ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
M a h a k a n L i f e:
“ความเป็นชุมชนนั้น ไม่ใช่แค่ไม้ แค่ตัวบ้านเรือนอยู่อาศัย
แต่คือ ความสัมพันธ์ ความผูกพัน ความเป็นเครือญาติ
พี่น้อง ครอบครัว คือต้นทุนทางประวัติศาสตร์ สังคม
วัฒนธรรมที่มีและด�ำรงอยู่และหมายรวมถึงความภาคภูมิใจ
ในความเป็นคนป้อมมหากาฬที่ต่างมีร่วมกัน”
“ชุมชนป้อมมหากาฬ” เป็นชุมชนที่มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี ตั้งแต่สมัยรัชกาล
ที่ 3 บริเวณแห่งนี้นั้นในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชบริพารที่มีหน้าที่ดูแล
วัดภูเขาทองและวัดราชนัดดาที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ชุมชนป้อมมหากาฬ
ยังเป็นชุมชนโบราณที่มีต�ำนานและอาชีพเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีการสืบทอดกันมา
จนถึงทุกวันนี้
จนกระทั่ง พ.ศ.2535 เมื่อกรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน
ที่ดิน ส่งผลให้มีการเวนคืนที่ ไล่รื้อชุมชนเพื่อน�ำพื้นที่ไปสร้างเป็น
สวนสาธารณะตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ …
จากวันนั้นจนวันนี้ นับเป็นเวลากว่า 24 ปีแล้ว ของการต่อสู้ของชุมชน
ป้อมมหากาฬ
บทน�ำ
หากถามว่า ท�ำไมคนป้อมมหากาฬถึงลุกขึ้นมาต่อสู้ ค�ำตอบที่เด่นชัดในใจคน
ป้อมมหากาฬ คือ
	 …ที่นี่คือบ้าน บ้านอันเป็นทั้งเรือนเกิด และเรือนตายที่อยากฝังร่างไว้
	 …ที่นี่คือบ้าน ที่ที่มีความทรงจ�ำ มีความผูกพันของผู้คน ที่ผ่านทั้งคืน	
สุขและวันทุกข์ยากมาร่วมกัน
“เราเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ไม่มีก�ำลังทรัพย์ใดๆ แต่ชุมชนมีก�ำลังใจ ก�ำลังกาย
ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง และมีส่วนร่วมในการพัฒนา
สวนสาธารณะป้อมมหากาฬแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เรียนรู้
เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เราพร้อมและเราขอโอกาสพิสูจน์ตัวเอง”
	 “คุณ...เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเช่นไร
	 เรา...ก็เป็นส่วนหนึ่งของเมืองไม่ต่างกัน
	 คุณ...รักบ้านของคุณเช่นไร
	 เรา...ก็รักบ้านของเรา ไม่ต่างกันเลย”
ชุมชนป้อมมหากาฬ
ธันวาคม พ.ศ.2559
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
6
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
7
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
8
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
9
โดย สรณ วิริยะประสิทธิ์
	 ก่อนจะกลายมาเป็นชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ครอบครัวคิ้มเคยมีบ้าน
อยู่แถวกิ่งเพชรมาก่อน เตี่ยของคิ้มมีอาชีพลากรถเจ๊กอยู่แถวสะพานผ่านฟ้า
ลีลาศ รู้จักพื้นที่แถวนี้เป็นอย่างดี พอมีการเวนคืนเพื่อตัดถนน ครอบครัวของ
คิ้มจึงได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามา นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตในชุมชนป้อมมหากาฬ
กว่า 60 ปี ของคิ้ม สมใจ กาญจนะ
	 แรกเริ่มเข้ามา ครอบครัวของคิ้มอาศัยอยู่กับญาติที่มีบ้านอยู่ในชุมชน
แห่งนี้ ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2505 - 2506 จึงแยกไปเช่าบ้านอยู่เอง นั่นคือ
บ้านเลขที่ 97 ซึ่งในสมัยนั้นเจ้าของบ้านยังอาศัยอยู่และมีอาชีพท�ำทอง
โดยการน�ำเศษทองมาหลอมใหม่ (ปัจจุบันบ้านหลังนี้ยังคงอนุรักษ์เอาไว้ใน
ฐานะบ้านโบราณหนึ่งในห้าหลังของชุมชน) จนในที่สุดครอบครัวของคิ้มก็ได้
เช่าบ้านเลขที่ 89 อาศัยอยู่มาจนปัจจุบัน บ้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของ
วัดราชนัดดาราม มีลักษณะคล้ายห้องแถวเล็กๆ เรียงต่อกันสามหลัง
ด้านหน้ากว้างหลังละ 3 เมตร มี 2 ชั้น สร้างจากไม้ทั้งหมด ค่าเช่าในระยะ
แรกตกประมาณเดือนละ 20 บาท จนมาช่วงหลังจึงขึ้นเป็น 300 บาทต่อเดือน
	 ต่อมา เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินบริเวณป้อมมหากาฬ ปี
พ.ศ.2535 ทางวัดจึงได้คืนพื้นที่บ้านเช่าให้กรมศาสนา และส่งมอบให้
กรุงเทพมหานคร จนเกิดกรณีไล่รื้อที่เป็นข้อพิพาทกันมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.
2559) คิ้มจึงไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้านอีกต่อไป “พอเขาจะมาไล่รื้อ เราก็ไม่ได้
คิ้ม
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
10
รับเงิน ไม่ได้อะไรเลย เพราะเจ้าของที่ เจ้าของบ้านเขาได้รับทั้งหมด” แม้ว่า
จะมีการชดเชยค่าเวนคืน แต่ส�ำหรับคิ้มที่เป็นเพียงผู้เช่า จึงไม่มีสิทธิ์ใดๆ
ในการได้รับเงินจ�ำนวนดังกล่าว
	 ชุมชนป้อมมหากาฬในสมัยก่อนค่อนข้างคึกคัก ผู้คนมากมายทั้งใน
ชุมชนและชุมชนรอบนอกต่างพากันแวะเวียนเข้ามาในป้อมมหากาฬเสมอ
เนื่องจากเป็นย่านกลางเมืองที่ส�ำคัญแห่งหนึ่ง คิ้มเล่าให้ฟังว่า ในตอนแรก
นอกจากเตี่ยที่ลากรถแล้ว ครอบครัวก็ท�ำการค้าขาย จะขายอะไรก็ขายได้
มีลูกค้ามาจับจ่ายซื้อของเสมอ ด้วยความที่ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงช่วยทางบ้าน
หารายได้ทั้งในส่วนการค้าขายและเย็บผ้าโหล เช่น ชุดเครื่องแบบนักเรียน
กางเกง เสื้อ เป็นต้น แล้วเอาไปส่งขายตลาดเสื้อผ้าย่านโบ๊เบ๊ ต่อมาคิ้มหันมา
ขายอาหารตามสั่งเป็นหลัก รวมทั้งพวกลูกชิ้นทอด ไก่ทอด ไปจนถึงก๋วยจั๊บ
มาช่วง 30 ปีหลังนี้เอง ที่คิ้มเริ่มหันมายึดอาชีพขายกระเพาะปลา กระเพาะ
ปลาเป็นอีกอาชีพเก่าแก่ของชาวชุมชน คิ้มบอกว่าสมัยก่อนนั้นมีคนท�ำ
กระเพาะปลาแล้วน�ำออกไปขายนอกชุมชนจ�ำนวนมากถึง 9 เจ้า ก่อนจะ
ล้มหายตายจาก หรือย้ายออกกันไป จนปัจจุบันเหลือเพียงเจ้าเดียว วัตถุดิบ
ที่น�ำมาท�ำก็มักจะหาได้จากละแวกใกล้ๆ ยกตัวอย่างเช่นกระเพาะปลา หาซื้อ
ได้ที่ตลาดเก่า เยาวราช ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ ก็จะมาจากตลาดมหานาค หากแต่
ตอนนี้คิ้มเลิกขายกระเพาะปลาแล้ว เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บที่ขา
เมื่อ 5 ปีก่อน ท�ำให้ไม่สามารถเดินทางออกไปซื้อหาวัตถุดิบและขายของได้
อีกต่อไป
	 นอกจากการท�ำมาหากินแล้ว ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน สมัยสาวๆ
คิ้มมักจะไปท�ำบุญตามวัดต่างๆ ในละแวกนี้ อาทิ การท�ำบุญผ้าอาบน�้ำฝน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
11
ช่วงเข้าพรรษามักจะไปวัดราชนัดดาราม ส่วนงานลอยกระทงจะไปวัด
สระเกศ ซึ่งจัดงานภูเขาทองเป็นที่สนุกสนาน และด้วยความที่มีเชื้อสายจีน
ก็มักจะไหว้เจ้าทั้งที่บ้านและศาลเจ้าต่างๆ หรือพอถึงช่วงเทศกาลเชงเม้ง
ก็จะไปประกอบพิธีที่ฮวงซุ้ยแถวจังหวัดสระบุรี ถือเป็นโอกาสอันดีที่คิ้มจะได้
พบปะญาติที่อาศัยอยู่ที่อื่น ส�ำหรับในส่วนของชุมชนเอง คิ้มเล่าถึงงานสมา
พ่อปู่ป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ประจ�ำปีของชาวชุมชนป้อมที่สืบทอด
กันมานาน นับแต่ก่อนที่คิ้มจะมาอยู่ที่นี่เสียอีก พิธีกรรมนี้มีก�ำหนดจัดขึ้นช่วง
หลังเทศกาลสงกรานต์ในแต่ละปีในสมัยก่อนที่ยังไม่มีระบบกรรมการหมู่บ้าน
แบบปัจจุบัน คิ้มในวัยสาวเคยท�ำหน้าที่เหมือนเหรัญญิกคอยเรี่ยไรเงินจาก
ชาวชุมชนมาช่วยกัน และช่วยในส่วนของการท�ำที่นั่งรดน�้ำมนต์ เป็นต้น
คิ้มเสริมว่า “เป็นเรื่องปกติที่คนในชุมชนจะมาร่วมมือร่วมใจกันท�ำกิจกรรม
ดังกล่าวอย่างแข็งขัน”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
12
	 บรรยากาศสมัยเก่าๆ ของพื้นที่ชานเกาะรัตนโกสินทร์อย่างชุมชนป้อม
มหากาฬ มีชีวิตชีวาอย่างมาก “แถวนี้ก็มีชุมชนวัดราชนัดดา วัดเทพธิดา
บ้านบาตรวัดแคนางเลิ้งทุกชุมชนวิ่งกันไปวิ่งกันมา” ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาว
ชุมชนแต่ละแห่งจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป เวลาที่ชุมชนป้อมมหากาฬมี
งานอะไร คนชุมชนข้างนอกก็จะมากันบ้าง หรือเวลาชุมชนอื่นๆ จัดกิจกรรม
ทางนี้ก็จะส่งตัวแทนเข้าไปร่วม แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความผูกพัน
ของผู้คนที่อยู่กันมาดั้งเดิมแตกต่างกับวิถีต่างคนต่างอยู่ดังเช่นคนในเมืองใหญ่
ทั่วไป
	 ชีวิตของคิ้มในชุมชนป้อมมหากาฬ เรียกได้ว่า มีความสุขสงบตาม
อัตภาพ คิ้มพบรักกับสามีในปี พ.ศ. 2520 ก่อนจะแต่งงานและมาอยู่ด้วยกัน
ที่บ้านในชุมชนแห่งนี้ และให้ก�ำเนิดลูกสาวหนึ่งคน ในช่วงแรกนั้น สามีของ
คิ้มท�ำงานบริษัทวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในละแวกใกล้เคียง ก่อนจะลาออกมา
ขายผลไม้ ปัจจุบันสามีของคิ้มเสียชีวิตแล้วหลังจากใช้ชีวิตในสมณเพศกว่า
12 ปี ส่วนลูกสาวแต่งงานและมีลูก 3 คน ปัจจุบันหลานทั้งสามคนพักอยู่กับ
ญาติฝ่ายพ่อ แต่ตัวลูกสาวยังคงอยู่ดูแลคิ้มที่นี่เสมอมา
	 นับตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษ 2530 ที่มีการไล่รื้อชุมชน คิ้มเล่าถึงการต่อสู้
ของชาวบ้านในตอนนั้นว่า “สมัยแรกๆเราก็ไปอยู่ตรงหัวป้อมกันต่อสู้อาหาร
การกินก็อดๆ อยากๆ พอไปท�ำสวน เขาก็มารื้อ แล้วก็มีมาเรื่อยๆ ตลอด
ไม่เคยหยุด” จนกระทั่งช่วง พ.ศ. 2541 - 2542 สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นมาบ้าง
ชาวบ้านมีความหวังในการต่อสู้มากขึ้นสิ่งที่ท�ำให้คิ้มมีก�ำลังใจมากในการต่อสู้
เหล่านี้คือ ความสมัครสมานสามัคคีกันของชาวชุมชนป้อม ที่ไม่ว่าจะมีเรื่อง
อะไรเกิดขึ้นก็จะมาช่วยกันตลอด ส่วนตัวคิ้มเองเป็นหนึ่งในพลังเหล่านั้น
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
13
เมื่อมีการเดินทางไปยื่นหนังสือ จะไปด้วยกัน“พอมามีข่าวไล่รื้อ คนในชุมชน
ก็วุ่นวาย อยู่กันไม่สุข แต่พอมีเรื่องกันก็มารวมกัน” อาจกล่าวได้ว่า ความเป็น
พี่เป็นน้องจากการที่รู้จักกันหมดนี้เอง เป็นพลังที่ส�ำคัญที่สุดของชุมชนป้อม
มหากาฬ
	 ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีคนจากภายนอกเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา
จากมหาวิทยาลัยต่างๆ หรืออาจารย์ นักวิชาการ ก็เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สร้าง
ความสุขใจให้กับคิ้มมาก เพราะท�ำให้ไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยว และรู้สึกว่าชุมชน
ยังสามารถต่อสู้เรียกร้องสิทธิการอยู่อาศัยกับทางกรุงเทพฯ ต่อไปได้
โดยส่วนตัวของคิ้มเองนั้น ปัจจุบันก็อายุมากแล้ว จัดได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่อายุ
มากที่สุดในป้อมเลยทีเดียว การที่จะต้องมานั่งจินตนาการถึงอนาคตว่าจะไป
อยู่ที่ไหน จะมีชีวิตอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก“คิดว่าถ้าต้องย้ายออกจาก
ป้อมจริงๆ ก็ยังไม่รู้ ไม่เคยคิด คิดแล้วปวดหัว ยิ่งมีความดันอยู่ยิ่งไม่กล้าคิด
แล้วแต่เวรแต่กรรม” อันที่จริงลูกหลานของก็เสนอว่าสามารถมาพักกับพวก
เขาได้ แต่ด้วยความรักความผูกพันต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มีมากับชุมชนแห่งนี้
และไม่อยากไปเป็นภาระคนอื่น คิ้มจึงเลือกที่จะอยู่ต่อสู้ร่วมกันชาวชุมชน
ที่เหลืออยู่ต่อไป
	 ทุกวันนี้ แม้สุขภาพจะไม่เอื้ออ�ำนวยสักเท่าไร คิ้มยังคงเข้าร่วมกิจกรรม
ของทางชุมชนอยู่เสมอมาโดยมีหน้าที่หลักตามการแบ่งรับผิดชอบของชุมชน
คือการดูแลต้นไม้ดอกไม้ต่างๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สวยงามต่อสายตา
ผู้มาเยือน และยังไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับการต่อสู้ในครั้งนี้.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
14
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
15
เตี้ยม
โดย สรณ วิริยะประสิทธิ์
“เกิดที่จังหวัดมหาสารคาม มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งนานแล้ว แต่ว่าอยู่ที่อื่นก่อนนะ
แล้วก็ย้ายมาที่นี่ ได้ประมาณ 42 ปี แล้ว ...พอดีมีเพื่อนเป็นคนรู้จักกัน เขา
เคยอยู่ที่นี่ เขาก็เลยชวนมา แต่ตอนนี้เขาย้ายออกไปแล้ว เราก็ยังต้องอยู่ ...”
	 พรรณนีมาตย์สาลีหรือเตี้ยมคนเก่าอีกคนหนึ่งของชุมชนป้อมมหากาฬ
เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปก่อนจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ แม้จะมีอายุเกือบ
60 ปี แล้ว แต่เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตของที่เกี่ยวข้องกับชุมชนป้อม
มหากาฬยังแจ่มชัดและพร้อมจะถ่ายทอดออกมาให้ผู้คนที่สนใจฟังเสมอ
	 “ตอนนั้นไม่รู้จักที่นี่หรอก มีเพื่อนเขาเช่าบ้าน เมื่อก่อนอยู่หลัง
วัดเทพธิดาราม เพื่อนเขาบอกว่ามีห้องว่างอยู่จะไปอยู่ไหม” จากจุดเริ่มต้น
ณบ้านไม้หลังเล็กๆ เลขที่95ปัจจุบันเตี้ยมก็ยังคงอาศัยอยู่ตลอดมาเป็นเวลา
กว่า 42 ปีแล้ว โดยแรกเริ่ม เป็นการท�ำสัญญาเช่า แต่ต่อมาภายหลังเจ้าของ
บ้านต้องการจะรื้อออกเนื่องจากได้คืนพื้นที่ให้กับทางกรุงเทพมหานครและ
ได้รับเงินชดเชยครบแล้ว เตี้ยมจึงประสบกับสถานการณ์ที่ยากล�ำบาก
	 ครอบครัวของเตี้ยมย้ายเข้ามาอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่ตอนเตี้ยม อายุ
16 ปี ช่วงสาวๆ เตี้ยมท�ำงานที่โรงงานแถวสะพานปลาย่านบางรัก แต่พอพบ
กับสามีและมีครอบครัวด้วยกัน จึงออกจากงานและมาเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก
เมื่อมีเวลามากขึ้นจึงมีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิต
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
16
ของชาวชุมชนป้อมมหากาฬเตี้ยมเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนที่แห่งนี้มีความสะดวก
สบายมากเนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางเมือง จะไปไหนมาไหนก็ง่าย ผู้คนในชุมชน
เหมือนพี่น้องกันหมด ทุกคนรู้จักกัน ต่อมาช่วงที่เริ่มมีเรื่องไล่รื้อเกิดขึ้น
(ทศวรรษ 2530) “คนที่นี่ก็ออกไปท�ำงานข้างนอก คนที่ว่างก็ท�ำกิจกรรม
ข้างใน มีคนเข้ามาสอนนู่นนี่ เราก็ท�ำกันตลอดนะ” เตี้ยมยกตัวอย่างอาจารย์
และนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เข้ามาสอนงานฝีมือหลากหลายไม่ว่าจะ
เป็นการปักเสื้อ ท�ำดอกไม้ ท�ำยาดม โดยมีกลุ่มแม่บ้านของชุมชนจะเข้ามา
เรียนรู้และจับกลุ่มท�ำกัน ตลอดจนคนที่ออกไปท�ำงานวันธรรมดา เมื่อมีเวลา
ว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ก็จะมาช่วยกันท�ำด้วย เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการมี
กิจกรรมร่วมกันในชุมชนซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน
นอกจากนี้กลุ่มแม่บ้านยังมีหน้าที่ท�ำอาหารส�ำหรับเลี้ยงในโอกาสที่มีแขกมา
เยือน หรือในโอกาสงานพิเศษต่างๆ โดยส่วนตัวของเตี้ยมเองนั้นก็ให้ความ
ร่วมมือกับทุกกิจกรรมด้วยความเต็มใจ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
17
	 โดยเฉพาะในส่วนของวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ ความเชื่อและศาสนา
งานสักการะพ่อปู่(งามสมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ) เป็นงานที่ส�ำคัญมากที่สุดของ
ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ประกอบไปด้วยการเลี้ยงพระ ไหว้พ่อปู่บนป้อม
มหากาฬ มีขบวนแห่กลองยาว มีคนร�ำน�ำขบวน ตัวที่เป็นแม่บ้านก็มักจะช่วย
งานท�ำอาหารหรือจัดเตรียมสถานที่ต่างๆในชีวิตประจ�ำวันหากต้องไปท�ำบุญ
ที่วัด เตี้ยมก็มักจะไปวัดราชนัดดารามหรือวัดเทพธิดาราม ซึ่งเวลามีกิจกรรม
งานบุญในชุมชนแต่เก้าอี้ไม่พอ ก็สามารถไปขอยืมจากทางวัดได้เหมือนกัน
“ทางวัดเขาจะมีใบบอกกิจกรรม ช่วงเข้าพรรษา ถวายผ้าอาบน�้ำฝน ตักบาตร
เทโว” ด้วยความสัมพันธ์อันแนบแน่นดังกล่าว เวลามีงานต่างๆ คนในชุมชน
ก็เลือกที่จะนิมนต์พระจากสองวัดนี้เป็นหลักเช่นกัน
	 “เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้พัฒนาอะไร เพราะว่าเราอยู่กันแบบไม่มีเหตุการณ์
อะไรที่ต้องมากันการไล่รื้อ อยู่กันแบบชาวบ้านทั่วไป ธรรมดาท�ำมาหากิน”
เตี้ยมยอมรับว่า ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับดังกล่าว จึงท�ำให้ชาวบ้านต้อง
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
18
ร่วมมือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น แม้ปกติจะมีกิจกรรมร่วมกันบ่อยครั้ง
อยู่แล้ว แต่พอมีเหตุการณ์ไล่รื้อเกิดขึ้น กิจกรรมต่างๆ ย่อมต้องมีจุดมุ่งหมาย
ที่แน่ชัดและจับต้องได้ ในทางกายภาพมีการท�ำความสะอาดพื้นที่ ปรับปรุง
บ้านและทางเดิน มีการน�ำต้นไม้มาประดับ “เราจะพัฒนากันอยู่ตลอด เรา
จะไม่ปล่อยให้มันว่าง” กระบวนการเหล่านี้รวมไปถึงการท�ำให้บ้านโบราณ
ทั้งหลายได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพดั้งเดิมมากที่สุด เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้
ก็ด้วยสัมพันธภาพระหว่างชาวชุมชนอันแน่นแฟ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจาก
ปัจจัยที่ว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนเก่า เป็นคนที่อยู่มานานแล้วในพื้นที่ด้วย
การย้ายเข้าหรือย้ายออกไม่ใช่เรื่องปกติของชุมชนป้อมมหากาฬเหมือนชุมชน
อื่นๆ จึงเกิดเป็นฉันทามติรับรองว่าใครจะอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยกันต่อสู้
ช่วยกันพัฒนา หรือเมื่อมีกิจกรรมข้างนอก ก็ต้องไปช่วย แต่หากไม่สบายใจ
ที่จะอยู่ก็สามารถย้ายออกไปได้ไม่ว่าอะไร “พอมีเหตุการณ์อย่าง กทม. จะมา
เขาก็กลัว เขามาช่วยเราไม่ได้ เขาก็ย้ายออกไป ที่ออกไปก็คนใหม่ทั้งนั้นแหละ
คนเก่าก็ไม่มีใครย้าย”
	 เตี้ยมเล่าต่อไปถึงกลยุทธ์การต่อสู้ของชาวชุมชน โดยกล่าวถึงสมัยที่เคย
ท�ำหน้าที่เป็นเวรยามที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา แม้ว่าจะเหนื่อยล้า “แต่ว่ามันก็
มีรสชาติดีเหมือนกัน” นับตั้งแต่การไล่รื้อช่วงปี พ.ศ. 2535 เกิดขึ้นเป็นต้นมา
จะมีบางระยะที่ชาวชุมชนต้องสลับกันเฝ้ายามตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยกลัวว่า
จะมีการแอบเข้ามารื้อบ้านเรือน ต่อมาช่วงหลังปี พ.ศ. 2546 เริ่มมีการแบ่ง
พื้นที่ในป้อมออกเป็นโซน โดยตัวเตี้ยมเองเป็นหัวหน้าโซนสาม ก็จะมีหน้าที่
หลักในการประสานงานกับชาวบ้านสมาชิกในโซนเดียวกัน เวลามีกิจกรรม
หรือข่าวสารต่างๆ ที่จ�ำเป็นต้องรับรู้ ก็จะใช้วิธีเดินไปบอกๆ แต่ละบ้านเลย
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
19
ตลอดจนหน้าที่ต้องดูแลรักษาความสะอาดและภูมิทัศน์ของโซนให้สะอาด
สวยงามอยู่เสมอ เหล่านี้ก็จะมีการจัดแบ่งความรับผิดชอบกันออกไป
	 นอกจากนี้ทางชุมชนยังมีการหาพันธมิตรเครือข่ายที่จะมาช่วยเป็น
พี่เลี้ยง คอยแนะน�ำ “เราก็มีคนที่เขาคอยช่วยเราอยู่ ไม่ใช่ว่าต่อสู้กันเฉพาะ
คนในนี้”สิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่สร้างก�ำลังใจให้กับตัวเตี้ยมได้มากที่สุด เนื่องจาก
สร้างความรู้สึกที่ว่าพวกเขายังไม่โดดเดี่ยว ยังมีคนเข้ามาให้ก�ำลังใจ สนใจ
พวกเขา หากไม่มีใครเข้ามาเลย ว่ามันก็น่าจะเงียบเหงามากเลยทีเดียว
	 อย่างไรก็ตาม เตี้ยมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อใจในบางเวลา “แต่ทีนี้เรามา
คิดอีกทีว่า คนอื่นเขาสู้ เราก็ต้องสู้ตามเขา เราสู้มาตลอด เราจะถอยได้อย่างไร
เพื่อนเราทุกคนก็ยังสู้”สิ่งที่เตี้ยมอยากได้มากที่สุดคือค�ำตอบที่ว่าอยู่ได้จริงๆ
จากทาง กทม. ซึ่งหากผลลัพธ์ออกมาอย่างที่คิดจริงๆ ทุกคนก็จะมาช่วย
ปรับปรุงพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยพร้อมจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับแนวทางการ
พัฒนาที่ได้รับการยอมรับจากทางชุมชนและ กทม. เป็นหลัก เพราะด้วย
วัยขนาดนี้แล้วประกอบกับฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยดีเท่าไรการจะให้ย้ายออก
ไปแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
	 “เคยนั่งคุยกัน (หัวเราะ) ถ้าเราย้ายออกไปเราคงคิดถึงตรงนี้นะ แล้วมัน
ก็คงไม่มีที่แบบนี้ตรงไหนอีกแล้วในกรุงเทพ” เตี้ยมบอกเราในตอนท้ายเมื่อ
ถามถึงจินตนาการหากต้องย้ายออกไปจากพื้นที่นี้ในที่สุด “เคยคิดว่าถ้าไป
ไหนแล้ว ให้โทรหากันนะ แล้วเรามานัดเจอกันที่นี่นะ ถ้าตามที่เขาพูด กทม.
ท�ำสวนสาธารณะ เราก็ต้องเข้ามานั่งคุยกันได้นะ มานั่งคุยความหลังกัน นัด
กันมา ลอยกระทงเรามานะ”.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
20
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
21
โดย สรณ วิริยะประสิทธิ์
	 ในช่วงเวลากลางวัน พื้นที่หลังก�ำแพงเมืองพระนครฝั่งตรงข้ามประตู
วัดราชนัดดาราม ยังมีร้านขายของเล็กๆ ตั้งแผงขายง่ายๆ บริเวณหน้าบ้าน
หลังน้อย สินค้าที่สามารถเลือกซื้อได้ก็มักจะเป็นของทั่วไป ตั้งแต่ขนมถุง
น�้ำอัดลม เครื่องดื่ม ไปจนกระทั่งผงซักฟอก ยาสีฟัน ส่วนลูกค้าที่เข้ามาก็จะ
เป็นชาวบ้านทั้งในชุมชนและบริเวณใกล้เคียง โดยมีแม่ค้าที่ชื่อว่า “เฮง”
คอยบริการอย่างเป็นกันเอง
	 ด้วยวัย 75 ปี สมพร อาปะนน เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุจ�ำนวนไม่กี่คน
ของชุมชนป้อมมหากาฬแห่งนี้ เฮงเป็นคนจีนโดยก�ำเนิด คุณพ่อของเป็น
คนจีนแซ่อาวอพยพมาประเทศไทย ในขณะที่คุณแม่ก็เป็นชาวจีนเช่นกันแต่
เกิดที่กรุงเทพฯ ด้วยความที่เป็นครอบครัวคนจีนทั้งหมด เฮงจึงใช้ภาษาจีน
ในการสื่อสารมาตลอดจนกระทั่งอายุประมาณ 20 ปี จึงสามารถพูดไทยได้
อย่างชัดเจน
	 ในตอนแรกครอบครัวของตั้งบ้านเรือนอยู่ในชุมชนชาวจีนแถวห้าแยก
พลับพลาไชย บริเวณพื้นที่ที่เรียกกันว่าตรอกถั่วงอก “ตอนนั้นอาก๋ง เขาขาย
ก๋วยเตี๋ยวหลอด แต่อาม่าเขาก็ท�ำงานในบ้าน” ส่วนตัวเฮงนั้นเริ่มชีวิตการ
ท�ำงานโดยเป็นสาวโรงงานถ่านไฟฉาย ย่านสวนมะลิ ตั้งแต่อายุ 12 ปี
ครอบครัวของเฮงใช้ชีวิตอยู่ตรอกถั่วงอกจนกระทั่งเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่
เฮง
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
22
ประมาณ พ.ศ. 2503 ไฟไหม้ครั้งนั้นได้ท�ำลายบ้านเรือนในชุมชนไปเป็น
จ�ำนวนมาก ชาวบ้านต่างย้ายออกจากพื้นที่กันหมดไปหาที่อยู่ใหม่ เช่น
เดียวกันกับครอบครัวของเฮงก็ได้ย้ายไปอยู่กับญาติแถบบางซื่อ
	 การย้ายบ้านครั้งนั้นนอกจากจะท�ำให้การเดินทางไปท�ำงานโรงงานถ่าน
ไฟฉายยากขึ้น เฮงในวัย 19 ปี จึงเลือกที่จะลาออกแล้วมาช่วยงานโรงงาน
ผลิตธูปของอากู๋ ญาติที่ครอบครัวของย้ายมาอาศัยด้วยนั่นเอง “ก็ท�ำกัน
ในบ้าน ท�ำกันเป็นครอบครัว ขายส่งเขาน่ะ แบบว่ามีท�ำกันพี่น้องสามสี่คน
มีอากู๋ด้วย เป็นโรงงานเล็กๆ”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
23
	 จนกระทั่งอายุ 37 ปี เฮงได้แต่งงานกับสามีซึ่งมีบ้านอยู่ในชุมชนป้อม
มหากาฬ สามีของเป็นคนจีนที่เกิดในประเทศไทยเช่นเดียวกัน เฮงจึงสามารถ
เข้ากับครอบครัวของสามีได้อย่างง่ายดาย เฮงย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวสามี
ที่ป้อมมหากาฬ บ้านหลังแรกที่เฮงเข้ามาพักอาศัยก็คือบ้านหลังที่อยู่มา
จนปัจจุบันนี้เอง ซึ่งเป็นบ้านที่อาม่าของสามีเช่าอยู่ เมื่ออาม่าย้ายไปอยู่ข้าง
นอกจึงยกบ้านหลังนี้ให้เฮงและสามีอยู่ โดยเป็นการเช่าในช่วงแรก ก่อนที่จะ
มีเหตุการณ์ไฟไหม้เกิดขึ้นในบริเวณข้างเคียง และปัญหาข้อกฎหมาย
บางประการ ทางเจ้าของที่จึงไม่ได้คิดค่าเช่าอีกต่อไป
	 ส�ำหรับชีวิตในชุมชนป้อมฯ เฮงเล่าว่าแต่ก่อนมีคนอยู่กันเยอะมาก
บรรยากาศคึกคักกันตลอด เพื่อนบ้านทุกคนจะรู้จักกันหมด และมีไมตรี
ต่อกันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่พอมาปัจจุบันก็มีย้ายออกกันไปเยอะ และ
ไม่ค่อยมีใครย้ายเข้าใหม่ ตัวสามีที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กเคยเล่าให้ฟังว่าชีวิต
ในชุมชนสมัยนั้นเป็นอะไรที่สนุกมาก ขนาดคลองด้านหลังนี้ว่ายน�้ำได้เลย
ทีเดียว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เฮงคิดว่าดีมากที่สุดอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ ตลอด
ชีวิตของแถวนี้ไม่เคยมีน�้ำท่วมเลย “มันไม่ท่วมหรอก อยู่ใกล้ กทม. เขาไม่มี
ทางให้น�้ำท่วม เขาท่วมไม่ได้”
	 ในส่วนของงานบุญ นอกจากงานประจ�ำปีสักการะพ่อปู่ที่ชาวชุมชน
ทุกคนต้องเข้าร่วมกันอยู่แล้ว เฮงก็มักจะไปท�ำบุญที่วัดราชนัดดาราม
เนื่องจากรู้จักกับพระที่จ�ำพรรษาอยู่ที่วัดเป็นการส่วนตัว เพราะลูกพี่ลูกน้อง
ของเคยบวชที่วัดนี้มาก่อน เวลาต้องการจะท�ำสังฆทานจึงมักจะไปที่กุฏิของ
พระรูปนี้เสมอ นอกจากนี้ ตามธรรมเนียมของคนจีนก็จะต้องมีการไหว้เจ้า
การกินเจ เฮงมักจะไหว้เจ้าที่บ้านหรือตามศาลเจ้าใกล้เคียงอย่างศาล
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
24
เจ้าพ่อเสือ ตอนมีเทศกาลกินเจ ก็จะไปร่วมพิธีที่โรงเจย่านพุทธมณฑลสาย
สอง เพราะเจ้าของเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันอีกด้วย
	 ชีวิตแต่งงานของเฮงก็ด�ำเนินไปอย่างเรียบง่ายเช่นกัน สามีของเฮงเป็น
ผู้หารายได้หลักของครอบครัว “เขาท�ำปั๊มน�้ำมันก่อน พอแต่งงานเขาบอกว่า
เป็นลูกจ้างไม่ไหวแล้ว เลยออกมาขายพวกกุญแจ ขายส่ง ไปต่างจังหวัด
ไปหลายที่” ส่วนตัวเฮงนั้นก็ท�ำอาชีพเย็บผ้า โดยมีสถานที่ท�ำงานอยู่แถว
พาหุรัด ต่อมาพอมีลูกจึงได้เลิกท�ำและใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น “พอมีลูกงาน
ก็อยู่บ้านสิ อยู่บ้านเราก็ต้องหาของขาย”
	 ในช่วงแรกนั้น กิจการเล็กๆ หน้าบ้านของ เป็นการขายอาหาร จ�ำพวก
ลูกชิ้นทอด ไก่ทอด โดยจะใช้เวลารุ่งเช้าออกไปหาซื้อวัตถุดิบจากตลาดใกล้ๆ
บอกว่าสมัยนั้นเขาจะเรียกกันว่า “ตลาดสี่แยก” แต่สมัยนี้พูดแบบนี้ไปคนรุ่น
ใหม่ก็ไม่ค่อยจะมีใครรู้จัก ต้องบอกว่า “ตลาดสะพานขาว” หรือตลาด
มหานาคนั่นเอง อย่างไรก็ตาม จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตอนเฮงอายุ 63 ปี ท�ำให้
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
25
กระดูกช่วงต้นขาร้าว ส่งผลให้เฮงไม่สามารถเดินได้คล่องมากนัก จ�ำเป็นต้อง
ใช้ไม้ค�้ำตลอดเวลา การจะไปซื้อวัตถุดิบและน�ำมาประกอบอาหารขายจึงเป็น
เรื่องที่ต้องหยุดไปโดยปริยาย
	 ปัจจุบันเฮงอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้กับลูกชายคนเล็กลูกสาวและหลานชาย
เฮงกับสามีมีลูกด้วยกัน 3 คน ชายสองคนและหญิงหนึ่งคน โดยแต่ละคนมี
อาชีพการงานแตกต่างกัน ตัวเฮงนั้นยังคงสานต่อกิจการแผงขายของเล็กๆ
หน้าบ้านต่อไป แต่ปรับเปลี่ยนจากขายอาหารมาเป็นขายขนมและของช�ำ
ทั่วไป โดยลูกชายจะเป็นผู้จัดหาเข้ามาให้น�ำออกมาขายเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ใช่
ธุรกิจที่ท�ำก�ำไรมากนัก แต่ก็พอจะท�ำให้เฮงไม่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ตลอดเวลา
ร้านของนั้นจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาหาของที่ต้องการเป็นระยะในแต่ละวัน
ทั้งคนในชุมชนเองและคนเดินผ่านหรือชุมชนด้านนอก เรียกได้ว่าก็ยังขายได้
เรื่อยๆ
	 อย่างไรก็ตาม เฮงเล่าให้เราฟังถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “พักนี้ก็ไม่ค่อยดี
บางคนก็เข้ามาซื้อเรา บางครั้งก็ไม่ค่อยมีคน คนก็เหลือน้อยละ มันเงียบ
ขึ้นเยอะ” เนื่องจากเหตุการณ์ไล่รื้อที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยมีระดับความ
รุนแรงที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสมัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ช่วงที่หนักมากที่สุดส�ำหรับคือช่วงที่นายสมัครสุนทรเวชเป็นผู้ว่าฯซึ่งด�ำเนิน
นโยบายที่ค่อนข้างรุนแรง บอกว่าช่วงนั้นชาวชุมชนต้องช่วยกันเฝ้าเวรยาม
ตลอดทั้งคืนติดต่อกันหลายวันด้วยความกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงจาก
คนนอก ต่อมาในสมัยอภิรักษ์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่และชุมชนมีความหวังมากที่สุด
เพราะเริ่มมีการปรับเปลี่ยนนโยบายว่าชาวบ้านสามารถอยู่ในพื้นที่ได้ มีการ
เข้ามาพูดคุยหารือว่าจะท�ำอะไรกันบ้าง จะปรับปรุงตรงไหน เป็นต้น อย่างไร
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
26
ก็ตาม พอเวลาผ่านไป ผู้ว่า กทม. คนใหม่เข้ามาก็ไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม การ
ไล่รื้อยังคงเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในปีนี้ พ.ศ. 2559 ที่เฮงบอกว่ารู้สึก
สิ้นหวังมากที่สุด “เขาจะรื้ออย่างเดียว เหมือนเวลานี้เขาก็จะรื้ออย่างเดียว”
	 “เพราะเราอยู่ที่นี่มานานละ รักที่นี่น่ะ คนก็ถามว่าท�ำไมเราไม่ออกไป
เราก็บอกว่าให้เขามาอยู่ แล้วเขาก็จะรู้ ว่าอยู่ที่นี่เขาจะไม่วุ่นวาย” เฮงบอก
ถึงเหตุผลที่ยังร่วมต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการอยู่อาศัยในพื้นที่กับชาวชุมชน
คนอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งนอกจากเหตุผลส่วนตัวแล้ว ความเป็นพี่เป็นน้อง
อันน�ำมาซึ่งความสามัคคีของชาวบ้านก็คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริม
ความร่วมมือระหว่างกันดังกล่าวด้วย ซึ่งในส่วนตัวของเฮงเองนั้น ก็ยังไม่เคย
คิดท้อ “ถ้าเหลืออยู่หลังเดียว ก็จะสู้ถึงที่สุด” ไม่เคยจินตนาการถึงว่าหาก
ต้องออกไปอยู่ข้างนอกแล้วชีวิตจะเป็นแบบไหนเลยแม้แต่น้อย
	 แม้ว่าปัจจุบัน บ้านเลขที่ 169 หลังนี้จะไม่ได้มีสิ่งอ�ำนวยความสะดวก
มากมายหรือมีพื้นที่กว้างขวางเท่าไรนักแต่ด้วยความรักความผูกพันกับพื้นที่
ตลอดจนเพื่อนบ้านรอบข้าง จึงท�ำให้เฮงยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
แม้ว่าจะต้องคอยพะวงกับปัญหาการไล่รื้อที่ยังคงไม่สิ้นสุด แต่ตัวเองก็พร้อม
จะต่อสู้ไปกับชาวชุมชนจนถึงที่สุด.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
27
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
28
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
29
อ้วน
โดย นภสร เวชพราหมณ์
	 พ่อของอ้วน รัชนี นิลใบ เดินทางจากเมืองจีนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่จังหวัด
สุพรรณบุรีและพบกับคุณแม่ซึ่งเป็นคนไทยท้องถิ่นสุพรรณแต่เดิม จากนั้น
ย้ายมาอาศัยอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นช่วงเวลาที่อ้วนและพี่น้องอีก
11 คน เกิดและเติบโต เมื่ออายุได้ประมาณ 10 ปี อ้วนและครอบครัวย้ายมา
อยู่ที่กรุงเทพฯ บริเวณชุมชนพรานนก ประกอบอาชีพขายพระบริเวณท่า
พระจันทร์และวัดมหาธาตุ ท�ำให้ชีวิตอ้วนและครอบครัวผูกพันกับวงการเช่า
พระ และต่อมาเธอได้ติดตามเพื่อนบ้านมาขายของในวัดราชนัดดา
	 จากจุดนี้เองท�ำให้เธอได้พบกับสามีซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬ
มาแต่เดิมและย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันหลังแต่งงาน สามีของอ้วนนับถือศาสนา
อิสลาม มีอาชีพช่างท�ำกรงนกเขาชวา
	 “พี่แต่งงานอยู่กับเขามาสามสิบปีก็เห็นสั่งกรงมาตลอด รุ่นตาเขาที่ท�ำ
เมื่อก่อนเขาก็อยู่ที่ป้อมเลย เขาอยู่ท้ายคลอง ตรงข้างหลัง ตอนหลังเขาก็โยก
ย้ายไปก็มาอยู่ตรงนื้เวลาไปแข่งก็จะมีคนเขาเอามาให้เราท�ำ ทาสีใหม่ กรงนี่
มันจะแบบ หัก 2-3 ซี่ เขาจะเอามาให้เราล้าง ทาใหม่ ลอกสีเก่าออก ตัดผ้าใหม่
บางทีมันก็นานหน่อย คิวมันก็ยาว เขาก็เอานกไปใส่กรงอื่นก่อน แล้วเอามา
ให้เราท�ำ กรงใบนึงแพง อยู่ได้หลายสิบปี ...ที่อื่นเขาท�ำไม้จะอ่อน มันจะ
ไม่ได้สีอย่างนี้ แต่ที่นี่เขาจะใช้ไม้แก่ท�ำจากทางใต้ ที่นี้ในกรุงเทพฯ ก็มีเขาท�ำ
ไม้อ่อนมันไม่สวย นุ่มนิ่ม ไผ่มันมีหลายประเภท ไผ่สีสุก ทุกวันนี้ก็ท�ำมา
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
30
จากโน่น แล้วมาท�ำผ้า แต่พอมาถึงเขาก็จะมาท�ำก่อน เอากระดาษทรายมา
ลูบให้มันไม่คม มาตกแต่งก่อน กรงที่นี่มันขายได้เพราะว่า เราใช้วิธีดั้งเดิมไง
คือเราใช้ทา เห็นไหม ที่เขาทาเนี่ยมันเป็น ย้อยๆ ย้วยๆ ใช้ชแล็ค สมัยใหม่เขา
พ่น พ่นแล้วมันก็จะไม่เข้าไปเนื้อไม้ มันก็จะไม่ทน ที่นี่มันขายดีเพราะว่าเขา
ท�ำแบบดั้งเดิม คือยังใช้มือทาอยู่”
	 เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความช�ำนาญในงานช่างท�ำกรงนกของสามีที่ถึง
แม้จะสั่งกรงนกส�ำเร็จรูปมาจากที่อื่น แต่ก็ยังคงอนุรักษ์วิธีทาสีดั้งเดิม คือ
ทาด้วยมือแทนการพ่นแบบสมัยใหม่
	 อ้วนยังได้เรียนวิชาเย็บผ้าประดับกรงนกผ่านการสังเกตแม่ของสามี โดย
ในช่วงแรกยังไม่มีทักษะในด้านงานเย็บปักถักร้อยเท่าไรนัก และแม่สามียัง
ไม่ได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้ แต่ด้วยความพยายามฝึกฝน เมื่อแม่สามีล้มป่วยเธอ
จึงน�ำผ้าที่ลูกค้าสั่งไปให้ตัดที่โรงพยาบาลและน�ำมาเย็บด้วยตนเอง
	 หากถามถึงบรรยากาศของป้อมมหากาฬสมัยที่เธอมาอยู่ใหม่ๆ นั้น อ้วน
เล่าว่า “พี่แต่งงานอยู่กับแฟนก็ 30 ปีได้ พี่มาอยู่ตั้งแต่อายุ 12-13 ปี อยู่
วัดราชนัดดา แต่ว่าสมัยก่อนตรงนี้มันไม่ได้โล่งๆ แบบนี้ มันเป็นร้านขายนก
อยู่ข้างใน ข้างหน้านี่จะเป็นร้านขายพวกโอเลี้ยง กาแฟ ขายข้าวไม่ค่อยน่าดู”
เธอยังได้กล่าวย้อนไปก่อนหน้าที่จะมาอยู่อีกว่า “สมัยก่อนป้อมไม่ได้เป็น
แบบนี้ แต่ชุมชนก็พัฒนามาตลอด” โดยบ้านหลังปัจจุบันที่เธออยู่นั้น ผ่าน
การต่อเติมมาหลายครั้งเพราะต้องขยายจ�ำนวนห้องไปตามสมาชิกครอบครัว
	 ช่วงที่คนในป้อมเริ่มถูกสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น เธอเล่าว่า “กทม.จะท�ำสวน
เฉลิมพระเกียรติฯ แต่น้องก็เห็นไม่ใช่หรอ รื้อไปก็ไม่มีคนท�ำ หมดเงินไปกี่ล้าน
รื้อไปมันก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ แล้วพี่ไปถามคนเดินแจกใบปลิว ถ้าเขามาเป็น
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
31
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
32
สวนอย่างนี้จะกล้าเข้ามาไหม ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลยว่า ใครจะเข้ามา
ก�ำแพงมันบังอย่างนี้ น่ากลัว เราก็ท�ำแบบสอบถาม เขาอยากท�ำอะไร เขาก็
บอกท�ำทุกวิถีทาง ขอให้ได้อยู่ ขอให้มีคนอยู่ร่วม แต่ก็ไม่เห็นจะได้สักที”
ช่วงแรกจะมีเอกสารมาแปะที่บ้านมีการเรียกเจรจาและให้ทุกบ้านรับเงินจาก
ทางกรุงเทพมหานคร “แม่แฟนพี่ก็รับ รับมา 25% เขาไม่อยากไป ตอนนั้น
หัวหน้าชุมชนคนเก่า (เสียชีวิตไปนานแล้ว) เขาพูดว่า ‘ถ้าเอ็งไม่เอาเงินเดี๋ยว
เขามาไถเอ็งก็ไม่ได้อะไรนะได้เงินซะเอ็งก็ยังมีเงินไปดาวน์ที่ไปจองตรงนี้ๆนะ
เราก็เลยไปเอา”
	 อย่างไรก็ตามหลังจากรับเงินจากทางกทม.ยังไม่มีการรื้อถอนใดๆเพราะ
ชาวบ้านเจรจาขออยู่ต่อ และผ่านยุคสมัยนักการเมืองหลายคน มาจนถึง
ปัจจุบัน “ก็เหมือนเราเจรจาขออยู่ต่อ เขาก็ไม่เห็นท�ำอะไรเลย แล้วก็มาถึง
สมัยผู้ว่าฯ อภิรักษ์ เขาก็มาเซ็น MOU ว่าจะให้อยู่ต่อ ก็ยังมีเห็นด้วยกับเรา
พอหมดอภิรักษ์ไป ก็เอาอีก เปลี่ยนสมัยทีก็เปลี่ยนที สลับไปสลับมา 4 ปี กู
เอาที” ด้วยเหตุนี้ ต่อมาชาวบ้านจึงรวมกลุ่มสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อ
ให้คนนอกได้รับรู้ถึงเหตุผลที่ชุมชนควรอยู่คู่ป้อมมหากาฬ ส่วนตัวอ้วนเอง
ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Co-Create จัดสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิตเพื่อให้
ทุกคนสามารถเข้ามาภายในชุมชนเพื่อศึกษาข้อมูลจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่
จริงได้
	 นอกจากนี้ ทางชุมชนยังไม่ขาดความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก
ที่ยื่นมือเข้ามา โดยเฉพาะชาวต่างชาติ “อาจารย์ไมเคิล มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด
เขาก็เข้ามาสมัยแรกๆ เลยนะ เข้ามาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย ทุกวันนี้เขาก็ยัง
ติดต่อกัน ฝรั่งเขาก็มาช่วย เขายังส่งเรื่องถึง กทม. มีคนช่วยเยอะนะ คือเขา
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
33
เข้ามาดูแล้วมันไม่น่าจะท�ำสวนได้ เพราะดูแล้วมันไม่ใช่ ถ้าให้คนอยู่มันน่าจะ
ดีกว่า คนข้างนอกเขามาดู เขามาศึกษาเขาจะเห็นด้วยกับเรามากกว่าที่ทาง
กทม. แต่ถ้าคนข้างนอกเขาจะไม่รู้ไง ว่าข้างในนี้มันมีอะไรบ้าง ต้องเข้ามารู้
ถึงจะเห็นความจริงว่ามันเป็นอย่างนี้บางทีคนฟังแต่ข่าวทางโน้น ไม่ได้มานี่จะ
ไม่รู้”
	 อย่างไรก็ตามทางกทม.ยังคงเดินหน้านโยบายรื้อป้อมต่อไป และถ้าหาก
วันนั้นมาถึงวันที่บ้านของอ้วนถูกรื้ออ้วนและครอบครัวก็ไม่คิดจะย้ายหนีไปไหน
“มันรู้สึกว่าแบบ เฮ้ย จะอยู่ได้หรือเปล่าวะ ก็คิดว่าแบบ แต่ยังไงก็ต้องอยู่
ลูกก็อยากจะอยู่ที่นี่ คงไปที่ไหนไม่ได้แล้ว”.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
34
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
35
โดย นภสร เวชพราหมณ์
	 เดิมจันอาศัยอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงในชุมชนมุสลิมข้างทางรถไฟแยก
ยมราช เมื่อพ่อจากไปจึงย้ายกลับมาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งเป็นบ้าน
ทางแม่ จันย้ายมาตอนอายุ 8 ขวบ ขณะเรียนโรงเรียนวัดพระยายัง ก่อนจะ
ย้ายทะเบียนบ้านตามมาทีหลังโดยมีญาติอยู่ในชุมชนคือบ้านขายดอกไม้ไฟ
หน้าชุมชนซึ่งเป็นมุสลิมด้วยกัน จันพูดถึงบรรยากาศในป้อมตอนเด็กๆ ว่า
“มันบ้านๆ กว่า ไม่เป็นแบบนี้มันบ้านๆ เราเดินเข้าออกได้ทุกบ้าน คนเฒ่า
คนแก่ก็อยู่เยอะกว่านี้ นี่เขาก็รื้อกันไปหลายบ้าน ย้ายไปหลายบ้าน ตอนนั้น
บ้านนี่ติดๆกันหมด สมัยก่อนโรงหนังเฉลิมไทยยังไม่รื้อเลยนะ ยังวิ่งเล่น
โรงหนังเฉลิมไทยอยู่เลย ทางนี้ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ด้วย ทางด้านที่เป็นสวน
หย่อมก็เป็นตลาดนก ทางเข้า”
	 ปัจจุบันจันอาศัยอยู่ที่บ้านพร้อมสามีและลูกหลาน เธอขายอาหารตาม
สั่งและเปิดร้านขายของช�ำไปพร้อมกัน บ้านของจันจึงเป็นแหล่งเสบียงของ
ชาวบ้านและเมื่อชุมชนมีงานส�ำคัญ รวมถึงงานสักการะพ่อปู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ประจ�ำชุมชนป้อมมหากาฬ
	 ในปี พ.ศ.2535 นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไล่รื้อ เธอจึงเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
ของการต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของทุกคนเรื่อยมา “คนในชุมชนเยอะกว่านี้
ก็ยังร่วมมือร่วมใจกัน ตอนช่วงนั้นก็ไปหลายบ้านแล้วนะ หลังจากนั้นก็ไปอีก
จัน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
36
หลายบ้านอีก และมาถึงคราวนี้ก็ทยอยๆ ออก ตอนนั้นคนแก่คนมีอายุที่ว่า
ไม่ใช่เป็นที่ของตัวเองกทม.มาเสนอเงินให้คนเฒ่าคนแก่เห็นเงินก็ดีใจตาโตแล้ว”
	 จันเป็นหนึ่งในแกนน�ำชุมชน ที่ไม่เคยคิดท้อต่อการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด
“ท้อไม่ได้ เหนื่อยยังไม่ได้เลย เราต้องนึกถึงลูกหลาน ที่เราอยู่ถ้าเราไม่สู้แล้ว
ลูกหลานเราจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราสู้แล้วลูกบ้านถอยก็ไม่รู้จะสู้ไปท�ำไม
เราเป็นผู้น�ำ มันสู้เราก็ต้องสู้ต่อไป ถามว่าท้อไหม ไม่เคยคิดท้อ อยากให้จบรู้
แล้วรู้รอด”
	 จันและคนในชุมชนจึงเริ่มท�ำโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นจิตส�ำนึกให้
คนในป้อมตระหนักถึงความส�ำคัญของการอยู่ร่วมกัน และให้ผู้คนภายนอก
ได้รับรู้ถึงคุณค่าในตัวชุมชน รวมถึงใช้วิธีเจรจากับทาง กทม.ที่จะมารื้อด้วย
เช่นกัน “อีกหน่อยกรุงเทพฯ ไม่มีแล้วชุมชน ถ้าโดนอย่างนี้ไม่มี ขึ้นเป็นตึกสูง
อันไหนที่เป็นโบร�่ำโบราณก็จะไม่มีให้พวกนักศึกษา สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่ง
เรียนรู้ได้ กทม.ไม่เคยมีความคิดนะว่าจะมาอนุรักษ์บ้านเรือนไทย จะมาท�ำ
สิ่งเรียนรู้ให้นักศึกษา กทม.ท�ำไม่ได้อย่างที่พวกเราท�ำหรอกเชื่อได้ เขาไม่ได้
อยู่ในพื้นที่ก่อนหน้านี้กทม.จะท�ำแค่สวนหย่อมแต่พอเห็นแนวคิดของชุมชน
เขาก็เลยเอามาเป็นแนวคิดบ้าง แต่ให้เขามาพูดมาคิดอย่างเรา เขาอธิบาย
ไม่ได้อย่างเราหรอก บ้านหลังนี้เป็นอย่างไร พื้นเพคนดั้งเดิมมีอาชีพอะไร
เขาเล่าไม่ได้ แต่อันนี้เขามีตัวตนที่เล่าได้ตามบ้าน”
	 บ้านของจันสร้างด้วยไม้ มีอายุเก่าแก่ จึงเตรียมจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์
มีชีวิตคือมีคนอาศัยอยู่ในบ้านและสามารถให้คนภายนอกเข้ามาดูได้“ใช้ค�ำว่า
พิพิธภัณฑ์ มันก็ต้องมีคนที่อยู่ในพื้นที่ เล่าอธิบายได้ แล้วจะเป็นพิพิธภัณฑ์มี
ชีวิต มีแต่บ้านมานั่งดู เงินหยอดตู้ แล้วก็ออก เขียนประวัติให้เขาอ่าน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
37
อย่างนั้นเหรอ ขนาดวัดโพธิ์ วัดพระแก้ว เขาก็ยังมีมัคคุเทศก์ มีอะไรเดิน
อธิบายเดินบอกใช่ไหม ตรงนี้ฝรั่งก็เข้าเยอะนะ และข่าวข้อมูลข่าวไปถึงต่าง
ประเทศ คนก็เข้ามาดูมาถ่ายรูปความสัมพันธ์ที่อยู่ในนี้กัน”
	 และถึงแม้ว่า จันจะมีญาติอยู่ต่างจังหวัด แต่เธอก็ยังไม่อยากย้ายไปจาก
ที่นี่ เพราะเธอมีความรัก ความผูกพันอยู่กับชุมชนแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
38
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
39
โดย นภสร เวชพราหมณ์
	 เล็ก พีระพล เหมรัตน์ เกิดในชุมชนหลังโรงแรมรัตนโกสินทร์เมื่อปี พ.ศ.
