Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
gueste51a26
567 views
Thai Bureaucracy
เอกสาร ระบบบริหารราชการของไทย
Education
◦
Read more
6
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 228 times
1
/ 77
2
/ 77
3
/ 77
4
/ 77
5
/ 77
6
/ 77
7
/ 77
8
/ 77
9
/ 77
10
/ 77
11
/ 77
12
/ 77
13
/ 77
14
/ 77
15
/ 77
16
/ 77
17
/ 77
18
/ 77
19
/ 77
20
/ 77
21
/ 77
22
/ 77
23
/ 77
24
/ 77
25
/ 77
26
/ 77
27
/ 77
28
/ 77
29
/ 77
30
/ 77
31
/ 77
32
/ 77
33
/ 77
34
/ 77
35
/ 77
36
/ 77
37
/ 77
38
/ 77
39
/ 77
40
/ 77
41
/ 77
42
/ 77
43
/ 77
44
/ 77
45
/ 77
46
/ 77
47
/ 77
48
/ 77
49
/ 77
50
/ 77
51
/ 77
52
/ 77
53
/ 77
54
/ 77
55
/ 77
56
/ 77
57
/ 77
58
/ 77
59
/ 77
60
/ 77
61
/ 77
62
/ 77
63
/ 77
64
/ 77
65
/ 77
66
/ 77
67
/ 77
68
/ 77
69
/ 77
70
/ 77
71
/ 77
72
/ 77
73
/ 77
74
/ 77
75
/ 77
76
/ 77
77
/ 77
More Related Content
PPT
บทที่ 1 ความหมายของการบริหารราชการ
by
Saiiew
PDF
Unit 1
by
kruchatchaya
PDF
3 เทศบาล
by
kroobannakakok
PDF
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น อาจารย์สมศักย์
by
ธิติพงศ์ กุลภา College of Local Administration,KhonKaen University
PDF
การปกครองส่วนท้องถิ่นและอำนาจหน้าที่ของกำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน
by
อลงกรณ์ อารามกูล
PDF
ทิศทางการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นในยุคปฏิรูปประเทศไทย
by
เทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย
DOC
บริหารราชการไทย 5
by
Saiiew
PDF
2552 2.2-plan-of-the-administration-of-the ministry52-54
by
ps-most
บทที่ 1 ความหมายของการบริหารราชการ
by
Saiiew
Unit 1
by
kruchatchaya
3 เทศบาล
by
kroobannakakok
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น อาจารย์สมศักย์
by
ธิติพงศ์ กุลภา College of Local Administration,KhonKaen University
การปกครองส่วนท้องถิ่นและอำนาจหน้าที่ของกำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน
by
อลงกรณ์ อารามกูล
ทิศทางการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นในยุคปฏิรูปประเทศไทย
by
เทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย
บริหารราชการไทย 5
by
Saiiew
2552 2.2-plan-of-the-administration-of-the ministry52-54
by
ps-most
Similar to Thai Bureaucracy
DOCX
บทที่ 1 ความหมายของการบริหารราชการ
by
อ๊อฟแอ๊บ รปศ
PPT
เทคนิคการบริหารรา
by
guest4439f1
PDF
ทฤษฎีระบบราชการ
by
wiraja
PDF
9789740330240
by
CUPress
PDF
Chapter10 แนวทางการพัฒนาองค์การในสังคมไทย
by
wanna2728
PPT
บทที่ 3 ปฏิรูประบบราชการ
by
Saiiew
PDF
บทที่ 7
by
pop Jaturong
PDF
บทที่ 7
by
pop Jaturong
DOC
บริหารราชการไทย 4
by
Saiiew
PPT
ภาพรวมของการพัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐ (New)
by
M.L. Kamalasana
DOC
บริหารราชการไทย 6
by
Saiiew
DOCX
หลักธรรมาภิบาล
by
Wiroj Suknongbueng
DOC
บริหารราชการไทย 1
by
Saiiew
PPS
恐怖份子的家園
by
honan4108
PDF
9789740330240
by
CUPress
PDF
9789740330240
by
CUPress
PPT
บทที่ 6
by
Saiiew
PDF
สาระสำคัญ พรบ.2551
by
pthaiwong
PDF
แนวทางแก้ไขปัญหาความรับผิดของ อปท.
by
ภัฏ พงศ์ธามัน
PPTX
04 2555111095027-aniwat-3
by
PanchaphaPhadungklin
บทที่ 1 ความหมายของการบริหารราชการ
by
อ๊อฟแอ๊บ รปศ
เทคนิคการบริหารรา
by
guest4439f1
ทฤษฎีระบบราชการ
by
wiraja
9789740330240
by
CUPress
Chapter10 แนวทางการพัฒนาองค์การในสังคมไทย
by
wanna2728
บทที่ 3 ปฏิรูประบบราชการ
by
Saiiew
บทที่ 7
by
pop Jaturong
บทที่ 7
by
pop Jaturong
บริหารราชการไทย 4
by
Saiiew
ภาพรวมของการพัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐ (New)
by
M.L. Kamalasana
บริหารราชการไทย 6
by
Saiiew
หลักธรรมาภิบาล
by
Wiroj Suknongbueng
บริหารราชการไทย 1
by
Saiiew
恐怖份子的家園
by
honan4108
9789740330240
by
CUPress
9789740330240
by
CUPress
บทที่ 6
by
Saiiew
สาระสำคัญ พรบ.2551
by
pthaiwong
แนวทางแก้ไขปัญหาความรับผิดของ อปท.
by
ภัฏ พงศ์ธามัน
04 2555111095027-aniwat-3
by
PanchaphaPhadungklin
Thai Bureaucracy
1.
1
ระบบบริหารราชการไทย (Thai Bureaucracy) โดย อ. สุขสันติ์ บุณยากร วิทยาลัยการปกครอง 1 สิงหาคม 2550 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------ 1. หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารราชการ ความหมายของ “การบริหารราชการ” (Public Administration) - “การบริหารราชการ” อาจมีความหมายไดทั้งมุมกวางและมุมแคบ ในมุมกวาง “การบริหารราชการ” หมายถึง กิจ กรรมทุกประเภทของรัฐ ไม วาจะเปนกิจ กรรมในดานนิติ บัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ นักวิชาการกลุมนี้ ไดแก ฟลิกซ เอ นิโกร (Felix A. Nigro) และมารแชล ดิมอด (Marshall Dimock) ในการมองแบบมุมแคบ จะหมายถึงเฉพาะกิจกรรมของ ฝายบริหารในการดําเนิน ความพยายามใหหนวยงานตาง ๆ ของรัฐประกอบกิจ กรรมใหบรรลุ เปาหมายอยางไดผลที่สุด นักวิชาการกลุมนี้ ไดแก ลูเซอร กูลิค (Luther Gulick) เจมส ดับปลิว เฟสเลอร (James W. Fesler) และ เฮอรเบิรต ไซมอน (Herbert Simon) - ฟลิกซเอนิโกร (Felix A. Nigro) ใหความหมายวา 1.) เปนความพยายามของกลุมที่จะรวมมือกันปฏิบัติงานในหนวยงานของรัฐ 2.) มีขอบเขตครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานของฝายบริหาร ฝายนิติบัญญัติ และฝาย ตุลาการ ตลอดจนความสัมพันธระหวางฝายทั้งสามนี้ 3.) มีบทบาทสําคัญในการกําหนดนโยบายสาธารณะ การบริหารราชการจึงเปน สวนหนึ่งของกระบวนการทางการเมือง 4.) มีความแตกตางจากการบริหารธุรกิจของเอกชน 5.) เกี่ยวของกับกลุมเอกชนหลายกลุม และปจเจกชนหลายคนในอันที่จะจัดบริการ ใหแกชุมชน - มารแ ชล ดิมอค (Marshall Dimock) ใหค วามหมายวา การที่รัฐจะทํา “อะไร” หมายถึงขอบเขตเนื้อหาของงานของรัฐ และทํา “อยางไร” หมายถึง วิธีก ารดําเนิน การอยางมี หลักการที่รัฐจะนํามาใชเพื่อใหกิจกรรมบรรลุผลสําเร็จ - เฮอรเบิรต ไซมอน (Herbert Simon) หมายถึง กิจกรรมทั้งปวงของฝายบริหาร ไมวาจะเปนการปกครองสว นกลาง การปกครองมลรัฐ หรือการปกครองทองถิ่น ที่สําคัญก็คือ ไมรวมเอางานของฝายนิติบัญญัติและตุลาการเขาไวดวย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
2.
2
- ติน ปรัชญพฤทธิ์ และอิสระ สุวรรณมล กลาวถึงคําวา “administration” ไวใน ปทานุกรมการบริหาร (2514) วามาจากภาษาลาตินวา “administrare” ซึ่งแปลวารับใช การจัดการ การปฏิบัติภารกิจ การอํานวยการ (To serve, to manage, to conduct, to direct) ในทางการบริหาร เรามั ก จะเน น ความหมายของคํ า ว า “administration” ไปในแง ข องการรั บ ใช เพราะถื อ ว า ขาราชการตองเปนผูรับใชประชาชน มิใชเปนเจานายของประชาชน 1.2 ความเปนมาของคําวา “ระบบราชการ” (Bureaucracy) - คําวา “ระบบราชการ (bureaucracy)” เปนคําที่คิดขึ้นในสมัยตนศตวรรษที่ 18 โดยนักเศรษฐศาสตรชาวฝรั่งเศส ชื่อ “แวง ซองต กูรเนท (Vincent De Gournet)” คําวา ระบบ ราชการที่จริงไมไดมีค วามหมายใหม มีความหมายเพียงวา ไมใชเปนการปกครองแบบกษัตริย (monarchy) ไมใ ชอภิชนาธิปไตย (aristocracy) หรือประชาธิปไตย (democracy) แตเปน การ ปกครองโดยเจาหนาที่ (rule of officials) เพราะคําวา “bureau” แปลวา “สํานักงาน” ซึ่งมี เจาหนาที่ทํางาน คําวา “Cracy” แปลวา “การปกครอง” คําที่คลายกับคําวาระบบราชการมาก คือ คําวา “ระบบยูโร (burosystem)” ซึ่งคําที่ใชในสมัยปรัสเซีย หมายถึง การจัดสรรหนาที่ใหแกกรม กองตาง ๆ ใหชัดเจน ซึ่งมีการปฏิรูปการบริหารใหมภายใตการปกครองของคารล วอม สโตน (Carl vom Stein) แบงงานเปนกระทรวง และหนว ยงานยอย ๆ และจัดสรรงานและหนาที่ ซึ่งเรียกวา “ระบบยูโร” - ในบางครั้งคําวา “Bureaucracy” จะหมายถึง “องคก ารแบบราชการ” อัน หมายถึง ระบบของความสัมพันธในการบังคับบัญชา ซึ่งกําหนดโดยกฎระเบียบที่พัฒนาขึ้นอยาง สมเหตุสมผล - เม็กซ เวบอร (Max Weber) อธิบายวา องคการแบบราชการ หมายถึงองคการที่ สมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพ ซึ่งปฏิบัติงานบนพื้นฐานของสิ่งตอไปนี้ 1) กฎระเบียบที่แนนอน 2) การแบงงานกันทําตามความชํานาญเฉพาะอยาง 3) ลําดับชั้นการบังคับบัญชา 4) มีการตัดสินใจที่พิจารณาจากเหตุผล เชิงวิชาการ และความถูกตองใน แงของกฎหมาย 5) การบริหารใชระบบการจัดทําเก็บเอกสารอยางเปนระเบียบ 6) การทํางานเปนอาชีพ 7) สมาชิกในองคการมีความสัมพันธตอกันในลักษณะเปนทางการ 8) การเลื่อนขั้น เลื่อนตําแหนง พิจารณาจากความรูความสามารถ 1.3 ความสําคัญของ “การบริหารราชการ” 1) เปนการนํานโยบายของรัฐไปปฏิบัติ ไดแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
3.
3
- ขยายโอกาสหรือเพิ่มบริการในรูปบริการสาธารณะตาง ๆ - เพิ่มการปองกันสวัสดิภาพของประชาชนในดานตาง ๆ - การจัดระเบียบของสังคม - กําหนดขอบเขตเสรีภาพการใชจายดวยการจัดเก็บภาษี - การคนหาหรือลงโทษผูกระทําผิดหรือขัดตอกฎหมาย - การยินยอมหรือปฏิเสธที่จะใหประชาชนเขารวมกิจกรรมบางอยาง - การบริหารกิจการกึ่งธุรกิจ เชน การสาธารณูปโภค - การดูแลและปองกันประเทศและการตางประเทศ ฯลฯ 2) มีสวนในการกําหนดนโยบายทั้งในขั้นตอนกอนที่ฝายนิติบัญญัติ และหัวหนา ฝายบริหารจะตัดสินใจกําหนดนโยบาย และหลังการกําหนดนโยบายแลว 3) เปนกลไกสําคัญในการดํารงไวและพัฒนาวัฒนธรรมของสังคม เปนผูกําหนด กิจกรรมของสังคม และเปนสวนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคม 1.4 การบริหารราชการและการบริหารธุรกิจ 1) ความเหมือนกัน 1.1) เปนการบริหารในลักษณะที่เปนกระบวนการปฏิบัติงาน (process) เหมือนกันทั้งภาคราชการ และธุรกิจ 1.2) แมวัตถุประสงคจุดมุงหมาย (goal) จะแตกตาง แตก็มีลักษณะเปน พลังความรวมมือรวมแรงรวมใจปฏิบัติของกลุม (cooperative group effort) 1.3) ลวนตองมีลักษณะในการปฏิบัติงานตามสภาพแวดลอมของแตละ องคการไป 1.4) ประเภทกิจกรรมไมสามารถขีดเสนแบงไดชัดเจน ราชการอาจมี สวนดวย เชน ธุรกิจโทรคมนาคม เปนตน 1.5) ประเภทของทักษะ เทคนิค และกระบวนการทํางาน รวมทั้งความ ชํานาญของบุคลากรที่คลายกัน 2) ความแตกตาง 2.1) ภาพลักษณ (Image) - ภาคราชการลาชา ขั้นตอนมาก (Real Tape) ในขณะที่ภาคธุรกิจรวดเร็ว และมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ไมยุงยาก 2.2) วัตถุประสงค สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
4.
4
- การบริหารธุรกิจเนนมุงที่ผลกําไร (profit) ในขณะที่การบริหารราชการ มุงในการจัด ทําบริก ารสาธารณะ (public services) โดยมุงผลประโยชนและความพอใจของ ประชาชนเปนหลักใหญ 2.3) ความรับผิดชอบ - การบริหารราชการรับผิด ชอบตอประชาชน แตก ารบริหารธุร กิจ รับผิดชอบตอผูถือหุนหรือเจาของกิจกรรม 2.4) ทุน - การบริหารราชการไดมาจากภาษีอากรเก็บจากประชาชน สว นการ บริหารธุรกิจไดทุนการดําเนินงานจากเงินของเอกชนผูเปนเจาของหรือผูถือหุน 2.5) การกําหนดราคาสินคาและบริการ - การบริหารราชการไมไดมุงกําไร แตการบริหารธุรกิจตองกําหนดราคา ใหสูงพอสมควรที่จะใหมีกําไรเหลืออยู 2.6) คูแขงขัน - การบริหารราชการปกติไมมีผูแขงขัน แตทางดานการบริหารธุรกิจมีคู แขงขันมาก แตจะสงผลดีที่ผูบริโภคจะไดสินคาและบริการที่ดี ราคาถูก 2.7) การคงอยู - การบริหารราชการจะตองมีอยูตราบเทาที่การทําบริการสาธารณะใน ดานนั้น ๆ แกประชาชน ไมวาจะมีภาวะทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปเชนไร แตการบริหารธุรกิจ อาจมีการลมเลิก เปลี่ยนแปลงไดงายกวามาก 2.8) นโยบายและความเปนอิสระในการปฏิบัติ - การบริหาราชการยังเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของฝายการเมือง มี สายการบังคับบัญชา และการกํากับดูแลเปนขั้นเปนตอนมาก ในขณะที่การบริหารธุรกิจขึ้นอยูกับ นโยบายของเจาของกิจการหรือผูบริหาร นโยบายทางการเมืองอาจมีผลกระทบบางแตไมมากนัก 2.9) การตรวจสอบของประชาชน - การบริหารราชการจะถูกตรวจสอบโดยประชาชน โดยเฉพาะในดาน ความโปรงใส เพราะถูก เพงเล็งจากภายนอกมาก ทั้งตองคํานึงถึงมติมหาชน (public opinion) ในขณะที่การบริหารธุรกิจเปนการดําเนินการโดยเจาของกิจการ ประชาชนมีบทบาทเขาตรวจสอบ นอย 1.5 ภารกิจของการบริการราชการ 1.5.1 ภารกิจในการจัดทํา “บริการสาธารณะ” (Public service) - หมายถึง ผลผลิ ต ของหนว ยงานของรัฐที่มุงเนน ประโยชนสุข แก ประชาชนโดยทั่วถึง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
5.
5
- เปนการดําเนินการของรัฐโดยมีวัตถุประสงคเพื่อสนองความตองการ สวนรวมของประชาชน ซึ่งแยกเปน 2 ประเภท ไดแก 1) ความตองการไดรับความปลอดภัยทั้งในและนอกประเทศ 2) ความตองการไดรับความสะดวกในการใชชีวิตประจําวัน - หลักการใหบริการสาธารณะ จะยึดถือประชาชนเปนเปาหมายในการ ใหบริการใน 2 ดาน ไดแก 1) ความพึงพอใจของประชาชน 1.1) ความเทาเทียมและเสมอภาค 1.2) เวลาที่เหมาะสม 1.3) ปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอ 1.4) ความสืบเนื่องและตอเนื่องในการใหบริการ 1.5) มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงใหทันสมัยอยูเสมอ 2) ความรับผิดชอบตอประชาชน 1.5.2 ภารกิจในการจัดทํา “สินคาสังคมหรือสินคาสาธารณะ” (Public Goods) - ตามทฤษฎีสินคาสังคม และสิน คาเอกชน (Theory of Public and Private Goods) “สินคาสาธารณะ” เปนสินคาที่กลไกตลาดไมสามารถจะทําใหเกิดสินคานี้ได หรือ ถาปลอยใหกลไกตลาดทําหนาที่ตัดสินใจในการจัดสรรสินคาจะไมมีประสิทธิภาพหรือปริมาณไม เพียงพอ ตัวอยางเชน การปองกันประเทศ การศึกษาภาคบังคับ เปนตน - คุณสมบัติของ “สินคาสาธารณะ” 1.) ไมเปนปริปกษในการบริโภค (Nonrival in Consumption) ไมตองแขงขัน กัน บริโ ภค หรือมีก ารบริโ ภครว ม (Collective consumption) เมื่อมีก ารบริโ ภค ปริมาณไมลดลง เชน การดูโทรทัศน การใชถนน เปนตน 2.) ลัก ษณะการไมสามารถแบงแยกได (nonexclusion) ไม สามารถกีดกันไดในการบริโภค เชน ถาดู TV. คนอื่นก็ดู TV. ได เปนตน 1.5.3 การแบงประเภทของภารกิจ 1.) งานบริการ ไดแก งานที่มีวัตถุประสงคหลักในการผลิตสินคาที่เปน บริการของสังคม เชน สถานศึกษา กองกําลังทหาร ตํารวจ เปนตน 2.) งานควบคุมและจัด ระเบีย บ ไดแก งานที่มีวัต ถุประสงคใ นการ แทรกแซงกิจกรรมในตลาดการคาเพื่อความเปนธรรม เชน การออกใบอนุญาต การจดทะเบียน การ ควบคุมราคาสินคา เปนตน 3.) งานสงเคราะหและชวยเหลือ ไดแก งานที่จัดสรรทรัพยากรใหแกผูที่ ขาดแคลนหรือดอยโอกาส เชน งานสวัสดิการสังคม งานแรงงาน เปนตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
6.
6
4.) งานสนับสนุน ไดแก งานใหบริก ารหนว ยงานอื่น ๆ ไดแก งาน งบประมาณ การเงินการคลัง การจัดเก็บภาษีและรายได เปนตน 1.6 ความเกี่ยวพันระหวางศาสตรการบริหารราชการกับศาสตรอื่น 1) ตรรกวิทยา - การตัดสินใจ (Decision Making), หลักเหตุผล 2) จิตวิทยา - เกี่ยวกับคน สังคม และสถานภาพบทบาทของคนในและนอกระบบ ราชการ 3) สังคมวิทยา - การสืบทอดทางสังคม สิ่งแวดลอมและองคกรในสังคม 4) มนุษยวิทยา - วัฒ นธรรม และการตอตานการเปลี่ย นแปลงทั้ งในและนอกระบบ ราชการ 5) รัฐศาสตร - “ไมมีการบริหารราชการใดเลยที่ปลอดจากการเมือง” (Public administration never exist political vacuum) 6) เศรษฐศาสตร - ดานภาษี, การคลัง, การพัฒนาเศรษฐกิจ และภาวะเศรษฐกิจ 7) นิติศาสตร - กฎหมาย นิติรัฐ ระเบียบ การบังคับใชกฎหมาย 8) ประวัติศาสตร - วิวัฒนาการของระบบราชการ 9) บริหารธุรกิจ - คูแฝดของระบบราชการ องคความรู เทคนิค รูปแบบวิธีการ 1.7 แนวคิดเรื่องระบบราชการของ แมกซ เวเบอร (Max Weber) แนวคิดเกี่ยวกับระบบราชการของเวเบอร มีสวนประกอบ 3 สวน ไดแก 1.) แนวคิดเกี่ยวกับองคการ ครอบคลุมถึงรัฐ พรรคการเมือง วัด โรงงาน และ องคกรที่มีเปาหมายตาง ๆ ลักษณะองคการในทัศนะของเวเบอรมีคนอยู 3 กลุม คือ (1) ผูนําหรือกลุมผูนํา (2) เจาหนาที่บริหาร เพื่อทํางานตามหนาที่และรักษากฎระเบียบพื้นฐาน ขององคการ (3) สมาชิกขององคการอื่น ๆ ที่เหลือ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
7.
7
2.) แนวคิดเกี่ยวกับอํานาจ เวเบอรแบงอํานาจออกเปน 3 ประเภท คือ (1) อํานาจบารมี (Charismatic authority) (2) อํานาจประเพณี (Tradition authority) (3) อํานาจตามกฎหมาย (legal authority) 3.) แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบในอุดมคติ - เวเบอร หมายถึง องคกรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เจาหนาที่ขององคการ ที่มาจากการแตงตั้งเทานั้น ตองมีเงินเดือนประจําและเปนองคการที่ใ ชอํานาจหนาที่ตามหลัก เหตุผลของกฎหมาย (rational legal-authority) 1.8 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบการบริหารราชการ 1) พิจารณาจากกฎหมายปกครอง 1.1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization) 1.2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration) 1.3) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization) 2) พิจารณาจากแนวคิดดานการจัดการ 2.1) การจัดแบงตามวัตถุประสงค 2.2) การจัดแบงตามกระบวนการ 2.3) การจัดแบงตามประเภทผูรับบริการ 2.4) การจัดแบงตามอาณาเขตหรือพื้นที่ 1.9 ความรับผิดชอบและการควบคุมการบริหารราชการ - ความรับผิดชอบในการบริหารราชการ หมายถึง การปฏิบัติหนาที่อยางถูกตอง ตามทํ า นองคลองธรรม โดยคํ า นึ ง ถึ ง ผลประโยชน ส ว นรวมหรื อ ผลประโยชน ที่ จ ะเกิ ด แก สาธารณชน - การควบคุมภายในวงราชการ แยกเปน การควบคุมความรับผิดชอบในการ ปฏิบัติงาน โดยการควบคุมดานงบประมาณ โครงการและแผน การตรวจสอบและรายงาน ลําดับ ชั้นการบังคับบัญชา ผานกระบวนการบริหารงานบุคคล และการควบคุมความรับผิดชอบภายในตัว บุคคลเอง - การควบคุมภายนอก แยกเปน การควบคุมโดยฝายนิติบัญญัติ ฝายตุลาการ และ จากประชาชนทั้งโดยตรง ผานสื่อมวลชน กลุมผลประโยชน พรรคการเมือง และกระบวนการรอง ทุกข รวมทั้งผูตรวจการรัฐสภาหรือ Ombudsman สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
8.
8 2. วิวัฒนาการของการบริหารราชการไทย
การกําเนิดของระบบราชการไทยยังเปนประเด็นที่ถกเถียงกันในหมูนักวิชาการวาเกิดขึ้น เมื่อใด เนื่องจากไมมีหลักฐานทางประวัติศาสตรใด ๆ ที่บอกใหทราบถึงโครงสราง รูปแบบ วิธีการ และลัก ษณะดานตาง ๆ ของระบบราชการไทย การศึกษาถึงประวัติศาสตรความเปน มาจึงเปน การศึกษาเพื่ออธิบายถึงวิวัฒนาการการเมืองการปกครองมากกวาการบริหารราชการ โดยศึกษา ตั้งแตสมัย สุโ ขทัย เปน ตน มาจนถึงปจ จุบัน ซึ่งสามารถแบงยุค ของระบบราชการไทยที่มีก าร เปลี่ยนแปลงเห็นไดชัดเจนเปน 4 ยุค ไดแก การบริหารราชการสมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 2.1 การบริหารราชการสมัยสุโขทัย การเมืองการปกครองในสมัยสุโขทัยมีลักษณะเปนการบริหารการปกครองแบบ “พอปกครองลูก” (Paternal Government) ถือเอาลัก ษณะสกุลเปน คติ เชื่อวา “พอ” เปน ผูปกครองครัวเรือน หลายครัวเรือนรวมกันเปนบานอยูในปกครองของ “พอบาน” ผูอยูในปกครอง เรียกวา “ลูกบาน” หลายบานรวมกันเปนเมือง ถาเปนเมืองขึ้นที่อยูในการปกครองของ “พอเมือง” ถาเปนเมืองประเทศราช เจาเมืองเปน “ขุน” หลายเมืองรวมกันเปนประเทศหรือราชธานีในการ ปกครองของ “พอขุน” ขาราชการในตําแหนงตาง ๆ ไดนามวา “ลูกขุน” กอใหเกิดลักษณะของการ บริหารราชการพอสรุปไดดังนี้ 1) มีการรวมการใชอํานาจทางการเมืองกับอํานาจทางการบริหารไวดวยกัน ที่ “พอขุน” มี “ลูกขุน” คอยชวยเหลือ ไมมีการแยกขาราชการกับประชาชนออกจากกันโดยเด็ดขาด ทั้งในยามสงบและยามศึกสงครามที่ประชาชนทุกคนตองเปนทหารตอสูกับขาศึก 2) มีการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินที่เรียบงาย ไมยุงยาก ซับซอน ไมมีการ จัดตั้งหนวยงานเปนการเฉพาะ พอขุนจะปฏิบัติภารกิจดานตาง ๆ ดวยตนเอง โดยมีลูกขุนจํานวน หนึ่งคอยชวยเหลือ 3) การบริหารราชการนอกราชธานี มีการจําแนกหัวเมืองออกเปน 3 ประเภท โดย จัดรูปแบบการบริหารราชการแยกสวนไปตามลักษณะการปกครองแตละหัวเมือง ไดแก ก. เมืองอุปราช เมืองลูกหลวง และเมืองหนาดาน เมืองอุปราช เปนเมืองที่ผูจะดํารงตําแหนงพอขุนองคตอไปครอง อยู ซึ่งตามประวัติศาสตร สมัยพอขุนบาลเมืองครองกรุงสุโขทัย พระรามคําแหงไดไปครองเมือง ศรีสัชนาลัย ซึ่งเปนเมืองอุปราชและเมืองหนาดานดวย เมืองเหลานี้บางเชื้อพระวงศปกครองจะ เรียกวา “เมืองลูกหลวง” ซึ่งเมืองหนาดานและเมืองลูกหลวงมีระยะทางเดินหนาจากราชธานีถึงได ในเวลา 2 วัน หากขาราชการปกครองจะเรียกวา “เมืองหนาดาน” เพื่อสามารถรับขาศึกปองกัน ราชธานีไวกอน เมืองเหลานี้ “พอขุน” ทรงบัญชาการบริหารเองผานพอเมืองซึ่งไดรับมอบอํานาจไป สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
9.
