1
ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด
บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ
ศักดิ์กยะ บุญรอด
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ
อ.ระโนด จ.สงขลา
ป 2560
2
บทที่ 1
บทนํา
ความเปนมาและความสําคัญ
โรคเบาหวานเปนโรคไมติดตอที่เปนปญหาสาธารณสุขทั่วโลก อัตราความชุกของโรคเบาหวานมี
แนวโนมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยพบวาในประชากร 100คนจะมีผูปวยเบาหวานถึง 6คน (เทพ หิมะ
ทองคํา, 2547) จํานวนผูปวยเบาหวานที่มากขึ้นสงผลกระทบตอการจัดบริการของสถานบริการสาธารณสุข ทํา
ใหผูปวยตองรอนาน ไดรับบริการไมทั่วถึง เปนบริการที่เนนการรักษาพยาบาลมากกวาการสงเสริมความรูเพื่อ
ปรับพฤติกรรมของผูปวย การจัดบริการที่ไมมีประสิทธิภาพดังกลาวสงผลกระทบตอความเจ็บปวยและการดูแล
ตนเองของผูปวย คือผูปวยไมสามารถควบคุมเบาหวานไดทําใหเกิดโรคแทรกซอนตางๆ ตามมาอยางรวดเร็ว
เชน เบาหวานขึ้นตา ตอกระจก โรคไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสวน
ปลาย โรคประสาทสวนปลาย
ความดันโลหิตสูงหมายถึงภาวะที่แรงดันในหลอดเลือดแดงมีคาสูงเกินปกติ 140/90 มิลลิเมตรปรอท
ผูคนจํานวนมากอยูกับความดันโลหิตสูงโดยที่ไมทราบวาตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเปนโรคที่ไมคอยปรากฏ
อาการที่ชัดเจน แตเมื่อปลอยนานไปแรงดันเลือดจะไปทําลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สําคัญทั่วรางกาย
จากการที่ความดันโลหิตสูงจะไมแสดงอาการ ทําใหเรียกกันวา “เพชฌฆาตเงียบ” องคการอนามัยโลกรายงาน
วาในปจจุบันโรคความดันโลหิตสูงเปนสาเหตุการตายทั่วโลกสูงถึง7.5 ลานคน หรือรอยละ12.8 ของสาเหตุ
การตายทั้งหมด ทั้งยังมีผลสูญเสียปสุขภาวะ 57 ลานป หรือคิดเปนรอยละ3.7 ของ DALYsเมื่อดูรายงาน
สถานการณโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทยขอมูลจากขอมูลสถิติสํานักนโยบายและยุทธศาสตร สํานักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขพบวาในป พ.ศ.2556 มีผูเสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง เปนจํานวน 5,165
คน ซึ่งสูงกวาขอมูลการตายป 2555 ที่มีจํานวน 3,684 คนสถานการณปวยและเขารับการรักษาในสถาน
บริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขดวยโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโนมเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องในทุกภาค
เมื่อเปรียบเทียบ จากป 2546และป 2556พบวา อัตราผูปวยในตอประชากรแสนคนดวยโรคความดันโลหิต
สูงเพิ่มจาก 389.8(จํานวน 218,218ราย) เปน 1,621.72(จํานวน 1,047,979ราย) ถือวามีอัตราเพิ่มขึ้นกวา
4เทา (4.16เทา) (ธาริณี พังจุนันทและนิตยา พันธุเวทย, 2558)
โรงพยาบาลสงเสริมตําบลบอตรุไดดําเนินงานการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
มาอยางตอเนื่อง ผลจากการดําเนินงานการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของอสม.ตําบลบอตรุที่
ผานมาปรากฏวา พบผูปวยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในชุมชนอยางตอเนื่องและมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะในกลุมประชากรอายุ35ปขึ้นไป การดําเนินงานโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาล
สงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุมีทั้งการรักษาพยาบาลในคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูงและบริการเชิงรุกใน
ชุมชน ซึ่งกิจกรรมเชิงรุกในชุมชนนั้นอสม.และเจาหนาที่จะประสานการทํากิจกรรมรวมกัน สําหรับการดําเนิน
กิจกรรมของอสม.ในชุมชนนั้นมีภารกิจสําคัญไดแก การสํารวจกลุมเปาหมายอายุมากกวา 35 ปขึ้นไปทุกคน
หลังจากนั้นจะเขาไปคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในชุมชนปละ 1ครั้งแลวแยกประเภทผลการ
คัดกรองเปน 3กลุมคือ กลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวย ตอจากนั้นจะวางแผนการดําเนินกิจกรรมการเยี่ยม
บานเพื่อติดตามอาการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุมเสี่ยงและกลุมปวยคือ กลุมเสี่ยงใหความรูเกี่ยวกับ3อ2
3
ส.และติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุก3เดือนโดยเจาหนาที่และอสม. สวนกลุมปวยจะจําแนกผลการ
ดูแลสุขภาพตามเกณฑปงปองจราจร 7 สี โดยการติดตามใหความรู3อ2ส.และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและ
สงตอพบเจาหนาที่ในรายที่ผิดปกติ ในป 2559โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุไดพัฒนานวัตกรรมการ
เฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยอสม. ซึ่งไดคิดคนการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน โดยใหอสม.นําไปใชในการดําเนินงานโรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูง ในการพัฒนานวัตกรรมดังกลาวขางตนผูวิจัยจึงมีความประสงคจะทําการศึกษาเรื่องดังกลาวนี้ โดยมี
วัตถุประสงคเพื่อศึกษาความคิดเห็นของ อสม.ตอการใชสมุดเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน
ชุมชน เพื่อนําผลการวิจัยดังกลาวมาใชในการพัฒนาการดําเนินงานและปรับปรุงงานใหดียิ่งขึ้นในอนาคต
วัตถุประสงค
1.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
2. เพื่อศึกษาความสัมพันธของปจจัยสวนบุคคลและระยะเวลาที่เปนอสม.ตอความคิดเห็นของ
อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน
ชุมชน
3.เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเฝาระวังการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
กรอบแนวคิดการวิจัย
ตัวแปรอิสระ
1.ปจจัยสวนบุคคล
-เพศ
-อายุ
-การศึกษา
-หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.
2.ระยะเวลาที่เปน อ.ส.ม.
ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
4
ขอบเขตการวิจัย
อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน(อสม.) ที่ใชในการศึกษาครั้งนี้เปนอสม.ที่ปฏิบัติงานจริงของ
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ อ.ระโนด จ.สงขลาและใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ
ความดันโลหิตสูงในชุมชนซึ่งเปนนวัตกรรมที่โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุนํามาใชในการดําเนินงาน
เฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งการบันทึกกิจกรรมในสมุดฯของอสม.ประกอบดวย
1) การคัดกรองกลุมเปาหมายและจําแนกเปนกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวย
2) การเยี่ยมบานติดตามอาการและการใหความรู 3อ2ส แกกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยในการ
เฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนตามระยะเวลาที่กําหนดไว โดยการประยุกตใชปงปอง
จราจร 7สี รวมดวย
3. การสงตอพบเจาหนาที่ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
ผลการวิจัยคาดวามีประโยชนหลายประการ
1.เพื่อปรับปรุงสมุดบันทึกการเฝาระวังการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ของ
อสม.เพื่อใหสามารถนํามาใชในการดําเนินงานในชุมชนไดอยางมีประสิทธิภาพ
2.เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของอสม.
3.ใชเปนแนวทางในการพัฒนางานโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ
ตําบลบอตรุ
คําจํากัดความที่ใชในการวิจัย
ความคิดเห็น หมายถึง การแสดงความเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังการเฝา
ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน(อสม.) หมายถึง อาสาสมัครที่ปฏิบัติงานการดูแลครัวเรือนดาน
สุขภาพในหมูบานตามทะเบียน อสม.ของรพ.สต.บอตรุป 2560
การใช หมายถึง การบันทึกการคัดกรอง การบันทึกการเยี่ยมบานกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวย
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของอสม.
สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หมายถึง คูมือการบันทึกที่นํามาใชในการ
ดูแลสุขภาพประชากรกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
5
บทที่ 2
การทบทวนเอกสาร
การวิจัยความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน มีแนวคิดที่เกี่ยวของดังนี้
แนวคิดเกี่ยวกับความคิดเห็น
ความหมายของความคิดเห็น
Good (1973: 339) ใหคําจํากัดความวา ความคิดเห็นหมายถึง ความเชื่อ การตัดสินใจ ความรูสึก
ประทับใจที่ไมไดมาจากการพิสูจนหรือชั่งน้ําหนักความถูกตองหรือไม
Best (1977: 169) กลาววา ความคิดเห็นคือ การแสดงออกในดานความเชื่อและความรูสึกของแตละ
บุคคล โดยการพูดที่นําไปสูการคาดคะเน หรือการแปลผลในพฤติกรรมหรือเหตุการณ
จํารอง (2534: 2) ไดใหความหมายของความคิดเห็นวา เปนความรูสึกของบุคคลที่มีตอสิ่งใดใน
ลักษณะที่ไมลึกซึ้งเหมือนทัศนคติ ความคิดเห็นนั้นอาจกลาวไดวาเปนการแสดงออกของทัศนคติ ก็ได สังเกต
และวัดไดจากคน แตมีสวนที่แตกตางไปจากทัศนคตินั้นเจาตัวอาจจะตระหนักหรือไมตระหนักก็ได
บุญเรียง (2534: 78) ความคิดเห็นหมายถึง การแสดงออกทางวาจาของเจตคติการที่บุคคลกลาววา
เขามีความเชื่อ หรือความรูสึกอยางไรเปนการแสดงความคิดเห็นของบุคคลดังนั้นการวัด ความคิดเห็นของ
บุคคลนั้นเปนสิ่งที่เปนไปได
ประเภทของความคิดเห็น
Remmer (1954: 6-7) กลาววาความคิดเห็นมี 2 ประการดวยกัน คือ
1. ความคิดเห็นเชิงบวกสุด – เชิงลบสุด (Extreme opinion)เปนความคิดเห็นที่เกิดจากการเรียนรู
และประสบการณ ซึ่งสามารถทราบทิศทางได ทิศทางบวกสุด ไดแก ความรักจนหลงทิศทางลบสุด ไดแก
ความรังเกียจ ความคิดเห็นนี้รุนแรงเปลี่ยนแปลงยาก
2. ความคิดเห็นจากความรูความเขาใจ(Cognitive contents) การมีความเห็นตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นอยู
กับความรูความเขาใจที่มีตอสิ่งนั้น เชน ความรูความเขาใจในทางที่ดี ชอบ ยอมรับ เห็นดวย ความรูความ
เขาใจในทางที่ไมดี ไดแก ไมชอบ ไมยอมรับ ไมเห็นดวย
ปจจัยที่มีอิทธิพลตอความคิดเห็น
Oskamp (1977: 119-133) ไดสรุปปจจัยที่ทําใหเกิดความคิดเห็นดังนี้
1. ปจจัยทางพันธุกรรมและรางกาย (Genetic and physiological factors ) เปนปจจัยตัวแรกที่
ไมคอยจะไดพูดถึงมากนัก โดยมีการศึกษาพบวา ปจจัยดานพันธุกรรม จะมีผลตอระดับความกาวราวของ
บุคคล ซึ่งจะมีผลตอการศึกษา เจตคติ หรือความคิดเห็นของบุคคลนั้นๆได ปจจัยดาน รางกาย เชน อายุ
ความเจ็บปวย และผลกระทบจากการใชยาเสพยติดจะมีผลตอความคิดเห็นและเจตคติของบุคคล เชน คนที่มี
ความคิดอนุรักษนิยมมักจะเปนคนที่มีอายุมาก เปนตน
6
2. ประสบการณโดยตรงของบุคคล (Direct personal experience ) คือบุคคลไดรับความรูสึกและ
ความคิดตางๆจากประสบการณโดยตรง เปนการกระทําหรือพบเห็นตอสิ่งตางๆโดยตนเอง ทําใหเกิดเจตคติ
หรือความคิดเห็นจากประสบการณที่ตนเองไดรับ เชน เด็กทารกที่แมไดปอนน้ําสมคั้นใหทาน เขาจะมี
ความรูสึกชอบ เนื่องมาจากน้ําสมหวาน เย็น หอม ชื่นใจ ทําใหเขามีความรูสึกตอน้ําสมที่ไดทานเปนครั้งแรก
เปนประสบการณ โดยตรงที่เขาไดรับ
3. อิทธิพลจากครอบครัว ( Parental influence) เปนปจจัยที่บุคคลเมื่อเปนเด็กจะไดรับอิทธิพลจาก
การอบรมเลี้ยงดูของพอแมและครอบครัว ทั้งนี้เมื่อตอนเปนเด็กเล็กๆจะไดรับการ อบรมสั่งสอน ทั้งในดาน
ความคิด การตอบสนองความตองการทางดานรางกาย การใหรางวัลและการลงโทษ ซึ่งเด็กจะไดรับจาก
ครอบครัว และจากประสบการณที่ตนเองไดรับมา
4. เจตคติและความคิดเห็นของกลุม ( Group determinants of attitude ) เปนปจจัย ที่มี
อิทธิพลอยางมากตอความคิดเห็นหรือเจตคติของแตละบุคคล เนื่องจากบุคคลจะตองมีสังคมและอยูรวมกันเปน
กลุม ดังนั้น ความคิดเห็นและเจตคติตางๆจะไดรับการถายทอดและมีแรงกดดันจากกลุม ไมวาจะเปนเพื่อนใน
โรงเรียน กลุมอางอิงตางๆซึ่งทําใหเกิดความคลอยตามเปนไปตามกลุมได
5. สื่อมวลชน ( Mass media ) เปนสื่อตางๆที่บุคคลไดรับสื่อเหลานี้ไมวาจะเปนหนังสือพิมพ
ภาพยนตร วิทยุ โทรทัศน จะมีผลทําใหบุคคลมีความคิดเห็นมีความรูสึกตางๆเปนไปตามขอมูลขาวสารที่ไดรับ
จากสื่อ
จําเรียง (2536: 248-249) ไดกลาวถึงปจจัยที่กอใหเกิดความคิดเห็นวา ขึ้นอยูกับกลุมทางสังคมใน
หลายประการ คือ
1. ภูมิหลังทางสังคม หมายถึงกลุมคนที่มีภูมิหลังที่แตกตางกัน โดยทั่วไปจะมีความคิดเห็นที่แตกตาง
กันไปดวย เชน ความคิดเห็นระหวางผูเยาวกับผูสูงอายุ ชาวเมืองกับชาวชนบท เปนตน
2. กลุมอางอิง หมายถึง การที่คนเราจะคบหาสมาคมกับใคร หรือกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดใหแกผูใด หรือ
การกระทําที่คํานึงถึงอะไรบางอยางรวมกันหรืออางอิงกันได เชน ประกอบอาชีพเดียวกัน การเปนษมาชิกกลุม
หรือษมาคมเดียวกัน เปนตน สิ่งเหลานี้ยอมมีอิทธิพลตอความคิดเห็นของบุคคลเหลานั้นดวย
3. กลุมกระตือรือรน หรือกลุมเฉื่อยชา หมายถึง การกระทําใดที่กอใหเกิดความกระตือรือรนเปน
พิเศษอันจะกอใหเกิดกลุมผลประโยชนขึ้นมาได ยอมสงผลตอการจูงใจใหบุคคลที่เปนสมาชิกเหลานั้นมีความ
คิดเห็นที่คลอยตามไดไมวาจะใหคลอยตามในทางที่เห็นดวยหรือไมเห็นดวยก็ตาม ในทางตรงกันขามกลุมเฉื่อย
ชาก็จะไมมีอิทธิพลตอสมาชิกมากนัก
แนวคิดเรื่องโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูง เปนโรคที่พบไดบอยในปจจุบัน คนสวนใหญที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไมรูตัววา
เปน เมื่อรูตัววาเปนสวนมากจะไมไดรับการดูแลรักษา สวนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไมมีอาการทําใหคนสวนใหญ
ไมไดใหความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซอนแลวจึงจะเริ่มสนใจและรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทํา
ใหผลการรักษาไมดีเทาที่ควร การควบคุมความดันโลหิตใหปกติอยางสม่ําเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัม
7
พฤกษ อัมพาต หรือโรคกลามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ เปนขอเท็จจริงทางการแพทยที่
เปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
โรคความดันโลหิตสูงหมายถึง การมีความดันโลหิตตัวบน(Systolic Blood pressure ,SBP)มีคา
มากกวา 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวลาง(Diastolic Blood pressure ,DBP) มีคามากกวา 90
มิลลิเมตรปรอท โดยมีหรือไมมีความผิดปกติทางสมอง, จอตา, หัวใจ หรือไต(WHO,1996)
ปจจัยที่มีผลตอความดันโลหิต
ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงไดตามปจจัยแวดลอมตางๆ ดังนี้
1. อายุ สวนใหญเมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ตัวอยางเชน ขณะอายุ 18ป ความดัน
โลหิต เทากับ120/70มม.ปรอท แตพออายุ 60ป ความดันโลหิต อาจจะเพิ่มขึ้นเปน 140/90แตก็ไมไดเปน
กฎตายตัววาอายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้นเสมอไป อาจวัดได 120/70เทาเดิมก็ได
2. เวลา ความดันโลหิตจะขึ้นๆ ลงๆ ไมเทากันตลอดวัน ตัวอยางเชน ในตอนเชาความดันซิสโตลิก
อาจจะวัดได 130 มม.ปรอท ขณะที่ ตอนชวงบายอาจวัดไดถึง 140 มม.ปรอท ขณะนอนหลับอาจวัดไดต่ําถึง
100มม.ปรอท เปนตน
3. จิตใจและอารมณ พบวามีผลตอความดันโลหิตไดมาก ขณะที่ไดรับความเครียด อาจทําให
ความดันโลหิตสูงกวาปกติไดถึง 30 มม.ปรอท ขณะที่พักผอนความดันโลหิตก็จะสามารถกลับมาสูภาวะปกติได
เมื่อรูสึกเจ็บปวดก็เปนเหตุหนึ่งที่ทําใหความดันโลหิตสูงขึ้นไดเชนกัน
4. เพศ พบวาเพศชายจะเปนโรคความดันโลหิตสูงไดบอยกวาเพศหญิง
5. พันธุกรรมและสิ่งแวดลอม ผูที่มีบิดาและมารดา เปนโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโนมที่จะเปน
โรคนี้มากกวาผูที่ไมมีประวัติ ในครอบครัว สิ่งแวดลอม ที่เครงเครียด ก็ทําใหมีแนวโนมการเปนโรค
ความดันสูงขึ้นดวยเชนกัน
6. สภาพภูมิศาสตร ผูที่อยูในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกวาในสังคมชนบท
7. ปริมาณเกลือ ผูที่รับประทานเกลือมากจะมีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากกวาผูที่รับ
ประทานเกลือนอย ตัวอยางเชน ชาวญี่ปุนตอนเหนือรับประทานเกลือมากกวา 27 กรัม/วัน มีผูปวยความดัน
โลหิตสูงถึง 39% สวนชาวญี่ปุนตอนใตรับประทานเกลือวันละ 17 กรัม/วัน เปนมีผูปวยโรคความดันโลหิตสูง
เพียง 21%
ระดับความรุนแรง
ระดับที่ 1ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก คาความดันโลหิต ระหวาง 140-159/90-99มม.ปรอท
ระดับที่ 2ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง คาความดันโลหิต ระหวาง 160-179/100-109มม.ปรอท
ระดับที่ 3ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง คาความดันโลหิต มากกวา 180/110มม.ปรอท
อาการของผูปวย
ผูปวยความดันโลหิตสูงอาจจะไมมีอาการใดๆ เลย หรืออาจจะพบวามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียน
ศีรษะ และเหนื่อยงายผิดปกติ อาจมีอาการแนนหนาอกหรือนอนไมหลับ ความดันโลหิตสูงอาจทําใหเกิด
ภาวะแทรกซอนได 2กรณีดวยกันคือ
8
กรณีที่ 1ภาวะแทรกซอนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ไดแกภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมอง
แตก
กรณีที่ 2ภาวะแทรกซอนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตันเชน กลามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือ
เรื้อรัง ทําใหหัวใจเตนผิดจังหวะ อาจจะทําใหถึงแกชีวิตได หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ อัมพาต หรือ
หลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได
จากขอมูลทางการแพทยระบุไววา ผูปวยที่เปนโรคความดันโลหิตสูงและไมไดรับการรักษาจะเสียชีวิต
จากหัวใจ วายถึง 60-75% เสียชีวิตจากเสนเลือดในสมองอุดตัดหรือแตก 20-30% และเสียชีวิตจากไตวาย
เรื้อรัง 5-10%ภาวะแทรกซอน
1.หัวใจทํางานหนักขึ้น ทําใหผนังหัวใจหนาตัวและถาไมไดรับการรักษาอยางถูกตอง ผนังหัวใจจะ
ยืดออกและเสียหนาที่ ทําใหเกิดหัวใจโต และหัวใจวายไดในที่สุด
2.อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ทําใหเปนอัมพาตหรือเสียชีวิตได ถาเปนเรื้อรัง
อาจกลายเปนโรคความจําเสื่อม สมาธิลดลง
3.เลือดอาจไปเลี้ยงไตไมพอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อม ทําใหไตวายเรื้อรังและภาวะไตวายจะยิ่ง
ทําใหความดันโลหิตสูงขึ้นอีก
4.หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอยางชาๆ อาจมีเลือดที่จอตา ทําใหประสาทตาเสื่อม ตามัวลง
เรื่อยๆ จนตาบอดได
แนวคิดเรื่องโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคืออะไร
คนปกติกอนรับประทานอาหารเชาจะมีระดับน้ําตาลในเลือด 70-110มก.% หลังรับประทานอาหาร
แลว 2ชม.ระดับน้ําตาลไมเกิน 140มก.% ผูที่ระดับน้ําตาลสูงไมมากอาจจะไมมีอาการอะไร การวินิจฉัยโรค
เบาหวานจะทําไดโดยการเจาะเลือด
โรคเบาหวานเปนภาวะที่รางกายมีระดับน้ําตาลในเลือดสูงกวาปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอรโมน
อินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อตออินซูลิน ทําใหน้ําตาลในเลือดสูงขึ้นอยูเปน
เวลานานจนเปนโรคเรื้อรัง และกอใหเกิดปญหาตอสุขภาพ กอใหเกิดปญหากับ ฟน, เหงือก, ตา, ไต, หัวใจ
และ หลอดเลือดแดง แตสามารถปองกันโรคแทรกซอนตางๆได โดยการปรับอาหาร การออกกําลังกาย และยา
ใหเหมาะสม
อาการของโรคเบาหวาน
1.คนปกติมักจะไมตองลุกขึ้นมาปสสาวะในเวลากลางดึกหรือปสสาวะอยางมากไมเกิน 1ครั้ง เมื่อ
น้ําตาลในกระแสเลือดมากกวา180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ําตาลจะถูกขับออกทางปสสาวะทําให
น้ําถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปสสาวะบอยและเกิดการสูญเสียน้ํา และอาจจะพบวาปสสาวะมีมดตอม
2.ผูปวยจะหิวน้ําบอยเนื่องจากตองทดแทนน้ําที่ถูกขับออกทางปสสาวะ
3.ออนเพลีย น้ําหนักลดเกิดเนื่องจากรางกายไมสามารถใชน้ําตาลจึงยอยสลายสวนที่เปนโปรตีและ
ไขมัน ออกมา
9
4.ผูปวยจะกินเกงหิวเกงแตน้ําหนักจะลดลงเนื่องจากรางกายนําน้ําตาลไปใชเปนพลังงานไมได จึง
มีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกลามเนื้อ
5.คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอยางยิ่งบริเวณชองคลอดของผูหญิง สาเหตุของ
อาการคันเนื่องจากผิวแหงไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
6.เห็นภาพไมชัด ตาพรามัวตองเปลี่ยนแวนบอย ทั้งนี้อาจจะเปนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เชน
สายตาสั้น ตอกระจก น้ําตาลในเลือดสูง
7.ชาไมมีความรูสึก เจ็บตามแขนขาหยอนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ําตาลสูงนานๆทําให
เสนประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เทาไดงาย เพราะไมรูสึก
น้ําตาลในกระแสเลือดสูงเมื่อเปนโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซอนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก
microvacular หากมีโรคแทรกซอนนี้จะทําใหเกิดโรคไต เบาหวานเขาตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญ
แข็งเรียก macrovascular โดยจะทําใหเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบ
นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาทอักเสบ neuropathic ทําใหเกิดอาการชาขา กลามเนื้อออนแรง
ประสาทอัตโนมัติเสื่อม
องคประกอบสําคัญที่เปนตนเหตุของการเกิด
กรรมพันธุ อวน ขาดการออกกําลังกาย หากบุคคลใดมีปจจัยเสี่ยงมากยอมมี่โอกาสที่จะเปนเบาหวาน
มากขึ้น ผูปวยเบาหวานมักจะวินิจฉัยไมไดในระยะแรก การที่มีภาวะน้ําตาลสูงเปนเวลานานๆทําใหเกิดการ
เสื่อมของอวัยวะตางๆเชน ตา หัวใจ ไต เสนประสาท เสนเลือด นอกจากนี้ยังพบวามีโรคความดันโลหิตสูง
ภาวะไขมันในโลหิตสูงรวมดวย ดังนั้นจึงจําเปนอยางยิ่งในการวินิจฉัยใหเร็วที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซอน การ
ตรวจคัดกรองเบาหวานในผูใหญที่ไมมีอาการ ผูที่สมควรไดรับการเจาะเลือดตรวจหาเบาหวาน คือ
1.ประวัติครอบครัวพอแม พี่ หรือ นอง เปนเบาหวานควรจะตรวจเลือดแมวาคุณจะไมมีอาการ
2.อวน ดัชนีมวลกายมากกวา27% หรือน้ําหนักเกิน20%ของน้ําหนักที่ควร
3.อายุมากกวา45ป
4.ความดันโลหิตสูงมากกวา140/90mmHg
5.ระดับไขมัน HDL นอยกวา35มก%และหรือ TG มากกวา250มก.%
6.ผูที่ไมคอยไดออกกําลังกาย
7.ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภหรือน้ําหนักเด็กแรกคลอดมากกวา4กิโลกรัม
บุคคลที่มีปจจัยเสี่ยงดังกลาวควรที่จะไดรับการตรวจหาระดับน้ําตาลในเลือดทุก 3ป คนที่มีปจจัย
เสี่ยงดังกลาวการปองกันจะเปนวิธีที่ดีที่สุดโดยการออกกําลังกาย การควบคุมอาหาร การคุมน้ําหนัก
10
กรอบแนวคิดการวิจัย
สมมติฐานการวิจัย
1.เพศมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึก
การเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
2.อายุมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึก
การเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
3.การศึกษามีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด
บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
4.หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
5.ระยะเวลาที่เปนอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ
การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
1.ปจจัยสวนบุคคล
-เพศ
-อายุ
-การศึกษา
-หมูบานที่ปฏิบัติงานของ อสม.
2.ระยะเวลาที่เปน อสม.
ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุข
ประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝา
ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน
ชุมชน
11
บทที่ 3
วิธีดําเนินการวิจัย
การวิจัยความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน มีวิธีดําเนินการวิจัยดังนี้
ประชากรและกลุมตัวอยาง
ประชากรที่ใชในการวิจัยคือ อาสาสมัครสาธารณสุขตําบลบอตรุ จํานวน 136คน ตามทะเบียน อส
ม.ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ ป 2560และผูวิจัยใช อสม.ทั้งหมดเปนกลุมตัวอยางที่ใชในการ
วิจัยครั้งนี้ โดยอสม.ที่เปนกลุมตัวอยางจําแนกตามหมูบานดังนี้
ตาราง1 อสม.ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุจําแนกรายหมูบาน ป 2560
หมูที่ จํานวน อสม.
(คน)
รอยละ
ม.1บานบอตรุ 38 27.94
ม.2บานเจดียงาม 31 22.79
ม.3บานพังขี้พรา 17 12.50
ม.4บานวัดประดู 20 14.70
ม.5บานโพธิ์ 30 22.07
รวม 136 100.00
การเก็บรวบรวมขอมูล
การเก็บรวบรวมแบบสอบถามโดยผูวิจัยดําเนินการเอง โดยการแจกแบบสอบถามใหอสม.ตําบลบอ
ตรุในวันประชุมประจําเดือนในวันที่ 20มีนาคม 2560พรอมทั้งชี้แจงแบบสอบถามรายขอ เพื่อความเขาใจที่
ตรงกัน เมื่อ อสม.ตอบแบบสอบถามเสร็จสิ้น ผูวิจัยไดตรวจสอบความสมบูรณถูกตองของแบบสอบถามทุก
ฉบับ หลังจากนั้นไดนําแบบสอบถามไปบันทึกดวยโปรแกรมประยุกตทางสถิติดวยคอมพิวเตอร
เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล
เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามที่ผูวิจัยไดออกแบบขึ้นเอง ประกอบดวย 3สวน คือ 1) ขอมูลทั่วไป
ของผูตอบแบบสอบถามและ2) แบบสอบถามความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝา
ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน
ชุมชน เปนแบบสํารวจความคิดเห็นแบบใหประมาณคาแบงคะแนนเปน 5ระดับคือ
-เห็นดวยมากที่สุด คะแนน 5
-เห็นดวยมาก คะแนน 4
12
-เห็นดวยปานกลาง คะแนน 3
-เห็นดวยนอย คะแนน 2
-เห็นดวยนอยที่สุด คะแนน 1
3)ขอเสนอแนะอื่นๆ เปนแบบสอบถามปลายเปด ใหผูตอบแบบสอบถามเสนอแนะสิ่งที่อยากให
ผูวิจัยพัฒนาสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล
ผูวิจัยไดวิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรม SPSS โดยดําเนินการวิเคราะหขอมูลดังนี้
1.วิเคราะหขอมูลสวนบุคคล โดยการนับจํานวนและหาคารอยละ
2.ความคิดเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ใชการวิเคราะห รวบรวมขอมูลโดยการนับจํานวน หาคารอยละและคาสถิติบรรยายเชิงพรรณนา
คะแนนความคิดเห็นตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
คะแนนเต็ม 50คะแนน แบงความคิดเห็นเปน 5ระดับดังนี้
1) เห็นดวยมากที่สุด คะแนน 41-50
2) เห็นดวยมาก คะแนน 31-40
3) เห็นดวยปานกลาง คะแนน 21-30
4) เห็นดวยนอย คะแนน 11-20
5) เห็นดวยนอยที่สุด คะแนน 0-10
การทดสอบความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระและตัวแปรตามดวยสถิติไคสแควร(Chi-Square Test)
และกําหนดนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05
13
บทที่ 4
ผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่องความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝา
ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ แบงผล
การศึกษาเปน 2สวนคือ ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถามและการทดสอบสมมติฐาน ปรากฏผลดังนี้
สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม
ตาราง 2 ขอมูลทั่วไปและระยะเวลาที่เปนอสม.ของผูตอบแบบสอบถาม
n=100
ปจจัยสวนบุคคล จํานวน รอยละ
1.เพศ
- ชาย 3 3.0
- หญิง 97 97.0
2.อายุ(ป)
- 25-40ป 14 14.0
- 41-60ป 68 68.0
- 61ปขึ้นไป 18 18.0
คาเฉลี่ย 51.30 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10.40
3.การศึกษา
- ประถมศึกษา 63 63.0
- มัธยมศึกษาตอนตน 10 10.0
- มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. 19 19.0
- อนุปริญญา ปวส. 2 2.0
- ปริญญาตรี 6 6.0
4.หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.
