เกี่ยวกับฐานข้อมูล
ในยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในเกือบทุกวงการ ได้เริ่มมี
การนาข้อมูลต่างๆ ที่จากเดิมเคย เก็บอยู่ในรูปเอกสารนามาจัดเก็บ
ด้วยคอมพิวเตอร์ เนื่องจากความสามารถที่หลากหลายของ
คอมพิวเตอร์ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมาก ประมวลผล
ได้รวดเร็ว มีความแม่นยา ในการประมวลผล ซึ่งในช่วงแรกก่อนที่
จะเป็นการใช้งานระบบฐานข้อมูลนั้น การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ จะอยู่
ในลักษณะของแฟ้มข้อมูล ซึ่งการสร้างแฟ้มข้อมูลขึ้นมาเพื่อใช้
จัดเก็บข้อมูล จะมีโครงสร้างขึ้นอยู่กับโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ที่
ใช้ทาให้เกิดข้อจากัดต่างๆ มากมาย เช่นแฟ้มข้อมูลที่สร้างด้วย
ภาษาซี จะไม่สามารถนาไปใช้ร่วมกับภาษาปาสคาลได้ เนื่องจากมี
โครงสร้างที่แตกต่างกัน หรือขาดความปลอดภัยในการใช้งานต่างๆ
ดังนั้นจึงได้มีการสร้างระบบฐานข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้การจัดเก็บและ
จัดการกับข้อมูลทาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รูปที่แสดงโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล
1. ข้อมูลสารสนเทศ
สิ่งแรกที่เราต้องรู้ว่าสารสนเทศ คืออะไรและประกอบด้วยอะไร ความหมายตามตัวศัพท์ของสารสนเทศ ก็คือ
Information หรือเรียกว่า “ข้อมูลสารสนเทศ” และมีอีกคาที่มักจะสับสน คือคาว่า Data หรือข้อมูล ที่เรา
ใช้กันอย่างติดปาก คาว่าข้อมูล มักจะหมายถึง สิ่งที่มนุษย์เก็บรวบรวมเพื่อนาไปประมวลผล (Computing
Process) ต่อเพื่อที่จะได้สื่อใหม่เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ (ในแง่ของผู้บริหารก็เพื่อจะนาไปประกอบการ
ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง) พูดง่าย ๆ ว่าข้อมูล (Data) เปรียบเหมือนกับน้ามันดิบที่ยังไม่ผ่านการกลั่นนั้นเอง ผล
จากการกลั่นกรอง หรือการประมวลผล ดังกล่าว ก็คือ ข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งแสดงเป็นกระบวนการดังรูปที่ 2
รูปแสดงกระบวนการได้มาซึ่งสารสนเทศ
2. วิวัฒนาการของระบบสารสนเทศ
มนุษย์เริ่มคิดค้นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบต่างๆเข้าด้วยกันโดยขบวนการต่างๆ เช่น การบันทึกไว้ที่ผนังถ้า ใบลาน
กระดาษ Electronic file หรือ ระบบฐานข้อมูล เป็นต้น โดยในระยะเริ่มแรกมีการเก็บรวบรวมในแฟ้มข้อมูล ระบบ
สารสนเทศรุ่นแรกๆ มักจะเป็นการเก็บในรูปแฟ้มเอกสาร ที่แยกเป็นหมวดหมู่โดยมีพนักงานรับผิดชอบกับข้อมูลนั้นๆ
ต่อมาได้มีการคิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นเพื่อช่วยในการประมวลผลที่รวดเร็วแม่นยา ทาให้ระบบ สารสนเทศสมัยใหม่
เริ่มเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา เนื่องด้วยความสามารถที่สูงมากในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ทาให้การเก็บรวบรวม
และการประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์ สามารถสร้างระบบสารสนเทศสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ
ลักษณะของสารสนเทศที่ดี จาแนกได้เป็น 5 ลักษณะ ได้แก่
- ความเป็นปัจจุบัน (Current) ข้อมูลปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มีความทันสมัย เช่น เกรดนักศึกษา
- ทันเวลา (Timely) มีคุณค่าทางเวลามาเกี่ยวข้องถ้าไม่ได้สารสนเทศในเวลาที่ต้องการ อาจจะ เกิดการสูญเสียโอกาสได้
- ความเที่ยงตรง (Relevant) ข้อที่ได้ต้องมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง
- ความคงที่ (Consistent) ข้อมูลที่เก็บไว้หลาย ๆ ที่ อาจไม่ตรงกัน ขัดแย้งกัน สารสนเทศที่ดีต้อง ไม่มีความขัดแย้งกัน
หรือขัดแย้งกันน้อยที่สุด
- นาเสนอรูปแบบที่มีประโยชน์ (Present in usable form) มีรูปแบบในการนาเสนอที่เข้าใจง่าย เหมาะสม
3. ระบบแฟ้มข้อมูล (Electronic file or File system)
ในอดีตได้มีการใช้ระบบแฟ้มข้อมูลอย่างกว้างขวาง โดยที่แฟ้มข้อมูลแต่ละแฟ้มจะประกอบด้วยกลุ่มของระเบียน
(Records) ที่มีรูปแบบ (Format) เหมือนกัน และแต่ละระเบียนจะเก็บข้อมูลที่แทนของอย่างหนึ่ง (An
instance or occurrence) ในกลุ่มของของที่จัดเก็บนั้น ตัวอย่างเช่นแฟ้มข้อมูลลูกค้า (Customer file)
หนึ่งระเบียนของแฟ้ม จะเป็นข้อมูลของลูกค้า 1 คน (One instance) เป็นต้น การจัดการโดยระบบแฟ้มข้อมูลส่วนใหญ่
จะถูกใช้งานเฉพาะเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นถ้าเรามีงานอย่างอื่นที่ต้องการใช้ข้อมูลคล้ายกัน แต่ในรูปแบบที่ต่างกัน ข้อมูล
บางส่วนที่ซ้ากันนี้จะถูกจัดเก็บในอีกแฟ้มข้อมูลอื่นต่างหาก ในการจัดการข้อมูลลักษณะเช่นนี้ทาให้เกิดปัญหาความซ้าซ้อน
(Redundancy) ของข้อมูล อันก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการให้มีข้อมูลที่ถูกแทนสิ่งเดียวกัน ถูกต้องตรงกันในทุก
ๆ แฟ้มข้อมูล
หน่วยในการจัดเก็บข้อมูล
ข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ โดยแท้จริงแล้วมีลักษณะการจัดเก็บเป็นสัญญาณดิจิตอล คือมีค่า 0 กับ 1 เท่านั้น แต่เพื่อให้มอง
ภาพข้อมูลได้ง่าย จึงแบ่งหน่วยในการจัดเก็บข้อมูลออกเป็นส่วนย่อย ต่างๆ ดังนี้
1.บิต (Bit) คือหน่วยของข้อมูลที่เล็กที่สุดคือการจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่เพียง 2 สถานะ คือ 0 กับ 1 ซึ่งเป็น ลักษณะการทางาน
ของคอมพิวเตอร์ที่ทางานด้วยระดับสัญญาณดิจิตอล
