1
                                               บทที่ 1
                                               บทนํา
            สังคมของเราในโลกยุคปจจุบันกําลังประสบกับภาวะปญหาที่เปนวิกฤติกาณอยางหนัก
เกิดความเดือดรอนระส่ําระสายอยูตลอดเวลา ยิ่งมีความเจริญกาวหนาทางดานวัตถุมากเพียงใด ยิ่ง
เกิดปญหาความยุงเหยิงมากขึ้นเพียงนัน ความเจริญทางวัตถุ อันเปนผลแหงความกาวหนาทาง
                                      ้
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในสมัยปจจุบัน สงผลใหสังคมนานาประเทศทั่วโลกรวมถึงสังคมไทย
ดวย ไดรับความสะดวกสบายมากขึน โดยเฉพาะเมื่อกลาวถึงสังคมไทยแลว ถือไดวาไดรับอิทธิพล
                                   ้
จากวัตถุนิยมเปนอยางมาก เพราะวิถีชีวิตของคนในสังคมปจจุบัน ไดรับความสะดวกสบายมากกวา
วิถีชีวิตของคนในสมัยอดีตที่ผานมา            แตนนก็ไมไดหมายความวาสังคมไทยจะมีความสงบสุข
                                                  ั่
เพราะความสะดวกวกสบายเปนเรื่องของวัตถุที่เกิดมีขึ้นและนํามาบําบัดความตองการทางรางกาย
เทานั้น สวนความสุขสงบเปนเรื่องของจิตใจซึ่งอยูภายใน ยิ่งมีความสะดวกสบายมากเทาไร ยิ่งทํา
ใหรูสึกวา ตนเองมีความสุขมากเทานั้น แตในแงความเปนจริงหาไดเปนเชนนั้นไม เพราะความสุข
และความสะดวกสบายเปนคนละอยางกัน แตผูคนในสังคมกลับมองเห็นวา เปนอยางเดียวกัน นั่น
เปนเพราะวาสังคมไทยในปจจุบัน ผูคนกําลังหลงระเริงอยูกับวัตถุนยม มีความปรารถนาเพียงเพื่อ
                                                                     ิ
จะเสพบริโภคเทานัน โดยไมไดพิจารณา หรือไมมีเวลาแมแตจะคิดกอนตัดสินใจวา สิ่งที่เสพ
                     ้
บริโภคเขาไปนั้นดีหรือไมดี ใหคุณประโยชนหรือใหโทษแกตนเองและสังคมมากนอยเพียงไร
        เมื่อมองถึงสภาพปญหาที่กําลังเกิดขึ้นกับสังคมไทยตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแลว
จะเห็นไดวา สังคมไทยกําลังประสบกับความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมเปนอยางมาก ศีลธรรมอันดี
งามกําลังหางหายและเลือนหายไปจากจิตใจของคนไทย ผูคนในสังคมเกิดความเห็นแกตวกันมาก       ั
ขึ้น เพราะอํานาจของความโลภ เมื่อไมไดอยางที่ตนตองการก็เกิดโทสะคือความโกรธขึนในจิตใจ้
เมื่อเปนเชนนี้ จึงทําใหจิตใจของคนไทยยึดติดอยูกับโมหะคือความลุมหลง ยึดถือในสิ่งที่ผิดวา
                                                      
ถูกตองเรื่อยมา จะทําอะไรก็ทําไปตามอํานาจของกิเลส การแสดงออกถึงความเคารพบูชาตอผูที่
ควรแสดงความเคารพบูชา หรือการแสดงความนอบนอมกตัญูตอบูคคลผูมีพระคุณ กําลังหาง
หายไปจากสังคมไทย เชน บุตรธิดา ขาดการเคารพบิดามารดา ลูกศิษยขาดการเคารพครูบา
อาจารย เด็กเยาวชนขาดการเคารพผูหลักผูใหญ ลูกหลานเยาวชนไทยในสมัยอดีตใหความ
                                                
ความรูสึกและความสําคัญตอคําวา บุญและบาป เปนอยางมาก เพราะเกิดการละอายชั่วกลัวบาป แต
ในสมัยปจจุบนคําวาบุญและบาป ไมมีความสําคัญในความรูสึก และไดหางหายไปจากจิตใจของ
                 ั
ลูกหลานเยาวชนไทยเสียแลว เพราะไมมีความหวาดสะดุงกลัวตอการทําบาปกรรมใด ๆ เลย ระบบ
การศึกษาที่ถูกปฏิรูปขึ้นมาใชก็ยังไมสามารถแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นแกสังคมได เหตุดังกลาว
นี้ จึงทําใหสภาพความเสื่อมโทรมและความสลับซับซอนของปญหาหลัก ๆ เกิดขึ้นมากใน
สังคมไทย ซึ่งจะไดกลาวใหเห็นสภาพโดยทั่ว ๆ ไปของสังคมไทยปจจุบนเปนลําดับ ๆ ไป
                                                                          ั
            สภาพสังคม เมื่อกลาวถึงสถานการณของสังคมไทยในปจจุบันคงไมมใครปฏิเสธไดวา
                                                                                ี
กําลังตกอยูในภาวะของการเปลี่ยนแปลงในหลายดาน
                                                            ซึ่งถาไดศึกษาตามหนาประวัติศาสตร
2
จะทราบไดวาภาวะของการเปลี่ยนแปลงดังกลาวไดเริมกอตัวมาแลวจากอดีต และที่มองเห็นภาพได
                                                      ่
อยางชัดเจนกคือชวงสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงปจจุบน และภาวะความเปลี่ยนแปลงนี้ไดมี
                                                        ั
ผลกระทบเปนอยางมากตอวิถีชีวิตของคนไทยทั้งทางบวกและทางลบ                    ทางบวกคือ ทําใหวิถี
ชีวิตคนไทยมีสภาพความเปนอยูที่ดขึ้น เพราะสาเหตุมาจากความเจริญกาวหนาทางวัตถุไดสงผลให
                                        ี
สภาพสังคมไทยไดรับความสะดวกสบายมากกวาสภาพสังคมไทยในอดีต และเมื่อมองในทาง
ในทางตรงกันขาม              จากการที่สังคมไทยไดรับเอาวัฒนธรรมซึ่งเปนคานิยมดานความเจริญทาง
วัตถุของสังคมตะวันตกมาเสพบริโภค ทําใหเกิดผลกระทบในทางลบตอสังคมไทยจากอดีตเรื่อยมา
จนถึงปจจุบันเชนกัน ทางลบคือ ทําใหสภาพสังคมไทยกําลังประสบกับวิกฤติการณตาง ๆ ทุก
รูปแบบ เปนสังคมที่กําลังตกอยูในสถาพความเสื่อมโทรมและความสับสนวุนวายโกลาหลในดาน
ศีลธรรมอยงที่ไมเคยปรากฏมากอนในอดีต จนเรียกไดวา ศีลธรรมไดหางหายไปจากสังคม และ
ในขณะเดียวกันสังคมก็ตกอยูในภาวะทีขาดแคลนศีลธรรมเชนกัน ซึ่งสามารถรับรูและเขาใจ
                                           ่
ปญหาตาง ๆ เหลานี้ไดจากสื่อแตละแขนงทีนํามาเสนอไมเวนแตละวัน
                                              ่                              ฉะนั้น จึงกลาวไดวา
          ภาวะสังคมไทยปจจุบันมีทั้งการเปลี่ยนแปลงไปขางหนาและการถอยหลังในบางเรื่อง ทํา
ใหสังคมไทยยังขาดความเปนระเบียบ แมจะมีการจัดระเบียบของสังคมในหลาย ๆ ดานก็ตาม การ
ไมรักษากฎหมายของบานเมือง การขาดวินัยในการทําหนาที่ตาง ๆ เปนสิ่งที่คนไทยถือเปนเรื่อง
ธรรมดา ผูคนในสังคมกําลังสับสนวุนวายเกี่ยวกับการดําเนินชีวิต เกิดปญหาตาง ๆ ขึ้นมากมายใน
                                          
สังคมชนบทและสังคมเมือง เชน ปญหาความยากจนและไรที่อยูอาศัย, ปญหาการวางงาน, ปญหา
ครอบครัว, ปญหาสุขภาพ, ปญหามลพิษและสิ่งแวดลอม,ปญหาอาชญากรรม, ปญหาการลักขโมย
และฉกชิงวิ่งราว, ปญหาการประพฤติผิดทางเพศ, ปญหาเด็กและวัยรุน, ปญหาอบายมุขและสิ่ง
เสพติด เปนตน ปญหาหลัก ๆ เหลานี้ ลวนเปนปญหาที่ยังคงเกิดขึ้นและมีปรากฏใหเห็นอยูเสมอ
ในสังคมไทยปจจุบัน สภาพปญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไดพอกพูน ทับถม และสลับซับซอนมา
ยาวนาน จนยากที่จะแกไข จึงเปนภาระหนาที่อันหนักและใหญหลวงยิ่งนักของคนไทยทุกคนและ
ทุกฝายที่จะตองชวยกันรับผิดชอบและหาทางแกไขตอไป
          สภาพเศรษฐกิจ ความเปลียนแปลงที่ไมคงที่ ภาวะแหงความไมแนนอน เปนสัจธรรมที่
                                      ่
เปนจริงที่มีใหรับรูและมีเปนตัวอยางปรากฏมากมายในโลกในสังคมนี้ สภาพของเศรษฐกิจไทยใน
ปจจุบันก็เชนกัน ไดเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมโบราณมาเปนเศรษฐกิจการคา อุตสาหกรรม
และเกษตรกรรมที่ทนสมัยมากขึน
                       ั            ้               รายไดของประเทศสวนใหญในปจจุบันก็มาจาก
ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการคาและบริการมากกวาภาคเกษตรกรรม การผลิตเพื่อบริโภคใน
ครัวเรือนแตเพียงอยางเดียวนัน เกือบจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทยแลว เพราะปจจุบันระบบ
                                ้
เศรษฐกิจไทย ไดเปลี่ยนแปลงเขาสูการคาขายตามแนวทางของระบบเศรษฐกิจตะวันตก การผลิต
สินคาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติเพื่อคาขายกับตางประเทศมีการขยายตัวมากขึน เศรษฐกิจของไทย
                                                                           ้
กําลังอยูในยุคที่เรียกวา “โลกาภิวัตน” เปนยุคการแพรกระจายไปทั่วโลก, การที่ประชาคมโลกไม
วาจะอยู ณ จุดใด สามารถรับรู สัมพันธ หรือ รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึนไดอยางรวดเร็ว
                                                                                 ้
3
กวางขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เปนตน 1 ทําใหระบบเศรษฐกิจไทยได
เปลี่ยนเขาสูธุรกิจภาคอุตสาหกรรมและดานบริการอยางรวดเร็ว และมีสภาพคลองตัวเปนอยางมาก
ทั้งดานการเงินและการธนาคาร แมในชวงระยะที่ผานมา (พ.ศ. 2540) ภาวะเศรษฐกิจไทยจะตกต่ํา
ที่สุด หรือที่เรียกวาเศรษฐกิจฟอกสบูแตก ทําใหประเทศไทยตองเปนหนี้ตางประเทศมากมาย แต
หลังจากนั้น ระบบเศรษฐกิจของไทยก็กลับฟนตัวไดอีกครั้ง โดยการบริหารจัดการของรัฐบาลชุด
ใหม ทําใหเศรษฐกิจไทยปจจุบันโดยภาพรวมมีสภาพคลองตัวดีขึ้นตามลําดับ             แตการดํารง
ชีวิตประจําวันของคนไทยยังคงประสบกับคาครองชีพที่นบวันจะสูงขึนทุกขณะ แมจะมีการขึ้น
                                                       ั          ้
คาแรงงานใหแกผูใชแรงงานในทุกรัฐบาลก็ตาม          ในขณะเดียวกันราคาของสินคาเครื่องอุปโภค
บริโภคก็สูงขึ้นเปนเงาตามตัวเชนกัน ตามราคาน้ํามันที่พงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะผลพวงจาก
                                                         ุ
สงครามที่เกิดขึ้นในตางประเทศ และอีกหลาย ๆ ปจจัยที่เกี่ยวของ ทําใหเศรษฐกิจทั่วโลกพลอย
ไดรับผลกระทบไปดวย
แตเมื่อมองเศรษฐกิจไทยโดยสวนลึกแลวจะเห็นไดวา สาเหตุที่ภาวะเศรษฐกิจไมมีสภาพคลองหรือ
เปนเศรษฐกิจที่ไมเจริญอยางเสมอตนเสมอปลายนั้น เปนเพราะเกิดปญหาขึ้นภายในการบริหาร
ระบบเศรษฐกิจ กลาวคือ ปลอยใหมีการทุจริตโดยชอบธรรมของผูมีอํานาจโดยตรง หรือมีบุคคล
และคณะซึ่งเปนผูไมหวังดีตอประเทศชาติ มีจตใจละโมบคิดเพียงอยากไดถายเดียว เชน มีการปน
                                             ิ
หุน หรือทําธุรกิจฟอกเงิน เพราะเปนเงินที่ไดมาโดยทุจริตจากมิจฉาชีพ มีการคายาเสพติด เปนตน
และเกิดจากการทีคนไทยไมนิยมความเปนไทย แตกลับไปนิยมของที่ผลิตจากตางประเทศ เมื่อ
                    ่
ประชาชนมีคานิยมเชนนี้ จึงทําใหตองมีการสั่งสินคานําเขาจากตางประเทศเพิ่มมากขึ้น ทําให
ประเทศตองขาดงบดุลการคาเปนอยางมาก อีกทั้งคนไทยมีนิสัยชอบฟุงเฟอสุรุยสุราย ทําใหชีวต ิ
ตองสิ้นเปลืองไปกับการใชจายเพื่อดํารงชีพมากขึน เพราะคนไทยยังขาดความเปนชาตินิยมดวยและ
                                                 ้
มีปจจัยอีกหลายประการที่มีผลกระทบในทางลบตอระบบเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากการกระทําขอคน
ไทยเอง เมื่อพฤติกรรมดังกลาวเกิดขึน ยอมกอใหเกิดผลเสียหายอยางใหญหลวงตอประเทศชาติ
                                      ้
เพราะระบบเศรษฐกิจนันถือวาเปนหัวใจหลักของประเทศ
                         ้                                     การพัฒนาประเทศจะชาหรือเร็ว
ยอมขึ้นอยูกับเสถียรภาพของรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศเปนสําคัญ การทีจะใหนกธุรกิจเกิด
                                                                            ่      ั
ความเชื่อมั่นในการลงทุนมากนอยเพียงใดยอมขึ้นอยูกับรัฐบาลวาจะใหหลักประกันและความ
                                                   
เชื่อมั่นแกนักลงทุนในดานธุรกิจเพียงใด
          สภาพการเมือง ลักษณะทางดานการเมืองการปกครองของไทยในปจจุบน เปนระบบการ
                                                                              ั
ปกครองแบบประชาธิปไตยที่มพระมหากษัตริยเปนประมุข มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย
                               ี
สูงสุดของประเทศ พระมหากษัตริยในปจจุบนอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไมไดมีอํานาจ
                                               ั
เบ็ดเสร็จเหมือนในสมัยกอน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการ
เลือกตั้ง

____________________
4
 1
   ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 .          (กรุงเทพฯ :    โรงพิมพนานมีบุ
คพับบลิค-เคชั่นส. จํากัด, 2546), น. 1044.
โดยพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฏรซึ่งไดรับเลือกตั้งเขามามากที่สุดเปนผูไดรับสิทธิใน
การจัดตั้งรัฐบาล และทําหนาที่ในการบริหารประเทศ โดยมีฝายคานเปนผูคอยตรวจสอบการ 
ทํางานของรัฐบาล สภาพการเมืองการปกครองของไทยนาจะดีขึ้นมากกวานี้ หลังจากทีกฎหมาย           ่
รัฐธรรมนูญฉบับใหมที่รางขึนในป พ.ศ. 2540 ไดถูกนํามาใชในการปริหารและปกครองประเทศ
                                ้
เพราะมีความชัดเจนในหลายดาน ดังทีสวนดุสิตโพลไดสารวจความคิดเห็นของประชาชนระหวาง
                                           ่                 ํ
พ.ศ. 2541 – 2543 เกี่ยวกับจุดเดนของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวา
              อันดับที่ 1 ใหสิทธิเสรี / ประชาธิปไตยกับประชาชนเพิ่มขึ้น 43.70%
              อันดับที่ 2 ประชาชนมีสวนรวมมากขึน 36.97%
                                                    ้
              อันดับที่ 3 มีการกระจายอํานาจสูทองถิ่นมากขึ้น 10.08%
              อันดับที่ 4 สามารถตรวจสอบความโปรงใสได 7.56%
              อันดับที่ 5 มีจุดมุงหมายชัดเจนดี 1.69% 2
          แตปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเมืองการปกครองยังมีปรากฏประจักษแกสายตา
ประชาชนอยูเสมอ การชิงดีชิงเดนของพรรคการเมืองชวงหาเสียงเลือกตั้ง จนเปนเหตุใหเกิด
ทําลายลางซึ่งกันและกันทั้งสองฝาย กอใหเกิดความเสียวหายทั้งแกชีวิตและทรัพยสิน เกิดการใส
รายปายสีแกกนและกัน และการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของพรรคการเมืองตาง ๆ ยังคงมีอยูเสมอคู
                ั
สังคมไทย มีปญหาตาง ๆ เกิดขึนกับการเมืองการปกครองของไทยทุกยุคสมัย อาทิ เกิดปญหา
                                      ้
คอรัปชั่นและฉอราษฎรบังหลวงขึ้นในวงราชการ ทําใหบุคคลที่มีอาชีพเปนนักการเมืองมีฐานะ
ร่ํารวยที่สุดในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาสเปนฝายรัฐบาลและมีตําแหนงหนาที่ ยอมมีชองทาง
ในการกอบโกยหาผลประโยชนเปนอยางมาก จนถูกกลาวหาวามีฐานะร่ํารวยผิดปกติก็มีปากมาย
จนทําใหมการฟองรองและเรียกรองใหมีการออกกฎหมายมาเพื่อตรวจสอบทรัพยสินของ
            ี
นักการเมืองเลยทีเดียว และนักการเมืองขางฝายรัฐบาลนีถือวาเปนผูมีหนาที่ในการบริหารราชการ
                                                           ้
แผนดินโดยตรง เมื่อมีตําแหนงหนาที่               ก็จะใชโอกาสที่ตนเองมีอํานาจหนาที่เพื่อแสวงหา
ผลประโยชนใสตนและพวกพอง ทําใหฝายตรงขาม (ฝายคาน) ตองออกมาเรียกรองสิทธิ์ขอเปด
การอภิปรายไมไววางใจ ซึ่งทั้งสองฝาย (ฝายคานและฝายรัฐบาล) ตางก็เคยสลับสับเปลี่ยนกันเขา
มาบริหารบานเมืองดวยกันทังนัน และดูเหมือนวาทั้งสองฝาย
                               ้ ้                                  เมื่อไดมีโอกาสเขามาทําหนาที่
บริหารบานเมือง ตางก็มุงเพื่อแสวงหาผลประโยชนใสตนและพวกพองเสมอมา โดยไมมีความ
ละอายแกใจในการกระทําและไมคํานึงถึงผลประโยชนของประชาชนหรือประเทศชาติเปนที่ตั้ง
นักการเมืองจึงกลายเปนอาชีพ ๆ หนึ่งที่คนหลาย ๆ อาชีพสนใจใฝฝนอยากจะเปน และคํากลาว
ที่วา “การเมืองเปนเรื่องของผลประโยชน”เปนความจริงแทในสังคมไทยและในหมูชนที่เห็นแก
ประโยชนสวนตนเปนทีตั้ง  ่
5
____________________
         2
               สวนดุสิตโพล.          “คนไทยกับัฐธรรมนูญ” ในสายตา   “ผูที่เกี่ยวของกับรัฐศาสตร”.   .
http://www.dusit.ac.th/new_ver7/dusitpoll/2542_100.html. 2543.
           ฉะนั้นจะเห็นไดวา สังคมไทยปจจุบันเปนสภาพสังคมที่กําลังเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว
โดยมีระบบเศรษฐกิจเปนตัวชีนําในการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจของไทยโดยภาพรวมในปจจุบน
                                  ้                                                        ั
ไดเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมโบราณมาเปนเศรษฐกิจธุรกิจการคา อุตสาหกรรม และเกตรก
รรมที่ทันสมัยมากขึ้น รายไดของประเทศสวนใหญในปจจุบันมาจากภาคอุตสาหกรรม การคาและ
บริการมากกวาภาคเกษตรกรรม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่คอนขางจะรวดเร็วในระยะเวลา
ประมาณสิบกวาปมานี้ ไดทําใหระบบยอยอื่น ๆ ของสังคมปรับตัวตามไมทัน ไมวาจะเปนระบบ
การศึกษา สาธารณสุข การเมืองการปกครอง หรือระบบความเชื่อทางศาสนาก็ตาม ดังจะเห็นได
จากดานการศึกษาที่ยังไมอาจตอบสนองความตองการทางเศรษฐกิจไดในหลายประการ                 และ
โดยเฉพาะอาชีพที่ตองการฝมือหรือความรูเฉพาะทาง อาทิ ชางกล ชางไฟฟา ชางอุตสาหกรรม
รวมทั้งวิศวกรและบุคลากรทางการแพทย สาธารณสุขและอื่น ๆ ดานการสาธารณสุขแมวาจะ
พัฒนาไปในหลาย ๆ ดาน แตก็ยังไมเพียงพอ ไมวาจะพิจารณาในแงของบุคลากรทางการแพทย
พยาบาล เครื่องมือ เครื่องใช การใหบริการและสถานพยาบาลตาง ๆ โดยเฉพาะในชนบทหางไกล
ทางดานการเมืองการปกครองยังอยูในภาวะสับสน
                                                      แมจะมุงเปลี่ยนไปในทิศทางของความเปน
ประชาธิปไตยมากขึ้น แตแรงตานของกลุมอํานาจเกา (อนุรักษนิยม) ก็ยังมีอยูมาก พฤติกรรมของ
นักการเมืองและพรรคการเมืองยังไมไดยึดถืออุดมการณทางการเมืองเทาที่ควร การยึดติดตัวบุคคล
พวกพองและผลประโยชนเฉพาะหนายังมีอยูไมนอย ในเรื่องของความเชื่อและศาสนานั้นปรากฏ
วา ผูคนในสังคมไทยไมคอยสนใจจึงทําใหหางเหินจากธรรมะมากขึน แตกลับไปยึดติดอยูกับเรื่อง
                                                                    ้
ของโหราศาสตรและไสยศาสตรเพิ่มมากขึน มีคานิยมในการเสพบริโภควัตถุมากขึ้นเรื่อย ๆ คนใน
                                            ้
สังคมสวนใหญชอบยึดติดในความสนุกสนานชอบทําอะไรตามใจตนเอง ไมรกษากฎหมายของ     ั
บานเมือง ขาดระเบียบวินัยในการทําหนาทีการงานตาง ๆ จึงกอใหเกิดปญหาสังคมตามมามากมาย
                                              ่
แมวาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะดีขึ้นก็ตาม
           ดังที่ไดกลาวมาตั้งแตตน ถึงสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ สภาพการเมือง และปญหาตาง ๆ
                                    ั
ที่เกิดขึน จะเห็นไดอยางชัดเจนวา มีปญหานานาชนิดไดเกิดขึนในสังคมไทยซึ่งมีพุทธศาสนาเปน
         ้                                                   ้
รากฐานเดิมของวิถีชีวิต แตเมื่อประมวลเปนปญหาหลัก ๆ แลว จะเห็นไดวา เปนเรื่องของปญหา
ที่เกี่ยวกับการเบียดเบียนทําลายชีวิต ปญหาการลักขโมยการคอรัปชัน ปญหาการกระทําผิดลวง
                                                                       ่
ละเมิดทางเพศ ปญหาการโกหกหลอกลวง หรือปญหาการติดของมึนเมาอยางใดอยางหนึ่งจนถึง
การเสพสิ่งเสพติดชนิดตาง ๆ ที่ทําใหเสียสติ จนกลายเปนปญหาที่ใหญที่สุดในสังคมไทยตลอดจน
สังคมโลกดวย             และปญหาทุกเรื่องในสังคมไทยทีตองขึ้นโรงขึนศาลและทําใหคนอืนมากมาย
                                                      ่           ้                ่
พลอยเปนทุกขเดือดรอนไปดวยนั้น เปนสิ่งที่บงบอกใหเห็นถึงวิถีชีวิตและจิตใจของประชาชนใน
สังคมดวยวา สังคมไทยกําลังตกอยูในภาวะที่เรียกวาขาดแคลนศีลธรรม เปนเพราะการผิดศีลขอ
6
ใดขอหนึ่งในหาขอนี้ทั้งสิ้น           เพราะคนในสังคมไทยรักษาเบญจศีลขอขั้นพื้นฐานไมไดจงเปน ึ
ตนเงื่อนของปญหาอีกมากมายที่ตาม ๆ กันมา
         ผูเ ขียนเห็นวา           การสมาทานและรักษาศีลนัน เปนเรื่องที่จําเปนและรีบดวนทีคนใน
                                                                  ้                               ่
สังคมไทยจะตองตืนตัว ใหความสนใจ และเอาใจใสอยาบงจริงจังในการประพฤติตนใหเปนผูมีศีล
                      ่
เพราะความจริงแลว            เรื่องเบญจศีลนีเ้ ปนเรื่องที่อยูกบมนุษยชาติมานานเทาที่ประวัติศาสตรของ
                                                                ั
มนุษยจะยอนกลับไปได ทุก ๆ สังคมไมวาจะเจริญทางวัตถุมากหรือนอยก็ตาม จะมีกฎเกณฑการ
ประพฤติอยูชุดหนึ่งที่จะใหคนในสังคมทําตาม กฏเกณฑเหลานั้นก็มักจะเปนศีลธรรมขึนพื้นฐานที่   ้
จะบอกคนไมใหเบียดเบียนทํารายหรือประหัดประหารชีวตของกันและกัน ไมใหพูดเท็จ ไมใหลก
                                                                      ิ                              ั
ขโมย เปนตน นอกจากจะเปนเรื่องทีคอนขางเปนธรรมชาติวาคนเราไมควรทําในสิ่งที่ผิดเชนนั้น
                                               ่
แลว ผูมีปญญาในการครองชีวิตยังทราบดีวา ศีลธรรมนันจะเปนเหมือนเข็มและดายที่สามารถรอย
                                                                    ้
และสอยใหสมาชิกในสังคมนัน ๆ อยูกันอยางเปนสุขสงบและสันติ การเปลี่ยนแปลงของสังคม
                                    ้        
การพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การยึดติดในคุณคาของวัตถุมากจนเกินไป บวกกับความออนแอ
ของสถาบันศาสนาทุกศาสนานั้น                        ไดทําใหสังคมโลกประสบกับความสับสนวุนวายในดาน
ศีลธรรมเปนอยางมาก ในขณะที่คนสมัยกอนเห็นเรื่องการมีศีลธรรมเปนเรื่องธรรมชาติธรรมดา
คนมากมายในสมัยนี้กลับไมสามารถเขาใจวาทําไมตนจึงตองรักษาศีล                    เพราะเขาเห็นตัวอยาง
ของคนไมนอยที่ไมตองมีศีลธรรม ทํามาหาเลี้ยงชีพอยางคดโกง แตก็สามารถประสบความสําเร็จ
ในชีวต มีเงินทองใชมากมาย มีขาทาสบริวาร และสถานะทางสังคมที่สูงสง ดวยระบบศีลธรรม
       ิ
ในสังคมไทยทุกวันนี้ กําลังเสื่อมโทรมลงอยางนาใจหาย สิ่งที่เคยเปนเรื่องผิดศีลธรรมในอดีตกลับ
กลายเปนเรื่องที่ยอมรับกันในปจจุบัน โดยเฉพาะปญหาที่กําลังเกิดขึ้นกับลูกหลานเยาวชนไทย เชน
เรื่องการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร หรือการใชชีวตอยูดวยกันกอนแตงงาน เปนตน
                                                            ิ           
         มีผูที่ทํางานวิจัยที่เกี่ยวของกับเรื่องเบญจศีลนี้หลายทาน ดังนี้
         อาภรณ พุกกะมาน, ชียพร วัชชาวุธ และ เกียรติ เปมกิตติ ทําการศึกษาเรื่อง
“การศึกษาการสอนศีลเพื่อเสริมสรางพุทธจริยธรรมในสังคมไทย” ในป พ.ศ. 2528
         นนทนา อังสุวรังษี              ทําการศึกษาเรื่อง “การวิเคราะหเปรียบเทียบคานิยมละการ
ปฏิบัติเกี่ยวกับเบญจศีลของชาวพุทธในสังคมเมมืองและชนบท ที่อยูในและนอกโครงการแผนดิน
ธรรมแผนดินทอง: ศึกษาเฉพาะกรณีหมูบานในอําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค” ในป พ.ศ.
2533
         พระมหาวรานนท ฐิตานนฺโท (นวลคํา) ทําการศึกษาเรื่อง “ความสัมพันธระหวางศีล ๕
และสันติภาพในสังคม: การศึกษาเชิงวิเคราะห” ในป พ.ศ. 2545
         พระมหาทวี ฐานวโร (ออนปสสา) ทําการศึกษาเรื่อง “ปาณาติบาตกับปญหาจริยธรรมใน
พุทธปรัชญา” ในป พ.ศ. 2534
         พระมหาปญญา ชยปฺโญ (ดาบพลหาร) ทําการศึกษาเรื่อง “กาเมสุมิจฉาจารกับปญหา
จริยธรรมในสังคมปจจุบัน” ในป พ.ศ. 2536
7
         พระมหาอํานวย ญาณสํวโร (พินดอน) ทําการศึกษาเรื่อง “การศึกษาเรื่องผลกระทบจาก
การลวงละเมิดศีลขอที่ 5 ที่มีตอสังคมไทย” ในป พ.ศ. 2542
         แมจะมีผูทํางานวิจยในเรื่องของศีลธรรมนี้หลายทานก็ตาม แตผูเขียนก็มีทรรศนะในเรื่อง
                            ั
การสรางความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องเบญจศีลนี้พอสมควร จึงไดเสนอกลวิธีการตาง ๆ ที่จะทําใหชาว
พุทธซึ่งเปนประชากรสวนใหญของประเทศ ไดมองเห็นความสําคัญและมีความรูความเขาใจใน  
เรื่องเบญจศีลอยางถูกตอง        จะไดปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีลไดอยางเหมาะสมและถูกตองดวย
และผูเขียนเห็นวาการประพฤติตนตามหลักเบญจศีลนี้มความสําคัญอยางยิ่งสําหรับคนทุกคน หาก
                                                     ี
คนเราสามารถสมาทานและรักษาเบญจศีลเพียงหาขอนี้ได เบญจศีลที่ทุกคนประพฤติดีแลว จะ
สามารถควบคุมพฤติกรรมตาง ๆ ทางกายและทางวาจา ไมใหกอปญหาความเดือดรอนขึนทั้งแก    ้
ตนเองและผูอื่น รวมถึงสังคมดวย อันจักสงผลใหสังคมไทยและสังคมโลกโดยทัวไป เกิดสันติ
                                                                                ่
สุขขึ้นอยางแนนอน
         ผูเขียนจะทําการศึกษาจากเอกสาร โดยการคนควาขอมูลที่เกี่ยวกับเบญจศีล          จาก
พระไตรปฎก อรรถกถา และหนังสือหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ หลังจากนั้นจะทําการ
วิเคราะหขอมูลโดยชีใหเห็นความสําคัญ โทษการขาดเบญจศีลและ ประโยชนจากการปฏิบัตาม
                       ้
เบญจศีล พรอมทั้งเสนอกลวิธีตาง ๆ ในการปฏิบัติตนใหเปนผูมีศีลธรรมในจิตใจและในวิถีชีวต     ิ
จริงของชาวไทยชาวพุทธ
8


                                       บทที่ 2
                      แนวการสอนเบญจศีลของพระพุทธเจาในสมัยพุทธกาล

2.1 องคประกอบและปจจัยที่ทําใหเกิดการสอนเบญจศีล
          จากการศึกษาประวัติศาสตรพระพุทธศาสนาทําใหทราบวา พระพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้น
ทามกลางความเชื่ออันหลากหลาย มีเจาลัทธิ นักคิด บัณฑิต ฤาษี ปริพาชก ดาบส อเจลก
นักบวช ฯลฯ เกิดขึนมากมาย ณ ดินแดนที่มีชื่อวา “ชมพูทวีป” และพระพุทธศาสนานั้นก็เกิดขึน
                     ้                                                                              ้
โดยตรงจากการคนพบความจริงดวยความสามารถ (ตรัสรู) ของพระอรหังสัมมาสัมพุทธเจาเอง
เมื่อคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ กอนพระพุทธศักราช 45 ป ณ โคนตนศรีมหาโพธิ์ ตําบลอุรุเวลา
เสนานิคม แควนมคธ หลังจากตรัสรูแลว พระพุทธองคทรงพิจารณาใครครวญในธรรมที่พระองค
ตรัสรูโดยใชเวลาถึง 7 สัปดาห (49 วัน) ทรงดําริวา พระธรรมที่พระองคตรัสรูนั้น เปนธรรมที่
สุขุมลุมลึก ยากยิ่งนักที่ชนผูมีกเิ ลสทั้งหลายจะเขาใจ แตดวยอาศัยพระมหากรุณาธิคณ ที่พระุ
พุทธองคมีอยางยิ่งใหญ ทําใหทรงตัดสินพระทัยที่จะแสดงธรรมเพื่อโปรดสรรพสัตวในเวลาตอมา
เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแลว พระพุทธเจาก็ไดเสด็จไปในสถานที่ตาง ๆ เพื่อประกาศศาสนา
การแสดงธรรมของพระพุทธองคแตละครั้งไดผลมาก ผูฟงไดดวงตาเห็นธรรมเปนพระอริยบุคคล
กันมากมาย อีกทั้งผูมีศรัทธาปสาทะเลื่อมใส ถึงกับบวชเปนภิกษุก็มีไมนอย และมีจํานวนมากขึน         ้
ตามลําดับ ตอมาเมื่อพระพุทธเจาทรงไดพระสาวกระดับพระอรหันต 60 รูป ก็ทรงสงออกไป
ประกาศพระศาสนา ดังปฐมวาจาที่พระพุทธองคทรงตรัสแกพระสาวกรุนแรกเพื่อไปเผยแผพระ
ศาสนาในพรรษาแรกแหงพุทธกิจวา
             ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เราพนแลวจากบวงทั้งปวง ทั้งทีเ่ ปนของทิพย ทั้งที่เปนมนุษย
             แมพวกเธอก็พนแลวจากบวงทั้งปวง ทั้งที่เปนของทิพย ทั้งที่เปนของมนุษย
             พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชนและความสุขแกชนหมูมาก เพื่ออนุเคราะหโลก
             เพื่อประโยชนเกื้อกูลและความสุขแกทวยเทพและมนุษย พวกเธออยาไดไปรวมทาง
             เดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องตน งามในทามกลาง งามในที่สุด
             จงประกาศพรหมจรรยพรอมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณบริสุทธิ์ สัตวทั้งหลาย
             จําพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุนอย มีอยู เพราะไมไดฟงธรรมยอมเสื่อม ผูรูทั่วถึง
             ธรรม จักมี ดูกอนภิกษุทั้งหลาย แมเราก็จกไป ยังตําบลอุรุเวลาเสนานิคม
                                                        ั
             เพื่อแสดงธรรม.3
          ตลอดระยะเวลาถึง 45 พรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงบําเพ็ญพุทธกิจในแตละวันซึ่งมี
5 อยาง คือ
             1. ปุพฺพณฺเห ปณฺฑปาตฺจ เวลาเชาเสด็จบิณฑบาต 2. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลา
9
____________________
         3
             วิ. ม. 4 / 32 /72.
                 เย็นทรงแสดงธรรม 3. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ําประทานโอวาทแกเหลาภิกษุ
                 4. อฑฺฒรตฺเต เทวปฺหนํ เที่ยงคืนทรงตอบปญหาเทวดา 5. ปจฺจุสฺเสว คเต
                 กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ จวนสวางทรงตรวจพิจารณาสัตวที่สามารถและที่ยังไม
                 สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม 4
         ในพุทธกิจประจําวัน 5 อยาง ของพระพุทธองคที่ทรงบําเพ็ญอยูเสมอนั้น ยอมจะเปน
องคประกอบอันสําคัญที่ทําใหพระพุทธองคทรงสั่งสอนไดเปนอยางดี และดวยพุทธจริยาในการสั่ง
สอนเวไนยสัตว คือทรงบําเพ็ญประโยชนแกโลก ทรงบําเพ็ญประโยชนแกญาติ ทรงบําเพ็ญ
ประโยชนทกประการในฐานะของพระพุทธเจา5
               ุ                                          ดวยพระมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ       ทั้งใน
พรรษากาล และนอกพรรษากาล ไมวาระยะทางจะใกลหรือไกลเพียงไร พระองคมิไดทรง
คํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยหรือยากลําบากแตประการใด นับตั้งแตตรัสรู ตราบจนกระทั่งวัน
สุดทายแหงการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ดังเชนในพรรษาแรกแหงการประกาศพระศาสนา มี
เรื่องราวของบุคคลและเหตุการณที่เกียวกับการเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธองคเกิดขึ้น
                                         ่
มากมาย บุคคลที่เสด็จไปโปรดนัน สวนใหญไดรับประโยชนจากการสั่งสอนของพระพุทธองค
                                       ้
ทั้งสิ้น คือไดบรรลุเปนพระอริยบุคคลโดยขันต่ําสุดเปนพระโสดาบัน จนกระทั่งไดบรรลุเปนพระ
                                                 ้
อริยบุคคลขันสูงสุดคือเปนพระอรหันต อาทิ ปญจวัคคีย, ยสกุลบุตรและสหายผูเปนบริวารของ
             ้
ทาน 54 ,             ภัททวัคคีย 30, ปุราณชฏิล 1,000, บิดามารดาและอดีตกรรยาของพระยสะ, พระ
เจาพิมพิสารพรอมเหลาราชบริพาร, อุปติสสะและโกลิตะ (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ),
ปปผลิมาณพ (พระมหากัสสปะ), กาฬุทายีอํามาตย, พระนามปชาบดีโคตมี, พระเจาสุทโธทนะ,
พระนางยโสธราและพระราหุลกุมาร พรอมดวยพระราชวงศและขาราชบริพารอีกมากมาย เพราะ
อาศัยความอนุเคราะหที่ทรงมีพระเมตตาตอสัตวโลก พระองคทรงพิจารณาเห็นวา บุคคลในโลกนี้
มีพื้นฐานความรูความเขาใจแหงสติปญญาที่แตกตางกัน บุคคลผูมีสติปญาและอุปนิสัยที่เคยสั่งสม
มาในอดีตที่พอจะแนะนําสังสอนและเขาใจในธรรมของพระองคไดนนยังมีอยู ซึ่งมีหลักฐานที่พระ
                                ่                                        ั้
พุทธองคตรัสไวเกี่ยวกับประเภทบุคคลที่มีปรากฏในโลกนีวามี 4 ประเภท คือ
                                                              ้
                 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้ มีปรากฏอยูในโลก 4 จําพวกเปนไฉน คือ
                 บุคคลผูฉลาดผูกไมฉลาดแก 1 ฉลาดแกไมฉลาดผูก 1 ฉลาดทั้งผูกฉลาดทั้งแก 1
            ไมฉลาดทั้งผูกไมฉลาดทั้งแก 1               ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล 4 จําพวกนี้แล
                 มีปรากฏอยูในโลก ฯ         ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้ มีปรากฏอยูในโลก
                 4 จําพวกเปนไฉน คือ อุคฆฏิตัญู ผูอาจรูธรรมแตพอทานยกหัวขอขึ้นแสดง 1
                 วิปจิตัญู ผูอาจรูธรรมตอเมื่อทานอธิบายความแหงหัวขอนัน 1
                                                                             ้
____________________
10
           4
              พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลศัพท . พิมพครั้งที่ 6,
5,๐๐๐ เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 189-190.
           5
               เรื่องเดียวกัน, น. 191.
                เนยยะผูพอแนะนําได            ปทปรมะ ผูมีบทเปนอยางยิ่ง 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
               บุคคล 4 จําพวกนี้แลมีปรากฏอยูในโลก ฯ 6
          บุคคลแตละประเภทที่มีระดับสติปญญาความสามารถแตกตางกันเหลานี้ พระสัมมาสัม
พุทธเจาเมื่อจะเสด็จไปสั่งสอน พระองคยังทรงคํานึงถึงจริยา คือความประพฤติ หรือ จริต อัน
เปนสิ่งที่บุคคลผูมีความประพฤติอยางนั้น ๆ กอนแลว จึงตรัสพระธรรมเทศนาเพื่อใหเหมาะสมกับ
อัธยาศัยของบุคคลนั้น เกี่ยวกับจริตนี้ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไดใหความหมายไววา
ความประพฤติ, พืนนิสัย หรือพื้นเพแหงจิตของคนทั้งหลายที่หนักไปดานใดดานหนึ่ง แตกตางกัน
                       ้
ไปมี 6 ประเภทคือ
               1.ราคจริต ผูมราคะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางรักสวยรักงามมักติดใจ)
                              ี
               2. โทสจริต ผูมีโทสะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางใจรอนขี้หงุดหงิด)
               3. โมหจริต ผูมีโมหะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางเหงาซึม งมงาย)
                4. สัทธาจริต ผูมีศรัทธาเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางนอมใจเชื่อ)
                5. พุทธิจริต ผูมีความรูเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดพิจารณา)
                 6. วิตกจริต ผูมีวตกเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดจับจด ฟุงซาน) 7
                                   ิ
          เพราะอาศัยพระมหากรุณาธิคุณ              พระสัมมาสัมพุทธเจาจึงไดเสด็จออกประกาศศาสนา
โปรดสรรพสัตว ทําใหพระคุณ 2 อยางแรก คือ พระปญญาคุณ และ พระวิสุทธิคุณเปนที่ปรากฏ
และเปนประโยชนแกชาวโลกอยางแทจริง พระองคเสด็จไปชวยเหลือแนะนําสั่งสอนมนุษยทั้งที่
เปนรายบุคคลและกลุมชน โดยไมเห็นแกความเหนื่อยยากลําบากของพระองคเลย                          ดังที่
พระพรหมคุณาภรณ กลาววา ไวในพุทธคุณ 3 นี้ ขอที่เปนหลักและกลาวถึงทั่วไปในคัมภีรตาง ๆ
มี 2 คือ ปญญาและกรุณา สวนวิสุทธิ เปนพระคุณเนื่องอยูในพระปญญาอยูแลว เพราะเปนผลเกิด
เองจากการตรัสรู คัมภีรทั้งหลายจึงไมแบงไวเปนขอหนึ่งตางหาก 8 และพระมหากรุณาธิคณของ     ุ
พระพุทธเจาทีพระองคทรงอนุเคราะหชาวโลกนั้น แสดงออกในพุทธกิจประจําวันทีกลาวขางตน
                 ่                                                                  ่
เหตุดังที่กลาวมาแลวนีจึงนับวาเปนองคประกอบและปจจัยที่มีความสําคัญยิ่งที่ทําใหพระพุทธองค
                          ้
ทรงสั่งสอนธรรม
2.2 วิธีการสอนและลักษณะของผูฟงการสอน
          วิธีการสอน

____________________
          6
              องฺ. จตุกฺก. 13 / 132-133 / 135.
11
         7
             พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท.     พิมพครั้งที่ 6, 5,000
เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 39.
         8
            พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม.             พิมพครั้งที่ 8,
10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 264.
          สําหรับวิธีการสอนนั้น มีผูรูไดคนควาและรวบรวมไวมากมาย ซึ่งผูเขียนจะไดกลาวถึงใน
บางเรื่องที่เกี่ยวของและเห็นวามีความสําคัญทีควรนํามาประกอบในงานเขียนนี้เทานั้น ซึ่งเมื่อจะ
                                                ่
กลาวถึงตนแบบแหงวิธีการสอนนั้น               ยอมเปนการสมควรอยางยิ่งที่จะตองเอยถึงบุคคลผูเปน
ตนแบบแหงวิธีการสอนโดยตรง นันคือ “องคพระบรมศาสดา หรือ พระบรมครู” ซึ่งเปนอีกพระ
                                     ่
นามหนึ่งของพระพุทธเจา ที่มหาชนไดใหสมัญญานามแกพระองค และเปนที่ปรากฏแกชน
ทั้งหลายโดยทั่วไป ซึ่งหมายถึง ศาสดาหรือ ครูผูเยี่ยมยอดในการสอน เปนศาสดาที่ประเสริฐยิ่ง
กวาศาสดาใด ๆ ในโลก พระองคสามารถฝกสอนไดทั้งมนุษยและเทวดา ดังมีปรากฏในบท
พุทธคุณตอนหนึ่งวา “อนุตฺตโร ปุรุสทมฺมสารถิ ” เปนสารถีฝกบุรุษที่ฝกได ไมมีใครยิ่งกวา “สตฺ
                                                                         
ถา เทวมนุสฺสานํ”เปนศาสดาของเทวดาและมนุษยทั้งหลาย 9 ความสามารถเฉพาะของพระองค
ยอมเปนที่ประจักษเหลาพุทธบริษัททั้งหลายเปนอยางดี และเปนคุณสมบัติที่สําคัญยิ่งที่บคคลผูเปน
                                                                                            ุ
ศาสดาเชนพระองคจะทรงใชเพือการสั่งสอนผูอื่น
                                 ่
          เกี่ยวกับวิธีการสอนของพระบรมศาสดานัน      ้       มีมากมายหลายวิธีที่พระองคทรงเลือกใช
ทั้งนี้พระองคจะทรงพิจารณาถึงปจจัยหลาย ๆ ดานวา มีความเหมาะสมหรือไมที่จะทรงใชวิธีการ
นั้น ๆ ในการสั่งสอน โดยที่พระองคจะทรงคํานึงถึงพืนฐานของผูฟงธรรมเปนอยางมาก ไมวา
                                                          ้
บุคคล ๆ นั้นจะมาจากชนชั้นวรรณะใดก็ตาม เมื่อเปนบุคคลที่พระองคจะทรงโปรดแลว พระองค
จะใหความสําคัญกับบุคคลผูนั้นเสมอเหมือนกันหมด                 และเนื่องจากผูฟงธรรมมีพื้น
ฐานความรูที่แตกตางกัน พระพุทธเจาจึงทรงใชวิธการสอนที่หลากหลาย ซึ่งในงานเขียนนี้ จะ
                                                      ี
สรุปมาใหเห็นพอเปนตัวอยางประกอบถึงวิธีการสอนที่พระพุทธองทรงเลือกพิจารณาในการสั่ง
สอนเวไนยสัตว คือ
1. ภูมิหลังหรือพื้นเพของผูฟง ไดแก วรรณะ การศึกษา และอาชีพ เชน เมื่อพระพุทธเจาตรัสรู
ใหม ๆ พระองคเสด็จไปสอนปญจวัคคีย ซึ่งเปนชนวรรณะพราหมณ และออกบวชเพื่อแสวงหา
ทางพนทุกข โดยที่พระองคไดตรัสถึงมัชฌิมาปฏิปทา อันเปนทางสายกลาง ไดแกอริยมรรคมีองค
8 และญาณทัสสนะ ซึ่งเปนหลักธรรมสําคัญทางพระพุทธศาสนา และมิใชสิ่งที่จะเขาใจได
โดยงายสําหรับชนทั่วไป เพราะตองอาศัยสติปญญา และบุญบารมีที่ไดสั่งสมแตอดีตจึงจะสามารถ
เขาใจและรูแจงได 10 หรือในครั้งหนึ่งที่พระพุทธองคถูกอักโกสพราหมณ ซึ่งยังเปนผูครองเรือน
                                                                                          
อยู ไดบริภาษ (การดา) พระองคดวยความโกรธ และพระองคไดทําใหอักโกสพราหมณ
                                             
ตระหนักไดดวยตนเองวา การบริภาษพระองคนั้นไมมีประโยชน โดยทรงใชวิธีอุปมาถามถึงการ
                 
เตรียมอาหารตอนรับแขกผูมาเยือน เมื่อแขกไมรับอาหารนั้น อาหารยอมตกเปนของเจาของบาน
ดังเดิม 11
12

____________________
         9
            พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท.   พิมพครั้งที่ 6, 5,000
เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 191.
         10
              วิ. ม. 4 / 12 – 17 / 41 – 48.
         11
              ม. ม. 2 / 631 – 632 / 322 – 323.
2. ปญหาของผูฟงธรรม เปนสิ่งที่พระพุทธองคทรงพิจารณาถึงประการตอมา ซึ่งหมายถึงปญหา
ดานความคิดและปญหาในชีวิตประจําวัน ปญหาดานความคิดนัน พระพุทธองคสามารถรูไดดวย
                                                                         ้
เจโตปริยายญาณ พระพุทธเจาจะทรงถามความเขาใจพื้นฐานของผูฟงที่เกี่ยวของ เพื่อนําไปสูความ
เขาใจในเรื่องนัน เชน ในการสอนปญจวัคคียเรื่องความไมยึดมั่นถือมั่น พระพุทธองคทรงใช
                   ้
คําถามกระตุนใหปญจวัคคียไดคนพบขอสรุปดวยตนเอง ดังที่ปรากฏในอนัตตลักขณสูตร ตอนหนึ่ง
               
วา
                 พ : รูปเที่ยงหรือไมเที่ยง
                 ป : ไมเที่ยงพระพุทธเจาขา
                 พ : ก็เมื่อสิ่งใดไมเที่ยง สิ่งนั้นเปนทุกขหรือเปนสุขเลา
                 ป : เปนทุกขพระพุทธเจาขา
                 พ : ก็สิ่งใดไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนเปนธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนัน
                                                                                               ้
                     วา นั่นของเรา นั่นเปนเรา นันเปนตนของเรา
                                                     ่
                 ป : ไมควรเลย พระพุทธเจาขา 12
         จากคําถามเหลานี้ ในที่สุดปญจวัคคียก็ไดขอสรุปใหตนเองวา ไมควรยึดมันถือมั่นในรูป
                                                                                  ่
จะเห็นไดวา พระพุทธเจาทรงถามใหปญจวัคคียใหเหตุผลทีละขั้นตอน และทรงถามตอไปถึง
                                                            