- ม.1 25 25.0
- ม.2 20 20.0
- ม.3 14 14.0
- ม.4 20 20.0
- ม.5 21 21.0
14
จากตาราง2ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ปรากฏวา สวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 97อายุ
สวนใหญ 41-60ป รอยละ 68นอยที่สุดอายุ 25-40รอยละ 14(คาเฉลี่ย 51.30ป) สวนใหญการศึกษาระดับ
ประถมศึกษา รอยละ 63รองลงมามัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. รอยละ 19และต่ําสุดอนุปริญญา ปวส. รอย
ละ 2การปฏิบัติงานพบวาสวนใหญปฏิบัติงานหมูที่ 1รอยละ 25รองลงมา หมูที่ 5รอยละ 21และนอยที่สุด
หมูที่ 3รอยละ 14
ตาราง3 ระยะเวลาที่เปนอสม.ของกลุมตัวอยาง
n=100
ระยะเวลาที่เปนอสม. จํานวน รอยละ
- 1-10ป 43 43.0
-11-20ป 32 32.0
-21ปขึ้นไป 25 25.0
คาเฉลี่ย 14.97 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10.28
จากตาราง 3ระยะเวลาที่เปนอสม.ของกลุมตัวอยาง ปรากฏวา สวนใหญเปนอสม. 1-10ป รอยละ
43และนอยที่สุดเปนอสม. 21ปขึ้นไป รอยละ 25(คาเฉลี่ย 14.97ป)
ตาราง 4 ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูงในชุมชน
n=100
ขอ คําถาม ความคิดเห็น คาเฉลี่ย สวน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับ
มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
นอย นอย
ที่สุด
1. ขนาดรูปเลมสะดวกตอการใช 46
46.0
42
42.00
10
10.0
2
2.0
0 4.32 0.74 มาก
2. ตัวอักษรเหมาะสม อานงาย 52
52.0
31
31.0
17
17.0
0 0 4.35 0.75 มาก
3. เนื้อหาไมยาก เขาใจงาย 49
49.0
39
39.0
6
6.0
6
6.0
0 4.31 0.84 มาก
4. ใชสํารวจกลุมเปาหมายใน
ชุมชนไดสะดวก
48
48.0
38
38.0
14
14.0
0 0 4.34 0.71 มาก
5. การบันทึกผลการคัดกรอง
กลุมเปาหมายไดงาย
40
40.0
42
42.0
18
18.0
0 0 4.22 0.73 มาก
6. ใชแยกประเภทกลุมปกติ กลุม
เสี่ยง กลุมปวยไดงาย
43
43.0
41
41.0
16
160
0 0 4.27 0.72 มาก
15
ตาราง 4(ตอ)
n=100
ขอ คําถาม ความคิดเห็น คาเฉลี่ย สวน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับ
มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
นอย นอย
ที่สุด
7. ใชแยกสีกลุมปวยดวยปงปอง
7สี ไดงาย
30
30.0
53
53.0
17
17.0
0 0 4.13 0.68 มาก
8. การบันทึกผลการติดตามเยี่ยม
กลุมเสี่ยงไดงาย
35
35.0
50
50.0
15
15.0
0 0 4.20 0.68 มาก
9. การบันทึกผลการติดตามเยี่ยม
กลุมปวยไดงาย
45
45.0
42
42.0
13
13.0
0 0 4.32 0.69 มาก
10. การบันทึกการสงตอผูปวยมาพบ
เจาหนาที่ รพ.สต.ไดงาย
43
43.0
40
40.0
17
17.0
0 0 4.26 0.73 มาก
คาเฉลี่ยรวม 42.72 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.79
จากตาราง 4ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวาน
และความดันโลหิตสูงในชุมชนพบวามีคาเฉลี่ยรวมทุกขอ 42.72เมื่อพิจารณารายขอ ปรากฏผลดังนี้
ขอ1ขนาดรูปเลมสะดวกตอการใชพบวา คาเฉลี่ย 4.32ระดับมาก
ขอ2ตัวอักษรเหมาะสม อานงายพบวา คาเฉลี่ย 4.35ระดับมาก
ขอ3เนื้อหาไมยาก เขาใจงายพบวา คาเฉลี่ย 4.31ระดับมาก
ขอ4ใชสํารวจกลุมเปาหมายในชุมชนไดสะดวกพบวา คาเฉลี่ย 4.34ระดับมาก
ขอ5การบันทึกผลการคัดกรองกลุมเปาหมายไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.22ระดับมาก
ขอ6ใชแยกประเภทกลุมปกติ กลุมเสี่ยง กลุมปวยไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.27ระดับมาก
ขอ7ใชแยกสีกลุมปวยดวยปงปอง 7สี ไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.13ระดับมาก
ขอ8การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมเสี่ยงไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.20ระดับมาก
ขอ9การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมปวยไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.32ระดับมาก
ขอ10การบันทึกการสงตอผูปวยมาพบเจาหนาที่ รพ.สต.ไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.26ระดับมาก
16
ตาราง5ความคิดเห็นภาพรวมของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ
ความดันโลหิตสูงในชุมชน
n=100
ระดับความคิดเห็น จํานวน (คน) รอยละ
- มากที่สุด (41-50คะแนน) 70 70.0
- มาก (31-40คะแนน) 22 22.0
- ปานกลาง (21-30คะแนน) 8 8.0
- นอย (11-20คะแนน) 0 0
- นอยที่สุด (0-10คะแนน) 0 0
คาเฉลี่ย 42.72 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.79
จากตาราง5ความคิดเห็นภาพรวมของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ปรากฏวาสวนใหญกลุมตัวอยางมีความคิดเห็นภาพรวมมากที่สุด
รอยละ 70รองละมาระดับมาก รอยละ 22และระดับปานกลาง รอยละ 8ตามลําดับ
สวนที่ 2 การทดสอบสมมติฐาน
การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดทําการวิเคราะหหาความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระ ซึ่งไดแก เพศ อายุ
การศึกษา หมูที่ปฏิบัติงานและระยะเวลาที่เปนอสม. สวนตัวแปรตามไดแก ความคิดเห็นของอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ซึ่ง
สถิติที่นํามาใชในการศึกษาวิเคราะห ไดแก คาไคสแควร (Chi-Square) ใชทดสอบความสัมพันธระหวางตัว
แปร สําหรับนัยสําคัญทางสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลครั้งนี้กําหนดไวที่ระดับ 0.05 ซึ่งผลการทดสอบ
สมมติฐานที่ตั้งไวปรากฏดังนี้
17
สมมติฐานที่1เพศมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใช
สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ตารางที่ 6แสดงความสัมพันธระหวางเพศชายและหญิงกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
เพศ ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด
บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
รวม
นอย มาก
ชาย 33.33 66.67 3.0(3)
หญิง 42.27 57.73 97.0(97)
รวม 42.00 58.00 100.0(100)
Chi-Square =0.095 df = 1 Sig = 0.75
Crammer’s v = 0.031
เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางเพศชายและหญิงความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคสแควร
ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.75 ซึ่งมีคามากกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่
กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่มีเพศตางกันมีความคิดเห็นตอการใช
สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงไมเปนตาม
สมมติฐานที่ตั้งไว
18
สมมติฐานที่ 2 อายุมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการ
ใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ตารางที่ 7แสดงความสัมพันธระหวางอายุกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใช
สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
อายุ ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด
บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
รวม
นอย มาก
25-40ป 42.85 57.15 14.0(14)
41-60ป 45.58 54.42 68.0(68)
61ปขึ้นไป 27.77 72.23 18.0(18)
รวม 42.00 58.00 100.0(100)
Chi-Square =1.86 df = 2 Sig = 0.39
Crammer’s v = 0.136
เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางอายุกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ
การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคสแควร
ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.39 ซึ่งมีคามากกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่
กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่มีอายุตางกันมีความคิดเห็นตอการใช
สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงไมเปนตาม
สมมติฐานที่ตั้งไว
19
สมมติฐานที่3 การศึกษามีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ
การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ตารางที่ 8แสดงความสัมพันธระหวางการศึกษากับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ
การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
การศึกษา ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ
การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูงในชุมชน
รวม
นอย มาก
ประถมศึกษา 42.85 57.15 63.0(63)
มัธยมศึกษาตอนตนขึ้นไป 40.54 59.46 37.0(37)
รวม 42.00 58.00 100.0(100)
Chi-Square =0.05 df = 1 Sig = 0.82
Crammer’s v = 0.023
เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางการศึกษากับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน
ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคสแควร
ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.82 ซึ่งมีคามากกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่
กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่มีการศึกษาตางกันมีความคิดเห็นตอ
การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงไม
เปนตามสมมติฐานที่ตั้งไว
20
สมมติฐานที่4หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ตารางที่ 9แสดงความสัมพันธระหวางหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.กับความคิดเห็นของอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
หมูบานที่
ปฏิบัติงาน
ของอสม.
ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด
บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
รวม
นอย มาก
หมู 1 20.00 80.00 25.0(25)
หมู 2 60.00 40.00 20.0(20)
หมู 3 50.00 50.00 14.0(14)
หมู 4 55.00 45.00 20.0(20)
หมู 5 33.33 66.67 21.0(21)
รวม 42.00 58.00 100.0(100)
Chi-Square =10.03 df = 4 Sig = 0.04
Crammer’s v = 0.317
เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.ตอความคิดเห็นของอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใช
สถิติไคสแควร
ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.04 ซึ่งมีคานอยกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่
กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่หมูบานที่ปฏิบัติงานตางกันมีความ
คิดเห็นตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนแตกตางกัน ผลการศึกษา
จึงเปนตามสมมติฐานที่ตั้งไว
21
สมมติฐานที่5ระยะเวลาที่เปนอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมช
ตารางที่ 10แสดงความสัมพันธระยะเวลาที่เปนอสม.กับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ระยะเวลาที่
เปนอสม.
ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด
บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
รวม
นอย มาก
1-10ป 55.81 44.19 43.0(43)
11ปขึ้นไป 31.57 68.43 57.0(57)
รวม 42.00 58.00 100.0(100)
Chi-Square = 5.91 df = 1 Sig = 0.02
Crammer’s v = 0.243
เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางระยะเวลาที่เปนอสม.ตอความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุข
ประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคส
แควร
ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.02 ซึ่งมีคานอยกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่
กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาระยะเวลาที่เปนอสม.ตางกันมีความคิดเห็นตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงเปนตามสมมติฐานที่ตั้งไว
22
สรุปผลการทดสอบสมมติฐาน
ผลการทดสอบสมมติฐาน เพื่อหาปจจัยสวนบุคคลและระยะเวลาที่เปนอสม.ที่มีความสัมพันธกับ
ความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความ
ดันโลหิตสูงในชุมชน ไดแก เพศ อายุ การศึกษา หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.และระยะเวลาที่เปนอสม.
ปรากฏผลดังนี้
ตัวแปรหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.และระยะเวลาที่เปนอสม. มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอา
สมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
ตางกัน
ตัวแปรอื่นๆ ไดแก เพศ อายุ การศึกษา มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุข
ประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน
ตารางที่ 11 สรุปผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัยตัวแปรกับความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุขประจํา
หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
* มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ตัวแปร คานัยสําคัญ
ผลการทดสอบสมมติฐาน
เปนไปตาม ไมเปนไป
ตามสมมติฐาน ตามสมมติฐาน
1. เพศ 0.09 
2. อายุ 0.39 
3. การศึกษา 0.82 
4. หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม. 0.04 
5. ระยะเวลาที่เปนอสม. 0.02 
23
บทที่ 5
สรุปผลการวิจัยและขอเสนอแนะ
การวิจัยเรื่องความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ สรุปผลวิจัยดังนี้
สรุปผลการวิจัย
การวิจัยเรื่องความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ มีวัตถุประสงค 1)เพื่อ
ศึกษาความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวาน
และความดันโลหิตสูงในชุมชน 2)เพื่อศึกษาความสัมพันธของปจจัยสวนบุคคลและระยะเวลาที่เปนอสม.ตอ
ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ
ความดันโลหิตสูงในชุมชนและ3)เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเฝาระวังการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูงในชุมชน
การออกแบบวิจัย ใชวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคืออาสาสมัครสาธารณสุขตําบลบอตรุจํานวน
136คนและนํามาใชเปนกลุมตัวอยางในการศึกษาทั้งหมด เก็บขอมูลจากแบบสอบถามได 100ตัวอยาง รอย
ละ 73.52ซึ่งผูวิจัยเห็นวามีความเพียงพอตอการวิจัยในครั้งนี้ การเครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถาม
ที่ผูวิจัยออกแบบเองซึ่งไดตรวจสอบความครบถวนสมบูรณและความถูกตองจากผูเชี่ยวชาญของสํานักงาน
สาธารณสุขอําเภอระโนด จังหวัดสงขลา เก็บรวบรวมขอมูลโดยผูวิจัยและวิเคราะหขอมูลโดยโปรแกรม
สําเร็จรูปทางสถิติและใชสถิติเชิงพรรณาและคาไควสแควรในการทดสอบความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระ
และตัวแปรตาม กําหนดคานัยสําคัญที่ 0.05ผลการวิจัยปรากฏผลดังนี้
ขอมูลทั่วไปของกลุมตัวอยาง
ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ปรากฏวา สวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 97อายุสวนใหญ 41-
60ป รอยละ 68นอยที่สุดอายุ 25-40รอยละ 14(คาเฉลี่ย 51.30ป) สวนใหญการศึกษาระดับประถมศึกษา
รอยละ 63รองลงมามัธยมศึกษาตอนปลายหรือปวช. รอยละ 19และต่ําสุดอนุปริญญาหรือปวส. รอยละ 2
หมูบานที่ปฏิบัติงานพบวาสวนใหญปฏิบัติงานหมูที่ 1รอยละ 25รองลงมา หมูที่ 5รอยละ 21และนอยที่สุด
หมูที่ 3รอยละ 14
ระยะเวลาการเปนอสม.ของกลุมตัวอยาง ปรากฏวา สวนใหญปฏิบัติงาน 1-10ป รอยละ 43และ
นอยที่สุดปฏิบัติงาน 21ปขึ้นไป รอยละ 25(คาเฉลี่ย 14.97ป)
24
ความคิดเห็นของผูกลุมตัวอยางตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิต
สูงในชุมชน
ความคิดเห็นภาพรวมของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ
ความดันโลหิตสูงในชุมชน ปรากฏวาความคิดเห็นภาพรวมมีคาเฉลี่ยรวม 42.72กลุมตัวอยางสวนใหญมีความ
คิดเห็นระดับมากที่สุด รอยละ 70รองละมาระดับมาก รอยละ 22และระดับปานกลาง รอยละ 8ตามลําดับ)
ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูงในชุมชนเมื่อพิจารณารายขอ พบวาขอ2ตัวอักษรเหมาะสม อานงาย มีคาเฉลี่ยสูงที่สุด(คาเฉลี่ย 4.35)
รองลงมาคือ ขอ4ใชสํารวจกลุมเปาหมายในชุมชนไดสะดวก(คาเฉลี่ย 4.34)และต่ําสุดคือ ขอ7ใชแยกสีกลุม
ปวยดวยปงปอง 7สี ไดงาย(คาเฉลี่ย 4.13)
การทดสอบสมมติฐาน
ผลการทดสอบสมมติฐาน พบวาหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.และระยะเวลาที่เปนอสม. มี
ความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนตางกัน
ปจจัยดานอื่นๆ ไดแก เพศ อายุ การศึกษา มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสมัคร
สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไม
แตกตางกัน
ขอเสนอแนะการวิจัย
ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งนี้
1. พัฒนาทักษะการใชสมุดบันทึกโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนแกอสม.ที่ปฏิบัติงานไม
เกิน10ปและรายหมูบานใหมากขึ้น
2. พัฒนาทักษะอสม.เกี่ยวกับการแปรผลดวยปงปองจราจร 7สีใหมากขึ้น
3. พัฒนาความรูและทักษะการติดตามเยี่ยมบานกลุมเสี่ยงและกลุมปวยโรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูงแกอสม.ที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานไมเกิน10ปใหมากขึ้น
ขอเสนอแนะการวิจัยในครั้งตอไป
ผูวิจัยมีขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยในครั้งตอไปดังนี้
1. การเพิ่มตัวแปรอิสระเกี่ยวกับตัวแปรนโยบายใหมากขึ้นเพื่อประโยชนสําหรับการวิจัยครั้งตอไป
2. การใชการวิจัยเชิงคุณภาพควบคูไปกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อเพิ่มความชัดเจนในเนื้อหาการวิจัย
มากขึ้น
25
บรรณานุกรม
จํารอง เงินดี. 2534. เอกสารคําสอนวิชาจิตวิทยาสังคม. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาจิตวิทยา
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
จําเรียง ภาวจิตร. 2536. “สาธารณมิติ”. เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมศึกษา 4 (เลม 2).
กรุงเทพมหานคร: บริษัทสารมวลขน จํากัด.
ธาริณี พังจุนันทและนิตยา พันธุเวทย.2558. สารรณรงควันความดันโลหิตสูง2558(online). Available:.
www.thaincd.com. 20เมษายน 2560
บุญเรียง ขจรศิลป. 2534. วิธีวิจัยทางการศึกษา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: พิชาญพริ้นติ้ง.
Best, J.W. 1977. Research in Education. (3rd
ed). New Jersey: Prentice Hall Inc
Good, C.V. 1973. Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill Book.
Oskamp, S. 1977. Attitudes and Opinions. New Jersey: Prentice-Hall Inc.
Remmer, H.H. 1954. Introduction to Opinion and Attitude. New York: Harper and
Brothers Publisher Measurement.
