โครงงานวิชา IS2 30201
เรื่อง น้ ากระเจี๊ยบ

จัดทาโดย
นางสาวปิ ติกานต์ สงแทน ม.5/2 เลขที่ 13
นางสาวอริษา คุ่มเคี่ยม ม. 5/2 เลขที่ 12

เสนอ
อาจารย์สุเทพ เรืองคล้าย
รายงานฉบับนี้ เป็ นส่วนหนึ่ งของรายวิชา IS 2

การสื่อสารและการนาเสนอ (communication and Presentation)
ประจาภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2556
โรงเรียนประชาบารุง(อุทิตกิจจาทร)
กิตติกรรมประกาศ
โครง งานวิทยาศาสตร์เรื่ อง น้ ากระเจี๊ยบ เป็นโครงงานศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ากระเจี๊ยบในส่วนต่างๆ ของกระเจี๊ยบ
ทังหมด สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้จริ ง ในการทาโครงงานครังนี้ ได้รบคาปรึ กษาจากอาจารย์ สุ เทพ เรื องคล้าย
้
้
ั

คณะผู้จดทา
ั
สารบัญ

- บทคัดย่อ

- บทที่ 1 ที่มาและความสาคัญ

1

1-7

- บทที่ 2 ทฤษฎีและการดาเนิ นงาน

7-8

- บทที่ 3 วิธการดาเนิ นงาน
ี

8-10

- บทที่ 4 ผลการศึกษาและอภิปราย

10-11

- บทที่ 5 สรุ ปการศึกษา

11-12

- อ้างอิง

13
บทคัดย่ อ
ปัจจุบนสภาวะแวดล้อมมีจานวนประชากรเพิ่มมากขึ้นทาให้ทุกคนลืมนึกถึงสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประโยชน์หนไปนิยมของ
ั
ั
เครื่ องดื่มที่ขายกันในท้องตลาดทัวไป ประโยชน์ของน้ ากระเจี๊ยบมีคุณค่าหลากหลายทุคนควรหันมาดื่มน้ ากระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพ ซึ่งน้ า
่
กระเจี๊ยบมีประโยชน์ทาให้ร่างกายสดชื่น มากกว่าประเภทเครื่ องดื่มในท้องงตลาดทัวไปที่มีจาหน่ายกันหลากหลาย อย่างอาทิ เช่น
่
น้ าอัดลม เป็ นต้น
จากการศึกษาพบว่าน้ าสมุนไพร น้ ากระเจี๊ยบให้คุณค่าทางอาหารประเภท เครื่ องดื่มมากกว่าน้ าที่จาหน่ายทัวไปหลายเท่า
่
บทที่ 1
ทีมาและความสาคัญ
่
เรื่อง นากระเจี๊ยบ
้

คาจากัดความ

กระเจียบแดง (กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด)
๋
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L.
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle
วงศ์ : Malvaceae ชื่ออืน : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง
่
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พม สู ง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลาต้นสี ม่วงแดง ใบเดี่ยว รู ปฝ่ ามือ 3 หรื อ 5 แฉก กว้างและยาว
ุ่
ใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสี ชมพูหรื อเหลืองบริ เวณกลางดอกสี ม่วงแดง เกสรตัวผูเ้ ชื่อมกันเป็ น
่
หลอด ผลเป็ นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสี แดงฉ่ า น้ าหุมไว้สรรพคุณ :กลีบเลี้ยงของดอก หรื อกลีบที่เหลืออยูที่ผลเป็ นยาลด
้
ไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ าหนักด้วยลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใดน้ ากระเจี๊ยบทาให้ความเหนียวข้นของ
เลือดลดลงช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดีน้ ากระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขบปัสสาวะ เป็ นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่งช่วยย่อย
ั
อาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลังของกรดในกระเพาะ
่
่ ้
เพิมการหลังน้ าดีจากตับเป็ นเครื่ องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริ คอยูดวย
่
่
* สรรพคุณ :
ใบ แก้โรคพยาธิตวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาคอ ให้ลงสู ทวารหนัก
ั
่
ดอก แก้โรคนิ่ วในไต แก้โรคนิ่ วในกระเพราะปั สสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลาไส้ให้ลงสู ทวารหนักผล ลดไขมันใน
่
เส้นเลือด แก้กระหายน้า รักษาแผลในกระเพาะ
เมล็ด บารุ งธาตุ บารุ งกาลัง แก้ดพการ ขับปั สสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด
ีิ
นอกจากนี้ได้บงสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุวาใช้สวนใด ดังนี้คือ แก้ออนเพลีย บารุ งกาลัง บารุ งธาตุ แก้ดพการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้า
่
่ ่
่
ีิ
แก้ความดันโลหิตสู ง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาไส้ ลดไขมันในเลือด บารุ งโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน
นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตารับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถายพยาธิตวจี๊ด
่
ั

* วิธีและปริมาณทีใ่ ช้ : โดยนาเอากลีบเลี้ยง หรื อกลีบรองดอกสีมวงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครังละ 1 ช้อนชา
่
้

