วิจัยในชั้นเรียน
การพัฒนาความสนใจในการเรียนวิชาการสร้างภาพสามมิติ
โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง
สาหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช
ผู้วิจัย
นายคงกฤช พิมพา
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557
กลุ่มวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช
กิตติกรรมประกาศ
วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สาเร็จลุล่วงลงได้ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจากอาจารย์สุวิมล จันทร์แดง อาจารย์
วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัดระยอง ที่ได้ให้คาแนะนา ปรึกษา ตลอดจนตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่อง
ต่างๆด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง จนงานวิจัยในชั้นเรียนสาเร็จสมบูรณ์ได้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็น
อย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้
ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ศิริศักดิ์ มาลีเวช ผู้อานวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช
จังหวัดระยอง ที่ได้ติดตามและให้แนวทางในการจัดทาวิจัยในชั้นเรียนอย่างถูกต้อง จนงานวิจัยในชั้นเรียน
สาเร็จสมบูรณ์ได้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้
ขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัด
ระยอง ที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างยิ่งในการตอบแบบประเมินความพึ่งพอใจ จนกระทั่งงานวิจัยชิ้นนี้สาเร็จ
ลุล่วงลงไปด้วยดี งานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขออุทิศแด่ผู้มีพระคุณทุกๆท่าน
คงกฤช พิมพา
ผู้วิจัย
ข
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการสร้างภาพสามมิติ
โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง สาหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัดระยอง
ผู้ศึกษาค้นคว้า : นายคงกฤช พิมพา
ที่ปรึกษา : อาจารย์สุวิมล จันทร์แดง
ประเภท : วิจัยในชั้นเรียน
บทคัดย่อ
วิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อ 1) ศึกษาผลของการเสริมแรงในการเรียนเพื่อพัฒนาความ
สนใจในการเรียนโดยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 2) ศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบ
วิธีการเสริมแรงที่เหมาะสม 3) เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุง กระบวนการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจานวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1. เครื่องมือที่ใช้
ในการทดลองคือ แบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้การใช้เทคนิคการเสริมแรง แบบสังเกต
พฤติกรรมนักเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดสมมติฐาน คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
การสร้างภาพสามมิติเป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้น
ปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบ พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทาแบบทดสอบหลังเรียนสูงขึ้น
กว่าการเรียน เนื่องจากครูใช้โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ
เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบในการจัดกิจกรรม ความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้
รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง
ทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.20 ) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าการจัดการเรียนการสอน
รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง
ทางลบ ทาให้นักเรียนมีการพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู( X =4.60 ) นักเรียน
อยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง (
X =4.10 ) และการจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย
วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น ( X =4.00)
โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ
เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ก่อนและหลังการทดลองเป็น 4.21 และ 13.50 คะแนน
ตามลาดับ และค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการทดลองเป็น 1.13 2. ความพึงพอใจใน
การการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร
วิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวก
และวิธีการเสริมแรงทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับดี ซึ่งวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ เมื่อมีข้อสงสัยนักเรียน
สามารถปรึกษาหรือสอบถามครูได้ทันที แต่จากแบบสอบถามพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจเป็นอย่างมากที่มี
การจัดการเรียนรู้แบบนี้ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ทาให้นักเรียนที่ความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น
ค
มีความตั้งใจในการเรียนและปฏิบัติตามครู การมองและปฏิบัติตามที่ครูสาธิตอย่างเดียวบางครั้งนักเรียน
ไม่เข้าใจและเมื่อมีข้อสงสัยนักเรียนจะไม่กล้าถามครูโดยตรง นักเรียนบางคนเรียนรู้เร็วและสามารถปฏิบัติงาน
ได้ทันที่ครูสอน แต่บางคนกลับเรียนรู้ช้าจึงไม่สามารถปฏิบัติตามที่ครูสอนได้ การใช้เทคนิคการใช้แรงเสริมเข้า
มาช่วย เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมีความตั้งใจ อยากได้คะแนนเพิ่มจากการปฏิบัติงานให้เสร็จทันเวลา มีการ
อธิปรายแลกเปลี่ยนความคิด การอธิบายให้เพื่อนได้เกิดการเรียนรู้ได้ และสุดท้ายแล้วนักเรียนสามารถ
ปฏิบัติงานตามใบงานได้
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ปกรอง ก
กิตติกรรมประกาศ ข
บทคัดย่อ ค
สารบัญ ง
สารบัญตาราง ฉ
บทที่ 1 บทนา 1
ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 1
คาถามการวิจัย 2
จุดมุ่งหมายของการวิจัย 2
ความสาคัญของการศึกษาค้นคว้า 2
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า 3
สมมติฐานการวิจัย 3
นิยามศัพท์เฉพาะ 4
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5
ทฤษฎีการเสริมแรง 6
ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ 8
ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ 11
ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ 14
ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม 16
จิตวิทยาการเรียนรู้ 19
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 22
บทที่ 3 วิธีดาเนินงานวิจัย 23
กลุ่มเปูาหมาย 23
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 23
เก็บรวบรวมข้อมูล 26
วิเคราะห์ข้อมูล 27
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 28
บทที่ 4 ผลการผลการศึกษาค้นคว้า 30
ผลการศึกษาค้นคว้า 30
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 31
ง
สารบัญ(ต่อ)
เรื่อง หน้า
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 35
สรุปผลการวิจัย 38
อภิปรายผลการวิจัย 39
ข้อเสนอแนะ 40
บรรณานุกรม ช
ภาคผนวก ซ
ภาคผนวก ข
แบบสอบถามความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง การพัฒนาโปรแกรมขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
ฌ
ภาคผนวก ค
ตัวอย่างแบบสอบถามความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง การพัฒนาโปรแกรมขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
ญ
ภาคผนวก ง
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ฎ
จ
สารบัญตาราง
เรื่อง หน้า
ตาราง 1 แบบแผนการทดลอง 26
ตาราง 2 จัดการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้ 26
ตาราง 3 คะแนนก่อนทดลอง คะแนนหลังทดลอง ผลต่างของคะแนนหลังทดลองกับ
คะแนนก่อนทดลอง
31
ตาราง 4 คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t) 32
ตาราง 5 จานวนและค่าร้อยละของสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม 32
ตาราง 6 ความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 33
ฉ
1
บทที่ 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา
ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสาคัญต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ ในด้านของความ
สะดวกสบายต่าง ๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร การรับส่งข้อมูล การคมนาคม และทางด้านของการศึกษา ทาง
ภาครัฐได้สนับสนุนให้มีการนาเอาเทคโนโลยีเข้ามาสู่ระบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นการจัดการเรียนการ
สอนที่นาสื่อเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการนา
เทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนตั้งแต่เด็กๆ เป็นการวางรากฐานที่ดีเป็นอย่างมาก ถือได้ว่า
เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ ได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 กาหนดแนวทางการจัดการศึกษาโดยยึดหลักว่า
ผู้เรียนสาคัญที่สุดทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาอย่างเต็ม
ตามศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน คานึงถึง
ความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นกระบวนการจัดการศึกษา ฝึกทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ และแก้ไข
ปัญหา การที่มีสื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือเทคโนโลยีในการเรียนรู้ที่ดีแล้วนั้น เทคนิคการสอนก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ที่สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาได้ เทคนิคการสอนที่สามารถตอบสนองความสามารถที่แตกต่างกัน
ของนักเรียนส่งเสริมให้นักเรียนมีการช่วยเหลือกันในการเรียนอีกทั้งผู้เรียนได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคม และสติปัญญาได้ดี การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญต้องฝึกสังเกตถึงพฤติกรรมของ
นักเรียน พัฒนาการการเรียนรู้ว่านักเรียนมีพัฒนาการเป็นอย่างไร สนใจการเรียนการสอนหรือไม่ ใฝุเรียนรู้
แค่ไหน ผลการเรียนเป็นอย่างไร ต่ากว่าเกณฑ์หรือไม่ หากพบว่านักเรียนยังไม่มีความสนใจในการเรียนก็ต้อง
หาเทคนิควิธี คือ การเพิ่มแรงเสริมในการเรียน ครูจะต้องมีเทคนิคที่จะโน้มน้าวความสนใจในการเรียนของ
นักเรียน มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ การส่งงาน การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ แรงเสริมที่จะใช้นั้นอาจเป็นได้ทั้ง
รางวัล เบี้ยอรรถกรหรือจะเป็นคะแนน สิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงดูดความสนใจของนักเรียน และส่งเสริมให้นักเรียน
มีผลการเรียนที่ดียิ่งขึ้น
ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความรู้พื้นฐาน วัตถุและการปรับแต่งรูปทรง
คุณสมบัติลวดลาย พื้นผิววัตถุและ Texture การจัดแสงและวัตถุ การสร้างภาพเคลื่อนไหว และการ
ประมวลผลภาพ ซึ่งการเรียนการสอนนั้นประสบปัญหาในเรื่องของขณะที่ผู้สอนทาการสาธิตและอธิบายการ
สร้างชิ้นงานอยู่นั้น นักเรียนไม่สนใจฟัง คุยกัน สมาธิสั้น และเล่นกันขณะฝึกปฏิบัติ และลืมในส่วนอุปกรณ์
เครื่องมือที่ได้สอนไป ไม่สามารถปฏิบัติตามที่ครูผู้สอนสาธิตได้ อีกทั้งความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนที่
แตกต่างกัน บางคนเรียนรู้ได้เร็ว บางคนเรียนรู้ช้า ทาให้ไม่สามารถปฏิบัติตามที่ครูผู้สอนสาธิตได้ทัน จึงทาให้
การเรียนการสอนล่าช้า และเมื่อมีการสั่งงานให้นักเรียนปฏิบัติ นักเรียนก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ และสุดท้ายถึง
เวลาส่งงานก็ไม่มีงานส่ง การจัดการเรียนรู้จึงไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ทาให้นักเรียนมีปัญหา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชาต่ากว่าเกณฑ์
ด้วยเหตุนี้เองผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการที่พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนวิชาการสร้างภาพสามมิติ โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง ในเนื้อหาของบทเรียนต่างๆในบทเรียนหน่วยที่
3 เรื่อง พื้นผิววัตถุและ Texture หน่วยที่ 4 เรื่อง การจัดแสงและวัตถุ หน่วยที่ 5 เรื่อง การสร้าง
ภาพเคลื่อนไหว และหน่วยที่ 6 เรื่อง การประมวลผลภาพ สาหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ
2
ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบปกติที่ไม่มีแรงเสริม นักเรียนจะไม่มี
ความสนใจและไม่มีความรับผิดชอบในการส่งงาน บางคนตามไม่ทัน ครูผู้สอนไม่สามารถแนะนาได้อย่างทั่วถึง
และไม่สามารถไปเพิ่มแรงกระตุ้นในการให้กับนักเรียนทุกคนได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้นักเรียนไม่ส่งงาน คะแนนก็
จะหายไป ผลการเรียนก็ต่าเกณฑ์ การเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการเสริมแรง เป็นการสอนโดยจะสร้างแรง
บันดาลใจในการเรียนของนักเรียนให้มีความสนใจ กระตือรือร้น โดยการเพิ่มคะแนนให้กับนักเรียนคนที่สร้าง
ชิ้นงานได้เสร็จในเวลาที่กาหนดให้ 10 คนแรก และหักคะแนนนักเรียนคนที่ทางานเสร็จเกินเวลาที่กาหนดให้
เป็นการสอนที่จะได้นาผลที่ได้รับไปช่วยเหลือปรับปรุงและปูองกันปัญหา ทาให้ผู้เรียนมีความสนใจเรียนมาก
ขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงสุดขึ้นตามมาด้วย และยังเป็นแนวทางหนึ่งในการ
แก้ปัญหาคุณภาพของนักเรียน
คาถามการวิจัย
นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาการสร้างภาพสามมิติโดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนหรือไม่
จุดมุ่งหมายของการวิจัย
1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการ
เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ให้สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน
2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบอยู่ในระดับดี
ความสาคัญของการวิจัย
1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ
เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบให้สูงขึ้น
2. ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้าง
ภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ในเนื้อหา
รายวิชาอื่นๆ และระดับอื่นต่อไป
ขอบเขตของการวิจัย
1. เนื้อหาวิชา
เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเนื้อหาในวิชาการสร้างภาพสามมิติ ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช
- พื้นผิววัตถุและ Texture
- การจัดแสงและวัตถุ
3
- การสร้างภาพเคลื่อนไหว
- การประมวลผลภาพ
2. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเปูาหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย
เทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัดระยอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนต่ารายวิชาการสร้างภาพสามมิติ
3. ตัวแปร
ตัวแปรต้น : รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง
ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ตัวแปรตาม : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติและความพึงพอใจของ
นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
4. ระยะเวลา
วันที่ 2 ธันวาคม 2557 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558
สมมติฐานการวิจัย
1. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพ
สามมิติ โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ
วิธีการเสริมแรงทางลบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อน
ช่วยเพื่อนอยู่ในระดับดี
4
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. เทคนิคการเสริมแรง หมายถึง วิธีการที่ครูนามาใช้เพื่อกระตุ้นเพื่อให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์ หรือละเว้นการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยแบ่งออกตามลักษณะของการวางเงื่อนไขได้เป็น
2 ประเภท คือ
1.1 การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง การให้สิ่งที่จะช่วยเพิ่ม
แนวโน้มของการตอบสนอง และมักจะเป็นการให้สิ่งดีๆโดยในการทาวิจัยในครั้งนี้หากนักเรียนสนใจเรียน ตั้งใจ
และทางานเสร็จก่อนเวลาที่กาหนดให้ได้ 10 นาทีจะมีการเพิ่มคะแนนให้กับนักเรียนครั้งละ 1 คะแนนโดยที่
นักเรียนที่เล่นเสียงดัง ไม่ทางานจะไม่มีการเพิ่มคะแนนให้
1.2 การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง การนาสิ่งที่ไม่พอใจ ไม่ชอบ
ออกไปหรือเป็นการปรับสภาวะจากลบ (Negative) ไปเป็นกลาง ( Neutral ) แล้วเพิ่มแนวโน้มของการ
ตอบสนองที่ต้องการ โดยในการทา วิจัยในครั้งนี้หากนักเรียนเล่นเกม เสียงดัง ไม่ทางานจะมีการหักคะแนน
ของนักเรียนครั้งละ 1 คะแนน โดยที่นักเรียนที่ไม่ได้เล่นเสียงดัง ทางาน จะไม่มีการลบคะแนน
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการเรียน
ของผู้เรียนก่อนการสอนและหลังการสอน เป็นแบบทดสอบแบบอัตนัยจานวน 20 ข้อ
4. แบบสอบถามความพึงพอใจ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อ
การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน มีระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย
และน้อยที่สุด โดยจะแบ่งรายละเอียดของข้อคาถามเป็นหัวข้อย่อยๆ 10 คาถาม
5. แบบบันทึกผลต่างคะแนน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการบันทึกผลต่างของคะแนนจาก
แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
6. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 หมายถึง ผู้ที่กาลังศึกษาอยู่ในนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช อาเภอเมืองบ้านฉาง จังหวัดระยอง
ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. นารูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ
วิธีการเสริมแรงทางลบไปใช้กับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 กลุ่มต่อไป
2. ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
5
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจาก
เอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ โดยนาเสนอรายละเอียดในหัวข้อต่อไปนี้
1. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1.1 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory)
1.2 ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ (Process Motivation Theory)
1.3 ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ (Reinforcement theories of motivation)
1.4 ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (Skinner)
1.5 ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม
1.6 จิตวิทยาการเรียนรู้
2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6
1. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1.1 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory)
ทฤษฎีการเสริมแรงเป็นทฤษฎีที่เน้นการกาหนดให้บุคคลต้องกระทาในสิ่งที่เราต้องการให้เขากระทา
(Getting people to do what you want them to do) เป็นทฤษฎีการจูงใจที่พัฒนามาจากทฤษฎีการ
เรียนรู้ของ B.F. Skinner มีหลักสาคัญว่า เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้โดยวิธีการให้รางวัลหรือ
วิธีการเสริมแรง เรียกทฤษฎีนี้ในทางจิตวิทยาว่า การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) หรือ การวาง
เงื่อนไขปฏิบัติการ (Operant Conditioning) ซึ่งให้ความสาคัญกับผลกรรม (Consequence of Behavior)
หรือผลต่อเนื่องเป็นตัวควบคุมพฤติกรรม หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า การเสริมแรง (Reinforcement)
Skinner อธิบายว่ามนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ โดยผ่านประสบการณ์ที่ให้ผลกรรมเชิงบวกและเชิง
ลบ ให้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ เขาเชื่อว่าพฤติกรรมใดที่มีผลต่อเนื่องเป็นบวกพฤติกรรมนั้นย่อมเกิดขึ้นซ้า
บ่อยครั้ง ในขณะที่พฤติกรรมซึ่งให้ผลเป็นลบมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นต่อไป กรอบความคิดในเรื่องนี้ของ
Skinner มีองค์ประกอบสาคัญ 3 ส่วนคือ
สิ่งเร้า (สถานการณ์) การตอบสนอง (พฤติกรรม) ผลกรรม (บวกหรือลบ)
ในการปฏิบัติงาน พนักงานจะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใดเป็นที่ต้องการหรือไม่ต้องการของหน่วยงานหรือ
หัวหน้างานจากผลที่ต่อเนื่องหรือผลตอบแทนจากการปฏิบัติต่างๆ ของพนักงานนั้นเอง
ทฤษฎีการเสริมแรงในส่วนที่เป็นการจูงใจคือ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ต้องการให้นานๆ
หรือทาให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางที่จะได้ผลกรรมเป็นรางวัล เช่น มาลีซึ่งเป็นนักศึกษาต้องการได้เกรด A ใน
การสอบ เธอจะต้องศึกษาและอ่านตาราเรียน ถ้าสอบไล่ได้ A มาลีจะใช้วิธีการศึกษาและอ่านตาราแบบเดิมใน
การสอบคราวต่อไป แต่ถ้าหากว่าสอบในครั้งแรกไม่ได้ A มาลีจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนใหม่ คนส่วนใหญ่
จึงเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้ผลถูกหรือผิด สมหวังหรือไม่สมหวัง
Skinner ชี้แนะว่า หัวหน้างานสามารถควบคุมและปรับพฤติกรรมหรือการปฏิบัติงานของพนักงานได้
โดยที่พนักงานไม่มีความรู้สึกว่าถูกควบคุม แต่การจะทาได้เช่นนั้นจะต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องสาคัญสอง
เรื่องเกี่ยวกับการควบคุมและการปรับพฤติกรรมคือ ประเภทของการเสริมแรง และตารางการเสริมแรง
1.1.1 ประเภทของการเสริมแรง (Types of Reinforcement)
การเสริมแรง เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลกรรม มี 4 ประเภท คือ การเสริมแรงบวก การ
เสริมแรงลบ การลบพฤติกรรม และ การทาโทษ
1. การเสริมแรงบวก (Positive Reinforcement) เป็นการเสริมความต่อเนื่องของ
พฤติกรรม
โดยการให้ผลกรรมเป็นตัวเสริมแรงบวก คือสิ่งตอบแทนที่ดึงดูดใจหรือพอใจเป็นรางวัล เมื่อบุคคลนั้นมี
พฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ เช่น พนักงานคนหนึ่งมาทางานหรือเข้าประชุมตรงเวลา หัวหน้างาน
เสริมแรงโดยกล่าวคาชมเชยและขอบคุณ ถือได้ว่าเป็นการเสริมแรงบวกซึ่งเป็นรางวัลต่อการมาตรงเวลา ตัว
เสริมแรง
7
บวกที่ใช้กันในการจูงใจการทางาน เช่น การจ่ายเงิน การเลื่อนตาแหน่ง การเพิ่มสถานภาพ การได้สิทธิพิเศษ
การได้หยุดพักผ่อน ฯลฯ การเสริมแรงบวกเป็นตัวจูงใจที่ใช้ได้ผลที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
2. การเสริมแรงลบ (Negative or Avoidance Reinforcement) เสริมความต่อเนื่องของ
พฤติกรรมโดยบุคคลสามารถหลีกเลี่ยงผลกรรมทางลบได้เมื่อมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ ทาให้
เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมปูองกันหรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจหรือการทาโทษ เช่น พนักงานซึ่งมาทางานหรือเข้า
ประชุมตรงเวลาเพราะไม่อยากได้ยินคาตาหนิจากหัวหน้า หน่วยงานที่ใช้การเสริมแรงลบ มักจะมีกฎ ข้อห้าม
อะไรควรหรือไม่ควรกระทา มีระเบียบวินัยและกาหนดการลงโทษไว้ชัดเจน
3. การลบพฤติกรรม (Extinction) เป็นการลดหรือลบพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่ต้องการ
อีกต่อไป โดยการงดการเสริมแรงเมื่อเกิดพฤติกรรมนั้นขึ้น เช่น ไม่ยกย่อมชมเชยพนักงานที่มาทางานสาย ไม่
จ่ายค่าจ้างถ้าทางานไม่ถึงมาตรฐานที่กาหนด แต่ถ้าพนักงานทางานดีแล้วหัวหน้างานไม่สนใจ จะเป็นการลด
แรงจูงใจและประสิทธิภาพได้เช่นกัน
4. การทาโทษ (Punishment) เป็นการกาหนดผลกรรมทางลบให้แก่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
หรือไม่เป็นที่ต้องการ เป็นการให้สิ่งที่ไม่พอใจโดยตรง เช่น พนักงานที่มาร่วมประชุมสายถูกหัวหน้าตาหนิ ซึ่ง
ต่างจากการเสริมแรงลบที่เป็นเพียงการคาดโทษหรือขู่ให้กลัวแต่ไม่มีการลงโทษจริงๆ การลงโทษอาจมีหลาย
แบบ เช่น รบกวนให้หนักใจ ถอนสิทธิพิเศษ ควบคุมประพฤติ การปรับเป็นเงิน ลดตาแหน่ง เป็นต้น การ
ลงโทษอาจทาให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดน้อยลง แต่อาจสร้างพฤติกรรมที่มีปัญหาอย่างอื่นขึ้น เช่น การ
เสียขวัญ ทางานด้อยลง การขัดขืนและต่อต้าน เป็นวิธีการที่มีข้อโต้แย้งกันมากและเป็นวิธีจูงใจการทางานที่มี
ประสิทธิภาพน้อยที่สุด
1.1.2 ตารางการเสริมแรง (Schedule of Reinforcement)
ต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งในทฤษฎีการเสริมแรงคือ เราจะเสริมแรงพฤติกรรมเมื่อไร มีสองแนวสาคัญ
ได้แก่ การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง และการเสริมแรงเป็นครั้งคราว
การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Reinforcement) เป็นการเสริมแรงทุกครั้งที่บุคคลมี
พฤติกรรมหรือการปฏิบัติซึ่งเป็นที่ต้องการเกิดขึ้น
การเสริมแรงเป็นครั้งคราว (Intermittent Reinforcement) การเสริมแรงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา
ที่ผ่านไป เรียกว่า ตารางระยะเวลา (Interval Schedule) หรือขึ้นอยู่กับจานวนครั้งที่เกิดขึ้นของพฤติกรรมซึ่ง
เป็นที่ต้องการ เรียกว่าตารางจานวนครั้ง (Ratio Schedule) เมื่อเลือกใช้เป็นการเสริมแรงเป็นครั้งคราวจาก
สองแบบนี้ จะได้ทางเลือกในการเสริมแรงถึง 4 ตารางการเสริมแรง คือ
1. ตารางระยะเวลาแน่นอน (Fix interval schedule) เช่น การจ่ายเงินค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ การ
หยุดพักระหว่างวันในเวลาเดิมทุกวัน
2. ตารางระยะเวลาผันแปร (Variable interval schedule) เช่น การยกย่องชมเชยเมื่อใดก็ได้ การ
ตรวจสอบโดยไม่บอกล่วงหน้า
8
3. ตารางจานวนครั้งแน่นอน (Fix ratio schedule)เช่น จ่ายค่าจ้างตามจานวนชิ้นงาน จ่ายโบนัสถ้า
ทาได้ถึงจานวนที่กาหนด
4. ตารางจานวนครั้งผันแปร (Variable ratio schedule)เช่น ประกาศยกย่องเมื่อพนักงานมีชิ้นงานที่
ยอดเยี่ยม จับรางวัลสาหรับพนักงานที่ไม่เคยขาดหรือลาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
โดยสรุปแล้ว การเสริมแรงตามตารางจานวนครั้งสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่าการเสริมแรงตามตาราง
ระยะเวลา การเสริมแรงที่ได้ผลที่สุดในการคงสภาพพฤติกรรมคือการเสริมแรงตามตารางจานวนครั้งผันแปร
1.1.3 การใช้ทฤษฎีการเสริมแรงในการจูงใจ
กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การเสริมแรงบวกเป็นแบบที่ใช้สร้างแรงจูงใจได้ดีที่สุด ตารางเสริมแรง
แบบต่อเนื่องใช้ได้ดีในการคงสภาพพฤติกรรมที่ต้องการไว้ แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทาได้ตลอดไป หาก
ต้องการใช้ทฤษฎีนี้ในการสร้างแรงจูงใจการทางาน มีแนวทางที่เสนอแนะต่อไปนี้
1. กาหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ให้พนักงานทราบว่าหน่วยงานหรือหัวหน้าคาดหวังอะไรจากเขา
2. จัดผลตอบแทนหรือรางวัลให้เหมาะสม สิ่งที่คนหนึ่งมองว่าเป็นรางวัลอาจถูกมองว่าเป็นการลงโทษ
เมื่อให้แก่อีกคนหนึ่ง ต้องรู้ความต้องการที่แท้จริงของพนักงาน
3. เลือกตารางการเสริมแรงให้เหมาะสม
4. ต้องไม่ให้รางวัลแก่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือการทางานที่ด้อย
5. พยายามทาให้พนักงานรู้สึกดีต่อตัวเอง มองในเชิงบวก อย่ามองในแง่ลบหรือคอยวิพากษ์วิจารณ์
6. แต่ละวันที่ผ่านไป ต้องหาทางให้กาลังใจยกย่องชมเชยให้ได้
7. กระทาทุกอย่างเพื่อพนักงาน ไม่ใช่กระทาต่อพนักงาน จะเห็นการเพิ่มประสิทธิภาพและผลงาน
1.2 ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ (Process Motivation Theory)
ทฤษฎีความต้องการอธิบายถึงองค์ประกอบของแรงจูงใจ พยายามทาความเข้าใจและอธิบายว่า
อะไรจูงใจให้คนเรากระทาพฤติกรรมต่างๆ ในขณะที่ทฤษฎีกระบวนการแรงจูงใจพยายามทาความเข้าใจว่า
พฤติกรรมของคนเราถูกจูงใจได้อย่างไร และทาไมจึงเป็นเช่นนั้น เช่น ทาไมเขาจึงเลือกเปูาหมายนี้ในการ
ทางาน ทาไมเขาจึงทาอย่างนั้นเพื่อให้บรรลุเปูาหมายที่ต้องการ คนเราประเมินความพอใจต่อเปูาหมายหรือ
ความต้องการอย่างไร อาจกล่าวว่าทฤษฎีนี้พยายามเข้าใจกระบวนการคิดของบุคคลในการกระทาพฤติกรรม
นั่นเอง ทฤษฎีที่สาคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ ทฤษฎีความคาดหวัง และทฤษฎีความเสมอภาค
1.2.1 ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory)
