Academic article guideline2012

395 views

Published on

แนวทางและการวางโมเดลในการเขียนบทความ

Published in: Education
1 Comment
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
395
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
9
Comments
1
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Academic article guideline2012

  1. 1. 1   จะเลือกใชโมเดลอะไรในการเขียนบทความ  ดร.ดนัย เทียนพุฒ DrDanaiT@gmail.com     ความมันสของการเปนนักเขียนบทความทางวิชาการหรือหนังสือวิชาการคือ สามารถเลาเรื่องตางๆ ทางธุรกิจที่เกิดขึน หรือเมื่อผูเขียนไดพบเหตุการณอันทําใหเกิดความรูและอยากใหผอื่นไดรับรู ้  ูบางจนถายทอดออกมาเปนตัวอักษร และยิ่งมีเขียนมากเทาไหรภาษาและทัศนะก็ยิ่งพริ้ว และเฉียบคมมากขึ้นเปรียบประดุจดัง “การลับคมใบมีด”   องคประกอบที่สาคัญของบทความทางวิชาการ (ธุรกิจ) ํ ผูอานหลายทานและผูบริหารเคยสอบถามวา ในการเขียนบทความครั้งๆ หนึ่ง ผูเขียนมีการวางโครงรางไวกอนหรือไม หรือกําหนดแนวทางการเขียนอยางไร  ถาคิดในเชิงการใชวิชาความรูจริงๆ ผูเขียนมีหลักยึดอยู 2-3 ประการดวยกันดังนี  ้ ประการแรก ตนแบบจากวิธีการเขียนเรื่องสั้น     ในชวงแรกๆ ของการเขียนบทความ ผูเขียนนึกถึงสมัยตอนที่เรียนอยูมธยมศึกษาตอน  ัปลายไดเรียนวิชาหนึงคือ “ประวัติวรรณคดีไทย” ซึงไดศึกษาเกียวกับการเขียนกาพย กลอน โครง นิราศ ่ ่ ่และวิธีการประพันธ เชน เรื่องสั้น ตลอดจนนวนิยาย และบทเรียนจากสิ่งเหลานี้ไดทําใหผเู ขียนนึกอยากที่จะเขียนขึนมาบาง  ้  สิ่งที่ผูเขียนใชเปนกรอบในการเขียนบทความจากองคความรูที่ไดเรียนมาคือ   การวางโครงเรื่องหรือเคาโครงเรื่อง โดยในชวงแรกๆ ของการเขียน ผูเขียนใชวิธีการนึกกอนวามีเรื่องอะไรหรือประเด็นอะไรที่เห็นดวย เห็นโตแยง หรืออยากแสดงทัศนะออกมาของธุรกิจทั้งดานกลยุทธ การตลาด การบริหาร HR หรือความเปนผูนํา ฯลฯ ตัวอยางเชน .....เมื่ออานบทความหรือหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจอิเลคทรอนิกส (e-Business) ซึ่งมักเขียนโดยกลุมดานเทคนิค เชน IT Manager เจาของบริษัทดอทคอม Web Master หรือคอลัมนิสตของวารสารหรือสิ่งพิมพ ผูเขียนมีทัศนะวาAcademic Article Guideline-Dr.Danai Thieanphut Copyright2012 DntNet
  2. 2. 2   (1) ไมตรงใจ ่ผูเขียนตอง จที งการเพราะเนนไปทางเทค ค หรือเทคโ มากเกินไป น คนิ โนโลยี กิและถาเปนผูบริหารระ บสูง หรือผูประกอบการ เราไมอยาก มากเพราะ างมืออาชีพ มาทําได ป ะดั  ร กรู ะจ พให (2) ยังขาดมุมหรือแกนขอ มุ องความเปนธุรกิจอยางแทจริง ไมไดใชโมเดลหรือมีสูตร ธ ทสําเร็จทีส สามารถนําไป ่ ปประยุกตใชไ อยางชัดเจน เพราะหนัังสือดานนี้ใน องไทยเปน ได นเมื นประสบการณของ ณผูเขียนทีลองผิดลองถูกมาจากธุรกิจอินเตอรเน็ต หรือธุรกิจอิเลคทรอนิกสมากกวาที่ไดรับการเรียนรูมา ่ ถู รูโดยตรง ผูเขีย งเริ่มเขียน ยนจึ นบทความเกียวกับเรื่องe- ่ -Business เรือง การพัฒน ่ นาเวบไซทจาก กการศึกษษาทางอินเตอรเน็ต การบร รรยายเรืองเห านี้รวมถึงการเปนที่ปรึก ่ หล ก กษาวางแนวคิด (Business คิ sConcep ใหกับเวบไ บางแหง (ศูนยหนังสือ ฬาฯ)และป pt) ไซท อจุ ประสบการณใ ในการปรับเป ่ยนองคกร จึงตก ปลีผลึกเปน นความคิดรวบ บยอดสูการเปนหนังสือเลม ่งในขณะ ้น เปนหนังสือชื่อ “องคก คดอทคอม ป มหนึ ะนั กรยุ(www.@@Dot.com)”  เมื่อการเขียน านาญขึ้น องคประกอบ นชํ บของโครงราง เขียน ไดผุดบังเกิดขึ้นเอง งของผูโดยสามารถสรุปเปนโ โมเดลไดดังนี้ รูปที่ 1 : โมเดลข ของโครงรางก ยนบทค การเขี ความAcademiic Article Guid deline-Dr.Dan Thieanphu nai ut C Copyright2012 DntNet
  3. 3. 3   ประ ่สอง ตนแบบจากกา ยนรายงา จัย ะการที ารเขี านวิ เนื่อง งจากผูเขียนค กคลีในแวดวงวิจัยดวยสมัยที่เรียนปริิญญาโทดานการวัดและ คลุประเมินผลการศึกษา ที่ภาควิจัยก กษา คณ ศาสตร จุฬาฯ ทําใหกรอบของการวิจัยจะอยูในโมเดล า การศึ ณะครุ นความคิด ดตัวมาโดย ดติ ยตลอดและภ ภายหลังจากจ จบการศึกษาร บปริญญาเอกตองมีการทําวิจยทาง รกิจ ระดั ั งธุมากขึ้น ทําใหเกิดการคิดและพัฒนาโมเดลในก ยนบทค การเขี ความไดงายยิ่งขึน โดยสรุ เห็นดังรูปที่ 2 ยิ ้ รปให ป รูปท่ 2 : การใชโมเดลการเขียนบทความจ ที จากการเขียน นรายงานการวิจย วิ ั สรุป ว กรอบข ปแล ของการเขียนบ บทความของ เขียนเปนไป งผู ปตามขั้นตอน ่ 1-5 ในบา ้ง นที างครัอาจรวบขั้นตอนที่ 3-4 ก็ได แตโดย กใหญใจ 4 ยหลั จความผูเขียนวางอยูในกร างตนเสมอ และหาก นเรื่อง น รอบข กเปที่ “หนัก” คือ ตองการ างอิงทางวิช รอ ชาการ หรือเปนขอความรูใหมหรือสงไป ป ร ปลงในวารสา ชาการ เชน ารวิวารสารจฬาลงกรณข จุ ของคณะพาณิชยศาสตร จุฬาฯ หรือวาร ณิ รสารทางวิชาการของสถาบนการศึกษา บั าโมเดลนี้จะถูกหยิบมาใชทนที ยิ ัAcademiic Article Guid deline-Dr.Dan Thieanphu nai ut C Copyright2012 DntNet
  4. 4. 4   ประการสุดทาย ผูเขียนใชกรอบในการเขียนบทความวิชาการจากการเขียนจดหมาย การเขียนเรียงความ ยอความหรือการเขียนจดหมาย โดยทั่วๆ ไปจะประกอบดวยขั้นตอน3 สวนที่สําคัญดังนี้ 1) คํานํา 2) เนื้อหา และ 3) บทสรุป ดังรูปที่ 3 รูปที่ 3 : การใชโมเดลบทความจากรูปแบบการเขียนจดหมาย ทั้งหมดใน 3 ประการที่ผูเขียนไดอธิบายถึง รูปแบบในการที่ผูเขียนใชวางโมเดลของการเขียนบทความ ผูเขียนใชรูปแบบใดรูปแบบหนึงใน 3 รูปแบบสลับกันไปมา หรือหากสรุปงายๆ คือ ถา ่เขียนจดหมายถึงแฟน (คนรัก) ไดก็เขียนบทความไดเพราะโครงรางหรือโมเดลจะเหมือนกัน ซึ่งคนรุนใหมคงลําบากหนอยเพราะเดี๋ยวนี้ไมมโอกาสเขียนจดหมายกันแลว เพราะใช Facebook, Twitter, SMS ผาน ีทางโทรศัพทมอถือ ืAcademic Article Guideline-Dr.Danai Thieanphut Copyright2012 DntNet