(หนัก 3 กรัม) ชงกับน้าเดือด 1 ถ้วย
(250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้าสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครัง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป
้
สารเคมี ดอก พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin
คุณค่ าด้ านอาหาร
น้ากระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นามาต้มกับน้า เติมน้าตาล ดื่มแก้รอนใน กระหายน้า และช่วยปองกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนามาทา
้
้
ขนมเยลลี่ แยม หรื อใช้เป็ นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็ นผักได้ หรื อใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกาลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีช่ ือเรียกอีก ชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบ
มี วิตามินเอ ช่วยบารุ งสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบารุ งกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ากระเจี๊ยบแดงที่ได้สแดงเข้ม สาร
ี
Anthocyanin นาไปแต่งสีอาหารตามต้องการ
ความหมาย
หนึ่งในสมุนไพรที่คนทัวไปรู ้จกกันดีคงหนีไม่พน "กระเจี๊ยบแดง" ว่ามีคุณสมบัติชวย ลดความดันโลหิตสู ง แต่สมุนไพรดี ๆ จะมีคุณสมบัติแค่เพียงอย่าง
ั
้
่
่
เดียวล่ะหรื อ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการใช้กระเจี๊ยบแดงได้อกมากมาย
ี

ความสาคัญ
กระเจี๊ยบเขียว เป็ นพืชที่มคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลาไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum)
ี
ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลาไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันให้เป็ นปกติ เป็ นยาบารุ งสมอง มีสรรพคุณเป็ นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิ
ตัวจี๊ดได้ดวย
้
ที่มา
ปัญหาพิเศษเรื่ องน้ ากระเจี๊ยบเข้มข้นผสมโซดาพร้อมดื่ม
ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ปี 2543