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทายที่สุดจึงทรงสรุปวา อริยสาวก ยอมเบื่อหนายในรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหนายจึงสิ้นกําหนัด และหลุดพนไดในที่สุด
         ในกรณีที่ผูฟงประสบปญหาชีวิต พระพุทธเจาจะทรงพิจารณาถึงสภาพจิตใจของบุคคลผู
นั้นกอน หลังจากนันจะทรงใชวิธีที่เหมาะสมแกสถานการณ เชน เมื่อนางกีสาโคตมี เศราโศก
                           ้
เสียใจอยางมาก เพราะบุตรของนางเสียชีวิต และไดกราบทูลพระพุทธเจาขอใหชวยชีวิตบุตรของ
นาง
ซึ่งในสภาวการณเชนนี้ผูฟงยอมไมมีความพรอมที่จะฟงธรรมแนนอน พระพุทธองคจึงทรงใหนาง
ไปหาเมล็ดพันธุผักกาดจากบานที่ไมมีคนตายมาใหไดกอน แลวพระองคจะทรงชวย ดวยวิธีนี้
นางจึงไดเรียนรูดวยตนเองวา ความตายเปนเรื่องธรรมดา ซึ่งทุกคนตองประสบ 13 หรือตัวอยาง
                      
เรื่องของยสกุลบุตรซึ่งเกิดเบื่อหนายชีวตการครองเรือน พระพุทธเจาทรงแนะนํายสกุลบุตรวา ชีวิต
                                                ิ
นักบวชไมมความวุนวาย ไมมีปญหา และทรงสั่งสอนธรรมจนยสกุลบุตรบรรลุธรรม ครั้นคหบดี
             ี
13
ผูเปนบิดาออกตามหายสกุลบุตร พระพุทธเจาก็ทรงแสดงธรรมใหคหบดีฟง จนเกิดความเลื่อมใส
ในพระธรรมกอน แลวจึงตรัสถามบิดาของยสกุลบุตร ดังมีเนื้อความวา
             พ : ดูกรคหบดี ทานจะสําคัญความขอนันเปนไฉน ยสกุลบุตรไดเห็นธรรมดวย
                                                   ้
             ญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนทาน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรม ตามที่ตน ไดเห็นแลว
             ไดรูแจงแลว จิตพนแลวจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรควร
             หรือ เพื่อจะกลับเปนคฤหัสถ บริโภคกาม เหมือนเปนคฤหัสถ ครั้งกอน
____________________
          12
               วิ. ม. 4 / 21 / 53.
         13
               ขุ. อ. 9 / 33 / 604.
            ค. ขอนั้นไมควรเลยพระพุทธเจาขา. พ : ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรไดเห็นธรรมดวย
            ญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนทาน เมื่อเธอพิจารณา ภูมิธรรมตามที่ตนไดเห็นแลว
            ไดรูแจงแลว จิตพนแลว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตร ไม
            ควรจะกลับเปนคฤหัสถ บริโภคกามเหมือนเปนคฤหัสถครั้งกอน.               ค : การที่จต ิ
            ของยสกุลบุตรพนจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่นนั้น เปนลาภของยสกุลบุตร
            ยสกุลบุตรไดดีแลวพระพุทธเจาขา ขอพระผูมีพระภาค มียสกุลบุตร เปนปจฉาสมณะ
            จงทรงรับภัตตาหารของขาพระพุทธเจา เพื่อเสวยในวันนี้เถิดพระพุทธเจาขา 14
         จะเห็นไดวา วิธีสอนของพระพุทธเจาที่ทรงใชกับยสกุลบุตร ตางจากวิธีที่ทรงใชกับบิดา
ของยสกุลบุต เพราะยสกุลบุตร เกิดความเบื่อหนายในชีวตการครองเรือนอยูแลว การเสนอ
                                                               ิ
ทางเลือก ในการดําเนินชีวต ที่แตกตางออกไปจากเดิม จึงสามารถทําใหยสกุลบุตรสนใจได สวน
                               ิ
บิดาของยสกุลบุตร เมื่อมาเฝาพระพุทธเจานั้น ยังไมไดเห็นทุกขของการครองเรือน และยังไมได
ศรัทธาในพระศาสนา หากพระพุทธเจาทรงถามวาผูที่เขาใจธรรมแลว ควรกลับไปครองเรือนอีก
หรือไม บิดาของยสกุลบุตร ก็จะยังไมเขาใจสภาพจิตของผูที่เขาใจธรรม พระพุทธเจาจึงทรงสอน
จนคหบดีนั้น เขาใจธรรมกอน แลวจึงตรัสถาม เพราะพระพุทธองคทรงคํานึงพืนฐานของผูฟงเปน
                                                                               ้
สําคัญ แลวทรงเลือกใชคําถามที่เหมาะสมกับผูฟง และสรุปเนื้อหาจากคําตอบของผูฟงนันเอง
                                                                                        ่
         ความเปนพระบรมศาสดาขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ยอมเปนสวนประกอบที่
สําคัญที่จะทําใหเกิดคุณลักษณะของผูสอนอยางพระองค ซึ่งเรียกวาองคคุณแหงกัลยาณมิตรที่มใน    ี
พระองคอยางสมบูรณ และยังถือเปนแนวทางการประพฤติปฏิบติไดเปนอยางดีเยี่ยมแกบุคคลผูเปน
                                                                 ั
ครูสอนทั้งหลาย         ดังทีพระพรหมคุณาภรณไดใหคําอธิบายไววา
                             ่                                            “องคคุณของกัลยามิตร”
คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท           คือทานที่คบหรือเขาหาแลวจะเปนเหตุใหเกิดความดีงามและ
ความเจริญ มี 7 ประการดวยกันคือ
            1. ปโย (นารักในฐานเปนที่สบายใจและสนิทสนม ชวนใหอยากเขาไปปรึกษาไตถาม)
            2. ครุ (นาเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแกฐานะ ใหเกิดความรูสึกอบอุนใจ
            เปนที่พึงได ละปลอดภัย)
14
          3. ภาวนีโย (นาเจริญใจ หรือนายกยอง ในฐานทรงคุณคือความรูและภูมิปญญาแท
                                                                         
          จริง ทั้งเปนผูฝกอบรมและปรับปรุงตนอยูเสมอ ควรเอาอยาง ทําใหระลึกและเอยอาง
                           
          ดวยซาบซึ้งภูมิใจ)
          4. วตฺตา จ (รูจักพูดใหไดผล รูจกชี้แจงใหเขาใจ รูวาเมื่อไรควรพูดอะไรอยางไร
                                             ั               
          คอยใหคําแนะนําวากลาวตักเตือน เปนที่ปรึกษาที่ด)
                                                           ี
          5. วจนกฺขโม (อดทนตอถอยคํา คือ พรอมที่จะรับฟงคําปรึกษาซึกถามคําเสนอแนะ
              วิพากษวิจารณ อดทน ฟงไดไมเบื่อ ไมฉุนเฉียว)
____________________
          14
               วิ. ม. 4 / 28 69 .
             6. คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ําลึกได สามารถอธิบายเรื่องยุงยาซับซอนให
                  เขาใจ และใหเรียนรูเรื่องราวที่ลกซึ้งยิ่งขึ้นไป)
                                                     ึ
             7. โน จฏฐาเน นิโยชเย (ไมชกนําในอฐาน คือ ไมแนะนําในเรื่องเหลวไหล หรือชัก
                                              ั
             จูงไปในทางเสื่อมเสีย) 15
         และในการแสดงธรรมของพระพุทธองคทกครั้ง พระองคจะทรงมีลีลาการสอน หรือพุทธ
                                                       ุ
ลีลาในการสอนเสมอ ดังทีพระพรหมคุณาภรณไดอธิบายความไววา การสอนของพระพุทธเจาแต
                           ่
ละครั้ง แมที่เปนเพียงธรรมิกถา หรือการสนทนาทัวไป ซึ่งมีใชคราวที่มความมุงหมายเฉพาะพิเศษ
                                                         ่               ี
ก็จะดําเนินไปอยางสําเร็จผลดี โดยมีองคประกอบที่เปนคุณลักษณะ 4 ประการ คือ
             1. สันทัสสนา(ชี้แจงใหชัด คือ จะสอนอะไร ก็ชี้แจงจําแนกแยกแยะอธิบาย และ
             แสดง เหตุผลใหชัดเจน จนผูฟงเขาใจแจมแจงเห็นจริงเห็นจัง ดั่งจูงมือไปดูเห็นกับตา
              2. สมาทปนา ชวนใหอยากใหรับเอาไปปฏิบัติ คือ สิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทํา
              ก็แนะนําหรือบรรยายใหซาบซึ้งในคุณคา มองเห็นความสําคัญที่จะตองฝกฝนบําเพ็ญ
             จนใจ ยอมรับ อยากลงมือทํา หรือนําไปปฏิบัติ
             3. สมุตเตชนาเราใจใหอาจหาญแกลวกลา คือ ปลุกเราใจใหกระตือรือรนเกิดความ
             อุตสาหะ มีกําลังใจแข็.ขัน มั่นใจทีจะทําใหสําเร็จจงได สูงาน ไมหวันระยอไมกลัว
                                                   ่                             ่
             เหนื่อย ไมกลัวยาก
             4. สัมปหังสนา ปลอยชโลมใจใหสดชื่นราเริง คือ บํารุงจิตใหแชมชืนเบิกบาน
                                                                                   ่
             โดยชี้ใหเห็นผลดีหรือคุณประโยชนที่จะไดรับและทางที่จะกาวหนา บรรลุผลสําเร็จยิ่ง
             ขึ้นไป ทําใหผูฟงมีความหวังและราเริงใจ 16
         ลักษณะของผูฟงการสอน
         ดังไดกลาวมาแลวขางตนถึงองคประกอบและปจจัยที่ทําใหเกิดการสอนวา พระสัมมาสัม
พุทธเจาเมื่อพระองคจะทรงสั่งสอนใคร พระองคจะทรงรูและคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล
                                                                 
เชน ทรงคํานึงถึงจริตของบุคคล และทรงรูระดับความสามารถของบุคคล อยางที่พระองคไดทรง
พิจารณากอนเสด็จออกประกาศพระศาสนาวา
15
          ““เหลาสัตวที่มีธุลีในดวงตานอยก็มี ที่มีกิเลสในดวงตามากก็มี ที่มีอินทรียแกกลาก็มี ที่
          มีอินทรียออนก็มี ที่มีอาการดีก็มี มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนใหรูไดงายก็มี ที่จะสอนให
          รูไดยากก็มี บางพวกที่ตระหนักถึงโทษภัยในปรโลกอยูก็มี ดังนี้ อุปมาเหมือนดังในกอ
                                                                   
          อุบล กอประทุม หรือกอบุณฑริก” 17
____________________
          15
              พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม.           พิมพครั้งที่ 8,
10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 238.
          16
             เรื่องเดียวกัน, น. 158.
          17
              วิ. ม. 4 / 9 / 32.
          นอกจากพระองคจะทรงคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลแลว ยังทรงคํานึงถึงความ
พรอมและความสุกงอม ความแกรอบแหงอินทรียหรือญาณ ของผูฟงแตละบุคคลเปนราย ๆ ไป
ดังเรื่องพระราหุลเปนตัวอยาง             ทีคราวหนึ่งพระพุทธองคทรงคอยพิจารณาถึงความสุกงอมแหง
                                            ่
อุปนิสัยของพระราหุล ทรงประทับหลีกเรนในที่สงัด ทรงดําริวา “ธรรมเครื่องบมวิมุตติของ
ราหุลสุก-งอมดีแลว ถากระไรเราพึงชวยชักนําเธอใน การกําจัดอาสวะใหยิ่งขึนไปอีก” 18้
อีกเรื่องหนึ่งที่ยกมาประกอบใหเห็นเปนตัวอยางคือ
               เมื่อคราวประทับอยู 2 พระองค กับพระเมฆิยะ ณ จาลิกบรรพต พระเมฆิยะทูลลาไป
              บิณฑบาตในหมูบานชันตุคามในระหวางทางกลับจากบิณฑบาตมาถึงฝงลําน้ํากิมกาฬา         ิ
               ทานไดเห็นสถานที่ในปาอัมพวันนารื่นรมย เกิดความคิดวา เปนสถานที่เหมาะสมกับ
               การบําเพ็ญเพียร ครั้นกลับถึงจาลิกบรรพต จึงเขาไปเฝาพระพุทธเจากราบทูลขอ
              อนุญาตลาไปบําเพ็ญเพียร ณ ปาริมฝงน้ํานั้น พระพุทธองคทรงทราบวา ญาณของพระ
              เมฆิยะยังไมสุกงอมพอที่จะไปบําเพ็ญเพียรอยูผูเดียว ใหเกิดผลสําเร็จกาวหนาขึ้นไปได
               แตก็จะทรงใหพระเมฆิยะไดบทเรียน จึงมิไดทรงหามทีเดียว แตทรงทัดทานวา “รอ
             กอนเกิดเมฆิยะ เราอยูคนเดียว เธอจงรอจนกวาจะมีภิกษุรูปอื่นมาเสียกอน” การที่ตรัส
                                        
               ดังนี้ก็เพื่อใหรูวสึกวาพระองคมีพระทัยเยื่อใยเมตตาตอพระเมฆิยะอยู เปนแรงคอยโนม
              นาวเมื่อพระเมฆิยะมีเหตุขัดของอะไรขึนจะไดกลับมาเฝาพระองค ครั้นพระเมฆิยทูล
                                                        ้
               ทักคะยันคะยอ พระองคก็ทรงอนุญาต
                        ้
                    ฝายพระเมฆิยะ เมื่อไปอยูที่ปาอัมพวันผูเดียวแลว ตอมากเกิดมีอกุศลจิตวิตกขึ้น
                เพราะญาณตนเองยังไมแกกลาสุกงอม ไมสามารถแกไขได จึงกลับมาเฝาพระพุทธเจา
              และกราบทูลใหทรงทราบ พระองคจงตรัสสอนเรื่องธรรม 5 อยางที่ชวยใหเกิดปริปากะ
                                                      ึ
               แกเจโตวิมุตติ ที่ยังไมแกกลาธรรมเหลานี้คือ ความมีกลยาณมิตร 1 ความมีศีล 1 การมี
                                                                       ั
              โอกาสไดยินไดฟง ไดรวมสนทนาอยางสะดวกสบายในเรื่องตาง ๆ ที่ชวยชําระจิตใจ
              ใหปลอดโปรงผองใส เชน เรื่องความเพียร ศีล สมาธิ ปญญา วิมุตติ เปนตน 1 การ
               บําเพ็ญเพียรสรางกุศลธรรมอยางหนักแนนจริงจัง 1 และความมีปญญา 1 โดยเฉพาะ
16
              ทรงเนนวาความมีกัลยาณมิตรนั้นเปนพืนเบื้องตนอันสําคัญที่จะชวยใหไดทั้งศีล ใหได
                                                      ้
              ฟงเรื่องที่ดีงาม ใหไดบําเพ็ญเพียร และใหไดปญญา 19
        เนื้อเรื่องขางตนแสดงใหเห็นวา ในขณะนั้นพระเมฆิยะยังไมมีญาณแกรอบ ยังไมพรอมที่
จะออกไปบําเพ็ญเพียรผูเดียวอยางที่ตนประสงค ยังตองพึ่งพากัลยาณมิตรในการประพฤติปฏิบัติ
หรือดังที่พระพุทธองคทรงสอนพระจูฬปนถกผูโงเขลาดวยการใหนําผาขาวไปลูบคลํา เปนตน 20
____________________
           18

          19
                ขุ. ธ. 1 / 24 / 359.
          20
               เรื่องเดียวกัน, น.323.
          ลักษณะของผูฟงการสอนอีกประการหนึ่งที่สําคัญคือการแสดงธรรมเปนไปตามลําดับที่
เรียกวา “อนุปุพพิกถา” เปนสิ่งที่พระพุทธองคทรงใชแสดงธรรมแกบุคคลระดับตาง ๆ มากครั้ง
กวาการแสดงธรรมประเภทอื่น เพราะอนุปุพพิกถาที่ทรงแสดงจะสามารถปูพื้นฐานความรูความ
เขาใจของบุคคลใหดียิ่งขึ้น ใหมีความผองใส และมีจิตใจที่ขาวสะอาดขึนตามลําดับ เพราะเมื่อ
                                                                           ้
ผูฟงไดฟงแลว          จะเกิดความรูความเขาใจมีสติปญญาเห็นคลอยตาม
                                                                               เปนบุคคลผูมีจิตใจ
เตรียมพรอมนตอการที่จะฟงธรรมในชันสูงยิ่งขึ้นไป เมือเปนเชนนี้แลว พระพุทธองคกจะทรง
                                         ้                  ่                                ็
ตรัสแสดงอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ จนไดดวงตาเห็นธรรมในที่สุด                      และ
อนุปุพพิกถานี้
พระพุทธเจาทรงแสดงแกยสกุลบุตรแหงเมืองพาราณสีเปนคนแรก ดังมีเนื้อความที่แสดงไวตอน
หนึ่งในพระวินัยปฎกวา
              ขณะนัน ยสกุลบุตร เปลงอุทานในที่ไมไกลพระผูมพระภาคเจาวา ทานผูเจริญ
                        ้                                              ี
             ที่นี่วุนวายหนอ ที่นี่ขดของหนอ ทันทีนั้นพระผูมีพระภาคเจาตรัสกะยสกุลบุตร วา
                                     ั
             ดูกอนยส ที่ นี่ไมวุนวาย ที่นี่ไมขดของ มาเถิดยส นั่งลง เราจักแสดงธรรมแกเธอ
                                                    ั
             ที่นั้น ยสกุลบุตรราเริงบันเทิงใจวาไดยินวา ทีนี่ไมวนวาย ที่นี่ไมขัดของ
                                                              ่     ุ
              ดังนี้แลวถอดรองเทาทองเขาไปเฝาพระผูมีพระภาคเจา ถวายบังคม
             พระผูมีพระภาคเจาแลวนั่ง ณ ทีควรสวนขางหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรนั่งเรียบรอยแลว
                                                  ่
             พระผูมีพระภาคเจาไดทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา
             สีลกถา สัคคกถา โทษ ความค่ําทราม ความเศราหมองของกามทั้งหลาย และ
             อานิสงสในความออกจากกาม เมื่อพระองคทรงทราบวา ยสกุลบุตรมีจตสงบ           ิ
             มีจิตออนมีจิตปลอดจากนิวรณ มีจตเบิกบาน มีจิตผองใสแลว จึงทรง
                                                      ิ
             ประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจาทั้งหลายทรงยกขึนแสดงดวยพระองคเอง
                                                                         ้
             คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจาก
             มลทิน วา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับ
              เปนธรรมดา ไดเกิดแกยสกุลบุตร ณ ทีนั่งนั้นแล ดุจผาที่สะอาดปราศจากมลทิน
                                                        ่
17
             ควรไดรับน้ํายอมเปนอยางดี ฉะนัน. 21
                                                ้
          บุคคลที่พระพุทธองคทรงตรัสสอนดวยอนุปุพพิกถานั้น โดยพื้นฐานของจิตแลวจะยังไมมี
ความรูความเขาใจในธรรมใด ๆ เลย
                                           แตเมื่อไดฟงอนุปุพพิกถาแลว บุคคลนั้น ๆ จะมีพนฐาน
                                                                                           ื้
เบื้องตนในการเตรียมตัวเพื่อฟงธรรมในขันที่สูงยิ่งขึ้นไปได เพราะการไดฟงอนุปุพพิกกถาเปน
                                          ้
เบื้องตน เปรียบเสมือนการเลือกผาที่จะยอมกอนแลวซักใหสะอาด เพื่อเตรียมที่จะยอมสีตาง ๆ
ตอไป และในเนือความแหงอนุปุพพิกถาตอนทีวาดวยสีลกถานั้น ผูเขียนเห็นวา นาจะเปนการ
                   ้                               ่
กลาวถึงศีลขั้นพื้นฐานของมนุษยทุกคน นั่นคือเบญจศีลซึงจะเปนฐานรองรับใหบุคคลไดเริ่มตนใน
                                                            ่
การประกอบคุณความดีมากยิ่งขึ้นในโอกาสตอไป
____________________
          21
               วิ. ม. 4 / 25-31 / 63.
จึงเปนพระปรีชาญาณหยั่งรูของพระองคอยางแทจริง ทีทรงสามารถรูอุปนิสัยของเวไนยสัตวกอน
                                                          ่
แลว พระองคจึงทรงตรัสพระธรรมเทศนา และพระธรรมเทศนาที่พระองคทรงนํามาใชในการสั่ง
สอนนั้น พระองคจะทรงเลือกเพื่อใหเหมาะกับอุปนิสัยแหงการฟงธรรมและการประพฤติปฏิบัติ
เพื่อการบรรลุธรรมตอไป               และหัวขอธรรมที่พระองคทรงนํามาแสดงแกบุคคลไมวาจะเปน
ชนชั้นวรรณะใดก็ตาม โดยสวนมากแลวพระองคจะทรงเลือกตรัสอนุปุพพิกถากอนเปนอันดับ
แรก บุคคลที่พระองคทรงสั่งสอนนั้น สวนมากแลวจะเปนผูที่มีบุญบารมีที่เคยสั่งสมมาแลวใน
อดีตชาติ          เมื่อพระองคตรัสอนุปุพพิกถาแลว ถาบุคคลใดมีอุปนิสยแหงญาณบารมีแกรอบ
                                                                          ั
เปนบุคคลประเภทรูไดฉับพลันทันที หรือบุคคลประเภทบัวพนแลวจากน้ํา (อุคฆฏิตัญู) บุคคล
นั้นจะสามารถเกิดความรูความเขาใจสามารถรูแจงแทงตลอดในสิ่งที่พระองคตรัส หรือที่เรียกวาได
ธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรมเลยทีเดียว ดังเชนกรณีของยสกุลบุตรที่พระองคทรงเสด็จไปโปรด
ในพรรษาแรก พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสอนุปุพพิกถาแกบคคลทั้งหลายเรื่อยมา ไมวาจะ
                                                                 ุ
เปนบิดาของยสกุลบุตรที่ฟงอนุปพพิกถาแลวก็สามารถบรรลุธรรมเปนพระอริยบุคคลขั้นโสดาบัน
                                   ุ
และประกาศตนเปนอุบาสกคนแรกในโลกที่ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต                    ดังเนื้อความตอนนี้วา
        ขาพระพุทธเจานี้ ขอถึงพระผูมีพระภาคเจา พระธรรม และพระสงฆวาเปนสรณะ ขอ
พระองคจงทรงจําขา พระพุทธเจาวา เปนอุบายสกผูมอบชีวิตถึงสรณะจําเดิมแตวันนี้เปนตนไป.
ก็เศรษฐีผูคหบดีนั้น ไดเปนอุบาสกผูกลาวอางถึงพระรัตนตรัย เปนคนแรกในโลก 22
มารดาและอดีตภรรยาของพระยสะก็เชนกัน                เมื่อไดฟงอนุปุพพิกถาที่พระพุทธองคตรัสแลว
ไดเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุเปนพระอริยบุคคลขั้นตนเปนโสดาบันบุคคล พรอมกับประกาศตน
เปนอุบาสิกาคูแรกในโลกที่ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ดังขอความวา
             พระพุทธเจาขา พระองคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคล
             หงายของที่คว่ํา เปดของที่ปด บอกทางแกคนหลงทาง หรือสองประทีปในที่มืดดวย
             ทั้งใจวา คนมีจักษุจกเห็นรูป ดังนี้ หมอมฉันทั้งสองนี้ ขอถึงพระผูมีพระภาคเจา
                                 ั
             พระธรรม และพระภิกษุสงฆวาเปนสรณะ ขอพระองคจงทรงจําหมอมฉันทั้งสองวา
18
             เปนอุบายสิกาผูมอบชีวิตถึงสรณะ จําเติมแต-วันนี้เปนตนไป. ก็มารดาและภรรยาเกา
             ของทานพระยส ไดเปนอุบายสิกา กลาวอางพระรัตนตรัย เปนชุดแรกในโลก 23
         หลังจากนั้นพระพุทธองคทรงตรัสอนุปุพพิกถานี้แกเวไนยสัตวอีกมากมายทุกชนชั้นวรรณะ
ดังที่กลาวแลวขางตนวา ผูที่ฟงอนุปุพพิกถจบาแลว จะเปนบุคคลที่มีจตใจออนโยนยิ่งขึ้น จากผูไม
                                                                      ิ
มีศรัทธาเลื่อมใส จะเปนบุคคลผูมีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และจะไดรับประโยชนจากการ
ฟงอนุปุพพิกถาเปนสวนมาก ตามกําลังแหงอุปนิสัยและบุญบารมีที่แตละคนที่ไดสั่งสมมา ดังเชน
ในคราวที่เสด็จไปโปรดพระเจาพิมพิสารพรอมดวยราชบริพาร                   ดังมีเนื้อความตอนนี้วา
____________________
          22
               วิ. ม. 4 / 25 / 65.
          23
               เรื่องเดียวกัน, น. 68.
             ลําดับนั้น พราหมณคหบดีชาวมคธ ทั้ง 12 นหุต นัน ไดมีความเขาใจวา ทานอุร-ุ
                                                                  ้
              เวลกัสสปประพฤติพรหมจรรยในพระมหาสมณะ ครั้งนั้น พระผูมีพระภาคเจาทรง
              ทราบความปริวิตกแหงจิตของพราหมณคหบดี ชาว-มคธทั้ง 12 นหุตนั้น
             ดวยพระ ทัยของพระองคแลว ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา
             สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ําทราม ความเศราหมองของกามทั้งหลาย และ
             อานิสงสในความออกจากกาม เมื่อพระผูม-ี พระภาคเจาทรงทราบวา พวกเขามี
             จิตสงบ มีจิตออน มีจิตปลอดจากนิวรณมจิตเบิกบาน มีจิตผองใสแลว จึงทรงประกาศ
                                                        ี
             พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทังหลาย ทรงยกขึ้นแสดงดวยพระองคเอง คือทุกข
                                                 ้
             สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน วาสิ่งใดสิ่ง
             หนึ่งมีความเกิดขึนเปนธรรมดา สิ่งนันทั้งหมดมีความดับเปนธรรมดา ไดเกิดแก
                                ้                     ้
             พราหมณคหบดี ชาวมคธ 11 นหุต ซึ่งมีพระเจาพิมพิสารเปนประมุข ณ ทีนั่ง นั้นแล   ่
             ดุจผาที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรไดรับน้ํายอมเปนอยางดี ฉะนั้น พราหมณ
             คหบดีอีก 1 นหุต แสดงตนเปนอุบายสก.24
         จะเห็นไดวา บุคคลทั้งหลายเมือไดฟงอนุปุพพิกถาหรือพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค
                                             ่
แลวจะไมไดรับประโยชนจากการฟงนัน ยังไมเห็นปรากฏ อยางต่ําสุด บุคคลหรือประชุมชนนัน ๆ
                                          ้                                                       ้
จะกลายเปนผูมีศรัทธาเลื่อมใส แสดงตนเปนอุบาสกอุบาสิกา ยอมรับนับถือพระรัตนตรัยเปนที่พึ่ง
ที่ระลึกตลอดชีวิต ตั้งตนอยูในสรณะและศีลเปนอยางนอย ศีลที่กลาวถึงในที่นก็คือเบญจศีลนันเอง
                                                                                ี้              ่
สวนถาเปนบรรพชิตก็จะสามารถบรรลุธรรมขันใดขั้นหนึงไดทันที
                                                   ้      ่
         ฉะนั้น จึงกลาวไดวา พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงเลือกตรัสอนุปุพพิกถาแกบุคคลมากที่สุด
เพราะหลังจากที่ตรัสอนุปุพพิกถาจบแลว บุคคลผูฟงจะเปนผูมีจิตใจเตรียมพรอมในการที่จะรองรับ
พระธรรมเทศนาที่สําคัญในลําดับตอไป โดยพระพุทธองคจะตรัสพระธรรมเทศนาที่มความ              ี
สูงสงหรือที่พระพุทธเจาทั้งหลายทรงเชิดชู เปนพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทรงยกขึ้นแสดงเอง
ไมเหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่มักตรัสตอเมื่อมีผูทูลถามหรือสนทนาเกี่ยวของไปถึง นั่นคือ “อริยสัจสี่” ดังนี้
19
              “ครั้งนันแล พระผูมีพระภาค ตรัสอนุปุพพิกถาแกอุบาลีคฤหบดี กลาวคือ เรื่องทาน
                       ้
              เรื่องศีล เรื่องสวรรค เรื่องโทษความพรอง ความเศราหมองแหงกาม และเรื่องอานิสงส
              ในเนกขัมมะ ครั้นพระองคทรงทราบวา อุบาลีคฤหบดี มีจิตพรอม มีจตนุมนวล มีจิต
                                                                               ิ
              ปราศจากนิวรณ มีจิตปลาบปลื้ม มีจิตเลื่อมใสแลวจึงทรงประกาศสามุกกังสิกาธรรม
               เทศนาของพระพุทธเจาทั้งหลาย กลาวคือ ทุกข สมุทย นิโรธ มรรค” 25
                                                                  ั

____________________
         24
              วิ. ม. 4 / 58 / 112.
         25
              ม. ม. 13 / 74 / 67.


3.3 เปาหมายและความสําเร็จในการสอน
        สําหรับเปาหมายและความสําเร็จในการสอนนั้น          มีเรื่องราวที่เปนหลักฐานปรากฎใน
พระไตรปฎกมากมาย สวนใหญจะเปนเรื่องเกียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจาที่พระองคเสด็จไปสั่ง
                                               ่
สอนเวไนยสัตวตามสถานที่ตาง ๆ และเรื่องราวเหลานั้นโดยมากจะมีปรากฏในคัมภีรขุททกนิกาย
                                                                                   
และเปาหมายที่พระสัมมาสัมพุทธเจาแสดงธรรมแกมหาชนนั้น เมื่อกลาวโดยสรุปจะเห็นไดวา ไม
วาพระองคจะตรัสพระธรรมเทศนาขอใดก็ตาม ผูฟงธรรมทังหลาย ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ จะ
                                                        ้
สามารถยังประโยชนใหเกิดขึนแกตนเปนสวนมาก คือจะไดธรรมจักษุ ไดแกดวงตาเห็นธรรมบรรลุ
                          ้
เปนพระอริยบุคคลขั้นตนคือพระโสดาบัน สวนบุคคลผูฟงธรรมที่เหลือจะไดรับประโยชนเชนกัน
(แมจะไมไดบรรลุธรรมเปนพระอริยบุคคลก็ตาม เพราะอุปนิสัยยังไมถึงพรอม) แตอยางนอยก็ตั้ง
ตนอยูในระดับโคตรภูบุคคล ซึ่งอยูในภาวะกึ่งกลางระหวางปุถุชนกับอริยชน ลงมาตามลําดับ
จนถึงระดับตั้งตนอยูในสรณะและศีลตลอดชีวิต ดังเนื้อความของเรื่องที่ปรากฏในอรรถกถาธรรม
บทที่พระองคทรงแสดงไว และจะยกมาพอเปนตัวอยาง เชนในตอนทายเรื่องนางปติปูชกาวา     ิ
ในเวลาจบเทศนา ชนเปนอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปตติผลเปนตน เทศนามี
ประโยชนแกมหาชน ดังนี้แล.26 และดังเรื่องของพระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพีวา               ในการจบ
เทศนา พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพีบรรลุพระอรหัตพรอมดวยปฏิสามภิทาทั้งหลาย ธรรมเทศนา
ไดเปนประโยชน แมแกมหาชนที่เหลือ ดังนี้แล 27
        จากขอความวา “เทศนามีประโยชนแกมหาชน” และขอความ “ธรรมเทศนาไดเปน
ประโยชน แมแกมหาชนที่เหลือ” ทายเรื่องของชาดกที่ยกมานี้         ผูเขียนเห็นวา มหาชนที่ฟง
ธรรมจากพระพุทธเจาจบแลว แมเมื่อไมไดดวงตาเห็นธรรม แตจะเปนเหตุปจจัยใหบรรลุธรรมได
ในโอกาสตอไป และอยางต่ําสุดเมื่อฟงพระธรรมเทศนาจบ จะเปนผูตั้งตนอยูในเบญจศีลและนับ
                                                                              
ถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิตอยางแนนอน สวนบุคคลที่พระพุทธเจาเสด็จไปโปรดและไดฟงธรรม
จากพระพุทธเจาจบแลว จะเปนผูที่ไมไดรับประโยชนใด ๆ เลยนั้น ยังไมมีปรากฏหลักฐาน
20
        ดังตัวอยางตามทีกลาวมาทั้งหมดนี้
                        ่                           พอจะเปนหลักฐานยืนยันใหเห็นเปาหมายและ
ความสําเร็จในการสอนของพระพุทธเจาไดเปนอยางดี และในที่นก็หมายถึงการสอนใหมหาชนตั้ง
                                                                ี้
มั่นในเบญจศีลดวย         เพราะศีลเปนเบื้องตนแหงไตรสิกขาอันเปนหลักการศึกษาและปฏิบัติ
ในทางพุทธศาสนา มีพุทธพจนที่ทรงตรัสเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โดยเริ่มตนตองอาศัยศีลเปน
พื้นฐาน ดังนี้
“สมาธิอันศีลอบรมดีแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญ สัมมาอริยมรรค อันเปนทางนําไปสูการ
บรรลุธรรมสูงสุด ก็เริ่มโดยมีศีลเปนเบื้องตน” 28

____________________
         26
              ขุ. ธ. 1 / 36 / 43.
         27
              เรื่องเดียวกัน, 77 / 194.
         28
              สํ. นิ. 16 / 554 / 199.
และศีลยอมชําระปญญาใหบริสุทธิ์ ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธองคทรงตรัสแกโสฑัณฑพราหมณ ตอน
หนึ่ง ดังนี้        “ดูกรพราหมณ.....เปรียบเหมือนคนลางมือดวยมือ ลางเทาดวยเทา ฉันใด ศีล
ยอมชําระปญญาใหบริสุทธิ์ และปญญาเลาก็ชําระศีลใหบริสุทธิ์เหมือนกัน ศีลอยูที่ใด ปญญาอยูที่
นั่น ผูมีศีลก็มีปญญา ผูมีปญญาก็มีศีล” 29 และศีลนั้น ยังเปนทีตั้งและบอเกิดแหงคุณความดีอก
                                                                 ่                                   ี
ดวย ในเถรคาถา ไดกลาวถึงความสําคัญของศีลไววา ศีลเปนเบื้องตน เปนที่ตั้ง เปนบอเกิด
แหงคุณความดีทั้งหลาย และเปนประธานแหงธรรมทั้งปวง เพราะฉะนันพึงชําระศีลใหบริสุทธิ์ 30
                                                                       ้
            ฉะนั้นจะเห็นไดชดเจนวา
                               ั              การสอนธรรมของพระพุทธเจานั้น        เรื่องเกี่ยวกับศีล
โดยเฉพาะเบญจศีลนี้ จึงเปนเปาหมายที่สําคัญ และความสําเร็จในการสอนธรรมนั้นยอมเกิดมีทก             ุ
เมื่อดังหลักฐานที่กลาว เพราะในการที่พระองคทรงตรัสสอนธรรมก็เพื่อมุงประโยชน มุงเพื่อ
ความสุขแกมหาชนโดยสวนมาก และเพราะพระองคทรงมองเห็นปญหาที่เกิดขึ้นแกสัตวทั้งหลาย
ในโลกนี้วา ลวนประกอบไปดวยเรื่องของความทุกขทั้งสิ้น ดังที่วชิราภิกษุณีกลาวไววา “ทุกข
เทานั้นที่เกิดขึ้น ทุกขเทานันที่ตั้งอยูและดับไป นอกจากทุกขไมมีอะไรเกิด นอกจากทุกขไมมี
                                 ้
อะไรดับ” 21 ฉะเห็นไดวา การแสดงธรรมแตละครั้งของพระพุทธองคไดผลมาก ผูฟงไดดวงตา
                             
เห็นธรรมเปนพระอริยบุคคลกันมากมาย
____________________
          29
               สํ. นิ. 16 / 554 / 199.
          30
               ขุ. เถร. อ. ๒ /378428.
          31
               วิ. ม. 1 / 27 / 20.
21




                                             บทที่ 3
                              เบญจศีลตามหลักธรรมในพระไตรปฎก
3.1 ความหมายและสาระสําคัญของเบญจศีล
        ความหายของศีล
        สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงใหความหมายของศีลไววา
           ศีลนั้นเปนเหมือนบรรทัดสําหรับใหคนประพฤติความดีใหคงที่ เปรียบเหมือนผูแรก จะ
           เขียนหนังสือ ตองอาศัยเสนบรรทัดเปนหลักไปตามนั้น หนังสือที่เขียนจึงจะมีบรรทัด
           อันตรง ถาหาไม ตัวหนังสือก็จะขึ้นคตลงดรงงูเลื้อย เมื่อชํานาญแลว ก็จะเขียนไปได
           โดยไม ตองมีบรรทัดฉันใด คนแรกประพฤติความดี ไมไดถืออะไรไวเปนหลัก ใจไม
           มั่นคงอาจ เอนเอียงลงหาทุจริต แมเพราะโมหะครอบงํา เมื่อบําเพ็ญศีลใหบริบูรณจน
           เปนปกติมารยาทไดแลว จึงประพฤติคุณธรรมอยางอื่น ก็มักยั่งยืนไมผันแปร 32
        พระพรหมคุณาภรณ (ประยุทธ ปยุตโต) ไดใหความหมายของศีลไววา ศีล หมายถึง การ
                                             ฺ
รักษษกาย วาจา ใหเรียบรอย เปนการรักษาปรกติตามระเบียบวินัย หรือขอปฏิบัติในการเวนจาก
ความชั่ว (THE FIVE PRECEPTS OF MORALITY) เดิมเรียกวา สิกขาบท 5 เปนขอปฏิบัติใน
การฝกตน ใครปฏิบัติตามนี้เรียกวา มีศีลเบื้องตน 33
        พระพรหมคุณาภรณ ยังกลาวไวในพุทธธรรมอีกวา
            สาระของศีลอยูที่เจตนา ไดแกการไมคิดลวงละเมิด คําวาละเมิดแงหนึ่งคือ ละเมิด
            ระเบียบ ละเมิดกฏเกณฑ บทบัญญัติ ละเมิดวินัยที่วางกันไว อีกอยางหนึ่งคือ
            ละเมิดตอผูอื่น หมายถึงเจตนาที่จะเบียดเบียนผูอื่นนั่นเอง ศีลจึงหมายถึงการไมเจตนา
            ละเมิดระเบียบวินัย หรือไมเจตนาลวงเกินเบียดเบียนผูอื่น ถามองแตอาการหรือการ
                                                                    
22
             กระทํา ศีลก็คือความไมละเมิดและการไมเบียดเบียน
                 มองอีกดานหนึ่ง          ศีลอยูที่ความสํารวมระวัง กลาวคือความสํารวมระวัง
             คอยปดกันหลีกเวนไมใหความชั่วเกิดขึนนั่นเองเปนศีล และถามองใหลึกที่สุด สภาพ
                      ้                              ้
             จิตของผูไมคดจะละเมิด ไมคิดจะเบียดเบียนใครนั่นแหละคือตัว ศีล 34
                          ิ

____________________
            32
             สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. เบญจศีล และ เบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรง
พิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538), น. 2.
            33
              พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม.         พิมพครั้งที่ 8,
10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 206.
            34
                 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
2538), น. 767.
        พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไดใหความหายของศีลไววา ศีลคือขอบัญญัติที่
กําหนดการปฏิบัติทางกายและวาจาทางพระพุทธศาสนา เชน ศีล 5 ศีล 8 ความประพฤติดี 35
            ศีล แปลวา ปกติ หมายถึง ปกติกาย วาจา เพราะมีใจคิดงดเวนจากโทษทางกายทาง
            วาจาที่ควรงดเวน ดังเชนที่ระบุไวในศีล 5 ศีลจึงสําเร็จดวยวิรัตเจตนา แปลวา เจตนา
         คิดงดเวน คําวา วิรัติ กับคําวา เวรมณี แปลวา งดเวนเหมือนกัน วิรัติโดยทั่วไปมี 3 คือ
            1. สัมปตติวิรัติ       ความเวนจากวัตถุที่จะถึงลวงได อันมาถึงเฉพาะหนา คือไมได
            รับถือศีลมากอน แตเมื่อไดพบสัตวมีชีวิตทีจะฆาได ไปพบทรัพยที่จะลักได แตก็เวน
                                                        ่
            ไดไมฆา ไมลักเปนตน ความคิดงดเวนไดอยางนี้ ก็เปนศีลเหมือนกัน แตถางดเวน
            เพราะไมไดโอกาส ไมจดวาเปนศีล
                                      ั
            2. สมาทานวิรัติ          ความงดดวยอํานาจการถือเปนกิจวัตร การรับถือศีลที่เรียกวา
            สมาทานศีล เพราะคําวาสมาทาน แปลวา การรับถือ จะสมาทานดวยตนเอง คือตั้งจต           ิ
            วา จะงดเวนจากโทษขอนั้น ๆ เองก็ได จะสมาทานดวยรับจากผูอื่นซึ่งเปนผูมีศีล เชน
                                                                                       
            จากพระภิกษุสามเณรก็ได ถึงแมจะรับจากผูอื่นก็มใชจะรับแตปาก ตองตั้งใจรับจึงจะ
                                                                ิ
            ไดศีล กอนแตรับศีลจากผูมีศีล มีธรรมเนียมขอสรณะและศีลดังกลาวแลว
            3. สมุจเฉทวิรัติ ความเวนดวยตัดขาดมีอันไมทําอยางนันเปนปกติตามภูมของ
                                                                          ้               ิ
            คนผูปฏิบัติ ทานกลาววา เปนวิรัตของพระอริยเจา แตเมือจะอธิบายใหฟงทั่ว ๆ ไป ก็
                                                ิ                      ่
            อาจอธิบายไดวา คือเวนจนเปนปกติของตนจริง ๆ 36
        ฉะนั้น จึงสรุปความหมายของศีลไดวา เจตนาที่จะงดเวนจากบาป, ความยินดีที่จะเวน
จากบาป, ขอกําหนดหรือขอปฏิบัติเบื้องตนในการเวนจากการทําชั่ว โดยการรักษากายและวาจาให
เปนปกติ หรือใหอยูในภาวะปกติ เพื่อชวยใหตนเองและผูอื่นรวมถึงสังคมดวย ปลอดภัยจากการ
                     
ลวงละเมิด
23
           สาระสําคัญของเบญจศีล
           หลักคําสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจาทรงสอนไว 2 ระดับคือ
1. ระดับโลกิยะ ซึ่งทรงเนนถึงหลักการดําเนินชีวิต 2. ระดับโลกุตตระ ทรงเนนไปทีการทําใหชีวิต
                                                                             ่
หลุดพนจากสังสารวัฏฏ แตในที่ผูเขียนจะเนนเฉพาะระดับโลกิยะเทานั้น ขั้นโลกิยะนั้น
พระพุทธเจาทรงสอนใหมนุษยทุกคนมีความสุขสงบ มีสิทธิและความเสมอภาคกัน                คําสอน
เหลานี้ทั้งหมดไดตงอยูบนรากฐานของการดําเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล เพื่อใหชีวิตปลอดภัยจาก
                    ั้
การลวงละเมิดในชีวิตและทรัพยสิน มีระบบของชีวตและระเบียบของสังคม ที่ดําเนินไปอยางเปน
                                                 ิ
ปกติสุข
____________________
           35
               ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (กรุงเทพฯ: บริษัทนานมีบุคสพับลิเคชั่นส
จํากัด, 2546),น. 1103.
           36
               สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน). หลักพระพุทศาสนา. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราช
วิทยาลัย, 2516), น. 178.
ไมเดือดรอน เบญจศีลนั้นถือวาเปนศีลขันตนที่เปนพื้นฐานแหงศีลทั้งปวง พระพุทธองคทรง
                                         ้
บัญญัติไว 5 ขอ จึงเรียกวา เบญจศีล หรือ ศีล 5 แตในบางกรณีและบางโอกาสก็ขยายออกไปเปน
ศีล 8 ศีลอุโบสถ และขยายออกไปเปนศีล 10 เชน ศีลของสามเณร เปนตน แตก็ลวนมีศีล 5 นี้
เปนพื้นฐาน อันประกอบดวย
              1. ปาณาติปาตา เวรมณี                   เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการฆาสัตว
              2. อทินนาทานา เวรมณี                   เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการลักทรัพย
              3. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี          เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการประพฤติผิดในกาม
              4. มุสาวาทา           เวรมณี           เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการพูดเท็จ
              5. สุราเมรยมชฺชปมททฏฐานา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการดื่มน้ําเมา
                  คือ สุราและเมรัยอันเปนที่ตั้งแหงความประมาท 37
         และมีกลาวไวใน สารัชชสูตรวา
            .....ภิกษุทั่งหลาย อุบาสกประกอบดวยธรรม ๕ ประการยอมเปนผูแกลวกลา
            ธรรม 5 ประการ อะไรบาง คือ
                      1. เปนผูเวนจากการฆาสัตว
                      2. เปนผูเวนจากการลักทรัพย
                      3. เปนผูเวนจากการประพฤติผิดในการ
                      4. เปนผูเวนจากการพูดเท็จ
                      5. เปนผูเวนจากการเสพของมึนเมา ดื่มสุราและเมรัย อันเปนเหตุแหงความ
                           ประมาท.....38
         จากหัวขอเบญจศีลดังกลาว มีรายละเอียดในแตละขอดังนี้
24
          เบญจศีลสิกขาบทที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี คือการตั้งใจที่จะงดเวนการทําลายชีวิต
ความมุงหมายที่ทรงบัญญัติสิกขาบทขอนี้ คือ เพื่อใหมนุษยรูจกเคารพในสิทธิของตนเองและผูอื่น
                                                             ั
ไมใหเปนคนจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ ใหมีแตความเมตตาปรารถนาดีตอกันและเผื่อแผความสุขไปยัง
สัตวทั้งหลายทุกจําพวก ตนเองรักชีวตฉันใด ผูอื่นยอมรักและหวงแหนชีวิตฉันนั้น
                                      ิ
          สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรสไดทรงอธิบายถึงเบญจศีลขอนี้ไววา
             ขอบเขตของสิกขาบทนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยออม ซึ่งผูรักษาศีลจะตองเวนเพื่อรักษา
             ใหบริสุทธิ์บริบูรณ คือ
                 ๑. การฆา          การทําใหตายดวยตนเอง หรือใหผูอื่นทําหรือรวมกับคนอื่น

____________________
          37
               ขุ. ทวาทสก. 26 / 178 / 357.
          38
               องฺ ปฺจก. 22 / 171 / 287.


