เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
หัวข้อหลัก
เรียนอย่างไรให้ได้ดี
การเรียนในชั่วโมงแรกนี้เป็นการเรียนเพื่อเตรียมตัวให้นักเรียนมีคุณสมบัติที่สาคัญ
3 ประการ คือ “เรียนดี มีคุณธรรม และก้าวนาเทคโนโลยี” ซึ่งตั้งประเด็นคาถามในการ
เรียนไว้ 3 ข้อคือ
1. เรียนอย่างไรให้ได้ดี
2. คุณธรรมอะไรที่ควรมีอยู่ในใจ
3. เทคโนโลยีใดนามาใช้ในการเรียน
ประเด็นแรกที่ควรเตรียมพร้อมสาหรับการเป็นนักเรียนคือ การถามตนเองว่าเราจะ
เรียนอย่างไรให้ได้ดี ซึ่งต้องตอบคาถามสาคัญให้กับตนเองสองข้อดังนี้
1. เรียนไปทาไม
2. มีวิธีการเรียนอย่างไรจึงจะได้ผลดี
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
เรียนทาไม
พระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐
“การที่บุคคลจะพัฒนาได้ก็ด้วยปัจจัยประการเดียว คือ การศึกษา การศึกษา
นั้นแบ่งเป็นสองส่วน คือ การศึกษาด้านวิชาการส่วนหนึ่ง กับการอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นผู้
มีจิตใจใฝุดีใฝุเจริญ มีปรกติละอายชั่วกลัวบาป ส่วนหนึ่ง การพัฒนาบุคคลจะต้องพัฒนาให้
ครบถ้วนทั้งสองส่วน เพื่อให้บุคคลได้มีความรู้ไว้ใช้ประกอบการ และมีความดีไว้เกื้อหนุน
การประพฤติปฏิบัติทุกอย่าง ให้เป็นไปในทางที่ถูก ที่ควร และอานวยผลเป็นประโยชน์ที่พึง
ประสงค์”
จากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในพิธี
พระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐ สรุป
ใจความได้ว่า ” การศึกษาช่วยให้เราเพิ่มพูนความรู้ความสามารถสาหรับใช้ประกอบการทามา
หากิน และช่วยพัฒนาจิตใจให้เป็นคนดีที่ทาอะไรก็มีแต่เจริญ ”
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
เรียนอย่างไร
เทคนิคการใช้หัวใจนักปราชญ์
มีผู้กล่าวถึงวิธีการเรียนให้ได้ผลดีและประสบความสาเร็จไว้อย่างมากมาย แต่ละคนก็
มีเทคนิควิธีการเรียนตามความถนัด ตามความสนใจ ตามแบบฉบับของตนเอง แต่ก็มี
หลักการที่เป็นที่ยอมรับ มีการนาไปปฏิบัติได้ผลดีและบอกต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ที่จะขอ
นาเสนอไว้ ณ ที่นี้ 2 วิธีคือ
1. คาถาหัวใจนักปราชญ์ ของพระพุทธศาสนา
2. หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหนังสือ 6 ประการจากบทความเรียน
อย่างไรให้เก่ง ของ ผ.ศ.ดร.สมวงษ์ แปลงประสพโชค
คาถาหัวใจนักปราชญ์ คือ สุ จิ ปุ ลิ
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
สุ
สมาธิ
เครื่องคิดเลข
สุ มาจากคาว่า สุต หมายถึง การรับรู้ เรียนรู้ จากการฟัง ดู อ่าน
เทคนิคที่จะช่วยทาให้การ “สุ” ของเรามีประสิทธิภาพมีดังนี้
1. “สุ” อย่างมีสมาธิ
หลักคิดที่จะช่วยให้เรามีสมาธิในการ ฟัง ดู อ่าน คือ
- จดจ่อ จดจ้อง เราต้องเพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่สิ่งที่เรากาลังฟัง ดู
หรืออ่านอย่างตั้งใจ ทาการตัด เพิกเฉยหรือไม่สนใจสิ่งอื่นออกให้หมด
- ประคองให้นาน เมื่อเรารวมศูนย์ความสนใจไปที่สิ่งนั้น ๆ ได้แล้วให้
เราพยายามประคับประคองหรือรักษาความตั้งใจนั้นไว้ให้นานที่สุด
2. ฝึกกดเครื่องคิดเลขช่วยเพิ่มสมาธิในการฟัง
เทคนิคการฝึกสมาธิในการฟังวิธีนี้ต้องอาศัยผู้ช่วยเพื่อให้เป็นคนคอยบอก
โจทย์ หรืออาจใช้วิธีการบันทึกเสียงตัวเองอ่านโจทย์แล้วเปิดจากเครื่องเล่นก็ได้
โดยมีวิธีการฝึกดังนี้
- บอกโจทย์ เช่น 1 + 9 + 3 + 7 + 5
- ผู้ทาการฝึกซ้อมกดเครื่องคิดเลขตามโจทย์
- เพิ่มระดับความยาก เช่น เพิ่มหลักของตัวเลข เพิ่มเสียงรบกวน เพิ่ม
ความเร็วในการอ่านโจทย์ เป็นต้น
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
จิ
อริยสัจ
5W1H
จิ มาจากคาว่า จินต หมายถึง การคิด การจินตนาการ มีความหมายในสอง
แง่มุมคือ เมื่อรับรู้มาจากการฟัง ดู หรืออ่านแล้วต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ และจินตนาการ
ตามไปด้วย หรือในอีกแง่มุมหนึ่งคือ การแสวงหาและได้รับความรู้จากการคิด ใคร่ครวญ
หรือจินตนาการ
ในที่นี้ขอนาเสนอหลักการคิดที่ดีและมีประสิทธิภาพ 2 หลักการ คือ
1. การคิดแบบอริยสัจ (คิดแก้ปัญหา)
มีขั้นตอนในการคิด 4 ขั้นตอนคือ
- ทุกข์ คิดกาหนดปัญหา รับรู้ปัญหา
- สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) คิดวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา
- นิโรธ(ความดับทุกข์) คิดหาเปูาหมาย กาหนดเปูาหมายที่แท้จริง
- มรรค(ทางดับทุกข์) คิดหาทางแก้ ลงมือ สรุปเป็นแนวทางปฏิบัติ
2. 5W1H (คิดวิเคราะห์)
เป็นการคิดแยกแยะองค์ประกอบในเรื่องต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพโดยตอบ
คาถามต่อเรื่องนั้นๆตามคาถาม 6 ข้อดังนี้
- Who ใคร
- What ทาอะไร
- Where ที่ไหน
- When เมื่อไหร่
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
ปุ
ถามใคร
ถามอย่างไร
- Why ทาไม
- How อย่างไร
ปุ มาจากคาว่า ปุจฉา หมายถึง การถาม เป็นการแสวงหาความรู้จากการถาม
ถามเพื่อให้ได้รับความรู้ ถามเพื่อให้หมดข้อสงสัย หรืออีกนัยหนึ่งคือการรู้จักตั้งคาถาม
หลังจากที่ได้ ฟัง ดู อ่าน และคิดมาแล้ว
ถามใคร
- พ่อ แม่
- ครู อาจารย์
- ปราชญ์ ผู้รู้ Google
- มิตร
- ตัวเอง
ถามอย่างไร
- ถามความจา เช่น คืออะไร ที่ไหน หมายถึง เป็นต้น
- ถามความเข้าใจ เช่น แปลได้ว่า เหตุผลคือ ยกตัวอย่าง เป็นต้น
- ถามการนาไปใช้ เช่น คานวณอย่างไร มีวิธีการอย่างไร เป็นต้น
- ถามเชิงวิเคราะห์ เช่น จาแนก เปรียบเทียบ แบ่งกลุ่ม เป็นต้น
- ถามการสังเคราะห์ เช่น สรุป วางแผน แทนที่ด้วย เป็นต้น
- ถามการประเมินค่า เช่น ประเมินได้ว่า เปรียบเทียบกับ...แล้ว เป็นต้น
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
ลิ
Cornell Note
ลิ มาจากคาว่า ลิขิต หมายถึงการเขียน การจดบันทึก เรื่องราว ประสบการณ์
หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มา เพื่อถ่ายทอดความรู้ ทบทวนความจา
วิธีการจดบันทึกที่ผู้เขียนใช้ในปัจจุบันและเห็นว่ามีประสิทธิภาพ เหมาะสมที่จะ
นามาใช้ในการเรียนมีอยู่ 2 วิธีดังนี้
1. Cornell Note
เป็นวิธีการจดบันทึกที่นาเสนอโดยอาจารย์มหาวิทยาลัย Cornell ชื่อว่า
Walter Pauk ในปี ค.ศ. 1950 โดยได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาเรื่อง How to
Study in College
- แบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน ซ้าย ขวา ล่าง ตามขนาดที่ระบุ
- ด้านซ้ายใช้เขียน Keyword หัวข้อ ประเด็น คาถาม
- ด้านขวาใช้จดรายละเอียด
- ด้านล่างใช้เป็นพื้นที่สรุป สะท้อนความคิด หรือเว้นไว้ใช้ภายหลังซึ่ง
มักจะมีอะไรให้เขียนเสมอเมื่อเรากลับมาอ่านทบทวน
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
แผนที่ความคิด
โทนี บูซาน
รู้จัก Mind Map ==> ที่มา http://www.book-dd.com/บทความ/pv/2
Mind Map® หรือ แผนที่ความคิด เป็นวิธีจดบันทึกความคิดด้วยทักษะของ
สมองสองซีก เพื่อให้เห็นภาพของความคิดที่หลากหลายมุมมอง กว้าง และชัดเจน เขียนตาม
ความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้น เขียนเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อย ๆ ช่วยทาให้
สมองได้คิด ได้ทางานตามธรรมชาติใช้จินตนาการอย่างเต็มที่
Mind Map® เป็นการนาความรู้เรื่องสมองมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ธัญญา
ผลอนันต์ นักบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นผู้นาความคิดและวิธี
การเขียน Mind Map® เข้ามาใช้ และเผยแพร่ในประเทศไทย เมื่อปี 2540
ผู้ประสิทธิ์ประสาทคือ โทนี บูซาน (Tony Buzan) ชาวอังกฤษ เมื่อปี
2517 เป็นผู้นาเอาความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้เพื่อการเรียนรู้ของเขา โดยพัฒนาการ