2503 ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬเพราะถูกไล่ที่เมื่อประมาณเกือบ
40 ปีก่อน บ้านที่อยู่ทุกวันนี้เป็นที่ของพ่อตาแม่ยาย ซึ่งได้มีการเช่าต่อกันมา
เล็กพูดถึงสภาพความเป็นอยู่ในป้อมช่วงวัยเด็กไว้ว่า “ที่นี่ เมื่อก่อนมีบ้านอยู่
เต็มไปหมดเลย ตอนพี่เรียนวัดสุทัศน์ก็มีเพื่อนเรียนอยู่ที่นี่ ตอนเด็กก็มาเที่ยว
กับเพื่อนประจ�ำ มากินมานอนในนี้ตั้งแต่เด็ก จนมาได้แฟนอยู่ที่นี่”
	 หลังจากเรียนจบชั้นประถมและมัธยมเล็กเรียนต่อระดับประกาศนียบัตร
ชั้นสูง ด้านพาณิชย์ที่เทคนิคกรุงเทพฯ และท�ำงานแผนกน�ำเข้า – ส่งออก
สินค้า ในบริษัทผลิตอุตสาหกรรมเส้นด้าย และย้ายออกไปผ่อนบ้านใหม่ จน
เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี2540บริษัทล้มละลายบ้านที่ผ่อนไว้ถูกยึดท�ำให้
เล็กต้องกลับมาประกอบอาชีพขายโอเลี้ยงกาแฟเย็นในบริเวณชุมชนตามเดิม
เมื่อกลับมาอยู่ในชุมชนอีกครั้งเล็กเริ่มท�ำงานร่วมกับเครือข่ายชาวบ้านในเขต
อื่นๆ เล็กจึงเลิกอาชีพค้าขาย ผันตัวมาท�ำงานให้กับชุมชนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
	 “เรามีความรู้อยู่แล้ว จะไปท�ำงานที่ไหนอะไรก็ได้ เราเอาบ้านและงาน
ชุมชนที่อยู่อาศัยเราก่อนดีกว่า” เล็กเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ได้ออกมาท�ำธุรกิจ
ค้าขายน�้ำในชุมชนท�ำให้เริ่มมีความใกล้ชิดและมองถึงปัญหาของชุมชนมากขึ้น
ประกอบกับในช่วงนั้นเป็นช่วงที่สถานการณ์การไล่รื้อนั้นเริ่มตึงเครียดมากขึ้น
เล็ก
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
40
ชุมชนเริ่มน�ำหน่วยงานของเอกชนหรือหน่วยงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ
ของเครือข่ายชาวบ้านผู้โดนไล่ที่ต่างๆ เข้ามา ท�ำให้เล็กเริ่มที่จะท�ำงานชุมชน
อย่างเต็มเวลา จนต้องเลิกกิจการส่วนตัวไป โดยมีงบประมาณจากการ
ออมทรัพย์ส่วนกลางของเครือข่ายที่เป็นตัวเลี้ยงชีพของเล็กเอง
	 “เรามาอยู่ที่นี่ เราก็รักที่นี่เหมือนกัน และพอมาดู หนึ่งเราดูแล้วเรา
ไปไหนไม่ได้และสองที่นี่เหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งก็ช่วยกันดูแล”
เล็กเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกก่อนที่จะเข้ามาท�ำงานชุมชนอย่างจริงจัง“พอกทม.
ให้เงื่อนไขว่าต้องออกจากพื้นที่ พ่อแม่ก็ไปจองล็อค โดยเขาจะมีกระดาษแผ่น
ใหญ่เป็นแปลนเป็นล็อค ก็ไปจิ้มๆ กัน”
	 เล็กเล่าถึงสถานที่ที่กรุงเทพมหานคร จัดเตรียมไว้ให้ส�ำหรับพี่น้องชุมชน
ป้อมฯ รวมถึงชุมชนอื่นๆ ที่ถูกกรุงเทพมหานครมองว่าเป็นพื้นที่แออัดและมี
ความต้องการที่จะไล่รื้อแหล่งที่อยู่อาศัยเหล่านั้น และย้ายผู้คนทั้งหมดไปอยู่
ในพื้นที่ที่เรียกว่า “โครงการฉลองกรุง 2” อยู่แถวเขตมีนบุรี เล็กอธิบายว่า
ตั้งแต่การเริ่มมีประกาศเวนคืน ในปี พ.ศ. 2535 ตอนนั้นเล็กเป็นมนุษย์เงิน
เดือนอยู่และไม่ได้สนใจเรื่องของการต่อสู้ และพ่อตาแม่ยายของเล็กได้รับเงิน
และจองที่ไป ซึ่งการรับเงินก็ขึ้นอยู่กับขนาดของบ้าน และในการจองที่นั้น
จ�ำเป็นต้องมีการวางเงินดาวน์และผ่อนกับธนาคารการเคหะฯ
	 หลังจากผ่อนส่งไปได้ 1 – 2 ปี ประมาณปี พ.ศ. 2539 ชาวบ้านรวมตัว
กันไปดูสถานที่ตั้งโครงการ แต่กลับพบเพียงพื้นที่ว่างเปล่า แม้กระทั่งระบบ
ประปา – ไฟฟ้า ก็ยังไม่ได้ถูกจัดการให้เรียบร้อย ตลอดจนถนนทางเข้าไปยัง
ตัวโครงการก็มีสภาพย�่ำแย่ ห่างไกลจากถนนสายหลักเกือบ 8 กิโลเมตร ใน
ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะก็มีน้อยมาก และสาเหตุส�ำคัญอีกประการหนึ่ง
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
41
ผลงานดินเผาที่ท�ำร่วมกับเด็กในชุมชน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
42
คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานในการด�ำรงชีวิตเต็มไปด้วยความยากล�ำบากใน
การเข้าถึง จะส่งผลกระทบของความเป็นชุมชนที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
ของผู้คนที่หลากหลายมากขึ้นความแออัดที่ไม่ต่างจากเดิมเพียงแต่ย้ายที่และ
มีจ�ำนวนประชากรเยอะขึ้น ท�ำให้ชาวบ้านไม่สามารถรับเงื่อนไขและการ
จัดการของรัฐ จึงน�ำไปสู่การหาทางแก้ปัญหาในแบบอื่นๆ ต่อมา
	 เล็กเล่าให้ฟังว่า การท�ำงานในชุมชนของเล็กนอกจากจะเป็นแรงผลัก
ดันในการน�ำชาวบ้านจัดการพัฒนาภายในชุมชนแล้ว การที่เล็กเดินทางออก
ไปท�ำงานอาสากับกลุ่มเครือข่ายต่างๆ นั้นก็เป็นการท�ำงานให้ชุมชนไปด้วย
อีกทาง เพราะเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์ของชุมชนป้อมฯ เข้าสู่ช่วงตึงเครียด
ก็ได้ทั้งแรงก�ำลังกายและการช่วยเหลือข้าวของต่างๆจากกลุ่มพี่น้องเครือข่าย
ที่มาช่วยเหลือท�ำให้ป้อมต่อสู้ได้มาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการที่ออกไปช่วย
เหลือพี่น้องชุมชนอื่นๆ ก็เปรียบเสมือนการดูงานของเล็กเพื่อน�ำมาปรับใช้กับ
ชุมชนของตัวเอง
	 “สิ่งที่เรามองเห็นว่ามันมีทางสู้ต่อ คือ มีนักกฎหมายเป็นอาจารย์ จาก
มธ. ร่วมถึงกลุ่มนักวิชาการต่างๆ หรือพวกกลุ่ม อย่างกลุ่ม hostel หรือ กลุ่ม
onceagainซึ่งก็คุยกันว่าป้อมนี่มันน่าจะอยู่คู่กับเมืองได้นะมันไม่ได้ไปเบียด
บังที่ทางหน่วยงานของรัฐ เพียงแต่เขาอยู่เป็นสวนของเขา มีสวนบ้างมีชาว
บ้านอยู่บ้าง ซึ่งการที่หน่วยงานต่างๆ กลุ่มต่างๆ รวมถึงพี่น้องจากหลายที่เข้า
มาช่วยเรา ท�ำให้เราเห็นว่า มันก็น่าจะมีทางนะ คนอื่นยังมาช่วยเราขนาดนี้
เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดียว”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
43
	 เล็กเล่าถึงสิ่งที่ท�ำให้มีก�ำลังใจสู้มาถึงทุกวันนี้ก่อนที่จะพูดถึงช่วงท้อที่สุด
ว่าก็เป็นช่วงที่โดนเข้ามารื้อสวนในบริเวณส่วนหน้าของป้อมไป “สู้มา 24 ปี
เราไม่ได้สู้กันมาอย่างโดดเดี่ยวนะ พี่น้องเราเยอะ เรามีเพื่อน”
	 การที่มีเครือข่ายชุมชนอย่างเครือข่ายคลองหรือชุมชนที่ถูกรื้อไล่อื่นๆนั้น
สามารถเป็นพลังและแรงสนับสนุนซึ่งกันและกันเองทั้งในด้านนโยบายและ
การรวมพลังมวลชน พี่น้องป้อมฯ ช่วยพี่น้องคลอง พี่น้องคลองช่วยพี่น้อง
ริมทางรถไฟ จนเกิดเป็นพลังมวลชนที่สามารถปลุกกระแสของสังคมให้หัน
มาให้ความสนใจในความเพิกเฉยต่อผู้คนของรัฐ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
44
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
45
โดย วิศรุต ประทุมมา
	 นับเป็นเวลาร่วม 30 ปีที่ อุทร ปัญญาศิริ ได้ก้าวเข้ามาพักอาศัย และใช้
ชีวิตอยู่ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ “เริ่มแรกก็มาเช่า มาอยู่ห้องหนึ่งในบ้านหลังนี้
แหละ แต่อยู่ข้างล่าง ที่นี่แต่ก่อนแบ่งให้เช่าบริเวณชั้นล่าง มีทั้งหมดประมาณ
4-5 ห้อง ข้างบนเจ้าของอยู่” ในช่วงปี พ.ศ.2527 – 2528 ชุมชนมีผู้คนอาศัย
อยู่อย่างหนาแน่นและแออัด“คนเยอะ อย่างชั้นล่างก็เป็น 20-30 คน วุ่นวาย
มาก เรามุ่งมั่นหาเงินอย่างเดียว คนที่อยู่ก็คุยกัน ส่วนมากก็คนต่างจังหวัด
กันทั้งนั้น เช่าอยู่ก็เลยคุยกันเข้าใจรู้เรื่อง สิ่งแวดล้อมเราก็ไม่สนใจ หนวกหู
อะไรเราก็ทน”
	 ปัจจุบันในวัย 58 ปี อุทรอาศัยอยู่ร่วมกับภรรยาและลูกชายคนเล็ก ส่วน
ลูกสาวคนโตอยู่ต่างจังหวัด เรียนจบและมีครอบครัวแล้ว “ตอนแรกก็อยู่ใน
ห้องเล็ก ไม่กล้าเอามาเลี้ยง เลยส่งไปต่างจังหวัดให้แม่ยายเลี้ยง พอโตขึ้นมา
เขาก็ไปสอบได้ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลูกชายคนเล็กเพิ่งเรียน ป.6 จบที่นี่”
พื้นเพเดิมของอุทรอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ส่วนภรรยาเป็นชาวจังหวัด
หนองคาย “เจ้าของเขาไม่ค่อยอยู่บ้าน ผมก็ช่วยดูแลบ้าน เขาเลยให้ขึ้นมาอยู่
ข้างบน...ก็มีหลานที่มาอาศัยเรียนหนังสือก็มาเป็นรุ่นๆน้องก็มาพักบ้างอะไร
บ้าง มีงานเขาก็ไป ที่นี่ก็กลายเป็นจุดรวมของญาติพี่น้องที่มากรุงเทพฯ”
	 อุทรเช่าห้องจากเจ้าของชื่อองุ่น เป็นการเช่าแบบปากเปล่า ไม่มีหนังสือ
สัญญา “พี่องุ่นเขามาเช่าอีกทีหนึ่ง มาสอบถามทีหลัง จริงๆเป็นของคุณเฉลา
...บ้านหลังนี้วุ่นวายเหมือนกันนะ มันมีการฟ้องกันระหว่างเจ้าของบ้านกับ
เจ้าบ้าน ใบทะเบียนบ้านเป็นชื่อของพี่องุ่น แต่ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าและน�้ำ
อุทร
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
46
ประปาเป็นชื่อคุณเติมศักดิ์ น่าจะเป็นลูกหลานคุณเฉลา ไม่เคยเห็นหน้าเลย
มีแต่ชื่อ”
	 บ้านหลังนี้สร้างบนที่ดินที่แต่เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดราชนัดราม
วรวิหาร ในอดีตเจ้าของบ้านเป็นต�ำรวจวัง จากประวัติที่เล่ากันต่อๆ มาใน
ชุมชน “พื้นบ้านไม้ขนาดใหญ่มาก ลักษณะแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็น น่าจะต้อง
เป็นบ้านคนในวัง บ้านผู้ดีเก่า พอผมมาอยู่ข้างบนก็มาปรับปรุงข้างนอกใหม่
เปลี่ยนจากสังกะสี ท�ำเป็นเป็นไม้ระแนง จากค่าเช่าเริ่มแรก 700 บาท
ต่อเดือน เพิ่มเป็น 1,200 บาท เมื่อได้ย้ายขึ้นมาอยู่ชั้น 2”
	 อุทรเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุประมาณ 17 – 18 ปี เริ่มจากท�ำงานใน
โรงงาน และเคยเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่กรมชลประทาน ปัจจุบัน วันธรรมดา
อุทรรับซ่อมรองเท้าอยู่ตรงส�ำนักงานการบินไทย วันเสาร์อาทิตย์จะท�ำงาน
ช่วยเหลือชุมชน ส่วนภรรยาขายเครปอยู่ตรง 7-eleven ประตูผี “พอดี
รองเท้ามันขาด จ้างเขาเย็บ 30 บาท อุ้ย!ท�ำไมมันแพง ท�ำงานอยู่
กรมชลประทานได้วันละ 55 บาท ก็เลยครูพักลักจ�ำ ดูๆ เขาไป ไม่ได้ไปเรียน
อะไร แต่ใจมันรัก พอใจมันรักก็จ�ำได้ง่าย ไปดูเขาแล้วก็ซื้ออะไรมาให้เขากิน
...ก็เหมือนอยู่ตรงนี้แหละ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ยาวขนาดนี้ ก็ต่อสู้มาเรื่อยๆ
เขาพาท�ำอะไรก็ท�ำทุกอย่างที่ว่าง แบบเขาจัดระเบียบอะไรก็ช่วยเขาทุกอย่าง
ก็อยู่ได้จนเรียกว่าเป็นเจ้าของบ้าน ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านแต่มีสิทธิ์ มันผูกพัน
และรักบ้านหลังนี้มากๆ ก็เหมือนบ้านหลังที่สอง”
หลังปีพ.ศ.2535เป็นต้นมามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น “พอ กทม.
มีแผนจะปรับปรุงเป็นชุมชน มีโครงการต่างๆ คนที่ไม่อยากต่อสู้เขาก็ย้าย
ออกไปเลย ทีละห้องสองห้อง เพราะเขาเฉยๆ เขาท�ำมาหากินอย่างเดียว
ไม่สนใจชุมชน ไม่ท�ำงานร่วม เขาก็เลยออกไป” อุทรพบว่าพอเริ่มมีการไล่รื้อ
ก็เริ่มรวมตัวกันมากขึ้น เริ่มมีกิจกรรมเข้ามา คนน้อยลงก็ยิ่งสนิทกัน “ต่างคน
ต่างก็ไม่อยากไปไหน อ่านใจกันออกแล้ว เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมากเลยนะ หนึ่งมัน
สะอาด เพราะหัวหน้าชุมชนเขาจริงจัง เข้มแข็ง แนะน�ำทุกอย่าง สารพัดเรื่อง
ชาวบ้านก็เปลี่ยนไปหมด ช่วยกันดูแลบ้านเราให้ดูดี ใครสู้ก็สู้ ไม่สู้ก็พิจารณา
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
47
ตัวเองไป เอาให้จริงจังไปเลย ส�ำหรับผมเอง เราก็ท�ำของเราให้ดีที่สุด ไม่เกี่ยง
การงาน”
	 ในปีพ.ศ.2542มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น อุทรรับต�ำแหน่งประธาน
กลุ่มออมทรัพย์ต่อจากหมูอดีตหัวหน้าชุมชนผู้เป็นแม่ของกบ หัวหน้าชุมชน
รุ่นปัจจุบัน โดยจะมีเหรัญญิกไปนั่งเก็บออมทรัพย์ทุกวันอังคาร แล้วฝากเข้า
ธนาคารออมสิน นอกจากนี้อุทรยังช่วยงานชุมชนในส่วนของกลุ่มที่อยู่อาศัย
ภรรยาอยู่ในกลุ่มอาชีพ “ท�ำบ้าน สารพัดประโยชน์ ท�ำอะไรก็ได้ที่ชุมชนจะ
ให้ท�ำเกี่ยวกับบ้าน ช่วยเขาดูแล ช่วยเขาวัด สารพัดประโยชน์ แล้วแต่เขาจะ
ให้ท�ำ เขาพาท�ำก็ท�ำ ไม่ใช่ว่าจู้จี้จุกจิก คือเขาคิดดีแล้วเขาถึงมาท�ำ ...มันสนุก
กับงาน ถ้าเรารักที่จะอยู่นะ”
	 อุทรไม่ค่อยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินมากนัก“มันเป็น
นโยบายของเขา ก็ไม่ทราบเหมือนกัน กทม. เขาอยากท�ำให้มันโล่งหรือเปล่า
ไม่อยากให้คนมาจุ้นจ้านหรือเปล่า” อีกทั้งยังไม่เคยไปดูที่อยู่ใหม่ที่ทาง กทม.
จัดเตรียมไว้ให้ เพียงแต่ฟังค�ำบอกเล่าจากคนในชุมชนที่ได้ไปดูมาเท่านั้น
“ไม่ได้ใส่ใจ จะไปท�ำอะไร ไปท�ำมาหากินอะไร”
	 ชุมชนไม่ได้ต่อสู้เพียงล�ำพัง แต่ยังได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนอย่าง
มากมายจากภายนอก “สอช. (สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมือง
แห่งชาติ) เขามาช่วย เขามีเครือข่ายทั่วประเทศ ยังมั่นใจตรงนี้” โดยอุทรเชื่อ
ว่าทุกคนอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไป ด้วยความฝังใจ และผูกพันกับพื้นที่ ถึงย้ายไป
อยู่ในที่ใหม่ๆ สิ่งแวดล้อมก็จะไม่ดีเหมือนเดิม“จะไปไหนล่ะถ้าไม่สู้ ลูกเมียก็
อยู่นี่ ค้าขายก็อยู่นี่ โรงพยาบาลกลางก็ใกล้ๆ มันสะดวกสบายทุกอย่าง ถ้าคิด
ว่าจะไปอยู่ที่อื่นล�ำบากแน่นอนเห็นแล้วเขาไปซื้อที่ขนาดบ้านหันหน้าเข้าหา
กันยังไม่รู้จักกัน ถ้าเกิดมีเรื่องนิดหน่อยมันจะไม่ฆ่ากันเหรอ”
	 และในท้ายที่สุดอุทรยังคงยืนยันว่าจะขอยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับชุมชนต่อไป
“ก็มีความหวังทุกช่วง ...จะอยู่จนกว่าจะสุดๆ อยู่จนหมดแรง”.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
48
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
49
โดย วิศรุต ประทุมมา
	 แกะ ประนอม พวงไชโย ย้ายมาอยู่ที่ป้อมมหากาฬตั้งแต่เด็กๆ แม่พา
เข้ามาตั้งแต่เล็กๆ น่าจะประมาณ 5 ขวบ ตั้งแต่สมัยที่ยังมีรถรางวิ่งผ่าน
แต่ว่าย้ายไปย้ายมา แกะเป็นคนจังหวัดอยุธยา ตามแม่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ
ตั้งแต่เด็ก เคยอยู่ที่แฟลตต�ำรวจ สน.ส�ำราญราษฎร์ เพราะว่าน้าท�ำงานเป็น
ต�ำรวจ ส่วนแม่ของแกะ สมัยก่อนเป็นแม่ครัวหุงข้าวในร้านอาหาร ก่อนจะ
ย้ายมาอยู่ที่ป้อมมหากาฬ แฟลตที่แกะเช่าอยู่บริเวณเสาชิงช้าเกิดไฟไหม้
“ก็มีเพื่อนหรือคนรู้จักที่เป็นแม่ค้าด้วยกันแนะน�ำให้ลองเข้ามาดูในป้อม
ย้ายมาอยู่ไม่ได้ท�ำสัญญา ซื้อสิทธิ์มาอยู่ หมายความว่า เจ้าของเดิมที่อาศัย
อยู่ได้ขายสิทธิ์ที่จะอยู่ตรงนี้ให้ เหมือนเป็นค่าไม้ เจ้าของเดิมเป็นเพื่อนลูกชาย
เค้ามีบ้านของเค้า ไม่อยากอยู่แล้วแต่ว่าลงทุนไปก็ขอทุนคืน อยู่กันเหมือนพี่
เหมือนน้อง ดีกว่าไปเช่าเค้าอยู่”
	 แกะอาศัยอยู่ร่วมกับสามี คือเล็ก ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานอีก 4 คน
“มีลูกหลานเยอะ อยู่กันหลายคน มีลูก 5 คน เสียไป 3 คน มีหลาน 4 คน
เมื่อก่อนแม่อยู่ด้วยแต่เสียไปแล้ว ลูกชายอยู่ที่นี่คนนึงกับเมียแต่ไม่มีลูก
อีกคนออกไปเช่าหออยู่ข้างนอก เพราะบ้านมีหลานๆ เยอะ หลานๆ คือลูก
ของลูกชายที่เสียไปแล้ว ก็เอาลูกมาเลี้ยงหมดเลย เมียเค้าก็ไปแล้ว หลานคน
โตเรียนอยู่ปิ่นมงคล” หลานๆ ทุกคนจะเรียกแกะว่าแม่ และเรียกลุงเล็กว่าพ่อ
แกะ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
50
	 ปัจจุบันในวัย 66 ปี แกะยังคงประกอบอาชีพค้าขาย “หลานเรียนอยู่ที่
โรงเรียนวัดราชนัดดาฯ ข้างหน้า ก็อาศัยขายน�้ำอยู่ข้างๆ โรงเรียน สมัยก่อน
ท�ำงานก็ได้เงินเดือนไม่เท่าไหร่ แต่พอบริษัทย้ายไปปากน�้ำ ไม่ได้ย้ายไปด้วย
ก็ออกมา ได้เงินมาก้อนหนึ่ง เอาไปลงทุนขายน�้ำ ในวัดขายไม่ค่อยดี ถ้าออก
ข้างนอกไม่มีสตางค์จ่ายเทศกิจ สมัยแม่อยู่ขายกล้วยทอดไม่มีค่าเทศกิจ
ส่วนลุงเล็กก็ขายพระอยู่ ท�ำอย่างอื่นไม่ได้เพราะของมันแพง ค้าขายล�ำบาก
มาก ไม่กล้าลงทุน ไม่ค่อยมีคน”
	 ช่วงที่แกะเข้ามาอยู่ใหม่ๆ มีคนอาศัยอยู่ในชุมชนเยอะมาก ภายหลังจาก
ที่เริ่มมีการเวนคืนพื้นที่คนก็เริ่มย้ายออกไปจากร้อยกว่าเหลือ40กว่าหลังคา
เรือน “ใครมีเงินก็ย้ายมีที่ก็ย้าย แต่ไม่มีอะไรก็เลยยังอยู่ที่นี่ ...ที่อยุธยา
พ่ออยู่คนเดียว แม่ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ภายหลังเริ่มมีการกั้นที่ให้โฉนด
บ้านที่นั่นก็เป็นบ้านร้างเลยไม่ได้ที่” แต่บ้านหลังที่อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้เป็น
ชื่อของเล็กแล้ว “สมัยก่อนไม่มีบ้านเลขที่ มาบุกเบิกขอกัน เป็นบ้านเลขที่
ชั่วคราวนับต่อจากบ้านหลังอื่นที่อยู่ก่อน ...สมัยก่อนเจ้าของเดิมบอกว่า
อยู่แต่ไม่มีการเก็บค่าเช่า เสียที่เขตปีละ 500 บาท เหมือนเป็นค่าบุกรุกพื้นที่
เสียตั้งแต่ก่อนหน้าที่ป้าจะย้ายมาปัจจุบันตั้งแต่ป้าย้ายเข้ามาก็ไม่ได้เสียแล้ว”
	 ตั้งแต่เริ่มมีการต่อสู้กัน เคยมีคนมาชวนแกะไปอยู่บ้านเช่าซื้อ เป็น
โครงการของการเคหะฯ ถ้าจะอยู่ก็ต้องจับฉลากว่าจะได้อยู่ตรงไหน แกะเคย
ไปดูที่เดียวคือที่มีนบุรีร่มเกล้า “มีเช่ารายเดือน เช่าซื้อ เช่ารายปี เคยไปดู
ก็เป็นท้องนา ไกลมาก เลยไม่ไป ไม่ได้อยู่ฟรี ต้องผ่อน ถ้าไปอยู่ก็ต้องเร่งรัด
ให้ปลูกบ้าน ถ้าซื้ออยากซื้อเป็นบ้านพร้อมเช่า เช่าไปอยู่ไป ไม่อยากซื้อที่เปล่า
แล้วต้องไปปลูกบ้านเอง …ตอนแรกคิดว่าจะสบายเลยไปดู แต่พอไปถามคน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
51
ที่อยู่ก็ล�ำบาก รถไม่มี โรงพยาบาลไม่มี ถ้าใครป่วยก็ล�ำบาก อยู่นู่นท�ำอะไร
ไม่ได้เลย อยู่นี่ยังพอขายอะไรได้เล็กๆน้อยๆ” แกะยังมีลูกของพี่ชาย 3 คน
มีบ้านอยู่ที่ลาดกระบัง “พี่ชายเสียไปแล้ว บ้านพี่ชายอยู่หัวมุมของป้อมฯ
อยู่ที่นี่เสียที่นี่ บางทีก็มาชวนป้าไปด้วย แต่ป้าเกรงใจเพราะมีหลานเยอะ”
	 ในช่วงที่มีการไล่รื้อ แกะก็ไปช่วยเฝ้าที่ประตู ร่วมต่อสู้กับชุมชน
“อยู่เวรอยู่ยามตลอดทั้งคืน ทุกบ้านช่วยกัน ...ไม่มีบ้านที่ไหนแล้ว ไม่มีที่ไป
ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่ที่นี่ ขอให้อยู่ได้ไม่อยากไปไหน” ในความคิดเห็นของ
แกะ คนกับโบราณสถานสามารถอยู่ร่วมกันได้“โบราณสถานที่มีชีวิต ถ้าไม่มี
คนอยู่จะมีชีวิตได้ยังไง ถ้ามีคนเข้ามาก็สามารถสอบถามข้อมูล ประวัติของ
สถานที่รอบๆได้
	 ยังไงก็อยากจะอยู่ที่นี่ เพราะชินกับที่นี่แล้ว รู้จักคนแถวนี้เยอะแล้ว
หลานก็เรียนอยู่ตรงนี้ด้วย วันไหนป้าไม่มีกิน ก็ไปกินที่บ้านอื่นก็ได้ เชื่อใจกัน
เหมือนพี่เหมือนน้อง ถ้าย้ายไปที่อื่นไม่เป็นแบบนี้”.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
52
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
53
โดย วิศรุต ประทุมมา
	 “คุณเคยเห็นบานชักช่องลมแบบนี้ไหมล่ะ เดี๋ยวนี้มันไม่มีใครท�ำแล้ว …
หนึ่งคือมันมีน�้ำหนัก สองมันต้องใช้แรงงานคนในการชัก” กบ ธวัชชัย วรม
หาคุณ ในวัย 57 ปี ชี้ชวนให้ดูหนึ่งในส่วนประกอบของบ้านอายุ 111 ปี ที่มี
ต้นก�ำเนิดตั้งแต่ในสมัยของคุณทวดข�ำ ไม่เสื่อมสุข ผู้เริ่มต้นใช้บ้านหลังนี้ใน
การท�ำเครื่องดนตรีไทย ก่อนส่งต่อให้กับลูกชายคือคุณตาอู๋ ไม่เสื่อมสุข โดย
คุณแม่ของกบเป็นลูกสาวคนสุดท้องของคุณตาอู๋ “คุณทวดเรา... จากค�ำบอก
กล่าวของยาย เป็นพวกมอญ แล้วพอได้รับอิสรภาพก็หันมาประกอบอาชีพที่
ตนเองมีความรู้ มีความถนัด ...เป็นทาสผู้ได้รับอิสรภาพ”
	 บ้านหลังนี้สร้างอยู่บนพื้นที่ 57 ตารางวา ของวัดราชนัดดารามวรวิหาร
“ก่อนที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าผมเช่าเดือนละ5บาท
นะ จนมาปรับเป็น 20 จนมาปรับครั้งหลังสุดที่เกิดปัญหากรณีไล่รื้อเสียค่า
เช่าที่วัดเดือนละ 100” ลุงกบเชื่อว่าคุณทวดมองถึงทิศทางในเรื่องของ
เศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง รวมถึงการสร้างประโยชน์ให้กับเมือง จึงเลือกตั้งถิ่นฐาน
ที่อยู่อาศัยในบริเวณตะเข็บของเมืองเกาะคู่ขนานไปกับแนวก�ำแพง “พื้นที่มัน
จ�ำกัด เมื่อในสมัยอดีตเดินหน้าเข้าไปในตัวเมืองมันเดินไม่ได้ เพราะว่าข้างใน
มันไม่มีที่อยู่อาศัย มันจะมีวัดกับวัง ถ้าเดินออกไป ผ่านพ้นคลองคูเมืองเดิม
มันก็เป็นเทือกสวนไร่นา” โดยประกอบอาชีพท�ำกลองชนิดต่างๆให้กับ
กบ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
54
สาธารณชน ผลิตรักและหลอมตะกั่วถ่วงเสียงลูกระนาดเพื่อใช้ส�ำหรับ
วงปี่พาทย์
	 เพนียดส�ำหรับรูดหนังเส้น วงเวียนที่ใช้ในการวัดหนัง รวมทั้งกระทะ
หลอมตะกั่ว ยังคงถูกเก็บรักษาไว้และเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจ�ำในวัยเด็ก
ของกบ “ตอนนั้นผม 5 – 6 ขวบ สมัยก่อนมันมีโรงฆ่าสัตว์ที่คลองเตย
เค้าพับ ท�ำเป็นแห้งมา คุณต้องเอาลงมาในบ่อหมักหนัง เพื่อให้หนังมันคืนรูป
คือกลับสภาพมาเป็นความนิ่ม …อย่างคุณยายไปรูดหนังเส้นในวัด ก็จะเอา
คนไปเลย 6 – 8 คน ถ้าบางครั้งเส้นหนังต้องการความยาวมากกว่านั้น ก็จะ
เอาไปถึง 10-12 คน เข้าแถวต่อกันเลย คอยรับเส้นหนังแล้ววิ่ง ผมก็ไปนั่งดู”
	 กบชี้ให้ดูภาพถ่ายที่ผนังอีกครั้ง “พ่อก็แต่งงานกับแม่ที่บ้านนี้... นี่คุณตา
คุณยาย เป็นประธานเปิดในการรดน�้ำสังข์ให้กับพ่อแม่ ...รูปนั้น นี่แฟนผมใส่
ชุดสีชมพู ก็แต่งงานกันที่บ้านนี้” กบมีลูก 2 คน ลูกสาวคนโตท�ำงานเป็นครู
ฝึกสอนอาชีพ มีหลานแล้ว 2 คน “คนโตมีครอบครัว หลานที่วิ่งนั่นแหละ
ย้ายไปอยู่พุทธมณฑลสาย 2 แต่เสาร์อาทิตย์มานี่ ส่วนลูกชายคนเล็กเรียนจบ
จากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ท�ำงานเป็นอาจารย์”
	 คุณตาอู๋ เสียชีวิตไปก่อนที่กบจะได้เข้าพิธีรับขันธ์ครอบครู ซึ่งเป็นกฎ
เกณฑ์ ระเบียบของลูกหลานบ้านนี้ที่ท�ำเครื่องดนตรีไทย หรือบ้านที่เป็นคน
ปี่พาทย์ ที่จะต้องรับขันธ์ ครอบครู ภายหลังจากที่มีอายุได้ 8 ปี “เวลาที่ละ
สังขารของคุณตาแกก็ตั้งศพตรงนี้ แล้วก็เชิญพระ และก็แขกเหรื่อ ลูกศิษย์ลูก
หาก็มาอยู่ข้างนอก มาฟังสวดพระอภิธรรม” แต่พอปี พ.ศ.2513 เกิดเหตุ
เพลิงไหม้ภายในชุมชน การไฟไหม้ครั้งนั้นท�ำให้ทั้งเครื่องซ้อมและเครื่องครู
ของวงปี่พาทย์ที่เก็บรักษาไว้ไหม้ทั้งหมด การสืบทอดจึงเริ่มขาดช่วง“เราคิด
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
55
ว่าถ้าเราไม่ได้รับการโอนหรือว่ามอบความรู้ที่แท้จริง เราก็ไม่กล้าที่จะอาจ
เอื้อมเข้าไปเป็นครูเขา”
	 ในวัยเด็กกบเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวนสะพาน
ขาว ก่อนจะเรียนจบชั้น ม.ศ.5 จากโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริยารามฯ
“เมื่อก่อนผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนนะ ท�ำงานอยู่สยามนิสสันกลการ ตรงข้าม
กับสนามกีฬาแห่งชาติ เป็นดีลเลอร์รถนิสสัน …ผมมาคิดตกผลึกว่า ในที่สุด
เราก็ต้องกลับมาบ้านของเรา” กบก้าวเข้ามาร่วมต่อสู้กับชุมชนอย่างเต็มตัว
ในปี พ.ศ.2542 หลังจากปัญหาการไล่รื้อที่ดินเกิดขึ้น 7 ปี เริ่มต้นจากไม่มี
ต�ำแหน่งหน้าที่อะไร เพียงแต่เข้าไปสังเกตการณ์ ช่วยน�ำเสนอความคิดเห็น
ประเด็นต่างๆ “เรามีความรู้สึกว่า สรรพก�ำลังที่เรามีอยู่ เราน่าจะใช้ประโยชน์
ให้กับชุมชนได้ ...มันเกิดความภาคภูมิใจ ที่เราเลือกที่จะด�ำเนินชีวิตและสร้าง
ประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่ๆ” โดยในปัจจุบันกบรับหน้าที่เป็นประธานชุมชน
ป้อมมหากาฬ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
56
	 บ้านของกบรับเงินจากภาครัฐไปแล้ว 75% “เค้าตั้งค่าระวางในการ
เวนคืนที่ดินวาละ 180,000 บาท …แต่คุณต้องเข้าใจ ภายใต้การที่รับสินไหม
ตอบแทน ทุกหลังเค้ารับภายใต้กรอบของกฎหมายนะ ไม่รับไม่ได้ เพราะ
ตัวบทกฎหมายมันบอกแล้วว่า รัฐมีความประสงค์ต้องการใช้ที่ดินเพื่อการ
อันควรในการจัดท�ำเป็นพื้นที่สาธารณะ แล้วถ้าคุณยังดื้อแพ่งไม่ยอมขาย
ผิดกฎหมายสิ แต่ถ้าไม่มีกฎหมายนะ คุณเชื่อแน่ไหมว่าจนทุกวันนี้คุณก็ซื้อไม่
ได้หมด ในเมื่อมันออกกฎหมายมานั่นเหมือนกับการปล้นและบังคับซื้อ
ทุกคนจ�ำเป็นต้องรับ ไม่มีทางเลือก”
	 ภาครัฐพยายามเปลี่ยนแปลงลักษณะของการใช้พื้นที่ จากการอยู่อาศัย
ให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะ กบมองว่าโครงการนี้ไม่ได้มีการแจ้งเหตุผลอัน
ชอบธรรมในเรื่องของการเพิกถอนสิทธิ์ความเป็นชุมชน “ถ้าคุณบอกว่ามัน
เป็นโครงการสาธารณะ คุณต้องให้พื้นที่สาธารณะ คือ คนรอบนอก เค้าได้
จัดท�ำประชามติในโครงการของคุณ เป็นการละเมิดสิทธิชุมชน ซึ่งก่อนหน้า
นี้เราก็ได้ยอมรับการเข้าขึ้นจดทะเบียนตามหลักการในการปกครองของรัฐ
ท้องถิ่น ...ฉันก็ท�ำตามกฎหมายนะ ไปฟ้องร้องศาลปกครอง” โดยลุงกบเคย
ยื่นฟ้องร้อง กทม. ต่อศาลปกครองถึง 2 ครั้งในเรื่องของสิทธิชุมชน แต่ทุก
ครั้งศาลปกครองกลับพิจารณาถึงเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดินก่อนเป็นอันดับแรก
“ถ้าเราไปตามตรอกออกตามประตู ซึ่งคิดว่ามันเอื้อกับเรา มันไม่ได้เป็นเฉก
เช่นนั้น”
	 การต่อสู้ของชุมชน ก่อให้เกิดการปฏิรูปชุมชน จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์
เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย จัดตั้งกลุ่มอาชีพ และร่วมกันดูแลรักษาโบราณสถาน
“ถ้าผมบอกว่าบ้านผมมีอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ถ้าคนที่อยู่ในสถานะผู้เช่าส่วน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
57
ใหญ่เค้าพร้อมจะออก แล้วผมจะไปคัดง้างกับอ�ำนาจของรัฐได้ยังไง ถูกต้อง
ไหม เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม เค้าต่างหากล่ะที่
เป็นคนที่จะเลือกที่จะต้องอยู่ที่ไหน และเค้าได้ก�ำหนดเส้นชะตาชีวิตของเค้า
แล้วว่าเค้าจะเลือกอยู่ในที่ป้อมมหากาฬ แล้วรัฐยังไม่เห็นค�ำตอบอีกหรือ”
	 โดยปัจจุบันพื้นที่ของชุมชนป้อมมหากาฬ แบ่งเป็นที่ดินที่เดิมเป็น
กรรมสิทธิ์ของวัดราชนัดดารามวรวิหาร20%และที่ดินส่วนของคุณเล็กนานา
20% อีก 60% ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เหล่าเจ้าขุนมูลนายในอดีต ส่วน
ใหญ่ได้ย้ายออกไปเกือบหมด “สมัยรุ่นผมถึงแม้จะเดือดร้อนร�ำคาญในเรื่อง
ของเสียง แต่มันก็เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวในเรื่องของเสียงรถราง จะมาวันหนึ่ง
4-5 รอบเท่านั้นเอง ผมไม่ต้องรู้สึกหายใจอึดอัดเมื่อผมเดินออกไปข้างนอก
ผมยังเห็นต้นไม้ใหญ่ที่อาศัยร่มพอผ่อนคลายความร้อน ผมยังเห็นน�้ำใจของ
คนเมือง แต่ตอนนี้แค่เดินผ่านประตูช่องกุด เรารู้สึกว่าร่างกายเรารับไม่ได้
พอโผล่ไปแดดร้อน กับเราอยู่ในนี้ที่ร่ม”
	 ในความคิดเห็นของกบ การต้องย้ายออกจากป้อมมหากาฬ อาจไม่ใช่
เรื่องยากส�ำหรับคนรุ่นใหม่ในการปรับตัว “แต่พอเราคิดถึงอยู่ชั้น 2 กับอยู่
ชั้น 6 ถามว่าคนเฒ่าคนแก่เค้าจะเดินไปมาหาสู่กันได้ขนาดไหน การที่เค้า
มีอายุมากแล้วปรับเลย เค้ารับไม่ได้ เพราะเค้าอยู่อย่างนี้มาทั้งชีวิต” ค�ำตอบ
สุดท้ายในเรื่องนี้ของกบคือ “ถ้าคุณจะรื้อบ้านผมคุณก็ช่วยขุดหลุมศพไว้หน้า
บ้านผมด้วยก็แล้วกัน ...เราเลือกที่เกิดไม่ได้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้เราขอเลือกที่
