1



                ระบบบริหารราชการไทย (Thai Bureaucracy)
                                                                               โดย อ. สุขสันติ์ บุณยากร
                                                                                   วิทยาลัยการปกครอง
                                                                                     1 สิงหาคม 2550

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    1. หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารราชการ
    ความหมายของ “การบริหารราชการ” (Public Administration)
             - “การบริหารราชการ” อาจมีความหมายไดทั้งมุมกวางและมุมแคบ ในมุมกวาง
“การบริหารราชการ” หมายถึง กิจ กรรมทุกประเภทของรัฐ ไม วาจะเปนกิจ กรรมในดานนิติ
บัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ นักวิชาการกลุมนี้ ไดแก ฟลิกซ เอ นิโกร (Felix A. Nigro)
และมารแชล ดิมอด (Marshall Dimock) ในการมองแบบมุมแคบ จะหมายถึงเฉพาะกิจกรรมของ
ฝายบริหารในการดําเนิน ความพยายามใหหนวยงานตาง ๆ ของรัฐประกอบกิจ กรรมใหบรรลุ
เปาหมายอยางไดผลที่สุด นักวิชาการกลุมนี้ ไดแก ลูเซอร กูลิค (Luther Gulick) เจมส ดับปลิว
เฟสเลอร (James W. Fesler) และ เฮอรเบิรต ไซมอน (Herbert Simon)
             - ฟลิกซเอนิโกร (Felix A. Nigro) ใหความหมายวา
                 1.) เปนความพยายามของกลุมที่จะรวมมือกันปฏิบัติงานในหนวยงานของรัฐ
                 2.) มีขอบเขตครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานของฝายบริหาร ฝายนิติบัญญัติ และฝาย
ตุลาการ ตลอดจนความสัมพันธระหวางฝายทั้งสามนี้
                 3.) มีบทบาทสําคัญในการกําหนดนโยบายสาธารณะ การบริหารราชการจึงเปน
สวนหนึ่งของกระบวนการทางการเมือง
                 4.) มีความแตกตางจากการบริหารธุรกิจของเอกชน
                 5.) เกี่ยวของกับกลุมเอกชนหลายกลุม และปจเจกชนหลายคนในอันที่จะจัดบริการ
ใหแกชุมชน
             - มารแ ชล ดิมอค (Marshall Dimock) ใหค วามหมายวา การที่รัฐจะทํา “อะไร”
หมายถึงขอบเขตเนื้อหาของงานของรัฐ และทํา “อยางไร” หมายถึง วิธีก ารดําเนิน การอยางมี
หลักการที่รัฐจะนํามาใชเพื่อใหกิจกรรมบรรลุผลสําเร็จ
             - เฮอรเบิรต ไซมอน (Herbert Simon) หมายถึง กิจกรรมทั้งปวงของฝายบริหาร
ไมวาจะเปนการปกครองสว นกลาง การปกครองมลรัฐ หรือการปกครองทองถิ่น ที่สําคัญก็คือ
ไมรวมเอางานของฝายนิติบัญญัติและตุลาการเขาไวดวย


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
2


               - ติน ปรัชญพฤทธิ์ และอิสระ สุวรรณมล กลาวถึงคําวา “administration” ไวใน
ปทานุกรมการบริหาร (2514) วามาจากภาษาลาตินวา “administrare” ซึ่งแปลวารับใช การจัดการ
การปฏิบัติภารกิจ การอํานวยการ (To serve, to manage, to conduct, to direct) ในทางการบริหาร
เรามั ก จะเน น ความหมายของคํ า ว า “administration” ไปในแง ข องการรั บ ใช เพราะถื อ ว า
ขาราชการตองเปนผูรับใชประชาชน มิใชเปนเจานายของประชาชน
         1.2 ความเปนมาของคําวา “ระบบราชการ” (Bureaucracy)
                  - คําวา “ระบบราชการ (bureaucracy)” เปนคําที่คิดขึ้นในสมัยตนศตวรรษที่ 18
โดยนักเศรษฐศาสตรชาวฝรั่งเศส ชื่อ “แวง ซองต กูรเนท (Vincent De Gournet)” คําวา ระบบ
ราชการที่จริงไมไดมีค วามหมายใหม มีความหมายเพียงวา ไมใชเปนการปกครองแบบกษัตริย
(monarchy) ไมใ ชอภิชนาธิปไตย (aristocracy) หรือประชาธิปไตย (democracy) แตเปน การ
ปกครองโดยเจาหนาที่ (rule of officials) เพราะคําวา “bureau” แปลวา “สํานักงาน” ซึ่งมี
เจาหนาที่ทํางาน คําวา “Cracy” แปลวา “การปกครอง” คําที่คลายกับคําวาระบบราชการมาก คือ
คําวา “ระบบยูโร (burosystem)” ซึ่งคําที่ใชในสมัยปรัสเซีย หมายถึง การจัดสรรหนาที่ใหแกกรม
กองตาง ๆ ใหชัดเจน ซึ่งมีการปฏิรูปการบริหารใหมภายใตการปกครองของคารล วอม สโตน (Carl
vom Stein) แบงงานเปนกระทรวง และหนว ยงานยอย ๆ และจัดสรรงานและหนาที่ ซึ่งเรียกวา
“ระบบยูโร”
                  - ในบางครั้งคําวา “Bureaucracy” จะหมายถึง “องคก ารแบบราชการ” อัน
หมายถึง ระบบของความสัมพันธในการบังคับบัญชา ซึ่งกําหนดโดยกฎระเบียบที่พัฒนาขึ้นอยาง
สมเหตุสมผล
                  - เม็กซ เวบอร (Max Weber) อธิบายวา องคการแบบราชการ หมายถึงองคการที่
สมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพ ซึ่งปฏิบัติงานบนพื้นฐานของสิ่งตอไปนี้
                           1) กฎระเบียบที่แนนอน
                           2) การแบงงานกันทําตามความชํานาญเฉพาะอยาง
                           3) ลําดับชั้นการบังคับบัญชา
                           4) มีการตัดสินใจที่พิจารณาจากเหตุผล เชิงวิชาการ และความถูกตองใน
แงของกฎหมาย
                           5) การบริหารใชระบบการจัดทําเก็บเอกสารอยางเปนระเบียบ
                           6) การทํางานเปนอาชีพ
                           7) สมาชิกในองคการมีความสัมพันธตอกันในลักษณะเปนทางการ
                           8) การเลื่อนขั้น เลื่อนตําแหนง พิจารณาจากความรูความสามารถ
         1.3 ความสําคัญของ “การบริหารราชการ”
                  1) เปนการนํานโยบายของรัฐไปปฏิบัติ ไดแก

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
3


                             -
                            ขยายโอกาสหรือเพิ่มบริการในรูปบริการสาธารณะตาง ๆ
                             -
                            เพิ่มการปองกันสวัสดิภาพของประชาชนในดานตาง ๆ
                             -
                            การจัดระเบียบของสังคม
                             -
                            กําหนดขอบเขตเสรีภาพการใชจายดวยการจัดเก็บภาษี
                             -
                            การคนหาหรือลงโทษผูกระทําผิดหรือขัดตอกฎหมาย
                             -
                            การยินยอมหรือปฏิเสธที่จะใหประชาชนเขารวมกิจกรรมบางอยาง
                             -
                            การบริหารกิจการกึ่งธุรกิจ เชน การสาธารณูปโภค
                             -
                            การดูแลและปองกันประเทศและการตางประเทศ
                                           ฯลฯ
                 2) มีสวนในการกําหนดนโยบายทั้งในขั้นตอนกอนที่ฝายนิติบัญญัติ และหัวหนา
ฝายบริหารจะตัดสินใจกําหนดนโยบาย และหลังการกําหนดนโยบายแลว
                 3) เปนกลไกสําคัญในการดํารงไวและพัฒนาวัฒนธรรมของสังคม เปนผูกําหนด
กิจกรรมของสังคม และเปนสวนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคม
         1.4 การบริหารราชการและการบริหารธุรกิจ
                 1) ความเหมือนกัน
                         1.1) เปนการบริหารในลักษณะที่เปนกระบวนการปฏิบัติงาน (process)
เหมือนกันทั้งภาคราชการ และธุรกิจ
                         1.2) แมวัตถุประสงคจุดมุงหมาย (goal) จะแตกตาง แตก็มีลักษณะเปน
พลังความรวมมือรวมแรงรวมใจปฏิบัติของกลุม (cooperative group effort)
                         1.3) ลวนตองมีลักษณะในการปฏิบัติงานตามสภาพแวดลอมของแตละ
องคการไป
                         1.4) ประเภทกิจกรรมไมสามารถขีดเสนแบงไดชัดเจน ราชการอาจมี
สวนดวย เชน ธุรกิจโทรคมนาคม เปนตน
                         1.5) ประเภทของทักษะ เทคนิค และกระบวนการทํางาน รวมทั้งความ
ชํานาญของบุคลากรที่คลายกัน
         2) ความแตกตาง
                 2.1) ภาพลักษณ (Image)
                         - ภาคราชการลาชา ขั้นตอนมาก (Real Tape) ในขณะที่ภาคธุรกิจรวดเร็ว
และมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ไมยุงยาก
                 2.2) วัตถุประสงค




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
4


                          - การบริหารธุรกิจเนนมุงที่ผลกําไร (profit) ในขณะที่การบริหารราชการ
มุงในการจัด ทําบริก ารสาธารณะ (public services) โดยมุงผลประโยชนและความพอใจของ
ประชาชนเปนหลักใหญ
                 2.3) ความรับผิดชอบ
                          - การบริหารราชการรับผิด ชอบตอประชาชน แตก ารบริหารธุร กิจ
รับผิดชอบตอผูถือหุนหรือเจาของกิจกรรม
                 2.4) ทุน
                          - การบริหารราชการไดมาจากภาษีอากรเก็บจากประชาชน สว นการ
บริหารธุรกิจไดทุนการดําเนินงานจากเงินของเอกชนผูเปนเจาของหรือผูถือหุน
                 2.5) การกําหนดราคาสินคาและบริการ
                          - การบริหารราชการไมไดมุงกําไร แตการบริหารธุรกิจตองกําหนดราคา
ใหสูงพอสมควรที่จะใหมีกําไรเหลืออยู
                 2.6) คูแขงขัน
                          - การบริหารราชการปกติไมมีผูแขงขัน แตทางดานการบริหารธุรกิจมีคู
แขงขันมาก แตจะสงผลดีที่ผูบริโภคจะไดสินคาและบริการที่ดี ราคาถูก
                 2.7) การคงอยู
                          - การบริหารราชการจะตองมีอยูตราบเทาที่การทําบริการสาธารณะใน
ดานนั้น ๆ แกประชาชน ไมวาจะมีภาวะทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปเชนไร แตการบริหารธุรกิจ
อาจมีการลมเลิก เปลี่ยนแปลงไดงายกวามาก
                 2.8) นโยบายและความเปนอิสระในการปฏิบัติ
                          - การบริหาราชการยังเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของฝายการเมือง มี
สายการบังคับบัญชา และการกํากับดูแลเปนขั้นเปนตอนมาก ในขณะที่การบริหารธุรกิจขึ้นอยูกับ
นโยบายของเจาของกิจการหรือผูบริหาร นโยบายทางการเมืองอาจมีผลกระทบบางแตไมมากนัก
                 2.9) การตรวจสอบของประชาชน
                          - การบริหารราชการจะถูกตรวจสอบโดยประชาชน โดยเฉพาะในดาน
ความโปรงใส เพราะถูก เพงเล็งจากภายนอกมาก ทั้งตองคํานึงถึงมติมหาชน (public opinion)
ในขณะที่การบริหารธุรกิจเปนการดําเนินการโดยเจาของกิจการ ประชาชนมีบทบาทเขาตรวจสอบ
นอย
         1.5 ภารกิจของการบริการราชการ
                 1.5.1 ภารกิจในการจัดทํา “บริการสาธารณะ” (Public service)
                          - หมายถึง ผลผลิ ต ของหนว ยงานของรัฐที่มุงเนน ประโยชนสุข แก
ประชาชนโดยทั่วถึง

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
5


                         - เปนการดําเนินการของรัฐโดยมีวัตถุประสงคเพื่อสนองความตองการ
สวนรวมของประชาชน ซึ่งแยกเปน 2 ประเภท ไดแก
                                 1) ความตองการไดรับความปลอดภัยทั้งในและนอกประเทศ
                                 2) ความตองการไดรับความสะดวกในการใชชีวิตประจําวัน
                         - หลักการใหบริการสาธารณะ จะยึดถือประชาชนเปนเปาหมายในการ
ใหบริการใน 2 ดาน ไดแก
                                 1) ความพึงพอใจของประชาชน
                                         1.1) ความเทาเทียมและเสมอภาค
                                         1.2) เวลาที่เหมาะสม
                                         1.3) ปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอ
                                         1.4) ความสืบเนื่องและตอเนื่องในการใหบริการ
                                         1.5) มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงใหทันสมัยอยูเสมอ
                                 2) ความรับผิดชอบตอประชาชน
                 1.5.2 ภารกิจในการจัดทํา “สินคาสังคมหรือสินคาสาธารณะ” (Public Goods)
                         - ตามทฤษฎีสินคาสังคม และสิน คาเอกชน (Theory of Public and
Private Goods) “สินคาสาธารณะ” เปนสินคาที่กลไกตลาดไมสามารถจะทําใหเกิดสินคานี้ได หรือ
ถาปลอยใหกลไกตลาดทําหนาที่ตัดสินใจในการจัดสรรสินคาจะไมมีประสิทธิภาพหรือปริมาณไม
เพียงพอ ตัวอยางเชน การปองกันประเทศ การศึกษาภาคบังคับ เปนตน
                         - คุณสมบัติของ “สินคาสาธารณะ”
                                 1.) ไมเปนปริปกษในการบริโภค (Nonrival in Consumption)
ไมตองแขงขัน กัน บริโ ภค หรือมีก ารบริโ ภครว ม (Collective consumption) เมื่อมีก ารบริโ ภค
ปริมาณไมลดลง เชน การดูโทรทัศน การใชถนน เปนตน
                                 2.) ลัก ษณะการไมสามารถแบงแยกได (nonexclusion) ไม
สามารถกีดกันไดในการบริโภค เชน ถาดู TV. คนอื่นก็ดู TV. ได เปนตน
                 1.5.3 การแบงประเภทของภารกิจ
                         1.) งานบริการ ไดแก งานที่มีวัตถุประสงคหลักในการผลิตสินคาที่เปน
บริการของสังคม เชน สถานศึกษา กองกําลังทหาร ตํารวจ เปนตน
                         2.) งานควบคุมและจัด ระเบีย บ ไดแก งานที่มีวัต ถุประสงคใ นการ
แทรกแซงกิจกรรมในตลาดการคาเพื่อความเปนธรรม เชน การออกใบอนุญาต การจดทะเบียน การ
ควบคุมราคาสินคา เปนตน
                         3.) งานสงเคราะหและชวยเหลือ ไดแก งานที่จัดสรรทรัพยากรใหแกผูที่
ขาดแคลนหรือดอยโอกาส เชน งานสวัสดิการสังคม งานแรงงาน เปนตน

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
6


                          4.) งานสนับสนุน ไดแก งานใหบริก ารหนว ยงานอื่น ๆ ไดแก งาน
งบประมาณ การเงินการคลัง การจัดเก็บภาษีและรายได เปนตน
        1.6 ความเกี่ยวพันระหวางศาสตรการบริหารราชการกับศาสตรอื่น
                 1) ตรรกวิทยา
                          - การตัดสินใจ (Decision Making), หลักเหตุผล
                 2) จิตวิทยา
                          - เกี่ยวกับคน สังคม และสถานภาพบทบาทของคนในและนอกระบบ
ราชการ
                 3) สังคมวิทยา
                          - การสืบทอดทางสังคม สิ่งแวดลอมและองคกรในสังคม
                 4) มนุษยวิทยา
                          - วัฒ นธรรม และการตอตานการเปลี่ย นแปลงทั้ งในและนอกระบบ
ราชการ
                 5) รัฐศาสตร
-                         “ไมมีการบริหารราชการใดเลยที่ปลอดจากการเมือง” (Public
administration never exist political vacuum)
                 6) เศรษฐศาสตร
                          - ดานภาษี, การคลัง, การพัฒนาเศรษฐกิจ และภาวะเศรษฐกิจ
                 7) นิติศาสตร
                          - กฎหมาย นิติรัฐ ระเบียบ การบังคับใชกฎหมาย
                 8) ประวัติศาสตร
                          - วิวัฒนาการของระบบราชการ
                 9) บริหารธุรกิจ
                          - คูแฝดของระบบราชการ องคความรู เทคนิค รูปแบบวิธีการ
        1.7 แนวคิดเรื่องระบบราชการของ แมกซ เวเบอร (Max Weber)
                 แนวคิดเกี่ยวกับระบบราชการของเวเบอร มีสวนประกอบ 3 สวน ไดแก
                 1.) แนวคิดเกี่ยวกับองคการ ครอบคลุมถึงรัฐ พรรคการเมือง วัด โรงงาน และ
องคกรที่มีเปาหมายตาง ๆ ลักษณะองคการในทัศนะของเวเบอรมีคนอยู 3 กลุม คือ
                          (1) ผูนําหรือกลุมผูนํา
                          (2) เจาหนาที่บริหาร เพื่อทํางานตามหนาที่และรักษากฎระเบียบพื้นฐาน
ขององคการ
                          (3) สมาชิกขององคการอื่น ๆ ที่เหลือ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
7




                  2.) แนวคิดเกี่ยวกับอํานาจ เวเบอรแบงอํานาจออกเปน 3 ประเภท คือ
                          (1) อํานาจบารมี (Charismatic authority)
                          (2) อํานาจประเพณี (Tradition authority)
                          (3) อํานาจตามกฎหมาย (legal authority)
                  3.) แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบในอุดมคติ
                          - เวเบอร หมายถึง องคกรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เจาหนาที่ขององคการ
   ที่มาจากการแตงตั้งเทานั้น ตองมีเงินเดือนประจําและเปนองคการที่ใ ชอํานาจหนาที่ตามหลัก
   เหตุผลของกฎหมาย (rational legal-authority)
         1.8 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบการบริหารราชการ
                  1) พิจารณาจากกฎหมายปกครอง
                          1.1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization)
                          1.2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration)
                          1.3) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization)
                  2) พิจารณาจากแนวคิดดานการจัดการ
                          2.1) การจัดแบงตามวัตถุประสงค
                          2.2) การจัดแบงตามกระบวนการ
                          2.3) การจัดแบงตามประเภทผูรับบริการ
                          2.4) การจัดแบงตามอาณาเขตหรือพื้นที่
         1.9 ความรับผิดชอบและการควบคุมการบริหารราชการ
                  - ความรับผิดชอบในการบริหารราชการ หมายถึง การปฏิบัติหนาที่อยางถูกตอง
ตามทํ า นองคลองธรรม โดยคํ า นึ ง ถึ ง ผลประโยชน ส ว นรวมหรื อ ผลประโยชน ที่ จ ะเกิ ด แก
สาธารณชน
                  - การควบคุมภายในวงราชการ แยกเปน การควบคุมความรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติงาน โดยการควบคุมดานงบประมาณ โครงการและแผน การตรวจสอบและรายงาน ลําดับ
ชั้นการบังคับบัญชา ผานกระบวนการบริหารงานบุคคล และการควบคุมความรับผิดชอบภายในตัว
บุคคลเอง
                  - การควบคุมภายนอก แยกเปน การควบคุมโดยฝายนิติบัญญัติ ฝายตุลาการ และ
จากประชาชนทั้งโดยตรง ผานสื่อมวลชน กลุมผลประโยชน พรรคการเมือง และกระบวนการรอง
ทุกข รวมทั้งผูตรวจการรัฐสภาหรือ Ombudsman




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
8




2. วิวัฒนาการของการบริหารราชการไทย
          การกําเนิดของระบบราชการไทยยังเปนประเด็นที่ถกเถียงกันในหมูนักวิชาการวาเกิดขึ้น
เมื่อใด เนื่องจากไมมีหลักฐานทางประวัติศาสตรใด ๆ ที่บอกใหทราบถึงโครงสราง รูปแบบ วิธีการ
และลัก ษณะดานตาง ๆ ของระบบราชการไทย การศึกษาถึงประวัติศาสตรความเปน มาจึงเปน
การศึกษาเพื่ออธิบายถึงวิวัฒนาการการเมืองการปกครองมากกวาการบริหารราชการ โดยศึกษา
ตั้งแตสมัย สุโ ขทัย เปน ตน มาจนถึงปจ จุบัน ซึ่งสามารถแบงยุค ของระบบราชการไทยที่มีก าร
เปลี่ยนแปลงเห็นไดชัดเจนเปน 4 ยุค ไดแก การบริหารราชการสมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
          2.1 การบริหารราชการสมัยสุโขทัย
                  การเมืองการปกครองในสมัยสุโขทัยมีลักษณะเปนการบริหารการปกครองแบบ
“พอปกครองลูก” (Paternal Government) ถือเอาลัก ษณะสกุลเปน คติ เชื่อวา “พอ” เปน
ผูปกครองครัวเรือน หลายครัวเรือนรวมกันเปนบานอยูในปกครองของ “พอบาน” ผูอยูในปกครอง
เรียกวา “ลูกบาน” หลายบานรวมกันเปนเมือง ถาเปนเมืองขึ้นที่อยูในการปกครองของ “พอเมือง”
ถาเปนเมืองประเทศราช เจาเมืองเปน “ขุน” หลายเมืองรวมกันเปนประเทศหรือราชธานีในการ
ปกครองของ “พอขุน” ขาราชการในตําแหนงตาง ๆ ไดนามวา “ลูกขุน” กอใหเกิดลักษณะของการ
บริหารราชการพอสรุปไดดังนี้
                  1) มีการรวมการใชอํานาจทางการเมืองกับอํานาจทางการบริหารไวดวยกัน ที่
“พอขุน” มี “ลูกขุน” คอยชวยเหลือ ไมมีการแยกขาราชการกับประชาชนออกจากกันโดยเด็ดขาด
ทั้งในยามสงบและยามศึกสงครามที่ประชาชนทุกคนตองเปนทหารตอสูกับขาศึก
                  2) มีการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินที่เรียบงาย ไมยุงยาก ซับซอน ไมมีการ
จัดตั้งหนวยงานเปนการเฉพาะ พอขุนจะปฏิบัติภารกิจดานตาง ๆ ดวยตนเอง โดยมีลูกขุนจํานวน
หนึ่งคอยชวยเหลือ
                  3) การบริหารราชการนอกราชธานี มีการจําแนกหัวเมืองออกเปน 3 ประเภท โดย
จัดรูปแบบการบริหารราชการแยกสวนไปตามลักษณะการปกครองแตละหัวเมือง ไดแก
                            ก. เมืองอุปราช เมืองลูกหลวง และเมืองหนาดาน
                                    เมืองอุปราช เปนเมืองที่ผูจะดํารงตําแหนงพอขุนองคตอไปครอง
อยู ซึ่งตามประวัติศาสตร สมัยพอขุนบาลเมืองครองกรุงสุโขทัย พระรามคําแหงไดไปครองเมือง
ศรีสัชนาลัย ซึ่งเปนเมืองอุปราชและเมืองหนาดานดวย เมืองเหลานี้บางเชื้อพระวงศปกครองจะ
เรียกวา “เมืองลูกหลวง” ซึ่งเมืองหนาดานและเมืองลูกหลวงมีระยะทางเดินหนาจากราชธานีถึงได
ในเวลา 2 วัน หากขาราชการปกครองจะเรียกวา “เมืองหนาดาน” เพื่อสามารถรับขาศึกปองกัน
ราชธานีไวกอน เมืองเหลานี้ “พอขุน” ทรงบัญชาการบริหารเองผานพอเมืองซึ่งไดรับมอบอํานาจไป

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
9


                        ข. เมืองพระยามหานคร
                                เป น เมือ งใหญ อ ยูชั้ น นอกหา งจากราชอาณาจัก ร อาจตั้ งเชื้ อ
พระวงศหรือขาราชการชั้น ผูใหญไปครองเมือง หรือมีเจานายเชื้อพระวงศเปนเจาของเมืองเดิม
ปกครองอยูและยอมขึ้นกับกรุงสุโขทัย เจาผูครองนครหรือพอเมืองมีอํานาจบริหารราชการในเขต
แดนของตนเกือบบริบูรณ แตตองปฏิบัติตามบัญชาของพอขุนและสงสวยแกกรุงสุโขทัย รวมทั้ง
ยามศึกสงครามตองจัดกองทัพและเสบียงไปชวยกรุงสุโขทัย
                        ค. เมืองประเทศราช
                                เป น เมื อ งที่อ ยู น อกราชอาณาจั ก รมี ช าวเมื องเป น คนต างชาติ
ขึ้นอยูกับพอขุนโดยพระบรมเดชานุภาพ มีความสัมพันธเพียงสงเครื่องราชบรรณาการตามกําหนด
และสงทัพหรือเสบีย งมาชว ยรบตามคําสั่งพอขุนเทานั้น สว นการบริหารราชการภายในเมือง
ประเทศราชทางกรุงสุโขทัยจะไมไปเกี่ยวของยกเวนในกรณีจําเปน
                        โดยสรุปในการจัดรูปแบบบริหารราชการแผนดินสมัยสุโขทัยจะมี สอง
ลักษณะ คือ แบบรวมอํานาจ (Centralization) ในราชธานี (กรุงสุโขทัย) และหัวเมืองขึ้นใน และ
แบบกระจายอํานาจ (Decentralization) ในหัวเมืองชั้นนอก




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
10


                                                 การบริหารราชการสมัยสุโขทัย




                              เมืองศรีสัชนาลัย

                                                   เมืองสองแคว




                                                                                       เมืองนครชุม
                                                                     เมืองปากยม
                              เมืองอุปราช                         เมืองลูกหลวง     เมืองหนาดาน
                                                                                                     เมืองทุงยั้ง เมืองพรหม
                                                                                                     เมืองพระบาง
       รวมอํานาจ                                                 หัวเมืองชั้นใน




                                                                    ราชธานี
       รวมอํานาจ                                                  (กรุงสุโขทัย)
                                                                    สุโขทัย)



    กระจายอํานาจ                                                 หัวเมืองชั้นนอก
                                                                                                                      เมืองแพรก
                                                                                                                      สุวรรณภูมิ
                                                                                                                      ราชบุรี
                                                                                                                      เพชรบุรี
                                                                                                                      ตะนาวศรี
                                                                                   เมืองพระยามหานคร                   แพร
                                                                                                                      หลมสัก
                                                                                                                      ศรีเทพ



                                                                                                                      นครศรีธรรมราช
                                                                                                                      มะละกา
                                                                                                                      บะโฮร
                                                                                                                      ทะวาย
                                                                                     เมืองประเทศราช                   เมาะตะมะ
                                                                                                                      หงสาวดี
                                                                                                                      นาน
                                                                                                                      เวียงจันทร
                                                                                                                      เวียงคํา


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
11


        2.2 การบริหารราชการสมัยกรุงศรีอยุธยา
                  2.2.1 การปกครองของไทยสมัย กรุงศรีอยุธยาไดคอย ๆ เปลี่ย นลัก ษณะการ
ปกครองแบบ “พอ” กับ “ลูก” ตามแบบสุโขทัยมาเปนแบบ “เจา” กับ “ขา” ทั้งนี้จากการไดรับ
อิทธิพลจากขอม โดยเมื่อพระเจาอูทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ไดประกาศอิสรภาพไปในตน
ราชอาณาจักรสุโขทัยไดทําสงครามกับขอม และไดกวาดตอนพวกพราหมณและขาราชการสํานัก
ขอมเขามาชวยบริหารบานเมือง และไดยอมรับลัทธิไศแลนซของขอม ซึ่งลัทธินี้มีสาระสําคัญที่วา
พระมหากษัตริย คือ สมมติเทพ หรือเทวราชาที่มีฐานะแตกตางไปจากประชาชนหรือหลักการ
ปกครองแบบ “เทวสมมติห รือ เทวลัท ธิ” (Divine right) ซึ่งถือวารัฐเกิด โดยพระเจาบงการ
พระเจาเปนผูแตงตั้งผูปกครองรัฐ และผูปกครองรัฐมีความรับผิดชอบตอพระเจาเพียงผูเดียว ซึ่งเปน
ความเชื่ อ ของขอมที่ ถื อ ลั ท ธิ ต ามชาวอิ น เดี ย โดยสมมติ พ ระมหากษั ต ริ ย เ ป น พระโพธิ สั ต ว
พระอิศวร หรือพระนารายณแบงภาคมาเลีย งโลก ราษฎรกลายเปนผูอยูใตอํานาจ และเปนผูถูก
ปกครองอยางแทจริง ระบอบเทวสิทธินี้เองเปนตนกําเนิดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ซึ่งมี
ลักษณะคลายกับนายปกครองบาว (Autocratic Government) ดังนั้น การบริหารราชการสมัยกรุง
ศรีอยุธยา จึงเปนการบริหารโดยพระเจาแผนดิน และขาราชการบริหารฝายเดียว เพื่อประโยชน
ของพระเจาแผนดินโดยเฉพาะ

                     การบริหารราชการสมัยตนกรุงศรีอยุธยา (พระรามาธิบดีที่ 1)
                                       (แบบจตุสดมภ)


                                               พระมหากษัตริย


    กรมเวียง/กรมเมือง                 กรมวัง                 กรมคลัง                      กรมนา
          (ขุน)                       (ขุน)                   (ขุน)                       (ขุน)

           พนง.ปค.ทองที่                 งานราชสํานัก          รักษาพระราชทรัพย           ดูแลนาหลวง
           บังคับบัญชาหมื่น/              รักษาพระราช           จัดเก็บภาษีอากร             เก็บหางขาว/
           แขวง/กํานัน                    มณเฑียร               ชําระความเกี่ยวกับ          คานา
           ปราบปรามโจรผูราย             จัดพระราชพิธี         ทรัพย                      จัดหาเสบียง
           พิจารณาคดีในเขต                บังคับบัญชา                                       พิจารณาคดี
           เทศบาล                         ขาราชการฝายใน                                   เกี่ยวกับนา/
           ปกครองเรือนจํา                 ตุลาการตัดสินคดี                                  การเกษตร




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
12


          การบริหารราชการสมัยตนกรุงศรีอยุธยาไดมีการจัดตั้งตําแหนงงาน และแตงตั้งขาราชการ
ทําหนาที่สนองพระเดชพระคุณ เรียกวา จตุสดมภ โดยมีเสนาบดีตําแหนง “ขุน” บังคับบัญชา
และปฏิบัติหนาที่ชวยพระมหากษัตริย ซึ่งตอมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถไดมีการปรับปรุง โดย
การเพิ่มตําแหนงงานที่มีฐานะสูงกวาจตุสดมภอีก 2 ตําแหนง คือ
          1) ตําแหนงสมุหนายก ในระยะแรก กําหนดใหมีหนาที่ควบคุมดูแลหัวเมืองฝายเหนือ
ทั้งหมด แตตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหทําหนาที่บังคับบัญชาเฉพาะขาราชการพลเรือนทั้งหมด แตมี
การเปลี่ยนแปลงกลับไปเหมือนเดิมในสมัยพระเพทราชา
          2) ตําแหนงสมุหกลาโหม หรือสมุหพระกลาโหม ในระยะเริ่มแรกมีหนาที่ควบคุมดูแล
หัวเมืองฝายใตทั้งหมด ตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหมีหนาที่บังคับบัญชาเฉพาะขาราชการฝายทหาร
เทานั้น ตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหมีหนาที่รับผิดชอบดูแลทั้งฝายทหารและฝายพลเรือนในหัวเมือง
ฝายใต

                        ตําแหนงงานในราชธานีสมัยพระบรมไตรโลกนาถ


                                               พระมหากษัตริย



                 สมุหนายก                                               สมุหกลาโหม




 กรมเวียง         กรมวัง           กรมคลัง          กรมนา          กรม       กรมดาบ    กรม       อื่น ๆ
(นครบาล)       (ธรรมาธิกรณ)     (โกษาธิบดี)     (เกษตราธิการ)   พระตํารวจ   สองมือ   ทหารใน




                2.2.2 การเขารับราชการแตกตางจากสมัยสุโขทัยโดยมี 2 ลักษณะ คือ
                        1) โดยการเกณฑ ชายฉกรรจทุกคนเมื่อมีอายุครบ 18 ปบริบูรณตองไป
ขึ้นทะเบียนเปนไพรสมมีมูลนายสังกัดเพื่อรับใช จนเมื่ออายุ 20 ป จะยายสังกัดไปขึ้นทะเบียนเปน
ไพรหลวง และเขาเวรยามรับราชการปละ 6 เดือน โดยไมมีเงินเดือนคาจางจนอายุครบ 60 ป จึงปลด
ราชการ


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
13


                              2) โดยความสมัครใจ ดวยการถวายตัวเปนมหาดเล็ก ตองฝากตัวใหขุน
นางนายเวรไวใชสอย และฝกหัดเปนเสมียนกอน จนเมื่อมีความชํานาญมากขึ้นจึงจะไดรับเลื่อน
ตําแหนงสูงขึ้นตามลําดับ
                   2.2.3 รูปแบบการบริหารราชการสมัยกรุงศรีอยุธยา จะใชรูปแบบการใชอํานาจใน
3 ลักษณะ ไดแก
                              1) แบบรวมอํานาจ (centralization) ในการบริหารราชการในราชธานี
และหัว เมืองชั้นใน กลาวคือพระมหากษัต ริยทรงจัดการบริหารราชการดวยพระองคเอง โดยมี
เสนาบดีเปนผูชวย ผูปกครองหัวเมืองชั้นในมีฐานะเปน “ผูรั้ง” มิใชเปน “เจาเมือง” และอยูใน
ตําแหนง 3 ป สวนกรมการอันเปนพนักงานปกครองขึ้นอยูในความบังคับบัญชาของเสนาบดี
เจากระทรวงในราชธานี
                              2) แบบแบงอํานาจ (Deconcentration) ในการบริหารหัวเมืองชั้นนอก
โดยการแบงแยกอํานาจบริหารจากสวนกลางมอบใหเจาเมืองซึ่งพระมหากษัต ริยทรงเลือกและ
แตงตั้งพระราชวงศหรือขาราชการชั้นสูงผูเปนที่ไววางพระราชหฤทัยใหมีอํานาจบังคับบัญชาการ
สิท ธิข าดอย างเปน ตั ว แทนของพระองคทุ ก อย าง และมีก รมการพนั ก งานปกครองทุ ก แผนก
เชนเดียวกับในราชธานี ตองอยูในความควบคุมดูแลของสมุหนายก หรือสมุหกลาโหมแลวแตเปน
หัวเมืองฝายไหน
                              3) แบบกระจายอํ า นาจ (Decentralization) ในการบริ ห ารเมื อ ง
ประเทศราช โดยใหเจานายของชนชาติแหงเมืองนั้น ๆ ปกครองกันเอง โดยไมเขาไปยุงเกี่ยวกับการ
ปกครองบริหารราชการภายในของประเทศราชนั้น ๆ เพียงแตมีพันธะผูกพันในการถวายเครื่อง
บรรณาการ และชวยในราชการสงครามเทานั้น
           2.3 การบริหารราชการสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
                   ระบบการบริหารราชการแผนดินที่เปนอยูเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา
เจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรขึ้นครองราชยนั้น เปนระบบที่ไดรับอิทธิพลจากขอมที่
ใชกัน มานานกวา 300 ป ตั้งแตกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไมเหมาะสมกับสถานการณข ณะนั้น เนื่องจาก
ระบบราชการออนแอ และอยูในยุคลาเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส จึงทรงปฏิรูปการ
ปกครองใหม ดังนี้
                   1) จัดตั้งกระทรวง โดยยกเลิกสมุหกลาโหมและสมุหนายก จัดตั้งกระทรวง 12
กระทรวง และจัดเงินเดือนใหขาราชการไดรับแบบเดียวกันทุกกระทรวง
                   2) แยกราชการทหารกับราชการพลเรือนออกจากกัน โดยในป รศ.113 (พ.ศ.2437)
ไดมีประกาศพระบรมราชโองการ แบงแยกใหกระทรวงมหาดไทยบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งหมดเวน
กรุ ง เทพฯ กั บ เมื อ งที่ ติด ต อ ใกล เ คีย งให อ ยู ใ นบั ง คั บ บั ญ ชาของกระทรวงนครบาลเดิ ม ส ว น
กระทรวงกลาโหมใหมีหนาที่เปน ผูกํากับรัก ษาการทั้งปวงเกี่ย วกับทหารบก ทหารเรือ เครื่อง

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
14


สรรพวุธยุทธภัณฑ ปอมคายคูอูเรือรบและพาหนะสําหรับทหาร ฯลฯ ตอมายกเลิกการเกณฑมาทํา
ราชการพลเรือนเมื่อตราพระราชบัญญัติลักษณเกณฑทหาร รศ.122 (พ.ศ.2446)
                  3) การบริหารมณฑลเทศาภิบาล
                           ระบบเทศาภิบาลเปนระบบที่รัฐบาลกลางจัดขาราชการของสวนกลางไป
บริหารราชการในหัวเมืองตาง ๆ แทนที่สว นภูมิภาคจะจัดขาราชการเขาบริหารงานในเมืองของ
ตนเองเชนแตกอน ระบบเทศาภิบาลจึงเปนการเปลี่ยนประเพณีการปกครองดั้งเดิมของไทยแบบ
“ระบบกินเมือง” โดยสิ้นเชิง
                           มณฑลเทศาภิบาล มีลักษณะเปนหนวยราชการบริหารสวนภูมิภาคที่ใหญ
ที่สุด โดยมีอาณาเขตรวมเมืองหลาย ๆ เมืองเขาดวยกันมากบางนอยบางสุดแตใหเปนการสะดวก
แก ก ารปกครอง ตรวจตรา และบั ง คั บ บั ญ ชาของข า หลวงเทศาภิ บ าล ซึ่ ง พระบาทสมเด็ จ
พระเจาอยูหัว จะทรงคัด เลือกจากขุ น นางชั้น ผูใ หญทั้ง ทหารและพลเรือนที่มีวุ ฒิค วามรู และ
ความสามารถสูงไปปฏิบัติราชการ
                  4) การบริหารเมือง
                           ไดมีก ารปรับปรุงระเบีย บการปกครองหัวเมืองหรือภูมิภาคใหม โดย
นอกจากจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลแลว ยังจัดการปกครองในเขตมณฑลเทศาภิบาลเปนเมือง อําเภอ
ตําบล และหมูบานดวย
                           พนักงานปกครองเมืองจะประกอบดวย “ผูวาราชการเมือง” ซึ่งถูกเปลี่ยน
มาจากคําวา “เจาเมือง” โดยพระมหากษัตริยเปนผูดําริเลือกสรรแตงตั้งและโยกยายจากบุคคลที่มี
ความรู ความสามารถสูง ไดรับพระราชทานสัญญาบัตรชั้นพระยาหรือพระ และกรมการเมือง
                           “กรมการเมือง” เปนขาราชการอันดับรองลงมาจากผูวาราชการเมือง
กรมการเมืองมี 2 คณะ ประกอบดวย “กรมการเมืองในทําเนียบ” ซึ่งเปนขาราชการอาชีพไดรับ
เงิน เดือน อยูภ ายในขอบังคับที่จ ะไดรับการแตงตั้ง โยกยาย เลื่อนขั้น หรือถูก ถอดถอนตาม
ระเบียบของทางราชการ และ “กรมการเมืองนอกทําเนียบ” ซึ่งมีฐานะเทียบไดเสมอชั้นกรมการ
เมืองชั้นผูใหญ แตงตั้งจากบุคคลผูทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่เปนคหบดีที่ไดตั้งบานเรือนอยูในเมือง
นั้น ซึ่งเปนประชาชนพลเมืองธรรมดามิใชเปนขาราชการที่ปฏิบัติราชการเปนประจํา มีหนาที่เพียง
ที่ปรึกษาขาราชการตาง ๆ ในเมือง มีหนาที่มาประชุมปละ 2 ครั้งที่เมือง และ 1 ครั้งที่มณฑล
                           นอกจากนั้นยังมี “หนวยราชการบริหารชั้นเมือง” เปนหนวยราชการชั้น
รอง และอยูใตบังคับบัญชาของมณฑลเทศาภิบาล เปนผูควบคุมการบริหารราชการของอําเภออีก
ทอดหนึ่ง
                  5) การบริหารอําเภอ
                           เดิมแตละเมืองจะมีหนวยการปกครองที่เรียกวา “แขวง” ที่ประกอบกัน
เปนเมือง ไดมีการปรับปรุงใหเปน “อําเภอ” โดยใหมีบทบาทเปนหนวยราชการรัฐหนวยสุดทาย

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
15


และต่ําที่สุด ซึ่งไดกําหนดไวในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ รศ.116 (พ.ศ.2440) ซึ่ง
ตอมาไดมีการปรับปรุงใหมเปนพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดย
หลักจะมีพนักงานปกครองอําเภอที่เรียกวา “กรมการอําเภอ” ประกอบดวยนายอําเภอ ปลัดอําเภอ
และสมุหบัญชีมีอํานาจหนาที่ปกครองดูแลกํานัน (ตําบล) และงานราชการอําเภอ
                   6) การบริหารตําบลหมูบาน
                          นอกจากอํา เภอซึ่ง เป น หนว ยราชการต่ํา สุ ด แลว ยัง กํ าหนดให มีก าร
ปกครองทองที่ในรูปตําบลและหมูบาน โดยมอบหมายใหกํานัน และผูใหญบานซึ่งมิใชขาราชการ
แตเปนตัวแทนของประชาชนทําหนาที่เชื่อมโยงระหวางรัฐกับประชาชน โดยราษฎรเปนผูเลือก
ขึ้นมาทําเปนผูชวยเหลือกรมการอําเภอ
                   7) การบริหารสุขาภิบาล
                          ไดมีประกาศใชพระราชบัญญัติสุขาภิบาลกรุงเทพ รศ.116 (พ.ศ.2440)
เพื่อทําหนาที่ก ารงานดานสุข าภิบาลของทองถิ่ น ซึ่งตอมาได มีประกาศจัด ตั้ง สุข าภิบาลตําบล
ทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาครขึ้น และตอมาเปลี่ยนชื่อเปนสุขาภิบาลเมืองสมุทรสาคร โดยใหกํานัน
ผูใหญบาน และราษฎรรวมกันเปนคณะกรรมการสุขาภิบาลดวย

    โครงสรางการบริหารราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว

                                           พระมหากษัตริย


          กระทรวง                               มณฑล                            สุขาภิบาล
              มหาดไทย
              กลาโหม
              ตางประเทศ                         เมือง                                       เมือง
              วัง
              เมือง
              นา (เกษตราธิการ)                   อําเภอ
              คลังมหาสมบัติ
              ยุติธรรม
                                                (แขวง)                                        ทองที่
              ยุทธบริการ
              ธรรมการ
              โยธาธิการ                           ตําบล
              มรุธาธิการ                                    ตําบล

                                                 หมูบาน

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
16


2.4 การบริหารราชการหลังการเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
                                  ่
         ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเปนระบอบ
ประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริยเปนประมุขภายใตรฐธรรมนูญ โดยทรงใชอํานาจนิติบัญญัติ
                                                   ั
ทางรัฐสภา อํานาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการทางศาล ไดมีพระราชบัญญัติ
วาดวยธรรมนูญราชการฝายพลเรือน พุทธศักราช 2476 จัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน
สวนกลางเปนกระทรวง การบริหารราชการสวนภูมภาคคงจัดเปนมณฑล จังหวัด และอําเภอ
                                                ิ
ตามเดิม ตอมาไดมีการยกเลิกพระราชบัญญัติดังกลาว และไดมีการตราพระราชบัญญัตวาดวย
                                                                            ิ
ระเบียบราชการบริหารแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 จัดระเบียบบริหารราชการ
แผนดินใหมเปน 3 สวน คือ สวนกลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น โดยสวนกลางประกอบดวย
สํานักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงทบวงกรมตาง ๆ สวนภูมิภาคยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลให
จังหวัดขึนตรงตอสวนกลางมีผูวาราชการจังหวัดและนายอําเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย สวน
         ้
ทองถิ่นจัดเปนรูปเทศบาลนคร เทศบาลเมืองและเทศบาลตําบล ทั้งนี้ยังคงการปกครองทองที่ตาม
พระราชบัญญัติลกษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งมีกํานันและผูใหญบานปกครอง
                  ั
ตําบล และหมูบานตามรูปแบบเดิม

                    การบริหารราชการหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

                                          พระมหากษัตริย

      นิติบัญญัติ                            บริหาร                       ตุลาการ
       รัฐสภา                              คณะรัฐมนตรี                      ศาล


     สวนกลาง                               สวนภูมิภาค                สวนทองถิ่น
                                 พิเศษ
  สํานักนายก/                                                                    กทม.
                                              จังหวัด                            อบจ.
  กระทรวง/                                                                       เทศบาล
  ทบวง                                                                           เมืองพัทยา
                                               อําเภอ                            (สุขาภิบาล)
                                                                                 อบต.
         กรม
                                               ตําบล
  สนง.เลขานุการ
  กรม/กอง                                     หมูบาน

     แผนก/ฝาย
สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
17


3. ปจจัยแวดลอมที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย
         3.1 แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับปจจัยแวดลอมที่มีอิทธิพลตอการบริหาร
                 ปจจัยแวดลอมทางการบริหาร โดยทั่ว ๆ ไปจะแยกออกเปน 2 ประเภท ไดแก
                         1) ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการ
                         2) ปจจัยแวดลอมภายในองคการ
                 1) ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการ
                         ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการอาจแยกออกเปน 2 ประเภท คือ
                         1.1) ปจจัยแวดลอมภายนอกทั่วไป ประกอบดวย
                                  1.1.1) ดานการเมืองและกฎหมาย ไดแก วัฒนธรรมทางการเมือง
สถาบันพระมหากษัตริย รัฐสภา พรรคการเมือง เสถียรภาพของรัฐบาล การแกไขกฎหมายและ
ระเบียบ รวมทั้งกลุมผลประโยชนตาง ๆ
                                  1.1.2) ดานเศรษฐกิจ ไดแก ภาวะเศรษฐกิจ ที่สําคัญ ๆ เชน
อัต ราเงิน เฟอ อั ต ราดอกเบี้ย อัต ราภาษี อัต ราการว างงาน ฯลฯ กลุ มอิท ธิพลทางเศรษฐกิ จ
โลกาภิวัฒน (Globalization) และเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปญหาทางเศรษฐกิจสําคัญ ๆ เชน ปญหา
การผลิต การกระจายและความเปนธรรม รวมทั้งปญหาดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
                                  1.1.3) ดานสังคมและวัฒ นธรรม ไดแก วัฒ นธรรมคานิย ม
ศาสนา โครงสร างของประชากรและการเปลี่ย นแปลงของประชากร ระดั บ การศึ ก ษาของ
ประชาชน พฤติกรรมการบริโภค การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ปญหาของสังคมดานตาง ๆ เชน
ยาเสพติด อาชญากรรม มลภาวะ สภาพแวดลอมที่เลวราย การวางงาน อุบัติภัยตาง ๆ ปญ หา
ครอบครัว เด็กและสตรี รวมทั้งในแงสังคมจิตวิทยา อันไดแก อิทธิพลของสื่อมวลชน มิติมหาชน
และลักษณะการเกิดเปนเมือง เปนตน
                                  1.1.4) ดานเทคโนโลยี ไดแก การผลิตคิดคนทางเทคโนโลยี
การพัฒนาดานเครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เปนตน
                         1.2) ปจจัยแวดลอมภายนอกเชิงปฏิบัติการ
                                  Samual paul (1983) ไดเ สนอสภาพแวดล อมเชิง ปฏิ บัติ ก าร
พิจารณาจากองคประกอบสําคัญ 5 ประการ ไดแก
                                  1.2.1) สภาพปญหาของสาขาการพัฒนาหรือภาคบริการ
                                  1.2.2) ผูรับประโยชนและผูรับบริการ
                                  1.2.3) ความต อ งการของสั ง คมต อ การได รั บ บริ ก ารจาก
แผนงาน
                                  1.2.4) ความพรอมของแผนงานในการใหบริการ


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
18


                                 1.2.5) กลุมบุค คลผูมี อิทธิพ ลตอการตัด สิ น ใจเกี่ย วกั บความ
ตองการการไดรับบริการ และความพรอมในการใหบริการ
                2) ปจจัยแวดลอมภายในองคการ
                        บริษัทที่ปรึก ษา Mc Kinsey เสนอแนวทางในการวิเคราะหถึงปจ จัย
แวดลอมภายในองคการที่เรียกวา 7 – S Mc Kinsey โดยพิจารณาปจจัย 7 ดาน ไดแก ดาน
กลยุทธ (Strategy) โครงสราง (Structure) ระบบ (System) แบบแผน (Style) บุคลากร (Staff)
ความรูความสามารถขององคการ (Skills) และคานิยมรวมของคนในองคการ (Share vision /
Superordinate Goals)
        3.2 ปจจัยแวดลอมดานการเมืองและกฎหมายที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย
                1) สถาบันพระมหากษัตริย
                        สถาบันพระมหากษัตริยมีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทยมาตั้งแตอดีต
ในสมัยกรุงสุโขทัยสถาบันพระมหากษัตริยมีลักษณะเปน “พอขุน” อํานาจอธิบไตยอยูที่พอขุนเพียง
พระองคเดียว ดังนั้นแนวนโยบายระเบียบวิธีปฏิบัติในการปกครองและระบบราชการจึงขึ้นอยูกับ
วิจารณญาณของกษัตริยเปนสําคัญ
                        ตอ มาในสมั ย กรุ ง ศรีอ ยุ ธยา และกอ นเปลี่ ย นแปลงการปกครองเป น
ประชาธิปไตย พระมหากษัตริยมีลักษณะเปน “เทวราชา” ทําใหกษัตริยอยูเหนือทุกสิ่งทุกอยาง มี
อํานาจในการบริหารการปกครองมากกวาลักษณะ “พอขุน” พระมหากษัตริยเปนผูตรากฎหมายและ
บังคับใชก ฎหมายควบคุ มทางการเมืองการปกครอง มีบทลงโทษที่รุน แรง และสิทธิข าดอยู ที่
ดุลพินิจของพระมหากษัตริยนอกเหนือจากการวินิจฉัยและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการ
                        ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 สถาบันพระมหากษัตริย
มิไดทรงอํานาจอธิปไตยดวยพระองคเอง ทรงใชอํานาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
                2) รัฐสภา
                        รัฐสภามีบทบาทที่สําคัญที่มีอิทธิพลตอระบบราชการไทย ซึ่งเปน สว น
หนึ่งของฝายบริหารในดานตาง ๆ ไดแก
                        2.1) การควบคุมการบริหารราชการของประเทศ โดยการตั้งกระทูถาม
เปดอภิปรายทั่วไป รวมทั้งการลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี
                        2.2) การจัดทํากฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ย วกับระเบีย บบริหาร
ราชการแผนดิน และการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมตาง ๆ
                        2.3) พิจารณาทางงบประมาณรายจายประจําป
                        2.4) ตั้งขอสังเกตและขอเสนอแนะตอรัฐบาล




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
19


                   3) พรรคการเมือง
                           พรรคการเมืองจะมีบทบาทสําคัญหรือมีอิทธิพลตอระบบบริหารราชการ
ไทยในฐานะเปน สถาบัน ที่มีสวนผลัก ดัน ในการกําหนดนโยบายของรัฐบาล เปน ผูค วบคุมการ
บริหารของรัฐบาล และเปนสถาบันที่แสดงความตองการของประชาชน
                   4) วัฒนธรรมทางการเมือง
                           อัลมอนต และเวอรบา ไดจําแนกวัฒ นธรรมการเมืองเปน 3 ประเภท
ไดแก
                           (1) วัฒนธรรมการเมืองแบบจํากัดวงแคบหรือแบบคับแคบ (Parochial
political Culture) บุคคลในสังคมไมมีความรู ความรูสึก ความคิดเห็นเกี่ยวกับชาติ ระบบการเมือง
เกี่ยวกับโครงสรางบทบาทของชนชั้น นําทางการเมือง การบังคับใชนโยบาย ตลอดจนเกี่ย วกับ
บทบาทของตนเองในฐานะเปนสมาชิกของระบบการเมือง
                           (2) วัฒนธรรมการเมืองแบบไพรฟา (Subject political culture) ประชาชน
มีการเรียนรูทางการเมือง แตขาดความรูความเขาใจในการแสดงบทบาททางการเมือง
                           (3) วัฒนธรรมการเมืองแบบมีสวนรวม (Participant political culture)
ประชาชนมีก ารเรียนรูทางการเมืองสูง และตระหนักในบทบาทหนาที่ข องตนเองในฐานะเปน
สมาชิกของระบบการเมือง
                           วัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยมีลักษณะผสมระหวางวัฒนธรรมทาง
การเมืองแบบไพรฟาและแบบมีสวนรวม ซึ่งมีผลทําใหระบบการเมืองของไทยเปนแบบ “อมาตยา
ธิปไตย” (Bureaucratic Polity) สถาบันขาราชการแทรกแซงทางการเมือง การดําเนินงานของ
รัฐบาลขาดการควบคุมตรวจสอบของประชาชนเนื่องจากสถาบันพรรคการเมืองไมเขมแข็ง รวมทั้ง
ขาราชการทําตัวเปนผูปกครองประชาชน หรือมีบทบาทในการควบคุมประชาชนสูง
          3.3 ปจจัยแวดลอมดานเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย
                   ภาวะเศรษฐกิจ เชน ภาวะเงินเฟอซึ่งเปนปญหาเรื้อรังที่สงผลกระทบทําใหดัชนี
ราคาผูบริโภคสูงขึ้นมาก มีผลกระทบโดยตรงตอรายไดของขาราชการที่มีรายไดไมสอดคลองกับ
ดัชนีราคาผูบริโภคที่เพิ่มขึ้น รายไดไมเพียงพอกับคาครองชีพ มีผลตอ ขวัญ กําลังใจในการทํางาน
ของขาราชการ อีกทั้งขาราชการบางสวนจะมุงแสวงหารายไดเพิ่มเติม ในบางครั้งอาจนําไปสูการ
ทุจริต คอรัปชั่น เพื่อหารายไดเพิ่มขึ้นงายขึ้น
                   ในอดีตกลุมอิทธิพลทางเศรษฐกิจมักจะมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชนซึ่งกันและ
กันระหวางกลุมขาราชการ โดยฝายขาราชการใชอํานาจหนาที่ที่มีอยู กลุมอิทธิพลทางการคาจะใช
อํานาจทางการเงินดึงขาราชการมาปกปองคุมครอง หรือจัดสรรผลประโยชนใ หตน ตอมากลุม
อิทธิพลฯ ไดพัฒนาเขามามีบทบาทในรัฐบาล และทางการเมืองมากขึ้น ทําใหการกําหนดนโยบาย
ของภาคราชการไดรับอิทธิพลโดยตรงจากกลุมอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่มุงเอื้อประโยชนใหแกตน

