การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยม

39,293 views

Published on

วิจัยในชั้นเรียน

Published in: Education
35 Comments
186 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
39,293
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
208
Actions
Shares
0
Downloads
341
Comments
35
Likes
186
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยม

  1. 1. รายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปัญญา ั นายณัฐพล บัวอุไร กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา สํานักงานเขตพืนทีการศึกษาปทุมธานี เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
  2. 2. รายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปัญญา ั นายณัฐพล บัวอุไร กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา สํานักงานเขตพืนทีการศึกษาปทุมธานี เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
  3. 3. บทคัดย่ อคําสําคัญ : แผนทีความคิดณัฐพล บัวอุไร : การพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปั ญญา ัโรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา อ.ลําลูกกา จ.ปทุมธานี การวิจยครังนีเป็ นการวิจยเชิ งทดลอง มีแผนการวิจยแบบ One Group Pretest – Posttest Design โดย ั ั ัมีวตถุประสงค์ของการวิจย คือ 1) เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ั ัและคอมพิวเตอร์ ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping)2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรี ยนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping) กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการวิจยเป็ นนักเรี ยนชัน ัมัธยมศึกษาปี ที 4/4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึ กษาพัฒนาการ ลําลู กกา ปี การศึ กษา 2553 โดยใช้วิธีการสุ่ มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) และจัดการเรี ยนการสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด เครื องมือทีใช้ในการวิจยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยี ัสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ขอมูลใช้การหาค่าเฉลี ย ส่ วน ้เบียงเบนมาตรฐาน และ t – test ผลการวิจยพบว่า ั 1. ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนหลังเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติ ดต่ อสื อสาร ค้น หาข้อมู ล ผ่า นเครื อข่ า ยอิ นเตอร์ เ น็ ต และเรื องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน สู งกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05 ั 2. ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทีเรี ยน ่โดยใช้แผนทีความคิด นักเรี ยนส่ วนใหญ่มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก ( =3.54, S.D. = 0.84)
  4. 4. สารบัญ หน้าบทคัดย่ อ กสารบัญ ขสารบัญตาราง คบทที 1 บทนํา 1 ทีมาและความสําคัญของปั ญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจย ั 2 ขอบเขตการวิจย ั 2 นิยามศัพท์ 4บทที 2 การตรวจเอกสาร 6 หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 6 วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 14 แผนทีความคิด (mind mapping) 18 งานวิจยทีเกียวข้อง ั 21บทที 3 วิธีดําเนินการวิจัย 22 ขันเตรี ยมการ 22 เครื องมือทีใช้ในการวิจย ั 23 การสร้างเครื องมือทีใช้ในการวิจย ั 23 ขันดําเนิ นการทดลอง 25 ขันวิเคราะห์ขอมูลและอภิปรายผล ้ 26บทที 4 ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล 27บทที 5 สรุ ปผล และข้ อเสนอแนะ 30 สรุ ปผลการวิจย ั 30 ข้อเสนอแนะ 31บรรณานุกรม 32ภาคผนวก 33 คะแนนนักเรี ยน 34 แบบสอบถามความพึงพอใจ 37 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิทางการเรี ยน 39 ผลงานนักเรี ยน 46
  5. 5. สารบัญตาราง หน้าตารางที 1 เกณฑ์การกําหนดค่าระดับความคิดเห็น 24ตารางที 2 เกณฑ์การแปลความหมายของค่าความคิดเห็น 25ตารางที 3 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนในภาพรวม ก่อนเรี ยน (pretest) หลังเรี ยน (posttest) ของกลุ่มตัวอย่างทีสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด 27ตารางที 4 การเปรี ย บเที ย บคะแนนผลสั ม ฤทธิ ทางการเรี ย นที เพิ มขึ นของวิ ช าเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด 28ตารางที 5 ระดับความพึงพอใจของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/4 ทีมีต่อการเรี ยนการสอนวิชา 28เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการแผนทีความคิด
  6. 6. 1 บทที 1 บทนําทีมาและความสํ าคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิมเติม พ.ศ. 2545) หมวดที 4 แนวทางการจัดการศึกษา มาตรา 22 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผูเ้ รี ยนทุกคนมีความสามารถเรี ยนรู ้และพัฒนาตนเองได้ และถื อว่าผูเ้ รี ยนมี ความสําคัญที สุ ด กระบวนการจัดการศึ ก ษา ต้องส่ งเสริ มให้ผูเ้ รี ยนสามารถ ่พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และมาตรา 24 ระบุวา การจัดกระบวนการเรี ยนรู ้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานทีเกียวข้องดําเนินการจัดเนือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผูเ้ รี ยน โดยคํานึ งถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดให้มีการฝึ กทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู ้มาใช้เพือป้ องกันและแก้ไขปั ญหา จัดกิจกรรมให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จากประสบการณ์จริ ง ฝึ กการปฏิบติให้ทาได้ คิดเป็ น ทําเป็ น รักการอ่านและเกิดการใฝ่ รู ้อย่างต่อเนื อง มีการ ั ํเรี ยนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู ้ต่างๆ อย่างได้สัดส่ วนสมดุลกัน รวมทังปลูกฝังคุณธรรม ค่านิ ยมทีดีงาม และคุ ณลักษณะอันพึงประสงค์ จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื อการเรี ยน และอํานวยความสะดวกเพือให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้ เพือนําไปสู่ เป้ าหมายของการเป็ นคนเก่ง ดี และมีความสุ ข ํ หลัก สู ต รแกนกลางการศึ ก ษาขันพื นฐาน 2551 ได้ก า หนดสมรรถนะสํ า คัญของผูเ้ รี ย นในด้า นความสามารถในการคิด ว่า เป็ นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็ นระบบ เพือนําไปสู่ การสร้ างองค์ความรู ้ หรื อสารสนเทศเพือการตัดสิ นใจเกียวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เป็ นรายวิชาทีมีเนื อหาเกี ยวกับข้อมูลและสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ ประวัติ วิวฒนาการ อุปกรณ์ หน้าทีของอุปกรณ์ต่างๆ รวมทังระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ งจะ ั ่เห็นได้วาเนือหาวิชาทีกล่าวมาทังหมดนัน ส่ วนใหญ่จะเป็ นเนื อหาในด้านทฤษฎี ไม่มีการปฏิบติหรื อใช้งาน ัคอมพิวเตอร์ ทําให้ประสบปั ญหาในการจัดการเรี ยนการสอนหลายประการได้แก่ นักเรี ยนไม่สามารถสรุ ปความรู ้ในแต่ละเรื องหรื อแต่ละทฤษฎี ได้ ไม่เข้าใจองค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบของบทเรี ยนว่ามีความ ัเกี ยวเนื องหรื อมี ความสัมพันธ์กนอย่างไร ทําให้ไม่สามารถอธิ บายถึ งบทบาท หน้าที ความสัมพันธ์ ของเนือหาบทเรี ยนนันๆ ได้ อีกทังการเรี ยนเนือหามากเกินไปทําให้นกเรี ยนเกิดความเบือหน่าย ไม่มีความสนใจ ัหรื อตืนตัวในการเรี ยน เพราะนักเรี ยนมักจะมุ่งความสนใจไปทีคอมพิวเตอร์ การใช้งานโปรแกรมหรื อการปฏิบติมากกว่าการเรี ยนทฤษฎี ั
  7. 7. 2 นอกจากปั ญญาข้างต้น กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ยังประสบปั ญหาผลการเรี ยนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ ตากว่าเกณฑ์ และมีผลคะแนนการ ํ ่สอบระดับชาติอยูในเกณฑ์ปานกลาง ซึ งถือว่ายังไม่ดีเท่าทีควร จากปั ญหาทีกล่าวมาข้างตน ผูวจยเห็นว่าทักษะการวิเคราะห์ และการสรุ ปความคิดจากการวิเคราะห์ ้ิัให้แสดงออกมาเป็ นรู ปธรรมเป็ นสิ งทีจําเป็ น และจะมีประโยชน์ต่อผูเ้ รี ยน ทําให้ผูเ้ รี ยนสามารถวิเคราะห์เนื อหา บทเรี ยน ทําความเข้าใจบทเรี ยนได้มีประสิ ทธิ ภาพ ซึ งผูวิจยได้ทาการศึกษาวิธีการจัดการเรี ยนการ ้ ั ํ ่สอนหลายวิธี และสรุ ปได้วาการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้วิธีการแผนทีความคิด (mind mapping) นัน จะเป็ นวิธีการทีเหมาะสมทีจะช่วยในการแก้ปัญหาผลการเรี ยนตกตํา และส่ งเสริ มให้นกเรี ยนรู ้จกการวิเคราะห์ ั ัและสรุ ปความรู ้ได้เป็ นอย่างดี การสอนโดยใช้วิธีแผนที ความคิ ด (mind mapping) เป็ นวิธีการที ช่ วยให้นักเรี ยนฝึ กฝนทักษะทางด้านกระบวนการคิดได้เป็ นอย่างดี เพราะการคิดโดยใช้แผนทีความคิดนัน เป็ นวิธีการกระตุนความคิด้ของผูเ้ รี ยนให้คิดจากคําถาม หรื อข้อความเพียงหนึ งสิ ง ซึ งกระบวนการคิดเกิ ดขึนอย่างอิ สระ โดยไม่ตอง ้กังวลถึงความผิดถูก และเป็ นเทคนิ คทีมีการเลียนแบบจากโครงสร้างการทํางานของเซลล์ประสาทในสมองของมนุษย์ ทีแตกกิงก้านสาขาได้มากมายอย่างมหาศาลออกไปทุกทิศทาง เพือไปเชื อมโยงกับเซลล์ประสาทสมองเซลล์อืนๆ จํานวนมาก ทําให้เกิ ดรู ปแบบของความคิดทีมี ลกษณะเหมือนแผนทีหรื อแผนผังจํานวน ัมาก ซึ งเราสามารถจําลองโครงสร้างและการทํางานดังกล่าวบนแผ่นกระดาษ ซึ งจะเรี ยกว่า แผนทีความคิด(mind mapping) สมเกียรติ ตังนโม (2544: 2) กล่าวว่า แผนทีความคิดเป็ นเครื องมือทีจะช่วยให้เราคิดและเรี ยนรู ้ได้อย่า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ สามารถช่ ว ยให้ เข้า ใจและจดจํา ประเด็ นสํ า คัญ ของการอ่ า นหนัง สื อได้ และเป็ นเครื องมือสนับสนุ นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และธัญญา