             ๒. การทํารายรางกายการทําใหบาดเจ็บอยางสาหัส
                  ๓. การทรกรรม เชน การใชเกินกําลัง การกักขัง การนําสัตวไปโดยวิธีทรมาน
             การผจญสัตว เชน ยั่วใหตอสูกันเพื่อความสนุกสนาน
             สําหรับหลักเกณฑการกระทําที่จะกําหนดวาละเมิดศีลขอที่ 1 หรือไมนั้นพระอรรถ-
             กถาจารยไดจัดวางองคประกอบการละเมิดไวดังนี้
                  ๐. ปาโณ                     สัตวนั้นมีชีวต
                                                            ิ
                  ๒. ปาณสฺญิตา               มีความเปนผูสําคัญวาสัตวนนมีชีวิต
                                                                            ั้
                  ๓. วธกจิตตํฺ                มีจิตคิดจะฆา
                  ๔. อุปกฺกโม                 มีความพยายามทีจะฆาสัตวนน
                                                                ่              ั้
                  ๕. เตน มรณํ                 สัตวนั้นตายดวยความพยายามนั้น 39
         เบญจศีลขอที่ ๒ อทินนาทานา เวรมณี คือเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เจาของเขาไมได
ใหดวยอาการขโมย           ความมุงหมายในการทรงบัญญัติสักขาบทนี้                  เพื่อใหทุกคนเคารพใน
กรรมสิทธิ์ของผูอื่น เวนจากการทํามาหากินในทางทุจริต ไมประกอบอาชีพในทางมิจฉาชีพ ไม
เบียดเบียนผูอื่นในการเลี้ยงชีพ
         สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายวา
             ขอหาม หรือขอบเขตของสิกขาบทนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยออม ซึ่งผูรักษาศีลจะตอง
             เวน เพื่อรักษาใหบริสุทธิบริบูรณคือ 1. โจรกรรม 2. อนุโลมโจรกรรม
             3. ฉายาโจรกรรม โจรกรรมมี 14 อยาง คือ
             1. ลัก        ไดแกการขโมยเอาลับหลัง
             2. ฉก         ไดแกกริยาที่ถือเอาสิ่งของ ๆ ผูอื่นในเวลาที่เจาของเผลอ
                                  ิ
25
          3. กรรโชก ไดแกขใหเขากลัวแลวใหทรัพย
                              ู
          4. ปลน ไดแกการรวมหัวกันหลายคนตีปลนเอาทรัพย
          5. ตู       ไดแกการอางหลักฐานพยานเท็จเอาทรัพยของผูอื่น
          6. ฉอ       ไดแกการทําอุบายฉอฉลใหเจาทรัพยตามไมทนแลวเอาทรัพย
                                                                  ั
          7. หลอก ไดแกการปนเรื่องขึนหลอกใหเขาหลงเชื่อแลวใหทรัพย
                                            ้
          8. ลวง       ไดแกการใชเครื่องมือแลกเปลี่ยนผิดมาตรฐานตบตาคนอื่น
          9. ปลอม ไดแกการทําของปลอมใชของปลอมแลกเปลี่ยนไดทรัพยมา
          10. ตระบัด ไดแกบิดพลิ้วคํานันสัญญาเพื่อเอาทรัพย
                                          ้
          11. เบียดบัง ไดแกการปกปดซอนทรัพย จนเจาของหมดอาลัยแลวเอาเสีย
          12. สับเปลี่ยน         ไดแกการสลับทรัพยของตนกับของคนอื่นแลวถือเอาสิ่งที่ตองการ
          13. ลักลอบ ไดแกการหลีกเลี่ยงไมจายตามพิกัด เชนเรื่องภาษี
____________________
          39
               มงฺ อ. 1 / 202 / 202.
             14. ยักยอกไดแกการใชอํานาจหนาทีจําหนายทรัพยของผูอื่นมาเปนของตนโดยมิชอบ40
                                                       ่
        ทั้ง 14 ขอขางตน จะทําเอง หรือใชใหผูอื่นทํา ก็ชื่อวาประพฤติเปนโจรทั้งสิ้น
             2. อนุโลมโจรกรรม หมายถึงกิริยาที่อุดหนุนโจรกรรม หรือสมโจร หรืออุปการะแก
             ผูประพฤติผิดศีลธรรม ซึ่งรวมไปถึงการปลอกลอก ลวง โดยการคบกับผูอื่นเพื่อผล
             ประโยชนดวยอาการไมซื่อสัตย
                                                            มุงจะเอาแตประโยชนของเขาฝายเดียว และ
             รับสินบนของผูอื่นเมื่อกระทําในทางที่ผดกฏหมายหรือผิดศีลธรรม
                                                           ิ
             3. ฉายาโจร หมายถึงกิริยาที่ทําทรัพยพัสดุของผูอื่นใหสูญหรือเปนสินใชตกอยูแกตน
             ผลาญคือทําอันตรายแกทรัพยพัสดุ หรือหยิบฉวยทรัพยพัสดุของผูอื่นมาดวยความมัก
             งาย โดยคิดวาเจาของคงไมวาอะไร
             องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้น ตองประกอบดวยองค 5 คือ
                                    ้
             1. ปรปริคุตฺหิตํ       ของนั้นมีผูอื่นหวงแหน
             2. ปรปริคุตฺหิตสฺญิตา           รูวาเปนของอันผูอื่นหวงแหน
             3. เถยฺยจิตฺตํ         มีจิตคิดจะลัก 4. อุปกฺกโม มีความพยายามทีจะลัก          ่
             5. เตน หรณํ            ลักมาดวยความพยายามนั้น 41
        เบญจศีลสิกขาบทที่ 3 กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี คือ การงดเวนจากการประพฤติผิดใน
กามทั้งหลาย กามในที่นี้หมายถึงกิริยาที่รกใครกันในทางประเวณี ความมุงหมายที่ทรงบัญญัติ
                                            ั
สิกขาบทขอนีคือ เพื่อใหมนุษยสรางความสามัคคีไมแตกราวกัน รักษาสายโลหิตวงศตระกูลของ
                ้
ตน ไมสําสอนกันเยี่ยงสัตวเดรัจฉาน หรือเปนผูมกมากในกามั
             มีขอหามสําหรับชายและหญิงมิใหประพฤติผิด ดังนี้
             ก. หญิงเปนวัตถุตองหามของชาย 3 จําพวก คือ
                                
26
          1 หญิงมีสามี โดยที่สุดแมแตภรรยาเชาชัวคืนก็ถือวามีเจาของ
                                                 ่
          2 หญิงมีผูพิทักษรักษา เชนบิดามารดา หรือญาติเปนตน รักษา
          3 หญิงที่จารีตหาม เชน แม ยา ยาย ทวด ลูก หลาน เหลน ชี ฯลฯ
          หญิงทั้ง 3 ประเภทนี้ เมื่อชายประพฤติลวงเกิน จะโดยเขายินยอมหรือไมยินยอมก็
          ตาม ศีลยอมขาด
          ข ชายเปนวัตถุตองหามสําหรับหญิง คือ
              1. ชายอื่นนอกจากสามีของตน
              2. นักบวชที่หามเหพเมถุน และชายที่เปนเทือกเถาเหลากอของตน
___________________
           40
               สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส . เบญจศีลและเบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรง
พิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย), 2538), น. 17.
            41
                พระสิริมังคลาจารย. มงฺคลตฺถทีปนี (ปฐโม ภาโค) . พิมพครั้งที่ 13(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช
วิทยาลัย, 2539), 203 / 303.
               องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้นตองประกอบดวยองค 4 คือ
                                        ้
                 1. อคมนียวตฺถุ วัตถุอันไมควรถึง (หญิงชายตองหาม)
                 2. ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ         มีจิตคิดจะเสพในวัตถุอันไมควรถึงนั้น (มีเจตนาจะเสพ)
                 3. มคฺเคน          มคฺคปฺปฏิปตฺติอธิวาสนํ รวมสังวาสกัน 42
          เบญจศีลสิกขาบทที่ 4 มุสาวาทา เวรมณี คือการงดเวนจากการพูดเท็จ
          ความมุงหมายในการบัญญัติสกขาบทขอนี้คือ เพื่อปองกันการทําลายประโยชนของตน
                                          ิ
และผูอื่นดวยการพูดเท็จ และใหเปนคนมีสัจจวาจา                มีขอหามดังตอไปนี้
             1. มุสา       หมายถึง การพุดเท็จ และมีองคประกอบอยู 7 ประการคือ
             1.1 ปด ไดแกการพูดตรงขามกับความจริง เชนเห็นแลว พูดวาไมเห็น รูอยู พูดวาไมรู
             1.2 ทนสาบาน ไดแกผดแลวไมยอมรับวาผิด
                                      ิ
             1.3 ทําเลหกระเทหไดแกการอวดอางวาเปนผูวิเศษ ทําใหคนหลงเชื่อถือและพากันนิยม
                                                             
             1.4 มารยา ไดแกการเสแสรงทํากิรยาใหตรงกันขามเกินความจริง เชน เปนคนทุศีล
                                                    ิ
                  ทําทาทางเปนคนมีศีล
             1.5 ทําเลศ ไดแกการตั้งใจจะพูดเท็จ คือพูดเลนสํานวนทําใหคูสนทนาผิดเอง
             1.6 เสริมความ          ไดแกพูดเรื่องเล็ก ๆ นอย ๆ ใหแลดูวาเปนเรื่องใหญ
             1.7 อําความ ไดแกการพูดอาศัยขอมูลดิบ แตตัวตัดหัวขอความที่ไมประสงคจะใหรู
                  ออกเสีย เพื่อทําใหเขาใจวาเปนเรื่องอื่นไป
             2. อนุโลมมุสา          ไดแกการพูดไมจริง แตพูดไปโดยไมหวังจะใหผูฟงเชื่อตาม
             เชน การพูดประชดประชัน พูดเสียดสี
             3. ปฏิสสวะ ไดแกการสัญญากับผูอื่นแลวไมปฏิบัตตามคําพูดนั้น หรือวาปฏิบัติไมได
                                                                    ิ
27
          จนทําใหผูอื่นเสียผลประโยชน ซึ่งมีลักษณะดังตอไปนี้
          3.1 ผิดสัญญา            ไดแกทั้งสองฝายไดทําสัญญาแกกันวา จะทําเชนนั้น ๆ แตอีก
          ฝายหนึ่งบิดพลิ้วไมทําตามสัญญา
          3.2 เสียสัตว           ไดแกใหคําสัญญาแกเขาแตไมไดทําตาม
          3.3 คืนคํา              ไดแกรับปากวาจะทําสิ่งนั้น ๆ ให ภายหลังไมทํา
          องคที่ทําใหศีลขอนี้ขาดไดนั้นตองประกอบดวยองค 4 คือ
          1. อตฺถํ วตฺถุ เรื่องไมจริง 2. วิสํวาหนจิตฺตํ มีจิตคิดจะกลาวใหคลาดเคลื่อน
          3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามพูดที่เกิดจากจิตนั้น
          4. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ             ผูอื่นรูเรื่องนั้น 43
____________________
          42
                พระสิริมังคลาจารย. มงฺคลตฺถทีปนี (ปฐโม ภาโค) . พิมพครั้งที่ 13(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช
วิทยาลัย, 2539), 205 / 205.
            43
               เรื่องเดียวกัน, 211 / 208.
          เบญจศีลสิกขาบทที่ 5 สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา เวรมณี คือ การเวนจากเหตุเปนทีตั้ง       ่
แหงความประมาท ไดแก น้ําเมาคือสุรา และเมรัย รวมถึงเบียรดวย ความมุงหมายในการบัญญัติ
สิกขาบทขอนี้ คือเพื่อใหคนมีสติไมประมาท รักษาสติของตนไวไมใหเผลอเรอพลาดพลั้งในการ
ปฏิบัติงานประจํา เพื่อการดํารงชีวิตที่ราบรื่น สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ทรงอธิบายสิกขาบทขอนีวามีขอหาม หรือขอบเขตทั้งโดยตรงและโดยออม
                            ้
              โดยตรง คือ นําเมา ไดแก
              1 สุรา น้ําเมาที่กลั่น ที่เรียกกันวาเหลา
              2 เมรัย น้ําเมาที่ยังไมไดกลั่น ไดแกเบียร สาโท น้ําตาลเมา กระแช ฯลฯ
              โดยออม หมายถึง สิ่งเสพติดใหโทษทุกชนิด เชน ฝน กัญชา ไอระเหย เปนตน
                                                                    
              เปนอันหามไวในศีลขอนี้ กิริยาที่ทําไมเฉพาะการดื่มอยางเดียว แตหมายถึงสูบและ
              การฉีดดวย การดื่มสุรา และเสพของเสพติดใหโทษ
          องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้นตองบประกอบดวยองค 4 คือ
                                  ้
              1. มทนียํ น้ําเมา              2. ปาตุกมฺมยตาจิตฺตํ มีจิตคิดจะดื่มนําเมานั้น
              3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามจะดื่มน้ําเมานั้น
              4. ปตปฺปเสวนํ น้ําเมานั้นลวงลําคอลงไป 44
          ฉะนั้น สาระสําคัญของเบญจศีลพอจะสรุปและทําความเขาใจไดโดยงายดังนี้
ธรรมสําหรับมนุษย หมายความวา ธรรมที่ทําคนใหเปนคนที่ควรแกการเคารพนับถือ ความหมาย
ของศีลจึงเปนความปกติของคน คือความเรียบรอยสวยงาม คนที่ไมเรียบรอยจะเปนที่สวยงามไป
ไมได ซึ่งไดแกคนที่ผิดปกตินนเอง คนที่ไมปกตินนยอมจะเปนที่ผิดแปลกไปจากคนอื่น ๆ กลาวคือ
                               ั่                    ั้
28
          1. ปกติคนเราจะตองไมฆากัน ไมทํารายรางกายกัน เพราะคนก็ดี สัตวก็ดี ตางก็รกชีวต
                                                                                           ั ิ
ของตนดวยกันทั้งสิ้น ไมประสงคจะใหใครมาฆา หรือมาทํารายรางกายตน หรือทรมานตนให
ไดรับความลําบาก คนที่ฆาสัตวตดชีวิตคนอื่น สัตวอื่น จึงชื่อวาคนผิดคน คือผิดปกติของคน
                                     ั
นั่นเอง
          2. ปกติคนเราจะตองไมลักขโมยทรัพยสมบัติของกันและกัน เพราะใคร ๆ ก็ยอมรัก ยอม
หวงแหนในทรัพยสินของตน ไมประสงคจะใหใครมาเบียดเบียนและลวงเกินในทรัพยของตน คน
ที่ขโมยทรัพยของผูอื่น จึงชื่อวาทําผิดปกติของคน
          3. ปกติของคนเราจะตองไมลวงละเมิดประเวณีของกันและกัน เพราะบุตรธิดา หรือภรรยา
สามีของใคร ๆ ก็รก และหวง ไมประสงจะใหใครมารังแกขมเหงน้ําใจ บุตรภรรยาสามีเปรียบ
                    ั
เหมือนทรัพยอันมีคาของบุคคล คนทีรังแกขมเหงลวงเกินผูอื่น จึงชื่อวาเปนผูทําผิดปกติของคน
                                        ่
          4. ปกติของคนเราจะตองไมโกหกหลอกลวงกัน เพราะทุกคนไมพึงปรารถนาจะใหใครมา
โกหกหลอกลวงตน ปรารถนาแตความสัตยความจริงดวยกันทั้งสิ้น คนทีโกหกหลอกลวงผูอื่น
                                                                             ่
จึงชื่อวาทําผิดปกติของคน
____________________
          44
               ปรมตฺถโชติกา, น. 22.
          5. ปกติของคนเราจะตองรักษากาย วาจา ใหเรียบรอย บําบัดทุกขบํารุงสุขใหแกรางกาย
ของตน ไมปรารถนาจะใหรางกายไดรับความลําบากดวยทุกขเวทนาตาง ๆ ทั้งพยายามเสริมสราง
รางกายใหเจริญดวยกําลังและสมบูรณดวยสติปญญา จึงตองงดเวนจากการทํารายรางกายตนเอง
ดวยการไมทําตนใหผิดปกติ           คนที่ดื่มสุราเมรัยและเสพของมึนเมาตาง ๆ จนกลายเปนคนติด
สิ่งเสพติดใหโทษ เปนคนขาดสติสัมปชัญญะ ตกอยูในฐานะแหงความเปนผูประมาท ชื่อวาเปน
                                                        
ผูทํารายรางกายตนเอง จึงจัดวาเปนคนทําผิดปกติ
3.2 คุณประโยชนของเบญจศีลตอบุคคล
          สภาพที่เปนปกติ ซึ่งเปนสภาพทั่วไปของบุคคล ไมวาจะทํากิจทําหนาทีใด ๆ ก็ตาม ควร
                                                                               ่
ใหเปนไปดวยความมีสติ รูสิ่งที่ควรและไมควร ระวังพฤติกรรมที่จะแสดงออกทางทวารทั้ง 3
คอยบังคับกาย วาจา และใจ ใหเปนไปในขอบเขตที่เปนปกติ นี้คือสภาพของศีล ฉะนั้น ศีลเปน
สิ่งที่บุคคลควรรักษาและประพฤติใหจงได ในทีนี้หมายถึงเบญจศีล (ศีล 5) ซึ่งถือวาเปนศีลที่เปน
                                                   ่
รากฐานของชีวิตเลยทีเดียว เบญจศีลนี้จะเรียกวา มนุษยธรรม ก็ได หมายถึงธรรมสําหรับมนุษย
ธรรมที่ทําใหคนเปนมนุษยอยางสมบูรณ เปนธรรมที่เปนเหตุใหเกิดมาเปนมนุษย เพราะผูทจะมา
                                                                                        ี่
เกิดเปนมนุษยไดนั้น ตองเปนผูที่สมบูรณดวยมนุษยธรรมนี้มากอน การเกิดมาเปนมนุษยเปนเรื่อง
                                              
ที่ยาก เมื่อไดอัตภาพเกิดเปนมนุษยและรูจกการประพฤติตนตามเบญจศีล ก็จะทําใหบุคคลผูนน
                                                ั                                            ั้
ไดรับอานิสงสคือประโยชนในภพที่เกิมาดเปนมนุษย ซึ่งถือวาเปนผลจากการที่บคคลนัน ๆ รักษา
                                                                             ุ   ้
เบญจศีลไวดวยดีในอดีตชาติ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในอรรถกถาปรมัตถโชติกา ดังนี้
              รักษาศีลขอ 1 คืองดเวนจากการฆาสัตว มีอานิสงส 23 ประการ
29
       1 มีอวัยวะนอยใหญบริบูรณ                2. มีรางกายสมทรง
      3. สมบูรณดวยกําลังกาย มีความคลองแคลว วองไว 4. มือเทาไมคต ไมเก ตั้งลงดวยดี
       5 มีผิวพรรณสดใส รุงเรือง 6. มีรูปโฉมงดงาม สะอาด เปนที่เจริญใจของเทวดา-
       และมนุษยทั้งหลาย 7. เปนผูออนโยน มีผิดพรรณดังปุยนุน 8. เปนผูมีความสุข
       9. เปนผูแกลวกลา 10. เปนผูมีกําลังมาก 11. มีถอยคําสละสลวย เพราะพริ้ง
       12. มีบริวารมิไดพลัดพรากจากตน 13. เปนคนไมสะดุงตกใจ กลัวตอภัยเวร
       14. ขาศึกศัตรูทํารายไมได 15. ไมตายดวยการเพียรฆาของผูอื่น
       16 มีบริวารหาที่สุดมิได         17. มีรูปรางสวยงาม 18. มีทรวดทรงสมสวน
       19. มีความเจ็บไขนอย 20. ไมมีเรื่องเสียใจ เศราโศก 21. เปนที่รักของชาวโลก
       22 มิไดพลัดพรากจากผูหรือสิ่งที่รกและชอบใจ
                                             ั                        23. มีอายุยืนนาน
       รักษาศีลขอ 2 คืองดเวนจากการลักขโมย มีอานิสงส 11 ประการ
       1 มีทรัพยมาก           2. มีขาวของและอาหารเพียงพอ 3. หาโภคทรัพยไดไมสิ้นสุด
       4. โภคทรัพยทไดไวแลวก็ยั่งยืนถาวร 5. โภคทรัพยทยังไมเกิดก็เกิดขึน
                       ี่                                         ี่               ้
       6.หาสิ่งที่พึงปรารถนาไดรวดเร็ว           7. สมบัติไมกระจายดวยภัยตาง ๆ
       8.หาทรัพยไดโดยไมถกแบงแยก
                               ู                 9. ไดโลกุตตรทรัพย คือ มรรคผลนิพพาน
       10 .อยูที่ไหนก็เปนสุข          11. ไมเคยรู ไมเคยไดยิน คําวาไมมี
       รักษาศีลขอ 3 คืองดเวนจากการประพฤติลวงประเวณี มีอานิสงส 20 ประการ
       1. .ไมมีขาศึกศัตรู 2. เปนที่รักของคนทั่วไป                  3. นอนก็เปนสุข
       4. ตื่นก็เปนสุข 5. พนภัยในอบายภูมิทั้ง 6. ไมอาภัพ ไมตองเกิดเปนหญิง หรือกะเทย
       7. ไมโกรธงาย 8. ทําอะไรไดโดยเรียบรอย 9. ทําอะไรโดยเปดเผยแจมแจง
       10. มีสงา (คอไมตก) 11. หนาไมกม (คือมีอํานาจ) 12. ไมมีใครรังเกียจ
       13. มีแตเพื่อนรักทั้งบุรษและสตรี 14. มีอินทรีย 5 บริบูรณ 15.มีลักษณะบริบูรณ
                                 ุ
       16. ขวนขวายนอย ไมตองเหน็ดเหนื่อย (หากินงาย) 17. อยูที่ไหนก็เปนสุข
       18. ไมตองกลัวภัยจากใคร ๆ 19. ไมคอยพลัดพรากจากของที่รัก
       20. หาขาวน้ํา เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัยไดงาย
       รักษาศีลขอ 4 คืองดเวนจากการพูดปด มีอานิสงส 14 ประการ
       1. มีอินทรียทั้ง 5 ผองใส 2. มีวาจาไพเราะสละสลวย 3. ไรฟนอันเสมอชิดบริสุทธิ์
       4.ไมอวนเกินไป 5. ไมผอมเกินไป                     6. ไมต่ําเกินไป 7. ไมสูงเกินไป
       8.ไดแตสัมผัสอันเปนสุข         9. ปากหอมเหมือนดอกบัว 10.มีบริวารลวนแตขยัน
       12.มีถอยคําที่บุคคลเชื่อได 13. ลิ้นบาง แดง ออนเหมือนกลีบดอกบัว
       14.ใจไมฟุงซาน        15. ไมเปนอาง ไมเปนใบ
รักษาศีลขอ 5 คืองดเวนจากการดื่มสุราเมรัย และสิ่งเสพติดทุกชนิด มีอานิสงส 35 ประการ
       1. รูกิจการอดีต อนาคต ปจจุบันไดรวดเร็ว 2. มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ
30
           3. ไมเปนบา 4. มีความรูมาก 5. ไมหวั่นไหว (ผูใดชักชวนไปในทางบาปทางชั่ว-
                                                             
           ก็ไมทําตาม) 6. ไมงุนงง ไมเซอเซอะ 7. ไมใบ 8. ไมมัวเมา 9. ไมประมาท
           10. ไมหลงใหล 11. ไมหวาดสะดุงกลัว 12. ไมมความรําคาญ 13. ไมมีผูใดริษยา
                                                                 ี
           14. มีความขวนขวายนอย 15. มีแตความสุข 16. มีแตคนนับถือยําเกรง
           17. พูดแตคําสัตย คําจริง 18. ไมสอเสียดใคร ไมมใครสอเสียด 19. ไมพูดหยาบกับ-
                                                               ี
           ใคร ไมมใครพูดหยาบดวย 20. ไมพูดเลนไรประโยชน 21. ไมเกียจครานทุกคืนวัน
                      ี
           22. มีความกตัญู 23. มีกตเวที                  24. ไมตระหนี่ 24. รูเฉลี่ยเจือจาน
           26. มีศีลบริสุทธิ์ 27. ซื่อตรง 28. ไมโกรธใคร 29. มีจิตใจละอายแกบาป
           30. รูจักกลัวบาป 31. มีความเห็นถูกทาง 32. มีปญญามาก          33. มีธัมโมชปญญา
           34. เปนปราชญมีญาณคติ 35. ฉลาดรูในสิ่งที่เปนประโยชนและในสิ่งอันเปนโทษ 45
        จากอานิสงสที่แสดงมานี้ เปนประโยชนที่จะเกิดขึ้นแกบคคล เปนสมบัติของบุคคลผู
                                                                   ุ
ประพฤติตนตามเบญจศีลจะพึงไดรับในภพชาติปจจุบัน และเมื่อมองถึงผลที่เกิดขึ้นกับบุคคล
                                                
ทั้งหลายในโลกในสังคมปจจุบันประกอบกับหลังฐานดังทียกมาขางตนจะเห็นไดวา
                                                        ่
____________________
         45
              ปรมตฺถโชติกา, น. 28 – 30.
บุคคลทั้งหลาย ไมวาจะอยูในชนชั้นวรรณะ ฐานะ และเพศใด ๆ ก็ตาม แตเมื่อมองโดยภาพกวาง ๆ
                           
จะทําใหเห็นวา คนทั้งหลาย ลวนมีความแตกตางกัน หรือจะเรียกวาความแตกตางระหวางบุคคลก็
ได และความแตกตางกันของบุคคลและสัตวทั้งหลายที่ปรากฎในสังคมโลกทุกวันนี้ สิ่งเหลานี้เปน
ผลที่เนื่องมาจากเหตุที่บุคคลและสัตวทั้งหลายไดเคยกระทําไวในอดีตชาติดวยกันทั้งนัน
                                                                                ้     และ
ประโยชนดังที่ไดแสดงไวขางตนนี้ จะเปนสิ่งที่บคคลผูประพฤติตนตามเบญจศีลจะพึงไดรับและ
                                                   ุ    
เห็นประจักษชัดเจนในสังคมปจจุบัน
3.3 คุณประโยชนของเบญจศีลตอสังคม
          เบญจศีลนั้น ถือวามีคุณประโยชนและความสําคัญตอสังคมมนุษยมาก เพราะเปนขอ
ปฏิบัติหรือวินัยขั้นพื้นฐานของวินัยทั้งหมดทีใชบังคับควบคุมคนในสังคม เพื่อใหสังคมเกิดความ
                                            ่
สงบสุข และมีความเปนระเบียบเรียบรอยในการอยูรวมกัน ซึ่งถาหากไมมีเบญจศีลเปนขอปฏิบัติ
พื้นฐานในจิตใจคนแลว คนในสังคมก็จะสรางปญหาในสังคมมากขึ้น ดังที่พระพรหมคุณาภรณ
ไดอธิบายไววา
             อาชญากรรมที่รายแรงแทบทั้งหมดก็เปนเรื่องของการละเมิดศีล 5 ในสังคมที่มากดวย
             การสังหารผลาญชีวิต การปองราย การทํารายกัน การลักขโมย ปลน แยง ชิง การ
             ทําความผิดทางเพศ มีคดีฆาตกรรม โจรกรรม การขมขืน หลอกลวง การเสพของมึน
             เมาและสิ่งเสพติด ตลอดจนการกอปญหาและอุบัติเหตุตาง ๆ เนื่องมาจากของมึนเมา
             และสิ่งเสพติดเหลานั้นระบาดแพรหลายทั่วไป ชีวตและทรัพยสินไมปลอดภัย จะอยู
                                                            ิ
             ไหนหรือจะไปที่ไหนก็ไมมีความมั่นใจ เต็มไปดวยความหวงใยวิตกกังวล จิตใจหวาด
31
            ผวาบอย ๆ ผูคนพบเห็นกันแทนที่จะอบอุนใจ ก็หวาดผวากัน อยูกันไมเปนปกติสุข
                                                                            
            สุขภาพจิตของประชาชนยอมเสื่อมโทรม ยากทีจะพัฒนาคุณภาพและสมรรถภาพของ
                                                          ่
            จิต และสังคมเชนนั้นก็ไมเปนสภาพแวดลอมที่เกื้อกูลสําหรับการสรางสรรคสิ่งดีงามที่
            สูงขึ้นไป เพราะมีความเดือดรอนระส่ําระสายยุงแตการแกปญหา และมีแตกจกรรมที่
                                                                                     ิ
            บอนทําลายใหสังคมเสื่อมโทรมลงไปทุกที การขาดศีล 5 จะเนื่องมาจากเหตุใดก็ตาม
            จึงยอมเปนมาตรฐานวัดความเสื่อมโทรมของสังคม สวนสภาพพฤติกรรมและการ
            ดําเนินชีวตที่ตรงขามจากนี้นั่นแหละคือการมีศีล 5 ดังนั้น ศีล 5 จึงเปนเกณฑมาตร
                      ิ
            ฐานอยางต่ําที่สุดของความประพฤติมนุษย สําหรับรักษาสภาพแวดลอมทางสังคมให
            อยูในภาวะเกื้อกูล และเปนพื้นฐานของการดําเนินชีวิตที่ดีงาม 46
ดังนั้น ถาสังคมไทย ที่มีประชาชนสวนใหญของประเทศเปนพุทธศาสนิกชน ใสใจและใหความ
สนใจโดยเอาใจใสในการศึกษาหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจา จนเกิดความรูความเขาใจแลว
เกิดอุดมการณรวมแรงรวมใจกันประพฤติปฏิบัติธรรม อยางนอยสุด ก็ปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีล
                

____________________
          46
               พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพครั้งที่ 4, 1,000 เลม น. 771-772.
 เพราะเบญจศีลเปนรากฐานรองรับชีวิตทีดีที่สุด อันจะชวยสงเสริมใหสังคมไทยมีระบบชีวิตและ
                                            ่
ระเบียบสังคมมีความเปนอยูที่ดีขน สภาพแวดลอมดินฟาอากาศก็จะไมวิปริตแปรปรวน ความ
                                 ึ้
เปนไปตามธรรมชาติก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามปกติ ไมเกิดเหตุการณเภทภัยทางธรรมชาติที่ไมคดา
คิดมากอน ดังเชน การเกิดธรณีพิบัตในภาคใต เปนตน จะทําใหสังคมเกิดความสงบสุขกันทัวหนา
                                     ิ                                             ่
เพราะชาวประชาและผูนําในสังคมพากันประพฤติธรรม คือตั้งมั่นอยูในศีลธรรม ดังเชนในธัม
มิกสูตตร ที่ทรงตรัสไวเกี่ยวกับเรื่องนี้วา
             ดูกอนภิกษุทั้งหลา ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติเปนธรรมในสมัย
            นั้น แมขาราชการทั้งหลายก็ประพฤติเปนธรรมไปดวย เนื้อขาราชการ
            ทั้งหลายประพฤติเปนธรรม พราหมณและคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติเปน
            ธรรมบาง เมื่อพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายประพฤติเปนธรรม ชาวบาน
            ชาวเมืองก็ประพฤติเปนธรรมไปตามกัน ครันชาวบานชาวเมืองประพฤติ
                                                      ้
            เปนธรรม ดวงจันทรดวงอาทิตยกโดยจรสม่ําเสมอ ครั้นดวงจันทรดวง
                                                ็
            อาทิตยโคจรสม่ําเสมอ ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินสม่ําเสมอ ครั้นดาวนักษัตร
            ทั้งหลายเดินสม่ําเสมอคืนและวันก็ตรง ครั้นคืนและวันตรง เดือนและปกษ
            ก็ตรง ครั้นเดือนและปกษตรง ฤดูและปก็สม่ําเสมอ ครั้นฤดูและป
            สม่ําเสมอ ลมก็พัดเปนปกติ ครันลมพัดเปนปกติ ลมในทางก็พัดไปถูกทาง
                                              ้
            ครั้นลมในทางพัดไปถูกทาง เทวดาทั้งหลายก็ไมปนปวน ครันเทวดาทั้ง
                                                         
            หลายไมปนปวน ฝนก็ตกตาม ฤดูกาล ครั้นฝนตกดามฤดูกาล ขาวกลาทั้ง
32
             หลายก็สุกไดที่ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย มนุษยทั้งหลายไดบริโภคขาวที่สุกไดที่
             ยอมมีอายุยืน ผิวพรรณงาม มีกําลังและมีอาพาธนอย 47
         พระสูตรนี้ไดกลาวถึงความสําคัญของผูนําในสังคม ไมวาสังคมนั้น ๆ จะมีขนาดเล็กหรือ
ใหญกตาม ถาสังคมนั้น ๆ มีผูนํามีหัวหนาที่สามารถประพฤติธรรม เปนเนติแบบอยางที่ดีให
       ็
สมาชิกที่อยูในปกครองไดประพฤติธรรม ตั้งตนอยูในศีลธรรมดวย และหมายถึงเบญจศีลนี้เปน
อยางนอย เมื่อสังคมใดดําเนินไปในลักษณะเชนนี้ได สังคมนั้น ยอมจะเกิดความผาสุกกันถวนหนา
3.4 โทษของการละเมิดเบญจศีล
         สําหรับโทษของการละเมิดเบญจศีลที่จะไดรับ มีทั้งโทษทีเ่ กิดแกบคคลและที่เกิดแกสังคม
                                                                        ุ
ดังเชนในสัพพหสุสูตร พระพุทธเจาไดตรัสโทษที่บุคคลผูลวงละเมิดเบญจศีลจะพึงไดรับ ซึ่งเปน
ผลในอนาคตภายหนาวา
             ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต...อทินนาทาน...กาเมสุมิจฉาจาร...มุสาวาท... เการดื่ม
             น้ําเมาคือสุราและเมรัยอันบุคคลเสพแลวเจริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมยังสัตวให
             เปนไปในนรก ในกําเนิดสัตวดิรจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแหงปาณาติบาตอยางเบา
                                              ั
___________________
          47
               องฺ จตุกฺก 2 / 70 / 222.
           ที่สุด ยอมยังความเปนผูมีอายุนอยใหเปนไปแกผูมาเกิดเปนมนุษย.48
        การกระทําผิด หรือลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง เมื่อครบองคประกอบ จะไดรับผล
ในปฏิสนธิกาล คือ เกิดในนรก ดิรจฉาน หรือเปรต และยังไดรับผลในปวัตติกาล คือไดรับผล
                                   ั
หลังจากเกิดแลว และผลที่จะไดรับในปวัตติกาลนี้ ผูกระทําผิด หรือลวงละเมิดเบญจศีล จะครบ
                                                    
องคหรือไมก็ตาม ถาเกิดเปนมนุษยจะไดรับผลดังนี่
           การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 1 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 9 ประการ คือ
           1. เปนคนทุพพลภาพ              2. เปนคนรูปไมงาม        3. มีกําลังกายออนแอ
           4. เปนคนเฉื่อยชา              5. เปนคนขีขลาด
                                                      ้             6. ฆาตัวตาย หรือถูกผูอื่นฆา
           7. โรคภัยเบียดเบียน            8. ความพินาศของบริวาร 9. อายุสั้น
           การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 2 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 6 ประการ คือ
           1. เปนคนดอยทรัพย            2. เปนคนยากจน            3. เปนคนอดอยาก
           4. ไมไดสมบัติที่ตนตองการ 5. ตองพินาศในการคา 6. ทรัพยพินาศเพราะภัยตาง ๆ
                 เชน อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ราชภัย โจรภัย เปนตน
           การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 3 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 11 ประการ คือ
           1. มีผูเกลียดชังมาก 2. มีผูปองรายมาก        3. ขัดสนทรัพย 4. .ยากจนอดอยาก
           5. เปนหญิง 6. เปนกะเทย 7. เปนชายในตระกูลต่ํา 9. ไดรับความอับอายเปนอาจิณ
           10. มากไปดวยความวิตกกังวล             11. พลัดพรากจากผูที่ตนรัก
           การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 4 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 8 ประการ คือ
33
             1. พูดไมชัด 2. ฟนไมเปนระเบียบ 3. ปากเหม็นมาก 4. ไอตัวรอนจัด
             5. ตาไมอยู ในระดับปกติ 6. กลาววาจาดวยปลายลิ้น 7. ทาทางไมสงาผาเผย
             8. จิตไมเที่ยงคลายคนวิกลจริต
             การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 5 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 6 ประการ คือ
             1. ทรัพยถูกทําลาย 2. เกิดวิวาทบาดหมาง 3. เปนบอเกิดแหงโรค
             4. เสื่อมเกียรติ 5. หมดยางอาย 6. ปญญาเสื่อมถอย หรือพิการทางปญญา 49
        ผลหรือโทษที่ไดรับทั้งหมดดังกลาวมานี้ เปนเศษของกรรม คือจะใหผลหลังจากไปเกิด
เปนสัตวนรก ดิรจฉาน หรือเปรตมาแลว หรือจะเรียกวาเปนดอกเบี้ยบาปก็ได และดอกเบี้ยบาปนี้
                    ั
จะใหผลตอเนื่องกันหลายภพหลายชาติ ไมใชชาตินี้เพียงชาติเดียว ซึ่งเปนสิ่งที่บุคคลทั้งหลายพึง
ตระหนัก หรือดังที่พระพุทธเจาแสดงโทษของบุคคลผูละเมิดศีลจะตองไดรับอีกแหงหนึ่งคือ โดย
ที่พระองคตรัสไววา
                  ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผูทุศีลเพราะศีลวิบัติ มีโทษ 5 ประการนี้ คือ
____________________
          48
             องฺ. สตฺตก. – อฏฐก. 4 / 130 / 495 – 496.
          49
             ปรมตฺถโชติกา. น. 30-31.
             1. ยอมถึงความเสื่อมโภคทรัพยเปนอันมมาก ซึ่งมีความประมาทเปนเหตุ
             2. กิตติศัพทอันชัวของบุคคลผูทุศีลยอมกระฉอนไป
                                  ่
             3. จะเขาไปยังบริษัทใด ๆ ยอมไมแกลวกลา เกอเขินเขาไป
             4. ยอมหลงลืมสติตาย
             5. หลังจากตายแลวยอมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาติ นรก 50
        สวนโทษของการละเมิดเบญจศีลที่จะเกิดแกสังคมนั้น มีกลักฐานในธัมมิกสูตรที่
พระพุทธเจาทรงตรัสไว ถึงสิ่งที่จะเกิดขึนเมื่อบุคคลผูนําของสังคมและผูที่อยูในปกครองไมตั้งตน
                                            ้
ประพฤติในศีลธรรม จะตองไดรับและมีเหตุตาง ๆ เกิดขึ้น คือ
              ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติไมเปนธรรม
             ในสมัยนั้น แมขาราชการทั้งหลาย ก็พลอยประพฤติไมเปนธรรม เมื่อขา
             ราชการประพฤติไมเปนธรรม พราหมณและคฤหบดีทงหลายก็ประพฤติ
                                                                    ั้
             ไมเปนธรรมบาง เมื่อพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายประพฤติไมเปนธรรม
             ชาวบานชาวเมืองก็ประพฤติไมเปนธรรมไปตามกัน ครั้นชาวบานชาวเมือง
             ประพฤติไมเปนธรรม ดวงจันทร ดวงอาทิตย ก็โคจรไมสม่ําเสมอ ครั้น
             ดวงจันทรดวงอาทิตย โคจรไมสม่ําเสมอ ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินไมเที่ยง
             ตรง ครั้นดาวนักษัตรทั้งหลายเดินไมเที่ยงตรง คืนและวันก็เคลื่อนไป ครั้น
             คืนและวันเคลื่อนไป เดือนและปกษกคลาดไป ครันเดือนและปกษคลาดไป
                                                       ็         ้
             ฤดูและปก็เคลื่อนไป ครั้นฤดูและปเคลื่อนไป ลมก็พัดผันแปรไป ครั้น
34
            ลมพัดผันแปรไป ลนนอกทางก็พัดผิดทาง ครันลมนอกทางพัดผิดทาง
                                                          ้
            เทวดา ทั้งหลายก็ปนปวน ครั้นเทวดาทั้งหลายปนปวน ฝนก็ไมตกตามฤดู
            กาล ครั้น ฝนไมตกตามฤดูกาล ขาวกลาทังหลายก็สุกไมดี ดูกอนภิกษุทั้ง
                                                    ้
            หลาย มนุษยทั้งหลายบริโภคขาวที่สุกไมดี ยอมอายุสน ผิวพรรณก็ไมงาม
                                                                ั้
            กําลังก็ลดถอย และมีอาพาธมาก 51
และเมื่อพิจารณาเนื้อความในพระสูตรนี้จะเห็นไดชัดเจนวา เหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม
วาจะเปนความแปรปรวนของดินฟาอากาศที่ไมเปนไปตามฤดูกาล เกิดภัยพิบติทางธรรมชาติขึ้น
                                                                               ั
มากมาย ไมวาจะเปนน้ําทวม ไฟไหม แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดการรบราฆาฟนกันขึ้นทุก
หยอมหญา เกิดคดีฆาขมขืนและคดีอุกฉกรรฉในที่ตาง ๆ มนุษยเกิดความวิปริตทางเพศ ฯลฯ
เมื่อพิจารณาอยางลึกซึ้งตามเหตุผลแลวจะเห็นไดวา เหตุการณที่เกิดขึนเหลานี้ กําลังเกิดขึ้นและได
                                                                    ้
เกิดขึนแลวในสังคมไทย ลวนเปนผลที่เกิดมาจากเหตุทั้งสิน และเหตุนั้นยอมเกี่ยวโยงมาจากเหตุใน
      ้                                               ้
อดีตที่มนุษยแตละคนไดกระทําไวแลว
____________________
          20
               องฺ ปฺจก. 22 / 213 / 355.
          51
               องฺ จตุกฺก 2 / 70 / 221 - 222.
                                                 บทที่ 4
                                    กลวิธการนําเบญจศีลสูการปฏิบัติ
                                           ี              
4.1 การแสดงโทษการปราศจากเบญจศีล
           การกระทําความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจถือวาเปนการละเมิดเบญจศีล เปนการทํา
บาปอกุศลตาง ๆ ที่จะทําใหบุคคลผูกระทําตองไดรับโทษ ดังที่พระพุทธเจาไดตรัสโทษของบุคคล
                                       
ผูไมมีศีลไววา
              “...ดูกอนคฤหบดีทั้งหลาย คนทุศีล มีศีลวิบัติแลวในโลกนี้ยอมเขาถึงความเสื่อมแหง
              โภคะอยางใหญอันมีความประมาทเปนเหตุ ศีลวิบติอันนี้เปนโทษแหงศีลวิบัติของคน
                                                                  ั
              ทุศีล         อีกขอหนึ่ง เกียรติศัพทอันลือชื่อของคนทุศีล มีศีลวิบัติแลวยอมกระฉอน
              ไปอันนี้เปนโทษขอที่สองแหงศีลวิบัติของคนทุศีล         อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีล
              วิบัติแลว จะเขาไปสูบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท
              หรือสมณบริษัท ยอมครันครามเกอเขิน อันนี้เปนโทษขอที่สามแหงศีลวิบัติของคน
                                         ้
              ทุศีล         อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีลวิบัติแลว ยอมหลงกระทํากาละ อันนี้ เปน
              โทษขอสี่แหงศีลวิบัติของคนทุศีล อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีลวิบัติแลว เบื้องหนา
              แตตายเพราะกายแตก ยอมเขาถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก อันนี้เปนโทษขอที่หา
              แหงศีลวิบัติของคนทุศีล” 52
           บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่หนึ่ง คือการฆาและการทํารายคนอื่น
และสัตวอื่นดวยตนเองหรือใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผล
35
ใหบุคคลนัน ๆ ประสบกับความเดือดรอนในปจจุบัน เชน ตองถูกกักขังในเรือนจํา หรือถูก
             ้
ประหารชีวิต ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่ที่ลําบาก เชน เกิดในนรก เปน
ตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนทุพพล
ภาพ รูปรางไมสวยงาม มีสุขภาพออนแอ กลายเปนคนเฉื่อยชา ไมมความมันใจในตัวเองและมี
                                                                       ี     ่
ความขลาดกลัว มีเหตุตองฆาตัวตายหรือถูกผูอื่นฆา เปนผูที่มีโรคภัยเบียดเบียนมาก ตองพลัด
พรากจากญาติพนองหรือบริวาร และเปนคนเกิดมามีอายุสั้น ตองเสียชีวิตในชวงกอนวัยอันสมควร
                  ี่
           บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สอง คือลักทรัพยดวยตนเองหรือใช
                                                                               
ใหผูอื่นลัก ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนัน ๆ ประสบกับความ
                                                                           ้
เดือดรอนในปจจุบัน เชน การขโมยรถยนต เมื่อถูกจับได ตองถูกปรับถูกจองจําอยูในเรือนจํา
                                                                                   
เมื่อตายไปทําใหตองไปเกิดในอบายมีนรกเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดเปนมนุษยเพราะเศษกรรมที่
ยังเหลืออยู ทําใหเขาตองกลายเปนคนยากจน ไมมีทรัพย กลายเปนคนขอทานอดอยาก จะไมได
ทรัพยสมบัติที่ตนตองการ หรือจะทําการคาธุรกิจใด ๆยอประสบกับความลมเหลวเปนคนลมละลาย
____________________
         52
              ที. ม. 10 / 79 / 91.
แมทรัพยสมบัติตาง ๆ ที่มีอยูก็จะประสบกับความพินาศไปดวยภัยตาง ๆ เชน อัคคีภัย อุทกภัย
วาตภัย โจรภัย ฯลฯ
         บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สาม คือประพฤติผิดในกาม เชน
ลวงละมิดตอบุตรธิดา ภรรยา สามี คนอื่น เปนตน ยอมประสบกับความเดือดรอนในปจจุบัน ทํา
ใหครอบครัวแตกแยก หรือถูกปองรายเปนตน เมื่อตายไปก็ไปเกิดในอบาย มีนรกเปนตน เมื่อเขา
กลับมาเกิดเปนมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ทําใหเขาเปนบุคคลที่มีผูเกลียดชังมาก มีผูปอง
รายมาก กลายเปนคนขัดสนอดอยาก เปนกะเทยหรือเปนชายในตระกูลต่ําตอย จะเปนคนที่ไดรับ
ความอับอายเปนอาจิณ เปนคนมีความวิตกกังวลมาก ตองพลัดพรากจากบุคคลผูที่ตนรัก แมมี
ครอบครัวก็เกิดความแตกแยกราวฉาน
         บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สี่ คือพูดเท็จโกหกหลอกลวงคนอื่น
ยอมประสบความเดือดรอนในปจุบัน เชน การพูดยุยงใหคนแตกความสามัคคีกัน พูดใสความคน
อื่นโดยไมมีมูลความจริง เมื่อความจริงถูกเปดเผยแลว ยอมไมมีใครเชื่อถือ บางคนถึงกับถูกจองจํา
ในเรือนจําก็มี เมื่อเขาตายไปก็ไปเกิดในสถานที่ที่ลําบาก มีนรกเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดเปน
มนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ทําใหเปนคนพูดไมชด (ติดอาง) มีฟนไมสวย เปนคนมีกลิ่น
                                                       ั
ปากเหม็นมาก ไอตัวรอนจัด สายตาไมอยูในระดับปกติ เปนคนกลาววาจาดวยปลายลิ้น ไมมี
ความสงาผาเผย และกลายเปนคนจิตไมเที่ยงคลายคนวิกลจริต
         บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่หา คือดื่มสุราเมรัยหรือเสพสิ่งเสพติด
ใหโทษตาง ๆ ยอมประสบความเดือดรอนในปจจุบน คือเสื่อมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทําให
                                                 ั
สิ้นเปลืองทรัพย และกอใหเกิดความทะเลาะวิวาท ทั้งยังเปนเหตุใหทําผิดศีลขออื่น ๆ ไดงายขึ้น
36
ดวย เพราะขาดสติในการครองตน ทําใหเกิดความประมาทในการกระทําตาง ๆ เมื่อเขาตายไปก็
ไปเกิดในสถานที่ที่ลําบาก มีนรกเปนตน เมื่อกลับมากเกิดเปนมนุษย เพราะเศษของกรรมที่ยัง
เหลืออยู ทําใหทรัพยสมบัติที่มีอยูถูกทําลาย เกิดความวิวาทบาดหมางบอยครั้ง เปนคนมีโรคภัยไข
เจ็บมาก เสื่อมจากเกียรติที่มีอยู เปนคนหมดยางอาย และเปนคนปญญาเสื่อมถอย หรือพิการทาง
ปญญา
         เพราะการขาดศีลนั้นมีโทษมาก ทําใหเดือดรอนทั้งแกตนเองและผูอื่น ทั้งในปจจุบนและ
                                                                                        ั
อนาคต ในปจจุบันนั้น ยอมทําตนและสังคมใหเดือดรอนวุนวาย อีกทั้งยังกอใหเกิดความ
เดือดรอนในชาติหนาดวย คือเมื่อตายไปแลวก็ไปเกิดในที่ลําบากคืออบาย มีนรกเปนตน ตาม
กรรมที่ตนไดกระทําไว ดังที่พระพุทธเจาไดตรัสยืนยันไววา“คนบางพวกยอมเขาถึงครรภ       บาง
พวกมีกรรมอันลามก ยอมเขาถึงนรก ผูที่มคติดยอมไปสูสวรรค ผูที่ไมมีอาสวะยอมปรินิพพาน” 53
                                             ี ี



____________________
         53
              ขุ. ธ. 25 / 19 / 27.
ดังที่กลาวมานีจะเห็นไดวา ในสังคมไทยมีบุคคลประเภทตาง ๆ เหลานี้ปรากฏใหเห็นมากมาย ซึ่ง
                 ้
เปนเครื่องสะทอนไดวา บุคคลทั้งหลายแมจะมีบุญหรือมีโอกาสที่ดีที่ไดเกิดมาเปนมนุษย และที่
สําคัญที่สุดไดเกิดมาในประเทศที่มีความเหมาะสมดังเชนประเทศไทย ซึ่งมีพระพุทธศาสนาเปน
รากฐานของชีวิตแลว มีพระมหากษัตริยผูทรงไวซึ่งทศพิธราชธรรมในการปกคอรง และเปนพุทธ
                                             
มามกะ แมชาวไทยสวนมากก็เปนพุทธศาสนิกชนดวย แตบุคคลทั้งหลายในสังคมไทยหาได
มองเห็นโทษที่ตนเองและผูอื่นตองประสบไม ไมสนใจและไมมีความเขาใจในชีวตของตนเองดวย
                                                                               ิ
ซ้ําไป จึงเปนหนาที่ของบัณฑิตหรือผูมีปญญาทั้งหลายจักไดชวยแนะนําใหเขาเหลานั้นซึ่งปฏิญญา
ตนวาเปนชาวพุทธ ใหกลับมีสติปญญา ใหมีความรูความเขาใจอยางถูกตองในความเปนจริงของ
ชีวิต เมื่อชาวพุทธมีความตื่นตัวและตระหนักโดยมองเห็นโทษหรือผลที่ไดประสบอยูในปจจุบน          ั
แลว ควรอยางยิงที่จะรีบเรงประกอบตนใหตั้งอยูในความไมประมาท ดวยการปฏิบัติตนตามเบญจ
                   ่                             
ศีล ซึ่งถือวาเปนรากฐานที่ดีที่สุดของชีวิต อีกประการหนึ่ง เบญจศีลนี้ เปนระเบียบชีวตพื้นฐาน
                                                                                      ิ
ทางสังคมและสมควรอยางยิ่งแกทกคน เพราะเปนเครื่องมือที่สงเสริมใหคนทําคุณงามความดี มี
                                      ุ
กิริยามารยาทที่เรียบรอย การลวงละเมิดเบญจศีล เปนเครื่องแสดงถึงความเสื่อมทางจิตใจของคน
ไทยในสังคมซึ่งไดรับสมญานามวาเปนสังคมชาวพุทธดวย ถาคนในสังคมไทยมีเบญจศีล ยอม
แสดงวา สังคมไทยมีความสมบูรณในทุก ๆ ดาน
4.2 การแสดงประโยชนที่ชัดเจนของเบญจศีล
          ผูเขียนไดกลาวไวเบื้องตนแลววา  เบญจศีลนั้นมีความจําเปนและสําคัญเปนอยางยิ่งตอ
ปจเจกบุคคลและสังคม เพราะเมื่อไดนํามาประพฤติปฏิบัติกันอยางจริงจังแลว ยอมจะกอใหเกิด
ความสุขสงบในการอยูรวมกัน ปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนานาประเทศ รวมถึงสังคมไทย
                          
37
ดวย ไมวาจะเปนปญหาเกี่ยวกับชีวตทรัพยสิน อาชญากรรมทางเพศ การโกหกหลอกลวงใสราย
                                     ิ
กัน หรือปญหาที่เกี่ยวกับสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ ลวนแตปองกันไดดวยเบญจศีลนี้
         สวนประโยชนทจะเกิดขึนแกปจเจกบุคคลนั้น พระพุทธเจาไดตรัสไว ดังนี้
                           ี่      ้
             1. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย คนมีศีลถึงพรอมแลวดวยศีลในโลกนียอมประสบกองแหง
                                                                                ้
             โภคะใหญ ซึ่งมีความไมประมาทเปนเหตุ นี้อานิสงสแหงศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่
             หนึ่งฯ
             2. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก เกียรติศพทที่ดีงามของคนมีศีล ถึงพรอมแลว
                                                               ั
             ดวยศีล ยอมระบือไป นี้อานิสงสของศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สองฯ
             3. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพรอมแลวศีล เขาไปหาบริษัทใดๆ
             คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือ สมณบริษัทเปนผูแกลวกลาไม
             เกอเขินเขาไปหา นี้อานิสงสแหงศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สามฯ
             4. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพรอมแลวดวยศีล ยอมเปนผูไมหลง
             ทํากาละ นี้อานิสงสของศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สี่ฯ
             5. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลพรอมแลวดวยศีล ยอมเขาถึงสุคติโลก
            สวรรค เบื้องหนาแตตายเพราะกายแตก นี้อานิสงสแหงศีล สมบัติของคนมีศีลขอที่หา54
         จะเห็นไดวาประโยชนที่เกิดแกปจเจกบุคคลนั้น เปนผลทีมีคุณคาแกผูรกษาศีลโดยตรง จะ
                                                                    ่               ั
สังเกตไดจากบุคคลทั้งหลายที่ดํารงชีวิตในสังคมไทยปจจุบน      ั           จะมีความแตกตางกันทั้งในดาน
รางกายและจิตใจ รวมถึงสภาพแวดลอมดวย ซึ่งผูเขียนจะไดชใหเห็นถึงประโยชนที่เกิดขึ้นแก
                                                                      ี้
บุคคลที่ประพฤติตามเบญจศีลมาในอดีต ซึ่งเปนสาเหตุสงผลใหบุคคลเหลานั้นไดประสบความสุข
ในภพปจจุบัน โดยเทียบเคียงจากหลักฐานที่กลาวไวในอรรถกถาปรมัตถโชติกาดังนี้
         บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่หนึ่ง คือการไมฆาและการไมทําราย
คนอื่นและสัตวอื่นดวยตนเองหรือใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานันมีกําลังแรง ยอมจะ
                                                                          ่       ้
สงผลใหบุคคลนั้น ๆ ประสบกับความสุขในปจจุบัน เชน ไมตองถูกจับและกักขังในเรือนจํา หรือ
ถูกประหารชีวิต ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิด
ในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมทียังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขา
                                                                            ่
เปนคนมีอวัยวะนอยใหญบริบูรณ มีรางกายสมสวน มีกําลังกายคลองแคลววองไว ไมมีโรคภัย
เบียดเบียน มีอายุยืน ฯลฯ
         บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สอง คือการไมลักขโมยของคนอื่น
และไมใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ
                                             ่
ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน ไมถูกขโมยสิ่งของ มีแตคนรักใครเมตตา ฯลฯ และใน
                                ั
อนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขา
กลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนมั่งมี มีสมบัติ
มากมาย ไมมีใครคิดปองรายในทรัพย มีสมบัตก็ไมพินาศดวยภัยตาง ๆ ฯลฯ
                                                  ิ
38
         บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สาม คือการไมประพฤติผิดในคูครอง  
บุตรธิดา ภรรยาสามีคนอื่น ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานันมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ
                                                      ้
ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน ไมถูกปองราย ครอบครัวไมแตกราว ฯลฯ และในอนาคต
                           ั
เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดใน
โลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขามีครอบครัวที่อบอุน ไมมีขาศึกศัตรู ไม
อาภัพ ไมตองเกิดเปนหญิงหรือเปนกะเทย นอนก็เปนสุข ตื่นก็เปนสุข ฯลฯ
            
         บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สี่ คือการไมพดเท็จ ไมพดโกหก
                                                                         ู             ู
หลอกลวงผูอื่น ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ประสบกับ
ความสุขในปจจุบัน เชน ไดยินไดฟงแตคําพูดที่เปนจริง ไมมีใครมาโกหกหลอกลวง ฯลฯ และ
ในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขา
กลับ
มาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาไดรับฟงแตถอยคําที่เปนจริง
มีวาจาไพเราะสละสลวย มีอินทรีย 5 ผองใส ไมอวนเกินไป ไมผอมเกินไป ไมฟุงซาน ฯลฯ
____________________
         54
              ที. ปา. 3 / 291 / 20.
         บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่หา คือการไมดื่มสุราเมรัย และเสพสิ่ง
เสพติดใหโทษตาง ๆ ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานั้นมีกาลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ
                                            ่            ํ
ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตาย
                           ั
ไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลก
มนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนมีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ มีปญญามาก เปนคน
มีความรูมาก ไมบาไมใบ มีจิตใจละอายชั่วกลัวบาป ไมเปนคนสะดุงตกใจงาย ฯลฯ
         สําหรับประโยชนอันเกิดแกสังคมที่เห็นไดชัดเจนเมื่อบุคคลในสังคมรวมกันประพฤติตาม
เบญจศีลคือ จะทําใหสังคมไทยมีความสงบสุขดังเชนสมัยอดีต จะไมมีความรุนแรงจากปญหาตางๆ
ทางสังคม เชน ปญหาอาชญากรรม ปญหาลวงละเมิดทางเพศ ปญหาสิ่งเสพติดใหโทษ เปนตน
สังคมไทยจะเปนสังคมชาวพุทธที่ยึดถือหลักพุทธธรรมในการดําเนินชีวิตไดอยางจริงจัง เพราะ
เบญจศีลที่บุคคลนํามาปฏิบัติแลว จะเปนพืนฐานรองรับในการประกอบคุณงามความดีในระดับสูง
                                          ้
ขึ้นไปตามลําดับนั่นคือ ศีล สมาธิ ปญญา อันเปนเปาหมายการประพฤติพรหมจรรยใน
พระพุทธศาสนาได เมื่อเปนไดดังนี้ จะทําใหสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธ เปนดินแดนแหง
พระพุทธศาสนาอยางแทจริง และจะกลายเปนสังคมที่อดมไปดวยความสุขสงบในทุกดาน เปน
                                                       ุ
สังคมในอุดมคติของคนทุกชนชั้นเลยทีเดียว
4.3 การประยุกตความเขาใจและการปฏิบัติตามเบญจศีลและเบญจธรรมในมิติตาง ๆ ของชีวิต
                                                                              
         ในฐานะที่สังคมไทยไดชื่อวาเปนสังคมชาวพุทธมานานนับแตอดีตเรื่อยมาจนกระทั่ง
ปจจุบัน นันเปนเพราะวา บรรพบุรษของไทยมีวิถีชีวิตเกี่ยวของกับพระพุทธศาสนามาโดยตลอด
             ่                       ุ
39
และยังถายทอดคติความเชื่อและขนบประเพณีตาง ๆ ทางศาสนามายังทายาทลูกหลานตามลําดับ
จากปูยา ตายาย พอแม มาถึงลูกหลานเหลนไทยก็ยังคงยึดถือคติความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา และ
ขนบธรรมเนียมอันดีงามเรื่อยมา จนทําใหสังคมไทยทีมีประชากรสวนใหญของประเทศกวารอย
                                                          ่
ละ 90 % มีศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชีวิต และมีหลักฐานปรากฏในสําเนาทะเบียนของคน
ไทยสวนมาก และมีพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติ ซึ่งเปนที่นาสังเกตวา การนับถือพุทธ
ศาสนาของคนไทยนั้น จะนับถือโดยการนับถือสืบ ๆ กันมาตามบรรพบุรษ หรือจะนับถือเพราะ
                                                                        ุ
เกิดศรัทธาเลื่อมใสในหลักคําสอนที่ตนไดศึกษาหรือไมกตาม ก็ไดชื่อวาเปนชาวพุทธตามหลักฐาน
                                                        ็
ที่ปรากฏเชนกัน แตจะเปนชาวพุทธหรือพุทธศาสนิกชนอยางถูกตองและสมบูรณหรือไมเปนเรื่อง
ที่ตองศึกษาและทําความเขาใจกันตอไป
          ผูเขียนเห็นวา การเปนชาวพุทธที่แทจริงคือการยอมรับและนับถือพระรัตนตรัยเปนสรณะ
ที่พึงของตนตลอดชีวต ถาเปนพระภิกษุตองประพฤติพรหมจรรยตามหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ
                        ิ
และปญญาสวนชาวพุทธฝายฆราวาสก็ตองประพฤติพรหมจรรยเชนกัน แตเปนการปฏิบัติตนตาม
หลักบุญกิริยาวัตถุ 3 เปนอยางนอย คือ ทาน ศีล และภาวนา ซึ่งหลักการปฏิบัติทั้งสองมีเปาหมาย
เหมือนกันคือความพนทุกข              สวนวิธการนั้นจะมีความแตกตางกันตามเพศภาวะและหนาที่
                                             ี
โดยเฉพาะเมื่อกลาวถึงชาวพุทธที่เปนคฤหัสถแลว อยางนอยตองปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีลใหจง
ได เพราะเบญจศีลนั้น ถือวาเปนรากฐานอันมันคงของชีวตที่บุคคลจะตองประพฤติตามใหได โดย
                                               ่            ิ
มีวิธีการปฏิบัติในการแสดงตนเปนชาวพุทธและวิธีการสมาทานศีลซึ่งผูเขียนขอเสนอไว ณ ที่นี้
ดังตอไปนี้
          1. คํานมัสการพระพุทธเจา
          นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต             อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสส ( วา 3 เที่ยว )
          คําแปล...ขาพเจา ขอนอบนอมแดพระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ซึ่งเปนผูไกลจากกิเลส
ตรัสรูชอบไดดวยพระองคเอง
          2. ขอถึงพระรัตนตรัย
          พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ          ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ
          ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ          ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ
          สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ          ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ
ทุติยัมป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ
ทุติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ
ทุติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ
ตะติยัมป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ
ตะติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ
ตะติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ
          3. คําสมาทานเบญจศีล
40
1. ปาณาติปาตาเวรมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
          ขาพเจา ของดเวนจากการฆาสัตวดวยตนเอง และไมใชใหผูอื่นฆา
2. อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
          ขาพเจา ของดเวนจากการประพฤติผิดในกาม
3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ
          ขาพเจา ของดเวนจากการประพฤติผิดในกาม
4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
          ขาพเจา ของดเวนจากการพูดปด
5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
          ขาพเจา ของดเวนจากการดื่มสุราเมรัย และสิ่งเสพติดอันเปนที่ตั้งแหงความประมาท
                    อิมานิ ปญจะสิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ ( วา 3 เที่ยว )
คําแปล...ขาพเจาขอสมาทานสิกขาบท อันประกอบดวยองค 5 ประการนี้ เพื่อความสํารวมระวัง ณ
บัดนี้เปนตนไป
          หลังจากนั้นพึงสํารวมระวังตั้งตนอยูในศีล 5 นี้อยาใหขาด ถาขาดขอใดขอหนึ่ง ดวยความ
                                              
พลั้งเผลอ ตองรีบสมาทานใหมทันที โดยการสํารวมจิต นอบนอมตอพระรัตนตรัยแลวสมาทาน
ดังที่กลาวมา เมื่อทําไดดังนี้ จะทําเกิดความภูมใจวาเราเปนผูมีศีล ตั้งอยูในศีล เปนชาวพุทธจงอยา
                                                 ิ
ประมาทและอยาใหชีวิตวางจากเบญจศีลเปนอันขาด                ซึ่งการรักษาเบญจศีล หรือการปฏิบัติ
ตามศีล 5 นั้น เมื่อทําความเขาใจโดยงายก็หมายถึง การมีเจตนาหรือมีความตั้งใจที่จะงดเวนจาก
การทําบาปอกุศล หรือเวนจากการทําความชั่ว 5 ประการ ศีลจะเกิดขึนก็เพราะมีวิรัติ คือเจตนาที่
                                                                          ้
จะงดเวนจากโทษนัน ๆ เวรนัน ๆ มี 3 ประการคือ
                       ้        ้
              1. สมาทานวิรัติ แปลวา ความละเวนดวยถือ คือสมาทานหรือรับเอาดวยตนเอง ก็ได
              ดวยการรับจากผูอื่นก็ได หมายความวา การตั้งใจไวกอนวา จะรักษาศีล เมื่อไป
                                                                     
              ประสบกับเหตุการณที่จะทําใหศีลขาดก็ไมทํา เพราะถือวาไดสมาทานศีลไวแลว จะ
              ทํากลัวศีลขาด การกระทําเชนนีเ้ รียกวา “สมาทาน” ในปจจุบันนี้มีการปฏิบัติกันมาก
              คือสมาทานกับพระสงฆ หรือสมาทานเองก็ได
              2. สัมปตตวิรัติ หมายถึงการงดเวนจากวัตถุอันถึงเขา หรือขณะที่ประจวบเขาในทันที
              ทันใดกับเหตุที่จะทําใหศีลขาด คืองดเวนดวยเหตุการณที่เกิดขึ้นเฉพาะหนา หมาย
              ความวา แตเดิมไมไดรกษาศีล ไมไดสมาทานศีล เมื่อประสบเหตุการณทจะทําใหลวง
                                      ั                                                  ี่
              ศีลนั้นก็ตั้งใจงดเวนในขณะนัน เชนเห็นทรัพยของผูอื่นวางทิ้งไว ตนจําหยิบถือเอาไป
                                           ้
              ได แตมาคิดวาคนอยางตนไมเคยขโมยของๆ ใคร การตั้งใจงดเวนเหตุการณที่
              ประจวบเขาเชนนี้เรียกวา สัมปตตวิรัติ
              3. สมุจเฉทวิรัติ แปลวา ความละเวนไดเด็ดขาด ไดแก การละเวนของพระอริยบุคคล
              ตั้งแตพระโสดาบันขึ้นไป ทานงดเวนจากการประพฤติผิดศีลหาไดอยางเด็ดขาด โดย
41
            ไมตองสมาทาน เพราะจิติของทานเหลานั้นเห็นโทษของการไมมีศีลอยางแทจริง 55
         เพราะฉะนัน ผูเขียนเห็นวา กอนจะรับศีล หรือสมาทานศีล จึงควรศึกษาเรื่องศีลใหเขาใจ
                   ้
กอนวา ศีลแตละขอนั้น หามอยางไร มีอะไรบาง เมื่อเขาใจดีแลว จึงคอยปฏิบัติ คือสมาทานใหมี
ขึ้นในตนเอง สําหรับปุถุชน หรือกัลยาณชน ยังตองอาศัยสมาทานวิรัต หรือสัมปตตวิรัติเทานัน    ้
จึงจะมีศีลประกอบขึ้นได และในการสมาทานเบญจศีลนี้ จะสมาทานดวยตนเองหรือไปสมาทาน
รับศีลจากบุคคลอื่น เชน พระภิกษุทวัดก็ได หลักการปฏิบัติจริงในชีวิตประจําวันที่มความ
                                        ี่                                              ี
เหมาะสมและควรปฏิบัติอยางยิ่งคือ ควรจะสมาทานศีลดวยตนเองที่บาน หลังจากตื่นนอนและทํา
ธุระสวนตัวเสร็จแลว ก็ตั้งใจสมาทานโดยมีวิธีการปฏิบัติตามขั้นตอนดังกลาวขางตน
     ถามวา ทําไมตองสมาทานศีลหลังจากตื่นนอน ตอบวา ศีลนั้นจะมีคุณคาและประโยชนเฉพาะ
ตอนตื่นเทานั้น เพราะตองไปปฏิสัมพันธกับคนอื่น ๆ ในสังคม สวนการสมาทานศีลกอนหลับ
นอนนั้นจะไมกอใหเกิดประโยชนอันใด และการสมาทานศีลหลังจากตื่นนอนนี้มีความสําคัญมาก
เปรียบเหมือนการสรางบานหนึ่งหลัง เมื่อสรางเสร็จแลวเจาของบานจะลอมรั้วไวอยางดีรอบบาน
____________________
         55
           สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. เบญจศีลและเบญจธรรม. (กรุงเทพฯ:
โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538), น. 56.
เพื่อปองกันอันตราย ฉันใด หลังจากตื่นนอนและทําธุระสวนตัวเรียบรอยเสร็จแลวก็สมาทานศีล
เพื่อปองกันการลวงละเมิดจากบาปอกุศลตาง ๆ เมื่อตองไปทําหนาที่ในชีวิตประจําวันฉันนัน และ
                                                                                      ้
เปนการปองกันตนเองและผูอื่นใหมีความปลอดภัยจากภัยเวรตาง ๆ ที่จะเกิดขึน  ้
         ธรรมอีกหมวดหนึ่งที่มความสําคัญตอการรักษาศีลคือ “เบญจธรรม” ถือไดวา เปน
                                ี
คุณธรรมที่มาคูกับเบญจศีล มีความเมตตาเปนตน ซึ่งไมใชขอหามและบังคับ แตเปนขอที่ควร
                
ปฏิบัติหรือควรมีในจิตใจของคน เพื่อใหเกิดความนาอยูและความสงบสุขของสังคม จึงเปนธรรมที่
ควรปลูกฝงใหมีในตนเชนกัน ดังมีรายละเอียดตอไปนี้ พระพรหมคุณาภรณ พระนักวิชาการ
ทางพุทธศาสนาไดกลาวถึงความเปนมาและความหมายของคําวา “เบญจธรรม” ไววา
            ในยุคตอมา ปราชญไดนําเอาธรรมบางขอที่เขาคูกันกับสิกขาบทหรือศีล 5 นั้น มาจัด
                                                            
            วางเปนหมวดชัน สําหรับแนะนําใหคฤหัสถปฏิบัติคูกนไปกับเบญจศีล โดยเรียกชื่อวา
                            ้                                   ั
            เบญจธรรม หรือเบญจกัลยาณธรรม ขอธรรมที่นํามาจัดนั้น ก็เดินตามแนวของหลักที่
            เรียกวากุศลกรรมบถนันเอง แตในการเลือกขอธรรมมาจัดเขามีความแตกตางกันอยู
                                  ่
            บาง โดยเฉพาะในแงของขอธรรมที่มีความหมายกวางแคบกวากัน หัวขอเบญจธรน
            นั้น เรียงตามลําดับใหเขาคูกับศีล 5 คือ 1. เมตตาและกรุณา 2. สัมมาอาชีวะ (บางครั้ง
                                        
            ทานเลือกเอาหรือรวมเอาทานเขาดวย) 3. กามสังวร คือความรูจกยับยั้งควบคุมตนใน
                                                                         ั
            ทางกามารมณหรือเรื่องรักใครไมใหผิดศีลธรรม (บางทานเลือกเอาสทารสันโดษ คือ
            ความยินดีดวยคูครองของตน) 4. สัจจะ 5. สติสัมปชัญญะ (บางทานเลือกเอาอัปปมาท
                              
            คือความไมประมาท ซึ่งไดความเกือบไมตางกัน) 56
42
              เบญจธรรม หมายถึง ธรรม 5 บางทีเรียกวา “เบญจกัลยาณธรรม” หมายถึง ธรรมอัน
              ดีงาม 5 ประการ คูกับเบญจศีล เปนธรรมเกื้อกูลแกการรักษาเบญจศีล ผูรักษาเบญจ
                                   
              ศีลควรมีไวประจําใจเปนนิจ 5 ประการ คือ
              1. เมตตากรุณา ความรักใคร ปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข ความเจริญ ความสงสาร
              คิดชวยใหพนทุกข คูกับศีลขอที่ 1
              2. สัมมาอาชีวะ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คูกับศีลขอที่ 2
                                                            
              3. กามสังวร ความสํารวมระวังรูจกยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ ไมใหหลงใน
                                                   ั
              รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ คูกับศีลขอที่ 3
              4. สัจจะ ความสัตยหรือความซื่อตรง คูกับศีลขอที่ 4
              5.สติสัมปชัญญะ ความระลึกไดและรูตวอยูเสมอ คือ ฝกฝนใหเปนคนรูจักยั้งคิด รูสึก
                                                     ั                            
              ตัวอยูเสมอวา สิ่งใดควรทํา ไมควรทํา ระวังไมใหประมาท คูกับศีลขอที่ 5 56

____________________
         56
              พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพครั้งที่ 4, 1,000 เลม น. 773.


เบญจธรรมนี้ ถามีอยูในจิตใจมากจะชวยประสานประโยชนแกกนและกัน ทําใหมีศีลมั่นคง ไม
                                                                ั
ขาดงาย การรักษาเบญจศีลจึงตองมีเบญจธรรมประพฤติควบคูไปดวย จักไดชวยเติมเต็มและ
เกื้อหนุนใหเปนผูมีศีลสมบูรณ อันจักอํานวยประโยชนสุขแกบุคคลอื่นและสังคมรอบดาน ดวย
ประการสําคัญยิ่งคือ การปฏิบัติตนตามเบญจศีลและประพฤติเบญจธรรมควบคูไปดวยนั้น จะ
สามารถยังประโยชนอันยิ่งใหญใหเกิดมีขนแกตวเอง และเปนการสรางมิตใหม ๆ ใหบังเกิดขึ้นแก
                                           ึ้  ั                        ิ
สังคมทุกระดับในสังคมไทยอีกดวย
4.4 กลวิธการสงเสริมเบญจศีลและเบญจธรรมเพือการสรางสรรคและพัฒนาบุคคลและสังคม
           ี                                     ่
     การชี้ใหเห็นโทษของการละเมิดเบญจศีล และการแสดงประโยชนที่ชัดเจนจากการการ
ปฏิบัติตามเบญจศีลพรอมทั้งการปกระพฤติตามเบญจธรรมของปจเจกบุคคลและสวนรวมนั้น
ยอมจะกอใหเกิดแรงกระตุนทางจิตแกบุคคลทั้งหลายในโลกในสังคม โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่ง
                           
เปนสังคมของชาวพุทธโดยสวนมากจึกไดพากันตระหนักและเห็นคุณคาของชีวิตของตนในฐานะที่
ไดมีโอกาสเกิดมาเปนมนุษย และถือวาเปนโอกาสที่ดีที่สดที่ตนไดเกิดมาพบพระธรรมคําสอนของ
                                                          ุ
พระพุทธเจา ฉะนัน จึงเปนการสมควรอยางยิ่งที่เหลาพุทธศาสนิกชนจักไดสํานึกในความเปนพุทธ
                    ้
บริษัท ดวยการประพฤติตนและดํารงชีวิตใหถูกตองตามกฏเกณฑของระบบชีวิตและระเบียบของ
สังคมที่พระพุทธเจาทรงวางเอาไวตามทีกลาวมาแลว
                                         ่
         ในลําดับตอไปนี้ผูเขียนจึงไดเสนอกลวิธีตาง ๆ อันเปนแนวทางปฏิบัติอีกทางหนึ่ง เพื่อเปน
การชัดชวน เชิญชวน กระตุน และสงเสริมใหชาวพุทธทังหลายไดปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีล
                                                            ้
43
และประพฤติตนตามเบญจธรรมไดโดยงายและสะดวกยิ่งขึ้นในยุคแหงความเจริญทางวัตถุและยุค
สมัยแหงการแขงขันทุกดานของสังคมไทย
4.4.1 กลวิธการสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมใหเกิดขึ้นแกสงคมไทย
                ี                                                                    ั
          เปนที่ทราบกันดีในหมูชาวพุทธผูที่เปนปญญาชนซึ่งไดศึกษาหลักพุทธธรรมทางศาสนา
แลววา พระพุทธศาสนานันเกิดขึ้นมาเพื่อแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึนกับมนุษยโดยตรง และ
                               ้                                      ้
ปญหาทั้งมวลของมนุษยนั้น ทางพระพุทธศาสนาเรียกวาความทุกข ถามนุษยมีความรูและความ
เขาใจสภาวะที่เรียกวาทุกข รูสาเหตุที่มาของทุกข รูวิธีทจะแกไขปญหาของทุกขที่เกิดขึ้น และได
                                                             ี่
ดําเนินการปฏิบัติตามกระบวนการของวิธีแกทกขดวย มนุษยก็จะสามารถนําพาตนเองใหรอดพน
                                                ุ
จากปญหาความทุกขทั้งมวลได ดวยเหตุนี้ กลวิธีที่จะนํามาใชกับชาวพุทธในสังคมไทยจึงควร
ดําเนินการตามพุทธวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจาที่ไดทรงแสดงไวแลว ในเบื้องตน เมื่อชาวพุทธใน
สังคมไทยสวนใหญยังขาดความรูความเขาใจในหลักธรรมทางศาสนา ตองมีการกระตุน ตอกย้ํา
และสงเสริม ใหชาวพุทธไดเกิดความรูความเขาใจอยางถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมในทางศาสนา
โดยพุทธบริษัทแนวหนาคือพระสงฆนั่นเอง ซึ่งถือวาเปนบุคคลผูที่มีบทบาทมากที่สุดตอวิถีชีวิต
ของสังคมชาวพุทธ เปนผูนําในการเผยแผแนะนําใหพุทธบริษัทใหเกิดความรูความเขาใจที่ถูกตอง
ในหลักพุทธธรรม และบุคคลอีกกลุมหนึ่งคือ ชาวพุทธผูเปนปญญาชนฝายคฤหัสถ จะตองชวยกัน
ชี้แนะแนวทางใหแกสังคม ดวยวิธการตาง ๆ ตามแนวทางการสอนของพระพุทธเจา
                                     ี
เชน ปญหานานัปการทีกําลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เมื่อสืบสาวถึงสาเหตุตนตอของปญหายอมทราบ
                           ่
ไดวา เกิดมาจากคนในสังคมละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึง หรือทั้งหมด ทั้ง ๆ ทีคนสวนมากใน
                                                                ่                  ่
สังคมไทยเปนชาวพุทธ แตไมไดยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางของความเปนชาวพุทธอยางแทจริง
ตองเริ่มดวยการสรางความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับกระบวนการของเบญจศีลใหเกิดขึ้นใน
จิตใจแกชาวพุทธที่เรียกวาสัมมาทิฏฐิกอน คือชีใหชาวพุทธทั้งหลายไดเกิดปญญา โดยการมองเห็น
                                                  ้
โทษภัยของปญหาที่เกิดขึ้นแกบุคคลและสังคม เพราะการละเมิดเบญจศีลและชี้ใหเห็นถึงประโยชน
ที่ไดรับหลังจากไดประพฤติปฏิบัติตามหลักเบญจศีลและเบญจธรรมแลว เพราะฉะนั้น กลวิธีการ
ทําหนาที่สรางความรูความเขาใจนี้จึงเปนภาระสําคัญของพระสงฆและชาวพุทธผูที่เปนปญญาชน
                        
โดยตรงทีจะตองกระทํากันอยางจริงจังและตอเนื่องจึงจะประสบผลสําเร็จ รักษาศีลทีละขอ
           ่
          การฝกฝนตนเองใหรูอกการวางใจใหถูกตองตรงตามความเปนจริง ก็เปนคุณสมบัติที่ดีอีก
                                   ี
ประการหนึ่งของชาวพุทธที่ควรสรางและปลูกฝงใหเกิดขึนแกตนเอง
                                                           ้            การวางใจใหถูกตองตาม
ความเปนจริงเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมนี้ จะเปนการชวยใหบคคลนั้นสามารถรักษาตนเองและ
                                                                  ุ
ผูอื่นใหปลอดภัยจากการจองเวร ไมทําตัวเองและผูอื่นใหเดือดรอน โดยมีวิธีในการพิจารณาศีลแต
ละขอดังตอไปนี้
          ศีลขอที่หนึ่ง เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการฆาและการ
เบียดเบียนผูอื่น สัตวอื่น ใหฝกพิจารณากอนเสมอ ๆ วา สัตวทั้งหลายลวนเปนเพื่อนทุกข เกิด แก
                                 
เจ็บ ตาย ดวยกันทั้งนั้น เรารักชีวต และหวงชีวิต และไมอยากใหคนอื่นพรากเราจากชีวิตอยางไร
                                       ิ
44
แมคนอื่น สัตวอื่น ก็เปนเฉกเชนเดียวกันกับเรานั่นเอง พิจารณาไดบอย ๆ ดังนี้ จะทําใหเราไมกลา
ลวงละเมิดทําบาปอกุศล             เพราะมีความสํานึกอยูเสมอวาตนเองและผูอื่นยอมมีความปรารถนา
ความสุข เกลียดความทุกขเชนกัน การฝกฝนเชนนี้ตองกระทําทุกโอกาสทุกขณะ แมแตสัตวเล็ก ๆ
นอย ๆ เพราะจะเปนการพัฒนาจิตใจตนเองใหมีความละเอียดออนและสูงขึ้นตามลําดับ
         ศีลขอที่สอง เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการลักขโมย
เชน ไปเจอทรัพยที่เจาของไมอยุ มีโอกาสที่จะหยิบจะขโมย เพราะเกิดความโลภ ใหฝกพิจารณา  
กอนเสมอ ๆ วา แมเราก็รักและหวงในทรัพยทเี่ ปนของเรา คนอื่นเลาเขายอมจะเกิดความหวงหวง
และรักในทรัพยของเขาเชนกัน ไมอยากจะใหสูญหายหรือถูกใครแยงชิงไป ฝกฝนในการวางใจ
บอย ๆ เมื่อจิตเกิดความโลภอยากได แมตนเองและผูอื่นก็ปลอดภัยจากการเบียดเบียนในทรัพยสิน
ของกันและกัน ทําใหเราไมกลาลวงละเมิด เพราะเกิดความละอายชั่วกลัวบาปที่จะเกิดขึ้นแกตนเอง
         ศีลขอที่สาม เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิด           เพราะเกิดความ
กําหนัดในเพศตรงขาม ใหฝกพิจารณากอนเสมอวา คน ๆ นั้น เปนเสมือนพี่สาวนองสาวเรา หรือ
เปนเสมือนพอแมพี่นองเรา ฯลฯ ฝกวางใจไดบอย ๆ ดังนี้ จะทําใหเราคลายจากความกําหนัด หัก
หามใจตนเองได ไมตองลวงละเมิดกามทั้งหลาย เมื่อฝกไดบอยครั้ง ยอมจะทําใหเปนคนมีจตใจ    ิ
ละเอียดออนยิ่งขึ้น เพราะไมตองหมกมุนกับเรื่องกามราคะ
                                        
         ศีลขอที่สี่     เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการพูดปดโกหก
หลอกลวงผูอื่น ใหฝกพิจารณากอนเสมอที่จะพูดวา แมเราเองก็รักและชอบที่มีคนมาพูดกับเรา
ดัวยความจริงทุกเรื่อง คนอื่นก็คงเปนเชนกับเรา ฝกวางใจกอนเสมอ ๆ จักไดชื่อวาไมเปนการ
เบียดเบีนยตนเองและผูอี่นดวยคําพูดที่ไมเปนจริง และกลายเปนคนมีสัจจวาจาเปนที่นยมชมชอบ
                                                                                      ิ
ของบุคคลทั้งหลายอีกดวย
         ศีลขอที่หา     เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการดื่มสุราเมรัย
และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา ใหฝกพิจารณากอนเสมอวา สิ่งตาง ๆ เหลานี้ไมมีประโยชนใด ๆ ตอราง
สุขภาพเลย ตรงกันขามยังกอใหเกิดโทษสถานเดียว และเปนการเบียดเบียนทั้งตนเองและผูอื่นดวย
ฝกวางใจมองใหเห็นโทษที่จะเกิดขึ้นตามความเปนจริงบอย ๆ จักไดไมตงลวงละเมิดทําผิด เพราะ
ศีลถาบุคคลมีความสํารวมในขอนี้แลว จะทําใหมีสติปญญาดี ไมตงตนอยูในความประมาท และ
                                                                   ั้     
ไมเปนสาเหตุที่ตองลวงละเมิดศีลขออื่น ๆ อีกดวย
4.4.2 กลวิธการการสงเสริมคานิยมในการประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับเบญจศีลและเบญจธรรมแก
               ี
         สังคมไทย
         จากคําพูดที่วา จะปลูกพืชตองเตรียมดิน จะกิจตองเตรียมอาหาร จะพัฒนาการตองเตรียม
คน จะพัฒนาใหไดผลตองพัฒนาที่จตใจ จะพัฒนาใครเขา ตองพัฒนาตัวเองกอน 57 เปนคําพูดที่
                                      ิ
พิจารณาแลวจะเห็นวาเปนถอยคําที่มีเหตุผลในทางทฤษฎีและปฏิบัติ การนํากลวิธีที่เพื่อจะทําให
ชาวพุทธในสังคมไทยไดยึดถือและปฏิบัตินั้นเปนอีกหนทางหนึ่ง ซึ่งผูเขียนไดเสนอไวเปนขอ ๆ
โดยการอธิบายเพียงสังเขปเทานัน ประกอบดวย
                                  ้
45
          4.4.2.1 สงเสริมใหผูนําที่มีอํานาจหนาที่ในการปกครองในสังคมนั้น ๆ ใหมีความรูความ
                                                                                         
          เขาใจเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรม
ผูนําในสังคมไทยมีหลายระดับตั้งแตผนําระดับหมูบาน ตําบล อําเภอ จังหวัด และผูนํา
                                           ู
ระดับประเทศ โดยหนาที่ในการสงเสริมนี้ เปนภาระกิจทีงพระสงฆและชาวพุทธปญญาชนฝายถฤ
                                                            ่
หัสถซึ่งถือวามีควมรูความเขาใจในหลักพุทธศาสนาเปนอยางดี จะตองชวยกันเผยแผแนะนําให
บุคคลเหลานี้ไดเกิดสติปญญาในเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้เปนอยางนอย
                           
          4.4.2..2 สงเสริมใหผูนําที่มีอํานาจหนาที่ในการปกครองในสังคมนั้น ๆ เปนผูนํารองใน
          การประพฤติปฏิบัติตามเบญจศีลเบญจธรรม เพื่อเปนเนติแบบอยางแกสมาชิกในสังคม
หลังจากที่ผูนําในสังคมไทยระดับตาง ๆ มีความรูความเขาใจในหลักทฤษฎีแลว ตองสงเสริมให
ผูนําเปนแบบอยางในการประพฤติปฏิบัตตามกระบวนการของเบญจศีลเบญจธรรมนั้นดวย เมื่อ
                                              ิ
สามารถกระทําไดดังนี้ สมาชิกในสังคมระดับตาง ๆ ยอมจะเกิดศรัทธาเลื่อมใสโดยการยึดถือ
ปฏิบัติตามแนวทางของบุคคลผูเปนหัวหนาอยางแนนอน
____________________
         57
              พระมหาสุขพัฒน อนนทจารย, ปริศนาปรัชญาธรรม. (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ ลูก ส. ธรรมภักดี,
2546), น. 272.
          4.4.2..3 สงเสริมใหมีการประพฤติปฏิบัติตามเบญจศีลเบญจธรรมอยางจริงจัง โดยเริมจาก
          สถาบันครอบครัวซึ่งประกอบดวยพอ แม ลูก ฯลฯ
สถาบันครอบครัวถือวามีบทบาทสําคัญยิ่งในการทีจะเปนตนแบบการดําเนินชีวิตที่ถูกตองดีงามแก
                                                     ่
สมาชิกของสังคม โดยเฉพาะบุคคลผูเปนหัวหนาครอบครัวคือ พอ แม จะตองมีความรูความเขาใจ
เปนเบื้องตนในหลักเบญจศีลเบญจธรรม และสามารถปฏิบัติตามไดดวย จักไดเปนแมแบบทีดีแก
                                                                                           ่
บรรดาลูก ๆ ในการครองชีวตดวย    ิ
          4.4.2..4 สงเสริมใหมีหลักสูตรการเรียนการสอนเบญจศีลเบญจธรรมทังภาคทฤษฏีและ
                                                                               ้
          ปฏิบัติอยางจริงจังในสถานศึกษาทั้งหลาย
การสงเสริมในขอนี้ เปนหนาที่รับผิดชอบโดยตรงของหนวยงานดานการศึกษา ที่จะตองให
ความสําคัญและเห็นคุณคาของเบญจศีลเบญจธรรม ซึ่งบุคคลผูเปนเยาวชนของชาติจะตองไดรับ
จากหลักสูตรการเรียนการสอน และที่สําคัญคือบุคคลผูทําหนาที่ในการสอนจะตองมีความรูความ
                                                                                       
เขาใจพรอมทั้งสามารถปฏิบัติตนเปนแบบอยางเกี่ยวกับเรื่องนี้ปนอยางดี จึงจะประสบผลสําเร็จ
          4.4.2..5 สงเสริมใหมีการอบรมเพื่อเสริมสรางความรูความเขาใจแกเด็กเยาวชน วัยรุนใน
                                                                                         
          ระดับตาง ๆ อยางจริงจังและสม่ําเสมอ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ
การสงเสริมในขอนี้จะเกิดขึนและบังเกิดผลไดนั้น รัฐบาลจะตองใหความสําคัญในการผลักดันให
                              ้
หนวยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เชน สถาบันพระสงฆและกลุมบุคคลผูมีความรูความสามารถทาง
ศาสนา ไดทํางานอยางเต็มที่ โดยการสนับสนุนดานงบประมาณอยางเพียงพอ เพราะเด็กเยาวชน
วัยรุนถือวาเปนกลุมเปาหมายใหญที่สําคัญที่รัฐตองใหความเอาใจใสเปนพิเศษ
46
          4.4.2..6 สงเสริมใหมีการอบรมเสริมความรูเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมแกบุคคลในสาขา
          อาชีพตาง ๆ อยางจริงจังและสม่ําเสมอ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ
บุคคลในสาขาอาชีพตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะตองไดรับการอบรมเสริมความรูเกี่ยวกับ
หลักธรรมทางศาสนาโดยเฉพาะหลักเบญจศีลเบญจธรรมอยูเสมอ                     โดยการเอาใจใสดูแลอยาง
จริงจังของรัฐบาล และใหถือเปนภารกิจที่สําคัญยิ่งทีตองดูแล ใหถือเปนแนวทางทีตองปฏิบัติของ
                                                      ่                              ่
หนวยงานทุกสาขาอาชีพ
          4.4.2..7 สงเสริมใหสื่อมวลชนแขนงตาง ๆ รวมกันรณรงคใหประชาชนเห็นโทษการ
          ละเมิดเบญจศีลและเห็นประโยชนจากการประพฤติปฏิบัตตามเบญจศีลเบญจธรรม
                                                                 ิ
สื่อมวลชนในขอนี้หมายถึง ผูทําหนาที่เปนนักขาว และบุคคลผูมีอาชีพดานการแสดง เชน ดารา
นักรอง ฯลฯ ซึ่งถือวาเปนผูมีอิทธิพลทางดานคานิยมเปนอยางมากตอคนในสังคม เมื่อบุคคล
เหลานี้เกิดความรูความเขาใจเกี่ยวกับหลักธรรมทางศาสนาอยางนอยเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้
อยางดีแลว พฤติกรรมที่แสดงออกยอมจะปรากฏเฉพาะในดานที่เกี่ยวกับการชักจูงใหสังคมไทยมี
ทัศนคติคลอยตามในทางทีดีเชนกัน เพราะเด็กเยาวชน และวัยรุนในสังคมไทยมีคานิยมในตัว
                             ่
บุคคลที่มีอาชีพประเภทดังกลาวนี้อยูแลว
          4.4.2..8 สงเสริมใหสื่อมวลชนแขนงตาง ๆ รวมกันผลติรายการที่มความหลากหลาย
                                                                                ี
          เกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมอยางจริงจัง
ผูทําหนาที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อตาง ๆ เชน รายการวิทยุ รายการโทรทัศน ฯลฯ ถาเปนชาวพุทธที่มี
ความรูความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้อยางดีแลว
                                                                    ยอมจะมีความคิดสรางสรรค
ในทางที่ดีทจะชวยสงเสริมใหมีเฉพาะรายการที่เปนประโยชนตอชีวิตจิตใจของผูฟงและผูชม
               ี่
เทานั้น
          4.4.2..9 สงเสริมใหมีการโฆษณาชวนเชื่อ เชน สินคา ตาง ๆ ที่เปนไปเพื่อการไมทําลาย
          คานิยมที่ดีงามและถูกตองเกี่ยวกับเบญจศีลแบะเบญจ.ธรรม
สื่อโฆษณาชวนเชื่อตาง ๆ ไมวาจะเปนผลิตภัณฑสินคาประเภทใดก็ตาม ตองมีการสงเสริมให
ผูประกอบการไดตระหนักและเห็นคุณคาของผูบริโภคเปนสําคัญ                โดยเนนไปที่คณภาพและ
                                                                                         ุ
ประโยชนที่ไดรับจากสินคาตามที่เปนจริง
          4.4.2..10. สงเสริมและสรางเสริมใหชาวพุทธทุกคนในสังคมไทย                 มีอุปนิสัยใสการ
          ประพฤติปฏิบัตินตามหลักกระบวนการบญจศีลเบญจธรรมใหไดตลอดชีวต             ิ
ภารกิจในขอนี้ ยอมเปนหนาที่สําคัญยิ่งอีกขอหนึ่งที่พระสงฆและชาวพุทธปญญาชนฝายถฟหัสถ
จะตองรับไปดําเนินการโดยรีบดวน โดยการชี้แนะแนวทางใหบุคคลระดับตาง ๆ ในสังคม ตั้งแต
เด็กเยาวชนเรื่อยไปจนถึงผูใหญ ใหเกิดความรูความเขาใจในหลักธรรมระดับเบญจศีลเบญจธรรม
                                                 
เปนอยางนอย และใหรูจกฝกฝนตนเองใหมีอุปนิสัยเคยชินในการสมาทานรักษาศีลตลอดชีวิต
                           ั
          4.4.2.11. สงเสริมใหชาวพุทธทุกคนสมาทานเบญจศีลในตอนเชาตรู กอนที่จะออกไปทํา
ภารกิจหนาที่ประจําวัน
47
         การสมาทานศีลในตอนเชาของทุกวันหลังจากตื่นนอนถือวาเปนเรื่องสําคัญอยางยิ่ง เปน
การชวยปองกันตนเองไมใหกระทําบาปอกุศลที่จะเกิดขึนในแตละวัน เพราะเมื่อมีเจตนาตั้งใจไว
                                                       ้
ในเบื้องตนกอนแลว เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง ก็
จะสามารถตั้งสติได โดยรูเทาทันกับสิ่งที่ตนเองกําลังจะกระทําวาควรหรือไมควรอยางไร
         4.4.2.12. สงเสริมใหโรงเรียนและสถานศึกษาทั้งหลายในสังคมไทย ใหออกกฎระเบียบ
ใหนักเรียนนักศึกษาในสถาบัน ตองรวมใจกันสมาทานเบญจศีลทุกวันในตอนเชาหลังเคารพธงชาติ
         โดยหนวยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวของกับการศึกษาจะตองสงเสริมใหโรงเรียนและ
สถานศึกษา ใหออกกฎระเบียบใหนกเรียนนิสิตนักศึกษาทุกคนไดยึดถือปฏิบัติเปนประจําทุกวัน
                                       ั
โดยใหมการสมาทานศีลในตอนเชาหลังจากเคารพธงชาติแลว เพื่อเปนการสรางอุปนิสัยและปลูก
         ี
จิตสํานึกในทางทีดีแกเด็กเยาวชนและวัยรุน
                  ่
         กลวิธีทั้ง 12 ขอดังกลาวนี้ ผูเขียนไดมุงประเด็นไปเฉพาะกลุมสังคมชาวพุทธสวนใหญเปน
สําคัญ ซึ่งบุคคลเหลานี้ นาจะเกิดจิตสํานึกในหนาทีรับผิดชอบตอสถานภาพที่ตนเองไดรับและจะตอง
                                                      ่
ประพฤติปฏิบัติใหไดตามสถานภาพของความเปนชาวพุทธ โดยเฉพาะอยางยิง การสรางปญญาใหเกิดแก
                                                                        ่
ตนเองคือความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมทางศาสนา อยางนอยสุดคือเรืองของเบญจศีลเบ๘
                                                                               ่
จธรรมนี้ ซึงถือวาเปนบรรทัดฐานที่สําคัญยิงของชีวิตตนและสังคมรอบดาน
           ่                               ่
                                           บทที่ 5
                                     สรุปและขอเสนอแนะ
5.1 สรุป
          จากสถานการณที่เปลี่ยนแปลงอยูเตลอดเวลาในปจจุบัน ไดสงผลใหสังคมนานาประเทศ
รวมถึงสังคมไทยดวย ไดรับผลกระทบจากภาวะทีกําลังเปลี่ยนแปลงนั้นเชนกัน ซึ่งเปนสิ่งที่จะ
                                                      ่
หลีกเลี่ยงหรือจะไมยอมรับนั้นยอมเปนไปไมได และลักษณะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ลวนเกิด
จากการกระทําทั้งหลายของมนุษยเอง ประเด็นใหญ ๆ ของความเปลี่ยนแปลงก็คือ การพัฒนา
ความกาวหนาทางวัตถุในทุกดานเพื่อคอยอํานวยความสะดวกแกมนุษยเองอันไดแก เครื่องอุปโภค
บริโภคตาง ๆ ไมวาจะเปนเครื่องใชไฟฟา อาทิ ตูเย็น โทรทัศน พัดลม แอรคอนดิชั่น เครื่องเสียง
เครืองไมโครเวป ฯลฯ เครื่องมือสื่อสาร อาทิ จานรับสัญญาณดาวเทียม โทรศัพท คอมพิวเตอร
เครื่องสงแฟกซ ฯลฯ หรือจะเปนพาหนะเดินทาง อาทิ รนยนต รถไฟ เครื่องบิน เรือดําน้ํา
ฯลฯ และยังมีอุปกรณเครื่องใชสอยในชีวตประจําวันตาง ๆ นานาชนิดอีกมากมายที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อ
                                         ิ
มาปรนเปรอความสะดวกใหแกมนุษย โดยเขาใจวา เมื่อไดรับความสะดวกสบายจากสิ่งอุปกรณ
เหลานี้แลว ชีวิตก็จะมีความสุข แตความจริงหาไดเปนเชนนั้นไม เพราะความสุขกับความ
สะดวกสบายเปนคนละอยางกัน การมุงเพื่อเติมเพียงวัตถุใหกับชีวตนั้นยังเพียงพอที่จะทําใหชีวิตมี
                                                                 ิ
ความสุขไดอยางแทจริง ฉะนัน ผลกระทบจากการที่มนุษยผูมุงแตผลิตและเสพวัตถุแตเพียงอยาง
                               ้
เดียวนั้น ยอมจะทําใหมนุษยยังคงประสบกับทุกขภยอันใหญหลวงอยูร่ําไป และนับวันยิ่งจะทวี
                                                    ั
48
ความรุนแรงขึ้นไปทุกขณะ                ปญหานานาชนิดในสังคมยังคงเกิดขึนอยูเสมอเพราะผลพวงจาก
                                                                        ้
ความเจริญกาวหนาทางวัตถุนนเองั่
           ในสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธก็เชนกัน ยังไดรับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง
ทั้งหลายเหลานั้นดวย เพราะอํานาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง เปนสาเหตุใหญ ความ
ไมรูเทาทันและไมมีความฉลาดในการครองชีวิตของชาวพุทธเอง                  จึงตองประสบกับปญหาขึน
                                                                                                ้
สารพัดในสังคมไทย ทั้ง ๆ ที่สังคมไทยนาจะเปนสังคมที่มีสุขสงบมากที่สุดกวาสังคมนานา
ประเทศ เพราะสังคมไดถูกหลอหลอมและแวดลอมซึมซับดวยวัฒนธรรมอันดีงามตามหลักธรรม
ทางพุทธศาสนามายาวนาน แตสถานการณกลับไดเปนเชนนั้นไม เพราะปญหาความรุนแรงยังคงมี
ปรากฏในสังคม เชน
           ปญหาอาชญากรรม เกิดคดีฆารายวัน การฆาตกรรม การทํารายรางกายและยกพวกตีกัน
ของเด็กนักเรียนวัยรุน ฯลฯ เรียกวาในสังคมไทยยังมีการเบียดเบียนขมเหงตนเองและผูอื่นปรากฏ
ใหเห็นและรับรูอยูเสมอตามสื่อตาง ๆ ไมเวนแตละวัน ปญหาการลักขโมยทรัพยสินของบุคคลอื่น
การฉอโกงทุจริตในหลากหลายรูปแบบเกือบทุกวงการ การฉกชิงวิ่งราวเปนคดีที่เกิดขึ้นสเมอใน
สังคม ฯลฯ ปญหาการลวงละเมิดทางเพศของผูคนในเพศและวัยตาง ๆ เกิดพฤติกรรมวิปริตทาง
                                                   
เพศ มีการลวงอนาจารทางเพศและมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควรของเด็กวัยรุน ฯลฯ ยังมีปรากฏ
ใหรับรูไมเวนแตละวัน ปญหาการพูดจาโกหกหลอกลวงยังมีปรากฏมากมายในสังคมเชนกัน
หรือปญหาการดื่มสุราเครื่องดองของเมายังมีใหเห็นอยางดาษดื่นในสังคม ทุกระดับ โดยถือวาอ
เปนเรื่องปกติธรรมดาในสังคม รวมถึงการเสพสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ มีทั้งการคาขายและการเสพ
ในทุกรูปแบบ ยังคงเปนปญหาระดับชาติที่สําคัญซึ่งตองแกไขและปราบปรามกันตอไปโดยไมมีที
ทาวาปญหายาเสพติดนี้แกไขดัวยวิธใดจึงจะหมดไปจากสังคม
                                        ี
           จากปญหาทางสังคม ปญหาทางเศรษฐกิจ ปญหาทางการเมือง ซึ่งเปนแหลงรวมที่เกิด
ของปญหาสารพัดตาง ๆ ที่ไดเกิดขึนและกําลังเกิดขึ้นอยูในสังคมไทยปจจุบนนี้ ยอมเกิดจากสาเหตุ
                                      ้                                      ั
ที่สรุปไดคือ เกิดจากการที่ผูคนในสังคมขาดศีลธรรม วิถชีวิตอันดีงามของสังคมไทยเปลี่ยนแปลง
                                                                ี
ไปในทางที่เลวรายลงมากกวาสมัยอดีต ชาวพุทธสวนมากในสังคมไทยไมมความรูความเขาใจในี   
หลักของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่งหลักเบญจศีลซึ่งถือวาเปนกฏของระบบของชีวิตและ
ระเบียบของสังคม ซึ่งชาวพุทธควรประพฤติปฏิบัตใหไดเปนอยางนอย แตสภาวการณที่ยังคง
                                                        ิ
ปรากฏ ชาวพุทธยังมีการลวงละเมิดเบญจศีลกันอยูมาก ไดแก ไมละเวนจากการฆาการเบียดเบียน
ทังตนเองและผูอื่นสัตวอื่น ไมงดเวนจากการลักขโมยและการฉอโกงในรูปแบตาง ๆ ไมงดเวนจาก
   ้
การประพฤติผิดทางเพศ ไมงดเวนจากการดืนสุราเครื่องดองของเมา และสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ
                                              ่
ซึ่งพฤติกรรมการลวงละเมิดตอตนเองและผูอื่นเหลานี้ ถือไดวาเปนตนตอเปนสาเหตุใหญทีเดียว ที่
ทําใหสังคมไทยตองประสบกับชะตากรรมความเดือดรอนทั้งหลาย โดยที่สังคมชาวพุทธหารูไมวา
เปนผลพวงของวิบากกรรมที่ปจเจกบุคคลไดกระทําไวดวยตนเองในอดีต และในปจจุบันเมื่อไม
                                                         
สรางเหตุแหงกรรมดีไว             ยอมจะตองไดรับผลที่ไมดอันเนื่องมาจากเหตุแหงกรรมที่ทํามาไมดี
                                                              ี
49
เชนกัน ดังเชน การลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง หรือทั้งหมด ปจเจกบุคคล รวมถึงสังคม
ยอมจะไดรับโทษทัณฑตาง ๆ เชนกัน ดังที่กลาวไปแลว
          เพราะฉะนัน ผูเขียนเห็นวา การที่จะแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ตองแก
                      ้
ที่ตนเหตุจึงจะเปนการแกปญหาที่ตรงประเด็น เพราะถาแกปญหาที่ปลายเหตุ ปญหาตาง ๆ จะยุติ
ชั่วคราวและยอมจะเกิดขั้นอีกแนนอนจนลุกลามกลายเปนปญหาใหญที่ยุติไมไดอีกตอไป ดังเชน
การแกไขปญหาทีใชอยูในสังคมไทย เพื่อเปนการยุติปญหาอยางถาวรในอนาคต จึงจําเปนอยางยิ่ง
                    ่
ที่จะตองทราบสาเหตุที่เกิดของปญหา เมื่อทราบวาปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปจจุบน เกิดจาก
                                                                                       ั
ภาวะจิตใจของผูคนขาดศาลธรรม               ศีลธรรมไดหางหายไปจากสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธ
เพราะขาดความรูความเขาใจจึงไมมีการประพฤติปฏิบัติกนอยางจิรงจังในหลักเบญจศีลเบญจธรรม
                                                         ั
          ในงานเขียนนี้ ผูเขียนจึงไดเสนอกลวิธีตาง ๆ ถึง 12 ขอ เพื่อชักนําใหปจเจกบุคคลไดเปน
                                                                                 