  5. 5. 5   มืออาชีพดานการเขียนบทความ  ดร.ดนัย เทียนพุฒ DrDanaiT@gmail.com     โลกของนักเขียนบทความและหนังสือวิชาการทางธุรกิจมีหลายสิ่งหลายอยางที่นาพิสมัย เพราะวาเปนโลกแหงความจริง เปนโลกของการนําหลักการหรือทฤษฎีที่ผานการปฏิบัติจริงใน“หองทดลองธุรกิจ” ออกมาสูสาธารณะเพือการตีแผเผยแพรขอความจริง และสรางองคความรูใหมใหโลก ่ ธุรกิจสามารถพัฒนาเติบโตอยางตอเนื่องและไมหยุดยัง  ้  ใครจะสามารถเขียนบทความทางวิชาการไดดี? คําถามที่ผเขียนจั่วหัวขึนมาคือ “ใครจะสามารถเขียนบทความวิชาการไดดี!? คําตอบ ู ้ของคําถามถาตอบแบบพื้นๆ ตองบอกวา “พวกผูรู” หรือ “พวกนักวิชาการ” หรือ”มือ-อาชีพดานดานเขียนบทความ” จึงจะเปนผูที่สามารถเขียนไดดี  แตในโลกความเปนจริงเปนละครับ! ที่นาจะเขียนไดดีทสุด  ี่ ในทัศนะและประสบการณของผูเขียนบทความหรือหนังสือทางวิชาการดานธุรกิจคิดวาเราสามารถพิจารณาไดจากบุคคลใน 3 กลุมอาชีพตอไปนี้ กลุมแรก อาจารยหรือนักวิชาการในสถาบันการศึกษา บุคคลในกลุมนี้เปนผูททรงความรูมากที่สด เพราะอยูในสถาบันการศึกษา ทําหนาที่  ี่ ุถายทอดความรูใหกับลูกศิษยรุนตอรุนจนนับไมถวน ทําการศึกษาวิจัยและคนควาหาความรูอยูตลอดเวลา (อาจจะไมทกคน) ุ ดังนันกลุมอาชีพแรกนี้ควรเขียนบทความทางวิชาการไดดีและไมวาจะดวยปจจัยหรือ ้เงื่อนไขใดๆ ทังสิ้น ้Academic Article Guideline-Dr.Danai Thieanphut Copyright2012 DntNet
  6. 6. 6   สิ่งที่เปนปญหาจริงๆ ของธุรกิจที่จะไดรับประโยชนจากนักเขียนกลุมแรกคือ  ขอความรูจากหลักการ ทฤษฎี หรือบางครังอาจเปนงานวิจัย คนควา แตสวนใหญมก ้ ัมีจุดออนตรงที่เปน “ทฤษฎีดิบ” คือ การนําไปประยุกตใชจริงๆ คอนขางยาก เนื่องจากผูเขียนขาดประสบการณในการทําธุรกิจ  ขอความรูบางครั้งนักเขียนทางวิชาการในกลุมนี้เปนขอความรูจาก “หองสมุด” หรือการไปศึกษารวบรวมจากตํารา บทความ หรือขอสนเทศที่มีการตีพิมพเผยแพรออกมา ทําให “การประมวลความรูทางธุรกิจ” เปนมิติของความรูที่ไมทันกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ หรือไมสามารถนํามาใชไดกับธุรกิจที่กาวล้าหนาไปไกลมากๆ  ํ หากนักเขียนในกลุมนี้ไดลงไปในภาคสนาม ไดสัมผัสกับโลกธุรกิจจริงๆ ความรูที่เผยแพรออกมาในรูปบทความทางวิชาการจะมีประโยชนกบธุรกิจเปนอยางยิง ั ่ กลุมที่สอง นักปฏิบัติหรือผูที่เชี่ยวชาญในอาชีพสาขาตางๆ บุคคลในกลุมนี้เปนผูที่ลงมือปฏิบัติจริง ดังนันขอความรูท่ไดจึงเปนประโยชนมาก ซึง  ้ ี ่ในทางธุรกิจเราเรียกกันวา “บทเรียนที่ดีเลิศ (Best Practices)”  ขอความรูจากนักเขียนในกลุมนี้ มีหลักการ โมเดล