คณะครุศาสตร์
สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
โดย นางสาวกุลทรัพย์  สายบุตร ชั้นปีที่  2  ภาคเรียนที่  1
เสนอ
บทเรียนโปรแกรม  Programmed PowerPoint PC 9203
วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และ การ สื่อสารสำหรับครู
เครื่องมือการเข้าถึงสาระสนเทศ
การเข้าถึงสารสนเทศ หมายถึง วิธีการที่ผู้ใช้สามารถค้นและได้รับสารสนเทศที่ต้องการ ในที่นี้จะกล่าวถึง การเข้าถึงสารสนเทศ โดยเครื่องมือช่วยค้นต่างๆ โดยจำแนกเป็น การเข้าถึงสารสนเทศจากทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด และทรัพยากรสารสนเทศจากอินเตอร์เน็ต
Search Engine Search Engine  คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดย กรอก ข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ  Keyword  เข้าไปที่ช่อง  Search Box  แล้วกด  Enter  แค่นี้ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมายก่ายกอง เพื่อให้เราเลือกข้อมูลที่เราโดนใจที่สุดเอามาใช้ งาน โดยลักษณะการแสดงผลของ  Search Engine  นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ  Search Results  ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
ประเภทของ  Search Engine    1.  Crawler Based Search Engines คือ เครื่องมือการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตแบบอาศัยการบันทึกข้อมูล และ จัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นจำพวก  Search Engine  ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากให้ผลการค้นหาแม่นยำที่สุด และการประมวลผลการค้นหาสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีบทบาทในการค้นหาข้อมูลมากที่สุดในปัจจุบัน
มีองค์ประกอบหลัก  2  ส่วนคือ   1.  ฐานข้อมูล โดยส่วนใหญ่แล้ว  Crawler Based Search Engine  เหล่านี้จะมีฐานข้อมูลเป็นของตัวเอง ที่มีระบบการประมวลผล และ การจัดอันดับที่เฉพาะ เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างมาก
2.  ซอฟแวร์ คือเครื่องมือหลักสำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งสำหรับ  Serch Engine  ประเภทนี้ เนื่องจากต้องอาศัยโปรแกรมเล็ก ๆ  ( ชนิดที่เรียกว่า จิ๋วแต่แจ๋ว )  ทำหน้าที่ในการตรวจหา และ ทำการจัดเก็บข้อมูล หน้าเพจ หรือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ในรูปแบบของการทำสำเนาข้อมูล เหมือนกับต้นฉบับทุกอย่าง ซึ่งเราจะรู้จักกันในนาม  Spider  หรือ  Web Crawler  หรือ  Search Engine Robots  ตัวอย่างหนึ่งของ  Crawler Based Search Engine  ชื่อดัง  http://www.google.com Yahoo, MSN, Live, Search, Technorati ( สำหรับ  blog)
2.  Web Directory  หรือ  Blog Directory   คือ สารบัญเว็บไซต์ที่ให้คุณสามารถค้นหาข่าวสารข้อมูล ด้วยหมวดหมู่ข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน ในปริมาณมาก ๆ คล้าย ๆ กับสมุดหน้าเหลือง ซึ่งจะมีการสร้าง ดรรชนี มีการระบุหมวดหมู่ อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามหมวดหมู่นั้น ๆ ได้รับการเปรียบเทียบอ้างอิง เพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ในขณะที่เราค้นหาข้อมูล เพราะว่าจะมีเว็บไซต์มากมาย หรือ  Blog  มากมายที่มีเนื้อหาคล้าย ๆ กันในหมวดหมู่เดียวกัน ให้เราเลือกที่จะหาข้อมูลได้ อย่างตรงประเด็นที่สุด  ( ลดระยะเวลาได้มากในการค้นหา ) 