2.ไบต์ (Byte) คือหน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูล 8 บิตมารวมกัน โดยใช้แทน ตัวอักขระ 1 ตัว
3.เขตข้อมูล (Field) หรือฟิลด์ คือหน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูลหลายๆ ไบต์หรือหลายๆ อักขระมารวม กัน
เพื่อใช้แทนความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รหัสนักศึกษา, ชื่อ, ที่อยู่เป็นต้น
4.ระเบียน (Record) หรือ เรคคอร์ด คือหน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูล หลายๆ เขตข้อมูลมารวมกัน ซึ่งเขต
ข้อมูล ที่นามารวมกันนี้ จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันเช่น รหัสนักศึกษา, ชื่อ, ที่อยู่รวมกันเป็นระเบียนข้อมูล ของนักศึกษา
เป็นต
5.แฟ้มข้อมูล (File) หรือไฟล์ คือ หน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูลหลายๆ ระเบียน ที่มีลักษณะ ของเขต ข้อมูล
เหมือนกันมาจัดเก็บรวมกัน เช่นการจัดเก็บข้อมูลระเบียนของนักศึกษา หลายๆ คน รวมกันเป็น แฟ้มข้อมูลนักศึกษาเป็นต้น
ปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูล มีดังต่อไปนี้
1) Data redundancy ได้แก่ข้อมูลซ้าซ้อนกัน ข้อมูลชุดเดียวกันถูกจัดเก็บใน 2 แฟ้มหรือ
มากกว่า ซึ่งการจะดูว่าข้อมูลซ้าซ้อนกันหรือไม่ ให้พิจารณาจากตัวอย่างต่อไปนี้ fact หมายถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่เป็นไปได้หรือเป็นจริง
2) Data inconsistency เป็นผลมากจาก Data redundancy คือ ข้อมูลชุดเดียวกันมีค่า
ต่างกัน ทาให้ไม่ทราบว่าข้อมูลชุดใดคือข้อมูลที่ถูกต้อง
3) Data anomaly เป็นผลมาจาก Data redundancy เช่นกัน ทาให้การเพิ่ม ลบ หรือ
เปลี่ยนแปลงข้อมูลชุดเดียวกันในแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ไม่ครบถ้วน ซึ่งเกิดใน 3 ลักษณะ ดังนี้
3.1) Modification anomaly เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าของข้อมูลในแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ที่ สัมพันธ์กันไม่
ครบถ้วน
3.2) Insertion anomaly เป็นการกาหนดข้อมูลเพิ่มเติมให้กับแฟ้มข้อมูลต่างๆ ที่สัมพันธ์กันไม่ ครบถ้วน
3.3) Deletion anomaly เป็นการลบข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ที่สัมพันธ์กันไม่ครบถ้วน
4. ระบบฐานข้อมูล (Database System)
ฐาน หมายถึง ที่ตั้ง ที่รองรับ
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สาหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคานวณ
จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า ฐานข้อมูล (Database) คือ การรวบรวมและจัดเก็บชุดของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน
มาไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลเหล่านั้นร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ระบบฐานข้อมูล (Database Systems) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้โดยมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
โดยไม่ได้บังคับว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มข้อมูล นั่นก็คือการเก็บข้อมูล
ในฐานข้อมูลนั้นเราอาจจะเก็บทั้งฐานข้อมูล โดยใช้แฟ้มข้อมูลเพียงแฟ้มข้อมูลเดียวกันได้หรือจะเก็บไว้ในหลาย ๆ
แฟ้มข้อมูล ที่สาคัญคือจะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนและเรียกใช้ความสัมพันธ์นั้นได้มีการกาจัดความซ้าซ้อน
ของข้อมูลออกและเก็บแฟ้มข้อมูลเหล่านี้ไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อที่จะนาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ร่วมกัน ควบคุมดูแลรักษาเมื่อผู้ต้องการ
ใช้งานและผู้มีสิทธิ์จะใช้ข้อมูลนั้นสามารถดึงข้อมูลที่ต้องการออกไปใช้ได้ข้อมูลบางส่วนอาจใช้ร่วมกับผู้อื่นได้แต่บางส่วน
ผู้มีสิทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้โดยทั่วไปองค์กรต่าง ๆ จะสร้างฐานข้อมูลไว้เพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กร โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งข้อมูลในเชิงธุรกิจ เช่น ข้อมูลของลูกค้า ข้อมูลของสินค้าข้อมูลของลูกจ้าง และการจ้างงาน
5. ประวัติความเป็นมาของฐานข้อมูล
ฐานข้อมูลในลักษณะที่คล้ายกับฐานข้อมูลสมัยใหม่ ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในทศวรรษ 1960 ซึ่งผู้บุกเบิกในสาขานี้คือ ชาลส์ บาก
แมน แบบจาลองข้อมูลสาคัญสองแบบเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งเริ่มต้นด้วย แบบจาลองข่ายงาน (พัฒนาโดย CODASYL)
และตามด้วยแบบจาลองเชิงลาดับชั้น (นาไปปฏิบัติใน IMS) แบบจาลองทั้งสองแบบนี้ ในภายหลังถูกแทนที่ด้วย แบบจาลอง
เชิงสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับแบบจาลองอีกสองแบบ แบบจาลองแบบแรกเรียกกันว่า แบบจาลองแบนราบ ซึ่งออกแบบสาหรับ
งานที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แบบจาลองร่วมสมัยกับแบบจาลองเชิงสัมพันธ์อีกแบบคือ ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ หรือ โอโอดีบี3
(OODB)
ในขณะที่แบบจาลองเชิงสัมพันธ์มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีเซต ได้มีการเสนอแบบจาลองดัดแปลงซึ่งใช้ทฤษฎีเซตคลุมเครือ (ซึ่งมี