เป็นทฤษฎีของ วิกเตอร์ วรูม (Victor Vroom) ซึ่งอธิบายได้ด้วยสูตร
Motivation = Expectancy x Valence
แรงจูงใจ = ความคาดหวัง x คุณค่าของผลลัพท์
มีความหมายว่าระดับของ แรงจูงใจเป็นไปตามระดับความต้องการที่คนเรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และ
ระดับความเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับสิ่งนั้น ทฤษฎีนี้มีหลักการพื้นฐานที่สาคัญคือ
9
- ปัจจัยภายใน (ความต้องการ) และปัจจัยภายนอก (สภาพแวดล้อม) มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล
- พฤติกรรมใดๆ เกิดจากการตัดสินใจด้วนตนเองของบุคคล
- บุคคลมีความแตกต่างกันในความต้องการ ความปรารถนา และเปูาหมาย
- บุคคลจะเลือกใช้พฤติกรรมใดย่อมเป็นไปตามการรับรู้ผลต่อเนื่องจากพฤติกรรมนั้น
- แรงจูงใจตามทฤษฎีนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยตัวแปรสาคัญสองตัวประกอบกัน คือ ความคาดหวัง
และ คุณค่าของผลลัพท์
ความคาดหวัง (Expectancy) หมายถึงการรับรู้ของบุคคลต่อความสามารถของตนเองหรือโอกาส
และความเป็นไปได้ที่เขาจะทางานให้สาเร็จตามเปูาหมายได้ โดยทั่วไปแล้วบุคคลที่มีความคาดหวังสูงย่อมมี
แรงจูงใจสูง แต่ถ้าพนักงานคนใดไม่เชื่อใจตัวเองว่าจะทางานได้สาเร็จ พนักงานคนนั้นไม่มีแรงจูงใจที่จะทา
หรือจะไม่พยายามทางานนั้น
การรับรู้ที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติ การกระทาหรือพฤติกรรม
กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือต่อผลตอบแทนที่จะได้รับ ถ้าบุคคลคาดหวังสูงว่าการกระทาของเขาจะได้รับรางวัล
เขาจะเกิดแรงจูงใจสูง ถ้าพนักงานมั่นใจว่าเมื่อกระทาแล้วได้รับผลตอบแทน เขาย่อมเกิดแรงจูงใจที่จะทางาน
นั้น แต่ถ้าพนักงานไม่มีความแน่ใจว่าจะได้รับอะไร แรงจูงใจในการทางานจะไม่เกิดขึ้น ตัวอย่าง เช่น ตะวัน
เชื่อตัวเองว่าเขาสามารถเป็นหัวหน้างานที่ดีได้ และเขาต้องการได้รับตาแหน่งนั้น แต่เขามีลักษณะการควบคุม
จากภายนอก (External locus of control) ซึ่งเชื่อว่าการทางานหนักไม่ใช่วิธีที่จะได้รับการเลื่อนตาแหน่งแต่
อย่างใด ดังนั้นเขาไม่มีแรงจูงใจที่จะทางานหนักเพื่อการเลื่อนตาแหน่ง
คุณค่าของผลลัพธ์ (Valence) หมายถึงคุณค่า หรือความสาคัญที่บุคคลรับรู้ต่อผลตอบแทนหรือ
รางวัลที่ได้รับ โดยทั่วไปถ้าบุคคลรับรู้คุณค่าสูงต่อผลตอบแทน หรือรับรู้ว่าผลลัพธ์มีความสาคัญสูงมากเท่าไรยิ่ง
ทาให้มีแรงจูงใจสูงมากขึ้นด้วยและจะทุ่มเทความสามารถในการกระทาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น ตัวอย่างเช่น
มานะซึ่งเป็นหัวหน้างานต้องการให้ชาลีซึ่งเป็นพนักงานทางานให้มากขึ้น เขาจึงบอกกับชาลีว่าควรจะเอาใจใส่
ทางานให้มากขึ้น เพราะการทางานมากขึ้นจะส่งผลต่อการเลื่อนตาแหน่ง ถ้าหากชาลีมีความต้องการจะเลื่อน
ตาแหน่ง เขาคงมีแรงจูงใจสูงขึ้นในการทางาน แต่ถ้าชาลีไม่สนใจหรือไม่เห็นความสาคัญของการเลื่อนตาแหน่ง
การบอกกล่าวของมานะไม่สามารถจูงใจชาลีได้
การใช้ทฤษฎีความคาดหวังในการจูงใจ
ทฤษฎีความคาดหวังสามารถใช้ทานายความพยายามในการทางาน ระดับความพอใจงาน และระดับ
การปฏิบัติงาน ของพนักงานได้อย่างชัดเจน แต่มีข้อแม้ว่าต้องกาหนดค่าต่างๆ ลงในสูตรให้ถูกต้อง ดังนั้น
ทฤษฎีอาจใช้พยากรณ์ได้ถูกต้องในบางสถานการณ์ แต่อาจใช้ไม่ได้ในสถานการณ์อื่นที่แตกต่างไป หากจะใช้
ทฤษฎีนี้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของบุคคล จะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขต่อไปนี้
- ต้องกาหนดเปูาหมายชัดเจน รวมทั้งการปฏิบัติที่จาเป็นเพื่อการบรรลุเปูาหมายนั้น
- ผลตอบแทนหรือรางวัลจะได้ต้องสอดคล้องกับระดับความสาเร็จในการปฏิบัติงานเท่านั้น คือ บรรลุ
เปูาหมายมากได้ผลตอบแทนมาก
10
- ผลตอบแทนหรือรางวัลที่ให้ต้องเป็นสิ่งที่มีความสาคัญต่อพนักงาน หัวหน้างานต้องรู้จักพนักงานแต่
ละคนเป็นอย่างดี
- พนักงานมีความเชื่อถือในข้อตกลงที่กาหนดกัน หัวหน้างานต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพนักงาน
ทฤษฎีความคาดหวังจะใช้ได้ผลดีกับผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีลักษณะการควบคุมจากภายใน (Internal locus of
control) เพราะพนักงานเหล่านี้เชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนกาหนดแนวทางชีวิตของตนเองได้ ความพยายามและ
ความสามารถของเขาจะนาไปสู่ความสาเร็จในการทางาน แต่ทฤษฎีนี้ไม่เหมาะจะใช้จูงใจพนักงานที่มีลักษณะ
การควบคุมจากภายนอก เพราะพวกนี้เชื่อถือในเรื่องดวง โชควาสนา ความบังเอิญ และสิ่งภายนอกอื่นๆ ไม่
เชื่อในความสามารถและความพยายามของตัวเองว่าจะทาให้พบความสาเร็จได้
1.2.2. ทฤษฎีความเสมอภาค (Equity Theory)
J. Stacy Adams เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีนี้ โดยมีพื้นฐานความคิดว่า บุคคลย่อมแสวงหาความ
เสมอภาคทางสังคมโดยพิจารณาผลตอบแทนที่ได้รับ (output) กับตัวปูอน (input) คือพฤติกรรมและ
คุณสมบัติในตัวที่เขาใส่ให้กับงาน ความเสมอภาคจะมีเพียงใดขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบการรับรู้ความ
สอดคล้องระหว่างตัวปูอนต่อผลตอบแทน (perceived inputs to outputs) เมื่อเราทราบระดับการรับรู้ความ
เสมอภาคของบุคคลใด ก็สามารถทานายพฤติกรรมการทางานของเขาได้
ทฤษฎีความเสมอภาคอธิบายว่า บุคคลจะเปรียบเทียบตัวปูอนของเขา (เช่น ความพยายาม
ประสบการณ์ อาวุโส สถานภาพ สติปัญญาความสามารถ และอื่นๆ) กับผลตอบแทนที่ได้รับ (เช่น การยกย่อง
ชมเชย คานิยม ค่าจ้างค่าตอบแทน การเลื่อนตาแหน่งและสถานภาพ การยอมรับจากหัวหน้างาน) กับบุคคล
อื่นที่ทางานประเภทเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นเพื่อนร่วมงานคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มพนักงานที่ทางานในแผนก
เดียวกันหรือต่างแผนก หรือแม้แต่บุคคลใดในความคิดของเขาก็ได้ ว่ามีความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกันหรือไม่
ซึ่งตัวปูอนและผลตอบแทนนั้นเป็นการรับรู้หรือความเข้าใจของเขาเอง ไม่ใช่ความเป็นจริง แม้ความเป็นจริงจะ
มีความเสมอภาค แต่เขาอาจรับรู้ว่าไม่เสมอภาคก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองเพื่อ
ทาให้รู้สึกว่าเกิดความเสมอภาค ดังนั้นในการปฏิบัติต่อพนักงาน หัวหน้างานจะต้องทาให้เขารับรู้ว่าเขาได้รับ
การปฏิบัติต่ออย่างยุติธรรม มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่น
เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น พนักงานส่วนมากมักประเมินว่าตนเองทางานหนักและทุ่มเทในการ
ปฏิบัติงานมากกว่าคนอื่น ขณะเดียวกันก็มักคิดว่าคนอื่นได้รับผลตอบแทนสูงกว่าตน เขาจะพอใจในการทางาน
และมีแรงจูงใจในการทางานสูงตราบเท่าที่เขายังรับรู้ว่ามีความเสมอภาคเมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานคนอื่น
แต่ถ้าพนักงานพบว่าผู้ที่ทางานในระนาบเดียวกับเขาได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเขา หรือได้รับผลตอบแทน
เท่ากันแต่ทางานน้อยกว่า ความพอใจและแรงจูงใจในการทางานจะน้อยลง เมื่อใดที่พนักงานเกิดการรับรู้ความ
ไม่เสมอภาค เขาจะพยายามทาให้เกิดความเสมอภาคโดยการลดระดับตัวปูอนหรือไม่ก็เรียกร้องผลตอบแทน
เพิ่มขึ้น การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นที่ทางานในระนาบเดียวกัน ทาให้เกิดการรับรู้ 3 แบบ คือ ผลตอบแทน
เหมาะสม ผลตอบแทนต่าไป ผลตอบแทนสูงไป
11
ผลตอบแทนเหมาะสม (Equitably Rewarded) พนักงานรับรู้ว่าตัวปูอนและผลตอบแทนมีความ
เหมาะสมกัน แรงจูงใจยังคงมีอยู่ เชื่อว่าคนอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเป็นเพราะเขามีตัวปูอนที่สูงกว่า เช่น มี
การศึกษาและประสบการณ์สูงกว่า เป็นต้น
ผลตอบแทนต่าไป (Under-rewarded) เมื่อพนักงานคนใดรับรู้ว่าตนได้รับผลตอบแทนต่าไป เขาจะ
พยายามลดความไม่เสมอภาคด้วยวิธีต่างๆ เช่น พยายามเพิ่มผลตอบแทน (เรียกร้องค่าจ้างเพิ่ม) ลดตัวปูอน
(ทางานน้อยลง มาสายหรือขาดงานบ่อยครั้ง พักครั้งละนานๆ ฯลฯ) อ้างเหตุผลให้ตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวปูอน
หรือผลตอบแทนของคนอื่น (ให้ทางานมากขึ้น หรือรับค่าจ้างน้อยลง) เปลี่ยนงาน (ขอย้ายไปฝุายอื่น ออกไป
หางานใหม่) เปลี่ยนบุคคลที่เปรียบเทียบ (ยังมีคนที่ได้รับน้อยกว่า)
ผลตอบแทนสูงไป (Over-rewarded) การรับรู้ว่าได้รับผลตอบแทนสูงไปไม่มีปัญหาต่อพนักงาน
มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าพนักงานมักจะลดความไม่เสมอภาคด้วยวิธีเหล่านี้ คือ เพิ่มตัวปูอน (ทางาน
หนักขึ้น และอุทิศเวลามากขึ้น) ลดผลตอบแทน (ยอมให้หักเงินเดือน) อ้างเหตุผลให้ตัวเอง (เพราะฉันเก่ง)
พยายามเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้อื่น (เขาควรได้รับเท่าฉัน)
การใช้ทฤษฎีความเสมอภาคในการจูงใจ
ผลการวิจัยเพื่อทดสอบทฤษฎีความคาดหวังมีแตกต่างกัน ทาให้การใช้ทฤษฎีนี้ในทางปฏิบัติมีความ
ยุ่งยาก เพราะว่าเราไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่ากลุ่มอ้างอิงที่บุคคลใช้เปรียบเทียบนั้นคือใคร และความรู้สึกหรือ
การรับรู้ในความเสมอภาคของเขาเป็นอย่างไร แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังมีประโยชน์ถ้าหากนาไปใช้โดยมีข้อแนะนาทั่วไป
ดังนี้
- หัวหน้างานจะต้องตระหนักว่าความเสมอภาคเป็นเพียงการรับรู้ของพนักงาน ซึ่งอาจไม่ถูกต้องก็ได้
หัวหน้างานอาจทาให้พนักงานรู้สึกถึงความเสมอภาคหรือความไม่เสมอภาคได้ เช่น หัวหน้าบางคนมีพนักงานที่
ตัวเองโปรดปรานเป็นคนใกล้ชิด ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ในขณะที่ละเลยต่อคนอื่นๆ เป็นต้น
- การให้ผลตอบแทนหรือรางวัลต้องมีความเหมาะสม ถ้าหากพนักงานรับรู้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่าง
ลาเอียง จะเกิดปัญหาในการปฏิบัติงานและขวัญกาลังใจขึ้น
- ผลการปฏิบัติงานที่ดีมีคุณภาพสูงต้องได้รับการตอบแทนหรือรางวัล แต่พนักงานต้องมีความเข้าใจ
ว่าเขาควรใช้ความสามารถหรือตัวปูอนในระดับใดเพื่อบรรลุถึงผลที่ต้องการ
1.3 ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ (Reinforcement theories of motivation)
ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ เป็นแนวคิดการจูงใจของ B.F. Skinner แนวความคิดของเขาเชื่อว่า
พฤติกรรมที่ได้รับการเสริมแรงจะเกิดขึ้นช้าๆกัน แต่พฤติกรรมที่ไม่ได้รับการเสริมแรงจะไม่เกิดขึ้นช้าๆอีก และ
ผลที่เกิดขึ้นภายหลังพฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเป็นสิ่งกาหนดระดับ แรงจูงใจของเขา ซึ่งเกิดการ
เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต B.F. Skinner นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Harvard ได้พัฒนาทฤษฎีนี้ และ
ได้นา มาใช้เป็นเทคนิคในการจูงใจในที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน (Antecedent) พฤติกรรม (Behavior) ผลที่ได้รับ
(Consequence) ซึ่งเขาเรียกย่อๆ ว่า A-B-C โดยทั้ง 3 จะดาเนินต่อเนื่องกันไป ผลที่ได้รับจะกลับกลายเป็นสิ่ง
12
ที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อนอันนาไปสู่ผลที่ได้รับตามลาดับ ตัวเสริมแรงมี 4 กรณี คือตารางที่ 1 เปรียบเทียบการ
เสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบและการลงโทษ ชนิด ผล ตัวอย่าง
การเสริมแรงทางบวก
พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งเร้าที่บุคคลนั้นต้องการผู้เรียนที่ทาการบ้านส่ง
ตรงเวลาแล้วได้รับคาชมจะทาการบ้านส่งตรงเวลาสม่าเสมอ
การเสริมแรงทางลบ
พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาถูกทาให้ลดน้อยหรือหมดไปผู้เรียนที่ทารายงาน
ส่งตามกาหนดเวลาจะไม่เกิดความวิตกอีกต่อไป ดังนั้นในครั้งต่อไปเขาก็จะรีบทารายงานให้เสร็จตามเวลา
การลงโทษ 1 พฤติกรรมลดลงเมื่อมีสิ่งเร้าโดยเฉพาะสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้นเมื่อถูกเพื่อนๆ ว่า
โง่ เพราะตั้งคาถามถามผู้สอน ผู้เรียนคนนั้นเลิกตั้งคาถามในขั้นเรียนการลงโทษ 2 พฤติกรรมลดน้อยลง เมื่อนา
สิ่งเร้าที่เขาพึงปรารถนาออกไปผู้เรียนที่ถูกหักคะแนนเพราะตอบข้อสอบในลักษณะที่แตกต่างจากครูสอน ใน
ครั้งต่อไปเขาจะไม่ตอบคาถามในลักษณะนั้นอีก
1. การเสริมแรงด้านบวก (Positive reinforcement) เป็นการเกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า (ที่พึงพอใจ) ซึ่ง
จะเป็นการเพิ่มพฤติกรรมช้าของบุคคลได้ (Bateman and Snell, 1990 : G-4) หรือ หมายถึง การให้รางวัล
ตอบแทนผลการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงปรารถนา เป็นการสร้างให้เกิดพฤติกรรมนั้นๆมากขึ้น
ด้วยการให้รางวัลพิเศษสาหรับการกระทาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การสรรเสริญพนักงานเมื่อทางานเสร็จตาม
กาหนดการที่พนักงานได้รับการชมเชยถือว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดผลสาเร็จของการปฏิบัติในอนาคต
2. การเรียนรู้ด้วยการหลีกเลี่ยง (Avoidance learning) หรือการเสริมแรงด้านลบ (Negative
reinforcement) เป็นการเรียนรู้ถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เนื่องจากกลัวผลร้ายที่
จะได้รับ เช่น ลูกน้องทางานให้เสร็จตามกาหนดเพราะไม่ต้องการถูกเจ้านายตาหนิว่าทางานล่าช้า ดังนั้นการ
เรียนรู้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัญหาจะเกิดจากการที่บุคคลต้องการ หลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ
3. การทาให้หมดไป (Extinction) หมายถึงการเลิกให้รางวัลเพื่อจุดมุ่งหมายในการยับหยั่งพฤติกรรม
อย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคตเป็นการลดการเสริมแรงที่มีผลด้านบวกซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือเป็นการ
ปราบพฤติกรรมบางอย่างโดยการลดการเสริมแรงเกี่ยวกับการกระทา เช่น ผู้บริหารซึ่งต้องการให้พนักงานทา
งานล่วงเวลาน้อยลงและทางานในเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจใช้วิธีการเลิกขอบคุณพนักงานที่ทา งาน
ล่วงเวลาหรือทางานในวันหยุด วิธีนี้จะไม่กระตุ้นให้พนักงานมีพฤติกรรมที่ต่อเนื่อง
4. การลงโทษ (Punishment) หมายถึง การปรับพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผลที่
ตามมาด้านลบจะช่วยลดหรือยับหยั่งพฤติกรรม เป็นการลดพฤติกรรมเนื่องจากได้รับผลลัพธ์ที่ไม่พึงพอใจ
แม้ว่ารางวัลจะเป็นวิธีการที่มีอิทธิพลในการกาหนดพฤติกรรมของพนักงาน แต่ผู้บริหารอาจใช้วิธีการที่ไม่ใช่
พฤติกรรมส่วนตัวเข้ามาแทน เช่น การว่ากล่าวตักเตือนการลดอานาจหน้าที่เป็นต้น
13
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้มีผู้ศึกษา
และให้ความหมายไว้ ดังนี้
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2515 : 4) ได้ให้ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ 2
ประการ ดังนี้ 1) ความรู้ที่ได้รับหรือทักษะที่เจริญขึ้นโดยการเรียนวิชาต่างๆ ในโรงเรียนตามปกติพิจารณาจาก
คะแนนสอบหรือผลงานที่ครูกาหนดให้ทาหรือจากทั้งสองอย่าง 2) ผลหรือผลงานที่นักเรียนได้จากวิชาสามัญ
เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับทักษะที่ได้จากวิชาการฝีมือและวิชาผลศึกษา
ไพศาล หวังพาณิช (2526 : 80) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า
หมายถึง คุณลักษณะและความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
และประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมหรือจากการสอนซึ่งได้แก่ ความจา ความเข้าใจ การ
วิเคราะห์ การนาไปใช้ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า
จากแนวคิดและทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นที่กล่าวมานี้อาจสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง สิ่ง
ที่เกิดจากการได้เรียนรู้ ฝึกฝน ในวิชาต่างๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังกล่าวได้มาจาก
แบบทดสอบ วัดผลที่อาจารย์ผู้สอนได้จัดทาขึ้น
2. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดและการประเมินผลการศึกษา เป็นกระบวนการที่มี
ความสัมพันธ์กับระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทาให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้เรียนได้รับผลการเรียนรู้มาก
น้อยเพียงใดและได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2523 : 24) ได้กล่าวถึงการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนทั้ง
ทางด้านปฏิบัติ และด้านเนื้อหาถือว่าเป็นการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนว่าอยู่ในระดับสูง กลาง หรือต่า
ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ 1) คะแนนเฉลี่ย 0.00-1.99 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่า 2) คะแนนเฉลี่ย 2.00-2.99
ถือว่าผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง 3) คะแนนเฉลี่ย 3.00-4.00 ถือว่าผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์สูง เป็นต้น
กฤษฎา บุญวัฒน์ (2541 : 14) ได้ให้ความหมายการวัดผลว่า เป็นกระบวนการในการกาหนดจานวน
ตัวเลขให้กับแต่ละหน่วยของชุดวัตถุหรือกลุ่มบุคคล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกัน ความมากร้อยระหว่าง
หน่วย ตามลักษณะของหน่วยที่วัดมาได้ และได้ให้ความหมายของการประเมินผลไว้ว่า เป็นการตัดสิน
ความสามารถ ซึ่งให้คะแนนการวัดผลมาเป็นเครื่องพิจารณาประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามมีหลายกรณีที่
ต้องใช้สิ่งอื่นๆ มาเป็นสิ่งประกอบเพิ่มเติมนอกเหนือจากการใช้คะแนน เช่น ความรู้ที่มีต่อสิ่งนั้นๆ เป็นต้น จาก
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การวัดผลหมายถึง กระบวนการใดๆก็ตามที่จะได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
ปริมาณ คุณภาพหรือคุณลักษณะของบุคคลหรือสิ่งของ โดยอาศัยเครื่องมือช่วยในการวัดผล ซึ่งมักจะออกมา
เป็นตัวเลข พร้อมทั้งมีหน่วยกากับ
ดังนั้นจากทฤษฎีดังกล่าวที่กล่าวไว้ในตอนต้น หากนามาศึกษาวิจัยแล้วว่าการใช้ทฤษฎีการเสริมแรง
แบบใดที่ทาให้นักศึกษามีความตั้งใจเรียนมากขึ้น และเข้าใจในบทเรียน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น
14
1.4 ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (Skinner)
1.4.1 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบลงมือกระทาของสกินเนอร์
Burrhus Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทา
(Operant Conditioning theory หรือ Instrumental Conditioning หรือ Type-R. Conditioning) เขามี
ความคิดว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้น จากัดอยู่กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นจานวนน้อย
ของมนุษย์ พฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง ไม่ใช่เกิดจากการจับคู่ระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับ
สิ่งเร้าเก่าตามการอธิบายของ Pavlov Skinnerได้อธิบายคาว่า" พฤติกรรม "
การเสริมแรง(Reinforcement )
หมายถึงสิ่งเร้าใดที่ทาให้พฤติกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นแล้วมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีก มีความคงทนถาวร
เช่น การกดคานและจิกแปูนสีของนกพิราบได้ถูกต้องต้องการทุกครั้งเมื่อหิวหรือต้องการ ในการทดลอง
Skinner ตัวเสริมแรง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. ตัวเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึงสิ่งเร้าใดเมื่อนามาใช้แล้วทาให้อัตรา
การตอบสนองมากขึ้น เช่น คาชมเชย รางวัล อาหาร เป็นต้น
2. ตัวเสริมแรงทางลบ (Negasitive Reinforcement) หมายถึงสิ่งเร้า
1.4.2 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขด้วยการกระทา
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขด้วยการกระทา (Operant Conditioning Theory) เกิดขึ้นโดยมี
แนวความคิด ของสกินเนอร์ (D.F. Skinner) ในสมัยของสกินเนอร์ ปี 1950 สหรัฐ อเมริกาได้เกิดวิกฤติการ
การขาดแคลนครูที่มีประสิทธิภาพเขาจึงได้คิดเครื่อง มือช่วยสอนขึ้นมาเพื่อปรับปรุงให้ระบบการศึกษามี
ประสิทธิภาพ เครื่องมือที่คิดขึ้นมาสาเร็จเรียกว่าบทเรียนสาเร็จรูป หรือการสอนแบบโปรแกรม(Program
Instruction or Program Learning) และเครื่องมือช่วยในการสอน (Teaching Machine) เป็นที่นิยม
แพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
หลักการเรียนรู้ทฤษฎี สกินเนอร์ (Skinner)กับทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบการกระทา (Operant
Conditioning) โดยจากแนวความคิดที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งก่อให้เกิด
พฤติกรรม และผลของการกระทาของพฤติกรรมนั้นโดยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนั้น ทฤษฏีนี้เน้นการกระทา
ของผู้ที่เรียนรู้มากกว่าสิ่งที่ผู้สอนกาหนดขึ้น
Burrhus Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทา
(Operant Conditioning theory หรือ Instrumental Conditioning หรือ Type-R. Conditioning) เขามี
ความคิดว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้น จากัดอยู่กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นจานวนน้อย
ของมนุษย์ พฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง ไม่ใช่เกิดจากการจับคู่ระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับ
สิ่งเร้าเก่าตามการอธิบายของ Pavlov Skinnerได้อธิบายคาว่า" พฤติกรรม " ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3
ตัว คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน(Antecedent) - พฤติกรรม(Behavior) - ผลที่ได้รับ(Consequence) ซึ่งเขา
16
สกินเนอร์ (B.F. Skinner) ได้กาหนดการวางเงื่อนไขการกระทา ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กันมากในปัจจุบัน
โดยวิธีการวางเงื่อนไขจะใช้การเสริมแรง โดยทดลองกับสัตว์ในห้องปฏิบัติการและค้นคว้าจนพบว่าใช้ได้ดีกับ
มนุษย์ หลักการวางเงื่อนไขผลกรรม (Operant Conditioning) มีแนวคิดว่า การกระทาใด ๆ (Operant) ย่อม
ก่อให้เกิดผลกรรม (Consequenceหรือ Effect)
การเรียนรู้เงื่อนไขผลกรรมนี้ต้องการให้เกิดพฤติกรรมโดยใช้ผลกรรมเป็นตัวควบคุมการเรียนรู้เงื่อนไข
ผลกรรมนี้ต้องการให้เกิดพฤติกรรมโดยใช้ผลกรรมเป็นตัวควบคุม ผลกรรมที่เกิดขึ้น
- ถ้าเป็นผลกรรมที่ต้องการ เป็นผลกรรมเชิงบวก เรียก การเสริมแรง
- ถ้าเป็นผลกรรมที่ไม่ต้องการ เป็นผลกรรมเชิงลบ เรียกว่า การลงโทษ การเสริมแรง หมายถึง การทาให้มี
พฤติกรรมเพิ่มขึ้นอันเนื่องจากผลกรรม ได้แก่
- เสริมแรงทางบวก เช่น ทางานเสร็จแล้วแม่ให้ถูโทรทัศน์
- เสริมแรงทางเชิงลบ เช่น การขึ้นสะพานลอยเพื่อพ้นจากการถูกจับ การลงโทษ หมายถึง การให้ผลกรรม
ที่ไม่ต้องการ หรือ ถอดถอนสิ่งที่ต้องการแล้วทาให้พฤติกรรมลดลง ได้แก่
- การลงโทษทางบวก เช่น เด็กส่งเสียงดัง แล้วถูกดุ
- การลงโทษทางลบ เช่น ทาการบ้านไม่เสร็จแล้วแม่ไม่ให้ไปเล่นเกมส์
1.5 ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม
ทฤษฎีความต้องการ-แรงขับ-สิ่งจูงใจ ได้ให้ความสาคัญแก่ความต้องการ และการลดความตึงเครียดที่
เกิดจากความต้องการในการผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ ทฤษฎีดังกล่าวนี้ต้องเผชิญกับปัญหาอย่างน้อยที่สุด
2 ปัญหา คือปัญหาความต้องการของมนุษย์มีอะไรบ้าง ยังหาคาตอบที่เป็นที่พอใจแก่ทุกฝุายไม่ได้ และปัญหา
เกี่ยวกับความเชื่อว่า จุดมุ่งหมายของพฤติกรรมคือการลดความตึงเครียด ยังมีตัวอย่างพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับ
ความเชื่อเช่นนี้ มีพฤติกรรมบางอย่างทาแล้วเพิ่มความตึงเครียด แต่คนก็อยากทา เช่นการดูภาพยนตร์ที่
หวาดเสียวน่ากลัว การไต่เขาที่เสี่ยงกับความตาย ฯลฯ พฤติกรรมบางอย่างก็หาได้เกิดจากความตึงเครียดไม่
เช่นการร้องเพลง การวาดภาพ การคิด การเล่าและการฟังนิทาน การละเล่น การท่องเที่ยว การหาความรู้
ฯลฯ
นักจิตวิทยาหลายคนจึงได้หันมาให้ความสนใจกับสิ่งจูงใจให้เกิดพฤติกรรมมากกว่าความต้องการที่เป็น
แรงขับให้เกิดพฤติกรรม แต่ เนื่องจากคาว่า สิ่งจูงใจ ได้มีความหมายผูกพันกับการสนองความต้องการ จึง
น่าจะใช้คาที่มีความหมายเป็นกลางแทนคาที่มีความหมายเป็นกลางมากกว่า คือ แรงเสริม (Reinforcer) และ
การเสริมแรง (Reinforcement) ซึ่งหมายถึงการให้แรงเสริม
แรงเสริม คือ สิ่งที่ทาให้พฤติกรรมหนึ่งๆ เกิดบ่อยครั้งมากขึ้น อะไรก็ตามที่ทาให้พฤติกรรมเกิดบ่อย
ขึ้นก็ถือว่าเป็นแรงเสริม เช่นการชมว่าเก่งเมื่อเด็กไหว้แล้ว พฤติกรรมการไหว้เกิดบ่อยครั้งขึ้น การชมว่าเก่งเป็น
แรงเสริม การปลดตรวนพันธนาการออกจากนักโทษที่ประพฤติดี แล้วทาให้ประพฤติดีมากขึ้น การปลดตรวน
พันธนาการก็เป็นแรงเสริม
17
สกินเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้วิเคราะห์ความหมายของแรงเสริม และผลของการให้แรงเสริม
ที่มีต่อพฤติกรรมอย่างละเอียดและกว้างขวาง การวิเคราะห์ของสกินเนอร์ทาให้มองเห็นอิทธิพลของการ
เสริมแรงในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมได้อย่างชัดเจน (skinner, 1953) ทฤษฎีการเสริมแรง
พัฒนาจาก กฎแห่งผลกรรม (Law of Effect) ซึ่งเป็นกฎของการเรียนรู้ที่เสนอโดยนักจิตวิทยาชาว
อเมริกันผู้ทรงอิทธิพลอีกคนหนึ่ง ชื่อ ธอร์นไดก์ (Thorndike, 1874-1949) ตามความคิดของ ธอร์น
ไดก์ พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นตามกฎของผลกรรม พฤติกรรมที่ยังผลเป็นที่พอใจแก่ผู้กระทา พฤติกรรมนั้น
ย่อมเกิดขึ้นอีก และพฤติกรรมใดยังผลไม่เป็นที่พอใจแก่ผู้กระทา พฤติกรรมนั้นย่อมหดหายไป เช่น เด็กเห็น
โจทย์เลข 2 + 2 = ? และตอบว่า 4 แล้วครูชมว่าเก่งมาก เด็กก็จะเรียนรู้ว่า 2+2=4 ในทางกลับกัน เด็กที่ตีคน
อื่นแล้วตนเองถูกแม่ตี ก็-จะไม่กล้าตีคนอื่นอีก (Thorndike, 1911)
การกระทาทุกอย่างของมนุษย์ย่อมทาให้เกิดผลบางอย่างเสมอ ใช้เท้าเตะก้อนหิน ผลก็คือเท้าเจ็บ ใช้
มือจิกผมของแม่ผลก็คือถูกแม่ตี นั่งทาการบ้านอย่างขะมักเขม้น ผลก็คือแม่แสดงความรักและความชื่นชม นา
กระเช้าดอกไม้ไปอวยพรวันเกิดผู้บังคับบัญชา ผลก็คือได้รับ ความเมตตาเป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ที่กล่าวมานี้
ล้วนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมและผลกรรม ผลกรรมหมายถึงผลที่เกิดจากการกระทาและสัมพันธ์กับ
พฤติกรรมเป็นเงื่อนไข “พฤติกรรมอย่างนี้ กระทาในสภาพการณ์เช่นนี้ จะได้รับผลกรรมอย่างนี้” เงื่อนไข
ดังกล่าวนี้ เรียกว่า เงื่อนไขผลกรรม เงื่อนไขผลกรรมบางอย่างธรรมชาติเป็นผู้กาหนด เช่นเตะก้อนหินแล้ว เท้า
เจ็บ บางอย่างก็กาหนดโดยมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น ถ้าใช้มือจิกผมของแม่ก็จะถูกแม่ตี เงื่อนไข บางอย่างมนุษย์
กาหนดโดยความจงใจและมีความชัดเจน เช่นระเบียบข้อบังคับต่างๆ ตลอดจนกฎหมายบ้านเมือง บางอย่างก็
มิได้กาหนดอย่างชัดเจน แล้วแต่อารมณ์ เช่น เงื่อนไขการตีลูก เงื่อนไขการแสดงความรักต่อลูก ฯลฯ
มนุษย์เรียนรู้เงื่อนไขผลกรรมทั้งที่กาหนดโดยธรรมชาติ และกาหนดโดยมนุษย์ด้วยกันเอง เงื่อนไข
บางอย่างเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ของตนเอง เช่นเตะก้อนหินเอง และรู้สึกเท้าเจ็บ ด้วยตนเอง บางอย่างเรียนรู้
จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นและผลกรรมที่เกิดตามมา เช่นเห็นคนเอามือไปจับสายไฟฟูาแล้วถูกไฟฟูา
ช็อคตาย ก็เกิดการเรียนรู้ว่าการจับสายไฟฟูาจะถูกไฟฟูาช็อค และหลายอย่างเกิดจากคาบอกของพ่อแม่พี่น้อง
ครูบาอาจารย์ตลอดจนสื่อมวลชนต่างๆ เช่นบอกว่าขยันเรียนหนังสือแล้วภายหน้าจะได้ดี ถ้าสูบเฮโรอีน จะเสพ
ติดและมีผลต่อร่างกายและจิตใจ อย่างมหันต์ ฯลฯ
เพื่อความชัดเจนเราจะแยกเงื่อนไขผลกรรมออกเป็นเงื่อนไขการเสริมแรง (Contin-gency of
Reinforcement) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการให้ผลกรรมที่คนต้องการและ เงื่อนไขการลงโทษ (Contingency of
Punishment) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการให้ผลกรรมที่คนไม่ต้องการสิ่งที่ใช้เป็นแรงเสริมได้มีมากมาย เราอาจจะ
ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่สนองความต้องการของคนไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางกายหรือทางจิตใจ ล้วนเป็นแรง
เสริมอาหาร น้า ความสราญใจ ความรัก คาชม อภิสิทธิ์ ทรัพย์สินเงินทอง ตลอดจนการเลื่อนตาแหน่งสูงขึ้น
ฯลฯ ล้วนเป็นแรงเสริมได้ทั้งนั้น แรงเสริมเหล่านี้ถือเป็นแรงเสริมทางบวก
18