9
ข. เมืองพระยามหานคร เป น เมือ งใหญ อ ยูชั้ น นอกหา งจากราชอาณาจัก ร อาจตั้ งเชื้ อ พระวงศหรือขาราชการชั้น ผูใหญไปครองเมือง หรือมีเจานายเชื้อพระวงศเปนเจาของเมืองเดิม ปกครองอยูและยอมขึ้นกับกรุงสุโขทัย เจาผูครองนครหรือพอเมืองมีอํานาจบริหารราชการในเขต แดนของตนเกือบบริบูรณ แตตองปฏิบัติตามบัญชาของพอขุนและสงสวยแกกรุงสุโขทัย รวมทั้ง ยามศึกสงครามตองจัดกองทัพและเสบียงไปชวยกรุงสุโขทัย ค. เมืองประเทศราช เป น เมื อ งที่อ ยู น อกราชอาณาจั ก รมี ช าวเมื องเป น คนต างชาติ ขึ้นอยูกับพอขุนโดยพระบรมเดชานุภาพ มีความสัมพันธเพียงสงเครื่องราชบรรณาการตามกําหนด และสงทัพหรือเสบีย งมาชว ยรบตามคําสั่งพอขุนเทานั้น สว นการบริหารราชการภายในเมือง ประเทศราชทางกรุงสุโขทัยจะไมไปเกี่ยวของยกเวนในกรณีจําเปน โดยสรุปในการจัดรูปแบบบริหารราชการแผนดินสมัยสุโขทัยจะมี สอง ลักษณะ คือ แบบรวมอํานาจ (Centralization) ในราชธานี (กรุงสุโขทัย) และหัวเมืองขึ้นใน และ แบบกระจายอํานาจ (Decentralization) ในหัวเมืองชั้นนอก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
10.
10
การบริหารราชการสมัยสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสองแคว เมืองนครชุม เมืองปากยม เมืองอุปราช เมืองลูกหลวง เมืองหนาดาน เมืองทุงยั้ง เมืองพรหม เมืองพระบาง รวมอํานาจ หัวเมืองชั้นใน ราชธานี รวมอํานาจ (กรุงสุโขทัย) สุโขทัย) กระจายอํานาจ หัวเมืองชั้นนอก เมืองแพรก สุวรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ตะนาวศรี เมืองพระยามหานคร แพร หลมสัก ศรีเทพ นครศรีธรรมราช มะละกา บะโฮร ทะวาย เมืองประเทศราช เมาะตะมะ หงสาวดี นาน เวียงจันทร เวียงคํา สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
11.
11
2.2 การบริหารราชการสมัยกรุงศรีอยุธยา 2.2.1 การปกครองของไทยสมัย กรุงศรีอยุธยาไดคอย ๆ เปลี่ย นลัก ษณะการ ปกครองแบบ “พอ” กับ “ลูก” ตามแบบสุโขทัยมาเปนแบบ “เจา” กับ “ขา” ทั้งนี้จากการไดรับ อิทธิพลจากขอม โดยเมื่อพระเจาอูทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ไดประกาศอิสรภาพไปในตน ราชอาณาจักรสุโขทัยไดทําสงครามกับขอม และไดกวาดตอนพวกพราหมณและขาราชการสํานัก ขอมเขามาชวยบริหารบานเมือง และไดยอมรับลัทธิไศแลนซของขอม ซึ่งลัทธินี้มีสาระสําคัญที่วา พระมหากษัตริย คือ สมมติเทพ หรือเทวราชาที่มีฐานะแตกตางไปจากประชาชนหรือหลักการ ปกครองแบบ “เทวสมมติห รือ เทวลัท ธิ” (Divine right) ซึ่งถือวารัฐเกิด โดยพระเจาบงการ พระเจาเปนผูแตงตั้งผูปกครองรัฐ และผูปกครองรัฐมีความรับผิดชอบตอพระเจาเพียงผูเดียว ซึ่งเปน ความเชื่ อ ของขอมที่ ถื อ ลั ท ธิ ต ามชาวอิ น เดี ย โดยสมมติ พ ระมหากษั ต ริ ย เ ป น พระโพธิ สั ต ว พระอิศวร หรือพระนารายณแบงภาคมาเลีย งโลก ราษฎรกลายเปนผูอยูใตอํานาจ และเปนผูถูก ปกครองอยางแทจริง ระบอบเทวสิทธินี้เองเปนตนกําเนิดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ซึ่งมี ลักษณะคลายกับนายปกครองบาว (Autocratic Government) ดังนั้น การบริหารราชการสมัยกรุง ศรีอยุธยา จึงเปนการบริหารโดยพระเจาแผนดิน และขาราชการบริหารฝายเดียว เพื่อประโยชน ของพระเจาแผนดินโดยเฉพาะ การบริหารราชการสมัยตนกรุงศรีอยุธยา (พระรามาธิบดีที่ 1) (แบบจตุสดมภ) พระมหากษัตริย กรมเวียง/กรมเมือง กรมวัง กรมคลัง กรมนา (ขุน) (ขุน) (ขุน) (ขุน) พนง.ปค.ทองที่ งานราชสํานัก รักษาพระราชทรัพย ดูแลนาหลวง บังคับบัญชาหมื่น/ รักษาพระราช จัดเก็บภาษีอากร เก็บหางขาว/ แขวง/กํานัน มณเฑียร ชําระความเกี่ยวกับ คานา ปราบปรามโจรผูราย จัดพระราชพิธี ทรัพย จัดหาเสบียง พิจารณาคดีในเขต บังคับบัญชา พิจารณาคดี เทศบาล ขาราชการฝายใน เกี่ยวกับนา/ ปกครองเรือนจํา ตุลาการตัดสินคดี การเกษตร สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
12.
12
การบริหารราชการสมัยตนกรุงศรีอยุธยาไดมีการจัดตั้งตําแหนงงาน และแตงตั้งขาราชการ ทําหนาที่สนองพระเดชพระคุณ เรียกวา จตุสดมภ โดยมีเสนาบดีตําแหนง “ขุน” บังคับบัญชา และปฏิบัติหนาที่ชวยพระมหากษัตริย ซึ่งตอมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถไดมีการปรับปรุง โดย การเพิ่มตําแหนงงานที่มีฐานะสูงกวาจตุสดมภอีก 2 ตําแหนง คือ 1) ตําแหนงสมุหนายก ในระยะแรก กําหนดใหมีหนาที่ควบคุมดูแลหัวเมืองฝายเหนือ ทั้งหมด แตตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหทําหนาที่บังคับบัญชาเฉพาะขาราชการพลเรือนทั้งหมด แตมี การเปลี่ยนแปลงกลับไปเหมือนเดิมในสมัยพระเพทราชา 2) ตําแหนงสมุหกลาโหม หรือสมุหพระกลาโหม ในระยะเริ่มแรกมีหนาที่ควบคุมดูแล หัวเมืองฝายใตทั้งหมด ตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหมีหนาที่บังคับบัญชาเฉพาะขาราชการฝายทหาร เทานั้น ตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหมีหนาที่รับผิดชอบดูแลทั้งฝายทหารและฝายพลเรือนในหัวเมือง ฝายใต ตําแหนงงานในราชธานีสมัยพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริย สมุหนายก สมุหกลาโหม กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง กรมนา กรม กรมดาบ กรม อื่น ๆ (นครบาล) (ธรรมาธิกรณ) (โกษาธิบดี) (เกษตราธิการ) พระตํารวจ สองมือ ทหารใน 2.2.2 การเขารับราชการแตกตางจากสมัยสุโขทัยโดยมี 2 ลักษณะ คือ 1) โดยการเกณฑ ชายฉกรรจทุกคนเมื่อมีอายุครบ 18 ปบริบูรณตองไป ขึ้นทะเบียนเปนไพรสมมีมูลนายสังกัดเพื่อรับใช จนเมื่ออายุ 20 ป จะยายสังกัดไปขึ้นทะเบียนเปน ไพรหลวง และเขาเวรยามรับราชการปละ 6 เดือน โดยไมมีเงินเดือนคาจางจนอายุครบ 60 ป จึงปลด ราชการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
13.
13
2) โดยความสมัครใจ ดวยการถวายตัวเปนมหาดเล็ก ตองฝากตัวใหขุน นางนายเวรไวใชสอย และฝกหัดเปนเสมียนกอน จนเมื่อมีความชํานาญมากขึ้นจึงจะไดรับเลื่อน ตําแหนงสูงขึ้นตามลําดับ 2.2.3 รูปแบบการบริหารราชการสมัยกรุงศรีอยุธยา จะใชรูปแบบการใชอํานาจใน 3 ลักษณะ ไดแก 1) แบบรวมอํานาจ (centralization) ในการบริหารราชการในราชธานี และหัว เมืองชั้นใน กลาวคือพระมหากษัต ริยทรงจัดการบริหารราชการดวยพระองคเอง โดยมี เสนาบดีเปนผูชวย ผูปกครองหัวเมืองชั้นในมีฐานะเปน “ผูรั้ง” มิใชเปน “เจาเมือง” และอยูใน ตําแหนง 3 ป สวนกรมการอันเปนพนักงานปกครองขึ้นอยูในความบังคับบัญชาของเสนาบดี เจากระทรวงในราชธานี 2) แบบแบงอํานาจ (Deconcentration) ในการบริหารหัวเมืองชั้นนอก โดยการแบงแยกอํานาจบริหารจากสวนกลางมอบใหเจาเมืองซึ่งพระมหากษัต ริยทรงเลือกและ แตงตั้งพระราชวงศหรือขาราชการชั้นสูงผูเปนที่ไววางพระราชหฤทัยใหมีอํานาจบังคับบัญชาการ สิท ธิข าดอย างเปน ตั ว แทนของพระองคทุ ก อย าง และมีก รมการพนั ก งานปกครองทุ ก แผนก เชนเดียวกับในราชธานี ตองอยูในความควบคุมดูแลของสมุหนายก หรือสมุหกลาโหมแลวแตเปน หัวเมืองฝายไหน 3) แบบกระจายอํ า นาจ (Decentralization) ในการบริ ห ารเมื อ ง ประเทศราช โดยใหเจานายของชนชาติแหงเมืองนั้น ๆ ปกครองกันเอง โดยไมเขาไปยุงเกี่ยวกับการ ปกครองบริหารราชการภายในของประเทศราชนั้น ๆ เพียงแตมีพันธะผูกพันในการถวายเครื่อง บรรณาการ และชวยในราชการสงครามเทานั้น 2.3 การบริหารราชการสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ระบบการบริหารราชการแผนดินที่เปนอยูเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรขึ้นครองราชยนั้น เปนระบบที่ไดรับอิทธิพลจากขอมที่ ใชกัน มานานกวา 300 ป ตั้งแตกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไมเหมาะสมกับสถานการณข ณะนั้น เนื่องจาก ระบบราชการออนแอ และอยูในยุคลาเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส จึงทรงปฏิรูปการ ปกครองใหม ดังนี้ 1) จัดตั้งกระทรวง โดยยกเลิกสมุหกลาโหมและสมุหนายก จัดตั้งกระทรวง 12 กระทรวง และจัดเงินเดือนใหขาราชการไดรับแบบเดียวกันทุกกระทรวง 2) แยกราชการทหารกับราชการพลเรือนออกจากกัน โดยในป รศ.113 (พ.ศ.2437) ไดมีประกาศพระบรมราชโองการ แบงแยกใหกระทรวงมหาดไทยบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งหมดเวน กรุ ง เทพฯ กั บ เมื อ งที่ ติด ต อ ใกล เ คีย งให อ ยู ใ นบั ง คั บ บั ญ ชาของกระทรวงนครบาลเดิ ม ส ว น กระทรวงกลาโหมใหมีหนาที่เปน ผูกํากับรัก ษาการทั้งปวงเกี่ย วกับทหารบก ทหารเรือ เครื่อง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
14.
14 สรรพวุธยุทธภัณฑ ปอมคายคูอูเรือรบและพาหนะสําหรับทหาร ฯลฯ
ตอมายกเลิกการเกณฑมาทํา ราชการพลเรือนเมื่อตราพระราชบัญญัติลักษณเกณฑทหาร รศ.122 (พ.ศ.2446) 3) การบริหารมณฑลเทศาภิบาล ระบบเทศาภิบาลเปนระบบที่รัฐบาลกลางจัดขาราชการของสวนกลางไป บริหารราชการในหัวเมืองตาง ๆ แทนที่สว นภูมิภาคจะจัดขาราชการเขาบริหารงานในเมืองของ ตนเองเชนแตกอน ระบบเทศาภิบาลจึงเปนการเปลี่ยนประเพณีการปกครองดั้งเดิมของไทยแบบ “ระบบกินเมือง” โดยสิ้นเชิง มณฑลเทศาภิบาล มีลักษณะเปนหนวยราชการบริหารสวนภูมิภาคที่ใหญ ที่สุด โดยมีอาณาเขตรวมเมืองหลาย ๆ เมืองเขาดวยกันมากบางนอยบางสุดแตใหเปนการสะดวก แก ก ารปกครอง ตรวจตรา และบั ง คั บ บั ญ ชาของข า หลวงเทศาภิ บ าล ซึ่ ง พระบาทสมเด็ จ พระเจาอยูหัว จะทรงคัด เลือกจากขุ น นางชั้น ผูใ หญทั้ง ทหารและพลเรือนที่มีวุ ฒิค วามรู และ ความสามารถสูงไปปฏิบัติราชการ 4) การบริหารเมือง ไดมีก ารปรับปรุงระเบีย บการปกครองหัวเมืองหรือภูมิภาคใหม โดย นอกจากจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลแลว ยังจัดการปกครองในเขตมณฑลเทศาภิบาลเปนเมือง อําเภอ ตําบล และหมูบานดวย พนักงานปกครองเมืองจะประกอบดวย “ผูวาราชการเมือง” ซึ่งถูกเปลี่ยน มาจากคําวา “เจาเมือง” โดยพระมหากษัตริยเปนผูดําริเลือกสรรแตงตั้งและโยกยายจากบุคคลที่มี ความรู ความสามารถสูง ไดรับพระราชทานสัญญาบัตรชั้นพระยาหรือพระ และกรมการเมือง “กรมการเมือง” เปนขาราชการอันดับรองลงมาจากผูวาราชการเมือง กรมการเมืองมี 2 คณะ ประกอบดวย “กรมการเมืองในทําเนียบ” ซึ่งเปนขาราชการอาชีพไดรับ เงิน เดือน อยูภ ายในขอบังคับที่จ ะไดรับการแตงตั้ง โยกยาย เลื่อนขั้น หรือถูก ถอดถอนตาม ระเบียบของทางราชการ และ “กรมการเมืองนอกทําเนียบ” ซึ่งมีฐานะเทียบไดเสมอชั้นกรมการ เมืองชั้นผูใหญ แตงตั้งจากบุคคลผูทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่เปนคหบดีที่ไดตั้งบานเรือนอยูในเมือง นั้น ซึ่งเปนประชาชนพลเมืองธรรมดามิใชเปนขาราชการที่ปฏิบัติราชการเปนประจํา มีหนาที่เพียง ที่ปรึกษาขาราชการตาง ๆ ในเมือง มีหนาที่มาประชุมปละ 2 ครั้งที่เมือง และ 1 ครั้งที่มณฑล นอกจากนั้นยังมี “หนวยราชการบริหารชั้นเมือง” เปนหนวยราชการชั้น รอง และอยูใตบังคับบัญชาของมณฑลเทศาภิบาล เปนผูควบคุมการบริหารราชการของอําเภออีก ทอดหนึ่ง 5) การบริหารอําเภอ เดิมแตละเมืองจะมีหนวยการปกครองที่เรียกวา “แขวง” ที่ประกอบกัน เปนเมือง ไดมีการปรับปรุงใหเปน “อําเภอ” โดยใหมีบทบาทเปนหนวยราชการรัฐหนวยสุดทาย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
15.
15 และต่ําที่สุด ซึ่งไดกําหนดไวในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ รศ.116
(พ.ศ.2440) ซึ่ง ตอมาไดมีการปรับปรุงใหมเปนพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดย หลักจะมีพนักงานปกครองอําเภอที่เรียกวา “กรมการอําเภอ” ประกอบดวยนายอําเภอ ปลัดอําเภอ และสมุหบัญชีมีอํานาจหนาที่ปกครองดูแลกํานัน (ตําบล) และงานราชการอําเภอ 6) การบริหารตําบลหมูบาน นอกจากอํา เภอซึ่ง เป น หนว ยราชการต่ํา สุ ด แลว ยัง กํ าหนดให มีก าร ปกครองทองที่ในรูปตําบลและหมูบาน โดยมอบหมายใหกํานัน และผูใหญบานซึ่งมิใชขาราชการ แตเปนตัวแทนของประชาชนทําหนาที่เชื่อมโยงระหวางรัฐกับประชาชน โดยราษฎรเปนผูเลือก ขึ้นมาทําเปนผูชวยเหลือกรมการอําเภอ 7) การบริหารสุขาภิบาล ไดมีประกาศใชพระราชบัญญัติสุขาภิบาลกรุงเทพ รศ.116 (พ.ศ.2440) เพื่อทําหนาที่ก ารงานดานสุข าภิบาลของทองถิ่ น ซึ่งตอมาได มีประกาศจัด ตั้ง สุข าภิบาลตําบล ทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาครขึ้น และตอมาเปลี่ยนชื่อเปนสุขาภิบาลเมืองสมุทรสาคร โดยใหกํานัน ผูใหญบาน และราษฎรรวมกันเปนคณะกรรมการสุขาภิบาลดวย โครงสรางการบริหารราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระมหากษัตริย กระทรวง มณฑล สุขาภิบาล มหาดไทย กลาโหม ตางประเทศ เมือง เมือง วัง เมือง นา (เกษตราธิการ) อําเภอ คลังมหาสมบัติ ยุติธรรม (แขวง) ทองที่ ยุทธบริการ ธรรมการ โยธาธิการ ตําบล มรุธาธิการ ตําบล หมูบาน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
16.
16 2.4 การบริหารราชการหลังการเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
่ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเปนระบอบ ประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริยเปนประมุขภายใตรฐธรรมนูญ โดยทรงใชอํานาจนิติบัญญัติ ั ทางรัฐสภา อํานาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการทางศาล ไดมีพระราชบัญญัติ วาดวยธรรมนูญราชการฝายพลเรือน พุทธศักราช 2476 จัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน สวนกลางเปนกระทรวง การบริหารราชการสวนภูมภาคคงจัดเปนมณฑล จังหวัด และอําเภอ ิ ตามเดิม ตอมาไดมีการยกเลิกพระราชบัญญัติดังกลาว และไดมีการตราพระราชบัญญัตวาดวย ิ ระเบียบราชการบริหารแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 จัดระเบียบบริหารราชการ แผนดินใหมเปน 3 สวน คือ สวนกลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น โดยสวนกลางประกอบดวย สํานักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงทบวงกรมตาง ๆ สวนภูมิภาคยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลให จังหวัดขึนตรงตอสวนกลางมีผูวาราชการจังหวัดและนายอําเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย สวน ้ ทองถิ่นจัดเปนรูปเทศบาลนคร เทศบาลเมืองและเทศบาลตําบล ทั้งนี้ยังคงการปกครองทองที่ตาม พระราชบัญญัติลกษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งมีกํานันและผูใหญบานปกครอง ั ตําบล และหมูบานตามรูปแบบเดิม การบริหารราชการหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 พระมหากษัตริย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล สวนกลาง สวนภูมิภาค สวนทองถิ่น พิเศษ สํานักนายก/ กทม. จังหวัด อบจ. กระทรวง/ เทศบาล ทบวง เมืองพัทยา อําเภอ (สุขาภิบาล) อบต. กรม ตําบล สนง.เลขานุการ กรม/กอง หมูบาน แผนก/ฝาย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
17.
17 3. ปจจัยแวดลอมที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย
3.1 แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับปจจัยแวดลอมที่มีอิทธิพลตอการบริหาร ปจจัยแวดลอมทางการบริหาร โดยทั่ว ๆ ไปจะแยกออกเปน 2 ประเภท ไดแก 1) ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการ 2) ปจจัยแวดลอมภายในองคการ 1) ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการ ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการอาจแยกออกเปน 2 ประเภท คือ 1.1) ปจจัยแวดลอมภายนอกทั่วไป ประกอบดวย 1.1.1) ดานการเมืองและกฎหมาย ไดแก วัฒนธรรมทางการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย รัฐสภา พรรคการเมือง เสถียรภาพของรัฐบาล การแกไขกฎหมายและ ระเบียบ รวมทั้งกลุมผลประโยชนตาง ๆ 1.1.2) ดานเศรษฐกิจ ไดแก ภาวะเศรษฐกิจ ที่สําคัญ ๆ เชน อัต ราเงิน เฟอ อั ต ราดอกเบี้ย อัต ราภาษี อัต ราการว างงาน ฯลฯ กลุ มอิท ธิพลทางเศรษฐกิ จ โลกาภิวัฒน (Globalization) และเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปญหาทางเศรษฐกิจสําคัญ ๆ เชน ปญหา การผลิต การกระจายและความเปนธรรม รวมทั้งปญหาดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 1.1.3) ดานสังคมและวัฒ นธรรม ไดแก วัฒ นธรรมคานิย ม ศาสนา โครงสร างของประชากรและการเปลี่ย นแปลงของประชากร ระดั บ การศึ ก ษาของ ประชาชน พฤติกรรมการบริโภค การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ปญหาของสังคมดานตาง ๆ เชน ยาเสพติด อาชญากรรม มลภาวะ สภาพแวดลอมที่เลวราย การวางงาน อุบัติภัยตาง ๆ ปญ หา ครอบครัว เด็กและสตรี รวมทั้งในแงสังคมจิตวิทยา อันไดแก อิทธิพลของสื่อมวลชน มิติมหาชน และลักษณะการเกิดเปนเมือง เปนตน 1.1.4) ดานเทคโนโลยี ไดแก การผลิตคิดคนทางเทคโนโลยี การพัฒนาดานเครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เปนตน 1.2) ปจจัยแวดลอมภายนอกเชิงปฏิบัติการ Samual paul (1983) ไดเ สนอสภาพแวดล อมเชิง ปฏิ บัติ ก าร พิจารณาจากองคประกอบสําคัญ 5 ประการ ไดแก 1.2.1) สภาพปญหาของสาขาการพัฒนาหรือภาคบริการ 1.2.2) ผูรับประโยชนและผูรับบริการ 1.2.3) ความต อ งการของสั ง คมต อ การได รั บ บริ ก ารจาก แผนงาน 1.2.4) ความพรอมของแผนงานในการใหบริการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
18.
18
1.2.5) กลุมบุค คลผูมี อิทธิพ ลตอการตัด สิ น ใจเกี่ย วกั บความ ตองการการไดรับบริการ และความพรอมในการใหบริการ 2) ปจจัยแวดลอมภายในองคการ บริษัทที่ปรึก ษา Mc Kinsey เสนอแนวทางในการวิเคราะหถึงปจ จัย แวดลอมภายในองคการที่เรียกวา 7 – S Mc Kinsey โดยพิจารณาปจจัย 7 ดาน ไดแก ดาน กลยุทธ (Strategy) โครงสราง (Structure) ระบบ (System) แบบแผน (Style) บุคลากร (Staff) ความรูความสามารถขององคการ (Skills) และคานิยมรวมของคนในองคการ (Share vision / Superordinate Goals) 3.2 ปจจัยแวดลอมดานการเมืองและกฎหมายที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย 1) สถาบันพระมหากษัตริย สถาบันพระมหากษัตริยมีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทยมาตั้งแตอดีต ในสมัยกรุงสุโขทัยสถาบันพระมหากษัตริยมีลักษณะเปน “พอขุน” อํานาจอธิบไตยอยูที่พอขุนเพียง พระองคเดียว ดังนั้นแนวนโยบายระเบียบวิธีปฏิบัติในการปกครองและระบบราชการจึงขึ้นอยูกับ วิจารณญาณของกษัตริยเปนสําคัญ ตอ มาในสมั ย กรุ ง ศรีอ ยุ ธยา และกอ นเปลี่ ย นแปลงการปกครองเป น ประชาธิปไตย พระมหากษัตริยมีลักษณะเปน “เทวราชา” ทําใหกษัตริยอยูเหนือทุกสิ่งทุกอยาง มี อํานาจในการบริหารการปกครองมากกวาลักษณะ “พอขุน” พระมหากษัตริยเปนผูตรากฎหมายและ บังคับใชก ฎหมายควบคุ มทางการเมืองการปกครอง มีบทลงโทษที่รุน แรง และสิทธิข าดอยู ที่ ดุลพินิจของพระมหากษัตริยนอกเหนือจากการวินิจฉัยและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 สถาบันพระมหากษัตริย มิไดทรงอํานาจอธิปไตยดวยพระองคเอง ทรงใชอํานาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล 2) รัฐสภา รัฐสภามีบทบาทที่สําคัญที่มีอิทธิพลตอระบบราชการไทย ซึ่งเปน สว น หนึ่งของฝายบริหารในดานตาง ๆ ไดแก 2.1) การควบคุมการบริหารราชการของประเทศ โดยการตั้งกระทูถาม เปดอภิปรายทั่วไป รวมทั้งการลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี 2.2) การจัดทํากฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ย วกับระเบีย บบริหาร ราชการแผนดิน และการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมตาง ๆ 2.3) พิจารณาทางงบประมาณรายจายประจําป 2.4) ตั้งขอสังเกตและขอเสนอแนะตอรัฐบาล สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
19.
