สมุดปกเหลือง

10,864 views

Published on

1 Comment
3 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
10,864
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
16
Actions
Shares
0
Downloads
123
Comments
1
Likes
3
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

สมุดปกเหลือง

  1. 1. 1 สมุดปกเหลืองสมุดปกเหลือง นั้น คือโครงการเศรษฐกิจ ของ หลวงประดิษฐมนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ในสมัยรัฐบาลพระยามโนปกร์นิติธาดาสมัยที่ ๒ ซึงก่อให้เกิดความแตกแยกออกเป็น ๒ ่ฝ่ายในยุคนั้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยลงความเห็นว่าเป็นแผนที่นิยมระบอบคอมมิวนิสต์ โครงการหลักในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจที่ทำาให้ถูกมองว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ คือ รัฐจะบังคับซื้อที่นาและที่สวนทั้งหมดเป็นของรัฐบาลทั้งหมด โดยจะจ่ายเป็นพันธบัตรรัฐบาลแทนเงินสด จากนั้นให้เกษตรกร ชาวนายังคงทำาไร่ทำานาทำาสวนในที่ของตน ในฐานะลูกจ้างของรัฐ แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่เป็นทั้งเจ้าของและผู้เช่า ค่าจ้างที่จ่ายจะจ่ายเป็นตั๋วเงินหรือพันธบัตร หรือบัตรแทนเงิน ซึ่งเกษตรกรจะสามารถใช้ตั๋วเงินเหล่านี้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านที่รัฐจะจัดตั้งขึ้นเพื่อจำาหน่ายสินค้าราคาถูก ส่วนผลผลิตทางการเกษตรที่ได้เป็นของรัฐ รัฐเป็นผู้จัดจำาหน่ายเพื่อตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง - ความแตกแยกทีเกิด ฝ่ายที่สนับสนุนนายก ฯ เช่น พ.อ. ่พระยาทรงสุรเดช พ.อ.พระยาฤทธิอัคคเณย์ ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระวินิจฉัยเห็นชอบกับแนวทางของพระยามโนปกรณ์ โดยทรงอธิบายคัดค้านโดยยกเหตุผลด้านเศรษฐกิจ การเมืองอย่างละเอียด และมีความตอนหนึ่งว่า" การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนถูกหรือผิดก็ต้องทดลองดูเท่านั้นจึงจะเห็นได้ แต่มีข้ออันหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนไม่ต้องเป็นสิ่งสงสัยเลยว่า โครงการอันนี้เป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบสตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ หรือหลวงประดิษฐ์จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้งสองนี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปของวิธีการกระทำา" ส่วนฝ่ายที่เห็นกับหลวงประดิษฐมนูธรรมส่วนใหญ่เป็นนาย
  2. 2. 2ทหารและพลเรือนชั้นผู้น้อยและผู้ที่ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองวัยหนุ่มซึ่งดำารงตำาแหน่ง สส.ในขณะนั้นด้วย ปรากฏว่าเมื่อการประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณปี ๒๔๗๖ ได้มีสส.พกปืนเข้าไปในสภา อันถือเป็นการกระทำาที่คุกคามสภาผู้แทนราษฎร ทำาให้รัฐบาลต้องสั่งให้ค้นอาวุธอย่างเข้มงวด ก่อให้เกิดความไม่พอใจและมีการอภิปรายตำาหนิรัฐบาลอย่างรุนแรงรัฐบาลได้ตอบโต้โดยพรก.ปิดสมัยประชุมสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ตังรัฐบาลใหม่ ซึ่งในครั้งนั้นมีรัฐมนตรี ๕ ้คนพ้นตำาแหน่ง ๑ ในนั้น คือ หลวงประดิษฐมนูธรรม ซึงรัฐบาล ่ได้ให้ท่านและภริยาเดินทางไปฝรั่งเศส นับเป็นนักการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยคนแรกที่ถูกเนรเทศ - ผลกระทบจากสมุดปกเหลืองที่ถูกระบุว่ามีแนวคิดคอมมิวนิสต์ได้ก่อให้ความหวั่นไหวหวาดกลัวในหมู่ประชาชนว่าคอมมิวนิสต์คือสิ่งที่จะทำาความหายนะแก่ราษฎรและทำาลายความมั่นคงของประเทศ และได้เกิดมีพรบ.คอมมิวนิสต์ ปี๒๔๗๖ เป็นการอธิบายความหมายของคำา ๆ นี้เป็นครั้งแรก แต่รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์ ฯ ก็ถูกรัฐประหารเงียบเมื่อวันที่๒๐ มิย. ๒๔๗๖ โดยพ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาซึงคุมกำาลังทั้งทหารบก ทหารเรือ ส่งจดหมายบีบให้นายกและรัฐบาลลาออก โดยที่สุดนั้นพระยามโนปกรณ์ฯต้องเดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ที่ปีนัง และอสัญกรรมที่นั่นเมื่อ ๑ ตค. ๒๔๙๑ ……………………………………………….