จดบันทึกแบบเดิมที่เป็นตัวอักษร เป็นบรรทัด ๆ เป็นแถว ๆ ใช้ปากกาหรือดินสอสีเดียว
ในการจดบันทึก เปลี่ยนมาเป็นบันทึกด้วยคาสั้น ๆ ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผ่รัศมีออ
กรอบ ๆ ศูนย์กลางเหมือนการแตกแขนงของกิ่งไม้ ใช้สีสันหลากหลาย โทนี บู
ซาน เขียน Mind Map®บันทึกทุก ๆ เรื่อง ทั้งชีวิตส่วนตัวและการงาน เช่น การ
วางแผน การตัดสินใจ การช่วยจา การแก้ปัญหา การนา
เสนอ และการเขียนหนังสือ เป็นต้น
การบันทึกแบบนี้เป็นการใช้ทักษะการทางานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก คือ ซีก
ซ้าย วิเคราะห์ คา ภาษา สัญลักษณ์ จัดลาดับ ความเป็นเหตุเป็นผล ส่วนสมองซีก
ขวา จะทาหน้าที่สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จังหวะ โดย
มีแถบเส้นประสาทคอร์ปัสคอโลซั่มเป็นเสมือนสะพานเชื่อม
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
ข้อดี
ตัวอย่างการเขียน Mind Map
Mind Map® ช่วยคุณได้อย่างไร ?
Mind Map® สามารถช่วยคุณทาอะไรได้หลายอย่าง
ตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น !
Mind Map® ช่วยให้คุณ :
เห็นความคิด และคิดความเห็น
มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
แก้ปัญหา
สอบผ่านด้วยเกรดที่ดี
ประหยัดเวลา
จัดระเบียบและเห็นความคิดอย่างชัดเจน
มีสมาธิ ความจาดีขึ้น
เรียนรู้ได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สนุกสนานกับการเรียน มองเห็นภาพรวมทั้งหมด
ช่วยในการวางแผน ช่วยในการสื่อสาร
รอดชีวิต !! (จากเรื่องหน้าแตก)
อนุรักษ์ต้นไม้ (ประหยัดกระดาษ) ฯลฯ
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
การเขียน
กฏของการเขียน MIND MAP®
ข้อแนะนาในการเขียน Mind Map®
1. แก่นแกน (ภาพกลาง) มีขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ถ้าใหญ่จะทาให้เหลือ
เนื้อที่สาหรับขยายกิ่งก้าน สาขาของมายด์แมปออกไปได้น้อยลง แต่ถ้าเล็กไปก็จะทาให้ไม่
น่าสนใจสมองไม่จา ขนาดที่เหมาะสมสาหรับกระดาษขนาด เอ 4 คือเหรียญ 10 บาท
2. ห้ามล้อมแก่นแกน ด้วยเส้นรอบวงใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นว่าจะมีนัยสัมพันธ์กับเรื่องนั้น
ๆ เช่น อาณาเขตเกาะ หรือประเทศ ปกหนังสือ
3. เส้นของกิ่งแก้วต้องโยงเชื่อมต่อกับแก่นแกนเสมอ ต้องมีจุดใดจุดหนึ่งสัมผัสกับส่วนใด
ส่วนหนึ่งของแก่นแกน เส้นจะลอยอยู่โดด ๆ ไม่ได้ ในกิ่งแก้วเดียวกัน กิ่งก้อยที่แตก
ออกมาก็ต้องเชื่อมต่อกันด้วย
4. คายิ่งสั้นยิ่งดี หากเขียนเพื่อคิดต่อต้องพยายามให้คาสั้นที่สุด เป็นคามูลได้ยิ่งดี แต่หาก
เขียนเพื่อจดจาแล้วใช้คามูลหลายคาได้ (คามูลคือคาที่มีหนึ่งหรือหลายพยางค์ และมี
ความหมายอย่างน้อยหนึ่งความหมาย เช่น กิน มะม่วง มะละกอ)
5. เส้นต้องมีความยาวสัมพันธ์กับคาหรือภาพ หากเส้นยาวมากเกินไปจะทาให้เสียพื้นที่ใน
การขยายไปโดยไม่จาเป็น นอกจากนั้น เมื่อเส้นยาวเท่า ๆ กับคาแล้ว ยังช่วยในการฟื้น
ความจาไว้เมื่อนึกคาไม่ออกว่าคานั้น ควรจะสั้นหรือยาวเท่าไร
6. กิ่งก้อย ที่แตกแขนงออกมาจาก กิ่งแก้วเดียวกันควรมีสีเดียวกันทั้งแขนง เพื่อช่วยให้จา
ง่าย จาเป็นชุด ๆ ไปนอกจากนั้น หากเขียนมายด์แมปชานาญขึ้น เราอาจใช้สีประจากับ
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
ความคิดต่าง ๆ เช่น สีแดงกับเรื่องด่วน เมื่อใช้สีที่ส่อไปถึงเนื้อหาด้วยแล้ว ก็จะยิ่งผูกโยง
เรื่องไว้กับหลาย ๆ สิ่งทาให้เราจาง่ายขึ้น
7. ต้องแตกกิ่ง ณ จุดสุดท้ายของเส้นเสมอ อย่าไปแยกกิ่งออกมาจากกลางเส้น ยกเว้น
กรณีที่มีข้อย่อยมากมาย จนแตกปลายเส้นไม่หมด การแตกกิ่งจากกลางเส้นทาให้ความคิดไม่
ลื่นไหลเท่าที่ควร
8. เวลาเขียนมายด์แมปบนกระดาษแผ่นเดียว ระวังอย่าหมุนกระดาษกลับเป็นวงกลมจนทาให้
เขียนคาบางคากลับหัวกลับหาง อ่านยาก พยายามเอียงกระดาษไปทางซ้ายหรือขวาให้ไม่เกิน
50 องศา
9. ไม่ควรใช้วลีหรือประโยค ในมายด์แมป เลือกแต่คาที่เป็นประเด็นหลักเท่านั้น เลือกคาที่
สั้น กระชับ ตรงประเด็น เขียนแต่ คามูล เท่านั้นจะดีที่สุด
10. เส้นทุกเส้น ของกิ่งแก้วและกิ่งก้อย ต้องโยงเชื่อมต่อกัน อย่าเขียนเส้นให้ขาดหรือแหว่ง
เพื่อให้ความคิดเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
11. ห้ามเขียนภาพ หรือ คา แล้วล้อมด้วยวงกลมหรือรูปเหลี่ยม เพราะทาให้ความคิดไม่ลื่น
ไหล ทั้งยังเสียพื้นที่ในช่วงของเส้นที่ไม่มีคาไปโดยเปล่าประโยชน์ หากต้องการเน้น คา
หรือ ภาพ ให้เขียนลง “บน” เส้น แล้วค่อยล้อมวงรอบให้วงอยู่ส่วนบนของเส้น
เช่นเดียวกับคา หรือภาพที่ต้องการเน้น อย่าลืมเขียนเส้นให้ยาวเกินวงกลมหรือสี่เหลี่ยม
ออกมาเล็กน้อย เพื่อเปิดโอกาสไว้ต่อความคิดในอนาคต
12. ห้ามเขียนคา/ภาพปิดท้ายเส้น เพราะเป็นการปิดกั้นไม่ชวนให้คิดต่อ ยกเว้นเมื่อเขียนจบ
แล้ว จะวาดภาพประกอบปิดท้ายปลายกิ่ง เพื่อความสวยงามได้ แต่จะให้ดีก็ควรมีเส้นรองรับ
ไว้ด้วย
13. ห้ามเขียนคา/ภาพทั้งบนและใต้กิ่งเดียวกัน เพราะหากกิ่งนั้นแตกแขนงออกไปจะ
สับสนว่าข้อความที่แตกออกมาเชื่อมกับคาบนหรือคาล่าง ยกเว้นว่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่
เป็นคนละภาษาหรือใช้ศัพท์ที่ต่างกัน
14. หลีกเลี่ยงการแตกกิ่งไปทางทิศเหนือหรือใต้ (บนล่าง) เพราะไม่สะดวกเวลาเขียน
และเวลาอ่าน
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
หลัก 6 ประการในการเพิ่ม
ประสิทธิภาพการเรียน
หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหนังสือ 6 ประการซึ่งมีผู้นาไปปฏิบัติแล้ว
ได้ผลดีมีดังนี้
1. สะสม(Gradual) เรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะสมวันละนิดไม่ใช่หักโหมก่อน
สอบ
2. ทาซ้า( Repetition) ทบทวน ท่อง และทาแบบฝึกหัดซ้า ๆ
3. ย้ารางวัล(Reinforcement) ควรให้รางวัลตัวเองเมื่อ ทางานสาเร็จในแต่ละครั้ง
เพื่อให้ขยันขึ้น
4. ขยันคิด(Active Learning) จงใส่ใจคิดตามเสมออย่าฟังหรืออ่านไปเรื่อย ๆ
5. ฟิตปฏิบัติ(Practice) ต้องลงมือปฏิบัติให้เกิดความชานาญไม่ใช่รู้แต่ทฤษฏีอย่าง
เดียว การลงมือปฏิบัติจริงจะทาให้จาแม่นยาเกิดการถ่ายโยงความจาระยะสั้นให้เป็นระยะยาว
6. หาทางบังคับตัวเอง (Stimulus Control) โดยอาศัยการจัดสิ่งแวดล้อมเป็น
ตัวเร่งและกระตุ้น
จากหลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน 6 ประการดังกล่าว ถ้าเราปฏิบัติตนให้ถูก
วิธี เราจะประสบผลสาเร็จ
ที่มา : บทความโดย : ผ.ศ.ดร.สมวงษ์ แปลงประสพโชค ศูนย์พัฒนาสื่อการเรียนการ
สอนคณิตศาสตร์ พระนคร http://www.ripn-math.com/doc/bb_002.doc
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ http://ripn-math.com/?page_id=627
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
คุณธรรมอะไรควรมีประจาใจ
คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ
๑. ขยัน คือ ผู้ที่มีความตั้งใจเพียรพยายามทาหน้าที่การงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องใน
เรื่องที่ถูกที่ควร สู้งานมีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทา ตั้งใจ
ทาหน้าที่อย่างจริงจัง
๒. ประหยัด คือ ผู้ที่ดาเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน
คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า ไม่ฟุุมเฟือย ฟุูงเฟูอ
รู้จักทาบัญชีรายรับ – รายจ่าย ของตนเองอยู่เสมอ
๓. ซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ มีความ
จริงใจปลอดจากความรู้สึกสาเอียง หรืออคติ ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม
รับรู้หน้าที่ของตนเองปฏิบัติอย่างเต็มที่และถูกต้อง
๔. มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร
และประเทศ โดยที่ตนยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจยึดมั่นใน ระเบียบแบบแผน
ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ รวมถึงการมีวินัยทั้งต่อตนเองและสังคม
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
PAPA
๕. สุภาพ คือ ผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มีสัมมาคารวะ
เรียบร้อยไม่ก้าวร้าว รุนแรง หรือวางอานาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทางเป็นผู้มีมารยาทดี
งามวางตนเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย
๖. สะอาด คือ ผู้ที่รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตาม
สุขลักษณะ ฝึกฝนจิตไม่ให้ขุ่นมัว มีความแจ่มใสอยู่เสมอ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ
และสภาพแวดล้อมมีความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทาให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น
๗. สามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งใน
ฐานะผู้นาและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้การงาน
สาเร็จลุล่วง สามารถแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุมีผล ยอมรับความ
แตกต่าง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดและความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่
ร่วมกันอย่างสันติและสมานฉันท์
๘. มีน้าใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน
เพื่อทาประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เห็นอก เห็นใจ และเห็นคุณค่าในเพื่อมนุษย์และผู้ที่มีความเดียด
ร้อน มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกายและสติปัญญาลงมือ
ปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/32103
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
โดยทั่วไป เมื่อพิจารณาถึงจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ
แล้ว จะกล่าวถึงใน 4 ประเด็น ที่รู้จักกันในลักษณะตัวย่อว่า PAPA ประกอบด้วย
ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลาพัง และ
เป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้
ครอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์การต่างๆ
ปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่เป็นข้อหน้าสังเกตดังนี้
1. การเข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในกเครื่อง
คอมพิวเตอร์ รวมทั้งการบันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์
และกลุ่มข่าวสาร
2. การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล เช่น
บริษัทใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับหรือเฝูาดูการปฏิบัติงาน/การใช้บริการของ
พนักงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการติดตามการทางานเพื่อการพัฒนาคุณภาพการใช้
บริการ แต่กิจกรรมหลายอย่างของพนักงานก็ถูกเฝูาดูด้วย พนักงานสูญเสียความ
เป็นส่วนตัว ซึ่งการกระทาเช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม
3. การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด
4. การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัว
อื่นๆ เพื่อนาไปสร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าขึ้นมาใหม่ แล้วนาไปขายให้กับบริษัทอื่น
ดังนั้น เพื่อเป็นการปูองกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ
สารสนเทศ จีงควรจะต้องระวังการให้ข้อมูล โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีการใช้
โปรโมชั่น หรือระบุให้มีการลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต และที่อยู่
อีเมล
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
ความถูกต้อง (Information Accuracy)
ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่
สาคัญประการหนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถือมาก
น้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความถูกต้องในการบันทึกข้อมูลด้วย ประเด็นด้านจริยธรรมที่
เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของข้อมูล โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความ
ถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บและเผยแพร่ เช่น ในกรณีที่องค์การให้ลูกค้าลงทะเบียนด้วย
ตนเอง หรือกรณีของข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ อีกประเด็นหนึ่ง คือ จะทรายได้
อย่างไรว่าข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากความจงใจ และผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบหาก
เกิดข้อผิดพลาด ดังนั้น ในการจัดทาข้อมูลและสารสนเทศให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือนั้น
ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนาเข้าฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุง
ข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบ
ความถูกต้องของข้อมูลของตนเองได้ เช่น ผุ้สอนสามารถดูคะแนนของนักศึกษาในความ
รับผิดชอบ หรือที่สอนเพื่อตรวจสอบว่าคะแนนที่ปูอนไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง
ความเป็นเจ้าของ (Information Property)
สิทธิความเป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็น
ทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรืออาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญา
(ความคิด) ที่จับต้องไม่ได้ เช่น บทเพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถถ่ายทอดและ
บันทึกลงในสื่อต่างๆ ได้ เช่น สิ่งพิมพ์ เทป ซีดีรอม เป็นต้น
ในสังคมของเทคโนโลยีสารสนเทศ มักจะกล่าวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เมื่อ
ท่านซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการจดลิขสิทธิ์ นั่นหมายความว่าท่านได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ใน
การใช้ซอฟต์แวร์นั้น สาหรับท่านเองหลังจากที่ท่านเปิดกล่องหรือบรรจุภัณฑ์แล้ว หมายถึง
ว่าท่านได้ยอมรับข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในการใช้สินค้านั้น ซึ่งลิขสิทธิ์ในการใช้จะแตกต่าง
กันไปในแต่ละสินค้าและบริษัท บางโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะอนุญาตให้ติดตั้งได้เพียงครั้ง
เดียว หรือไม่อนุญาตให้ใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ท่าน
เป็นเจ้าของ และไม่มีผู้อื่นใช้ก็ตาม ในขณะที่บางบริษัทอนุญาตให้ใช้โปรแกรมนั้นได้หลายๆ
เครื่อง ตราบใดที่ท่านยังเป็นบุคคลที่มีสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมา
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
การคัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับเพื่อน เป็นการกระทาที่จะต้องพิจารณาให้
รอบคอบก่อนว่าโปรแกรมที่จะทาการคัดลอกนั้น เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ท่านมีสิทธ์ใน
ระดับใด ตัวอย่างเช่น
copyright หรือ software license -ท่านซื้อลิทสิทธิ์มา และมีสิทธิ์ใช้
shareware -ให้ทดลองใช้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ
freeware -ใช้งานได้ฟรี คัดลอก และเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้
การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility)
