การสอนเขียน Writing
ความหมายของการเขียน การเขียน  ตามความหมายที่แท้จริง  ได้แก่  การที่นักเรียนสามารถถ่ายทอดความคิดของตนออกมาเป็นภาษาเขียน  และเขียนได้ถูกต้องทั้งในด้านกลไก  ( ได้แก่  ส่วนสัดของตัวอักษร  การสะกดตัว  การใช้เครื่องหมายวรรคตอน  แบบแผน  )  การใช้คำศัพท์ แบบสร้างตามภาษานิยมของเจ้าของภาษา  ในการสอนเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทย  จุดมุ่งหมายของเราน่าจะเป็นเพียง  ให้นักเรียนสามารถเลียนแบบเจ้าของภาษา  เราไม่หวังให้นักเรียนมีความสามารถถึงขนาดที่เรียกว่า  สร้างสรรค์สำนวนใหม่ ๆ ขึ้นมา  เหมือนที่เราสร้างคำใหม่  หรือสำนวนใหม่ในภาษาไทยของเราเอง
การสอนทักษะการเขียน 1.  การเขียนแบบควบคุม  (Controlled writing)  เป็นกิจกรรมในการสอนทักษะการเขียน  ที่ผู้สอนให้เนื้อหาและรูปแบบภาษาสำหรับผู้เรียนใช้ในการเขียน เช่น รูปแบบประโยคที่ต้องใช้  ตัวอย่างย่อหน้าสำหรับเลียนแบบ  หรือข้อความสำหรับเติมให้สมบูรณ์กิจกรรมการเขียนแบบควบคุมอาจเป็นข้อความให้ผู้เรียนลอกข้อความโดยเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบบางอย่าง เช่น  เปลี่ยนคำเอกพจน์เป็นพหูพจน์
2.  การเขียนแบบมีการชี้แนะ   (guided writing  หรือ  composition)  เป็นกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะการเขียน ที่พัฒนามาจากการเขียนแบบควบคุม  โดยผู้สอนให้เนื้อหาและรูปแบบภาษาเพียงบางส่วน สำหรับผู้เรียนใช้ในการเขียน  ผู้สอนอาจจะให้ประโยคเริ่มต้น  ประโยคสุดท้าย  คำถาม  หรือข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเขียน  กิจกรรมการเขียนแบบชี้แนะนี้  อาจจะใช้ข้อความจากสื่อเช่น ภาพหรือการ์ตูน  เอกสารแผ่นพับเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว  โฆษณาจากหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
3.  การฝึกทักษะการเขียนในลักษณะของการเขียนแบบเสรี   (  free composition )  เป็นกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะการเขียน ที่พัฒนามาจากการเขียนแบบควบคุม  โดยผู้สอนให้เนื้อหาและรูปแบบภาษาเพียงบางส่วน สำหรับผู้เรียนใช้ในการเขียน  ผู้สอนอาจจะให้ประโยคเริ่มต้น  ประโยคสุดท้าย  คำถาม  หรือข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเขียน  กิจกรรมการเขียนแบบชี้แนะนี้  อาจจะใช้ข้อความจากสื่อเช่น ภาพหรือการ์ตูน  เอกสารแผ่นพับเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว  โฆษณาจากหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
ข้อเสนอแนะสำหรับครู แบบฝึกหัดเขียนนั้นให้ทำในห้องเรียนน้อยที่สุด ควรจะให้ทำเป็นการบ้าน เวลาส่วนใหญ่น่าจะใช้เป็นการฝึก ฟัง และอ่านที่ครูจะต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด  การสอนตามคำบอกมีประโยชน์มาก จะต้องทำในห้องเรียนเช่นเดียวกับแบบฝึกหัดเขียน ซึ่งเป็นส่วนของการฝึกความเข้าใจในการฟัง แบบฝึกหัดเขียนต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาที่เรียนมาแล้วในแต่ละหน่วย เพื่อเสริมความแม่นยำให้กับทักษะ พูด อ่าน และเขียน