ผลอนันต์ (2544: 8) กล่าวว่า ปั ญหาทีสําคัญทีสุ ดของมนุษย์ คือ การเห็นแบบแยกส่ วน คิดแบบแยกส่ วนและทําแบบแยกส่ วน การทําแผนทีความคิดเป็ นการฝึ กคิดให้ละเอียดถี ถ้วนและเชื อมโยง จะทําให้สมองแตกกิ งก้านงอกงาม ทําให้เกิ ดพลังสมอง เป็ นวิธีการหนึ งในหลายวิธี ทีช่วยให้นกเรี ยนคิดอย่างเป็ นระบบ ช่วยให้เห็นภาพรวม และรู ้จกใช้ช่องว่าง ประกอบกับ ั ัส่ วนอืนๆ ทีเป็ นความถนัดของสมองซึ กกว่า คือ จินตนาการ สี สัน จังหวะ และภาพ การเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิดจึงเป็ นการนํานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ประกอบการเรี ยนการสอนเพือให้บรรลุผลสําเร็ จตามสาระการเรี ยนรู ้ของหลักสู ตรได้ จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิมเติม พ.ศ. 2545) ทีมุ่งเน้นในการจัดการเรี ยนการสอนโดยเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญ และหลักสู ตรแกนกลางทีกําหนดสมรรถนะสําคัญของผูเ้ รี ยนในด้านทัก ษะกระบวนการคิ ด ที มี ค วามสอดคล้อ งกับ การจัด การเรี ย นการสอนโดยใช้แ ผนที ความคิ ด (mind
  8. 8. 3mapping) ทีมีงานวิจยหลายงานสรุ ปไว้อย่างชัดเจนว่าสามารถนํามาใช้ในการพัฒนากระบวนการคิดเคราะห์ ัการสรุ ป แยกแยะประเด็นสําคัญของบทเรี ยนต่างๆ ได้เป็ นอย่างดี ทําให้ผวิจยมีความสนใจทีจะนํานวัตกรรม ู้ ัการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping) มาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอน เพือพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน รวมทังพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การอธิ บาย และการสรุ ปความเป็ นประเด็นทีสําคัญวัตถุประสงค์ การวิจัย 1. เปรี ยบเที ยบผลสัมฤทธิ ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping) 2. ศึ กษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรี ยนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping)ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง ประชากรคือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 จํานวน 6 ห้องเรี ยน รวมนักเรี ยนทังหมด 267 คน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 ทีได้จากการสุ่ มห้องเรี ยนอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มา 1 ห้องเรี ยน 2. ตัวแปรทีศึกษา ตัวแปรทีศึกษาสําหรับการวิจยในครังนีประกอบด้วย ั 2.1 ตัวแปรจัดกระทํา คือ การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนผังความคิด (mind mapping) 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
  9. 9. 4 2.2.1 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 2.2.2 ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนผังความคิด 3. เนือหาทีใช้ ทดลอง เนื อหาทีนํามาทดลอง คือ เนื อหาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องระบบสารสนเทศ 4. ระยะเวลาทีใช้ ในการทดลอง ํ การทดลองครังนี ผูวิจยได้กาหนดเวลาทดลองทังสิ น 8 คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้เวลา ้ ัสอน 4 สัปดาห์ ภาคเรี ยนที 1 ปี การศึกษา 2553นิยามศัพท์ เพือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผูวจยจึงกําหนดความหมายคําศัพท์เฉพาะสําหรับการวิจยดังต่อไปนี ้ิั ั การสอนโดยวิธีแผนทีความคิด (mind mapping) หมายถึง การจัดการเรี ยนรู ้ทีให้ผเู ้ รี ยนแสดงความคิดเห็นโดยถ่ายทอดออกมาเป็ นภาพหรื อแผนภูมิ สัญลักษณ์ ทีเกียวข้องกันอย่างมีลาดับขัน ด้วยลักษณะของ ํเส้ น ลู กศรแบบต่างๆ หรื อใช้รหัสเชื อมโยงระหว่างคําหรื อมโนทัศน์ เพือให้คาหรื อมโนทัศน์เหล่ านันมี ํความหมาย โดยคํา หรื อ มโนทัศ น์ ที สํ า คัญ มาก หรื อ อยู่ใ นลํา ดับ แรกจะใช้ข นาดของตัว อัก ษร สี และตัวหนังสื อทีมีมิติแตกต่างกัน ผลสั มฤทธิทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง คะแนนทีได้จากการวัดผลการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติดต่อสื อสาร ค้นหาข้อมูลผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต และเรื องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน ทีสอนโดยใช้แผนทีความคิด(mind mapping) ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความรู ้สึกของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 หลังจากเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องเรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติ ดต่อสื อสาร ค้นหา
  10. 10. 5ข้อมูลผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต และเรื องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน ทีสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping)