  3. 3. 3 เค้าโครงเศรษฐกิจเค้าโครงเศรษฐกิจเกิดขึ้นจาก ปรีดี พนมยงค์ ได้รับมอบหมายจากคณะราษฎร และรัฐบาลซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ขณะนั้น ให้ทำาการร่างแผนเกี่ยวกับเศรษฐกิจขึ้น - สาระสำาคัญของเนื้อหาในเค้าโครงเศรษฐกิจ คือ เริ่มแรกจะมีคำาชีแจ้งว่าในการพิจารณาหรืออ่านเค้าโครงเศรษฐกิจนี้ ควร ้วางใจเป็นกลาง ไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน และควรขจัดทิฐิมานะออก และในส่วนเนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 11 หมวด ปรีดีพนมยงค์ได้ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจ โดยต้องการให้บรรลุหลักข้อ3 ของประกาศคณะราษฎร หลักซึงเกี่ยวแก่เศรษฐกิจของ ่ประเทศมีความว่า “จะต้องบำารุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำา จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก” และได้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เกิดขึ้นนี้รัฐบาลทำาได้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย โดยเค้าโครงเศรษฐกิจมีลักษณะเป็นแบบสหกรณ์เต็มรูปแบบแต่ไม่ทำาลายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน โดยให้รัฐซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมด้วยพันธบัตร มีดอกเบี้ยประจำาปี นายปรีดียังได้วางหลักการประกันสังคม คือ
  4. 4. 4ให้การประกันแก่ราษฎรตั้งแต่เกิดจนตายว่า เมื่อราษฎรผู้ใดไม่สามารถทำางาน หรือทำางานไม่ได้เพราะเจ็บป่วยหรือชราหรืออ่อนอายุ ก็จะได้รับความอุปการะเลี้ยงดูจากรัฐบาล ซึงระบุไว้ ่อย่างชัดเจนในหมวดที่ 3 แห่งเค้าโครงการเศรษฐกิจในชื่อร่างพ.ร.บ.“ว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร” นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการตั้งธนาคารแห่งชาติ และออกสลากกินแบ่งเพื่อระดมทุนให้แก่รัฐบาล แต่เมื่อนายปรีดีได้นำาร่างเค้าโครงเศรษฐกิจนี้เสนอต่อรัฐบาลปรากฏว่าอนุกรรมการพิจารณาเค้าโครงเศรษฐกิจที่รัฐบาลตั้งขึ้นมากลั่นกรองส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่อนุกรรมการส่วนน้อย อันนำาโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเจ้าและขุนนางยังเป็นผู้คุมอำานาจอยู่ เมื่อนำาเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย นายปรีดีจึงขอลาออกจากตำาแหน่งรัฐมนตรี ดังนั้นรัฐบาลจึงร่วมมือกับทหารบางกลุ่มทำาการยึดอำานาจด้วยการปิดสภาและออก พ.ร.บ. ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 ออกแถลงการณ์ประณามนายปรีดี พนมยงค์ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ นายปรีดีจำาต้องเดินทางออกนอกประเทศไป และหลังจากนั้นก็ได้มีการออกสมุดปกขาว ซึงก็คือ ่พระบรมราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 7 ออกโจมตีเค้าโครงเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง) ของปรีดี พนมยงค์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเค้าโครงเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง) ของปรีดี พนมยงค์ เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่มีนัยสำาคัญต่อสังคมไทย 2 ประการ โดยจะเห็นได้ว่าเป็นนัยของการพัฒนา คือ1. เป็นร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกและฉบับเดียวของประเทศไทยที่ เสนอแนวทางเศรษฐกิจแห่งชาติแบบสังคมนิยม ภายใต้กรอบการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศไทย2. ผลของการเสนอ “สมุดปกเหลือง” ก่อให้เกิดวาทกรรมระหว่างกลุ่มทีมีวิสัยทัศน์ทาง ่
  5. 5. 5 เศรษฐกิจ-การเมือง ซึงแตกต่างกัน 2 ขั้ว ในคณะรัฐบาลชุด ่แรกของระบอบประชาธิปไตยไทย ขั้วหนึ่ง คือ กลุ่มหัวก้าวหน้าในคณะราษฎร นำาโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้เป็นตัวแทน ทัศนะเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบอ่อนๆ อีกขั้วหนึ่ง คือ กลุ่มศักดินา-ขุนนาง-ทหาร นำาโดย พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ผูเป็นตัวแทน ้ ทัศนะเศรษฐกิจบริวารโลกทุนนิยมเสรี โดยได้มีการกล่าวหาว่าปรีดี พนมยงค์เป็น คอมมิวนิสต์ และทำาให้เค้าโครงเศรษฐกิจนี้มิได้มีผลบังคับใช้ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าเค้าโครงเศรษฐกิจนี้จะมิได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่สำาหรับในแวดวงวิชาการในปัจจุบัน