กิจกรรมการสอนทักษะการเขียน กิจกรรมก่อนการเขียน   เป็นการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกลไกทางการเขียนในเรื่อง ต่างๆ เช่น การสะกดคำ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน  การใช้กาล  (Tense)  และศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะเขียน  กิจกรรมระหว่างการเขียน  เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนนำมาใช้ในการฝึกทักษะการเขียน เช่น นำภาพประกอบมาให้นักเรียนเขียนเรื่องจากภาพ นำเทปบทสนทนามาเปิดให้นักเรียนฟัง แล้วให้นักเรียนเขียนเป็นเรื่องเล่า หรือสรุปเรื่องที่ได้ยิน
กิจกรรมหลังการเขียน   เมื่อผู้เรียนเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาจนำมาอ่านในชั้นเรียนผู้ให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง ตลอดจนนำมาแสดงความคิดเห็นและวิจารณ์ว่าข้อเขียนนั้นดีถูกต้องในการสื่อความมากน้อยเพียงไรและการใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ และมีข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง
การตรวจงานเขียน 1.  การให้ระดับคะแนน   A, B, C  หรือ  /7, /8 ,…/10  การให้คะแนนแบบนี้เป็นการประเมินการเขียนโดยรวม มิใช่ดูเฉพาะความถูกต้องทางไวยากรณ์เป็นเกณฑ์  แต่ยังต้องดูว่านักเรียนสามารถใช้ภาษาสื่อความคิดได้ชัดเจนหรือไม่  และพัฒนาความคิดและเรื่องราวที่เขียนดี เหมาะสมมากน้อยเพียงไร  2.  การแสดงความคิดเห็นต่อการเขียน   good, fair, needs improvement, careless  ผู้สอนพึงตระหนักว่าการแสดงความคิดเห็นต่องานเขียนของนักเรียน  เป็นการชี้ให้ผู้เรียนเห็นทั้งจุดเด่นและข้อด้อย  ผู้สอนควรกล่าวชมสิ่งที่นักเรียนเขียนดีแล้ว  และค่อยชี้ให้เห็นจุดที่ยังบกพร่องให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไข
3.  การตรวจแก้ไขที่ผิด ที่ผิดซึ่งนักเรียนเขียนมานั้น ผู้เรียนควรวิเคราะห์ด้วยว่ามาจากสาเหตุใด  ผิดเพราะนักเรียนไม่รู้จึงใช้ผิดเขียนผิดหรือผิดเพราะความสะเพร่า
การตรวจแก้ไขที่ผิดสามารถทำได้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น   การตรวจแก้ไขที่ผิดทั้งหมด  ผู้สอนต้องใช้เวลามากในการตรวจงาน  วิธีนี้ทำให้นักเรียนไม่ได้ฝึกคิดด้วยตนเองว่าที่เขียนไปนั้นผิดอย่างไร  การตรวจแก้ไขที่ผิดเฉพาะบางส่วน   ครูผู้สอนอาจแก้ไขเฉพาะจุดที่เห็นว่าสำคัญ นักเรียนควรให้ความสนใจในข้อบกพร่องนั้นให้มาก เช่น เรื่อง  Tense , Subject Verb Agreement  การชี้ให้นักเรียนเห็นที่ผิด   วิธีนี้อาจทำได้โดยขีดเส้นใต้หรือวงกลมล้อมที่ผิด  โดยมีการตกลงเรื่องเครื่องหมายในการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ กับนักเรียน เช่น  sp = spelling error , ss = error in sentence structure  เป็นต้น
ครูอาจยกกรณีที่นักเรียนทำผิดกันมาก   หรือผิดซ้ำๆ  มายกตัวอย่างขึ้นกระดานดำ  แก้ไขให้ถูกต้องในชั้นเรียน  โดยให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมออกความเห็นในการแก้ไขที่ผิดให้ถูกต้อง

การสอน Writing

  • 1.