ODP Web Directory  ชื่อดังของโลก ที่มี  Search Engine  มากมายใช้เป็นฐานข้อมูล  Directory    1. ODP  หรือ  Dmoz  ที่หลาย ? ๆ คนรู้จัก ซึ่งเป็น  Web Directory  ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  Search Engine  หลาย ๆ แห่งก็ใช้ข้อมูลจากที่แห่งนี้เกือบทั้งสิ้น เช่น  Google, AOL, Yahoo, Netscape  และอื่น ๆ อีกมากมาย  ODP  มีการบันทึกข้อมูลประมาณ  80  ภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทยเราด้วยครับ  ( URL : http://www.dmoz.org )
2.  สารบัญเว็บไทย  SANOOK  ก็เป็น  Web Directory  ที่มีชื่อเสียงอีกเช่นกัน และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในเมืองไทย  ( URL : http://webindex.sanook.com )   3. Blog Directory  อย่าง  BlogFlux Directory  ที่มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบล็อกมากมายตามหมวดหมู่ต่าง ๆ หรือ  Blog Directory  อื่น ๆ ที่สามารถหาได้จาก  Make Many  แห่งนี้ครับ
3.  Meta Search Engine   คือ  Search Engine  ที่ใช้หลักการในการค้นหาโดยอาศัย  Meta Tag  ในภาษา  HTML  ซึ่งมีการประกาศชุดคำสั่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบของ  Tex Editor  ด้วยภาษา  HTML  นั่นเองเช่น ชื่อผู้พัฒนา คำค้นหา เจ้าของเว็บ หรือ บล็อก คำอธิบายเว็บหรือบล็อกอย่างย่อ ผลการค้นหาของ  Meta Search Engine  นี้มักไม่แม่นยำอย่างที่คิด เนื่องจากบางครั้งผู้ออกแบบเว็บสามารถใส่อะไรเข้าไปก็ได้มากมายเพื่อให้เกิดการค้นหา
หลักการในการเลือกใช้  Search Engine   Search Engine  แต่ละตัวมีข้อดีในการสืบค้น และวิธีการในการสืบค้นที่แตกต่างกัน ตลอดจนมีการจัดทำส่วนพิเศษต่างๆ ในการสืบค้นเพื่อช่วยผู้ใช้ และเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้ควรมีความรู้เกี่ยวกับค้นหาดังนี้ คือ
1.  วิธีการใช้  Search Engine  แต่ละเว็บไซต์  Search Engine  แต่ละตัวจะมีส่วนช่วยในการอธิบายวิธีใช้ในส่วนที่เรียกว่า  Help  หรือ  About  เช่น  Yahoo  มีวิธีกำหนดคำค้น เพื่อให้ได้ผลค้นที่เฉพาะเจาะจง หรือตรงต่อความต้องการ โดย 1.1  ใช้เครื่องหมายดอกจันทร์  (*)  เพื่อค้นหาคำที่มีการสะกดคล้ายกัน เช่น  Smok*  หมายความว่าให้ค้นหาคำทั้งหมดที่ขึ้นด้วย  5  ตัวอักษรแรก เช่น  Smoke Smoker  เป็นต้น
1.2  ใช้เครื่องหมาย  +  สำหรับกำหนดให้แสดงผลการค้นเฉพาะเว็บไซต์ ที่ปรากฏคำทั้งสองคำ เช่น  Secondary + Education   1.3  ใช้เครื่องหมาย “ “ สำหรับการค้นหาคำที่เป็นวลี เช่น “ Great Barrier Reaf”