พื้นฐานมาจากตรรกะคลุมเครือ) ขึ้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ปัจจุบันมีการกล่าวถึงมาตรฐานโครงสร้างฐานข้อมูล เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างระบบ ให้สืบค้นรวมกันเสมือนเป็น
ฐานข้อมูลเดียวกัน และการสืบค้นต้องแสดงผลตรงตามคาถาม มาตรฐานดังกล่าวได้แก่ XML RDF Dublin Core
Metadata เป็นต้น และสิ่งสาคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างต่างหน่วยงานได้ดี คือการใช้
Taxonomy และ อรรถาภิธาน ซึ่งเป็นเครื่องมือสาหรับจัดการความรู้ในลักษณะศัพท์ควบคุม เพื่อจากัดความหมายของคาที่
ใช้ได้หลายคาในความหมายเดียวกัน
6. ปัญหาของการจัดการข้อมูลในอดีต
ข้อมูลที่จัดเก็บเป็นเอกสารหรือการจัดเก็บด้วยระบบฐานข้อมูลที่ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ในการเขียนชุดคาสั่ง เริ่มมีการเขียน
ด้วยภาษาในยุคที่ 3 เช่น ภาษาฟอร์เทรน ภาษาโคบอล ภาษาซี เป็นต้น กระบวนการเขียนโปรแกรมชุดคาสั่งจะต้องเขียนโดย
การใช้โครงสร้างข้อมูล การสร้างแฟ้ม แทรกข้อมูล แก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูล อาจเกิดปัญหาหลาย ๆ อย่าง ปัญหาเหล่านั้น
ได้แก่ ความยุ่งยากจากการประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลไม่มีความอิสระ แฟ้มข้อมูลมีความซ้าซ้อนกันมาก
แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย และไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง มีดังนี้
1.ความยุ่งยากจากการประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล
2.แฟ้มข้อมูลไม่มีความเป็นอิสระ
3.แฟ้มข้อมูลมีความซ้าซ้อนมาก
4.แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย
5.แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย
6.ไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง
7. คุณลักษณะที่ดีของฐานข้อมูล (Good Characteristics of Database
System)
1) ลดความซ้าซ้อนของข้อมูลให้เหลือน้อยที่สุด (Minimum redundancy) เป็นการทาให้ปัญหาเรื่องข้อมูลไม่
ตรงกันลดน้อยลงหรือหมดไป
2) ความถูกต้องสูงสุด (Maximum Integrity : Correctness) ในระบบฐานข้อมูลจะมีความถูกต้องของ
ข้อมูลสูงสุด เพราะว่าฐานข้อมูลมี DBMS คอยตรวจสอบกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขต่าง ๆ (Integrity Rules) ให้ทุก
ครั้งที่มีการแก้ไขข้อมูลหรือเพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปในระบบฐานข้อมูลนั้น
3) มีความเป็นอิสระของข้อมูล (Data Independence) ถือเป็นคุณลักษณะเด่นของฐานข้อมูลซึ่งไม่มีในระบบไฟล์
ธรรมดา เนื่องจากในไฟล์ธรรมดาจะเป็นข้อมูลที่ไม่อิสระ (data dependence)
4) มีระบบความปลอดภัยของข้อมูลสูง (High Degree of Data Security) ฐานข้อมูลจะมีระบบรักษาความ
ปลอดภัยของข้อมูลสูง โดย DBMS จะตรวจสอบรหัสผ่าน (login password) เป็นประเด็นแรก หลังจากผ่านเข้า
สู่ระบบได้แล้ว DBMS จะตรวจสอบดูว่าผู้ใช้นั้นมีสิทธิใช้ข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด
5) การควบคุมจะอยู่ที่ส่วนกลาง (Logically Centralized Control) แนวความคิดนี้จะนาไปสู่ระบบการ
ปฏิบัติงานที่ดี อย่างน้อยสามารถควบคุมความซ้าซ้อนและความปลอดภัยของข้อมูลได้
8. ความสาคัญของระบบการจัดการฐานข้อมูล
การนาเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้งานเพื่อประมวลผลข้อมูล นอกจากอานวยความสะดวกในการทางานได้รวดเร็ว
แล้ว ยังมีความถูกต้องแม่นยาในการประมวลผลอีกด้วย ตัวอย่าง เช่น กรณีระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล เมื่อมีผู้ป่วย
ต้องการเลือดหมู่โลหิตพิเศษโดยเร่งด่วนจาเป็นต้องการผู้บริจาคโลหิตหมู่โลหิตเดียวกันโดยใช้ฐานข้อมูลค้นหาผู้บริจาค
โลหิตที่มีคุณสมบัติได้อย่างรวดเร็วได้แก่ผู้บริจาคต้องน้าหนักมากกว่า 45 กก. และบริจาคครั้งสุดท้ายมาแล้วเกิน 90 วัน ผู้
บริจาคควรมีที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ระบบฐานข้อมูลยังมีความสาคัญในด้านต่าง ๆ อีก ดังนี้
1.สามารถลดความซ้าซ้อนของข้อมูลได้
การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่ ทาให้เกิดความซ้าซ้อน (Redundancy) ดังนั้นการนาข้อมูลมารวมเก็บไว้ใน
ฐานข้อมูล จะช่วยลดปัญหาการเกิดความซ้าซ้อนของข้อมูลได้โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management
System : DBMS) จะช่วยควบคุมความซ้าซ้อนได้เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูล
ซ้าซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง
2.หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้
หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้ แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็
จะทาให้เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกัน อาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้น
(Inconsistency
3.สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ฐานข้อมูลจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ก็จะทา
ได้โดยง่าย
4.สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล
บางครั้งพบว่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น จากการที่ผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาดคือป้อน
จากตัวเลขหนึ่งไปเป็นอีกตัวเลขหนึ่งโดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลร่วมกัน หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่ง