เช่นในทัศนะของ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เห็นว่าเค้าโครงเศรษฐกิจนั้นท่านปรีดีได้มีคำาชี้แจงชัดเจนว่า ได้มีการหยิบเอาส่วนดีของลัทธิต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมแก่ประเทศมานำาเสนอในเค้าโครง และชี้อย่างชัดเจนว่าการจะร่างนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีนั้นต้องขจัดเอาประโยชน์ส่วนตนและทิฐิมานะออก และต้องมีใจเป็นกลาง เจตนารมณ์ของ สมุดปกเหลืองเค้าโครงทางเศรษฐกิจของท่านอาจารย์ปรีดี คือ ต้องการเปิดโอกาสและปูทางให้ประชาชนสามัญชนทั้งหลายเข้ามามีสิทธิมีส่วนร่วมในการจัดการเศรษฐกิจตั้งแต่ในระดับชุมชนจนถึงระดับชาติ และที่สำาคัญต้องทำาให้ประเทศมีเอกราชทางเศรษฐกิจ ความคิดทางเศรษฐกิจของท่านปรีดีก็ได้ถูกนำามาใช้ในปัจจุบันหลายเรื่อง สะท้อนให้เห็นว่าความคิดทางเศรษฐกิจหลายประการอาจจะลำ้าสมัย จึงมีผู้คนจำานวนไม่น้อยในระยะนั้นไม่เข้าใจหรือแสร้งไม่เข้าใจเนื่องจากไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ตน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสหกรณ์ทางเศรษฐกิจของชุมชน ระบบประกันสังคม ระบบภาษีที่สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และได้มผู้ ีเห็นว่าแนวความคิด ในเค้าโครงเศรษฐกิจ มิใช่เป็นแบบคอมมิวนิสต์ ดังที่ถูกกล่าวหา แต่เป็น แบบที่ นายปรีดี กล่าวว่า
  6. 6. 6“โปลิซีของข้าพเจ้านั้น เดินแบบโซเชียลลิสม์ ผสมลิเบรัล” ดังจะเห็นได้ว่า ในเค้าโครงเศรษฐกิจดังกล่าว มีการรับรองกรรมสิทธิ์ของเอกชนไว้ ในหมวดที่ 3 เช่นเดียวกับที่มีในประเทศเสรีนิยมทางเศรษฐกิจทั้งหลาย นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าแม้ว่าเค้าโครงเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ จะมิได้มีผลบังคับใช้ แต่สาระสำาคัญในเค้าโครงเศรษฐกิจก็ได้รับนำามาปฏิบัติก็เป็นแบบฉบับของการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างเป็นระบบ และความคิดหลายอย่างในเค้าโครงเศรษฐกิจดังกล่าว ก็ได้มีการนำามาปฏิบัติอย่างได้ผลดี ทังในสมัยที่เขาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ ้และหลังจากสมัยของปรีดี อาทิเช่น การก่อตั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย การจัดระบบ การเก็บภาษีที่เป็นธรรม (ประมวลรัษฎากร) การปรับปรุง ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับ ระบบการเมืองใหม่ และการประกันสังคม แก่ราษฎรทั่วหน้า โดยปรีดี พนมยงค์เป็นนักการเมืองคนแรก ที่ริเริ่มแนวความคิดที่จะให้ราษฎรทุกคน ได้รับการ ประกันสังคม (Socialassurance) จากรัฐบาล โดยระบุไว้อย่างชัดเจน ในหมวดที่ 3แห่งเค้าโครงการเศรษฐกิจ แต่น่าเสียดาย ที่ร่างของแนวความคิดดังกล่าว ถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ กว่าประเทศไทยจะยอมรับให้มีนโยบายประกันสังคมให้แก่ประชาชน ก็เป็นร่วงเลยไปเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก ……………………………………………….
  7. 7. 7โครงสร้างเศรษฐกิจปรีดี พนมยงค์ ในช่วงคริสตศตวรรษที่ ๑๙ บรรดาชาติมหาอำานาจตะวันตก ได้แผ่แสนยานุภาพ มาสู่เอเซียใต้ และคาบสมุทรอินโดจีนอีกครั้งหลังจากที่เคยเข้ามาครั้งแรก เมื่อราว ๔ ศตวรรษ ก่อนหน้านั้นการแผ่แสนยานุภาพ ของชาติมหาอำานาจตะวันตกในยุคนี้ ต่างจากยุคแรก ตรงที่ไม่เพียงเข้ามาเพื่อล่าอาณานิคม และเผยแพร่ศาสนาเท่านั้น หากยังเข้ามาพร้อมกับลัทธิการค้าเสรี ความก้าวหน้าทางวิทยาการแผนใหม่ และระบบการปกครองแบบปาเลียเมนต์ด้วย ราชอาณาจักรสยาม หรืออีกนัยหนึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบ จากการล่าอาณานิคม ในช่วงศตวรรษนี้ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหลาย นับตั้งแต่ ต้องถูกบังคับให้เข้าสู่ ตลาดการค้าเสรีของโลก ด้วยการลงนามในสนธิสัญญาบาวริ่ง พ.ศ.๒๓๙๘ และตามมาด้วย การสถาปนา ระบบสิทธิสภาพ นอกอาณาเขต และการสูญเสีย ดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาเอกราช และอิสรภาพ ของชาติไว้ ผลกระทบดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดพลวัตขนานใหญ่ในสังคมไทย เพื่อปรับตัว ให้เท่าทัน และสามารถอยู่รอดได้ ในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของโลก ในระดับชนชั้นที่มีการศึกษาของฝ่ายคณะราษฎรก็ได้มี การเรียกร้อง ให้มีปาเลียเมนต์ ได้แก่ การเรียกร้องของ เทียนวรรณ และ ก.ส.ร.กุหลาบ ตลอดจนการเรียกร้อง ของพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอีกจำานวนหนึ่งที่ได้ลงพระนาม และลงนาม ในเอกสารกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปเป็นแบบลิมิเต็ดโม