OPAC     OPAC  ย่อมาจากคำว่า  Online Public Access Catalog  หรือบางครั้งอาจเรียกว่า  Online Catalog  เป็นเครื่องมือที่บันทึกรายละเอียดข้อมูลบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศที่มีในห้องสมุดไว้ในฐานข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่ต้องใช้เครื่องอ่าน  ( Machainereadable format)  และให้ผู้สืบค้นสารสนเทศแบบเชื่อมตรงกับฐานข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า  Terminal  หรือ  workstation  ซึ่งผู้ใช้สามารถป้อนคำสำคัญหรือหัวเรื่องที่ต้องการสืบค้นและแสดงผลการสืบค้นได้ทางจอภาพ  
นอกจากนี้ บางห้องสมุดได้ออกแบบ  OPAC  ให้มีลักษณะเป็นกราฟิก  ( Graphic User Interface-GUI)  เพื่อการใช้ที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับผู้สืบค้นและสามารถเข้าสืบค้นได้โดยผ่านทางบริการประเภทหนึ่งของ  Internet  คือ  World Wide Web  ดังนั้นจึงมักเรียก  OPAC  ที่มีลักษณะดังกล่าว  WebPac 
การสืบค้นสารสนเทศจาก  OPAC  ผู้สืบค้นมีทางเลือกในการสืบค้นหลายทาง เช่น  ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ เลขเรียกหนังสือ เป็นต้น ซึ่งผู้สืบค้นทราบข้อมูลส่วนใด ก็เพียงเลือกทางเลือกในการสืบค้น และพิมพ์คำค้นลงไป ระบบจะดำเนินการสืบค้น เมื่อพบรายการที่ต้องการ ระบบจะแสดงผลออกมา นอกจากนี้ ผู้สืบค้นสามารถใช้เทคนิคการสืบค้นขั้นสูง เช่น ตรรกบูลีน หรือการจำกัดการค้นด้วยเขตข้อมูล เข้ามาร่วมในการสืบค้นได้
นอกจาก  OPAC  จะใช้ในการสืบค้นหนังสือ หรือทรัพยากรสารสนเทศประเภทอื่นๆ แล้ว ยังได้รวบรวมฐานข้อมูลบทความวารสารภาษาไทย และนำให้บริการสืบค้นผ่านหน้าจอ  OPAC  ของห้องสมุดด้วย
วิธีการสืบค้นโดยใช้ทางเลือกต่าง ๆ ใน  OPAC    1)  จากหน้าจอรายการหลักของ  OPAC  ให้เลือกรายการที่ต้องการจะใช้เป็นทางเลือกในการสืบค้นจากเมนู เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง เป็นต้น นอกจากนี้ควรเลือกให้ถูกต้องด้วยว่าต้องการสืบค้นหนังสือ โสตทัศนวัสดุ หรือบทความในวารสาร ตามช่องที่กำหนด    2)  ป้อนข้อมูลที่ต้องการสืบค้นตามรายการที่ใช้เป็นทางเลือก เช่น เลือกทางเลือกผู้แต่ง พิมพ์ชื่อผู้แต่ง เลือกทางเลือกสำคัญ พิมพ์ คำสำคัญ ที่ต้องการสืบค้น เป็นต้น ลงในช่องสี่เหลี่ยม แล้วคลิกเม้าส์ที่คำว่า ค้นหา
3)  ระบบจะทำการสืบค้น และแสดงผลการสืบค้นบนหน้าจอครั้งละ  12  รายการ พร้อมทั้งบอกจำนวนรายการที่ค้นได้   4)  หากต้องการได้รายละเอียดโดยย่อของรายการใด ให้คลิกเม้าส์ที่รายการที่ต้องการ ระบบจะแสดงรายละเอียดของรายการดังกล่าว ซึ่งจะประกอบไปด้วยชื่อเรื่อง ชื่อผู้รับผิดชอบ และปีพิมพ์
5)  หากต้องการได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ของรายการใด ให้คลิกเม้าส์ที่รายการที่ต้องการระบบจะแสดงรายละเอียดที่สมบูรณ์ของรายการนั้นๆ หากเป็นหนังสือหรือโสตทัศนวัสดุรายละเอียดที่ได้ประกอบด้วย เลขเรียกหนังสือ สถานที่ที่มีทรัพยากรสารสนเทศนั้น รายละเอียดทางบรรณานุกรม สถานภาพของหนังสือ ว่ามีกี่เล่ม มีอยู่ที่ใด อยู่บนชั้นหรือมีผู้ยืมไป ถ้ามีผู้ยืมจะบอกวันที่กำหนดส่งคือ  ( date due)  หากเป็นบทความวารสาร ระบบจะแสดงผลการสืบค้นเป็นรายการย่อ ซึ่งประกอบด้วย ชื่อบทความ ชื่อวารสาร ปีที่ ฉบับที่ และปีพิมพ์ ของวารสารที่ตีพิมพ์บทความนั้น รวมทั้งบอกด้วยว่าห้องสมุดมีวารสารนั้นตั้งแต่ปีใดถึงปีใด