26
ภาคผนวก
27
ภาคผนวก ก
การพัฒนาการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของ
อสม.ตําบลบอตรุ
นวัตกรรม การเฝาระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขตําบลบอตรุ
หลักการและเหตุผล
ปจจุบันเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว สงผลตอการดําเนินชีวิต
ของประชาชน ประชาชนมีการแขงขันสรางความมั่นคงใหแกครอบครัว นิยมวัฒนธรรมตะวันตกมาก
ขึ้น จึงทําใหวิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง เชน การเรงรีบกับการทํางาน บริโภคอาหารโดยไมไดคํานึงถึงคุณคา
ทางโภชนาการ มีการเคลื่อนไหวรางกายนอยลง ขาดการออกกําลังกาย เครียด ทําใหมีโอกาสเสี่ยงตอการ
เจ็บปวยดวยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเปนปญหาสําคัญทางดานสาธารณสุข เปนกลุมโรคที่มี
ปจจัยสาเหตุการนําสูโรคจากปจจัยเสี่ยงรวมและเสียชีวิตกอนวัยอันควร ซึ่งโรคนี้สามารถปองกันไดโดยการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เชน การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการและมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม
สถานการณในประเทศไทยพบวาในป 2551-2552 คนไทยปวยเปนเบาหวาน 3.5 ลานคน โรค
ความดันโลหิตสูง 10.8 ลานคนและมีแนวโนมสูงขึ้น สําหรับตําบลบอตรุ อําเภอระโนด จังหวัดสงขลา จาก
ขอมูลของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ ณ กรกฎาคม 2556 ปรากฏวา มีผูปวยเบาหวาน 112
คน ความดันโลหิตสูง 518 คน โรคเบาหวานและความดันโลหิต179 คนและมีแนวโนมสูงขึ้นเชนเดียวกัน
สวนผลการคัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานในประชากรอายุ 35 ปขึ้นไปป 2556 ของโรงพยาบาล
สงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ ปรากฏวา มีกลุมเสี่ยงสูงโรคความดันโลหิตสูง 111 คน รอยละ 3.07 กลุมเสี่ยง
สูงเบาหวาน 3 คน รอยละ 0.09
การสงเสริมสุขภาพประชาชนเพื่อปองกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงจึงตองดําเนินกิจกรรมอยาง
ตอเนื่อง เพื่อเพิ่มกลุมปกติและลดกลุมเสี่ยง กลุมปวย ซึ่งในระยะเวลาที่ผานมากระทรวงสาธารณสุขไดมีการ
พัฒนากิจกรรมดังกลาวโดยใช “ปงปองจราจรชีวิต 7 สี”ในการจัดระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง
และเบาหวานและการสงเสริมกิจกรรมที่เหมาะสม โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุจึงไดประยุกต
แนวคิดดังกลาวมาพัฒนาเปนนวัตกรรม “การเฝาระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในชุมชนของอาสาสมัคร
สาธารณสุขตําบลบอตรุ” ทั้งนี้มีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาการเฝาระวังโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานใน
ชุมชนของอสม.ซึ่งจะเปนประโยชนกับการดูแลสุขภาพของประชาชนในตําบลบอตรุตอไป
วัตถุประสงค
เพื่อพัฒนาการเฝาระวังโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในชุมชนของอสม.โดยประยุกตใชปงปอง
จราจรชีวิต 7สี
28
เปาหมาย
1.พัฒนา อสม.ตําบลบอตรุในการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สี จํานวน 136 คน
2. ประชากรอายุ 35 ปขึ้นไปไดรับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน รอยละ 100
3.ประชากรกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานไดรับการติดตามดูแล
จากอสม.โดยการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สี รอยละ 100
วิธีการดําเนินงาน
1.เจาหนาที่รวมพัฒนาและจัดทํานวัตกรรมการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7 สี สําหรับอสม.
2.ประชุมชี้แจงอสม.เกี่ยวกับการเฝาระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโดยการใชนวัตกรรมการ
ประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สี
3.อสม.นํานวัตกรรมการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สีไปดําเนินการในชุมชนที่รับผิดชอบและ
ประสานการใชนวัตกรรมกับเจาหนาที่ประจําครอบครัว
4.อสม.จัดกลุมประชากรตามปงปองจราจรชีวิต 7 สีและดําเนินการสงเสริมสุขภาพและปองกัน
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโดยเนนกิจกรรมที่เหมาะสมตามปงปองจราจรชีวิต 7 สีกับกลุมปกติ กลุม
เสี่ยงและกลุมปวยในชุมชน รายละเอียดดังนี้
4.1 กลุมปกติ เยี่ยมบานปละ 2 ครั้งสงเสริมพฤติกรรม3อ 2ส
4.2 กลุมเสี่ยง เยี่ยมบานปละ 4 ครั้ง สํารวจและสงเสริมพฤติกรรม 3อ2ส และติดตามตรวจ
ความดันโลหิตและเบาหวานทุก 1-3 เดือน
- อสม.วิเคราะหคะแนน 3อ2ส ของกลุมเสี่ยงแบงคะแนนกลุมเสี่ยงเปน 3 กลุม(กองสุข
ศึกษา,2556) คือ
1) 0-3 คะแนน (เสี่ยงนอย) พฤติกรรมสวนใหญถูกตอง สงเสริมพฤติกรรมขอที่ยังทําไมได
2) 4-7 คะแนน (เสี่ยงปานกลาง) มีโอกาสปวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตองปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง
3) 8-10 คะแนน (เสี่ยงมาก) มีโอกาสปวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รีบปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมใหถูกตอง อสม.สงตอพบเจาหนาที่เพื่อใหคําแนะนําการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
- อสม.ใหคําแนะนํารายบุคคล/รายกลุมและผานทางหอกระจายขาวในชุมชนและวิทยุชุมชน
- อสม.ติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3อ2ส ของกลุมเสี่ยงทุกเดือน
- อสม.ติดตามตรวจวัดความดันโลหิตของกลุมเสี่ยงทุกเดือนและตรวจเลือดของกลุมเสี่ยงทุก
3 เดือน
4.3 กลุมปวย เยี่ยมบานตามสีปงปองจราจร คือ สีดํา แดง สม เหลือง เขียว เยี่ยมทุกเดือน
29
เนนกิจกรรม 3อ 2ส การลดหวาน มัน เค็ม การกินยา พบเจาหนาที่ตามนัด การสงตอพบ
จนท.เพื่อปองกันภาวะแทรกซอน
- อสม.ใหคําแนะนํารายบุคคล /รายกลุม
- อสม.ติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3อ2ส ของกลุมปวยทุกเดือน
- อสม.ติดตามตรวจวัดความดันโลหิต/ ตรวจเลือดของของกลุมปวยทุกเดือน
5. ประชุมกลุม อสม.ทุกเดือน เพื่อทราบความกาวหนาและติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุม
เสี่ยง กลุมปวยตามกิจกรรม 3อ2ส
6.ประเมินผลการใชนวัตกรรมทุก 3 เดือนและเมื่อสิ้นสุดโครงการ
ระยะเวลาดําเนินการ
ระยะแรก ตุลาคม 2558 – กันยายน 2559 พัฒนานวัตกรรมและทดลองใช
ระยะที่สอง ตุลาคม 2559 –กันยายน 2560 พัฒนานวัตกรรมตอเนื่อง
งบประมาณ
งบประมาณทั้งสิ้น 5,440 บาท รายละเอียดดังนี้
- คาจัดทําสมุดบันทึกการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สี จํานวน 136 เลมๆละ 40บ.
รวม 5,440 บาท
ผูรับผิดชอบ
นายศักดิ์กยะ บุญรอด นักวิชาการสาธารณสุขชํานาญการ
การประเมินผล
ประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ รายละเอียดดังนี้
1.จํานวนและรอยละของอสม.ที่ใชนวัตกรรมไดถูกตอง รอยละ 100
2.จํานวนและรอยละของกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยไดรับการดูแลตามนวัตกรรมปงปองจราจร
ชีวิต 7 สี โดยอสม. รอยละ 100
3.การประเมินผลลัพธดังนี้
1) รอยละของกลุมปกติ/กลุมปวย 0 เพิ่มขึ้น
2) รอยละของกลุมเสี่ยง กลุมปวย 1,2,3 ลดลง
3) รอยละของกลุมปวยแทรกซอนที่มีอาการคงที่
4) ความคิดเห็นของผูใชนวัตกรรม มากกวารอยละ 80
ผลที่คาดวาจะไดรับ
30
1.ประชากรอายุ 35 ปขึ้นไปไดรับการตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานโดย
อาสาสมัครสาธารณสุข
2.ประชากรกลุมปกติ กลุมเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงไดรับการติดตามเยี่ยมบานเพื่อ
สงเสริมสุขภาพโดยเนนกิจกรรมตามปงปองจราจรชีวิต 7 สี ในการปองกันโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
โดยอาสาสมัครสาธารณสุข
3.กลุมปวยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงไดรับการดูแลตอเนื่อง เพื่อสงเสริมสุขภาพโดยเนน
กิจกรรมตามปงปองจราจรชีวิต 7สี โดยอาสาสมัครสาธารณสุข
กระบวนการดําเนินงาน
ระยะ กิจกรรม ผลงาน
ระยะที่ 1
การเตรียมการ
1.ทบทวนผลการดําเนินงานการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน
โลหิตสูงในชุมชนรวมกันของเจาหนาที่ สรุปขอบกพรองในการทํางาน
2.คิดคนรูปแบบการจัดทํานวัตกรรมเพื่อการทํางานการเฝาระวัง
เบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน โดยการมีสวนรวมของอสม.
3.พัฒนาและจัดทํานวัตกรรมสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ
ความดันโลหิตสูงในชุมชน
-จนท.รวมประชุม
1 ครั้ง
-จนท.รวมการหา
รูปแบบการพัฒนา
นวัตกรรม
-สมุดบันทึก
นวัตกรรมฯ จํานวน
136 เลม
ระยะที่ 2
ดําเนินการและ
ปรับปรุง
นวัตกรรม
1.ชี้แจงนวัตกรรมแกอสม.และใหอสม.ไปดําเนินกิจกรรมในเขตที่ตนเอง
รับผิดชอบ
1.1 คัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานในประชากรอายุ 35 ปขึ้น
ไป
1.2 จําแนกผลการคัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานเปน 3 กลุม
หลัก 3 กลุมเพื่อการลงเยี่ยมบานและจําแนกกลุมตางๆตามปงปอง
จราจร 7 สี
1.2.1กลุมปกติ เยี่ยมบานปละ 2 ครั้ง+จําแนกกลุมสี+ติดตาม3อ2ส+
สงเสริมสุขภาพตามกลุมสี
1.2.2กลุมเสี่ยง เยี่ยมบานปละ 4 ครั้ง +จําแนกกลุมสี+ติดตาม3อ2ส+
สงเสริมสุขภาพตามกลุมสี
1.2.3กลุมปวย เยี่ยมบานปละ 12 ครั้ง+จําแนกกลุมสี+สงเสริม
สุขภาพตามกลุมสี
2 ครั้ง
31
ตอ
ระยะ กิจกรรม ผลงาน
2.ติดตามผลการเยี่ยมบานจากอสม.โดยเจาหนาที่ประจําครอบครัวและ
พัฒนาแกไขจุดบกพรองของนวัตกรรม
ระยะที่3
สรุปผล
1.สรุปผลการดําเนินงาน
2.จัดทํารูปเลมและเผยแพร
32
แผนผัง การพัฒนานวัตกรรม การเฝาระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุข
ตําบลบอตรุ
1.ชี้แจง อสม.ถึงที่มาและปญหาการดําเนินงานเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ในชุมชนเพื่อจัดทํานวัตกรรม
2.พัฒนานวัตกรรม สมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
3.ประชุมชี้แจงการใชนวัตกรรม สมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน
ชุมชน
4.ประชุมชี้แจงการใชนวัตกรรม สมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน
ชุมชน
5.ฝกการใชสมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงและจัดเวรการใหบริการ
ของอสม.ในรพ.สต.
6. อสม.นําสมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงไปใชคัดกรองและเยี่ยม
บานในชุมชนแกกลุมเปาหมายและสงผลงานใหเจาหนาที่รพ.สต.
กลุมปกติเยี่ยมปละ
2 ครั้ง
กลุมเสี่ยงเยี่ยมปละ
4 ครั้ง
กลุมปวยเยี่ยมทุกเดือน
33
1.พัฒนาสมุดเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงสําหรับ อสม.เพื่อใชบันทึกการคัดกรอง การ
เยี่ยมบานตามปงปองจราจร 7 สี
ภาพ 1
2. แฟมสะสมผลงานการคัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานประจําปของอสม.
ภาพ 2
34
3.พัฒนาการแปรผลและนํา3อ2ส มาใชในนวัตกรรม
ภาพ 3
35
4.เจาหนาที่อบรมใหความรูและทักษะอสม.ในการใชนวัตกรรม
ภาพ 4
5.พัฒนาแบบฟอรมสําหรับการสงตอผูปวย
ภาพ 5
6. อสม.นํานวัตกรรมไปใชในชุมชน
ภาพ 6
แบบฟอรมสําหรับการสงตอผูปวยกลับชุมชน/สงตอผูปวยพบเจาหนาที่รพ
นํานวัตกรรมไปใชในชุมชน
36
สงตอผูปวยพบเจาหนาที่รพ.สต.
37
7. อสม.รวมใหบริการในคลินิกเบาหวานความดันโลหิตสูง พรอมนํานวัตกรรมมาใชในคลินิกบริการ
ภาพ 7
38
8. การฝกทักษะหนางานอสม.ในการแปรผลและการใชนวัตกรรมที่ถูกตอง
ภาพ 8
39
9.คลินิกความดันโลหิตสูงและเบาหวานนํานวัตกรรมและการแปรผลตามปงปองจราจร 7 สีมาใชใน
การจัดบริการแกผูปวย
ภาพ 9
การประเมินผล
การประเมินผลครั้งที่ 1 (กันยายน 2559)
1.การสงขอมูล
1.1 ขอมูลการคัดกรองสง รอยละ 100 ขอมูลการคัดกรองถูกตอง รอยละ 100
1.2 ขอมูลการแปรผลปงปองจราจร 7 สี อสม.
- รอยละการสงขอมูล 83 คน รอยละ 63.97
- รอยละการแปรผลตามปงปองจราจร 7 สีถูกตอง รอยละ 85.54
2.การสงตอกลุมเสี่ยง กลุมปวยจากอสม.เพื่อพบเจาหนาที่ของรพ.สต. มีจํานวนนอย
ซึ่งตองดําเนินการพัฒนาตอไป โดยการแกไขปญหาดังนี้
-การพัฒนาแบบฟอรมการสงตอเพื่อพบเจาหนาที่และแจกให อสม.ทุกคนมีไว
สําหรับการสงตอและใหผูปวยถือมาเองเพื่อพบเจาหนาที่
-ติดตามผลการสงตอในการประชุมประจําเดือนของอสม.ทุกเดือนโดยกําหนดให
อสม.ทุกคนที่มีกลุมเสี่ยงใหสงตอมาพบเจาหนาที่
40
-กําหนดวันสงตอคือทุกวันศุกรเชาเวลา 08.00-12.00น.เพื่อใหตรงกับคลินิก
เบาหวาน ทําใหผูปวยสะดวกในการติดตามการเจาะเลือดและการพบเจาหนาที่ประจําคลินิกบริการ
3.ความถี่การเยี่ยมบานที่ออกแบบตามปงปอง 7 สี ไมเหมาะสม
แกไขโดยการปรับความถี่ของการเยี่ยมบานในกลุมปวยทุกประเภทจากเดิมทุก 3 เดือนเปน
เยี่ยมทุกเดือน
4.ขอมูลสงกลับจากรพ.สต.สําหรับ อสม.ติดตามในชุมชนไมตอเนื่อง
แกไขโดยการจัดทําแบบฟอรมสงกลับจากรพ.สต.และแจกใหอสม.ในที่ประชุมประจําเดือน
เพื่อการติดตามในชุมชน
การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ(รอประเมิน ก.ย. 2560)
1.ผลการทดสอบความเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ในชุมชน
2.ผลการสงตอผูปวยพบเจาหนาที่รพ.สต.
3.ผลการติดตามเยี่ยมบานกลุมสีตามเกณฑ ดังนี้
3.1 กลุมปกติ(สีขาว)
3.2 กลุมเสี่ยง(สีเขียวออน)
3.3 กลุมปวย
1) ปวย 0 สีเขียวแก
2) ปวย 1 สีเหลือง
3) ปวย 2 สีสม
4) ปวย 3 สีแดง
5) ปวยเรื้อรัง สีดํา
ขอเสนอแนะการดําเนินการครั้งตอไป
ควรปรับรูปแบบการติดตามกลุมเสี่ยงโดยการนํา3อ2ส มาใชและมีผลการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรม
41
ภาคผนวก ข
แบบสอบถามความคิดเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ในชุมชนของรพ.สต.บอตรุ
1.เพศ ( ) ชาย ( )หญิง 2.อายุ..................ป 3.การศึกษา (ระบุ)...................................................................
4.หมูบานที่ปฏิบัติงาน หมูที่............................... 5.ระยะเวลาการเปน อสม....................................................ป
คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย / ในชองที่ตรงกับความคิดเห็นของทานมากที่สุด
เห็นดวยมากที่สุด คะแนน 5
เห็นดวยมาก คะแนน 4
เห็นดวยปานกลาง คะแนน 3
เห็นดวยนอย คะแนน 2
เห็นดวยมากนอยที่สุด คะแนน 1
ขอ รายการ ระดับความคิดเห็น
5 4 3 2 1
1 ขนาดรูปเลมสะดวกตอการใช
2 ตัวอักษรเหมาะสม อานงาย
3 เนื้อหาไมยาก เขาใจงาย
4 ใชสํารวจกลุมเปาหมายในชุมชนไดสะดวก
5 การบันทึกผลการคัดกรองกลุมเปาหมายไดงาย
6 ใชแยกประเภทกลุมปกติ กลุมเสี่ยง กลุมปวยไดงาย
7 ใชแยกสีกลุมปวยดวยปงปอง 7สี ไดงาย
8 การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมเสี่ยงไดงาย
9 การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมปวยไดงาย
10 การบันทึกการสงตอผูปวยมาพบเจาหนาที่ รพ.สต.ไดงาย

วิจัยความคิดเห็นของอสม.ต่อการใช้สมุดบันทึกการเฝ้าระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน

  • 1.