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
20


                  ปญหาดานเศรษฐกิจ ไมวา ปญหาดานการผลิต การวางงาน การคลัง การสงออก
และปญ หาความยากจน สงผลใหภ าคราชการตองปรับปรุงตนเอง ทั้งการปรับโครงสรางของ
หนวยงาน วิธีการทํางาน และความรูความสามารถของขาราชการที่จะตองสามารถตอบสนอง และ
แกไขปญหาใหไดผลมีประสิทธิภาพ
         3.4 ปจจัยแวดลอมดานสังคม และวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย
                  “วัฒนธรรม” หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบ
เรียบรอย ความกลมเกลียวของชาติ และศีลธรรมอันดีงามของประชาชน วัฒนธรรมเปนแบบแผน
พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนทําใหเกิดการเรียนรูถึงทัศนคติ คานิยม ความรู และวัฒนธรรมในรูป
วัตถุของสังคม
                  “ปทัสถาน” หมายถึง แนวทางการปฏิบัติที่สมาชิก ของสังคมสว นใหญยึด ถือ
ในขณะที่ “คานิยม” หมายถึง ความคิดและแนวปฏิบัติที่สมาชิกของสังคมสวนใหญเห็นวาถูกตอง ดี
งาม คานิยมเปนตัวกําหนดพฤติกรรมคนในสังคม
                  คานิยมของคนไทยมีลักษณะสําคัญ ดังนี้
                  1) มีความเอื้อเฟอเผื่อแผ
                  2) ใหอภัยกันงายและลืมงาย
                  3) นิยมคุณความดี
                  4) นิยมการศึกษาสูง ๆ
                  5) มีความสัมพันธแบบ “อุปถัมภและบริวาร” (Patron – Client Relationship)
ซึ่งคลายกับความสัมพันธแบบมี “ผูเหนือกวาและผูต่ํากวา” (Superordination and Subordination)
โดยยึดระบบอาวุโส อํานาจ ความเปนสวนตัวมากกวาหลักการ ทําใหนิยมรับราชการ เกิดการเลน
พรรคเลนพวก และขาดการทํางานเปนกลุมหรือทีม
                  6) อิสระนิยม ทําใหขาดระเบียบวินัย และการทํางานเปนกลุมหรือทีม
                  7) รักความสนุกสนาน และ
                  8) ความนิยมในเงินตรา
                  ศาสนาจะมีอิทธิพลตอระบบราชการไทยคอนขางมาก โดยในแงวด/มัสยิดั
หรือศาสนสถานจะเปนทั้งสถานศึกษา ศูนยกลางศิลปวัฒนธรรม ศูนยกลางของชุมชน และ
ศูนยกลางการบริหารและปกครองในตัว ดานพระหรือนักบวชจะมีลักษณะเปนผูนําของชุมชน
ในขณะที่หลักศาสนาหรือหลักธรรม จะเปนเครื่องยึดเหนียว และแนวทางปฏิบัติทั้งของประชาชน
                                                       ่
และของขาราชการ ซึ่งหมายความรวมทั้งดานคุณธรรม จริยธรรม หลักประพฤติปฏิบัติที่ถูกตอง
เชน ในการปกครองบังคับบัญชา ความรับผิดชอบ การเสริมสรางภาวะผูนํา มนุษยสัมพันธ และ
ความสามัคคีในการทํางาน เปนตน


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
21


       3.5 ปจจัยแวดลอมดานเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย
                จากการพัฒนาดานเทคโนโลยีทําใหภาคราชการตองมีการปรับปรุงการทํางานให
ทันสมัยโดยการนําเทคโนโลยีมาใชมากขึ้น โดยเฉพาะในการใหบริการที่มีการนําเอาเทคโนโลยี
ดานการสื่อสารหรือดานขอมูลขาวสาร (Information Technology: IT) มาปรับปรุงการใหบริการให
สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เชน ระบบ e – government เปนตน
                นอกจากนั้น การพั ฒ นาเทคโนโลยี ดานอื่น ๆ ยังส งผลใหเกิ ด การแขงขั น ทาง
เศรษฐกิจ และการคาที่ทําใหภ าคราชการตองปรับตัว ใหพน ตอการเปลี่ยนแปลงระบบราชการ
นอกจากตองมีการปรับโครงสรางใหกะทัดรัด นําเทคโนโลยีมาใช ลดขั้นตอนการทํางานแลว ยัง
ตองแสวงหาความรูใหม ๆ ที่ทันสมัย และมีการพัฒนาขีดความสามารถของขาราชการใหมีความรู
ความสามารถทันตอการเปลี่ยนแปลงดวย




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
22


4. ระบบตาง ๆ ในสังคมกับระบบราชการไทย
            4.1 ระบบราชการไทยกับระบบการเมืองไทย
                     4.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางระบบราชการกับการเมือง
                             แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางระบบบริหารหรือระบบราชการกับ
ระบบการเมืองอาจจําแนกไดเปน 3 แนวคิด ไดแก
                             1) แนวคิดที่วาควรแยกการเมืองกับการบริหารหรือระบบราชการออก
จากกันอยางเด็ดขาด โดยใหเหตุผลดังนี้
                                      1.1) ความตองการที่จะควบคุม และถวงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน
เพื่อที่วาเมื่อฝายใดฝายหนึ่งทําผิดทํานองคลองธรรมหรืออาจสรางความเสียหายแกประชาชนและ
ประเทศชาติ อี ก ฝายหนึ่งจะได ทัก ทว งหรือยับ ยั้งไดทัน ทว งที ถาหากทั้งสองฝ ายรวมกัน การ
ตรวจสอบถวงดุลอํานาจยอมไมเกิดขึ้น อันอาจสงผลเสียหายตอประชาชนและประเทศชาติได
                                      1.2) ความตองการในตัวบุคลากรแตละฝายไมเหมือนกัน ฝาย
การเมืองจะมุงเปดโอกาสใหประชาชนที่สนใจเขามามีสวนรวมมากที่สุดโดยเทาเทียมกัน ประกอบ
กับลักษณะงานในหนาที่ไมจําเปนตองใชบุค ลากรที่มีค วามรูความเชี่ย วชาญเฉพาะดาน จึงมัก
กําหนดคุณสมบัติผูที่จะเขาดํารงตําแหนงไวกวาง ๆ เชน พออานออกเขียนได เปนตน ในขณะที่ฝาย
บริหารหรือฝายขาราชการประจําตองการผูมีความรูความสามารถ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะดาน
เนื่องจากจะตองปฏิบัติงานประจําวันดานตาง ๆ จึงมีการกําหนดคุณสมบัติไวโดยเฉพาะ
                                      1.3) ความตองการที่แตกตางในเรื่องความมั่นคงในการดํารง
ตําแหนง ฝายการเมืองจะมีกําหนดวาระการดํารงตําแหนง เมื่อครบวาระจะตองออกจากตําแหนง แต
อาจไดรับเลือกเขาดํารงตําแหนงอีกวาระหนึ่งได ในขณะที่นักบริหารหรือขาราชการประจํา จะตอง
ดํารงตํา แหนง และปฏิบัติ หนาที่อ ยูต ลอดเวลาตอเนื่องกัน ไปจะหยุ ด หรือขาดชว งเหมือนฝา ย
การเมืองไมได เพราะจะเกิดผลกระทบหรือความเสียหายตอประชาชนหรือประเทศชาติ ดังนั้นจึง
ตองการความมั่นคงถาวรในการดํารงตําแหนงมากกวาฝายการเมือง
                                      1.4) ความตองการในการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สิทธิเสรีภาพของประชาชนอาจถูกลิดลอนจากบุคคลหรือกลุมบุคคลหลายฝายทั้งฝายการเมือง ฝาย
บริหารหรือขาราชการประจํา และระหวางประชาชนดวยกันเอง การแยกทั้งสองฝายออกจากกันจะ
ทําใหแตละฝายไดตรวจสอบถวงดุลกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชนยอมไดรับการคุมครองมากกวา
ทั้งสองฝายจะรวมกันเปนฝายเดียวกัน
                                      1.5) ความสมเหตุสมผลในการปฏิบัติงานของแตละฝาย แตละ
ฝายจะกําหนดหลักเกณฑ และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนและมักจะมีลักษณะแตกตางตรงกันขาม
เชน ฝายการเมืองมักนิยมใชระบบอุปถัมภในการปูนบําเหน็จรางวัลแกผูที่สนับสนุนตน นิยมตัดสิน
ปญหาตาง ๆ ดวยการลงคะแนนเสียง ในขณะที่ฝายบริหารหรือขาราชการประจํากลับนิยมใชระบบ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
23


คุณธรรมในการสรรหา หรือใหความดีความชอบ และนิยมตัดสินปญหาตาง ๆ โดยผูบังคับบัญชา
สูงสุดเปนผูรับผิดชอบตัดสินใจ
                           2) แนวคิดที่วาไมควรแยกการเมืองกับการบริหารออกจากกันได
                                      แนวคิดนี้เห็นวาตามสภาพเปนจริงที่เปนอยูใ นประเทศตาง ๆ
ไมมีประเทศใดที่จะสามารถแยกทั้งสองฝายออกจากกันไดอยางเด็ดขาด ทั้งนี้เนื่องจากทั้งสองฝาย
ตองมีความเกี่ยวของสัมพันธกันอยางใกลชิดอยูตลอดเวลา และมีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ
กลาวคือ
                                     2.1) ในแงโ ครงสราง โดยที่เปนที่ย อมรับกัน มาชานานแลว
“ระบบบริหารมีฐานะเปนระบบยอยระบบหนึ่งของระบบการเมือง” นอกเหนือจากระบบยอยอื่น ๆ
เชน ระบบรัฐบาล ระบบพรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา เปนตน ดังนั้น จึงไมอาจ
แบงแยกระบบบริหารออกจากระบบการเมือง เพราะจะทําใหระบบการเมืองขาดความสมบูรณ จน
อาจสูญเสียลักษณะความเปนระบบการเมืองตอไปได
                                     2.2) ในแงกระบวนการ กระบวนการของกิจกรรมทางการเมือง
จะเริ่ ม จากการเสนอชื่ อ ผู ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง กระบวนการเลื อ กตั้ ง กระบวนการนิ ติ บั ญ ญั ติ
กระบวนการยุติธรรมทางศาล กระบวนการดําเนินงานของพรรคการเมือง กระบวนการของกลุม
ตอตานทางการเมือง และกระบวนการบริหาร ดังนั้นจึงไมอาจแยกการบริหารออกจากการเมืองได
อยางเด็ดขาด
                                     2.3) ในแงพฤติกรรม พฤติกรรมทางการบริหารกับพฤติกรรม
ทางการเมืองจะมีความตอเนื่องกัน จนไมอาจแยกออกจากกันได เชน ในการเลือกตั้งเปนพฤติกรรม
ทางการเมือง การจัดการตาง ๆ เพื่อใหประชาชนใชสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เปนพฤติกรรมทางการ
บริหาร เปนตน
                           3) แนวคิดที่วาการเมืองกับการบริหารควรหันมารวมมือกันแทนที่จ ะ
มัวคํานึงถึงแยกหรือไมแยกออกจากกัน ซึ่งเปนแนวคิดในระยะหลัง ๆ ที่มุงประสานความแตกตาง
ระหวางแนวคิดทั้งสองประการที่กลาวขางตน โดยเห็นวาควรหันหนามาปรึกษากันวาจะรวมมือ
อยางไรจึงจะกอใหเกิดประโยชนตอประชาชนและประเทศชาติ จะเปนประโยชนมากกวาจะมามัว
ถกเถียงกันวาควรแยกหรือไม
                   4.1.2 บทบาทของระบบราชการไทยตอฝายการเมือง
                           จากอดีตจนถึงปจจุบัน ฝายการเมืองกับฝายบริหารของไทยมิไดแยกออก
จากกัน อยางเด็ด ขาด แม วาจะมี ค วามพยายามแยกออกจากกัน แตก็ ก ลับทํ าใหสํา เร็จ ยาก ใน
ขณะเดียวกันกลับสงผลใหมีการปรับปรุงฝายบริหารหรือระบบราชการใหมีความเขมแข็งมากขึ้น
เปนลําดับ ทั้งในดานโครงสราง บทบาทหนาที่ และคุณสมบัติของขาราชการ จนเปนผลทําให
ระบบราชการไทยกลายเปนกลุมอิทธิพลที่มีพลังอํานาจมากที่สุดกลุมหนึ่งของสังคมไทย ประกอบ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
24


กับฝายการเมืองประสบความออนแอ และขาดความมีเสถียรภาพ มีการปฏิวัติรัฐประหาร ยุบสภา
ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และเลือกตั้งอยูต ลอดเวลา ดังนั้น ฝายบริหารหรือขาราชการประจําจึงมิได
เพียงเปนเครื่องมือของฝายการเมืองในการนํานโยบายไปสูการปฏิบัติใหบรรลุผลสําเร็จเทานั้น แต
ยังมีบทบาทเขาไปกาวกายแทรกแซงฝายการเมืองในลักษณะและรูปแบบตาง ๆ ซึ่งอาจแยกพิจารณา
ไดดังนี้
                           1) บทบาทตอสถาบันนิติบัญญัติ
                                  ในอดีตที่ผานมาผูมีบทบาทสําคัญในการเสริมสรางและกําหนด
รูปแบบของรัฐสภาคือขาราชการประจํา สมาชิกรัฐสภามักปรากฏวาเปนขาราชการประจํา (ในบาง
ยุคที่ไมหาม) และจะเปนขาราชการที่ลาออกหรือเปนขาราชการบํานาญ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเหลานี้
ก็มักจะนําพฤติกรรมของการบริหาร เชน เนนระเบียบพิธีมากกวาความสําเร็จ การประนีประนอม
หรือเก็บความรูสึก มากกวาจะแสดงความคิด เห็นโตแยงที่คอนขางรุน แรง เปน ตน นอกจากนั้น
เนื่องจากระเบียบปฏิบัติตาง ๆ เชน ขอบังคับการประชุม ขั้นตอนการเสนอญัตติ รวมทั้งรูปแบบตาง
ๆ สมาชิกรัฐสภาที่เปนนักการเมืองมักตองพึ่งพาอาศัยปรึกษาขาราชการ ทําใหรับเอาแนวคิดของ
ขาราชการไปเปนแนวประพฤติปฏิบัติของตน
                           2) บทบาทตอคณะรัฐมนตรี
                                  คณะรั ฐ มนตรี ข องไทยมั ก จะมี พื้ น ฐานทางอํ า นาจหน า ที่
สนับสนุนมาจากประชาชน จึงอยูในสภาวะที่เสี่ยงตอการที่ระบบราชการจะเปนฝายควบคุมและ
ครอบงําคณะรัฐมนตรีเอง และก็มักจะพบรัฐมนตรีบางสวนจะแตงตั้งจากขาราชการประจําหรือ
ขาราชการบํานาญ ในคณะรัฐมนตรีเกือบทุกชุด
                           3) บทบาทตอพรรคการเมือง
                                  ลักษณะของพรรคการเมืองไทยจะแตกตางจากพรรคการเมือง
ของประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่วไป กลาวคือ พรรคการเมืองไทยเปนพรรคที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย
ที่ตองไดรับอนุญาตใหจดทะเบียนโดยนายทะเบียนที่เปนขาราชการ ในขณะที่พรรคการเมืองของ
ประเทศเสรีประชาธิปไตยเปนพรรคที่เกิดขึ้นโดยวิวัฒนาการหรือความตองการทางการเมือง แม
ป จ จุ บั น จะเปลี่ ย นบทบาทในการเป น นายทะเบี ย น และการควบคุ ม พรรคการเมื อ งจาก
กระทรวงมหาดไทย เปนคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. แตก็ยังเปนรูปแบบราชการรูปแบบ
หนึ่งอยูนั่นเอง
                           4) บทบาทตอการเลือกตั้ง
                                  แมวาปจจุบันการจัดการเลือกตั้งจะเปนบทบาทอํานาจหนาที่ของ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง แตก็มิไดเปลี่ยนแปลงบทบาททางปฏิบัติตั้งแตการกําหนดหลักเกณฑ
วิธีการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง รวมทั้งการบริหารการเลือกตั้งของภาคราชการไปมากนัก เปนเพียง


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
25


การแบงแยกงานของภาคราชการจากเดิม คือ กระทรวงมหาดไทยฝายเดียวไปเปนระบบราชการ
พิเศษในรูป กกต. ทํางานรวมกับระบบราชการหรือหนวยราชการอื่น ๆ เทานั้น
                  4.1.3 บทบาทของฝายการเมืองตอระบบราชการไทย
                           1) บทบาทในการจัดตั้ง ขยาย หรือยุบเลิกหนวยงานของระบบราชการ
                                    ฝายการเมืองจะมีบทบาทคอนขางมากในการกําหนดโครงสราง
ของระบบราชการเพื่อรองรับหรือนํานโยบายของฝายการเมืองไปปฏิบัติใหบังเกิดผล จึงจะเห็นการ
เปลี่ยนแปลงในการตรากฎหมายปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ในหลาย ๆ ฉบับ ที่มีการยุบเลิก
รวม หรือตั้งหนว ยงานใหม ๆ โดยเฉพาะในยุคการปฏิรูประบบราชการที่ฝายการเมืองมีความ
เขมแข็ง จึงมีการปฏิรูปโดยการลดขนาดโครงสรางของราชการลง และปรับเปลี่ยนโครงสรางให
สอดคลองกับนโยบายของฝายการเมือง
                           2) บทบาทในการเลือกตั้งและโอนยายขาราชการะดับสูง
                                    แม ว า ในรั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ ใหม ๆ เช น รั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ
พ.ศ.2540 จะหามมิใหสมาชิก รัฐสภาเขาไปแทรกแซงในการแตงตั้งโอนยายขาราชการ แตใ น
ระเบี ย บข าราชการพลเรื อ นจะกํ า หนดให รัฐ มนตรี เ จา สัง กั ด มี อํา นาจแต งตั้ ง ถอดถอนเฉพาะ
ขาราชการระดับปลัด กระทรวงหรื อระดับ 11 สว นในระดับรองลงมาเปน อํา นาจหน าที่ข อง
ขาราชการประจํา แตทั้งนี้ในระดับ 10 ปลัดกระทรวงตองไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี และยัง
ตองไดรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีดวย
                           3) บทบาทในการอนุมัติและตรวจสอบเงินงบประมาณแผนดิน
                                    ในการจัดทํางบประมาณรายจายประจําป ภาคราชการจะตอง
เสนอเพื่อขออนุมัติตอฝายการเมืองเปนลําดับ ตั้งแตคณะรัฐมนตรีจนถึงรัฐสภา ซึ่งฝายการเมือง
เหลานี้ยอมมีอํานาจที่จะเพิ่ม ลด เปลี่ยนแปลง หรือไมอนุมัติงบประมาณที่หนวยราชการเสนอขอมา
ก็ได นอกจากนี้ยังมีอํานาจในการตรวจสอบงบประมาณที่ไดอนุมัติไปดวย
                           4) บทบาทในการควบคุมการปฏิบัติงานตาง ๆ
                                    นอกจากฝายการเมืองที่เปนฝายบริหารอันไดแกคณะรัฐมนตรีจะ
มีบทบาทควบคุมการปฏิบัติงานดานตาง ๆ ของสวนราชการแลว รัฐสภาก็มีบทบาทในการควบคุม
เชนกัน ทั้งการควบคุมดวยวิธีการทางสภา เชน การตั้งคณะกรรมาธิการ การตั้งกระทูถาม การ
เปดอภิปรายไมไววางใจแลว ยังอาจใชวิธีการควบคุมโดยผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาอีกดวย
                  4.1.4 ผลกระทบของความสัมพันธระหวางระบบราชการกับการเมืองในประเทศ
ไทย
                           ระบบราชการไทยกับฝ ายการเมืองของไทยจะมีค วามสัมพั น ธกัน ใน
ลักษณะที่กาวกายแทรกแซงซึ่งกันและกันอยูตลอดเวลา ทําใหเกิดผลกระทบที่สําคัญอยางนอย 3
ประการ ไดแก

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
26


                          1) ทําใหดุ ล ยภาพของอํ านาจทั้ง สองฝายไมเ ทา เทีย มกั น มีค วาม
หวาดระแวงสงสัยกันและกันอยูตลอดเวลา ทั้งสองฝายจึงอยูรวมกันในลักษณะไมไววางใจกัน และ
มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้นไดแทบตลอดเวลา
                          2) ทําใหการพัฒนาทางการเมืองเกิดขึ้นไดยาก เนื่องจากฝายขาราชการ
ประจําไมยินยอม ในขณะที่ฝายการเมืองไมอยูในฐานะเขมแข็งเพียงพอ
                          3) ทําใหเกิดคานิยมที่ไมถูกตอง จากการมีฝายบริหารอางความชอบธรรม
ในการเขาไปกาวกายแทรกแซงฝายการเมือง ทําใหประชาชนเบื่อหนาย ไมศรัทธาตอการเมือง
ในขณะที่จะใชการรับราชการเพื่อไตเตาสูตําแหนงทางการเมือง โดยไมยอมรว มกิจกรรมทาง
การเมือง ตามครรลองของประชาธิปไตยในอารยประเทศ
         4.2 ระบบราชการไทยกับระบบเศรษฐกิจไทย
                 4.2.1 ระบบราชการในฐานะเปนเครื่องมือของฝายบริหาร
                          ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันทางเศรษฐกิจที่ประกอบดวยหนว ย
เศรษฐกิจหลาย ๆ หนวยมารวมกัน มีกฎเกณฑ ระเบียบแบบแผน แนวทางปฏิบัติอยางเดียวกัน
ตลอดจนวางนโยบาย และการแกไขปญหาทางเศรษฐกิจอยางเดียวกัน
                          ระบบเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของหนวยเศรษฐกิจหลาย ๆ
หนวยรวมกันจัดตั้งขึ้นเปนสถาบันทางเศรษฐกิจ มีผูดําเนินการ หรือบริหารงานโดยองคการหรือ
รัฐ เพื่อใหมีแนวทางปฏิบัติอยูใ นระเบีย บ แบบแผน กฎเกณฑ และนโยบายการดําเนิน การ
ตลอดจนการแกไขปญหาทางดานเศรษฐกิจอยางเดียวกัน ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงประกอบดวย
สวนใหญ ๆ 3 สวน ไดแก
                          1. ผูบริโภค หมายถึง หนวยครัวเรือน (House Hold) ซึ่งเปนสมาชิกของ
สังคมจะทําหนาที่เปนผูบริโภคสินคา และบริการที่ผลิตขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจ
                          2. ผูผลิต หมายถึง หนวยธุรกิจ (Business Firms) เจาของปจจัยการผลิต
จะทําหนาที่เปนผูผลิตสินคาและบริการ เพื่อสนองตอบความตองการของสมาชิกในสังคม
                          3. รัฐบาล หมายถึง หนวยงานของรัฐหรือภาคราชการ (Governments) จะ
ทําหนาที่ใ นการบริหารงานใหกิจ กรรมทางเศรษฐกิจดําเนิน การไปตามระเบีย บแบบแผน และ
นโยบายตาง ๆ ที่วางไว ตลอดจนแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
                          หากพิจารณาระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะเห็นไดวา ทั้งรัฐบาลและ
เอกชนตางมีสวนเปนเจาของทรัพยากร และปจจัยการผลิตตาง ๆ จึงทําใหเอกชนมีแรงจูงใจในการ
ผลิตโดยอาศัยกลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากร และควบคุมโดยรัฐบาลเพื่อแกไขปญหาพื้นฐาน
ทางเศรษฐกิจ และคุมครองประโยชนของสังคมสวนรวมดวย ดังนั้นระบบเศรษฐกิจของประเทศ
จึงเปนแบบผสมระหวางระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยม กับระบบเศรษฐกิจแบบสังคม


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
27


นิยมโดยการดําเนินกิจการทางเศรษฐกิจระหวางรัฐบาลและเอกชนที่สอดคลองกันนี้ รัฐจึงเขามามี
บทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเทาที่จําเปนเทานั้น คือ
                         1.) ดําเนินการเกี่ยวกับการปองกันประเทศ ดานความสงบภายใน และ
การใหความยุติธรรม เชน กิจการดานการทหาร ตํารวจ และศาล เปนตน
                         2.) ดําเนินการดานเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยสรางถนน สะพาน เขื่อน การ
สํารวจเพื่อหาทรัพยากรธรรมชาติ เปนตน
                         3.) ควบคุมและดําเนินการดานการศึกษาและสาธารณสุข
                         4.) ดําเนินกิจการสาธารณูปโภคที่สําคัญ เชน การรถไฟ ไฟฟา ประปา
สื่อสาร ไปรษณีย จัดเก็บขยะมูลฝอย ในลักษณะที่เปนกิจการที่ประชาชนสวนใหญตองใชรวมกัน
                         อยางไรก็ดี นอกจากภาคราชการจะเปนเครื่องมือของรัฐเขามามีบทบาท
ทางเศรษฐกิจแลว ภาคราชการยังมีฐานะเปนเครื่องมือของฝายบริหารหรือรัฐบาลในการแทรกแซง
ระบบเศรษฐกิจอยางนอย 6 ประการ ไดแก
                         1.) การจัดสรรทรัพยากร ปกติก ลไกราคาหรือกลไกตลาดจะเปนตัว
จัดสรรทรัพยากรไดดีที่สุด อยางไรก็ดีในบางกรณี กลไกราคาอาจทํางานไมสมบูรณ ทํางานไมได
หรือตลาดลมเหลว รัฐบาลจึงตองเขาแทรกแซงเพื่อใหสังคมไดรับสวัสดิการสูงสุด ตลาดทํางาน
ลมเหลว เกิดจากกรณีต ลาดมีก ารผูกขาด กรณีก ารจัดสรรสินคาและบริการสาธารณะ (public
goods) กรณีสิน คาที่มีผลกระทบตอภายนอก ทั้งในแงต น ทุน สังคม (social costs) หรื อ
ผลประโยชนสังคม (social benefits) กรณีสิน คาหรือบริก ารที่มีลักษณะผูก ขาดในธรรมชาติ
(natural monopoly)
                         2.) การรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ หมายถึง การรักษาสมดุล
ระหวางอุปสงคและอุปทานของแตละตลาด ซึ่งสวนประกอบของเศรษฐกิจโดยรวม เชน เมื่อมีภาวะ
เงินเฟอ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน การผันผวนของผลผลิต เปนตน
                         3.) การสนับสนุนและเสริมสรางการเติบโตใหกับระบบเศรษฐกิจ โดย
กําหนดนโยบายและแผนงานทั้งระดับมหภาคและจุลภาค เชน มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาติ แผนปฏิรูประบบการเงิน การจัดตั้งหนวยงานตามมาตรการตาง ๆ เชน จัดตั้งสํานักงาน
คณะกรรมการสงเสริมการลงทุน (BOI) เปนตน
                         4.) การกระจายรายได การกระจายรายไดที่ไมเปนธรรม หรือการเกิด
ความแตกตางระหวางรายไดประชาชน ระหวางภูมิภาค ระหวางทองถิ่นมาก ๆ จะนําไปสูปญหา
ทางสังคม การเมือง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ
                         5.) การใหมีการจางงานเต็มที่ เนื่องจากสภาพปจจุบันมีความกาวหนา
ทางดานเทคโนโลยี จึงมักใชแรงงานนอยลง และตองการแรงงานที่มีความรูสมัยใหมดวย ภาครัฐ
ตองเขามาจัดการใหมีการจางงานในระดับสูงหรือไมใหอัตราการวางงานสูงเกินไป

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
28


                           6.) การรักษาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดลอม การพัฒนาเศรษฐกิจสราง
ตนทุนใหกับสังคม (social cost) อยางมากมาย บางประเภทจับตองได บางประเภทจับตองไมได
มองไมเห็น เมื่อตนทุนนี้เกิดขึ้นจึงตองหาผูรับผิดชอบ เชน การปลอยน้ําเสียลงแหลงน้ําสาธารณะ
เปนตน ซึ่งภาคราชการจะตองเขามาแทรกแซง
                   4.2.2 ระบบราชการไทยกับการคลังของประเทศ
                           การคลัง หมายถึง การกําหนดนโยบาย และการดําเนินงานทางการเงิน
ของรัฐ บาล ได แ ก การหารายได และการใชจ า ยของรั ฐ บาล การคลัง มี ค วามสํ า คัญ ในการ
ดําเนินงานของรัฐบาล เพราะรัฐบาลจะใชนโยบายการคลังควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศดวย
วิธีการจัดสรรการใชทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) การกระจายรายไดของสังคม
(Distribution Function) และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function)
ซึ่งภาคราชการจะมีบทบาทในฐานะเปนเครื่องมือของรัฐบาลในการดําเนิน การดังกลาว รวมทั้ง
การคลังก็จะสงผลกระทบตอระบบราชการเชนกัน เชน นโยบายการคลังในการแกปญหาภาวะเงิน
เฟออาจลดอัต ราการเพิ่มของงบประมาณสงผลกระทบสงผลกระทบการแผนงาน โครงการหรือ
กิจกรรมของภาคราชการตองลดลงหรือชะลอตัวลง ในขณะเดียวกับการใชจายของรัฐบาลยอมมี
ผลกระทบโดยตรงตออํานาจการใชจายประเภทซื้อสิน คาและบริก ารของขาราชการและภาค
ประชาชน
                   4.2.3 ระบบราชการไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
                           ระบบราชการไทยจะมี บทบาทอย างมากในการพัฒ นาเศรษฐกิ จ ของ
ประเทศ เพราะจะเปนกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ดานตาง ๆ ของภาครัฐ ตาม
จุดมุงหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอันไดแก
                           1) มีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น (Standard of living)
                           2) มีการกระจายรายไดที่ดี
                           3) การมีงานทํา
                           4) การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
                           5) การควบคุมการเกิดมลภาวะเปนพิษ
                           และมีบทบาทสําคัญในการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
ของประเทศไทย โดยสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติรวมกับสว น
ราชการจั ด ทํ าขึ้ น มาโดยตอ เนื่ องนับ ตั้ง แต แผนพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสัง คมแห งชาติ ฉบับ ที่ 1
(พ.ศ.2504 – 2509) จนถึงฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) ที่ใชอยูในปจจุบัน
         4.3 ระบบราชการไทยกับระบบสังคมของไทย
                   4.3.1 บทบาทของระบบราชการในฐานะเปนระบบยอยของสังคม


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
29


                           แนวความคิดของนักสังคมจิตวิทยา เชน Herbert Spenser และ Talcott
Parsons (1873) ไดนําเอาระบบสังคมมาใชอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมองการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมวาเปนกระบวนการของวิวัฒนาการที่มีความสลับซับซอนมากขึ้น มีการแตก
ยอยออกไปของโครงสรางและหนาที่ และการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาอาศัยกันของสวนที่แยกยอยนี้
ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มีการเติบโตก็จะมีการเพิ่มของขนาด ในขณะที่มีการเพิ่มจํานวนโดย
การแตกยอย หรือการเกิด ความชํานาญเฉพาะอยางของหนาที่และการผสมผสาน (Integration)
นักวิชาการจึงมองสังคมในฐานะที่เปนระบบสังคม ซึ่งประกอบดวยระบบยอย ๆ สังคมเปลี่ยน
จากภาวะดั้งเดิมมาสูความเจริญโดยผานกระบวนการแยกยอยและการผสมผสาน ระบบยอยของ
สังคม ไดแก ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคม และสถาบันทางสังคมที่ทําหนาที่
เฉพาะอยาง เชน ครอบครัว ศาสนา ดังนั้นระบบราชการซึ่งเปนระบบยอยของระบบการเมือง จึง
เปนระบบยอยของสังคมระบบหนึ่ง
                   4.3.2 ความสัมพันธของระบบราชการกับสถาบันทางสังคม
                           สถาบันสังคม คือ แบบแผนพฤติกรรมที่เปนมาตรฐานของสังคมที่มีเพื่อ
แกปญหาพื้นฐานของสังคม และมีหนาที่ที่ทําใหสังคมคงสภาพอยูได
                           สถาบั น สังคมที่สํา คัญ ไดแก สถาบั น การเมืองการปกครอง สถาบั น
เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา และสถาบันครอบครัว
                           ระบบราชการเปนสว นหนึ่งของสถาบันการเมืองการปกครองในฐานะ
เปนองคการทางสังคม (Social Organization) ทําหนาที่เปนตัวแทนในการทําหนาที่ของสถาบันฯ
ในการบริการใหแกสมาชิกในสังคม และรักษาความสงบทั้งภายในและภายนอกสังคม รวมทั้งการ
ทําใหเกิดระเบียบในสังคม
                           อยางไรก็ดีร ะบบราชการยังมีค วามสัมพันธกับสถาบัน ทางสังคมอื่น ๆ
ดวย
                   4.3.3 ระบบราชการกับปญหาสังคม และความเปลี่ยนแปลงของสังคม
                           ปญหาสังคม คือ สถานการณอยางหนึ่งอยางใดที่คนในสังคมหนึ่งถือวา
เปน สิ่งที่คุก คามตอคานิย มของเขา ซึ่งสมาชิก ของสังคมตกลงใจรว มกัน ที่จ ะแกไขหรือกําจัด
สถานการณนั้นใหหมดไปไดโดยที่เขาเชื่อวา พวกเขามีความสามารถที่จะกระทําเชนนั้นได
                           ในสั ง คมไทยป จ จุ บัน มี ป ญ หาสั ง คมมากมายทั้ ง ปญ หาทางการเมื อ ง
ปญ หาการคอรัปชั่น ปญ หาอาชญากรรม ปญหาแรงงานและการวางงาน ปญ หาความยากจน
ปญหาการอพยพยายถิ่น ปญหาชุมชนแออัด ปญหาโครงสรางประชากร ปญหาสภาพแวดลอม
อากาศเปน พิษ และมลภาวะ ปญหาอุบัติภัย ปญหาครอบครัว แตกแยก ปญหาโสเภณี รวมทั้ง
ปญหาเด็กเรรอน ซึ่งลวนเปนปญหาสําคัญที่ภาคราชการจะตองเขามามีบทบาทนับตั้งแตการเปน


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
30


เจาภาพในการแกปญหา เปนหนว ยหลักในการปฏิบัติ และเปน ผูประสานกับสถาบัน อื่น ๆ ใน
สังคม รวมทั้งประชาชนในเขามามีสวนรวมในการแกไขปญหาดังกลาว
                        อยางไรก็ดีนอกจากบทบาทของภาคราชการในการแกไขปญหาของคน
ดังกลาวแลว ภาคราชการยังมีบทบาทสําคัญเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social change)
                        การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึง กระบวนการแบบอยางหรือรูปแบบ
ของสังคม เชน ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบครอบครัว ระบบการปกครองไดเปลี่ยนแปลงไป ไม
วาจะเปนดานใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้อาจเปนไปในทางกาวหนาหรือถดถอยเปนไป
อยางถาวรหรือชั่วคราว โดยการวางแผนใหเปนไปหรือเปนไปเอง และที่เปนประโยชนหรือโทษก็
ไดทั้งสิ้น
                        ระบบราชการจะเปนปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งในกรณี
การเปลี่ยนแปลงแบบเปนไปเอง (Spontaneous Change) จากในอดีตจะเห็นไดชัดเจนวารูปแบบ
การบริหารราชการจะมีผลตอพัฒนาการทางการเมืองของคนไทย ในขณะเดียวกันระบบราชการ
บางครั้งจะสงผลใหเกิดความขัดแยงในสังคมไทย เชน การขัดแยงของกลุมผลประโยชน การใช
สิทธิอํานาจของคนในสังคมที่เหลื่อมล้ํากัน สงผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได และทั้งในกรณี
ที่ร ะบบราชการมีอิทธิพลอยางมากในการวางแผนใหเกิดการเปลี่ย นแปลงทางสังคม หรือการ
เปลี่ยนแปลงตามแผน (Planned Change) ซึ่งจะเห็นไดจากการที่ภาคราชการมีบทบาทในการพัฒนา
ดานตาง ๆ สงผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งทางบวกและลบมาตลอด




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
31


5. โครงสรางและระบบบริหารราชการไทย
         5.1 หลักการจัดการระเบียบบริหารราชการแผนดิน
                  หลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน หรือหลักการจัดระเบียบการปกครอง
ที่ประเทศตาง ๆ ทั่วโลกนิยมใชมีอยู 3 หลักการ ไดแก
                          1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization)
                          2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration))
                          3) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization)
                  1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization)
                      หมายถึ งหลัก การปกครองที่ร วมอํานาจสําคัญ ไวที่ส ว นกลางอัน หมายถึ ง
กระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ ซึ่งอํานาจดังกลาวไดแก การวินิจฉัยสั่งการ และการบังคับบัญชา
                      ลักษณะสําคัญของการรวมอํานาจ
                      ก. กําลังทหารและตํารวจขึ้นอยูกับสวนกลาง
                      ข. อํานาจวินิจฉัยสั่งการอยูที่สวนกลาง
                      ค. มีการบังคับบัญชาตามลําดับชั้น
                      ง. สวนกลางผูกําหนดนโยบายการปกครองประเทศ
                      จ. สวนกลางเปนผูรับผิดชอบและมีอํานาจดําเนินการในการตางประเทศ
                  2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration)
                      หมายถึง สวนกลางไดจัดแบงอํานาจในการวินิจฉัยสั่งการบางสวนหรือบาง
ขั้นตอนไปใหเจาหนาที่เปนตัวแทนของหนวยงานของตนซึ่งออกไปประจําอยูในเขตการปกครอง
ตาง ๆ ของประเทศใหวินิจฉัยการไดเองตามระเบียบแบบแผนที่สวนกลางกําหนดไว ซึ่งการแบง
อํานาจนี้เองทําใหเกิดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค
                      ลักษณะสําคัญของการแบงอํานาจ
                      ก. ตองมีร าชการบริหารสว นกลางที่ทําหนาที่ใ หอํานาจการปกครองทั่ว
ประเทศ ซึ่งจะเปนผูจัดแบงอํานาจของตนไปใหแกสวนภูมิภาค
                      ข. ตองมีเจาหนาที่เปนตัวแทนของสวนกลางที่จัดสงไปประจําอยูตามเขตของ
ภูมิภาค
                      ค. สวนกลางแบงอํานาจใหภูมิภาค
                  3.) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization)
                      หมายถึง การโอนอํานาจในทางการปกครองจากสวนกลางบางอยางไปให
ประชาชนในทองถิ่นดําเนินการเองโดยมีอิสรภาพภายใตบทบัญญัติแหงกฎหมาย ซึ่งการกระจาย
อํานาจนี้ทําใหเกิดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น



สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
32


                       ลักษณะของการกระจายอํานาจ
                       ก. เปนองคกรที่มีฐานะเปนนิติบุคคล
                       ข. มีสภาและผูบริหารระดับทองถิ่น
                       ค. มีอิสระในการปกครองตนเอง (Autonomy)
                       ง. มีงบประมาณและรายไดเปนของตนเอง
                       จ. มีเจาหนาที่ปฏิบัติงานของตนเอง
          5.2 การจัดระเบียบบริหารราชการไทย
                  5.2.1 กฎหมายเกี่ยวกับระบบราชการไทย
                            1) กฎหมายรัฐธรรมนูญ
                                 กฎหมายรัฐธรรมนูญ เปน กฎหมายสูงสุด ของประเทศที่จะกําหนด
รูปแบบของประเทศวาเปนรัฐเดียว หรือรัฐรวม แนวนโยบายของรัฐ และองคกรที่จะเปน ผูใ ช
อํานาจอธิปไตยของประเทศทั้ง 3 ประการ อันไดแก อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ
ตุลาการ ซึ่งมีผลโดยตรงตอการจัดระบบบริหารราชการแผนดินของไทยโดยตรง
                                 หากจะพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่ง
พึ่งถูกยกเลิกไป จะมีสาระสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการราชการแผนดินที่สําคัญที่เกี่ยวกับการ
บริหารราชการไทย ตัวอยางเชน
                                 - ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบงแยกมิได
(ม.1)
                                 - อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน
ประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ (ม.2)
                                 - รัฐตองดูแลใหมีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุมครองสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพ และอํานวยความยุติธรรมแก
ประชาชนโดยรวดเร็ว และเทาเทียมกัน รวมทั้งจัดระบบงานราชการ และงานของรัฐอยางอื่นใหมี
ประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความตองการของประชาชาชน (ม.75)
                                 - รัฐตองกระจายอํานาจใหทองถิ่นที่ตนเองและตัดสินใจในกิจการ
ทองถิ่น ไดเอง พัฒ นาเศรษฐกิจ ทองถิ่น และระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการตลอดทั้ ง
โครงสรางพื้นฐานสารสนเทศในทองถิ่นใหทั่วถึง และเทาเทียมกับทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัด
ที่มี ค วามพร อมให เป น องค ก รปกครองสว นท องถิ่น ขนาดใหญ โดยคํ านึ งถึ งเจตนารมณข อง
ประชาชนในจังหวัดนั้น (ม.78)




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
33


                          2) กฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดิน
                                กฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดินซึ่งถือเปนกฎหมาย
แมบท ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ไดมีการปรับปรุง
หลายครั้งตามลําดับ ไดแก
                                2.1) การปรับปรุงครั้งแรกใน พ.ศ.2476 โดยไดปรับปรุงครั้งสําคัญที่
มีการตรา พระราชบัญญัติวาดวยระเบียบบริหารราชการแหงอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 ซึ่งไดจัด
ระเบียบบริหารราชการออกเปน 3 สวน คือ ราชการบริหารราชการสวนกลาง ราชการบริหารสวน
ภูมิภาค และราชการบริหารสว นทองถิ่น ทั้งไดนําหลักการกระจายอํานาจการปกครองมาใหแก
ทองถิ่น ซึ่งตอมาไดมีการจัดตั้งเทศบาลและสภาจังหวัดขึ้นเปนครั้งแรก
                                2.2) การปรับปรุงในป พ.ศ. 2495 ซึ่งสงผลใหเกิดพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2495 จังหวัดเปนนิติบุคคล มีการจัดตั้งภาค และเปลี่ยนแปลง
การปกครองจังหวัดและอําเภอ
                                2.3) ในป พ.ศ.2515 ไดมีการประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่
29 กันยายน 2515 ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2495 โดยเพิ่มเติม
บทบัญญัติเกี่ยวกับอํานาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหนารัฐบาลไวอยางกวางขวางในการกํากับ
การบริหารราชการแผนดินโดยทั่วไป
                                2.4) ในป 2534 ไดยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29
กันยายน 2515 และไดมีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ซึ่งใชเปน
หลักมาจนถึงปจจุบัน ทั้งนี้ไดมีการแกไขเพิ่มเติมจนถึงปจจุบัน รวม 5 ฉบับ ฉบับสุดทายไดมีการ
ประชุมแกไขเมื่อ พ.ศ.2545 ซึ่งมีสาระสําคัญในการกําหนดใหมีพระราชกฤษฎีก าวาดว ยวิธีการ
บริหารกิจการบานเมืองที่ดี และการเพิ่มสวนที่วาดวยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการขึ้นมาใหม
                          3) กฎหมายวาดวยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
                                กฎหมายนี้ จ ะเป น กฎหมายที่ กํ า หนดการแห ง ส ว นราชการใน
สว นกลาง ซึ่งมีก ารปรับปรุงมาโดยตลอดจนถึงฉบับที่ใ ชอยูปจ จุบัน อัน ไดแก พระราชบัญ ญัติ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ซึ่งไดปรับปรุงใหมี 20 กระทรวง (รวมสํานัก
นายกรัฐมนตรีที่มีฐานะเทีย บเทากระทรวง) มีการยุบรวมและเพิ่มกระทรวงจากเดิมที่มีอยู 15
กระทรวงในป พ.ศ.2544 มีการแยกหนวยงานราชการของศาลออกไปตางหาก รวมทั้งสํานักงาน
เลขาธิการรัฐสภาที่ใหไปอยูกับประธารรัฐสภาตางหาก และกําหนดสวนราชการที่ไปสังกัดสํานัก
นายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงเพิ่มขึ้นโดยมีสํานักพระพุทธศาสนาแหงชาติ สํานักงานตํารวจ
แหงชาติ สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสํานักงานอัยการสูงสูง




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
34


                          4) กฎหมายลักษณะปกครองทองที่
                              ในการบริหารราชการสวนภูมิภาค โดยเฉพาะในสวนที่วาดวยจัดตั้ง
อําเภอ กิ่งอําเภอ ตําบล หมูบาน และการกําหนดอํานาจหนาที่ของนายอําเภอ กํานัน ผูใหญบาน
รวมทั้ งการยายตําแหนงดั งกลา ว และลํ าดับ ชั้น การบังคั บบัญ ชาตั้ง แตผู วาราชการจังหวัด ถึ ง
ผูใหญบาน จะถูกกําหนดไวในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 ซึ่งใชมาตั้งแตรัช
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โดยมีการปรับปรุงมาตลอดแตไมมากนัก นอกจากนี้
ยังกําหนดถึงอํานาจหนาที่ของกรมการอําเภอ คณะกรรมการหมูบาน สารวัต รกํานัน และแพทย
ประจําตําบลดวย
                          5) กฎหมายวาดวยการบริหารราชการสวนทองถิ่น
                              ปจจุบันมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการบริหารราชการสวนทองถิ่น
รวม 5 ฉบับ ไดแก
                              5.1 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสวนจังหวัด พ.ศ.2498
                              5.2 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496
                              5.3 พระราชบั ญ ญั ติ ส ภาตํ า บลและองค ก ารบริ ห ารส ว นตํ า บล
                                  พ.ศ.2537
                              5.4 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542
                              5.5 พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บบริ ห ารราชการกรุ ง เทพมหานคร
                                  พ.ศ.2528
                  5.2.2 การจัดโครงสรางระบบบริหารราชการไทย
                          การจั ด โครงสร า งระบบบริ ห ารราชการไทยป จ จุ บั น เป น ไปตาม
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ซึ่งไดมีการแกไขเพิ่มเติมหลายครั้ง โดย
กฎหมายนี้ ไดจั ด ระเบีย บบริห ารราชการแผ น ดิน เปน 3 ส ว นได แก ระเบีย บบริหารราชการ
สวนกลาง ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค และระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น
                          1) ระเบียบบริหารราชการสวนกลาง
                              การจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลางตามพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ไดจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลางไว ดังนี้
                              (1) สํานักนายกรัฐมนตรี
                              (2) กระทรวงหรือทบวง ซึ่งมีฐานะเทียบเทากรม
                              (3) ทบวงซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง
                              (4) กรมหรือสว นราชการเรีย กชื่ออยางอื่น และมีฐานะเปน กรม
ซึ่งสังกัดหรือไมสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
35


                              สํานักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเปนกระทรวง
                              สวนราชการตาม (1) (2) (3) และ (4) มีฐานะเปนนิติบุคคล
                          2) ระเบียบริหารราชการสวนภูมิภาค
                              การจัด ระเบียบบริหารราชการสว นภูมิภ าคเปนการบริหารงานใน
ลักษณะของการแบงอํานาจ (Deconcentration) จากราชการบริหารสวนกลางไปสูราชการบริหาร
สวนภูมิภาคในระดับจังหวัด และอําเภอ โดยมีตัวแทนของสว นกลางไปควบคุมกํากับดูแล และ
ติดตามการปฏิบัติงานของราชการสวนภูมิภาค
                              การจัดโครงสรางระเบียบบริหารราชการสวนกลางจะยึดแนวทางตาม
ขอบเขตอํานาจหนาที่ (Function) ในขณะที่การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคจะยึดตาม
เขตพื้นที่ (Area)
                              การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคจะประกอบดวยจังหวัด
และอําเภอ โดยจังหวัดจะเปนการรวมทองที่หลาย ๆ อําเภอตั้งขึ้นเปนจังหวัดมีฐานะเปนนิติบุคคล
                              อําเภอจะเปนหนวยบริหารราชการรองลงจากจังหวัด
                              สําหรับการปกครองระดับตําบลและหมูบาน จะเปนการแบงพื้นที่
โดยเริ่มจากหนวยการปกครองที่เล็กที่สุดคือหมูบาน รวมกันเปนตําบล จะเปนรูปแบบการ
ปกครองทองที่ที่ใหราษฎรไดปกครองกันเอง จึงไมใชการบริหารราชการสวนภูมิภาค (ที่สิ้นสุด
เพียงแคระดับอําเภอ) แตเปนรูปแบบการปกครองทองที่ ตามพระราชบัญญัติลกษณะปกครอง
                                                                          ั
ทองที่ พ.ศ.2457
                          3) ระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น
                              การบริหารราชการสวนทองถิ่นเปนการจัด การบริหารโดยยึดหลัก
กระจายอํานาจ (Decentralization) โดยมีรูปแบบตามพระราชบัญ ญัติร ะเบีย บบริหารราชการ
แผนดิน พ.ศ.2534 อยู 4 รูปแบบ ไดแก
                              (1) องคการบริหารสวนจังหวัด หรือ อบจ.
                              (2) เทศบาล
                              (3) สุขาภิบาล (ซึ่งขณะนี้ไดยกเลิกแลว)
                              (4) ราชการสวนทองถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งปจจุบัน ไดแก
กรุงเทพมหานคร หรือ กทม. เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบลหรือ อบต.
                              การบริหารราชการสวนทองถิ่น จะประกอบดวยฝายนิติบัญญัติหรือ
สภาทองถิ่น และฝายบริหารที่เลือกตั้งจากประชาชนในทองถิ่น




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
36


                  5.2.3 รูปแบบของการจัดหนวยงาน และการตัดสินใจ
                           การจัดรูปแบบหนวยงานโดยพิจารณาจากรูปแบบของการตัดสินใจของ
หัวหนาหนวยงานตามที่มีกําหนดไวใ นกฎหมายเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ของหนวยงานนั้น ๆ อาจ
จําแนกไดเปน 2 รูปแบบ ไดแก
                           1) รูปแบบของหนวยงาน และการตัดสินใจโดยคน ๆ เดียว ซึ่งหนวยนี้จะ
พบทั่ว ๆ ไป ที่กําหนดใหอํานาจการตัดสินใจอยูที่หัวหนาหนวยงานคนเดียว เชน ปลัดกระทรวงใน
หนวยงานกระทรวง อธิบดีในหนว ยงานระดับกรม หรือผูวาราชการจังหวัดในหนวยงานระดับ
จังหวัด
                               อยางไรก็ดีในบางครั้ง การตัดสินใจของหนวยงานประเภทนี้อาจมี
รูปแบบของคณะกรรมการเขามาเกี่ย วของบางในฐานะเปนคณะกรรมการที่ปรึก ษา เชน คณะ
กรมการจังหวัด เปนตน
                           2) รู ปแบบการตัด สิน ใจในรู ปของคณะกรรมการ ซึ่ ง อาจมี จัด ตั้ ง
คณะกรรมการทั้งในรูปแบบคณะกรรมการนโยบาย ทําหนาที่กําหนดนโยบาย วางแผน กํากับดูแล
และควบคุมการดําเนินงานของหนวยงานนั้น ๆ เชน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาติ คณะกรรมการขาราชการพลเรือน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการวิจัย
แหงชาติ เปนตน
        5.3 อํานาจหนาที่ในการบริหารราชการไทย
                  5.3.1 อํานาจหนาที่ของสวนราชการ
                           การกําหนดอํานาจหนาที่ของสวนราชการไทยจะกําหนดไวตามลําดับของ
หนว ยงาน โดยหนว ยงานระดับกระทรวงหรือทบวงจะกําหนดไวใ นพระราชบัญ ญัติปรับปรุง
กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ซึ่งกําหนดใหมีกระทรวงและสวนราชการที่มีฐานะเปนกระทรวง
รวม 20 กระทรวง แตละกระทรวงก็จะมีอํานาจหนาที่และมีการจัดสวนราชการรองลงมา เชน สํานัก
นายกรัฐ มนตรี มีอํ านาจหน าที่ เกี่ ย วกับ ราชการทั่ ว ไปของนายกรัฐ มนตรี และคณะรัฐ มนตรี
รับผิด ชอบการบริหารราชการทั่วไป เสนอแนะนโยบายและวางแผนการพัฒ นาดานเศรษฐกิจ
สัง คม การเมื อ ง และความมั่ น คง และราชการเกี่ ย วกั บ การงบประมาณ ระบบราชการ การ
บริหารงานบุคคล กฎหมายและการพัฒนากฎหมาย การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการ
การปฏิบัติภ ารกิจ พิเศษและราชการอื่น ตามที่ ก ฎหมายกําหนดใหเปน อํานาจหนาที่ข องสํานั ก
นายกรัฐมนตรีหรือสวนราชการที่สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี หรือมิไดอยูภายในอํานาจหนาที่ของ
กระทรวงใดโดยเฉพาะ เปนตน
                           นอกจากนี้ยังมีสวนราชการในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ
ทบวง ไดแก สํานักราชเลขาธิการ สํานักพระราชวัง สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เปนตน
ก็จะกําหนดอํานาจหนาที่ไวในกฎหมายดังกลาวขางตน

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
37


                              สวนราชการรองลงมาในระดับกรม หรือเทียบเทาจะกําหนดอํานาจหนาที่
ไวในพระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการของกระทรวงนั้น ๆ วาแตละกรมมีอํานาจหนาที่อยางไร
                              สําหรับราชการสวนทองถิ่น นอกจากจะกําหนดอํานาจหนาที่กวาง ๆ ไว
ในกฎหมายหลักของแตละรูปแบบแลว ยังกําหนดอํานาจหนาที่ในการจัดบริก ารสาธารณะของ
องคกรปกครองสวนทองถิ่นรูปแบบตาง ๆ ในพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย
อํานาจ ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 อีกดวย
                   5.3.2 ผูรับผิดชอบการบริหารราชการในระดับตาง ๆ
                              1) คณะรัฐมนตรี จะมีอํานาจในการบริหารราชการแผนดิน โดยจะ
ออกมาในรูปของมติค ณะรัฐมนตรี ซึ่งมีผลบังคับทางการบริหารทั้งในรูปแบบการออกระเบีย บ
ปฏิบัติก ารกําหนดนโยบาย การเห็น ชอบรางกฎหมาย รวมไปถึงความเห็น ชอบในการแตงตั้ง
โยกยายฝายขาราชการดวย
                              2) นายกรัฐมนตรี จะมีอํานาจหนาที่สําคัญ 2 นัย ไดแก ในฐานะเปน
หัวหนารัฐบาล และในฐานะเปนผูบังคับบัญชาขาราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ
สํานักนายกรัฐมนตรี
                              3) รั ฐ มนตรี วา การกระทรวง มี อํา นาจหน าที่ ใ นการบัง คั บบั ญ ชา
ขาราชการ และการปฏิบัติราชการในแตละกระทรวง
                              4) ปลัดกระทรวง มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบควบคุมราชการประจําใน
กระทรวง และเปนผูบังคับบัญชาขาราชการประจําในกระทรวงรองจากรัฐมนตรี
                              5) อธิบดี มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบควบคุมราชการระดับกรมและเปน
ผูบังคับบัญชาขาราชการประจําในระดับกรม
                              6) ผูวาราชการจังหวัด เปนผูรับนโยบายและคําสั่งจากสวนกลาง และเปน
หัวหนาบังคับบัญชาขาราชการภูมิภาคในจังหวัด รวมทั้งการบริหาราชการตามระเบียบกฎหมาย
ของทางราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรมมอบหมาย รวมทั้งการ
ควบคุมการบริหารราชการสวนทองถิ่นในจังหวัด
                              7) นายอําเภอ เปน ผูมีหนาที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบีย บ
แบบแผนเชนเดียวกับผูวาราชการจังหวัดในเขตพื้นที่อําเภอ
                   5.3.3 การมอบอํานาจ การปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน
                              1) การมอบอํานาจใหปฏิบัติราชการแทน
                                  1.1) พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ไดว าง
แนวทางในการมอบอํานาจ โดยใหผูมีอํานาจในการสั่ง อนุญาต อนุมัติ ปฏิบัติราชการ หรือ
ดําเนินการอื่น ซึ่งผูดํารงตําแหนงใดจะพึงปฏิบัติหรือดําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ
หรือคําสั่งใด หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถาไมมีขอกําหนดหามไวสามารถมอบอํานาจใหแก

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
38


ผูดํารงตําแหนงรองลงมาได เชน นายกรัฐมนตรีอาจมอบอํานาจใหร องนายกรัฐมนตรี หรือ
รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได นายอําเภออาจมอบอํานาจใหปลัดอําเภอ หรือหัวหนาสวน
ราชการประจําอําเภอได ทั้งนี้ผูรับมอบอํานาจจะมอบอํานาจตอไมไดเวนแตก ารที่ผูวาราชการ
จังหวัดไดรับมอบอํานาจจากราชการสวนกลางอาจมอบตอใหรองผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอ
หรือหัวหนาสวนราชการระดับจังหวัดหรืออําเภอก็ได
                         2) การกํากับการบริหารราชการ
                              พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ม.11 กําหนดให
นายกรัฐมนตรีมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีกํากับการบริหารราชการของกระทรวง หรือทบวง
หนึ่งหรือหลายกระทรวงหรือทบวงได
                         3) การปฏิบัติหนาที่แทน
                              ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีตาย ขาดคุณสมบัติ ตองคําพิพากษาใหจาคุก          ํ
สภาผูแทนราษฎรไมไวว างใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี
สิ้นสุดลง หรือวุฒิสภาใหถอดถอนจากตําแหนง ใหคณะรัฐมนตรีมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรี
คนใดคนหนึ่งเปนผูปฏิบัติหนาที่แทนนายกรัฐมนตรี
                         4) การสั่งและปฏิบัติราชการแทน
                              - นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี
ประจําสํานัก สั่งและปฏิบัติราชการในเรื่องใดก็ตามตามที่เห็นสมควร
                              - ในระดั บ กระทรวงปลั ด กระทรวงอาจมอบหมายให ร อง
ปลัดกระทรวงเปนผูชวยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได
                         5) การรักษาราชการแทน
                              ในกรณีที่ ผูดํา รงตําแหนง ไม อาจปฏิบั ติห นาที่ ก็ ใ ห มีก ารแต งตั้ ง
บุคคลรองลงมารักษาราชการแทน เชน ในกรณีนายกรัฐมนตรีไมอาจปฏิบัติราชการได ใหรอง
นายกรัฐมนตรีเปนผูรักษาราชการแทน สําหรับในกรณีตําแหนงอื่นทั้งกรณีไมมีผูดํารงตําแหนง
หรือมีแตไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ก็อาจตั้งผูรักษาราชการแทนไดเชนกันนับตั้งแตตําแหนงรัฐมนตรี
ปลัดกระทรวง อธิบดี ผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอดวย




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
39


         6. การจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินของไทยในปจจุบัน
                 6.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินของไทยในปจจุบัน
                         การจัด ระเบี ย บบริ ห ารราชการของไทยในป จ จุบั น อยู ภ ายใต บทบั ญ ญัติ ข อง
         พระราชบัญ ญัติร ะเบีย บบริ หารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 และที่แกไขเพิ่มเติมถึ งฉบับที่ 6
         พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 โดยมีการจัดระเบียบ
         บริหารราชการแผนดินออกเปน 3 สวน ไดแก
                         1) ระเบียบบริหารราชการสวนกลาง
                         2) ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค
                         3) ระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น

                                                               คณะรัฐมนตรี

                                                               นายกรัฐมนตรี



       ราชการสวนกลาง                                       ราชการสวนภูมิภาค                     ราชการสวนทองถิ่น


สํานักนายกฯ          กระทรวง            ทบวง                      จังหวัด       อบจ.         เทศบาล       สุขาภิบาล      พิเศษ


   กรม                 กรม               กรม                                        กทม.          เมืองพัทยา           อบต.
                                                                  อําเภอ

            สํานัก             สํานัก              สํานัก                       กิ่งอําเภอ
             นัก

   กอง                 กอง               กอง


            สวน                สวน               สวน
                                                                  ตําบล           ตําบล


                                                                 หมูบาน        หมูบาน



         สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
40


        6.2 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลาง
              6.2.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลาง
                     พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 ไดกําหนดการจัด
ระเบียบบริหารราชการสวนกลางไวดังนี้
                     (1) สํานักนายกรัฐมนตรี
                     (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเทากระทรวง
                     (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง
                     (4) กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น และมีฐานะเทียบเทากรม ซึ่ง
สังกัดหรือไมสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง
                     สวนราชการทั้ง 4 ขอ มีฐานะเปนนิติบุคคล การจัดตั้ง การรวม หรือโอน
สวนราชการดังกลาวจะตองตราเปนพระราชบัญญัติ เวนแตกรณีที่เปนการรวมหรือการโอนสวน
ราชการดังกลาว โดยไมมีการกําหนดตําแหนงหรืออัตราของขาราชการหรือลูกจางเพิ่มขึ้น ก็ให
ตราเปนพระราชกฤษฎีกาเชนเดียวกับการเปลี่ยนชื่อและการยุบสวนราชการดังกลาวก็ใหตราเปน
พระราชกฤษฎีกาเชนกัน
              6.2.2 การจัดระเบียบบริหารราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีและกระทรวง
                     ตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ.2545 มาตรา 5 ไดกําหนดใหมี
กระทรวงและสวนราชการที่มีฐานะเปนกระทรวง จํานวน 20 หนวยงาน ไดแก
                     (1) สํานักนายกรัฐมนตรี
                     (2) กระทรวงกลาโหม
                     (3) กระทรวงการคลัง
                     (4) กระทรวงการตางประเทศ
                     (5) กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา (ตั้งใหม)
                     (6) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (ตั้งใหม)
                     (7) กระทรวงเกษตรและสหกรณ
                     (8) กระทรวงคมนาคม
                     (9) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (ตั้งใหม)
                     (10) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ตั้งใหม)
                     (11) กระทรวงพลังงาน (ตั้งใหม)
                     (12) กระทรวงพาณิชย
                     (13) กระทรวงมหาดไทย
                     (14) กระทรวงยุติธรรม
                     (15) กระทรวงแรงงาน (เปลี่ยนชื่อ)

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
41


                     (16) กระทรวงวัฒนธรรม (ตั้งใหม)
                     (17) กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (เปลี่ยนชื่อ)
                     (18) กระทรวงศึกษาธิการ
                     (19) กระทรวงสาธารณสุข
                     (20) กระทรวงอุตสาหกรรม
                     ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ไดกําหนดใหมีสว น
ราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
                     (1) สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี
                     (2) กรมประชาสัมพันธ
                     (3) สํานักงานคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค
                     สวนราชการที่อยูในบังคับบัญชาขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี
                     (4) สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
                     (5) สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
                     (6) สํานักขาวกรองแหงชาติ
                     (7) สํานักงบประมาณ
                     (8) สํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติ
                     (9) สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
                     (10) สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
                     (11) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
                     การบริหารราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี กําหนดใหมีนายกรัฐมนตรี เปน
ผูบังคับบัญชาขาราชการ และรับผิดชอบในการกําหนดนโยบาย เปาหมาย และผลสัมฤทธิ์ทั้งของ
งานในสํานักนายกรัฐมนตรีใหสอดคลองกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรี แถลงไวตอรัฐสภาหรือที่
คณะรัฐ มนตรี กํา หนดหรือ อนุ มัติโ ดยจะให มีร องนายกรัฐ มนตรี และรัฐ มนตรี ประจํ าสํ านั ก
นายกรัฐมนตรีเปนผูชวยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได
                     ในสวนของขาราชการประจํา กฎหมายกําหนดวาในสํานักนายกรัฐมนตรี
นอกจากจะมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีแลว ให
มีปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเปนผูรับผิดชอบควบคุมราชการประจํา ผูบังคับบัญชาขาราชการใน
สวนราชการของสํานักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเปนผูบังคับบัญชาขาราชการในสํานักงานปลัดสํานัก
นายกรัฐมนตรี และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี
                     สําหรับการจัดระเบียบราชการในกระทรวงตาง ๆ จะจัดใหมีสว นราชการ
ตาง ๆ ไดแก



สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
42


                        (1) สํานัก นายกรัฐมนตรีมีอํานาจหนาที่เกี่ย วกับราชการทางการเมืองมี
เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเปนขาราชการการเมือง เปนผูบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการ
                        (2) สํานักงานปลัดกระทรวง มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับราชการประจําทั่วไปของ
กระทรวง โดยมีปลัดกระทรวงเปนผูบังคับบัญชา และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ
                        (3) กรมหรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น
                        สวนการจัดระเบียบราชการในทบวง จะคลาย ๆ กับของกระทรวง
                 6.2.3 การจัดระเบียบบริหารราชการในสวนราชการระดับกรม
                        กรมเปนสวนราชการในระดับรองลงมาจากกระทรวงหรือทบวง ซึ่งนอกจาก
จะใชชื่อเรียกวา “กรม” แลว ยังมีสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น และมีฐานะเปน กรมดวย เชน
สํานักงานสถิติแหงชาติ สํานักงานตํารวจแหงชาติ ราชบัณฑิตสถาน เปนตน
                        สวนราชการที่มีฐานะเปนกรมมีอยู 2 ประเภท ไดแก
                        (1) กรมซึ่งอยูในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง
                        (2) กรมซึ่งไมอยูในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ซึ่ง
ปจจุบันกําหนดไวใน พ.ร.บ. ปรับปรุงกิจกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มีทั้งสิ้น 9 หนวยงาน
ไดแก
                        (1) สํานักราชเลขาธิการ
                        (2) สํานักพระราชวัง
                        (3) สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ
                        (4) สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก
                            พระราชดําริ
                        (5) สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ
                        (6) ราชบัณฑิตยสถาน
                        (7) สํานักงานตํารวจแหงชาติ
                        (8) สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน
                        (9) สํานักงานอัยการสูงสุด
                        โดยสวนราชการลําดับที่ (1) – (7) อยูในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และ
ลําดับที่ (8) - (9) อยูในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
43


                        การแบงสวนราชการภายในกรมตาง ๆ นอกจากสํานักงานตํารวจแหงชาติและ
สํานักงานอัยการสูงสุดแลว ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 กําหนดใหเปน
สวนราชการ ดังนี้
                        (1) สํานักเลขานุการกรม
                        (2) กองหรือสวนราชการที่มีฐานะเทียบเทากอง
                        อยางไรก็ดีหากมีความจําเปนอาจจะแบงสวนราชการโดยใหมีสวนราชการอื่น
อีกก็ได เชน สํานัก เปนตน
                        ในกรมฯ กรมหนึ่งมีอธิบดี เปนผูบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการ
ปฏิบัติราชการของกรม
                        นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 แกไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 18 วรรคสี่ ไดกําหนดใหในกระทรวงอาจตราพระราชกฤษฎีกา
จัดตั้งสวนราชการเพื่อรับผิดชอบหนาที่ใดโดยเฉพาะ ซึ่งไมมีฐานะเปนกรม แตมีผูบังคับบัญชาของ
สวนราชการดังกลาว เปนอธิบดีหรือตําแหนงที่เรียกชื่ออื่นที่มีฐานะเปนอธิบดีก็ได โดยใหมีอํานาจ
หนาที่เชนเดียวกับอธิบดี ตัวอยางเชน เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ
กพร. เปนตน
                 6.2.4 เขตผูตรวจราชการ และการบริหารราชการในตางประเทศ
                        ก. เขต
                            กระทรวง ทบวง กรมใดที่มีเหตุพิเศษอาจจะแบงทองที่ออกเปน เขต
เพื่อใหมีหัวหนาสวนราชการประจําเขต แลวแตจะเรียกชื่อเพื่อปฏิบัติงานทางวิชาการก็ได
                        ข. ผูตรวจราชการ
                            กระทรง ทบวง กรมใดที่โ ดยสภาพและปริมาณงานสมควรมีผูต รวจ
ราชการของกระทรวง ทบวง กรม นั้น ๆ ก็สามารถกระทําได โดยมีอํานาจหนาที่ตรวจและ
แนะนําการปฏิบัติราชการอัน เกี่ย วกับกระทรวง ทบวง กรมนั้น ตามกฎหมาย ระเบีย บ หรือ
ขอบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
                        ค. การบริหารราชการในตางประเทศ
                           ในการบริ ห ารราชการของส ว นราชการต า ง ๆ ที่ อ ยู ใ นต า งประเทศ
กําหนดใหบรรดาขาราชการทั้งฝายพลเรือน และทหารที่ประจําการในตางประเทศ ซึ่งไดรับแตงตั้ง
ใหดํารงตําแหนงในสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ สถานกงสุล สถานรองกงสุล สวน
ราชการของกระทรวงการต า งประเทศที่ เ รี ย กชื่ อ อื่ น และปฏิ บั ติ ห น า ที่ เ ช น เดี ย วกั บ สถาน
เอกอัค รราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ และคณะผูแทนถาวรไทยในองคก ารระหวางประเทศ
รวมกันเรียกวาคณะผูแทน โดยมีหัวหนาคณะผูแทน เปนผูรับนโยบายและคําสั่งจากนายกรัฐมนตรี
ในฐานะหัว หนารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการใหเหมาะสมกับการ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
44


ปฏิบัติราชการในตางประเทศ และเปนหัวหนาบังคับบัญชาบุคคลในคณะผูแทน และอาจมีรอง
หัวหนาคณะผูแทนก็ได ทั้งหัวหนาคณะผูแทนและรองหัวหนาคณะผูแทนเปนขาราชการสังกัด
กระทรวงการตางประเทศ โดยเฉพาะในกรณีคณะผูแทนถาวรไทยประจําองคการระหวางประเทศ
จะหมายถึงหัวหนาคณะผูแทนหรือรองหัวหนาคณะผูแทนฯ นั้น ๆ
         6.3 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค
               6.3.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค
                       พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 มาตรา 51 บัญญัติใ หจัด
ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค ดังนี้
                       1) จังหวัด
                       2) อําเภอ
                       สําหรับการจัดการปกครองอําเภอ พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน
พ.ศ.2534 มาตรา 68 บัญญัติไววา การจัดการปกครองอําเภอ นอกจากที่ไดบัญญัติไวใน พ.ร.บ.นี้ให
เป น ไปตามกฎหมายว าด ว ยการปกครองท อ งที่ ซึ่ง ก็ หมายถึ ง พ.ร.บ.ลั ก ษณะปกครองทอ งที่
พ.ศ.2457 อันไดแก การจัดตั้งกิ่งอําเภอ ตําบล และหมูบานนั่นเอง
               6.3.2 การบริหารราชการในระดับจังหวัด
                       จังหวัดมาจากการรวมทองที่หลาย ๆ อําเภอ ตั้งขึ้นเปนจังหวัด โดยมีฐานะเปน
นิติบุคคล การตั้งยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดตองตราเปนพระราชบัญญัติ แตมิไดกําหนดวา
ตองมีจํานวนเทาไร
                       การแบงสวนราชการในจังหวัด ประกอบดวย
                       (1) สํานักงานจังหวัด มีหนาที่เกี่ยวกับราชการทั่วไป และการวางแผนพัฒนา
จังหวัด มีหัวหนาสํานักงานจังหวัดเปนผูปกครองบังคับบัญชา และรับผิดชอบ
                       (2) สวนราชการประจําจังหวัด คือ สวนราชการตาง ๆ ที่กระทรวง ทบวง
กรม ไดตั้งขึ้น มีหนาที่เกี่ย วกับราชการของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัว หนาสว นราชการ
ประจําจังหวัดนั้น ๆ เปนผูบังคับบัญชารับผิดชอบ
                       การจัดระเบียบบริหารของจังหวัดจะประกอบดวย ผูวาราชการจังหวัดเปน
ผูรับนโยบายและคําสั่งจากสวนกลางและรัฐบาลไปปฏิบัติ และเปนหัวหนาบังคับบัญชาขาราชการ
ฝายบริหารสวนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอําเภอ โดยมีรองผูวา
ราชการจังหวัดหรือผูชวยผูวาราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหนาสวนราชการประจําจังหวัด และ
หัวหนาสํานักงานจังหวัด เปนผูชวยเหลือ
                       นอกจากนั้นในแตละจังหวัด จะมีคณะกรมการจังหวัด เปนที่ปรึกษาของผูวา
ราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผนดิน และใหความเห็นชอบในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด
กับปฏิบัติหนาที่อื่น ตามที่กฎหมายหรือมติข องคณะรัฐมนตรีกําหนด ประกอบดวยผูวาราชการ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
45


จังหวัดเปนประธาน รองผูวาราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด อัยการจังหวัด ผูบังคับการตํารวจภูธร
จังหวัด หัว หนาสว นราชการประจําจังหวัด จากระทรวง ทบวงตาง ๆ แหงละ 1 คน ยกเวน
กระทรวงมหาดไทย และหัวหนาสํานักงานจังหวัดเปนกรมการจังหวัดและเลขานุการ นอกจากนั้น
ผูวาราชการจังหวัดอาจแตงตั้งหัวหนาสวนราชการประจําจังหวัดเปนกรมการจังหวัดขึ้นเฉพาะการ
ปฏิบัติหนาที่ใดหนาที่หนึ่งก็ได
                   6.3.3 การบริหารราชการในระดับอําเภอ
                            อําเภอเปน หนว ยราชการบริหารรองจากจังหวัด ไมมีฐ านะเปน นิติบุคคล
ประกอบขึ้นจากทองที่หลายตําบลรวมกันขึ้นเปนอําเภอ การจัดตั้งอําเภอจะตองตราเปนพระราช
กฤษฎีกา โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายวาดวยการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน และดําเนินการ
ใหเปนไปตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 ดวย
                            การแบงสวนราชการของอําเภอ ประกอบดวย
                            (1) สํานักงานอําเภอ มีหนาที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอําเภอนั้น ๆ โดยมี
นายอําเภอเปน ผูปกครองบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการสํานักงาน
อําเภอ
                            (2) ส ว นราชการประจํ า อํ า เภอ เป น ไปตามที่ ก ระทรวง ทบวง กรม
ตา ง ๆ ไดจั ด ตั้ง ขึ้ น ในอํ า เภอนั้น โดยมี หัว หนา ส ว นราชการประจํ า อํา เภอเป น ผูบั งคั บ บัญ ชา
ขาราชการในสวนราชการนั้น ๆ และมีหนาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม
นั้น ๆ
                            การจัด ระเบียบบริหารของอําเภอ จะประกอบดวย นายอําเภอเปน หัว หนา
ปกครองบังคับบัญชาขาราชการในอําเภอ และรับผิดชอบในการบริหารราชการของอําเภอ โดยมี
ปลัดอําเภอ และหัวหนาสวนราชการประจําอําเภอเปนผูชวย
                   6.3.4 กิ่งอําเภอ
                            ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ไดกําหนดการจัด
ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคสิ้นสุดแคอําเภอ สวนกิ่งอําเภอถือเปนรูปการปกครองภายใน
อําเภอที่ปรากฏอยูใน พ.ร.บ. ลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 มาตรา 64 โดยกําหนดไววา
“อําเภอใดทองที่กวางขวาง กรมการอําเภอจะไปตรวจตราใหตลอดทองที่ไดโดยยาก แตหากใน
ทองที่นั้น ผู ค นไปมากมายพอแก จ ะตั้งเปน อําเภอหนึ่ งตางหากก็ดี หรือ ในทองที่อํ าเภอใดมี ที่
ประชุมชนมากอยูหางไกลจากที่วาการอําเภอ กรมการอําเภอจะไปตรวจการไมไดดังสมควร แตจะ
ตั้งที่ประชุมชนแหงนั้นเปนอําเภอตางหากทองที่จะเล็กไปก็ดี ถาความขัดของในการปกครองมีขึ้น
อยางใดดังวามานี้ จะแบงทองที่นั้นออกเปนกิ่งอําเภอ เพื่อใหสะดวกแกการปกครองก็ได ใหพึง
เขาใจวาการที่ตั้งกิ่งอําเภอนั้นใหตั้งตอเมื่อมีความจําเปนในการปกครอง อําเภอหนึ่งจะมีกิ่งอําเภอ
เดีย วหรือหลายกิ่งอําเภอก็ได” ปจจุบัน การตั้งกิ่งอําเภอทําโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
46


ในกิ่งอําเภอนอกจากมีนายอําเภอทองที่เปนผูปกครองบังคับบัญชาแลวปจจุบันไดมอบอํานาจหนาที่
ใหปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอเปนผูปฏิบัติงานโดยตรง

         6.4 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น
             ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ไดกําหนดใหจัดระเบียบ
บริหารราชการสวนทองถิ่น เปนดังนี้
             1. องคการบริหารสวนจังหวัด
             2. เทศบาล
             3. สุขาภิบาล
             4. ราชการสวนทองถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกําหนด (ปจจุบันมี 3 รูปแบบ ไดแก
กรุงเทพมหานครหรือ กทม. เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบล หรือ อบต.)
             อยางไรก็ตามนับแตเดือนพฤษภาคม 2542 เปนตนมา เนื่องจากไดมี พระราชบัญญัติ
เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเปนเทศบาล พ.ศ.2542 ใหยกเลิกการปกครองทองถิ่นในรูปแบบ
สุขาภิบาลลง และยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นเปนเทศบาลตําบลทุกแหง ดังนั้น แมวาพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 จะกําหนดใหจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น
ออกเปน 4 ประเภท แตในทางขอเท็จจริงแลว การจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่นของ
ประเทศไทยในปจ จุ บัน จะประกอบไปดว ย องคก ารบริ หารสว นจั งหวัด เทศบาล กรุงเทพ
มหานคร เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบลเทานั้น
             6.4.1 องคการบริหารสวนจังหวัด
                     1) การจัดตั้ง
                         กฎหมายกําหนดแตเ พีย งวา ในจั งหวัด หนึ่งใหมี องคก ารบริห ารสว น
จังหวัด โดยใหเปนนิติบุคคล และมีเขตพื้นที่เดียวกับจังหวัดตามราชการบริหารสวนภูมิภาค
                     2) รูปแบบและการบริหาร
                         กฎหมายกําหนดใหองคการบริหารสวนจังหวัดประกอบดวยสภาองคการ
บริหารสวนจังหวัด และนายกองคการบริหารสวนจังหวัด
                     3) สภาองคการบริหารสวนจังหวัด
                         ประกอบดวยสมาชิกสภาฯ ซึ่งไดรับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดย
มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป จํานวนสมาชิกสภาฯ ของแตละจังหวัดแตกตางกันไปตามจํานวน
ประชากร โดยถือเอาตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการเลือกตั้ง
ตามหลักเกณฑดังนี้




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
47




                   จํานวนราษฎร                                      สมาชิก
ไมเกิน 500,000                                                      24
มากกวา 500,000 แตไมเกิน 1,000,000                                 30
มากกวา 1,000,000 แตไมเกิน 1,500,000                               36
มากกวา 1,500,000 แตไมเกิน 2,000,000                               42
มากกวา 2,000,000                                                    48

                         ในอําเภอหนึ่งใหสมาชิก สภาองคก ารบริหารสว นจังหวัดได 1 คน ถา
รวมทั้งจังหวัดแลวยังไมครบตามจํานวน ใหเอาจํานวนสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดหาร
จํานวนราษฎรทั้งจังหวัด ไดผลลัพธเทาใดใหถือเปนเกณฑสําหรับคํานวณสมาชิกเพิ่ม โดยเพิ่มจาก
อําเภอที่มีจํานวนราษฎรมากที่สุดกอน จนกวาจะครบจํานวน
                         ใหสภาองคการบริหารสวนจังหวัดเลือกสมาชิกสภาองคการบริหารสวน
จังหวัดเปนประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัด 1 คน และรองประธานสภาองคการบริหาร
สวนจังหวัด 2 คน
                         ประธานและรองประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัด ดํารงตําแหนง
จนครบอายุของสภาองคการบริหารสวนจังหวัด หรือมีการยุบสภาองคการบริหารสวนจังหวัด
                         ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญ 2 สมัย ทั้งนี้ ผูวาราชการตองกําหนดให
สมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดไดมาประชุมเปนการประชุมครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต
วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัด
                         กรณีที่สภาองคการบริหารสวนจังหวัดไมอาจจัดใหมีการประชุมครั้งแรก
ไดตามกําหนดเวลา หรือมีการประชุมแตไมอาจเลือกประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัดได
ผูวาราชการจังหวัดอาจเสนอรัฐมนตรีใหมีคําสั่งยุบสภาองคการบริหารสวนจังหวัด
                         สมัยประชุมสามัญใหมีกําหนด 45 วัน แตถามีกรณีจําเปนใหประธานสภา
องคการบริหารสวนจังหวัดสั่งขยายสมัยประชุมสามัญออกไปอีกไดตามความจําเปนครั้งละไมเกิน
15 วัน
                     4) นายกองคการบริหารสวนจังหวัด
                         องคการบริหารสวนจังหวัดมีนายกองคการบริหารสวนจังหวัดคนหนึ่งซึ่ง
มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระอยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แต
จะดํารงตําแหนงติดตอกันเกิน 2 วาระไมได

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
48


                         ใหนายกองคก ารบริหารสว นจังหวัดตั้งรองนายกองคก ารบริหารสว น
จังหวัด ซึ่งมิใชสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดตามเกณฑ ดังตอไปนี้

                   สมาชิก                            รองนายกองคการบริหารสวนจังหวัด
           24 และ 30 คน                                          2 คน
           36 และ 42 คน                                          3 คน
           48 คน                                                 4 คน

                    5) การบริหารงานองคการบริหารสวนจังหวัด
                        กอนนายกองคก ารบริหารสว นจังหวัด เขารับหนาที่ ใหประธานสภา
องคก ารบริหารสว นจังหวัด เรีย กประชุมสภาองคการบริหารสว นจังหวัดเพื่อใหน ายกองคก าร
บริหารสว นจังหวัด แถลงนโยบายตอสภาองคก ารบริหารสว นจังหวัดโดยไมมีการลงมติ ทั้งนี้
ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกองคการบริหารสวนจังหวัด และใหนายก
องคการบริหารสวนจังหวัดจัดทํารายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภา
องคการบริหารสวนจังหวัดเปนประจําทุกป
                    6) อํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัด
                        องคการบริหารสวนจังหวัดมีอํานาจหนาที่ดําเนินกิจการตาง ๆ ดังตอไปนี้
                        (1) ตราขอบัญญัติโดยไมขัดหรือแยงตอกฎหมาย
                        (2) จัดทําแผนพัฒนาองคการบริหารสวนจังหวัด และประสานการจัดทํา
แผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด
                        (3) สนับสนุน สภาตําบลและราชการสว นทองถิ่น อื่น ในการพัฒ นา
ทองถิ่น
                        (4) ประสานและใหความรวมมือในการปฏิบัติหนาที่ของสภาตําบลและ
ราชการสวนทองถิ่นอื่น
                        (5) แบงสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะตองแบงใหแกสภาตําบลและราชการ
สวนทองถิ่นอื่น
                        (6) อํานาจหนาที่ของจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
สวนจังหวัด พ.ศ.2498 เฉพาะภายในเขตสภาตําบล
                        (7) คุมครอง ดูแล และบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
                        (7 ทวิ) บํารุงรัก ษา ศิลปะ จารีต ประเพณี ภูมิปญ ญาทองถิ่น และ
วัฒนธรรมอันดีของทองถิ่น


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
49


                          (8) จัดทํากิจการใด ๆ อันเปนอํานาจหนาที่ของราชการสวนทองถิ่นอื่นที่
อยูในเขตองคการบริหารสวนจังหวัด และกิจการนั้นเปนการสมควรใหราชการสวนทองถิ่นอื่น
รวมกันดําเนินการหรือใหองคการบริหารสวนจังหวัดจัดทําทั้งนี้ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
                          (9) จัดทํากิจการอื่นใดตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมาย
อื่นกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัด
                          บรรดาอํานาจหนาที่ใดซึ่งเปน ของราชการสวนกลางหรือราชการสว น
ภูมิภาค อาจมอบใหองคการบริหารสวนจังหวัดปฏิบัติได ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
                      7) ขอบัญญัติจังหวัด
                          ขอบัญญัติจะตราขึ้นไดในกรณี ดังตอไปนี้
                          1. เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัดที่
กําหนดไวในกฎหมาย
                          2. เมื่อมีกฎหมายบัญญัติใหองคการบริหารสวนจังหวัดตราขอบัญญัติ
หรือใหมีอํานาจตราขอบัญญัติ
                          3. การดําเนินการพาณิชยขององคการบริหารสวนจังหวัดตามที่กฎหมาย
กําหนด
              6.4.2 เทศบาล
                      1) การจัดตั้ง
                          การจัดตั้งเปลี่ยนแปลงเขต หรือยุบเลิกเทศบาล ตองกระทําโดยประกาศ
กระทรวงมหาดไทย การจัดตั้งเทศบาลกฎหมายกําหนดหลักเกณฑไวดังนี้
                          ก. เทศบาลตําบล กฎหมายกําหนดไวแตเพียงวาเทศบาลตําบล ไดแก
ทองถิ่น ซึ่งพระราชกฤษฎีก ายกฐานะขึ้น เปน เทศบาล แตใ นทางปฏิบัติก ระทรวงมหาดไทยได
กําหนดหลักเกณฑการจัดตั้งเทศบาล ดังนี้
                                  1) มีรายไดจริงโดยไมรวมเงินอุดหนุนในปงบประมาณที่แลวมา
ตั้งแต 12 ลานบาทขึ้นไป
                                  2) ประชากรตั้งแต 7,000 คนขึ้นไป
                          ข. เทศบาลเมือง
                                  1) ทองถิ่นอันเปนที่ตั้งศาลากลางจังหวัด
                                  2) ทองถิ่นชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต 10,000 คนขึ้น ไป และมี
รายไดพอสมควรที่จะปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย
                          ค. เทศบาลนคร ไดแกทองถิ่น ชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต 50,000 คน
ขึ้นไป และมีรายไดพอสมควรที่จะปฏิบัติหนาที่


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
50


                     2) รูปแบบและการบริหาร
                           องคการเทศบาลประกอบดวยสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี
                     3) สภาเทศบาล
                           สภาเทศบาลตําบลประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 12 คน
                           สภาเทศบาลเมืองประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 18 คน
                           สภาเทศบาลนครประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 24 คน
                           สมาชิ ก สภาเทศบาลฯ ได รั บ เลื อ กตั้ ง โดยตรงจากประชาชน อยู ใ น
ตําแหนงไดคราวละ 4 ป
                           สภาเทศบาลฯ มีประธานและรองประธานสภาฯ ตําแหนงละ 1 คน ซึ่ง
ผูวาราชการจังหวัดแตงตั้งจากสมาชิกสภาเทศบาลตามมติของสภาเทศบาล อยูในตําแหนงจนครบ
อายุของสภาเทศบาล
                           ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญสองสมัย หรือหลายสมัย แลวแตสภา
เทศบาลฯ จะกําหนดแตตองไมเกินสี่สมัย
                           ผูวาราชการจังหวัด ตองกําหนดใหสมาชิก สภาเทศบาลฯ ไดมาประชุม
สภาเทศบาลฯ ครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลฯ และ
ใหที่ประชุมเลือกประธานสภาเทศบาลฯ และรองประธานสภาเทศบาลฯ
                           กรณี ที่ ส ภาเทศบาลฯ ไม อ าจจั ด ให มี ก ารประชุ ม ครั้ ง แรกได ต าม
กําหนดเวลาได หรือมีการประชุมสภาเทศบาลฯ แตไมอาจเลือกประธานสภาเทศบาลฯ ได ผูวา
ราชการจังหวัดอาจเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหมีคําสั่งยุบสภาเทศบาลฯ
                     4) นายกเทศมนตรี
                           ใหเทศบาลมีนายกเทศมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ
ประชาชน ตามกฎหมายว าดว ยการเลื อกตั้ง สมาชิก สภาทอ งถิ่น หรือผูบริ หารท องถิ่น และมี
ระยะเวลาการดํารงตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนงติด ตอกันเกิน 2
วาระไมได
                           นายกเทศมนตรีอาจแตงตั้ งรองนายกเทศมนตรีซึ่ง มิใ ช สมาชิก สภา
เทศบาล เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของเทศบาลตามที่นายกเทศมนตรีมอบหมายได
ตามเกณฑดังตอไปนี้
                           เทศบาลตําบล มีเทศมนตรีไดไมเกิน 2 คน
                           เทศบาลเมือง มีเทศมนตรีไดไมเกิน 3 คน
                           เทศบาลนคร มีเทศมนตรีไดไมเกิน 4 คน
                           นายกเทศมนตรีอ าจแต งตั้ งที่ ป รึก ษานายกเทศมนตรีแ ละเลขานุก าร
นายกเทศมนตรี ซึ่งมิใ ชสมาชิก สภาเทศบาลได โดยในกรณีเทศบาลตําบลใหแตงตั้งไดจํานวน

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
51


รวมกันไมเกิน 2 คน ในกรณีเทศบาลเมืองใหแตงตั้งไดจํานวนรวมกันไมเกิน 3 คน และในกรณี
เทศบาลนครใหแตงตั้งไดจํานวนรวมกันไมเกิน 5 คน
                       กอนนายกเทศมนตรีเขารับหนาทีใหประธานสภาเทศบาลฯ เรียกประชุม
                                                                ่
สภาเทศบาลฯ เพื่อใหนายกเทศมนตรีแถลงนโยบายตอสภาเทศบาลโดยไมมีการลงมติ ทั้งนี้
ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และใหนายกเทศมนตรีจัดทํา
รายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภาเทศบาลฯ เปนประจําทุกป
                                                              
                   5) สหการ
                       เทศบาลตั้งแต 2 แหงขึ้นไป อาจรวมกัน จัดตั้งเปนองคก ารขึ้นเรียกวา
สหการ มีสภาพเปนทบวงการเมืองเพื่อดําเนินกิจการอันอยูภายในอํานาจหนาที่ของเทศบาลใหเกิด
ประโยชนยิ่ง มีคณะกรรมการบริหาร ประกอบดวยผูแทนของเทศบาลที่เกี่ยวของ การจัดตั้งหรือยุบ
เลิกสหการใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา
                   6) หนาที่ของเทศบาล
                       เทศบาลมีหนาที่ 2 ประเภท คือ หนาที่ตองทํา และหนาที่อาจจัดทําในเขต
เทศบาลซึ่งแตกตางกันไปตามประเภทของเทศบาล ดังนี้
                        เทศบาลตําบล
                              1. รักษาความสงบเรียบรอยของประชาชน
                              2. ใหมีและบํารุงทางบกและทางน้ํา
                              3. รัก ษาความสะอาดของถนน หรือทางเดิน และที่สาธารณะ
                                    รวมทั้งการกําจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล
                              4. ปองกันและระงับโรคติดตอ
                              5. ใหมีเครื่องใชในการดับเพลิง
                              6. ใหราษฎรไดรับการศึกษาอบรม
                              7. สงเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผูสูงอายุและผูพิการ
                              8. บํารุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่นและวัฒนธรรม
                                   อันดีของทองถิ่น
                              9. หนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ใหเปนหนาที่ของเทศบาล
                        เทศบาลเมือง
                              มีห นา ที่เ ช น เดีย วกั บ เทศบาลตํ าบล ตามข อ 1-9 และมี หน า ที่
                              เพิ่มเติมอีกดังนี้
                              1. ใหมีน้ําสะอาดหรือการประปา
                              2. ใหมีโรงฆาสัตว
                              3. ใหมีและบํารุงสถานที่ทําการ พิทักษ และรักษาคนเจ็บไข

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
52


                                   4. ใหมีและบํารุงทางระบายน้ํา
                                   5. ใหมีและบํารุงสวมสาธารณะ
                                   6. ใหมีและบํารุงไฟฟาหรือแสงสวางโดยวิธีอื่น
                                   7. ใหมีการดําเนินกิจการโรงรับจํานํา หรือสถานสินเชื่อทองถิ่น
                            เทศบาลนคร มีหนาที่เชนเดียวกันกับเทศบาลตําบลตามขอ 1- 9 และ
                                 เทศบาลเมืองตามขอ 1-7 และมีหนาที่เพิ่มเติมอีก ดังนี้
                                   1. ใหมีและบํารุงการสงเคราะหมารดาและเด็ก
                                   2. กิจการอยางอื่นซึ่งจําเปนเพื่อการสาธารณสุข
                                   3. การควบคุม สุข ลั ก ษณะและอนามั ย ในรา นจํา หน า ยอาหาร
                                      โรงมหรสพและสถานบริการอื่น
                                   4. จัดการเกี่ยวกับที่อยูอาศัยและการปรับปรุงแหลงเสื่อมโทรม
                                   5. จัดใหมีและควบคุมตลาด ทาเทียบเรือ ทาขามและที่จอดรถ
                                   6. การสงเสริมกิจการการทองเที่ยว
               6.4.3 องคการบริหารสวนตําบล
                       1) หลักเกณฑการจัดตั้ง
                           องคก ารบริ หารส ว นตํา บลจัด ตั้ง จากสภาตํ าบลที่ มีร ายได ไม ร วมเงิ น
อุดหนุนในปงบประมาณที่ลวงมาติดตอกัน 3 ป เฉลี่ยไมต่ํากวา 150,000 บาท หรือตามเกณฑรายได
เฉลี่ยที่มีก ารเปลี่ยนแปลง (ซึ่งทําเปน ประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจา
นุเบกษา) การประกาศยกฐานะสภาตําบลเปน องคก ารบริหารสว นตําบลตองทําเปน ประกาศ
กระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา โดยในประกาศใหระบุชื่อและเขตของ
องคการบริหารสวนตําบลไวดวย
                           องคการบริหารสวนตําบลมีฐานะเปนนิติบุคคล และเปนราชการบริหาร
สวนทองถิ่น
                    2) อํานาจหนาที่
                       องคการบริหารสวนตําบล มีหนาที่ตามที่กําหนดไวในกฎหมายดังนี้
                       อํานาจหนาที่ทั่วไป
                       พัฒนาตําบลทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
                       หนาที่ที่กฎหมายบังคับใหทํา
                       (1) จัดใหมีและบํารุงรักษาทางน้ําและทางบก
                       (2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ํา ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้ง
                            กําจัดมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล
                       (3) ปองกันโรคและระงับโรคติดตอ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
53


                        (4)
                          ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย
                        (5)
                          สงเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
                        (6)
                          สงเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผูสูงอายุและผูพิการ
                        (7)
                          คุมครองดูแลและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
                        (8)
                          บํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และวัฒนธรรมอันดี
                           ของทองถิ่น
                      (9) ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมาย โดยจัดสรรงบประมาณ
                           หรือบุคลากรใหตามความจําเปนและสมควร
                          หนาที่ที่ไมบังคับใหทํา
                          (1) ใหมีน้ําเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตร
                          (2) ใหมีและบํารุงการไฟฟาหรือแสงสวางโดยวิธีอื่น
                          (3) ใหมีและบํารุงรักษาทางระบายน้ํา
                          (4) ใหมีและบํารุงสถานที่ประชุม การกีฬา การพัก ผอนหยอนใจและ
                                สวนสาธารณะ
                          (5) ใหมีและสงเสริมกลุมเกษตรกรและกิจการสหกรณ
                          (6) สงเสริมใหมีอุตสาหกรรมในครอบครัว
                          (7) บํารุงและสงเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร
                          (8) การคุมครองดูแลและรักษาทรัพยสินอัน เปนสาธารณสมบัติข อง
                                แผนดิน
                          (9) หาผลประโยชนจากทรัพยสินขององคการบริหารสวนตําบล
                          (10) ใหมีตลาด ทาเทียบเรือ และทาขาม
                          (11) กิจการเกี่ยวกับการพาณิชย
                          (12) การทองเที่ยว
                          (13) การผังเมือง
                          องคการบริหารสวนตําบลอาจออก ขอบังคับตําบล เพื่อใชบังคับภายใน
ตําบลไดเทาที่ไมขัดตอกฎหมายหรืออํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนตําบล โดยจะกําหนด
คาธรรมเนียมหรือกําหนดโทษ ปรับไมเกิน 500 บาท
                      3) รูปแบบการบริหาร
                          องคการบริหารสวนตําบล ประกอบดวย สภาองคการบริหารสวนตําบล
และนายกองคการบริหารสวนตําบล
                      4) สภาองคการบริหารสวนตําบล


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
54


                          ประกอบดวย สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล ซึ่งเลือกตั้งขึ้นโดย
ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในแตละหมูบานในเขตองคการบริหารสวนตําบลนั้น จํานวนอยางนอยที่สุด
6 คน แตจะมีจํานวนมากเพียงใดขึ้นอยูกับจํานวนหมูบานในเขต ตามหลักเกณฑดังนี้
          จํานวนหมูบานในเขต อบต.                       จํานวนสมาชิกสภา อบต.
        1 หมูบาน                                               6 คน
        2 หมูบาน                                             หมูบานละ 3 คน
        3 ตั้งแต 3 หมูบานขึ้นไป                             หมูบานละ 2 คน



                             อายุของสภาองคการบริหารสวนตําบลมีกําหนดคราวละ 4 ป นับแตวัน
เลือกตั้ง
                      ใหสภาองคก ารบริหารสว นตําบลเลือกปลัด องคการบริหารสว นตําบล
หรือสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่งเปนเลขานุการสภา
                      อํานาจหนาที่ของสภาองคการบริหารสวนตําบล
                      1. ใหค วามเห็นชอบแผนพัฒนาตําบลเพื่อเปนแนวทางในการบริหาร
กิจการขององคการบริหารสวนตําบล
                      2. พิจ ารณาและใหค วามเห็น ชอบรางขอบังคับตําบล รางขอบังคั บ
งบประมาณรายจายประจําป และรางขอบังคับงบประมาณรายจายเพิ่มเติม
                      3. ควบคุมการปฏิบัติงานของนายกองคการบริหารสวนตําบล ใหเปนไป
ตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองคการบริหารสวนตําบล ขอบัญญัติ ระเบียบ และขอบังคับของ
ทางราชการ
                      สภาองคการบริหารสวนตําบลมีประธานสภาและรองประธานสภา 1 คน
ซึ่งเลือกจากสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล โดยนายอําเภอเปน ผูแตงตั้งตามมติข องสภา
องคการบริหารสวนตําบล
                      ประธานสภาและรองประธานสภาองค ก ารบริ ห ารส ว นตํ า บลดํ า รง
ตําแหนงจนครบอายุของสภาองคการบริหารสวนตําบลหรือมีการยุบสภาองคการบริหารสวนตําบล
                      ในปหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญ 2 สมัย หรือหลายสมัย แลวแตสภาองคการ
บริหารสวนตําบลจะกําหนดแตตองไมเกิน 4 สมัย
                      นายอําเภอตองกําหนดใหสมาชิก สภาองคการบริหารสวนตําบลไดมา
ประชุมสภาองคการบริหารสวนตําบลครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล และใหที่ประชุมเลือกปรานสภาองคการบริหารสวนตําบล
และรองประธานสภาองคการบริหารสวนตําบล กรณีที่สภาองคการบริหารสวนตําบลไมอาจจัดให

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
55


มีการประชุมครั้งแรกไดตามกําหนดเวลา หรือมีการประชุมแตไมอาจเลือกประธานสภาองคการ
บริหารสวนตําบลได นายอําเภออาจเสนอผูวาราชการจังหวัดใหมีคําสั่ง ยุบสภาองคการบริหารสวน
ตําบล
                      5) นายกองคการบริหารสวนตําบล
                           องคการบริหารสวนตําบล มีนายกองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่ง ซึ่ง
มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือ
ผูบริหารทองถิ่น ดํารงตําแหนงนับแตวันเลือกตั้งและมีวาระอยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวัน
เลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกิน 2 วาระไมได
                           นายกองคการบริหารสวนตําบลอาจแตงตั้งรองนายกองคการบริหารสวน
ตําบลซึ่ง มิใ ช สมาชิก สภาองคการบริหารสวนตําบล เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของ
องคการบริหารสวนตําบลตามที่นายกองคการบริหารสวนตําบลมอบหมายไดไมเกิน 2 คน และอาจ
แตงตั้งเลขานุการนายกองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่งซึ่งมิไดเปนสมาชิกสภาองคการบริหาร
สวนตําบลหรือเจาหนาที่ของรัฐได
                           กอนนายกองคการบริหารสวนตําบลเขารับหนาที่ใหประธานสภาองคการ
บริหารสวนตําบลเรียกประชุมสภา เพื่อใหนายกองคการบริหารสวนตําบลแถลงนโยบายตอสภา
องคการบริหารสวนตําบล โดยไมมีการลงมติทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้ง
นายกองคการบริหารสวนตําบลและใหนายกองคการบริหารสวนจังหวัดจัดทํารายงานแสดงผลการ
ปฏิบัติงาน ตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภาองคการบริหารสวนตําบลเปนประจําทุกป
                      6) การบริหารงาน
                           การบริหารงานองคการบริหารสว นตําบลมีพนักงานสว นตําบล และมี
โครงสรางการบริหารงาน ดังนี้
                           1. สํานักงานปลัดองคการบริหารสวนตําบล
                           2. สวนตาง ๆ ที่องคการบริหารสวนตําบลไดตั้งขึ้น
                           นอกจากนี้เ พื่อ ประโยชนแ กกิ จ กรรมขององคก ารบริ หารส ว นตํา บล
องคก ารบริหารสว นตําบลอาจรองขอใหขาราชการ พนัก งาน หรือลูก จางของหนว ยราชการ
หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานการบริหารราชการสวนทองถิ่นไปดํารงตําแหนงหรือ
ปฏิบัติกิจการขององคการบริหารสวนตําบลเปนการชั่วคราวได
              6.4.4 เมืองพัทยา
                      1) การจัดตั้ง
                           เมืองพัทยาจัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
   เมืองพัทยา พ.ศ.2521 โดยจัดตั้งแทนสุขาภิบาลนาเกลือ อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตอมาเมื่อป


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
56


  2542 จึงไดตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ขึ้นมาใชแทนฉบับ
  เดิม
                     2) รูปแบบและการบริหาร
                          เมืองพัทยาประกอบดวยสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา
                     3) สภาเมืองพัทยา
                          สภาเมืองพัทยาประกอบดว ย สมาชิก จํานวน 24 คน ซึ่ง เลือ กตั้ง โดย
  ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป
                          เมื่อตําแหนงสมาชิกวางลง ใหมีก ารเลือกตั้งสมาชิกขึ้นแทนตําแหนงที่
  วางภายใน 45 วัน นับแตวันที่ตําแหนงนั้นวางลง เวนแตอายุของสภาเมืองพัทยาเหลืออยูไมถึง
  180 วัน
                          ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกวางลงเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมด
  ใหผูวาราชการจังหวัดรายงานเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งยุบสภาเมืองพัทยาก็ได
                          ใหสภาเมืองพัทยาเลือกสมาชิกเปนประธานสภาเมืองพัทยา 1 คน และ
  รองประธานสภาเมืองพัทยา จํานวน 2 คน แลวเสนอผูวาราชการจังหวัดแตงตั้ง
                          ประธานสภาและรองประธานสภาเมืองพัทยา อยูในตําแหนงจนครบอายุ
  ของสภาเมืองพัทยา หรือมีการยุบสภาเมืองพัทยา
                          ประธานสภาเมืองพัทยาอาจแตงตั้งเลขานุก ารประธานสภาเมืองพัทยา
  และผูชว ยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยาไมเกิน จํานวนรองประธานสภาเมืองพัทยาเพื่อ
  ชวยเหลือกิจการตามที่ไดรับมอบหมายได
                          ภายใน 15 วัน นับแตวันเลือกตั้งสมาชิกอันเปนการเลือกตั้งทั่วไป ใหผูวา
  ราชการจังหวัดเรียกประชุมสภาเมืองพัทยาครั้งแรก
                          ในปหนึ่ง ๆ มีสมัยประชุมสามัญของสภาเมืองพัทยาไมนอยกวา 2 สมัย
  แตตองไมเกิน 4 สมัย
                          สมัยประชุมสามัญใหมีกําหนด 30 วัน แตถามีกรณีจําเปนสภาเมืองพัทยา
  จะมีมติขยายสมัยประชุมสามัญออกไปอีกก็ไดแตตองไมเกิน 30 วัน
                          เมื่อมีก รณีจําเปน เพื่อประโยชนแหงเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยาหรือ
  สมาชิกไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกเทาที่มีอยู อาจยื่นคํารองตอประธานสภาเมืองพัทยา
  ขอใหเปดประชุมสมัยวิสามัญได
                          สมัยประชุมวิสามัญใหมีกําหนดสิบหาวัน




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
57


                     4) นายกเมืองพัทยา
                         เมืองพัทยามีนายกเมืองพัทยาคนหนึ่ง ซึ่งเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎรผูมี
  สิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา อยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนง
  ติดตอกันเกิน 2 วาระไมได
                         นายกเมืองพัทยาอาจแตงตั้งรองนายกเมืองพัทยาจํานวนไมเกิน 4 คน
  ซึ่งมิใชสมาชิกสภา เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของเมืองพัทยาตามที่นายกเมืองพัทยา
  มอบหมาย
                         นายกเมืองพัทยามีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้
                         1. กําหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเมืองพัทยา
  ใหเปนไปตามกฎหมายขอบัญญัติและนโยบาย
                         2. สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเมืองพัทยา
                         3. แตงตั้งและถอดถอนรองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา
  ผูชวยเลขานุการนายกเมืองพัทยา ประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา
                         4. วางระเบียบเพื่อใหงานของเมืองพัทยาเปนไปดวยความเรียบรอย
                         5. ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผูวา
                                                                                              
  ราชการจังหวัดมอบหมายหรือตามที่กฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของนายกเมืองพัทยา
  หรือนากยกเทศมนตรีหรือคณะเทศมนตรี
                         นายกเมืองพัทยาอาจแตงตั้งเลขานุการและผูชวยเลขานุการเมืองพัทยา ซึ่ง
  ไมใชเปนสมาชิกสภาเมืองพัทยาไมเกินจํานวนรองนายกเมืองพัทยา และอาจแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิ
  เปน ประธานที่ปรึกษาและที่ปรึกษาไดจํานวนรวมกัน แลวไมเกิน 5 คน เพื่อชวยเหลือในการ
  บริหารราชการเมืองพัทยาตามที่นายกเมืองพัทยามอบหมาย
                     5) การบริหารงาน
                         ใหนายกเมืองพัทยาควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเมือง
  พัทยา และเปนผูบังคับบัญชาพนักงานเมืองพัทยาและลูกจางเมืองพัทยา
                         เมืองพัทยาแบงสวนราชการดังตอไปนี้
                         1. สํานักปลัดเมืองพัทยา
                         2. สวนราชการอื่น ตามที่น ายกเมืองพัทยาประกาศกําหนดโดยความ
  เห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย
                         การกําหนดอํานาจหนาที่ของสํานักงานปลัดเมืองพัทยาและสวนราชการ
  อื่น ใหเปนไปตามที่นายกเมืองพัทยาประกาศกําหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย
                         ใหมีปลัดเมืองพัทยาคนหนึ่งเปนผูบังคับบัญชาพนักงานและลูกจางเมือง
  พัทยารองจากนายกเมืองพัทยา และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจําของเมืองพัทยาให

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
58


   เปนไปตามนโยบาย และมีอํานาจหนาที่อื่นตามที่มีกฎหมายกําหนดหรือตามที่นายกเมืองพัทยา
   มอบหมาย
                         6) อํานาจหนาที่ของเมืองพัทยา
                             เมืองพัทยามีอํานาจหนาที่ดําเนินการในเรื่องดังตอไปนี้
                             1. การรักษาความสงบเรียบรอย
                             2. การสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ
                             3. การคุ มครองและดูแ ลรั ก ษาทรั พย สิน อั น เปน สาธารณสมบัติ ข อง
   แผนดิน
                         7) สหการ
                             เมืองพัทยาอาจรวมกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือ
   องคกรปกครองสวนทองถิ่นอื่น จัดตั้ง สหการ มีฐานะเปนนิติบุคคลเพื่อทํากิจการใดอันอยูภายใต
   อํานาจหนาที่ของเมืองพัทยาได
                             การจัดตั้งและยุบเลิกสหการจะทําไดโดยตราเปนพระราชกฤษฎีกา
                         8) กิจการที่มีผลกระทบตอเมืองพัทยา
                                 1. ในกรณีที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นใดดําเนินกิจการที่อยูนอก
เขตเมืองพัทยา อันมีลักษณะที่จะมีผลกระทบกระเทือนตอความสงบเรียบรอย หรือความปลอดภัย
ของประชาชนในเขตเมืองพัทยา ใหนายกเมืองพัทยาเสนอผูวาราชการจังหวัด แตงตั้งคณะกรรมการ
ประกอบดวยผูแทนเมืองพัทยา ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่เกี่ยวของ และบุคคลอื่นตาที่
ผูวาราชการจังหวัดเห็นสมควรขึ้นมาเพื่อพิจารณาปญหาดังกลาวรวมกันภายใน 15 วันนับแตไดรับ
ขอเสนอ และถาคณะกรรมการไดพิจารณาและมีมติอยางใดแลวเมืองพัทยาและองคกรปกครองสวน
ทองถิ่นที่เกี่ยวของดําเนินการตามมติคณะกรรมการตอไป ในกรณีหาขอยุติไมไดใหรัฐมนตรีเปนผูชี้   
ขาดให
                                 2. ในกรณีที่หนวยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานของรัฐ ดําเนิน
กิจการใดที่อยูนอกเขตเมืองพัทยา อันมีลักษณะที่จะมีผลกระทบกระเทือนตอความสงบเรียบรอย
หรือความปลอดภัยของประชาชนในเขตเมืองพัทยาใหนายกเมืองพัทยารายงานตอผูวาราชการ
จังหวัดเพื่อแจงใหหนวยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของพิจารณาและหา
ขอยุติรวมกัน
                         9) ขอบัญญัติเมืองพัทยา
                             เมืองพัทยามีอํานาจตราขอบัญญัติโดยไมขัดหรือแยงตอกฎหมายในกรณี
ดังตอไปนี้
                                 1. การปฏิบัติใหเปนไปตามอํานาจหนาที่ของเมืองพัทยา
                                 2. เมื่อมีกฎหมายใหเมืองพัทยามีอํานาจตราขอบัญญัติได

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
59


                                3. การใหบริการโดยมีคาตอบแทนตามที่กฎหมายกําหนด
                                4. การพาณิชย
                                5. การคลัง การงบประมาณ การเงิน ทรัพยสิน การจัดหาผลประโยชน
                                   จากทรัพยสิน การจาง และการพัสดุ
                                ขอบัญญัติเมืองพัทยาจะกําหนดโทษจําคุกหรือโทษปรับหรือทั้งจํา
และปรับไวดวยก็ได แตจะกําหนดโทษจําคุกเกิน 6 เดือนและโทษปรับเกิน 10,000 บาทไมได
             6.4.5 กรุงเทพมหานคร
                      1) การจัดตั้ง
                          กรุงเทพมหานครมีวิวัฒนาการจากการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัด
ธนบุรีเขาดวยกันเปน “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 และ 25
ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 รูปแบบการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรีแบงเปน 2 ระดับ ระดับ
ภูมิภาคนั้นถือวานครหลวงกรุงเทพธนบุรี เปนจังหวัดหนึ่ง ระดับทองถิ่นเปนการรวมเอาเทศบาล
กรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีเปนเทศบาลนครหลวง
                          ตอมาไดมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
เปลี่ยนรูปนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเปนกรุงเทพมหานครซึ่งยังคงเปนจังหวัด แตในขณะเดียวกันก็มี
สภากรุงเทพมหานครเปน ลัก ษณะของหนว ยการปกครองทองถิ่น ไดมีก ารปรับปรุงแกไขการ
ปกครองในรูปกรุงเทพมหานครอีก 2 ครั้ง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ.2518 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งเปนฉบับที่ใชบังคับอยู
ในปจจุบัน และ กําหนดใหกรุงเทพมหานครเปนราชการบริหารสวนทองถิ่นแตเพียงอยางเดียว มิได
เปนจังหวัดอีกตอไป
                      2) รูปแบบและการบริหาร
                          กรุงเทพมหานครประกอบดว ยสภากรุงเทพมหานคร และผูวาราชการ
กรุงเทพมหานคร
                          (1) สภากรุงเทพมหานคร ประกอบดว ยสมาชิกซึ่งไดรับเลือกตั้งจาก
ราษฎรตามเกณฑราษฎร 100,000 คน ตอสมาชิก 1 คน วาระ 4 ป
                          สภากรุงเทพมหานครจะเลือกตั้งสมาชิกเปนประธานสภา 1 คน และรอง
ประธานไมเกิน 2 คนดํารงตําแหนงคราวละ 2 ป
                          (2) ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร เปนผูไดรับเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎร
อยูในตําแหนงคราวละ 4 และมีรองผูวาราชการกรุงเทพมหานครไมเกิน 4 คน โดยผูวาราชการ
กรุงเทพมหานครเปนผูแตงตั้ง
                          ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร มีอํานาจหนาที่ในการกําหนดนโยบายและ
บริหารราชการกรุงเทพมหานครใหเปน ไปตามกฎหมาย บริหารราชการตามที่ค ณะรัฐมนตรี

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
60


นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย วางระเบียบเพื่อใหงานของ
กรุงเทพมหานครเปนไปโดยเรียบรอย รักษาการใหเปนไปตามขอบัญญัติกรุงเทพมหานครและ
อํานาจหนาที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด
                          กรุ ง เทพมหานคร ได มี ก ารจั ด ระเบี ย บการบริ ห ารราชการในพื้ น ที่
กรุงเทพมหานครโดยการแบงเปน “สํานักงานเขต” (ปจจุบันมี 50 สํานักงานเขต)
                          สํานักงานเขต จะมีผูอํานวยเขตและสภาเขต สภาเขตประกอบดวยสมาชิก
ซึ่งไดรับเลือกตั้งจากราษฎรเขตละอยางนอย 7 คน สําหรับเขตที่มีราษฎรเกิน 100,000 คนใหมี
สมาชิกสภาเขตเพิ่มขึ้นโดยถือเกณฑราษฎร 100,000 คนตอสมาชิกหนึ่งคน สมาชิกอยูในตําแหนง
คราวละ 4 ป
                      3) อํานาจหนาที่
                          กรุงเทพมหานครมีอํานาจหนาที่ดังนี้ คือ การรักษาความสงบเรียบรอย
ของประชาชน การทะเบียน การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย การรักษาความสะอาดและความ
เปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง การผังเมือง การจัดใหมีและบํารุงรักษาทางบก ทางน้ํา และ
ทางระบายน้ํา การวิศวกรรม จราจร การขนสง การจัดใหมีและควบคุมตลาด ทาเทียบเรือ ทา
ขามและที่จอดรถ การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การปรับปรุงแหลงชุมชนแออัด
และจัดการเกี่ยวกับที่อยูอาศัย การจัดใหมีและบํารุงรักษาสถานที่พักผอนหยอนใจ การปองกันและ
อนุรักษสิ่งแวดลอม การสาธารณูปโภค การสาธารณสุข การจัดการศึกษา การสงเสริมการศึกษา
การสงเสริมการประกอบอาชีพ การพาณิชยของกรุงเทพมหานคร และหนาที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมาย
ระบุใหเปนอํานาจหนาที่ของผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอ เทศบาลนครหรือตามที่คณะรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย หรือมีกฎหมายระบุเปนหนาที่
ของกรุงเทพมหานคร
                      4) ขอบัญญัติกรุงเทพมหานคร
                          กรุงเทพมหานครอาจตราขอบัญญัติขึ้นในกรณีดังนี้
                          1) เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามอํานาจหนาที่ของกรุงเทพมหานคร
                          2) มีกฎหมายบัญญัติใ หกรุงเทพมหานคร มีอํานาจตราเปนขอบัญญัติ
                               กรุงเทพมหานคร
                          3) การดําเนินการพาณิชยของกรุงเทพมหานคร
                          4) การคลั ง การงบประมาณ การเงิ น การทรั พ ย สิ น การจั ด หา
                               ผลประโยชนจากทรัพยสิน การจางและการพัสดุ
                          จะกําหนดโทษผูละเมิดขอบัญญัติกรุงเทพมหานครไวดวยก็ไดเปนโทษ
จําคุกไมเกิน 6 เดือน และหรือปรับไมเกิน 10,000 บาท
                      5) การควบคุมสงเสริม

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
61


                        1. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีอํานาจหนาที่ควบคุมดูแลการ
ปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งมีอํานาจในการสั่งยุบสภากรุงเทพมหานครโดยอนุมัติ
ของคณะรัฐมนตรี หรือโดยขอเสนอของผูวาราชการกรุงเทพมหานคร และสั่งใหผูวาราชการ
กรุงเทพมหานครพนจากตําแหนง ตามมติคณะรัฐมนตรี
                        2. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยควบคุมสงเสริมการบริหารงาน
บุคคลของกรุงเทพมหานครในฐานะประธานคณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.)
                        3. กระทรวง ทบวง กรม อาจสงขาราชการมาประจํากรุงเทพมหานคร
เพื่อปฏิบัติราชการในหนาที่ของกระทรวง ทบวง กรม นั้นๆ โดยทําความตกลงกับกรุงเทพมหานคร
หรืออาจจะมอบอํานาจใหกรุงเทพมหานครปฏิบัติก็ได
                        4. รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนใหกรุงเทพมหานครโดยตรง
                        5. สํานักงานตรวจเงินแผนดินเปนผูตรวจสอบการเงินและการบัญชีของ
กรุงเทพมหานคร




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
62




7. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย
         7.1 หลักการทั่วไปในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย
             1) ขาราชการและเจาหนาที่ของรัฐ
                      ในระบบราชการไทย นอกจากขาราชการประเภทตาง ๆ แลว ยังมีเจาหนาที่
ของรัฐในตําแหนงอื่น ๆ ดวย ไดแก ลูกจางและพนักงานราชการของสวนราชการ ขาราชการหรือ
พนักงานในราชการสวนทองถิ่นตาง ๆ รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจดวย ซึ่งอาจแยกไดดังนี้
                      1.1) ขาราชการการเมือง ไดแก ผูที่รับราชการในตําแหนงขาราชการ
การเมืองตามพระราชบัญญัติขาราชการการเมือง พ.ศ.2535 นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีฯ ที่ ปรึ ก ษานายกรัฐ มนตรี รองนายกรั ฐมนตรี และรั ฐมนตรี เลขาธิก ารและรอง
เลขาธิ ก ารนายกรั ฐ มนตรี โฆษกและรองโฆษกประจํ า สํ า นั ก นายกฯ เลขานุ ก ารและ
ผูชวยเลขานุการรัฐมนตรีฯ และตําแหนงประจําสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนตน
                      1.2) ขาราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติร ะเบียบขาราชการพลเรือน
พ.ศ.2535
                      1.3) ขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบ
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
                      1.4 ขาราชการพลเรือนในสถาบัน อุด มศึก ษาตามพระราชบัญญัติร ะเบีย บ
ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
                      1.5 ขาราชการตํารวจ ตามพระราชบัญญัติแหงชาติ พ.ศ.2547
                      1.6 ขาราชการฝายอัยการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายอัยการ
พ.ศ.2521
                      1.7 ขาราชการฝายรัฐสภา ไดแก ขาราชการรัฐสภาสามัญ และขาราชรัฐสภา
ฝายการเมือง เชน ที่ปรึกษา และผูชวยที่ปรึกษาประจํารัฐสภา เลขานุการประธานและรองประธาน
รัฐสภา และเลขานุการประจําสภา เปนตน ซึ่งเปนไปตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝาย
รัฐสภา พ.ศ.2518
                      1.8 ขาราชการในราชการสวนทองถิ่น ซึ่งมีชื่อเรียกแตกตางกันไปไดแก
                          1.8.1) ข า ราชการกรุ ง เทพมหานคร ตามพระราชบัญ ญั ติ ร ะเบี ย บ
ขาราชการกรุงเทพมหา พ.ศ.2528 ซึ่งหมายความรวมทั้งขาราชการสามัญทั่วไปขอกรุงเทพมหานคร
และขาราชการครูของกรุงเทพมหานครดวย
                          1.8.2) ขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด
                          1.8.3) พนักงานเทศบาล
                          1.8.4) พนักงานตําบลในองคการบริหารสวนตําบล

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
63


                              1.8.5 พนักงานเมืองพัทยา
                              ทั้ ง นี้ ข า ราชการในราชการส ว นท อ งถิ่ น ในพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ
บริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 จะเรียกรวมกันอีกชื่อหนึ่งวา “พนักงานสวนทองถิ่น”
                         1.9) ขา ราชการฝ า ยตุ ลาการศาลยุติ ธรรม ซึ่ง แยกออกมาตา งหากจาก
ขาราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม เชน ผูพิพากษา
ผูชวยผูพิพากษา ดะโตะยุติธรรม รวมทั้งขาราชการธุรการของศาลยุติธรรม เปนตน
                         1.10) ขาราชการทหาร อันไดแก ทหารประจําการ และขาราชการกลาโหม
พลเรือนที่บรรจุในตําแหนงอัตราทหารตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชหารทหาร พ.ศ.2521
                         1.11) ลูกจางและพนักงานของรัฐ
                         1.12) พนักงานรัฐวิสาหกิจ
                         1.13) ขาราชการหรือพนักงานในหนวยงานพิเศษอื่น ๆ เชน ขาราชการใน
สํานัก งานคณะกรรมการการเลื อกตั้ง ขาราชการในสํานัก งานผูต รวจการแผ น ดิน ของรัฐสภา
ขา ราชการในสํา นัก งานสิท ธิ มนุ ษ ยชน ขา ราชการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ขา ราชการศาลปกครอง
ขาราชการในสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และขาราชการใน
สํานักงานตรวจเงินแผนดิน เปนตน
               2) วิธีการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย
                         วิธีการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีแนวปฏิบัติที่คลายคลึงกันทุก
ประเภท โดยมีหลักสําคัญประกอบดวย
                         2.1) การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม (Merit System) ซึ่งกอใหเกิด
ประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลมากที่สุด โดยยึดหลักสําคัญ 4 ประการ
                              - ความสามารถ (Competence)
                              - ความมั่นคง (Security)
                              - ความเสมอภาค (Equality)
                              - ความเปนกลางทางการเมือง (Political Neutralization)
                              โดยจัดใหมีหนวยงานหรือ องคก รกลางเพื่อทําหนาที่กําหนดกฎเกณฑ
วิธีก ารเพื่อถือปฏิบัติรว มกัน และทําหนาที่ควบคุมใหมีก ารดําเนิน การเปนไปตามหลัก เกณฑที่
กําหนดนั้น เพื่อใหเกิดระเบียบ และความเปนธรรมมากที่สุด
                         2.2) กําหนดหลักเกณฑ และวิธีการบริหารงานบุคคลไวกวาง ๆ ในกฎหมาย
หรื อ ระเบี ย บเกี่ ย วกับ ความหมาย องค ก ารบริห ารงานบุ ค คล คุ ณ สมบั ติ ข องข า ราชการ และ
กระบวนการบริหารงานบุคคลที่สําคัญ ๆ เชน การกําหนดตําแหนง และคาตอบแทน การสรรหา
และบรรจุแตงตั้ง วินัย การออกจากราชการ การอุทธรณรองทุก ข เปน ตน ซึ่งจะแยกไปตาม
ลักษณะของขาราชการ หรือเจาหนาที่ของรัฐกลุมตาง ๆ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
64


                      2.3) ใหผูบั งคับ บัญ ชามีอํา นาจหนา ที่ใ นการบริหารงานบุค คลสํ าหรั บ
ผูใตบังคับบัญชาภายในขอบเขต และตามหลักเกณฑวิธีการที่กฎหมาย หรือระเบียบกําหนดไว เชน
ใหมีอํานาจในการสั่งบรรจุ แตงตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือน เลื่อนตําแหนง ลงโทษ เปนตน โดยตองอยูใน
ขอบเขต และหลักเกณฑวิธีการที่กฎหมายหรือระเบียบกําหนดไว
                      2.4) ใหสิทธิขาราชการที่จะอุทธรณหรือรองทุกขเมื่อเห็นวาไดรับการปฏิบัติ
จากผูบังคับบัญ ชา ในการบริหารงานบุค คลโดยไมเปนธรรมหรือไมเปนไปตามที่กฎหมายหรือ
ระเบียบกําหนดไว การอุทธรณและรองทุกข อาจอุทธรณและรองทุกขตอผูบังคับบัญชาตามลําดับ
หรือตอองคกรกลางบริหารงานบุคคล แลวแตหลักเกณฑ วิธีการ ที่กฎหมายหรือระเบียบกําหนดไว
               3) โครงสรางการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย
                      โครงสรางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีอยู 2 ระบบ ไดแก
ระบบจําแนกชั้นยศ (Rank Classification) และระบบจําแนกตําแหนง (Position Classification)
                      3.1) ระบบจําแนกชั้นยศ (Rank Classification หรือ RC.)
                                เปนระบบที่ถือ “คน” เปนหลัก กลาวคือ จําแนกตัวคนใหมีฐานะ
เปนชั้น ๆ เพื่อใชฐานะของตัวคนนั้น ๆ เปนแกนกลางสําหรับปฏิบัติการรวมกันในการบริหารงาน
บุคคล ซึ่งแยกออกเปน 2 ระบบ ไดแก
                                3.1.1) แบบจําแนกชั้นยศตามฐานะทางการบริหารหรือทางการ
ปกครองบังคับบัญ ชา เชน การจําแนกขาราชการทหารและตํารวจเปนยศ พลเอก – โท – ตรี
พันเอกพิเศษ – พันเอก – โท – ตรี รอยเอก – โท – ตรี ดาบตํารวจ นายพันจา สิบเอก – โท – ตรี
เปนตน
                                3.1.2) แบบจําแนกชั้นยศตามฐานะทางวิชาการ เชน ตําแหนง
ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่กําหนดใหเปน ศาสตราจารย รองศาสตราจารย ผูชว ย
ศาสตราจารย อาจารย เปนตน
                          3.2 ระบบจําแนกตําแหนง (Position Classification หรือ PC.)
                                เปนระบบที่ถือ “งาน” เปนหลัก กลาวคือ จําแนกตําแหนงเปนกลุม   
ๆ ตามลักษณะงาน และระดับความยากงายและความรับผิดชอบในหนาที่การเงินที่มีระดับเดียวกัน
เปนกลุมตําแหนง (Class หรือที่เรียกวา C.) เดียวกัน เพื่อใหเปนแกนกลางสําหรับปฏิบัติงาน
รวมกันในการบริหารงานบุคคล ซึ่งแยกเปน 2 แบบ ไดแก
                                3.2.1) แบบจําแนกตําแหนงไวในกฎหมาย มีใชในการบริหารงาน
บุคคลสําหรับขาราชการตุลาการและขาราชการอัยการ ซึ่งแตละประเภทมีสายเดียว คือ สายงานผู
พิพากษา และสายงานอัยการ
                                3.2.2) ระบบจําแนกตําแหนงโดยองคกรกลางบริหารงานบุคคล
เนื่องจากมีสายงานของตําแหนงหลายสายงานและมีหนาที่ความรับผิด ชอบของตําแหนงตาง ๆ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
65


หลากหลาย ไมสามารถจําแนกตําแหนงในกฎหมายได จึงตองใหองคกรกลางบริหารงานบุคคลเปน
ผูจํา แนกตํ าแหนง ตา ง ๆ ออกเป น สายงานและระดับ ตา ง ๆ จั ด เปน กลุม ตํา แหนงสํ าหรับ เป น
แกนกลางเพื่อปฏิบัติการรวมกันในการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีใชในการบริหารงานบุคคลสําหรับ
ขาราชการพลเรือนทั่ว ๆ ไป รวมทั้งพนักงานสวนทองถิ่นและพนักงานรัฐวิสาหกิจดวย
                       4) องคกรกลางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย
                           องคกรกลางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีอยูในหลาย
องคกรขึ้นอยูกับลักษณะของเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการนั้น ๆ ไดแก
                           4.1) คณะกรรมการขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535
                           4.2) คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือ ก.ค.ศ.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
                           4.3) คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือ ก.พ.อ.
ตามพระราชบัญญัติขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547
                           4.4) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. ตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543
                           4.5) คณะกรรมการอัย การหรื อ ก.อ. ตามพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ
ขาราชการฝายอัยการ พ.ศ.2521
                           4.6) คณะกรรมการขาราชการฝายรัฐสภา หรือ ก.ร. ตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบขาราชการฝายรัฐสภา พ.ศ.2518
                           4.7) คณะกรรมการขาราชการตํารวจ หรือ ก.ตร. ตามพระราชบัญญัติ
ตํารวจแหงชาติ พ.ศ.2547
                           4.8) คณะกรรมการขาราชการทหาร หรือ ก.ขท. ตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบขาราชการทหาร พ.ศ.2521
                           4.9) คณะกรรมการที่เปนองคกรกลางในการบริหารงานบุค คลของ
“พนักงานสวนทองถิ่น” ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 และ
พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการกรุงเทพมหานคร พงศ.2528 ประกอบดวย
                                 4.9.1) คณะกรรมการมาตรฐานบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น หรือ
ก.ถ.
                                 4.9.2) คณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก.
                                 4.9.3) คณะกรรมการกลางขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด
                                 4.9.4) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (รวมพนักงานเมือง
พัทยาดวย)

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
66


                                  4.9.5) คณะกรรมการกลางพนักงานสวนตําบล
                           4.10) องคก รกลางในหนว ยงานพิเศษหรือหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นตาม
รัฐธรรมนูญก็จะมีองคกรบริหารงานบุคคลเปน การเฉพาะ ซึ่งจะมี 2 ลักษณะ ไดแก จัดตั้งเปน
องคกรรูปแบบใหม เชน คณะกรรมการขาราชการการเลือกตั้ง เปนตน และอีกลักษณะหนึ่ง ไดแก
จัดรูปแบบองคกรเดิม เชน องคกรในการบริหารขาราชการสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหงชาติที่ใ หขาราชการสํานักงานฯ เปน ขาราชการรัฐสภาสามัญ ตามกฎหมายวาดว ยระเบีย บ
ขาราชการฝายรัฐสภา และใหอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการขาราชการฝายรัฐสภา เปนอํานาจ
หนาที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
                                  มีขอสังเกตวาองคประกอบของคณะกรรมการในองคกรกลางใน
การบริหารงานบุคคลดังกลาวจะประกอบดวยกรรมการ 3 ฝาย ไดแก กรรมการโดยตําแหนง
กรรมการจากการที่ขาราชการหรือพนักงานเลือกกันเอง และกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ตัวอยางเชน
คณะกรรมการขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. จะประกอบดวย
                                  (1) กรรมการโดยตํ า แหน ง ได แ ก นายกรั ฐ มนตรี ห รื อ รอง
นายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเปนประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง ผูอํานวยการสํานัก
งบประมาณ เลขาธิก ารคณะกรรมการพัฒ นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ เปน กรรมการ และ
เลขาธิการ ก.พ.เปนกรรมการและเลขานุการ
                                  (2) กรรมการจากขาราชการเลือกกันเอง จํานวน 5 คน จากผูดํารง
ตําแหนงปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง หัวหนาหรือรองหัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนกรม
และไมสังกัดกระทรวงหรือทบวง หัวหนาหรือรองหัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนกรม และมี
หัวหนาสวนราชการรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี อธิบดี ผูวาราชการ
จังหวัด
                                  (3) กรรมการผูทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 – 7 คน จากผูซึ่งเปนผูดํารง
หรือเคยดํารงไมต่ํากวาอธิบดีหรือตําแหนง กรณีถาจะแตงตั้งผูที่ไมเคยเปนขาราชการหรือเคยเปน
ขาราชการหรือเคยเปน ข าราชการ แตดํา รงตํ าแหนงต่ํ ากว าอธิ บดีห รือตํ าแหนงที่ เทีย บเท าจะ
ดําเนินการเพื่อแตงตั้งไมเกิน 3 คน ในดานตาง ๆ ดังนี้ ดานระบบราชการ และการจัดสวนราชการ
ดานการพัฒนาองคการ ดานการบริหารและการจัดการและดานกฎหมาย
                       5) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลของไทย
                           5.1) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลสมัยรัชกาลที่ 5
                           ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 แหง
กรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปรับปรุงระบบบริหารงานของไทยที่สําคัญ ๆ ไดแก
                                  (1) แยกขาราชการทหารกับขาราชการพลเรือนออกจากกัน โดย
หลังที่ไดมีการตั้ง 12 กระทรวง ก็ไดแยกราชการฝายทหารกับราชการฝายพลเรือนออกจากกันอยาง

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
67


แนชัด โดยใหกระทรวงกลาโหมวาราชการทหาทั้งปวง สวนการปกครองหัวเมืองทั้งหมดใหเปน
หนาที่ของกระทรวงมหาดไทย เวนแตกรุงเทพมหานครกับเมืองติดตอใกลเคียง เปน หนาที่ของ
กระทรวงนครบาล และไดมีการตราพระราชบัญญัติลักษณะการเกณฑทหาร ร.ศ.122 ขึ้น ซึ่งเปน
การยกเลิกการเกณฑประชาชนมาเปนเฉพาะเกณฑเพื่อเปนทหารเทานั้น
                              (2) เริ่มนําระบบคุณธรรมมาใชในกระทรวงมหาดไทย โดยมีการ
สรรหาขาราชการ มีการจัดระบบการศึกษาและฝกอบรมเพื่อเปนขาราชกาขึ้น โดยขั้นแรกไดตั้ง
โรงเรียนฝกหัดกรมการอําเภอที่มณฑลอยุธยา ซึ่งตอมาไดมีการจัดตั้งในทุกมณฑลที่วาการเมือง
และที่วาการอําเภอ โดยในกรุงเทพมหานครไดมีการตั้งโรงเรียนฝกหัดขาราชการฝายพลเรือนขึ้น
ในกรมมหาดเล็ก ซึ่งตอมาโปรดเกลาฯ ใหใชนามวา “โรงเรียนมหาดเล็ก” ผลิตนักเรียนออกเปน
ขาราชการ ซึ่ง ภายหลัง มีผูมาสมั ค รเขารั บราชการมากเกิ น ตําแหน งจึงไดจั ด ใหมีก ารสอบใน
กระทรวงมหาดไทยเปนครั้งแรก ในสมัยสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพเปนเสนาบดี
                              นอกจากนั้นแลวสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพไดเลิก “ระบบ
กินเมือง” และเปลี่ยนภาวะขาราชการหัวเมืองจาก “ขาราชการปกครอง” ซึ่งมีลัก ษณะเปน นาย
ประชาชน มาเป น “ข าราชการพลเรื อน” ที่มี ค วามรูค วามสามารถขึ้น อยูใ นสัง กัด กระทรวง
มหาดไทยตามสายการบังคับบัญชา
                              (3) เริ่มใหขาราชการรับ เงิน เดือ นประจํา โดยเมื่อได จัด ตั้ ง
หอรัษ ฎากร หรือกระทรวงการคลัง ขึ้นใน พ.ศ.2518 ไดมีก ารจายเงินเดือนใหแกขาราชการใน
กระทรวงการคลัง จึงกลาวไดวา ระบบเงินเดือนเกิดขึ้นครั้งแรกในคราวนั้น ทั้งนี้ เมื่อมีการปฏิรูป
ระบบราชการแผนดิน ในป พ.ศ.2435 ขาราชการทุกกระทรวงทบวงกรมจึงไดรับเงินเดือนเปนอยาง
เดียวกัน
                        5.2) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลสมัยรัชกาลที่ 7
                              ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 7
แหงกรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลโดยรวมขาราชการพลเรือนเขา
อยูในระเบียบเดียวกัน โดยตราเปนพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พุทธศักราช 2471
วางหลักการเปนสาระสําคัญในการบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือนที่สําคัญ ไดแก
                              (1) รวมขาราชการพลเรือนทั้งหมดเขาอยูใ นระเบีย บเดีย วกัน
รวมทั้งขาราชการพลเรือนในกระทรวงกลาโหม แตไมรวมขาราชการฝายตุลาการ
                              (2) จัดตั้งองคกรกลางบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือน
ขึ้นเรียกวา “กรรมการรักษาพระราชบัญญัติ” หรือ ก.ร.พ.
                              (3) แบงประเภทขาราชการพลเรือนเปน 3 ประเภท ประกอบดวย
ขาราชการพลเรือนสามัญ ขาราชการพลเรือนวิสามัญ และเสมียนพนักงาน


สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
68


                                    (4) จัดใหมีการสอบแขงขันเพื่อเลือกสรรคนเขารับราชการตาม
ระบบคุณธรรม
                                (5) จัดใหการรับราชการเปนอาชีพ เปนงานประจําที่มีทางกาวหนา
สูงขึ้นตามลําดับ มีเงินเดือนพอครองชีพ ไมตองกังวลที่จะตองทํางานอื่นเพื่อเลี้ยงชีพไปดวย
                                (6) กําหนวินัยขาราชการพลเรือนและโทษผิดวินัยและหลักเกณฑ
การลงโทษทางวินัย
                           5.3 การปรั บ ปรุง ระบบบริ ห ารงานบุค คลหลั ง การเปลี่ย นแปลงการ
ปกครอง พ.ศ.2545 ที่สําคัญ ๆ ไดแก
                                (1)      การตราพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น
พุทธศักราช 2476 โดยใหเลิกยศและงดพระราชทานบรรดาศักดิ์ของขาราชการพลเรือน เปลี่ย น
โครงสรางในการบริหารงานบุคคลของขาราชการพลเรือนจากระบบจําแนกชั้นยศมาเปนระบบ
จําแนกตําแหนง โดยใหขาราชการพลเรือนไดรับเงินเดือนตามตําแหนง และใหมีคณะกรรมการ
ขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ทําหนาที่องคกรกลาง
                                (2)      การตราพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น
พุทธศักราช 2479 หลักการสําคัญ ๆ ไดแก
                                   (2.1) จําแนกขาราชการเปนชั้น ๆ โดยจัดชั้นจัตวา ชั้นตรี ชั้นโท
ชั้นเอก ชั้นพิเศษ แตละชั้นแบงเปนอันดับตาง ๆ ซอยลงไป ใหขาราชการรับเงินเดือนตามชั้นของ
ตนไมใชรับเงินเดือนตามตําแหนง มีอัตราเงินเดือนจัดเปนอัตราสากลไมใชอัตราประจําตําแหนง
                                   (2.2) กระจายอํานาจการบริหารงานบุคคลจาก ก.พ.ใหกระทรวง
ทบวง กรม เจาสังกัดมากขึ้น โดยกําหนดใหมี อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ. กรม และ อ.ก.พ. จังหวัด
                                (3) การตราพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2518
ไดมี ก ารเปลี่ย นแปลงระบบโครงสรา งจากระบบจํ าแนกชั้ น ยศมาเปน ระบบจํ าแนกตํ าแหน ง
เปลี่ยนแปลงระบบบริหารงานบุคคลจากที่เคยใหรัฐมนตรี สั่งบรรจุแตงตั้งและลงโทษขาราชการได
ทุก ขั้น มาเปน รัฐมนตรีสั่งบรรจุ เสนอการแตงตั้ง และลงโทษได เฉพาะปลัด กระทรวงและ
ตําแหนงระดับ 4 สวนตําแหนงต่ํากวานั้นใหผูบังคับบัญชาที่เปนขาราชการประจําเปนผูมีอํานาจสั่ง
การลดหลั่นกัน ลงไป ทั้งนี้เปนหลัก การใหขาราชการมีความเปนกลางทางการเมืองใหมากที่สุด
แยกขาราชการและขาราชการตํารวจ ออกตางหากโดยใหมีชั้นยศตามฐานะของวิชาการสําหรับ
ขาราชการครู และชั้นยศแบบทหารสําหรับขาราชการตํารวจ
                                ตอมาในป พ.ศ.2520 ไดมีการประกาศของคณะปฏิรูปการปกครอง
แผนดิน ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2520 แกไขใหรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งบรรจุ และเสนอการ
แตงตั้งขาราชการพลเรือนตําแหนงระดับ 10 และระดับ 9 ไดดวย
          7.2 การบริหารงานบุคคลของขาราชการพลเรือนไทยปจจุบัน

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
69


              1) กฎหมายหลัก และความหมาย
                    1.1) กฎหมายหลั ก ไดแก พระราชบัญ ญัติ ร ะเบีย บขาราชการพลเรือ น
พ.ศ.2535
                    1.2) ความหมาย
                         ขาราชการพลเรือน หมายความวา บุคคลซึ่งไดรับบรรจุและแตงตั้งตาม
พระราชบัญ ญัติ ร ะเบีย บขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ใหรับราชการโดยไดรั บเงิน เดือนจาก
งบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวงทบวงกรมฝายพลเรือน
                         ขาราชการฝายพลเรือน หมายความวา บุคคลซึ่งไดรับบรรจุและแตงตั้ง
ตามกฎหมายใหรับราชการโดยใหไดรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวง
ทบวง กรม ฝายพลเรือน
                         ดังนั้ น คําว า “ขาราชการฝา ยพลเรื อน” จึง มีข อบเขตกวา งกว าคํ าว า
“ขาราชการพลเรือน” โดยหมายความรวมทั้งขาราชการครู ขาราชการตุลาการ ขาราชการอัยการ
ขาราชการตํารวจ ขาราชการรัฐสภา แตไมรวมขาราชการทหาร ขาราชการกรุงเทพมหานคร และ
ขาราชการสวนทองถิ่นอื่น ซึ่งมิไดอยูในกระทรวง ทบวง กรมฝายพลเรือน

              2) องคกรบริหารงานบุคคล
                       องคกรในการบริหารงานบุคคลประกอบดวย
                       (1) คณะกรรมการขาราชการพลเรือน (ก.พ.)
                       (2) คณะอนุกรรมการสามัญ ซึ่งมี 3 ระดับ ไดแก
                            (2.1) คณะอนุกรรมการสามัญประจํากระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง)
                            (2.2) คณะอนุกรรมการสามัญประจํากรม (อ.ก.พ.กรม)
                            (2.3) คณะอนุกรรมการสามัญประจําจังหวัด (อ.ก.พ.จังหวัด)
              3) ประเภท และคุณสมบัติของขาราชการ
                   3.1 ขาราชการพลเรือน มี 3 ประเภท ประกอบดวย
                            (1) ขาราชการพลเรือนสามัญ ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดย
ไดรับเงินเดือนในอัตราสามัญและไดรับแตงตั้งตามที่บัญญัติไวในลักษณะ3 ของ พ.ร.บ.ระเบียบ
ขาราชการพลเรือนฯ
                            (2) ขาราชการพลเรือนในพระองค ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่งไดรับ
แตงตั้งใหดํารงตําแหนงในพระองคมหากษัตริยตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา
                            (3) ขาราชการประจําตางประเทศพิเศษ ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่ง
ไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในตางประเทศในกรณีพิเศษ โดยเหตุผลทางการเมือง ตามทีบญญัตไว
                                                                                      ่ ั ิ
ในลักษณะ 5 แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฯ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
70


                    3.2 คุณสมบัติของขาราชการพลเรือน กําหนดไวดังนี้ (ม.30)
                        (1) มีสัญชาติไทย
                        (2) มีอายุไมต่ํากวา 18 ป
                        (3) เป น ผู เ ลื่ อ มใสในการปกครองระบอบประชาธิ ป ไตยอั น มี
พระมหากษัตริยเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยดวยความบริสุทธิ์ใจ
                        (4) ไมเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
                        (5) ไม เ ป น ผู มี ก ายทุ พ พลภาพจนไม ส ามารถปฏิ บั ติ ห น า ที่ ไ ด ไร
ความสามารถหรือจิตฟนเฟอน ไมสมประกอบ หรือเปนโรคตามที่กําหนดในกฎ ก.พ.
                              กฎ ก.พ. ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2535) กําหนดไว 5 ประการ คือ
                               - โรคเรื้อน ในระยะติดตอในระยะยาวที่ปรากฏอาการเปนที่
                                   รังเกียจแกสังคม
                               - วัณโรคในระยะอันตราย
                               - โรคเทาชางในระยะที่ปรากฏอาการเปนที่รังเกียจแกสังคม
                               - โรคติดยาเสพติดใหโทษ
                               - โรคพิษสุราเรื้อรัง
                        (6) ไมเปนผูอยูในระหวางถูกสั่งใหพักราชการ หรือถูกสั่งใหออกจาก
ราชการไวกอนตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนหรือกฎหมายอื่น
                        (7) ไมเปนผูบกพรองในศีลธรรมอันดีจนเปนที่รังเกียจของสังคม
                        (8) ไมเปนกรรมการพรรคการเมืองหรือเจาหนาที่ในพรรคการเมือง
                        (9) ไมเปนบุคคลลมละลาย
                        (10) ไมเปนผูเคยตองรับโทษจําคุกโดยพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกเพราะ
กระทําความผิดทางอาญา เวนแตเปนโทษสําหรับความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือลหุโทษ
                        (11) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษ ใหออก ปลดออก หรือไลออกจากรัฐวิสาหกิจ
หรือหนวยงานอื่นของรัฐ
                        (12) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษใหออก หรือปลดออกเพราะกระทําผิดวินัย
ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น
                        (13) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษใหไลออก เพราะกระทําผิดวินัยตามกฎหมาย
วาดวยระเบียบขาราชกาพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น
                        (14) ไมเคยเปนผูเคยกระทําการทุจริตในการสอบเขารับราชการ
                    4) การกําหนดตําแหนง และคาตอบแทน
                        4.1) ระดับตําแหนง



สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
71


                                ระดับตําแหนงขาราชการพลเรือนสามัญแบงเปน 11 ระดับ โดย
พิจารณาตามลําดับความยากงายและคุณภาพของงาน
                          4.2) มาตรฐานตําแหนง
                                ก.พ.จะจัดทํามาตรฐานกําหนดตําแหนงไวเปนบรรทัดฐานในการ
กําหนดตําแหนงขาราชการพลเรือนสามัญ ทุก ตํ าแหนง โดยจําแนกตํา แหนงเปน ประเภทและ
สายงานตามลักษณะงาน และจัดตําแหนงในประเภทเดียวกันและสายงานเดียวกันที่คุณภาพงานอยู
ในระดับเดียวกันโดยประมาณเปนกลุมเดียวกัน และระดับเดียวกัน ทั้งนี้โดยคํานึงถึงลักษณะ หนาที่
ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานตามหลักเกณฑที่กําหนด
                          4.3) เงินเดือนและคาตอบแทน
                                4.3.1) เงินเดือนและคาตอบแทน
                                           อัตราเงินเดือนขาราชการพลเรือนเปนไปตามบัญชีทาย
พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจําตําแหนง พ.ศ.2550 โดยแบงเปน 11 อันดับ แตละอันดับมีจํานวนขั้น
เงินเดือนไมเทากัน สวนตําแหนงใดจะไดรับเงินในอันดับใดอัตราเทาใดเปนไปตามหลักเกณฑที่
กําหนดไวในกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2538)
                                4.3.2) เงินประจําตําแหนง
                                           เงินประจําตําแหนงไมใชเงินเดือน แตเปนคาตอบแทนที่
   จายเปน รายเดือนสําหรับตําแหนงบางตําแหนงที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดใหเปน ตําแหนง
   ประเภทวิชาชีพเฉพาะประเภทชํานาญการและเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือประเภทบริหารระดับสูง และ
   บริหารระดับกลาง โดยจายใหตางหากจากเงินเดือนอีกสวนหนึ่ง
                      5) การสรรหาและบรรจุแตงตั้ง
                          5.1) การสรรหา
                               การสรรหา หมายถึง การจัด หา และเลือกสรรบุค คลที่มีค วามรู
ความสามารถ ทักษะ และบุคลิกลักษณะอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพื่อปฏิบัติงานในตําแหนงใดตําแหนง
หนึ่งของหนวยงาน
                          5.2) ประเภทของการสรรหา
                                (1) การสรรหาจากภายใน คื อ การเลือ กสรรบุ ค คลจากผู ที่
ปฏิบัติงานอยูในหนวยงานนั้น ๆ แลวโดยการสับเปลี่ยน ยายหรือเลื่อนตําแหนง
                                (2) การสรรหาจากภายนอก คือ การเลือกสรรบุคคลจากภายนอก
หนวยงาน ซึ่งอาจจะเปนผูสําเร็จการศึกษาใหม หรือผูที่เคยทํางานที่อื่นมาแลวก็ได
                          5.3) การบรรจุแตงตั้ง
                                การบรรจุ หมายถึง การรับบุคคลเขาเปนขาราชการ ซึ่งจะตอง
ดําเนินการควบคูกับการแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเปนการทําใหมีสถานภาพเปนขาราชการ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
72


                                 การแต ง ตั้ ง ข า ราชการให ดํ า รงตํ า แหน ง หมายถึ ง การสั่ ง ให
ขาราชการมีอํานาจหนาที่และรับผิดชอบงานในตําแหนงใดตําแหนงหนึ่ง ขณะเดีย วกันก็ทําให
ขาราชการผูนั้นมีสิทธิที่จะไดรับเงินเดือนตามตําแหนงนั้น และมีสิทธิจะใชฐานะแหงการดํารง
ตําแหนงนั้นเพื่อการปฏิบัติการตาง ๆ ตามกฎหมาย
                           5.4) ผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง
                                 - ขาราชการระดับ 11 รัฐมนตรีเจาสังกัด โดยความเห็นชอบของ
คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เสนอโปรดเกลาแตงตั้ง
                                 - ขาราชการระดับ 10 ปลัดกระทรวงเสนอรัฐมนตรีเจาสังกัด โดย
ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เสนอโปรดเกลาแตงตั้ง
                                 - ขาราชการระดับ 9 ปลัดกระทรวงเปนผูสั่งบรรจุแตงตั้ง
                                 - ขาราชการระดับ 8 อธิบดีโดยความเห็นชอบของปลัดกระทรวง
                                 - ขาราชการระดับ 7 ลงมา อธิบดีเปนผูสั่งบรรจุแตงตั้ง ในสว น
ภูมิภาคที่มิใชหัวหนาสวนราชการประจําจังหวัดเปนอํานาจของผูวาราชการจังหวัด
                           5.5) ประเภทของการบรรจุแตงตั้ง
                                 (1) การแต ง ตั้ง ผูไ ดรั บ การบรรจุ จ ะแตงตั้ง ผูไดรั บการบรรจุ
ตามลําดับที่ในบัญชีผูสอบแขงขันได หรือ โดยการคัดเลือกแลวแตกรณี
                                 (2) การยาย หมายถึง การสั่งใหขาราชการผูดํารงตําแหนงหนึ่งไป
ดํารงตําแหนงอื่น ในระดับเดีย วกันภายในกรมเดียวกัน โดยตองมีคุณสมบัติตรงตามคุณ สมบัติ
เฉพาะตําแหนงในตําแหนงที่แตงตั้ง
                                 (3) การเลื่อนตําแหนง หมายถึง การสงใหขาราชการมีอํานาจ
หนาที่ และความรับผิดชอบในตําแหนงระดับสูงกวาเดิม ซึ่งจะเปนตําแหนงในสายงานเดิมหรือตาง
สายงานก็ได
                                 (4) การโอน หมายถึง การแตงตั้งขาราชการในสังกัด กระทรวง
ทบวง หรือกรมหนึ่งใหดํารงตําแหนงในอีกกระทรวง ทบวง หรือกรมหนึ่ง
                                 (5) การแตงตั้งผูขาดคุณสมบัติใหกลับไปดํารงตําแหนงเดมิ
                                 (6) การบรรจุกลับ หมายถึง การสั่งบรรจุและแตงตั้งผูออกจาก
ราชการไปแลวใหเปนขาราชการพลเรือนสามัญ
                                 อนึ่ง ในทางปฏิบัติผูมีอํานาจบรรจุแตงตั้งอาจมีการสั่งการเปน
พิเศษที่มิใชการบรรจุและแตงตั้งขาราชการใหดํารงตําแหนงในอีก 2 กรณีไดแก การที่ใหขาราชการ
“รักษาการในตําแหนง” ในกรณีตําแหนงวางลง หรือผูดํารงตําแหนงไมสามารถปฏิบัติหนาที่
ราชการไดและเปนกรณีมิไดบัญญัติไวในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดินในเรื่อง
รักษาราชการแทนไว และในอีกกรณีหนึ่ง ไดแก การสั่งใหขาราชการ “ประจํากระทรวง ทบวง กรม

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
73


กอง หรือจังหวัด” ในกรณีมีเหตุผลความจําเปนการชั่วคราวตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดไว
ในกฎ ก.พ.
                        6) การเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ
                            6.1) การเลื่อนขั้นเงินเดือน
                                   ใหผูบังคับบัญชาพิจ ารณาโดยคํานึงถึงคุณ ภาพและปริมาณงาน
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่ไดปฏิบัติมา ความสามารถ และความอุตสาหะในการ
ปฏิบัติ งาน ตลอดจนการรัก ษาวิ นัย และการปฏิบัติง านเหมาะสมกับการเป น ขา ราชการ ตาม
หลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ.กําหนด
                            6.2) การพัฒนาขาราชการ
                                  ใหมีการพัฒนาขาราชการทุกขั้นตอนตั้งแตเมื่อไดรับการบรรจุเขารับ
ราชการ กอนมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ ระหวางการปฏิบัติหนาที่ราชการ และกอนการเลื่อนขั้น
แตงตั้งใหดํารงตําแหนง(เชน กอนแตงตั้งใหดํารงตําแหนงนายอําเภอ เปนตน) รวมไปจนถึงการให
ขาราชการไปศึก ษาเพิ่มเติมในประเทศ และการศึก ษา ฝก อบรม ดูงานหรือปฏิบัติการวิจัย ใน
ตางประเทศ และใหผูบังคับบัญชามีหนาที่พัฒนาผูใตบังคับบัญชา เพื่อเพิ่มพูน ทักษะ ความรู
ทัศนคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม อันจะทําใหปฏิบัติหนาที่ราชการไดอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ.กําหนด
                        7) วินัยและจรรยาบรรณ
                            7.1) ความหมาย
                                   วินัย หมายถึง แบบแผนความประพฤติที่กําหนดใหขาราชการ
พลเรือนถึงควบคุมตนเอง และควบคุมผูอยูใตบังคับบัญชาใหประพฤติหรือปฏิบัติตามที่กําหนดไว
                            7.2) ประเภทของวินัย
                                   (1) วิ นั ย ต อ ผู บั ง คั บ บั ญ ชา เช น ต อ งปฏิ บั ติ ต ามคํ า สั่ ง ของ
ผูบังคับบัญชา ซึ่งสั่งใหหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการโดยไมได
ขึ้นหรือหลีกเลี่ยงไมรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา เปนตน
                                   (2) วินัยตอผูรวมงาน เชน ตองสุภาพเรียบรอย รักษาความสามัคคี
และไมก ระทําการอยางใดเปน การกลั่น แกลงกัน และต องชว ยเหลือกัน ในการปฏิบัติร าชการ
ระหวางขาราชการดวยกัน และผูรวมปฏิบัติราชการ เปนตน
                                   (3) วินัยตอประชาชน เชน ตองตอนรับ ใหความเปนธรรม และให
การสงเคราะหแกประชาชนผูติดตอราชการเกี่ยวกับหนาที่ของตนโดยไมชักชา และดวยความสุภาพ
เรียบรอย หามมิใหดูหมิ่นเหยียดหยาม กดขี่หรือขมแหงประชาชนผูติดตอราชการ เปนตน




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
74


                                  (4) วินัยตอตําแหนงหนาที่ เชน ตองสนับสนุนการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยตองรักษาความลับของทางราชการ ตองอุทิศเวลาใหราชการจะละทิ้งหรือทอดทิ้ง
หนาที่ราชการมิได เปนตน
                            7.3) โทษทางวินัย
                                  (1) ภาคทัณฑ (ไมรายแรง)
                                  (2) ตัดเงินเดือน (ไมรายแรง)
                                  (3) ลดขั้นเงินเดือน (ไมรายแรง)
                                  (4) ปลดออก (รายแรง)
                                  (5) ไลออก (รายแรง)
                                  สํา หรั บอํ านาจการลงโทษในกรณีวิ นัย ไม รา ยแรง กํ าหนดให
ผูบังคับบัญชาระดับผูอํานวยการกองลงมามีอํานาจสั่งภาคทัณฑ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5%
เปนเวลาไมเกิน 1 เดือน ในระดับสูงกวาผูอํานวยการกอง ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปน
เวลาไมเกิน 2 เดือน และนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจาสังกัด ปลัดกระทรวง อธิบดี
และผูวาราชการจังหวัด สั่งภาคทัณฑ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปนเวลาไมเกิน 3 เดือน ลด
ขั้นเงินเดือน ครั้งหนึ่งไมเกินหนึ่งขั้น
                            7.4 จรรยาบรรณขาราชการพลเรือน
                                  เป น ส ว นหนึ่ งของวินั ย ข าราชการพลเรื อ นตามมาตรา 91 ซึ่ ง
กําหนดใหขาราชการพลเรือนตองถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ
และจรรยาบรรณของขาราชการพลเรือน ซึ่งขอบังคับ ก.พ. วาดว ยจรรยาบรรณของขาราชการ
พลเรือน พ.ศ.2537 กําหนดไวโดยสรุปดังนี้
                                  (1) จรรยาบรรณตอตนเอง เชน พึงเปน ผูมีศีลธรรมอันดี และ
ประพฤติตนใหเหมาะสมกับการเปนขาราชการ เปนตน
                                  (2) จรรยาบรรณตอหนวยงาน เชน พึงปฏิบัติตอหนาที่ราชการดวย
ความสุจริต เสมอภาค และปราศจากอคติ เปนตน
                                  (3) จรรยาบรรณตอผูบังคับบัญ ชา เชน ผูใ ตบังคับบัญชา และ
ผูรวมงาน เชน พึงละเวนจากการนําผลงานของผูอื่นมาเปนของตนเอง เปนตน
                                  (4) จรรยาบรรณตอประชาชนและสังคม เชน พึงประพฤติตนให
เปนที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป เปนตน
                       8) การออกจากราชการ
                            ขาราชการพลเรือนออกจากราชการดวยเหตุ 3 ประการ คือ
                            (1) ออกตามความตองการของขาราชการเอง (ลาออก)



สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
75


                         (2) ออกเพราะสิ้นสุดสภาพของการเปนขาราชการ ไดแก กรณีตาย หรือ
อายุครบ 50 ป ตามกฎหมายบําเหน็จบํานาญ
                         (3) ออกตามความตองการของทางราชการ เชน ถูก สั่งใหออกเพราะ
ไมผานการทดลองราชการ ขาดคุณสมบัติ รอฟงการสอบสวนพิจารณากรณีถูกกลาวหาวากระทําผิด
วินัย รายแรงหรือถูก ฟองคดีอาญา หยอนความสามารถ มีมลทิน มัว หมอง ไปรับราชการทหาร
กระทําผิดวินัยอยางรายแรงใหปลดออก หรือไลออก เปนตน
                     9) บําเหน็จ บํานาญ
                         “บําเหน็จ” หมายถึง เงินตอบแทนความชอบที่ไดรับราชการมาซึ่งจายครัง           ้
เดียว
                         “บํานาญ” หมายถึง เงินตอบแทนความชอบที่ไดรับราชการมาซึ่งสั่งจาย
เปนรายเดือน
                         ขาราชการมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญปกติดวยเหตุอยางใดอยางใดอยาง
ดังนี้
                         (1) เหตุทดแทน ในกรณีเลิกหรือยุบตําแหนง หรือมีคําสั่งใหออกโดยไมมี
ความผิด หรือซึ่งออกมาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
                         (2) เหตุทุพลภาพ ไมสามารถจะรับราชการในตําแหนงซึ่งปฏิบัติอยูนั้น
ตอไป                    (3) เหตุสูงอายุ ในกรณีอายุครบ 60 ปบริบูรณ
                         (4) เหตุรับราชการนาน ไดแก กรณีขาราชการมีเวลาราชการสําหรับ
คํานวณบําเหน็จบํานาญครบ 30 ปบริบูรณ แลวหรือ ครบ 25 ป แลวลาออกจากราชการ
                         วิธี ก ารคํา นวณบํ าเหน็จ บํา นาญนั้ น ในกรณี บํา เหน็ จ จะตอ งเงิ น เดื อ น
สุดทายคูณดวยจํานวนป เวลาราชการ สวนบํานาญ จะตองเงินเดือนสุดทายหารดวย 50 คูณดวย
จํานวนปเวลาราชการ อยางไรก็ดีภายหลังประกาศให พ.ร.บ. กองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ
พ.ศ. 2539 หรือ กบข. สมาชิกกองทุนจะมีเงินสะสม ซึ่งสวนราชการหักจากเงินเดือนสงเขากองทุน
และสวนราชการสมทบอีกสวนหนึ่ง รวมทั้งเงินผลประโยชน หากเปนสมาชิกที่รับราชการมากอน
พ.ร.บ. ใชบังคับ (พ.ศ.2539 ก็จะไดรับเงินเงินชดเชยอีกกอนหนึ่งดวย แตหากอายุราชการครบ 25 ป
บริบูรณ และเลือกรับบํานาญ การคํานวณบํานาญจะลดลงโดยคํานวณจากอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60
เดือนสุดทายคูณดวยเวลาราชการหารดวย 50 แตตองไมเกิน 70% ของอัตราเฉลี่ยเงินเดือน 60
เดือนสุดทาย
                     10) การอุทธรณและรองทุกข
                         การอุทธรณ หมายถึง การใหสิทธิขาราชการในการรองขอใหผูมีอํานาจ
พิจารณาใหเปนธรรมในการที่ถูกสงลงโทษทางวินัย ไมรวมถึงการถูกสั่งใหออกจากราชการใน
กรณีมิใชการลงโทษทางวินัย ภายใน 30 วัน นับแตวันทราบคําสั่งลงโทษ

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
76


                         การรอ งทุกข หมายถึง การใหสิทธิแกขาราชการในการรองขอใหผูมี
อํานาจพิจารณาใหความเปนธรรมในกรณีตอไปนี้
                         (1) เมื่อถูกสั่งใหออกจากราชการซึ่งมิใชการลงโทษทางวินัย
                         (2) เมื่อเห็นวาผูบังคับบัญชาใชอํานาจหนาที่ปฏิบัติตอตนโดยไมถูกตอง
หรือไมปฏิบัติตอตนใหถูกตองตามกฎหมาย
                         (3) เมื่อมีความคับของใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผูบังคับบัญชาตอตน
เฉพาะกรณีที่กําหนดในกฎ ก.พ.