แนวทางปฏิบัติ และสามารถเปนแนวทางใหสังคมโดยทั่วไปประพฤติปฏิบัติตามไดดวย เชน กลวี  
การกระตุน ชักชวน ใหชาวพุทธไดตระหนักและใหเห็นความสําคัญของความเปนชาวพุทธวา
จะตองมีพื้นฐานความรูความเขาใจที่ถกตองเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อาทิ หลัก
                                       ู
เบญจศีลเบญจธรรม เปนอยางนอย เพื่อจักไดนํามาประพฤติปฏิบัติในชีวตจริงไดถูกตอง โดย
                                                                             ิ
ชี้ใหเห็นถึงโทษภัยที่ไดรับจากการลวงละเมิดเบญจศีล และแสดงประโยชนที่จะไดรับเมื่อสามารถ
รักษาเบญจศีลและประพฤติตามเบญจธรรมไดแลว หรือกลวิธีการสรางความรูความเขาใจใหและ
สงเสริมใหมีการประพฤติปฏิบัติตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมกันอยางจริงจังในกลุมชาวพุทธผูเปน
หัวหนาของชุมชนในสังคมทุกระดับ เพราะเมื่อหัวหนาหรือผูนําในสังคมมีความประพฤติเชนไร
แนวโนมที่สมาชิกในสังคมยอมจะมีความประพฤติพลอยตามนั้นยอมจะมีความเปนไปไดมาก และ
ในกระบวนการปฏิบัติ บุคคลผูมีบทบาทที่สําคัญคือ พระสงฆ และชาวพุทธผูที่เปนปญญาชน
ทั้งหลาย จะตองเปนตัวขับเคลื่อนที่สําคัญยิ่งในการเปนผูนํารองทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ฯลฯ
                                                            
ฉะนั้น เมื่อชาวพุทธสามารถนําหลักเบญจศีลนี้มายึดถือปฏิบัติได ยอมจะสงผลใหสังคมไทยทุก
ระดับไดพบกับแสงสวางแหงชีวิต และเกิดมิติใหม ๆ ในทางที่ดีอยางแนนอน

5.2 ขอเสนอแนะ
        1. บุคคลผูเปนหัวหนาหรือผูนําประเทศ เชนรัฐบาลซึ่งสวนใหญเปนชาวพุทธจะตองเกิด
การตื่นตัวและตระหนักในหนาที่ที่สําคัญของความเปนชาวพุทธ โดยการสรางปญญาคือความรู
ความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมในการครองชีวิตและประพฤติปฏิบัติตนใหไดกอน เพื่อเปน
แบบอยางที่ดีแกบุคคลผูอยูในปกครองของตนซึ่งเปนชาวพุทธดวยกัน
        2. พระสงฆวึ่งเปนผูนําทางจิตวิญญาณในสังคม ควรจะตั้งใจใฝศึกษาในหลักธรรมคําสอน
และประพฤติปฏิบัติตนใหเปนแบบอยางของสังคมเชนกัน
50
         3. ชาวพุทธระดับปญญาชน ซึ่งถือวาเปนผูมีความรูความเขาใจในหลักธรรมทางศาสนา
                                                            
เปนอยางดี เปนบุคคลอีกกลุมหนึ่งซึ่งจะตองเปนเจติแบบอยางในการประพฤติปฏิบัติของชาวพุทธ
ทั้งหลายในสังคม
         4. บุคคลทั้งสอลกลุมในขอ 1 และขอ 2 จะตองเปนผูที่มบทบาทเปนอยางมากในการชวย
                                                               ี
ชี้แนะแนวทาง เพื่อชักนําสังคมไทยใหเห็นคุณและโทษจากการลวงละเมิดและการประพฤติปฏิบัติ
ตามเบญจศีลเบญจธรรม
         5. กลวิธีและมาตรการตาง ๆ ในการแกไขปญหาอันเนื่องมาจากการสงเสริมศีลธรรม
จะตองถูกนํามาใชอยางจริงจังและติดตามผลอยางตอเนื่อง เพื่อจะไดบังเกิดผลเปนความจริง อันจะ
ทําใหสังคมไทยปลอดภัยจากปญหาตาง ๆ ทําใหสังคมมีวิถีชีวิตที่ดขึ้นและมีความสงบสุขอยาง
                                                                    ี
ถาวร

