Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Tongsamut vorasan
583 views
เบญจศีล
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 50
2
/ 50
3
/ 50
4
/ 50
5
/ 50
6
/ 50
7
/ 50
8
/ 50
9
/ 50
10
/ 50
11
/ 50
12
/ 50
13
/ 50
14
/ 50
15
/ 50
16
/ 50
17
/ 50
18
/ 50
19
/ 50
20
/ 50
21
/ 50
22
/ 50
23
/ 50
24
/ 50
25
/ 50
26
/ 50
27
/ 50
28
/ 50
29
/ 50
30
/ 50
31
/ 50
32
/ 50
33
/ 50
34
/ 50
35
/ 50
36
/ 50
37
/ 50
38
/ 50
39
/ 50
40
/ 50
41
/ 50
42
/ 50
43
/ 50
44
/ 50
45
/ 50
46
/ 50
47
/ 50
48
/ 50
49
/ 50
50
/ 50
More Related Content
DOC
เบญจศีล
by
Tongsamut vorasan
PPTX
America
by
Fate Prpa
PDF
สุชีพ ปุญญานุภาพ พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน ตอน ว่าด้วยพระสูตร
by
Tongsamut vorasan
DOC
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒
by
Tongsamut vorasan
DOC
เรื่องศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
PDF
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม
by
Tongsamut vorasan
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 17
by
Tongsamut vorasan
PDF
มังคลัตถทีปนีแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย
by
Tongsamut vorasan
เบญจศีล
by
Tongsamut vorasan
America
by
Fate Prpa
สุชีพ ปุญญานุภาพ พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน ตอน ว่าด้วยพระสูตร
by
Tongsamut vorasan
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๗ วินัยปิฎกที่ ๐๗ จุลวรรค ภาค ๒
by
Tongsamut vorasan
เรื่องศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม
by
Tongsamut vorasan
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 17
by
Tongsamut vorasan
มังคลัตถทีปนีแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย
by
Tongsamut vorasan
Viewers also liked
PDF
สนอง วรอุไร สัจจบารมี เมตตาบารมี
by
Tongsamut vorasan
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 13
by
Tongsamut vorasan
DOC
จตุกกะ คือ หมวด ๔
by
Tongsamut vorasan
PDF
เกณฑ์การรับกุลบุตรเพื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
PDF
เรื่องศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
PDF
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑
by
Tongsamut vorasan
PDF
สุภีร์ ทุมทอง สัมมาทิฏฐิ พาไปสู่นิพพาน
by
Tongsamut vorasan
DOC
45 พรรษา
by
Tongsamut vorasan
PDF
หวีด บัวเผื่อน จิตเป็นอมตะ
by
Tongsamut vorasan
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 10
by
Tongsamut vorasan
PDF
วิเคราะห์วิจารณ์
by
Tongsamut vorasan
PDF
มนต์พิธี
by
Tongsamut vorasan
PDF
แหล่กัณหาสั่ง
by
Tongsamut vorasan
สนอง วรอุไร สัจจบารมี เมตตาบารมี
by
Tongsamut vorasan
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 13
by
Tongsamut vorasan
จตุกกะ คือ หมวด ๔
by
Tongsamut vorasan
เกณฑ์การรับกุลบุตรเพื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
เรื่องศาสนาเชน
by
Tongsamut vorasan
Tri91 06+มหาวรรค+เล่ม+๔+ภาค+๑
by
Tongsamut vorasan
สุภีร์ ทุมทอง สัมมาทิฏฐิ พาไปสู่นิพพาน
by
Tongsamut vorasan
45 พรรษา
by
Tongsamut vorasan
หวีด บัวเผื่อน จิตเป็นอมตะ
by
Tongsamut vorasan
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 10
by
Tongsamut vorasan
วิเคราะห์วิจารณ์
by
Tongsamut vorasan
มนต์พิธี
by
Tongsamut vorasan
แหล่กัณหาสั่ง
by
Tongsamut vorasan
Similar to เบญจศีล
PDF
G สังคมไทย social3
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
PDF
รวมเล่ม (1)
by
Thanon Ratchadaphisek
PDF
พุทธบูรณาการสมานฉันท์และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
by
Taraya Srivilas
PDF
พุทธบูรณาการสมานฉันท์และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
by
Taraya Srivilas
PDF
คนไทย เทคโนโลยี
by
ครู เอี้ยง
PDF
อีบุ๊ค หลักธรรม หลักทำ ตามรอยพระยุคลบาท
by
Panda Jing
PDF
ต้องทำแบบคนจน
by
Dinhin Rakpong-Asoke
PDF
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
Su Surut
PDF
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
Thawinan Emsiranunt
PDF
O net สังคม
by
Jummy Sorathiwa
PDF
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
aromdjoy
PDF
ข้อสอบo-netสังคมศึกษา
by
คยูกี้ ขยี้มิน
PDF
onet สังคม 53
by
Tew Nararit
PDF
CSo52
by
pannutchaya
PDF
M6social2553
by
เอฟอีอาร์เอ็น' เฟิน
PDF
So52
by
pannutchaya
PDF
เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ
by
Junya Yimprasert
PDF
ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแจก
by
Taraya Srivilas
PDF
ข้อสอบ O net วิชาสังคมศึกษา
by
Perm Ton
PDF
M6social2552
by