รวบรวมข้ อมูล
กระเจี๊ยบแดงเป็ นสมุนไพรที่คนไทยคุนเคยกันดี น้ ากระเจี๊ยบสี สวย เปรี้ ยวหวานหอม กินแล้วสดชื่นดีจง กระเจี๊ยบเป็ น
้
ั
ั
พืชเขตร้อน ที่พบได้ในหลายประเทศ กลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบเป็ นสมุนไพรที่ใช้กนอย่างแพร่ หลาย ในทุกประเทศที่มีกระเจี๊ยบ ใบ
อ่อน ยอดอ่อนของกระเจี๊ยบสามารถรับประทานเป็นอาหารได้ โดยใช้ใส่ในแกงแต่งรสเปรี้ยว ใช้แต่งกลิ่น หรื อรับประทานเป็นผักสด ลาต้น
ของกระเจี๊ยบยังสามารถใช้ทาเป็นเชือกปอได้ดระดับหนึ่ ง ดอกกระเจี๊ยบมีสแดงโดยทัวไปใช้แต่งสีในอาหาร ในไวน์ ในน้าหวาน
ี
ี
่
ประเทศต่างๆ ที่ใช้กระเจี๊ยบเป็นยา เช่น ในแอฟริ กาใต้ใช้เมล็ดกระเจี๊ยบต้มกิน เป็นยาขับปัสสาวะ และเป็นยาบารุ ง และใช้น้ามันจากเมล็ด
รักษาแผลให้อูฐ ในแอฟริ กาตะวันออกใช้ใบต้มน้ากินแก้ไอ ลดความดันโลหิตสู ง ขับปัสสาวะ ลดคอเลสเตอรอล ลดความหนื ดของเลือด ขับ
พยาธิ
ในอียปต์ ใช้กลีบเลี้ยงต้มกินกับน้าตาลวันละสามเวลา ใช้รักษาความดันโลหิตสู ง ใช้ทงต้นต้มกินรักษาโรคหัวใจและโรคประสาท
ิ
ั้
กินเป็นยาลดน้าหนักเนื่ องจากช่วยให้ระบาย
และยังใช้เป็นยาช่วยฆ่าเชื้อในลาไส้
ส่วนกัวเตมาลา ใช้น้าตาลต้มกลีบเลี้ยงแห้งเป็นยาขับปัสสาวะ ยาลดการอักเสบของไต ในอินเดียและแม็กซิโกใช้กระเจี๊ยบเป็นยาเหมือนๆ กัน
และยังใช้กระเจี๊ยบในทางคล้ายๆ กัน คือ ใช้ใบต้มน้ากินด้วยเชื่อว่าจะทาให้เลือดบริ สุทธิ์ และใช้ตากแห้งต้มน้ากินแก้ไอ
ในประเทศไทย ใช้ใบสดและกลีบเลี้ยงทั้งสดและแห้งของกระเจี๊ยบต้มกิน แก้ไอ แก้นิ่ว ลดไข้ ขับน้ าดี โดยใช้ใบสด
30-60 กรัม ต้มหรื อแกงกิน ใช้กลีบเลี้ยงแห้ง 5-10 กรัม ต้มน้าหรื อชงน้าร้อนกิน
การใช้ประโยชน์ทางยาของประเทศต่างๆ ที่กล่าวมา ประเด็นของการลดคอเลสเตอรอล กับลดความดันโลหิตสู งนั้นเป็ นประเด็นที่
น่าสนใจ สาหรับคนยุคนี้ เพราะเป็ นโรคที่ไม่หายขาด
เป็ นโรคเรื้ อรังที่ตองอยูภายใต้การควบคุมของแพทย์ การที่จะต้องแสวงหาทางเลือกให้กบประชาชน เป็ นสิ่งที่จะต้อง
้ ่
ั
ช่วยๆ กันทาโดยเฉพาะการนาไปสู การพึ่งตนเองด้านยา ทังในระดับครัวเรื อน ระดับชุมชน และระดับประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ไม่
่
้
มีปัญญา ผลิตยาแผนปั จจุบนได้เอง และยาสมัยใหม่ท่ รักษาโรคพวกนี้กแพงแสนแพง
ั
ี
็
ถ้าเราไม่คดกระบวนการส่งเสริ มสุ ขภาพปองกัน ไม่ให้เป็ นโรคนี้เสียแต่แรก อีกไม่นานเราต้องเป็ นทาสต่างชาติแน่นอนเพราะต้องซื้อ
ิ
้
ยาแพงๆ พวกนี้กน ซึ่งสักวันหนึ่ งคนไทยอาจต้องจ่ายค่ายามากกว่าค่าข้าว
ิ
การมองหาทางเลือกในการรักษาโรค โดยเฉพาะด้านสมุนไพร สาหรับโรคแห่ง
ความทันสมัยนั้น เป็ นสิ่งจาเป็ น กระเจียบนับว่าเป็ นสมุนไพรที่น่าสนใจตัวเหนึ่ ง เพราะจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า การทดลอง
๊
ในหนู โดยใช้กลีบเลี้ยงแห้ง ในความเข้มข้น 5% ของอาหารที่เลี้ยงหนู นั้น สามารถลดคอเลสเตอรอลได้ ในความเข้มข้นของกลีบเลี้ยง
กระเจียบ ในอาหารที่เท่ากัน คือ 5% นั้นยังสามารถลดไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ในหนู ได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังพบว่า จากการทดลอง
๊
ในแมว สารสกัดด้วยน้าของกลีบเลี้ยง
กระเจียบ เมื่อฉีดเข้าเส้นแล้ว มีฤทธิ์ลดความดัน ส่วนน้าต้มจากการทดลองให้คนกิน สามารถลดความดันโลหิตได้ และมี
๊
ฤทธิ์ขบปั สสาวะ โดยทาการทดลองในหนู เมื่อใช้น้าต้มกลีบเลี้ยงในขนาด 1 กรัมต่อน้าหนักตัวหนึ่ งกิโลกรัม สามารถเป็ นยาขับปั สสาวะ
ั
ที่แรงมาก และในขนาดที่เท่ากันนี้สามารถขับยูริคได้ดใี นหนู เช่นกัน และน้าต้มจากดอกทดลอง ในคนสามารถเป็ นยาขับ
ปั สสาวะ เป็ นยาลดความดันโลหิตสู ง เป็ นยาลดการอักเสบของระบบทางเดินปั สสาวะ ภายหลังการผ่าตัดผูสูงอายุท่ เี ป็ นนิ่ วในไตวาย ได้
้
สารสกัดจากกลีบดอกของกระเจียบนั้น ช่วยระบายทาให้อุจจาระนุ ่มขึ้น ช่วยลดอาการบวม ช่วยยับยังการสร้างอะฟลาท๊อกซิน ช่วย
๊
้
ปกปองไม่ให้ตบถูกทาลาย นอกจากนี้ยงมีคล้ายฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งอาจจะเป็ นประโยชน์ตอสตรีวยทอง
้
ั
ั
่
ั
ส่ วนความเป็ นพิษนั้น พบว่า การที่ทาให้หนูตายครึ่ งหนึ่งนั้น ต้องกินน้ าสกัด
กระเจี๊ยบ 129.1 กรัมต่อน้าหนักหนู หนึ่ งกิโลกรัม คือ ถ้าเปรียบเทียบกับให้คนกินแล้ว คนหนักประมาณ 60 กิโลกรัมจะต้องกินกระเจี๊ยบ
ประมาณ 7.8 กิโลกรัม คิดว่าคนทัวไปคงไม่มปัญญากินอยูแล้วล่ะ เพราะท้องจะแตกตายก่อนที่จะเป็ นพิษจากกระเจี๊ยบ
่
ี
่
ดังนั้น แนวโน้มของกระเจี๊ยบ จึงมีแนวโน้มที่จะลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอลได้ ขับยูริคได้ จึงควรมีพฒนาการปลูกกระเจี๊ยบ เพื่อให้ได้กระเจี๊ยบที่ดมี
ั
ี
สาร สาคัญสู ง
วัตถุประสงค์
-เพื่อต้ องการให้ เป็ นเครื่ องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
-เพื่อให้ ทกคนหันมาดื่มน ้ากระเจี๊ยบแทนน ้าอัดลม
ุ
-เพื่อศึกษาค้ นคว้ า เรื่ องสมุนไพรและรู้จกเลือกสมุนไพรมาใช้ ประโยชน์
ั
บทที่ 2
ทฤษฎีและดาเนินงาน
คาว่า กระเจียบ
๊
น. ต้นไม้ชนิดล้มลุก เปลือกเป็ นปอเหนียว ผลสี แดง รสเปรี้ ยว ใช้ทาแยม น้ าที่ทาให้สาเร็จจากดอกกระเจี๊ยบ มีสีแดงเรี ยกว่า น้ ากระเจี๊ยบ..
ประวัติความเป็ นมา
กระเจี๊ยบแดง เป็ นพืชสมุนไพรที่เป็ นไม้พุ่มขนาดเล็ก สู งประมาณ 3–6 ศอก ลาต้นและกิ่งก้านมีสมวงแดง ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบ
ี ่
เรียบ บางทีกมรอยหยักเว้า 3 หยัก สีของดอกเป็ นสีชมพู ตรงกลางดอกมีสเี ข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ กลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะ
็ี
เจริ ญเติบโตขึ้นอีกเกิดเป็ นสีมวงแดงเข้มหุ มเมล็ดเอาไว้ภายในการขยายพันธุ โดยการใช้เมล็ดปลูก ควรปลูกในหน้าฝน พรวนดินก่อนปลูก ขุ ดหลุมปลูกหลุมละ
่
้
์
2-3 เมล็ด ระยะห่างของหลุมประมาณ ½-1 เมตร พอต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว ให้ถอนต้นที่ออนแอกว่าออกไปเอาต้นที่แข็งแรงไว้ รดน้า ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กาจัด
่
วัชพืชออกให้หมดกระเจี๊ยบแดงยังมีช่ ือเรียกอื่นอีก ได้แก่ ภาคเหนื อ เรียก ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง เงี้ยว แม่ฮ่องสอนเรี ยก ส้มปู จังหวัดตาก เรียก ส้มตะแลง
เครง ภาคกลาง เรียก กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว
บทที่ 3
วิธีการดาเนินงาน
ส่ วนผสม