แก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทาให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วย ในระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์
เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่เกดขึ้น
ความถูกต้องของข้อมูล (Data Integrity) มี 2 ประเภท
– Static Integrity (State of Data) เป็นความถูกต้องของเนื้อข้อมูล เช่น ผู้หญิงลาบวชไม่ได้
ผู้ชายลาคลอดไม่ได้อายุของ พนักงานอยู่ระหว่าง 18-60 ปี หรือสมาชิกยืมหนังสือได้ไม่เกิน 5 เล่ม เป็นต้น
– Dynamic Integrity (State of Transition) เป็นความถูกต้องของลาดับการแก้ไข เช่น
การแก้ไขสถานะภาพสมรสของพนักงาน
5.สามารถกาหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้
การเก็บข้อมูลร่วมกันไว้ในฐานข้อมูลจะทาให้สามารถกาหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล
ให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้เช่นการกาหนดรูปแบบการเขียนวันที่ ในลักษณะ วัน/เดือน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน ทั้งนี้จะมีผู้ที่
คอยบริหารฐานข้อมูลที่เราเรียกว่า ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผู้กาหนด
มาตรฐานต่างๆ
6.สามารถกาหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้
ระบบความปลอดภัยในที่นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิมาใช้ หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบ ผู้บริหารฐานข้อมูล
จะสามารถกาหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนได้ตามความเหมาะสม
7.เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล
ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทาหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล โปรแกรมต่าง ๆ อาจไม่จาเป็นต้องมี
โครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลบางครั้ง จึงอาจกระทาเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น
ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว ก็จะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลง
9. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล
1. ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator หรือ DBA) เป็นบุคคลคนเดียว หรือกลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและบริหารทรัพยากรฐานข้อมูลขององค์กรให้สามารถดาเนินการประยุกต์ใช้ฐานข้อมูลโดย
ความร่วมมือช่วยเหลือจากพนักงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับผู้บริหารระดับสูง ผู้ใช้
แผนกต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และควรมีความรู้ทั้งหลักการบริหารและด้านเทคนิคของระบบจัดการฐานข้อมูล
(DBMS)
2. นักวิเคราะห์และออกแบบ (System Analyst) ทาหน้าที่ออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm) ของระบบงาน
3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) เป็นผู้เขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) สาหรับใช้กับ
ฐานข้อมูล อาจจะเขียนด้วยภาษาระดับสูง เช่น SQL เป็นต้น
4. ผู้ใช้ (End User) เจ้าของระบบงานที่ต้องการเรียกใช้ฐานข้อมูล โดยอาจผ่านทางโปรแกรมประยุกต์หรือภาษา
เรียกค้น เช่น SQL ผู้ใช้เหล่านี้ไม่จาเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม
10. ตัวอย่างซอฟต์แวร์จัดการระบบฐานข้อมูลในปัจจุบัน
ซอฟต์แวร์ระบบฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลหรือรายการต่าง ๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล ไม่ว่าจะ
เป็นการจัดเก็บ การเรียกใช้ การปรับปรุงข้อมูล
ระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีอยู่เป็นจานวนมาก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้คือระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมี
ความสามารถในการจัดการฐานข้อมูลครบทุกด้าน และอีกกลุ่มคือระบบฐานข้อมูลขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งมีความสามารถ
ในการจัดการฐานข้อมูลเช่นกัน แต่อาจจะขาดความสามารถบางอย่างไป ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ระบบฐานข้อมูลต่างๆ มี
ดังนี้ เช่น Oracle, Microsoft SQL, MySQL, Sysbase, DB2, Informix, Ingres,
Access, FoxPro, Clipper, dBase, FoxBase เป็นต้น ซอฟต์แวร์ระบบฐานข้อมูลจะช่วยให้ผู้ใช้
สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมฐานข้อมมูลที่นิยม โดยแต่ละโปรแกรมจะมีความสามารถต่างกัน บาง
โปรแกรมใช้ง่ายแต่จะจากัดขอบเขตการใช้งาน บางโปรแกรมใช้งานยากกว่า แต่จะมีความสามารถในการทางานมากกว่า
ตัวอย่างซอร์ฟแวร์จัดการระบบฐานข้อมูล
คณะผู้จัดทา
1.นาย คุณากร พยัคฆวงศ์ เลขที่ 2
2 นาย เพทาย บุตรน้าเพชร เลขที่ 7
3.นาย เรวัต สวัสดิ์กิตติ เลขที่ 12
4.นาย อดิศร บุญมาคาร เลขที่ 13
5.นาย กฤษฏา จันทร์ชาวใต้ เลขที่ 14
6.นาย อานาจ งามตา เลขที่ 15
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3
ปีการศึกษา 2559
โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี
วิชา การจัดการฐานข้อมูลเบื้องต้น ( ง 30204 )
เสนอ
คุณครู ทรงศักดิ์ โพธิ์เอี่ยม

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับฐานข้อมูล

  • 2.