ข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นด้วย  OPAC   1.  ข้อมูลบรรณานุกรม  ( Bibliographic description)  ประกอบด้วย -  ชื่อผู้แต่ง  ( Author)  อาจเป็นชื่อบุคคลหรือหน่วยงาน -  ชื่อเรื่อง  ( Title)  ของหนังสือ  ,  ชื่อวารสาร  ,  รายงานวิจัย  ,  วิทยานิพนธ์  ,  โสตทัศนวัสดุ -  พิมพ์ลักษณ์  ( Imprint)  ประกอบด้วยครั้งที่พิมพ์  ( Edition)  สถานที่พิมพ์  ( Place)  ได้แก่ เมืองและประเทศ
-  หมายเหตุ  ( Note)  เป็นการระบุข้อมูลของทรัพยากรเพิ่มเติม เช่น มีข้อมูลบรรณานุกรม   -  สถานที่  ( Location)  เป็นการบอกว่าทรัพยากรรายการนั้นอยู่ที่ห้องสมุดใด   -  หัวเรื่อง  ( Subject)  เป็นการระบุคำหรือกลุ่มคำที่ใช้แทนเนื้อหาของทรัพยากร มีประโยชน์ในแง่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาสารสนเทศได้มากยิ่งขึ้น   -  เลขมาตรฐาน  ( ISBN)  เป็นเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือแต่ละรายการ
-  สำนักพิมพ์  ( Publisher)  และปีที่พิมพ์  ( Year of publication)    -  สถานภาพ  ( Status)  สถานภาพของทรัพยากรสารสนเทศ มีหลายลักษณะได้แก่มีการยืมออกก็จะระบุวันกำหนดส่ง เช่น  Due 12-06-04 ,  อยู่บนชั้น  ( Check shelves)  อยู่ระหว่างการซื้อ  ( On order) ,  อยู่ระหว่างการจัดหมู่และทำรายการ  ( Cataloguing) ,  อยู่ระหว่างการซ่อมแซม  ( Repair) ,  ใช้ภายในห้องสมุด  ( Libuse only) ,  พร้อมให้บริการ
-  เลขเรียกหนังสือ  ( Call number)  เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนทรัพยากรแต่ละรายการหากเป็นสิ่งพิมพ์จะติดไว้ที่สันหนังสือ เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญที่ผู้ใช้ห้องสมุดต้องจดเพื่อไปหาหนังสือบนชั้น เนื่องจากหนังสือในห้องสมุดมีการเรียงตามเลขหมู่ แต่สำหรับวารสาร ห้องสมุดไม่มีการกำหนดเลขหมู่ให้   -  รูปเล่ม  ( Description)  บอกข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนหน้า ภาพประกอบ และขนาด
 
ข้อใดคือเครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต   Search Engine   Search Box   Keyword
 
 
2.   ผลของ  Search Engine  นั้นจะทำการแสดงผลแบบใด ตามตัว เรียงลำดับ แนวนอน
 
 
3. Crawler Based Search Engines คือ เครื่องมือการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตโดยอาศัยแบบใด   ช่องค้นหา การจัดเก็บข้อมูล ตัวกลาง
 
 
4.   Search Engine  ใดที่ใหญ่ที่สุดในโลก OST OES ODP
 
 
5.   ข้อใดเป็นเครื่องมือที่บันทึกรายละเอียดข้อมูลบรรณานุกรม ของทรัพยากรสารสนเทศที่มีในห้องสมุดไว้ OPAC LBR BCI
 
 
บรรณานุกรม http://www.nmk.ac.th/web_maliwan/pages/2meaning0.htm http://www.meeboard.com/view.asp?user=rabuy&groupid=1&rid=24&qid=6 http://chalad.wordpress.com/subject/20209-2/20209-lesson-6/

บทที่ 7 เครื่องมือการเข้าถึงสารสนเทศ

  • 1.
