คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู
กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
 ออกแบบการเรียนรูโดยใชมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นปเปนเปาหมาย
 ออกแบบการจัดการเรียนรูโดยเนนผูเรียนเปนศูนยกลาง
 ใชแนวคิดBackward Design ผสมผสานกับแนวคิดทฤษฎีการเรียนรูตาง ๆ อยางหลากหลาย
 ออกแบบการเรียนรูเพื่อพัฒนาสมรรถนะสําคัญของนักเรียนในการสื่อสาร การคิด
การแกปญหา การใชทักษะชีวิต และการใชเทคโนโลยี
 แบงแผนการจัดการเรียนรูเปนรายชั่วโมง สะดวกในการใช
 มีองคประกอบครบถวนตามแนวทางการจัดทําแผนการจัดการเรียนรูของสถานศึกษา
 นําไปพัฒนาเปนผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได
คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.5
ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551
ผูเรียบเรียง
ณัฐกานต ภาคพรต ศษ.บ. (เกียรตินิยม), ศษ.ม.
คณะบรรณาธิการ
สุระ ดามาพงษ กศ.บ., กศ.ม.
อรุณี ลิมศิริ กศ.บ., กศ.ม.
ISBN xxx-xxx-xx-xxxx-x
พิมพที่ บริษัท โรงพิมพวัฒนาพานิช จํากัด นายเริงชัย จงพิพัฒนสุข กรรมการผูจัดการ
สื่อการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ป. 1–6
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
หนังสือเรียน(ศธ. อนุญาต) แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบ แผนฯ (CD)
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.1................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.2................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.3................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.4................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.5................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.6................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.1.........................................ณัฐกานต ภาคพรต
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.2.........................................ณัฐกานต ภาคพรต
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.3.........................................ณัฐกานต ภาคพรต
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.4.........................................ณัฐกานต ภาคพรตหนังสือ
เรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.5.........................................ณัฐกานต ภาคพรต
หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.6.........................................ณัฐกานต ภาคพรต
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
หามละเมิด ทําซ้ํา ดัดแปลง เผยแพร
สวนหนึ่งสวนใด เวนแตจะไดรับอนุญาต
คํานํา
คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 เลมนี้ เปนสื่อการเรียนรูที่จัดทําขึ้นเพื่อ
ใชเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู โดยยึดหลักการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบ Backward Design ที่
เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง (Child Centered) ตามหลักการยึดผูเรียนเปนสําคัญ สงเสริมใหนักเรียนมีสวน
รวมในกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู สามารถสรางองคความรูไดดวยตนเอง ทั้งเปนรายบุคคลและราย
กลุม โดยครูมีบทบาทหนาที่เอื้ออํานวยความสะดวกใหนักเรียนประสบผลสําเร็จ สนับสนุนใหนักเรียนมี
โอกาสฝกปฏิบัติงานทั้งในหองเรียนและนอกหองเรียน สามารถเชื่อมโยงความรูในกลุมสาระการเรียนรู
อื่น ๆ ไดในเชิงบูรณาการดวยวิธีการที่หลากหลาย เนนกระบวนการคิดวิเคราะห สังเคราะห และสามารถ
สรางองคความรูไดดวยตนเอง ทําใหนักเรียนไดรับการพัฒนาสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึง
ประสงคตามที่หลักสูตรกําหนด นําไปสูการอยูรวมกันในสังคมอยางสันติสุข
การจัดทําคูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศเลมนี้ ไดจัดทําตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งครอบคลุมสาระการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร ภายในเลมไดนําเสนอแผนการจัดการเรียนรูเปนรายชั่วโมงตามหนวยการเรียนรู เพื่อใหครู
นําไปใชในการจัดการเรียนรูไดสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แตละหนวยการเรียนรูยังมีการวัดและประเมินผล
การเรียนรูทั้ง 3 ดาน ไดแก ดานความรู ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมและดานทักษะ/กระบวนการ
ทําใหทราบผลการเรียนแตละหนวยการเรียนรูของนักเรียนไดทันที
คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู นําเสนอเนื้อหาแบงเปน3 ตอนคือ
ตอนที่ 1 คําชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู ประกอบดวยแนวทางการใชแผนการจัดการ
เรียนรู สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรู การออกแบบการจัดการเรียนรูแบบ Backward Design
(BwD) เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู–การวัดและประเมินผลการเรียนรู ตารางวิเคราะหสาระมาตรฐาน
การเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นป และโครงสรางการแบงเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู
ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู ไดเสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนรูแตละหนวยการเรียนรู
โดยมีผังมโนทัศนแสดงเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู และ
แบงเปนแผนยอยรายชั่วโมง ซึ่งแผนการจัดการเรียนรูแตละแผนมีองคประกอบครบถวนตาม
แนวทางการจัดทําแผนการจัดการเรียนรูของสถานศึกษา
ตอนที่ 3 เอกสาร/ความรูเสริมสําหรับครู ประกอบดวยแบบทดสอบ ไดแก แบบทดสอบ
กอนเรียนและหลังเรียน แบบทดสอบปลายป แบบประเมินผลงาน แบบประเมินพฤติกรรมและ
คุณลักษณะอันพึงประสงคดานตาง ๆ ของนักเรียน และความรูเสริมสําหรับครู ซึ่งบันทึกลงในซีดี (CD)
เพื่ออํานวยความสะดวกใหแกครูหรือผูสอน
คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 เลมนี้ ไดออกแบบการเรียนรูดวย
เทคนิคและวิธีการสอนอยางหลากหลาย หวังวาจะเปนประโยชนตอการนําไปประยุกตใชในการจัดการ
เรียนรูใหเหมาะสมกับสภาพแวดลอมของนักเรียนตอไป
คณะผูจัดทํา
สารบัญ
ตอนที่ 1 คําชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู.......................................................... 0
1. แนวทางการใชแผนการจัดการเรียนรู........................................................................ 0
2. สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรู..................................................................... 0
3. การออกแบบการเรียนรูแบบBackward Design(BwD)............................................ 0
4. เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู–การวัดและประเมินผลการเรียนรู.............................. 00
5. ตารางวิเคราะหสาระมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นป........................................... 00
6. โครงสรางการแบงเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู................................................ 00
ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู............................................................................ 00
หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล................................................................ 00
* ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน............................................... 00
* ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู.......................................................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล..................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่2 การคนหาขอมูล................................................................ 00
หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา............................................................ 00
* ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน............................................... 00
* ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู........................................................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่3 ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่4 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา........................................ 00
หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด.................................................................... 00
* ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน................................................ 00
* ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู............................................................................ 00
แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รูจักไมโครซอฟตเวิรด....................................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(คําสั่งพื้นฐาน
และการพิมพขอความ) ..................................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ
และตาราง)...................................................................... 00
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด....................................... 00
* ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน............................................... 00
* ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู............................................................................ 00
แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน........................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 ตัวอยางการสรางผลงาน
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(นามบัตร) ...................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่10 ตัวอยางการสรางผลงาน
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(บัตรอวยพร) .................................. 00
แผนการจัดการเรียนรูที่11 ตัวอยางการสรางผลงาน
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(ใบประกาศ) ................................... 00
แผนการจัดการเรียนรูที่12 ตัวอยางการสรางผลงาน
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(รายงาน) ......................................... 00
ตอนที่ 1
คําชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู
กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
1. แนวทางการใชแผนการจัดการเรียนรู
คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศเลมนี้ จัดทําขึ้นเพื่อเปนแนวทางใหครูใช
ประกอบการจัดการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งการแบงหนวยการเรียนรูสําหรับจัดแผนการ
จัดการเรียนรูรายชั่วโมงในคูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ แบงเนื้อหาเปน4 หนวย สามารถใชควบคู
กับหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ประกอบดวยหนวยการ
เรียนรูดังนี้
หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล
หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา
หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ไดนําเสนอรายละเอียดไวครบถวนตามแนวทางการจัดทําแผนการ
จัดการเรียนรูของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน
ใหนักเรียนไดพัฒนาองคความรู สมรรถนะสําคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงคไวอยางครบถวนตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งครูควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรูนี้ให
ละเอียดเพื่อปรับใชใหสอดคลองกับสภาพแวดลอม สถานการณ และสภาพของนักเรียน
ในแตละหนวยการเรียนรูจะแบงแผนการจัดการเรียนรูออกเปนรายชั่วโมง ซึ่งมีจํานวนมากนอย
ไมเทากันขึ้นอยูกับความยาวของเนื้อหาสาระและในแตละหนวยการเรียนรูมีองคประกอบดังนี้
1. ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน แสดงขอบขายเนื้อหาการจัดการ
เรียนรูที่ครอบคลุมความรู คุณธรรม จริยธรรมและคานิยม ทักษะ/กระบวนการ และภาระงาน/ชิ้นงาน
2. กรอบแนวคิดการออกแบบการจัดการเรียนรู BWD (Backward Design Template) เปนผัง
แสดงแนวคิดในการจัดการเรียนรูของแตละหนวยการเรียนรู แบงเปน3 ขั้น ไดแก
ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมี
ผลการเรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูจะระบุวาในหนวยการเรียนรูนี้แบงเปนแผนการจัดการ
เรียนรูกี่แผน และแตละแผนใชเวลาในการจัดกิจกรรมกี่ชั่วโมง
3. แผนการจัดการเรียนรู เปนแผนการจัดการเรียนรูตามกรอบแนวคิดการออกแบบการจัดการ
เรียนรูแบบBwD ประกอบดวย
3.1 ชื่อแผนการจัดการเรียนรู ประกอบดวยลําดับที่ของแผน ชื่อแผน และเวลาเรียน เชน
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 เรื่อง ความหมายและตัวอยางขอมูลเวลา 2 ชั่วโมง
3.2 สาระสําคัญ เปนความคิดรวบยอดของเนื้อหาที่นํามาจัดการเรียนรูในแตละแผนการ
จัดการเรียนรู
3.3 ตัวชี้วัดชั้นป เปนตัวชี้วัดที่ใชตรวจสอบนักเรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาที่นําเสนอใน
แตละแผนการจัดการเรียนรูนั้น ๆ ซึ่งสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูของหลักสูตร
3.4 จุดประสงคการเรียนรู เปนสวนที่บอกจุดมุงหมายที่ตองการใหเกิดขึ้นแกนักเรียน
ภายหลังจากการเรียนจบในแตละแผน ทั้งในดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(A) และ
ดานทักษะ/กระบวนการ (P) ซึ่งสอดคลองสัมพันธกับตัวชี้วัดชั้นปและเนื้อหาในแผนการจัดการเรียนรูนั้น
ๆ
3.5 การวัดและการประเมินผลการเรียนรู เปนการตรวจสอบผลการจัดการเรียนรูวา
หลังจากจัดการเรียนรูในแตละแผนการจัดการเรียนรูแลว นักเรียนมีพัฒนาการ มีผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนตามเปาหมายที่คาดหวังไวหรือไม และมีสิ่งที่จะตองไดรับการพัฒนา ปรับปรุง หรือสงเสริมใน
ดานใดบาง ดังนั้น ในแตละแผนการจัดการเรียนรูจึงไดออกแบบวิธีการและเครื่องมือในการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรูดานตาง ๆ ของนักเรียนไวอยางหลากหลาย เชน การทําแบบทดสอบ การตอบคําถาม
สั้น ๆ การตรวจผลงาน การสังเกตพฤติกรรมทั้งที่เปนรายบุคคลและเปนกลุม เปนตน โดยเนนการปฏิบัติ
ใหสอดคลองและเหมาะสมกับตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู
วิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรูเหลานี้ครูสามารถนําไปใช
ประเมินนักเรียนได ทั้งในระหวางการจัดการเรียนรูและการทํากิจกรรมตาง ๆ ตลอดจนการนําความรูไป
ใชในชีวิตประจําวัน
3.6 สาระการเรียนรู เปนหัวขอยอยที่นํามาจัดการเรียนรูในแตละแผนการจัดการเรียนรู
ซึ่งสอดคลองกับสาระการเรียนรูแกนกลาง
3.7 แนวทางบูรณาการ เปนการเสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรูในเรื่องที่
เรียนของแตละแผนใหเชื่อมโยงสัมพันธกับสาระการเรียนรูอื่น ๆ ไดแก ภาษาไทย คณิตศาสตร
วิทยาศาสตร สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ และภาษาตางประเทศ
เพื่อใหการเรียนรูสอดคลองและครอบคลุมสถานการณจริง
3.8 กระบวนการจัดการเรียนรู เปนการเสนอแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนรูในเนื้อหาแต
ละเรื่อง โดยใชแนวคิดและทฤษฎีการเรียนรูตาง ๆ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อใหครูนําไปใชประโยชน
ในการวางแผนการจัดการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรูประกอบดวย 5 ขั้น
ไดแก
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
3.9 กิจกรรมเสนอแนะ เปนกิจกรรมสําหรับใหนักเรียนไดพัฒนาเพิ่มเติมในดานตาง ๆ
นอกเหนือจากที่ไดจัดการเรียนรูมาแลวในชั่วโมงเรียน กิจกรรมเสนอแนะมี 2 ลักษณะ คือ กิจกรรม
สําหรับกลุมสนใจพิเศษจัดใหแกผูที่มีความสามารถพิเศษและตองการศึกษาคนควาในเนื้อหานั้น ๆ ให
ลึกซึ้งกวางขวางยิ่งขึ้น และกิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติมจัดใหแกผูที่ตองการเรียนรูใหครบตาม
เปาหมาย ซึ่งมีลักษณะเปนการซอมเสริมความรูใหแกนักเรียน
3.10 สื่อ/แหลงการเรียนรู เปนรายชื่อสื่อการเรียนรูทุกประเภทที่ใชในการจัดการเรียนรูซึ่ง
มีทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ สื่ออิเล็กทรอนิกส และสื่อบุคคล เชน หนังสือ เอกสารความรู รูปภาพ
เครือขายอินเทอรเน็ตวีดิทัศน ปราชญชาวบาน เปนตน
3.11 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู เปนสวนที่ใหครูบันทึกผลการจัดการเรียนรูวาประสบ
ความสําเร็จหรือไม มีปญหาหรืออุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบาง ไดแกไขปญหาและอุปสรรคนั้นอยางไร และ
ขอเสนอแนะสําหรับการจัดการเรียนรูครั้งตอไป
นอกจากนี้ยังอํานวยความสะดวกใหครู โดยจัดทําแบบทดสอบ แบบประเมินผลการจัด
กิจกรรมตาง ๆ และความรูเสริมสําหรับครูบันทึกลงในซีดี (CD) ประกอบดวย
1) แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน เปนแบบทดสอบเพื่อใชวัดและประเมินผล
นักเรียนกอนการจัดการเรียนรูและหลังการจัดการเรียนรู
2) แบบทดสอบปลายป เปนแบบทดสอบเพื่อใชวัดและประเมินผลการเรียนรูปลายป
เรียนซึ่งประเมินผล 3 ดาน ไดแก
(1) ดานความรู มีแบบทดสอบทั้งที่เปนแบบปรนัยและอัตนัย
(2) ดานทักษะ/กระบวนการเปนตารางประเมิน
(3) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม เปนตารางประเมิน
3) แบบประเมินผลการจัดกิจกรรมตางๆ เชน แบบประเมินผลงาน แบบบันทึกความรู
4) ความรูเสริมสําหรับครู เปนการนําเสนอความรูในเรื่องตาง ๆแกครู เชน
(1) หลักการจัดทําแฟมสะสมผลงาน (Portfolio) และวิธีการคัดเลือกผลงานเพื่อเก็บใน
แฟมสะสมผลงาน
(2) ความรูเรื่องโครงงาน
5) แบบฟอรมโครงสรางแผนการจัดการเรียนรู ที่ออกแบบการเรียนรูแบบ Backward
Design
ครูควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรูเพื่อเตรียมการสอนอยางมีประสิทธิภาพ จัดกิจกรรมให
นักเรียนไดพัฒนาครบทุกสมรรถนะสําคัญที่กําหนดไวในหลักสูตร กลาวคือ สมรรถนะในการสื่อสาร การ
คิด การแกปญหา การใชทักษะชีวิต และการใชเทคโนโลยี รวมถึงคุณลักษณะอันพึงประสงคตามหลักสูตร
และกิจกรรมเสนอแนะเพิ่มเติมใหเต็มตามศักยภาพของนักเรียนแตละคน ซึ่งไดกําหนดไวในแผนการ
จัดการเรียนรูนี้แลว
นอกจากนี้ ครูสามารถปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรูใหสอดคลองกับสภาพความพรอมของ
นักเรียน และสถานการณเฉพาะหนา ซึ่งจะใชเปนผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได แผนการจัดการเรียนรูนี้ได
อํานวยความสะดวกใหครู โดยพิมพโครงสรางแผนการจัดการเรียนรูที่ออกแบบการเรียนรูแบบ Backward
Designใหครูเพิ่มเติมเฉพาะสวนที่ครูปรับปรุงเองไวดวยแลว
2. สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรู
สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรูเปนเครื่องหมายที่ปรากฏอยูในสื่อการเรียนรู เทคโนโลยี-
สารสนเทศ และแบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศทุกเลม โดยกําหนดสัญลักษณกํากับ
กิจกรรมการเรียนรูไวทุกกิจกรรม เพื่อชวยใหครูและนักเรียนทราบลักษณะที่ตองการเนนของกิจกรรมนั้น
ๆ เพื่อที่จะจัดกิจกรรมใหบรรลุเปาหมาย สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรูมีดังนี้
1. สัญลักษณหลักของกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
โครงงาน เปนกิจกรรมที่มุงเนนพัฒนาการคิด การวางแผนและการแกปญหา
การพัฒนากระบวนการคิด เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดใชกระบวนการคิดเพื่อ
เพิ่มพูนทักษะการคิดดานตาง ๆ ของตนเอง
การประยุกตใชในชีวิตประจําวัน เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดนําความรูและทักษะ
ไปใชแกปญหาในสถานการณจริงในชีวิตประจําวัน
การปฏิบัติจริง/ฝกทักษะ เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดฝกปฏิบัติเพื่อใหเกิดทักษะซึ่ง
จะชวยใหการเรียนรูเปนไปตามเปาหมายและเกิดความเขาใจที่คงทน
การคิดสรางสรรค เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดพัฒนาความคิดสรางสรรคลักษณะ
ตาง ๆ ไดแก ความคิดริเริ่ม ความคลองในการคิด ความยืดหยุนในการคิด และความคิด
ละเอียดลออ
2. สัญลักษณเสริมของกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
การทําประโยชนใหสังคม เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนนําความรูไปปฏิบัติในการทํา
ประโยชนแกสวนรวม เพื่อใหอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข
การศึกษาคนควา/สืบคน เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนศึกษาคนควาหรือสืบคนขอมูล
จากแหลงการเรียนรูตาง ๆเพื่อสรางองคความรูดวยตนเอง
การสํารวจ เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนสํารวจและรวบรวมขอมูล เพื่อนํามาศึกษา
วิเคราะหหาเหตุ หาผล และสรุปขอมูลเพื่อใหเกิดองคความรูดวยตนเอง
การสังเกต เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนรูจักสังเกตสิ่งที่ตองการเรียนรูจนสามารถสราง
องคความรูไดอยางเปนระบบและมีเหตุผล
ภาพ
โครงงาน
ภาพ
กระบวนการ
คิด
ภาพ
ประยุกตใช
ภาพฝก
ทักษะ
ภาพ
สรางสรรค
ภาพทํา
ประโยชน
ภาพสืบคน
ภาพฝก
ทักษะ
ภาพสังเกต
ทักษะการพูดเปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดพัฒนาทักษะการพูดประเภทตาง ๆ
กิจกรรมสําหรับกลุมพิเศษ เปนกิจกรรมสําหรับใหนักเรียนใชพัฒนาการเรียนรูเพื่อเติมเต็ม
ศักยภาพการเรียนรูของตนเอง
กิจกรรมสําหรับซอมเสริม เปนกิจกรรมสําหรับใหนักเรียนใชเรียนซอมเสริมเพื่อใหเกิดการ
เรียนรูตามตัวชี้วัดชั้นป
3. การออกแบบการจัดการเรียนรูแบบ Backward Design (BwD)
การจัดการเรียนรูหรือการสอนเปนงานที่ครูทุกคนตองใชกลวิธีตาง ๆ มากมายเพื่อใหนักเรียน
สนใจที่จะเรียนรูและเกิดผลตามที่ครูคาดหวัง การจัดการเรียนรูจัดเปนศาสตรที่ตองใชความรู
ความสามารถตลอดจนประสบการณอยางมาก ครูบางคนอาจจะละเลยเรื่องของการออกแบบการจัดการ
เรียนรูหรือการออกแบบการสอน ซึ่งเปนงานที่ครูจะตองทํากอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู
การออกแบบการจัดการเรียนรูทําอยางไร ทําไมจึงตองออกแบบการจัดการเรียนรู
ครูทุกคนผานการศึกษาและไดเรียนรูเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรูมาแลว ในอดีตการ
ออกแบบการเรียนรูจะเริ่มตนจากการกําหนดจุดประสงคการเรียนรู การวางแผนการจัดการเรียนรู การ
ดําเนินการจัดการเรียนรู และการวัดและประเมินผลการเรียนรูปจจุบันการเรียนรูไดมีการเปลี่ยนแปลงไป
ตามสภาพแวดลอม เศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่เขามา
มีบทบาทตอการเรียนรูของนักเรียนซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรูไดจากสื่อและแหลงการเรียนรูตางๆที่มีอยู
รอบตัว ดังนั้นการออกแบบการจัดการเรียนรูจึงเปนกระบวนการสําคัญที่ครูจําเปนตองดําเนินการให
เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียนแตละบุคคล
วิกกินสและแมกไท นักการศึกษาชาวอเมริกันไดเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการ
เรียนรูที่เขาเรียกวา Backward Design ซึ่งเปนการออกแบบการจัดการเรียนรูที่ครูจะตองกําหนดผลลัพธ
ปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนกอน โดยเขาทั้งสองใหชื่อวา ความเขาใจที่คงทน (Enduring
Understanding) เมื่อกําหนดความเขาใจที่คงทนไดแลว ครูจะตองบอกใหไดวาความเขาใจที่คงทนของ
นักเรียนนี้เกิดจากอะไร นักเรียนจะตองมีหรือแสดงพฤติกรรมอะไรบาง ครูมีหรือใชวิธีการวัดอะไรบางที่
จะบอกวานักเรียนมีหรือแสดงพฤติกรรมเหลานั้นแลว จากนั้นครูจึงนึกถึงวิธีการจัดการเรียนรูที่จะทําให
นักเรียนเกิดความเขาใจที่คงทนตอไป
แนวคิด Backward Design
Backward Design เปนการออกแบบการจัดการเรียนรูที่ใชผลลัพธปลายทางเปนหลัก ซึ่งผลลัพธ
ปลายทางนี้จะเกิดขึ้นกับนักเรียนก็ตอเมื่อจบหนวยการเรียนรู ทั้งนี้ครูจะตองออกแบบการจัดการเรียนรู
ภาพทักษะ
การพูด
ภาพกลุม
พิเศษ
ภาพ
ซอมเสริม
โดยใชกรอบความคิดที่เปนเหตุเปนผล มีความสัมพันธกัน จากนั้นจึงจะลงมือเขียนแผนการจัดการเรียนรู
ขยายรายละเอียดเพิ่มเติมใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพตอไป
กรอบความคิดหลักของการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบ Backward Design มีขั้นตอนหลักที่
สําคัญ 3 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1 กําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ขั้นที่ 2 กําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผล
การเรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 กําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
กอนที่จะกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนนั้น ครูควรตอบคําถามสําคัญ
ตอไปนี้
– นักเรียนควรจะมีความรู ความเขาใจ และสามารถทําสิ่งใดไดบาง
– เนื้อหาสาระใดบางที่มีความสําคัญตอการสรางความเขาใจของนักเรียน และความเขาใจที่
คงทน (Enduring Understanding) ที่ครูตองการจัดการเรียนรูใหแกนักเรียนมีอะไรบาง
เมื่อจะตอบคําถามสําคัญดังกลาวขางตนใหครูนึกถึงเปาหมายของการศึกษามาตรฐานการเรียนรู
ดานเนื้อหาระดับชาติที่ปรากฏอยูในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รวมทั้ง
มาตรฐานการเรียนรูระดับเขตพื้นที่การศึกษาหรือทองถิ่น
การทบทวนความคาดหวังของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเนื่องจากมาตรฐานแตละ
ระดับจะมีความสัมพันธกับเนื้อหาสาระตาง ๆ ซึ่งมีความแตกตางลดหลั่นกันไป ดวยเหตุนี้ขั้นที่ 1 ของ
Backward Design ครูจึงตองจัดลําดับความสําคัญและเลือกผลลัพธปลายทางของนักเรียน ซึ่งเปนผลการ
เรียนรูที่เกิดจากความเขาใจที่คงทนตอไป
ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน
ความเขาใจที่คงทนคืออะไร ความเขาใจที่คงทนเปนความรูที่ลึกซึ้ง ไดแก ความคิดรวบยอด
ความสัมพันธ และหลักการของเนื้อหาและวิชาที่นักเรียนเรียนรู หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง คือ เปนความรูที่อิง
เนื้อหา ความรูนี้เกิดจากการสะสมขอมูลตาง ๆ ของนักเรียน และเปนองคความรูที่นักเรียนสรางขึ้นดวย
ตนเอง
การเขียนความเขาใจที่คงทนในการออกแบบการจัดการเรียนรู
ถาความเขาใจที่คงทนหมายถึงสาระสําคัญของสิ่งที่จะเรียนรูแลว ครูควรจะรูวาสาระสําคัญ
หมายถึงอะไร คําวา สาระสําคัญ มาจากคําวา Concept ซึ่งนักการศึกษาของไทยแปลเปนภาษาไทยวา
สาระสําคัญ ความคิดรวบยอด มโนทัศน มโนมติ และสังกัป ซึ่งการเขียนแผนการจัดการเรียนรูนิยมใชคํา
วา สาระสําคัญ
สาระสําคัญเปนขอความที่แสดงแกนหรือเปาหมายเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อใหไดขอสรุป
รวมและขอแตกตางเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยอาจครอบคลุมขอเท็จจริง กฎ ทฤษฎี ประเด็น และการ
สรุปสาระสําคัญและขอความที่มีลักษณะรวบยอดอยางอื่น
ประเภทของสาระสําคัญ
1. ระดับกวาง (Broad Concept)
2. ระดับการนําไปใช (Operative Concept หรือ Functional Concept)
ตัวอยางสาระสําคัญระดับกวาง
– บอกความหมายและยกตัวอยางขอมูล
ตัวอยางสาระสําคัญระดับการนําไปใช
– การสรางสิ่งของเครื่องใชควรสรางตามขั้นตอนของกระบวนการเทคโนโลยี ไดแก กําหนด
ปญหาหรือความตองการ รวบรวมขอมูล เลือกวิธีการแกปญหา ออกแบบและปฏิบัติ ประเมิน และ
ปรับปรุงหรือพัฒนา
แนวทางการเขียนสาระสําคัญ
1. ใหเขียนสาระสําคัญของทุกเรื่อง โดยแยกเปนขอ ๆ (จํานวนขอของสาระสําคัญจะเทากับ
จํานวนเรื่อง)
2. การเขียนสาระสําคัญที่ดีควรเปนสาระสําคัญระดับการนําไปใช
3. สาระสําคัญตองครอบคลุมประเด็นสําคัญครบถวน เพราะหากขาดสวนใดไปแลวจะทําให
นักเรียนรับสาระสําคัญที่ผิดไปทันที
4. การเขียนสาระสําคัญที่จะใหครอบคลุมประเด็นสําคัญวิธีการหนึ่งคือ การเขียนแผนผัง
สาระสําคัญ
ตัวอยางการเขียนแผนผังสาระสําคัญ
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล ขอมูล
แหลงขอมูล
ขอมูลและแหลงขอมูล
ขั้นตอนในการคนหาขอมูล
การคนหาขอมูล แผนซีดี
สาระสําคัญของขอมูลและแหลงขอมูล: แบงออกเปน 2 หัวขอ ไดแก ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับ
ขอมูลและแหลงขอมูลและการคนหาขอมูล
5. การเขียนสาระสําคัญเกี่ยวกับเรื่องใดควรเขียนลักษณะเดนที่มองเห็นไดหรือนึกไดออกมา
เปนขอ ๆ แลวจําแนกลักษณะเหลานั้นเปนลักษณะจําเพาะและลักษณะประกอบ
6. การเขียนขอความเปนสาระสําคัญ ควรใชภาษาที่มีการขัดเกลาอยางดี เลี่ยงคําที่มีความหมาย
กํากวมหรือฟุมเฟอย
ตัวอยางการเขียนสาระสําคัญ เรื่อง ขอมูลและแหลงขอมูล
ขอมูลและแหลงขอมูล ลักษณะจําเพาะ ลักษณะประกอบ
ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบ ๆ ตัวเรา  –
ขอมูลสามารถรับรูไดดวยดวงตา – 
แหลงขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเรา  –
แหลงขอมูลที่เปนสถานที่จะรวบรวมขอมูลตาง ๆ
ไวในที่เดียวกัน
– 
สาระสําคัญของขอมูลและแหลงขอมูล: ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบ ๆ ตัวเราซึ่งสามารถรับรู
ไดดวยอวัยวะผานประสาทสัมผัสทั้ง5 สวนแหลงขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเรา ซึ่งแหลงขอมูลที่
เปนสถานที่จะรวบรวมขอมูลตาง ๆ ไวในที่เดียวกัน
ขั้นที่ 2 กําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผล
การเรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
เมื่อครูกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนแลว กอนที่จะดําเนินการขั้น
ตอไปขอใหครูตอบคําถามสําคัญตอไปนี้
– นักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกในลักษณะใด จึงทําใหครูทราบวานักเรียนบรรลุผลลัพธ
ปลายทางตามที่กําหนดไวแลว
– ครูมีหลักฐานหรือใชวิธีการใดที่สามารถระบุไดวา นักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกตาม
ผลลัพธปลายทางที่กําหนดไว
การออกแบบการจัดการเรียนรูตามหลักการ Backward Design เนนใหครูรวบรวมหลักฐานการ
วัดและประเมินผลการเรียนรูที่จําเปนและมีหลักฐานเพียงพอที่จะกลาวไดวา การจัดการเรียนรูทําให
นักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์แลวไมใชเรียนแคใหจบตามหลักสูตรหรือเรียนตามชุดของกิจกรรมการเรียนรูที่ครู
กําหนดไวเทานั้น วิธีการ Backward Design ตองการกระตุนใหครูคิดลวงหนาวา ครูควรจะกําหนดและ
รวบรวมหลักฐานเชิงประจักษอะไรบางกอนที่จะออกแบบหนวยการเรียนรู โดยเฉพาะอยางยิ่งหลักฐาน
ดังกลาวควรจะเปนหลักฐานที่สามารถใชเปนขอมูลยอนกลับที่มีประโยชนสําหรับนักเรียนและครูไดเปน
อยางดี นอกจากนี้ครูควรใชวิธีการวัดและประเมินผลแบบตอเนื่องอยางไมเปนทางการและเปนทางการ
ตลอดระยะเวลาที่ครูจัดกิจกรรมการเรียนรูใหแกนักเรียน ซึ่งสอดคลองกับแนวคิดที่ตองการใหครูทําการ
วัดและประเมินผลการเรียนรูระหวางการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เรียกวา สอนไปวัดผลไป
จึงกลาวไดวา ขั้นนี้ครูควรนึกถึงพฤติกรรมหรือการแสดงออกของนักเรียน โดยพิจารณาจาก
ผลงานหรือชิ้นงานที่เปนหลักฐานเชิงประจักษซึ่งแสดงใหเห็นวานักเรียนเกิดผลลัพธปลายทางตามเกณฑ
ที่กําหนดไวแลว และเกณฑที่ใชประเมินควรเปนเกณฑคุณภาพในรูปของมิติคุณภาพ (Rubrics) อยางไร
ก็ตาม ครูอาจจะมีหลักฐานหรือใชวิธีการอื่น ๆ เชน การทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน การสัมภาษณ
การศึกษาคนควา การฝกปฏิบัติขณะเรียนรูประกอบดวยก็ได
การกําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการ
เรียนรูตามผลลัพธปลายทางที่กําหนดไวแลว
หลังจากที่ครูไดกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนแลว ครูควรกําหนด
ภาระงานและวิธีการประเมินผลการเรียนรู ซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรูตามผลลัพธ
ปลายทางที่กําหนดไวแลว
ภาระงาน หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนปฏิบัติ เพื่อใหบรรลุตามจุดประสงค
การเรียนรู/ตัวชี้วัดชั้นป/มาตรฐานการเรียนรูที่กําหนดไว ลักษณะสําคัญของงานจะตองเปนงานที่
สอดคลองกับชีวิตจริงในชีวิตประจําวัน เปนเหตุการณจริงมากกวากิจกรรมที่จําลองขึ้นเพื่อใชในการ
ทดสอบ ซึ่งเรียกวา งานที่ปฏิบัติเปนงานที่มีความหมายตอนักเรียน (Meaningful Task)นอกจากนี้งานและ
กิจกรรมจะตองมีขอบเขตที่ชัดเจน สอดคลองกับจุดประสงคการเรียนรู/ตัวชี้วัดชั้นป/มาตรฐานการเรียนรู
ที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ทั้งนี้เมื่อไดภาระงานครบถวนตามที่ตองการแลว ครูจะตองนึกถึงวิธีการและเครื่องมือที่จะใชวัด
และประเมินผลการเรียนรูของนักเรียนซึ่งมีอยูมากมายหลายประเภท ซึ่งครูจะตองเลือกใหเหมาะสมกับ
ภาระงานที่นักเรียนปฏิบัติ
ตัวอยางภาระงานเรื่อง หนวยความจํา (หนวยความจําสํารอง)รวมทั้งการกําหนดวิธีการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรูของนักเรียน(ดังตาราง)
ตัวอยาง ภาระงาน/ชิ้นงาน แผนการจัดการเรียนรูเรื่องความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาตรฐาน ง 3.1
จุดประสงค
การเรียนรู
สาระ
การเรียนรู
กิจกรรม
การเรียนรู
ภาระงาน/ชิ้นงาน
การวัดและประเมินผล
สื่อการเรียนรู
วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ
อธิบายลักษณะ
ของขอมูลและ
แหลงขอมูลได
ความรูเบื้องตน
เกี่ยวกับขอมูล
และแหลง-
ขอมูล
– สังเกตขอมูล
และแหลงขอมูล
รอบ ๆ ตัว
– สรางแผนผัง
ความคิดเรื่อง
ขอมูลและ
แหลงขอมูล
– ยกตัวอยาง
ขอมูลและ
แหลงขอมูล
– การตั้งคําถาม
และตอบคําถาม
– แผนผัง
ความคิดเรื่อง
ขอมูลและ
แหลงขอมูล
– การตอบคําถาม
– ซักถามความรู
– ตรวจผลงาน
– สังเกตการ
อธิบาย
– แบบตรวจสอบ
ผลงาน
– แบบประเมินการ
นําเสนอผลงาน
– เกณฑคุณภาพ 4
ระดับ
1. แบบบันทึกขอมูลการอภิปราย
จากประเด็นปญหาที่ศึกษา
2. แบบบันทึกความรู
3. แบบทดสอบ เรื่องความรู
เบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและ
แหลงขอมูล
การสรางความเขาใจที่คงทน
ความเขาใจที่คงทนจะเกิดขึ้นได นักเรียนจะตองมีความสามารถ 6 ประการ ไดแก
1. การอธิบาย ชี้แจง เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการอธิบายหรือชี้แจงในสิ่งที่
เรียนรูไดอยางถูกตอง สอดคลอง มีเหตุมีผล และเปนระบบ
2. การแปลความและตีความ เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการแปลความและ
ตีความไดอยางมีความหมาย ตรงประเด็น กระจางชัด และทะลุปรุโปรง
3. การประยุกต ดัดแปลง และนําไปใช เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการนําสิ่งที่
ไดเรียนรูไปสูการปฏิบัติไดอยางมีประสิทธิผลมีประสิทธิภาพและคลองแคลว
4. การมีมุมมองที่หลากหลาย เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการมีมุมมองที่
นาเชื่อถือ เปนไปได มีความลึกซึ้ง แจมชัด และแปลกใหม
5. การใหความสําคัญและใสใจในความรูสึกของผูอื่น เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออก
โดยเปดเผยรับฟงความคิดเห็นของผูอื่นและระมัดระวังที่จะไมใหเกิดความกระทบกระเทือนตอผูอื่น
6. การรูจักตนเองเปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยมีความตระหนักรู สามารถประมวลผล
ขอมูลจากแหลงการเรียนรูที่หลากหลาย ปรับตัวได รูจักใครครวญ และมีความเฉลียวฉลาด
นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกําหนดสมรรถนะ
สําคัญของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตรไว 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เปนความสามารถของนักเรียนในการรับ–สงสาร การถายทอด
ความคิด ความรูความเขาใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและ
ประสบการณอันเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาตอรองเพื่อขจัดและลด
ปญหาความขัดแยงตาง ๆ การเลือกที่จะรับและไมรับขอมูลขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง
ตลอดจนการเลือกใชวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคํานึงถึงผลกระทบที่มีตอตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถของนักเรียนในการคิดวิเคราะห การคิดสังเคราะห
การคิดอยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนําไปสูการสรางองคความรู
หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมไดอยางเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกปญหา เปนความสามารถของนักเรียนในการแกปญหาและอุปสรรค
ตาง ๆที่เผชิญไดอยางถูกตองเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผลคุณธรรมและขอมูลสารสนเทศเขาใจ
ความสัมพันธและการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตาง ๆในสังคมแสวงหาความรูประยุกตความรูมาใชใน
การปองกันและแกไขปญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตอ
ตนเอง สังคม และสิ่งแวดลอม
4. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต เปนความสามารถของนักเรียนในการนํากระบวนการ
ตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเอง การทํางาน และการอยูรวมกันในสังคม
ดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล การจัดการปญหาและความขัดแยงตาง ๆ อยาง
เหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอม และการรูจักหลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไมพึงประสงคซึ่งสงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น
5. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี เปนความสามารถของนักเรียนในการเลือกและใช
เทคโนโลยีดานตาง ๆ ทั้งดานวัตถุ แนวคิด วิธีการ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา
ตนเองและสังคมในดานการเรียนรู การสื่อสาร การทํางาน การแกปญหาอยางสรางสรรค ถูกตอง
เหมาะสม และมีคุณธรรม
นอกจากสมรรถนะสําคัญของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่กลาวขางตนแลว
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ยังไดกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค 8
ประการ เพื่อใหนักเรียนสามารถอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดอยางมีความสุขทั้งในฐานะพลเมืองไทยและ
พลโลก ดังนี้
1. รักชาติ ศาสน กษัตริย
2. ซื่อสัตยสุจริต
3. มีวินัย
4. ใฝเรียนรู
5. อยูอยางพอเพียง
6. มุงมั่นในการทํางาน
7. รักความเปนไทย
8. มีจิตสาธารณะ
ดังนั้นการกําหนดภาระงานใหนักเรียนปฏิบัติ รวมทั้งการเลือกวิธีการและเครื่องมือประเมินผล
การเรียนรูนั้น ครูควรคํานึงถึงความสามารถของนักเรียน 6 ประการ ตามแนวคิด Backward Design
สมรรถนะสําคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่ได
กลาวไวขางตน เพื่อใหภาระงาน วิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรูครอบคลุมสิ่งที่สะทอน
ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนอยางแทจริง
โดยสรุปการออกแบบการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design ในขั้นที่ 2 นี้ ครูจะตองคํานึงถึง
ภาระงาน วิธีการ เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรูที่มีความเที่ยงตรง ความเชื่อถือได มีประสิทธิภาพ
ตรงกับสภาพจริง มีความยืดหยุน และใหความสบายใจแกนักเรียนเปนสําคัญ
ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู
เมื่อครูมีความรูความเขาใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับ
นักเรียน รวมทั้งกําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนเกิดการ
เรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริงแลว ขั้นตอไปครูควรนึกถึงกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ที่จะจัดใหแก
นักเรียนโดยครูควรตอบคําถามสําคัญตอไปนี้
– ถาครูตองการจะจัดการเรียนรูใหนักเรียนเกิดความรูเกี่ยวกับขอเท็จจริง ความคิดรวบยอด
หลักการ และทักษะกระบวนการตาง ๆ ที่จําเปนสําหรับนักเรียน ซึ่งจะทําใหนักเรียนเกิดผลลัพธปลายทาง
ตามที่กําหนดไว รวมทั้งเกิดเปนความเขาใจที่คงทนตอไปนั้นครูสามารถจะใชวิธีการงาย ๆ อะไรบาง
– กิจกรรมการเรียนรูที่จะชวยเปนสื่อนําใหนักเรียนเกิดความรูและทักษะที่จําเปนมีอะไรบาง
– สื่อและแหลงการเรียนรูที่เหมาะสมและดีที่สุด ซึ่งจะทําใหนักเรียนบรรลุตามมาตรฐานของ
หลักสูตรมีอะไรบาง
– กิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ที่กําหนดไว ควรจัดกิจกรรมใดกอน และควรจัดกิจกรรมใด
ภายหลัง
– กิจกรรมตาง ๆ ออกแบบไวเพื่อตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคลของนักเรียนหรือไม
เพราะเหตุใด
การจัดกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ เพื่อใหนักเรียนเกิดผลลัพธปลายทางตามแนวคิด Backward
Design นั้น วิกกินสและแมกไทไดเสนอแนะใหครูเขียนแผนการจัดการเรียนรูโดยใชแนวคิดWHERE TO
(ไปที่ไหน)ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
W แทน กิจกรรมการเรียนรูที่จัดใหนั้นจะตองชวยใหนักเรียนรูวาหนวยการเรียนรูนี้จะดําเนิน
ไปในทิศทางใด (Where) และสิ่งที่คาดหวังคืออะไร (What) มีอะไรบาง ชวยใหครูทราบวานักเรียนมี
ความรูพื้นฐานและความสนใจอะไรบาง
H แทน กิจกรรมการเรียนรูควรดึงดูดความสนใจของนักเรียนทุกคน (Hook) ทําใหนักเรียนเกิด
ความสนใจในสิ่งที่จะเรียนรู(Hold)และใชสิ่งที่นักเรียนสนใจเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู
E แทน กิจกรรมการเรียนรูควรสงเสริมและจัดให (Equip) นักเรียนไดมีประสบการณ
(Experience) ในแนวคิดหลัก/ความคิดรวบยอด และสํารวจ รวมทั้งวินิจฉัย (Explore) ในประเด็นตาง ๆ ที่
นาสนใจ
R แทน กิจกรรมการเรียนรูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดคิดทบทวน (Rethink) ปรับ (Revise)
ความเขาใจในความรูและงานที่ปฏิบัติ
E แทน กิจกรรมการเรียนรูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดประเมิน (Evaluate) ผลงานและสิ่งที่
เกี่ยวของกับการเรียนรู
T แทน กิจกรรมการเรียนรูควรออกแบบ (Tailored) สําหรับนักเรียนเปนรายบุคคล เพื่อให
สอดคลองกับความตองการ ความสนใจ และความสามารถที่แตกตางกันของนักเรียน
O แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ใหเปนระบบ (Organized) ตามลําดับการเรียนรูของ
นักเรียน และกระตุนใหนักเรียนมีสวนรวมในการสรางองคความรูตั้งแตเริ่มแรกและตลอดไป ทั้งนี้เพื่อ
การเรียนรูที่มีประสิทธิผล
อยางไรก็ตาม มีขอสังเกตวา การวางแผนการจัดการเรียนรูที่มีการกําหนดวิธีการจัดการเรียนรู
การลําดับการเรียน รวมทั้งสื่อและแหลงการเรียนรูที่เฉพาะเจาะจงนั้นจะประสบผลสําเร็จไดก็ตอเมื่อครูได
มีการกําหนดผลลัพธปลายทาง หลักฐาน และวิธีการวัดและประเมินที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู
ตามที่กําหนดไวอยางแทจริงแลว การจัดกิจกรรมการเรียนรูเปนเพียงสื่อที่จะนําไปสูเปาหมายความสําเร็จที่
ตองการเทานั้น ดวยเหตุนี้ถาครูมีเปาหมายที่ชัดเจนก็จะชวยทําใหการวางแผนการจัดการเรียนรูและการจัด
กิจกรรมการเรียนรูสามารถทําใหนักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่กําหนดไวได
โดยสรุปจึงกลาวไดวา ขั้นนี้เปนการคนหาสื่อการเรียนรู แหลงการเรียนรู และกิจกรรมการเรียนรู
ที่สอดคลองเหมาะสมกับนักเรียน กิจกรรมที่กําหนดขึ้นควรเปนกิจกรรมที่จะสงเสริมใหนักเรียนสามารถ
สรางและสรุปเปนความคิดรวบยอดและหลักการที่สําคัญของสาระที่เรียนรู กอใหเกิดความเขาใจที่คงทน
รวมทั้งความรูสึกและคานิยมที่ดีไปพรอม ๆ กับทักษะความชํานาญ
ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่
ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นป
1.
ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน
นักเรียนจะเขาใจวา...
1.
2.
คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน
–
–
ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน
นักเรียนจะรูวา…
1.
2.
3.
ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่
คงทน
นักเรียนจะสามารถ...
1.
2.
3.
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู
ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ
–
–
2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการ
เรียนรู
วิธีการประเมินผลการเรียนรู
–
–
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
–
–
3. สิ่งที่มุงประเมิน
–
–
ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู
–
–
รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมงจากการออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด
Backward Designเขียนโดยใชรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรูแบบเรียงหัวขอซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ชื่อแผน... (ระบุชื่อและลําดับที่ของแผนการจัดการเรียนรู)
ชื่อเรื่อง... (ระบุชื่อเรื่องที่ตองการจัดการเรียนรู)
สาระที่... (ระบุสาระที่ใชจัดการเรียนรู)
เวลา... (ระบุระยะเวลาที่ใชในการจัดการเรียนรูตอ 1 แผน)
ชั้น... (ระบุระดับชั้นที่จัดการเรียนรู)
หนวยการเรียนรูที่... (ระบุชื่อและลําดับที่ของหนวยการเรียนรู)
สาระสําคัญ... (เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทัศนของหัวเรื่องที่จัดการเรียนรู)
ตัวชี้วัดชั้นป... (ระบุตัวชี้วัดชั้นปที่ใชเปนเปาหมายของแผนการจัดการเรียนรู)
จุดประสงคการเรียนรู...(กําหนดใหสอดคลองกับสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะที่พึงประสงค
ของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่ง
ประกอบดวย
ดานความรู (Knowledge: K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (Affective: A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (Performance: P))
การวัดและประเมินผลการเรียนรู...(ระบุวิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับ
จุดประสงคการเรียนรูทั้ง 3 ดาน)
สาระการเรียนรู... (ระบุสาระและเนื้อหาที่นํามาจัดการเรียนรู อาจเขียนเฉพาะหัวเรื่องก็ได)
แนวทางบูรณาการ... (เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุมสาระอื่นที่บูรณาการรวมกัน)
กระบวนการจัดการเรียนรู... (กําหนดใหสอดคลองกับธรรมชาติของกลุมสาระและการ
บูรณาการขามสาระ)
กิจกรรมเสนอแนะ... (ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่นักเรียนควรปฏิบัติเพิ่มเติม)
สื่อ/แหลงเรียนรู... (ระบุสื่อ อุปกรณ และแหลงการเรียนรูที่ใชในการจัดการเรียนรู)
บันทึกหลังการจัดการเรียนรู...(ระบุรายละเอียดของผลการจัดการเรียนรูตามแผนที่กําหนดไว อาจ
นําเสนอขอเดนและขอดอยเพื่อใหเปนขอมูลที่สามารถนําไปใชเปนสวนหนึ่งของการทําวิจัยในชั้นเรียน
ได)
ในสวนของการจัดกิจกรรมการเรียนรูนั้น ใหครูนําขั้นตอนหลักของวิธีการจัดการเรียนรูที่เนน
ผูเรียนเปนสําคัญ เชน การเรียนแบบแกปญหา การศึกษาเปนรายบุคคล การอภิปรายกลุมยอย/กลุมใหญ
การฝกปฏิบัติ การสืบคนขอมูล ฯลฯ มาเขียนในขั้นสอน โดยคํานึงถึงธรรมชาติของกลุมสาระการเรียนรู
เปนสําคัญ
การใชแนวคิดของการออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design จะชวยใหครูมี
ความมั่นใจในการจัดการเรียนรูและใชแผนการจัดการเรียนรูของ บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด ใน
การจัดการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพตอไป
4. เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู–การวัด
และประเมินผลการเรียนรู
พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 (2) และ (3) ไดระบุแนวทางการจัดการ
เรียนรู โดยเนนการฝกทักษะกระบวนการคิด การฝกทักษะการแสวงหาความรูดวยตนเองจากแหลงการ
เรียนรูที่หลากหลาย การฝกปฏิบัติจริง และการประยุกตใชความรูเพื่อการปองกันและแกปญหา ดังนั้น
เพื่อใหการจัดการเรียนรูสอดคลองกับนโยบายดังกลาวนี้ การจัดทําแผนการจัดการเรียนรูในคูมือครู
แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ เลมนี้ จึงยึดแนวทางการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ
(Child Centered) เนนการเรียนรูจากการปฏิบัติจริง และเนนการเรียนรูแบบบูรณาการที่ผสมผสาน
เชื่อมโยงสาระการเรียนรูตาง ๆ กับหัวขอเรื่องหรือประเด็นที่สอดคลองกับชีวิตจริง เพื่อใหนักเรียนเกิดการ
พัฒนาโดยองครวม เปนธรรมชาติสอดคลองกับสภาพและปญหาที่เกิดในวิถีชีวิตของนักเรียน
แนวทางการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ ไดเปลี่ยนแปลงบทบาทของครูจากการเปนผู
ชี้นําหรือถายทอดความรูไปเปนผูชวยเหลือ อํานวยความสะดวก และสงเสริมสนับสนุนนักเรียนโดยใช
วิธีการตาง ๆ อยางหลากหลายรูปแบบ เพื่อใหนักเรียนเกิดการสรางสรรคความรูและนําความรูไปใชอยาง
มีประสิทธิภาพ คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ เลมนี้ จึงไดนําเสนอทฤษฎีและ
เทคนิควิธีการเรียนการสอนตาง ๆ มาเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู เชน
การจัดการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน(Brain - Based Learning–BBL) เปนวิธีการจัดการเรียนรู
ที่อิงผลการวิจัยทางประสาทวิทยา ซึ่งไดเสนอแนะไววา ตามธรรมชาตินั้นสมองเรียนรูไดอยางไร โดยได
กลาวถึงโครงสรางที่แทจริงของสมองและการทํางานของสมองมนุษยที่มีการแปรเปลี่ยนไปตามขั้นของ
การพัฒนา ซึ่งสามารถนํามาใชเปนกรอบแนวคิดของการสรางสรรคการจัดการเรียนรูไดอยางมี
ประสิทธิภาพ
การจัดการเรียนรูแบบใชปญหาเปนฐาน (Problem - Based Learning–PBL) เปนวิธีการจัดการ
เรียนรูที่ใชปญหาที่เกิดขึ้นเปนจุดเริ่มตนและเปนตัวกระตุนใหเกิดกระบวนการเรียนรู โดยใหนักเรียน
รวมกันแกปญหาภายใตการแนะนําของครู ใหนักเรียนชวยกันตั้งคําถามและชวยกันคนหาคําตอบ โดยอาจ
ใชความรูเดิมมาแกปญหา หรือศึกษาคนควาเพิ่มเติมสําหรับการแกปญหา นําขอมูลที่ไดจากการคนความา
สรุปเปนขอมูลในการแกปญหา แลวชวยกันประเมินการแกปญหาเพื่อใชในการแกปญหาครั้งตอไป
สําหรับขั้นตอนการจัดการเรียนรู
การจัดการเรียนรูแบบพหุปญญา (Multiple Intelligences) เปนการพัฒนาองครวมของนักเรียน
ทั้งสมองดานซายและสมองดานขวา บนพื้นฐานความสามารถและสติปญญาที่แตกตางกันของแตละบุคคล
โดยมุงหมายใหนักเรียนสามารถแกปญหาหรือสรางสรรคสิ่งตาง ๆ ภายใตความหลากหลายของ
วัฒนธรรมหรือสภาพแวดลอม
การจัดการเรียนรูแบบรวมมือ (Cooperative Learning) เปนการจัดสถานการณและบรรยากาศ
ใหนักเรียนเกิดการเรียนรูรวมกัน ฝกใหนักเรียนที่มีลักษณะแตกตางกันทั้งสติปญญาและความถนัด
รวมกันทํางานเปนกลุม รวมกันศึกษาคนควา
การจัดการเรียนรูแบบใชหมวกความคิด 6 ใบ (Six Thinking Hats) เปนการใหนักเรียนฝกตั้ง
คําถามและตอบคําถามที่ใชความคิดในลักษณะตาง ๆ โดยสามารถอธิบายเหตุผลประกอบหรือวิเคราะห
วิจารณได
การจัดการเรียนรูแบบกระบวนการแกปญหา (Problem Solving) เปนการฝกใหนักเรียนเรียนรู
จากการแกปญหาที่เกิดขึ้น โดยการทําความเขาใจปญหา วางแผนแกปญหา ดําเนินการแกปญหา และ
ตรวจสอบหรือมองยอนกลับ
การจัดการเรียนรูแบบโครงงาน (Project Work) เปนวิธีการจัดการเรียนรูรูปแบบหนึ่งที่สงเสริม
ใหนักเรียนเรียนรูดวยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ โดยใชกระบวนการแสวงหาความรูหรือคนควาหา
คําตอบในสิ่งที่นักเรียนอยากรูหรือสงสัยดวยวิธีการตาง ๆ อยางหลากหลาย
การจัดการเรียนรูที่เนนการปฏิบัติ (Active Learning) เปนการใหนักเรียนไดทดลองทําดวย
ตนเองเพื่อจะไดเรียนรูขั้นตอนของงานและรูจักวิธีแกปญหาในการทํางาน
การจัดการเรียนรูแบบสรางผังความคิด (Concept Mapping) เปนการสอนดวยวิธีการจัดกลุม
ความคิดรวบยอด เพื่อใหเห็นความสัมพันธกันระหวางความคิดหลักและความคิดรองลงไป โดยนําเสนอ
เปนภาพหรือเปนแผนผัง
การจัดการเรียนรูจากประสบการณ (Experience Learning) เปนการจัดกิจกรรมหรือจัด
ประสบการณใหนักเรียนเกิดการเรียนรูจากการปฏิบัติ แลวกระตุนใหนักเรียนพัฒนาทักษะ
ใหม ๆ เจตคติใหม ๆ หรือวิธีการคิดใหม ๆ
การเรียนรูโดยการแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing) เปนการจัดกิจกรรมที่ใหนักเรียนไดแสดง
บทบาทในสถานการณที่สมมุติขึ้น โดยอาจกําหนดใหแสดงบทบาทสมมุติที่เปนพฤติกรรมของบุคคลอื่น
หรือแสดงพฤติกรรมในบทบาทของตนเองในสถานการณตางๆ
การเรียนรูจากเกมจําลองสถานการณ (Simulation Gaming) เปนเทคนิคการจัดการเรียนรูที่คลาย
กับการแสดงบทบาทสมมุติ โดยใหนักเรียนเลนเกมจําลองสถานการณ โดยครูนําสถานการณจริงมาจําลอง
ไวในหองเรียน โดยการกําหนดกฎ กติกา และเงื่อนไขสําหรับเกมนั้น ๆ แลวใหนักเรียนไปเลนเกมหรือ
กิจกรรมในสถานการณจําลองนั้น
การจัดการเรียนรูตองจัดควบคูกับการวัดและประเมินผลตามภาระงานและชิ้นงานที่สอดคลอง
กับตัวชี้วัด แผนการจัดการเรียนรูนี้ไดเสนอการวัดและการประเมินผลครบทั้ง 3 ดาน คือ ดานความรู ดาน
ทักษะ/กระบวนการ และดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม เนนวิธีการวัดที่หลากหลายตามสถานการณ
จริง การดูรองรอยตาง ๆ ควบคูไปกับการดูกระบวนการทํางานและผลผลิตของงาน โดยออกแบบการ
ประเมินผลกอนเรียน ระหวางเรียน หลังเรียน และแบบทดสอบประจําหนวย พรอมแบบฟอรมและเกณฑ
การประเมิน เพื่ออํานวยความสะดวกใหครูไวพรอม ทั้งนี้ครูอาจเพิ่มเติมโดยการออกแบบการวัดและ
ประเมินดวยมิติคุณภาพ(Rubrics)
5. ตารางวิเคราะหสาระมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นป
สาระที่ 3: เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
มาตรฐาน ง 3.1: เขาใจ เห็นคุณคา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคนขอมูล การเรียนรู การสื่อสาร การแกปญหาการทํางานและอาชีพอยางมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล และมีคุณธรรม
สาระการเรียนรูแกนกลาง
ตัวชี้วัดชั้นป
หนวย
การเรียนรูที่ 1
หนวย
การเรียนรูที่ 2
หนวย
การเรียนรูที่ 3
หนวย
การเรียนรูที่ 4
สรุปผลการประเมิน
ผาน ไมผาน
1. คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูล
ตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตามวัตถุประสงค
  
2. สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความ
รับผิดชอบ
    
๖
6. โครงสรางการแบงเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล 6 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 การคนหาขอมูล 4 ชั่วโมง
หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา 4 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง
หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด 12 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รูจักไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(คําสั่งพื้นฐาน 4 ชั่วโมง
และการพิมพขอความ)
แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ 4 ชั่วโมง
และตาราง)
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 16 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 ตัวอยางการสรางผลงาน 4 ชั่วโมง
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(นามบัตร)
แผนการจัดการเรียนรูที่10 ตัวอยางการสรางผลงาน 4 ชั่วโมง
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(บัตรอวยพร)
แผนการจัดการเรียนรูที่11 ตัวอยางการสรางผลงาน 4 ชั่วโมง
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(ใบประกาศ)
แผนการจัดการเรียนรูที่12 ตัวอยางการสรางผลงาน 2 ชั่วโมง
ดวยไมโครซอฟตเวิรด(รายงาน)
รวม 38 ชั่วโมง
ตอนที่ 2
แผนการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล 6 ชั่วโมง
ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน
ขอมูล
และแหลงขอมูล
คุณธรรม จริยธรรม และ
คานิยม
มีเจตคติที่ดีตอขอมูลและ
แหลงขอมูล
มีมารยาทในการทํางาน
มีความกระตือรือรน
มีความรับผิดชอบ
ภาระงาน/ชิ้นงาน
เปรียบเทียบสิ่งของที่เปน
เทคโนโลยี
เลนเกม “สงขอมูล”
ยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดี
คนหาขอมูลจาก
อินเทอรเน็ต
ความรู
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับ
ขอมูลและแหลงขอมูล
การคนหาขอมูล
ทักษะ/กระบวนการ
ทักษะการทํางานรวมกัน
ทักษะการแสวงหาความรู
ทักษะการนําเสนอผลงาน
ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล
ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นป
คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตาม
วัตถุประสงค (ง 3.1 ป. 5/1)
ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน
นักเรียนจะเขาใจวา...
1. ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบตัวเราซึ่งเรา
สามารถรับขอมูลไดจากประสาทสัมผัสผานทาง
อวัยวะตาง ๆ ของรางกาย
2. แหลงขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลหรือ
ทําใหเราไดรับขอมูล
3. การคนหาขอมูล คือ การคนหาความรูหรือ
เนื้อหาที่ตองการตามวัตถุประสงคที่ตั้งไว
4. การคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตทําไดงาย
สะดวกรวดเร็ว และไดขอมูลที่มีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น
คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน
- ขอมูล แหลงขอมูล และการคนหาขอมูลคือ
อะไร
- เทคโนโลยีชวยในการคนหาขอมูลอยางไร
- มนุษยรับขอมูลไดอยางไร
- การคนหาขอมูลสามารถทําไดอยางไร
ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน
นักเรียนจะรูวา…
1. คําที่ควรรูไดแก อัตโนมัติ โปรแกรมเมอร
ซอฟตแวร อินทราเน็ต การดความจํา ซีดี ดีวีดี
อินเทอรเน็ต ขอมูลดิบ โฮมเพจ เว็บเพจ เว็บไซต
เชื่อมโยง บริษัทไมโครซอฟท และหนาตาง-
โปรแกรม
2. ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่ดี มี
ความถูกตอง ครบถวน ตรงตอความตองการ และมี
ความทันสมัย
3. แหลงขอมูลแบงเปน 4 ประเภท คือ บุคคล
สัตวและสิ่งของสถานที่ และสื่ออิเล็กทรอนิกส
4. การคนหาขอมูลมีวิธีการ 7 ขั้นตอน ไดแก
การกําหนดวัตถุประสงค การกําหนดหัวขอของ
ขอมูล การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหา
ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ
เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ...
1. บอกลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลที่
เชื่อถือได
2. อธิบายวิธีการคนหาขอมูลได
3. ยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดีได
4. คนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตได
และรวบรวมขอมูล การพิจารณา เปรียบเทียบ และ
ตัดสินใจ การสรุปและจัดทํารายงาน และการเก็บ
รักษาขอมูล
5. การคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตทําไดดวย
การเรียกใชเว็บเบราวเซอร โดยเปดเว็บไซตที่
ใหบริการคนหาขอมูล พิมพคําสําคัญ แลวเชื่อมโยง
ยังยังเว็บไซตที่นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับคําสําคัญนั้น
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู
ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ
– เลมเกม“สงขอมูล”
– สรุปลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลที่ดี
– ยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดี
– ปฏิบัติตามขั้นตอนในการคนหาขอมูล
– คนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต
2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
วิธีการประเมินผลการเรียนรู
– การถามและตอบคําถาม
– การนําเสนอผลงาน
– การทดสอบ
– การฝกปฏิบัติระหวางเรียน
– การประเมินตนเองของนักเรียน
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
– แบบประเมินผลงาน
– แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน
– แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู
– ใบงาน
– แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม
– แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
3. สิ่งที่มุงประเมิน
– ความสามารถในการถามและการตอบคําถาม
– ความสามารถในการนําเสนอผลงาน
– ความสามารถในการใชเทคโนโลยี
– พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม
– การมีมารยาทในการทํางาน
– การมีความกระตือรือรน และความรับผิดชอบในการทํางาน
ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 การคนหาขอมูล 4 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่1 ขอมูลและแหลงขอมูล เวลา 2 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบตัวเราซึ่งสามารถรับไดจากประสาทสัมผัสผานทางอวัยวะตาง ๆ
ของรางกาย ขอมูลที่ดีจะตองมีความเชื่อถือได ตรงตอความตองการ และทันสมัย โดยมาจากแหลงขอมูลที่
ดี ซึ่งแบงเปน 4 ประเภท คือ บุคคล สัตวและสิ่งของ สถานที่ และสื่ออิเล็กทรอนิกส ซึ่งแหลงขอมูลตาง ๆ
เหลานี้จะตองนาเชื่อถือและสามารถตรวจสอบขอมูลได
2 ตัวชี้วัดชั้นป
คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตาม
วัตถุประสงค (ง 3.1 ป. 5/1)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. บอกลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลได (K)
2. เห็นประโยชนและมีเจตคติที่ดีตอขอมูลและแหลงขอมูล(A)
3. มีทักษะในการถายทอดขอมูลและยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดี (P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตการถามและการตอบ
คําถามเกี่ยวกับขอมูลและ
แหลงขอมูล
2. ตรวจใบบันทึกขอมูลและ
การทําแบบทดสอบกอน
เรียน(Pre-test)
1. สังเกตจากความสนใจและ
ความกระตือรือรนในการ
ปฏิบัติกิจกรรม
2. สังเกตจากความรวมมือและ
การปฏิบัติตามกติกาในการ
เลนเกม
1. สังเกตพฤติกรรมการ
ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น
2. สังเกตทักษะในการ
ถายทอดขอมูล
3. สังเกตทักษะการแกปญหา
ขณะปฏิบัติกิจกรรม
5 สาระการเรียนรู
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล
– ขอมูล
– แหลงขอมูล
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การเขียนขอมูลที่ไดรับอยางถูกตองและการสรุปขอมูลลงในกระดาษ
สําหรับบันทึกขอมูล
วิทยาศาสตร แรงที่ใชในการเขียนบนแผนหลังของผูอื่นเพื่อถายทอดขอมูลในการ
ปฏิบัติกิจกรรม
สังคมศึกษาฯ การปฏิบัติกิจกรรมอยางมีสติ เพื่อปองกันอุบัติเหตุและความผิดพลาด
ในการปฏิบัติกิจกรรม
สุขศึกษาฯ การเลนเกมดวยความสนุกสนานและปฏิบัติตามกติกาของเกม
ภาษาตางประเทศ การเขียนและอานคําศัพทที่เกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูเขียนคําวาขอมูลและแหลงขอมูลบนกระดานดํา
2. นักเรียนอานคําวาขอมูลและแหลงขอมูล แลวรวมกันทบทวนความรูเกี่ยวกับขอมูลและ
แหลงขอมูลสรุปความรูเปนขอ ๆ แลวบันทึกลงในกระดาษสําหรับบันทึกขอมูล
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
2. นักเรียนที่ทําแบบทดสอบกอนเรียนเสร็จกอน 3 คนแรกกําหนดใหเปนหัวหนากลุม แลวให
หัวหนากลุมหาสมาชิกกลุมของตนเอง ครูตรวจสอบใหแตละกลุมมีสมาชิกจํานวนเทากัน
3. ครูอธิบายวิธีการเลมเกม “สงขอมูล” ดังนี้
3.1 ใหนักเรียนยืนเขาแถว 3 แถว หัน
หนาไปทางกระดานดํา นักเรียนคนหลังสุดกลับ
หลังหัน
3.2 หามนักเรียนทุกคนสงเสียงใด ๆ
ขณะเลนเกม หากนักเรียนคนใดพบปญหาขณะเลนเกม
ใหยกมือขึ้นเพื่อแจงใหครูทราบและชวยแกไข
3.3 ครูแจกบัตรอุปกรณคอมพิวเตอร
ใหนักเรียนคนหลังสุดคนละ3 ใบ ใหนักเรียนอานและจําชื่ออุปกรณคอมพิวเตอรนั้น แลวสงคืนครู
ภาพจากคูมือครู แผนการจัดการเรียนรู
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.3 หนา 24
หลักสูตร 44
3.4 ครูใหสัญญาณ เมื่อนักเรียนไดยินสัญญาณแลวใหหันหลังกลับแลวเขียนชื่ออุปกรณ
คอมพิวเตอรจากบัตรที่ไดรับบนหลังของเพื่อนคนขางหนาทั้ง 3 คํา โดยหามไมใหนักเรียนคนอื่น ๆ เห็น
บัตรอุปกรณคอมพิวเตอรนั้น
3.5 นักเรียนที่ไดรับขอมูลจากเพื่อนใหสงขอมูลตอไปยังนักเรียนคนที่อยูดานหนาดวย
การเขียนหลังตอกันไปเรื่อย ๆ จนถึงคนที่อยูดานหนาสุด
3.6 นักเรียนคนที่อยูดานหนาสุดใหเขียนชื่ออุปกรณคอมพิวเตอรนั้นบนกระดานดํา
4. นักเรียนเลนเกม“สงขอมูล” โดยครูคอยตรวจสอบ และชวยเหลือนักเรียนเมื่อพบปญหาใน
การเลนเกม
5. เมื่อหมดเวลาใหครูและนักเรียนชวยกันตรวจสอบขอมูลที่เขียนบนกระดานดําวาถูกตอง
หรือไม อยางไร
6. ครูอธิบายความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูลหนวยการเรียนรูที่1 ขอมูลและ
แหลงขอมูล จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
7. ครูถามวาขอมูลที่แสดงบนกระดานดําของนักเรียนกลุมใดเปนขอมูลที่ดีเพราะเหตุใด
8. นักเรียนรวมกันวิเคราะหคําถามของครู แลวตอบคําถาม ดังนี้ ขอมูลของนักเรียนที่เขียนชื่อ
อุปกรณคอมพิวเตอรถูกทั้ง3 คําเปนขอมูลที่ดีเพราะขอมูลมีความถูกตองและครบถวน ซึ่งเกิดจากการสง
ขอมูลจากแหลงขอมูลที่ดีหรือนักเรียนสงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ
9. นักเรียนรวมกันยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดีที่พบในสถานที่ตางๆ แลวบันทึกเพิ่มเติมลงใน
กระดาษสําหรับบันทึกขอมูล
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนสรุปความหมายและลักษณะของขอมูลวา เปนสิ่งตางๆ ที่เรารับรูไดจากประสาท
สัมผัสผานอวัยวะตาง ๆ ของรางกาย
2. นักเรียนสรุปความหมายและลักษณะของแหลงขอมูลวา เปนสิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเราหรือ
ทําใหเราไดรับขอมูล
3. นักเรียนรวมกันสรุปวา ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่ดีโดยจะตองมีความถูกตอง
ครบถวน เชื่อถือได ตรงตอความตองการ และมีความทันสมัย
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนแลกกระดาษสําหรับบันทึกขอมูลกับเพื่อน แลวตรวจสอบความถูกตองของขอมูล
จากนั้นเปรียบเทียบขอมูลของเพื่อนกับของตนเองวาเหมือนหรือแตกตางกันหรือไม อยางไร
2. นักเรียนรวมกันสํารวจแหลงขอมูลที่ดีที่พบในโรงเรียนและชุมชน จากนั้นนํามาสรุปวา
แหลงขอมูลดังกลาวใหขอมูลอะไรบาง
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนบอกลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลที่ใชในชีวิตประจําวันได
2. นักเรียนยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดีที่พบในโรงเรียนและชุมชนได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบขอมูลและแหลงขอมูลวาเปนขอมูลและ
แหลงขอมูลที่ดีหรือไม อยางไร ทดลองตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนขอมูลกับเพื่อน
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมและโตวาทีในญัตติ “แหลงขอมูลที่เปนสื่ออิเล็กทรอนิกสมีประโยชน
กวาแหลงขอมูลประเภทอื่น”
9 สื่อ/แหลงการเรียนรู
1. กระดาษสําหรับบันทึกขอมูล
2. บัตรอุปกรณคอมพิวเตอร อยางนอย9 ใบ
3. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวย
สอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล
4. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตร หองสมุดโรงเรียน ฝายทะเบียนในโรงเรียน ศูนยการ
เรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
5. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ เจาหนาที่หองคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญทางดาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ
6. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
7. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 2
การคนหาขอมูล
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่1 ขอมูลและแหลงขอมูล เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
การคนหาขอมูลแบงเปน 7 ขั้นตอน คือ การกําหนดวัตถุประสงค การกําหนดหัวขอของขอมูล
การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหาและรวบรวมขอมูล การพิจารณา เปรียบเทียบ ตัดสินใจ การ
สรุปผลและจัดทํารายงาน และการเก็บรักษาขอมูล โดยวิธีการคนหาขอมูลดวยอินเทอรเน็ตจะชวยให
สามารถคนหาขอมูลไดสะดวกรวดเร็ว และคนหาขอมูลไดเปนจํานวนมาก
2 ตัวชี้วัดชั้นป
คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตาม
วัตถุประสงค (ง 3.1 ป. 5/1)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายวิธีการคนหาขอมูลได (K)
2. มีความรับผิดชอบและมีมารยาทในการใชคอมพิวเตอรเพื่อคนหาขอมูล (A)
3. มีทักษะในการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต(P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตการคนหาขอมูลจาก
อินเทอรเน็ต
2. ตรวจจากตารางบันทึกการ
คนหาขอมูล การทําใบงาน
ที่ 1 การคนหาขอมูลและ
การทําแบบทดสอบหลัง
เรียน(Post–test)
1. สังเกตจากความรับผิดชอบ
และมารยาทในการทํางาน
2. ประเมินพฤติกรรมของ
นักเรียนตามแบบประเมิน
ดานคุณธรรม จริยธรรม และ
คานิยม
1. สังเกตทักษะในการใช
คอมพิวเตอรคนหาขอมูล
จากอินเทอรเน็ต
2. ประเมินพฤติกรรมของ
นักเรียนตามแบบประเมิน
ดานทักษะ/กระบวนการ
5 สาระการเรียนรู
การคนหาขอมูล
– ขั้นตอนในการคนหาขอมูล
– ตัวอยางการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การคนหาและจดบันทึกขอมูลที่ไดจากการคนหา
คณิตศาสตร การนับและรวบรวมคําสําคัญที่ใชในการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต
วิทยาศาสตร การคนหาขอมูลที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ
สุขศึกษาฯ การใชเวลาวางใหเปนประโยชนดวยการคนหาขอมูลที่สนใจ
ศิลปะ การสังเกตลักษณะทางศิลปะของเว็บไซตที่นําเสนอขอมูลบน
อินเทอรเน็ต
ภาษาตางประเทศ การใชคําศัพทภาษาอังกฤษเปนคําสําคัญในการคนหาขอมูลจาก
อินเทอรเน็ต
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูวางสื่อสิ่งพิมพที่นําเสนอเกี่ยวกับวิธีการใชคอมพิวเตอรและสื่อสิ่งพิมพอื่น ๆรวมกันไวที่
หนาชั้นเรียน
2. ครูบอกวา ใหนักเรียนหาวิธีการใชงานคอมพิวเตอรภายในเวลา10 นาที
3. นักเรียนรวมกันคนหาวิธีการใชงานคอมพิวเตอรจากสื่อสิ่งพิมพที่ครูวางไวหนาชั้นเรียนใน
เวลาที่กําหนด
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูถามวา นักเรียนสามารถคนหาขอมูลที่ครูกําหนดใหภายในเวลา10 นาทีหรือไม อยางไร
แลวสุมเลือกตัวแทนนักเรียนตอบคําถามและแสดงความคิดเห็นหนาชั้นเรียน1–2 คน
2. ตัวแทนนักเรียนตอบคําถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคนหาขอมูลหนาชั้นเรียน
3. ครูอธิบายเกี่ยวกับการคนหาขอมูล หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูลจากหนังสือ
เรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
4. นักเรียนจับกลุมที่เคยปฏิบัติกิจกรรมรวมกันในแผนการเรียนรูที่1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับ
ขอมูลและแหลงขอมูล
5. ครูถามวา นักเรียนคนใดเคยใชงานอินเทอรเน็ตบาง ใหยกมือขึ้น
6. นักเรียนที่เคยใชงานอินเทอรเน็ตยกมือขึ้น จากนั้นหัวหนากลุมแลกเปลี่ยนสมาชิกในกลุม
ของตนเองกับกลุมอื่น ๆโดยครูคอยตรวจสอบวาสมาชิกแตละกลุมมีนักเรียนที่เคยใชงานอินเทอรเน็ต
จํานวนใกลเคียงกัน
7. ครูสาธิตวิธีการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต โดยใหนักเรียนแตละกลุมสงสมาชิกเขารวม
สังเกตและปฏิบัติตามที่ครูสาธิตกลุมละ 2 คน
8. สมาชิกกลุมสงตัวแทน2 คน ไปดูและสังเกตการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตกับครู สวน
สมาชิกคนอื่นๆ ใหคนหาขอมูลจากสื่ออื่น ๆ
9. ตัวแทนกลุมที่ไปดูและสังเกตการคนหาขอมูลกับครูกลับมาสาธิตและถายทอดวิธีการคนหา
ขอมูลจากอินเทอรเน็ต และรวมกันทําใบงานที่1 การคนหาขอมูล ตามขั้นตอนในการคนหาขอมูล
10. ครูสุมเลือกตัวแทนกลุม กลุมละ 1 คน ออกมานําเสนอใบงานที่ 1 การคนหาขอมูลหนาชั้น
เรียน
11. นักเรียนคนอื่นๆ ชวยกันตรวจสอบ ถาม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคนหาขอมูล
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
2. นักเรียนรวมกันสรุปขั้นตอนในการคนหาขอมูลวา การคนหาขอมูลมี 7 ขั้นตอน ไดแก การ
กําหนดวัตถุประสงค การกําหนดหัวขอของขอมูล การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหาและ
รวบรวมขอมูล การพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจ การสรุปและจัดทํารายงาน และการเก็บรักษา
ขอมูล
3. นักเรียนสรุปวิธีการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตวา ผูคนหาขอมูลจะตองเรียกใชเว็บเบราว-
เซอรและใชบริการของเซิรชเอนจิ้นไซต พิมพคําสําคัญ และเชื่อมโยงไปยังเว็บไซตที่นําเสนอขอมูล
เกี่ยวกับคําสําคัญนั้น
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอนการคนหาขอมูลในหัวขอที่สนใจ แลวบันทึกขอมูลในลักษณะ
เดียวกับที่ทําในใบงานที่ 1 การคนหาขอมูล
2. นักเรียนคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตดวยคําสําคัญเกี่ยวกับคอมพิวเตอร เชน ฮารดแวร
ซอฟตแวร หลักการทํางานของคอมพิวเตอร
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนคนหาขอมูลตามขั้นตอนการคนหาขอมูลโดยเลือกวิธีการคนหาที่เหมาะสมกับ
ตนเองได
2. นักเรียนคนหาขอมูลที่สนใจจากอินเทอรเน็ตได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนรวมกันเปรียบเทียบการคนหาวิธีการใชงานคอมพิวเตอรที่ครูกําหนดใหกับการ
คนหาขอมูลตามขั้นตอนในการทําใบงานที่ 1 การคนหาขอมูลแลวสรุปวาการคนหาขอมูลแบบใดงาย
สะดวก และมีประสิทธิภาพมากกวากัน
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนคนหาขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต ทดลองปฏิบัติ
ตาม และนําขอมูลที่ไดไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อน
9 สื่อ/แหลงเรียนรู
1. หนังสือ นิตยสาร และเอกสารสิ่งพิมพอื่น ๆ ที่ไมเกี่ยวของกับวิธีการใชคอมพิวเตอร เชน
นิตยสารกุลสตรี หนังสือพิมพไทยรัฐเอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย อยางนอย20 เลม
2. คอมพิวเตอรที่เชื่อมตอกับอินเทอรเน็ต
3. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิธีการใช
คอมพิวเตอรและการคนหาขอมูล
4. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษา Hyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับการคนหาขอมูล
5. พิพิธภัณฑวิทยาศาสตร ศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร หองสมุด ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
6. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูจําหนายอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญ
ทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
8. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา 4 ชั่วโมง
ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน
โปรแกรม
ประมวลผลคํา
คุณธรรม จริยธรรม และ
คานิยม
มีเจตคติที่ดีตอโปรแกรม
ประมวลผลคํา
มีมารยาทในการทํางาน
มีความรับผิดชอบ
มีความคิดสรางสรรค
ภาระงาน/ชิ้นงาน
คนหาและสรุปขอมูล
เกี่ยวกับโปรแกรม
ประมวลผลคํา
วาดภาพหนาตาง
โปรแกรมประมวลผลคํา
 นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับ
โปรแกรมประมวลผลคํา
ความรู
ลักษณะของโปรแกรม
ประมวลผลคํา
ตัวอยางโปรแกรม
ประมวลผลคํา
ทักษะ/กระบวนการ
ทักษะการทํางานรวมกัน
ทักษะการแสวงหาความรู
การนําเสนอผลงาน
ทักษะการใชเทคโนโลยี
ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา
ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน
นักเรียนจะเขาใจวา...
