กิ๊ฟ อายุ 26 ปี โดยเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มรักษ์เขาชะเมาตั้งแต่ชั้น ปฐมศึกษาปีที่ 4 แต่นอกจากการเรียนในระบบกระแสหลักแล้ว กิ๊ฟ ยังได้มีโอกาสเรียนรู้ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นกิจกรรมที่กลุ่มรักษ์ เขาชะเมาส่งเสริมให้เลือกเรียนรู้และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรและ หมอพื้นบ้าน จากนั้นก็ได้น�ำความรู้นอกห้องเรียนชุดนี้ก�ำหนดวิถีทาง การวางแผนชีวิตตนเองด้วยการเข้าเรียนในระบบ ในระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยบูรพา คณะแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยอภัยภูเบศร เมื่อจบออกมาก็รีบเข้าสู่วงการนักพัฒนาชุมชน โดยเลือกแนวทางการ ส่งเสริมสุขภาพชุมชนโดยใช้ความรู้ด้านสมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามความฝันของตนเองได้อย่างมีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อชุมชน และสังคมต่อไป 64
  • 66.
    จะเห็นได้ว่าในวันนี้การศึกษาที่มากกว่าการศึกษากระแสหลักหรือ เรียกกันว่าการศึกษาบนทางชุมชนนั้นสามารถที่จะสร้างคนสู่อนาคตได้ จริง เราควรต้องร่วมด้วยช่วยกันผลักดันให้การศึกษาในประเทศนี้ได้มี อย่างหลากหลายรูปแบบ และให้ผู้เรียนได้สามารถเลือกเรียนตามแบบ ที่เหมาะสมกับตนเองเด็กและเยาวชนของเราก็จะมีความสุขในการ เรียนรู้และความรู้ภูมิปัญญาจะได้รับการยกระดับอย่างมีคุณค่า ดังนั้นความรู้จึงไม่ควรอยู่แค่เพียงห้องเรียนสี่เหลี่ยมอีกต่อไป เราควรมีห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา มีครูผู้มีความเมตตา และมีการศึกษาที่ ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนได้จริง ต่อไปนี้ห้องเรียนเดินได้จะเป็นนิยามของ การเปิดประตูความรู้ที่เป็นอิสระ เราสามารถเคลื่อนไหวการเรียนรู้ได้ ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวาเรียนรู้อย่างเบิกบานมีความสุขมี คุณค่า และมีอิสรภาพในการเรียนรู้ “มันจะดีสักแค่ไหนถ้าวันนี้เราท�ำให้คนในประเทศเชื่อว่า ห้องเรียนเดินได้เป็นหัวใจของการศึกษาคงถึงเวลา ที่พวกเราต้องออกไปเดินอีกครั้ง” แฟ้บ : รักษ์เขาชะเมา 65
  • 67.
    เรียนบนกระดานดิน การศึกษาทั่วไปส่วนใหญ่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านห้องสี่เหลี่ยมบน กระดานด�ำ ดอยผาส้มโฮมสคูลพาผู้เรียนออกจากห้องสี่เหลี่ยมมาเรียน บนกระดานดินเรียนรู้จากของจริง สถานการณ์จริง และลงปฏิบัติ ในพื้นที่จริง ท่ามกลางเส้นทางการเรียนรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายทั้งเชิง รูปแบบ กระบวนการ เทคนิค และขั้นตอน ดอยผาส้มโฮมสคูลได้ตะ หนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี และพยามยามเลือกเฟ้นสร้างหลักสูตร และ ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับ บริบทสังคมชุมชนท้องถิ่นของผู้เรียน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชุมชนชาวไทย ภูเขาบนพื้นที่สูง นี่คงเป็นเงื่อนไขส�ำคัญและเป็นเป้าหมายหรือปฏิปทา ของการศึกษาของเราคือกระดานดินต้อง “สร้างเมล็ดพันธุ์แห่งความ 66
  • 68.
    พอเพียงกลับไปเติบโตอย่างอ่อนน้อมพร้อมพัฒนาท้องถิ่น” ทิศทาง การเรียนรู้จึงใช้บริบทสังคมชุมชนท้องถิ่นของผู้เรียนเป็นตัวตั้งใน การออกแบบหลักสูตร กระบวนการและรูปแบบที่หลากหลาย แต่ที่ ส�ำคัญผู้เรียนที่จะตัดสินใจเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต้องมีเป้าหมาย ชัดเจนว่า “ต้องกลับไปตอบแทนคุณแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเอง” นี่คือปณิธานใจของเมล็ดพันธุ์แห่งความเพียงที่พร้อมกลับไป งอกงามในถิ่นของตน ฉะนั้นในกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่ เพียงมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการพึ่งพา ตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หากยังควบคู่กับการ สร้างจิตส�ำนึกและอุดมคติแห่งการตอบแทนคุณ แผ่นดินถิ่นเกิด ซึ่งดอยผาส้มโฮมสคูลได้ตระหนักดีว่า กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพลังศรัทธา สร้างกระบวนการจัดการเรียนรู้ “บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ แห่งความพอเพียง” และต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ อย่างแรงกล้าของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่กล้าลุกขึ้น ทวนกระแสอันเชี่ยวกราดของการสร้างคนกระแสหลัก ที่ขายฝัน สร้างความทะเยอทะยานให้คนอยากมี อยากเป็นผ่านค่านิยมต้องมีการศึกษาสูง มีงานท�ำที่ดี (งานเบา) มีค่าตอบแทนสูง มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูขับ เป็นตัวชี้วัดความประสบผลส�ำเร็จในชีวิต 67
  • 69.
    ดอยผาส้มโฮมสคูลแม้เป็นผู้สร้างการศึกษานอกกรอบ สร้างห้องเรียนนอกคอกบนกระดานดินก็ไม่ได้ประมาทในการสร้าง กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจาก กระแสโลกาภิวัตน์ผนึกก�ำลังกับการเติบโตของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ที่กระตุ้นการบริโภคแบบล้างผลาญทุกรูปแบบ อีกทั้งยังมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ถือเป็นสิ่งเร้าที่คอยกระตุ้นทั้งทางตรงและ ทางอ้อมต่อเมล็ดพันธุ์ที่ก�ำลังอยู่ในช่วงบ่มเพาะสร้างเกาะก�ำบังหรือ ภูมิคุ้มกันภายในตน ซึ่งความจริงแล้วเราไม่สามารถปิดกั้นควบคุม ปัจจัยเหล่านี้ได้ แต่เราสามารถสร้างกระบวนการบ่มเพาะเมล็ดให้ สมบูรณ์แข็งแรงรู้เท่า รู้ทัน รู้กัน และรู้แก้ ซึ่งถือเป็นกระบวนการสร้าง ภูมิปัญญาให้เมล็ดพันธุ์แห่งความพอเพียงสามารถรู้เท่าทันสื่อเท่าทัน โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ตกเป็นทาสหรือเป็นเหยื่อของกระแสสังคม บริโภคนิยมในปัจจุบัน สุดท้ายอยากบอกกับสังคมว่าอุดมการณ์เดียว ที่เราต้องลุกขึ้นจัดการศึกษาบนกระดานดินของเราเองเพื่อเก็บรักษา รากฐานของแผ่นดิน คือ แผ่นดินถิ่นเกิด วัฒนธรรม และองค์ความรู้ ภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ครูบาจ๊อก ดอยผาส้ม 68
  • 70.
    กินเล่นสนุกสุขจากการเรียนรู้ สร้างพื้นที่ดีจังบนฐานชุมชน กินสนุก ทุกการเรียนรู้ ชุมชนมีต้นทุน แต่ละพื้นที่มีเรื่องเล่า การกินเป็น วัฒนธรรมเดิม ที่มีอยู่ในทุกชุมชน อาหารพื้นบ้าน ขนม ท้องถิ่น แต่ละชุมชนอาจจะมีเหมือน คล้าย หรือ แตกต่างกันไป แล้วแต่วัฒนธรรมชุมชนของพื้นที่นั้นๆ บ้านไร่ อุทัยธานี มีคนส่วนใหญ่เป็นคนลาวที่ถูก กวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ และหลวงพระบาง เมื่อกว่า 300 ปีมาแล้ว อพยพมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ ชายป่าใกล้กับห้วยขาแข้ง ใช้ชีวิตหากินอยู่กับป่า 69
  • 71.
    อาหารก็ท�ำกินจากพืชผักที่มีอยู่ตามบ้านเรือนที่ปลูกไว้ หรือไม่ก็ขึ้นเอง ตามธรรมชาติ ถ้าพูดถึงกับข้าวที่เป็นหลักของคนลาวบ้านไร่คงหนีไม่ พ้น “แจ่ว” ถือเป็นอาหารยอดนิยม หรือยอดฮิตของชุมชน เป็นอาหาร หลักของทุกครัวเรือน คนที่นี่บอกว่า ถ้าไม่มีแจ่วแล้วกินข้าวไม่อร่อย ไม่ยากไม่ง่ายส�ำหรับคนที่ไม่เคยท�ำ แค่มีพริกแห้งหรือพริกสด หอม กระเทียม มะเขือส้ม ถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการต�ำแจ่ว สิ่งส�ำคัญที่ ขาดไม่ได้คือ“ปลาร้า”น�ำทุกอย่างมาคั่วหรือย่างให้หอมแล้วต�ำรวมกัน ใส่น�้ำปลาร้า ปรุงให้นัวด้วยเนื้อสัตว์ บางบ้านเลือกใส่ปลาย่าง ก็เรียก “แจ่วปลาย่าง” บางบ้านใส่หมู ก็เรียก “แจ่วหมู” หรือช่วงไหน แมง อีนูน จิ้งหรีด มีเยอะก็น�ำมาใส่แจ่ว เรียกชื่อตามสัตว์ที่ใส่ไปในน�้ำพริก แจ่ว กินคู่กับผักพื้นบ้านที่หาได้ตามบ้านหรือตามป่าใกล้บ้าน ไม่ว่าจะ เป็น ผักละว้าตีเมีย ดอกกระเจียว ผักผีโพลง ยอดฟักข้าว น�้ำเต้า แค่ นี้ก็กินข้าวได้หมดหม้อส�ำหรับบางคน และถ้าเป็นแจ่วที่ชาวบ้านชอบ ท�ำเลี้ยงในงานบุญงานประเพณี จะเป็น “แจ่วข้าวคั่ว” ก็จะใส่ ข้าวคั่ว ที่ใช้ข้าวไร่คั่วจนเหลืองหอม ต�ำให้ละเอียดและใส่ข่า ตะไคร้เพิ่มเข้าไป ด้วย ปรุงเสร็จก็ใส่ใบแมงลัก หรือผักขี้ตู่ ผักชีฝรั่ง ถือเป็นอาหารรับแขก บ้านแขกเมืองกันทีเดียว 70
  • 72.