  • 2.
  • 3.
  • 4.
  • 5.
  • 6.
    โดย นางสาวกุลทรัพย์ สายบุตร ชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1
  • 7.
  • 8.
  • 9.
  • 10.
  • 11.
    การเข้าถึงสารสนเทศ หมายถึง วิธีการที่ผู้ใช้สามารถค้นและได้รับสารสนเทศที่ต้องการในที่นี้จะกล่าวถึง การเข้าถึงสารสนเทศ โดยเครื่องมือช่วยค้นต่างๆ โดยจำแนกเป็น การเข้าถึงสารสนเทศจากทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด และทรัพยากรสารสนเทศจากอินเตอร์เน็ต
  • 12.
    Search Engine SearchEngine คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดย กรอก ข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter แค่นี้ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมายก่ายกอง เพื่อให้เราเลือกข้อมูลที่เราโดนใจที่สุดเอามาใช้ งาน โดยลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
  • 13.
    ประเภทของ SearchEngine  1. Crawler Based Search Engines คือ เครื่องมือการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตแบบอาศัยการบันทึกข้อมูล และ จัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นจำพวก Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากให้ผลการค้นหาแม่นยำที่สุด และการประมวลผลการค้นหาสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีบทบาทในการค้นหาข้อมูลมากที่สุดในปัจจุบัน
  • 14.
    มีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วนคือ 1. ฐานข้อมูล โดยส่วนใหญ่แล้ว Crawler Based Search Engine เหล่านี้จะมีฐานข้อมูลเป็นของตัวเอง ที่มีระบบการประมวลผล และ การจัดอันดับที่เฉพาะ เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างมาก
  • 15.
    2. ซอฟแวร์คือเครื่องมือหลักสำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งสำหรับ Serch Engine ประเภทนี้ เนื่องจากต้องอาศัยโปรแกรมเล็ก ๆ ( ชนิดที่เรียกว่า จิ๋วแต่แจ๋ว ) ทำหน้าที่ในการตรวจหา และ ทำการจัดเก็บข้อมูล หน้าเพจ หรือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ในรูปแบบของการทำสำเนาข้อมูล เหมือนกับต้นฉบับทุกอย่าง ซึ่งเราจะรู้จักกันในนาม Spider หรือ Web Crawler หรือ Search Engine Robots ตัวอย่างหนึ่งของ Crawler Based Search Engine ชื่อดัง http://www.google.com Yahoo, MSN, Live, Search, Technorati ( สำหรับ blog)
  • 16.
    2. WebDirectory หรือ Blog Directory คือ สารบัญเว็บไซต์ที่ให้คุณสามารถค้นหาข่าวสารข้อมูล ด้วยหมวดหมู่ข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน ในปริมาณมาก ๆ คล้าย ๆ กับสมุดหน้าเหลือง ซึ่งจะมีการสร้าง ดรรชนี มีการระบุหมวดหมู่ อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามหมวดหมู่นั้น ๆ ได้รับการเปรียบเทียบอ้างอิง เพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ในขณะที่เราค้นหาข้อมูล เพราะว่าจะมีเว็บไซต์มากมาย หรือ Blog มากมายที่มีเนื้อหาคล้าย ๆ กันในหมวดหมู่เดียวกัน ให้เราเลือกที่จะหาข้อมูลได้ อย่างตรงประเด็นที่สุด ( ลดระยะเวลาได้มากในการค้นหา ) 
  • 17.