  8. 8. 8นากี เมื่อ ร.ศ. ๑๐๓ (ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๒๘) และซึงต่อมา ่มีผลทำาให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ.๒๔๓๕ โดยล้มเลิกการบริหารราชการ แบบจตุสดมภ์โบราณ มาเป็น ระบบกระทรวงทบวงกรมแบบตะวันตก และเพื่อให้ ได้คนที่มีความรู้ มาช่วยราชการ ในระบบใหม่ ที่ทรงปฏิรูปนี้ ก็ได้ทรงส่งเสริม ให้ลูกเจ้านาย ขุนนางและให้ทุนลูกหลานราษฎรที่เรียนดี ไปศึกษาต่อ ในอังกฤษและภาคพื้นยุโรป แต่พลวัตภายในสังคมไทย มิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ กล่าวคือเมื่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก มากยิ่งขึ้น กลไกการบริหาร การปกครองแบบเก่าไม่สามารถตอบสนอง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมยุคใหม่ได้ดังบันทึกของพระยาสุริยานุวัติ เสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้แสดงสถานภาพของชาวนา ส่วนใหญ่ของประเทศในยุคนั้น ดังนี้ "ชาวนาที่ยากจน ขัดสนด้วยทุน ต้องออกแรงทำางานแต่ลำาพังด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ย่อมจะเห็นปรากฎ อยู่ทั่วไปแล้วในเวลา ที่ทำางานอยู่ เสบียงอาหาร และผ้านุ่งห่มไม่พอ ก็ต้องซื้อเชื่อเขา โดยต้องเสีย ราคาแพง หรือถ้าต้องกู้เงินเขาไปซื้อก็ต้องเสียดอกเบี้ยอย่างแพงเหมือนกัน เมื่อเกี่ยวข้าวได้ผลแล้วไม่มีกำาลัง และพาหนะ พอจะขนไปจากลานนวดข้าว หรือไม่มียุ้งฉาง สำาหรับเก็บข้าวไว้ขาย เมื่อเวลาข้าวในตลาดจะขึ้นราคาก็ต้องจำาเป็นขายข้าวเสีย แต่เมื่ออยู่ในลานนั้นเอง จะได้ราคาตำ่าสักเท่าใด ก็ต้องจำาใจขาย มิฉะนั้นจะไม่ได้เงินใช้หนี้เขาทันกำาหนดสัญญาต้องเสียเปรียบ เพราะมีทุนน้อย เช่นนี้ ที่สุด เมื่อขายข้าวได้สิ้นเชิงแล้ว บางทีก็จะไม่ได้เงินใช้หนี้เขาพอคุ้มค่าสิ่งของซึ่งจำาเป็นต้องบริโภคในการเลี้ยงชีพแท้ๆ เมื่อปีหน้าจะทำานาต่อไป ก็ต้องเป็นหนี้เขาอีก หนีใหม่ทันถมหนีเก่ามาก ้ ้หนักขึ้นทุกปีไป แรงที่ได้ออกไป โดยความเหน็ดเหนื่อย และความซึ่งต้องทรมานกาย อุตส่าห์ตากแดด ตากฝน ทนลำาบาก
  9. 9. 9มา เป็นหนักหนานั้น ก็ไม่ทำาให้เกิดผล เป็นทรัพย์ของตัวขึ้นได้เท่ากับออกแรงทำาประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่นฝ่ายเดียวเป็นแท้ ดูเป็นที่สมเพชนัก" ผู้อภิวัฒน์ ประชาธิปไตย การที่สภาพเศรษฐกิจของสยามล้าหลังเช่นนี้ ก็เพราะอยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมอุปภัมภ์แบบเจ้าขุนมูลนาย ราษฎรไทยส่วนใหญ่ ยังอยู่ในภาคเกษตร แบบดั้งเดิม ด้อยโอกาส ในการเรียนรู้และรับรู้ความเปลี่ยนแปลง ของโลกภายนอก ยังมีนโยบาย จัดระบบการศึกษา ในลักษณะส่งเสริมให้ราษฎรรู้จัก คิด อ่าน สร้างสรรค ด้วยเหตุนี้ แม้ยุคสมัย จะล่วงเข้าสู่ ต้นคริสตศวรรษที่ ๒๐แล้วก็ตาม ราษฎรไทย ก็ยังไม่มีสิทธิมีเสียงหรือมีส่วนร่วมในการกำาหนดชะตากรรมของบ้านเมือง หรือแม้แต่ชะตากรรมของราษฎรเอง สภาวะความล้าหลังทางสังคม ดังกล่าวนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดการกบฎของกลุ่มปัญญาชน ข้าราชการชั้นผู้น้อย (หรือกบฎ ร.ศ. ๑๓๐) ใน พ.ศ.๒๔๕๔ อันเป็นปีแรก แห่งรัชกาลที่ ๖ ทังนี้ เพื่อเรียกร้องให้ มีการจำากัดอำานาจ ของพระมหา ้กษัตริย์ ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย แม้กบฎ ร.ศ. ๑๓๐ จะ ประสบความล้มเหลว ในการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ก็ได้เป็นกรณีแบบอย่าง ที่สร้างแรงบันดาลใจ ในการอภิวัฒน์ ให้แก่ราษฎรไทย ผูนิยมประชาธิปไตย ทังหลาย ้ ้ นายปรีดี พนมยงค์ ถือกำาเนิด และเติบโตมาในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๑พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๓ อันเป็นช่วงปลายสมัย รัชกาลที่ ๕ ในครอบครัวชาวนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงชีวิต ๑๕-๑๖ ปีในวัยเด็ก ช่วยให้นายปรีดี ได้สัมผัสกับ สภาพปัญหาของชาวนาซึ่งก็คือ ปัญหาใหญ่ของประเทศในยุคนั้น ท่านได้สะท้อนปัญหาที่เห็น ในวัยเยาว์ว่า "เนื่องจากชาวนา ต้องประสบภัยธรรมชาติ เช่น โรคพืช, ฝนแล้ง, นำ้าท่วมมากเกินไป ป่วยไข้ทำางานไม่ได้ ต้องถูกขโมยลักควาย แต่เจ้าของที่ดินก็ไม่ปราณีคือเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ให้ได้ จึงทำาให้ลูกนา