ตายส�ำหรับเราเถอะ”.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
58
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
59
โดย ชนะภพ วัณณโอฬาร
	 ฉวี เป็นคนโคราช เข้ามาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว
จึงได้พบกับธน สามีชาวบางล�ำพู แล้วลงหลักปักฐานเช่าบ้านอยู่เรื่อยมา ใน
บริเวณที่ดินของวัด เมื่อบ้านเริ่มผุพังฉวีจึงคิดปรับปรุงขึ้นใหม่ตามอย่างที่
อาจารย์จากศิลปากรเคยแนะน�ำ ซึ่งยังคงแบบบ้านไม้โบราณไว้
	 “เค้าเดิมมันชั้นเดียว ไม่เหลือแล้วค่ะ ก็เลยปรับปรุงขึ้น เพราะมันพุพัง
มากจริงๆ แล้วทีนี้ตรงนี้ก็ไม่ดี เราก็มา พอมาท�ำบ้านเสร็จแล้วก็ปรับปรุง
ทางเดิน” เหตุผลหนึ่งก็เพื่อแสดงให้คนภายนอกเห็นว่าเรามีการปรับปรุงให้
มันดีขึ้น นอกจากนี้ยังพร้อมใจกันท�ำทางเดินในชุมชนใหม่ โดยไม่มีความช่วย
เหลือจากรัฐ สมัยนั้นฉวีจ่ายค่าเช่าประมาณเดือนละสองถึงสามร้อยต่อเดือน
เป็นการเช่าต่ออีกทอดหนึ่งจากผู้เช่าเดิม เมื่อฉวีมีลูกก็ส่งให้เรียนที่โรงเรียน
ละแวกชุมชน แล้วส่งเรียนต่อที่โรงเรียนวัดราชบพิตร ก็เลยลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่
	 สภาพบ้านเรือนภายในชุมชนไม่เปลี่ยนไปมากนัก ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยน
ไปมากก็เป็นถนนหนทางในชุมชน ซึ่งเกิดจากที่คนในชุมชนร่วมกันดูแล
ท�ำความสะอาด อดีตเคยมีท่าเรือก่อนที่จะย้ายออกไป ท�ำให้ฉวีท�ำขนมไทย
ออกขาย “ก็ขนมไทยต่างๆ สาคู เต้าส่วน อะไรพวกนี้ ลูกค้าสมัยก่อนจะเยอะ
กว่านี้ ตรงหัวป้อมก็จะมีตลาดขายนก ขายนกเขา ขายของเก่า” ในอดีตผู้คน
ในชุมชนคึกคัก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปตลาดโดนไล่ ผู้คนเริ่มแยกย้ายกันไป
ประกอบกับอายุเพิ่มมากขึ้นท�ำให้ฉวีหันมาขายน�้ำส้มตรงบริเวณหน้าป้อมแทน
ฉวี
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
60
	 ส�ำหรับความสัมพันธ์ในชุมชน สมัยก่อนอาจต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อมี
เหตุการณ์โดนไล่รื้อ จึงเกิดการรวมกลุ่มกัน มีปัญหาอะไรปรึกษากัน ถ้อยที
ถ้อยอาศัย อย่างในเวลาตอนเย็นฉวี เกื้อ คิ้ม เตี้ยม ก็จะรวมกลุ่มพูดคุยกัน
ท�ำให้รู้จักกันหมด “สมัยก่อนก็ไม่ค่อยจะอะไรกัน ใครมีงานอะไร ใครมีอะไร
ก็ต่างคนต่างท�ำ ต่างคนต่างอยู่ พอมีการไล่รื้อก็ปรึกษากันว่า เออถ้าไล่ไปเรา
ล�ำบากไหม เด็กๆ จะไปเรียนหนังสือกันที่ไหน และจะไปท�ำอาชีพอะไร
จะไปอยู่ตรงไหนกัน เพราะมาจากต่างจังหวัด ก็มาอยู่ตรงนี้เลย”
	 การไล่รื้อปรากฏเด่นชัดเมื่อกรุงเทพมหานคร เริ่มใช้กฎหมายเวนคืน
ซึ่งฉวีไม่มีเอกสารหลักฐานใดสามารถยืนยันถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของ
ตนเองได้ แม้ว่าจะทราบถึงความเป็นมาของตนเองก็ตามด้วยส่วนหนึ่งคิดว่า
เป็นที่ดินของวัด คงไม่มีผู้ใดน�ำไปใช้ประโยชน์อื่นใดได้ แต่พอเจ้าของบ้านเดิม
รับเงินชดเชยจากกรุงเทพมหานครไปแล้ว จึงไม่สามารถท�ำอะไรได้นอกจาก
ต่อรองผัดผ่อนกันเรื่อยมา ซึ่งในตอนแรกก็เป็นชุมชนถูกกฎหมาย ชื่อชุมชน
ตรอกพระยาเพชร มีชื่ออยู่ในทะเบียน จนวันหนึ่งก็มีการมาปลดออก แล้ว
เริ่มไล่รื้อ
	 ฉวี และชาวบ้านในชุมชน จึงรวมตัวกันขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความ
ส�ำคัญของชุมชนผ่านการรณรงค์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ด้าน
มนุษยธรรม พร้อมกับยื่นข้อเสนอต่างๆ เช่น หากจะจัดท�ำสวนก็ของเป็น
ผู้ดูแล หรือแม้แต่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน เพื่อต่อรองกับกรุงเทพมหานครให้ได้อยู่
ในพื้นที่เดิม ซึ่งเหตุการณ์การต่อสู้มีมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี เริ่มตั้งแต่
ปี 2535
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
61
	 “เริ่มรวมกลุ่มกัน มีทั้งกลุ่มออมทรัพย์ชุมชน และกลุ่มอื่นๆ อีกมาก เพื่อ
ใช้เป็นข้อต่อรองกับกรุงเทพมหานคร มีการรณรงค์กันทุกทาง คนภายนอก
เข้ามาชี้แนะอะไรเราก็ท�ำ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ด้านมนุษยธรรม
แม้กระทั่งเคยเสนอเป็นผู้จ่ายค่าเช่า และดูแลสวนให้ก็ยอม”
	 เหตุการณ์เหมือนจะเริ่มดีขึ้น มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเข้ามาดูแล
มีมหาวิทยาลัยศิลปากรเข้ามาท�ำงานวิจัยจัดท�ำโมเดลบ้านให้ ชาวบ้านจึงรู้สึก
มีความหวังอีกครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเปลี่ยนผู้ว่าคนใหม่ ที่ดินทั้งหมดถูก
อ้างเป็นสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร ชาวบ้านถูกหาว่าเป็นพวกเข้ามาอยู่ใหม่
“นึกอยากจะรื้อก็รื้อไม่มีค�ำต่อรองไม่ฟังความเห็นจากชาวบ้านเลยหรอหาก
วันหนึ่งชุมชนป้อมมหากาฬถูกรื้อ ชุมชนรอบเกาะรัตนโกสินทร์อื่นๆ ก็คงถูก
รื้อด้วย
	 ตอนปี 46 กทม.จะมารื้อ จนเกิดการปิดป้อม ปิดประตูหมดเลย แล้ว
เราก็ไปอยู่กันตรงลานต้นมะเดื่อข้างนอกหัวป้อม 6 เดือน! ช่วงปี 46 ตั้งแต่
เดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม
	 “พอเขาเงียบไป เราก็เปิดป้อม ด�ำเนินชีวิตตามปกติ แล้วทีนี้มันหนัก
ที่สุดก็เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่เค้าเข้ามารื้อ คราวนี้หนักกว่าตอนนั้น
เพราะเค้ารื้อจริงๆ เค้ามาจริงๆ แย่เลย แล้วตอนนี้ก็อายุมากแล้วไง ตอนนั้น
ยังสาวอยู่ เค้ามาก็ไม่กลัว วิ่งสู้ วิ่งอะไร ท�ำแม้จะถูกย้ายก็ยังไม่กลัว เพราะยัง
สาวอยู่ พอมาตอนนี้ แก่แล้ว เพื่อนก็แก่ๆ นี่นั่งรอแบบจิตใจแย่มาก”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
62
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
63
โดย ชนะภพ วัณณโอฬาร
	 ติ่ง ไพบูลย์ จุฬาลักษณ์ อายุ 69 ปี เป็นคนกรุงเทพฯโดยก�ำเนิด จบการ
ศึกษาชั้น ม.ส. 3 จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ติดตามแม่เข้ามาอยู่ในชุมชน
ป้อมมหากาฬตั้งแต่ยังเล็กๆ ในวันธรรมดามีหน้าที่ช่วยแม่ขายของที่ตลาด
นกเขา ส่วนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จะติดตามแม่ไปขายของที่สนามหลวง
บ้านที่ลุงติ่งอาศัยอยู่นั้น เดิมเป็นพื้นที่ว่างจึงได้สร้างบ้านขึ้นอยู่ในบริเวณใกล้
กับตลาดนกเขา ลุงติ่งจึงลงหลักปักฐานและมีครอบครัวอยู่ในชุมชนแห่งนี้
ในตอนแรกลุงติ่งยึดอาชีพซ่อมกรงนกเขา โดยเรียนมาจากชาวอิสลามที่ท�ำ
กรงโหลขาย เมื่อเริ่มมีฝีมือขึ้นจึงหัดท�ำกรงนกปรอดออกขายเรื่อยมา
	 “ศึกษาเอาเองในแวดวงคนขายนก แต่ก่อนดูจากพวกอิสลามที่ท�ำเป็น
กรงโหล ลักจ�ำเอาเองจากที่สนามหลวง มีคนมาให้ซ่อมบ้างที่ตลาดนกเลยมี
ความรู้จากตรงนี้ เริ่มซ่อมมาก่อนตอนหลังมีคนเก่งขึ้นมาแลกเปลี่ยนกัน”
	 ในอดีต ทุกเช้าจะมีข้าราชการมาพบปะคุยกันก่อนไปท�ำงานในร้าน
กาแฟ จนเป็นภาพที่ชินตาของทุกคนในชุมชน มีตลาดค้าขายนก ซึ่งเป็นที่
รู้จักกันทั่วไปทั้งพระนครว่า หากใครต้องการชื้อขายนกเขาก็ต้องเดินทางมา
ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขั้นนกเขากันเป็นประจ�ำ โดยมี
สามาคมนกเขาเป็นผู้ดูแล
	 “ด้านหลัง ส่วนมากเจ้าของเค้าลงทะเบียน นกพวกนี้ต้องลงทะเบียน
ก่อนนะจากกรมป่าไม้มันผิดกฎหมาย ครอบครองได้ แต่ต้องขออนุญาต
เมื่อก่อนห้ามขาย แต่เดี๋ยวนี้ขายได้แล้ว เพราะเค้าให้เพาะพันธุ์ บางคนที่อยู่
ติ่ง
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
64
ในเขตป้อมปราบ เขตพระนคร ย่านนี้ด้วยกันก็จะพอรู้ๆ กันอยู่ อย่างพวก
มหานาคมีใครก็จะมาฟังเสียง”
	 ลุงติ่งได้คิดขายอาหารนกเขาขึ้นจนมีชื้อเสียงเป็นที่รู้กันในวงการคนเล่น
นกเขาว่า หากต้องการดินปลวกเพื่อให้นกเขาของตนมีคุณภาพเสียงที่ดี ต้อง
มาหาลุงติ่ง “เมื่อก่อนผมท�ำดินนกเขาลือชื่อเลย ดินปลวกต้องมาคั่วให้ด�ำ
นกถ้าไม่ได้กินพวกนี่มันก็ไม่ร้องดี อาหารเราก็หาจากนครสวรรค์ แต่ก่อนมี
รถปิ๊กอัพ ลูกชายขับ เพื่อนมันขับไปซื้อจากนครสวรรค์”
	 สภาพสังคมของคนภายในชุมชนทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน อย่างเด็ก ๆ ในชุมชนยามว่างก็จะมานั่งดูนก มาดูการท�ำกรงนกบ้าง
โดยเฉพาะเมื่อมีงานบุญประจ�ำปี เพื่อสักการะพ่อปู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ใน
ป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นที่ทางใจชาวชุมชนให้ความเคารพบูชา ก็จะมาร่วมกัน
ท�ำบุญตรงลานโพธิ์กลางชุมชน มีพระมาสวดเป็นประจ�ำทุกปีไม่เคยขาด
	 ภาพชีวิตในอดีตของคนใกล้ตลาดอย่างลุงติ่ง สิ้นสุดลงเมื่อตลาดนกถูก
ไล่รื้อไป สมาคมนกเขาที่เคยตั้งอยู่ที่แห่งนี้ย้ายออกไป ผู้คนแยกย้ายไปตาม
ทางของตน ชีวิตที่เคยคึกคักจากการค้าขายซบเซาลง ประกอบกับอายุของ
ลุงติ่งที่เพิ่มมากขึ้นจึงหยุดขายดินปลวกไปแต่ก็ยังคงรับท�ำกรงนกปรอดตาม
แต่มีผู้สั่งจ้าง
	 ลุงติ่งจัดเป็นกลุ่มคนชุดแรกที่เจอกับการไล่รื้อชุมชนจากรุงเทพมหานคร
ซึ่งได้รับเงินค่าชดเชยบางส่วนไปแล้วทั้งยังเคยผ่อนบ้านที่ทางกรุงเทพมหานคร
จัดหาให้ แต่ก็ต้องพบว่าความเป็นจริงว่า ที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ไม่ได้สะดวก
สบายอย่างที่กรุงเทพมหานครเคยให้สัญญาไว้ “...จากในแผนที่ให้เราไปอยู่
ฉลองกรุง จิ้มเอาในแผนที่ พอเราไปดูที่ มันเป็นท้องนา คนละ 22 ตารางวา
ไม่มีสวัสดิการอะไรทั้งนั้น รถก็ไม่มี น�้ำไฟไม่มีก็เลย ไม่มีคนอยู่กัน ผ่อนเงินไป
แล้วประมาณหมื่นกว่าบาท นึกไม่ถึงว่าที่จะเป็นอย่างนั้น...”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
65
	 กระทั่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ลุงติ่งก็เป็นส่วน
หนึ่งในการร่วมต่อสู้ คอยเดินเวรยามวิกาลในวันเสาร์และวันจันทร์ ซึ่งหากมี
กิจกรรมอะไรลุงติ่งก็พร้อมช่วยเหลือเสมอ อย่างเมื่อชุมชนได้รับค�ำแนะน�ำให้
ปรับบ้านเรือนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ลุงติ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่คอยเป็น
ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตแก่ผู้มาเยี่ยมชม
	 “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่มีชุมชนอาศัย นักท่องเที่ยวเข้ามาเราก็ช่วยดูแลได้
แต่ถ้าไปท�ำสวนย่อมอย่างเดียว ก็อาจจะเจอเหตุการณ์เหมือนกับที่เกิดขึ้น
จริงๆ เช่น ผูกคอตายบ้าง กินสุราบ้าง มั่วสุมบ้าง”
	 หากชุมชนถูกย้ายออกไป คงเป็นที่น่าเสียดายที่ครั้งหนึ่งเคยมีย่าน
ประวัติศาสตร์ กลุ่มคนชานเมืองพระนคร ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนที่
อพยพจากถิ่นฐานบ้านเกิดเข้ามาพักพิงอาศัยท�ำกินในเมืองหลวง หมุนเวียน
ผลัดเปลี่ยนกันมากว่าร้อยปีซึ่งนับเป็นชุมชนเพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพมหานคร
ที่ยังคงมีความเป็นชุมชนท้องถิ่นหลงเหลืออยู่.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
66
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
67
โดย ชนะภพ วัณณโอฬาร
	 พรเทพ บูรณบุรีเดช หรือ แต รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ ปัจจุบัน
ท�ำงานเกี่ยวกับองค์กรชุมชน ให้ความรู้ในเรื่องการไล่รื้อที่อยู่อาศัย เป็นผู้ที่
เกิดและเติบโตภายในชุมชนแห่งนี้ ได้เล่าถึงบรรยากาศแห่งอดีตไว้อย่างน่า
สนใจ โดยพ่อและแม่ของพี่แต ย้ายเข้าเข้ามาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬเมื่อ
กว่า 50 ปีก่อน ใช้บ้านเช่าไม้หลังเล็กเป็นที่อาศัยของครอบครัว ประกอบไป
ด้วย พ่อ แม่ พี่แต และน้อง ในชีวิตวัยเด็ก พี่แตเข้าเรียนชั้นแรกที่ประถม
โรงเรียนวัดราชนัดดา แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ เฉกเช่น
เดียวกับเด็กคนอื่นๆ ในชุมชน พอโตขึ้นในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ พี่แตจะ
ใช้เวลาว่างหมดไปกับการรับจ้างทั่วไปในชุมชน เช่น ไปช่วยหลอมทอง ก็จะ
ได้ค่าจ้างวันละ 50 บาท มีข้าวกินทั้งสามมื้อ หรือรับงานพ่นสีกรงนก ที่อัตรา
ค่าจ้างขึ้นอยู่กับความขยัน ด้วยสมัยก่อนหน้าชุมชนมีโรงภาพยนตร์ศาลา
เฉลิมไทย พี่แตก็จะไปรับหมากฝรั่งเป็นโหลมาขายปลีก และรับจองตั๋ว
ภาพยนตร์ให้กับคนที่ไม่สะดวกมาจองด้วยตัวเอง พี่แตจึงไม่จ�ำเป็นต้อง
ขอเงินพ่อกับแม่ไปโรงเรียนเลย
	 ชีวิตภายในชุมชนป้อมมหากาฬ จึงผูกพันอยู่กับวิถีของคนชานเมือง
เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ ทั้งไทย มอญ มุสลิม และอาชีพที่หลากหลาย
ตั้งแต่ขุนนางข้าราชการที่ได้รับพระราชทานที่ดิน ไปจนถึงพ่อค้าแม่ขายที่
สลับผลัดเปลี่ยนเข้ามาเช่าอยู่เรื่อยมา แบ่งออกเป็น 3 ตรอก โดยแต่ละตรอก
แต
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
68
จะมีชื่อที่บ่งบอกความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้นได้เป็นอย่างดี คือ ตรอก
พระยาเพชร อดีตเคยมีวิกลิเกของพระยาเพชรปาณี ที่เลื่องลือแห่งยุค ตรอก
ถ่าน เป็นที่ตั้งของแหล่งผลิตถ่านขนาดใหญ่ และตรอกนกเขา สถานที่ซึ่งใช้
เป็นที่ประกวดประชันและซื้อขายนกเขา ที่แหล่งรวบรวมบรรดาเซียนนกให้
มาชุมนุมกัน นอกจากนี้ชุมชนยังผูกโยงชีวิตไว้กับล�ำคลองสายประวัติศาสตร์
ที่เต็มไปด้วยสีสัน พี่แตเมื่อตอนเล็กๆ ก็เคยใช้สถานที่ฝึกว่ายน�้ำจนเป็น
เพลิดเพลินไปกับของกินจากเรือที่มาค้าขาย
	 “เด็กก็เล่นน�้ำว่ายน�้ำเป็นก็เพราะคลองนี้ มีพายเรือมีของมาขายสมัย
ก่อน งานภูเขาทอง งานครึกครื้น ชาวบ้านเองก็ได้ขาย ธุรกิจก็คือ ดอกไม้ไฟ
ก็ขายอยู่ข้างหลัง”
	 สภาพบ้านเรือน จะเป็นบ้านไม้ปลูกชิดติดกันไป แม้จะเกิดเพลิงไหม้ครั้ง
ใหญ่ชุมชนก็พยายามรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมเป็นข้อตกลงร่วมกันว่าบ้าน
แบบเกรด A ซึ่งเป็นบ้านไม้โบราณให้รักษาไว้ห้ามรื้อหรือต่อเติม บ้านแบบ
เกรด B ให้ปรับปรุงได้แต่ต้องไม่รื้อทิ้ง และบ้านแบบเกรด C สามารถรื้อแล้ว
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
69
สร้างใหม่ได้ขึ้นใหม่ได้ แต่ต้องไม่ให้เสียคุณค่าโดยรวม เช่นเดียวกับบ้านของ
พี่แตที่สร้างขึ้นใหม่แทนของเดิมแต่ยังคงเป็นบ้านไม้ผสมปูน ที่ไม่ท�ำให้สภาพ
ความเป็นชุมชนโบราณเสียไป
	 “เหมือนไม่เปลี่ยนเลยนะ เปลี่ยนทางกายภาพคือไฟไหม้ จะเป็นปูนครึ่ง
หนึ่งไม้ครึ่งหนึ่งโครงเดิม เมื่อก่อนก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ที่นี่ก็จะปูแค่พื้นฐาน
ข้างล่างอย่างนี้”
	 ความสัมพันธ์ของผู้คนในป้อมมหากาฬ จึงผูกกันด้วยมิตร เป็นเหมือน
ครอบครัวขนาดใหญ่ที่ดูแลซึ่งกันและกัน “ของที่นี่ไม่เคยหาย เมื่อก่อนบ้าน
พี่โทรมขนาดปิดประตูไม่ได้ ไม่เคยปิดปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนี้ก็ไม่มีใครหันมา
ดูแล แต่ถ้าไปต่างจังหวัดก็จะขยับปิดให้มันดูแน่นหนาหน่อย แต่ถ้าออกไป
ข้างนอก ก็เปิดเอาไว้อย่างนี้”
	 “มันเลยท�ำให้เราผูกพันเยอะมากขึ้น เพราะพี่เองก็จะรู้จักคนหมดทุก
คน ลูกเต้าเหล่าใคร เด็กเล็กเด็กแดง ทุกวันนี้ยังรู้จักเลย ใครมีแฟนใครพี่ก็จะ
รู้หมด เพราะว่าเราจะเดินทุกบ้าน จะเป็นอย่างนี้หมดนะ”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
70
	 อีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในชุมชนก็คืองานบุญตาม
เทศกลางและงานประจ�ำปี โดยจะจัดตรงกับวันเสาร์ที่สามของเดือนเมษายน
ซึ่งพี่แตก็จะเป็นผู้จัดหาเครื่องประกอบพิธีส�ำหรับใช้ในงานบวงสรวงพ่อปู่ป้อม
มหากาฬสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชุมชนป้อมมหากาฬด้วยเชื่อว่าเป็นผู้ปกปักษ์รักษาผู้คน
ภายในชุมชนให้อยู่ดีมีสุข“ถ้าบุญใหญ่นะอย่างงานสงกรานต์เด็กๆจะชอบมาก
ทุกวันนี้ก็ชอบ ของกินเยอะ เสาร์ที่ 3 ของเดือนเราจะมาท�ำบุญ งานลานตรง
กลางนั้นแหละ ...กิจกรรมของเราก็มีนะ วันพ่อแห่งชาติ วันแม่ มีท�ำบุญ”
	 พี่แตด�ำเนินชีวิตภายในป้อมอย่างวัยรุ่นทั่วไป กระทั่งในปลายปี 2535
กรุงเทพมหานครได้ส่งคนเข้ามาส�ำรวจภายในชุมชน จึงเริ่มมีการไล่รื้อชุมชน
เกิดขึ้น ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับเงินชดเชยจากทางกรุงเทพมหานครไปแล้ว
เพราะคิดว่ามีสถานที่รองรับความเป็นอยู่ในอนาคตได้อย่างสบายแต่ในความ
เป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง และอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากความไม่รู้ของ
คนในชุมชน เช่นเดียวกับบ้านพี่แตที่ชื้อมาโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ทางกฎหมาย
ใดรองรับพี่แตจึงลุกขึ้นมาต่อสู้ในสิทธิ์ของตนเองผันตัวเองมาเป็นอาสาสมัคร
กว่า 17 ปีในการอุทิศตนศึกษาเรื่องการไล่รื้อที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง เรียกได้
ว่าเป็นแกนน�ำในการขับเคลื่อนของชุมชนและการต่อสู้มาโดยตลอด มีการ
วางแผนอย่างเป็นระบบ จัดกิจกรรมให้ความรู้ และจัดเวรยามเฝ้าระวังภัย
	 “เป็นที่เกิดของเรา มันเป็นอะไรที่รักษาวัฒนธรรม รักษาท้องถิ่นของเรา
ด้วย พี่ก็เที่ยวต่างจังหวัดตลอด ตกงานมั่ง เที่ยวต่างจังหวัดมั่ง ใช้ชีวิตเหมือน
วัยรุ่น ที่ไม่คิดเรื่องอะไร จนเริ่มวิกฤตช่งปี พ.ศ.37 – 38 ก็มานั่งคิดว่าเราต้อง
ท�ำแล้วละ ผู้ใหญ่อายุ 70 เราปล่อยให้เขาเหนื่อยมานาน”
	 ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านหลังจากต้องย้ายออกไปจากพื้นที่
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
71
เป็นอีกปัญหาที่กรุงเทพมหานครควรเห็นใจ อย่างน้อยที่สุดอาชีพของคนใน
ชุมชนที่ต้องปรับเปลี่ยนไป เพราะสถานที่แห่งใหม่อยู่ออกไปนอกเขต
กรุงเทพมหานคร ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น และสิ่งที่ไม่อาจ
สร้างขึ้นใหม่ได้คือ วิถีความเป็นอยู่ ชุมชนดังเดิม ประวัติศาสตร์การตั้งรกราก
ของคนรุ่นแรก ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนชานพระนคร
	 การต่อสู้ของพี่แต่ในวันนี้ ไม่เคยคิดที่จะย้ายออกจากชุมชน ไม่เคย
ต้องการบ้านใหม่ เพียงแค่อยากตื่นขึ้นมาแล้วพบเจอพี่น้องที่อยู่รวมกัน ถึง
แม้จะรู้ว่าในวันนี้ จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากวันหนึ่งข้างหน้า
ต้องย้ายออกจากพื้นที่ไปจริงก็ขอยอมนอนอยู่ข้างถนน
	 “ถ้าถามว่าจะคิดย้ายไปไหมไม่เคยแต่ถามว่าคิดจะตายที่นี้ไหมค�ำตอบ
คือ ...คิด”.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
72
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
73
โดย วอกัญญา ณ หนองคาย
	 นางจิตรา ขจิตสุวรรณ อายุ 72 ปี (ใหญ่) ภูมิล�ำเนาเป็นคนจังหวัดพัทลุง
ย้ายถิ่นฐานเข้ากรุงเทพมหานครพร้อมกับแม่บุญธรรม โดยพ่อของใหญ่นั้น
โยกย้ายไปเป็นทหารที่ประเทศสิงคโปร์ และได้พบรักกับแม่บุญธรรมซึ่งเป็น
น้าสาวของตนเองตอนไปศึกษาที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย และมีบุตรด้วยกัน
ส�ำหรับทางประเทศไทยพ่อมีหลานชาย ซึ่งกลายมาเป็นสามีของใหญ่ (สามี
เสียชีวิตปี พ.ศ. 2554) ดังนั้นจึงเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนป้อมมหากาฬตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2514 (ช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ไล่รื้อ) ตอนนั้นอายุประมาณ 24-25 ปี
ดังนั้นจึงไม่มีญาติอยู่ในชุมชนเลย
	 ใหญ่มีอาชีพรับจ้างเย็บผ้า ตัดชุด ในปัจจุบันก็ยังประกอบอาชีพนี้อยู่
มีทั้งคนในชุมชน คนในชุมชนใกล้เคียงและคนนอกชุมชนมาตัดเย็บ นอกจาก
นั้นยังเคยขายของเก่าโดยประมูลสิ่งของจากโรงพยาบาล แต่เนื่องจากเป็น
งานที่เหนื่อย สามีจึงเปลี่ยนมาประกอบอาชีพนวดจับเส้น เป็นวิชาที่ได้
ร�่ำเรียนจากคุณย่าของสามีซึ่งเป็นคนท�ำงานในวังตอนอยู่บริเวณโรงงานยาสูบ
เมื่อมีคนต้องการนวดก็จะเรียกไปนวดจับเส้นให้ที่บ้าน แต่ท�ำงานนี้ไม่นาน
มากประมาณ 10 กว่าปี ทั้งนี้ใหญ่อยู่อาศัยในชุมชนเป็นระยะเวลาประมาณ
40 – 50 ปี (ให้ก�ำเนิดลูกชายคนโตปี พ.ศ. 2515) อาศัยอยู่ในบ้านโบราณ
กลางชุมชน สมัยก่อนอยู่ร่วมกัน 5 คน แต่ปัจจุบันสองห้องด้านบนลูกชาย
ของใหญ่ยังอาศัยอยู่ แต่ด้านล่างเป็นพื้นที่เปิด
ใหญ่
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
74
ใหญ่เล่าว่าลักษณะของบ้านที่เห็นในปัจจุบันยังคงเหมือนกับในอดีต มีเพียง
พื้นบ้านที่ปรับปรุงใหม่ให้ยกสูงขึ้นจากอดีต หลังคามีฝาไม้กระดานช่วยกัน
ความร้อน แต่เมื่อครั้งซ่อมแซมบ้านได้ถูกรื้อออก ปัจจุบันจึงเป็นหลังคา
สังกะสีดังนั้นบ้านจึงร้อนมากขึ้นและรื้อบันไดพร้อมทั้งหน้ามุกของเรือนบ้าน
เพราะท�ำให้บ้านทึบ เมื่อก่อนเป็นพื้นปูน แต่ปัจจุบันมีการเพิ่มไม้เข้าไปด้วย
เรียกว่า “เรือนยกสูง” ผนวกกับช่วงเวลานั้นมีเหตุการณ์ไล่รื้อกับ กทม.
จึงเปิดบ้านโบราณให้เป็นสาธารณะ เพื่อแสดงถึงความเก่าแก่ของชุมชน พื้นที่
บริเวณบ้านนี้เป็นของคุณยายมีโฉนดที่ดินดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ส่วนตัว สืบทอด
กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายของสามีซึ่งเกิดที่บริเวณโรงงานยาสูบ แต่มาเติบโต
ในป้อมมหากาฬ โดยกิจวัตรของใหญ่ในหนึ่งวัน คือ ตื่นเช้ามากวาดบ้านและ
ถูบ้าน รดน�้ำต้นไม้ กวาดลานข้างบ้าน ซึ่งก็มีคนในชุมชนช่วยท�ำด้วย เมื่อก่อน
คุณย่าเจ้าของบ้านเป็นคนเจ้าระเบียบ ต้องเช็ดถูบ้านวันละ 2 ครั้ง แต่ปัจจุบัน
ท�ำวันละครั้งเท่านั้น
	 เมื่อครั้งใหญ่ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชน ระยะแรกการไปมาหาสู่กันระหว่าง
ผู้คนภายในชุมชนไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนักเนื่องจากมีรั้วกั้น (ปัจจุบันไม่มีรั้วกั้น
ระหว่างบ้าน) สภาพพื้นที่ของชุมชนป้อมมหากาฬในช่วงที่ยังไม่เวนคืนที่ดิน
มีพื้นเป็นดิน หญ้าขึ้น ไม่มีการรื้อบ้าน แต่ภายหลังมีการรื้อบ้านจึงมีต้นไม้ขึ้น
รกพื้นที่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 – 2517 มีผู้คนอยู่อาศัยเป็นจ�ำนวนมาก ต่อมาใน
ปี พ.ศ. 2517 – 2518 มีการเวนคืนที่ดินเจ้าของบ้านที่ได้รับเงินจาก กทม.
ได้รื้อบ้านออกท�ำให้เกิดพื้นที่ว่าง คนต่างจังหวัดจึงย้ายเข้ามาอาศัยเพิ่มเป็น
จ�ำนวนมาก รวมถึงบ้านที่อยู่ริมป้อม ริมสะพาน และริมคลองถูกทิ้งลูกระเบิด
ผู้คนจ�ำนวนหนึ่งจึงย้ายเข้ามาอยู่ภายในป้อมมหากาฬ เช่น บ้านลุงบุญช่วย
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
75
ในตอนนั้นทาง กทม.ไม่ได้กวดขันใดๆ ณ เวลานั้น แต่ภายหลังมีการเรียก
ค่าปรับเป็นเวลาหลายปี ภายหลังสามารถขอบ้านเลขที่ได้ และอาศัยอยู่
กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นชาวชุมชนป้อมมหากาฬในปัจจุบัน ดังนั้นผู้คนใน
ชุมชนจึงอยู่อาศัยเป็นเวลามากกว่า 40 ปีมาแล้ว (3 – 4 รุ่น) เจ้าของบ้าน
จริงๆ ส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นชาวชุมชนจึงช่วยกันปรับปรุงและดูแล
ไม่ค่อยมีคนย้ายออกจากชุมชน บ้านทุกหลังคาเรือนรู้จักกันทั้งหมด ไม่พบ
เยาวชนมีปัญหาหรือการขโมย เด็กที่เติบโตในชุมชนนี้บางคนแต่งงานแล้วแต่
ยังอาศัยอยู่ในชุมชนและบางคนแต่งงานแล้วออกไปอยู่นอกชุมชนแต่ยังกลับ
มาเยี่ยมเยือนญาติ ส�ำหรับคนที่ไม่มีญาติ เมื่อแต่งงานแล้วก็ออกไปจากชุมชน
และไม่ได้กลับมาอีก
	 หากให้เล่าถึงความสนิทที่มีต่อเพื่อนบ้าน ใหญ่เล่าว่า “สนิททุกคน
บ้านนู้นก็สนิท บ้านนี้เมื่อมีอาซื้มเค้าอยู่ เมื่อก่อนเวลาถูบ้านก็จะเรียกกัน
ในชุมชนนี่มีคนจีนแบบพูดภาษาจีนเลย ในนี้มีหลายกลุ่มแต่คนจีนเค้าเสียกัน
หมดแล้ว ตอนนี้หลายอยู่ มีทั้งไทยจีนอิสลามอยู่กันหลากหลายแต่เดี๋ยวนี้
อิสลามก็มีน้อยเหลือตอนนี้เหลือหลังเดียว” ต้องอยู่ด้วยกัน ต้องดูแลกัน
เพื่อนบ้านหลังอื่นๆ ต่างก็มารวมตัวกันที่บ้านหลังนี้ ส�ำหรับเด็กๆ ก็เติบโตมา
ด้วยกัน วิ่งเล่นกันบริเวณลานหน้าบ้าน หรือไปเล่นกันที่ริมคลอง ด้านหลัง
ชุมชนยังติดคลองอยู่ ซึ่งสมัยก่อนสามารถว่ายน�้ำได้เพราะน�้ำใส
	 ประเพณีต่างๆ ภายในชุมชน ประกอบด้วย พิธีสมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ
ใหญ่บอกว่าตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ในชุมชนก็มีการไหว้พ่อปู่ป้อมอยู่แล้ว เชื่อว่า
สามารถช่วยเหลือเรื่องที่ขอได้ ผู้คนสมัยก่อนชอบบนบานอธิฐาน โดยไหว้ผล
ไม้ 5 ชนิด และขนมทั่วไป นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงข้าวพระ 9 รูป ผู้คนจะ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
76
เข้าร่วมกันเยอะวันนั้นคนเยอะ เพื่อรดน�้ำผู้ใหญ่ซึ่งคนนอกก็เข้ามาร่วม ท�ำให้
ได้ท�ำความรู้จักกับคนข้างนอกด้วยเมื่อชุมชนอื่นมีงานเขาก็เชิญไปร่วมบางครั้ง
ก็ไปคลองสามแพร่ง (ถูกไล่รื้อเช่นกัน) นอกจากนั้นบริเวณใกล้เคียงยังมีงาน
เทศกาลประจ�ำทุกปี เช่น ภูเขาทอง ลอยกระทง ตนจึงไปไหว้พระ และขาย
กระทงด้วย
	 เมื่อก่อนใหญ่เป็นหัวหน้าโซน 2 (ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว) หน้าที่คือ เมื่อ
มีการประชุม ก็จะน�ำข้อมูลข่าวสารไปแจ้งกับลูกบ้าน เช่น วันนี้ประชุมอะไร
จะมีการเก็บค่าออมทรัพย์ ค่ายาม เป็นต้น งานไม่หนักคล้ายกับได้เดินไปหา
เพื่อนบ้าน หรือบางครั้งใช้วิธีตะโกนบอกกัน ในชุมชนมีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันบ้าง
แต่สามารถคุยกันได้ไม่ใช้ความรุนแรงอาจเป็นเพราะที่นี่มีผู้ชายไม่มากเพราะ
เสียชีวิตไปกันหมด ผู้หญิงอยู่ด้วยกันจึงไม่ค่อยทะเลาะกัน ปกติใหญ่มักไปนั่ง
คุยกับเพื่อนบ้านที่ม้าหินอ่อนหน้าปากซอย ประมาณ 4-5 คน นั่งคุยและเฝ้ายาม
ไปด้วย ประกอบด้วย รุ่นน้องรุ่นพี่ 2 – 3 คน รุ่นน้องอายุ 50 กว่าปี คิ้ม เกื้อ
	 ประวัติของการไล่รื้อนั้นมีมาตั้งนานแล้ว จ�ำช่วงเวลาไม่ค่อยได้ แต่ที่เริ่ม
รื้อออกจริงประมาณ พ.ศ. 2516 – 2517 และมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง
ปี พ.ศ. 2546 ทางชุมชนได้ปิดป้อม และตั้งโรงครัวที่หัวป้อม ทุกคนจะไปอยู่
รวมตัวกันในตอนกลางวัน เมื่อเวลากลางคืนจึงกลับมานอนที่บ้าน แต่มีการ
ผลัดกันเป็นเวรยามตลอดเวลา นอกจากนั้นยังได้เงินช่วยเหลือค่าอาหารจาก
คนข้างนอกด้วย สาเหตุของการไล่รื้อเกิดจากทาง กทม. ต้องการท�ำสวน
สาธารณะจึงแบ่งพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งในอดีต และในปัจจุบันก็ยังต้องการขยาย
สวนสาธารณะเพิ่มเติม ตอนที่เขาเข้ามามีคนจ�ำนวนมาก และทางชุมชนก็มี
คนจ�ำนวนมากเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ใช้ก�ำลังใดๆ ดังนั้นทางชุมชนจึงขอ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
77
เจรจาและยื่นข้อเสนอในการอยู่ร่วมกับสวนสาธารณะ แต่ทาง กทม.