- ดอกกระเจี๊ยบสด/แห้ง 20 กรัม (5 ดอก)
- น้าเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ)
- น้าเปล่า 200 กรัม (14 ช้อนโต๊ะ)
- เกลือป่ นเสริ มไอโอดีน 2 กรัม (2/5 ช้อนคาว)
วิธีทา
- เอาดอกกระเจี๊ยบสดหรื อแห้งก็ได้ ล้างน้าทาความสะอาด นาใส่หม้อต้ม จนเดือด แล้วลดไฟลงอ่อนๆ เคี่ยวเรื่ อยๆ จนน้าเป็ นสีแดงจนเข้มข้น
- เอาดอกกระเจี๊ยบขึ้นจากหม้อต้ม แล้วเอาน้าเชื่อมและเกลือใส่ลงไป ปล่อยให้น้ากระเจี๊ยบเดือด 1 นาที ยกลงชิมรสตามชอบ
- เอาขวดเปล่ามาล้างทาความสะอาด ต้มในน้าเดือด 20 นาที นาน้ากระเจี๊ยบแดงมากรอกแล้วปิ ดจุ กให้แน่น แช่ตูเ้ ย็นเก็บไว้ได้นาน
- หรื ออีกวิธหนึ่ ง...นาดอกกระเจี๊ยบมาตากแห้ง แล้วนามาบดเป็ นผง นาผงกระเจี๊ยบครั้งละ 1 ช้อนชา ชงในน้าเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิกรัม)
ี

*
รวบรวมข้ อมูล
มีการศึกษาการผลิตน้ าผลไม้พร้อมดื่มขึ้นมา ซึ่งผูบริ โภคให้ความสนใจเครื่ องดื่มประเภทนี้มากขึ้นเนื่องจากเป็ นเครื่ องดื่ม
้
ที่มีประโยชน์ต่อ

ทดลองทาและพัฒนา
ในปัจจุบนเครื่ องดื่มประเภทน้ าผลไม้เป็ นที่นิยมบริ โภคกันมากในกลุ่มผูบริ โภคทั้งเด็กและผูใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิงเครื่ องดื่ม
ั
้
้
่
ประเภทน้ าอัดลม มีผลทาให้มีการแข่งขันทางด้านการค้ามากขึ้น เพื่อเป็ นการเพิ่มทางเลือกของผูบริ โภคและเพิ่มคุณค่าของผลผลิตทาง
้
การเกษตร
บทที่ 4
ผลการศึกษา สรุปและอภิปราย
จากการทานากระเจียบในรู ปแบบต่ างๆสรุปได้ ดงนี้
้
๊
ั
จากการที่นากระเจี๊ยบรับประทาน แล้ว กินแล้วมีรสชาติหวาน เปรี้ ยว แต่ เราสามารถ เปลี่ยนรู ปแบบจากกระเจี๊ยบแห้งมาทาเป็ นยา หรื อแคปซูลก็ได้ โดย
ถ้าเป็ นยาแคปซูลจะไม่มีรสชาติ แต่ถาเป็ นยาจะออกรสหวาน
้

การสร้ างผลไรทาไมต้ องคานึงถึงเรื่องต่ างๆ ดังนี้
- แบบแก้วพลาสติก ดูน่ารับประทาน
- รับประทานง่าย
- แบบถุงพลาสติก รับประทานยาก เพราะเมื่อเหลือก้นถุงจะเทออกได้ยาก
- ควรมีฉลาก วัน / เดือน / ปี ที่บรรจุ
การสร้ างผลกาไรจึงต้ องคานึงถึง เรื่องต่ างๆ ดังนี้
1.ลดต้นทุนการผลิต เช่น การเก็บกระเจี๊ยบเอง
2.ทาจานวนพอประมาณในการจาหน่ายแต่ละครัง
้
3.หาวิธการเก็บกระเจี๊ยบ ให้ได้นานไม่มกลิ่นเหม็น หื่น
ี
ี
บทที5
่
สรุ ปผลการศึกษา
ประโยชน์

-

เพื่อเป็ นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ าหนักด้วย
ลดความดันโลหิตได้

-

เพื่อช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลังของกรดในกระเพาะ
่
เพิ่มการหลังน้าดีจากตับ
่

-

่ ้
เพื่อเป็ นเครื่ องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซี ตริ คอยูดวย

ข้ อเสนอแนะ
- ประโยชน์ของน้ ากระเจี๊ยบมีคุณค่าหลากหลายทุกคนควรหันมาดื่มน้ ากระเจี๊ยบเพื่อสุ ขภาพ ซึ่ งน้ ากระเจี๊ยบมีประโยชน์ทาให้
ร่ างกายสดชื่น มากกว่าน้ าประเภทเครื่ องดื่มในท้องตลาดทัวไปที่มีจาหน่ายกันหลากหลาย อย่างอาทิ เช่น น้ าอัดลม เป็ นต้น
่
อ้างอิง
www.google.com