  10. 10. 10อัตคัตขัดสน เจ้าของนาก็ทำาการยึดทรัพย์ ตลอดจนข้าวกิน ข้าวปลูกที่ชาวนา พอมีอยู่บ้างนั้น" และ "ความอัตคัตขัดสน ของชาวนา มีอีกมากมายหลายประการ ที่แสดงว่า ชาวนาไม่ได้รับความช่วยเหลือ จากทางราชการ แต่ชาวนา ก็มีภาระ ที่ต้องเสียเงินรัชชูปการ ถ้าไม่มีเงินเสีย ก็ต้องถูกเกณฑ์ไปทำางานประมาณปีละ ๑๕-๓๐ วัน และต้องเสียอากรค่านา" การรับรู้สภาพปัญหาของสังคมไทยนับแต่วัยเยาว์ของนายปรีดี มิได้เกิน ความจริง เมื่อเปรียบเทียบกับ รายงานของดร.คาร์ล ซี ซิมเมอร์แมน แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดสหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาลสยาม ให้เข้ามาสำารวจ เศรษฐกิจในสยาม ตังแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓ ดังปรากฎ ใน ้รายงาน ตอนหนึ่งว่า"พ่อค้าคนกลาง คิดกำาไรจากการกู้หนี้ยืมสิน ชาวชนบทหลายทาง กระทำาให้วิธีการซื้อสินค้า และวิธีขายสินค้า ผิดหลักทางเศรษฐกิจ เนื่องด้วย พ่อค้าคนกลาง มีอำานาจทางเศรษฐกิจ เหนือกสิกร ผู้รับซื้อข้าว เป็นผูแบ่งข้าว ้เปลือก ในท้องที่ ออกเป็นชั้นต่างๆ และตังราคา ตามชอบใจ ้ข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ กระทำาให้กสิกรรม ก้าวหน้าได้อย่างแสนเข็ญ" และเมื่อมีโอกาสเข้ามาศึกษาต่อ ในโรงเรียนกฎหมาย แห่งกระทรวงยุติธรรม ที่กรุงเทพฯ นายปรีดี ก็ได้รับรู้ ถึงสิ่งที่เรียกว่า"สิทธิสภาพ นอกอาณาเขต" ซึ่งอาจารย์ผู้สอน กล่าวถึงบุคคลต่างชาติ ผู้มีสิทธิพิเศษ นอกอำานาจ ศาลสถิตย์ยุติธรรม ของสยาม ความรู้นี้เอง ทำาให้นักเรียนกฎหมายปรีดี เริ่มตระหนักถึงการสูญเสียเอกราช ทางการศาลของประเทศ ในเวลาต่อมา นายปรีดี ได้ให้สัมภาษณ์ ประสบการณ์ทางสังคม ที่ท่านได้รับรู้ ในวัยเยาวร์ว่า "ผมได้กล่าวแล้ว ถึงสภาพสังคมไทย ที่ผมประสบพบเห็น แก่ตนเองว่า ราษฎรได้มีความอัตคัต ขัดสนในทางเศรษฐกิจ เพราะไม่มี สิทธิเสรีภาพ กับความเสมอภาค ในทางการเมือง อีกทั้งตกอยู ภายใต้อิทธิพลและอำานาจของหลายประเทศทุนนิยม ผมได้มความคิด ก่อนที่ ี
  11. 11. 11ได้มาศึกษาในฝรั่งเศสแล้ว ว่าจะต้องค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม ว่ามีวิธีใดที่จะทำาให้ ความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น" เช่นเดียวกับนักเรียน ผู้มผลการเรียนดีเด่นอื่นๆ นายปรีดี ได้รับ ีทุน จากกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปศึกษาต่อวิชากฎหมาย ณประเทศฝรั่งเศส (ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๓-๒๔๗๐) แต่ท่านไม่เคยละทิง อุดมการณ์ และการรับรู้ เกี่ยวกับ สภาพปัญหาเศรษฐกิจ ้สังคมของบ้านเกิดเมืองนอน ตรงกันข้ามประสบการณ์เหล่านั้นกลับเป็นเรงกระตุ้นให้ท่านมีมานะ ศึกษาเรียนรู้วิชากฎหมายรวมทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง ของตะวันตกเพื่อนำามาประยุกต์ใช้ ในการปรับปรุงสภาพสังคมไทย จากการที่ ได้เรียนรู้วิชาการของประเทศภาคพื้นยุโรป และอังกฤษ นี้เอง ทำาให้นายปรีดี เห็นความสำาคัญของ การเปลี่ยนแปลง การปกครองประเทศ เข้าสู่การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย(Democracy) ทั้งนี้ เพื่อเป็นรากฐาน ในการสร้างชีวิตใหม่ และวัฒนธรรมใหม่ ให้แก่สังคมไทย ซึ่งจะต้องพัฒนาเข้าสู่ สังคมประชาธรรม (Civil Society) ตามวิถีของ สังคมนานาอารยะประเทศ ด้วยเหตุว่า ระบอบ ประชาธิปไตยเป็นรากฐานที่ขาดเสียมิได้ สำาหรับอารยธรรมของมนุษยชาติ ในสังคมยุคใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจดังกล่าว ประกอบกับกระแสความเป็นจริงของสังคมโลก เป็นเหตุผลักดันให้ท่าน กลายเป็นบุคคลสำาคัญในคณะราษฎร ที่ได้สถาปนา ระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทำาให้ระบอบประชาธิปไตย มีความเจริญงอกงามขึ้น ในประเทศไทย ดังที่ปรากฎอยู่ ในปัจจุบัน นายปรีดี มิได้มงหมาย เปลี่ยนแปลงการ ุ่ปกครอง เพียงเพื่อให้ได้มา ซึ่งระบบ ประชาธิปไตย ทางการเมืองเท่านั้น หากแสดงเจตนารมณ์ และแสดงบทบาท อย่างแจ่มชัด ทีจะก้าวไป สู่ประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจ สังคม และ ่การศึกษา เหนือสิ่งอื่นใด เขาปราถนาที่จะ ให้ระบอบประชาธิปไตย เป็นบรรทัดฐาน ในการพัฒนาประชาชาติเล็กๆอย่างสยาม ให้ยืนหยัดอยู่ อย่างมีเอกราช และศักดิ์ศรี ในทุก