บรรณานุกรม
        ค ณ ะ ทํ า ง า น จั ด ทํ า ห นั ง สื อวิ ช า ก า ร ม ห า ด ไ ท ย 1 0 0 ป . ม ห า ด ไ ท ย 1 0 0 ป
(กระทรวงมหาดไทยจัด พิมพ เนื่ องในโอกาสครบรอบการสถาปนา 100 ป 1 เมษายน 2535)
กรุงเทพฯ : โรงพิมพศิริวัฒนาการพิมพ, 2535
        ชาญชัย แสวงศักดิ์ . กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดิน . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ
นิติธรรม, 2544
        ติน ปรั ช ญาพฤกษ . วิ ช าชีพ นิ ย มของระบบราชการในรั ช สมั ย พระบาทสมเด็ จ พระ
จุลจอมเกลาเจาอยูหัว : วิวัฒนาการและผลกระทบตอสังคมไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพจุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย, 2536
        เรืองวิทย เกษสุวรรณ . กําเนิดระบบราชการและการปฏิรูปในยุคคลาสสิค . กรุงเทพฯ :
สงวนกิจการพิมพ, 2546
        วรเดช จันทรศร . การพัฒนาระบบราชการไทย . กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัดสหายบลอก
และการพิมพ, 2542
        สมาน รังสิโยกฤษฎ . การปฏิรูประบบราชการ : แนวคิดและยุทธศาสตร. กรุงเทพฯ :
สวัสดิการสํานักงาน ก.พ. , 2542
        สุโขทัยธรรมาธิราช,มหาวิทยาลัย. เอกสารการสอนชุดวิชาการบริหารราชการไทย Thai
Public Administration หน ว ยที่ 1-8 และหน ว ยที่ 9-15 . นนทบุ รี : สํ า นั ก พิ ม พ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535
        สํานั ก งาน ก.พ. พระบาทสมเด็จ พระปกเกลา เจา อยูหั ว กั บระบบข าราชการพลเรื อน.
กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จํากัด, 2536
        คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ และสํานักงาน ก.พ. เอกสารสมุดปกขาวกาวตอไปของ
การปฏิรูประบบราชการ. กรุงเทพฯ : บริษัทกราฟฟคฟอรแมท (ไทยแลนด) จํากัด, 2543
           (เอกสารประกอบการบรรยายวิชา คศ3311ระบบบริหารราชการไทย Thai Bureaucracy
  คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยเกริก ภาคการศึกษา 3/2549 )

สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
77




สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย

Thai Bureaucracy

  • 1.
    1 ระบบบริหารราชการไทย (Thai Bureaucracy) โดย อ. สุขสันติ์ บุณยากร วิทยาลัยการปกครอง 1 สิงหาคม 2550 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------ 1. หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารราชการ ความหมายของ “การบริหารราชการ” (Public Administration) - “การบริหารราชการ” อาจมีความหมายไดทั้งมุมกวางและมุมแคบ ในมุมกวาง “การบริหารราชการ” หมายถึง กิจ กรรมทุกประเภทของรัฐ ไม วาจะเปนกิจ กรรมในดานนิติ บัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ นักวิชาการกลุมนี้ ไดแก ฟลิกซ เอ นิโกร (Felix A. Nigro) และมารแชล ดิมอด (Marshall Dimock) ในการมองแบบมุมแคบ จะหมายถึงเฉพาะกิจกรรมของ ฝายบริหารในการดําเนิน ความพยายามใหหนวยงานตาง ๆ ของรัฐประกอบกิจ กรรมใหบรรลุ เปาหมายอยางไดผลที่สุด นักวิชาการกลุมนี้ ไดแก ลูเซอร กูลิค (Luther Gulick) เจมส ดับปลิว เฟสเลอร (James W. Fesler) และ เฮอรเบิรต ไซมอน (Herbert Simon) - ฟลิกซเอนิโกร (Felix A. Nigro) ใหความหมายวา 1.) เปนความพยายามของกลุมที่จะรวมมือกันปฏิบัติงานในหนวยงานของรัฐ 2.) มีขอบเขตครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานของฝายบริหาร ฝายนิติบัญญัติ และฝาย ตุลาการ ตลอดจนความสัมพันธระหวางฝายทั้งสามนี้ 3.) มีบทบาทสําคัญในการกําหนดนโยบายสาธารณะ การบริหารราชการจึงเปน สวนหนึ่งของกระบวนการทางการเมือง 4.) มีความแตกตางจากการบริหารธุรกิจของเอกชน 5.) เกี่ยวของกับกลุมเอกชนหลายกลุม และปจเจกชนหลายคนในอันที่จะจัดบริการ ใหแกชุมชน - มารแ ชล ดิมอค (Marshall Dimock) ใหค วามหมายวา การที่รัฐจะทํา “อะไร” หมายถึงขอบเขตเนื้อหาของงานของรัฐ และทํา “อยางไร” หมายถึง วิธีก ารดําเนิน การอยางมี หลักการที่รัฐจะนํามาใชเพื่อใหกิจกรรมบรรลุผลสําเร็จ - เฮอรเบิรต ไซมอน (Herbert Simon) หมายถึง กิจกรรมทั้งปวงของฝายบริหาร ไมวาจะเปนการปกครองสว นกลาง การปกครองมลรัฐ หรือการปกครองทองถิ่น ที่สําคัญก็คือ ไมรวมเอางานของฝายนิติบัญญัติและตุลาการเขาไวดวย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 2.
    2 - ติน ปรัชญพฤทธิ์ และอิสระ สุวรรณมล กลาวถึงคําวา “administration” ไวใน ปทานุกรมการบริหาร (2514) วามาจากภาษาลาตินวา “administrare” ซึ่งแปลวารับใช การจัดการ การปฏิบัติภารกิจ การอํานวยการ (To serve, to manage, to conduct, to direct) ในทางการบริหาร เรามั ก จะเน น ความหมายของคํ า ว า “administration” ไปในแง ข องการรั บ ใช เพราะถื อ ว า ขาราชการตองเปนผูรับใชประชาชน มิใชเปนเจานายของประชาชน 1.2 ความเปนมาของคําวา “ระบบราชการ” (Bureaucracy) - คําวา “ระบบราชการ (bureaucracy)” เปนคําที่คิดขึ้นในสมัยตนศตวรรษที่ 18 โดยนักเศรษฐศาสตรชาวฝรั่งเศส ชื่อ “แวง ซองต กูรเนท (Vincent De Gournet)” คําวา ระบบ ราชการที่จริงไมไดมีค วามหมายใหม มีความหมายเพียงวา ไมใชเปนการปกครองแบบกษัตริย (monarchy) ไมใ ชอภิชนาธิปไตย (aristocracy) หรือประชาธิปไตย (democracy) แตเปน การ ปกครองโดยเจาหนาที่ (rule of officials) เพราะคําวา “bureau” แปลวา “สํานักงาน” ซึ่งมี เจาหนาที่ทํางาน คําวา “Cracy” แปลวา “การปกครอง” คําที่คลายกับคําวาระบบราชการมาก คือ คําวา “ระบบยูโร (burosystem)” ซึ่งคําที่ใชในสมัยปรัสเซีย หมายถึง การจัดสรรหนาที่ใหแกกรม กองตาง ๆ ใหชัดเจน ซึ่งมีการปฏิรูปการบริหารใหมภายใตการปกครองของคารล วอม สโตน (Carl vom Stein) แบงงานเปนกระทรวง และหนว ยงานยอย ๆ และจัดสรรงานและหนาที่ ซึ่งเรียกวา “ระบบยูโร” - ในบางครั้งคําวา “Bureaucracy” จะหมายถึง “องคก ารแบบราชการ” อัน หมายถึง ระบบของความสัมพันธในการบังคับบัญชา ซึ่งกําหนดโดยกฎระเบียบที่พัฒนาขึ้นอยาง สมเหตุสมผล - เม็กซ เวบอร (Max Weber) อธิบายวา องคการแบบราชการ หมายถึงองคการที่ สมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพ ซึ่งปฏิบัติงานบนพื้นฐานของสิ่งตอไปนี้ 1) กฎระเบียบที่แนนอน 2) การแบงงานกันทําตามความชํานาญเฉพาะอยาง 3) ลําดับชั้นการบังคับบัญชา 4) มีการตัดสินใจที่พิจารณาจากเหตุผล เชิงวิชาการ และความถูกตองใน แงของกฎหมาย 5) การบริหารใชระบบการจัดทําเก็บเอกสารอยางเปนระเบียบ 6) การทํางานเปนอาชีพ 7) สมาชิกในองคการมีความสัมพันธตอกันในลักษณะเปนทางการ 8) การเลื่อนขั้น เลื่อนตําแหนง พิจารณาจากความรูความสามารถ 1.3 ความสําคัญของ “การบริหารราชการ” 1) เปนการนํานโยบายของรัฐไปปฏิบัติ ไดแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 3.
    3 - ขยายโอกาสหรือเพิ่มบริการในรูปบริการสาธารณะตาง ๆ - เพิ่มการปองกันสวัสดิภาพของประชาชนในดานตาง ๆ - การจัดระเบียบของสังคม - กําหนดขอบเขตเสรีภาพการใชจายดวยการจัดเก็บภาษี - การคนหาหรือลงโทษผูกระทําผิดหรือขัดตอกฎหมาย - การยินยอมหรือปฏิเสธที่จะใหประชาชนเขารวมกิจกรรมบางอยาง - การบริหารกิจการกึ่งธุรกิจ เชน การสาธารณูปโภค - การดูแลและปองกันประเทศและการตางประเทศ ฯลฯ 2) มีสวนในการกําหนดนโยบายทั้งในขั้นตอนกอนที่ฝายนิติบัญญัติ และหัวหนา ฝายบริหารจะตัดสินใจกําหนดนโยบาย และหลังการกําหนดนโยบายแลว 3) เปนกลไกสําคัญในการดํารงไวและพัฒนาวัฒนธรรมของสังคม เปนผูกําหนด กิจกรรมของสังคม และเปนสวนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคม 1.4 การบริหารราชการและการบริหารธุรกิจ 1) ความเหมือนกัน 1.1) เปนการบริหารในลักษณะที่เปนกระบวนการปฏิบัติงาน (process) เหมือนกันทั้งภาคราชการ และธุรกิจ 1.2) แมวัตถุประสงคจุดมุงหมาย (goal) จะแตกตาง แตก็มีลักษณะเปน พลังความรวมมือรวมแรงรวมใจปฏิบัติของกลุม (cooperative group effort) 1.3) ลวนตองมีลักษณะในการปฏิบัติงานตามสภาพแวดลอมของแตละ องคการไป 1.4) ประเภทกิจกรรมไมสามารถขีดเสนแบงไดชัดเจน ราชการอาจมี สวนดวย เชน ธุรกิจโทรคมนาคม เปนตน 1.5) ประเภทของทักษะ เทคนิค และกระบวนการทํางาน รวมทั้งความ ชํานาญของบุคลากรที่คลายกัน 2) ความแตกตาง 2.1) ภาพลักษณ (Image) - ภาคราชการลาชา ขั้นตอนมาก (Real Tape) ในขณะที่ภาคธุรกิจรวดเร็ว และมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ไมยุงยาก 2.2) วัตถุประสงค สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 4.
    4 - การบริหารธุรกิจเนนมุงที่ผลกําไร (profit) ในขณะที่การบริหารราชการ มุงในการจัด ทําบริก ารสาธารณะ (public services) โดยมุงผลประโยชนและความพอใจของ ประชาชนเปนหลักใหญ 2.3) ความรับผิดชอบ - การบริหารราชการรับผิด ชอบตอประชาชน แตก ารบริหารธุร กิจ รับผิดชอบตอผูถือหุนหรือเจาของกิจกรรม 2.4) ทุน - การบริหารราชการไดมาจากภาษีอากรเก็บจากประชาชน สว นการ บริหารธุรกิจไดทุนการดําเนินงานจากเงินของเอกชนผูเปนเจาของหรือผูถือหุน 2.5) การกําหนดราคาสินคาและบริการ - การบริหารราชการไมไดมุงกําไร แตการบริหารธุรกิจตองกําหนดราคา ใหสูงพอสมควรที่จะใหมีกําไรเหลืออยู 2.6) คูแขงขัน - การบริหารราชการปกติไมมีผูแขงขัน แตทางดานการบริหารธุรกิจมีคู แขงขันมาก แตจะสงผลดีที่ผูบริโภคจะไดสินคาและบริการที่ดี ราคาถูก 2.7) การคงอยู - การบริหารราชการจะตองมีอยูตราบเทาที่การทําบริการสาธารณะใน ดานนั้น ๆ แกประชาชน ไมวาจะมีภาวะทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปเชนไร แตการบริหารธุรกิจ อาจมีการลมเลิก เปลี่ยนแปลงไดงายกวามาก 2.8) นโยบายและความเปนอิสระในการปฏิบัติ - การบริหาราชการยังเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของฝายการเมือง มี สายการบังคับบัญชา และการกํากับดูแลเปนขั้นเปนตอนมาก ในขณะที่การบริหารธุรกิจขึ้นอยูกับ นโยบายของเจาของกิจการหรือผูบริหาร นโยบายทางการเมืองอาจมีผลกระทบบางแตไมมากนัก 2.9) การตรวจสอบของประชาชน - การบริหารราชการจะถูกตรวจสอบโดยประชาชน โดยเฉพาะในดาน ความโปรงใส เพราะถูก เพงเล็งจากภายนอกมาก ทั้งตองคํานึงถึงมติมหาชน (public opinion) ในขณะที่การบริหารธุรกิจเปนการดําเนินการโดยเจาของกิจการ ประชาชนมีบทบาทเขาตรวจสอบ นอย 1.5 ภารกิจของการบริการราชการ 1.5.1 ภารกิจในการจัดทํา “บริการสาธารณะ” (Public service) - หมายถึง ผลผลิ ต ของหนว ยงานของรัฐที่มุงเนน ประโยชนสุข แก ประชาชนโดยทั่วถึง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 5.
    5 - เปนการดําเนินการของรัฐโดยมีวัตถุประสงคเพื่อสนองความตองการ สวนรวมของประชาชน ซึ่งแยกเปน 2 ประเภท ไดแก 1) ความตองการไดรับความปลอดภัยทั้งในและนอกประเทศ 2) ความตองการไดรับความสะดวกในการใชชีวิตประจําวัน - หลักการใหบริการสาธารณะ จะยึดถือประชาชนเปนเปาหมายในการ ใหบริการใน 2 ดาน ไดแก 1) ความพึงพอใจของประชาชน 1.1) ความเทาเทียมและเสมอภาค 1.2) เวลาที่เหมาะสม 1.3) ปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอ 1.4) ความสืบเนื่องและตอเนื่องในการใหบริการ 1.5) มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงใหทันสมัยอยูเสมอ 2) ความรับผิดชอบตอประชาชน 1.5.2 ภารกิจในการจัดทํา “สินคาสังคมหรือสินคาสาธารณะ” (Public Goods) - ตามทฤษฎีสินคาสังคม และสิน คาเอกชน (Theory of Public and Private Goods) “สินคาสาธารณะ” เปนสินคาที่กลไกตลาดไมสามารถจะทําใหเกิดสินคานี้ได หรือ ถาปลอยใหกลไกตลาดทําหนาที่ตัดสินใจในการจัดสรรสินคาจะไมมีประสิทธิภาพหรือปริมาณไม เพียงพอ ตัวอยางเชน การปองกันประเทศ การศึกษาภาคบังคับ เปนตน - คุณสมบัติของ “สินคาสาธารณะ” 1.) ไมเปนปริปกษในการบริโภค (Nonrival in Consumption) ไมตองแขงขัน กัน บริโ ภค หรือมีก ารบริโ ภครว ม (Collective consumption) เมื่อมีก ารบริโ ภค ปริมาณไมลดลง เชน การดูโทรทัศน การใชถนน เปนตน 2.) ลัก ษณะการไมสามารถแบงแยกได (nonexclusion) ไม สามารถกีดกันไดในการบริโภค เชน ถาดู TV. คนอื่นก็ดู TV. ได เปนตน 1.5.3 การแบงประเภทของภารกิจ 1.) งานบริการ ไดแก งานที่มีวัตถุประสงคหลักในการผลิตสินคาที่เปน บริการของสังคม เชน สถานศึกษา กองกําลังทหาร ตํารวจ เปนตน 2.) งานควบคุมและจัด ระเบีย บ ไดแก งานที่มีวัต ถุประสงคใ นการ แทรกแซงกิจกรรมในตลาดการคาเพื่อความเปนธรรม เชน การออกใบอนุญาต การจดทะเบียน การ ควบคุมราคาสินคา เปนตน 3.) งานสงเคราะหและชวยเหลือ ไดแก งานที่จัดสรรทรัพยากรใหแกผูที่ ขาดแคลนหรือดอยโอกาส เชน งานสวัสดิการสังคม งานแรงงาน เปนตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 6.
    6 4.) งานสนับสนุน ไดแก งานใหบริก ารหนว ยงานอื่น ๆ ไดแก งาน งบประมาณ การเงินการคลัง การจัดเก็บภาษีและรายได เปนตน 1.6 ความเกี่ยวพันระหวางศาสตรการบริหารราชการกับศาสตรอื่น 1) ตรรกวิทยา - การตัดสินใจ (Decision Making), หลักเหตุผล 2) จิตวิทยา - เกี่ยวกับคน สังคม และสถานภาพบทบาทของคนในและนอกระบบ ราชการ 3) สังคมวิทยา - การสืบทอดทางสังคม สิ่งแวดลอมและองคกรในสังคม 4) มนุษยวิทยา - วัฒ นธรรม และการตอตานการเปลี่ย นแปลงทั้ งในและนอกระบบ ราชการ 5) รัฐศาสตร - “ไมมีการบริหารราชการใดเลยที่ปลอดจากการเมือง” (Public administration never exist political vacuum) 6) เศรษฐศาสตร - ดานภาษี, การคลัง, การพัฒนาเศรษฐกิจ และภาวะเศรษฐกิจ 7) นิติศาสตร - กฎหมาย นิติรัฐ ระเบียบ การบังคับใชกฎหมาย 8) ประวัติศาสตร - วิวัฒนาการของระบบราชการ 9) บริหารธุรกิจ - คูแฝดของระบบราชการ องคความรู เทคนิค รูปแบบวิธีการ 1.7 แนวคิดเรื่องระบบราชการของ แมกซ เวเบอร (Max Weber) แนวคิดเกี่ยวกับระบบราชการของเวเบอร มีสวนประกอบ 3 สวน ไดแก 1.) แนวคิดเกี่ยวกับองคการ ครอบคลุมถึงรัฐ พรรคการเมือง วัด โรงงาน และ องคกรที่มีเปาหมายตาง ๆ ลักษณะองคการในทัศนะของเวเบอรมีคนอยู 3 กลุม คือ (1) ผูนําหรือกลุมผูนํา (2) เจาหนาที่บริหาร เพื่อทํางานตามหนาที่และรักษากฎระเบียบพื้นฐาน ขององคการ (3) สมาชิกขององคการอื่น ๆ ที่เหลือ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 7.
    7 2.) แนวคิดเกี่ยวกับอํานาจ เวเบอรแบงอํานาจออกเปน 3 ประเภท คือ (1) อํานาจบารมี (Charismatic authority) (2) อํานาจประเพณี (Tradition authority) (3) อํานาจตามกฎหมาย (legal authority) 3.) แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบในอุดมคติ - เวเบอร หมายถึง องคกรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เจาหนาที่ขององคการ ที่มาจากการแตงตั้งเทานั้น ตองมีเงินเดือนประจําและเปนองคการที่ใ ชอํานาจหนาที่ตามหลัก เหตุผลของกฎหมาย (rational legal-authority) 1.8 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบการบริหารราชการ 1) พิจารณาจากกฎหมายปกครอง 1.1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization) 1.2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration) 1.3) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization) 2) พิจารณาจากแนวคิดดานการจัดการ 2.1) การจัดแบงตามวัตถุประสงค 2.2) การจัดแบงตามกระบวนการ 2.3) การจัดแบงตามประเภทผูรับบริการ 2.4) การจัดแบงตามอาณาเขตหรือพื้นที่ 1.9 ความรับผิดชอบและการควบคุมการบริหารราชการ - ความรับผิดชอบในการบริหารราชการ หมายถึง การปฏิบัติหนาที่อยางถูกตอง ตามทํ า นองคลองธรรม โดยคํ า นึ ง ถึ ง ผลประโยชน ส ว นรวมหรื อ ผลประโยชน ที่ จ ะเกิ ด แก สาธารณชน - การควบคุมภายในวงราชการ แยกเปน การควบคุมความรับผิดชอบในการ ปฏิบัติงาน โดยการควบคุมดานงบประมาณ โครงการและแผน การตรวจสอบและรายงาน ลําดับ ชั้นการบังคับบัญชา ผานกระบวนการบริหารงานบุคคล และการควบคุมความรับผิดชอบภายในตัว บุคคลเอง - การควบคุมภายนอก แยกเปน การควบคุมโดยฝายนิติบัญญัติ ฝายตุลาการ และ จากประชาชนทั้งโดยตรง ผานสื่อมวลชน กลุมผลประโยชน พรรคการเมือง และกระบวนการรอง ทุกข รวมทั้งผูตรวจการรัฐสภาหรือ Ombudsman สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 8.
    8 2. วิวัฒนาการของการบริหารราชการไทย การกําเนิดของระบบราชการไทยยังเปนประเด็นที่ถกเถียงกันในหมูนักวิชาการวาเกิดขึ้น เมื่อใด เนื่องจากไมมีหลักฐานทางประวัติศาสตรใด ๆ ที่บอกใหทราบถึงโครงสราง รูปแบบ วิธีการ และลัก ษณะดานตาง ๆ ของระบบราชการไทย การศึกษาถึงประวัติศาสตรความเปน มาจึงเปน การศึกษาเพื่ออธิบายถึงวิวัฒนาการการเมืองการปกครองมากกวาการบริหารราชการ โดยศึกษา ตั้งแตสมัย สุโ ขทัย เปน ตน มาจนถึงปจ จุบัน ซึ่งสามารถแบงยุค ของระบบราชการไทยที่มีก าร เปลี่ยนแปลงเห็นไดชัดเจนเปน 4 ยุค ไดแก การบริหารราชการสมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 2.1 การบริหารราชการสมัยสุโขทัย การเมืองการปกครองในสมัยสุโขทัยมีลักษณะเปนการบริหารการปกครองแบบ “พอปกครองลูก” (Paternal Government) ถือเอาลัก ษณะสกุลเปน คติ เชื่อวา “พอ” เปน ผูปกครองครัวเรือน หลายครัวเรือนรวมกันเปนบานอยูในปกครองของ “พอบาน” ผูอยูในปกครอง เรียกวา “ลูกบาน” หลายบานรวมกันเปนเมือง ถาเปนเมืองขึ้นที่อยูในการปกครองของ “พอเมือง” ถาเปนเมืองประเทศราช เจาเมืองเปน “ขุน” หลายเมืองรวมกันเปนประเทศหรือราชธานีในการ ปกครองของ “พอขุน” ขาราชการในตําแหนงตาง ๆ ไดนามวา “ลูกขุน” กอใหเกิดลักษณะของการ บริหารราชการพอสรุปไดดังนี้ 1) มีการรวมการใชอํานาจทางการเมืองกับอํานาจทางการบริหารไวดวยกัน ที่ “พอขุน” มี “ลูกขุน” คอยชวยเหลือ ไมมีการแยกขาราชการกับประชาชนออกจากกันโดยเด็ดขาด ทั้งในยามสงบและยามศึกสงครามที่ประชาชนทุกคนตองเปนทหารตอสูกับขาศึก 2) มีการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินที่เรียบงาย ไมยุงยาก ซับซอน ไมมีการ จัดตั้งหนวยงานเปนการเฉพาะ พอขุนจะปฏิบัติภารกิจดานตาง ๆ ดวยตนเอง โดยมีลูกขุนจํานวน หนึ่งคอยชวยเหลือ 3) การบริหารราชการนอกราชธานี มีการจําแนกหัวเมืองออกเปน 3 ประเภท โดย จัดรูปแบบการบริหารราชการแยกสวนไปตามลักษณะการปกครองแตละหัวเมือง ไดแก ก. เมืองอุปราช เมืองลูกหลวง และเมืองหนาดาน เมืองอุปราช เปนเมืองที่ผูจะดํารงตําแหนงพอขุนองคตอไปครอง อยู ซึ่งตามประวัติศาสตร สมัยพอขุนบาลเมืองครองกรุงสุโขทัย พระรามคําแหงไดไปครองเมือง ศรีสัชนาลัย ซึ่งเปนเมืองอุปราชและเมืองหนาดานดวย เมืองเหลานี้บางเชื้อพระวงศปกครองจะ เรียกวา “เมืองลูกหลวง” ซึ่งเมืองหนาดานและเมืองลูกหลวงมีระยะทางเดินหนาจากราชธานีถึงได ในเวลา 2 วัน หากขาราชการปกครองจะเรียกวา “เมืองหนาดาน” เพื่อสามารถรับขาศึกปองกัน ราชธานีไวกอน เมืองเหลานี้ “พอขุน” ทรงบัญชาการบริหารเองผานพอเมืองซึ่งไดรับมอบอํานาจไป สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 9.
    9 ข. เมืองพระยามหานคร เป น เมือ งใหญ อ ยูชั้ น นอกหา งจากราชอาณาจัก ร อาจตั้ งเชื้ อ พระวงศหรือขาราชการชั้น ผูใหญไปครองเมือง หรือมีเจานายเชื้อพระวงศเปนเจาของเมืองเดิม ปกครองอยูและยอมขึ้นกับกรุงสุโขทัย เจาผูครองนครหรือพอเมืองมีอํานาจบริหารราชการในเขต แดนของตนเกือบบริบูรณ แตตองปฏิบัติตามบัญชาของพอขุนและสงสวยแกกรุงสุโขทัย รวมทั้ง ยามศึกสงครามตองจัดกองทัพและเสบียงไปชวยกรุงสุโขทัย ค. เมืองประเทศราช เป น เมื อ งที่อ ยู น อกราชอาณาจั ก รมี ช าวเมื องเป น คนต างชาติ ขึ้นอยูกับพอขุนโดยพระบรมเดชานุภาพ มีความสัมพันธเพียงสงเครื่องราชบรรณาการตามกําหนด และสงทัพหรือเสบีย งมาชว ยรบตามคําสั่งพอขุนเทานั้น สว นการบริหารราชการภายในเมือง ประเทศราชทางกรุงสุโขทัยจะไมไปเกี่ยวของยกเวนในกรณีจําเปน โดยสรุปในการจัดรูปแบบบริหารราชการแผนดินสมัยสุโขทัยจะมี สอง ลักษณะ คือ แบบรวมอํานาจ (Centralization) ในราชธานี (กรุงสุโขทัย) และหัวเมืองขึ้นใน และ แบบกระจายอํานาจ (Decentralization) ในหัวเมืองชั้นนอก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 10.
    10 การบริหารราชการสมัยสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสองแคว เมืองนครชุม เมืองปากยม เมืองอุปราช เมืองลูกหลวง เมืองหนาดาน เมืองทุงยั้ง เมืองพรหม เมืองพระบาง รวมอํานาจ หัวเมืองชั้นใน ราชธานี รวมอํานาจ (กรุงสุโขทัย) สุโขทัย) กระจายอํานาจ หัวเมืองชั้นนอก เมืองแพรก สุวรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ตะนาวศรี เมืองพระยามหานคร แพร หลมสัก ศรีเทพ นครศรีธรรมราช มะละกา บะโฮร ทะวาย เมืองประเทศราช เมาะตะมะ หงสาวดี นาน เวียงจันทร เวียงคํา สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 11.
    11 2.2 การบริหารราชการสมัยกรุงศรีอยุธยา 2.2.1 การปกครองของไทยสมัย กรุงศรีอยุธยาไดคอย ๆ เปลี่ย นลัก ษณะการ ปกครองแบบ “พอ” กับ “ลูก” ตามแบบสุโขทัยมาเปนแบบ “เจา” กับ “ขา” ทั้งนี้จากการไดรับ อิทธิพลจากขอม โดยเมื่อพระเจาอูทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ไดประกาศอิสรภาพไปในตน ราชอาณาจักรสุโขทัยไดทําสงครามกับขอม และไดกวาดตอนพวกพราหมณและขาราชการสํานัก ขอมเขามาชวยบริหารบานเมือง และไดยอมรับลัทธิไศแลนซของขอม ซึ่งลัทธินี้มีสาระสําคัญที่วา พระมหากษัตริย คือ สมมติเทพ หรือเทวราชาที่มีฐานะแตกตางไปจากประชาชนหรือหลักการ ปกครองแบบ “เทวสมมติห รือ เทวลัท ธิ” (Divine right) ซึ่งถือวารัฐเกิด โดยพระเจาบงการ พระเจาเปนผูแตงตั้งผูปกครองรัฐ และผูปกครองรัฐมีความรับผิดชอบตอพระเจาเพียงผูเดียว ซึ่งเปน ความเชื่ อ ของขอมที่ ถื อ ลั ท ธิ ต ามชาวอิ น เดี ย โดยสมมติ พ ระมหากษั ต ริ ย เ ป น พระโพธิ สั ต ว พระอิศวร หรือพระนารายณแบงภาคมาเลีย งโลก ราษฎรกลายเปนผูอยูใตอํานาจ และเปนผูถูก ปกครองอยางแทจริง ระบอบเทวสิทธินี้เองเปนตนกําเนิดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ซึ่งมี ลักษณะคลายกับนายปกครองบาว (Autocratic Government) ดังนั้น การบริหารราชการสมัยกรุง ศรีอยุธยา จึงเปนการบริหารโดยพระเจาแผนดิน และขาราชการบริหารฝายเดียว เพื่อประโยชน ของพระเจาแผนดินโดยเฉพาะ การบริหารราชการสมัยตนกรุงศรีอยุธยา (พระรามาธิบดีที่ 1) (แบบจตุสดมภ) พระมหากษัตริย กรมเวียง/กรมเมือง กรมวัง กรมคลัง กรมนา (ขุน) (ขุน) (ขุน) (ขุน) พนง.ปค.ทองที่ งานราชสํานัก รักษาพระราชทรัพย ดูแลนาหลวง บังคับบัญชาหมื่น/ รักษาพระราช จัดเก็บภาษีอากร เก็บหางขาว/ แขวง/กํานัน มณเฑียร ชําระความเกี่ยวกับ คานา ปราบปรามโจรผูราย จัดพระราชพิธี ทรัพย จัดหาเสบียง พิจารณาคดีในเขต บังคับบัญชา พิจารณาคดี เทศบาล ขาราชการฝายใน เกี่ยวกับนา/ ปกครองเรือนจํา ตุลาการตัดสินคดี การเกษตร สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 12.
    12 การบริหารราชการสมัยตนกรุงศรีอยุธยาไดมีการจัดตั้งตําแหนงงาน และแตงตั้งขาราชการ ทําหนาที่สนองพระเดชพระคุณ เรียกวา จตุสดมภ โดยมีเสนาบดีตําแหนง “ขุน” บังคับบัญชา และปฏิบัติหนาที่ชวยพระมหากษัตริย ซึ่งตอมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถไดมีการปรับปรุง โดย การเพิ่มตําแหนงงานที่มีฐานะสูงกวาจตุสดมภอีก 2 ตําแหนง คือ 1) ตําแหนงสมุหนายก ในระยะแรก กําหนดใหมีหนาที่ควบคุมดูแลหัวเมืองฝายเหนือ ทั้งหมด แตตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหทําหนาที่บังคับบัญชาเฉพาะขาราชการพลเรือนทั้งหมด แตมี การเปลี่ยนแปลงกลับไปเหมือนเดิมในสมัยพระเพทราชา 2) ตําแหนงสมุหกลาโหม หรือสมุหพระกลาโหม ในระยะเริ่มแรกมีหนาที่ควบคุมดูแล หัวเมืองฝายใตทั้งหมด ตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหมีหนาที่บังคับบัญชาเฉพาะขาราชการฝายทหาร เทานั้น ตอมาไดเปลี่ยนแปลงใหมีหนาที่รับผิดชอบดูแลทั้งฝายทหารและฝายพลเรือนในหัวเมือง ฝายใต ตําแหนงงานในราชธานีสมัยพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริย สมุหนายก สมุหกลาโหม กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง กรมนา กรม กรมดาบ กรม อื่น ๆ (นครบาล) (ธรรมาธิกรณ) (โกษาธิบดี) (เกษตราธิการ) พระตํารวจ สองมือ ทหารใน 2.2.2 การเขารับราชการแตกตางจากสมัยสุโขทัยโดยมี 2 ลักษณะ คือ 1) โดยการเกณฑ ชายฉกรรจทุกคนเมื่อมีอายุครบ 18 ปบริบูรณตองไป ขึ้นทะเบียนเปนไพรสมมีมูลนายสังกัดเพื่อรับใช จนเมื่ออายุ 20 ป จะยายสังกัดไปขึ้นทะเบียนเปน ไพรหลวง และเขาเวรยามรับราชการปละ 6 เดือน โดยไมมีเงินเดือนคาจางจนอายุครบ 60 ป จึงปลด ราชการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 13.
    13 2) โดยความสมัครใจ ดวยการถวายตัวเปนมหาดเล็ก ตองฝากตัวใหขุน นางนายเวรไวใชสอย และฝกหัดเปนเสมียนกอน จนเมื่อมีความชํานาญมากขึ้นจึงจะไดรับเลื่อน ตําแหนงสูงขึ้นตามลําดับ 2.2.3 รูปแบบการบริหารราชการสมัยกรุงศรีอยุธยา จะใชรูปแบบการใชอํานาจใน 3 ลักษณะ ไดแก 1) แบบรวมอํานาจ (centralization) ในการบริหารราชการในราชธานี และหัว เมืองชั้นใน กลาวคือพระมหากษัต ริยทรงจัดการบริหารราชการดวยพระองคเอง โดยมี เสนาบดีเปนผูชวย ผูปกครองหัวเมืองชั้นในมีฐานะเปน “ผูรั้ง” มิใชเปน “เจาเมือง” และอยูใน ตําแหนง 3 ป สวนกรมการอันเปนพนักงานปกครองขึ้นอยูในความบังคับบัญชาของเสนาบดี เจากระทรวงในราชธานี 2) แบบแบงอํานาจ (Deconcentration) ในการบริหารหัวเมืองชั้นนอก โดยการแบงแยกอํานาจบริหารจากสวนกลางมอบใหเจาเมืองซึ่งพระมหากษัต ริยทรงเลือกและ แตงตั้งพระราชวงศหรือขาราชการชั้นสูงผูเปนที่ไววางพระราชหฤทัยใหมีอํานาจบังคับบัญชาการ สิท ธิข าดอย างเปน ตั ว แทนของพระองคทุ ก อย าง และมีก รมการพนั ก งานปกครองทุ ก แผนก เชนเดียวกับในราชธานี ตองอยูในความควบคุมดูแลของสมุหนายก หรือสมุหกลาโหมแลวแตเปน หัวเมืองฝายไหน 3) แบบกระจายอํ า นาจ (Decentralization) ในการบริ ห ารเมื อ ง ประเทศราช โดยใหเจานายของชนชาติแหงเมืองนั้น ๆ ปกครองกันเอง โดยไมเขาไปยุงเกี่ยวกับการ ปกครองบริหารราชการภายในของประเทศราชนั้น ๆ เพียงแตมีพันธะผูกพันในการถวายเครื่อง บรรณาการ และชวยในราชการสงครามเทานั้น 2.3 การบริหารราชการสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ระบบการบริหารราชการแผนดินที่เปนอยูเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรขึ้นครองราชยนั้น เปนระบบที่ไดรับอิทธิพลจากขอมที่ ใชกัน มานานกวา 300 ป ตั้งแตกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไมเหมาะสมกับสถานการณข ณะนั้น เนื่องจาก ระบบราชการออนแอ และอยูในยุคลาเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส จึงทรงปฏิรูปการ ปกครองใหม ดังนี้ 1) จัดตั้งกระทรวง โดยยกเลิกสมุหกลาโหมและสมุหนายก จัดตั้งกระทรวง 12 กระทรวง และจัดเงินเดือนใหขาราชการไดรับแบบเดียวกันทุกกระทรวง 2) แยกราชการทหารกับราชการพลเรือนออกจากกัน โดยในป รศ.113 (พ.ศ.2437) ไดมีประกาศพระบรมราชโองการ แบงแยกใหกระทรวงมหาดไทยบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งหมดเวน กรุ ง เทพฯ กั บ เมื อ งที่ ติด ต อ ใกล เ คีย งให อ ยู ใ นบั ง คั บ บั ญ ชาของกระทรวงนครบาลเดิ ม ส ว น กระทรวงกลาโหมใหมีหนาที่เปน ผูกํากับรัก ษาการทั้งปวงเกี่ย วกับทหารบก ทหารเรือ เครื่อง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 14.
    14 สรรพวุธยุทธภัณฑ ปอมคายคูอูเรือรบและพาหนะสําหรับทหาร ฯลฯตอมายกเลิกการเกณฑมาทํา ราชการพลเรือนเมื่อตราพระราชบัญญัติลักษณเกณฑทหาร รศ.122 (พ.ศ.2446) 3) การบริหารมณฑลเทศาภิบาล ระบบเทศาภิบาลเปนระบบที่รัฐบาลกลางจัดขาราชการของสวนกลางไป บริหารราชการในหัวเมืองตาง ๆ แทนที่สว นภูมิภาคจะจัดขาราชการเขาบริหารงานในเมืองของ ตนเองเชนแตกอน ระบบเทศาภิบาลจึงเปนการเปลี่ยนประเพณีการปกครองดั้งเดิมของไทยแบบ “ระบบกินเมือง” โดยสิ้นเชิง มณฑลเทศาภิบาล มีลักษณะเปนหนวยราชการบริหารสวนภูมิภาคที่ใหญ ที่สุด โดยมีอาณาเขตรวมเมืองหลาย ๆ เมืองเขาดวยกันมากบางนอยบางสุดแตใหเปนการสะดวก แก ก ารปกครอง ตรวจตรา และบั ง คั บ บั ญ ชาของข า หลวงเทศาภิ บ าล ซึ่ ง พระบาทสมเด็ จ พระเจาอยูหัว จะทรงคัด เลือกจากขุ น นางชั้น ผูใ หญทั้ง ทหารและพลเรือนที่มีวุ ฒิค วามรู และ ความสามารถสูงไปปฏิบัติราชการ 4) การบริหารเมือง ไดมีก ารปรับปรุงระเบีย บการปกครองหัวเมืองหรือภูมิภาคใหม โดย นอกจากจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลแลว ยังจัดการปกครองในเขตมณฑลเทศาภิบาลเปนเมือง อําเภอ ตําบล และหมูบานดวย พนักงานปกครองเมืองจะประกอบดวย “ผูวาราชการเมือง” ซึ่งถูกเปลี่ยน มาจากคําวา “เจาเมือง” โดยพระมหากษัตริยเปนผูดําริเลือกสรรแตงตั้งและโยกยายจากบุคคลที่มี ความรู ความสามารถสูง ไดรับพระราชทานสัญญาบัตรชั้นพระยาหรือพระ และกรมการเมือง “กรมการเมือง” เปนขาราชการอันดับรองลงมาจากผูวาราชการเมือง กรมการเมืองมี 2 คณะ ประกอบดวย “กรมการเมืองในทําเนียบ” ซึ่งเปนขาราชการอาชีพไดรับ เงิน เดือน อยูภ ายในขอบังคับที่จ ะไดรับการแตงตั้ง โยกยาย เลื่อนขั้น หรือถูก ถอดถอนตาม ระเบียบของทางราชการ และ “กรมการเมืองนอกทําเนียบ” ซึ่งมีฐานะเทียบไดเสมอชั้นกรมการ เมืองชั้นผูใหญ แตงตั้งจากบุคคลผูทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่เปนคหบดีที่ไดตั้งบานเรือนอยูในเมือง นั้น ซึ่งเปนประชาชนพลเมืองธรรมดามิใชเปนขาราชการที่ปฏิบัติราชการเปนประจํา มีหนาที่เพียง ที่ปรึกษาขาราชการตาง ๆ ในเมือง มีหนาที่มาประชุมปละ 2 ครั้งที่เมือง และ 1 ครั้งที่มณฑล นอกจากนั้นยังมี “หนวยราชการบริหารชั้นเมือง” เปนหนวยราชการชั้น รอง และอยูใตบังคับบัญชาของมณฑลเทศาภิบาล เปนผูควบคุมการบริหารราชการของอําเภออีก ทอดหนึ่ง 5) การบริหารอําเภอ เดิมแตละเมืองจะมีหนวยการปกครองที่เรียกวา “แขวง” ที่ประกอบกัน เปนเมือง ไดมีการปรับปรุงใหเปน “อําเภอ” โดยใหมีบทบาทเปนหนวยราชการรัฐหนวยสุดทาย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 15.
    15 และต่ําที่สุด ซึ่งไดกําหนดไวในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ รศ.116(พ.ศ.2440) ซึ่ง ตอมาไดมีการปรับปรุงใหมเปนพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดย หลักจะมีพนักงานปกครองอําเภอที่เรียกวา “กรมการอําเภอ” ประกอบดวยนายอําเภอ ปลัดอําเภอ และสมุหบัญชีมีอํานาจหนาที่ปกครองดูแลกํานัน (ตําบล) และงานราชการอําเภอ 6) การบริหารตําบลหมูบาน นอกจากอํา เภอซึ่ง เป น หนว ยราชการต่ํา สุ ด แลว ยัง กํ าหนดให มีก าร ปกครองทองที่ในรูปตําบลและหมูบาน โดยมอบหมายใหกํานัน และผูใหญบานซึ่งมิใชขาราชการ แตเปนตัวแทนของประชาชนทําหนาที่เชื่อมโยงระหวางรัฐกับประชาชน โดยราษฎรเปนผูเลือก ขึ้นมาทําเปนผูชวยเหลือกรมการอําเภอ 7) การบริหารสุขาภิบาล ไดมีประกาศใชพระราชบัญญัติสุขาภิบาลกรุงเทพ รศ.116 (พ.ศ.2440) เพื่อทําหนาที่ก ารงานดานสุข าภิบาลของทองถิ่ น ซึ่งตอมาได มีประกาศจัด ตั้ง สุข าภิบาลตําบล ทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาครขึ้น และตอมาเปลี่ยนชื่อเปนสุขาภิบาลเมืองสมุทรสาคร โดยใหกํานัน ผูใหญบาน และราษฎรรวมกันเปนคณะกรรมการสุขาภิบาลดวย โครงสรางการบริหารราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระมหากษัตริย กระทรวง มณฑล สุขาภิบาล มหาดไทย กลาโหม ตางประเทศ เมือง เมือง วัง เมือง นา (เกษตราธิการ) อําเภอ คลังมหาสมบัติ ยุติธรรม (แขวง) ทองที่ ยุทธบริการ ธรรมการ โยธาธิการ ตําบล มรุธาธิการ ตําบล หมูบาน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 16.
    16 2.4 การบริหารราชการหลังการเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ่ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเปนระบอบ ประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริยเปนประมุขภายใตรฐธรรมนูญ โดยทรงใชอํานาจนิติบัญญัติ ั ทางรัฐสภา อํานาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการทางศาล ไดมีพระราชบัญญัติ วาดวยธรรมนูญราชการฝายพลเรือน พุทธศักราช 2476 จัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน สวนกลางเปนกระทรวง การบริหารราชการสวนภูมภาคคงจัดเปนมณฑล จังหวัด และอําเภอ ิ ตามเดิม ตอมาไดมีการยกเลิกพระราชบัญญัติดังกลาว และไดมีการตราพระราชบัญญัตวาดวย ิ ระเบียบราชการบริหารแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 จัดระเบียบบริหารราชการ แผนดินใหมเปน 3 สวน คือ สวนกลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น โดยสวนกลางประกอบดวย สํานักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงทบวงกรมตาง ๆ สวนภูมิภาคยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลให จังหวัดขึนตรงตอสวนกลางมีผูวาราชการจังหวัดและนายอําเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย สวน ้ ทองถิ่นจัดเปนรูปเทศบาลนคร เทศบาลเมืองและเทศบาลตําบล ทั้งนี้ยังคงการปกครองทองที่ตาม พระราชบัญญัติลกษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งมีกํานันและผูใหญบานปกครอง ั ตําบล และหมูบานตามรูปแบบเดิม การบริหารราชการหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 พระมหากษัตริย นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล สวนกลาง สวนภูมิภาค สวนทองถิ่น พิเศษ สํานักนายก/ กทม. จังหวัด อบจ. กระทรวง/ เทศบาล ทบวง เมืองพัทยา อําเภอ (สุขาภิบาล) อบต. กรม ตําบล สนง.เลขานุการ กรม/กอง หมูบาน แผนก/ฝาย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 17.
    17 3. ปจจัยแวดลอมที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย 3.1 แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับปจจัยแวดลอมที่มีอิทธิพลตอการบริหาร ปจจัยแวดลอมทางการบริหาร โดยทั่ว ๆ ไปจะแยกออกเปน 2 ประเภท ไดแก 1) ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการ 2) ปจจัยแวดลอมภายในองคการ 1) ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการ ปจจัยแวดลอมภายนอกองคการอาจแยกออกเปน 2 ประเภท คือ 1.1) ปจจัยแวดลอมภายนอกทั่วไป ประกอบดวย 1.1.1) ดานการเมืองและกฎหมาย ไดแก วัฒนธรรมทางการเมือง สถาบันพระมหากษัตริย รัฐสภา พรรคการเมือง เสถียรภาพของรัฐบาล การแกไขกฎหมายและ ระเบียบ รวมทั้งกลุมผลประโยชนตาง ๆ 1.1.2) ดานเศรษฐกิจ ไดแก ภาวะเศรษฐกิจ ที่สําคัญ ๆ เชน อัต ราเงิน เฟอ อั ต ราดอกเบี้ย อัต ราภาษี อัต ราการว างงาน ฯลฯ กลุ มอิท ธิพลทางเศรษฐกิ จ โลกาภิวัฒน (Globalization) และเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปญหาทางเศรษฐกิจสําคัญ ๆ เชน ปญหา การผลิต การกระจายและความเปนธรรม รวมทั้งปญหาดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 1.1.3) ดานสังคมและวัฒ นธรรม ไดแก วัฒ นธรรมคานิย ม ศาสนา โครงสร างของประชากรและการเปลี่ย นแปลงของประชากร ระดั บ การศึ ก ษาของ ประชาชน พฤติกรรมการบริโภค การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ปญหาของสังคมดานตาง ๆ เชน ยาเสพติด อาชญากรรม มลภาวะ สภาพแวดลอมที่เลวราย การวางงาน อุบัติภัยตาง ๆ ปญ หา ครอบครัว เด็กและสตรี รวมทั้งในแงสังคมจิตวิทยา อันไดแก อิทธิพลของสื่อมวลชน มิติมหาชน และลักษณะการเกิดเปนเมือง เปนตน 1.1.4) ดานเทคโนโลยี ไดแก การผลิตคิดคนทางเทคโนโลยี การพัฒนาดานเครื่องจักรกลทางอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เปนตน 1.2) ปจจัยแวดลอมภายนอกเชิงปฏิบัติการ Samual paul (1983) ไดเ สนอสภาพแวดล อมเชิง ปฏิ บัติ ก าร พิจารณาจากองคประกอบสําคัญ 5 ประการ ไดแก 1.2.1) สภาพปญหาของสาขาการพัฒนาหรือภาคบริการ 1.2.2) ผูรับประโยชนและผูรับบริการ 1.2.3) ความต อ งการของสั ง คมต อ การได รั บ บริ ก ารจาก แผนงาน 1.2.4) ความพรอมของแผนงานในการใหบริการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 18.
    18 1.2.5) กลุมบุค คลผูมี อิทธิพ ลตอการตัด สิ น ใจเกี่ย วกั บความ ตองการการไดรับบริการ และความพรอมในการใหบริการ 2) ปจจัยแวดลอมภายในองคการ บริษัทที่ปรึก ษา Mc Kinsey เสนอแนวทางในการวิเคราะหถึงปจ จัย แวดลอมภายในองคการที่เรียกวา 7 – S Mc Kinsey โดยพิจารณาปจจัย 7 ดาน ไดแก ดาน กลยุทธ (Strategy) โครงสราง (Structure) ระบบ (System) แบบแผน (Style) บุคลากร (Staff) ความรูความสามารถขององคการ (Skills) และคานิยมรวมของคนในองคการ (Share vision / Superordinate Goals) 3.2 ปจจัยแวดลอมดานการเมืองและกฎหมายที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย 1) สถาบันพระมหากษัตริย สถาบันพระมหากษัตริยมีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทยมาตั้งแตอดีต ในสมัยกรุงสุโขทัยสถาบันพระมหากษัตริยมีลักษณะเปน “พอขุน” อํานาจอธิบไตยอยูที่พอขุนเพียง พระองคเดียว ดังนั้นแนวนโยบายระเบียบวิธีปฏิบัติในการปกครองและระบบราชการจึงขึ้นอยูกับ วิจารณญาณของกษัตริยเปนสําคัญ ตอ มาในสมั ย กรุ ง ศรีอ ยุ ธยา และกอ นเปลี่ ย นแปลงการปกครองเป น ประชาธิปไตย พระมหากษัตริยมีลักษณะเปน “เทวราชา” ทําใหกษัตริยอยูเหนือทุกสิ่งทุกอยาง มี อํานาจในการบริหารการปกครองมากกวาลักษณะ “พอขุน” พระมหากษัตริยเปนผูตรากฎหมายและ บังคับใชก ฎหมายควบคุ มทางการเมืองการปกครอง มีบทลงโทษที่รุน แรง และสิทธิข าดอยู ที่ ดุลพินิจของพระมหากษัตริยนอกเหนือจากการวินิจฉัยและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 สถาบันพระมหากษัตริย มิไดทรงอํานาจอธิปไตยดวยพระองคเอง ทรงใชอํานาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล 2) รัฐสภา รัฐสภามีบทบาทที่สําคัญที่มีอิทธิพลตอระบบราชการไทย ซึ่งเปน สว น หนึ่งของฝายบริหารในดานตาง ๆ ไดแก 2.1) การควบคุมการบริหารราชการของประเทศ โดยการตั้งกระทูถาม เปดอภิปรายทั่วไป รวมทั้งการลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี 2.2) การจัดทํากฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ย วกับระเบีย บบริหาร ราชการแผนดิน และการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมตาง ๆ 2.3) พิจารณาทางงบประมาณรายจายประจําป 2.4) ตั้งขอสังเกตและขอเสนอแนะตอรัฐบาล สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 19.
    19 3) พรรคการเมือง พรรคการเมืองจะมีบทบาทสําคัญหรือมีอิทธิพลตอระบบบริหารราชการ ไทยในฐานะเปน สถาบัน ที่มีสวนผลัก ดัน ในการกําหนดนโยบายของรัฐบาล เปน ผูค วบคุมการ บริหารของรัฐบาล และเปนสถาบันที่แสดงความตองการของประชาชน 4) วัฒนธรรมทางการเมือง อัลมอนต และเวอรบา ไดจําแนกวัฒ นธรรมการเมืองเปน 3 ประเภท ไดแก (1) วัฒนธรรมการเมืองแบบจํากัดวงแคบหรือแบบคับแคบ (Parochial political Culture) บุคคลในสังคมไมมีความรู ความรูสึก ความคิดเห็นเกี่ยวกับชาติ ระบบการเมือง เกี่ยวกับโครงสรางบทบาทของชนชั้น นําทางการเมือง การบังคับใชนโยบาย ตลอดจนเกี่ย วกับ บทบาทของตนเองในฐานะเปนสมาชิกของระบบการเมือง (2) วัฒนธรรมการเมืองแบบไพรฟา (Subject political culture) ประชาชน มีการเรียนรูทางการเมือง แตขาดความรูความเขาใจในการแสดงบทบาททางการเมือง (3) วัฒนธรรมการเมืองแบบมีสวนรวม (Participant political culture) ประชาชนมีก ารเรียนรูทางการเมืองสูง และตระหนักในบทบาทหนาที่ข องตนเองในฐานะเปน สมาชิกของระบบการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยมีลักษณะผสมระหวางวัฒนธรรมทาง การเมืองแบบไพรฟาและแบบมีสวนรวม ซึ่งมีผลทําใหระบบการเมืองของไทยเปนแบบ “อมาตยา ธิปไตย” (Bureaucratic Polity) สถาบันขาราชการแทรกแซงทางการเมือง การดําเนินงานของ รัฐบาลขาดการควบคุมตรวจสอบของประชาชนเนื่องจากสถาบันพรรคการเมืองไมเขมแข็ง รวมทั้ง ขาราชการทําตัวเปนผูปกครองประชาชน หรือมีบทบาทในการควบคุมประชาชนสูง 3.3 ปจจัยแวดลอมดานเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย ภาวะเศรษฐกิจ เชน ภาวะเงินเฟอซึ่งเปนปญหาเรื้อรังที่สงผลกระทบทําใหดัชนี ราคาผูบริโภคสูงขึ้นมาก มีผลกระทบโดยตรงตอรายไดของขาราชการที่มีรายไดไมสอดคลองกับ ดัชนีราคาผูบริโภคที่เพิ่มขึ้น รายไดไมเพียงพอกับคาครองชีพ มีผลตอ ขวัญ กําลังใจในการทํางาน ของขาราชการ อีกทั้งขาราชการบางสวนจะมุงแสวงหารายไดเพิ่มเติม ในบางครั้งอาจนําไปสูการ ทุจริต คอรัปชั่น เพื่อหารายไดเพิ่มขึ้นงายขึ้น ในอดีตกลุมอิทธิพลทางเศรษฐกิจมักจะมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชนซึ่งกันและ กันระหวางกลุมขาราชการ โดยฝายขาราชการใชอํานาจหนาที่ที่มีอยู กลุมอิทธิพลทางการคาจะใช อํานาจทางการเงินดึงขาราชการมาปกปองคุมครอง หรือจัดสรรผลประโยชนใ หตน ตอมากลุม อิทธิพลฯ ไดพัฒนาเขามามีบทบาทในรัฐบาล และทางการเมืองมากขึ้น ทําใหการกําหนดนโยบาย ของภาคราชการไดรับอิทธิพลโดยตรงจากกลุมอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่มุงเอื้อประโยชนใหแกตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 20.
    20 ปญหาดานเศรษฐกิจ ไมวา ปญหาดานการผลิต การวางงาน การคลัง การสงออก และปญ หาความยากจน สงผลใหภ าคราชการตองปรับปรุงตนเอง ทั้งการปรับโครงสรางของ หนวยงาน วิธีการทํางาน และความรูความสามารถของขาราชการที่จะตองสามารถตอบสนอง และ แกไขปญหาใหไดผลมีประสิทธิภาพ 3.4 ปจจัยแวดลอมดานสังคม และวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย “วัฒนธรรม” หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเปนระเบียบ เรียบรอย ความกลมเกลียวของชาติ และศีลธรรมอันดีงามของประชาชน วัฒนธรรมเปนแบบแผน พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนทําใหเกิดการเรียนรูถึงทัศนคติ คานิยม ความรู และวัฒนธรรมในรูป วัตถุของสังคม “ปทัสถาน” หมายถึง แนวทางการปฏิบัติที่สมาชิก ของสังคมสว นใหญยึด ถือ ในขณะที่ “คานิยม” หมายถึง ความคิดและแนวปฏิบัติที่สมาชิกของสังคมสวนใหญเห็นวาถูกตอง ดี งาม คานิยมเปนตัวกําหนดพฤติกรรมคนในสังคม คานิยมของคนไทยมีลักษณะสําคัญ ดังนี้ 1) มีความเอื้อเฟอเผื่อแผ 2) ใหอภัยกันงายและลืมงาย 3) นิยมคุณความดี 4) นิยมการศึกษาสูง ๆ 5) มีความสัมพันธแบบ “อุปถัมภและบริวาร” (Patron – Client Relationship) ซึ่งคลายกับความสัมพันธแบบมี “ผูเหนือกวาและผูต่ํากวา” (Superordination and Subordination) โดยยึดระบบอาวุโส อํานาจ ความเปนสวนตัวมากกวาหลักการ ทําใหนิยมรับราชการ เกิดการเลน พรรคเลนพวก และขาดการทํางานเปนกลุมหรือทีม 6) อิสระนิยม ทําใหขาดระเบียบวินัย และการทํางานเปนกลุมหรือทีม 7) รักความสนุกสนาน และ 8) ความนิยมในเงินตรา ศาสนาจะมีอิทธิพลตอระบบราชการไทยคอนขางมาก โดยในแงวด/มัสยิดั หรือศาสนสถานจะเปนทั้งสถานศึกษา ศูนยกลางศิลปวัฒนธรรม ศูนยกลางของชุมชน และ ศูนยกลางการบริหารและปกครองในตัว ดานพระหรือนักบวชจะมีลักษณะเปนผูนําของชุมชน ในขณะที่หลักศาสนาหรือหลักธรรม จะเปนเครื่องยึดเหนียว และแนวทางปฏิบัติทั้งของประชาชน ่ และของขาราชการ ซึ่งหมายความรวมทั้งดานคุณธรรม จริยธรรม หลักประพฤติปฏิบัติที่ถูกตอง เชน ในการปกครองบังคับบัญชา ความรับผิดชอบ การเสริมสรางภาวะผูนํา มนุษยสัมพันธ และ ความสามัคคีในการทํางาน เปนตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 21.
    21 3.5 ปจจัยแวดลอมดานเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลตอการบริหารราชการไทย จากการพัฒนาดานเทคโนโลยีทําใหภาคราชการตองมีการปรับปรุงการทํางานให ทันสมัยโดยการนําเทคโนโลยีมาใชมากขึ้น โดยเฉพาะในการใหบริการที่มีการนําเอาเทคโนโลยี ดานการสื่อสารหรือดานขอมูลขาวสาร (Information Technology: IT) มาปรับปรุงการใหบริการให สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เชน ระบบ e – government เปนตน นอกจากนั้น การพั ฒ นาเทคโนโลยี ดานอื่น ๆ ยังส งผลใหเกิ ด การแขงขั น ทาง เศรษฐกิจ และการคาที่ทําใหภ าคราชการตองปรับตัว ใหพน ตอการเปลี่ยนแปลงระบบราชการ นอกจากตองมีการปรับโครงสรางใหกะทัดรัด นําเทคโนโลยีมาใช ลดขั้นตอนการทํางานแลว ยัง ตองแสวงหาความรูใหม ๆ ที่ทันสมัย และมีการพัฒนาขีดความสามารถของขาราชการใหมีความรู ความสามารถทันตอการเปลี่ยนแปลงดวย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 22.
    22 4. ระบบตาง ๆในสังคมกับระบบราชการไทย 4.1 ระบบราชการไทยกับระบบการเมืองไทย 4.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางระบบราชการกับการเมือง แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางระบบบริหารหรือระบบราชการกับ ระบบการเมืองอาจจําแนกไดเปน 3 แนวคิด ไดแก 1) แนวคิดที่วาควรแยกการเมืองกับการบริหารหรือระบบราชการออก จากกันอยางเด็ดขาด โดยใหเหตุผลดังนี้ 1.1) ความตองการที่จะควบคุม และถวงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน เพื่อที่วาเมื่อฝายใดฝายหนึ่งทําผิดทํานองคลองธรรมหรืออาจสรางความเสียหายแกประชาชนและ ประเทศชาติ อี ก ฝายหนึ่งจะได ทัก ทว งหรือยับ ยั้งไดทัน ทว งที ถาหากทั้งสองฝ ายรวมกัน การ ตรวจสอบถวงดุลอํานาจยอมไมเกิดขึ้น อันอาจสงผลเสียหายตอประชาชนและประเทศชาติได 1.2) ความตองการในตัวบุคลากรแตละฝายไมเหมือนกัน ฝาย การเมืองจะมุงเปดโอกาสใหประชาชนที่สนใจเขามามีสวนรวมมากที่สุดโดยเทาเทียมกัน ประกอบ กับลักษณะงานในหนาที่ไมจําเปนตองใชบุค ลากรที่มีค วามรูความเชี่ย วชาญเฉพาะดาน จึงมัก กําหนดคุณสมบัติผูที่จะเขาดํารงตําแหนงไวกวาง ๆ เชน พออานออกเขียนได เปนตน ในขณะที่ฝาย บริหารหรือฝายขาราชการประจําตองการผูมีความรูความสามารถ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะดาน เนื่องจากจะตองปฏิบัติงานประจําวันดานตาง ๆ จึงมีการกําหนดคุณสมบัติไวโดยเฉพาะ 1.3) ความตองการที่แตกตางในเรื่องความมั่นคงในการดํารง ตําแหนง ฝายการเมืองจะมีกําหนดวาระการดํารงตําแหนง เมื่อครบวาระจะตองออกจากตําแหนง แต อาจไดรับเลือกเขาดํารงตําแหนงอีกวาระหนึ่งได ในขณะที่นักบริหารหรือขาราชการประจํา จะตอง ดํารงตํา แหนง และปฏิบัติ หนาที่อ ยูต ลอดเวลาตอเนื่องกัน ไปจะหยุ ด หรือขาดชว งเหมือนฝา ย การเมืองไมได เพราะจะเกิดผลกระทบหรือความเสียหายตอประชาชนหรือประเทศชาติ ดังนั้นจึง ตองการความมั่นคงถาวรในการดํารงตําแหนงมากกวาฝายการเมือง 1.4) ความตองการในการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิเสรีภาพของประชาชนอาจถูกลิดลอนจากบุคคลหรือกลุมบุคคลหลายฝายทั้งฝายการเมือง ฝาย บริหารหรือขาราชการประจํา และระหวางประชาชนดวยกันเอง การแยกทั้งสองฝายออกจากกันจะ ทําใหแตละฝายไดตรวจสอบถวงดุลกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชนยอมไดรับการคุมครองมากกวา ทั้งสองฝายจะรวมกันเปนฝายเดียวกัน 1.5) ความสมเหตุสมผลในการปฏิบัติงานของแตละฝาย แตละ ฝายจะกําหนดหลักเกณฑ และวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนและมักจะมีลักษณะแตกตางตรงกันขาม เชน ฝายการเมืองมักนิยมใชระบบอุปถัมภในการปูนบําเหน็จรางวัลแกผูที่สนับสนุนตน นิยมตัดสิน ปญหาตาง ๆ ดวยการลงคะแนนเสียง ในขณะที่ฝายบริหารหรือขาราชการประจํากลับนิยมใชระบบ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 23.
    23 คุณธรรมในการสรรหา หรือใหความดีความชอบ และนิยมตัดสินปญหาตางๆ โดยผูบังคับบัญชา สูงสุดเปนผูรับผิดชอบตัดสินใจ 2) แนวคิดที่วาไมควรแยกการเมืองกับการบริหารออกจากกันได แนวคิดนี้เห็นวาตามสภาพเปนจริงที่เปนอยูใ นประเทศตาง ๆ ไมมีประเทศใดที่จะสามารถแยกทั้งสองฝายออกจากกันไดอยางเด็ดขาด ทั้งนี้เนื่องจากทั้งสองฝาย ตองมีความเกี่ยวของสัมพันธกันอยางใกลชิดอยูตลอดเวลา และมีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ กลาวคือ 2.1) ในแงโ ครงสราง โดยที่เปนที่ย อมรับกัน มาชานานแลว “ระบบบริหารมีฐานะเปนระบบยอยระบบหนึ่งของระบบการเมือง” นอกเหนือจากระบบยอยอื่น ๆ เชน ระบบรัฐบาล ระบบพรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา เปนตน ดังนั้น จึงไมอาจ แบงแยกระบบบริหารออกจากระบบการเมือง เพราะจะทําใหระบบการเมืองขาดความสมบูรณ จน อาจสูญเสียลักษณะความเปนระบบการเมืองตอไปได 2.2) ในแงกระบวนการ กระบวนการของกิจกรรมทางการเมือง จะเริ่ ม จากการเสนอชื่ อ ผู ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง กระบวนการเลื อ กตั้ ง กระบวนการนิ ติ บั ญ ญั ติ กระบวนการยุติธรรมทางศาล กระบวนการดําเนินงานของพรรคการเมือง กระบวนการของกลุม ตอตานทางการเมือง และกระบวนการบริหาร ดังนั้นจึงไมอาจแยกการบริหารออกจากการเมืองได อยางเด็ดขาด 2.3) ในแงพฤติกรรม พฤติกรรมทางการบริหารกับพฤติกรรม ทางการเมืองจะมีความตอเนื่องกัน จนไมอาจแยกออกจากกันได เชน ในการเลือกตั้งเปนพฤติกรรม ทางการเมือง การจัดการตาง ๆ เพื่อใหประชาชนใชสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เปนพฤติกรรมทางการ บริหาร เปนตน 3) แนวคิดที่วาการเมืองกับการบริหารควรหันมารวมมือกันแทนที่จ ะ มัวคํานึงถึงแยกหรือไมแยกออกจากกัน ซึ่งเปนแนวคิดในระยะหลัง ๆ ที่มุงประสานความแตกตาง ระหวางแนวคิดทั้งสองประการที่กลาวขางตน โดยเห็นวาควรหันหนามาปรึกษากันวาจะรวมมือ อยางไรจึงจะกอใหเกิดประโยชนตอประชาชนและประเทศชาติ จะเปนประโยชนมากกวาจะมามัว ถกเถียงกันวาควรแยกหรือไม 4.1.2 บทบาทของระบบราชการไทยตอฝายการเมือง จากอดีตจนถึงปจจุบัน ฝายการเมืองกับฝายบริหารของไทยมิไดแยกออก จากกัน อยางเด็ด ขาด แม วาจะมี ค วามพยายามแยกออกจากกัน แตก็ ก ลับทํ าใหสํา เร็จ ยาก ใน ขณะเดียวกันกลับสงผลใหมีการปรับปรุงฝายบริหารหรือระบบราชการใหมีความเขมแข็งมากขึ้น เปนลําดับ ทั้งในดานโครงสราง บทบาทหนาที่ และคุณสมบัติของขาราชการ จนเปนผลทําให ระบบราชการไทยกลายเปนกลุมอิทธิพลที่มีพลังอํานาจมากที่สุดกลุมหนึ่งของสังคมไทย ประกอบ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 24.
    24 กับฝายการเมืองประสบความออนแอ และขาดความมีเสถียรภาพ มีการปฏิวัติรัฐประหารยุบสภา ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และเลือกตั้งอยูต ลอดเวลา ดังนั้น ฝายบริหารหรือขาราชการประจําจึงมิได เพียงเปนเครื่องมือของฝายการเมืองในการนํานโยบายไปสูการปฏิบัติใหบรรลุผลสําเร็จเทานั้น แต ยังมีบทบาทเขาไปกาวกายแทรกแซงฝายการเมืองในลักษณะและรูปแบบตาง ๆ ซึ่งอาจแยกพิจารณา ไดดังนี้ 1) บทบาทตอสถาบันนิติบัญญัติ ในอดีตที่ผานมาผูมีบทบาทสําคัญในการเสริมสรางและกําหนด รูปแบบของรัฐสภาคือขาราชการประจํา สมาชิกรัฐสภามักปรากฏวาเปนขาราชการประจํา (ในบาง ยุคที่ไมหาม) และจะเปนขาราชการที่ลาออกหรือเปนขาราชการบํานาญ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเหลานี้ ก็มักจะนําพฤติกรรมของการบริหาร เชน เนนระเบียบพิธีมากกวาความสําเร็จ การประนีประนอม หรือเก็บความรูสึก มากกวาจะแสดงความคิด เห็นโตแยงที่คอนขางรุน แรง เปน ตน นอกจากนั้น เนื่องจากระเบียบปฏิบัติตาง ๆ เชน ขอบังคับการประชุม ขั้นตอนการเสนอญัตติ รวมทั้งรูปแบบตาง ๆ สมาชิกรัฐสภาที่เปนนักการเมืองมักตองพึ่งพาอาศัยปรึกษาขาราชการ ทําใหรับเอาแนวคิดของ ขาราชการไปเปนแนวประพฤติปฏิบัติของตน 2) บทบาทตอคณะรัฐมนตรี คณะรั ฐ มนตรี ข องไทยมั ก จะมี พื้ น ฐานทางอํ า นาจหน า ที่ สนับสนุนมาจากประชาชน จึงอยูในสภาวะที่เสี่ยงตอการที่ระบบราชการจะเปนฝายควบคุมและ ครอบงําคณะรัฐมนตรีเอง และก็มักจะพบรัฐมนตรีบางสวนจะแตงตั้งจากขาราชการประจําหรือ ขาราชการบํานาญ ในคณะรัฐมนตรีเกือบทุกชุด 3) บทบาทตอพรรคการเมือง ลักษณะของพรรคการเมืองไทยจะแตกตางจากพรรคการเมือง ของประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่วไป กลาวคือ พรรคการเมืองไทยเปนพรรคที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย ที่ตองไดรับอนุญาตใหจดทะเบียนโดยนายทะเบียนที่เปนขาราชการ ในขณะที่พรรคการเมืองของ ประเทศเสรีประชาธิปไตยเปนพรรคที่เกิดขึ้นโดยวิวัฒนาการหรือความตองการทางการเมือง แม ป จ จุ บั น จะเปลี่ ย นบทบาทในการเป น นายทะเบี ย น และการควบคุ ม พรรคการเมื อ งจาก กระทรวงมหาดไทย เปนคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. แตก็ยังเปนรูปแบบราชการรูปแบบ หนึ่งอยูนั่นเอง 4) บทบาทตอการเลือกตั้ง แมวาปจจุบันการจัดการเลือกตั้งจะเปนบทบาทอํานาจหนาที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แตก็มิไดเปลี่ยนแปลงบทบาททางปฏิบัติตั้งแตการกําหนดหลักเกณฑ วิธีการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง รวมทั้งการบริหารการเลือกตั้งของภาคราชการไปมากนัก เปนเพียง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 25.
    25 การแบงแยกงานของภาคราชการจากเดิม คือ กระทรวงมหาดไทยฝายเดียวไปเปนระบบราชการ พิเศษในรูปกกต. ทํางานรวมกับระบบราชการหรือหนวยราชการอื่น ๆ เทานั้น 4.1.3 บทบาทของฝายการเมืองตอระบบราชการไทย 1) บทบาทในการจัดตั้ง ขยาย หรือยุบเลิกหนวยงานของระบบราชการ ฝายการเมืองจะมีบทบาทคอนขางมากในการกําหนดโครงสราง ของระบบราชการเพื่อรองรับหรือนํานโยบายของฝายการเมืองไปปฏิบัติใหบังเกิดผล จึงจะเห็นการ เปลี่ยนแปลงในการตรากฎหมายปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ในหลาย ๆ ฉบับ ที่มีการยุบเลิก รวม หรือตั้งหนว ยงานใหม ๆ โดยเฉพาะในยุคการปฏิรูประบบราชการที่ฝายการเมืองมีความ เขมแข็ง จึงมีการปฏิรูปโดยการลดขนาดโครงสรางของราชการลง และปรับเปลี่ยนโครงสรางให สอดคลองกับนโยบายของฝายการเมือง 2) บทบาทในการเลือกตั้งและโอนยายขาราชการะดับสูง แม ว า ในรั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ ใหม ๆ เช น รั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ พ.ศ.2540 จะหามมิใหสมาชิก รัฐสภาเขาไปแทรกแซงในการแตงตั้งโอนยายขาราชการ แตใ น ระเบี ย บข าราชการพลเรื อ นจะกํ า หนดให รัฐ มนตรี เ จา สัง กั ด มี อํา นาจแต งตั้ ง ถอดถอนเฉพาะ ขาราชการระดับปลัด กระทรวงหรื อระดับ 11 สว นในระดับรองลงมาเปน อํา นาจหน าที่ข อง ขาราชการประจํา แตทั้งนี้ในระดับ 10 ปลัดกระทรวงตองไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี และยัง ตองไดรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีดวย 3) บทบาทในการอนุมัติและตรวจสอบเงินงบประมาณแผนดิน ในการจัดทํางบประมาณรายจายประจําป ภาคราชการจะตอง เสนอเพื่อขออนุมัติตอฝายการเมืองเปนลําดับ ตั้งแตคณะรัฐมนตรีจนถึงรัฐสภา ซึ่งฝายการเมือง เหลานี้ยอมมีอํานาจที่จะเพิ่ม ลด เปลี่ยนแปลง หรือไมอนุมัติงบประมาณที่หนวยราชการเสนอขอมา ก็ได นอกจากนี้ยังมีอํานาจในการตรวจสอบงบประมาณที่ไดอนุมัติไปดวย 4) บทบาทในการควบคุมการปฏิบัติงานตาง ๆ นอกจากฝายการเมืองที่เปนฝายบริหารอันไดแกคณะรัฐมนตรีจะ มีบทบาทควบคุมการปฏิบัติงานดานตาง ๆ ของสวนราชการแลว รัฐสภาก็มีบทบาทในการควบคุม เชนกัน ทั้งการควบคุมดวยวิธีการทางสภา เชน การตั้งคณะกรรมาธิการ การตั้งกระทูถาม การ เปดอภิปรายไมไววางใจแลว ยังอาจใชวิธีการควบคุมโดยผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาอีกดวย 4.1.4 ผลกระทบของความสัมพันธระหวางระบบราชการกับการเมืองในประเทศ ไทย ระบบราชการไทยกับฝ ายการเมืองของไทยจะมีค วามสัมพั น ธกัน ใน ลักษณะที่กาวกายแทรกแซงซึ่งกันและกันอยูตลอดเวลา ทําใหเกิดผลกระทบที่สําคัญอยางนอย 3 ประการ ไดแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 26.
    26 1) ทําใหดุ ล ยภาพของอํ านาจทั้ง สองฝายไมเ ทา เทีย มกั น มีค วาม หวาดระแวงสงสัยกันและกันอยูตลอดเวลา ทั้งสองฝายจึงอยูรวมกันในลักษณะไมไววางใจกัน และ มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้นไดแทบตลอดเวลา 2) ทําใหการพัฒนาทางการเมืองเกิดขึ้นไดยาก เนื่องจากฝายขาราชการ ประจําไมยินยอม ในขณะที่ฝายการเมืองไมอยูในฐานะเขมแข็งเพียงพอ 3) ทําใหเกิดคานิยมที่ไมถูกตอง จากการมีฝายบริหารอางความชอบธรรม ในการเขาไปกาวกายแทรกแซงฝายการเมือง ทําใหประชาชนเบื่อหนาย ไมศรัทธาตอการเมือง ในขณะที่จะใชการรับราชการเพื่อไตเตาสูตําแหนงทางการเมือง โดยไมยอมรว มกิจกรรมทาง การเมือง ตามครรลองของประชาธิปไตยในอารยประเทศ 4.2 ระบบราชการไทยกับระบบเศรษฐกิจไทย 4.2.1 ระบบราชการในฐานะเปนเครื่องมือของฝายบริหาร ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันทางเศรษฐกิจที่ประกอบดวยหนว ย เศรษฐกิจหลาย ๆ หนวยมารวมกัน มีกฎเกณฑ ระเบียบแบบแผน แนวทางปฏิบัติอยางเดียวกัน ตลอดจนวางนโยบาย และการแกไขปญหาทางเศรษฐกิจอยางเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของหนวยเศรษฐกิจหลาย ๆ หนวยรวมกันจัดตั้งขึ้นเปนสถาบันทางเศรษฐกิจ มีผูดําเนินการ หรือบริหารงานโดยองคการหรือ รัฐ เพื่อใหมีแนวทางปฏิบัติอยูใ นระเบีย บ แบบแผน กฎเกณฑ และนโยบายการดําเนิน การ ตลอดจนการแกไขปญหาทางดานเศรษฐกิจอยางเดียวกัน ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงประกอบดวย สวนใหญ ๆ 3 สวน ไดแก 1. ผูบริโภค หมายถึง หนวยครัวเรือน (House Hold) ซึ่งเปนสมาชิกของ สังคมจะทําหนาที่เปนผูบริโภคสินคา และบริการที่ผลิตขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจ 2. ผูผลิต หมายถึง หนวยธุรกิจ (Business Firms) เจาของปจจัยการผลิต จะทําหนาที่เปนผูผลิตสินคาและบริการ เพื่อสนองตอบความตองการของสมาชิกในสังคม 3. รัฐบาล หมายถึง หนวยงานของรัฐหรือภาคราชการ (Governments) จะ ทําหนาที่ใ นการบริหารงานใหกิจ กรรมทางเศรษฐกิจดําเนิน การไปตามระเบีย บแบบแผน และ นโยบายตาง ๆ ที่วางไว ตลอดจนแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หากพิจารณาระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จะเห็นไดวา ทั้งรัฐบาลและ เอกชนตางมีสวนเปนเจาของทรัพยากร และปจจัยการผลิตตาง ๆ จึงทําใหเอกชนมีแรงจูงใจในการ ผลิตโดยอาศัยกลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากร และควบคุมโดยรัฐบาลเพื่อแกไขปญหาพื้นฐาน ทางเศรษฐกิจ และคุมครองประโยชนของสังคมสวนรวมดวย ดังนั้นระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงเปนแบบผสมระหวางระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยม กับระบบเศรษฐกิจแบบสังคม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 27.
    27 นิยมโดยการดําเนินกิจการทางเศรษฐกิจระหวางรัฐบาลและเอกชนที่สอดคลองกันนี้ รัฐจึงเขามามี บทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเทาที่จําเปนเทานั้น คือ 1.) ดําเนินการเกี่ยวกับการปองกันประเทศ ดานความสงบภายใน และ การใหความยุติธรรม เชน กิจการดานการทหาร ตํารวจ และศาล เปนตน 2.) ดําเนินการดานเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยสรางถนน สะพาน เขื่อน การ สํารวจเพื่อหาทรัพยากรธรรมชาติ เปนตน 3.) ควบคุมและดําเนินการดานการศึกษาและสาธารณสุข 4.) ดําเนินกิจการสาธารณูปโภคที่สําคัญ เชน การรถไฟ ไฟฟา ประปา สื่อสาร ไปรษณีย จัดเก็บขยะมูลฝอย ในลักษณะที่เปนกิจการที่ประชาชนสวนใหญตองใชรวมกัน อยางไรก็ดี นอกจากภาคราชการจะเปนเครื่องมือของรัฐเขามามีบทบาท ทางเศรษฐกิจแลว ภาคราชการยังมีฐานะเปนเครื่องมือของฝายบริหารหรือรัฐบาลในการแทรกแซง ระบบเศรษฐกิจอยางนอย 6 ประการ ไดแก 1.) การจัดสรรทรัพยากร ปกติก ลไกราคาหรือกลไกตลาดจะเปนตัว จัดสรรทรัพยากรไดดีที่สุด อยางไรก็ดีในบางกรณี กลไกราคาอาจทํางานไมสมบูรณ ทํางานไมได หรือตลาดลมเหลว รัฐบาลจึงตองเขาแทรกแซงเพื่อใหสังคมไดรับสวัสดิการสูงสุด ตลาดทํางาน ลมเหลว เกิดจากกรณีต ลาดมีก ารผูกขาด กรณีก ารจัดสรรสินคาและบริการสาธารณะ (public goods) กรณีสิน คาที่มีผลกระทบตอภายนอก ทั้งในแงต น ทุน สังคม (social costs) หรื อ ผลประโยชนสังคม (social benefits) กรณีสิน คาหรือบริก ารที่มีลักษณะผูก ขาดในธรรมชาติ (natural monopoly) 2.) การรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ หมายถึง การรักษาสมดุล ระหวางอุปสงคและอุปทานของแตละตลาด ซึ่งสวนประกอบของเศรษฐกิจโดยรวม เชน เมื่อมีภาวะ เงินเฟอ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน การผันผวนของผลผลิต เปนตน 3.) การสนับสนุนและเสริมสรางการเติบโตใหกับระบบเศรษฐกิจ โดย กําหนดนโยบายและแผนงานทั้งระดับมหภาคและจุลภาค เชน มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ แผนปฏิรูประบบการเงิน การจัดตั้งหนวยงานตามมาตรการตาง ๆ เชน จัดตั้งสํานักงาน คณะกรรมการสงเสริมการลงทุน (BOI) เปนตน 4.) การกระจายรายได การกระจายรายไดที่ไมเปนธรรม หรือการเกิด ความแตกตางระหวางรายไดประชาชน ระหวางภูมิภาค ระหวางทองถิ่นมาก ๆ จะนําไปสูปญหา ทางสังคม การเมือง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ 5.) การใหมีการจางงานเต็มที่ เนื่องจากสภาพปจจุบันมีความกาวหนา ทางดานเทคโนโลยี จึงมักใชแรงงานนอยลง และตองการแรงงานที่มีความรูสมัยใหมดวย ภาครัฐ ตองเขามาจัดการใหมีการจางงานในระดับสูงหรือไมใหอัตราการวางงานสูงเกินไป สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 28.