  • 2.
    ความหมายของการเขียน การเขียน ตามความหมายที่แท้จริง ได้แก่ การที่นักเรียนสามารถถ่ายทอดความคิดของตนออกมาเป็นภาษาเขียน และเขียนได้ถูกต้องทั้งในด้านกลไก ( ได้แก่ ส่วนสัดของตัวอักษร การสะกดตัว การใช้เครื่องหมายวรรคตอน แบบแผน ) การใช้คำศัพท์ แบบสร้างตามภาษานิยมของเจ้าของภาษา ในการสอนเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทย จุดมุ่งหมายของเราน่าจะเป็นเพียง ให้นักเรียนสามารถเลียนแบบเจ้าของภาษา เราไม่หวังให้นักเรียนมีความสามารถถึงขนาดที่เรียกว่า สร้างสรรค์สำนวนใหม่ ๆ ขึ้นมา เหมือนที่เราสร้างคำใหม่ หรือสำนวนใหม่ในภาษาไทยของเราเอง
  • 3.
    การสอนทักษะการเขียน 1. การเขียนแบบควบคุม (Controlled writing) เป็นกิจกรรมในการสอนทักษะการเขียน ที่ผู้สอนให้เนื้อหาและรูปแบบภาษาสำหรับผู้เรียนใช้ในการเขียน เช่น รูปแบบประโยคที่ต้องใช้ ตัวอย่างย่อหน้าสำหรับเลียนแบบ หรือข้อความสำหรับเติมให้สมบูรณ์กิจกรรมการเขียนแบบควบคุมอาจเป็นข้อความให้ผู้เรียนลอกข้อความโดยเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบบางอย่าง เช่น เปลี่ยนคำเอกพจน์เป็นพหูพจน์
  • 4.
    2. การเขียนแบบมีการชี้แนะ (guided writing หรือ composition) เป็นกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะการเขียน ที่พัฒนามาจากการเขียนแบบควบคุม โดยผู้สอนให้เนื้อหาและรูปแบบภาษาเพียงบางส่วน สำหรับผู้เรียนใช้ในการเขียน ผู้สอนอาจจะให้ประโยคเริ่มต้น ประโยคสุดท้าย คำถาม หรือข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเขียน กิจกรรมการเขียนแบบชี้แนะนี้ อาจจะใช้ข้อความจากสื่อเช่น ภาพหรือการ์ตูน เอกสารแผ่นพับเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว โฆษณาจากหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
  • 5.
    3. การฝึกทักษะการเขียนในลักษณะของการเขียนแบบเสรี ( free composition ) เป็นกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะการเขียน ที่พัฒนามาจากการเขียนแบบควบคุม โดยผู้สอนให้เนื้อหาและรูปแบบภาษาเพียงบางส่วน สำหรับผู้เรียนใช้ในการเขียน ผู้สอนอาจจะให้ประโยคเริ่มต้น ประโยคสุดท้าย คำถาม หรือข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเขียน กิจกรรมการเขียนแบบชี้แนะนี้ อาจจะใช้ข้อความจากสื่อเช่น ภาพหรือการ์ตูน เอกสารแผ่นพับเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว โฆษณาจากหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
  • 6.
    ข้อเสนอแนะสำหรับครู แบบฝึกหัดเขียนนั้นให้ทำในห้องเรียนน้อยที่สุด ควรจะให้ทำเป็นการบ้านเวลาส่วนใหญ่น่าจะใช้เป็นการฝึก ฟัง และอ่านที่ครูจะต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด การสอนตามคำบอกมีประโยชน์มาก จะต้องทำในห้องเรียนเช่นเดียวกับแบบฝึกหัดเขียน ซึ่งเป็นส่วนของการฝึกความเข้าใจในการฟัง แบบฝึกหัดเขียนต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาที่เรียนมาแล้วในแต่ละหน่วย เพื่อเสริมความแม่นยำให้กับทักษะ พูด อ่าน และเขียน
  • 7.