Ace Thanaboon Somboon
G สังคมไทย social3
by
Princess Chulabhorn's College, Chiang Rai Thailand
รวมเล่ม (1)
by
Thanon Ratchadaphisek
พุทธบูรณาการสมานฉันท์และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
by
Taraya Srivilas
พุทธบูรณาการสมานฉันท์และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
by
Taraya Srivilas
คนไทย เทคโนโลยี
by
ครู เอี้ยง
อีบุ๊ค หลักธรรม หลักทำ ตามรอยพระยุคลบาท
by
Panda Jing
ต้องทำแบบคนจน
by
Dinhin Rakpong-Asoke
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
Su Surut
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
Thawinan Emsiranunt
O net สังคม
by
Jummy Sorathiwa
ข้อสอบ O net 52 สังคมศึกษา
by
aromdjoy
ข้อสอบo-netสังคมศึกษา
by
คยูกี้ ขยี้มิน
onet สังคม 53
by
Tew Nararit
CSo52
by
pannutchaya
M6social2553
by
เอฟอีอาร์เอ็น' เฟิน
So52
by
pannutchaya
เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ
by
Junya Yimprasert
ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแจก
by
Taraya Srivilas
ข้อสอบ O net วิชาสังคมศึกษา
by
Perm Ton
M6social2552
by
Ace Thanaboon Somboon
More from Tongsamut vorasan
PDF
หนังสืออนุสรณ์"งานพระราชทานเพลิงศพ" หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒
by
Tongsamut vorasan
PDF
Food reflectionบทพิจารณาอาหารภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
PDF
ระเบียบ รายนามวัด พระธรรมทูตจำพรรษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
PDF
คติธรรมแห่งชีวิต . โดย..พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
PDF
เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม โดย.พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
PDF
เจอวิกฤตจะเลือกเอาวิวัฒน์ รหือจะเอาวิบัติ
by
Tongsamut vorasan
PDF
เจอวิกฤต จิตไม่วิบัติ โดย..พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต
by
Tongsamut vorasan
PDF
เพื่อความเจริญงอกงามแห่งธรรม
by
Tongsamut vorasan
PDF
พุทธศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ ๔๔
by
Tongsamut vorasan
PDF
ทำเนียบวัดไทยในสังกัดสมัชชาสหรัฐอเมริกา 2018 2561 (4)
by
Tongsamut vorasan
PDF
ระเบียบการขอพระไปปฏิบัติศาสนกิจชั่วคราวของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
PDF
ระเบียบวาระการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ
by
Tongsamut vorasan
PDF
ใบตอบรับเข้าร่วมประชุมครั้ง42 2018
by
Tongsamut vorasan
PDF
ทะเบียนประวัติพระมาร่วมประชุมสมัชชาฯ๒๕๖
by
Tongsamut vorasan
PDF
กำหนดการการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในนสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
DOCX
154517 บทพิธีกรงานฌาปนกิจ
by
Tongsamut vorasan
PDF
หลักสูตรผู้บวชระยะสั้น
by
Tongsamut vorasan
PDF
หนังสือสอนพระบวชใหม่ นวโกวาท
by
Tongsamut vorasan
PDF
เพลงชาติไทย แปลภาษาอังกฤษ2
by
Tongsamut vorasan
PDF
ภพภูมิทั้ง 31ภูมิ ภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
หนังสืออนุสรณ์"งานพระราชทานเพลิงศพ" หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒
by
Tongsamut vorasan
Food reflectionบทพิจารณาอาหารภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
ระเบียบ รายนามวัด พระธรรมทูตจำพรรษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
คติธรรมแห่งชีวิต . โดย..พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม โดย.พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
เจอวิกฤตจะเลือกเอาวิวัฒน์ รหือจะเอาวิบัติ
by
Tongsamut vorasan
เจอวิกฤต จิตไม่วิบัติ โดย..พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต
by
Tongsamut vorasan
เพื่อความเจริญงอกงามแห่งธรรม
by
Tongsamut vorasan
พุทธศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ ๔๔
by
Tongsamut vorasan
ทำเนียบวัดไทยในสังกัดสมัชชาสหรัฐอเมริกา 2018 2561 (4)
by
Tongsamut vorasan
ระเบียบการขอพระไปปฏิบัติศาสนกิจชั่วคราวของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
ระเบียบวาระการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ
by
Tongsamut vorasan
ใบตอบรับเข้าร่วมประชุมครั้ง42 2018
by
Tongsamut vorasan
ทะเบียนประวัติพระมาร่วมประชุมสมัชชาฯ๒๕๖
by
Tongsamut vorasan
กำหนดการการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในนสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
154517 บทพิธีกรงานฌาปนกิจ
by
Tongsamut vorasan
หลักสูตรผู้บวชระยะสั้น
by
Tongsamut vorasan
หนังสือสอนพระบวชใหม่ นวโกวาท
by
Tongsamut vorasan
เพลงชาติไทย แปลภาษาอังกฤษ2
by
Tongsamut vorasan
ภพภูมิทั้ง 31ภูมิ ภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
เบญจศีล
1.