งานนำเสนอ ปิติกานต์สงแทน

  • 1.
    โครงงานวิชา IS2 30201 เรื่องน้ ากระเจี๊ยบ จัดทาโดย นางสาวปิ ติกานต์ สงแทน ม.5/2 เลขที่ 13 นางสาวอริษา คุ่มเคี่ยม ม. 5/2 เลขที่ 12 เสนอ อาจารย์สุเทพ เรืองคล้าย รายงานฉบับนี้ เป็ นส่วนหนึ่ งของรายวิชา IS 2 การสื่อสารและการนาเสนอ (communication and Presentation) ประจาภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2556 โรงเรียนประชาบารุง(อุทิตกิจจาทร)
  • 2.
    กิตติกรรมประกาศ โครง งานวิทยาศาสตร์เรื่ องน้ ากระเจี๊ยบ เป็นโครงงานศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ากระเจี๊ยบในส่วนต่างๆ ของกระเจี๊ยบ ทังหมด สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้จริ ง ในการทาโครงงานครังนี้ ได้รบคาปรึ กษาจากอาจารย์ สุ เทพ เรื องคล้าย ้ ้ ั คณะผู้จดทา ั
  • 3.
    สารบัญ - บทคัดย่อ - บทที่1 ที่มาและความสาคัญ 1 1-7 - บทที่ 2 ทฤษฎีและการดาเนิ นงาน 7-8 - บทที่ 3 วิธการดาเนิ นงาน ี 8-10 - บทที่ 4 ผลการศึกษาและอภิปราย 10-11 - บทที่ 5 สรุ ปการศึกษา 11-12 - อ้างอิง 13
  • 4.
    บทคัดย่ อ ปัจจุบนสภาวะแวดล้อมมีจานวนประชากรเพิ่มมากขึ้นทาให้ทุกคนลืมนึกถึงสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประโยชน์หนไปนิยมของ ั ั เครื่ องดื่มที่ขายกันในท้องตลาดทัวไปประโยชน์ของน้ ากระเจี๊ยบมีคุณค่าหลากหลายทุคนควรหันมาดื่มน้ ากระเจี๊ยบเพื่อสุขภาพ ซึ่งน้ า ่ กระเจี๊ยบมีประโยชน์ทาให้ร่างกายสดชื่น มากกว่าประเภทเครื่ องดื่มในท้องงตลาดทัวไปที่มีจาหน่ายกันหลากหลาย อย่างอาทิ เช่น ่ น้ าอัดลม เป็ นต้น จากการศึกษาพบว่าน้ าสมุนไพร น้ ากระเจี๊ยบให้คุณค่าทางอาหารประเภท เครื่ องดื่มมากกว่าน้ าที่จาหน่ายทัวไปหลายเท่า ่
  • 5.
    บทที่ 1 ทีมาและความสาคัญ ่ เรื่อง นากระเจี๊ยบ ้ คาจากัดความ กระเจียบแดง(กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด) ๋ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L. ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle วงศ์ : Malvaceae ชื่ออืน : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ่ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พม สู ง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลาต้นสี ม่วงแดง ใบเดี่ยว รู ปฝ่ ามือ 3 หรื อ 5 แฉก กว้างและยาว ุ่ ใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสี ชมพูหรื อเหลืองบริ เวณกลางดอกสี ม่วงแดง เกสรตัวผูเ้ ชื่อมกันเป็ น ่ หลอด ผลเป็ นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสี แดงฉ่ า น้ าหุมไว้สรรพคุณ :กลีบเลี้ยงของดอก หรื อกลีบที่เหลืออยูที่ผลเป็ นยาลด ้ ไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ าหนักด้วยลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใดน้ ากระเจี๊ยบทาให้ความเหนียวข้นของ เลือดลดลงช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดีน้ ากระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขบปัสสาวะ เป็ นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่งช่วยย่อย ั อาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลังของกรดในกระเพาะ ่ ่ ้ เพิมการหลังน้ าดีจากตับเป็ นเครื่ องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริ คอยูดวย ่ ่
  • 6.
    * สรรพคุณ : ใบแก้โรคพยาธิตวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาคอ ให้ลงสู ทวารหนัก ั ่ ดอก แก้โรคนิ่ วในไต แก้โรคนิ่ วในกระเพราะปั สสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลาไส้ให้ลงสู ทวารหนักผล ลดไขมันใน ่ เส้นเลือด แก้กระหายน้า รักษาแผลในกระเพาะ เมล็ด บารุ งธาตุ บารุ งกาลัง แก้ดพการ ขับปั สสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด ีิ นอกจากนี้ได้บงสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุวาใช้สวนใด ดังนี้คือ แก้ออนเพลีย บารุ งกาลัง บารุ งธาตุ แก้ดพการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้า ่ ่ ่ ่ ีิ แก้ความดันโลหิตสู ง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลาไส้ ลดไขมันในเลือด บารุ งโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตารับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถายพยาธิตวจี๊ด ่ ั * วิธีและปริมาณทีใ่ ช้ : โดยนาเอากลีบเลี้ยง หรื อกลีบรองดอกสีมวงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครังละ 1 ช้อนชา ่ ้ (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้าเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้าสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครัง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป ้ สารเคมี ดอก พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin
  • 7.
    คุณค่ าด้ านอาหาร น้ากระเจี๊ยบแดงมีรสเปรี้ยว นามาต้มกับน้า เติมน้าตาล ดื่มแก้รอนใน กระหายน้า และช่วยปองกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนามาทา ้ ้ ขนมเยลลี่ แยม หรื อใช้เป็ นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็ นผักได้ หรื อใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกาลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีช่ ือเรียกอีก ชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบ มี วิตามินเอ ช่วยบารุ งสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบารุ งกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ากระเจี๊ยบแดงที่ได้สแดงเข้ม สาร ี Anthocyanin นาไปแต่งสีอาหารตามต้องการ ความหมาย หนึ่งในสมุนไพรที่คนทัวไปรู ้จกกันดีคงหนีไม่พน "กระเจี๊ยบแดง" ว่ามีคุณสมบัติชวย ลดความดันโลหิตสู ง แต่สมุนไพรดี ๆ จะมีคุณสมบัติแค่เพียงอย่าง ั ้ ่ ่ เดียวล่ะหรื อ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการใช้กระเจี๊ยบแดงได้อกมากมาย ี ความสาคัญ กระเจี๊ยบเขียว เป็ นพืชที่มคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลาไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum) ี ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลาไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันให้เป็ นปกติ เป็ นยาบารุ งสมอง มีสรรพคุณเป็ นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิ ตัวจี๊ดได้ดวย ้
  • 8.
    ที่มา ปัญหาพิเศษเรื่ องน้ ากระเจี๊ยบเข้มข้นผสมโซดาพร้อมดื่ม ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตรคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ปี 2543 รวบรวมข้ อมูล กระเจี๊ยบแดงเป็ นสมุนไพรที่คนไทยคุนเคยกันดี น้ ากระเจี๊ยบสี สวย เปรี้ ยวหวานหอม กินแล้วสดชื่นดีจง กระเจี๊ยบเป็ น ้ ั ั พืชเขตร้อน ที่พบได้ในหลายประเทศ กลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบเป็ นสมุนไพรที่ใช้กนอย่างแพร่ หลาย ในทุกประเทศที่มีกระเจี๊ยบ ใบ อ่อน ยอดอ่อนของกระเจี๊ยบสามารถรับประทานเป็นอาหารได้ โดยใช้ใส่ในแกงแต่งรสเปรี้ยว ใช้แต่งกลิ่น หรื อรับประทานเป็นผักสด ลาต้น ของกระเจี๊ยบยังสามารถใช้ทาเป็นเชือกปอได้ดระดับหนึ่ ง ดอกกระเจี๊ยบมีสแดงโดยทัวไปใช้แต่งสีในอาหาร ในไวน์ ในน้าหวาน ี ี ่ ประเทศต่างๆ ที่ใช้กระเจี๊ยบเป็นยา เช่น ในแอฟริ กาใต้ใช้เมล็ดกระเจี๊ยบต้มกิน เป็นยาขับปัสสาวะ และเป็นยาบารุ ง และใช้น้ามันจากเมล็ด รักษาแผลให้อูฐ ในแอฟริ กาตะวันออกใช้ใบต้มน้ากินแก้ไอ ลดความดันโลหิตสู ง ขับปัสสาวะ ลดคอเลสเตอรอล ลดความหนื ดของเลือด ขับ พยาธิ ในอียปต์ ใช้กลีบเลี้ยงต้มกินกับน้าตาลวันละสามเวลา ใช้รักษาความดันโลหิตสู ง ใช้ทงต้นต้มกินรักษาโรคหัวใจและโรคประสาท ิ ั้ กินเป็นยาลดน้าหนักเนื่ องจากช่วยให้ระบาย และยังใช้เป็นยาช่วยฆ่าเชื้อในลาไส้ ส่วนกัวเตมาลา ใช้น้าตาลต้มกลีบเลี้ยงแห้งเป็นยาขับปัสสาวะ ยาลดการอักเสบของไต ในอินเดียและแม็กซิโกใช้กระเจี๊ยบเป็นยาเหมือนๆ กัน และยังใช้กระเจี๊ยบในทางคล้ายๆ กัน คือ ใช้ใบต้มน้ากินด้วยเชื่อว่าจะทาให้เลือดบริ สุทธิ์ และใช้ตากแห้งต้มน้ากินแก้ไอ