1. โปรแกรมประมวลผลคํา คือ โปรแกรมที่
ใชสราง แกไข และจัดรูปแบบตัวอักษรหรือ
ขอความสําหรับจัดทํางานเอกสารสิ่งพิมพ
2. ผูใชควรเลือกใชโปรแกรมประมวลผลคํา
จากความตองการและความสามารถของผูใช
ความสามารถของโปรแกรม และบริษัทผูสรางและ
พัฒนาโปรแกรม
3. ตัวอยางของโปรแกรมประมวลผลคํา เชน
เวิรดเพอรเฟกต โลตัสเวิรดโปร โอเพนออฟฟศ-
ดอทโออารจีไรตเตอร ปลาดาวไรตเตอร
คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน
– โปรแกรมประมวลผลคําคืออะไร
– ผูใชควรเลือกใชโปรแกรมประมวลผลคํา
ที่มีลักษณะอยางไร
– นักเรียนรูจักโปรแกรมประมวลผลคํา
ใดบาง
– โปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรมมี
ลักษณะเหมือนและแตกตางกันอยางไร
ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน
นักเรียนจะรูวา…
1. คําที่ควรรู ไดแก โปรแกรมประยุกต เครื่อง
พิมพดีด ไฮเปอรแท็กซ ไฮเปอรพิกเจอร และฟรี
โปรแกรม
2. โปรแกรมประมวลผลคํามีประสิทธิภาพ
ดีกวาเครื่องพิมพดีดเนื่องจากสามารถสรางผลงานที่
มีความสวยงาม สะอาดเรียบรอย พิมพไดหลายภาษา
ลบและแกไขตัวอักษรไดงาย นําไฟลงานนั้นมา
แกไขปรับปรุงไดในอนาคต และสามารถพัฒนาไฟล
งานนั้นใหนําเสนอในรูปแบบอื่น ๆ ได
3. โปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรมมี
ลักษณะของพื้นที่ใชงานคลายกัน คือ เหมือนกับ
กระดาษสําหรับพิมพงาน แตเครื่องมือในการสราง
งานจะมีลักษณะแตกตางกัน
4. โปรแกรมประมวลผลคําสรางและพัฒนา
จากบริษัทที่หลากหลายมีทั้งแบบที่ไมมีคาลิขสิทธิ์
และมีคาลิขสิทธิ์หรือคาใชจายในการใชงาน
โปรแกรม
ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ
เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ...
1. อธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผล
คําได
2. คนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรม
ประมวลผลคําได
3. ยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําได
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู
ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ
– คนหาและสรุปขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา
– ผสมคําวาWORD PROCESSERจากบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษ
– วาดภาพหนาตางโปรแกรมประมวลผลคํา
– นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา
2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
วิธีการประเมินผลการเรียนรู
– การตั้งคําถาม การตอบคําถาม และการ
อธิบาย
– การนําเสนอขอมูล
– การคนหาขอมูล
– การทดสอบ
– การฝกปฏิบัติระหวางเรียน
– การประเมินตนเองของนักเรียน
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
– แบบบันทึกความรู
– แบบประเมินผลงาน
– แบบประเมินการนําเสนอ
– แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน
– แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู
– ใบงาน
– แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม
– แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
3. สิ่งที่มุงประเมิน
– ความสามารถในการนําเสนอขอมูลและอธิบายใหผูอื่นเขาใจ
– ความสามารถในการคนหาขอมูล
– ความสามารถในการตอบคําถาม
– พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม
– การมีมารยาทในการทํางาน
– การมีความรับผิดชอบและความคิดสรางสรรค
ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 3
ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรมประมวลผลคํา เวลา 2 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
โปรแกรมประมวลผลคํา คือ โปรแกรมประยุกตที่ใชสราง แกไข และจัดรูปแบบตัวอักษรหรือ
ขอความสําคัญจัดทําเปนงานเอกสาร ทําใหมีความสวยงาม สามารถพิมพไดหลายภาษา ลบ แกไข หรือเติม
ขอมูลไดสะดวก มีการตรวจสอบและแกไขคําผิดอัตโนมัติ ประหยัดเวลาในการพิมพและทําสําเนาเอกสาร
สามารถประยุกตใชรวมกับงานประยุกตอื่น ๆ และเชื่อมตอกับเอกสารอิเล็กทรอนิกสอื่นๆ ได
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําได (K)
2. มีความสนใจและมีเจตคติที่ดีตอโปรแกรมประมวลผลคํา (A)
3. มีทักษะในการคนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา(P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตจากการคนหาและ
สรุปขอมูลเกี่ยวกับลักษณะ
ของโปรแกรมประมวลผล
คํา
2. ตรวจการทําแบบทดสอบ
กอนเรียน(Pre-test)
1 สังเกตความสนใจในการ
เรียน
2. สังเกตจากความรวมมือและ
ความรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติกิจกรรม
1. สังเกตพฤติกรรมในการ
ทํางานรวมกับผูอื่น
2. สังเกตทักษะในการคนหา
ขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรม
ประมวลผลคํา
5 สาระการเรียนรู
ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การอธิบายและสรุปขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา
คณิตศาสตร การรวมคะแนนและการหาผลตางของขอมูลในการปฏิบัติกิจกรรม
วิทยาศาสตร การเปรียบเทียบวัสดุและคุณสมบัติของเครื่องพิมพดีดกับ
คอมพิวเตอร
สังคมศึกษาฯ การปฏิบัติหนาที่ตามที่ไดรับมอบหมาย
สุขศึกษาฯ การเคลื่อนไหวรางกายในการปฏิบัติกิจกรรม
ภาษาตางประเทศ การผสมตัวอักษรภาษาอังกฤษคําวาWORD PROCESSER
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูแสดงบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษทีละใบ แลวใหนักเรียนบอกพรอม ๆ กันวาเปนตัวอักษร
อะไร
2. แบงนักเรียนเปน3 กลุม ครูใหบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษกลุมละ1 ชุดแลวใหนักเรียน
ชวยกันผสมคําภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา
3. นักเรียนกลุมที่สามารถผสมบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษเปนคําวาWORD PROCESSER ได
เร็วที่สุด ใหรีบนําบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงติดบนกระดานดํา
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
2. ครูถามวา คําบนกระดานดําอานวาอะไร หมายถึงอะไร จากนั้นใหนักเรียนอานคําบน
กระดานดําพรอมกัน
3. ตัวแทนนักเรียนออกมาอธิบายความหมายของคําวาWORD PROCESSER หนาชั้นเรียน
4. ครูใหแตละกลุมคนหาขอมูลเกี่ยวกับคําวาWORD PROCESSER จากแหลงขอมูลตาง ๆ
แลวใหเขียนสรุปขอมูลที่คนหาไดบนกระดานดํารอบ ๆ คําวาWORD PROCESSERโดยใหเขียน
หมายเลขกลุมไวดานหนาขอมูลที่สรุป
W O R D P R O C E S S E R
1 เปนโปรแกรมประยุกต
2 กําหนดลักษณะของตัวอักษรได
3 อานวา เวิรดโพรเซสเซอร
2 หมายถึงโปรแกรมประมวลผลคํา
3 จัดรูปแบบไดอยางที่เห็นผานจอภาพ
3 ใชสรางเอกสารสิ่งพิมพ
1 ใชการกดที่แผงแปนอักขระเพื่อนําเขาขอมูล
5. ครูตรวจสอบความถูกตอง หากพบขอมูลที่ไมถูกตองใหนักเรียนแกไขจนถูกตองหรือลบ
ขอมูลนั้นทิ้ง
6. นักเรียนชวยกันรวมคะแนนโดยการนับจํานวนขอมูลที่อยูบนกระดานดํา กลุมใดคนหา
ขอมูลไดมากที่สุดเปนกลุมที่ชนะ
7. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําหนวยการเรียนรูที่ 2
โปรแกรมประมวลผลคําจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
นักเรียนรวมกันสรุปลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําวา เปนโปรแกรมที่ใชสําหรับสราง
แกไข และจัดรูปแบบตัวอักษรหรือขอความสําหรับจัดทําเปนงานเอกสาร
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนบันทึกขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําจากบนกระดานดําและที่
ครูอธิบายเพิ่มเติม
2. นักเรียนคนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําเพิ่มเติม แลวแลกเปลี่ยนกันศึกษา
ขอมูลกับเพื่อน
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนอธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําได
2. นักเรียนเลือกใชโปรแกรมประมวลผลคําในการสรางเอกสารสิ่งพิมพในชีวิตประจําวัน
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนตรวจสอบคอมพิวเตอรที่ใชงานวาติดตั้งโปรแกรมประมวลผลคําหรือไม(ถาติดตั้ง)
โปรแกรมดังกลาวชื่ออะไรโดยเชิญผูเชี่ยวชาญทางดานคอมพิวเตอรหรือผูปกครองคอยดูแลและให
คําแนะนํา
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนนําขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํามาสรางแผนผังลักษณะของโปรแกรม
ประมวลผลคํา
9 สื่อ/แหลงเรียนรู
1. บัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษ C D E E O O P R R R S S W จํานวน 3 ชุด
2. คอมพิวเตอรที่เชื่อมตอกับอินเทอรเน็ตเพื่อใชในการคนหาขอมูล
3. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับลักษณะของ
โปรแกรมประมวลผลคํา
4. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา
5. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
6. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญ
ดานการใชโปรแกรมประมวลผลคํา
7. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
8. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 4
ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรมประมวลผลคํา เวลา 2 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
โปรแกรมประมวลผลคํามีทั้งแบบที่ตองเสียคาลิขสิทธิ์ในการใชงานและโปรแกรมประมวลผล
คําที่สามารถนํามาใชและพัฒนาไดโดยไมเสียคาลิขสิทธิ์ ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา เชน เวิรด-
เพอรเฟกตโลตัสเวิรดโพร โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรทเตอร ปลาดาวไรทเตอร ไมโครซอฟตเวิรด
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําที่ยกตัวอยางได(K)
2. มีความคิดสรางสรรคและมีมารยาทในการปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น (A)
3. ยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําได (P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. ตรวจจากภาพวาดหนาตาง
โปรแกรมและขอมูลจากการ
นําเสนอ
2. ตรวจการทําใบงานที่ 2
ตัวอยางโปรแกรม
ประมวลผลคําและ
แบบทดสอบหลังเรียน
(Post-test)
1. สังเกตจากความคิด
สรางสรรคในการวาดภาพ
หนาตางโปรแกรม
2. สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
ตามแบบประเมินดาน
คุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม
1. สังเกตทักษะในการคนหา
และนําเสนอขอมูล
2. สังเกตพฤติกรรมการ
ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น
3. สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
ตามแบบประเมินดาน
ทักษะ/กระบวนการ
5 สาระการเรียนรู
ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การสรุปจุดเดนของโปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรม
สังคมศึกษาฯ การยึดหลักประชาธิปไตยในการปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น
สุขศึกษาฯ การควบคุมอารมณในการปฏิบัติกิจกรรมรวมกับผูอื่น
ศิลปะ การวาดภาพหนาตางโปรแกรมของโปรแกรมประมวลผลคํา
ภาษาตางประเทศ การเขียนและสะกดชื่อโปรแกรมประมวลผลคําที่เปน
ภาษาตางประเทศ
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนทบทวนลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําดวยการผลัดกันตั้งคําถามและตอบ
คําถามเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา
2. ตัวแทนนักเรียนเลาประสบการณการใชโปรแกรมประมวลผลคํา โดยใหนักเรียนคนอื่นๆ
ซักถามและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใชโปรแกรมประมวลผลคํา
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูอธิบายเกี่ยวกับตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรม
ประมวลผลคํา จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แลวเขียนคําวา เวิรด-เพอร
เฟกต โลตัสเวิรดโพร โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร และปลาดาวไรตเตอรบนกระดานดํา
2. นักเรียนผลัดกันจับสลากชื่อโปรแกรมประมวลผลคําจากครูทีละ4 คน โดยเมื่อจับสลากได
แลวใหพับกระดาษนั้นแลวใสในกลองสลากเหมือนเดิม
3. นักเรียนเขียนชื่อเลขที่ของตนเองตอทายชื่อโปรแกรมประมวลผลคําบนกระดานดําตามที่
ตนเองจับสลากได
4. นักเรียนจับกลุมกับเพื่อนที่จับสลากไดชื่อโปรแกรมประมวลผลคําโปรแกรมเดียวกัน แลว
คนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําที่จับสลากได
5. สมาชิกแตละกลุมวาดภาพหนาตางโปรแกรมของโปรแกรมประมวลผลคําที่กลุมตนเอง
คนหาขอมูลลงในกระดาษขนาดโปสเตอร และบันทึกขอมูลของโปรแกรมนั้นดานหลังภาพหนาตาง
โปรแกรม
6. สงตัวแทนกลุมละ 3 คน ออกมานําเสนอขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําที่ตนเอง
คนหาขอมูล โดยใหตัวแทนกลุมอธิบายขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา
7. นักเรียนคนอื่นๆ ซักถาม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําที่เพื่อ
นําเสนอ
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
นักเรียนสรุปขอมูลเกี่ยวกับจุดเดนของโปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรมลงในตาราง
ตารางสรุปจุดเดนของโปรแกรมประมวลผลคํา
โปรแกรมประมวลผลคํา จุดเดน
เวิรดเพอรเฟกต
1.
2.
...
โลตัสเวิรดโพร
1.
2.
...
โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร
1.
2.
...
ปลาดาวไรตเตอร
1.
2.
...
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนทําใบงานที่2 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําหนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรม
ประมวลผลคํา
2. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนนําเสนอขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําแกผูอื่นได
2. นักเรียนยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําและบอกจุดเดนของโปรแกรมนั้นๆ ได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนทดลองใชงานโปรแกรมประมวลผลคําอยางนอย 3 โปรแกรม จากนั้นเปรียบเทียบ
และวิเคราะหวานักเรียนชอบโปรแกรมประมวลผลคําใดมากที่สุด เนื่องจากอะไร
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนคนหาแหลงขอมูลที่นําเสนอเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําอยางนอย2 แหลง
แลวแลกเปลี่ยนกันศึกษาขอมูลจากแหลงขอมูลตาง ๆ กับเพื่อน
9 สื่อ/แหลงเรียนรู
1. กลองสลาก
2. สลากชื่อเวิรดเพอรเฟกต โลตัสเวิรดโปร
โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร และปลาดาวไรตเตอร อยางละ 1 ใบ
3. คอมพิวเตอรที่เชื่อมตอกับอินเทอรเน็ตเพื่อใชในการคนหาขอมูล
4. กระดาษขนาดโปสเตอร
5. อุปกรณสําหรับวาดภาพ
6. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับตัวอยาง
โปรแกรมประมวลผลคํา
7. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา
8. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษา กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร
9. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญ
ดานคอมพิวเตอร ผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร
10. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
11. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด 12 ชั่วโมง
กลองสลาก
ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน
ไมโครซอฟตเวิรด
คุณธรรม จริยธรรม และ
คานิยม
.
มีเจตคติที่ดีตอ
ไมโครซอฟตเวิรด
มีความรับผิดชอบ
มีความรอบคอบ
มีความคิดสรางสรรค
 มีมารยาทในการทํางาน
ภาระงาน/ชิ้นงาน
ใชไมโครซอฟตเวิรดสราง
ผลงานตามที่กําหนด
วาดภาพหนาตางโปรแกรม
ไมโครซอฟตเวิรด
สรางผลงานตามตัวอยาง
การใชงานไมโครซอฟต
เวิรด
ความรู
รูจักไมโครซอฟตเวิรด
การใชงานไมโครซอฟต
เวิรด
ทักษะ/กระบวนการ
ทักษะการใชเทคโนโลยี
ทักษะการแสวงหาความรู
ทักษะการนําเสนอผลงาน
ทักษะการทํางานรวมกัน
ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด
ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน
นักเรียนจะเขาใจวา...
1. ไมโครซอฟตเวิรดสามารถแทรกรูปภาพ
สรางกลองขอความ และสรางตารางได
2. ไมโครซอฟตเวิรดสามารถแทรกรูปภาพ
ไดจากภาพตัดปะ แฟม และรูปรางอัตโนมัติ
3. กลองขอความชวยใหสามารถเคลื่อนยาย
ขอความที่พิมพไดสะดวก
4. ตารางสามารถกําหนดจํานวนชองไดดวย
การใชคําสั่งตารางจําลอง
5. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
แบบเดียวกันอาจเกิดจากวิธีการสรางที่แตกตางกัน
เนื่องจากไมโครซอฟตเวิรดมีคําสั่งในการใชงานที่
หลากหลายเพื่อตอบสนองตอถนัดของผูใชแตละ
คน
คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน
– ไมโครซอฟตเวิรดสามารถแทรกรูปภาพ
สรางกลองขอความ และสรางตารางไดหรือไม
– กลองขอความในไมโครซอฟตเวิรดมี
ประโยชนอยางไร
– ตารางจําลองมีประโยชนอยางไร
– การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดแบบ
เดียวกันจําเปนหรือไมที่จะตองใชวิธีการสรางที่
เหมือนกัน เพราะเหตุใด
ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน
นักเรียนจะรูวา…
1. คําที่ควรรูไดแกไอคอน ทาสกบาร
เดสกท็อป และตัวชี้เมาส
2. การแทรกภาพตัดปะ แฟม และรูปราง
อัตโนมัติสามารถใชคําสั่งแทรกที่แถบเมนูและ
เลือกประเภทของรูปภาพที่ตองการแทรก
3. การสรางกลองขอความสามารถทําไดดวย
การคลิกคําสั่งกลองขอความที่แถบเครื่องมือ
4. การสรางตารางสามารถทําไดดวยการคลิก
ที่คําสั่งแทรกที่แถบเครื่องมือ
ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ
เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ...
1. อธิบายสวนประกอบของหนาตาง
โปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดได
2. อธิบายและสาธิตวิธีการสรางผลงานดวย
ไมโครซอฟตเวิรด
3. ใชไมโครซอฟตเวิรดทํางานดวยคําสั่ง
พื้นฐานได
4. เรียกใชไมโครซอฟตเวิรดเพื่อพิมพ
ขอความ แทรกรูปภาพ สรางกลองขอความ และ
สรางตารางได
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู
ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ
– เรียกใชและใชคําสั่งพื้นฐานของไมโครซอฟตเวิรด
– วาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด
– อธิบายชื่อและหนาที่ของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด
– ปฏิบัติตามคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
– สรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
– สาธิตวิธีการสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
วิธีการประเมินผลการเรียนรู
– การตอบคําถาม การอธิบายการอภิปราย
– การใชคอมพิวเตอร
– การนําเสนอผลงาน
– การทดสอบ
– การฝกปฏิบัติระหวางเรียน
– การประเมินตนเองของนักเรียน
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
– แบบบันทึกผลการอภิปราย
– แบบประเมินผลงาน
– แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน
– แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู
– ใบงาน
– แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม
– แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
3. สิ่งที่มุงประเมิน
– ความสามารถในการอธิบายความรูใหผูอื่นเขาใจ
– ความสามารถในการตอบคําถาม
– ความสามารถในการใชคอมพิวเตอร
– ความสามารถในการนําเสนอผลงาน
– พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม
– การมีมารยาทในการทํางาน
– การมีความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และความคิดสรางสรรค
ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รูจักไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(คําสั่งพื้นฐาน 4 ชั่วโมง
และการพิมพขอความ)
แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ 4 ชั่วโมง
และตาราง)
แผนการจัดการเรียนรูที่ 5
รูจักไมโครซอฟตเวิรด
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
ไมโครซอฟตเวิรดเปนโปรแกรมประมวลผลคําในชุดไมโครซอฟตออฟฟศของบริษัท
ไมโครซอฟท ซึ่งสามารถเรียกใชงานไดจากไอคอนและปุมสตารต มีสวนประกอบของหนาตางโปรแกรม
แบงเปน 5สวน ไดแก แถบเมนู ทาสกเพน พื้นที่ใชงาน แถบเครื่องมือและแถบสถานะ
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดได (K)
2. มีความรับผิดชอบและมีเจตคติที่ดีตอไมโครซอฟตเวิรด(A)
3. มีทักษะในการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด (P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตจากการอธิบาย
สวนประกอบของหนาตาง
โปรแกรม
2. ตรวจจากการทําแบบทดสอบ
กอนเรียน(Pre-test)
1. สังเกตจากความรับผิดชอบ
ในการทํากิจกรรม
2. สังเกตมารยาทในการ
ทํางานและความมีน้ําใจ
ในขณะปฏิบัติกิจกรรม
1. สังเกตพฤติกรรมการ
ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น
2. สังเกตทักษะในการใช
คอมพิวเตอรเรียกใช
ไมโครซอฟตเวิรด
5 สาระการเรียนรู
รูจักไมโครซอฟตเวิรด
– การเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด
– สวนประกอบของหนาตางโปรแกรม
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การอานและจับใจความเพื่อปฏิบัติตามขั้นตอนการเรียกใช
ไมโครซอฟตเวิรด
คณิตศาสตร การคํานวณหาพื้นที่ใชวาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด
วิทยาศาสตร การสํารวจคุณสมบัติของคอมพิวเตอรในขณะใชงาน
สังคมศึกษาฯ การรักษามารยาทในการปฏิบัติกิจกรรมรวมกับผูอื่น
สุขศึกษาฯ การใชเวลาวางสํารวจสวนประกอบของหนาตางโปรแกรม
ไมโครซอฟตเวิรด
ศิลปะ การวาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด
ภาษาตางประเทศ การศึกษาชื่อสวนประกอบของหนาตางคอมพิวเตอรที่เปน
ภาษาอังกฤษ
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนทบทวนเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําดวยการผลัดกันตั้งคําถามและตอบคําถาม
เกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา
2. นักเรียนชวยกันยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําดวยการเขียนชื่อโปรแกรมนั้นบน
กระดานดํา แลวอานพรอม ๆ กัน
3. ครูตรวจสอบชื่อไมโครซอฟตเวิรดบนกระดานดํา
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
2. ครูอธิบายหัวขอรูจักไมโครซอฟตเวิรดหนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือ
เรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
3. ครูสาธิตวิธีการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดใหนักเรียนดูทีละขั้นตอน
4. นักเรียนแตละคูผลัดกันเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดตามขั้นตอนที่ครูสาธิต โดยคนแรกให
เรียกใชโปรแกรมจากไอคอน สวนคนที่สองเรียกใชโปรแกรมจากปุมสตารต แลวสลับใหคนแรกเรียกใช
โปรแกรมจากปุมสตารตแลวคนที่สองเรียกใชโปรแกรมจากไอคอน
5. นักเรียนคนที่สามารถเรียกใชโปรแกรมทั้งสองวิธีไดแลวใหไปชวยเหลือเพื่อนคนอื่น ๆ ครู
ตรวจสอบวานักเรียนทุกคนสามารถเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดได
6. ครูจับเวลา 2–3 นาที ใหนักเรียนจดจําลักษณะของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด เมื่อ
หมดเวลาใหนักเรียนทุกคนปดจอคอมพิวเตอร
7. ครูสรางรูปสี่เหลี่ยมบนกระดานดํา จากนั้นใหนักเรียนผลัดกันออกมาเติมสวนประกอบของ
หนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดลงในรูปสี่เหลี่ยมบนกระดานดําจนเสร็จ
8. นักเรียนเปดหนาจอคอมพิวเตอรแลวตรวจสอบภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดที่
ตนเองวาดกับหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดบนหนาจอคอมพิวเตอรวาเหมือนกันหรือไม อยางไร
จากนั้นชวยกันแกไขใหถูกตอง
9. ตัวแทนนักเรียนออกมาชี้สวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดบนกระดาน
ดํา แลวใหเพื่อน ๆชวยกันบอกวาสวนประกอบนั้นชื่ออะไรและมีหนาที่อยางไรในการใชงาน
ไมโครซอฟตเวิรด
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนรวมกันสรุปวิธีการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดวา สามารถทําได2 วิธี คือ การดับเบิล
คลิกที่ไอคอนและการคลิกเลือกชื่อไมโครซอฟตที่สตารตเมนู
2. นักเรียนรวมกันสรุปสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดวา ประกอบดวย
5 สวน ไดแก แถบเมนู ทาสกเพน พื้นที่ใชงาน แถบเครื่องมือ และแถบสถานะ
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนสํารวจสวนประกอบตาง ๆ ของไมโครซอฟตเวิรดแลวทําแผนผังคําสั่ง
ไมโครซอฟตเวิรด
2. นักเรียนวาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด แลวเขียนชื่อ และอธิบาย
สวนประกอบตาง ๆ ภายในหนาตางโปแกรมไมโครซอฟตเวิรด
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดได
2. นักเรียนเปรียบเทียบระหวางหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดของจริงกับหนาตาง
โปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดที่วาดบนกระดานดําได
3. นักเรียนอธิบายสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนเปรียบเทียบหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดที่ติดตั้งในคอมพิวเตอรกับ
หนาตางไมโครซอฟตเวิรดที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชา
พื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 วาเหมือนหรือแตกตางกันอยางไร และมีวิธีการตั้งคาหรือแกไขให
เหมือนไดอยางไร โดยมีผูเชี่ยวชาญทางดานไมโครซอฟตเวิรดคอยใหคําแนะนํา
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับไมโครซอฟตเวิรดรุนตาง ๆ แลวเปรียบเทียบสวนประกอบ
ของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตแตละรุนวาเหมือนหรือแตกตางกันอยางไร
9 สื่อ/แหลงเรียนรู
1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด
2. สื่อสิ่งพิมพเชน หนังสือ บทความ และเอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการ
เรียกใชและสวนประกอบของไมโครซอฟตเวิรด
3. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับการเรียกใชและสวนประกอบของไมโครซอฟตเวิรด
4. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศรานคาที่จําหนายไมโครซอฟตเวิรด
5. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญดานการ
ใชงานไมโครซอฟตเวิรด
6. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
7. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 6
การใชงานไมโครซอฟตเวิรด (คําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความ)
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
ไมโครซอฟตเวิรดเปนโปรแกรมสําหรับทํางานดานเอกสาร ซึ่งผูใชจําเปนตองเรียนรูเกี่ยวกับ
คําสั่งพื้นฐาน ไดแก การสราง การเปด และการบันทึกไฟลงานตลอดจนการพิมพขอความตาง ๆโดย
ไมโครซอฟตเวิรดสามารถกําหนดลักษณะ ลบ และแกไขตัวอักษรไดทั้งกอนและหลังการพิมพ
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายขั้นตอนในการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดได(K)
2. มีความรับผิดชอบและใชงานไมโครซอฟตเวิรดและคอมพิวเตอรดวยความระมัดระวัง(A)
3. ใชไมโครซอฟตเวิรดทํางานดวยคําสั่งพื้นฐานและพิมพขอความได(P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตจากการฝกการใชคําสั่ง
พื้นฐานและการพิมพ
ขอความ
2. ตรวจการทําใบงานที่ 3 การ
ใชงานไมโครซอฟตเวิรด
และคําสั่งการใชงาน
ไมโครซอฟตเวิรด
1. สังเกต ความรวมมือในการ
ปฏิบัติกิจกรรมและการสง
งานตรงเวลา
2. สังเกตความรอบคอบในการ
ใชงานไมโครซอฟตเวิรด
1. สังเกตทักษะในการใช
ไมโครซอฟตเวิรดและ
คอมพิวเตอรเพื่อปฏิบัติงาน
ตามคําสั่ง
2. สังเกตพฤติกรรมการ
ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น
5 สาระการเรียนรู
การใชงานไมโครซอฟตเวิรด
– คําสั่งพื้นฐาน
– การพิมพขอความ
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การตั้งคําถามและตอบคําถามเชิงเหตุผลในการฝกใชคําสั่งพื้นฐาน
และการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรด
คณิตศาสตร การแบงเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมตามหลักการทางคณิตศาสตร
วิทยาศาสตร การสังเกตสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมเพื่อใชคําสั่งพื้นฐาน
ของไมโครซอฟตเวิรด
สังคมศึกษาฯ การประพฤติตามบทบาทและหนาที่ของตนเองในขณะปฏิบัติ
กิจกรรม
สุขศึกษาฯ การปฏิบัติตามเงื่อนไขและเวลาที่กําหนดในขณะปฏิบัติกิจกรรม
ภาษาตางประเทศ ศึกษาคําสั่งพื้นฐานของไมโครซอฟตเวิรดเชนOpen, Save, File,
Copy, Cut, Paste
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนทบทวนความรูเกี่ยวกับการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด
2. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนสาธิตวิธีการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด
3. นักเรียนคนอื่นๆ ปฏิบัติตามการสาธิตของตัวแทนนักเรียน
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูอธิบายคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความ หัวขอการใชงานไมโครซอฟตเวิรด หนวยการ
เรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
2. นักเรียนทําใบงานที่3 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด
ภายในเวลา 10 นาที เมื่อหมดเวลาใหนักเรียนเปลี่ยนใบงานกับเพื่อน
3. ครูสาธิตการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดจากปุมสตารต การเปดไฟลงาน และการบันทึกไฟล
งาน
4. นักเรียนดูการสาธิตของครูแลวตรวจการทําใบงานของเพื่อน จากนั้นรวมคะแนนการทํา
ใบงาน โดยใหขอละ1 คะแนน (คะแนนเต็ม 15 คะแนน) แลวสงใบงานนั้นคืนเพื่อน
5. ครูใชคะแนนจากใบงานเปนเกณฑแบงนักเรียน5 กลุม โดยใหแตละกลุมมีคะแนนรวมของ
สมาชิกเทาหรือใกลเคียงกัน
6. นักเรียนปฏิบัติงาน ดังตอไปนี้
กลุมที่ 1 ฝกใชคําสั่งพื้นฐานการสรางไฟลงาน
กลุมที่ 2 ฝกใชคําสั่งพื้นฐานการเปดไฟลงาน
กลุมที่ 3 ฝกคําสั่งพื้นฐานการบันทึกไฟลงาน
กลุมที่ 4 ฝกคําสั่งพื้นฐานการพิมพงาน
กลุมที่ 5 ฝกการพิมพขอความ
7. เมื่อหมดเวลาใหสมาชิกกลุมที่มีคะแนนจากการทําใบงานมากที่สุดประจําตําแหนง แลวให
สมาชิกที่เหลือทั้งหมดยายไปฝกใชคําสั่งพื้นฐานกับกลุมถัดไป
8. เมื่อหมดเวลาใหสมาชิกกลุมอื่น ๆยายไปฝกใชคําสั่งพื้นฐานของกลุมถัดไปเรื่อย ๆ โดยให
ฝกใชคําสั่งพื้นฐานกลุมละ10 นาที จนสมาชิกกลุมทุกคนไดฝกใชคําสั่งพื้นฐานจากทุกกลุม
9. ครูติดคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรดบนกระดานดํา ดังนี้
1. นักเรียนพิมพชื่อ นามสกุล และที่อยู โดยใหชื่อเปนตัวอักษรหนา นามสกุลเปนตัวอักษรเอน และที่อยู
เปนตัวอักษรขีดเสนใต ดวยขนาดตัวอักษร20 พอยตทั้งหมด
2. บันทึกไฟลงานเปนเลขที่ประจําตัวของตนเอง
3. เปลี่ยนคอมพิวเตอรกับเพื่อนเปดไฟลงานของเพื่อน แลวสั่งพิมพ
4. เขียนเลขที่ประจําตัวของตนไวบนหัวกระดาษของเอกสารที่ไดจากการพิมพ
10. นักเรียนทุกคนปฏิบัติตามคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด แลวนํากระดาษที่พิมพสงครู
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนรวมกันสรุปวา คําสั่งพื้นฐานของไมโครซอฟตเวิรดสามารถเลือกไดจากแถบเมนู
จากนั้นจะปรากฏหนาตางคําสั่งเพื่อใหกําหนดรายละเอียดของคําสั่งนั้น ๆ
2. นักเรียนสรุปวา ไมโครซอฟตเวิรดสามารถกําหนดลักษณะตัวอักษรใหเปนตัวหนา ตัวเอน
ขีดเสนใต และกําหนดขนาดของตัวอักษรนั้นได
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนพิมพขอความตาง ๆ จากนั้นกําหนดลักษณะและขนาดของตัวอักษรตามความ
ตองการ
2. นักเรียนจับคูกับเพื่อนแลวผลัดกันพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดตามคําบอก
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดเปดและบันทึกไฟลงาน พิมพงาน และพิมพขอความดวย
ไมโครซอฟตเวิรดได
2. นักเรียนแนะนําขั้นตอนการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดกับ
ผูอื่นได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนฝกการพิมพแบบสัมผัสเพื่อเพิ่มความสามารถดวยการพิมพขอความในไมโครซอฟต
เวิรด จากนั้นสาธิตและแนะนําใหเพื่อนคนอื่นๆ ฝกปฏิบัติตามตนเอง
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนกําหนดคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด แลวแลกเปลี่ยนคําสั่งกับเพื่อนเพื่อฝกการ
ใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดตามคําสั่งนั้น ๆ
9 สื่อ/แหลงการเรียนรู
1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด
2. เครื่องพิมพ
3. กระดาษขนาด A4
4. คําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
5. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับคําสั่งพื้นฐาน
และการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรด
6. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรด
7. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายซอฟตแวร
คอมพิวเตอร
8. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญดานการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
9. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
10. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 7
การใชงานไมโครซอฟตเวิรด (รูปภาพ กลองขอความ และตาราง)
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
ไมโครซอฟตเวิรดสามารถนําเสนอขอมูลไดมากกวาตัวอักษรเพียงอยางเดียว โดยสามารถแทรก
รูปภาพ กลองขอความ และตาราง ทําใหเอกสารสิ่งพิมพนั้นมีความนาสนใจและชวยใหเขาใจขอมูลนั้น ๆ
ไดมากยิ่งขึ้น
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายวิธีการแทรกรูปภาพ กลองขอความ และตารางดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K)
2. มีความรอบคอบและมีความคิดสรางสรรคในการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(A)
3. สรางผลงานตามแบบที่กําหนดใหดวยไมโครซอฟตเวิรดได (P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตการถาม การตอบคําถาม
และการแสดงความคิดเห็น
2. ตรวจผลงานการสรางผลงาน
ตามตัวอยางการใช
ไมโครซอฟตเวิรดที่กําหนด
3. ตรวจการทําแบบทดสอบ
หลังเรียน (Post–test)
1. สังเกตความรอบคอบ
ความคิดสรางสรรค และการ
มีมารยาทในการทํางาน
2. ประเมินพฤติกรรมของ
นักเรียนจากแบบประเมิน
ดานคุณธรรม จริยธรรม และ
คานิยม
1. สังเกตทักษะในการแทรก
รูปภาพ กลองขอความ และ
ตารางดวยไมโครซอฟต
เวิรด
2. ประเมินพฤติกรรมของ
นักเรียนจากแบบประเมิน
ดานทักษะ/กระบวนการ
5 สาระการเรียนรู
การใชงานไมโครซอฟตเวิรด
– รูปภาพ
– กลองขอความ
– ตาราง
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การตั้งคําถาม การพิมพคําถาม และการพิมพขอความที่ถูกตองตรง
ตามรูปแบบที่กําหนด
คณิตศาสตร การกําหนดคาความกวางและความยาวของรูปภาพที่แทรกใน
ไมโครซอฟตเวิรด
สังคมศึกษาฯ การพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาขณะปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น
สุขศึกษาฯ การใชไมโครซอฟตเวิรดสรางตารางบันทึกผลการแขงขันทางกีฬา
ศิลปะ การสังเกตลักษณะของรูปภาพที่แทรกในไมโครซอฟตเวิรดตาม
หลักการทางศิลปะ
ภาษาอังกฤษ การพิมพคําและขอความภาษาอังกฤษดวยไมโครซอฟตเวิรด
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนทบทวนการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดดวยการ
เปดคอมพิวเตอร เรียกใชไมโครซอฟตเวิรด แลวปฏิบัติตามขั้นตอนในการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพ
ขอความ
2. นักเรียนที่ปฏิบัติเสร็จกอน ชวยแนะนําเพื่อน ๆ ที่ยังทําไมเสร็จ
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูอธิบายเกี่ยวกับรูปภาพ กลองขอความ และตารางในหัวขอการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
จากนั้นสาธิตการแทรกรูปภาพ กลองขอความ และตารางใหนักเรียนดู
2. นักเรียนดูการสาธิตของครูแลวปฏิบัติตามทีละขั้นตอน หากพบปญหาหรือปฏิบัติตามไมทัน
ใหยกมือขึ้น เพื่อใหครูหยุดการสาธิตและรวมกันแกปญหา
3. ครูแจกตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดใหนักเรียนพรอมบอกวา ตัวอยางการใชงาน
ไมโครซอฟตเวิรดนี้มี 3 แบบ นักเรียนคนใดไดตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดแบบใดใหใช
ไมโครซอฟตเวิรดสรางตามแบบนั้นใหเหมือนมากที่สุด
4. นักเรียนใชไมโครซอฟตเวิรดสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดในแบบ
ที่ตนเองไดรับ โดยนักเรียนที่ไดตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดแบบเดียวกันใหปรึกษาและแนะนํา
ซึ่งกันและกัน
5. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนสาธิตวิธีการสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟต-
เวิรดแบบละ 1–2 คน
6. นักเรียนคนอื่นๆ ถามและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสรางผลงานตามความ
สนใจ
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
2. นักเรียนรวมกันสรุปวาไมโครซอฟตเวิรดสามารถสรางผลงานไดหลากหลายและนาสนใจ
ดวยการแทรกรูปภาพ กลองขอความ และตารางโดยมีขั้นตอนในการสรางดวยการคลิกเลือกคําสั่งที่แถบ
เมนูและแถบเครื่องมือเปนหลัก
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดใหครบทุกแบบ
2. นักเรียนสรางตารางเรียน ปฏิทิน หรือผลงานที่ตองใชรูปภาพ กลองขอความ และตารางดวย
ไมโครซอฟตเวิรด
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนสามารถใชไมโครซอฟตเวิรดสรางผลงานที่ใชในชีวิตประจําวันได
2. นักเรียนสามารถแกปญหาที่พบในขณะสรางงานดวยไมโครซอฟตเวิรดได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนคนหาผลงานที่สรางจากไมโครซอฟตเวิรดแลวทดลองปฏิบัติตาม หากพบวิธีการ
ใหม ๆ ที่ใชในการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดใหสรุปแลวแลกเปลี่ยนขอมูลกับเพื่อน
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนรวบรวมปญหาที่พบในการสรางผลงานจากไมโครซอฟตเวิรด คนหาวิธีการ
แกปญหาดังกลาว แลวเปรียบเทียบกับเพื่อนวามีวิธีการแกปญหาเหมือนกันหรือไม อยางไร
9 สื่อ/แหลงเรียนรู
1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด
2. เครื่องพิมพ
3. กระดาษขนาด A4
4. ตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
5. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับรูปภาพ กลอง
ขอความ และตารางในไมโครซอฟตเวิรด
6. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษา Hyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับรูปภาพ กลองขอความ และตารางในไมโครซอฟตเวิรด
7. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายซอฟตแวร
คอมพิวเตอร
8. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญดานการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
9. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
10. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 16 ชั่วโมง
ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน
ความรู
สรางจิตสํานึกกอนสราง
ผลงาน
ตัวอยางการสรางผลงาน
ดวยไมโครซอฟตเวิรด
สรางสรรคผลงาน
ดวยไมโครซอฟตเวิรด
คุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม
.
มีเจตคติที่ดีตอการสรางสรรค
ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
มีความรับผิดชอบ
มีความคิดสรางสรรค
มีมารยาทในการทํางาน
ภาระงาน/ชิ้นงาน
 โตวาทีในญัตติ“จิตสํานึกดี
สําคัญกวาผลงานเดน”
 สรางนามบัตร บัตรอวยพร
ใบประกาศ และรายงานดวย
ไมโครซอฟตเวิรด
 จัดทํารายงานเรื่อง
สรางสรรคผลงานดวย
ไมโครซอฟตเวิรด
ทักษะ/กระบวนการ
ทักษะการใชเทคโนโลยี
ทักษะการแสวงหาขอมูล
ทักษะการนําเสนองาน
ทักษะการทํางานรวมกัน
ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน
นักเรียนจะเขาใจวา...
1. ผูสรางผลงานจะตองมีจิตสํานึกในการ
สรางผลงานทุกประเภท
2. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
ผูใชจะตองมีการเตรียมตัวดวยการรางแบบและหาก
เปนการทํารายงานผูสรางจะตองคนหา รวบรวม
และสรุปขอมูลกอนจัดทําผลงานดวยไมโครซอฟต
เวิรด
3. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดชิ้น
เดียวกันอาจมีวิธีการสรางผลงานแตกตางกัน
เนื่องจากไมโครซอฟตเวิรดมีคําสั่งที่หลากหลาย
คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน
– จิตสํานึกเกี่ยวของกับผูสรางผลงานอยางไร
– การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
จะตองอาศัยหลักการอะไร
– การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดชิ้น
เดียวกันจําเปนจะตองมีขั้นตอนหรือวิธีการสราง
ผลงานเหมือนกันหรือไม เพราะเหตุใด
ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน
นักเรียนจะรูวา…
1. คําที่ควรรูไดแกเอกสารอางอิง บทเรียน-
คอมพิวเตอรชวยสอน และวัตถุ
2. ผูสรางผลงานจะตองใชซอฟตแวรที่ถูก
กฎหมาย ไมสงเสริมการกระทําความผิด ไมคัดลอก
และใชขอมูลของผูอื่นโดยไมไดรับอนุญาต
รับผิดชอบตอผลงานของตนเอง มีเอกสารอางอิง
และทําเอกสารสิ่งพิมพโดยคํานึงถึงสิ่งแวดลอม
3. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
จะตองใชเทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การพิมพ
และการจัดรูปแบบตัวอักษร การสรางและตั้งคา
กลองขอความ การสรางอักษรศิลป การแทรก การ
สราง และการตั้งคารูปภาพ การเปลี่ยนขนาด
รูปภาพ การจัดวางวัตถุ และการพิมพผลงาน
4. ผูสรางผลงานจะตองตรวจสอบผลงาน
ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ
เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ...
1. บอกความสําคัญของการมีจิตสํานึกในการ
สรางผลงานได
2. คนหาขอมูลทางดานการสรางจิตสํานึก
กอนสรางผลงาน
3. อธิบายขั้นตอนในการสรางนามบัตร
บัตรอวยพร ใบประกาศ และรายงานดวย
ไมโครซอฟตเวิรด
4. สาธิตและสรางนามบัตร บัตรอวยพร ใบ
ประกาศ และรายงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
กอนใชคําสั่งพิมพผลงานทุกครั้ง
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู
ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ
– การถาม การตอบคําถาม การสาธิต และการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสรางผลงานดวย
ไมโครซอฟตเวิรด
– โตวาทีในญัตติ“จิตสํานึกดีสําคัญกวาผลงานเดน”
– สรางนามบัตร บัตรอวยพร ใบประกาศ และรายงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
– สาธิตวิธีการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
– คนหา รวบรวม และสรุปขอมูลเพื่อจัดทํารายงานเรื่อง สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
วิธีการประเมินผลการเรียนรู
– การตอบคําถาม การอธิบาย การแสดง
ความคิดเห็น
– การสาธิต
– การทดสอบ
– การฝกปฏิบัติระหวางเรียน
– การประเมินตนเองของนักเรียน
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
– แบบบันทึกผลการอภิปราย
– แบบประเมินผลงาน
– แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน
– แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู
– ใบงาน
– แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม
– แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
3. สิ่งที่มุงประเมิน
– ความสามารถในการอธิบายความรูใหผูอื่นเขาใจ
– ความสามารถในการตอบคําถาม
– ความสามารถในการสาธิตวิธีการสรางผลงาน
– ความสามารถในการใชไมโครซอฟตเวิรด
– พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม
– การมีมารยาทในการทํางาน
– การมีความรับผิดชอบ และความคิดสรางสรรค
ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง
(นามบัตร)
แผนการจัดการเรียนรูที่ 10 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง
(บัตรอวยพร)
แผนการจัดการเรียนรูที่ 11 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง
(ใบประกาศ)
แผนการจัดการเรียนรูที่ 12 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 2 ชั่วโมง
(รายงาน)
แผนการจัดการเรียนรูที่ 8
สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 2 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
จิตสํานึก คือ ความรูสึกชอบในการกระทําสิ่งที่ถูกตองและความรูสึกผิดที่กระทําในสิ่งที่ไม
ถูกตอง การสรางผลงานใด ๆ ก็ตาม ผูสรางผลงานจะตองมีจิตสํานึกโดยใชซอฟตแวรที่ถูกกฎหมาย ไม
สรางผลงานที่สงเสริมการกระทําความผิด ไมคัดลอกและใชขอมูลของผูอื่นโดยไมไดรับอนุญาต
รับผิดชอบตอผลงานที่ตนเองสราง มีเอกสารอางอิงและคํานึงถึงผลกระทบทางดานสิ่งแวดลอม
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ (ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. บอกความสําคัญของการมีจิตสํานึกในการสรางผลงานได (K)
2. เห็นความสําคัญของการมีจิตสํานึกที่ดีในการสรางผลงาน(A)
3. คนหาขอมูลทางดานการสรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน (P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตจากการตอบคําถาม
และการสรุปผลการ
วิเคราะหปญหา
2. ตรวจการทําแบบทดสอบ
กอนเรียน(Pre-test)
1. สังเกตจากความตั้งใจและ
ความรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติกิจกรรม
2. สังเกตมารยาทในการ
ทํางาน
1. สังเกตพฤติกรรมขณะ
ปฏิบัติกิจกรรม
2. สังเกตทักษะการคนหา
ขอมูล
5 สาระการเรียนรู
สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การตอบคําถาม การสรุป และการคัดลายมือเพื่อทําแผนพับ
วิทยาศาสตร การสรางสรรคผลงานทางวิทยาศาสตรอยางมีจิตสํานึกตอสิ่งแวดลอม
สังคมศึกษาฯ กฎหมายที่ดูแลและควบคุมการกระทําความผิดดานการสรางผลงาน
สุขศึกษาฯ การประยุกตใชจิตสํานึกที่ดีในการแขงขันกีฬาประเภทตาง ๆ
ศิลปะ การใชศิลปะสงเสริมจิตสํานึกในการสรางผลงานในดานตาง ๆ
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนผลัดกันเลาประสบการณในการใชไมโครซอฟตเวิรดสรางผลงานในแผนการเรียนรู
ที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ และตาราง)
2. นักเรียนบันทึกปญหาที่พบจากการใชงานไมโครซอฟตเวิรดลงในกระดาษสําหรับบันทึก
ขอมูล
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
2. ครูอธิบายเกี่ยวกับหัวขอสรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรค
ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
3. นักเรียนรวมกันวิเคราะหปญหาที่พบจากการใชงานไมโครซอฟตเวิรดวาเปนปญหาที่เกิด
จากการขาดจิตสํานึกในการสรางผลงานหรือไม อยางไร
4. อาสาสมัคร 3 คน ออกมาสรุปผลจากการวิเคราะหปญหาที่พบจากการใชงานไมโครซอฟต-
เวิรดวามีปญหาขอใดบางที่เกิดจาการขาดจิตสํานึกในการสรางผลงาน
5. ครูแบงนักเรียนนอกเหนือจากที่เปนอาสาสมัครเปน2 กลุม จัดโตวาทีในญัตติ“จิตสํานึกดี
สําคัญกวาผลงานเดน” โดยใหนักเรียนที่เปนอาสาสมัคร3 คนเปนกรรมการสมาชิกกลุมที่1 เปนฝาย
เสนอ และใหกลุมที่ 2 เปนฝายคาน
6. นักเรียนรวมกันคนหาขอมูลเพื่อนํามาโตวาทีแลวสงตัวแทนเพื่อโตวาทีกลุมละ 3 คนโดย
ใหนักเรียนอาสาสมัครทั้ง3 คน ชวยคนหาขอมูลตามความสนใจ
7. จัดการโตวาทีโดยใหตัวแทนกลุมคนแรกใชเวลา5 นาที และตัวแทนกลุมคนที่2 และ 3 ใช
เวลาคนละ 3 นาทีโดยใหนักเรียนอาสาสมัครทั้ง 3 คนชวยจับเวลาและดูและความเรียบรอยในการโตวาที
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนนําขอมูลจากการโตวาทีมาสรุปความสําคัญของการมีจิตสํานึกในการสรางผลงาน
2. นักเรียนสรุปวา ผูสรางผลงานควรปฏิบัติตามกฎหมาย ไมทําใหผูอื่นเดือดรอน รับผิดชอบ
ตอผลงานที่ตนเองสราง มีการจัดทําเอกสารอางอิงเมื่อใชผลงานของผูอื่น และคํานึงถึงสิ่งแวดลอม
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
นักเรียนรวมกันคิดแนวทางในการสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกแลวคัดขอความดวยลายมือให
สวยงามลงในกระดาษขนาด A4 ตกแตงใหสวยงาม แลวจัดทําเปนแผนพับใสในกลองหนาหองปฏิบัติการ
คอมพิวเตอร เพื่อเผยแพรใหผูอื่นปฏิบัติตาม
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนนําแนวคิดในการสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกไปสรางผลงานที่ดี
2. นักเรียนเผยแพรแนวคิดในการสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกใหแกผูอื่น
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายที่ใชกํากับและดูแลการสรางผลงาน
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนผลัดกันเลาประสบการณที่พบเห็นในการสรางผลงานอยางขาดจิตสํานึก แลว
รวมกันเสนอแนะแนวทางแกปญหา
9 สื่อ/แหลงเรียนรู
1. กระดาษสําหรับบันทึกขอมูล
2. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ และเอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง
จิตสํานึกกอนสรางผลงาน
3. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
การสรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน
4. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรู หนวยงานของรัฐบาลที่กํากับดูแลเกี่ยวกับการสรางผลงาน
5. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศเจาหนาที่
ของรัฐบาลที่มีหนาที่กํากับดูแลเกี่ยวกับการสรางผลงาน
6. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
7. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 9
ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(นามบัตร)
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
นามบัตรใชสําหรับแนะนําตนเองตอผูอื่น การสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใช
เทคนิคการสรางและการตั้งคากลองขอความ การแทรกรูปภาพ การเปลี่ยนขนาดรูปภาพ การจัดวางและ
การจัดกลุม การคัดลอก การวาง การจัดเรียง และการพิมพนามบัตร
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายขั้นตอนในการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดได(K)
2. มีความคิดสรางสรรคในการสรางนามบัตร (A)
3. ปฏิบัติการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด (P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตจากการถามและการ
ตอบคําถามในขณะปฏิบัติ
กิจกรรม
2. ตรวจผลงานตามใบงานที่ 4
การสรางนามบัตร นามบัตร
และกระดาษสําหรับราง
แบบ
1. สังเกตความตั้งใจในการ
ปฏิบัติกิจกรรม
2. สังเกตการมีความคิด
สรางสรรคในการสราง
ผลงาน
1. สังเกตทักษะในการใช
คอมพิวเตอรสรางนามบัตร
2. สังเกตทักษะการออกแบบ
และการใชอุปกรณ
คอมพิวเตอรรวมกับผูอื่น
5 สาระการเรียนรู
สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
– นามบัตร
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การสะกดคํา การใชวรรคตอน และยอหนาขอความในนามบัตร
คณิตศาสตร การคํานวณหากระดาษที่ตองใชตอจํานวนของนามบัตรที่ตองการ
วิทยาศาสตร การศึกษาคุณสมบัติของกระดาษที่เหมาะสมสําหรับใชทํานามบัตร
สุขศึกษาฯ การใชนามบัตรสรางความสัมพันธอันดีกับผูอื่น
ศิลปะ การใชหลักการทางศิลปะออกแบบนามบัตร
ภาษาตางประเทศ การนําเสนอขอมูลของตนเองเปนภาษาอังกฤษบนนามบัตร
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูแจกตัวอยางนามบัตรใหนักเรียนผลัดกันดู
2. นักเรียนรวมกันวิเคราะหวา หากตองสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด จะตองใชความรู
หรือเทคนิคใดในการสรางบาง
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูอธิบายเกี่ยวกับนามบัตร ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดหนวย
การเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยี
สารสนเทศ ป. 5
2. ครูแจกกระดาษสําหรับรางแบบใหนักเรียนคนละ1แผน
3. นักเรียนรางแบบนามบัตรตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงาน
ดวยไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แตเปลี่ยนขอมูลที่
นําเสนอในนามบัตรตามขอมูลและความตองการของนักเรียน
4. ครูสาธิตวิธีการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด1รอบ โดยนักเรียนสามารถยกมือขึ้น
เพื่อใหครูหยุดการสาธิต และซักถามตามความสนใจระหวางที่ครูสาธิตจนจบ
5. นักเรียนสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดตามแบบในกระดาษรางแบบ เมื่อเสร็จแลวให
ยกมือขึ้นเพื่อใหครูตรวจสอบกอนดําเนินการตามขั้นตอนที่8การพิมพและการตัดแตงนามบัตร
6. นักเรียนสงกระดาษรางแบบและนามบัตรใหครู 1 ใบ แลวเก็บนามบัตรของตนเองไว 1 ใบ
และนําไปแจกเพื่อนอีก6 คน
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
นักเรียนรวมกันสรุปวิธีการสรางนามบัตรวา จะตองรางแบบในกระดาษสําหรับรางแบบกอนลง
มือสรางดวยไมโครซอฟตเวิรด และตองตรวจสอบกอนสั่งพิมพ โดยกระดาษสําหรับพิมพนามบัตร 1
แผนสามารถสรางนามบัตรได 8 ใบ
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนทําใบงานที่4 การสรางนามบัตร
2. นักเรียนสรางนามบัตรของตนเองใหเพื่อนทุกคนในหองเรียน
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนออกแบบและสรางนามบัตรตามที่ออกแบบไวเพื่อนําไปใหผูอื่นได
2. นักเรียนสามารถสรางสรรคนามบัตรไดตามความตองการ
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนทดลองใชงานแลวเปรียบเทียบการสรางนามบัตรดวยโปรแกรมสําเร็จรูปที่ใชทํา
นามบัตรโดยเฉพาะกับการทํานามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนทดลองนํากระดาษประเภทอื่น ๆ มาใชทํานามบัตรเปรียบเทียบคุณสมบัติของ
กระดาษที่ใชแตละชนิด แลวสรุปวากระดาษประเภทใดทํานามบัตรไดดีที่สุด
9 สื่อ/แหลงการเรียนรู
1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด
2. เครื่องพิมพ
3. วัสดุและอุปกรณในการทํานามบัตร
4. ตัวอยางนามบัตร
5. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง
นามบัตรดวยไมโครซอฟต
6. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟต
7. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายนามบัตร
8. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผูจําหนายนามบัตร ผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด
9. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
10. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 10
ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(บัตรอวยพร)
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
บัตรอวยพรหรือการดใชสําหรับสงขอมูลเพื่อแสดงความรูสึกในโอกาสตาง ๆ การสรางบัตรอวย
พรดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใชเทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การสรางอักษรศิลป การแทรกรูปภาพ
การสรางรูปรางอัตโนมัติ การสรางขอความ การจัดวางวัตถุ และการพิมพบัตรอวยพร
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายขั้นตอนในการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K)
2. มีความรับผิดชอบและมีมารยาทในการทํางาน (A)
3. ปฏิบัติการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรด(P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตจากการสาธิตวิธีการ
สรางบัตรอวยพร การถาม
และการตอบคําถาม
2. ตรวจผลงานการสรางบัตร
อวยพร
1. สังเกตจากความรับผิดชอบ
ในการปฏิบัติกิจกรรม
2. สังเกตการมีมารยาทในการ
ทํางาน
1. สังเกตทักษะในการใช
คอมพิวเตอรสราง
บัตรอวยพร
2. สังเกตทักษะการแกปญหา
ในขณะปฏิบัติกิจกรรม
5 สาระการเรียนรู
สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
– บัตรอวยพร
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การถาม การตอบคําถาม และการแตงบทรอยกรองคําอวยพร
คณิตศาสตร การคํานวณหาพื้นที่ของบัตรอวยพร
วิทยาศาสตร การเลือกใชวัสดุตาง ๆ เพื่อตกแตงบัตรอวยพรเพิ่มเติม
สังคมศึกษาฯ การสรางบัตรอวยพรที่สงเสริมวัฒนธรรมทองถิ่น
สุขศึกษาฯ การใชบัตรอวยพรสงเสริมใหครอบครัวอบอุน
ศิลปะ การออกแบบและการเลือกใชสีในการสรางบัตรอวยพร
ภาษาตางประเทศ การใชประโยคภาษาอังกฤษเขียนคําอวยพร
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. แบงนักเรียนเปน2 กลุม แตละกลุมยืนจับ
มือแลวลอมกันเปนวงกลม 2 วง โดยใหนักเรียนหัน
หนาเขาหากัน
2. ครูเปดเพลงใหนักเรียนเตนตามจังหวะเพลงโดยขยับตัวไปทางขวามือของตนเอง (นักเรียน
จะเตนตามจังหวะสวนทางกัน)
3. ครูปดเพลงใหนักเรียนหยุดเตน สมาชิกกลุมที่1 ยืนตรงกับสมาชิกกลุมที่ 2 คนใดใหจับคูกัน
4. นักเรียนแตละคูแลกเปลี่ยนเลาประสบการณในการไดรับบัตรอวยพร
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูแจกตัวอยางบัตรอวยพรในรูปแบบตาง ๆ ใหนักเรียนดูและรวมกันวิเคราะหวิธีการสราง
บัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรด
2. ครูอธิบายเกี่ยวกับบัตรอวยพร ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
3. ครูแจกกระดาษสําหรับรางแบบใหนักเรียนคนละ1แผน
4. นักเรียนรางแบบบัตรอวยพรตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่4สรางสรรค
ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แตเปลี่ยนขอมูลที่
นําเสนอในบัตรอวยพรใหเปนวันเกิดของเพื่อนที่นักเรียนจับคูไดจากกิจกรรมการเตนตามจังหวะ
5. ตัวแทนนักเรียน1–2 คน สาธิตวิธีการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรด ถาขั้นตอนใด
ไมสามารถปฏิบัติไดใหครูชวยแนะนํา
6. นักเรียนสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรดตามแบบในกระดาษรางแบบ เมื่อเสร็จแลว
ใหยกมือขึ้น เพื่อใหครูตรวจสอบกอนสั่งพิมพ
7. นักเรียนแลกเปลี่ยนบัตรอวยพรกับคูของตน แลวตรวจสอบบัตรอวยพรตามกระดาษราง
แบบวาเหมือนกันหรือไม อยางไร
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
กลุมที่ 1
กลุมที่ 2
นักเรียนรวมกันสรุปวิธีการสรางบัตรอวยพรวา จะตองรางแบบในกระดาษสําหรับรางแบบกอน
ลงมือสรางดวยไมโครซอฟตเวิรด และตองตรวจสอบกอนสั่งพิมพ โดยบัตรอวยพร1 ใบสามารถสรางได
บนกระดาษสําหรับพิมพบัตรอวยพร 1 แผน
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนสรุปขอผิดพลาดที่ทําใหบัตรอวยพรไมเหมือนกับที่รางในกระดาษรางแบบ แลว
คนหาวิธีการแกไข
2. นักเรียนรวบรวมบัตรอวยพรที่สรางขึ้นจัดปายนิทรรศการนําเสนอผลงานของนักเรียน
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนออกแบบและสรางบัตรอวยพรตามที่ออกแบบไวเพื่อนําไปใหผูอื่น
2. นักเรียนสามารถสรางสรรคบัตรอวยพรใหกับสมาชิกในครอบครัว
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนรวบรวมรูปแบบของบัตรอวยพรในโอกาสตาง ๆ ออกแบบบัตรอวยพรในรูปแบบ
อื่น ๆ แลวทดลองสรางดวยไมโครซอฟตเวิรด
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนออกแบบและสรางบัตรอวยพรในโอกาสตาง ๆ ดวยไมโครซอฟตเวิรดใหกับสมาชิก
ในครอบครัว
9 สื่อ/แหลงการเรียนรู
1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด
2. เครื่องพิมพ
3. วัสดุและอุปกรณในการทําบัตรอวยพร
4. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสรางบัตร
อวยพรดวยไมโครซอฟต
5. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟต
6. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายบัตรอวยพร
7. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด
8. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
9. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 11
ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(ใบประกาศ)
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
ใบประกาศเปนเอกสารสิ่งพิมพที่ใชสําหรับเผยแพรขอมูลในที่สาธารณะ ขอความในใบประกาศ
จึงควรมีขนาดใหญ กระชับ เขาใจงาย และสะดุดตา การสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใช
เทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การพิมพขอความและจัดรูปแบบตัวอักษร การแทรกรูปภาพ การสราง
รูปภาพอัตโนมัติ และการพิมพใบประกาศ
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายขั้นตอนในการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K)
2. มีความรับผิดชอบตอการสรางและติดใบประกาศ (A)
3. ปฏิบัติการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรด(P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตจากการถาม การตอบ
การแสดงความคิดเห็น และ
การสาธิตวิธีการสรางผลงาน
2. ตรวจใบรางแบบและผลงาน
ใบประกาศ
1. สังเกตจากความรับผิดชอบ
ในการสรางใบประกาศ
2. สังเกตการยอมรับการ
ตัดสินใจของผูอื่น
3. สังเกตความกระตือรือรนใน
การปฏิบัติกิจกรรม
1. สังเกตทักษะในการวิเคราะห
และคัดเลือกผลงาน
2. สังเกตทักษะในการใช
คอมพิวเตอร
5 สาระการเรียนรู
สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
– ใบประกาศ
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การใชสํานวนที่เปนคําพังเพยและสุภาษิตในใบประกาศ
คณิตศาสตร การหาจํานวนสมาชิกตามหัวขอในการสรางใบประกาศ
วิทยาศาสตร การทดลองความแข็งแรงของกระดาษที่ใชสรางใบประกาศ
สังคมศึกษาฯ การสรางใบประกาศเผยแผพระพุทธศาสนา
สุขศึกษาฯ การมีน้ําใจนักกีฬาในการเคารพการตัดสินของคนหมูมาก
ศิลปะ การคัดเลือกใบประกาศตามหลักการทางศิลปะ
ภาษาตางประเทศ การใชประโยคภาษาอังกฤษดึงดูดความสนใจในใบประกาศ
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. ครูถามวา ระหวางการเดินทางจากบานมาโรงเรียน นักเรียนพบประกาศอะไรบาง
2. นักเรียนรวมกันตอบคําถามครู ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียน 1–2 คน ออกมารางแบบ
ใบประกาศที่พบบนกระดานดํา
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูอธิบายเกี่ยวกับใบประกาศ ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
2. ครูถามนักเรียนวา ใบประกาศที่ดี ควรมีลักษณะอยางไร โดยในระหวางที่นักเรียนวิเคราะห
และหาคําตอบอยูนั้น ใหครูแบงกระดานดําเปน 4 สวนแตละสวนเขียนหัวขอในการทําใบประกาศ ดังนี้
สวนที่ 1: ใบประกาศของหาย สวนที่ 3: ใบประกาศประชาสัมพันธ
สวนที่ 2: ใบประกาศสมัครงาน สวนที่ 4: ใบประกาศใหรวมกิจกรรม
3. นักเรียนยกมือขึ้นเมื่อไดรับสัญญาณจากครูจึงตอบคําถาม ใครตอบคําถามไดกอนใหไป
เขียนชื่อตนเองในชองใบประกาศบนกระดานดํา ครูคอยตรวจสอบใหมีนักเรียนทําใบประกาศเทากันทุก
สวน
4. นักเรียนรางแบบใบประกาศตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรค
ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แตเปลี่ยนขอมูลที่
นําเสนอในใบประกาศใหเปนขอมูลตามหัวขอในสวนที่ตนเองลงชื่อไวบนกระดานดํา
5. นักเรียนจับกลุมสมาชิกที่สรางใบประกาศในหัวขอเดียวกัน แลวนําใบรางแบบของสมาชิก
เปรียบเทียบและคัดเลือกใบประกาศที่สวยงามที่สุด1 แบบ
6. ตัวแทนกลุมออกมาสาธิตวิธีการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรด ถาขั้นตอนใดไม
สามารถปฏิบัติไดใหครูชวยแนะนํา
7. นักเรียนซักถามวิธีการสรางใบประกาศ แลวปฏิบัติตามขั้นตอนการสรางใบประกาศ4
หัวขอตามที่ตัวแทนกลุมออกมาสาธิต
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนรวมกันสรุปลักษณะของใบประกาศที่ดีวา ตัวอักษรควรมีขนาดใหญ มีภาพประกอบ
ชัดเจน ขอความกระชับ เขาใจงาย และสะดุดตา
2. นักเรียนสรุปวิธีการสรางใบประกาศวา มีเทคนิคแตกตางจากการสรางนามบัตรและบัตรอวย
พร ตั้งการรางแบบ การตั้งคาหนากระดาษและการพิมพใบประกาศ
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนสรางใบประกาศตามที่ตนเองไดออกแบบไวในใบรางแบบ
2. นักเรียนทดลองสรางใบประกาศที่ตนเองพบหรือที่เขียนไวบนกระดานดํา หากพบเทคนิค
นอกเหนือจากที่เคยปฏิบัติใหนําความรูนั้นมาแลกเปลี่ยนกันศึกษากับเพื่อน
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนสามารถสรางใบประกาศตามการสาธิตของผูอื่นได
2. นักเรียนสามารถสรางใบประกาศตาง ๆ ตามความตองการได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนทําดรรชนีลักษณะตัวอักษรของไมโครซอฟตเวิรดที่ติดตั้งในคอมพิวเตอรของ
นักเรียน จากนั้นพิมพออกมาเปนเอกสารเพื่อใชในการเปรียบเทียบและออกแบบผลงานที่สรางจาก
ไมโครซอฟตเวิรด
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนคนหาขอมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่สามารถนําใบประกาศไปติดเพื่อเผยแพรขอมูลได
เชน ปายประกาศของโรงเรียน บอรดหนาชั้นเรียน
9 สื่อ/แหลงการเรียนรู
1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด
2. เครื่องพิมพ
3. วัสดุและอุปกรณในการทําใบประกาศ
4. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง
นามบัตรดวยไมโครซอฟต
5. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟต
6. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตร ศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด
8. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
9. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
แผนการจัดการเรียนรูที่ 12
ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(รายงาน)
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง
1 สาระสําคัญ
รายงาน คือเอกสารสิ่งพิมพที่เกิดจากการรวบรวมขอมูลจากแหลงขอมูลที่นาเชื่อถือมาสรุปและ
นําเสนอในรูปแบบที่เปนรูปเลม รายงานทั่วไปจะประกอบดวยปกหนา ปกใน คํานํา สารบัญ เนื้อหา และ
อางอิง การสรางรายงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใชเทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การตั้งแท็บ การ
เรียงลําดับและสัญลักษณแสดงหัวขอยอย การแทรกหมายเลขหนา และการพิมพรายงาน
2 ตัวชี้วัดชั้นป
สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2)
3 จุดประสงคการเรียนรู
1. อธิบายขั้นตอนในการทํารายงานดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K)
2. มีความรับผิดชอบและมีความสรางสรรคในการทํางาน (A)
3. มีทักษะในการทํารายงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(P)
4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู
ดานความรู (K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม
และคานิยม (A)
ดานทักษะ/กระบวนการ (P)
1. สังเกตการถาม การตอบ การ
นําเสนอ และการแสดงความ
คิดเห็น
2. ตรวจรายงานเรื่อง สรางสรรค
ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
3. ตรวจการทําแบบทดสอบ
หลังเรียน (Post–test)
1. สังเกตจากความรับผิดชอบ
และความคิดสรางสรรคใน
การทํางาน
2. ประเมินพฤติกรรมของ
นักเรียนจากแบบประเมิน
ดานคุณธรรม จริยธรรม และ
คานิยม
1. สังเกตทักษะในการใช
คอมพิวเตอรสรางรายงาน
2. สังเกตทักษะการปฏิบัติงาน
รวมกับผูอื่น
3. ประเมินพฤติกรรมของ
นักเรียนจากแบบประเมิน
ดานทักษะ/กระบวนการ
5 สาระการเรียนรู
สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
– รายงาน
6 แนวทางบูรณาการ
ภาษาไทย การตอบคําถาม การแสดงความคิดเห็น การสรุปขอมูล การนําเสนอ
ในรูปแบบรายงาน
คณิตศาสตร การคํานวณจํานวนกระดาษที่ใชทํารายงาน
วิทยาศาสตร การศึกษาคุณสมบัติของกระดาษที่ใชทํารายงาน
สังคมศึกษาฯ การปฏิบัติตามบทบาทและหนาที่ของตนเองในการทํางานกลุม
ศิลปะ การเลือกใชรูปภาพที่เหมาะสมประกอบในการทํารายงาน
ภาษาตางประเทศ การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับคําศัพทภาษาอังกฤษที่ใชในการสราง
ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
7 กระบวนการจัดการเรียนรู
ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน
1. นักเรียนผลัดกันนําเสนอผลงานที่สรางดวยไมโครซอฟตเวิรดที่ไดสรางในแผนการจัดการ
เรียนรูที่ 9–11 ไดแก นามบัตร บัตรอวยพรและใบประกาศ
2. ครูใหอาสาสมัครนักเรียน3 คน ปฏิบัติกิจกรรมดังนี้
คนที่ 1 สาธิตวิธีการสรางนามบัตร
คนที่ 2 สาธิตวิธีการสรางบัตรอวยพร
คนที่ 3 สาธิตวิธีการสรางใบประกาศ
3. นักเรียนคนอื่นๆ ดูการสาธิตของเพื่อน ทบทวนโดยเปรียบเทียบการสาธิตของอาสาสมัคร
กับการสรางผลงานของตนเอง แลวแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ขั้นที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูอธิบายเกี่ยวกับรายงาน ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนวย
การเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยี
สารสนเทศ ป. 5
2. อาสาสมัครรวบรวมสมาชิกกลุมจากนักเรียนคนอื่นๆ ครูตรวจสอบใหสมาชิกของแตละ
กลุมมีจํานวนใกลเคียงหรือเทากัน
3. ครูบอกใหสมาชิกแตละกลุมทํารายงานเรื่อง สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด โดยมี
เงื่อนไขดังตอไปนี้
3.1 รายงานจะตองมีปกหนา ปกใน คํานํา สารบัญ เนื้อหา อางอิง และมีจํานวนไมนอยกวา
20 แผน
3.2 มีหัวขอหลัก ไดแก การสรางนามบัตร การสรางบัตรอวยพร การสรางใบประกาศและ
ปญหาและแนวทางการแกปญหาในการใชงานไมโครซอฟตเวิรด
3.3 มีหัวขอรองที่นักเรียนกําหนดเองอยางนอย 3 หัวขอ
3.4 มีการใชคําสั่งแท็บ คําสั่งเรียงลําดับและสัญลักษณแสดงหัวขอยอย และคําสั่งแทรก
หมายเลขหนา
3.5 มีการใชรูปภาพประกอบการทํารายงาน
4. นักเรียนรวมกันซักถามเกี่ยวกับวิธีการทํารายงานจนเขาใจ จากนั้นสมาชิกแตละกลุมรวมกัน
แบงงาน คนหาขอมูลเพิ่มเติม และจัดทํารายงานตามเงื่อนไขที่กําหนด
5. ครูตรวจสอบรายงานกอนใหนักเรียนพิมพรายงานในรูปแบบสิ่งพิมพ จากนั้นใหตัวแทน
กลุมออกมานําเสนอรายงานหนาชั้นเรียน
6. นักเรียนคนอื่นๆ ซักถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทํารายงาน
ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป
1. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที
2. นักเรียนสรุปวิธีการทํารายงานวา เปนการรวบรวมความรูทั้งหมดมาสรุปและนําเสนอใน
รูปแบบที่เปนรูปเลม
ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน
1. นักเรียนเปรียบเทียบรายงานของกลุมตนเองกับรายงานของกลุมเพื่อนวาเหมือนหรือแตกตาง
กันอยางไร และมีสิ่งใดที่เพื่อนมีและนักเรียนไมมี แลวแกไขปรับปรุงรายงานนั้นตามความเหมาะสม
2. นักเรียนทํารายงานของตนเองเกี่ยวกับหัวขอที่สนใจ จากนั้นแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเพื่อ
ตรวจสอบเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลที่นําเสนอ คําถูกคําผิด และความนาสนใจของขอมูลกอนสงใหครู
ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง
ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
1. นักเรียนนําเสนอวิธีการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดในรูปแบบของรายงานได
2. นักเรียนทํารายงานดวยไมโครซอฟตเวิรดในเรื่องที่สนใจได
8 กิจกรรมเสนอแนะ
1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
นักเรียนคนหาคําสั่งเพื่อใชงานไมโครซอฟตเวิรดในดานตาง ๆแลวทําเปนแผนผังความคิด
จากนั้นแลกเปลี่ยนกันศึกษาขอมูลกับเพื่อน
2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม
นักเรียนแลกเปลี่ยนเทคนิคการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากประสบการณของ
ตนเองกับเพื่อน ๆ
9 สื่อ/แหลงเรียนรู
1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด
2. เครื่องพิมพ
3. วัสดุและอุปกรณในการทํารายงาน
4. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง
นามบัตรดวยไมโครซอฟต
4. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ
เกี่ยวกับการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟต
5. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
6. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด
7. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช
จํากัด
8. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ
วัฒนาพานิช จํากัด
10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู
1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู..........................................................................