19
3) พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะมีบทบาทสําคัญหรือมีอิทธิพลตอระบบบริหารราชการ ไทยในฐานะเปน สถาบัน ที่มีสวนผลัก ดัน ในการกําหนดนโยบายของรัฐบาล เปน ผูค วบคุมการ บริหารของรัฐบาล และเปนสถาบันที่แสดงความตองการของประชาชน 4) วัฒนธรรมทางการเมือง อัลมอนต และเวอรบา ไดจําแนกวัฒ นธรรมการเมืองเปน 3 ประเภท ไดแก (1) วัฒนธรรมการเมืองแบบจํากัดวงแคบหรือแบบคับแคบ (Parochial political Culture) บุคคลในสังคมไมมีความรู ความรูสึก ความคิดเห็นเกี่ยวกับชาติ ระบบการเมือง เกี่ยวกับโครงสรางบทบาทของชนชั้น นําทางการเมือง การบังคับใชนโยบาย ตลอดจนเกี่ย วกับ บทบาทของตนเองในฐานะเปนสมาชิกของระบบการเมือง (2) วัฒนธรรมการเมืองแบบไพรฟา (Subject political culture) ประชาชน มีการเรียนรูทางการเมือง แตขาดความรูความเขาใจในการแสดงบทบาททางการเมือง (3) วัฒนธรรมการเมืองแบบมีสวนรวม (Participant political culture) ประชาชนมีก ารเรียนรูทางการเมืองสูง และตระหนักในบทบาทหนาที่ข องตนเองในฐานะเปน สมาชิกของระบบการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยมีลักษณะผสมระหวางวัฒนธรรมทาง การเมืองแบบไพรฟาและแบบมีสวนรวม ซึ่งมีผลทําใหระบบการเมืองของไทยเปนแบบ “อมาตยา ธิปไตย” (Bureaucratic Polity) สถาบันขาราชการแทรกแซงทางการเมือง การดําเนินงานของ รัฐบาลขาดการควบคุมตรวจสอบของประชาชนเนื่องจากสถาบันพรรคการเมืองไมเขมแข็ง รวมทั้ง ขาราชการทําตัวเปนผูปกครองประชาชน หรือมีบทบาทในการควบคุมประชาชนสูง 3.3 ปจจัยแวดลอมดานเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย ภาวะเศรษฐกิจ เชน ภาวะเงินเฟอซึ่งเปนปญหาเรื้อรังที่สงผลกระทบทําใหดัชนี ราคาผูบริโภคสูงขึ้นมาก มีผลกระทบโดยตรงตอรายไดของขาราชการที่มีรายไดไมสอดคลองกับ ดัชนีราคาผูบริโภคที่เพิ่มขึ้น รายไดไมเพียงพอกับคาครองชีพ มีผลตอ ขวัญ กําลังใจในการทํางาน ของขาราชการ อีกทั้งขาราชการบางสวนจะมุงแสวงหารายไดเพิ่มเติม ในบางครั้งอาจนําไปสูการ ทุจริต คอรัปชั่น เพื่อหารายไดเพิ่มขึ้นงายขึ้น ในอดีตกลุมอิทธิพลทางเศรษฐกิจมักจะมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชนซึ่งกันและ กันระหวางกลุมขาราชการ โดยฝายขาราชการใชอํานาจหนาที่ที่มีอยู กลุมอิทธิพลทางการคาจะใช อํานาจทางการเงินดึงขาราชการมาปกปองคุมครอง หรือจัดสรรผลประโยชนใ หตน ตอมากลุม อิทธิพลฯ ไดพัฒนาเขามามีบทบาทในรัฐบาล และทางการเมืองมากขึ้น ทําใหการกําหนดนโยบาย ของภาคราชการไดรับอิทธิพลโดยตรงจากกลุมอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่มุงเอื้อประโยชนใหแกตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
20.
20
ปญหาดานเศรษฐกิจ ไมวา ปญหาดานการผลิต การวางงาน การคลัง การสงออก และปญ หาความยากจน สงผลใหภ าคราชการตองปรับปรุงตนเอง ทั้งการปรับโครงสรางของ หนวยงาน วิธีการทํางาน และความรูความสามารถของขาราชการที่จะตองสามารถตอบสนอง และ แกไขปญหาใหไดผลมีประสิทธิภาพ 3.4 ปจจัยแวดลอมดานสังคม และวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย “วัฒนธรรม” หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบ เรียบรอย ความกลมเกลียวของชาติ และศีลธรรมอันดีงามของประชาชน วัฒนธรรมเปนแบบแผน พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนทําใหเกิดการเรียนรูถึงทัศนคติ คานิยม ความรู และวัฒนธรรมในรูป วัตถุของสังคม “ปทัสถาน” หมายถึง แนวทางการปฏิบัติที่สมาชิก ของสังคมสว นใหญยึด ถือ ในขณะที่ “คานิยม” หมายถึง ความคิดและแนวปฏิบัติที่สมาชิกของสังคมสวนใหญเห็นวาถูกตอง ดี งาม คานิยมเปนตัวกําหนดพฤติกรรมคนในสังคม คานิยมของคนไทยมีลักษณะสําคัญ ดังนี้ 1) มีความเอื้อเฟอเผื่อแผ 2) ใหอภัยกันงายและลืมงาย 3) นิยมคุณความดี 4) นิยมการศึกษาสูง ๆ 5) มีความสัมพันธแบบ “อุปถัมภและบริวาร” (Patron – Client Relationship) ซึ่งคลายกับความสัมพันธแบบมี “ผูเหนือกวาและผูต่ํากวา” (Superordination and Subordination) โดยยึดระบบอาวุโส อํานาจ ความเปนสวนตัวมากกวาหลักการ ทําใหนิยมรับราชการ เกิดการเลน พรรคเลนพวก และขาดการทํางานเปนกลุมหรือทีม 6) อิสระนิยม ทําใหขาดระเบียบวินัย และการทํางานเปนกลุมหรือทีม 7) รักความสนุกสนาน และ 8) ความนิยมในเงินตรา ศาสนาจะมีอิทธิพลตอระบบราชการไทยคอนขางมาก โดยในแงวด/มัสยิดั หรือศาสนสถานจะเปนทั้งสถานศึกษา ศูนยกลางศิลปวัฒนธรรม ศูนยกลางของชุมชน และ ศูนยกลางการบริหารและปกครองในตัว ดานพระหรือนักบวชจะมีลักษณะเปนผูนําของชุมชน ในขณะที่หลักศาสนาหรือหลักธรรม จะเปนเครื่องยึดเหนียว และแนวทางปฏิบัติทั้งของประชาชน ่ และของขาราชการ ซึ่งหมายความรวมทั้งดานคุณธรรม จริยธรรม หลักประพฤติปฏิบัติที่ถูกตอง เชน ในการปกครองบังคับบัญชา ความรับผิดชอบ การเสริมสรางภาวะผูนํา มนุษยสัมพันธ และ ความสามัคคีในการทํางาน เปนตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
21.
21
3.5 ปจจัยแวดลอมดานเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย จากการพัฒนาดานเทคโนโลยีทําใหภาคราชการตองมีการปรับปรุงการทํางานให ทันสมัยโดยการนําเทคโนโลยีมาใชมากขึ้น โดยเฉพาะในการใหบริการที่มีการนําเอาเทคโนโลยี ดานการสื่อสารหรือดานขอมูลขาวสาร (Information Technology: IT) มาปรับปรุงการใหบริการให สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เชน ระบบ e – government เปนตน นอกจากนั้น การพั ฒ นาเทคโนโลยี ดานอื่น ๆ ยังส งผลใหเกิ ด การแขงขั น ทาง เศรษฐกิจ และการคาที่ทําใหภ าคราชการตองปรับตัว ใหพน ตอการเปลี่ยนแปลงระบบราชการ นอกจากตองมีการปรับโครงสรางใหกะทัดรัด นําเทคโนโลยีมาใช ลดขั้นตอนการทํางานแลว ยัง ตองแสวงหาความรูใหม ๆ ที่ทันสมัย และมีการพัฒนาขีดความสามารถของขาราชการใหมีความรู ความสามารถทันตอการเปลี่ยนแปลงดวย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
22.
22 4. ระบบตาง ๆ
ในสังคมกับระบบราชการไทย 4.1 ระบบราชการไทยกับระบบการเมืองไทย 4.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางระบบราชการกับการเมือง แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางระบบบริหารหรือระบบราชการกับ ระบบการเมืองอาจจําแนกไดเปน 3 แนวคิด ไดแก 1) แนวคิดที่วาควรแยกการเมืองกับการบริหารหรือระบบราชการออก จากกันอยางเด็ดขาด โดยใหเหตุผลดังนี้ 1.1) ความตองการที่จะควบคุม และถวงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน เพื่อที่วาเมื่อฝายใดฝายหนึ่งทําผิดทํานองคลองธรรมหรืออาจสรางความเสียหายแกประชาชนและ ประเทศชาติ อี ก ฝายหนึ่งจะได ทัก ทว งหรือยับ ยั้งไดทัน ทว งที ถาหากทั้งสองฝ ายรวมกัน การ ตรวจสอบถวงดุลอํานาจยอมไมเกิดขึ้น อันอาจสงผลเสียหายตอประชาชนและประเทศชาติได 1.2) ความตองการในตัวบุคลากรแตละฝายไมเหมือนกัน ฝาย การเมืองจะมุงเปดโอกาสใหประชาชนที่สนใจเขามามีสวนรวมมากที่สุดโดยเทาเทียมกัน ประกอบ กับลักษณะงานในหนาที่ไมจําเปนตองใชบุค ลากรที่มีค วามรูความเชี่ย วชาญเฉพาะดาน จึงมัก กําหนดคุณสมบัติผูที่จะเขาดํารงตําแหนงไวกวาง ๆ เชน พออานออกเขียนได เปนตน ในขณะที่ฝาย บริหารหรือฝายขาราชการประจําตองการผูมีความรูความสามารถ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะดาน เนื่องจากจะตองปฏิบัติงานประจําวันดานตาง ๆ จึงมีการกําหนดคุณสมบัติไวโดยเฉพาะ 1.3) ความตองการที่แตกตางในเรื่องความมั่นคงในการดํารง ตําแหนง ฝายการเมืองจะมีกําหนดวาระการดํารงตําแหนง เมื่อครบวาระจะตองออกจากตําแหนง แต อาจไดรับเลือกเขาดํารงตําแหนงอีกวาระหนึ่งได ในขณะที่นักบริหารหรือขาราชการประจํา จะตอง ดํารงตํา แหนง และปฏิบัติ หนาที่อ ยูต ลอดเวลาตอเนื่องกัน ไปจะหยุ ด หรือขาดชว งเหมือนฝา ย การเมืองไมได เพราะจะเกิดผลกระทบหรือความเสียหายตอประชาชนหรือประเทศชาติ ดังนั้นจึง ตองการความมั่นคงถาวรในการดํารงตําแหนงมากกวาฝายการเมือง 1.4) ความตองการในการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิเสรีภาพของประชาชนอาจถูกลิดลอนจากบุคคลหรือกลุมบุคคลหลายฝายทั้งฝายการเมือง ฝาย บริหารหรือขาราชการประจํา และระหวางประชาชนดวยกันเอง การแยกทั้งสองฝายออกจากกันจะ ทําใหแตละฝายไดตรวจสอบถวงดุลกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชนยอมไดรับการคุมครองมากกวา ทั้งสองฝายจะรวมกันเปนฝายเดียวกัน 1.5) ความสมเหตุสมผลในการปฏิบัติงานของแตละฝาย แตละ ฝายจะกําหนดหลักเกณฑ และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนและมักจะมีลักษณะแตกตางตรงกันขาม เชน ฝายการเมืองมักนิยมใชระบบอุปถัมภในการปูนบําเหน็จรางวัลแกผูที่สนับสนุนตน นิยมตัดสิน ปญหาตาง ๆ ดวยการลงคะแนนเสียง ในขณะที่ฝายบริหารหรือขาราชการประจํากลับนิยมใชระบบ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
23.
23 คุณธรรมในการสรรหา หรือใหความดีความชอบ และนิยมตัดสินปญหาตาง
ๆ โดยผูบังคับบัญชา สูงสุดเปนผูรับผิดชอบตัดสินใจ 2) แนวคิดที่วาไมควรแยกการเมืองกับการบริหารออกจากกันได แนวคิดนี้เห็นวาตามสภาพเปนจริงที่เปนอยูใ นประเทศตาง ๆ ไมมีประเทศใดที่จะสามารถแยกทั้งสองฝายออกจากกันไดอยางเด็ดขาด ทั้งนี้เนื่องจากทั้งสองฝาย ตองมีความเกี่ยวของสัมพันธกันอยางใกลชิดอยูตลอดเวลา และมีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ กลาวคือ 2.1) ในแงโ ครงสราง โดยที่เปนที่ย อมรับกัน มาชานานแลว “ระบบบริหารมีฐานะเปนระบบยอยระบบหนึ่งของระบบการเมือง” นอกเหนือจากระบบยอยอื่น ๆ เชน ระบบรัฐบาล ระบบพรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา เปนตน ดังนั้น จึงไมอาจ แบงแยกระบบบริหารออกจากระบบการเมือง เพราะจะทําใหระบบการเมืองขาดความสมบูรณ จน อาจสูญเสียลักษณะความเปนระบบการเมืองตอไปได 2.2) ในแงกระบวนการ กระบวนการของกิจกรรมทางการเมือง จะเริ่ ม จากการเสนอชื่ อ ผู ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง กระบวนการเลื อ กตั้ ง กระบวนการนิ ติ บั ญ ญั ติ กระบวนการยุติธรรมทางศาล กระบวนการดําเนินงานของพรรคการเมือง กระบวนการของกลุม ตอตานทางการเมือง และกระบวนการบริหาร ดังนั้นจึงไมอาจแยกการบริหารออกจากการเมืองได อยางเด็ดขาด 2.3) ในแงพฤติกรรม พฤติกรรมทางการบริหารกับพฤติกรรม ทางการเมืองจะมีความตอเนื่องกัน จนไมอาจแยกออกจากกันได เชน ในการเลือกตั้งเปนพฤติกรรม ทางการเมือง การจัดการตาง ๆ เพื่อใหประชาชนใชสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เปนพฤติกรรมทางการ บริหาร เปนตน 3) แนวคิดที่วาการเมืองกับการบริหารควรหันมารวมมือกันแทนที่จ ะ มัวคํานึงถึงแยกหรือไมแยกออกจากกัน ซึ่งเปนแนวคิดในระยะหลัง ๆ ที่มุงประสานความแตกตาง ระหวางแนวคิดทั้งสองประการที่กลาวขางตน โดยเห็นวาควรหันหนามาปรึกษากันวาจะรวมมือ อยางไรจึงจะกอใหเกิดประโยชนตอประชาชนและประเทศชาติ จะเปนประโยชนมากกวาจะมามัว ถกเถียงกันวาควรแยกหรือไม 4.1.2 บทบาทของระบบราชการไทยตอฝายการเมือง จากอดีตจนถึงปจจุบัน ฝายการเมืองกับฝายบริหารของไทยมิไดแยกออก จากกัน อยางเด็ด ขาด แม วาจะมี ค วามพยายามแยกออกจากกัน แตก็ ก ลับทํ าใหสํา เร็จ ยาก ใน ขณะเดียวกันกลับสงผลใหมีการปรับปรุงฝายบริหารหรือระบบราชการใหมีความเขมแข็งมากขึ้น เปนลําดับ ทั้งในดานโครงสราง บทบาทหนาที่ และคุณสมบัติของขาราชการ จนเปนผลทําให ระบบราชการไทยกลายเปนกลุมอิทธิพลที่มีพลังอํานาจมากที่สุดกลุมหนึ่งของสังคมไทย ประกอบ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
24.
24 กับฝายการเมืองประสบความออนแอ และขาดความมีเสถียรภาพ มีการปฏิวัติรัฐประหาร
ยุบสภา ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และเลือกตั้งอยูต ลอดเวลา ดังนั้น ฝายบริหารหรือขาราชการประจําจึงมิได เพียงเปนเครื่องมือของฝายการเมืองในการนํานโยบายไปสูการปฏิบัติใหบรรลุผลสําเร็จเทานั้น แต ยังมีบทบาทเขาไปกาวกายแทรกแซงฝายการเมืองในลักษณะและรูปแบบตาง ๆ ซึ่งอาจแยกพิจารณา ไดดังนี้ 1) บทบาทตอสถาบันนิติบัญญัติ ในอดีตที่ผานมาผูมีบทบาทสําคัญในการเสริมสรางและกําหนด รูปแบบของรัฐสภาคือขาราชการประจํา สมาชิกรัฐสภามักปรากฏวาเปนขาราชการประจํา (ในบาง ยุคที่ไมหาม) และจะเปนขาราชการที่ลาออกหรือเปนขาราชการบํานาญ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเหลานี้ ก็มักจะนําพฤติกรรมของการบริหาร เชน เนนระเบียบพิธีมากกวาความสําเร็จ การประนีประนอม หรือเก็บความรูสึก มากกวาจะแสดงความคิด เห็นโตแยงที่คอนขางรุน แรง เปน ตน นอกจากนั้น เนื่องจากระเบียบปฏิบัติตาง ๆ เชน ขอบังคับการประชุม ขั้นตอนการเสนอญัตติ รวมทั้งรูปแบบตาง ๆ สมาชิกรัฐสภาที่เปนนักการเมืองมักตองพึ่งพาอาศัยปรึกษาขาราชการ ทําใหรับเอาแนวคิดของ ขาราชการไปเปนแนวประพฤติปฏิบัติของตน 2) บทบาทตอคณะรัฐมนตรี คณะรั ฐ มนตรี ข องไทยมั ก จะมี พื้ น ฐานทางอํ า นาจหน า ที่ สนับสนุนมาจากประชาชน จึงอยูในสภาวะที่เสี่ยงตอการที่ระบบราชการจะเปนฝายควบคุมและ ครอบงําคณะรัฐมนตรีเอง และก็มักจะพบรัฐมนตรีบางสวนจะแตงตั้งจากขาราชการประจําหรือ ขาราชการบํานาญ ในคณะรัฐมนตรีเกือบทุกชุด 3) บทบาทตอพรรคการเมือง ลักษณะของพรรคการเมืองไทยจะแตกตางจากพรรคการเมือง ของประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่วไป กลาวคือ พรรคการเมืองไทยเปนพรรคที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย ที่ตองไดรับอนุญาตใหจดทะเบียนโดยนายทะเบียนที่เปนขาราชการ ในขณะที่พรรคการเมืองของ ประเทศเสรีประชาธิปไตยเปนพรรคที่เกิดขึ้นโดยวิวัฒนาการหรือความตองการทางการเมือง แม ป จ จุ บั น จะเปลี่ ย นบทบาทในการเป น นายทะเบี ย น และการควบคุ ม พรรคการเมื อ งจาก กระทรวงมหาดไทย เปนคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. แตก็ยังเปนรูปแบบราชการรูปแบบ หนึ่งอยูนั่นเอง 4) บทบาทตอการเลือกตั้ง แมวาปจจุบันการจัดการเลือกตั้งจะเปนบทบาทอํานาจหนาที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แตก็มิไดเปลี่ยนแปลงบทบาททางปฏิบัติตั้งแตการกําหนดหลักเกณฑ วิธีการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง รวมทั้งการบริหารการเลือกตั้งของภาคราชการไปมากนัก เปนเพียง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
25.
25 การแบงแยกงานของภาคราชการจากเดิม คือ กระทรวงมหาดไทยฝายเดียวไปเปนระบบราชการ พิเศษในรูป
กกต. ทํางานรวมกับระบบราชการหรือหนวยราชการอื่น ๆ เทานั้น 4.1.3 บทบาทของฝายการเมืองตอระบบราชการไทย 1) บทบาทในการจัดตั้ง ขยาย หรือยุบเลิกหนวยงานของระบบราชการ ฝายการเมืองจะมีบทบาทคอนขางมากในการกําหนดโครงสราง ของระบบราชการเพื่อรองรับหรือนํานโยบายของฝายการเมืองไปปฏิบัติใหบังเกิดผล จึงจะเห็นการ เปลี่ยนแปลงในการตรากฎหมายปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ในหลาย ๆ ฉบับ ที่มีการยุบเลิก รวม หรือตั้งหนว ยงานใหม ๆ โดยเฉพาะในยุคการปฏิรูประบบราชการที่ฝายการเมืองมีความ เขมแข็ง จึงมีการปฏิรูปโดยการลดขนาดโครงสรางของราชการลง และปรับเปลี่ยนโครงสรางให สอดคลองกับนโยบายของฝายการเมือง 2) บทบาทในการเลือกตั้งและโอนยายขาราชการะดับสูง แม ว า ในรั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ ใหม ๆ เช น รั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ พ.ศ.2540 จะหามมิใหสมาชิก รัฐสภาเขาไปแทรกแซงในการแตงตั้งโอนยายขาราชการ แตใ น ระเบี ย บข าราชการพลเรื อ นจะกํ า หนดให รัฐ มนตรี เ จา สัง กั ด มี อํา นาจแต งตั้ ง ถอดถอนเฉพาะ ขาราชการระดับปลัด กระทรวงหรื อระดับ 11 สว นในระดับรองลงมาเปน อํา นาจหน าที่ข อง ขาราชการประจํา แตทั้งนี้ในระดับ 10 ปลัดกระทรวงตองไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี และยัง ตองไดรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีดวย 3) บทบาทในการอนุมัติและตรวจสอบเงินงบประมาณแผนดิน ในการจัดทํางบประมาณรายจายประจําป ภาคราชการจะตอง เสนอเพื่อขออนุมัติตอฝายการเมืองเปนลําดับ ตั้งแตคณะรัฐมนตรีจนถึงรัฐสภา ซึ่งฝายการเมือง เหลานี้ยอมมีอํานาจที่จะเพิ่ม ลด เปลี่ยนแปลง หรือไมอนุมัติงบประมาณที่หนวยราชการเสนอขอมา ก็ได นอกจากนี้ยังมีอํานาจในการตรวจสอบงบประมาณที่ไดอนุมัติไปดวย 4) บทบาทในการควบคุมการปฏิบัติงานตาง ๆ นอกจากฝายการเมืองที่เปนฝายบริหารอันไดแกคณะรัฐมนตรีจะ มีบทบาทควบคุมการปฏิบัติงานดานตาง ๆ ของสวนราชการแลว รัฐสภาก็มีบทบาทในการควบคุม เชนกัน ทั้งการควบคุมดวยวิธีการทางสภา เชน การตั้งคณะกรรมาธิการ การตั้งกระทูถาม การ เปดอภิปรายไมไววางใจแลว ยังอาจใชวิธีการควบคุมโดยผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาอีกดวย 4.1.4 ผลกระทบของความสัมพันธระหวางระบบราชการกับการเมืองในประเทศ ไทย ระบบราชการไทยกับฝ ายการเมืองของไทยจะมีค วามสัมพั น ธกัน ใน ลักษณะที่กาวกายแทรกแซงซึ่งกันและกันอยูตลอดเวลา ทําใหเกิดผลกระทบที่สําคัญอยางนอย 3 ประการ ไดแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
26.
26
1) ทําใหดุ ล ยภาพของอํ านาจทั้ง สองฝายไมเ ทา เทีย มกั น มีค วาม หวาดระแวงสงสัยกันและกันอยูตลอดเวลา ทั้งสองฝายจึงอยูรวมกันในลักษณะไมไววางใจกัน และ มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้นไดแทบตลอดเวลา 2) ทําใหการพัฒนาทางการเมืองเกิดขึ้นไดยาก เนื่องจากฝายขาราชการ ประจําไมยินยอม ในขณะที่ฝายการเมืองไมอยูในฐานะเขมแข็งเพียงพอ 3) ทําใหเกิดคานิยมที่ไมถูกตอง จากการมีฝายบริหารอางความชอบธรรม ในการเขาไปกาวกายแทรกแซงฝายการเมือง ทําใหประชาชนเบื่อหนาย ไมศรัทธาตอการเมือง ในขณะที่จะใชการรับราชการเพื่อไตเตาสูตําแหนงทางการเมือง โดยไมยอมรว มกิจกรรมทาง การเมือง ตามครรลองของประชาธิปไตยในอารยประเทศ 4.2 ระบบราชการไทยกับระบบเศรษฐกิจไทย 4.2.1 ระบบราชการในฐานะเปนเครื่องมือของฝายบริหาร ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันทางเศรษฐกิจที่ประกอบดวยหนว ย เศรษฐกิจหลาย ๆ หนวยมารวมกัน มีกฎเกณฑ ระเบียบแบบแผน แนวทางปฏิบัติอยางเดียวกัน ตลอดจนวางนโยบาย และการแกไขปญหาทางเศรษฐกิจอยางเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของหนวยเศรษฐกิจหลาย ๆ หนวยรวมกันจัดตั้งขึ้นเปนสถาบันทางเศรษฐกิจ มีผูดําเนินการ หรือบริหารงานโดยองคการหรือ รัฐ เพื่อใหมีแนวทางปฏิบัติอยูใ นระเบีย บ แบบแผน กฎเกณฑ และนโยบายการดําเนิน การ ตลอดจนการแกไขปญหาทางดานเศรษฐกิจอยางเดียวกัน ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงประกอบดวย สวนใหญ ๆ 3 สวน ไดแก 1. ผูบริโภค หมายถึง หนวยครัวเรือน (House Hold) ซึ่งเปนสมาชิกของ สังคมจะทําหนาที่เปนผูบริโภคสินคา และบริการที่ผลิตขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจ 2. ผูผลิต หมายถึง หนวยธุรกิจ (Business Firms) เจาของปจจัยการผลิต จะทําหนาที่เปนผูผลิตสินคาและบริการ เพื่อสนองตอบความตองการของสมาชิกในสังคม 3. รัฐบาล หมายถึง หนวยงานของรัฐหรือภาคราชการ (Governments) จะ ทําหนาที่ใ นการบริหารงานใหกิจ กรรมทางเศรษฐกิจดําเนิน การไปตามระเบีย บแบบแผน และ นโยบายตาง ๆ ที่วางไว ตลอดจนแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หากพิจารณาระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะเห็นไดวา ทั้งรัฐบาลและ เอกชนตางมีสวนเปนเจาของทรัพยากร และปจจัยการผลิตตาง ๆ จึงทําใหเอกชนมีแรงจูงใจในการ ผลิตโดยอาศัยกลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากร และควบคุมโดยรัฐบาลเพื่อแกไขปญหาพื้นฐาน ทางเศรษฐกิจ และคุมครองประโยชนของสังคมสวนรวมดวย ดังนั้นระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงเปนแบบผสมระหวางระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยม กับระบบเศรษฐกิจแบบสังคม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
27.