    ODP Web Directory ชื่อดังของโลก ที่มี Search Engine มากมายใช้เป็นฐานข้อมูล Directory  1. ODP หรือ Dmoz ที่หลาย ? ๆ คนรู้จัก ซึ่งเป็น Web Directory ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Search Engine หลาย ๆ แห่งก็ใช้ข้อมูลจากที่แห่งนี้เกือบทั้งสิ้น เช่น Google, AOL, Yahoo, Netscape และอื่น ๆ อีกมากมาย ODP มีการบันทึกข้อมูลประมาณ 80 ภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทยเราด้วยครับ ( URL : http://www.dmoz.org )
  • 18.
    2. สารบัญเว็บไทย SANOOK ก็เป็น Web Directory ที่มีชื่อเสียงอีกเช่นกัน และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในเมืองไทย ( URL : http://webindex.sanook.com ) 3. Blog Directory อย่าง BlogFlux Directory ที่มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบล็อกมากมายตามหมวดหมู่ต่าง ๆ หรือ Blog Directory อื่น ๆ ที่สามารถหาได้จาก Make Many แห่งนี้ครับ
  • 19.
    3. MetaSearch Engine คือ Search Engine ที่ใช้หลักการในการค้นหาโดยอาศัย Meta Tag ในภาษา HTML ซึ่งมีการประกาศชุดคำสั่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบของ Tex Editor ด้วยภาษา HTML นั่นเองเช่น ชื่อผู้พัฒนา คำค้นหา เจ้าของเว็บ หรือ บล็อก คำอธิบายเว็บหรือบล็อกอย่างย่อ ผลการค้นหาของ Meta Search Engine นี้มักไม่แม่นยำอย่างที่คิด เนื่องจากบางครั้งผู้ออกแบบเว็บสามารถใส่อะไรเข้าไปก็ได้มากมายเพื่อให้เกิดการค้นหา
  • 20.
    หลักการในการเลือกใช้ SearchEngine Search Engine แต่ละตัวมีข้อดีในการสืบค้น และวิธีการในการสืบค้นที่แตกต่างกัน ตลอดจนมีการจัดทำส่วนพิเศษต่างๆ ในการสืบค้นเพื่อช่วยผู้ใช้ และเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้ควรมีความรู้เกี่ยวกับค้นหาดังนี้ คือ
  • 21.
    1. วิธีการใช้ Search Engine แต่ละเว็บไซต์ Search Engine แต่ละตัวจะมีส่วนช่วยในการอธิบายวิธีใช้ในส่วนที่เรียกว่า Help หรือ About เช่น Yahoo มีวิธีกำหนดคำค้น เพื่อให้ได้ผลค้นที่เฉพาะเจาะจง หรือตรงต่อความต้องการ โดย 1.1 ใช้เครื่องหมายดอกจันทร์ (*) เพื่อค้นหาคำที่มีการสะกดคล้ายกัน เช่น Smok* หมายความว่าให้ค้นหาคำทั้งหมดที่ขึ้นด้วย 5 ตัวอักษรแรก เช่น Smoke Smoker เป็นต้น
  • 22.
    1.2 ใช้เครื่องหมาย + สำหรับกำหนดให้แสดงผลการค้นเฉพาะเว็บไซต์ ที่ปรากฏคำทั้งสองคำ เช่น Secondary + Education 1.3 ใช้เครื่องหมาย “ “ สำหรับการค้นหาคำที่เป็นวลี เช่น “ Great Barrier Reaf”
  • 23.
    OPAC   OPAC ย่อมาจากคำว่า Online Public Access Catalog หรือบางครั้งอาจเรียกว่า Online Catalog เป็นเครื่องมือที่บันทึกรายละเอียดข้อมูลบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศที่มีในห้องสมุดไว้ในฐานข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่ต้องใช้เครื่องอ่าน ( Machainereadable format) และให้ผู้สืบค้นสารสนเทศแบบเชื่อมตรงกับฐานข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Terminal หรือ workstation ซึ่งผู้ใช้สามารถป้อนคำสำคัญหรือหัวเรื่องที่ต้องการสืบค้นและแสดงผลการสืบค้นได้ทางจอภาพ  
  • 24.