แนวทางการพัฒนา............................................................................................
2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู....................................................................
แนวทางแกไข...................................................................................................
3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน...................................................................................
เหตุผล.............................................................................................................
4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู......................................................................
ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
.........../......../..........
ตอนที่ 3 เอกสาร/ความรูเสริมสําหรับครู
เอกสาร/ความรูเสริมสําหรับครู ประกอบดวยสวนตาง ๆ ดังนี้
1. สาระและมาตรฐานการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 3
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
2. ตัวชี้วัดชั้นปและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและ
เทคโนโลยี สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
3. กระบวนการจัดการเรียนรูที่ใชในกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่
3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
4. แฟมสะสมผลงาน (Portfolio)
5. ผังการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบBackward Design
6. รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมง
7. ใบความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
8. ใบงาน เทคโนโลยีสารสนเทศป. 5
9. เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
– แบบทดสอบกอนและหลังเรียน
– แบบทดสอบปลายป
– แบบบันทึกความรู
– แบบบันทึกผลการสํารวจ
– แบบบันทึกผลการอภิปราย
– แบบประเมินคุณภาพของชิ้นงาน
– แบบประเมินการนําเสนอผลงาน (รายบุคคล/กลุม)
10. เครื่องมือประเมินผลการเรียนรูดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม
11. เครื่องมือประเมินผลการเรียนรูดานทักษะ/กระบวนการ
12. เครื่องมือประเมินสมรรถนะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และภาระงานของนักเรียนโดยใชมิติ
คุณภาพ (Rubrics)
– แบบประเมินแฟมสะสมผลงาน (Portfolio)
– แบบประเมินโครงงาน
– แบบประเมินการนําเสนอผลงาน
สาระและมาตรฐานการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
1. สาระและมาตรฐานการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยีสาระที่ 3
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
มาตรฐาน ง 3.1 เขาใจ เห็นคุณคา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคน
ขอมูล การเรียนรู การสื่อสาร การแกปญหา การทํางาน และอาชีพอยางมี
ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและมีคุณธรรม
2. เรียนรูอะไรในการงานอาชีพและเทคโนโลยี
กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี มุงพัฒนาผูเรียนแบบองครวม เพื่อใหมีความรู
ความสามารถ มีทักษะในการทํางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาตอไดอยางมี
ประสิทธิภาพ โดยมีสาระสําคัญเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดตอสื่อสาร การคนหา
ขอมูล การใชขอมูลและสารสนเทศ การแกปญหาหรือการสรางงาน คุณคา และผลกระทบของเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร
ตัวชี้วัดชั้นปและสาระการเรียนรูแกนกลาง
กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ป. 5
ตัวชี้วัดชั้นป สาระการเรียนรูแกนกลาง
1. คนหา รวบรวมขอมูลที่
สนใจ และเปน
ประโยชนจาก
แหลงขอมูลตาง ๆ ที่
เชื่อถือไดตรงตาม
วัตถุประสงค
 การดําเนินการเพื่อใหไดขอมูลตามวัตถุประสงค มีขั้นตอนดังนี้
– กําหนดวัตถุประสงคและความตองการของสิ่งที่สนใจเพื่อกําหนด
ขอมูลที่ตองการคนหา
– วางแผนและพิจารณาเลือกแหลงขอมูลที่มีความนาเชื่อถือ
– กําหนดหัวขอของขอมูลที่ตองการคนหา เตรียมอุปกรณที่ตองใชใน
การคนหา บันทึกและเก็บขอมูล
– คนหาและรวบรวมขอมูล
– พิจารณาเปรียบเทียบ ตัดสินใจ
– สรุปผลและจัดทํารายงานโดยมีการอางอิงแหลงขอมูล
– เก็บรักษาขอมูลใหพรอมใชงานตอไป
2. สรางงานเอกสารเพื่อใช
ประโยชนใน
ชีวิตประจําวันดวย
ความรับผิดชอบ
 การใชซอฟตแวรประมวลคําขั้นพื้นฐานเชน การสรางเอกสารใหม การ
ตกแตงเอกสาร การบันทึกงานเอกสาร
 การสรางงานเอกสาร เชน บัตรอวยพร ใบประกาศ รายงาน โดยมีการ
อางอิงแหลงขอมูล ใชคําสุภาพและไมกอใหเกิดความเสียหายตอผูอื่น
กระบวนการจัดการเรียนรูที่ใชในกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยีเปนกลุมสาระที่ชวยพัฒนาใหนักเรียนมีความรู
ความเขาใจ มีทักษะพื้นฐานที่จําเปนตอการดํารงชีวิต และรูเทาทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนําความรู
เกี่ยวกับการดํารงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใชประโยชนในการทํางานอยางมีความคิดสรางสรรค
เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทํางาน มีเจตคติที่ดีตอการทํางาน และสามารถดํารงชีวิตอยูใน
สังคมไดอยางเพียงพอและมีความสุข วิธีการหรือเทคนิคที่นํามาใชในกระบวนการจัดการเรียนรูมีอยูหลาย
วิธี แตละวิธีจะมีประสิทธิผลในการสรางความรู เจตคติ ทักษะ และประสบการณที่แตกตางกันออกไป
ดังนั้นในการพิจารณาเลือกวิธีการใดมาใช ครูตองวิเคราะหตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลางกอนวา
ตองการใหนักเรียนเกิดพฤติกรรมใด ในระดับใด จึงจะนํามาปรับใชใหเหมาะสมกับนักเรียน ทั้งนี้เพื่อให
การเรียนรูของนักเรียนบรรลุตามจุดประสงคการเรียนรูที่กําหนด
ในคูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ ไดบูรณาการเทคนิควิธีการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับ
สาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไวเพื่อให
ครูเลือกใชใหเหมาะสมกับเนื้อหาที่สอน ซึ่งแตละวิธีการจัดการเรียนรูมีสาระพอสังเขป ดังนี้
1. ทักษะกระบวนการทํางาน
ทักษะกระบวนการทํางานเปนการลงมือทํางานดวยตนเอง โดยมุงเนนการฝกวิธีการทํางาน
อยางสม่ําเสมอ ทั้งการทํางานเปนรายบุคคลและการทํางานเปนกลุม เพื่อใหสามารถทํางานไดบรรลุ
เปาหมาย โดยขั้นตอนของกระบวนการทํางานมีดังนี้
1) การวิเคราะหงาน นักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมจะตองศึกษารายละเอียดของงานที่จะ
ทําวามีลักษณะอยางไร มีรายละเอียดปลีกยอยอยางไรบาง เพื่อนําขอมูลเหลานี้ไปใชในการกําหนด
วัตถุประสงค การเตรียมวัสดุ อุปกรณ และเครื่องมือในการทํางาน พรอมกับกําหนดวิธีการทําในขั้นการ
วางแผนในการทํางาน
2) การวางแผนในการทํางาน นักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมควรรวมกันวางแผนการ
ทํางาน เพื่อกําหนดแนวทางในการปฏิบัติงานไวลวงหนาวาจะทําอะไร ทําเมื่อไร ทําวิธีใด ใครเปนผูทํา
กําหนดงานเสร็จเมื่อใด แลวจึงกําหนดภาระงานหรือหนาที่ความรับผิดชอบของแตละคน ไดแก รายการ
งานที่ตองปฏิบัติ เวลาปฏิบัติงาน และผูรับผิดชอบ
3) การปฏิบัติงาน เมื่อนักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมไดรับมอบหมายหนาที่และความ
รับผิดชอบแลวใหลงมือปฏิบัติงานจริงตามแผนที่วางไว
4) การประเมินผลการทํางาน หลังจากนักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมปฏิบัติงานเสร็จ
แลวใหรวมกันตรวจสอบผลการปฏิบัติงานวาเปนไปตามแผนที่วางไวหรือไม ผลงานมีขอดีหรือ
ขอบกพรองอยางไร และควรปรับปรุงผลงานสวนใดบาง ถาพบขอบกพรองในสวนใดจะตองรวมกันหา
วิธีการปรับปรุงแกไขทันที
2. ทักษะกระบวนการเทคโนโลยี
กระบวนการเทคโนโลยี เปนกระบวนการที่เกี่ยวของกับการคิดแกปญหา การคิดริเริ่ม
สรางสรรค การออกแบบ เพื่อนําไปสูการประดิษฐ การสรางสิ่งของเครื่องใช อุปกรณ และผลิตภัณฑซึ่ง
เปนการปฏิบัติที่ทําใหมนุษยใชสอยประโยชนไดตามความตองการ และชวยเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการ
ทํากิจกรรมตาง ๆ อีกดวย กระบวนการเทคโนโลยีมี 6 ขั้นตอนดังนี้
1) การกําหนดปญหาหรือความตองการ โดยใหนักเรียนศึกษาและกําหนดปญหาที่ตองการ
แกไข หรือกําหนดความตองการที่จะสรางสิ่งตาง ๆ โดยการรวมกันแสดงความคิดเห็นแลวคัดเลือกปญหา
หรือความตองการที่แทจริงและชัดเจนเพื่อนํามาตั้งเปนวัตถุประสงค
2) การรวบรวมขอมูล เปนขั้นตอนที่นักเรียนรวมกันสํารวจ คนหา หรือแสวงหาขอมูลแลว
รวบรวมขอมูลตาง ๆ นํามาสรางทางเลือกหลาย ๆ ทางเลือกเพื่อนําไปสูการแกปญหา
3) การเลือกวิธีการแกปญหา เปนการพิจารณาทางเลือกแตละทางเลือกวา มีขอดีและขอเสีย
อยางไรบาง การนําทางเลือกนี้มาใชแกปญหาจะทําไดหรือไมแลวจึงตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด
4) การออกแบบและปฏิบัติ เปนการใหนักเรียนรวมกันนําทางเลือกที่ไดเลือกไวแลวมา
ลําดับความคิดเพื่อกําหนดแนวทางการแกปญหาหรือเพื่อสรางชิ้นงาน และถายทอดความคิดออกมาเปน
ภาพที่มีรายละเอียด โดยใชความรูดานการออกแบบเขียนเปนภาพราง 3 มิติ หรือแผนที่ความคิด จากนั้นจึง
ลงมือปฏิบัติการสรางตามขั้นตอนของการออกแบบจนสําเร็จเปนชิ้นงาน
5) การประเมินผล เปนการตรวจสอบประสิทธิภาพของชิ้นงานที่สรางหรือประดิษฐเสร็จ
แลว โดยใหนักเรียนนําชิ้นงานไปทดลองใช แลวประเมินผลการใชงานวา มีขอบกพรองหรือไม อยางไร
6) การปรับปรุงหรือพัฒนา เปนการใหนักเรียนนําขอบกพรองของชิ้นงานหรือปญหาที่พบ
มาดําเนินการปรับปรุงแกไขใหดีขึ้น หรือนําผลงานที่ดีแลวมาพัฒนาใหมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
เพิ่มขึ้น
3. ทักษะการจัดการ
ทักษะการจัดการเปนความพยายามของบุคคลที่จะจัดระบบงาน (ทํางานเปนรายบุคคล) และ
จัดระบบคน (ทํางานเปนกลุม) เพื่อใหทํางานสําเร็จตามเปาหมายอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะการจัดการ
เปนวิธีการหรือรูปแบบในการปฏิบัติงานเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดซึ่งประกอบดวยขั้นตอนตอไปนี้
1) การตั้งเปาหมาย เปนการกําหนดวาสิ่งที่กลุมหรือองคกรตองการคืออะไร แตละกลุม
หรือองคกรจะตองมีเปาหมายเดียวกัน ซึ่งเปาหมายจะมีทั้งเปาหมายระยะสั้นและระยะยาว และเปาหมายที่
ตั้งขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได
2) การวิเคราะหทรัพยากร เปนการใหพิจารณาวาทรัพยากรที่มีอยู ไดแก คน วัสดุ อุปกรณ
เครื่องมือ งบประมาณ และเวลา จะสามารถทําใหบรรลุเปาหมายที่ตั้งไวหรือไม ถามีทรัพยากรใดไม
เพียงพอจะตองรีบจัดหาทรัพยากรนั้นมาเตรียมไวใหพรอมและเพียงพอ
3) การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร เปนการใหนักเรียนกําหนดกิจกรรมไวลวงหนา
วาจะตองทําอะไร สิ่งใดบาง เพื่อใหบรรลุเปาหมายที่ตั้งไว โดยใชทรัพยากรที่มีอยูใหเหมาะสม และใชให
เกิดประโยชนสูงสุด ไดแก การจัดคนทํางานในหนาที่ตาง ๆ การคนหาหรือจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ และ
เครื่องมือเพิ่มเติม การจัดสรรเงิน เพื่อใชในการดําเนินงานดานตาง ๆ รวมทั้งการบริหารเวลาในการทํางาน
เพื่อใหงานเสร็จตามกําหนด
4) การปฏิบัติตามแผนและการปรับแผน โดยใหนักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมตองลงมือ
ปฏิบัติงานตามแผนและควบคุมใหเปนไปตามแผนที่วางไวดวย แตถาพบปญหาในขณะที่ปฏิบัติงาน อาจมี
การปรับเปลี่ยนแผนที่วางไว เพื่อหลีกเลี่ยงปญหาหรือขอบกพรองที่อาจจะเกิดขึ้นได
5) การประเมินผล เปนการตรวจสอบเพื่อใหทราบวาการปฏิบัติงานของตนเองหรือกลุม
บรรลุเปาหมายที่กําหนดไวหรือไม ซึ่งการประเมินผลนั้นสามารถทําไดในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน
ตามแผน ถาประสบความสําเร็จเร็วก็แสดงใหเห็นวาการจัดการของกลุมเปนการจัดการที่ดี แตถาไม
ประสบผลสําเร็จกลุมจะตองนําปญหาหรือขอบกพรองเหลานั้นมาปรับปรุงแกไข เพื่อใชเปนแนวทางใน
การปฏิบัติงานในครั้งตอไป
4. การสาธิต
การสาธิตเปนวิธีการสอนเพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามเปาหมายที่กําหนด โดยครูแสดง
หรือทําสิ่งที่ตองการใหนักเรียนเรียนรู แลวนักเรียนสังเกต ซักถาม อภิปราย และสรุปความรูที่ไดจากการ
เรียนรู ซึ่งมีวิธีการดังนี้
1) การเตรียมตัวครู ครูควรเตรียมความพรอมของตนเองโดยวางแผนการสาธิต ทดลองทํา
กอนที่จะสาธิตใหนักเรียนดู และจัดเตรียมสิ่งตาง ๆ ไดแก วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ และเตรียมสถานที่ที่จะ
ใชในการสาธิต เพื่อใหการสาธิตดําเนินไปอยางราบรื่น ปองกันปญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได
2) การเตรียมตัวนักเรียน ครูควรใหความรูเกี่ยวกับเรื่องที่สาธิตแกนักเรียนอยางเพียงพอ
เพื่อใหนักเรียนเกิดความเขาใจในสิ่งที่สาธิตไดดียิ่งขึ้น และควรใหคําแนะนําวิธีการหรือเทคนิคการสังเกต
หรือบันทึกการสาธิต
3) ลงมือสาธิต ในขณะที่ครูกําลังสาธิต ครูควรบรรยายประกอบการสาธิตเปนลําดับ
ขั้นตอนพรอมกับซักถามนักเรียนเปนระยะ ๆ เพื่อกระตุนความสนใจของนักเรียน ในกรณีที่การสาธิตอาจ
เกิดอันตรายตอนักเรียน ครูควรแนะนําวิธีการปองกันเพื่อไมใหเกิดอันตรายตอนักเรียนไวใหเรียบรอย
และควรใชเวลาในการสาธิตใหเหมาะสมกับเรื่องที่สาธิต
4) การสรุปผลการสาธิต เมื่อครูสาธิตเสร็จควรสรุปและเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามขอ
สงสัย หรือใหนักเรียนแตละคนแสดงความคิดเห็น หรือครูอาจเตรียมคําถามไวถามนักเรียนเพื่อกระตุนให
นักเรียนคิด แลวใหนักเรียนรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการชมการสาธิตของครู
5. การฝกปฏิบัติ
การฝกปฏิบัติเปนวิธีการสอนที่เนนใหนักเรียนไดรับประสบการณตรงจากสถานการณจริง
และการแกปญหาทําใหนักเรียนไดฝกคิด ฝกลงมือทํา ฝกการแกปญหา ฝกการทํางานรวมกัน ซึ่งจะสงผล
ใหนักเรียนเรียนรูอยางมีความสุข เกิดการพัฒนารอบดาน มีอิสระที่จะเลือกการเรียนรูที่เหมาะสมกับ
ตนเอง และยังสามารถนําความรูที่ไดรับไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันไดดวย ซึ่งมีวิธีการจัดการเรียนรู
ดังนี้
1) การนําเขาสูเนื้อหา กอนจัดการเรียนรูครูจะตองกระตุนนักเรียนใหเกิดความ
กระตือรือรนและสนใจอยากคนควาหาความรูดวยวิธีการตาง ๆ เชน การซักถามเกี่ยวกับความสําคัญของ
เรื่องที่จะเรียน หรือการทบทวนความรูเดิมเพื่อเชื่อมโยงความรูเดิมกับความรูใหมที่นักเรียนจะตองเรียนรู
ครูควรแจงจุดประสงคการเรียนรูและรวมกันกําหนดขอบขายหรือประเด็นความรูใหม
2) การศึกษา/วิเคราะห เปนการแบงกลุมนักเรียนเพื่อทํากิจกรรมกลุมรวมกัน โดยการ
แสวงหาความรู แสดงความคิดเห็น รวมกันวิเคราะห และหาขอสรุปในประเด็นที่ตั้งไว ซึ่งครูจะตอง
ออกแบบกลุมใหเหมาะสมเพื่อใหนักเรียนทุกคนมีสวนรวมมากที่สุด พรอมกับเปดโอกาสใหนักเรียนได
กําหนดบทบาทหนาที่ของสมาชิกในกลุม
3) การปฏิบัติ นักเรียนฝกปฏิบัติตามขั้นตอน ฝกคิดวิเคราะห จินตนาการ และคิด
สรางสรรค โดยมีครูคอยอํานวยความสะดวกในดานตาง ๆ เพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามวัตถุประสงค
ที่กําหนดไว
4) การสรุปและนําเสนอผลการเรียนรู เปนขั้นที่นักเรียนแตละกลุมนําผลที่ไดจากการ
ปฏิบัติมาวิเคราะห สังเคราะห เปนความรูใหม วิธีการใหม สรุปและนําเสนอความรูใหมตอกลุมใหญใน
รูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งเปนการแลกเปลี่ยนความรูซึ่งกันและกัน ทําใหเกิดการขยายเครือขายความรูอยาง
กวางขวางมากขึ้น
5) การปรับปรุงการเรียนรู/การนําไปใชประโยชน เปนขั้นที่นักเรียนแตละกลุมนํา
ขอบกพรองหรือปญหาที่พบจากการนําเสนอผลงานมาปรับปรุงแกไขหรือพัฒนาผลงานของตนเองใหดี
ขึ้น รวมถึงการไดรับแนวคิดจากขอเสนอแนะของครูมาประยุกตสรางผลงานใหม ๆ ที่สามารถนําไปใช
ประโยชนในชีวิตไดจริง
6) การประเมินผล เปนการนําวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงมาใช โดยเนนการ
วัดผลจากการปฏิบัติจริง จากแฟมสะสมผลงาน ชิ้นงาน/ผลงาน โดยผูประเมินอาจเปนครู นักเรียนประเมิน
ตนเองสมาชิกในกลุม หรือผูปกครอง
6. การอภิปรายกลุมยอย
วิธีนี้เปนกระบวนการที่ครูใชในการชวยใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามวัตถุประสงคที่กําหนด
โดยการจัดนักเรียนเปนกลุมเล็ก ๆ ประมาณ 4–8 คน ใหนักเรียนในกลุมพูดคุยแลกเปลี่ยนขอมูลความ
คิดเห็น และประสบการณในเรื่องหรือประเด็นที่กําหนด แลวสรุปผลการอภิปรายออกมาเปนขอสรุปของ
กลุม ซึ่งการจัดการเรียนรูโดยใชการอภิปรายกลุมยอยนี้ จะชวยใหนักเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการ
เรียนรูอยางทั่วถึง มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ ซึ่งจะชวยใหนักเรียนเกิดการ
เรียนรูในเรื่องที่เรียนกวางขึ้น
ขั้นตอนของการจัดการเรียนรูโดยใชการอภิปรายกลุมยอย มีดังนี้
1) การจัดกลุม ครูจัดนักเรียนออกเปนกลุมยอย ๆ ประมาณ 4–8 คน ควรเปนกลุมที่ไมเล็ก
เกินไปและไมใหญเกินไป เพราะถากลุมเล็กจะไมไดความคิดที่หลากหลายเพียงพอ ถากลุมใหญสมาชิก
กลุมจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็นไดไมทั่วถึง ซึ่งการแบงกลุมอาจทําไดหลายวิธี เชน วิธีสุมเพื่อให
นักเรียนมีโอกาสไดรวมกลุมกับเพื่อนไมซ้ํากัน จําแนกตามเพศ วัย ความสนใจ ความสามารถ หรือเลือก
อยางเจาะจงตามปญหาที่มีก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับวัตถุประสงคของครูและสิ่งที่จะอภิปราย
2) กําหนดประเด็น ครูหรือนักเรียนกําหนดประเด็นในการอภิปราย ใหมีวัตถุประสงคของ
การอภิปรายที่ชัดเจน โดยที่การอภิปรายแตละครั้งไมควรมีประเด็นมากจนเกินไป เพราะจะทําใหนักเรียน
อภิปรายไดไมเต็มที่
3) อภิปราย นักเรียนเริ่มอภิปรายโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณกัน
ตามประเด็นที่กําหนดในการอภิปรายแตละครั้ง ควรมีการกําหนดบทบาทหนาที่ที่จําเปนในการอภิปราย
เชน ประธานหรือผูนําในการอภิปราย เลขานุการ ผูจดบันทึก และผูรักษาเวลา เปนตน นอกจากนี้ครูควร
บอกใหสมาชิกกลุมทุกคนทราบถึงบทบาทหนาที่ของตนเอง ใหความรู ความเขาใจ หรือคําแนะนําแกกลุม
กอนการอภิปราย และควรย้ําถึงความสําคัญของการใหสมาชิกทุกคนในกลุมมีสวนรวมในการอภิปราย
อยางทั่วถึง เพราะวัตถุประสงคหลักของการอภิปรายคือ การใหนักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นอยาง
ทั่วถึง และไดรับฟงความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งจะชวยใหนักเรียนมีความคิดที่ลึกซึ้ง และรอบคอบขึ้น
ในกรณีที่มีหลายประเด็น ควรมีการจํากัดเวลาของการอภิปรายแตละประเด็นใหมีความเหมาะสม
4) สรุปผลการอภิปราย นักเรียนสรุปสาระที่สมาชิกในกลุมไดอภิปรายรวมกันเปนขอสรุป
ของกลุม โดยครูควรใหสัญญาณแกกลุมกอนหมดเวลา เพื่อที่แตละกลุมจะไดสรุปผลการอภิปรายเปน
ขอสรุปของกลุม หลังจากนั้นอาจใหแตละกลุมนําเสนอผลการอภิปรายแลกเปลี่ยนกันหรือดําเนินการใน
รูปแบบอื่นตอไป
5) สรุปหนวยการเรียนรู หลังจากการอภิปรายสิ้นสุดลง ครูจําเปนตองเชื่อมโยงความรูที่
นักเรียนไดรวมกันคิดกับหนวยการเรียนรูที่กําลังเรียน โดยนําขอสรุปของกลุมมาใชในการสรุปหนวยการ
เรียนรูดวย
7. โครงงาน
โครงงานเปนการจัดการเรียนรูที่สงเสริมใหนักเรียนไดศึกษาคนควาและลงมือปฏิบัติดวย
ตนเอง ตามแผนการดําเนินงานที่นักเรียนไดจัดทําขึ้น โดยครูชวยใหคําปรึกษา แนะนํา กระตุนใหคิด และ
ติดตามการปฏิบัติงานจนบรรลุเปาหมายโครงงานแบงออกเปน4 ประเภท คือ
– โครงงานประเภทสํารวจ รวบรวมขอมูล
– โครงงานประเภททดลอง คนควา
– โครงงานประเภทศึกษาความรู ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม
– โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ
การเรียนรูดวยโครงงานมีวิธีการดังนี้
1) กําหนดหัวขอที่จะทําโครงงาน โดยใหนักเรียนคิดหัวขอโครงงาน ซึ่งอาจไดมาจาก
ปญหา คําถามจากความอยากรูอยากเห็นของนักเรียนเอง หรือไดจากการอานหนังสือ บทความ การไป
ทัศนศึกษาดูงาน เปนตน โดยนักเรียนตองตั้งคําถามวา“จะศึกษาอะไร” “ทําไมตองศึกษาเรื่องดังกลาว”
2) ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของ เปนการศึกษาเอกสารตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับหัวขอที่ทํา
โครงงาน การขอคําปรึกษาจากครูหรือผูที่มีความรูความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ รวมถึงการสํารวจวัสดุ
อุปกรณ และเครื่องมือตาง ๆ ที่เกี่ยวของดวย ซึ่งการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของนี้จะชวยใหนักเรียนได
แนวคิดที่จะกําหนดขอบขายของเรื่องที่จะศึกษาใหเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
3) เขียนเคาโครงของโครงงานหรือสรางแผนผังความคิด โดยทั่วไปเคาโครงของโครงงาน
จะประกอบดวยหัวขอตาง ๆ ดังนี้
 ชื่อโครงงาน
 ชื่อผูทําโครงงาน
 ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
 หลักการและเหตุผลของโครงงาน
 จุดประสงค/วัตถุประสงคของโครงงาน
 สมมุติฐานของการศึกษา(ในกรณีที่เปนโครงงานทดลอง)
 ขั้นตอนการดําเนินงาน
 แผนปฏิบัติงาน (ระบุรายการงานที่ปฏิบัติและระยะเวลาดําเนินการ)
 ผลที่คาดวาจะไดรับ
 เอกสารอางอิง/บรรณานุกรม
4) การปฏิบัติโครงงาน เปนการลงมือปฏิบัติงานตามแผนงานและขั้นตอนที่กําหนดไว โดย
จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ และสถานที่ใหพรอม ในระหวางปฏิบัติงานควรคํานึงถึงความประหยัด
ความปลอดภัยในการทํางาน และมีความรอบคอบ รวมทั้งมีการจดบันทึกขอมูลตาง ๆ ไวอยางละเอียดวา
ทําอยางไร ไดผลอยางไร มีปญหาหรืออุปสรรคอะไร และมีแนวทางแกไขอยางไร
5) การเขียนรายงาน เปนการรายงานสรุปผลการดําเนินงาน เพื่อใหผูอื่นไดทราบแนวคิด
วิธีดําเนินงาน ผลที่ไดรับ และขอเสนอแนะตาง ๆ เกี่ยวกับโครงงาน ซึ่งการเขียนรายงานนี้ควรใชภาษาที่
สื่อความเขาใจไดงาย ชัดเจน และครอบคลุมประเด็นที่ศึกษา
6) การแสดงผลงาน เปนการนําผลของการดําเนินงานโครงงานมาเสนอ เพื่อใหผูอื่นรับรู
และเขาใจ โดยจัดไดหลายรูปแบบ เชน การอธิบาย การบรรยาย การเขียนรายงาน การจัดนิทรรศการ การ
ทําเปนสื่อสิ่งพิมพ สื่อมัลติมีเดีย การสาธิตผลงาน เปนตน
8. กระบวนการเรียนรูแบบรวมแรงรวมใจ
วิธีการนี้เปนการผสมผสานหลักการอยูรวมกันในสังคมและความสามารถทางวิชาการเขา
ดวยกัน โดยใหนักเรียนที่มีความรูความสามารถแตกตางกันมาทํางานรวมกัน คนที่เกงกวาจะตองชวยเหลือ
คนที่ออนกวา ทุกคนตองมีโอกาสไดแสดงความสามารถ รวมแสดงความคิดเห็น และปฏิบัติจริง โดยถือวา
ความสําเร็จของแตละบุคคล คือ ความสําเร็จของกลุม การเรียนแบบรวมแรงรวมใจมีดังนี้
1) ขั้นเตรียม นักเรียนแบงกลุม แนะนําแนวทางในการทํางานกลุม บทบาทหนาที่ของ
สมาชิกในกลุม และแจงวัตถุประสงคของการทํางาน
2) ขั้นสอน นําเขาสูบทเรียน แนะนําเนื้อหาสาระ แหลงความรู แลวมอบหมายงานให
นักเรียนแตละกลุม
3) ขั้นทํากิจกรรม นักเรียนรวมกันทํากิจกรรมในกลุมยอย โดยสมาชิกแตละคนมีบทบาท
หนาที่ตามที่ไดรับมอบหมาย ซึ่งในการทํากิจกรรมกลุมครูจะใชเทคนิคตาง ๆ เชน คูคิด เพื่อนเรียน ปริศนา
ความคิด กลุมรวมมือ เปนตน การทํากิจกรรมแตละครั้งจะตองเลือกเทคนิคใหเหมาะสมกับวัตถุประสงค
ในการเรียนแตละเรื่องโดยอาจใชเทคนิคเดียวหรือหลายเทคนิครวมกันก็ได
4) ขั้นตรวจสอบผลงาน เมื่อทํากิจกรรมเสร็จแลว ตองมีการตรวจสอบการปฏิบัติงานวา
ถูกตองครบถวนหรือไม โดยเริ่มจากการตรวจภายในกลุมและระหวางกลุม เพื่อนําขอบกพรองในการ
ปฏิบัติงานไปปรับปรุงใหดีขึ้น
5) ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผล ครูและนักเรียนชวยกันสรุปบทเรียน ครูอธิบายเพิ่มเติม
ในสวนที่นักเรียนยังไมเขาใจ และชวยกันประเมินผลการทํางานกลุมวา จุดเดนของงานคืออะไร และอะไร
คือสิ่งที่ควรปรับปรุงและแกไข
ตัวอยางเทคนิคการเรียนแบบรวมแรงรวมใจ
(1) เพื่อนเรียน (Partners) ใหนักเรียนเตรียมจับคูกันทําความเขาใจเนื้อหาและ
สาระสําคัญของเรื่องที่ครูกําหนดให โดยคูที่ยังไมเขาใจอาจขอคําแนะนําจากครูหรือคูอื่นที่เขาใจดีกวา เมื่อ
คูนั้นเกิดความเขาใจดีแลว ก็ถายทอดความรูใหเพื่อนคูอื่นตอไป
(2) ปริศนาความคิด (Jigsaw) แบงกลุมนักเรียนโดยคละความสามารถเกง–ออน เรียกวา
“กลุมบาน” (Home Groups) ครูแบงเนื้อหาออกเปนหัวขอยอย ๆ เทากับจํานวนสมาชิกกลุมใหสมาชิกใน
กลุมศึกษาหัวขอที่แตกตางกัน นักเรียนที่ไดรับหัวขอเดียวกันมารวมกลุมเพื่อรวมกันศึกษา เรียกวา “กลุม
ผูเชี่ยวชาญ” (Expert Groups) เมื่อรวมกันศึกษาจนเขาใจแลว สมาชิกแตละคนออกจากกลุมผูเชี่ยวชาญ
กลับไปกลุมบานของตนเอง จากนั้นถายทอดความรูที่ตนศึกษามาใหเพื่อน ๆ ในกลุมฟงจนครบทุกคน
(3) กลุมรวมมือ (Co-op) แบงนักเรียนออกเปนกลุมคละความสามารถกัน แตละกลุม
เลือกหัวขอที่จะศึกษา เมื่อไดหัวขอแลวสมาชิกในกลุมชวยกันกําหนดหัวขอยอย แลวแบงหนาที่กัน
รับผิดชอบ โดยศึกษาคนละ 1 หัวขอยอย จากนั้นสมาชิกนําผลงานมารวมกันเปนงานกลุม ชวยกันเรียบ
เรียงเนื้อหาใหสอดคลองกัน และเตรียมทีมนําเสนอผลงานหนาหองเรียน เมื่อนําเสนอผลงานแลว ทุกกลุม
ชวยกันประเมินผลการทํางานและผลงานกลุม
9. กระบวนการคิดสรางสรรค
ความคิดสรางสรรคเปนความสามารถทางสมองของมนุษยที่คิดไดกวางไกล หลายแงมุม
และนําไปสูการคิดประดิษฐสิ่งใหม ๆ เพื่อนําไปใชประโยชนไดอยางเหมาะสมความคิดสรางสรรคจึงถือ
วาเปนคุณลักษณะทางความคิดอยางหนึ่งที่มีความสําคัญตอนักเรียน ความคิดสรางสรรคมีองคประกอบที่
สําคัญ 4 อยางไดแก
1) ความคิดริเริ่ม หมายถึง ความสามารถในการคิดที่แปลกใหม แตกตางจากความคิด
ธรรมดาหรือความคิดเดิม ๆ ซึ่งความคิดริเริ่มอาจจะเกิดจากการนําความรูเดิมมาดัดแปลงและประยุกตให
เกิดเปนสิ่งใหมขึ้น
2) ความคลองในการคิด หมายถึง ความสามารถในการคิดตอบสนองตอสิ่งเราใหไดมาก
ที่สุดเทาที่จะมากได หรือความสามารถคิดหาคําตอบที่เดนชัดและตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งจะนับปริมาณ
ความคิดที่ไมซ้ํากันในเรื่องเดียวกัน
3) ความยืดหยุนในการคิด หมายถึง ความสามารถในการปรับสภาพของความคิดใน
สถานการณตาง ๆ ได ความยืดหยุนในการคิดเนนในเรื่องของปริมาณที่เปนประเภทใหญ ๆ ของความคิด
แบบคลองแคลว ความคิดยืดหยุนจึงเปนตัวเสริมและเพิ่มคุณภาพของความคิดคลองแคลวใหมากขึ้นดวย
การจัดเปนหมวดหมูและมีหลักเกณฑมากขึ้น
4) ความคิดละเอียดลออ หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดในสิ่งที่คนอื่น
มองไมเห็น และยังรวมถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธของสิ่งตาง ๆ อยางมีความหมาย
การจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมใหนักเรียนเกิดกระบวนการคิดสรางสรรคมีวิธีการดังนี้
1) ขั้นสรางความตระหนัก เปนขั้นที่ครูจะตองกระตุนใหนักเรียนเกิดความอยากรูอยาก
เห็นดวยวิธีการหรือเทคนิคตางๆ เชน เกม เพลง นิทาน
2) ขั้นระดมพลังความคิด ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เนนกระบวนการคิด เชน คิด
จินตนาการ คิดวิเคราะห คิดแปลกใหมและหลากหลาย เพื่อดึงศักยภาพของนักเรียนโดยมีครูคอยอํานวย
ความสะดวกทุกขั้นตอน
3) ขั้นสรางสรรคงาน เมื่อนักเรียนไดผานกระบวนการเรียนรูแลว ครูควรจัดกิจกรรมที่ให
นักเรียนไดสรางสรรคชิ้นงานดวยตนเองหรือทําเปนกลุม เชนประดิษฐชิ้นงานประเภทตาง ๆ
4) ขั้นนําเสนอผลงาน เปนขั้นที่เปดโอกาสใหนักเรียนไดนําชิ้นงานที่สรางเสร็จแลวมา
แสดงใหคนอื่นไดรับรู วิพากษวิจารณ แสดงความคิดเห็นผลจากการนําเสนอของผูอื่น ซึ่งเปนขั้นที่
สงเสริมคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงค การรูจักการยอมรับ การมีเหตุผล การประยุกต การ
นําไปใช ทําใหนักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ
5) ขั้นวัดและประเมินผล ครูประเมินผลนักเรียนตามสภาพจริงและใหเกิดความหลากหลาย
พรอมกับเปดโอกาสใหนักเรียนไดประเมินผลรวมกับผูอื่น มีการยอมรับ แกไข บนพื้นฐานของหลักการ
ทางประชาธิปไตย
6) ขั้นเผยแพรผลงาน เปนการจัดกิจกรรมที่เปดโอกาสใหนักเรียนไดนําชิ้นงานของตนเอง
มาเผยแพรในรูปแบบตาง ๆ เชน การจัดนิทรรศการ และการนําผลงานสูสาธารณชน ซึ่งเปนการนําเสนอ
ความรูและความคิดสรางสรรคของนักเรียนเพื่อใหเพื่อน ผูปกครอง ชุมชน และบุคคลที่เกี่ยวของไดชื่นชม
ผลงานของนักเรียนเอง
แฟมสะสมผลงาน (Portfolio)
แฟมสะสมผลงาน หมายถึง แหลงรวบรวมเอกสาร ผลงาน หรือหลักฐาน เพื่อใชสะทอนถึง
ผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ ทักษะ และพัฒนาการของนักเรียน มีการจัดเรียบเรียงผลงานไวอยางมีระบบ
โดยนําความรู ความคิด และการนําเสนอมาผสมผสานกัน ซึ่งนักเรียนเปนผูคัดเลือกผลงานและมีสวนรวม
ในการประเมิน แฟมสะสมผลงานจึงเปนหลักฐานสําคัญที่จะทําใหนักเรียนสามารถมองเห็นพัฒนาการ
ของตนเองไดตามสภาพจริงรวมทั้งเห็นขอบกพรองและแนวทางในการปรับปรุงแกไขใหดีขึ้นตอไป
ลักษณะสําคัญของการประเมินผลโดยใชแฟมสะสมผลงาน
1. ครูสามารถใชเปนเครื่องมือในการติดตามความกาวหนาของนักเรียนเปนรายบุคคลไดเปน
อยางดี เนื่องจากมีผลงานสะสมไว ครูจะทราบจุดเดน จุดดอยของนักเรียนแตละคนจากแฟมสะสมผลงาน
และสามารถติดตามพัฒนาการไดอยางตอเนื่อง
2. มุงวัดศักยภาพของผูเรียนในการผลิตหรือสรางผลงาน มากกวาการวัดความจําจากการทํา
แบบทดสอบ
3. วัดและประเมินผลโดยเนนผูเรียนเปนศูนยกลาง คือ ผูเรียนเปนผูวางแผน ลงมือปฏิบัติงาน
รวมทั้งประเมินและปรับปรุงตนเอง ซึ่งมีผูสอนเปนผูชี้แนะ และเนนการประเมินผลยอยมากกวาการ
ประเมินผลรวม
4. ฝกใหผูเรียนรูจักการประเมินตนเอง และหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาตนเอง
5. ผูเรียนเกิดความมั่นใจและภาคภูมิใจในผลงานของตนเองรูวาตนเองมีจุดเดนในเรื่องใด
6. ชวยในการสื่อความหมายเกี่ยวกับความรู ความสามารถ ตลอดจนพัฒนาการของผูเรียนใหผู
ที่เกี่ยวของทราบ เชน ผูปกครองฝายแนะแนวผูบริหารโรงเรียน
ขั้นตอนการประเมินผลโดยใชแฟมสะสมผลงาน
การจัดทําแฟมสะสมผลงานมี 10 ขั้นตอน ซึ่งแตละขั้นตอนมีรายละเอียด ดังนี้
1. การวางแผนจัดทําแฟมสะสมผลงาน การจัดทําแฟมสะสมผลงานตองมีสวนรวมระหวางครู
นักเรียนและผูปกครอง
ครู การเตรียมตัวของครูตองเริ่มจากการศึกษาและวิเคราะหหลักสูตร คูมือครู คําอธิบาย
รายวิชา วิธีการวัดและประเมินผลในหลักสูตร รวมทั้งครูตองมีความรูและเขาใจเกี่ยวกับการประเมินผล
โดยใชแฟมสะสมผลงาน จึงจะสามารถวางแผนกําหนดชิ้นงานได
นักเรียน ตองมีความเขาใจเกี่ยวกับจุดประสงคการเรียนรู เนื้อหาสาระ การประเมินผลโดยใช
แฟมสะสมผลงาน การมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนรู การกําหนดชิ้นงาน และบทบาทในการทํางาน
กลุม โดยครูตองแจงใหนักเรียนทราบลวงหนา
ผูปกครอง ตองเขามามีสวนรวมในการคัดเลือกผลงาน การแสดงความคิดเห็น และรับรู
พัฒนาการของนักเรียนอยางตอเนื่อง ซึ่งกอนทําแฟมสะสมผลงาน ครูตองแจงใหผูปกครองทราบหรือขอ
ความรวมมือ รวมทั้งใหความรูในเรื่องการประเมินผลโดยใชแฟมสะสมผลงานแกผูปกครองเมื่อมีโอกาส
2. การรวบรวมผลงานและจัดระบบแฟม ในการรวบรวมผลงานตองออกแบบการจัดเก็บหรือ
แยกหมวดหมูของผลงานใหดี เพื่อสะดวกและงายตอการนําขอมูลออกมาใช แนวทางการจัดหมวดหมูของ
ผลงาน เชน
– จัดแยกตามลําดับ วัน เวลา ที่สรางผลงานขึ้นมา
– จัดแยกตามความซับซอนของผลงาน เปนการแสดงถึงทักษะหรือพัฒนาการของผูเรียน
ที่มากขึ้น
– จัดแยกตามวัตถุประสงค เนื้อหา หรือประเภทของผลงาน
ผลงานที่อยูในแฟมสะสมผลงานอาจมีหลายเรื่อง หลายวิชา ดังนั้นผูเรียนจะตองทําเครื่องมือ
ในการชวยคนหา เชนสารบัญ ดัชนีเรื่อง จุดสี แถบสีติดไวที่ผลงานโดยมีรหัสที่แตกตางกันเปนตน
3. การคัดเลือกผลงาน ในการคัดเลือกผลงานนั้นควรใหสอดคลองกับเกณฑหรือมาตรฐานที่
โรงเรียน ครู หรือนักเรียนรวมกันกําหนดขึ้นมา และผูคัดเลือกผลงานควรเปนนักเรียนเจาของแฟมสะสม
ผลงาน หรือมีสวนรวมกับครู เพื่อน และผูปกครอง
ผลงานที่เลือกเขาแฟมสะสมผลงานควรมีลักษณะดังนี้
– สอดคลองกับเนื้อหาและวัตถุประสงคของการเรียนรู
– เปนผลงานชิ้นที่ดีที่สุด มีความหมายตอนักเรียนมากที่สุด
– สะทอนใหเห็นถึงพัฒนาการของนักเรียนในทุกดาน
– เปนสื่อที่จะชวยใหนักเรียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครู ผูปกครอง และ
เพื่อน ๆ
สวนจํานวนชิ้นงานนั้นใหกําหนดตามความเหมาะสม ไมควรมีมากเกินไป เพราะอาจจะทํา
ใหผลงานบางชิ้นไมมีความหมาย แตถามีนอยเกินไปจะทําใหการประเมินผลไมมีประสิทธิภาพ
4. สรางสรรคแฟมสะสมผลงานใหมีเอกลักษณของตนเอง โครงสรางหลักของแฟมสะสม
ผลงานอาจเหมือนกัน แตนักเรียนสามารถตกแตงรายละเอียดยอยใหแตกตางกัน ตามความคิดสรางสรรค
ของแตละบุคคล โดยอาจใชภาพ สี สติกเกอร ตกแตงใหสวยงามเนนเอกลักษณของเจาของแฟมสะสม
ผลงาน
5. การแสดงความคิดเห็นหรือความรูสึกตอผลงาน ในขั้นตอนนี้นักเรียนจะไดรูจักการ
วิพากษวิจารณ หรือสะทอนความคิดเกี่ยวกับผลงานของตนเอง ตัวอยางขอความที่ใชแสดงความรูสึกตอ
ผลงาน เชน
– ไดแนวคิดจากการทําผลงานชิ้นนี้มาจากไหน
– เหตุผลที่เลือกผลงานชิ้นนี้คืออะไร
– จุดเดน จุดดอยของผลงานชิ้นนี้คืออะไร
– รูสึกพอใจกับผลงานชิ้นนี้มากนอยเพียงใด
– ไดขอคิดอะไรจากการทําผลงานชิ้นนี้
6. ตรวจสอบความสามารถของตนเอง เปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดประเมินความสามารถ
ของตนเอง โดยพิจารณาตามเกณฑยอย ๆ ที่ครูและนักเรียนชวยกันกําหนดขึ้น เชน นิสัยการทํางาน ทักษะ
ทางสังคม การทํางานเสร็จตามระยะเวลาที่กําหนด การขอความชวยเหลือเมื่อมีความจําเปน เปนตน
นอกจากนี้การตรวจสอบความสามารถของตนเองอีกวิธีหนึ่ง คือ การใหนักเรียนเขียนวิเคราะหจุดเดน จุด
ดอยของตนเอง และสิ่งที่ตองปรับปรุงแกไข
7. การประเมินผลงาน เปนขั้นตอนที่สําคัญเนื่องจากเปนการสรุปคุณภาพของงานและ
ความสามารถหรือพัฒนาการของนักเรียน การประเมินแบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ การประเมินโดยไมให
ระดับคะแนน และการประเมินโดยใหระดับคะแนน
การประเมินโดยไมใหระดับคะแนนครูกลุมนี้มีความเชื่อวา แฟมสะสมผลงานมีไวเพื่อศึกษา
กระบวนการทํางาน ศึกษาความคิดเห็น ความรูสึกของนักเรียนที่มีตอผลงานของตนเอง ตลอดจนดู
พัฒนาการหรือความกาวหนาของนักเรียนอยางไมเปนทางการ ครู ผูปกครอง และเพื่อนสามารถใหคํา
ชี้แนะแกนักเรียนได ซึ่งวิธีการนี้จะทําใหนักเรียนไดเรียนรูและปฏิบัติงานอยางเต็มที่ โดยไมตองกังวลวา
จะไดคะแนนมากนอยเทาไร
การประเมินโดยใหระดับคะแนน มีทั้งการประเมินตามจุดประสงคการเรียนรู การประเมิน
ระหวางภาคเรียน และการประเมินปลายป ซึ่งจะชวยในเรื่องวัตถุประสงคดานการปฏิบัติเปนหลัก การ
ประเมินแฟมสะสมผลงานตองกําหนดมิติการใหคะแนน (scoring rubrics) ตามเกณฑที่ครูและนักเรียน
รวมกันกําหนดขึ้น การใหระดับคะแนนมีทั้งการใหคะแนนเปนรายชิ้นกอนเก็บเขาแฟมสะสมผลงาน และ
การใหคะแนนแฟมสะสมผลงานทั้งแฟม ซึ่งมาตรฐานคะแนนนั้นตองสอดคลองกับวัตถุประสงคการ
จัดทําแฟมสะสมผลงาน และมุงเนนพัฒนาการของนักเรียนแตละคนมากกวาการนําไปเปรียบเทียบกับ
บุคคลอื่น
8. การแลกเปลี่ยนประสบการณกับผูอื่น มีวัตถุประสงคเพื่อเปดโอกาสใหนักเรียนไดรับฟง
ความคิดเห็นจากผูที่มีสวนเกี่ยวของ ไดแก เพื่อน ครู และผูปกครอง อาจทําไดหลายรูปแบบ เชน การจัด
ประชุมในโรงเรียนโดยเชิญผูที่มีสวนเกี่ยวของมารวมกันพิจารณาผลงาน การสนทนาแลกเปลี่ยนระหวาง
นักเรียนกับเพื่อน การสงแฟมสะสมผลงานไปใหผูที่มีสวนเกี่ยวของชวยใหขอเสนอแนะหรือคําแนะนํา
ในการแลกเปลี่ยนประสบการณนั้นผูเรียนจะตองเตรียมคําถามเพื่อถามผูที่มีสวนเกี่ยวของ
ซึ่งจะเปนประโยชนในการปรับปรุงงานของตนเอง ตัวอยางคําถาม เชน
– ทานคิดอยางไรกับผลงานชิ้นนี้
– ทานคิดวาควรปรับปรุงแกไขสวนใดอีกบาง
– ผลงานชิ้นใดที่ทานชอบมากที่สุด เพราะอะไร
– ฯลฯ
9. การปรับเปลี่ยนผลงาน หลังจากที่ผูเรียนไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และไดรับคําแนะนําจาก
ผูที่มีสวนเกี่ยวของแลว จึงนําผลงานมาปรับปรุงใหดีขึ้น ผูเรียนสามารถนําผลงานที่ดีกวาเก็บเขาแฟม
สะสมผลงานแทนผลงานเดิม ทําใหแฟมสะสมผลงานมีผลงานที่ดี ทันสมัย และตรงตามจุดประสงคใน
การประเมิน
10. การประชาสัมพันธผลงานของนักเรียน เปนการแสดงนิทรรศการผลงานของนักเรียน โดย
นําแฟมสะสมผลงานของนักเรียนทุกคนมาจัดแสดงรวมกัน และเปดโอกาสใหผูปกครอง ครู และนักเรียน
ทั่วไปไดเขาชมผลงาน ทําใหนักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง
ผูที่เริ่มตนทําแฟมสะสมผลงานอาจไมตองดําเนินการทั้ง 10 ขั้นตอนนี้ แตอาจใชขั้นตอน
หลัก ๆ ไดแก การรวบรวมผลงานและการจัดระบบแฟม การคัดเลือกผลงาน และการแสดงความคิดเห็น
หรือความรูสึกตอผลงาน
องคประกอบสําคัญของแฟมสะสมผลงาน มีดังนี้
1. สวนนํา ประกอบดวย ปก คํานํา สารบัญ ประวัติสวนตัว จุดมุงหมายของการทําแฟมสะสม
ผลงาน
2. สวนเนื้อหาแฟม ประกอบดวย ผลงาน ความคิดเห็นที่มีตอผลงาน และ Rubrics ประเมินผล
งาน
3. สวนขอมูลเพิ่มเติม ประกอบดวย ผลการประเมินการเรียนรู การรายงานความกาวหนาโดย
ครู และความคิดเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของ เชนเพื่อน ผูปกครอง
ผังการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบBackward Design
ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู
หนวยการเรียนรูที่
ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน
ตัวชี้วัดชั้นป
ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน
นักเรียนจะเขาใจวา...
1.
2.
คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน
–
–
ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน
นักเรียนจะรูวา…
1.
2.
3.
ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน
นักเรียนจะสามารถ...
1.
2.
3.
ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู
ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง
1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ
–
–
2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
วิธีการประเมินผลการเรียนรู
–
–
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
–
–
3. สิ่งที่มุงประเมิน
–
–
ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู
–
–
รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมง
เมื่อครูออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิดของ Backward Design แลว ครูสามารถเขียน
แผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมง โดยใชรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรูแบบเรียงหัวขอ ซึ่งมี
รายละเอียดดังนี้
ชื่อแผน... (ระบุชื่อและลําดับที่ของแผนการจัดการเรียนรู)
ชื่อเรื่อง... (ระบุชื่อเรื่องที่ตองการจัดการเรียนรู)
สาระที่... (ระบุสาระที่ใชจัดการเรียนรู)
เวลา... (ระบุระยะเวลาที่ใชในการจัดการเรียนรูตอ1 แผน)
ชั้น... (ระบุระดับชั้นที่จัดการเรียนรู)
หนวยการเรียนรูที่... (ระบุชื่อและลําดับที่ของหนวยการเรียนรู)
สาระสําคัญ... (เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทัศนของหัวเรื่องที่จัดการเรียนรู)
ตัวชี้วัดชั้นป... (ระบุตัวชี้วัดชั้นปที่ใชเปนเปาหมายของแผนการจัดการเรียนรู)
จุดประสงคการเรียนรู...(กําหนดใหสอดคลองกับสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึง
ประสงคของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551ซึ่งประกอบดวย
ดานความรูความคิด(Knowledge: K)
ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(Affective: A)
ดานทักษะ/กระบวนการ(Performance: P))
การวัดและประเมินผลการเรียนรู... (ระบุวิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับ
จุดประสงคการเรียนรูทั้ง3 ดาน)
สาระการเรียนรู... (ระบุสาระและเนื้อหาที่นํามาจัดการเรียนรู อาจเขียนเฉพาะหัวเรื่องก็ได)
แนวทางบูรณาการ... (เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุมสาระอื่นที่บูรณาการรวมกัน)
กระบวนการจัดการเรียนรู... (กําหนดใหสอดคลองกับธรรมชาติของกลุมสาระและการ
บูรณาการขามสาระ)
กิจกรรมเสนอแนะ... (ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่ผูเรียนควรปฏิบัติเพิ่มเติม)
สื่อ/แหลงการเรียนรู... (ระบุสื่อ อุปกรณ และแหลงเรียนรูที่ใชในการจัดการเรียนรู)
บันทึกหลังการจัดการเรียนรู... (ระบุรายละเอียดของผลการจัดการเรียนรูตามแผนที่กําหนดไว อาจ
นําเสนอขอเดนและขอดอยใหเปนขอมูลที่สามารถใชเปนสวนหนึ่งของการทําวิจัยในชั้นเรียนได)
ใบความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ
ใบความรูที่1 เรื่อง ขอมูลในเครื่องคอมพิวเตอร
ขอมูลโดยทั่วไปจะอยูในรูปแบบตาง ๆ กัน เชน ตัวหนังสือ สัญลักษณ ภาพนิ่ง เสียง
ภาพเคลื่อนไหว เมื่อตองการนําขอมูลตาง ๆ เหลานี้มาใชกับคอมพิวเตอร จําเปนจะตองเปลี่ยนขอมูลใน
ลักษณะตาง ๆ เหลานั้นใหเปนขอมูลดิจิทัลดวยฮารดแวรและซอฟตแวรที่ตางกัน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับประเภท
ของขอมูลนั้น เชน การเปลี่ยนภาพนิ่งดวยสแกนเนอรและโปรแกรมสําหรับสแกนภาพ
ขอมูลดิจิทัล (Digital) เปนหลักการทํางานพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอรหรืองานดาน
อิเล็กทรอนิกสทุกประเภท ซึ่งหมายถึง การใชสัญญาณไฟฟาเปดหรือปดสลับไปมา แทนดวยสัญลักษณ 0
และ 1เมื่อเรียง 0 และ 1 สลับกันไปมาจะทําใหเกิดประโยชนหรือสัญลักษณตาง ๆ เรียกวา ระบบไบนารี
ระบบไบนารี
สวนที่เล็กที่สุดในระบบดิจิทัล คือ บิต(Bit) เกิดจากการเปดหรือปดกระแสไฟฟาเพียง 1 ครั้ง เมื่อ
นําบิตมาเรียงตอกัน 8 ตัว จะมีคาเทากับ 1 ตัวอักษร เรียกวา ไบต (Byte) ซึ่งนอกจากบิตและไบตแลว
ระบบดิจิทัลยังมีหนวยเปนกิโลไบต เมกะไบต กิกะไบต และเทอราไบต โดยสามารถสรุปหนวยความจุ
ของขอมูลในคอมพิวเตอรไดดังนี้
ตารางสรุปหนวยความจุของขอมูลในคอมพิวเตอร
ชื่อหนวย อักษรยอ คาความจุ
บิต (bit) b เปดหรือปดกระแสไฟฟา 1 ครั้ง
ไบต (byte) B 8 บิต
กิโลไบต (kilobyte) KB 1,024 ไบต
เมกะไบต (megabyte) MB 1,048,576 ไบต หรือ1,024 กิโลไบต
กิกะไบต (gigabyte) GB 1,073,741,824 ไบต หรือ 1,024 เมกะไบต
เทอราไบต (terabyte) TB 1,099,511,627,776 ไบต หรือ 1,024 กิกะไบต
= A
0 1 0 0 0 0 0 1
ใบความรูที่2 เรื่อง เทคนิกการคนหาขอมูล
ขอมูลที่ถูกเก็บรักษาไวในคอมพิวเตอรของตนเอง ตลอดจนขอมูลที่ถูกเก็บรักษาไวใน
คอมพิวเตอรของผูอื่นที่เชื่อมตอกับคอมพิวเตอรของเราทั้งในรูปแบบของอินทราเน็ตหรือการเชื่อมตอ
ระบบเครือขายเฉพาะกลุมหรือการเชื่อมตอระบบเครือขายขนาดใหญหรืออินเทอรเน็ต เราจะพบวาขอมูล
เหลานั้นมีจํานวนมากมายมหาศาล การคนหาขอมูลดวยการเปดทีละไฟลหรือทีละแฟมดวยหนาตางมาย
คอมพิวเตอร (My Computer) นั้นเปนเรื่องที่ยุงยากมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งคอมพิวเตอรที่ไมมีการจัดเก็บ
ขอมูลอยางเปนระบบ ดังนั้นเทคนิกงาย ๆ ในการคนหาขอมูลตอไปนี้จะชวยใหผูใชสามารถคนหาขอมูล
ไดงายยิ่งขึ้น เทคนิกการคนหาขอมูลดังกลาวมีขั้นตอนดังนี้
1. เลื่อนเมาสไปคลิกที่สตารตเมนู (Start Menu)
2. คลิกที่เซิรช(Search)
3. ปรากฏหนาตางเซิรชรีสูตส
4. ตั้งคาที่ตองการคนหา
5. คลิกที่เซิรช
6. แสดงขอมูลที่ตรงกับที่เราตั้งคาไวทั้งหมด
เราสามารถดับเบิลคลิกเพื่อเปดขอมูลนั้น
หรือจัดการกับขอมูลนั้นไดทันที
1
2
3
4
5
6
ใบงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
ใบงานที่ 1
เรื่อง การคนหาขอมูล หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง
คนหาขอมูลที่นักเรียนสนใจตามขั้นตอนในการคนหาขอมูล แลวบันทึกขอมูลลงในชองวาง
(พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน)
ขั้นตอนที่ 1 การกําหนดวัตถุประสงค
ขั้นตอนที่ 2 การกําหนดหัวขอของขอมูล
1.
2.
3.
4.
ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล
1. ระยะเวลาที่ใช
2. ชื่อแหลงขอมูล
3. อุปกรณที่ใช
ขั้นตอนที่ 4 การคนหาและรวบรวมขอมูล
1. วิธีการรวบรวมขอมูล
2. ปญหาที่พบในการรวบรวมขอมูล
ขั้นตอนที่ 5 การพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจ
หลักในการพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจ
ขั้นตอนที่ 6 การสรุปผลและจัดทํารายงาน
การสรุปผลการคนหาขอมูล
ขั้นตอนที่ 7 การเก็บรักษาขอมูล
วิธีการเก็บรักษาขอมูล
ใบงานที่ 2
เรื่อง ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง
1. คนหาขอมูลตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําที่ไมไดนําเสนอในหนวยการเรียนรูที่2
โปรแกรมประมวลผลคํา หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5
2. นํารูปภาพหนาตางโปรแกรมติดลงใน
3. ตอบคําถาม (พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน)
คําถาม
1. โปรแกรมประมวลผลคํานี้ชื่ออะไร
2. โปรแกรมประมวลผลคํานี้สรางและพัฒนาโดยบริษัทใด
3. โปรแกรมประมวลผลคํานี้มีคาลิขสิทธิ์หรือไม อยางไร
4. โปรแกรมประมวลผลคํานี้มีจุดเดนอยางไร
5. นักเรียนเคยใชงานโปรแกรมประมวลผลคํานี้หรือไม อยางไร
ใบงานที่ 3
เรื่อง การใชงานไมโครซอฟตเวิรด หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง
เลือกหมายเลข 1–5 หนาขอความที่กําหนดให เติมลงในชองวางตามขั้นตอนการใชงาน
ไมโครซอฟตเวิรดที่กําหนด
การเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดจากปุมสตารต
1 1. คลิกที่ปุมสตารต
4 2. คลิกไมโครซอฟตเวิรด
2 3. เลื่อนตัวชี้เมาสไปที่ออลโปรแกรม
3 4. เลื่อนตัวชี้เมาสไปที่ไมโครซอฟตออฟฟศ
5 5. ปรากฏหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด
การเปดไฟลงาน
2 1. เลือกคลิกที่เปด...
3 2. ปรากฏหนาตางเปด
1 3. คลิกคําสั่งแฟมที่แถบเมนู
4 4. เลือกไดรฟที่บันทึกไฟลงาน
5 5. ดับเบิลคลิกไฟลงานที่ตองการ
การบันทึกไฟลงาน
5 1. คลิกที่ปุมบันทึก
2 2. ปรากฏหนาตางบันทึกเปน
3 3. เลือกพื้นที่ที่ตองการบันทึกไฟลงาน
4 4. พิมพชื่อไฟลงานที่ตองการบันทึกหลังคําสั่งชื่อแฟม
1 5. คลิกคําสั่งแฟมที่แถบเมนู แลวเลือกคลิกที่บันทึกเปน...