1
บทที่ 1 บทนํา สังคมของเราในโลกยุคปจจุบันกําลังประสบกับภาวะปญหาที่เปนวิกฤติกาณอยางหนัก เกิดความเดือดรอนระส่ําระสายอยูตลอดเวลา ยิ่งมีความเจริญกาวหนาทางดานวัตถุมากเพียงใด ยิ่ง เกิดปญหาความยุงเหยิงมากขึ้นเพียงนัน ความเจริญทางวัตถุ อันเปนผลแหงความกาวหนาทาง ้ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในสมัยปจจุบัน สงผลใหสังคมนานาประเทศทั่วโลกรวมถึงสังคมไทย ดวย ไดรับความสะดวกสบายมากขึน โดยเฉพาะเมื่อกลาวถึงสังคมไทยแลว ถือไดวาไดรับอิทธิพล ้ จากวัตถุนิยมเปนอยางมาก เพราะวิถีชีวิตของคนในสังคมปจจุบัน ไดรับความสะดวกสบายมากกวา วิถีชีวิตของคนในสมัยอดีตที่ผานมา แตนนก็ไมไดหมายความวาสังคมไทยจะมีความสงบสุข ั่ เพราะความสะดวกวกสบายเปนเรื่องของวัตถุที่เกิดมีขึ้นและนํามาบําบัดความตองการทางรางกาย เทานั้น สวนความสุขสงบเปนเรื่องของจิตใจซึ่งอยูภายใน ยิ่งมีความสะดวกสบายมากเทาไร ยิ่งทํา ใหรูสึกวา ตนเองมีความสุขมากเทานั้น แตในแงความเปนจริงหาไดเปนเชนนั้นไม เพราะความสุข และความสะดวกสบายเปนคนละอยางกัน แตผูคนในสังคมกลับมองเห็นวา เปนอยางเดียวกัน นั่น เปนเพราะวาสังคมไทยในปจจุบัน ผูคนกําลังหลงระเริงอยูกับวัตถุนยม มีความปรารถนาเพียงเพื่อ ิ จะเสพบริโภคเทานัน โดยไมไดพิจารณา หรือไมมีเวลาแมแตจะคิดกอนตัดสินใจวา สิ่งที่เสพ ้ บริโภคเขาไปนั้นดีหรือไมดี ใหคุณประโยชนหรือใหโทษแกตนเองและสังคมมากนอยเพียงไร เมื่อมองถึงสภาพปญหาที่กําลังเกิดขึ้นกับสังคมไทยตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแลว จะเห็นไดวา สังคมไทยกําลังประสบกับความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมเปนอยางมาก ศีลธรรมอันดี งามกําลังหางหายและเลือนหายไปจากจิตใจของคนไทย ผูคนในสังคมเกิดความเห็นแกตวกันมาก ั ขึ้น เพราะอํานาจของความโลภ เมื่อไมไดอยางที่ตนตองการก็เกิดโทสะคือความโกรธขึนในจิตใจ้ เมื่อเปนเชนนี้ จึงทําใหจิตใจของคนไทยยึดติดอยูกับโมหะคือความลุมหลง ยึดถือในสิ่งที่ผิดวา ถูกตองเรื่อยมา จะทําอะไรก็ทําไปตามอํานาจของกิเลส การแสดงออกถึงความเคารพบูชาตอผูที่ ควรแสดงความเคารพบูชา หรือการแสดงความนอบนอมกตัญูตอบูคคลผูมีพระคุณ กําลังหาง หายไปจากสังคมไทย เชน บุตรธิดา ขาดการเคารพบิดามารดา ลูกศิษยขาดการเคารพครูบา อาจารย เด็กเยาวชนขาดการเคารพผูหลักผูใหญ ลูกหลานเยาวชนไทยในสมัยอดีตใหความ ความรูสึกและความสําคัญตอคําวา บุญและบาป เปนอยางมาก เพราะเกิดการละอายชั่วกลัวบาป แต ในสมัยปจจุบนคําวาบุญและบาป ไมมีความสําคัญในความรูสึก และไดหางหายไปจากจิตใจของ ั ลูกหลานเยาวชนไทยเสียแลว เพราะไมมีความหวาดสะดุงกลัวตอการทําบาปกรรมใด ๆ เลย ระบบ การศึกษาที่ถูกปฏิรูปขึ้นมาใชก็ยังไมสามารถแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นแกสังคมได เหตุดังกลาว นี้ จึงทําใหสภาพความเสื่อมโทรมและความสลับซับซอนของปญหาหลัก ๆ เกิดขึ้นมากใน สังคมไทย ซึ่งจะไดกลาวใหเห็นสภาพโดยทั่ว ๆ ไปของสังคมไทยปจจุบนเปนลําดับ ๆ ไป ั สภาพสังคม เมื่อกลาวถึงสถานการณของสังคมไทยในปจจุบันคงไมมใครปฏิเสธไดวา ี กําลังตกอยูในภาวะของการเปลี่ยนแปลงในหลายดาน ซึ่งถาไดศึกษาตามหนาประวัติศาสตร
2.