    ขนมพื้นบ้าน มีมากมายหลากหลายชนิด ที่คนลาวบ้านไร่ท�ำกิน ในงานบุญหรือเทศกาลส�ำคัญของชุมชนเช่น งานปิดบ้าน ช่วงแรม 1 ค�่ำ เดือน 6 ที่บ้านสะน�ำ ทุกบ้านจะต้องท�ำข้าวต้มแร่ ขนมนมสาว มาเลี้ยง ศาลเจ้าบ้าน ไปเยือนบ้านไหนก็จะได้ชิมขนมนมสาวทุกบ้าน นอกจากนี้ยังมี ขนมล้อ ขนมนมสาว ขนมตาควาย ขนมเส้น ขนมดอกจอก ข้าวต้มแร่ ฯลฯ วัตถุดิบในการท�ำขนมมีไม่กี่อย่าง หาได้ ไม่ยากตามบ้านตามเรือน แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว มะพร้าว น�้ำตาล แค่นี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นของกินได้หลากหลาย รูปแบบ แต่ละขั้นตอนชวนให้สนุกถ้าเอาใจ มาใส่ในการปรุง เด็ก ๆ เรียนรู้การท�ำของกิน กับผู้ใหญ่ในชุมชน น�ำของกินมาออกแบบให้เป็นกิจกรรมเรียนรู้กันได้ ทุกวัยในชุมชน งานบุญ งานประเพณีของชุมชน ก็น�ำของกินมาเล่นให้เกิดความสนุก และอร่อยไม่รู้เลือน 71
  • 73.
    ใครที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยชิม ไม่เคยท�ำขอเชิญมาเรียนรู้การท�ำขนม พื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น มาชม มาชิม มาลิ้ม มาลอง มาลงมือท�ำกันได้ ชวนกันมาท�ำขนมพื้นบ้านแบบวิถีลาวครั่ง ต่อเติมความสนุกจากการท�ำ “แจ่ว” และ “ขนมตาควาย” อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ต้องลองมาลงมือ ท�ำเอง ป้าโก้ บ้านไร่ 72
  • 74.
    การศึกษาอย่างเป็น ประชาธิปไตย ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปการศึกษาด้วยวิธีต่างๆ ที่มักมาจากคนกลุ่มเดิมๆ ราวกับว่าผู้มีส่วนได้เสีย กับการศึกษาเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆเสมือนคุณพ่อ /คุณแม่รู้ดี ที่สมานสามัคคีปฏิรูปการศึกษาบนความดี และความห่วงใย มากไปกว่าความต้องการของเด็กและ ความเป็นจริงของโลก โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลง การศึกษาถูกพูดผ่านรัฐหรือนักการศึกษาที่ยังคง ยึดโยงกับโลกในอดีตอยู่ ไม่ว่าจะปฏิรูปกันอีก 73
  • 75.
    สักกี่ร้อยครั้ง สิ่งที่ยังคงเดิมตลอดกาล ไม่ถูกท�ำให้เปลี่ยนผ่านเสียที คือสุดท้ายแล้วเราไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งควรต้องศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วแต่คือการศึกษาบนวัฒนธรรม ประชาธิปไตย ตราบใดที่เรายังเชื่อว่า เด็กมันโกง (เราจึงบังคับให้เรียน หลักสูตรโตไปไม่โกง) เด็กมันเลว (เราจึงบังคับให้ท�ำสมุดความดี) เด็ก มันบาป (เราเลยต้องแก้กรรม ท�ำพิธีล้างบาป) การศึกษาที่เราก�ำลัง สร้าง ก็ไม่ใช่การศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย เพราะมันคือ การศึกษา ของเด็ก เพื่อเด็ก แต่โดยผู้ใหญ่ เมื่อเราสร้างการเปลี่ยนแปลงบนฐาน คิดเช่นนี้แล้ว เราจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เรานั้นฉลาดกว่า เพียบพร้อม กว่า เก่งกว่า เข้าใจอะไรมากกว่าพวกเด็กๆ ท�ำให้เรารู้สึกว่า ก�ำลังถูก ท้าทายและกระทบกระแทกอย่างหนัก เมื่อเห็นสิ่งที่เราโง่กว่าอย่าง ปฏิเสธไม่ได้ ก�ำลังมาแทนที่การศึกษาที่เราปรารถนาอย่างเพ้อฝันว่าจะ เห็นมัน เช่น เกม อินเทอร์เน็ต โลกดิจิทัล การวิพากษ์วิจารณ์ การตั้ง ค�ำถามต่อความเป็นชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ในกระแสนิยม ไม่ทัน ที่เราจะใช้สติที่อุตส่าห์ไปฝึกภาวนามาหลายสิบปี เราก็ตีตราเด็กพวกนี้ ไปแล้วว่า ก้าวร้าว หรือเสพติด 74
  • 76.
    แม้เราจะหยั่งเสียงเด็กๆ ดูบ้าง เพราะหลังๆมานี้ พื้นที่ในเฟซบุ๊ก ของนักปฏิรูปการศึกษาก็ถูกรบกวนจากความคิดเห็นของคนที่อยู่ใน การศึกษาจริงๆ อย่างคนรุ่นใหม่ ซึ่งตั้งค�ำถามจี้ใจด�ำ ท�ำนองว่า ที่นั่งๆ รับตังค์ค่าประชุมกันอยู่ ไม่เห็นมีพวกกู เลยสักคน ปฏิรูปการศึกษาแต่ละครั้ง ก็มี แต่นักอุดมคติการศึกษา ที่มักเทไปใน ทิศทางที่ฉุดรั้งอนาคตของประเทศ และปฏิเสธโลกสมัยใหม่ อาทิ อินเทอร์เน็ต หรือ เทคโนโลยีอย่างหนักแน่น ด้วยการหา ผู้เชี่ยวชาญมาป้ายความป่วยใส่เด็กพวกนี้ เมื่อยอมรับในความจริงได้ระดับหนึ่ง วงปฏิรูป การศึกษาจึงคัดเลือกแล้วคัดเลือกอีก และเชิญเด็ก ที่ดูแล้วช่างถกเถียงในระดับที่ยังควบคุมได้ มานั่ง โปะๆ เป็นตัวประกอบฉาก เพื่อจะได้อ้างอย่าง เต็มอาญาสิทธิว่า นี่ไงเห็นมั้ย เรามีข้อเสนอ จากเสียงเด็กด้วยนะ โดยลืมไปว่าเด็กที่คัดมานั้น 75
  • 77.
    ก็ล้วนแล้วมีแต่หน้าเดิมๆ เป็นเด็กแห่งความประนีประนอม และจงใจ ลืมไปว่าเด็กเหล่านี้มาจาก ‘คอนเนคชั่น’ ล้วนๆ คือรู้จักลูกเต้าเหล่า ใครก็ลากๆ กันมา เหมือนเวลาไปก่อม็อบ ไม่ใช่เด็กที่รู้สึกและเผชิญ หน้ากับปัญหาจริงๆ ยังไม่นับรวมวิธีการเลี่ยงไม่ให้มีความคิดเห็นเด็ก เช่นการจัดเวที จัดวงประชุม ช่วงกลางวันวันธรรมดาซึ่งตรงกับเวลา เรียน เป็นต้น เมื่อเราปฏิรูปการศึกษา โดยไม่มีเด็กอยู่ในสมการจริงๆ เพราะเรา เชื่อว่า เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ ทั้งที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบจะทั่ว ทุกพื้นที่ เพราะถ้าเด็กเรียนรู้ด้วยตนเองเมื่อไร มันจะรู้จักวิธีการขายตัว มั่วสุมยาเสพติด ท้องก่อนแต่ง และอีกมากมายปัญหาเท่าที่พจนานุกรม จะบัญญัติไว้ นั่นท�ำให้เรามีมูลนิธิหรือนักการศึกษาหรือหน่วยงานที่ เชื่อว่าตนเองก�ำลังปฏิรูปการศึกษา บนค�ำพูดสวยหรู ที่พูดอย่างไรก็ถูก เช่น การกระจายอ�ำนาจ การจัดสรรงบประมาณ การประเมินผล ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันกลับบอกว่า การรณรงค์เรื่องบังคับตัดผมนั้นเป็น กระพี้ (จนกระทั่งแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิถือไมค์ในระยะหลังมานี้ ก็ล้วน 76
  • 78.
    แล้วแต่พูดเรื่องการประเมิน งบประมาณทั้งสิ้น อ้อ...การศึกษามันล้างสมอง เราอย่างนี้นี่เอง) โครงการที่สนับสนุนให้เด็กท�ำเอง จึงมีแต่โครงการ ลักษณะจิตอาสา พัฒนาท้องถิ่น ฯลฯ เพราะ ประเด็นเหล่านี้ช่วยขัดเกลาให้เด็กเจียมเนื้อ เจียมตน ไม่เอาเวลาไปเรียกร้องอะไร ที่ฟังแล้วบาดหูผู้ใหญ่ และเราก็มีแต่ งานวิจัยที่มุ่งเป้าท�ำลายคุณค่าร่วมสมัย ของคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น เราจึงไม่เคยมีการ สนับสนุนให้เด็กพูดเรื่อง คุณค่าของ อินเทอร์เน็ตและเกม, ความเป็นธรรมในโรงเรียน, การละเมิดสิทธิโดยครู, ความหลากหลายทางเพศ, ความส�ำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์, สิทธิทางเนื้อตัว ร่างกาย, การ Bully 77
  • 79.