ไม่ยินยอม ดังนั้นจึงยังเป็นปัญหาจนกระทั่งปัจจุบัน
	 เมื่อแรกทราบข่าวว่าทาง กทม. จะเข้ามาไล่รื้อ รู้สึกหวาดกลัว แต่เมื่อ
เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง มีเพื่อนบ้านร่วมกันต่อสู้เป็นจ�ำนวนมาก จึงคลายความ
กังวล และมีเครือข่ายชุมชนข้างนอกมาช่วยนั่งฟังการเจรจาและพูดคุยกับ
คนในชุมชนโดยส่วนหนึ่งเป็นชุมชนที่ประสบปัญหาการโดนไล่รื้อเช่นเดียวกัน
คือ ชุมชนบางล�ำพู ชุมชนพระราม 6 นอกจากนั้นยังมีชุมชนริมคลอง
ฉะเชิงเทรา รางบัว และเครือข่ายที่ชุมชนป้อมมหากาฬเคยเข้าไปช่วยเหลือ
	 “ช่วงที่ท้อที่เหนื่อยเราก็มี เรานอนไม่หลับ แต่ก็ต้องพยายามให้หลับ
เราเป็นอะไรไม่ได้ ช่วงที่ท้อหนักๆ คือช่วงที่เขามารื้อบ้าน ช่วงนั้นทั้งเดือน
กว่าจะนอนหลับได้แต่ละคืนมันไม่ได้ป่วยแต่มันเพลียไม่ได้กลัวแต่มันเหนื่อย
แต่เราก็คิดว่าเราเป็นอะไรไม่ได้ พยายามจะกินท�ำตัวเองให้แข็งแรงไว้ก่อน”
ตั้งแต่ต่อสู้กับการไล่รื้อไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่มีความหวังบางครั้งเหนื่อยอยาก
จะถอนตัว เพราะไม่มีเวลาพักผ่อน เหนื่อยสะสม บางครั้งมีคนไม่สบายหรือ
ติดธุระส่วนตัว ตนเองต้องไปเป็นยามแทน เมื่อก่อนยามอยู่กันหลายคนแต่
เสียชีวิตไปบ้างแล้ว แต่ปัจจุบันคนช่วยกันเป็นยามมากขึ้น
	 พลังที่เป็นตัวขับเคลื่อนของชุมชน คือ เรื่องการท�ำมาหากิน เนื่องจาก
หากย้ายไปอยู่บริเวณอื่นจะท�ำมาหากินล�ำบากเพราะต�ำแหน่งที่ตั้งของชุมชน
สะดวกต่อการเดินทางไปขายของในสถานที่ต่างๆ นอกจากนั้นไม่มีขโมย
ไม่พบเรื่องยาเสพติดเด็กๆไม่เกเรและที่ส�ำคัญคือมีโรงเรียนไม่ไกลจากชุมชน
เด็กๆ สามารถเดินทางไปเองได้ และมีวัดใกล้กับชุมชน ใหญ่ไม่เคยได้เห็นที่
อยู่ใหม่ที่ทาง กทม. เสนอให้ย้ายไปอยู่ แต่มีคนบอกว่าเป็นพื้นที่โล่งๆ ถ้าหาก
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
78
ต้องย้ายไปจริงๆ ไม่มีใครต้องการย้าย ไม่อยากอยู่ตรงนั้น เพราะการเดินทาง
ไม่สะดวก (มีค่าใช้จ่ายส�ำหรับการเดินทางเพิ่มวันละเป็นร้อยบาท) พื้นที่นั้น
ไม่มีสาธารณูปโภคเลย ท�ำมาหากินไม่ได้ แล้วเด็กๆ จะไปเรียนหนังสือที่ไหน
เพราะไม่มีโรงเรียน หากไม่มีวัดยังสามารถแก้ไขได้ แต่โรงเรียนส�ำหรับเด็กคือ
ปัญหา ส�ำหรับตัวเองก็จะกระทบกับอาชีพเย็บผ้า เพราะห่างไกลจากชุมชน
	 หากจินตนาการว่าต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ใหญ่บอกว่า “มันคือความ
ผูกพันในนี้มันก็มีความรู้สึกเหมือนกันนะมันต้องเหงามันต้องว้าเหว่นะ
ย้ายไปก็ไม่รู้ว่าจะเจอไง อยู่ที่อื่นเด็กงี้มันก็เล่นล�ำบากสามทุ่มสี่ทุ่มก็ยังเล่น
อยู่ได้ แต่ที่ใหม่เพื่อนบ้านเราจะเป็นแบบนี้หรือเปล่านะ ว่าไม่เหมือนอยู่ในนี้
เราจะไปบ้านใครก็ได้แบบเราเดินไปขอข้าวบ้านนั้นให้หน่อยก็ได้ เดี๋ยวคนนั้น
มาขอข้าวบ้านใหญ่หน่อยสิ เราไปอยู่ที่อื่น เราไม่รู้ เราจะคุยจะระวังคน
เราไม่รู้จักกัน ไปก็ล�ำบากคนก็คิดกันแบบนั้น คือมันสะดวก เราที่ไม่อยากไป
คือหนึ่งขโมยเราไม่มี ยาเสพติดเราไม่มี เด็กเกเรเราก็ไม่มี ก่อนนี้เด็กเยอะเค้า
ไปท�ำงานแล้วก็ไปอยู่ข้างนอกบ่างคนแต่งาน แต่ถ้าวันไหนมีงานก็ยังจะพา
กลับมามีลูกมีเพื่อนก็พากันกลับมา”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
79
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
80
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
81
โดย วอกัญญา ณ หนองคาย
	 นางบุญเกื้อ ประจวบสุข (เกื้อ) อายุประมาณ 75 ปี (เกิดปีมะโรง)
เกื้อเกิดและเติบโตที่บ้านเลขที่ 159 และอาศัยอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน เกื้อบอก
“ไม่เคยย้ายเลย อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เด็ก อยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด บ้านเป็น
ของแม่ เมื่อก่อนเช่าแขกนานา (ตระกูล) เป็นบ้านเช่า พ่อกับแม่อยู่ที่บ้านหลังนี้
อยู่แล้ว” ดังนั้นจึงถือว่าเป็นผู้อาวุโสของชุมชนป้อมมหากาฬ เมื่อถามถึงชีวิต
วัยเด็กเกื้อเล่าว่า “ตอนเด็กๆ ไม่ได้เรียน เหมือนเรียนที่นี่ตอนเด็กแล้วพอดี
แม่ให้ไปอยู่บ้านนอก ให้ย้ายไปอยู่บ้านนอกเลยไม่ได้เรียน ให้ไปอยู่บ้านนอก
ซะนานเลย เมื่อก่อนตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 แม่ก็เลยให้ไปอยู่ที่โน่น เลยที่
นี้ก็เลยโตมาที่โน่น แล้วก็กลับมาอีก ไปอยู่ที่คลอง 16 (บ้านนอก) ไปอยู่หลาย
ปีเลย พอโตแล้วค่อยกลับมา ก็เลยไม่ได้เรียนหนังสือ” หลังจากเหตุการณ์
ดังกล่าวเกื้อได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ชุมชนนี้และไม่ได้ย้ายไปไหนอีกเลย
	 แม่ของเกื้อเป็นคนตลาดพลู แต่เรื่องของพ่อจ�ำไม่ค่อยได้ แม่มาเช่าบ้าน
ที่นี่ตั้งแต่พี่ชายยังเด็กๆ มาคลอดลูกที่นี่ แม่ของเกื้อมีอาชีพขายขนมไข่นก
กระทา ขนมฝักบัว และพับถุงกระดาษขาย หาบไปขายที่พาหุรัด โดยขาย
ขนมเป็นหลัก และพับถุงเพราะมีลูกเยอะ สามารถช่วยกันท�ำได้ สมัยก่อนมี
รถรางวิ่ง จึงอาศัยรถรางไปขายของด้านนอก เมื่อครั้งไปอยู่คลอง 16 บ้าน
หลังนี้ยังมีแม่อยู่ แม่เห็นเขาสู้กันจึงกลัวลูกจะตาย กลัวจะโดนอะไรเลยให้ไป
เกื้อ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
82
อยู่บ้านนอก ไปอยู่คลอง 16 กับลุง แต่พ่อกับแม่อยู่ที่นี่ เกื้อมีพี่น้องทั้งหมด
ลูก 5 คน ในอดีตอาศัยอยู่ชุมชนนี้ทั้งหมด เมื่อมีครอบครัวจึงย้ายออกไป
ปัจจุบันเหลือตนเองกับสามีเป็นคนจีนมาจากตรอกถ่าน หลานจ�ำนวน 2 คน
เหลน 1 คน ส�ำหรับลูกสาวท�ำงานอยู่ต่างจังหวัด เมื่อถึงวันเสาร์จะมาเยี่ยม
หนึ่งครั้ง โดยลูกสาวคนนี้เป็นคนที่เลี้ยงดู ปัจจุบันจึงอยู่บ้านไม่ได้ท�ำงานอะไร
แล้ว บอกว่า “ตื่นเช้ามาก็หุงข้าว เดินออกก�ำลังกาย แล้วก็เข้าบ้าน หลานสาว
ก็ไปโรงเรียน มีหลานอีกคนก็ไม่ค่อยสบาย ก็อยู่ในบ้าน ไม่ได้ท�ำอะไรหรอก”
สมัยก่อนเกื้อมีอาชีพรับจ้างท�ำยาย้อมผม โดยออกไปท�ำงานข้างนอกชุมชน
และสามีขายกระเพาะปลาเหมือนคนอื่นในชุมชน โดยเตรียมของและท�ำที่ใน
ชุมชน แล้วจึงน�ำออกไปขายด้านนอก แต่เกื้อลืมชื่อสถานที่ที่ขายไปแล้ว
เมื่อขายของเสร็จก็กลับมานอนที่บ้านนี้ ปัจจุบันไม่มีญาติอยู่ในป้อมมหากาฬ
แล้ว เพราะย้ายไปอยู่ข้างนอกกันหมด และไม่มีญาติในชุมชนใกล้เคียง
	 ภาพบรรยากาศภายในชุมชนป้อมมหากาฬสมัยก่อนเกื้อเล่าว่า
“เมื่อก่อนนี้คนเยอะ คนเยอะมาก บางคนขายของ พี่หวีขายขนมหวานอยู่ใน
กรอก ขายดีด้วย สมัยก่อนยังเดินไปที่สวนตรงป้อมได้ เมื่อก่อนเดินไปตรงนั้น
ไปเที่ยว เขามีของขาย เราก็ไปนั่ง เขามีซุ้ม ไปนั่ง เราเป็นฝ่ายกิน คนอื่นเขา
ขายก๋วยเตี๋ยว ขายอะไรต่อมิอะไรที่ตรงโน้นน่ะ เดี๋ยวนี้เขาไล่ก็ร่นเข้ามา
คนที่ขายก็เป็นคนในนี้” นอกจากนั้นเกื้อยังเล่าย้อนถึงชีวิตริมคลองและการ
ใช้น�้ำจากคลองว่า “เดี๋ยวนี้ใช้ไม่ได้แล้ว สมัยก่อนใช้ได้ โอ้โห ดีเลยล่ะ ซักผ้า
ได้ น�้ำขาวสะอาด เดี๋ยวนี้สกปรกมากเลย เมื่อก่อนนี้ไม่มีปูนเป็นดินหมดเลย
แล้วก็ลงไปเล่นน�้ำ แล้วก็ขึ้นมาเล่นกันได้ สะอาด เดี๋ยวนี้สกปรก ท�ำซะดีเลย
แต่สกปรก เดี๋ยวนี้มีปูนมีอะไร เมื่อก่อนเป็นดิน อาบน�้ำได้ สะอาดด้วย
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
83
เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยลงไป เมื่อก่อนมีเรือ มีพายขายก๋วยเตี๋ยว กาแฟยังมีเลย ปู้น
ปู้น ปู้น มี เขามาจากตรงโน่นเขาเรียกอะไรไม่รู้ มีพายมา ได้กินก๋วยเตี๋ยว”
	 ในอดีตบริเวณรอบชุมชนกั้นด้วยสังกะสีทั้งหมด แต่ส�ำหรับตัวบ้านไม่ได้
ล้อมรั้ว ท�ำกิจกรรมต่างๆ ที่ลานกลางบ้าน เช่น เลี้ยงพระ การสัญจรในชุมชน
สมัยก่อนสามารถออกทางตรอกหน้าบ้านเกื้อซึ่งเป็นช่วงท้ายป้อมได้
แต่ปัจจุบันถูกปิดกั้นด้วยไม้อัดโดย กทม. การใช้ชีวิตในชุมชนเกื้อบอกว่า
“ก็อยู่ดี เจอกันก็คุยกัน ถ้าเกิดไม่มีหัวหอม ไม่มีกระเทียมก็ไปขอกันได้ รู้จัก
กัน อยู่กันแบบพี่น้อง”
	 ส�ำหรับงานประเพณีต่างๆชาวชุมชนจะไปท�ำบุญที่วัดเทพธิดารามและ
วัดราชนัดดาราม เกื้อท�ำบุญกับทั้งสองวัดนี้มาตั้งแต่เด็ก นอกจากนั้นมีงาน
ประจ�ำปีไหว้พ่อปู่ป้อม โดยพิธีไหว้พ่อปู่ป้อมนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกื้อเป็นเด็ก
แต่เพิ่งมีตอนเกื้ออายุประมาณ 20 ปี เชื่อว่าไหว้แล้วจะดี บางคนก็บนบาน
ขออย่าให้โดนไล่รื้อ และยังมีงานสงกรานต์เป็นประจ�ำ
	 เรื่องการเช่าบ้านเกื้อบอกว่า “เดี๋ยวนี้ไม่เช่าแล้ว เมื่อก่อนนี้เช่า พอตั้งแต่
เขาจะไล่เลยไม่ได้เช่า แล้วก็โดนไล่ เขาบอกคืนที่ ที่เวนคืน เมื่อก่อนแขกเป็น
คนเก็บค่าเช่า (ตระกูลนานา) เขามาเก็บ เมื่อก่อนนี้ถูก 3-4 บาท ถูกเมื่อก่อนนี้
เดือนละ 3-4 บาทเอง (ตั้งแต่สาวๆ) เลิกเก็บค่าเช่ามานานแล้ว ตั้งแต่ก่อน
สมัยนายกสมัคร ไม่มีการเก็บเงิน เขาจะเอาที่เขา เขาก็มาไล่” บ้านเกื้อมี
ทะเบียนบ้าน แต่ปัจจุบันอยู่ที่ลูกสาว ทั้งลูกและหลานขึ้นทะเบียนบ้านหลังนี้
แต่ปัจจุบันทางราชการไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพิ่มใหม่แล้ว แต่ยังสามารถใช้
ทะเบียนบ้านที่เคยได้รับตั้งแต่อดีตได้
	 เหตุการณ์ไล่รื้อเกื้อทราบสาเหตุที่เขาต้องการเวนคืนพื้นที่และไล่รื้อเพียง
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
84
ว่าทาง กทม. ต้องท�ำสนามเด็กเล่น หรืออะไรก็ไม่ทราบแน่ชัด เล่าต่อว่า
“เห็นเขาบอกว่าจะท�ำสวนย่อม ท�ำท�ำไม เยอะแยะ แล้วตรงนี้ยิ่งท�ำยิ่งล�ำบาก
มันเหมือนไม่มีคน พวกอะไรมันจะมา มิจฉาชีพ มันเงียบไง บางทีฝรั่งเข้ามา
จะไปภูเขาทอง เราอยู่ยามข้างนอกปากตรอก บางทีบอกไปไม่ได้ ท�ำโบกไม้
โบกมือไปไม่ได้ ข้ามไปฝั่งโน้นแล้วเงียบๆ จะโดนซะ โดนแน่ ขนาดตรงโน่น
ยังมีเลย ไม่เห็นท�ำดีเลยตรงโน่นอ่ะ (บริเวณตัวป้อม) ท�ำสวนย่อมให้หมาขี้”
ซึ่งเหตุการณ์ไล่รื้อเริ่มมีความรุนแรงตั้งแต่สมัยนายกสมัคร สุนทรเวช
	 การใช้ชีวิตในชุมชนนี้ค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกัน สามารถไปมาหา
สู่พูดคุยระหว่างบ้าน บางครั้งก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มและพูดคุยกัน ปัจจุบันยัง
คงเป็นเช่นนั้นอยู่ โดยปกติเกื้อมักไปนั่งคุยบริเวณตรอกที่มีบ้านโบราณขนน�้ำ
หรือบริเวณร้านโกคิ้ม บางครั้งท�ำอาหารเลี้ยงกันภายในชุมชน ภายหลัง
เหตุการณ์ไล่รื้อล่าสุดท�ำให้มีการพูดคุยกันมากขึ้นเกื้อกล่าวว่า“หลังจากโดน
ไล่รื้อ ก็ยังออกไปนั่งคุยกันเหมือนเดิม ไม่รู้จะไปไหน ก็ไปปรึกษาอะไรกัน
บางทีอยู่ยามยังคุยกันเลย เป็นอยู่ 2 ยาม ตีห้าเลิก ยิ่งคุยกันมากขึ้น
(หลังโดนไล่รื้อ) ปรึกษากัน ว่ายังไง จะอยู่ แต่ถ้าเผื่อเขาไล่ไปจะยังไง ถ้าเผื่อ
ไปแล้วโทรศัพท์คุยกันนะ ติดต่อกัน ท�ำไงได้อ่ะนะ เวลามีประชุมก็ไปฟังเขา
ทุกครั้ง ไปคุยไปอะไรกัน จะได้รับรู้ด้วย ว่าเขาจะยังไง สมัยสาวๆ ยังไม่มีการ
เรียกประชุม มาสมัยนี้ถึงเรียก แล้วเราก็ยิ่งกลัว บางคนเขาบอกไม่ต้องกลัว
หรอก ไม่รู้อ่ะ จิตมันตก มันแก่แล้ว แล้วก็มันจะยังไง แบบกลัว เมื่อก่อนนี้ไม่
ค่อยกลัว ยังคุยกันโน่นนี่อยู่ ไล่ก็ไล่ไปสิ พอเดี๋ยวนี้กลัว ไม่รู้กลัวอะไรแต่
มันกลัว” การใช้ชีวิตในป้อมนี้ดีมาก เพราะไม่มีขโมย อยู่กันแบบพี่น้อง
บางครั้งดูโทรทัศน์มีข่าวขโมย ข่าวคนยิงยิงกัน เมื่อหันกลับมาดูบ้านและ
ชุมชนของตนเองรู้สึกว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้น ท�ำให้การใช้ชีวิตในนี้เป็นไป
อย่างสบายใจ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
85
	 เกื้อได้เล่าต่อถึงความรู้สึกที่อึดอัดกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันว่า
“ก็อยู่กันดีๆ เขาก็ไล่ เราก็ไม่อยากย้าย ไปที่อื่น โอ้โหไปไกลๆ ล�ำบาก ล�ำบาก
มากเลย แล้วกลัวแบบเราจะเป็นอะไร ไม่สบาย จะเป็นยังไง อย่างนี้ยังอยู่
โรงพยาบาลกลาง เดือนนึงไปหาหมอที เป็นเบาหวาน เป็นความดัน เป็นไข
มัน ต้องหาหมอตลอด เดือนนึงไปครั้งนึง แล้วไปอยู่ที่อื่นจะท�ำยังไง ไล่มา
หลายครั้งแล้ว ที่เกิดมานี่จะ 80 แล้ว เดี๋ยวไล่เดี๋ยวอะไร พอเกิดเรื่องไล่ที
เขาก็เคาะระฆังเรียกคนแก่ก็วิ่งกันกลัวเขาจะเข้ามาต้องระวังสภาพในชุมชน
ตอนนี้ ตรงนี้ก็รื้อ ตรงบ้านโน่นก็รื้อ”
	 จากค�ำบอกเล่าดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเกื้อต้องใช้ชีวิตที่ยากล�ำบากมาเป็น
เวลาเนิ่นนาน ท�ำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งกายและใจ โดยลูกสาวของต้อง
คอยปลอบว่าไม่ให้คิดมาก เพราะเป็นสาเหตุให้ความดันขึ้น แต่ตนเองก็ยัง
รู้สึกกังวลและปรึกษากับเพื่อนบ้านเสมอ เกื้อเล่าว่า “ก็เดินไปคุยกับเจ้
คุยกับคนโน่นคนนี้ ไม่รู้จะยังไง บางทีดูโทรทัศน์ก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง มันแบบเอา
แล้ว เดี๋ยวเขาจะมาไล่แล้ว ยิ่งเขาบอกว่าสิ้นปีนี้จะมาไล่แล้ว จะท�ำยังไง ไม่รู้
จะท�ำไง บางทีก็ลูกสาวมาก็คุยกัน ไม่รู้จะคุยอะไร ก็คุยแบบนี้ ตอนนี้รู้สึก
กังวล อึดอัด เมื่อก่อนรู้สึกสบายใจกว่านี้”
	 เกื้อมีส่วนร่วมกับการไล่รื้อ โดยเป็นสมาชิกหนึ่งคนที่เข้าร่วมกับคนส่วน
ใหญ่ของชุมชน และยังเรียกให้ลูกกลับมาช่วยกันต่อสู้ ดังที่เล่าว่า “ต้องเรียก
ลูกมา หลานก็ไม่ค่อยสบาย ก็เอาออกไปด้วย ช่วยเขา จะได้คนเยอะๆ ไม่งั้น
คนมันจะน้อย บางทีพวกเขาเยอะ เขาฮือมา แก่ๆ แบบนี้ยังออกไปเลย
ตอนออกไปก็กลัว กลัวเขาจะเข้ามา แต่ก็กล้าออกไป” หากถามถึงความรู้สึก
ที่มีต่อภาครัฐเกื้อบอกว่า “มันไม่ดี กลุ้ม กลุ้มมาก ไม่รู้จะไปตรงไหน รัฐจะ
เอาอย่างเดียวเราไม่รู้เราก็เป็นผู้น้อยไม่รู้จะยังไงรู้สึกไม่ดีจะเอาอย่างเดียว”
นอกจากนั้นยาวชนในชุมชนก็มีความตื่นตัวในการต่อสู้เป็นอย่างมาก เกื้อมี
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
86
หลานสาวก็ให้เข้าร่วมช่วยเหลือทุกอย่างที่ผู้ใหญ่เห็นสมควร ดังค�ำบอกเล่าว่า
“เขาก็ช่วย ช่วยแบบ จะให้เขาท�ำอะไรเขาก็ท�ำได้ ลุงกบให้เขาอ่านข่าว บางที
ก็พาคนไปดู บางทีก็ท�ำกิจกรรม หลานชื่อไหม อายุ 15 ปี เกิดที่นี่ โตที่นี่”
	 เกื้อให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความหวังในการต่อสู้การไล่รื้อในปัจจุบันว่า
“ตอนนี้ไม่หวัง รู้สึกเครียดขึ้นมา เมื่อก่อนก็ยังมีหวังบ้าง แต่ช่วงนี้ไม่มีเลย
มันเครียดมากเลย คนก็ออกไปกันบ้างเห็นไหม ยิ่งดูแล้วยิ่งกลุ้ม เขาก็ย้าย
บ้านกัน เรามันเคยอยู่มาตรงนี้ เราก็อยากอยู่ตรงนี้ ถึงบ้านเราจะพังๆ ยังไง
เราก็อยากอยู่”
	 การต่อสู้การไล่รื้อครั้งล่าสุดมีคนจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือเป็นก�ำลัง
ใจให้กับคนในชุมชนจ�ำนวนมาก ท�ำให้เกื้อมีก�ำลังใจเป็นอย่างมาก จะเห็นได้
จากการบอกเล่าด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นว่า “ก็เห็นพวกนี้เขาท�ำ เราก็ต้องท�ำด้วย
มีคนที่อื่นมา เขาก็มายืนมาช่วยเรา แล้วเราอยู่ตรงนี้ เราก็ต้องช่วยเขา
เราอยากอยู่ แล้วคนอื่นเขามาช่วย บางทีมันก็ท้อ บางทีก็เออ คนอื่นเขามา
ช่วย เราก็ต้องสู้มั่งนะ เพื่อนๆ ที่ข้างนอกเขามาเป็นก�ำลังใจให้เรา เราก็ต้องสู้
จะไปมุดหัวอยู่ในบ้านก็ไม่ดี ต้องมาดูเขาบ้าง คนนี้เขายังมาช่วย” เมื่อเกื้อ
จินตนาการว่าหากต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น สีหน้าก็เปลี่ยนไปและกล่าวว่า “มันก็
ไม่ค่อยดีนะ มันก็แบบว่าไงอ่ะ มันก็โหว่งเหวง ใจมันก็ไม่ดี บางทีนอนคิดว่า
ถ้าไปอยู่ที่อื่น ถ้าไปอยู่ที่อื่นจะเป็นยังไงเนี่ย ไปอยู่ที่อื่นมันรู้สึกอึดอัด มันไม่
ค่อยดี อยู่นี่มันยังดี มันพูดยาก ไม่อยากคิด มันใจหาย” หากเป็นไปได้อยาก
อาศัยอยู่ที่ชุมชนไปตลอด.
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
87
ค่าน�้ำค่าไฟ บ้านพี่เกิ้อ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
88
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
89
โดย วอกัญญา ณ หนองคาย
	 สุริยา ทัพเมฆา หรือลูกตาล อายุ 32 ปี เกิดและเติบโตที่ชุมชนนี้
(เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช) เรียนหนังสือที่โรงเรียนศุภมาศ และจบการศึกษา
ชั้นมัธยมศึกปีที่ 6 จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย หลังเรียนจบมัธยมจึงเริ่ม
ประกอบอาชีพค้าขาย สมัยก่อนบ้านขายดอกไม้ไฟ เพราะไม่ผิดกฎหมาย
และเป็นที่รู้จักในวงกว้างว่าหากต้องการซื้อดอกไม้ไฟจะต้องมาบริเวณ
ภูเขาทอง จากนั้นเริ่มผิดกฎหมายเนื่องจากมีเหตุระเบิด จึงเริ่มมีการควบคุม
มากขึ้น ลูกตาลเล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับการควบคุมการขายดอกไม้ไฟว่า
“มีอยู่ปีนึงที่ท่านสนั่นมาตรวจแม่น�้ำเจ้าพระยาวันลอยกระทงแล้วเจอประทัด
ปีนั้นจ�ำได้เลยว่าห้ามขายเด็ดขาด มีการออกกฎหมายอย่างชัดเจนว่าห้าม
จ�ำหน่ายดอกไม้ไฟในพื้นที่ชุมชน ก็กลายเป็นว่าเราผิดกฎหมายเลย” แต่เป็น
ที่ทราบโดยทั่วไปว่าเมื่อถึงเทศกาลก็ต้องมางานภูเขาทองและซื้อดอกไม้ไฟ
ลูกตาลบอกว่า “มันเลยยังพอมีขายอยู่ แต่ว่าได้คุยกับชุมชนแล้วว่าถ้าสมมุติ
เราได้อยู่ชุมชนนี้จริงๆอาจจะต้องยกเลิกการขายดอกไม้ไฟปีนี้ก็เป็นปีเหมือน
น�ำร่อง พอดีมีงานของพ่อหลวงด้วย เราก็เลยถือเป็นโอกาส มันไม่มีลูกค้าด้วย
เพราะว่าใครก็ไม่อยากจุด ก็ทดลองงานว่าถ้าไม่ขายแล้วจะเป็นยังไง” ช่วงที่
ออกกฎหมายห้ามจ�ำหน่ายดอกไม้ไฟอายุประมาณ 15 – 16 ปี ส่งผลกระทบ
ต่อพ่อค้าแม่ค้ามาก เพราะในอดีตชุมชนนี้มีร้านขายดอกไม้ไฟประมาณ
10 กว่าร้าน บริเวณที่เป็นสวนข้างป้อมมหากาฬก็มีร้านอยู่ จากที่เคยตั้งขาย
ลูกตาล
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
90
หน้าประตูจึงไม่สามารถท�ำได้ เมื่อต�ำรวจออกตรวจจะต้องย้ายเข้ามาด้านใน
และเมื่อต�ำรวจกลับจึงย้ายออกไปขายด้านนอก และในที่สุดต้องขายแบบไม่
เปิดเผย เมื่อถึงเทศกาลจึงน�ำออกมาขายคนที่มาเที่ยวงาน
	 ลูกตาลเล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ว่าแม่มีอาชีพขายอาหาร เมื่อถึงช่วงเทศกาล
จะขายดอกไม้ไฟ เนื่องจากสมัยก่อนผู้คนจะซื้อดอกไม้ไฟเฉพาะงานลอย
กระทง จึงขายอาหารควบคู่ด้วย เช่น ก๋วยเตี๋ยว เพราะแม่เป็นคนท�ำอาหาร
อร่อย ลูกตาลบอกว่า “ถ้าตอนเด็กๆ ชีวิตพี่ไม่ค่อยได้ไปเล่นสุงสิงกับใคร
คือพ่อแม่ขายของ ก็จะช่วยขายของ จ�ำได้ช่วง ป.4 เดินกลับจากโรงเรียนก็
ต้องรีบมาช่วยแม่ขายของแล้ว ไม่ค่อยมีเพื่อนในนี้ รุ่นเดียวกันนี่ไม่มีเลย”
ครอบครัวของลูกตาลอยู่ในชุมชนตั้งแต่รุ่นพ่อกับแม่ ซึ่งเป็นคนจังหวัด
นครปฐมที่ย้ายเข้ามาเมื่ออายุประมาณ 30 ปี และอาศัยอยู่เป็นเวลาประมาณ
40 - 50 ปีมาแล้ว (ปัจจุบันพ่อเสียชีวิตแล้ว) ลูกตาลเล่าว่า “เมื่อก่อนมันเป็น
เช่า เมื่อก่อนเป็นแหล่งท�ำมาหากิน เมื่อก่อนบ้านเช่ามีตรงไหนที่สะดวกสบาย
ก็เช่าเมื่อก่อนพ่อเล่นหนังที่โรงละครเฉลิมกรุงพ่อจะคลุกคลีกับวงการบันเทิง
อยู่ศาลาเฉลิมกรุง ศาลาเฉลิมไทย แม่เป็นเด็กเสิร์ฟท�ำอาหารที่ศาลาเฉลิม
กรุง ก็จีบกันแล้วก็พากันมาอยู่ที่นี่ พอพ่อกับแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ แม่ก็ขาย
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ท�ำมาหากินที่นี่ พ่อก็ช่วยกัน พ่อก็จะเป็นคนมีสังคมชอบออก
นอกบ้าน ตอนเช้าต้องไปศาลาเฉลิมกรุง ไปนั่งกินกาแฟ อาชีพเสริมก็คือ
ท�ำทอง หลอมทอง ไปรับซื้อเศษทองแล้วก็เอามาหลอม พ่อท�ำที่วัดเทพ
เครือข่ายอยู่ที่วัดเทพคือญาติพี่น้องอยู่วัดเทพ อีกอย่างที่พ่อมาอยู่ที่ป้อมก็
เพราะมีญาติอยู่วัดเทพก็เลยใกล้กัน พอหลอมเสร็จก็เอาไปขายที่แถวดิโอลด์
สยาม” นอกจากนั้นพ่อและแม่ยังขายดอกไม้ไฟควบคู่กับการขายอาหารด้วย
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
91
ลูกตาลไม่มีญาติอยู่ในชุมชน แต่มีญาติอยู่ฝั่งวัดเทพจ�ำนวนประมาณ 3-4 คน
รู้จักกันกับญาติแต่ไม่สนิท แต่เมื่อวันที่โดนไล่รื้อญาติก็เข้ามาเยี่ยม
	 เมื่อพูดถึงการอยู่อาศัยในชุมชนป้อมมหากาฬของครอบครัว ลูกตาลเล่า
ว่า “เมื่อก่อนบ้านตรงเนี่ยมันเป็นบ้านเช่า ห้องนี้ก็มีคนนึงเช่า ห้องนั้นเช่า
ข้างบนเช่า แต่ว่าพอหลังๆ เขาก็แยกย้ายกันไปท�ำมาหากินที่อื่น นี่คือพึ่งขยับ
ขยายปรับปรุงนะเพราะว่าอยากอยู่ให้มันมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องปรับปรุง
แต่ว่าอยากท�ำให้มันดีกว่านี้ แต่ว่ามันก็อยู่ในภาวะที่ความลงทุนมีความเสี่ยง
ถ้าเราท�ำไปแล้วเขารื้อเราจะได้อะไร คือมันไม่ใช่บ้านเราโดยตรงไง มันเป็น
บ้านเช่า แล้วก็รู้สึกว่าเจ้าของรับไปร้อยเปอร์เซนต์แล้วด้วย” ส�ำหรับคนที่เคย
เช่าอยู่ร่วมกันได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ลูกตาลบอกว่า “เขากระจัดกระจายไปอยู่ที่
อื่นเลย คือออกไปเลยจากชุมชน แต่เจ้าของบ้านหลังนี้กับเจ้าของบ้านข้างๆ
ที่เขารื้อไปแล้ว เขาก็เอ็นดูแม่ก็แบบว่าถูกโฉลกถูกชะตากัน แล้วก็ให้อยู่ไป
เถอะ ไม่เป็นไร คือเขาก็รู้จักกับเจ้าของบ้านหลังนี้เฉยๆ คือเป็นญาติกัน ไม่มี
ปัญหา ไม่ได้แบบต้องรื้อเลย ก็ไม่ขนาดนั้น”
	 บ้านหลังที่อาศัยอยู่นี้ เจ้าของบ้านได้ยกพื้นที่ให้ทาง กทม. ทั้งหมด
เพราะพิจารณาจากแผนผังของทาง กทม. ซึ่งลูกตาลไม่เคยได้พูดคุยกับ
เจ้าของบ้าน โดยปกติจะมีคนมาเก็บค่าเช่าบ้าน เมื่อสมัยก่อนแม่จ่ายค่าเช่า
กับบ้านข้างๆ ที่เป็นคนดูแล ส�ำหรับค่าน�้ำค่าไฟทางครอบครัวจ่ายเอง มีใบ
เสร็จทั้งค่าน�้ำและค่าไฟ โดยทั้งสองใบเสร็จนี้มีชื่อผู้ใช้คนละชื่อ (ไม่ใช่คนใน
ครอบครัวลูกตาล)และคนข้างบ้านที่อนุญาตให้ครอบครัวลูกตาลอยู่อาศัยต่อ
เป็นคนมีฐานะ ลูกตาลบอกว่า “เป็นผู้ดีเก่า ข้างบ้านเขายอมรื้อ คือเขารวย
เราอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กมาจนปัจจุบัน ไม่เคยย้ายและก็ไม่อยากย้ายด้วย”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
92
นอกจากนั้นลูกตาลยังเล่าเกี่ยวกับการท�ำมาหากินให้ฟังว่า “เคยขายของ
เคยไปท�ำปั๊มด้วยเป็นแคชเชียร์ไม่ใช่เทศกาลก็หาอะไรเสริมพนักงานต้อนรับ
ที่โรงแรมที่ข้าวสารข้างๆ เล้งนาฬิกา เหมือนเกสท์เฮ้าส์ของพวกอาหรับแขก
ขาว จริงๆ จะไปท�ำที่เล้งนาฬิกาแต่เขาให้มาเป็นพนักงานต้อนรับ แต่ท�ำได้
ไม่นาน กลัวเดี๋ยวไปท�ำเงินของเขาขาด เริ่มเป็นแคชเชียร์ประมาณจบ ม.6
ท�ำได้ประมาณ 2 ปี และก็มาเป็นพนักงานต้อนรับ แล้วก็มีสามีช่วยกันขาย
พลุเทศกาล ถ้าว่างก็ขายอย่างอื่นที่พอท�ำได้ อย่างตอนนี้นอกจากขายพลุ
ก็หันมาเล่นเหรียญ เล่นแบงค์ แต่งงานกับแฟนประมาณอายุ 21 – 22 ปี
แฟนเป็นลูกค้าพลุ”
	 ในปัจจุบันทางชุมชนมีนโยบายจะให้เลิกขายดอกไม้ไฟ เมื่อถามลูกตาล
ว่ารู้สึกอย่างไรเพราะประกอบอาชีพนี้มาเป็นเวลานานได้ค�ำตอบว่า“โอเคนะ
ตอนแรกไม่โอเคเพราะรายได้หลักมาจากอันนี้ แต่ถ้าเอาตามกระบวนการว่า
ถ้าเกิดไม่ได้ขายพลุแล้ว บ้านเราจะปรับเป็นอย่างงี้ เราขายอาหารคือมี
กระบวนการที่มาช่วยน�ำเสนอทั้ง 5 กล่อง co-create แล้วบ้านเราท�ำเลดี
แล้วโซเชียล แม่เราก็ท�ำอาหารอร่อยหลายอย่าง เราโปรโมทได้ ถ้าเราท�ำได้
เราก็สามารถดึงคนเข้ามาได้ ท�ำเป็นตลาดนัด ท�ำเป็นร้านข้าว พื้นที่ข้างในก็
ท�ำเป็นโต๊ะ”
	 สภาพของชุมชนในอดีตที่ลูกตาลจ�ำได้คือ “แออัดบ้านเยอะ ผู้คนเยอะ
โซนพี่จะเป็นบ้านอาศัย มีร้านขายส้มต�ำ บางทีเขาก็เข็นออกไปขายข้างนอก
แล้วก็มีคนท�ำงานที่เช้าไปเย็นกลับ ส่วนด้านหลังจะมีร้านค้า ร้านขายของช�ำ
มีกลางลาน มีเวทีมวย มีท�ำทอง วิถีชาวบ้านอยู่กันแบบชิวๆ ปกติสุข ท�ำมา
หากิน ห้างไม่เคยเดิน สมัยนั้นได้ไปบางล�ำพูไปซื้อชุดนักเรียนก็เท่แล้ว”
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
93
ในปัจจุบันจ�ำนวนบ้านในชุมชนลดลงเป็นอย่างมากจากประมาณ 56 หลัง
จากนั้นโดนรื้อท�ำให้เหลือประมาณ 44 หลัง แต่ที่เข้าร่วมกระบวนการต่อสู้
แบบเหนียวแน่นมีจ�ำนวน 30 หลัง เพราะอยากอยู่อาศัยในชุมชนนี้ต่อไป
ซึ่งบ้านที่ยอมย้ายออกจากชุมชนเป็นคนที่ลูกตาลรู้จักมาตั้งแต่เด็ก เป็นคน
เก่าแก่ของที่นี่ แต่ปัจจุบันอาจจะไม่อยากต่อสู้แล้ว เพราะต่อสู้กันมานาน
ท�ำให้เกิดความเหนื่อยล้าก็เป็นได้
	 ช่วงเวลาที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของชุมชนป้อมมหากาฬมากที่สุด คือ
ช่วงปี พ.ศ. 2545 ลูกตาลบอกว่า “เริ่มปิดประตูป้อมครั้งแรกที่เขารื้อตรงด้าน
นู้น รู้แต่ว่าเขาปิดประตู ท�ำมาหากินไม่ได้แต่ว่าก็ต้องท�ำ เพราะกลัวเขาจะเข้า
มารื้อบ้านในสมัยผู้ว่าสมัคร แล้วเขาก็จะไปอยู่ตรงกองอ�ำนวยการ เรียกว่า
ศูนย์กลางของชุมชน แบบว่ามีจัดประชุมก็จะไปอยู่ตรงนั้น เป็นฐานทัพ สมัย
นั้นพ่อพี่เป็นผู้น�ำก็มีการเจรจาพูดคุยกัน ในสมัยนั้นเครือข่ายที่มาร่วมกับเรา
ยังไม่เยอะ พี่ยังไม่รู้ว่าเครือข่ายคืออะไร ใครมาช่วย รู้สึกว่าเขาจะจริงจัง
เหมือนในช่วงนี้ และเขาก็ท�ำตัวอย่างของเขาไป ตอนนั้นเราลงทุนกันท�ำสวน
แบบว่าซื้อต้นไม้มาปลูกของเรา สรุปเขาก็มาท�ำของเราพังและก็ท�ำใหม่
แล้วก็เจรจาได้ว่าถ้าพวกตรงนั้นยอมไปก็เปิดให้เขาไปครึ่งนึง คือหลังรั้วก็ไม่
ให้แล้ว มันเป็นของเรา”
	 เนื่องจากเป็นบ้านเช่าจึงไม่สามารถจดทะเบียนบ้านได้ ลูกตาลต้องใช้
ทะเบียนบ้านของญาติ และยังเล่าต่อว่า “ก็ขอชื่อเขาอยู่ ขอเข้าทะเบียน
ถ้าเกิดขอเข้าทะเบียนกับคนแถวนี้ เขาคิดตังนะเพราะว่าการเข้าโรงเรียนของ
ลูกในมัธยม เขาคิดตังค์ทั้งนั้น 10,000-20,000 ทุกอย่างเป็นเงินทองหมด”
บ้านในชุมชนบางหลังมีทะเบียนบ้านของตัวเอง เช่น บ้านอ้วน มีทะเบียนของ
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
94
เขา แต่หลานที่เกิดใหม่ไม่สามารถจดทะเบียนเข้าบ้านได้ เพราะปัจจุบันทาง
กทม. ไม่รับรองพื้นที่ตรงนี้เป็นชุมชน
	 ครอบครัวของลูกตาลจะไปท�ำบุญที่วัดราชนัดดารามวรวิหารและ
วัดเทพธิดาราม แต่เมื่อถึงโอกาสวันพ่อแห่งชาติและวันแม่แห่งชาติจะนิมนต์
พระมาตักบาตรในชุมชน ซึ่งจัดเป็นประจ�ำประมาณ 10 – 20 ปีมาแล้ว โดย
ช่วงเช้าตักบาตรช่วงสายจะท�ำความสะอาดป้อมมหากาฬและชุมชน ช่วงเย็น
จะจุดเทียนชัยถวายพระพรทุกปี ส�ำหรับเดือนเมษายนมีงานท�ำบุญพ่อปู่ป้อม
นิมนตร์พระมาเทศน์ช่วงเช้าจะแห่เครื่องเซ่นไหว้ไปที่หัวป้อมไปบนป้อมเพื่อ
ขอขมาลาโทษ สมัยก่อนในตัวป้อมจะมีศาลที่เป็นที่สักการะบูชา คนไทยใน
สมัยโบราณก็เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ดังนั้นจึงปฏิบัติสืบทอดกันมา และ
ท�ำให้คนในชุมชนมีความสนิทสนมกัน สมัยก่อนโดนไล่รื้อความสัมพันธ์ของ
คนในชุมชนก็จะมีการประชุมกัน ทุกคนรู้จักกัน สามัคคี ไม่ได้ต่างคนต่างอยู่
แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไล่รื้อท�ำให้สนิทกันมากขึ้น มีกิจกรรมวันเด็ก วันสงกรานต์
วันแม่ วันพ่อ วันปีใหม่ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา การตักบาตรเทโวที่
ชุมชนท�ำร่วมกัน ซึ่งทุกครัวเรือนจะเข้าร่วม ยกเว้นแต่บ้านไหนที่ไม่ว่างก็จะ
มีตัวแทนเข้าร่วม แต่โดยส่วนใหญ่มักเข้าร่วมครบทุกคน
	 เมื่อพูดคุยถึงสาเหตุของการไล่รื้อเท่าที่ทราบ คือ ต้องการท�ำสวน
สาธารณะ ซึ่งจ�ำช่วงเวลาไม่ได้ แต่ตรงกับช่วงที่มีการออกพระราชกฤษฎีกา
จะท�ำสวนเฉลิมพระเกียรติ ลูกตาลกล่าวว่า “ตอนนั้นรู้สึกว่าคนในชุมชน
ก็ไม่รู้เรื่องแล้วเขาก็บอกว่าต้องไปและจะให้ตังค์ ให้ไปเช่าที่หนองจอก มีนบุรี
บางคนก็ไปผ่อนบ้านอยู่ข้างนอก คนที่ให้ไปผ่อนที่ตรงหนอกจอกมีนบุรีก็ไป
ผ่อนได้ประมาณ 10 เดือน น�้ำไฟก็ยังไม่มีเลย ใครจะอยู่ได้ จนเกิดการเจรจา
ใหม่ เอาหลักความเป็นจริงถ้าเกิดท�ำเป็นสวนหย่อมมันเหมาะไหม เราเจรจา
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
95
คนละครึ่งทางได้ไหม ถ้าเราอยู่ร่วมกัน อยู่และก็ยอมผ่อนให้ กทม.”
	 ตามทัศนะของลูกตาลเห็นว่า“การท�ำสวนสาธารณะโดยการรื้อหมดนั้น
พื้นที่ตรงนี้ไม่เหมาะสม เราอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิด แล้วถ้าจะเอาพื้นที่ตรงนี้มา
ท�ำสวนหย่อมให้คนภายนอกมาเที่ยว มันดูไม่เหมาะ ถ้าจะไปสวนหย่อมไป
สวนรมย์ฯ หรือจะพักผ่อนนั่งเล่นไปลานเจษฎาฯ ก็ดูสวยงามหรือไปสนาม
หลวง ป้อมพระสุเมรุ คือตรงนี้ไม่เหมาะคือพี่คิดแย้งเลย พอพี่เข้าใจ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น พี่ก็เลยคิดว่าเราต้องสู้ ถ้าเราอยู่ได้เราท�ำแบบนี้ดีกว่า
ให้คนเข้ามาแล้วมาเที่ยว แล้วเราก็เป็นพลเมืองที่คอยดูแล อยู่เฝ้าด้วย ได้คน
เดิมๆ ไม่ต้องรื้อโละท�ำใหม่ พี่ยังคิดเลยว่า กทม.จะท�ำบ้านพี่เหมือน
ท่ามหาราชหรือเปล่า คือรื้อคนออกให้ฝรั่งเช่า มันมีผลประโยชน์อะไรหรือ
เปล่าท�ำไมถึงต้องท�ำอย่างงี้”
ทะเบียนบ้าน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
96
	 การไล่รื้อส่งผลกระทบต่อแม่ของลูกตาลในการท�ำมาหากินและส่งผล
ต่อจิตใจด้วย ลูกตาลบอกว่า “ช่วงหลังคนน้อยลงเพราะโดนไล่รื้อและออกไป
นอกชุมชน ท�ำอะไรขายก็เหลือและคนภายนอกก็ไม่ค่อยได้เข้ามา ก็เลยบอก
ว่าแม่ไม่ต้องขาย เพราะอาชีพหลักตอนนั้นคือขายพลุ แต่ตอนหลังให้ขาย
อะไรก็ได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ไม่อยากให้เครียด”
	 จากการถูกไล่รื้อท�ำให้ชีวิตของผู้คนในชุมชนเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
ดังจะเห็นได้ค�ำบอกเล่าของลูกตาลว่า “คนที่เคยท�ำงานประจ�ำก็ต้องเปลี่ยน
มาท�ำค้าขาย ต้องมาคอยเฝ้าระวังมากขึ้น หลายคนต้องหยุดงานเลิกงานก็
ต้องมาท�ำอย่างอื่นเอา หาท�ำอะไรเสริม น่าจะช่วงหลังปี 45 ถ้าล่าสุดที่ กทม.
มาไล่รื้อ 3 กันยานี้ ก็อันนี้เปลี่ยนแปลงมาก คือคนไม่ไปท�ำมาหากินเลย
พี่เองก็ไม่ได้ออกจากชุมชนเลย ต้องเฝ้าระวัง ยังมีคนออกไปท�ำงานข้างนอก
ก็คือมีคนในบ้านอยู่ แต่ถ้าเขามาเมื่อไหร่ก็ต้องกลับ บางทีก็ต้องเลือกระหว่าง
ไปท�ำงานหรืออยู่บ้าน แต่สุดท้ายก็เลือกอยู่บ้านเพราะเป็นก�ำลังหลักในการ
ต่อสู้ คือเป็นผู้ชาย วัยกลางคน”
	 ลูกตาลมีส่วนเกี่ยวข้องในการต่อสู้การไล่รื้อป้อมโดยท�ำหน้าที่เป็น
เลขานุการของหัวหน้าคณะกรรมการ (ลุงกบ) ซึ่งช่วยเสนอความคิดเห็น และ
ร่วมลงมือท�ำ เป็นทีมงานหลักคนหนึ่ง โดยเริ่มเข้ามาท�ำงานประมาณ 4 – 5
ปีที่แล้ว จะมีการประชุมเดือนละหนึ่งครั้ง แต่ในระยะหลังประชุมกันเกือบ
ทุกวัน ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุม คือ ลูกบ้านทุกหลังคาเรือนหากเป็นเรื่องของ
ส่วนรวม แต่ในบางกรณีอาจบอกผ่านหัวหน้าโซน แล้วจึงน�ำข่าวไปแจ้ง
ลูกบ้านอีกที
	 เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ลูกตาลมีต่อการเวนคืนและไล่รื้อ เขาได้บรรยาย
ด้วยความรู้สึกอัดอั้นว่า “รู้สึกว่าที่เขาท�ำมันก็เป็นการพัฒนาหรือว่าการพัฒนา
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
97
อะไรก็ตามก็ต้องมีการสูญเสีย ต้องดูด้วยว่าพัฒนาไปแล้วเกิดอะไร มันต้องดู
จุดๆ ไป อย่างในชุมชน จัดระเบียบได้ไหม ไม่ใช่รื้อ รื้อใหม่ท�ำสวน มันเหมาะ
ไหม ให้หมาขี้หรอหรือให้เด็กโดดเรียนแอบมานั่ง คือมันต้องดูความเหมาะ
สมด้วย เพราะด้านนี้มันเป็นหลังก�ำแพง ถ้าก�ำแพงเปิดโล่งนะ ท�ำสวนหย่อม
ก็โอเค เราก็ต้องรับสภาพ แต่นี่มันเป็นหลังก�ำแพงและนี่คือนอกชานพระนคร
เมื่อก่อนตรงที่นี้เป็นด่านแรกที่ข้าศึกจะเข้า อันนี้เป็นนอกเมือง เป็นบ้านของ
ข้าราชบริพารที่เขาท�ำดีแล้วก็ได้ที่ แต่กลายเป็นว่าพวกเราโดนโจมตีว่าบุกรุก
มาอยู่แบบหาผลประโยชน์แต่ความสะอาดเรามีท�ำตลอดเป็นชุมชนที่มีต้นไม้
เยอะแต่ไม่รกเพราะจะคอยกวาดตลอด ถ้าตอนนี้มันยังอีเหละเขละขะก็มา
จากโดนไล่รื้อตรงนั้น พื้นที่ตรงนี้ บ้านนั้นที่เขาโดนรื้อไป 49 บ้านเขาโดน
ต้นโพธิ์เบียดจนบ้านเยิน และเราพึ่งจะมาเก็บกวาด ตอนแรกเราไม่กล้าเข้าไป
ท�ำอะไร คือคิดว่ารัฐจะท�ำก็ควรดูเหตุและผลมันเหมาะมันควรไหม เพราะคน
พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครเลย คนจากข้างนอกร้อนหลบเข้ามาเดิน
ข้างใน แต่ถ้ามันเป็นสวนสาธารณะมันจะดูน่ากลัว ดูไม่ค่อยปลอดภัยมากกว่านะ
คือสวนหย่อมเวลาเปลี่ยวๆ คนไม่ค่อยเข้ามาหรอก”
	 ช่วงเวลาที่มีความหวังส�ำหรับการต่อสู้มากที่สุด คือ ช่วงเวลานี้ เพราะ
ว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยชุมชน เพราะมีแนวคิดในการอนุรักษ์มากกว่า
การท�ำลาย พร้อมทั้งเสริมว่า “อันนี้มันดูแบบง่ายๆ อยากท�ำสวนเฉลิม
พระเกียรติก็ท�ำ ท�ำลายวิถีชีวิตของเขาหมดเลย เมื่อก่อนเขามีกรงนกชวา
มีการแข่งกรงนกก็กลายเป็นว่าเขาต้องท�ำกรงอย่างเดียว กรงใบนึง 20,000
- 30,000 และพี่เขาท�ำไปขายต่างจังหวัดแล้วลูกค้าเขาเป็นพวกคนรวย กลาย
เป็นว่าท�ำแล้วต้องไปส่งเอา” ส�ำหรับช่วงที่สิ้นหวังมากที่สุดคือ ช่วงที่ทาง
กทม. เข้ามารื้อบ้านเมื่อวันที่ 3 กันยายน 59 ช่วงที่เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาเป็น
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
98
ช่วงที่รู้สึกหดหู่ว่าจะไม่สามารถอยู่ในชุมชนนี้ได้แล้ว ลูกตาลคิดว่าเจ้าหน้าที่
จะเข้ามาเจรจาก่อน แต่กลับบุกเข้ามา หากถามว่าท�ำไมต้องเข้ามาต่อสู้
ลูกตาลตอบแบบหนักแน่นว่า “บ้านพี่อะ พี่ก็อยากอยู่บ้านพี่” และเมื่อถามว่า
ท้อใจไหม ลูกตาลตอบทันทีว่า “ท้อใจมันก็มี มันเหนื่อยใจตรงบางคนท�ำ
บางคนไม่ท�ำ แค่เหนื่อยใจ แต่ไม่คิดจะถอนตัว”
	 พลังของชุมชนป้อมมหากาฬคือวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมีบ้านโบราณ
มีวัฒนธรรมมีความเป็นอยู่ที่ไม่พบได้มากนักในวิถีชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน
เช่น บ้านไม่มีรั้ว และอาชีพที่หลากหลาย ตัวป้อมมหากาฬเองก็มีความหมาย
กับคนในชุมชน เพราะป้อมเป็นโบราณสถานที่คนในชุมชนมีการกราบไหว้
ซึ่งคนอื่นที่เดินผ่านไปมาไม่เคยเคารพ และส�ำหรับความหมายของป้อม
มหากาฬในฐานะชุมชน มีความหมายเพราะด้านในเป็นบ้าน เป็นร่มโพธิ์ร่ม
ไทร เป็นที่ท�ำมาหากิน และเป็นทุกอย่างของชีวิต
ส�ำหรับความสัมพันธ์กับชุมชนอื่นนั้นในการต่อสู้นั้น มีหลายชุมชนให้ความ
ช่วยเหลือ และสนใจอยากให้ชุมชนเป็นต้นแบบในการต่อสู้ ลูกตาลบอกว่า
“ก็มาดูตัวอย่างการต่อสู้ว่าชุมชนเราเข้มแข็งดี หลายชุมชนที่ กทม. สนับสนุน
ไม่ได้มีการจัดระเบียบ ประชุมลูกบ้าน ไม่ได้มีความสามัคคีกันแบบนี้เลยนะ
มีช่วยเหลือด้านการให้อาหาร ท�ำบุญบริจาคร่วมด้วย ช่วงที่ไล่รื้อแรงๆ ชุมชน
อื่นก็จะมาดูแต่ที่เป็นเครือข่ายก็จะมาช่วย เป็นเพื่อนกันมาอยู่ด้วยกัน ให้มัน
มีคนเยอะๆ เป็นแรงสนับสนุนไม่ให้รื้อ”
	 เมื่อให้ลูกตาลลองจินตนาการว่าชีวิตที่ไม่ได้อยู่ภายในชุมชนป้อม
มหากาฬจะเปลี่ยนยังไงบ้าง ลูกตาลบอกว่า “หมดเลย ถ้าจะต้องย้ายออก
จริงๆลูกไปเรียนล�ำบาก เป็นนักกีฬาอีก แต่ถ้าไปอยู่ที่อื่นแล้วการท�ำมาหากิน
M a h a k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม
99
ตลาดที่เราไปจ่าย สิ่งของที่เราซื้อประจ�ำ ลูกค้าที่เราท�ำมาหากิน ปกติพี่จะ
ขายของตามเทศกาลอยู่แล้ว แล้วที่ตรงนี้คือมันได้ทุกเทศกาล คิดเลยถ้าพี่ไป
อยู่ที่อื่น แล้วมีงานของในหลวง แล้วเราจะมายังไง แอบคิดว่าดีนะเนี่ยที่
บ้านเราอยู่ตรงนี้ บ้านเราได้ไปสนามหลวงแทบทุกวัน” พร้อมทั้งตบท้ายว่า
เหตุผลที่ชุมชนควรอยู่ต่อไปเพราะ “เขาอยู่มานานแล้ว คนดั้งเดิมที่เขาอยู่ก็
ยอมปรับเปลี่ยนวิถี ก็คุณเข้ามาช่วยกันคิดดิ เราท�ำให้มันเกิดอาชีพให้มัน
ชัดเจนได้ไหม ไม่ได้อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน เขาก็มีวิถีของเขา ถ้าจะให้มันดี
คุณท�ำได้นี่ แบบตลาดอัมพวา ลัดมะยม สามชุก”
ชีวิต (ฅน) ป้อมมหากาฬ - Mahakan Life

ชีวิต (ฅน) ป้อมมหากาฬ - Mahakan Life

  • 3.