2 จะทราบไดวาภาวะของการเปลี่ยนแปลงดังกลาวไดเริมกอตัวมาแลวจากอดีต และที่มองเห็นภาพได
่ อยางชัดเจนกคือชวงสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงปจจุบน และภาวะความเปลี่ยนแปลงนี้ไดมี ั ผลกระทบเปนอยางมากตอวิถีชีวิตของคนไทยทั้งทางบวกและทางลบ ทางบวกคือ ทําใหวิถี ชีวิตคนไทยมีสภาพความเปนอยูที่ดขึ้น เพราะสาเหตุมาจากความเจริญกาวหนาทางวัตถุไดสงผลให ี สภาพสังคมไทยไดรับความสะดวกสบายมากกวาสภาพสังคมไทยในอดีต และเมื่อมองในทาง ในทางตรงกันขาม จากการที่สังคมไทยไดรับเอาวัฒนธรรมซึ่งเปนคานิยมดานความเจริญทาง วัตถุของสังคมตะวันตกมาเสพบริโภค ทําใหเกิดผลกระทบในทางลบตอสังคมไทยจากอดีตเรื่อยมา จนถึงปจจุบันเชนกัน ทางลบคือ ทําใหสภาพสังคมไทยกําลังประสบกับวิกฤติการณตาง ๆ ทุก รูปแบบ เปนสังคมที่กําลังตกอยูในสถาพความเสื่อมโทรมและความสับสนวุนวายโกลาหลในดาน ศีลธรรมอยงที่ไมเคยปรากฏมากอนในอดีต จนเรียกไดวา ศีลธรรมไดหางหายไปจากสังคม และ ในขณะเดียวกันสังคมก็ตกอยูในภาวะทีขาดแคลนศีลธรรมเชนกัน ซึ่งสามารถรับรูและเขาใจ ่ ปญหาตาง ๆ เหลานี้ไดจากสื่อแตละแขนงทีนํามาเสนอไมเวนแตละวัน ่ ฉะนั้น จึงกลาวไดวา ภาวะสังคมไทยปจจุบันมีทั้งการเปลี่ยนแปลงไปขางหนาและการถอยหลังในบางเรื่อง ทํา ใหสังคมไทยยังขาดความเปนระเบียบ แมจะมีการจัดระเบียบของสังคมในหลาย ๆ ดานก็ตาม การ ไมรักษากฎหมายของบานเมือง การขาดวินัยในการทําหนาที่ตาง ๆ เปนสิ่งที่คนไทยถือเปนเรื่อง ธรรมดา ผูคนในสังคมกําลังสับสนวุนวายเกี่ยวกับการดําเนินชีวิต เกิดปญหาตาง ๆ ขึ้นมากมายใน สังคมชนบทและสังคมเมือง เชน ปญหาความยากจนและไรที่อยูอาศัย, ปญหาการวางงาน, ปญหา ครอบครัว, ปญหาสุขภาพ, ปญหามลพิษและสิ่งแวดลอม,ปญหาอาชญากรรม, ปญหาการลักขโมย และฉกชิงวิ่งราว, ปญหาการประพฤติผิดทางเพศ, ปญหาเด็กและวัยรุน, ปญหาอบายมุขและสิ่ง เสพติด เปนตน ปญหาหลัก ๆ เหลานี้ ลวนเปนปญหาที่ยังคงเกิดขึ้นและมีปรากฏใหเห็นอยูเสมอ ในสังคมไทยปจจุบัน สภาพปญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไดพอกพูน ทับถม และสลับซับซอนมา ยาวนาน จนยากที่จะแกไข จึงเปนภาระหนาที่อันหนักและใหญหลวงยิ่งนักของคนไทยทุกคนและ ทุกฝายที่จะตองชวยกันรับผิดชอบและหาทางแกไขตอไป สภาพเศรษฐกิจ ความเปลียนแปลงที่ไมคงที่ ภาวะแหงความไมแนนอน เปนสัจธรรมที่ ่ เปนจริงที่มีใหรับรูและมีเปนตัวอยางปรากฏมากมายในโลกในสังคมนี้ สภาพของเศรษฐกิจไทยใน ปจจุบันก็เชนกัน ไดเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมโบราณมาเปนเศรษฐกิจการคา อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมที่ทนสมัยมากขึน ั ้ รายไดของประเทศสวนใหญในปจจุบันก็มาจาก ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการคาและบริการมากกวาภาคเกษตรกรรม การผลิตเพื่อบริโภคใน ครัวเรือนแตเพียงอยางเดียวนัน เกือบจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทยแลว เพราะปจจุบันระบบ ้ เศรษฐกิจไทย ไดเปลี่ยนแปลงเขาสูการคาขายตามแนวทางของระบบเศรษฐกิจตะวันตก การผลิต สินคาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติเพื่อคาขายกับตางประเทศมีการขยายตัวมากขึน เศรษฐกิจของไทย ้ กําลังอยูในยุคที่เรียกวา “โลกาภิวัตน” เปนยุคการแพรกระจายไปทั่วโลก, การที่ประชาคมโลกไม วาจะอยู ณ จุดใด สามารถรับรู สัมพันธ หรือ รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึนไดอยางรวดเร็ว ้
3.