ปัจจุบันการเข้าใช้งานโปรแกรม หรือระบบคอมพิวเตอร์มักจะมีการกาหนดสิทธิตาม
ระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปูองกันการเข้าไปดาเนินการต่างๆ กับข้อมูลของผู้ใช้ที่
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของข้อมูล ตัวอย่างสิทธิในการใช้งานระบบ
เช่น การบันทึก การแก้ไข/ปรับปรุง และการลบ เป็นต้น ดังนั้น ในการพัฒนาระบบ
คอมพิวเตอร์จึงได้มีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงของผู้ใช้ และการ
เข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น ก็ถือเป็นการผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการ
ละเมิดข้อมูลส่วนตัว
ในการใช้งานคอมพิวเตอร์และเครือข่ายร่วมกันให้เป็นระเบียบ หากผู้ใช้ร่วมใจกัน
ปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดแล้ว การผิดจริยธรรมตาม
ประเด็นดังที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะไม่เกิดขึ้น
ที่มา http://www.bs.ac.th/2548/e_bs/G7/kanokjit/pageA.html
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
บัญญัติ 10 ประการ
บัญญัติ 10 ประการ สาหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
อาจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ ได้กล่าวถึงบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้เสมือนเป็นแม่บทของการ ปฏิบัติ ผู้ใช้พึงระลึกและเตือนความจา
เสมอ มีดังนี้
1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทาร้าย หรือละเมิดผู้อื่น
2. ต้องไม่รบกวนการทางานของผู้อื่น
3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟูมข้อมูลของผู้อื่น
4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์
7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
8. ต้องไม่นาเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
9. ต้องคานึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทาของท่าน
10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบ กติกา และมีมารยาท
จรรยาบรรณ เป็นสิ่งที่ทาให้สังคมอินเทอร์เน็ตเป็นระเบียบ ความรับผิดชอบต่อ
สังคมเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังกฎเกณฑ์ ของแต่ละ เครือข่าย จะต้องมีการวางระเบียบ
เพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบ และเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน บางเครือข่ายมี
บทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การปฏิบัติผิดกฎเกณฑ์ของเครือข่าย จะต้องตัดสิทธิ์การเป็นผู้ใช้
ของเครือข่าย
ในอนาคตจะมีการใช้ เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นจานวนมาก จรรยาบรรณจึงเป็น
สิ่งที่ช่วยให้สังคมอินเทอร์เน็ต สงบสุข หากมีการละเมิดอย่างรุนแรง กฎหมายจะเข้ามามี
บทบาทต่อไป
ที่มา http://home.kku.ac.th/regis/student/Unnamed%20Site%201/Untitled-8.htm
อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Ten_Commandments_of_Computer_Ethics
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
เทคโนโลยีใดใช้ได้ในการเรียน
ห้องเรียนกลับทาง
คืออะไร
ห้องเรียนกลับทางมีกาเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕ ปีมาแล้ว เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณ
ความเป็นครูเพื่อศิษย์ของครูบ้านนอกในสหรัฐอเมริกา ๒ คน คือ Jonathan Bergman
และ Aaron Sams ที่ต้องการช่วยนักเรียนที่มีปัญหาตามชั้นเรียนไม่ทัน เพราะต้อง
ขาดเรียนไปเล่นกีฬาหรือไปทากิจกรรม หรือเพราะเขาเรียนรู้ได้้ช้า
ICT ช่วยให้ครูทาวิดีโอสอนวิชาได้โดยง่าย และเอาไปแขวนไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ฟรี ให้
ศิษย์ที่ขาดเรียนเข้าไปเรียนได้ ศิษย์ที่เรียนช้าก็เข้าไปทบทวนได้อีก ไม่ต้องพึ่งการจด
ผิดๆ ถูกๆ ตกๆ หล่นๆ อีกต่อไป ครูก็สบาย ไม่ต้องสอนซ้าแก่เด็กที่ขาดเรียนไปทา
กิจกรรม
แค่คุณค่าของวิดีโอบทเรียนที่แขวนไว้บนอินเทอร์เน็ตไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มันนาไปสู่การ
กลับทางการเรียนรู้ของศิษย์
วิดีโอบทเรียนที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ช่วยให้นักเรียนไม่จาเป็นต้องใช้เวลาที่โรงเรียนในการ
เรียนเนื้อวิชา แต่ใช้เวลาให้เกิดคุณค่าต่อตนเองมากกว่านั้น คือใช้สาหรับฝึกแปลง
เนื้อความรู้ไปเป็นสาระหรือความเข้าใจที่เชื่อมโยงกับโลกหรือกับชีวิตจริง ซึ่งช่วงเวลา
ฝึกหัดนี้ต้องการความช่วยเหลือจากครู
เท่ากับผู้เขียนหนังสือทั้ง ๒ ท่านนี้ ได้ค้นพบวิธีเรียนรู้แบบกลับทาง คือเรียนวิชาที่บ้าน
ทาการบ้านที่โรงเรียน หรือรับถ่ายทอดความรู้ที่บ้าน แล้วมาสร้างความรู้ต่อยอดจาก
วิชาที่รับถ่ายทอดมา ให้เป็นความรู้ที่สอดคล้องกับชีวิต ทาให้เกิดการเรียนรู้ที่มีพลัง เกิด
ทักษะ ที่เรียกว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑
ที่มา วิจารณ์ พานิช http://www.gotoknow.org/posts/500445
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
ทาอย่างไร
ครู
สอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียนของตนเอง
เมื่อใช้ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนไป ชีวิต
ครูเปลี่ยนไป และพฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไป
ในห้องเรียนแบบเดิม นักเรียนนั่งฟัง รับคาสั่ง และรับถ่ายทอด แล้วตอบข้อสอบ
เพื่อพิสูจน์ว่าตนได้เรียนรู้ สภาพเช่นนี้ได้ผลต่อเด็กส่วนน้อย เด็กอีกจานวนหนึ่งหมดความ
สนใจ และหลุดไปจากกระบวนการเรียนรู้
แต่ในห้องเรียนแบบ กลับทางและเรียนให้รู้จริง นักเรียนรับผิดชอบต่อการเรียน
ของตนเอง การเรียนไม่ใช่สิ่งที่กระทาต่อนักเรียน แต่กลายเป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของ
เป็นผู้กระทา และจะเป็นทักษะที่ติดตัวตลอดไป
เมื่อกลับทางห้องเรียนในช่วงแรก เด็กอาจไม่คุ้น และอาจต่อต้าน แต่เมื่อ
ดาเนินการไประยะหนึ่ง เด็กจะเห็นคุณค่า และจะเปลี่ยนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนอย่าง
ขมีขมัน
ที่มา วิจารณ์ พานิช http://www.gotoknow.org/posts/502280
ครูใช้เวลาที่บ้านเพื่อผลิตสื่อ อัดวิดีโอการสอน แขวนสื่อไว้บนอินเทอร์เน็ต รวมทั้ง
อาจใช้เวลาในการตอบข้อสงสัยออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
ผู้ปกครอง
นักเรียน
ผู้ปกครองสามารถช่วยสอนลูกหลานตนเอง หรือบางคนอาจเรียนไปพร้อมกับลูกๆ
โดยที่สามารถเห็นความตั้งใจ ความใส่ใจการเรียนและพัฒนาการของลูกหลานตนได้ที่บ้าน
โดยไม่ต้องรอสอบถามพฤติกรรมการเรียนจากครูที่โรงเรียน
นักเรียนปรับพฤติกรรมการเรียนโดยการ
- เรียนเนื้อหาวิชาที่บ้านก่อนไปทากิจกรรมที่โรงเรียน ซึ่งสามารถเลือกสื่อการ
เรียนได้ตามความพร้อม ความถนัด หรือความสนใจตามที่ครูได้จัดเตรียมไว้ให้
- บันทึกหลักฐานการเรียนตามที่ครูกาหนด
- ในชั่วโมงเรียน จะมีกิจกรรมถามตอบและส่งหลักฐานการเรียนด้วยตนเองที่บ้าน
โดยหากใครไม่ส่ง จะต้องไปเรียนที่มุมซ่อมเสริมโดยอาจไม่ได้ร่วมกิจกรรมในชั่วโมงเรียนและ
อาจเสียคะแนนกิจกรรมนั้นก็เป็นได้
- กิจกรรมในชั่วโมงเรียนจะเป็น กิจกรรมกลุ่ม การฝึกปฏิบัติ หรือทาแบบฝึก
เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยี ครูเพียว
ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ
เว็บไซต์เพื่อการศึกษา
Search Engine
คอมพิวเตอร์
น่าสนใจ
แนะนาสุดยอดเว็บไซต์ดีเด่นทั้งไทยและต่างประเทศ
http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5361347

เรียนดีมีคุณธรรมก้าวนำเทคโนโลยี(Cornell Note Style)

