โครงงานสุขภาพประเภททดลองชื่อโครงงานการทำน้ำหมักชีวภาพ
ผู้จัดทำด.ญ. พรวลัย  เกียรติฐิตินันท์  ม.1/11  เลขที่ 35นำเสนออ. สุมน  คณานิตย์
คำนำรายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาสุขศึกษา   จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเรียนการทดลองเรื่อง การทำน้ำหมักชีวภาพ  เพื่อที่จะให้ผู้สนใจได้รับความรู้เรื่องของการทำน้ำหมักชีวภาพจากผักผลไม้ที่เหลือใช้ในบ้านและใบไม้ที่ร่วงหล่นตามสนามหญ้ามาก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง  ครอบครัว  ชุมชน  และสังคมของประเทศ
สารบัญ		                                               					        		       หน้าแนวคิดที่ทำโครงงาน					1วัตถุประสงค์ในการทำโครงงาน             	2ขั้นตอนการดำเนินงาน   				3ผลการดำเนินงาน					7ประโยชน์ที่ได้รับ          	    			8          สาระเพิ่มเติม						9
แนวคิดที่ทำโครงงานผู้จัดทำต้องการทราบว่าพืชผัก  ผลไม้ที่เหลือจากการใช้หรือบริโภค  หรือใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นในบ้านสามารถนำมาทำน้ำหมักชีวภาพเหมือนกับที่ได้อ่านในหนังสือได้หรือไม่ซึ่งในปัจจุบันแนวความคิดในการใช้ประโยชน์จากของเหลือใช้ และลดการใช้สารเคมีในครอบครัวและสังคมได้มีการรณรงค์กันอย่างมาก  อีกทั้งบ้านของผู้จัดทำมีต้นไม้และใบไม้มาก   จึงคิดทำการทดลองนี้ขึ้น  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง  ครอบครัว  และส่วนรวม1
วัตถุประสงค์ในการทำโครงงาน1.เพื่อศึกษาว่าพืชผัก  ผลไม้ที่เหลือจากการใช้หรือบริโภค  หรือใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นในบ้านสามารถนำมาทำน้ำหมักชีวภาพได้หรือไม่2.เพื่อสามารถนำความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการอ่านเรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพสู่การปฎิบัติจริงได้หรือไม่2
ขั้นตอนการดำเนินงานการเตรียมวัสดุ1. พืชผักผลไม้  ใบไม้ใบหญ้า 3 ส่วน (3 กิโลกรัม)2. น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน (1 กิโลกรัม)3. น้ำ 10 ส่วน (10 ลิตร)สูตร การทำน้ำหมักชีวภาพ 3 : 1 : 10 (ผลไม้: น้ำตาล: น้ำ)3
การเตรียมอุปกรณ์1. ถังพลาสติก 1 ใบ2. มีดสำหรับหั่นพืช และเขียงไว้รองหั่นพืช3. กาละมัง 1 ใบ4
วิธีการทำหั่นพืชทุกชนิดยาวประมาณ 1-2 นิ้ว  ใส่กาละมังใส่น้ำตาล  แล้วคลุกเคล้าให้ทั่วนำพืชที่คลุกเคล้าน้ำตาลแล้วไปไว้ในร่ม 2 ชั่วโมง5
วิธีการทำ4.    เมื่อครบ 2 ชั่วโมง  ให้เอาพืชในกาละมังใส่ถังพลาสติกประมาณ 4ใน 5 ส่วนของถัง  ปิดฝาให้แน่นหนา  เก็บถังหมักไว้ในที่ร่ม  อย่าให้ถูกแสงแดด หมั่นเปิดฝาระบายก๊าซออก  และปิดกลับให้สนิททันที  หมักไว้ 3 เดือน6
ผลการดำเนินงานพืชผักผลไม้ที่เหลือจากการใช้หรือบริโภค  หรือใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นในบ้านสามารถนำมาทำน้ำหมักชีวภาพได้จริงผู้จัดทำสามารถทำน้ำหมักชีวภาพได้สำเร็จ  และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในครอบครัว7