    ชี วิ ต(คน) ป้ อ ม M a h a k a n L i f e:
  • 4.
    “ความเป็นชุมชนนั้น ไม่ใช่แค่ไม้ แค่ตัวบ้านเรือนอยู่อาศัย แต่คือความสัมพันธ์ ความผูกพัน ความเป็นเครือญาติ พี่น้อง ครอบครัว คือต้นทุนทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมที่มีและด�ำรงอยู่และหมายรวมถึงความภาคภูมิใจ ในความเป็นคนป้อมมหากาฬที่ต่างมีร่วมกัน” “ชุมชนป้อมมหากาฬ” เป็นชุมชนที่มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี ตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 3 บริเวณแห่งนี้นั้นในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชบริพารที่มีหน้าที่ดูแล วัดภูเขาทองและวัดราชนัดดาที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากนี้ ชุมชนป้อมมหากาฬ ยังเป็นชุมชนโบราณที่มีต�ำนานและอาชีพเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีการสืบทอดกันมา จนถึงทุกวันนี้ จนกระทั่ง พ.ศ.2535 เมื่อกรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน ที่ดิน ส่งผลให้มีการเวนคืนที่ ไล่รื้อชุมชนเพื่อน�ำพื้นที่ไปสร้างเป็น สวนสาธารณะตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ … จากวันนั้นจนวันนี้ นับเป็นเวลากว่า 24 ปีแล้ว ของการต่อสู้ของชุมชน ป้อมมหากาฬ บทน�ำ
  • 5.
    หากถามว่า ท�ำไมคนป้อมมหากาฬถึงลุกขึ้นมาต่อสู้ ค�ำตอบที่เด่นชัดในใจคน ป้อมมหากาฬคือ …ที่นี่คือบ้าน บ้านอันเป็นทั้งเรือนเกิด และเรือนตายที่อยากฝังร่างไว้ …ที่นี่คือบ้าน ที่ที่มีความทรงจ�ำ มีความผูกพันของผู้คน ที่ผ่านทั้งคืน สุขและวันทุกข์ยากมาร่วมกัน “เราเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ไม่มีก�ำลังทรัพย์ใดๆ แต่ชุมชนมีก�ำลังใจ ก�ำลังกาย ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง และมีส่วนร่วมในการพัฒนา สวนสาธารณะป้อมมหากาฬแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เรียนรู้ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เราพร้อมและเราขอโอกาสพิสูจน์ตัวเอง” “คุณ...เป็นส่วนหนึ่งของเมืองเช่นไร เรา...ก็เป็นส่วนหนึ่งของเมืองไม่ต่างกัน คุณ...รักบ้านของคุณเช่นไร เรา...ก็รักบ้านของเรา ไม่ต่างกันเลย” ชุมชนป้อมมหากาฬ ธันวาคม พ.ศ.2559
  • 6.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 6
  • 7.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 7
  • 8.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 8
  • 9.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 9 โดย สรณ วิริยะประสิทธิ์ ก่อนจะกลายมาเป็นชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ครอบครัวคิ้มเคยมีบ้าน อยู่แถวกิ่งเพชรมาก่อน เตี่ยของคิ้มมีอาชีพลากรถเจ๊กอยู่แถวสะพานผ่านฟ้า ลีลาศ รู้จักพื้นที่แถวนี้เป็นอย่างดี พอมีการเวนคืนเพื่อตัดถนน ครอบครัวของ คิ้มจึงได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามา นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตในชุมชนป้อมมหากาฬ กว่า 60 ปี ของคิ้ม สมใจ กาญจนะ แรกเริ่มเข้ามา ครอบครัวของคิ้มอาศัยอยู่กับญาติที่มีบ้านอยู่ในชุมชน แห่งนี้ ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2505 - 2506 จึงแยกไปเช่าบ้านอยู่เอง นั่นคือ บ้านเลขที่ 97 ซึ่งในสมัยนั้นเจ้าของบ้านยังอาศัยอยู่และมีอาชีพท�ำทอง โดยการน�ำเศษทองมาหลอมใหม่ (ปัจจุบันบ้านหลังนี้ยังคงอนุรักษ์เอาไว้ใน ฐานะบ้านโบราณหนึ่งในห้าหลังของชุมชน) จนในที่สุดครอบครัวของคิ้มก็ได้ เช่าบ้านเลขที่ 89 อาศัยอยู่มาจนปัจจุบัน บ้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของ วัดราชนัดดาราม มีลักษณะคล้ายห้องแถวเล็กๆ เรียงต่อกันสามหลัง ด้านหน้ากว้างหลังละ 3 เมตร มี 2 ชั้น สร้างจากไม้ทั้งหมด ค่าเช่าในระยะ แรกตกประมาณเดือนละ 20 บาท จนมาช่วงหลังจึงขึ้นเป็น 300 บาทต่อเดือน ต่อมา เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินบริเวณป้อมมหากาฬ ปี พ.ศ.2535 ทางวัดจึงได้คืนพื้นที่บ้านเช่าให้กรมศาสนา และส่งมอบให้ กรุงเทพมหานคร จนเกิดกรณีไล่รื้อที่เป็นข้อพิพาทกันมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2559) คิ้มจึงไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้านอีกต่อไป “พอเขาจะมาไล่รื้อ เราก็ไม่ได้ คิ้ม
  • 10.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 10 รับเงิน ไม่ได้อะไรเลย เพราะเจ้าของที่ เจ้าของบ้านเขาได้รับทั้งหมด” แม้ว่า จะมีการชดเชยค่าเวนคืน แต่ส�ำหรับคิ้มที่เป็นเพียงผู้เช่า จึงไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในการได้รับเงินจ�ำนวนดังกล่าว ชุมชนป้อมมหากาฬในสมัยก่อนค่อนข้างคึกคัก ผู้คนมากมายทั้งใน ชุมชนและชุมชนรอบนอกต่างพากันแวะเวียนเข้ามาในป้อมมหากาฬเสมอ เนื่องจากเป็นย่านกลางเมืองที่ส�ำคัญแห่งหนึ่ง คิ้มเล่าให้ฟังว่า ในตอนแรก นอกจากเตี่ยที่ลากรถแล้ว ครอบครัวก็ท�ำการค้าขาย จะขายอะไรก็ขายได้ มีลูกค้ามาจับจ่ายซื้อของเสมอ ด้วยความที่ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงช่วยทางบ้าน หารายได้ทั้งในส่วนการค้าขายและเย็บผ้าโหล เช่น ชุดเครื่องแบบนักเรียน กางเกง เสื้อ เป็นต้น แล้วเอาไปส่งขายตลาดเสื้อผ้าย่านโบ๊เบ๊ ต่อมาคิ้มหันมา ขายอาหารตามสั่งเป็นหลัก รวมทั้งพวกลูกชิ้นทอด ไก่ทอด ไปจนถึงก๋วยจั๊บ มาช่วง 30 ปีหลังนี้เอง ที่คิ้มเริ่มหันมายึดอาชีพขายกระเพาะปลา กระเพาะ ปลาเป็นอีกอาชีพเก่าแก่ของชาวชุมชน คิ้มบอกว่าสมัยก่อนนั้นมีคนท�ำ กระเพาะปลาแล้วน�ำออกไปขายนอกชุมชนจ�ำนวนมากถึง 9 เจ้า ก่อนจะ ล้มหายตายจาก หรือย้ายออกกันไป จนปัจจุบันเหลือเพียงเจ้าเดียว วัตถุดิบ ที่น�ำมาท�ำก็มักจะหาได้จากละแวกใกล้ๆ ยกตัวอย่างเช่นกระเพาะปลา หาซื้อ ได้ที่ตลาดเก่า เยาวราช ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ ก็จะมาจากตลาดมหานาค หากแต่ ตอนนี้คิ้มเลิกขายกระเพาะปลาแล้ว เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บที่ขา เมื่อ 5 ปีก่อน ท�ำให้ไม่สามารถเดินทางออกไปซื้อหาวัตถุดิบและขายของได้ อีกต่อไป นอกจากการท�ำมาหากินแล้ว ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน สมัยสาวๆ คิ้มมักจะไปท�ำบุญตามวัดต่างๆ ในละแวกนี้ อาทิ การท�ำบุญผ้าอาบน�้ำฝน
  • 11.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 11 ช่วงเข้าพรรษามักจะไปวัดราชนัดดาราม ส่วนงานลอยกระทงจะไปวัด สระเกศ ซึ่งจัดงานภูเขาทองเป็นที่สนุกสนาน และด้วยความที่มีเชื้อสายจีน ก็มักจะไหว้เจ้าทั้งที่บ้านและศาลเจ้าต่างๆ หรือพอถึงช่วงเทศกาลเชงเม้ง ก็จะไปประกอบพิธีที่ฮวงซุ้ยแถวจังหวัดสระบุรี ถือเป็นโอกาสอันดีที่คิ้มจะได้ พบปะญาติที่อาศัยอยู่ที่อื่น ส�ำหรับในส่วนของชุมชนเอง คิ้มเล่าถึงงานสมา พ่อปู่ป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ประจ�ำปีของชาวชุมชนป้อมที่สืบทอด กันมานาน นับแต่ก่อนที่คิ้มจะมาอยู่ที่นี่เสียอีก พิธีกรรมนี้มีก�ำหนดจัดขึ้นช่วง หลังเทศกาลสงกรานต์ในแต่ละปีในสมัยก่อนที่ยังไม่มีระบบกรรมการหมู่บ้าน แบบปัจจุบัน คิ้มในวัยสาวเคยท�ำหน้าที่เหมือนเหรัญญิกคอยเรี่ยไรเงินจาก ชาวชุมชนมาช่วยกัน และช่วยในส่วนของการท�ำที่นั่งรดน�้ำมนต์ เป็นต้น คิ้มเสริมว่า “เป็นเรื่องปกติที่คนในชุมชนจะมาร่วมมือร่วมใจกันท�ำกิจกรรม ดังกล่าวอย่างแข็งขัน”
  • 12.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 12 บรรยากาศสมัยเก่าๆ ของพื้นที่ชานเกาะรัตนโกสินทร์อย่างชุมชนป้อม มหากาฬ มีชีวิตชีวาอย่างมาก “แถวนี้ก็มีชุมชนวัดราชนัดดา วัดเทพธิดา บ้านบาตรวัดแคนางเลิ้งทุกชุมชนวิ่งกันไปวิ่งกันมา” ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาว ชุมชนแต่ละแห่งจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป เวลาที่ชุมชนป้อมมหากาฬมี งานอะไร คนชุมชนข้างนอกก็จะมากันบ้าง หรือเวลาชุมชนอื่นๆ จัดกิจกรรม ทางนี้ก็จะส่งตัวแทนเข้าไปร่วม แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความผูกพัน ของผู้คนที่อยู่กันมาดั้งเดิมแตกต่างกับวิถีต่างคนต่างอยู่ดังเช่นคนในเมืองใหญ่ ทั่วไป ชีวิตของคิ้มในชุมชนป้อมมหากาฬ เรียกได้ว่า มีความสุขสงบตาม อัตภาพ คิ้มพบรักกับสามีในปี พ.ศ. 2520 ก่อนจะแต่งงานและมาอยู่ด้วยกัน ที่บ้านในชุมชนแห่งนี้ และให้ก�ำเนิดลูกสาวหนึ่งคน ในช่วงแรกนั้น สามีของ คิ้มท�ำงานบริษัทวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในละแวกใกล้เคียง ก่อนจะลาออกมา ขายผลไม้ ปัจจุบันสามีของคิ้มเสียชีวิตแล้วหลังจากใช้ชีวิตในสมณเพศกว่า 12 ปี ส่วนลูกสาวแต่งงานและมีลูก 3 คน ปัจจุบันหลานทั้งสามคนพักอยู่กับ ญาติฝ่ายพ่อ แต่ตัวลูกสาวยังคงอยู่ดูแลคิ้มที่นี่เสมอมา นับตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษ 2530 ที่มีการไล่รื้อชุมชน คิ้มเล่าถึงการต่อสู้ ของชาวบ้านในตอนนั้นว่า “สมัยแรกๆเราก็ไปอยู่ตรงหัวป้อมกันต่อสู้อาหาร การกินก็อดๆ อยากๆ พอไปท�ำสวน เขาก็มารื้อ แล้วก็มีมาเรื่อยๆ ตลอด ไม่เคยหยุด” จนกระทั่งช่วง พ.ศ. 2541 - 2542 สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นมาบ้าง ชาวบ้านมีความหวังในการต่อสู้มากขึ้นสิ่งที่ท�ำให้คิ้มมีก�ำลังใจมากในการต่อสู้ เหล่านี้คือ ความสมัครสมานสามัคคีกันของชาวชุมชนป้อม ที่ไม่ว่าจะมีเรื่อง อะไรเกิดขึ้นก็จะมาช่วยกันตลอด ส่วนตัวคิ้มเองเป็นหนึ่งในพลังเหล่านั้น
  • 13.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 13 เมื่อมีการเดินทางไปยื่นหนังสือ จะไปด้วยกัน“พอมามีข่าวไล่รื้อ คนในชุมชน ก็วุ่นวาย อยู่กันไม่สุข แต่พอมีเรื่องกันก็มารวมกัน” อาจกล่าวได้ว่า ความเป็น พี่เป็นน้องจากการที่รู้จักกันหมดนี้เอง เป็นพลังที่ส�ำคัญที่สุดของชุมชนป้อม มหากาฬ ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีคนจากภายนอกเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ หรืออาจารย์ นักวิชาการ ก็เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สร้าง ความสุขใจให้กับคิ้มมาก เพราะท�ำให้ไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยว และรู้สึกว่าชุมชน ยังสามารถต่อสู้เรียกร้องสิทธิการอยู่อาศัยกับทางกรุงเทพฯ ต่อไปได้ โดยส่วนตัวของคิ้มเองนั้น ปัจจุบันก็อายุมากแล้ว จัดได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่อายุ มากที่สุดในป้อมเลยทีเดียว การที่จะต้องมานั่งจินตนาการถึงอนาคตว่าจะไป อยู่ที่ไหน จะมีชีวิตอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก“คิดว่าถ้าต้องย้ายออกจาก ป้อมจริงๆ ก็ยังไม่รู้ ไม่เคยคิด คิดแล้วปวดหัว ยิ่งมีความดันอยู่ยิ่งไม่กล้าคิด แล้วแต่เวรแต่กรรม” อันที่จริงลูกหลานของก็เสนอว่าสามารถมาพักกับพวก เขาได้ แต่ด้วยความรักความผูกพันต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มีมากับชุมชนแห่งนี้ และไม่อยากไปเป็นภาระคนอื่น คิ้มจึงเลือกที่จะอยู่ต่อสู้ร่วมกันชาวชุมชน ที่เหลืออยู่ต่อไป ทุกวันนี้ แม้สุขภาพจะไม่เอื้ออ�ำนวยสักเท่าไร คิ้มยังคงเข้าร่วมกิจกรรม ของทางชุมชนอยู่เสมอมาโดยมีหน้าที่หลักตามการแบ่งรับผิดชอบของชุมชน คือการดูแลต้นไม้ดอกไม้ต่างๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สวยงามต่อสายตา ผู้มาเยือน และยังไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับการต่อสู้ในครั้งนี้.
  • 14.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 14
  • 15.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 15 เตี้ยม โดย สรณ วิริยะประสิทธิ์ “เกิดที่จังหวัดมหาสารคาม มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งนานแล้ว แต่ว่าอยู่ที่อื่นก่อนนะ แล้วก็ย้ายมาที่นี่ ได้ประมาณ 42 ปี แล้ว ...พอดีมีเพื่อนเป็นคนรู้จักกัน เขา เคยอยู่ที่นี่ เขาก็เลยชวนมา แต่ตอนนี้เขาย้ายออกไปแล้ว เราก็ยังต้องอยู่ ...” พรรณนีมาตย์สาลีหรือเตี้ยมคนเก่าอีกคนหนึ่งของชุมชนป้อมมหากาฬ เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปก่อนจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ แม้จะมีอายุเกือบ 60 ปี แล้ว แต่เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตของที่เกี่ยวข้องกับชุมชนป้อม มหากาฬยังแจ่มชัดและพร้อมจะถ่ายทอดออกมาให้ผู้คนที่สนใจฟังเสมอ “ตอนนั้นไม่รู้จักที่นี่หรอก มีเพื่อนเขาเช่าบ้าน เมื่อก่อนอยู่หลัง วัดเทพธิดาราม เพื่อนเขาบอกว่ามีห้องว่างอยู่จะไปอยู่ไหม” จากจุดเริ่มต้น ณบ้านไม้หลังเล็กๆ เลขที่95ปัจจุบันเตี้ยมก็ยังคงอาศัยอยู่ตลอดมาเป็นเวลา กว่า 42 ปีแล้ว โดยแรกเริ่ม เป็นการท�ำสัญญาเช่า แต่ต่อมาภายหลังเจ้าของ บ้านต้องการจะรื้อออกเนื่องจากได้คืนพื้นที่ให้กับทางกรุงเทพมหานครและ ได้รับเงินชดเชยครบแล้ว เตี้ยมจึงประสบกับสถานการณ์ที่ยากล�ำบาก ครอบครัวของเตี้ยมย้ายเข้ามาอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่ตอนเตี้ยม อายุ 16 ปี ช่วงสาวๆ เตี้ยมท�ำงานที่โรงงานแถวสะพานปลาย่านบางรัก แต่พอพบ กับสามีและมีครอบครัวด้วยกัน จึงออกจากงานและมาเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก เมื่อมีเวลามากขึ้นจึงมีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิต
  • 16.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 16 ของชาวชุมชนป้อมมหากาฬเตี้ยมเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนที่แห่งนี้มีความสะดวก สบายมากเนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางเมือง จะไปไหนมาไหนก็ง่าย ผู้คนในชุมชน เหมือนพี่น้องกันหมด ทุกคนรู้จักกัน ต่อมาช่วงที่เริ่มมีเรื่องไล่รื้อเกิดขึ้น (ทศวรรษ 2530) “คนที่นี่ก็ออกไปท�ำงานข้างนอก คนที่ว่างก็ท�ำกิจกรรม ข้างใน มีคนเข้ามาสอนนู่นนี่ เราก็ท�ำกันตลอดนะ” เตี้ยมยกตัวอย่างอาจารย์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เข้ามาสอนงานฝีมือหลากหลายไม่ว่าจะ เป็นการปักเสื้อ ท�ำดอกไม้ ท�ำยาดม โดยมีกลุ่มแม่บ้านของชุมชนจะเข้ามา เรียนรู้และจับกลุ่มท�ำกัน ตลอดจนคนที่ออกไปท�ำงานวันธรรมดา เมื่อมีเวลา ว่างวันเสาร์ – อาทิตย์ ก็จะมาช่วยกันท�ำด้วย เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการมี กิจกรรมร่วมกันในชุมชนซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน นอกจากนี้กลุ่มแม่บ้านยังมีหน้าที่ท�ำอาหารส�ำหรับเลี้ยงในโอกาสที่มีแขกมา เยือน หรือในโอกาสงานพิเศษต่างๆ โดยส่วนตัวของเตี้ยมเองนั้นก็ให้ความ ร่วมมือกับทุกกิจกรรมด้วยความเต็มใจ
  • 17.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 17 โดยเฉพาะในส่วนของวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ ความเชื่อและศาสนา งานสักการะพ่อปู่(งามสมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ) เป็นงานที่ส�ำคัญมากที่สุดของ ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ประกอบไปด้วยการเลี้ยงพระ ไหว้พ่อปู่บนป้อม มหากาฬ มีขบวนแห่กลองยาว มีคนร�ำน�ำขบวน ตัวที่เป็นแม่บ้านก็มักจะช่วย งานท�ำอาหารหรือจัดเตรียมสถานที่ต่างๆในชีวิตประจ�ำวันหากต้องไปท�ำบุญ ที่วัด เตี้ยมก็มักจะไปวัดราชนัดดารามหรือวัดเทพธิดาราม ซึ่งเวลามีกิจกรรม งานบุญในชุมชนแต่เก้าอี้ไม่พอ ก็สามารถไปขอยืมจากทางวัดได้เหมือนกัน “ทางวัดเขาจะมีใบบอกกิจกรรม ช่วงเข้าพรรษา ถวายผ้าอาบน�้ำฝน ตักบาตร เทโว” ด้วยความสัมพันธ์อันแนบแน่นดังกล่าว เวลามีงานต่างๆ คนในชุมชน ก็เลือกที่จะนิมนต์พระจากสองวัดนี้เป็นหลักเช่นกัน “เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้พัฒนาอะไร เพราะว่าเราอยู่กันแบบไม่มีเหตุการณ์ อะไรที่ต้องมากันการไล่รื้อ อยู่กันแบบชาวบ้านทั่วไป ธรรมดาท�ำมาหากิน” เตี้ยมยอมรับว่า ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับดังกล่าว จึงท�ำให้ชาวบ้านต้อง
  • 18.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 18 ร่วมมือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น แม้ปกติจะมีกิจกรรมร่วมกันบ่อยครั้ง อยู่แล้ว แต่พอมีเหตุการณ์ไล่รื้อเกิดขึ้น กิจกรรมต่างๆ ย่อมต้องมีจุดมุ่งหมาย ที่แน่ชัดและจับต้องได้ ในทางกายภาพมีการท�ำความสะอาดพื้นที่ ปรับปรุง บ้านและทางเดิน มีการน�ำต้นไม้มาประดับ “เราจะพัฒนากันอยู่ตลอด เรา จะไม่ปล่อยให้มันว่าง” กระบวนการเหล่านี้รวมไปถึงการท�ำให้บ้านโบราณ ทั้งหลายได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพดั้งเดิมมากที่สุด เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยสัมพันธภาพระหว่างชาวชุมชนอันแน่นแฟ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจาก ปัจจัยที่ว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนเก่า เป็นคนที่อยู่มานานแล้วในพื้นที่ด้วย การย้ายเข้าหรือย้ายออกไม่ใช่เรื่องปกติของชุมชนป้อมมหากาฬเหมือนชุมชน อื่นๆ จึงเกิดเป็นฉันทามติรับรองว่าใครจะอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยกันต่อสู้ ช่วยกันพัฒนา หรือเมื่อมีกิจกรรมข้างนอก ก็ต้องไปช่วย แต่หากไม่สบายใจ ที่จะอยู่ก็สามารถย้ายออกไปได้ไม่ว่าอะไร “พอมีเหตุการณ์อย่าง กทม. จะมา เขาก็กลัว เขามาช่วยเราไม่ได้ เขาก็ย้ายออกไป ที่ออกไปก็คนใหม่ทั้งนั้นแหละ คนเก่าก็ไม่มีใครย้าย” เตี้ยมเล่าต่อไปถึงกลยุทธ์การต่อสู้ของชาวชุมชน โดยกล่าวถึงสมัยที่เคย ท�ำหน้าที่เป็นเวรยามที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา แม้ว่าจะเหนื่อยล้า “แต่ว่ามันก็ มีรสชาติดีเหมือนกัน” นับตั้งแต่การไล่รื้อช่วงปี พ.ศ. 2535 เกิดขึ้นเป็นต้นมา จะมีบางระยะที่ชาวชุมชนต้องสลับกันเฝ้ายามตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยกลัวว่า จะมีการแอบเข้ามารื้อบ้านเรือน ต่อมาช่วงหลังปี พ.ศ. 2546 เริ่มมีการแบ่ง พื้นที่ในป้อมออกเป็นโซน โดยตัวเตี้ยมเองเป็นหัวหน้าโซนสาม ก็จะมีหน้าที่ หลักในการประสานงานกับชาวบ้านสมาชิกในโซนเดียวกัน เวลามีกิจกรรม หรือข่าวสารต่างๆ ที่จ�ำเป็นต้องรับรู้ ก็จะใช้วิธีเดินไปบอกๆ แต่ละบ้านเลย
  • 19.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 19 ตลอดจนหน้าที่ต้องดูแลรักษาความสะอาดและภูมิทัศน์ของโซนให้สะอาด สวยงามอยู่เสมอ เหล่านี้ก็จะมีการจัดแบ่งความรับผิดชอบกันออกไป นอกจากนี้ทางชุมชนยังมีการหาพันธมิตรเครือข่ายที่จะมาช่วยเป็น พี่เลี้ยง คอยแนะน�ำ “เราก็มีคนที่เขาคอยช่วยเราอยู่ ไม่ใช่ว่าต่อสู้กันเฉพาะ คนในนี้”สิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่สร้างก�ำลังใจให้กับตัวเตี้ยมได้มากที่สุด เนื่องจาก สร้างความรู้สึกที่ว่าพวกเขายังไม่โดดเดี่ยว ยังมีคนเข้ามาให้ก�ำลังใจ สนใจ พวกเขา หากไม่มีใครเข้ามาเลย ว่ามันก็น่าจะเงียบเหงามากเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เตี้ยมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อใจในบางเวลา “แต่ทีนี้เรามา คิดอีกทีว่า คนอื่นเขาสู้ เราก็ต้องสู้ตามเขา เราสู้มาตลอด เราจะถอยได้อย่างไร เพื่อนเราทุกคนก็ยังสู้”สิ่งที่เตี้ยมอยากได้มากที่สุดคือค�ำตอบที่ว่าอยู่ได้จริงๆ จากทาง กทม. ซึ่งหากผลลัพธ์ออกมาอย่างที่คิดจริงๆ ทุกคนก็จะมาช่วย ปรับปรุงพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยพร้อมจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับแนวทางการ พัฒนาที่ได้รับการยอมรับจากทางชุมชนและ กทม. เป็นหลัก เพราะด้วย วัยขนาดนี้แล้วประกอบกับฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยดีเท่าไรการจะให้ย้ายออก ไปแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย “เคยนั่งคุยกัน (หัวเราะ) ถ้าเราย้ายออกไปเราคงคิดถึงตรงนี้นะ แล้วมัน ก็คงไม่มีที่แบบนี้ตรงไหนอีกแล้วในกรุงเทพ” เตี้ยมบอกเราในตอนท้ายเมื่อ ถามถึงจินตนาการหากต้องย้ายออกไปจากพื้นที่นี้ในที่สุด “เคยคิดว่าถ้าไป ไหนแล้ว ให้โทรหากันนะ แล้วเรามานัดเจอกันที่นี่นะ ถ้าตามที่เขาพูด กทม. ท�ำสวนสาธารณะ เราก็ต้องเข้ามานั่งคุยกันได้นะ มานั่งคุยความหลังกัน นัด กันมา ลอยกระทงเรามานะ”.
  • 20.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 20
  • 21.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 21 โดย สรณ วิริยะประสิทธิ์ ในช่วงเวลากลางวัน พื้นที่หลังก�ำแพงเมืองพระนครฝั่งตรงข้ามประตู วัดราชนัดดาราม ยังมีร้านขายของเล็กๆ ตั้งแผงขายง่ายๆ บริเวณหน้าบ้าน หลังน้อย สินค้าที่สามารถเลือกซื้อได้ก็มักจะเป็นของทั่วไป ตั้งแต่ขนมถุง น�้ำอัดลม เครื่องดื่ม ไปจนกระทั่งผงซักฟอก ยาสีฟัน ส่วนลูกค้าที่เข้ามาก็จะ เป็นชาวบ้านทั้งในชุมชนและบริเวณใกล้เคียง โดยมีแม่ค้าที่ชื่อว่า “เฮง” คอยบริการอย่างเป็นกันเอง ด้วยวัย 75 ปี สมพร อาปะนน เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุจ�ำนวนไม่กี่คน ของชุมชนป้อมมหากาฬแห่งนี้ เฮงเป็นคนจีนโดยก�ำเนิด คุณพ่อของเป็น คนจีนแซ่อาวอพยพมาประเทศไทย ในขณะที่คุณแม่ก็เป็นชาวจีนเช่นกันแต่ เกิดที่กรุงเทพฯ ด้วยความที่เป็นครอบครัวคนจีนทั้งหมด เฮงจึงใช้ภาษาจีน ในการสื่อสารมาตลอดจนกระทั่งอายุประมาณ 20 ปี จึงสามารถพูดไทยได้ อย่างชัดเจน ในตอนแรกครอบครัวของตั้งบ้านเรือนอยู่ในชุมชนชาวจีนแถวห้าแยก พลับพลาไชย บริเวณพื้นที่ที่เรียกกันว่าตรอกถั่วงอก “ตอนนั้นอาก๋ง เขาขาย ก๋วยเตี๋ยวหลอด แต่อาม่าเขาก็ท�ำงานในบ้าน” ส่วนตัวเฮงนั้นเริ่มชีวิตการ ท�ำงานโดยเป็นสาวโรงงานถ่านไฟฉาย ย่านสวนมะลิ ตั้งแต่อายุ 12 ปี ครอบครัวของเฮงใช้ชีวิตอยู่ตรอกถั่วงอกจนกระทั่งเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ เฮง
  • 22.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 22 ประมาณ พ.ศ. 2503 ไฟไหม้ครั้งนั้นได้ท�ำลายบ้านเรือนในชุมชนไปเป็น จ�ำนวนมาก ชาวบ้านต่างย้ายออกจากพื้นที่กันหมดไปหาที่อยู่ใหม่ เช่น เดียวกันกับครอบครัวของเฮงก็ได้ย้ายไปอยู่กับญาติแถบบางซื่อ การย้ายบ้านครั้งนั้นนอกจากจะท�ำให้การเดินทางไปท�ำงานโรงงานถ่าน ไฟฉายยากขึ้น เฮงในวัย 19 ปี จึงเลือกที่จะลาออกแล้วมาช่วยงานโรงงาน ผลิตธูปของอากู๋ ญาติที่ครอบครัวของย้ายมาอาศัยด้วยนั่นเอง “ก็ท�ำกัน ในบ้าน ท�ำกันเป็นครอบครัว ขายส่งเขาน่ะ แบบว่ามีท�ำกันพี่น้องสามสี่คน มีอากู๋ด้วย เป็นโรงงานเล็กๆ”
  • 23.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 23 จนกระทั่งอายุ 37 ปี เฮงได้แต่งงานกับสามีซึ่งมีบ้านอยู่ในชุมชนป้อม มหากาฬ สามีของเป็นคนจีนที่เกิดในประเทศไทยเช่นเดียวกัน เฮงจึงสามารถ เข้ากับครอบครัวของสามีได้อย่างง่ายดาย เฮงย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวสามี ที่ป้อมมหากาฬ บ้านหลังแรกที่เฮงเข้ามาพักอาศัยก็คือบ้านหลังที่อยู่มา จนปัจจุบันนี้เอง ซึ่งเป็นบ้านที่อาม่าของสามีเช่าอยู่ เมื่ออาม่าย้ายไปอยู่ข้าง นอกจึงยกบ้านหลังนี้ให้เฮงและสามีอยู่ โดยเป็นการเช่าในช่วงแรก ก่อนที่จะ มีเหตุการณ์ไฟไหม้เกิดขึ้นในบริเวณข้างเคียง และปัญหาข้อกฎหมาย บางประการ ทางเจ้าของที่จึงไม่ได้คิดค่าเช่าอีกต่อไป ส�ำหรับชีวิตในชุมชนป้อมฯ เฮงเล่าว่าแต่ก่อนมีคนอยู่กันเยอะมาก บรรยากาศคึกคักกันตลอด เพื่อนบ้านทุกคนจะรู้จักกันหมด และมีไมตรี ต่อกันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่พอมาปัจจุบันก็มีย้ายออกกันไปเยอะ และ ไม่ค่อยมีใครย้ายเข้าใหม่ ตัวสามีที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กเคยเล่าให้ฟังว่าชีวิต ในชุมชนสมัยนั้นเป็นอะไรที่สนุกมาก ขนาดคลองด้านหลังนี้ว่ายน�้ำได้เลย ทีเดียว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เฮงคิดว่าดีมากที่สุดอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ ตลอด ชีวิตของแถวนี้ไม่เคยมีน�้ำท่วมเลย “มันไม่ท่วมหรอก อยู่ใกล้ กทม. เขาไม่มี ทางให้น�้ำท่วม เขาท่วมไม่ได้” ในส่วนของงานบุญ นอกจากงานประจ�ำปีสักการะพ่อปู่ที่ชาวชุมชน ทุกคนต้องเข้าร่วมกันอยู่แล้ว เฮงก็มักจะไปท�ำบุญที่วัดราชนัดดาราม เนื่องจากรู้จักกับพระที่จ�ำพรรษาอยู่ที่วัดเป็นการส่วนตัว เพราะลูกพี่ลูกน้อง ของเคยบวชที่วัดนี้มาก่อน เวลาต้องการจะท�ำสังฆทานจึงมักจะไปที่กุฏิของ พระรูปนี้เสมอ นอกจากนี้ ตามธรรมเนียมของคนจีนก็จะต้องมีการไหว้เจ้า การกินเจ เฮงมักจะไหว้เจ้าที่บ้านหรือตามศาลเจ้าใกล้เคียงอย่างศาล
  • 24.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 24 เจ้าพ่อเสือ ตอนมีเทศกาลกินเจ ก็จะไปร่วมพิธีที่โรงเจย่านพุทธมณฑลสาย สอง เพราะเจ้าของเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันอีกด้วย ชีวิตแต่งงานของเฮงก็ด�ำเนินไปอย่างเรียบง่ายเช่นกัน สามีของเฮงเป็น ผู้หารายได้หลักของครอบครัว “เขาท�ำปั๊มน�้ำมันก่อน พอแต่งงานเขาบอกว่า เป็นลูกจ้างไม่ไหวแล้ว เลยออกมาขายพวกกุญแจ ขายส่ง ไปต่างจังหวัด ไปหลายที่” ส่วนตัวเฮงนั้นก็ท�ำอาชีพเย็บผ้า โดยมีสถานที่ท�ำงานอยู่แถว พาหุรัด ต่อมาพอมีลูกจึงได้เลิกท�ำและใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น “พอมีลูกงาน ก็อยู่บ้านสิ อยู่บ้านเราก็ต้องหาของขาย” ในช่วงแรกนั้น กิจการเล็กๆ หน้าบ้านของ เป็นการขายอาหาร จ�ำพวก ลูกชิ้นทอด ไก่ทอด โดยจะใช้เวลารุ่งเช้าออกไปหาซื้อวัตถุดิบจากตลาดใกล้ๆ บอกว่าสมัยนั้นเขาจะเรียกกันว่า “ตลาดสี่แยก” แต่สมัยนี้พูดแบบนี้ไปคนรุ่น ใหม่ก็ไม่ค่อยจะมีใครรู้จัก ต้องบอกว่า “ตลาดสะพานขาว” หรือตลาด มหานาคนั่นเอง อย่างไรก็ตาม จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตอนเฮงอายุ 63 ปี ท�ำให้
  • 25.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 25 กระดูกช่วงต้นขาร้าว ส่งผลให้เฮงไม่สามารถเดินได้คล่องมากนัก จ�ำเป็นต้อง ใช้ไม้ค�้ำตลอดเวลา การจะไปซื้อวัตถุดิบและน�ำมาประกอบอาหารขายจึงเป็น เรื่องที่ต้องหยุดไปโดยปริยาย ปัจจุบันเฮงอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้กับลูกชายคนเล็กลูกสาวและหลานชาย เฮงกับสามีมีลูกด้วยกัน 3 คน ชายสองคนและหญิงหนึ่งคน โดยแต่ละคนมี อาชีพการงานแตกต่างกัน ตัวเฮงนั้นยังคงสานต่อกิจการแผงขายของเล็กๆ หน้าบ้านต่อไป แต่ปรับเปลี่ยนจากขายอาหารมาเป็นขายขนมและของช�ำ ทั่วไป โดยลูกชายจะเป็นผู้จัดหาเข้ามาให้น�ำออกมาขายเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ใช่ ธุรกิจที่ท�ำก�ำไรมากนัก แต่ก็พอจะท�ำให้เฮงไม่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ตลอดเวลา ร้านของนั้นจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาหาของที่ต้องการเป็นระยะในแต่ละวัน ทั้งคนในชุมชนเองและคนเดินผ่านหรือชุมชนด้านนอก เรียกได้ว่าก็ยังขายได้ เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เฮงเล่าให้เราฟังถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “พักนี้ก็ไม่ค่อยดี บางคนก็เข้ามาซื้อเรา บางครั้งก็ไม่ค่อยมีคน คนก็เหลือน้อยละ มันเงียบ ขึ้นเยอะ” เนื่องจากเหตุการณ์ไล่รื้อที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยมีระดับความ รุนแรงที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสมัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ช่วงที่หนักมากที่สุดส�ำหรับคือช่วงที่นายสมัครสุนทรเวชเป็นผู้ว่าฯซึ่งด�ำเนิน นโยบายที่ค่อนข้างรุนแรง บอกว่าช่วงนั้นชาวชุมชนต้องช่วยกันเฝ้าเวรยาม ตลอดทั้งคืนติดต่อกันหลายวันด้วยความกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงจาก คนนอก ต่อมาในสมัยอภิรักษ์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่และชุมชนมีความหวังมากที่สุด เพราะเริ่มมีการปรับเปลี่ยนนโยบายว่าชาวบ้านสามารถอยู่ในพื้นที่ได้ มีการ เข้ามาพูดคุยหารือว่าจะท�ำอะไรกันบ้าง จะปรับปรุงตรงไหน เป็นต้น อย่างไร
  • 26.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 26 ก็ตาม พอเวลาผ่านไป ผู้ว่า กทม. คนใหม่เข้ามาก็ไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม การ ไล่รื้อยังคงเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในปีนี้ พ.ศ. 2559 ที่เฮงบอกว่ารู้สึก สิ้นหวังมากที่สุด “เขาจะรื้ออย่างเดียว เหมือนเวลานี้เขาก็จะรื้ออย่างเดียว” “เพราะเราอยู่ที่นี่มานานละ รักที่นี่น่ะ คนก็ถามว่าท�ำไมเราไม่ออกไป เราก็บอกว่าให้เขามาอยู่ แล้วเขาก็จะรู้ ว่าอยู่ที่นี่เขาจะไม่วุ่นวาย” เฮงบอก ถึงเหตุผลที่ยังร่วมต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการอยู่อาศัยในพื้นที่กับชาวชุมชน คนอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งนอกจากเหตุผลส่วนตัวแล้ว ความเป็นพี่เป็นน้อง อันน�ำมาซึ่งความสามัคคีของชาวบ้านก็คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริม ความร่วมมือระหว่างกันดังกล่าวด้วย ซึ่งในส่วนตัวของเฮงเองนั้น ก็ยังไม่เคย คิดท้อ “ถ้าเหลืออยู่หลังเดียว ก็จะสู้ถึงที่สุด” ไม่เคยจินตนาการถึงว่าหาก ต้องออกไปอยู่ข้างนอกแล้วชีวิตจะเป็นแบบไหนเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าปัจจุบัน บ้านเลขที่ 169 หลังนี้จะไม่ได้มีสิ่งอ�ำนวยความสะดวก มากมายหรือมีพื้นที่กว้างขวางเท่าไรนักแต่ด้วยความรักความผูกพันกับพื้นที่ ตลอดจนเพื่อนบ้านรอบข้าง จึงท�ำให้เฮงยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แม้ว่าจะต้องคอยพะวงกับปัญหาการไล่รื้อที่ยังคงไม่สิ้นสุด แต่ตัวเองก็พร้อม จะต่อสู้ไปกับชาวชุมชนจนถึงที่สุด.
  • 27.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 27
  • 28.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 28
  • 29.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 29 อ้วน โดย นภสร เวชพราหมณ์ พ่อของอ้วน รัชนี นิลใบ เดินทางจากเมืองจีนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่จังหวัด สุพรรณบุรีและพบกับคุณแม่ซึ่งเป็นคนไทยท้องถิ่นสุพรรณแต่เดิม จากนั้น ย้ายมาอาศัยอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นช่วงเวลาที่อ้วนและพี่น้องอีก 11 คน เกิดและเติบโต เมื่ออายุได้ประมาณ 10 ปี อ้วนและครอบครัวย้ายมา อยู่ที่กรุงเทพฯ บริเวณชุมชนพรานนก ประกอบอาชีพขายพระบริเวณท่า พระจันทร์และวัดมหาธาตุ ท�ำให้ชีวิตอ้วนและครอบครัวผูกพันกับวงการเช่า พระ และต่อมาเธอได้ติดตามเพื่อนบ้านมาขายของในวัดราชนัดดา จากจุดนี้เองท�ำให้เธอได้พบกับสามีซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬ มาแต่เดิมและย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันหลังแต่งงาน สามีของอ้วนนับถือศาสนา อิสลาม มีอาชีพช่างท�ำกรงนกเขาชวา “พี่แต่งงานอยู่กับเขามาสามสิบปีก็เห็นสั่งกรงมาตลอด รุ่นตาเขาที่ท�ำ เมื่อก่อนเขาก็อยู่ที่ป้อมเลย เขาอยู่ท้ายคลอง ตรงข้างหลัง ตอนหลังเขาก็โยก ย้ายไปก็มาอยู่ตรงนื้เวลาไปแข่งก็จะมีคนเขาเอามาให้เราท�ำ ทาสีใหม่ กรงนี่ มันจะแบบ หัก 2-3 ซี่ เขาจะเอามาให้เราล้าง ทาใหม่ ลอกสีเก่าออก ตัดผ้าใหม่ บางทีมันก็นานหน่อย คิวมันก็ยาว เขาก็เอานกไปใส่กรงอื่นก่อน แล้วเอามา ให้เราท�ำ กรงใบนึงแพง อยู่ได้หลายสิบปี ...ที่อื่นเขาท�ำไม้จะอ่อน มันจะ ไม่ได้สีอย่างนี้ แต่ที่นี่เขาจะใช้ไม้แก่ท�ำจากทางใต้ ที่นี้ในกรุงเทพฯ ก็มีเขาท�ำ ไม้อ่อนมันไม่สวย นุ่มนิ่ม ไผ่มันมีหลายประเภท ไผ่สีสุก ทุกวันนี้ก็ท�ำมา
  • 30.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 30 จากโน่น แล้วมาท�ำผ้า แต่พอมาถึงเขาก็จะมาท�ำก่อน เอากระดาษทรายมา ลูบให้มันไม่คม มาตกแต่งก่อน กรงที่นี่มันขายได้เพราะว่า เราใช้วิธีดั้งเดิมไง คือเราใช้ทา เห็นไหม ที่เขาทาเนี่ยมันเป็น ย้อยๆ ย้วยๆ ใช้ชแล็ค สมัยใหม่เขา พ่น พ่นแล้วมันก็จะไม่เข้าไปเนื้อไม้ มันก็จะไม่ทน ที่นี่มันขายดีเพราะว่าเขา ท�ำแบบดั้งเดิม คือยังใช้มือทาอยู่” เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความช�ำนาญในงานช่างท�ำกรงนกของสามีที่ถึง แม้จะสั่งกรงนกส�ำเร็จรูปมาจากที่อื่น แต่ก็ยังคงอนุรักษ์วิธีทาสีดั้งเดิม คือ ทาด้วยมือแทนการพ่นแบบสมัยใหม่ อ้วนยังได้เรียนวิชาเย็บผ้าประดับกรงนกผ่านการสังเกตแม่ของสามี โดย ในช่วงแรกยังไม่มีทักษะในด้านงานเย็บปักถักร้อยเท่าไรนัก และแม่สามียัง ไม่ได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้ แต่ด้วยความพยายามฝึกฝน เมื่อแม่สามีล้มป่วยเธอ จึงน�ำผ้าที่ลูกค้าสั่งไปให้ตัดที่โรงพยาบาลและน�ำมาเย็บด้วยตนเอง หากถามถึงบรรยากาศของป้อมมหากาฬสมัยที่เธอมาอยู่ใหม่ๆ นั้น อ้วน เล่าว่า “พี่แต่งงานอยู่กับแฟนก็ 30 ปีได้ พี่มาอยู่ตั้งแต่อายุ 12-13 ปี อยู่ วัดราชนัดดา แต่ว่าสมัยก่อนตรงนี้มันไม่ได้โล่งๆ แบบนี้ มันเป็นร้านขายนก อยู่ข้างใน ข้างหน้านี่จะเป็นร้านขายพวกโอเลี้ยง กาแฟ ขายข้าวไม่ค่อยน่าดู” เธอยังได้กล่าวย้อนไปก่อนหน้าที่จะมาอยู่อีกว่า “สมัยก่อนป้อมไม่ได้เป็น แบบนี้ แต่ชุมชนก็พัฒนามาตลอด” โดยบ้านหลังปัจจุบันที่เธออยู่นั้น ผ่าน การต่อเติมมาหลายครั้งเพราะต้องขยายจ�ำนวนห้องไปตามสมาชิกครอบครัว ช่วงที่คนในป้อมเริ่มถูกสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น เธอเล่าว่า “กทม.จะท�ำสวน เฉลิมพระเกียรติฯ แต่น้องก็เห็นไม่ใช่หรอ รื้อไปก็ไม่มีคนท�ำ หมดเงินไปกี่ล้าน รื้อไปมันก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ แล้วพี่ไปถามคนเดินแจกใบปลิว ถ้าเขามาเป็น
  • 31.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 31
  • 32.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 32 สวนอย่างนี้จะกล้าเข้ามาไหม ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลยว่า ใครจะเข้ามา ก�ำแพงมันบังอย่างนี้ น่ากลัว เราก็ท�ำแบบสอบถาม เขาอยากท�ำอะไร เขาก็ บอกท�ำทุกวิถีทาง ขอให้ได้อยู่ ขอให้มีคนอยู่ร่วม แต่ก็ไม่เห็นจะได้สักที” ช่วงแรกจะมีเอกสารมาแปะที่บ้านมีการเรียกเจรจาและให้ทุกบ้านรับเงินจาก ทางกรุงเทพมหานคร “แม่แฟนพี่ก็รับ รับมา 25% เขาไม่อยากไป ตอนนั้น หัวหน้าชุมชนคนเก่า (เสียชีวิตไปนานแล้ว) เขาพูดว่า ‘ถ้าเอ็งไม่เอาเงินเดี๋ยว เขามาไถเอ็งก็ไม่ได้อะไรนะได้เงินซะเอ็งก็ยังมีเงินไปดาวน์ที่ไปจองตรงนี้ๆนะ เราก็เลยไปเอา” อย่างไรก็ตามหลังจากรับเงินจากทางกทม.ยังไม่มีการรื้อถอนใดๆเพราะ ชาวบ้านเจรจาขออยู่ต่อ และผ่านยุคสมัยนักการเมืองหลายคน มาจนถึง ปัจจุบัน “ก็เหมือนเราเจรจาขออยู่ต่อ เขาก็ไม่เห็นท�ำอะไรเลย แล้วก็มาถึง สมัยผู้ว่าฯ อภิรักษ์ เขาก็มาเซ็น MOU ว่าจะให้อยู่ต่อ ก็ยังมีเห็นด้วยกับเรา พอหมดอภิรักษ์ไป ก็เอาอีก เปลี่ยนสมัยทีก็เปลี่ยนที สลับไปสลับมา 4 ปี กู เอาที” ด้วยเหตุนี้ ต่อมาชาวบ้านจึงรวมกลุ่มสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อ ให้คนนอกได้รับรู้ถึงเหตุผลที่ชุมชนควรอยู่คู่ป้อมมหากาฬ ส่วนตัวอ้วนเอง ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Co-Create จัดสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิตเพื่อให้ ทุกคนสามารถเข้ามาภายในชุมชนเพื่อศึกษาข้อมูลจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ จริงได้ นอกจากนี้ ทางชุมชนยังไม่ขาดความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก ที่ยื่นมือเข้ามา โดยเฉพาะชาวต่างชาติ “อาจารย์ไมเคิล มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด เขาก็เข้ามาสมัยแรกๆ เลยนะ เข้ามาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย ทุกวันนี้เขาก็ยัง ติดต่อกัน ฝรั่งเขาก็มาช่วย เขายังส่งเรื่องถึง กทม. มีคนช่วยเยอะนะ คือเขา
  • 33.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 33 เข้ามาดูแล้วมันไม่น่าจะท�ำสวนได้ เพราะดูแล้วมันไม่ใช่ ถ้าให้คนอยู่มันน่าจะ ดีกว่า คนข้างนอกเขามาดู เขามาศึกษาเขาจะเห็นด้วยกับเรามากกว่าที่ทาง กทม. แต่ถ้าคนข้างนอกเขาจะไม่รู้ไง ว่าข้างในนี้มันมีอะไรบ้าง ต้องเข้ามารู้ ถึงจะเห็นความจริงว่ามันเป็นอย่างนี้บางทีคนฟังแต่ข่าวทางโน้น ไม่ได้มานี่จะ ไม่รู้” อย่างไรก็ตามทางกทม.ยังคงเดินหน้านโยบายรื้อป้อมต่อไป และถ้าหาก วันนั้นมาถึงวันที่บ้านของอ้วนถูกรื้ออ้วนและครอบครัวก็ไม่คิดจะย้ายหนีไปไหน “มันรู้สึกว่าแบบ เฮ้ย จะอยู่ได้หรือเปล่าวะ ก็คิดว่าแบบ แต่ยังไงก็ต้องอยู่ ลูกก็อยากจะอยู่ที่นี่ คงไปที่ไหนไม่ได้แล้ว”.