  • 1.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ หัวข้อหลัก เรียนอย่างไรให้ได้ดี การเรียนในชั่วโมงแรกนี้เป็นการเรียนเพื่อเตรียมตัวให้นักเรียนมีคุณสมบัติที่สาคัญ 3 ประการ คือ “เรียนดี มีคุณธรรม และก้าวนาเทคโนโลยี” ซึ่งตั้งประเด็นคาถามในการ เรียนไว้ 3 ข้อคือ 1. เรียนอย่างไรให้ได้ดี 2. คุณธรรมอะไรที่ควรมีอยู่ในใจ 3. เทคโนโลยีใดนามาใช้ในการเรียน ประเด็นแรกที่ควรเตรียมพร้อมสาหรับการเป็นนักเรียนคือ การถามตนเองว่าเราจะ เรียนอย่างไรให้ได้ดี ซึ่งต้องตอบคาถามสาคัญให้กับตนเองสองข้อดังนี้ 1. เรียนไปทาไม 2. มีวิธีการเรียนอย่างไรจึงจะได้ผลดี
  • 2.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ เรียนทาไม พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐ “การที่บุคคลจะพัฒนาได้ก็ด้วยปัจจัยประการเดียว คือ การศึกษา การศึกษา นั้นแบ่งเป็นสองส่วน คือ การศึกษาด้านวิชาการส่วนหนึ่ง กับการอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นผู้ มีจิตใจใฝุดีใฝุเจริญ มีปรกติละอายชั่วกลัวบาป ส่วนหนึ่ง การพัฒนาบุคคลจะต้องพัฒนาให้ ครบถ้วนทั้งสองส่วน เพื่อให้บุคคลได้มีความรู้ไว้ใช้ประกอบการ และมีความดีไว้เกื้อหนุน การประพฤติปฏิบัติทุกอย่าง ให้เป็นไปในทางที่ถูก ที่ควร และอานวยผลเป็นประโยชน์ที่พึง ประสงค์” จากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในพิธี พระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๐ สรุป ใจความได้ว่า ” การศึกษาช่วยให้เราเพิ่มพูนความรู้ความสามารถสาหรับใช้ประกอบการทามา หากิน และช่วยพัฒนาจิตใจให้เป็นคนดีที่ทาอะไรก็มีแต่เจริญ ”
  • 3.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ เรียนอย่างไร เทคนิคการใช้หัวใจนักปราชญ์ มีผู้กล่าวถึงวิธีการเรียนให้ได้ผลดีและประสบความสาเร็จไว้อย่างมากมาย แต่ละคนก็ มีเทคนิควิธีการเรียนตามความถนัด ตามความสนใจ ตามแบบฉบับของตนเอง แต่ก็มี หลักการที่เป็นที่ยอมรับ มีการนาไปปฏิบัติได้ผลดีและบอกต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ที่จะขอ นาเสนอไว้ ณ ที่นี้ 2 วิธีคือ 1. คาถาหัวใจนักปราชญ์ ของพระพุทธศาสนา 2. หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหนังสือ 6 ประการจากบทความเรียน อย่างไรให้เก่ง ของ ผ.ศ.ดร.สมวงษ์ แปลงประสพโชค คาถาหัวใจนักปราชญ์ คือ สุ จิ ปุ ลิ
  • 4.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ สุ สมาธิ เครื่องคิดเลข สุ มาจากคาว่า สุต หมายถึง การรับรู้ เรียนรู้ จากการฟัง ดู อ่าน เทคนิคที่จะช่วยทาให้การ “สุ” ของเรามีประสิทธิภาพมีดังนี้ 1. “สุ” อย่างมีสมาธิ หลักคิดที่จะช่วยให้เรามีสมาธิในการ ฟัง ดู อ่าน คือ - จดจ่อ จดจ้อง เราต้องเพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่สิ่งที่เรากาลังฟัง ดู หรืออ่านอย่างตั้งใจ ทาการตัด เพิกเฉยหรือไม่สนใจสิ่งอื่นออกให้หมด - ประคองให้นาน เมื่อเรารวมศูนย์ความสนใจไปที่สิ่งนั้น ๆ ได้แล้วให้ เราพยายามประคับประคองหรือรักษาความตั้งใจนั้นไว้ให้นานที่สุด 2. ฝึกกดเครื่องคิดเลขช่วยเพิ่มสมาธิในการฟัง เทคนิคการฝึกสมาธิในการฟังวิธีนี้ต้องอาศัยผู้ช่วยเพื่อให้เป็นคนคอยบอก โจทย์ หรืออาจใช้วิธีการบันทึกเสียงตัวเองอ่านโจทย์แล้วเปิดจากเครื่องเล่นก็ได้ โดยมีวิธีการฝึกดังนี้ - บอกโจทย์ เช่น 1 + 9 + 3 + 7 + 5 - ผู้ทาการฝึกซ้อมกดเครื่องคิดเลขตามโจทย์ - เพิ่มระดับความยาก เช่น เพิ่มหลักของตัวเลข เพิ่มเสียงรบกวน เพิ่ม ความเร็วในการอ่านโจทย์ เป็นต้น
  • 5.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ จิ อริยสัจ 5W1H จิ มาจากคาว่า จินต หมายถึง การคิด การจินตนาการ มีความหมายในสอง แง่มุมคือ เมื่อรับรู้มาจากการฟัง ดู หรืออ่านแล้วต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ และจินตนาการ ตามไปด้วย หรือในอีกแง่มุมหนึ่งคือ การแสวงหาและได้รับความรู้จากการคิด ใคร่ครวญ หรือจินตนาการ ในที่นี้ขอนาเสนอหลักการคิดที่ดีและมีประสิทธิภาพ 2 หลักการ คือ 1. การคิดแบบอริยสัจ (คิดแก้ปัญหา) มีขั้นตอนในการคิด 4 ขั้นตอนคือ - ทุกข์ คิดกาหนดปัญหา รับรู้ปัญหา - สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) คิดวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา - นิโรธ(ความดับทุกข์) คิดหาเปูาหมาย กาหนดเปูาหมายที่แท้จริง - มรรค(ทางดับทุกข์) คิดหาทางแก้ ลงมือ สรุปเป็นแนวทางปฏิบัติ 2. 5W1H (คิดวิเคราะห์) เป็นการคิดแยกแยะองค์ประกอบในเรื่องต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพโดยตอบ คาถามต่อเรื่องนั้นๆตามคาถาม 6 ข้อดังนี้ - Who ใคร - What ทาอะไร - Where ที่ไหน - When เมื่อไหร่
  • 6.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ ปุ ถามใคร ถามอย่างไร - Why ทาไม - How อย่างไร ปุ มาจากคาว่า ปุจฉา หมายถึง การถาม เป็นการแสวงหาความรู้จากการถาม ถามเพื่อให้ได้รับความรู้ ถามเพื่อให้หมดข้อสงสัย หรืออีกนัยหนึ่งคือการรู้จักตั้งคาถาม หลังจากที่ได้ ฟัง ดู อ่าน และคิดมาแล้ว ถามใคร - พ่อ แม่ - ครู อาจารย์ - ปราชญ์ ผู้รู้ Google - มิตร - ตัวเอง ถามอย่างไร - ถามความจา เช่น คืออะไร ที่ไหน หมายถึง เป็นต้น - ถามความเข้าใจ เช่น แปลได้ว่า เหตุผลคือ ยกตัวอย่าง เป็นต้น - ถามการนาไปใช้ เช่น คานวณอย่างไร มีวิธีการอย่างไร เป็นต้น - ถามเชิงวิเคราะห์ เช่น จาแนก เปรียบเทียบ แบ่งกลุ่ม เป็นต้น - ถามการสังเคราะห์ เช่น สรุป วางแผน แทนที่ด้วย เป็นต้น - ถามการประเมินค่า เช่น ประเมินได้ว่า เปรียบเทียบกับ...แล้ว เป็นต้น
  • 7.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ ลิ Cornell Note ลิ มาจากคาว่า ลิขิต หมายถึงการเขียน การจดบันทึก เรื่องราว ประสบการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มา เพื่อถ่ายทอดความรู้ ทบทวนความจา วิธีการจดบันทึกที่ผู้เขียนใช้ในปัจจุบันและเห็นว่ามีประสิทธิภาพ เหมาะสมที่จะ นามาใช้ในการเรียนมีอยู่ 2 วิธีดังนี้ 1. Cornell Note เป็นวิธีการจดบันทึกที่นาเสนอโดยอาจารย์มหาวิทยาลัย Cornell ชื่อว่า Walter Pauk ในปี ค.ศ. 1950 โดยได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาเรื่อง How to Study in College - แบ่งกระดาษออกเป็น 3 ส่วน ซ้าย ขวา ล่าง ตามขนาดที่ระบุ - ด้านซ้ายใช้เขียน Keyword หัวข้อ ประเด็น คาถาม - ด้านขวาใช้จดรายละเอียด - ด้านล่างใช้เป็นพื้นที่สรุป สะท้อนความคิด หรือเว้นไว้ใช้ภายหลังซึ่ง มักจะมีอะไรให้เขียนเสมอเมื่อเรากลับมาอ่านทบทวน
  • 8.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ แผนที่ความคิด โทนี บูซาน รู้จัก Mind Map ==> ที่มา http://www.book-dd.com/บทความ/pv/2 Mind Map® หรือ แผนที่ความคิด เป็นวิธีจดบันทึกความคิดด้วยทักษะของ สมองสองซีก เพื่อให้เห็นภาพของความคิดที่หลากหลายมุมมอง กว้าง และชัดเจน เขียนตาม ความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้น เขียนเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อย ๆ ช่วยทาให้ สมองได้คิด ได้ทางานตามธรรมชาติใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ Mind Map® เป็นการนาความรู้เรื่องสมองมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ธัญญา ผลอนันต์ นักบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นผู้นาความคิดและวิธี การเขียน Mind Map® เข้ามาใช้ และเผยแพร่ในประเทศไทย เมื่อปี 2540 ผู้ประสิทธิ์ประสาทคือ โทนี บูซาน (Tony Buzan) ชาวอังกฤษ เมื่อปี 2517 เป็นผู้นาเอาความรู้เรื่องสมองมาปรับใช้เพื่อการเรียนรู้ของเขา โดยพัฒนาการ จดบันทึกแบบเดิมที่เป็นตัวอักษร เป็นบรรทัด ๆ เป็นแถว ๆ ใช้ปากกาหรือดินสอสีเดียว ในการจดบันทึก เปลี่ยนมาเป็นบันทึกด้วยคาสั้น ๆ ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผ่รัศมีออ กรอบ ๆ ศูนย์กลางเหมือนการแตกแขนงของกิ่งไม้ ใช้สีสันหลากหลาย โทนี บู ซาน เขียน Mind Map®บันทึกทุก ๆ เรื่อง ทั้งชีวิตส่วนตัวและการงาน เช่น การ วางแผน การตัดสินใจ การช่วยจา การแก้ปัญหา การนา เสนอ และการเขียนหนังสือ เป็นต้น การบันทึกแบบนี้เป็นการใช้ทักษะการทางานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก คือ ซีก ซ้าย วิเคราะห์ คา ภาษา สัญลักษณ์ จัดลาดับ ความเป็นเหตุเป็นผล ส่วนสมองซีก ขวา จะทาหน้าที่สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จังหวะ โดย มีแถบเส้นประสาทคอร์ปัสคอโลซั่มเป็นเสมือนสะพานเชื่อม