    นอกจากนี้ บางห้องสมุดได้ออกแบบ OPAC ให้มีลักษณะเป็นกราฟิก ( Graphic User Interface-GUI) เพื่อการใช้ที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับผู้สืบค้นและสามารถเข้าสืบค้นได้โดยผ่านทางบริการประเภทหนึ่งของ Internet คือ World Wide Web ดังนั้นจึงมักเรียก OPAC ที่มีลักษณะดังกล่าว WebPac 
  • 25.
    การสืบค้นสารสนเทศจาก OPAC ผู้สืบค้นมีทางเลือกในการสืบค้นหลายทาง เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ เลขเรียกหนังสือ เป็นต้น ซึ่งผู้สืบค้นทราบข้อมูลส่วนใด ก็เพียงเลือกทางเลือกในการสืบค้น และพิมพ์คำค้นลงไป ระบบจะดำเนินการสืบค้น เมื่อพบรายการที่ต้องการ ระบบจะแสดงผลออกมา นอกจากนี้ ผู้สืบค้นสามารถใช้เทคนิคการสืบค้นขั้นสูง เช่น ตรรกบูลีน หรือการจำกัดการค้นด้วยเขตข้อมูล เข้ามาร่วมในการสืบค้นได้
  • 26.
    นอกจาก OPAC จะใช้ในการสืบค้นหนังสือ หรือทรัพยากรสารสนเทศประเภทอื่นๆ แล้ว ยังได้รวบรวมฐานข้อมูลบทความวารสารภาษาไทย และนำให้บริการสืบค้นผ่านหน้าจอ OPAC ของห้องสมุดด้วย
  • 27.
    วิธีการสืบค้นโดยใช้ทางเลือกต่าง ๆ ใน OPAC  1) จากหน้าจอรายการหลักของ OPAC ให้เลือกรายการที่ต้องการจะใช้เป็นทางเลือกในการสืบค้นจากเมนู เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง เป็นต้น นอกจากนี้ควรเลือกให้ถูกต้องด้วยว่าต้องการสืบค้นหนังสือ โสตทัศนวัสดุ หรือบทความในวารสาร ตามช่องที่กำหนด  2) ป้อนข้อมูลที่ต้องการสืบค้นตามรายการที่ใช้เป็นทางเลือก เช่น เลือกทางเลือกผู้แต่ง พิมพ์ชื่อผู้แต่ง เลือกทางเลือกสำคัญ พิมพ์ คำสำคัญ ที่ต้องการสืบค้น เป็นต้น ลงในช่องสี่เหลี่ยม แล้วคลิกเม้าส์ที่คำว่า ค้นหา
  • 28.
    3) ระบบจะทำการสืบค้นและแสดงผลการสืบค้นบนหน้าจอครั้งละ 12 รายการ พร้อมทั้งบอกจำนวนรายการที่ค้นได้ 4) หากต้องการได้รายละเอียดโดยย่อของรายการใด ให้คลิกเม้าส์ที่รายการที่ต้องการ ระบบจะแสดงรายละเอียดของรายการดังกล่าว ซึ่งจะประกอบไปด้วยชื่อเรื่อง ชื่อผู้รับผิดชอบ และปีพิมพ์
  • 29.
    5) หากต้องการได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ของรายการใดให้คลิกเม้าส์ที่รายการที่ต้องการระบบจะแสดงรายละเอียดที่สมบูรณ์ของรายการนั้นๆ หากเป็นหนังสือหรือโสตทัศนวัสดุรายละเอียดที่ได้ประกอบด้วย เลขเรียกหนังสือ สถานที่ที่มีทรัพยากรสารสนเทศนั้น รายละเอียดทางบรรณานุกรม สถานภาพของหนังสือ ว่ามีกี่เล่ม มีอยู่ที่ใด อยู่บนชั้นหรือมีผู้ยืมไป ถ้ามีผู้ยืมจะบอกวันที่กำหนดส่งคือ ( date due) หากเป็นบทความวารสาร ระบบจะแสดงผลการสืบค้นเป็นรายการย่อ ซึ่งประกอบด้วย ชื่อบทความ ชื่อวารสาร ปีที่ ฉบับที่ และปีพิมพ์ ของวารสารที่ตีพิมพ์บทความนั้น รวมทั้งบอกด้วยว่าห้องสมุดมีวารสารนั้นตั้งแต่ปีใดถึงปีใด
  • 30.