สิ่งที่ใช้เป็นการลงโทษก็มีได้มากมาย การทาให้เจ็บ การทาให้เหม็น การดุ การประณาม การตัดสิทธิ์
การริบทรัพย์ การกักขัง ตลอดจนการประหารชีวิต ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการลงโทษ และในการตรงกันข้าม
การระงับหรืองดเว้นการลงโทษก็จะเป็นแรงเสริม แต่ถือ เป็นแรงเสริมทางลบ
สาหรับนิสิตมหาวิทยาลัย การสาเร็จการศึกษาได้รับปริญญาบัตร เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา การให้
สาเร็จการศึกษาจึงเป็นการให้แรงเสริมอย่างหนึ่ง สถาบันการศึกษาต่างๆ จึงได้กาหนดเงื่อนไขของการให้สาเร็จ
การศึกษาเอาไว้ เช่นต้องสอบให้ได้หน่วยกิตสะสมเท่านั้นเท่านี้ หน่วยกิต ชาระเงินเท่านั้นเท่านี้ ได้แต้มเฉลี่ยไม่
ต่ากว่าเท่านั้นเท่านี้ จะต้องเรียนวิชานั้นวิชานี้ ถ้าจะเรียนวิชานี้จะต้องมาเรียนในวันนี้เวลานี้ห้องนี้กับอาจารย์
คนนี้ และต้องมาสอบในวันนั้นวันนี้ ต้องตอบข้อสอบอย่างนั้นอย่างนี้ ฯลฯ เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้มีมากมาย
และที่ไม่ได้เขียนเป็นระเบียบชัดเจนแต่อาจารย์แต่ละคนกาหนดขึ้นเองก็มีอีกมากมาย นิสิตที่ประสงค์จะสาเร็จ
การศึกษา ก็ต้องกระทาตามเงื่อนไขเหล่านี้ มิฉะนั้นก็จะไม่ได้รับปริญญา ซึ่งเป็นแรงเสริม ถ้าหากมหา-วิทยาลัย
เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเหล่านี้ พฤติกรรมของนิสิตก็จะเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป
การรับนิสิตนักศึกษาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน การให้เข้าศึกษาเป็นสิ่งที่บุคคลจานวนมาก
ต้องการ ปัจจุบันเงื่อนไขในการเข้าคือต้องจบการศึกษาชั้นนั้นชั้นนี้ ต้องสอบคัดเลือกวิชานั้นวิชานี้ ผู้ประสงค์
จะเข้ามหาวิทยาลัยก็จะปรับพฤติกรรมของตนเองให้เข้ากับเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ ลองคิดเอาเองก็ได้ว่าพฤฅิ
กรรมของเยาวชน ผู้ประสงค์จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไร หากเรากาหนดว่าผู้ที่จะสมควรได้นั้น
ต้องมีหลักฐานมาแสดงว่า
(ก) เคยเป็นลูกเสือ หรือเนตรนารีมาก่อน
(ข) เคยร่วมกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมมาก่อน เช่นทาความสะอาดสถานสาธารณะ สอน
หนังสือแก่เด็กสลัม ร่วมกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา ฯลฯ
นอกเหนือจากการเรียนจบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายและสอบคัดเลือกวิชาเฉพาะได้ผลเป็นที่
พอใจ
ตัวอย่างการควบคุมพฤติกรรมด้วยเงื่อนไขการลงโทษก็มีอยู่มากมาย จาระไนไม่รู้จบสิ้น กฎหมาย
บ้านเมืองที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมก็เป็นเงื่อนไขการลงโทษเกือบทั้งสิ้น เช่นถ้าไม่ข้ามถนนตรง
ทางม้าลายจะถูกปรับ ถ้าไม่เสียภาษีให้ครบถ้วนในเวลาที่กาหนดก็จะถูกลงโทษ ถ้าลักทรัพย์ผู้อื่นก็จะถูกลงโทษ
ฯลฯ เงื่อนไขการลงโทษที่มิได้กาหนดเป็นกฎหมายแต่เป็นเพียงขนบธรรมเนียมประเพณีก็มี เช่น การประพฤติ
ผิดประเพณีทางเพศก็จะได้รับการดูถูกเหยียดหยามหรือประณามได้เนื่องจากการไม่ถูกลงโทษเป็นแรงเสริม
ทางลบ จึงถือว่าพฤติกรรมข้ามถนนตรงทางม้าลายได้รับแรงเสริมทางลบ พฤติกรรมการเสียภาษีได้รับแรงเสริม
ทางลบ และการไม่ลักทรัพย์ ก็ได้รับแรงเสริมทางลบ อย่างไรก็ดีการควบคุมพฤติกรรมด้วยเงื่อนไขการลงโทษ
มักประสบปัญหาเสมอ ที่สาคัญคือการลักลอบกระทา การติดสินบน (ให้แรงเสริม) แก่ผู้ลงโทษ ตลอดจนการ
ต่อต้านผู้ลงโทษ
การควบคุมพฤติกรรมโดยเงื่อนไขผลกรรมนี้ เดิมเชื่อกันว่าใช้ได้ผลเฉพาะพฤติกรรมเจตนาหรือ
พฤติกรรมมีผู้กระทาจงใจกระทาเท่านั้น และไม่น่าจะใช้ได้ผลกับพฤติกรรมที่อยู่นอกเหนือการบังคับของจิตใจ
19
เช่นการเต้นของหัวใจเพื่อสูบฉีดโลหิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย การทางานของต่อมต่างๆ และการทางาน
ของอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะอาหาร ลาไส้ ไต ฯลฯ แต่ในระหว่างทศวรรษ 1960 ก็ได้มีผู้ค้นพบว่า
พฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขของผลกรรมด้วย (Miller, 1969) หากการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่า
ปกติได้รับแรงเสริม หัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้น ผู้ที่รู้สึกโกรธแล้วได้รับแรงเสริมความรู้สึกโกรธก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น
คนที่มีอาการหน้าซีด มือเท้าอ่อนเมื่อถูกคนขัดใจ และอาการหน้าซีดนี้ หากทาให้คนอื่นเลิกขัดใจตนเองได้
พฤติกรรมหน้าซีดก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น เพราะได้รับแรงเสริม และอาจจะพัฒนารุนแรงมากขึ้น จนถึงขั้นเป็นลม
พับฐานเมื่อถูกขัดใจได้
สกินเนอร์ มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ ถูกกาหนดโดยเงื่อนไข การเสริมแรงใน
สังคมนั้นๆ เช่นในเมืองไทย พฤติกรรมการเต้นอโกโก ตามบาร์และคลับยังคงมีอยู่ต่อไปเพราะคนดูให้แรงเสริม
พฤติกรรมการแข่งม้ายังคงมีอยู่ต่อไปเพราะคนแทงม้าให้แรงเสริม พฤติกรรมผลิตและขายสินค้าฟุุมเฟือยยังคง
มีต่อไปเพราะคนซื้อให้แรงเสริม การติดสินบนเจ้าหน้าที่ราชการยังคงมีต่อไปเพราะเจ้าหน้าที่และคนติดสินบน
ให้แรงเสริมซึ่งกันและกัน ฯลฯ เงื่อนไขการให้แรงเสริมทานองนี้อาจพัฒนาถึงขั้นเป็นเงื่อนไขเอาเปรียบ ขูดรีด
กดขี่ และทารุณ ซึ่งกันและกันในที่สุด สังคมบางแห่งจึงพยายามปูองกันโดยการมีกฎเกณฑ์ควบคุมให้เงื่อนไข
เหล่านี้ อยู่ในทานองคลองธรรม เช่น ห้ามค้าประเวณี ห้ามซื้อขายและใช้ทาส ห้ามรับและติดสินบน ฯลฯ หาก
ฝุาฝืนก็จะถูกลงโทษ
ตามทรรศนะของทฤษฎีการเสริมแรง พฤติกรรมของมนุษย์ถูกควบคุมโดยเงื่อนไข ผลกรรมทั้งที่เป็น
ผลกรรมทางบวกและผลกรรมทางลบ ตามทฤษฎีนี้ผลกรรมเป็นตัวกาหนดพฤติกรรม ผลกรรมทางบวกเป็นแรง
เสริมให้เกิดพฤติกรรม ผลกรรมทางลบเป็นแรงปรามไม่ให้ เกิดพฤติกรรม อย่างไรก็ดีทฤษฎีการเสริมแรงก็
ประสพปัญหาเช่นเดียวกันกับความคิดเกี่ยวกับสิ่งจูงใจ นั่นคือผลกรรมเกิดทีหลังพฤติกรรม ผลกรรมจะเป็น
เหตุของพฤติกรรมได้อย่างไร ทางออกในปัญหานี้ก็เช่นเดียวกันกับทางออกของความคิดเกี่ยวกับสิ่งจูงใจ
กล่าวคือ เราสามารถอธิบายว่า คนเราเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับแรงเสริมต่างๆ ทั้งทางบวก
และทางลบ ผลของการเรียนรู้ทาให้คนเราสามารถคาดหวังว่าพฤติกรรมอะไรจะทาให้ได้รับแรงเสริมอะไร
ความคาดหวังที่จะได้รับแรงเสริมหนึ่งๆ เกิดก่อนที่จะกระทาพฤติกรรม จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมที่
นาไปสู่แรงเสริมนั้น ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ตามทฤษฎีการเสริมแรง ตัวการที่ทาให้เกิดพฤติกรรมคือแรง
เสริม และถ้าจะพูดในแง่ของการผลักดันพฤติกรรมก็สามารถกล่าวได้ว่า ความคาดหวังที่จะได้รับแรงเสริมเป็น
แรงผลักดันพฤติกรรม
1.6 จิตวิทยาการเรียนรู้
1. ครูจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะทั่วไปของนักเรียนที่ตนสอน
2. หน้าที่ครู คือ การช่วยนักเรียนให้พัฒนาทั้ง ทางร่างกาย สติปัญญา บุคลิกภาพ อารมณ์และ
สังคม
20
3. ครูต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน (อาจมีลักษณะที่ข้ามวัย/เด็กกว่าวัย)
แนวคิดในการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์มีอยู่หลายแนวคิดแต่ละแนวคิดต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
การทาความเข้าใจเรื่องพัฒนาการ
- ในการทาความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ เป็นความ
- จาเป็นที่จะต้องทาความเข้าใจทั้งทางด้านร่างกาย ชีววิทยา
- สติปัญญา สังคม อารมณ์ และรูปแบบต่างๆของพฤติกรรม
- พฤติกรรมแต่ละอย่างจะเปลี่ยนแปลงเมื่อเด็กพัฒนาขึ้น
- และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นผลเนื่องมาจากทั้งทางด้าน
- พันธุกรรม สภาพทางชีววิทยา ประสบการณ์เดิม
- ประสบการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ในขณะนั้น
1.6.1 พัฒนาการทางสติปัญญา
- แรกเกิด ในวัยทารกสมองจะเจริญขึ้นเรื่อยๆ สัมผัสและรับรู้ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ
- วัยเด็ก เกิดอัตมโนทัศน์ว่าตนเองสาคัญ สนใจแต่ตนเอง ช่วงความสนใจสั้น ไม่รับรู้
เหตุผล อยากรู้อยากเห็น
- วัยเด็กตอนปลาย รู้จักใช้เหตุผล รู้คิด สร้างความคิดรวบยอดได้
- วัยรุ่น สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมได้ ช่วงความสนใจยาวขึ้น
แต่ยังใช้สติปัญญาได้ไม่ลึกซึ้ง
- วัยผู้ใหญ่ สามารถใช้สติปัญญาได้อย่างลึกซึ้ง และในวัยชราสามารถใช้สติปัญญาได้อย่างลึกซึ้ง
มากยิ่งขึ้นทาอะไรด้วยความรอบคอบ
1.6.2 พัฒนาการทางสังคม
- ระยะแรกเกิด จะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือรู้จักตนเองและกระทาเพื่อตนเอง วัยรุ่นจะยึดเพื่อน
เป็นศูนย์กลาง มีความรู้สึกที่ต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อน
- รู้จักคบเพื่อนต่างเพศ รู้จักเลือกคู่ครองเพื่อเตรียมใช้ชีวิตคู่
- วัยผู้ใหญ่ เริ่มใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัวมีบุตรไว้สืบสกุล
- วัยชรา ต้องสูญเสียความรักในกรณีบุตรไปมีครอบครัว ดังนั้นคนชราจึงให้ความรักแก่หลานๆเป็น
การทดแทน
1.6.3 พัฒนาการทางอารมณ์
- ระยะแรกเกิดถึงวัยเด็ก เด็กจะมีอารมณ์ตื่นเต้น พอใจ-ไม่พอใจ กลัว โกรธ เกลียด ยินดี รัก
อิจฉาและร่าเริง
- วัยรุ่น จะพัฒนาอารมณ์รัก เป็นรักเพศตรงข้าม อารมณ์วิตกกังวล อารมณ์ร่วม อารมณ์ชั่วแล่น
อารมณ์สุนทรียภาพ อารมณ์ที่เกิดจากการสัมผัสโดยตรง (อยากรู้อยากเห็น ขยะแขยง) และอารมณ์ที่เกิด
จากการประเมินตนเอง(ความภาคภูมิใจ ละอายใจ สมหวัง และผิดหวัง) เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่และวัยชรา
21
1.6.4 ประโยชน์ของการศึกษาจิตวิทยาพัฒนาการ
1. มนุษย์ในแต่ละวัยจะมีความแตกต่างกัน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม
2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรจัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัย
3. ครูสามารถกาหนดเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆที่เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียน
1.6.5 ความพร้อมกับแนวคิดการจัดการศึกษา
สิ่งที่ครูต้องทาความเข้าใจ คือ ความพร้อม ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สาคัญในการจัดการเรียน
การสอนความเห็นที่แตกต่างของนักการศึกษา
1. ควรรอให้เด็กพร้อมเสียก่อน
2. ความพร้อมเป็นสิ่งที่ เร่ง ให้เกิดเร็วขึ้นได้
1.6.6 ความเห็นที่แตกต่างของนักจิตวิทยา
กลุ่มที่ 1. ควรรอให้เด็กพร้อมเสียก่อน “Natural ” Readiness Approach เห็นว่า ความพร้อมเป็น
เรื่องของธรรมชาติ เด็กจะไปโรงเรียนต้องมีความพร้อม ถ้ายังไม่พร้อมก็ให้รอ
กลุ่มที่ 2. ความพร้อมเป็นสิ่งที่ เร่ง ให้เกิดเร็วขึ้นได้ “Guided - experience” Approach
เห็นว่า ความพร้อมจะสามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้โดยการจัดประสบการณ์ให้ไม่จาเป็นต้องรอ การช่วยให้เด็ก
พร้อมเป็นการช่วยให้การเรียนของเด็กไปได้ไวมีประสิทธิภาพ
1.6.7 การช่วยให้เด็กมีความพร้อมเร็วขึ้นโรงเรียนที่ดีควรทาอย่างไร
- จะต้องสนับสนุนกิจกรรมของเด็กอย่างหลากหลาย
- มีการสารวจและให้เด็กได้ลงมือกระทาด้วยตนเอง
- ครูต้องไม่พยายามใช้วิธีลัดโดยวิธีบอก หรือปูอนความรู้ให้แก่เด็กด้วยการพูดอธิบายให้ฟัง
1.6.8 การจัดกิจกรรมในห้องเรียน
กิจกรรมต่างๆที่ครูจัดขึ้นในห้องเรียน จะต้องยั่วยุให้เด็กได้ใช้ความสามารถที่มีในตัวให้เกิดการเรียนรู้
และทาให้เด็กได้มีความเข้าใจโลกรอบๆตัวเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป งานที่สาคัญของครูก็คือ การเตรียม
อุปกรณ์ที่น่าสนใจต่างๆที่จะยั่วยุเด็กได้ใช้ความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้
นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม มองว่าเด็กเรียนภาษาโดยการเลียนแบบสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากคนรอบข้าง โดย
ผ่านกระบวนการเสริมแรงทั้งทางบวกและทางลบ หากเด็กสามารถสร้างประโยคได้ถูกต้องจะได้รับการ
เสริมแรงทางบวก และในทางตรงข้ามหากเด็กสร้างประโยคผิดจะได้รับการเสริมแรงทางลบ ซึ่งเป็นการนา
หลักการเรียนรู้ การวางเงื่อนไขผลการกระทามาประยุกต์ใช้ในการปรับพฤติกรรม
22
การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง การที่อัตราการตอบสนองของอินทรีย์ หรือการแสดง
พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งของอินทรีย์ยังคงอยู่หรือเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อินทรีย์ ได้รับผลกระทาที่
พึงพอใจหลังจากการแสดงพฤติกรรมนั้นๆ หรือเป็นผลมาจากความสาเร็จในการหลีกเลี่ยงจกสิ่งเร้าที่อินทรีย์ไม่
พอใจการเสริมแรงมีบทบาทสาคัญในการศึกษา
2. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
(ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์ , 2551) ได้ศึกษาผลของแรงจูงใจและแรงเสริมต่อพฤติกรรม การสนใจ
เรียนวิชาความน่าจะเป็นและสถิติ (ST 2003) โดย พบว่าปัญหานักศึกษาส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมไม่สนใจเรียน
ขาดเรียนค่อนข้างบ่อย เข้าห้องเรียนไม่ตรงเวลา ไม่สนใจที่จะซักถามหรือตอบคาถามของผู้สอน มักมองออกไป
นอกห้องขณะเรียน ไม่ค่อยฝึกทาแบบฝึกหัด และเมื่อทดสอบย่อยความรู้บทที่ 1 เรื่องความน่าจะเป็น พบว่า
นักศึกษาได้คะแนนต่า กว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนสอบทั้งหมดเกิน 60% ของจานวนผู้เรียนทั้งหมดผู้สอนจึงคิดว่า
ควรจะต้องปรับปรุงพฤติกรรมการสนใจเรียนของนักศึกษาให้มากขึ้น โดยการสร้างแรงจูงใจและแรงเสริม ซึ่ง
การให้แรงจูงใจและแรงเสริมเหล่านี้จะเป็นการให้ในสิ่งที่นักศึกษาต้องการ ทั้งนี้แรงจูงใจและแรงเสริมดังกล่าว
นั้นได้มาจากข้อตกลงร่วมกันของนักศึกษาทั้งหมดที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้กับผู้สอน โดยคานึงถึงมาตรฐานทาง
การศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาเป็นสาคัญ
( พิมพ์วิสาข์ ติ่งเคลือบ , 2552 ) การพัฒนาความสนใจในการเรียนวิชา BCS121 การเขียนโปรแกรม
2 ของนักศึกษาชั้นปี ที่ 1 ภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะสารสนเทศศาสตร์ โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง
ผลการวิจัยพบว่า เมื่อใช้วิธีการเสริมแรงทางบวก (การเพิ่มคะแนน) จะกระตุ้นให้นักศึกษาเล่นอินเตอร์เน็ต
ระหว่างเรียนลดลงน้อยกว่าการใช้วิธีการเสริมแรงทางลบ(การหักคะแนน) โดยเมื่อได้รับการเสริมแรงทางบวก
จะทา ให้มีความสนใจเรียนมากขึ้น และเมื่อนักศึกษาเข้าใจ เนื้อหาและสามารถทา แบบฝึกหัดได้จะส่งผลต่อ
คะแนนของนักศึกษาสูงขึ้น
23
บทที่ 3
วิธีการดาเนินการศึกษาค้นคว้า
ในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทาการวิจัยและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบนี้ ผู้วิจัยได้ทาการวิจัยเพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ของ และต้องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนว่าจะทาให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ได้หรือไม่อย่างไร โดยดาเนินการ
วิจัยเป็นลาดับขั้นตอนดังนี้
1. กลุ่มเปูาหมาย
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3. เก็บรวบรวมข้อมูล
4. วิเคราะห์ข้อมูล
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเปูาหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย
เทคโนโลยีพัฒนเวช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ารายวิชา
การสร้างภาพสามมิติ
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
โดยการศึกษาที่สาคัญแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
1.1 แบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน
1.2 แบบสารวจความพึงพอใจของนักเรียน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดสมมติฐาน
2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติเป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ
4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ
วิธีการสร้างเครื่องมือ
1.1 ขั้นการสร้างแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
24
การสร้างแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีขั้นตอนการสร้าง
ดังนี้
1.1.1 ศึกษาเอกสาร ตารา และการออกแบบตารางบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบ
วิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
1.1.2 ออกแบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยจะเปรียบเทียบให้เห็นถึง
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
1.2 ขั้นการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการ
สร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ สาหรับนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช
ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ โดยใช้รูปแบบวิธีการ
เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ เพื่อ
ทราบถึงความคิดเห็น ความรู้สึกของนักเรียนที่มีผลต่อการจัดการเรียนการสอน โดยมีขั้นตอนการดาเนินงาน
ดังนี้
1.2.1 ศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ
ของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
1.2.2 กาหนดขอบข่ายและประเด็นหัวข้อหลักที่จะสอบถาม เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้าน
1.2.3 กาหนดรายละเอียดของแบบสอบถามความพึงพอใจ แล้วนามาแจกแจงรายละเอียดภายใน
หัวข้อหลักให้ครอบคลุมคาถามทั้งหมดที่ต้องการจะทราบจากผู้เรียนจากการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจแบบ Rating scale 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท ( Likert)
1.2.4 นาแบบสอบถามที่สร้างไปปรึกษากับครูพี่เลี้ยง แก้ไขปรับปรุงตามความเหมาะสม
1.2.5 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีลักษณะเป็นมาตราส่วน
ประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท ( Likert) ดังนี้
มากที่สุด เท่ากับ 5
มาก เท่ากับ 4
ปานกลาง เท่ากับ 3
น้อย เท่ากับ 2
25
1.2.6 เมื่อได้คะแนนจากแบบสอบถามความพึงพอใจแล้วจะทาการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยความพึง
พอใจ โดยรวมคะแนนของข้อคาถามทุกข้อแล้วหารด้วยจานวนข้อ โดยพิจารณาแบ่งระดับความพึงพอใจใน
การจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน โดยใช้เกณฑ์การประเมินค่าดังนี้
ค่าเฉลี่ย 4.21 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.41 – 4.20 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมาก
ค่าเฉลี่ย 2.61 – 3.40 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.81 – 2.60 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.80 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อยที่สุด
2. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ ดังนี้
การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ เป็น
แบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้
1.1 ศึกษาหลักสูตร คู่มือครู บทเรียนกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ในรายวิชาการสร้างภาพ
สามมิติ
1.2 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบ รวมทั้งเทคนิคการเขียนข้อสอบและการสร้าง
แบบทดสอบ
1.3 วิเคราะห์เนื้อหา เพื่อออกข้อสอบให้ครอบคลุมเนื้อหา
1.4 สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการวัดผลสัมฤทธิ์ให้ครอบคลุมเนื้อหา เรื่อง การสร้างภาพ
สามมิติ เป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ
1.5 จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ นาไปใช้ทดลองกับกลุ่มเปูาหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน
10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติต่ากว่าเกณฑ์
ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้
1. ศึกษาทฤษฎี แนวคิด เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2. กาหนดขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับ รายวิชา การสร้างภาพสามมิติ
3. กาหนดรูปแบบของเครื่องมือให้เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก กาหนดแบบสอบถาม
ความพึงพอใจ
4. สร้างแบบบันทึกผลคะแนนโดยแบ่งออกเป็นผลของการทดสอบก่อนเรียนและผลการทดสอบหลัง
เรียน กาหนดหัวข้อรายละเอียดแบบสอบถามความพึงพอใจ
5. กาหนดข้อคาถามและตัวเลือกในแบบทดสอบ
26
6. นาร่างแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ แบบสอบถามความพึงพอใจ พื้นฐาน
เสนอต่อครูพี่เลี้ยงตรวจสอบความถูกต้องและความครอบคลุมเนื้อหาเบื้องต้น
7. แก้ไขและปรับปรุงแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ แบบสอบถามความพึงพอใจ
ที่ผ่านการตรวจสอบจากครูพี่เลี้ยง
8. จัดทาแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ แบบสอบถามความพึงพอใจ ฉบับ
สมบูรณ์พร้อมที่จะนาไปเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวมรวมข้อมูล ได้มีการดาเนินการตามลาดับขั้นตอนดังนี้
3.1 เตรียมการทดลอง
1. ศึกษาพฤติกรรมผู้เรียน
2 เตรียมการสอน
3.2 ดาเนินการทดลอง
การทดลองใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวก
และวิธีการเสริมแรงทางลบ ในรายวิชา การสร้างภาพสามมิติ ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
มีขั้นตอนการทดลอง คือ ผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการทดลอง
One – Group pretest - posttest Design ( วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2545 : 50-51 ) ดังตารางที่ 1 แบบแผนการ
ทดลอง ดังนี้
ตาราง 1 แบบแผนการทดลอง
กลุ่ม ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลัง
E T1 X T2
สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง
E หมายถึง กลุ่มทดลอง
X หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน
T1 หมายถึง การทดสอบก่อนที่จะจัดกระทาการทดลอง (Pretest)
T2 หมายถึง การทดสอบหลังที่จัดกระทาการทดลอง (Posttest)
27
1. ผู้วิจัยดาเนินการแจ้งวัตถุประสงค์ของการทดลองให้นักเรียนได้ทราบ และอธิบายการทาความ
เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดาเนินงานโดยละเอียด
2. ผู้วิจัยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ
(Pre-test) เพื่อวัดระดับความรู้ของนักเรียน ว่าจะมีนักเรียนคนใดที่เก่งและอ่อน และมีความรับผิดชอบ
3. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลัง
การจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ
วิธีการเสริมแรงทางลบ
4. ครูชี้แจงการการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย
วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยหลังจากครูสอนในแต่ละครั้งแล้วจะมอบหมายงานให้
นักเรียน โดยนักเรียนปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย หากนักเรียนคนใดสามารถทางานเสร็จก่อนเวลาที่
กาหนด 10 นาที จะเพิ่มคะแนนในการเรียนครั้งนั้นให้ แต่ถ้าหากนักเรียนคนใดที่ไม่สามารถทางานให้เสร็จ
ทันเวลาที่กาหนดให้ได้ก็จะลบคะแนนในครั้งนั้นเหลือครึ่งหนึ่งทันที
5. ระหว่างที่นักเรียนปฏิบัติงาน ครูจะคอยสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของนักเรียน การแก้ปัญหาใน
ขณะที่ปฏิบัติงาน การช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น ความตั้งใจของนักเรียน
6. ประเมินผลตามสภาพจริง
7. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยผู้วิจัยได้สร้าง
แบบทดสอบ
8. ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
9. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ
เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดย
ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจและผลจากการสร้างแบบสอบถามผู้วิจัยจะนาข้อมูลจาก
แบบสอบถามความพึงพอใจ มาวิเคราะห์ข้อมูลในลาดับต่อไป
4. การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสาเร็จรูป โดยดาเนินการ ดังนี้
1. ตรวจให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้งการทดสอบก่อนทดลอง และการทดสอบ
หลังการทดลอง โดยตอบถูกให้ 1 คะแนน และตอบผิดให้ 0 คะแนน
2. รวมคะแนนของนักเรียนทั้งหมดแล้วนามาคานวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติ
ทดสอบที (t – test dependent)
28
5. สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติประกอบด้วย
1. สถิติพื้นฐาน
1.1 ค่าเฉลี่ย โดยใช้สูตร
X =
n
X
เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย
X แทน คะแนนเฉลี่ย
 X แทน ผลรวมของคะแนน
n แทน จานวนคนของกลุ่มตัวอย่าง
1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร
S.D. =
1
)( 2


n
XX
เมื่อ S.D แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนนแต่ละตัว
X แทน ค่าเฉลี่ย
n แทน จานวนคนของกลุ่มตัวอย่าง
 แทน ผลรวม
2. สถิติเพื่อทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพื้นฐานคอมพิวเตอร์ ก่อนและหลังได้รับการสอน
รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
2
2
1
( )
D
t
N D
N
D




 
29
เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t - Distribution
D แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบก่อนและหลังใช้
บทเรียน
2
D แทน ผลรวมของกาลังสองของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบก่อน
และหลังใช้บทเรียน
30
บทที่ 4
ผลการศึกษาค้นคว้า
จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของ
นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรง
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบผู้วิจัยได้ทาการ
วิเคราะห์ข้อมูลไว้ คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากเรียน เรื่อง การพัฒนาโปรแกรมขั้น
พื้นฐาน
ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้สัญลักษณ์แทนค่าสถิติ ดังต่อไปนี้
X แทน ค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
D แทน ผลต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการทดลอง
D แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการทดลอง
. .DS D แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลัง
การทดลอง
t แทน สถิติทดสอบที
* แทน มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
31
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
1. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการ รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติทดสอบ
(t – test dependent) ปรากฏผลดังต่อไปนี้
ตารางที่ 3 คะแนนก่อนทดลอง คะแนนหลังทดลอง ผลต่างของคะแนนหลังทดลองกับคะแนนก่อน
ทดลอง ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนทดลอง หลังทดลองและผลต่างของคะแนนหลัง
ทดลองกับคะแนนก่อนทดลองของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชารายวิชาการสร้างภาพสามมิติของ
นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ลาดับ ชื่อ – สกุล
คะแนนก่อนการ
ทดสอบ
การจัดการเรียนรู้
แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
( เต็ม 20 คะแนน )
คะแนนหลังการ
ทดสอบ
การจัดการเรียนรู้
แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
( เต็ม 20 คะแนน )
ผลต่าง
คะแนน
1 นางสาวฐิติกาญจน์ โมเล็ก 6 14 8
2 นางสาวนิภาพร จันทวิเชียร 7 18 11
3 นายธนาธิป ไสยสิทธิ์ 3 15 12
4 นางสาวทิฆัมพร บูรพา 4 14 10
5 นาวสาวรุจิรา เปลื้องเจริญ 4 16 12
6 นางสาวสุนันทา พานิช 6 16 10
7 นางสาวจิรวดี ศรบุตรนาค 5 15 10
8 นางสาววรรณพร กกรัมย์ 6 15 9
9 นายจิรายุ พานทอง 6 17 11
10 นายราเชนทร์ ลุนวังแสง 3 14 11
จากตาราง 3 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ ของ
นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ก่อนและหลังการทดลองเป็นและคะแนน
ตามลาดับ และ
32
ค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการทดลองเป็นซึ่งแสดงว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นภายหลังการทดลอง
ตาราง 4 คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t) ของคะแนน
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง
การวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน
คะแนน
เต็ม X SD. D S.D.D t Sig.