27 นิยมโดยการดําเนินกิจการทางเศรษฐกิจระหวางรัฐบาลและเอกชนที่สอดคลองกันนี้ รัฐจึงเขามามี บทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเทาที่จําเปนเทานั้น คือ
1.) ดําเนินการเกี่ยวกับการปองกันประเทศ ดานความสงบภายใน และ การใหความยุติธรรม เชน กิจการดานการทหาร ตํารวจ และศาล เปนตน 2.) ดําเนินการดานเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยสรางถนน สะพาน เขื่อน การ สํารวจเพื่อหาทรัพยากรธรรมชาติ เปนตน 3.) ควบคุมและดําเนินการดานการศึกษาและสาธารณสุข 4.) ดําเนินกิจการสาธารณูปโภคที่สําคัญ เชน การรถไฟ ไฟฟา ประปา สื่อสาร ไปรษณีย จัดเก็บขยะมูลฝอย ในลักษณะที่เปนกิจการที่ประชาชนสวนใหญตองใชรวมกัน อยางไรก็ดี นอกจากภาคราชการจะเปนเครื่องมือของรัฐเขามามีบทบาท ทางเศรษฐกิจแลว ภาคราชการยังมีฐานะเปนเครื่องมือของฝายบริหารหรือรัฐบาลในการแทรกแซง ระบบเศรษฐกิจอยางนอย 6 ประการ ไดแก 1.) การจัดสรรทรัพยากร ปกติก ลไกราคาหรือกลไกตลาดจะเปนตัว จัดสรรทรัพยากรไดดีที่สุด อยางไรก็ดีในบางกรณี กลไกราคาอาจทํางานไมสมบูรณ ทํางานไมได หรือตลาดลมเหลว รัฐบาลจึงตองเขาแทรกแซงเพื่อใหสังคมไดรับสวัสดิการสูงสุด ตลาดทํางาน ลมเหลว เกิดจากกรณีต ลาดมีก ารผูกขาด กรณีก ารจัดสรรสินคาและบริการสาธารณะ (public goods) กรณีสิน คาที่มีผลกระทบตอภายนอก ทั้งในแงต น ทุน สังคม (social costs) หรื อ ผลประโยชนสังคม (social benefits) กรณีสิน คาหรือบริก ารที่มีลักษณะผูก ขาดในธรรมชาติ (natural monopoly) 2.) การรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ หมายถึง การรักษาสมดุล ระหวางอุปสงคและอุปทานของแตละตลาด ซึ่งสวนประกอบของเศรษฐกิจโดยรวม เชน เมื่อมีภาวะ เงินเฟอ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน การผันผวนของผลผลิต เปนตน 3.) การสนับสนุนและเสริมสรางการเติบโตใหกับระบบเศรษฐกิจ โดย กําหนดนโยบายและแผนงานทั้งระดับมหภาคและจุลภาค เชน มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ แผนปฏิรูประบบการเงิน การจัดตั้งหนวยงานตามมาตรการตาง ๆ เชน จัดตั้งสํานักงาน คณะกรรมการสงเสริมการลงทุน (BOI) เปนตน 4.) การกระจายรายได การกระจายรายไดที่ไมเปนธรรม หรือการเกิด ความแตกตางระหวางรายไดประชาชน ระหวางภูมิภาค ระหวางทองถิ่นมาก ๆ จะนําไปสูปญหา ทางสังคม การเมือง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ 5.) การใหมีการจางงานเต็มที่ เนื่องจากสภาพปจจุบันมีความกาวหนา ทางดานเทคโนโลยี จึงมักใชแรงงานนอยลง และตองการแรงงานที่มีความรูสมัยใหมดวย ภาครัฐ ตองเขามาจัดการใหมีการจางงานในระดับสูงหรือไมใหอัตราการวางงานสูงเกินไป สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
28.
28
6.) การรักษาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดลอม การพัฒนาเศรษฐกิจสราง ตนทุนใหกับสังคม (social cost) อยางมากมาย บางประเภทจับตองได บางประเภทจับตองไมได มองไมเห็น เมื่อตนทุนนี้เกิดขึ้นจึงตองหาผูรับผิดชอบ เชน การปลอยน้ําเสียลงแหลงน้ําสาธารณะ เปนตน ซึ่งภาคราชการจะตองเขามาแทรกแซง 4.2.2 ระบบราชการไทยกับการคลังของประเทศ การคลัง หมายถึง การกําหนดนโยบาย และการดําเนินงานทางการเงิน ของรัฐ บาล ได แ ก การหารายได และการใชจ า ยของรั ฐ บาล การคลัง มี ค วามสํ า คัญ ในการ ดําเนินงานของรัฐบาล เพราะรัฐบาลจะใชนโยบายการคลังควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศดวย วิธีการจัดสรรการใชทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) การกระจายรายไดของสังคม (Distribution Function) และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) ซึ่งภาคราชการจะมีบทบาทในฐานะเปนเครื่องมือของรัฐบาลในการดําเนิน การดังกลาว รวมทั้ง การคลังก็จะสงผลกระทบตอระบบราชการเชนกัน เชน นโยบายการคลังในการแกปญหาภาวะเงิน เฟออาจลดอัต ราการเพิ่มของงบประมาณสงผลกระทบสงผลกระทบการแผนงาน โครงการหรือ กิจกรรมของภาคราชการตองลดลงหรือชะลอตัวลง ในขณะเดียวกับการใชจายของรัฐบาลยอมมี ผลกระทบโดยตรงตออํานาจการใชจายประเภทซื้อสิน คาและบริก ารของขาราชการและภาค ประชาชน 4.2.3 ระบบราชการไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ระบบราชการไทยจะมี บทบาทอย างมากในการพัฒ นาเศรษฐกิ จ ของ ประเทศ เพราะจะเปนกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ดานตาง ๆ ของภาครัฐ ตาม จุดมุงหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอันไดแก 1) มีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น (Standard of living) 2) มีการกระจายรายไดที่ดี 3) การมีงานทํา 4) การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 5) การควบคุมการเกิดมลภาวะเปนพิษ และมีบทบาทสําคัญในการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ของประเทศไทย โดยสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติรวมกับสว น ราชการจั ด ทํ าขึ้ น มาโดยตอ เนื่ องนับ ตั้ง แต แผนพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสัง คมแห งชาติ ฉบับ ที่ 1 (พ.ศ.2504 – 2509) จนถึงฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) ที่ใชอยูในปจจุบัน 4.3 ระบบราชการไทยกับระบบสังคมของไทย 4.3.1 บทบาทของระบบราชการในฐานะเปนระบบยอยของสังคม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
29.
29
แนวความคิดของนักสังคมจิตวิทยา เชน Herbert Spenser และ Talcott Parsons (1873) ไดนําเอาระบบสังคมมาใชอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมองการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมวาเปนกระบวนการของวิวัฒนาการที่มีความสลับซับซอนมากขึ้น มีการแตก ยอยออกไปของโครงสรางและหนาที่ และการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาอาศัยกันของสวนที่แยกยอยนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มีการเติบโตก็จะมีการเพิ่มของขนาด ในขณะที่มีการเพิ่มจํานวนโดย การแตกยอย หรือการเกิด ความชํานาญเฉพาะอยางของหนาที่และการผสมผสาน (Integration) นักวิชาการจึงมองสังคมในฐานะที่เปนระบบสังคม ซึ่งประกอบดวยระบบยอย ๆ สังคมเปลี่ยน จากภาวะดั้งเดิมมาสูความเจริญโดยผานกระบวนการแยกยอยและการผสมผสาน ระบบยอยของ สังคม ไดแก ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคม และสถาบันทางสังคมที่ทําหนาที่ เฉพาะอยาง เชน ครอบครัว ศาสนา ดังนั้นระบบราชการซึ่งเปนระบบยอยของระบบการเมือง จึง เปนระบบยอยของสังคมระบบหนึ่ง 4.3.2 ความสัมพันธของระบบราชการกับสถาบันทางสังคม สถาบันสังคม คือ แบบแผนพฤติกรรมที่เปนมาตรฐานของสังคมที่มีเพื่อ แกปญหาพื้นฐานของสังคม และมีหนาที่ที่ทําใหสังคมคงสภาพอยูได สถาบั น สังคมที่สํา คัญ ไดแก สถาบั น การเมืองการปกครอง สถาบั น เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา และสถาบันครอบครัว ระบบราชการเปนสว นหนึ่งของสถาบันการเมืองการปกครองในฐานะ เปนองคการทางสังคม (Social Organization) ทําหนาที่เปนตัวแทนในการทําหนาที่ของสถาบันฯ ในการบริการใหแกสมาชิกในสังคม และรักษาความสงบทั้งภายในและภายนอกสังคม รวมทั้งการ ทําใหเกิดระเบียบในสังคม อยางไรก็ดีร ะบบราชการยังมีค วามสัมพันธกับสถาบัน ทางสังคมอื่น ๆ ดวย 4.3.3 ระบบราชการกับปญหาสังคม และความเปลี่ยนแปลงของสังคม ปญหาสังคม คือ สถานการณอยางหนึ่งอยางใดที่คนในสังคมหนึ่งถือวา เปน สิ่งที่คุก คามตอคานิย มของเขา ซึ่งสมาชิก ของสังคมตกลงใจรว มกัน ที่จ ะแกไขหรือกําจัด สถานการณนั้นใหหมดไปไดโดยที่เขาเชื่อวา พวกเขามีความสามารถที่จะกระทําเชนนั้นได ในสั ง คมไทยป จ จุ บัน มี ป ญ หาสั ง คมมากมายทั้ ง ปญ หาทางการเมื อ ง ปญ หาการคอรัปชั่น ปญ หาอาชญากรรม ปญหาแรงงานและการวางงาน ปญ หาความยากจน ปญหาการอพยพยายถิ่น ปญหาชุมชนแออัด ปญหาโครงสรางประชากร ปญหาสภาพแวดลอม อากาศเปน พิษ และมลภาวะ ปญหาอุบัติภัย ปญหาครอบครัว แตกแยก ปญหาโสเภณี รวมทั้ง ปญหาเด็กเรรอน ซึ่งลวนเปนปญหาสําคัญที่ภาคราชการจะตองเขามามีบทบาทนับตั้งแตการเปน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
30.
30 เจาภาพในการแกปญหา เปนหนว ยหลักในการปฏิบัติ
และเปน ผูประสานกับสถาบัน อื่น ๆ ใน สังคม รวมทั้งประชาชนในเขามามีสวนรวมในการแกไขปญหาดังกลาว อยางไรก็ดีนอกจากบทบาทของภาคราชการในการแกไขปญหาของคน ดังกลาวแลว ภาคราชการยังมีบทบาทสําคัญเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social change) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึง กระบวนการแบบอยางหรือรูปแบบ ของสังคม เชน ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบครอบครัว ระบบการปกครองไดเปลี่ยนแปลงไป ไม วาจะเปนดานใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้อาจเปนไปในทางกาวหนาหรือถดถอยเปนไป อยางถาวรหรือชั่วคราว โดยการวางแผนใหเปนไปหรือเปนไปเอง และที่เปนประโยชนหรือโทษก็ ไดทั้งสิ้น ระบบราชการจะเปนปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งในกรณี การเปลี่ยนแปลงแบบเปนไปเอง (Spontaneous Change) จากในอดีตจะเห็นไดชัดเจนวารูปแบบ การบริหารราชการจะมีผลตอพัฒนาการทางการเมืองของคนไทย ในขณะเดียวกันระบบราชการ บางครั้งจะสงผลใหเกิดความขัดแยงในสังคมไทย เชน การขัดแยงของกลุมผลประโยชน การใช สิทธิอํานาจของคนในสังคมที่เหลื่อมล้ํากัน สงผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได และทั้งในกรณี ที่ร ะบบราชการมีอิทธิพลอยางมากในการวางแผนใหเกิดการเปลี่ย นแปลงทางสังคม หรือการ เปลี่ยนแปลงตามแผน (Planned Change) ซึ่งจะเห็นไดจากการที่ภาคราชการมีบทบาทในการพัฒนา ดานตาง ๆ สงผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งทางบวกและลบมาตลอด สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
31.
31 5. โครงสรางและระบบบริหารราชการไทย
5.1 หลักการจัดการระเบียบบริหารราชการแผนดิน หลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน หรือหลักการจัดระเบียบการปกครอง ที่ประเทศตาง ๆ ทั่วโลกนิยมใชมีอยู 3 หลักการ ไดแก 1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization) 2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration)) 3) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization) 1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization) หมายถึ งหลัก การปกครองที่ร วมอํานาจสําคัญ ไวที่ส ว นกลางอัน หมายถึ ง กระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ ซึ่งอํานาจดังกลาวไดแก การวินิจฉัยสั่งการ และการบังคับบัญชา ลักษณะสําคัญของการรวมอํานาจ ก. กําลังทหารและตํารวจขึ้นอยูกับสวนกลาง ข. อํานาจวินิจฉัยสั่งการอยูที่สวนกลาง ค. มีการบังคับบัญชาตามลําดับชั้น ง. สวนกลางผูกําหนดนโยบายการปกครองประเทศ จ. สวนกลางเปนผูรับผิดชอบและมีอํานาจดําเนินการในการตางประเทศ 2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration) หมายถึง สวนกลางไดจัดแบงอํานาจในการวินิจฉัยสั่งการบางสวนหรือบาง ขั้นตอนไปใหเจาหนาที่เปนตัวแทนของหนวยงานของตนซึ่งออกไปประจําอยูในเขตการปกครอง ตาง ๆ ของประเทศใหวินิจฉัยการไดเองตามระเบียบแบบแผนที่สวนกลางกําหนดไว ซึ่งการแบง อํานาจนี้เองทําใหเกิดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค ลักษณะสําคัญของการแบงอํานาจ ก. ตองมีร าชการบริหารสว นกลางที่ทําหนาที่ใ หอํานาจการปกครองทั่ว ประเทศ ซึ่งจะเปนผูจัดแบงอํานาจของตนไปใหแกสวนภูมิภาค ข. ตองมีเจาหนาที่เปนตัวแทนของสวนกลางที่จัดสงไปประจําอยูตามเขตของ ภูมิภาค ค. สวนกลางแบงอํานาจใหภูมิภาค 3.) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization) หมายถึง การโอนอํานาจในทางการปกครองจากสวนกลางบางอยางไปให ประชาชนในทองถิ่นดําเนินการเองโดยมีอิสรภาพภายใตบทบัญญัติแหงกฎหมาย ซึ่งการกระจาย อํานาจนี้ทําใหเกิดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
32.
32
ลักษณะของการกระจายอํานาจ ก. เปนองคกรที่มีฐานะเปนนิติบุคคล ข. มีสภาและผูบริหารระดับทองถิ่น ค. มีอิสระในการปกครองตนเอง (Autonomy) ง. มีงบประมาณและรายไดเปนของตนเอง จ. มีเจาหนาที่ปฏิบัติงานของตนเอง 5.2 การจัดระเบียบบริหารราชการไทย 5.2.1 กฎหมายเกี่ยวกับระบบราชการไทย 1) กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เปน กฎหมายสูงสุด ของประเทศที่จะกําหนด รูปแบบของประเทศวาเปนรัฐเดียว หรือรัฐรวม แนวนโยบายของรัฐ และองคกรที่จะเปน ผูใ ช อํานาจอธิปไตยของประเทศทั้ง 3 ประการ อันไดแก อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ ตุลาการ ซึ่งมีผลโดยตรงตอการจัดระบบบริหารราชการแผนดินของไทยโดยตรง หากจะพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่ง พึ่งถูกยกเลิกไป จะมีสาระสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการราชการแผนดินที่สําคัญที่เกี่ยวกับการ บริหารราชการไทย ตัวอยางเชน - ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบงแยกมิได (ม.1) - อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน ประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ (ม.2) - รัฐตองดูแลใหมีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุมครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพ และอํานวยความยุติธรรมแก ประชาชนโดยรวดเร็ว และเทาเทียมกัน รวมทั้งจัดระบบงานราชการ และงานของรัฐอยางอื่นใหมี ประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความตองการของประชาชาชน (ม.75) - รัฐตองกระจายอํานาจใหทองถิ่นที่ตนเองและตัดสินใจในกิจการ ทองถิ่น ไดเอง พัฒ นาเศรษฐกิจ ทองถิ่น และระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการตลอดทั้ ง โครงสรางพื้นฐานสารสนเทศในทองถิ่นใหทั่วถึง และเทาเทียมกับทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัด ที่มี ค วามพร อมให เป น องค ก รปกครองสว นท องถิ่น ขนาดใหญ โดยคํ านึ งถึ งเจตนารมณข อง ประชาชนในจังหวัดนั้น (ม.78) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
33.
33
2) กฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดิน กฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดินซึ่งถือเปนกฎหมาย แมบท ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ไดมีการปรับปรุง หลายครั้งตามลําดับ ไดแก 2.1) การปรับปรุงครั้งแรกใน พ.ศ.2476 โดยไดปรับปรุงครั้งสําคัญที่ มีการตรา พระราชบัญญัติวาดวยระเบียบบริหารราชการแหงอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 ซึ่งไดจัด ระเบียบบริหารราชการออกเปน 3 สวน คือ ราชการบริหารราชการสวนกลาง ราชการบริหารสวน ภูมิภาค และราชการบริหารสว นทองถิ่น ทั้งไดนําหลักการกระจายอํานาจการปกครองมาใหแก ทองถิ่น ซึ่งตอมาไดมีการจัดตั้งเทศบาลและสภาจังหวัดขึ้นเปนครั้งแรก 2.2) การปรับปรุงในป พ.ศ. 2495 ซึ่งสงผลใหเกิดพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2495 จังหวัดเปนนิติบุคคล มีการจัดตั้งภาค และเปลี่ยนแปลง การปกครองจังหวัดและอําเภอ 2.3) ในป พ.ศ.2515 ไดมีการประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2495 โดยเพิ่มเติม บทบัญญัติเกี่ยวกับอํานาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหนารัฐบาลไวอยางกวางขวางในการกํากับ การบริหารราชการแผนดินโดยทั่วไป 2.4) ในป 2534 ไดยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 และไดมีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ซึ่งใชเปน หลักมาจนถึงปจจุบัน ทั้งนี้ไดมีการแกไขเพิ่มเติมจนถึงปจจุบัน รวม 5 ฉบับ ฉบับสุดทายไดมีการ ประชุมแกไขเมื่อ พ.ศ.2545 ซึ่งมีสาระสําคัญในการกําหนดใหมีพระราชกฤษฎีก าวาดว ยวิธีการ บริหารกิจการบานเมืองที่ดี และการเพิ่มสวนที่วาดวยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการขึ้นมาใหม 3) กฎหมายวาดวยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายนี้ จ ะเป น กฎหมายที่ กํ า หนดการแห ง ส ว นราชการใน สว นกลาง ซึ่งมีก ารปรับปรุงมาโดยตลอดจนถึงฉบับที่ใ ชอยูปจ จุบัน อัน ไดแก พระราชบัญ ญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ซึ่งไดปรับปรุงใหมี 20 กระทรวง (รวมสํานัก นายกรัฐมนตรีที่มีฐานะเทีย บเทากระทรวง) มีการยุบรวมและเพิ่มกระทรวงจากเดิมที่มีอยู 15 กระทรวงในป พ.ศ.2544 มีการแยกหนวยงานราชการของศาลออกไปตางหาก รวมทั้งสํานักงาน เลขาธิการรัฐสภาที่ใหไปอยูกับประธารรัฐสภาตางหาก และกําหนดสวนราชการที่ไปสังกัดสํานัก นายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงเพิ่มขึ้นโดยมีสํานักพระพุทธศาสนาแหงชาติ สํานักงานตํารวจ แหงชาติ สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสํานักงานอัยการสูงสูง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
34.
34
4) กฎหมายลักษณะปกครองทองที่ ในการบริหารราชการสวนภูมิภาค โดยเฉพาะในสวนที่วาดวยจัดตั้ง อําเภอ กิ่งอําเภอ ตําบล หมูบาน และการกําหนดอํานาจหนาที่ของนายอําเภอ กํานัน ผูใหญบาน รวมทั้ งการยายตําแหนงดั งกลา ว และลํ าดับ ชั้น การบังคั บบัญ ชาตั้ง แตผู วาราชการจังหวัด ถึ ง ผูใหญบาน จะถูกกําหนดไวในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 ซึ่งใชมาตั้งแตรัช สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โดยมีการปรับปรุงมาตลอดแตไมมากนัก นอกจากนี้ ยังกําหนดถึงอํานาจหนาที่ของกรมการอําเภอ คณะกรรมการหมูบาน สารวัต รกํานัน และแพทย ประจําตําบลดวย 5) กฎหมายวาดวยการบริหารราชการสวนทองถิ่น ปจจุบันมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการบริหารราชการสวนทองถิ่น รวม 5 ฉบับ ไดแก 5.1 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสวนจังหวัด พ.ศ.2498 5.2 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 5.3 พระราชบั ญ ญั ติ ส ภาตํ า บลและองค ก ารบริ ห ารส ว นตํ า บล พ.ศ.2537 5.4 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 5.5 พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บบริ ห ารราชการกรุ ง เทพมหานคร พ.ศ.2528 5.2.2 การจัดโครงสรางระบบบริหารราชการไทย การจั ด โครงสร า งระบบบริ ห ารราชการไทยป จ จุ บั น เป น ไปตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ซึ่งไดมีการแกไขเพิ่มเติมหลายครั้ง โดย กฎหมายนี้ ไดจั ด ระเบีย บบริห ารราชการแผ น ดิน เปน 3 ส ว นได แก ระเบีย บบริหารราชการ สวนกลาง ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค และระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น 1) ระเบียบบริหารราชการสวนกลาง การจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลางตามพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ไดจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลางไว ดังนี้ (1) สํานักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวงหรือทบวง ซึ่งมีฐานะเทียบเทากรม (3) ทบวงซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรมหรือสว นราชการเรีย กชื่ออยางอื่น และมีฐานะเปน กรม ซึ่งสังกัดหรือไมสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
35.
35
สํานักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเปนกระทรวง สวนราชการตาม (1) (2) (3) และ (4) มีฐานะเปนนิติบุคคล 2) ระเบียบริหารราชการสวนภูมิภาค การจัด ระเบียบบริหารราชการสว นภูมิภ าคเปนการบริหารงานใน ลักษณะของการแบงอํานาจ (Deconcentration) จากราชการบริหารสวนกลางไปสูราชการบริหาร สวนภูมิภาคในระดับจังหวัด และอําเภอ โดยมีตัวแทนของสว นกลางไปควบคุมกํากับดูแล และ ติดตามการปฏิบัติงานของราชการสวนภูมิภาค การจัดโครงสรางระเบียบบริหารราชการสวนกลางจะยึดแนวทางตาม ขอบเขตอํานาจหนาที่ (Function) ในขณะที่การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคจะยึดตาม เขตพื้นที่ (Area) การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคจะประกอบดวยจังหวัด และอําเภอ โดยจังหวัดจะเปนการรวมทองที่หลาย ๆ อําเภอตั้งขึ้นเปนจังหวัดมีฐานะเปนนิติบุคคล อําเภอจะเปนหนวยบริหารราชการรองลงจากจังหวัด สําหรับการปกครองระดับตําบลและหมูบาน จะเปนการแบงพื้นที่ โดยเริ่มจากหนวยการปกครองที่เล็กที่สุดคือหมูบาน รวมกันเปนตําบล จะเปนรูปแบบการ ปกครองทองที่ที่ใหราษฎรไดปกครองกันเอง จึงไมใชการบริหารราชการสวนภูมิภาค (ที่สิ้นสุด เพียงแคระดับอําเภอ) แตเปนรูปแบบการปกครองทองที่ ตามพระราชบัญญัติลกษณะปกครอง ั ทองที่ พ.ศ.2457 3) ระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น การบริหารราชการสวนทองถิ่นเปนการจัด การบริหารโดยยึดหลัก กระจายอํานาจ (Decentralization) โดยมีรูปแบบตามพระราชบัญ ญัติร ะเบีย บบริหารราชการ แผนดิน พ.ศ.2534 อยู 4 รูปแบบ ไดแก (1) องคการบริหารสวนจังหวัด หรือ อบจ. (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล (ซึ่งขณะนี้ไดยกเลิกแลว) (4) ราชการสวนทองถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งปจจุบัน ไดแก กรุงเทพมหานคร หรือ กทม. เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบลหรือ อบต. การบริหารราชการสวนทองถิ่น จะประกอบดวยฝายนิติบัญญัติหรือ สภาทองถิ่น และฝายบริหารที่เลือกตั้งจากประชาชนในทองถิ่น สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
36.
36
5.2.3 รูปแบบของการจัดหนวยงาน และการตัดสินใจ การจัดรูปแบบหนวยงานโดยพิจารณาจากรูปแบบของการตัดสินใจของ หัวหนาหนวยงานตามที่มีกําหนดไวใ นกฎหมายเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ของหนวยงานนั้น ๆ อาจ จําแนกไดเปน 2 รูปแบบ ไดแก 1) รูปแบบของหนวยงาน และการตัดสินใจโดยคน ๆ เดียว ซึ่งหนวยนี้จะ พบทั่ว ๆ ไป ที่กําหนดใหอํานาจการตัดสินใจอยูที่หัวหนาหนวยงานคนเดียว เชน ปลัดกระทรวงใน หนวยงานกระทรวง อธิบดีในหนว ยงานระดับกรม หรือผูวาราชการจังหวัดในหนวยงานระดับ จังหวัด อยางไรก็ดีในบางครั้ง การตัดสินใจของหนวยงานประเภทนี้อาจมี รูปแบบของคณะกรรมการเขามาเกี่ย วของบางในฐานะเปนคณะกรรมการที่ปรึก ษา เชน คณะ กรมการจังหวัด เปนตน 2) รู ปแบบการตัด สิน ใจในรู ปของคณะกรรมการ ซึ่ ง อาจมี จัด ตั้ ง คณะกรรมการทั้งในรูปแบบคณะกรรมการนโยบาย ทําหนาที่กําหนดนโยบาย วางแผน กํากับดูแล และควบคุมการดําเนินงานของหนวยงานนั้น ๆ เชน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ คณะกรรมการขาราชการพลเรือน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการวิจัย แหงชาติ เปนตน 5.3 อํานาจหนาที่ในการบริหารราชการไทย 5.3.1 อํานาจหนาที่ของสวนราชการ การกําหนดอํานาจหนาที่ของสวนราชการไทยจะกําหนดไวตามลําดับของ หนว ยงาน โดยหนว ยงานระดับกระทรวงหรือทบวงจะกําหนดไวใ นพระราชบัญ ญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ซึ่งกําหนดใหมีกระทรวงและสวนราชการที่มีฐานะเปนกระทรวง รวม 20 กระทรวง แตละกระทรวงก็จะมีอํานาจหนาที่และมีการจัดสวนราชการรองลงมา เชน สํานัก นายกรัฐ มนตรี มีอํ านาจหน าที่ เกี่ ย วกับ ราชการทั่ ว ไปของนายกรัฐ มนตรี และคณะรัฐ มนตรี รับผิด ชอบการบริหารราชการทั่วไป เสนอแนะนโยบายและวางแผนการพัฒ นาดานเศรษฐกิจ สัง คม การเมื อ ง และความมั่ น คง และราชการเกี่ ย วกั บ การงบประมาณ ระบบราชการ การ บริหารงานบุคคล กฎหมายและการพัฒนากฎหมาย การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการ การปฏิบัติภ ารกิจ พิเศษและราชการอื่น ตามที่ ก ฎหมายกําหนดใหเปน อํานาจหนาที่ข องสํานั ก นายกรัฐมนตรีหรือสวนราชการที่สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี หรือมิไดอยูภายในอํานาจหนาที่ของ กระทรวงใดโดยเฉพาะ เปนตน นอกจากนี้ยังมีสวนราชการในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ ทบวง ไดแก สํานักราชเลขาธิการ สํานักพระราชวัง สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เปนตน ก็จะกําหนดอํานาจหนาที่ไวในกฎหมายดังกลาวขางตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
37.