    เกี่ยวกับฐานข้อมูล ในยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในเกือบทุกวงการ ได้เริ่มมี การนาข้อมูลต่างๆ ที่จากเดิมเคยเก็บอยู่ในรูปเอกสารนามาจัดเก็บ ด้วยคอมพิวเตอร์ เนื่องจากความสามารถที่หลากหลายของ คอมพิวเตอร์ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมาก ประมวลผล ได้รวดเร็ว มีความแม่นยา ในการประมวลผล ซึ่งในช่วงแรกก่อนที่ จะเป็นการใช้งานระบบฐานข้อมูลนั้น การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ จะอยู่ ในลักษณะของแฟ้มข้อมูล ซึ่งการสร้างแฟ้มข้อมูลขึ้นมาเพื่อใช้ จัดเก็บข้อมูล จะมีโครงสร้างขึ้นอยู่กับโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ที่ ใช้ทาให้เกิดข้อจากัดต่างๆ มากมาย เช่นแฟ้มข้อมูลที่สร้างด้วย ภาษาซี จะไม่สามารถนาไปใช้ร่วมกับภาษาปาสคาลได้ เนื่องจากมี โครงสร้างที่แตกต่างกัน หรือขาดความปลอดภัยในการใช้งานต่างๆ ดังนั้นจึงได้มีการสร้างระบบฐานข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้การจัดเก็บและ จัดการกับข้อมูลทาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปที่แสดงโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล
  • 3.
    1. ข้อมูลสารสนเทศ สิ่งแรกที่เราต้องรู้ว่าสารสนเทศ คืออะไรและประกอบด้วยอะไรความหมายตามตัวศัพท์ของสารสนเทศ ก็คือ Information หรือเรียกว่า “ข้อมูลสารสนเทศ” และมีอีกคาที่มักจะสับสน คือคาว่า Data หรือข้อมูล ที่เรา ใช้กันอย่างติดปาก คาว่าข้อมูล มักจะหมายถึง สิ่งที่มนุษย์เก็บรวบรวมเพื่อนาไปประมวลผล (Computing Process) ต่อเพื่อที่จะได้สื่อใหม่เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ (ในแง่ของผู้บริหารก็เพื่อจะนาไปประกอบการ ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง) พูดง่าย ๆ ว่าข้อมูล (Data) เปรียบเหมือนกับน้ามันดิบที่ยังไม่ผ่านการกลั่นนั้นเอง ผล จากการกลั่นกรอง หรือการประมวลผล ดังกล่าว ก็คือ ข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งแสดงเป็นกระบวนการดังรูปที่ 2 รูปแสดงกระบวนการได้มาซึ่งสารสนเทศ
  • 4.
    2. วิวัฒนาการของระบบสารสนเทศ มนุษย์เริ่มคิดค้นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบต่างๆเข้าด้วยกันโดยขบวนการต่างๆ เช่นการบันทึกไว้ที่ผนังถ้า ใบลาน กระดาษ Electronic file หรือ ระบบฐานข้อมูล เป็นต้น โดยในระยะเริ่มแรกมีการเก็บรวบรวมในแฟ้มข้อมูล ระบบ สารสนเทศรุ่นแรกๆ มักจะเป็นการเก็บในรูปแฟ้มเอกสาร ที่แยกเป็นหมวดหมู่โดยมีพนักงานรับผิดชอบกับข้อมูลนั้นๆ ต่อมาได้มีการคิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นเพื่อช่วยในการประมวลผลที่รวดเร็วแม่นยา ทาให้ระบบ สารสนเทศสมัยใหม่ เริ่มเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา เนื่องด้วยความสามารถที่สูงมากในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ทาให้การเก็บรวบรวม และการประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์ สามารถสร้างระบบสารสนเทศสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ลักษณะของสารสนเทศที่ดี จาแนกได้เป็น 5 ลักษณะ ได้แก่ - ความเป็นปัจจุบัน (Current) ข้อมูลปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มีความทันสมัย เช่น เกรดนักศึกษา - ทันเวลา (Timely) มีคุณค่าทางเวลามาเกี่ยวข้องถ้าไม่ได้สารสนเทศในเวลาที่ต้องการ อาจจะ เกิดการสูญเสียโอกาสได้ - ความเที่ยงตรง (Relevant) ข้อที่ได้ต้องมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง - ความคงที่ (Consistent) ข้อมูลที่เก็บไว้หลาย ๆ ที่ อาจไม่ตรงกัน ขัดแย้งกัน สารสนเทศที่ดีต้อง ไม่มีความขัดแย้งกัน หรือขัดแย้งกันน้อยที่สุด - นาเสนอรูปแบบที่มีประโยชน์ (Present in usable form) มีรูปแบบในการนาเสนอที่เข้าใจง่าย เหมาะสม
  • 5.
    3. ระบบแฟ้มข้อมูล (Electronicfile or File system) ในอดีตได้มีการใช้ระบบแฟ้มข้อมูลอย่างกว้างขวาง โดยที่แฟ้มข้อมูลแต่ละแฟ้มจะประกอบด้วยกลุ่มของระเบียน (Records) ที่มีรูปแบบ (Format) เหมือนกัน และแต่ละระเบียนจะเก็บข้อมูลที่แทนของอย่างหนึ่ง (An instance or occurrence) ในกลุ่มของของที่จัดเก็บนั้น ตัวอย่างเช่นแฟ้มข้อมูลลูกค้า (Customer file) หนึ่งระเบียนของแฟ้ม จะเป็นข้อมูลของลูกค้า 1 คน (One instance) เป็นต้น การจัดการโดยระบบแฟ้มข้อมูลส่วนใหญ่ จะถูกใช้งานเฉพาะเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นถ้าเรามีงานอย่างอื่นที่ต้องการใช้ข้อมูลคล้ายกัน แต่ในรูปแบบที่ต่างกัน ข้อมูล บางส่วนที่ซ้ากันนี้จะถูกจัดเก็บในอีกแฟ้มข้อมูลอื่นต่างหาก ในการจัดการข้อมูลลักษณะเช่นนี้ทาให้เกิดปัญหาความซ้าซ้อน (Redundancy) ของข้อมูล อันก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการให้มีข้อมูลที่ถูกแทนสิ่งเดียวกัน ถูกต้องตรงกันในทุก ๆ แฟ้มข้อมูล
  • 6.