ก่อนทดลอง 20 6.21 0.80 1.28 0.60 40.12 0.0000
หลังทดลอง 20 15.10 2.65
จากตาราง 4 พบว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการทดสอบ
ที (t) พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนภายหลังการทดลองสูงกว่า ค่าเฉลี่ย
ของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 (t = 40.12,
Sig. = 0.0000)
2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการ
เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ซึ่งมี
ผู้ตอบแบบสอบถาม 10 คน แล้วนามาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ค่าร้อยละ ผลที่ได้ คือสถานภาพและ
จานวนของผู้ตอบแบบสอบถามโดยมีรายละเอียดดังนี้
ตารางที่ 5 จานวนและค่าร้อยละของสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม
จากตารางที่ 5 พบว่า สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชายจานวน 3 คน
ร้อยละ 30 เพศหญิงจานวน 7 คน ร้อยละ 70
รายการ ข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม
จานวน ร้อยละ
เพศ
ชาย 3 30
หญิง 7 70
33
ตารางที่ 6 ความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของ
นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
รายงานการประเมิน
ข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม
ระดับความ
พึงพอใจ
ค่าเฉลี่ย
X
ส่วน
เบี่ยงเบน
1. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ
วิธีการเสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมาก
ขึ้น
2. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ
วิธีการเสริมแรงทางลบส่งผลให้นักเรียนกล้าคิดกล้าแสดงออก
มากยิ่งขึ้น
3. นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น
4. นักเรียนมีโอกาสแสดงความมีน้าใจกับเพื่อน
5. ใช้ภาษาสื่อสารได้ดีกว่าครู
6. การพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถาม
จากครู
7. นักเรียนชอบวิชาคอมพิวเตอร์
8. นักเรียนกล้าซักถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจ
9. นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรง
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง
ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบอีก
10. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรง
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง
ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
4.000
3.900
3.400
3.800
3.600
4.600
3.300
3.400
4.100
4.200
0.816
0.737
0.516
0.788
0.516
0.516
0.483
0.516
0.737
0.632
มาก
มาก
ปานกลาง
ปานกลาง
มาก
มากที่สุด
ปานกลาง
ปานกลาง
มาก
มาก
รวม 4.200 0.632 มาก
จากตารางที่ 6 พบว่าความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ
ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.20 )
และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าการจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ทาให้นักเรียนมีการพูดคุยซักถามข้อ
สงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู( X =4.60 ) นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ
เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ( X =4.10 ) และการจัดการเรียนการสอน
รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง
ทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น ( X =4.00)
35
บทที่ 5
สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาโดยมีความมุ่งหมายพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการ
สร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช โดยใช้
รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง
ทางลบ ซึ่งสามารถสรุปสาระสาคัญและผลการวิจัยได้ ดังนี้
คาถามการวิจัย
นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรง
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ จะมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่
จุดมุ่งหมายของการวิจัย
1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการ
เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ให้สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน
2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบอยู่ในระดับดี
ความสาคัญของการวิจัย
1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ
เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โรงเรียนกาแพงเพชรพิทยาคมให้สูงขึ้น
2. ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้าง
ภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ในเนื้อหา
รายวิชาอื่นๆ และระดับอื่นต่อไป
36
ขอบเขตของการวิจัย
1. เนื้อหาวิชา
เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเนื้อหาในวิชาการสร้างภาพสามมิติ ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช
- พื้นผิววัตถุและ Texture
- การจัดแสงและวัตถุ
- การสร้างภาพเคลื่อนไหว
- การประมวลผลภาพ
2. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเปูาหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย
เทคโนโลยีพัฒนเวช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ารายวิชา
การสร้างภาพสามมิติ
3. ตัวแปร
ตัวแปรต้น : รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง
ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ตัวแปรตาม : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติและความพึงพอใจของ
นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
4. ระยะเวลา
วันที่ 2 ธันวาคม 2557 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558
สมมติฐานการวิจัย
1. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพ
สามมิติ โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ
วิธีการเสริมแรงทางลบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อน
ช่วยเพื่อนอยู่ในระดับดี
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
โดยการศึกษาที่สาคัญแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
1.1 แบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน
1.2 แบบสารวจความพึงพอใจของนักเรียน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดสมมติฐาน
2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติเป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ
4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ
37
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวมรวมข้อมูล ได้มีการดาเนินการตามลาดับขั้นตอนดังนี้
การเก็บรวมรวมข้อมูล ได้มีการดาเนินการตามลาดับขั้นตอนดังนี้
3.1 เตรียมการทดลอง
1. ศึกษาพฤติกรรมผู้เรียน
2 เตรียมการสอน
3.2 ดาเนินการทดลอง
การทดลองใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวก
และวิธีการเสริมแรงทางลบ ในรายวิชา การสร้างภาพสามมิติ ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีขั้นตอน
การทดลอง คือ
1. ผู้วิจัยดาเนินการแจ้งวัตถุประสงค์ของการทดลองให้นักเรียนได้ทราบ และอธิบายการทาความ
เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดาเนินงานโดยละเอียด
2. ผู้วิจัยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ
(Pre-test) เพื่อวัดระดับความรู้ของนักเรียน ว่าจะมีนักเรียนคนใดที่เก่งและอ่อน และมีความรับผิดชอบ
3. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลัง
การจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ
วิธีการเสริมแรงทางลบ
4. ครูชี้แจงการการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย
วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยหลังจากครูสอนในแต่ละครั้งแล้วจะมอบหมายงานให้
นักเรียน โดยนักเรียนปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย หากนักเรียนคนใดสามารถทางานเสร็จก่อนเวลาที่
กาหนด 10 นาที จะเพิ่มคะแนนในการเรียนครั้งนั้นให้ แต่ถ้าหากนักเรียนคนใดที่ไม่สามารถทางานให้เสร็จ
ทันเวลาที่กาหนดให้ได้ก็จะลบคะแนนในครั้งนั้นเหลือครึ่งหนึ่งทันที
5. ระหว่างที่นักเรียนปฏิบัติงาน ครูจะคอยสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของนักเรียน การแก้ปัญหาใน
ขณะที่ปฏิบัติงาน การช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น ความตั้งใจของนักเรียน
6. ประเมินผลตามสภาพจริง
7. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยผู้วิจัยได้สร้าง
แบบทดสอบ
8. ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
9. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ
เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
โดยผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจและผลจากการสร้างแบบสอบถามผู้วิจัยจะนาข้อมูลจาก
แบบสอบถามความพึงพอใจ มาวิเคราะห์ข้อมูลในลาดับต่อไป
39
อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการวิจัย เรื่อง พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วย
วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 1. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการ
สร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ พบว่า คะแนน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทาแบบทดสอบหลังเรียนสูงขึ้นกว่าการเรียน เนื่องจากครูใช้โดย
ใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง
ทางลบในการจัดกิจกรรม ความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสาม
มิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.20 )
และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าการจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ทาให้นักเรียนมีการพูดคุยซักถามข้อ
สงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู( X =4.60 ) นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ
เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ( X =4.10 ) และการจัดการเรียนการสอน
รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง
ทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น ( X =4.00) โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบ
วิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ก่อนและหลังการทดลองเป็น 4.21 และ 13.50 คะแนน ตามลาดับ และค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนน
ก่อนและหลังการทดลองเป็น 1.13 ซึ่งแสดงว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น
ภายหลังการทดลอง ทาให้นักเรียนเข้าใจเนื้อเพิ่มมากขึ้นและสามารถปฏิบัติงานได้ นักเรียนรู้สึกสนุกอยากจะ
เรียนเนื้อหานั้นๆ กระตือรือร้นในการเรียน ตั้งใจเรียน โดยระหว่างที่นักเรียนทางานนั้นครูจะคอยดูแลอย่าง
ใกล้ชิด ถ้าหากนักเรียนคนไหนมีปัญหาก็สามารถปรึกษาสงสัยเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามจะครูได้ทันที ซึ่ง
จากการสังเกตของครุผู้สอนในครั้งแรกพบว่าครูสอนเนื้อหา สาธิตการสร้างงานและให้นักเรียนทาใบงาน
นักเรียนบางคนสามารถทาได้ แต่นักเรียนบางคนไม่สามารถทาได้เลย อีกทั้งไม่กล้าสอบถามจากครู ไม่สนใจ
เรียน ไม่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ทาให้ได้คะแนนต่า แต่หลังจากใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบแล้วนักเรียนมีคะแนนที่สูงขึ้น
สอดคล้องกับ งานวิจัยของ (ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์ , 2551) ได้ศึกษาผลของแรงจูงใจและแรงเสริมต่อ
พฤติกรรม การสนใจเรียนวิชาความน่าจะเป็นและสถิติ (ST 2003) ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างให้สูงขึ้น โดยนักเรียน
กลุ่มทดลองสามารถทาคะแนนจากแบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น
ช
บรรณานุกรม
บรรณานุกรม
พิมพ์วิสาข์ ติ่งเคลือบ, การพัฒนาความสนใจในการเรียนวิชา BCS121 การเขียนโปรแกรม 2
ของนักศึกษาชั้นปี ที่ 1 ภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะสารสนเทศศาสตร์ โดยการใช้เทคนิคการ
เสริมแรง , วิจัยในชั้นเรียน , ,มหาวิทยาลัยมหาสารคาม : 2552
ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์, แรงจูงใจและแรงเสริมต่อพฤติกรรม การสนใจเรียนวิชาความน่าจะเป็นและ
สถิติ (ST 2003), วิทยานิพนธ์ , มหาวิทยาลัยขอนก่น : 2551
วินัย เพชรช่วย, (2549). ทฤษฎีการเสริมแรง.
เข้าถึงได้จาก : http://www.oocities.org/vinaip/knowledge/wmotive04.htm
(วันที่ค้นข้อมูล : 20 ธันวาคม 2556)
อรรณิศา ศรีจันทร์ , (2550). ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์.
เข้าถึงได้จาก :
http://www.baanjomyut.com/library_2/intellectual_development_theory/01.html
(วันที่ค้นข้อมูล : 22 ธันวาคม 2556)
อรชัย คงธรรม , (2550). ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม.
เข้าถึงได้จาก :
http://www.healthcarethai.com/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B
8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8
%B4%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87/
(วันที่ค้นข้อมูล : 22 ธันวาคม 2556)
ภาคผนวก
ซ
ภาคผนวก ขแบบสอบถามความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ฌ
แบบสอบถามความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
1. เพศ □ ชาย □ หญิง
ตอนที่ 2 ความพึงพอใจในการใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
หัวข้อการประเมินความพึงพอใจ
ระดับความพึงพอใจ
มาก
ที่สุด
มาก
ปาน
กลาง
น้อย
น้อย
ที่สุด
1. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น
2. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบส่งผลให้นักเรียนกล้าคิดกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น
3. นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น
4. นักเรียนมีโอกาสแสดงความมีน้าใจกับเพื่อน
5. ใช้ภาษาสื่อสารได้ดีกว่าครู
6. การพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู
7. นักเรียนชอบวิชาคอมพิวเตอร์
8. นักเรียนกล้าซักถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจ
9. นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบอีก
10. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบ
รวม
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะอื่นๆ
………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ภาคผนวก คตัวอย่างแบบสอบถามความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ญ
แบบสอบถามความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียน
ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
1. เพศ □ ชาย □ หญิง
ตอนที่ 2 ความพึงพอใจในการใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
หัวข้อการประเมินความพึงพอใจ
ระดับความพึงพอใจ
มาก
ที่สุด
มาก
ปาน
กลาง
น้อย
น้อย
ที่สุด
1. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น
2. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบส่งผลให้นักเรียนกล้าคิดกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น
3. นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น
4. นักเรียนมีโอกาสแสดงความมีน้าใจกับเพื่อน
5. ใช้ภาษาสื่อสารได้ดีกว่าครู
6. การพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู
7. นักเรียนชอบวิชาคอมพิวเตอร์
8. นักเรียนกล้าซักถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจ
9. นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบอีก
10. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ
พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ
เสริมแรงทางลบ
รวม
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะอื่นๆ
………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ภาคผนวก งแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ฎ
แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ
คาชี้แจง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว
1. ข้อใด ไม่ใช่ คือจุดเด่นของโปรแกรม Blender
ก. มีความสามารถในการสร้างงานได้หลายรูปแบบ เช่น การสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น งานดีไซน์ งาน
สถาปัตยกรรมและตกแต่งภายใน การสร้างสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ และการสร้างเกม
ข. ทางานได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น Windows, Mac, Linux และอื่นๆ
ค. Cinema4D ทางานง่าย สวย เร็นเดอร์ดี
ง. เป็นโปรแกรมที่ใช้ทรัพยากรระบบและพื้นที่ในการติดตั้งโปรแกรมน้อย
2. 3D Window หรือ Viewport หมายถึง
ก. ประกอบด้วยเมนูหลักที่เก็บคาสั่งต่างๆสาหรับใช้ในการทางานในโปรแกรม Blender
ข. เป็นส่วนที่แสดงผลวัตถุที่เราทางานอยู่ โดยอ้างอิงตามแกน X Y และ Z ผู้ใช้สามารถจัดการกับ
มุมมองต่างๆ ได้
ค. เป็นส่วนที่เก็บรวบรวมเครื่องมือในการสร้างงานไว้ เช่น การปรับแต่ง แก้ไขรูปทรงวัตถุ การใส่
ลวดลายให้กับวัตถุ เป็นต้น
ง. เปิดไฟล์ บันทึกไฟล์ ฯลฯ เพื่อเป็นพื้นฐานในการทางานกับโปรแกรม Blender
3. File Paths อยู่ในส่วนใดของหน้าต่างการทางานโปรแกรม Blender
ก. Viewport ข. 3D Window
ค. Information Window ง. Buttons Window
4. การแยกวิวพอร์ตเป็นหลายจอภาพทาได้โดยใช้คาสั่งใด
ก. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Split Area ข. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Join Areas
ค. คลิกเมาส์ที่ ง. คลิกเมาส์ที่
เลือก Add new เลือก Add new
5. ถ้าหากต้องการที่จะปรับแต่งรูปทรงของวัตถุ โดยทาครั้งละชิ้น จะต้องใช้โหมดการทางานโหมดใด
ก. Object Mode ข. Vertex Paint ค. Weight Paint ง. Edit Mode
6. Edge คือ
ก. จุดที่ประกอบกันเป็นวัตถุ ข. แผ่นพื้นผิวที่ประกอบกันเป็นวัตถุ
ค. เส้นขอบหรือด้านของวัตถุ ง. วัตถุที่ใช้ในการสร้างงานโมเดล
7. การกดคีย์ <0> ที่แป้น Numpad หมายถึง
ก. มุมมองจากมุมสูง (Top View) ข. มุมมองจากด้านหน้า (Front View)
ค. มุมมองจากด้านข้าง (Side View) ง. เปลี่ยนให้เป็นมุมมองจากกล้อง
8. ข้อใดคือคีย์ลัดของการเคลื่อนย้ายวัตถุ
ก. กดปุุม S ( Scale ) ข. กดปุุม G (Grab) ค. กดปุุม ctrl+Z ง. กดปุุม shift+D
9. หากต้องการสร้างวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาใหม่อีกชิ้น ( โดยไม่ใช่คีย์ลัด)จะต้องไปที่เมนูใด
ก. Add --> Meta --> Meta Cube
ข. Add --> Meta --> Cube
ค. Add --> Mesh --> Cube
ง. Add --> Mesh --> Meta Cube
10. หากต้องการปรับแต่ง จัดการกับวัตถุ แก้ไขวัตถุจะต้องใช้โหมดการทางานใด
ก. Edit Mode ข. Object Mode
ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode
11. เมื่อเราสร้างแจกัน หากต้องการเพิ่มชั้นของแจกันแต่ละชั้น จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. กด S
ข. กด E
ค. กด G
ง. กด R
12. เมื่อเราสร้างแก้วน้า หากต้องการแบ่งให้แก้วเป็น 5 ช่องทั้งแนวนอนและแนวตั้ง จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. กด S
ข. กด E
ค. กด G
ง. กด R
13. การเชื่อมหูแก้วทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันก่อนอื่นต้องลบด้านที่จะยุบเข้ามารวมกันทั้ง 2 ด้านทิ้งจากนั้น
เลือก Edge เส้นตรงฝั่งบน-ล่าง อย่างละเส้น จากนั้นใช้คาสั่งใดเพื่อให้เชื่อมกัน
ก. กด S ข. กด E ค. กด F ง. กด G
14. วัตถุ Meta หากเราต้องการคัดลอกวัตถุให้เป็น 2 ท่อน จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. Ctrl + J ข. Ctrl + D
ค. Shift + J ง. Shift + D
15. หากต้องการเลือกวัตถุเป็นหน้า เราจะเลือกใช้เครื่องมือใด
ก. Vertex
ข. Edge
ค. Face
ง. Occlude
16. ข้อใดคือการปรับแต่รูปทรงของ Curve
ก. ข. ค. ง.
17. ข้อใด ไม่ใช่ โมเดลที่สร้างจากโปรแกรม Blender
ก. ข. ค. ง.
18. หากต้องการใส่สีให้วัตถุ จะต้องใช้เครื่องมือใด
ก. Shading ข. Object
ค. Editing ง. Scene
19. หากต้องการทาให้วัตถุเรียบเนียน จะต้องเปลี่ยนโหมดการทางานเป็นโหมดใดก่อน ถึงจะปรับแต่งวัตถุ
ให้เนียนได้
ก. Edit Mode ข. Object Mode
ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode
20. การปรับแต่งตัวอักษรให้เป็นวัตถุ จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Mesh
ข. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Edge
ค. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Face
ง. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Vertex
ชื่อ – สกุล …………………………………………………………ชั้น…………เลขที่…….
กระดาษคาตอบ
เรื่อง การพัฒนาโครงงาน
ข้อที่ ก ข ค ง ข้อที่ ก ข ค ง
1 11
2 12
3 13
4 14
5 15
6 16
7 17
8 18
9 19
10 20
รวม
เฉลยแบบทดสอบ
เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ
คาชี้แจง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว
1. ข้อใด ไม่ใช่ คือจุดเด่นของโปรแกรม Blender
ก. มีความสามารถในการสร้างงานได้หลายรูปแบบ เช่น การสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น งานดีไซน์ งาน
สถาปัตยกรรมและตกแต่งภายใน การสร้างสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ และการสร้างเกม
ข. ทางานได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น Windows, Mac, Linux และอื่นๆ
ค. Cinema4D ทางานง่าย สวย เร็นเดอร์ดี
ง. เป็นโปรแกรมที่ใช้ทรัพยากรระบบและพื้นที่ในการติดตั้งโปรแกรมน้อย
2. 3D Window หรือ Viewport หมายถึง
ก. ประกอบด้วยเมนูหลักที่เก็บคาสั่งต่างๆสาหรับใช้ในการทางานในโปรแกรม Blender
ข. เป็นส่วนที่แสดงผลวัตถุที่เราทางานอยู่ โดยอ้างอิงตามแกน X Y และ Z ผู้ใช้สามารถจัดการกับ
มุมมองต่างๆ ได้
ค. เป็นส่วนที่เก็บรวบรวมเครื่องมือในการสร้างงานไว้ เช่น การปรับแต่ง แก้ไขรูปทรงวัตถุ การใส่
ลวดลายให้กับวัตถุ เป็นต้น
ง. เปิดไฟล์ บันทึกไฟล์ ฯลฯ เพื่อเป็นพื้นฐานในการทางานกับโปรแกรม Blender
3. File Paths อยู่ในส่วนใดของหน้าต่างการทางานโปรแกรม Blender
ก. Viewport ข. 3D Window
ค. Information Window ง. Buttons Window
4. การแยกวิวพอร์ตเป็นหลายจอภาพทาได้โดยใช้คาสั่งใด
ก. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Split Area ข. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Join Areas
ค. คลิกเมาส์ที่ ง. คลิกเมาส์ที่
เลือก Add new เลือก Add new
5. ถ้าหากต้องการที่จะปรับแต่งรูปทรงของวัตถุ โดยทาครั้งละชิ้น จะต้องใช้โหมดการทางานโหมดใด
ก. Object Mode ข. Vertex Paint ค. Weight Paint ง. Edit Mode
6. Edge คือ
ก. จุดที่ประกอบกันเป็นวัตถุ ข. แผ่นพื้นผิวที่ประกอบกันเป็นวัตถุ
ค. เส้นขอบหรือด้านของวัตถุ ง. วัตถุที่ใช้ในการสร้างงานโมเดล
7. การกดคีย์ <0> ที่แป้น Numpad หมายถึง
ก. มุมมองจากมุมสูง (Top View) ข. มุมมองจากด้านหน้า (Front View)
ค. มุมมองจากด้านข้าง (Side View) ง. เปลี่ยนให้เป็นมุมมองจากกล้อง
8. ข้อใดคือคีย์ลัดของการเคลื่อนย้ายวัตถุ
ก. กดปุุม S ( Scale ) ข. กดปุุม G (Grab) ค. กดปุุม ctrl+Z ง. กดปุุม shift+D
9. หากต้องการสร้างวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาใหม่อีกชิ้น ( โดยไม่ใช่คีย์ลัด)จะต้องไปที่เมนูใด
ก. Add --> Meta --> Meta Cube
ข. Add --> Meta --> Cube
ค. Add --> Mesh --> Cube
ง. Add --> Mesh --> Meta Cube
10. หากต้องการปรับแต่ง จัดการกับวัตถุ แก้ไขวัตถุจะต้องใช้โหมดการทางานใด
ก. Edit Mode ข. Object Mode
ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode
11. เมื่อเราสร้างแจกัน หากต้องการเพิ่มชั้นของแจกันแต่ละชั้น จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. กด S
ข. กด E
ค. กด G
ง. กด R
12. เมื่อเราสร้างแก้วน้า หากต้องการแบ่งให้แก้วเป็น 5 ช่องทั้งแนวนอนและแนวตั้ง จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. กด S
ข. กด E
ค. กด G
ง. กด R
13. การเชื่อมหูแก้วทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันก่อนอื่นต้องลบด้านที่จะยุบเข้ามารวมกันทั้ง 2 ด้านทิ้งจากนั้น
เลือก Edge เส้นตรงฝั่งบน-ล่าง อย่างละเส้น จากนั้นใช้คาสั่งใดเพื่อให้เชื่อมกัน
ก. กด S ข. กด E ค. กด F ง. กด G
14. วัตถุ Meta หากเราต้องการคัดลอกวัตถุให้เป็น 2 ท่อน จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. Ctrl + J ข. Ctrl + D
ค. Shift + J ง. Shift + D
15. หากต้องการเลือกวัตถุเป็นหน้า เราจะเลือกใช้เครื่องมือใด
ก. Vertex
ข. Edge
ค. Face
ง. Occlude
16. ข้อใดคือการปรับแต่รูปทรงของ Curve
ก. ข. ค. ง.
17. ข้อใด ไม่ใช่ โมเดลที่สร้างจากโปรแกรม Blender
ก. ข. ค. ง.
18. หากต้องการใส่สีให้วัตถุ จะต้องใช้เครื่องมือใด
ก. Shading ข. Object
ค. Editing ง. Scene
19. หากต้องการทาให้วัตถุเรียบเนียน จะต้องเปลี่ยนโหมดการทางานเป็นโหมดใดก่อน ถึงจะปรับแต่งวัตถุ
ให้เนียนได้
ก. Edit Mode ข. Object Mode
ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode
20. การปรับแต่งตัวอักษรให้เป็นวัตถุ จะต้องใช้คาสั่งใด
ก. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Mesh
ข. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Edge
ค. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Face
ง. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Vertex
ชื่อ – สกุล …………………………………………………………ชั้น…………เลขที่…….