ใบงานที่ 4
เรื่อง การสรางนามบัตร หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง
1. รางแบบนามบัตรของนักเรียนลงใน
2. ใชไมโครซอฟตเวิรดสรางนามบัตรตามแบบที่ไดรางไว
3. ตอบคําถามลงในชองวาง(พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน)
คําถาม
1. นามบัตรของนักเรียนมีขอมูลอะไรบาง
2. นักเรียนตองการสรางนามบัตรกี่ใบ และตองใชกระดาษขนาดA4 กี่แผน
3. นักเรียนแทรกรูปภาพในนามบัตรหรือไม ถาแทรกรูปภาพนั้นเปนรูปภาพประเภทใด
4. นักเรียนสรางนามบัตรตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรค
ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยี
สารสนเทศ ป. 5 ทุกขั้นตอนหรือไม อยางไร
5. นักเรียนพบปญหาในการสรางนามบัตรหรือไม อยางไร
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู
แบบทดสอบกอนเรียน–หลังเรียน
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. ขอใดกลาวถึงขอมูลและแหลงขอมูลไดถูกตอง
ก ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่ดี
ข แหลงขอมูลที่ดีจะตองมีขอมูลที่เปน
เทคโนโลยี
ค ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่เปน
เทคโนโลยี
ง ขอมูลและแหลงขอมูลที่ดีจะตองเกิดจาก
เทคโนโลยี
2. ขอใดกลาวถึงการรับขอมูลของมนุษยไม
ถูกตอง
ก รับขอมูลแบบอัตโนมัติ
ข รับขอมูลผานทางประสาทสัมผัส
ค สามารถเลือกรับเฉพาะขอมูลที่ดีได
ง สามารถรับขอมูลหลาย ๆ อยางไดในเวลา
เดียวกัน
3. ขอใดคือลักษณะของขอมูลที่ดี
ก มีความถูกตอง ทันสมัย และเชื่อถือได
ข มีความถูกตอง นําเสนอผานเทคโนโลยี
และทันสมัย
ค มีรูปแบบที่สวยงาม สรางสรรค และนํา
ความรูไปสูผูรับขอมูล
ง มีรูปแบบที่สวยงาม ตรงตอความตองการ
ของผูใช และมีผูรูขอมูลมากกวา3 คน
4. ขอใดหมายถึงแหลงขอมูล
ก สถานที่ราชการ
ข ผูเชี่ยวชาญทางดานขอมูล
ค สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเรา
ง เทคโนโลยีที่รับรองโดยผูเชี่ยวชาญ
5. ขอใดคือลักษณะของแหลงขอมูลที่เปนบุคคล
ก มีอายุมาก
ข เปนผูใหญ
ค มีฐานะร่ํารวย
ง เปนผูเชี่ยวชาญในขอมูลนั้น ๆ
6. ขอใดหมายถึงการคนหาขอมูล
ก การใชเทคโนโลยีทํางานตามที่เราตองการ
ข การอานเนื้อหาแลวสรุปความคิดเปนของ
ตนเอง
ค การตั้งจุดมุงหมายในการทํางานดาน
คอมพิวเตอร
ง การคนหาความรูที่ตองการตามวัตถุ-
ประสงคที่ตั้งไว
7. การสรุปผลและจัดทํารายงานจะตอง
ดําเนินการตามหัวขอที่ไดกําหนดไวในขอใด
ก การเก็บรักษาขอมูล
ข การกําหนดวัตถุประสงค
ค การกําหนดหัวขอของขอมูล
ง การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล
8. ขอใดหมายถึงเว็บเบราวเซอร
ก ผูเชี่ยวชาญที่มีความรูดานอินเทอรเน็ต
ข เว็บไซตที่ใหความรูเกี่ยวกับอินเทอรเน็ต
ค อุปกรณที่ใชสําหรับเชื่อมตออินเทอรเน็ต
ง โปรแกรมที่ใชสําหรับเชื่อมตอ
อินเทอรเน็ต
9. เว็บเพจจะแสดงในสวนประกอบใดของไออี
ก แถบเมนู
ข พื้นที่ใชงาน
ค แอดเดรสบาร
ง แถบเครื่องมือ
10. ขอใดกลาวถึงกูเกิลไดถูกตอง
ก ชวยเรียกใชงานไออี
ข เปนสวนประกอบของไออี
ค ชวยคนหาขอมูลจากคําสําคัญ
ง เปนโปรแกรมสําหรับเชื่อมตอ
อินเทอรเน็ต
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. โปรแกรมประมวลผลคําเปนโปรแกรมประเภท
ใด
ก โปรแกรมประยุกต
ข โปรแกรมระบบประยุกต
ค โปรแกรมอรรถประโยชน
ง โปรแกรมระบบปฏิบัติการ
2. เครื่องมือใดชวยสงเสริมการนําเสนองานที่
สรางจากโปรแกรมประมวลผลคํามากที่สุด
ก ลําโพง
ข เครื่องพิมพ
ค สแกนเนอร
ง โพรเจกเตอร
3. โปรแกรมประมวลผลคําสนับสนุนการสราง
ผลงานในรูปแบบใดมากที่สุด
ก เว็บไซต
ข มัลติมีเดีย
ค เอกสารสิ่งพิมพ
ง ถูกทุกขอ
4. ขอมูลรูปแบบใดไมสามารถแทรกลงในผลงาน
ที่สรางจากโปรแกรมประมวลผลคําได
ก เสียง ค แผนภูมิ
ข ภาพนิ่ง ง ขอความ
5. ขอใดหมายถึงการเชื่อมโยงตัวอักษรที่สรางจาก
โปรแกรมประมวลผลคําไปยังแหลงขอมูลอื่น
ๆ
ก มัลติมีเดีย
ข มัลติฟงกชัน
ค ไฮเปอรแท็กซ
ง ไฮเปอรพิกเจอร
7. ขอใดไมใชหลักในการพิจารณาเลือกใช
โปรแกรมประมวลผลคํา
ก ผูใชมีความรูและความชํานาญในการใช
โปรแกรมนั้น
ข ผูใชสามารถปฏิบัติตามขอบังคับในการใช
โปรแกรมนั้นได
ค โปรแกรมนั้นสามารถใชงานรวมกับ
โปรแกรมอื่นได
ง โปรแกรมนั้นตองใชกับคอมพิวเตอร
ประสิทธิภาพสูงเทานั้น
8. เหตุใดผูใชจึงควรเลือกโปรแกรมประมวลผลคํา
ที่ไดรับความนิยมในการใชงานสูง
ก เนื่องจากมีแนวโนมที่จะใชโปรแกรมฟรี
ในอนาคต
ข เนื่องจากจะไดรับสวนลดในการซื้อ
โปรแกรม
ค เนื่องจากมีแนวโนมที่จะไดรับการพัฒนา
ในอนาคต
ง เนื่องจากจะไดมีผูรวมใชโปรแกรม
หลาย ๆ คน
9. โปรแกรมใดพัฒนามาจากโอเพนออฟฟศดอท
โออารจีไรตเตอร
ก โลตัสเวิรดโปร
ข เวิรดเพอรเฟกต
ค ปลาดาวไรตเตอร
ง ไมโครซอฟตเวิรด
10. ขอใดคือลักษณะเดนของโอเพนออฟฟศดอท
ไออารจีไรเตอร
ก มีคําสั่งเปนภาษาไทย
6. ขอใดคือโปรแกรมประมวลผลคําที่ผูใชสามารถ
ใชงานไดโดยไมตองเสียคาลิขสิทธิ์
ก โลตัสเวิรดโปร
ข เวิรดเพอรเฟกต
ค ไมโครซอฟตเวิรด
ง โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร
ข ผูใชทุกคนสามารถพัฒนาโปรแกรมได
ค มีรูปแบบของหนาตางโปรแกรมที่
สวยงาม ใชงานงาย
ง ผูใชสามารถใชงานไดโดยไมตองติดตั้ง
โปรแกรมเพิ่มเติม
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. ขอใดคือลักษณะของไอคอนไมโครซอฟตเวิรด
ก ดินสอ
ข ตัวอักษร E
ค ตัวอักษร W
ง กระดาษเปลา
2. การกดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษรเอ็นที่
แปนแผงอักขระเทากับคําสั่งในขอใด
ก การเปดไฟลงาน
ข การสรางไฟลงาน
ค การบันทึกไฟลงาน
ง การคัดลอกไฟลงาน
3. เมื่อพิมพขอความบนพื้นที่ใชงานตัวอักษร
ปรากฏบริเวณใดของสัญลักษณ
ก ดานบน
ข ดานลาง
ค ดานหนา
ง ดานหลัง
4. สัญลักษณ U บนแถบเมนูแทนคําสั่งใด
ก กําหนดตัวอักษรใหขีดเสนใต
ข กําหนดตัวอักษรใหเปนภาษาอังกฤษ
ค กําหนดตัวอักษรใหมีขนาดใหญที่สุด
ง กําหนดตัวอักษรใหอยูดานลางของบรรทัด
5. สามารถสรางไดจากคําสั่งใดของ
ไมโครซอฟตเวิรด
ก คลิปอารต
ข แทรกรูปภาพ
ค ตัวอักษรศิลป
ง รูปรางอัตโนมัติ
6. ขอใดคือลักษณะของตัวชี้เมาสเมื่อตองการ
7. ขอใดไมสามารถสั่งไดจากหนาตางจัดรูปแบบ
กลองขอวาม
ก เพิ่มขนาดของเสนขอบของกลองขอความ
ข กําหนดสีของพื้นที่ในกลองขอความเปนสี
เหลือง
ค เปลี่ยนรูปแบบกลองขอความจากสี่เหลี่ยม
เปนวงกลม
ง ปรับใหพื้นที่ในกลองขอความสีฟาจางลง
จนเห็นตัวอักษรดานหลังกลองขอความ
8. 10 x 5 ตารางที่ปรากฏที่ตารางจําลองหมายถึง
อะไร
ก มีตารางในแนวตั้ง 5 ชอง ตารางใน
แนวนอน10 ชอง
ข มีตารางในแนวตั้ง 10ชอง ตารางใน
แนวนอน5 ชอง
ค ตาราง 1 ตาราง มีขนาดความสูง 5
เซนติเมตร ยาว10 เซนติเมตร
ง ตาราง 1 ตาราง มีขนาดความสูง 10
เซนติเมตรยาว5 เซนติเมตร
9. คําสั่งใดตั้งคาไดจากหนาตางตารางและเสน
ขอบ
ก การเปลี่ยนสีของตาราง
ข การกําหนดขนาดของตาราง
ค การเปลี่ยนตัวอักษรในตาราง
ง การกําหนดจํานวนของตาราง
10. การใชคําสั่งแทรกตารางจะปรากฏตารางที่
ตําแหนงใดบนพื้นที่ใชงาน
ก ดานหนาของเคอรเซอร
ข ดานบนของพื้นที่ใชงาน
ขยายขนาดของกลองขอความ
ก I
ข
ค
ง
ค ตรงกลางพื้นที่ใชงาน
ง ดานขวาของเคอรเซอร
เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
ชื่อ ชั้น เลขที่
คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. ขอใดกลาวถึงจิตสํานึกในการสรางผลงานได
ถูกตอง
ก เปนสิ่งที่จะปฏิบัติตามหรือไมก็ได
ข เปนสิ่งที่ทุกคนควรยึดถือและปฏิบัติตาม
ค เปนสิ่งที่กฎหมายกําหนดใหทุกคนปฏิบัติ
ตาม
ง เปนสิ่งที่เกี่ยวของกับผูมีอาชีพทางดาน
คอมพิวเตอรไมเกี่ยวของกับนักเรียน
2. การใชภาษาแบบใดที่แสดงถึงความมีจิตสํานึก
ของผูสรางผลงาน
ก ใชภาษาที่สั้นกะทัดรัด
ข ใชภาษาวัยรุนที่เขาใจงาย
ค ใชภาษาที่ถูกตองตามกาลเทศะ
ง ใชภาษาสากลหรือภาษาอังกฤษเทานั้น
3. กระดาษขนาดA4 1 แผน สามารถสราง
นามบัตรไดกี่ใบ
ก 1 ใบ
ข 2 ใบ
ค 6 ใบ
ง 8 ใบ
4. การกําหนดขนาดของรูปภาพที่แทรกใน
นามบัตรจะตองตั้งคาที่ใด
ก หนาตางแทรกรูปภาพ
ข หนาตางรูปรางอัตโนมัติ
6. ดานใดของบัตรอวยพรที่ผูใชจะตองออกแบบ
ใหตัวอักษรและภาพกลับหัว
ก ดานหนา
ข ดานในบน
ค ดานในลาง
ง ดานหลัง
7. ใบประกาศควรมีขนาดเทาใด
ก เต็มหนากระดาษขนาดA4
ข ครึ่งหนึ่งของกระดาษขนาดA4
ค ขนาด 1/3 ของกระดาษขนาดA4
ง ขนาด 1/4ของกระดาษขนาดA4
8. ถาตองการสรางใบประกาศในแนวนอนจะตอง
ตั้งคาที่ใด
ก หนาตางตั้งคาเอกสารใหม
ข หนาตางตั้งคาหนากระดาษ
ค หนาตางจัดรูปแบบตัวอักษร
ง หนาตางจัดรูปแบบใบประกาศ
9. การแทรกหมายเลขหนาจําเปนสําหรับการ
สรางผลงานใดมากที่สุด
ก รายงาน
ข นามบัตร
ค ใบประกาศ
ง บัตรอวยพร
10. ขอใดคือประโยชนของแท็บในการสราง
ค หนาตางรูปภาพจากแฟม
ง หนาตางจัดรูปแบบรูปภาพ
5. การสรางบัตรอวยพรในรูปแบบพับครึ่ง
แนวนอน ผูสรางจะตองออกแบบบัตรอวยพรกี่
ดาน
ก 1 ดาน
ข 2 ดาน
ค 4 ดาน
ง 8 ดาน
รายงาน
ก ชวยประหยัดกระดาษในการทํารายงาน
ข ชวยใหตัวอักษรมีขนาดเดียวกันทั้งรายงาน
ค ชวยใหหนากระดาษมีขนาดเทากันทั้ง
รายงาน
ง ชวยใหตัวอักษรยอหนาและเวนวรรค
เทากันทั้งรายงาน
แบบทดสอบปลายป
เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปที่ 5
ชื่อ ชั้น เลขที่
ตอนที่ 1 เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว(ขอละ1คะแนน)
1. ขอใดคือวิธีการรับขอมูลขั้นพื้นฐานของมนุษย
ก ความคิด
ข ความฝน
ค ลางสังหรณ
ง ประสาทสัมผัส
2. ขอมูลไมไดรับจากการมองเห็นดวยดวงตา
ก ภาพเขียน
ข ตัวหนังสือ
ค สัญลักษณ
ง เสียงดนตรี
3. อวัยวะใดของมนุษยไมไดใชสําหรับรับขอมูล
ก หู
ข ลิ้น
ค จมูก
ง หัวใจ
4. ขอใดคือลักษณะของขอมูลที่ดี
ก มีผูรูขอมูลมากกวา3 คน
ข ผานการตีพิมพเปนตัวอักษร
ค มีความถูกตองและเชื่อถือได
ง นําเสนอดวยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
5. “ปารุตตองการซื้อมะนาว” ขอมูลใดเปนขอมูล
ที่ดีของปารุต
ก ราคามะนาวเมื่อป พ.ศ. 2530
ข ราคามะนาวที่จําหนายที่รานคาใกลบาน
ค ราคามะนาวที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร
ง ราคามะนาวที่จําหนายในประเทศเพื่อน
บาน
6. ตนไมเปนแหลงขอมูลหรือไม เพราะเหตุใด
ก เปน เพราะเปนสิ่งมีชีวิต
7. แหลงขอมูลประเภทใดที่ชวยใหสามารถคนหา
ขอมูลไดสะดวกและรวดเร็วมากที่สุด
ก บุคคล
ข สถานที่
ค สัตวและสิ่งของ
ง สื่ออิเล็กทรอนิกส
8. ขอใดคือแหลงขอมูลประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส
ก แผนซีดี
ข หองสมุด
ค พิพิธภัณฑ
ง ผูเชี่ยวชาญทางดานอิเล็กทรอนิกส
9. “ประวัติคอมพิวเตอร สวนประกอบของ
คอมพิวเตอร และแนวโนมของคอมพิวเตอร”
เปนการกําหนดหัวขอในขั้นตอนของการคนหา
ขอมูล
ก การกําหนดวัตถุประสงค
ข การสรุปและจัดทํารายงาน
ค การกําหนดหัวขอของขอมูล
ง การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล
10. การพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจในการ
คนหาขอมูลควรยึดปฏิบัติตามขอใด
ก ความทันสมัย
ข คําแนะนําของเพื่อน
ค ความตองการของสังคม
ง วัตถุประสงคในการคนหา
11. ขอใดคืออุปกรณสําหรับเก็บรักษาขอมูลใน
รูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส
ก แผนดีวีดี
ข แฟมขอมูล
ข ไมเปน เพราะไมไดเปนสิ่งมีชีวิต
ค ไมเปน เพราะไมมีผูเชี่ยวชาญรับรอง
ง เปน เพราะสามารถใหขอมูลเกี่ยวกับพืช
ได
ค โตะนักเรียน
ง ตูเก็บเอกสาร
12. ขอใดกลาวถึงไออีไมถูกตอง
ก ใชสําหรับเชื่อมตออินเทอรเน็ต
ข เปนเว็บเบราวเซอรโปรแกรมหนึ่ง
ค ติดตั้งพรอมกับโปรแกรมระบบปฏิบัติการ
ของบริษัทไมโครซอฟต
ง คอมพิวเตอรจะเปดโปรแกรมนี้ให
อัตโนมัติเมื่อเปดเครื่อง
13. “ถาหนาจอคอมพิวเตอรไมมีไอคอนของ
อินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร” ผูใชจะเรียกใช
งานอินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอรไดอยางไร
ก คลิกเลือกชื่ออินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร
ที่สตารตเมนู
ข ดับเบิลคลิกที่สตารตเมนู แลวเลือกโอเพน
หรือเปด
ค แดรกสที่พื้นที่วางบนหนาจอคอมพิวเตอร
แลวเลือกโอเพนหรือเปด
ง คลิกขวาที่พื้นที่วางบนหนา
จอคอมพิวเตอร แลวเลือกเปดอินเทอรเน็ต
เอ็กซพลอเรอร
14. ขอใดไมใชสวนประกอบของหนาตาง
โปรแกรมอินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร
ก แถบเมนู
ข คลิปอารต
ค พื้นที่ใชงาน
ง แอดเดรสบาร
นําขอมูลตอไปนี้ตอบคําถามขอ 15–17
1. พิมพคําสําคัญ
2. เรียกใชเซิรชเอนจิ้น
3. เรียกใชอินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร
4. คลิกเว็บไซตที่นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับ
คําสําคัญ
15. ขอใดเรียงลําดับการคนหาขอมูลไดถูกตอง
ก 1, 4, 2, 3
16. ขอใดคือขั้นตอนที่ตองพิมพที่อยูของกูเกิล
ก ขอที่ 1
ข ขอที่ 2
ค ขอที่ 3
ง ขอที่ 4
17. ถาตองการคนหาขอมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผูใช
จะตองพิมพคําวาเทคโนโลยีในขั้นตอนใด
ก ขอที่ 1
ข ขอที่ 2
ค ขอที่ 3
ง ขอที่ 4
18. ขอใดคือขอดีของเซิรชเอนจิ้นประเภทการ
คนหาขอมูลจากคําสําคัญ
ก คนหาขอมูลไดจากสื่อหลายประเภท
ข ผูคนหาขอมูลไมจําเปนตองมีความรูดาน
เทคโนโลยี
ค คนหาขอมูลไดรวดเร็วและมีฐานขอมูล
จํานวนมาก
ง ผูคนหาขอมูลไมจําเปนตองเชื่อมตอ
อินเทอรเน็ต
19. ขอใดไมใชประเภทของขอมูลที่สามารถคนหา
ไดจากคําสั่งของกูเกิล
ก รูปภาพ
ข กลุมขาว
ค คลิปวิดีโอ
ง สารบบเว็บ
20. ขอใดคือที่อยูของกูเกิล
ก http://www.google.com
ข http://www.com.google
ค http://www.google.html
ง http://www.search.google.co.th
21. ขอใดไมใชขอมูลที่สามารถสรางไดจาก
ข 2, 3, 4, 1
ค 3, 2, 1, 4
ง 4, 1, 3, 2
โปรแกรมประมวลผลคํา
ก กราฟ
ข แผนภูมิ
ค สัญลักษณ
ง ภาพเคลื่อนไหว
22. ผลงานที่ไดจากโปรแกรมประมวลผลคําจะมี
ลักษณะเหมือนกับผลงานที่ไดจากเครื่องมือใด
ก เครื่องคิดเลข
ข เครื่องพิมพดีด
ค เครื่องถายเอกสาร
ง เครื่องถายภาพอัตโนมัติ
23. ขอใดไมใชอุปกรณที่จําเปนในการใชงาน
โปรแกรมประมวลผลคํา
ก จอภาพ
ข แปนพิมพ
ค เครื่องพิมพ
ง น้ํายาลบคําผิด
24. ไฮเปอรเท็กซกับไฮเปอรพิกเจอรที่สรางดวย
โปรแกรมประมวลผลคําแตกตางกันอยางไร
ก ไฮเปอรเท็กซใชตัวอักษรแตไฮเปอร-
พิกเจอรใชรูปภาพในการเชื่อมโยง
ข ไฮเปอรเท็กซเชื่อมโยงไปยังตัวอักษรแต
ไฮเปอรพิกเจอรเชื่อมโยงไปยังรูปภาพ
ค ไฮเปอรเท็กซเชื่อมโยงภายในเอกสารแต
ไฮเปอรพิกเจอรเชื่อมโยงภายนอกเอกสาร
ง ไฮเปอรเท็กซนําเสนอเปนเอกสารสิ่งพิมพ
ไดแตไฮเปอรพิกเจอรไมสามารถนําเสนอ
เปนเอกสารสิ่งพิมพได
25. เหตุใดการใชโปรแกรมประมวลผลคําจึงเปน
การชวยรักษาสิ่งแวดลอม
ก เพราะใชคอมพิวเตอรชนิดพิเศษ
ข เพราะไมตองใชกระดาษในการสราง
ผลงาน
ค เพราะไมตองใชกระแสไฟฟาในการสราง
ผลงาน
ง เพราะสามารถตรวจสอบผลงานกอนสั่ง
พิมพลงบนกระดาษ
26. ขอใดคือลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา
ในปจจุบัน
ก เปนฟรีโปรแกรมทุกโปรแกรม
ข เปนชุดสําหรับทํางานขั้นพื้นฐานของ
คอมพิวเตอร
ค เปนโปรแกรมที่ตองใชกับคอมพิวเตอร
แบบเฉพาะเจาะจง
ง เปนโปรแกรมที่จะตองติดตั้งกับโปรแกรม
ระบบที่พัฒนาโปรแกรมนั้น ๆ
27. ขอใดคือลักษณะที่เหมือนกันของหนาตาง
โปรแกรมประมวลผลคําที่สรางและพัฒนาจาก
ทุกบริษัท
ก ตําแหนงของคําสั่งที่แถบเมนู
ข ปุมเชื่อมโยงไปยังบริษัทที่ผลิต
ค พื้นที่ใชงานมีรูปแบบคลายกระดาษ
ง ภาษาอังกฤษที่เปนคําสั่งพิเศษของ
โปรแกรม
28. ไมโครซอฟตเวิรดเปนโปรแกรมประมวลผลคํา
ในชุดใด
ก ออฟฟศโอเพน
ข ไมโครซอฟตโอเพน
ค ไมโครซอฟตออฟฟศ
ง ออฟฟศโอเพนไมโครซอฟต
29. ปลาดาวไรตเตอรดีกวาโอเพนออฟฟศดอท
โออารจีไรเตอรอยางไร
ก เสียคาลิขสิทธิ์นอยกวา
ข มีโปรแกรมในชุดจํานวนมากกวา
ค สรางจากบริษัทที่มีความนาเชื่อถือมากกวา
ง สนับสนุนการทํางานดวยภาษาไทย
มากกวา
30. สมารตสูทเปนชื่อชุดของโปรแกรมประมวลผล
ใด
ก โลตัสเวิรดโปร
ข เวิรดเพอรเฟกต
ค ปลาดาวไรตเตอร
ง ไมโครซอฟตเวิรด
31. การเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดจากไอคอนกับปุม
สตารตเหมือนกันอยางไร
ก ตองใชคําสั่งจากปุมสตารตเหมือนกัน
ข สั่งงานไดจากการดับเบิลคลิกเหมือนกัน
ค สามารถเลือกคําสั่งโอเพนจากเมนูลัดได
เหมือนกัน
ง ปรากฏหนาตางโปรแกรมในขั้นตอน
สุดทายเหมือนกัน
32. ขอใดไมไดแสดงบนแถบสถานะ
ก จํานวนหนา
ข ภาษาที่ใชพิมพ
ค บรรทัดที่กําลังพิมพ
ง คําสั่งแทรกรูปรางอัตโนมัติ
33. สวนประกอบใดของไมโครซอฟตเวิรดที่จะมี
ลักษณะเปลี่ยนไปตามงานบนพื้นที่ใชงาน
ก แถบเมนู
ข ทาสกเพน
ค แถบสถานะ
ง แถบเครื่องมือ
34. คําสั่งใดที่ไมโครซอฟตเวิรดจะดําเนินการให
อัตโนมัติเมื่อเรียกใชโปรแกรม
ก การบันทึกไฟลงาน
ข การสรางเอกสารเปลา
ค การเรียกใชไฟลงานเดิม
ง การพิมพเอกสารเดิมที่เคยบันทึกไว
35. ไอคอนบันทึกไฟลงานบนแถบเมนูของ
ไมโครซอฟตเวิรดมีลักษณะเหมือนสื่อบันทึก
ขอมูลประเภทใด
ก แผนซีดี
ข ฮารดดิสก
ค แผนดิสเกตต
ง ยูเอสบีแฟลชไดรฟ
37. ใครใชคําสั่งลัดจากแผงแปนอักขระเพื่อสั่งงาน
ไมโครซอฟตเวิรดไดถูกตอง
ก จําปากดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษร
เอ็นเมื่อตองการขึ้นหนาใหม
ข กุหลาบกดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษร
ซีเมื่อตองการคัดลอกไฟลงาน
ค มะลิกดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษรเอ็ม
เมื่อตองการสรางเอกสารใหม
ง ทานตะวันกดแปนคอนโทรลพรอม
ตัวอักษรเอสเมื่อตองการบันทึกไฟลงาน
38. ขอใดคือวิธีการตั้งคาตัวอักษรหลังการพิมพ
ก กดแปนชิฟทแลวตั้งคา
ข คลิกขวาที่ขอความแลวตั้งคา
ค แดรกเมาสคลุมขอความที่ตองการแลว
ตั้งคา
ง เลื่อนตัวชี้เมาสไวดานหลังขอความแลว
ตั้งคา
39. เมื่อใชงานไมโครซอฟตเวิรดสัญลักษณ มี
ประโยชนอยางไร
ก ชวยกําหนดลักษณะของตัวอักษร
ข ชวยบอกตําแหนงการพิมพบนพื้นที่ใชงาน
ค ชวยปองกันไมใหโปรแกรมเกิดความ
ผิดพลาด
ง ชวยแสดงความพรอมในการรับคําสั่งของ
โปรแกรม
40. ขอใดคือลักษณะของขอความที่ไดจากการใช
คําสั่ง I บนแถบเมนู
ก คอมพิวเตอร
ข คอมพิวเตอร
ค คอมพิวเตอร
ง คอมพิวเตอร
ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 41–42
36. ขอใดไมสามารถสั่งไดจากหนาตางการพิมพ
ของไมโครซอฟตเวิรด
ก เปลี่ยนเครื่องพิมพ
ข เลือกหนาที่ตองการพิมพ
ค ลดขนาดตัวอักษรที่ตองการพิมพ
ง กําหนดจํานวนสําเนาที่ตองการพิมพ
คอมพิวเตอรคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ
41. ขอใดคือขอความที่ไดจากการกดแปนแบ็ก-
สเพรซ 3 ครั้ง
ก คอมพิวเตอรคือโนโลยีสารสนเทศ
ข คอมพิวเตอรเทคโนโลยีสารสนเทศ
ค คอมพิวเตอรคือเทคโนโลยีสารสนเทศ
ง คอมพิวเตอรคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ
42. ขอใดคือวิธีการลบคําวา“คอมพิวเตอร”
ก แดรกเมาสคลุมเฉพาะคําวาคอมพิวเตอร
แลวกดแปนดีลีต
ข กดแปนดีลีตติดตอกันจนกวาคําวา
คอมพิวเตอรจะหายไป
ค กดแปนแบ็กสเพรซติดตอกันจนกวาคําวา
คอมพิวเตอรจะหายไป
ง แดรกเมาสคลุมเฉพาะคําวาคอมพิวเตอร
แลวกดแปนแบ็กสเพรซ
43. ขอใดหมายถึงภาพตัดปะ
ก ภาพที่บันทึกไวในแผนซีดี
ข ภาพที่บันทึกไวในหนวยความจําหลัก
ค ภาพที่ดาวนโหลดมาจากอินเทอรเน็ต
ง ภาพที่อยูในคลังภาพของไมโครซอฟต
เวิรด
44. การแทรกรูปภาพประเภทใดที่จะตองเลือกจาก
ทาสกเพน
ก ภาพตัดปะ
ข ภาพเคลื่อนไหว
ค ภาพนิ่งทุกประเภท
ง ภาพที่บันทึกไวในคอมพิวเตอร
45. ขอใดไมไดอยูในคําสั่งแทรกรูปภาพ
ก แผนภูมิ
ข สรางรูปวาด
ค กลองขอความ
ง รูปรางอัตโนมัติ
46. “ฟาตองการแทรกภาพถายของตนเอง” ฟาตอง
ปฏิบัติอยางไร
ก คลิกขวาที่พื้นที่ใชงาน เลือกรูปภาพจาก
แฟม แลวดับเบิลคลิกที่ภาพถายของฟา
ข คลิกที่แทรกบนแถบเมนู เลือกรูปภาพ
เลือกจากแฟม แลวดับเบิลคลิกที่ภาพถาย
47. รูปรางอัตโนมัติในหัวขอใดที่สามารถพิมพ
ขอความไดเหมือนกลองขอความโดยไมตอง
ตั้งคาเพิ่มเติม
ก คําบรรยาย
ข ลูกศรแบบบล็อก
ค แผนผังลําดับงาน
ง ดาวและปายประกาศ
48. รูปรางอัตโนมัติใดไมไดอยูในหัวขอรูปราง
พื้นฐาน
ก ค
ข ง
49. ขอใดคือประโยชนของปุมสีเขียวที่อยูดานบน
ของวัตถุที่ใชในไมโครซอฟตเวิรด
ก ชวยหมุนวัตถุ
ข ชวยเปลี่ยนสีวัตถุ
ค ชวยเปลี่ยนขนาดวัตถุ
ง ชวยแสดงสถานะวัตถุ
50. ขอใดคือขอดีของการพิมพตัวอักษรไวในกลอง
ขอความ
ก สามารถเปลี่ยนสีตัวอักษรได
ข สามารถเลื่อนตัวอักษรไปมาได
ค สามารถบอกที่มาของตัวอักษรได
ง สามารถเชื่อมโยงเปนไฮเปอรเท็กซได
51. เสนขอบของกลองขอความที่สามารถยายไดจะ
มีลักษณะอยางไร
ก เปนจุด
ข เปนสีเขียว
ค เปนเสนกากบาท
ง เปนเสนทแยงมุม
52. ขอใดไมใชหัวขอในหนาตางจัดรูปแบบกลอง
ของฟา
ค ดับเบิลคลิกที่วัตถุบนพื้นที่ใชงาน คลิกที่
เปลี่ยนในหนาตางแทรกวัตถุ แลวดับเบิล
คลิกที่ภาพถายของฟา
ง คลิกที่แทรกบนแถบเมนู เลือกรูปภาพ
เลือกภาพตัดปะ พิมพชื่อไฟล คลิกคนหา
และดับเบิลคลิกที่ภาพถายของฟา
ขอความ
ก ขนาด
ข ภาพนิ่ง
ค เคาโครง
ง สีและเสน
53. ตารางจําลองมีหนาที่อะไร
ก กําหนดขนาดของตารางที่ตองการสราง
ข กําหนดจํานวนชองของตารางที่ตองการ
สราง
ค แสดงตําแหนงของตารางกอนการสราง
ตารางจริง
ง แสดงลักษณะของตารางกอนการสราง
ตารางจริง
54. ขอใดไมสามารถตั้งคาในตารางของ
ไมโครซอฟตเวิรดได
ก เปลี่ยนสีของเสนตาราง
ข เปลี่ยนเสนตารางเปนเสนปะ
ค เปลี่ยนเสนตารางเปนเสนโคง
ง เปลี่ยนขนาดความหนาของเสนตาราง
55. ลักษณะของตัวชี้เมาส หมายถึงอะไร
ก เลือกทุกชองในตาราง
ข พิมพขอความเฉพาะชองที่ลูกศรชี้
ค เลือกทุกชองของตารางในแนวนอนที่
ลูกศรชี้
ง พิมพขอความทุกชองของตารางใน
แนวนอนที่ลูกศรชี้
56. จิตสํานึกในการสรางผลงานมีความสําคัญ
อยางไร
ก ชวยเพิ่มประสิทธิภาพของผลงาน
ข ชวยสงเสริมผูที่มีความสามารถในการ
สรางผลงาน
ค ชวยใหเกิดการสรางสรรคผลงานที่ดีและ
ไมทําใหผูอื่นเดือดรอน
ง ชวยใหผูสรางผลงานไมกระทําความผิด
ตามที่กฎหมายกําหนด
57. เมื่อเรานําผลงานของผูอื่นมาพัฒนาตอควร
ปฏิบัติอยางไร
58. นักเรียนไมควรปฏิบัติตามผูใด
ก น้ํานําขอมูลของผูอื่นมาทํารายงาน
ข ดินแทรกรูปภาพของตนเองไวในนามบัตร
ค ฟาทําสําเนาใบประกาศรับสมัครงาน
จํานวนมาก
ง ลมสรางบัตรอวยพรโดยใชกลอนแปด
นําเสนอขอมูล
59. ใครสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกตอสิ่งแวดลอม
มากที่สุด
ก โอมตรวจสอบผลงานกอนพิมพลงบน
กระดาษ
ข โฬมปดคอมพิวเตอรที่ใชสรางผลงานทุก
30 นาที
ค โจมใชคอมพิวเตอรประสิทธิภาพสูงใน
การสรางผลงาน
ง โดมคัดลอกผลงานที่สรางไวแลวมาใช
งานใหคุมคามากที่สุด
60. ขอใดคือผลงานที่นิยมสรางจากไมโครซอฟต
เวิรดมากที่สุด
ก เว็บไซตนําเสนอวิธีการซอมคอมพิวเตอร
ข ใบประกาศจบการอบรมวิชาคอมพิวเตอร
ค บทเรียนคอมพิวเตอรเรื่องคอมพิวเตอร
เบื้องตน
ง มัลติมีเดียภาพการตูนประกอบเสียง
กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร
61. ขั้นตอนแรกของการสรางนามบัตร บัตรอวย
พร และใบประกาศคือขอใด
ก การตั้งคาหนากระดาษ
ข การสรางกลองขอความ
ค การรางแบบผลงานกอนการสรางจริง
ง การกําหนดรูปแบบของผลงานที่พื้นทีใช
งาน
ก จัดทําอางอิงถึงที่มาของผลงานนั้น
ข ระลึกถึงบุญคุณของผูสรางผลงาน
ค กลาวขอบคุณผูสรางผลงานทันทีเมื่อมี
โอกาส
ง ไมควรแสดงขอมูลใด ๆ ที่เกี่ยวของกับ
ผูสรางผลงาน
62. ขอใดคือประโยชนของนามบัตร
ก ชวยแนะนําตนเองกับผูอื่น
ข ชวยบอกขอมูลที่ผูอื่นตองการรู
ค ชวยแสดงความยินดีในโอกาสตาง ๆ
ง ชวยนําเสนอขอมูลในเรื่องที่เราสนใจ
63. นามบัตรมีลักษณะคลายสิ่งใดมากที่สุด
ก รายงาน
ข ทะเบียนบาน
ค บัตรประชาชน
ง ใบประกาศนียบัตร
64. ขอมูลใดไมนิยมแสดงไวในนามบัตร
ก วันเกิด
ข เบอรโทรศัพท
ค ชื่อและนามสกุล
ง ตําแหนงหนาที่การทํางาน
65. คําสั่งใดไมจําเปนในการใชสรางนามบัตร
ก การตั้งคาหนากระดาษ
ข การเปลี่ยนขนาดรูปภาพ
ค การแทรกกลองขอความ
ง การคัดลอกและการวางวัตถุ
66. ใครควรเลือกสรางบัตรอวยพรมากที่สุด
ก ดังตองการแนะนําตนเองกับคนแปลกหนา
ข เดนตองการแจงกําหนดการประชุม
ประจําป
ค ดาตองการแสดงความดีใจกับเพื่อนที่จบ
การศึกษา
ง ดวงตองการสรุปผลงานของตนเอง
ทั้งหมดเสนอตอหัวหนา
67. ผูสรางควรนําเสนอขอมูลสวนใหญของบัตร
อวยพรรูปแบบพับครึ่งแนวนอนในดานใด
ก ดานหลัง
ข ดานหนา
ค ดานในบน
ง ดานในลาง
68. ดานหนาของบัตรอวยพรผูใชควรออกแบบให
มีลักษณะอยางไร
ก ไมมีขอมูลหรือรูปภาพใด ๆ
69. ขอใดคือวิธีการสรางกรอบใหหนากระดาษเพื่อ
สรางบัตรอวยพร
ก คลิกขวาบนพื้นที่ใชงาน แลวเลือกแสดง
เสนขอบ
ข คลิกที่แถบเคาโครงในหนาตางตั้งคา
หนากระดาษแลวคลิกที่เสนขอบ
ค แดรกเมาสคลุมพื้นที่ที่ตองการสรางเสน
ขอบ แลวคลิกเลือกคําสั่งเสนของที่แถบ
เมนู
ง ดับเบิลคลิกบนพื้นที่ใชงาน แลวคลิก
กําหนดกรอบในหนาตางตั้งคารูปแบบ
เอกสารใหม
70. เหตุใดจึงตองใชอักษรศิลปในการสราง
ขอความในบัตรอวยพร
ก เพราะอักษรศิลปสามารถเปลี่ยนสีได
ข เพราะอักษรศิลปสวยกวาตัวอักษรปกติ
ค เพราะตองการหมุนใหตัวอักษรกลับดาน
ง เพราะตองการกําหนดขนาดของตัวอักษร
ใหชัดเจน
71. เหตุใดจึงตองกําหนดขนาดพื้นที่ใชงานเปน
32% ในการวางวัตถุเพื่อสรางบัตรอวยพร
ก เพราะจะไดมองเห็นวัตถุใหชัดเจนยิ่งขึ้น
ข เพราะตองการใหเห็นพื้นที่ใชงานทั้ง2
หนากระดาษ
ค เพราะตองการเพิ่มขนาดของบัตรอวยพร
ใหตรงกับมาตรฐานที่กําหนด
ง เพราะจะไดตรวจสอบรายละเอียดของ
วัตถุทั้งหมดกอนจัดวาง
72. ขอใดคือวิธีการเคลื่อนยายวัตถุ
ก คลิกที่วัตถุแลวแดรกเมาสลากวัตถุนั้นไป
ยังตําแหนงที่ตองการ
ข ดับเบิลคลิกที่วัตถุแลวตั้งคาการจัดวางใน
หนาตางการจัดรูปแบบวัตถุ
ข มีรูปแบบที่นาสนใจมากที่สุด
ค ควรมีทั้งรูปภาพและขอความ
ง มีขอมูลที่ตองการนําเสนอใหมากที่สุด
ค คลิกขวาที่วัตถุแลวเลือกเติมคาX และ Y
ตามแกนของหนากระดาษ
ง แดรกเมาสเลือกวัตถุทั้งหมด คลิกขวาแลว
ตั้งคาการจัดวางในหนาตางการตั้งคา
หนากระดาษ
73. ขอใดคือวิธีการพิมพบัตรอวยพรรูปแบบพับ
ครึ่งแนวนอน
ก คลิกคําสั่งพิมพบนแถบเมนูเพื่อพิมพ
ขอมูลทั้งหมดในครั้งเดียว
ข เปดหนาตางการพิมพเลือกพิมพหนา 1
พลิกกลับดานหนากระดาษแลวสั่งพิมพ
หนา 2 อีกครั้งหนึ่ง
ค เปดหนาตางการพิมพกําหนดจํานวน
สําเนาเปน 2เพื่อพิมพขอมูล 2
หนากระดาษในครั้งเดียว
ง คลิกคําสั่งพิมพบนแถบเมนูเพื่อพิมพ
เฉพาะหนาที่แสดงในปจจุบัน พลิกกลับ
ดานหนากระดาษแลวคลิกคําสั่งพิมพบน
แถบเมนูอีกครั้งหนึ่ง
74. ขอใดคือเทคนิกการพิมพใบประกาศพรอมกัน
10 ใบดวยการใชคําสั่งเพียงครั้งเดียว
ก คลิกขวาคําสั่งพิมพที่แถบเมนู พิมพ 10 ใน
ชองวาง
ข เปดหนาตางการพิมพ พิมพ 1–10 หลัง
คําสั่งชวงของหนา
ค เปดหนาตางการพิมพ พิมพ 10 หลังคําสั่ง
จํานวนสําเนา
ง ดับเบิลคลิกคําสั่งพิมพที่แถบเมนู พิมพ 10
หลังคําสั่งจํานวนสําเนา
75. กระดาษในสวนใดของรายงานที่ควรจะ
แตกตางจากสวนอื่น
ก ปกใน
ข อางอิง
ค เนื้อหา
ง ปกนอก
76. สัญลักษณแท็บสามารถสังเกตไดจากที่ใด
ก ตัวชี้เมาส
ข คําสั่งในทาสกเพนท
ค ดานซายของแถบสถานะ
ง บรรทัดที่แสดงเหนือพื้นที่ใชงาน
77. คําสั่งการเรียงลําดับมีประโยชนอยางไร
ก ชวยเรียงขอความตามลําดับตัวอักษร
ข ชวยเรียงขอความตามลําดับความยาว
ค ชวยเรียงหนากระดาษตามโครงสรางของ
รายงาน
ง ชวยเพิ่มหมายเลขหนาขอความเรียงลําดับ
ตามตัวเลข
ใชตัวเลือกผลงานที่สรางดวยไมโครซอฟตเวิรด
ตอไปนี้ตอบคําถามขอ 78–80
ก รายงาน
ข นามบัตร
ค ใบประกาศ
ง บัตรอวยพร
78. การสรางผลงานในขอใดที่ไมตองรางแบบกอน
สรางผลงานจริง (ก)
79. การสรางผลงานในขอใดตัวอักษรที่นําเสนอ
จะตองมีขนาดใหญกวาผลงานประเภทอื่น ๆ
(ค)
80. การสรางผลงานในขอใดที่ตองใชคําสั่งตั้งคา
เย็บกระดาษ (ก)
ตอนที่ 2 ตอบคําถามตอไปนี้ (ขอละ 2 คะแนน)
1. รูปรางอัตโนมัติแบงเปนกี่หัวขอ อะไรบาง 7 หัวขอ ไดแก เสนตัวเชื่อมตอ รูปรางพื้นฐาน ลูกศร
แบบบล็อก แผนผังลําดับงาน ดาวและปายประกาศ และคําบรรยาย
2. รายงานทั่วไปจะประกอบไปดวยอะไรบาง ปกหนา ปกใน คํานํา สารบัญ เนื้อหา และอางอิง
3. การคนหาขอมูลแบงเปนกี่ขั้นตอน อะไรบาง 7 ขั้นตอน คือ การกําหนดวัตถุประสงค การกําหนด
หัวขอของขอมูล การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหาและรวบรวมขอมูล การพิจารณา
เปรียบเทียบ และตัดสินใจ การสรุปผลและจัดทํารายงาน และการเก็บรักษาขอมูล
4. ยกตัวอยางบัตรอวยพรมาอยางนอย 3 ประเภท บัตรอวยพรปใหม บัตรอวยพรงานแตงงาน
และบัตรอวยพรวันเกิด
5. เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวของกับขอมูลและแหลงขอมูลอยางไรเทคโนโลยีสารสนเทศเปนการใช
เทคโนโลยีมาชวยจัดการกับขอมูลและแหลงขอมูล เพื่อใหเกิดประโยชนในดานตาง ๆ ตอผูใชขอมูล
6. การสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใชวัสดุและอุปกรณใดบางคอมพิวเตอรที่ติดตั้ง
ไมโครซอฟตเวิรด เครื่องพิมพ กระดาษสําหรับรางแบบ เครื่องเขียนสําหรับรางแบบ กระดาษสําหรับ
พิมพนามบัตรขนาด A4 ไฟลรูปภาพ และกรรไกร
7. การใชคําสั่งพิมพที่หนาตางการพิมพดีกวาการใชคําสั่งการพิมพแบบลัดอยางไรสามารถกําหนด
รายละเอียดในการพิมพเอกสารได
8. การบันทึกไฟลงานในครั้งแรกไมโครซอฟตเวิรดจะบังคับใหใชคําสั่งใด เพราะเหตุใดคําสั่ง
บันทึกเปน เนื่องจากผูใชจะตองระบุพื้นที่ที่ตองการบันทึกไฟลงาน
9. การลบตัวอักษรบนพื้นที่ใชงานของไมโครซอฟตเวิรดสามารถสั่งไดจากแผงแปนพิมพอักขระใด
แปนแบ็กสเพรซและแปนดีลีต
10. การสรางผลงานจากโปรแกรมประมวลผลคําดีกวาการสรางผลงานจากเครื่องพิมพอยางไรยกตัวอยาง
มาอยางนอย 3 อยาง ผลงานที่ไดจะมีความสวยงาม สะอาด และเรียบรอยมากกวา
สามารถพิมพไดหลายภาษา ลบและแกไขตัวอักษรไดสะดวก และสามารถแทรกรูปภาพ กราฟ
และตารางประกอบขอความได
แบบบันทึกความรู
เรื่องที่ศึกษา บันทึกเมื่อ
แหลงคนควา 1) จากหนังสือ ผูแตง
โรงพิมพ ปที่พิมพ หนา
2) จากรายการวิทยุ–โทรทัศนชื่อรายการ
ออกอากาศเมื่อวันที่ เดือน พ.ศ.
3) จากเว็บไซต
สรุปความรู
ประโยชนที่ไดรับ
การนําไปใช
แนวทางที่จะปฏิบัติตอไป
แบบบันทึกผลการอภิปราย
หัวขอ/ประเด็นอภิปราย
สรุปผล
การนําไปใช
ขอเสนอแนะ/ความคิดเห็นเพิ่มเติม
แบบประเมินผลงาน
1. แบบประเมินคุณภาพของชิ้นงาน
ที่ ชื่อ–นามสกุล
รายการประเมิน
คะแนน
ระดับ
คุณภาพ
การ
ออกแบบ
ความ
สวยงาม
ความ
ประณีต
ความคิด
สรางสรรค
5 5 5 5 20
4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช 1 = ควรปรับปรุง
เกณฑการประเมินและระดับคุณภาพ
18–20 หมายถึง ดีมาก
15–17 หมายถึง ดี
9–14 หมายถึง พอใช
1–8 หมายถึง ควรปรับปรุง
จํานวนนักเรียนที่ผานระดับคุณภาพ คน
จํานวนนักเรียนที่ไมผานระดับคุณภาพ คน
ลงชื่อ ผูประเมิน
2. แบบประเมินการนําเสนอผลงาน
ที่
ชื่อ–นามสกุล
รายการประเมิน
คะแนน
ระดับ
คุณภาพ
ความ
พรอม
ในการ
นําเสนอ
วิธีการ
นําเสนอ
นาสนใจ
เนื้อหา
ถูกตอง
ครบถวน
การใช
สื่อ
ประกอบ
การ
ตอบ
คําถาม
ตรง
ประเด็น
4 4 4 4 4 20
4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช 1 = ควรปรับปรุง
เกณฑการประเมินและระดับคุณภาพ
18–20 หมายถึง ดีมาก
15–17 หมายถึง ดี
9–14 หมายถึง พอใช
1–8 หมายถึง ควรปรับปรุง
จํานวนนักเรียนที่ผานระดับคุณภาพ คน รอยละ
จํานวนนักเรียนที่ไมผานระดับคุณภาพ คน รอยละ
ลงชื่อ ผูประเมิน
เครื่องมือประเมินผลการเรียนรูดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม
การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม
หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. เจตคติที่ดีตอขอมูล
และแหลงขอมูล
1. มีความสนใจ เอาใจใส และเต็มใจทํางาน
2. มีความสนุกสนานในการปฏิบัติงาน
3. เห็นประโยชนของการทํางาน
2. ความกระตือรือรน 1. ลงมือทํางานทันทีที่ไดรับมอบหมาย
2. เอาใจใสในการทํางานอยูตลอดเวลา
3. ชอบทํางานที่เปนงานใหมอยูเสมอ
3. มารยาทในการ
ทํางาน
1. รับผิดชอบงานในหนาที่ของตนเอง
2. ใชคําพูดที่สุภาพไพเราะกับเพื่อนรวมงาน
3. ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
4. มีน้ําใจชวยเหลือ เผื่อแผ และแบงปนวัสดุอุปกรณแกผูรวมงาน
4. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย
2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา
3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม
หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. เจตคติที่ดีตอ
โปรแกรม
ประมวลผลคํา
1. มีความสนใจ เอาใจใส ตั้งใจ และเต็มใจทํางาน
2. ปฏิบัติงานอยางมีความสุข
3. เห็นประโยชนของการทํางาน
2. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย
2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา
3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน
3. ความคิดสรางสรรค 1. มีความคิดริเริ่มสรางผลงานใหม ๆ
2. ออกแบบชิ้นงานแตกตางจากผูอื่น
3. ตกแตงและดัดแปลงงานไดหลายแบบ
4. ทํางานตาง ๆ ดวยคามละเอียดลออ
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม
หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. เจตคติที่ดีตอ
ไมโครซอฟตเวิรด
1. มีความสนใจ เอาใจใส ตั้งใจ และเต็มใจทํางาน
2. ปฏิบัติงานอยางมีความสุข
3. เห็นประโยชนของการทํางาน
2. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย
2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา
3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน
3. มีมารยาทในการ
ทํางาน
1. รับผิดชอบงานในหนาที่ของตนเอง
2. ใชคําพูดที่สุภาพไพเราะกับเพื่อนรวมงาน
3. ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
4. มีน้ําใจชวยเหลือ เผื่อแผ และแบงปนวัสดุอุปกรณแกผูรวมงาน
4. ความรอบคอบ 1. ทํางานดวยความระมัดระวัง และหาวิธีปองกันอันตราย
2. ทบทวนรายละเอียดของงานที่ทํา
3. ตรวจสอบผลงานที่ทําเสร็จแลว
5. ความคิดสรางสรรค 1. มีความคิดริเริ่มสรางผลงานใหม ๆ
2. ออกแบบชิ้นงานแตกตางจากผูอื่น
3. ตกแตงและดัดแปลงงานไดหลายแบบ
4. ทํางานตาง ๆ ดวยคามละเอียดลออ
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. เจตคติที่ดีตอการ
สรางสรรคผลงาน
ดวยไมโครซอฟต
เวิรด
1. มีความกระตือรือรนในการทํางาน
2. ปฏิบัติงานอยางมีความสุข
3. เห็นประโยชนของการทํางาน
2. มารยาทในการ
ทํางาน
1. รับผิดชอบงานในหนาที่ของตนเอง
2. ใชคําพูดที่สุภาพไพเราะกับเพื่อนรวมงาน
3. ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
4. มีน้ําใจชวยเหลือ เผื่อแผ และแบงปนวัสดุอุปกรณแกผูรวมงาน
3. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย
2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา
3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน
4. ความคิดสรางสรรค 1. มีความคิดริเริ่มสรางผลงานใหม ๆ
2. ออกแบบชิ้นงานแตกตางจากผูอื่น
3. ตกแตงและดัดแปลงงานไดหลายแบบ
4. ทํางานตาง ๆ ดวยคามละเอียดลออ
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. ทักษะการทํางาน
รวมกัน
1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม
2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา
3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม
4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม
2. ทักษะการนําเสนอ
ผลงาน
1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม
2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน
3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน
4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ
3. ทักษะการแสวงหา
ความรู
1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได
2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู
3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน
4. สํารวจขอมูลและเก็บรวบรวมไวเพื่อใชประโยชน
5. บันทึกเกี่ยวกับขอมูลที่พบเห็นเปนประจํา
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. ทักษะการแสวงหา
ความรู
1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได
2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู
3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน
4. มีการเผยแพรสารสนเทศโดยใชอุปกรณคอมพิวเตอร
2. ทักษะการทํางาน
รวมกัน
1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม
2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา
3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม
4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม
3. ทักษะการใช
เทคโนโลยี
1. เลือกใชเทคโนโลยีไดเหมาะสมกับการทํางาน
2. รูและใชงานเทคโนโลยีไดอยางถูกตอง
3. ใชเทคโนโลยีสงเสริมการทํางานของตนเองและกลุมไดอยางเหมาะสม
4. ใชเทคโนโลยีโดยคํานึงถึงจริยธรรม
4. ทักษะการนําเสนอ
ผลงาน
1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม
2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน
3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน
4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. ทักษะในการใช
เทคโนโลยี
1. รวบรวม ตรวจสอบความถูกตอง และจัดเก็บขอมูลจากแหลงการเรียนรู
2. มีการจัดการขอมูลและประมวลผลขอมูลดวยคอมพิวเตอร
3. มีการเก็บรักษาขอมูลอยางปลอดภัย
4. มีการเผยแพรสารสนเทศโดยใชอุปกรณคอมพิวเตอร
2. ทักษะการทํางาน
รวมกัน
1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม
2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา
3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม
4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม
3. ทักษะการนําเสนอ
ผลงาน
1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม
2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน
3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน
4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ
4. ทักษะการแสวงหา
ความรู
1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได
2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู
3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน
4. สํารวจขอมูลและเก็บรวบรวมไวเพื่อใชประโยชน
5. บันทึกเกี่ยวกับขอมูลที่พบเห็นเปนประจํา
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ
หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง
คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง
รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก
คะแนน
3 2 1
1. ทักษะในการใช
เทคโนโลยี
1. รวบรวม ตรวจสอบความถูกตอง และจัดเก็บขอมูลจากแหลงการเรียนรู
2. มีการจัดการขอมูลและประมวลผลขอมูลดวยคอมพิวเตอร
3. มีการเก็บรักษาขอมูลอยางปลอดภัย
4. มีการเผยแพรสารสนเทศโดยใชอุปกรณคอมพิวเตอร
2. ทักษะการทํางาน
รวมกับผูอื่น
1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม
2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา
3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม
4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม
3. ทักษะการใช
เทคโนโลยี
1. เลือกใชเทคโนโลยีไดเหมาะสมกับการทํางาน
2. รูและใชงานเทคโนโลยีไดอยางถูกตอง
3. ใชเทคโนโลยีสงเสริมการทํางานของตนเองและกลุมไดอยางเหมาะสม
4. ใชเทคโนโลยีโดยคํานึงถึงจริยธรรม
4. ทักษะการแสวงหา
ความรู
1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได
2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู
3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน
4. สํารวจขอมูลและเก็บรวบรวมไวเพื่อใชประโยชน
5. บันทึกเกี่ยวกับขอมูลที่พบเห็นเปนประจํา
5. ทักษะการนําเสนอ
ผลงาน
1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม
2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน
3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน
4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ
คะแนนที่ได
คะแนนรวม
ระดับคุณภาพเฉลี่ย
เกณฑการตัดสินคุณภาพ
ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66
ระดับคุณภาพ 3
ดีมาก, ดี
2
พอใช
1
ควรปรับปรุง
สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง )
ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ
คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
เครื่องมือประเมินสมรรถนะและภาระงานของนักเรียนโดยใชมิติคุณภาพ(Rubrics)
กระบวนการทํางานเปนการลงมือทํางานดวยตนเองโดยมุงเนนการฝกวิธีการทํางานอยาง
สม่ําเสมอ ทั้งการทํางานเปนรายบุคคล และการทํางานเปนกลุม เพื่อใหสามารถทํางานไดบรรลุเปาหมาย
โดยขั้นตอนของกระบวนการทํางานไดแก การวิเคราะหงาน การวางแผนการทํางาน การปฏิบัติงาน และ
การประเมินผลการทํางาน
ตัวอยาง
แบบประเมินการทํางานตามกระบวนการทํางาน
เรื่อง กลุมที่
ภาคเรียนที่ ชั้น
รายการประเมิน
ระดับคุณภาพ
1 2 3 4
1. การวิเคราะหงาน
2. การวางแผนในการทํางาน
3. การปฏิบัติงาน
4. การประเมินผลการทํางาน
เกณฑการประเมิน แยกตามขั้นตอนของกระบวนการทํางาน 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวิเคราะหงาน
4 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไดครบถวนไดดวยตนเอง
3 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไดครบถวนและตองการความชวยเหลือจากครูเปน
บางครั้ง
2 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไดครบถวนแตตองไดรับความชวยเหลือจากครูบอยครั้ง
1 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไมครบถวน ตองการความชวยเหลือจากครูตลอดเวลา
2. การวางแผนในการทํางาน
4 หมายถึง กําหนดวิธีการทํางานตามลําดับกอน–หลังไดถูกตองเหมาะสมกับเวลาที่กําหนดไดดวย
ตนเอง
3 หมายถึง กําหนดวิธีการทํางานตามลําดับกอน–หลังไดถูกตองเหมาะสมกับเวลาที่กําหนดไดและ
ตองการความชวยเหลือจากครูเปนบางครั้ง
2 หมายถึง กําหนดวิธีการทํางานตามลําดับกอน–หลังไดถูกตองแตใชเวลาเกินที่กําหนดและ
ตองการความชวยเหลือจากครู
1 หมายถึง กําหนดวิธีการทํางานตามลําดับกอน–หลังไดไมถูกตองและไมเหมาะสมกับเวลาที่
กําหนดจึงตองการความชวยเหลือจากครูตลอดเวลา
3. การปฏิบัติงาน
4 หมายถึง ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตอง รวดเร็ว และปลอดภัย
3 หมายถึง ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตองและปลอดภัย
2 หมายถึง ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตอง แตตองมีครูคอยดูแลและแนะนําเปน
บางครั้ง
1 หมายถึง ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตอง แตตองมีครูคอยดูแลและแนะนําบอยครั้ง
4. การประเมินผลการทํางาน
4 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดดวย
ตนเอง
3 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดแตตอง
มีครูคอยดูแลและแนะนําเปนบางครั้ง
2 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดแตตอง
มีครูคอยดูแลและแนะนําบอยครั้ง
1 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดบาง
และตองมีครูคอยดูแลและแนะนําตลอดเวลา
ทักษะกระบวนการเทคโนโลยี เปนกระบวนการที่เกี่ยวของกับการคิดแกปญหา การคิดริเริ่ม
สรางสรรค การออกแบบ เพื่อนําไปสูการประดิษฐและการปฏิบัติที่ทําใหมนุษยใชสอยประโยชนไดตาม
ความตองการ และชวยเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทํากิจกรรมตาง ๆ อีกดวย ขั้นตอนของกระบวนการ
เทคโนโลยีมี 6 ขั้นตอน ไดแก กําหนดปญหาหรือความตองการ รวบรวมขอมูล เลือกวิธีการแกปญหา
ออกแบบและปฏิบัติ ประเมินผล และปรับปรุงหรือพัฒนา
ตัวอยาง
แบบประเมินการทํางานตามกระบวนการเทคโนโลยี
เรื่อง กลุมที่
ภาคเรียนที่ ชั้น
รายการประเมิน
ระดับคุณภาพ
1 2 3 4
1. กําหนดปญหาหรือความตองการ
2. รวบรวมขอมูล
3. เลือกวิธีการแกปญหา
4. ออกแบบและปฏิบัติ
5. ประเมินผล
6. ปรับปรุงหรือพัฒนา
เกณฑการประเมิน แยกตามขั้นตอนของกระบวนการเทคโนโลยีมี 6 ขั้นตอน ดังนี้
1. กําหนดปญหาหรือความตองการ
4 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นชัดเจน และเหมาะสมกับ
เวลาไดดีมาก
3 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นชัดเจนและเหมาะสมกับ
เวลาไดดี
2 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นชัดเจน และเหมาะสมกับ
เวลาไดพอใช
1 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นเหมาะสม แตตองไดรับ
คําแนะนําจากครู
2. รวบรวมขอมูล
4 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการอยาง
ชัดเจนและครอบคลุม
3 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการแตยังไม
ครอบคลุม
2 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการเพียง
บางสวน
1 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่ไมเกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการ
3. เลือกวิธีการแกปญหา
4 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองและตัดสินใจเลือกวิธีการแกปญหาที่ดีที่สุด
ไดดวยตนเอง
3 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองและตัดสินใจเลือกวิธีการแกปญหาที่ดีได
ดวยตนเอง
2 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองแตตองมีครูคอยแนะนําในการตัดสินใจ
เลือกวิธีการแกปญหาในบางครั้ง
1 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองแตตัดสินใจเลือกวิธีการแกปญหาไมไดเลย
4. ออกแบบและปฏิบัติ
4 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดถูกตองครบถวน
3 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดถูกตองเปนสวน
ใหญ
2 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดถูกตองเปน
บางสวน
1 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดไมเหมาะสม
5. ประเมินผล
4 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดถูกตอง ตรงประเด็น และรวดเร็วไดดวยตนเอง
3 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดถูกตองและตรงประเด็น แตตองมีครูคอย
ดูแลและแนะนําเปนบางครั้ง
2 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดถูกตองแตตองไดรับความชวยเหลือจาก
ครูบอยครั้ง
1 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดแตตองไดรับความชวยเหลือจาก
ครูตลอดเวลา
6. ปรับปรุงหรือพัฒนา
4 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไดถูกตองและเหมาะสมกับเวลา
ไดดวยตนเอง
3 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไดถูกตองและเหมาะสมกับเวลา
ไดแตตองมีครูคอยดูแลและแนะนําเปนบางครั้ง
2 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไดถูกตองและเหมาะสมกับเวลา
ไดดวยตนเองแตตองไดรับความชวยเหลือจากครูบอยครั้ง
1 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไมไดเลยจึงตองการความ
ชวยเหลือจากครูตลอดเวลา
ทักษะการจัดการ เปนความพยายามของบุคคลที่จะจัดระบบงาน (ทํางานเปนรายบุคคล) และ
จัดระบบคน (ทํางานเปนกลุม) เพื่อใหทํางานสําเร็จตามเปาหมายอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะการจัดการ
เปนวิธีการหรือรูปแบบในการปฏิบัติงานเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนการ
ตั้งเปาหมาย การวิเคราะหทรัพยากร การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร การปฏิบัติตามแผนและการ
ปรับแผน การประเมินผล
ตัวอยาง
แบบประเมินทักษะการจัดการ
เรื่อง กลุมที่
ภาคเรียนที่ ชั้น
รายการประเมิน
ระดับคุณภาพ
1 2 3 4
1. การตั้งเปาหมาย
2. การวิเคราะหทรัพยากร
3. การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร
4. การปฏิบัติตามแผนและการปรับแผน
5. การประเมินผล
เกณฑการประเมิน แยกตามขั้นตอนของทักษะการจัดการมี 5ขั้นตอน ดังนี้
1. การตั้งเปาหมาย
4 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น ชัดเจน และ
เหมาะสมกับเวลาไดดีมาก
3 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น ชัดเจน และ
เหมาะสมกับเวลาไดดี
2 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น ชัดเจน และ
เหมาะสมกับเวลาไดพอใช
1 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น เหมาะสม แต
ตองไดรับคําแนะนําจากครู
2. การวิเคราะหทรัพยากร
4 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดครบถวนชัดเจนและถูกตองไดดวยตนเอง
3 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดครบถวนและถูกตองแตตองไดรับคําแนะนําและ
ความชวยเหลือจากครูเปนบางครั้ง
2 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดครบถวน แตตองไดรับความชวยเหลือจากครู
บอยครั้ง
1 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดไมครบถวน ตองการความชวยเหลือจากครู
ตลอดเวลา
3. การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร
4 หมายถึง วางแผนการทํางานไดถูกตองชัดเจน เหมาะสมกับเวลา และเลือกใชทรัพยากรที่มีอยูได
ถูกตอง เหมาะสม และคุมคาไดดวยตนเอง
3 หมายถึง วางแผนการทํางานไดถูกตองชัดเจน เหมาะสมกับเวลา แตการเลือกใชทรัพยากรที่มีอยู
ยังไมถูกตองเหมาะสม และคุมคา
2 หมายถึง วางแผนการทํางานไดถูกตอง เหมาะสมกับเวลา แตการเลือกใชทรัพยากรที่มีอยูไม
ถูกตองและคุมคาจึงตองไดรับคําแนะนําบอยครั้ง
1 หมายถึง ไมสามารถวางแผนการทํางานและเลือกใชทรัพยากรไดไมถูกตอง และเหมาะสมกับ
เวลา จึงตองไดรับคําแนะนําอยูตลอดเวลา
4. การปฏิบัติตามแผนและการปรับแผน
4 หมายถึง ดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไดและเมื่อเกิดปญหาสามารถ
ปรับเปลี่ยนแผนไดถูกตองและเหมาะสมไดดวยตนเอง
3 หมายถึง ดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไดแตเมื่อเกิดปญหาไมสามารถ
ปรับเปลี่ยนแผนไดถูกตองหรือไมเหมาะสม
2 หมายถึง ดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไมไดและเมื่อเกิดปญหาไมสามารถ
ปรับเปลี่ยนแผนไดเหมาะสมจึงตองไดรับคําแนะนําบอยครั้ง
1 หมายถึง ไมสามารถดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไดและเมื่อเกิดปญหาไม
สามารถปรับเปลี่ยนแผนไดจึงตองไดรับคําแนะนําอยูตลอดเวลา
5. การประเมินผล
4 หมายถึง มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน และปรับปรุง
ขอบกพรองของงานไดถูกตองเหมาะสมไดดวยตนเอง
3 หมายถึง มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน และปรับปรุง
ขอบกพรองของงานไดเหมาะสม
2 หมายถึง มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน และปรับปรุง
ขอบกพรองของงานไดแตตองไดรับคําแนะนําบางครั้ง
1 หมายถึง ไมสามารถประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงานได และ
ไมสามารถปรับปรุงขอบกพรองของงานไดจึงตองไดรับคําแนะนําอยูตลอดเวลา
โครงงาน เปนการจัดการเรียนรูที่สงเสริมใหนักเรียนไดลงมือปฏิบัติและศึกษาคนควาดวยตนเอง
ตามแผนการดําเนินงานที่นักเรียนไดจัดขึ้น โดยครูชวยใหคําแนะนําปรึกษา กระตุนใหคิด และติดตามการ
ปฏิบัติงานจนบรรลุเปาหมาย
ตัวอยาง
แบบประเมินโครงงาน
เรื่อง กลุมที่
ภาคเรียนที่ ชั้น
เลขที่ ชื่อ-สกุล
รายการประเมิน
รวม
จํานวน
รายการที่
ผานเกณฑ
ขั้นต่ํา
สรุป
กําหนดประเด็นปญหา
ชัดเจน
วางแผนกําหนดขั้นตอน
การแกปญหาไดเหมาะสม
ลงมือปฏิบัติตามแผน
สามารถนําไปใชแกปญหา
ในชีวิตประจําวัน
เขียนรายงานนําเสนอ
ผาน
ไม
ผาน
1
2
3
4
5
เกณฑการประเมิน แยกตามองคประกอบยอย 5 ดาน
1. กําหนดประเด็นปญหาชัดเจน
4 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาไดดวยตนเอง ปญหาที่กําหนดมีความเฉพาะเจาะจงชัดเจนดีมาก
3 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาไดดวยตนเอง ปญหาที่กําหนดมีความเฉพาะเจาะจงชัดเจนดี
2 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาไดดวยตนเองเปนบางสวน ปญหาที่กําหนดมีความเฉพาะเจาะจง
ชัดเจนพอใช
1 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาดวยตนเองไมได
2. วางแผนกําหนดขั้นตอนการแกปญหาไดเหมาะสม
4 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหา ระบุควบคุมตัวแปรไดถูกตองเหมาะสม
3 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหาระบุควบคุมตัวแปรไดคอนขางเหมาะสม
2 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหา ระบุควบคุมตัวแปรไดเหมาะสมพอใช
1 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหา ระบุควบคุมตัวแปรไดไมเหมาะสม
3. ลงมือปฏิบัติตามแผน
4 หมายถึง ลงมือแกปญหาตามขั้นตอนที่กําหนดไวอยางครบถวนจริงจังสามารถคนพบความรู
ขอคิด แนวทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไวดวยตนเองทั้งหมด
3 หมายถึง ลงมือแกปญหาตามขั้นตอนที่กําหนดไวอยางครบถวนจริงจังสามารถคนพบความรู
ขอคิด แนวทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไวดวยตนเองเปนสวนใหญ
2 หมายถึง ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดบาง แตไมครบถวน สามารถคนพบความรู ขอคิด
แนวทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไวดวยตนเองเปนบางสวน
1 หมายถึง ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไดนอยมาก ไมสามารถคนพบความรู ขอคิด แนว
ทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไว
4. สามารถนําไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวัน
4 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดครบถวน ถูกตอง และ
ตอเนื่อง
3 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดครบถวน ถูกตอง แตขาด
ความตอเนื่อง
2 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดเปนบางสวน และตอง
กระตุนเตือนใหปฏิบัติอยางตอเนื่อง
1 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดนอยมาก หรือไมนําไปใชเลย
5. เขียนรายงานนําเสนอ
4 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดถูกตองชัดเจนแสดงใหเห็นถึงขั้นตอน
การวางแผน การลงมือแกปญหาและขอคนพบที่ไดครบถวน
3 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดถูกตองชัดเจนแสดงใหเห็นถึงขั้นตอน
การวางแผน การลงมือแกปญหา และขอคนพบที่ไดคอนขางครบถวน
2 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดบาง แสดงใหเห็นถึงขั้นตอนการ
วางแผน การลงมือแกปญหา และขอคนพบที่ไดเพียงบางสวน
1 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดนอยมากเห็นขั้นตอนการวางแผน การ
ลงมือแกปญหา และขอคนพบที่ไดไมชัดเจน
เกณฑการตัดสินผลการเรียน
นักเรียนตองมีพฤติกรรมในแตละรายการอยางนอยระดับ2 ขึ้นไป จํานวน 3 ใน 5 รายการ
แฟมสะสมผลงาน (Portfolio) เปนแหลงรวบรวมผลงานของนักเรียนอยางเปนระบบ ที่นํามาใช
ประเมินสมรรถภาพของนักเรียน เพื่อชวยใหนักเรียน ครูผูปกครองหรือผูที่เกี่ยวของเกิดความเขาใจและ
มองเห็นอยางเปนรูปธรรมไดวา การปฏิบัติงานและผลงานของนักเรียนมีคุณภาพมาตรฐานอยูในระดับใด
แฟมสะสมผลงานเปนเครื่องมือประเมินผลตามภาพจริงที่ใหโอกาสนักเรียนไดใชผลงานจากที่
ไดปฏิบัติจริงสื่อสารใหผูอื่นเขาใจถึงความสามารถที่แทจริงของตน ซึ่งผลงานที่เก็บสะสมในแฟมสะสม
ผลงานมีหลายลักษณะ เชน การเขียนรายงาน บทความ การศึกษาคนควา สิ่งประดิษฐ การทําโครงงาน
บันทึกการบรรยาย บันทึกการทดลอง บันทึกการอภิปราย บันทึกประจําวันแบบทดสอบ
แบบบันทึกความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินชิ้นงานในแฟมสะสมผลงาน
ชื่อชิ้นงาน วันที่ เดือน ป
หนวยการเรียนรูที่ เรื่อง
รายการประเมิน บันทึกความคิดเห็นของนักเรียน
1. เหตุผลที่เลือกชิ้นงานนี้ไวในแฟมสะสมผลงาน
2. จุดเดนและจุดดอยของงานชิ้นนี้มีอะไรบาง
3. ถาจะปรับปรุงงานชิ้นนี้ใหดีขึ้นควรปรับปรุง
อยางไร
4. งานชิ้นนี้ควรไดคะแนนเทาใดเพราะเหตุใด
(ถากําหนดใหคะแนนเต็ม 10 คะแนน)
ความเห็นของครูหรือที่ปรึกษา ความเห็นของผูปกครอง
ผลการประเมินของครูหรือที่ปรึกษา
ตัวอยาง
แบบประเมินแฟมสะสมผลงาน
ชื่อชิ้นงาน กลุมที่
ภาคเรียนที่ ชั้น
รายการประเมิน
ระดับคุณภาพ
1 2 3 4
1. โครงสรางและองคประกอบ
2. แนวความคิดหลัก
3. การประเมินผล
4. การนําเสนอ
เกณฑการประเมิน แยกตามองคประกอบยอย 4 ดาน
ระดับคุณภาพ รายการประเมิน
1. โครงสรางและองคประกอบ
4 ผลงานมีองคประกอบที่สําคัญครบถวนและจัดเก็บไดอยางเปนระบบ
3 ผลงานมีองคประกอบที่สําคัญเกือบครบถวนและสวนใหญจัดเก็บอยางเปนระบบ
2 ผลงานมีองคประกอบที่สําคัญเปนสวนนอยแตบางชิ้นงานมีการจัดเก็บที่เปนระบบ
1 ผลงานขาดองคประกอบที่สําคัญและการจัดเก็บไมเปนระบบ
2. แนวความคิดหลัก
4 ผลงานสะทอนแนวความคิดหลักของนักเรียนที่ไดรับความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มี
หลักฐานแสดงวามีการนําความรูไปใชประโยชนไดมาก
3 ผลงานสะทอนแนวความคิดหลักของนักเรียนที่ไดรับความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มี
หลักฐานแสดงวาสามารถนําความรูไปใชในสถานการณตัวอยางได
2 ผลงานสะทอนแนวความคิดหลักของนักเรียนวาไดรับความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
บาง มีหลักฐานแสดงถึงความพยายามที่จะนําไปใชประโยชน
1 ผลงานจัดไมเปนระบบ มีหลักฐานแสดงวามีความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศนอยมาก
3. การประเมินผล
4 มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน รวมทั้งมีการ
เสนอแนะโครงการที่เปนไปไดที่จะจัดทําตอไปไวอยางชัดเจนหลายโครงการ
3 มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน รวมทั้งการ
เสนอแนะโครงการที่ควรจัดทําตอไป
ระดับคุณภาพ รายการประเมิน
2 มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงานบาง รวมทั้งมี
การเสนอแนะโครงการที่จะทําตอไปแตไมชัดเจน
1 มีการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงานนอยมากและไมมีขอเสนอแนะใด
ๆ
4. การนําเสนอ
4 เขียนบทสรุปและรายงานที่มีระบบดี มีขั้นตอน มีขอมูลครบถวน มีการประเมินผล
ครบถวน แสดงออกถึงความคิดริเริ่มสรางสรรค
3 เขียนบทสรุปและรายงานแสดงใหเห็นวามีขั้นตอนการจัดเก็บผลงาน มีการประเมินผล
งานเปนสวนมาก
2 เขียนบทสรุปและรายงานแสดงใหเห็นวามีขั้นตอนการจัดเก็บผลงาน มีการประเมินผล
เปนบางสวน
1 เขียนบทสรุปและรายงานแสดงใหเห็นวามีขั้นตอนการจัดเก็บผลงาน แตไมมีการ
ประเมินผล
เกณฑการประเมินโดยภาพรวม
ระดับคุณภาพ รายการประเมิน
4 ผลงานมีรายละเอียดมากเพียงพอ ไมมีขอผิดพลาดหรือแสดงถึงความไมเขาใจ มีความ
เขาใจในเรื่องที่ศึกษาโดยมีการบูรณาการหรือเชื่อมโยงแนวความคิดหลัก
ตาง ๆ เขาดวยกัน
3 ผลงานมีรายละเอียดมากเพียงพอและไมมีขอผิดพลาดหรือแสดงถึงความไมเขาใจ แต
ขอมูลตาง ๆ เปนลักษณะของการนําเสนอที่ไมไดบูรณาการระหวางขอมูลกับ
แนวความคิดหลักของเรื่องที่ศึกษา
2 ผลงานมีรายละเอียดที่บันทึกไว แตพบวาบางสวนมีความผิดพลาดหรือไมชัดเจน หรือ
แสดงถึงความไมเขาใจเรื่องที่ศึกษา
1 ผลงานมีขอมูลนอย ไมมีรายละเอียดบันทึกไว
การนําเสนอผลงาน เปนการนําผลจากการศึกษาคนควาเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่รวบรวมไวใน
รูปของรายงานหรือชิ้นงานมานําเสนอใหผูอื่นไดรับทราบและเขาใจรูปแบบเนื้อหาและวิธีคิดที่เกี่ยวของ
กับผลงานนั้น ๆ
รูบริคการประเมินตอไปนี้เปนตัวอยางที่ใชประเมินผลการปฏิบัติงานหรือชิ้นงานที่ครูกําหนดให
นักเรียนทํา
ตัวอยาง
แบบประเมินการนําเสนอผลงานของนักเรียน
เรื่อง กลุมที่
ผูปฎิบัติ/กลุม ภาคเรียนที่ ชั้น
รายการประเมิน
ระดับคุณภาพ
1 2 3 4
1. ความรูในเนื้อหา
2. รูปแบบการนําเสนอ
3. การใชสื่อประกอบการนําเสนอ
4. การตอบคําถาม
เกณฑการประเมิน จําแนกตามประเด็นรายการประเมิน มีดังนี้
1. ความรูในเนื้อหา
4 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาถูกตอง ครบถวน หรือมากกวาที่กําหนด พรอมทั้งอธิบายและขยายความ
เนื้อหาได
3 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาถูกตอง ครบถวน แตอธิบายรายละเอียดบางเรื่องไมได
2 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาถูกตองแตไมครบถวน และอธิบายรายละเอียดไดเล็กนอย
1 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาเปนบางเรื่อง และไมสามารถอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
2. รูปแบบการนําเสนอ
4 หมายถึง มีวิธีการนําเสนอที่นาสนใจ ชวนติดตาม และนําเสนอขอมูลหรือผลงานเปนลําดับขั้นตอน
อยางชัดเจน
3 หมายถึง มีวิธีการนําเสนอที่นาสนใจ และนําเสนอขอมูลหรือผลงานเปนลําดับขั้นตอน
2 หมายถึง นําเสนอขอมูลหรือผลงานโดยการอาน และจัดหัวขอไวไมเปนระบบ
1 หมายถึง ไมมีการจัดลําดับขอมูลที่นําเสนอ ทําใหผูฟงไมเขาใจเนื้อหาที่นําเสนอ
3. การใชสื่อประกอบการนําเสนอ
4 หมายถึง ใชเทคโนโลยีในการนําเสนอ ใชภาพ แผนภูมิ แผนผัง ประกอบการนําเสนออยางชัดเจน
สื่อที่ใชชวยสนับสนุนเนื้อหาและการอธิบายไดเปนอยางดี
3 หมายถึง ใชภาพ แผนภูมิ แผนผัง ประกอบการนําเสนอ สื่อที่ใชชวยสนับสนุนเนื้อหาและการ
อธิบายได
2หมายถึงใชภาพแผนภูมิประกอบการนําเสนอบางเปนบางครั้งและสื่อนั้นไมคอยสนับสนุนเนื้อหา
สาระที่นําเสนอ
1 หมายถึง ไมใชสื่อประกอบการนําเสนอเลย
4. การตอบคําถาม
4 หมายถึง เปดโอกาสใหผูฟงแสดงความคิดเห็นหรือซักถาม โดยสามารถตอบคําถามไดถูกตอง
พรอมทั้งอธิบายขยายความได
3 หมายถึง สามารถตอบขอซักถามได แตไมสามารถอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
2 หมายถึง ตอบคําถามงาย ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาที่นําเสนอได
1 หมายถึง ไมสามารถตอบคําถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่นําเสนอได

แผนการสอนคอมพิวเตอร์ ป.5

  • 1.
    คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.5 ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551  ออกแบบการเรียนรูโดยใชมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นปเปนเปาหมาย  ออกแบบการจัดการเรียนรูโดยเนนผูเรียนเปนศูนยกลาง  ใชแนวคิดBackward Design ผสมผสานกับแนวคิดทฤษฎีการเรียนรูตาง ๆ อยางหลากหลาย  ออกแบบการเรียนรูเพื่อพัฒนาสมรรถนะสําคัญของนักเรียนในการสื่อสาร การคิด การแกปญหา การใชทักษะชีวิต และการใชเทคโนโลยี  แบงแผนการจัดการเรียนรูเปนรายชั่วโมง สะดวกในการใช  มีองคประกอบครบถวนตามแนวทางการจัดทําแผนการจัดการเรียนรูของสถานศึกษา  นําไปพัฒนาเปนผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได
  • 2.
    คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศป.5 ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ผูเรียบเรียง ณัฐกานต ภาคพรต ศษ.บ. (เกียรตินิยม), ศษ.ม. คณะบรรณาธิการ สุระ ดามาพงษ กศ.บ., กศ.ม. อรุณี ลิมศิริ กศ.บ., กศ.ม. ISBN xxx-xxx-xx-xxxx-x พิมพที่ บริษัท โรงพิมพวัฒนาพานิช จํากัด นายเริงชัย จงพิพัฒนสุข กรรมการผูจัดการ สื่อการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ป. 1–6 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หนังสือเรียน(ศธ. อนุญาต) แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบ แผนฯ (CD) หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.1................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.2................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.3................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.4................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.5................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.6................................อรุณี ลิมศิริ และคณะ หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.1.........................................ณัฐกานต ภาคพรต หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.2.........................................ณัฐกานต ภาคพรต หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.3.........................................ณัฐกานต ภาคพรต หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.4.........................................ณัฐกานต ภาคพรตหนังสือ เรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.5.........................................ณัฐกานต ภาคพรต หนังสือเรียน  แบบฝกทักษะฉบับสมบูรณแบบแผนฯ (CD) เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.6.........................................ณัฐกานต ภาคพรต สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย หามละเมิด ทําซ้ํา ดัดแปลง เผยแพร สวนหนึ่งสวนใด เวนแตจะไดรับอนุญาต
  • 3.