  • 2.
    2 บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญ โรคเบาหวานเปนโรคไมติดตอที่เปนปญหาสาธารณสุขทั่วโลก อัตราความชุกของโรคเบาหวานมี แนวโนมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทยพบวาในประชากร 100คนจะมีผูปวยเบาหวานถึง 6คน (เทพ หิมะ ทองคํา, 2547) จํานวนผูปวยเบาหวานที่มากขึ้นสงผลกระทบตอการจัดบริการของสถานบริการสาธารณสุข ทํา ใหผูปวยตองรอนาน ไดรับบริการไมทั่วถึง เปนบริการที่เนนการรักษาพยาบาลมากกวาการสงเสริมความรูเพื่อ ปรับพฤติกรรมของผูปวย การจัดบริการที่ไมมีประสิทธิภาพดังกลาวสงผลกระทบตอความเจ็บปวยและการดูแล ตนเองของผูปวย คือผูปวยไมสามารถควบคุมเบาหวานไดทําใหเกิดโรคแทรกซอนตางๆ ตามมาอยางรวดเร็ว เชน เบาหวานขึ้นตา ตอกระจก โรคไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสวน ปลาย โรคประสาทสวนปลาย ความดันโลหิตสูงหมายถึงภาวะที่แรงดันในหลอดเลือดแดงมีคาสูงเกินปกติ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ผูคนจํานวนมากอยูกับความดันโลหิตสูงโดยที่ไมทราบวาตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเปนโรคที่ไมคอยปรากฏ อาการที่ชัดเจน แตเมื่อปลอยนานไปแรงดันเลือดจะไปทําลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สําคัญทั่วรางกาย จากการที่ความดันโลหิตสูงจะไมแสดงอาการ ทําใหเรียกกันวา “เพชฌฆาตเงียบ” องคการอนามัยโลกรายงาน วาในปจจุบันโรคความดันโลหิตสูงเปนสาเหตุการตายทั่วโลกสูงถึง7.5 ลานคน หรือรอยละ12.8 ของสาเหตุ การตายทั้งหมด ทั้งยังมีผลสูญเสียปสุขภาวะ 57 ลานป หรือคิดเปนรอยละ3.7 ของ DALYsเมื่อดูรายงาน สถานการณโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทยขอมูลจากขอมูลสถิติสํานักนโยบายและยุทธศาสตร สํานักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขพบวาในป พ.ศ.2556 มีผูเสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง เปนจํานวน 5,165 คน ซึ่งสูงกวาขอมูลการตายป 2555 ที่มีจํานวน 3,684 คนสถานการณปวยและเขารับการรักษาในสถาน บริการสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขดวยโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโนมเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องในทุกภาค เมื่อเปรียบเทียบ จากป 2546และป 2556พบวา อัตราผูปวยในตอประชากรแสนคนดวยโรคความดันโลหิต สูงเพิ่มจาก 389.8(จํานวน 218,218ราย) เปน 1,621.72(จํานวน 1,047,979ราย) ถือวามีอัตราเพิ่มขึ้นกวา 4เทา (4.16เทา) (ธาริณี พังจุนันทและนิตยา พันธุเวทย, 2558) โรงพยาบาลสงเสริมตําบลบอตรุไดดําเนินงานการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน มาอยางตอเนื่อง ผลจากการดําเนินงานการคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของอสม.ตําบลบอตรุที่ ผานมาปรากฏวา พบผูปวยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในชุมชนอยางตอเนื่องและมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุมประชากรอายุ35ปขึ้นไป การดําเนินงานโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุมีทั้งการรักษาพยาบาลในคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูงและบริการเชิงรุกใน ชุมชน ซึ่งกิจกรรมเชิงรุกในชุมชนนั้นอสม.และเจาหนาที่จะประสานการทํากิจกรรมรวมกัน สําหรับการดําเนิน กิจกรรมของอสม.ในชุมชนนั้นมีภารกิจสําคัญไดแก การสํารวจกลุมเปาหมายอายุมากกวา 35 ปขึ้นไปทุกคน หลังจากนั้นจะเขาไปคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในชุมชนปละ 1ครั้งแลวแยกประเภทผลการ คัดกรองเปน 3กลุมคือ กลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวย ตอจากนั้นจะวางแผนการดําเนินกิจกรรมการเยี่ยม บานเพื่อติดตามอาการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุมเสี่ยงและกลุมปวยคือ กลุมเสี่ยงใหความรูเกี่ยวกับ3อ2
  • 3.
    3 ส.และติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุก3เดือนโดยเจาหนาที่และอสม. สวนกลุมปวยจะจําแนกผลการ ดูแลสุขภาพตามเกณฑปงปองจราจร 7สี โดยการติดตามใหความรู3อ2ส.และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและ สงตอพบเจาหนาที่ในรายที่ผิดปกติ ในป 2559โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุไดพัฒนานวัตกรรมการ เฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยอสม. ซึ่งไดคิดคนการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน โดยใหอสม.นําไปใชในการดําเนินงานโรคเบาหวานและความดัน โลหิตสูง ในการพัฒนานวัตกรรมดังกลาวขางตนผูวิจัยจึงมีความประสงคจะทําการศึกษาเรื่องดังกลาวนี้ โดยมี วัตถุประสงคเพื่อศึกษาความคิดเห็นของ อสม.ตอการใชสมุดเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน ชุมชน เพื่อนําผลการวิจัยดังกลาวมาใชในการพัฒนาการดําเนินงานและปรับปรุงงานใหดียิ่งขึ้นในอนาคต วัตถุประสงค 1.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธของปจจัยสวนบุคคลและระยะเวลาที่เปนอสม.ตอความคิดเห็นของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน ชุมชน 3.เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเฝาระวังการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรอิสระ 1.ปจจัยสวนบุคคล -เพศ -อายุ -การศึกษา -หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม. 2.ระยะเวลาที่เปน อ.ส.ม. ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน
  • 4.
    4 ขอบเขตการวิจัย อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน(อสม.) ที่ใชในการศึกษาครั้งนี้เปนอสม.ที่ปฏิบัติงานจริงของ โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ อ.ระโนดจ.สงขลาและใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ ความดันโลหิตสูงในชุมชนซึ่งเปนนวัตกรรมที่โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุนํามาใชในการดําเนินงาน เฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งการบันทึกกิจกรรมในสมุดฯของอสม.ประกอบดวย 1) การคัดกรองกลุมเปาหมายและจําแนกเปนกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวย 2) การเยี่ยมบานติดตามอาการและการใหความรู 3อ2ส แกกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยในการ เฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนตามระยะเวลาที่กําหนดไว โดยการประยุกตใชปงปอง จราจร 7สี รวมดวย 3. การสงตอพบเจาหนาที่ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ผลการวิจัยคาดวามีประโยชนหลายประการ 1.เพื่อปรับปรุงสมุดบันทึกการเฝาระวังการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ของ อสม.เพื่อใหสามารถนํามาใชในการดําเนินงานในชุมชนไดอยางมีประสิทธิภาพ 2.เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของอสม. 3.ใชเปนแนวทางในการพัฒนางานโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพ ตําบลบอตรุ คําจํากัดความที่ใชในการวิจัย ความคิดเห็น หมายถึง การแสดงความเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังการเฝา ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน(อสม.) หมายถึง อาสาสมัครที่ปฏิบัติงานการดูแลครัวเรือนดาน สุขภาพในหมูบานตามทะเบียน อสม.ของรพ.สต.บอตรุป 2560 การใช หมายถึง การบันทึกการคัดกรอง การบันทึกการเยี่ยมบานกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวย โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของอสม. สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หมายถึง คูมือการบันทึกที่นํามาใชในการ ดูแลสุขภาพประชากรกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
  • 5.
    5 บทที่ 2 การทบทวนเอกสาร การวิจัยความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน มีแนวคิดที่เกี่ยวของดังนี้ แนวคิดเกี่ยวกับความคิดเห็น ความหมายของความคิดเห็น Good(1973: 339) ใหคําจํากัดความวา ความคิดเห็นหมายถึง ความเชื่อ การตัดสินใจ ความรูสึก ประทับใจที่ไมไดมาจากการพิสูจนหรือชั่งน้ําหนักความถูกตองหรือไม Best (1977: 169) กลาววา ความคิดเห็นคือ การแสดงออกในดานความเชื่อและความรูสึกของแตละ บุคคล โดยการพูดที่นําไปสูการคาดคะเน หรือการแปลผลในพฤติกรรมหรือเหตุการณ จํารอง (2534: 2) ไดใหความหมายของความคิดเห็นวา เปนความรูสึกของบุคคลที่มีตอสิ่งใดใน ลักษณะที่ไมลึกซึ้งเหมือนทัศนคติ ความคิดเห็นนั้นอาจกลาวไดวาเปนการแสดงออกของทัศนคติ ก็ได สังเกต และวัดไดจากคน แตมีสวนที่แตกตางไปจากทัศนคตินั้นเจาตัวอาจจะตระหนักหรือไมตระหนักก็ได บุญเรียง (2534: 78) ความคิดเห็นหมายถึง การแสดงออกทางวาจาของเจตคติการที่บุคคลกลาววา เขามีความเชื่อ หรือความรูสึกอยางไรเปนการแสดงความคิดเห็นของบุคคลดังนั้นการวัด ความคิดเห็นของ บุคคลนั้นเปนสิ่งที่เปนไปได ประเภทของความคิดเห็น Remmer (1954: 6-7) กลาววาความคิดเห็นมี 2 ประการดวยกัน คือ 1. ความคิดเห็นเชิงบวกสุด – เชิงลบสุด (Extreme opinion)เปนความคิดเห็นที่เกิดจากการเรียนรู และประสบการณ ซึ่งสามารถทราบทิศทางได ทิศทางบวกสุด ไดแก ความรักจนหลงทิศทางลบสุด ไดแก ความรังเกียจ ความคิดเห็นนี้รุนแรงเปลี่ยนแปลงยาก 2. ความคิดเห็นจากความรูความเขาใจ(Cognitive contents) การมีความเห็นตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นอยู กับความรูความเขาใจที่มีตอสิ่งนั้น เชน ความรูความเขาใจในทางที่ดี ชอบ ยอมรับ เห็นดวย ความรูความ เขาใจในทางที่ไมดี ไดแก ไมชอบ ไมยอมรับ ไมเห็นดวย ปจจัยที่มีอิทธิพลตอความคิดเห็น Oskamp (1977: 119-133) ไดสรุปปจจัยที่ทําใหเกิดความคิดเห็นดังนี้ 1. ปจจัยทางพันธุกรรมและรางกาย (Genetic and physiological factors ) เปนปจจัยตัวแรกที่ ไมคอยจะไดพูดถึงมากนัก โดยมีการศึกษาพบวา ปจจัยดานพันธุกรรม จะมีผลตอระดับความกาวราวของ บุคคล ซึ่งจะมีผลตอการศึกษา เจตคติ หรือความคิดเห็นของบุคคลนั้นๆได ปจจัยดาน รางกาย เชน อายุ ความเจ็บปวย และผลกระทบจากการใชยาเสพยติดจะมีผลตอความคิดเห็นและเจตคติของบุคคล เชน คนที่มี ความคิดอนุรักษนิยมมักจะเปนคนที่มีอายุมาก เปนตน
  • 6.
    6 2. ประสบการณโดยตรงของบุคคล (Directpersonal experience ) คือบุคคลไดรับความรูสึกและ ความคิดตางๆจากประสบการณโดยตรง เปนการกระทําหรือพบเห็นตอสิ่งตางๆโดยตนเอง ทําใหเกิดเจตคติ หรือความคิดเห็นจากประสบการณที่ตนเองไดรับ เชน เด็กทารกที่แมไดปอนน้ําสมคั้นใหทาน เขาจะมี ความรูสึกชอบ เนื่องมาจากน้ําสมหวาน เย็น หอม ชื่นใจ ทําใหเขามีความรูสึกตอน้ําสมที่ไดทานเปนครั้งแรก เปนประสบการณ โดยตรงที่เขาไดรับ 3. อิทธิพลจากครอบครัว ( Parental influence) เปนปจจัยที่บุคคลเมื่อเปนเด็กจะไดรับอิทธิพลจาก การอบรมเลี้ยงดูของพอแมและครอบครัว ทั้งนี้เมื่อตอนเปนเด็กเล็กๆจะไดรับการ อบรมสั่งสอน ทั้งในดาน ความคิด การตอบสนองความตองการทางดานรางกาย การใหรางวัลและการลงโทษ ซึ่งเด็กจะไดรับจาก ครอบครัว และจากประสบการณที่ตนเองไดรับมา 4. เจตคติและความคิดเห็นของกลุม ( Group determinants of attitude ) เปนปจจัย ที่มี อิทธิพลอยางมากตอความคิดเห็นหรือเจตคติของแตละบุคคล เนื่องจากบุคคลจะตองมีสังคมและอยูรวมกันเปน กลุม ดังนั้น ความคิดเห็นและเจตคติตางๆจะไดรับการถายทอดและมีแรงกดดันจากกลุม ไมวาจะเปนเพื่อนใน โรงเรียน กลุมอางอิงตางๆซึ่งทําใหเกิดความคลอยตามเปนไปตามกลุมได 5. สื่อมวลชน ( Mass media ) เปนสื่อตางๆที่บุคคลไดรับสื่อเหลานี้ไมวาจะเปนหนังสือพิมพ ภาพยนตร วิทยุ โทรทัศน จะมีผลทําใหบุคคลมีความคิดเห็นมีความรูสึกตางๆเปนไปตามขอมูลขาวสารที่ไดรับ จากสื่อ จําเรียง (2536: 248-249) ไดกลาวถึงปจจัยที่กอใหเกิดความคิดเห็นวา ขึ้นอยูกับกลุมทางสังคมใน หลายประการ คือ 1. ภูมิหลังทางสังคม หมายถึงกลุมคนที่มีภูมิหลังที่แตกตางกัน โดยทั่วไปจะมีความคิดเห็นที่แตกตาง กันไปดวย เชน ความคิดเห็นระหวางผูเยาวกับผูสูงอายุ ชาวเมืองกับชาวชนบท เปนตน 2. กลุมอางอิง หมายถึง การที่คนเราจะคบหาสมาคมกับใคร หรือกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดใหแกผูใด หรือ การกระทําที่คํานึงถึงอะไรบางอยางรวมกันหรืออางอิงกันได เชน ประกอบอาชีพเดียวกัน การเปนษมาชิกกลุม หรือษมาคมเดียวกัน เปนตน สิ่งเหลานี้ยอมมีอิทธิพลตอความคิดเห็นของบุคคลเหลานั้นดวย 3. กลุมกระตือรือรน หรือกลุมเฉื่อยชา หมายถึง การกระทําใดที่กอใหเกิดความกระตือรือรนเปน พิเศษอันจะกอใหเกิดกลุมผลประโยชนขึ้นมาได ยอมสงผลตอการจูงใจใหบุคคลที่เปนสมาชิกเหลานั้นมีความ คิดเห็นที่คลอยตามไดไมวาจะใหคลอยตามในทางที่เห็นดวยหรือไมเห็นดวยก็ตาม ในทางตรงกันขามกลุมเฉื่อย ชาก็จะไมมีอิทธิพลตอสมาชิกมากนัก แนวคิดเรื่องโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูง เปนโรคที่พบไดบอยในปจจุบัน คนสวนใหญที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไมรูตัววา เปน เมื่อรูตัววาเปนสวนมากจะไมไดรับการดูแลรักษา สวนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไมมีอาการทําใหคนสวนใหญ ไมไดใหความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซอนแลวจึงจะเริ่มสนใจและรักษา ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทํา ใหผลการรักษาไมดีเทาที่ควร การควบคุมความดันโลหิตใหปกติอยางสม่ําเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัม
  • 7.