และรูปแบบการนําไปสูการปฏิบัติ ที่ประสบผลสําเร็จมาแลวขององคกรธุรกิจ  ขอจํากัดขององคความรูจากนักเขียนในกลุมนี้สวนใหญเปนความสําเร็จขององคกร เพียงแหงเดียวไมสามารถไดอยางแพรหลาย เพราะไมไดเปน “ตัวแทนความรู” ของทังธุรกิจ ้ อยางไรก็ตาม หากนักเขียนในกลุมนี้สามารถขยายผลไปสูการวิจยและพัฒนาเพื่อการ ัสรางใหเกิดความรูใหม หรือนําไปสูกระบวนการทางวิทยาศาสตร เพือสรุปเปนทฤษฎีที่ใชไดทั่วไป ่(Generalization) สามารถเปนประโยชนตอธุรกิจอยางสูงยิ่ง และจะมีความสําเร็จสูงกวากลุมแรกเปนทวีคูณ กลุมสุดทาย มืออาชีพหรือที่ปรึกษา หรือมือปนรับจาง กลุมนักเขียน ถามาจากกลุมนี้เราเรียกไดวา “ครบเครื่อง” คือ มีองคความรูดานทฤษฎีที่ แนน ผานการปฏิบัติมาอยางเขมขนและมีประสบการณในฐานะที่ปรึกษาหลายธุรกิจ ดังนันขอความหรือ ้บทความที่เผยแพรออกมาจึงมีคุณคาสูง อาทิAcademic Article Guideline-Dr.Danai Thieanphut Copyright2012 DntNet
  7. 7. 7    ขอความรูจากนักเขียนในกลุมนี้ มีนัยสําคัญตอความสําเร็จของธุรกิจที่สูงสุด   ไมมีขีดจํากัดของการนําไปใชหรือการขยายผล ยิงหากมีการวิจยและพัฒนาอยาง ่ ัตอเนื่อง จะไดทฤษฎีใหมๆ เกิดขึ้นมากมาย ในปจจุบนเราพบวากลุมธุรกิจที่ปรึกษาชันนําหลายๆ แหงไดนาประสบการณทหลอหลอม ั ้ ํ ี่เปนองคความรูใหมถายทอดออกมาเปนตํารามากมาย และติดอันดับ “เครื่องมือใหมของธุรกิจ” หลายตอหลายเรื่อง ผูเขียนไดมีโอกาสอานบทความทางวิชาการดานการบริหารทรัพยากรบุคคลในวารสารของสมาคมวิชาชีพของไทยบางแหง ทําใหเกิดขอกังขาวา  นักวิชาการหรือนักปฏิบัติ หรืออาจารยทเี่ ขียนบทความทางวิชาการ มักมีสไตลเหมือนๆ กัน เชน พยายามทีจะใหคานิยาม หาความหมายของคําศัพทวาคืออะไร ใครพูดไวบาง และ ่ ํ สรุปวาตนเองเห็นวานาจะเปนอยางไร ประเด็นนี้สาคัญมากตอการเขียนบทความทางวิชาการ เพราวาเปนเสมือนการพายเรือใน ํอาง ไมไดกระโจนไปสูขอความใหม หรือเปรียบไปแลวเปนแคการคนควาและการเขียนรายงานจากหองสมุดเทานันเอง ้  ความจํากัดทางดานประสบการณและความเขาใจในทฤษฎีอยางลึกซึ้ง” แตในความเปนจริงไมมีอะไรในกอไผเพราะขอเขียนดังกลาว - ขาดตรรกของระบบการคิด ทําใหโมเดลใหมทนาเสนอออกมามีความขัดแยงกัน ี่ ํโดยรวมและในองคความรู - ไมสามารถที่จะนําไปใชได หรือหากนําไปใชมักเกิดขอติดขัดหรืออุปสรรคอยางมากมายเนื่องจากไมไดผานการนําไปใชมากอน - มักเปนการแปลบทความหรือนําบทความตางๆ มารอยเรียงกันเพื่อใหดูเปนองคประกอบที่ลงตัว แตในความเปนจริงแลวสับสนและเปนเรื่องที่เชือมโยงกันยาก แต “บังคับใหเขารูป” ่ในแนวคิดหรือโมเดลทีนําเสนอ ่Academic Article Guideline-Dr.Danai Thieanphut Copyright2012 DntNet