  11. 11. 6 บทที 2 การตรวจเอกสาร การวิจยเรื อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของ ันักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปั ญญา ัผูวจยได้ศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง เพือเป็ นพืนฐานสําหรับการดําเนินการวิจย ดังนี ้ิั ั 1. หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 2551 2. วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 3. แผนทีความคิด (mind mapping) 4. งานวิจยทีเกียวข้อง ั หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน พ.ศ. 2551วิสัยทัศน์ หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนทุกคน ซึ งเป็ นกําลังของชาติให้เป็ นมนุษย์ทีมีความสมดุลทังด้านร่ างกาย ความรู ้ คุณธรรม มีจิตสํานึ กในความเป็ นพลเมืองไทยและเป็ นพลโลก ยึดมันในการปกครองตามระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ นประมุข มีความรู ้และทักษะพืนฐาน รวมทัง ์เจตคติ ทีจําเป็ นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญบนพืนฐานความเชือว่า ทุกคนสามารถเรี ยนรู ้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพหลักการ หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มีหลักการทีสําคัญ ดังนี
  12. 12. 7 1. เป็ นหลักสู ตรการศึ กษาเพือความเป็ นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรี ยนรู ้เป็ นเป้ าหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู ้ ทักษะ เจตคติ และคุ ณธรรมบนพืนฐาน ของความเป็ นไทยควบคู่กบความเป็ นสากล ั 2. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาเพือปวงชน ทีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3. เป็ นหลักสู ตรการศึ กษาทีสนองการกระจายอํานาจ ให้สังคมมี ส่วนร่ วมในการจัดการศึ กษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิน ่ 4. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาทีมีโครงสร้างยืดหยุนทังด้านสาระการเรี ยนรู ้ เวลาและการจัด การเรี ยนรู ้ 5. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาทีเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญ 6. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้ าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรี ยนรู ้ และประสบการณ์จุดหมาย หลัก สู ต รแกนกลางการศึ ก ษาขันพื นฐาน มุ่ ง พัฒ นาผู ้เ รี ย นให้ เ ป็ นคนดี มี ปั ญ ญา มี ค วามสุ ขมีศกยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชี พ จึ งกําหนดเป็ นจุดหมายเพือให้เกิ ดกับผูเ้ รี ยน ั เมื อจบการศึกษาขันพืนฐาน ดังนี 1. มีคุณธรรม จริ ยธรรม และค่านิยมทีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินยและปฏิบติตนตาม ั ัหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรื อศาสนาทีตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู ้ ความสามารถในการสื อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทกษะชีวต ั ิ 3. มีสุขภาพกายและสุ ขภาพจิตทีดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4. มี ค วามรั ก ชาติ มี จิ ตสํ า นึ ก ในความเป็ นพลเมื อ งไทยและพลโลก ยึ ดมันในวิถี ชี วิ ต และการปกครองตามระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ นประมุข ์ 5. มีจิตสํานึ กในการอนุ รักษ์วฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุ รักษ์และพัฒนาสิ งแวดล้อม มี ัจิตสาธารณะทีมุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ งทีดีงามในสังคม และอยูร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุ ข ่
  13. 13. 8สมรรถนะสํ าคัญของผู้เรี ยน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผูเ้ รี ยนตามหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานทีกําหนด ซึ งจะช่วยให้ผเู ้ รี ยนเกิดสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนีสมรรถนะสํ าคัญของผู้เรี ยน หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งให้ผเู ้ รี ยนเกิดสมรรถนะสําคัญ ๕ ประการ ดังนี 1. ความสามารถในการสื อสาร เป็ นความสามารถในการรับและส่ งสาร มีวฒนธรรมในการใช้ภาษา ัถ่ายทอดความคิด ความรู ้ความเข้าใจ ความรู ้สึก และทัศนะของตนเองเพือแลกเปลียนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อนจะเป็ นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทังการเจรจาต่อรองเพือขจัดและลด ัปั ญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรื อไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วธีการสื อสาร ทีมีประสิ ทธิ ภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบทีมีต่อตนเองและสังคม ิ 2. ความสามารถในการคิด เป็ นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้ า งสรรค์ การคิ ด อย่ า งมี วิ จ ารณญาณ และการคิ ด เป็ นระบบ เพื อนํา ไปสู่ ก ารสร้ า งองค์ค วามรู ้ ห รื