  • 34.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 34
  • 35.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 35 โดย นภสร เวชพราหมณ์ เดิมจันอาศัยอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงในชุมชนมุสลิมข้างทางรถไฟแยก ยมราช เมื่อพ่อจากไปจึงย้ายกลับมาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งเป็นบ้าน ทางแม่ จันย้ายมาตอนอายุ 8 ขวบ ขณะเรียนโรงเรียนวัดพระยายัง ก่อนจะ ย้ายทะเบียนบ้านตามมาทีหลังโดยมีญาติอยู่ในชุมชนคือบ้านขายดอกไม้ไฟ หน้าชุมชนซึ่งเป็นมุสลิมด้วยกัน จันพูดถึงบรรยากาศในป้อมตอนเด็กๆ ว่า “มันบ้านๆ กว่า ไม่เป็นแบบนี้มันบ้านๆ เราเดินเข้าออกได้ทุกบ้าน คนเฒ่า คนแก่ก็อยู่เยอะกว่านี้ นี่เขาก็รื้อกันไปหลายบ้าน ย้ายไปหลายบ้าน ตอนนั้น บ้านนี่ติดๆกันหมด สมัยก่อนโรงหนังเฉลิมไทยยังไม่รื้อเลยนะ ยังวิ่งเล่น โรงหนังเฉลิมไทยอยู่เลย ทางนี้ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ด้วย ทางด้านที่เป็นสวน หย่อมก็เป็นตลาดนก ทางเข้า” ปัจจุบันจันอาศัยอยู่ที่บ้านพร้อมสามีและลูกหลาน เธอขายอาหารตาม สั่งและเปิดร้านขายของช�ำไปพร้อมกัน บ้านของจันจึงเป็นแหล่งเสบียงของ ชาวบ้านและเมื่อชุมชนมีงานส�ำคัญ รวมถึงงานสักการะพ่อปู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจ�ำชุมชนป้อมมหากาฬ ในปี พ.ศ.2535 นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไล่รื้อ เธอจึงเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของการต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของทุกคนเรื่อยมา “คนในชุมชนเยอะกว่านี้ ก็ยังร่วมมือร่วมใจกัน ตอนช่วงนั้นก็ไปหลายบ้านแล้วนะ หลังจากนั้นก็ไปอีก จัน
  • 36.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 36 หลายบ้านอีก และมาถึงคราวนี้ก็ทยอยๆ ออก ตอนนั้นคนแก่คนมีอายุที่ว่า ไม่ใช่เป็นที่ของตัวเองกทม.มาเสนอเงินให้คนเฒ่าคนแก่เห็นเงินก็ดีใจตาโตแล้ว” จันเป็นหนึ่งในแกนน�ำชุมชน ที่ไม่เคยคิดท้อต่อการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด “ท้อไม่ได้ เหนื่อยยังไม่ได้เลย เราต้องนึกถึงลูกหลาน ที่เราอยู่ถ้าเราไม่สู้แล้ว ลูกหลานเราจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราสู้แล้วลูกบ้านถอยก็ไม่รู้จะสู้ไปท�ำไม เราเป็นผู้น�ำ มันสู้เราก็ต้องสู้ต่อไป ถามว่าท้อไหม ไม่เคยคิดท้อ อยากให้จบรู้ แล้วรู้รอด” จันและคนในชุมชนจึงเริ่มท�ำโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นจิตส�ำนึกให้ คนในป้อมตระหนักถึงความส�ำคัญของการอยู่ร่วมกัน และให้ผู้คนภายนอก ได้รับรู้ถึงคุณค่าในตัวชุมชน รวมถึงใช้วิธีเจรจากับทาง กทม.ที่จะมารื้อด้วย เช่นกัน “อีกหน่อยกรุงเทพฯ ไม่มีแล้วชุมชน ถ้าโดนอย่างนี้ไม่มี ขึ้นเป็นตึกสูง อันไหนที่เป็นโบร�่ำโบราณก็จะไม่มีให้พวกนักศึกษา สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่ง เรียนรู้ได้ กทม.ไม่เคยมีความคิดนะว่าจะมาอนุรักษ์บ้านเรือนไทย จะมาท�ำ สิ่งเรียนรู้ให้นักศึกษา กทม.ท�ำไม่ได้อย่างที่พวกเราท�ำหรอกเชื่อได้ เขาไม่ได้ อยู่ในพื้นที่ก่อนหน้านี้กทม.จะท�ำแค่สวนหย่อมแต่พอเห็นแนวคิดของชุมชน เขาก็เลยเอามาเป็นแนวคิดบ้าง แต่ให้เขามาพูดมาคิดอย่างเรา เขาอธิบาย ไม่ได้อย่างเราหรอก บ้านหลังนี้เป็นอย่างไร พื้นเพคนดั้งเดิมมีอาชีพอะไร เขาเล่าไม่ได้ แต่อันนี้เขามีตัวตนที่เล่าได้ตามบ้าน” บ้านของจันสร้างด้วยไม้ มีอายุเก่าแก่ จึงเตรียมจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ มีชีวิตคือมีคนอาศัยอยู่ในบ้านและสามารถให้คนภายนอกเข้ามาดูได้“ใช้ค�ำว่า พิพิธภัณฑ์ มันก็ต้องมีคนที่อยู่ในพื้นที่ เล่าอธิบายได้ แล้วจะเป็นพิพิธภัณฑ์มี ชีวิต มีแต่บ้านมานั่งดู เงินหยอดตู้ แล้วก็ออก เขียนประวัติให้เขาอ่าน
  • 37.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 37 อย่างนั้นเหรอ ขนาดวัดโพธิ์ วัดพระแก้ว เขาก็ยังมีมัคคุเทศก์ มีอะไรเดิน อธิบายเดินบอกใช่ไหม ตรงนี้ฝรั่งก็เข้าเยอะนะ และข่าวข้อมูลข่าวไปถึงต่าง ประเทศ คนก็เข้ามาดูมาถ่ายรูปความสัมพันธ์ที่อยู่ในนี้กัน” และถึงแม้ว่า จันจะมีญาติอยู่ต่างจังหวัด แต่เธอก็ยังไม่อยากย้ายไปจาก ที่นี่ เพราะเธอมีความรัก ความผูกพันอยู่กับชุมชนแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด.
  • 38.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 38
  • 39.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 39 โดย นภสร เวชพราหมณ์ เล็ก พีระพล เหมรัตน์ เกิดในชุมชนหลังโรงแรมรัตนโกสินทร์เมื่อปี พ.ศ. 2503 ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬเพราะถูกไล่ที่เมื่อประมาณเกือบ 40 ปีก่อน บ้านที่อยู่ทุกวันนี้เป็นที่ของพ่อตาแม่ยาย ซึ่งได้มีการเช่าต่อกันมา เล็กพูดถึงสภาพความเป็นอยู่ในป้อมช่วงวัยเด็กไว้ว่า “ที่นี่ เมื่อก่อนมีบ้านอยู่ เต็มไปหมดเลย ตอนพี่เรียนวัดสุทัศน์ก็มีเพื่อนเรียนอยู่ที่นี่ ตอนเด็กก็มาเที่ยว กับเพื่อนประจ�ำ มากินมานอนในนี้ตั้งแต่เด็ก จนมาได้แฟนอยู่ที่นี่” หลังจากเรียนจบชั้นประถมและมัธยมเล็กเรียนต่อระดับประกาศนียบัตร ชั้นสูง ด้านพาณิชย์ที่เทคนิคกรุงเทพฯ และท�ำงานแผนกน�ำเข้า – ส่งออก สินค้า ในบริษัทผลิตอุตสาหกรรมเส้นด้าย และย้ายออกไปผ่อนบ้านใหม่ จน เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี2540บริษัทล้มละลายบ้านที่ผ่อนไว้ถูกยึดท�ำให้ เล็กต้องกลับมาประกอบอาชีพขายโอเลี้ยงกาแฟเย็นในบริเวณชุมชนตามเดิม เมื่อกลับมาอยู่ในชุมชนอีกครั้งเล็กเริ่มท�ำงานร่วมกับเครือข่ายชาวบ้านในเขต อื่นๆ เล็กจึงเลิกอาชีพค้าขาย ผันตัวมาท�ำงานให้กับชุมชนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เรามีความรู้อยู่แล้ว จะไปท�ำงานที่ไหนอะไรก็ได้ เราเอาบ้านและงาน ชุมชนที่อยู่อาศัยเราก่อนดีกว่า” เล็กเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ได้ออกมาท�ำธุรกิจ ค้าขายน�้ำในชุมชนท�ำให้เริ่มมีความใกล้ชิดและมองถึงปัญหาของชุมชนมากขึ้น ประกอบกับในช่วงนั้นเป็นช่วงที่สถานการณ์การไล่รื้อนั้นเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เล็ก
  • 40.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 40 ชุมชนเริ่มน�ำหน่วยงานของเอกชนหรือหน่วยงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ของเครือข่ายชาวบ้านผู้โดนไล่ที่ต่างๆ เข้ามา ท�ำให้เล็กเริ่มที่จะท�ำงานชุมชน อย่างเต็มเวลา จนต้องเลิกกิจการส่วนตัวไป โดยมีงบประมาณจากการ ออมทรัพย์ส่วนกลางของเครือข่ายที่เป็นตัวเลี้ยงชีพของเล็กเอง “เรามาอยู่ที่นี่ เราก็รักที่นี่เหมือนกัน และพอมาดู หนึ่งเราดูแล้วเรา ไปไหนไม่ได้และสองที่นี่เหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งก็ช่วยกันดูแล” เล็กเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกก่อนที่จะเข้ามาท�ำงานชุมชนอย่างจริงจัง“พอกทม. ให้เงื่อนไขว่าต้องออกจากพื้นที่ พ่อแม่ก็ไปจองล็อค โดยเขาจะมีกระดาษแผ่น ใหญ่เป็นแปลนเป็นล็อค ก็ไปจิ้มๆ กัน” เล็กเล่าถึงสถานที่ที่กรุงเทพมหานคร จัดเตรียมไว้ให้ส�ำหรับพี่น้องชุมชน ป้อมฯ รวมถึงชุมชนอื่นๆ ที่ถูกกรุงเทพมหานครมองว่าเป็นพื้นที่แออัดและมี ความต้องการที่จะไล่รื้อแหล่งที่อยู่อาศัยเหล่านั้น และย้ายผู้คนทั้งหมดไปอยู่ ในพื้นที่ที่เรียกว่า “โครงการฉลองกรุง 2” อยู่แถวเขตมีนบุรี เล็กอธิบายว่า ตั้งแต่การเริ่มมีประกาศเวนคืน ในปี พ.ศ. 2535 ตอนนั้นเล็กเป็นมนุษย์เงิน เดือนอยู่และไม่ได้สนใจเรื่องของการต่อสู้ และพ่อตาแม่ยายของเล็กได้รับเงิน และจองที่ไป ซึ่งการรับเงินก็ขึ้นอยู่กับขนาดของบ้าน และในการจองที่นั้น จ�ำเป็นต้องมีการวางเงินดาวน์และผ่อนกับธนาคารการเคหะฯ หลังจากผ่อนส่งไปได้ 1 – 2 ปี ประมาณปี พ.ศ. 2539 ชาวบ้านรวมตัว กันไปดูสถานที่ตั้งโครงการ แต่กลับพบเพียงพื้นที่ว่างเปล่า แม้กระทั่งระบบ ประปา – ไฟฟ้า ก็ยังไม่ได้ถูกจัดการให้เรียบร้อย ตลอดจนถนนทางเข้าไปยัง ตัวโครงการก็มีสภาพย�่ำแย่ ห่างไกลจากถนนสายหลักเกือบ 8 กิโลเมตร ใน ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะก็มีน้อยมาก และสาเหตุส�ำคัญอีกประการหนึ่ง
  • 41.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 41 ผลงานดินเผาที่ท�ำร่วมกับเด็กในชุมชน
  • 42.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 42 คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานในการด�ำรงชีวิตเต็มไปด้วยความยากล�ำบากใน การเข้าถึง จะส่งผลกระทบของความเป็นชุมชนที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของผู้คนที่หลากหลายมากขึ้นความแออัดที่ไม่ต่างจากเดิมเพียงแต่ย้ายที่และ มีจ�ำนวนประชากรเยอะขึ้น ท�ำให้ชาวบ้านไม่สามารถรับเงื่อนไขและการ จัดการของรัฐ จึงน�ำไปสู่การหาทางแก้ปัญหาในแบบอื่นๆ ต่อมา เล็กเล่าให้ฟังว่า การท�ำงานในชุมชนของเล็กนอกจากจะเป็นแรงผลัก ดันในการน�ำชาวบ้านจัดการพัฒนาภายในชุมชนแล้ว การที่เล็กเดินทางออก ไปท�ำงานอาสากับกลุ่มเครือข่ายต่างๆ นั้นก็เป็นการท�ำงานให้ชุมชนไปด้วย อีกทาง เพราะเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์ของชุมชนป้อมฯ เข้าสู่ช่วงตึงเครียด ก็ได้ทั้งแรงก�ำลังกายและการช่วยเหลือข้าวของต่างๆจากกลุ่มพี่น้องเครือข่าย ที่มาช่วยเหลือท�ำให้ป้อมต่อสู้ได้มาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการที่ออกไปช่วย เหลือพี่น้องชุมชนอื่นๆ ก็เปรียบเสมือนการดูงานของเล็กเพื่อน�ำมาปรับใช้กับ ชุมชนของตัวเอง “สิ่งที่เรามองเห็นว่ามันมีทางสู้ต่อ คือ มีนักกฎหมายเป็นอาจารย์ จาก มธ. ร่วมถึงกลุ่มนักวิชาการต่างๆ หรือพวกกลุ่ม อย่างกลุ่ม hostel หรือ กลุ่ม onceagainซึ่งก็คุยกันว่าป้อมนี่มันน่าจะอยู่คู่กับเมืองได้นะมันไม่ได้ไปเบียด บังที่ทางหน่วยงานของรัฐ เพียงแต่เขาอยู่เป็นสวนของเขา มีสวนบ้างมีชาว บ้านอยู่บ้าง ซึ่งการที่หน่วยงานต่างๆ กลุ่มต่างๆ รวมถึงพี่น้องจากหลายที่เข้า มาช่วยเรา ท�ำให้เราเห็นว่า มันก็น่าจะมีทางนะ คนอื่นยังมาช่วยเราขนาดนี้ เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดียว”
  • 43.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 43 เล็กเล่าถึงสิ่งที่ท�ำให้มีก�ำลังใจสู้มาถึงทุกวันนี้ก่อนที่จะพูดถึงช่วงท้อที่สุด ว่าก็เป็นช่วงที่โดนเข้ามารื้อสวนในบริเวณส่วนหน้าของป้อมไป “สู้มา 24 ปี เราไม่ได้สู้กันมาอย่างโดดเดี่ยวนะ พี่น้องเราเยอะ เรามีเพื่อน” การที่มีเครือข่ายชุมชนอย่างเครือข่ายคลองหรือชุมชนที่ถูกรื้อไล่อื่นๆนั้น สามารถเป็นพลังและแรงสนับสนุนซึ่งกันและกันเองทั้งในด้านนโยบายและ การรวมพลังมวลชน พี่น้องป้อมฯ ช่วยพี่น้องคลอง พี่น้องคลองช่วยพี่น้อง ริมทางรถไฟ จนเกิดเป็นพลังมวลชนที่สามารถปลุกกระแสของสังคมให้หัน มาให้ความสนใจในความเพิกเฉยต่อผู้คนของรัฐ
  • 44.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 44
  • 45.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 45 โดย วิศรุต ประทุมมา นับเป็นเวลาร่วม 30 ปีที่ อุทร ปัญญาศิริ ได้ก้าวเข้ามาพักอาศัย และใช้ ชีวิตอยู่ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ “เริ่มแรกก็มาเช่า มาอยู่ห้องหนึ่งในบ้านหลังนี้ แหละ แต่อยู่ข้างล่าง ที่นี่แต่ก่อนแบ่งให้เช่าบริเวณชั้นล่าง มีทั้งหมดประมาณ 4-5 ห้อง ข้างบนเจ้าของอยู่” ในช่วงปี พ.ศ.2527 – 2528 ชุมชนมีผู้คนอาศัย อยู่อย่างหนาแน่นและแออัด“คนเยอะ อย่างชั้นล่างก็เป็น 20-30 คน วุ่นวาย มาก เรามุ่งมั่นหาเงินอย่างเดียว คนที่อยู่ก็คุยกัน ส่วนมากก็คนต่างจังหวัด กันทั้งนั้น เช่าอยู่ก็เลยคุยกันเข้าใจรู้เรื่อง สิ่งแวดล้อมเราก็ไม่สนใจ หนวกหู อะไรเราก็ทน” ปัจจุบันในวัย 58 ปี อุทรอาศัยอยู่ร่วมกับภรรยาและลูกชายคนเล็ก ส่วน ลูกสาวคนโตอยู่ต่างจังหวัด เรียนจบและมีครอบครัวแล้ว “ตอนแรกก็อยู่ใน ห้องเล็ก ไม่กล้าเอามาเลี้ยง เลยส่งไปต่างจังหวัดให้แม่ยายเลี้ยง พอโตขึ้นมา เขาก็ไปสอบได้ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลูกชายคนเล็กเพิ่งเรียน ป.6 จบที่นี่” พื้นเพเดิมของอุทรอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ส่วนภรรยาเป็นชาวจังหวัด หนองคาย “เจ้าของเขาไม่ค่อยอยู่บ้าน ผมก็ช่วยดูแลบ้าน เขาเลยให้ขึ้นมาอยู่ ข้างบน...ก็มีหลานที่มาอาศัยเรียนหนังสือก็มาเป็นรุ่นๆน้องก็มาพักบ้างอะไร บ้าง มีงานเขาก็ไป ที่นี่ก็กลายเป็นจุดรวมของญาติพี่น้องที่มากรุงเทพฯ” อุทรเช่าห้องจากเจ้าของชื่อองุ่น เป็นการเช่าแบบปากเปล่า ไม่มีหนังสือ สัญญา “พี่องุ่นเขามาเช่าอีกทีหนึ่ง มาสอบถามทีหลัง จริงๆเป็นของคุณเฉลา ...บ้านหลังนี้วุ่นวายเหมือนกันนะ มันมีการฟ้องกันระหว่างเจ้าของบ้านกับ เจ้าบ้าน ใบทะเบียนบ้านเป็นชื่อของพี่องุ่น แต่ใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าและน�้ำ อุทร
  • 46.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 46 ประปาเป็นชื่อคุณเติมศักดิ์ น่าจะเป็นลูกหลานคุณเฉลา ไม่เคยเห็นหน้าเลย มีแต่ชื่อ” บ้านหลังนี้สร้างบนที่ดินที่แต่เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดราชนัดราม วรวิหาร ในอดีตเจ้าของบ้านเป็นต�ำรวจวัง จากประวัติที่เล่ากันต่อๆ มาใน ชุมชน “พื้นบ้านไม้ขนาดใหญ่มาก ลักษณะแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็น น่าจะต้อง เป็นบ้านคนในวัง บ้านผู้ดีเก่า พอผมมาอยู่ข้างบนก็มาปรับปรุงข้างนอกใหม่ เปลี่ยนจากสังกะสี ท�ำเป็นเป็นไม้ระแนง จากค่าเช่าเริ่มแรก 700 บาท ต่อเดือน เพิ่มเป็น 1,200 บาท เมื่อได้ย้ายขึ้นมาอยู่ชั้น 2” อุทรเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุประมาณ 17 – 18 ปี เริ่มจากท�ำงานใน โรงงาน และเคยเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่กรมชลประทาน ปัจจุบัน วันธรรมดา อุทรรับซ่อมรองเท้าอยู่ตรงส�ำนักงานการบินไทย วันเสาร์อาทิตย์จะท�ำงาน ช่วยเหลือชุมชน ส่วนภรรยาขายเครปอยู่ตรง 7-eleven ประตูผี “พอดี รองเท้ามันขาด จ้างเขาเย็บ 30 บาท อุ้ย!ท�ำไมมันแพง ท�ำงานอยู่ กรมชลประทานได้วันละ 55 บาท ก็เลยครูพักลักจ�ำ ดูๆ เขาไป ไม่ได้ไปเรียน อะไร แต่ใจมันรัก พอใจมันรักก็จ�ำได้ง่าย ไปดูเขาแล้วก็ซื้ออะไรมาให้เขากิน ...ก็เหมือนอยู่ตรงนี้แหละ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ยาวขนาดนี้ ก็ต่อสู้มาเรื่อยๆ เขาพาท�ำอะไรก็ท�ำทุกอย่างที่ว่าง แบบเขาจัดระเบียบอะไรก็ช่วยเขาทุกอย่าง ก็อยู่ได้จนเรียกว่าเป็นเจ้าของบ้าน ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านแต่มีสิทธิ์ มันผูกพัน และรักบ้านหลังนี้มากๆ ก็เหมือนบ้านหลังที่สอง” หลังปีพ.ศ.2535เป็นต้นมามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น “พอ กทม. มีแผนจะปรับปรุงเป็นชุมชน มีโครงการต่างๆ คนที่ไม่อยากต่อสู้เขาก็ย้าย ออกไปเลย ทีละห้องสองห้อง เพราะเขาเฉยๆ เขาท�ำมาหากินอย่างเดียว ไม่สนใจชุมชน ไม่ท�ำงานร่วม เขาก็เลยออกไป” อุทรพบว่าพอเริ่มมีการไล่รื้อ ก็เริ่มรวมตัวกันมากขึ้น เริ่มมีกิจกรรมเข้ามา คนน้อยลงก็ยิ่งสนิทกัน “ต่างคน ต่างก็ไม่อยากไปไหน อ่านใจกันออกแล้ว เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมากเลยนะ หนึ่งมัน สะอาด เพราะหัวหน้าชุมชนเขาจริงจัง เข้มแข็ง แนะน�ำทุกอย่าง สารพัดเรื่อง ชาวบ้านก็เปลี่ยนไปหมด ช่วยกันดูแลบ้านเราให้ดูดี ใครสู้ก็สู้ ไม่สู้ก็พิจารณา
  • 47.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 47 ตัวเองไป เอาให้จริงจังไปเลย ส�ำหรับผมเอง เราก็ท�ำของเราให้ดีที่สุด ไม่เกี่ยง การงาน” ในปีพ.ศ.2542มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น อุทรรับต�ำแหน่งประธาน กลุ่มออมทรัพย์ต่อจากหมูอดีตหัวหน้าชุมชนผู้เป็นแม่ของกบ หัวหน้าชุมชน รุ่นปัจจุบัน โดยจะมีเหรัญญิกไปนั่งเก็บออมทรัพย์ทุกวันอังคาร แล้วฝากเข้า ธนาคารออมสิน นอกจากนี้อุทรยังช่วยงานชุมชนในส่วนของกลุ่มที่อยู่อาศัย ภรรยาอยู่ในกลุ่มอาชีพ “ท�ำบ้าน สารพัดประโยชน์ ท�ำอะไรก็ได้ที่ชุมชนจะ ให้ท�ำเกี่ยวกับบ้าน ช่วยเขาดูแล ช่วยเขาวัด สารพัดประโยชน์ แล้วแต่เขาจะ ให้ท�ำ เขาพาท�ำก็ท�ำ ไม่ใช่ว่าจู้จี้จุกจิก คือเขาคิดดีแล้วเขาถึงมาท�ำ ...มันสนุก กับงาน ถ้าเรารักที่จะอยู่นะ” อุทรไม่ค่อยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินมากนัก“มันเป็น นโยบายของเขา ก็ไม่ทราบเหมือนกัน กทม. เขาอยากท�ำให้มันโล่งหรือเปล่า ไม่อยากให้คนมาจุ้นจ้านหรือเปล่า” อีกทั้งยังไม่เคยไปดูที่อยู่ใหม่ที่ทาง กทม. จัดเตรียมไว้ให้ เพียงแต่ฟังค�ำบอกเล่าจากคนในชุมชนที่ได้ไปดูมาเท่านั้น “ไม่ได้ใส่ใจ จะไปท�ำอะไร ไปท�ำมาหากินอะไร” ชุมชนไม่ได้ต่อสู้เพียงล�ำพัง แต่ยังได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนอย่าง มากมายจากภายนอก “สอช. (สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมือง แห่งชาติ) เขามาช่วย เขามีเครือข่ายทั่วประเทศ ยังมั่นใจตรงนี้” โดยอุทรเชื่อ ว่าทุกคนอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไป ด้วยความฝังใจ และผูกพันกับพื้นที่ ถึงย้ายไป อยู่ในที่ใหม่ๆ สิ่งแวดล้อมก็จะไม่ดีเหมือนเดิม“จะไปไหนล่ะถ้าไม่สู้ ลูกเมียก็ อยู่นี่ ค้าขายก็อยู่นี่ โรงพยาบาลกลางก็ใกล้ๆ มันสะดวกสบายทุกอย่าง ถ้าคิด ว่าจะไปอยู่ที่อื่นล�ำบากแน่นอนเห็นแล้วเขาไปซื้อที่ขนาดบ้านหันหน้าเข้าหา กันยังไม่รู้จักกัน ถ้าเกิดมีเรื่องนิดหน่อยมันจะไม่ฆ่ากันเหรอ” และในท้ายที่สุดอุทรยังคงยืนยันว่าจะขอยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับชุมชนต่อไป “ก็มีความหวังทุกช่วง ...จะอยู่จนกว่าจะสุดๆ อยู่จนหมดแรง”.
  • 48.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 48
  • 49.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 49 โดย วิศรุต ประทุมมา แกะ ประนอม พวงไชโย ย้ายมาอยู่ที่ป้อมมหากาฬตั้งแต่เด็กๆ แม่พา เข้ามาตั้งแต่เล็กๆ น่าจะประมาณ 5 ขวบ ตั้งแต่สมัยที่ยังมีรถรางวิ่งผ่าน แต่ว่าย้ายไปย้ายมา แกะเป็นคนจังหวัดอยุธยา ตามแม่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก เคยอยู่ที่แฟลตต�ำรวจ สน.ส�ำราญราษฎร์ เพราะว่าน้าท�ำงานเป็น ต�ำรวจ ส่วนแม่ของแกะ สมัยก่อนเป็นแม่ครัวหุงข้าวในร้านอาหาร ก่อนจะ ย้ายมาอยู่ที่ป้อมมหากาฬ แฟลตที่แกะเช่าอยู่บริเวณเสาชิงช้าเกิดไฟไหม้ “ก็มีเพื่อนหรือคนรู้จักที่เป็นแม่ค้าด้วยกันแนะน�ำให้ลองเข้ามาดูในป้อม ย้ายมาอยู่ไม่ได้ท�ำสัญญา ซื้อสิทธิ์มาอยู่ หมายความว่า เจ้าของเดิมที่อาศัย อยู่ได้ขายสิทธิ์ที่จะอยู่ตรงนี้ให้ เหมือนเป็นค่าไม้ เจ้าของเดิมเป็นเพื่อนลูกชาย เค้ามีบ้านของเค้า ไม่อยากอยู่แล้วแต่ว่าลงทุนไปก็ขอทุนคืน อยู่กันเหมือนพี่ เหมือนน้อง ดีกว่าไปเช่าเค้าอยู่” แกะอาศัยอยู่ร่วมกับสามี คือเล็ก ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานอีก 4 คน “มีลูกหลานเยอะ อยู่กันหลายคน มีลูก 5 คน เสียไป 3 คน มีหลาน 4 คน เมื่อก่อนแม่อยู่ด้วยแต่เสียไปแล้ว ลูกชายอยู่ที่นี่คนนึงกับเมียแต่ไม่มีลูก อีกคนออกไปเช่าหออยู่ข้างนอก เพราะบ้านมีหลานๆ เยอะ หลานๆ คือลูก ของลูกชายที่เสียไปแล้ว ก็เอาลูกมาเลี้ยงหมดเลย เมียเค้าก็ไปแล้ว หลานคน โตเรียนอยู่ปิ่นมงคล” หลานๆ ทุกคนจะเรียกแกะว่าแม่ และเรียกลุงเล็กว่าพ่อ แกะ
  • 50.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 50 ปัจจุบันในวัย 66 ปี แกะยังคงประกอบอาชีพค้าขาย “หลานเรียนอยู่ที่ โรงเรียนวัดราชนัดดาฯ ข้างหน้า ก็อาศัยขายน�้ำอยู่ข้างๆ โรงเรียน สมัยก่อน ท�ำงานก็ได้เงินเดือนไม่เท่าไหร่ แต่พอบริษัทย้ายไปปากน�้ำ ไม่ได้ย้ายไปด้วย ก็ออกมา ได้เงินมาก้อนหนึ่ง เอาไปลงทุนขายน�้ำ ในวัดขายไม่ค่อยดี ถ้าออก ข้างนอกไม่มีสตางค์จ่ายเทศกิจ สมัยแม่อยู่ขายกล้วยทอดไม่มีค่าเทศกิจ ส่วนลุงเล็กก็ขายพระอยู่ ท�ำอย่างอื่นไม่ได้เพราะของมันแพง ค้าขายล�ำบาก มาก ไม่กล้าลงทุน ไม่ค่อยมีคน” ช่วงที่แกะเข้ามาอยู่ใหม่ๆ มีคนอาศัยอยู่ในชุมชนเยอะมาก ภายหลังจาก ที่เริ่มมีการเวนคืนพื้นที่คนก็เริ่มย้ายออกไปจากร้อยกว่าเหลือ40กว่าหลังคา เรือน “ใครมีเงินก็ย้ายมีที่ก็ย้าย แต่ไม่มีอะไรก็เลยยังอยู่ที่นี่ ...ที่อยุธยา พ่ออยู่คนเดียว แม่ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ภายหลังเริ่มมีการกั้นที่ให้โฉนด บ้านที่นั่นก็เป็นบ้านร้างเลยไม่ได้ที่” แต่บ้านหลังที่อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้เป็น ชื่อของเล็กแล้ว “สมัยก่อนไม่มีบ้านเลขที่ มาบุกเบิกขอกัน เป็นบ้านเลขที่ ชั่วคราวนับต่อจากบ้านหลังอื่นที่อยู่ก่อน ...สมัยก่อนเจ้าของเดิมบอกว่า อยู่แต่ไม่มีการเก็บค่าเช่า เสียที่เขตปีละ 500 บาท เหมือนเป็นค่าบุกรุกพื้นที่ เสียตั้งแต่ก่อนหน้าที่ป้าจะย้ายมาปัจจุบันตั้งแต่ป้าย้ายเข้ามาก็ไม่ได้เสียแล้ว” ตั้งแต่เริ่มมีการต่อสู้กัน เคยมีคนมาชวนแกะไปอยู่บ้านเช่าซื้อ เป็น โครงการของการเคหะฯ ถ้าจะอยู่ก็ต้องจับฉลากว่าจะได้อยู่ตรงไหน แกะเคย ไปดูที่เดียวคือที่มีนบุรีร่มเกล้า “มีเช่ารายเดือน เช่าซื้อ เช่ารายปี เคยไปดู ก็เป็นท้องนา ไกลมาก เลยไม่ไป ไม่ได้อยู่ฟรี ต้องผ่อน ถ้าไปอยู่ก็ต้องเร่งรัด ให้ปลูกบ้าน ถ้าซื้ออยากซื้อเป็นบ้านพร้อมเช่า เช่าไปอยู่ไป ไม่อยากซื้อที่เปล่า แล้วต้องไปปลูกบ้านเอง …ตอนแรกคิดว่าจะสบายเลยไปดู แต่พอไปถามคน
  • 51.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 51 ที่อยู่ก็ล�ำบาก รถไม่มี โรงพยาบาลไม่มี ถ้าใครป่วยก็ล�ำบาก อยู่นู่นท�ำอะไร ไม่ได้เลย อยู่นี่ยังพอขายอะไรได้เล็กๆน้อยๆ” แกะยังมีลูกของพี่ชาย 3 คน มีบ้านอยู่ที่ลาดกระบัง “พี่ชายเสียไปแล้ว บ้านพี่ชายอยู่หัวมุมของป้อมฯ อยู่ที่นี่เสียที่นี่ บางทีก็มาชวนป้าไปด้วย แต่ป้าเกรงใจเพราะมีหลานเยอะ” ในช่วงที่มีการไล่รื้อ แกะก็ไปช่วยเฝ้าที่ประตู ร่วมต่อสู้กับชุมชน “อยู่เวรอยู่ยามตลอดทั้งคืน ทุกบ้านช่วยกัน ...ไม่มีบ้านที่ไหนแล้ว ไม่มีที่ไป ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่ที่นี่ ขอให้อยู่ได้ไม่อยากไปไหน” ในความคิดเห็นของ แกะ คนกับโบราณสถานสามารถอยู่ร่วมกันได้“โบราณสถานที่มีชีวิต ถ้าไม่มี คนอยู่จะมีชีวิตได้ยังไง ถ้ามีคนเข้ามาก็สามารถสอบถามข้อมูล ประวัติของ สถานที่รอบๆได้ ยังไงก็อยากจะอยู่ที่นี่ เพราะชินกับที่นี่แล้ว รู้จักคนแถวนี้เยอะแล้ว หลานก็เรียนอยู่ตรงนี้ด้วย วันไหนป้าไม่มีกิน ก็ไปกินที่บ้านอื่นก็ได้ เชื่อใจกัน เหมือนพี่เหมือนน้อง ถ้าย้ายไปที่อื่นไม่เป็นแบบนี้”.
  • 52.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 52
  • 53.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 53 โดย วิศรุต ประทุมมา “คุณเคยเห็นบานชักช่องลมแบบนี้ไหมล่ะ เดี๋ยวนี้มันไม่มีใครท�ำแล้ว … หนึ่งคือมันมีน�้ำหนัก สองมันต้องใช้แรงงานคนในการชัก” กบ ธวัชชัย วรม หาคุณ ในวัย 57 ปี ชี้ชวนให้ดูหนึ่งในส่วนประกอบของบ้านอายุ 111 ปี ที่มี ต้นก�ำเนิดตั้งแต่ในสมัยของคุณทวดข�ำ ไม่เสื่อมสุข ผู้เริ่มต้นใช้บ้านหลังนี้ใน การท�ำเครื่องดนตรีไทย ก่อนส่งต่อให้กับลูกชายคือคุณตาอู๋ ไม่เสื่อมสุข โดย คุณแม่ของกบเป็นลูกสาวคนสุดท้องของคุณตาอู๋ “คุณทวดเรา... จากค�ำบอก กล่าวของยาย เป็นพวกมอญ แล้วพอได้รับอิสรภาพก็หันมาประกอบอาชีพที่ ตนเองมีความรู้ มีความถนัด ...เป็นทาสผู้ได้รับอิสรภาพ” บ้านหลังนี้สร้างอยู่บนพื้นที่ 57 ตารางวา ของวัดราชนัดดารามวรวิหาร “ก่อนที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าผมเช่าเดือนละ5บาท นะ จนมาปรับเป็น 20 จนมาปรับครั้งหลังสุดที่เกิดปัญหากรณีไล่รื้อเสียค่า เช่าที่วัดเดือนละ 100” ลุงกบเชื่อว่าคุณทวดมองถึงทิศทางในเรื่องของ เศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง รวมถึงการสร้างประโยชน์ให้กับเมือง จึงเลือกตั้งถิ่นฐาน ที่อยู่อาศัยในบริเวณตะเข็บของเมืองเกาะคู่ขนานไปกับแนวก�ำแพง “พื้นที่มัน จ�ำกัด เมื่อในสมัยอดีตเดินหน้าเข้าไปในตัวเมืองมันเดินไม่ได้ เพราะว่าข้างใน มันไม่มีที่อยู่อาศัย มันจะมีวัดกับวัง ถ้าเดินออกไป ผ่านพ้นคลองคูเมืองเดิม มันก็เป็นเทือกสวนไร่นา” โดยประกอบอาชีพท�ำกลองชนิดต่างๆให้กับ กบ
  • 54.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 54 สาธารณชน ผลิตรักและหลอมตะกั่วถ่วงเสียงลูกระนาดเพื่อใช้ส�ำหรับ วงปี่พาทย์ เพนียดส�ำหรับรูดหนังเส้น วงเวียนที่ใช้ในการวัดหนัง รวมทั้งกระทะ หลอมตะกั่ว ยังคงถูกเก็บรักษาไว้และเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจ�ำในวัยเด็ก ของกบ “ตอนนั้นผม 5 – 6 ขวบ สมัยก่อนมันมีโรงฆ่าสัตว์ที่คลองเตย เค้าพับ ท�ำเป็นแห้งมา คุณต้องเอาลงมาในบ่อหมักหนัง เพื่อให้หนังมันคืนรูป คือกลับสภาพมาเป็นความนิ่ม …อย่างคุณยายไปรูดหนังเส้นในวัด ก็จะเอา คนไปเลย 6 – 8 คน ถ้าบางครั้งเส้นหนังต้องการความยาวมากกว่านั้น ก็จะ เอาไปถึง 10-12 คน เข้าแถวต่อกันเลย คอยรับเส้นหนังแล้ววิ่ง ผมก็ไปนั่งดู” กบชี้ให้ดูภาพถ่ายที่ผนังอีกครั้ง “พ่อก็แต่งงานกับแม่ที่บ้านนี้... นี่คุณตา คุณยาย เป็นประธานเปิดในการรดน�้ำสังข์ให้กับพ่อแม่ ...รูปนั้น นี่แฟนผมใส่ ชุดสีชมพู ก็แต่งงานกันที่บ้านนี้” กบมีลูก 2 คน ลูกสาวคนโตท�ำงานเป็นครู ฝึกสอนอาชีพ มีหลานแล้ว 2 คน “คนโตมีครอบครัว หลานที่วิ่งนั่นแหละ ย้ายไปอยู่พุทธมณฑลสาย 2 แต่เสาร์อาทิตย์มานี่ ส่วนลูกชายคนเล็กเรียนจบ จากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ท�ำงานเป็นอาจารย์” คุณตาอู๋ เสียชีวิตไปก่อนที่กบจะได้เข้าพิธีรับขันธ์ครอบครู ซึ่งเป็นกฎ เกณฑ์ ระเบียบของลูกหลานบ้านนี้ที่ท�ำเครื่องดนตรีไทย หรือบ้านที่เป็นคน ปี่พาทย์ ที่จะต้องรับขันธ์ ครอบครู ภายหลังจากที่มีอายุได้ 8 ปี “เวลาที่ละ สังขารของคุณตาแกก็ตั้งศพตรงนี้ แล้วก็เชิญพระ และก็แขกเหรื่อ ลูกศิษย์ลูก หาก็มาอยู่ข้างนอก มาฟังสวดพระอภิธรรม” แต่พอปี พ.ศ.2513 เกิดเหตุ เพลิงไหม้ภายในชุมชน การไฟไหม้ครั้งนั้นท�ำให้ทั้งเครื่องซ้อมและเครื่องครู ของวงปี่พาทย์ที่เก็บรักษาไว้ไหม้ทั้งหมด การสืบทอดจึงเริ่มขาดช่วง“เราคิด
  • 55.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 55 ว่าถ้าเราไม่ได้รับการโอนหรือว่ามอบความรู้ที่แท้จริง เราก็ไม่กล้าที่จะอาจ เอื้อมเข้าไปเป็นครูเขา” ในวัยเด็กกบเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวนสะพาน ขาว ก่อนจะเรียนจบชั้น ม.ศ.5 จากโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริยารามฯ “เมื่อก่อนผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนนะ ท�ำงานอยู่สยามนิสสันกลการ ตรงข้าม กับสนามกีฬาแห่งชาติ เป็นดีลเลอร์รถนิสสัน …ผมมาคิดตกผลึกว่า ในที่สุด เราก็ต้องกลับมาบ้านของเรา” กบก้าวเข้ามาร่วมต่อสู้กับชุมชนอย่างเต็มตัว ในปี พ.ศ.2542 หลังจากปัญหาการไล่รื้อที่ดินเกิดขึ้น 7 ปี เริ่มต้นจากไม่มี ต�ำแหน่งหน้าที่อะไร เพียงแต่เข้าไปสังเกตการณ์ ช่วยน�ำเสนอความคิดเห็น ประเด็นต่างๆ “เรามีความรู้สึกว่า สรรพก�ำลังที่เรามีอยู่ เราน่าจะใช้ประโยชน์ ให้กับชุมชนได้ ...มันเกิดความภาคภูมิใจ ที่เราเลือกที่จะด�ำเนินชีวิตและสร้าง ประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่ๆ” โดยในปัจจุบันกบรับหน้าที่เป็นประธานชุมชน ป้อมมหากาฬ
  • 56.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 56 บ้านของกบรับเงินจากภาครัฐไปแล้ว 75% “เค้าตั้งค่าระวางในการ เวนคืนที่ดินวาละ 180,000 บาท …แต่คุณต้องเข้าใจ ภายใต้การที่รับสินไหม ตอบแทน ทุกหลังเค้ารับภายใต้กรอบของกฎหมายนะ ไม่รับไม่ได้ เพราะ ตัวบทกฎหมายมันบอกแล้วว่า รัฐมีความประสงค์ต้องการใช้ที่ดินเพื่อการ อันควรในการจัดท�ำเป็นพื้นที่สาธารณะ แล้วถ้าคุณยังดื้อแพ่งไม่ยอมขาย ผิดกฎหมายสิ แต่ถ้าไม่มีกฎหมายนะ คุณเชื่อแน่ไหมว่าจนทุกวันนี้คุณก็ซื้อไม่ ได้หมด ในเมื่อมันออกกฎหมายมานั่นเหมือนกับการปล้นและบังคับซื้อ ทุกคนจ�ำเป็นต้องรับ ไม่มีทางเลือก” ภาครัฐพยายามเปลี่ยนแปลงลักษณะของการใช้พื้นที่ จากการอยู่อาศัย ให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะ กบมองว่าโครงการนี้ไม่ได้มีการแจ้งเหตุผลอัน ชอบธรรมในเรื่องของการเพิกถอนสิทธิ์ความเป็นชุมชน “ถ้าคุณบอกว่ามัน เป็นโครงการสาธารณะ คุณต้องให้พื้นที่สาธารณะ คือ คนรอบนอก เค้าได้ จัดท�ำประชามติในโครงการของคุณ เป็นการละเมิดสิทธิชุมชน ซึ่งก่อนหน้า นี้เราก็ได้ยอมรับการเข้าขึ้นจดทะเบียนตามหลักการในการปกครองของรัฐ ท้องถิ่น ...ฉันก็ท�ำตามกฎหมายนะ ไปฟ้องร้องศาลปกครอง” โดยลุงกบเคย ยื่นฟ้องร้อง กทม. ต่อศาลปกครองถึง 2 ครั้งในเรื่องของสิทธิชุมชน แต่ทุก ครั้งศาลปกครองกลับพิจารณาถึงเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดินก่อนเป็นอันดับแรก “ถ้าเราไปตามตรอกออกตามประตู ซึ่งคิดว่ามันเอื้อกับเรา มันไม่ได้เป็นเฉก เช่นนั้น” การต่อสู้ของชุมชน ก่อให้เกิดการปฏิรูปชุมชน จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย จัดตั้งกลุ่มอาชีพ และร่วมกันดูแลรักษาโบราณสถาน “ถ้าผมบอกว่าบ้านผมมีอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ถ้าคนที่อยู่ในสถานะผู้เช่าส่วน
  • 57.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 57 ใหญ่เค้าพร้อมจะออก แล้วผมจะไปคัดง้างกับอ�ำนาจของรัฐได้ยังไง ถูกต้อง ไหม เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม เค้าต่างหากล่ะที่ เป็นคนที่จะเลือกที่จะต้องอยู่ที่ไหน และเค้าได้ก�ำหนดเส้นชะตาชีวิตของเค้า แล้วว่าเค้าจะเลือกอยู่ในที่ป้อมมหากาฬ แล้วรัฐยังไม่เห็นค�ำตอบอีกหรือ” โดยปัจจุบันพื้นที่ของชุมชนป้อมมหากาฬ แบ่งเป็นที่ดินที่เดิมเป็น กรรมสิทธิ์ของวัดราชนัดดารามวรวิหาร20%และที่ดินส่วนของคุณเล็กนานา 20% อีก 60% ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เหล่าเจ้าขุนมูลนายในอดีต ส่วน ใหญ่ได้ย้ายออกไปเกือบหมด “สมัยรุ่นผมถึงแม้จะเดือดร้อนร�ำคาญในเรื่อง ของเสียง แต่มันก็เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวในเรื่องของเสียงรถราง จะมาวันหนึ่ง 4-5 รอบเท่านั้นเอง ผมไม่ต้องรู้สึกหายใจอึดอัดเมื่อผมเดินออกไปข้างนอก ผมยังเห็นต้นไม้ใหญ่ที่อาศัยร่มพอผ่อนคลายความร้อน ผมยังเห็นน�้ำใจของ คนเมือง แต่ตอนนี้แค่เดินผ่านประตูช่องกุด เรารู้สึกว่าร่างกายเรารับไม่ได้ พอโผล่ไปแดดร้อน กับเราอยู่ในนี้ที่ร่ม” ในความคิดเห็นของกบ การต้องย้ายออกจากป้อมมหากาฬ อาจไม่ใช่ เรื่องยากส�ำหรับคนรุ่นใหม่ในการปรับตัว “แต่พอเราคิดถึงอยู่ชั้น 2 กับอยู่ ชั้น 6 ถามว่าคนเฒ่าคนแก่เค้าจะเดินไปมาหาสู่กันได้ขนาดไหน การที่เค้า มีอายุมากแล้วปรับเลย เค้ารับไม่ได้ เพราะเค้าอยู่อย่างนี้มาทั้งชีวิต” ค�ำตอบ สุดท้ายในเรื่องนี้ของกบคือ “ถ้าคุณจะรื้อบ้านผมคุณก็ช่วยขุดหลุมศพไว้หน้า บ้านผมด้วยก็แล้วกัน ...เราเลือกที่เกิดไม่ได้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้เราขอเลือกที่ ตายส�ำหรับเราเถอะ”.