37
สวนราชการรองลงมาในระดับกรม หรือเทียบเทาจะกําหนดอํานาจหนาที่ ไวในพระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการของกระทรวงนั้น ๆ วาแตละกรมมีอํานาจหนาที่อยางไร สําหรับราชการสวนทองถิ่น นอกจากจะกําหนดอํานาจหนาที่กวาง ๆ ไว ในกฎหมายหลักของแตละรูปแบบแลว ยังกําหนดอํานาจหนาที่ในการจัดบริก ารสาธารณะของ องคกรปกครองสวนทองถิ่นรูปแบบตาง ๆ ในพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อํานาจ ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 อีกดวย 5.3.2 ผูรับผิดชอบการบริหารราชการในระดับตาง ๆ 1) คณะรัฐมนตรี จะมีอํานาจในการบริหารราชการแผนดิน โดยจะ ออกมาในรูปของมติค ณะรัฐมนตรี ซึ่งมีผลบังคับทางการบริหารทั้งในรูปแบบการออกระเบีย บ ปฏิบัติก ารกําหนดนโยบาย การเห็น ชอบรางกฎหมาย รวมไปถึงความเห็น ชอบในการแตงตั้ง โยกยายฝายขาราชการดวย 2) นายกรัฐมนตรี จะมีอํานาจหนาที่สําคัญ 2 นัย ไดแก ในฐานะเปน หัวหนารัฐบาล และในฐานะเปนผูบังคับบัญชาขาราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ สํานักนายกรัฐมนตรี 3) รั ฐ มนตรี วา การกระทรวง มี อํา นาจหน าที่ ใ นการบัง คั บบั ญ ชา ขาราชการ และการปฏิบัติราชการในแตละกระทรวง 4) ปลัดกระทรวง มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบควบคุมราชการประจําใน กระทรวง และเปนผูบังคับบัญชาขาราชการประจําในกระทรวงรองจากรัฐมนตรี 5) อธิบดี มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบควบคุมราชการระดับกรมและเปน ผูบังคับบัญชาขาราชการประจําในระดับกรม 6) ผูวาราชการจังหวัด เปนผูรับนโยบายและคําสั่งจากสวนกลาง และเปน หัวหนาบังคับบัญชาขาราชการภูมิภาคในจังหวัด รวมทั้งการบริหาราชการตามระเบียบกฎหมาย ของทางราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรมมอบหมาย รวมทั้งการ ควบคุมการบริหารราชการสวนทองถิ่นในจังหวัด 7) นายอําเภอ เปน ผูมีหนาที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบีย บ แบบแผนเชนเดียวกับผูวาราชการจังหวัดในเขตพื้นที่อําเภอ 5.3.3 การมอบอํานาจ การปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน 1) การมอบอํานาจใหปฏิบัติราชการแทน 1.1) พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ไดว าง แนวทางในการมอบอํานาจ โดยใหผูมีอํานาจในการสั่ง อนุญาต อนุมัติ ปฏิบัติราชการ หรือ ดําเนินการอื่น ซึ่งผูดํารงตําแหนงใดจะพึงปฏิบัติหรือดําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคําสั่งใด หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถาไมมีขอกําหนดหามไวสามารถมอบอํานาจใหแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
38.
38 ผูดํารงตําแหนงรองลงมาได เชน นายกรัฐมนตรีอาจมอบอํานาจใหร
องนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได นายอําเภออาจมอบอํานาจใหปลัดอําเภอ หรือหัวหนาสวน ราชการประจําอําเภอได ทั้งนี้ผูรับมอบอํานาจจะมอบอํานาจตอไมไดเวนแตก ารที่ผูวาราชการ จังหวัดไดรับมอบอํานาจจากราชการสวนกลางอาจมอบตอใหรองผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอ หรือหัวหนาสวนราชการระดับจังหวัดหรืออําเภอก็ได 2) การกํากับการบริหารราชการ พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ม.11 กําหนดให นายกรัฐมนตรีมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีกํากับการบริหารราชการของกระทรวง หรือทบวง หนึ่งหรือหลายกระทรวงหรือทบวงได 3) การปฏิบัติหนาที่แทน ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีตาย ขาดคุณสมบัติ ตองคําพิพากษาใหจาคุก ํ สภาผูแทนราษฎรไมไวว างใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง หรือวุฒิสภาใหถอดถอนจากตําแหนง ใหคณะรัฐมนตรีมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรี คนใดคนหนึ่งเปนผูปฏิบัติหนาที่แทนนายกรัฐมนตรี 4) การสั่งและปฏิบัติราชการแทน - นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ประจําสํานัก สั่งและปฏิบัติราชการในเรื่องใดก็ตามตามที่เห็นสมควร - ในระดั บ กระทรวงปลั ด กระทรวงอาจมอบหมายให ร อง ปลัดกระทรวงเปนผูชวยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได 5) การรักษาราชการแทน ในกรณีที่ ผูดํา รงตําแหนง ไม อาจปฏิบั ติห นาที่ ก็ ใ ห มีก ารแต งตั้ ง บุคคลรองลงมารักษาราชการแทน เชน ในกรณีนายกรัฐมนตรีไมอาจปฏิบัติราชการได ใหรอง นายกรัฐมนตรีเปนผูรักษาราชการแทน สําหรับในกรณีตําแหนงอื่นทั้งกรณีไมมีผูดํารงตําแหนง หรือมีแตไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ก็อาจตั้งผูรักษาราชการแทนไดเชนกันนับตั้งแตตําแหนงรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอดวย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
39.
39
6. การจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินของไทยในปจจุบัน 6.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินของไทยในปจจุบัน การจัด ระเบี ย บบริ ห ารราชการของไทยในป จ จุบั น อยู ภ ายใต บทบั ญ ญัติ ข อง พระราชบัญ ญัติร ะเบีย บบริ หารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 และที่แกไขเพิ่มเติมถึ งฉบับที่ 6 พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 โดยมีการจัดระเบียบ บริหารราชการแผนดินออกเปน 3 สวน ไดแก 1) ระเบียบบริหารราชการสวนกลาง 2) ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค 3) ระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น สํานักนายกฯ กระทรวง ทบวง จังหวัด อบจ. เทศบาล สุขาภิบาล พิเศษ กรม กรม กรม กทม. เมืองพัทยา อบต. อําเภอ สํานัก สํานัก สํานัก กิ่งอําเภอ นัก กอง กอง กอง สวน สวน สวน ตําบล ตําบล หมูบาน หมูบาน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
40.
40
6.2 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลาง 6.2.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลาง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 ไดกําหนดการจัด ระเบียบบริหารราชการสวนกลางไวดังนี้ (1) สํานักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเทากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น และมีฐานะเทียบเทากรม ซึ่ง สังกัดหรือไมสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สวนราชการทั้ง 4 ขอ มีฐานะเปนนิติบุคคล การจัดตั้ง การรวม หรือโอน สวนราชการดังกลาวจะตองตราเปนพระราชบัญญัติ เวนแตกรณีที่เปนการรวมหรือการโอนสวน ราชการดังกลาว โดยไมมีการกําหนดตําแหนงหรืออัตราของขาราชการหรือลูกจางเพิ่มขึ้น ก็ให ตราเปนพระราชกฤษฎีกาเชนเดียวกับการเปลี่ยนชื่อและการยุบสวนราชการดังกลาวก็ใหตราเปน พระราชกฤษฎีกาเชนกัน 6.2.2 การจัดระเบียบบริหารราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีและกระทรวง ตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ.2545 มาตรา 5 ไดกําหนดใหมี กระทรวงและสวนราชการที่มีฐานะเปนกระทรวง จํานวน 20 หนวยงาน ไดแก (1) สํานักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวงกลาโหม (3) กระทรวงการคลัง (4) กระทรวงการตางประเทศ (5) กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา (ตั้งใหม) (6) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (ตั้งใหม) (7) กระทรวงเกษตรและสหกรณ (8) กระทรวงคมนาคม (9) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (ตั้งใหม) (10) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ตั้งใหม) (11) กระทรวงพลังงาน (ตั้งใหม) (12) กระทรวงพาณิชย (13) กระทรวงมหาดไทย (14) กระทรวงยุติธรรม (15) กระทรวงแรงงาน (เปลี่ยนชื่อ) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
41.
41
(16) กระทรวงวัฒนธรรม (ตั้งใหม) (17) กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (เปลี่ยนชื่อ) (18) กระทรวงศึกษาธิการ (19) กระทรวงสาธารณสุข (20) กระทรวงอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ไดกําหนดใหมีสว น ราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ (1) สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี (2) กรมประชาสัมพันธ (3) สํานักงานคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค สวนราชการที่อยูในบังคับบัญชาขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี (4) สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (5) สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (6) สํานักขาวกรองแหงชาติ (7) สํานักงบประมาณ (8) สํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติ (9) สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (10) สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน (11) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ การบริหารราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี กําหนดใหมีนายกรัฐมนตรี เปน ผูบังคับบัญชาขาราชการ และรับผิดชอบในการกําหนดนโยบาย เปาหมาย และผลสัมฤทธิ์ทั้งของ งานในสํานักนายกรัฐมนตรีใหสอดคลองกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรี แถลงไวตอรัฐสภาหรือที่ คณะรัฐ มนตรี กํา หนดหรือ อนุ มัติโ ดยจะให มีร องนายกรัฐ มนตรี และรัฐ มนตรี ประจํ าสํ านั ก นายกรัฐมนตรีเปนผูชวยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได ในสวนของขาราชการประจํา กฎหมายกําหนดวาในสํานักนายกรัฐมนตรี นอกจากจะมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีแลว ให มีปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเปนผูรับผิดชอบควบคุมราชการประจํา ผูบังคับบัญชาขาราชการใน สวนราชการของสํานักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเปนผูบังคับบัญชาขาราชการในสํานักงานปลัดสํานัก นายกรัฐมนตรี และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี สําหรับการจัดระเบียบราชการในกระทรวงตาง ๆ จะจัดใหมีสว นราชการ ตาง ๆ ไดแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
42.
42
(1) สํานัก นายกรัฐมนตรีมีอํานาจหนาที่เกี่ย วกับราชการทางการเมืองมี เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเปนขาราชการการเมือง เปนผูบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการ ปฏิบัติราชการ (2) สํานักงานปลัดกระทรวง มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับราชการประจําทั่วไปของ กระทรวง โดยมีปลัดกระทรวงเปนผูบังคับบัญชา และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ (3) กรมหรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น สวนการจัดระเบียบราชการในทบวง จะคลาย ๆ กับของกระทรวง 6.2.3 การจัดระเบียบบริหารราชการในสวนราชการระดับกรม กรมเปนสวนราชการในระดับรองลงมาจากกระทรวงหรือทบวง ซึ่งนอกจาก จะใชชื่อเรียกวา “กรม” แลว ยังมีสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น และมีฐานะเปน กรมดวย เชน สํานักงานสถิติแหงชาติ สํานักงานตํารวจแหงชาติ ราชบัณฑิตสถาน เปนตน สวนราชการที่มีฐานะเปนกรมมีอยู 2 ประเภท ไดแก (1) กรมซึ่งอยูในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง (2) กรมซึ่งไมอยูในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ซึ่ง ปจจุบันกําหนดไวใน พ.ร.บ. ปรับปรุงกิจกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มีทั้งสิ้น 9 หนวยงาน ไดแก (1) สํานักราชเลขาธิการ (2) สํานักพระราชวัง (3) สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (4) สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดําริ (5) สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (6) ราชบัณฑิตยสถาน (7) สํานักงานตํารวจแหงชาติ (8) สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (9) สํานักงานอัยการสูงสุด โดยสวนราชการลําดับที่ (1) – (7) อยูในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และ ลําดับที่ (8) - (9) อยูในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
43.
43
การแบงสวนราชการภายในกรมตาง ๆ นอกจากสํานักงานตํารวจแหงชาติและ สํานักงานอัยการสูงสุดแลว ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 กําหนดใหเปน สวนราชการ ดังนี้ (1) สํานักเลขานุการกรม (2) กองหรือสวนราชการที่มีฐานะเทียบเทากอง อยางไรก็ดีหากมีความจําเปนอาจจะแบงสวนราชการโดยใหมีสวนราชการอื่น อีกก็ได เชน สํานัก เปนตน ในกรมฯ กรมหนึ่งมีอธิบดี เปนผูบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการ ปฏิบัติราชการของกรม นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 แกไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 18 วรรคสี่ ไดกําหนดใหในกระทรวงอาจตราพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสวนราชการเพื่อรับผิดชอบหนาที่ใดโดยเฉพาะ ซึ่งไมมีฐานะเปนกรม แตมีผูบังคับบัญชาของ สวนราชการดังกลาว เปนอธิบดีหรือตําแหนงที่เรียกชื่ออื่นที่มีฐานะเปนอธิบดีก็ได โดยใหมีอํานาจ หนาที่เชนเดียวกับอธิบดี ตัวอยางเชน เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร. เปนตน 6.2.4 เขตผูตรวจราชการ และการบริหารราชการในตางประเทศ ก. เขต กระทรวง ทบวง กรมใดที่มีเหตุพิเศษอาจจะแบงทองที่ออกเปน เขต เพื่อใหมีหัวหนาสวนราชการประจําเขต แลวแตจะเรียกชื่อเพื่อปฏิบัติงานทางวิชาการก็ได ข. ผูตรวจราชการ กระทรง ทบวง กรมใดที่โ ดยสภาพและปริมาณงานสมควรมีผูต รวจ ราชการของกระทรวง ทบวง กรม นั้น ๆ ก็สามารถกระทําได โดยมีอํานาจหนาที่ตรวจและ แนะนําการปฏิบัติราชการอัน เกี่ย วกับกระทรวง ทบวง กรมนั้น ตามกฎหมาย ระเบีย บ หรือ ขอบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ค. การบริหารราชการในตางประเทศ ในการบริ ห ารราชการของส ว นราชการต า ง ๆ ที่ อ ยู ใ นต า งประเทศ กําหนดใหบรรดาขาราชการทั้งฝายพลเรือน และทหารที่ประจําการในตางประเทศ ซึ่งไดรับแตงตั้ง ใหดํารงตําแหนงในสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ สถานกงสุล สถานรองกงสุล สวน ราชการของกระทรวงการต า งประเทศที่ เ รี ย กชื่ อ อื่ น และปฏิ บั ติ ห น า ที่ เ ช น เดี ย วกั บ สถาน เอกอัค รราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ และคณะผูแทนถาวรไทยในองคก ารระหวางประเทศ รวมกันเรียกวาคณะผูแทน โดยมีหัวหนาคณะผูแทน เปนผูรับนโยบายและคําสั่งจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัว หนารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการใหเหมาะสมกับการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
44.
44 ปฏิบัติราชการในตางประเทศ และเปนหัวหนาบังคับบัญชาบุคคลในคณะผูแทน และอาจมีรอง หัวหนาคณะผูแทนก็ได
ทั้งหัวหนาคณะผูแทนและรองหัวหนาคณะผูแทนเปนขาราชการสังกัด กระทรวงการตางประเทศ โดยเฉพาะในกรณีคณะผูแทนถาวรไทยประจําองคการระหวางประเทศ จะหมายถึงหัวหนาคณะผูแทนหรือรองหัวหนาคณะผูแทนฯ นั้น ๆ 6.3 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค 6.3.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 มาตรา 51 บัญญัติใ หจัด ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค ดังนี้ 1) จังหวัด 2) อําเภอ สําหรับการจัดการปกครองอําเภอ พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 มาตรา 68 บัญญัติไววา การจัดการปกครองอําเภอ นอกจากที่ไดบัญญัติไวใน พ.ร.บ.นี้ให เป น ไปตามกฎหมายว าด ว ยการปกครองท อ งที่ ซึ่ง ก็ หมายถึ ง พ.ร.บ.ลั ก ษณะปกครองทอ งที่ พ.ศ.2457 อันไดแก การจัดตั้งกิ่งอําเภอ ตําบล และหมูบานนั่นเอง 6.3.2 การบริหารราชการในระดับจังหวัด จังหวัดมาจากการรวมทองที่หลาย ๆ อําเภอ ตั้งขึ้นเปนจังหวัด โดยมีฐานะเปน นิติบุคคล การตั้งยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดตองตราเปนพระราชบัญญัติ แตมิไดกําหนดวา ตองมีจํานวนเทาไร การแบงสวนราชการในจังหวัด ประกอบดวย (1) สํานักงานจังหวัด มีหนาที่เกี่ยวกับราชการทั่วไป และการวางแผนพัฒนา จังหวัด มีหัวหนาสํานักงานจังหวัดเปนผูปกครองบังคับบัญชา และรับผิดชอบ (2) สวนราชการประจําจังหวัด คือ สวนราชการตาง ๆ ที่กระทรวง ทบวง กรม ไดตั้งขึ้น มีหนาที่เกี่ย วกับราชการของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัว หนาสว นราชการ ประจําจังหวัดนั้น ๆ เปนผูบังคับบัญชารับผิดชอบ การจัดระเบียบบริหารของจังหวัดจะประกอบดวย ผูวาราชการจังหวัดเปน ผูรับนโยบายและคําสั่งจากสวนกลางและรัฐบาลไปปฏิบัติ และเปนหัวหนาบังคับบัญชาขาราชการ ฝายบริหารสวนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอําเภอ โดยมีรองผูวา ราชการจังหวัดหรือผูชวยผูวาราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหนาสวนราชการประจําจังหวัด และ หัวหนาสํานักงานจังหวัด เปนผูชวยเหลือ นอกจากนั้นในแตละจังหวัด จะมีคณะกรมการจังหวัด เปนที่ปรึกษาของผูวา ราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผนดิน และใหความเห็นชอบในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด กับปฏิบัติหนาที่อื่น ตามที่กฎหมายหรือมติข องคณะรัฐมนตรีกําหนด ประกอบดวยผูวาราชการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
45.
45 จังหวัดเปนประธาน รองผูวาราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด
อัยการจังหวัด ผูบังคับการตํารวจภูธร จังหวัด หัว หนาสว นราชการประจําจังหวัด จากระทรวง ทบวงตาง ๆ แหงละ 1 คน ยกเวน กระทรวงมหาดไทย และหัวหนาสํานักงานจังหวัดเปนกรมการจังหวัดและเลขานุการ นอกจากนั้น ผูวาราชการจังหวัดอาจแตงตั้งหัวหนาสวนราชการประจําจังหวัดเปนกรมการจังหวัดขึ้นเฉพาะการ ปฏิบัติหนาที่ใดหนาที่หนึ่งก็ได 6.3.3 การบริหารราชการในระดับอําเภอ อําเภอเปน หนว ยราชการบริหารรองจากจังหวัด ไมมีฐ านะเปน นิติบุคคล ประกอบขึ้นจากทองที่หลายตําบลรวมกันขึ้นเปนอําเภอ การจัดตั้งอําเภอจะตองตราเปนพระราช กฤษฎีกา โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายวาดวยการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน และดําเนินการ ใหเปนไปตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 ดวย การแบงสวนราชการของอําเภอ ประกอบดวย (1) สํานักงานอําเภอ มีหนาที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอําเภอนั้น ๆ โดยมี นายอําเภอเปน ผูปกครองบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการสํานักงาน อําเภอ (2) ส ว นราชการประจํ า อํ า เภอ เป น ไปตามที่ ก ระทรวง ทบวง กรม ตา ง ๆ ไดจั ด ตั้ง ขึ้ น ในอํ า เภอนั้น โดยมี หัว หนา ส ว นราชการประจํ า อํา เภอเป น ผูบั งคั บ บัญ ชา ขาราชการในสวนราชการนั้น ๆ และมีหนาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม นั้น ๆ การจัด ระเบียบบริหารของอําเภอ จะประกอบดวย นายอําเภอเปน หัว หนา ปกครองบังคับบัญชาขาราชการในอําเภอ และรับผิดชอบในการบริหารราชการของอําเภอ โดยมี ปลัดอําเภอ และหัวหนาสวนราชการประจําอําเภอเปนผูชวย 6.3.4 กิ่งอําเภอ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ไดกําหนดการจัด ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคสิ้นสุดแคอําเภอ สวนกิ่งอําเภอถือเปนรูปการปกครองภายใน อําเภอที่ปรากฏอยูใน พ.ร.บ. ลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 มาตรา 64 โดยกําหนดไววา “อําเภอใดทองที่กวางขวาง กรมการอําเภอจะไปตรวจตราใหตลอดทองที่ไดโดยยาก แตหากใน ทองที่นั้น ผู ค นไปมากมายพอแก จ ะตั้งเปน อําเภอหนึ่ งตางหากก็ดี หรือ ในทองที่อํ าเภอใดมี ที่ ประชุมชนมากอยูหางไกลจากที่วาการอําเภอ กรมการอําเภอจะไปตรวจการไมไดดังสมควร แตจะ ตั้งที่ประชุมชนแหงนั้นเปนอําเภอตางหากทองที่จะเล็กไปก็ดี ถาความขัดของในการปกครองมีขึ้น อยางใดดังวามานี้ จะแบงทองที่นั้นออกเปนกิ่งอําเภอ เพื่อใหสะดวกแกการปกครองก็ได ใหพึง เขาใจวาการที่ตั้งกิ่งอําเภอนั้นใหตั้งตอเมื่อมีความจําเปนในการปกครอง อําเภอหนึ่งจะมีกิ่งอําเภอ เดีย วหรือหลายกิ่งอําเภอก็ได” ปจจุบัน การตั้งกิ่งอําเภอทําโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
46.
46 ในกิ่งอําเภอนอกจากมีนายอําเภอทองที่เปนผูปกครองบังคับบัญชาแลวปจจุบันไดมอบอํานาจหนาที่ ใหปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอเปนผูปฏิบัติงานโดยตรง
6.4 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ไดกําหนดใหจัดระเบียบ บริหารราชการสวนทองถิ่น เปนดังนี้ 1. องคการบริหารสวนจังหวัด 2. เทศบาล 3. สุขาภิบาล 4. ราชการสวนทองถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกําหนด (ปจจุบันมี 3 รูปแบบ ไดแก กรุงเทพมหานครหรือ กทม. เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบล หรือ อบต.) อยางไรก็ตามนับแตเดือนพฤษภาคม 2542 เปนตนมา เนื่องจากไดมี พระราชบัญญัติ เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเปนเทศบาล พ.ศ.2542 ใหยกเลิกการปกครองทองถิ่นในรูปแบบ สุขาภิบาลลง และยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นเปนเทศบาลตําบลทุกแหง ดังนั้น แมวาพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 จะกําหนดใหจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น ออกเปน 4 ประเภท แตในทางขอเท็จจริงแลว การจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่นของ ประเทศไทยในปจ จุ บัน จะประกอบไปดว ย องคก ารบริ หารสว นจั งหวัด เทศบาล กรุงเทพ มหานคร เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบลเทานั้น 6.4.1 องคการบริหารสวนจังหวัด 1) การจัดตั้ง กฎหมายกําหนดแตเ พีย งวา ในจั งหวัด หนึ่งใหมี องคก ารบริห ารสว น จังหวัด โดยใหเปนนิติบุคคล และมีเขตพื้นที่เดียวกับจังหวัดตามราชการบริหารสวนภูมิภาค 2) รูปแบบและการบริหาร กฎหมายกําหนดใหองคการบริหารสวนจังหวัดประกอบดวยสภาองคการ บริหารสวนจังหวัด และนายกองคการบริหารสวนจังหวัด 3) สภาองคการบริหารสวนจังหวัด ประกอบดวยสมาชิกสภาฯ ซึ่งไดรับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดย มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป จํานวนสมาชิกสภาฯ ของแตละจังหวัดแตกตางกันไปตามจํานวน ประชากร โดยถือเอาตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑดังนี้ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
47.
47
จํานวนราษฎร สมาชิก ไมเกิน 500,000 24 มากกวา 500,000 แตไมเกิน 1,000,000 30 มากกวา 1,000,000 แตไมเกิน 1,500,000 36 มากกวา 1,500,000 แตไมเกิน 2,000,000 42 มากกวา 2,000,000 48 ในอําเภอหนึ่งใหสมาชิก สภาองคก ารบริหารสว นจังหวัดได 1 คน ถา รวมทั้งจังหวัดแลวยังไมครบตามจํานวน ใหเอาจํานวนสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดหาร จํานวนราษฎรทั้งจังหวัด ไดผลลัพธเทาใดใหถือเปนเกณฑสําหรับคํานวณสมาชิกเพิ่ม โดยเพิ่มจาก อําเภอที่มีจํานวนราษฎรมากที่สุดกอน จนกวาจะครบจํานวน ใหสภาองคการบริหารสวนจังหวัดเลือกสมาชิกสภาองคการบริหารสวน จังหวัดเปนประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัด 1 คน และรองประธานสภาองคการบริหาร สวนจังหวัด 2 คน ประธานและรองประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัด ดํารงตําแหนง จนครบอายุของสภาองคการบริหารสวนจังหวัด หรือมีการยุบสภาองคการบริหารสวนจังหวัด ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญ 2 สมัย ทั้งนี้ ผูวาราชการตองกําหนดให สมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดไดมาประชุมเปนการประชุมครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัด กรณีที่สภาองคการบริหารสวนจังหวัดไมอาจจัดใหมีการประชุมครั้งแรก ไดตามกําหนดเวลา หรือมีการประชุมแตไมอาจเลือกประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัดได ผูวาราชการจังหวัดอาจเสนอรัฐมนตรีใหมีคําสั่งยุบสภาองคการบริหารสวนจังหวัด สมัยประชุมสามัญใหมีกําหนด 45 วัน แตถามีกรณีจําเปนใหประธานสภา องคการบริหารสวนจังหวัดสั่งขยายสมัยประชุมสามัญออกไปอีกไดตามความจําเปนครั้งละไมเกิน 15 วัน 4) นายกองคการบริหารสวนจังหวัด องคการบริหารสวนจังหวัดมีนายกองคการบริหารสวนจังหวัดคนหนึ่งซึ่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระอยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แต จะดํารงตําแหนงติดตอกันเกิน 2 วาระไมได สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
48.