เบญจศีล

  • 1.
    1 บทที่ 1 บทนํา สังคมของเราในโลกยุคปจจุบันกําลังประสบกับภาวะปญหาที่เปนวิกฤติกาณอยางหนัก เกิดความเดือดรอนระส่ําระสายอยูตลอดเวลา ยิ่งมีความเจริญกาวหนาทางดานวัตถุมากเพียงใด ยิ่ง เกิดปญหาความยุงเหยิงมากขึ้นเพียงนัน ความเจริญทางวัตถุ อันเปนผลแหงความกาวหนาทาง ้ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในสมัยปจจุบัน สงผลใหสังคมนานาประเทศทั่วโลกรวมถึงสังคมไทย ดวย ไดรับความสะดวกสบายมากขึน โดยเฉพาะเมื่อกลาวถึงสังคมไทยแลว ถือไดวาไดรับอิทธิพล ้ จากวัตถุนิยมเปนอยางมาก เพราะวิถีชีวิตของคนในสังคมปจจุบัน ไดรับความสะดวกสบายมากกวา วิถีชีวิตของคนในสมัยอดีตที่ผานมา แตนนก็ไมไดหมายความวาสังคมไทยจะมีความสงบสุข ั่ เพราะความสะดวกวกสบายเปนเรื่องของวัตถุที่เกิดมีขึ้นและนํามาบําบัดความตองการทางรางกาย เทานั้น สวนความสุขสงบเปนเรื่องของจิตใจซึ่งอยูภายใน ยิ่งมีความสะดวกสบายมากเทาไร ยิ่งทํา ใหรูสึกวา ตนเองมีความสุขมากเทานั้น แตในแงความเปนจริงหาไดเปนเชนนั้นไม เพราะความสุข และความสะดวกสบายเปนคนละอยางกัน แตผูคนในสังคมกลับมองเห็นวา เปนอยางเดียวกัน นั่น เปนเพราะวาสังคมไทยในปจจุบัน ผูคนกําลังหลงระเริงอยูกับวัตถุนยม มีความปรารถนาเพียงเพื่อ ิ จะเสพบริโภคเทานัน โดยไมไดพิจารณา หรือไมมีเวลาแมแตจะคิดกอนตัดสินใจวา สิ่งที่เสพ ้ บริโภคเขาไปนั้นดีหรือไมดี ใหคุณประโยชนหรือใหโทษแกตนเองและสังคมมากนอยเพียงไร เมื่อมองถึงสภาพปญหาที่กําลังเกิดขึ้นกับสังคมไทยตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแลว จะเห็นไดวา สังคมไทยกําลังประสบกับความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมเปนอยางมาก ศีลธรรมอันดี งามกําลังหางหายและเลือนหายไปจากจิตใจของคนไทย ผูคนในสังคมเกิดความเห็นแกตวกันมาก ั ขึ้น เพราะอํานาจของความโลภ เมื่อไมไดอยางที่ตนตองการก็เกิดโทสะคือความโกรธขึนในจิตใจ้ เมื่อเปนเชนนี้ จึงทําใหจิตใจของคนไทยยึดติดอยูกับโมหะคือความลุมหลง ยึดถือในสิ่งที่ผิดวา  ถูกตองเรื่อยมา จะทําอะไรก็ทําไปตามอํานาจของกิเลส การแสดงออกถึงความเคารพบูชาตอผูที่ ควรแสดงความเคารพบูชา หรือการแสดงความนอบนอมกตัญูตอบูคคลผูมีพระคุณ กําลังหาง หายไปจากสังคมไทย เชน บุตรธิดา ขาดการเคารพบิดามารดา ลูกศิษยขาดการเคารพครูบา อาจารย เด็กเยาวชนขาดการเคารพผูหลักผูใหญ ลูกหลานเยาวชนไทยในสมัยอดีตใหความ  ความรูสึกและความสําคัญตอคําวา บุญและบาป เปนอยางมาก เพราะเกิดการละอายชั่วกลัวบาป แต ในสมัยปจจุบนคําวาบุญและบาป ไมมีความสําคัญในความรูสึก และไดหางหายไปจากจิตใจของ ั ลูกหลานเยาวชนไทยเสียแลว เพราะไมมีความหวาดสะดุงกลัวตอการทําบาปกรรมใด ๆ เลย ระบบ การศึกษาที่ถูกปฏิรูปขึ้นมาใชก็ยังไมสามารถแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นแกสังคมได เหตุดังกลาว นี้ จึงทําใหสภาพความเสื่อมโทรมและความสลับซับซอนของปญหาหลัก ๆ เกิดขึ้นมากใน สังคมไทย ซึ่งจะไดกลาวใหเห็นสภาพโดยทั่ว ๆ ไปของสังคมไทยปจจุบนเปนลําดับ ๆ ไป ั สภาพสังคม เมื่อกลาวถึงสถานการณของสังคมไทยในปจจุบันคงไมมใครปฏิเสธไดวา ี กําลังตกอยูในภาวะของการเปลี่ยนแปลงในหลายดาน  ซึ่งถาไดศึกษาตามหนาประวัติศาสตร
  • 2.
    2 จะทราบไดวาภาวะของการเปลี่ยนแปลงดังกลาวไดเริมกอตัวมาแลวจากอดีต และที่มองเห็นภาพได ่ อยางชัดเจนกคือชวงสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงปจจุบน และภาวะความเปลี่ยนแปลงนี้ไดมี ั ผลกระทบเปนอยางมากตอวิถีชีวิตของคนไทยทั้งทางบวกและทางลบ ทางบวกคือ ทําใหวิถี ชีวิตคนไทยมีสภาพความเปนอยูที่ดขึ้น เพราะสาเหตุมาจากความเจริญกาวหนาทางวัตถุไดสงผลให ี สภาพสังคมไทยไดรับความสะดวกสบายมากกวาสภาพสังคมไทยในอดีต และเมื่อมองในทาง ในทางตรงกันขาม จากการที่สังคมไทยไดรับเอาวัฒนธรรมซึ่งเปนคานิยมดานความเจริญทาง วัตถุของสังคมตะวันตกมาเสพบริโภค ทําใหเกิดผลกระทบในทางลบตอสังคมไทยจากอดีตเรื่อยมา จนถึงปจจุบันเชนกัน ทางลบคือ ทําใหสภาพสังคมไทยกําลังประสบกับวิกฤติการณตาง ๆ ทุก รูปแบบ เปนสังคมที่กําลังตกอยูในสถาพความเสื่อมโทรมและความสับสนวุนวายโกลาหลในดาน ศีลธรรมอยงที่ไมเคยปรากฏมากอนในอดีต จนเรียกไดวา ศีลธรรมไดหางหายไปจากสังคม และ ในขณะเดียวกันสังคมก็ตกอยูในภาวะทีขาดแคลนศีลธรรมเชนกัน ซึ่งสามารถรับรูและเขาใจ  ่ ปญหาตาง ๆ เหลานี้ไดจากสื่อแตละแขนงทีนํามาเสนอไมเวนแตละวัน ่ ฉะนั้น จึงกลาวไดวา ภาวะสังคมไทยปจจุบันมีทั้งการเปลี่ยนแปลงไปขางหนาและการถอยหลังในบางเรื่อง ทํา ใหสังคมไทยยังขาดความเปนระเบียบ แมจะมีการจัดระเบียบของสังคมในหลาย ๆ ดานก็ตาม การ ไมรักษากฎหมายของบานเมือง การขาดวินัยในการทําหนาที่ตาง ๆ เปนสิ่งที่คนไทยถือเปนเรื่อง ธรรมดา ผูคนในสังคมกําลังสับสนวุนวายเกี่ยวกับการดําเนินชีวิต เกิดปญหาตาง ๆ ขึ้นมากมายใน  สังคมชนบทและสังคมเมือง เชน ปญหาความยากจนและไรที่อยูอาศัย, ปญหาการวางงาน, ปญหา ครอบครัว, ปญหาสุขภาพ, ปญหามลพิษและสิ่งแวดลอม,ปญหาอาชญากรรม, ปญหาการลักขโมย และฉกชิงวิ่งราว, ปญหาการประพฤติผิดทางเพศ, ปญหาเด็กและวัยรุน, ปญหาอบายมุขและสิ่ง เสพติด เปนตน ปญหาหลัก ๆ เหลานี้ ลวนเปนปญหาที่ยังคงเกิดขึ้นและมีปรากฏใหเห็นอยูเสมอ ในสังคมไทยปจจุบัน สภาพปญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไดพอกพูน ทับถม และสลับซับซอนมา ยาวนาน จนยากที่จะแกไข จึงเปนภาระหนาที่อันหนักและใหญหลวงยิ่งนักของคนไทยทุกคนและ ทุกฝายที่จะตองชวยกันรับผิดชอบและหาทางแกไขตอไป สภาพเศรษฐกิจ ความเปลียนแปลงที่ไมคงที่ ภาวะแหงความไมแนนอน เปนสัจธรรมที่ ่ เปนจริงที่มีใหรับรูและมีเปนตัวอยางปรากฏมากมายในโลกในสังคมนี้ สภาพของเศรษฐกิจไทยใน ปจจุบันก็เชนกัน ไดเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมโบราณมาเปนเศรษฐกิจการคา อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมที่ทนสมัยมากขึน ั ้ รายไดของประเทศสวนใหญในปจจุบันก็มาจาก ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการคาและบริการมากกวาภาคเกษตรกรรม การผลิตเพื่อบริโภคใน ครัวเรือนแตเพียงอยางเดียวนัน เกือบจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทยแลว เพราะปจจุบันระบบ ้ เศรษฐกิจไทย ไดเปลี่ยนแปลงเขาสูการคาขายตามแนวทางของระบบเศรษฐกิจตะวันตก การผลิต สินคาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติเพื่อคาขายกับตางประเทศมีการขยายตัวมากขึน เศรษฐกิจของไทย ้ กําลังอยูในยุคที่เรียกวา “โลกาภิวัตน” เปนยุคการแพรกระจายไปทั่วโลก, การที่ประชาคมโลกไม วาจะอยู ณ จุดใด สามารถรับรู สัมพันธ หรือ รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึนไดอยางรวดเร็ว ้
  • 3.
    3 กวางขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เปนตน1 ทําใหระบบเศรษฐกิจไทยได เปลี่ยนเขาสูธุรกิจภาคอุตสาหกรรมและดานบริการอยางรวดเร็ว และมีสภาพคลองตัวเปนอยางมาก ทั้งดานการเงินและการธนาคาร แมในชวงระยะที่ผานมา (พ.ศ. 2540) ภาวะเศรษฐกิจไทยจะตกต่ํา ที่สุด หรือที่เรียกวาเศรษฐกิจฟอกสบูแตก ทําใหประเทศไทยตองเปนหนี้ตางประเทศมากมาย แต หลังจากนั้น ระบบเศรษฐกิจของไทยก็กลับฟนตัวไดอีกครั้ง โดยการบริหารจัดการของรัฐบาลชุด ใหม ทําใหเศรษฐกิจไทยปจจุบันโดยภาพรวมมีสภาพคลองตัวดีขึ้นตามลําดับ แตการดํารง ชีวิตประจําวันของคนไทยยังคงประสบกับคาครองชีพที่นบวันจะสูงขึนทุกขณะ แมจะมีการขึ้น ั ้ คาแรงงานใหแกผูใชแรงงานในทุกรัฐบาลก็ตาม ในขณะเดียวกันราคาของสินคาเครื่องอุปโภค บริโภคก็สูงขึ้นเปนเงาตามตัวเชนกัน ตามราคาน้ํามันที่พงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะผลพวงจาก ุ สงครามที่เกิดขึ้นในตางประเทศ และอีกหลาย ๆ ปจจัยที่เกี่ยวของ ทําใหเศรษฐกิจทั่วโลกพลอย ไดรับผลกระทบไปดวย แตเมื่อมองเศรษฐกิจไทยโดยสวนลึกแลวจะเห็นไดวา สาเหตุที่ภาวะเศรษฐกิจไมมีสภาพคลองหรือ เปนเศรษฐกิจที่ไมเจริญอยางเสมอตนเสมอปลายนั้น เปนเพราะเกิดปญหาขึ้นภายในการบริหาร ระบบเศรษฐกิจ กลาวคือ ปลอยใหมีการทุจริตโดยชอบธรรมของผูมีอํานาจโดยตรง หรือมีบุคคล และคณะซึ่งเปนผูไมหวังดีตอประเทศชาติ มีจตใจละโมบคิดเพียงอยากไดถายเดียว เชน มีการปน ิ หุน หรือทําธุรกิจฟอกเงิน เพราะเปนเงินที่ไดมาโดยทุจริตจากมิจฉาชีพ มีการคายาเสพติด เปนตน และเกิดจากการทีคนไทยไมนิยมความเปนไทย แตกลับไปนิยมของที่ผลิตจากตางประเทศ เมื่อ ่ ประชาชนมีคานิยมเชนนี้ จึงทําใหตองมีการสั่งสินคานําเขาจากตางประเทศเพิ่มมากขึ้น ทําให ประเทศตองขาดงบดุลการคาเปนอยางมาก อีกทั้งคนไทยมีนิสัยชอบฟุงเฟอสุรุยสุราย ทําใหชีวต ิ ตองสิ้นเปลืองไปกับการใชจายเพื่อดํารงชีพมากขึน เพราะคนไทยยังขาดความเปนชาตินิยมดวยและ ้ มีปจจัยอีกหลายประการที่มีผลกระทบในทางลบตอระบบเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากการกระทําขอคน ไทยเอง เมื่อพฤติกรรมดังกลาวเกิดขึน ยอมกอใหเกิดผลเสียหายอยางใหญหลวงตอประเทศชาติ ้ เพราะระบบเศรษฐกิจนันถือวาเปนหัวใจหลักของประเทศ ้ การพัฒนาประเทศจะชาหรือเร็ว ยอมขึ้นอยูกับเสถียรภาพของรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศเปนสําคัญ การทีจะใหนกธุรกิจเกิด ่ ั ความเชื่อมั่นในการลงทุนมากนอยเพียงใดยอมขึ้นอยูกับรัฐบาลวาจะใหหลักประกันและความ  เชื่อมั่นแกนักลงทุนในดานธุรกิจเพียงใด สภาพการเมือง ลักษณะทางดานการเมืองการปกครองของไทยในปจจุบน เปนระบบการ ั ปกครองแบบประชาธิปไตยที่มพระมหากษัตริยเปนประมุข มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย ี สูงสุดของประเทศ พระมหากษัตริยในปจจุบนอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไมไดมีอํานาจ ั เบ็ดเสร็จเหมือนในสมัยกอน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการ เลือกตั้ง ____________________
  • 4.
    4 1 ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 . (กรุงเทพฯ : โรงพิมพนานมีบุ คพับบลิค-เคชั่นส. จํากัด, 2546), น. 1044. โดยพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฏรซึ่งไดรับเลือกตั้งเขามามากที่สุดเปนผูไดรับสิทธิใน การจัดตั้งรัฐบาล และทําหนาที่ในการบริหารประเทศ โดยมีฝายคานเปนผูคอยตรวจสอบการ  ทํางานของรัฐบาล สภาพการเมืองการปกครองของไทยนาจะดีขึ้นมากกวานี้ หลังจากทีกฎหมาย ่ รัฐธรรมนูญฉบับใหมที่รางขึนในป พ.ศ. 2540 ไดถูกนํามาใชในการปริหารและปกครองประเทศ ้ เพราะมีความชัดเจนในหลายดาน ดังทีสวนดุสิตโพลไดสารวจความคิดเห็นของประชาชนระหวาง ่ ํ พ.ศ. 2541 – 2543 เกี่ยวกับจุดเดนของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวา อันดับที่ 1 ใหสิทธิเสรี / ประชาธิปไตยกับประชาชนเพิ่มขึ้น 43.70% อันดับที่ 2 ประชาชนมีสวนรวมมากขึน 36.97% ้ อันดับที่ 3 มีการกระจายอํานาจสูทองถิ่นมากขึ้น 10.08% อันดับที่ 4 สามารถตรวจสอบความโปรงใสได 7.56% อันดับที่ 5 มีจุดมุงหมายชัดเจนดี 1.69% 2 แตปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเมืองการปกครองยังมีปรากฏประจักษแกสายตา ประชาชนอยูเสมอ การชิงดีชิงเดนของพรรคการเมืองชวงหาเสียงเลือกตั้ง จนเปนเหตุใหเกิด ทําลายลางซึ่งกันและกันทั้งสองฝาย กอใหเกิดความเสียวหายทั้งแกชีวิตและทรัพยสิน เกิดการใส รายปายสีแกกนและกัน และการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของพรรคการเมืองตาง ๆ ยังคงมีอยูเสมอคู ั สังคมไทย มีปญหาตาง ๆ เกิดขึนกับการเมืองการปกครองของไทยทุกยุคสมัย อาทิ เกิดปญหา ้ คอรัปชั่นและฉอราษฎรบังหลวงขึ้นในวงราชการ ทําใหบุคคลที่มีอาชีพเปนนักการเมืองมีฐานะ ร่ํารวยที่สุดในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาสเปนฝายรัฐบาลและมีตําแหนงหนาที่ ยอมมีชองทาง ในการกอบโกยหาผลประโยชนเปนอยางมาก จนถูกกลาวหาวามีฐานะร่ํารวยผิดปกติก็มีปากมาย จนทําใหมการฟองรองและเรียกรองใหมีการออกกฎหมายมาเพื่อตรวจสอบทรัพยสินของ ี นักการเมืองเลยทีเดียว และนักการเมืองขางฝายรัฐบาลนีถือวาเปนผูมีหนาที่ในการบริหารราชการ ้ แผนดินโดยตรง เมื่อมีตําแหนงหนาที่ ก็จะใชโอกาสที่ตนเองมีอํานาจหนาที่เพื่อแสวงหา ผลประโยชนใสตนและพวกพอง ทําใหฝายตรงขาม (ฝายคาน) ตองออกมาเรียกรองสิทธิ์ขอเปด การอภิปรายไมไววางใจ ซึ่งทั้งสองฝาย (ฝายคานและฝายรัฐบาล) ตางก็เคยสลับสับเปลี่ยนกันเขา มาบริหารบานเมืองดวยกันทังนัน และดูเหมือนวาทั้งสองฝาย ้ ้ เมื่อไดมีโอกาสเขามาทําหนาที่ บริหารบานเมือง ตางก็มุงเพื่อแสวงหาผลประโยชนใสตนและพวกพองเสมอมา โดยไมมีความ ละอายแกใจในการกระทําและไมคํานึงถึงผลประโยชนของประชาชนหรือประเทศชาติเปนที่ตั้ง นักการเมืองจึงกลายเปนอาชีพ ๆ หนึ่งที่คนหลาย ๆ อาชีพสนใจใฝฝนอยากจะเปน และคํากลาว ที่วา “การเมืองเปนเรื่องของผลประโยชน”เปนความจริงแทในสังคมไทยและในหมูชนที่เห็นแก ประโยชนสวนตนเปนทีตั้ง ่
  • 5.
    5 ____________________ 2 สวนดุสิตโพล. “คนไทยกับัฐธรรมนูญ” ในสายตา “ผูที่เกี่ยวของกับรัฐศาสตร”. . http://www.dusit.ac.th/new_ver7/dusitpoll/2542_100.html. 2543. ฉะนั้นจะเห็นไดวา สังคมไทยปจจุบันเปนสภาพสังคมที่กําลังเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว โดยมีระบบเศรษฐกิจเปนตัวชีนําในการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจของไทยโดยภาพรวมในปจจุบน ้ ั ไดเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมโบราณมาเปนเศรษฐกิจธุรกิจการคา อุตสาหกรรม และเกตรก รรมที่ทันสมัยมากขึ้น รายไดของประเทศสวนใหญในปจจุบันมาจากภาคอุตสาหกรรม การคาและ บริการมากกวาภาคเกษตรกรรม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่คอนขางจะรวดเร็วในระยะเวลา ประมาณสิบกวาปมานี้ ไดทําใหระบบยอยอื่น ๆ ของสังคมปรับตัวตามไมทัน ไมวาจะเปนระบบ การศึกษา สาธารณสุข การเมืองการปกครอง หรือระบบความเชื่อทางศาสนาก็ตาม ดังจะเห็นได จากดานการศึกษาที่ยังไมอาจตอบสนองความตองการทางเศรษฐกิจไดในหลายประการ และ โดยเฉพาะอาชีพที่ตองการฝมือหรือความรูเฉพาะทาง อาทิ ชางกล ชางไฟฟา ชางอุตสาหกรรม รวมทั้งวิศวกรและบุคลากรทางการแพทย สาธารณสุขและอื่น ๆ ดานการสาธารณสุขแมวาจะ พัฒนาไปในหลาย ๆ ดาน แตก็ยังไมเพียงพอ ไมวาจะพิจารณาในแงของบุคลากรทางการแพทย พยาบาล เครื่องมือ เครื่องใช การใหบริการและสถานพยาบาลตาง ๆ โดยเฉพาะในชนบทหางไกล ทางดานการเมืองการปกครองยังอยูในภาวะสับสน  แมจะมุงเปลี่ยนไปในทิศทางของความเปน ประชาธิปไตยมากขึ้น แตแรงตานของกลุมอํานาจเกา (อนุรักษนิยม) ก็ยังมีอยูมาก พฤติกรรมของ นักการเมืองและพรรคการเมืองยังไมไดยึดถืออุดมการณทางการเมืองเทาที่ควร การยึดติดตัวบุคคล พวกพองและผลประโยชนเฉพาะหนายังมีอยูไมนอย ในเรื่องของความเชื่อและศาสนานั้นปรากฏ วา ผูคนในสังคมไทยไมคอยสนใจจึงทําใหหางเหินจากธรรมะมากขึน แตกลับไปยึดติดอยูกับเรื่อง  ้ ของโหราศาสตรและไสยศาสตรเพิ่มมากขึน มีคานิยมในการเสพบริโภควัตถุมากขึ้นเรื่อย ๆ คนใน ้ สังคมสวนใหญชอบยึดติดในความสนุกสนานชอบทําอะไรตามใจตนเอง ไมรกษากฎหมายของ ั บานเมือง ขาดระเบียบวินัยในการทําหนาทีการงานตาง ๆ จึงกอใหเกิดปญหาสังคมตามมามากมาย ่ แมวาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะดีขึ้นก็ตาม ดังที่ไดกลาวมาตั้งแตตน ถึงสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ สภาพการเมือง และปญหาตาง ๆ ั ที่เกิดขึน จะเห็นไดอยางชัดเจนวา มีปญหานานาชนิดไดเกิดขึนในสังคมไทยซึ่งมีพุทธศาสนาเปน ้ ้ รากฐานเดิมของวิถีชีวิต แตเมื่อประมวลเปนปญหาหลัก ๆ แลว จะเห็นไดวา เปนเรื่องของปญหา ที่เกี่ยวกับการเบียดเบียนทําลายชีวิต ปญหาการลักขโมยการคอรัปชัน ปญหาการกระทําผิดลวง ่ ละเมิดทางเพศ ปญหาการโกหกหลอกลวง หรือปญหาการติดของมึนเมาอยางใดอยางหนึ่งจนถึง การเสพสิ่งเสพติดชนิดตาง ๆ ที่ทําใหเสียสติ จนกลายเปนปญหาที่ใหญที่สุดในสังคมไทยตลอดจน สังคมโลกดวย และปญหาทุกเรื่องในสังคมไทยทีตองขึ้นโรงขึนศาลและทําใหคนอืนมากมาย ่ ้ ่ พลอยเปนทุกขเดือดรอนไปดวยนั้น เปนสิ่งที่บงบอกใหเห็นถึงวิถีชีวิตและจิตใจของประชาชนใน สังคมดวยวา สังคมไทยกําลังตกอยูในภาวะที่เรียกวาขาดแคลนศีลธรรม เปนเพราะการผิดศีลขอ
  • 6.
    6 ใดขอหนึ่งในหาขอนี้ทั้งสิ้น เพราะคนในสังคมไทยรักษาเบญจศีลขอขั้นพื้นฐานไมไดจงเปน ึ ตนเงื่อนของปญหาอีกมากมายที่ตาม ๆ กันมา ผูเ ขียนเห็นวา การสมาทานและรักษาศีลนัน เปนเรื่องที่จําเปนและรีบดวนทีคนใน ้ ่ สังคมไทยจะตองตืนตัว ใหความสนใจ และเอาใจใสอยาบงจริงจังในการประพฤติตนใหเปนผูมีศีล ่ เพราะความจริงแลว เรื่องเบญจศีลนีเ้ ปนเรื่องที่อยูกบมนุษยชาติมานานเทาที่ประวัติศาสตรของ ั มนุษยจะยอนกลับไปได ทุก ๆ สังคมไมวาจะเจริญทางวัตถุมากหรือนอยก็ตาม จะมีกฎเกณฑการ ประพฤติอยูชุดหนึ่งที่จะใหคนในสังคมทําตาม กฏเกณฑเหลานั้นก็มักจะเปนศีลธรรมขึนพื้นฐานที่ ้ จะบอกคนไมใหเบียดเบียนทํารายหรือประหัดประหารชีวตของกันและกัน ไมใหพูดเท็จ ไมใหลก ิ ั ขโมย เปนตน นอกจากจะเปนเรื่องทีคอนขางเปนธรรมชาติวาคนเราไมควรทําในสิ่งที่ผิดเชนนั้น ่ แลว ผูมีปญญาในการครองชีวิตยังทราบดีวา ศีลธรรมนันจะเปนเหมือนเข็มและดายที่สามารถรอย ้ และสอยใหสมาชิกในสังคมนัน ๆ อยูกันอยางเปนสุขสงบและสันติ การเปลี่ยนแปลงของสังคม ้  การพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การยึดติดในคุณคาของวัตถุมากจนเกินไป บวกกับความออนแอ ของสถาบันศาสนาทุกศาสนานั้น ไดทําใหสังคมโลกประสบกับความสับสนวุนวายในดาน ศีลธรรมเปนอยางมาก ในขณะที่คนสมัยกอนเห็นเรื่องการมีศีลธรรมเปนเรื่องธรรมชาติธรรมดา คนมากมายในสมัยนี้กลับไมสามารถเขาใจวาทําไมตนจึงตองรักษาศีล เพราะเขาเห็นตัวอยาง ของคนไมนอยที่ไมตองมีศีลธรรม ทํามาหาเลี้ยงชีพอยางคดโกง แตก็สามารถประสบความสําเร็จ ในชีวต มีเงินทองใชมากมาย มีขาทาสบริวาร และสถานะทางสังคมที่สูงสง ดวยระบบศีลธรรม ิ ในสังคมไทยทุกวันนี้ กําลังเสื่อมโทรมลงอยางนาใจหาย สิ่งที่เคยเปนเรื่องผิดศีลธรรมในอดีตกลับ กลายเปนเรื่องที่ยอมรับกันในปจจุบัน โดยเฉพาะปญหาที่กําลังเกิดขึ้นกับลูกหลานเยาวชนไทย เชน เรื่องการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร หรือการใชชีวตอยูดวยกันกอนแตงงาน เปนตน ิ  มีผูที่ทํางานวิจัยที่เกี่ยวของกับเรื่องเบญจศีลนี้หลายทาน ดังนี้ อาภรณ พุกกะมาน, ชียพร วัชชาวุธ และ เกียรติ เปมกิตติ ทําการศึกษาเรื่อง “การศึกษาการสอนศีลเพื่อเสริมสรางพุทธจริยธรรมในสังคมไทย” ในป พ.ศ. 2528 นนทนา อังสุวรังษี ทําการศึกษาเรื่อง “การวิเคราะหเปรียบเทียบคานิยมละการ ปฏิบัติเกี่ยวกับเบญจศีลของชาวพุทธในสังคมเมมืองและชนบท ที่อยูในและนอกโครงการแผนดิน ธรรมแผนดินทอง: ศึกษาเฉพาะกรณีหมูบานในอําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค” ในป พ.ศ. 2533 พระมหาวรานนท ฐิตานนฺโท (นวลคํา) ทําการศึกษาเรื่อง “ความสัมพันธระหวางศีล ๕ และสันติภาพในสังคม: การศึกษาเชิงวิเคราะห” ในป พ.ศ. 2545 พระมหาทวี ฐานวโร (ออนปสสา) ทําการศึกษาเรื่อง “ปาณาติบาตกับปญหาจริยธรรมใน พุทธปรัชญา” ในป พ.ศ. 2534 พระมหาปญญา ชยปฺโญ (ดาบพลหาร) ทําการศึกษาเรื่อง “กาเมสุมิจฉาจารกับปญหา จริยธรรมในสังคมปจจุบัน” ในป พ.ศ. 2536
  • 7.
    7 พระมหาอํานวย ญาณสํวโร (พินดอน) ทําการศึกษาเรื่อง “การศึกษาเรื่องผลกระทบจาก การลวงละเมิดศีลขอที่ 5 ที่มีตอสังคมไทย” ในป พ.ศ. 2542 แมจะมีผูทํางานวิจยในเรื่องของศีลธรรมนี้หลายทานก็ตาม แตผูเขียนก็มีทรรศนะในเรื่อง ั การสรางความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องเบญจศีลนี้พอสมควร จึงไดเสนอกลวิธีการตาง ๆ ที่จะทําใหชาว พุทธซึ่งเปนประชากรสวนใหญของประเทศ ไดมองเห็นความสําคัญและมีความรูความเขาใจใน  เรื่องเบญจศีลอยางถูกตอง จะไดปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีลไดอยางเหมาะสมและถูกตองดวย และผูเขียนเห็นวาการประพฤติตนตามหลักเบญจศีลนี้มความสําคัญอยางยิ่งสําหรับคนทุกคน หาก ี คนเราสามารถสมาทานและรักษาเบญจศีลเพียงหาขอนี้ได เบญจศีลที่ทุกคนประพฤติดีแลว จะ สามารถควบคุมพฤติกรรมตาง ๆ ทางกายและทางวาจา ไมใหกอปญหาความเดือดรอนขึนทั้งแก ้ ตนเองและผูอื่น รวมถึงสังคมดวย อันจักสงผลใหสังคมไทยและสังคมโลกโดยทัวไป เกิดสันติ ่ สุขขึ้นอยางแนนอน ผูเขียนจะทําการศึกษาจากเอกสาร โดยการคนควาขอมูลที่เกี่ยวกับเบญจศีล จาก พระไตรปฎก อรรถกถา และหนังสือหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ หลังจากนั้นจะทําการ วิเคราะหขอมูลโดยชีใหเห็นความสําคัญ โทษการขาดเบญจศีลและ ประโยชนจากการปฏิบัตาม ้ เบญจศีล พรอมทั้งเสนอกลวิธีตาง ๆ ในการปฏิบัติตนใหเปนผูมีศีลธรรมในจิตใจและในวิถีชีวต ิ จริงของชาวไทยชาวพุทธ
  • 8.
    8 บทที่ 2 แนวการสอนเบญจศีลของพระพุทธเจาในสมัยพุทธกาล 2.1 องคประกอบและปจจัยที่ทําใหเกิดการสอนเบญจศีล จากการศึกษาประวัติศาสตรพระพุทธศาสนาทําใหทราบวา พระพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้น ทามกลางความเชื่ออันหลากหลาย มีเจาลัทธิ นักคิด บัณฑิต ฤาษี ปริพาชก ดาบส อเจลก นักบวช ฯลฯ เกิดขึนมากมาย ณ ดินแดนที่มีชื่อวา “ชมพูทวีป” และพระพุทธศาสนานั้นก็เกิดขึน ้ ้ โดยตรงจากการคนพบความจริงดวยความสามารถ (ตรัสรู) ของพระอรหังสัมมาสัมพุทธเจาเอง เมื่อคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ กอนพระพุทธศักราช 45 ป ณ โคนตนศรีมหาโพธิ์ ตําบลอุรุเวลา เสนานิคม แควนมคธ หลังจากตรัสรูแลว พระพุทธองคทรงพิจารณาใครครวญในธรรมที่พระองค ตรัสรูโดยใชเวลาถึง 7 สัปดาห (49 วัน) ทรงดําริวา พระธรรมที่พระองคตรัสรูนั้น เปนธรรมที่ สุขุมลุมลึก ยากยิ่งนักที่ชนผูมีกเิ ลสทั้งหลายจะเขาใจ แตดวยอาศัยพระมหากรุณาธิคณ ที่พระุ พุทธองคมีอยางยิ่งใหญ ทําใหทรงตัดสินพระทัยที่จะแสดงธรรมเพื่อโปรดสรรพสัตวในเวลาตอมา เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแลว พระพุทธเจาก็ไดเสด็จไปในสถานที่ตาง ๆ เพื่อประกาศศาสนา การแสดงธรรมของพระพุทธองคแตละครั้งไดผลมาก ผูฟงไดดวงตาเห็นธรรมเปนพระอริยบุคคล กันมากมาย อีกทั้งผูมีศรัทธาปสาทะเลื่อมใส ถึงกับบวชเปนภิกษุก็มีไมนอย และมีจํานวนมากขึน ้ ตามลําดับ ตอมาเมื่อพระพุทธเจาทรงไดพระสาวกระดับพระอรหันต 60 รูป ก็ทรงสงออกไป ประกาศพระศาสนา ดังปฐมวาจาที่พระพุทธองคทรงตรัสแกพระสาวกรุนแรกเพื่อไปเผยแผพระ ศาสนาในพรรษาแรกแหงพุทธกิจวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เราพนแลวจากบวงทั้งปวง ทั้งทีเ่ ปนของทิพย ทั้งที่เปนมนุษย แมพวกเธอก็พนแลวจากบวงทั้งปวง ทั้งที่เปนของทิพย ทั้งที่เปนของมนุษย พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชนและความสุขแกชนหมูมาก เพื่ออนุเคราะหโลก เพื่อประโยชนเกื้อกูลและความสุขแกทวยเทพและมนุษย พวกเธออยาไดไปรวมทาง เดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องตน งามในทามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรยพรอมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณบริสุทธิ์ สัตวทั้งหลาย จําพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุนอย มีอยู เพราะไมไดฟงธรรมยอมเสื่อม ผูรูทั่วถึง ธรรม จักมี ดูกอนภิกษุทั้งหลาย แมเราก็จกไป ยังตําบลอุรุเวลาเสนานิคม ั เพื่อแสดงธรรม.3 ตลอดระยะเวลาถึง 45 พรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงบําเพ็ญพุทธกิจในแตละวันซึ่งมี 5 อยาง คือ 1. ปุพฺพณฺเห ปณฺฑปาตฺจ เวลาเชาเสด็จบิณฑบาต 2. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลา
  • 9.
    9 ____________________ 3 วิ. ม. 4 / 32 /72. เย็นทรงแสดงธรรม 3. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ําประทานโอวาทแกเหลาภิกษุ 4. อฑฺฒรตฺเต เทวปฺหนํ เที่ยงคืนทรงตอบปญหาเทวดา 5. ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ จวนสวางทรงตรวจพิจารณาสัตวที่สามารถและที่ยังไม สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม 4 ในพุทธกิจประจําวัน 5 อยาง ของพระพุทธองคที่ทรงบําเพ็ญอยูเสมอนั้น ยอมจะเปน องคประกอบอันสําคัญที่ทําใหพระพุทธองคทรงสั่งสอนไดเปนอยางดี และดวยพุทธจริยาในการสั่ง สอนเวไนยสัตว คือทรงบําเพ็ญประโยชนแกโลก ทรงบําเพ็ญประโยชนแกญาติ ทรงบําเพ็ญ ประโยชนทกประการในฐานะของพระพุทธเจา5 ุ ดวยพระมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ ทั้งใน พรรษากาล และนอกพรรษากาล ไมวาระยะทางจะใกลหรือไกลเพียงไร พระองคมิไดทรง คํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยหรือยากลําบากแตประการใด นับตั้งแตตรัสรู ตราบจนกระทั่งวัน สุดทายแหงการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ดังเชนในพรรษาแรกแหงการประกาศพระศาสนา มี เรื่องราวของบุคคลและเหตุการณที่เกียวกับการเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธองคเกิดขึ้น ่ มากมาย บุคคลที่เสด็จไปโปรดนัน สวนใหญไดรับประโยชนจากการสั่งสอนของพระพุทธองค ้ ทั้งสิ้น คือไดบรรลุเปนพระอริยบุคคลโดยขันต่ําสุดเปนพระโสดาบัน จนกระทั่งไดบรรลุเปนพระ ้ อริยบุคคลขันสูงสุดคือเปนพระอรหันต อาทิ ปญจวัคคีย, ยสกุลบุตรและสหายผูเปนบริวารของ ้ ทาน 54 , ภัททวัคคีย 30, ปุราณชฏิล 1,000, บิดามารดาและอดีตกรรยาของพระยสะ, พระ เจาพิมพิสารพรอมเหลาราชบริพาร, อุปติสสะและโกลิตะ (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ), ปปผลิมาณพ (พระมหากัสสปะ), กาฬุทายีอํามาตย, พระนามปชาบดีโคตมี, พระเจาสุทโธทนะ, พระนางยโสธราและพระราหุลกุมาร พรอมดวยพระราชวงศและขาราชบริพารอีกมากมาย เพราะ อาศัยความอนุเคราะหที่ทรงมีพระเมตตาตอสัตวโลก พระองคทรงพิจารณาเห็นวา บุคคลในโลกนี้ มีพื้นฐานความรูความเขาใจแหงสติปญญาที่แตกตางกัน บุคคลผูมีสติปญาและอุปนิสัยที่เคยสั่งสม มาในอดีตที่พอจะแนะนําสังสอนและเขาใจในธรรมของพระองคไดนนยังมีอยู ซึ่งมีหลักฐานที่พระ ่ ั้ พุทธองคตรัสไวเกี่ยวกับประเภทบุคคลที่มีปรากฏในโลกนีวามี 4 ประเภท คือ ้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้ มีปรากฏอยูในโลก 4 จําพวกเปนไฉน คือ บุคคลผูฉลาดผูกไมฉลาดแก 1 ฉลาดแกไมฉลาดผูก 1 ฉลาดทั้งผูกฉลาดทั้งแก 1 ไมฉลาดทั้งผูกไมฉลาดทั้งแก 1 ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล 4 จําพวกนี้แล มีปรากฏอยูในโลก ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้ มีปรากฏอยูในโลก 4 จําพวกเปนไฉน คือ อุคฆฏิตัญู ผูอาจรูธรรมแตพอทานยกหัวขอขึ้นแสดง 1 วิปจิตัญู ผูอาจรูธรรมตอเมื่อทานอธิบายความแหงหัวขอนัน 1 ้ ____________________
  • 10.
    10 4 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลศัพท . พิมพครั้งที่ 6, 5,๐๐๐ เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 189-190. 5 เรื่องเดียวกัน, น. 191. เนยยะผูพอแนะนําได ปทปรมะ ผูมีบทเปนอยางยิ่ง 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้แลมีปรากฏอยูในโลก ฯ 6 บุคคลแตละประเภทที่มีระดับสติปญญาความสามารถแตกตางกันเหลานี้ พระสัมมาสัม พุทธเจาเมื่อจะเสด็จไปสั่งสอน พระองคยังทรงคํานึงถึงจริยา คือความประพฤติ หรือ จริต อัน เปนสิ่งที่บุคคลผูมีความประพฤติอยางนั้น ๆ กอนแลว จึงตรัสพระธรรมเทศนาเพื่อใหเหมาะสมกับ อัธยาศัยของบุคคลนั้น เกี่ยวกับจริตนี้ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไดใหความหมายไววา ความประพฤติ, พืนนิสัย หรือพื้นเพแหงจิตของคนทั้งหลายที่หนักไปดานใดดานหนึ่ง แตกตางกัน ้ ไปมี 6 ประเภทคือ 1.ราคจริต ผูมราคะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางรักสวยรักงามมักติดใจ) ี 2. โทสจริต ผูมีโทสะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางใจรอนขี้หงุดหงิด) 3. โมหจริต ผูมีโมหะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางเหงาซึม งมงาย) 4. สัทธาจริต ผูมีศรัทธาเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางนอมใจเชื่อ) 5. พุทธิจริต ผูมีความรูเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดพิจารณา) 6. วิตกจริต ผูมีวตกเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดจับจด ฟุงซาน) 7 ิ เพราะอาศัยพระมหากรุณาธิคุณ พระสัมมาสัมพุทธเจาจึงไดเสด็จออกประกาศศาสนา โปรดสรรพสัตว ทําใหพระคุณ 2 อยางแรก คือ พระปญญาคุณ และ พระวิสุทธิคุณเปนที่ปรากฏ และเปนประโยชนแกชาวโลกอยางแทจริง พระองคเสด็จไปชวยเหลือแนะนําสั่งสอนมนุษยทั้งที่ เปนรายบุคคลและกลุมชน โดยไมเห็นแกความเหนื่อยยากลําบากของพระองคเลย ดังที่ พระพรหมคุณาภรณ กลาววา ไวในพุทธคุณ 3 นี้ ขอที่เปนหลักและกลาวถึงทั่วไปในคัมภีรตาง ๆ มี 2 คือ ปญญาและกรุณา สวนวิสุทธิ เปนพระคุณเนื่องอยูในพระปญญาอยูแลว เพราะเปนผลเกิด เองจากการตรัสรู คัมภีรทั้งหลายจึงไมแบงไวเปนขอหนึ่งตางหาก 8 และพระมหากรุณาธิคณของ ุ พระพุทธเจาทีพระองคทรงอนุเคราะหชาวโลกนั้น แสดงออกในพุทธกิจประจําวันทีกลาวขางตน ่ ่ เหตุดังที่กลาวมาแลวนีจึงนับวาเปนองคประกอบและปจจัยที่มีความสําคัญยิ่งที่ทําใหพระพุทธองค ้ ทรงสั่งสอนธรรม 2.2 วิธีการสอนและลักษณะของผูฟงการสอน วิธีการสอน ____________________ 6 องฺ. จตุกฺก. 13 / 132-133 / 135.
  • 11.
    11 7 พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท. พิมพครั้งที่ 6, 5,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 39. 8 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. พิมพครั้งที่ 8, 10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 264. สําหรับวิธีการสอนนั้น มีผูรูไดคนควาและรวบรวมไวมากมาย ซึ่งผูเขียนจะไดกลาวถึงใน บางเรื่องที่เกี่ยวของและเห็นวามีความสําคัญทีควรนํามาประกอบในงานเขียนนี้เทานั้น ซึ่งเมื่อจะ ่ กลาวถึงตนแบบแหงวิธีการสอนนั้น ยอมเปนการสมควรอยางยิ่งที่จะตองเอยถึงบุคคลผูเปน ตนแบบแหงวิธีการสอนโดยตรง นันคือ “องคพระบรมศาสดา หรือ พระบรมครู” ซึ่งเปนอีกพระ ่ นามหนึ่งของพระพุทธเจา ที่มหาชนไดใหสมัญญานามแกพระองค และเปนที่ปรากฏแกชน ทั้งหลายโดยทั่วไป ซึ่งหมายถึง ศาสดาหรือ ครูผูเยี่ยมยอดในการสอน เปนศาสดาที่ประเสริฐยิ่ง กวาศาสดาใด ๆ ในโลก พระองคสามารถฝกสอนไดทั้งมนุษยและเทวดา ดังมีปรากฏในบท พุทธคุณตอนหนึ่งวา “อนุตฺตโร ปุรุสทมฺมสารถิ ” เปนสารถีฝกบุรุษที่ฝกได ไมมีใครยิ่งกวา “สตฺ  ถา เทวมนุสฺสานํ”เปนศาสดาของเทวดาและมนุษยทั้งหลาย 9 ความสามารถเฉพาะของพระองค ยอมเปนที่ประจักษเหลาพุทธบริษัททั้งหลายเปนอยางดี และเปนคุณสมบัติที่สําคัญยิ่งที่บคคลผูเปน ุ ศาสดาเชนพระองคจะทรงใชเพือการสั่งสอนผูอื่น ่ เกี่ยวกับวิธีการสอนของพระบรมศาสดานัน ้ มีมากมายหลายวิธีที่พระองคทรงเลือกใช ทั้งนี้พระองคจะทรงพิจารณาถึงปจจัยหลาย ๆ ดานวา มีความเหมาะสมหรือไมที่จะทรงใชวิธีการ นั้น ๆ ในการสั่งสอน โดยที่พระองคจะทรงคํานึงถึงพืนฐานของผูฟงธรรมเปนอยางมาก ไมวา ้ บุคคล ๆ นั้นจะมาจากชนชั้นวรรณะใดก็ตาม เมื่อเปนบุคคลที่พระองคจะทรงโปรดแลว พระองค จะใหความสําคัญกับบุคคลผูนั้นเสมอเหมือนกันหมด และเนื่องจากผูฟงธรรมมีพื้น ฐานความรูที่แตกตางกัน พระพุทธเจาจึงทรงใชวิธการสอนที่หลากหลาย ซึ่งในงานเขียนนี้ จะ ี สรุปมาใหเห็นพอเปนตัวอยางประกอบถึงวิธีการสอนที่พระพุทธองทรงเลือกพิจารณาในการสั่ง สอนเวไนยสัตว คือ 1. ภูมิหลังหรือพื้นเพของผูฟง ไดแก วรรณะ การศึกษา และอาชีพ เชน เมื่อพระพุทธเจาตรัสรู ใหม ๆ พระองคเสด็จไปสอนปญจวัคคีย ซึ่งเปนชนวรรณะพราหมณ และออกบวชเพื่อแสวงหา ทางพนทุกข โดยที่พระองคไดตรัสถึงมัชฌิมาปฏิปทา อันเปนทางสายกลาง ไดแกอริยมรรคมีองค 8 และญาณทัสสนะ ซึ่งเปนหลักธรรมสําคัญทางพระพุทธศาสนา และมิใชสิ่งที่จะเขาใจได โดยงายสําหรับชนทั่วไป เพราะตองอาศัยสติปญญา และบุญบารมีที่ไดสั่งสมแตอดีตจึงจะสามารถ เขาใจและรูแจงได 10 หรือในครั้งหนึ่งที่พระพุทธองคถูกอักโกสพราหมณ ซึ่งยังเปนผูครองเรือน  อยู ไดบริภาษ (การดา) พระองคดวยความโกรธ และพระองคไดทําใหอักโกสพราหมณ  ตระหนักไดดวยตนเองวา การบริภาษพระองคนั้นไมมีประโยชน โดยทรงใชวิธีอุปมาถามถึงการ  เตรียมอาหารตอนรับแขกผูมาเยือน เมื่อแขกไมรับอาหารนั้น อาหารยอมตกเปนของเจาของบาน ดังเดิม 11
  • 12.
    12 ____________________ 9 พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท. พิมพครั้งที่ 6, 5,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 191. 10 วิ. ม. 4 / 12 – 17 / 41 – 48. 11 ม. ม. 2 / 631 – 632 / 322 – 323. 2. ปญหาของผูฟงธรรม เปนสิ่งที่พระพุทธองคทรงพิจารณาถึงประการตอมา ซึ่งหมายถึงปญหา ดานความคิดและปญหาในชีวิตประจําวัน ปญหาดานความคิดนัน พระพุทธองคสามารถรูไดดวย ้ เจโตปริยายญาณ พระพุทธเจาจะทรงถามความเขาใจพื้นฐานของผูฟงที่เกี่ยวของ เพื่อนําไปสูความ เขาใจในเรื่องนัน เชน ในการสอนปญจวัคคียเรื่องความไมยึดมั่นถือมั่น พระพุทธองคทรงใช ้ คําถามกระตุนใหปญจวัคคียไดคนพบขอสรุปดวยตนเอง ดังที่ปรากฏในอนัตตลักขณสูตร ตอนหนึ่ง  วา พ : รูปเที่ยงหรือไมเที่ยง ป : ไมเที่ยงพระพุทธเจาขา พ : ก็เมื่อสิ่งใดไมเที่ยง สิ่งนั้นเปนทุกขหรือเปนสุขเลา ป : เปนทุกขพระพุทธเจาขา พ : ก็สิ่งใดไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนเปนธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนัน ้ วา นั่นของเรา นั่นเปนเรา นันเปนตนของเรา ่ ป : ไมควรเลย พระพุทธเจาขา 12 จากคําถามเหลานี้ ในที่สุดปญจวัคคียก็ไดขอสรุปใหตนเองวา ไมควรยึดมันถือมั่นในรูป  ่ จะเห็นไดวา พระพุทธเจาทรงถามใหปญจวัคคียใหเหตุผลทีละขั้นตอน และทรงถามตอไปถึง  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทายที่สุดจึงทรงสรุปวา อริยสาวก ยอมเบื่อหนายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหนายจึงสิ้นกําหนัด และหลุดพนไดในที่สุด ในกรณีที่ผูฟงประสบปญหาชีวิต พระพุทธเจาจะทรงพิจารณาถึงสภาพจิตใจของบุคคลผู นั้นกอน หลังจากนันจะทรงใชวิธีที่เหมาะสมแกสถานการณ เชน เมื่อนางกีสาโคตมี เศราโศก ้ เสียใจอยางมาก เพราะบุตรของนางเสียชีวิต และไดกราบทูลพระพุทธเจาขอใหชวยชีวิตบุตรของ นาง ซึ่งในสภาวการณเชนนี้ผูฟงยอมไมมีความพรอมที่จะฟงธรรมแนนอน พระพุทธองคจึงทรงใหนาง ไปหาเมล็ดพันธุผักกาดจากบานที่ไมมีคนตายมาใหไดกอน แลวพระองคจะทรงชวย ดวยวิธีนี้ นางจึงไดเรียนรูดวยตนเองวา ความตายเปนเรื่องธรรมดา ซึ่งทุกคนตองประสบ 13 หรือตัวอยาง  เรื่องของยสกุลบุตรซึ่งเกิดเบื่อหนายชีวตการครองเรือน พระพุทธเจาทรงแนะนํายสกุลบุตรวา ชีวิต ิ นักบวชไมมความวุนวาย ไมมีปญหา และทรงสั่งสอนธรรมจนยสกุลบุตรบรรลุธรรม ครั้นคหบดี ี
  • 13.
    13 ผูเปนบิดาออกตามหายสกุลบุตร พระพุทธเจาก็ทรงแสดงธรรมใหคหบดีฟง จนเกิดความเลื่อมใส ในพระธรรมกอนแลวจึงตรัสถามบิดาของยสกุลบุตร ดังมีเนื้อความวา พ : ดูกรคหบดี ทานจะสําคัญความขอนันเปนไฉน ยสกุลบุตรไดเห็นธรรมดวย ้ ญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนทาน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรม ตามที่ตน ไดเห็นแลว ไดรูแจงแลว จิตพนแลวจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรควร หรือ เพื่อจะกลับเปนคฤหัสถ บริโภคกาม เหมือนเปนคฤหัสถ ครั้งกอน ____________________ 12 วิ. ม. 4 / 21 / 53. 13 ขุ. อ. 9 / 33 / 604. ค. ขอนั้นไมควรเลยพระพุทธเจาขา. พ : ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรไดเห็นธรรมดวย ญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนทาน เมื่อเธอพิจารณา ภูมิธรรมตามที่ตนไดเห็นแลว ไดรูแจงแลว จิตพนแลว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตร ไม ควรจะกลับเปนคฤหัสถ บริโภคกามเหมือนเปนคฤหัสถครั้งกอน. ค : การที่จต ิ ของยสกุลบุตรพนจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่นนั้น เปนลาภของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรไดดีแลวพระพุทธเจาขา ขอพระผูมีพระภาค มียสกุลบุตร เปนปจฉาสมณะ จงทรงรับภัตตาหารของขาพระพุทธเจา เพื่อเสวยในวันนี้เถิดพระพุทธเจาขา 14 จะเห็นไดวา วิธีสอนของพระพุทธเจาที่ทรงใชกับยสกุลบุตร ตางจากวิธีที่ทรงใชกับบิดา ของยสกุลบุต เพราะยสกุลบุตร เกิดความเบื่อหนายในชีวตการครองเรือนอยูแลว การเสนอ ิ ทางเลือก ในการดําเนินชีวต ที่แตกตางออกไปจากเดิม จึงสามารถทําใหยสกุลบุตรสนใจได สวน ิ บิดาของยสกุลบุตร เมื่อมาเฝาพระพุทธเจานั้น ยังไมไดเห็นทุกขของการครองเรือน และยังไมได ศรัทธาในพระศาสนา หากพระพุทธเจาทรงถามวาผูที่เขาใจธรรมแลว ควรกลับไปครองเรือนอีก หรือไม บิดาของยสกุลบุตร ก็จะยังไมเขาใจสภาพจิตของผูที่เขาใจธรรม พระพุทธเจาจึงทรงสอน จนคหบดีนั้น เขาใจธรรมกอน แลวจึงตรัสถาม เพราะพระพุทธองคทรงคํานึงพืนฐานของผูฟงเปน ้ สําคัญ แลวทรงเลือกใชคําถามที่เหมาะสมกับผูฟง และสรุปเนื้อหาจากคําตอบของผูฟงนันเอง   ่ ความเปนพระบรมศาสดาขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ยอมเปนสวนประกอบที่ สําคัญที่จะทําใหเกิดคุณลักษณะของผูสอนอยางพระองค ซึ่งเรียกวาองคคุณแหงกัลยาณมิตรที่มใน ี พระองคอยางสมบูรณ และยังถือเปนแนวทางการประพฤติปฏิบติไดเปนอยางดีเยี่ยมแกบุคคลผูเปน ั ครูสอนทั้งหลาย ดังทีพระพรหมคุณาภรณไดใหคําอธิบายไววา ่ “องคคุณของกัลยามิตร” คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท คือทานที่คบหรือเขาหาแลวจะเปนเหตุใหเกิดความดีงามและ ความเจริญ มี 7 ประการดวยกันคือ 1. ปโย (นารักในฐานเปนที่สบายใจและสนิทสนม ชวนใหอยากเขาไปปรึกษาไตถาม) 2. ครุ (นาเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแกฐานะ ใหเกิดความรูสึกอบอุนใจ เปนที่พึงได ละปลอดภัย)
  • 14.
    14 3. ภาวนีโย (นาเจริญใจ หรือนายกยอง ในฐานทรงคุณคือความรูและภูมิปญญาแท  จริง ทั้งเปนผูฝกอบรมและปรับปรุงตนอยูเสมอ ควรเอาอยาง ทําใหระลึกและเอยอาง  ดวยซาบซึ้งภูมิใจ) 4. วตฺตา จ (รูจักพูดใหไดผล รูจกชี้แจงใหเขาใจ รูวาเมื่อไรควรพูดอะไรอยางไร  ั  คอยใหคําแนะนําวากลาวตักเตือน เปนที่ปรึกษาที่ด) ี 5. วจนกฺขโม (อดทนตอถอยคํา คือ พรอมที่จะรับฟงคําปรึกษาซึกถามคําเสนอแนะ วิพากษวิจารณ อดทน ฟงไดไมเบื่อ ไมฉุนเฉียว) ____________________ 14 วิ. ม. 4 / 28 69 . 6. คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ําลึกได สามารถอธิบายเรื่องยุงยาซับซอนให เขาใจ และใหเรียนรูเรื่องราวที่ลกซึ้งยิ่งขึ้นไป) ึ 7. โน จฏฐาเน นิโยชเย (ไมชกนําในอฐาน คือ ไมแนะนําในเรื่องเหลวไหล หรือชัก ั จูงไปในทางเสื่อมเสีย) 15 และในการแสดงธรรมของพระพุทธองคทกครั้ง พระองคจะทรงมีลีลาการสอน หรือพุทธ ุ ลีลาในการสอนเสมอ ดังทีพระพรหมคุณาภรณไดอธิบายความไววา การสอนของพระพุทธเจาแต ่ ละครั้ง แมที่เปนเพียงธรรมิกถา หรือการสนทนาทัวไป ซึ่งมีใชคราวที่มความมุงหมายเฉพาะพิเศษ ่ ี ก็จะดําเนินไปอยางสําเร็จผลดี โดยมีองคประกอบที่เปนคุณลักษณะ 4 ประการ คือ 1. สันทัสสนา(ชี้แจงใหชัด คือ จะสอนอะไร ก็ชี้แจงจําแนกแยกแยะอธิบาย และ แสดง เหตุผลใหชัดเจน จนผูฟงเขาใจแจมแจงเห็นจริงเห็นจัง ดั่งจูงมือไปดูเห็นกับตา 2. สมาทปนา ชวนใหอยากใหรับเอาไปปฏิบัติ คือ สิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทํา ก็แนะนําหรือบรรยายใหซาบซึ้งในคุณคา มองเห็นความสําคัญที่จะตองฝกฝนบําเพ็ญ จนใจ ยอมรับ อยากลงมือทํา หรือนําไปปฏิบัติ 3. สมุตเตชนาเราใจใหอาจหาญแกลวกลา คือ ปลุกเราใจใหกระตือรือรนเกิดความ อุตสาหะ มีกําลังใจแข็.ขัน มั่นใจทีจะทําใหสําเร็จจงได สูงาน ไมหวันระยอไมกลัว ่ ่ เหนื่อย ไมกลัวยาก 4. สัมปหังสนา ปลอยชโลมใจใหสดชื่นราเริง คือ บํารุงจิตใหแชมชืนเบิกบาน ่ โดยชี้ใหเห็นผลดีหรือคุณประโยชนที่จะไดรับและทางที่จะกาวหนา บรรลุผลสําเร็จยิ่ง ขึ้นไป ทําใหผูฟงมีความหวังและราเริงใจ 16 ลักษณะของผูฟงการสอน ดังไดกลาวมาแลวขางตนถึงองคประกอบและปจจัยที่ทําใหเกิดการสอนวา พระสัมมาสัม พุทธเจาเมื่อพระองคจะทรงสั่งสอนใคร พระองคจะทรงรูและคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล  เชน ทรงคํานึงถึงจริตของบุคคล และทรงรูระดับความสามารถของบุคคล อยางที่พระองคไดทรง พิจารณากอนเสด็จออกประกาศพระศาสนาวา
  • 15.
    15 ““เหลาสัตวที่มีธุลีในดวงตานอยก็มี ที่มีกิเลสในดวงตามากก็มี ที่มีอินทรียแกกลาก็มี ที่ มีอินทรียออนก็มี ที่มีอาการดีก็มี มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนใหรูไดงายก็มี ที่จะสอนให รูไดยากก็มี บางพวกที่ตระหนักถึงโทษภัยในปรโลกอยูก็มี ดังนี้ อุปมาเหมือนดังในกอ  อุบล กอประทุม หรือกอบุณฑริก” 17 ____________________ 15 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. พิมพครั้งที่ 8, 10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 238. 16 เรื่องเดียวกัน, น. 158. 17 วิ. ม. 4 / 9 / 32. นอกจากพระองคจะทรงคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลแลว ยังทรงคํานึงถึงความ พรอมและความสุกงอม ความแกรอบแหงอินทรียหรือญาณ ของผูฟงแตละบุคคลเปนราย ๆ ไป ดังเรื่องพระราหุลเปนตัวอยาง ทีคราวหนึ่งพระพุทธองคทรงคอยพิจารณาถึงความสุกงอมแหง ่ อุปนิสัยของพระราหุล ทรงประทับหลีกเรนในที่สงัด ทรงดําริวา “ธรรมเครื่องบมวิมุตติของ ราหุลสุก-งอมดีแลว ถากระไรเราพึงชวยชักนําเธอใน การกําจัดอาสวะใหยิ่งขึนไปอีก” 18้ อีกเรื่องหนึ่งที่ยกมาประกอบใหเห็นเปนตัวอยางคือ เมื่อคราวประทับอยู 2 พระองค กับพระเมฆิยะ ณ จาลิกบรรพต พระเมฆิยะทูลลาไป บิณฑบาตในหมูบานชันตุคามในระหวางทางกลับจากบิณฑบาตมาถึงฝงลําน้ํากิมกาฬา ิ ทานไดเห็นสถานที่ในปาอัมพวันนารื่นรมย เกิดความคิดวา เปนสถานที่เหมาะสมกับ การบําเพ็ญเพียร ครั้นกลับถึงจาลิกบรรพต จึงเขาไปเฝาพระพุทธเจากราบทูลขอ อนุญาตลาไปบําเพ็ญเพียร ณ ปาริมฝงน้ํานั้น พระพุทธองคทรงทราบวา ญาณของพระ เมฆิยะยังไมสุกงอมพอที่จะไปบําเพ็ญเพียรอยูผูเดียว ใหเกิดผลสําเร็จกาวหนาขึ้นไปได แตก็จะทรงใหพระเมฆิยะไดบทเรียน จึงมิไดทรงหามทีเดียว แตทรงทัดทานวา “รอ กอนเกิดเมฆิยะ เราอยูคนเดียว เธอจงรอจนกวาจะมีภิกษุรูปอื่นมาเสียกอน” การที่ตรัส  ดังนี้ก็เพื่อใหรูวสึกวาพระองคมีพระทัยเยื่อใยเมตตาตอพระเมฆิยะอยู เปนแรงคอยโนม นาวเมื่อพระเมฆิยะมีเหตุขัดของอะไรขึนจะไดกลับมาเฝาพระองค ครั้นพระเมฆิยทูล ้ ทักคะยันคะยอ พระองคก็ทรงอนุญาต ้ ฝายพระเมฆิยะ เมื่อไปอยูที่ปาอัมพวันผูเดียวแลว ตอมากเกิดมีอกุศลจิตวิตกขึ้น เพราะญาณตนเองยังไมแกกลาสุกงอม ไมสามารถแกไขได จึงกลับมาเฝาพระพุทธเจา และกราบทูลใหทรงทราบ พระองคจงตรัสสอนเรื่องธรรม 5 อยางที่ชวยใหเกิดปริปากะ ึ แกเจโตวิมุตติ ที่ยังไมแกกลาธรรมเหลานี้คือ ความมีกลยาณมิตร 1 ความมีศีล 1 การมี ั โอกาสไดยินไดฟง ไดรวมสนทนาอยางสะดวกสบายในเรื่องตาง ๆ ที่ชวยชําระจิตใจ ใหปลอดโปรงผองใส เชน เรื่องความเพียร ศีล สมาธิ ปญญา วิมุตติ เปนตน 1 การ บําเพ็ญเพียรสรางกุศลธรรมอยางหนักแนนจริงจัง 1 และความมีปญญา 1 โดยเฉพาะ
  • 16.
    16 ทรงเนนวาความมีกัลยาณมิตรนั้นเปนพืนเบื้องตนอันสําคัญที่จะชวยใหไดทั้งศีล ใหได ้ ฟงเรื่องที่ดีงาม ใหไดบําเพ็ญเพียร และใหไดปญญา 19 เนื้อเรื่องขางตนแสดงใหเห็นวา ในขณะนั้นพระเมฆิยะยังไมมีญาณแกรอบ ยังไมพรอมที่ จะออกไปบําเพ็ญเพียรผูเดียวอยางที่ตนประสงค ยังตองพึ่งพากัลยาณมิตรในการประพฤติปฏิบัติ หรือดังที่พระพุทธองคทรงสอนพระจูฬปนถกผูโงเขลาดวยการใหนําผาขาวไปลูบคลํา เปนตน 20 ____________________ 18 19 ขุ. ธ. 1 / 24 / 359. 20 เรื่องเดียวกัน, น.323. ลักษณะของผูฟงการสอนอีกประการหนึ่งที่สําคัญคือการแสดงธรรมเปนไปตามลําดับที่ เรียกวา “อนุปุพพิกถา” เปนสิ่งที่พระพุทธองคทรงใชแสดงธรรมแกบุคคลระดับตาง ๆ มากครั้ง กวาการแสดงธรรมประเภทอื่น เพราะอนุปุพพิกถาที่ทรงแสดงจะสามารถปูพื้นฐานความรูความ เขาใจของบุคคลใหดียิ่งขึ้น ใหมีความผองใส และมีจิตใจที่ขาวสะอาดขึนตามลําดับ เพราะเมื่อ ้ ผูฟงไดฟงแลว จะเกิดความรูความเขาใจมีสติปญญาเห็นคลอยตาม   เปนบุคคลผูมีจิตใจ เตรียมพรอมนตอการที่จะฟงธรรมในชันสูงยิ่งขึ้นไป เมือเปนเชนนี้แลว พระพุทธองคกจะทรง ้ ่ ็ ตรัสแสดงอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ จนไดดวงตาเห็นธรรมในที่สุด และ อนุปุพพิกถานี้ พระพุทธเจาทรงแสดงแกยสกุลบุตรแหงเมืองพาราณสีเปนคนแรก ดังมีเนื้อความที่แสดงไวตอน หนึ่งในพระวินัยปฎกวา ขณะนัน ยสกุลบุตร เปลงอุทานในที่ไมไกลพระผูมพระภาคเจาวา ทานผูเจริญ ้ ี ที่นี่วุนวายหนอ ที่นี่ขดของหนอ ทันทีนั้นพระผูมีพระภาคเจาตรัสกะยสกุลบุตร วา ั ดูกอนยส ที่ นี่ไมวุนวาย ที่นี่ไมขดของ มาเถิดยส นั่งลง เราจักแสดงธรรมแกเธอ ั ที่นั้น ยสกุลบุตรราเริงบันเทิงใจวาไดยินวา ทีนี่ไมวนวาย ที่นี่ไมขัดของ ่ ุ ดังนี้แลวถอดรองเทาทองเขาไปเฝาพระผูมีพระภาคเจา ถวายบังคม พระผูมีพระภาคเจาแลวนั่ง ณ ทีควรสวนขางหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรนั่งเรียบรอยแลว ่ พระผูมีพระภาคเจาไดทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความค่ําทราม ความเศราหมองของกามทั้งหลาย และ อานิสงสในความออกจากกาม เมื่อพระองคทรงทราบวา ยสกุลบุตรมีจตสงบ ิ มีจิตออนมีจิตปลอดจากนิวรณ มีจตเบิกบาน มีจิตผองใสแลว จึงทรง ิ ประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจาทั้งหลายทรงยกขึนแสดงดวยพระองคเอง ้ คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจาก มลทิน วา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับ เปนธรรมดา ไดเกิดแกยสกุลบุตร ณ ทีนั่งนั้นแล ดุจผาที่สะอาดปราศจากมลทิน ่
  • 17.