    โรงเรียนที่ไม่ว่าจะปฏิรูปจนช�้ำเลือดช�้ำหนองกันขนาดไหน จึงมี แต่การไปแตะๆ เขี่ยๆกันแค่เรื่องงบประมาณ การประเมิน เพราะเรื่อง พวกนี้ปลอดภัยดี ในขณะที่ครูซึ่งใช้ความรุนแรงกับเด็กทั้งที่เป็นและ ไม่เป็นข่าวก็ยังคงสบายดี บางรายยังได้รับดอกไม้ให้ก�ำลังใจอีกด้วย นักเรียนจึงถูกบอกผ่านกฎระเบียบเสมอว่า ถ้าท�ำผิดจะโดนอะไร แต่ไม่ เคยมีกฎที่ชัดเจนข้อไหนบอกว่า ถ้าครูท�ำผิด ถ้าโรงเรียนท�ำผิด ถ้ากฎที่ ใช้อยู่นั้นผิด เราจะท�ำอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น เราก็อย่าหลอกตัวเองอีกเลยว่า เราก�ำลังปฏิรูปการศึกษา เรามายอมรับกันตรงๆ ดีกว่า ว่าเราก�ำลังท�ำธุรกิจบนปัญหาของเด็กๆ เว้นแต่ถ้าเรายังมีความจริงใจกันอยู่บ้าง ก็อาจเริ่มจากความเชื่อในการ ท�ำงานพื้นฐานในโลกสมัยใหม่คือ เชื่อว่าการศึกษาต้องด�ำเนินไปอย่าง เป็นประชาธิปไตย เป็นการศึกษาของผู้เรียน โดยผู้เรียน และเพื่อผู้ เรียน ถ้าอ่านมาถึงจุดนี้แล้วยังเกิดอคติบังตาอยู่ว่า แหม บทความโลก สวย ถ้าผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองจริงๆ มันจะเข้าสังคมกันได้อย่างไร ขอ ให้กลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น ฟิล์ม ยังฟิล์ม เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ 78
  • 80.
    เครือข่ายการศึกษา ชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง ในอดีตไม่มีหลักสูตร ไม่มีโรงเรียน แต่มีกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ได้ ความรู้และทักษะในการใช้ชีวิต ผ่านสถาบันครอบครัว และชุมชน โดยกระบวนการเรียนรู้ของคนชนเผ่า พื้นเมือง คือ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ลองผิด ลองถูก จนเกิดเป็นความรู้และทักษะ สามารถน�ำ ความรู้และทักษะไปปรับใช้ได้จริงในชีวิต นอกจาก ความรู้และทักษะแล้ว ยังเน้นการเรียนรู้เรื่อง ความเชื่อมโยงของคนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการเคารพ 79
  • 81.
    ซึ่งกันและกัน อยู่ด้วยกันอย่างนอบน้อม สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลเพราะวิถีของชนเผ่าพื้นเมืองเป็นวิถีที่ อยู่อย่างพอเพียง พึ่งพิงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันรูปแบบการเรียนรู้ของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองได้เปลี่ยนไป เนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ และระบบการศึกษาทางการได้เข้ามามี บทบาทแทนที่ โดยมุ่งส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นชาติทางด้านภาษา และวัฒนธรรมไทย อยู่บนฐานคิดแบบชาตินิยม ที่ให้ความส�ำคัญกับ การหลอมรวมผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมต่างๆ ให้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของชาติ หากแต่ในขณะเดียวกันได้ละเลย ไม่ยอมรับและ กีดกันอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่ม ชาติพันธุ์ เป็นการจัดการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ขนบธรรม- เนียมประเพณีและวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ของแต่ละชาติพันธุ์และชนเผ่าชนพื้นเมือง ส่งผลให้เด็กและเยาวชนชน พื้นเมืองขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดทักษะการใช้ชีวิตในชุมชน และ ผลักให้คนทิ้งถิ่นมากขึ้น การเรียนรู้วิถีชีวิตตามจารีตประเพณีของเด็ก และเยาวชนหายไป และเกิดการสูญหายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น 80
  • 82.
    จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ท�ำให้ผู้รู้ผู้อาวุโสและแกนน�ำชนเผ่าพื้น เมืองเกิดความห่วงใยต่ออนาคตของลูกหลานและสังคมชนเผ่าพื้นเมือง รวมทั้งชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองหลายแห่งพยายามฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรม ตนเอง จึงเห็นความส�ำคัญในการสร้างพื้นที่เรียนรู้และ ขับเคลื่อนงานการศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองร่วมกัน และเมื่อวันที่19-21 ธันวาคม พ.ศ. 2554 แกนน�ำผู้รู้และเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองทั้ง 9 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้ร่วมประชุมปฏิบัติการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การ บริหารจัดการด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองอีกครั้ง จึงมีความเห็น ร่วมกันจัดตั้ง “เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง” ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกันอย่างมีพลัง จากนั้น เครือข่ายฯได้พยายามพัฒนากลไก วางแผนและจัดกระบวนงาน ให้มีความชัดเจนมากขึ้นเป็นระยะๆ โดยใช้แนวคิด การจัดการศึกษาของเครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง เป็นการจัดการศึกษาทางเลือกแบบมีส่วนร่วม ที่จัดโดย ชุมชน เพื่อชนเผ่าพื้นเมือง สร้างพื้นที่การเรียนรู้ แสวงหา 81
  • 83.
    ความร่วมมือ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนชนเผ่า พื้นเมืองบนรากฐานวัฒนธรรมตนเอง เพื่อให้ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นคนพหุ วัฒนธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนสามารถด�ำรงชีวิตอย่างมีความสุข สงบและสันติ ปัจจุบันเครือข่ายฯ ได้ปรับปรุงโครงสร้างการขับเคลื่อนงาน โดยมี พี่หน่อแอริ ทุ่งเมืองทองเป็นประธาน และได้ขยายสมาชิกเครือข่ายการ ศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองจาก 9 กลุ่มชาติพันธุ์เป็น 15 กลุ่มชาติพันธุ์ 38 ชุมชน โรงเรียนและองค์กร และได้ร่วมกันจัดงานสมัชชาเครือข่าย การศึกษาชนเผ่าพื้นเมืองเป็นประจ�ำทุกปี พร้อมทั้งได้ยื่นข้อเสนอและ บทเรียนที่ดีของการจัดการศึกษาของแต่ชุมชนและองค์กรผ่านสื่อทั้ง กระแสหลักและสื่อทางเลือกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้จัดท�ำรายงาน ทางเลือกว่าด้วยสถานการณ์ของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและ เกี่ยวข้องสัมพันธ์ส�ำหรับเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ ไทย เสนอต่อคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) นอกจากนี้ได้พัฒนายกระดับโรงเรียน ของชุมชนจดทะเบียนจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 พระราช บัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนโจ๊ะมาโลลือหล่า และ โรงเรียนชุมชนมอวาคี รวมทั้งได้รณรงค์ผลักดันนโยบายด้านการศึกษา 82
  • 84.
    ร่วมกับสมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาไทยในนาม “สภาการศึกษา ทางเลือก” ให้เกิดการปฏิรูปการศึกษารอบสองมีผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูป ธรรมมากยิ่งขึ้นอาทิ การจัดท�ำข้อเสนอเพื่อเปิดพื้นที่ให้การศึกษาทาง เลือกได้พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาได้อย่างเป็นอิสระ บนหลักการและเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลาง และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้พัฒนาแนวทางที่หลากหลายในเรื่อง การศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา และเรื่องอื่นๆ อีกต่อไป Indigenous Education Network (IEN) วิไลลักษณ์ เยอเบาะ 83
  • 85.
    การศึกษาเพื่อการพัฒนาด้านใน ถ้าพูดถึงเรื่องการจัดการศึกษาทั่วไปแล้ว สถานศึกษาส่วนใหญ่มุ่ง พัฒนาผู้เรียนโดยเน้นกระบวนการให้ความส�ำคัญกับทักษะการเรียนรู้ ภายนอกเป็นหลักซึ่งเป็นการเรียนรู้แค่เปลือกนอก ไม่ตกผลึกถึงการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่ตระหนักรู้ถึงด้านในของจิตใจตนเอง ดัง นั้นการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านในจึงเป็นการเรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพที่มี คุณค่าในตัวเอง พัฒนาจิตใจตนเองให้มั่นคง ให้มีสติขึ้น การเรียนรู้เพื่อ พัฒนาด้านในได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มคนทางเลือก เช่น สายธรรมชาติบ�ำบัด สายญาติธรรม สายโยคะ หรือสายพลังจักรวาล เป็นต้น สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง หรืออาศัยความช่วยเหลือจากเครือ 84
  • 86.
    ข่ายกัลยาณมิตรในการสร้างกระบวนการควบคุมความคิด ความรู้สึก การกระท�ำและจิตใจของตนเองดังนั้นศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไทจึงเล็ง เห็นความส�ำคัญในเรื่องนี้จึงจัดวงการศึกษาเล็กๆเพื่อคุยวาระที่ยิ่งใหญ่ ผ่านเวทีเสวนา ในประเด็น“ชุมชนจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านใน” โดยเชื้อเชิญผู้เข้าร่วมที่หลากหลายทั้งพระคุณเจ้า ชาวบ้าน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักปฏิบัติธรรม นักพัฒนาเอกชน เด็กเยาวชน และนายแพทย์ มาแลกเปลี่ยนทัศนะมุมมองเกี่ยวกับ สถานการณ์การศึกษาในปัจจุบัน จากวงเสวนาท�ำให้รู้ว่าการศึกษาในปัจจุบัน นี้มีการแข่งขันกันสูง มุ่งสร้างคนให้เห็นแก่ตัว เรียนข้ามขั้นแบบก้าวกระโดด หลักสูตร ส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรส�ำเร็จรูป ซึ่งตรงกันข้ามกับ ชีวิตจริงๆ ของผู้คนที่มันไม่มีสูตรส�ำเร็จ ซึ่งช่วงสุดท้าย มีการสรุปค่อนข้างน่าสนใจว่าการจัดการศึกษา แบบมุ่งพัฒนาด้านในนี้ จะเป็นทิศทางค�ำตอบ ที่ส�ำคัญแห่งอนาคต แต่จะเป็นเครื่องมือส�ำคัญ ส�ำหรับคนในยุคปัจจุบัน คือ 85
  • 87.
    1. การจัดการศึกษาต้องใช้การร่วมไม้ร่วมมือกันท�ำ 2. การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งความส�ำคัญกับการพัฒนาจิตวิญญาณ 3. การจัดการศึกษาที่ค�ำนึงระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม 4. มีการเชื่อมโยงกับชุมชน และสังคม 5. พัฒนาศักยภาพบุคคลจากการลงมือท�ำจริงเพื่อให้เกิด สัมมาชีพ แม้มันอาจจะหนักหนาแต่ก็คงไม่ถึงกับสาหัสและเกินความเป็น ไปได้เพราะมันเป็นการทวนเข็มกับการศึกษากระแสหลักที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับสังคมที่ไม่ชอบการแข่งขัน และในขณะเดียวกันก็ถือซะว่า เป็นกิจกรรมเนื่องในโอกาสเสมือนวัน เปิดตัวศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไทไปเลยก็แล้วกัน เก็บจาก Facebook ครูเลี่ยม วัชระ เกตุชู ศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไท คิด แก้วค�ำชาติ เรียบเรียง 86
  • 88.