  12. 12. 12ด้าน ท่ามกลางนานาอารยประเทศ ในประชาคมโลกยุคใหม่เจตนารมณ์ ประชาธิปไตยของเขา ปรากฎอย่างชัดเจน ในหลัก๖ ประการของ "ประกาศคณะราษฎร" ที่เขาเป็นผู้ร่างขึ้น เพื่อใช้เป็นคำาแถลงการณ์ ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ หลัก ๖ ประการ มีดังนี้๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทาง เศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดน้อยลงให้มาก๓. จะต้องบำารุงความสุขสมบูรณ์ ในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำา จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก๔. จะต้องให้ราษฎร มีสิทธิเสมอภาคกัน๕. จะต้องให้ราษฎร ได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่ แก่ราษฎร นอกจากเจตนารมณ์ทั้ง ๖ ประการนี้แล้ว แนวความคิดที่กล่าวได้ว่า เป็นจุดเด่นของนายปรีดี และเป็นจุดที่ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็คือ "เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ" อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า นายปรีดี ให้ความสำาคัญกับการจัดระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมากทั้งนี้ โดยพิจารณาจากคำากล่าวของเขาเอง ที่ว่า "การเปลี่ยนแปลง การปกครองคราวนี้ ไม่ใช้ Coup d Etatเป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" เจตนารมณ์ดังกล่าวนี้นายปรีดี ได้ตราไว้ ในหมวดที่ ๑ แห่งเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ที่เขาร่างขึ้นว่า "ข้าพเจ้าจึงยังคงยืนยันความข้อนี้อยู่เสมอ และเห็นว่าถ้ารัฐบาลได้จัดการโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ให้เหมาะสม
  13. 13. 13แล้ว การหางาน ให้ราษฎรทุกคนทำา ใช่เป็นการสุดวิสัยไม่ การบำารุงความสุขสมบูรณ์ ของราษฎรนี้ เป็นจุดประสงค์อันใหญ่ของข้าพเจ้า ในการทำาการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนา ที่จะเปลี่ยน พระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว มาเป็นหลายองค์ ซึงเป็นการปกครอง แบบประชาธิปไตย แต่เปลือก ่นอกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งแต่สาระสำาคัญคือ "บำารุงความสุขสมบูรณ์ ของราษฎร" และถือว่า รัฐธรรมนูญ เปรียบประดุจกุญแจที่จะไขประตู เปิดช่องให้ราษฎร ได้มีส่วนมีเสียง ในการปกครอง ให้จัดถูกต้อง ตามความต้องการของตน และเมื่อประตูที่กีดกั้นอยู่ ได้เปิดออกแล้ว รัฐบาลก็จะต้องนำาราษฎร ผ่านประตูนั้น เข้าไปสู่ชัยภูมิ แห่งความสมบูรณ์" แม้ความคิดในเรื่องการจัดระบบเศรษฐกิจโดยรัฐ ของนายปรีดีจะมีจุดอ่อนให้วิพากษ์ อย่างไรก็ตาม แต่แท้ที่จริงแล้ว เค้าโครงเศรษฐกิจฯ ของเขานั้น เป็นเค้าโครงการปฏิวัติสังคมด้วย บุคคลผู้สำาเร็จ ประกาศนียบัตรการศึกษาขั้นสูง ในทางเศรษฐกิจ(Diploma d Etudes Superieures of Economic Politique)เช่นนายปรีดี ย่อมต้องตระหนักดีว่า ระบบเศรษฐกิจ ย่อมไม่มความหมาย แต่ประการใด ถ้าหากไม่ถูกใช้ เป็นเครื่อง ีมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม ดังคำาชีแจงของเขา ้ในเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ตอนหนึ่งว่า "ผู้อ่าน โดยมีอุปาทานร้ายมักจะเหมาทันทีว่า การที่รัฐบาล ประกอบการเศรษฐกิจเสียเองนี้ จะทำาให้มนุษย์ กลายเป็นสัตว์... ข้าพเจ้าได้ระวัง มิให้มนุษย์มีสภาพเป็นสัตว์ ข้าพเจ้าประสงค์ ให้มนุษย์ เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้นปราศจากการประทุษร้ายต่อกัน อันเนื่องมาจาก เหตุเศรษฐกิจ" นายปรีดีฯ เป็นนักการเมืองคนแรก ทีริเริ่มแนวความคิด ที่ ่จะให้ราษฎรทุกคน ได้รับการ ประกันสังคม (Social assurance)จากรัฐบาล โดยระบุไว้อย่างชัดเจน ในหมวดที่ ๓ แห่งเค้าโครงเศรษฐกิจฯ แต่น่าเสียดาย ที่ร่างของแนวความคิดดังกล่าว ถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ กว่าประเทศไทย จะยอมรับให้มีนโยบายประกันสังคมให้แก่ประชาชน ก็เป็นเวลา ๖ ปี หลังจาก