    28 6.) การรักษาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดลอม การพัฒนาเศรษฐกิจสราง ตนทุนใหกับสังคม (social cost) อยางมากมาย บางประเภทจับตองได บางประเภทจับตองไมได มองไมเห็น เมื่อตนทุนนี้เกิดขึ้นจึงตองหาผูรับผิดชอบ เชน การปลอยน้ําเสียลงแหลงน้ําสาธารณะ เปนตน ซึ่งภาคราชการจะตองเขามาแทรกแซง 4.2.2 ระบบราชการไทยกับการคลังของประเทศ การคลัง หมายถึง การกําหนดนโยบาย และการดําเนินงานทางการเงิน ของรัฐ บาล ได แ ก การหารายได และการใชจ า ยของรั ฐ บาล การคลัง มี ค วามสํ า คัญ ในการ ดําเนินงานของรัฐบาล เพราะรัฐบาลจะใชนโยบายการคลังควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศดวย วิธีการจัดสรรการใชทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) การกระจายรายไดของสังคม (Distribution Function) และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) ซึ่งภาคราชการจะมีบทบาทในฐานะเปนเครื่องมือของรัฐบาลในการดําเนิน การดังกลาว รวมทั้ง การคลังก็จะสงผลกระทบตอระบบราชการเชนกัน เชน นโยบายการคลังในการแกปญหาภาวะเงิน เฟออาจลดอัต ราการเพิ่มของงบประมาณสงผลกระทบสงผลกระทบการแผนงาน โครงการหรือ กิจกรรมของภาคราชการตองลดลงหรือชะลอตัวลง ในขณะเดียวกับการใชจายของรัฐบาลยอมมี ผลกระทบโดยตรงตออํานาจการใชจายประเภทซื้อสิน คาและบริก ารของขาราชการและภาค ประชาชน 4.2.3 ระบบราชการไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ระบบราชการไทยจะมี บทบาทอย างมากในการพัฒ นาเศรษฐกิ จ ของ ประเทศ เพราะจะเปนกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ดานตาง ๆ ของภาครัฐ ตาม จุดมุงหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอันไดแก 1) มีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น (Standard of living) 2) มีการกระจายรายไดที่ดี 3) การมีงานทํา 4) การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 5) การควบคุมการเกิดมลภาวะเปนพิษ และมีบทบาทสําคัญในการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ของประเทศไทย โดยสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติรวมกับสว น ราชการจั ด ทํ าขึ้ น มาโดยตอ เนื่ องนับ ตั้ง แต แผนพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสัง คมแห งชาติ ฉบับ ที่ 1 (พ.ศ.2504 – 2509) จนถึงฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) ที่ใชอยูในปจจุบัน 4.3 ระบบราชการไทยกับระบบสังคมของไทย 4.3.1 บทบาทของระบบราชการในฐานะเปนระบบยอยของสังคม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 29.
    29 แนวความคิดของนักสังคมจิตวิทยา เชน Herbert Spenser และ Talcott Parsons (1873) ไดนําเอาระบบสังคมมาใชอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมองการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมวาเปนกระบวนการของวิวัฒนาการที่มีความสลับซับซอนมากขึ้น มีการแตก ยอยออกไปของโครงสรางและหนาที่ และการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาอาศัยกันของสวนที่แยกยอยนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มีการเติบโตก็จะมีการเพิ่มของขนาด ในขณะที่มีการเพิ่มจํานวนโดย การแตกยอย หรือการเกิด ความชํานาญเฉพาะอยางของหนาที่และการผสมผสาน (Integration) นักวิชาการจึงมองสังคมในฐานะที่เปนระบบสังคม ซึ่งประกอบดวยระบบยอย ๆ สังคมเปลี่ยน จากภาวะดั้งเดิมมาสูความเจริญโดยผานกระบวนการแยกยอยและการผสมผสาน ระบบยอยของ สังคม ไดแก ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคม และสถาบันทางสังคมที่ทําหนาที่ เฉพาะอยาง เชน ครอบครัว ศาสนา ดังนั้นระบบราชการซึ่งเปนระบบยอยของระบบการเมือง จึง เปนระบบยอยของสังคมระบบหนึ่ง 4.3.2 ความสัมพันธของระบบราชการกับสถาบันทางสังคม สถาบันสังคม คือ แบบแผนพฤติกรรมที่เปนมาตรฐานของสังคมที่มีเพื่อ แกปญหาพื้นฐานของสังคม และมีหนาที่ที่ทําใหสังคมคงสภาพอยูได สถาบั น สังคมที่สํา คัญ ไดแก สถาบั น การเมืองการปกครอง สถาบั น เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา และสถาบันครอบครัว ระบบราชการเปนสว นหนึ่งของสถาบันการเมืองการปกครองในฐานะ เปนองคการทางสังคม (Social Organization) ทําหนาที่เปนตัวแทนในการทําหนาที่ของสถาบันฯ ในการบริการใหแกสมาชิกในสังคม และรักษาความสงบทั้งภายในและภายนอกสังคม รวมทั้งการ ทําใหเกิดระเบียบในสังคม อยางไรก็ดีร ะบบราชการยังมีค วามสัมพันธกับสถาบัน ทางสังคมอื่น ๆ ดวย 4.3.3 ระบบราชการกับปญหาสังคม และความเปลี่ยนแปลงของสังคม ปญหาสังคม คือ สถานการณอยางหนึ่งอยางใดที่คนในสังคมหนึ่งถือวา เปน สิ่งที่คุก คามตอคานิย มของเขา ซึ่งสมาชิก ของสังคมตกลงใจรว มกัน ที่จ ะแกไขหรือกําจัด สถานการณนั้นใหหมดไปไดโดยที่เขาเชื่อวา พวกเขามีความสามารถที่จะกระทําเชนนั้นได ในสั ง คมไทยป จ จุ บัน มี ป ญ หาสั ง คมมากมายทั้ ง ปญ หาทางการเมื อ ง ปญ หาการคอรัปชั่น ปญ หาอาชญากรรม ปญหาแรงงานและการวางงาน ปญ หาความยากจน ปญหาการอพยพยายถิ่น ปญหาชุมชนแออัด ปญหาโครงสรางประชากร ปญหาสภาพแวดลอม อากาศเปน พิษ และมลภาวะ ปญหาอุบัติภัย ปญหาครอบครัว แตกแยก ปญหาโสเภณี รวมทั้ง ปญหาเด็กเรรอน ซึ่งลวนเปนปญหาสําคัญที่ภาคราชการจะตองเขามามีบทบาทนับตั้งแตการเปน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 30.
    30 เจาภาพในการแกปญหา เปนหนว ยหลักในการปฏิบัติและเปน ผูประสานกับสถาบัน อื่น ๆ ใน สังคม รวมทั้งประชาชนในเขามามีสวนรวมในการแกไขปญหาดังกลาว อยางไรก็ดีนอกจากบทบาทของภาคราชการในการแกไขปญหาของคน ดังกลาวแลว ภาคราชการยังมีบทบาทสําคัญเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social change) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึง กระบวนการแบบอยางหรือรูปแบบ ของสังคม เชน ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบครอบครัว ระบบการปกครองไดเปลี่ยนแปลงไป ไม วาจะเปนดานใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้อาจเปนไปในทางกาวหนาหรือถดถอยเปนไป อยางถาวรหรือชั่วคราว โดยการวางแผนใหเปนไปหรือเปนไปเอง และที่เปนประโยชนหรือโทษก็ ไดทั้งสิ้น ระบบราชการจะเปนปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งในกรณี การเปลี่ยนแปลงแบบเปนไปเอง (Spontaneous Change) จากในอดีตจะเห็นไดชัดเจนวารูปแบบ การบริหารราชการจะมีผลตอพัฒนาการทางการเมืองของคนไทย ในขณะเดียวกันระบบราชการ บางครั้งจะสงผลใหเกิดความขัดแยงในสังคมไทย เชน การขัดแยงของกลุมผลประโยชน การใช สิทธิอํานาจของคนในสังคมที่เหลื่อมล้ํากัน สงผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได และทั้งในกรณี ที่ร ะบบราชการมีอิทธิพลอยางมากในการวางแผนใหเกิดการเปลี่ย นแปลงทางสังคม หรือการ เปลี่ยนแปลงตามแผน (Planned Change) ซึ่งจะเห็นไดจากการที่ภาคราชการมีบทบาทในการพัฒนา ดานตาง ๆ สงผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งทางบวกและลบมาตลอด สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 31.
    31 5. โครงสรางและระบบบริหารราชการไทย 5.1 หลักการจัดการระเบียบบริหารราชการแผนดิน หลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน หรือหลักการจัดระเบียบการปกครอง ที่ประเทศตาง ๆ ทั่วโลกนิยมใชมีอยู 3 หลักการ ไดแก 1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization) 2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration)) 3) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization) 1) หลักการรวมอํานาจ (Centralization) หมายถึ งหลัก การปกครองที่ร วมอํานาจสําคัญ ไวที่ส ว นกลางอัน หมายถึ ง กระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ ซึ่งอํานาจดังกลาวไดแก การวินิจฉัยสั่งการ และการบังคับบัญชา ลักษณะสําคัญของการรวมอํานาจ ก. กําลังทหารและตํารวจขึ้นอยูกับสวนกลาง ข. อํานาจวินิจฉัยสั่งการอยูที่สวนกลาง ค. มีการบังคับบัญชาตามลําดับชั้น ง. สวนกลางผูกําหนดนโยบายการปกครองประเทศ จ. สวนกลางเปนผูรับผิดชอบและมีอํานาจดําเนินการในการตางประเทศ 2) หลักการแบงอํานาจ (Deconcentration) หมายถึง สวนกลางไดจัดแบงอํานาจในการวินิจฉัยสั่งการบางสวนหรือบาง ขั้นตอนไปใหเจาหนาที่เปนตัวแทนของหนวยงานของตนซึ่งออกไปประจําอยูในเขตการปกครอง ตาง ๆ ของประเทศใหวินิจฉัยการไดเองตามระเบียบแบบแผนที่สวนกลางกําหนดไว ซึ่งการแบง อํานาจนี้เองทําใหเกิดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค ลักษณะสําคัญของการแบงอํานาจ ก. ตองมีร าชการบริหารสว นกลางที่ทําหนาที่ใ หอํานาจการปกครองทั่ว ประเทศ ซึ่งจะเปนผูจัดแบงอํานาจของตนไปใหแกสวนภูมิภาค ข. ตองมีเจาหนาที่เปนตัวแทนของสวนกลางที่จัดสงไปประจําอยูตามเขตของ ภูมิภาค ค. สวนกลางแบงอํานาจใหภูมิภาค 3.) หลักการกระจายอํานาจ (Decentralization) หมายถึง การโอนอํานาจในทางการปกครองจากสวนกลางบางอยางไปให ประชาชนในทองถิ่นดําเนินการเองโดยมีอิสรภาพภายใตบทบัญญัติแหงกฎหมาย ซึ่งการกระจาย อํานาจนี้ทําใหเกิดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 32.
    32 ลักษณะของการกระจายอํานาจ ก. เปนองคกรที่มีฐานะเปนนิติบุคคล ข. มีสภาและผูบริหารระดับทองถิ่น ค. มีอิสระในการปกครองตนเอง (Autonomy) ง. มีงบประมาณและรายไดเปนของตนเอง จ. มีเจาหนาที่ปฏิบัติงานของตนเอง 5.2 การจัดระเบียบบริหารราชการไทย 5.2.1 กฎหมายเกี่ยวกับระบบราชการไทย 1) กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เปน กฎหมายสูงสุด ของประเทศที่จะกําหนด รูปแบบของประเทศวาเปนรัฐเดียว หรือรัฐรวม แนวนโยบายของรัฐ และองคกรที่จะเปน ผูใ ช อํานาจอธิปไตยของประเทศทั้ง 3 ประการ อันไดแก อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจ ตุลาการ ซึ่งมีผลโดยตรงตอการจัดระบบบริหารราชการแผนดินของไทยโดยตรง หากจะพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่ง พึ่งถูกยกเลิกไป จะมีสาระสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการราชการแผนดินที่สําคัญที่เกี่ยวกับการ บริหารราชการไทย ตัวอยางเชน - ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบงแยกมิได (ม.1) - อํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน ประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ (ม.2) - รัฐตองดูแลใหมีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุมครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพ และอํานวยความยุติธรรมแก ประชาชนโดยรวดเร็ว และเทาเทียมกัน รวมทั้งจัดระบบงานราชการ และงานของรัฐอยางอื่นใหมี ประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความตองการของประชาชาชน (ม.75) - รัฐตองกระจายอํานาจใหทองถิ่นที่ตนเองและตัดสินใจในกิจการ ทองถิ่น ไดเอง พัฒ นาเศรษฐกิจ ทองถิ่น และระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการตลอดทั้ ง โครงสรางพื้นฐานสารสนเทศในทองถิ่นใหทั่วถึง และเทาเทียมกับทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัด ที่มี ค วามพร อมให เป น องค ก รปกครองสว นท องถิ่น ขนาดใหญ โดยคํ านึ งถึ งเจตนารมณข อง ประชาชนในจังหวัดนั้น (ม.78) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 33.
    33 2) กฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดิน กฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดินซึ่งถือเปนกฎหมาย แมบท ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ไดมีการปรับปรุง หลายครั้งตามลําดับ ไดแก 2.1) การปรับปรุงครั้งแรกใน พ.ศ.2476 โดยไดปรับปรุงครั้งสําคัญที่ มีการตรา พระราชบัญญัติวาดวยระเบียบบริหารราชการแหงอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 ซึ่งไดจัด ระเบียบบริหารราชการออกเปน 3 สวน คือ ราชการบริหารราชการสวนกลาง ราชการบริหารสวน ภูมิภาค และราชการบริหารสว นทองถิ่น ทั้งไดนําหลักการกระจายอํานาจการปกครองมาใหแก ทองถิ่น ซึ่งตอมาไดมีการจัดตั้งเทศบาลและสภาจังหวัดขึ้นเปนครั้งแรก 2.2) การปรับปรุงในป พ.ศ. 2495 ซึ่งสงผลใหเกิดพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2495 จังหวัดเปนนิติบุคคล มีการจัดตั้งภาค และเปลี่ยนแปลง การปกครองจังหวัดและอําเภอ 2.3) ในป พ.ศ.2515 ไดมีการประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2495 โดยเพิ่มเติม บทบัญญัติเกี่ยวกับอํานาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหนารัฐบาลไวอยางกวางขวางในการกํากับ การบริหารราชการแผนดินโดยทั่วไป 2.4) ในป 2534 ไดยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 และไดมีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ซึ่งใชเปน หลักมาจนถึงปจจุบัน ทั้งนี้ไดมีการแกไขเพิ่มเติมจนถึงปจจุบัน รวม 5 ฉบับ ฉบับสุดทายไดมีการ ประชุมแกไขเมื่อ พ.ศ.2545 ซึ่งมีสาระสําคัญในการกําหนดใหมีพระราชกฤษฎีก าวาดว ยวิธีการ บริหารกิจการบานเมืองที่ดี และการเพิ่มสวนที่วาดวยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการขึ้นมาใหม 3) กฎหมายวาดวยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายนี้ จ ะเป น กฎหมายที่ กํ า หนดการแห ง ส ว นราชการใน สว นกลาง ซึ่งมีก ารปรับปรุงมาโดยตลอดจนถึงฉบับที่ใ ชอยูปจ จุบัน อัน ไดแก พระราชบัญ ญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ซึ่งไดปรับปรุงใหมี 20 กระทรวง (รวมสํานัก นายกรัฐมนตรีที่มีฐานะเทีย บเทากระทรวง) มีการยุบรวมและเพิ่มกระทรวงจากเดิมที่มีอยู 15 กระทรวงในป พ.ศ.2544 มีการแยกหนวยงานราชการของศาลออกไปตางหาก รวมทั้งสํานักงาน เลขาธิการรัฐสภาที่ใหไปอยูกับประธารรัฐสภาตางหาก และกําหนดสวนราชการที่ไปสังกัดสํานัก นายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงเพิ่มขึ้นโดยมีสํานักพระพุทธศาสนาแหงชาติ สํานักงานตํารวจ แหงชาติ สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสํานักงานอัยการสูงสูง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 34.
    34 4) กฎหมายลักษณะปกครองทองที่ ในการบริหารราชการสวนภูมิภาค โดยเฉพาะในสวนที่วาดวยจัดตั้ง อําเภอ กิ่งอําเภอ ตําบล หมูบาน และการกําหนดอํานาจหนาที่ของนายอําเภอ กํานัน ผูใหญบาน รวมทั้ งการยายตําแหนงดั งกลา ว และลํ าดับ ชั้น การบังคั บบัญ ชาตั้ง แตผู วาราชการจังหวัด ถึ ง ผูใหญบาน จะถูกกําหนดไวในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 ซึ่งใชมาตั้งแตรัช สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โดยมีการปรับปรุงมาตลอดแตไมมากนัก นอกจากนี้ ยังกําหนดถึงอํานาจหนาที่ของกรมการอําเภอ คณะกรรมการหมูบาน สารวัต รกํานัน และแพทย ประจําตําบลดวย 5) กฎหมายวาดวยการบริหารราชการสวนทองถิ่น ปจจุบันมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการบริหารราชการสวนทองถิ่น รวม 5 ฉบับ ไดแก 5.1 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสวนจังหวัด พ.ศ.2498 5.2 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 5.3 พระราชบั ญ ญั ติ ส ภาตํ า บลและองค ก ารบริ ห ารส ว นตํ า บล พ.ศ.2537 5.4 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 5.5 พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บบริ ห ารราชการกรุ ง เทพมหานคร พ.ศ.2528 5.2.2 การจัดโครงสรางระบบบริหารราชการไทย การจั ด โครงสร า งระบบบริ ห ารราชการไทยป จ จุ บั น เป น ไปตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ซึ่งไดมีการแกไขเพิ่มเติมหลายครั้ง โดย กฎหมายนี้ ไดจั ด ระเบีย บบริห ารราชการแผ น ดิน เปน 3 ส ว นได แก ระเบีย บบริหารราชการ สวนกลาง ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค และระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น 1) ระเบียบบริหารราชการสวนกลาง การจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลางตามพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ไดจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลางไว ดังนี้ (1) สํานักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวงหรือทบวง ซึ่งมีฐานะเทียบเทากรม (3) ทบวงซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรมหรือสว นราชการเรีย กชื่ออยางอื่น และมีฐานะเปน กรม ซึ่งสังกัดหรือไมสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 35.
    35 สํานักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเปนกระทรวง สวนราชการตาม (1) (2) (3) และ (4) มีฐานะเปนนิติบุคคล 2) ระเบียบริหารราชการสวนภูมิภาค การจัด ระเบียบบริหารราชการสว นภูมิภ าคเปนการบริหารงานใน ลักษณะของการแบงอํานาจ (Deconcentration) จากราชการบริหารสวนกลางไปสูราชการบริหาร สวนภูมิภาคในระดับจังหวัด และอําเภอ โดยมีตัวแทนของสว นกลางไปควบคุมกํากับดูแล และ ติดตามการปฏิบัติงานของราชการสวนภูมิภาค การจัดโครงสรางระเบียบบริหารราชการสวนกลางจะยึดแนวทางตาม ขอบเขตอํานาจหนาที่ (Function) ในขณะที่การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคจะยึดตาม เขตพื้นที่ (Area) การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคจะประกอบดวยจังหวัด และอําเภอ โดยจังหวัดจะเปนการรวมทองที่หลาย ๆ อําเภอตั้งขึ้นเปนจังหวัดมีฐานะเปนนิติบุคคล อําเภอจะเปนหนวยบริหารราชการรองลงจากจังหวัด สําหรับการปกครองระดับตําบลและหมูบาน จะเปนการแบงพื้นที่ โดยเริ่มจากหนวยการปกครองที่เล็กที่สุดคือหมูบาน รวมกันเปนตําบล จะเปนรูปแบบการ ปกครองทองที่ที่ใหราษฎรไดปกครองกันเอง จึงไมใชการบริหารราชการสวนภูมิภาค (ที่สิ้นสุด เพียงแคระดับอําเภอ) แตเปนรูปแบบการปกครองทองที่ ตามพระราชบัญญัติลกษณะปกครอง ั ทองที่ พ.ศ.2457 3) ระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น การบริหารราชการสวนทองถิ่นเปนการจัด การบริหารโดยยึดหลัก กระจายอํานาจ (Decentralization) โดยมีรูปแบบตามพระราชบัญ ญัติร ะเบีย บบริหารราชการ แผนดิน พ.ศ.2534 อยู 4 รูปแบบ ไดแก (1) องคการบริหารสวนจังหวัด หรือ อบจ. (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล (ซึ่งขณะนี้ไดยกเลิกแลว) (4) ราชการสวนทองถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งปจจุบัน ไดแก กรุงเทพมหานคร หรือ กทม. เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบลหรือ อบต. การบริหารราชการสวนทองถิ่น จะประกอบดวยฝายนิติบัญญัติหรือ สภาทองถิ่น และฝายบริหารที่เลือกตั้งจากประชาชนในทองถิ่น สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 36.
    36 5.2.3 รูปแบบของการจัดหนวยงาน และการตัดสินใจ การจัดรูปแบบหนวยงานโดยพิจารณาจากรูปแบบของการตัดสินใจของ หัวหนาหนวยงานตามที่มีกําหนดไวใ นกฎหมายเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ของหนวยงานนั้น ๆ อาจ จําแนกไดเปน 2 รูปแบบ ไดแก 1) รูปแบบของหนวยงาน และการตัดสินใจโดยคน ๆ เดียว ซึ่งหนวยนี้จะ พบทั่ว ๆ ไป ที่กําหนดใหอํานาจการตัดสินใจอยูที่หัวหนาหนวยงานคนเดียว เชน ปลัดกระทรวงใน หนวยงานกระทรวง อธิบดีในหนว ยงานระดับกรม หรือผูวาราชการจังหวัดในหนวยงานระดับ จังหวัด อยางไรก็ดีในบางครั้ง การตัดสินใจของหนวยงานประเภทนี้อาจมี รูปแบบของคณะกรรมการเขามาเกี่ย วของบางในฐานะเปนคณะกรรมการที่ปรึก ษา เชน คณะ กรมการจังหวัด เปนตน 2) รู ปแบบการตัด สิน ใจในรู ปของคณะกรรมการ ซึ่ ง อาจมี จัด ตั้ ง คณะกรรมการทั้งในรูปแบบคณะกรรมการนโยบาย ทําหนาที่กําหนดนโยบาย วางแผน กํากับดูแล และควบคุมการดําเนินงานของหนวยงานนั้น ๆ เชน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ คณะกรรมการขาราชการพลเรือน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการวิจัย แหงชาติ เปนตน 5.3 อํานาจหนาที่ในการบริหารราชการไทย 5.3.1 อํานาจหนาที่ของสวนราชการ การกําหนดอํานาจหนาที่ของสวนราชการไทยจะกําหนดไวตามลําดับของ หนว ยงาน โดยหนว ยงานระดับกระทรวงหรือทบวงจะกําหนดไวใ นพระราชบัญ ญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ซึ่งกําหนดใหมีกระทรวงและสวนราชการที่มีฐานะเปนกระทรวง รวม 20 กระทรวง แตละกระทรวงก็จะมีอํานาจหนาที่และมีการจัดสวนราชการรองลงมา เชน สํานัก นายกรัฐ มนตรี มีอํ านาจหน าที่ เกี่ ย วกับ ราชการทั่ ว ไปของนายกรัฐ มนตรี และคณะรัฐ มนตรี รับผิด ชอบการบริหารราชการทั่วไป เสนอแนะนโยบายและวางแผนการพัฒ นาดานเศรษฐกิจ สัง คม การเมื อ ง และความมั่ น คง และราชการเกี่ ย วกั บ การงบประมาณ ระบบราชการ การ บริหารงานบุคคล กฎหมายและการพัฒนากฎหมาย การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการ การปฏิบัติภ ารกิจ พิเศษและราชการอื่น ตามที่ ก ฎหมายกําหนดใหเปน อํานาจหนาที่ข องสํานั ก นายกรัฐมนตรีหรือสวนราชการที่สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี หรือมิไดอยูภายในอํานาจหนาที่ของ กระทรวงใดโดยเฉพาะ เปนตน นอกจากนี้ยังมีสวนราชการในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ ทบวง ไดแก สํานักราชเลขาธิการ สํานักพระราชวัง สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เปนตน ก็จะกําหนดอํานาจหนาที่ไวในกฎหมายดังกลาวขางตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 37.
    37 สวนราชการรองลงมาในระดับกรม หรือเทียบเทาจะกําหนดอํานาจหนาที่ ไวในพระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการของกระทรวงนั้น ๆ วาแตละกรมมีอํานาจหนาที่อยางไร สําหรับราชการสวนทองถิ่น นอกจากจะกําหนดอํานาจหนาที่กวาง ๆ ไว ในกฎหมายหลักของแตละรูปแบบแลว ยังกําหนดอํานาจหนาที่ในการจัดบริก ารสาธารณะของ องคกรปกครองสวนทองถิ่นรูปแบบตาง ๆ ในพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อํานาจ ใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 อีกดวย 5.3.2 ผูรับผิดชอบการบริหารราชการในระดับตาง ๆ 1) คณะรัฐมนตรี จะมีอํานาจในการบริหารราชการแผนดิน โดยจะ ออกมาในรูปของมติค ณะรัฐมนตรี ซึ่งมีผลบังคับทางการบริหารทั้งในรูปแบบการออกระเบีย บ ปฏิบัติก ารกําหนดนโยบาย การเห็น ชอบรางกฎหมาย รวมไปถึงความเห็น ชอบในการแตงตั้ง โยกยายฝายขาราชการดวย 2) นายกรัฐมนตรี จะมีอํานาจหนาที่สําคัญ 2 นัย ไดแก ในฐานะเปน หัวหนารัฐบาล และในฐานะเปนผูบังคับบัญชาขาราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ สํานักนายกรัฐมนตรี 3) รั ฐ มนตรี วา การกระทรวง มี อํา นาจหน าที่ ใ นการบัง คั บบั ญ ชา ขาราชการ และการปฏิบัติราชการในแตละกระทรวง 4) ปลัดกระทรวง มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบควบคุมราชการประจําใน กระทรวง และเปนผูบังคับบัญชาขาราชการประจําในกระทรวงรองจากรัฐมนตรี 5) อธิบดี มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบควบคุมราชการระดับกรมและเปน ผูบังคับบัญชาขาราชการประจําในระดับกรม 6) ผูวาราชการจังหวัด เปนผูรับนโยบายและคําสั่งจากสวนกลาง และเปน หัวหนาบังคับบัญชาขาราชการภูมิภาคในจังหวัด รวมทั้งการบริหาราชการตามระเบียบกฎหมาย ของทางราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรมมอบหมาย รวมทั้งการ ควบคุมการบริหารราชการสวนทองถิ่นในจังหวัด 7) นายอําเภอ เปน ผูมีหนาที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบีย บ แบบแผนเชนเดียวกับผูวาราชการจังหวัดในเขตพื้นที่อําเภอ 5.3.3 การมอบอํานาจ การปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน 1) การมอบอํานาจใหปฏิบัติราชการแทน 1.1) พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ไดว าง แนวทางในการมอบอํานาจ โดยใหผูมีอํานาจในการสั่ง อนุญาต อนุมัติ ปฏิบัติราชการ หรือ ดําเนินการอื่น ซึ่งผูดํารงตําแหนงใดจะพึงปฏิบัติหรือดําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคําสั่งใด หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถาไมมีขอกําหนดหามไวสามารถมอบอํานาจใหแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 38.
    38 ผูดํารงตําแหนงรองลงมาได เชน นายกรัฐมนตรีอาจมอบอํานาจใหรองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีได นายอําเภออาจมอบอํานาจใหปลัดอําเภอ หรือหัวหนาสวน ราชการประจําอําเภอได ทั้งนี้ผูรับมอบอํานาจจะมอบอํานาจตอไมไดเวนแตก ารที่ผูวาราชการ จังหวัดไดรับมอบอํานาจจากราชการสวนกลางอาจมอบตอใหรองผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอ หรือหัวหนาสวนราชการระดับจังหวัดหรืออําเภอก็ได 2) การกํากับการบริหารราชการ พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ม.11 กําหนดให นายกรัฐมนตรีมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีกํากับการบริหารราชการของกระทรวง หรือทบวง หนึ่งหรือหลายกระทรวงหรือทบวงได 3) การปฏิบัติหนาที่แทน ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีตาย ขาดคุณสมบัติ ตองคําพิพากษาใหจาคุก ํ สภาผูแทนราษฎรไมไวว างใจ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง หรือวุฒิสภาใหถอดถอนจากตําแหนง ใหคณะรัฐมนตรีมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรี คนใดคนหนึ่งเปนผูปฏิบัติหนาที่แทนนายกรัฐมนตรี 4) การสั่งและปฏิบัติราชการแทน - นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ประจําสํานัก สั่งและปฏิบัติราชการในเรื่องใดก็ตามตามที่เห็นสมควร - ในระดั บ กระทรวงปลั ด กระทรวงอาจมอบหมายให ร อง ปลัดกระทรวงเปนผูชวยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได 5) การรักษาราชการแทน ในกรณีที่ ผูดํา รงตําแหนง ไม อาจปฏิบั ติห นาที่ ก็ ใ ห มีก ารแต งตั้ ง บุคคลรองลงมารักษาราชการแทน เชน ในกรณีนายกรัฐมนตรีไมอาจปฏิบัติราชการได ใหรอง นายกรัฐมนตรีเปนผูรักษาราชการแทน สําหรับในกรณีตําแหนงอื่นทั้งกรณีไมมีผูดํารงตําแหนง หรือมีแตไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ก็อาจตั้งผูรักษาราชการแทนไดเชนกันนับตั้งแตตําแหนงรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอดวย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 39.
    39 6. การจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินของไทยในปจจุบัน 6.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดินของไทยในปจจุบัน การจัด ระเบี ย บบริ ห ารราชการของไทยในป จ จุบั น อยู ภ ายใต บทบั ญ ญัติ ข อง พระราชบัญ ญัติร ะเบีย บบริ หารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 และที่แกไขเพิ่มเติมถึ งฉบับที่ 6 พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 โดยมีการจัดระเบียบ บริหารราชการแผนดินออกเปน 3 สวน ไดแก 1) ระเบียบบริหารราชการสวนกลาง 2) ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค 3) ระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถิ่น สํานักนายกฯ กระทรวง ทบวง จังหวัด อบจ. เทศบาล สุขาภิบาล พิเศษ กรม กรม กรม กทม. เมืองพัทยา อบต. อําเภอ สํานัก สํานัก สํานัก กิ่งอําเภอ นัก กอง กอง กอง สวน สวน สวน ตําบล ตําบล หมูบาน หมูบาน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 40.
    40 6.2 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลาง 6.2.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการสวนกลาง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 ไดกําหนดการจัด ระเบียบบริหารราชการสวนกลางไวดังนี้ (1) สํานักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเทากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น และมีฐานะเทียบเทากรม ซึ่ง สังกัดหรือไมสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สวนราชการทั้ง 4 ขอ มีฐานะเปนนิติบุคคล การจัดตั้ง การรวม หรือโอน สวนราชการดังกลาวจะตองตราเปนพระราชบัญญัติ เวนแตกรณีที่เปนการรวมหรือการโอนสวน ราชการดังกลาว โดยไมมีการกําหนดตําแหนงหรืออัตราของขาราชการหรือลูกจางเพิ่มขึ้น ก็ให ตราเปนพระราชกฤษฎีกาเชนเดียวกับการเปลี่ยนชื่อและการยุบสวนราชการดังกลาวก็ใหตราเปน พระราชกฤษฎีกาเชนกัน 6.2.2 การจัดระเบียบบริหารราชการในสํานักนายกรัฐมนตรีและกระทรวง ตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ.2545 มาตรา 5 ไดกําหนดใหมี กระทรวงและสวนราชการที่มีฐานะเปนกระทรวง จํานวน 20 หนวยงาน ไดแก (1) สํานักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวงกลาโหม (3) กระทรวงการคลัง (4) กระทรวงการตางประเทศ (5) กระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา (ตั้งใหม) (6) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (ตั้งใหม) (7) กระทรวงเกษตรและสหกรณ (8) กระทรวงคมนาคม (9) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (ตั้งใหม) (10) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ตั้งใหม) (11) กระทรวงพลังงาน (ตั้งใหม) (12) กระทรวงพาณิชย (13) กระทรวงมหาดไทย (14) กระทรวงยุติธรรม (15) กระทรวงแรงงาน (เปลี่ยนชื่อ) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 41.
    41 (16) กระทรวงวัฒนธรรม (ตั้งใหม) (17) กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (เปลี่ยนชื่อ) (18) กระทรวงศึกษาธิการ (19) กระทรวงสาธารณสุข (20) กระทรวงอุตสาหกรรม ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ไดกําหนดใหมีสว น ราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ (1) สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี (2) กรมประชาสัมพันธ (3) สํานักงานคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค สวนราชการที่อยูในบังคับบัญชาขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี (4) สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (5) สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (6) สํานักขาวกรองแหงชาติ (7) สํานักงบประมาณ (8) สํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติ (9) สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (10) สํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือน (11) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ การบริหารราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี กําหนดใหมีนายกรัฐมนตรี เปน ผูบังคับบัญชาขาราชการ และรับผิดชอบในการกําหนดนโยบาย เปาหมาย และผลสัมฤทธิ์ทั้งของ งานในสํานักนายกรัฐมนตรีใหสอดคลองกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรี แถลงไวตอรัฐสภาหรือที่ คณะรัฐ มนตรี กํา หนดหรือ อนุ มัติโ ดยจะให มีร องนายกรัฐ มนตรี และรัฐ มนตรี ประจํ าสํ านั ก นายกรัฐมนตรีเปนผูชวยสั่งและปฏิบัติราชการก็ได ในสวนของขาราชการประจํา กฎหมายกําหนดวาในสํานักนายกรัฐมนตรี นอกจากจะมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีแลว ให มีปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเปนผูรับผิดชอบควบคุมราชการประจํา ผูบังคับบัญชาขาราชการใน สวนราชการของสํานักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเปนผูบังคับบัญชาขาราชการในสํานักงานปลัดสํานัก นายกรัฐมนตรี และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี สําหรับการจัดระเบียบราชการในกระทรวงตาง ๆ จะจัดใหมีสว นราชการ ตาง ๆ ไดแก สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 42.
    42 (1) สํานัก นายกรัฐมนตรีมีอํานาจหนาที่เกี่ย วกับราชการทางการเมืองมี เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเปนขาราชการการเมือง เปนผูบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการ ปฏิบัติราชการ (2) สํานักงานปลัดกระทรวง มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับราชการประจําทั่วไปของ กระทรวง โดยมีปลัดกระทรวงเปนผูบังคับบัญชา และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ (3) กรมหรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น สวนการจัดระเบียบราชการในทบวง จะคลาย ๆ กับของกระทรวง 6.2.3 การจัดระเบียบบริหารราชการในสวนราชการระดับกรม กรมเปนสวนราชการในระดับรองลงมาจากกระทรวงหรือทบวง ซึ่งนอกจาก จะใชชื่อเรียกวา “กรม” แลว ยังมีสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่น และมีฐานะเปน กรมดวย เชน สํานักงานสถิติแหงชาติ สํานักงานตํารวจแหงชาติ ราชบัณฑิตสถาน เปนตน สวนราชการที่มีฐานะเปนกรมมีอยู 2 ประเภท ไดแก (1) กรมซึ่งอยูในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง (2) กรมซึ่งไมอยูในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ซึ่ง ปจจุบันกําหนดไวใน พ.ร.บ. ปรับปรุงกิจกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มีทั้งสิ้น 9 หนวยงาน ไดแก (1) สํานักราชเลขาธิการ (2) สํานักพระราชวัง (3) สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (4) สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดําริ (5) สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (6) ราชบัณฑิตยสถาน (7) สํานักงานตํารวจแหงชาติ (8) สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (9) สํานักงานอัยการสูงสุด โดยสวนราชการลําดับที่ (1) – (7) อยูในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และ ลําดับที่ (8) - (9) อยูในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 43.
    43 การแบงสวนราชการภายในกรมตาง ๆ นอกจากสํานักงานตํารวจแหงชาติและ สํานักงานอัยการสูงสุดแลว ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 กําหนดใหเปน สวนราชการ ดังนี้ (1) สํานักเลขานุการกรม (2) กองหรือสวนราชการที่มีฐานะเทียบเทากอง อยางไรก็ดีหากมีความจําเปนอาจจะแบงสวนราชการโดยใหมีสวนราชการอื่น อีกก็ได เชน สํานัก เปนตน ในกรมฯ กรมหนึ่งมีอธิบดี เปนผูบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการ ปฏิบัติราชการของกรม นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 แกไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 18 วรรคสี่ ไดกําหนดใหในกระทรวงอาจตราพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสวนราชการเพื่อรับผิดชอบหนาที่ใดโดยเฉพาะ ซึ่งไมมีฐานะเปนกรม แตมีผูบังคับบัญชาของ สวนราชการดังกลาว เปนอธิบดีหรือตําแหนงที่เรียกชื่ออื่นที่มีฐานะเปนอธิบดีก็ได โดยใหมีอํานาจ หนาที่เชนเดียวกับอธิบดี ตัวอยางเชน เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร. เปนตน 6.2.4 เขตผูตรวจราชการ และการบริหารราชการในตางประเทศ ก. เขต กระทรวง ทบวง กรมใดที่มีเหตุพิเศษอาจจะแบงทองที่ออกเปน เขต เพื่อใหมีหัวหนาสวนราชการประจําเขต แลวแตจะเรียกชื่อเพื่อปฏิบัติงานทางวิชาการก็ได ข. ผูตรวจราชการ กระทรง ทบวง กรมใดที่โ ดยสภาพและปริมาณงานสมควรมีผูต รวจ ราชการของกระทรวง ทบวง กรม นั้น ๆ ก็สามารถกระทําได โดยมีอํานาจหนาที่ตรวจและ แนะนําการปฏิบัติราชการอัน เกี่ย วกับกระทรวง ทบวง กรมนั้น ตามกฎหมาย ระเบีย บ หรือ ขอบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ค. การบริหารราชการในตางประเทศ ในการบริ ห ารราชการของส ว นราชการต า ง ๆ ที่ อ ยู ใ นต า งประเทศ กําหนดใหบรรดาขาราชการทั้งฝายพลเรือน และทหารที่ประจําการในตางประเทศ ซึ่งไดรับแตงตั้ง ใหดํารงตําแหนงในสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ สถานกงสุล สถานรองกงสุล สวน ราชการของกระทรวงการต า งประเทศที่ เ รี ย กชื่ อ อื่ น และปฏิ บั ติ ห น า ที่ เ ช น เดี ย วกั บ สถาน เอกอัค รราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ และคณะผูแทนถาวรไทยในองคก ารระหวางประเทศ รวมกันเรียกวาคณะผูแทน โดยมีหัวหนาคณะผูแทน เปนผูรับนโยบายและคําสั่งจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัว หนารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการใหเหมาะสมกับการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 44.
    44 ปฏิบัติราชการในตางประเทศ และเปนหัวหนาบังคับบัญชาบุคคลในคณะผูแทน และอาจมีรอง หัวหนาคณะผูแทนก็ไดทั้งหัวหนาคณะผูแทนและรองหัวหนาคณะผูแทนเปนขาราชการสังกัด กระทรวงการตางประเทศ โดยเฉพาะในกรณีคณะผูแทนถาวรไทยประจําองคการระหวางประเทศ จะหมายถึงหัวหนาคณะผูแทนหรือรองหัวหนาคณะผูแทนฯ นั้น ๆ 6.3 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค 6.3.1 โครงสรางการจัดระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 มาตรา 51 บัญญัติใ หจัด ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค ดังนี้ 1) จังหวัด 2) อําเภอ สําหรับการจัดการปกครองอําเภอ พ.ร.บ.ระเบีย บบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 มาตรา 68 บัญญัติไววา การจัดการปกครองอําเภอ นอกจากที่ไดบัญญัติไวใน พ.ร.บ.นี้ให เป น ไปตามกฎหมายว าด ว ยการปกครองท อ งที่ ซึ่ง ก็ หมายถึ ง พ.ร.บ.ลั ก ษณะปกครองทอ งที่ พ.ศ.2457 อันไดแก การจัดตั้งกิ่งอําเภอ ตําบล และหมูบานนั่นเอง 6.3.2 การบริหารราชการในระดับจังหวัด จังหวัดมาจากการรวมทองที่หลาย ๆ อําเภอ ตั้งขึ้นเปนจังหวัด โดยมีฐานะเปน นิติบุคคล การตั้งยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดตองตราเปนพระราชบัญญัติ แตมิไดกําหนดวา ตองมีจํานวนเทาไร การแบงสวนราชการในจังหวัด ประกอบดวย (1) สํานักงานจังหวัด มีหนาที่เกี่ยวกับราชการทั่วไป และการวางแผนพัฒนา จังหวัด มีหัวหนาสํานักงานจังหวัดเปนผูปกครองบังคับบัญชา และรับผิดชอบ (2) สวนราชการประจําจังหวัด คือ สวนราชการตาง ๆ ที่กระทรวง ทบวง กรม ไดตั้งขึ้น มีหนาที่เกี่ย วกับราชการของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัว หนาสว นราชการ ประจําจังหวัดนั้น ๆ เปนผูบังคับบัญชารับผิดชอบ การจัดระเบียบบริหารของจังหวัดจะประกอบดวย ผูวาราชการจังหวัดเปน ผูรับนโยบายและคําสั่งจากสวนกลางและรัฐบาลไปปฏิบัติ และเปนหัวหนาบังคับบัญชาขาราชการ ฝายบริหารสวนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอําเภอ โดยมีรองผูวา ราชการจังหวัดหรือผูชวยผูวาราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหนาสวนราชการประจําจังหวัด และ หัวหนาสํานักงานจังหวัด เปนผูชวยเหลือ นอกจากนั้นในแตละจังหวัด จะมีคณะกรมการจังหวัด เปนที่ปรึกษาของผูวา ราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผนดิน และใหความเห็นชอบในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด กับปฏิบัติหนาที่อื่น ตามที่กฎหมายหรือมติข องคณะรัฐมนตรีกําหนด ประกอบดวยผูวาราชการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 45.
    45 จังหวัดเปนประธาน รองผูวาราชการจังหวัด ปลัดจังหวัดอัยการจังหวัด ผูบังคับการตํารวจภูธร จังหวัด หัว หนาสว นราชการประจําจังหวัด จากระทรวง ทบวงตาง ๆ แหงละ 1 คน ยกเวน กระทรวงมหาดไทย และหัวหนาสํานักงานจังหวัดเปนกรมการจังหวัดและเลขานุการ นอกจากนั้น ผูวาราชการจังหวัดอาจแตงตั้งหัวหนาสวนราชการประจําจังหวัดเปนกรมการจังหวัดขึ้นเฉพาะการ ปฏิบัติหนาที่ใดหนาที่หนึ่งก็ได 6.3.3 การบริหารราชการในระดับอําเภอ อําเภอเปน หนว ยราชการบริหารรองจากจังหวัด ไมมีฐ านะเปน นิติบุคคล ประกอบขึ้นจากทองที่หลายตําบลรวมกันขึ้นเปนอําเภอ การจัดตั้งอําเภอจะตองตราเปนพระราช กฤษฎีกา โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายวาดวยการจัดระเบียบบริหารราชการแผนดิน และดําเนินการ ใหเปนไปตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 ดวย การแบงสวนราชการของอําเภอ ประกอบดวย (1) สํานักงานอําเภอ มีหนาที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอําเภอนั้น ๆ โดยมี นายอําเภอเปน ผูปกครองบังคับบัญชาขาราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการสํานักงาน อําเภอ (2) ส ว นราชการประจํ า อํ า เภอ เป น ไปตามที่ ก ระทรวง ทบวง กรม ตา ง ๆ ไดจั ด ตั้ง ขึ้ น ในอํ า เภอนั้น โดยมี หัว หนา ส ว นราชการประจํ า อํา เภอเป น ผูบั งคั บ บัญ ชา ขาราชการในสวนราชการนั้น ๆ และมีหนาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม นั้น ๆ การจัด ระเบียบบริหารของอําเภอ จะประกอบดวย นายอําเภอเปน หัว หนา ปกครองบังคับบัญชาขาราชการในอําเภอ และรับผิดชอบในการบริหารราชการของอําเภอ โดยมี ปลัดอําเภอ และหัวหนาสวนราชการประจําอําเภอเปนผูชวย 6.3.4 กิ่งอําเภอ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ.2534 ไดกําหนดการจัด ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคสิ้นสุดแคอําเภอ สวนกิ่งอําเภอถือเปนรูปการปกครองภายใน อําเภอที่ปรากฏอยูใน พ.ร.บ. ลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ.2457 มาตรา 64 โดยกําหนดไววา “อําเภอใดทองที่กวางขวาง กรมการอําเภอจะไปตรวจตราใหตลอดทองที่ไดโดยยาก แตหากใน ทองที่นั้น ผู ค นไปมากมายพอแก จ ะตั้งเปน อําเภอหนึ่ งตางหากก็ดี หรือ ในทองที่อํ าเภอใดมี ที่ ประชุมชนมากอยูหางไกลจากที่วาการอําเภอ กรมการอําเภอจะไปตรวจการไมไดดังสมควร แตจะ ตั้งที่ประชุมชนแหงนั้นเปนอําเภอตางหากทองที่จะเล็กไปก็ดี ถาความขัดของในการปกครองมีขึ้น อยางใดดังวามานี้ จะแบงทองที่นั้นออกเปนกิ่งอําเภอ เพื่อใหสะดวกแกการปกครองก็ได ใหพึง เขาใจวาการที่ตั้งกิ่งอําเภอนั้นใหตั้งตอเมื่อมีความจําเปนในการปกครอง อําเภอหนึ่งจะมีกิ่งอําเภอ เดีย วหรือหลายกิ่งอําเภอก็ได” ปจจุบัน การตั้งกิ่งอําเภอทําโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 46.
    46 ในกิ่งอําเภอนอกจากมีนายอําเภอทองที่เปนผูปกครองบังคับบัญชาแลวปจจุบันไดมอบอํานาจหนาที่ ใหปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอเปนผูปฏิบัติงานโดยตรง 6.4 การจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 ไดกําหนดใหจัดระเบียบ บริหารราชการสวนทองถิ่น เปนดังนี้ 1. องคการบริหารสวนจังหวัด 2. เทศบาล 3. สุขาภิบาล 4. ราชการสวนทองถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกําหนด (ปจจุบันมี 3 รูปแบบ ไดแก กรุงเทพมหานครหรือ กทม. เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบล หรือ อบต.) อยางไรก็ตามนับแตเดือนพฤษภาคม 2542 เปนตนมา เนื่องจากไดมี พระราชบัญญัติ เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเปนเทศบาล พ.ศ.2542 ใหยกเลิกการปกครองทองถิ่นในรูปแบบ สุขาภิบาลลง และยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นเปนเทศบาลตําบลทุกแหง ดังนั้น แมวาพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ.2534 จะกําหนดใหจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่น ออกเปน 4 ประเภท แตในทางขอเท็จจริงแลว การจัดระเบียบบริหารราชการสวนทองถิ่นของ ประเทศไทยในปจ จุ บัน จะประกอบไปดว ย องคก ารบริ หารสว นจั งหวัด เทศบาล กรุงเทพ มหานคร เมืองพัทยา และองคการบริหารสวนตําบลเทานั้น 6.4.1 องคการบริหารสวนจังหวัด 1) การจัดตั้ง กฎหมายกําหนดแตเ พีย งวา ในจั งหวัด หนึ่งใหมี องคก ารบริห ารสว น จังหวัด โดยใหเปนนิติบุคคล และมีเขตพื้นที่เดียวกับจังหวัดตามราชการบริหารสวนภูมิภาค 2) รูปแบบและการบริหาร กฎหมายกําหนดใหองคการบริหารสวนจังหวัดประกอบดวยสภาองคการ บริหารสวนจังหวัด และนายกองคการบริหารสวนจังหวัด 3) สภาองคการบริหารสวนจังหวัด ประกอบดวยสมาชิกสภาฯ ซึ่งไดรับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดย มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป จํานวนสมาชิกสภาฯ ของแตละจังหวัดแตกตางกันไปตามจํานวน ประชากร โดยถือเอาตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑดังนี้ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 47.
    47 จํานวนราษฎร สมาชิก ไมเกิน 500,000 24 มากกวา 500,000 แตไมเกิน 1,000,000 30 มากกวา 1,000,000 แตไมเกิน 1,500,000 36 มากกวา 1,500,000 แตไมเกิน 2,000,000 42 มากกวา 2,000,000 48 ในอําเภอหนึ่งใหสมาชิก สภาองคก ารบริหารสว นจังหวัดได 1 คน ถา รวมทั้งจังหวัดแลวยังไมครบตามจํานวน ใหเอาจํานวนสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดหาร จํานวนราษฎรทั้งจังหวัด ไดผลลัพธเทาใดใหถือเปนเกณฑสําหรับคํานวณสมาชิกเพิ่ม โดยเพิ่มจาก อําเภอที่มีจํานวนราษฎรมากที่สุดกอน จนกวาจะครบจํานวน ใหสภาองคการบริหารสวนจังหวัดเลือกสมาชิกสภาองคการบริหารสวน จังหวัดเปนประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัด 1 คน และรองประธานสภาองคการบริหาร สวนจังหวัด 2 คน ประธานและรองประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัด ดํารงตําแหนง จนครบอายุของสภาองคการบริหารสวนจังหวัด หรือมีการยุบสภาองคการบริหารสวนจังหวัด ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญ 2 สมัย ทั้งนี้ ผูวาราชการตองกําหนดให สมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดไดมาประชุมเปนการประชุมครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัด กรณีที่สภาองคการบริหารสวนจังหวัดไมอาจจัดใหมีการประชุมครั้งแรก ไดตามกําหนดเวลา หรือมีการประชุมแตไมอาจเลือกประธานสภาองคการบริหารสวนจังหวัดได ผูวาราชการจังหวัดอาจเสนอรัฐมนตรีใหมีคําสั่งยุบสภาองคการบริหารสวนจังหวัด สมัยประชุมสามัญใหมีกําหนด 45 วัน แตถามีกรณีจําเปนใหประธานสภา องคการบริหารสวนจังหวัดสั่งขยายสมัยประชุมสามัญออกไปอีกไดตามความจําเปนครั้งละไมเกิน 15 วัน 4) นายกองคการบริหารสวนจังหวัด องคการบริหารสวนจังหวัดมีนายกองคการบริหารสวนจังหวัดคนหนึ่งซึ่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระอยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แต จะดํารงตําแหนงติดตอกันเกิน 2 วาระไมได สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 48.
    48 ใหนายกองคก ารบริหารสว นจังหวัดตั้งรองนายกองคก ารบริหารสว น จังหวัด ซึ่งมิใชสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดตามเกณฑ ดังตอไปนี้ สมาชิก รองนายกองคการบริหารสวนจังหวัด 24 และ 30 คน 2 คน 36 และ 42 คน 3 คน 48 คน 4 คน 5) การบริหารงานองคการบริหารสวนจังหวัด กอนนายกองคก ารบริหารสว นจังหวัด เขารับหนาที่ ใหประธานสภา องคก ารบริหารสว นจังหวัด เรีย กประชุมสภาองคการบริหารสว นจังหวัดเพื่อใหน ายกองคก าร บริหารสว นจังหวัด แถลงนโยบายตอสภาองคก ารบริหารสว นจังหวัดโดยไมมีการลงมติ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกองคการบริหารสวนจังหวัด และใหนายก องคการบริหารสวนจังหวัดจัดทํารายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภา องคการบริหารสวนจังหวัดเปนประจําทุกป 6) อํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัด องคการบริหารสวนจังหวัดมีอํานาจหนาที่ดําเนินกิจการตาง ๆ ดังตอไปนี้ (1) ตราขอบัญญัติโดยไมขัดหรือแยงตอกฎหมาย (2) จัดทําแผนพัฒนาองคการบริหารสวนจังหวัด และประสานการจัดทํา แผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด (3) สนับสนุน สภาตําบลและราชการสว นทองถิ่น อื่น ในการพัฒ นา ทองถิ่น (4) ประสานและใหความรวมมือในการปฏิบัติหนาที่ของสภาตําบลและ ราชการสวนทองถิ่นอื่น (5) แบงสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะตองแบงใหแกสภาตําบลและราชการ สวนทองถิ่นอื่น (6) อํานาจหนาที่ของจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ สวนจังหวัด พ.ศ.2498 เฉพาะภายในเขตสภาตําบล (7) คุมครอง ดูแล และบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (7 ทวิ) บํารุงรัก ษา ศิลปะ จารีต ประเพณี ภูมิปญ ญาทองถิ่น และ วัฒนธรรมอันดีของทองถิ่น สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 49.
    49 (8) จัดทํากิจการใด ๆ อันเปนอํานาจหนาที่ของราชการสวนทองถิ่นอื่นที่ อยูในเขตองคการบริหารสวนจังหวัด และกิจการนั้นเปนการสมควรใหราชการสวนทองถิ่นอื่น รวมกันดําเนินการหรือใหองคการบริหารสวนจังหวัดจัดทําทั้งนี้ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง (9) จัดทํากิจการอื่นใดตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมาย อื่นกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัด บรรดาอํานาจหนาที่ใดซึ่งเปน ของราชการสวนกลางหรือราชการสว น ภูมิภาค อาจมอบใหองคการบริหารสวนจังหวัดปฏิบัติได ทั้งนี้ ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง 7) ขอบัญญัติจังหวัด ขอบัญญัติจะตราขึ้นไดในกรณี ดังตอไปนี้ 1. เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามหนาที่ขององคการบริหารสวนจังหวัดที่ กําหนดไวในกฎหมาย 2. เมื่อมีกฎหมายบัญญัติใหองคการบริหารสวนจังหวัดตราขอบัญญัติ หรือใหมีอํานาจตราขอบัญญัติ 3. การดําเนินการพาณิชยขององคการบริหารสวนจังหวัดตามที่กฎหมาย กําหนด 6.4.2 เทศบาล 1) การจัดตั้ง การจัดตั้งเปลี่ยนแปลงเขต หรือยุบเลิกเทศบาล ตองกระทําโดยประกาศ กระทรวงมหาดไทย การจัดตั้งเทศบาลกฎหมายกําหนดหลักเกณฑไวดังนี้ ก. เทศบาลตําบล กฎหมายกําหนดไวแตเพียงวาเทศบาลตําบล ไดแก ทองถิ่น ซึ่งพระราชกฤษฎีก ายกฐานะขึ้น เปน เทศบาล แตใ นทางปฏิบัติก ระทรวงมหาดไทยได กําหนดหลักเกณฑการจัดตั้งเทศบาล ดังนี้ 1) มีรายไดจริงโดยไมรวมเงินอุดหนุนในปงบประมาณที่แลวมา ตั้งแต 12 ลานบาทขึ้นไป 2) ประชากรตั้งแต 7,000 คนขึ้นไป ข. เทศบาลเมือง 1) ทองถิ่นอันเปนที่ตั้งศาลากลางจังหวัด 2) ทองถิ่นชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต 10,000 คนขึ้น ไป และมี รายไดพอสมควรที่จะปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย ค. เทศบาลนคร ไดแกทองถิ่น ชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต 50,000 คน ขึ้นไป และมีรายไดพอสมควรที่จะปฏิบัติหนาที่ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 50.
    50 2) รูปแบบและการบริหาร องคการเทศบาลประกอบดวยสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี 3) สภาเทศบาล สภาเทศบาลตําบลประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 12 คน สภาเทศบาลเมืองประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 18 คน สภาเทศบาลนครประกอบดวยสมาชิกสภาเทศบาล จํานวน 24 คน สมาชิ ก สภาเทศบาลฯ ได รั บ เลื อ กตั้ ง โดยตรงจากประชาชน อยู ใ น ตําแหนงไดคราวละ 4 ป สภาเทศบาลฯ มีประธานและรองประธานสภาฯ ตําแหนงละ 1 คน ซึ่ง ผูวาราชการจังหวัดแตงตั้งจากสมาชิกสภาเทศบาลตามมติของสภาเทศบาล อยูในตําแหนงจนครบ อายุของสภาเทศบาล ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญสองสมัย หรือหลายสมัย แลวแตสภา เทศบาลฯ จะกําหนดแตตองไมเกินสี่สมัย ผูวาราชการจังหวัด ตองกําหนดใหสมาชิก สภาเทศบาลฯ ไดมาประชุม สภาเทศบาลฯ ครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลฯ และ ใหที่ประชุมเลือกประธานสภาเทศบาลฯ และรองประธานสภาเทศบาลฯ กรณี ที่ ส ภาเทศบาลฯ ไม อ าจจั ด ให มี ก ารประชุ ม ครั้ ง แรกได ต าม กําหนดเวลาได หรือมีการประชุมสภาเทศบาลฯ แตไมอาจเลือกประธานสภาเทศบาลฯ ได ผูวา ราชการจังหวัดอาจเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหมีคําสั่งยุบสภาเทศบาลฯ 4) นายกเทศมนตรี ใหเทศบาลมีนายกเทศมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชน ตามกฎหมายว าดว ยการเลื อกตั้ง สมาชิก สภาทอ งถิ่น หรือผูบริ หารท องถิ่น และมี ระยะเวลาการดํารงตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนงติด ตอกันเกิน 2 วาระไมได นายกเทศมนตรีอาจแตงตั้ งรองนายกเทศมนตรีซึ่ง มิใ ช สมาชิก สภา เทศบาล เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของเทศบาลตามที่นายกเทศมนตรีมอบหมายได ตามเกณฑดังตอไปนี้ เทศบาลตําบล มีเทศมนตรีไดไมเกิน 2 คน เทศบาลเมือง มีเทศมนตรีไดไมเกิน 3 คน เทศบาลนคร มีเทศมนตรีไดไมเกิน 4 คน นายกเทศมนตรีอ าจแต งตั้ งที่ ป รึก ษานายกเทศมนตรีแ ละเลขานุก าร นายกเทศมนตรี ซึ่งมิใ ชสมาชิก สภาเทศบาลได โดยในกรณีเทศบาลตําบลใหแตงตั้งไดจํานวน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 51.
    51 รวมกันไมเกิน 2 คนในกรณีเทศบาลเมืองใหแตงตั้งไดจํานวนรวมกันไมเกิน 3 คน และในกรณี เทศบาลนครใหแตงตั้งไดจํานวนรวมกันไมเกิน 5 คน กอนนายกเทศมนตรีเขารับหนาทีใหประธานสภาเทศบาลฯ เรียกประชุม ่ สภาเทศบาลฯ เพื่อใหนายกเทศมนตรีแถลงนโยบายตอสภาเทศบาลโดยไมมีการลงมติ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และใหนายกเทศมนตรีจัดทํา รายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภาเทศบาลฯ เปนประจําทุกป  5) สหการ เทศบาลตั้งแต 2 แหงขึ้นไป อาจรวมกัน จัดตั้งเปนองคก ารขึ้นเรียกวา สหการ มีสภาพเปนทบวงการเมืองเพื่อดําเนินกิจการอันอยูภายในอํานาจหนาที่ของเทศบาลใหเกิด ประโยชนยิ่ง มีคณะกรรมการบริหาร ประกอบดวยผูแทนของเทศบาลที่เกี่ยวของ การจัดตั้งหรือยุบ เลิกสหการใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา 6) หนาที่ของเทศบาล เทศบาลมีหนาที่ 2 ประเภท คือ หนาที่ตองทํา และหนาที่อาจจัดทําในเขต เทศบาลซึ่งแตกตางกันไปตามประเภทของเทศบาล ดังนี้  เทศบาลตําบล 1. รักษาความสงบเรียบรอยของประชาชน 2. ใหมีและบํารุงทางบกและทางน้ํา 3. รัก ษาความสะอาดของถนน หรือทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งการกําจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล 4. ปองกันและระงับโรคติดตอ 5. ใหมีเครื่องใชในการดับเพลิง 6. ใหราษฎรไดรับการศึกษาอบรม 7. สงเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผูสูงอายุและผูพิการ 8. บํารุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่นและวัฒนธรรม อันดีของทองถิ่น 9. หนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ใหเปนหนาที่ของเทศบาล  เทศบาลเมือง มีห นา ที่เ ช น เดีย วกั บ เทศบาลตํ าบล ตามข อ 1-9 และมี หน า ที่ เพิ่มเติมอีกดังนี้ 1. ใหมีน้ําสะอาดหรือการประปา 2. ใหมีโรงฆาสัตว 3. ใหมีและบํารุงสถานที่ทําการ พิทักษ และรักษาคนเจ็บไข สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 52.
    52 4. ใหมีและบํารุงทางระบายน้ํา 5. ใหมีและบํารุงสวมสาธารณะ 6. ใหมีและบํารุงไฟฟาหรือแสงสวางโดยวิธีอื่น 7. ใหมีการดําเนินกิจการโรงรับจํานํา หรือสถานสินเชื่อทองถิ่น  เทศบาลนคร มีหนาที่เชนเดียวกันกับเทศบาลตําบลตามขอ 1- 9 และ เทศบาลเมืองตามขอ 1-7 และมีหนาที่เพิ่มเติมอีก ดังนี้ 1. ใหมีและบํารุงการสงเคราะหมารดาและเด็ก 2. กิจการอยางอื่นซึ่งจําเปนเพื่อการสาธารณสุข 3. การควบคุม สุข ลั ก ษณะและอนามั ย ในรา นจํา หน า ยอาหาร โรงมหรสพและสถานบริการอื่น 4. จัดการเกี่ยวกับที่อยูอาศัยและการปรับปรุงแหลงเสื่อมโทรม 5. จัดใหมีและควบคุมตลาด ทาเทียบเรือ ทาขามและที่จอดรถ 6. การสงเสริมกิจการการทองเที่ยว 6.4.3 องคการบริหารสวนตําบล 1) หลักเกณฑการจัดตั้ง องคก ารบริ หารส ว นตํา บลจัด ตั้ง จากสภาตํ าบลที่ มีร ายได ไม ร วมเงิ น อุดหนุนในปงบประมาณที่ลวงมาติดตอกัน 3 ป เฉลี่ยไมต่ํากวา 150,000 บาท หรือตามเกณฑรายได เฉลี่ยที่มีก ารเปลี่ยนแปลง (ซึ่งทําเปน ประกาศกระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจา นุเบกษา) การประกาศยกฐานะสภาตําบลเปน องคก ารบริหารสว นตําบลตองทําเปน ประกาศ กระทรวงมหาดไทย และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา โดยในประกาศใหระบุชื่อและเขตของ องคการบริหารสวนตําบลไวดวย องคการบริหารสวนตําบลมีฐานะเปนนิติบุคคล และเปนราชการบริหาร สวนทองถิ่น 2) อํานาจหนาที่ องคการบริหารสวนตําบล มีหนาที่ตามที่กําหนดไวในกฎหมายดังนี้ อํานาจหนาที่ทั่วไป พัฒนาตําบลทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หนาที่ที่กฎหมายบังคับใหทํา (1) จัดใหมีและบํารุงรักษาทางน้ําและทางบก (2) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ํา ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้ง กําจัดมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล (3) ปองกันโรคและระงับโรคติดตอ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 53.