    17 ควรไดรับน้ํายอมเปนอยางดี ฉะนัน. 21 ้ บุคคลที่พระพุทธองคทรงตรัสสอนดวยอนุปุพพิกถานั้น โดยพื้นฐานของจิตแลวจะยังไมมี ความรูความเขาใจในธรรมใด ๆ เลย  แตเมื่อไดฟงอนุปุพพิกถาแลว บุคคลนั้น ๆ จะมีพนฐาน ื้ เบื้องตนในการเตรียมตัวเพื่อฟงธรรมในขันที่สูงยิ่งขึ้นไปได เพราะการไดฟงอนุปุพพิกกถาเปน ้ เบื้องตน เปรียบเสมือนการเลือกผาที่จะยอมกอนแลวซักใหสะอาด เพื่อเตรียมที่จะยอมสีตาง ๆ ตอไป และในเนือความแหงอนุปุพพิกถาตอนทีวาดวยสีลกถานั้น ผูเขียนเห็นวา นาจะเปนการ ้ ่ กลาวถึงศีลขั้นพื้นฐานของมนุษยทุกคน นั่นคือเบญจศีลซึงจะเปนฐานรองรับใหบุคคลไดเริ่มตนใน ่ การประกอบคุณความดีมากยิ่งขึ้นในโอกาสตอไป ____________________ 21 วิ. ม. 4 / 25-31 / 63. จึงเปนพระปรีชาญาณหยั่งรูของพระองคอยางแทจริง ทีทรงสามารถรูอุปนิสัยของเวไนยสัตวกอน ่ แลว พระองคจึงทรงตรัสพระธรรมเทศนา และพระธรรมเทศนาที่พระองคทรงนํามาใชในการสั่ง สอนนั้น พระองคจะทรงเลือกเพื่อใหเหมาะกับอุปนิสัยแหงการฟงธรรมและการประพฤติปฏิบัติ เพื่อการบรรลุธรรมตอไป และหัวขอธรรมที่พระองคทรงนํามาแสดงแกบุคคลไมวาจะเปน ชนชั้นวรรณะใดก็ตาม โดยสวนมากแลวพระองคจะทรงเลือกตรัสอนุปุพพิกถากอนเปนอันดับ แรก บุคคลที่พระองคทรงสั่งสอนนั้น สวนมากแลวจะเปนผูที่มีบุญบารมีที่เคยสั่งสมมาแลวใน อดีตชาติ เมื่อพระองคตรัสอนุปุพพิกถาแลว ถาบุคคลใดมีอุปนิสยแหงญาณบารมีแกรอบ ั เปนบุคคลประเภทรูไดฉับพลันทันที หรือบุคคลประเภทบัวพนแลวจากน้ํา (อุคฆฏิตัญู) บุคคล นั้นจะสามารถเกิดความรูความเขาใจสามารถรูแจงแทงตลอดในสิ่งที่พระองคตรัส หรือที่เรียกวาได ธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรมเลยทีเดียว ดังเชนกรณีของยสกุลบุตรที่พระองคทรงเสด็จไปโปรด ในพรรษาแรก พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสอนุปุพพิกถาแกบคคลทั้งหลายเรื่อยมา ไมวาจะ ุ เปนบิดาของยสกุลบุตรที่ฟงอนุปพพิกถาแลวก็สามารถบรรลุธรรมเปนพระอริยบุคคลขั้นโสดาบัน ุ และประกาศตนเปนอุบาสกคนแรกในโลกที่ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ดังเนื้อความตอนนี้วา ขาพระพุทธเจานี้ ขอถึงพระผูมีพระภาคเจา พระธรรม และพระสงฆวาเปนสรณะ ขอ พระองคจงทรงจําขา พระพุทธเจาวา เปนอุบายสกผูมอบชีวิตถึงสรณะจําเดิมแตวันนี้เปนตนไป. ก็เศรษฐีผูคหบดีนั้น ไดเปนอุบาสกผูกลาวอางถึงพระรัตนตรัย เปนคนแรกในโลก 22 มารดาและอดีตภรรยาของพระยสะก็เชนกัน เมื่อไดฟงอนุปุพพิกถาที่พระพุทธองคตรัสแลว ไดเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุเปนพระอริยบุคคลขั้นตนเปนโสดาบันบุคคล พรอมกับประกาศตน เปนอุบาสิกาคูแรกในโลกที่ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ดังขอความวา พระพุทธเจาขา พระองคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่ํา เปดของที่ปด บอกทางแกคนหลงทาง หรือสองประทีปในที่มืดดวย ทั้งใจวา คนมีจักษุจกเห็นรูป ดังนี้ หมอมฉันทั้งสองนี้ ขอถึงพระผูมีพระภาคเจา ั พระธรรม และพระภิกษุสงฆวาเปนสรณะ ขอพระองคจงทรงจําหมอมฉันทั้งสองวา
  • 18.
    18 เปนอุบายสิกาผูมอบชีวิตถึงสรณะ จําเติมแต-วันนี้เปนตนไป. ก็มารดาและภรรยาเกา ของทานพระยส ไดเปนอุบายสิกา กลาวอางพระรัตนตรัย เปนชุดแรกในโลก 23 หลังจากนั้นพระพุทธองคทรงตรัสอนุปุพพิกถานี้แกเวไนยสัตวอีกมากมายทุกชนชั้นวรรณะ ดังที่กลาวแลวขางตนวา ผูที่ฟงอนุปุพพิกถจบาแลว จะเปนบุคคลที่มีจตใจออนโยนยิ่งขึ้น จากผูไม ิ มีศรัทธาเลื่อมใส จะเปนบุคคลผูมีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และจะไดรับประโยชนจากการ ฟงอนุปุพพิกถาเปนสวนมาก ตามกําลังแหงอุปนิสัยและบุญบารมีที่แตละคนที่ไดสั่งสมมา ดังเชน ในคราวที่เสด็จไปโปรดพระเจาพิมพิสารพรอมดวยราชบริพาร ดังมีเนื้อความตอนนี้วา ____________________ 22 วิ. ม. 4 / 25 / 65. 23 เรื่องเดียวกัน, น. 68. ลําดับนั้น พราหมณคหบดีชาวมคธ ทั้ง 12 นหุต นัน ไดมีความเขาใจวา ทานอุร-ุ ้ เวลกัสสปประพฤติพรหมจรรยในพระมหาสมณะ ครั้งนั้น พระผูมีพระภาคเจาทรง ทราบความปริวิตกแหงจิตของพราหมณคหบดี ชาว-มคธทั้ง 12 นหุตนั้น ดวยพระ ทัยของพระองคแลว ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ําทราม ความเศราหมองของกามทั้งหลาย และ อานิสงสในความออกจากกาม เมื่อพระผูม-ี พระภาคเจาทรงทราบวา พวกเขามี จิตสงบ มีจิตออน มีจิตปลอดจากนิวรณมจิตเบิกบาน มีจิตผองใสแลว จึงทรงประกาศ ี พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทังหลาย ทรงยกขึ้นแสดงดวยพระองคเอง คือทุกข ้ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน วาสิ่งใดสิ่ง หนึ่งมีความเกิดขึนเปนธรรมดา สิ่งนันทั้งหมดมีความดับเปนธรรมดา ไดเกิดแก ้ ้ พราหมณคหบดี ชาวมคธ 11 นหุต ซึ่งมีพระเจาพิมพิสารเปนประมุข ณ ทีนั่ง นั้นแล ่ ดุจผาที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรไดรับน้ํายอมเปนอยางดี ฉะนั้น พราหมณ คหบดีอีก 1 นหุต แสดงตนเปนอุบายสก.24 จะเห็นไดวา บุคคลทั้งหลายเมือไดฟงอนุปุพพิกถาหรือพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค ่ แลวจะไมไดรับประโยชนจากการฟงนัน ยังไมเห็นปรากฏ อยางต่ําสุด บุคคลหรือประชุมชนนัน ๆ ้ ้ จะกลายเปนผูมีศรัทธาเลื่อมใส แสดงตนเปนอุบาสกอุบาสิกา ยอมรับนับถือพระรัตนตรัยเปนที่พึ่ง ที่ระลึกตลอดชีวิต ตั้งตนอยูในสรณะและศีลเปนอยางนอย ศีลที่กลาวถึงในที่นก็คือเบญจศีลนันเอง ี้ ่ สวนถาเปนบรรพชิตก็จะสามารถบรรลุธรรมขันใดขั้นหนึงไดทันที ้ ่ ฉะนั้น จึงกลาวไดวา พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงเลือกตรัสอนุปุพพิกถาแกบุคคลมากที่สุด เพราะหลังจากที่ตรัสอนุปุพพิกถาจบแลว บุคคลผูฟงจะเปนผูมีจิตใจเตรียมพรอมในการที่จะรองรับ พระธรรมเทศนาที่สําคัญในลําดับตอไป โดยพระพุทธองคจะตรัสพระธรรมเทศนาที่มความ ี สูงสงหรือที่พระพุทธเจาทั้งหลายทรงเชิดชู เปนพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทรงยกขึ้นแสดงเอง ไมเหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่มักตรัสตอเมื่อมีผูทูลถามหรือสนทนาเกี่ยวของไปถึง นั่นคือ “อริยสัจสี่” ดังนี้
  • 19.
    19 “ครั้งนันแล พระผูมีพระภาค ตรัสอนุปุพพิกถาแกอุบาลีคฤหบดี กลาวคือ เรื่องทาน ้ เรื่องศีล เรื่องสวรรค เรื่องโทษความพรอง ความเศราหมองแหงกาม และเรื่องอานิสงส ในเนกขัมมะ ครั้นพระองคทรงทราบวา อุบาลีคฤหบดี มีจิตพรอม มีจตนุมนวล มีจิต ิ ปราศจากนิวรณ มีจิตปลาบปลื้ม มีจิตเลื่อมใสแลวจึงทรงประกาศสามุกกังสิกาธรรม เทศนาของพระพุทธเจาทั้งหลาย กลาวคือ ทุกข สมุทย นิโรธ มรรค” 25 ั ____________________ 24 วิ. ม. 4 / 58 / 112. 25 ม. ม. 13 / 74 / 67. 3.3 เปาหมายและความสําเร็จในการสอน สําหรับเปาหมายและความสําเร็จในการสอนนั้น มีเรื่องราวที่เปนหลักฐานปรากฎใน พระไตรปฎกมากมาย สวนใหญจะเปนเรื่องเกียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจาที่พระองคเสด็จไปสั่ง ่ สอนเวไนยสัตวตามสถานที่ตาง ๆ และเรื่องราวเหลานั้นโดยมากจะมีปรากฏในคัมภีรขุททกนิกาย  และเปาหมายที่พระสัมมาสัมพุทธเจาแสดงธรรมแกมหาชนนั้น เมื่อกลาวโดยสรุปจะเห็นไดวา ไม วาพระองคจะตรัสพระธรรมเทศนาขอใดก็ตาม ผูฟงธรรมทังหลาย ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ จะ ้ สามารถยังประโยชนใหเกิดขึนแกตนเปนสวนมาก คือจะไดธรรมจักษุ ไดแกดวงตาเห็นธรรมบรรลุ ้ เปนพระอริยบุคคลขั้นตนคือพระโสดาบัน สวนบุคคลผูฟงธรรมที่เหลือจะไดรับประโยชนเชนกัน (แมจะไมไดบรรลุธรรมเปนพระอริยบุคคลก็ตาม เพราะอุปนิสัยยังไมถึงพรอม) แตอยางนอยก็ตั้ง ตนอยูในระดับโคตรภูบุคคล ซึ่งอยูในภาวะกึ่งกลางระหวางปุถุชนกับอริยชน ลงมาตามลําดับ จนถึงระดับตั้งตนอยูในสรณะและศีลตลอดชีวิต ดังเนื้อความของเรื่องที่ปรากฏในอรรถกถาธรรม บทที่พระองคทรงแสดงไว และจะยกมาพอเปนตัวอยาง เชนในตอนทายเรื่องนางปติปูชกาวา ิ ในเวลาจบเทศนา ชนเปนอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปตติผลเปนตน เทศนามี ประโยชนแกมหาชน ดังนี้แล.26 และดังเรื่องของพระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพีวา ในการจบ เทศนา พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพีบรรลุพระอรหัตพรอมดวยปฏิสามภิทาทั้งหลาย ธรรมเทศนา ไดเปนประโยชน แมแกมหาชนที่เหลือ ดังนี้แล 27 จากขอความวา “เทศนามีประโยชนแกมหาชน” และขอความ “ธรรมเทศนาไดเปน ประโยชน แมแกมหาชนที่เหลือ” ทายเรื่องของชาดกที่ยกมานี้ ผูเขียนเห็นวา มหาชนที่ฟง ธรรมจากพระพุทธเจาจบแลว แมเมื่อไมไดดวงตาเห็นธรรม แตจะเปนเหตุปจจัยใหบรรลุธรรมได ในโอกาสตอไป และอยางต่ําสุดเมื่อฟงพระธรรมเทศนาจบ จะเปนผูตั้งตนอยูในเบญจศีลและนับ  ถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิตอยางแนนอน สวนบุคคลที่พระพุทธเจาเสด็จไปโปรดและไดฟงธรรม จากพระพุทธเจาจบแลว จะเปนผูที่ไมไดรับประโยชนใด ๆ เลยนั้น ยังไมมีปรากฏหลักฐาน
  • 20.
    20 ดังตัวอยางตามทีกลาวมาทั้งหมดนี้ ่ พอจะเปนหลักฐานยืนยันใหเห็นเปาหมายและ ความสําเร็จในการสอนของพระพุทธเจาไดเปนอยางดี และในที่นก็หมายถึงการสอนใหมหาชนตั้ง ี้ มั่นในเบญจศีลดวย เพราะศีลเปนเบื้องตนแหงไตรสิกขาอันเปนหลักการศึกษาและปฏิบัติ ในทางพุทธศาสนา มีพุทธพจนที่ทรงตรัสเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โดยเริ่มตนตองอาศัยศีลเปน พื้นฐาน ดังนี้ “สมาธิอันศีลอบรมดีแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญ สัมมาอริยมรรค อันเปนทางนําไปสูการ บรรลุธรรมสูงสุด ก็เริ่มโดยมีศีลเปนเบื้องตน” 28 ____________________ 26 ขุ. ธ. 1 / 36 / 43. 27 เรื่องเดียวกัน, 77 / 194. 28 สํ. นิ. 16 / 554 / 199. และศีลยอมชําระปญญาใหบริสุทธิ์ ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธองคทรงตรัสแกโสฑัณฑพราหมณ ตอน หนึ่ง ดังนี้ “ดูกรพราหมณ.....เปรียบเหมือนคนลางมือดวยมือ ลางเทาดวยเทา ฉันใด ศีล ยอมชําระปญญาใหบริสุทธิ์ และปญญาเลาก็ชําระศีลใหบริสุทธิ์เหมือนกัน ศีลอยูที่ใด ปญญาอยูที่ นั่น ผูมีศีลก็มีปญญา ผูมีปญญาก็มีศีล” 29 และศีลนั้น ยังเปนทีตั้งและบอเกิดแหงคุณความดีอก ่ ี ดวย ในเถรคาถา ไดกลาวถึงความสําคัญของศีลไววา ศีลเปนเบื้องตน เปนที่ตั้ง เปนบอเกิด แหงคุณความดีทั้งหลาย และเปนประธานแหงธรรมทั้งปวง เพราะฉะนันพึงชําระศีลใหบริสุทธิ์ 30 ้ ฉะนั้นจะเห็นไดชดเจนวา ั การสอนธรรมของพระพุทธเจานั้น เรื่องเกี่ยวกับศีล โดยเฉพาะเบญจศีลนี้ จึงเปนเปาหมายที่สําคัญ และความสําเร็จในการสอนธรรมนั้นยอมเกิดมีทก ุ เมื่อดังหลักฐานที่กลาว เพราะในการที่พระองคทรงตรัสสอนธรรมก็เพื่อมุงประโยชน มุงเพื่อ ความสุขแกมหาชนโดยสวนมาก และเพราะพระองคทรงมองเห็นปญหาที่เกิดขึ้นแกสัตวทั้งหลาย ในโลกนี้วา ลวนประกอบไปดวยเรื่องของความทุกขทั้งสิ้น ดังที่วชิราภิกษุณีกลาวไววา “ทุกข เทานั้นที่เกิดขึ้น ทุกขเทานันที่ตั้งอยูและดับไป นอกจากทุกขไมมีอะไรเกิด นอกจากทุกขไมมี ้ อะไรดับ” 21 ฉะเห็นไดวา การแสดงธรรมแตละครั้งของพระพุทธองคไดผลมาก ผูฟงไดดวงตา  เห็นธรรมเปนพระอริยบุคคลกันมากมาย ____________________ 29 สํ. นิ. 16 / 554 / 199. 30 ขุ. เถร. อ. ๒ /378428. 31 วิ. ม. 1 / 27 / 20.
  • 21.
    21 บทที่ 3 เบญจศีลตามหลักธรรมในพระไตรปฎก 3.1 ความหมายและสาระสําคัญของเบญจศีล ความหายของศีล สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงใหความหมายของศีลไววา ศีลนั้นเปนเหมือนบรรทัดสําหรับใหคนประพฤติความดีใหคงที่ เปรียบเหมือนผูแรก จะ เขียนหนังสือ ตองอาศัยเสนบรรทัดเปนหลักไปตามนั้น หนังสือที่เขียนจึงจะมีบรรทัด อันตรง ถาหาไม ตัวหนังสือก็จะขึ้นคตลงดรงงูเลื้อย เมื่อชํานาญแลว ก็จะเขียนไปได โดยไม ตองมีบรรทัดฉันใด คนแรกประพฤติความดี ไมไดถืออะไรไวเปนหลัก ใจไม มั่นคงอาจ เอนเอียงลงหาทุจริต แมเพราะโมหะครอบงํา เมื่อบําเพ็ญศีลใหบริบูรณจน เปนปกติมารยาทไดแลว จึงประพฤติคุณธรรมอยางอื่น ก็มักยั่งยืนไมผันแปร 32 พระพรหมคุณาภรณ (ประยุทธ ปยุตโต) ไดใหความหมายของศีลไววา ศีล หมายถึง การ ฺ รักษษกาย วาจา ใหเรียบรอย เปนการรักษาปรกติตามระเบียบวินัย หรือขอปฏิบัติในการเวนจาก ความชั่ว (THE FIVE PRECEPTS OF MORALITY) เดิมเรียกวา สิกขาบท 5 เปนขอปฏิบัติใน การฝกตน ใครปฏิบัติตามนี้เรียกวา มีศีลเบื้องตน 33 พระพรหมคุณาภรณ ยังกลาวไวในพุทธธรรมอีกวา สาระของศีลอยูที่เจตนา ไดแกการไมคิดลวงละเมิด คําวาละเมิดแงหนึ่งคือ ละเมิด ระเบียบ ละเมิดกฏเกณฑ บทบัญญัติ ละเมิดวินัยที่วางกันไว อีกอยางหนึ่งคือ ละเมิดตอผูอื่น หมายถึงเจตนาที่จะเบียดเบียนผูอื่นนั่นเอง ศีลจึงหมายถึงการไมเจตนา ละเมิดระเบียบวินัย หรือไมเจตนาลวงเกินเบียดเบียนผูอื่น ถามองแตอาการหรือการ 
  • 22.
    22 กระทํา ศีลก็คือความไมละเมิดและการไมเบียดเบียน มองอีกดานหนึ่ง ศีลอยูที่ความสํารวมระวัง กลาวคือความสํารวมระวัง คอยปดกันหลีกเวนไมใหความชั่วเกิดขึนนั่นเองเปนศีล และถามองใหลึกที่สุด สภาพ ้ ้ จิตของผูไมคดจะละเมิด ไมคิดจะเบียดเบียนใครนั่นแหละคือตัว ศีล 34 ิ ____________________ 32 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. เบญจศีล และ เบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรง พิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538), น. 2. 33 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. พิมพครั้งที่ 8, 10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 206. 34 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 767. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไดใหความหายของศีลไววา ศีลคือขอบัญญัติที่ กําหนดการปฏิบัติทางกายและวาจาทางพระพุทธศาสนา เชน ศีล 5 ศีล 8 ความประพฤติดี 35 ศีล แปลวา ปกติ หมายถึง ปกติกาย วาจา เพราะมีใจคิดงดเวนจากโทษทางกายทาง วาจาที่ควรงดเวน ดังเชนที่ระบุไวในศีล 5 ศีลจึงสําเร็จดวยวิรัตเจตนา แปลวา เจตนา คิดงดเวน คําวา วิรัติ กับคําวา เวรมณี แปลวา งดเวนเหมือนกัน วิรัติโดยทั่วไปมี 3 คือ 1. สัมปตติวิรัติ ความเวนจากวัตถุที่จะถึงลวงได อันมาถึงเฉพาะหนา คือไมได รับถือศีลมากอน แตเมื่อไดพบสัตวมีชีวิตทีจะฆาได ไปพบทรัพยที่จะลักได แตก็เวน ่ ไดไมฆา ไมลักเปนตน ความคิดงดเวนไดอยางนี้ ก็เปนศีลเหมือนกัน แตถางดเวน เพราะไมไดโอกาส ไมจดวาเปนศีล ั 2. สมาทานวิรัติ ความงดดวยอํานาจการถือเปนกิจวัตร การรับถือศีลที่เรียกวา สมาทานศีล เพราะคําวาสมาทาน แปลวา การรับถือ จะสมาทานดวยตนเอง คือตั้งจต ิ วา จะงดเวนจากโทษขอนั้น ๆ เองก็ได จะสมาทานดวยรับจากผูอื่นซึ่งเปนผูมีศีล เชน  จากพระภิกษุสามเณรก็ได ถึงแมจะรับจากผูอื่นก็มใชจะรับแตปาก ตองตั้งใจรับจึงจะ ิ ไดศีล กอนแตรับศีลจากผูมีศีล มีธรรมเนียมขอสรณะและศีลดังกลาวแลว 3. สมุจเฉทวิรัติ ความเวนดวยตัดขาดมีอันไมทําอยางนันเปนปกติตามภูมของ ้ ิ คนผูปฏิบัติ ทานกลาววา เปนวิรัตของพระอริยเจา แตเมือจะอธิบายใหฟงทั่ว ๆ ไป ก็ ิ ่ อาจอธิบายไดวา คือเวนจนเปนปกติของตนจริง ๆ 36 ฉะนั้น จึงสรุปความหมายของศีลไดวา เจตนาที่จะงดเวนจากบาป, ความยินดีที่จะเวน จากบาป, ขอกําหนดหรือขอปฏิบัติเบื้องตนในการเวนจากการทําชั่ว โดยการรักษากายและวาจาให เปนปกติ หรือใหอยูในภาวะปกติ เพื่อชวยใหตนเองและผูอื่นรวมถึงสังคมดวย ปลอดภัยจากการ  ลวงละเมิด
  • 23.
    23 สาระสําคัญของเบญจศีล หลักคําสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจาทรงสอนไว 2 ระดับคือ 1. ระดับโลกิยะ ซึ่งทรงเนนถึงหลักการดําเนินชีวิต 2. ระดับโลกุตตระ ทรงเนนไปทีการทําใหชีวิต ่ หลุดพนจากสังสารวัฏฏ แตในที่ผูเขียนจะเนนเฉพาะระดับโลกิยะเทานั้น ขั้นโลกิยะนั้น พระพุทธเจาทรงสอนใหมนุษยทุกคนมีความสุขสงบ มีสิทธิและความเสมอภาคกัน คําสอน เหลานี้ทั้งหมดไดตงอยูบนรากฐานของการดําเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล เพื่อใหชีวิตปลอดภัยจาก ั้ การลวงละเมิดในชีวิตและทรัพยสิน มีระบบของชีวตและระเบียบของสังคม ที่ดําเนินไปอยางเปน ิ ปกติสุข ____________________ 35 ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (กรุงเทพฯ: บริษัทนานมีบุคสพับลิเคชั่นส จํากัด, 2546),น. 1103. 36 สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน). หลักพระพุทศาสนา. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราช วิทยาลัย, 2516), น. 178. ไมเดือดรอน เบญจศีลนั้นถือวาเปนศีลขันตนที่เปนพื้นฐานแหงศีลทั้งปวง พระพุทธองคทรง ้ บัญญัติไว 5 ขอ จึงเรียกวา เบญจศีล หรือ ศีล 5 แตในบางกรณีและบางโอกาสก็ขยายออกไปเปน ศีล 8 ศีลอุโบสถ และขยายออกไปเปนศีล 10 เชน ศีลของสามเณร เปนตน แตก็ลวนมีศีล 5 นี้ เปนพื้นฐาน อันประกอบดวย 1. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการฆาสัตว 2. อทินนาทานา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการลักทรัพย 3. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. มุสาวาทา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการพูดเท็จ 5. สุราเมรยมชฺชปมททฏฐานา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการดื่มน้ําเมา คือ สุราและเมรัยอันเปนที่ตั้งแหงความประมาท 37 และมีกลาวไวใน สารัชชสูตรวา .....ภิกษุทั่งหลาย อุบาสกประกอบดวยธรรม ๕ ประการยอมเปนผูแกลวกลา ธรรม 5 ประการ อะไรบาง คือ 1. เปนผูเวนจากการฆาสัตว 2. เปนผูเวนจากการลักทรัพย 3. เปนผูเวนจากการประพฤติผิดในการ 4. เปนผูเวนจากการพูดเท็จ 5. เปนผูเวนจากการเสพของมึนเมา ดื่มสุราและเมรัย อันเปนเหตุแหงความ ประมาท.....38 จากหัวขอเบญจศีลดังกลาว มีรายละเอียดในแตละขอดังนี้
  • 24.
    24 เบญจศีลสิกขาบทที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี คือการตั้งใจที่จะงดเวนการทําลายชีวิต ความมุงหมายที่ทรงบัญญัติสิกขาบทขอนี้ คือ เพื่อใหมนุษยรูจกเคารพในสิทธิของตนเองและผูอื่น ั ไมใหเปนคนจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ ใหมีแตความเมตตาปรารถนาดีตอกันและเผื่อแผความสุขไปยัง สัตวทั้งหลายทุกจําพวก ตนเองรักชีวตฉันใด ผูอื่นยอมรักและหวงแหนชีวิตฉันนั้น ิ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรสไดทรงอธิบายถึงเบญจศีลขอนี้ไววา ขอบเขตของสิกขาบทนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยออม ซึ่งผูรักษาศีลจะตองเวนเพื่อรักษา ใหบริสุทธิ์บริบูรณ คือ ๑. การฆา การทําใหตายดวยตนเอง หรือใหผูอื่นทําหรือรวมกับคนอื่น ____________________ 37 ขุ. ทวาทสก. 26 / 178 / 357. 38 องฺ ปฺจก. 22 / 171 / 287. ๒. การทํารายรางกายการทําใหบาดเจ็บอยางสาหัส ๓. การทรกรรม เชน การใชเกินกําลัง การกักขัง การนําสัตวไปโดยวิธีทรมาน การผจญสัตว เชน ยั่วใหตอสูกันเพื่อความสนุกสนาน สําหรับหลักเกณฑการกระทําที่จะกําหนดวาละเมิดศีลขอที่ 1 หรือไมนั้นพระอรรถ- กถาจารยไดจัดวางองคประกอบการละเมิดไวดังนี้ ๐. ปาโณ สัตวนั้นมีชีวต ิ ๒. ปาณสฺญิตา มีความเปนผูสําคัญวาสัตวนนมีชีวิต ั้ ๓. วธกจิตตํฺ มีจิตคิดจะฆา ๔. อุปกฺกโม มีความพยายามทีจะฆาสัตวนน ่ ั้ ๕. เตน มรณํ สัตวนั้นตายดวยความพยายามนั้น 39 เบญจศีลขอที่ ๒ อทินนาทานา เวรมณี คือเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เจาของเขาไมได ใหดวยอาการขโมย ความมุงหมายในการทรงบัญญัติสักขาบทนี้ เพื่อใหทุกคนเคารพใน กรรมสิทธิ์ของผูอื่น เวนจากการทํามาหากินในทางทุจริต ไมประกอบอาชีพในทางมิจฉาชีพ ไม เบียดเบียนผูอื่นในการเลี้ยงชีพ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายวา ขอหาม หรือขอบเขตของสิกขาบทนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยออม ซึ่งผูรักษาศีลจะตอง เวน เพื่อรักษาใหบริสุทธิบริบูรณคือ 1. โจรกรรม 2. อนุโลมโจรกรรม 3. ฉายาโจรกรรม โจรกรรมมี 14 อยาง คือ 1. ลัก ไดแกการขโมยเอาลับหลัง 2. ฉก ไดแกกริยาที่ถือเอาสิ่งของ ๆ ผูอื่นในเวลาที่เจาของเผลอ ิ
  • 25.
    25 3. กรรโชก ไดแกขใหเขากลัวแลวใหทรัพย ู 4. ปลน ไดแกการรวมหัวกันหลายคนตีปลนเอาทรัพย 5. ตู ไดแกการอางหลักฐานพยานเท็จเอาทรัพยของผูอื่น 6. ฉอ ไดแกการทําอุบายฉอฉลใหเจาทรัพยตามไมทนแลวเอาทรัพย ั 7. หลอก ไดแกการปนเรื่องขึนหลอกใหเขาหลงเชื่อแลวใหทรัพย ้ 8. ลวง ไดแกการใชเครื่องมือแลกเปลี่ยนผิดมาตรฐานตบตาคนอื่น 9. ปลอม ไดแกการทําของปลอมใชของปลอมแลกเปลี่ยนไดทรัพยมา 10. ตระบัด ไดแกบิดพลิ้วคํานันสัญญาเพื่อเอาทรัพย ้ 11. เบียดบัง ไดแกการปกปดซอนทรัพย จนเจาของหมดอาลัยแลวเอาเสีย 12. สับเปลี่ยน ไดแกการสลับทรัพยของตนกับของคนอื่นแลวถือเอาสิ่งที่ตองการ 13. ลักลอบ ไดแกการหลีกเลี่ยงไมจายตามพิกัด เชนเรื่องภาษี ____________________ 39 มงฺ อ. 1 / 202 / 202. 14. ยักยอกไดแกการใชอํานาจหนาทีจําหนายทรัพยของผูอื่นมาเปนของตนโดยมิชอบ40 ่ ทั้ง 14 ขอขางตน จะทําเอง หรือใชใหผูอื่นทํา ก็ชื่อวาประพฤติเปนโจรทั้งสิ้น 2. อนุโลมโจรกรรม หมายถึงกิริยาที่อุดหนุนโจรกรรม หรือสมโจร หรืออุปการะแก ผูประพฤติผิดศีลธรรม ซึ่งรวมไปถึงการปลอกลอก ลวง โดยการคบกับผูอื่นเพื่อผล ประโยชนดวยอาการไมซื่อสัตย  มุงจะเอาแตประโยชนของเขาฝายเดียว และ รับสินบนของผูอื่นเมื่อกระทําในทางที่ผดกฏหมายหรือผิดศีลธรรม ิ 3. ฉายาโจร หมายถึงกิริยาที่ทําทรัพยพัสดุของผูอื่นใหสูญหรือเปนสินใชตกอยูแกตน ผลาญคือทําอันตรายแกทรัพยพัสดุ หรือหยิบฉวยทรัพยพัสดุของผูอื่นมาดวยความมัก งาย โดยคิดวาเจาของคงไมวาอะไร องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้น ตองประกอบดวยองค 5 คือ ้ 1. ปรปริคุตฺหิตํ ของนั้นมีผูอื่นหวงแหน 2. ปรปริคุตฺหิตสฺญิตา รูวาเปนของอันผูอื่นหวงแหน 3. เถยฺยจิตฺตํ มีจิตคิดจะลัก 4. อุปกฺกโม มีความพยายามทีจะลัก ่ 5. เตน หรณํ ลักมาดวยความพยายามนั้น 41 เบญจศีลสิกขาบทที่ 3 กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี คือ การงดเวนจากการประพฤติผิดใน กามทั้งหลาย กามในที่นี้หมายถึงกิริยาที่รกใครกันในทางประเวณี ความมุงหมายที่ทรงบัญญัติ ั สิกขาบทขอนีคือ เพื่อใหมนุษยสรางความสามัคคีไมแตกราวกัน รักษาสายโลหิตวงศตระกูลของ ้ ตน ไมสําสอนกันเยี่ยงสัตวเดรัจฉาน หรือเปนผูมกมากในกามั มีขอหามสําหรับชายและหญิงมิใหประพฤติผิด ดังนี้ ก. หญิงเปนวัตถุตองหามของชาย 3 จําพวก คือ 
  • 26.
    26 1 หญิงมีสามี โดยที่สุดแมแตภรรยาเชาชัวคืนก็ถือวามีเจาของ ่ 2 หญิงมีผูพิทักษรักษา เชนบิดามารดา หรือญาติเปนตน รักษา 3 หญิงที่จารีตหาม เชน แม ยา ยาย ทวด ลูก หลาน เหลน ชี ฯลฯ หญิงทั้ง 3 ประเภทนี้ เมื่อชายประพฤติลวงเกิน จะโดยเขายินยอมหรือไมยินยอมก็ ตาม ศีลยอมขาด ข ชายเปนวัตถุตองหามสําหรับหญิง คือ 1. ชายอื่นนอกจากสามีของตน 2. นักบวชที่หามเหพเมถุน และชายที่เปนเทือกเถาเหลากอของตน ___________________ 40 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส . เบญจศีลและเบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรง พิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย), 2538), น. 17. 41 พระสิริมังคลาจารย. มงฺคลตฺถทีปนี (ปฐโม ภาโค) . พิมพครั้งที่ 13(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช วิทยาลัย, 2539), 203 / 303. องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้นตองประกอบดวยองค 4 คือ ้ 1. อคมนียวตฺถุ วัตถุอันไมควรถึง (หญิงชายตองหาม) 2. ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ มีจิตคิดจะเสพในวัตถุอันไมควรถึงนั้น (มีเจตนาจะเสพ) 3. มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติอธิวาสนํ รวมสังวาสกัน 42 เบญจศีลสิกขาบทที่ 4 มุสาวาทา เวรมณี คือการงดเวนจากการพูดเท็จ ความมุงหมายในการบัญญัติสกขาบทขอนี้คือ เพื่อปองกันการทําลายประโยชนของตน ิ และผูอื่นดวยการพูดเท็จ และใหเปนคนมีสัจจวาจา มีขอหามดังตอไปนี้ 1. มุสา หมายถึง การพุดเท็จ และมีองคประกอบอยู 7 ประการคือ 1.1 ปด ไดแกการพูดตรงขามกับความจริง เชนเห็นแลว พูดวาไมเห็น รูอยู พูดวาไมรู 1.2 ทนสาบาน ไดแกผดแลวไมยอมรับวาผิด ิ 1.3 ทําเลหกระเทหไดแกการอวดอางวาเปนผูวิเศษ ทําใหคนหลงเชื่อถือและพากันนิยม  1.4 มารยา ไดแกการเสแสรงทํากิรยาใหตรงกันขามเกินความจริง เชน เปนคนทุศีล ิ ทําทาทางเปนคนมีศีล 1.5 ทําเลศ ไดแกการตั้งใจจะพูดเท็จ คือพูดเลนสํานวนทําใหคูสนทนาผิดเอง 1.6 เสริมความ ไดแกพูดเรื่องเล็ก ๆ นอย ๆ ใหแลดูวาเปนเรื่องใหญ 1.7 อําความ ไดแกการพูดอาศัยขอมูลดิบ แตตัวตัดหัวขอความที่ไมประสงคจะใหรู ออกเสีย เพื่อทําใหเขาใจวาเปนเรื่องอื่นไป 2. อนุโลมมุสา ไดแกการพูดไมจริง แตพูดไปโดยไมหวังจะใหผูฟงเชื่อตาม เชน การพูดประชดประชัน พูดเสียดสี 3. ปฏิสสวะ ไดแกการสัญญากับผูอื่นแลวไมปฏิบัตตามคําพูดนั้น หรือวาปฏิบัติไมได ิ
  • 27.
    27 จนทําใหผูอื่นเสียผลประโยชน ซึ่งมีลักษณะดังตอไปนี้ 3.1 ผิดสัญญา ไดแกทั้งสองฝายไดทําสัญญาแกกันวา จะทําเชนนั้น ๆ แตอีก ฝายหนึ่งบิดพลิ้วไมทําตามสัญญา 3.2 เสียสัตว ไดแกใหคําสัญญาแกเขาแตไมไดทําตาม 3.3 คืนคํา ไดแกรับปากวาจะทําสิ่งนั้น ๆ ให ภายหลังไมทํา องคที่ทําใหศีลขอนี้ขาดไดนั้นตองประกอบดวยองค 4 คือ 1. อตฺถํ วตฺถุ เรื่องไมจริง 2. วิสํวาหนจิตฺตํ มีจิตคิดจะกลาวใหคลาดเคลื่อน 3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามพูดที่เกิดจากจิตนั้น 4. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ ผูอื่นรูเรื่องนั้น 43 ____________________ 42 พระสิริมังคลาจารย. มงฺคลตฺถทีปนี (ปฐโม ภาโค) . พิมพครั้งที่ 13(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช วิทยาลัย, 2539), 205 / 205. 43 เรื่องเดียวกัน, 211 / 208. เบญจศีลสิกขาบทที่ 5 สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา เวรมณี คือ การเวนจากเหตุเปนทีตั้ง ่ แหงความประมาท ไดแก น้ําเมาคือสุรา และเมรัย รวมถึงเบียรดวย ความมุงหมายในการบัญญัติ สิกขาบทขอนี้ คือเพื่อใหคนมีสติไมประมาท รักษาสติของตนไวไมใหเผลอเรอพลาดพลั้งในการ ปฏิบัติงานประจํา เพื่อการดํารงชีวิตที่ราบรื่น สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายสิกขาบทขอนีวามีขอหาม หรือขอบเขตทั้งโดยตรงและโดยออม ้ โดยตรง คือ นําเมา ไดแก 1 สุรา น้ําเมาที่กลั่น ที่เรียกกันวาเหลา 2 เมรัย น้ําเมาที่ยังไมไดกลั่น ไดแกเบียร สาโท น้ําตาลเมา กระแช ฯลฯ โดยออม หมายถึง สิ่งเสพติดใหโทษทุกชนิด เชน ฝน กัญชา ไอระเหย เปนตน  เปนอันหามไวในศีลขอนี้ กิริยาที่ทําไมเฉพาะการดื่มอยางเดียว แตหมายถึงสูบและ การฉีดดวย การดื่มสุรา และเสพของเสพติดใหโทษ องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้นตองบประกอบดวยองค 4 คือ ้ 1. มทนียํ น้ําเมา 2. ปาตุกมฺมยตาจิตฺตํ มีจิตคิดจะดื่มนําเมานั้น 3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามจะดื่มน้ําเมานั้น 4. ปตปฺปเสวนํ น้ําเมานั้นลวงลําคอลงไป 44 ฉะนั้น สาระสําคัญของเบญจศีลพอจะสรุปและทําความเขาใจไดโดยงายดังนี้ ธรรมสําหรับมนุษย หมายความวา ธรรมที่ทําคนใหเปนคนที่ควรแกการเคารพนับถือ ความหมาย ของศีลจึงเปนความปกติของคน คือความเรียบรอยสวยงาม คนที่ไมเรียบรอยจะเปนที่สวยงามไป ไมได ซึ่งไดแกคนที่ผิดปกตินนเอง คนที่ไมปกตินนยอมจะเปนที่ผิดแปลกไปจากคนอื่น ๆ กลาวคือ ั่ ั้
  • 28.
    28 1. ปกติคนเราจะตองไมฆากัน ไมทํารายรางกายกัน เพราะคนก็ดี สัตวก็ดี ตางก็รกชีวต ั ิ ของตนดวยกันทั้งสิ้น ไมประสงคจะใหใครมาฆา หรือมาทํารายรางกายตน หรือทรมานตนให ไดรับความลําบาก คนที่ฆาสัตวตดชีวิตคนอื่น สัตวอื่น จึงชื่อวาคนผิดคน คือผิดปกติของคน ั นั่นเอง 2. ปกติคนเราจะตองไมลักขโมยทรัพยสมบัติของกันและกัน เพราะใคร ๆ ก็ยอมรัก ยอม หวงแหนในทรัพยสินของตน ไมประสงคจะใหใครมาเบียดเบียนและลวงเกินในทรัพยของตน คน ที่ขโมยทรัพยของผูอื่น จึงชื่อวาทําผิดปกติของคน 3. ปกติของคนเราจะตองไมลวงละเมิดประเวณีของกันและกัน เพราะบุตรธิดา หรือภรรยา สามีของใคร ๆ ก็รก และหวง ไมประสงจะใหใครมารังแกขมเหงน้ําใจ บุตรภรรยาสามีเปรียบ ั เหมือนทรัพยอันมีคาของบุคคล คนทีรังแกขมเหงลวงเกินผูอื่น จึงชื่อวาเปนผูทําผิดปกติของคน ่ 4. ปกติของคนเราจะตองไมโกหกหลอกลวงกัน เพราะทุกคนไมพึงปรารถนาจะใหใครมา โกหกหลอกลวงตน ปรารถนาแตความสัตยความจริงดวยกันทั้งสิ้น คนทีโกหกหลอกลวงผูอื่น ่ จึงชื่อวาทําผิดปกติของคน ____________________ 44 ปรมตฺถโชติกา, น. 22. 5. ปกติของคนเราจะตองรักษากาย วาจา ใหเรียบรอย บําบัดทุกขบํารุงสุขใหแกรางกาย ของตน ไมปรารถนาจะใหรางกายไดรับความลําบากดวยทุกขเวทนาตาง ๆ ทั้งพยายามเสริมสราง รางกายใหเจริญดวยกําลังและสมบูรณดวยสติปญญา จึงตองงดเวนจากการทํารายรางกายตนเอง ดวยการไมทําตนใหผิดปกติ คนที่ดื่มสุราเมรัยและเสพของมึนเมาตาง ๆ จนกลายเปนคนติด สิ่งเสพติดใหโทษ เปนคนขาดสติสัมปชัญญะ ตกอยูในฐานะแหงความเปนผูประมาท ชื่อวาเปน  ผูทํารายรางกายตนเอง จึงจัดวาเปนคนทําผิดปกติ 3.2 คุณประโยชนของเบญจศีลตอบุคคล สภาพที่เปนปกติ ซึ่งเปนสภาพทั่วไปของบุคคล ไมวาจะทํากิจทําหนาทีใด ๆ ก็ตาม ควร ่ ใหเปนไปดวยความมีสติ รูสิ่งที่ควรและไมควร ระวังพฤติกรรมที่จะแสดงออกทางทวารทั้ง 3 คอยบังคับกาย วาจา และใจ ใหเปนไปในขอบเขตที่เปนปกติ นี้คือสภาพของศีล ฉะนั้น ศีลเปน สิ่งที่บุคคลควรรักษาและประพฤติใหจงได ในทีนี้หมายถึงเบญจศีล (ศีล 5) ซึ่งถือวาเปนศีลที่เปน ่ รากฐานของชีวิตเลยทีเดียว เบญจศีลนี้จะเรียกวา มนุษยธรรม ก็ได หมายถึงธรรมสําหรับมนุษย ธรรมที่ทําใหคนเปนมนุษยอยางสมบูรณ เปนธรรมที่เปนเหตุใหเกิดมาเปนมนุษย เพราะผูทจะมา ี่ เกิดเปนมนุษยไดนั้น ตองเปนผูที่สมบูรณดวยมนุษยธรรมนี้มากอน การเกิดมาเปนมนุษยเปนเรื่อง  ที่ยาก เมื่อไดอัตภาพเกิดเปนมนุษยและรูจกการประพฤติตนตามเบญจศีล ก็จะทําใหบุคคลผูนน ั ั้ ไดรับอานิสงสคือประโยชนในภพที่เกิมาดเปนมนุษย ซึ่งถือวาเปนผลจากการที่บคคลนัน ๆ รักษา ุ ้ เบญจศีลไวดวยดีในอดีตชาติ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในอรรถกถาปรมัตถโชติกา ดังนี้ รักษาศีลขอ 1 คืองดเวนจากการฆาสัตว มีอานิสงส 23 ประการ
  • 29.
    29 1 มีอวัยวะนอยใหญบริบูรณ 2. มีรางกายสมทรง 3. สมบูรณดวยกําลังกาย มีความคลองแคลว วองไว 4. มือเทาไมคต ไมเก ตั้งลงดวยดี 5 มีผิวพรรณสดใส รุงเรือง 6. มีรูปโฉมงดงาม สะอาด เปนที่เจริญใจของเทวดา- และมนุษยทั้งหลาย 7. เปนผูออนโยน มีผิดพรรณดังปุยนุน 8. เปนผูมีความสุข 9. เปนผูแกลวกลา 10. เปนผูมีกําลังมาก 11. มีถอยคําสละสลวย เพราะพริ้ง 12. มีบริวารมิไดพลัดพรากจากตน 13. เปนคนไมสะดุงตกใจ กลัวตอภัยเวร 14. ขาศึกศัตรูทํารายไมได 15. ไมตายดวยการเพียรฆาของผูอื่น 16 มีบริวารหาที่สุดมิได 17. มีรูปรางสวยงาม 18. มีทรวดทรงสมสวน 19. มีความเจ็บไขนอย 20. ไมมีเรื่องเสียใจ เศราโศก 21. เปนที่รักของชาวโลก 22 มิไดพลัดพรากจากผูหรือสิ่งที่รกและชอบใจ ั 23. มีอายุยืนนาน รักษาศีลขอ 2 คืองดเวนจากการลักขโมย มีอานิสงส 11 ประการ 1 มีทรัพยมาก 2. มีขาวของและอาหารเพียงพอ 3. หาโภคทรัพยไดไมสิ้นสุด 4. โภคทรัพยทไดไวแลวก็ยั่งยืนถาวร 5. โภคทรัพยทยังไมเกิดก็เกิดขึน ี่ ี่ ้ 6.หาสิ่งที่พึงปรารถนาไดรวดเร็ว 7. สมบัติไมกระจายดวยภัยตาง ๆ 8.หาทรัพยไดโดยไมถกแบงแยก ู 9. ไดโลกุตตรทรัพย คือ มรรคผลนิพพาน 10 .อยูที่ไหนก็เปนสุข 11. ไมเคยรู ไมเคยไดยิน คําวาไมมี รักษาศีลขอ 3 คืองดเวนจากการประพฤติลวงประเวณี มีอานิสงส 20 ประการ 1. .ไมมีขาศึกศัตรู 2. เปนที่รักของคนทั่วไป 3. นอนก็เปนสุข 4. ตื่นก็เปนสุข 5. พนภัยในอบายภูมิทั้ง 6. ไมอาภัพ ไมตองเกิดเปนหญิง หรือกะเทย 7. ไมโกรธงาย 8. ทําอะไรไดโดยเรียบรอย 9. ทําอะไรโดยเปดเผยแจมแจง 10. มีสงา (คอไมตก) 11. หนาไมกม (คือมีอํานาจ) 12. ไมมีใครรังเกียจ 13. มีแตเพื่อนรักทั้งบุรษและสตรี 14. มีอินทรีย 5 บริบูรณ 15.มีลักษณะบริบูรณ ุ 16. ขวนขวายนอย ไมตองเหน็ดเหนื่อย (หากินงาย) 17. อยูที่ไหนก็เปนสุข 18. ไมตองกลัวภัยจากใคร ๆ 19. ไมคอยพลัดพรากจากของที่รัก 20. หาขาวน้ํา เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัยไดงาย รักษาศีลขอ 4 คืองดเวนจากการพูดปด มีอานิสงส 14 ประการ 1. มีอินทรียทั้ง 5 ผองใส 2. มีวาจาไพเราะสละสลวย 3. ไรฟนอันเสมอชิดบริสุทธิ์ 4.ไมอวนเกินไป 5. ไมผอมเกินไป 6. ไมต่ําเกินไป 7. ไมสูงเกินไป 8.ไดแตสัมผัสอันเปนสุข 9. ปากหอมเหมือนดอกบัว 10.มีบริวารลวนแตขยัน 12.มีถอยคําที่บุคคลเชื่อได 13. ลิ้นบาง แดง ออนเหมือนกลีบดอกบัว 14.ใจไมฟุงซาน 15. ไมเปนอาง ไมเปนใบ รักษาศีลขอ 5 คืองดเวนจากการดื่มสุราเมรัย และสิ่งเสพติดทุกชนิด มีอานิสงส 35 ประการ 1. รูกิจการอดีต อนาคต ปจจุบันไดรวดเร็ว 2. มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ
  • 30.
    30 3. ไมเปนบา 4. มีความรูมาก 5. ไมหวั่นไหว (ผูใดชักชวนไปในทางบาปทางชั่ว-  ก็ไมทําตาม) 6. ไมงุนงง ไมเซอเซอะ 7. ไมใบ 8. ไมมัวเมา 9. ไมประมาท 10. ไมหลงใหล 11. ไมหวาดสะดุงกลัว 12. ไมมความรําคาญ 13. ไมมีผูใดริษยา ี 14. มีความขวนขวายนอย 15. มีแตความสุข 16. มีแตคนนับถือยําเกรง 17. พูดแตคําสัตย คําจริง 18. ไมสอเสียดใคร ไมมใครสอเสียด 19. ไมพูดหยาบกับ- ี ใคร ไมมใครพูดหยาบดวย 20. ไมพูดเลนไรประโยชน 21. ไมเกียจครานทุกคืนวัน ี 22. มีความกตัญู 23. มีกตเวที 24. ไมตระหนี่ 24. รูเฉลี่ยเจือจาน 26. มีศีลบริสุทธิ์ 27. ซื่อตรง 28. ไมโกรธใคร 29. มีจิตใจละอายแกบาป 30. รูจักกลัวบาป 31. มีความเห็นถูกทาง 32. มีปญญามาก 33. มีธัมโมชปญญา 34. เปนปราชญมีญาณคติ 35. ฉลาดรูในสิ่งที่เปนประโยชนและในสิ่งอันเปนโทษ 45 จากอานิสงสที่แสดงมานี้ เปนประโยชนที่จะเกิดขึ้นแกบคคล เปนสมบัติของบุคคลผู ุ ประพฤติตนตามเบญจศีลจะพึงไดรับในภพชาติปจจุบัน และเมื่อมองถึงผลที่เกิดขึ้นกับบุคคล  ทั้งหลายในโลกในสังคมปจจุบันประกอบกับหลังฐานดังทียกมาขางตนจะเห็นไดวา ่ ____________________ 45 ปรมตฺถโชติกา, น. 28 – 30. บุคคลทั้งหลาย ไมวาจะอยูในชนชั้นวรรณะ ฐานะ และเพศใด ๆ ก็ตาม แตเมื่อมองโดยภาพกวาง ๆ  จะทําใหเห็นวา คนทั้งหลาย ลวนมีความแตกตางกัน หรือจะเรียกวาความแตกตางระหวางบุคคลก็ ได และความแตกตางกันของบุคคลและสัตวทั้งหลายที่ปรากฎในสังคมโลกทุกวันนี้ สิ่งเหลานี้เปน ผลที่เนื่องมาจากเหตุที่บุคคลและสัตวทั้งหลายไดเคยกระทําไวในอดีตชาติดวยกันทั้งนัน  ้ และ ประโยชนดังที่ไดแสดงไวขางตนนี้ จะเปนสิ่งที่บคคลผูประพฤติตนตามเบญจศีลจะพึงไดรับและ ุ  เห็นประจักษชัดเจนในสังคมปจจุบัน 3.3 คุณประโยชนของเบญจศีลตอสังคม เบญจศีลนั้น ถือวามีคุณประโยชนและความสําคัญตอสังคมมนุษยมาก เพราะเปนขอ ปฏิบัติหรือวินัยขั้นพื้นฐานของวินัยทั้งหมดทีใชบังคับควบคุมคนในสังคม เพื่อใหสังคมเกิดความ ่ สงบสุข และมีความเปนระเบียบเรียบรอยในการอยูรวมกัน ซึ่งถาหากไมมีเบญจศีลเปนขอปฏิบัติ พื้นฐานในจิตใจคนแลว คนในสังคมก็จะสรางปญหาในสังคมมากขึ้น ดังที่พระพรหมคุณาภรณ ไดอธิบายไววา อาชญากรรมที่รายแรงแทบทั้งหมดก็เปนเรื่องของการละเมิดศีล 5 ในสังคมที่มากดวย การสังหารผลาญชีวิต การปองราย การทํารายกัน การลักขโมย ปลน แยง ชิง การ ทําความผิดทางเพศ มีคดีฆาตกรรม โจรกรรม การขมขืน หลอกลวง การเสพของมึน เมาและสิ่งเสพติด ตลอดจนการกอปญหาและอุบัติเหตุตาง ๆ เนื่องมาจากของมึนเมา และสิ่งเสพติดเหลานั้นระบาดแพรหลายทั่วไป ชีวตและทรัพยสินไมปลอดภัย จะอยู ิ ไหนหรือจะไปที่ไหนก็ไมมีความมั่นใจ เต็มไปดวยความหวงใยวิตกกังวล จิตใจหวาด
  • 31.
    31 ผวาบอย ๆ ผูคนพบเห็นกันแทนที่จะอบอุนใจ ก็หวาดผวากัน อยูกันไมเปนปกติสุข  สุขภาพจิตของประชาชนยอมเสื่อมโทรม ยากทีจะพัฒนาคุณภาพและสมรรถภาพของ ่ จิต และสังคมเชนนั้นก็ไมเปนสภาพแวดลอมที่เกื้อกูลสําหรับการสรางสรรคสิ่งดีงามที่ สูงขึ้นไป เพราะมีความเดือดรอนระส่ําระสายยุงแตการแกปญหา และมีแตกจกรรมที่ ิ บอนทําลายใหสังคมเสื่อมโทรมลงไปทุกที การขาดศีล 5 จะเนื่องมาจากเหตุใดก็ตาม จึงยอมเปนมาตรฐานวัดความเสื่อมโทรมของสังคม สวนสภาพพฤติกรรมและการ ดําเนินชีวตที่ตรงขามจากนี้นั่นแหละคือการมีศีล 5 ดังนั้น ศีล 5 จึงเปนเกณฑมาตร ิ ฐานอยางต่ําที่สุดของความประพฤติมนุษย สําหรับรักษาสภาพแวดลอมทางสังคมให อยูในภาวะเกื้อกูล และเปนพื้นฐานของการดําเนินชีวิตที่ดีงาม 46 ดังนั้น ถาสังคมไทย ที่มีประชาชนสวนใหญของประเทศเปนพุทธศาสนิกชน ใสใจและใหความ สนใจโดยเอาใจใสในการศึกษาหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจา จนเกิดความรูความเขาใจแลว เกิดอุดมการณรวมแรงรวมใจกันประพฤติปฏิบัติธรรม อยางนอยสุด ก็ปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีล  ____________________ 46 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพครั้งที่ 4, 1,000 เลม น. 771-772. เพราะเบญจศีลเปนรากฐานรองรับชีวิตทีดีที่สุด อันจะชวยสงเสริมใหสังคมไทยมีระบบชีวิตและ ่ ระเบียบสังคมมีความเปนอยูที่ดีขน สภาพแวดลอมดินฟาอากาศก็จะไมวิปริตแปรปรวน ความ ึ้ เปนไปตามธรรมชาติก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามปกติ ไมเกิดเหตุการณเภทภัยทางธรรมชาติที่ไมคดา คิดมากอน ดังเชน การเกิดธรณีพิบัตในภาคใต เปนตน จะทําใหสังคมเกิดความสงบสุขกันทัวหนา ิ ่ เพราะชาวประชาและผูนําในสังคมพากันประพฤติธรรม คือตั้งมั่นอยูในศีลธรรม ดังเชนในธัม มิกสูตตร ที่ทรงตรัสไวเกี่ยวกับเรื่องนี้วา ดูกอนภิกษุทั้งหลา ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติเปนธรรมในสมัย นั้น แมขาราชการทั้งหลายก็ประพฤติเปนธรรมไปดวย เนื้อขาราชการ ทั้งหลายประพฤติเปนธรรม พราหมณและคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติเปน ธรรมบาง เมื่อพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายประพฤติเปนธรรม ชาวบาน ชาวเมืองก็ประพฤติเปนธรรมไปตามกัน ครันชาวบานชาวเมืองประพฤติ ้ เปนธรรม ดวงจันทรดวงอาทิตยกโดยจรสม่ําเสมอ ครั้นดวงจันทรดวง ็ อาทิตยโคจรสม่ําเสมอ ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินสม่ําเสมอ ครั้นดาวนักษัตร ทั้งหลายเดินสม่ําเสมอคืนและวันก็ตรง ครั้นคืนและวันตรง เดือนและปกษ ก็ตรง ครั้นเดือนและปกษตรง ฤดูและปก็สม่ําเสมอ ครั้นฤดูและป สม่ําเสมอ ลมก็พัดเปนปกติ ครันลมพัดเปนปกติ ลมในทางก็พัดไปถูกทาง ้ ครั้นลมในทางพัดไปถูกทาง เทวดาทั้งหลายก็ไมปนปวน ครันเทวดาทั้ง  หลายไมปนปวน ฝนก็ตกตาม ฤดูกาล ครั้นฝนตกดามฤดูกาล ขาวกลาทั้ง
  • 32.
    32 หลายก็สุกไดที่ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย มนุษยทั้งหลายไดบริโภคขาวที่สุกไดที่ ยอมมีอายุยืน ผิวพรรณงาม มีกําลังและมีอาพาธนอย 47 พระสูตรนี้ไดกลาวถึงความสําคัญของผูนําในสังคม ไมวาสังคมนั้น ๆ จะมีขนาดเล็กหรือ ใหญกตาม ถาสังคมนั้น ๆ มีผูนํามีหัวหนาที่สามารถประพฤติธรรม เปนเนติแบบอยางที่ดีให ็ สมาชิกที่อยูในปกครองไดประพฤติธรรม ตั้งตนอยูในศีลธรรมดวย และหมายถึงเบญจศีลนี้เปน อยางนอย เมื่อสังคมใดดําเนินไปในลักษณะเชนนี้ได สังคมนั้น ยอมจะเกิดความผาสุกกันถวนหนา 3.4 โทษของการละเมิดเบญจศีล สําหรับโทษของการละเมิดเบญจศีลที่จะไดรับ มีทั้งโทษทีเ่ กิดแกบคคลและที่เกิดแกสังคม ุ ดังเชนในสัพพหสุสูตร พระพุทธเจาไดตรัสโทษที่บุคคลผูลวงละเมิดเบญจศีลจะพึงไดรับ ซึ่งเปน ผลในอนาคตภายหนาวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต...อทินนาทาน...กาเมสุมิจฉาจาร...มุสาวาท... เการดื่ม น้ําเมาคือสุราและเมรัยอันบุคคลเสพแลวเจริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมยังสัตวให เปนไปในนรก ในกําเนิดสัตวดิรจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแหงปาณาติบาตอยางเบา ั ___________________ 47 องฺ จตุกฺก 2 / 70 / 222. ที่สุด ยอมยังความเปนผูมีอายุนอยใหเปนไปแกผูมาเกิดเปนมนุษย.48 การกระทําผิด หรือลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง เมื่อครบองคประกอบ จะไดรับผล ในปฏิสนธิกาล คือ เกิดในนรก ดิรจฉาน หรือเปรต และยังไดรับผลในปวัตติกาล คือไดรับผล ั หลังจากเกิดแลว และผลที่จะไดรับในปวัตติกาลนี้ ผูกระทําผิด หรือลวงละเมิดเบญจศีล จะครบ  องคหรือไมก็ตาม ถาเกิดเปนมนุษยจะไดรับผลดังนี่ การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 1 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 9 ประการ คือ 1. เปนคนทุพพลภาพ 2. เปนคนรูปไมงาม 3. มีกําลังกายออนแอ 4. เปนคนเฉื่อยชา 5. เปนคนขีขลาด ้ 6. ฆาตัวตาย หรือถูกผูอื่นฆา 7. โรคภัยเบียดเบียน 8. ความพินาศของบริวาร 9. อายุสั้น การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 2 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 6 ประการ คือ 1. เปนคนดอยทรัพย 2. เปนคนยากจน 3. เปนคนอดอยาก 4. ไมไดสมบัติที่ตนตองการ 5. ตองพินาศในการคา 6. ทรัพยพินาศเพราะภัยตาง ๆ เชน อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ราชภัย โจรภัย เปนตน การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 3 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 11 ประการ คือ 1. มีผูเกลียดชังมาก 2. มีผูปองรายมาก 3. ขัดสนทรัพย 4. .ยากจนอดอยาก 5. เปนหญิง 6. เปนกะเทย 7. เปนชายในตระกูลต่ํา 9. ไดรับความอับอายเปนอาจิณ 10. มากไปดวยความวิตกกังวล 11. พลัดพรากจากผูที่ตนรัก การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 4 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 8 ประการ คือ
  • 33.
    33 1. พูดไมชัด 2. ฟนไมเปนระเบียบ 3. ปากเหม็นมาก 4. ไอตัวรอนจัด 5. ตาไมอยู ในระดับปกติ 6. กลาววาจาดวยปลายลิ้น 7. ทาทางไมสงาผาเผย 8. จิตไมเที่ยงคลายคนวิกลจริต การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 5 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 6 ประการ คือ 1. ทรัพยถูกทําลาย 2. เกิดวิวาทบาดหมาง 3. เปนบอเกิดแหงโรค 4. เสื่อมเกียรติ 5. หมดยางอาย 6. ปญญาเสื่อมถอย หรือพิการทางปญญา 49 ผลหรือโทษที่ไดรับทั้งหมดดังกลาวมานี้ เปนเศษของกรรม คือจะใหผลหลังจากไปเกิด เปนสัตวนรก ดิรจฉาน หรือเปรตมาแลว หรือจะเรียกวาเปนดอกเบี้ยบาปก็ได และดอกเบี้ยบาปนี้ ั จะใหผลตอเนื่องกันหลายภพหลายชาติ ไมใชชาตินี้เพียงชาติเดียว ซึ่งเปนสิ่งที่บุคคลทั้งหลายพึง ตระหนัก หรือดังที่พระพุทธเจาแสดงโทษของบุคคลผูละเมิดศีลจะตองไดรับอีกแหงหนึ่งคือ โดย ที่พระองคตรัสไววา ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผูทุศีลเพราะศีลวิบัติ มีโทษ 5 ประการนี้ คือ ____________________ 48 องฺ. สตฺตก. – อฏฐก. 4 / 130 / 495 – 496. 49 ปรมตฺถโชติกา. น. 30-31. 1. ยอมถึงความเสื่อมโภคทรัพยเปนอันมมาก ซึ่งมีความประมาทเปนเหตุ 2. กิตติศัพทอันชัวของบุคคลผูทุศีลยอมกระฉอนไป ่ 3. จะเขาไปยังบริษัทใด ๆ ยอมไมแกลวกลา เกอเขินเขาไป 4. ยอมหลงลืมสติตาย 5. หลังจากตายแลวยอมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาติ นรก 50 สวนโทษของการละเมิดเบญจศีลที่จะเกิดแกสังคมนั้น มีกลักฐานในธัมมิกสูตรที่ พระพุทธเจาทรงตรัสไว ถึงสิ่งที่จะเกิดขึนเมื่อบุคคลผูนําของสังคมและผูที่อยูในปกครองไมตั้งตน ้ ประพฤติในศีลธรรม จะตองไดรับและมีเหตุตาง ๆ เกิดขึ้น คือ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติไมเปนธรรม ในสมัยนั้น แมขาราชการทั้งหลาย ก็พลอยประพฤติไมเปนธรรม เมื่อขา ราชการประพฤติไมเปนธรรม พราหมณและคฤหบดีทงหลายก็ประพฤติ ั้ ไมเปนธรรมบาง เมื่อพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายประพฤติไมเปนธรรม ชาวบานชาวเมืองก็ประพฤติไมเปนธรรมไปตามกัน ครั้นชาวบานชาวเมือง ประพฤติไมเปนธรรม ดวงจันทร ดวงอาทิตย ก็โคจรไมสม่ําเสมอ ครั้น ดวงจันทรดวงอาทิตย โคจรไมสม่ําเสมอ ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินไมเที่ยง ตรง ครั้นดาวนักษัตรทั้งหลายเดินไมเที่ยงตรง คืนและวันก็เคลื่อนไป ครั้น คืนและวันเคลื่อนไป เดือนและปกษกคลาดไป ครันเดือนและปกษคลาดไป ็ ้ ฤดูและปก็เคลื่อนไป ครั้นฤดูและปเคลื่อนไป ลมก็พัดผันแปรไป ครั้น
  • 34.
    34 ลมพัดผันแปรไป ลนนอกทางก็พัดผิดทาง ครันลมนอกทางพัดผิดทาง ้ เทวดา ทั้งหลายก็ปนปวน ครั้นเทวดาทั้งหลายปนปวน ฝนก็ไมตกตามฤดู กาล ครั้น ฝนไมตกตามฤดูกาล ขาวกลาทังหลายก็สุกไมดี ดูกอนภิกษุทั้ง ้ หลาย มนุษยทั้งหลายบริโภคขาวที่สุกไมดี ยอมอายุสน ผิวพรรณก็ไมงาม ั้ กําลังก็ลดถอย และมีอาพาธมาก 51 และเมื่อพิจารณาเนื้อความในพระสูตรนี้จะเห็นไดชัดเจนวา เหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม วาจะเปนความแปรปรวนของดินฟาอากาศที่ไมเปนไปตามฤดูกาล เกิดภัยพิบติทางธรรมชาติขึ้น ั มากมาย ไมวาจะเปนน้ําทวม ไฟไหม แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดการรบราฆาฟนกันขึ้นทุก หยอมหญา เกิดคดีฆาขมขืนและคดีอุกฉกรรฉในที่ตาง ๆ มนุษยเกิดความวิปริตทางเพศ ฯลฯ เมื่อพิจารณาอยางลึกซึ้งตามเหตุผลแลวจะเห็นไดวา เหตุการณที่เกิดขึนเหลานี้ กําลังเกิดขึ้นและได ้ เกิดขึนแลวในสังคมไทย ลวนเปนผลที่เกิดมาจากเหตุทั้งสิน และเหตุนั้นยอมเกี่ยวโยงมาจากเหตุใน ้ ้ อดีตที่มนุษยแตละคนไดกระทําไวแลว ____________________ 20 องฺ ปฺจก. 22 / 213 / 355. 51 องฺ จตุกฺก 2 / 70 / 221 - 222. บทที่ 4 กลวิธการนําเบญจศีลสูการปฏิบัติ ี  4.1 การแสดงโทษการปราศจากเบญจศีล การกระทําความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจถือวาเปนการละเมิดเบญจศีล เปนการทํา บาปอกุศลตาง ๆ ที่จะทําใหบุคคลผูกระทําตองไดรับโทษ ดังที่พระพุทธเจาไดตรัสโทษของบุคคล  ผูไมมีศีลไววา “...ดูกอนคฤหบดีทั้งหลาย คนทุศีล มีศีลวิบัติแลวในโลกนี้ยอมเขาถึงความเสื่อมแหง โภคะอยางใหญอันมีความประมาทเปนเหตุ ศีลวิบติอันนี้เปนโทษแหงศีลวิบัติของคน ั ทุศีล อีกขอหนึ่ง เกียรติศัพทอันลือชื่อของคนทุศีล มีศีลวิบัติแลวยอมกระฉอน ไปอันนี้เปนโทษขอที่สองแหงศีลวิบัติของคนทุศีล อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีล วิบัติแลว จะเขาไปสูบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท ยอมครันครามเกอเขิน อันนี้เปนโทษขอที่สามแหงศีลวิบัติของคน ้ ทุศีล อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีลวิบัติแลว ยอมหลงกระทํากาละ อันนี้ เปน โทษขอสี่แหงศีลวิบัติของคนทุศีล อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีลวิบัติแลว เบื้องหนา แตตายเพราะกายแตก ยอมเขาถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก อันนี้เปนโทษขอที่หา แหงศีลวิบัติของคนทุศีล” 52 บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่หนึ่ง คือการฆาและการทํารายคนอื่น และสัตวอื่นดวยตนเองหรือใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผล
  • 35.
    35 ใหบุคคลนัน ๆ ประสบกับความเดือดรอนในปจจุบันเชน ตองถูกกักขังในเรือนจํา หรือถูก ้ ประหารชีวิต ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่ที่ลําบาก เชน เกิดในนรก เปน ตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนทุพพล ภาพ รูปรางไมสวยงาม มีสุขภาพออนแอ กลายเปนคนเฉื่อยชา ไมมความมันใจในตัวเองและมี ี ่ ความขลาดกลัว มีเหตุตองฆาตัวตายหรือถูกผูอื่นฆา เปนผูที่มีโรคภัยเบียดเบียนมาก ตองพลัด พรากจากญาติพนองหรือบริวาร และเปนคนเกิดมามีอายุสั้น ตองเสียชีวิตในชวงกอนวัยอันสมควร ี่ บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สอง คือลักทรัพยดวยตนเองหรือใช  ใหผูอื่นลัก ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนัน ๆ ประสบกับความ ้ เดือดรอนในปจจุบัน เชน การขโมยรถยนต เมื่อถูกจับได ตองถูกปรับถูกจองจําอยูในเรือนจํา  เมื่อตายไปทําใหตองไปเกิดในอบายมีนรกเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดเปนมนุษยเพราะเศษกรรมที่ ยังเหลืออยู ทําใหเขาตองกลายเปนคนยากจน ไมมีทรัพย กลายเปนคนขอทานอดอยาก จะไมได ทรัพยสมบัติที่ตนตองการ หรือจะทําการคาธุรกิจใด ๆยอประสบกับความลมเหลวเปนคนลมละลาย ____________________ 52 ที. ม. 10 / 79 / 91. แมทรัพยสมบัติตาง ๆ ที่มีอยูก็จะประสบกับความพินาศไปดวยภัยตาง ๆ เชน อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สาม คือประพฤติผิดในกาม เชน ลวงละมิดตอบุตรธิดา ภรรยา สามี คนอื่น เปนตน ยอมประสบกับความเดือดรอนในปจจุบัน ทํา ใหครอบครัวแตกแยก หรือถูกปองรายเปนตน เมื่อตายไปก็ไปเกิดในอบาย มีนรกเปนตน เมื่อเขา กลับมาเกิดเปนมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ทําใหเขาเปนบุคคลที่มีผูเกลียดชังมาก มีผูปอง รายมาก กลายเปนคนขัดสนอดอยาก เปนกะเทยหรือเปนชายในตระกูลต่ําตอย จะเปนคนที่ไดรับ ความอับอายเปนอาจิณ เปนคนมีความวิตกกังวลมาก ตองพลัดพรากจากบุคคลผูที่ตนรัก แมมี ครอบครัวก็เกิดความแตกแยกราวฉาน บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สี่ คือพูดเท็จโกหกหลอกลวงคนอื่น ยอมประสบความเดือดรอนในปจุบัน เชน การพูดยุยงใหคนแตกความสามัคคีกัน พูดใสความคน อื่นโดยไมมีมูลความจริง เมื่อความจริงถูกเปดเผยแลว ยอมไมมีใครเชื่อถือ บางคนถึงกับถูกจองจํา ในเรือนจําก็มี เมื่อเขาตายไปก็ไปเกิดในสถานที่ที่ลําบาก มีนรกเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดเปน มนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ทําใหเปนคนพูดไมชด (ติดอาง) มีฟนไมสวย เปนคนมีกลิ่น ั ปากเหม็นมาก ไอตัวรอนจัด สายตาไมอยูในระดับปกติ เปนคนกลาววาจาดวยปลายลิ้น ไมมี ความสงาผาเผย และกลายเปนคนจิตไมเที่ยงคลายคนวิกลจริต บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่หา คือดื่มสุราเมรัยหรือเสพสิ่งเสพติด ใหโทษตาง ๆ ยอมประสบความเดือดรอนในปจจุบน คือเสื่อมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทําให ั สิ้นเปลืองทรัพย และกอใหเกิดความทะเลาะวิวาท ทั้งยังเปนเหตุใหทําผิดศีลขออื่น ๆ ไดงายขึ้น
  • 36.
    36 ดวย เพราะขาดสติในการครองตน ทําใหเกิดความประมาทในการกระทําตางๆ เมื่อเขาตายไปก็ ไปเกิดในสถานที่ที่ลําบาก มีนรกเปนตน เมื่อกลับมากเกิดเปนมนุษย เพราะเศษของกรรมที่ยัง เหลืออยู ทําใหทรัพยสมบัติที่มีอยูถูกทําลาย เกิดความวิวาทบาดหมางบอยครั้ง เปนคนมีโรคภัยไข เจ็บมาก เสื่อมจากเกียรติที่มีอยู เปนคนหมดยางอาย และเปนคนปญญาเสื่อมถอย หรือพิการทาง ปญญา เพราะการขาดศีลนั้นมีโทษมาก ทําใหเดือดรอนทั้งแกตนเองและผูอื่น ทั้งในปจจุบนและ ั อนาคต ในปจจุบันนั้น ยอมทําตนและสังคมใหเดือดรอนวุนวาย อีกทั้งยังกอใหเกิดความ เดือดรอนในชาติหนาดวย คือเมื่อตายไปแลวก็ไปเกิดในที่ลําบากคืออบาย มีนรกเปนตน ตาม กรรมที่ตนไดกระทําไว ดังที่พระพุทธเจาไดตรัสยืนยันไววา“คนบางพวกยอมเขาถึงครรภ บาง พวกมีกรรมอันลามก ยอมเขาถึงนรก ผูที่มคติดยอมไปสูสวรรค ผูที่ไมมีอาสวะยอมปรินิพพาน” 53 ี ี ____________________ 53 ขุ. ธ. 25 / 19 / 27. ดังที่กลาวมานีจะเห็นไดวา ในสังคมไทยมีบุคคลประเภทตาง ๆ เหลานี้ปรากฏใหเห็นมากมาย ซึ่ง ้ เปนเครื่องสะทอนไดวา บุคคลทั้งหลายแมจะมีบุญหรือมีโอกาสที่ดีที่ไดเกิดมาเปนมนุษย และที่ สําคัญที่สุดไดเกิดมาในประเทศที่มีความเหมาะสมดังเชนประเทศไทย ซึ่งมีพระพุทธศาสนาเปน รากฐานของชีวิตแลว มีพระมหากษัตริยผูทรงไวซึ่งทศพิธราชธรรมในการปกคอรง และเปนพุทธ  มามกะ แมชาวไทยสวนมากก็เปนพุทธศาสนิกชนดวย แตบุคคลทั้งหลายในสังคมไทยหาได มองเห็นโทษที่ตนเองและผูอื่นตองประสบไม ไมสนใจและไมมีความเขาใจในชีวตของตนเองดวย ิ ซ้ําไป จึงเปนหนาที่ของบัณฑิตหรือผูมีปญญาทั้งหลายจักไดชวยแนะนําใหเขาเหลานั้นซึ่งปฏิญญา ตนวาเปนชาวพุทธ ใหกลับมีสติปญญา ใหมีความรูความเขาใจอยางถูกตองในความเปนจริงของ ชีวิต เมื่อชาวพุทธมีความตื่นตัวและตระหนักโดยมองเห็นโทษหรือผลที่ไดประสบอยูในปจจุบน ั แลว ควรอยางยิงที่จะรีบเรงประกอบตนใหตั้งอยูในความไมประมาท ดวยการปฏิบัติตนตามเบญจ ่  ศีล ซึ่งถือวาเปนรากฐานที่ดีที่สุดของชีวิต อีกประการหนึ่ง เบญจศีลนี้ เปนระเบียบชีวตพื้นฐาน ิ ทางสังคมและสมควรอยางยิ่งแกทกคน เพราะเปนเครื่องมือที่สงเสริมใหคนทําคุณงามความดี มี ุ กิริยามารยาทที่เรียบรอย การลวงละเมิดเบญจศีล เปนเครื่องแสดงถึงความเสื่อมทางจิตใจของคน ไทยในสังคมซึ่งไดรับสมญานามวาเปนสังคมชาวพุทธดวย ถาคนในสังคมไทยมีเบญจศีล ยอม แสดงวา สังคมไทยมีความสมบูรณในทุก ๆ ดาน 4.2 การแสดงประโยชนที่ชัดเจนของเบญจศีล ผูเขียนไดกลาวไวเบื้องตนแลววา เบญจศีลนั้นมีความจําเปนและสําคัญเปนอยางยิ่งตอ ปจเจกบุคคลและสังคม เพราะเมื่อไดนํามาประพฤติปฏิบัติกันอยางจริงจังแลว ยอมจะกอใหเกิด ความสุขสงบในการอยูรวมกัน ปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนานาประเทศ รวมถึงสังคมไทย 
  • 37.
    37 ดวย ไมวาจะเปนปญหาเกี่ยวกับชีวตทรัพยสิน อาชญากรรมทางเพศการโกหกหลอกลวงใสราย ิ กัน หรือปญหาที่เกี่ยวกับสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ ลวนแตปองกันไดดวยเบญจศีลนี้ สวนประโยชนทจะเกิดขึนแกปจเจกบุคคลนั้น พระพุทธเจาไดตรัสไว ดังนี้ ี่ ้ 1. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย คนมีศีลถึงพรอมแลวดวยศีลในโลกนียอมประสบกองแหง ้ โภคะใหญ ซึ่งมีความไมประมาทเปนเหตุ นี้อานิสงสแหงศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่ หนึ่งฯ 2. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก เกียรติศพทที่ดีงามของคนมีศีล ถึงพรอมแลว ั ดวยศีล ยอมระบือไป นี้อานิสงสของศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สองฯ 3. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพรอมแลวศีล เขาไปหาบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือ สมณบริษัทเปนผูแกลวกลาไม เกอเขินเขาไปหา นี้อานิสงสแหงศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สามฯ 4. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพรอมแลวดวยศีล ยอมเปนผูไมหลง ทํากาละ นี้อานิสงสของศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สี่ฯ 5. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลพรอมแลวดวยศีล ยอมเขาถึงสุคติโลก สวรรค เบื้องหนาแตตายเพราะกายแตก นี้อานิสงสแหงศีล สมบัติของคนมีศีลขอที่หา54 จะเห็นไดวาประโยชนที่เกิดแกปจเจกบุคคลนั้น เปนผลทีมีคุณคาแกผูรกษาศีลโดยตรง จะ ่ ั สังเกตไดจากบุคคลทั้งหลายที่ดํารงชีวิตในสังคมไทยปจจุบน ั จะมีความแตกตางกันทั้งในดาน รางกายและจิตใจ รวมถึงสภาพแวดลอมดวย ซึ่งผูเขียนจะไดชใหเห็นถึงประโยชนที่เกิดขึ้นแก ี้ บุคคลที่ประพฤติตามเบญจศีลมาในอดีต ซึ่งเปนสาเหตุสงผลใหบุคคลเหลานั้นไดประสบความสุข ในภพปจจุบัน โดยเทียบเคียงจากหลักฐานที่กลาวไวในอรรถกถาปรมัตถโชติกาดังนี้ บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่หนึ่ง คือการไมฆาและการไมทําราย คนอื่นและสัตวอื่นดวยตนเองหรือใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานันมีกําลังแรง ยอมจะ ่ ้ สงผลใหบุคคลนั้น ๆ ประสบกับความสุขในปจจุบัน เชน ไมตองถูกจับและกักขังในเรือนจํา หรือ ถูกประหารชีวิต ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิด ในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมทียังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขา ่ เปนคนมีอวัยวะนอยใหญบริบูรณ มีรางกายสมสวน มีกําลังกายคลองแคลววองไว ไมมีโรคภัย เบียดเบียน มีอายุยืน ฯลฯ บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สอง คือการไมลักขโมยของคนอื่น และไมใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ่ ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน ไมถูกขโมยสิ่งของ มีแตคนรักใครเมตตา ฯลฯ และใน ั อนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขา กลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนมั่งมี มีสมบัติ มากมาย ไมมีใครคิดปองรายในทรัพย มีสมบัตก็ไมพินาศดวยภัยตาง ๆ ฯลฯ ิ
  • 38.
    38 บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สาม คือการไมประพฤติผิดในคูครอง  บุตรธิดา ภรรยาสามีคนอื่น ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานันมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ้ ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน ไมถูกปองราย ครอบครัวไมแตกราว ฯลฯ และในอนาคต ั เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดใน โลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขามีครอบครัวที่อบอุน ไมมีขาศึกศัตรู ไม อาภัพ ไมตองเกิดเปนหญิงหรือเปนกะเทย นอนก็เปนสุข ตื่นก็เปนสุข ฯลฯ  บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สี่ คือการไมพดเท็จ ไมพดโกหก ู ู หลอกลวงผูอื่น ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ประสบกับ ความสุขในปจจุบัน เชน ไดยินไดฟงแตคําพูดที่เปนจริง ไมมีใครมาโกหกหลอกลวง ฯลฯ และ ในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขา กลับ มาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาไดรับฟงแตถอยคําที่เปนจริง มีวาจาไพเราะสละสลวย มีอินทรีย 5 ผองใส ไมอวนเกินไป ไมผอมเกินไป ไมฟุงซาน ฯลฯ ____________________ 54 ที. ปา. 3 / 291 / 20. บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่หา คือการไมดื่มสุราเมรัย และเสพสิ่ง เสพติดใหโทษตาง ๆ ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานั้นมีกาลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ่ ํ ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตาย ั ไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลก มนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนมีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ มีปญญามาก เปนคน มีความรูมาก ไมบาไมใบ มีจิตใจละอายชั่วกลัวบาป ไมเปนคนสะดุงตกใจงาย ฯลฯ สําหรับประโยชนอันเกิดแกสังคมที่เห็นไดชัดเจนเมื่อบุคคลในสังคมรวมกันประพฤติตาม เบญจศีลคือ จะทําใหสังคมไทยมีความสงบสุขดังเชนสมัยอดีต จะไมมีความรุนแรงจากปญหาตางๆ ทางสังคม เชน ปญหาอาชญากรรม ปญหาลวงละเมิดทางเพศ ปญหาสิ่งเสพติดใหโทษ เปนตน สังคมไทยจะเปนสังคมชาวพุทธที่ยึดถือหลักพุทธธรรมในการดําเนินชีวิตไดอยางจริงจัง เพราะ เบญจศีลที่บุคคลนํามาปฏิบัติแลว จะเปนพืนฐานรองรับในการประกอบคุณงามความดีในระดับสูง ้ ขึ้นไปตามลําดับนั่นคือ ศีล สมาธิ ปญญา อันเปนเปาหมายการประพฤติพรหมจรรยใน พระพุทธศาสนาได เมื่อเปนไดดังนี้ จะทําใหสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธ เปนดินแดนแหง พระพุทธศาสนาอยางแทจริง และจะกลายเปนสังคมที่อดมไปดวยความสุขสงบในทุกดาน เปน ุ สังคมในอุดมคติของคนทุกชนชั้นเลยทีเดียว 4.3 การประยุกตความเขาใจและการปฏิบัติตามเบญจศีลและเบญจธรรมในมิติตาง ๆ ของชีวิต  ในฐานะที่สังคมไทยไดชื่อวาเปนสังคมชาวพุทธมานานนับแตอดีตเรื่อยมาจนกระทั่ง ปจจุบัน นันเปนเพราะวา บรรพบุรษของไทยมีวิถีชีวิตเกี่ยวของกับพระพุทธศาสนามาโดยตลอด ่ ุ
  • 39.
    39 และยังถายทอดคติความเชื่อและขนบประเพณีตาง ๆ ทางศาสนามายังทายาทลูกหลานตามลําดับ จากปูยาตายาย พอแม มาถึงลูกหลานเหลนไทยก็ยังคงยึดถือคติความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา และ ขนบธรรมเนียมอันดีงามเรื่อยมา จนทําใหสังคมไทยทีมีประชากรสวนใหญของประเทศกวารอย ่ ละ 90 % มีศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชีวิต และมีหลักฐานปรากฏในสําเนาทะเบียนของคน ไทยสวนมาก และมีพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติ ซึ่งเปนที่นาสังเกตวา การนับถือพุทธ ศาสนาของคนไทยนั้น จะนับถือโดยการนับถือสืบ ๆ กันมาตามบรรพบุรษ หรือจะนับถือเพราะ ุ เกิดศรัทธาเลื่อมใสในหลักคําสอนที่ตนไดศึกษาหรือไมกตาม ก็ไดชื่อวาเปนชาวพุทธตามหลักฐาน ็ ที่ปรากฏเชนกัน แตจะเปนชาวพุทธหรือพุทธศาสนิกชนอยางถูกตองและสมบูรณหรือไมเปนเรื่อง ที่ตองศึกษาและทําความเขาใจกันตอไป ผูเขียนเห็นวา การเปนชาวพุทธที่แทจริงคือการยอมรับและนับถือพระรัตนตรัยเปนสรณะ ที่พึงของตนตลอดชีวต ถาเปนพระภิกษุตองประพฤติพรหมจรรยตามหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ิ และปญญาสวนชาวพุทธฝายฆราวาสก็ตองประพฤติพรหมจรรยเชนกัน แตเปนการปฏิบัติตนตาม หลักบุญกิริยาวัตถุ 3 เปนอยางนอย คือ ทาน ศีล และภาวนา ซึ่งหลักการปฏิบัติทั้งสองมีเปาหมาย เหมือนกันคือความพนทุกข สวนวิธการนั้นจะมีความแตกตางกันตามเพศภาวะและหนาที่ ี โดยเฉพาะเมื่อกลาวถึงชาวพุทธที่เปนคฤหัสถแลว อยางนอยตองปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีลใหจง ได เพราะเบญจศีลนั้น ถือวาเปนรากฐานอันมันคงของชีวตที่บุคคลจะตองประพฤติตามใหได โดย ่ ิ มีวิธีการปฏิบัติในการแสดงตนเปนชาวพุทธและวิธีการสมาทานศีลซึ่งผูเขียนขอเสนอไว ณ ที่นี้ ดังตอไปนี้ 1. คํานมัสการพระพุทธเจา นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสส ( วา 3 เที่ยว ) คําแปล...ขาพเจา ขอนอบนอมแดพระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ซึ่งเปนผูไกลจากกิเลส ตรัสรูชอบไดดวยพระองคเอง 2. ขอถึงพระรัตนตรัย พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ ทุติยัมป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ ทุติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ ทุติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ ตะติยัมป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ ตะติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ ตะติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ 3. คําสมาทานเบญจศีล
  • 40.
    40 1. ปาณาติปาตาเวรมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการฆาสัตวดวยตนเอง และไมใชใหผูอื่นฆา 2. อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการพูดปด 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการดื่มสุราเมรัย และสิ่งเสพติดอันเปนที่ตั้งแหงความประมาท อิมานิ ปญจะสิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ ( วา 3 เที่ยว ) คําแปล...ขาพเจาขอสมาทานสิกขาบท อันประกอบดวยองค 5 ประการนี้ เพื่อความสํารวมระวัง ณ บัดนี้เปนตนไป หลังจากนั้นพึงสํารวมระวังตั้งตนอยูในศีล 5 นี้อยาใหขาด ถาขาดขอใดขอหนึ่ง ดวยความ  พลั้งเผลอ ตองรีบสมาทานใหมทันที โดยการสํารวมจิต นอบนอมตอพระรัตนตรัยแลวสมาทาน ดังที่กลาวมา เมื่อทําไดดังนี้ จะทําเกิดความภูมใจวาเราเปนผูมีศีล ตั้งอยูในศีล เปนชาวพุทธจงอยา ิ ประมาทและอยาใหชีวิตวางจากเบญจศีลเปนอันขาด ซึ่งการรักษาเบญจศีล หรือการปฏิบัติ ตามศีล 5 นั้น เมื่อทําความเขาใจโดยงายก็หมายถึง การมีเจตนาหรือมีความตั้งใจที่จะงดเวนจาก การทําบาปอกุศล หรือเวนจากการทําความชั่ว 5 ประการ ศีลจะเกิดขึนก็เพราะมีวิรัติ คือเจตนาที่ ้ จะงดเวนจากโทษนัน ๆ เวรนัน ๆ มี 3 ประการคือ ้ ้ 1. สมาทานวิรัติ แปลวา ความละเวนดวยถือ คือสมาทานหรือรับเอาดวยตนเอง ก็ได ดวยการรับจากผูอื่นก็ได หมายความวา การตั้งใจไวกอนวา จะรักษาศีล เมื่อไป  ประสบกับเหตุการณที่จะทําใหศีลขาดก็ไมทํา เพราะถือวาไดสมาทานศีลไวแลว จะ ทํากลัวศีลขาด การกระทําเชนนีเ้ รียกวา “สมาทาน” ในปจจุบันนี้มีการปฏิบัติกันมาก คือสมาทานกับพระสงฆ หรือสมาทานเองก็ได 2. สัมปตตวิรัติ หมายถึงการงดเวนจากวัตถุอันถึงเขา หรือขณะที่ประจวบเขาในทันที ทันใดกับเหตุที่จะทําใหศีลขาด คืองดเวนดวยเหตุการณที่เกิดขึ้นเฉพาะหนา หมาย ความวา แตเดิมไมไดรกษาศีล ไมไดสมาทานศีล เมื่อประสบเหตุการณทจะทําใหลวง ั ี่ ศีลนั้นก็ตั้งใจงดเวนในขณะนัน เชนเห็นทรัพยของผูอื่นวางทิ้งไว ตนจําหยิบถือเอาไป ้ ได แตมาคิดวาคนอยางตนไมเคยขโมยของๆ ใคร การตั้งใจงดเวนเหตุการณที่ ประจวบเขาเชนนี้เรียกวา สัมปตตวิรัติ 3. สมุจเฉทวิรัติ แปลวา ความละเวนไดเด็ดขาด ไดแก การละเวนของพระอริยบุคคล ตั้งแตพระโสดาบันขึ้นไป ทานงดเวนจากการประพฤติผิดศีลหาไดอยางเด็ดขาด โดย
  • 41.
    41 ไมตองสมาทาน เพราะจิติของทานเหลานั้นเห็นโทษของการไมมีศีลอยางแทจริง 55 เพราะฉะนัน ผูเขียนเห็นวา กอนจะรับศีล หรือสมาทานศีล จึงควรศึกษาเรื่องศีลใหเขาใจ ้ กอนวา ศีลแตละขอนั้น หามอยางไร มีอะไรบาง เมื่อเขาใจดีแลว จึงคอยปฏิบัติ คือสมาทานใหมี ขึ้นในตนเอง สําหรับปุถุชน หรือกัลยาณชน ยังตองอาศัยสมาทานวิรัต หรือสัมปตตวิรัติเทานัน ้ จึงจะมีศีลประกอบขึ้นได และในการสมาทานเบญจศีลนี้ จะสมาทานดวยตนเองหรือไปสมาทาน รับศีลจากบุคคลอื่น เชน พระภิกษุทวัดก็ได หลักการปฏิบัติจริงในชีวิตประจําวันที่มความ ี่ ี เหมาะสมและควรปฏิบัติอยางยิ่งคือ ควรจะสมาทานศีลดวยตนเองที่บาน หลังจากตื่นนอนและทํา ธุระสวนตัวเสร็จแลว ก็ตั้งใจสมาทานโดยมีวิธีการปฏิบัติตามขั้นตอนดังกลาวขางตน ถามวา ทําไมตองสมาทานศีลหลังจากตื่นนอน ตอบวา ศีลนั้นจะมีคุณคาและประโยชนเฉพาะ ตอนตื่นเทานั้น เพราะตองไปปฏิสัมพันธกับคนอื่น ๆ ในสังคม สวนการสมาทานศีลกอนหลับ นอนนั้นจะไมกอใหเกิดประโยชนอันใด และการสมาทานศีลหลังจากตื่นนอนนี้มีความสําคัญมาก เปรียบเหมือนการสรางบานหนึ่งหลัง เมื่อสรางเสร็จแลวเจาของบานจะลอมรั้วไวอยางดีรอบบาน ____________________ 55 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. เบญจศีลและเบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538), น. 56. เพื่อปองกันอันตราย ฉันใด หลังจากตื่นนอนและทําธุระสวนตัวเรียบรอยเสร็จแลวก็สมาทานศีล เพื่อปองกันการลวงละเมิดจากบาปอกุศลตาง ๆ เมื่อตองไปทําหนาที่ในชีวิตประจําวันฉันนัน และ ้ เปนการปองกันตนเองและผูอื่นใหมีความปลอดภัยจากภัยเวรตาง ๆ ที่จะเกิดขึน ้ ธรรมอีกหมวดหนึ่งที่มความสําคัญตอการรักษาศีลคือ “เบญจธรรม” ถือไดวา เปน ี คุณธรรมที่มาคูกับเบญจศีล มีความเมตตาเปนตน ซึ่งไมใชขอหามและบังคับ แตเปนขอที่ควร  ปฏิบัติหรือควรมีในจิตใจของคน เพื่อใหเกิดความนาอยูและความสงบสุขของสังคม จึงเปนธรรมที่ ควรปลูกฝงใหมีในตนเชนกัน ดังมีรายละเอียดตอไปนี้ พระพรหมคุณาภรณ พระนักวิชาการ ทางพุทธศาสนาไดกลาวถึงความเปนมาและความหมายของคําวา “เบญจธรรม” ไววา ในยุคตอมา ปราชญไดนําเอาธรรมบางขอที่เขาคูกันกับสิกขาบทหรือศีล 5 นั้น มาจัด  วางเปนหมวดชัน สําหรับแนะนําใหคฤหัสถปฏิบัติคูกนไปกับเบญจศีล โดยเรียกชื่อวา ้ ั เบญจธรรม หรือเบญจกัลยาณธรรม ขอธรรมที่นํามาจัดนั้น ก็เดินตามแนวของหลักที่ เรียกวากุศลกรรมบถนันเอง แตในการเลือกขอธรรมมาจัดเขามีความแตกตางกันอยู ่ บาง โดยเฉพาะในแงของขอธรรมที่มีความหมายกวางแคบกวากัน หัวขอเบญจธรน นั้น เรียงตามลําดับใหเขาคูกับศีล 5 คือ 1. เมตตาและกรุณา 2. สัมมาอาชีวะ (บางครั้ง  ทานเลือกเอาหรือรวมเอาทานเขาดวย) 3. กามสังวร คือความรูจกยับยั้งควบคุมตนใน ั ทางกามารมณหรือเรื่องรักใครไมใหผิดศีลธรรม (บางทานเลือกเอาสทารสันโดษ คือ ความยินดีดวยคูครองของตน) 4. สัจจะ 5. สติสัมปชัญญะ (บางทานเลือกเอาอัปปมาท  คือความไมประมาท ซึ่งไดความเกือบไมตางกัน) 56
  • 42.
    42 เบญจธรรม หมายถึง ธรรม 5 บางทีเรียกวา “เบญจกัลยาณธรรม” หมายถึง ธรรมอัน ดีงาม 5 ประการ คูกับเบญจศีล เปนธรรมเกื้อกูลแกการรักษาเบญจศีล ผูรักษาเบญจ  ศีลควรมีไวประจําใจเปนนิจ 5 ประการ คือ 1. เมตตากรุณา ความรักใคร ปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข ความเจริญ ความสงสาร คิดชวยใหพนทุกข คูกับศีลขอที่ 1 2. สัมมาอาชีวะ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คูกับศีลขอที่ 2  3. กามสังวร ความสํารวมระวังรูจกยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ ไมใหหลงใน ั รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ คูกับศีลขอที่ 3 4. สัจจะ ความสัตยหรือความซื่อตรง คูกับศีลขอที่ 4 5.สติสัมปชัญญะ ความระลึกไดและรูตวอยูเสมอ คือ ฝกฝนใหเปนคนรูจักยั้งคิด รูสึก ั  ตัวอยูเสมอวา สิ่งใดควรทํา ไมควรทํา ระวังไมใหประมาท คูกับศีลขอที่ 5 56 ____________________ 56 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพครั้งที่ 4, 1,000 เลม น. 773. เบญจธรรมนี้ ถามีอยูในจิตใจมากจะชวยประสานประโยชนแกกนและกัน ทําใหมีศีลมั่นคง ไม  ั ขาดงาย การรักษาเบญจศีลจึงตองมีเบญจธรรมประพฤติควบคูไปดวย จักไดชวยเติมเต็มและ เกื้อหนุนใหเปนผูมีศีลสมบูรณ อันจักอํานวยประโยชนสุขแกบุคคลอื่นและสังคมรอบดาน ดวย ประการสําคัญยิ่งคือ การปฏิบัติตนตามเบญจศีลและประพฤติเบญจธรรมควบคูไปดวยนั้น จะ สามารถยังประโยชนอันยิ่งใหญใหเกิดมีขนแกตวเอง และเปนการสรางมิตใหม ๆ ใหบังเกิดขึ้นแก ึ้ ั ิ สังคมทุกระดับในสังคมไทยอีกดวย 4.4 กลวิธการสงเสริมเบญจศีลและเบญจธรรมเพือการสรางสรรคและพัฒนาบุคคลและสังคม ี ่ การชี้ใหเห็นโทษของการละเมิดเบญจศีล และการแสดงประโยชนที่ชัดเจนจากการการ ปฏิบัติตามเบญจศีลพรอมทั้งการปกระพฤติตามเบญจธรรมของปจเจกบุคคลและสวนรวมนั้น ยอมจะกอใหเกิดแรงกระตุนทางจิตแกบุคคลทั้งหลายในโลกในสังคม โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่ง  เปนสังคมของชาวพุทธโดยสวนมากจึกไดพากันตระหนักและเห็นคุณคาของชีวิตของตนในฐานะที่ ไดมีโอกาสเกิดมาเปนมนุษย และถือวาเปนโอกาสที่ดีที่สดที่ตนไดเกิดมาพบพระธรรมคําสอนของ ุ พระพุทธเจา ฉะนัน จึงเปนการสมควรอยางยิ่งที่เหลาพุทธศาสนิกชนจักไดสํานึกในความเปนพุทธ ้ บริษัท ดวยการประพฤติตนและดํารงชีวิตใหถูกตองตามกฏเกณฑของระบบชีวิตและระเบียบของ สังคมที่พระพุทธเจาทรงวางเอาไวตามทีกลาวมาแลว ่ ในลําดับตอไปนี้ผูเขียนจึงไดเสนอกลวิธีตาง ๆ อันเปนแนวทางปฏิบัติอีกทางหนึ่ง เพื่อเปน การชัดชวน เชิญชวน กระตุน และสงเสริมใหชาวพุทธทังหลายไดปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีล ้
  • 43.
    43 และประพฤติตนตามเบญจธรรมไดโดยงายและสะดวกยิ่งขึ้นในยุคแหงความเจริญทางวัตถุและยุค สมัยแหงการแขงขันทุกดานของสังคมไทย 4.4.1 กลวิธการสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมใหเกิดขึ้นแกสงคมไทย ี ั เปนที่ทราบกันดีในหมูชาวพุทธผูที่เปนปญญาชนซึ่งไดศึกษาหลักพุทธธรรมทางศาสนา แลววา พระพุทธศาสนานันเกิดขึ้นมาเพื่อแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึนกับมนุษยโดยตรง และ ้ ้ ปญหาทั้งมวลของมนุษยนั้น ทางพระพุทธศาสนาเรียกวาความทุกข ถามนุษยมีความรูและความ เขาใจสภาวะที่เรียกวาทุกข รูสาเหตุที่มาของทุกข รูวิธีทจะแกไขปญหาของทุกขที่เกิดขึ้น และได ี่ ดําเนินการปฏิบัติตามกระบวนการของวิธีแกทกขดวย มนุษยก็จะสามารถนําพาตนเองใหรอดพน ุ จากปญหาความทุกขทั้งมวลได ดวยเหตุนี้ กลวิธีที่จะนํามาใชกับชาวพุทธในสังคมไทยจึงควร ดําเนินการตามพุทธวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจาที่ไดทรงแสดงไวแลว ในเบื้องตน เมื่อชาวพุทธใน สังคมไทยสวนใหญยังขาดความรูความเขาใจในหลักธรรมทางศาสนา ตองมีการกระตุน ตอกย้ํา และสงเสริม ใหชาวพุทธไดเกิดความรูความเขาใจอยางถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมในทางศาสนา โดยพุทธบริษัทแนวหนาคือพระสงฆนั่นเอง ซึ่งถือวาเปนบุคคลผูที่มีบทบาทมากที่สุดตอวิถีชีวิต ของสังคมชาวพุทธ เปนผูนําในการเผยแผแนะนําใหพุทธบริษัทใหเกิดความรูความเขาใจที่ถูกตอง ในหลักพุทธธรรม และบุคคลอีกกลุมหนึ่งคือ ชาวพุทธผูเปนปญญาชนฝายคฤหัสถ จะตองชวยกัน ชี้แนะแนวทางใหแกสังคม ดวยวิธการตาง ๆ ตามแนวทางการสอนของพระพุทธเจา ี เชน ปญหานานัปการทีกําลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เมื่อสืบสาวถึงสาเหตุตนตอของปญหายอมทราบ ่ ไดวา เกิดมาจากคนในสังคมละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึง หรือทั้งหมด ทั้ง ๆ ทีคนสวนมากใน ่ ่ สังคมไทยเปนชาวพุทธ แตไมไดยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางของความเปนชาวพุทธอยางแทจริง ตองเริ่มดวยการสรางความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับกระบวนการของเบญจศีลใหเกิดขึ้นใน จิตใจแกชาวพุทธที่เรียกวาสัมมาทิฏฐิกอน คือชีใหชาวพุทธทั้งหลายไดเกิดปญญา โดยการมองเห็น ้ โทษภัยของปญหาที่เกิดขึ้นแกบุคคลและสังคม เพราะการละเมิดเบญจศีลและชี้ใหเห็นถึงประโยชน ที่ไดรับหลังจากไดประพฤติปฏิบัติตามหลักเบญจศีลและเบญจธรรมแลว เพราะฉะนั้น กลวิธีการ ทําหนาที่สรางความรูความเขาใจนี้จึงเปนภาระสําคัญของพระสงฆและชาวพุทธผูที่เปนปญญาชน  โดยตรงทีจะตองกระทํากันอยางจริงจังและตอเนื่องจึงจะประสบผลสําเร็จ รักษาศีลทีละขอ ่ การฝกฝนตนเองใหรูอกการวางใจใหถูกตองตรงตามความเปนจริง ก็เปนคุณสมบัติที่ดีอีก ี ประการหนึ่งของชาวพุทธที่ควรสรางและปลูกฝงใหเกิดขึนแกตนเอง ้ การวางใจใหถูกตองตาม ความเปนจริงเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมนี้ จะเปนการชวยใหบคคลนั้นสามารถรักษาตนเองและ ุ ผูอื่นใหปลอดภัยจากการจองเวร ไมทําตัวเองและผูอื่นใหเดือดรอน โดยมีวิธีในการพิจารณาศีลแต ละขอดังตอไปนี้ ศีลขอที่หนึ่ง เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการฆาและการ เบียดเบียนผูอื่น สัตวอื่น ใหฝกพิจารณากอนเสมอ ๆ วา สัตวทั้งหลายลวนเปนเพื่อนทุกข เกิด แก  เจ็บ ตาย ดวยกันทั้งนั้น เรารักชีวต และหวงชีวิต และไมอยากใหคนอื่นพรากเราจากชีวิตอยางไร ิ
  • 44.
    44 แมคนอื่น สัตวอื่น ก็เปนเฉกเชนเดียวกันกับเรานั่นเองพิจารณาไดบอย ๆ ดังนี้ จะทําใหเราไมกลา ลวงละเมิดทําบาปอกุศล เพราะมีความสํานึกอยูเสมอวาตนเองและผูอื่นยอมมีความปรารถนา ความสุข เกลียดความทุกขเชนกัน การฝกฝนเชนนี้ตองกระทําทุกโอกาสทุกขณะ แมแตสัตวเล็ก ๆ นอย ๆ เพราะจะเปนการพัฒนาจิตใจตนเองใหมีความละเอียดออนและสูงขึ้นตามลําดับ ศีลขอที่สอง เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการลักขโมย เชน ไปเจอทรัพยที่เจาของไมอยุ มีโอกาสที่จะหยิบจะขโมย เพราะเกิดความโลภ ใหฝกพิจารณา  กอนเสมอ ๆ วา แมเราก็รักและหวงในทรัพยทเี่ ปนของเรา คนอื่นเลาเขายอมจะเกิดความหวงหวง และรักในทรัพยของเขาเชนกัน ไมอยากจะใหสูญหายหรือถูกใครแยงชิงไป ฝกฝนในการวางใจ บอย ๆ เมื่อจิตเกิดความโลภอยากได แมตนเองและผูอื่นก็ปลอดภัยจากการเบียดเบียนในทรัพยสิน ของกันและกัน ทําใหเราไมกลาลวงละเมิด เพราะเกิดความละอายชั่วกลัวบาปที่จะเกิดขึ้นแกตนเอง ศีลขอที่สาม เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิด เพราะเกิดความ กําหนัดในเพศตรงขาม ใหฝกพิจารณากอนเสมอวา คน ๆ นั้น เปนเสมือนพี่สาวนองสาวเรา หรือ เปนเสมือนพอแมพี่นองเรา ฯลฯ ฝกวางใจไดบอย ๆ ดังนี้ จะทําใหเราคลายจากความกําหนัด หัก หามใจตนเองได ไมตองลวงละเมิดกามทั้งหลาย เมื่อฝกไดบอยครั้ง ยอมจะทําใหเปนคนมีจตใจ ิ ละเอียดออนยิ่งขึ้น เพราะไมตองหมกมุนกับเรื่องกามราคะ  ศีลขอที่สี่ เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการพูดปดโกหก หลอกลวงผูอื่น ใหฝกพิจารณากอนเสมอที่จะพูดวา แมเราเองก็รักและชอบที่มีคนมาพูดกับเรา ดัวยความจริงทุกเรื่อง คนอื่นก็คงเปนเชนกับเรา ฝกวางใจกอนเสมอ ๆ จักไดชื่อวาไมเปนการ เบียดเบีนยตนเองและผูอี่นดวยคําพูดที่ไมเปนจริง และกลายเปนคนมีสัจจวาจาเปนที่นยมชมชอบ ิ ของบุคคลทั้งหลายอีกดวย ศีลขอที่หา เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการดื่มสุราเมรัย และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา ใหฝกพิจารณากอนเสมอวา สิ่งตาง ๆ เหลานี้ไมมีประโยชนใด ๆ ตอราง สุขภาพเลย ตรงกันขามยังกอใหเกิดโทษสถานเดียว และเปนการเบียดเบียนทั้งตนเองและผูอื่นดวย ฝกวางใจมองใหเห็นโทษที่จะเกิดขึ้นตามความเปนจริงบอย ๆ จักไดไมตงลวงละเมิดทําผิด เพราะ ศีลถาบุคคลมีความสํารวมในขอนี้แลว จะทําใหมีสติปญญาดี ไมตงตนอยูในความประมาท และ ั้  ไมเปนสาเหตุที่ตองลวงละเมิดศีลขออื่น ๆ อีกดวย 4.4.2 กลวิธการการสงเสริมคานิยมในการประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับเบญจศีลและเบญจธรรมแก ี สังคมไทย จากคําพูดที่วา จะปลูกพืชตองเตรียมดิน จะกิจตองเตรียมอาหาร จะพัฒนาการตองเตรียม คน จะพัฒนาใหไดผลตองพัฒนาที่จตใจ จะพัฒนาใครเขา ตองพัฒนาตัวเองกอน 57 เปนคําพูดที่ ิ พิจารณาแลวจะเห็นวาเปนถอยคําที่มีเหตุผลในทางทฤษฎีและปฏิบัติ การนํากลวิธีที่เพื่อจะทําให ชาวพุทธในสังคมไทยไดยึดถือและปฏิบัตินั้นเปนอีกหนทางหนึ่ง ซึ่งผูเขียนไดเสนอไวเปนขอ ๆ โดยการอธิบายเพียงสังเขปเทานัน ประกอบดวย ้
  • 45.
    45 4.4.2.1 สงเสริมใหผูนําที่มีอํานาจหนาที่ในการปกครองในสังคมนั้น ๆ ใหมีความรูความ  เขาใจเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรม ผูนําในสังคมไทยมีหลายระดับตั้งแตผนําระดับหมูบาน ตําบล อําเภอ จังหวัด และผูนํา ู ระดับประเทศ โดยหนาที่ในการสงเสริมนี้ เปนภาระกิจทีงพระสงฆและชาวพุทธปญญาชนฝายถฤ ่ หัสถซึ่งถือวามีควมรูความเขาใจในหลักพุทธศาสนาเปนอยางดี จะตองชวยกันเผยแผแนะนําให บุคคลเหลานี้ไดเกิดสติปญญาในเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้เปนอยางนอย  4.4.2..2 สงเสริมใหผูนําที่มีอํานาจหนาที่ในการปกครองในสังคมนั้น ๆ เปนผูนํารองใน การประพฤติปฏิบัติตามเบญจศีลเบญจธรรม เพื่อเปนเนติแบบอยางแกสมาชิกในสังคม หลังจากที่ผูนําในสังคมไทยระดับตาง ๆ มีความรูความเขาใจในหลักทฤษฎีแลว ตองสงเสริมให ผูนําเปนแบบอยางในการประพฤติปฏิบัตตามกระบวนการของเบญจศีลเบญจธรรมนั้นดวย เมื่อ ิ สามารถกระทําไดดังนี้ สมาชิกในสังคมระดับตาง ๆ ยอมจะเกิดศรัทธาเลื่อมใสโดยการยึดถือ ปฏิบัติตามแนวทางของบุคคลผูเปนหัวหนาอยางแนนอน ____________________ 57 พระมหาสุขพัฒน อนนทจารย, ปริศนาปรัชญาธรรม. (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ ลูก ส. ธรรมภักดี, 2546), น. 272. 4.4.2..3 สงเสริมใหมีการประพฤติปฏิบัติตามเบญจศีลเบญจธรรมอยางจริงจัง โดยเริมจาก สถาบันครอบครัวซึ่งประกอบดวยพอ แม ลูก ฯลฯ สถาบันครอบครัวถือวามีบทบาทสําคัญยิ่งในการทีจะเปนตนแบบการดําเนินชีวิตที่ถูกตองดีงามแก ่ สมาชิกของสังคม โดยเฉพาะบุคคลผูเปนหัวหนาครอบครัวคือ พอ แม จะตองมีความรูความเขาใจ เปนเบื้องตนในหลักเบญจศีลเบญจธรรม และสามารถปฏิบัติตามไดดวย จักไดเปนแมแบบทีดีแก  ่ บรรดาลูก ๆ ในการครองชีวตดวย ิ 4.4.2..4 สงเสริมใหมีหลักสูตรการเรียนการสอนเบญจศีลเบญจธรรมทังภาคทฤษฏีและ ้ ปฏิบัติอยางจริงจังในสถานศึกษาทั้งหลาย การสงเสริมในขอนี้ เปนหนาที่รับผิดชอบโดยตรงของหนวยงานดานการศึกษา ที่จะตองให ความสําคัญและเห็นคุณคาของเบญจศีลเบญจธรรม ซึ่งบุคคลผูเปนเยาวชนของชาติจะตองไดรับ จากหลักสูตรการเรียนการสอน และที่สําคัญคือบุคคลผูทําหนาที่ในการสอนจะตองมีความรูความ   เขาใจพรอมทั้งสามารถปฏิบัติตนเปนแบบอยางเกี่ยวกับเรื่องนี้ปนอยางดี จึงจะประสบผลสําเร็จ 4.4.2..5 สงเสริมใหมีการอบรมเพื่อเสริมสรางความรูความเขาใจแกเด็กเยาวชน วัยรุนใน   ระดับตาง ๆ อยางจริงจังและสม่ําเสมอ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ การสงเสริมในขอนี้จะเกิดขึนและบังเกิดผลไดนั้น รัฐบาลจะตองใหความสําคัญในการผลักดันให ้ หนวยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เชน สถาบันพระสงฆและกลุมบุคคลผูมีความรูความสามารถทาง ศาสนา ไดทํางานอยางเต็มที่ โดยการสนับสนุนดานงบประมาณอยางเพียงพอ เพราะเด็กเยาวชน วัยรุนถือวาเปนกลุมเปาหมายใหญที่สําคัญที่รัฐตองใหความเอาใจใสเปนพิเศษ
  • 46.
    46 4.4.2..6 สงเสริมใหมีการอบรมเสริมความรูเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมแกบุคคลในสาขา อาชีพตาง ๆ อยางจริงจังและสม่ําเสมอ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ บุคคลในสาขาอาชีพตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะตองไดรับการอบรมเสริมความรูเกี่ยวกับ หลักธรรมทางศาสนาโดยเฉพาะหลักเบญจศีลเบญจธรรมอยูเสมอ โดยการเอาใจใสดูแลอยาง จริงจังของรัฐบาล และใหถือเปนภารกิจที่สําคัญยิ่งทีตองดูแล ใหถือเปนแนวทางทีตองปฏิบัติของ ่ ่ หนวยงานทุกสาขาอาชีพ 4.4.2..7 สงเสริมใหสื่อมวลชนแขนงตาง ๆ รวมกันรณรงคใหประชาชนเห็นโทษการ ละเมิดเบญจศีลและเห็นประโยชนจากการประพฤติปฏิบัตตามเบญจศีลเบญจธรรม ิ สื่อมวลชนในขอนี้หมายถึง ผูทําหนาที่เปนนักขาว และบุคคลผูมีอาชีพดานการแสดง เชน ดารา นักรอง ฯลฯ ซึ่งถือวาเปนผูมีอิทธิพลทางดานคานิยมเปนอยางมากตอคนในสังคม เมื่อบุคคล เหลานี้เกิดความรูความเขาใจเกี่ยวกับหลักธรรมทางศาสนาอยางนอยเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้ อยางดีแลว พฤติกรรมที่แสดงออกยอมจะปรากฏเฉพาะในดานที่เกี่ยวกับการชักจูงใหสังคมไทยมี ทัศนคติคลอยตามในทางทีดีเชนกัน เพราะเด็กเยาวชน และวัยรุนในสังคมไทยมีคานิยมในตัว ่ บุคคลที่มีอาชีพประเภทดังกลาวนี้อยูแลว 4.4.2..8 สงเสริมใหสื่อมวลชนแขนงตาง ๆ รวมกันผลติรายการที่มความหลากหลาย ี เกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมอยางจริงจัง ผูทําหนาที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อตาง ๆ เชน รายการวิทยุ รายการโทรทัศน ฯลฯ ถาเปนชาวพุทธที่มี ความรูความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้อยางดีแลว  ยอมจะมีความคิดสรางสรรค ในทางที่ดีทจะชวยสงเสริมใหมีเฉพาะรายการที่เปนประโยชนตอชีวิตจิตใจของผูฟงและผูชม ี่ เทานั้น 4.4.2..9 สงเสริมใหมีการโฆษณาชวนเชื่อ เชน สินคา ตาง ๆ ที่เปนไปเพื่อการไมทําลาย คานิยมที่ดีงามและถูกตองเกี่ยวกับเบญจศีลแบะเบญจ.ธรรม สื่อโฆษณาชวนเชื่อตาง ๆ ไมวาจะเปนผลิตภัณฑสินคาประเภทใดก็ตาม ตองมีการสงเสริมให ผูประกอบการไดตระหนักและเห็นคุณคาของผูบริโภคเปนสําคัญ โดยเนนไปที่คณภาพและ ุ ประโยชนที่ไดรับจากสินคาตามที่เปนจริง 4.4.2..10. สงเสริมและสรางเสริมใหชาวพุทธทุกคนในสังคมไทย มีอุปนิสัยใสการ ประพฤติปฏิบัตินตามหลักกระบวนการบญจศีลเบญจธรรมใหไดตลอดชีวต ิ ภารกิจในขอนี้ ยอมเปนหนาที่สําคัญยิ่งอีกขอหนึ่งที่พระสงฆและชาวพุทธปญญาชนฝายถฟหัสถ จะตองรับไปดําเนินการโดยรีบดวน โดยการชี้แนะแนวทางใหบุคคลระดับตาง ๆ ในสังคม ตั้งแต เด็กเยาวชนเรื่อยไปจนถึงผูใหญ ใหเกิดความรูความเขาใจในหลักธรรมระดับเบญจศีลเบญจธรรม  เปนอยางนอย และใหรูจกฝกฝนตนเองใหมีอุปนิสัยเคยชินในการสมาทานรักษาศีลตลอดชีวิต ั 4.4.2.11. สงเสริมใหชาวพุทธทุกคนสมาทานเบญจศีลในตอนเชาตรู กอนที่จะออกไปทํา ภารกิจหนาที่ประจําวัน
  • 47.
    47 การสมาทานศีลในตอนเชาของทุกวันหลังจากตื่นนอนถือวาเปนเรื่องสําคัญอยางยิ่ง เปน การชวยปองกันตนเองไมใหกระทําบาปอกุศลที่จะเกิดขึนในแตละวัน เพราะเมื่อมีเจตนาตั้งใจไว ้ ในเบื้องตนกอนแลว เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง ก็ จะสามารถตั้งสติได โดยรูเทาทันกับสิ่งที่ตนเองกําลังจะกระทําวาควรหรือไมควรอยางไร 4.4.2.12. สงเสริมใหโรงเรียนและสถานศึกษาทั้งหลายในสังคมไทย ใหออกกฎระเบียบ ใหนักเรียนนักศึกษาในสถาบัน ตองรวมใจกันสมาทานเบญจศีลทุกวันในตอนเชาหลังเคารพธงชาติ โดยหนวยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวของกับการศึกษาจะตองสงเสริมใหโรงเรียนและ สถานศึกษา ใหออกกฎระเบียบใหนกเรียนนิสิตนักศึกษาทุกคนไดยึดถือปฏิบัติเปนประจําทุกวัน ั โดยใหมการสมาทานศีลในตอนเชาหลังจากเคารพธงชาติแลว เพื่อเปนการสรางอุปนิสัยและปลูก ี จิตสํานึกในทางทีดีแกเด็กเยาวชนและวัยรุน ่ กลวิธีทั้ง 12 ขอดังกลาวนี้ ผูเขียนไดมุงประเด็นไปเฉพาะกลุมสังคมชาวพุทธสวนใหญเปน สําคัญ ซึ่งบุคคลเหลานี้ นาจะเกิดจิตสํานึกในหนาทีรับผิดชอบตอสถานภาพที่ตนเองไดรับและจะตอง ่ ประพฤติปฏิบัติใหไดตามสถานภาพของความเปนชาวพุทธ โดยเฉพาะอยางยิง การสรางปญญาใหเกิดแก ่ ตนเองคือความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมทางศาสนา อยางนอยสุดคือเรืองของเบญจศีลเบ๘ ่ จธรรมนี้ ซึงถือวาเปนบรรทัดฐานที่สําคัญยิงของชีวิตตนและสังคมรอบดาน ่ ่ บทที่ 5 สรุปและขอเสนอแนะ 5.1 สรุป จากสถานการณที่เปลี่ยนแปลงอยูเตลอดเวลาในปจจุบัน ไดสงผลใหสังคมนานาประเทศ รวมถึงสังคมไทยดวย ไดรับผลกระทบจากภาวะทีกําลังเปลี่ยนแปลงนั้นเชนกัน ซึ่งเปนสิ่งที่จะ ่ หลีกเลี่ยงหรือจะไมยอมรับนั้นยอมเปนไปไมได และลักษณะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ลวนเกิด จากการกระทําทั้งหลายของมนุษยเอง ประเด็นใหญ ๆ ของความเปลี่ยนแปลงก็คือ การพัฒนา ความกาวหนาทางวัตถุในทุกดานเพื่อคอยอํานวยความสะดวกแกมนุษยเองอันไดแก เครื่องอุปโภค บริโภคตาง ๆ ไมวาจะเปนเครื่องใชไฟฟา อาทิ ตูเย็น โทรทัศน พัดลม แอรคอนดิชั่น เครื่องเสียง เครืองไมโครเวป ฯลฯ เครื่องมือสื่อสาร อาทิ จานรับสัญญาณดาวเทียม โทรศัพท คอมพิวเตอร เครื่องสงแฟกซ ฯลฯ หรือจะเปนพาหนะเดินทาง อาทิ รนยนต รถไฟ เครื่องบิน เรือดําน้ํา ฯลฯ และยังมีอุปกรณเครื่องใชสอยในชีวตประจําวันตาง ๆ นานาชนิดอีกมากมายที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อ ิ มาปรนเปรอความสะดวกใหแกมนุษย โดยเขาใจวา เมื่อไดรับความสะดวกสบายจากสิ่งอุปกรณ เหลานี้แลว ชีวิตก็จะมีความสุข แตความจริงหาไดเปนเชนนั้นไม เพราะความสุขกับความ สะดวกสบายเปนคนละอยางกัน การมุงเพื่อเติมเพียงวัตถุใหกับชีวตนั้นยังเพียงพอที่จะทําใหชีวิตมี ิ ความสุขไดอยางแทจริง ฉะนัน ผลกระทบจากการที่มนุษยผูมุงแตผลิตและเสพวัตถุแตเพียงอยาง ้ เดียวนั้น ยอมจะทําใหมนุษยยังคงประสบกับทุกขภยอันใหญหลวงอยูร่ําไป และนับวันยิ่งจะทวี ั
  • 48.
    48 ความรุนแรงขึ้นไปทุกขณะ ปญหานานาชนิดในสังคมยังคงเกิดขึนอยูเสมอเพราะผลพวงจาก ้ ความเจริญกาวหนาทางวัตถุนนเองั่ ในสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธก็เชนกัน ยังไดรับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง ทั้งหลายเหลานั้นดวย เพราะอํานาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง เปนสาเหตุใหญ ความ ไมรูเทาทันและไมมีความฉลาดในการครองชีวิตของชาวพุทธเอง จึงตองประสบกับปญหาขึน ้ สารพัดในสังคมไทย ทั้ง ๆ ที่สังคมไทยนาจะเปนสังคมที่มีสุขสงบมากที่สุดกวาสังคมนานา ประเทศ เพราะสังคมไดถูกหลอหลอมและแวดลอมซึมซับดวยวัฒนธรรมอันดีงามตามหลักธรรม ทางพุทธศาสนามายาวนาน แตสถานการณกลับไดเปนเชนนั้นไม เพราะปญหาความรุนแรงยังคงมี ปรากฏในสังคม เชน ปญหาอาชญากรรม เกิดคดีฆารายวัน การฆาตกรรม การทํารายรางกายและยกพวกตีกัน ของเด็กนักเรียนวัยรุน ฯลฯ เรียกวาในสังคมไทยยังมีการเบียดเบียนขมเหงตนเองและผูอื่นปรากฏ ใหเห็นและรับรูอยูเสมอตามสื่อตาง ๆ ไมเวนแตละวัน ปญหาการลักขโมยทรัพยสินของบุคคลอื่น การฉอโกงทุจริตในหลากหลายรูปแบบเกือบทุกวงการ การฉกชิงวิ่งราวเปนคดีที่เกิดขึ้นสเมอใน สังคม ฯลฯ ปญหาการลวงละเมิดทางเพศของผูคนในเพศและวัยตาง ๆ เกิดพฤติกรรมวิปริตทาง  เพศ มีการลวงอนาจารทางเพศและมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควรของเด็กวัยรุน ฯลฯ ยังมีปรากฏ ใหรับรูไมเวนแตละวัน ปญหาการพูดจาโกหกหลอกลวงยังมีปรากฏมากมายในสังคมเชนกัน หรือปญหาการดื่มสุราเครื่องดองของเมายังมีใหเห็นอยางดาษดื่นในสังคม ทุกระดับ โดยถือวาอ เปนเรื่องปกติธรรมดาในสังคม รวมถึงการเสพสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ มีทั้งการคาขายและการเสพ ในทุกรูปแบบ ยังคงเปนปญหาระดับชาติที่สําคัญซึ่งตองแกไขและปราบปรามกันตอไปโดยไมมีที ทาวาปญหายาเสพติดนี้แกไขดัวยวิธใดจึงจะหมดไปจากสังคม ี จากปญหาทางสังคม ปญหาทางเศรษฐกิจ ปญหาทางการเมือง ซึ่งเปนแหลงรวมที่เกิด ของปญหาสารพัดตาง ๆ ที่ไดเกิดขึนและกําลังเกิดขึ้นอยูในสังคมไทยปจจุบนนี้ ยอมเกิดจากสาเหตุ ้  ั ที่สรุปไดคือ เกิดจากการที่ผูคนในสังคมขาดศีลธรรม วิถชีวิตอันดีงามของสังคมไทยเปลี่ยนแปลง ี ไปในทางที่เลวรายลงมากกวาสมัยอดีต ชาวพุทธสวนมากในสังคมไทยไมมความรูความเขาใจในี  หลักของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่งหลักเบญจศีลซึ่งถือวาเปนกฏของระบบของชีวิตและ ระเบียบของสังคม ซึ่งชาวพุทธควรประพฤติปฏิบัตใหไดเปนอยางนอย แตสภาวการณที่ยังคง ิ ปรากฏ ชาวพุทธยังมีการลวงละเมิดเบญจศีลกันอยูมาก ไดแก ไมละเวนจากการฆาการเบียดเบียน ทังตนเองและผูอื่นสัตวอื่น ไมงดเวนจากการลักขโมยและการฉอโกงในรูปแบตาง ๆ ไมงดเวนจาก ้ การประพฤติผิดทางเพศ ไมงดเวนจากการดืนสุราเครื่องดองของเมา และสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ ่ ซึ่งพฤติกรรมการลวงละเมิดตอตนเองและผูอื่นเหลานี้ ถือไดวาเปนตนตอเปนสาเหตุใหญทีเดียว ที่ ทําใหสังคมไทยตองประสบกับชะตากรรมความเดือดรอนทั้งหลาย โดยที่สังคมชาวพุทธหารูไมวา เปนผลพวงของวิบากกรรมที่ปจเจกบุคคลไดกระทําไวดวยตนเองในอดีต และในปจจุบันเมื่อไม   สรางเหตุแหงกรรมดีไว ยอมจะตองไดรับผลที่ไมดอันเนื่องมาจากเหตุแหงกรรมที่ทํามาไมดี ี
  • 49.
    49 เชนกัน ดังเชน การลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่งหรือทั้งหมด ปจเจกบุคคล รวมถึงสังคม ยอมจะไดรับโทษทัณฑตาง ๆ เชนกัน ดังที่กลาวไปแลว เพราะฉะนัน ผูเขียนเห็นวา การที่จะแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ตองแก ้ ที่ตนเหตุจึงจะเปนการแกปญหาที่ตรงประเด็น เพราะถาแกปญหาที่ปลายเหตุ ปญหาตาง ๆ จะยุติ ชั่วคราวและยอมจะเกิดขั้นอีกแนนอนจนลุกลามกลายเปนปญหาใหญที่ยุติไมไดอีกตอไป ดังเชน การแกไขปญหาทีใชอยูในสังคมไทย เพื่อเปนการยุติปญหาอยางถาวรในอนาคต จึงจําเปนอยางยิ่ง ่ ที่จะตองทราบสาเหตุที่เกิดของปญหา เมื่อทราบวาปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปจจุบน เกิดจาก ั ภาวะจิตใจของผูคนขาดศาลธรรม ศีลธรรมไดหางหายไปจากสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธ เพราะขาดความรูความเขาใจจึงไมมีการประพฤติปฏิบัติกนอยางจิรงจังในหลักเบญจศีลเบญจธรรม  ั ในงานเขียนนี้ ผูเขียนจึงไดเสนอกลวิธีตาง ๆ ถึง 12 ขอ เพื่อชักนําใหปจเจกบุคคลไดเปน  แนวทางปฏิบัติ และสามารถเปนแนวทางใหสังคมโดยทั่วไปประพฤติปฏิบัติตามไดดวย เชน กลวี  การกระตุน ชักชวน ใหชาวพุทธไดตระหนักและใหเห็นความสําคัญของความเปนชาวพุทธวา จะตองมีพื้นฐานความรูความเขาใจที่ถกตองเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อาทิ หลัก  ู เบญจศีลเบญจธรรม เปนอยางนอย เพื่อจักไดนํามาประพฤติปฏิบัติในชีวตจริงไดถูกตอง โดย ิ ชี้ใหเห็นถึงโทษภัยที่ไดรับจากการลวงละเมิดเบญจศีล และแสดงประโยชนที่จะไดรับเมื่อสามารถ รักษาเบญจศีลและประพฤติตามเบญจธรรมไดแลว หรือกลวิธีการสรางความรูความเขาใจใหและ สงเสริมใหมีการประพฤติปฏิบัติตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมกันอยางจริงจังในกลุมชาวพุทธผูเปน หัวหนาของชุมชนในสังคมทุกระดับ เพราะเมื่อหัวหนาหรือผูนําในสังคมมีความประพฤติเชนไร แนวโนมที่สมาชิกในสังคมยอมจะมีความประพฤติพลอยตามนั้นยอมจะมีความเปนไปไดมาก และ ในกระบวนการปฏิบัติ บุคคลผูมีบทบาทที่สําคัญคือ พระสงฆ และชาวพุทธผูที่เปนปญญาชน ทั้งหลาย จะตองเปนตัวขับเคลื่อนที่สําคัญยิ่งในการเปนผูนํารองทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ฯลฯ  ฉะนั้น เมื่อชาวพุทธสามารถนําหลักเบญจศีลนี้มายึดถือปฏิบัติได ยอมจะสงผลใหสังคมไทยทุก ระดับไดพบกับแสงสวางแหงชีวิต และเกิดมิติใหม ๆ ในทางที่ดีอยางแนนอน 5.2 ขอเสนอแนะ 1. บุคคลผูเปนหัวหนาหรือผูนําประเทศ เชนรัฐบาลซึ่งสวนใหญเปนชาวพุทธจะตองเกิด การตื่นตัวและตระหนักในหนาที่ที่สําคัญของความเปนชาวพุทธ โดยการสรางปญญาคือความรู ความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมในการครองชีวิตและประพฤติปฏิบัติตนใหไดกอน เพื่อเปน แบบอยางที่ดีแกบุคคลผูอยูในปกครองของตนซึ่งเปนชาวพุทธดวยกัน 2. พระสงฆวึ่งเปนผูนําทางจิตวิญญาณในสังคม ควรจะตั้งใจใฝศึกษาในหลักธรรมคําสอน และประพฤติปฏิบัติตนใหเปนแบบอยางของสังคมเชนกัน
  • 50.
    50 3. ชาวพุทธระดับปญญาชน ซึ่งถือวาเปนผูมีความรูความเขาใจในหลักธรรมทางศาสนา  เปนอยางดี เปนบุคคลอีกกลุมหนึ่งซึ่งจะตองเปนเจติแบบอยางในการประพฤติปฏิบัติของชาวพุทธ ทั้งหลายในสังคม 4. บุคคลทั้งสอลกลุมในขอ 1 และขอ 2 จะตองเปนผูที่มบทบาทเปนอยางมากในการชวย ี ชี้แนะแนวทาง เพื่อชักนําสังคมไทยใหเห็นคุณและโทษจากการลวงละเมิดและการประพฤติปฏิบัติ ตามเบญจศีลเบญจธรรม 5. กลวิธีและมาตรการตาง ๆ ในการแกไขปญหาอันเนื่องมาจากการสงเสริมศีลธรรม จะตองถูกนํามาใชอยางจริงจังและติดตามผลอยางตอเนื่อง เพื่อจะไดบังเกิดผลเปนความจริง อันจะ ทําใหสังคมไทยปลอดภัยจากปญหาตาง ๆ ทําใหสังคมมีวิถีชีวิตที่ดขึ้นและมีความสงบสุขอยาง ี ถาวร