  • 9.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ ข้อดี ตัวอย่างการเขียน Mind Map Mind Map® ช่วยคุณได้อย่างไร ? Mind Map® สามารถช่วยคุณทาอะไรได้หลายอย่าง ตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ! Mind Map® ช่วยให้คุณ : เห็นความคิด และคิดความเห็น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แก้ปัญหา สอบผ่านด้วยเกรดที่ดี ประหยัดเวลา จัดระเบียบและเห็นความคิดอย่างชัดเจน มีสมาธิ ความจาดีขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น สนุกสนานกับการเรียน มองเห็นภาพรวมทั้งหมด ช่วยในการวางแผน ช่วยในการสื่อสาร รอดชีวิต !! (จากเรื่องหน้าแตก) อนุรักษ์ต้นไม้ (ประหยัดกระดาษ) ฯลฯ
  • 10.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ การเขียน กฏของการเขียน MIND MAP® ข้อแนะนาในการเขียน Mind Map® 1. แก่นแกน (ภาพกลาง) มีขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ถ้าใหญ่จะทาให้เหลือ เนื้อที่สาหรับขยายกิ่งก้าน สาขาของมายด์แมปออกไปได้น้อยลง แต่ถ้าเล็กไปก็จะทาให้ไม่ น่าสนใจสมองไม่จา ขนาดที่เหมาะสมสาหรับกระดาษขนาด เอ 4 คือเหรียญ 10 บาท 2. ห้ามล้อมแก่นแกน ด้วยเส้นรอบวงใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นว่าจะมีนัยสัมพันธ์กับเรื่องนั้น ๆ เช่น อาณาเขตเกาะ หรือประเทศ ปกหนังสือ 3. เส้นของกิ่งแก้วต้องโยงเชื่อมต่อกับแก่นแกนเสมอ ต้องมีจุดใดจุดหนึ่งสัมผัสกับส่วนใด ส่วนหนึ่งของแก่นแกน เส้นจะลอยอยู่โดด ๆ ไม่ได้ ในกิ่งแก้วเดียวกัน กิ่งก้อยที่แตก ออกมาก็ต้องเชื่อมต่อกันด้วย 4. คายิ่งสั้นยิ่งดี หากเขียนเพื่อคิดต่อต้องพยายามให้คาสั้นที่สุด เป็นคามูลได้ยิ่งดี แต่หาก เขียนเพื่อจดจาแล้วใช้คามูลหลายคาได้ (คามูลคือคาที่มีหนึ่งหรือหลายพยางค์ และมี ความหมายอย่างน้อยหนึ่งความหมาย เช่น กิน มะม่วง มะละกอ) 5. เส้นต้องมีความยาวสัมพันธ์กับคาหรือภาพ หากเส้นยาวมากเกินไปจะทาให้เสียพื้นที่ใน การขยายไปโดยไม่จาเป็น นอกจากนั้น เมื่อเส้นยาวเท่า ๆ กับคาแล้ว ยังช่วยในการฟื้น ความจาไว้เมื่อนึกคาไม่ออกว่าคานั้น ควรจะสั้นหรือยาวเท่าไร 6. กิ่งก้อย ที่แตกแขนงออกมาจาก กิ่งแก้วเดียวกันควรมีสีเดียวกันทั้งแขนง เพื่อช่วยให้จา ง่าย จาเป็นชุด ๆ ไปนอกจากนั้น หากเขียนมายด์แมปชานาญขึ้น เราอาจใช้สีประจากับ
  • 11.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ ความคิดต่าง ๆ เช่น สีแดงกับเรื่องด่วน เมื่อใช้สีที่ส่อไปถึงเนื้อหาด้วยแล้ว ก็จะยิ่งผูกโยง เรื่องไว้กับหลาย ๆ สิ่งทาให้เราจาง่ายขึ้น 7. ต้องแตกกิ่ง ณ จุดสุดท้ายของเส้นเสมอ อย่าไปแยกกิ่งออกมาจากกลางเส้น ยกเว้น กรณีที่มีข้อย่อยมากมาย จนแตกปลายเส้นไม่หมด การแตกกิ่งจากกลางเส้นทาให้ความคิดไม่ ลื่นไหลเท่าที่ควร 8. เวลาเขียนมายด์แมปบนกระดาษแผ่นเดียว ระวังอย่าหมุนกระดาษกลับเป็นวงกลมจนทาให้ เขียนคาบางคากลับหัวกลับหาง อ่านยาก พยายามเอียงกระดาษไปทางซ้ายหรือขวาให้ไม่เกิน 50 องศา 9. ไม่ควรใช้วลีหรือประโยค ในมายด์แมป เลือกแต่คาที่เป็นประเด็นหลักเท่านั้น เลือกคาที่ สั้น กระชับ ตรงประเด็น เขียนแต่ คามูล เท่านั้นจะดีที่สุด 10. เส้นทุกเส้น ของกิ่งแก้วและกิ่งก้อย ต้องโยงเชื่อมต่อกัน อย่าเขียนเส้นให้ขาดหรือแหว่ง เพื่อให้ความคิดเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย 11. ห้ามเขียนภาพ หรือ คา แล้วล้อมด้วยวงกลมหรือรูปเหลี่ยม เพราะทาให้ความคิดไม่ลื่น ไหล ทั้งยังเสียพื้นที่ในช่วงของเส้นที่ไม่มีคาไปโดยเปล่าประโยชน์ หากต้องการเน้น คา หรือ ภาพ ให้เขียนลง “บน” เส้น แล้วค่อยล้อมวงรอบให้วงอยู่ส่วนบนของเส้น เช่นเดียวกับคา หรือภาพที่ต้องการเน้น อย่าลืมเขียนเส้นให้ยาวเกินวงกลมหรือสี่เหลี่ยม ออกมาเล็กน้อย เพื่อเปิดโอกาสไว้ต่อความคิดในอนาคต 12. ห้ามเขียนคา/ภาพปิดท้ายเส้น เพราะเป็นการปิดกั้นไม่ชวนให้คิดต่อ ยกเว้นเมื่อเขียนจบ แล้ว จะวาดภาพประกอบปิดท้ายปลายกิ่ง เพื่อความสวยงามได้ แต่จะให้ดีก็ควรมีเส้นรองรับ ไว้ด้วย 13. ห้ามเขียนคา/ภาพทั้งบนและใต้กิ่งเดียวกัน เพราะหากกิ่งนั้นแตกแขนงออกไปจะ สับสนว่าข้อความที่แตกออกมาเชื่อมกับคาบนหรือคาล่าง ยกเว้นว่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ เป็นคนละภาษาหรือใช้ศัพท์ที่ต่างกัน 14. หลีกเลี่ยงการแตกกิ่งไปทางทิศเหนือหรือใต้ (บนล่าง) เพราะไม่สะดวกเวลาเขียน และเวลาอ่าน
  • 12.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ หลัก 6 ประการในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียน หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหนังสือ 6 ประการซึ่งมีผู้นาไปปฏิบัติแล้ว ได้ผลดีมีดังนี้ 1. สะสม(Gradual) เรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะสมวันละนิดไม่ใช่หักโหมก่อน สอบ 2. ทาซ้า( Repetition) ทบทวน ท่อง และทาแบบฝึกหัดซ้า ๆ 3. ย้ารางวัล(Reinforcement) ควรให้รางวัลตัวเองเมื่อ ทางานสาเร็จในแต่ละครั้ง เพื่อให้ขยันขึ้น 4. ขยันคิด(Active Learning) จงใส่ใจคิดตามเสมออย่าฟังหรืออ่านไปเรื่อย ๆ 5. ฟิตปฏิบัติ(Practice) ต้องลงมือปฏิบัติให้เกิดความชานาญไม่ใช่รู้แต่ทฤษฏีอย่าง เดียว การลงมือปฏิบัติจริงจะทาให้จาแม่นยาเกิดการถ่ายโยงความจาระยะสั้นให้เป็นระยะยาว 6. หาทางบังคับตัวเอง (Stimulus Control) โดยอาศัยการจัดสิ่งแวดล้อมเป็น ตัวเร่งและกระตุ้น จากหลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน 6 ประการดังกล่าว ถ้าเราปฏิบัติตนให้ถูก วิธี เราจะประสบผลสาเร็จ ที่มา : บทความโดย : ผ.ศ.ดร.สมวงษ์ แปลงประสพโชค ศูนย์พัฒนาสื่อการเรียนการ สอนคณิตศาสตร์ พระนคร http://www.ripn-math.com/doc/bb_002.doc อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ http://ripn-math.com/?page_id=627
  • 13.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ คุณธรรมอะไรควรมีประจาใจ คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ๑. ขยัน คือ ผู้ที่มีความตั้งใจเพียรพยายามทาหน้าที่การงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องใน เรื่องที่ถูกที่ควร สู้งานมีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทา ตั้งใจ ทาหน้าที่อย่างจริงจัง ๒. ประหยัด คือ ผู้ที่ดาเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า ไม่ฟุุมเฟือย ฟุูงเฟูอ รู้จักทาบัญชีรายรับ – รายจ่าย ของตนเองอยู่เสมอ ๓. ซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ มีความ จริงใจปลอดจากความรู้สึกสาเอียง หรืออคติ ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองปฏิบัติอย่างเต็มที่และถูกต้อง ๔. มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร และประเทศ โดยที่ตนยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจยึดมั่นใน ระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ รวมถึงการมีวินัยทั้งต่อตนเองและสังคม