    คํานํา คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศป. 5 เลมนี้ เปนสื่อการเรียนรูที่จัดทําขึ้นเพื่อ ใชเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู โดยยึดหลักการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบ Backward Design ที่ เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง (Child Centered) ตามหลักการยึดผูเรียนเปนสําคัญ สงเสริมใหนักเรียนมีสวน รวมในกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู สามารถสรางองคความรูไดดวยตนเอง ทั้งเปนรายบุคคลและราย กลุม โดยครูมีบทบาทหนาที่เอื้ออํานวยความสะดวกใหนักเรียนประสบผลสําเร็จ สนับสนุนใหนักเรียนมี โอกาสฝกปฏิบัติงานทั้งในหองเรียนและนอกหองเรียน สามารถเชื่อมโยงความรูในกลุมสาระการเรียนรู อื่น ๆ ไดในเชิงบูรณาการดวยวิธีการที่หลากหลาย เนนกระบวนการคิดวิเคราะห สังเคราะห และสามารถ สรางองคความรูไดดวยตนเอง ทําใหนักเรียนไดรับการพัฒนาสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงคตามที่หลักสูตรกําหนด นําไปสูการอยูรวมกันในสังคมอยางสันติสุข การจัดทําคูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศเลมนี้ ไดจัดทําตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งครอบคลุมสาระการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ภายในเลมไดนําเสนอแผนการจัดการเรียนรูเปนรายชั่วโมงตามหนวยการเรียนรู เพื่อใหครู นําไปใชในการจัดการเรียนรูไดสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แตละหนวยการเรียนรูยังมีการวัดและประเมินผล การเรียนรูทั้ง 3 ดาน ไดแก ดานความรู ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมและดานทักษะ/กระบวนการ ทําใหทราบผลการเรียนแตละหนวยการเรียนรูของนักเรียนไดทันที คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู นําเสนอเนื้อหาแบงเปน3 ตอนคือ ตอนที่ 1 คําชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู ประกอบดวยแนวทางการใชแผนการจัดการ เรียนรู สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรู การออกแบบการจัดการเรียนรูแบบ Backward Design (BwD) เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู–การวัดและประเมินผลการเรียนรู ตารางวิเคราะหสาระมาตรฐาน การเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นป และโครงสรางการแบงเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู ไดเสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนรูแตละหนวยการเรียนรู โดยมีผังมโนทัศนแสดงเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู และ แบงเปนแผนยอยรายชั่วโมง ซึ่งแผนการจัดการเรียนรูแตละแผนมีองคประกอบครบถวนตาม แนวทางการจัดทําแผนการจัดการเรียนรูของสถานศึกษา ตอนที่ 3 เอกสาร/ความรูเสริมสําหรับครู ประกอบดวยแบบทดสอบ ไดแก แบบทดสอบ กอนเรียนและหลังเรียน แบบทดสอบปลายป แบบประเมินผลงาน แบบประเมินพฤติกรรมและ คุณลักษณะอันพึงประสงคดานตาง ๆ ของนักเรียน และความรูเสริมสําหรับครู ซึ่งบันทึกลงในซีดี (CD) เพื่ออํานวยความสะดวกใหแกครูหรือผูสอน คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 เลมนี้ ไดออกแบบการเรียนรูดวย เทคนิคและวิธีการสอนอยางหลากหลาย หวังวาจะเปนประโยชนตอการนําไปประยุกตใชในการจัดการ เรียนรูใหเหมาะสมกับสภาพแวดลอมของนักเรียนตอไป
  • 4.
  • 5.
    สารบัญ ตอนที่ 1 คําชี้แจงการจัดแผนการจัดการเรียนรู..........................................................0 1. แนวทางการใชแผนการจัดการเรียนรู........................................................................ 0 2. สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรู..................................................................... 0 3. การออกแบบการเรียนรูแบบBackward Design(BwD)............................................ 0 4. เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู–การวัดและประเมินผลการเรียนรู.............................. 00 5. ตารางวิเคราะหสาระมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นป........................................... 00 6. โครงสรางการแบงเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู................................................ 00 ตอนที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู............................................................................ 00 หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล................................................................ 00 * ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน............................................... 00 * ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู.......................................................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล..................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่2 การคนหาขอมูล................................................................ 00 หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา............................................................ 00 * ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน............................................... 00 * ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู........................................................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่3 ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่4 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา........................................ 00 หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด.................................................................... 00 * ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน................................................ 00 * ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู............................................................................ 00 แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รูจักไมโครซอฟตเวิรด....................................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(คําสั่งพื้นฐาน และการพิมพขอความ) ..................................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ และตาราง)...................................................................... 00
  • 6.
    หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด.......................................00 * ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน............................................... 00 * ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู............................................................................ 00 แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน........................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 ตัวอยางการสรางผลงาน ดวยไมโครซอฟตเวิรด(นามบัตร) ...................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่10 ตัวอยางการสรางผลงาน ดวยไมโครซอฟตเวิรด(บัตรอวยพร) .................................. 00 แผนการจัดการเรียนรูที่11 ตัวอยางการสรางผลงาน ดวยไมโครซอฟตเวิรด(ใบประกาศ) ................................... 00 แผนการจัดการเรียนรูที่12 ตัวอยางการสรางผลงาน ดวยไมโครซอฟตเวิรด(รายงาน) ......................................... 00
  • 7.
  • 8.
    1. แนวทางการใชแผนการจัดการเรียนรู คูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเทคโนโลยีสารสนเทศเลมนี้ จัดทําขึ้นเพื่อเปนแนวทางใหครูใช ประกอบการจัดการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งการแบงหนวยการเรียนรูสําหรับจัดแผนการ จัดการเรียนรูรายชั่วโมงในคูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ แบงเนื้อหาเปน4 หนวย สามารถใชควบคู กับหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ประกอบดวยหนวยการ เรียนรูดังนี้ หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ไดนําเสนอรายละเอียดไวครบถวนตามแนวทางการจัดทําแผนการ จัดการเรียนรูของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน ใหนักเรียนไดพัฒนาองคความรู สมรรถนะสําคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงคไวอยางครบถวนตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งครูควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรูนี้ให ละเอียดเพื่อปรับใชใหสอดคลองกับสภาพแวดลอม สถานการณ และสภาพของนักเรียน ในแตละหนวยการเรียนรูจะแบงแผนการจัดการเรียนรูออกเปนรายชั่วโมง ซึ่งมีจํานวนมากนอย ไมเทากันขึ้นอยูกับความยาวของเนื้อหาสาระและในแตละหนวยการเรียนรูมีองคประกอบดังนี้ 1. ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน แสดงขอบขายเนื้อหาการจัดการ เรียนรูที่ครอบคลุมความรู คุณธรรม จริยธรรมและคานิยม ทักษะ/กระบวนการ และภาระงาน/ชิ้นงาน 2. กรอบแนวคิดการออกแบบการจัดการเรียนรู BWD (Backward Design Template) เปนผัง แสดงแนวคิดในการจัดการเรียนรูของแตละหนวยการเรียนรู แบงเปน3 ขั้น ไดแก ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมี ผลการเรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริง ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรูจะระบุวาในหนวยการเรียนรูนี้แบงเปนแผนการจัดการ เรียนรูกี่แผน และแตละแผนใชเวลาในการจัดกิจกรรมกี่ชั่วโมง 3. แผนการจัดการเรียนรู เปนแผนการจัดการเรียนรูตามกรอบแนวคิดการออกแบบการจัดการ เรียนรูแบบBwD ประกอบดวย 3.1 ชื่อแผนการจัดการเรียนรู ประกอบดวยลําดับที่ของแผน ชื่อแผน และเวลาเรียน เชน แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 เรื่อง ความหมายและตัวอยางขอมูลเวลา 2 ชั่วโมง
  • 9.
    3.2 สาระสําคัญ เปนความคิดรวบยอดของเนื้อหาที่นํามาจัดการเรียนรูในแตละแผนการ จัดการเรียนรู 3.3ตัวชี้วัดชั้นป เปนตัวชี้วัดที่ใชตรวจสอบนักเรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาที่นําเสนอใน แตละแผนการจัดการเรียนรูนั้น ๆ ซึ่งสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูของหลักสูตร 3.4 จุดประสงคการเรียนรู เปนสวนที่บอกจุดมุงหมายที่ตองการใหเกิดขึ้นแกนักเรียน ภายหลังจากการเรียนจบในแตละแผน ทั้งในดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(A) และ ดานทักษะ/กระบวนการ (P) ซึ่งสอดคลองสัมพันธกับตัวชี้วัดชั้นปและเนื้อหาในแผนการจัดการเรียนรูนั้น ๆ 3.5 การวัดและการประเมินผลการเรียนรู เปนการตรวจสอบผลการจัดการเรียนรูวา หลังจากจัดการเรียนรูในแตละแผนการจัดการเรียนรูแลว นักเรียนมีพัฒนาการ มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนตามเปาหมายที่คาดหวังไวหรือไม และมีสิ่งที่จะตองไดรับการพัฒนา ปรับปรุง หรือสงเสริมใน ดานใดบาง ดังนั้น ในแตละแผนการจัดการเรียนรูจึงไดออกแบบวิธีการและเครื่องมือในการวัดและ ประเมินผลการเรียนรูดานตาง ๆ ของนักเรียนไวอยางหลากหลาย เชน การทําแบบทดสอบ การตอบคําถาม สั้น ๆ การตรวจผลงาน การสังเกตพฤติกรรมทั้งที่เปนรายบุคคลและเปนกลุม เปนตน โดยเนนการปฏิบัติ ใหสอดคลองและเหมาะสมกับตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู วิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรูเหลานี้ครูสามารถนําไปใช ประเมินนักเรียนได ทั้งในระหวางการจัดการเรียนรูและการทํากิจกรรมตาง ๆ ตลอดจนการนําความรูไป ใชในชีวิตประจําวัน 3.6 สาระการเรียนรู เปนหัวขอยอยที่นํามาจัดการเรียนรูในแตละแผนการจัดการเรียนรู ซึ่งสอดคลองกับสาระการเรียนรูแกนกลาง 3.7 แนวทางบูรณาการ เปนการเสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรูในเรื่องที่ เรียนของแตละแผนใหเชื่อมโยงสัมพันธกับสาระการเรียนรูอื่น ๆ ไดแก ภาษาไทย คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ และภาษาตางประเทศ เพื่อใหการเรียนรูสอดคลองและครอบคลุมสถานการณจริง 3.8 กระบวนการจัดการเรียนรู เปนการเสนอแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนรูในเนื้อหาแต ละเรื่อง โดยใชแนวคิดและทฤษฎีการเรียนรูตาง ๆ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อใหครูนําไปใชประโยชน ในการวางแผนการจัดการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรูประกอบดวย 5 ขั้น ไดแก ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสอน ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
  • 10.
    3.9 กิจกรรมเสนอแนะ เปนกิจกรรมสําหรับใหนักเรียนไดพัฒนาเพิ่มเติมในดานตางๆ นอกเหนือจากที่ไดจัดการเรียนรูมาแลวในชั่วโมงเรียน กิจกรรมเสนอแนะมี 2 ลักษณะ คือ กิจกรรม สําหรับกลุมสนใจพิเศษจัดใหแกผูที่มีความสามารถพิเศษและตองการศึกษาคนควาในเนื้อหานั้น ๆ ให ลึกซึ้งกวางขวางยิ่งขึ้น และกิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติมจัดใหแกผูที่ตองการเรียนรูใหครบตาม เปาหมาย ซึ่งมีลักษณะเปนการซอมเสริมความรูใหแกนักเรียน 3.10 สื่อ/แหลงการเรียนรู เปนรายชื่อสื่อการเรียนรูทุกประเภทที่ใชในการจัดการเรียนรูซึ่ง มีทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ สื่ออิเล็กทรอนิกส และสื่อบุคคล เชน หนังสือ เอกสารความรู รูปภาพ เครือขายอินเทอรเน็ตวีดิทัศน ปราชญชาวบาน เปนตน 3.11 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู เปนสวนที่ใหครูบันทึกผลการจัดการเรียนรูวาประสบ ความสําเร็จหรือไม มีปญหาหรืออุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบาง ไดแกไขปญหาและอุปสรรคนั้นอยางไร และ ขอเสนอแนะสําหรับการจัดการเรียนรูครั้งตอไป นอกจากนี้ยังอํานวยความสะดวกใหครู โดยจัดทําแบบทดสอบ แบบประเมินผลการจัด กิจกรรมตาง ๆ และความรูเสริมสําหรับครูบันทึกลงในซีดี (CD) ประกอบดวย 1) แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน เปนแบบทดสอบเพื่อใชวัดและประเมินผล นักเรียนกอนการจัดการเรียนรูและหลังการจัดการเรียนรู 2) แบบทดสอบปลายป เปนแบบทดสอบเพื่อใชวัดและประเมินผลการเรียนรูปลายป เรียนซึ่งประเมินผล 3 ดาน ไดแก (1) ดานความรู มีแบบทดสอบทั้งที่เปนแบบปรนัยและอัตนัย (2) ดานทักษะ/กระบวนการเปนตารางประเมิน (3) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม เปนตารางประเมิน 3) แบบประเมินผลการจัดกิจกรรมตางๆ เชน แบบประเมินผลงาน แบบบันทึกความรู 4) ความรูเสริมสําหรับครู เปนการนําเสนอความรูในเรื่องตาง ๆแกครู เชน (1) หลักการจัดทําแฟมสะสมผลงาน (Portfolio) และวิธีการคัดเลือกผลงานเพื่อเก็บใน แฟมสะสมผลงาน (2) ความรูเรื่องโครงงาน 5) แบบฟอรมโครงสรางแผนการจัดการเรียนรู ที่ออกแบบการเรียนรูแบบ Backward Design ครูควรศึกษาแผนการจัดการเรียนรูเพื่อเตรียมการสอนอยางมีประสิทธิภาพ จัดกิจกรรมให นักเรียนไดพัฒนาครบทุกสมรรถนะสําคัญที่กําหนดไวในหลักสูตร กลาวคือ สมรรถนะในการสื่อสาร การ คิด การแกปญหา การใชทักษะชีวิต และการใชเทคโนโลยี รวมถึงคุณลักษณะอันพึงประสงคตามหลักสูตร และกิจกรรมเสนอแนะเพิ่มเติมใหเต็มตามศักยภาพของนักเรียนแตละคน ซึ่งไดกําหนดไวในแผนการ จัดการเรียนรูนี้แลว นอกจากนี้ ครูสามารถปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรูใหสอดคลองกับสภาพความพรอมของ นักเรียน และสถานการณเฉพาะหนา ซึ่งจะใชเปนผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได แผนการจัดการเรียนรูนี้ได
  • 11.
  • 12.
    2. สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรู สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรูเปนเครื่องหมายที่ปรากฏอยูในสื่อการเรียนรู เทคโนโลยี- สารสนเทศและแบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศทุกเลม โดยกําหนดสัญลักษณกํากับ กิจกรรมการเรียนรูไวทุกกิจกรรม เพื่อชวยใหครูและนักเรียนทราบลักษณะที่ตองการเนนของกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อที่จะจัดกิจกรรมใหบรรลุเปาหมาย สัญลักษณลักษณะกิจกรรมการเรียนรูมีดังนี้ 1. สัญลักษณหลักของกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี โครงงาน เปนกิจกรรมที่มุงเนนพัฒนาการคิด การวางแผนและการแกปญหา การพัฒนากระบวนการคิด เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดใชกระบวนการคิดเพื่อ เพิ่มพูนทักษะการคิดดานตาง ๆ ของตนเอง การประยุกตใชในชีวิตประจําวัน เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดนําความรูและทักษะ ไปใชแกปญหาในสถานการณจริงในชีวิตประจําวัน การปฏิบัติจริง/ฝกทักษะ เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดฝกปฏิบัติเพื่อใหเกิดทักษะซึ่ง จะชวยใหการเรียนรูเปนไปตามเปาหมายและเกิดความเขาใจที่คงทน การคิดสรางสรรค เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดพัฒนาความคิดสรางสรรคลักษณะ ตาง ๆ ไดแก ความคิดริเริ่ม ความคลองในการคิด ความยืดหยุนในการคิด และความคิด ละเอียดลออ 2. สัญลักษณเสริมของกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี การทําประโยชนใหสังคม เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนนําความรูไปปฏิบัติในการทํา ประโยชนแกสวนรวม เพื่อใหอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข การศึกษาคนควา/สืบคน เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนศึกษาคนควาหรือสืบคนขอมูล จากแหลงการเรียนรูตาง ๆเพื่อสรางองคความรูดวยตนเอง การสํารวจ เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนสํารวจและรวบรวมขอมูล เพื่อนํามาศึกษา วิเคราะหหาเหตุ หาผล และสรุปขอมูลเพื่อใหเกิดองคความรูดวยตนเอง การสังเกต เปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนรูจักสังเกตสิ่งที่ตองการเรียนรูจนสามารถสราง องคความรูไดอยางเปนระบบและมีเหตุผล ภาพ โครงงาน ภาพ กระบวนการ คิด ภาพ ประยุกตใช ภาพฝก ทักษะ ภาพ สรางสรรค ภาพทํา ประโยชน ภาพสืบคน ภาพฝก ทักษะ ภาพสังเกต
  • 13.
    ทักษะการพูดเปนกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนไดพัฒนาทักษะการพูดประเภทตาง ๆ กิจกรรมสําหรับกลุมพิเศษ เปนกิจกรรมสําหรับใหนักเรียนใชพัฒนาการเรียนรูเพื่อเติมเต็ม ศักยภาพการเรียนรูของตนเอง กิจกรรมสําหรับซอมเสริมเปนกิจกรรมสําหรับใหนักเรียนใชเรียนซอมเสริมเพื่อใหเกิดการ เรียนรูตามตัวชี้วัดชั้นป 3. การออกแบบการจัดการเรียนรูแบบ Backward Design (BwD) การจัดการเรียนรูหรือการสอนเปนงานที่ครูทุกคนตองใชกลวิธีตาง ๆ มากมายเพื่อใหนักเรียน สนใจที่จะเรียนรูและเกิดผลตามที่ครูคาดหวัง การจัดการเรียนรูจัดเปนศาสตรที่ตองใชความรู ความสามารถตลอดจนประสบการณอยางมาก ครูบางคนอาจจะละเลยเรื่องของการออกแบบการจัดการ เรียนรูหรือการออกแบบการสอน ซึ่งเปนงานที่ครูจะตองทํากอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู การออกแบบการจัดการเรียนรูทําอยางไร ทําไมจึงตองออกแบบการจัดการเรียนรู ครูทุกคนผานการศึกษาและไดเรียนรูเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรูมาแลว ในอดีตการ ออกแบบการเรียนรูจะเริ่มตนจากการกําหนดจุดประสงคการเรียนรู การวางแผนการจัดการเรียนรู การ ดําเนินการจัดการเรียนรู และการวัดและประเมินผลการเรียนรูปจจุบันการเรียนรูไดมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพแวดลอม เศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่เขามา มีบทบาทตอการเรียนรูของนักเรียนซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรูไดจากสื่อและแหลงการเรียนรูตางๆที่มีอยู รอบตัว ดังนั้นการออกแบบการจัดการเรียนรูจึงเปนกระบวนการสําคัญที่ครูจําเปนตองดําเนินการให เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียนแตละบุคคล วิกกินสและแมกไท นักการศึกษาชาวอเมริกันไดเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการ เรียนรูที่เขาเรียกวา Backward Design ซึ่งเปนการออกแบบการจัดการเรียนรูที่ครูจะตองกําหนดผลลัพธ ปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนกอน โดยเขาทั้งสองใหชื่อวา ความเขาใจที่คงทน (Enduring Understanding) เมื่อกําหนดความเขาใจที่คงทนไดแลว ครูจะตองบอกใหไดวาความเขาใจที่คงทนของ นักเรียนนี้เกิดจากอะไร นักเรียนจะตองมีหรือแสดงพฤติกรรมอะไรบาง ครูมีหรือใชวิธีการวัดอะไรบางที่ จะบอกวานักเรียนมีหรือแสดงพฤติกรรมเหลานั้นแลว จากนั้นครูจึงนึกถึงวิธีการจัดการเรียนรูที่จะทําให นักเรียนเกิดความเขาใจที่คงทนตอไป แนวคิด Backward Design Backward Design เปนการออกแบบการจัดการเรียนรูที่ใชผลลัพธปลายทางเปนหลัก ซึ่งผลลัพธ ปลายทางนี้จะเกิดขึ้นกับนักเรียนก็ตอเมื่อจบหนวยการเรียนรู ทั้งนี้ครูจะตองออกแบบการจัดการเรียนรู ภาพทักษะ การพูด ภาพกลุม พิเศษ ภาพ ซอมเสริม
  • 14.
    โดยใชกรอบความคิดที่เปนเหตุเปนผล มีความสัมพันธกัน จากนั้นจึงจะลงมือเขียนแผนการจัดการเรียนรู ขยายรายละเอียดเพิ่มเติมใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพตอไป กรอบความคิดหลักของการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบBackward Design มีขั้นตอนหลักที่ สําคัญ 3 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 กําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ขั้นที่ 2 กําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผล การเรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริง ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 กําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน กอนที่จะกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนนั้น ครูควรตอบคําถามสําคัญ ตอไปนี้ – นักเรียนควรจะมีความรู ความเขาใจ และสามารถทําสิ่งใดไดบาง – เนื้อหาสาระใดบางที่มีความสําคัญตอการสรางความเขาใจของนักเรียน และความเขาใจที่ คงทน (Enduring Understanding) ที่ครูตองการจัดการเรียนรูใหแกนักเรียนมีอะไรบาง เมื่อจะตอบคําถามสําคัญดังกลาวขางตนใหครูนึกถึงเปาหมายของการศึกษามาตรฐานการเรียนรู ดานเนื้อหาระดับชาติที่ปรากฏอยูในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รวมทั้ง มาตรฐานการเรียนรูระดับเขตพื้นที่การศึกษาหรือทองถิ่น การทบทวนความคาดหวังของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเนื่องจากมาตรฐานแตละ ระดับจะมีความสัมพันธกับเนื้อหาสาระตาง ๆ ซึ่งมีความแตกตางลดหลั่นกันไป ดวยเหตุนี้ขั้นที่ 1 ของ Backward Design ครูจึงตองจัดลําดับความสําคัญและเลือกผลลัพธปลายทางของนักเรียน ซึ่งเปนผลการ เรียนรูที่เกิดจากความเขาใจที่คงทนตอไป ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน ความเขาใจที่คงทนคืออะไร ความเขาใจที่คงทนเปนความรูที่ลึกซึ้ง ไดแก ความคิดรวบยอด ความสัมพันธ และหลักการของเนื้อหาและวิชาที่นักเรียนเรียนรู หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง คือ เปนความรูที่อิง เนื้อหา ความรูนี้เกิดจากการสะสมขอมูลตาง ๆ ของนักเรียน และเปนองคความรูที่นักเรียนสรางขึ้นดวย ตนเอง การเขียนความเขาใจที่คงทนในการออกแบบการจัดการเรียนรู ถาความเขาใจที่คงทนหมายถึงสาระสําคัญของสิ่งที่จะเรียนรูแลว ครูควรจะรูวาสาระสําคัญ หมายถึงอะไร คําวา สาระสําคัญ มาจากคําวา Concept ซึ่งนักการศึกษาของไทยแปลเปนภาษาไทยวา สาระสําคัญ ความคิดรวบยอด มโนทัศน มโนมติ และสังกัป ซึ่งการเขียนแผนการจัดการเรียนรูนิยมใชคํา วา สาระสําคัญ
  • 15.
    สาระสําคัญเปนขอความที่แสดงแกนหรือเปาหมายเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อใหไดขอสรุป รวมและขอแตกตางเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยอาจครอบคลุมขอเท็จจริงกฎ ทฤษฎี ประเด็น และการ สรุปสาระสําคัญและขอความที่มีลักษณะรวบยอดอยางอื่น ประเภทของสาระสําคัญ 1. ระดับกวาง (Broad Concept) 2. ระดับการนําไปใช (Operative Concept หรือ Functional Concept) ตัวอยางสาระสําคัญระดับกวาง – บอกความหมายและยกตัวอยางขอมูล ตัวอยางสาระสําคัญระดับการนําไปใช – การสรางสิ่งของเครื่องใชควรสรางตามขั้นตอนของกระบวนการเทคโนโลยี ไดแก กําหนด ปญหาหรือความตองการ รวบรวมขอมูล เลือกวิธีการแกปญหา ออกแบบและปฏิบัติ ประเมิน และ ปรับปรุงหรือพัฒนา แนวทางการเขียนสาระสําคัญ 1. ใหเขียนสาระสําคัญของทุกเรื่อง โดยแยกเปนขอ ๆ (จํานวนขอของสาระสําคัญจะเทากับ จํานวนเรื่อง) 2. การเขียนสาระสําคัญที่ดีควรเปนสาระสําคัญระดับการนําไปใช 3. สาระสําคัญตองครอบคลุมประเด็นสําคัญครบถวน เพราะหากขาดสวนใดไปแลวจะทําให นักเรียนรับสาระสําคัญที่ผิดไปทันที 4. การเขียนสาระสําคัญที่จะใหครอบคลุมประเด็นสําคัญวิธีการหนึ่งคือ การเขียนแผนผัง สาระสําคัญ ตัวอยางการเขียนแผนผังสาระสําคัญ ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล ขอมูล แหลงขอมูล ขอมูลและแหลงขอมูล ขั้นตอนในการคนหาขอมูล การคนหาขอมูล แผนซีดี
  • 16.
    สาระสําคัญของขอมูลและแหลงขอมูล: แบงออกเปน 2หัวขอ ไดแก ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับ ขอมูลและแหลงขอมูลและการคนหาขอมูล 5. การเขียนสาระสําคัญเกี่ยวกับเรื่องใดควรเขียนลักษณะเดนที่มองเห็นไดหรือนึกไดออกมา เปนขอ ๆ แลวจําแนกลักษณะเหลานั้นเปนลักษณะจําเพาะและลักษณะประกอบ 6. การเขียนขอความเปนสาระสําคัญ ควรใชภาษาที่มีการขัดเกลาอยางดี เลี่ยงคําที่มีความหมาย กํากวมหรือฟุมเฟอย
  • 17.
    ตัวอยางการเขียนสาระสําคัญ เรื่อง ขอมูลและแหลงขอมูล ขอมูลและแหลงขอมูลลักษณะจําเพาะ ลักษณะประกอบ ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบ ๆ ตัวเรา  – ขอมูลสามารถรับรูไดดวยดวงตา –  แหลงขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเรา  – แหลงขอมูลที่เปนสถานที่จะรวบรวมขอมูลตาง ๆ ไวในที่เดียวกัน –  สาระสําคัญของขอมูลและแหลงขอมูล: ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบ ๆ ตัวเราซึ่งสามารถรับรู ไดดวยอวัยวะผานประสาทสัมผัสทั้ง5 สวนแหลงขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเรา ซึ่งแหลงขอมูลที่ เปนสถานที่จะรวบรวมขอมูลตาง ๆ ไวในที่เดียวกัน ขั้นที่ 2 กําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผล การเรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริง เมื่อครูกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนแลว กอนที่จะดําเนินการขั้น ตอไปขอใหครูตอบคําถามสําคัญตอไปนี้ – นักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกในลักษณะใด จึงทําใหครูทราบวานักเรียนบรรลุผลลัพธ ปลายทางตามที่กําหนดไวแลว – ครูมีหลักฐานหรือใชวิธีการใดที่สามารถระบุไดวา นักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกตาม ผลลัพธปลายทางที่กําหนดไว การออกแบบการจัดการเรียนรูตามหลักการ Backward Design เนนใหครูรวบรวมหลักฐานการ วัดและประเมินผลการเรียนรูที่จําเปนและมีหลักฐานเพียงพอที่จะกลาวไดวา การจัดการเรียนรูทําให นักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์แลวไมใชเรียนแคใหจบตามหลักสูตรหรือเรียนตามชุดของกิจกรรมการเรียนรูที่ครู กําหนดไวเทานั้น วิธีการ Backward Design ตองการกระตุนใหครูคิดลวงหนาวา ครูควรจะกําหนดและ รวบรวมหลักฐานเชิงประจักษอะไรบางกอนที่จะออกแบบหนวยการเรียนรู โดยเฉพาะอยางยิ่งหลักฐาน ดังกลาวควรจะเปนหลักฐานที่สามารถใชเปนขอมูลยอนกลับที่มีประโยชนสําหรับนักเรียนและครูไดเปน อยางดี นอกจากนี้ครูควรใชวิธีการวัดและประเมินผลแบบตอเนื่องอยางไมเปนทางการและเปนทางการ ตลอดระยะเวลาที่ครูจัดกิจกรรมการเรียนรูใหแกนักเรียน ซึ่งสอดคลองกับแนวคิดที่ตองการใหครูทําการ วัดและประเมินผลการเรียนรูระหวางการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เรียกวา สอนไปวัดผลไป จึงกลาวไดวา ขั้นนี้ครูควรนึกถึงพฤติกรรมหรือการแสดงออกของนักเรียน โดยพิจารณาจาก ผลงานหรือชิ้นงานที่เปนหลักฐานเชิงประจักษซึ่งแสดงใหเห็นวานักเรียนเกิดผลลัพธปลายทางตามเกณฑ ที่กําหนดไวแลว และเกณฑที่ใชประเมินควรเปนเกณฑคุณภาพในรูปของมิติคุณภาพ (Rubrics) อยางไร ก็ตาม ครูอาจจะมีหลักฐานหรือใชวิธีการอื่น ๆ เชน การทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน การสัมภาษณ การศึกษาคนควา การฝกปฏิบัติขณะเรียนรูประกอบดวยก็ได
  • 18.
    การกําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการ เรียนรูตามผลลัพธปลายทางที่กําหนดไวแลว หลังจากที่ครูไดกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนแลว ครูควรกําหนด ภาระงานและวิธีการประเมินผลการเรียนรู ซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรูตามผลลัพธ ปลายทางที่กําหนดไวแลว ภาระงานหมายถึง งานหรือกิจกรรมที่กําหนดใหนักเรียนปฏิบัติ เพื่อใหบรรลุตามจุดประสงค การเรียนรู/ตัวชี้วัดชั้นป/มาตรฐานการเรียนรูที่กําหนดไว ลักษณะสําคัญของงานจะตองเปนงานที่ สอดคลองกับชีวิตจริงในชีวิตประจําวัน เปนเหตุการณจริงมากกวากิจกรรมที่จําลองขึ้นเพื่อใชในการ ทดสอบ ซึ่งเรียกวา งานที่ปฏิบัติเปนงานที่มีความหมายตอนักเรียน (Meaningful Task)นอกจากนี้งานและ กิจกรรมจะตองมีขอบเขตที่ชัดเจน สอดคลองกับจุดประสงคการเรียนรู/ตัวชี้วัดชั้นป/มาตรฐานการเรียนรู ที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ทั้งนี้เมื่อไดภาระงานครบถวนตามที่ตองการแลว ครูจะตองนึกถึงวิธีการและเครื่องมือที่จะใชวัด และประเมินผลการเรียนรูของนักเรียนซึ่งมีอยูมากมายหลายประเภท ซึ่งครูจะตองเลือกใหเหมาะสมกับ ภาระงานที่นักเรียนปฏิบัติ ตัวอยางภาระงานเรื่อง หนวยความจํา (หนวยความจําสํารอง)รวมทั้งการกําหนดวิธีการวัดและ ประเมินผลการเรียนรูของนักเรียน(ดังตาราง)
  • 19.
    ตัวอยาง ภาระงาน/ชิ้นงาน แผนการจัดการเรียนรูเรื่องความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล สาระที่3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาตรฐาน ง 3.1 จุดประสงค การเรียนรู สาระ การเรียนรู กิจกรรม การเรียนรู ภาระงาน/ชิ้นงาน การวัดและประเมินผล สื่อการเรียนรู วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ อธิบายลักษณะ ของขอมูลและ แหลงขอมูลได ความรูเบื้องตน เกี่ยวกับขอมูล และแหลง- ขอมูล – สังเกตขอมูล และแหลงขอมูล รอบ ๆ ตัว – สรางแผนผัง ความคิดเรื่อง ขอมูลและ แหลงขอมูล – ยกตัวอยาง ขอมูลและ แหลงขอมูล – การตั้งคําถาม และตอบคําถาม – แผนผัง ความคิดเรื่อง ขอมูลและ แหลงขอมูล – การตอบคําถาม – ซักถามความรู – ตรวจผลงาน – สังเกตการ อธิบาย – แบบตรวจสอบ ผลงาน – แบบประเมินการ นําเสนอผลงาน – เกณฑคุณภาพ 4 ระดับ 1. แบบบันทึกขอมูลการอภิปราย จากประเด็นปญหาที่ศึกษา 2. แบบบันทึกความรู 3. แบบทดสอบ เรื่องความรู เบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและ แหลงขอมูล
  • 20.
    การสรางความเขาใจที่คงทน ความเขาใจที่คงทนจะเกิดขึ้นได นักเรียนจะตองมีความสามารถ 6ประการ ไดแก 1. การอธิบาย ชี้แจง เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการอธิบายหรือชี้แจงในสิ่งที่ เรียนรูไดอยางถูกตอง สอดคลอง มีเหตุมีผล และเปนระบบ 2. การแปลความและตีความ เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการแปลความและ ตีความไดอยางมีความหมาย ตรงประเด็น กระจางชัด และทะลุปรุโปรง 3. การประยุกต ดัดแปลง และนําไปใช เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการนําสิ่งที่ ไดเรียนรูไปสูการปฏิบัติไดอยางมีประสิทธิผลมีประสิทธิภาพและคลองแคลว 4. การมีมุมมองที่หลากหลาย เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการมีมุมมองที่ นาเชื่อถือ เปนไปได มีความลึกซึ้ง แจมชัด และแปลกใหม 5. การใหความสําคัญและใสใจในความรูสึกของผูอื่น เปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออก โดยเปดเผยรับฟงความคิดเห็นของผูอื่นและระมัดระวังที่จะไมใหเกิดความกระทบกระเทือนตอผูอื่น 6. การรูจักตนเองเปนความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยมีความตระหนักรู สามารถประมวลผล ขอมูลจากแหลงการเรียนรูที่หลากหลาย ปรับตัวได รูจักใครครวญ และมีความเฉลียวฉลาด นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกําหนดสมรรถนะ สําคัญของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตรไว 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เปนความสามารถของนักเรียนในการรับ–สงสาร การถายทอด ความคิด ความรูความเขาใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและ ประสบการณอันเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาตอรองเพื่อขจัดและลด ปญหาความขัดแยงตาง ๆ การเลือกที่จะรับและไมรับขอมูลขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง ตลอดจนการเลือกใชวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคํานึงถึงผลกระทบที่มีตอตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถของนักเรียนในการคิดวิเคราะห การคิดสังเคราะห การคิดอยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนําไปสูการสรางองคความรู หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมไดอยางเหมาะสม 3. ความสามารถในการแกปญหา เปนความสามารถของนักเรียนในการแกปญหาและอุปสรรค ตาง ๆที่เผชิญไดอยางถูกตองเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผลคุณธรรมและขอมูลสารสนเทศเขาใจ ความสัมพันธและการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตาง ๆในสังคมแสวงหาความรูประยุกตความรูมาใชใน การปองกันและแกไขปญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตอ ตนเอง สังคม และสิ่งแวดลอม 4. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต เปนความสามารถของนักเรียนในการนํากระบวนการ ตาง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเอง การทํางาน และการอยูรวมกันในสังคม ดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล การจัดการปญหาและความขัดแยงตาง ๆ อยาง
  • 21.
    เหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอม และการรูจักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงคซึ่งสงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น 5.ความสามารถในการใชเทคโนโลยี เปนความสามารถของนักเรียนในการเลือกและใช เทคโนโลยีดานตาง ๆ ทั้งดานวัตถุ แนวคิด วิธีการ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ตนเองและสังคมในดานการเรียนรู การสื่อสาร การทํางาน การแกปญหาอยางสรางสรรค ถูกตอง เหมาะสม และมีคุณธรรม นอกจากสมรรถนะสําคัญของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่กลาวขางตนแลว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ยังไดกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค 8 ประการ เพื่อใหนักเรียนสามารถอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดอยางมีความสุขทั้งในฐานะพลเมืองไทยและ พลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน กษัตริย 2. ซื่อสัตยสุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝเรียนรู 5. อยูอยางพอเพียง 6. มุงมั่นในการทํางาน 7. รักความเปนไทย 8. มีจิตสาธารณะ ดังนั้นการกําหนดภาระงานใหนักเรียนปฏิบัติ รวมทั้งการเลือกวิธีการและเครื่องมือประเมินผล การเรียนรูนั้น ครูควรคํานึงถึงความสามารถของนักเรียน 6 ประการ ตามแนวคิด Backward Design สมรรถนะสําคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่ได กลาวไวขางตน เพื่อใหภาระงาน วิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรูครอบคลุมสิ่งที่สะทอน ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียนอยางแทจริง โดยสรุปการออกแบบการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design ในขั้นที่ 2 นี้ ครูจะตองคํานึงถึง ภาระงาน วิธีการ เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรูที่มีความเที่ยงตรง ความเชื่อถือได มีประสิทธิภาพ ตรงกับสภาพจริง มีความยืดหยุน และใหความสบายใจแกนักเรียนเปนสําคัญ ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู เมื่อครูมีความรูความเขาใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกําหนดผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับ นักเรียน รวมทั้งกําหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนเกิดการ เรียนรูตามที่กําหนดไวอยางแทจริงแลว ขั้นตอไปครูควรนึกถึงกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ที่จะจัดใหแก นักเรียนโดยครูควรตอบคําถามสําคัญตอไปนี้ – ถาครูตองการจะจัดการเรียนรูใหนักเรียนเกิดความรูเกี่ยวกับขอเท็จจริง ความคิดรวบยอด หลักการ และทักษะกระบวนการตาง ๆ ที่จําเปนสําหรับนักเรียน ซึ่งจะทําใหนักเรียนเกิดผลลัพธปลายทาง ตามที่กําหนดไว รวมทั้งเกิดเปนความเขาใจที่คงทนตอไปนั้นครูสามารถจะใชวิธีการงาย ๆ อะไรบาง
  • 22.
    – กิจกรรมการเรียนรูที่จะชวยเปนสื่อนําใหนักเรียนเกิดความรูและทักษะที่จําเปนมีอะไรบาง – สื่อและแหลงการเรียนรูที่เหมาะสมและดีที่สุดซึ่งจะทําใหนักเรียนบรรลุตามมาตรฐานของ หลักสูตรมีอะไรบาง – กิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ที่กําหนดไว ควรจัดกิจกรรมใดกอน และควรจัดกิจกรรมใด ภายหลัง – กิจกรรมตาง ๆ ออกแบบไวเพื่อตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคลของนักเรียนหรือไม เพราะเหตุใด การจัดกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ เพื่อใหนักเรียนเกิดผลลัพธปลายทางตามแนวคิด Backward Design นั้น วิกกินสและแมกไทไดเสนอแนะใหครูเขียนแผนการจัดการเรียนรูโดยใชแนวคิดWHERE TO (ไปที่ไหน)ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ W แทน กิจกรรมการเรียนรูที่จัดใหนั้นจะตองชวยใหนักเรียนรูวาหนวยการเรียนรูนี้จะดําเนิน ไปในทิศทางใด (Where) และสิ่งที่คาดหวังคืออะไร (What) มีอะไรบาง ชวยใหครูทราบวานักเรียนมี ความรูพื้นฐานและความสนใจอะไรบาง H แทน กิจกรรมการเรียนรูควรดึงดูดความสนใจของนักเรียนทุกคน (Hook) ทําใหนักเรียนเกิด ความสนใจในสิ่งที่จะเรียนรู(Hold)และใชสิ่งที่นักเรียนสนใจเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู E แทน กิจกรรมการเรียนรูควรสงเสริมและจัดให (Equip) นักเรียนไดมีประสบการณ (Experience) ในแนวคิดหลัก/ความคิดรวบยอด และสํารวจ รวมทั้งวินิจฉัย (Explore) ในประเด็นตาง ๆ ที่ นาสนใจ R แทน กิจกรรมการเรียนรูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดคิดทบทวน (Rethink) ปรับ (Revise) ความเขาใจในความรูและงานที่ปฏิบัติ E แทน กิจกรรมการเรียนรูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดประเมิน (Evaluate) ผลงานและสิ่งที่ เกี่ยวของกับการเรียนรู T แทน กิจกรรมการเรียนรูควรออกแบบ (Tailored) สําหรับนักเรียนเปนรายบุคคล เพื่อให สอดคลองกับความตองการ ความสนใจ และความสามารถที่แตกตางกันของนักเรียน O แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรูตาง ๆ ใหเปนระบบ (Organized) ตามลําดับการเรียนรูของ นักเรียน และกระตุนใหนักเรียนมีสวนรวมในการสรางองคความรูตั้งแตเริ่มแรกและตลอดไป ทั้งนี้เพื่อ การเรียนรูที่มีประสิทธิผล อยางไรก็ตาม มีขอสังเกตวา การวางแผนการจัดการเรียนรูที่มีการกําหนดวิธีการจัดการเรียนรู การลําดับการเรียน รวมทั้งสื่อและแหลงการเรียนรูที่เฉพาะเจาะจงนั้นจะประสบผลสําเร็จไดก็ตอเมื่อครูได มีการกําหนดผลลัพธปลายทาง หลักฐาน และวิธีการวัดและประเมินที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู ตามที่กําหนดไวอยางแทจริงแลว การจัดกิจกรรมการเรียนรูเปนเพียงสื่อที่จะนําไปสูเปาหมายความสําเร็จที่ ตองการเทานั้น ดวยเหตุนี้ถาครูมีเปาหมายที่ชัดเจนก็จะชวยทําใหการวางแผนการจัดการเรียนรูและการจัด กิจกรรมการเรียนรูสามารถทําใหนักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่กําหนดไวได
  • 23.
    โดยสรุปจึงกลาวไดวา ขั้นนี้เปนการคนหาสื่อการเรียนรู แหลงการเรียนรูและกิจกรรมการเรียนรู ที่สอดคลองเหมาะสมกับนักเรียน กิจกรรมที่กําหนดขึ้นควรเปนกิจกรรมที่จะสงเสริมใหนักเรียนสามารถ สรางและสรุปเปนความคิดรวบยอดและหลักการที่สําคัญของสาระที่เรียนรู กอใหเกิดความเขาใจที่คงทน รวมทั้งความรูสึกและคานิยมที่ดีไปพรอม ๆ กับทักษะความชํานาญ
  • 24.
    ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ ขั้นที่ 1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ตัวชี้วัดชั้นป 1. ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเขาใจวา... 1. 2. คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน – – ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะรูวา… 1. 2. 3. ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่ คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. 2. 3. ขั้นที่2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง 1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ – – 2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการ เรียนรู วิธีการประเมินผลการเรียนรู – – เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู – – 3. สิ่งที่มุงประเมิน – – ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู – –
  • 25.
    รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมงจากการออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Designเขียนโดยใชรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรูแบบเรียงหัวขอซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ชื่อแผน... (ระบุชื่อและลําดับที่ของแผนการจัดการเรียนรู) ชื่อเรื่อง...(ระบุชื่อเรื่องที่ตองการจัดการเรียนรู) สาระที่... (ระบุสาระที่ใชจัดการเรียนรู) เวลา... (ระบุระยะเวลาที่ใชในการจัดการเรียนรูตอ 1 แผน) ชั้น... (ระบุระดับชั้นที่จัดการเรียนรู) หนวยการเรียนรูที่... (ระบุชื่อและลําดับที่ของหนวยการเรียนรู) สาระสําคัญ... (เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทัศนของหัวเรื่องที่จัดการเรียนรู) ตัวชี้วัดชั้นป... (ระบุตัวชี้วัดชั้นปที่ใชเปนเปาหมายของแผนการจัดการเรียนรู) จุดประสงคการเรียนรู...(กําหนดใหสอดคลองกับสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะที่พึงประสงค ของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่ง ประกอบดวย ดานความรู (Knowledge: K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (Affective: A) ดานทักษะ/กระบวนการ (Performance: P)) การวัดและประเมินผลการเรียนรู...(ระบุวิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับ จุดประสงคการเรียนรูทั้ง 3 ดาน) สาระการเรียนรู... (ระบุสาระและเนื้อหาที่นํามาจัดการเรียนรู อาจเขียนเฉพาะหัวเรื่องก็ได) แนวทางบูรณาการ... (เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุมสาระอื่นที่บูรณาการรวมกัน) กระบวนการจัดการเรียนรู... (กําหนดใหสอดคลองกับธรรมชาติของกลุมสาระและการ บูรณาการขามสาระ) กิจกรรมเสนอแนะ... (ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่นักเรียนควรปฏิบัติเพิ่มเติม) สื่อ/แหลงเรียนรู... (ระบุสื่อ อุปกรณ และแหลงการเรียนรูที่ใชในการจัดการเรียนรู) บันทึกหลังการจัดการเรียนรู...(ระบุรายละเอียดของผลการจัดการเรียนรูตามแผนที่กําหนดไว อาจ นําเสนอขอเดนและขอดอยเพื่อใหเปนขอมูลที่สามารถนําไปใชเปนสวนหนึ่งของการทําวิจัยในชั้นเรียน ได) ในสวนของการจัดกิจกรรมการเรียนรูนั้น ใหครูนําขั้นตอนหลักของวิธีการจัดการเรียนรูที่เนน ผูเรียนเปนสําคัญ เชน การเรียนแบบแกปญหา การศึกษาเปนรายบุคคล การอภิปรายกลุมยอย/กลุมใหญ การฝกปฏิบัติ การสืบคนขอมูล ฯลฯ มาเขียนในขั้นสอน โดยคํานึงถึงธรรมชาติของกลุมสาระการเรียนรู เปนสําคัญ การใชแนวคิดของการออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิด Backward Design จะชวยใหครูมี ความมั่นใจในการจัดการเรียนรูและใชแผนการจัดการเรียนรูของ บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด ใน การจัดการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพตอไป
  • 27.
    4. เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู–การวัด และประเมินผลการเรียนรู พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 24 (2) และ (3) ไดระบุแนวทางการจัดการ เรียนรู โดยเนนการฝกทักษะกระบวนการคิด การฝกทักษะการแสวงหาความรูดวยตนเองจากแหลงการ เรียนรูที่หลากหลาย การฝกปฏิบัติจริง และการประยุกตใชความรูเพื่อการปองกันและแกปญหา ดังนั้น เพื่อใหการจัดการเรียนรูสอดคลองกับนโยบายดังกลาวนี้ การจัดทําแผนการจัดการเรียนรูในคูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ เลมนี้ จึงยึดแนวทางการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ (Child Centered) เนนการเรียนรูจากการปฏิบัติจริง และเนนการเรียนรูแบบบูรณาการที่ผสมผสาน เชื่อมโยงสาระการเรียนรูตาง ๆ กับหัวขอเรื่องหรือประเด็นที่สอดคลองกับชีวิตจริง เพื่อใหนักเรียนเกิดการ พัฒนาโดยองครวม เปนธรรมชาติสอดคลองกับสภาพและปญหาที่เกิดในวิถีชีวิตของนักเรียน แนวทางการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ ไดเปลี่ยนแปลงบทบาทของครูจากการเปนผู ชี้นําหรือถายทอดความรูไปเปนผูชวยเหลือ อํานวยความสะดวก และสงเสริมสนับสนุนนักเรียนโดยใช วิธีการตาง ๆ อยางหลากหลายรูปแบบ เพื่อใหนักเรียนเกิดการสรางสรรคความรูและนําความรูไปใชอยาง มีประสิทธิภาพ คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ เลมนี้ จึงไดนําเสนอทฤษฎีและ เทคนิควิธีการเรียนการสอนตาง ๆ มาเปนแนวทางในการจัดการเรียนรู เชน การจัดการเรียนรูโดยใชสมองเปนฐาน(Brain - Based Learning–BBL) เปนวิธีการจัดการเรียนรู ที่อิงผลการวิจัยทางประสาทวิทยา ซึ่งไดเสนอแนะไววา ตามธรรมชาตินั้นสมองเรียนรูไดอยางไร โดยได กลาวถึงโครงสรางที่แทจริงของสมองและการทํางานของสมองมนุษยที่มีการแปรเปลี่ยนไปตามขั้นของ การพัฒนา ซึ่งสามารถนํามาใชเปนกรอบแนวคิดของการสรางสรรคการจัดการเรียนรูไดอยางมี ประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรูแบบใชปญหาเปนฐาน (Problem - Based Learning–PBL) เปนวิธีการจัดการ เรียนรูที่ใชปญหาที่เกิดขึ้นเปนจุดเริ่มตนและเปนตัวกระตุนใหเกิดกระบวนการเรียนรู โดยใหนักเรียน รวมกันแกปญหาภายใตการแนะนําของครู ใหนักเรียนชวยกันตั้งคําถามและชวยกันคนหาคําตอบ โดยอาจ ใชความรูเดิมมาแกปญหา หรือศึกษาคนควาเพิ่มเติมสําหรับการแกปญหา นําขอมูลที่ไดจากการคนความา สรุปเปนขอมูลในการแกปญหา แลวชวยกันประเมินการแกปญหาเพื่อใชในการแกปญหาครั้งตอไป สําหรับขั้นตอนการจัดการเรียนรู การจัดการเรียนรูแบบพหุปญญา (Multiple Intelligences) เปนการพัฒนาองครวมของนักเรียน ทั้งสมองดานซายและสมองดานขวา บนพื้นฐานความสามารถและสติปญญาที่แตกตางกันของแตละบุคคล โดยมุงหมายใหนักเรียนสามารถแกปญหาหรือสรางสรรคสิ่งตาง ๆ ภายใตความหลากหลายของ วัฒนธรรมหรือสภาพแวดลอม การจัดการเรียนรูแบบรวมมือ (Cooperative Learning) เปนการจัดสถานการณและบรรยากาศ ใหนักเรียนเกิดการเรียนรูรวมกัน ฝกใหนักเรียนที่มีลักษณะแตกตางกันทั้งสติปญญาและความถนัด รวมกันทํางานเปนกลุม รวมกันศึกษาคนควา
  • 28.
    การจัดการเรียนรูแบบใชหมวกความคิด 6 ใบ(Six Thinking Hats) เปนการใหนักเรียนฝกตั้ง คําถามและตอบคําถามที่ใชความคิดในลักษณะตาง ๆ โดยสามารถอธิบายเหตุผลประกอบหรือวิเคราะห วิจารณได การจัดการเรียนรูแบบกระบวนการแกปญหา (Problem Solving) เปนการฝกใหนักเรียนเรียนรู จากการแกปญหาที่เกิดขึ้น โดยการทําความเขาใจปญหา วางแผนแกปญหา ดําเนินการแกปญหา และ ตรวจสอบหรือมองยอนกลับ การจัดการเรียนรูแบบโครงงาน (Project Work) เปนวิธีการจัดการเรียนรูรูปแบบหนึ่งที่สงเสริม ใหนักเรียนเรียนรูดวยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ โดยใชกระบวนการแสวงหาความรูหรือคนควาหา คําตอบในสิ่งที่นักเรียนอยากรูหรือสงสัยดวยวิธีการตาง ๆ อยางหลากหลาย การจัดการเรียนรูที่เนนการปฏิบัติ (Active Learning) เปนการใหนักเรียนไดทดลองทําดวย ตนเองเพื่อจะไดเรียนรูขั้นตอนของงานและรูจักวิธีแกปญหาในการทํางาน การจัดการเรียนรูแบบสรางผังความคิด (Concept Mapping) เปนการสอนดวยวิธีการจัดกลุม ความคิดรวบยอด เพื่อใหเห็นความสัมพันธกันระหวางความคิดหลักและความคิดรองลงไป โดยนําเสนอ เปนภาพหรือเปนแผนผัง การจัดการเรียนรูจากประสบการณ (Experience Learning) เปนการจัดกิจกรรมหรือจัด ประสบการณใหนักเรียนเกิดการเรียนรูจากการปฏิบัติ แลวกระตุนใหนักเรียนพัฒนาทักษะ ใหม ๆ เจตคติใหม ๆ หรือวิธีการคิดใหม ๆ การเรียนรูโดยการแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing) เปนการจัดกิจกรรมที่ใหนักเรียนไดแสดง บทบาทในสถานการณที่สมมุติขึ้น โดยอาจกําหนดใหแสดงบทบาทสมมุติที่เปนพฤติกรรมของบุคคลอื่น หรือแสดงพฤติกรรมในบทบาทของตนเองในสถานการณตางๆ การเรียนรูจากเกมจําลองสถานการณ (Simulation Gaming) เปนเทคนิคการจัดการเรียนรูที่คลาย กับการแสดงบทบาทสมมุติ โดยใหนักเรียนเลนเกมจําลองสถานการณ โดยครูนําสถานการณจริงมาจําลอง ไวในหองเรียน โดยการกําหนดกฎ กติกา และเงื่อนไขสําหรับเกมนั้น ๆ แลวใหนักเรียนไปเลนเกมหรือ กิจกรรมในสถานการณจําลองนั้น การจัดการเรียนรูตองจัดควบคูกับการวัดและประเมินผลตามภาระงานและชิ้นงานที่สอดคลอง กับตัวชี้วัด แผนการจัดการเรียนรูนี้ไดเสนอการวัดและการประเมินผลครบทั้ง 3 ดาน คือ ดานความรู ดาน ทักษะ/กระบวนการ และดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม เนนวิธีการวัดที่หลากหลายตามสถานการณ จริง การดูรองรอยตาง ๆ ควบคูไปกับการดูกระบวนการทํางานและผลผลิตของงาน โดยออกแบบการ ประเมินผลกอนเรียน ระหวางเรียน หลังเรียน และแบบทดสอบประจําหนวย พรอมแบบฟอรมและเกณฑ การประเมิน เพื่ออํานวยความสะดวกใหครูไวพรอม ทั้งนี้ครูอาจเพิ่มเติมโดยการออกแบบการวัดและ ประเมินดวยมิติคุณภาพ(Rubrics)
  • 29.
    5. ตารางวิเคราะหสาระมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดชั้นป สาระที่ 3:เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาตรฐาน ง 3.1: เขาใจ เห็นคุณคา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคนขอมูล การเรียนรู การสื่อสาร การแกปญหาการทํางานและอาชีพอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม สาระการเรียนรูแกนกลาง ตัวชี้วัดชั้นป หนวย การเรียนรูที่ 1 หนวย การเรียนรูที่ 2 หนวย การเรียนรูที่ 3 หนวย การเรียนรูที่ 4 สรุปผลการประเมิน ผาน ไมผาน 1. คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูล ตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตามวัตถุประสงค    2. สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความ รับผิดชอบ      ๖
  • 30.
    6. โครงสรางการแบงเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 1ขอมูลและแหลงขอมูล 6 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 การคนหาขอมูล 4 ชั่วโมง หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด 12 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รูจักไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(คําสั่งพื้นฐาน 4 ชั่วโมง และการพิมพขอความ) แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ 4 ชั่วโมง และตาราง) หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 16 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 ตัวอยางการสรางผลงาน 4 ชั่วโมง ดวยไมโครซอฟตเวิรด(นามบัตร) แผนการจัดการเรียนรูที่10 ตัวอยางการสรางผลงาน 4 ชั่วโมง ดวยไมโครซอฟตเวิรด(บัตรอวยพร) แผนการจัดการเรียนรูที่11 ตัวอยางการสรางผลงาน 4 ชั่วโมง ดวยไมโครซอฟตเวิรด(ใบประกาศ) แผนการจัดการเรียนรูที่12 ตัวอยางการสรางผลงาน 2 ชั่วโมง ดวยไมโครซอฟตเวิรด(รายงาน) รวม 38 ชั่วโมง
  • 31.
  • 32.
    หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล6 ชั่วโมง ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน ขอมูล และแหลงขอมูล คุณธรรม จริยธรรม และ คานิยม มีเจตคติที่ดีตอขอมูลและ แหลงขอมูล มีมารยาทในการทํางาน มีความกระตือรือรน มีความรับผิดชอบ ภาระงาน/ชิ้นงาน เปรียบเทียบสิ่งของที่เปน เทคโนโลยี เลนเกม “สงขอมูล” ยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดี คนหาขอมูลจาก อินเทอรเน็ต ความรู ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับ ขอมูลและแหลงขอมูล การคนหาขอมูล ทักษะ/กระบวนการ ทักษะการทํางานรวมกัน ทักษะการแสวงหาความรู ทักษะการนําเสนอผลงาน
  • 33.
    ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล ขั้นที่1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ตัวชี้วัดชั้นป คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตาม วัตถุประสงค (ง 3.1 ป. 5/1) ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเขาใจวา... 1. ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบตัวเราซึ่งเรา สามารถรับขอมูลไดจากประสาทสัมผัสผานทาง อวัยวะตาง ๆ ของรางกาย 2. แหลงขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลหรือ ทําใหเราไดรับขอมูล 3. การคนหาขอมูล คือ การคนหาความรูหรือ เนื้อหาที่ตองการตามวัตถุประสงคที่ตั้งไว 4. การคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตทําไดงาย สะดวกรวดเร็ว และไดขอมูลที่มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน - ขอมูล แหลงขอมูล และการคนหาขอมูลคือ อะไร - เทคโนโลยีชวยในการคนหาขอมูลอยางไร - มนุษยรับขอมูลไดอยางไร - การคนหาขอมูลสามารถทําไดอยางไร ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะรูวา… 1. คําที่ควรรูไดแก อัตโนมัติ โปรแกรมเมอร ซอฟตแวร อินทราเน็ต การดความจํา ซีดี ดีวีดี อินเทอรเน็ต ขอมูลดิบ โฮมเพจ เว็บเพจ เว็บไซต เชื่อมโยง บริษัทไมโครซอฟท และหนาตาง- โปรแกรม 2. ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่ดี มี ความถูกตอง ครบถวน ตรงตอความตองการ และมี ความทันสมัย 3. แหลงขอมูลแบงเปน 4 ประเภท คือ บุคคล สัตวและสิ่งของสถานที่ และสื่ออิเล็กทรอนิกส 4. การคนหาขอมูลมีวิธีการ 7 ขั้นตอน ไดแก การกําหนดวัตถุประสงค การกําหนดหัวขอของ ขอมูล การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหา ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. บอกลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลที่ เชื่อถือได 2. อธิบายวิธีการคนหาขอมูลได 3. ยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดีได 4. คนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตได
  • 34.
    และรวบรวมขอมูล การพิจารณา เปรียบเทียบและ ตัดสินใจ การสรุปและจัดทํารายงาน และการเก็บ รักษาขอมูล
  • 35.
    5. การคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตทําไดดวย การเรียกใชเว็บเบราวเซอร โดยเปดเว็บไซตที่ ใหบริการคนหาขอมูลพิมพคําสําคัญ แลวเชื่อมโยง ยังยังเว็บไซตที่นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับคําสําคัญนั้น ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง 1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ – เลมเกม“สงขอมูล” – สรุปลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลที่ดี – ยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดี – ปฏิบัติตามขั้นตอนในการคนหาขอมูล – คนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต 2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู วิธีการประเมินผลการเรียนรู – การถามและตอบคําถาม – การนําเสนอผลงาน – การทดสอบ – การฝกปฏิบัติระหวางเรียน – การประเมินตนเองของนักเรียน เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู – แบบประเมินผลงาน – แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน – แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู – ใบงาน – แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม – แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ 3. สิ่งที่มุงประเมิน – ความสามารถในการถามและการตอบคําถาม – ความสามารถในการนําเสนอผลงาน – ความสามารถในการใชเทคโนโลยี – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม – การมีมารยาทในการทํางาน – การมีความกระตือรือรน และความรับผิดชอบในการทํางาน ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 การคนหาขอมูล 4 ชั่วโมง
  • 36.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่1 ขอมูลและแหลงขอมูล เวลา 2 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ ขอมูล คือ สิ่งตาง ๆ ที่อยูรอบตัวเราซึ่งสามารถรับไดจากประสาทสัมผัสผานทางอวัยวะตาง ๆ ของรางกาย ขอมูลที่ดีจะตองมีความเชื่อถือได ตรงตอความตองการ และทันสมัย โดยมาจากแหลงขอมูลที่ ดี ซึ่งแบงเปน 4 ประเภท คือ บุคคล สัตวและสิ่งของ สถานที่ และสื่ออิเล็กทรอนิกส ซึ่งแหลงขอมูลตาง ๆ เหลานี้จะตองนาเชื่อถือและสามารถตรวจสอบขอมูลได 2 ตัวชี้วัดชั้นป คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตาม วัตถุประสงค (ง 3.1 ป. 5/1) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. บอกลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลได (K) 2. เห็นประโยชนและมีเจตคติที่ดีตอขอมูลและแหลงขอมูล(A) 3. มีทักษะในการถายทอดขอมูลและยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดี (P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตการถามและการตอบ คําถามเกี่ยวกับขอมูลและ แหลงขอมูล 2. ตรวจใบบันทึกขอมูลและ การทําแบบทดสอบกอน เรียน(Pre-test) 1. สังเกตจากความสนใจและ ความกระตือรือรนในการ ปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตจากความรวมมือและ การปฏิบัติตามกติกาในการ เลนเกม 1. สังเกตพฤติกรรมการ ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น 2. สังเกตทักษะในการ ถายทอดขอมูล 3. สังเกตทักษะการแกปญหา ขณะปฏิบัติกิจกรรม 5 สาระการเรียนรู ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล
  • 37.
    – ขอมูล – แหลงขอมูล 6แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การเขียนขอมูลที่ไดรับอยางถูกตองและการสรุปขอมูลลงในกระดาษ สําหรับบันทึกขอมูล วิทยาศาสตร แรงที่ใชในการเขียนบนแผนหลังของผูอื่นเพื่อถายทอดขอมูลในการ ปฏิบัติกิจกรรม สังคมศึกษาฯ การปฏิบัติกิจกรรมอยางมีสติ เพื่อปองกันอุบัติเหตุและความผิดพลาด ในการปฏิบัติกิจกรรม สุขศึกษาฯ การเลนเกมดวยความสนุกสนานและปฏิบัติตามกติกาของเกม ภาษาตางประเทศ การเขียนและอานคําศัพทที่เกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูเขียนคําวาขอมูลและแหลงขอมูลบนกระดานดํา 2. นักเรียนอานคําวาขอมูลและแหลงขอมูล แลวรวมกันทบทวนความรูเกี่ยวกับขอมูลและ แหลงขอมูลสรุปความรูเปนขอ ๆ แลวบันทึกลงในกระดาษสําหรับบันทึกขอมูล ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที 2. นักเรียนที่ทําแบบทดสอบกอนเรียนเสร็จกอน 3 คนแรกกําหนดใหเปนหัวหนากลุม แลวให หัวหนากลุมหาสมาชิกกลุมของตนเอง ครูตรวจสอบใหแตละกลุมมีสมาชิกจํานวนเทากัน 3. ครูอธิบายวิธีการเลมเกม “สงขอมูล” ดังนี้ 3.1 ใหนักเรียนยืนเขาแถว 3 แถว หัน หนาไปทางกระดานดํา นักเรียนคนหลังสุดกลับ หลังหัน 3.2 หามนักเรียนทุกคนสงเสียงใด ๆ ขณะเลนเกม หากนักเรียนคนใดพบปญหาขณะเลนเกม ใหยกมือขึ้นเพื่อแจงใหครูทราบและชวยแกไข 3.3 ครูแจกบัตรอุปกรณคอมพิวเตอร ใหนักเรียนคนหลังสุดคนละ3 ใบ ใหนักเรียนอานและจําชื่ออุปกรณคอมพิวเตอรนั้น แลวสงคืนครู ภาพจากคูมือครู แผนการจัดการเรียนรู เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.3 หนา 24 หลักสูตร 44
  • 38.
    3.4 ครูใหสัญญาณ เมื่อนักเรียนไดยินสัญญาณแลวใหหันหลังกลับแลวเขียนชื่ออุปกรณ คอมพิวเตอรจากบัตรที่ไดรับบนหลังของเพื่อนคนขางหนาทั้ง3 คํา โดยหามไมใหนักเรียนคนอื่น ๆ เห็น บัตรอุปกรณคอมพิวเตอรนั้น 3.5 นักเรียนที่ไดรับขอมูลจากเพื่อนใหสงขอมูลตอไปยังนักเรียนคนที่อยูดานหนาดวย การเขียนหลังตอกันไปเรื่อย ๆ จนถึงคนที่อยูดานหนาสุด 3.6 นักเรียนคนที่อยูดานหนาสุดใหเขียนชื่ออุปกรณคอมพิวเตอรนั้นบนกระดานดํา 4. นักเรียนเลนเกม“สงขอมูล” โดยครูคอยตรวจสอบ และชวยเหลือนักเรียนเมื่อพบปญหาใน การเลนเกม 5. เมื่อหมดเวลาใหครูและนักเรียนชวยกันตรวจสอบขอมูลที่เขียนบนกระดานดําวาถูกตอง หรือไม อยางไร 6. ครูอธิบายความรูเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูลหนวยการเรียนรูที่1 ขอมูลและ แหลงขอมูล จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 7. ครูถามวาขอมูลที่แสดงบนกระดานดําของนักเรียนกลุมใดเปนขอมูลที่ดีเพราะเหตุใด 8. นักเรียนรวมกันวิเคราะหคําถามของครู แลวตอบคําถาม ดังนี้ ขอมูลของนักเรียนที่เขียนชื่อ อุปกรณคอมพิวเตอรถูกทั้ง3 คําเปนขอมูลที่ดีเพราะขอมูลมีความถูกตองและครบถวน ซึ่งเกิดจากการสง ขอมูลจากแหลงขอมูลที่ดีหรือนักเรียนสงขอมูลไดอยางมีประสิทธิภาพ 9. นักเรียนรวมกันยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดีที่พบในสถานที่ตางๆ แลวบันทึกเพิ่มเติมลงใน กระดาษสําหรับบันทึกขอมูล ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1. นักเรียนสรุปความหมายและลักษณะของขอมูลวา เปนสิ่งตางๆ ที่เรารับรูไดจากประสาท สัมผัสผานอวัยวะตาง ๆ ของรางกาย 2. นักเรียนสรุปความหมายและลักษณะของแหลงขอมูลวา เปนสิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเราหรือ ทําใหเราไดรับขอมูล 3. นักเรียนรวมกันสรุปวา ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่ดีโดยจะตองมีความถูกตอง ครบถวน เชื่อถือได ตรงตอความตองการ และมีความทันสมัย ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนแลกกระดาษสําหรับบันทึกขอมูลกับเพื่อน แลวตรวจสอบความถูกตองของขอมูล จากนั้นเปรียบเทียบขอมูลของเพื่อนกับของตนเองวาเหมือนหรือแตกตางกันหรือไม อยางไร 2. นักเรียนรวมกันสํารวจแหลงขอมูลที่ดีที่พบในโรงเรียนและชุมชน จากนั้นนํามาสรุปวา แหลงขอมูลดังกลาวใหขอมูลอะไรบาง ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
  • 39.
    1. นักเรียนบอกลักษณะของขอมูลและแหลงขอมูลที่ใชในชีวิตประจําวันได 2. นักเรียนยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ดีที่พบในโรงเรียนและชุมชนได 8กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบขอมูลและแหลงขอมูลวาเปนขอมูลและ แหลงขอมูลที่ดีหรือไม อยางไร ทดลองตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนขอมูลกับเพื่อน 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมและโตวาทีในญัตติ “แหลงขอมูลที่เปนสื่ออิเล็กทรอนิกสมีประโยชน กวาแหลงขอมูลประเภทอื่น”
  • 40.
    9 สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. กระดาษสําหรับบันทึกขอมูล 2.บัตรอุปกรณคอมพิวเตอร อยางนอย9 ใบ 3. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวย สอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับขอมูลและแหลงขอมูล 4. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตร หองสมุดโรงเรียน ฝายทะเบียนในโรงเรียน ศูนยการ เรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ 5. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ เจาหนาที่หองคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญทางดาน เทคโนโลยีสารสนเทศ 6. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 7. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../..........
  • 41.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 2 การคนหาขอมูล สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่1 ขอมูลและแหลงขอมูล เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ การคนหาขอมูลแบงเปน 7 ขั้นตอน คือ การกําหนดวัตถุประสงค การกําหนดหัวขอของขอมูล การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหาและรวบรวมขอมูล การพิจารณา เปรียบเทียบ ตัดสินใจ การ สรุปผลและจัดทํารายงาน และการเก็บรักษาขอมูล โดยวิธีการคนหาขอมูลดวยอินเทอรเน็ตจะชวยให สามารถคนหาขอมูลไดสะดวกรวดเร็ว และคนหาขอมูลไดเปนจํานวนมาก 2 ตัวชี้วัดชั้นป คนหา รวบรวมขอมูลที่สนใจ และเปนประโยชนจากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่เชื่อถือไดตรงตาม วัตถุประสงค (ง 3.1 ป. 5/1) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายวิธีการคนหาขอมูลได (K) 2. มีความรับผิดชอบและมีมารยาทในการใชคอมพิวเตอรเพื่อคนหาขอมูล (A) 3. มีทักษะในการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต(P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตการคนหาขอมูลจาก อินเทอรเน็ต 2. ตรวจจากตารางบันทึกการ คนหาขอมูล การทําใบงาน ที่ 1 การคนหาขอมูลและ การทําแบบทดสอบหลัง เรียน(Post–test) 1. สังเกตจากความรับผิดชอบ และมารยาทในการทํางาน 2. ประเมินพฤติกรรมของ นักเรียนตามแบบประเมิน ดานคุณธรรม จริยธรรม และ คานิยม 1. สังเกตทักษะในการใช คอมพิวเตอรคนหาขอมูล จากอินเทอรเน็ต 2. ประเมินพฤติกรรมของ นักเรียนตามแบบประเมิน ดานทักษะ/กระบวนการ 5 สาระการเรียนรู
  • 42.
    การคนหาขอมูล – ขั้นตอนในการคนหาขอมูล – ตัวอยางการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต 6แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การคนหาและจดบันทึกขอมูลที่ไดจากการคนหา คณิตศาสตร การนับและรวบรวมคําสําคัญที่ใชในการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต วิทยาศาสตร การคนหาขอมูลที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ สุขศึกษาฯ การใชเวลาวางใหเปนประโยชนดวยการคนหาขอมูลที่สนใจ ศิลปะ การสังเกตลักษณะทางศิลปะของเว็บไซตที่นําเสนอขอมูลบน อินเทอรเน็ต ภาษาตางประเทศ การใชคําศัพทภาษาอังกฤษเปนคําสําคัญในการคนหาขอมูลจาก อินเทอรเน็ต 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูวางสื่อสิ่งพิมพที่นําเสนอเกี่ยวกับวิธีการใชคอมพิวเตอรและสื่อสิ่งพิมพอื่น ๆรวมกันไวที่ หนาชั้นเรียน 2. ครูบอกวา ใหนักเรียนหาวิธีการใชงานคอมพิวเตอรภายในเวลา10 นาที 3. นักเรียนรวมกันคนหาวิธีการใชงานคอมพิวเตอรจากสื่อสิ่งพิมพที่ครูวางไวหนาชั้นเรียนใน เวลาที่กําหนด ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูถามวา นักเรียนสามารถคนหาขอมูลที่ครูกําหนดใหภายในเวลา10 นาทีหรือไม อยางไร แลวสุมเลือกตัวแทนนักเรียนตอบคําถามและแสดงความคิดเห็นหนาชั้นเรียน1–2 คน 2. ตัวแทนนักเรียนตอบคําถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคนหาขอมูลหนาชั้นเรียน 3. ครูอธิบายเกี่ยวกับการคนหาขอมูล หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูลจากหนังสือ เรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 4. นักเรียนจับกลุมที่เคยปฏิบัติกิจกรรมรวมกันในแผนการเรียนรูที่1 ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับ ขอมูลและแหลงขอมูล 5. ครูถามวา นักเรียนคนใดเคยใชงานอินเทอรเน็ตบาง ใหยกมือขึ้น 6. นักเรียนที่เคยใชงานอินเทอรเน็ตยกมือขึ้น จากนั้นหัวหนากลุมแลกเปลี่ยนสมาชิกในกลุม ของตนเองกับกลุมอื่น ๆโดยครูคอยตรวจสอบวาสมาชิกแตละกลุมมีนักเรียนที่เคยใชงานอินเทอรเน็ต จํานวนใกลเคียงกัน
  • 43.
    7. ครูสาธิตวิธีการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต โดยใหนักเรียนแตละกลุมสงสมาชิกเขารวม สังเกตและปฏิบัติตามที่ครูสาธิตกลุมละ2 คน 8. สมาชิกกลุมสงตัวแทน2 คน ไปดูและสังเกตการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตกับครู สวน สมาชิกคนอื่นๆ ใหคนหาขอมูลจากสื่ออื่น ๆ 9. ตัวแทนกลุมที่ไปดูและสังเกตการคนหาขอมูลกับครูกลับมาสาธิตและถายทอดวิธีการคนหา ขอมูลจากอินเทอรเน็ต และรวมกันทําใบงานที่1 การคนหาขอมูล ตามขั้นตอนในการคนหาขอมูล 10. ครูสุมเลือกตัวแทนกลุม กลุมละ 1 คน ออกมานําเสนอใบงานที่ 1 การคนหาขอมูลหนาชั้น เรียน 11. นักเรียนคนอื่นๆ ชวยกันตรวจสอบ ถาม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคนหาขอมูล ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที 2. นักเรียนรวมกันสรุปขั้นตอนในการคนหาขอมูลวา การคนหาขอมูลมี 7 ขั้นตอน ไดแก การ กําหนดวัตถุประสงค การกําหนดหัวขอของขอมูล การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหาและ รวบรวมขอมูล การพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจ การสรุปและจัดทํารายงาน และการเก็บรักษา ขอมูล 3. นักเรียนสรุปวิธีการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตวา ผูคนหาขอมูลจะตองเรียกใชเว็บเบราว- เซอรและใชบริการของเซิรชเอนจิ้นไซต พิมพคําสําคัญ และเชื่อมโยงไปยังเว็บไซตที่นําเสนอขอมูล เกี่ยวกับคําสําคัญนั้น ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอนการคนหาขอมูลในหัวขอที่สนใจ แลวบันทึกขอมูลในลักษณะ เดียวกับที่ทําในใบงานที่ 1 การคนหาขอมูล 2. นักเรียนคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ตดวยคําสําคัญเกี่ยวกับคอมพิวเตอร เชน ฮารดแวร ซอฟตแวร หลักการทํางานของคอมพิวเตอร ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนคนหาขอมูลตามขั้นตอนการคนหาขอมูลโดยเลือกวิธีการคนหาที่เหมาะสมกับ ตนเองได 2. นักเรียนคนหาขอมูลที่สนใจจากอินเทอรเน็ตได 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
  • 44.
    นักเรียนรวมกันเปรียบเทียบการคนหาวิธีการใชงานคอมพิวเตอรที่ครูกําหนดใหกับการ คนหาขอมูลตามขั้นตอนในการทําใบงานที่ 1 การคนหาขอมูลแลวสรุปวาการคนหาขอมูลแบบใดงาย สะดวกและมีประสิทธิภาพมากกวากัน 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนคนหาขอมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการคนหาขอมูลจากอินเทอรเน็ต ทดลองปฏิบัติ ตาม และนําขอมูลที่ไดไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อน 9 สื่อ/แหลงเรียนรู 1. หนังสือ นิตยสาร และเอกสารสิ่งพิมพอื่น ๆ ที่ไมเกี่ยวของกับวิธีการใชคอมพิวเตอร เชน นิตยสารกุลสตรี หนังสือพิมพไทยรัฐเอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย อยางนอย20 เลม 2. คอมพิวเตอรที่เชื่อมตอกับอินเทอรเน็ต 3. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิธีการใช คอมพิวเตอรและการคนหาขอมูล 4. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษา Hyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับการคนหาขอมูล 5. พิพิธภัณฑวิทยาศาสตร ศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร หองสมุด ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ 6. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูจําหนายอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญ ทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ 7. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 8. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
  • 45.
    .........../......../.......... หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา4 ชั่วโมง ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน โปรแกรม ประมวลผลคํา คุณธรรม จริยธรรม และ คานิยม มีเจตคติที่ดีตอโปรแกรม ประมวลผลคํา มีมารยาทในการทํางาน มีความรับผิดชอบ มีความคิดสรางสรรค ภาระงาน/ชิ้นงาน คนหาและสรุปขอมูล เกี่ยวกับโปรแกรม ประมวลผลคํา วาดภาพหนาตาง โปรแกรมประมวลผลคํา  นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับ โปรแกรมประมวลผลคํา ความรู ลักษณะของโปรแกรม ประมวลผลคํา ตัวอยางโปรแกรม ประมวลผลคํา ทักษะ/กระบวนการ ทักษะการทํางานรวมกัน ทักษะการแสวงหาความรู การนําเสนอผลงาน ทักษะการใชเทคโนโลยี
  • 46.
    ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา ขั้นที่1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเขาใจวา... 1. โปรแกรมประมวลผลคํา คือ โปรแกรมที่ ใชสราง แกไข และจัดรูปแบบตัวอักษรหรือ ขอความสําหรับจัดทํางานเอกสารสิ่งพิมพ 2. ผูใชควรเลือกใชโปรแกรมประมวลผลคํา จากความตองการและความสามารถของผูใช ความสามารถของโปรแกรม และบริษัทผูสรางและ พัฒนาโปรแกรม 3. ตัวอยางของโปรแกรมประมวลผลคํา เชน เวิรดเพอรเฟกต โลตัสเวิรดโปร โอเพนออฟฟศ- ดอทโออารจีไรตเตอร ปลาดาวไรตเตอร คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน – โปรแกรมประมวลผลคําคืออะไร – ผูใชควรเลือกใชโปรแกรมประมวลผลคํา ที่มีลักษณะอยางไร – นักเรียนรูจักโปรแกรมประมวลผลคํา ใดบาง – โปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรมมี ลักษณะเหมือนและแตกตางกันอยางไร
  • 47.
    ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะรูวา… 1. คําที่ควรรู ไดแกโปรแกรมประยุกต เครื่อง พิมพดีด ไฮเปอรแท็กซ ไฮเปอรพิกเจอร และฟรี โปรแกรม 2. โปรแกรมประมวลผลคํามีประสิทธิภาพ ดีกวาเครื่องพิมพดีดเนื่องจากสามารถสรางผลงานที่ มีความสวยงาม สะอาดเรียบรอย พิมพไดหลายภาษา ลบและแกไขตัวอักษรไดงาย นําไฟลงานนั้นมา แกไขปรับปรุงไดในอนาคต และสามารถพัฒนาไฟล งานนั้นใหนําเสนอในรูปแบบอื่น ๆ ได 3. โปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรมมี ลักษณะของพื้นที่ใชงานคลายกัน คือ เหมือนกับ กระดาษสําหรับพิมพงาน แตเครื่องมือในการสราง งานจะมีลักษณะแตกตางกัน 4. โปรแกรมประมวลผลคําสรางและพัฒนา จากบริษัทที่หลากหลายมีทั้งแบบที่ไมมีคาลิขสิทธิ์ และมีคาลิขสิทธิ์หรือคาใชจายในการใชงาน โปรแกรม ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. อธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผล คําได 2. คนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรม ประมวลผลคําได 3. ยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําได
  • 48.
    ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง 1.ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ – คนหาและสรุปขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา – ผสมคําวาWORD PROCESSERจากบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษ – วาดภาพหนาตางโปรแกรมประมวลผลคํา – นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา 2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู วิธีการประเมินผลการเรียนรู – การตั้งคําถาม การตอบคําถาม และการ อธิบาย – การนําเสนอขอมูล – การคนหาขอมูล – การทดสอบ – การฝกปฏิบัติระหวางเรียน – การประเมินตนเองของนักเรียน เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู – แบบบันทึกความรู – แบบประเมินผลงาน – แบบประเมินการนําเสนอ – แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน – แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู – ใบงาน – แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม – แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ 3. สิ่งที่มุงประเมิน – ความสามารถในการนําเสนอขอมูลและอธิบายใหผูอื่นเขาใจ – ความสามารถในการคนหาขอมูล – ความสามารถในการตอบคําถาม – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม – การมีมารยาทในการทํางาน – การมีความรับผิดชอบและความคิดสรางสรรค ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา 2 ชั่วโมง
  • 49.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรมประมวลผลคํา เวลา 2 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ โปรแกรมประมวลผลคํา คือ โปรแกรมประยุกตที่ใชสราง แกไข และจัดรูปแบบตัวอักษรหรือ ขอความสําคัญจัดทําเปนงานเอกสาร ทําใหมีความสวยงาม สามารถพิมพไดหลายภาษา ลบ แกไข หรือเติม ขอมูลไดสะดวก มีการตรวจสอบและแกไขคําผิดอัตโนมัติ ประหยัดเวลาในการพิมพและทําสําเนาเอกสาร สามารถประยุกตใชรวมกับงานประยุกตอื่น ๆ และเชื่อมตอกับเอกสารอิเล็กทรอนิกสอื่นๆ ได 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําได (K) 2. มีความสนใจและมีเจตคติที่ดีตอโปรแกรมประมวลผลคํา (A) 3. มีทักษะในการคนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา(P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตจากการคนหาและ สรุปขอมูลเกี่ยวกับลักษณะ ของโปรแกรมประมวลผล คํา 2. ตรวจการทําแบบทดสอบ กอนเรียน(Pre-test) 1 สังเกตความสนใจในการ เรียน 2. สังเกตจากความรวมมือและ ความรับผิดชอบในการ ปฏิบัติกิจกรรม 1. สังเกตพฤติกรรมในการ ทํางานรวมกับผูอื่น 2. สังเกตทักษะในการคนหา ขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรม ประมวลผลคํา 5 สาระการเรียนรู ลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา
  • 50.
    6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การอธิบายและสรุปขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา คณิตศาสตรการรวมคะแนนและการหาผลตางของขอมูลในการปฏิบัติกิจกรรม วิทยาศาสตร การเปรียบเทียบวัสดุและคุณสมบัติของเครื่องพิมพดีดกับ คอมพิวเตอร สังคมศึกษาฯ การปฏิบัติหนาที่ตามที่ไดรับมอบหมาย สุขศึกษาฯ การเคลื่อนไหวรางกายในการปฏิบัติกิจกรรม ภาษาตางประเทศ การผสมตัวอักษรภาษาอังกฤษคําวาWORD PROCESSER 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูแสดงบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษทีละใบ แลวใหนักเรียนบอกพรอม ๆ กันวาเปนตัวอักษร อะไร 2. แบงนักเรียนเปน3 กลุม ครูใหบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษกลุมละ1 ชุดแลวใหนักเรียน ชวยกันผสมคําภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา 3. นักเรียนกลุมที่สามารถผสมบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษเปนคําวาWORD PROCESSER ได เร็วที่สุด ใหรีบนําบัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงติดบนกระดานดํา ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที 2. ครูถามวา คําบนกระดานดําอานวาอะไร หมายถึงอะไร จากนั้นใหนักเรียนอานคําบน กระดานดําพรอมกัน 3. ตัวแทนนักเรียนออกมาอธิบายความหมายของคําวาWORD PROCESSER หนาชั้นเรียน 4. ครูใหแตละกลุมคนหาขอมูลเกี่ยวกับคําวาWORD PROCESSER จากแหลงขอมูลตาง ๆ แลวใหเขียนสรุปขอมูลที่คนหาไดบนกระดานดํารอบ ๆ คําวาWORD PROCESSERโดยใหเขียน หมายเลขกลุมไวดานหนาขอมูลที่สรุป W O R D P R O C E S S E R 1 เปนโปรแกรมประยุกต 2 กําหนดลักษณะของตัวอักษรได 3 อานวา เวิรดโพรเซสเซอร 2 หมายถึงโปรแกรมประมวลผลคํา 3 จัดรูปแบบไดอยางที่เห็นผานจอภาพ 3 ใชสรางเอกสารสิ่งพิมพ 1 ใชการกดที่แผงแปนอักขระเพื่อนําเขาขอมูล
  • 51.
    5. ครูตรวจสอบความถูกตอง หากพบขอมูลที่ไมถูกตองใหนักเรียนแกไขจนถูกตองหรือลบ ขอมูลนั้นทิ้ง 6.นักเรียนชวยกันรวมคะแนนโดยการนับจํานวนขอมูลที่อยูบนกระดานดํา กลุมใดคนหา ขอมูลไดมากที่สุดเปนกลุมที่ชนะ 7. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําหนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคําจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป นักเรียนรวมกันสรุปลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําวา เปนโปรแกรมที่ใชสําหรับสราง แกไข และจัดรูปแบบตัวอักษรหรือขอความสําหรับจัดทําเปนงานเอกสาร ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนบันทึกขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําจากบนกระดานดําและที่ ครูอธิบายเพิ่มเติม 2. นักเรียนคนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําเพิ่มเติม แลวแลกเปลี่ยนกันศึกษา ขอมูลกับเพื่อน ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนอธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําได 2. นักเรียนเลือกใชโปรแกรมประมวลผลคําในการสรางเอกสารสิ่งพิมพในชีวิตประจําวัน 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนตรวจสอบคอมพิวเตอรที่ใชงานวาติดตั้งโปรแกรมประมวลผลคําหรือไม(ถาติดตั้ง) โปรแกรมดังกลาวชื่ออะไรโดยเชิญผูเชี่ยวชาญทางดานคอมพิวเตอรหรือผูปกครองคอยดูแลและให คําแนะนํา 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนนําขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํามาสรางแผนผังลักษณะของโปรแกรม ประมวลผลคํา 9 สื่อ/แหลงเรียนรู 1. บัตรตัวอักษรภาษาอังกฤษ C D E E O O P R R R S S W จํานวน 3 ชุด 2. คอมพิวเตอรที่เชื่อมตอกับอินเทอรเน็ตเพื่อใชในการคนหาขอมูล
  • 52.
    3. สื่อสิ่งพิมพ เชนหนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับลักษณะของ โปรแกรมประมวลผลคํา 4. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา 5. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ 6. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญ ดานการใชโปรแกรมประมวลผลคํา 7. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 8. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../..........
  • 53.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรมประมวลผลคํา เวลา 2 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ โปรแกรมประมวลผลคํามีทั้งแบบที่ตองเสียคาลิขสิทธิ์ในการใชงานและโปรแกรมประมวลผล คําที่สามารถนํามาใชและพัฒนาไดโดยไมเสียคาลิขสิทธิ์ ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา เชน เวิรด- เพอรเฟกตโลตัสเวิรดโพร โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรทเตอร ปลาดาวไรทเตอร ไมโครซอฟตเวิรด 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําที่ยกตัวอยางได(K) 2. มีความคิดสรางสรรคและมีมารยาทในการปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น (A) 3. ยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําได (P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. ตรวจจากภาพวาดหนาตาง โปรแกรมและขอมูลจากการ นําเสนอ 2. ตรวจการทําใบงานที่ 2 ตัวอยางโปรแกรม ประมวลผลคําและ แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) 1. สังเกตจากความคิด สรางสรรคในการวาดภาพ หนาตางโปรแกรม 2. สังเกตพฤติกรรมนักเรียน ตามแบบประเมินดาน คุณธรรม จริยธรรม และคานิยม 1. สังเกตทักษะในการคนหา และนําเสนอขอมูล 2. สังเกตพฤติกรรมการ ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น 3. สังเกตพฤติกรรมนักเรียน ตามแบบประเมินดาน ทักษะ/กระบวนการ 5 สาระการเรียนรู ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา
  • 54.
    6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การสรุปจุดเดนของโปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรม สังคมศึกษาฯการยึดหลักประชาธิปไตยในการปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น สุขศึกษาฯ การควบคุมอารมณในการปฏิบัติกิจกรรมรวมกับผูอื่น ศิลปะ การวาดภาพหนาตางโปรแกรมของโปรแกรมประมวลผลคํา ภาษาตางประเทศ การเขียนและสะกดชื่อโปรแกรมประมวลผลคําที่เปน ภาษาตางประเทศ 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนทบทวนลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคําดวยการผลัดกันตั้งคําถามและตอบ คําถามเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา 2. ตัวแทนนักเรียนเลาประสบการณการใชโปรแกรมประมวลผลคํา โดยใหนักเรียนคนอื่นๆ ซักถามและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใชโปรแกรมประมวลผลคํา ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูอธิบายเกี่ยวกับตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรม ประมวลผลคํา จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แลวเขียนคําวา เวิรด-เพอร เฟกต โลตัสเวิรดโพร โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร และปลาดาวไรตเตอรบนกระดานดํา 2. นักเรียนผลัดกันจับสลากชื่อโปรแกรมประมวลผลคําจากครูทีละ4 คน โดยเมื่อจับสลากได แลวใหพับกระดาษนั้นแลวใสในกลองสลากเหมือนเดิม 3. นักเรียนเขียนชื่อเลขที่ของตนเองตอทายชื่อโปรแกรมประมวลผลคําบนกระดานดําตามที่ ตนเองจับสลากได 4. นักเรียนจับกลุมกับเพื่อนที่จับสลากไดชื่อโปรแกรมประมวลผลคําโปรแกรมเดียวกัน แลว คนหาขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําที่จับสลากได 5. สมาชิกแตละกลุมวาดภาพหนาตางโปรแกรมของโปรแกรมประมวลผลคําที่กลุมตนเอง คนหาขอมูลลงในกระดาษขนาดโปสเตอร และบันทึกขอมูลของโปรแกรมนั้นดานหลังภาพหนาตาง โปรแกรม 6. สงตัวแทนกลุมละ 3 คน ออกมานําเสนอขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําที่ตนเอง คนหาขอมูล โดยใหตัวแทนกลุมอธิบายขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา 7. นักเรียนคนอื่นๆ ซักถาม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําที่เพื่อ นําเสนอ
  • 55.
    ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป นักเรียนสรุปขอมูลเกี่ยวกับจุดเดนของโปรแกรมประมวลผลคําแตละโปรแกรมลงในตาราง ตารางสรุปจุดเดนของโปรแกรมประมวลผลคํา โปรแกรมประมวลผลคําจุดเดน เวิรดเพอรเฟกต 1. 2. ... โลตัสเวิรดโพร 1. 2. ... โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร 1. 2. ... ปลาดาวไรตเตอร 1. 2. ... ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนทําใบงานที่2 ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําหนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรม ประมวลผลคํา 2. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนนําเสนอขอมูลเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําแกผูอื่นได 2. นักเรียนยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําและบอกจุดเดนของโปรแกรมนั้นๆ ได 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนทดลองใชงานโปรแกรมประมวลผลคําอยางนอย 3 โปรแกรม จากนั้นเปรียบเทียบ และวิเคราะหวานักเรียนชอบโปรแกรมประมวลผลคําใดมากที่สุด เนื่องจากอะไร 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนคนหาแหลงขอมูลที่นําเสนอเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําอยางนอย2 แหลง แลวแลกเปลี่ยนกันศึกษาขอมูลจากแหลงขอมูลตาง ๆ กับเพื่อน
  • 57.
    9 สื่อ/แหลงเรียนรู 1. กลองสลาก 2.สลากชื่อเวิรดเพอรเฟกต โลตัสเวิรดโปร โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร และปลาดาวไรตเตอร อยางละ 1 ใบ 3. คอมพิวเตอรที่เชื่อมตอกับอินเทอรเน็ตเพื่อใชในการคนหาขอมูล 4. กระดาษขนาดโปสเตอร 5. อุปกรณสําหรับวาดภาพ 6. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับตัวอยาง โปรแกรมประมวลผลคํา 7. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคํา 8. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษา กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร 9. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญ ดานคอมพิวเตอร ผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร 10. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 11. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../.......... หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด 12 ชั่วโมง กลองสลาก
  • 58.
    ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน ไมโครซอฟตเวิรด คุณธรรม จริยธรรม และ คานิยม . มีเจตคติที่ดีตอ ไมโครซอฟตเวิรด มีความรับผิดชอบ มีความรอบคอบ มีความคิดสรางสรรค มีมารยาทในการทํางาน ภาระงาน/ชิ้นงาน ใชไมโครซอฟตเวิรดสราง ผลงานตามที่กําหนด วาดภาพหนาตางโปรแกรม ไมโครซอฟตเวิรด สรางผลงานตามตัวอยาง การใชงานไมโครซอฟต เวิรด ความรู รูจักไมโครซอฟตเวิรด การใชงานไมโครซอฟต เวิรด ทักษะ/กระบวนการ ทักษะการใชเทคโนโลยี ทักษะการแสวงหาความรู ทักษะการนําเสนอผลงาน ทักษะการทํางานรวมกัน
  • 59.
    ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด ขั้นที่1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเขาใจวา... 1. ไมโครซอฟตเวิรดสามารถแทรกรูปภาพ สรางกลองขอความ และสรางตารางได 2. ไมโครซอฟตเวิรดสามารถแทรกรูปภาพ ไดจากภาพตัดปะ แฟม และรูปรางอัตโนมัติ 3. กลองขอความชวยใหสามารถเคลื่อนยาย ขอความที่พิมพไดสะดวก 4. ตารางสามารถกําหนดจํานวนชองไดดวย การใชคําสั่งตารางจําลอง 5. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด แบบเดียวกันอาจเกิดจากวิธีการสรางที่แตกตางกัน เนื่องจากไมโครซอฟตเวิรดมีคําสั่งในการใชงานที่ หลากหลายเพื่อตอบสนองตอถนัดของผูใชแตละ คน คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน – ไมโครซอฟตเวิรดสามารถแทรกรูปภาพ สรางกลองขอความ และสรางตารางไดหรือไม – กลองขอความในไมโครซอฟตเวิรดมี ประโยชนอยางไร – ตารางจําลองมีประโยชนอยางไร – การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดแบบ เดียวกันจําเปนหรือไมที่จะตองใชวิธีการสรางที่ เหมือนกัน เพราะเหตุใด ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะรูวา… 1. คําที่ควรรูไดแกไอคอน ทาสกบาร เดสกท็อป และตัวชี้เมาส 2. การแทรกภาพตัดปะ แฟม และรูปราง อัตโนมัติสามารถใชคําสั่งแทรกที่แถบเมนูและ เลือกประเภทของรูปภาพที่ตองการแทรก 3. การสรางกลองขอความสามารถทําไดดวย การคลิกคําสั่งกลองขอความที่แถบเครื่องมือ 4. การสรางตารางสามารถทําไดดวยการคลิก ที่คําสั่งแทรกที่แถบเครื่องมือ ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. อธิบายสวนประกอบของหนาตาง โปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดได 2. อธิบายและสาธิตวิธีการสรางผลงานดวย ไมโครซอฟตเวิรด 3. ใชไมโครซอฟตเวิรดทํางานดวยคําสั่ง พื้นฐานได 4. เรียกใชไมโครซอฟตเวิรดเพื่อพิมพ ขอความ แทรกรูปภาพ สรางกลองขอความ และ สรางตารางได
  • 60.
    ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง 1.ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ – เรียกใชและใชคําสั่งพื้นฐานของไมโครซอฟตเวิรด – วาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด – อธิบายชื่อและหนาที่ของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด – ปฏิบัติตามคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด – สรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรด – สาธิตวิธีการสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรด 2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู วิธีการประเมินผลการเรียนรู – การตอบคําถาม การอธิบายการอภิปราย – การใชคอมพิวเตอร – การนําเสนอผลงาน – การทดสอบ – การฝกปฏิบัติระหวางเรียน – การประเมินตนเองของนักเรียน เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู – แบบบันทึกผลการอภิปราย – แบบประเมินผลงาน – แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน – แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู – ใบงาน – แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม – แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ 3. สิ่งที่มุงประเมิน – ความสามารถในการอธิบายความรูใหผูอื่นเขาใจ – ความสามารถในการตอบคําถาม – ความสามารถในการใชคอมพิวเตอร – ความสามารถในการนําเสนอผลงาน – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม – การมีมารยาทในการทํางาน – การมีความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และความคิดสรางสรรค ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รูจักไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(คําสั่งพื้นฐาน 4 ชั่วโมง และการพิมพขอความ) แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ 4 ชั่วโมง และตาราง)
  • 61.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 5 รูจักไมโครซอฟตเวิรด สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ ไมโครซอฟตเวิรดเปนโปรแกรมประมวลผลคําในชุดไมโครซอฟตออฟฟศของบริษัท ไมโครซอฟท ซึ่งสามารถเรียกใชงานไดจากไอคอนและปุมสตารต มีสวนประกอบของหนาตางโปรแกรม แบงเปน 5สวน ไดแก แถบเมนู ทาสกเพน พื้นที่ใชงาน แถบเครื่องมือและแถบสถานะ 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดได (K) 2. มีความรับผิดชอบและมีเจตคติที่ดีตอไมโครซอฟตเวิรด(A) 3. มีทักษะในการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด (P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตจากการอธิบาย สวนประกอบของหนาตาง โปรแกรม 2. ตรวจจากการทําแบบทดสอบ กอนเรียน(Pre-test) 1. สังเกตจากความรับผิดชอบ ในการทํากิจกรรม 2. สังเกตมารยาทในการ ทํางานและความมีน้ําใจ ในขณะปฏิบัติกิจกรรม 1. สังเกตพฤติกรรมการ ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น 2. สังเกตทักษะในการใช คอมพิวเตอรเรียกใช ไมโครซอฟตเวิรด 5 สาระการเรียนรู รูจักไมโครซอฟตเวิรด – การเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด – สวนประกอบของหนาตางโปรแกรม 6 แนวทางบูรณาการ
  • 62.
    ภาษาไทย การอานและจับใจความเพื่อปฏิบัติตามขั้นตอนการเรียกใช ไมโครซอฟตเวิรด คณิตศาสตร การคํานวณหาพื้นที่ใชวาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด วิทยาศาสตรการสํารวจคุณสมบัติของคอมพิวเตอรในขณะใชงาน สังคมศึกษาฯ การรักษามารยาทในการปฏิบัติกิจกรรมรวมกับผูอื่น สุขศึกษาฯ การใชเวลาวางสํารวจสวนประกอบของหนาตางโปรแกรม ไมโครซอฟตเวิรด ศิลปะ การวาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด ภาษาตางประเทศ การศึกษาชื่อสวนประกอบของหนาตางคอมพิวเตอรที่เปน ภาษาอังกฤษ 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนทบทวนเกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคําดวยการผลัดกันตั้งคําถามและตอบคําถาม เกี่ยวกับโปรแกรมประมวลผลคํา 2. นักเรียนชวยกันยกตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําดวยการเขียนชื่อโปรแกรมนั้นบน กระดานดํา แลวอานพรอม ๆ กัน 3. ครูตรวจสอบชื่อไมโครซอฟตเวิรดบนกระดานดํา ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที 2. ครูอธิบายหัวขอรูจักไมโครซอฟตเวิรดหนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือ เรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 3. ครูสาธิตวิธีการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดใหนักเรียนดูทีละขั้นตอน 4. นักเรียนแตละคูผลัดกันเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดตามขั้นตอนที่ครูสาธิต โดยคนแรกให เรียกใชโปรแกรมจากไอคอน สวนคนที่สองเรียกใชโปรแกรมจากปุมสตารต แลวสลับใหคนแรกเรียกใช โปรแกรมจากปุมสตารตแลวคนที่สองเรียกใชโปรแกรมจากไอคอน 5. นักเรียนคนที่สามารถเรียกใชโปรแกรมทั้งสองวิธีไดแลวใหไปชวยเหลือเพื่อนคนอื่น ๆ ครู ตรวจสอบวานักเรียนทุกคนสามารถเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดได 6. ครูจับเวลา 2–3 นาที ใหนักเรียนจดจําลักษณะของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด เมื่อ หมดเวลาใหนักเรียนทุกคนปดจอคอมพิวเตอร 7. ครูสรางรูปสี่เหลี่ยมบนกระดานดํา จากนั้นใหนักเรียนผลัดกันออกมาเติมสวนประกอบของ หนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดลงในรูปสี่เหลี่ยมบนกระดานดําจนเสร็จ
  • 63.
    8. นักเรียนเปดหนาจอคอมพิวเตอรแลวตรวจสอบภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดที่ ตนเองวาดกับหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดบนหนาจอคอมพิวเตอรวาเหมือนกันหรือไม อยางไร จากนั้นชวยกันแกไขใหถูกตอง 9.ตัวแทนนักเรียนออกมาชี้สวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดบนกระดาน ดํา แลวใหเพื่อน ๆชวยกันบอกวาสวนประกอบนั้นชื่ออะไรและมีหนาที่อยางไรในการใชงาน ไมโครซอฟตเวิรด
  • 64.
    ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1.นักเรียนรวมกันสรุปวิธีการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดวา สามารถทําได2 วิธี คือ การดับเบิล คลิกที่ไอคอนและการคลิกเลือกชื่อไมโครซอฟตที่สตารตเมนู 2. นักเรียนรวมกันสรุปสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดวา ประกอบดวย 5 สวน ไดแก แถบเมนู ทาสกเพน พื้นที่ใชงาน แถบเครื่องมือ และแถบสถานะ ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนสํารวจสวนประกอบตาง ๆ ของไมโครซอฟตเวิรดแลวทําแผนผังคําสั่ง ไมโครซอฟตเวิรด 2. นักเรียนวาดภาพหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด แลวเขียนชื่อ และอธิบาย สวนประกอบตาง ๆ ภายในหนาตางโปแกรมไมโครซอฟตเวิรด ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดได 2. นักเรียนเปรียบเทียบระหวางหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดของจริงกับหนาตาง โปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดที่วาดบนกระดานดําได 3. นักเรียนอธิบายสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดได 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนเปรียบเทียบหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรดที่ติดตั้งในคอมพิวเตอรกับ หนาตางไมโครซอฟตเวิรดที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 วาเหมือนหรือแตกตางกันอยางไร และมีวิธีการตั้งคาหรือแกไขให เหมือนไดอยางไร โดยมีผูเชี่ยวชาญทางดานไมโครซอฟตเวิรดคอยใหคําแนะนํา 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับไมโครซอฟตเวิรดรุนตาง ๆ แลวเปรียบเทียบสวนประกอบ ของหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตแตละรุนวาเหมือนหรือแตกตางกันอยางไร 9 สื่อ/แหลงเรียนรู 1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด 2. สื่อสิ่งพิมพเชน หนังสือ บทความ และเอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการ เรียกใชและสวนประกอบของไมโครซอฟตเวิรด 3. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับการเรียกใชและสวนประกอบของไมโครซอฟตเวิรด
  • 65.
    4. สถานที่ เชนพิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศรานคาที่จําหนายไมโครซอฟตเวิรด 5. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญดานการ ใชงานไมโครซอฟตเวิรด 6. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 7. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../..........
  • 66.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 6 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด (คําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความ) สาระที่3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ ไมโครซอฟตเวิรดเปนโปรแกรมสําหรับทํางานดานเอกสาร ซึ่งผูใชจําเปนตองเรียนรูเกี่ยวกับ คําสั่งพื้นฐาน ไดแก การสราง การเปด และการบันทึกไฟลงานตลอดจนการพิมพขอความตาง ๆโดย ไมโครซอฟตเวิรดสามารถกําหนดลักษณะ ลบ และแกไขตัวอักษรไดทั้งกอนและหลังการพิมพ 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายขั้นตอนในการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดได(K) 2. มีความรับผิดชอบและใชงานไมโครซอฟตเวิรดและคอมพิวเตอรดวยความระมัดระวัง(A) 3. ใชไมโครซอฟตเวิรดทํางานดวยคําสั่งพื้นฐานและพิมพขอความได(P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตจากการฝกการใชคําสั่ง พื้นฐานและการพิมพ ขอความ 2. ตรวจการทําใบงานที่ 3 การ ใชงานไมโครซอฟตเวิรด และคําสั่งการใชงาน ไมโครซอฟตเวิรด 1. สังเกต ความรวมมือในการ ปฏิบัติกิจกรรมและการสง งานตรงเวลา 2. สังเกตความรอบคอบในการ ใชงานไมโครซอฟตเวิรด 1. สังเกตทักษะในการใช ไมโครซอฟตเวิรดและ คอมพิวเตอรเพื่อปฏิบัติงาน ตามคําสั่ง 2. สังเกตพฤติกรรมการ ปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น 5 สาระการเรียนรู การใชงานไมโครซอฟตเวิรด – คําสั่งพื้นฐาน – การพิมพขอความ
  • 68.
    6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การตั้งคําถามและตอบคําถามเชิงเหตุผลในการฝกใชคําสั่งพื้นฐาน และการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรด คณิตศาสตรการแบงเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมตามหลักการทางคณิตศาสตร วิทยาศาสตร การสังเกตสวนประกอบของหนาตางโปรแกรมเพื่อใชคําสั่งพื้นฐาน ของไมโครซอฟตเวิรด สังคมศึกษาฯ การประพฤติตามบทบาทและหนาที่ของตนเองในขณะปฏิบัติ กิจกรรม สุขศึกษาฯ การปฏิบัติตามเงื่อนไขและเวลาที่กําหนดในขณะปฏิบัติกิจกรรม ภาษาตางประเทศ ศึกษาคําสั่งพื้นฐานของไมโครซอฟตเวิรดเชนOpen, Save, File, Copy, Cut, Paste 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนทบทวนความรูเกี่ยวกับการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด 2. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนสาธิตวิธีการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรด 3. นักเรียนคนอื่นๆ ปฏิบัติตามการสาธิตของตัวแทนนักเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูอธิบายคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความ หัวขอการใชงานไมโครซอฟตเวิรด หนวยการ เรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 2. นักเรียนทําใบงานที่3 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด ภายในเวลา 10 นาที เมื่อหมดเวลาใหนักเรียนเปลี่ยนใบงานกับเพื่อน 3. ครูสาธิตการเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดจากปุมสตารต การเปดไฟลงาน และการบันทึกไฟล งาน 4. นักเรียนดูการสาธิตของครูแลวตรวจการทําใบงานของเพื่อน จากนั้นรวมคะแนนการทํา ใบงาน โดยใหขอละ1 คะแนน (คะแนนเต็ม 15 คะแนน) แลวสงใบงานนั้นคืนเพื่อน 5. ครูใชคะแนนจากใบงานเปนเกณฑแบงนักเรียน5 กลุม โดยใหแตละกลุมมีคะแนนรวมของ สมาชิกเทาหรือใกลเคียงกัน 6. นักเรียนปฏิบัติงาน ดังตอไปนี้ กลุมที่ 1 ฝกใชคําสั่งพื้นฐานการสรางไฟลงาน กลุมที่ 2 ฝกใชคําสั่งพื้นฐานการเปดไฟลงาน กลุมที่ 3 ฝกคําสั่งพื้นฐานการบันทึกไฟลงาน กลุมที่ 4 ฝกคําสั่งพื้นฐานการพิมพงาน
  • 69.
    กลุมที่ 5 ฝกการพิมพขอความ 7.เมื่อหมดเวลาใหสมาชิกกลุมที่มีคะแนนจากการทําใบงานมากที่สุดประจําตําแหนง แลวให สมาชิกที่เหลือทั้งหมดยายไปฝกใชคําสั่งพื้นฐานกับกลุมถัดไป 8. เมื่อหมดเวลาใหสมาชิกกลุมอื่น ๆยายไปฝกใชคําสั่งพื้นฐานของกลุมถัดไปเรื่อย ๆ โดยให ฝกใชคําสั่งพื้นฐานกลุมละ10 นาที จนสมาชิกกลุมทุกคนไดฝกใชคําสั่งพื้นฐานจากทุกกลุม 9. ครูติดคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรดบนกระดานดํา ดังนี้ 1. นักเรียนพิมพชื่อ นามสกุล และที่อยู โดยใหชื่อเปนตัวอักษรหนา นามสกุลเปนตัวอักษรเอน และที่อยู เปนตัวอักษรขีดเสนใต ดวยขนาดตัวอักษร20 พอยตทั้งหมด 2. บันทึกไฟลงานเปนเลขที่ประจําตัวของตนเอง 3. เปลี่ยนคอมพิวเตอรกับเพื่อนเปดไฟลงานของเพื่อน แลวสั่งพิมพ 4. เขียนเลขที่ประจําตัวของตนไวบนหัวกระดาษของเอกสารที่ไดจากการพิมพ 10. นักเรียนทุกคนปฏิบัติตามคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด แลวนํากระดาษที่พิมพสงครู ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1. นักเรียนรวมกันสรุปวา คําสั่งพื้นฐานของไมโครซอฟตเวิรดสามารถเลือกไดจากแถบเมนู จากนั้นจะปรากฏหนาตางคําสั่งเพื่อใหกําหนดรายละเอียดของคําสั่งนั้น ๆ 2. นักเรียนสรุปวา ไมโครซอฟตเวิรดสามารถกําหนดลักษณะตัวอักษรใหเปนตัวหนา ตัวเอน ขีดเสนใต และกําหนดขนาดของตัวอักษรนั้นได ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนพิมพขอความตาง ๆ จากนั้นกําหนดลักษณะและขนาดของตัวอักษรตามความ ตองการ 2. นักเรียนจับคูกับเพื่อนแลวผลัดกันพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดตามคําบอก ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดเปดและบันทึกไฟลงาน พิมพงาน และพิมพขอความดวย ไมโครซอฟตเวิรดได 2. นักเรียนแนะนําขั้นตอนการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดกับ ผูอื่นได 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ
  • 70.
    นักเรียนฝกการพิมพแบบสัมผัสเพื่อเพิ่มความสามารถดวยการพิมพขอความในไมโครซอฟต เวิรด จากนั้นสาธิตและแนะนําใหเพื่อนคนอื่นๆ ฝกปฏิบัติตามตนเอง 2.กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนกําหนดคําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด แลวแลกเปลี่ยนคําสั่งกับเพื่อนเพื่อฝกการ ใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดตามคําสั่งนั้น ๆ
  • 71.
    9 สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด 2.เครื่องพิมพ 3. กระดาษขนาด A4 4. คําสั่งการใชงานไมโครซอฟตเวิรด 5. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับคําสั่งพื้นฐาน และการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรด 6. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรด 7. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายซอฟตแวร คอมพิวเตอร 8. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญดานการใชงานไมโครซอฟตเวิรด 9. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 10. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../..........
  • 72.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด (รูปภาพกลองขอความ และตาราง) สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ ไมโครซอฟตเวิรดสามารถนําเสนอขอมูลไดมากกวาตัวอักษรเพียงอยางเดียว โดยสามารถแทรก รูปภาพ กลองขอความ และตาราง ทําใหเอกสารสิ่งพิมพนั้นมีความนาสนใจและชวยใหเขาใจขอมูลนั้น ๆ ไดมากยิ่งขึ้น 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายวิธีการแทรกรูปภาพ กลองขอความ และตารางดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K) 2. มีความรอบคอบและมีความคิดสรางสรรคในการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(A) 3. สรางผลงานตามแบบที่กําหนดใหดวยไมโครซอฟตเวิรดได (P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตการถาม การตอบคําถาม และการแสดงความคิดเห็น 2. ตรวจผลงานการสรางผลงาน ตามตัวอยางการใช ไมโครซอฟตเวิรดที่กําหนด 3. ตรวจการทําแบบทดสอบ หลังเรียน (Post–test) 1. สังเกตความรอบคอบ ความคิดสรางสรรค และการ มีมารยาทในการทํางาน 2. ประเมินพฤติกรรมของ นักเรียนจากแบบประเมิน ดานคุณธรรม จริยธรรม และ คานิยม 1. สังเกตทักษะในการแทรก รูปภาพ กลองขอความ และ ตารางดวยไมโครซอฟต เวิรด 2. ประเมินพฤติกรรมของ นักเรียนจากแบบประเมิน ดานทักษะ/กระบวนการ 5 สาระการเรียนรู การใชงานไมโครซอฟตเวิรด – รูปภาพ – กลองขอความ
  • 73.
  • 74.
    6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การตั้งคําถามการพิมพคําถาม และการพิมพขอความที่ถูกตองตรง ตามรูปแบบที่กําหนด คณิตศาสตร การกําหนดคาความกวางและความยาวของรูปภาพที่แทรกใน ไมโครซอฟตเวิรด สังคมศึกษาฯ การพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาขณะปฏิบัติงานรวมกับผูอื่น สุขศึกษาฯ การใชไมโครซอฟตเวิรดสรางตารางบันทึกผลการแขงขันทางกีฬา ศิลปะ การสังเกตลักษณะของรูปภาพที่แทรกในไมโครซอฟตเวิรดตาม หลักการทางศิลปะ ภาษาอังกฤษ การพิมพคําและขอความภาษาอังกฤษดวยไมโครซอฟตเวิรด 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนทบทวนการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพขอความดวยไมโครซอฟตเวิรดดวยการ เปดคอมพิวเตอร เรียกใชไมโครซอฟตเวิรด แลวปฏิบัติตามขั้นตอนในการใชคําสั่งพื้นฐานและการพิมพ ขอความ 2. นักเรียนที่ปฏิบัติเสร็จกอน ชวยแนะนําเพื่อน ๆ ที่ยังทําไมเสร็จ ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูอธิบายเกี่ยวกับรูปภาพ กลองขอความ และตารางในหัวขอการใชงานไมโครซอฟตเวิรด จากนั้นสาธิตการแทรกรูปภาพ กลองขอความ และตารางใหนักเรียนดู 2. นักเรียนดูการสาธิตของครูแลวปฏิบัติตามทีละขั้นตอน หากพบปญหาหรือปฏิบัติตามไมทัน ใหยกมือขึ้น เพื่อใหครูหยุดการสาธิตและรวมกันแกปญหา 3. ครูแจกตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดใหนักเรียนพรอมบอกวา ตัวอยางการใชงาน ไมโครซอฟตเวิรดนี้มี 3 แบบ นักเรียนคนใดไดตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดแบบใดใหใช ไมโครซอฟตเวิรดสรางตามแบบนั้นใหเหมือนมากที่สุด 4. นักเรียนใชไมโครซอฟตเวิรดสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดในแบบ ที่ตนเองไดรับ โดยนักเรียนที่ไดตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดแบบเดียวกันใหปรึกษาและแนะนํา ซึ่งกันและกัน
  • 75.
    5. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนสาธิตวิธีการสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟต- เวิรดแบบละ 1–2คน 6. นักเรียนคนอื่นๆ ถามและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสรางผลงานตามความ สนใจ ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที 2. นักเรียนรวมกันสรุปวาไมโครซอฟตเวิรดสามารถสรางผลงานไดหลากหลายและนาสนใจ ดวยการแทรกรูปภาพ กลองขอความ และตารางโดยมีขั้นตอนในการสรางดวยการคลิกเลือกคําสั่งที่แถบ เมนูและแถบเครื่องมือเปนหลัก ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนสรางผลงานตามตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรดใหครบทุกแบบ 2. นักเรียนสรางตารางเรียน ปฏิทิน หรือผลงานที่ตองใชรูปภาพ กลองขอความ และตารางดวย ไมโครซอฟตเวิรด ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนสามารถใชไมโครซอฟตเวิรดสรางผลงานที่ใชในชีวิตประจําวันได 2. นักเรียนสามารถแกปญหาที่พบในขณะสรางงานดวยไมโครซอฟตเวิรดได 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนคนหาผลงานที่สรางจากไมโครซอฟตเวิรดแลวทดลองปฏิบัติตาม หากพบวิธีการ ใหม ๆ ที่ใชในการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดใหสรุปแลวแลกเปลี่ยนขอมูลกับเพื่อน 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนรวบรวมปญหาที่พบในการสรางผลงานจากไมโครซอฟตเวิรด คนหาวิธีการ แกปญหาดังกลาว แลวเปรียบเทียบกับเพื่อนวามีวิธีการแกปญหาเหมือนกันหรือไม อยางไร 9 สื่อ/แหลงเรียนรู 1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด 2. เครื่องพิมพ 3. กระดาษขนาด A4 4. ตัวอยางการใชงานไมโครซอฟตเวิรด 5. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับรูปภาพ กลอง ขอความ และตารางในไมโครซอฟตเวิรด
  • 76.
    6. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชนคอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษา Hyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับรูปภาพ กลองขอความ และตารางในไมโครซอฟตเวิรด 7. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายซอฟตแวร คอมพิวเตอร 8. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูจําหนายซอฟตแวรคอมพิวเตอร ผูเชี่ยวชาญดานการใชงานไมโครซอฟตเวิรด 9. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 10. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../.......... หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 16 ชั่วโมง ผังมโนทัศนเปาหมายการเรียนรูและขอบขายภาระงาน ความรู สรางจิตสํานึกกอนสราง ผลงาน ตัวอยางการสรางผลงาน ดวยไมโครซอฟตเวิรด
  • 77.
    สรางสรรคผลงาน ดวยไมโครซอฟตเวิรด คุณธรรม จริยธรรม และคานิยม . มีเจตคติที่ดีตอการสรางสรรค ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด มีความรับผิดชอบ มีความคิดสรางสรรค มีมารยาทในการทํางาน ภาระงาน/ชิ้นงาน  โตวาทีในญัตติ“จิตสํานึกดี สําคัญกวาผลงานเดน” สรางนามบัตร บัตรอวยพร ใบประกาศ และรายงานดวย ไมโครซอฟตเวิรด  จัดทํารายงานเรื่อง สรางสรรคผลงานดวย ไมโครซอฟตเวิรด ทักษะ/กระบวนการ ทักษะการใชเทคโนโลยี ทักษะการแสวงหาขอมูล ทักษะการนําเสนองาน ทักษะการทํางานรวมกัน
  • 78.
    ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด ขั้นที่1 ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเขาใจวา... 1. ผูสรางผลงานจะตองมีจิตสํานึกในการ สรางผลงานทุกประเภท 2. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด ผูใชจะตองมีการเตรียมตัวดวยการรางแบบและหาก เปนการทํารายงานผูสรางจะตองคนหา รวบรวม และสรุปขอมูลกอนจัดทําผลงานดวยไมโครซอฟต เวิรด 3. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดชิ้น เดียวกันอาจมีวิธีการสรางผลงานแตกตางกัน เนื่องจากไมโครซอฟตเวิรดมีคําสั่งที่หลากหลาย คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน – จิตสํานึกเกี่ยวของกับผูสรางผลงานอยางไร – การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด จะตองอาศัยหลักการอะไร – การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดชิ้น เดียวกันจําเปนจะตองมีขั้นตอนหรือวิธีการสราง ผลงานเหมือนกันหรือไม เพราะเหตุใด ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะรูวา… 1. คําที่ควรรูไดแกเอกสารอางอิง บทเรียน- คอมพิวเตอรชวยสอน และวัตถุ 2. ผูสรางผลงานจะตองใชซอฟตแวรที่ถูก กฎหมาย ไมสงเสริมการกระทําความผิด ไมคัดลอก และใชขอมูลของผูอื่นโดยไมไดรับอนุญาต รับผิดชอบตอผลงานของตนเอง มีเอกสารอางอิง และทําเอกสารสิ่งพิมพโดยคํานึงถึงสิ่งแวดลอม 3. การสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด จะตองใชเทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การพิมพ และการจัดรูปแบบตัวอักษร การสรางและตั้งคา กลองขอความ การสรางอักษรศิลป การแทรก การ สราง และการตั้งคารูปภาพ การเปลี่ยนขนาด รูปภาพ การจัดวางวัตถุ และการพิมพผลงาน 4. ผูสรางผลงานจะตองตรวจสอบผลงาน ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความ เขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. บอกความสําคัญของการมีจิตสํานึกในการ สรางผลงานได 2. คนหาขอมูลทางดานการสรางจิตสํานึก กอนสรางผลงาน 3. อธิบายขั้นตอนในการสรางนามบัตร บัตรอวยพร ใบประกาศ และรายงานดวย ไมโครซอฟตเวิรด 4. สาธิตและสรางนามบัตร บัตรอวยพร ใบ ประกาศ และรายงานดวยไมโครซอฟตเวิรด
  • 79.
  • 80.
    ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง 1.ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ – การถาม การตอบคําถาม การสาธิต และการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสรางผลงานดวย ไมโครซอฟตเวิรด – โตวาทีในญัตติ“จิตสํานึกดีสําคัญกวาผลงานเดน” – สรางนามบัตร บัตรอวยพร ใบประกาศ และรายงานดวยไมโครซอฟตเวิรด – สาธิตวิธีการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด – คนหา รวบรวม และสรุปขอมูลเพื่อจัดทํารายงานเรื่อง สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู วิธีการประเมินผลการเรียนรู – การตอบคําถาม การอธิบาย การแสดง ความคิดเห็น – การสาธิต – การทดสอบ – การฝกปฏิบัติระหวางเรียน – การประเมินตนเองของนักเรียน เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู – แบบบันทึกผลการอภิปราย – แบบประเมินผลงาน – แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน – แบบทดสอบประจําหนวยการเรียนรู – ใบงาน – แบบประเมินดานคุณธรรมจริยธรรมและคานิยม – แบบประเมินดานทักษะ/กระบวนการ 3. สิ่งที่มุงประเมิน – ความสามารถในการอธิบายความรูใหผูอื่นเขาใจ – ความสามารถในการตอบคําถาม – ความสามารถในการสาธิตวิธีการสรางผลงาน – ความสามารถในการใชไมโครซอฟตเวิรด – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเปนรายบุคคลและรายกลุม – การมีมารยาทในการทํางาน – การมีความรับผิดชอบ และความคิดสรางสรรค ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง (นามบัตร) แผนการจัดการเรียนรูที่ 10 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง (บัตรอวยพร) แผนการจัดการเรียนรูที่ 11 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 4 ชั่วโมง
  • 81.
  • 82.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 8 สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 2 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ จิตสํานึก คือ ความรูสึกชอบในการกระทําสิ่งที่ถูกตองและความรูสึกผิดที่กระทําในสิ่งที่ไม ถูกตอง การสรางผลงานใด ๆ ก็ตาม ผูสรางผลงานจะตองมีจิตสํานึกโดยใชซอฟตแวรที่ถูกกฎหมาย ไม สรางผลงานที่สงเสริมการกระทําความผิด ไมคัดลอกและใชขอมูลของผูอื่นโดยไมไดรับอนุญาต รับผิดชอบตอผลงานที่ตนเองสราง มีเอกสารอางอิงและคํานึงถึงผลกระทบทางดานสิ่งแวดลอม 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ (ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. บอกความสําคัญของการมีจิตสํานึกในการสรางผลงานได (K) 2. เห็นความสําคัญของการมีจิตสํานึกที่ดีในการสรางผลงาน(A) 3. คนหาขอมูลทางดานการสรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน (P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตจากการตอบคําถาม และการสรุปผลการ วิเคราะหปญหา 2. ตรวจการทําแบบทดสอบ กอนเรียน(Pre-test) 1. สังเกตจากความตั้งใจและ ความรับผิดชอบในการ ปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตมารยาทในการ ทํางาน 1. สังเกตพฤติกรรมขณะ ปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตทักษะการคนหา ขอมูล 5 สาระการเรียนรู สรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน 6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การตอบคําถาม การสรุป และการคัดลายมือเพื่อทําแผนพับ วิทยาศาสตร การสรางสรรคผลงานทางวิทยาศาสตรอยางมีจิตสํานึกตอสิ่งแวดลอม
  • 83.
  • 84.
    7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนผลัดกันเลาประสบการณในการใชไมโครซอฟตเวิรดสรางผลงานในแผนการเรียนรู ที่ 7 การใชงานไมโครซอฟตเวิรด(รูปภาพ กลองขอความ และตาราง) 2. นักเรียนบันทึกปญหาที่พบจากการใชงานไมโครซอฟตเวิรดลงในกระดาษสําหรับบันทึก ขอมูล ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. นักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน(Pre-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที 2. ครูอธิบายเกี่ยวกับหัวขอสรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรค ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 3. นักเรียนรวมกันวิเคราะหปญหาที่พบจากการใชงานไมโครซอฟตเวิรดวาเปนปญหาที่เกิด จากการขาดจิตสํานึกในการสรางผลงานหรือไม อยางไร 4. อาสาสมัคร 3 คน ออกมาสรุปผลจากการวิเคราะหปญหาที่พบจากการใชงานไมโครซอฟต- เวิรดวามีปญหาขอใดบางที่เกิดจาการขาดจิตสํานึกในการสรางผลงาน 5. ครูแบงนักเรียนนอกเหนือจากที่เปนอาสาสมัครเปน2 กลุม จัดโตวาทีในญัตติ“จิตสํานึกดี สําคัญกวาผลงานเดน” โดยใหนักเรียนที่เปนอาสาสมัคร3 คนเปนกรรมการสมาชิกกลุมที่1 เปนฝาย เสนอ และใหกลุมที่ 2 เปนฝายคาน 6. นักเรียนรวมกันคนหาขอมูลเพื่อนํามาโตวาทีแลวสงตัวแทนเพื่อโตวาทีกลุมละ 3 คนโดย ใหนักเรียนอาสาสมัครทั้ง3 คน ชวยคนหาขอมูลตามความสนใจ 7. จัดการโตวาทีโดยใหตัวแทนกลุมคนแรกใชเวลา5 นาที และตัวแทนกลุมคนที่2 และ 3 ใช เวลาคนละ 3 นาทีโดยใหนักเรียนอาสาสมัครทั้ง 3 คนชวยจับเวลาและดูและความเรียบรอยในการโตวาที ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1. นักเรียนนําขอมูลจากการโตวาทีมาสรุปความสําคัญของการมีจิตสํานึกในการสรางผลงาน 2. นักเรียนสรุปวา ผูสรางผลงานควรปฏิบัติตามกฎหมาย ไมทําใหผูอื่นเดือดรอน รับผิดชอบ ตอผลงานที่ตนเองสราง มีการจัดทําเอกสารอางอิงเมื่อใชผลงานของผูอื่น และคํานึงถึงสิ่งแวดลอม ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน นักเรียนรวมกันคิดแนวทางในการสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกแลวคัดขอความดวยลายมือให สวยงามลงในกระดาษขนาด A4 ตกแตงใหสวยงาม แลวจัดทําเปนแผนพับใสในกลองหนาหองปฏิบัติการ คอมพิวเตอร เพื่อเผยแพรใหผูอื่นปฏิบัติตาม ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
  • 85.
    1. นักเรียนนําแนวคิดในการสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกไปสรางผลงานที่ดี 2. นักเรียนเผยแพรแนวคิดในการสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกใหแกผูอื่น 8กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายที่ใชกํากับและดูแลการสรางผลงาน 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนผลัดกันเลาประสบการณที่พบเห็นในการสรางผลงานอยางขาดจิตสํานึก แลว รวมกันเสนอแนะแนวทางแกปญหา 9 สื่อ/แหลงเรียนรู 1. กระดาษสําหรับบันทึกขอมูล 2. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ และเอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง จิตสํานึกกอนสรางผลงาน 3. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ การสรางจิตสํานึกกอนสรางผลงาน 4. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรู หนวยงานของรัฐบาลที่กํากับดูแลเกี่ยวกับการสรางผลงาน 5. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศเจาหนาที่ ของรัฐบาลที่มีหนาที่กํากับดูแลเกี่ยวกับการสรางผลงาน 6. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 7. แบบฝกทักษะรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน)
  • 86.
  • 87.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 9 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(นามบัตร) สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ นามบัตรใชสําหรับแนะนําตนเองตอผูอื่น การสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใช เทคนิคการสรางและการตั้งคากลองขอความ การแทรกรูปภาพ การเปลี่ยนขนาดรูปภาพ การจัดวางและ การจัดกลุม การคัดลอก การวาง การจัดเรียง และการพิมพนามบัตร 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายขั้นตอนในการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดได(K) 2. มีความคิดสรางสรรคในการสรางนามบัตร (A) 3. ปฏิบัติการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด (P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตจากการถามและการ ตอบคําถามในขณะปฏิบัติ กิจกรรม 2. ตรวจผลงานตามใบงานที่ 4 การสรางนามบัตร นามบัตร และกระดาษสําหรับราง แบบ 1. สังเกตความตั้งใจในการ ปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตการมีความคิด สรางสรรคในการสราง ผลงาน 1. สังเกตทักษะในการใช คอมพิวเตอรสรางนามบัตร 2. สังเกตทักษะการออกแบบ และการใชอุปกรณ คอมพิวเตอรรวมกับผูอื่น 5 สาระการเรียนรู สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด – นามบัตร 6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การสะกดคํา การใชวรรคตอน และยอหนาขอความในนามบัตร
  • 88.
    คณิตศาสตร การคํานวณหากระดาษที่ตองใชตอจํานวนของนามบัตรที่ตองการ วิทยาศาสตร การศึกษาคุณสมบัติของกระดาษที่เหมาะสมสําหรับใชทํานามบัตร สุขศึกษาฯการใชนามบัตรสรางความสัมพันธอันดีกับผูอื่น ศิลปะ การใชหลักการทางศิลปะออกแบบนามบัตร ภาษาตางประเทศ การนําเสนอขอมูลของตนเองเปนภาษาอังกฤษบนนามบัตร 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูแจกตัวอยางนามบัตรใหนักเรียนผลัดกันดู 2. นักเรียนรวมกันวิเคราะหวา หากตองสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด จะตองใชความรู หรือเทคนิคใดในการสรางบาง ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูอธิบายเกี่ยวกับนามบัตร ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดหนวย การเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยี สารสนเทศ ป. 5 2. ครูแจกกระดาษสําหรับรางแบบใหนักเรียนคนละ1แผน 3. นักเรียนรางแบบนามบัตรตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงาน ดวยไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แตเปลี่ยนขอมูลที่ นําเสนอในนามบัตรตามขอมูลและความตองการของนักเรียน 4. ครูสาธิตวิธีการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด1รอบ โดยนักเรียนสามารถยกมือขึ้น เพื่อใหครูหยุดการสาธิต และซักถามตามความสนใจระหวางที่ครูสาธิตจนจบ 5. นักเรียนสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดตามแบบในกระดาษรางแบบ เมื่อเสร็จแลวให ยกมือขึ้นเพื่อใหครูตรวจสอบกอนดําเนินการตามขั้นตอนที่8การพิมพและการตัดแตงนามบัตร 6. นักเรียนสงกระดาษรางแบบและนามบัตรใหครู 1 ใบ แลวเก็บนามบัตรของตนเองไว 1 ใบ และนําไปแจกเพื่อนอีก6 คน ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป นักเรียนรวมกันสรุปวิธีการสรางนามบัตรวา จะตองรางแบบในกระดาษสําหรับรางแบบกอนลง มือสรางดวยไมโครซอฟตเวิรด และตองตรวจสอบกอนสั่งพิมพ โดยกระดาษสําหรับพิมพนามบัตร 1 แผนสามารถสรางนามบัตรได 8 ใบ ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนทําใบงานที่4 การสรางนามบัตร 2. นักเรียนสรางนามบัตรของตนเองใหเพื่อนทุกคนในหองเรียน ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช
  • 89.
    1. นักเรียนออกแบบและสรางนามบัตรตามที่ออกแบบไวเพื่อนําไปใหผูอื่นได 2. นักเรียนสามารถสรางสรรคนามบัตรไดตามความตองการ 8กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนทดลองใชงานแลวเปรียบเทียบการสรางนามบัตรดวยโปรแกรมสําเร็จรูปที่ใชทํา นามบัตรโดยเฉพาะกับการทํานามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรด 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนทดลองนํากระดาษประเภทอื่น ๆ มาใชทํานามบัตรเปรียบเทียบคุณสมบัติของ กระดาษที่ใชแตละชนิด แลวสรุปวากระดาษประเภทใดทํานามบัตรไดดีที่สุด 9 สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด 2. เครื่องพิมพ 3. วัสดุและอุปกรณในการทํานามบัตร 4. ตัวอยางนามบัตร 5. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง นามบัตรดวยไมโครซอฟต 6. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟต 7. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายนามบัตร 8. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูจําหนายนามบัตร ผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด 9. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 10. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล.............................................................................................................
  • 90.
  • 91.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 10 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(บัตรอวยพร) สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ บัตรอวยพรหรือการดใชสําหรับสงขอมูลเพื่อแสดงความรูสึกในโอกาสตาง ๆ การสรางบัตรอวย พรดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใชเทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การสรางอักษรศิลป การแทรกรูปภาพ การสรางรูปรางอัตโนมัติ การสรางขอความ การจัดวางวัตถุ และการพิมพบัตรอวยพร 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายขั้นตอนในการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K) 2. มีความรับผิดชอบและมีมารยาทในการทํางาน (A) 3. ปฏิบัติการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรด(P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตจากการสาธิตวิธีการ สรางบัตรอวยพร การถาม และการตอบคําถาม 2. ตรวจผลงานการสรางบัตร อวยพร 1. สังเกตจากความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติกิจกรรม 2. สังเกตการมีมารยาทในการ ทํางาน 1. สังเกตทักษะในการใช คอมพิวเตอรสราง บัตรอวยพร 2. สังเกตทักษะการแกปญหา ในขณะปฏิบัติกิจกรรม 5 สาระการเรียนรู สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด – บัตรอวยพร 6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การถาม การตอบคําถาม และการแตงบทรอยกรองคําอวยพร
  • 92.
    คณิตศาสตร การคํานวณหาพื้นที่ของบัตรอวยพร วิทยาศาสตร การเลือกใชวัสดุตางๆ เพื่อตกแตงบัตรอวยพรเพิ่มเติม สังคมศึกษาฯ การสรางบัตรอวยพรที่สงเสริมวัฒนธรรมทองถิ่น สุขศึกษาฯ การใชบัตรอวยพรสงเสริมใหครอบครัวอบอุน ศิลปะ การออกแบบและการเลือกใชสีในการสรางบัตรอวยพร ภาษาตางประเทศ การใชประโยคภาษาอังกฤษเขียนคําอวยพร 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. แบงนักเรียนเปน2 กลุม แตละกลุมยืนจับ มือแลวลอมกันเปนวงกลม 2 วง โดยใหนักเรียนหัน หนาเขาหากัน 2. ครูเปดเพลงใหนักเรียนเตนตามจังหวะเพลงโดยขยับตัวไปทางขวามือของตนเอง (นักเรียน จะเตนตามจังหวะสวนทางกัน) 3. ครูปดเพลงใหนักเรียนหยุดเตน สมาชิกกลุมที่1 ยืนตรงกับสมาชิกกลุมที่ 2 คนใดใหจับคูกัน 4. นักเรียนแตละคูแลกเปลี่ยนเลาประสบการณในการไดรับบัตรอวยพร ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูแจกตัวอยางบัตรอวยพรในรูปแบบตาง ๆ ใหนักเรียนดูและรวมกันวิเคราะหวิธีการสราง บัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรด 2. ครูอธิบายเกี่ยวกับบัตรอวยพร ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 3. ครูแจกกระดาษสําหรับรางแบบใหนักเรียนคนละ1แผน 4. นักเรียนรางแบบบัตรอวยพรตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่4สรางสรรค ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แตเปลี่ยนขอมูลที่ นําเสนอในบัตรอวยพรใหเปนวันเกิดของเพื่อนที่นักเรียนจับคูไดจากกิจกรรมการเตนตามจังหวะ 5. ตัวแทนนักเรียน1–2 คน สาธิตวิธีการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรด ถาขั้นตอนใด ไมสามารถปฏิบัติไดใหครูชวยแนะนํา 6. นักเรียนสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟตเวิรดตามแบบในกระดาษรางแบบ เมื่อเสร็จแลว ใหยกมือขึ้น เพื่อใหครูตรวจสอบกอนสั่งพิมพ 7. นักเรียนแลกเปลี่ยนบัตรอวยพรกับคูของตน แลวตรวจสอบบัตรอวยพรตามกระดาษราง แบบวาเหมือนกันหรือไม อยางไร ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป กลุมที่ 1 กลุมที่ 2
  • 93.
    นักเรียนรวมกันสรุปวิธีการสรางบัตรอวยพรวา จะตองรางแบบในกระดาษสําหรับรางแบบกอน ลงมือสรางดวยไมโครซอฟตเวิรด และตองตรวจสอบกอนสั่งพิมพโดยบัตรอวยพร1 ใบสามารถสรางได บนกระดาษสําหรับพิมพบัตรอวยพร 1 แผน ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนสรุปขอผิดพลาดที่ทําใหบัตรอวยพรไมเหมือนกับที่รางในกระดาษรางแบบ แลว คนหาวิธีการแกไข 2. นักเรียนรวบรวมบัตรอวยพรที่สรางขึ้นจัดปายนิทรรศการนําเสนอผลงานของนักเรียน ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนออกแบบและสรางบัตรอวยพรตามที่ออกแบบไวเพื่อนําไปใหผูอื่น 2. นักเรียนสามารถสรางสรรคบัตรอวยพรใหกับสมาชิกในครอบครัว 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนรวบรวมรูปแบบของบัตรอวยพรในโอกาสตาง ๆ ออกแบบบัตรอวยพรในรูปแบบ อื่น ๆ แลวทดลองสรางดวยไมโครซอฟตเวิรด 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนออกแบบและสรางบัตรอวยพรในโอกาสตาง ๆ ดวยไมโครซอฟตเวิรดใหกับสมาชิก ในครอบครัว 9 สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด 2. เครื่องพิมพ 3. วัสดุและอุปกรณในการทําบัตรอวยพร 4. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสรางบัตร อวยพรดวยไมโครซอฟต 5. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับการสรางบัตรอวยพรดวยไมโครซอฟต 6. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ รานจําหนายบัตรอวยพร 7. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด 8. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 9. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด
  • 94.
    10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2.ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../..........
  • 95.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 11 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(ใบประกาศ) สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ ใบประกาศเปนเอกสารสิ่งพิมพที่ใชสําหรับเผยแพรขอมูลในที่สาธารณะ ขอความในใบประกาศ จึงควรมีขนาดใหญ กระชับ เขาใจงาย และสะดุดตา การสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใช เทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การพิมพขอความและจัดรูปแบบตัวอักษร การแทรกรูปภาพ การสราง รูปภาพอัตโนมัติ และการพิมพใบประกาศ 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายขั้นตอนในการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K) 2. มีความรับผิดชอบตอการสรางและติดใบประกาศ (A) 3. ปฏิบัติการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรด(P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตจากการถาม การตอบ การแสดงความคิดเห็น และ การสาธิตวิธีการสรางผลงาน 2. ตรวจใบรางแบบและผลงาน ใบประกาศ 1. สังเกตจากความรับผิดชอบ ในการสรางใบประกาศ 2. สังเกตการยอมรับการ ตัดสินใจของผูอื่น 3. สังเกตความกระตือรือรนใน การปฏิบัติกิจกรรม 1. สังเกตทักษะในการวิเคราะห และคัดเลือกผลงาน 2. สังเกตทักษะในการใช คอมพิวเตอร 5 สาระการเรียนรู สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด – ใบประกาศ
  • 96.
    6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การใชสํานวนที่เปนคําพังเพยและสุภาษิตในใบประกาศ คณิตศาสตรการหาจํานวนสมาชิกตามหัวขอในการสรางใบประกาศ วิทยาศาสตร การทดลองความแข็งแรงของกระดาษที่ใชสรางใบประกาศ สังคมศึกษาฯ การสรางใบประกาศเผยแผพระพุทธศาสนา สุขศึกษาฯ การมีน้ําใจนักกีฬาในการเคารพการตัดสินของคนหมูมาก ศิลปะ การคัดเลือกใบประกาศตามหลักการทางศิลปะ ภาษาตางประเทศ การใชประโยคภาษาอังกฤษดึงดูดความสนใจในใบประกาศ 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. ครูถามวา ระหวางการเดินทางจากบานมาโรงเรียน นักเรียนพบประกาศอะไรบาง 2. นักเรียนรวมกันตอบคําถามครู ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียน 1–2 คน ออกมารางแบบ ใบประกาศที่พบบนกระดานดํา ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูอธิบายเกี่ยวกับใบประกาศ ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 2. ครูถามนักเรียนวา ใบประกาศที่ดี ควรมีลักษณะอยางไร โดยในระหวางที่นักเรียนวิเคราะห และหาคําตอบอยูนั้น ใหครูแบงกระดานดําเปน 4 สวนแตละสวนเขียนหัวขอในการทําใบประกาศ ดังนี้ สวนที่ 1: ใบประกาศของหาย สวนที่ 3: ใบประกาศประชาสัมพันธ สวนที่ 2: ใบประกาศสมัครงาน สวนที่ 4: ใบประกาศใหรวมกิจกรรม 3. นักเรียนยกมือขึ้นเมื่อไดรับสัญญาณจากครูจึงตอบคําถาม ใครตอบคําถามไดกอนใหไป เขียนชื่อตนเองในชองใบประกาศบนกระดานดํา ครูคอยตรวจสอบใหมีนักเรียนทําใบประกาศเทากันทุก สวน 4. นักเรียนรางแบบใบประกาศตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรค ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 แตเปลี่ยนขอมูลที่ นําเสนอในใบประกาศใหเปนขอมูลตามหัวขอในสวนที่ตนเองลงชื่อไวบนกระดานดํา 5. นักเรียนจับกลุมสมาชิกที่สรางใบประกาศในหัวขอเดียวกัน แลวนําใบรางแบบของสมาชิก เปรียบเทียบและคัดเลือกใบประกาศที่สวยงามที่สุด1 แบบ 6. ตัวแทนกลุมออกมาสาธิตวิธีการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟตเวิรด ถาขั้นตอนใดไม สามารถปฏิบัติไดใหครูชวยแนะนํา
  • 97.
    7. นักเรียนซักถามวิธีการสรางใบประกาศ แลวปฏิบัติตามขั้นตอนการสรางใบประกาศ4 หัวขอตามที่ตัวแทนกลุมออกมาสาธิต ขั้นที่3 ขั้นสรุป 1. นักเรียนรวมกันสรุปลักษณะของใบประกาศที่ดีวา ตัวอักษรควรมีขนาดใหญ มีภาพประกอบ ชัดเจน ขอความกระชับ เขาใจงาย และสะดุดตา 2. นักเรียนสรุปวิธีการสรางใบประกาศวา มีเทคนิคแตกตางจากการสรางนามบัตรและบัตรอวย พร ตั้งการรางแบบ การตั้งคาหนากระดาษและการพิมพใบประกาศ ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนสรางใบประกาศตามที่ตนเองไดออกแบบไวในใบรางแบบ 2. นักเรียนทดลองสรางใบประกาศที่ตนเองพบหรือที่เขียนไวบนกระดานดํา หากพบเทคนิค นอกเหนือจากที่เคยปฏิบัติใหนําความรูนั้นมาแลกเปลี่ยนกันศึกษากับเพื่อน ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนสามารถสรางใบประกาศตามการสาธิตของผูอื่นได 2. นักเรียนสามารถสรางใบประกาศตาง ๆ ตามความตองการได 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนทําดรรชนีลักษณะตัวอักษรของไมโครซอฟตเวิรดที่ติดตั้งในคอมพิวเตอรของ นักเรียน จากนั้นพิมพออกมาเปนเอกสารเพื่อใชในการเปรียบเทียบและออกแบบผลงานที่สรางจาก ไมโครซอฟตเวิรด 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนคนหาขอมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่สามารถนําใบประกาศไปติดเพื่อเผยแพรขอมูลได เชน ปายประกาศของโรงเรียน บอรดหนาชั้นเรียน 9 สื่อ/แหลงการเรียนรู 1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด 2. เครื่องพิมพ 3. วัสดุและอุปกรณในการทําใบประกาศ 4. สื่อสิ่งพิมพ เชน หนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง นามบัตรดวยไมโครซอฟต 5. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับการสรางใบประกาศดวยไมโครซอฟต
  • 98.
    6. สถานที่ เชนพิพิธภัณฑวิทยาศาสตร ศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ 7. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด 8. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 9. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด
  • 99.
    10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2.ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../..........
  • 100.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 12 ตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(รายงาน) สาระที่ 3เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด เวลา 4 ชั่วโมง 1 สาระสําคัญ รายงาน คือเอกสารสิ่งพิมพที่เกิดจากการรวบรวมขอมูลจากแหลงขอมูลที่นาเชื่อถือมาสรุปและ นําเสนอในรูปแบบที่เปนรูปเลม รายงานทั่วไปจะประกอบดวยปกหนา ปกใน คํานํา สารบัญ เนื้อหา และ อางอิง การสรางรายงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใชเทคนิคการตั้งคาหนากระดาษ การตั้งแท็บ การ เรียงลําดับและสัญลักษณแสดงหัวขอยอย การแทรกหมายเลขหนา และการพิมพรายงาน 2 ตัวชี้วัดชั้นป สรางงานเอกสารเพื่อใชประโยชนในชีวิตประจําวันดวยความรับผิดชอบ(ง 3.1 ป. 5/2) 3 จุดประสงคการเรียนรู 1. อธิบายขั้นตอนในการทํารายงานดวยไมโครซอฟตเวิรดได (K) 2. มีความรับผิดชอบและมีความสรางสรรคในการทํางาน (A) 3. มีทักษะในการทํารายงานดวยไมโครซอฟตเวิรด(P) 4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู ดานความรู (K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (A) ดานทักษะ/กระบวนการ (P) 1. สังเกตการถาม การตอบ การ นําเสนอ และการแสดงความ คิดเห็น 2. ตรวจรายงานเรื่อง สรางสรรค ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 3. ตรวจการทําแบบทดสอบ หลังเรียน (Post–test) 1. สังเกตจากความรับผิดชอบ และความคิดสรางสรรคใน การทํางาน 2. ประเมินพฤติกรรมของ นักเรียนจากแบบประเมิน ดานคุณธรรม จริยธรรม และ คานิยม 1. สังเกตทักษะในการใช คอมพิวเตอรสรางรายงาน 2. สังเกตทักษะการปฏิบัติงาน รวมกับผูอื่น 3. ประเมินพฤติกรรมของ นักเรียนจากแบบประเมิน ดานทักษะ/กระบวนการ 5 สาระการเรียนรู สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด – รายงาน
  • 102.
    6 แนวทางบูรณาการ ภาษาไทย การตอบคําถามการแสดงความคิดเห็น การสรุปขอมูล การนําเสนอ ในรูปแบบรายงาน คณิตศาสตร การคํานวณจํานวนกระดาษที่ใชทํารายงาน วิทยาศาสตร การศึกษาคุณสมบัติของกระดาษที่ใชทํารายงาน สังคมศึกษาฯ การปฏิบัติตามบทบาทและหนาที่ของตนเองในการทํางานกลุม ศิลปะ การเลือกใชรูปภาพที่เหมาะสมประกอบในการทํารายงาน ภาษาตางประเทศ การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับคําศัพทภาษาอังกฤษที่ใชในการสราง ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด 7 กระบวนการจัดการเรียนรู ขั้นที่ 1 ขั้นนําเขาสูบทเรียน 1. นักเรียนผลัดกันนําเสนอผลงานที่สรางดวยไมโครซอฟตเวิรดที่ไดสรางในแผนการจัดการ เรียนรูที่ 9–11 ไดแก นามบัตร บัตรอวยพรและใบประกาศ 2. ครูใหอาสาสมัครนักเรียน3 คน ปฏิบัติกิจกรรมดังนี้ คนที่ 1 สาธิตวิธีการสรางนามบัตร คนที่ 2 สาธิตวิธีการสรางบัตรอวยพร คนที่ 3 สาธิตวิธีการสรางใบประกาศ 3. นักเรียนคนอื่นๆ ดูการสาธิตของเพื่อน ทบทวนโดยเปรียบเทียบการสาธิตของอาสาสมัคร กับการสรางผลงานของตนเอง แลวแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 1. ครูอธิบายเกี่ยวกับรายงาน ในหัวขอตัวอยางการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด หนวย การเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยี สารสนเทศ ป. 5 2. อาสาสมัครรวบรวมสมาชิกกลุมจากนักเรียนคนอื่นๆ ครูตรวจสอบใหสมาชิกของแตละ กลุมมีจํานวนใกลเคียงหรือเทากัน 3. ครูบอกใหสมาชิกแตละกลุมทํารายงานเรื่อง สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด โดยมี เงื่อนไขดังตอไปนี้ 3.1 รายงานจะตองมีปกหนา ปกใน คํานํา สารบัญ เนื้อหา อางอิง และมีจํานวนไมนอยกวา 20 แผน 3.2 มีหัวขอหลัก ไดแก การสรางนามบัตร การสรางบัตรอวยพร การสรางใบประกาศและ ปญหาและแนวทางการแกปญหาในการใชงานไมโครซอฟตเวิรด 3.3 มีหัวขอรองที่นักเรียนกําหนดเองอยางนอย 3 หัวขอ
  • 103.