    หน่วยในการจัดเก็บข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ โดยแท้จริงแล้วมีลักษณะการจัดเก็บเป็นสัญญาณดิจิตอล คือมีค่า0 กับ 1 เท่านั้น แต่เพื่อให้มอง ภาพข้อมูลได้ง่าย จึงแบ่งหน่วยในการจัดเก็บข้อมูลออกเป็นส่วนย่อย ต่างๆ ดังนี้ 1.บิต (Bit) คือหน่วยของข้อมูลที่เล็กที่สุดคือการจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่เพียง 2 สถานะ คือ 0 กับ 1 ซึ่งเป็น ลักษณะการทางาน ของคอมพิวเตอร์ที่ทางานด้วยระดับสัญญาณดิจิตอล 2.ไบต์ (Byte) คือหน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูล 8 บิตมารวมกัน โดยใช้แทน ตัวอักขระ 1 ตัว 3.เขตข้อมูล (Field) หรือฟิลด์ คือหน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูลหลายๆ ไบต์หรือหลายๆ อักขระมารวม กัน เพื่อใช้แทนความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รหัสนักศึกษา, ชื่อ, ที่อยู่เป็นต้น 4.ระเบียน (Record) หรือ เรคคอร์ด คือหน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูล หลายๆ เขตข้อมูลมารวมกัน ซึ่งเขต ข้อมูล ที่นามารวมกันนี้ จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันเช่น รหัสนักศึกษา, ชื่อ, ที่อยู่รวมกันเป็นระเบียนข้อมูล ของนักศึกษา เป็นต 5.แฟ้มข้อมูล (File) หรือไฟล์ คือ หน่วยของข้อมูลซึ่งเกิดจากการนาข้อมูลหลายๆ ระเบียน ที่มีลักษณะ ของเขต ข้อมูล เหมือนกันมาจัดเก็บรวมกัน เช่นการจัดเก็บข้อมูลระเบียนของนักศึกษา หลายๆ คน รวมกันเป็น แฟ้มข้อมูลนักศึกษาเป็นต้น
  • 7.
    ปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูล มีดังต่อไปนี้ 1) Dataredundancy ได้แก่ข้อมูลซ้าซ้อนกัน ข้อมูลชุดเดียวกันถูกจัดเก็บใน 2 แฟ้มหรือ มากกว่า ซึ่งการจะดูว่าข้อมูลซ้าซ้อนกันหรือไม่ ให้พิจารณาจากตัวอย่างต่อไปนี้ fact หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่เป็นไปได้หรือเป็นจริง 2) Data inconsistency เป็นผลมากจาก Data redundancy คือ ข้อมูลชุดเดียวกันมีค่า ต่างกัน ทาให้ไม่ทราบว่าข้อมูลชุดใดคือข้อมูลที่ถูกต้อง 3) Data anomaly เป็นผลมาจาก Data redundancy เช่นกัน ทาให้การเพิ่ม ลบ หรือ เปลี่ยนแปลงข้อมูลชุดเดียวกันในแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ไม่ครบถ้วน ซึ่งเกิดใน 3 ลักษณะ ดังนี้ 3.1) Modification anomaly เป็นการเปลี่ยนแปลงค่าของข้อมูลในแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ที่ สัมพันธ์กันไม่ ครบถ้วน 3.2) Insertion anomaly เป็นการกาหนดข้อมูลเพิ่มเติมให้กับแฟ้มข้อมูลต่างๆ ที่สัมพันธ์กันไม่ ครบถ้วน 3.3) Deletion anomaly เป็นการลบข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ที่สัมพันธ์กันไม่ครบถ้วน
  • 8.
    4. ระบบฐานข้อมูล (DatabaseSystem) ฐาน หมายถึง ที่ตั้ง ที่รองรับ ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สาหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคานวณ จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า ฐานข้อมูล (Database) คือ การรวบรวมและจัดเก็บชุดของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน มาไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลเหล่านั้นร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ระบบฐานข้อมูล (Database Systems) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้โดยมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้บังคับว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะต้องเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลเดียวกันหรือแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มข้อมูล นั่นก็คือการเก็บข้อมูล ในฐานข้อมูลนั้นเราอาจจะเก็บทั้งฐานข้อมูล โดยใช้แฟ้มข้อมูลเพียงแฟ้มข้อมูลเดียวกันได้หรือจะเก็บไว้ในหลาย ๆ แฟ้มข้อมูล ที่สาคัญคือจะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนและเรียกใช้ความสัมพันธ์นั้นได้มีการกาจัดความซ้าซ้อน ของข้อมูลออกและเก็บแฟ้มข้อมูลเหล่านี้ไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อที่จะนาข้อมูลเหล่านี้มาใช้ร่วมกัน ควบคุมดูแลรักษาเมื่อผู้ต้องการ ใช้งานและผู้มีสิทธิ์จะใช้ข้อมูลนั้นสามารถดึงข้อมูลที่ต้องการออกไปใช้ได้ข้อมูลบางส่วนอาจใช้ร่วมกับผู้อื่นได้แต่บางส่วน ผู้มีสิทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้โดยทั่วไปองค์กรต่าง ๆ จะสร้างฐานข้อมูลไว้เพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งข้อมูลในเชิงธุรกิจ เช่น ข้อมูลของลูกค้า ข้อมูลของสินค้าข้อมูลของลูกจ้าง และการจ้างงาน
  • 9.