    53 (4) ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย (5) สงเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (6) สงเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผูสูงอายุและผูพิการ (7) คุมครองดูแลและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (8) บํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และวัฒนธรรมอันดี ของทองถิ่น (9) ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมาย โดยจัดสรรงบประมาณ หรือบุคลากรใหตามความจําเปนและสมควร หนาที่ที่ไมบังคับใหทํา (1) ใหมีน้ําเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตร (2) ใหมีและบํารุงการไฟฟาหรือแสงสวางโดยวิธีอื่น (3) ใหมีและบํารุงรักษาทางระบายน้ํา (4) ใหมีและบํารุงสถานที่ประชุม การกีฬา การพัก ผอนหยอนใจและ สวนสาธารณะ (5) ใหมีและสงเสริมกลุมเกษตรกรและกิจการสหกรณ (6) สงเสริมใหมีอุตสาหกรรมในครอบครัว (7) บํารุงและสงเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร (8) การคุมครองดูแลและรักษาทรัพยสินอัน เปนสาธารณสมบัติข อง แผนดิน (9) หาผลประโยชนจากทรัพยสินขององคการบริหารสวนตําบล (10) ใหมีตลาด ทาเทียบเรือ และทาขาม (11) กิจการเกี่ยวกับการพาณิชย (12) การทองเที่ยว (13) การผังเมือง องคการบริหารสวนตําบลอาจออก ขอบังคับตําบล เพื่อใชบังคับภายใน ตําบลไดเทาที่ไมขัดตอกฎหมายหรืออํานาจหนาที่ขององคการบริหารสวนตําบล โดยจะกําหนด คาธรรมเนียมหรือกําหนดโทษ ปรับไมเกิน 500 บาท 3) รูปแบบการบริหาร องคการบริหารสวนตําบล ประกอบดวย สภาองคการบริหารสวนตําบล และนายกองคการบริหารสวนตําบล 4) สภาองคการบริหารสวนตําบล สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 54.
    54 ประกอบดวย สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล ซึ่งเลือกตั้งขึ้นโดย ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในแตละหมูบานในเขตองคการบริหารสวนตําบลนั้น จํานวนอยางนอยที่สุด 6 คน แตจะมีจํานวนมากเพียงใดขึ้นอยูกับจํานวนหมูบานในเขต ตามหลักเกณฑดังนี้ จํานวนหมูบานในเขต อบต. จํานวนสมาชิกสภา อบต. 1 หมูบาน 6 คน 2 หมูบาน หมูบานละ 3 คน 3 ตั้งแต 3 หมูบานขึ้นไป หมูบานละ 2 คน อายุของสภาองคการบริหารสวนตําบลมีกําหนดคราวละ 4 ป นับแตวัน เลือกตั้ง ใหสภาองคก ารบริหารสว นตําบลเลือกปลัด องคการบริหารสว นตําบล หรือสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่งเปนเลขานุการสภา อํานาจหนาที่ของสภาองคการบริหารสวนตําบล 1. ใหค วามเห็นชอบแผนพัฒนาตําบลเพื่อเปนแนวทางในการบริหาร กิจการขององคการบริหารสวนตําบล 2. พิจ ารณาและใหค วามเห็น ชอบรางขอบังคับตําบล รางขอบังคั บ งบประมาณรายจายประจําป และรางขอบังคับงบประมาณรายจายเพิ่มเติม 3. ควบคุมการปฏิบัติงานของนายกองคการบริหารสวนตําบล ใหเปนไป ตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองคการบริหารสวนตําบล ขอบัญญัติ ระเบียบ และขอบังคับของ ทางราชการ สภาองคการบริหารสวนตําบลมีประธานสภาและรองประธานสภา 1 คน ซึ่งเลือกจากสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล โดยนายอําเภอเปน ผูแตงตั้งตามมติข องสภา องคการบริหารสวนตําบล ประธานสภาและรองประธานสภาองค ก ารบริ ห ารส ว นตํ า บลดํ า รง ตําแหนงจนครบอายุของสภาองคการบริหารสวนตําบลหรือมีการยุบสภาองคการบริหารสวนตําบล ในปหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญ 2 สมัย หรือหลายสมัย แลวแตสภาองคการ บริหารสวนตําบลจะกําหนดแตตองไมเกิน 4 สมัย นายอําเภอตองกําหนดใหสมาชิก สภาองคการบริหารสวนตําบลไดมา ประชุมสภาองคการบริหารสวนตําบลครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบล และใหที่ประชุมเลือกปรานสภาองคการบริหารสวนตําบล และรองประธานสภาองคการบริหารสวนตําบล กรณีที่สภาองคการบริหารสวนตําบลไมอาจจัดให สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 55.
    55 มีการประชุมครั้งแรกไดตามกําหนดเวลา หรือมีการประชุมแตไมอาจเลือกประธานสภาองคการ บริหารสวนตําบลได นายอําเภออาจเสนอผูวาราชการจังหวัดใหมีคําสั่งยุบสภาองคการบริหารสวน ตําบล 5) นายกองคการบริหารสวนตําบล องคการบริหารสวนตําบล มีนายกองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่ง ซึ่ง มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือ ผูบริหารทองถิ่น ดํารงตําแหนงนับแตวันเลือกตั้งและมีวาระอยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวัน เลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกิน 2 วาระไมได นายกองคการบริหารสวนตําบลอาจแตงตั้งรองนายกองคการบริหารสวน ตําบลซึ่ง มิใ ช สมาชิก สภาองคการบริหารสวนตําบล เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของ องคการบริหารสวนตําบลตามที่นายกองคการบริหารสวนตําบลมอบหมายไดไมเกิน 2 คน และอาจ แตงตั้งเลขานุการนายกองคการบริหารสวนตําบลคนหนึ่งซึ่งมิไดเปนสมาชิกสภาองคการบริหาร สวนตําบลหรือเจาหนาที่ของรัฐได กอนนายกองคการบริหารสวนตําบลเขารับหนาที่ใหประธานสภาองคการ บริหารสวนตําบลเรียกประชุมสภา เพื่อใหนายกองคการบริหารสวนตําบลแถลงนโยบายตอสภา องคการบริหารสวนตําบล โดยไมมีการลงมติทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้ง นายกองคการบริหารสวนตําบลและใหนายกองคการบริหารสวนจังหวัดจัดทํารายงานแสดงผลการ ปฏิบัติงาน ตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอสภาองคการบริหารสวนตําบลเปนประจําทุกป 6) การบริหารงาน การบริหารงานองคการบริหารสว นตําบลมีพนักงานสว นตําบล และมี โครงสรางการบริหารงาน ดังนี้ 1. สํานักงานปลัดองคการบริหารสวนตําบล 2. สวนตาง ๆ ที่องคการบริหารสวนตําบลไดตั้งขึ้น นอกจากนี้เ พื่อ ประโยชนแ กกิ จ กรรมขององคก ารบริ หารส ว นตํา บล องคก ารบริหารสว นตําบลอาจรองขอใหขาราชการ พนัก งาน หรือลูก จางของหนว ยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานการบริหารราชการสวนทองถิ่นไปดํารงตําแหนงหรือ ปฏิบัติกิจการขององคการบริหารสวนตําบลเปนการชั่วคราวได 6.4.4 เมืองพัทยา 1) การจัดตั้ง เมืองพัทยาจัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ เมืองพัทยา พ.ศ.2521 โดยจัดตั้งแทนสุขาภิบาลนาเกลือ อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตอมาเมื่อป สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 56.
    56 2542จึงไดตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ขึ้นมาใชแทนฉบับ เดิม 2) รูปแบบและการบริหาร เมืองพัทยาประกอบดวยสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา 3) สภาเมืองพัทยา สภาเมืองพัทยาประกอบดว ย สมาชิก จํานวน 24 คน ซึ่ง เลือ กตั้ง โดย ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป เมื่อตําแหนงสมาชิกวางลง ใหมีก ารเลือกตั้งสมาชิกขึ้นแทนตําแหนงที่ วางภายใน 45 วัน นับแตวันที่ตําแหนงนั้นวางลง เวนแตอายุของสภาเมืองพัทยาเหลืออยูไมถึง 180 วัน ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกวางลงเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมด ใหผูวาราชการจังหวัดรายงานเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งยุบสภาเมืองพัทยาก็ได ใหสภาเมืองพัทยาเลือกสมาชิกเปนประธานสภาเมืองพัทยา 1 คน และ รองประธานสภาเมืองพัทยา จํานวน 2 คน แลวเสนอผูวาราชการจังหวัดแตงตั้ง ประธานสภาและรองประธานสภาเมืองพัทยา อยูในตําแหนงจนครบอายุ ของสภาเมืองพัทยา หรือมีการยุบสภาเมืองพัทยา ประธานสภาเมืองพัทยาอาจแตงตั้งเลขานุก ารประธานสภาเมืองพัทยา และผูชว ยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยาไมเกิน จํานวนรองประธานสภาเมืองพัทยาเพื่อ ชวยเหลือกิจการตามที่ไดรับมอบหมายได ภายใน 15 วัน นับแตวันเลือกตั้งสมาชิกอันเปนการเลือกตั้งทั่วไป ใหผูวา ราชการจังหวัดเรียกประชุมสภาเมืองพัทยาครั้งแรก ในปหนึ่ง ๆ มีสมัยประชุมสามัญของสภาเมืองพัทยาไมนอยกวา 2 สมัย แตตองไมเกิน 4 สมัย สมัยประชุมสามัญใหมีกําหนด 30 วัน แตถามีกรณีจําเปนสภาเมืองพัทยา จะมีมติขยายสมัยประชุมสามัญออกไปอีกก็ไดแตตองไมเกิน 30 วัน เมื่อมีก รณีจําเปน เพื่อประโยชนแหงเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยาหรือ สมาชิกไมนอยกวา 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกเทาที่มีอยู อาจยื่นคํารองตอประธานสภาเมืองพัทยา ขอใหเปดประชุมสมัยวิสามัญได สมัยประชุมวิสามัญใหมีกําหนดสิบหาวัน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 57.
    57 4) นายกเมืองพัทยา เมืองพัทยามีนายกเมืองพัทยาคนหนึ่ง ซึ่งเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎรผูมี สิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา อยูในตําแหนงคราวละ 4 ป นับแตวันเลือกตั้ง แตจะดํารงตําแหนง ติดตอกันเกิน 2 วาระไมได นายกเมืองพัทยาอาจแตงตั้งรองนายกเมืองพัทยาจํานวนไมเกิน 4 คน ซึ่งมิใชสมาชิกสภา เปนผูชวยเหลือในการบริหารราชการของเมืองพัทยาตามที่นายกเมืองพัทยา มอบหมาย นายกเมืองพัทยามีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้ 1. กําหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเมืองพัทยา ใหเปนไปตามกฎหมายขอบัญญัติและนโยบาย 2. สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเมืองพัทยา 3. แตงตั้งและถอดถอนรองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผูชวยเลขานุการนายกเมืองพัทยา ประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา 4. วางระเบียบเพื่อใหงานของเมืองพัทยาเปนไปดวยความเรียบรอย 5. ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผูวา  ราชการจังหวัดมอบหมายหรือตามที่กฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของนายกเมืองพัทยา หรือนากยกเทศมนตรีหรือคณะเทศมนตรี นายกเมืองพัทยาอาจแตงตั้งเลขานุการและผูชวยเลขานุการเมืองพัทยา ซึ่ง ไมใชเปนสมาชิกสภาเมืองพัทยาไมเกินจํานวนรองนายกเมืองพัทยา และอาจแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิ เปน ประธานที่ปรึกษาและที่ปรึกษาไดจํานวนรวมกัน แลวไมเกิน 5 คน เพื่อชวยเหลือในการ บริหารราชการเมืองพัทยาตามที่นายกเมืองพัทยามอบหมาย 5) การบริหารงาน ใหนายกเมืองพัทยาควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเมือง พัทยา และเปนผูบังคับบัญชาพนักงานเมืองพัทยาและลูกจางเมืองพัทยา เมืองพัทยาแบงสวนราชการดังตอไปนี้ 1. สํานักปลัดเมืองพัทยา 2. สวนราชการอื่น ตามที่น ายกเมืองพัทยาประกาศกําหนดโดยความ เห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย การกําหนดอํานาจหนาที่ของสํานักงานปลัดเมืองพัทยาและสวนราชการ อื่น ใหเปนไปตามที่นายกเมืองพัทยาประกาศกําหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย ใหมีปลัดเมืองพัทยาคนหนึ่งเปนผูบังคับบัญชาพนักงานและลูกจางเมือง พัทยารองจากนายกเมืองพัทยา และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจําของเมืองพัทยาให สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 58.
    58 เปนไปตามนโยบาย และมีอํานาจหนาที่อื่นตามที่มีกฎหมายกําหนดหรือตามที่นายกเมืองพัทยา มอบหมาย 6) อํานาจหนาที่ของเมืองพัทยา เมืองพัทยามีอํานาจหนาที่ดําเนินการในเรื่องดังตอไปนี้ 1. การรักษาความสงบเรียบรอย 2. การสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ 3. การคุ มครองและดูแ ลรั ก ษาทรั พย สิน อั น เปน สาธารณสมบัติ ข อง แผนดิน 7) สหการ เมืองพัทยาอาจรวมกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือ องคกรปกครองสวนทองถิ่นอื่น จัดตั้ง สหการ มีฐานะเปนนิติบุคคลเพื่อทํากิจการใดอันอยูภายใต อํานาจหนาที่ของเมืองพัทยาได การจัดตั้งและยุบเลิกสหการจะทําไดโดยตราเปนพระราชกฤษฎีกา 8) กิจการที่มีผลกระทบตอเมืองพัทยา 1. ในกรณีที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นใดดําเนินกิจการที่อยูนอก เขตเมืองพัทยา อันมีลักษณะที่จะมีผลกระทบกระเทือนตอความสงบเรียบรอย หรือความปลอดภัย ของประชาชนในเขตเมืองพัทยา ใหนายกเมืองพัทยาเสนอผูวาราชการจังหวัด แตงตั้งคณะกรรมการ ประกอบดวยผูแทนเมืองพัทยา ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่นที่เกี่ยวของ และบุคคลอื่นตาที่ ผูวาราชการจังหวัดเห็นสมควรขึ้นมาเพื่อพิจารณาปญหาดังกลาวรวมกันภายใน 15 วันนับแตไดรับ ขอเสนอ และถาคณะกรรมการไดพิจารณาและมีมติอยางใดแลวเมืองพัทยาและองคกรปกครองสวน ทองถิ่นที่เกี่ยวของดําเนินการตามมติคณะกรรมการตอไป ในกรณีหาขอยุติไมไดใหรัฐมนตรีเปนผูชี้  ขาดให 2. ในกรณีที่หนวยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานของรัฐ ดําเนิน กิจการใดที่อยูนอกเขตเมืองพัทยา อันมีลักษณะที่จะมีผลกระทบกระเทือนตอความสงบเรียบรอย หรือความปลอดภัยของประชาชนในเขตเมืองพัทยาใหนายกเมืองพัทยารายงานตอผูวาราชการ จังหวัดเพื่อแจงใหหนวยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของพิจารณาและหา ขอยุติรวมกัน 9) ขอบัญญัติเมืองพัทยา เมืองพัทยามีอํานาจตราขอบัญญัติโดยไมขัดหรือแยงตอกฎหมายในกรณี ดังตอไปนี้ 1. การปฏิบัติใหเปนไปตามอํานาจหนาที่ของเมืองพัทยา 2. เมื่อมีกฎหมายใหเมืองพัทยามีอํานาจตราขอบัญญัติได สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 59.
    59 3. การใหบริการโดยมีคาตอบแทนตามที่กฎหมายกําหนด 4. การพาณิชย 5. การคลัง การงบประมาณ การเงิน ทรัพยสิน การจัดหาผลประโยชน จากทรัพยสิน การจาง และการพัสดุ ขอบัญญัติเมืองพัทยาจะกําหนดโทษจําคุกหรือโทษปรับหรือทั้งจํา และปรับไวดวยก็ได แตจะกําหนดโทษจําคุกเกิน 6 เดือนและโทษปรับเกิน 10,000 บาทไมได 6.4.5 กรุงเทพมหานคร 1) การจัดตั้ง กรุงเทพมหานครมีวิวัฒนาการจากการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัด ธนบุรีเขาดวยกันเปน “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 และ 25 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 รูปแบบการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรีแบงเปน 2 ระดับ ระดับ ภูมิภาคนั้นถือวานครหลวงกรุงเทพธนบุรี เปนจังหวัดหนึ่ง ระดับทองถิ่นเปนการรวมเอาเทศบาล กรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีเปนเทศบาลนครหลวง ตอมาไดมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 เปลี่ยนรูปนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเปนกรุงเทพมหานครซึ่งยังคงเปนจังหวัด แตในขณะเดียวกันก็มี สภากรุงเทพมหานครเปน ลัก ษณะของหนว ยการปกครองทองถิ่น ไดมีก ารปรับปรุงแกไขการ ปกครองในรูปกรุงเทพมหานครอีก 2 ครั้ง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งเปนฉบับที่ใชบังคับอยู ในปจจุบัน และ กําหนดใหกรุงเทพมหานครเปนราชการบริหารสวนทองถิ่นแตเพียงอยางเดียว มิได เปนจังหวัดอีกตอไป 2) รูปแบบและการบริหาร กรุงเทพมหานครประกอบดว ยสภากรุงเทพมหานคร และผูวาราชการ กรุงเทพมหานคร (1) สภากรุงเทพมหานคร ประกอบดว ยสมาชิกซึ่งไดรับเลือกตั้งจาก ราษฎรตามเกณฑราษฎร 100,000 คน ตอสมาชิก 1 คน วาระ 4 ป สภากรุงเทพมหานครจะเลือกตั้งสมาชิกเปนประธานสภา 1 คน และรอง ประธานไมเกิน 2 คนดํารงตําแหนงคราวละ 2 ป (2) ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร เปนผูไดรับเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎร อยูในตําแหนงคราวละ 4 และมีรองผูวาราชการกรุงเทพมหานครไมเกิน 4 คน โดยผูวาราชการ กรุงเทพมหานครเปนผูแตงตั้ง ผูวาราชการกรุงเทพมหานคร มีอํานาจหนาที่ในการกําหนดนโยบายและ บริหารราชการกรุงเทพมหานครใหเปน ไปตามกฎหมาย บริหารราชการตามที่ค ณะรัฐมนตรี สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 60.
    60 นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย วางระเบียบเพื่อใหงานของ กรุงเทพมหานครเปนไปโดยเรียบรอยรักษาการใหเปนไปตามขอบัญญัติกรุงเทพมหานครและ อํานาจหนาที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด กรุ ง เทพมหานคร ได มี ก ารจั ด ระเบี ย บการบริ ห ารราชการในพื้ น ที่ กรุงเทพมหานครโดยการแบงเปน “สํานักงานเขต” (ปจจุบันมี 50 สํานักงานเขต) สํานักงานเขต จะมีผูอํานวยเขตและสภาเขต สภาเขตประกอบดวยสมาชิก ซึ่งไดรับเลือกตั้งจากราษฎรเขตละอยางนอย 7 คน สําหรับเขตที่มีราษฎรเกิน 100,000 คนใหมี สมาชิกสภาเขตเพิ่มขึ้นโดยถือเกณฑราษฎร 100,000 คนตอสมาชิกหนึ่งคน สมาชิกอยูในตําแหนง คราวละ 4 ป 3) อํานาจหนาที่ กรุงเทพมหานครมีอํานาจหนาที่ดังนี้ คือ การรักษาความสงบเรียบรอย ของประชาชน การทะเบียน การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย การรักษาความสะอาดและความ เปนระเบียบเรียบรอยของบานเมือง การผังเมือง การจัดใหมีและบํารุงรักษาทางบก ทางน้ํา และ ทางระบายน้ํา การวิศวกรรม จราจร การขนสง การจัดใหมีและควบคุมตลาด ทาเทียบเรือ ทา ขามและที่จอดรถ การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร การปรับปรุงแหลงชุมชนแออัด และจัดการเกี่ยวกับที่อยูอาศัย การจัดใหมีและบํารุงรักษาสถานที่พักผอนหยอนใจ การปองกันและ อนุรักษสิ่งแวดลอม การสาธารณูปโภค การสาธารณสุข การจัดการศึกษา การสงเสริมการศึกษา การสงเสริมการประกอบอาชีพ การพาณิชยของกรุงเทพมหานคร และหนาที่อื่น ๆ ตามที่กฎหมาย ระบุใหเปนอํานาจหนาที่ของผูวาราชการจังหวัด นายอําเภอ เทศบาลนครหรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย หรือมีกฎหมายระบุเปนหนาที่ ของกรุงเทพมหานคร 4) ขอบัญญัติกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครอาจตราขอบัญญัติขึ้นในกรณีดังนี้ 1) เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามอํานาจหนาที่ของกรุงเทพมหานคร 2) มีกฎหมายบัญญัติใ หกรุงเทพมหานคร มีอํานาจตราเปนขอบัญญัติ กรุงเทพมหานคร 3) การดําเนินการพาณิชยของกรุงเทพมหานคร 4) การคลั ง การงบประมาณ การเงิ น การทรั พ ย สิ น การจั ด หา ผลประโยชนจากทรัพยสิน การจางและการพัสดุ จะกําหนดโทษผูละเมิดขอบัญญัติกรุงเทพมหานครไวดวยก็ไดเปนโทษ จําคุกไมเกิน 6 เดือน และหรือปรับไมเกิน 10,000 บาท 5) การควบคุมสงเสริม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 61.
    61 1. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีอํานาจหนาที่ควบคุมดูแลการ ปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งมีอํานาจในการสั่งยุบสภากรุงเทพมหานครโดยอนุมัติ ของคณะรัฐมนตรี หรือโดยขอเสนอของผูวาราชการกรุงเทพมหานคร และสั่งใหผูวาราชการ กรุงเทพมหานครพนจากตําแหนง ตามมติคณะรัฐมนตรี 2. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยควบคุมสงเสริมการบริหารงาน บุคคลของกรุงเทพมหานครในฐานะประธานคณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) 3. กระทรวง ทบวง กรม อาจสงขาราชการมาประจํากรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติราชการในหนาที่ของกระทรวง ทบวง กรม นั้นๆ โดยทําความตกลงกับกรุงเทพมหานคร หรืออาจจะมอบอํานาจใหกรุงเทพมหานครปฏิบัติก็ได 4. รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนใหกรุงเทพมหานครโดยตรง 5. สํานักงานตรวจเงินแผนดินเปนผูตรวจสอบการเงินและการบัญชีของ กรุงเทพมหานคร สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 62.
    62 7. การบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย 7.1 หลักการทั่วไปในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย 1) ขาราชการและเจาหนาที่ของรัฐ ในระบบราชการไทย นอกจากขาราชการประเภทตาง ๆ แลว ยังมีเจาหนาที่ ของรัฐในตําแหนงอื่น ๆ ดวย ไดแก ลูกจางและพนักงานราชการของสวนราชการ ขาราชการหรือ พนักงานในราชการสวนทองถิ่นตาง ๆ รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจดวย ซึ่งอาจแยกไดดังนี้ 1.1) ขาราชการการเมือง ไดแก ผูที่รับราชการในตําแหนงขาราชการ การเมืองตามพระราชบัญญัติขาราชการการเมือง พ.ศ.2535 นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีฯ ที่ ปรึ ก ษานายกรัฐ มนตรี รองนายกรั ฐมนตรี และรั ฐมนตรี เลขาธิก ารและรอง เลขาธิ ก ารนายกรั ฐ มนตรี โฆษกและรองโฆษกประจํ า สํ า นั ก นายกฯ เลขานุ ก ารและ ผูชวยเลขานุการรัฐมนตรีฯ และตําแหนงประจําสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนตน 1.2) ขาราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติร ะเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535 1.3) ขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 1.4 ขาราชการพลเรือนในสถาบัน อุด มศึก ษาตามพระราชบัญญัติร ะเบีย บ ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 1.5 ขาราชการตํารวจ ตามพระราชบัญญัติแหงชาติ พ.ศ.2547 1.6 ขาราชการฝายอัยการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายอัยการ พ.ศ.2521 1.7 ขาราชการฝายรัฐสภา ไดแก ขาราชการรัฐสภาสามัญ และขาราชรัฐสภา ฝายการเมือง เชน ที่ปรึกษา และผูชวยที่ปรึกษาประจํารัฐสภา เลขานุการประธานและรองประธาน รัฐสภา และเลขานุการประจําสภา เปนตน ซึ่งเปนไปตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝาย รัฐสภา พ.ศ.2518 1.8 ขาราชการในราชการสวนทองถิ่น ซึ่งมีชื่อเรียกแตกตางกันไปไดแก 1.8.1) ข า ราชการกรุ ง เทพมหานคร ตามพระราชบัญ ญั ติ ร ะเบี ย บ ขาราชการกรุงเทพมหา พ.ศ.2528 ซึ่งหมายความรวมทั้งขาราชการสามัญทั่วไปขอกรุงเทพมหานคร และขาราชการครูของกรุงเทพมหานครดวย 1.8.2) ขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด 1.8.3) พนักงานเทศบาล 1.8.4) พนักงานตําบลในองคการบริหารสวนตําบล สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 63.
    63 1.8.5 พนักงานเมืองพัทยา ทั้ ง นี้ ข า ราชการในราชการส ว นท อ งถิ่ น ในพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ บริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 จะเรียกรวมกันอีกชื่อหนึ่งวา “พนักงานสวนทองถิ่น” 1.9) ขา ราชการฝ า ยตุ ลาการศาลยุติ ธรรม ซึ่ง แยกออกมาตา งหากจาก ขาราชการพลเรือน ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม เชน ผูพิพากษา ผูชวยผูพิพากษา ดะโตะยุติธรรม รวมทั้งขาราชการธุรการของศาลยุติธรรม เปนตน 1.10) ขาราชการทหาร อันไดแก ทหารประจําการ และขาราชการกลาโหม พลเรือนที่บรรจุในตําแหนงอัตราทหารตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชหารทหาร พ.ศ.2521 1.11) ลูกจางและพนักงานของรัฐ 1.12) พนักงานรัฐวิสาหกิจ 1.13) ขาราชการหรือพนักงานในหนวยงานพิเศษอื่น ๆ เชน ขาราชการใน สํานัก งานคณะกรรมการการเลื อกตั้ง ขาราชการในสํานัก งานผูต รวจการแผ น ดิน ของรัฐสภา ขา ราชการในสํา นัก งานสิท ธิ มนุ ษ ยชน ขา ราชการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ขา ราชการศาลปกครอง ขาราชการในสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และขาราชการใน สํานักงานตรวจเงินแผนดิน เปนตน 2) วิธีการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย วิธีการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีแนวปฏิบัติที่คลายคลึงกันทุก ประเภท โดยมีหลักสําคัญประกอบดวย 2.1) การบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม (Merit System) ซึ่งกอใหเกิด ประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลมากที่สุด โดยยึดหลักสําคัญ 4 ประการ - ความสามารถ (Competence) - ความมั่นคง (Security) - ความเสมอภาค (Equality) - ความเปนกลางทางการเมือง (Political Neutralization) โดยจัดใหมีหนวยงานหรือ องคก รกลางเพื่อทําหนาที่กําหนดกฎเกณฑ วิธีก ารเพื่อถือปฏิบัติรว มกัน และทําหนาที่ควบคุมใหมีก ารดําเนิน การเปนไปตามหลัก เกณฑที่ กําหนดนั้น เพื่อใหเกิดระเบียบ และความเปนธรรมมากที่สุด 2.2) กําหนดหลักเกณฑ และวิธีการบริหารงานบุคคลไวกวาง ๆ ในกฎหมาย หรื อ ระเบี ย บเกี่ ย วกับ ความหมาย องค ก ารบริห ารงานบุ ค คล คุ ณ สมบั ติ ข องข า ราชการ และ กระบวนการบริหารงานบุคคลที่สําคัญ ๆ เชน การกําหนดตําแหนง และคาตอบแทน การสรรหา และบรรจุแตงตั้ง วินัย การออกจากราชการ การอุทธรณรองทุก ข เปน ตน ซึ่งจะแยกไปตาม ลักษณะของขาราชการ หรือเจาหนาที่ของรัฐกลุมตาง ๆ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 64.
    64 2.3) ใหผูบั งคับ บัญ ชามีอํา นาจหนา ที่ใ นการบริหารงานบุค คลสํ าหรั บ ผูใตบังคับบัญชาภายในขอบเขต และตามหลักเกณฑวิธีการที่กฎหมาย หรือระเบียบกําหนดไว เชน ใหมีอํานาจในการสั่งบรรจุ แตงตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือน เลื่อนตําแหนง ลงโทษ เปนตน โดยตองอยูใน ขอบเขต และหลักเกณฑวิธีการที่กฎหมายหรือระเบียบกําหนดไว 2.4) ใหสิทธิขาราชการที่จะอุทธรณหรือรองทุกขเมื่อเห็นวาไดรับการปฏิบัติ จากผูบังคับบัญ ชา ในการบริหารงานบุค คลโดยไมเปนธรรมหรือไมเปนไปตามที่กฎหมายหรือ ระเบียบกําหนดไว การอุทธรณและรองทุกข อาจอุทธรณและรองทุกขตอผูบังคับบัญชาตามลําดับ หรือตอองคกรกลางบริหารงานบุคคล แลวแตหลักเกณฑ วิธีการ ที่กฎหมายหรือระเบียบกําหนดไว 3) โครงสรางการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย โครงสรางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีอยู 2 ระบบ ไดแก ระบบจําแนกชั้นยศ (Rank Classification) และระบบจําแนกตําแหนง (Position Classification) 3.1) ระบบจําแนกชั้นยศ (Rank Classification หรือ RC.) เปนระบบที่ถือ “คน” เปนหลัก กลาวคือ จําแนกตัวคนใหมีฐานะ เปนชั้น ๆ เพื่อใชฐานะของตัวคนนั้น ๆ เปนแกนกลางสําหรับปฏิบัติการรวมกันในการบริหารงาน บุคคล ซึ่งแยกออกเปน 2 ระบบ ไดแก 3.1.1) แบบจําแนกชั้นยศตามฐานะทางการบริหารหรือทางการ ปกครองบังคับบัญ ชา เชน การจําแนกขาราชการทหารและตํารวจเปนยศ พลเอก – โท – ตรี พันเอกพิเศษ – พันเอก – โท – ตรี รอยเอก – โท – ตรี ดาบตํารวจ นายพันจา สิบเอก – โท – ตรี เปนตน 3.1.2) แบบจําแนกชั้นยศตามฐานะทางวิชาการ เชน ตําแหนง ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่กําหนดใหเปน ศาสตราจารย รองศาสตราจารย ผูชว ย ศาสตราจารย อาจารย เปนตน 3.2 ระบบจําแนกตําแหนง (Position Classification หรือ PC.) เปนระบบที่ถือ “งาน” เปนหลัก กลาวคือ จําแนกตําแหนงเปนกลุม  ๆ ตามลักษณะงาน และระดับความยากงายและความรับผิดชอบในหนาที่การเงินที่มีระดับเดียวกัน เปนกลุมตําแหนง (Class หรือที่เรียกวา C.) เดียวกัน เพื่อใหเปนแกนกลางสําหรับปฏิบัติงาน รวมกันในการบริหารงานบุคคล ซึ่งแยกเปน 2 แบบ ไดแก 3.2.1) แบบจําแนกตําแหนงไวในกฎหมาย มีใชในการบริหารงาน บุคคลสําหรับขาราชการตุลาการและขาราชการอัยการ ซึ่งแตละประเภทมีสายเดียว คือ สายงานผู พิพากษา และสายงานอัยการ 3.2.2) ระบบจําแนกตําแหนงโดยองคกรกลางบริหารงานบุคคล เนื่องจากมีสายงานของตําแหนงหลายสายงานและมีหนาที่ความรับผิด ชอบของตําแหนงตาง ๆ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 65.
    65 หลากหลาย ไมสามารถจําแนกตําแหนงในกฎหมายได จึงตองใหองคกรกลางบริหารงานบุคคลเปน ผูจําแนกตํ าแหนง ตา ง ๆ ออกเป น สายงานและระดับ ตา ง ๆ จั ด เปน กลุม ตํา แหนงสํ าหรับ เป น แกนกลางเพื่อปฏิบัติการรวมกันในการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีใชในการบริหารงานบุคคลสําหรับ ขาราชการพลเรือนทั่ว ๆ ไป รวมทั้งพนักงานสวนทองถิ่นและพนักงานรัฐวิสาหกิจดวย 4) องคกรกลางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทย องคกรกลางในการบริหารงานบุคคลในระบบราชการไทยมีอยูในหลาย องคกรขึ้นอยูกับลักษณะของเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการนั้น ๆ ไดแก 4.1) คณะกรรมการขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535 4.2) คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือ ก.ค.ศ. ตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 4.3) คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือ ก.พ.อ. ตามพระราชบัญญัติขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 4.4) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 4.5) คณะกรรมการอัย การหรื อ ก.อ. ตามพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ ขาราชการฝายอัยการ พ.ศ.2521 4.6) คณะกรรมการขาราชการฝายรัฐสภา หรือ ก.ร. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการฝายรัฐสภา พ.ศ.2518 4.7) คณะกรรมการขาราชการตํารวจ หรือ ก.ตร. ตามพระราชบัญญัติ ตํารวจแหงชาติ พ.ศ.2547 4.8) คณะกรรมการขาราชการทหาร หรือ ก.ขท. ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการทหาร พ.ศ.2521 4.9) คณะกรรมการที่เปนองคกรกลางในการบริหารงานบุค คลของ “พนักงานสวนทองถิ่น” ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ.2542 และ พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการกรุงเทพมหานคร พงศ.2528 ประกอบดวย 4.9.1) คณะกรรมการมาตรฐานบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น หรือ ก.ถ. 4.9.2) คณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. 4.9.3) คณะกรรมการกลางขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด 4.9.4) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (รวมพนักงานเมือง พัทยาดวย) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 66.
    66 4.9.5) คณะกรรมการกลางพนักงานสวนตําบล 4.10) องคก รกลางในหนว ยงานพิเศษหรือหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญก็จะมีองคกรบริหารงานบุคคลเปน การเฉพาะ ซึ่งจะมี 2 ลักษณะ ไดแก จัดตั้งเปน องคกรรูปแบบใหม เชน คณะกรรมการขาราชการการเลือกตั้ง เปนตน และอีกลักษณะหนึ่ง ไดแก จัดรูปแบบองคกรเดิม เชน องคกรในการบริหารขาราชการสํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติที่ใ หขาราชการสํานักงานฯ เปน ขาราชการรัฐสภาสามัญ ตามกฎหมายวาดว ยระเบีย บ ขาราชการฝายรัฐสภา และใหอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการขาราชการฝายรัฐสภา เปนอํานาจ หนาที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ มีขอสังเกตวาองคประกอบของคณะกรรมการในองคกรกลางใน การบริหารงานบุคคลดังกลาวจะประกอบดวยกรรมการ 3 ฝาย ไดแก กรรมการโดยตําแหนง กรรมการจากการที่ขาราชการหรือพนักงานเลือกกันเอง และกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ตัวอยางเชน คณะกรรมการขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. จะประกอบดวย (1) กรรมการโดยตํ า แหน ง ได แ ก นายกรั ฐ มนตรี ห รื อ รอง นายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเปนประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง ผูอํานวยการสํานัก งบประมาณ เลขาธิก ารคณะกรรมการพัฒ นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ เปน กรรมการ และ เลขาธิการ ก.พ.เปนกรรมการและเลขานุการ (2) กรรมการจากขาราชการเลือกกันเอง จํานวน 5 คน จากผูดํารง ตําแหนงปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง หัวหนาหรือรองหัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนกรม และไมสังกัดกระทรวงหรือทบวง หัวหนาหรือรองหัวหนาสวนราชการที่มีฐานะเปนกรม และมี หัวหนาสวนราชการรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี อธิบดี ผูวาราชการ จังหวัด (3) กรรมการผูทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 – 7 คน จากผูซึ่งเปนผูดํารง หรือเคยดํารงไมต่ํากวาอธิบดีหรือตําแหนง กรณีถาจะแตงตั้งผูที่ไมเคยเปนขาราชการหรือเคยเปน ขาราชการหรือเคยเปน ข าราชการ แตดํา รงตํ าแหนงต่ํ ากว าอธิ บดีห รือตํ าแหนงที่ เทีย บเท าจะ ดําเนินการเพื่อแตงตั้งไมเกิน 3 คน ในดานตาง ๆ ดังนี้ ดานระบบราชการ และการจัดสวนราชการ ดานการพัฒนาองคการ ดานการบริหารและการจัดการและดานกฎหมาย 5) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลของไทย 5.1) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลสมัยรัชกาลที่ 5 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 แหง กรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปรับปรุงระบบบริหารงานของไทยที่สําคัญ ๆ ไดแก (1) แยกขาราชการทหารกับขาราชการพลเรือนออกจากกัน โดย หลังที่ไดมีการตั้ง 12 กระทรวง ก็ไดแยกราชการฝายทหารกับราชการฝายพลเรือนออกจากกันอยาง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 67.
    67 แนชัด โดยใหกระทรวงกลาโหมวาราชการทหาทั้งปวง สวนการปกครองหัวเมืองทั้งหมดใหเปน หนาที่ของกระทรวงมหาดไทยเวนแตกรุงเทพมหานครกับเมืองติดตอใกลเคียง เปน หนาที่ของ กระทรวงนครบาล และไดมีการตราพระราชบัญญัติลักษณะการเกณฑทหาร ร.ศ.122 ขึ้น ซึ่งเปน การยกเลิกการเกณฑประชาชนมาเปนเฉพาะเกณฑเพื่อเปนทหารเทานั้น (2) เริ่มนําระบบคุณธรรมมาใชในกระทรวงมหาดไทย โดยมีการ สรรหาขาราชการ มีการจัดระบบการศึกษาและฝกอบรมเพื่อเปนขาราชกาขึ้น โดยขั้นแรกไดตั้ง โรงเรียนฝกหัดกรมการอําเภอที่มณฑลอยุธยา ซึ่งตอมาไดมีการจัดตั้งในทุกมณฑลที่วาการเมือง และที่วาการอําเภอ โดยในกรุงเทพมหานครไดมีการตั้งโรงเรียนฝกหัดขาราชการฝายพลเรือนขึ้น ในกรมมหาดเล็ก ซึ่งตอมาโปรดเกลาฯ ใหใชนามวา “โรงเรียนมหาดเล็ก” ผลิตนักเรียนออกเปน ขาราชการ ซึ่ง ภายหลัง มีผูมาสมั ค รเขารั บราชการมากเกิ น ตําแหน งจึงไดจั ด ใหมีก ารสอบใน กระทรวงมหาดไทยเปนครั้งแรก ในสมัยสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพเปนเสนาบดี นอกจากนั้นแลวสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพไดเลิก “ระบบ กินเมือง” และเปลี่ยนภาวะขาราชการหัวเมืองจาก “ขาราชการปกครอง” ซึ่งมีลัก ษณะเปน นาย ประชาชน มาเป น “ข าราชการพลเรื อน” ที่มี ค วามรูค วามสามารถขึ้น อยูใ นสัง กัด กระทรวง มหาดไทยตามสายการบังคับบัญชา (3) เริ่มใหขาราชการรับ เงิน เดือ นประจํา โดยเมื่อได จัด ตั้ ง หอรัษ ฎากร หรือกระทรวงการคลัง ขึ้นใน พ.ศ.2518 ไดมีก ารจายเงินเดือนใหแกขาราชการใน กระทรวงการคลัง จึงกลาวไดวา ระบบเงินเดือนเกิดขึ้นครั้งแรกในคราวนั้น ทั้งนี้ เมื่อมีการปฏิรูป ระบบราชการแผนดิน ในป พ.ศ.2435 ขาราชการทุกกระทรวงทบวงกรมจึงไดรับเงินเดือนเปนอยาง เดียวกัน 5.2) การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลสมัยรัชกาลที่ 7 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 7 แหงกรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลโดยรวมขาราชการพลเรือนเขา อยูในระเบียบเดียวกัน โดยตราเปนพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พุทธศักราช 2471 วางหลักการเปนสาระสําคัญในการบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือนที่สําคัญ ไดแก (1) รวมขาราชการพลเรือนทั้งหมดเขาอยูใ นระเบีย บเดีย วกัน รวมทั้งขาราชการพลเรือนในกระทรวงกลาโหม แตไมรวมขาราชการฝายตุลาการ (2) จัดตั้งองคกรกลางบริหารงานบุคคลสําหรับขาราชการพลเรือน ขึ้นเรียกวา “กรรมการรักษาพระราชบัญญัติ” หรือ ก.ร.พ. (3) แบงประเภทขาราชการพลเรือนเปน 3 ประเภท ประกอบดวย ขาราชการพลเรือนสามัญ ขาราชการพลเรือนวิสามัญ และเสมียนพนักงาน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 68.
    68 (4) จัดใหมีการสอบแขงขันเพื่อเลือกสรรคนเขารับราชการตาม ระบบคุณธรรม (5) จัดใหการรับราชการเปนอาชีพ เปนงานประจําที่มีทางกาวหนา สูงขึ้นตามลําดับ มีเงินเดือนพอครองชีพ ไมตองกังวลที่จะตองทํางานอื่นเพื่อเลี้ยงชีพไปดวย (6) กําหนวินัยขาราชการพลเรือนและโทษผิดวินัยและหลักเกณฑ การลงโทษทางวินัย 5.3 การปรั บ ปรุง ระบบบริ ห ารงานบุค คลหลั ง การเปลี่ย นแปลงการ ปกครอง พ.ศ.2545 ที่สําคัญ ๆ ไดแก (1) การตราพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น พุทธศักราช 2476 โดยใหเลิกยศและงดพระราชทานบรรดาศักดิ์ของขาราชการพลเรือน เปลี่ย น โครงสรางในการบริหารงานบุคคลของขาราชการพลเรือนจากระบบจําแนกชั้นยศมาเปนระบบ จําแนกตําแหนง โดยใหขาราชการพลเรือนไดรับเงินเดือนตามตําแหนง และใหมีคณะกรรมการ ขาราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ทําหนาที่องคกรกลาง (2) การตราพระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น พุทธศักราช 2479 หลักการสําคัญ ๆ ไดแก (2.1) จําแนกขาราชการเปนชั้น ๆ โดยจัดชั้นจัตวา ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ชั้นพิเศษ แตละชั้นแบงเปนอันดับตาง ๆ ซอยลงไป ใหขาราชการรับเงินเดือนตามชั้นของ ตนไมใชรับเงินเดือนตามตําแหนง มีอัตราเงินเดือนจัดเปนอัตราสากลไมใชอัตราประจําตําแหนง (2.2) กระจายอํานาจการบริหารงานบุคคลจาก ก.พ.ใหกระทรวง ทบวง กรม เจาสังกัดมากขึ้น โดยกําหนดใหมี อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ. กรม และ อ.ก.พ. จังหวัด (3) การตราพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ.2518 ไดมี ก ารเปลี่ย นแปลงระบบโครงสรา งจากระบบจํ าแนกชั้ น ยศมาเปน ระบบจํ าแนกตํ าแหน ง เปลี่ยนแปลงระบบบริหารงานบุคคลจากที่เคยใหรัฐมนตรี สั่งบรรจุแตงตั้งและลงโทษขาราชการได ทุก ขั้น มาเปน รัฐมนตรีสั่งบรรจุ เสนอการแตงตั้ง และลงโทษได เฉพาะปลัด กระทรวงและ ตําแหนงระดับ 4 สวนตําแหนงต่ํากวานั้นใหผูบังคับบัญชาที่เปนขาราชการประจําเปนผูมีอํานาจสั่ง การลดหลั่นกัน ลงไป ทั้งนี้เปนหลัก การใหขาราชการมีความเปนกลางทางการเมืองใหมากที่สุด แยกขาราชการและขาราชการตํารวจ ออกตางหากโดยใหมีชั้นยศตามฐานะของวิชาการสําหรับ ขาราชการครู และชั้นยศแบบทหารสําหรับขาราชการตํารวจ ตอมาในป พ.ศ.2520 ไดมีการประกาศของคณะปฏิรูปการปกครอง แผนดิน ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2520 แกไขใหรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งบรรจุ และเสนอการ แตงตั้งขาราชการพลเรือนตําแหนงระดับ 10 และระดับ 9 ไดดวย 7.2 การบริหารงานบุคคลของขาราชการพลเรือนไทยปจจุบัน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 69.
    69 1) กฎหมายหลัก และความหมาย 1.1) กฎหมายหลั ก ไดแก พระราชบัญ ญัติ ร ะเบีย บขาราชการพลเรือ น พ.ศ.2535 1.2) ความหมาย ขาราชการพลเรือน หมายความวา บุคคลซึ่งไดรับบรรจุและแตงตั้งตาม พระราชบัญ ญัติ ร ะเบีย บขาราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ใหรับราชการโดยไดรั บเงิน เดือนจาก งบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวงทบวงกรมฝายพลเรือน ขาราชการฝายพลเรือน หมายความวา บุคคลซึ่งไดรับบรรจุและแตงตั้ง ตามกฎหมายใหรับราชการโดยใหไดรับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในกระทรวง ทบวง กรม ฝายพลเรือน ดังนั้ น คําว า “ขาราชการฝา ยพลเรื อน” จึง มีข อบเขตกวา งกว าคํ าว า “ขาราชการพลเรือน” โดยหมายความรวมทั้งขาราชการครู ขาราชการตุลาการ ขาราชการอัยการ ขาราชการตํารวจ ขาราชการรัฐสภา แตไมรวมขาราชการทหาร ขาราชการกรุงเทพมหานคร และ ขาราชการสวนทองถิ่นอื่น ซึ่งมิไดอยูในกระทรวง ทบวง กรมฝายพลเรือน 2) องคกรบริหารงานบุคคล องคกรในการบริหารงานบุคคลประกอบดวย (1) คณะกรรมการขาราชการพลเรือน (ก.พ.) (2) คณะอนุกรรมการสามัญ ซึ่งมี 3 ระดับ ไดแก (2.1) คณะอนุกรรมการสามัญประจํากระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง) (2.2) คณะอนุกรรมการสามัญประจํากรม (อ.ก.พ.กรม) (2.3) คณะอนุกรรมการสามัญประจําจังหวัด (อ.ก.พ.จังหวัด) 3) ประเภท และคุณสมบัติของขาราชการ 3.1 ขาราชการพลเรือน มี 3 ประเภท ประกอบดวย (1) ขาราชการพลเรือนสามัญ ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดย ไดรับเงินเดือนในอัตราสามัญและไดรับแตงตั้งตามที่บัญญัติไวในลักษณะ3 ของ พ.ร.บ.ระเบียบ ขาราชการพลเรือนฯ (2) ขาราชการพลเรือนในพระองค ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่งไดรับ แตงตั้งใหดํารงตําแหนงในพระองคมหากษัตริยตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา (3) ขาราชการประจําตางประเทศพิเศษ ไดแก ขาราชการพลเรือนซึ่ง ไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในตางประเทศในกรณีพิเศษ โดยเหตุผลทางการเมือง ตามทีบญญัตไว ่ ั ิ ในลักษณะ 5 แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนฯ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 70.
    70 3.2 คุณสมบัติของขาราชการพลเรือน กําหนดไวดังนี้ (ม.30) (1) มีสัญชาติไทย (2) มีอายุไมต่ํากวา 18 ป (3) เป น ผู เ ลื่ อ มใสในการปกครองระบอบประชาธิ ป ไตยอั น มี พระมหากษัตริยเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยดวยความบริสุทธิ์ใจ (4) ไมเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (5) ไม เ ป น ผู มี ก ายทุ พ พลภาพจนไม ส ามารถปฏิ บั ติ ห น า ที่ ไ ด ไร ความสามารถหรือจิตฟนเฟอน ไมสมประกอบ หรือเปนโรคตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. กฎ ก.พ. ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2535) กําหนดไว 5 ประการ คือ - โรคเรื้อน ในระยะติดตอในระยะยาวที่ปรากฏอาการเปนที่ รังเกียจแกสังคม - วัณโรคในระยะอันตราย - โรคเทาชางในระยะที่ปรากฏอาการเปนที่รังเกียจแกสังคม - โรคติดยาเสพติดใหโทษ - โรคพิษสุราเรื้อรัง (6) ไมเปนผูอยูในระหวางถูกสั่งใหพักราชการ หรือถูกสั่งใหออกจาก ราชการไวกอนตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนหรือกฎหมายอื่น (7) ไมเปนผูบกพรองในศีลธรรมอันดีจนเปนที่รังเกียจของสังคม (8) ไมเปนกรรมการพรรคการเมืองหรือเจาหนาที่ในพรรคการเมือง (9) ไมเปนบุคคลลมละลาย (10) ไมเปนผูเคยตองรับโทษจําคุกโดยพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุกเพราะ กระทําความผิดทางอาญา เวนแตเปนโทษสําหรับความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือลหุโทษ (11) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษ ใหออก ปลดออก หรือไลออกจากรัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานอื่นของรัฐ (12) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษใหออก หรือปลดออกเพราะกระทําผิดวินัย ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น (13) ไมเปนผูเคยถูกลงโทษใหไลออก เพราะกระทําผิดวินัยตามกฎหมาย วาดวยระเบียบขาราชกาพลเรือนหรือตามกฎหมายอื่น (14) ไมเคยเปนผูเคยกระทําการทุจริตในการสอบเขารับราชการ 4) การกําหนดตําแหนง และคาตอบแทน 4.1) ระดับตําแหนง สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 71.
    71 ระดับตําแหนงขาราชการพลเรือนสามัญแบงเปน 11 ระดับ โดย พิจารณาตามลําดับความยากงายและคุณภาพของงาน 4.2) มาตรฐานตําแหนง ก.พ.จะจัดทํามาตรฐานกําหนดตําแหนงไวเปนบรรทัดฐานในการ กําหนดตําแหนงขาราชการพลเรือนสามัญ ทุก ตํ าแหนง โดยจําแนกตํา แหนงเปน ประเภทและ สายงานตามลักษณะงาน และจัดตําแหนงในประเภทเดียวกันและสายงานเดียวกันที่คุณภาพงานอยู ในระดับเดียวกันโดยประมาณเปนกลุมเดียวกัน และระดับเดียวกัน ทั้งนี้โดยคํานึงถึงลักษณะ หนาที่ ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานตามหลักเกณฑที่กําหนด 4.3) เงินเดือนและคาตอบแทน 4.3.1) เงินเดือนและคาตอบแทน อัตราเงินเดือนขาราชการพลเรือนเปนไปตามบัญชีทาย พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจําตําแหนง พ.ศ.2550 โดยแบงเปน 11 อันดับ แตละอันดับมีจํานวนขั้น เงินเดือนไมเทากัน สวนตําแหนงใดจะไดรับเงินในอันดับใดอัตราเทาใดเปนไปตามหลักเกณฑที่ กําหนดไวในกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2538) 4.3.2) เงินประจําตําแหนง เงินประจําตําแหนงไมใชเงินเดือน แตเปนคาตอบแทนที่ จายเปน รายเดือนสําหรับตําแหนงบางตําแหนงที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดใหเปน ตําแหนง ประเภทวิชาชีพเฉพาะประเภทชํานาญการและเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือประเภทบริหารระดับสูง และ บริหารระดับกลาง โดยจายใหตางหากจากเงินเดือนอีกสวนหนึ่ง 5) การสรรหาและบรรจุแตงตั้ง 5.1) การสรรหา การสรรหา หมายถึง การจัด หา และเลือกสรรบุค คลที่มีค วามรู ความสามารถ ทักษะ และบุคลิกลักษณะอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพื่อปฏิบัติงานในตําแหนงใดตําแหนง หนึ่งของหนวยงาน 5.2) ประเภทของการสรรหา (1) การสรรหาจากภายใน คื อ การเลือ กสรรบุ ค คลจากผู ที่ ปฏิบัติงานอยูในหนวยงานนั้น ๆ แลวโดยการสับเปลี่ยน ยายหรือเลื่อนตําแหนง (2) การสรรหาจากภายนอก คือ การเลือกสรรบุคคลจากภายนอก หนวยงาน ซึ่งอาจจะเปนผูสําเร็จการศึกษาใหม หรือผูที่เคยทํางานที่อื่นมาแลวก็ได 5.3) การบรรจุแตงตั้ง การบรรจุ หมายถึง การรับบุคคลเขาเปนขาราชการ ซึ่งจะตอง ดําเนินการควบคูกับการแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเปนการทําใหมีสถานภาพเปนขาราชการ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 72.
    72 การแต ง ตั้ ง ข า ราชการให ดํ า รงตํ า แหน ง หมายถึ ง การสั่ ง ให ขาราชการมีอํานาจหนาที่และรับผิดชอบงานในตําแหนงใดตําแหนงหนึ่ง ขณะเดีย วกันก็ทําให ขาราชการผูนั้นมีสิทธิที่จะไดรับเงินเดือนตามตําแหนงนั้น และมีสิทธิจะใชฐานะแหงการดํารง ตําแหนงนั้นเพื่อการปฏิบัติการตาง ๆ ตามกฎหมาย 5.4) ผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 11 รัฐมนตรีเจาสังกัด โดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เสนอโปรดเกลาแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 10 ปลัดกระทรวงเสนอรัฐมนตรีเจาสังกัด โดย ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี เสนอโปรดเกลาแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 9 ปลัดกระทรวงเปนผูสั่งบรรจุแตงตั้ง - ขาราชการระดับ 8 อธิบดีโดยความเห็นชอบของปลัดกระทรวง - ขาราชการระดับ 7 ลงมา อธิบดีเปนผูสั่งบรรจุแตงตั้ง ในสว น ภูมิภาคที่มิใชหัวหนาสวนราชการประจําจังหวัดเปนอํานาจของผูวาราชการจังหวัด 5.5) ประเภทของการบรรจุแตงตั้ง (1) การแต ง ตั้ง ผูไ ดรั บ การบรรจุ จ ะแตงตั้ง ผูไดรั บการบรรจุ ตามลําดับที่ในบัญชีผูสอบแขงขันได หรือ โดยการคัดเลือกแลวแตกรณี (2) การยาย หมายถึง การสั่งใหขาราชการผูดํารงตําแหนงหนึ่งไป ดํารงตําแหนงอื่น ในระดับเดีย วกันภายในกรมเดียวกัน โดยตองมีคุณสมบัติตรงตามคุณ สมบัติ เฉพาะตําแหนงในตําแหนงที่แตงตั้ง (3) การเลื่อนตําแหนง หมายถึง การสงใหขาราชการมีอํานาจ หนาที่ และความรับผิดชอบในตําแหนงระดับสูงกวาเดิม ซึ่งจะเปนตําแหนงในสายงานเดิมหรือตาง สายงานก็ได (4) การโอน หมายถึง การแตงตั้งขาราชการในสังกัด กระทรวง ทบวง หรือกรมหนึ่งใหดํารงตําแหนงในอีกกระทรวง ทบวง หรือกรมหนึ่ง (5) การแตงตั้งผูขาดคุณสมบัติใหกลับไปดํารงตําแหนงเดมิ (6) การบรรจุกลับ หมายถึง การสั่งบรรจุและแตงตั้งผูออกจาก ราชการไปแลวใหเปนขาราชการพลเรือนสามัญ อนึ่ง ในทางปฏิบัติผูมีอํานาจบรรจุแตงตั้งอาจมีการสั่งการเปน พิเศษที่มิใชการบรรจุและแตงตั้งขาราชการใหดํารงตําแหนงในอีก 2 กรณีไดแก การที่ใหขาราชการ “รักษาการในตําแหนง” ในกรณีตําแหนงวางลง หรือผูดํารงตําแหนงไมสามารถปฏิบัติหนาที่ ราชการไดและเปนกรณีมิไดบัญญัติไวในกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดินในเรื่อง รักษาราชการแทนไว และในอีกกรณีหนึ่ง ไดแก การสั่งใหขาราชการ “ประจํากระทรวง ทบวง กรม สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 73.
    73 กอง หรือจังหวัด” ในกรณีมีเหตุผลความจําเปนการชั่วคราวตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดไว ในกฎก.พ. 6) การเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ 6.1) การเลื่อนขั้นเงินเดือน ใหผูบังคับบัญชาพิจ ารณาโดยคํานึงถึงคุณ ภาพและปริมาณงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่ไดปฏิบัติมา ความสามารถ และความอุตสาหะในการ ปฏิบัติ งาน ตลอดจนการรัก ษาวิ นัย และการปฏิบัติง านเหมาะสมกับการเป น ขา ราชการ ตาม หลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ.กําหนด 6.2) การพัฒนาขาราชการ ใหมีการพัฒนาขาราชการทุกขั้นตอนตั้งแตเมื่อไดรับการบรรจุเขารับ ราชการ กอนมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ ระหวางการปฏิบัติหนาที่ราชการ และกอนการเลื่อนขั้น แตงตั้งใหดํารงตําแหนง(เชน กอนแตงตั้งใหดํารงตําแหนงนายอําเภอ เปนตน) รวมไปจนถึงการให ขาราชการไปศึก ษาเพิ่มเติมในประเทศ และการศึก ษา ฝก อบรม ดูงานหรือปฏิบัติการวิจัย ใน ตางประเทศ และใหผูบังคับบัญชามีหนาที่พัฒนาผูใตบังคับบัญชา เพื่อเพิ่มพูน ทักษะ ความรู ทัศนคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม อันจะทําใหปฏิบัติหนาที่ราชการไดอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่ ก.พ.กําหนด 7) วินัยและจรรยาบรรณ 7.1) ความหมาย วินัย หมายถึง แบบแผนความประพฤติที่กําหนดใหขาราชการ พลเรือนถึงควบคุมตนเอง และควบคุมผูอยูใตบังคับบัญชาใหประพฤติหรือปฏิบัติตามที่กําหนดไว 7.2) ประเภทของวินัย (1) วิ นั ย ต อ ผู บั ง คั บ บั ญ ชา เช น ต อ งปฏิ บั ติ ต ามคํ า สั่ ง ของ ผูบังคับบัญชา ซึ่งสั่งใหหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการโดยไมได ขึ้นหรือหลีกเลี่ยงไมรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา เปนตน (2) วินัยตอผูรวมงาน เชน ตองสุภาพเรียบรอย รักษาความสามัคคี และไมก ระทําการอยางใดเปน การกลั่น แกลงกัน และต องชว ยเหลือกัน ในการปฏิบัติร าชการ ระหวางขาราชการดวยกัน และผูรวมปฏิบัติราชการ เปนตน (3) วินัยตอประชาชน เชน ตองตอนรับ ใหความเปนธรรม และให การสงเคราะหแกประชาชนผูติดตอราชการเกี่ยวกับหนาที่ของตนโดยไมชักชา และดวยความสุภาพ เรียบรอย หามมิใหดูหมิ่นเหยียดหยาม กดขี่หรือขมแหงประชาชนผูติดตอราชการ เปนตน สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 74.
    74 (4) วินัยตอตําแหนงหนาที่ เชน ตองสนับสนุนการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยตองรักษาความลับของทางราชการ ตองอุทิศเวลาใหราชการจะละทิ้งหรือทอดทิ้ง หนาที่ราชการมิได เปนตน 7.3) โทษทางวินัย (1) ภาคทัณฑ (ไมรายแรง) (2) ตัดเงินเดือน (ไมรายแรง) (3) ลดขั้นเงินเดือน (ไมรายแรง) (4) ปลดออก (รายแรง) (5) ไลออก (รายแรง) สํา หรั บอํ านาจการลงโทษในกรณีวิ นัย ไม รา ยแรง กํ าหนดให ผูบังคับบัญชาระดับผูอํานวยการกองลงมามีอํานาจสั่งภาคทัณฑ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปนเวลาไมเกิน 1 เดือน ในระดับสูงกวาผูอํานวยการกอง ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปน เวลาไมเกิน 2 เดือน และนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจาสังกัด ปลัดกระทรวง อธิบดี และผูวาราชการจังหวัด สั่งภาคทัณฑ ตัดเงินเดือนครั้งหนึ่งไมเกิน 5% เปนเวลาไมเกิน 3 เดือน ลด ขั้นเงินเดือน ครั้งหนึ่งไมเกินหนึ่งขั้น 7.4 จรรยาบรรณขาราชการพลเรือน เป น ส ว นหนึ่ งของวินั ย ข าราชการพลเรื อ นตามมาตรา 91 ซึ่ ง กําหนดใหขาราชการพลเรือนตองถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ และจรรยาบรรณของขาราชการพลเรือน ซึ่งขอบังคับ ก.พ. วาดว ยจรรยาบรรณของขาราชการ พลเรือน พ.ศ.2537 กําหนดไวโดยสรุปดังนี้ (1) จรรยาบรรณตอตนเอง เชน พึงเปน ผูมีศีลธรรมอันดี และ ประพฤติตนใหเหมาะสมกับการเปนขาราชการ เปนตน (2) จรรยาบรรณตอหนวยงาน เชน พึงปฏิบัติตอหนาที่ราชการดวย ความสุจริต เสมอภาค และปราศจากอคติ เปนตน (3) จรรยาบรรณตอผูบังคับบัญ ชา เชน ผูใ ตบังคับบัญชา และ ผูรวมงาน เชน พึงละเวนจากการนําผลงานของผูอื่นมาเปนของตนเอง เปนตน (4) จรรยาบรรณตอประชาชนและสังคม เชน พึงประพฤติตนให เปนที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป เปนตน 8) การออกจากราชการ ขาราชการพลเรือนออกจากราชการดวยเหตุ 3 ประการ คือ (1) ออกตามความตองการของขาราชการเอง (ลาออก) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 75.
    75 (2) ออกเพราะสิ้นสุดสภาพของการเปนขาราชการ ไดแก กรณีตาย หรือ อายุครบ 50 ป ตามกฎหมายบําเหน็จบํานาญ (3) ออกตามความตองการของทางราชการ เชน ถูก สั่งใหออกเพราะ ไมผานการทดลองราชการ ขาดคุณสมบัติ รอฟงการสอบสวนพิจารณากรณีถูกกลาวหาวากระทําผิด วินัย รายแรงหรือถูก ฟองคดีอาญา หยอนความสามารถ มีมลทิน มัว หมอง ไปรับราชการทหาร กระทําผิดวินัยอยางรายแรงใหปลดออก หรือไลออก เปนตน 9) บําเหน็จ บํานาญ “บําเหน็จ” หมายถึง เงินตอบแทนความชอบที่ไดรับราชการมาซึ่งจายครัง ้ เดียว “บํานาญ” หมายถึง เงินตอบแทนความชอบที่ไดรับราชการมาซึ่งสั่งจาย เปนรายเดือน ขาราชการมีสิทธิไดรับบําเหน็จบํานาญปกติดวยเหตุอยางใดอยางใดอยาง ดังนี้ (1) เหตุทดแทน ในกรณีเลิกหรือยุบตําแหนง หรือมีคําสั่งใหออกโดยไมมี ความผิด หรือซึ่งออกมาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (2) เหตุทุพลภาพ ไมสามารถจะรับราชการในตําแหนงซึ่งปฏิบัติอยูนั้น ตอไป (3) เหตุสูงอายุ ในกรณีอายุครบ 60 ปบริบูรณ (4) เหตุรับราชการนาน ไดแก กรณีขาราชการมีเวลาราชการสําหรับ คํานวณบําเหน็จบํานาญครบ 30 ปบริบูรณ แลวหรือ ครบ 25 ป แลวลาออกจากราชการ วิธี ก ารคํา นวณบํ าเหน็จ บํา นาญนั้ น ในกรณี บํา เหน็ จ จะตอ งเงิ น เดื อ น สุดทายคูณดวยจํานวนป เวลาราชการ สวนบํานาญ จะตองเงินเดือนสุดทายหารดวย 50 คูณดวย จํานวนปเวลาราชการ อยางไรก็ดีภายหลังประกาศให พ.ร.บ. กองทุนบําเหน็จบํานาญขาราชการ พ.ศ. 2539 หรือ กบข. สมาชิกกองทุนจะมีเงินสะสม ซึ่งสวนราชการหักจากเงินเดือนสงเขากองทุน และสวนราชการสมทบอีกสวนหนึ่ง รวมทั้งเงินผลประโยชน หากเปนสมาชิกที่รับราชการมากอน พ.ร.บ. ใชบังคับ (พ.ศ.2539 ก็จะไดรับเงินเงินชดเชยอีกกอนหนึ่งดวย แตหากอายุราชการครบ 25 ป บริบูรณ และเลือกรับบํานาญ การคํานวณบํานาญจะลดลงโดยคํานวณจากอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดทายคูณดวยเวลาราชการหารดวย 50 แตตองไมเกิน 70% ของอัตราเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดทาย 10) การอุทธรณและรองทุกข การอุทธรณ หมายถึง การใหสิทธิขาราชการในการรองขอใหผูมีอํานาจ พิจารณาใหเปนธรรมในการที่ถูกสงลงโทษทางวินัย ไมรวมถึงการถูกสั่งใหออกจากราชการใน กรณีมิใชการลงโทษทางวินัย ภายใน 30 วัน นับแตวันทราบคําสั่งลงโทษ สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 76.
    76 การรอ งทุกข หมายถึง การใหสิทธิแกขาราชการในการรองขอใหผูมี อํานาจพิจารณาใหความเปนธรรมในกรณีตอไปนี้ (1) เมื่อถูกสั่งใหออกจากราชการซึ่งมิใชการลงโทษทางวินัย (2) เมื่อเห็นวาผูบังคับบัญชาใชอํานาจหนาที่ปฏิบัติตอตนโดยไมถูกตอง หรือไมปฏิบัติตอตนใหถูกตองตามกฎหมาย (3) เมื่อมีความคับของใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผูบังคับบัญชาตอตน เฉพาะกรณีที่กําหนดในกฎ ก.พ. บรรณานุกรม ค ณ ะ ทํ า ง า น จั ด ทํ า ห นั ง สื อวิ ช า ก า ร ม ห า ด ไ ท ย 1 0 0 ป . ม ห า ด ไ ท ย 1 0 0 ป (กระทรวงมหาดไทยจัด พิมพ เนื่ องในโอกาสครบรอบการสถาปนา 100 ป 1 เมษายน 2535) กรุงเทพฯ : โรงพิมพศิริวัฒนาการพิมพ, 2535 ชาญชัย แสวงศักดิ์ . กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดิน . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ นิติธรรม, 2544 ติน ปรั ช ญาพฤกษ . วิ ช าชีพ นิ ย มของระบบราชการในรั ช สมั ย พระบาทสมเด็ จ พระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัว : วิวัฒนาการและผลกระทบตอสังคมไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, 2536 เรืองวิทย เกษสุวรรณ . กําเนิดระบบราชการและการปฏิรูปในยุคคลาสสิค . กรุงเทพฯ : สงวนกิจการพิมพ, 2546 วรเดช จันทรศร . การพัฒนาระบบราชการไทย . กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจํากัดสหายบลอก และการพิมพ, 2542 สมาน รังสิโยกฤษฎ . การปฏิรูประบบราชการ : แนวคิดและยุทธศาสตร. กรุงเทพฯ : สวัสดิการสํานักงาน ก.พ. , 2542 สุโขทัยธรรมาธิราช,มหาวิทยาลัย. เอกสารการสอนชุดวิชาการบริหารราชการไทย Thai Public Administration หน ว ยที่ 1-8 และหน ว ยที่ 9-15 . นนทบุ รี : สํ า นั ก พิ ม พ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535 สํานั ก งาน ก.พ. พระบาทสมเด็จ พระปกเกลา เจา อยูหั ว กั บระบบข าราชการพลเรื อน. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จํากัด, 2536 คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ และสํานักงาน ก.พ. เอกสารสมุดปกขาวกาวตอไปของ การปฏิรูประบบราชการ. กรุงเทพฯ : บริษัทกราฟฟคฟอรแมท (ไทยแลนด) จํากัด, 2543 (เอกสารประกอบการบรรยายวิชา คศ3311ระบบบริหารราชการไทย Thai Bureaucracy คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยเกริก ภาคการศึกษา 3/2549 ) สุขสันติ์ บุณยากร : ระบบบริหารราชการไทย
  • 77.
    77 สุขสันติ์ บุณยากร :ระบบบริหารราชการไทย