อสารสนเทศเพือการตัดสิ นใจเกียวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ ปัญหา เป็ นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทีเผชิ ญ ได้อ ย่ า งถู ก ต้อ งเหมาะสมบนพื นฐานของหลัก เหตุ ผ ล คุ ณ ธรรมและข้อ มู ล สารสนเทศ เข้า ใจความสัมพันธ์และการเปลียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู ้ ประยุกต์ความรู ้มาใช้ในการป้ องกันและแก้ไขปั ญหา และมีการตัดสิ นใจทีมีประสิ ทธิ ภาพโดยคํานึ งถึงผลกระทบทีเกิดขึน ต่อตนเอง สังคมและสิ งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ ทกษะชี วต ั ิ เป็ นความสามารถในการนํากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดําเนิ นชีวตประจําวัน การเรี ยนรู ้ดวยตนเอง การเรี ยนรู ้อย่างต่อเนือง การทํางาน และการอยูร่วมกันใน ิ ้ ่สังคมด้วยการสร้างเสริ มความสัมพันธ์อนดีระหว่างบุคคล การจัดการปั ญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง ัเหมาะสม การปรับตัวให้ทนกับการเปลียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม ั และการรู ้จกหลีกเลียง ัพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทีส่ งผลกระทบต่อตนเองและผูอืน ้
  14. 14. 9 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยี เป็ นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีดานต่าง ๆ และ ้มี ท ัก ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื อการพัฒ นาตนเองและสั ง คม ในด้า นการเรี ยนรู ้ การสื อสารการทํางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพือให้สามารถอยูร่วมกับผูอืนในสังคมได้อย่างมีความสุ ข ในฐานะเป็ นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี ่ ้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริ ย ์ 2. ซื อสัตย์สุจริ ต 3. มีวนย ิ ั 4. ใฝ่ เรี ยนรู ้ ่ 5. อยูอย่างพอเพียง 6. มุ่งมันในการทํางาน 7. รักความเป็ นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิมเติมให้สอดคล้องตามบริ บทและจุดเน้นของตนเองสาระและมาตรฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชี พและเทคโนโลยีสาระที 1 การดํารงชี วตและครอบครัว ิมาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทํางาน มี ค วามคิ ดสร้ า งสรรค์ มี ท กษะกระบวนการทํา งาน ั ทัก ษะ การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปั ญหา ทักษะการทํางานร่ วมกัน และทัก ษะ การแสวงหาความรู ้ มี คุณธรรม และลักษณะนิ สัยในการทํางาน มี จิตสํานึ ก ในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และสิ งแวดล้อม เพือการดํารงชีวตและครอบครัว ิ
  15. 15. 10สาระที 2 การออกแบบและเทคโนโลยีมาตรฐาน ง 2.1 เข้าใจเทคโนโลยีและกระบวนการเทคโนโลยีออกแบบและสร้ างสิ งของเครื องใช้ หรื อ วิ ธี ก าร ตามกระบวนการเทคโนโลยี อ ย่ า งมี ค วามคิ ด สร้ า งสรรค์ เลื อ กใช้ เทคโนโลยีใ นทางสร้ างสรรค์ต่อชี วิต สั งคม สิ งแวดล้อม และมี ส่วนร่ วมในการ จัดการเทคโนโลยีทียังยืนสาระที 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื อสารมาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื บค้นข้อมูล การเรี ยนรู ้ การสื อสาร การแก้ปัญหา การทํางาน และอาชีพอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ประสิ ทธิ ผล และมีคุณธรรมสาระที 4 การอาชี พมาตรฐาน ง 4.1 เ ข้ า ใ จ มี ทั ก ษ ะ ที จํ า เ ป็ น มี ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ เ ห็ น แ น ว ท า ง ใ น ง า น อ า ชี พ ใช้เทคโนโลยีเพือพัฒนาอาชีพ มีคุณธรรม และมีเจตคติทีดีต่ออาชีพคุณภาพผู้เรียนจบชั นมัธยมศึกษาปี ที 6 • เข้าใจวิธีการทํางานเพือการดํารงชี วิต สร้ างผลงานอย่างมีความคิดสร้ างสรรค์ มีทกษะ การ ัทํางานร่ วมกัน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา และทักษะการแสวงหาความรู ้ ทํางานอย่างมีคุณธรรม และมีจิตสํานึกในการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุมค่าและยังยืน ้ ั • เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกบศาสตร์ อืนๆ วิเคราะห์ระบบเทคโนโลยี มีความคิดสร้ างสรรค์ในการแก้ปัญหาหรื อสนองความต้องการ สร้ างและพัฒนา สิ งของเครื องใช้หรื อวิธีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยโดยใช้ซอฟท์แวร์ ช่วยในการออกแบบหรื อนําเสนอผลงาน วิเคราะห์และเลื อกใช้เทคโนโลยีทีเหมาะสมกับชี วิตประจําวันอย่างสร้ างสรรค์ต่อชี วิต สังคม สิ งแวดล้อม และมีการจัดการเทคโนโลยีดวยวิธีการของเทคโนโลยีสะอาด ้