  • 14.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ PAPA ๕. สุภาพ คือ ผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มีสัมมาคารวะ เรียบร้อยไม่ก้าวร้าว รุนแรง หรือวางอานาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทางเป็นผู้มีมารยาทดี งามวางตนเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย ๖. สะอาด คือ ผู้ที่รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตาม สุขลักษณะ ฝึกฝนจิตไม่ให้ขุ่นมัว มีความแจ่มใสอยู่เสมอ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อมมีความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทาให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น ๗. สามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งใน ฐานะผู้นาและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้การงาน สาเร็จลุล่วง สามารถแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุมีผล ยอมรับความ แตกต่าง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดและความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกันอย่างสันติและสมานฉันท์ ๘. มีน้าใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทาประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เห็นอก เห็นใจ และเห็นคุณค่าในเพื่อมนุษย์และผู้ที่มีความเดียด ร้อน มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกายและสติปัญญาลงมือ ปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/32103
  • 15.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ โดยทั่วไป เมื่อพิจารณาถึงจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ แล้ว จะกล่าวถึงใน 4 ประเด็น ที่รู้จักกันในลักษณะตัวย่อว่า PAPA ประกอบด้วย ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลาพัง และ เป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้ ครอบคลุมทั้งปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์การต่างๆ ปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่เป็นข้อหน้าสังเกตดังนี้ 1. การเข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในกเครื่อง คอมพิวเตอร์ รวมทั้งการบันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์ และกลุ่มข่าวสาร 2. การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล เช่น บริษัทใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับหรือเฝูาดูการปฏิบัติงาน/การใช้บริการของ พนักงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการติดตามการทางานเพื่อการพัฒนาคุณภาพการใช้ บริการ แต่กิจกรรมหลายอย่างของพนักงานก็ถูกเฝูาดูด้วย พนักงานสูญเสียความ เป็นส่วนตัว ซึ่งการกระทาเช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม 3. การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด 4. การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัว อื่นๆ เพื่อนาไปสร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าขึ้นมาใหม่ แล้วนาไปขายให้กับบริษัทอื่น ดังนั้น เพื่อเป็นการปูองกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ สารสนเทศ จีงควรจะต้องระวังการให้ข้อมูล โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตที่มีการใช้ โปรโมชั่น หรือระบุให้มีการลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต และที่อยู่ อีเมล
  • 16.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ ความถูกต้อง (Information Accuracy) ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่ สาคัญประการหนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถือมาก น้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความถูกต้องในการบันทึกข้อมูลด้วย ประเด็นด้านจริยธรรมที่ เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของข้อมูล โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความ ถูกต้องของข้อมูลที่จัดเก็บและเผยแพร่ เช่น ในกรณีที่องค์การให้ลูกค้าลงทะเบียนด้วย ตนเอง หรือกรณีของข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ อีกประเด็นหนึ่ง คือ จะทรายได้ อย่างไรว่าข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากความจงใจ และผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบหาก เกิดข้อผิดพลาด ดังนั้น ในการจัดทาข้อมูลและสารสนเทศให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือนั้น ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนาเข้าฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุง ข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อมูลของตนเองได้ เช่น ผุ้สอนสามารถดูคะแนนของนักศึกษาในความ รับผิดชอบ หรือที่สอนเพื่อตรวจสอบว่าคะแนนที่ปูอนไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง ความเป็นเจ้าของ (Information Property) สิทธิความเป็นเจ้าของ หมายถึง กรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็น ทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรืออาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (ความคิด) ที่จับต้องไม่ได้ เช่น บทเพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถถ่ายทอดและ บันทึกลงในสื่อต่างๆ ได้ เช่น สิ่งพิมพ์ เทป ซีดีรอม เป็นต้น ในสังคมของเทคโนโลยีสารสนเทศ มักจะกล่าวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เมื่อ ท่านซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการจดลิขสิทธิ์ นั่นหมายความว่าท่านได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ใน การใช้ซอฟต์แวร์นั้น สาหรับท่านเองหลังจากที่ท่านเปิดกล่องหรือบรรจุภัณฑ์แล้ว หมายถึง ว่าท่านได้ยอมรับข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในการใช้สินค้านั้น ซึ่งลิขสิทธิ์ในการใช้จะแตกต่าง กันไปในแต่ละสินค้าและบริษัท บางโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะอนุญาตให้ติดตั้งได้เพียงครั้ง เดียว หรือไม่อนุญาตให้ใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ท่าน เป็นเจ้าของ และไม่มีผู้อื่นใช้ก็ตาม ในขณะที่บางบริษัทอนุญาตให้ใช้โปรแกรมนั้นได้หลายๆ เครื่อง ตราบใดที่ท่านยังเป็นบุคคลที่มีสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมา
  • 17.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ การคัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับเพื่อน เป็นการกระทาที่จะต้องพิจารณาให้ รอบคอบก่อนว่าโปรแกรมที่จะทาการคัดลอกนั้น เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ท่านมีสิทธ์ใน ระดับใด ตัวอย่างเช่น copyright หรือ software license -ท่านซื้อลิทสิทธิ์มา และมีสิทธิ์ใช้ shareware -ให้ทดลองใช้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ freeware -ใช้งานได้ฟรี คัดลอก และเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) ปัจจุบันการเข้าใช้งานโปรแกรม หรือระบบคอมพิวเตอร์มักจะมีการกาหนดสิทธิตาม ระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปูองกันการเข้าไปดาเนินการต่างๆ กับข้อมูลของผู้ใช้ที่ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของข้อมูล ตัวอย่างสิทธิในการใช้งานระบบ เช่น การบันทึก การแก้ไข/ปรับปรุง และการลบ เป็นต้น ดังนั้น ในการพัฒนาระบบ คอมพิวเตอร์จึงได้มีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงของผู้ใช้ และการ เข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น ก็ถือเป็นการผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการ ละเมิดข้อมูลส่วนตัว ในการใช้งานคอมพิวเตอร์และเครือข่ายร่วมกันให้เป็นระเบียบ หากผู้ใช้ร่วมใจกัน ปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดแล้ว การผิดจริยธรรมตาม ประเด็นดังที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะไม่เกิดขึ้น ที่มา http://www.bs.ac.th/2548/e_bs/G7/kanokjit/pageA.html
  • 18.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ บัญญัติ 10 ประการ บัญญัติ 10 ประการ สาหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต อาจารย์ ยืน ภู่วรวรรณ ได้กล่าวถึงบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้เสมือนเป็นแม่บทของการ ปฏิบัติ ผู้ใช้พึงระลึกและเตือนความจา เสมอ มีดังนี้ 1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทาร้าย หรือละเมิดผู้อื่น 2. ต้องไม่รบกวนการทางานของผู้อื่น 3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟูมข้อมูลของผู้อื่น 4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร 5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ 6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์ 7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์ 8. ต้องไม่นาเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน 9. ต้องคานึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทาของท่าน 10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบ กติกา และมีมารยาท จรรยาบรรณ เป็นสิ่งที่ทาให้สังคมอินเทอร์เน็ตเป็นระเบียบ ความรับผิดชอบต่อ สังคมเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังกฎเกณฑ์ ของแต่ละ เครือข่าย จะต้องมีการวางระเบียบ เพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบ และเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน บางเครือข่ายมี บทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การปฏิบัติผิดกฎเกณฑ์ของเครือข่าย จะต้องตัดสิทธิ์การเป็นผู้ใช้ ของเครือข่าย ในอนาคตจะมีการใช้ เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นจานวนมาก จรรยาบรรณจึงเป็น สิ่งที่ช่วยให้สังคมอินเทอร์เน็ต สงบสุข หากมีการละเมิดอย่างรุนแรง กฎหมายจะเข้ามามี บทบาทต่อไป ที่มา http://home.kku.ac.th/regis/student/Unnamed%20Site%201/Untitled-8.htm อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Ten_Commandments_of_Computer_Ethics
  • 19.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ เทคโนโลยีใดใช้ได้ในการเรียน ห้องเรียนกลับทาง คืออะไร ห้องเรียนกลับทางมีกาเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕ ปีมาแล้ว เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณ ความเป็นครูเพื่อศิษย์ของครูบ้านนอกในสหรัฐอเมริกา ๒ คน คือ Jonathan Bergman และ Aaron Sams ที่ต้องการช่วยนักเรียนที่มีปัญหาตามชั้นเรียนไม่ทัน เพราะต้อง ขาดเรียนไปเล่นกีฬาหรือไปทากิจกรรม หรือเพราะเขาเรียนรู้ได้้ช้า ICT ช่วยให้ครูทาวิดีโอสอนวิชาได้โดยง่าย และเอาไปแขวนไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ฟรี ให้ ศิษย์ที่ขาดเรียนเข้าไปเรียนได้ ศิษย์ที่เรียนช้าก็เข้าไปทบทวนได้อีก ไม่ต้องพึ่งการจด ผิดๆ ถูกๆ ตกๆ หล่นๆ อีกต่อไป ครูก็สบาย ไม่ต้องสอนซ้าแก่เด็กที่ขาดเรียนไปทา กิจกรรม แค่คุณค่าของวิดีโอบทเรียนที่แขวนไว้บนอินเทอร์เน็ตไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มันนาไปสู่การ กลับทางการเรียนรู้ของศิษย์ วิดีโอบทเรียนที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ช่วยให้นักเรียนไม่จาเป็นต้องใช้เวลาที่โรงเรียนในการ เรียนเนื้อวิชา แต่ใช้เวลาให้เกิดคุณค่าต่อตนเองมากกว่านั้น คือใช้สาหรับฝึกแปลง เนื้อความรู้ไปเป็นสาระหรือความเข้าใจที่เชื่อมโยงกับโลกหรือกับชีวิตจริง ซึ่งช่วงเวลา ฝึกหัดนี้ต้องการความช่วยเหลือจากครู เท่ากับผู้เขียนหนังสือทั้ง ๒ ท่านนี้ ได้ค้นพบวิธีเรียนรู้แบบกลับทาง คือเรียนวิชาที่บ้าน ทาการบ้านที่โรงเรียน หรือรับถ่ายทอดความรู้ที่บ้าน แล้วมาสร้างความรู้ต่อยอดจาก วิชาที่รับถ่ายทอดมา ให้เป็นความรู้ที่สอดคล้องกับชีวิต ทาให้เกิดการเรียนรู้ที่มีพลัง เกิด ทักษะ ที่เรียกว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่มา วิจารณ์ พานิช http://www.gotoknow.org/posts/500445
  • 20.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ ทาอย่างไร ครู สอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียนของตนเอง เมื่อใช้ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนไป ชีวิต ครูเปลี่ยนไป และพฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไป ในห้องเรียนแบบเดิม นักเรียนนั่งฟัง รับคาสั่ง และรับถ่ายทอด แล้วตอบข้อสอบ เพื่อพิสูจน์ว่าตนได้เรียนรู้ สภาพเช่นนี้ได้ผลต่อเด็กส่วนน้อย เด็กอีกจานวนหนึ่งหมดความ สนใจ และหลุดไปจากกระบวนการเรียนรู้ แต่ในห้องเรียนแบบ กลับทางและเรียนให้รู้จริง นักเรียนรับผิดชอบต่อการเรียน ของตนเอง การเรียนไม่ใช่สิ่งที่กระทาต่อนักเรียน แต่กลายเป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของ เป็นผู้กระทา และจะเป็นทักษะที่ติดตัวตลอดไป เมื่อกลับทางห้องเรียนในช่วงแรก เด็กอาจไม่คุ้น และอาจต่อต้าน แต่เมื่อ ดาเนินการไประยะหนึ่ง เด็กจะเห็นคุณค่า และจะเปลี่ยนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนอย่าง ขมีขมัน ที่มา วิจารณ์ พานิช http://www.gotoknow.org/posts/502280 ครูใช้เวลาที่บ้านเพื่อผลิตสื่อ อัดวิดีโอการสอน แขวนสื่อไว้บนอินเทอร์เน็ต รวมทั้ง อาจใช้เวลาในการตอบข้อสงสัยออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
  • 21.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ ผู้ปกครอง นักเรียน ผู้ปกครองสามารถช่วยสอนลูกหลานตนเอง หรือบางคนอาจเรียนไปพร้อมกับลูกๆ โดยที่สามารถเห็นความตั้งใจ ความใส่ใจการเรียนและพัฒนาการของลูกหลานตนได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องรอสอบถามพฤติกรรมการเรียนจากครูที่โรงเรียน นักเรียนปรับพฤติกรรมการเรียนโดยการ - เรียนเนื้อหาวิชาที่บ้านก่อนไปทากิจกรรมที่โรงเรียน ซึ่งสามารถเลือกสื่อการ เรียนได้ตามความพร้อม ความถนัด หรือความสนใจตามที่ครูได้จัดเตรียมไว้ให้ - บันทึกหลักฐานการเรียนตามที่ครูกาหนด - ในชั่วโมงเรียน จะมีกิจกรรมถามตอบและส่งหลักฐานการเรียนด้วยตนเองที่บ้าน โดยหากใครไม่ส่ง จะต้องไปเรียนที่มุมซ่อมเสริมโดยอาจไม่ได้ร่วมกิจกรรมในชั่วโมงเรียนและ อาจเสียคะแนนกิจกรรมนั้นก็เป็นได้ - กิจกรรมในชั่วโมงเรียนจะเป็น กิจกรรมกลุ่ม การฝึกปฏิบัติ หรือทาแบบฝึก
  • 22.
    เรียนดี มีคุณธรรม ก้าวนาเทคโนโลยีครูเพียว ธนายุส ประสิทธิเขตรกิจ เว็บไซต์เพื่อการศึกษา Search Engine คอมพิวเตอร์ น่าสนใจ แนะนาสุดยอดเว็บไซต์ดีเด่นทั้งไทยและต่างประเทศ http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5361347