    การเรียนรู้ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ ก่อนเริ่มการเรียนรู้ที่นี่ เราจะบอกกับผู้เรียน เสมอว่าห้องเรียนเราไม่เหมือนห้องเรียนที่ทุกคนคุ้นเคยนะ ที่นี่...เราต่างเป็นครูและนักเรียนของกันและกัน ไม่มีใครผูกขาดความเป็นผู้สอนและผู้เรียนไว้ ฝ่ายเดียว ที่นี่...ไม่มีต�ำรา เราจะเรียนรู้จากความรู้สึก และประสบการณ์ ความรู้ที่เราได้รับไม่จ�ำเป็นต้อง เหมือนกัน 87
  • 89.
    ที่นี่...ไม่มีการสอบวัดผลหรือตัดเกรด ผลลัพธ์ของการเรียนรู้จึง อยู่ที่การน�ำไปใช้ไม่ใช่คะแนน ที่นี่...เราไม่มีกฎระเบียบเราจะใช้หัวใจที่พร้อมดูแลกันและกันเป็น กติกาหลักของการเรียนรู้ ที่นี่...เราปรารถนาให้ทุกคนเป็นตัวของตนเอง ขัดแย้งได้ เถียงได้ เพราะเราเชื่อว่าความหลากหลายคือพลัง ดังนั้นที่นี่...ทุกคนจึงเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วที่กิ่งก้านใบได้ปักหลักลงดินตั้งถิ่นฐาน สร้างการเรียนรู้ ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ เราเดินหน้าสร้างการเรียนรู้อย่าง ไม่หยุดหย่อนในหลากหลายประเด็นเนื้อหา หลากหลายเครื่องมือ กระบวนการ หลากหลายกลุ่มผู้เรียน บนความเชื่อพื้นฐานอย่างเดียว ว่าการเรียนรู้ในระบบไม่เพียงพอส�ำหรับผู้เรียน และเราจะท�ำหน้าที่เป็น ส่วนประกอบหนึ่งในการเติมเต็มการเรียนรู้ แต่กระนั้นระหว่างทาง เราก็ยังคงมีค�ำถามกับสิ่งที่เราท�ำว่าเป้าหมายสูงสุดของการเรียนรู้ คืออะไร...เราจะพาผู้เรียนไปไหน...และบทบาทของเราคืออะไร...เรา ลงมือท�ำและลองผิดลองถูกไปพร้อมๆ กัน การเรียนรู้ของเราเกิดขึ้นไป พร้อมๆ กับการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่นี่ ดังนั้นเด็กๆ ที่นี่จึงถือเป็นครูคน หนึ่งของเราคน หลายครั้งที่เราพบแง่มุมที่เป็นปรัชญาชีวิตจากค�ำพูด 88
  • 90.
    หรือการกระท�ำของเด็กอย่างไม่น่าเชื่อ จนกระทั่งสิ่งที่เป็นค�ำถามค้าง คามันค่อยๆ คลี่คลายเป็นค�ำตอบของวันนี้ บทบาทการสร้างแรงบันดาลใจ คือค�ำตอบของเราในวันนี้ หน้าที่ ที่เราท�ำคือท�ำให้ผู้เรียนเกิดแรงบันดาลใจในการท�ำสิ่งใดๆ ก็ตามให้ส�ำเร็จ เมื่อเราคลี่คลายในบทบาทหน้าที่ ของเรา กระบวนการเรียนรู้จึงถูกออกแบบ ให้สอดคล้อง เราจะไม่ท�ำหน้าที่ทับบทบาท ของผู้เรียน เราท�ำเป็นผู้กระตุ้นและ เสริมพลังเกิดการเรียนรู้ ส่วนการต่อยอด น�ำไปใช้ ตลอดจนความส�ำเร็จและความ ภูมิใจนั้นต้องเป็นของผู้เรียนอย่างสมบูรณ์ เราออกแบบห้องเรียนแรงบันดาลใจให้เป็น ห้องเรียนที่ผู้เรียนทุกคนมีความสุข มีอิสรภาพ และสนุกกับการเรียนรู้ เราเชื่อว่าผู้เรียนทุกคน มีคุณค่า ความถนัด ศักยภาพที่ไม่เหมือนกัน เครื่องมือที่เราใช้จึงไม่ผูกขาดความสามารถ ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ทุกคนจะได้มีโอกาสสลับ บทบาทมาเป็นผู้น�ำการเรียนรู้ ผู้เรียนทุกคน 89
  • 91.
    จึงเห็นคุณค่าของตนเองพร้อมๆ กับการเห็นคุณค่าของกันและกัน ซึ่ง จะน�ำไปสู่การอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย เราเสนอให้ผู้เรียนขัด แย้งกันได้ เพราะในชีวิตจริงก็ต้องเผชิญกับสิ่งนี้ ห้องเรียนจึงเป็น ห้องปฏิบัติการที่เตรียม ผู้เรียนไปเผชิญกับความจริงให้ได้มากที่สุด การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมและ ผลลัพธ์ในตัวผู้เรียน การพาผู้เรียนออกจากห้องสี่เหลี่ยม การนั่งฟัง บรรยาย กติกาข้อจ�ำกัดที่ปิดกั้น ไปสู่การมีอิสรภาพในการเรียนรู้อย่าง ไม่มีขอบเขต ส่งผลให้ผู้เรียนมีหัวใจที่จะเรียนรู้ การเติบโตและงอกงาม จึงเกิดขึ้นอย่างไม่มีขีดจ�ำกัด ณ วันนี้ ส�ำนักกิจกรรมกิ่งก้านใบจึงได้สร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ อย่างหลากหลาย ประกอบด้วย ไร่กิ่งก้านใบ ห้องกิจกรรมการเรียนรู้ บนฐานชีวิตและชุมชน ที่พักและสถานที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้, บ้าน ละครยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ห้องเรียนละครและโรงละครเล็ก ณ อุตรดิตถ์ และเทศกาลอุตรดิตถ์ติดยิ้ม เทศกาลพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ ของทุกคนในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้เชิง สร้างสรรค์ให้คนทุกเพศทุกวัยได้เข้าถึง สร้างกระบวนการคิด ประสบ- การณ์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และผู้ ที่สนใจ โดยสามารถติดตามกิจกรรมการเรียนรู้ของเราได้ที่ facebook fanpage : ไร่กิ่งก้านใบ หรือ อุตรดิตถ์ติดยิ้ม ห้องเรียนแรงบันดาลใจ @กิ่งก้านใบ 90
  • 92.
    โรงเรียนสายน�้ำ กับการเติบโตของหนุ่มสาว การเติบโตของหัวใจผ่านละครเพื่อการเรียนรู้ ชุมชนเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร “การใช้ทุกสิ่งรอบตัวเป็นเครื่องมือการเรียนรู้” สิ่งที่เราพบสิ่งที่เราเจอทุกขณะ ทุกเวลา ทั้งสถานที่ คน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติรอบตัว หรือแม้แต่ ห้วงค�ำนึงของความรู้สึก นึกคิดของตนเอง สามารถเป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นเครื่องมือ การเรียนรู้ ที่น�ำพาไปสู่การเติบโตของหัวใจ หัวใจที่เติบโตจะตามหาความสมดุล เป็นความสมดุลของชีวิตที่เริ่มต้นจาก “ใจสมดุล” 91
  • 93.
    หนุ่มสาวสองคนตั้งค�ำถามกับการใช้ชีวิต เมื่อใจเปิด ตาเปิดใจ เริ่มเห็น ตาเริ่มมอง... ใจของนนท์เปิดออก พร้อมกับการตั้งค�ำถามว่า “ชีวิตที่มีความ หมายคืออะไร” เป็นตะกอนในใจของชายหนุ่มที่เล่นเป็นลุงกระเบน ตัวละครในละครเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร ค�ำถามนี้เป็นเสียง ภายในใจ วนซ�้ำๆ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะที่ “บวชเป็นพระ” เพื่อทดแทน คุณครอบครัว หลังจากบวชจึงตัดสินใจมาท�ำงานชุมชนกับกลุ่มเรียนรู้ บางเพลย์ สายตาของนิ้ง คลี่ออก เริ่มมองเห็นชีวิตด้วยความกล้าหาญ น้องนิ้ง หญิงสาวในเมืองกรุง (กรุงเทพ) ที่มีโอกาสเรียนรู้หัวใจตนเอง ผ่านสายน�้ำบางปะกง นิ้งเล่าให้ฟังว่าพ่อแม่ตกใจและตั้งค�ำถามว่า “มา ท�ำอะไรกับเยาวชน มาท�ำงานแบบนี้ท�ำไม ไม่เหนื่อยเหรอ ท�ำอย่างอื่น ไม่ดีกว่าเหรอ” เสียงตกใจของพ่อแม่ เกิดขึ้นเมื่อนิ้งตัดสินใจมาเรียนรู้ ชีวิตผ่านการท�ำงานข้างสายน�้ำบางปะกง ละครบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร พาใจให้เติบโตได้อย่างไร อะไร คือฐานชุมชนและกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐานสร้างการ เติบโตของหัวใจได้อย่างไร 92
  • 94.
    “หัวใจของคนขยายได้จริง เมื่อเราใช้ชุมชนเป็นฐานเรียนรู้” การท�ำละครเพื่อการเรียนรู้ชุมชน เรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร เราใช้กระบวนการเรียนรู้บนฐานชุมชนบางปะกงใช้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เป็นเครื่องมือน�ำพาใจให้โน้มลงดิน ใจอ่อนก่อให้เกิดใจเอื้อ เครื่องมือการเรียนรู้ที่ส�ำคัญ คือ สายน�้ำบางปะกง พื้นที่บางปะกง และคนบางปะกง เรามีแม่น�้ำ เป็น “แม่” เป็น “เพื่อน” เป็นพื้นที่ชีวิต เป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นแรงบันดาลใจที่สร้าง เรื่องราวในละคร และสร้างการเติบโต ในใจของผู้เข้าร่วมกระบวนการ เรามีเสียง รอบตัวทั้งเสียงสัตว์ เสียงลม และเสียง ธรรมชาติ เป็นเครื่องมือน�ำพากาย พาใจ และพา ให้เราขบคิด ผ่านกิจกรรมการเฝ้าสังเกตความรู้สึก นึกคิดที่ผุดบังเกิดขึ้นมา แล้วเขียน แล้วกลับไป ย้อนมองสิ่งที่เขียน ท�ำให้เราได้ย้อนกลับเข้าไป สืบค้นชีวิต ตัวตนและทัศนคติของเราอีกครั้ง 93
  • 95.