3 กวางขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เปนตน
1 ทําใหระบบเศรษฐกิจไทยได เปลี่ยนเขาสูธุรกิจภาคอุตสาหกรรมและดานบริการอยางรวดเร็ว และมีสภาพคลองตัวเปนอยางมาก ทั้งดานการเงินและการธนาคาร แมในชวงระยะที่ผานมา (พ.ศ. 2540) ภาวะเศรษฐกิจไทยจะตกต่ํา ที่สุด หรือที่เรียกวาเศรษฐกิจฟอกสบูแตก ทําใหประเทศไทยตองเปนหนี้ตางประเทศมากมาย แต หลังจากนั้น ระบบเศรษฐกิจของไทยก็กลับฟนตัวไดอีกครั้ง โดยการบริหารจัดการของรัฐบาลชุด ใหม ทําใหเศรษฐกิจไทยปจจุบันโดยภาพรวมมีสภาพคลองตัวดีขึ้นตามลําดับ แตการดํารง ชีวิตประจําวันของคนไทยยังคงประสบกับคาครองชีพที่นบวันจะสูงขึนทุกขณะ แมจะมีการขึ้น ั ้ คาแรงงานใหแกผูใชแรงงานในทุกรัฐบาลก็ตาม ในขณะเดียวกันราคาของสินคาเครื่องอุปโภค บริโภคก็สูงขึ้นเปนเงาตามตัวเชนกัน ตามราคาน้ํามันที่พงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะผลพวงจาก ุ สงครามที่เกิดขึ้นในตางประเทศ และอีกหลาย ๆ ปจจัยที่เกี่ยวของ ทําใหเศรษฐกิจทั่วโลกพลอย ไดรับผลกระทบไปดวย แตเมื่อมองเศรษฐกิจไทยโดยสวนลึกแลวจะเห็นไดวา สาเหตุที่ภาวะเศรษฐกิจไมมีสภาพคลองหรือ เปนเศรษฐกิจที่ไมเจริญอยางเสมอตนเสมอปลายนั้น เปนเพราะเกิดปญหาขึ้นภายในการบริหาร ระบบเศรษฐกิจ กลาวคือ ปลอยใหมีการทุจริตโดยชอบธรรมของผูมีอํานาจโดยตรง หรือมีบุคคล และคณะซึ่งเปนผูไมหวังดีตอประเทศชาติ มีจตใจละโมบคิดเพียงอยากไดถายเดียว เชน มีการปน ิ หุน หรือทําธุรกิจฟอกเงิน เพราะเปนเงินที่ไดมาโดยทุจริตจากมิจฉาชีพ มีการคายาเสพติด เปนตน และเกิดจากการทีคนไทยไมนิยมความเปนไทย แตกลับไปนิยมของที่ผลิตจากตางประเทศ เมื่อ ่ ประชาชนมีคานิยมเชนนี้ จึงทําใหตองมีการสั่งสินคานําเขาจากตางประเทศเพิ่มมากขึ้น ทําให ประเทศตองขาดงบดุลการคาเปนอยางมาก อีกทั้งคนไทยมีนิสัยชอบฟุงเฟอสุรุยสุราย ทําใหชีวต ิ ตองสิ้นเปลืองไปกับการใชจายเพื่อดํารงชีพมากขึน เพราะคนไทยยังขาดความเปนชาตินิยมดวยและ ้ มีปจจัยอีกหลายประการที่มีผลกระทบในทางลบตอระบบเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากการกระทําขอคน ไทยเอง เมื่อพฤติกรรมดังกลาวเกิดขึน ยอมกอใหเกิดผลเสียหายอยางใหญหลวงตอประเทศชาติ ้ เพราะระบบเศรษฐกิจนันถือวาเปนหัวใจหลักของประเทศ ้ การพัฒนาประเทศจะชาหรือเร็ว ยอมขึ้นอยูกับเสถียรภาพของรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศเปนสําคัญ การทีจะใหนกธุรกิจเกิด ่ ั ความเชื่อมั่นในการลงทุนมากนอยเพียงใดยอมขึ้นอยูกับรัฐบาลวาจะใหหลักประกันและความ เชื่อมั่นแกนักลงทุนในดานธุรกิจเพียงใด สภาพการเมือง ลักษณะทางดานการเมืองการปกครองของไทยในปจจุบน เปนระบบการ ั ปกครองแบบประชาธิปไตยที่มพระมหากษัตริยเปนประมุข มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย ี สูงสุดของประเทศ พระมหากษัตริยในปจจุบนอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไมไดมีอํานาจ ั เบ็ดเสร็จเหมือนในสมัยกอน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการ เลือกตั้ง ____________________
4.