  16. 16. 11 • เข้าใจองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบและหลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ระบบสื อสารข้อมูลสําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง และมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ แก้ปัญหา เขียนโปรแกรมภาษา พัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ใช้ฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ติดต่อสื อสารและค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์ เน็ต ใช้คอมพิวเตอร์ ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็ นสารสนเทศเพือการตัดสิ นใจ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน และใช้คอมพิวเตอร์ สร้ างชิ นงานหรื อโครงงาน • เข้าใจแนวทางสู่ อาชี พ การเลื อก และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกับอาชี พ มีประสบการณ์ในอาชีพทีถนัดและสนใจ และมีคุณลักษณะทีดีต่ออาชีพสาระที 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื อสารมาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื บค้นข้อมูลการเรี ยนรู ้การสื อสาร การแก้ปัญหา การทํางาน และอาชีพอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ประสิ ทธิ ผล และมีคุณธรรม ตัวชี วัด สาระการเรี ยนรู้ แกนกลางและสาระการเรียนรู้ ท้องถิน1. อธิ บายองค์ประกอบของระบบ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ ได้แก่ ฮาร์ ดแวร์ ซอฟต์แวร์สารสนเทศ ข้อมูล บุคลากร และขันตอนการปฏิบติงาน ั2. อธิ บายองค์ประกอบและ การทํางานของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยหน่วยสําคัญ 5 หน่วย ได้แก่ หน่วยหลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ รับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจําหลัก หน่วยความจําสํารอง และ หน่วยส่ งออก3. อธิ บายระบบสื อสารข้อมูล ระบบสื อสารข้อมูล ประกอบด้วย ข่าวสาร ผูส่ง ผูรับ สื อกลาง ้ ้สําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ โพรโตคอล เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ จะสื อสารและรับส่ งข้อมูลกันได้ตองใช้โพรโท ้ คอลชนิดเดียวกัน วิธีการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม4. บอกคุณลักษณะของ คุณลักษณะ(specification) ของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง ต่อพ่วง เช่น ความเร็ วและความจุของฮาร์ ดดิสก์
  17. 17. 12 ตัวชี วัด สาระการเรี ยนรู้ แกนกลางและสาระการเรียนรู้ ท้องถิน5. แก้ปัญหาด้วยกระบวนการ แก้ปัญหาโดยใช้ขนตอนดังนี ัเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมี • การวิเคราะห์และกําหนดรายละเอียดของปั ญหาประสิ ทธิ ภาพ • การเลือกเครื องมือ และออกแบบขันตอนวิธี • การดําเนิ นการแก้ปัญหา • การตรวจสอบและการปรับปรุ ง การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหาอย่างมีขนตอน ั6. เขียนโปรแกรมภาษา ขันตอนการพัฒนาโปรแกรม มี 5 ขันตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ ปั ญหา การออกแบบโปรแกรม การเขียนโปรแกรม การทดสอบ โปรแกรม และการจัดทําเอกสารประกอบ การเขียนโปรแกรม เช่น ซี จาวา ปาสคาล วิชวลเบสิ ก ซี ชาร์ ป การเขียนโปรแกรมในงานด้านต่างๆ เช่น การจัดการข้อมูล การ วิเคราะห์ขอมูล การแก้ปัญหาในวิชาคณิ ตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ้ การสร้างชินงาน7. พัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ โครงงานคอมพิวเตอร์ แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานดังนี • การพัฒนาสื อเพือการศึกษา • การพัฒนาเครื องมือ • การทดลองทฤษฎี • การประยุกต์ใช้งาน • การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ พัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ตามขันตอนต่อไปนี • คัดเลือกหัวข้อทีสนใจ • ศึกษาค้นคว้าเอกสาร • จัดทําข้อเสนอโครงงาน • พัฒนาโครงงาน • จัดทํารายงาน • นําเสนอและเผยแพร่
  18. 18. 13 ตัวชี วัด สาระการเรี ยนรู้ แกนกลางและสาระการเรียนรู้ ท้องถิน8. ใช้ฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ให้ การเลือกคุณลักษณะของฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ให้เหมาะสมกับเหมาะสมกับงาน งาน เช่น คอมพิวเตอร์ ทีใช้ในงานสื อผสม ควรเป็ นเครื องทีมี สมรรถนะสู ง และใช้ซอฟต์แวร์ ทีเหมาะสม9. ติดต่อสื อสาร ค้นหาข้อมูลผ่าน ปฏิบติการติดต่อสื อสาร ค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์ เน็ต ัอินเตอร์ เน็ต คุณธรรมและจริ ยธรรมในการใช้อินเตอร์ เน็ต10. ใช้คอมพิวเตอร์ ในการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการตัดสิ นใจของบุคคล กลุ่มประมวลผลข้อมูลให้เป็ น องค์กรในงานต่างๆสารสนเทศ เพือประกอบการตัดสิ นใจ11. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองานในรู ปแบบโดยพิจารณานําเสนองานในรู ปแบบทีเหมาะสม วัตถุประสงค์ของงาน12. ใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยสร้าง ใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยสร้างชินงานหรื อโครงงาน ตามหลักการทําชินงานหรื อโครงงานอย่างมี โครงงานจิตสํานึกและความรับผิดชอบ ศึกษาผลกระทบด้านสังคมและสิ งแวดล้อมทีเกิดจากงานทีสร้าง ขึน เพือหาแนวทางปรับปรุ งและพัฒนา13. บอกข้อควรปฏิบติสาหรับผูใช้ ั ํ ้ ข้อปฏิบติสาหรับผูใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น สื อสารและ ั ํ ้เทคโนโลยีสารสนเทศ ปฏิบติต่อผูอืนอย่างสุ ภาพ ปฏิบติตามระเบียบข้อบังคับของระบบ ั ้ ั ทีใช้งาน ไม่ทาผิดกฎหมายและศีลธรรม แบ่งปั นความสุ ขให้กบ ํ ั ผูอืน ้