    เราได้ฟังเรื่องเล่าจากพื้นที่ โดยก้าวเท้าของตัวเองเข้าไปในพื้นที่ อย่างเคารพ และใช้หูของเราฟังอย่างตั้งใจซึ่งส�ำคัญมาก ท�ำให้เราได้ ฟังเล่าเรื่องจากคนจริงที่ปฏิบัติจริง ข้างสายน�้ำ ในสวนมะม่วง และ บนเรือหาปลา เป็นความทรงจ�ำที่มีค่าและประทับลงในใจ ในความคิด แบบความทรงจ�ำระยะยาว จนกลายเป็น Long Term Memory จ�ำ ไปนาน ความทรงจ�ำนี้น�ำมาผ่านกระบวนการจัดเรียง เชื่อมร้อยความ ทรงจ�ำ โดยพี่ตั้ม พี่ชายในกลุ่มละคร จนกลายเป็นบทละครที่มาจากแรง บันดาลใจ มาจากความรู้สึกและปะติดปะต่อทางความทรงจ�ำ พัฒนา เป็นบทละครเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร ที่เกิดจากการมีส่วนร่วม ทั้งชาวบ้านคนต้นเรื่อง ทีมอาสาเยาวชนละคร นักละครของกลุ่ม ผู้ ประสานงานชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ใจสบาย ผ่อนคลายเป็นเครื่องมือที่น�ำไปสู่การเรียนรู้และการเติบโต ของหัวใจ ภาวะใจสบาย ไม่ได้หมายถึงการติดความสบาย ไม่ล�ำบาก แต่เป็นภาวะใจคลายแม้ว่าร่างกายจะตรากตร�ำ แต่หัวใจก็สบายได้ กระบวน การที่เราใช้ เราพาไปเดินดู การเอาเท้าเหยียบดิน การเอามือแหวกพง หญ้าเพื่อแอบดูฝูงนกอพยพที่บ้านโพธิ์ เราเอามือตนเองปลอกลูกรุ่ย อย่างยากล�ำบาก แต่ได้กินแกงบวดลูกรุ่ยแสนอร่อย ซึ่งลูกรุ่ยเป็นพืช ประจ�ำถิ่นริมน�้ำบางปะกง เราพาไปเรียนรู้กลางสายน�้ำบางปะกง ตาก 94
  • 96.
    แดดบนเรือหาปลาและฟังเรื่องเล่าของลุงสายันต์กลางแดดจ้า เหงื่อตก แต่มันท�ำให้เราเชื่อมโยงกับลุง เชื่อมโยงชีวิตเราและเชื่อมโยงกับ ธรรมชาติ ซึ่งมีค่าเทียบเท่าการที่ลุงยันต์พาเราไปดูหิ่งห้อยข้างแม่น�้ำ บางปะกงยามค�่ำคืนและรับทราบข้อมูลว่าความสมบูรณ์ ของพื้นที่กลับมา เพราะหิ่งห้อยมันกลับมาแล้ว หลังจากที่เคยหายไป การพาร่างกายไปพบเจอ ประสบการณ์เป็นการเรียนรู้ที่ผ่านการ ลงมือท�ำ เมื่อกายเคลื่อน ใจเขยื้อนตาม แต่เราต้องเท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งกายและใจ เป็นถ้อยค�ำที่ผุดขึ้นมา เราจึงมักมีกระบวนการ สอบถาม ด้วยประโยคที่ว่า รู้สึกอย่างไร และได้เรียนรู้อะไร เพราะสิ่งนี้เป็นฐานที่มั่นคง ของคนตระหนักรู้ กระบวนการสร้างเรื่องจากการเรียนรู้ บนฐานชุมชนเสร็จสิ้น แต่กระบวนการสร้าง หัวใจยังไม่จบ เราพาน้องออกตระเวนเล่น ละครและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ร่วมกับพี่ๆ ในชุมชน การที่น้องๆ ได้เห็นทีมชุมชน 95
  • 97.
    มาเคลื่อน มาท�ำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่มีค่ากับเด็กน้อยสองคน(และคน อื่นๆ อีกหลายคน) คนในชุมชนเข้ามาท�ำด้วยเหตุผลที่เรียงเป็นค�ำพูด ง่ายๆ “ท�ำเพราะอยากท�ำ ท�ำเพื่อสายน�้ำบางปะกง สายน�้ำแห่งชีวิต ของเรา ของคนตะวันออก” แสดงว่ารู้สึกจึงเริ่มท�ำ เราจึงได้ตกผลึก ว่า เรามีหน้าที่พาให้รู้สึก ไปพบ ไปเห็น ให้เขาเหล่านั้น “รู้สึก” แล้วจัด กระบวนการสะท้อน หรือน�ำพาความรู้สึก ออกมาผ่านกิจกรรมต่างๆ เขาเหล่านั้นก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนมุมมองภายใน ใจรู้สึก ใจเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน การใช้ชีวิตเปลี่ยน “ผมเปลี่ยนไปอย่างหนึ่ง ผมเชื่อมกับธรรมชาติกับเรา ผมเห็นว่า สิ่งรอบตัวเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน ละเอียดกับคนมากขึ้น รู้สึกว่าเรื่อง การฟังด้วยหัวใจเป็นฐานส�ำคัญ ผมนึก.....ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ไปถ่ายรูป ค่ายสร้างแกนน�ำ ชีวิตผมจะเป็นยังไง มันเป็นจุดเริ่มที่ได้เข้ามาเป็นทีม บางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร เล่นเป็นปลากระเบน (ตอนมีข่าวกระเบน ตายไม่ว่าแม่น�้ำสายไหน นนท์จะส่งข่าวและรู้สึกกับการตายของเพื่อน กระเบน ราวกับว่าจะท�ำยังไงดี) ตอนบวชพระ ผมย้อนถึงสิ่งที่เราเคย ท�ำงานอาสาว่าเราท�ำไปท�ำไม ผมค้นพบว่าจิตของผมในวัยเด็กผูกพัน กับธรรมชาติ ซึ่งพอโตขึ้น เรียนถึงมหาวิทยาลัย มันก็ยังอยู่ แต่ซ่อนอยู่ ในตัวโดยที่ผมไม่ได้คิดถึงมัน เมื่อผมได้เข้ามาท�ำบางปะกงมันปรากฏ 96
  • 98.
    ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง” นนท์คนกันเอง ที่ตอนนี้เริ่มหนักแน่นและใจมั่นคง “หนูละเอียดกับความสัมพันธ์ ละเอียดกับคนมากขึ้น ค�ำนึงถึง คนมากขึ้น มีสติมากขึ้น เดิมไม่ได้ผูกพันอะไรกับชุมชน หนูเห็นพี่กัญนจ์ (พี่ชาวบ้านที่ท�ำงานเพื่อดูแลบางปะกง) เขาท�ำเลย ท�ำเพราะ อยากท�ำเขาลุยจริง หนูรู้สึกว่าหนูได้อะไรบางอย่าง พอเข้ามาร่วมกระบวนการบางปะกงมากขึ้น เริ่มเห็นว่าตนเองไม่ได้ชอบในสิ่งที่เราเคยท�ำ เราเริ่มเห็นว่าเราชอบสิ่งนี้ (การท�ำงาน ชุมชน) ชัดขึ้น เราเห็นว่าเราเป็นคนยังไง เท่าทันอารมณ์ มีสติมากขึ้น เวลาเราเห็น คนแก่และเด็ก เราเห็นความอ่อนโยน ในตัวเราด้วย หนูคิดว่าหนูรู้วิธีคิดของเรา และอารมณ์ความรู้สึกของเรามากขึ้น” นิ้ง (หญิงสาวที่บอกว่า เวลาเราพลาด เราหลุดโวยวาย เราจะรู้ตัวมากขึ้น) 97
  • 99.
    หนุ่มสาวเติบโตบนสายน�้ำบางปะกง กลุ่มหนึ่งเติบโต...ลุล่วงถึงวัยสาวหนุ่ม... ผ่านกระบวนการเรียนรู้“ละครเป็นกระบวนการเรียนรู้” เราออกแบบให้เป็นละครเพื่อการเรียนรู้ชุมชน จนได้ละครเรื่องบางปะกงสายน�้ำแห่งมังกร เพื่อให้หนุ่มสาวเกิดหัวใจใหม่ที่เป็นมิตรกับโลกใบนี้ เป็นหัวใจที่กล้าหาญ เมื่อใจขยาย ใจเปิด ตาเปิด ชีวิต....อยู่อย่างมีความหมาย ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ กลุ่มเรียนรู้บางเพลย์ 98
  • 100.
    การศึกษาไทย กับการสร้างโลกคนละโลก ในโลกใบเดียวกัน โลกใบเดียวกันแท้ๆ แต่ท�ำไมถึงคุยกันไม่รู้เรื่อง แง่คิดหนึ่งจากการนั่งฟังชาวบ้าน ในฐานะผู้ปกครองเล่า เรื่องราวที่โรงเรียน ทั้งเรื่องการจัดการซื้อเสื้อผ้าเด็ก ทั้งการ บริหารที่ไม่เคยสนใจชาวบ้าน ทั้งครูที่รวมหัวกับชาวบ้านไล่ผอ. ทั้งภารโรงท�ำตัวเหนือผู้บริหาร ครูหารายได้กับเด็กบ้างล่ะ ทั้งเรื่องการบริหารไม่ได้เรื่องของผู้บริหารบ้างหละ เรื่องราว เหล่านี้ชาวบ้านเล่าด้วยความเจ็บปวด แต่ดูแล้วครูก็เจ็บปวด ผู้บริหารก็เจ็บปวด อาจจะรวมไปถึงการศึกษาระดับที่สูงขึ้น ที่สร้างสมมุติโลกอีกใบในโลกใบเดียวกันนี้ 99
  • 101.