    7 พฤกษ อัมพาต หรือโรคกลามเนื้อหัวใจขาดเลือดไดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ เปนขอเท็จจริงทางการแพทยที่ เปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไป โรคความดันโลหิตสูงหมายถึง การมีความดันโลหิตตัวบน(Systolic Blood pressure ,SBP)มีคา มากกวา 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวลาง(Diastolic Blood pressure ,DBP) มีคามากกวา 90 มิลลิเมตรปรอท โดยมีหรือไมมีความผิดปกติทางสมอง, จอตา, หัวใจ หรือไต(WHO,1996) ปจจัยที่มีผลตอความดันโลหิต ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงไดตามปจจัยแวดลอมตางๆ ดังนี้ 1. อายุ สวนใหญเมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ตัวอยางเชน ขณะอายุ 18ป ความดัน โลหิต เทากับ120/70มม.ปรอท แตพออายุ 60ป ความดันโลหิต อาจจะเพิ่มขึ้นเปน 140/90แตก็ไมไดเปน กฎตายตัววาอายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้นเสมอไป อาจวัดได 120/70เทาเดิมก็ได 2. เวลา ความดันโลหิตจะขึ้นๆ ลงๆ ไมเทากันตลอดวัน ตัวอยางเชน ในตอนเชาความดันซิสโตลิก อาจจะวัดได 130 มม.ปรอท ขณะที่ ตอนชวงบายอาจวัดไดถึง 140 มม.ปรอท ขณะนอนหลับอาจวัดไดต่ําถึง 100มม.ปรอท เปนตน 3. จิตใจและอารมณ พบวามีผลตอความดันโลหิตไดมาก ขณะที่ไดรับความเครียด อาจทําให ความดันโลหิตสูงกวาปกติไดถึง 30 มม.ปรอท ขณะที่พักผอนความดันโลหิตก็จะสามารถกลับมาสูภาวะปกติได เมื่อรูสึกเจ็บปวดก็เปนเหตุหนึ่งที่ทําใหความดันโลหิตสูงขึ้นไดเชนกัน 4. เพศ พบวาเพศชายจะเปนโรคความดันโลหิตสูงไดบอยกวาเพศหญิง 5. พันธุกรรมและสิ่งแวดลอม ผูที่มีบิดาและมารดา เปนโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโนมที่จะเปน โรคนี้มากกวาผูที่ไมมีประวัติ ในครอบครัว สิ่งแวดลอม ที่เครงเครียด ก็ทําใหมีแนวโนมการเปนโรค ความดันสูงขึ้นดวยเชนกัน 6. สภาพภูมิศาสตร ผูที่อยูในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกวาในสังคมชนบท 7. ปริมาณเกลือ ผูที่รับประทานเกลือมากจะมีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากกวาผูที่รับ ประทานเกลือนอย ตัวอยางเชน ชาวญี่ปุนตอนเหนือรับประทานเกลือมากกวา 27 กรัม/วัน มีผูปวยความดัน โลหิตสูงถึง 39% สวนชาวญี่ปุนตอนใตรับประทานเกลือวันละ 17 กรัม/วัน เปนมีผูปวยโรคความดันโลหิตสูง เพียง 21% ระดับความรุนแรง ระดับที่ 1ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก คาความดันโลหิต ระหวาง 140-159/90-99มม.ปรอท ระดับที่ 2ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง คาความดันโลหิต ระหวาง 160-179/100-109มม.ปรอท ระดับที่ 3ความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง คาความดันโลหิต มากกวา 180/110มม.ปรอท อาการของผูปวย ผูปวยความดันโลหิตสูงอาจจะไมมีอาการใดๆ เลย หรืออาจจะพบวามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียน ศีรษะ และเหนื่อยงายผิดปกติ อาจมีอาการแนนหนาอกหรือนอนไมหลับ ความดันโลหิตสูงอาจทําใหเกิด ภาวะแทรกซอนได 2กรณีดวยกันคือ
  • 8.
    8 กรณีที่ 1ภาวะแทรกซอนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ไดแกภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมอง แตก กรณีที่2ภาวะแทรกซอนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตันเชน กลามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือ เรื้อรัง ทําใหหัวใจเตนผิดจังหวะ อาจจะทําใหถึงแกชีวิตได หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ อัมพาต หรือ หลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได จากขอมูลทางการแพทยระบุไววา ผูปวยที่เปนโรคความดันโลหิตสูงและไมไดรับการรักษาจะเสียชีวิต จากหัวใจ วายถึง 60-75% เสียชีวิตจากเสนเลือดในสมองอุดตัดหรือแตก 20-30% และเสียชีวิตจากไตวาย เรื้อรัง 5-10%ภาวะแทรกซอน 1.หัวใจทํางานหนักขึ้น ทําใหผนังหัวใจหนาตัวและถาไมไดรับการรักษาอยางถูกตอง ผนังหัวใจจะ ยืดออกและเสียหนาที่ ทําใหเกิดหัวใจโต และหัวใจวายไดในที่สุด 2.อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ทําใหเปนอัมพาตหรือเสียชีวิตได ถาเปนเรื้อรัง อาจกลายเปนโรคความจําเสื่อม สมาธิลดลง 3.เลือดอาจไปเลี้ยงไตไมพอ เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อม ทําใหไตวายเรื้อรังและภาวะไตวายจะยิ่ง ทําใหความดันโลหิตสูงขึ้นอีก 4.หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอยางชาๆ อาจมีเลือดที่จอตา ทําใหประสาทตาเสื่อม ตามัวลง เรื่อยๆ จนตาบอดได แนวคิดเรื่องโรคเบาหวาน โรคเบาหวานคืออะไร คนปกติกอนรับประทานอาหารเชาจะมีระดับน้ําตาลในเลือด 70-110มก.% หลังรับประทานอาหาร แลว 2ชม.ระดับน้ําตาลไมเกิน 140มก.% ผูที่ระดับน้ําตาลสูงไมมากอาจจะไมมีอาการอะไร การวินิจฉัยโรค เบาหวานจะทําไดโดยการเจาะเลือด โรคเบาหวานเปนภาวะที่รางกายมีระดับน้ําตาลในเลือดสูงกวาปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอรโมน อินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อตออินซูลิน ทําใหน้ําตาลในเลือดสูงขึ้นอยูเปน เวลานานจนเปนโรคเรื้อรัง และกอใหเกิดปญหาตอสุขภาพ กอใหเกิดปญหากับ ฟน, เหงือก, ตา, ไต, หัวใจ และ หลอดเลือดแดง แตสามารถปองกันโรคแทรกซอนตางๆได โดยการปรับอาหาร การออกกําลังกาย และยา ใหเหมาะสม อาการของโรคเบาหวาน 1.คนปกติมักจะไมตองลุกขึ้นมาปสสาวะในเวลากลางดึกหรือปสสาวะอยางมากไมเกิน 1ครั้ง เมื่อ น้ําตาลในกระแสเลือดมากกวา180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ําตาลจะถูกขับออกทางปสสาวะทําให น้ําถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปสสาวะบอยและเกิดการสูญเสียน้ํา และอาจจะพบวาปสสาวะมีมดตอม 2.ผูปวยจะหิวน้ําบอยเนื่องจากตองทดแทนน้ําที่ถูกขับออกทางปสสาวะ 3.ออนเพลีย น้ําหนักลดเกิดเนื่องจากรางกายไมสามารถใชน้ําตาลจึงยอยสลายสวนที่เปนโปรตีและ ไขมัน ออกมา
  • 9.
    9 4.ผูปวยจะกินเกงหิวเกงแตน้ําหนักจะลดลงเนื่องจากรางกายนําน้ําตาลไปใชเปนพลังงานไมได จึง มีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกลามเนื้อ 5.คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อราโดยเฉพาะอยางยิ่งบริเวณชองคลอดของผูหญิง สาเหตุของ อาการคันเนื่องจากผิวแหงไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง 6.เห็นภาพไมชัด ตาพรามัวตองเปลี่ยนแวนบอย ทั้งนี้อาจจะเปนเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เชน สายตาสั้น ตอกระจก น้ําตาลในเลือดสูง 7.ชาไมมีความรูสึก เจ็บตามแขนขาหยอนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ําตาลสูงนานๆทําให เสนประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เทาไดงาย เพราะไมรูสึก น้ําตาลในกระแสเลือดสูงเมื่อเปนโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซอนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก microvacular หากมีโรคแทรกซอนนี้จะทําใหเกิดโรคไต เบาหวานเขาตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญ แข็งเรียก macrovascular โดยจะทําใหเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบ นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาทอักเสบ neuropathic ทําใหเกิดอาการชาขา กลามเนื้อออนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม องคประกอบสําคัญที่เปนตนเหตุของการเกิด กรรมพันธุ อวน ขาดการออกกําลังกาย หากบุคคลใดมีปจจัยเสี่ยงมากยอมมี่โอกาสที่จะเปนเบาหวาน มากขึ้น ผูปวยเบาหวานมักจะวินิจฉัยไมไดในระยะแรก การที่มีภาวะน้ําตาลสูงเปนเวลานานๆทําใหเกิดการ เสื่อมของอวัยวะตางๆเชน ตา หัวใจ ไต เสนประสาท เสนเลือด นอกจากนี้ยังพบวามีโรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในโลหิตสูงรวมดวย ดังนั้นจึงจําเปนอยางยิ่งในการวินิจฉัยใหเร็วที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซอน การ ตรวจคัดกรองเบาหวานในผูใหญที่ไมมีอาการ ผูที่สมควรไดรับการเจาะเลือดตรวจหาเบาหวาน คือ 1.ประวัติครอบครัวพอแม พี่ หรือ นอง เปนเบาหวานควรจะตรวจเลือดแมวาคุณจะไมมีอาการ 2.อวน ดัชนีมวลกายมากกวา27% หรือน้ําหนักเกิน20%ของน้ําหนักที่ควร 3.อายุมากกวา45ป 4.ความดันโลหิตสูงมากกวา140/90mmHg 5.ระดับไขมัน HDL นอยกวา35มก%และหรือ TG มากกวา250มก.% 6.ผูที่ไมคอยไดออกกําลังกาย 7.ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภหรือน้ําหนักเด็กแรกคลอดมากกวา4กิโลกรัม บุคคลที่มีปจจัยเสี่ยงดังกลาวควรที่จะไดรับการตรวจหาระดับน้ําตาลในเลือดทุก 3ป คนที่มีปจจัย เสี่ยงดังกลาวการปองกันจะเปนวิธีที่ดีที่สุดโดยการออกกําลังกาย การควบคุมอาหาร การคุมน้ําหนัก
  • 10.
    10 กรอบแนวคิดการวิจัย สมมติฐานการวิจัย 1.เพศมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึก การเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน 2.อายุมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึก การเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน 3.การศึกษามีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน 4.หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน 5.ระยะเวลาที่เปนอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน 1.ปจจัยสวนบุคคล -เพศ -อายุ -การศึกษา -หมูบานที่ปฏิบัติงานของ อสม. 2.ระยะเวลาที่เปน อสม. ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝา ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน ชุมชน
  • 11.
    11 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน มีวิธีดําเนินการวิจัยดังนี้ ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากรที่ใชในการวิจัยคืออาสาสมัครสาธารณสุขตําบลบอตรุ จํานวน 136คน ตามทะเบียน อส ม.ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ ป 2560และผูวิจัยใช อสม.ทั้งหมดเปนกลุมตัวอยางที่ใชในการ วิจัยครั้งนี้ โดยอสม.ที่เปนกลุมตัวอยางจําแนกตามหมูบานดังนี้ ตาราง1 อสม.ของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุจําแนกรายหมูบาน ป 2560 หมูที่ จํานวน อสม. (คน) รอยละ ม.1บานบอตรุ 38 27.94 ม.2บานเจดียงาม 31 22.79 ม.3บานพังขี้พรา 17 12.50 ม.4บานวัดประดู 20 14.70 ม.5บานโพธิ์ 30 22.07 รวม 136 100.00 การเก็บรวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมแบบสอบถามโดยผูวิจัยดําเนินการเอง โดยการแจกแบบสอบถามใหอสม.ตําบลบอ ตรุในวันประชุมประจําเดือนในวันที่ 20มีนาคม 2560พรอมทั้งชี้แจงแบบสอบถามรายขอ เพื่อความเขาใจที่ ตรงกัน เมื่อ อสม.ตอบแบบสอบถามเสร็จสิ้น ผูวิจัยไดตรวจสอบความสมบูรณถูกตองของแบบสอบถามทุก ฉบับ หลังจากนั้นไดนําแบบสอบถามไปบันทึกดวยโปรแกรมประยุกตทางสถิติดวยคอมพิวเตอร เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เครื่องมือที่ใชเปนแบบสอบถามที่ผูวิจัยไดออกแบบขึ้นเอง ประกอบดวย 3สวน คือ 1) ขอมูลทั่วไป ของผูตอบแบบสอบถามและ2) แบบสอบถามความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝา ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน ชุมชน เปนแบบสํารวจความคิดเห็นแบบใหประมาณคาแบงคะแนนเปน 5ระดับคือ -เห็นดวยมากที่สุด คะแนน 5 -เห็นดวยมาก คะแนน 4
  • 12.
    12 -เห็นดวยปานกลาง คะแนน 3 -เห็นดวยนอยคะแนน 2 -เห็นดวยนอยที่สุด คะแนน 1 3)ขอเสนอแนะอื่นๆ เปนแบบสอบถามปลายเปด ใหผูตอบแบบสอบถามเสนอแนะสิ่งที่อยากให ผูวิจัยพัฒนาสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยไดวิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรม SPSS โดยดําเนินการวิเคราะหขอมูลดังนี้ 1.วิเคราะหขอมูลสวนบุคคล โดยการนับจํานวนและหาคารอยละ 2.ความคิดเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ใชการวิเคราะห รวบรวมขอมูลโดยการนับจํานวน หาคารอยละและคาสถิติบรรยายเชิงพรรณนา คะแนนความคิดเห็นตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน คะแนนเต็ม 50คะแนน แบงความคิดเห็นเปน 5ระดับดังนี้ 1) เห็นดวยมากที่สุด คะแนน 41-50 2) เห็นดวยมาก คะแนน 31-40 3) เห็นดวยปานกลาง คะแนน 21-30 4) เห็นดวยนอย คะแนน 11-20 5) เห็นดวยนอยที่สุด คะแนน 0-10 การทดสอบความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระและตัวแปรตามดวยสถิติไคสแควร(Chi-Square Test) และกําหนดนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05
  • 13.
    13 บทที่ 4 ผลการวิจัย ผลการวิจัยเรื่องความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝา ระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ แบงผล การศึกษาเปน2สวนคือ ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถามและการทดสอบสมมติฐาน ปรากฏผลดังนี้ สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ตาราง 2 ขอมูลทั่วไปและระยะเวลาที่เปนอสม.ของผูตอบแบบสอบถาม n=100 ปจจัยสวนบุคคล จํานวน รอยละ 1.เพศ - ชาย 3 3.0 - หญิง 97 97.0 2.อายุ(ป) - 25-40ป 14 14.0 - 41-60ป 68 68.0 - 61ปขึ้นไป 18 18.0 คาเฉลี่ย 51.30 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10.40 3.การศึกษา - ประถมศึกษา 63 63.0 - มัธยมศึกษาตอนตน 10 10.0 - มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. 19 19.0 - อนุปริญญา ปวส. 2 2.0 - ปริญญาตรี 6 6.0 4.หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม. - ม.1 25 25.0 - ม.2 20 20.0 - ม.3 14 14.0 - ม.4 20 20.0 - ม.5 21 21.0
  • 14.
    14 จากตาราง2ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ปรากฏวา สวนใหญเปนเพศหญิงรอยละ 97อายุ สวนใหญ 41-60ป รอยละ 68นอยที่สุดอายุ 25-40รอยละ 14(คาเฉลี่ย 51.30ป) สวนใหญการศึกษาระดับ ประถมศึกษา รอยละ 63รองลงมามัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. รอยละ 19และต่ําสุดอนุปริญญา ปวส. รอย ละ 2การปฏิบัติงานพบวาสวนใหญปฏิบัติงานหมูที่ 1รอยละ 25รองลงมา หมูที่ 5รอยละ 21และนอยที่สุด หมูที่ 3รอยละ 14 ตาราง3 ระยะเวลาที่เปนอสม.ของกลุมตัวอยาง n=100 ระยะเวลาที่เปนอสม. จํานวน รอยละ - 1-10ป 43 43.0 -11-20ป 32 32.0 -21ปขึ้นไป 25 25.0 คาเฉลี่ย 14.97 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10.28 จากตาราง 3ระยะเวลาที่เปนอสม.ของกลุมตัวอยาง ปรากฏวา สวนใหญเปนอสม. 1-10ป รอยละ 43และนอยที่สุดเปนอสม. 21ปขึ้นไป รอยละ 25(คาเฉลี่ย 14.97ป) ตาราง 4 ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน โลหิตสูงในชุมชน n=100 ขอ คําถาม ความคิดเห็น คาเฉลี่ย สวน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ระดับ มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง นอย นอย ที่สุด 1. ขนาดรูปเลมสะดวกตอการใช 46 46.0 42 42.00 10 10.0 2 2.0 0 4.32 0.74 มาก 2. ตัวอักษรเหมาะสม อานงาย 52 52.0 31 31.0 17 17.0 0 0 4.35 0.75 มาก 3. เนื้อหาไมยาก เขาใจงาย 49 49.0 39 39.0 6 6.0 6 6.0 0 4.31 0.84 มาก 4. ใชสํารวจกลุมเปาหมายใน ชุมชนไดสะดวก 48 48.0 38 38.0 14 14.0 0 0 4.34 0.71 มาก 5. การบันทึกผลการคัดกรอง กลุมเปาหมายไดงาย 40 40.0 42 42.0 18 18.0 0 0 4.22 0.73 มาก 6. ใชแยกประเภทกลุมปกติ กลุม เสี่ยง กลุมปวยไดงาย 43 43.0 41 41.0 16 160 0 0 4.27 0.72 มาก
  • 15.