ประโยชน์ที่ได้รับเราสามารถนำสิ่งเหลือใช้ที่คิดว่าไม่มีประโยชน์หรือไม่มีคุณค่ามาก่อให้เกิดประโยชน์และมูลค่าขึ้นมาต่อตนเอง  ครอบครัว  และสังคมโดยส่วนรวมลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวในการซื้อปุ๋ย  สารเคมีในการกำจัดของเสียในท่อระบายน้ำและห้องส้วม  และลดขยะในบ้านผู้จัดทำได้รับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ใหม่ๆ จากการทดลองที่ได้ฝึกปฏิบัติจริง58
สาระเพิ่มเติมการทำน้ำหมักชีวภาพน้ำหมักชีวภาพคือ การนำเอาพึช ผัก ผลไม้และสัตว์ชนิดต่างๆ มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก  ซึ่งจุลินทรีย์จะไปช่วยสลายธาตุอาหารต่างๆ  ที่อยู่ในพืช  มีคุณค่าในแง่ของธาตุอาหารพืชเมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการย่อยสลายของแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์สารต่างๆ จะถูกปลดปล่อยออกมามี 2 ประเภท คือ1. น้ำหมักชีวภาพจากพืช  ทำได้โดยการนำเศษพืชสด ผสมกับน้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล2. น้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ ทำได้โดยการนำวัตถุดิบจากสัตว์ เช่น ก้างปลา       หัวปลา หอยเชอรี่ เป็นต้น9
วิธีทำน้ำหมักชีวภาพนำผลไม้หรือพืชผักหรือเศษอาหาร 3 ส่วน  น้ำตาล 1ส่วน  น้ำ 10 ส่วน  ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท  เว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1ใน 5ของภาชนะ  หมั่นเปิดฝาคลายแก๊สออก  และปิดกลับให้สนิททันที  วางไว้ในที่ร่ม  อย่าให้ถูกแสงแดด  หมักไว้ 3 เดือนสูตร  การทำน้ำหมักชีวภาพ 3 : 1 : 10          (ผลไม้: น้ำตาล: น้ำ)  หมักนาน 3 เดือน10
การขยายน้ำหมักชีวภาพนำน้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3เดือนแล้ว ใช้เฉพาะน้ำใสเป็นหัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน  น้ำตาล 1 ส่วน  และน้ำ 10 ส่วน  ใส่รวมในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เว้นที่ว่างไว้ประมาณ 1ใน 5ของภาชนะ  หมั่นเปิดฝาคลายแก๊สออก  และปิดกลับให้สนิททันที  วางไว้ในที่ร่ม  อย่าให้ถูกแสงแดด  หมักไว้ 2 เดือนสูตร การขยายน้ำหมักชีวภาพ 1 : 1 : 10          (น้ำหมักชีวภาพ: น้ำตาล: น้ำ)         หมักขยายต่อทุก 2 เดือน11
เคล็ดลับในการทำน้ำหมักให้ได้ผลดี1. ควรเลือกใช้เศษพืชผัก  ผลไม้  หรือเศษอาหารที่ยังไม่บูดเน่า  สับหรือบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในภาชนะที่มีปากกว้าง  ปิดฝาภาชนะทิ้งไว้จนได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ2. ในระหว่างการหมัก ห้ามปิดฝาภาชนะจนแน่นสนิทเพราะอาจทำให้ระเบิดได้  เนื่องจากระหว่างการหมักจะเกิดก๊าซต่างๆ ขึ้น  เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซมีเทน  เป็นต้น3. ไม่ควรเลือกพืชจำพวกเปลือกส้มใช้ทำน้ำหมัก  เพราะมีน้ำมันที่ผิวเปลือกจะทำให้จุลินทรีย์ไม่ย่อยสลาย12
ข้อควรระวังในการทำน้ำหมักชีวภาพน้ำหมักชีวภาพเป็นของเหลว  ถ้าใช้กับพืชต้องใช้เจือจาง  พืชแต่ละชนิดจะตอบสนองคล้ายกับได้รับฮอร์โมนพืชถ้าใช้ความเข้มข้นสูง  ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตได้ในระหว่างการหมัก ห้ามปิดฝาภาชนะจนแน่นสนิทเพราะอาจทำให้ระเบิดได้  เนื่องจากระหว่างการหมักจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน  เป็นต้นหากมีการใช้น้ำประปาในการหมักต้องต้มให้สุกหรือตากแดด  เพื่อไล่คลอรีนที่เป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักการทำน้ำหมักชีวภาพควรหมักให้ได้ที่  ถ้าหมักไม่ได้ที่น้ำตาลที่เหลืออยู่อาจทำให้พืชเกิดปัญหาเชื้อราได้13