4 1
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 . (กรุงเทพฯ : โรงพิมพนานมีบุ คพับบลิค-เคชั่นส. จํากัด, 2546), น. 1044. โดยพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฏรซึ่งไดรับเลือกตั้งเขามามากที่สุดเปนผูไดรับสิทธิใน การจัดตั้งรัฐบาล และทําหนาที่ในการบริหารประเทศ โดยมีฝายคานเปนผูคอยตรวจสอบการ ทํางานของรัฐบาล สภาพการเมืองการปกครองของไทยนาจะดีขึ้นมากกวานี้ หลังจากทีกฎหมาย ่ รัฐธรรมนูญฉบับใหมที่รางขึนในป พ.ศ. 2540 ไดถูกนํามาใชในการปริหารและปกครองประเทศ ้ เพราะมีความชัดเจนในหลายดาน ดังทีสวนดุสิตโพลไดสารวจความคิดเห็นของประชาชนระหวาง ่ ํ พ.ศ. 2541 – 2543 เกี่ยวกับจุดเดนของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวา อันดับที่ 1 ใหสิทธิเสรี / ประชาธิปไตยกับประชาชนเพิ่มขึ้น 43.70% อันดับที่ 2 ประชาชนมีสวนรวมมากขึน 36.97% ้ อันดับที่ 3 มีการกระจายอํานาจสูทองถิ่นมากขึ้น 10.08% อันดับที่ 4 สามารถตรวจสอบความโปรงใสได 7.56% อันดับที่ 5 มีจุดมุงหมายชัดเจนดี 1.69% 2 แตปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเมืองการปกครองยังมีปรากฏประจักษแกสายตา ประชาชนอยูเสมอ การชิงดีชิงเดนของพรรคการเมืองชวงหาเสียงเลือกตั้ง จนเปนเหตุใหเกิด ทําลายลางซึ่งกันและกันทั้งสองฝาย กอใหเกิดความเสียวหายทั้งแกชีวิตและทรัพยสิน เกิดการใส รายปายสีแกกนและกัน และการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของพรรคการเมืองตาง ๆ ยังคงมีอยูเสมอคู ั สังคมไทย มีปญหาตาง ๆ เกิดขึนกับการเมืองการปกครองของไทยทุกยุคสมัย อาทิ เกิดปญหา ้ คอรัปชั่นและฉอราษฎรบังหลวงขึ้นในวงราชการ ทําใหบุคคลที่มีอาชีพเปนนักการเมืองมีฐานะ ร่ํารวยที่สุดในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาสเปนฝายรัฐบาลและมีตําแหนงหนาที่ ยอมมีชองทาง ในการกอบโกยหาผลประโยชนเปนอยางมาก จนถูกกลาวหาวามีฐานะร่ํารวยผิดปกติก็มีปากมาย จนทําใหมการฟองรองและเรียกรองใหมีการออกกฎหมายมาเพื่อตรวจสอบทรัพยสินของ ี นักการเมืองเลยทีเดียว และนักการเมืองขางฝายรัฐบาลนีถือวาเปนผูมีหนาที่ในการบริหารราชการ ้ แผนดินโดยตรง เมื่อมีตําแหนงหนาที่ ก็จะใชโอกาสที่ตนเองมีอํานาจหนาที่เพื่อแสวงหา ผลประโยชนใสตนและพวกพอง ทําใหฝายตรงขาม (ฝายคาน) ตองออกมาเรียกรองสิทธิ์ขอเปด การอภิปรายไมไววางใจ ซึ่งทั้งสองฝาย (ฝายคานและฝายรัฐบาล) ตางก็เคยสลับสับเปลี่ยนกันเขา มาบริหารบานเมืองดวยกันทังนัน และดูเหมือนวาทั้งสองฝาย ้ ้ เมื่อไดมีโอกาสเขามาทําหนาที่ บริหารบานเมือง ตางก็มุงเพื่อแสวงหาผลประโยชนใสตนและพวกพองเสมอมา โดยไมมีความ ละอายแกใจในการกระทําและไมคํานึงถึงผลประโยชนของประชาชนหรือประเทศชาติเปนที่ตั้ง นักการเมืองจึงกลายเปนอาชีพ ๆ หนึ่งที่คนหลาย ๆ อาชีพสนใจใฝฝนอยากจะเปน และคํากลาว ที่วา “การเมืองเปนเรื่องของผลประโยชน”เปนความจริงแทในสังคมไทยและในหมูชนที่เห็นแก ประโยชนสวนตนเปนทีตั้ง ่
5.