    5. ประวัติความเป็นมาของฐานข้อมูล ฐานข้อมูลในลักษณะที่คล้ายกับฐานข้อมูลสมัยใหม่ ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในทศวรรษ1960 ซึ่งผู้บุกเบิกในสาขานี้คือ ชาลส์ บาก แมน แบบจาลองข้อมูลสาคัญสองแบบเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งเริ่มต้นด้วย แบบจาลองข่ายงาน (พัฒนาโดย CODASYL) และตามด้วยแบบจาลองเชิงลาดับชั้น (นาไปปฏิบัติใน IMS) แบบจาลองทั้งสองแบบนี้ ในภายหลังถูกแทนที่ด้วย แบบจาลอง เชิงสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับแบบจาลองอีกสองแบบ แบบจาลองแบบแรกเรียกกันว่า แบบจาลองแบนราบ ซึ่งออกแบบสาหรับ งานที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แบบจาลองร่วมสมัยกับแบบจาลองเชิงสัมพันธ์อีกแบบคือ ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ หรือ โอโอดีบี3 (OODB) ในขณะที่แบบจาลองเชิงสัมพันธ์มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีเซต ได้มีการเสนอแบบจาลองดัดแปลงซึ่งใช้ทฤษฎีเซตคลุมเครือ (ซึ่งมี พื้นฐานมาจากตรรกะคลุมเครือ) ขึ้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ปัจจุบันมีการกล่าวถึงมาตรฐานโครงสร้างฐานข้อมูล เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างระบบ ให้สืบค้นรวมกันเสมือนเป็น ฐานข้อมูลเดียวกัน และการสืบค้นต้องแสดงผลตรงตามคาถาม มาตรฐานดังกล่าวได้แก่ XML RDF Dublin Core Metadata เป็นต้น และสิ่งสาคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างต่างหน่วยงานได้ดี คือการใช้ Taxonomy และ อรรถาภิธาน ซึ่งเป็นเครื่องมือสาหรับจัดการความรู้ในลักษณะศัพท์ควบคุม เพื่อจากัดความหมายของคาที่ ใช้ได้หลายคาในความหมายเดียวกัน
  • 10.
    6. ปัญหาของการจัดการข้อมูลในอดีต ข้อมูลที่จัดเก็บเป็นเอกสารหรือการจัดเก็บด้วยระบบฐานข้อมูลที่ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ในการเขียนชุดคาสั่ง เริ่มมีการเขียน ด้วยภาษาในยุคที่3 เช่น ภาษาฟอร์เทรน ภาษาโคบอล ภาษาซี เป็นต้น กระบวนการเขียนโปรแกรมชุดคาสั่งจะต้องเขียนโดย การใช้โครงสร้างข้อมูล การสร้างแฟ้ม แทรกข้อมูล แก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูล อาจเกิดปัญหาหลาย ๆ อย่าง ปัญหาเหล่านั้น ได้แก่ ความยุ่งยากจากการประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลไม่มีความอิสระ แฟ้มข้อมูลมีความซ้าซ้อนกันมาก แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย และไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง มีดังนี้ 1.ความยุ่งยากจากการประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูล 2.แฟ้มข้อมูลไม่มีความเป็นอิสระ 3.แฟ้มข้อมูลมีความซ้าซ้อนมาก 4.แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย 5.แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย 6.ไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง
  • 11.
    7. คุณลักษณะที่ดีของฐานข้อมูล (GoodCharacteristics of Database System) 1) ลดความซ้าซ้อนของข้อมูลให้เหลือน้อยที่สุด (Minimum redundancy) เป็นการทาให้ปัญหาเรื่องข้อมูลไม่ ตรงกันลดน้อยลงหรือหมดไป 2) ความถูกต้องสูงสุด (Maximum Integrity : Correctness) ในระบบฐานข้อมูลจะมีความถูกต้องของ ข้อมูลสูงสุด เพราะว่าฐานข้อมูลมี DBMS คอยตรวจสอบกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขต่าง ๆ (Integrity Rules) ให้ทุก ครั้งที่มีการแก้ไขข้อมูลหรือเพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปในระบบฐานข้อมูลนั้น 3) มีความเป็นอิสระของข้อมูล (Data Independence) ถือเป็นคุณลักษณะเด่นของฐานข้อมูลซึ่งไม่มีในระบบไฟล์ ธรรมดา เนื่องจากในไฟล์ธรรมดาจะเป็นข้อมูลที่ไม่อิสระ (data dependence) 4) มีระบบความปลอดภัยของข้อมูลสูง (High Degree of Data Security) ฐานข้อมูลจะมีระบบรักษาความ ปลอดภัยของข้อมูลสูง โดย DBMS จะตรวจสอบรหัสผ่าน (login password) เป็นประเด็นแรก หลังจากผ่านเข้า สู่ระบบได้แล้ว DBMS จะตรวจสอบดูว่าผู้ใช้นั้นมีสิทธิใช้ข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด 5) การควบคุมจะอยู่ที่ส่วนกลาง (Logically Centralized Control) แนวความคิดนี้จะนาไปสู่ระบบการ ปฏิบัติงานที่ดี อย่างน้อยสามารถควบคุมความซ้าซ้อนและความปลอดภัยของข้อมูลได้
  • 12.
    8. ความสาคัญของระบบการจัดการฐานข้อมูล การนาเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้งานเพื่อประมวลผลข้อมูล นอกจากอานวยความสะดวกในการทางานได้รวดเร็ว แล้วยังมีความถูกต้องแม่นยาในการประมวลผลอีกด้วย ตัวอย่าง เช่น กรณีระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล เมื่อมีผู้ป่วย ต้องการเลือดหมู่โลหิตพิเศษโดยเร่งด่วนจาเป็นต้องการผู้บริจาคโลหิตหมู่โลหิตเดียวกันโดยใช้ฐานข้อมูลค้นหาผู้บริจาค โลหิตที่มีคุณสมบัติได้อย่างรวดเร็วได้แก่ผู้บริจาคต้องน้าหนักมากกว่า 45 กก. และบริจาคครั้งสุดท้ายมาแล้วเกิน 90 วัน ผู้ บริจาคควรมีที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ระบบฐานข้อมูลยังมีความสาคัญในด้านต่าง ๆ อีก ดังนี้ 1.สามารถลดความซ้าซ้อนของข้อมูลได้ การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่ ทาให้เกิดความซ้าซ้อน (Redundancy) ดังนั้นการนาข้อมูลมารวมเก็บไว้ใน ฐานข้อมูล จะช่วยลดปัญหาการเกิดความซ้าซ้อนของข้อมูลได้โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) จะช่วยควบคุมความซ้าซ้อนได้เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลจะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูล ซ้าซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง 2.หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้ หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้หลาย ๆ ที่และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้ แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็ จะทาให้เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกัน อาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลขึ้น (Inconsistency
  • 13.