    ข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นด้วย OPAC 1. ข้อมูลบรรณานุกรม ( Bibliographic description) ประกอบด้วย - ชื่อผู้แต่ง ( Author) อาจเป็นชื่อบุคคลหรือหน่วยงาน - ชื่อเรื่อง ( Title) ของหนังสือ , ชื่อวารสาร , รายงานวิจัย , วิทยานิพนธ์ , โสตทัศนวัสดุ - พิมพ์ลักษณ์ ( Imprint) ประกอบด้วยครั้งที่พิมพ์ ( Edition) สถานที่พิมพ์ ( Place) ได้แก่ เมืองและประเทศ
  • 31.
    - หมายเหตุ ( Note) เป็นการระบุข้อมูลของทรัพยากรเพิ่มเติม เช่น มีข้อมูลบรรณานุกรม - สถานที่ ( Location) เป็นการบอกว่าทรัพยากรรายการนั้นอยู่ที่ห้องสมุดใด - หัวเรื่อง ( Subject) เป็นการระบุคำหรือกลุ่มคำที่ใช้แทนเนื้อหาของทรัพยากร มีประโยชน์ในแง่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาสารสนเทศได้มากยิ่งขึ้น - เลขมาตรฐาน ( ISBN) เป็นเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือแต่ละรายการ
  • 32.
    - สำนักพิมพ์ ( Publisher) และปีที่พิมพ์ ( Year of publication)  - สถานภาพ ( Status) สถานภาพของทรัพยากรสารสนเทศ มีหลายลักษณะได้แก่มีการยืมออกก็จะระบุวันกำหนดส่ง เช่น Due 12-06-04 , อยู่บนชั้น ( Check shelves) อยู่ระหว่างการซื้อ ( On order) , อยู่ระหว่างการจัดหมู่และทำรายการ ( Cataloguing) , อยู่ระหว่างการซ่อมแซม ( Repair) , ใช้ภายในห้องสมุด ( Libuse only) , พร้อมให้บริการ
  • 33.
    - เลขเรียกหนังสือ ( Call number) เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนทรัพยากรแต่ละรายการหากเป็นสิ่งพิมพ์จะติดไว้ที่สันหนังสือ เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญที่ผู้ใช้ห้องสมุดต้องจดเพื่อไปหาหนังสือบนชั้น เนื่องจากหนังสือในห้องสมุดมีการเรียงตามเลขหมู่ แต่สำหรับวารสาร ห้องสมุดไม่มีการกำหนดเลขหมู่ให้ - รูปเล่ม ( Description) บอกข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนหน้า ภาพประกอบ และขนาด
  • 34.
  • 35.
  • 36.
  • 37.
  • 38.
    2. ผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบใด ตามตัว เรียงลำดับ แนวนอน
  • 39.
  • 40.
  • 41.
    3. Crawler BasedSearch Engines คือ เครื่องมือการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตโดยอาศัยแบบใด ช่องค้นหา การจัดเก็บข้อมูล ตัวกลาง
  • 42.
  • 43.
  • 44.
    4. Search Engine ใดที่ใหญ่ที่สุดในโลก OST OES ODP
  • 45.
  • 46.
  • 47.
    5. ข้อใดเป็นเครื่องมือที่บันทึกรายละเอียดข้อมูลบรรณานุกรม ของทรัพยากรสารสนเทศที่มีในห้องสมุดไว้ OPAC LBR BCI
  • 48.
  • 49.
  • 50.