5 ____________________
2 สวนดุสิตโพล. “คนไทยกับัฐธรรมนูญ” ในสายตา “ผูที่เกี่ยวของกับรัฐศาสตร”. . http://www.dusit.ac.th/new_ver7/dusitpoll/2542_100.html. 2543. ฉะนั้นจะเห็นไดวา สังคมไทยปจจุบันเปนสภาพสังคมที่กําลังเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว โดยมีระบบเศรษฐกิจเปนตัวชีนําในการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจของไทยโดยภาพรวมในปจจุบน ้ ั ไดเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมโบราณมาเปนเศรษฐกิจธุรกิจการคา อุตสาหกรรม และเกตรก รรมที่ทันสมัยมากขึ้น รายไดของประเทศสวนใหญในปจจุบันมาจากภาคอุตสาหกรรม การคาและ บริการมากกวาภาคเกษตรกรรม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่คอนขางจะรวดเร็วในระยะเวลา ประมาณสิบกวาปมานี้ ไดทําใหระบบยอยอื่น ๆ ของสังคมปรับตัวตามไมทัน ไมวาจะเปนระบบ การศึกษา สาธารณสุข การเมืองการปกครอง หรือระบบความเชื่อทางศาสนาก็ตาม ดังจะเห็นได จากดานการศึกษาที่ยังไมอาจตอบสนองความตองการทางเศรษฐกิจไดในหลายประการ และ โดยเฉพาะอาชีพที่ตองการฝมือหรือความรูเฉพาะทาง อาทิ ชางกล ชางไฟฟา ชางอุตสาหกรรม รวมทั้งวิศวกรและบุคลากรทางการแพทย สาธารณสุขและอื่น ๆ ดานการสาธารณสุขแมวาจะ พัฒนาไปในหลาย ๆ ดาน แตก็ยังไมเพียงพอ ไมวาจะพิจารณาในแงของบุคลากรทางการแพทย พยาบาล เครื่องมือ เครื่องใช การใหบริการและสถานพยาบาลตาง ๆ โดยเฉพาะในชนบทหางไกล ทางดานการเมืองการปกครองยังอยูในภาวะสับสน แมจะมุงเปลี่ยนไปในทิศทางของความเปน ประชาธิปไตยมากขึ้น แตแรงตานของกลุมอํานาจเกา (อนุรักษนิยม) ก็ยังมีอยูมาก พฤติกรรมของ นักการเมืองและพรรคการเมืองยังไมไดยึดถืออุดมการณทางการเมืองเทาที่ควร การยึดติดตัวบุคคล พวกพองและผลประโยชนเฉพาะหนายังมีอยูไมนอย ในเรื่องของความเชื่อและศาสนานั้นปรากฏ วา ผูคนในสังคมไทยไมคอยสนใจจึงทําใหหางเหินจากธรรมะมากขึน แตกลับไปยึดติดอยูกับเรื่อง ้ ของโหราศาสตรและไสยศาสตรเพิ่มมากขึน มีคานิยมในการเสพบริโภควัตถุมากขึ้นเรื่อย ๆ คนใน ้ สังคมสวนใหญชอบยึดติดในความสนุกสนานชอบทําอะไรตามใจตนเอง ไมรกษากฎหมายของ ั บานเมือง ขาดระเบียบวินัยในการทําหนาทีการงานตาง ๆ จึงกอใหเกิดปญหาสังคมตามมามากมาย ่ แมวาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะดีขึ้นก็ตาม ดังที่ไดกลาวมาตั้งแตตน ถึงสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ สภาพการเมือง และปญหาตาง ๆ ั ที่เกิดขึน จะเห็นไดอยางชัดเจนวา มีปญหานานาชนิดไดเกิดขึนในสังคมไทยซึ่งมีพุทธศาสนาเปน ้ ้ รากฐานเดิมของวิถีชีวิต แตเมื่อประมวลเปนปญหาหลัก ๆ แลว จะเห็นไดวา เปนเรื่องของปญหา ที่เกี่ยวกับการเบียดเบียนทําลายชีวิต ปญหาการลักขโมยการคอรัปชัน ปญหาการกระทําผิดลวง ่ ละเมิดทางเพศ ปญหาการโกหกหลอกลวง หรือปญหาการติดของมึนเมาอยางใดอยางหนึ่งจนถึง การเสพสิ่งเสพติดชนิดตาง ๆ ที่ทําใหเสียสติ จนกลายเปนปญหาที่ใหญที่สุดในสังคมไทยตลอดจน สังคมโลกดวย และปญหาทุกเรื่องในสังคมไทยทีตองขึ้นโรงขึนศาลและทําใหคนอืนมากมาย ่ ้ ่ พลอยเปนทุกขเดือดรอนไปดวยนั้น เปนสิ่งที่บงบอกใหเห็นถึงวิถีชีวิตและจิตใจของประชาชนใน สังคมดวยวา สังคมไทยกําลังตกอยูในภาวะที่เรียกวาขาดแคลนศีลธรรม เปนเพราะการผิดศีลขอ
6.