  • 58.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 58
  • 59.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 59 โดย ชนะภพ วัณณโอฬาร ฉวี เป็นคนโคราช เข้ามาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว จึงได้พบกับธน สามีชาวบางล�ำพู แล้วลงหลักปักฐานเช่าบ้านอยู่เรื่อยมา ใน บริเวณที่ดินของวัด เมื่อบ้านเริ่มผุพังฉวีจึงคิดปรับปรุงขึ้นใหม่ตามอย่างที่ อาจารย์จากศิลปากรเคยแนะน�ำ ซึ่งยังคงแบบบ้านไม้โบราณไว้ “เค้าเดิมมันชั้นเดียว ไม่เหลือแล้วค่ะ ก็เลยปรับปรุงขึ้น เพราะมันพุพัง มากจริงๆ แล้วทีนี้ตรงนี้ก็ไม่ดี เราก็มา พอมาท�ำบ้านเสร็จแล้วก็ปรับปรุง ทางเดิน” เหตุผลหนึ่งก็เพื่อแสดงให้คนภายนอกเห็นว่าเรามีการปรับปรุงให้ มันดีขึ้น นอกจากนี้ยังพร้อมใจกันท�ำทางเดินในชุมชนใหม่ โดยไม่มีความช่วย เหลือจากรัฐ สมัยนั้นฉวีจ่ายค่าเช่าประมาณเดือนละสองถึงสามร้อยต่อเดือน เป็นการเช่าต่ออีกทอดหนึ่งจากผู้เช่าเดิม เมื่อฉวีมีลูกก็ส่งให้เรียนที่โรงเรียน ละแวกชุมชน แล้วส่งเรียนต่อที่โรงเรียนวัดราชบพิตร ก็เลยลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ สภาพบ้านเรือนภายในชุมชนไม่เปลี่ยนไปมากนัก ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยน ไปมากก็เป็นถนนหนทางในชุมชน ซึ่งเกิดจากที่คนในชุมชนร่วมกันดูแล ท�ำความสะอาด อดีตเคยมีท่าเรือก่อนที่จะย้ายออกไป ท�ำให้ฉวีท�ำขนมไทย ออกขาย “ก็ขนมไทยต่างๆ สาคู เต้าส่วน อะไรพวกนี้ ลูกค้าสมัยก่อนจะเยอะ กว่านี้ ตรงหัวป้อมก็จะมีตลาดขายนก ขายนกเขา ขายของเก่า” ในอดีตผู้คน ในชุมชนคึกคัก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปตลาดโดนไล่ ผู้คนเริ่มแยกย้ายกันไป ประกอบกับอายุเพิ่มมากขึ้นท�ำให้ฉวีหันมาขายน�้ำส้มตรงบริเวณหน้าป้อมแทน ฉวี
  • 60.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 60 ส�ำหรับความสัมพันธ์ในชุมชน สมัยก่อนอาจต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อมี เหตุการณ์โดนไล่รื้อ จึงเกิดการรวมกลุ่มกัน มีปัญหาอะไรปรึกษากัน ถ้อยที ถ้อยอาศัย อย่างในเวลาตอนเย็นฉวี เกื้อ คิ้ม เตี้ยม ก็จะรวมกลุ่มพูดคุยกัน ท�ำให้รู้จักกันหมด “สมัยก่อนก็ไม่ค่อยจะอะไรกัน ใครมีงานอะไร ใครมีอะไร ก็ต่างคนต่างท�ำ ต่างคนต่างอยู่ พอมีการไล่รื้อก็ปรึกษากันว่า เออถ้าไล่ไปเรา ล�ำบากไหม เด็กๆ จะไปเรียนหนังสือกันที่ไหน และจะไปท�ำอาชีพอะไร จะไปอยู่ตรงไหนกัน เพราะมาจากต่างจังหวัด ก็มาอยู่ตรงนี้เลย” การไล่รื้อปรากฏเด่นชัดเมื่อกรุงเทพมหานคร เริ่มใช้กฎหมายเวนคืน ซึ่งฉวีไม่มีเอกสารหลักฐานใดสามารถยืนยันถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของ ตนเองได้ แม้ว่าจะทราบถึงความเป็นมาของตนเองก็ตามด้วยส่วนหนึ่งคิดว่า เป็นที่ดินของวัด คงไม่มีผู้ใดน�ำไปใช้ประโยชน์อื่นใดได้ แต่พอเจ้าของบ้านเดิม รับเงินชดเชยจากกรุงเทพมหานครไปแล้ว จึงไม่สามารถท�ำอะไรได้นอกจาก ต่อรองผัดผ่อนกันเรื่อยมา ซึ่งในตอนแรกก็เป็นชุมชนถูกกฎหมาย ชื่อชุมชน ตรอกพระยาเพชร มีชื่ออยู่ในทะเบียน จนวันหนึ่งก็มีการมาปลดออก แล้ว เริ่มไล่รื้อ ฉวี และชาวบ้านในชุมชน จึงรวมตัวกันขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความ ส�ำคัญของชุมชนผ่านการรณรงค์ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ด้าน มนุษยธรรม พร้อมกับยื่นข้อเสนอต่างๆ เช่น หากจะจัดท�ำสวนก็ของเป็น ผู้ดูแล หรือแม้แต่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน เพื่อต่อรองกับกรุงเทพมหานครให้ได้อยู่ ในพื้นที่เดิม ซึ่งเหตุการณ์การต่อสู้มีมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี เริ่มตั้งแต่ ปี 2535
  • 61.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 61 “เริ่มรวมกลุ่มกัน มีทั้งกลุ่มออมทรัพย์ชุมชน และกลุ่มอื่นๆ อีกมาก เพื่อ ใช้เป็นข้อต่อรองกับกรุงเทพมหานคร มีการรณรงค์กันทุกทาง คนภายนอก เข้ามาชี้แนะอะไรเราก็ท�ำ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ด้านมนุษยธรรม แม้กระทั่งเคยเสนอเป็นผู้จ่ายค่าเช่า และดูแลสวนให้ก็ยอม” เหตุการณ์เหมือนจะเริ่มดีขึ้น มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเข้ามาดูแล มีมหาวิทยาลัยศิลปากรเข้ามาท�ำงานวิจัยจัดท�ำโมเดลบ้านให้ ชาวบ้านจึงรู้สึก มีความหวังอีกครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเปลี่ยนผู้ว่าคนใหม่ ที่ดินทั้งหมดถูก อ้างเป็นสิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร ชาวบ้านถูกหาว่าเป็นพวกเข้ามาอยู่ใหม่ “นึกอยากจะรื้อก็รื้อไม่มีค�ำต่อรองไม่ฟังความเห็นจากชาวบ้านเลยหรอหาก วันหนึ่งชุมชนป้อมมหากาฬถูกรื้อ ชุมชนรอบเกาะรัตนโกสินทร์อื่นๆ ก็คงถูก รื้อด้วย ตอนปี 46 กทม.จะมารื้อ จนเกิดการปิดป้อม ปิดประตูหมดเลย แล้ว เราก็ไปอยู่กันตรงลานต้นมะเดื่อข้างนอกหัวป้อม 6 เดือน! ช่วงปี 46 ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม “พอเขาเงียบไป เราก็เปิดป้อม ด�ำเนินชีวิตตามปกติ แล้วทีนี้มันหนัก ที่สุดก็เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่เค้าเข้ามารื้อ คราวนี้หนักกว่าตอนนั้น เพราะเค้ารื้อจริงๆ เค้ามาจริงๆ แย่เลย แล้วตอนนี้ก็อายุมากแล้วไง ตอนนั้น ยังสาวอยู่ เค้ามาก็ไม่กลัว วิ่งสู้ วิ่งอะไร ท�ำแม้จะถูกย้ายก็ยังไม่กลัว เพราะยัง สาวอยู่ พอมาตอนนี้ แก่แล้ว เพื่อนก็แก่ๆ นี่นั่งรอแบบจิตใจแย่มาก”
  • 62.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 62
  • 63.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 63 โดย ชนะภพ วัณณโอฬาร ติ่ง ไพบูลย์ จุฬาลักษณ์ อายุ 69 ปี เป็นคนกรุงเทพฯโดยก�ำเนิด จบการ ศึกษาชั้น ม.ส. 3 จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ติดตามแม่เข้ามาอยู่ในชุมชน ป้อมมหากาฬตั้งแต่ยังเล็กๆ ในวันธรรมดามีหน้าที่ช่วยแม่ขายของที่ตลาด นกเขา ส่วนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จะติดตามแม่ไปขายของที่สนามหลวง บ้านที่ลุงติ่งอาศัยอยู่นั้น เดิมเป็นพื้นที่ว่างจึงได้สร้างบ้านขึ้นอยู่ในบริเวณใกล้ กับตลาดนกเขา ลุงติ่งจึงลงหลักปักฐานและมีครอบครัวอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ในตอนแรกลุงติ่งยึดอาชีพซ่อมกรงนกเขา โดยเรียนมาจากชาวอิสลามที่ท�ำ กรงโหลขาย เมื่อเริ่มมีฝีมือขึ้นจึงหัดท�ำกรงนกปรอดออกขายเรื่อยมา “ศึกษาเอาเองในแวดวงคนขายนก แต่ก่อนดูจากพวกอิสลามที่ท�ำเป็น กรงโหล ลักจ�ำเอาเองจากที่สนามหลวง มีคนมาให้ซ่อมบ้างที่ตลาดนกเลยมี ความรู้จากตรงนี้ เริ่มซ่อมมาก่อนตอนหลังมีคนเก่งขึ้นมาแลกเปลี่ยนกัน” ในอดีต ทุกเช้าจะมีข้าราชการมาพบปะคุยกันก่อนไปท�ำงานในร้าน กาแฟ จนเป็นภาพที่ชินตาของทุกคนในชุมชน มีตลาดค้าขายนก ซึ่งเป็นที่ รู้จักกันทั่วไปทั้งพระนครว่า หากใครต้องการชื้อขายนกเขาก็ต้องเดินทางมา ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขั้นนกเขากันเป็นประจ�ำ โดยมี สามาคมนกเขาเป็นผู้ดูแล “ด้านหลัง ส่วนมากเจ้าของเค้าลงทะเบียน นกพวกนี้ต้องลงทะเบียน ก่อนนะจากกรมป่าไม้มันผิดกฎหมาย ครอบครองได้ แต่ต้องขออนุญาต เมื่อก่อนห้ามขาย แต่เดี๋ยวนี้ขายได้แล้ว เพราะเค้าให้เพาะพันธุ์ บางคนที่อยู่ ติ่ง
  • 64.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 64 ในเขตป้อมปราบ เขตพระนคร ย่านนี้ด้วยกันก็จะพอรู้ๆ กันอยู่ อย่างพวก มหานาคมีใครก็จะมาฟังเสียง” ลุงติ่งได้คิดขายอาหารนกเขาขึ้นจนมีชื้อเสียงเป็นที่รู้กันในวงการคนเล่น นกเขาว่า หากต้องการดินปลวกเพื่อให้นกเขาของตนมีคุณภาพเสียงที่ดี ต้อง มาหาลุงติ่ง “เมื่อก่อนผมท�ำดินนกเขาลือชื่อเลย ดินปลวกต้องมาคั่วให้ด�ำ นกถ้าไม่ได้กินพวกนี่มันก็ไม่ร้องดี อาหารเราก็หาจากนครสวรรค์ แต่ก่อนมี รถปิ๊กอัพ ลูกชายขับ เพื่อนมันขับไปซื้อจากนครสวรรค์” สภาพสังคมของคนภายในชุมชนทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน อย่างเด็ก ๆ ในชุมชนยามว่างก็จะมานั่งดูนก มาดูการท�ำกรงนกบ้าง โดยเฉพาะเมื่อมีงานบุญประจ�ำปี เพื่อสักการะพ่อปู่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ใน ป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นที่ทางใจชาวชุมชนให้ความเคารพบูชา ก็จะมาร่วมกัน ท�ำบุญตรงลานโพธิ์กลางชุมชน มีพระมาสวดเป็นประจ�ำทุกปีไม่เคยขาด ภาพชีวิตในอดีตของคนใกล้ตลาดอย่างลุงติ่ง สิ้นสุดลงเมื่อตลาดนกถูก ไล่รื้อไป สมาคมนกเขาที่เคยตั้งอยู่ที่แห่งนี้ย้ายออกไป ผู้คนแยกย้ายไปตาม ทางของตน ชีวิตที่เคยคึกคักจากการค้าขายซบเซาลง ประกอบกับอายุของ ลุงติ่งที่เพิ่มมากขึ้นจึงหยุดขายดินปลวกไปแต่ก็ยังคงรับท�ำกรงนกปรอดตาม แต่มีผู้สั่งจ้าง ลุงติ่งจัดเป็นกลุ่มคนชุดแรกที่เจอกับการไล่รื้อชุมชนจากรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับเงินค่าชดเชยบางส่วนไปแล้วทั้งยังเคยผ่อนบ้านที่ทางกรุงเทพมหานคร จัดหาให้ แต่ก็ต้องพบว่าความเป็นจริงว่า ที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ไม่ได้สะดวก สบายอย่างที่กรุงเทพมหานครเคยให้สัญญาไว้ “...จากในแผนที่ให้เราไปอยู่ ฉลองกรุง จิ้มเอาในแผนที่ พอเราไปดูที่ มันเป็นท้องนา คนละ 22 ตารางวา ไม่มีสวัสดิการอะไรทั้งนั้น รถก็ไม่มี น�้ำไฟไม่มีก็เลย ไม่มีคนอยู่กัน ผ่อนเงินไป แล้วประมาณหมื่นกว่าบาท นึกไม่ถึงว่าที่จะเป็นอย่างนั้น...”
  • 65.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 65 กระทั่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ลุงติ่งก็เป็นส่วน หนึ่งในการร่วมต่อสู้ คอยเดินเวรยามวิกาลในวันเสาร์และวันจันทร์ ซึ่งหากมี กิจกรรมอะไรลุงติ่งก็พร้อมช่วยเหลือเสมอ อย่างเมื่อชุมชนได้รับค�ำแนะน�ำให้ ปรับบ้านเรือนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ลุงติ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่คอยเป็น ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตแก่ผู้มาเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่มีชุมชนอาศัย นักท่องเที่ยวเข้ามาเราก็ช่วยดูแลได้ แต่ถ้าไปท�ำสวนย่อมอย่างเดียว ก็อาจจะเจอเหตุการณ์เหมือนกับที่เกิดขึ้น จริงๆ เช่น ผูกคอตายบ้าง กินสุราบ้าง มั่วสุมบ้าง” หากชุมชนถูกย้ายออกไป คงเป็นที่น่าเสียดายที่ครั้งหนึ่งเคยมีย่าน ประวัติศาสตร์ กลุ่มคนชานเมืองพระนคร ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนที่ อพยพจากถิ่นฐานบ้านเกิดเข้ามาพักพิงอาศัยท�ำกินในเมืองหลวง หมุนเวียน ผลัดเปลี่ยนกันมากว่าร้อยปีซึ่งนับเป็นชุมชนเพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพมหานคร ที่ยังคงมีความเป็นชุมชนท้องถิ่นหลงเหลืออยู่.
  • 66.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 66
  • 67.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 67 โดย ชนะภพ วัณณโอฬาร พรเทพ บูรณบุรีเดช หรือ แต รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ ปัจจุบัน ท�ำงานเกี่ยวกับองค์กรชุมชน ให้ความรู้ในเรื่องการไล่รื้อที่อยู่อาศัย เป็นผู้ที่ เกิดและเติบโตภายในชุมชนแห่งนี้ ได้เล่าถึงบรรยากาศแห่งอดีตไว้อย่างน่า สนใจ โดยพ่อและแม่ของพี่แต ย้ายเข้าเข้ามาอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬเมื่อ กว่า 50 ปีก่อน ใช้บ้านเช่าไม้หลังเล็กเป็นที่อาศัยของครอบครัว ประกอบไป ด้วย พ่อ แม่ พี่แต และน้อง ในชีวิตวัยเด็ก พี่แตเข้าเรียนชั้นแรกที่ประถม โรงเรียนวัดราชนัดดา แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ เฉกเช่น เดียวกับเด็กคนอื่นๆ ในชุมชน พอโตขึ้นในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ พี่แตจะ ใช้เวลาว่างหมดไปกับการรับจ้างทั่วไปในชุมชน เช่น ไปช่วยหลอมทอง ก็จะ ได้ค่าจ้างวันละ 50 บาท มีข้าวกินทั้งสามมื้อ หรือรับงานพ่นสีกรงนก ที่อัตรา ค่าจ้างขึ้นอยู่กับความขยัน ด้วยสมัยก่อนหน้าชุมชนมีโรงภาพยนตร์ศาลา เฉลิมไทย พี่แตก็จะไปรับหมากฝรั่งเป็นโหลมาขายปลีก และรับจองตั๋ว ภาพยนตร์ให้กับคนที่ไม่สะดวกมาจองด้วยตัวเอง พี่แตจึงไม่จ�ำเป็นต้อง ขอเงินพ่อกับแม่ไปโรงเรียนเลย ชีวิตภายในชุมชนป้อมมหากาฬ จึงผูกพันอยู่กับวิถีของคนชานเมือง เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ ทั้งไทย มอญ มุสลิม และอาชีพที่หลากหลาย ตั้งแต่ขุนนางข้าราชการที่ได้รับพระราชทานที่ดิน ไปจนถึงพ่อค้าแม่ขายที่ สลับผลัดเปลี่ยนเข้ามาเช่าอยู่เรื่อยมา แบ่งออกเป็น 3 ตรอก โดยแต่ละตรอก แต
  • 68.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 68 จะมีชื่อที่บ่งบอกความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้นได้เป็นอย่างดี คือ ตรอก พระยาเพชร อดีตเคยมีวิกลิเกของพระยาเพชรปาณี ที่เลื่องลือแห่งยุค ตรอก ถ่าน เป็นที่ตั้งของแหล่งผลิตถ่านขนาดใหญ่ และตรอกนกเขา สถานที่ซึ่งใช้ เป็นที่ประกวดประชันและซื้อขายนกเขา ที่แหล่งรวบรวมบรรดาเซียนนกให้ มาชุมนุมกัน นอกจากนี้ชุมชนยังผูกโยงชีวิตไว้กับล�ำคลองสายประวัติศาสตร์ ที่เต็มไปด้วยสีสัน พี่แตเมื่อตอนเล็กๆ ก็เคยใช้สถานที่ฝึกว่ายน�้ำจนเป็น เพลิดเพลินไปกับของกินจากเรือที่มาค้าขาย “เด็กก็เล่นน�้ำว่ายน�้ำเป็นก็เพราะคลองนี้ มีพายเรือมีของมาขายสมัย ก่อน งานภูเขาทอง งานครึกครื้น ชาวบ้านเองก็ได้ขาย ธุรกิจก็คือ ดอกไม้ไฟ ก็ขายอยู่ข้างหลัง” สภาพบ้านเรือน จะเป็นบ้านไม้ปลูกชิดติดกันไป แม้จะเกิดเพลิงไหม้ครั้ง ใหญ่ชุมชนก็พยายามรักษาให้คงอยู่ในสภาพเดิมเป็นข้อตกลงร่วมกันว่าบ้าน แบบเกรด A ซึ่งเป็นบ้านไม้โบราณให้รักษาไว้ห้ามรื้อหรือต่อเติม บ้านแบบ เกรด B ให้ปรับปรุงได้แต่ต้องไม่รื้อทิ้ง และบ้านแบบเกรด C สามารถรื้อแล้ว
  • 69.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 69 สร้างใหม่ได้ขึ้นใหม่ได้ แต่ต้องไม่ให้เสียคุณค่าโดยรวม เช่นเดียวกับบ้านของ พี่แตที่สร้างขึ้นใหม่แทนของเดิมแต่ยังคงเป็นบ้านไม้ผสมปูน ที่ไม่ท�ำให้สภาพ ความเป็นชุมชนโบราณเสียไป “เหมือนไม่เปลี่ยนเลยนะ เปลี่ยนทางกายภาพคือไฟไหม้ จะเป็นปูนครึ่ง หนึ่งไม้ครึ่งหนึ่งโครงเดิม เมื่อก่อนก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ที่นี่ก็จะปูแค่พื้นฐาน ข้างล่างอย่างนี้” ความสัมพันธ์ของผู้คนในป้อมมหากาฬ จึงผูกกันด้วยมิตร เป็นเหมือน ครอบครัวขนาดใหญ่ที่ดูแลซึ่งกันและกัน “ของที่นี่ไม่เคยหาย เมื่อก่อนบ้าน พี่โทรมขนาดปิดประตูไม่ได้ ไม่เคยปิดปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนี้ก็ไม่มีใครหันมา ดูแล แต่ถ้าไปต่างจังหวัดก็จะขยับปิดให้มันดูแน่นหนาหน่อย แต่ถ้าออกไป ข้างนอก ก็เปิดเอาไว้อย่างนี้” “มันเลยท�ำให้เราผูกพันเยอะมากขึ้น เพราะพี่เองก็จะรู้จักคนหมดทุก คน ลูกเต้าเหล่าใคร เด็กเล็กเด็กแดง ทุกวันนี้ยังรู้จักเลย ใครมีแฟนใครพี่ก็จะ รู้หมด เพราะว่าเราจะเดินทุกบ้าน จะเป็นอย่างนี้หมดนะ”
  • 70.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 70 อีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในชุมชนก็คืองานบุญตาม เทศกลางและงานประจ�ำปี โดยจะจัดตรงกับวันเสาร์ที่สามของเดือนเมษายน ซึ่งพี่แตก็จะเป็นผู้จัดหาเครื่องประกอบพิธีส�ำหรับใช้ในงานบวงสรวงพ่อปู่ป้อม มหากาฬสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชุมชนป้อมมหากาฬด้วยเชื่อว่าเป็นผู้ปกปักษ์รักษาผู้คน ภายในชุมชนให้อยู่ดีมีสุข“ถ้าบุญใหญ่นะอย่างงานสงกรานต์เด็กๆจะชอบมาก ทุกวันนี้ก็ชอบ ของกินเยอะ เสาร์ที่ 3 ของเดือนเราจะมาท�ำบุญ งานลานตรง กลางนั้นแหละ ...กิจกรรมของเราก็มีนะ วันพ่อแห่งชาติ วันแม่ มีท�ำบุญ” พี่แตด�ำเนินชีวิตภายในป้อมอย่างวัยรุ่นทั่วไป กระทั่งในปลายปี 2535 กรุงเทพมหานครได้ส่งคนเข้ามาส�ำรวจภายในชุมชน จึงเริ่มมีการไล่รื้อชุมชน เกิดขึ้น ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับเงินชดเชยจากทางกรุงเทพมหานครไปแล้ว เพราะคิดว่ามีสถานที่รองรับความเป็นอยู่ในอนาคตได้อย่างสบายแต่ในความ เป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง และอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากความไม่รู้ของ คนในชุมชน เช่นเดียวกับบ้านพี่แตที่ชื้อมาโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ทางกฎหมาย ใดรองรับพี่แตจึงลุกขึ้นมาต่อสู้ในสิทธิ์ของตนเองผันตัวเองมาเป็นอาสาสมัคร กว่า 17 ปีในการอุทิศตนศึกษาเรื่องการไล่รื้อที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง เรียกได้ ว่าเป็นแกนน�ำในการขับเคลื่อนของชุมชนและการต่อสู้มาโดยตลอด มีการ วางแผนอย่างเป็นระบบ จัดกิจกรรมให้ความรู้ และจัดเวรยามเฝ้าระวังภัย “เป็นที่เกิดของเรา มันเป็นอะไรที่รักษาวัฒนธรรม รักษาท้องถิ่นของเรา ด้วย พี่ก็เที่ยวต่างจังหวัดตลอด ตกงานมั่ง เที่ยวต่างจังหวัดมั่ง ใช้ชีวิตเหมือน วัยรุ่น ที่ไม่คิดเรื่องอะไร จนเริ่มวิกฤตช่งปี พ.ศ.37 – 38 ก็มานั่งคิดว่าเราต้อง ท�ำแล้วละ ผู้ใหญ่อายุ 70 เราปล่อยให้เขาเหนื่อยมานาน” ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านหลังจากต้องย้ายออกไปจากพื้นที่
  • 71.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 71 เป็นอีกปัญหาที่กรุงเทพมหานครควรเห็นใจ อย่างน้อยที่สุดอาชีพของคนใน ชุมชนที่ต้องปรับเปลี่ยนไป เพราะสถานที่แห่งใหม่อยู่ออกไปนอกเขต กรุงเทพมหานคร ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น และสิ่งที่ไม่อาจ สร้างขึ้นใหม่ได้คือ วิถีความเป็นอยู่ ชุมชนดังเดิม ประวัติศาสตร์การตั้งรกราก ของคนรุ่นแรก ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนชานพระนคร การต่อสู้ของพี่แต่ในวันนี้ ไม่เคยคิดที่จะย้ายออกจากชุมชน ไม่เคย ต้องการบ้านใหม่ เพียงแค่อยากตื่นขึ้นมาแล้วพบเจอพี่น้องที่อยู่รวมกัน ถึง แม้จะรู้ว่าในวันนี้ จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากวันหนึ่งข้างหน้า ต้องย้ายออกจากพื้นที่ไปจริงก็ขอยอมนอนอยู่ข้างถนน “ถ้าถามว่าจะคิดย้ายไปไหมไม่เคยแต่ถามว่าคิดจะตายที่นี้ไหมค�ำตอบ คือ ...คิด”.
  • 72.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 72
  • 73.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 73 โดย วอกัญญา ณ หนองคาย นางจิตรา ขจิตสุวรรณ อายุ 72 ปี (ใหญ่) ภูมิล�ำเนาเป็นคนจังหวัดพัทลุง ย้ายถิ่นฐานเข้ากรุงเทพมหานครพร้อมกับแม่บุญธรรม โดยพ่อของใหญ่นั้น โยกย้ายไปเป็นทหารที่ประเทศสิงคโปร์ และได้พบรักกับแม่บุญธรรมซึ่งเป็น น้าสาวของตนเองตอนไปศึกษาที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย และมีบุตรด้วยกัน ส�ำหรับทางประเทศไทยพ่อมีหลานชาย ซึ่งกลายมาเป็นสามีของใหญ่ (สามี เสียชีวิตปี พ.ศ. 2554) ดังนั้นจึงเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนป้อมมหากาฬตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 (ช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ไล่รื้อ) ตอนนั้นอายุประมาณ 24-25 ปี ดังนั้นจึงไม่มีญาติอยู่ในชุมชนเลย ใหญ่มีอาชีพรับจ้างเย็บผ้า ตัดชุด ในปัจจุบันก็ยังประกอบอาชีพนี้อยู่ มีทั้งคนในชุมชน คนในชุมชนใกล้เคียงและคนนอกชุมชนมาตัดเย็บ นอกจาก นั้นยังเคยขายของเก่าโดยประมูลสิ่งของจากโรงพยาบาล แต่เนื่องจากเป็น งานที่เหนื่อย สามีจึงเปลี่ยนมาประกอบอาชีพนวดจับเส้น เป็นวิชาที่ได้ ร�่ำเรียนจากคุณย่าของสามีซึ่งเป็นคนท�ำงานในวังตอนอยู่บริเวณโรงงานยาสูบ เมื่อมีคนต้องการนวดก็จะเรียกไปนวดจับเส้นให้ที่บ้าน แต่ท�ำงานนี้ไม่นาน มากประมาณ 10 กว่าปี ทั้งนี้ใหญ่อยู่อาศัยในชุมชนเป็นระยะเวลาประมาณ 40 – 50 ปี (ให้ก�ำเนิดลูกชายคนโตปี พ.ศ. 2515) อาศัยอยู่ในบ้านโบราณ กลางชุมชน สมัยก่อนอยู่ร่วมกัน 5 คน แต่ปัจจุบันสองห้องด้านบนลูกชาย ของใหญ่ยังอาศัยอยู่ แต่ด้านล่างเป็นพื้นที่เปิด ใหญ่
  • 74.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 74 ใหญ่เล่าว่าลักษณะของบ้านที่เห็นในปัจจุบันยังคงเหมือนกับในอดีต มีเพียง พื้นบ้านที่ปรับปรุงใหม่ให้ยกสูงขึ้นจากอดีต หลังคามีฝาไม้กระดานช่วยกัน ความร้อน แต่เมื่อครั้งซ่อมแซมบ้านได้ถูกรื้อออก ปัจจุบันจึงเป็นหลังคา สังกะสีดังนั้นบ้านจึงร้อนมากขึ้นและรื้อบันไดพร้อมทั้งหน้ามุกของเรือนบ้าน เพราะท�ำให้บ้านทึบ เมื่อก่อนเป็นพื้นปูน แต่ปัจจุบันมีการเพิ่มไม้เข้าไปด้วย เรียกว่า “เรือนยกสูง” ผนวกกับช่วงเวลานั้นมีเหตุการณ์ไล่รื้อกับ กทม. จึงเปิดบ้านโบราณให้เป็นสาธารณะ เพื่อแสดงถึงความเก่าแก่ของชุมชน พื้นที่ บริเวณบ้านนี้เป็นของคุณยายมีโฉนดที่ดินดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ส่วนตัว สืบทอด กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายของสามีซึ่งเกิดที่บริเวณโรงงานยาสูบ แต่มาเติบโต ในป้อมมหากาฬ โดยกิจวัตรของใหญ่ในหนึ่งวัน คือ ตื่นเช้ามากวาดบ้านและ ถูบ้าน รดน�้ำต้นไม้ กวาดลานข้างบ้าน ซึ่งก็มีคนในชุมชนช่วยท�ำด้วย เมื่อก่อน คุณย่าเจ้าของบ้านเป็นคนเจ้าระเบียบ ต้องเช็ดถูบ้านวันละ 2 ครั้ง แต่ปัจจุบัน ท�ำวันละครั้งเท่านั้น เมื่อครั้งใหญ่ย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชน ระยะแรกการไปมาหาสู่กันระหว่าง ผู้คนภายในชุมชนไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนักเนื่องจากมีรั้วกั้น (ปัจจุบันไม่มีรั้วกั้น ระหว่างบ้าน) สภาพพื้นที่ของชุมชนป้อมมหากาฬในช่วงที่ยังไม่เวนคืนที่ดิน มีพื้นเป็นดิน หญ้าขึ้น ไม่มีการรื้อบ้าน แต่ภายหลังมีการรื้อบ้านจึงมีต้นไม้ขึ้น รกพื้นที่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 – 2517 มีผู้คนอยู่อาศัยเป็นจ�ำนวนมาก ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2517 – 2518 มีการเวนคืนที่ดินเจ้าของบ้านที่ได้รับเงินจาก กทม. ได้รื้อบ้านออกท�ำให้เกิดพื้นที่ว่าง คนต่างจังหวัดจึงย้ายเข้ามาอาศัยเพิ่มเป็น จ�ำนวนมาก รวมถึงบ้านที่อยู่ริมป้อม ริมสะพาน และริมคลองถูกทิ้งลูกระเบิด ผู้คนจ�ำนวนหนึ่งจึงย้ายเข้ามาอยู่ภายในป้อมมหากาฬ เช่น บ้านลุงบุญช่วย
  • 75.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 75 ในตอนนั้นทาง กทม.ไม่ได้กวดขันใดๆ ณ เวลานั้น แต่ภายหลังมีการเรียก ค่าปรับเป็นเวลาหลายปี ภายหลังสามารถขอบ้านเลขที่ได้ และอาศัยอยู่ กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นชาวชุมชนป้อมมหากาฬในปัจจุบัน ดังนั้นผู้คนใน ชุมชนจึงอยู่อาศัยเป็นเวลามากกว่า 40 ปีมาแล้ว (3 – 4 รุ่น) เจ้าของบ้าน จริงๆ ส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นชาวชุมชนจึงช่วยกันปรับปรุงและดูแล ไม่ค่อยมีคนย้ายออกจากชุมชน บ้านทุกหลังคาเรือนรู้จักกันทั้งหมด ไม่พบ เยาวชนมีปัญหาหรือการขโมย เด็กที่เติบโตในชุมชนนี้บางคนแต่งงานแล้วแต่ ยังอาศัยอยู่ในชุมชนและบางคนแต่งงานแล้วออกไปอยู่นอกชุมชนแต่ยังกลับ มาเยี่ยมเยือนญาติ ส�ำหรับคนที่ไม่มีญาติ เมื่อแต่งงานแล้วก็ออกไปจากชุมชน และไม่ได้กลับมาอีก หากให้เล่าถึงความสนิทที่มีต่อเพื่อนบ้าน ใหญ่เล่าว่า “สนิททุกคน บ้านนู้นก็สนิท บ้านนี้เมื่อมีอาซื้มเค้าอยู่ เมื่อก่อนเวลาถูบ้านก็จะเรียกกัน ในชุมชนนี่มีคนจีนแบบพูดภาษาจีนเลย ในนี้มีหลายกลุ่มแต่คนจีนเค้าเสียกัน หมดแล้ว ตอนนี้หลายอยู่ มีทั้งไทยจีนอิสลามอยู่กันหลากหลายแต่เดี๋ยวนี้ อิสลามก็มีน้อยเหลือตอนนี้เหลือหลังเดียว” ต้องอยู่ด้วยกัน ต้องดูแลกัน เพื่อนบ้านหลังอื่นๆ ต่างก็มารวมตัวกันที่บ้านหลังนี้ ส�ำหรับเด็กๆ ก็เติบโตมา ด้วยกัน วิ่งเล่นกันบริเวณลานหน้าบ้าน หรือไปเล่นกันที่ริมคลอง ด้านหลัง ชุมชนยังติดคลองอยู่ ซึ่งสมัยก่อนสามารถว่ายน�้ำได้เพราะน�้ำใส ประเพณีต่างๆ ภายในชุมชน ประกอบด้วย พิธีสมาพ่อปู่ป้อมมหากาฬ ใหญ่บอกว่าตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ในชุมชนก็มีการไหว้พ่อปู่ป้อมอยู่แล้ว เชื่อว่า สามารถช่วยเหลือเรื่องที่ขอได้ ผู้คนสมัยก่อนชอบบนบานอธิฐาน โดยไหว้ผล ไม้ 5 ชนิด และขนมทั่วไป นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงข้าวพระ 9 รูป ผู้คนจะ
  • 76.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 76 เข้าร่วมกันเยอะวันนั้นคนเยอะ เพื่อรดน�้ำผู้ใหญ่ซึ่งคนนอกก็เข้ามาร่วม ท�ำให้ ได้ท�ำความรู้จักกับคนข้างนอกด้วยเมื่อชุมชนอื่นมีงานเขาก็เชิญไปร่วมบางครั้ง ก็ไปคลองสามแพร่ง (ถูกไล่รื้อเช่นกัน) นอกจากนั้นบริเวณใกล้เคียงยังมีงาน เทศกาลประจ�ำทุกปี เช่น ภูเขาทอง ลอยกระทง ตนจึงไปไหว้พระ และขาย กระทงด้วย เมื่อก่อนใหญ่เป็นหัวหน้าโซน 2 (ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว) หน้าที่คือ เมื่อ มีการประชุม ก็จะน�ำข้อมูลข่าวสารไปแจ้งกับลูกบ้าน เช่น วันนี้ประชุมอะไร จะมีการเก็บค่าออมทรัพย์ ค่ายาม เป็นต้น งานไม่หนักคล้ายกับได้เดินไปหา เพื่อนบ้าน หรือบางครั้งใช้วิธีตะโกนบอกกัน ในชุมชนมีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่สามารถคุยกันได้ไม่ใช้ความรุนแรงอาจเป็นเพราะที่นี่มีผู้ชายไม่มากเพราะ เสียชีวิตไปกันหมด ผู้หญิงอยู่ด้วยกันจึงไม่ค่อยทะเลาะกัน ปกติใหญ่มักไปนั่ง คุยกับเพื่อนบ้านที่ม้าหินอ่อนหน้าปากซอย ประมาณ 4-5 คน นั่งคุยและเฝ้ายาม ไปด้วย ประกอบด้วย รุ่นน้องรุ่นพี่ 2 – 3 คน รุ่นน้องอายุ 50 กว่าปี คิ้ม เกื้อ ประวัติของการไล่รื้อนั้นมีมาตั้งนานแล้ว จ�ำช่วงเวลาไม่ค่อยได้ แต่ที่เริ่ม รื้อออกจริงประมาณ พ.ศ. 2516 – 2517 และมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง ปี พ.ศ. 2546 ทางชุมชนได้ปิดป้อม และตั้งโรงครัวที่หัวป้อม ทุกคนจะไปอยู่ รวมตัวกันในตอนกลางวัน เมื่อเวลากลางคืนจึงกลับมานอนที่บ้าน แต่มีการ ผลัดกันเป็นเวรยามตลอดเวลา นอกจากนั้นยังได้เงินช่วยเหลือค่าอาหารจาก คนข้างนอกด้วย สาเหตุของการไล่รื้อเกิดจากทาง กทม. ต้องการท�ำสวน สาธารณะจึงแบ่งพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งในอดีต และในปัจจุบันก็ยังต้องการขยาย สวนสาธารณะเพิ่มเติม ตอนที่เขาเข้ามามีคนจ�ำนวนมาก และทางชุมชนก็มี คนจ�ำนวนมากเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ใช้ก�ำลังใดๆ ดังนั้นทางชุมชนจึงขอ
  • 77.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 77 เจรจาและยื่นข้อเสนอในการอยู่ร่วมกับสวนสาธารณะ แต่ทาง กทม. ไม่ยินยอม ดังนั้นจึงยังเป็นปัญหาจนกระทั่งปัจจุบัน เมื่อแรกทราบข่าวว่าทาง กทม. จะเข้ามาไล่รื้อ รู้สึกหวาดกลัว แต่เมื่อ เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง มีเพื่อนบ้านร่วมกันต่อสู้เป็นจ�ำนวนมาก จึงคลายความ กังวล และมีเครือข่ายชุมชนข้างนอกมาช่วยนั่งฟังการเจรจาและพูดคุยกับ คนในชุมชนโดยส่วนหนึ่งเป็นชุมชนที่ประสบปัญหาการโดนไล่รื้อเช่นเดียวกัน คือ ชุมชนบางล�ำพู ชุมชนพระราม 6 นอกจากนั้นยังมีชุมชนริมคลอง ฉะเชิงเทรา รางบัว และเครือข่ายที่ชุมชนป้อมมหากาฬเคยเข้าไปช่วยเหลือ “ช่วงที่ท้อที่เหนื่อยเราก็มี เรานอนไม่หลับ แต่ก็ต้องพยายามให้หลับ เราเป็นอะไรไม่ได้ ช่วงที่ท้อหนักๆ คือช่วงที่เขามารื้อบ้าน ช่วงนั้นทั้งเดือน กว่าจะนอนหลับได้แต่ละคืนมันไม่ได้ป่วยแต่มันเพลียไม่ได้กลัวแต่มันเหนื่อย แต่เราก็คิดว่าเราเป็นอะไรไม่ได้ พยายามจะกินท�ำตัวเองให้แข็งแรงไว้ก่อน” ตั้งแต่ต่อสู้กับการไล่รื้อไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่มีความหวังบางครั้งเหนื่อยอยาก จะถอนตัว เพราะไม่มีเวลาพักผ่อน เหนื่อยสะสม บางครั้งมีคนไม่สบายหรือ ติดธุระส่วนตัว ตนเองต้องไปเป็นยามแทน เมื่อก่อนยามอยู่กันหลายคนแต่ เสียชีวิตไปบ้างแล้ว แต่ปัจจุบันคนช่วยกันเป็นยามมากขึ้น พลังที่เป็นตัวขับเคลื่อนของชุมชน คือ เรื่องการท�ำมาหากิน เนื่องจาก หากย้ายไปอยู่บริเวณอื่นจะท�ำมาหากินล�ำบากเพราะต�ำแหน่งที่ตั้งของชุมชน สะดวกต่อการเดินทางไปขายของในสถานที่ต่างๆ นอกจากนั้นไม่มีขโมย ไม่พบเรื่องยาเสพติดเด็กๆไม่เกเรและที่ส�ำคัญคือมีโรงเรียนไม่ไกลจากชุมชน เด็กๆ สามารถเดินทางไปเองได้ และมีวัดใกล้กับชุมชน ใหญ่ไม่เคยได้เห็นที่ อยู่ใหม่ที่ทาง กทม. เสนอให้ย้ายไปอยู่ แต่มีคนบอกว่าเป็นพื้นที่โล่งๆ ถ้าหาก
  • 78.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 78 ต้องย้ายไปจริงๆ ไม่มีใครต้องการย้าย ไม่อยากอยู่ตรงนั้น เพราะการเดินทาง ไม่สะดวก (มีค่าใช้จ่ายส�ำหรับการเดินทางเพิ่มวันละเป็นร้อยบาท) พื้นที่นั้น ไม่มีสาธารณูปโภคเลย ท�ำมาหากินไม่ได้ แล้วเด็กๆ จะไปเรียนหนังสือที่ไหน เพราะไม่มีโรงเรียน หากไม่มีวัดยังสามารถแก้ไขได้ แต่โรงเรียนส�ำหรับเด็กคือ ปัญหา ส�ำหรับตัวเองก็จะกระทบกับอาชีพเย็บผ้า เพราะห่างไกลจากชุมชน หากจินตนาการว่าต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ใหญ่บอกว่า “มันคือความ ผูกพันในนี้มันก็มีความรู้สึกเหมือนกันนะมันต้องเหงามันต้องว้าเหว่นะ ย้ายไปก็ไม่รู้ว่าจะเจอไง อยู่ที่อื่นเด็กงี้มันก็เล่นล�ำบากสามทุ่มสี่ทุ่มก็ยังเล่น อยู่ได้ แต่ที่ใหม่เพื่อนบ้านเราจะเป็นแบบนี้หรือเปล่านะ ว่าไม่เหมือนอยู่ในนี้ เราจะไปบ้านใครก็ได้แบบเราเดินไปขอข้าวบ้านนั้นให้หน่อยก็ได้ เดี๋ยวคนนั้น มาขอข้าวบ้านใหญ่หน่อยสิ เราไปอยู่ที่อื่น เราไม่รู้ เราจะคุยจะระวังคน เราไม่รู้จักกัน ไปก็ล�ำบากคนก็คิดกันแบบนั้น คือมันสะดวก เราที่ไม่อยากไป คือหนึ่งขโมยเราไม่มี ยาเสพติดเราไม่มี เด็กเกเรเราก็ไม่มี ก่อนนี้เด็กเยอะเค้า ไปท�ำงานแล้วก็ไปอยู่ข้างนอกบ่างคนแต่งาน แต่ถ้าวันไหนมีงานก็ยังจะพา กลับมามีลูกมีเพื่อนก็พากันกลับมา”
  • 79.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 79
  • 80.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 80
  • 81.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 81 โดย วอกัญญา ณ หนองคาย นางบุญเกื้อ ประจวบสุข (เกื้อ) อายุประมาณ 75 ปี (เกิดปีมะโรง) เกื้อเกิดและเติบโตที่บ้านเลขที่ 159 และอาศัยอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน เกื้อบอก “ไม่เคยย้ายเลย อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เด็ก อยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด บ้านเป็น ของแม่ เมื่อก่อนเช่าแขกนานา (ตระกูล) เป็นบ้านเช่า พ่อกับแม่อยู่ที่บ้านหลังนี้ อยู่แล้ว” ดังนั้นจึงถือว่าเป็นผู้อาวุโสของชุมชนป้อมมหากาฬ เมื่อถามถึงชีวิต วัยเด็กเกื้อเล่าว่า “ตอนเด็กๆ ไม่ได้เรียน เหมือนเรียนที่นี่ตอนเด็กแล้วพอดี แม่ให้ไปอยู่บ้านนอก ให้ย้ายไปอยู่บ้านนอกเลยไม่ได้เรียน ให้ไปอยู่บ้านนอก ซะนานเลย เมื่อก่อนตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 แม่ก็เลยให้ไปอยู่ที่โน่น เลยที่ นี้ก็เลยโตมาที่โน่น แล้วก็กลับมาอีก ไปอยู่ที่คลอง 16 (บ้านนอก) ไปอยู่หลาย ปีเลย พอโตแล้วค่อยกลับมา ก็เลยไม่ได้เรียนหนังสือ” หลังจากเหตุการณ์ ดังกล่าวเกื้อได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ชุมชนนี้และไม่ได้ย้ายไปไหนอีกเลย แม่ของเกื้อเป็นคนตลาดพลู แต่เรื่องของพ่อจ�ำไม่ค่อยได้ แม่มาเช่าบ้าน ที่นี่ตั้งแต่พี่ชายยังเด็กๆ มาคลอดลูกที่นี่ แม่ของเกื้อมีอาชีพขายขนมไข่นก กระทา ขนมฝักบัว และพับถุงกระดาษขาย หาบไปขายที่พาหุรัด โดยขาย ขนมเป็นหลัก และพับถุงเพราะมีลูกเยอะ สามารถช่วยกันท�ำได้ สมัยก่อนมี รถรางวิ่ง จึงอาศัยรถรางไปขายของด้านนอก เมื่อครั้งไปอยู่คลอง 16 บ้าน หลังนี้ยังมีแม่อยู่ แม่เห็นเขาสู้กันจึงกลัวลูกจะตาย กลัวจะโดนอะไรเลยให้ไป เกื้อ