    ในใจผู้เขียนมีประเด็นหนึ่งผุดขึ้นมา คือ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ ความไม่เข้าใจกันและยังคงมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่อีกหลายประเด็น เช่น ชุดวิธีคิดที่แตกต่างกัน เรื่องของอ�ำนาจที่ไม่เท่าเทียม แต่เรื่องราวเหล่า นั้นคงหายไปหากมีกระบวนการที่สร้างความเข้าใจกัน ความซับซ้อน ของสังคมมันท�ำให้เราห่างกันไม่เคยสนใจกัน ต่างคนต่างอยู่ในกรอบ คิดของตัวเอง โรงเรียนเป็นของชุมชน โรงเรียนต้องเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน จึง สร้างการเรียนรู้ให้เกิดทั้งสังคม จึงจะเปลี่ยนการศึกษาได้ แต่หากยัง คงท�ำกันแยกส่วนกันท�ำ ความหวังถึงการปฏิรูปการศึกษาจะให้ส�ำเร็จ คงจะน้อยลง หากประสงค์ปฏิรูปการศึกษาสู่ความส�ำเร็จทางหนึ่งคง ต้องสร้างให้ ชาวบ้าน ครู ผอ. นักการภารโรง นักเรียนเป็นหนึ่งเดียวกัน รับฟังกัน ให้โอกาสกัน เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน อยู่ในประเทศ เดียวกัน ไม่ใช่อยู่คนละโลกครับ อีกเรื่องหนึ่ง วันก่อนไปงานเวทีประชุมวิชาการที่ราชภัฎสงขลา มีส่วนหนึ่งให้พื้นที่ภาคประชาชนน�ำเสนอบทความทางการศึกษา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปร่วมเสนอบทความกับเขาด้วย ช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้ร่วมเสนอบทความ และได้เข้าไปเห็นบรรยากาศ รวมถึงได้เห็นการ จัดเวทีการน�ำเสนอบทความทางวิชาการ มีโต๊ะผู้น�ำเสนอและด้านข้าง 100
  • 102.
    เป็นผู้วิจารณ์บทความ จะเห็นว่าผู้ด�ำเนินการทั้งหมดจะเป็นดอกเตอร์ ทั้งหมด มีผู้วิจารณ์บทความ3 ท่าน และผู้ด�ำเนินรายการอีก 1 ท่าน ผู้เสนอบทความภาคประชาชน เสนอให้มีการน�ำเสนอแบบมี ส่วนร่วม โดยน�ำเสนอเป็นวงกลม สร้างการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยน เมื่อผู้เขียน และผู้เสนอภาคประชาชนท่านอื่นๆ น�ำเสนอ บทความเสร็จ ผู้ด�ำเนินรายการตัดบทไปที่ ผู้เสนอบทความ ภาคนักวิชาการเลยทันที โดยการให้ผู้วิจารณ์งานบทความวิชาการมา มอบเกียรติบัตรให้กับผู้เสนอบทความภาค ประชาชนทันที โดยไม่มีช่วงเวลาให้ผู้เข้าร่วม ได้แลกเปลี่ยน ผู้เขียนอึ้งหน้าชาไปสักพักใหญ่ ในใจก็คิดไป “เขาไม่เคยให้ความสนใจกับการ มีส่วนร่วมเลย” และแล้วผู้เขียนก็นั่งฟังการน�ำเสนอบทความ ทางวิชาการพักหนึ่ง ท�ำให้เห็นว่าบทความทางวิชาการที่ นักวิชาการเสนอ ช่างห่างไกลจากสภาพสังคมที่เป็นอยู่มากมาย นัก “แล้วต�ำแหน่งสมมุติทางวิชาการสามสี่ท่านที่อยู่หน้าเวที กับส่วนที่นั่งฟังกันอยู่จะเกี่ยวข้องกันไหมหนอ” ผู้เขียนคิด อันนี้ไม่พูดถึงสังคมข้างนอกนะ 101
  • 103.
    สถานการณ์จริงในแวดวงการศึกษากับความเป็นจริงในสังคมที่ เป็นอยู่เป็นอย่างไร โลกในปัจจุบันข้อมูลข่าวสารความรู้เปลี่ยนไปเร็ว มาก จากการแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้นทางธุรกิจด้วยการพัฒนาของ การสื่อ ทั้งโทรศัพท์ 3G ที่ท�ำให้คนสามัญธรรมดาสามารถออกสื่อได้ เอง ทีวีดีจิตัลที่ท�ำให้เกิดทีวีเป็นร้อยๆ ช่อง ทั้งหมดล้วนกระตุ้นให้คน สนใจเพื่อป้อนข้อมูลความรู้ความคิดและความเชื่อของผู้ผลิตให้กับ คนในสังคม เกิดความรู้ใหม่ ความคิด ความเชื่อและความรู้สึกใหม่ๆ กับ คนในสังคมแต่ในสถาบันการศึกษาโดยส่วนใหญ่ยังคงยึดความรู้เดิมชุด ความคิดเดิม วิธีการเดิมๆ อยู่ในกรอบที่มีผลจากโครงสร้างการศึกษา อันเดิม บัณฑิตที่จบมาเลยท�ำอะไรไม่ถูก ท�ำอะไรไม่เป็น หรือกรณี สถานการณ์แรงงานของประเทศก็ตาม ภาคเกษตรขาดแคลนแรงงาน อย่างมากตามชนบทมีแต่คนแก่ท�ำเกษตร แต่ระบบการศึกษายังคง ผลิตแรงงานป้อนอุตสาหกรรม ผลท�ำให้ผลผลิตทางการศึกษากว่า 50 เปอร์เซ็นของประเทศตกงาน และแล้วบัณฑิตตกงานก็ผันตัวเองมา เรียนรู้ใหม่เพื่อท�ำเกษตรยอมที่จะเสียเวลา ทั้งที่ที่ผ่านมาจะเสียเงิน ลงทุนการศึกษาจ�ำนวนมากก็ตาม อันนี้คือความเป็นจริงในสังคม แล้วผู้ ที่กอดต�ำราทางวิชาการเคยมองเห็นสิ่งเหล่านี้บ้างมั้ย 102
  • 104.
    ย้อนคิดถึงตอนที่คุยกับชาวบ้านท่านหนึ่ง ที่พูดถึงปัญหาเกี่ยวกับ โรงเรียนที่บ้านของเขาให้ผู้เขียนฟังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น ท�ำให้เห็นว่า สังคมนี้แยกส่วนกันชัดเจนคนที่ท�ำงานในโรงเรียนท�ำงานเกี่ยวข้องกับ การศึกษามีชุดวิธีคิดชุดความรู้ชุดหนึ่ง แต่คนที่อยู่ข้างนอกก็มี ชุดความรู้ชุดวิธีคิดอีกชุดหนึ่ง มันจึงเป็นไปลักษณะ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างท�ำ แต่ทั้งหมดอยู่ในสังคมเดียวกัน ระบบ สังคมได้สร้างให้ร่วมกัน จึงจ�ำใจต้องไป กันแบบ ถูลู่ถูกัง ส่วนการแก้ปัญหา การศึกษาก็อีกส่วน ส่วนปฏิบัติการ ทางการศึกษาก็อีกส่วนหนึ่ง ส่วนผู้รับ บริการการศึกษาก็อีกส่วนหนึ่ง ชาวบ้าน ก็อยู่อีกส่วนหนึ่ง จึงเป็นโชคร้ายของเด็กรุ่นต่อไป โชคร้ายของสังคมต่อไป ที่จะรับการแยกส่วน ลักลั่นนี้ต่อไป หากเรายังพูดแล้วฟังกันไม่รู้เรื่องอยู่ก็คงหวังอะไรไม่ได้จาก การปฏิรูปการศึกษา เรายังคงพูดคุยในคนละเรื่องเดียวกัน เพราะเรายังคงอยู่ในโลกคนละใบเดียวกัน 103
  • 105.
    ดังนั้นผู้เขียนมองว่าสังคมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยการศึกษา (โดยเฉพาะ ยุคนี้) และการปฏิรูปการศึกษาจะไปได้คงต้องท�ำให้คนในสังคมนี้คุยกัน รู้เรื่องก่อนนั้นหมายถึงคนในทุกภาคส่วนเปิดใจรับฟังกันและกันโดย ไม่ยึดติดอยู่ในความคิดความเชื่อที่ตนเองถืออยู่ เราจะได้ร่วมสร้าง สังคมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป วัชระ เกตุชู ศูนย์การเรียนชุมชนวิถีไท 104
  • 106.
    ห้องเรียนไม่ควรมีรั้ว ความรู้ไม่ควรมีกำ�แพง วันก่อนได้ไปนั่งเล่นยามเย็นที่ร้านชาวบ้าน เล็กๆ ริมน�้ำเจ้าพระยาซึ่งเดิมเคยเป็นท่าเรือดูเม็กซ์ ในซอยข้างโรงแรมแชงกรีล่า เจริญกรุง ท�ำให้คิดถึงโรงเรียนเก่า สมัยประถม เลยเถิดไปถึงมัธยมและมหาวิทยาลัย โรงเรียนประถมของเราเป็นโรงเรียนคริสต์แถวตลาดน้อย กรุงเทพ ชื่อกุหลาบวิทยา มีโบสถ์วัดกาลหว่าร์โดดเด่นสวยงามอยู่ ใจกลางโรงเรียน เมื่อก่อนแยกเป็นโรงเรียนกุหลาบวิทยาของฝ่ายชาย กุหลาบวัฒนาของฝ่ายหญิง (โตขึ้นได้อ่านหนังสือ สมัญญาแห่งดอก กุหลาบ แล้วไพล่ไปคิดถึงเพื่อนๆ จอมเฮ้วในวัยประถมที่โรงเรียนชื่อ กุหลาบเหมือนกัน ทั้งที่ไม่เกี่ยวกัน) ตอนนี้รวมเรียนเป็นสหศึกษาแล้ว 105
  • 107.
    ที่โรงเรียนนี้เมื่อก่อนยังมีท่าเรือส�ำหรับข้ามฟากไปฝั่งคลองสาน ตรง ส�ำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร มีโรงพยาบาลตากสินอยู่หัวถนนทะลุ ไปสู่วงเวียนใหญ่ได้ โรงเรียนกุหลาบวิทยาในสมัยนั้นจึงเป็นทางผ่าน ของคนทั่วไปที่มานั่งเรือข้ามฟากตั้งแต่เช้าจนค�่ำ ทั้งคนแถวนั้น คนที่ อยู่ฝั่งธนฯ คนที่ไกลออกไปแต่ใช้เส้นทางข้ามฟากนี้สัญจร เราจึงเห็น คนทุกวัย ทุกอาชีพ เดินผ่านโรงเรียนของเรา โบสถ์วัดกาลหว่าร์ก็ ต้อนรับคนภายนอกเข้ามาสวดมนต์ทุกวันรวมถึงจัดงานแต่งงาน พวก นักเรียนในห้องเรียนใกล้โบสถ์จะได้รับอนุญาตให้มาร่วมโปรยกลีบ กุหลาบ พร้อมเสียงระฆังเหง่งหง่าง เสียงออแกนบรรเลง ให้เจ้าบ่าวเจ้า สาวขณะเดินออกมาจากประตูโบสถ์ ในขณะเป็นเด็กนั้น...เราไม่เคยรู้สึกว่าโรงเรียนเรามีรั้ว... เรามาเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งแต่เดิมมีค�ำว่า วัด อยู่ในชื่อโรงเรียนด้วย ตัวอาคารเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ วัดก็เป็นวัดที่มี เกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นวัดหลวงในการพระราชทานเพลิงศพลงมาจนถึง ชาวบ้านร้านตลาดย่านนั้น มีต้นโพธิ์ใหญ่กลางลานวัด ให้พวกเรานัด เคลียร์ปัญหากันด้วยหมัดมวยตัวต่อตัว มีสระเต่าโบราณซึ่งเชื่อมต่อ จากทางเดินหลังวัดและกุฎิพระที่เราใช้เป็นช่องเล็ดรอดหนีโรงเรียน มีบ้านภารโรงเป็นเรือนไม้แถวที่หนุ่มวัยแตกพานทั้งหลายชอบไปจีบ 106
  • 108.