    3.สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ฐานข้อมูลจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ก็จะทา ได้โดยง่าย 4.สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล บางครั้งพบว่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเช่น จากการที่ผู้ป้อนข้อมูลป้อนข้อมูลผิดพลาดคือป้อน จากตัวเลขหนึ่งไปเป็นอีกตัวเลขหนึ่งโดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลร่วมกัน หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่ง แก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทาให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบตามไปด้วย ในระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์ เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่เกดขึ้น ความถูกต้องของข้อมูล (Data Integrity) มี 2 ประเภท – Static Integrity (State of Data) เป็นความถูกต้องของเนื้อข้อมูล เช่น ผู้หญิงลาบวชไม่ได้ ผู้ชายลาคลอดไม่ได้อายุของ พนักงานอยู่ระหว่าง 18-60 ปี หรือสมาชิกยืมหนังสือได้ไม่เกิน 5 เล่ม เป็นต้น – Dynamic Integrity (State of Transition) เป็นความถูกต้องของลาดับการแก้ไข เช่น การแก้ไขสถานะภาพสมรสของพนักงาน
  • 14.
    5.สามารถกาหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้ การเก็บข้อมูลร่วมกันไว้ในฐานข้อมูลจะทาให้สามารถกาหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล ให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้เช่นการกาหนดรูปแบบการเขียนวันที่ในลักษณะ วัน/เดือน/ปี หรือ ปี/เดือน/วัน ทั้งนี้จะมีผู้ที่ คอยบริหารฐานข้อมูลที่เราเรียกว่า ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผู้กาหนด มาตรฐานต่างๆ 6.สามารถกาหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ ระบบความปลอดภัยในที่นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิมาใช้ หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบ ผู้บริหารฐานข้อมูล จะสามารถกาหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนได้ตามความเหมาะสม 7.เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทาหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล โปรแกรมต่าง ๆ อาจไม่จาเป็นต้องมี โครงสร้างข้อมูลทุกครั้ง ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลบางครั้ง จึงอาจกระทาเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว ก็จะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลง
  • 15.
    9. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล 1. ผู้บริหารฐานข้อมูล(Database Administrator หรือ DBA) เป็นบุคคลคนเดียว หรือกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและบริหารทรัพยากรฐานข้อมูลขององค์กรให้สามารถดาเนินการประยุกต์ใช้ฐานข้อมูลโดย ความร่วมมือช่วยเหลือจากพนักงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับผู้บริหารระดับสูง ผู้ใช้ แผนกต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และควรมีความรู้ทั้งหลักการบริหารและด้านเทคนิคของระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) 2. นักวิเคราะห์และออกแบบ (System Analyst) ทาหน้าที่ออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm) ของระบบงาน 3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) เป็นผู้เขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) สาหรับใช้กับ ฐานข้อมูล อาจจะเขียนด้วยภาษาระดับสูง เช่น SQL เป็นต้น 4. ผู้ใช้ (End User) เจ้าของระบบงานที่ต้องการเรียกใช้ฐานข้อมูล โดยอาจผ่านทางโปรแกรมประยุกต์หรือภาษา เรียกค้น เช่น SQL ผู้ใช้เหล่านี้ไม่จาเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม
  • 16.
    10. ตัวอย่างซอฟต์แวร์จัดการระบบฐานข้อมูลในปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ระบบฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมหรือซอฟแวร์ที่ช่วยจัดการข้อมูลหรือรายการต่างๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล ไม่ว่าจะ เป็นการจัดเก็บ การเรียกใช้ การปรับปรุงข้อมูล ระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีอยู่เป็นจานวนมาก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้คือระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมี ความสามารถในการจัดการฐานข้อมูลครบทุกด้าน และอีกกลุ่มคือระบบฐานข้อมูลขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งมีความสามารถ ในการจัดการฐานข้อมูลเช่นกัน แต่อาจจะขาดความสามารถบางอย่างไป ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ระบบฐานข้อมูลต่างๆ มี ดังนี้ เช่น Oracle, Microsoft SQL, MySQL, Sysbase, DB2, Informix, Ingres, Access, FoxPro, Clipper, dBase, FoxBase เป็นต้น ซอฟต์แวร์ระบบฐานข้อมูลจะช่วยให้ผู้ใช้ สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมฐานข้อมมูลที่นิยม โดยแต่ละโปรแกรมจะมีความสามารถต่างกัน บาง โปรแกรมใช้ง่ายแต่จะจากัดขอบเขตการใช้งาน บางโปรแกรมใช้งานยากกว่า แต่จะมีความสามารถในการทางานมากกว่า ตัวอย่างซอร์ฟแวร์จัดการระบบฐานข้อมูล
  • 17.
    คณะผู้จัดทา 1.นาย คุณากร พยัคฆวงศ์เลขที่ 2 2 นาย เพทาย บุตรน้าเพชร เลขที่ 7 3.นาย เรวัต สวัสดิ์กิตติ เลขที่ 12 4.นาย อดิศร บุญมาคาร เลขที่ 13 5.นาย กฤษฏา จันทร์ชาวใต้ เลขที่ 14 6.นาย อานาจ งามตา เลขที่ 15 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี วิชา การจัดการฐานข้อมูลเบื้องต้น ( ง 30204 ) เสนอ คุณครู ทรงศักดิ์ โพธิ์เอี่ยม