48
ใหนายกองคก ารบริหารสว นจังหวัดตั้งรองนายกองคก ารบริหารสว น จังหวัด ซึ่งมิใชสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดตามเกณฑ ดังตอไปนี้ สมาชิก รองนายกองคการบริหารสวนจังหวัด 24 และ 30 คน 2 คน 36 และ 42 คน 3 คน 48 คน 4 คน 5) การบริหารงานองคการบริหารสวนจังหวัด กอนนายกองคก ารบริหารสว นจังหวัด เขารับหนาที่ ใหประธานสภา องคก ารบริหารสว นจังหวัด เรีย กประชุมสภาองคการบริหารสว นจังหวัดเพื่อใหน ายกองคก าร บริหารสว นจังหวัด แถลงนโยบายตอสภาองคก ารบริหารสว นจังหวัดโดยไมมีการลงมติ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกองคการบริหารสวนจังหวัด และใหนายก องคการบริหารสวนจังหวัดจัดทํารายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภา องคการบริหารสวนจังหวัดเปนประจําทุกป 6) อํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัด องคการบริหารสวนจังหวัดมีอํานาจหนาที่ดําเนินกิจการตาง ๆ ดังตอไปนี้ (1) ตราขอบัญญัติโดยไมขัดหรือแยงตอกฎหมาย (2) จัดทําแผนพัฒนาองคการบริหารสวนจังหวัด และประสานการจัดทํา แผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด (3) สนับสนุน สภาตําบลและราชการสว นทองถิ่น อื่น ในการพัฒ นา ทองถิ่น (4) ประสานและใหความรวมมือในการปฏิบัติหนาที่ของสภาตําบลและ ราชการสวนทองถิ่นอื่น (5) แบงสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะตองแบงใหแกสภาตําบลและราชการ สวนทองถิ่นอื่น (6) อํานาจหนาที่ของจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ สวนจังหวัด พ.ศ.2498 เฉพาะภายในเขตสภาตําบล (7) คุมครอง ดูแล และบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (7 ทวิ) บํารุงรัก ษา ศิลปะ จารีต ประเพณี ภูมิปญ ญาทองถิ่น และ วัฒนธรรมอันดีของทองถิ่น สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
49.
49
(8) จัดทํากิจการใด ๆ อันเปนอํานาจหนาที่ของราชการสวนทองถิ่นอื่นที่ อยูในเขตองคการบริหารสวนจังหวัด และกิจการนั้นเปนการสมควรใหราชการสวนทองถิ่นอื่น รวมกันดําเนินการหรือใหองคการบริหารสวนจังหวัดจัดทําทั้งนี้ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง (9) จัดทํากิจการอื่นใดตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมาย อื่นกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัด บรรดาอํานาจหนาที่ใดซึ่งเปน ของราชการสวนกลางหรือราชการสว น ภูมิภาค อาจมอบใหองคการบริหารสวนจังหวัดปฏิบัติได ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง 7) ขอบัญญัติจังหวัด ขอบัญญัติจะตราขึ้นไดในกรณี ดังตอไปนี้ 1. เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัดที่ กําหนดไวในกฎหมาย 2. เมื่อมีกฎหมายบัญญัติใหองคการบริหารสวนจังหวัดตราขอบัญญัติ หรือใหมีอํานาจตราขอบัญญัติ 3. การดําเนินการพาณิชยขององคการบริหารสวนจังหวัดตามที่กฎหมาย กําหนด 6.4.2 เทศบาล 1) การจัดตั้ง การจัดตั้งเปลี่ยนแปลงเขต หรือยุบเลิกเทศบาล ตองกระทําโดยประกาศ กระทรวงมหาดไทย การจัดตั้งเทศบาลกฎหมายกําหนดหลักเกณฑไวดังนี้ ก. เทศบาลตําบล กฎหมายกําหนดไวแตเพียงวาเทศบาลตําบล ไดแก ทองถิ่น ซึ่งพระราชกฤษฎีก ายกฐานะขึ้น เปน เทศบาล แตใ นทางปฏิบัติก ระทรวงมหาดไทยได กําหนดหลักเกณฑการจัดตั้งเทศบาล ดังนี้ 1) มีรายไดจริงโดยไมรวมเงินอุดหนุนในปงบประมาณที่แลวมา ตั้งแต 12 ลานบาทขึ้นไป 2) ประชากรตั้งแต 7,000 คนขึ้นไป ข. เทศบาลเมือง 1) ทองถิ่นอันเปนที่ตั้งศาลากลางจังหวัด 2) ทองถิ่นชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต 10,000 คนขึ้น ไป และมี รายไดพอสมควรที่จะปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย ค. เทศบาลนคร ไดแกทองถิ่น ชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต 50,000 คน ขึ้นไป และมีรายไดพอสมควรที่จะปฏิบัติหนาที่ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
50.
50
2) รูปแบบและการบริหาร องคการเทศบาลประกอบดวยสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี 3) สภาเทศบาล สภาเทศบาลตําบลประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 12 คน สภาเทศบาลเมืองประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 18 คน สภาเทศบาลนครประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 24 คน สมาชิ ก สภาเทศบาลฯ ได รั บ เลื อ กตั้ ง โดยตรงจากประชาชน อยู ใ น ตําแหนงไดคราวละ 4 ป สภาเทศบาลฯ มีประธานและรองประธานสภาฯ ตําแหนงละ 1 คน ซึ่ง ผูวาราชการจังหวัดแตงตั้งจากสมาชิกสภาเทศบาลตามมติของสภาเทศบาล อยูในตําแหนงจนครบ อายุของสภาเทศบาล ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญสองสมัย หรือหลายสมัย แลวแตสภา เทศบาลฯ จะกําหนดแตตองไมเกินสี่สมัย ผูวาราชการจังหวัด ตองกําหนดใหสมาชิก สภาเทศบาลฯ ไดมาประชุม สภาเทศบาลฯ ครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลฯ และ ใหที่ประชุมเลือกประธานสภาเทศบาลฯ และรองประธานสภาเทศบาลฯ กรณี ที่ ส ภาเทศบาลฯ ไม อ าจจั ด ให มี ก ารประชุ ม ครั้ ง แรกได ต าม กําหนดเวลาได หรือมีการประชุมสภาเทศบาลฯ แตไมอาจเลือกประธานสภาเทศบาลฯ ได ผูวา ราชการจังหวัดอาจเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหมีคําสั่งยุบสภาเทศบาลฯ 4) นายกเทศมนตรี ใหเทศบาลมีนายกเทศมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชน ตามกฎหมายว าดว ยการเลื อกตั้ง สมาชิก สภาทอ งถิ่น หรือผูบริ หารท องถิ่น และมี ระยะเวลาการดํารงตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนงติด ตอกันเกิน 2 วาระไมได นายกเทศมนตรีอาจแตงตั้ งรองนายกเทศมนตรีซึ่ง มิใ ช สมาชิก สภา เทศบาล เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของเทศบาลตามที่นายกเทศมนตรีมอบหมายได ตามเกณฑดังตอไปนี้ เทศบาลตําบล มีเทศมนตรีไดไมเกิน 2 คน เทศบาลเมือง มีเทศมนตรีไดไมเกิน 3 คน เทศบาลนคร มีเทศมนตรีไดไมเกิน 4 คน นายกเทศมนตรีอ าจแต งตั้ งที่ ป รึก ษานายกเทศมนตรีแ ละเลขานุก าร นายกเทศมนตรี ซึ่งมิใ ชสมาชิก สภาเทศบาลได โดยในกรณีเทศบาลตําบลใหแตงตั้งไดจํานวน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
51.
51 รวมกันไมเกิน 2 คน
ในกรณีเทศบาลเมืองใหแตงตั้งไดจํานวนรวมกันไมเกิน 3 คน และในกรณี เทศบาลนครใหแตงตั้งไดจํานวนรวมกันไมเกิน 5 คน กอนนายกเทศมนตรีเขารับหนาทีใหประธานสภาเทศบาลฯ เรียกประชุม ่ สภาเทศบาลฯ เพื่อใหนายกเทศมนตรีแถลงนโยบายตอสภาเทศบาลโดยไมมีการลงมติ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และใหนายกเทศมนตรีจัดทํา รายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภาเทศบาลฯ เปนประจําทุกป 5) สหการ เทศบาลตั้งแต 2 แหงขึ้นไป อาจรวมกัน จัดตั้งเปนองคก ารขึ้นเรียกวา สหการ มีสภาพเปนทบวงการเมืองเพื่อดําเนินกิจการอันอยูภายในอํานาจหนาที่ของเทศบาลใหเกิด ประโยชนยิ่ง มีคณะกรรมการบริหาร ประกอบดวยผูแทนของเทศบาลที่เกี่ยวของ การจัดตั้งหรือยุบ เลิกสหการใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา 6) หนาที่ของเทศบาล เทศบาลมีหนาที่ 2 ประเภท คือ หนาที่ตองทํา และหนาที่อาจจัดทําในเขต เทศบาลซึ่งแตกตางกันไปตามประเภทของเทศบาล ดังนี้ เทศบาลตําบล 1. รักษาความสงบเรียบรอยของประชาชน 2. ใหมีและบํารุงทางบกและทางน้ํา 3. รัก ษาความสะอาดของถนน หรือทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งการกําจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล 4. ปองกันและระงับโรคติดตอ 5. ใหมีเครื่องใชในการดับเพลิง 6. ใหราษฎรไดรับการศึกษาอบรม 7. สงเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผูสูงอายุและผูพิการ 8. บํารุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่นและวัฒนธรรม อันดีของทองถิ่น 9. หนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ใหเปนหนาที่ของเทศบาล เทศบาลเมือง มีห นา ที่เ ช น เดีย วกั บ เทศบาลตํ าบล ตามข อ 1-9 และมี หน า ที่ เพิ่มเติมอีกดังนี้ 1. ใหมีน้ําสะอาดหรือการประปา 2. ใหมีโรงฆาสัตว 3. ใหมีและบํารุงสถานที่ทําการ พิทักษ และรักษาคนเจ็บไข สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
52.
52
4. ใหมีและบํารุงทางระบายน้ํา 5. ใหมีและบํารุงสวมสาธารณะ 6. ใหมีและบํารุงไฟฟาหรือแสงสวางโดยวิธีอื่น 7. ใหมีการดําเนินกิจการโรงรับจํานํา หรือสถานสินเชื่อทองถิ่น เทศบาลนคร มีหนาที่เชนเดียวกันกับเทศบาลตําบลตามขอ 1- 9 และ เทศบาลเมืองตามขอ 1-7 และมีหนาที่เพิ่มเติมอีก ดังนี้ 1. ใหมีและบํารุงการสงเคราะหมารดาและเด็ก 2. กิจการอยางอื่นซึ่งจําเปนเพื่อการสาธารณสุข 3. การควบคุม สุข ลั ก ษณะและอนามั ย ในรา นจํา หน า ยอาหาร โรงมหรสพและสถานบริการอื่น 4. จัดการเกี่ยวกับที่อยูอาศัยและการปรับปรุงแหลงเสื่อมโทรม 5. จัดใหมีและควบคุมตลาด ทาเทียบเรือ ทาขามและที่จอดรถ 6. การสงเสริมกิจการการทองเที่ยว 6.4.3 องคการบริหารสวนตําบล 1) หลักเกณฑการจัดตั้ง องคก ารบริ หารส ว นตํา บลจัด ตั้ง จากสภาตํ าบลที่ มีร ายได ไม ร วมเงิ น อุดหนุนในปงบประมาณที่ลวงมาติดตอกัน 3 ป เฉลี่ยไมต่ํากวา 150,000 บาท หรือตามเกณฑรายได เฉลี่ยที่มีก ารเปลี่ยนแปลง (ซึ่งทําเปน ประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจา นุเบกษา) การประกาศยกฐานะสภาตําบลเปน องคก ารบริหารสว นตําบลตองทําเปน ประกาศ กระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา โดยในประกาศใหระบุชื่อและเขตของ องคการบริหารสวนตําบลไวดวย องคการบริหารสวนตําบลมีฐานะเปนนิติบุคคล และเปนราชการบริหาร สวนทองถิ่น 2) อํานาจหนาที่ องคการบริหารสวนตําบล มีหนาที่ตามที่กําหนดไวในกฎหมายดังนี้ อํานาจหนาที่ทั่วไป พัฒนาตําบลทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หนาที่ที่กฎหมายบังคับใหทํา (1) จัดใหมีและบํารุงรักษาทางน้ําและทางบก (2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ํา ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้ง กําจัดมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล (3) ปองกันโรคและระงับโรคติดตอ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
53.
53
(4) ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย (5) สงเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (6) สงเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผูสูงอายุและผูพิการ (7) คุมครองดูแลและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (8) บํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และวัฒนธรรมอันดี ของทองถิ่น (9) ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมาย โดยจัดสรรงบประมาณ หรือบุคลากรใหตามความจําเปนและสมควร หนาที่ที่ไมบังคับใหทํา (1) ใหมีน้ําเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตร (2) ใหมีและบํารุงการไฟฟาหรือแสงสวางโดยวิธีอื่น (3) ใหมีและบํารุงรักษาทางระบายน้ํา (4) ใหมีและบํารุงสถานที่ประชุม การกีฬา การพัก ผอนหยอนใจและ สวนสาธารณะ (5) ใหมีและสงเสริมกลุมเกษตรกรและกิจการสหกรณ (6) สงเสริมใหมีอุตสาหกรรมในครอบครัว (7) บํารุงและสงเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร (8) การคุมครองดูแลและรักษาทรัพยสินอัน เปนสาธารณสมบัติข อง แผนดิน (9) หาผลประโยชนจากทรัพยสินขององคการบริหารสวนตําบล (10) ใหมีตลาด ทาเทียบเรือ และทาขาม (11) กิจการเกี่ยวกับการพาณิชย (12) การทองเที่ยว (13) การผังเมือง องคการบริหารสวนตําบลอาจออก ขอบังคับตําบล เพื่อใชบังคับภายใน ตําบลไดเทาที่ไมขัดตอกฎหมายหรืออํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนตําบล โดยจะกําหนด คาธรรมเนียมหรือกําหนดโทษ ปรับไมเกิน 500 บาท 3) รูปแบบการบริหาร องคการบริหารสวนตําบล ประกอบดวย สภาองคการบริหารสวนตําบล และนายกองคการบริหารสวนตําบล 4) สภาองคการบริหารสวนตําบล สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
54.
54
ประกอบดวย สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล ซึ่งเลือกตั้งขึ้นโดย ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในแตละหมูบานในเขตองคการบริหารสวนตําบลนั้น จํานวนอยางนอยที่สุด 6 คน แตจะมีจํานวนมากเพียงใดขึ้นอยูกับจํานวนหมูบานในเขต ตามหลักเกณฑดังนี้ จํานวนหมูบานในเขต อบต. จํานวนสมาชิกสภา อบต. 1 หมูบาน 6 คน 2 หมูบาน หมูบานละ 3 คน 3 ตั้งแต 3 หมูบานขึ้นไป หมูบานละ 2 คน อายุของสภาองคการบริหารสวนตําบลมีกําหนดคราวละ 4 ป นับแตวัน เลือกตั้ง ใหสภาองคก ารบริหารสว นตําบลเลือกปลัด องคการบริหารสว นตําบล หรือสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่งเปนเลขานุการสภา อํานาจหนาที่ของสภาองคการบริหารสวนตําบล 1. ใหค วามเห็นชอบแผนพัฒนาตําบลเพื่อเปนแนวทางในการบริหาร กิจการขององคการบริหารสวนตําบล 2. พิจ ารณาและใหค วามเห็น ชอบรางขอบังคับตําบล รางขอบังคั บ งบประมาณรายจายประจําป และรางขอบังคับงบประมาณรายจายเพิ่มเติม 3. ควบคุมการปฏิบัติงานของนายกองคการบริหารสวนตําบล ใหเปนไป ตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองคการบริหารสวนตําบล ขอบัญญัติ ระเบียบ และขอบังคับของ ทางราชการ สภาองคการบริหารสวนตําบลมีประธานสภาและรองประธานสภา 1 คน ซึ่งเลือกจากสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล โดยนายอําเภอเปน ผูแตงตั้งตามมติข องสภา องคการบริหารสวนตําบล ประธานสภาและรองประธานสภาองค ก ารบริ ห ารส ว นตํ า บลดํ า รง ตําแหนงจนครบอายุของสภาองคการบริหารสวนตําบลหรือมีการยุบสภาองคการบริหารสวนตําบล ในปหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญ 2 สมัย หรือหลายสมัย แลวแตสภาองคการ บริหารสวนตําบลจะกําหนดแตตองไมเกิน 4 สมัย นายอําเภอตองกําหนดใหสมาชิก สภาองคการบริหารสวนตําบลไดมา ประชุมสภาองคการบริหารสวนตําบลครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล และใหที่ประชุมเลือกปรานสภาองคการบริหารสวนตําบล และรองประธานสภาองคการบริหารสวนตําบล กรณีที่สภาองคการบริหารสวนตําบลไมอาจจัดให สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
55.
55 มีการประชุมครั้งแรกไดตามกําหนดเวลา หรือมีการประชุมแตไมอาจเลือกประธานสภาองคการ บริหารสวนตําบลได นายอําเภออาจเสนอผูวาราชการจังหวัดใหมีคําสั่ง
ยุบสภาองคการบริหารสวน ตําบล 5) นายกองคการบริหารสวนตําบล องคการบริหารสวนตําบล มีนายกองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่ง ซึ่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือ ผูบริหารทองถิ่น ดํารงตําแหนงนับแตวันเลือกตั้งและมีวาระอยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวัน เลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกิน 2 วาระไมได นายกองคการบริหารสวนตําบลอาจแตงตั้งรองนายกองคการบริหารสวน ตําบลซึ่ง มิใ ช สมาชิก สภาองคการบริหารสวนตําบล เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของ องคการบริหารสวนตําบลตามที่นายกองคการบริหารสวนตําบลมอบหมายไดไมเกิน 2 คน และอาจ แตงตั้งเลขานุการนายกองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่งซึ่งมิไดเปนสมาชิกสภาองคการบริหาร สวนตําบลหรือเจาหนาที่ของรัฐได กอนนายกองคการบริหารสวนตําบลเขารับหนาที่ใหประธานสภาองคการ บริหารสวนตําบลเรียกประชุมสภา เพื่อใหนายกองคการบริหารสวนตําบลแถลงนโยบายตอสภา องคการบริหารสวนตําบล โดยไมมีการลงมติทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้ง นายกองคการบริหารสวนตําบลและใหนายกองคการบริหารสวนจังหวัดจัดทํารายงานแสดงผลการ ปฏิบัติงาน ตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภาองคการบริหารสวนตําบลเปนประจําทุกป 6) การบริหารงาน การบริหารงานองคการบริหารสว นตําบลมีพนักงานสว นตําบล และมี โครงสรางการบริหารงาน ดังนี้ 1. สํานักงานปลัดองคการบริหารสวนตําบล 2. สวนตาง ๆ ที่องคการบริหารสวนตําบลไดตั้งขึ้น นอกจากนี้เ พื่อ ประโยชนแ กกิ จ กรรมขององคก ารบริ หารส ว นตํา บล องคก ารบริหารสว นตําบลอาจรองขอใหขาราชการ พนัก งาน หรือลูก จางของหนว ยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานการบริหารราชการสวนทองถิ่นไปดํารงตําแหนงหรือ ปฏิบัติกิจการขององคการบริหารสวนตําบลเปนการชั่วคราวได 6.4.4 เมืองพัทยา 1) การจัดตั้ง เมืองพัทยาจัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ เมืองพัทยา พ.ศ.2521 โดยจัดตั้งแทนสุขาภิบาลนาเกลือ อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตอมาเมื่อป สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
56.
56 2542
จึงไดตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ขึ้นมาใชแทนฉบับ เดิม 2) รูปแบบและการบริหาร เมืองพัทยาประกอบดวยสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา 3) สภาเมืองพัทยา สภาเมืองพัทยาประกอบดว ย สมาชิก จํานวน 24 คน ซึ่ง เลือ กตั้ง โดย ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป เมื่อตําแหนงสมาชิกวางลง ใหมีก ารเลือกตั้งสมาชิกขึ้นแทนตําแหนงที่ วางภายใน 45 วัน นับแตวันที่ตําแหนงนั้นวางลง เวนแตอายุของสภาเมืองพัทยาเหลืออยูไมถึง 180 วัน ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกวางลงเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมด ใหผูวาราชการจังหวัดรายงานเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งยุบสภาเมืองพัทยาก็ได ใหสภาเมืองพัทยาเลือกสมาชิกเปนประธานสภาเมืองพัทยา 1 คน และ รองประธานสภาเมืองพัทยา จํานวน 2 คน แลวเสนอผูวาราชการจังหวัดแตงตั้ง ประธานสภาและรองประธานสภาเมืองพัทยา อยูในตําแหนงจนครบอายุ ของสภาเมืองพัทยา หรือมีการยุบสภาเมืองพัทยา ประธานสภาเมืองพัทยาอาจแตงตั้งเลขานุก ารประธานสภาเมืองพัทยา และผูชว ยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยาไมเกิน จํานวนรองประธานสภาเมืองพัทยาเพื่อ ชวยเหลือกิจการตามที่ไดรับมอบหมายได ภายใน 15 วัน นับแตวันเลือกตั้งสมาชิกอันเปนการเลือกตั้งทั่วไป ใหผูวา ราชการจังหวัดเรียกประชุมสภาเมืองพัทยาครั้งแรก ในปหนึ่ง ๆ มีสมัยประชุมสามัญของสภาเมืองพัทยาไมนอยกวา 2 สมัย แตตองไมเกิน 4 สมัย สมัยประชุมสามัญใหมีกําหนด 30 วัน แตถามีกรณีจําเปนสภาเมืองพัทยา จะมีมติขยายสมัยประชุมสามัญออกไปอีกก็ไดแตตองไมเกิน 30 วัน เมื่อมีก รณีจําเปน เพื่อประโยชนแหงเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยาหรือ สมาชิกไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกเทาที่มีอยู อาจยื่นคํารองตอประธานสภาเมืองพัทยา ขอใหเปดประชุมสมัยวิสามัญได สมัยประชุมวิสามัญใหมีกําหนดสิบหาวัน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
57.
57
4) นายกเมืองพัทยา เมืองพัทยามีนายกเมืองพัทยาคนหนึ่ง ซึ่งเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎรผูมี สิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา อยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนง ติดตอกันเกิน 2 วาระไมได นายกเมืองพัทยาอาจแตงตั้งรองนายกเมืองพัทยาจํานวนไมเกิน 4 คน ซึ่งมิใชสมาชิกสภา เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของเมืองพัทยาตามที่นายกเมืองพัทยา มอบหมาย นายกเมืองพัทยามีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้ 1. กําหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเมืองพัทยา ใหเปนไปตามกฎหมายขอบัญญัติและนโยบาย 2. สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเมืองพัทยา 3. แตงตั้งและถอดถอนรองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผูชวยเลขานุการนายกเมืองพัทยา ประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา 4. วางระเบียบเพื่อใหงานของเมืองพัทยาเปนไปดวยความเรียบรอย 5. ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผูวา ราชการจังหวัดมอบหมายหรือตามที่กฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของนายกเมืองพัทยา หรือนากยกเทศมนตรีหรือคณะเทศมนตรี นายกเมืองพัทยาอาจแตงตั้งเลขานุการและผูชวยเลขานุการเมืองพัทยา ซึ่ง ไมใชเปนสมาชิกสภาเมืองพัทยาไมเกินจํานวนรองนายกเมืองพัทยา และอาจแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิ เปน ประธานที่ปรึกษาและที่ปรึกษาไดจํานวนรวมกัน แลวไมเกิน 5 คน เพื่อชวยเหลือในการ บริหารราชการเมืองพัทยาตามที่นายกเมืองพัทยามอบหมาย 5) การบริหารงาน ใหนายกเมืองพัทยาควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเมือง พัทยา และเปนผูบังคับบัญชาพนักงานเมืองพัทยาและลูกจางเมืองพัทยา เมืองพัทยาแบงสวนราชการดังตอไปนี้ 1. สํานักปลัดเมืองพัทยา 2. สวนราชการอื่น ตามที่น ายกเมืองพัทยาประกาศกําหนดโดยความ เห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย การกําหนดอํานาจหนาที่ของสํานักงานปลัดเมืองพัทยาและสวนราชการ อื่น ใหเปนไปตามที่นายกเมืองพัทยาประกาศกําหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย ใหมีปลัดเมืองพัทยาคนหนึ่งเปนผูบังคับบัญชาพนักงานและลูกจางเมือง พัทยารองจากนายกเมืองพัทยา และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจําของเมืองพัทยาให สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
58.
58
เปนไปตามนโยบาย และมีอํานาจหนาที่อื่นตามที่มีกฎหมายกําหนดหรือตามที่นายกเมืองพัทยา มอบหมาย 6) อํานาจหนาที่ของเมืองพัทยา เมืองพัทยามีอํานาจหนาที่ดําเนินการในเรื่องดังตอไปนี้ 1. การรักษาความสงบเรียบรอย 2. การสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ 3. การคุ มครองและดูแ ลรั ก ษาทรั พย สิน อั น เปน สาธารณสมบัติ ข อง แผนดิน 7) สหการ เมืองพัทยาอาจรวมกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือ องคกรปกครองสวนทองถิ่นอื่น จัดตั้ง สหการ มีฐานะเปนนิติบุคคลเพื่อทํากิจการใดอันอยูภายใต อํานาจหนาที่ของเมืองพัทยาได การจัดตั้งและยุบเลิกสหการจะทําไดโดยตราเปนพระราชกฤษฎีกา 8) กิจการที่มีผลกระทบตอเมืองพัทยา 1. ในกรณีที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นใดดําเนินกิจการที่อยูนอก เขตเมืองพัทยา อันมีลักษณะที่จะมีผลกระทบกระเทือนตอความสงบเรียบรอย หรือความปลอดภัย ของประชาชนในเขตเมืองพัทยา ใหนายกเมืองพัทยาเสนอผูวาราชการจังหวัด แตงตั้งคณะกรรมการ ประกอบดวยผูแทนเมืองพัทยา ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่เกี่ยวของ และบุคคลอื่นตาที่ ผูวาราชการจังหวัดเห็นสมควรขึ้นมาเพื่อพิจารณาปญหาดังกลาวรวมกันภายใน 15 วันนับแตไดรับ ขอเสนอ และถาคณะกรรมการไดพิจารณาและมีมติอยางใดแลวเมืองพัทยาและองคกรปกครองสวน ทองถิ่นที่เกี่ยวของดําเนินการตามมติคณะกรรมการตอไป ในกรณีหาขอยุติไมไดใหรัฐมนตรีเปนผูชี้ ขาดให 2. ในกรณีที่หนวยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานของรัฐ ดําเนิน กิจการใดที่อยูนอกเขตเมืองพัทยา อันมีลักษณะที่จะมีผลกระทบกระเทือนตอความสงบเรียบรอย หรือความปลอดภัยของประชาชนในเขตเมืองพัทยาใหนายกเมืองพัทยารายงานตอผูวาราชการ จังหวัดเพื่อแจงใหหนวยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของพิจารณาและหา ขอยุติรวมกัน 9) ขอบัญญัติเมืองพัทยา เมืองพัทยามีอํานาจตราขอบัญญัติโดยไมขัดหรือแยงตอกฎหมายในกรณี ดังตอไปนี้ 1. การปฏิบัติใหเปนไปตามอํานาจหนาที่ของเมืองพัทยา 2. เมื่อมีกฎหมายใหเมืองพัทยามีอํานาจตราขอบัญญัติได สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
59.