กระดาษคาตอบ
เรื่อง การพัฒนาโครงงาน
ข้อที่ ก ข ค ง ข้อที่ ก ข ค ง
1 x 11 x
2 x 12 x
3 x 13 x
4 x 14 x
5 x 15 x
6 x 16 x
7 x 17 x
8 x 18 x
9 x 19 x
10 x 20 x
รวม

วิจัยในชั้นเรียน ปี57

  • 1.
  • 2.
    กิตติกรรมประกาศ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สาเร็จลุล่วงลงได้ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจากอาจารย์สุวิมล จันทร์แดง อาจารย์ วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวชจังหวัดระยอง ที่ได้ให้คาแนะนา ปรึกษา ตลอดจนตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่อง ต่างๆด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง จนงานวิจัยในชั้นเรียนสาเร็จสมบูรณ์ได้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็น อย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ศิริศักดิ์ มาลีเวช ผู้อานวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัดระยอง ที่ได้ติดตามและให้แนวทางในการจัดทาวิจัยในชั้นเรียนอย่างถูกต้อง จนงานวิจัยในชั้นเรียน สาเร็จสมบูรณ์ได้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัด ระยอง ที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างยิ่งในการตอบแบบประเมินความพึ่งพอใจ จนกระทั่งงานวิจัยชิ้นนี้สาเร็จ ลุล่วงลงไปด้วยดี งานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขออุทิศแด่ผู้มีพระคุณทุกๆท่าน คงกฤช พิมพา ผู้วิจัย ข
  • 3.
    ชื่อเรื่อง : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการสร้างภาพสามมิติ โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรงสาหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัดระยอง ผู้ศึกษาค้นคว้า : นายคงกฤช พิมพา ที่ปรึกษา : อาจารย์สุวิมล จันทร์แดง ประเภท : วิจัยในชั้นเรียน บทคัดย่อ วิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อ 1) ศึกษาผลของการเสริมแรงในการเรียนเพื่อพัฒนาความ สนใจในการเรียนโดยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 2) ศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบ วิธีการเสริมแรงที่เหมาะสม 3) เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุง กระบวนการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจานวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1. เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลองคือ แบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้การใช้เทคนิคการเสริมแรง แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดสมมติฐาน คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติเป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้น ปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบ พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทาแบบทดสอบหลังเรียนสูงขึ้น กว่าการเรียน เนื่องจากครูใช้โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบในการจัดกิจกรรม ความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้ รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง ทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.20 ) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าการจัดการเรียนการสอน รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง ทางลบ ทาให้นักเรียนมีการพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู( X =4.60 ) นักเรียน อยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ( X =4.10 ) และการจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น ( X =4.00) โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ก่อนและหลังการทดลองเป็น 4.21 และ 13.50 คะแนน ตามลาดับ และค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการทดลองเป็น 1.13 2. ความพึงพอใจใน การการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวก และวิธีการเสริมแรงทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับดี ซึ่งวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ เมื่อมีข้อสงสัยนักเรียน สามารถปรึกษาหรือสอบถามครูได้ทันที แต่จากแบบสอบถามพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจเป็นอย่างมากที่มี การจัดการเรียนรู้แบบนี้ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ทาให้นักเรียนที่ความเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ค
  • 4.
    มีความตั้งใจในการเรียนและปฏิบัติตามครู การมองและปฏิบัติตามที่ครูสาธิตอย่างเดียวบางครั้งนักเรียน ไม่เข้าใจและเมื่อมีข้อสงสัยนักเรียนจะไม่กล้าถามครูโดยตรง นักเรียนบางคนเรียนรู้เร็วและสามารถปฏิบัติงาน ได้ทันที่ครูสอนแต่บางคนกลับเรียนรู้ช้าจึงไม่สามารถปฏิบัติตามที่ครูสอนได้ การใช้เทคนิคการใช้แรงเสริมเข้า มาช่วย เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมีความตั้งใจ อยากได้คะแนนเพิ่มจากการปฏิบัติงานให้เสร็จทันเวลา มีการ อธิปรายแลกเปลี่ยนความคิด การอธิบายให้เพื่อนได้เกิดการเรียนรู้ได้ และสุดท้ายแล้วนักเรียนสามารถ ปฏิบัติงานตามใบงานได้
  • 5.
    สารบัญ เรื่อง หน้า ปกรอง ก กิตติกรรมประกาศข บทคัดย่อ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทนา 1 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 1 คาถามการวิจัย 2 จุดมุ่งหมายของการวิจัย 2 ความสาคัญของการศึกษาค้นคว้า 2 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า 3 สมมติฐานการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 ทฤษฎีการเสริมแรง 6 ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ 8 ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ 11 ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ 14 ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม 16 จิตวิทยาการเรียนรู้ 19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 22 บทที่ 3 วิธีดาเนินงานวิจัย 23 กลุ่มเปูาหมาย 23 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 23 เก็บรวบรวมข้อมูล 26 วิเคราะห์ข้อมูล 27 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 28 บทที่ 4 ผลการผลการศึกษาค้นคว้า 30 ผลการศึกษาค้นคว้า 30 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 31 ง
  • 6.
    สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 35 สรุปผลการวิจัย 38 อภิปรายผลการวิจัย 39 ข้อเสนอแนะ 40 บรรณานุกรม ช ภาคผนวก ซ ภาคผนวก ข แบบสอบถามความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนาโปรแกรมขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ฌ ภาคผนวก ค ตัวอย่างแบบสอบถามความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนาโปรแกรมขั้นพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ญ ภาคผนวก ง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ฎ จ
  • 7.
    สารบัญตาราง เรื่อง หน้า ตาราง 1แบบแผนการทดลอง 26 ตาราง 2 จัดการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้ 26 ตาราง 3 คะแนนก่อนทดลอง คะแนนหลังทดลอง ผลต่างของคะแนนหลังทดลองกับ คะแนนก่อนทดลอง 31 ตาราง 4 คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t) 32 ตาราง 5 จานวนและค่าร้อยละของสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม 32 ตาราง 6 ความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 33 ฉ
  • 8.
    1 บทที่ 1 บทนา ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสาคัญต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ ในด้านของความ สะดวกสบายต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร การรับส่งข้อมูล การคมนาคม และทางด้านของการศึกษา ทาง ภาครัฐได้สนับสนุนให้มีการนาเอาเทคโนโลยีเข้ามาสู่ระบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นการจัดการเรียนการ สอนที่นาสื่อเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการนา เทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนตั้งแต่เด็กๆ เป็นการวางรากฐานที่ดีเป็นอย่างมาก ถือได้ว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ ได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 กาหนดแนวทางการจัดการศึกษาโดยยึดหลักว่า ผู้เรียนสาคัญที่สุดทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาอย่างเต็ม ตามศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน คานึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นกระบวนการจัดการศึกษา ฝึกทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ และแก้ไข ปัญหา การที่มีสื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือเทคโนโลยีในการเรียนรู้ที่ดีแล้วนั้น เทคนิคการสอนก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ที่สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาได้ เทคนิคการสอนที่สามารถตอบสนองความสามารถที่แตกต่างกัน ของนักเรียนส่งเสริมให้นักเรียนมีการช่วยเหลือกันในการเรียนอีกทั้งผู้เรียนได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาได้ดี การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญต้องฝึกสังเกตถึงพฤติกรรมของ นักเรียน พัฒนาการการเรียนรู้ว่านักเรียนมีพัฒนาการเป็นอย่างไร สนใจการเรียนการสอนหรือไม่ ใฝุเรียนรู้ แค่ไหน ผลการเรียนเป็นอย่างไร ต่ากว่าเกณฑ์หรือไม่ หากพบว่านักเรียนยังไม่มีความสนใจในการเรียนก็ต้อง หาเทคนิควิธี คือ การเพิ่มแรงเสริมในการเรียน ครูจะต้องมีเทคนิคที่จะโน้มน้าวความสนใจในการเรียนของ นักเรียน มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ การส่งงาน การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ แรงเสริมที่จะใช้นั้นอาจเป็นได้ทั้ง รางวัล เบี้ยอรรถกรหรือจะเป็นคะแนน สิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงดูดความสนใจของนักเรียน และส่งเสริมให้นักเรียน มีผลการเรียนที่ดียิ่งขึ้น ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความรู้พื้นฐาน วัตถุและการปรับแต่งรูปทรง คุณสมบัติลวดลาย พื้นผิววัตถุและ Texture การจัดแสงและวัตถุ การสร้างภาพเคลื่อนไหว และการ ประมวลผลภาพ ซึ่งการเรียนการสอนนั้นประสบปัญหาในเรื่องของขณะที่ผู้สอนทาการสาธิตและอธิบายการ สร้างชิ้นงานอยู่นั้น นักเรียนไม่สนใจฟัง คุยกัน สมาธิสั้น และเล่นกันขณะฝึกปฏิบัติ และลืมในส่วนอุปกรณ์ เครื่องมือที่ได้สอนไป ไม่สามารถปฏิบัติตามที่ครูผู้สอนสาธิตได้ อีกทั้งความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนที่ แตกต่างกัน บางคนเรียนรู้ได้เร็ว บางคนเรียนรู้ช้า ทาให้ไม่สามารถปฏิบัติตามที่ครูผู้สอนสาธิตได้ทัน จึงทาให้ การเรียนการสอนล่าช้า และเมื่อมีการสั่งงานให้นักเรียนปฏิบัติ นักเรียนก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ และสุดท้ายถึง เวลาส่งงานก็ไม่มีงานส่ง การจัดการเรียนรู้จึงไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ทาให้นักเรียนมีปัญหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชาต่ากว่าเกณฑ์ ด้วยเหตุนี้เองผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการที่พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาการสร้างภาพสามมิติ โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง ในเนื้อหาของบทเรียนต่างๆในบทเรียนหน่วยที่ 3 เรื่อง พื้นผิววัตถุและ Texture หน่วยที่ 4 เรื่อง การจัดแสงและวัตถุ หน่วยที่ 5 เรื่อง การสร้าง ภาพเคลื่อนไหว และหน่วยที่ 6 เรื่อง การประมวลผลภาพ สาหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ
  • 9.
    2 ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวชเนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบปกติที่ไม่มีแรงเสริม นักเรียนจะไม่มี ความสนใจและไม่มีความรับผิดชอบในการส่งงาน บางคนตามไม่ทัน ครูผู้สอนไม่สามารถแนะนาได้อย่างทั่วถึง และไม่สามารถไปเพิ่มแรงกระตุ้นในการให้กับนักเรียนทุกคนได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้นักเรียนไม่ส่งงาน คะแนนก็ จะหายไป ผลการเรียนก็ต่าเกณฑ์ การเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการเสริมแรง เป็นการสอนโดยจะสร้างแรง บันดาลใจในการเรียนของนักเรียนให้มีความสนใจ กระตือรือร้น โดยการเพิ่มคะแนนให้กับนักเรียนคนที่สร้าง ชิ้นงานได้เสร็จในเวลาที่กาหนดให้ 10 คนแรก และหักคะแนนนักเรียนคนที่ทางานเสร็จเกินเวลาที่กาหนดให้ เป็นการสอนที่จะได้นาผลที่ได้รับไปช่วยเหลือปรับปรุงและปูองกันปัญหา ทาให้ผู้เรียนมีความสนใจเรียนมาก ขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงสุดขึ้นตามมาด้วย และยังเป็นแนวทางหนึ่งในการ แก้ปัญหาคุณภาพของนักเรียน คาถามการวิจัย นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการสร้างภาพสามมิติโดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนหรือไม่ จุดมุ่งหมายของการวิจัย 1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการ เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ให้สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบอยู่ในระดับดี ความสาคัญของการวิจัย 1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบให้สูงขึ้น 2. ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้าง ภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ในเนื้อหา รายวิชาอื่นๆ และระดับอื่นต่อไป ขอบเขตของการวิจัย 1. เนื้อหาวิชา เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเนื้อหาในวิชาการสร้างภาพสามมิติ ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช - พื้นผิววัตถุและ Texture - การจัดแสงและวัตถุ
  • 10.
    3 - การสร้างภาพเคลื่อนไหว - การประมวลผลภาพ 2.กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปูาหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย เทคโนโลยีพัฒนเวช จังหวัดระยอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนต่ารายวิชาการสร้างภาพสามมิติ 3. ตัวแปร ตัวแปรต้น : รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ตัวแปรตาม : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติและความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 4. ระยะเวลา วันที่ 2 ธันวาคม 2557 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพ สามมิติ โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ วิธีการเสริมแรงทางลบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อน ช่วยเพื่อนอยู่ในระดับดี
  • 11.
    4 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เทคนิคการเสริมแรง หมายถึงวิธีการที่ครูนามาใช้เพื่อกระตุ้นเพื่อให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ หรือละเว้นการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยแบ่งออกตามลักษณะของการวางเงื่อนไขได้เป็น 2 ประเภท คือ 1.1 การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง การให้สิ่งที่จะช่วยเพิ่ม แนวโน้มของการตอบสนอง และมักจะเป็นการให้สิ่งดีๆโดยในการทาวิจัยในครั้งนี้หากนักเรียนสนใจเรียน ตั้งใจ และทางานเสร็จก่อนเวลาที่กาหนดให้ได้ 10 นาทีจะมีการเพิ่มคะแนนให้กับนักเรียนครั้งละ 1 คะแนนโดยที่ นักเรียนที่เล่นเสียงดัง ไม่ทางานจะไม่มีการเพิ่มคะแนนให้ 1.2 การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง การนาสิ่งที่ไม่พอใจ ไม่ชอบ ออกไปหรือเป็นการปรับสภาวะจากลบ (Negative) ไปเป็นกลาง ( Neutral ) แล้วเพิ่มแนวโน้มของการ ตอบสนองที่ต้องการ โดยในการทา วิจัยในครั้งนี้หากนักเรียนเล่นเกม เสียงดัง ไม่ทางานจะมีการหักคะแนน ของนักเรียนครั้งละ 1 คะแนน โดยที่นักเรียนที่ไม่ได้เล่นเสียงดัง ทางาน จะไม่มีการลบคะแนน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการเรียน ของผู้เรียนก่อนการสอนและหลังการสอน เป็นแบบทดสอบแบบอัตนัยจานวน 20 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อ การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน มีระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยจะแบ่งรายละเอียดของข้อคาถามเป็นหัวข้อย่อยๆ 10 คาถาม 5. แบบบันทึกผลต่างคะแนน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการบันทึกผลต่างของคะแนนจาก แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 6. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 หมายถึง ผู้ที่กาลังศึกษาอยู่ในนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช อาเภอเมืองบ้านฉาง จังหวัดระยอง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นารูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ วิธีการเสริมแรงทางลบไปใช้กับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 กลุ่มต่อไป 2. ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1
  • 12.
    5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจาก เอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ โดยนาเสนอรายละเอียดในหัวข้อต่อไปนี้ 1. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 1.1 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) 1.2 ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ (Process Motivation Theory) 1.3 ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ (Reinforcement theories of motivation) 1.4 ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (Skinner) 1.5 ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม 1.6 จิตวิทยาการเรียนรู้ 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • 13.
    6 1. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 1.1 ทฤษฎีการเสริมแรง(Reinforcement Theory) ทฤษฎีการเสริมแรงเป็นทฤษฎีที่เน้นการกาหนดให้บุคคลต้องกระทาในสิ่งที่เราต้องการให้เขากระทา (Getting people to do what you want them to do) เป็นทฤษฎีการจูงใจที่พัฒนามาจากทฤษฎีการ เรียนรู้ของ B.F. Skinner มีหลักสาคัญว่า เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้โดยวิธีการให้รางวัลหรือ วิธีการเสริมแรง เรียกทฤษฎีนี้ในทางจิตวิทยาว่า การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) หรือ การวาง เงื่อนไขปฏิบัติการ (Operant Conditioning) ซึ่งให้ความสาคัญกับผลกรรม (Consequence of Behavior) หรือผลต่อเนื่องเป็นตัวควบคุมพฤติกรรม หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า การเสริมแรง (Reinforcement) Skinner อธิบายว่ามนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ โดยผ่านประสบการณ์ที่ให้ผลกรรมเชิงบวกและเชิง ลบ ให้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ เขาเชื่อว่าพฤติกรรมใดที่มีผลต่อเนื่องเป็นบวกพฤติกรรมนั้นย่อมเกิดขึ้นซ้า บ่อยครั้ง ในขณะที่พฤติกรรมซึ่งให้ผลเป็นลบมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นต่อไป กรอบความคิดในเรื่องนี้ของ Skinner มีองค์ประกอบสาคัญ 3 ส่วนคือ สิ่งเร้า (สถานการณ์) การตอบสนอง (พฤติกรรม) ผลกรรม (บวกหรือลบ) ในการปฏิบัติงาน พนักงานจะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใดเป็นที่ต้องการหรือไม่ต้องการของหน่วยงานหรือ หัวหน้างานจากผลที่ต่อเนื่องหรือผลตอบแทนจากการปฏิบัติต่างๆ ของพนักงานนั้นเอง ทฤษฎีการเสริมแรงในส่วนที่เป็นการจูงใจคือ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ต้องการให้นานๆ หรือทาให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางที่จะได้ผลกรรมเป็นรางวัล เช่น มาลีซึ่งเป็นนักศึกษาต้องการได้เกรด A ใน การสอบ เธอจะต้องศึกษาและอ่านตาราเรียน ถ้าสอบไล่ได้ A มาลีจะใช้วิธีการศึกษาและอ่านตาราแบบเดิมใน การสอบคราวต่อไป แต่ถ้าหากว่าสอบในครั้งแรกไม่ได้ A มาลีจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนใหม่ คนส่วนใหญ่ จึงเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้ผลถูกหรือผิด สมหวังหรือไม่สมหวัง Skinner ชี้แนะว่า หัวหน้างานสามารถควบคุมและปรับพฤติกรรมหรือการปฏิบัติงานของพนักงานได้ โดยที่พนักงานไม่มีความรู้สึกว่าถูกควบคุม แต่การจะทาได้เช่นนั้นจะต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องสาคัญสอง เรื่องเกี่ยวกับการควบคุมและการปรับพฤติกรรมคือ ประเภทของการเสริมแรง และตารางการเสริมแรง 1.1.1 ประเภทของการเสริมแรง (Types of Reinforcement) การเสริมแรง เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลกรรม มี 4 ประเภท คือ การเสริมแรงบวก การ เสริมแรงลบ การลบพฤติกรรม และ การทาโทษ 1. การเสริมแรงบวก (Positive Reinforcement) เป็นการเสริมความต่อเนื่องของ พฤติกรรม โดยการให้ผลกรรมเป็นตัวเสริมแรงบวก คือสิ่งตอบแทนที่ดึงดูดใจหรือพอใจเป็นรางวัล เมื่อบุคคลนั้นมี พฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ เช่น พนักงานคนหนึ่งมาทางานหรือเข้าประชุมตรงเวลา หัวหน้างาน เสริมแรงโดยกล่าวคาชมเชยและขอบคุณ ถือได้ว่าเป็นการเสริมแรงบวกซึ่งเป็นรางวัลต่อการมาตรงเวลา ตัว เสริมแรง
  • 14.
    7 บวกที่ใช้กันในการจูงใจการทางาน เช่น การจ่ายเงินการเลื่อนตาแหน่ง การเพิ่มสถานภาพ การได้สิทธิพิเศษ การได้หยุดพักผ่อน ฯลฯ การเสริมแรงบวกเป็นตัวจูงใจที่ใช้ได้ผลที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 2. การเสริมแรงลบ (Negative or Avoidance Reinforcement) เสริมความต่อเนื่องของ พฤติกรรมโดยบุคคลสามารถหลีกเลี่ยงผลกรรมทางลบได้เมื่อมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ ทาให้ เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมปูองกันหรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจหรือการทาโทษ เช่น พนักงานซึ่งมาทางานหรือเข้า ประชุมตรงเวลาเพราะไม่อยากได้ยินคาตาหนิจากหัวหน้า หน่วยงานที่ใช้การเสริมแรงลบ มักจะมีกฎ ข้อห้าม อะไรควรหรือไม่ควรกระทา มีระเบียบวินัยและกาหนดการลงโทษไว้ชัดเจน 3. การลบพฤติกรรม (Extinction) เป็นการลดหรือลบพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่ต้องการ อีกต่อไป โดยการงดการเสริมแรงเมื่อเกิดพฤติกรรมนั้นขึ้น เช่น ไม่ยกย่อมชมเชยพนักงานที่มาทางานสาย ไม่ จ่ายค่าจ้างถ้าทางานไม่ถึงมาตรฐานที่กาหนด แต่ถ้าพนักงานทางานดีแล้วหัวหน้างานไม่สนใจ จะเป็นการลด แรงจูงใจและประสิทธิภาพได้เช่นกัน 4. การทาโทษ (Punishment) เป็นการกาหนดผลกรรมทางลบให้แก่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นที่ต้องการ เป็นการให้สิ่งที่ไม่พอใจโดยตรง เช่น พนักงานที่มาร่วมประชุมสายถูกหัวหน้าตาหนิ ซึ่ง ต่างจากการเสริมแรงลบที่เป็นเพียงการคาดโทษหรือขู่ให้กลัวแต่ไม่มีการลงโทษจริงๆ การลงโทษอาจมีหลาย แบบ เช่น รบกวนให้หนักใจ ถอนสิทธิพิเศษ ควบคุมประพฤติ การปรับเป็นเงิน ลดตาแหน่ง เป็นต้น การ ลงโทษอาจทาให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดน้อยลง แต่อาจสร้างพฤติกรรมที่มีปัญหาอย่างอื่นขึ้น เช่น การ เสียขวัญ ทางานด้อยลง การขัดขืนและต่อต้าน เป็นวิธีการที่มีข้อโต้แย้งกันมากและเป็นวิธีจูงใจการทางานที่มี ประสิทธิภาพน้อยที่สุด 1.1.2 ตารางการเสริมแรง (Schedule of Reinforcement) ต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งในทฤษฎีการเสริมแรงคือ เราจะเสริมแรงพฤติกรรมเมื่อไร มีสองแนวสาคัญ ได้แก่ การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง และการเสริมแรงเป็นครั้งคราว การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Reinforcement) เป็นการเสริมแรงทุกครั้งที่บุคคลมี พฤติกรรมหรือการปฏิบัติซึ่งเป็นที่ต้องการเกิดขึ้น การเสริมแรงเป็นครั้งคราว (Intermittent Reinforcement) การเสริมแรงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา ที่ผ่านไป เรียกว่า ตารางระยะเวลา (Interval Schedule) หรือขึ้นอยู่กับจานวนครั้งที่เกิดขึ้นของพฤติกรรมซึ่ง เป็นที่ต้องการ เรียกว่าตารางจานวนครั้ง (Ratio Schedule) เมื่อเลือกใช้เป็นการเสริมแรงเป็นครั้งคราวจาก สองแบบนี้ จะได้ทางเลือกในการเสริมแรงถึง 4 ตารางการเสริมแรง คือ 1. ตารางระยะเวลาแน่นอน (Fix interval schedule) เช่น การจ่ายเงินค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ การ หยุดพักระหว่างวันในเวลาเดิมทุกวัน 2. ตารางระยะเวลาผันแปร (Variable interval schedule) เช่น การยกย่องชมเชยเมื่อใดก็ได้ การ ตรวจสอบโดยไม่บอกล่วงหน้า
  • 15.
    8 3. ตารางจานวนครั้งแน่นอน (Fixratio schedule)เช่น จ่ายค่าจ้างตามจานวนชิ้นงาน จ่ายโบนัสถ้า ทาได้ถึงจานวนที่กาหนด 4. ตารางจานวนครั้งผันแปร (Variable ratio schedule)เช่น ประกาศยกย่องเมื่อพนักงานมีชิ้นงานที่ ยอดเยี่ยม จับรางวัลสาหรับพนักงานที่ไม่เคยขาดหรือลาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยสรุปแล้ว การเสริมแรงตามตารางจานวนครั้งสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่าการเสริมแรงตามตาราง ระยะเวลา การเสริมแรงที่ได้ผลที่สุดในการคงสภาพพฤติกรรมคือการเสริมแรงตามตารางจานวนครั้งผันแปร 1.1.3 การใช้ทฤษฎีการเสริมแรงในการจูงใจ กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การเสริมแรงบวกเป็นแบบที่ใช้สร้างแรงจูงใจได้ดีที่สุด ตารางเสริมแรง แบบต่อเนื่องใช้ได้ดีในการคงสภาพพฤติกรรมที่ต้องการไว้ แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทาได้ตลอดไป หาก ต้องการใช้ทฤษฎีนี้ในการสร้างแรงจูงใจการทางาน มีแนวทางที่เสนอแนะต่อไปนี้ 1. กาหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ให้พนักงานทราบว่าหน่วยงานหรือหัวหน้าคาดหวังอะไรจากเขา 2. จัดผลตอบแทนหรือรางวัลให้เหมาะสม สิ่งที่คนหนึ่งมองว่าเป็นรางวัลอาจถูกมองว่าเป็นการลงโทษ เมื่อให้แก่อีกคนหนึ่ง ต้องรู้ความต้องการที่แท้จริงของพนักงาน 3. เลือกตารางการเสริมแรงให้เหมาะสม 4. ต้องไม่ให้รางวัลแก่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือการทางานที่ด้อย 5. พยายามทาให้พนักงานรู้สึกดีต่อตัวเอง มองในเชิงบวก อย่ามองในแง่ลบหรือคอยวิพากษ์วิจารณ์ 6. แต่ละวันที่ผ่านไป ต้องหาทางให้กาลังใจยกย่องชมเชยให้ได้ 7. กระทาทุกอย่างเพื่อพนักงาน ไม่ใช่กระทาต่อพนักงาน จะเห็นการเพิ่มประสิทธิภาพและผลงาน 1.2 ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ (Process Motivation Theory) ทฤษฎีความต้องการอธิบายถึงองค์ประกอบของแรงจูงใจ พยายามทาความเข้าใจและอธิบายว่า อะไรจูงใจให้คนเรากระทาพฤติกรรมต่างๆ ในขณะที่ทฤษฎีกระบวนการแรงจูงใจพยายามทาความเข้าใจว่า พฤติกรรมของคนเราถูกจูงใจได้อย่างไร และทาไมจึงเป็นเช่นนั้น เช่น ทาไมเขาจึงเลือกเปูาหมายนี้ในการ ทางาน ทาไมเขาจึงทาอย่างนั้นเพื่อให้บรรลุเปูาหมายที่ต้องการ คนเราประเมินความพอใจต่อเปูาหมายหรือ ความต้องการอย่างไร อาจกล่าวว่าทฤษฎีนี้พยายามเข้าใจกระบวนการคิดของบุคคลในการกระทาพฤติกรรม นั่นเอง ทฤษฎีที่สาคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ ทฤษฎีความคาดหวัง และทฤษฎีความเสมอภาค 1.2.1 ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory) เป็นทฤษฎีของ วิกเตอร์ วรูม (Victor Vroom) ซึ่งอธิบายได้ด้วยสูตร Motivation = Expectancy x Valence แรงจูงใจ = ความคาดหวัง x คุณค่าของผลลัพท์ มีความหมายว่าระดับของ แรงจูงใจเป็นไปตามระดับความต้องการที่คนเรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และ ระดับความเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับสิ่งนั้น ทฤษฎีนี้มีหลักการพื้นฐานที่สาคัญคือ
  • 16.