การใช้น้ำหมักชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพน้ำหมักชีวภาพมีค่าความเข้มข้นของสารละลายสูง (ค่า EC เกิน 4 Ds/m) และเป็นกรดจัด  มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 3.6 - 4.5 ก่อนนำไปใช้กับพืชต้องปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้เป็นกลาง  โดยเติมหินฟอสเฟต  ปูนไดโลไมล์  ปูนขาว  กระดูกป่น อย่างใดอย่างหนึ่ง  อัตรา 5-10 กิโลกรัม/น้ำหมักชีวภาพ 100 ลิตร  แล้วผสมน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรน้ำหมักชีวภาพจะเป็นประโยชน์สูงสุด  ต้องใช้เวลาในการหมักจนแน่ใจว่าจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรีย์สมบูรณ์แล้ว  จึงนำไปใช้กับพืชได้น้ำหมักชีวภาพแต่ละสูตรมีธาตุอาหารเกือบทุกชนิด  แต่มีในปริมาณต่ำ  จึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ  ปุ๋ยพืชสด  หรือปุ๋ยเคมีเสริม14
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพด้านการเกษตรช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและน้ำช่วยปรับสภาพของดินให้ร่วนซุย  อุ้มน้ำและอากาศได้ดียิ่งขึ้นช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารแก่พืชช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชให้สมบูรณ์แข็งแรง  ต้านทานโรคและแมลงช่วยสร้างฮอร์โมนพืช  ทำให้ผลผลิตสูง  และคุณภาพของผลผลิตดีขึ้นช่วยให้ผลผลิตคงทน  เก็บรักษาไว้ได้นาน15
ด้านปศุสัตว์ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มสัตว์ไก่สุกรได้ภายใน 24 ชั่วโมงช่วยกำจัดน้ำเสียจากฟาร์มได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ช่วยป้องกันโรคอหิวาห์และโรคระบาดต่างๆ ในสัตว์แทนยาปฏิชีวนะและอื่นๆได้ช่วยกำจัดแมลงวัน  ด้วยการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันช่วยเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยงให้แข็งแรง  มีความต้านทานโรค  ให้ผลผลิตสูง  และอัตราการรอดสูง16
ด้านการประมงช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำช่วยรักษาโรคแผลต่างๆ ในปลา กบ จระเข้ เป็นต้นได้ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ  และไม่เน่าเหม็น  สามารถนำไปผสมเป็นปุ๋ยหมัก  ใช้กับพืชต่างๆ ได้17
ด้านสิ่งแวดล้อมช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร  ปศุสัตว์การประมง  โรงงนอุตสาหกรรม  ชุมชน  และสถานประกอบการทั่วไปช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ  การเลี้ยงสัตว์โรงงานอุตสาหกรรม  และชุมชนปรับสภาพของเสีย เช่น เศษอาหารจากครัวเรือนให้เป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงสัตว์และการเพาะปลูกพืชกำจัดขยะด้วยการย่อยสลายให้มีจำนวนลดน้อยลง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น  และมีสภาพดีขึ้น18
จบการนำเสนอขอบคุณค่ะ

โครงงานสุขภาพนำหมักชีวภาพ