    กิจกรรมการสอนทักษะการเขียน กิจกรรมก่อนการเขียน เป็นการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกลไกทางการเขียนในเรื่อง ต่างๆ เช่น การสะกดคำ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน การใช้กาล (Tense) และศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะเขียน กิจกรรมระหว่างการเขียน เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนนำมาใช้ในการฝึกทักษะการเขียน เช่น นำภาพประกอบมาให้นักเรียนเขียนเรื่องจากภาพ นำเทปบทสนทนามาเปิดให้นักเรียนฟัง แล้วให้นักเรียนเขียนเป็นเรื่องเล่า หรือสรุปเรื่องที่ได้ยิน
  • 8.
    กิจกรรมหลังการเขียน เมื่อผู้เรียนเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาจนำมาอ่านในชั้นเรียนผู้ให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง ตลอดจนนำมาแสดงความคิดเห็นและวิจารณ์ว่าข้อเขียนนั้นดีถูกต้องในการสื่อความมากน้อยเพียงไรและการใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ และมีข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง
  • 9.
    การตรวจงานเขียน 1. การให้ระดับคะแนน A, B, C หรือ /7, /8 ,…/10 การให้คะแนนแบบนี้เป็นการประเมินการเขียนโดยรวม มิใช่ดูเฉพาะความถูกต้องทางไวยากรณ์เป็นเกณฑ์ แต่ยังต้องดูว่านักเรียนสามารถใช้ภาษาสื่อความคิดได้ชัดเจนหรือไม่ และพัฒนาความคิดและเรื่องราวที่เขียนดี เหมาะสมมากน้อยเพียงไร 2. การแสดงความคิดเห็นต่อการเขียน good, fair, needs improvement, careless ผู้สอนพึงตระหนักว่าการแสดงความคิดเห็นต่องานเขียนของนักเรียน เป็นการชี้ให้ผู้เรียนเห็นทั้งจุดเด่นและข้อด้อย ผู้สอนควรกล่าวชมสิ่งที่นักเรียนเขียนดีแล้ว และค่อยชี้ให้เห็นจุดที่ยังบกพร่องให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไข
  • 10.
    3. การตรวจแก้ไขที่ผิดที่ผิดซึ่งนักเรียนเขียนมานั้น ผู้เรียนควรวิเคราะห์ด้วยว่ามาจากสาเหตุใด ผิดเพราะนักเรียนไม่รู้จึงใช้ผิดเขียนผิดหรือผิดเพราะความสะเพร่า
  • 11.
    การตรวจแก้ไขที่ผิดสามารถทำได้ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การตรวจแก้ไขที่ผิดทั้งหมด ผู้สอนต้องใช้เวลามากในการตรวจงาน วิธีนี้ทำให้นักเรียนไม่ได้ฝึกคิดด้วยตนเองว่าที่เขียนไปนั้นผิดอย่างไร การตรวจแก้ไขที่ผิดเฉพาะบางส่วน ครูผู้สอนอาจแก้ไขเฉพาะจุดที่เห็นว่าสำคัญ นักเรียนควรให้ความสนใจในข้อบกพร่องนั้นให้มาก เช่น เรื่อง Tense , Subject Verb Agreement การชี้ให้นักเรียนเห็นที่ผิด วิธีนี้อาจทำได้โดยขีดเส้นใต้หรือวงกลมล้อมที่ผิด โดยมีการตกลงเรื่องเครื่องหมายในการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ กับนักเรียน เช่น sp = spelling error , ss = error in sentence structure เป็นต้น
  • 12.
    ครูอาจยกกรณีที่นักเรียนทำผิดกันมาก หรือผิดซ้ำๆ มายกตัวอย่างขึ้นกระดานดำ แก้ไขให้ถูกต้องในชั้นเรียน โดยให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมออกความเห็นในการแก้ไขที่ผิดให้ถูกต้อง