    ลูกสาว แล้วแอบมุดหลังบ้านกระโดดข้ามคูเพื่อออกไปทางสะพาน ยศเสได้ หน้าโรงเรียนของเราเป็นคลองผดุงกรุงเกษมเดินต่อไปนิด เดียวเป็นสถานีหัวล�ำโพง มีโรงอาหารสโมสรรถไฟส�ำหรับพนักงานตั้ง อยู่ชั่วเดินข้ามสะพานโค้งสูงนั้นไป ให้เราแอบออกมากินข้าว ข้างนอกเพราะเบื่อกับข้าวโรงเรียน เราจึงเห็น ชาวบ้านย่านร้านตลาด คนรวยหรูๆ ขับรถเบนซ์คันงาม ไปจนถึงพนักงาน รถไฟระดับต่างๆ เดินเข้าออกโรงเรียน ท�ำกิจวัตรที่วัดหรือใช้เป็นทางผ่านหรือ บางทีก็เข้ามากินข้าวโรงอาหารปะปนกันไป สนามฟุตบอลของโรงเรียนก็มีคนภายนอกมาใช้ ทุกเย็น เป็นมาเฟีย จับจองจนนักเรียนอดเล่น มีการแย่งชิงวางมวยกลั่นแกล้งกันสารพัดเพื่อจัดสรรที่ให้เล่น ได้ทั้งโกลใหญ่และโกลรูหนูซ้อนทับกันอยู่ในสนามเดียวกันนั้น ฉะนั้น จนถึงมัธยม เราไม่เคยมีความทรงจ�ำถึงภาพโรงเรียน ที่รั้วรอบขอบชิด ในความหมายที่แยกตัวออกจากผู้คนโดยเด็ดขาด ไม่นับช่วงเวลามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์สมัยเราประตู ไม่เคยปิดส�ำหรับชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมหรือกิจกรรมการเมือง 107
  • 109.
    สังคมต่างๆ นานา คนสัญจรใช้เป็นทางผ่าน เชื่อมถนนพระอาทิตย์ ปิ่นเกล้า กับท่าพระจันทร์ และสนามหลวง ขึ้นรถเมล์ ข้ามเรือ ต่อรถ สองแถว จ่ายตลาด ซื้อกับข้าวกลับบ้าน ร้านหนังสือร้านเทปเพลง ร้านข้าวแกงราคาถูกติดริมน�้ำ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตชีวาแบบบ้านๆ ที่สุดในยามนั้น ท�ำให้เราคิดได้ว่า องค์ประกอบส�ำคัญในสิ่งที่เรียกหรูๆ ว่า “รูปการ จิตส�ำนึก” ของตัวเราในทุกวันนี้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราเติบโตมา กับโรงเรียนที่อยู่กับผู้คน แวดล้อมด้วยชีวิตจริงๆ ทั้งด้านที่โหดร้ายและ สวยงาม เราจึงเชื่อเรื่องการศึกษาเพื่อชีวิต การเรียนและรู้ไปท่ามกลางผู้คน ชุมชน และความเป็นจริง ห้องเรียนไม่ควรมีรั้ว ความรู้ไม่ควรมีก�ำแพง เราควรเดินเข้าไป หาความรู้ได้ ที่ใจกลางชุมชน ใจกลางผู้คนเหล่านั้น เพื่อเข้าถึงใจกลาง ของความจริงที่ดีและงาม ห้องเรียนสร้างสรรค์ของเราทุกวันนี้ จึงควรมีชีวิตเป็นอิสระ เปิด โอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและเดินทางสู่ใจกลางความรู้นั้นได้ มาRe-learn เรียนไม่รู้จบ กันเถอะ วรพจน์ โอสถาภิรัตน์ (ตั้ม ดินสอสี) 108
  • 110.
    คำ�ตอบอยู่ที่หมู่บ้าน “เมื่อเราเจอบ้านที่แท้จริง เราจะสัมพันธ์ กับทั้งจักรวาล” เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนนั้นยังเป็นครูสอนอยู่ใน รร.รุ่งอรุณ ได้เข้าร่วมกิจกรรม นิเวศภาวนา ที่หมู่บ้าน สบลานเชียงใหม่ กิจกรรมนั้นท�ำให้เรารู้สึก สัมพันธ์กับธรรมชาติที่นั่น ถึงกับรู้สึกว่า นี่ล่ะบ้านที่แท้จริงของเรา ธรรมชาติคือบ้าน ที่แท้จริงของมนุษย์ แล้วเราก็รู้สึกสัมพันธ์ของคนที่นั่น อย่างเป็นธรรมชาติ รู้สึกเชื่อมโยงกับความทุกข์ของพวกเขา ในลักษณะหัวอกพ่อแม่ ที่ต้องส่งลูกไปอยู่ในระบบ 109
  • 111.
    การศึกษาที่ไม่รู้ว่าพาลูกๆ เขาไปไหนพี่นิดรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสายน�้ำ จากต้นน�้ำ สู่ปลายน�้ำ สัมพันธ์ด้วยใจ ไม่ใช่ความคิดเห็นภาพของชีวิต แม่น�้ำที่ไหลเชื่อมต่อชีวิตทั้งหมด เห็นว่าปกาเกอะญอ มีภูมิปัญญาที่มี วิถีชีวิตที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับธรรมชาตินี้มานาน คนรุ่นใหม่คนเมือง ไม่มีมิตินี้ ถ้าปกาเกอะญออยู่ไม่ได้คนเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ปัญหา ของเขาคือปัญหาของเราแล้วก็ถามตัวเองว่า เราท�ำอะไรได้บ้าง ณ ที่ นั้น วันนั้นไม่มี รร.ในชุมชน พี่นิดจึงอาสาเข้าไปเป็นครูในชุมชนโจ๊ะมา โลลือหล่า รร.วิถีชีวิต จึงมีชีวิตและเติบโตมาถึงเจ็ดขวบ ถ้าเปรียบดั่ง ต้นไม้ พี่นิดคิดว่าจากเมล็ดพันธ์นั้นกลายเป็นต้นไม้เติบใหญ่ ถึงเวลา ที่จะเปลี่ยนผ่านพลังที่ได้รับจากวันนั้น เจ็ดปีที่แล้ว พลังที่ได้รับรู้สึก ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ความรู้สึกว่าได้เจอบ้านที่แท้จริงยังเป็น พลังหล่อเลี้ยงให้พี่นิดก้าวเดินก้าวใหม่ สู่การสร้างระบบหล่อเลี้ยงที่ท�ำ ให้เกิด รร.ในชุมชนทั่วประเทศ จากบทเรียน จากประสบการณ์ เรียนรู้ ลองผิดถูก พี่นิดอยากจะน�ำมาส่งต่อถ่ายทอดให้กับคน ชุมชน ที่อยากมี 110
  • 112.
    รร.ในชุมชน เพราะทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนไป ชุมชนเปลี่ยนหลายอย่าง ในชุมชนก็ขวางตัวเอง สูญเสียคุณค่าในตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม คุณค่าที่แท้ของการศึกษาบนฐานชุมชน รร.ในชุมชน สร้างการศึกษาบนฐานชุมชน ก็ยังมีค�ำตอบ และเป็นค�ำตอบอย่างที่ พี่นิดพูดเสมอว่า ค�ำตอบอยู่ในหมู่บ้าน ศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชน โจ๊ะมาโลลือหล่า 128 หมู่ 6 บ้านสบลาน ต.สะเมิงใต้ สะเมิง จ.เชียงใหม่ เรียบเรียง โดย Nao Saowanee Sangkara 111
  • 113.
    เก็บเรื่องราวในชุมชนมาระคนใส่ตัวโน้ต ในวันที่ท้องฟ้าทาบทาด้วยหมู่เมฆสีเทา รอยต่อระหว่างฤดูกาล ปลายฝนต้นหนาวท้ายเดือนแห่งวีรชนคนตุลาชั่งมีมนต์ขลังยิ่งนัก มอง รอบๆ กายเห็นต้นข้าวตั้งท้องโชว์ร่างอันอวบอั๋น ใบเรียวสั่นแกว่งไกว ตามสายลมพา บางสายพันธุ์ก�ำลังแบ่งบานชูช่อเขียว บางสายพันธุ์ เหลืองอร่ามรอคมเคียวส่งกลิ่นหอม ห้อมล้อมโอบกอดฝันของใคร หลายๆคนไม่ให้หล่นหายต้นหว้าหน้าบ้านดินเป็นต้นไม้ที่ไม่สูงมากนัก แต่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ปกคลุมผืนดินบริเวณกว้าง ปกคลุมด้วยต้นฟักข้าว อีกชั้นหนึ่ง ท�ำให้เกิดร่มเงาได้ตลอดทั้งวัน ยากที่แสงแดดจะส่องถึงพื้น ดิน ณ ที่ตรงนี้จึงเป็นพื้นที่ท�ำกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่เด็กๆ ชอบชวนกัน ออกมาเล่น มาเรียนรู้ และมาท�ำกิจกรรมร่วมกันเป็นประจ�ำในวันหยุด หรือหลังเลิกเรียน พวกเขาเรียกมันว่า “ห้องเรียนใต้ร่มไม้” และวันนี้ก็ เหมือนทุกวันที่ผ่านมา พวกเขามาท�ำกิจกรรมกัน 112
  • 114.