    3.4 มีการใชคําสั่งแท็บ คําสั่งเรียงลําดับและสัญลักษณแสดงหัวขอยอยและคําสั่งแทรก หมายเลขหนา 3.5 มีการใชรูปภาพประกอบการทํารายงาน 4. นักเรียนรวมกันซักถามเกี่ยวกับวิธีการทํารายงานจนเขาใจ จากนั้นสมาชิกแตละกลุมรวมกัน แบงงาน คนหาขอมูลเพิ่มเติม และจัดทํารายงานตามเงื่อนไขที่กําหนด 5. ครูตรวจสอบรายงานกอนใหนักเรียนพิมพรายงานในรูปแบบสิ่งพิมพ จากนั้นใหตัวแทน กลุมออกมานําเสนอรายงานหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนคนอื่นๆ ซักถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทํารายงาน ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน(Post-test) จํานวน 10 ขอ เวลา 10 นาที 2. นักเรียนสรุปวิธีการทํารายงานวา เปนการรวบรวมความรูทั้งหมดมาสรุปและนําเสนอใน รูปแบบที่เปนรูปเลม ขั้นที่ 4 ขั้นฝกฝนนักเรียน 1. นักเรียนเปรียบเทียบรายงานของกลุมตนเองกับรายงานของกลุมเพื่อนวาเหมือนหรือแตกตาง กันอยางไร และมีสิ่งใดที่เพื่อนมีและนักเรียนไมมี แลวแกไขปรับปรุงรายงานนั้นตามความเหมาะสม 2. นักเรียนทํารายงานของตนเองเกี่ยวกับหัวขอที่สนใจ จากนั้นแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเพื่อ ตรวจสอบเบื้องตนเกี่ยวกับขอมูลที่นําเสนอ คําถูกคําผิด และความนาสนใจของขอมูลกอนสงใหครู ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ขั้นที่ 5 ขั้นนําไปใช 1. นักเรียนนําเสนอวิธีการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดในรูปแบบของรายงานได 2. นักเรียนทํารายงานดวยไมโครซอฟตเวิรดในเรื่องที่สนใจได 8 กิจกรรมเสนอแนะ 1. กิจกรรมสําหรับกลุมสนใจพิเศษ นักเรียนคนหาคําสั่งเพื่อใชงานไมโครซอฟตเวิรดในดานตาง ๆแลวทําเปนแผนผังความคิด จากนั้นแลกเปลี่ยนกันศึกษาขอมูลกับเพื่อน 2. กิจกรรมสําหรับฝกทักษะเพิ่มเติม นักเรียนแลกเปลี่ยนเทคนิคการสรางผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรดจากประสบการณของ ตนเองกับเพื่อน ๆ 9 สื่อ/แหลงเรียนรู 1. คอมพิวเตอรที่ติดตั้งไมโครซอฟตเวิรด 2. เครื่องพิมพ 3. วัสดุและอุปกรณในการทํารายงาน
  • 104.
    4. สื่อสิ่งพิมพ เชนหนังสือ บทความ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับการสราง นามบัตรดวยไมโครซอฟต 4. สื่ออิเล็กทรอนิกส เชน คอมพิวเตอรชวยสอน เว็บไซตทางการศึกษาHyperbook ที่นําเสนอ เกี่ยวกับการสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟต 5. สถานที่ เชน พิพิธภัณฑวิทยาศาสตรศูนยวิทยาศาสตรเพื่อการศึกษากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ศูนยการเรียนรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ 6. บุคคล เชน ผูปกครอง ครู นักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูเชี่ยวชาญดานการใชไมโครซอฟตเวิรด 7. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพวัฒนาพานิช จํากัด 8. แบบฝกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 บริษัท สํานักพิมพ วัฒนาพานิช จํากัด 10 บันทึกหลังการจัดการเรียนรู 1. ความสําเร็จในการจัดการเรียนรู.......................................................................... แนวทางการพัฒนา............................................................................................ 2. ปญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียนรู.................................................................... แนวทางแกไข................................................................................................... 3. สิ่งที่ไมไดปฏิบัติตามแผน................................................................................... เหตุผล............................................................................................................. 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู...................................................................... ลงชื่อ........................................(ผูสอน) .........../......../.......... ตอนที่ 3 เอกสาร/ความรูเสริมสําหรับครู เอกสาร/ความรูเสริมสําหรับครู ประกอบดวยสวนตาง ๆ ดังนี้ 1. สาระและมาตรฐานการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2. ตัวชี้วัดชั้นปและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและ เทคโนโลยี สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3. กระบวนการจัดการเรียนรูที่ใชในกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  • 105.
    4. แฟมสะสมผลงาน (Portfolio) 5.ผังการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบBackward Design 6. รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมง 7. ใบความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ 8. ใบงาน เทคโนโลยีสารสนเทศป. 5 9. เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู – แบบทดสอบกอนและหลังเรียน – แบบทดสอบปลายป – แบบบันทึกความรู – แบบบันทึกผลการสํารวจ – แบบบันทึกผลการอภิปราย – แบบประเมินคุณภาพของชิ้นงาน – แบบประเมินการนําเสนอผลงาน (รายบุคคล/กลุม) 10. เครื่องมือประเมินผลการเรียนรูดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม 11. เครื่องมือประเมินผลการเรียนรูดานทักษะ/กระบวนการ 12. เครื่องมือประเมินสมรรถนะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และภาระงานของนักเรียนโดยใชมิติ คุณภาพ (Rubrics) – แบบประเมินแฟมสะสมผลงาน (Portfolio) – แบบประเมินโครงงาน – แบบประเมินการนําเสนอผลงาน
  • 106.
    สาระและมาตรฐานการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี 1. สาระและมาตรฐานการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยีสาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาตรฐาน ง 3.1 เขาใจ เห็นคุณคา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคน ขอมูล การเรียนรู การสื่อสาร การแกปญหา การทํางาน และอาชีพอยางมี ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและมีคุณธรรม 2. เรียนรูอะไรในการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี มุงพัฒนาผูเรียนแบบองครวม เพื่อใหมีความรู ความสามารถ มีทักษะในการทํางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาตอไดอยางมี ประสิทธิภาพ โดยมีสาระสําคัญเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดตอสื่อสาร การคนหา ขอมูล การใชขอมูลและสารสนเทศ การแกปญหาหรือการสรางงาน คุณคา และผลกระทบของเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร
  • 107.
    ตัวชี้วัดชั้นปและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารป. 5 ตัวชี้วัดชั้นป สาระการเรียนรูแกนกลาง 1. คนหา รวบรวมขอมูลที่ สนใจ และเปน ประโยชนจาก แหลงขอมูลตาง ๆ ที่ เชื่อถือไดตรงตาม วัตถุประสงค  การดําเนินการเพื่อใหไดขอมูลตามวัตถุประสงค มีขั้นตอนดังนี้ – กําหนดวัตถุประสงคและความตองการของสิ่งที่สนใจเพื่อกําหนด ขอมูลที่ตองการคนหา – วางแผนและพิจารณาเลือกแหลงขอมูลที่มีความนาเชื่อถือ – กําหนดหัวขอของขอมูลที่ตองการคนหา เตรียมอุปกรณที่ตองใชใน การคนหา บันทึกและเก็บขอมูล – คนหาและรวบรวมขอมูล – พิจารณาเปรียบเทียบ ตัดสินใจ – สรุปผลและจัดทํารายงานโดยมีการอางอิงแหลงขอมูล – เก็บรักษาขอมูลใหพรอมใชงานตอไป 2. สรางงานเอกสารเพื่อใช ประโยชนใน ชีวิตประจําวันดวย ความรับผิดชอบ  การใชซอฟตแวรประมวลคําขั้นพื้นฐานเชน การสรางเอกสารใหม การ ตกแตงเอกสาร การบันทึกงานเอกสาร  การสรางงานเอกสาร เชน บัตรอวยพร ใบประกาศ รายงาน โดยมีการ อางอิงแหลงขอมูล ใชคําสุภาพและไมกอใหเกิดความเสียหายตอผูอื่น
  • 108.
    กระบวนการจัดการเรียนรูที่ใชในกลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยีเปนกลุมสาระที่ชวยพัฒนาใหนักเรียนมีความรู ความเขาใจ มีทักษะพื้นฐานที่จําเปนตอการดํารงชีวิต และรูเทาทันการเปลี่ยนแปลงสามารถนําความรู เกี่ยวกับการดํารงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใชประโยชนในการทํางานอยางมีความคิดสรางสรรค เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทํางาน มีเจตคติที่ดีตอการทํางาน และสามารถดํารงชีวิตอยูใน สังคมไดอยางเพียงพอและมีความสุข วิธีการหรือเทคนิคที่นํามาใชในกระบวนการจัดการเรียนรูมีอยูหลาย วิธี แตละวิธีจะมีประสิทธิผลในการสรางความรู เจตคติ ทักษะ และประสบการณที่แตกตางกันออกไป ดังนั้นในการพิจารณาเลือกวิธีการใดมาใช ครูตองวิเคราะหตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลางกอนวา ตองการใหนักเรียนเกิดพฤติกรรมใด ในระดับใด จึงจะนํามาปรับใชใหเหมาะสมกับนักเรียน ทั้งนี้เพื่อให การเรียนรูของนักเรียนบรรลุตามจุดประสงคการเรียนรูที่กําหนด ในคูมือครู แผนการจัดการเรียนรูเลมนี้ ไดบูรณาการเทคนิควิธีการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับ สาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไวเพื่อให ครูเลือกใชใหเหมาะสมกับเนื้อหาที่สอน ซึ่งแตละวิธีการจัดการเรียนรูมีสาระพอสังเขป ดังนี้ 1. ทักษะกระบวนการทํางาน ทักษะกระบวนการทํางานเปนการลงมือทํางานดวยตนเอง โดยมุงเนนการฝกวิธีการทํางาน อยางสม่ําเสมอ ทั้งการทํางานเปนรายบุคคลและการทํางานเปนกลุม เพื่อใหสามารถทํางานไดบรรลุ เปาหมาย โดยขั้นตอนของกระบวนการทํางานมีดังนี้ 1) การวิเคราะหงาน นักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมจะตองศึกษารายละเอียดของงานที่จะ ทําวามีลักษณะอยางไร มีรายละเอียดปลีกยอยอยางไรบาง เพื่อนําขอมูลเหลานี้ไปใชในการกําหนด วัตถุประสงค การเตรียมวัสดุ อุปกรณ และเครื่องมือในการทํางาน พรอมกับกําหนดวิธีการทําในขั้นการ วางแผนในการทํางาน 2) การวางแผนในการทํางาน นักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมควรรวมกันวางแผนการ ทํางาน เพื่อกําหนดแนวทางในการปฏิบัติงานไวลวงหนาวาจะทําอะไร ทําเมื่อไร ทําวิธีใด ใครเปนผูทํา กําหนดงานเสร็จเมื่อใด แลวจึงกําหนดภาระงานหรือหนาที่ความรับผิดชอบของแตละคน ไดแก รายการ งานที่ตองปฏิบัติ เวลาปฏิบัติงาน และผูรับผิดชอบ 3) การปฏิบัติงาน เมื่อนักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมไดรับมอบหมายหนาที่และความ รับผิดชอบแลวใหลงมือปฏิบัติงานจริงตามแผนที่วางไว 4) การประเมินผลการทํางาน หลังจากนักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมปฏิบัติงานเสร็จ แลวใหรวมกันตรวจสอบผลการปฏิบัติงานวาเปนไปตามแผนที่วางไวหรือไม ผลงานมีขอดีหรือ ขอบกพรองอยางไร และควรปรับปรุงผลงานสวนใดบาง ถาพบขอบกพรองในสวนใดจะตองรวมกันหา วิธีการปรับปรุงแกไขทันที 2. ทักษะกระบวนการเทคโนโลยี
  • 109.
    กระบวนการเทคโนโลยี เปนกระบวนการที่เกี่ยวของกับการคิดแกปญหา การคิดริเริ่ม สรางสรรคการออกแบบ เพื่อนําไปสูการประดิษฐ การสรางสิ่งของเครื่องใช อุปกรณ และผลิตภัณฑซึ่ง เปนการปฏิบัติที่ทําใหมนุษยใชสอยประโยชนไดตามความตองการ และชวยเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการ ทํากิจกรรมตาง ๆ อีกดวย กระบวนการเทคโนโลยีมี 6 ขั้นตอนดังนี้ 1) การกําหนดปญหาหรือความตองการ โดยใหนักเรียนศึกษาและกําหนดปญหาที่ตองการ แกไข หรือกําหนดความตองการที่จะสรางสิ่งตาง ๆ โดยการรวมกันแสดงความคิดเห็นแลวคัดเลือกปญหา หรือความตองการที่แทจริงและชัดเจนเพื่อนํามาตั้งเปนวัตถุประสงค 2) การรวบรวมขอมูล เปนขั้นตอนที่นักเรียนรวมกันสํารวจ คนหา หรือแสวงหาขอมูลแลว รวบรวมขอมูลตาง ๆ นํามาสรางทางเลือกหลาย ๆ ทางเลือกเพื่อนําไปสูการแกปญหา 3) การเลือกวิธีการแกปญหา เปนการพิจารณาทางเลือกแตละทางเลือกวา มีขอดีและขอเสีย อยางไรบาง การนําทางเลือกนี้มาใชแกปญหาจะทําไดหรือไมแลวจึงตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด 4) การออกแบบและปฏิบัติ เปนการใหนักเรียนรวมกันนําทางเลือกที่ไดเลือกไวแลวมา ลําดับความคิดเพื่อกําหนดแนวทางการแกปญหาหรือเพื่อสรางชิ้นงาน และถายทอดความคิดออกมาเปน ภาพที่มีรายละเอียด โดยใชความรูดานการออกแบบเขียนเปนภาพราง 3 มิติ หรือแผนที่ความคิด จากนั้นจึง ลงมือปฏิบัติการสรางตามขั้นตอนของการออกแบบจนสําเร็จเปนชิ้นงาน 5) การประเมินผล เปนการตรวจสอบประสิทธิภาพของชิ้นงานที่สรางหรือประดิษฐเสร็จ แลว โดยใหนักเรียนนําชิ้นงานไปทดลองใช แลวประเมินผลการใชงานวา มีขอบกพรองหรือไม อยางไร 6) การปรับปรุงหรือพัฒนา เปนการใหนักเรียนนําขอบกพรองของชิ้นงานหรือปญหาที่พบ มาดําเนินการปรับปรุงแกไขใหดีขึ้น หรือนําผลงานที่ดีแลวมาพัฒนาใหมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้น 3. ทักษะการจัดการ ทักษะการจัดการเปนความพยายามของบุคคลที่จะจัดระบบงาน (ทํางานเปนรายบุคคล) และ จัดระบบคน (ทํางานเปนกลุม) เพื่อใหทํางานสําเร็จตามเปาหมายอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะการจัดการ เปนวิธีการหรือรูปแบบในการปฏิบัติงานเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดซึ่งประกอบดวยขั้นตอนตอไปนี้ 1) การตั้งเปาหมาย เปนการกําหนดวาสิ่งที่กลุมหรือองคกรตองการคืออะไร แตละกลุม หรือองคกรจะตองมีเปาหมายเดียวกัน ซึ่งเปาหมายจะมีทั้งเปาหมายระยะสั้นและระยะยาว และเปาหมายที่ ตั้งขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได 2) การวิเคราะหทรัพยากร เปนการใหพิจารณาวาทรัพยากรที่มีอยู ไดแก คน วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ งบประมาณ และเวลา จะสามารถทําใหบรรลุเปาหมายที่ตั้งไวหรือไม ถามีทรัพยากรใดไม เพียงพอจะตองรีบจัดหาทรัพยากรนั้นมาเตรียมไวใหพรอมและเพียงพอ 3) การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร เปนการใหนักเรียนกําหนดกิจกรรมไวลวงหนา วาจะตองทําอะไร สิ่งใดบาง เพื่อใหบรรลุเปาหมายที่ตั้งไว โดยใชทรัพยากรที่มีอยูใหเหมาะสม และใชให เกิดประโยชนสูงสุด ไดแก การจัดคนทํางานในหนาที่ตาง ๆ การคนหาหรือจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ และ
  • 110.
    เครื่องมือเพิ่มเติม การจัดสรรเงิน เพื่อใชในการดําเนินงานดานตางๆ รวมทั้งการบริหารเวลาในการทํางาน เพื่อใหงานเสร็จตามกําหนด 4) การปฏิบัติตามแผนและการปรับแผน โดยใหนักเรียนแตละคนหรือแตละกลุมตองลงมือ ปฏิบัติงานตามแผนและควบคุมใหเปนไปตามแผนที่วางไวดวย แตถาพบปญหาในขณะที่ปฏิบัติงาน อาจมี การปรับเปลี่ยนแผนที่วางไว เพื่อหลีกเลี่ยงปญหาหรือขอบกพรองที่อาจจะเกิดขึ้นได 5) การประเมินผล เปนการตรวจสอบเพื่อใหทราบวาการปฏิบัติงานของตนเองหรือกลุม บรรลุเปาหมายที่กําหนดไวหรือไม ซึ่งการประเมินผลนั้นสามารถทําไดในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน ตามแผน ถาประสบความสําเร็จเร็วก็แสดงใหเห็นวาการจัดการของกลุมเปนการจัดการที่ดี แตถาไม ประสบผลสําเร็จกลุมจะตองนําปญหาหรือขอบกพรองเหลานั้นมาปรับปรุงแกไข เพื่อใชเปนแนวทางใน การปฏิบัติงานในครั้งตอไป
  • 111.
    4. การสาธิต การสาธิตเปนวิธีการสอนเพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามเปาหมายที่กําหนด โดยครูแสดง หรือทําสิ่งที่ตองการใหนักเรียนเรียนรูแลวนักเรียนสังเกต ซักถาม อภิปราย และสรุปความรูที่ไดจากการ เรียนรู ซึ่งมีวิธีการดังนี้ 1) การเตรียมตัวครู ครูควรเตรียมความพรอมของตนเองโดยวางแผนการสาธิต ทดลองทํา กอนที่จะสาธิตใหนักเรียนดู และจัดเตรียมสิ่งตาง ๆ ไดแก วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ และเตรียมสถานที่ที่จะ ใชในการสาธิต เพื่อใหการสาธิตดําเนินไปอยางราบรื่น ปองกันปญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได 2) การเตรียมตัวนักเรียน ครูควรใหความรูเกี่ยวกับเรื่องที่สาธิตแกนักเรียนอยางเพียงพอ เพื่อใหนักเรียนเกิดความเขาใจในสิ่งที่สาธิตไดดียิ่งขึ้น และควรใหคําแนะนําวิธีการหรือเทคนิคการสังเกต หรือบันทึกการสาธิต 3) ลงมือสาธิต ในขณะที่ครูกําลังสาธิต ครูควรบรรยายประกอบการสาธิตเปนลําดับ ขั้นตอนพรอมกับซักถามนักเรียนเปนระยะ ๆ เพื่อกระตุนความสนใจของนักเรียน ในกรณีที่การสาธิตอาจ เกิดอันตรายตอนักเรียน ครูควรแนะนําวิธีการปองกันเพื่อไมใหเกิดอันตรายตอนักเรียนไวใหเรียบรอย และควรใชเวลาในการสาธิตใหเหมาะสมกับเรื่องที่สาธิต 4) การสรุปผลการสาธิต เมื่อครูสาธิตเสร็จควรสรุปและเปดโอกาสใหนักเรียนซักถามขอ สงสัย หรือใหนักเรียนแตละคนแสดงความคิดเห็น หรือครูอาจเตรียมคําถามไวถามนักเรียนเพื่อกระตุนให นักเรียนคิด แลวใหนักเรียนรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการชมการสาธิตของครู 5. การฝกปฏิบัติ การฝกปฏิบัติเปนวิธีการสอนที่เนนใหนักเรียนไดรับประสบการณตรงจากสถานการณจริง และการแกปญหาทําใหนักเรียนไดฝกคิด ฝกลงมือทํา ฝกการแกปญหา ฝกการทํางานรวมกัน ซึ่งจะสงผล ใหนักเรียนเรียนรูอยางมีความสุข เกิดการพัฒนารอบดาน มีอิสระที่จะเลือกการเรียนรูที่เหมาะสมกับ ตนเอง และยังสามารถนําความรูที่ไดรับไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันไดดวย ซึ่งมีวิธีการจัดการเรียนรู ดังนี้ 1) การนําเขาสูเนื้อหา กอนจัดการเรียนรูครูจะตองกระตุนนักเรียนใหเกิดความ กระตือรือรนและสนใจอยากคนควาหาความรูดวยวิธีการตาง ๆ เชน การซักถามเกี่ยวกับความสําคัญของ เรื่องที่จะเรียน หรือการทบทวนความรูเดิมเพื่อเชื่อมโยงความรูเดิมกับความรูใหมที่นักเรียนจะตองเรียนรู ครูควรแจงจุดประสงคการเรียนรูและรวมกันกําหนดขอบขายหรือประเด็นความรูใหม 2) การศึกษา/วิเคราะห เปนการแบงกลุมนักเรียนเพื่อทํากิจกรรมกลุมรวมกัน โดยการ แสวงหาความรู แสดงความคิดเห็น รวมกันวิเคราะห และหาขอสรุปในประเด็นที่ตั้งไว ซึ่งครูจะตอง ออกแบบกลุมใหเหมาะสมเพื่อใหนักเรียนทุกคนมีสวนรวมมากที่สุด พรอมกับเปดโอกาสใหนักเรียนได กําหนดบทบาทหนาที่ของสมาชิกในกลุม 3) การปฏิบัติ นักเรียนฝกปฏิบัติตามขั้นตอน ฝกคิดวิเคราะห จินตนาการ และคิด สรางสรรค โดยมีครูคอยอํานวยความสะดวกในดานตาง ๆ เพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามวัตถุประสงค ที่กําหนดไว
  • 112.
    4) การสรุปและนําเสนอผลการเรียนรู เปนขั้นที่นักเรียนแตละกลุมนําผลที่ไดจากการ ปฏิบัติมาวิเคราะหสังเคราะห เปนความรูใหม วิธีการใหม สรุปและนําเสนอความรูใหมตอกลุมใหญใน รูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งเปนการแลกเปลี่ยนความรูซึ่งกันและกัน ทําใหเกิดการขยายเครือขายความรูอยาง กวางขวางมากขึ้น
  • 113.
    5) การปรับปรุงการเรียนรู/การนําไปใชประโยชน เปนขั้นที่นักเรียนแตละกลุมนํา ขอบกพรองหรือปญหาที่พบจากการนําเสนอผลงานมาปรับปรุงแกไขหรือพัฒนาผลงานของตนเองใหดี ขึ้นรวมถึงการไดรับแนวคิดจากขอเสนอแนะของครูมาประยุกตสรางผลงานใหม ๆ ที่สามารถนําไปใช ประโยชนในชีวิตไดจริง 6) การประเมินผล เปนการนําวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงมาใช โดยเนนการ วัดผลจากการปฏิบัติจริง จากแฟมสะสมผลงาน ชิ้นงาน/ผลงาน โดยผูประเมินอาจเปนครู นักเรียนประเมิน ตนเองสมาชิกในกลุม หรือผูปกครอง 6. การอภิปรายกลุมยอย วิธีนี้เปนกระบวนการที่ครูใชในการชวยใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามวัตถุประสงคที่กําหนด โดยการจัดนักเรียนเปนกลุมเล็ก ๆ ประมาณ 4–8 คน ใหนักเรียนในกลุมพูดคุยแลกเปลี่ยนขอมูลความ คิดเห็น และประสบการณในเรื่องหรือประเด็นที่กําหนด แลวสรุปผลการอภิปรายออกมาเปนขอสรุปของ กลุม ซึ่งการจัดการเรียนรูโดยใชการอภิปรายกลุมยอยนี้ จะชวยใหนักเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการ เรียนรูอยางทั่วถึง มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ ซึ่งจะชวยใหนักเรียนเกิดการ เรียนรูในเรื่องที่เรียนกวางขึ้น ขั้นตอนของการจัดการเรียนรูโดยใชการอภิปรายกลุมยอย มีดังนี้ 1) การจัดกลุม ครูจัดนักเรียนออกเปนกลุมยอย ๆ ประมาณ 4–8 คน ควรเปนกลุมที่ไมเล็ก เกินไปและไมใหญเกินไป เพราะถากลุมเล็กจะไมไดความคิดที่หลากหลายเพียงพอ ถากลุมใหญสมาชิก กลุมจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็นไดไมทั่วถึง ซึ่งการแบงกลุมอาจทําไดหลายวิธี เชน วิธีสุมเพื่อให นักเรียนมีโอกาสไดรวมกลุมกับเพื่อนไมซ้ํากัน จําแนกตามเพศ วัย ความสนใจ ความสามารถ หรือเลือก อยางเจาะจงตามปญหาที่มีก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับวัตถุประสงคของครูและสิ่งที่จะอภิปราย 2) กําหนดประเด็น ครูหรือนักเรียนกําหนดประเด็นในการอภิปราย ใหมีวัตถุประสงคของ การอภิปรายที่ชัดเจน โดยที่การอภิปรายแตละครั้งไมควรมีประเด็นมากจนเกินไป เพราะจะทําใหนักเรียน อภิปรายไดไมเต็มที่ 3) อภิปราย นักเรียนเริ่มอภิปรายโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณกัน ตามประเด็นที่กําหนดในการอภิปรายแตละครั้ง ควรมีการกําหนดบทบาทหนาที่ที่จําเปนในการอภิปราย เชน ประธานหรือผูนําในการอภิปราย เลขานุการ ผูจดบันทึก และผูรักษาเวลา เปนตน นอกจากนี้ครูควร บอกใหสมาชิกกลุมทุกคนทราบถึงบทบาทหนาที่ของตนเอง ใหความรู ความเขาใจ หรือคําแนะนําแกกลุม กอนการอภิปราย และควรย้ําถึงความสําคัญของการใหสมาชิกทุกคนในกลุมมีสวนรวมในการอภิปราย อยางทั่วถึง เพราะวัตถุประสงคหลักของการอภิปรายคือ การใหนักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นอยาง ทั่วถึง และไดรับฟงความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งจะชวยใหนักเรียนมีความคิดที่ลึกซึ้ง และรอบคอบขึ้น ในกรณีที่มีหลายประเด็น ควรมีการจํากัดเวลาของการอภิปรายแตละประเด็นใหมีความเหมาะสม 4) สรุปผลการอภิปราย นักเรียนสรุปสาระที่สมาชิกในกลุมไดอภิปรายรวมกันเปนขอสรุป ของกลุม โดยครูควรใหสัญญาณแกกลุมกอนหมดเวลา เพื่อที่แตละกลุมจะไดสรุปผลการอภิปรายเปน
  • 114.
    ขอสรุปของกลุม หลังจากนั้นอาจใหแตละกลุมนําเสนอผลการอภิปรายแลกเปลี่ยนกันหรือดําเนินการใน รูปแบบอื่นตอไป 5) สรุปหนวยการเรียนรูหลังจากการอภิปรายสิ้นสุดลง ครูจําเปนตองเชื่อมโยงความรูที่ นักเรียนไดรวมกันคิดกับหนวยการเรียนรูที่กําลังเรียน โดยนําขอสรุปของกลุมมาใชในการสรุปหนวยการ เรียนรูดวย
  • 115.
    7. โครงงาน โครงงานเปนการจัดการเรียนรูที่สงเสริมใหนักเรียนไดศึกษาคนควาและลงมือปฏิบัติดวย ตนเอง ตามแผนการดําเนินงานที่นักเรียนไดจัดทําขึ้นโดยครูชวยใหคําปรึกษา แนะนํา กระตุนใหคิด และ ติดตามการปฏิบัติงานจนบรรลุเปาหมายโครงงานแบงออกเปน4 ประเภท คือ – โครงงานประเภทสํารวจ รวบรวมขอมูล – โครงงานประเภททดลอง คนควา – โครงงานประเภทศึกษาความรู ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม – โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ การเรียนรูดวยโครงงานมีวิธีการดังนี้ 1) กําหนดหัวขอที่จะทําโครงงาน โดยใหนักเรียนคิดหัวขอโครงงาน ซึ่งอาจไดมาจาก ปญหา คําถามจากความอยากรูอยากเห็นของนักเรียนเอง หรือไดจากการอานหนังสือ บทความ การไป ทัศนศึกษาดูงาน เปนตน โดยนักเรียนตองตั้งคําถามวา“จะศึกษาอะไร” “ทําไมตองศึกษาเรื่องดังกลาว” 2) ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของ เปนการศึกษาเอกสารตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับหัวขอที่ทํา โครงงาน การขอคําปรึกษาจากครูหรือผูที่มีความรูความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ รวมถึงการสํารวจวัสดุ อุปกรณ และเครื่องมือตาง ๆ ที่เกี่ยวของดวย ซึ่งการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของนี้จะชวยใหนักเรียนได แนวคิดที่จะกําหนดขอบขายของเรื่องที่จะศึกษาใหเฉพาะเจาะจงมากขึ้น 3) เขียนเคาโครงของโครงงานหรือสรางแผนผังความคิด โดยทั่วไปเคาโครงของโครงงาน จะประกอบดวยหัวขอตาง ๆ ดังนี้  ชื่อโครงงาน  ชื่อผูทําโครงงาน  ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน  หลักการและเหตุผลของโครงงาน  จุดประสงค/วัตถุประสงคของโครงงาน  สมมุติฐานของการศึกษา(ในกรณีที่เปนโครงงานทดลอง)  ขั้นตอนการดําเนินงาน  แผนปฏิบัติงาน (ระบุรายการงานที่ปฏิบัติและระยะเวลาดําเนินการ)  ผลที่คาดวาจะไดรับ  เอกสารอางอิง/บรรณานุกรม 4) การปฏิบัติโครงงาน เปนการลงมือปฏิบัติงานตามแผนงานและขั้นตอนที่กําหนดไว โดย จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ และสถานที่ใหพรอม ในระหวางปฏิบัติงานควรคํานึงถึงความประหยัด ความปลอดภัยในการทํางาน และมีความรอบคอบ รวมทั้งมีการจดบันทึกขอมูลตาง ๆ ไวอยางละเอียดวา ทําอยางไร ไดผลอยางไร มีปญหาหรืออุปสรรคอะไร และมีแนวทางแกไขอยางไร
  • 116.
    5) การเขียนรายงาน เปนการรายงานสรุปผลการดําเนินงานเพื่อใหผูอื่นไดทราบแนวคิด วิธีดําเนินงาน ผลที่ไดรับ และขอเสนอแนะตาง ๆ เกี่ยวกับโครงงาน ซึ่งการเขียนรายงานนี้ควรใชภาษาที่ สื่อความเขาใจไดงาย ชัดเจน และครอบคลุมประเด็นที่ศึกษา 6) การแสดงผลงาน เปนการนําผลของการดําเนินงานโครงงานมาเสนอ เพื่อใหผูอื่นรับรู และเขาใจ โดยจัดไดหลายรูปแบบ เชน การอธิบาย การบรรยาย การเขียนรายงาน การจัดนิทรรศการ การ ทําเปนสื่อสิ่งพิมพ สื่อมัลติมีเดีย การสาธิตผลงาน เปนตน
  • 117.
    8. กระบวนการเรียนรูแบบรวมแรงรวมใจ วิธีการนี้เปนการผสมผสานหลักการอยูรวมกันในสังคมและความสามารถทางวิชาการเขา ดวยกัน โดยใหนักเรียนที่มีความรูความสามารถแตกตางกันมาทํางานรวมกันคนที่เกงกวาจะตองชวยเหลือ คนที่ออนกวา ทุกคนตองมีโอกาสไดแสดงความสามารถ รวมแสดงความคิดเห็น และปฏิบัติจริง โดยถือวา ความสําเร็จของแตละบุคคล คือ ความสําเร็จของกลุม การเรียนแบบรวมแรงรวมใจมีดังนี้ 1) ขั้นเตรียม นักเรียนแบงกลุม แนะนําแนวทางในการทํางานกลุม บทบาทหนาที่ของ สมาชิกในกลุม และแจงวัตถุประสงคของการทํางาน 2) ขั้นสอน นําเขาสูบทเรียน แนะนําเนื้อหาสาระ แหลงความรู แลวมอบหมายงานให นักเรียนแตละกลุม 3) ขั้นทํากิจกรรม นักเรียนรวมกันทํากิจกรรมในกลุมยอย โดยสมาชิกแตละคนมีบทบาท หนาที่ตามที่ไดรับมอบหมาย ซึ่งในการทํากิจกรรมกลุมครูจะใชเทคนิคตาง ๆ เชน คูคิด เพื่อนเรียน ปริศนา ความคิด กลุมรวมมือ เปนตน การทํากิจกรรมแตละครั้งจะตองเลือกเทคนิคใหเหมาะสมกับวัตถุประสงค ในการเรียนแตละเรื่องโดยอาจใชเทคนิคเดียวหรือหลายเทคนิครวมกันก็ได 4) ขั้นตรวจสอบผลงาน เมื่อทํากิจกรรมเสร็จแลว ตองมีการตรวจสอบการปฏิบัติงานวา ถูกตองครบถวนหรือไม โดยเริ่มจากการตรวจภายในกลุมและระหวางกลุม เพื่อนําขอบกพรองในการ ปฏิบัติงานไปปรับปรุงใหดีขึ้น 5) ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผล ครูและนักเรียนชวยกันสรุปบทเรียน ครูอธิบายเพิ่มเติม ในสวนที่นักเรียนยังไมเขาใจ และชวยกันประเมินผลการทํางานกลุมวา จุดเดนของงานคืออะไร และอะไร คือสิ่งที่ควรปรับปรุงและแกไข ตัวอยางเทคนิคการเรียนแบบรวมแรงรวมใจ (1) เพื่อนเรียน (Partners) ใหนักเรียนเตรียมจับคูกันทําความเขาใจเนื้อหาและ สาระสําคัญของเรื่องที่ครูกําหนดให โดยคูที่ยังไมเขาใจอาจขอคําแนะนําจากครูหรือคูอื่นที่เขาใจดีกวา เมื่อ คูนั้นเกิดความเขาใจดีแลว ก็ถายทอดความรูใหเพื่อนคูอื่นตอไป (2) ปริศนาความคิด (Jigsaw) แบงกลุมนักเรียนโดยคละความสามารถเกง–ออน เรียกวา “กลุมบาน” (Home Groups) ครูแบงเนื้อหาออกเปนหัวขอยอย ๆ เทากับจํานวนสมาชิกกลุมใหสมาชิกใน กลุมศึกษาหัวขอที่แตกตางกัน นักเรียนที่ไดรับหัวขอเดียวกันมารวมกลุมเพื่อรวมกันศึกษา เรียกวา “กลุม ผูเชี่ยวชาญ” (Expert Groups) เมื่อรวมกันศึกษาจนเขาใจแลว สมาชิกแตละคนออกจากกลุมผูเชี่ยวชาญ กลับไปกลุมบานของตนเอง จากนั้นถายทอดความรูที่ตนศึกษามาใหเพื่อน ๆ ในกลุมฟงจนครบทุกคน (3) กลุมรวมมือ (Co-op) แบงนักเรียนออกเปนกลุมคละความสามารถกัน แตละกลุม เลือกหัวขอที่จะศึกษา เมื่อไดหัวขอแลวสมาชิกในกลุมชวยกันกําหนดหัวขอยอย แลวแบงหนาที่กัน รับผิดชอบ โดยศึกษาคนละ 1 หัวขอยอย จากนั้นสมาชิกนําผลงานมารวมกันเปนงานกลุม ชวยกันเรียบ เรียงเนื้อหาใหสอดคลองกัน และเตรียมทีมนําเสนอผลงานหนาหองเรียน เมื่อนําเสนอผลงานแลว ทุกกลุม ชวยกันประเมินผลการทํางานและผลงานกลุม 9. กระบวนการคิดสรางสรรค
  • 118.
    ความคิดสรางสรรคเปนความสามารถทางสมองของมนุษยที่คิดไดกวางไกล หลายแงมุม และนําไปสูการคิดประดิษฐสิ่งใหม ๆเพื่อนําไปใชประโยชนไดอยางเหมาะสมความคิดสรางสรรคจึงถือ วาเปนคุณลักษณะทางความคิดอยางหนึ่งที่มีความสําคัญตอนักเรียน ความคิดสรางสรรคมีองคประกอบที่ สําคัญ 4 อยางไดแก 1) ความคิดริเริ่ม หมายถึง ความสามารถในการคิดที่แปลกใหม แตกตางจากความคิด ธรรมดาหรือความคิดเดิม ๆ ซึ่งความคิดริเริ่มอาจจะเกิดจากการนําความรูเดิมมาดัดแปลงและประยุกตให เกิดเปนสิ่งใหมขึ้น 2) ความคลองในการคิด หมายถึง ความสามารถในการคิดตอบสนองตอสิ่งเราใหไดมาก ที่สุดเทาที่จะมากได หรือความสามารถคิดหาคําตอบที่เดนชัดและตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งจะนับปริมาณ ความคิดที่ไมซ้ํากันในเรื่องเดียวกัน 3) ความยืดหยุนในการคิด หมายถึง ความสามารถในการปรับสภาพของความคิดใน สถานการณตาง ๆ ได ความยืดหยุนในการคิดเนนในเรื่องของปริมาณที่เปนประเภทใหญ ๆ ของความคิด แบบคลองแคลว ความคิดยืดหยุนจึงเปนตัวเสริมและเพิ่มคุณภาพของความคิดคลองแคลวใหมากขึ้นดวย การจัดเปนหมวดหมูและมีหลักเกณฑมากขึ้น 4) ความคิดละเอียดลออ หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดในสิ่งที่คนอื่น มองไมเห็น และยังรวมถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธของสิ่งตาง ๆ อยางมีความหมาย การจัดการเรียนการสอนที่สงเสริมใหนักเรียนเกิดกระบวนการคิดสรางสรรคมีวิธีการดังนี้ 1) ขั้นสรางความตระหนัก เปนขั้นที่ครูจะตองกระตุนใหนักเรียนเกิดความอยากรูอยาก เห็นดวยวิธีการหรือเทคนิคตางๆ เชน เกม เพลง นิทาน 2) ขั้นระดมพลังความคิด ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เนนกระบวนการคิด เชน คิด จินตนาการ คิดวิเคราะห คิดแปลกใหมและหลากหลาย เพื่อดึงศักยภาพของนักเรียนโดยมีครูคอยอํานวย ความสะดวกทุกขั้นตอน 3) ขั้นสรางสรรคงาน เมื่อนักเรียนไดผานกระบวนการเรียนรูแลว ครูควรจัดกิจกรรมที่ให นักเรียนไดสรางสรรคชิ้นงานดวยตนเองหรือทําเปนกลุม เชนประดิษฐชิ้นงานประเภทตาง ๆ 4) ขั้นนําเสนอผลงาน เปนขั้นที่เปดโอกาสใหนักเรียนไดนําชิ้นงานที่สรางเสร็จแลวมา แสดงใหคนอื่นไดรับรู วิพากษวิจารณ แสดงความคิดเห็นผลจากการนําเสนอของผูอื่น ซึ่งเปนขั้นที่ สงเสริมคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงค การรูจักการยอมรับ การมีเหตุผล การประยุกต การ นําไปใช ทําใหนักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ 5) ขั้นวัดและประเมินผล ครูประเมินผลนักเรียนตามสภาพจริงและใหเกิดความหลากหลาย พรอมกับเปดโอกาสใหนักเรียนไดประเมินผลรวมกับผูอื่น มีการยอมรับ แกไข บนพื้นฐานของหลักการ ทางประชาธิปไตย 6) ขั้นเผยแพรผลงาน เปนการจัดกิจกรรมที่เปดโอกาสใหนักเรียนไดนําชิ้นงานของตนเอง มาเผยแพรในรูปแบบตาง ๆ เชน การจัดนิทรรศการ และการนําผลงานสูสาธารณชน ซึ่งเปนการนําเสนอ
  • 119.
    ความรูและความคิดสรางสรรคของนักเรียนเพื่อใหเพื่อน ผูปกครอง ชุมชนและบุคคลที่เกี่ยวของไดชื่นชม ผลงานของนักเรียนเอง
  • 120.
    แฟมสะสมผลงาน (Portfolio) แฟมสะสมผลงาน หมายถึงแหลงรวบรวมเอกสาร ผลงาน หรือหลักฐาน เพื่อใชสะทอนถึง ผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ ทักษะ และพัฒนาการของนักเรียน มีการจัดเรียบเรียงผลงานไวอยางมีระบบ โดยนําความรู ความคิด และการนําเสนอมาผสมผสานกัน ซึ่งนักเรียนเปนผูคัดเลือกผลงานและมีสวนรวม ในการประเมิน แฟมสะสมผลงานจึงเปนหลักฐานสําคัญที่จะทําใหนักเรียนสามารถมองเห็นพัฒนาการ ของตนเองไดตามสภาพจริงรวมทั้งเห็นขอบกพรองและแนวทางในการปรับปรุงแกไขใหดีขึ้นตอไป ลักษณะสําคัญของการประเมินผลโดยใชแฟมสะสมผลงาน 1. ครูสามารถใชเปนเครื่องมือในการติดตามความกาวหนาของนักเรียนเปนรายบุคคลไดเปน อยางดี เนื่องจากมีผลงานสะสมไว ครูจะทราบจุดเดน จุดดอยของนักเรียนแตละคนจากแฟมสะสมผลงาน และสามารถติดตามพัฒนาการไดอยางตอเนื่อง 2. มุงวัดศักยภาพของผูเรียนในการผลิตหรือสรางผลงาน มากกวาการวัดความจําจากการทํา แบบทดสอบ 3. วัดและประเมินผลโดยเนนผูเรียนเปนศูนยกลาง คือ ผูเรียนเปนผูวางแผน ลงมือปฏิบัติงาน รวมทั้งประเมินและปรับปรุงตนเอง ซึ่งมีผูสอนเปนผูชี้แนะ และเนนการประเมินผลยอยมากกวาการ ประเมินผลรวม 4. ฝกใหผูเรียนรูจักการประเมินตนเอง และหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาตนเอง 5. ผูเรียนเกิดความมั่นใจและภาคภูมิใจในผลงานของตนเองรูวาตนเองมีจุดเดนในเรื่องใด 6. ชวยในการสื่อความหมายเกี่ยวกับความรู ความสามารถ ตลอดจนพัฒนาการของผูเรียนใหผู ที่เกี่ยวของทราบ เชน ผูปกครองฝายแนะแนวผูบริหารโรงเรียน ขั้นตอนการประเมินผลโดยใชแฟมสะสมผลงาน การจัดทําแฟมสะสมผลงานมี 10 ขั้นตอน ซึ่งแตละขั้นตอนมีรายละเอียด ดังนี้ 1. การวางแผนจัดทําแฟมสะสมผลงาน การจัดทําแฟมสะสมผลงานตองมีสวนรวมระหวางครู นักเรียนและผูปกครอง ครู การเตรียมตัวของครูตองเริ่มจากการศึกษาและวิเคราะหหลักสูตร คูมือครู คําอธิบาย รายวิชา วิธีการวัดและประเมินผลในหลักสูตร รวมทั้งครูตองมีความรูและเขาใจเกี่ยวกับการประเมินผล โดยใชแฟมสะสมผลงาน จึงจะสามารถวางแผนกําหนดชิ้นงานได นักเรียน ตองมีความเขาใจเกี่ยวกับจุดประสงคการเรียนรู เนื้อหาสาระ การประเมินผลโดยใช แฟมสะสมผลงาน การมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนรู การกําหนดชิ้นงาน และบทบาทในการทํางาน กลุม โดยครูตองแจงใหนักเรียนทราบลวงหนา ผูปกครอง ตองเขามามีสวนรวมในการคัดเลือกผลงาน การแสดงความคิดเห็น และรับรู พัฒนาการของนักเรียนอยางตอเนื่อง ซึ่งกอนทําแฟมสะสมผลงาน ครูตองแจงใหผูปกครองทราบหรือขอ ความรวมมือ รวมทั้งใหความรูในเรื่องการประเมินผลโดยใชแฟมสะสมผลงานแกผูปกครองเมื่อมีโอกาส
  • 121.
    2. การรวบรวมผลงานและจัดระบบแฟม ในการรวบรวมผลงานตองออกแบบการจัดเก็บหรือ แยกหมวดหมูของผลงานใหดีเพื่อสะดวกและงายตอการนําขอมูลออกมาใช แนวทางการจัดหมวดหมูของ ผลงาน เชน – จัดแยกตามลําดับ วัน เวลา ที่สรางผลงานขึ้นมา – จัดแยกตามความซับซอนของผลงาน เปนการแสดงถึงทักษะหรือพัฒนาการของผูเรียน ที่มากขึ้น – จัดแยกตามวัตถุประสงค เนื้อหา หรือประเภทของผลงาน ผลงานที่อยูในแฟมสะสมผลงานอาจมีหลายเรื่อง หลายวิชา ดังนั้นผูเรียนจะตองทําเครื่องมือ ในการชวยคนหา เชนสารบัญ ดัชนีเรื่อง จุดสี แถบสีติดไวที่ผลงานโดยมีรหัสที่แตกตางกันเปนตน 3. การคัดเลือกผลงาน ในการคัดเลือกผลงานนั้นควรใหสอดคลองกับเกณฑหรือมาตรฐานที่ โรงเรียน ครู หรือนักเรียนรวมกันกําหนดขึ้นมา และผูคัดเลือกผลงานควรเปนนักเรียนเจาของแฟมสะสม ผลงาน หรือมีสวนรวมกับครู เพื่อน และผูปกครอง ผลงานที่เลือกเขาแฟมสะสมผลงานควรมีลักษณะดังนี้ – สอดคลองกับเนื้อหาและวัตถุประสงคของการเรียนรู – เปนผลงานชิ้นที่ดีที่สุด มีความหมายตอนักเรียนมากที่สุด – สะทอนใหเห็นถึงพัฒนาการของนักเรียนในทุกดาน – เปนสื่อที่จะชวยใหนักเรียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครู ผูปกครอง และ เพื่อน ๆ สวนจํานวนชิ้นงานนั้นใหกําหนดตามความเหมาะสม ไมควรมีมากเกินไป เพราะอาจจะทํา ใหผลงานบางชิ้นไมมีความหมาย แตถามีนอยเกินไปจะทําใหการประเมินผลไมมีประสิทธิภาพ 4. สรางสรรคแฟมสะสมผลงานใหมีเอกลักษณของตนเอง โครงสรางหลักของแฟมสะสม ผลงานอาจเหมือนกัน แตนักเรียนสามารถตกแตงรายละเอียดยอยใหแตกตางกัน ตามความคิดสรางสรรค ของแตละบุคคล โดยอาจใชภาพ สี สติกเกอร ตกแตงใหสวยงามเนนเอกลักษณของเจาของแฟมสะสม ผลงาน 5. การแสดงความคิดเห็นหรือความรูสึกตอผลงาน ในขั้นตอนนี้นักเรียนจะไดรูจักการ วิพากษวิจารณ หรือสะทอนความคิดเกี่ยวกับผลงานของตนเอง ตัวอยางขอความที่ใชแสดงความรูสึกตอ ผลงาน เชน – ไดแนวคิดจากการทําผลงานชิ้นนี้มาจากไหน – เหตุผลที่เลือกผลงานชิ้นนี้คืออะไร – จุดเดน จุดดอยของผลงานชิ้นนี้คืออะไร – รูสึกพอใจกับผลงานชิ้นนี้มากนอยเพียงใด – ไดขอคิดอะไรจากการทําผลงานชิ้นนี้ 6. ตรวจสอบความสามารถของตนเอง เปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดประเมินความสามารถ ของตนเอง โดยพิจารณาตามเกณฑยอย ๆ ที่ครูและนักเรียนชวยกันกําหนดขึ้น เชน นิสัยการทํางาน ทักษะ
  • 122.
    ทางสังคม การทํางานเสร็จตามระยะเวลาที่กําหนด การขอความชวยเหลือเมื่อมีความจําเปนเปนตน นอกจากนี้การตรวจสอบความสามารถของตนเองอีกวิธีหนึ่ง คือ การใหนักเรียนเขียนวิเคราะหจุดเดน จุด ดอยของตนเอง และสิ่งที่ตองปรับปรุงแกไข 7. การประเมินผลงาน เปนขั้นตอนที่สําคัญเนื่องจากเปนการสรุปคุณภาพของงานและ ความสามารถหรือพัฒนาการของนักเรียน การประเมินแบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ การประเมินโดยไมให ระดับคะแนน และการประเมินโดยใหระดับคะแนน การประเมินโดยไมใหระดับคะแนนครูกลุมนี้มีความเชื่อวา แฟมสะสมผลงานมีไวเพื่อศึกษา กระบวนการทํางาน ศึกษาความคิดเห็น ความรูสึกของนักเรียนที่มีตอผลงานของตนเอง ตลอดจนดู พัฒนาการหรือความกาวหนาของนักเรียนอยางไมเปนทางการ ครู ผูปกครอง และเพื่อนสามารถใหคํา ชี้แนะแกนักเรียนได ซึ่งวิธีการนี้จะทําใหนักเรียนไดเรียนรูและปฏิบัติงานอยางเต็มที่ โดยไมตองกังวลวา จะไดคะแนนมากนอยเทาไร
  • 123.
    การประเมินโดยใหระดับคะแนน มีทั้งการประเมินตามจุดประสงคการเรียนรู การประเมิน ระหวางภาคเรียนและการประเมินปลายป ซึ่งจะชวยในเรื่องวัตถุประสงคดานการปฏิบัติเปนหลัก การ ประเมินแฟมสะสมผลงานตองกําหนดมิติการใหคะแนน (scoring rubrics) ตามเกณฑที่ครูและนักเรียน รวมกันกําหนดขึ้น การใหระดับคะแนนมีทั้งการใหคะแนนเปนรายชิ้นกอนเก็บเขาแฟมสะสมผลงาน และ การใหคะแนนแฟมสะสมผลงานทั้งแฟม ซึ่งมาตรฐานคะแนนนั้นตองสอดคลองกับวัตถุประสงคการ จัดทําแฟมสะสมผลงาน และมุงเนนพัฒนาการของนักเรียนแตละคนมากกวาการนําไปเปรียบเทียบกับ บุคคลอื่น 8. การแลกเปลี่ยนประสบการณกับผูอื่น มีวัตถุประสงคเพื่อเปดโอกาสใหนักเรียนไดรับฟง ความคิดเห็นจากผูที่มีสวนเกี่ยวของ ไดแก เพื่อน ครู และผูปกครอง อาจทําไดหลายรูปแบบ เชน การจัด ประชุมในโรงเรียนโดยเชิญผูที่มีสวนเกี่ยวของมารวมกันพิจารณาผลงาน การสนทนาแลกเปลี่ยนระหวาง นักเรียนกับเพื่อน การสงแฟมสะสมผลงานไปใหผูที่มีสวนเกี่ยวของชวยใหขอเสนอแนะหรือคําแนะนํา ในการแลกเปลี่ยนประสบการณนั้นผูเรียนจะตองเตรียมคําถามเพื่อถามผูที่มีสวนเกี่ยวของ ซึ่งจะเปนประโยชนในการปรับปรุงงานของตนเอง ตัวอยางคําถาม เชน – ทานคิดอยางไรกับผลงานชิ้นนี้ – ทานคิดวาควรปรับปรุงแกไขสวนใดอีกบาง – ผลงานชิ้นใดที่ทานชอบมากที่สุด เพราะอะไร – ฯลฯ 9. การปรับเปลี่ยนผลงาน หลังจากที่ผูเรียนไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และไดรับคําแนะนําจาก ผูที่มีสวนเกี่ยวของแลว จึงนําผลงานมาปรับปรุงใหดีขึ้น ผูเรียนสามารถนําผลงานที่ดีกวาเก็บเขาแฟม สะสมผลงานแทนผลงานเดิม ทําใหแฟมสะสมผลงานมีผลงานที่ดี ทันสมัย และตรงตามจุดประสงคใน การประเมิน 10. การประชาสัมพันธผลงานของนักเรียน เปนการแสดงนิทรรศการผลงานของนักเรียน โดย นําแฟมสะสมผลงานของนักเรียนทุกคนมาจัดแสดงรวมกัน และเปดโอกาสใหผูปกครอง ครู และนักเรียน ทั่วไปไดเขาชมผลงาน ทําใหนักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง ผูที่เริ่มตนทําแฟมสะสมผลงานอาจไมตองดําเนินการทั้ง 10 ขั้นตอนนี้ แตอาจใชขั้นตอน หลัก ๆ ไดแก การรวบรวมผลงานและการจัดระบบแฟม การคัดเลือกผลงาน และการแสดงความคิดเห็น หรือความรูสึกตอผลงาน องคประกอบสําคัญของแฟมสะสมผลงาน มีดังนี้ 1. สวนนํา ประกอบดวย ปก คํานํา สารบัญ ประวัติสวนตัว จุดมุงหมายของการทําแฟมสะสม ผลงาน 2. สวนเนื้อหาแฟม ประกอบดวย ผลงาน ความคิดเห็นที่มีตอผลงาน และ Rubrics ประเมินผล งาน 3. สวนขอมูลเพิ่มเติม ประกอบดวย ผลการประเมินการเรียนรู การรายงานความกาวหนาโดย ครู และความคิดเห็นของผูที่มีสวนเกี่ยวของ เชนเพื่อน ผูปกครอง
  • 125.
    ผังการออกแบบการจัดการเรียนรูแบบBackward Design ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ ขั้นที่ 1ผลลัพธปลายทางที่ตองการใหเกิดขึ้นกับนักเรียน ตัวชี้วัดชั้นป ความเขาใจที่คงทนของนักเรียน นักเรียนจะเขาใจวา... 1. 2. คําถามสําคัญที่ทําใหเกิดความเขาใจที่คงทน – – ความรูของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะรูวา… 1. 2. 3. ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนที่นําไปสูความเขาใจที่คงทน นักเรียนจะสามารถ... 1. 2. 3. ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรูซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวานักเรียนมีผลการเรียนรู ตามที่กําหนดไวอยางแทจริง 1. ภาระงานที่นักเรียนตองปฏิบัติ – – 2. วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู วิธีการประเมินผลการเรียนรู – – เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู – – 3. สิ่งที่มุงประเมิน – – ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู – –
  • 127.
    รูปแบบแผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมง เมื่อครูออกแบบการจัดการเรียนรูตามแนวคิดของ Backward Designแลว ครูสามารถเขียน แผนการจัดการเรียนรูรายชั่วโมง โดยใชรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรูแบบเรียงหัวขอ ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ ชื่อแผน... (ระบุชื่อและลําดับที่ของแผนการจัดการเรียนรู) ชื่อเรื่อง... (ระบุชื่อเรื่องที่ตองการจัดการเรียนรู) สาระที่... (ระบุสาระที่ใชจัดการเรียนรู) เวลา... (ระบุระยะเวลาที่ใชในการจัดการเรียนรูตอ1 แผน) ชั้น... (ระบุระดับชั้นที่จัดการเรียนรู) หนวยการเรียนรูที่... (ระบุชื่อและลําดับที่ของหนวยการเรียนรู) สาระสําคัญ... (เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทัศนของหัวเรื่องที่จัดการเรียนรู) ตัวชี้วัดชั้นป... (ระบุตัวชี้วัดชั้นปที่ใชเปนเปาหมายของแผนการจัดการเรียนรู) จุดประสงคการเรียนรู...(กําหนดใหสอดคลองกับสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงคของนักเรียนหลังจากสําเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ซึ่งประกอบดวย ดานความรูความคิด(Knowledge: K) ดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(Affective: A) ดานทักษะ/กระบวนการ(Performance: P)) การวัดและประเมินผลการเรียนรู... (ระบุวิธีการและเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับ จุดประสงคการเรียนรูทั้ง3 ดาน) สาระการเรียนรู... (ระบุสาระและเนื้อหาที่นํามาจัดการเรียนรู อาจเขียนเฉพาะหัวเรื่องก็ได) แนวทางบูรณาการ... (เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุมสาระอื่นที่บูรณาการรวมกัน) กระบวนการจัดการเรียนรู... (กําหนดใหสอดคลองกับธรรมชาติของกลุมสาระและการ บูรณาการขามสาระ) กิจกรรมเสนอแนะ... (ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่ผูเรียนควรปฏิบัติเพิ่มเติม) สื่อ/แหลงการเรียนรู... (ระบุสื่อ อุปกรณ และแหลงเรียนรูที่ใชในการจัดการเรียนรู) บันทึกหลังการจัดการเรียนรู... (ระบุรายละเอียดของผลการจัดการเรียนรูตามแผนที่กําหนดไว อาจ นําเสนอขอเดนและขอดอยใหเปนขอมูลที่สามารถใชเปนสวนหนึ่งของการทําวิจัยในชั้นเรียนได)
  • 128.
    ใบความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ใบความรูที่1 เรื่อง ขอมูลในเครื่องคอมพิวเตอร ขอมูลโดยทั่วไปจะอยูในรูปแบบตางๆ กัน เชน ตัวหนังสือ สัญลักษณ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว เมื่อตองการนําขอมูลตาง ๆ เหลานี้มาใชกับคอมพิวเตอร จําเปนจะตองเปลี่ยนขอมูลใน ลักษณะตาง ๆ เหลานั้นใหเปนขอมูลดิจิทัลดวยฮารดแวรและซอฟตแวรที่ตางกัน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับประเภท ของขอมูลนั้น เชน การเปลี่ยนภาพนิ่งดวยสแกนเนอรและโปรแกรมสําหรับสแกนภาพ ขอมูลดิจิทัล (Digital) เปนหลักการทํางานพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอรหรืองานดาน อิเล็กทรอนิกสทุกประเภท ซึ่งหมายถึง การใชสัญญาณไฟฟาเปดหรือปดสลับไปมา แทนดวยสัญลักษณ 0 และ 1เมื่อเรียง 0 และ 1 สลับกันไปมาจะทําใหเกิดประโยชนหรือสัญลักษณตาง ๆ เรียกวา ระบบไบนารี ระบบไบนารี สวนที่เล็กที่สุดในระบบดิจิทัล คือ บิต(Bit) เกิดจากการเปดหรือปดกระแสไฟฟาเพียง 1 ครั้ง เมื่อ นําบิตมาเรียงตอกัน 8 ตัว จะมีคาเทากับ 1 ตัวอักษร เรียกวา ไบต (Byte) ซึ่งนอกจากบิตและไบตแลว ระบบดิจิทัลยังมีหนวยเปนกิโลไบต เมกะไบต กิกะไบต และเทอราไบต โดยสามารถสรุปหนวยความจุ ของขอมูลในคอมพิวเตอรไดดังนี้ ตารางสรุปหนวยความจุของขอมูลในคอมพิวเตอร ชื่อหนวย อักษรยอ คาความจุ บิต (bit) b เปดหรือปดกระแสไฟฟา 1 ครั้ง ไบต (byte) B 8 บิต กิโลไบต (kilobyte) KB 1,024 ไบต เมกะไบต (megabyte) MB 1,048,576 ไบต หรือ1,024 กิโลไบต กิกะไบต (gigabyte) GB 1,073,741,824 ไบต หรือ 1,024 เมกะไบต เทอราไบต (terabyte) TB 1,099,511,627,776 ไบต หรือ 1,024 กิกะไบต = A 0 1 0 0 0 0 0 1
  • 129.
    ใบความรูที่2 เรื่อง เทคนิกการคนหาขอมูล ขอมูลที่ถูกเก็บรักษาไวในคอมพิวเตอรของตนเองตลอดจนขอมูลที่ถูกเก็บรักษาไวใน คอมพิวเตอรของผูอื่นที่เชื่อมตอกับคอมพิวเตอรของเราทั้งในรูปแบบของอินทราเน็ตหรือการเชื่อมตอ ระบบเครือขายเฉพาะกลุมหรือการเชื่อมตอระบบเครือขายขนาดใหญหรืออินเทอรเน็ต เราจะพบวาขอมูล เหลานั้นมีจํานวนมากมายมหาศาล การคนหาขอมูลดวยการเปดทีละไฟลหรือทีละแฟมดวยหนาตางมาย คอมพิวเตอร (My Computer) นั้นเปนเรื่องที่ยุงยากมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งคอมพิวเตอรที่ไมมีการจัดเก็บ ขอมูลอยางเปนระบบ ดังนั้นเทคนิกงาย ๆ ในการคนหาขอมูลตอไปนี้จะชวยใหผูใชสามารถคนหาขอมูล ไดงายยิ่งขึ้น เทคนิกการคนหาขอมูลดังกลาวมีขั้นตอนดังนี้ 1. เลื่อนเมาสไปคลิกที่สตารตเมนู (Start Menu) 2. คลิกที่เซิรช(Search) 3. ปรากฏหนาตางเซิรชรีสูตส 4. ตั้งคาที่ตองการคนหา 5. คลิกที่เซิรช 6. แสดงขอมูลที่ตรงกับที่เราตั้งคาไวทั้งหมด เราสามารถดับเบิลคลิกเพื่อเปดขอมูลนั้น หรือจัดการกับขอมูลนั้นไดทันที 1 2 3 4 5 6
  • 130.
    ใบงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป.5 ใบงานที่ 1 เรื่อง การคนหาขอมูล หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง คนหาขอมูลที่นักเรียนสนใจตามขั้นตอนในการคนหาขอมูล แลวบันทึกขอมูลลงในชองวาง (พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน) ขั้นตอนที่ 1 การกําหนดวัตถุประสงค ขั้นตอนที่ 2 การกําหนดหัวขอของขอมูล 1. 2. 3. 4. ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล 1. ระยะเวลาที่ใช 2. ชื่อแหลงขอมูล 3. อุปกรณที่ใช
  • 131.
    ขั้นตอนที่ 4 การคนหาและรวบรวมขอมูล 1.วิธีการรวบรวมขอมูล 2. ปญหาที่พบในการรวบรวมขอมูล
  • 132.
    ขั้นตอนที่ 5 การพิจารณาเปรียบเทียบ และตัดสินใจ หลักในการพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจ ขั้นตอนที่ 6 การสรุปผลและจัดทํารายงาน การสรุปผลการคนหาขอมูล ขั้นตอนที่ 7 การเก็บรักษาขอมูล วิธีการเก็บรักษาขอมูล
  • 133.
    ใบงานที่ 2 เรื่อง ตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําหนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง 1. คนหาขอมูลตัวอยางโปรแกรมประมวลผลคําที่ไมไดนําเสนอในหนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรมประมวลผลคํา หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 2. นํารูปภาพหนาตางโปรแกรมติดลงใน 3. ตอบคําถาม (พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน) คําถาม 1. โปรแกรมประมวลผลคํานี้ชื่ออะไร 2. โปรแกรมประมวลผลคํานี้สรางและพัฒนาโดยบริษัทใด 3. โปรแกรมประมวลผลคํานี้มีคาลิขสิทธิ์หรือไม อยางไร 4. โปรแกรมประมวลผลคํานี้มีจุดเดนอยางไร
  • 134.
  • 135.
    ใบงานที่ 3 เรื่อง การใชงานไมโครซอฟตเวิรดหนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง เลือกหมายเลข 1–5 หนาขอความที่กําหนดให เติมลงในชองวางตามขั้นตอนการใชงาน ไมโครซอฟตเวิรดที่กําหนด การเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดจากปุมสตารต 1 1. คลิกที่ปุมสตารต 4 2. คลิกไมโครซอฟตเวิรด 2 3. เลื่อนตัวชี้เมาสไปที่ออลโปรแกรม 3 4. เลื่อนตัวชี้เมาสไปที่ไมโครซอฟตออฟฟศ 5 5. ปรากฏหนาตางโปรแกรมไมโครซอฟตเวิรด การเปดไฟลงาน 2 1. เลือกคลิกที่เปด... 3 2. ปรากฏหนาตางเปด 1 3. คลิกคําสั่งแฟมที่แถบเมนู 4 4. เลือกไดรฟที่บันทึกไฟลงาน 5 5. ดับเบิลคลิกไฟลงานที่ตองการ การบันทึกไฟลงาน 5 1. คลิกที่ปุมบันทึก 2 2. ปรากฏหนาตางบันทึกเปน 3 3. เลือกพื้นที่ที่ตองการบันทึกไฟลงาน 4 4. พิมพชื่อไฟลงานที่ตองการบันทึกหลังคําสั่งชื่อแฟม 1 5. คลิกคําสั่งแฟมที่แถบเมนู แลวเลือกคลิกที่บันทึกเปน...
  • 137.
    ใบงานที่ 4 เรื่อง การสรางนามบัตรหนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง 1. รางแบบนามบัตรของนักเรียนลงใน 2. ใชไมโครซอฟตเวิรดสรางนามบัตรตามแบบที่ไดรางไว 3. ตอบคําถามลงในชองวาง(พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน) คําถาม 1. นามบัตรของนักเรียนมีขอมูลอะไรบาง 2. นักเรียนตองการสรางนามบัตรกี่ใบ และตองใชกระดาษขนาดA4 กี่แผน 3. นักเรียนแทรกรูปภาพในนามบัตรหรือไม ถาแทรกรูปภาพนั้นเปนรูปภาพประเภทใด 4. นักเรียนสรางนามบัตรตามขั้นตอนที่นําเสนอในหนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรค ผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยี สารสนเทศ ป. 5 ทุกขั้นตอนหรือไม อยางไร
  • 138.
  • 139.
    เครื่องมือประเมินผลการเรียนรู แบบทดสอบกอนเรียน–หลังเรียน เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
  • 140.
    1. ขอใดกลาวถึงขอมูลและแหลงขอมูลไดถูกตอง ก ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่ดี ขแหลงขอมูลที่ดีจะตองมีขอมูลที่เปน เทคโนโลยี ค ขอมูลที่ดีจะตองมาจากแหลงขอมูลที่เปน เทคโนโลยี ง ขอมูลและแหลงขอมูลที่ดีจะตองเกิดจาก เทคโนโลยี 2. ขอใดกลาวถึงการรับขอมูลของมนุษยไม ถูกตอง ก รับขอมูลแบบอัตโนมัติ ข รับขอมูลผานทางประสาทสัมผัส ค สามารถเลือกรับเฉพาะขอมูลที่ดีได ง สามารถรับขอมูลหลาย ๆ อยางไดในเวลา เดียวกัน 3. ขอใดคือลักษณะของขอมูลที่ดี ก มีความถูกตอง ทันสมัย และเชื่อถือได ข มีความถูกตอง นําเสนอผานเทคโนโลยี และทันสมัย ค มีรูปแบบที่สวยงาม สรางสรรค และนํา ความรูไปสูผูรับขอมูล ง มีรูปแบบที่สวยงาม ตรงตอความตองการ ของผูใช และมีผูรูขอมูลมากกวา3 คน 4. ขอใดหมายถึงแหลงขอมูล ก สถานที่ราชการ ข ผูเชี่ยวชาญทางดานขอมูล ค สิ่งตาง ๆ ที่ใหขอมูลแกเรา ง เทคโนโลยีที่รับรองโดยผูเชี่ยวชาญ 5. ขอใดคือลักษณะของแหลงขอมูลที่เปนบุคคล ก มีอายุมาก ข เปนผูใหญ ค มีฐานะร่ํารวย ง เปนผูเชี่ยวชาญในขอมูลนั้น ๆ 6. ขอใดหมายถึงการคนหาขอมูล ก การใชเทคโนโลยีทํางานตามที่เราตองการ ข การอานเนื้อหาแลวสรุปความคิดเปนของ ตนเอง ค การตั้งจุดมุงหมายในการทํางานดาน คอมพิวเตอร ง การคนหาความรูที่ตองการตามวัตถุ- ประสงคที่ตั้งไว 7. การสรุปผลและจัดทํารายงานจะตอง ดําเนินการตามหัวขอที่ไดกําหนดไวในขอใด ก การเก็บรักษาขอมูล ข การกําหนดวัตถุประสงค ค การกําหนดหัวขอของขอมูล ง การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล 8. ขอใดหมายถึงเว็บเบราวเซอร ก ผูเชี่ยวชาญที่มีความรูดานอินเทอรเน็ต ข เว็บไซตที่ใหความรูเกี่ยวกับอินเทอรเน็ต ค อุปกรณที่ใชสําหรับเชื่อมตออินเทอรเน็ต ง โปรแกรมที่ใชสําหรับเชื่อมตอ อินเทอรเน็ต 9. เว็บเพจจะแสดงในสวนประกอบใดของไออี ก แถบเมนู ข พื้นที่ใชงาน ค แอดเดรสบาร ง แถบเครื่องมือ 10. ขอใดกลาวถึงกูเกิลไดถูกตอง ก ชวยเรียกใชงานไออี ข เปนสวนประกอบของไออี ค ชวยคนหาขอมูลจากคําสําคัญ ง เปนโปรแกรมสําหรับเชื่อมตอ อินเทอรเน็ต
  • 141.
    เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. โปรแกรมประมวลผลคําเปนโปรแกรมประเภท ใด ก โปรแกรมประยุกต ข โปรแกรมระบบประยุกต ค โปรแกรมอรรถประโยชน ง โปรแกรมระบบปฏิบัติการ 2. เครื่องมือใดชวยสงเสริมการนําเสนองานที่ สรางจากโปรแกรมประมวลผลคํามากที่สุด ก ลําโพง ข เครื่องพิมพ ค สแกนเนอร ง โพรเจกเตอร 3. โปรแกรมประมวลผลคําสนับสนุนการสราง ผลงานในรูปแบบใดมากที่สุด ก เว็บไซต ข มัลติมีเดีย ค เอกสารสิ่งพิมพ ง ถูกทุกขอ 4. ขอมูลรูปแบบใดไมสามารถแทรกลงในผลงาน ที่สรางจากโปรแกรมประมวลผลคําได ก เสียง ค แผนภูมิ ข ภาพนิ่ง ง ขอความ 5. ขอใดหมายถึงการเชื่อมโยงตัวอักษรที่สรางจาก โปรแกรมประมวลผลคําไปยังแหลงขอมูลอื่น ๆ ก มัลติมีเดีย ข มัลติฟงกชัน ค ไฮเปอรแท็กซ ง ไฮเปอรพิกเจอร 7. ขอใดไมใชหลักในการพิจารณาเลือกใช โปรแกรมประมวลผลคํา ก ผูใชมีความรูและความชํานาญในการใช โปรแกรมนั้น ข ผูใชสามารถปฏิบัติตามขอบังคับในการใช โปรแกรมนั้นได ค โปรแกรมนั้นสามารถใชงานรวมกับ โปรแกรมอื่นได ง โปรแกรมนั้นตองใชกับคอมพิวเตอร ประสิทธิภาพสูงเทานั้น 8. เหตุใดผูใชจึงควรเลือกโปรแกรมประมวลผลคํา ที่ไดรับความนิยมในการใชงานสูง ก เนื่องจากมีแนวโนมที่จะใชโปรแกรมฟรี ในอนาคต ข เนื่องจากจะไดรับสวนลดในการซื้อ โปรแกรม ค เนื่องจากมีแนวโนมที่จะไดรับการพัฒนา ในอนาคต ง เนื่องจากจะไดมีผูรวมใชโปรแกรม หลาย ๆ คน 9. โปรแกรมใดพัฒนามาจากโอเพนออฟฟศดอท โออารจีไรตเตอร ก โลตัสเวิรดโปร ข เวิรดเพอรเฟกต ค ปลาดาวไรตเตอร ง ไมโครซอฟตเวิรด 10. ขอใดคือลักษณะเดนของโอเพนออฟฟศดอท ไออารจีไรเตอร ก มีคําสั่งเปนภาษาไทย
  • 142.
    6. ขอใดคือโปรแกรมประมวลผลคําที่ผูใชสามารถ ใชงานไดโดยไมตองเสียคาลิขสิทธิ์ ก โลตัสเวิรดโปร ขเวิรดเพอรเฟกต ค ไมโครซอฟตเวิรด ง โอเพนออฟฟศดอทโออารจีไรตเตอร ข ผูใชทุกคนสามารถพัฒนาโปรแกรมได ค มีรูปแบบของหนาตางโปรแกรมที่ สวยงาม ใชงานงาย ง ผูใชสามารถใชงานไดโดยไมตองติดตั้ง โปรแกรมเพิ่มเติม
  • 143.
    เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. ขอใดคือลักษณะของไอคอนไมโครซอฟตเวิรด ก ดินสอ ข ตัวอักษร E ค ตัวอักษร W ง กระดาษเปลา 2. การกดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษรเอ็นที่ แปนแผงอักขระเทากับคําสั่งในขอใด ก การเปดไฟลงาน ข การสรางไฟลงาน ค การบันทึกไฟลงาน ง การคัดลอกไฟลงาน 3. เมื่อพิมพขอความบนพื้นที่ใชงานตัวอักษร ปรากฏบริเวณใดของสัญลักษณ ก ดานบน ข ดานลาง ค ดานหนา ง ดานหลัง 4. สัญลักษณ U บนแถบเมนูแทนคําสั่งใด ก กําหนดตัวอักษรใหขีดเสนใต ข กําหนดตัวอักษรใหเปนภาษาอังกฤษ ค กําหนดตัวอักษรใหมีขนาดใหญที่สุด ง กําหนดตัวอักษรใหอยูดานลางของบรรทัด 5. สามารถสรางไดจากคําสั่งใดของ ไมโครซอฟตเวิรด ก คลิปอารต ข แทรกรูปภาพ ค ตัวอักษรศิลป ง รูปรางอัตโนมัติ 6. ขอใดคือลักษณะของตัวชี้เมาสเมื่อตองการ 7. ขอใดไมสามารถสั่งไดจากหนาตางจัดรูปแบบ กลองขอวาม ก เพิ่มขนาดของเสนขอบของกลองขอความ ข กําหนดสีของพื้นที่ในกลองขอความเปนสี เหลือง ค เปลี่ยนรูปแบบกลองขอความจากสี่เหลี่ยม เปนวงกลม ง ปรับใหพื้นที่ในกลองขอความสีฟาจางลง จนเห็นตัวอักษรดานหลังกลองขอความ 8. 10 x 5 ตารางที่ปรากฏที่ตารางจําลองหมายถึง อะไร ก มีตารางในแนวตั้ง 5 ชอง ตารางใน แนวนอน10 ชอง ข มีตารางในแนวตั้ง 10ชอง ตารางใน แนวนอน5 ชอง ค ตาราง 1 ตาราง มีขนาดความสูง 5 เซนติเมตร ยาว10 เซนติเมตร ง ตาราง 1 ตาราง มีขนาดความสูง 10 เซนติเมตรยาว5 เซนติเมตร 9. คําสั่งใดตั้งคาไดจากหนาตางตารางและเสน ขอบ ก การเปลี่ยนสีของตาราง ข การกําหนดขนาดของตาราง ค การเปลี่ยนตัวอักษรในตาราง ง การกําหนดจํานวนของตาราง 10. การใชคําสั่งแทรกตารางจะปรากฏตารางที่ ตําแหนงใดบนพื้นที่ใชงาน ก ดานหนาของเคอรเซอร ข ดานบนของพื้นที่ใชงาน
  • 144.
    ขยายขนาดของกลองขอความ ก I ข ค ง ค ตรงกลางพื้นที่ใชงาน งดานขวาของเคอรเซอร เทคโนโลยีสารสนเทศ ป. 5 หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด ชื่อ ชั้น เลขที่ คําชี้แจง เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว 1. ขอใดกลาวถึงจิตสํานึกในการสรางผลงานได ถูกตอง ก เปนสิ่งที่จะปฏิบัติตามหรือไมก็ได ข เปนสิ่งที่ทุกคนควรยึดถือและปฏิบัติตาม ค เปนสิ่งที่กฎหมายกําหนดใหทุกคนปฏิบัติ ตาม ง เปนสิ่งที่เกี่ยวของกับผูมีอาชีพทางดาน คอมพิวเตอรไมเกี่ยวของกับนักเรียน 2. การใชภาษาแบบใดที่แสดงถึงความมีจิตสํานึก ของผูสรางผลงาน ก ใชภาษาที่สั้นกะทัดรัด ข ใชภาษาวัยรุนที่เขาใจงาย ค ใชภาษาที่ถูกตองตามกาลเทศะ ง ใชภาษาสากลหรือภาษาอังกฤษเทานั้น 3. กระดาษขนาดA4 1 แผน สามารถสราง นามบัตรไดกี่ใบ ก 1 ใบ ข 2 ใบ ค 6 ใบ ง 8 ใบ 4. การกําหนดขนาดของรูปภาพที่แทรกใน นามบัตรจะตองตั้งคาที่ใด ก หนาตางแทรกรูปภาพ ข หนาตางรูปรางอัตโนมัติ 6. ดานใดของบัตรอวยพรที่ผูใชจะตองออกแบบ ใหตัวอักษรและภาพกลับหัว ก ดานหนา ข ดานในบน ค ดานในลาง ง ดานหลัง 7. ใบประกาศควรมีขนาดเทาใด ก เต็มหนากระดาษขนาดA4 ข ครึ่งหนึ่งของกระดาษขนาดA4 ค ขนาด 1/3 ของกระดาษขนาดA4 ง ขนาด 1/4ของกระดาษขนาดA4 8. ถาตองการสรางใบประกาศในแนวนอนจะตอง ตั้งคาที่ใด ก หนาตางตั้งคาเอกสารใหม ข หนาตางตั้งคาหนากระดาษ ค หนาตางจัดรูปแบบตัวอักษร ง หนาตางจัดรูปแบบใบประกาศ 9. การแทรกหมายเลขหนาจําเปนสําหรับการ สรางผลงานใดมากที่สุด ก รายงาน ข นามบัตร ค ใบประกาศ ง บัตรอวยพร 10. ขอใดคือประโยชนของแท็บในการสราง
  • 145.
    ค หนาตางรูปภาพจากแฟม ง หนาตางจัดรูปแบบรูปภาพ 5.การสรางบัตรอวยพรในรูปแบบพับครึ่ง แนวนอน ผูสรางจะตองออกแบบบัตรอวยพรกี่ ดาน ก 1 ดาน ข 2 ดาน ค 4 ดาน ง 8 ดาน รายงาน ก ชวยประหยัดกระดาษในการทํารายงาน ข ชวยใหตัวอักษรมีขนาดเดียวกันทั้งรายงาน ค ชวยใหหนากระดาษมีขนาดเทากันทั้ง รายงาน ง ชวยใหตัวอักษรยอหนาและเวนวรรค เทากันทั้งรายงาน
  • 146.
    แบบทดสอบปลายป เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ชื่อชั้น เลขที่ ตอนที่ 1 เลือกคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว(ขอละ1คะแนน) 1. ขอใดคือวิธีการรับขอมูลขั้นพื้นฐานของมนุษย ก ความคิด ข ความฝน ค ลางสังหรณ ง ประสาทสัมผัส 2. ขอมูลไมไดรับจากการมองเห็นดวยดวงตา ก ภาพเขียน ข ตัวหนังสือ ค สัญลักษณ ง เสียงดนตรี 3. อวัยวะใดของมนุษยไมไดใชสําหรับรับขอมูล ก หู ข ลิ้น ค จมูก ง หัวใจ 4. ขอใดคือลักษณะของขอมูลที่ดี ก มีผูรูขอมูลมากกวา3 คน ข ผานการตีพิมพเปนตัวอักษร ค มีความถูกตองและเชื่อถือได ง นําเสนอดวยเทคโนโลยีที่ทันสมัย 5. “ปารุตตองการซื้อมะนาว” ขอมูลใดเปนขอมูล ที่ดีของปารุต ก ราคามะนาวเมื่อป พ.ศ. 2530 ข ราคามะนาวที่จําหนายที่รานคาใกลบาน ค ราคามะนาวที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร ง ราคามะนาวที่จําหนายในประเทศเพื่อน บาน 6. ตนไมเปนแหลงขอมูลหรือไม เพราะเหตุใด ก เปน เพราะเปนสิ่งมีชีวิต 7. แหลงขอมูลประเภทใดที่ชวยใหสามารถคนหา ขอมูลไดสะดวกและรวดเร็วมากที่สุด ก บุคคล ข สถานที่ ค สัตวและสิ่งของ ง สื่ออิเล็กทรอนิกส 8. ขอใดคือแหลงขอมูลประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส ก แผนซีดี ข หองสมุด ค พิพิธภัณฑ ง ผูเชี่ยวชาญทางดานอิเล็กทรอนิกส 9. “ประวัติคอมพิวเตอร สวนประกอบของ คอมพิวเตอร และแนวโนมของคอมพิวเตอร” เปนการกําหนดหัวขอในขั้นตอนของการคนหา ขอมูล ก การกําหนดวัตถุประสงค ข การสรุปและจัดทํารายงาน ค การกําหนดหัวขอของขอมูล ง การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล 10. การพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจในการ คนหาขอมูลควรยึดปฏิบัติตามขอใด ก ความทันสมัย ข คําแนะนําของเพื่อน ค ความตองการของสังคม ง วัตถุประสงคในการคนหา 11. ขอใดคืออุปกรณสําหรับเก็บรักษาขอมูลใน รูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส ก แผนดีวีดี ข แฟมขอมูล
  • 147.
    ข ไมเปน เพราะไมไดเปนสิ่งมีชีวิต คไมเปน เพราะไมมีผูเชี่ยวชาญรับรอง ง เปน เพราะสามารถใหขอมูลเกี่ยวกับพืช ได ค โตะนักเรียน ง ตูเก็บเอกสาร
  • 148.
    12. ขอใดกลาวถึงไออีไมถูกตอง ก ใชสําหรับเชื่อมตออินเทอรเน็ต ขเปนเว็บเบราวเซอรโปรแกรมหนึ่ง ค ติดตั้งพรอมกับโปรแกรมระบบปฏิบัติการ ของบริษัทไมโครซอฟต ง คอมพิวเตอรจะเปดโปรแกรมนี้ให อัตโนมัติเมื่อเปดเครื่อง 13. “ถาหนาจอคอมพิวเตอรไมมีไอคอนของ อินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร” ผูใชจะเรียกใช งานอินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอรไดอยางไร ก คลิกเลือกชื่ออินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร ที่สตารตเมนู ข ดับเบิลคลิกที่สตารตเมนู แลวเลือกโอเพน หรือเปด ค แดรกสที่พื้นที่วางบนหนาจอคอมพิวเตอร แลวเลือกโอเพนหรือเปด ง คลิกขวาที่พื้นที่วางบนหนา จอคอมพิวเตอร แลวเลือกเปดอินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร 14. ขอใดไมใชสวนประกอบของหนาตาง โปรแกรมอินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร ก แถบเมนู ข คลิปอารต ค พื้นที่ใชงาน ง แอดเดรสบาร นําขอมูลตอไปนี้ตอบคําถามขอ 15–17 1. พิมพคําสําคัญ 2. เรียกใชเซิรชเอนจิ้น 3. เรียกใชอินเทอรเน็ต เอ็กซพลอเรอร 4. คลิกเว็บไซตที่นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับ คําสําคัญ 15. ขอใดเรียงลําดับการคนหาขอมูลไดถูกตอง ก 1, 4, 2, 3 16. ขอใดคือขั้นตอนที่ตองพิมพที่อยูของกูเกิล ก ขอที่ 1 ข ขอที่ 2 ค ขอที่ 3 ง ขอที่ 4 17. ถาตองการคนหาขอมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผูใช จะตองพิมพคําวาเทคโนโลยีในขั้นตอนใด ก ขอที่ 1 ข ขอที่ 2 ค ขอที่ 3 ง ขอที่ 4 18. ขอใดคือขอดีของเซิรชเอนจิ้นประเภทการ คนหาขอมูลจากคําสําคัญ ก คนหาขอมูลไดจากสื่อหลายประเภท ข ผูคนหาขอมูลไมจําเปนตองมีความรูดาน เทคโนโลยี ค คนหาขอมูลไดรวดเร็วและมีฐานขอมูล จํานวนมาก ง ผูคนหาขอมูลไมจําเปนตองเชื่อมตอ อินเทอรเน็ต 19. ขอใดไมใชประเภทของขอมูลที่สามารถคนหา ไดจากคําสั่งของกูเกิล ก รูปภาพ ข กลุมขาว ค คลิปวิดีโอ ง สารบบเว็บ 20. ขอใดคือที่อยูของกูเกิล ก http://www.google.com ข http://www.com.google ค http://www.google.html ง http://www.search.google.co.th 21. ขอใดไมใชขอมูลที่สามารถสรางไดจาก
  • 149.
    ข 2, 3,4, 1 ค 3, 2, 1, 4 ง 4, 1, 3, 2 โปรแกรมประมวลผลคํา ก กราฟ ข แผนภูมิ ค สัญลักษณ ง ภาพเคลื่อนไหว
  • 150.
    22. ผลงานที่ไดจากโปรแกรมประมวลผลคําจะมี ลักษณะเหมือนกับผลงานที่ไดจากเครื่องมือใด ก เครื่องคิดเลข ขเครื่องพิมพดีด ค เครื่องถายเอกสาร ง เครื่องถายภาพอัตโนมัติ 23. ขอใดไมใชอุปกรณที่จําเปนในการใชงาน โปรแกรมประมวลผลคํา ก จอภาพ ข แปนพิมพ ค เครื่องพิมพ ง น้ํายาลบคําผิด 24. ไฮเปอรเท็กซกับไฮเปอรพิกเจอรที่สรางดวย โปรแกรมประมวลผลคําแตกตางกันอยางไร ก ไฮเปอรเท็กซใชตัวอักษรแตไฮเปอร- พิกเจอรใชรูปภาพในการเชื่อมโยง ข ไฮเปอรเท็กซเชื่อมโยงไปยังตัวอักษรแต ไฮเปอรพิกเจอรเชื่อมโยงไปยังรูปภาพ ค ไฮเปอรเท็กซเชื่อมโยงภายในเอกสารแต ไฮเปอรพิกเจอรเชื่อมโยงภายนอกเอกสาร ง ไฮเปอรเท็กซนําเสนอเปนเอกสารสิ่งพิมพ ไดแตไฮเปอรพิกเจอรไมสามารถนําเสนอ เปนเอกสารสิ่งพิมพได 25. เหตุใดการใชโปรแกรมประมวลผลคําจึงเปน การชวยรักษาสิ่งแวดลอม ก เพราะใชคอมพิวเตอรชนิดพิเศษ ข เพราะไมตองใชกระดาษในการสราง ผลงาน ค เพราะไมตองใชกระแสไฟฟาในการสราง ผลงาน ง เพราะสามารถตรวจสอบผลงานกอนสั่ง พิมพลงบนกระดาษ 26. ขอใดคือลักษณะของโปรแกรมประมวลผลคํา ในปจจุบัน ก เปนฟรีโปรแกรมทุกโปรแกรม ข เปนชุดสําหรับทํางานขั้นพื้นฐานของ คอมพิวเตอร ค เปนโปรแกรมที่ตองใชกับคอมพิวเตอร แบบเฉพาะเจาะจง ง เปนโปรแกรมที่จะตองติดตั้งกับโปรแกรม ระบบที่พัฒนาโปรแกรมนั้น ๆ 27. ขอใดคือลักษณะที่เหมือนกันของหนาตาง โปรแกรมประมวลผลคําที่สรางและพัฒนาจาก ทุกบริษัท ก ตําแหนงของคําสั่งที่แถบเมนู ข ปุมเชื่อมโยงไปยังบริษัทที่ผลิต ค พื้นที่ใชงานมีรูปแบบคลายกระดาษ ง ภาษาอังกฤษที่เปนคําสั่งพิเศษของ โปรแกรม 28. ไมโครซอฟตเวิรดเปนโปรแกรมประมวลผลคํา ในชุดใด ก ออฟฟศโอเพน ข ไมโครซอฟตโอเพน ค ไมโครซอฟตออฟฟศ ง ออฟฟศโอเพนไมโครซอฟต 29. ปลาดาวไรตเตอรดีกวาโอเพนออฟฟศดอท โออารจีไรเตอรอยางไร ก เสียคาลิขสิทธิ์นอยกวา ข มีโปรแกรมในชุดจํานวนมากกวา ค สรางจากบริษัทที่มีความนาเชื่อถือมากกวา ง สนับสนุนการทํางานดวยภาษาไทย มากกวา 30. สมารตสูทเปนชื่อชุดของโปรแกรมประมวลผล ใด ก โลตัสเวิรดโปร
  • 151.
  • 152.
    31. การเรียกใชไมโครซอฟตเวิรดจากไอคอนกับปุม สตารตเหมือนกันอยางไร ก ตองใชคําสั่งจากปุมสตารตเหมือนกัน ขสั่งงานไดจากการดับเบิลคลิกเหมือนกัน ค สามารถเลือกคําสั่งโอเพนจากเมนูลัดได เหมือนกัน ง ปรากฏหนาตางโปรแกรมในขั้นตอน สุดทายเหมือนกัน 32. ขอใดไมไดแสดงบนแถบสถานะ ก จํานวนหนา ข ภาษาที่ใชพิมพ ค บรรทัดที่กําลังพิมพ ง คําสั่งแทรกรูปรางอัตโนมัติ 33. สวนประกอบใดของไมโครซอฟตเวิรดที่จะมี ลักษณะเปลี่ยนไปตามงานบนพื้นที่ใชงาน ก แถบเมนู ข ทาสกเพน ค แถบสถานะ ง แถบเครื่องมือ 34. คําสั่งใดที่ไมโครซอฟตเวิรดจะดําเนินการให อัตโนมัติเมื่อเรียกใชโปรแกรม ก การบันทึกไฟลงาน ข การสรางเอกสารเปลา ค การเรียกใชไฟลงานเดิม ง การพิมพเอกสารเดิมที่เคยบันทึกไว 35. ไอคอนบันทึกไฟลงานบนแถบเมนูของ ไมโครซอฟตเวิรดมีลักษณะเหมือนสื่อบันทึก ขอมูลประเภทใด ก แผนซีดี ข ฮารดดิสก ค แผนดิสเกตต ง ยูเอสบีแฟลชไดรฟ 37. ใครใชคําสั่งลัดจากแผงแปนอักขระเพื่อสั่งงาน ไมโครซอฟตเวิรดไดถูกตอง ก จําปากดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษร เอ็นเมื่อตองการขึ้นหนาใหม ข กุหลาบกดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษร ซีเมื่อตองการคัดลอกไฟลงาน ค มะลิกดแปนคอนโทรลพรอมตัวอักษรเอ็ม เมื่อตองการสรางเอกสารใหม ง ทานตะวันกดแปนคอนโทรลพรอม ตัวอักษรเอสเมื่อตองการบันทึกไฟลงาน 38. ขอใดคือวิธีการตั้งคาตัวอักษรหลังการพิมพ ก กดแปนชิฟทแลวตั้งคา ข คลิกขวาที่ขอความแลวตั้งคา ค แดรกเมาสคลุมขอความที่ตองการแลว ตั้งคา ง เลื่อนตัวชี้เมาสไวดานหลังขอความแลว ตั้งคา 39. เมื่อใชงานไมโครซอฟตเวิรดสัญลักษณ มี ประโยชนอยางไร ก ชวยกําหนดลักษณะของตัวอักษร ข ชวยบอกตําแหนงการพิมพบนพื้นที่ใชงาน ค ชวยปองกันไมใหโปรแกรมเกิดความ ผิดพลาด ง ชวยแสดงความพรอมในการรับคําสั่งของ โปรแกรม 40. ขอใดคือลักษณะของขอความที่ไดจากการใช คําสั่ง I บนแถบเมนู ก คอมพิวเตอร ข คอมพิวเตอร ค คอมพิวเตอร ง คอมพิวเตอร ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 41–42
  • 153.
    36. ขอใดไมสามารถสั่งไดจากหนาตางการพิมพ ของไมโครซอฟตเวิรด ก เปลี่ยนเครื่องพิมพ ขเลือกหนาที่ตองการพิมพ ค ลดขนาดตัวอักษรที่ตองการพิมพ ง กําหนดจํานวนสําเนาที่ตองการพิมพ คอมพิวเตอรคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ 41. ขอใดคือขอความที่ไดจากการกดแปนแบ็ก- สเพรซ 3 ครั้ง ก คอมพิวเตอรคือโนโลยีสารสนเทศ ข คอมพิวเตอรเทคโนโลยีสารสนเทศ ค คอมพิวเตอรคือเทคโนโลยีสารสนเทศ ง คอมพิวเตอรคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ
  • 154.
    42. ขอใดคือวิธีการลบคําวา“คอมพิวเตอร” ก แดรกเมาสคลุมเฉพาะคําวาคอมพิวเตอร แลวกดแปนดีลีต ขกดแปนดีลีตติดตอกันจนกวาคําวา คอมพิวเตอรจะหายไป ค กดแปนแบ็กสเพรซติดตอกันจนกวาคําวา คอมพิวเตอรจะหายไป ง แดรกเมาสคลุมเฉพาะคําวาคอมพิวเตอร แลวกดแปนแบ็กสเพรซ 43. ขอใดหมายถึงภาพตัดปะ ก ภาพที่บันทึกไวในแผนซีดี ข ภาพที่บันทึกไวในหนวยความจําหลัก ค ภาพที่ดาวนโหลดมาจากอินเทอรเน็ต ง ภาพที่อยูในคลังภาพของไมโครซอฟต เวิรด 44. การแทรกรูปภาพประเภทใดที่จะตองเลือกจาก ทาสกเพน ก ภาพตัดปะ ข ภาพเคลื่อนไหว ค ภาพนิ่งทุกประเภท ง ภาพที่บันทึกไวในคอมพิวเตอร 45. ขอใดไมไดอยูในคําสั่งแทรกรูปภาพ ก แผนภูมิ ข สรางรูปวาด ค กลองขอความ ง รูปรางอัตโนมัติ 46. “ฟาตองการแทรกภาพถายของตนเอง” ฟาตอง ปฏิบัติอยางไร ก คลิกขวาที่พื้นที่ใชงาน เลือกรูปภาพจาก แฟม แลวดับเบิลคลิกที่ภาพถายของฟา ข คลิกที่แทรกบนแถบเมนู เลือกรูปภาพ เลือกจากแฟม แลวดับเบิลคลิกที่ภาพถาย 47. รูปรางอัตโนมัติในหัวขอใดที่สามารถพิมพ ขอความไดเหมือนกลองขอความโดยไมตอง ตั้งคาเพิ่มเติม ก คําบรรยาย ข ลูกศรแบบบล็อก ค แผนผังลําดับงาน ง ดาวและปายประกาศ 48. รูปรางอัตโนมัติใดไมไดอยูในหัวขอรูปราง พื้นฐาน ก ค ข ง 49. ขอใดคือประโยชนของปุมสีเขียวที่อยูดานบน ของวัตถุที่ใชในไมโครซอฟตเวิรด ก ชวยหมุนวัตถุ ข ชวยเปลี่ยนสีวัตถุ ค ชวยเปลี่ยนขนาดวัตถุ ง ชวยแสดงสถานะวัตถุ 50. ขอใดคือขอดีของการพิมพตัวอักษรไวในกลอง ขอความ ก สามารถเปลี่ยนสีตัวอักษรได ข สามารถเลื่อนตัวอักษรไปมาได ค สามารถบอกที่มาของตัวอักษรได ง สามารถเชื่อมโยงเปนไฮเปอรเท็กซได 51. เสนขอบของกลองขอความที่สามารถยายไดจะ มีลักษณะอยางไร ก เปนจุด ข เปนสีเขียว ค เปนเสนกากบาท ง เปนเสนทแยงมุม 52. ขอใดไมใชหัวขอในหนาตางจัดรูปแบบกลอง
  • 155.
    ของฟา ค ดับเบิลคลิกที่วัตถุบนพื้นที่ใชงาน คลิกที่ เปลี่ยนในหนาตางแทรกวัตถุแลวดับเบิล คลิกที่ภาพถายของฟา ง คลิกที่แทรกบนแถบเมนู เลือกรูปภาพ เลือกภาพตัดปะ พิมพชื่อไฟล คลิกคนหา และดับเบิลคลิกที่ภาพถายของฟา ขอความ ก ขนาด ข ภาพนิ่ง ค เคาโครง ง สีและเสน
  • 156.
    53. ตารางจําลองมีหนาที่อะไร ก กําหนดขนาดของตารางที่ตองการสราง ขกําหนดจํานวนชองของตารางที่ตองการ สราง ค แสดงตําแหนงของตารางกอนการสราง ตารางจริง ง แสดงลักษณะของตารางกอนการสราง ตารางจริง 54. ขอใดไมสามารถตั้งคาในตารางของ ไมโครซอฟตเวิรดได ก เปลี่ยนสีของเสนตาราง ข เปลี่ยนเสนตารางเปนเสนปะ ค เปลี่ยนเสนตารางเปนเสนโคง ง เปลี่ยนขนาดความหนาของเสนตาราง 55. ลักษณะของตัวชี้เมาส หมายถึงอะไร ก เลือกทุกชองในตาราง ข พิมพขอความเฉพาะชองที่ลูกศรชี้ ค เลือกทุกชองของตารางในแนวนอนที่ ลูกศรชี้ ง พิมพขอความทุกชองของตารางใน แนวนอนที่ลูกศรชี้ 56. จิตสํานึกในการสรางผลงานมีความสําคัญ อยางไร ก ชวยเพิ่มประสิทธิภาพของผลงาน ข ชวยสงเสริมผูที่มีความสามารถในการ สรางผลงาน ค ชวยใหเกิดการสรางสรรคผลงานที่ดีและ ไมทําใหผูอื่นเดือดรอน ง ชวยใหผูสรางผลงานไมกระทําความผิด ตามที่กฎหมายกําหนด 57. เมื่อเรานําผลงานของผูอื่นมาพัฒนาตอควร ปฏิบัติอยางไร 58. นักเรียนไมควรปฏิบัติตามผูใด ก น้ํานําขอมูลของผูอื่นมาทํารายงาน ข ดินแทรกรูปภาพของตนเองไวในนามบัตร ค ฟาทําสําเนาใบประกาศรับสมัครงาน จํานวนมาก ง ลมสรางบัตรอวยพรโดยใชกลอนแปด นําเสนอขอมูล 59. ใครสรางผลงานอยางมีจิตสํานึกตอสิ่งแวดลอม มากที่สุด ก โอมตรวจสอบผลงานกอนพิมพลงบน กระดาษ ข โฬมปดคอมพิวเตอรที่ใชสรางผลงานทุก 30 นาที ค โจมใชคอมพิวเตอรประสิทธิภาพสูงใน การสรางผลงาน ง โดมคัดลอกผลงานที่สรางไวแลวมาใช งานใหคุมคามากที่สุด 60. ขอใดคือผลงานที่นิยมสรางจากไมโครซอฟต เวิรดมากที่สุด ก เว็บไซตนําเสนอวิธีการซอมคอมพิวเตอร ข ใบประกาศจบการอบรมวิชาคอมพิวเตอร ค บทเรียนคอมพิวเตอรเรื่องคอมพิวเตอร เบื้องตน ง มัลติมีเดียภาพการตูนประกอบเสียง กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร 61. ขั้นตอนแรกของการสรางนามบัตร บัตรอวย พร และใบประกาศคือขอใด ก การตั้งคาหนากระดาษ ข การสรางกลองขอความ ค การรางแบบผลงานกอนการสรางจริง ง การกําหนดรูปแบบของผลงานที่พื้นทีใช งาน
  • 157.
    ก จัดทําอางอิงถึงที่มาของผลงานนั้น ข ระลึกถึงบุญคุณของผูสรางผลงาน คกลาวขอบคุณผูสรางผลงานทันทีเมื่อมี โอกาส ง ไมควรแสดงขอมูลใด ๆ ที่เกี่ยวของกับ ผูสรางผลงาน 62. ขอใดคือประโยชนของนามบัตร ก ชวยแนะนําตนเองกับผูอื่น ข ชวยบอกขอมูลที่ผูอื่นตองการรู ค ชวยแสดงความยินดีในโอกาสตาง ๆ ง ชวยนําเสนอขอมูลในเรื่องที่เราสนใจ
  • 158.
    63. นามบัตรมีลักษณะคลายสิ่งใดมากที่สุด ก รายงาน ขทะเบียนบาน ค บัตรประชาชน ง ใบประกาศนียบัตร 64. ขอมูลใดไมนิยมแสดงไวในนามบัตร ก วันเกิด ข เบอรโทรศัพท ค ชื่อและนามสกุล ง ตําแหนงหนาที่การทํางาน 65. คําสั่งใดไมจําเปนในการใชสรางนามบัตร ก การตั้งคาหนากระดาษ ข การเปลี่ยนขนาดรูปภาพ ค การแทรกกลองขอความ ง การคัดลอกและการวางวัตถุ 66. ใครควรเลือกสรางบัตรอวยพรมากที่สุด ก ดังตองการแนะนําตนเองกับคนแปลกหนา ข เดนตองการแจงกําหนดการประชุม ประจําป ค ดาตองการแสดงความดีใจกับเพื่อนที่จบ การศึกษา ง ดวงตองการสรุปผลงานของตนเอง ทั้งหมดเสนอตอหัวหนา 67. ผูสรางควรนําเสนอขอมูลสวนใหญของบัตร อวยพรรูปแบบพับครึ่งแนวนอนในดานใด ก ดานหลัง ข ดานหนา ค ดานในบน ง ดานในลาง 68. ดานหนาของบัตรอวยพรผูใชควรออกแบบให มีลักษณะอยางไร ก ไมมีขอมูลหรือรูปภาพใด ๆ 69. ขอใดคือวิธีการสรางกรอบใหหนากระดาษเพื่อ สรางบัตรอวยพร ก คลิกขวาบนพื้นที่ใชงาน แลวเลือกแสดง เสนขอบ ข คลิกที่แถบเคาโครงในหนาตางตั้งคา หนากระดาษแลวคลิกที่เสนขอบ ค แดรกเมาสคลุมพื้นที่ที่ตองการสรางเสน ขอบ แลวคลิกเลือกคําสั่งเสนของที่แถบ เมนู ง ดับเบิลคลิกบนพื้นที่ใชงาน แลวคลิก กําหนดกรอบในหนาตางตั้งคารูปแบบ เอกสารใหม 70. เหตุใดจึงตองใชอักษรศิลปในการสราง ขอความในบัตรอวยพร ก เพราะอักษรศิลปสามารถเปลี่ยนสีได ข เพราะอักษรศิลปสวยกวาตัวอักษรปกติ ค เพราะตองการหมุนใหตัวอักษรกลับดาน ง เพราะตองการกําหนดขนาดของตัวอักษร ใหชัดเจน 71. เหตุใดจึงตองกําหนดขนาดพื้นที่ใชงานเปน 32% ในการวางวัตถุเพื่อสรางบัตรอวยพร ก เพราะจะไดมองเห็นวัตถุใหชัดเจนยิ่งขึ้น ข เพราะตองการใหเห็นพื้นที่ใชงานทั้ง2 หนากระดาษ ค เพราะตองการเพิ่มขนาดของบัตรอวยพร ใหตรงกับมาตรฐานที่กําหนด ง เพราะจะไดตรวจสอบรายละเอียดของ วัตถุทั้งหมดกอนจัดวาง 72. ขอใดคือวิธีการเคลื่อนยายวัตถุ ก คลิกที่วัตถุแลวแดรกเมาสลากวัตถุนั้นไป ยังตําแหนงที่ตองการ ข ดับเบิลคลิกที่วัตถุแลวตั้งคาการจัดวางใน หนาตางการจัดรูปแบบวัตถุ
  • 159.
    ข มีรูปแบบที่นาสนใจมากที่สุด ค ควรมีทั้งรูปภาพและขอความ งมีขอมูลที่ตองการนําเสนอใหมากที่สุด ค คลิกขวาที่วัตถุแลวเลือกเติมคาX และ Y ตามแกนของหนากระดาษ ง แดรกเมาสเลือกวัตถุทั้งหมด คลิกขวาแลว ตั้งคาการจัดวางในหนาตางการตั้งคา หนากระดาษ
  • 160.
    73. ขอใดคือวิธีการพิมพบัตรอวยพรรูปแบบพับ ครึ่งแนวนอน ก คลิกคําสั่งพิมพบนแถบเมนูเพื่อพิมพ ขอมูลทั้งหมดในครั้งเดียว ขเปดหนาตางการพิมพเลือกพิมพหนา 1 พลิกกลับดานหนากระดาษแลวสั่งพิมพ หนา 2 อีกครั้งหนึ่ง ค เปดหนาตางการพิมพกําหนดจํานวน สําเนาเปน 2เพื่อพิมพขอมูล 2 หนากระดาษในครั้งเดียว ง คลิกคําสั่งพิมพบนแถบเมนูเพื่อพิมพ เฉพาะหนาที่แสดงในปจจุบัน พลิกกลับ ดานหนากระดาษแลวคลิกคําสั่งพิมพบน แถบเมนูอีกครั้งหนึ่ง 74. ขอใดคือเทคนิกการพิมพใบประกาศพรอมกัน 10 ใบดวยการใชคําสั่งเพียงครั้งเดียว ก คลิกขวาคําสั่งพิมพที่แถบเมนู พิมพ 10 ใน ชองวาง ข เปดหนาตางการพิมพ พิมพ 1–10 หลัง คําสั่งชวงของหนา ค เปดหนาตางการพิมพ พิมพ 10 หลังคําสั่ง จํานวนสําเนา ง ดับเบิลคลิกคําสั่งพิมพที่แถบเมนู พิมพ 10 หลังคําสั่งจํานวนสําเนา 75. กระดาษในสวนใดของรายงานที่ควรจะ แตกตางจากสวนอื่น ก ปกใน ข อางอิง ค เนื้อหา ง ปกนอก 76. สัญลักษณแท็บสามารถสังเกตไดจากที่ใด ก ตัวชี้เมาส ข คําสั่งในทาสกเพนท ค ดานซายของแถบสถานะ ง บรรทัดที่แสดงเหนือพื้นที่ใชงาน 77. คําสั่งการเรียงลําดับมีประโยชนอยางไร ก ชวยเรียงขอความตามลําดับตัวอักษร ข ชวยเรียงขอความตามลําดับความยาว ค ชวยเรียงหนากระดาษตามโครงสรางของ รายงาน ง ชวยเพิ่มหมายเลขหนาขอความเรียงลําดับ ตามตัวเลข ใชตัวเลือกผลงานที่สรางดวยไมโครซอฟตเวิรด ตอไปนี้ตอบคําถามขอ 78–80 ก รายงาน ข นามบัตร ค ใบประกาศ ง บัตรอวยพร 78. การสรางผลงานในขอใดที่ไมตองรางแบบกอน สรางผลงานจริง (ก) 79. การสรางผลงานในขอใดตัวอักษรที่นําเสนอ จะตองมีขนาดใหญกวาผลงานประเภทอื่น ๆ (ค) 80. การสรางผลงานในขอใดที่ตองใชคําสั่งตั้งคา เย็บกระดาษ (ก)
  • 161.
    ตอนที่ 2 ตอบคําถามตอไปนี้(ขอละ 2 คะแนน) 1. รูปรางอัตโนมัติแบงเปนกี่หัวขอ อะไรบาง 7 หัวขอ ไดแก เสนตัวเชื่อมตอ รูปรางพื้นฐาน ลูกศร แบบบล็อก แผนผังลําดับงาน ดาวและปายประกาศ และคําบรรยาย 2. รายงานทั่วไปจะประกอบไปดวยอะไรบาง ปกหนา ปกใน คํานํา สารบัญ เนื้อหา และอางอิง 3. การคนหาขอมูลแบงเปนกี่ขั้นตอน อะไรบาง 7 ขั้นตอน คือ การกําหนดวัตถุประสงค การกําหนด หัวขอของขอมูล การวางแผนและเลือกแหลงขอมูล การคนหาและรวบรวมขอมูล การพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจ การสรุปผลและจัดทํารายงาน และการเก็บรักษาขอมูล 4. ยกตัวอยางบัตรอวยพรมาอยางนอย 3 ประเภท บัตรอวยพรปใหม บัตรอวยพรงานแตงงาน และบัตรอวยพรวันเกิด 5. เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวของกับขอมูลและแหลงขอมูลอยางไรเทคโนโลยีสารสนเทศเปนการใช เทคโนโลยีมาชวยจัดการกับขอมูลและแหลงขอมูล เพื่อใหเกิดประโยชนในดานตาง ๆ ตอผูใชขอมูล 6. การสรางนามบัตรดวยไมโครซอฟตเวิรดจะตองใชวัสดุและอุปกรณใดบางคอมพิวเตอรที่ติดตั้ง ไมโครซอฟตเวิรด เครื่องพิมพ กระดาษสําหรับรางแบบ เครื่องเขียนสําหรับรางแบบ กระดาษสําหรับ พิมพนามบัตรขนาด A4 ไฟลรูปภาพ และกรรไกร 7. การใชคําสั่งพิมพที่หนาตางการพิมพดีกวาการใชคําสั่งการพิมพแบบลัดอยางไรสามารถกําหนด รายละเอียดในการพิมพเอกสารได 8. การบันทึกไฟลงานในครั้งแรกไมโครซอฟตเวิรดจะบังคับใหใชคําสั่งใด เพราะเหตุใดคําสั่ง บันทึกเปน เนื่องจากผูใชจะตองระบุพื้นที่ที่ตองการบันทึกไฟลงาน 9. การลบตัวอักษรบนพื้นที่ใชงานของไมโครซอฟตเวิรดสามารถสั่งไดจากแผงแปนพิมพอักขระใด แปนแบ็กสเพรซและแปนดีลีต 10. การสรางผลงานจากโปรแกรมประมวลผลคําดีกวาการสรางผลงานจากเครื่องพิมพอยางไรยกตัวอยาง มาอยางนอย 3 อยาง ผลงานที่ไดจะมีความสวยงาม สะอาด และเรียบรอยมากกวา สามารถพิมพไดหลายภาษา ลบและแกไขตัวอักษรไดสะดวก และสามารถแทรกรูปภาพ กราฟ และตารางประกอบขอความได
  • 162.
    แบบบันทึกความรู เรื่องที่ศึกษา บันทึกเมื่อ แหลงคนควา 1)จากหนังสือ ผูแตง โรงพิมพ ปที่พิมพ หนา 2) จากรายการวิทยุ–โทรทัศนชื่อรายการ ออกอากาศเมื่อวันที่ เดือน พ.ศ. 3) จากเว็บไซต สรุปความรู ประโยชนที่ไดรับ การนําไปใช แนวทางที่จะปฏิบัติตอไป
  • 163.
  • 165.
    แบบประเมินผลงาน 1. แบบประเมินคุณภาพของชิ้นงาน ที่ ชื่อ–นามสกุล รายการประเมิน คะแนน ระดับ คุณภาพ การ ออกแบบ ความ สวยงาม ความ ประณีต ความคิด สรางสรรค 55 5 5 20 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช 1 = ควรปรับปรุง เกณฑการประเมินและระดับคุณภาพ 18–20 หมายถึง ดีมาก 15–17 หมายถึง ดี 9–14 หมายถึง พอใช 1–8 หมายถึง ควรปรับปรุง จํานวนนักเรียนที่ผานระดับคุณภาพ คน จํานวนนักเรียนที่ไมผานระดับคุณภาพ คน ลงชื่อ ผูประเมิน
  • 167.
    2. แบบประเมินการนําเสนอผลงาน ที่ ชื่อ–นามสกุล รายการประเมิน คะแนน ระดับ คุณภาพ ความ พรอม ในการ นําเสนอ วิธีการ นําเสนอ นาสนใจ เนื้อหา ถูกตอง ครบถวน การใช สื่อ ประกอบ การ ตอบ คําถาม ตรง ประเด็น 4 44 4 4 20 4 = ดีมาก 3 = ดี 2 = พอใช 1 = ควรปรับปรุง เกณฑการประเมินและระดับคุณภาพ 18–20 หมายถึง ดีมาก 15–17 หมายถึง ดี 9–14 หมายถึง พอใช 1–8 หมายถึง ควรปรับปรุง จํานวนนักเรียนที่ผานระดับคุณภาพ คน รอยละ จํานวนนักเรียนที่ไมผานระดับคุณภาพ คน รอยละ ลงชื่อ ผูประเมิน
  • 168.
    เครื่องมือประเมินผลการเรียนรูดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม การประเมินดานคุณธรรมจริยธรรม และคานิยม หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. เจตคติที่ดีตอขอมูล และแหลงขอมูล 1. มีความสนใจ เอาใจใส และเต็มใจทํางาน 2. มีความสนุกสนานในการปฏิบัติงาน 3. เห็นประโยชนของการทํางาน 2. ความกระตือรือรน 1. ลงมือทํางานทันทีที่ไดรับมอบหมาย 2. เอาใจใสในการทํางานอยูตลอดเวลา 3. ชอบทํางานที่เปนงานใหมอยูเสมอ 3. มารยาทในการ ทํางาน 1. รับผิดชอบงานในหนาที่ของตนเอง 2. ใชคําพูดที่สุภาพไพเราะกับเพื่อนรวมงาน 3. ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น 4. มีน้ําใจชวยเหลือ เผื่อแผ และแบงปนวัสดุอุปกรณแกผูรวมงาน 4. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย 2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา 3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
  • 169.
    การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม หนวยการเรียนรูที่2 โปรแกรมประมวลผลคํา สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. เจตคติที่ดีตอ โปรแกรม ประมวลผลคํา 1. มีความสนใจ เอาใจใส ตั้งใจ และเต็มใจทํางาน 2. ปฏิบัติงานอยางมีความสุข 3. เห็นประโยชนของการทํางาน 2. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย 2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา 3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน 3. ความคิดสรางสรรค 1. มีความคิดริเริ่มสรางผลงานใหม ๆ 2. ออกแบบชิ้นงานแตกตางจากผูอื่น 3. ตกแตงและดัดแปลงงานไดหลายแบบ 4. ทํางานตาง ๆ ดวยคามละเอียดลออ คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
  • 170.
    การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม หนวยการเรียนรูที่3 ไมโครซอฟตเวิรด สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. เจตคติที่ดีตอ ไมโครซอฟตเวิรด 1. มีความสนใจ เอาใจใส ตั้งใจ และเต็มใจทํางาน 2. ปฏิบัติงานอยางมีความสุข 3. เห็นประโยชนของการทํางาน 2. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย 2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา 3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน 3. มีมารยาทในการ ทํางาน 1. รับผิดชอบงานในหนาที่ของตนเอง 2. ใชคําพูดที่สุภาพไพเราะกับเพื่อนรวมงาน 3. ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น 4. มีน้ําใจชวยเหลือ เผื่อแผ และแบงปนวัสดุอุปกรณแกผูรวมงาน 4. ความรอบคอบ 1. ทํางานดวยความระมัดระวัง และหาวิธีปองกันอันตราย 2. ทบทวนรายละเอียดของงานที่ทํา 3. ตรวจสอบผลงานที่ทําเสร็จแลว 5. ความคิดสรางสรรค 1. มีความคิดริเริ่มสรางผลงานใหม ๆ 2. ออกแบบชิ้นงานแตกตางจากผูอื่น 3. ตกแตงและดัดแปลงงานไดหลายแบบ 4. ทํางานตาง ๆ ดวยคามละเอียดลออ คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
  • 172.
    การประเมินดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม หนวยการเรียนรูที่4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจง ใหนักเรียนเขียนเครื่องหมายลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. เจตคติที่ดีตอการ สรางสรรคผลงาน ดวยไมโครซอฟต เวิรด 1. มีความกระตือรือรนในการทํางาน 2. ปฏิบัติงานอยางมีความสุข 3. เห็นประโยชนของการทํางาน 2. มารยาทในการ ทํางาน 1. รับผิดชอบงานในหนาที่ของตนเอง 2. ใชคําพูดที่สุภาพไพเราะกับเพื่อนรวมงาน 3. ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น 4. มีน้ําใจชวยเหลือ เผื่อแผ และแบงปนวัสดุอุปกรณแกผูรวมงาน 3. ความรับผิดชอบ 1. ทํางานตามหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย 2. ทํางานสําเร็จ สงงานตรงเวลา 3. ดูแลรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชในการทํางาน 4. ความคิดสรางสรรค 1. มีความคิดริเริ่มสรางผลงานใหม ๆ 2. ออกแบบชิ้นงานแตกตางจากผูอื่น 3. ตกแตงและดัดแปลงงานไดหลายแบบ 4. ทํางานตาง ๆ ดวยคามละเอียดลออ คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
  • 173.
    การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ หนวยการเรียนรูที่ 1 ขอมูลและแหลงขอมูล สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจงใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. ทักษะการทํางาน รวมกัน 1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม 2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา 3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม 4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม 2. ทักษะการนําเสนอ ผลงาน 1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม 2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน 3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน 4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ 3. ทักษะการแสวงหา ความรู 1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได 2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู 3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน 4. สํารวจขอมูลและเก็บรวบรวมไวเพื่อใชประโยชน 5. บันทึกเกี่ยวกับขอมูลที่พบเห็นเปนประจํา คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
  • 174.
    การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ หนวยการเรียนรูที่ 2 โปรแกรมประมวลผลคํา สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจงใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. ทักษะการแสวงหา ความรู 1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได 2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู 3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน 4. มีการเผยแพรสารสนเทศโดยใชอุปกรณคอมพิวเตอร 2. ทักษะการทํางาน รวมกัน 1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม 2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา 3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม 4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม 3. ทักษะการใช เทคโนโลยี 1. เลือกใชเทคโนโลยีไดเหมาะสมกับการทํางาน 2. รูและใชงานเทคโนโลยีไดอยางถูกตอง 3. ใชเทคโนโลยีสงเสริมการทํางานของตนเองและกลุมไดอยางเหมาะสม 4. ใชเทคโนโลยีโดยคํานึงถึงจริยธรรม 4. ทักษะการนําเสนอ ผลงาน 1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม 2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน 3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน 4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม (เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
  • 175.
    การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ หนวยการเรียนรูที่ 3 ไมโครซอฟตเวิรด สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจงใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. ทักษะในการใช เทคโนโลยี 1. รวบรวม ตรวจสอบความถูกตอง และจัดเก็บขอมูลจากแหลงการเรียนรู 2. มีการจัดการขอมูลและประมวลผลขอมูลดวยคอมพิวเตอร 3. มีการเก็บรักษาขอมูลอยางปลอดภัย 4. มีการเผยแพรสารสนเทศโดยใชอุปกรณคอมพิวเตอร 2. ทักษะการทํางาน รวมกัน 1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม 2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา 3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม 4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม 3. ทักษะการนําเสนอ ผลงาน 1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม 2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน 3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน 4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ 4. ทักษะการแสวงหา ความรู 1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได 2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู 3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน 4. สํารวจขอมูลและเก็บรวบรวมไวเพื่อใชประโยชน 5. บันทึกเกี่ยวกับขอมูลที่พบเห็นเปนประจํา คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉลี่ยหาไดจากการนําคะแนนที่ไดในแตละชวงมารวมกันแลวหารดวยจํานวนขอ จากนั้นนําระดับ คุณภาพเฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑการตัดสินคุณภาพและสรุปผลการประเมิน
  • 177.
    การประเมินดานทักษะ/กระบวนการ หนวยการเรียนรูที่ 4 สรางสรรคผลงานดวยไมโครซอฟตเวิรด สําหรับนักเรียนประเมินตนเอง คําชี้แจงใหนักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในชองวางที่ตรงกับความเปนจริง รายการประเมิน พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน 3 2 1 1. ทักษะในการใช เทคโนโลยี 1. รวบรวม ตรวจสอบความถูกตอง และจัดเก็บขอมูลจากแหลงการเรียนรู 2. มีการจัดการขอมูลและประมวลผลขอมูลดวยคอมพิวเตอร 3. มีการเก็บรักษาขอมูลอยางปลอดภัย 4. มีการเผยแพรสารสนเทศโดยใชอุปกรณคอมพิวเตอร 2. ทักษะการทํางาน รวมกับผูอื่น 1. ทํางานตามบทบาทหนาที่ในกลุม 2. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ทํา 3. ทํางานรวมกับผูอื่นและใหความรวมมือกับกลุม 4. นําเสนองาน ประเมินผล และปรับปรุงงานของกลุม 3. ทักษะการใช เทคโนโลยี 1. เลือกใชเทคโนโลยีไดเหมาะสมกับการทํางาน 2. รูและใชงานเทคโนโลยีไดอยางถูกตอง 3. ใชเทคโนโลยีสงเสริมการทํางานของตนเองและกลุมไดอยางเหมาะสม 4. ใชเทคโนโลยีโดยคํานึงถึงจริยธรรม 4. ทักษะการแสวงหา ความรู 1. คนหาขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได 2. รวบรวมขอมูลและความรูเปนหมวดหมู 3. สังเกตสิ่งตาง ๆ รอบตัวเพื่อเลือกใชใหเหมาะกับงาน 4. สํารวจขอมูลและเก็บรวบรวมไวเพื่อใชประโยชน 5. บันทึกเกี่ยวกับขอมูลที่พบเห็นเปนประจํา 5. ทักษะการนําเสนอ ผลงาน 1. นําเสนอผลงานดวยรูปแบบที่เหมาะสม 2. มีทักษะในการดึงดูดความสนใจในการนําเสนอผลงาน 3. มีบุคลิกภาพที่ดีในขณะที่นําเสนอผลงาน 4. ใชสื่อประกอบการนําเสนอ คะแนนที่ได คะแนนรวม ระดับคุณภาพเฉลี่ย เกณฑการตัดสินคุณภาพ ชวงคะแนนเฉลี่ย 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66 ระดับคุณภาพ 3 ดีมาก, ดี 2 พอใช 1 ควรปรับปรุง สรุประดับคุณภาพดานคุณธรรม จริยธรรม และคานิยม(เขียนเครื่องหมาย  ลงในชอง ) ดีมาก, ดี พอใช ควรปรับปรุง
  • 178.
  • 179.
    เครื่องมือประเมินสมรรถนะและภาระงานของนักเรียนโดยใชมิติคุณภาพ(Rubrics) กระบวนการทํางานเปนการลงมือทํางานดวยตนเองโดยมุงเนนการฝกวิธีการทํางานอยาง สม่ําเสมอ ทั้งการทํางานเปนรายบุคคล และการทํางานเปนกลุมเพื่อใหสามารถทํางานไดบรรลุเปาหมาย โดยขั้นตอนของกระบวนการทํางานไดแก การวิเคราะหงาน การวางแผนการทํางาน การปฏิบัติงาน และ การประเมินผลการทํางาน ตัวอยาง แบบประเมินการทํางานตามกระบวนการทํางาน เรื่อง กลุมที่ ภาคเรียนที่ ชั้น รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 2 3 4 1. การวิเคราะหงาน 2. การวางแผนในการทํางาน 3. การปฏิบัติงาน 4. การประเมินผลการทํางาน เกณฑการประเมิน แยกตามขั้นตอนของกระบวนการทํางาน 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิเคราะหงาน 4 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไดครบถวนไดดวยตนเอง 3 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไดครบถวนและตองการความชวยเหลือจากครูเปน บางครั้ง 2 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไดครบถวนแตตองไดรับความชวยเหลือจากครูบอยครั้ง 1 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของงานไมครบถวน ตองการความชวยเหลือจากครูตลอดเวลา 2. การวางแผนในการทํางาน 4 หมายถึง กําหนดวิธีการทํางานตามลําดับกอน–หลังไดถูกตองเหมาะสมกับเวลาที่กําหนดไดดวย ตนเอง 3 หมายถึง กําหนดวิธีการทํางานตามลําดับกอน–หลังไดถูกตองเหมาะสมกับเวลาที่กําหนดไดและ ตองการความชวยเหลือจากครูเปนบางครั้ง 2 หมายถึง กําหนดวิธีการทํางานตามลําดับกอน–หลังไดถูกตองแตใชเวลาเกินที่กําหนดและ ตองการความชวยเหลือจากครู
  • 180.
  • 181.
    3. การปฏิบัติงาน 4 หมายถึงปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตอง รวดเร็ว และปลอดภัย 3 หมายถึง ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตองและปลอดภัย 2 หมายถึง ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตอง แตตองมีครูคอยดูแลและแนะนําเปน บางครั้ง 1 หมายถึง ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไวไดอยางถูกตอง แตตองมีครูคอยดูแลและแนะนําบอยครั้ง 4. การประเมินผลการทํางาน 4 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดดวย ตนเอง 3 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดแตตอง มีครูคอยดูแลและแนะนําเปนบางครั้ง 2 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดแตตอง มีครูคอยดูแลและแนะนําบอยครั้ง 1 หมายถึง ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงแกไขขอบกพรองในการปฏิบัติงานไดบาง และตองมีครูคอยดูแลและแนะนําตลอดเวลา ทักษะกระบวนการเทคโนโลยี เปนกระบวนการที่เกี่ยวของกับการคิดแกปญหา การคิดริเริ่ม สรางสรรค การออกแบบ เพื่อนําไปสูการประดิษฐและการปฏิบัติที่ทําใหมนุษยใชสอยประโยชนไดตาม ความตองการ และชวยเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทํากิจกรรมตาง ๆ อีกดวย ขั้นตอนของกระบวนการ เทคโนโลยีมี 6 ขั้นตอน ไดแก กําหนดปญหาหรือความตองการ รวบรวมขอมูล เลือกวิธีการแกปญหา ออกแบบและปฏิบัติ ประเมินผล และปรับปรุงหรือพัฒนา ตัวอยาง แบบประเมินการทํางานตามกระบวนการเทคโนโลยี เรื่อง กลุมที่ ภาคเรียนที่ ชั้น รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 2 3 4 1. กําหนดปญหาหรือความตองการ 2. รวบรวมขอมูล 3. เลือกวิธีการแกปญหา 4. ออกแบบและปฏิบัติ 5. ประเมินผล
  • 182.
  • 183.
    เกณฑการประเมิน แยกตามขั้นตอนของกระบวนการเทคโนโลยีมี 6ขั้นตอน ดังนี้ 1. กําหนดปญหาหรือความตองการ 4 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นชัดเจน และเหมาะสมกับ เวลาไดดีมาก 3 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นชัดเจนและเหมาะสมกับ เวลาไดดี 2 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นชัดเจน และเหมาะสมกับ เวลาไดพอใช 1 หมายถึง กําหนดปญหาหรือความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็นเหมาะสม แตตองไดรับ คําแนะนําจากครู 2. รวบรวมขอมูล 4 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการอยาง ชัดเจนและครอบคลุม 3 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการแตยังไม ครอบคลุม 2 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการเพียง บางสวน 1 หมายถึง มีการศึกษาคนควาขอมูลหรือขอเท็จจริงที่ไมเกี่ยวของกับปญหาหรือความตองการ 3. เลือกวิธีการแกปญหา 4 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองและตัดสินใจเลือกวิธีการแกปญหาที่ดีที่สุด ไดดวยตนเอง 3 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองและตัดสินใจเลือกวิธีการแกปญหาที่ดีได ดวยตนเอง 2 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองแตตองมีครูคอยแนะนําในการตัดสินใจ เลือกวิธีการแกปญหาในบางครั้ง 1 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของแตละวิธีไดถูกตองแตตัดสินใจเลือกวิธีการแกปญหาไมไดเลย 4. ออกแบบและปฏิบัติ 4 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดถูกตองครบถวน 3 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดถูกตองเปนสวน ใหญ 2 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดถูกตองเปน บางสวน 1 หมายถึง ออกแบบชิ้นงานไดตรงกับความตองการและดําเนินการสรางชิ้นงานไดไมเหมาะสม
  • 184.
    5. ประเมินผล 4 หมายถึงวิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดถูกตอง ตรงประเด็น และรวดเร็วไดดวยตนเอง 3 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดถูกตองและตรงประเด็น แตตองมีครูคอย ดูแลและแนะนําเปนบางครั้ง 2 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดถูกตองแตตองไดรับความชวยเหลือจาก ครูบอยครั้ง 1 หมายถึง วิเคราะหขอดี–ขอเสียของชิ้นงานไดแตตองไดรับความชวยเหลือจาก ครูตลอดเวลา 6. ปรับปรุงหรือพัฒนา 4 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไดถูกตองและเหมาะสมกับเวลา ไดดวยตนเอง 3 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไดถูกตองและเหมาะสมกับเวลา ไดแตตองมีครูคอยดูแลและแนะนําเปนบางครั้ง 2 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไดถูกตองและเหมาะสมกับเวลา ไดดวยตนเองแตตองไดรับความชวยเหลือจากครูบอยครั้ง 1 หมายถึง ดําเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาจุดบกพรองของชิ้นงานไมไดเลยจึงตองการความ ชวยเหลือจากครูตลอดเวลา ทักษะการจัดการ เปนความพยายามของบุคคลที่จะจัดระบบงาน (ทํางานเปนรายบุคคล) และ จัดระบบคน (ทํางานเปนกลุม) เพื่อใหทํางานสําเร็จตามเปาหมายอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะการจัดการ เปนวิธีการหรือรูปแบบในการปฏิบัติงานเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนการ ตั้งเปาหมาย การวิเคราะหทรัพยากร การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร การปฏิบัติตามแผนและการ ปรับแผน การประเมินผล
  • 185.
    ตัวอยาง แบบประเมินทักษะการจัดการ เรื่อง กลุมที่ ภาคเรียนที่ ชั้น รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 12 3 4 1. การตั้งเปาหมาย 2. การวิเคราะหทรัพยากร 3. การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร 4. การปฏิบัติตามแผนและการปรับแผน 5. การประเมินผล เกณฑการประเมิน แยกตามขั้นตอนของทักษะการจัดการมี 5ขั้นตอน ดังนี้ 1. การตั้งเปาหมาย 4 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น ชัดเจน และ เหมาะสมกับเวลาไดดีมาก 3 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น ชัดเจน และ เหมาะสมกับเวลาไดดี 2 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น ชัดเจน และ เหมาะสมกับเวลาไดพอใช 1 หมายถึง กําหนดเปาหมายสอดคลองกับความตองการดวยตนเองไดตรงประเด็น เหมาะสม แต ตองไดรับคําแนะนําจากครู 2. การวิเคราะหทรัพยากร 4 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดครบถวนชัดเจนและถูกตองไดดวยตนเอง 3 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดครบถวนและถูกตองแตตองไดรับคําแนะนําและ ความชวยเหลือจากครูเปนบางครั้ง 2 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดครบถวน แตตองไดรับความชวยเหลือจากครู บอยครั้ง 1 หมายถึง วิเคราะหรายละเอียดของทรัพยากรไดไมครบถวน ตองการความชวยเหลือจากครู ตลอดเวลา 3. การวางแผนและการกําหนดทรัพยากร 4 หมายถึง วางแผนการทํางานไดถูกตองชัดเจน เหมาะสมกับเวลา และเลือกใชทรัพยากรที่มีอยูได ถูกตอง เหมาะสม และคุมคาไดดวยตนเอง
  • 186.
    3 หมายถึง วางแผนการทํางานไดถูกตองชัดเจนเหมาะสมกับเวลา แตการเลือกใชทรัพยากรที่มีอยู ยังไมถูกตองเหมาะสม และคุมคา 2 หมายถึง วางแผนการทํางานไดถูกตอง เหมาะสมกับเวลา แตการเลือกใชทรัพยากรที่มีอยูไม ถูกตองและคุมคาจึงตองไดรับคําแนะนําบอยครั้ง 1 หมายถึง ไมสามารถวางแผนการทํางานและเลือกใชทรัพยากรไดไมถูกตอง และเหมาะสมกับ เวลา จึงตองไดรับคําแนะนําอยูตลอดเวลา 4. การปฏิบัติตามแผนและการปรับแผน 4 หมายถึง ดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไดและเมื่อเกิดปญหาสามารถ ปรับเปลี่ยนแผนไดถูกตองและเหมาะสมไดดวยตนเอง 3 หมายถึง ดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไดแตเมื่อเกิดปญหาไมสามารถ ปรับเปลี่ยนแผนไดถูกตองหรือไมเหมาะสม 2 หมายถึง ดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไมไดและเมื่อเกิดปญหาไมสามารถ ปรับเปลี่ยนแผนไดเหมาะสมจึงตองไดรับคําแนะนําบอยครั้ง 1 หมายถึง ไมสามารถดําเนินการและใชทรัพยากรตามแผนที่วางไวไดและเมื่อเกิดปญหาไม สามารถปรับเปลี่ยนแผนไดจึงตองไดรับคําแนะนําอยูตลอดเวลา 5. การประเมินผล 4 หมายถึง มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน และปรับปรุง ขอบกพรองของงานไดถูกตองเหมาะสมไดดวยตนเอง 3 หมายถึง มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน และปรับปรุง ขอบกพรองของงานไดเหมาะสม 2 หมายถึง มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน และปรับปรุง ขอบกพรองของงานไดแตตองไดรับคําแนะนําบางครั้ง 1 หมายถึง ไมสามารถประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงานได และ ไมสามารถปรับปรุงขอบกพรองของงานไดจึงตองไดรับคําแนะนําอยูตลอดเวลา โครงงาน เปนการจัดการเรียนรูที่สงเสริมใหนักเรียนไดลงมือปฏิบัติและศึกษาคนควาดวยตนเอง ตามแผนการดําเนินงานที่นักเรียนไดจัดขึ้น โดยครูชวยใหคําแนะนําปรึกษา กระตุนใหคิด และติดตามการ ปฏิบัติงานจนบรรลุเปาหมาย
  • 187.
    ตัวอยาง แบบประเมินโครงงาน เรื่อง กลุมที่ ภาคเรียนที่ ชั้น เลขที่ชื่อ-สกุล รายการประเมิน รวม จํานวน รายการที่ ผานเกณฑ ขั้นต่ํา สรุป กําหนดประเด็นปญหา ชัดเจน วางแผนกําหนดขั้นตอน การแกปญหาไดเหมาะสม ลงมือปฏิบัติตามแผน สามารถนําไปใชแกปญหา ในชีวิตประจําวัน เขียนรายงานนําเสนอ ผาน ไม ผาน 1 2 3 4 5 เกณฑการประเมิน แยกตามองคประกอบยอย 5 ดาน 1. กําหนดประเด็นปญหาชัดเจน 4 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาไดดวยตนเอง ปญหาที่กําหนดมีความเฉพาะเจาะจงชัดเจนดีมาก 3 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาไดดวยตนเอง ปญหาที่กําหนดมีความเฉพาะเจาะจงชัดเจนดี 2 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาไดดวยตนเองเปนบางสวน ปญหาที่กําหนดมีความเฉพาะเจาะจง ชัดเจนพอใช 1 หมายถึง กําหนดประเด็นปญหาดวยตนเองไมได 2. วางแผนกําหนดขั้นตอนการแกปญหาไดเหมาะสม 4 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหา ระบุควบคุมตัวแปรไดถูกตองเหมาะสม 3 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหาระบุควบคุมตัวแปรไดคอนขางเหมาะสม 2 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหา ระบุควบคุมตัวแปรไดเหมาะสมพอใช 1 หมายถึง ออกแบบวิธีการ ขั้นตอนการแกปญหา ระบุควบคุมตัวแปรไดไมเหมาะสม 3. ลงมือปฏิบัติตามแผน 4 หมายถึง ลงมือแกปญหาตามขั้นตอนที่กําหนดไวอยางครบถวนจริงจังสามารถคนพบความรู ขอคิด แนวทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไวดวยตนเองทั้งหมด
  • 188.
    3 หมายถึง ลงมือแกปญหาตามขั้นตอนที่กําหนดไวอยางครบถวนจริงจังสามารถคนพบความรู ขอคิดแนวทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไวดวยตนเองเปนสวนใหญ 2 หมายถึง ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดบาง แตไมครบถวน สามารถคนพบความรู ขอคิด แนวทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไวดวยตนเองเปนบางสวน 1 หมายถึง ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไดนอยมาก ไมสามารถคนพบความรู ขอคิด แนว ทางการปฏิบัติตามประเด็นปญหาที่ตั้งไว 4. สามารถนําไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวัน 4 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดครบถวน ถูกตอง และ ตอเนื่อง 3 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดครบถวน ถูกตอง แตขาด ความตอเนื่อง 2 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดเปนบางสวน และตอง กระตุนเตือนใหปฏิบัติอยางตอเนื่อง 1 หมายถึง นําขอคนพบ วิธีปฏิบัติไปใชแกปญหาในชีวิตประจําวันไดนอยมาก หรือไมนําไปใชเลย 5. เขียนรายงานนําเสนอ 4 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดถูกตองชัดเจนแสดงใหเห็นถึงขั้นตอน การวางแผน การลงมือแกปญหาและขอคนพบที่ไดครบถวน 3 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดถูกตองชัดเจนแสดงใหเห็นถึงขั้นตอน การวางแผน การลงมือแกปญหา และขอคนพบที่ไดคอนขางครบถวน 2 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดบาง แสดงใหเห็นถึงขั้นตอนการ วางแผน การลงมือแกปญหา และขอคนพบที่ไดเพียงบางสวน 1 หมายถึง บันทึกผลการศึกษาคนควาและนําเสนอขอมูลไดนอยมากเห็นขั้นตอนการวางแผน การ ลงมือแกปญหา และขอคนพบที่ไดไมชัดเจน เกณฑการตัดสินผลการเรียน นักเรียนตองมีพฤติกรรมในแตละรายการอยางนอยระดับ2 ขึ้นไป จํานวน 3 ใน 5 รายการ แฟมสะสมผลงาน (Portfolio) เปนแหลงรวบรวมผลงานของนักเรียนอยางเปนระบบ ที่นํามาใช ประเมินสมรรถภาพของนักเรียน เพื่อชวยใหนักเรียน ครูผูปกครองหรือผูที่เกี่ยวของเกิดความเขาใจและ มองเห็นอยางเปนรูปธรรมไดวา การปฏิบัติงานและผลงานของนักเรียนมีคุณภาพมาตรฐานอยูในระดับใด แฟมสะสมผลงานเปนเครื่องมือประเมินผลตามภาพจริงที่ใหโอกาสนักเรียนไดใชผลงานจากที่ ไดปฏิบัติจริงสื่อสารใหผูอื่นเขาใจถึงความสามารถที่แทจริงของตน ซึ่งผลงานที่เก็บสะสมในแฟมสะสม ผลงานมีหลายลักษณะ เชน การเขียนรายงาน บทความ การศึกษาคนควา สิ่งประดิษฐ การทําโครงงาน บันทึกการบรรยาย บันทึกการทดลอง บันทึกการอภิปราย บันทึกประจําวันแบบทดสอบ
  • 190.
    แบบบันทึกความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินชิ้นงานในแฟมสะสมผลงาน ชื่อชิ้นงาน วันที่ เดือนป หนวยการเรียนรูที่ เรื่อง รายการประเมิน บันทึกความคิดเห็นของนักเรียน 1. เหตุผลที่เลือกชิ้นงานนี้ไวในแฟมสะสมผลงาน 2. จุดเดนและจุดดอยของงานชิ้นนี้มีอะไรบาง 3. ถาจะปรับปรุงงานชิ้นนี้ใหดีขึ้นควรปรับปรุง อยางไร 4. งานชิ้นนี้ควรไดคะแนนเทาใดเพราะเหตุใด (ถากําหนดใหคะแนนเต็ม 10 คะแนน) ความเห็นของครูหรือที่ปรึกษา ความเห็นของผูปกครอง ผลการประเมินของครูหรือที่ปรึกษา
  • 191.
    ตัวอยาง แบบประเมินแฟมสะสมผลงาน ชื่อชิ้นงาน กลุมที่ ภาคเรียนที่ ชั้น รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 12 3 4 1. โครงสรางและองคประกอบ 2. แนวความคิดหลัก 3. การประเมินผล 4. การนําเสนอ เกณฑการประเมิน แยกตามองคประกอบยอย 4 ดาน ระดับคุณภาพ รายการประเมิน 1. โครงสรางและองคประกอบ 4 ผลงานมีองคประกอบที่สําคัญครบถวนและจัดเก็บไดอยางเปนระบบ 3 ผลงานมีองคประกอบที่สําคัญเกือบครบถวนและสวนใหญจัดเก็บอยางเปนระบบ 2 ผลงานมีองคประกอบที่สําคัญเปนสวนนอยแตบางชิ้นงานมีการจัดเก็บที่เปนระบบ 1 ผลงานขาดองคประกอบที่สําคัญและการจัดเก็บไมเปนระบบ 2. แนวความคิดหลัก 4 ผลงานสะทอนแนวความคิดหลักของนักเรียนที่ไดรับความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มี หลักฐานแสดงวามีการนําความรูไปใชประโยชนไดมาก 3 ผลงานสะทอนแนวความคิดหลักของนักเรียนที่ไดรับความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มี หลักฐานแสดงวาสามารถนําความรูไปใชในสถานการณตัวอยางได 2 ผลงานสะทอนแนวความคิดหลักของนักเรียนวาไดรับความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศ บาง มีหลักฐานแสดงถึงความพยายามที่จะนําไปใชประโยชน 1 ผลงานจัดไมเปนระบบ มีหลักฐานแสดงวามีความรูทางเทคโนโลยีสารสนเทศนอยมาก 3. การประเมินผล 4 มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน รวมทั้งมีการ เสนอแนะโครงการที่เปนไปไดที่จะจัดทําตอไปไวอยางชัดเจนหลายโครงการ 3 มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงาน รวมทั้งการ เสนอแนะโครงการที่ควรจัดทําตอไป
  • 192.
    ระดับคุณภาพ รายการประเมิน 2 มีการประเมินความสามารถและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงานบางรวมทั้งมี การเสนอแนะโครงการที่จะทําตอไปแตไมชัดเจน 1 มีการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและผลงานนอยมากและไมมีขอเสนอแนะใด ๆ 4. การนําเสนอ 4 เขียนบทสรุปและรายงานที่มีระบบดี มีขั้นตอน มีขอมูลครบถวน มีการประเมินผล ครบถวน แสดงออกถึงความคิดริเริ่มสรางสรรค 3 เขียนบทสรุปและรายงานแสดงใหเห็นวามีขั้นตอนการจัดเก็บผลงาน มีการประเมินผล งานเปนสวนมาก 2 เขียนบทสรุปและรายงานแสดงใหเห็นวามีขั้นตอนการจัดเก็บผลงาน มีการประเมินผล เปนบางสวน 1 เขียนบทสรุปและรายงานแสดงใหเห็นวามีขั้นตอนการจัดเก็บผลงาน แตไมมีการ ประเมินผล เกณฑการประเมินโดยภาพรวม ระดับคุณภาพ รายการประเมิน 4 ผลงานมีรายละเอียดมากเพียงพอ ไมมีขอผิดพลาดหรือแสดงถึงความไมเขาใจ มีความ เขาใจในเรื่องที่ศึกษาโดยมีการบูรณาการหรือเชื่อมโยงแนวความคิดหลัก ตาง ๆ เขาดวยกัน 3 ผลงานมีรายละเอียดมากเพียงพอและไมมีขอผิดพลาดหรือแสดงถึงความไมเขาใจ แต ขอมูลตาง ๆ เปนลักษณะของการนําเสนอที่ไมไดบูรณาการระหวางขอมูลกับ แนวความคิดหลักของเรื่องที่ศึกษา 2 ผลงานมีรายละเอียดที่บันทึกไว แตพบวาบางสวนมีความผิดพลาดหรือไมชัดเจน หรือ แสดงถึงความไมเขาใจเรื่องที่ศึกษา 1 ผลงานมีขอมูลนอย ไมมีรายละเอียดบันทึกไว การนําเสนอผลงาน เปนการนําผลจากการศึกษาคนควาเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่รวบรวมไวใน รูปของรายงานหรือชิ้นงานมานําเสนอใหผูอื่นไดรับทราบและเขาใจรูปแบบเนื้อหาและวิธีคิดที่เกี่ยวของ กับผลงานนั้น ๆ รูบริคการประเมินตอไปนี้เปนตัวอยางที่ใชประเมินผลการปฏิบัติงานหรือชิ้นงานที่ครูกําหนดให นักเรียนทํา
  • 193.
    ตัวอยาง แบบประเมินการนําเสนอผลงานของนักเรียน เรื่อง กลุมที่ ผูปฎิบัติ/กลุม ภาคเรียนที่ชั้น รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 2 3 4 1. ความรูในเนื้อหา 2. รูปแบบการนําเสนอ 3. การใชสื่อประกอบการนําเสนอ 4. การตอบคําถาม เกณฑการประเมิน จําแนกตามประเด็นรายการประเมิน มีดังนี้ 1. ความรูในเนื้อหา 4 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาถูกตอง ครบถวน หรือมากกวาที่กําหนด พรอมทั้งอธิบายและขยายความ เนื้อหาได 3 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาถูกตอง ครบถวน แตอธิบายรายละเอียดบางเรื่องไมได 2 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาถูกตองแตไมครบถวน และอธิบายรายละเอียดไดเล็กนอย 1 หมายถึง นําเสนอเนื้อหาเปนบางเรื่อง และไมสามารถอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม 2. รูปแบบการนําเสนอ 4 หมายถึง มีวิธีการนําเสนอที่นาสนใจ ชวนติดตาม และนําเสนอขอมูลหรือผลงานเปนลําดับขั้นตอน อยางชัดเจน 3 หมายถึง มีวิธีการนําเสนอที่นาสนใจ และนําเสนอขอมูลหรือผลงานเปนลําดับขั้นตอน 2 หมายถึง นําเสนอขอมูลหรือผลงานโดยการอาน และจัดหัวขอไวไมเปนระบบ 1 หมายถึง ไมมีการจัดลําดับขอมูลที่นําเสนอ ทําใหผูฟงไมเขาใจเนื้อหาที่นําเสนอ 3. การใชสื่อประกอบการนําเสนอ 4 หมายถึง ใชเทคโนโลยีในการนําเสนอ ใชภาพ แผนภูมิ แผนผัง ประกอบการนําเสนออยางชัดเจน สื่อที่ใชชวยสนับสนุนเนื้อหาและการอธิบายไดเปนอยางดี 3 หมายถึง ใชภาพ แผนภูมิ แผนผัง ประกอบการนําเสนอ สื่อที่ใชชวยสนับสนุนเนื้อหาและการ อธิบายได 2หมายถึงใชภาพแผนภูมิประกอบการนําเสนอบางเปนบางครั้งและสื่อนั้นไมคอยสนับสนุนเนื้อหา สาระที่นําเสนอ 1 หมายถึง ไมใชสื่อประกอบการนําเสนอเลย
  • 194.
    4. การตอบคําถาม 4 หมายถึงเปดโอกาสใหผูฟงแสดงความคิดเห็นหรือซักถาม โดยสามารถตอบคําถามไดถูกตอง พรอมทั้งอธิบายขยายความได 3 หมายถึง สามารถตอบขอซักถามได แตไมสามารถอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม 2 หมายถึง ตอบคําถามงาย ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาที่นําเสนอได 1 หมายถึง ไมสามารถตอบคําถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่นําเสนอได