  • 9.
    ในประเทศไทย ใช้ใบสดและกลีบเลี้ยงทั้งสดและแห้งของกระเจี๊ยบต้มกิน แก้ไอแก้นิ่ว ลดไข้ ขับน้ าดี โดยใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มหรื อแกงกิน ใช้กลีบเลี้ยงแห้ง 5-10 กรัม ต้มน้าหรื อชงน้าร้อนกิน การใช้ประโยชน์ทางยาของประเทศต่างๆ ที่กล่าวมา ประเด็นของการลดคอเลสเตอรอล กับลดความดันโลหิตสู งนั้นเป็ นประเด็นที่ น่าสนใจ สาหรับคนยุคนี้ เพราะเป็ นโรคที่ไม่หายขาด เป็ นโรคเรื้ อรังที่ตองอยูภายใต้การควบคุมของแพทย์ การที่จะต้องแสวงหาทางเลือกให้กบประชาชน เป็ นสิ่งที่จะต้อง ้ ่ ั ช่วยๆ กันทาโดยเฉพาะการนาไปสู การพึ่งตนเองด้านยา ทังในระดับครัวเรื อน ระดับชุมชน และระดับประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ไม่ ่ ้ มีปัญญา ผลิตยาแผนปั จจุบนได้เอง และยาสมัยใหม่ท่ รักษาโรคพวกนี้กแพงแสนแพง ั ี ็ ถ้าเราไม่คดกระบวนการส่งเสริ มสุ ขภาพปองกัน ไม่ให้เป็ นโรคนี้เสียแต่แรก อีกไม่นานเราต้องเป็ นทาสต่างชาติแน่นอนเพราะต้องซื้อ ิ ้ ยาแพงๆ พวกนี้กน ซึ่งสักวันหนึ่ งคนไทยอาจต้องจ่ายค่ายามากกว่าค่าข้าว ิ การมองหาทางเลือกในการรักษาโรค โดยเฉพาะด้านสมุนไพร สาหรับโรคแห่ง ความทันสมัยนั้น เป็ นสิ่งจาเป็ น กระเจียบนับว่าเป็ นสมุนไพรที่น่าสนใจตัวเหนึ่ ง เพราะจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า การทดลอง ๊ ในหนู โดยใช้กลีบเลี้ยงแห้ง ในความเข้มข้น 5% ของอาหารที่เลี้ยงหนู นั้น สามารถลดคอเลสเตอรอลได้ ในความเข้มข้นของกลีบเลี้ยง กระเจียบ ในอาหารที่เท่ากัน คือ 5% นั้นยังสามารถลดไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ในหนู ได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังพบว่า จากการทดลอง ๊ ในแมว สารสกัดด้วยน้าของกลีบเลี้ยง กระเจียบ เมื่อฉีดเข้าเส้นแล้ว มีฤทธิ์ลดความดัน ส่วนน้าต้มจากการทดลองให้คนกิน สามารถลดความดันโลหิตได้ และมี ๊ ฤทธิ์ขบปั สสาวะ โดยทาการทดลองในหนู เมื่อใช้น้าต้มกลีบเลี้ยงในขนาด 1 กรัมต่อน้าหนักตัวหนึ่ งกิโลกรัม สามารถเป็ นยาขับปั สสาวะ ั ที่แรงมาก และในขนาดที่เท่ากันนี้สามารถขับยูริคได้ดใี นหนู เช่นกัน และน้าต้มจากดอกทดลอง ในคนสามารถเป็ นยาขับ ปั สสาวะ เป็ นยาลดความดันโลหิตสู ง เป็ นยาลดการอักเสบของระบบทางเดินปั สสาวะ ภายหลังการผ่าตัดผูสูงอายุท่ เี ป็ นนิ่ วในไตวาย ได้ ้ สารสกัดจากกลีบดอกของกระเจียบนั้น ช่วยระบายทาให้อุจจาระนุ ่มขึ้น ช่วยลดอาการบวม ช่วยยับยังการสร้างอะฟลาท๊อกซิน ช่วย ๊ ้ ปกปองไม่ให้ตบถูกทาลาย นอกจากนี้ยงมีคล้ายฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งอาจจะเป็ นประโยชน์ตอสตรีวยทอง ้ ั ั ่ ั
  • 10.
    ส่ วนความเป็ นพิษนั้นพบว่า การที่ทาให้หนูตายครึ่ งหนึ่งนั้น ต้องกินน้ าสกัด กระเจี๊ยบ 129.1 กรัมต่อน้าหนักหนู หนึ่ งกิโลกรัม คือ ถ้าเปรียบเทียบกับให้คนกินแล้ว คนหนักประมาณ 60 กิโลกรัมจะต้องกินกระเจี๊ยบ ประมาณ 7.8 กิโลกรัม คิดว่าคนทัวไปคงไม่มปัญญากินอยูแล้วล่ะ เพราะท้องจะแตกตายก่อนที่จะเป็ นพิษจากกระเจี๊ยบ ่ ี ่ ดังนั้น แนวโน้มของกระเจี๊ยบ จึงมีแนวโน้มที่จะลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอลได้ ขับยูริคได้ จึงควรมีพฒนาการปลูกกระเจี๊ยบ เพื่อให้ได้กระเจี๊ยบที่ดมี ั ี สาร สาคัญสู ง
  • 11.
    วัตถุประสงค์ -เพื่อต้ องการให้ เป็นเครื่ องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ -เพื่อให้ ทกคนหันมาดื่มน ้ากระเจี๊ยบแทนน ้าอัดลม ุ -เพื่อศึกษาค้ นคว้ า เรื่ องสมุนไพรและรู้จกเลือกสมุนไพรมาใช้ ประโยชน์ ั
  • 12.