    “...บ้านสืบสาน สานใจเราไว้ด้วยกัน โอบกอดฝันเด็กน้อยไว้ไม่ให้หล่น มองเห็นในคุณค่า วันหน้าของหนูทุกคน จะเป็นก�ำลังพลเมืองที่ดี บ้านสืบสานเบ่งบานวิถีชุมชน เป็นดอกผล หน่อคุณธรรมความดี เราพร้อมไปด้วยกัน สร้างฝันด้วยแรงที่มี แทนคุณแผ่นดินนี้ที่ได้เกิดมา....” เสียงเด็กๆ ร้องเพลงพร้อมเคาะกระป๋อง กลอง ฉาบ ให้เป็น จังหวะด้วยวัสดุที่หาง่ายใกล้มือ ดังมาจากห้องเรียนแห่งนั้น ห้องเรียน ที่ให้อิสระกับการเรียนรู้ ห้องเรียนที่ทุกคนเป็นครูร่วมกัน สร้างฝันด้วยทุนที่มี เสียงร้องเป็นจังหวะประสานดัง บ้างเบาบ้างก็ไม่เป็นไรขึ้นอยู่กับการจ�ำเนื้อร้อง ท�ำนองของแต่ละคน แต่กว่าจะมีเนื้อหาดีๆ แบบนี้มาสร้างเป็นเพลงหนึ่งเพลงไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ เพราะต้องมีกระบวนการเรียนรู้ ให้ได้มาซึ่งเนื้อเพลงเหล่านี้ก่อน กิจกรรม “ค่ายคบเด็กสร้างเพลง” เป็นอีก กิจกรรมหนึ่งของศูนย์กิจกรรมบ้านสืบสาน ที่น�ำ กระบวนการสร้างเพลงมาเป็นตัวจุดประกายความคิดเพื่อสร้าง การเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กๆ ที่มาร่วมกิจกรรม การเขียนเพลง อาจจะไม่ใช่เรื่องล�ำบากยากเย็นอะไรส�ำหรับนักแต่งเพลงที่ นั่งเขียนเพลงอยู่กับที่แล้วจินตนาการเนื้อหาเอามาเขียน แต่ที่นี่เพลงไม่ใช่ค�ำตอบหลักของกิจกรรม มันเป็นเพียง เครื่องมือหรือขั้นตอนหนึ่งซึ่งน�ำไปสู่การสร้างกระบวนการ เรียนรู้บนฐานชุมชนเท่านั้น เพราะหัวใจหลักๆ แล้วคือการ เรียนรู้ที่เกิดจาก การไปฟัง ไปเห็น ไปส�ำรวจ ไปสัมภาษณ์ 113
  • 115.
    ไปสัมผัส ไปตั้งค�ำถามในประเด็นที่สนใจหรือสงสัยต่างหากละเป็นสิ่ง ส�ำคัญ แล้วเก็บข้อมูลบรรยากาศเหล่านั้นไว้เพื่อมาวิเคราะห์เรียบเรียง เขียนเป็นบทเพลงต่อไป ดังนั้น เราจึงแบ่งกลุ่มให้เด็กๆ เพื่อฝึกการท�ำงานเป็นทีม แล้วให้ แบ่งหน้าที่บทบาทกันท�ำงานตามความถนัดของแต่ละคนโดยให้มี ผู้สัมภาษณ์ ผู้บันทึก ผู้ถ่ายภาพ ผู้สังเกตการณ์ และผู้บริหารกลุ่ม ให้ประชุมพูดคุยกันในสิ่งที่แต่ละคนอยากรู้อยากเห็นคุยประเด็นตาม ความสนใจแล้วให้ลงมติเลือกสิ่งที่ทั้งกลุ่มสนใจร่วมกันเพื่อเข้าไปศึกษา เรื่องราวใจชุมชน แล้วกลับออกมาร่วมกันแลกเปลี่ยนสิ่งที่พบเห็น ถอดออกมาเป็นเรื่องราวแล้วถอดรหัสความหมาย ใส่ใจความส�ำคัญ ดึงมันออกมาเรียบเรียงเป็นเนื้อบทเพลง แทบไม่น่าเชื่อ แค่เวลาสั้นๆ เพียงสองวันหนึ่งคืนเท่านั้น สามารถ สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กได้เห็นถึงศักยภาพตนเอง เข้าใจเรื่องราว ที่สนใจศึกษา และสามารถกลั่นกรองภาษาออกมาเป็นเนื้อหาบทเพลง ที่ดีมีความหมายเพื่อสื่อสารเรื่องราวออกไปสู่สังคมได้ ท�ำให้เวลาบ่าย คล้อยของกิจกรรมวันที่สอง เสียงเพลงได้ใส่ตัวโน้ตเป็นท�ำนองขับร้อง จากหัวใจ ล่องลอยไปตามสายลม นอกจากการสร้างสรรค์ด้วยบทเพลงแล้ว ศูนย์กิจกรรมบ้านสืบสาน ยังมีเครื่องมือและหลักสูตรการเรียนรู้สร้างสรรค์อีกมากมาย เช่น การวาด รูป การเล่นเกม การเดินป่า การศึกษาชุมชน การท�ำนา เลี้ยงปลา ปลูกผัก และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกอย่างเรียนเพื่อเข้าใจตนเอง เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจวัฒนธรรมชุมชนและวิถี เรียนเพื่อเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของ สรรพสิ่งรอบชีวี เรียนเพื่อแทนคุณแผ่นดินนี้ที่ได้เกิดมา คิด ส.สืบสาน 114
  • 116.
    เลี้ยงเด็กแบบผักตลาด เขาอาจเปราะบาง และไวต่อโรค ความคาดหวังของคนส่วนหนึ่งในสังคม เมื่อ กล่าวถึงระบบการศึกษาคือ คือภาพของเด็กใส่แว่น ตั้งใจเรียน จดจ่อหน้ากระดาน เมื่อจบได้ท�ำงานในห้องแอร์ หรืออาจกล่าวให้เห็นภาพคือ ได้เป็นเจ้าคนนายคน ระบบการศึกษาจึงจ�ำเป็นต้องตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ใครท�ำได้เร็วได้ไวคนนั้นชนะ ด้วยคะแนน และผลการสอบ และตาม มาด้วยโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เช่นเดียวกับการปลูกผักตลาดในปัจจุบัน ที่ลงทุนท�ำแปลง ซื้อ เมล็ดพันธ์ราคาแพง และตามด้วยปุ๋ย เร่งใบ เร่งดอก เพื่อให้ได้ผลผลิตดี ได้ผลผลิตไว แต่อีกมากสวนที่ผักไวต่อโรค เน่าง่าย ใบทะลุ แถมสาร 115
  • 117.
    เคมีปนเปื้อน แถมให้ผู้บริโภค และยังไม่นับคุณค่าทางโภชนาการที่จะ มีมากหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยโดย ผศ.ดร.ศศิลักษณ์ ขยันกิจ ประธานสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา- วิทยาลัย โดยได้กล่าวในงานแถลงข่าวเรื่องปฐมวัย เรียนอย่างไรให้คุ้มค่า ว่า “เด็กปฐมวัยก�ำลังถูกเร่งรัดให้มีพัฒนาการที่เกินวัยอย่างไม่สมดุล ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการ พัฒนาทักษะด้านการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต เช่น เร่งรัดพัฒนาการด้านวิชาการที่เกินวัยเพื่อ โอกาสในการเข้าเรียน ต่อในโรงเรียนประถมชื่อดังจึงเกิดปรากฎการณ์กวดวิชาตั้งแต่อนุบาล ทั้งในช่วงวันหยุดและวันปิดเทอม เร่งเรียนเขียนอ่าน เกินพัฒนาการ เด็กซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จากคาดหวังของผู้ปกครอง ที่ต้องการให้เด็กอนุบาล อ่านออกบวกลบเลขได้ ผู้บริหารสถานศึกษาที่ ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละ ช่วงวัย รวมถึงการ วัดผลด้วยการทดสอบความรู้ด้านเนื้อหาสาระ ท�ำให้ระบบการเรียน การสอนเด็ก ในระดับอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้นมุ่งเน้นการ ท่องจ�ำความรู้ ซึ่งเป็น การสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้จากหน้าต่างแห่ง โอกาส เพราะเด็กในช่วงปฐมวัยสมองจะเปิดรับการเรียนรู้ได้ดีที่สุด 116
  • 118.
    โดยเฉพาะทักษะด้านพฤติกรรม เช่น ทักษะการคิดสร้างสรรค์ทักษะ ทางอารมณ์ การพูดและการเคลื่อนไหว แต่เมื่อเด็กถูกพัฒนาทักษะเพียงด้านเดียวส่งผลให้เด็กขาดแรง จูงใจการเรียนรู้ ขาดทักษะในการท�ำงานร่วมกับคนอื่น และขาดทักษะ ความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการ เสียโอกาสที่มีอยู่อย่างจ�ำกัดในการสร้างทักษะ ทางด้านพฤติกรรม ซึ่งจะส่งผลต่อคุณลักษณะ ความส�ำเร็จด้านการศึกษาและการท�ำงาน ในอนาคตของเด็ก” *งานแถลงข่าว “ปฐมวัย : ลงทุนอย่างไร ให้คุ้มค่า” โดย ผศ.ดร.ศศิลักษณ์ ขยันกิจ ประธานสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่อาคาร ไอบีเอ็ม โดยส�ำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และ คุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับเครือข่ายคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์และครูปฐมวัย ทันที่ครูบอกให้เด็กๆจับดินสอ และเริ่มเขียน กอไก่ กอกา เด็กที่พัฒนาทางกล้ามเนื้อมือยังไม่ได้ นั่นคือความยาก นั่นจะ 117
  • 119.
    เป็นค�ำตอบแรกที่เด็กจะค้นพบ คือค�ำว่า “ยาก” เมื่อเด็กต้องเริ่ม สะสมสิ่งที่ยากเข้ามาเรื่อยๆ นั่นอาจส่งผลให้เขาในระยะยาว แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเปิดโอกาสให้เด็กได้ค่อยๆ ประสบความ ส�ำเร็จจากสิ่งง่ายๆ วางเงื่อนไขไปตามความเหมาะสมของแต่ล่ะคน เด็กๆ คนนั้นเขาจะเป็นคนที่โชคดีมากๆ ที่ในใจของเขาจะมีความภาคภูมิใจ ความมั่นใจ ประตูแห่งการเรียนรู้จะเปิดกว้างส�ำหรับเขา ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องหันกลับมาตระหนักต่อความจริงทาง ธรรมชาติ หยุดเร่งโต เร่งดอก ยอมรับความแตกต่างของแต่ละคน และจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับวัย กับพัฒนาการ เปิดโอกาส ให้เขาได้ค่อยๆ เติบโตตามวัย งดงามตามพัฒนาการ เพราะพวกเขา ล้วนคืออนาคตของพวกเรา ทีมการศึกษาบนฐานชุมชน โดยกลุ่มไม้ขีดไฟ 118