    9 - ปัจจัยภายใน (ความต้องการ)และปัจจัยภายนอก (สภาพแวดล้อม) มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล - พฤติกรรมใดๆ เกิดจากการตัดสินใจด้วนตนเองของบุคคล - บุคคลมีความแตกต่างกันในความต้องการ ความปรารถนา และเปูาหมาย - บุคคลจะเลือกใช้พฤติกรรมใดย่อมเป็นไปตามการรับรู้ผลต่อเนื่องจากพฤติกรรมนั้น - แรงจูงใจตามทฤษฎีนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยตัวแปรสาคัญสองตัวประกอบกัน คือ ความคาดหวัง และ คุณค่าของผลลัพท์ ความคาดหวัง (Expectancy) หมายถึงการรับรู้ของบุคคลต่อความสามารถของตนเองหรือโอกาส และความเป็นไปได้ที่เขาจะทางานให้สาเร็จตามเปูาหมายได้ โดยทั่วไปแล้วบุคคลที่มีความคาดหวังสูงย่อมมี แรงจูงใจสูง แต่ถ้าพนักงานคนใดไม่เชื่อใจตัวเองว่าจะทางานได้สาเร็จ พนักงานคนนั้นไม่มีแรงจูงใจที่จะทา หรือจะไม่พยายามทางานนั้น การรับรู้ที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติ การกระทาหรือพฤติกรรม กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือต่อผลตอบแทนที่จะได้รับ ถ้าบุคคลคาดหวังสูงว่าการกระทาของเขาจะได้รับรางวัล เขาจะเกิดแรงจูงใจสูง ถ้าพนักงานมั่นใจว่าเมื่อกระทาแล้วได้รับผลตอบแทน เขาย่อมเกิดแรงจูงใจที่จะทางาน นั้น แต่ถ้าพนักงานไม่มีความแน่ใจว่าจะได้รับอะไร แรงจูงใจในการทางานจะไม่เกิดขึ้น ตัวอย่าง เช่น ตะวัน เชื่อตัวเองว่าเขาสามารถเป็นหัวหน้างานที่ดีได้ และเขาต้องการได้รับตาแหน่งนั้น แต่เขามีลักษณะการควบคุม จากภายนอก (External locus of control) ซึ่งเชื่อว่าการทางานหนักไม่ใช่วิธีที่จะได้รับการเลื่อนตาแหน่งแต่ อย่างใด ดังนั้นเขาไม่มีแรงจูงใจที่จะทางานหนักเพื่อการเลื่อนตาแหน่ง คุณค่าของผลลัพธ์ (Valence) หมายถึงคุณค่า หรือความสาคัญที่บุคคลรับรู้ต่อผลตอบแทนหรือ รางวัลที่ได้รับ โดยทั่วไปถ้าบุคคลรับรู้คุณค่าสูงต่อผลตอบแทน หรือรับรู้ว่าผลลัพธ์มีความสาคัญสูงมากเท่าไรยิ่ง ทาให้มีแรงจูงใจสูงมากขึ้นด้วยและจะทุ่มเทความสามารถในการกระทาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น ตัวอย่างเช่น มานะซึ่งเป็นหัวหน้างานต้องการให้ชาลีซึ่งเป็นพนักงานทางานให้มากขึ้น เขาจึงบอกกับชาลีว่าควรจะเอาใจใส่ ทางานให้มากขึ้น เพราะการทางานมากขึ้นจะส่งผลต่อการเลื่อนตาแหน่ง ถ้าหากชาลีมีความต้องการจะเลื่อน ตาแหน่ง เขาคงมีแรงจูงใจสูงขึ้นในการทางาน แต่ถ้าชาลีไม่สนใจหรือไม่เห็นความสาคัญของการเลื่อนตาแหน่ง การบอกกล่าวของมานะไม่สามารถจูงใจชาลีได้ การใช้ทฤษฎีความคาดหวังในการจูงใจ ทฤษฎีความคาดหวังสามารถใช้ทานายความพยายามในการทางาน ระดับความพอใจงาน และระดับ การปฏิบัติงาน ของพนักงานได้อย่างชัดเจน แต่มีข้อแม้ว่าต้องกาหนดค่าต่างๆ ลงในสูตรให้ถูกต้อง ดังนั้น ทฤษฎีอาจใช้พยากรณ์ได้ถูกต้องในบางสถานการณ์ แต่อาจใช้ไม่ได้ในสถานการณ์อื่นที่แตกต่างไป หากจะใช้ ทฤษฎีนี้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของบุคคล จะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขต่อไปนี้ - ต้องกาหนดเปูาหมายชัดเจน รวมทั้งการปฏิบัติที่จาเป็นเพื่อการบรรลุเปูาหมายนั้น - ผลตอบแทนหรือรางวัลจะได้ต้องสอดคล้องกับระดับความสาเร็จในการปฏิบัติงานเท่านั้น คือ บรรลุ เปูาหมายมากได้ผลตอบแทนมาก
  • 17.
    10 - ผลตอบแทนหรือรางวัลที่ให้ต้องเป็นสิ่งที่มีความสาคัญต่อพนักงาน หัวหน้างานต้องรู้จักพนักงานแต่ ละคนเป็นอย่างดี -พนักงานมีความเชื่อถือในข้อตกลงที่กาหนดกัน หัวหน้างานต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพนักงาน ทฤษฎีความคาดหวังจะใช้ได้ผลดีกับผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีลักษณะการควบคุมจากภายใน (Internal locus of control) เพราะพนักงานเหล่านี้เชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนกาหนดแนวทางชีวิตของตนเองได้ ความพยายามและ ความสามารถของเขาจะนาไปสู่ความสาเร็จในการทางาน แต่ทฤษฎีนี้ไม่เหมาะจะใช้จูงใจพนักงานที่มีลักษณะ การควบคุมจากภายนอก เพราะพวกนี้เชื่อถือในเรื่องดวง โชควาสนา ความบังเอิญ และสิ่งภายนอกอื่นๆ ไม่ เชื่อในความสามารถและความพยายามของตัวเองว่าจะทาให้พบความสาเร็จได้ 1.2.2. ทฤษฎีความเสมอภาค (Equity Theory) J. Stacy Adams เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีนี้ โดยมีพื้นฐานความคิดว่า บุคคลย่อมแสวงหาความ เสมอภาคทางสังคมโดยพิจารณาผลตอบแทนที่ได้รับ (output) กับตัวปูอน (input) คือพฤติกรรมและ คุณสมบัติในตัวที่เขาใส่ให้กับงาน ความเสมอภาคจะมีเพียงใดขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบการรับรู้ความ สอดคล้องระหว่างตัวปูอนต่อผลตอบแทน (perceived inputs to outputs) เมื่อเราทราบระดับการรับรู้ความ เสมอภาคของบุคคลใด ก็สามารถทานายพฤติกรรมการทางานของเขาได้ ทฤษฎีความเสมอภาคอธิบายว่า บุคคลจะเปรียบเทียบตัวปูอนของเขา (เช่น ความพยายาม ประสบการณ์ อาวุโส สถานภาพ สติปัญญาความสามารถ และอื่นๆ) กับผลตอบแทนที่ได้รับ (เช่น การยกย่อง ชมเชย คานิยม ค่าจ้างค่าตอบแทน การเลื่อนตาแหน่งและสถานภาพ การยอมรับจากหัวหน้างาน) กับบุคคล อื่นที่ทางานประเภทเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นเพื่อนร่วมงานคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มพนักงานที่ทางานในแผนก เดียวกันหรือต่างแผนก หรือแม้แต่บุคคลใดในความคิดของเขาก็ได้ ว่ามีความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกันหรือไม่ ซึ่งตัวปูอนและผลตอบแทนนั้นเป็นการรับรู้หรือความเข้าใจของเขาเอง ไม่ใช่ความเป็นจริง แม้ความเป็นจริงจะ มีความเสมอภาค แต่เขาอาจรับรู้ว่าไม่เสมอภาคก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองเพื่อ ทาให้รู้สึกว่าเกิดความเสมอภาค ดังนั้นในการปฏิบัติต่อพนักงาน หัวหน้างานจะต้องทาให้เขารับรู้ว่าเขาได้รับ การปฏิบัติต่ออย่างยุติธรรม มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่น เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น พนักงานส่วนมากมักประเมินว่าตนเองทางานหนักและทุ่มเทในการ ปฏิบัติงานมากกว่าคนอื่น ขณะเดียวกันก็มักคิดว่าคนอื่นได้รับผลตอบแทนสูงกว่าตน เขาจะพอใจในการทางาน และมีแรงจูงใจในการทางานสูงตราบเท่าที่เขายังรับรู้ว่ามีความเสมอภาคเมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานคนอื่น แต่ถ้าพนักงานพบว่าผู้ที่ทางานในระนาบเดียวกับเขาได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเขา หรือได้รับผลตอบแทน เท่ากันแต่ทางานน้อยกว่า ความพอใจและแรงจูงใจในการทางานจะน้อยลง เมื่อใดที่พนักงานเกิดการรับรู้ความ ไม่เสมอภาค เขาจะพยายามทาให้เกิดความเสมอภาคโดยการลดระดับตัวปูอนหรือไม่ก็เรียกร้องผลตอบแทน เพิ่มขึ้น การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นที่ทางานในระนาบเดียวกัน ทาให้เกิดการรับรู้ 3 แบบ คือ ผลตอบแทน เหมาะสม ผลตอบแทนต่าไป ผลตอบแทนสูงไป
  • 18.
    11 ผลตอบแทนเหมาะสม (Equitably Rewarded)พนักงานรับรู้ว่าตัวปูอนและผลตอบแทนมีความ เหมาะสมกัน แรงจูงใจยังคงมีอยู่ เชื่อว่าคนอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเป็นเพราะเขามีตัวปูอนที่สูงกว่า เช่น มี การศึกษาและประสบการณ์สูงกว่า เป็นต้น ผลตอบแทนต่าไป (Under-rewarded) เมื่อพนักงานคนใดรับรู้ว่าตนได้รับผลตอบแทนต่าไป เขาจะ พยายามลดความไม่เสมอภาคด้วยวิธีต่างๆ เช่น พยายามเพิ่มผลตอบแทน (เรียกร้องค่าจ้างเพิ่ม) ลดตัวปูอน (ทางานน้อยลง มาสายหรือขาดงานบ่อยครั้ง พักครั้งละนานๆ ฯลฯ) อ้างเหตุผลให้ตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวปูอน หรือผลตอบแทนของคนอื่น (ให้ทางานมากขึ้น หรือรับค่าจ้างน้อยลง) เปลี่ยนงาน (ขอย้ายไปฝุายอื่น ออกไป หางานใหม่) เปลี่ยนบุคคลที่เปรียบเทียบ (ยังมีคนที่ได้รับน้อยกว่า) ผลตอบแทนสูงไป (Over-rewarded) การรับรู้ว่าได้รับผลตอบแทนสูงไปไม่มีปัญหาต่อพนักงาน มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าพนักงานมักจะลดความไม่เสมอภาคด้วยวิธีเหล่านี้ คือ เพิ่มตัวปูอน (ทางาน หนักขึ้น และอุทิศเวลามากขึ้น) ลดผลตอบแทน (ยอมให้หักเงินเดือน) อ้างเหตุผลให้ตัวเอง (เพราะฉันเก่ง) พยายามเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้อื่น (เขาควรได้รับเท่าฉัน) การใช้ทฤษฎีความเสมอภาคในการจูงใจ ผลการวิจัยเพื่อทดสอบทฤษฎีความคาดหวังมีแตกต่างกัน ทาให้การใช้ทฤษฎีนี้ในทางปฏิบัติมีความ ยุ่งยาก เพราะว่าเราไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่ากลุ่มอ้างอิงที่บุคคลใช้เปรียบเทียบนั้นคือใคร และความรู้สึกหรือ การรับรู้ในความเสมอภาคของเขาเป็นอย่างไร แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังมีประโยชน์ถ้าหากนาไปใช้โดยมีข้อแนะนาทั่วไป ดังนี้ - หัวหน้างานจะต้องตระหนักว่าความเสมอภาคเป็นเพียงการรับรู้ของพนักงาน ซึ่งอาจไม่ถูกต้องก็ได้ หัวหน้างานอาจทาให้พนักงานรู้สึกถึงความเสมอภาคหรือความไม่เสมอภาคได้ เช่น หัวหน้าบางคนมีพนักงานที่ ตัวเองโปรดปรานเป็นคนใกล้ชิด ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ในขณะที่ละเลยต่อคนอื่นๆ เป็นต้น - การให้ผลตอบแทนหรือรางวัลต้องมีความเหมาะสม ถ้าหากพนักงานรับรู้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่าง ลาเอียง จะเกิดปัญหาในการปฏิบัติงานและขวัญกาลังใจขึ้น - ผลการปฏิบัติงานที่ดีมีคุณภาพสูงต้องได้รับการตอบแทนหรือรางวัล แต่พนักงานต้องมีความเข้าใจ ว่าเขาควรใช้ความสามารถหรือตัวปูอนในระดับใดเพื่อบรรลุถึงผลที่ต้องการ 1.3 ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ (Reinforcement theories of motivation) ทฤษฎีเสริมแรงจูงใจ เป็นแนวคิดการจูงใจของ B.F. Skinner แนวความคิดของเขาเชื่อว่า พฤติกรรมที่ได้รับการเสริมแรงจะเกิดขึ้นช้าๆกัน แต่พฤติกรรมที่ไม่ได้รับการเสริมแรงจะไม่เกิดขึ้นช้าๆอีก และ ผลที่เกิดขึ้นภายหลังพฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเป็นสิ่งกาหนดระดับ แรงจูงใจของเขา ซึ่งเกิดการ เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต B.F. Skinner นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Harvard ได้พัฒนาทฤษฎีนี้ และ ได้นา มาใช้เป็นเทคนิคในการจูงใจในที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน (Antecedent) พฤติกรรม (Behavior) ผลที่ได้รับ (Consequence) ซึ่งเขาเรียกย่อๆ ว่า A-B-C โดยทั้ง 3 จะดาเนินต่อเนื่องกันไป ผลที่ได้รับจะกลับกลายเป็นสิ่ง
  • 19.
    12 ที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อนอันนาไปสู่ผลที่ได้รับตามลาดับ ตัวเสริมแรงมี 4กรณี คือตารางที่ 1 เปรียบเทียบการ เสริมแรงทางบวก การเสริมแรงทางลบและการลงโทษ ชนิด ผล ตัวอย่าง การเสริมแรงทางบวก พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งเร้าที่บุคคลนั้นต้องการผู้เรียนที่ทาการบ้านส่ง ตรงเวลาแล้วได้รับคาชมจะทาการบ้านส่งตรงเวลาสม่าเสมอ การเสริมแรงทางลบ พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาถูกทาให้ลดน้อยหรือหมดไปผู้เรียนที่ทารายงาน ส่งตามกาหนดเวลาจะไม่เกิดความวิตกอีกต่อไป ดังนั้นในครั้งต่อไปเขาก็จะรีบทารายงานให้เสร็จตามเวลา การลงโทษ 1 พฤติกรรมลดลงเมื่อมีสิ่งเร้าโดยเฉพาะสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้นเมื่อถูกเพื่อนๆ ว่า โง่ เพราะตั้งคาถามถามผู้สอน ผู้เรียนคนนั้นเลิกตั้งคาถามในขั้นเรียนการลงโทษ 2 พฤติกรรมลดน้อยลง เมื่อนา สิ่งเร้าที่เขาพึงปรารถนาออกไปผู้เรียนที่ถูกหักคะแนนเพราะตอบข้อสอบในลักษณะที่แตกต่างจากครูสอน ใน ครั้งต่อไปเขาจะไม่ตอบคาถามในลักษณะนั้นอีก 1. การเสริมแรงด้านบวก (Positive reinforcement) เป็นการเกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า (ที่พึงพอใจ) ซึ่ง จะเป็นการเพิ่มพฤติกรรมช้าของบุคคลได้ (Bateman and Snell, 1990 : G-4) หรือ หมายถึง การให้รางวัล ตอบแทนผลการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงปรารถนา เป็นการสร้างให้เกิดพฤติกรรมนั้นๆมากขึ้น ด้วยการให้รางวัลพิเศษสาหรับการกระทาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การสรรเสริญพนักงานเมื่อทางานเสร็จตาม กาหนดการที่พนักงานได้รับการชมเชยถือว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดผลสาเร็จของการปฏิบัติในอนาคต 2. การเรียนรู้ด้วยการหลีกเลี่ยง (Avoidance learning) หรือการเสริมแรงด้านลบ (Negative reinforcement) เป็นการเรียนรู้ถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เนื่องจากกลัวผลร้ายที่ จะได้รับ เช่น ลูกน้องทางานให้เสร็จตามกาหนดเพราะไม่ต้องการถูกเจ้านายตาหนิว่าทางานล่าช้า ดังนั้นการ เรียนรู้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัญหาจะเกิดจากการที่บุคคลต้องการ หลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ 3. การทาให้หมดไป (Extinction) หมายถึงการเลิกให้รางวัลเพื่อจุดมุ่งหมายในการยับหยั่งพฤติกรรม อย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคตเป็นการลดการเสริมแรงที่มีผลด้านบวกซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือเป็นการ ปราบพฤติกรรมบางอย่างโดยการลดการเสริมแรงเกี่ยวกับการกระทา เช่น ผู้บริหารซึ่งต้องการให้พนักงานทา งานล่วงเวลาน้อยลงและทางานในเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจใช้วิธีการเลิกขอบคุณพนักงานที่ทา งาน ล่วงเวลาหรือทางานในวันหยุด วิธีนี้จะไม่กระตุ้นให้พนักงานมีพฤติกรรมที่ต่อเนื่อง 4. การลงโทษ (Punishment) หมายถึง การปรับพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผลที่ ตามมาด้านลบจะช่วยลดหรือยับหยั่งพฤติกรรม เป็นการลดพฤติกรรมเนื่องจากได้รับผลลัพธ์ที่ไม่พึงพอใจ แม้ว่ารางวัลจะเป็นวิธีการที่มีอิทธิพลในการกาหนดพฤติกรรมของพนักงาน แต่ผู้บริหารอาจใช้วิธีการที่ไม่ใช่ พฤติกรรมส่วนตัวเข้ามาแทน เช่น การว่ากล่าวตักเตือนการลดอานาจหน้าที่เป็นต้น
  • 20.
    13 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้มีผู้ศึกษา และให้ความหมายไว้ ดังนี้ กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2515 : 4) ได้ให้ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ 2 ประการ ดังนี้ 1) ความรู้ที่ได้รับหรือทักษะที่เจริญขึ้นโดยการเรียนวิชาต่างๆ ในโรงเรียนตามปกติพิจารณาจาก คะแนนสอบหรือผลงานที่ครูกาหนดให้ทาหรือจากทั้งสองอย่าง 2) ผลหรือผลงานที่นักเรียนได้จากวิชาสามัญ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับทักษะที่ได้จากวิชาการฝีมือและวิชาผลศึกษา ไพศาล หวังพาณิช (2526 : 80) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง คุณลักษณะและความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมหรือจากการสอนซึ่งได้แก่ ความจา ความเข้าใจ การ วิเคราะห์ การนาไปใช้ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า จากแนวคิดและทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นที่กล่าวมานี้อาจสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง สิ่ง ที่เกิดจากการได้เรียนรู้ ฝึกฝน ในวิชาต่างๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังกล่าวได้มาจาก แบบทดสอบ วัดผลที่อาจารย์ผู้สอนได้จัดทาขึ้น 2. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดและการประเมินผลการศึกษา เป็นกระบวนการที่มี ความสัมพันธ์กับระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทาให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้เรียนได้รับผลการเรียนรู้มาก น้อยเพียงใดและได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2523 : 24) ได้กล่าวถึงการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนทั้ง ทางด้านปฏิบัติ และด้านเนื้อหาถือว่าเป็นการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนว่าอยู่ในระดับสูง กลาง หรือต่า ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ 1) คะแนนเฉลี่ย 0.00-1.99 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่า 2) คะแนนเฉลี่ย 2.00-2.99 ถือว่าผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง 3) คะแนนเฉลี่ย 3.00-4.00 ถือว่าผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์สูง เป็นต้น กฤษฎา บุญวัฒน์ (2541 : 14) ได้ให้ความหมายการวัดผลว่า เป็นกระบวนการในการกาหนดจานวน ตัวเลขให้กับแต่ละหน่วยของชุดวัตถุหรือกลุ่มบุคคล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างกัน ความมากร้อยระหว่าง หน่วย ตามลักษณะของหน่วยที่วัดมาได้ และได้ให้ความหมายของการประเมินผลไว้ว่า เป็นการตัดสิน ความสามารถ ซึ่งให้คะแนนการวัดผลมาเป็นเครื่องพิจารณาประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามมีหลายกรณีที่ ต้องใช้สิ่งอื่นๆ มาเป็นสิ่งประกอบเพิ่มเติมนอกเหนือจากการใช้คะแนน เช่น ความรู้ที่มีต่อสิ่งนั้นๆ เป็นต้น จาก สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การวัดผลหมายถึง กระบวนการใดๆก็ตามที่จะได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ปริมาณ คุณภาพหรือคุณลักษณะของบุคคลหรือสิ่งของ โดยอาศัยเครื่องมือช่วยในการวัดผล ซึ่งมักจะออกมา เป็นตัวเลข พร้อมทั้งมีหน่วยกากับ ดังนั้นจากทฤษฎีดังกล่าวที่กล่าวไว้ในตอนต้น หากนามาศึกษาวิจัยแล้วว่าการใช้ทฤษฎีการเสริมแรง แบบใดที่ทาให้นักศึกษามีความตั้งใจเรียนมากขึ้น และเข้าใจในบทเรียน เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น
  • 21.
    14 1.4 ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (Skinner) 1.4.1ทฤษฎีการเรียนรู้แบบลงมือกระทาของสกินเนอร์ Burrhus Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทา (Operant Conditioning theory หรือ Instrumental Conditioning หรือ Type-R. Conditioning) เขามี ความคิดว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้น จากัดอยู่กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นจานวนน้อย ของมนุษย์ พฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง ไม่ใช่เกิดจากการจับคู่ระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับ สิ่งเร้าเก่าตามการอธิบายของ Pavlov Skinnerได้อธิบายคาว่า" พฤติกรรม " การเสริมแรง(Reinforcement ) หมายถึงสิ่งเร้าใดที่ทาให้พฤติกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นแล้วมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีก มีความคงทนถาวร เช่น การกดคานและจิกแปูนสีของนกพิราบได้ถูกต้องต้องการทุกครั้งเมื่อหิวหรือต้องการ ในการทดลอง Skinner ตัวเสริมแรง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ 1. ตัวเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึงสิ่งเร้าใดเมื่อนามาใช้แล้วทาให้อัตรา การตอบสนองมากขึ้น เช่น คาชมเชย รางวัล อาหาร เป็นต้น 2. ตัวเสริมแรงทางลบ (Negasitive Reinforcement) หมายถึงสิ่งเร้า 1.4.2 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขด้วยการกระทา ทฤษฎีการวางเงื่อนไขด้วยการกระทา (Operant Conditioning Theory) เกิดขึ้นโดยมี แนวความคิด ของสกินเนอร์ (D.F. Skinner) ในสมัยของสกินเนอร์ ปี 1950 สหรัฐ อเมริกาได้เกิดวิกฤติการ การขาดแคลนครูที่มีประสิทธิภาพเขาจึงได้คิดเครื่อง มือช่วยสอนขึ้นมาเพื่อปรับปรุงให้ระบบการศึกษามี ประสิทธิภาพ เครื่องมือที่คิดขึ้นมาสาเร็จเรียกว่าบทเรียนสาเร็จรูป หรือการสอนแบบโปรแกรม(Program Instruction or Program Learning) และเครื่องมือช่วยในการสอน (Teaching Machine) เป็นที่นิยม แพร่หลายจนถึงปัจจุบัน หลักการเรียนรู้ทฤษฎี สกินเนอร์ (Skinner)กับทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบการกระทา (Operant Conditioning) โดยจากแนวความคิดที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งก่อให้เกิด พฤติกรรม และผลของการกระทาของพฤติกรรมนั้นโดยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนั้น ทฤษฏีนี้เน้นการกระทา ของผู้ที่เรียนรู้มากกว่าสิ่งที่ผู้สอนกาหนดขึ้น Burrhus Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทา (Operant Conditioning theory หรือ Instrumental Conditioning หรือ Type-R. Conditioning) เขามี ความคิดว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้น จากัดอยู่กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นจานวนน้อย ของมนุษย์ พฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง ไม่ใช่เกิดจากการจับคู่ระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับ สิ่งเร้าเก่าตามการอธิบายของ Pavlov Skinnerได้อธิบายคาว่า" พฤติกรรม " ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ตัว คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน(Antecedent) - พฤติกรรม(Behavior) - ผลที่ได้รับ(Consequence) ซึ่งเขา
  • 23.
    16 สกินเนอร์ (B.F. Skinner)ได้กาหนดการวางเงื่อนไขการกระทา ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยวิธีการวางเงื่อนไขจะใช้การเสริมแรง โดยทดลองกับสัตว์ในห้องปฏิบัติการและค้นคว้าจนพบว่าใช้ได้ดีกับ มนุษย์ หลักการวางเงื่อนไขผลกรรม (Operant Conditioning) มีแนวคิดว่า การกระทาใด ๆ (Operant) ย่อม ก่อให้เกิดผลกรรม (Consequenceหรือ Effect) การเรียนรู้เงื่อนไขผลกรรมนี้ต้องการให้เกิดพฤติกรรมโดยใช้ผลกรรมเป็นตัวควบคุมการเรียนรู้เงื่อนไข ผลกรรมนี้ต้องการให้เกิดพฤติกรรมโดยใช้ผลกรรมเป็นตัวควบคุม ผลกรรมที่เกิดขึ้น - ถ้าเป็นผลกรรมที่ต้องการ เป็นผลกรรมเชิงบวก เรียก การเสริมแรง - ถ้าเป็นผลกรรมที่ไม่ต้องการ เป็นผลกรรมเชิงลบ เรียกว่า การลงโทษ การเสริมแรง หมายถึง การทาให้มี พฤติกรรมเพิ่มขึ้นอันเนื่องจากผลกรรม ได้แก่ - เสริมแรงทางบวก เช่น ทางานเสร็จแล้วแม่ให้ถูโทรทัศน์ - เสริมแรงทางเชิงลบ เช่น การขึ้นสะพานลอยเพื่อพ้นจากการถูกจับ การลงโทษ หมายถึง การให้ผลกรรม ที่ไม่ต้องการ หรือ ถอดถอนสิ่งที่ต้องการแล้วทาให้พฤติกรรมลดลง ได้แก่ - การลงโทษทางบวก เช่น เด็กส่งเสียงดัง แล้วถูกดุ - การลงโทษทางลบ เช่น ทาการบ้านไม่เสร็จแล้วแม่ไม่ให้ไปเล่นเกมส์ 1.5 ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม ทฤษฎีความต้องการ-แรงขับ-สิ่งจูงใจ ได้ให้ความสาคัญแก่ความต้องการ และการลดความตึงเครียดที่ เกิดจากความต้องการในการผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ ทฤษฎีดังกล่าวนี้ต้องเผชิญกับปัญหาอย่างน้อยที่สุด 2 ปัญหา คือปัญหาความต้องการของมนุษย์มีอะไรบ้าง ยังหาคาตอบที่เป็นที่พอใจแก่ทุกฝุายไม่ได้ และปัญหา เกี่ยวกับความเชื่อว่า จุดมุ่งหมายของพฤติกรรมคือการลดความตึงเครียด ยังมีตัวอย่างพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับ ความเชื่อเช่นนี้ มีพฤติกรรมบางอย่างทาแล้วเพิ่มความตึงเครียด แต่คนก็อยากทา เช่นการดูภาพยนตร์ที่ หวาดเสียวน่ากลัว การไต่เขาที่เสี่ยงกับความตาย ฯลฯ พฤติกรรมบางอย่างก็หาได้เกิดจากความตึงเครียดไม่ เช่นการร้องเพลง การวาดภาพ การคิด การเล่าและการฟังนิทาน การละเล่น การท่องเที่ยว การหาความรู้ ฯลฯ นักจิตวิทยาหลายคนจึงได้หันมาให้ความสนใจกับสิ่งจูงใจให้เกิดพฤติกรรมมากกว่าความต้องการที่เป็น แรงขับให้เกิดพฤติกรรม แต่ เนื่องจากคาว่า สิ่งจูงใจ ได้มีความหมายผูกพันกับการสนองความต้องการ จึง น่าจะใช้คาที่มีความหมายเป็นกลางแทนคาที่มีความหมายเป็นกลางมากกว่า คือ แรงเสริม (Reinforcer) และ การเสริมแรง (Reinforcement) ซึ่งหมายถึงการให้แรงเสริม แรงเสริม คือ สิ่งที่ทาให้พฤติกรรมหนึ่งๆ เกิดบ่อยครั้งมากขึ้น อะไรก็ตามที่ทาให้พฤติกรรมเกิดบ่อย ขึ้นก็ถือว่าเป็นแรงเสริม เช่นการชมว่าเก่งเมื่อเด็กไหว้แล้ว พฤติกรรมการไหว้เกิดบ่อยครั้งขึ้น การชมว่าเก่งเป็น แรงเสริม การปลดตรวนพันธนาการออกจากนักโทษที่ประพฤติดี แล้วทาให้ประพฤติดีมากขึ้น การปลดตรวน พันธนาการก็เป็นแรงเสริม
  • 24.