  19. 19. 14 วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ (ง31101) คําอธิบายรายวิชาพืนฐานรหัสวิชา ง31101 ชือรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีชันมัธยมศึกษาปี ที 4 เวลาเรี ยน 40 ชัวโมง จํานวนหน่วยกิต 1.0 หน่วยกิต ศึกษาองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบและหลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ ระบบการสื อสารข้อมูลสําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ คุณลักษณะและอุปกรณ์ต่อพ่วง การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิ ทธิภาพ การเขียนโปรแกรมภาษา การพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ โดยใช้การสื อสารและการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต รวมทังใช้ซอฟต์แวร์ และฮาร์ ดแวร์ ให้เหมาะสมกับงาน การนําคอมพิวเตอร์ ไปใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็ นสารสนเทศ เพือประกอบการตัดสิ นใจและนําเสนอในรู ปแบบทีเหมาะสมอย่างมีจิตสํานึกและความรับผิดชอบ โดยกระบวนการอธิบายองค์ความรู ้ทีได้รับ การสื บค้นข้อมูล การแก้ปัญหา เขียนโปรแกรม พัฒนาโครงงาน โดยการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพือให้เกิดความรู ้ความเข้าใจ ความซือสัตย์สุจริ ต มีวนย ใฝ่ เรี ยนรู ้ มุ่งมันในการทํางานตามทีได้รับมอบหมาย และ ิ ัมีเจตคติทีดีต่อเทคโนโลยีสารสนเทศรหัสตัวชีวัดง 3.1 ม.4-6/1, ม.4-6/2, ม.4-6/3, ม.4-6/4, ม.4-6/5, ม.4-6/6, ม.4-6/7, ม.4-6/8, ม.4-6/9, ม.4-6/10, ม.4-6/11, ม.4-6/12, ม.4-6/13รวมทังหมด 13 ตัวชีวัด
  20. 20. 15 โครงสร้ างรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง31101 ชันมัธยมศึกษาปี ที 4 (ภาคเรี ยนที 1) เวลา 40 ชัวโมง คะแนนเต็ม 100 คะแนน อัตราส่วนคะแนนระหว่างภาคเรี ยนกับปลายภาค 80 : 20 มาตรฐานการเรียนรู้ / เวลา นําหนักคะแนนลําดับที ชือหน่ วยการเรียนรู้ สาระสําคัญ ตัวชีวัด (ชัวโมง) (100 คะแนน) 1 ระบบสารสนเทศ ง 3.1 ม.4-6/1, 10 - ความหมายของระบบ 4 5 สารสนเทศ - องค์ประกอบของระบบ สารสนเทศ - การใช้คอมพิวเตอร์ใน การประมวลผลข้อมูลให้ เป็ นสารสนเทศเพือ ประกอบการตัดสิ นใจ - ระบบเลขฐาน 2 หลักการทํางานของ ง 3.1 ม.4-6/2, 4 - องค์ประกอบของ 4 5 คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ - หลักการทํางานของ คอมพิวเตอร์ - คุณลักษณะของ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ต่อพ่วง 3 ระบบสื อสารข้อมูล ง 3.1 ม.4-6/3 - เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ 4 5 สําหรับเครื อข่าย - ความหมายของ คอมพิวเตอร์ ระบบสื อสารข้อมูล สําหรับเครื อข่าย คอมพิวเตอร์ - องค์ประกอบของ ระบบสื อสารข้อมูล - สื อหรื อตัวกลางของ ระบบสื อสารข้อมูล - โพรโตคอล - วิธีการส่งข้อมูลใน ระบบสื อสารข้อมูล - อุปกรณ์เครื อข่าย
  21. 21. 16 มาตรฐานการเรียนรู้ / เวลา นําหนักคะแนนลําดับที ชือหน่ วยการเรียนรู้ สาระสําคัญ ตัวชีวัด (ชัวโมง) (100 คะแนน) 4 การแก้ปัญหาด้วย ง 3.1 ม.4-6/5, 6 - การแก้ปัญหาด้วย 6 10 กระบวนการเทคโนโลยี กระบวนการเทคโนโลยี สารสนเทศ สารสนเทศ - การถ่ายทอดความคิดใน การแก้ปัญหาอย่างมี ขันตอน - การเขียนโปรแกรม ภาษา สรุปทบทวนภาพรวม (สอบกลางภาค) 1 20 5 ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ง 3.1 ม.4-6/8 - การใช้ฮาร์ดแวร์และ 4 5 ซอฟต์แวร์ - การเลือกซือ คอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม กับลักษณะงาน - คอมพิวเตอร์ทีใช้ในงาน สื อประสม 6 การติดต่อสื อสาร ค้นหา ง 3.1 ม.4-6/9, 13 - ระบบอินเตอร์เน็ต 4 5 ข้อมูลผ่านเครื อข่าย - การค้นหาข้อมูลผ่าน อินเตอร์เน็ต เครื อข่ายอินเตอร์เน็ต - การติดต่อสื อสารผ่าน เครื อข่ายอินเตอร์เน็ต - คุณธรรมและจริ ยธรรม ในการใช้อินเตอร์เน็ต 7 การใช้เทคโนโลยี ง 3.1 ม.4-6/11 - ความหมายของการใช้ 6 15 สารสนเทศนําเสนองาน เทคโนโลยีนาเสนองาน ํ - ความสําคัญของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ นําเสนองาน - องค์ประกอบของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ นําเสนองาน - การนําเสนองานด้วย ซอฟต์แวร์