  14. 14. 14นั้นแนวความคิด ในเค้าโครงเศรษฐกิจฯ มิใช่เป็นแบบคอมมิวนิสต์ ดังที่ถูกกล่าวหา แต่เป็น แบบที่นายปรีดี กล่าวว่า"โปลิซีของข้าพเจ้านั้น เดินแบบโซเชียลลิสม์ ผสมลิเบรัล" ดังจะเห็นได้ว่า ในเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าว มีการรับรองกรรมสิทธิ์ของเอกชนไว้ ในหมวด ๓ เช่นเดียวกับที่มี ในประเทศเสรีนิยมทางเศรษฐกิจทั้งหลาย แม้เค้าโครงการเศรษฐกิจฯ ของนายปรีดี จะไม่ได้รับการเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรียุคนั้น และตนเองก็ถูกเนรเทศ ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ แต่เค้าโครงการเศรษฐกิจฯ ของเขา ก็เป็นแบบฉบับของการวางแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างเป็นระบบและความคิดหลายอย่างในเค้าโครงการเศรษฐกิจฯดังกล่าว ก็ได้มีการนำามาปฏิบัติอย่างได้ผลดี ทังในสมัยที่ ้เขาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ และหลังจากนั้น อาทิเช่น การก่อตั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย การจัดระบบ การเก็บภาษีที่เป็นธรรม (ประมวลรัษฎากร) การปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับ ระบบการเมืองใหม่ และการประกันสังคม แก่ราษฎรทั่วหน้า ฯลฯ ……………………………………………….บทเรียนจากเค้าโครงเศรษฐกิจบทเรียนการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ ของท่านปรีดีเมื่อปีพ.ศ.2476 เป็นตัวอย่างที่สำาคัญ ช่วงเวลาที่ "ปรีดี พนมยงค์" มีบทบาททางการเมืองอย่างโดดเด่น บนเส้นทางประชาธิปไตยไทย ด้วยบทบาทตำาแหน่งหน้าที่ต่างๆ มากมาย ตังแต่การอภิ ้วัฒน์ 2475 จนถึง 8 พฤศจิกายน 2490 นั้น เป็นช่วงเวลาไม่
  15. 15. 15ยาวนานนักเพียง 15 ปีเท่านั้น แต่รัฐบุรุษท่านนี้ก็ได้บรรลุภารกิจหลายประการ เพื่อชาติ ราษฎร และระบอบประชาธิปไตย นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงการรัฐประหาร2490 และทำาให้ "ปรีด" ต้องกลายเป็น "รัฐบุรุษพลัดถิ่น" ต้องระ ีหกระเหินลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างแดนยาวนานกว่า 36 ปีและถึงแก่อนิจกรรม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ความเอาใจใส่ต่อปัญหา "เศรษฐกิจ" และปัญหาปากท้องของประชาชนสะท้อนจากคำาพูดของท่านที่กล่าวว่า "การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ ไม่ใช่ Coup dEtat เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" พร้อมทั้งได้กำาหนดหลักเศรษฐกิจไว้ในหลัก 6 ประการ ที่คณะราษฎรได้ประกาศในวันยึดอำานาจรัฐ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2475 ด้วยว่า "จะต้องบำารุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำาเศรษฐกิจแห่งชาติ และความพยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างความสุขสมบูรณ์ ให้กับราษฎรในทางเศรษฐกิจ" ถือเป็นเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของปรีดีและคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้พยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกตำ่า ซึ่งส่งสัญญาณต่อเนื่องจากปลายสมัยรัชกาลที่หก ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่เจ็ด ทีมงานเศรษฐกิจของคณะราษฎรได้เริ่มลดภาระประชาชน ด้วยการยกเลิกการเก็บภาษีอากรบางประเภท และลดภาษีที่ดินสำาหรับปลูกข้าวลง 50% เดือนกรกฎาคม 2475 ได้มีการประกาศที่จะจัดทำาเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติให้สำาเร็จโดยเร็ว ต่อมารัฐบาลจึงมีมติมอบหมายให้ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเสนอรัฐบาล เมื่อปรีดีได้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเสร็จ ได้นำาไปมอบให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณารับรองก่อนเข้าที่ประชุมสภา เมื่อ
  16. 16. 16พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้รับร่างนั้นแล้ว ก็ได้เรียกประชุมขึ้นอย่างไม่เป็นทางการครั้งที่หนึ่ง โดยไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนปรีดีได้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจเพื่อใช้เป็นหลักในการบริหารในวันที่ 10 มีนาคม 2476 และในที่สุด ก็ถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศลี้ภัยการเมืองครั้งแรก ด้วยข้อหามีการกระทำาอันเป็นคอมมิวนิสต์ จากการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ การเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีเข้าทางกลุ่มอนุรักษนิยมพอดีจึงถือโอกาสกำาจัด "ปรีดี" ออกจากเวทีการเมือง แผนเศรษฐกิจฉบับแรกของคณะราษฎร ทั้งพระยาศรีวิสารวาจา พระยาราชวังสัน ตลอดจนนายกรัฐมนตรี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ไม่เห็นด้วย ตำาแหน่งนายกรัฐมนตรีของพระยามโนฯ นั้น ก็ได้รับการสนับสนุนโดยท่านปรีดี เพื่อเป็นการประนีประนอมกับระบอบเก่า