    บทที่ 2 ทฤษฎีและดาเนินงาน คาว่า กระเจียบ ๊ น.ต้นไม้ชนิดล้มลุก เปลือกเป็ นปอเหนียว ผลสี แดง รสเปรี้ ยว ใช้ทาแยม น้ าที่ทาให้สาเร็จจากดอกกระเจี๊ยบ มีสีแดงเรี ยกว่า น้ ากระเจี๊ยบ.. ประวัติความเป็ นมา กระเจี๊ยบแดง เป็ นพืชสมุนไพรที่เป็ นไม้พุ่มขนาดเล็ก สู งประมาณ 3–6 ศอก ลาต้นและกิ่งก้านมีสมวงแดง ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบ ี ่ เรียบ บางทีกมรอยหยักเว้า 3 หยัก สีของดอกเป็ นสีชมพู ตรงกลางดอกมีสเี ข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ กลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะ ็ี เจริ ญเติบโตขึ้นอีกเกิดเป็ นสีมวงแดงเข้มหุ มเมล็ดเอาไว้ภายในการขยายพันธุ โดยการใช้เมล็ดปลูก ควรปลูกในหน้าฝน พรวนดินก่อนปลูก ขุ ดหลุมปลูกหลุมละ ่ ้ ์ 2-3 เมล็ด ระยะห่างของหลุมประมาณ ½-1 เมตร พอต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว ให้ถอนต้นที่ออนแอกว่าออกไปเอาต้นที่แข็งแรงไว้ รดน้า ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กาจัด ่ วัชพืชออกให้หมดกระเจี๊ยบแดงยังมีช่ ือเรียกอื่นอีก ได้แก่ ภาคเหนื อ เรียก ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง เงี้ยว แม่ฮ่องสอนเรี ยก ส้มปู จังหวัดตาก เรียก ส้มตะแลง เครง ภาคกลาง เรียก กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว
  • 13.
    บทที่ 3 วิธีการดาเนินงาน ส่ วนผสม -ดอกกระเจี๊ยบสด/แห้ง 20 กรัม (5 ดอก) - น้าเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ) - น้าเปล่า 200 กรัม (14 ช้อนโต๊ะ) - เกลือป่ นเสริ มไอโอดีน 2 กรัม (2/5 ช้อนคาว) วิธีทา - เอาดอกกระเจี๊ยบสดหรื อแห้งก็ได้ ล้างน้าทาความสะอาด นาใส่หม้อต้ม จนเดือด แล้วลดไฟลงอ่อนๆ เคี่ยวเรื่ อยๆ จนน้าเป็ นสีแดงจนเข้มข้น - เอาดอกกระเจี๊ยบขึ้นจากหม้อต้ม แล้วเอาน้าเชื่อมและเกลือใส่ลงไป ปล่อยให้น้ากระเจี๊ยบเดือด 1 นาที ยกลงชิมรสตามชอบ - เอาขวดเปล่ามาล้างทาความสะอาด ต้มในน้าเดือด 20 นาที นาน้ากระเจี๊ยบแดงมากรอกแล้วปิ ดจุ กให้แน่น แช่ตูเ้ ย็นเก็บไว้ได้นาน - หรื ออีกวิธหนึ่ ง...นาดอกกระเจี๊ยบมาตากแห้ง แล้วนามาบดเป็ นผง นาผงกระเจี๊ยบครั้งละ 1 ช้อนชา ชงในน้าเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิกรัม) ี *
  • 14.
    รวบรวมข้ อมูล มีการศึกษาการผลิตน้ าผลไม้พร้อมดื่มขึ้นมาซึ่งผูบริ โภคให้ความสนใจเครื่ องดื่มประเภทนี้มากขึ้นเนื่องจากเป็ นเครื่ องดื่ม ้ ที่มีประโยชน์ต่อ ทดลองทาและพัฒนา ในปัจจุบนเครื่ องดื่มประเภทน้ าผลไม้เป็ นที่นิยมบริ โภคกันมากในกลุ่มผูบริ โภคทั้งเด็กและผูใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิงเครื่ องดื่ม ั ้ ้ ่ ประเภทน้ าอัดลม มีผลทาให้มีการแข่งขันทางด้านการค้ามากขึ้น เพื่อเป็ นการเพิ่มทางเลือกของผูบริ โภคและเพิ่มคุณค่าของผลผลิตทาง ้ การเกษตร
  • 15.
    บทที่ 4 ผลการศึกษา สรุปและอภิปราย จากการทานากระเจียบในรูปแบบต่ างๆสรุปได้ ดงนี้ ้ ๊ ั จากการที่นากระเจี๊ยบรับประทาน แล้ว กินแล้วมีรสชาติหวาน เปรี้ ยว แต่ เราสามารถ เปลี่ยนรู ปแบบจากกระเจี๊ยบแห้งมาทาเป็ นยา หรื อแคปซูลก็ได้ โดย ถ้าเป็ นยาแคปซูลจะไม่มีรสชาติ แต่ถาเป็ นยาจะออกรสหวาน ้ การสร้ างผลไรทาไมต้ องคานึงถึงเรื่องต่ างๆ ดังนี้ - แบบแก้วพลาสติก ดูน่ารับประทาน - รับประทานง่าย - แบบถุงพลาสติก รับประทานยาก เพราะเมื่อเหลือก้นถุงจะเทออกได้ยาก - ควรมีฉลาก วัน / เดือน / ปี ที่บรรจุ
  • 16.
    การสร้ างผลกาไรจึงต้ องคานึงถึงเรื่องต่ างๆ ดังนี้ 1.ลดต้นทุนการผลิต เช่น การเก็บกระเจี๊ยบเอง 2.ทาจานวนพอประมาณในการจาหน่ายแต่ละครัง ้ 3.หาวิธการเก็บกระเจี๊ยบ ให้ได้นานไม่มกลิ่นเหม็น หื่น ี ี
  • 17.
    บทที5 ่ สรุ ปผลการศึกษา ประโยชน์ - เพื่อเป็ นยาลดไขมันในเส้นเลือดและช่วยลดน้ าหนักด้วย ลดความดันโลหิตได้ - เพื่อช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลังของกรดในกระเพาะ ่ เพิ่มการหลังน้าดีจากตับ ่ - ่ ้ เพื่อเป็ นเครื่ องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซี ตริ คอยูดวย ข้ อเสนอแนะ - ประโยชน์ของน้ ากระเจี๊ยบมีคุณค่าหลากหลายทุกคนควรหันมาดื่มน้ ากระเจี๊ยบเพื่อสุ ขภาพ ซึ่ งน้ ากระเจี๊ยบมีประโยชน์ทาให้ ร่ างกายสดชื่น มากกว่าน้ าประเภทเครื่ องดื่มในท้องตลาดทัวไปที่มีจาหน่ายกันหลากหลาย อย่างอาทิ เช่น น้ าอัดลม เป็ นต้น ่
  • 18.