59
3. การใหบริการโดยมีคาตอบแทนตามที่กฎหมายกําหนด 4. การพาณิชย 5. การคลัง การงบประมาณ การเงิน ทรัพยสิน การจัดหาผลประโยชน จากทรัพยสิน การจาง และการพัสดุ ขอบัญญัติเมืองพัทยาจะกําหนดโทษจําคุกหรือโทษปรับหรือทั้งจํา และปรับไวดวยก็ได แตจะกําหนดโทษจําคุกเกิน 6 เดือนและโทษปรับเกิน 10,000 บาทไมได 6.4.5 กรุงเทพมหานคร 1) การจัดตั้ง กรุงเทพมหานครมีวิวัฒนาการจากการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัด ธนบุรีเขาดวยกันเปน “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 และ 25 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 รูปแบบการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรีแบงเปน 2 ระดับ ระดับ ภูมิภาคนั้นถือวานครหลวงกรุงเทพธนบุรี เปนจังหวัดหนึ่ง ระดับทองถิ่นเปนการรวมเอาเทศบาล กรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีเปนเทศบาลนครหลวง ตอมาไดมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 เปลี่ยนรูปนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเปนกรุงเทพมหานครซึ่งยังคงเปนจังหวัด แตในขณะเดียวกันก็มี สภากรุงเทพมหานครเปน ลัก ษณะของหนว ยการปกครองทองถิ่น ไดมีก ารปรับปรุงแกไขการ ปกครองในรูปกรุงเทพมหานครอีก 2 ครั้ง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งเปนฉบับที่ใชบังคับอยู ในปจจุบัน และ กําหนดใหกรุงเทพมหานครเปนราชการบริหารสวนทองถิ่นแตเพียงอยางเดียว มิได เปนจังหวัดอีกตอไป 2) รูปแบบและการบริหาร กรุงเทพมหานครประกอบดว ยสภากรุงเทพมหานคร และผูวาราชการ กรุงเทพมหานคร (1) สภากรุงเทพมหานคร ประกอบดว ยสมาชิกซึ่งไดรับเลือกตั้งจาก ราษฎรตามเกณฑราษฎร 100,000 คน ตอสมาชิก 1 คน วาระ 4 ป สภากรุงเทพมหานครจะเลือกตั้งสมาชิกเปนประธานสภา 1 คน และรอง ประธานไมเกิน 2 คนดํารงตําแหนงคราวละ 2 ป (2) ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร เปนผูไดรับเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎร อยูในตําแหนงคราวละ 4 และมีรองผูวาราชการกรุงเทพมหานครไมเกิน 4 คน โดยผูวาราชการ กรุงเทพมหานครเปนผูแตงตั้ง ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร มีอํานาจหนาที่ในการกําหนดนโยบายและ บริหารราชการกรุงเทพมหานครใหเปน ไปตามกฎหมาย บริหารราชการตามที่ค ณะรัฐมนตรี สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
60.
60 นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย วางระเบียบเพื่อใหงานของ กรุงเทพมหานครเปนไปโดยเรียบรอย
รักษาการใหเปนไปตามขอบัญญัติกรุงเทพมหานครและ อํานาจหนาที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด กรุ ง เทพมหานคร ได มี ก ารจั ด ระเบี ย บการบริ ห ารราชการในพื้ น ที่ กรุงเทพมหานครโดยการแบงเปน “สํานักงานเขต” (ปจจุบันมี 50 สํานักงานเขต) สํานักงานเขต จะมีผูอํานวยเขตและสภาเขต สภาเขตประกอบดวยสมาชิก ซึ่งไดรับเลือกตั้งจากราษฎรเขตละอยางนอย 7 คน สําหรับเขตที่มีราษฎรเกิน 100,000 คนใหมี สมาชิกสภาเขตเพิ่มขึ้นโดยถือเกณฑราษฎร 100,000 คนตอสมาชิกหนึ่งคน สมาชิกอยูในตําแหนง คราวละ 4 ป 3) อํานาจหนาที่ กรุงเทพมหานครมีอํานาจหนาที่ดังนี้ คือ การรักษาความสงบเรียบรอย ของประชาชน การทะเบียน การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย การรักษาความสะอาดและความ เปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง การผังเมือง การจัดใหมีและบํารุงรักษาทางบก ทางน้ํา และ ทางระบายน้ํา การวิศวกรรม จราจร การขนสง การจัดใหมีและควบคุมตลาด ทาเทียบเรือ ทา ขามและที่จอดรถ การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การปรับปรุงแหลงชุมชนแออัด และจัดการเกี่ยวกับที่อยูอาศัย การจัดใหมีและบํารุงรักษาสถานที่พักผอนหยอนใจ การปองกันและ อนุรักษสิ่งแวดลอม การสาธารณูปโภค การสาธารณสุข การจัดการศึกษา การสงเสริมการศึกษา การสงเสริมการประกอบอาชีพ การพาณิชยของกรุงเทพมหานคร และหนาที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมาย ระบุใหเปนอํานาจหนาที่ของผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอ เทศบาลนครหรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย หรือมีกฎหมายระบุเปนหนาที่ ของกรุงเทพมหานคร 4) ขอบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครอาจตราขอบัญญัติขึ้นในกรณีดังนี้ 1) เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามอํานาจหนาที่ของกรุงเทพมหานคร 2) มีกฎหมายบัญญัติใ หกรุงเทพมหานคร มีอํานาจตราเปนขอบัญญัติ กรุงเทพมหานคร 3) การดําเนินการพาณิชยของกรุงเทพมหานคร 4) การคลั ง การงบประมาณ การเงิ น การทรั พ ย สิ น การจั ด หา ผลประโยชนจากทรัพยสิน การจางและการพัสดุ จะกําหนดโทษผูละเมิดขอบัญญัติกรุงเทพมหานครไวดวยก็ไดเปนโทษ จําคุกไมเกิน 6 เดือน และหรือปรับไมเกิน 10,000 บาท 5) การควบคุมสงเสริม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
61.
61
1. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีอํานาจหนาที่ควบคุมดูแลการ ปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งมีอํานาจในการสั่งยุบสภากรุงเทพมหานครโดยอนุมัติ ของคณะรัฐมนตรี หรือโดยขอเสนอของผูวาราชการกรุงเทพมหานคร และสั่งใหผูวาราชการ กรุงเทพมหานครพนจากตําแหนง ตามมติคณะรัฐมนตรี 2. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยควบคุมสงเสริมการบริหารงาน บุคคลของกรุงเทพมหานครในฐานะประธานคณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) 3. กระทรวง ทบวง กรม อาจสงขาราชการมาประจํากรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติราชการในหนาที่ของกระทรวง ทบวง กรม นั้นๆ โดยทําความตกลงกับกรุงเทพมหานคร หรืออาจจะมอบอํานาจใหกรุงเทพมหานครปฏิบัติก็ได 4. รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนใหกรุงเทพมหานครโดยตรง 5. สํานักงานตรวจเงินแผนดินเปนผูตรวจสอบการเงินและการบัญชีของ กรุงเทพมหานคร สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
62.
62 7. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย
7.1 หลักการทั่วไปในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย 1) ขาราชการและเจาหนาที่ของรัฐ ในระบบราชการไทย นอกจากขาราชการประเภทตาง ๆ แลว ยังมีเจาหนาที่ ของรัฐในตําแหนงอื่น ๆ ดวย ไดแก ลูกจางและพนักงานราชการของสวนราชการ ขาราชการหรือ พนักงานในราชการสวนทองถิ่นตาง ๆ รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจดวย ซึ่งอาจแยกไดดังนี้ 1.1) ขาราชการการเมือง ไดแก ผูที่รับราชการในตําแหนงขาราชการ การเมืองตามพระราชบัญญัติขาราชการการเมือง พ.ศ.2535 นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีฯ ที่ ปรึ ก ษานายกรัฐ มนตรี รองนายกรั ฐมนตรี และรั ฐมนตรี เลขาธิก ารและรอง เลขาธิ ก ารนายกรั ฐ มนตรี โฆษกและรองโฆษกประจํ า สํ า นั ก นายกฯ เลขานุ ก ารและ ผูชวยเลขานุการรัฐมนตรีฯ และตําแหนงประจําสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนตน 1.2) ขาราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติร ะเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535 1.3) ขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 1.4 ขาราชการพลเรือนในสถาบัน อุด มศึก ษาตามพระราชบัญญัติร ะเบีย บ ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 1.5 ขาราชการตํารวจ ตามพระราชบัญญัติแหงชาติ พ.ศ.2547 1.6 ขาราชการฝายอัยการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายอัยการ พ.ศ.2521 1.7 ขาราชการฝายรัฐสภา ไดแก ขาราชการรัฐสภาสามัญ และขาราชรัฐสภา ฝายการเมือง เชน ที่ปรึกษา และผูชวยที่ปรึกษาประจํารัฐสภา เลขานุการประธานและรองประธาน รัฐสภา และเลขานุการประจําสภา เปนตน ซึ่งเปนไปตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝาย รัฐสภา พ.ศ.2518 1.8 ขาราชการในราชการสวนทองถิ่น ซึ่งมีชื่อเรียกแตกตางกันไปไดแก 1.8.1) ข า ราชการกรุ ง เทพมหานคร ตามพระราชบัญ ญั ติ ร ะเบี ย บ ขาราชการกรุงเทพมหา พ.ศ.2528 ซึ่งหมายความรวมทั้งขาราชการสามัญทั่วไปขอกรุงเทพมหานคร และขาราชการครูของกรุงเทพมหานครดวย 1.8.2) ขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด 1.8.3) พนักงานเทศบาล 1.8.4) พนักงานตําบลในองคการบริหารสวนตําบล สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
63.
63
1.8.5 พนักงานเมืองพัทยา ทั้ ง นี้ ข า ราชการในราชการส ว นท อ งถิ่ น ในพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ บริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 จะเรียกรวมกันอีกชื่อหนึ่งวา “พนักงานสวนทองถิ่น” 1.9) ขา ราชการฝ า ยตุ ลาการศาลยุติ ธรรม ซึ่ง แยกออกมาตา งหากจาก ขาราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม เชน ผูพิพากษา ผูชวยผูพิพากษา ดะโตะยุติธรรม รวมทั้งขาราชการธุรการของศาลยุติธรรม เปนตน 1.10) ขาราชการทหาร อันไดแก ทหารประจําการ และขาราชการกลาโหม พลเรือนที่บรรจุในตําแหนงอัตราทหารตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชหารทหาร พ.ศ.2521 1.11) ลูกจางและพนักงานของรัฐ 1.12) พนักงานรัฐวิสาหกิจ 1.13) ขาราชการหรือพนักงานในหนวยงานพิเศษอื่น ๆ เชน ขาราชการใน สํานัก งานคณะกรรมการการเลื อกตั้ง ขาราชการในสํานัก งานผูต รวจการแผ น ดิน ของรัฐสภา ขา ราชการในสํา นัก งานสิท ธิ มนุ ษ ยชน ขา ราชการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ขา ราชการศาลปกครอง ขาราชการในสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และขาราชการใน สํานักงานตรวจเงินแผนดิน เปนตน 2) วิธีการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย วิธีการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีแนวปฏิบัติที่คลายคลึงกันทุก ประเภท โดยมีหลักสําคัญประกอบดวย 2.1) การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม (Merit System) ซึ่งกอใหเกิด ประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลมากที่สุด โดยยึดหลักสําคัญ 4 ประการ - ความสามารถ (Competence) - ความมั่นคง (Security) - ความเสมอภาค (Equality) - ความเปนกลางทางการเมือง (Political Neutralization) โดยจัดใหมีหนวยงานหรือ องคก รกลางเพื่อทําหนาที่กําหนดกฎเกณฑ วิธีก ารเพื่อถือปฏิบัติรว มกัน และทําหนาที่ควบคุมใหมีก ารดําเนิน การเปนไปตามหลัก เกณฑที่ กําหนดนั้น เพื่อใหเกิดระเบียบ และความเปนธรรมมากที่สุด 2.2) กําหนดหลักเกณฑ และวิธีการบริหารงานบุคคลไวกวาง ๆ ในกฎหมาย หรื อ ระเบี ย บเกี่ ย วกับ ความหมาย องค ก ารบริห ารงานบุ ค คล คุ ณ สมบั ติ ข องข า ราชการ และ กระบวนการบริหารงานบุคคลที่สําคัญ ๆ เชน การกําหนดตําแหนง และคาตอบแทน การสรรหา และบรรจุแตงตั้ง วินัย การออกจากราชการ การอุทธรณรองทุก ข เปน ตน ซึ่งจะแยกไปตาม ลักษณะของขาราชการ หรือเจาหนาที่ของรัฐกลุมตาง ๆ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
64.
64
2.3) ใหผูบั งคับ บัญ ชามีอํา นาจหนา ที่ใ นการบริหารงานบุค คลสํ าหรั บ ผูใตบังคับบัญชาภายในขอบเขต และตามหลักเกณฑวิธีการที่กฎหมาย หรือระเบียบกําหนดไว เชน ใหมีอํานาจในการสั่งบรรจุ แตงตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือน เลื่อนตําแหนง ลงโทษ เปนตน โดยตองอยูใน ขอบเขต และหลักเกณฑวิธีการที่กฎหมายหรือระเบียบกําหนดไว 2.4) ใหสิทธิขาราชการที่จะอุทธรณหรือรองทุกขเมื่อเห็นวาไดรับการปฏิบัติ จากผูบังคับบัญ ชา ในการบริหารงานบุค คลโดยไมเปนธรรมหรือไมเปนไปตามที่กฎหมายหรือ ระเบียบกําหนดไว การอุทธรณและรองทุกข อาจอุทธรณและรองทุกขตอผูบังคับบัญชาตามลําดับ หรือตอองคกรกลางบริหารงานบุคคล แลวแตหลักเกณฑ วิธีการ ที่กฎหมายหรือระเบียบกําหนดไว 3) โครงสรางการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย โครงสรางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีอยู 2 ระบบ ไดแก ระบบจําแนกชั้นยศ (Rank Classification) และระบบจําแนกตําแหนง (Position Classification) 3.1) ระบบจําแนกชั้นยศ (Rank Classification หรือ RC.) เปนระบบที่ถือ “คน” เปนหลัก กลาวคือ จําแนกตัวคนใหมีฐานะ เปนชั้น ๆ เพื่อใชฐานะของตัวคนนั้น ๆ เปนแกนกลางสําหรับปฏิบัติการรวมกันในการบริหารงาน บุคคล ซึ่งแยกออกเปน 2 ระบบ ไดแก 3.1.1) แบบจําแนกชั้นยศตามฐานะทางการบริหารหรือทางการ ปกครองบังคับบัญ ชา เชน การจําแนกขาราชการทหารและตํารวจเปนยศ พลเอก – โท – ตรี พันเอกพิเศษ – พันเอก – โท – ตรี รอยเอก – โท – ตรี ดาบตํารวจ นายพันจา สิบเอก – โท – ตรี เปนตน 3.1.2) แบบจําแนกชั้นยศตามฐานะทางวิชาการ เชน ตําแหนง ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่กําหนดใหเปน ศาสตราจารย รองศาสตราจารย ผูชว ย ศาสตราจารย อาจารย เปนตน 3.2 ระบบจําแนกตําแหนง (Position Classification หรือ PC.) เปนระบบที่ถือ “งาน” เปนหลัก กลาวคือ จําแนกตําแหนงเปนกลุม ๆ ตามลักษณะงาน และระดับความยากงายและความรับผิดชอบในหนาที่การเงินที่มีระดับเดียวกัน เปนกลุมตําแหนง (Class หรือที่เรียกวา C.) เดียวกัน เพื่อใหเปนแกนกลางสําหรับปฏิบัติงาน รวมกันในการบริหารงานบุคคล ซึ่งแยกเปน 2 แบบ ไดแก 3.2.1) แบบจําแนกตําแหนงไวในกฎหมาย มีใชในการบริหารงาน บุคคลสําหรับขาราชการตุลาการและขาราชการอัยการ ซึ่งแตละประเภทมีสายเดียว คือ สายงานผู พิพากษา และสายงานอัยการ 3.2.2) ระบบจําแนกตําแหนงโดยองคกรกลางบริหารงานบุคคล เนื่องจากมีสายงานของตําแหนงหลายสายงานและมีหนาที่ความรับผิด ชอบของตําแหนงตาง ๆ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
65.
65 หลากหลาย ไมสามารถจําแนกตําแหนงในกฎหมายได จึงตองใหองคกรกลางบริหารงานบุคคลเปน ผูจํา
แนกตํ าแหนง ตา ง ๆ ออกเป น สายงานและระดับ ตา ง ๆ จั ด เปน กลุม ตํา แหนงสํ าหรับ เป น แกนกลางเพื่อปฏิบัติการรวมกันในการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีใชในการบริหารงานบุคคลสําหรับ ขาราชการพลเรือนทั่ว ๆ ไป รวมทั้งพนักงานสวนทองถิ่นและพนักงานรัฐวิสาหกิจดวย 4) องคกรกลางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย องคกรกลางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีอยูในหลาย องคกรขึ้นอยูกับลักษณะของเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการนั้น ๆ ไดแก 4.1) คณะกรรมการขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535 4.2) คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือ ก.ค.ศ. ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 4.3) คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือ ก.พ.อ. ตามพระราชบัญญัติขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 4.4) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 4.5) คณะกรรมการอัย การหรื อ ก.อ. ตามพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ ขาราชการฝายอัยการ พ.ศ.2521 4.6) คณะกรรมการขาราชการฝายรัฐสภา หรือ ก.ร. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการฝายรัฐสภา พ.ศ.2518 4.7) คณะกรรมการขาราชการตํารวจ หรือ ก.ตร. ตามพระราชบัญญัติ ตํารวจแหงชาติ พ.ศ.2547 4.8) คณะกรรมการขาราชการทหาร หรือ ก.ขท. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการทหาร พ.ศ.2521 4.9) คณะกรรมการที่เปนองคกรกลางในการบริหารงานบุค คลของ “พนักงานสวนทองถิ่น” ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 และ พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการกรุงเทพมหานคร พงศ.2528 ประกอบดวย 4.9.1) คณะกรรมการมาตรฐานบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น หรือ ก.ถ. 4.9.2) คณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. 4.9.3) คณะกรรมการกลางขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด 4.9.4) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (รวมพนักงานเมือง พัทยาดวย) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
66.
66
4.9.5) คณะกรรมการกลางพนักงานสวนตําบล 4.10) องคก รกลางในหนว ยงานพิเศษหรือหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญก็จะมีองคกรบริหารงานบุคคลเปน การเฉพาะ ซึ่งจะมี 2 ลักษณะ ไดแก จัดตั้งเปน องคกรรูปแบบใหม เชน คณะกรรมการขาราชการการเลือกตั้ง เปนตน และอีกลักษณะหนึ่ง ไดแก จัดรูปแบบองคกรเดิม เชน องคกรในการบริหารขาราชการสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติที่ใ หขาราชการสํานักงานฯ เปน ขาราชการรัฐสภาสามัญ ตามกฎหมายวาดว ยระเบีย บ ขาราชการฝายรัฐสภา และใหอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการขาราชการฝายรัฐสภา เปนอํานาจ หนาที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ มีขอสังเกตวาองคประกอบของคณะกรรมการในองคกรกลางใน การบริหารงานบุคคลดังกลาวจะประกอบดวยกรรมการ 3 ฝาย ไดแก กรรมการโดยตําแหนง กรรมการจากการที่ขาราชการหรือพนักงานเลือกกันเอง และกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ตัวอยางเชน คณะกรรมการขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. จะประกอบดวย (1) กรรมการโดยตํ า แหน ง ได แ ก นายกรั ฐ มนตรี ห รื อ รอง นายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเปนประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง ผูอํานวยการสํานัก งบประมาณ เลขาธิก ารคณะกรรมการพัฒ นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ เปน กรรมการ และ เลขาธิการ ก.พ.เปนกรรมการและเลขานุการ (2) กรรมการจากขาราชการเลือกกันเอง จํานวน 5 คน จากผูดํารง ตําแหนงปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง หัวหนาหรือรองหัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนกรม และไมสังกัดกระทรวงหรือทบวง หัวหนาหรือรองหัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนกรม และมี หัวหนาสวนราชการรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี อธิบดี ผูวาราชการ จังหวัด (3) กรรมการผูทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 – 7 คน จากผูซึ่งเปนผูดํารง หรือเคยดํารงไมต่ํากวาอธิบดีหรือตําแหนง กรณีถาจะแตงตั้งผูที่ไมเคยเปนขาราชการหรือเคยเปน ขาราชการหรือเคยเปน ข าราชการ แตดํา รงตํ าแหนงต่ํ ากว าอธิ บดีห รือตํ าแหนงที่ เทีย บเท าจะ ดําเนินการเพื่อแตงตั้งไมเกิน 3 คน ในดานตาง ๆ ดังนี้ ดานระบบราชการ และการจัดสวนราชการ ดานการพัฒนาองคการ ดานการบริหารและการจัดการและดานกฎหมาย 5) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลของไทย 5.1) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลสมัยรัชกาลที่ 5 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 แหง กรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปรับปรุงระบบบริหารงานของไทยที่สําคัญ ๆ ไดแก (1) แยกขาราชการทหารกับขาราชการพลเรือนออกจากกัน โดย หลังที่ไดมีการตั้ง 12 กระทรวง ก็ไดแยกราชการฝายทหารกับราชการฝายพลเรือนออกจากกันอยาง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
67.
67 แนชัด โดยใหกระทรวงกลาโหมวาราชการทหาทั้งปวง สวนการปกครองหัวเมืองทั้งหมดใหเปน หนาที่ของกระทรวงมหาดไทย
เวนแตกรุงเทพมหานครกับเมืองติดตอใกลเคียง เปน หนาที่ของ กระทรวงนครบาล และไดมีการตราพระราชบัญญัติลักษณะการเกณฑทหาร ร.ศ.122 ขึ้น ซึ่งเปน การยกเลิกการเกณฑประชาชนมาเปนเฉพาะเกณฑเพื่อเปนทหารเทานั้น (2) เริ่มนําระบบคุณธรรมมาใชในกระทรวงมหาดไทย โดยมีการ สรรหาขาราชการ มีการจัดระบบการศึกษาและฝกอบรมเพื่อเปนขาราชกาขึ้น โดยขั้นแรกไดตั้ง โรงเรียนฝกหัดกรมการอําเภอที่มณฑลอยุธยา ซึ่งตอมาไดมีการจัดตั้งในทุกมณฑลที่วาการเมือง และที่วาการอําเภอ โดยในกรุงเทพมหานครไดมีการตั้งโรงเรียนฝกหัดขาราชการฝายพลเรือนขึ้น ในกรมมหาดเล็ก ซึ่งตอมาโปรดเกลาฯ ใหใชนามวา “โรงเรียนมหาดเล็ก” ผลิตนักเรียนออกเปน ขาราชการ ซึ่ง ภายหลัง มีผูมาสมั ค รเขารั บราชการมากเกิ น ตําแหน งจึงไดจั ด ใหมีก ารสอบใน กระทรวงมหาดไทยเปนครั้งแรก ในสมัยสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพเปนเสนาบดี นอกจากนั้นแลวสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพไดเลิก “ระบบ กินเมือง” และเปลี่ยนภาวะขาราชการหัวเมืองจาก “ขาราชการปกครอง” ซึ่งมีลัก ษณะเปน นาย ประชาชน มาเป น “ข าราชการพลเรื อน” ที่มี ค วามรูค วามสามารถขึ้น อยูใ นสัง กัด กระทรวง มหาดไทยตามสายการบังคับบัญชา (3) เริ่มใหขาราชการรับ เงิน เดือ นประจํา โดยเมื่อได จัด ตั้ ง หอรัษ ฎากร หรือกระทรวงการคลัง ขึ้นใน พ.ศ.2518 ไดมีก ารจายเงินเดือนใหแกขาราชการใน กระทรวงการคลัง จึงกลาวไดวา ระบบเงินเดือนเกิดขึ้นครั้งแรกในคราวนั้น ทั้งนี้ เมื่อมีการปฏิรูป ระบบราชการแผนดิน ในป พ.ศ.2435 ขาราชการทุกกระทรวงทบวงกรมจึงไดรับเงินเดือนเปนอยาง เดียวกัน 5.2) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลสมัยรัชกาลที่ 7 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 7 แหงกรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลโดยรวมขาราชการพลเรือนเขา อยูในระเบียบเดียวกัน โดยตราเปนพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พุทธศักราช 2471 วางหลักการเปนสาระสําคัญในการบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือนที่สําคัญ ไดแก (1) รวมขาราชการพลเรือนทั้งหมดเขาอยูใ นระเบีย บเดีย วกัน รวมทั้งขาราชการพลเรือนในกระทรวงกลาโหม แตไมรวมขาราชการฝายตุลาการ (2) จัดตั้งองคกรกลางบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือน ขึ้นเรียกวา “กรรมการรักษาพระราชบัญญัติ” หรือ ก.ร.พ. (3) แบงประเภทขาราชการพลเรือนเปน 3 ประเภท ประกอบดวย ขาราชการพลเรือนสามัญ ขาราชการพลเรือนวิสามัญ และเสมียนพนักงาน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
68.