    15 ตาราง 4(ตอ) n=100 ขอ คําถามความคิดเห็น คาเฉลี่ย สวน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ระดับ มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง นอย นอย ที่สุด 7. ใชแยกสีกลุมปวยดวยปงปอง 7สี ไดงาย 30 30.0 53 53.0 17 17.0 0 0 4.13 0.68 มาก 8. การบันทึกผลการติดตามเยี่ยม กลุมเสี่ยงไดงาย 35 35.0 50 50.0 15 15.0 0 0 4.20 0.68 มาก 9. การบันทึกผลการติดตามเยี่ยม กลุมปวยไดงาย 45 45.0 42 42.0 13 13.0 0 0 4.32 0.69 มาก 10. การบันทึกการสงตอผูปวยมาพบ เจาหนาที่ รพ.สต.ไดงาย 43 43.0 40 40.0 17 17.0 0 0 4.26 0.73 มาก คาเฉลี่ยรวม 42.72 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.79 จากตาราง 4ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงในชุมชนพบวามีคาเฉลี่ยรวมทุกขอ 42.72เมื่อพิจารณารายขอ ปรากฏผลดังนี้ ขอ1ขนาดรูปเลมสะดวกตอการใชพบวา คาเฉลี่ย 4.32ระดับมาก ขอ2ตัวอักษรเหมาะสม อานงายพบวา คาเฉลี่ย 4.35ระดับมาก ขอ3เนื้อหาไมยาก เขาใจงายพบวา คาเฉลี่ย 4.31ระดับมาก ขอ4ใชสํารวจกลุมเปาหมายในชุมชนไดสะดวกพบวา คาเฉลี่ย 4.34ระดับมาก ขอ5การบันทึกผลการคัดกรองกลุมเปาหมายไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.22ระดับมาก ขอ6ใชแยกประเภทกลุมปกติ กลุมเสี่ยง กลุมปวยไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.27ระดับมาก ขอ7ใชแยกสีกลุมปวยดวยปงปอง 7สี ไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.13ระดับมาก ขอ8การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมเสี่ยงไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.20ระดับมาก ขอ9การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมปวยไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.32ระดับมาก ขอ10การบันทึกการสงตอผูปวยมาพบเจาหนาที่ รพ.สต.ไดงายพบวา คาเฉลี่ย 4.26ระดับมาก
  • 16.
    16 ตาราง5ความคิดเห็นภาพรวมของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ ความดันโลหิตสูงในชุมชน n=100 ระดับความคิดเห็น จํานวน (คน)รอยละ - มากที่สุด (41-50คะแนน) 70 70.0 - มาก (31-40คะแนน) 22 22.0 - ปานกลาง (21-30คะแนน) 8 8.0 - นอย (11-20คะแนน) 0 0 - นอยที่สุด (0-10คะแนน) 0 0 คาเฉลี่ย 42.72 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.79 จากตาราง5ความคิดเห็นภาพรวมของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ปรากฏวาสวนใหญกลุมตัวอยางมีความคิดเห็นภาพรวมมากที่สุด รอยละ 70รองละมาระดับมาก รอยละ 22และระดับปานกลาง รอยละ 8ตามลําดับ สวนที่ 2 การทดสอบสมมติฐาน การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดทําการวิเคราะหหาความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระ ซึ่งไดแก เพศ อายุ การศึกษา หมูที่ปฏิบัติงานและระยะเวลาที่เปนอสม. สวนตัวแปรตามไดแก ความคิดเห็นของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ซึ่ง สถิติที่นํามาใชในการศึกษาวิเคราะห ไดแก คาไคสแควร (Chi-Square) ใชทดสอบความสัมพันธระหวางตัว แปร สําหรับนัยสําคัญทางสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลครั้งนี้กําหนดไวที่ระดับ 0.05 ซึ่งผลการทดสอบ สมมติฐานที่ตั้งไวปรากฏดังนี้
  • 17.
    17 สมมติฐานที่1เพศมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใช สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ตารางที่ 6แสดงความสัมพันธระหวางเพศชายและหญิงกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน เพศ ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน รวม นอยมาก ชาย 33.33 66.67 3.0(3) หญิง 42.27 57.73 97.0(97) รวม 42.00 58.00 100.0(100) Chi-Square =0.095 df = 1 Sig = 0.75 Crammer’s v = 0.031 เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางเพศชายและหญิงความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคสแควร ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.75 ซึ่งมีคามากกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่ กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่มีเพศตางกันมีความคิดเห็นตอการใช สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงไมเปนตาม สมมติฐานที่ตั้งไว
  • 18.
    18 สมมติฐานที่ 2 อายุมีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการ ใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ตารางที่7แสดงความสัมพันธระหวางอายุกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใช สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน อายุ ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน รวม นอย มาก 25-40ป 42.85 57.15 14.0(14) 41-60ป 45.58 54.42 68.0(68) 61ปขึ้นไป 27.77 72.23 18.0(18) รวม 42.00 58.00 100.0(100) Chi-Square =1.86 df = 2 Sig = 0.39 Crammer’s v = 0.136 เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางอายุกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคสแควร ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.39 ซึ่งมีคามากกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่ กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่มีอายุตางกันมีความคิดเห็นตอการใช สมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงไมเปนตาม สมมติฐานที่ตั้งไว
  • 19.
    19 สมมติฐานที่3 การศึกษามีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ตารางที่ 8แสดงความสัมพันธระหวางการศึกษากับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน การศึกษาความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอ การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน โลหิตสูงในชุมชน รวม นอย มาก ประถมศึกษา 42.85 57.15 63.0(63) มัธยมศึกษาตอนตนขึ้นไป 40.54 59.46 37.0(37) รวม 42.00 58.00 100.0(100) Chi-Square =0.05 df = 1 Sig = 0.82 Crammer’s v = 0.023 เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางการศึกษากับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบาน ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคสแควร ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.82 ซึ่งมีคามากกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่ กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่มีการศึกษาตางกันมีความคิดเห็นตอ การใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงไม เปนตามสมมติฐานที่ตั้งไว
  • 20.
    20 สมมติฐานที่4หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ตารางที่ 9แสดงความสัมพันธระหวางหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.กับความคิดเห็นของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน หมูบานที่ ปฏิบัติงาน ของอสม. ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน รวม นอย มาก หมู1 20.00 80.00 25.0(25) หมู 2 60.00 40.00 20.0(20) หมู 3 50.00 50.00 14.0(14) หมู 4 55.00 45.00 20.0(20) หมู 5 33.33 66.67 21.0(21) รวม 42.00 58.00 100.0(100) Chi-Square =10.03 df = 4 Sig = 0.04 Crammer’s v = 0.317 เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.ตอความคิดเห็นของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใช สถิติไคสแควร ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.04 ซึ่งมีคานอยกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่ กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานที่หมูบานที่ปฏิบัติงานตางกันมีความ คิดเห็นตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนแตกตางกัน ผลการศึกษา จึงเปนตามสมมติฐานที่ตั้งไว
  • 21.
    21 สมมติฐานที่5ระยะเวลาที่เปนอสม.มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมช ตารางที่ 10แสดงความสัมพันธระยะเวลาที่เปนอสม.กับความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ระยะเวลาที่ เปนอสม. ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุด บันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน รวม นอย มาก 1-10ป55.81 44.19 43.0(43) 11ปขึ้นไป 31.57 68.43 57.0(57) รวม 42.00 58.00 100.0(100) Chi-Square = 5.91 df = 1 Sig = 0.02 Crammer’s v = 0.243 เมื่อทดสอบความสัมพันธระหวางระยะเวลาที่เปนอสม.ตอความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุข ประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนโดยใชสถิติไคส แควร ผลการทดสอบพบวาคานัยสําคัญที่คํานวณได เทากับ 0.02 ซึ่งมีคานอยกวาระดับนัยสําคัญ ( ) ที่ กําหนดไวที่ระดับ 0.05 แสดงวาระยะเวลาที่เปนอสม.ตางกันมีความคิดเห็นตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนแตกตางกัน ผลการศึกษาจึงเปนตามสมมติฐานที่ตั้งไว
  • 22.
    22 สรุปผลการทดสอบสมมติฐาน ผลการทดสอบสมมติฐาน เพื่อหาปจจัยสวนบุคคลและระยะเวลาที่เปนอสม.ที่มีความสัมพันธกับ ความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความ ดันโลหิตสูงในชุมชน ไดแกเพศ อายุ การศึกษา หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.และระยะเวลาที่เปนอสม. ปรากฏผลดังนี้ ตัวแปรหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.และระยะเวลาที่เปนอสม. มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอา สมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน ตางกัน ตัวแปรอื่นๆ ไดแก เพศ อายุ การศึกษา มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุข ประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไมแตกตางกัน ตารางที่ 11 สรุปผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัยตัวแปรกับความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุขประจํา หมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน * มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตัวแปร คานัยสําคัญ ผลการทดสอบสมมติฐาน เปนไปตาม ไมเปนไป ตามสมมติฐาน ตามสมมติฐาน 1. เพศ 0.09  2. อายุ 0.39  3. การศึกษา 0.82  4. หมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม. 0.04  5. ระยะเวลาที่เปนอสม. 0.02 
  • 23.
    23 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและขอเสนอแนะ การวิจัยเรื่องความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ สรุปผลวิจัยดังนี้ สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่องความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุมีวัตถุประสงค 1)เพื่อ ศึกษาความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงในชุมชน 2)เพื่อศึกษาความสัมพันธของปจจัยสวนบุคคลและระยะเวลาที่เปนอสม.ตอ ความคิดเห็นของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ ความดันโลหิตสูงในชุมชนและ3)เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเฝาระวังการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน โลหิตสูงในชุมชน การออกแบบวิจัย ใชวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคืออาสาสมัครสาธารณสุขตําบลบอตรุจํานวน 136คนและนํามาใชเปนกลุมตัวอยางในการศึกษาทั้งหมด เก็บขอมูลจากแบบสอบถามได 100ตัวอยาง รอย ละ 73.52ซึ่งผูวิจัยเห็นวามีความเพียงพอตอการวิจัยในครั้งนี้ การเครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปนแบบสอบถาม ที่ผูวิจัยออกแบบเองซึ่งไดตรวจสอบความครบถวนสมบูรณและความถูกตองจากผูเชี่ยวชาญของสํานักงาน สาธารณสุขอําเภอระโนด จังหวัดสงขลา เก็บรวบรวมขอมูลโดยผูวิจัยและวิเคราะหขอมูลโดยโปรแกรม สําเร็จรูปทางสถิติและใชสถิติเชิงพรรณาและคาไควสแควรในการทดสอบความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม กําหนดคานัยสําคัญที่ 0.05ผลการวิจัยปรากฏผลดังนี้ ขอมูลทั่วไปของกลุมตัวอยาง ขอมูลทั่วไปของผูตอบแบบสอบถาม ปรากฏวา สวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 97อายุสวนใหญ 41- 60ป รอยละ 68นอยที่สุดอายุ 25-40รอยละ 14(คาเฉลี่ย 51.30ป) สวนใหญการศึกษาระดับประถมศึกษา รอยละ 63รองลงมามัธยมศึกษาตอนปลายหรือปวช. รอยละ 19และต่ําสุดอนุปริญญาหรือปวส. รอยละ 2 หมูบานที่ปฏิบัติงานพบวาสวนใหญปฏิบัติงานหมูที่ 1รอยละ 25รองลงมา หมูที่ 5รอยละ 21และนอยที่สุด หมูที่ 3รอยละ 14 ระยะเวลาการเปนอสม.ของกลุมตัวอยาง ปรากฏวา สวนใหญปฏิบัติงาน 1-10ป รอยละ 43และ นอยที่สุดปฏิบัติงาน 21ปขึ้นไป รอยละ 25(คาเฉลี่ย 14.97ป)
  • 24.
    24 ความคิดเห็นของผูกลุมตัวอยางตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิต สูงในชุมชน ความคิดเห็นภาพรวมของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ ความดันโลหิตสูงในชุมชน ปรากฏวาความคิดเห็นภาพรวมมีคาเฉลี่ยรวม 42.72กลุมตัวอยางสวนใหญมีความ คิดเห็นระดับมากที่สุดรอยละ 70รองละมาระดับมาก รอยละ 22และระดับปานกลาง รอยละ 8ตามลําดับ) ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถามตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน โลหิตสูงในชุมชนเมื่อพิจารณารายขอ พบวาขอ2ตัวอักษรเหมาะสม อานงาย มีคาเฉลี่ยสูงที่สุด(คาเฉลี่ย 4.35) รองลงมาคือ ขอ4ใชสํารวจกลุมเปาหมายในชุมชนไดสะดวก(คาเฉลี่ย 4.34)และต่ําสุดคือ ขอ7ใชแยกสีกลุม ปวยดวยปงปอง 7สี ไดงาย(คาเฉลี่ย 4.13) การทดสอบสมมติฐาน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบวาหมูบานที่ปฏิบัติงานของอสม.และระยะเวลาที่เปนอสม. มี ความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสมัครสาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวัง โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนตางกัน ปจจัยดานอื่นๆ ไดแก เพศ อายุ การศึกษา มีความสัมพันธกับความคิดเห็นของอาสมัคร สาธารณสุขประจําหมูบานตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนไม แตกตางกัน ขอเสนอแนะการวิจัย ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งนี้ 1. พัฒนาทักษะการใชสมุดบันทึกโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนแกอสม.ที่ปฏิบัติงานไม เกิน10ปและรายหมูบานใหมากขึ้น 2. พัฒนาทักษะอสม.เกี่ยวกับการแปรผลดวยปงปองจราจร 7สีใหมากขึ้น 3. พัฒนาความรูและทักษะการติดตามเยี่ยมบานกลุมเสี่ยงและกลุมปวยโรคเบาหวานและความดัน โลหิตสูงแกอสม.ที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานไมเกิน10ปใหมากขึ้น ขอเสนอแนะการวิจัยในครั้งตอไป ผูวิจัยมีขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยในครั้งตอไปดังนี้ 1. การเพิ่มตัวแปรอิสระเกี่ยวกับตัวแปรนโยบายใหมากขึ้นเพื่อประโยชนสําหรับการวิจัยครั้งตอไป 2. การใชการวิจัยเชิงคุณภาพควบคูไปกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อเพิ่มความชัดเจนในเนื้อหาการวิจัย มากขึ้น
  • 25.
    25 บรรณานุกรม จํารอง เงินดี. 2534.เอกสารคําสอนวิชาจิตวิทยาสังคม. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. จําเรียง ภาวจิตร. 2536. “สาธารณมิติ”. เอกสารการสอนชุดวิชาสังคมศึกษา 4 (เลม 2). กรุงเทพมหานคร: บริษัทสารมวลขน จํากัด. ธาริณี พังจุนันทและนิตยา พันธุเวทย.2558. สารรณรงควันความดันโลหิตสูง2558(online). Available:. www.thaincd.com. 20เมษายน 2560 บุญเรียง ขจรศิลป. 2534. วิธีวิจัยทางการศึกษา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: พิชาญพริ้นติ้ง. Best, J.W. 1977. Research in Education. (3rd ed). New Jersey: Prentice Hall Inc Good, C.V. 1973. Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill Book. Oskamp, S. 1977. Attitudes and Opinions. New Jersey: Prentice-Hall Inc. Remmer, H.H. 1954. Introduction to Opinion and Attitude. New York: Harper and Brothers Publisher Measurement.
  • 26.
  • 27.