    17 สกินเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้วิเคราะห์ความหมายของแรงเสริมและผลของการให้แรงเสริม ที่มีต่อพฤติกรรมอย่างละเอียดและกว้างขวาง การวิเคราะห์ของสกินเนอร์ทาให้มองเห็นอิทธิพลของการ เสริมแรงในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมได้อย่างชัดเจน (skinner, 1953) ทฤษฎีการเสริมแรง พัฒนาจาก กฎแห่งผลกรรม (Law of Effect) ซึ่งเป็นกฎของการเรียนรู้ที่เสนอโดยนักจิตวิทยาชาว อเมริกันผู้ทรงอิทธิพลอีกคนหนึ่ง ชื่อ ธอร์นไดก์ (Thorndike, 1874-1949) ตามความคิดของ ธอร์น ไดก์ พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นตามกฎของผลกรรม พฤติกรรมที่ยังผลเป็นที่พอใจแก่ผู้กระทา พฤติกรรมนั้น ย่อมเกิดขึ้นอีก และพฤติกรรมใดยังผลไม่เป็นที่พอใจแก่ผู้กระทา พฤติกรรมนั้นย่อมหดหายไป เช่น เด็กเห็น โจทย์เลข 2 + 2 = ? และตอบว่า 4 แล้วครูชมว่าเก่งมาก เด็กก็จะเรียนรู้ว่า 2+2=4 ในทางกลับกัน เด็กที่ตีคน อื่นแล้วตนเองถูกแม่ตี ก็-จะไม่กล้าตีคนอื่นอีก (Thorndike, 1911) การกระทาทุกอย่างของมนุษย์ย่อมทาให้เกิดผลบางอย่างเสมอ ใช้เท้าเตะก้อนหิน ผลก็คือเท้าเจ็บ ใช้ มือจิกผมของแม่ผลก็คือถูกแม่ตี นั่งทาการบ้านอย่างขะมักเขม้น ผลก็คือแม่แสดงความรักและความชื่นชม นา กระเช้าดอกไม้ไปอวยพรวันเกิดผู้บังคับบัญชา ผลก็คือได้รับ ความเมตตาเป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมและผลกรรม ผลกรรมหมายถึงผลที่เกิดจากการกระทาและสัมพันธ์กับ พฤติกรรมเป็นเงื่อนไข “พฤติกรรมอย่างนี้ กระทาในสภาพการณ์เช่นนี้ จะได้รับผลกรรมอย่างนี้” เงื่อนไข ดังกล่าวนี้ เรียกว่า เงื่อนไขผลกรรม เงื่อนไขผลกรรมบางอย่างธรรมชาติเป็นผู้กาหนด เช่นเตะก้อนหินแล้ว เท้า เจ็บ บางอย่างก็กาหนดโดยมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น ถ้าใช้มือจิกผมของแม่ก็จะถูกแม่ตี เงื่อนไข บางอย่างมนุษย์ กาหนดโดยความจงใจและมีความชัดเจน เช่นระเบียบข้อบังคับต่างๆ ตลอดจนกฎหมายบ้านเมือง บางอย่างก็ มิได้กาหนดอย่างชัดเจน แล้วแต่อารมณ์ เช่น เงื่อนไขการตีลูก เงื่อนไขการแสดงความรักต่อลูก ฯลฯ มนุษย์เรียนรู้เงื่อนไขผลกรรมทั้งที่กาหนดโดยธรรมชาติ และกาหนดโดยมนุษย์ด้วยกันเอง เงื่อนไข บางอย่างเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ของตนเอง เช่นเตะก้อนหินเอง และรู้สึกเท้าเจ็บ ด้วยตนเอง บางอย่างเรียนรู้ จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นและผลกรรมที่เกิดตามมา เช่นเห็นคนเอามือไปจับสายไฟฟูาแล้วถูกไฟฟูา ช็อคตาย ก็เกิดการเรียนรู้ว่าการจับสายไฟฟูาจะถูกไฟฟูาช็อค และหลายอย่างเกิดจากคาบอกของพ่อแม่พี่น้อง ครูบาอาจารย์ตลอดจนสื่อมวลชนต่างๆ เช่นบอกว่าขยันเรียนหนังสือแล้วภายหน้าจะได้ดี ถ้าสูบเฮโรอีน จะเสพ ติดและมีผลต่อร่างกายและจิตใจ อย่างมหันต์ ฯลฯ เพื่อความชัดเจนเราจะแยกเงื่อนไขผลกรรมออกเป็นเงื่อนไขการเสริมแรง (Contin-gency of Reinforcement) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการให้ผลกรรมที่คนต้องการและ เงื่อนไขการลงโทษ (Contingency of Punishment) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการให้ผลกรรมที่คนไม่ต้องการสิ่งที่ใช้เป็นแรงเสริมได้มีมากมาย เราอาจจะ ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่สนองความต้องการของคนไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางกายหรือทางจิตใจ ล้วนเป็นแรง เสริมอาหาร น้า ความสราญใจ ความรัก คาชม อภิสิทธิ์ ทรัพย์สินเงินทอง ตลอดจนการเลื่อนตาแหน่งสูงขึ้น ฯลฯ ล้วนเป็นแรงเสริมได้ทั้งนั้น แรงเสริมเหล่านี้ถือเป็นแรงเสริมทางบวก
  • 25.
    18 สิ่งที่ใช้เป็นการลงโทษก็มีได้มากมาย การทาให้เจ็บ การทาให้เหม็นการดุ การประณาม การตัดสิทธิ์ การริบทรัพย์ การกักขัง ตลอดจนการประหารชีวิต ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการลงโทษ และในการตรงกันข้าม การระงับหรืองดเว้นการลงโทษก็จะเป็นแรงเสริม แต่ถือ เป็นแรงเสริมทางลบ สาหรับนิสิตมหาวิทยาลัย การสาเร็จการศึกษาได้รับปริญญาบัตร เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา การให้ สาเร็จการศึกษาจึงเป็นการให้แรงเสริมอย่างหนึ่ง สถาบันการศึกษาต่างๆ จึงได้กาหนดเงื่อนไขของการให้สาเร็จ การศึกษาเอาไว้ เช่นต้องสอบให้ได้หน่วยกิตสะสมเท่านั้นเท่านี้ หน่วยกิต ชาระเงินเท่านั้นเท่านี้ ได้แต้มเฉลี่ยไม่ ต่ากว่าเท่านั้นเท่านี้ จะต้องเรียนวิชานั้นวิชานี้ ถ้าจะเรียนวิชานี้จะต้องมาเรียนในวันนี้เวลานี้ห้องนี้กับอาจารย์ คนนี้ และต้องมาสอบในวันนั้นวันนี้ ต้องตอบข้อสอบอย่างนั้นอย่างนี้ ฯลฯ เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้มีมากมาย และที่ไม่ได้เขียนเป็นระเบียบชัดเจนแต่อาจารย์แต่ละคนกาหนดขึ้นเองก็มีอีกมากมาย นิสิตที่ประสงค์จะสาเร็จ การศึกษา ก็ต้องกระทาตามเงื่อนไขเหล่านี้ มิฉะนั้นก็จะไม่ได้รับปริญญา ซึ่งเป็นแรงเสริม ถ้าหากมหา-วิทยาลัย เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเหล่านี้ พฤติกรรมของนิสิตก็จะเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป การรับนิสิตนักศึกษาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน การให้เข้าศึกษาเป็นสิ่งที่บุคคลจานวนมาก ต้องการ ปัจจุบันเงื่อนไขในการเข้าคือต้องจบการศึกษาชั้นนั้นชั้นนี้ ต้องสอบคัดเลือกวิชานั้นวิชานี้ ผู้ประสงค์ จะเข้ามหาวิทยาลัยก็จะปรับพฤติกรรมของตนเองให้เข้ากับเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ ลองคิดเอาเองก็ได้ว่าพฤฅิ กรรมของเยาวชน ผู้ประสงค์จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยจะเป็นอย่างไร หากเรากาหนดว่าผู้ที่จะสมควรได้นั้น ต้องมีหลักฐานมาแสดงว่า (ก) เคยเป็นลูกเสือ หรือเนตรนารีมาก่อน (ข) เคยร่วมกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมมาก่อน เช่นทาความสะอาดสถานสาธารณะ สอน หนังสือแก่เด็กสลัม ร่วมกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา ฯลฯ นอกเหนือจากการเรียนจบประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายและสอบคัดเลือกวิชาเฉพาะได้ผลเป็นที่ พอใจ ตัวอย่างการควบคุมพฤติกรรมด้วยเงื่อนไขการลงโทษก็มีอยู่มากมาย จาระไนไม่รู้จบสิ้น กฎหมาย บ้านเมืองที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมก็เป็นเงื่อนไขการลงโทษเกือบทั้งสิ้น เช่นถ้าไม่ข้ามถนนตรง ทางม้าลายจะถูกปรับ ถ้าไม่เสียภาษีให้ครบถ้วนในเวลาที่กาหนดก็จะถูกลงโทษ ถ้าลักทรัพย์ผู้อื่นก็จะถูกลงโทษ ฯลฯ เงื่อนไขการลงโทษที่มิได้กาหนดเป็นกฎหมายแต่เป็นเพียงขนบธรรมเนียมประเพณีก็มี เช่น การประพฤติ ผิดประเพณีทางเพศก็จะได้รับการดูถูกเหยียดหยามหรือประณามได้เนื่องจากการไม่ถูกลงโทษเป็นแรงเสริม ทางลบ จึงถือว่าพฤติกรรมข้ามถนนตรงทางม้าลายได้รับแรงเสริมทางลบ พฤติกรรมการเสียภาษีได้รับแรงเสริม ทางลบ และการไม่ลักทรัพย์ ก็ได้รับแรงเสริมทางลบ อย่างไรก็ดีการควบคุมพฤติกรรมด้วยเงื่อนไขการลงโทษ มักประสบปัญหาเสมอ ที่สาคัญคือการลักลอบกระทา การติดสินบน (ให้แรงเสริม) แก่ผู้ลงโทษ ตลอดจนการ ต่อต้านผู้ลงโทษ การควบคุมพฤติกรรมโดยเงื่อนไขผลกรรมนี้ เดิมเชื่อกันว่าใช้ได้ผลเฉพาะพฤติกรรมเจตนาหรือ พฤติกรรมมีผู้กระทาจงใจกระทาเท่านั้น และไม่น่าจะใช้ได้ผลกับพฤติกรรมที่อยู่นอกเหนือการบังคับของจิตใจ
  • 26.
    19 เช่นการเต้นของหัวใจเพื่อสูบฉีดโลหิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย การทางานของต่อมต่างๆและการทางาน ของอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะอาหาร ลาไส้ ไต ฯลฯ แต่ในระหว่างทศวรรษ 1960 ก็ได้มีผู้ค้นพบว่า พฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขของผลกรรมด้วย (Miller, 1969) หากการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่า ปกติได้รับแรงเสริม หัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้น ผู้ที่รู้สึกโกรธแล้วได้รับแรงเสริมความรู้สึกโกรธก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น คนที่มีอาการหน้าซีด มือเท้าอ่อนเมื่อถูกคนขัดใจ และอาการหน้าซีดนี้ หากทาให้คนอื่นเลิกขัดใจตนเองได้ พฤติกรรมหน้าซีดก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น เพราะได้รับแรงเสริม และอาจจะพัฒนารุนแรงมากขึ้น จนถึงขั้นเป็นลม พับฐานเมื่อถูกขัดใจได้ สกินเนอร์ มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ ถูกกาหนดโดยเงื่อนไข การเสริมแรงใน สังคมนั้นๆ เช่นในเมืองไทย พฤติกรรมการเต้นอโกโก ตามบาร์และคลับยังคงมีอยู่ต่อไปเพราะคนดูให้แรงเสริม พฤติกรรมการแข่งม้ายังคงมีอยู่ต่อไปเพราะคนแทงม้าให้แรงเสริม พฤติกรรมผลิตและขายสินค้าฟุุมเฟือยยังคง มีต่อไปเพราะคนซื้อให้แรงเสริม การติดสินบนเจ้าหน้าที่ราชการยังคงมีต่อไปเพราะเจ้าหน้าที่และคนติดสินบน ให้แรงเสริมซึ่งกันและกัน ฯลฯ เงื่อนไขการให้แรงเสริมทานองนี้อาจพัฒนาถึงขั้นเป็นเงื่อนไขเอาเปรียบ ขูดรีด กดขี่ และทารุณ ซึ่งกันและกันในที่สุด สังคมบางแห่งจึงพยายามปูองกันโดยการมีกฎเกณฑ์ควบคุมให้เงื่อนไข เหล่านี้ อยู่ในทานองคลองธรรม เช่น ห้ามค้าประเวณี ห้ามซื้อขายและใช้ทาส ห้ามรับและติดสินบน ฯลฯ หาก ฝุาฝืนก็จะถูกลงโทษ ตามทรรศนะของทฤษฎีการเสริมแรง พฤติกรรมของมนุษย์ถูกควบคุมโดยเงื่อนไข ผลกรรมทั้งที่เป็น ผลกรรมทางบวกและผลกรรมทางลบ ตามทฤษฎีนี้ผลกรรมเป็นตัวกาหนดพฤติกรรม ผลกรรมทางบวกเป็นแรง เสริมให้เกิดพฤติกรรม ผลกรรมทางลบเป็นแรงปรามไม่ให้ เกิดพฤติกรรม อย่างไรก็ดีทฤษฎีการเสริมแรงก็ ประสพปัญหาเช่นเดียวกันกับความคิดเกี่ยวกับสิ่งจูงใจ นั่นคือผลกรรมเกิดทีหลังพฤติกรรม ผลกรรมจะเป็น เหตุของพฤติกรรมได้อย่างไร ทางออกในปัญหานี้ก็เช่นเดียวกันกับทางออกของความคิดเกี่ยวกับสิ่งจูงใจ กล่าวคือ เราสามารถอธิบายว่า คนเราเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับแรงเสริมต่างๆ ทั้งทางบวก และทางลบ ผลของการเรียนรู้ทาให้คนเราสามารถคาดหวังว่าพฤติกรรมอะไรจะทาให้ได้รับแรงเสริมอะไร ความคาดหวังที่จะได้รับแรงเสริมหนึ่งๆ เกิดก่อนที่จะกระทาพฤติกรรม จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมที่ นาไปสู่แรงเสริมนั้น ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ตามทฤษฎีการเสริมแรง ตัวการที่ทาให้เกิดพฤติกรรมคือแรง เสริม และถ้าจะพูดในแง่ของการผลักดันพฤติกรรมก็สามารถกล่าวได้ว่า ความคาดหวังที่จะได้รับแรงเสริมเป็น แรงผลักดันพฤติกรรม 1.6 จิตวิทยาการเรียนรู้ 1. ครูจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะทั่วไปของนักเรียนที่ตนสอน 2. หน้าที่ครู คือ การช่วยนักเรียนให้พัฒนาทั้ง ทางร่างกาย สติปัญญา บุคลิกภาพ อารมณ์และ สังคม
  • 27.
    20 3. ครูต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน (อาจมีลักษณะที่ข้ามวัย/เด็กกว่าวัย) แนวคิดในการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์มีอยู่หลายแนวคิดแต่ละแนวคิดต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป การทาความเข้าใจเรื่องพัฒนาการ -ในการทาความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ เป็นความ - จาเป็นที่จะต้องทาความเข้าใจทั้งทางด้านร่างกาย ชีววิทยา - สติปัญญา สังคม อารมณ์ และรูปแบบต่างๆของพฤติกรรม - พฤติกรรมแต่ละอย่างจะเปลี่ยนแปลงเมื่อเด็กพัฒนาขึ้น - และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นผลเนื่องมาจากทั้งทางด้าน - พันธุกรรม สภาพทางชีววิทยา ประสบการณ์เดิม - ประสบการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ในขณะนั้น 1.6.1 พัฒนาการทางสติปัญญา - แรกเกิด ในวัยทารกสมองจะเจริญขึ้นเรื่อยๆ สัมผัสและรับรู้ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ - วัยเด็ก เกิดอัตมโนทัศน์ว่าตนเองสาคัญ สนใจแต่ตนเอง ช่วงความสนใจสั้น ไม่รับรู้ เหตุผล อยากรู้อยากเห็น - วัยเด็กตอนปลาย รู้จักใช้เหตุผล รู้คิด สร้างความคิดรวบยอดได้ - วัยรุ่น สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมได้ ช่วงความสนใจยาวขึ้น แต่ยังใช้สติปัญญาได้ไม่ลึกซึ้ง - วัยผู้ใหญ่ สามารถใช้สติปัญญาได้อย่างลึกซึ้ง และในวัยชราสามารถใช้สติปัญญาได้อย่างลึกซึ้ง มากยิ่งขึ้นทาอะไรด้วยความรอบคอบ 1.6.2 พัฒนาการทางสังคม - ระยะแรกเกิด จะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือรู้จักตนเองและกระทาเพื่อตนเอง วัยรุ่นจะยึดเพื่อน เป็นศูนย์กลาง มีความรู้สึกที่ต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อน - รู้จักคบเพื่อนต่างเพศ รู้จักเลือกคู่ครองเพื่อเตรียมใช้ชีวิตคู่ - วัยผู้ใหญ่ เริ่มใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัวมีบุตรไว้สืบสกุล - วัยชรา ต้องสูญเสียความรักในกรณีบุตรไปมีครอบครัว ดังนั้นคนชราจึงให้ความรักแก่หลานๆเป็น การทดแทน 1.6.3 พัฒนาการทางอารมณ์ - ระยะแรกเกิดถึงวัยเด็ก เด็กจะมีอารมณ์ตื่นเต้น พอใจ-ไม่พอใจ กลัว โกรธ เกลียด ยินดี รัก อิจฉาและร่าเริง - วัยรุ่น จะพัฒนาอารมณ์รัก เป็นรักเพศตรงข้าม อารมณ์วิตกกังวล อารมณ์ร่วม อารมณ์ชั่วแล่น อารมณ์สุนทรียภาพ อารมณ์ที่เกิดจากการสัมผัสโดยตรง (อยากรู้อยากเห็น ขยะแขยง) และอารมณ์ที่เกิด จากการประเมินตนเอง(ความภาคภูมิใจ ละอายใจ สมหวัง และผิดหวัง) เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่และวัยชรา
  • 28.
    21 1.6.4 ประโยชน์ของการศึกษาจิตวิทยาพัฒนาการ 1. มนุษย์ในแต่ละวัยจะมีความแตกต่างกันทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม 2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรจัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัย 3. ครูสามารถกาหนดเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆที่เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียน 1.6.5 ความพร้อมกับแนวคิดการจัดการศึกษา สิ่งที่ครูต้องทาความเข้าใจ คือ ความพร้อม ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สาคัญในการจัดการเรียน การสอนความเห็นที่แตกต่างของนักการศึกษา 1. ควรรอให้เด็กพร้อมเสียก่อน 2. ความพร้อมเป็นสิ่งที่ เร่ง ให้เกิดเร็วขึ้นได้ 1.6.6 ความเห็นที่แตกต่างของนักจิตวิทยา กลุ่มที่ 1. ควรรอให้เด็กพร้อมเสียก่อน “Natural ” Readiness Approach เห็นว่า ความพร้อมเป็น เรื่องของธรรมชาติ เด็กจะไปโรงเรียนต้องมีความพร้อม ถ้ายังไม่พร้อมก็ให้รอ กลุ่มที่ 2. ความพร้อมเป็นสิ่งที่ เร่ง ให้เกิดเร็วขึ้นได้ “Guided - experience” Approach เห็นว่า ความพร้อมจะสามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้โดยการจัดประสบการณ์ให้ไม่จาเป็นต้องรอ การช่วยให้เด็ก พร้อมเป็นการช่วยให้การเรียนของเด็กไปได้ไวมีประสิทธิภาพ 1.6.7 การช่วยให้เด็กมีความพร้อมเร็วขึ้นโรงเรียนที่ดีควรทาอย่างไร - จะต้องสนับสนุนกิจกรรมของเด็กอย่างหลากหลาย - มีการสารวจและให้เด็กได้ลงมือกระทาด้วยตนเอง - ครูต้องไม่พยายามใช้วิธีลัดโดยวิธีบอก หรือปูอนความรู้ให้แก่เด็กด้วยการพูดอธิบายให้ฟัง 1.6.8 การจัดกิจกรรมในห้องเรียน กิจกรรมต่างๆที่ครูจัดขึ้นในห้องเรียน จะต้องยั่วยุให้เด็กได้ใช้ความสามารถที่มีในตัวให้เกิดการเรียนรู้ และทาให้เด็กได้มีความเข้าใจโลกรอบๆตัวเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป งานที่สาคัญของครูก็คือ การเตรียม อุปกรณ์ที่น่าสนใจต่างๆที่จะยั่วยุเด็กได้ใช้ความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม มองว่าเด็กเรียนภาษาโดยการเลียนแบบสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากคนรอบข้าง โดย ผ่านกระบวนการเสริมแรงทั้งทางบวกและทางลบ หากเด็กสามารถสร้างประโยคได้ถูกต้องจะได้รับการ เสริมแรงทางบวก และในทางตรงข้ามหากเด็กสร้างประโยคผิดจะได้รับการเสริมแรงทางลบ ซึ่งเป็นการนา หลักการเรียนรู้ การวางเงื่อนไขผลการกระทามาประยุกต์ใช้ในการปรับพฤติกรรม
  • 29.
    22 การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึงการที่อัตราการตอบสนองของอินทรีย์ หรือการแสดง พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งของอินทรีย์ยังคงอยู่หรือเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อินทรีย์ ได้รับผลกระทาที่ พึงพอใจหลังจากการแสดงพฤติกรรมนั้นๆ หรือเป็นผลมาจากความสาเร็จในการหลีกเลี่ยงจกสิ่งเร้าที่อินทรีย์ไม่ พอใจการเสริมแรงมีบทบาทสาคัญในการศึกษา 2. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์ , 2551) ได้ศึกษาผลของแรงจูงใจและแรงเสริมต่อพฤติกรรม การสนใจ เรียนวิชาความน่าจะเป็นและสถิติ (ST 2003) โดย พบว่าปัญหานักศึกษาส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมไม่สนใจเรียน ขาดเรียนค่อนข้างบ่อย เข้าห้องเรียนไม่ตรงเวลา ไม่สนใจที่จะซักถามหรือตอบคาถามของผู้สอน มักมองออกไป นอกห้องขณะเรียน ไม่ค่อยฝึกทาแบบฝึกหัด และเมื่อทดสอบย่อยความรู้บทที่ 1 เรื่องความน่าจะเป็น พบว่า นักศึกษาได้คะแนนต่า กว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนสอบทั้งหมดเกิน 60% ของจานวนผู้เรียนทั้งหมดผู้สอนจึงคิดว่า ควรจะต้องปรับปรุงพฤติกรรมการสนใจเรียนของนักศึกษาให้มากขึ้น โดยการสร้างแรงจูงใจและแรงเสริม ซึ่ง การให้แรงจูงใจและแรงเสริมเหล่านี้จะเป็นการให้ในสิ่งที่นักศึกษาต้องการ ทั้งนี้แรงจูงใจและแรงเสริมดังกล่าว นั้นได้มาจากข้อตกลงร่วมกันของนักศึกษาทั้งหมดที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้กับผู้สอน โดยคานึงถึงมาตรฐานทาง การศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาเป็นสาคัญ ( พิมพ์วิสาข์ ติ่งเคลือบ , 2552 ) การพัฒนาความสนใจในการเรียนวิชา BCS121 การเขียนโปรแกรม 2 ของนักศึกษาชั้นปี ที่ 1 ภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะสารสนเทศศาสตร์ โดยการใช้เทคนิคการเสริมแรง ผลการวิจัยพบว่า เมื่อใช้วิธีการเสริมแรงทางบวก (การเพิ่มคะแนน) จะกระตุ้นให้นักศึกษาเล่นอินเตอร์เน็ต ระหว่างเรียนลดลงน้อยกว่าการใช้วิธีการเสริมแรงทางลบ(การหักคะแนน) โดยเมื่อได้รับการเสริมแรงทางบวก จะทา ให้มีความสนใจเรียนมากขึ้น และเมื่อนักศึกษาเข้าใจ เนื้อหาและสามารถทา แบบฝึกหัดได้จะส่งผลต่อ คะแนนของนักศึกษาสูงขึ้น
  • 30.
    23 บทที่ 3 วิธีการดาเนินการศึกษาค้นคว้า ในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทาการวิจัยและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบนี้ ผู้วิจัยได้ทาการวิจัยเพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ของ และต้องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนว่าจะทาให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ได้หรือไม่อย่างไร โดยดาเนินการ วิจัยเป็นลาดับขั้นตอนดังนี้ 1. กลุ่มเปูาหมาย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. เก็บรวบรวมข้อมูล 4. วิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปูาหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย เทคโนโลยีพัฒนเวช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ารายวิชา การสร้างภาพสามมิติ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยการศึกษาที่สาคัญแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 1.1 แบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน 1.2 แบบสารวจความพึงพอใจของนักเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดสมมติฐาน 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติเป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ วิธีการสร้างเครื่องมือ 1.1 ขั้นการสร้างแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ
  • 31.
    24 การสร้างแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 1.1.1ศึกษาเอกสาร ตารา และการออกแบบตารางบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบ วิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 1.1.2 ออกแบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยจะเปรียบเทียบให้เห็นถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 1.2 ขั้นการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการ สร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ สาหรับนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ โดยใช้รูปแบบวิธีการ เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ เพื่อ ทราบถึงความคิดเห็น ความรู้สึกของนักเรียนที่มีผลต่อการจัดการเรียนการสอน โดยมีขั้นตอนการดาเนินงาน ดังนี้ 1.2.1 ศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 1.2.2 กาหนดขอบข่ายและประเด็นหัวข้อหลักที่จะสอบถาม เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้าน 1.2.3 กาหนดรายละเอียดของแบบสอบถามความพึงพอใจ แล้วนามาแจกแจงรายละเอียดภายใน หัวข้อหลักให้ครอบคลุมคาถามทั้งหมดที่ต้องการจะทราบจากผู้เรียนจากการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจแบบ Rating scale 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท ( Likert) 1.2.4 นาแบบสอบถามที่สร้างไปปรึกษากับครูพี่เลี้ยง แก้ไขปรับปรุงตามความเหมาะสม 1.2.5 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท ( Likert) ดังนี้ มากที่สุด เท่ากับ 5 มาก เท่ากับ 4 ปานกลาง เท่ากับ 3 น้อย เท่ากับ 2
  • 32.
    25 1.2.6 เมื่อได้คะแนนจากแบบสอบถามความพึงพอใจแล้วจะทาการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยความพึง พอใจ โดยรวมคะแนนของข้อคาถามทุกข้อแล้วหารด้วยจานวนข้อโดยพิจารณาแบ่งระดับความพึงพอใจใน การจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน โดยใช้เกณฑ์การประเมินค่าดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.21 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.41 – 4.20 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.61 – 3.40 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.81 – 2.60 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.80 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อยที่สุด 2. ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ ดังนี้ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ เป็น แบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตร คู่มือครู บทเรียนกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ในรายวิชาการสร้างภาพ สามมิติ 1.2 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบ รวมทั้งเทคนิคการเขียนข้อสอบและการสร้าง แบบทดสอบ 1.3 วิเคราะห์เนื้อหา เพื่อออกข้อสอบให้ครอบคลุมเนื้อหา 1.4 สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการวัดผลสัมฤทธิ์ให้ครอบคลุมเนื้อหา เรื่อง การสร้างภาพ สามมิติ เป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ 1.5 จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ นาไปใช้ทดลองกับกลุ่มเปูาหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติต่ากว่าเกณฑ์ ขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 1. ศึกษาทฤษฎี แนวคิด เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. กาหนดขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับ รายวิชา การสร้างภาพสามมิติ 3. กาหนดรูปแบบของเครื่องมือให้เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก กาหนดแบบสอบถาม ความพึงพอใจ 4. สร้างแบบบันทึกผลคะแนนโดยแบ่งออกเป็นผลของการทดสอบก่อนเรียนและผลการทดสอบหลัง เรียน กาหนดหัวข้อรายละเอียดแบบสอบถามความพึงพอใจ 5. กาหนดข้อคาถามและตัวเลือกในแบบทดสอบ
  • 33.
    26 6. นาร่างแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ แบบสอบถามความพึงพอใจพื้นฐาน เสนอต่อครูพี่เลี้ยงตรวจสอบความถูกต้องและความครอบคลุมเนื้อหาเบื้องต้น 7. แก้ไขและปรับปรุงแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ แบบสอบถามความพึงพอใจ ที่ผ่านการตรวจสอบจากครูพี่เลี้ยง 8. จัดทาแบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ แบบสอบถามความพึงพอใจ ฉบับ สมบูรณ์พร้อมที่จะนาไปเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวมรวมข้อมูล ได้มีการดาเนินการตามลาดับขั้นตอนดังนี้ 3.1 เตรียมการทดลอง 1. ศึกษาพฤติกรรมผู้เรียน 2 เตรียมการสอน 3.2 ดาเนินการทดลอง การทดลองใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวก และวิธีการเสริมแรงทางลบ ในรายวิชา การสร้างภาพสามมิติ ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีขั้นตอนการทดลอง คือ ผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการทดลอง One – Group pretest - posttest Design ( วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2545 : 50-51 ) ดังตารางที่ 1 แบบแผนการ ทดลอง ดังนี้ ตาราง 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E หมายถึง กลุ่มทดลอง X หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน T1 หมายถึง การทดสอบก่อนที่จะจัดกระทาการทดลอง (Pretest) T2 หมายถึง การทดสอบหลังที่จัดกระทาการทดลอง (Posttest)
  • 34.