  8. 8. 8   โดยสรุปแลว การที่จะเขียนบทความและหนังสือทางวิชาการดานธุรกิจ มิไดหมายความแบบงายๆ ที่ใครนึกอยากสนุกและเขียนขึน เพราะผลกระทบมีอยูสูงมากเนื่องจากไมรูวาจะมี ้ใครมาอานบาง และเกิดความไมเทาทันในความคิด เผอิญไปขยายผลสูการปฏิบัตก็จะเสียหายทังตนเอง ิ ้และธุรกิจ ซึ่งมีใหเห็นอยูเ สมอๆ อาทิ เชน ในเรื่องของดัชนีวัดผลสําเร็จธุรกิจ (KPIs) ในเรื่องของความสามารถ (Competencies) เรื่องการปรับเปลี่ยนองคกรธุรกิจ (Corporate Transformation) เปนตน ผูเขียนไดเคยเลาใหฟงไปบางแลววา รูปแบบในสไตลการเขียนของผูเขียนเกี่ยวกับบทความและหนังสือทางวิชาการนั้น ผูเขียนมีอยู 3 ลําดับในพัฒนาการดังนี้ ลําดับแรก ในชวง 5 ปแรกของการเขียนบทความและหนังสือทางวิชาการเปนการนําปญหาในธุรกิจ ขอคนพบจากการศึกษา การอาน หรือการวิจยมาเขียนเปนบทความกึงวิชาการ พรอม ั ่ตัวอยางทีนาสนใจและสรุปดวยขอคิดเห็นของผูเขียน ซึงมีทฤษฎีและหลักการสนับสนุนขอคิดเห็นดังกลาว ่ ่ ลําดับตอมา ในชวงอีก 10 ปตอมาของการสูอาชีพนักเขียนดานวิชาการที่เขมขน มีสไตลการเขียนเปนลักษณะเปรียบเทียบถึงทฤษฎี (Theory) หรือแนวคิด (Concept) ตางๆ วาสามารถนําไปปฏิบัติไดหรือไม มีจุดเดน จุดออนอยางไรและตัวยางของการนําไปปฏิบัติจริงๆ ในธุรกิจไดเกิดผลสําเร็จมาแลวมากนอยเพียงใด พรอมทั้งไดมีการพัฒนาทางดานภาษาและสํานวนในลักษณะที่อานงาย มากขึ้นกวาการเขียนในชวงแรก ลําดับปจจุบัน คือขอเขียนและหนังสือที่ผูเขียนตีพิมพเผยแพรอยูในขณะนี้ มีสไตลการเขียนเปนรูปแบบใหมคือ นําทฤษฎีหรือองคความรูที่ไดพัฒนาขึ้นมาจากการลงไปปฏิบัติจริงในธุรกิจ และสรางเปนองคความรูดวยวิธการวิจยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ออกมาเผยแพรใหธุรกิจ ี ันําไปใช พรอมการวิเคราะหวิจารณวาควรพัฒนาตอเนื่องในอนาคตขางหนาอยางไร ทิศทางสูอนาคต เปนการพัฒนารูปแบบการเขียนหนังสือทางวิชาการหรือรายงานการวิจยที่ปรับใหเปนองคความรูใหมในสไตล รายงานการวิจยเชิงพาณิชย (Com-mercial Research ั ัReport) โดยเหมือนอานหนังสือฮาวทู (How-To) มากกวาอานรายงาน การวิจย ปจจุบันไดนํางานวิจยมา ั ัเขียนในลักษณะนี้ได 2 เลมแลวAcademic Article Guideline-Dr.Danai Thieanphut Copyright2012 DntNet
  9. 9. 9   เลมแรก เจาะ DNA ธุรกิจครอบครัวไทย เขียนจากงานวิจยที่ศึกษาธุรกิจครอบครัวไทยตั้งแตยคสุโขทัยจนถึงกรุงรัตนโกสินทร ั ุ เลมที่สอง ทุนมนุษยจัดการใหดีสูดีเลิศ เปนการเขียนจากงานวิจัยเกียวกับ การพัฒนา ่ โมเดลการจัดการและการวัดทุนมนุษยและเสนอโมเดลทุนมนุษยสอนาคต ู เห็นไหมละครับ! การเขียนบทความและหนังสือทางธุรกิจผูเขียนก็ไดพฒนาตนเองใหมีความรูเพิมพูนมากขึนไปดวย แถมยังสามารถทําใหเกิดรายไดเสริมอาชีพ ั ่ ้ขึ้นมาอีกทางหนึง...ไมเชื่อก็ลองเขียนดูซิครับ! ่ Academic Article Guideline-Dr.Danai Thieanphut Copyright2012 DntNet

×