  22. 22. 17 มาตรฐานการเรียนรู้ / เวลา นําหนักคะแนนลําดับที ชือหน่ วยการเรียนรู้ สาระสําคัญ ตัวชีวัด (ชัวโมง) (100 คะแนน) 8 การพัฒนาโครงงาน ง 3.1 ม.4-6/7, 12 - ความหมายของ 6 10 คอมพิวเตอร์ โครงงานคอมพิวเตอร์ - ความสําคัญของ โครงงานคอมพิวเตอร์ - ประเภทของโครงงาน คอมพิวเตอร์ - ขันตอนการพัฒนา โครงงานคอมพิวเตอร์ - การใช้คอมพิวเตอร์ สร้างชินงานหรื อ โครงงานอย่างมีจิตสํานึก และความรับผิดชอบ สรุปทบทวนภาพรวม (สอบปลายภาค) 1 20 รวม 40 100
  23. 23. 18 แผนทีความคิด (mind mapping)Mind Map คือ อะไร Mind Map หรื อ แผนทีความคิด เป็ นวิธีการบันทึ ก ความคิดเพือให้เห็นภาพของความคิดทีหลากหลายมุมมอง ทีกว้าง และ ทีชัดเจน โดยยังไม่จดระบบระเบียบความคิดใดๆทังสิ น เป็ นการเขียน ั ตามความคิด ทีเกิ ดขึนขณะนัน การเขียนมีลกษณะเหมือนต้นไม้แตก ั กิงก้าน สาขาออกไปเรื อยๆ ทําให้สมองได้คิดได้ทางานตามธรรมชาติ ํ อย่างและมีการจินตนาการกว้างไกล แผนทีความคิด ยังเป็ นวิธีการหนึ งทีใช้ในการบันทึกความคิดของการ อภิปรายกลุ่ม หรื อการระดมความคิด โดยให้สมาชิ กทุกคนเสนอความ คิดเห็น และวิทยากรจะทําการ จดบันทึกด้วยคําสันๆ คําโตๆ ให้ทุกคนมองเห็น พร้อมทังโยงเข้าหากิ ง ก้านทีเกียวข้องกัน เพือรวบรวมความคิดทีหลากหลายของทุกคน ไว้ในแผ่นกระดาษแผ่นเดียว ทําให้ทุก คนได้เห็นภาพความคิดของผูอืนได้ชดเจน และเกิดความคิดใหม่ต่อไปได้ ้ ั ความเป็ นมาของ Mind Map แผนที ความคิ ด เป็ นการนําเอาทฤษฎี ที เกี ยวกับ สมองไปใช้ให้เกิ ดประโยชน์ อย่า งสู งสุ ด นาย ธัญญา ผลอนันต์ เป็ นผูนาความคิดและวิธีการเขียนแผนทีความคิดเข้ามาใช้ และเผยแพร่ ในประเทศไทย ้ ํ ผูคิดริ เริ มคือโทนี บูซาน (Tony Buzan) เป็ นชาวอังกฤษ เป็ นผูนาเอาความรู ้เรื องสมองมาปรับใช้เพือการ ้ ้ ํ เรี ยนรู ้ของเขา โดยพัฒนาการจากการจดบันทึกแบบเดิมที เป็ นตัวอักษร เป็ นบรรทัด ๆ เป็ นแถว ๆ ใช้ ปากกาหรื อดินสอในการจดบันทึก เปลียนมาเป็ นบันทึกด้วยคํา ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผ่รัศมี ออกรอบ ๆ ศูนย์กลางเหมือนการแตกแขนงของ กิงไม้ โดยใช้สีสัน การเขียนแผนทีความคิดของโทนี บูซาน เป็ น การบันทึกในทุกๆเรื อง ทัง ชี วิตจริ งส่ วนตัวและการงาน เช่น การวางแผน การตัดสิ นใจ การช่วยจํา การ แก้ปัญหา การ นําเสนอ และการเขี ยนหนังสื อ เป็ นต้น การบันทึ กแบบนี เป็ นการใช้ทกษะการทํางาน ั ร่ วมกัน ของสมองทังสองซี ก คือ ซี กซ้าย วิเคราะห์ คํา ภาษา สัญลักษณ์ ระบบ ลําดับ ความเป็ นเหตุ เป็ นผล ส่ วนสมองซี กขวา จะทําหน้าทีสังเคราะห์คิด สร้ างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จังหวะ โดยมีแถบเส้นประสาทคอร์ ปัสคอโลซัมเป็ นเสมือนสะพานเชือม
  24. 24. 19หลักการเขียน Mind Map การเขี ยน Mind Map ใช้กระดาษแผ่นเดี ยว การเขี ย นใช้สีสันหลากหลาย ใช้โครงสร้ างตามธรรมชาติทีแผ่กระจายออกมาจุดศูนย์กลาง ใช้เส้ นโยง มีเครื องหมาย สัญลักษณ์ และรู ปภาพทีผสมผสานร่ วมกันอย่างเรี ยบง่าย สอดคล้องกับการทํางานตามธรรมชาติของสมองวิธีการเขียน Mind Map 1. เตรี ยมกระดาษเปล่าทีไม่มีเส้นบรรทัดและวางกระดาษภาพแนวนอน 2. วาดภาพสี หรื อเขียนคําหรื อข้อความทีสื อหรื อแสดงถึงเรื องจะทํา Mind Map กลางหน้ากระดาษ โดยใช้สีอย่างน้อย 3 สี และต้องไม่ตีกรอบด้วยรู ปทรงเรขาคณิ ต 3. คิดถึ งหัวเรื องสําคัญทีเป็ นส่ วนประกอบของเรื องที ทํา Mind Map โดยให้เขี ยนเป็ นคํา ที มี ลักษณะเป็ นหน่วย หรื อเป็ นคําสําคัญ (Key Word) สัน ๆ ทีมีความหมาย บนเส้น ซึ งเส้นแต่ละ เส้นจะต้องแตกออกมาจากศูนย์กลางไม่ควรเกิน 8 กิง 4. แตกความคิดของหัวเรื องสําคัญแต่ละเรื องในข้อ 3 ออกเป็ นกิง ๆ หลายกิง โดยเขียนคําหรื อวลี บนเส้นทีแตกออกไป ลักษณะของกิงควรเอนไม่เกิน 60 องศา 5. แตกความคิดรองลงไปทีเป็ นส่ วนประกอบของแต่ละกิง ในข้อ 4 โดยเขียนคําหรื อวลีเส้นทีแตก ออกไป ซึ งสามารถแตกความคิดออกไปเรื อยๆ 6. การเขียนคํา ควรเขียนด้วยคําทีเป็ นคําสําคัญ (Key Word) หรื อคําหลัก หรื อเป็ นวลีทีมี ความหมายชัดเจน 7. คํา วลี สัญลักษณ์ หรื อรู ปภาพใดทีต้องการเน้น อาจใช้วธีการทําให้เด่น เช่น การล้อม ิ กรอบ หรื อใส่ กล่อง เป็ นต้น 8. ตกแต่ง Mind Map ทีเขียนด้วยความสนุกสนานทังภาพและแนวคิดทีเชือมโยงต่อกันข้ อดีของการทําแผนทีความคิด 1. ทํา ให้ เ ห็ น ภาพรวมกว้า ง ๆ ของหั ว ข้ อ ใหญ่ หรื อ ขอบเขตของเรื อง 2. ทําให้ส ามารถวางแผนเส้ นทางหรื อตัดสิ นใจได้อย่า ง
  25. 25. 20 ่ ถูกต้อง เพราะรู ้วาตรงไหนกําลังจะไปไหนหรื อผ่านอะไรบ้าง 3. สามารถรวบรวมข้อมูลจํานวนมากลงไว้ในกระดาษแผ่นเดียวกัน 4. กระตุนให้คิดแก้ไขปั ญหา โดยเปิ ดโอกาสให้มองเห็นวิธีใหม่ ๆ ทีสร้างสรรค์ ้ 5. สร้างความเพลิดเพลินในการอ่านและง่ายต่อการจดจํา สรุ ป Mind Map เป็ นแผนทีความคิดทีอัจฉริ ยะ เปรี ยบเสมือนลายแทงทีนําไปสู่ การจดจําการเรี ยบเรี ยง การจัดระเบียบข้อมูลตามธรรมชาติ การทํางานของสมองตังแต่ตน ้ นันหมายความว่าการจําและฟื นความจํา หรื อการเรี ยกข้อมูลเหล่านันกลับมาใช้ในภายหลัง จะทําได้ง่าย และมีความถูกต้องแม่นยํากว่าการใช้เทคนิคการจดบันทึกแบบเดิม

×