68
(4) จัดใหมีการสอบแขงขันเพื่อเลือกสรรคนเขารับราชการตาม ระบบคุณธรรม (5) จัดใหการรับราชการเปนอาชีพ เปนงานประจําที่มีทางกาวหนา สูงขึ้นตามลําดับ มีเงินเดือนพอครองชีพ ไมตองกังวลที่จะตองทํางานอื่นเพื่อเลี้ยงชีพไปดวย (6) กําหนวินัยขาราชการพลเรือนและโทษผิดวินัยและหลักเกณฑ การลงโทษทางวินัย 5.3 การปรั บ ปรุง ระบบบริ ห ารงานบุค คลหลั ง การเปลี่ย นแปลงการ ปกครอง พ.ศ.2545 ที่สําคัญ ๆ ไดแก (1) การตราพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น พุทธศักราช 2476 โดยใหเลิกยศและงดพระราชทานบรรดาศักดิ์ของขาราชการพลเรือน เปลี่ย น โครงสรางในการบริหารงานบุคคลของขาราชการพลเรือนจากระบบจําแนกชั้นยศมาเปนระบบ จําแนกตําแหนง โดยใหขาราชการพลเรือนไดรับเงินเดือนตามตําแหนง และใหมีคณะกรรมการ ขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ทําหนาที่องคกรกลาง (2) การตราพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น พุทธศักราช 2479 หลักการสําคัญ ๆ ไดแก (2.1) จําแนกขาราชการเปนชั้น ๆ โดยจัดชั้นจัตวา ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ชั้นพิเศษ แตละชั้นแบงเปนอันดับตาง ๆ ซอยลงไป ใหขาราชการรับเงินเดือนตามชั้นของ ตนไมใชรับเงินเดือนตามตําแหนง มีอัตราเงินเดือนจัดเปนอัตราสากลไมใชอัตราประจําตําแหนง (2.2) กระจายอํานาจการบริหารงานบุคคลจาก ก.พ.ใหกระทรวง ทบวง กรม เจาสังกัดมากขึ้น โดยกําหนดใหมี อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ. กรม และ อ.ก.พ. จังหวัด (3) การตราพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2518 ไดมี ก ารเปลี่ย นแปลงระบบโครงสรา งจากระบบจํ าแนกชั้ น ยศมาเปน ระบบจํ าแนกตํ าแหน ง เปลี่ยนแปลงระบบบริหารงานบุคคลจากที่เคยใหรัฐมนตรี สั่งบรรจุแตงตั้งและลงโทษขาราชการได ทุก ขั้น มาเปน รัฐมนตรีสั่งบรรจุ เสนอการแตงตั้ง และลงโทษได เฉพาะปลัด กระทรวงและ ตําแหนงระดับ 4 สวนตําแหนงต่ํากวานั้นใหผูบังคับบัญชาที่เปนขาราชการประจําเปนผูมีอํานาจสั่ง การลดหลั่นกัน ลงไป ทั้งนี้เปนหลัก การใหขาราชการมีความเปนกลางทางการเมืองใหมากที่สุด แยกขาราชการและขาราชการตํารวจ ออกตางหากโดยใหมีชั้นยศตามฐานะของวิชาการสําหรับ ขาราชการครู และชั้นยศแบบทหารสําหรับขาราชการตํารวจ ตอมาในป พ.ศ.2520 ไดมีการประกาศของคณะปฏิรูปการปกครอง แผนดิน ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2520 แกไขใหรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งบรรจุ และเสนอการ แตงตั้งขาราชการพลเรือนตําแหนงระดับ 10 และระดับ 9 ไดดวย 7.2 การบริหารงานบุคคลของขาราชการพลเรือนไทยปจจุบัน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
69.
69
1) กฎหมายหลัก และความหมาย 1.1) กฎหมายหลั ก ไดแก พระราชบัญ ญัติ ร ะเบีย บขาราชการพลเรือ น พ.ศ.2535 1.2) ความหมาย ขาราชการพลเรือน หมายความวา บุคคลซึ่งไดรับบรรจุและแตงตั้งตาม พระราชบัญ ญัติ ร ะเบีย บขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ใหรับราชการโดยไดรั บเงิน เดือนจาก งบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวงทบวงกรมฝายพลเรือน ขาราชการฝายพลเรือน หมายความวา บุคคลซึ่งไดรับบรรจุและแตงตั้ง ตามกฎหมายใหรับราชการโดยใหไดรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวง ทบวง กรม ฝายพลเรือน ดังนั้ น คําว า “ขาราชการฝา ยพลเรื อน” จึง มีข อบเขตกวา งกว าคํ าว า “ขาราชการพลเรือน” โดยหมายความรวมทั้งขาราชการครู ขาราชการตุลาการ ขาราชการอัยการ ขาราชการตํารวจ ขาราชการรัฐสภา แตไมรวมขาราชการทหาร ขาราชการกรุงเทพมหานคร และ ขาราชการสวนทองถิ่นอื่น ซึ่งมิไดอยูในกระทรวง ทบวง กรมฝายพลเรือน 2) องคกรบริหารงานบุคคล องคกรในการบริหารงานบุคคลประกอบดวย (1) คณะกรรมการขาราชการพลเรือน (ก.พ.) (2) คณะอนุกรรมการสามัญ ซึ่งมี 3 ระดับ ไดแก (2.1) คณะอนุกรรมการสามัญประจํากระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง) (2.2) คณะอนุกรรมการสามัญประจํากรม (อ.ก.พ.กรม) (2.3) คณะอนุกรรมการสามัญประจําจังหวัด (อ.ก.พ.จังหวัด) 3) ประเภท และคุณสมบัติของขาราชการ 3.1 ขาราชการพลเรือน มี 3 ประเภท ประกอบดวย (1) ขาราชการพลเรือนสามัญ ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดย ไดรับเงินเดือนในอัตราสามัญและไดรับแตงตั้งตามที่บัญญัติไวในลักษณะ3 ของ พ.ร.บ.ระเบียบ ขาราชการพลเรือนฯ (2) ขาราชการพลเรือนในพระองค ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่งไดรับ แตงตั้งใหดํารงตําแหนงในพระองคมหากษัตริยตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา (3) ขาราชการประจําตางประเทศพิเศษ ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่ง ไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในตางประเทศในกรณีพิเศษ โดยเหตุผลทางการเมือง ตามทีบญญัตไว ่ ั ิ ในลักษณะ 5 แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฯ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
70.
70
3.2 คุณสมบัติของขาราชการพลเรือน กําหนดไวดังนี้ (ม.30) (1) มีสัญชาติไทย (2) มีอายุไมต่ํากวา 18 ป (3) เป น ผู เ ลื่ อ มใสในการปกครองระบอบประชาธิ ป ไตยอั น มี พระมหากษัตริยเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยดวยความบริสุทธิ์ใจ (4) ไมเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (5) ไม เ ป น ผู มี ก ายทุ พ พลภาพจนไม ส ามารถปฏิ บั ติ ห น า ที่ ไ ด ไร ความสามารถหรือจิตฟนเฟอน ไมสมประกอบ หรือเปนโรคตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. กฎ ก.พ. ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2535) กําหนดไว 5 ประการ คือ - โรคเรื้อน ในระยะติดตอในระยะยาวที่ปรากฏอาการเปนที่ รังเกียจแกสังคม - วัณโรคในระยะอันตราย - โรคเทาชางในระยะที่ปรากฏอาการเปนที่รังเกียจแกสังคม - โรคติดยาเสพติดใหโทษ - โรคพิษสุราเรื้อรัง (6) ไมเปนผูอยูในระหวางถูกสั่งใหพักราชการ หรือถูกสั่งใหออกจาก ราชการไวกอนตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนหรือกฎหมายอื่น (7) ไมเปนผูบกพรองในศีลธรรมอันดีจนเปนที่รังเกียจของสังคม (8) ไมเปนกรรมการพรรคการเมืองหรือเจาหนาที่ในพรรคการเมือง (9) ไมเปนบุคคลลมละลาย (10) ไมเปนผูเคยตองรับโทษจําคุกโดยพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกเพราะ กระทําความผิดทางอาญา เวนแตเปนโทษสําหรับความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือลหุโทษ (11) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษ ใหออก ปลดออก หรือไลออกจากรัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานอื่นของรัฐ (12) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษใหออก หรือปลดออกเพราะกระทําผิดวินัย ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น (13) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษใหไลออก เพราะกระทําผิดวินัยตามกฎหมาย วาดวยระเบียบขาราชกาพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น (14) ไมเคยเปนผูเคยกระทําการทุจริตในการสอบเขารับราชการ 4) การกําหนดตําแหนง และคาตอบแทน 4.1) ระดับตําแหนง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
71.
71
ระดับตําแหนงขาราชการพลเรือนสามัญแบงเปน 11 ระดับ โดย พิจารณาตามลําดับความยากงายและคุณภาพของงาน 4.2) มาตรฐานตําแหนง ก.พ.จะจัดทํามาตรฐานกําหนดตําแหนงไวเปนบรรทัดฐานในการ กําหนดตําแหนงขาราชการพลเรือนสามัญ ทุก ตํ าแหนง โดยจําแนกตํา แหนงเปน ประเภทและ สายงานตามลักษณะงาน และจัดตําแหนงในประเภทเดียวกันและสายงานเดียวกันที่คุณภาพงานอยู ในระดับเดียวกันโดยประมาณเปนกลุมเดียวกัน และระดับเดียวกัน ทั้งนี้โดยคํานึงถึงลักษณะ หนาที่ ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานตามหลักเกณฑที่กําหนด 4.3) เงินเดือนและคาตอบแทน 4.3.1) เงินเดือนและคาตอบแทน อัตราเงินเดือนขาราชการพลเรือนเปนไปตามบัญชีทาย พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจําตําแหนง พ.ศ.2550 โดยแบงเปน 11 อันดับ แตละอันดับมีจํานวนขั้น เงินเดือนไมเทากัน สวนตําแหนงใดจะไดรับเงินในอันดับใดอัตราเทาใดเปนไปตามหลักเกณฑที่ กําหนดไวในกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2538) 4.3.2) เงินประจําตําแหนง เงินประจําตําแหนงไมใชเงินเดือน แตเปนคาตอบแทนที่ จายเปน รายเดือนสําหรับตําแหนงบางตําแหนงที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดใหเปน ตําแหนง ประเภทวิชาชีพเฉพาะประเภทชํานาญการและเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือประเภทบริหารระดับสูง และ บริหารระดับกลาง โดยจายใหตางหากจากเงินเดือนอีกสวนหนึ่ง 5) การสรรหาและบรรจุแตงตั้ง 5.1) การสรรหา การสรรหา หมายถึง การจัด หา และเลือกสรรบุค คลที่มีค วามรู ความสามารถ ทักษะ และบุคลิกลักษณะอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพื่อปฏิบัติงานในตําแหนงใดตําแหนง หนึ่งของหนวยงาน 5.2) ประเภทของการสรรหา (1) การสรรหาจากภายใน คื อ การเลือ กสรรบุ ค คลจากผู ที่ ปฏิบัติงานอยูในหนวยงานนั้น ๆ แลวโดยการสับเปลี่ยน ยายหรือเลื่อนตําแหนง (2) การสรรหาจากภายนอก คือ การเลือกสรรบุคคลจากภายนอก หนวยงาน ซึ่งอาจจะเปนผูสําเร็จการศึกษาใหม หรือผูที่เคยทํางานที่อื่นมาแลวก็ได 5.3) การบรรจุแตงตั้ง การบรรจุ หมายถึง การรับบุคคลเขาเปนขาราชการ ซึ่งจะตอง ดําเนินการควบคูกับการแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเปนการทําใหมีสถานภาพเปนขาราชการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
72.
72
การแต ง ตั้ ง ข า ราชการให ดํ า รงตํ า แหน ง หมายถึ ง การสั่ ง ให ขาราชการมีอํานาจหนาที่และรับผิดชอบงานในตําแหนงใดตําแหนงหนึ่ง ขณะเดีย วกันก็ทําให ขาราชการผูนั้นมีสิทธิที่จะไดรับเงินเดือนตามตําแหนงนั้น และมีสิทธิจะใชฐานะแหงการดํารง ตําแหนงนั้นเพื่อการปฏิบัติการตาง ๆ ตามกฎหมาย 5.4) ผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 11 รัฐมนตรีเจาสังกัด โดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เสนอโปรดเกลาแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 10 ปลัดกระทรวงเสนอรัฐมนตรีเจาสังกัด โดย ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เสนอโปรดเกลาแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 9 ปลัดกระทรวงเปนผูสั่งบรรจุแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 8 อธิบดีโดยความเห็นชอบของปลัดกระทรวง - ขาราชการระดับ 7 ลงมา อธิบดีเปนผูสั่งบรรจุแตงตั้ง ในสว น ภูมิภาคที่มิใชหัวหนาสวนราชการประจําจังหวัดเปนอํานาจของผูวาราชการจังหวัด 5.5) ประเภทของการบรรจุแตงตั้ง (1) การแต ง ตั้ง ผูไ ดรั บ การบรรจุ จ ะแตงตั้ง ผูไดรั บการบรรจุ ตามลําดับที่ในบัญชีผูสอบแขงขันได หรือ โดยการคัดเลือกแลวแตกรณี (2) การยาย หมายถึง การสั่งใหขาราชการผูดํารงตําแหนงหนึ่งไป ดํารงตําแหนงอื่น ในระดับเดีย วกันภายในกรมเดียวกัน โดยตองมีคุณสมบัติตรงตามคุณ สมบัติ เฉพาะตําแหนงในตําแหนงที่แตงตั้ง (3) การเลื่อนตําแหนง หมายถึง การสงใหขาราชการมีอํานาจ หนาที่ และความรับผิดชอบในตําแหนงระดับสูงกวาเดิม ซึ่งจะเปนตําแหนงในสายงานเดิมหรือตาง สายงานก็ได (4) การโอน หมายถึง การแตงตั้งขาราชการในสังกัด กระทรวง ทบวง หรือกรมหนึ่งใหดํารงตําแหนงในอีกกระทรวง ทบวง หรือกรมหนึ่ง (5) การแตงตั้งผูขาดคุณสมบัติใหกลับไปดํารงตําแหนงเดมิ (6) การบรรจุกลับ หมายถึง การสั่งบรรจุและแตงตั้งผูออกจาก ราชการไปแลวใหเปนขาราชการพลเรือนสามัญ อนึ่ง ในทางปฏิบัติผูมีอํานาจบรรจุแตงตั้งอาจมีการสั่งการเปน พิเศษที่มิใชการบรรจุและแตงตั้งขาราชการใหดํารงตําแหนงในอีก 2 กรณีไดแก การที่ใหขาราชการ “รักษาการในตําแหนง” ในกรณีตําแหนงวางลง หรือผูดํารงตําแหนงไมสามารถปฏิบัติหนาที่ ราชการไดและเปนกรณีมิไดบัญญัติไวในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดินในเรื่อง รักษาราชการแทนไว และในอีกกรณีหนึ่ง ไดแก การสั่งใหขาราชการ “ประจํากระทรวง ทบวง กรม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
73.
73 กอง หรือจังหวัด” ในกรณีมีเหตุผลความจําเปนการชั่วคราวตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดไว ในกฎ
ก.พ. 6) การเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ 6.1) การเลื่อนขั้นเงินเดือน ใหผูบังคับบัญชาพิจ ารณาโดยคํานึงถึงคุณ ภาพและปริมาณงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่ไดปฏิบัติมา ความสามารถ และความอุตสาหะในการ ปฏิบัติ งาน ตลอดจนการรัก ษาวิ นัย และการปฏิบัติง านเหมาะสมกับการเป น ขา ราชการ ตาม หลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ.กําหนด 6.2) การพัฒนาขาราชการ ใหมีการพัฒนาขาราชการทุกขั้นตอนตั้งแตเมื่อไดรับการบรรจุเขารับ ราชการ กอนมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ ระหวางการปฏิบัติหนาที่ราชการ และกอนการเลื่อนขั้น แตงตั้งใหดํารงตําแหนง(เชน กอนแตงตั้งใหดํารงตําแหนงนายอําเภอ เปนตน) รวมไปจนถึงการให ขาราชการไปศึก ษาเพิ่มเติมในประเทศ และการศึก ษา ฝก อบรม ดูงานหรือปฏิบัติการวิจัย ใน ตางประเทศ และใหผูบังคับบัญชามีหนาที่พัฒนาผูใตบังคับบัญชา เพื่อเพิ่มพูน ทักษะ ความรู ทัศนคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม อันจะทําใหปฏิบัติหนาที่ราชการไดอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ.กําหนด 7) วินัยและจรรยาบรรณ 7.1) ความหมาย วินัย หมายถึง แบบแผนความประพฤติที่กําหนดใหขาราชการ พลเรือนถึงควบคุมตนเอง และควบคุมผูอยูใตบังคับบัญชาใหประพฤติหรือปฏิบัติตามที่กําหนดไว 7.2) ประเภทของวินัย (1) วิ นั ย ต อ ผู บั ง คั บ บั ญ ชา เช น ต อ งปฏิ บั ติ ต ามคํ า สั่ ง ของ ผูบังคับบัญชา ซึ่งสั่งใหหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการโดยไมได ขึ้นหรือหลีกเลี่ยงไมรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา เปนตน (2) วินัยตอผูรวมงาน เชน ตองสุภาพเรียบรอย รักษาความสามัคคี และไมก ระทําการอยางใดเปน การกลั่น แกลงกัน และต องชว ยเหลือกัน ในการปฏิบัติร าชการ ระหวางขาราชการดวยกัน และผูรวมปฏิบัติราชการ เปนตน (3) วินัยตอประชาชน เชน ตองตอนรับ ใหความเปนธรรม และให การสงเคราะหแกประชาชนผูติดตอราชการเกี่ยวกับหนาที่ของตนโดยไมชักชา และดวยความสุภาพ เรียบรอย หามมิใหดูหมิ่นเหยียดหยาม กดขี่หรือขมแหงประชาชนผูติดตอราชการ เปนตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
74.
74
(4) วินัยตอตําแหนงหนาที่ เชน ตองสนับสนุนการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยตองรักษาความลับของทางราชการ ตองอุทิศเวลาใหราชการจะละทิ้งหรือทอดทิ้ง หนาที่ราชการมิได เปนตน 7.3) โทษทางวินัย (1) ภาคทัณฑ (ไมรายแรง) (2) ตัดเงินเดือน (ไมรายแรง) (3) ลดขั้นเงินเดือน (ไมรายแรง) (4) ปลดออก (รายแรง) (5) ไลออก (รายแรง) สํา หรั บอํ านาจการลงโทษในกรณีวิ นัย ไม รา ยแรง กํ าหนดให ผูบังคับบัญชาระดับผูอํานวยการกองลงมามีอํานาจสั่งภาคทัณฑ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปนเวลาไมเกิน 1 เดือน ในระดับสูงกวาผูอํานวยการกอง ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปน เวลาไมเกิน 2 เดือน และนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจาสังกัด ปลัดกระทรวง อธิบดี และผูวาราชการจังหวัด สั่งภาคทัณฑ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปนเวลาไมเกิน 3 เดือน ลด ขั้นเงินเดือน ครั้งหนึ่งไมเกินหนึ่งขั้น 7.4 จรรยาบรรณขาราชการพลเรือน เป น ส ว นหนึ่ งของวินั ย ข าราชการพลเรื อ นตามมาตรา 91 ซึ่ ง กําหนดใหขาราชการพลเรือนตองถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ และจรรยาบรรณของขาราชการพลเรือน ซึ่งขอบังคับ ก.พ. วาดว ยจรรยาบรรณของขาราชการ พลเรือน พ.ศ.2537 กําหนดไวโดยสรุปดังนี้ (1) จรรยาบรรณตอตนเอง เชน พึงเปน ผูมีศีลธรรมอันดี และ ประพฤติตนใหเหมาะสมกับการเปนขาราชการ เปนตน (2) จรรยาบรรณตอหนวยงาน เชน พึงปฏิบัติตอหนาที่ราชการดวย ความสุจริต เสมอภาค และปราศจากอคติ เปนตน (3) จรรยาบรรณตอผูบังคับบัญ ชา เชน ผูใ ตบังคับบัญชา และ ผูรวมงาน เชน พึงละเวนจากการนําผลงานของผูอื่นมาเปนของตนเอง เปนตน (4) จรรยาบรรณตอประชาชนและสังคม เชน พึงประพฤติตนให เปนที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป เปนตน 8) การออกจากราชการ ขาราชการพลเรือนออกจากราชการดวยเหตุ 3 ประการ คือ (1) ออกตามความตองการของขาราชการเอง (ลาออก) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
75.
75
(2) ออกเพราะสิ้นสุดสภาพของการเปนขาราชการ ไดแก กรณีตาย หรือ อายุครบ 50 ป ตามกฎหมายบําเหน็จบํานาญ (3) ออกตามความตองการของทางราชการ เชน ถูก สั่งใหออกเพราะ ไมผานการทดลองราชการ ขาดคุณสมบัติ รอฟงการสอบสวนพิจารณากรณีถูกกลาวหาวากระทําผิด วินัย รายแรงหรือถูก ฟองคดีอาญา หยอนความสามารถ มีมลทิน มัว หมอง ไปรับราชการทหาร กระทําผิดวินัยอยางรายแรงใหปลดออก หรือไลออก เปนตน 9) บําเหน็จ บํานาญ “บําเหน็จ” หมายถึง เงินตอบแทนความชอบที่ไดรับราชการมาซึ่งจายครัง ้ เดียว “บํานาญ” หมายถึง เงินตอบแทนความชอบที่ไดรับราชการมาซึ่งสั่งจาย เปนรายเดือน ขาราชการมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญปกติดวยเหตุอยางใดอยางใดอยาง ดังนี้ (1) เหตุทดแทน ในกรณีเลิกหรือยุบตําแหนง หรือมีคําสั่งใหออกโดยไมมี ความผิด หรือซึ่งออกมาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (2) เหตุทุพลภาพ ไมสามารถจะรับราชการในตําแหนงซึ่งปฏิบัติอยูนั้น ตอไป (3) เหตุสูงอายุ ในกรณีอายุครบ 60 ปบริบูรณ (4) เหตุรับราชการนาน ไดแก กรณีขาราชการมีเวลาราชการสําหรับ คํานวณบําเหน็จบํานาญครบ 30 ปบริบูรณ แลวหรือ ครบ 25 ป แลวลาออกจากราชการ วิธี ก ารคํา นวณบํ าเหน็จ บํา นาญนั้ น ในกรณี บํา เหน็ จ จะตอ งเงิ น เดื อ น สุดทายคูณดวยจํานวนป เวลาราชการ สวนบํานาญ จะตองเงินเดือนสุดทายหารดวย 50 คูณดวย จํานวนปเวลาราชการ อยางไรก็ดีภายหลังประกาศให พ.ร.บ. กองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ พ.ศ. 2539 หรือ กบข. สมาชิกกองทุนจะมีเงินสะสม ซึ่งสวนราชการหักจากเงินเดือนสงเขากองทุน และสวนราชการสมทบอีกสวนหนึ่ง รวมทั้งเงินผลประโยชน หากเปนสมาชิกที่รับราชการมากอน พ.ร.บ. ใชบังคับ (พ.ศ.2539 ก็จะไดรับเงินเงินชดเชยอีกกอนหนึ่งดวย แตหากอายุราชการครบ 25 ป บริบูรณ และเลือกรับบํานาญ การคํานวณบํานาญจะลดลงโดยคํานวณจากอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดทายคูณดวยเวลาราชการหารดวย 50 แตตองไมเกิน 70% ของอัตราเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดทาย 10) การอุทธรณและรองทุกข การอุทธรณ หมายถึง การใหสิทธิขาราชการในการรองขอใหผูมีอํานาจ พิจารณาใหเปนธรรมในการที่ถูกสงลงโทษทางวินัย ไมรวมถึงการถูกสั่งใหออกจากราชการใน กรณีมิใชการลงโทษทางวินัย ภายใน 30 วัน นับแตวันทราบคําสั่งลงโทษ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
76.
76
การรอ งทุกข หมายถึง การใหสิทธิแกขาราชการในการรองขอใหผูมี อํานาจพิจารณาใหความเปนธรรมในกรณีตอไปนี้ (1) เมื่อถูกสั่งใหออกจากราชการซึ่งมิใชการลงโทษทางวินัย (2) เมื่อเห็นวาผูบังคับบัญชาใชอํานาจหนาที่ปฏิบัติตอตนโดยไมถูกตอง หรือไมปฏิบัติตอตนใหถูกตองตามกฎหมาย (3) เมื่อมีความคับของใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผูบังคับบัญชาตอตน เฉพาะกรณีที่กําหนดในกฎ ก.พ. บรรณานุกรม ค ณ ะ ทํ า ง า น จั ด ทํ า ห นั ง สื อวิ ช า ก า ร ม ห า ด ไ ท ย 1 0 0 ป . ม ห า ด ไ ท ย 1 0 0 ป (กระทรวงมหาดไทยจัด พิมพ เนื่ องในโอกาสครบรอบการสถาปนา 100 ป 1 เมษายน 2535) กรุงเทพฯ : โรงพิมพศิริวัฒนาการพิมพ, 2535 ชาญชัย แสวงศักดิ์ . กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดิน . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ นิติธรรม, 2544 ติน ปรั ช ญาพฤกษ . วิ ช าชีพ นิ ย มของระบบราชการในรั ช สมั ย พระบาทสมเด็ จ พระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัว : วิวัฒนาการและผลกระทบตอสังคมไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, 2536 เรืองวิทย เกษสุวรรณ . กําเนิดระบบราชการและการปฏิรูปในยุคคลาสสิค . กรุงเทพฯ : สงวนกิจการพิมพ, 2546 วรเดช จันทรศร . การพัฒนาระบบราชการไทย . กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัดสหายบลอก และการพิมพ, 2542 สมาน รังสิโยกฤษฎ . การปฏิรูประบบราชการ : แนวคิดและยุทธศาสตร. กรุงเทพฯ : สวัสดิการสํานักงาน ก.พ. , 2542 สุโขทัยธรรมาธิราช,มหาวิทยาลัย. เอกสารการสอนชุดวิชาการบริหารราชการไทย Thai Public Administration หน ว ยที่ 1-8 และหน ว ยที่ 9-15 . นนทบุ รี : สํ า นั ก พิ ม พ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535 สํานั ก งาน ก.พ. พระบาทสมเด็จ พระปกเกลา เจา อยูหั ว กั บระบบข าราชการพลเรื อน. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จํากัด, 2536 คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ และสํานักงาน ก.พ. เอกสารสมุดปกขาวกาวตอไปของ การปฏิรูประบบราชการ. กรุงเทพฯ : บริษัทกราฟฟคฟอรแมท (ไทยแลนด) จํากัด, 2543 (เอกสารประกอบการบรรยายวิชา คศ3311ระบบบริหารราชการไทย Thai Bureaucracy คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยเกริก ภาคการศึกษา 3/2549 ) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
77.
77 สุขสันติ์ บุณยากร :
ระบบบริหารราชการไทย
Download