และสมัยที่ทำางานร่วมกันในกระทรวงยุติธรรมดูท่าทีแล้ว พระยามโนฯ น่าจะมีความคิดทางการเมืองก้าวหน้า แต่เมื่อพระยามโนฯ ได้ดำารงตำาแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป พระยามโนฯ เมื่อได้รับร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ไว้ ก็เก็บใส่ลิ้นชักเอาไว้มิได้มีการนำาขึ้นพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีก ต่อมาก็ได้มีการพิจารณาร่างเค้าโครงการของท่านปรีดีอย่างไม่เป็นทางการอีกเป็นครั้งที่สอง และผลจากการพิจารณามีแกนนำาปีกอนุรักษนิยมในคณะราษฎรบางส่วนไม่เห็นด้วย อาทิเช่น พระยาทรงสุรเดช หลวงสินธุ์สงครามชัย พระประศาสน์พิทยายุทธ และนายประยูร ภมรมนตรี ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวลือหนาหู ว่า ปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์ ทำาให้เกิดความไม่พอใจอย่างสูงในสภาผู้แทนซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่สนับสนุนท่านปรีดี พระยามโนฯ จึงถูกสมาชิกสภาผู้แทนเร่งเร้าให้รีบประกาศใช้แผนเศรษฐกิจ ดังที่รัฐบาลเคยให้สัญญาไว้ และรับปากไว้แล้วว่ากำาลังอยู่ในระหว่างเตรียมร่าง ทั้งขู่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่ประกาศแผนเศรษฐกิจในเร็ววันสภาจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครังที่ 55/2475 วันที่ 10 มีนาคม ้
  17. 17. 172475 นายจรูญ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยนายจรูญ สืบแสง ได้กล่าวว่า "เท่าที่ได้ทราบมามีว่า นโยบายในทางเศรษฐกิจนี้ไม่ลงรอยกัน เพราะต่างคนต่างเห็นชอบไปคนละทาง และบางคนก็มีPrejudice ในบางคน หรือไม่อย่างนั้น ก็มี Prejudice ในทางนโยบาย อาทิเช่น นโยบายของหลวงประดิษฐ์ มีบางคนเข้าใจว่า เป็นนโยบายทาง Communist หรือ Socialist แต่เราต้องคิดว่า นโยบายจะเป็นไปในทางใดก็ตาม ถ้าหากจะเป็นไปในทางที่จะให้ราษฎรได้รับประโยชน์แล้ว ก็ควรจะเสียสละได้แม้ชีวิตและเท่าที่เป็นอยู่เช่นนี้แล้ว เรามิได้ทำาประโยชน์อันใดเป็นปึกแผ่น อาจจะนำามาซึ่งความแค้นเคืองของราษฎร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นเหตุให้ความรับผิดชอบตกแก่คณะราษฎร ผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ เพราะได้ให้คำามั่นสัญญาไว้" ต่อมารัฐบาล จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมานุการขึ้นชุดหนึ่งจำานวน 14 คน มีพระยาราชวังสันเป็นประธาน พิจารณาร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจของท่านปรีดี และด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2475 ในการประชุมคณะกรรมานุการพิจารณาเค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ ปรีดีได้เริ่มแถลงว่า "หัวข้อสำาคัญในการประชุมวันนี้ เนื่องจากหลักหกประการที่ได้ประกาศไว้ในข้อ 3 มีใจความอยู่ 3 ประการ ในการบำารุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ คือ จะจัดมิให้ราษฎรอดอยาก จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำา จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติและเสนอว่า"โครงการนี้ไม่ใช่หลักคอมมิวนิสต์ เรามีทั้งแคปิตัลลิสม์ และโซเชียลลิสม์รวมกัน ถ้าพวกคอมมิวนิสต์มาอ่านจะติเตียนมากกว่ายังรับรองพวกมั่งมีให้มีอยู่ และว่า "โปลีชีของข้าพเจ้านั้น เดินแบบโซเชียลลิสม์ผสมลิเบรัล" หลักการของข้าพเจ้านี้ ไม่ขัดกับ
  18. 18. 18Capitalism เดินคู่กันไปแท้ๆ เราต้องการให้มีทุน เราต้องอาศัยทุนของพวกมั่งมี" อย่างไรก็ตาม แม้เนื้อหาเค้าโครงเศรษฐกิจจะเป็นประโยชน์ต่อราษฎรทั้งหลาย แต่ในที่สุด ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองอันแหลมคม "เค้าโครงเศรษฐกิจ" ได้ถูกใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลข้ออ้าง เพื่อยึดอำานาจรัฐ โดยพระองค์เจ้าบวรเดชและคณะ ………………………………………………. เอกสารอ้างอิงhttp://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q3/article2004july27p2.htmhttp://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008april18p1.htmhttp://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20100704122057AAWeHb8http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q3/article2004july27p2.htm
  19. 19. 19http://www.sainampeung.ac.th/chalengsak/work/unite4/chapter7/er7/ans7/ram7_ans.html สืบค้นวันที่17 สิงหาคม 2554

×