    27 ภาคผนวก ก การพัฒนาการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชนของ อสม.ตําบลบอตรุ นวัตกรรม การเฝาระวังโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขตําบลบอตรุ หลักการและเหตุผล ปจจุบันเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว สงผลตอการดําเนินชีวิต ของประชาชน ประชาชนมีการแขงขันสรางความมั่นคงใหแกครอบครัว นิยมวัฒนธรรมตะวันตกมาก ขึ้น จึงทําใหวิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง เชน การเรงรีบกับการทํางาน บริโภคอาหารโดยไมไดคํานึงถึงคุณคา ทางโภชนาการ มีการเคลื่อนไหวรางกายนอยลง ขาดการออกกําลังกาย เครียด ทําใหมีโอกาสเสี่ยงตอการ เจ็บปวยดวยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเปนปญหาสําคัญทางดานสาธารณสุข เปนกลุมโรคที่มี ปจจัยสาเหตุการนําสูโรคจากปจจัยเสี่ยงรวมและเสียชีวิตกอนวัยอันควร ซึ่งโรคนี้สามารถปองกันไดโดยการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เชน การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการและมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม สถานการณในประเทศไทยพบวาในป 2551-2552 คนไทยปวยเปนเบาหวาน 3.5 ลานคน โรค ความดันโลหิตสูง 10.8 ลานคนและมีแนวโนมสูงขึ้น สําหรับตําบลบอตรุ อําเภอระโนด จังหวัดสงขลา จาก ขอมูลของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ ณ กรกฎาคม 2556 ปรากฏวา มีผูปวยเบาหวาน 112 คน ความดันโลหิตสูง 518 คน โรคเบาหวานและความดันโลหิต179 คนและมีแนวโนมสูงขึ้นเชนเดียวกัน สวนผลการคัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานในประชากรอายุ 35 ปขึ้นไปป 2556 ของโรงพยาบาล สงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุ ปรากฏวา มีกลุมเสี่ยงสูงโรคความดันโลหิตสูง 111 คน รอยละ 3.07 กลุมเสี่ยง สูงเบาหวาน 3 คน รอยละ 0.09 การสงเสริมสุขภาพประชาชนเพื่อปองกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงจึงตองดําเนินกิจกรรมอยาง ตอเนื่อง เพื่อเพิ่มกลุมปกติและลดกลุมเสี่ยง กลุมปวย ซึ่งในระยะเวลาที่ผานมากระทรวงสาธารณสุขไดมีการ พัฒนากิจกรรมดังกลาวโดยใช “ปงปองจราจรชีวิต 7 สี”ในการจัดระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวานและการสงเสริมกิจกรรมที่เหมาะสม โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบอตรุจึงไดประยุกต แนวคิดดังกลาวมาพัฒนาเปนนวัตกรรม “การเฝาระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในชุมชนของอาสาสมัคร สาธารณสุขตําบลบอตรุ” ทั้งนี้มีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาการเฝาระวังโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานใน ชุมชนของอสม.ซึ่งจะเปนประโยชนกับการดูแลสุขภาพของประชาชนในตําบลบอตรุตอไป วัตถุประสงค เพื่อพัฒนาการเฝาระวังโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในชุมชนของอสม.โดยประยุกตใชปงปอง จราจรชีวิต 7สี
  • 28.
    28 เปาหมาย 1.พัฒนา อสม.ตําบลบอตรุในการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สีจํานวน 136 คน 2. ประชากรอายุ 35 ปขึ้นไปไดรับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน รอยละ 100 3.ประชากรกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานไดรับการติดตามดูแล จากอสม.โดยการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สี รอยละ 100 วิธีการดําเนินงาน 1.เจาหนาที่รวมพัฒนาและจัดทํานวัตกรรมการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7 สี สําหรับอสม. 2.ประชุมชี้แจงอสม.เกี่ยวกับการเฝาระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโดยการใชนวัตกรรมการ ประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สี 3.อสม.นํานวัตกรรมการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สีไปดําเนินการในชุมชนที่รับผิดชอบและ ประสานการใชนวัตกรรมกับเจาหนาที่ประจําครอบครัว 4.อสม.จัดกลุมประชากรตามปงปองจราจรชีวิต 7 สีและดําเนินการสงเสริมสุขภาพและปองกัน โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโดยเนนกิจกรรมที่เหมาะสมตามปงปองจราจรชีวิต 7 สีกับกลุมปกติ กลุม เสี่ยงและกลุมปวยในชุมชน รายละเอียดดังนี้ 4.1 กลุมปกติ เยี่ยมบานปละ 2 ครั้งสงเสริมพฤติกรรม3อ 2ส 4.2 กลุมเสี่ยง เยี่ยมบานปละ 4 ครั้ง สํารวจและสงเสริมพฤติกรรม 3อ2ส และติดตามตรวจ ความดันโลหิตและเบาหวานทุก 1-3 เดือน - อสม.วิเคราะหคะแนน 3อ2ส ของกลุมเสี่ยงแบงคะแนนกลุมเสี่ยงเปน 3 กลุม(กองสุข ศึกษา,2556) คือ 1) 0-3 คะแนน (เสี่ยงนอย) พฤติกรรมสวนใหญถูกตอง สงเสริมพฤติกรรมขอที่ยังทําไมได 2) 4-7 คะแนน (เสี่ยงปานกลาง) มีโอกาสปวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตองปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง 3) 8-10 คะแนน (เสี่ยงมาก) มีโอกาสปวยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รีบปรับเปลี่ยน พฤติกรรมใหถูกตอง อสม.สงตอพบเจาหนาที่เพื่อใหคําแนะนําการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ - อสม.ใหคําแนะนํารายบุคคล/รายกลุมและผานทางหอกระจายขาวในชุมชนและวิทยุชุมชน - อสม.ติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3อ2ส ของกลุมเสี่ยงทุกเดือน - อสม.ติดตามตรวจวัดความดันโลหิตของกลุมเสี่ยงทุกเดือนและตรวจเลือดของกลุมเสี่ยงทุก 3 เดือน 4.3 กลุมปวย เยี่ยมบานตามสีปงปองจราจร คือ สีดํา แดง สม เหลือง เขียว เยี่ยมทุกเดือน
  • 29.
    29 เนนกิจกรรม 3อ 2สการลดหวาน มัน เค็ม การกินยา พบเจาหนาที่ตามนัด การสงตอพบ จนท.เพื่อปองกันภาวะแทรกซอน - อสม.ใหคําแนะนํารายบุคคล /รายกลุม - อสม.ติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม3อ2ส ของกลุมปวยทุกเดือน - อสม.ติดตามตรวจวัดความดันโลหิต/ ตรวจเลือดของของกลุมปวยทุกเดือน 5. ประชุมกลุม อสม.ทุกเดือน เพื่อทราบความกาวหนาและติดตามผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุม เสี่ยง กลุมปวยตามกิจกรรม 3อ2ส 6.ประเมินผลการใชนวัตกรรมทุก 3 เดือนและเมื่อสิ้นสุดโครงการ ระยะเวลาดําเนินการ ระยะแรก ตุลาคม 2558 – กันยายน 2559 พัฒนานวัตกรรมและทดลองใช ระยะที่สอง ตุลาคม 2559 –กันยายน 2560 พัฒนานวัตกรรมตอเนื่อง งบประมาณ งบประมาณทั้งสิ้น 5,440 บาท รายละเอียดดังนี้ - คาจัดทําสมุดบันทึกการประยุกตใชปงปองจราจรชีวิต 7สี จํานวน 136 เลมๆละ 40บ. รวม 5,440 บาท ผูรับผิดชอบ นายศักดิ์กยะ บุญรอด นักวิชาการสาธารณสุขชํานาญการ การประเมินผล ประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ รายละเอียดดังนี้ 1.จํานวนและรอยละของอสม.ที่ใชนวัตกรรมไดถูกตอง รอยละ 100 2.จํานวนและรอยละของกลุมปกติ กลุมเสี่ยงและกลุมปวยไดรับการดูแลตามนวัตกรรมปงปองจราจร ชีวิต 7 สี โดยอสม. รอยละ 100 3.การประเมินผลลัพธดังนี้ 1) รอยละของกลุมปกติ/กลุมปวย 0 เพิ่มขึ้น 2) รอยละของกลุมเสี่ยง กลุมปวย 1,2,3 ลดลง 3) รอยละของกลุมปวยแทรกซอนที่มีอาการคงที่ 4) ความคิดเห็นของผูใชนวัตกรรม มากกวารอยละ 80 ผลที่คาดวาจะไดรับ
  • 30.
    30 1.ประชากรอายุ 35 ปขึ้นไปไดรับการตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานโดย อาสาสมัครสาธารณสุข 2.ประชากรกลุมปกติกลุมเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงไดรับการติดตามเยี่ยมบานเพื่อ สงเสริมสุขภาพโดยเนนกิจกรรมตามปงปองจราจรชีวิต 7 สี ในการปองกันโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โดยอาสาสมัครสาธารณสุข 3.กลุมปวยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงไดรับการดูแลตอเนื่อง เพื่อสงเสริมสุขภาพโดยเนน กิจกรรมตามปงปองจราจรชีวิต 7สี โดยอาสาสมัครสาธารณสุข กระบวนการดําเนินงาน ระยะ กิจกรรม ผลงาน ระยะที่ 1 การเตรียมการ 1.ทบทวนผลการดําเนินงานการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดัน โลหิตสูงในชุมชนรวมกันของเจาหนาที่ สรุปขอบกพรองในการทํางาน 2.คิดคนรูปแบบการจัดทํานวัตกรรมเพื่อการทํางานการเฝาระวัง เบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน โดยการมีสวนรวมของอสม. 3.พัฒนาและจัดทํานวัตกรรมสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและ ความดันโลหิตสูงในชุมชน -จนท.รวมประชุม 1 ครั้ง -จนท.รวมการหา รูปแบบการพัฒนา นวัตกรรม -สมุดบันทึก นวัตกรรมฯ จํานวน 136 เลม ระยะที่ 2 ดําเนินการและ ปรับปรุง นวัตกรรม 1.ชี้แจงนวัตกรรมแกอสม.และใหอสม.ไปดําเนินกิจกรรมในเขตที่ตนเอง รับผิดชอบ 1.1 คัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานในประชากรอายุ 35 ปขึ้น ไป 1.2 จําแนกผลการคัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานเปน 3 กลุม หลัก 3 กลุมเพื่อการลงเยี่ยมบานและจําแนกกลุมตางๆตามปงปอง จราจร 7 สี 1.2.1กลุมปกติ เยี่ยมบานปละ 2 ครั้ง+จําแนกกลุมสี+ติดตาม3อ2ส+ สงเสริมสุขภาพตามกลุมสี 1.2.2กลุมเสี่ยง เยี่ยมบานปละ 4 ครั้ง +จําแนกกลุมสี+ติดตาม3อ2ส+ สงเสริมสุขภาพตามกลุมสี 1.2.3กลุมปวย เยี่ยมบานปละ 12 ครั้ง+จําแนกกลุมสี+สงเสริม สุขภาพตามกลุมสี 2 ครั้ง
  • 31.
  • 32.
    32 แผนผัง การพัฒนานวัตกรรม การเฝาระวังโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุข ตําบลบอตรุ 1.ชี้แจง อสม.ถึงที่มาและปญหาการดําเนินงานเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในชุมชนเพื่อจัดทํานวัตกรรม 2.พัฒนานวัตกรรม สมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน 3.ประชุมชี้แจงการใชนวัตกรรม สมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน ชุมชน 4.ประชุมชี้แจงการใชนวัตกรรม สมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงใน ชุมชน 5.ฝกการใชสมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงและจัดเวรการใหบริการ ของอสม.ในรพ.สต. 6. อสม.นําสมุดบันทึกเบาหวานและความดันโลหิตสูงไปใชคัดกรองและเยี่ยม บานในชุมชนแกกลุมเปาหมายและสงผลงานใหเจาหนาที่รพ.สต. กลุมปกติเยี่ยมปละ 2 ครั้ง กลุมเสี่ยงเยี่ยมปละ 4 ครั้ง กลุมปวยเยี่ยมทุกเดือน
  • 33.
    33 1.พัฒนาสมุดเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงสําหรับ อสม.เพื่อใชบันทึกการคัดกรอง การ เยี่ยมบานตามปงปองจราจร7 สี ภาพ 1 2. แฟมสะสมผลงานการคัดกรองความดันโลหิตสูงและเบาหวานประจําปของอสม. ภาพ 2
  • 34.
  • 35.
  • 36.
    5.พัฒนาแบบฟอรมสําหรับการสงตอผูปวย ภาพ 5 6. อสม.นํานวัตกรรมไปใชในชุมชน ภาพ6 แบบฟอรมสําหรับการสงตอผูปวยกลับชุมชน/สงตอผูปวยพบเจาหนาที่รพ นํานวัตกรรมไปใชในชุมชน 36 สงตอผูปวยพบเจาหนาที่รพ.สต.
  • 37.
  • 38.
  • 39.
    39 9.คลินิกความดันโลหิตสูงและเบาหวานนํานวัตกรรมและการแปรผลตามปงปองจราจร 7 สีมาใชใน การจัดบริการแกผูปวย ภาพ9 การประเมินผล การประเมินผลครั้งที่ 1 (กันยายน 2559) 1.การสงขอมูล 1.1 ขอมูลการคัดกรองสง รอยละ 100 ขอมูลการคัดกรองถูกตอง รอยละ 100 1.2 ขอมูลการแปรผลปงปองจราจร 7 สี อสม. - รอยละการสงขอมูล 83 คน รอยละ 63.97 - รอยละการแปรผลตามปงปองจราจร 7 สีถูกตอง รอยละ 85.54 2.การสงตอกลุมเสี่ยง กลุมปวยจากอสม.เพื่อพบเจาหนาที่ของรพ.สต. มีจํานวนนอย ซึ่งตองดําเนินการพัฒนาตอไป โดยการแกไขปญหาดังนี้ -การพัฒนาแบบฟอรมการสงตอเพื่อพบเจาหนาที่และแจกให อสม.ทุกคนมีไว สําหรับการสงตอและใหผูปวยถือมาเองเพื่อพบเจาหนาที่ -ติดตามผลการสงตอในการประชุมประจําเดือนของอสม.ทุกเดือนโดยกําหนดให อสม.ทุกคนที่มีกลุมเสี่ยงใหสงตอมาพบเจาหนาที่
  • 40.
    40 -กําหนดวันสงตอคือทุกวันศุกรเชาเวลา 08.00-12.00น.เพื่อใหตรงกับคลินิก เบาหวาน ทําใหผูปวยสะดวกในการติดตามการเจาะเลือดและการพบเจาหนาที่ประจําคลินิกบริการ 3.ความถี่การเยี่ยมบานที่ออกแบบตามปงปอง7 สี ไมเหมาะสม แกไขโดยการปรับความถี่ของการเยี่ยมบานในกลุมปวยทุกประเภทจากเดิมทุก 3 เดือนเปน เยี่ยมทุกเดือน 4.ขอมูลสงกลับจากรพ.สต.สําหรับ อสม.ติดตามในชุมชนไมตอเนื่อง แกไขโดยการจัดทําแบบฟอรมสงกลับจากรพ.สต.และแจกใหอสม.ในที่ประชุมประจําเดือน เพื่อการติดตามในชุมชน การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ(รอประเมิน ก.ย. 2560) 1.ผลการทดสอบความเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในชุมชน 2.ผลการสงตอผูปวยพบเจาหนาที่รพ.สต. 3.ผลการติดตามเยี่ยมบานกลุมสีตามเกณฑ ดังนี้ 3.1 กลุมปกติ(สีขาว) 3.2 กลุมเสี่ยง(สีเขียวออน) 3.3 กลุมปวย 1) ปวย 0 สีเขียวแก 2) ปวย 1 สีเหลือง 3) ปวย 2 สีสม 4) ปวย 3 สีแดง 5) ปวยเรื้อรัง สีดํา ขอเสนอแนะการดําเนินการครั้งตอไป ควรปรับรูปแบบการติดตามกลุมเสี่ยงโดยการนํา3อ2ส มาใชและมีผลการปรับเปลี่ยน พฤติกรรม
  • 41.
    41 ภาคผนวก ข แบบสอบถามความคิดเห็นของอสม.ตอการใชสมุดบันทึกการเฝาระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในชุมชนของรพ.สต.บอตรุ 1.เพศ () ชาย ( )หญิง 2.อายุ..................ป 3.การศึกษา (ระบุ)................................................................... 4.หมูบานที่ปฏิบัติงาน หมูที่............................... 5.ระยะเวลาการเปน อสม....................................................ป คําชี้แจง โปรดทําเครื่องหมาย / ในชองที่ตรงกับความคิดเห็นของทานมากที่สุด เห็นดวยมากที่สุด คะแนน 5 เห็นดวยมาก คะแนน 4 เห็นดวยปานกลาง คะแนน 3 เห็นดวยนอย คะแนน 2 เห็นดวยมากนอยที่สุด คะแนน 1 ขอ รายการ ระดับความคิดเห็น 5 4 3 2 1 1 ขนาดรูปเลมสะดวกตอการใช 2 ตัวอักษรเหมาะสม อานงาย 3 เนื้อหาไมยาก เขาใจงาย 4 ใชสํารวจกลุมเปาหมายในชุมชนไดสะดวก 5 การบันทึกผลการคัดกรองกลุมเปาหมายไดงาย 6 ใชแยกประเภทกลุมปกติ กลุมเสี่ยง กลุมปวยไดงาย 7 ใชแยกสีกลุมปวยดวยปงปอง 7สี ไดงาย 8 การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมเสี่ยงไดงาย 9 การบันทึกผลการติดตามเยี่ยมกลุมปวยไดงาย 10 การบันทึกการสงตอผูปวยมาพบเจาหนาที่ รพ.สต.ไดงาย