  • 82.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 82 อยู่บ้านนอก ไปอยู่คลอง 16 กับลุง แต่พ่อกับแม่อยู่ที่นี่ เกื้อมีพี่น้องทั้งหมด ลูก 5 คน ในอดีตอาศัยอยู่ชุมชนนี้ทั้งหมด เมื่อมีครอบครัวจึงย้ายออกไป ปัจจุบันเหลือตนเองกับสามีเป็นคนจีนมาจากตรอกถ่าน หลานจ�ำนวน 2 คน เหลน 1 คน ส�ำหรับลูกสาวท�ำงานอยู่ต่างจังหวัด เมื่อถึงวันเสาร์จะมาเยี่ยม หนึ่งครั้ง โดยลูกสาวคนนี้เป็นคนที่เลี้ยงดู ปัจจุบันจึงอยู่บ้านไม่ได้ท�ำงานอะไร แล้ว บอกว่า “ตื่นเช้ามาก็หุงข้าว เดินออกก�ำลังกาย แล้วก็เข้าบ้าน หลานสาว ก็ไปโรงเรียน มีหลานอีกคนก็ไม่ค่อยสบาย ก็อยู่ในบ้าน ไม่ได้ท�ำอะไรหรอก” สมัยก่อนเกื้อมีอาชีพรับจ้างท�ำยาย้อมผม โดยออกไปท�ำงานข้างนอกชุมชน และสามีขายกระเพาะปลาเหมือนคนอื่นในชุมชน โดยเตรียมของและท�ำที่ใน ชุมชน แล้วจึงน�ำออกไปขายด้านนอก แต่เกื้อลืมชื่อสถานที่ที่ขายไปแล้ว เมื่อขายของเสร็จก็กลับมานอนที่บ้านนี้ ปัจจุบันไม่มีญาติอยู่ในป้อมมหากาฬ แล้ว เพราะย้ายไปอยู่ข้างนอกกันหมด และไม่มีญาติในชุมชนใกล้เคียง ภาพบรรยากาศภายในชุมชนป้อมมหากาฬสมัยก่อนเกื้อเล่าว่า “เมื่อก่อนนี้คนเยอะ คนเยอะมาก บางคนขายของ พี่หวีขายขนมหวานอยู่ใน กรอก ขายดีด้วย สมัยก่อนยังเดินไปที่สวนตรงป้อมได้ เมื่อก่อนเดินไปตรงนั้น ไปเที่ยว เขามีของขาย เราก็ไปนั่ง เขามีซุ้ม ไปนั่ง เราเป็นฝ่ายกิน คนอื่นเขา ขายก๋วยเตี๋ยว ขายอะไรต่อมิอะไรที่ตรงโน้นน่ะ เดี๋ยวนี้เขาไล่ก็ร่นเข้ามา คนที่ขายก็เป็นคนในนี้” นอกจากนั้นเกื้อยังเล่าย้อนถึงชีวิตริมคลองและการ ใช้น�้ำจากคลองว่า “เดี๋ยวนี้ใช้ไม่ได้แล้ว สมัยก่อนใช้ได้ โอ้โห ดีเลยล่ะ ซักผ้า ได้ น�้ำขาวสะอาด เดี๋ยวนี้สกปรกมากเลย เมื่อก่อนนี้ไม่มีปูนเป็นดินหมดเลย แล้วก็ลงไปเล่นน�้ำ แล้วก็ขึ้นมาเล่นกันได้ สะอาด เดี๋ยวนี้สกปรก ท�ำซะดีเลย แต่สกปรก เดี๋ยวนี้มีปูนมีอะไร เมื่อก่อนเป็นดิน อาบน�้ำได้ สะอาดด้วย
  • 83.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 83 เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยลงไป เมื่อก่อนมีเรือ มีพายขายก๋วยเตี๋ยว กาแฟยังมีเลย ปู้น ปู้น ปู้น มี เขามาจากตรงโน่นเขาเรียกอะไรไม่รู้ มีพายมา ได้กินก๋วยเตี๋ยว” ในอดีตบริเวณรอบชุมชนกั้นด้วยสังกะสีทั้งหมด แต่ส�ำหรับตัวบ้านไม่ได้ ล้อมรั้ว ท�ำกิจกรรมต่างๆ ที่ลานกลางบ้าน เช่น เลี้ยงพระ การสัญจรในชุมชน สมัยก่อนสามารถออกทางตรอกหน้าบ้านเกื้อซึ่งเป็นช่วงท้ายป้อมได้ แต่ปัจจุบันถูกปิดกั้นด้วยไม้อัดโดย กทม. การใช้ชีวิตในชุมชนเกื้อบอกว่า “ก็อยู่ดี เจอกันก็คุยกัน ถ้าเกิดไม่มีหัวหอม ไม่มีกระเทียมก็ไปขอกันได้ รู้จัก กัน อยู่กันแบบพี่น้อง” ส�ำหรับงานประเพณีต่างๆชาวชุมชนจะไปท�ำบุญที่วัดเทพธิดารามและ วัดราชนัดดาราม เกื้อท�ำบุญกับทั้งสองวัดนี้มาตั้งแต่เด็ก นอกจากนั้นมีงาน ประจ�ำปีไหว้พ่อปู่ป้อม โดยพิธีไหว้พ่อปู่ป้อมนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกื้อเป็นเด็ก แต่เพิ่งมีตอนเกื้ออายุประมาณ 20 ปี เชื่อว่าไหว้แล้วจะดี บางคนก็บนบาน ขออย่าให้โดนไล่รื้อ และยังมีงานสงกรานต์เป็นประจ�ำ เรื่องการเช่าบ้านเกื้อบอกว่า “เดี๋ยวนี้ไม่เช่าแล้ว เมื่อก่อนนี้เช่า พอตั้งแต่ เขาจะไล่เลยไม่ได้เช่า แล้วก็โดนไล่ เขาบอกคืนที่ ที่เวนคืน เมื่อก่อนแขกเป็น คนเก็บค่าเช่า (ตระกูลนานา) เขามาเก็บ เมื่อก่อนนี้ถูก 3-4 บาท ถูกเมื่อก่อนนี้ เดือนละ 3-4 บาทเอง (ตั้งแต่สาวๆ) เลิกเก็บค่าเช่ามานานแล้ว ตั้งแต่ก่อน สมัยนายกสมัคร ไม่มีการเก็บเงิน เขาจะเอาที่เขา เขาก็มาไล่” บ้านเกื้อมี ทะเบียนบ้าน แต่ปัจจุบันอยู่ที่ลูกสาว ทั้งลูกและหลานขึ้นทะเบียนบ้านหลังนี้ แต่ปัจจุบันทางราชการไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพิ่มใหม่แล้ว แต่ยังสามารถใช้ ทะเบียนบ้านที่เคยได้รับตั้งแต่อดีตได้ เหตุการณ์ไล่รื้อเกื้อทราบสาเหตุที่เขาต้องการเวนคืนพื้นที่และไล่รื้อเพียง
  • 84.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 84 ว่าทาง กทม. ต้องท�ำสนามเด็กเล่น หรืออะไรก็ไม่ทราบแน่ชัด เล่าต่อว่า “เห็นเขาบอกว่าจะท�ำสวนย่อม ท�ำท�ำไม เยอะแยะ แล้วตรงนี้ยิ่งท�ำยิ่งล�ำบาก มันเหมือนไม่มีคน พวกอะไรมันจะมา มิจฉาชีพ มันเงียบไง บางทีฝรั่งเข้ามา จะไปภูเขาทอง เราอยู่ยามข้างนอกปากตรอก บางทีบอกไปไม่ได้ ท�ำโบกไม้ โบกมือไปไม่ได้ ข้ามไปฝั่งโน้นแล้วเงียบๆ จะโดนซะ โดนแน่ ขนาดตรงโน่น ยังมีเลย ไม่เห็นท�ำดีเลยตรงโน่นอ่ะ (บริเวณตัวป้อม) ท�ำสวนย่อมให้หมาขี้” ซึ่งเหตุการณ์ไล่รื้อเริ่มมีความรุนแรงตั้งแต่สมัยนายกสมัคร สุนทรเวช การใช้ชีวิตในชุมชนนี้ค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกัน สามารถไปมาหา สู่พูดคุยระหว่างบ้าน บางครั้งก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มและพูดคุยกัน ปัจจุบันยัง คงเป็นเช่นนั้นอยู่ โดยปกติเกื้อมักไปนั่งคุยบริเวณตรอกที่มีบ้านโบราณขนน�้ำ หรือบริเวณร้านโกคิ้ม บางครั้งท�ำอาหารเลี้ยงกันภายในชุมชน ภายหลัง เหตุการณ์ไล่รื้อล่าสุดท�ำให้มีการพูดคุยกันมากขึ้นเกื้อกล่าวว่า“หลังจากโดน ไล่รื้อ ก็ยังออกไปนั่งคุยกันเหมือนเดิม ไม่รู้จะไปไหน ก็ไปปรึกษาอะไรกัน บางทีอยู่ยามยังคุยกันเลย เป็นอยู่ 2 ยาม ตีห้าเลิก ยิ่งคุยกันมากขึ้น (หลังโดนไล่รื้อ) ปรึกษากัน ว่ายังไง จะอยู่ แต่ถ้าเผื่อเขาไล่ไปจะยังไง ถ้าเผื่อ ไปแล้วโทรศัพท์คุยกันนะ ติดต่อกัน ท�ำไงได้อ่ะนะ เวลามีประชุมก็ไปฟังเขา ทุกครั้ง ไปคุยไปอะไรกัน จะได้รับรู้ด้วย ว่าเขาจะยังไง สมัยสาวๆ ยังไม่มีการ เรียกประชุม มาสมัยนี้ถึงเรียก แล้วเราก็ยิ่งกลัว บางคนเขาบอกไม่ต้องกลัว หรอก ไม่รู้อ่ะ จิตมันตก มันแก่แล้ว แล้วก็มันจะยังไง แบบกลัว เมื่อก่อนนี้ไม่ ค่อยกลัว ยังคุยกันโน่นนี่อยู่ ไล่ก็ไล่ไปสิ พอเดี๋ยวนี้กลัว ไม่รู้กลัวอะไรแต่ มันกลัว” การใช้ชีวิตในป้อมนี้ดีมาก เพราะไม่มีขโมย อยู่กันแบบพี่น้อง บางครั้งดูโทรทัศน์มีข่าวขโมย ข่าวคนยิงยิงกัน เมื่อหันกลับมาดูบ้านและ ชุมชนของตนเองรู้สึกว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้น ท�ำให้การใช้ชีวิตในนี้เป็นไป อย่างสบายใจ
  • 85.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 85 เกื้อได้เล่าต่อถึงความรู้สึกที่อึดอัดกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันว่า “ก็อยู่กันดีๆ เขาก็ไล่ เราก็ไม่อยากย้าย ไปที่อื่น โอ้โหไปไกลๆ ล�ำบาก ล�ำบาก มากเลย แล้วกลัวแบบเราจะเป็นอะไร ไม่สบาย จะเป็นยังไง อย่างนี้ยังอยู่ โรงพยาบาลกลาง เดือนนึงไปหาหมอที เป็นเบาหวาน เป็นความดัน เป็นไข มัน ต้องหาหมอตลอด เดือนนึงไปครั้งนึง แล้วไปอยู่ที่อื่นจะท�ำยังไง ไล่มา หลายครั้งแล้ว ที่เกิดมานี่จะ 80 แล้ว เดี๋ยวไล่เดี๋ยวอะไร พอเกิดเรื่องไล่ที เขาก็เคาะระฆังเรียกคนแก่ก็วิ่งกันกลัวเขาจะเข้ามาต้องระวังสภาพในชุมชน ตอนนี้ ตรงนี้ก็รื้อ ตรงบ้านโน่นก็รื้อ” จากค�ำบอกเล่าดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเกื้อต้องใช้ชีวิตที่ยากล�ำบากมาเป็น เวลาเนิ่นนาน ท�ำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งกายและใจ โดยลูกสาวของต้อง คอยปลอบว่าไม่ให้คิดมาก เพราะเป็นสาเหตุให้ความดันขึ้น แต่ตนเองก็ยัง รู้สึกกังวลและปรึกษากับเพื่อนบ้านเสมอ เกื้อเล่าว่า “ก็เดินไปคุยกับเจ้ คุยกับคนโน่นคนนี้ ไม่รู้จะยังไง บางทีดูโทรทัศน์ก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง มันแบบเอา แล้ว เดี๋ยวเขาจะมาไล่แล้ว ยิ่งเขาบอกว่าสิ้นปีนี้จะมาไล่แล้ว จะท�ำยังไง ไม่รู้ จะท�ำไง บางทีก็ลูกสาวมาก็คุยกัน ไม่รู้จะคุยอะไร ก็คุยแบบนี้ ตอนนี้รู้สึก กังวล อึดอัด เมื่อก่อนรู้สึกสบายใจกว่านี้” เกื้อมีส่วนร่วมกับการไล่รื้อ โดยเป็นสมาชิกหนึ่งคนที่เข้าร่วมกับคนส่วน ใหญ่ของชุมชน และยังเรียกให้ลูกกลับมาช่วยกันต่อสู้ ดังที่เล่าว่า “ต้องเรียก ลูกมา หลานก็ไม่ค่อยสบาย ก็เอาออกไปด้วย ช่วยเขา จะได้คนเยอะๆ ไม่งั้น คนมันจะน้อย บางทีพวกเขาเยอะ เขาฮือมา แก่ๆ แบบนี้ยังออกไปเลย ตอนออกไปก็กลัว กลัวเขาจะเข้ามา แต่ก็กล้าออกไป” หากถามถึงความรู้สึก ที่มีต่อภาครัฐเกื้อบอกว่า “มันไม่ดี กลุ้ม กลุ้มมาก ไม่รู้จะไปตรงไหน รัฐจะ เอาอย่างเดียวเราไม่รู้เราก็เป็นผู้น้อยไม่รู้จะยังไงรู้สึกไม่ดีจะเอาอย่างเดียว” นอกจากนั้นยาวชนในชุมชนก็มีความตื่นตัวในการต่อสู้เป็นอย่างมาก เกื้อมี
  • 86.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 86 หลานสาวก็ให้เข้าร่วมช่วยเหลือทุกอย่างที่ผู้ใหญ่เห็นสมควร ดังค�ำบอกเล่าว่า “เขาก็ช่วย ช่วยแบบ จะให้เขาท�ำอะไรเขาก็ท�ำได้ ลุงกบให้เขาอ่านข่าว บางที ก็พาคนไปดู บางทีก็ท�ำกิจกรรม หลานชื่อไหม อายุ 15 ปี เกิดที่นี่ โตที่นี่” เกื้อให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความหวังในการต่อสู้การไล่รื้อในปัจจุบันว่า “ตอนนี้ไม่หวัง รู้สึกเครียดขึ้นมา เมื่อก่อนก็ยังมีหวังบ้าง แต่ช่วงนี้ไม่มีเลย มันเครียดมากเลย คนก็ออกไปกันบ้างเห็นไหม ยิ่งดูแล้วยิ่งกลุ้ม เขาก็ย้าย บ้านกัน เรามันเคยอยู่มาตรงนี้ เราก็อยากอยู่ตรงนี้ ถึงบ้านเราจะพังๆ ยังไง เราก็อยากอยู่” การต่อสู้การไล่รื้อครั้งล่าสุดมีคนจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือเป็นก�ำลัง ใจให้กับคนในชุมชนจ�ำนวนมาก ท�ำให้เกื้อมีก�ำลังใจเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ จากการบอกเล่าด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นว่า “ก็เห็นพวกนี้เขาท�ำ เราก็ต้องท�ำด้วย มีคนที่อื่นมา เขาก็มายืนมาช่วยเรา แล้วเราอยู่ตรงนี้ เราก็ต้องช่วยเขา เราอยากอยู่ แล้วคนอื่นเขามาช่วย บางทีมันก็ท้อ บางทีก็เออ คนอื่นเขามา ช่วย เราก็ต้องสู้มั่งนะ เพื่อนๆ ที่ข้างนอกเขามาเป็นก�ำลังใจให้เรา เราก็ต้องสู้ จะไปมุดหัวอยู่ในบ้านก็ไม่ดี ต้องมาดูเขาบ้าง คนนี้เขายังมาช่วย” เมื่อเกื้อ จินตนาการว่าหากต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น สีหน้าก็เปลี่ยนไปและกล่าวว่า “มันก็ ไม่ค่อยดีนะ มันก็แบบว่าไงอ่ะ มันก็โหว่งเหวง ใจมันก็ไม่ดี บางทีนอนคิดว่า ถ้าไปอยู่ที่อื่น ถ้าไปอยู่ที่อื่นจะเป็นยังไงเนี่ย ไปอยู่ที่อื่นมันรู้สึกอึดอัด มันไม่ ค่อยดี อยู่นี่มันยังดี มันพูดยาก ไม่อยากคิด มันใจหาย” หากเป็นไปได้อยาก อาศัยอยู่ที่ชุมชนไปตลอด.
  • 87.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 87 ค่าน�้ำค่าไฟ บ้านพี่เกิ้อ
  • 88.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 88
  • 89.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 89 โดย วอกัญญา ณ หนองคาย สุริยา ทัพเมฆา หรือลูกตาล อายุ 32 ปี เกิดและเติบโตที่ชุมชนนี้ (เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช) เรียนหนังสือที่โรงเรียนศุภมาศ และจบการศึกษา ชั้นมัธยมศึกปีที่ 6 จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย หลังเรียนจบมัธยมจึงเริ่ม ประกอบอาชีพค้าขาย สมัยก่อนบ้านขายดอกไม้ไฟ เพราะไม่ผิดกฎหมาย และเป็นที่รู้จักในวงกว้างว่าหากต้องการซื้อดอกไม้ไฟจะต้องมาบริเวณ ภูเขาทอง จากนั้นเริ่มผิดกฎหมายเนื่องจากมีเหตุระเบิด จึงเริ่มมีการควบคุม มากขึ้น ลูกตาลเล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับการควบคุมการขายดอกไม้ไฟว่า “มีอยู่ปีนึงที่ท่านสนั่นมาตรวจแม่น�้ำเจ้าพระยาวันลอยกระทงแล้วเจอประทัด ปีนั้นจ�ำได้เลยว่าห้ามขายเด็ดขาด มีการออกกฎหมายอย่างชัดเจนว่าห้าม จ�ำหน่ายดอกไม้ไฟในพื้นที่ชุมชน ก็กลายเป็นว่าเราผิดกฎหมายเลย” แต่เป็น ที่ทราบโดยทั่วไปว่าเมื่อถึงเทศกาลก็ต้องมางานภูเขาทองและซื้อดอกไม้ไฟ ลูกตาลบอกว่า “มันเลยยังพอมีขายอยู่ แต่ว่าได้คุยกับชุมชนแล้วว่าถ้าสมมุติ เราได้อยู่ชุมชนนี้จริงๆอาจจะต้องยกเลิกการขายดอกไม้ไฟปีนี้ก็เป็นปีเหมือน น�ำร่อง พอดีมีงานของพ่อหลวงด้วย เราก็เลยถือเป็นโอกาส มันไม่มีลูกค้าด้วย เพราะว่าใครก็ไม่อยากจุด ก็ทดลองงานว่าถ้าไม่ขายแล้วจะเป็นยังไง” ช่วงที่ ออกกฎหมายห้ามจ�ำหน่ายดอกไม้ไฟอายุประมาณ 15 – 16 ปี ส่งผลกระทบ ต่อพ่อค้าแม่ค้ามาก เพราะในอดีตชุมชนนี้มีร้านขายดอกไม้ไฟประมาณ 10 กว่าร้าน บริเวณที่เป็นสวนข้างป้อมมหากาฬก็มีร้านอยู่ จากที่เคยตั้งขาย ลูกตาล
  • 90.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 90 หน้าประตูจึงไม่สามารถท�ำได้ เมื่อต�ำรวจออกตรวจจะต้องย้ายเข้ามาด้านใน และเมื่อต�ำรวจกลับจึงย้ายออกไปขายด้านนอก และในที่สุดต้องขายแบบไม่ เปิดเผย เมื่อถึงเทศกาลจึงน�ำออกมาขายคนที่มาเที่ยวงาน ลูกตาลเล่าถึงชีวิตวัยเยาว์ว่าแม่มีอาชีพขายอาหาร เมื่อถึงช่วงเทศกาล จะขายดอกไม้ไฟ เนื่องจากสมัยก่อนผู้คนจะซื้อดอกไม้ไฟเฉพาะงานลอย กระทง จึงขายอาหารควบคู่ด้วย เช่น ก๋วยเตี๋ยว เพราะแม่เป็นคนท�ำอาหาร อร่อย ลูกตาลบอกว่า “ถ้าตอนเด็กๆ ชีวิตพี่ไม่ค่อยได้ไปเล่นสุงสิงกับใคร คือพ่อแม่ขายของ ก็จะช่วยขายของ จ�ำได้ช่วง ป.4 เดินกลับจากโรงเรียนก็ ต้องรีบมาช่วยแม่ขายของแล้ว ไม่ค่อยมีเพื่อนในนี้ รุ่นเดียวกันนี่ไม่มีเลย” ครอบครัวของลูกตาลอยู่ในชุมชนตั้งแต่รุ่นพ่อกับแม่ ซึ่งเป็นคนจังหวัด นครปฐมที่ย้ายเข้ามาเมื่ออายุประมาณ 30 ปี และอาศัยอยู่เป็นเวลาประมาณ 40 - 50 ปีมาแล้ว (ปัจจุบันพ่อเสียชีวิตแล้ว) ลูกตาลเล่าว่า “เมื่อก่อนมันเป็น เช่า เมื่อก่อนเป็นแหล่งท�ำมาหากิน เมื่อก่อนบ้านเช่ามีตรงไหนที่สะดวกสบาย ก็เช่าเมื่อก่อนพ่อเล่นหนังที่โรงละครเฉลิมกรุงพ่อจะคลุกคลีกับวงการบันเทิง อยู่ศาลาเฉลิมกรุง ศาลาเฉลิมไทย แม่เป็นเด็กเสิร์ฟท�ำอาหารที่ศาลาเฉลิม กรุง ก็จีบกันแล้วก็พากันมาอยู่ที่นี่ พอพ่อกับแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ แม่ก็ขาย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ท�ำมาหากินที่นี่ พ่อก็ช่วยกัน พ่อก็จะเป็นคนมีสังคมชอบออก นอกบ้าน ตอนเช้าต้องไปศาลาเฉลิมกรุง ไปนั่งกินกาแฟ อาชีพเสริมก็คือ ท�ำทอง หลอมทอง ไปรับซื้อเศษทองแล้วก็เอามาหลอม พ่อท�ำที่วัดเทพ เครือข่ายอยู่ที่วัดเทพคือญาติพี่น้องอยู่วัดเทพ อีกอย่างที่พ่อมาอยู่ที่ป้อมก็ เพราะมีญาติอยู่วัดเทพก็เลยใกล้กัน พอหลอมเสร็จก็เอาไปขายที่แถวดิโอลด์ สยาม” นอกจากนั้นพ่อและแม่ยังขายดอกไม้ไฟควบคู่กับการขายอาหารด้วย
  • 91.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 91 ลูกตาลไม่มีญาติอยู่ในชุมชน แต่มีญาติอยู่ฝั่งวัดเทพจ�ำนวนประมาณ 3-4 คน รู้จักกันกับญาติแต่ไม่สนิท แต่เมื่อวันที่โดนไล่รื้อญาติก็เข้ามาเยี่ยม เมื่อพูดถึงการอยู่อาศัยในชุมชนป้อมมหากาฬของครอบครัว ลูกตาลเล่า ว่า “เมื่อก่อนบ้านตรงเนี่ยมันเป็นบ้านเช่า ห้องนี้ก็มีคนนึงเช่า ห้องนั้นเช่า ข้างบนเช่า แต่ว่าพอหลังๆ เขาก็แยกย้ายกันไปท�ำมาหากินที่อื่น นี่คือพึ่งขยับ ขยายปรับปรุงนะเพราะว่าอยากอยู่ให้มันมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องปรับปรุง แต่ว่าอยากท�ำให้มันดีกว่านี้ แต่ว่ามันก็อยู่ในภาวะที่ความลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าเราท�ำไปแล้วเขารื้อเราจะได้อะไร คือมันไม่ใช่บ้านเราโดยตรงไง มันเป็น บ้านเช่า แล้วก็รู้สึกว่าเจ้าของรับไปร้อยเปอร์เซนต์แล้วด้วย” ส�ำหรับคนที่เคย เช่าอยู่ร่วมกันได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ลูกตาลบอกว่า “เขากระจัดกระจายไปอยู่ที่ อื่นเลย คือออกไปเลยจากชุมชน แต่เจ้าของบ้านหลังนี้กับเจ้าของบ้านข้างๆ ที่เขารื้อไปแล้ว เขาก็เอ็นดูแม่ก็แบบว่าถูกโฉลกถูกชะตากัน แล้วก็ให้อยู่ไป เถอะ ไม่เป็นไร คือเขาก็รู้จักกับเจ้าของบ้านหลังนี้เฉยๆ คือเป็นญาติกัน ไม่มี ปัญหา ไม่ได้แบบต้องรื้อเลย ก็ไม่ขนาดนั้น” บ้านหลังที่อาศัยอยู่นี้ เจ้าของบ้านได้ยกพื้นที่ให้ทาง กทม. ทั้งหมด เพราะพิจารณาจากแผนผังของทาง กทม. ซึ่งลูกตาลไม่เคยได้พูดคุยกับ เจ้าของบ้าน โดยปกติจะมีคนมาเก็บค่าเช่าบ้าน เมื่อสมัยก่อนแม่จ่ายค่าเช่า กับบ้านข้างๆ ที่เป็นคนดูแล ส�ำหรับค่าน�้ำค่าไฟทางครอบครัวจ่ายเอง มีใบ เสร็จทั้งค่าน�้ำและค่าไฟ โดยทั้งสองใบเสร็จนี้มีชื่อผู้ใช้คนละชื่อ (ไม่ใช่คนใน ครอบครัวลูกตาล)และคนข้างบ้านที่อนุญาตให้ครอบครัวลูกตาลอยู่อาศัยต่อ เป็นคนมีฐานะ ลูกตาลบอกว่า “เป็นผู้ดีเก่า ข้างบ้านเขายอมรื้อ คือเขารวย เราอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กมาจนปัจจุบัน ไม่เคยย้ายและก็ไม่อยากย้ายด้วย”
  • 92.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 92 นอกจากนั้นลูกตาลยังเล่าเกี่ยวกับการท�ำมาหากินให้ฟังว่า “เคยขายของ เคยไปท�ำปั๊มด้วยเป็นแคชเชียร์ไม่ใช่เทศกาลก็หาอะไรเสริมพนักงานต้อนรับ ที่โรงแรมที่ข้าวสารข้างๆ เล้งนาฬิกา เหมือนเกสท์เฮ้าส์ของพวกอาหรับแขก ขาว จริงๆ จะไปท�ำที่เล้งนาฬิกาแต่เขาให้มาเป็นพนักงานต้อนรับ แต่ท�ำได้ ไม่นาน กลัวเดี๋ยวไปท�ำเงินของเขาขาด เริ่มเป็นแคชเชียร์ประมาณจบ ม.6 ท�ำได้ประมาณ 2 ปี และก็มาเป็นพนักงานต้อนรับ แล้วก็มีสามีช่วยกันขาย พลุเทศกาล ถ้าว่างก็ขายอย่างอื่นที่พอท�ำได้ อย่างตอนนี้นอกจากขายพลุ ก็หันมาเล่นเหรียญ เล่นแบงค์ แต่งงานกับแฟนประมาณอายุ 21 – 22 ปี แฟนเป็นลูกค้าพลุ” ในปัจจุบันทางชุมชนมีนโยบายจะให้เลิกขายดอกไม้ไฟ เมื่อถามลูกตาล ว่ารู้สึกอย่างไรเพราะประกอบอาชีพนี้มาเป็นเวลานานได้ค�ำตอบว่า“โอเคนะ ตอนแรกไม่โอเคเพราะรายได้หลักมาจากอันนี้ แต่ถ้าเอาตามกระบวนการว่า ถ้าเกิดไม่ได้ขายพลุแล้ว บ้านเราจะปรับเป็นอย่างงี้ เราขายอาหารคือมี กระบวนการที่มาช่วยน�ำเสนอทั้ง 5 กล่อง co-create แล้วบ้านเราท�ำเลดี แล้วโซเชียล แม่เราก็ท�ำอาหารอร่อยหลายอย่าง เราโปรโมทได้ ถ้าเราท�ำได้ เราก็สามารถดึงคนเข้ามาได้ ท�ำเป็นตลาดนัด ท�ำเป็นร้านข้าว พื้นที่ข้างในก็ ท�ำเป็นโต๊ะ” สภาพของชุมชนในอดีตที่ลูกตาลจ�ำได้คือ “แออัดบ้านเยอะ ผู้คนเยอะ โซนพี่จะเป็นบ้านอาศัย มีร้านขายส้มต�ำ บางทีเขาก็เข็นออกไปขายข้างนอก แล้วก็มีคนท�ำงานที่เช้าไปเย็นกลับ ส่วนด้านหลังจะมีร้านค้า ร้านขายของช�ำ มีกลางลาน มีเวทีมวย มีท�ำทอง วิถีชาวบ้านอยู่กันแบบชิวๆ ปกติสุข ท�ำมา หากิน ห้างไม่เคยเดิน สมัยนั้นได้ไปบางล�ำพูไปซื้อชุดนักเรียนก็เท่แล้ว”
  • 93.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 93 ในปัจจุบันจ�ำนวนบ้านในชุมชนลดลงเป็นอย่างมากจากประมาณ 56 หลัง จากนั้นโดนรื้อท�ำให้เหลือประมาณ 44 หลัง แต่ที่เข้าร่วมกระบวนการต่อสู้ แบบเหนียวแน่นมีจ�ำนวน 30 หลัง เพราะอยากอยู่อาศัยในชุมชนนี้ต่อไป ซึ่งบ้านที่ยอมย้ายออกจากชุมชนเป็นคนที่ลูกตาลรู้จักมาตั้งแต่เด็ก เป็นคน เก่าแก่ของที่นี่ แต่ปัจจุบันอาจจะไม่อยากต่อสู้แล้ว เพราะต่อสู้กันมานาน ท�ำให้เกิดความเหนื่อยล้าก็เป็นได้ ช่วงเวลาที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของชุมชนป้อมมหากาฬมากที่สุด คือ ช่วงปี พ.ศ. 2545 ลูกตาลบอกว่า “เริ่มปิดประตูป้อมครั้งแรกที่เขารื้อตรงด้าน นู้น รู้แต่ว่าเขาปิดประตู ท�ำมาหากินไม่ได้แต่ว่าก็ต้องท�ำ เพราะกลัวเขาจะเข้า มารื้อบ้านในสมัยผู้ว่าสมัคร แล้วเขาก็จะไปอยู่ตรงกองอ�ำนวยการ เรียกว่า ศูนย์กลางของชุมชน แบบว่ามีจัดประชุมก็จะไปอยู่ตรงนั้น เป็นฐานทัพ สมัย นั้นพ่อพี่เป็นผู้น�ำก็มีการเจรจาพูดคุยกัน ในสมัยนั้นเครือข่ายที่มาร่วมกับเรา ยังไม่เยอะ พี่ยังไม่รู้ว่าเครือข่ายคืออะไร ใครมาช่วย รู้สึกว่าเขาจะจริงจัง เหมือนในช่วงนี้ และเขาก็ท�ำตัวอย่างของเขาไป ตอนนั้นเราลงทุนกันท�ำสวน แบบว่าซื้อต้นไม้มาปลูกของเรา สรุปเขาก็มาท�ำของเราพังและก็ท�ำใหม่ แล้วก็เจรจาได้ว่าถ้าพวกตรงนั้นยอมไปก็เปิดให้เขาไปครึ่งนึง คือหลังรั้วก็ไม่ ให้แล้ว มันเป็นของเรา” เนื่องจากเป็นบ้านเช่าจึงไม่สามารถจดทะเบียนบ้านได้ ลูกตาลต้องใช้ ทะเบียนบ้านของญาติ และยังเล่าต่อว่า “ก็ขอชื่อเขาอยู่ ขอเข้าทะเบียน ถ้าเกิดขอเข้าทะเบียนกับคนแถวนี้ เขาคิดตังนะเพราะว่าการเข้าโรงเรียนของ ลูกในมัธยม เขาคิดตังค์ทั้งนั้น 10,000-20,000 ทุกอย่างเป็นเงินทองหมด” บ้านในชุมชนบางหลังมีทะเบียนบ้านของตัวเอง เช่น บ้านอ้วน มีทะเบียนของ
  • 94.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 94 เขา แต่หลานที่เกิดใหม่ไม่สามารถจดทะเบียนเข้าบ้านได้ เพราะปัจจุบันทาง กทม. ไม่รับรองพื้นที่ตรงนี้เป็นชุมชน ครอบครัวของลูกตาลจะไปท�ำบุญที่วัดราชนัดดารามวรวิหารและ วัดเทพธิดาราม แต่เมื่อถึงโอกาสวันพ่อแห่งชาติและวันแม่แห่งชาติจะนิมนต์ พระมาตักบาตรในชุมชน ซึ่งจัดเป็นประจ�ำประมาณ 10 – 20 ปีมาแล้ว โดย ช่วงเช้าตักบาตรช่วงสายจะท�ำความสะอาดป้อมมหากาฬและชุมชน ช่วงเย็น จะจุดเทียนชัยถวายพระพรทุกปี ส�ำหรับเดือนเมษายนมีงานท�ำบุญพ่อปู่ป้อม นิมนตร์พระมาเทศน์ช่วงเช้าจะแห่เครื่องเซ่นไหว้ไปที่หัวป้อมไปบนป้อมเพื่อ ขอขมาลาโทษ สมัยก่อนในตัวป้อมจะมีศาลที่เป็นที่สักการะบูชา คนไทยใน สมัยโบราณก็เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ดังนั้นจึงปฏิบัติสืบทอดกันมา และ ท�ำให้คนในชุมชนมีความสนิทสนมกัน สมัยก่อนโดนไล่รื้อความสัมพันธ์ของ คนในชุมชนก็จะมีการประชุมกัน ทุกคนรู้จักกัน สามัคคี ไม่ได้ต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไล่รื้อท�ำให้สนิทกันมากขึ้น มีกิจกรรมวันเด็ก วันสงกรานต์ วันแม่ วันพ่อ วันปีใหม่ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา การตักบาตรเทโวที่ ชุมชนท�ำร่วมกัน ซึ่งทุกครัวเรือนจะเข้าร่วม ยกเว้นแต่บ้านไหนที่ไม่ว่างก็จะ มีตัวแทนเข้าร่วม แต่โดยส่วนใหญ่มักเข้าร่วมครบทุกคน เมื่อพูดคุยถึงสาเหตุของการไล่รื้อเท่าที่ทราบ คือ ต้องการท�ำสวน สาธารณะ ซึ่งจ�ำช่วงเวลาไม่ได้ แต่ตรงกับช่วงที่มีการออกพระราชกฤษฎีกา จะท�ำสวนเฉลิมพระเกียรติ ลูกตาลกล่าวว่า “ตอนนั้นรู้สึกว่าคนในชุมชน ก็ไม่รู้เรื่องแล้วเขาก็บอกว่าต้องไปและจะให้ตังค์ ให้ไปเช่าที่หนองจอก มีนบุรี บางคนก็ไปผ่อนบ้านอยู่ข้างนอก คนที่ให้ไปผ่อนที่ตรงหนอกจอกมีนบุรีก็ไป ผ่อนได้ประมาณ 10 เดือน น�้ำไฟก็ยังไม่มีเลย ใครจะอยู่ได้ จนเกิดการเจรจา ใหม่ เอาหลักความเป็นจริงถ้าเกิดท�ำเป็นสวนหย่อมมันเหมาะไหม เราเจรจา
  • 95.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 95 คนละครึ่งทางได้ไหม ถ้าเราอยู่ร่วมกัน อยู่และก็ยอมผ่อนให้ กทม.” ตามทัศนะของลูกตาลเห็นว่า“การท�ำสวนสาธารณะโดยการรื้อหมดนั้น พื้นที่ตรงนี้ไม่เหมาะสม เราอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิด แล้วถ้าจะเอาพื้นที่ตรงนี้มา ท�ำสวนหย่อมให้คนภายนอกมาเที่ยว มันดูไม่เหมาะ ถ้าจะไปสวนหย่อมไป สวนรมย์ฯ หรือจะพักผ่อนนั่งเล่นไปลานเจษฎาฯ ก็ดูสวยงามหรือไปสนาม หลวง ป้อมพระสุเมรุ คือตรงนี้ไม่เหมาะคือพี่คิดแย้งเลย พอพี่เข้าใจ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น พี่ก็เลยคิดว่าเราต้องสู้ ถ้าเราอยู่ได้เราท�ำแบบนี้ดีกว่า ให้คนเข้ามาแล้วมาเที่ยว แล้วเราก็เป็นพลเมืองที่คอยดูแล อยู่เฝ้าด้วย ได้คน เดิมๆ ไม่ต้องรื้อโละท�ำใหม่ พี่ยังคิดเลยว่า กทม.จะท�ำบ้านพี่เหมือน ท่ามหาราชหรือเปล่า คือรื้อคนออกให้ฝรั่งเช่า มันมีผลประโยชน์อะไรหรือ เปล่าท�ำไมถึงต้องท�ำอย่างงี้” ทะเบียนบ้าน
  • 96.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 96 การไล่รื้อส่งผลกระทบต่อแม่ของลูกตาลในการท�ำมาหากินและส่งผล ต่อจิตใจด้วย ลูกตาลบอกว่า “ช่วงหลังคนน้อยลงเพราะโดนไล่รื้อและออกไป นอกชุมชน ท�ำอะไรขายก็เหลือและคนภายนอกก็ไม่ค่อยได้เข้ามา ก็เลยบอก ว่าแม่ไม่ต้องขาย เพราะอาชีพหลักตอนนั้นคือขายพลุ แต่ตอนหลังให้ขาย อะไรก็ได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ไม่อยากให้เครียด” จากการถูกไล่รื้อท�ำให้ชีวิตของผู้คนในชุมชนเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ดังจะเห็นได้ค�ำบอกเล่าของลูกตาลว่า “คนที่เคยท�ำงานประจ�ำก็ต้องเปลี่ยน มาท�ำค้าขาย ต้องมาคอยเฝ้าระวังมากขึ้น หลายคนต้องหยุดงานเลิกงานก็ ต้องมาท�ำอย่างอื่นเอา หาท�ำอะไรเสริม น่าจะช่วงหลังปี 45 ถ้าล่าสุดที่ กทม. มาไล่รื้อ 3 กันยานี้ ก็อันนี้เปลี่ยนแปลงมาก คือคนไม่ไปท�ำมาหากินเลย พี่เองก็ไม่ได้ออกจากชุมชนเลย ต้องเฝ้าระวัง ยังมีคนออกไปท�ำงานข้างนอก ก็คือมีคนในบ้านอยู่ แต่ถ้าเขามาเมื่อไหร่ก็ต้องกลับ บางทีก็ต้องเลือกระหว่าง ไปท�ำงานหรืออยู่บ้าน แต่สุดท้ายก็เลือกอยู่บ้านเพราะเป็นก�ำลังหลักในการ ต่อสู้ คือเป็นผู้ชาย วัยกลางคน” ลูกตาลมีส่วนเกี่ยวข้องในการต่อสู้การไล่รื้อป้อมโดยท�ำหน้าที่เป็น เลขานุการของหัวหน้าคณะกรรมการ (ลุงกบ) ซึ่งช่วยเสนอความคิดเห็น และ ร่วมลงมือท�ำ เป็นทีมงานหลักคนหนึ่ง โดยเริ่มเข้ามาท�ำงานประมาณ 4 – 5 ปีที่แล้ว จะมีการประชุมเดือนละหนึ่งครั้ง แต่ในระยะหลังประชุมกันเกือบ ทุกวัน ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุม คือ ลูกบ้านทุกหลังคาเรือนหากเป็นเรื่องของ ส่วนรวม แต่ในบางกรณีอาจบอกผ่านหัวหน้าโซน แล้วจึงน�ำข่าวไปแจ้ง ลูกบ้านอีกที เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ลูกตาลมีต่อการเวนคืนและไล่รื้อ เขาได้บรรยาย ด้วยความรู้สึกอัดอั้นว่า “รู้สึกว่าที่เขาท�ำมันก็เป็นการพัฒนาหรือว่าการพัฒนา
  • 97.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 97 อะไรก็ตามก็ต้องมีการสูญเสีย ต้องดูด้วยว่าพัฒนาไปแล้วเกิดอะไร มันต้องดู จุดๆ ไป อย่างในชุมชน จัดระเบียบได้ไหม ไม่ใช่รื้อ รื้อใหม่ท�ำสวน มันเหมาะ ไหม ให้หมาขี้หรอหรือให้เด็กโดดเรียนแอบมานั่ง คือมันต้องดูความเหมาะ สมด้วย เพราะด้านนี้มันเป็นหลังก�ำแพง ถ้าก�ำแพงเปิดโล่งนะ ท�ำสวนหย่อม ก็โอเค เราก็ต้องรับสภาพ แต่นี่มันเป็นหลังก�ำแพงและนี่คือนอกชานพระนคร เมื่อก่อนตรงที่นี้เป็นด่านแรกที่ข้าศึกจะเข้า อันนี้เป็นนอกเมือง เป็นบ้านของ ข้าราชบริพารที่เขาท�ำดีแล้วก็ได้ที่ แต่กลายเป็นว่าพวกเราโดนโจมตีว่าบุกรุก มาอยู่แบบหาผลประโยชน์แต่ความสะอาดเรามีท�ำตลอดเป็นชุมชนที่มีต้นไม้ เยอะแต่ไม่รกเพราะจะคอยกวาดตลอด ถ้าตอนนี้มันยังอีเหละเขละขะก็มา จากโดนไล่รื้อตรงนั้น พื้นที่ตรงนี้ บ้านนั้นที่เขาโดนรื้อไป 49 บ้านเขาโดน ต้นโพธิ์เบียดจนบ้านเยิน และเราพึ่งจะมาเก็บกวาด ตอนแรกเราไม่กล้าเข้าไป ท�ำอะไร คือคิดว่ารัฐจะท�ำก็ควรดูเหตุและผลมันเหมาะมันควรไหม เพราะคน พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครเลย คนจากข้างนอกร้อนหลบเข้ามาเดิน ข้างใน แต่ถ้ามันเป็นสวนสาธารณะมันจะดูน่ากลัว ดูไม่ค่อยปลอดภัยมากกว่านะ คือสวนหย่อมเวลาเปลี่ยวๆ คนไม่ค่อยเข้ามาหรอก” ช่วงเวลาที่มีความหวังส�ำหรับการต่อสู้มากที่สุด คือ ช่วงเวลานี้ เพราะ ว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยชุมชน เพราะมีแนวคิดในการอนุรักษ์มากกว่า การท�ำลาย พร้อมทั้งเสริมว่า “อันนี้มันดูแบบง่ายๆ อยากท�ำสวนเฉลิม พระเกียรติก็ท�ำ ท�ำลายวิถีชีวิตของเขาหมดเลย เมื่อก่อนเขามีกรงนกชวา มีการแข่งกรงนกก็กลายเป็นว่าเขาต้องท�ำกรงอย่างเดียว กรงใบนึง 20,000 - 30,000 และพี่เขาท�ำไปขายต่างจังหวัดแล้วลูกค้าเขาเป็นพวกคนรวย กลาย เป็นว่าท�ำแล้วต้องไปส่งเอา” ส�ำหรับช่วงที่สิ้นหวังมากที่สุดคือ ช่วงที่ทาง กทม. เข้ามารื้อบ้านเมื่อวันที่ 3 กันยายน 59 ช่วงที่เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาเป็น
  • 98.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 98 ช่วงที่รู้สึกหดหู่ว่าจะไม่สามารถอยู่ในชุมชนนี้ได้แล้ว ลูกตาลคิดว่าเจ้าหน้าที่ จะเข้ามาเจรจาก่อน แต่กลับบุกเข้ามา หากถามว่าท�ำไมต้องเข้ามาต่อสู้ ลูกตาลตอบแบบหนักแน่นว่า “บ้านพี่อะ พี่ก็อยากอยู่บ้านพี่” และเมื่อถามว่า ท้อใจไหม ลูกตาลตอบทันทีว่า “ท้อใจมันก็มี มันเหนื่อยใจตรงบางคนท�ำ บางคนไม่ท�ำ แค่เหนื่อยใจ แต่ไม่คิดจะถอนตัว” พลังของชุมชนป้อมมหากาฬคือวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมีบ้านโบราณ มีวัฒนธรรมมีความเป็นอยู่ที่ไม่พบได้มากนักในวิถีชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน เช่น บ้านไม่มีรั้ว และอาชีพที่หลากหลาย ตัวป้อมมหากาฬเองก็มีความหมาย กับคนในชุมชน เพราะป้อมเป็นโบราณสถานที่คนในชุมชนมีการกราบไหว้ ซึ่งคนอื่นที่เดินผ่านไปมาไม่เคยเคารพ และส�ำหรับความหมายของป้อม มหากาฬในฐานะชุมชน มีความหมายเพราะด้านในเป็นบ้าน เป็นร่มโพธิ์ร่ม ไทร เป็นที่ท�ำมาหากิน และเป็นทุกอย่างของชีวิต ส�ำหรับความสัมพันธ์กับชุมชนอื่นนั้นในการต่อสู้นั้น มีหลายชุมชนให้ความ ช่วยเหลือ และสนใจอยากให้ชุมชนเป็นต้นแบบในการต่อสู้ ลูกตาลบอกว่า “ก็มาดูตัวอย่างการต่อสู้ว่าชุมชนเราเข้มแข็งดี หลายชุมชนที่ กทม. สนับสนุน ไม่ได้มีการจัดระเบียบ ประชุมลูกบ้าน ไม่ได้มีความสามัคคีกันแบบนี้เลยนะ มีช่วยเหลือด้านการให้อาหาร ท�ำบุญบริจาคร่วมด้วย ช่วงที่ไล่รื้อแรงๆ ชุมชน อื่นก็จะมาดูแต่ที่เป็นเครือข่ายก็จะมาช่วย เป็นเพื่อนกันมาอยู่ด้วยกัน ให้มัน มีคนเยอะๆ เป็นแรงสนับสนุนไม่ให้รื้อ” เมื่อให้ลูกตาลลองจินตนาการว่าชีวิตที่ไม่ได้อยู่ภายในชุมชนป้อม มหากาฬจะเปลี่ยนยังไงบ้าง ลูกตาลบอกว่า “หมดเลย ถ้าจะต้องย้ายออก จริงๆลูกไปเรียนล�ำบาก เป็นนักกีฬาอีก แต่ถ้าไปอยู่ที่อื่นแล้วการท�ำมาหากิน
  • 99.
    M a ha k a n L i f e : ชี วิ ต (คน) ป้ อ ม 99 ตลาดที่เราไปจ่าย สิ่งของที่เราซื้อประจ�ำ ลูกค้าที่เราท�ำมาหากิน ปกติพี่จะ ขายของตามเทศกาลอยู่แล้ว แล้วที่ตรงนี้คือมันได้ทุกเทศกาล คิดเลยถ้าพี่ไป อยู่ที่อื่น แล้วมีงานของในหลวง แล้วเราจะมายังไง แอบคิดว่าดีนะเนี่ยที่ บ้านเราอยู่ตรงนี้ บ้านเราได้ไปสนามหลวงแทบทุกวัน” พร้อมทั้งตบท้ายว่า เหตุผลที่ชุมชนควรอยู่ต่อไปเพราะ “เขาอยู่มานานแล้ว คนดั้งเดิมที่เขาอยู่ก็ ยอมปรับเปลี่ยนวิถี ก็คุณเข้ามาช่วยกันคิดดิ เราท�ำให้มันเกิดอาชีพให้มัน ชัดเจนได้ไหม ไม่ได้อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน เขาก็มีวิถีของเขา ถ้าจะให้มันดี คุณท�ำได้นี่ แบบตลาดอัมพวา ลัดมะยม สามชุก”