    27 1. ผู้วิจัยดาเนินการแจ้งวัตถุประสงค์ของการทดลองให้นักเรียนได้ทราบ และอธิบายการทาความ เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดาเนินงานโดยละเอียด 2.ผู้วิจัยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ (Pre-test) เพื่อวัดระดับความรู้ของนักเรียน ว่าจะมีนักเรียนคนใดที่เก่งและอ่อน และมีความรับผิดชอบ 3. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลัง การจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ วิธีการเสริมแรงทางลบ 4. ครูชี้แจงการการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยหลังจากครูสอนในแต่ละครั้งแล้วจะมอบหมายงานให้ นักเรียน โดยนักเรียนปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย หากนักเรียนคนใดสามารถทางานเสร็จก่อนเวลาที่ กาหนด 10 นาที จะเพิ่มคะแนนในการเรียนครั้งนั้นให้ แต่ถ้าหากนักเรียนคนใดที่ไม่สามารถทางานให้เสร็จ ทันเวลาที่กาหนดให้ได้ก็จะลบคะแนนในครั้งนั้นเหลือครึ่งหนึ่งทันที 5. ระหว่างที่นักเรียนปฏิบัติงาน ครูจะคอยสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของนักเรียน การแก้ปัญหาใน ขณะที่ปฏิบัติงาน การช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น ความตั้งใจของนักเรียน 6. ประเมินผลตามสภาพจริง 7. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยผู้วิจัยได้สร้าง แบบทดสอบ 8. ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 9. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดย ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจและผลจากการสร้างแบบสอบถามผู้วิจัยจะนาข้อมูลจาก แบบสอบถามความพึงพอใจ มาวิเคราะห์ข้อมูลในลาดับต่อไป 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสาเร็จรูป โดยดาเนินการ ดังนี้ 1. ตรวจให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้งการทดสอบก่อนทดลอง และการทดสอบ หลังการทดลอง โดยตอบถูกให้ 1 คะแนน และตอบผิดให้ 0 คะแนน 2. รวมคะแนนของนักเรียนทั้งหมดแล้วนามาคานวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติ ทดสอบที (t – test dependent)
  • 35.
    28 5. สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติประกอบด้วย 1. สถิติพื้นฐาน 1.1ค่าเฉลี่ย โดยใช้สูตร X = n X เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย X แทน คะแนนเฉลี่ย  X แทน ผลรวมของคะแนน n แทน จานวนคนของกลุ่มตัวอย่าง 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร S.D. = 1 )( 2   n XX เมื่อ S.D แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว X แทน ค่าเฉลี่ย n แทน จานวนคนของกลุ่มตัวอย่าง  แทน ผลรวม 2. สถิติเพื่อทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพื้นฐานคอมพิวเตอร์ ก่อนและหลังได้รับการสอน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 2 2 1 ( ) D t N D N D      
  • 36.
    29 เมื่อ t แทนค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t - Distribution D แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบก่อนและหลังใช้ บทเรียน 2 D แทน ผลรวมของกาลังสองของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบก่อน และหลังใช้บทเรียน
  • 37.
    30 บทที่ 4 ผลการศึกษาค้นคว้า จากการศึกษาการจัดการเรียนรู้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบผู้วิจัยได้ทาการ วิเคราะห์ข้อมูลไว้ คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากเรียน เรื่อง การพัฒนาโปรแกรมขั้น พื้นฐาน ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้สัญลักษณ์แทนค่าสถิติ ดังต่อไปนี้ X แทน ค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน D แทน ผลต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการทดลอง D แทน ค่าเฉลี่ยของผลต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการทดลอง . .DS D แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลัง การทดลอง t แทน สถิติทดสอบที * แทน มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • 38.
    31 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการ รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติทดสอบ (t – test dependent) ปรากฏผลดังต่อไปนี้ ตารางที่ 3 คะแนนก่อนทดลอง คะแนนหลังทดลอง ผลต่างของคะแนนหลังทดลองกับคะแนนก่อน ทดลอง ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนทดลอง หลังทดลองและผลต่างของคะแนนหลัง ทดลองกับคะแนนก่อนทดลองของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชารายวิชาการสร้างภาพสามมิติของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ลาดับ ชื่อ – สกุล คะแนนก่อนการ ทดสอบ การจัดการเรียนรู้ แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ( เต็ม 20 คะแนน ) คะแนนหลังการ ทดสอบ การจัดการเรียนรู้ แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ( เต็ม 20 คะแนน ) ผลต่าง คะแนน 1 นางสาวฐิติกาญจน์ โมเล็ก 6 14 8 2 นางสาวนิภาพร จันทวิเชียร 7 18 11 3 นายธนาธิป ไสยสิทธิ์ 3 15 12 4 นางสาวทิฆัมพร บูรพา 4 14 10 5 นาวสาวรุจิรา เปลื้องเจริญ 4 16 12 6 นางสาวสุนันทา พานิช 6 16 10 7 นางสาวจิรวดี ศรบุตรนาค 5 15 10 8 นางสาววรรณพร กกรัมย์ 6 15 9 9 นายจิรายุ พานทอง 6 17 11 10 นายราเชนทร์ ลุนวังแสง 3 14 11 จากตาราง 3 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ ของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ก่อนและหลังการทดลองเป็นและคะแนน ตามลาดับ และ
  • 39.
    32 ค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการทดลองเป็นซึ่งแสดงว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นภายหลังการทดลอง ตาราง 4 คะแนนเต็มค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t) ของคะแนน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบระหว่างก่อนและหลังการทดลอง การวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน คะแนน เต็ม X SD. D S.D.D t Sig. ก่อนทดลอง 20 6.21 0.80 1.28 0.60 40.12 0.0000 หลังทดลอง 20 15.10 2.65 จากตาราง 4 พบว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการทดสอบ ที (t) พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนภายหลังการทดลองสูงกว่า ค่าเฉลี่ย ของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 (t = 40.12, Sig. = 0.0000) 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการ เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ซึ่งมี ผู้ตอบแบบสอบถาม 10 คน แล้วนามาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ค่าร้อยละ ผลที่ได้ คือสถานภาพและ จานวนของผู้ตอบแบบสอบถามโดยมีรายละเอียดดังนี้ ตารางที่ 5 จานวนและค่าร้อยละของสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม จากตารางที่ 5 พบว่า สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชายจานวน 3 คน ร้อยละ 30 เพศหญิงจานวน 7 คน ร้อยละ 70 รายการ ข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน ร้อยละ เพศ ชาย 3 30 หญิง 7 70
  • 40.
    33 ตารางที่ 6 ความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ รายงานการประเมิน ข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม ระดับความ พึงพอใจ ค่าเฉลี่ย X ส่วน เบี่ยงเบน 1. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ วิธีการเสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมาก ขึ้น 2. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ วิธีการเสริมแรงทางลบส่งผลให้นักเรียนกล้าคิดกล้าแสดงออก มากยิ่งขึ้น 3. นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น 4. นักเรียนมีโอกาสแสดงความมีน้าใจกับเพื่อน 5. ใช้ภาษาสื่อสารได้ดีกว่าครู 6. การพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถาม จากครู 7. นักเรียนชอบวิชาคอมพิวเตอร์ 8. นักเรียนกล้าซักถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจ 9. นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบอีก 10. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 4.000 3.900 3.400 3.800 3.600 4.600 3.300 3.400 4.100 4.200 0.816 0.737 0.516 0.788 0.516 0.516 0.483 0.516 0.737 0.632 มาก มาก ปานกลาง ปานกลาง มาก มากที่สุด ปานกลาง ปานกลาง มาก มาก รวม 4.200 0.632 มาก จากตารางที่ 6 พบว่าความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.20 ) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าการจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ทาให้นักเรียนมีการพูดคุยซักถามข้อ สงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู( X =4.60 ) นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ( X =4.10 ) และการจัดการเรียนการสอน รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง ทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น ( X =4.00)
  • 41.
    35 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาโดยมีความมุ่งหมายพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการ สร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช โดยใช้ รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง ทางลบ ซึ่งสามารถสรุปสาระสาคัญและผลการวิจัยได้ ดังนี้ คาถามการวิจัย นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ จะมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ จุดมุ่งหมายของการวิจัย 1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการ เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ให้สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบอยู่ในระดับดี ความสาคัญของการวิจัย 1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการ เสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โรงเรียนกาแพงเพชรพิทยาคมให้สูงขึ้น 2. ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้าง ภาพสามมิติ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ในเนื้อหา รายวิชาอื่นๆ และระดับอื่นต่อไป
  • 42.
    36 ขอบเขตของการวิจัย 1. เนื้อหาวิชา เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเนื้อหาในวิชาการสร้างภาพสามมิติ ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพัฒนเวช - พื้นผิววัตถุและ Texture - การจัดแสงและวัตถุ - การสร้างภาพเคลื่อนไหว - การประมวลผลภาพ 2. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปูาหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย เทคโนโลยีพัฒนเวช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จานวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ารายวิชา การสร้างภาพสามมิติ 3. ตัวแปร ตัวแปรต้น : รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ตัวแปรตาม : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติและความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 4. ระยะเวลา วันที่ 2 ธันวาคม 2557 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพ สามมิติ โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ วิธีการเสริมแรงทางลบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อน ช่วยเพื่อนอยู่ในระดับดี 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการศึกษาแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยการศึกษาที่สาคัญแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 1.1 แบบบันทึกผลคะแนนก่อนและหลังการใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน 1.2 แบบสารวจความพึงพอใจของนักเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดสมมติฐาน 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติเป็นแบบทดสอบเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ
  • 43.
    37 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวมรวมข้อมูล ได้มีการดาเนินการตามลาดับขั้นตอนดังนี้ การเก็บรวมรวมข้อมูล ได้มีการดาเนินการตามลาดับขั้นตอนดังนี้ 3.1เตรียมการทดลอง 1. ศึกษาพฤติกรรมผู้เรียน 2 เตรียมการสอน 3.2 ดาเนินการทดลอง การทดลองใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวก และวิธีการเสริมแรงทางลบ ในรายวิชา การสร้างภาพสามมิติ ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีขั้นตอน การทดลอง คือ 1. ผู้วิจัยดาเนินการแจ้งวัตถุประสงค์ของการทดลองให้นักเรียนได้ทราบ และอธิบายการทาความ เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดาเนินงานโดยละเอียด 2. ผู้วิจัยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ (Pre-test) เพื่อวัดระดับความรู้ของนักเรียน ว่าจะมีนักเรียนคนใดที่เก่งและอ่อน และมีความรับผิดชอบ 3. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน ในรายวิชาการสร้างภาพสามมิติ ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลัง การจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและ วิธีการเสริมแรงทางลบ 4. ครูชี้แจงการการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยหลังจากครูสอนในแต่ละครั้งแล้วจะมอบหมายงานให้ นักเรียน โดยนักเรียนปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย หากนักเรียนคนใดสามารถทางานเสร็จก่อนเวลาที่ กาหนด 10 นาที จะเพิ่มคะแนนในการเรียนครั้งนั้นให้ แต่ถ้าหากนักเรียนคนใดที่ไม่สามารถทางานให้เสร็จ ทันเวลาที่กาหนดให้ได้ก็จะลบคะแนนในครั้งนั้นเหลือครึ่งหนึ่งทันที 5. ระหว่างที่นักเรียนปฏิบัติงาน ครูจะคอยสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของนักเรียน การแก้ปัญหาใน ขณะที่ปฏิบัติงาน การช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น ความตั้งใจของนักเรียน 6. ประเมินผลตามสภาพจริง 7. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยผู้วิจัยได้สร้าง แบบทดสอบ 8. ผู้วิจัยบันทึกผลคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 9. เมื่อจบบทเรียนนักเรียนทาแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ โดยผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจและผลจากการสร้างแบบสอบถามผู้วิจัยจะนาข้อมูลจาก แบบสอบถามความพึงพอใจ มาวิเคราะห์ข้อมูลในลาดับต่อไป
  • 45.
    39 อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัย เรื่อง พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วย วิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ 1. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการ สร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ พบว่า คะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทาแบบทดสอบหลังเรียนสูงขึ้นกว่าการเรียน เนื่องจากครูใช้โดย ใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง ทางลบในการจัดกิจกรรม ความพึงพอใจในการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสาม มิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.20 ) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าการจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ทาให้นักเรียนมีการพูดคุยซักถามข้อ สงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู( X =4.60 ) นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการ เสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรง ( X =4.10 ) และการจัดการเรียนการสอน รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรง ทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น ( X =4.00) โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบ วิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ก่อนและหลังการทดลองเป็น 4.21 และ 13.50 คะแนน ตามลาดับ และค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนน ก่อนและหลังการทดลองเป็น 1.13 ซึ่งแสดงว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น ภายหลังการทดลอง ทาให้นักเรียนเข้าใจเนื้อเพิ่มมากขึ้นและสามารถปฏิบัติงานได้ นักเรียนรู้สึกสนุกอยากจะ เรียนเนื้อหานั้นๆ กระตือรือร้นในการเรียน ตั้งใจเรียน โดยระหว่างที่นักเรียนทางานนั้นครูจะคอยดูแลอย่าง ใกล้ชิด ถ้าหากนักเรียนคนไหนมีปัญหาก็สามารถปรึกษาสงสัยเพิ่มเติมก็สามารถสอบถามจะครูได้ทันที ซึ่ง จากการสังเกตของครุผู้สอนในครั้งแรกพบว่าครูสอนเนื้อหา สาธิตการสร้างงานและให้นักเรียนทาใบงาน นักเรียนบางคนสามารถทาได้ แต่นักเรียนบางคนไม่สามารถทาได้เลย อีกทั้งไม่กล้าสอบถามจากครู ไม่สนใจ เรียน ไม่ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ทาให้ได้คะแนนต่า แต่หลังจากใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ความสนใจในการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบแล้วนักเรียนมีคะแนนที่สูงขึ้น สอดคล้องกับ งานวิจัยของ (ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์ , 2551) ได้ศึกษาผลของแรงจูงใจและแรงเสริมต่อ พฤติกรรม การสนใจเรียนวิชาความน่าจะเป็นและสถิติ (ST 2003) ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างให้สูงขึ้น โดยนักเรียน กลุ่มทดลองสามารถทาคะแนนจากแบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น
  • 47.
  • 48.
    บรรณานุกรม พิมพ์วิสาข์ ติ่งเคลือบ, การพัฒนาความสนใจในการเรียนวิชาBCS121 การเขียนโปรแกรม 2 ของนักศึกษาชั้นปี ที่ 1 ภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะสารสนเทศศาสตร์ โดยการใช้เทคนิคการ เสริมแรง , วิจัยในชั้นเรียน , ,มหาวิทยาลัยมหาสารคาม : 2552 ศิริวรรณ ตันตระวาณิชย์, แรงจูงใจและแรงเสริมต่อพฤติกรรม การสนใจเรียนวิชาความน่าจะเป็นและ สถิติ (ST 2003), วิทยานิพนธ์ , มหาวิทยาลัยขอนก่น : 2551 วินัย เพชรช่วย, (2549). ทฤษฎีการเสริมแรง. เข้าถึงได้จาก : http://www.oocities.org/vinaip/knowledge/wmotive04.htm (วันที่ค้นข้อมูล : 20 ธันวาคม 2556) อรรณิศา ศรีจันทร์ , (2550). ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์. เข้าถึงได้จาก : http://www.baanjomyut.com/library_2/intellectual_development_theory/01.html (วันที่ค้นข้อมูล : 22 ธันวาคม 2556) อรชัย คงธรรม , (2550). ทฤษฎีการเสริมแรงพฤติกรรม. เข้าถึงได้จาก : http://www.healthcarethai.com/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B 8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8 %B4%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87/ (วันที่ค้นข้อมูล : 22 ธันวาคม 2556)
  • 49.
  • 50.
  • 51.
    แบบสอบถามความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. เพศ □ ชาย □ หญิง ตอนที่ 2 ความพึงพอใจในการใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน หัวข้อการประเมินความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด 1. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น 2. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบส่งผลให้นักเรียนกล้าคิดกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น 3. นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น 4. นักเรียนมีโอกาสแสดงความมีน้าใจกับเพื่อน 5. ใช้ภาษาสื่อสารได้ดีกว่าครู 6. การพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู 7. นักเรียนชอบวิชาคอมพิวเตอร์ 8. นักเรียนกล้าซักถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจ 9. นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบอีก 10. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบ รวม ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะอื่นๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
  • 52.
  • 53.
    แบบสอบถามความพึงพอใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการสร้างภาพสามมิติของนักเรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1โดยใช้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการเสริมแรงทางลบ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. เพศ □ ชาย □ หญิง ตอนที่ 2 ความพึงพอใจในการใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน หัวข้อการประเมินความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด 1. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบทาให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น 2. การจัดการเรียนการสอนรูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบส่งผลให้นักเรียนกล้าคิดกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น 3. นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น 4. นักเรียนมีโอกาสแสดงความมีน้าใจกับเพื่อน 5. ใช้ภาษาสื่อสารได้ดีกว่าครู 6. การพูดคุยซักถามข้อสงสัยกับเพื่อนได้ง่ายกว่าการซักถามจากครู 7. นักเรียนชอบวิชาคอมพิวเตอร์ 8. นักเรียนกล้าซักถามในเรื่องที่ไม่เข้าใจ 9. นักเรียนอยากให้มีการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบอีก 10. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้รูปแบบวิธีการเสริมแรงเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการเสริมแรงทางบวกและวิธีการ เสริมแรงทางลบ รวม ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะอื่นๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
  • 54.
  • 55.
    แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ คาชี้แจงจงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว 1. ข้อใด ไม่ใช่ คือจุดเด่นของโปรแกรม Blender ก. มีความสามารถในการสร้างงานได้หลายรูปแบบ เช่น การสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น งานดีไซน์ งาน สถาปัตยกรรมและตกแต่งภายใน การสร้างสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ และการสร้างเกม ข. ทางานได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น Windows, Mac, Linux และอื่นๆ ค. Cinema4D ทางานง่าย สวย เร็นเดอร์ดี ง. เป็นโปรแกรมที่ใช้ทรัพยากรระบบและพื้นที่ในการติดตั้งโปรแกรมน้อย 2. 3D Window หรือ Viewport หมายถึง ก. ประกอบด้วยเมนูหลักที่เก็บคาสั่งต่างๆสาหรับใช้ในการทางานในโปรแกรม Blender ข. เป็นส่วนที่แสดงผลวัตถุที่เราทางานอยู่ โดยอ้างอิงตามแกน X Y และ Z ผู้ใช้สามารถจัดการกับ มุมมองต่างๆ ได้ ค. เป็นส่วนที่เก็บรวบรวมเครื่องมือในการสร้างงานไว้ เช่น การปรับแต่ง แก้ไขรูปทรงวัตถุ การใส่ ลวดลายให้กับวัตถุ เป็นต้น ง. เปิดไฟล์ บันทึกไฟล์ ฯลฯ เพื่อเป็นพื้นฐานในการทางานกับโปรแกรม Blender 3. File Paths อยู่ในส่วนใดของหน้าต่างการทางานโปรแกรม Blender ก. Viewport ข. 3D Window ค. Information Window ง. Buttons Window 4. การแยกวิวพอร์ตเป็นหลายจอภาพทาได้โดยใช้คาสั่งใด ก. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Split Area ข. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Join Areas ค. คลิกเมาส์ที่ ง. คลิกเมาส์ที่ เลือก Add new เลือก Add new 5. ถ้าหากต้องการที่จะปรับแต่งรูปทรงของวัตถุ โดยทาครั้งละชิ้น จะต้องใช้โหมดการทางานโหมดใด ก. Object Mode ข. Vertex Paint ค. Weight Paint ง. Edit Mode 6. Edge คือ ก. จุดที่ประกอบกันเป็นวัตถุ ข. แผ่นพื้นผิวที่ประกอบกันเป็นวัตถุ ค. เส้นขอบหรือด้านของวัตถุ ง. วัตถุที่ใช้ในการสร้างงานโมเดล 7. การกดคีย์ <0> ที่แป้น Numpad หมายถึง ก. มุมมองจากมุมสูง (Top View) ข. มุมมองจากด้านหน้า (Front View) ค. มุมมองจากด้านข้าง (Side View) ง. เปลี่ยนให้เป็นมุมมองจากกล้อง 8. ข้อใดคือคีย์ลัดของการเคลื่อนย้ายวัตถุ ก. กดปุุม S ( Scale ) ข. กดปุุม G (Grab) ค. กดปุุม ctrl+Z ง. กดปุุม shift+D 9. หากต้องการสร้างวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาใหม่อีกชิ้น ( โดยไม่ใช่คีย์ลัด)จะต้องไปที่เมนูใด ก. Add --> Meta --> Meta Cube ข. Add --> Meta --> Cube ค. Add --> Mesh --> Cube ง. Add --> Mesh --> Meta Cube
  • 56.
    10. หากต้องการปรับแต่ง จัดการกับวัตถุแก้ไขวัตถุจะต้องใช้โหมดการทางานใด ก. Edit Mode ข. Object Mode ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode 11. เมื่อเราสร้างแจกัน หากต้องการเพิ่มชั้นของแจกันแต่ละชั้น จะต้องใช้คาสั่งใด ก. กด S ข. กด E ค. กด G ง. กด R 12. เมื่อเราสร้างแก้วน้า หากต้องการแบ่งให้แก้วเป็น 5 ช่องทั้งแนวนอนและแนวตั้ง จะต้องใช้คาสั่งใด ก. กด S ข. กด E ค. กด G ง. กด R 13. การเชื่อมหูแก้วทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันก่อนอื่นต้องลบด้านที่จะยุบเข้ามารวมกันทั้ง 2 ด้านทิ้งจากนั้น เลือก Edge เส้นตรงฝั่งบน-ล่าง อย่างละเส้น จากนั้นใช้คาสั่งใดเพื่อให้เชื่อมกัน ก. กด S ข. กด E ค. กด F ง. กด G 14. วัตถุ Meta หากเราต้องการคัดลอกวัตถุให้เป็น 2 ท่อน จะต้องใช้คาสั่งใด ก. Ctrl + J ข. Ctrl + D ค. Shift + J ง. Shift + D 15. หากต้องการเลือกวัตถุเป็นหน้า เราจะเลือกใช้เครื่องมือใด ก. Vertex ข. Edge ค. Face ง. Occlude 16. ข้อใดคือการปรับแต่รูปทรงของ Curve ก. ข. ค. ง. 17. ข้อใด ไม่ใช่ โมเดลที่สร้างจากโปรแกรม Blender ก. ข. ค. ง.
  • 57.
    18. หากต้องการใส่สีให้วัตถุ จะต้องใช้เครื่องมือใด ก.Shading ข. Object ค. Editing ง. Scene 19. หากต้องการทาให้วัตถุเรียบเนียน จะต้องเปลี่ยนโหมดการทางานเป็นโหมดใดก่อน ถึงจะปรับแต่งวัตถุ ให้เนียนได้ ก. Edit Mode ข. Object Mode ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode 20. การปรับแต่งตัวอักษรให้เป็นวัตถุ จะต้องใช้คาสั่งใด ก. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Mesh ข. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Edge ค. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Face ง. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Vertex ชื่อ – สกุล …………………………………………………………ชั้น…………เลขที่……. กระดาษคาตอบ เรื่อง การพัฒนาโครงงาน ข้อที่ ก ข ค ง ข้อที่ ก ข ค ง 1 11 2 12 3 13 4 14 5 15 6 16 7 17 8 18 9 19 10 20 รวม
  • 58.
    เฉลยแบบทดสอบ เรื่อง การสร้างภาพสามมิติ คาชี้แจง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว 1.ข้อใด ไม่ใช่ คือจุดเด่นของโปรแกรม Blender ก. มีความสามารถในการสร้างงานได้หลายรูปแบบ เช่น การสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น งานดีไซน์ งาน สถาปัตยกรรมและตกแต่งภายใน การสร้างสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ และการสร้างเกม ข. ทางานได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น Windows, Mac, Linux และอื่นๆ ค. Cinema4D ทางานง่าย สวย เร็นเดอร์ดี ง. เป็นโปรแกรมที่ใช้ทรัพยากรระบบและพื้นที่ในการติดตั้งโปรแกรมน้อย 2. 3D Window หรือ Viewport หมายถึง ก. ประกอบด้วยเมนูหลักที่เก็บคาสั่งต่างๆสาหรับใช้ในการทางานในโปรแกรม Blender ข. เป็นส่วนที่แสดงผลวัตถุที่เราทางานอยู่ โดยอ้างอิงตามแกน X Y และ Z ผู้ใช้สามารถจัดการกับ มุมมองต่างๆ ได้ ค. เป็นส่วนที่เก็บรวบรวมเครื่องมือในการสร้างงานไว้ เช่น การปรับแต่ง แก้ไขรูปทรงวัตถุ การใส่ ลวดลายให้กับวัตถุ เป็นต้น ง. เปิดไฟล์ บันทึกไฟล์ ฯลฯ เพื่อเป็นพื้นฐานในการทางานกับโปรแกรม Blender 3. File Paths อยู่ในส่วนใดของหน้าต่างการทางานโปรแกรม Blender ก. Viewport ข. 3D Window ค. Information Window ง. Buttons Window 4. การแยกวิวพอร์ตเป็นหลายจอภาพทาได้โดยใช้คาสั่งใด ก. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Split Area ข. คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือกที่ Join Areas ค. คลิกเมาส์ที่ ง. คลิกเมาส์ที่ เลือก Add new เลือก Add new 5. ถ้าหากต้องการที่จะปรับแต่งรูปทรงของวัตถุ โดยทาครั้งละชิ้น จะต้องใช้โหมดการทางานโหมดใด ก. Object Mode ข. Vertex Paint ค. Weight Paint ง. Edit Mode 6. Edge คือ ก. จุดที่ประกอบกันเป็นวัตถุ ข. แผ่นพื้นผิวที่ประกอบกันเป็นวัตถุ ค. เส้นขอบหรือด้านของวัตถุ ง. วัตถุที่ใช้ในการสร้างงานโมเดล 7. การกดคีย์ <0> ที่แป้น Numpad หมายถึง ก. มุมมองจากมุมสูง (Top View) ข. มุมมองจากด้านหน้า (Front View) ค. มุมมองจากด้านข้าง (Side View) ง. เปลี่ยนให้เป็นมุมมองจากกล้อง 8. ข้อใดคือคีย์ลัดของการเคลื่อนย้ายวัตถุ ก. กดปุุม S ( Scale ) ข. กดปุุม G (Grab) ค. กดปุุม ctrl+Z ง. กดปุุม shift+D 9. หากต้องการสร้างวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาใหม่อีกชิ้น ( โดยไม่ใช่คีย์ลัด)จะต้องไปที่เมนูใด ก. Add --> Meta --> Meta Cube ข. Add --> Meta --> Cube
  • 59.
    ค. Add -->Mesh --> Cube ง. Add --> Mesh --> Meta Cube 10. หากต้องการปรับแต่ง จัดการกับวัตถุ แก้ไขวัตถุจะต้องใช้โหมดการทางานใด ก. Edit Mode ข. Object Mode ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode 11. เมื่อเราสร้างแจกัน หากต้องการเพิ่มชั้นของแจกันแต่ละชั้น จะต้องใช้คาสั่งใด ก. กด S ข. กด E ค. กด G ง. กด R 12. เมื่อเราสร้างแก้วน้า หากต้องการแบ่งให้แก้วเป็น 5 ช่องทั้งแนวนอนและแนวตั้ง จะต้องใช้คาสั่งใด ก. กด S ข. กด E ค. กด G ง. กด R 13. การเชื่อมหูแก้วทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันก่อนอื่นต้องลบด้านที่จะยุบเข้ามารวมกันทั้ง 2 ด้านทิ้งจากนั้น เลือก Edge เส้นตรงฝั่งบน-ล่าง อย่างละเส้น จากนั้นใช้คาสั่งใดเพื่อให้เชื่อมกัน ก. กด S ข. กด E ค. กด F ง. กด G 14. วัตถุ Meta หากเราต้องการคัดลอกวัตถุให้เป็น 2 ท่อน จะต้องใช้คาสั่งใด ก. Ctrl + J ข. Ctrl + D ค. Shift + J ง. Shift + D 15. หากต้องการเลือกวัตถุเป็นหน้า เราจะเลือกใช้เครื่องมือใด ก. Vertex ข. Edge ค. Face ง. Occlude 16. ข้อใดคือการปรับแต่รูปทรงของ Curve ก. ข. ค. ง. 17. ข้อใด ไม่ใช่ โมเดลที่สร้างจากโปรแกรม Blender ก. ข. ค. ง.
  • 60.
    18. หากต้องการใส่สีให้วัตถุ จะต้องใช้เครื่องมือใด ก.Shading ข. Object ค. Editing ง. Scene 19. หากต้องการทาให้วัตถุเรียบเนียน จะต้องเปลี่ยนโหมดการทางานเป็นโหมดใดก่อน ถึงจะปรับแต่งวัตถุ ให้เนียนได้ ก. Edit Mode ข. Object Mode ค. Texture Mode ง. UV mapping Mode 20. การปรับแต่งตัวอักษรให้เป็นวัตถุ จะต้องใช้คาสั่งใด ก. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Mesh ข. กด Alt + C เพื่อให้ได้วัตถุ Edge ค. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Face ง. กด Alt + J เพื่อให้ได้วัตถุ Vertex ชื่อ – สกุล …………………………………………………………ชั้น…………เลขที่……. กระดาษคาตอบ เรื่อง การพัฒนาโครงงาน ข้อที่ ก ข ค ง ข้อที่ ก ข ค ง 1 x 11 x 2 x 12 x 3 x 13 x 4 x 14 x 5 x 15 x 6 x 16 x 7 x 17 x 8 x 18 x 9 x 19 x 10 x 20 x รวม