6 ใดขอหนึ่งในหาขอนี้ทั้งสิ้น
เพราะคนในสังคมไทยรักษาเบญจศีลขอขั้นพื้นฐานไมไดจงเปน ึ ตนเงื่อนของปญหาอีกมากมายที่ตาม ๆ กันมา ผูเ ขียนเห็นวา การสมาทานและรักษาศีลนัน เปนเรื่องที่จําเปนและรีบดวนทีคนใน ้ ่ สังคมไทยจะตองตืนตัว ใหความสนใจ และเอาใจใสอยาบงจริงจังในการประพฤติตนใหเปนผูมีศีล ่ เพราะความจริงแลว เรื่องเบญจศีลนีเ้ ปนเรื่องที่อยูกบมนุษยชาติมานานเทาที่ประวัติศาสตรของ ั มนุษยจะยอนกลับไปได ทุก ๆ สังคมไมวาจะเจริญทางวัตถุมากหรือนอยก็ตาม จะมีกฎเกณฑการ ประพฤติอยูชุดหนึ่งที่จะใหคนในสังคมทําตาม กฏเกณฑเหลานั้นก็มักจะเปนศีลธรรมขึนพื้นฐานที่ ้ จะบอกคนไมใหเบียดเบียนทํารายหรือประหัดประหารชีวตของกันและกัน ไมใหพูดเท็จ ไมใหลก ิ ั ขโมย เปนตน นอกจากจะเปนเรื่องทีคอนขางเปนธรรมชาติวาคนเราไมควรทําในสิ่งที่ผิดเชนนั้น ่ แลว ผูมีปญญาในการครองชีวิตยังทราบดีวา ศีลธรรมนันจะเปนเหมือนเข็มและดายที่สามารถรอย ้ และสอยใหสมาชิกในสังคมนัน ๆ อยูกันอยางเปนสุขสงบและสันติ การเปลี่ยนแปลงของสังคม ้ การพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การยึดติดในคุณคาของวัตถุมากจนเกินไป บวกกับความออนแอ ของสถาบันศาสนาทุกศาสนานั้น ไดทําใหสังคมโลกประสบกับความสับสนวุนวายในดาน ศีลธรรมเปนอยางมาก ในขณะที่คนสมัยกอนเห็นเรื่องการมีศีลธรรมเปนเรื่องธรรมชาติธรรมดา คนมากมายในสมัยนี้กลับไมสามารถเขาใจวาทําไมตนจึงตองรักษาศีล เพราะเขาเห็นตัวอยาง ของคนไมนอยที่ไมตองมีศีลธรรม ทํามาหาเลี้ยงชีพอยางคดโกง แตก็สามารถประสบความสําเร็จ ในชีวต มีเงินทองใชมากมาย มีขาทาสบริวาร และสถานะทางสังคมที่สูงสง ดวยระบบศีลธรรม ิ ในสังคมไทยทุกวันนี้ กําลังเสื่อมโทรมลงอยางนาใจหาย สิ่งที่เคยเปนเรื่องผิดศีลธรรมในอดีตกลับ กลายเปนเรื่องที่ยอมรับกันในปจจุบัน โดยเฉพาะปญหาที่กําลังเกิดขึ้นกับลูกหลานเยาวชนไทย เชน เรื่องการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร หรือการใชชีวตอยูดวยกันกอนแตงงาน เปนตน ิ มีผูที่ทํางานวิจัยที่เกี่ยวของกับเรื่องเบญจศีลนี้หลายทาน ดังนี้ อาภรณ พุกกะมาน, ชียพร วัชชาวุธ และ เกียรติ เปมกิตติ ทําการศึกษาเรื่อง “การศึกษาการสอนศีลเพื่อเสริมสรางพุทธจริยธรรมในสังคมไทย” ในป พ.ศ. 2528 นนทนา อังสุวรังษี ทําการศึกษาเรื่อง “การวิเคราะหเปรียบเทียบคานิยมละการ ปฏิบัติเกี่ยวกับเบญจศีลของชาวพุทธในสังคมเมมืองและชนบท ที่อยูในและนอกโครงการแผนดิน ธรรมแผนดินทอง: ศึกษาเฉพาะกรณีหมูบานในอําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค” ในป พ.ศ. 2533 พระมหาวรานนท ฐิตานนฺโท (นวลคํา) ทําการศึกษาเรื่อง “ความสัมพันธระหวางศีล ๕ และสันติภาพในสังคม: การศึกษาเชิงวิเคราะห” ในป พ.ศ. 2545 พระมหาทวี ฐานวโร (ออนปสสา) ทําการศึกษาเรื่อง “ปาณาติบาตกับปญหาจริยธรรมใน พุทธปรัชญา” ในป พ.ศ. 2534 พระมหาปญญา ชยปฺโญ (ดาบพลหาร) ทําการศึกษาเรื่อง “กาเมสุมิจฉาจารกับปญหา จริยธรรมในสังคมปจจุบัน” ในป พ.ศ. 2536
7.
7
พระมหาอํานวย ญาณสํวโร (พินดอน) ทําการศึกษาเรื่อง “การศึกษาเรื่องผลกระทบจาก การลวงละเมิดศีลขอที่ 5 ที่มีตอสังคมไทย” ในป พ.ศ. 2542 แมจะมีผูทํางานวิจยในเรื่องของศีลธรรมนี้หลายทานก็ตาม แตผูเขียนก็มีทรรศนะในเรื่อง ั การสรางความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องเบญจศีลนี้พอสมควร จึงไดเสนอกลวิธีการตาง ๆ ที่จะทําใหชาว พุทธซึ่งเปนประชากรสวนใหญของประเทศ ไดมองเห็นความสําคัญและมีความรูความเขาใจใน เรื่องเบญจศีลอยางถูกตอง จะไดปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีลไดอยางเหมาะสมและถูกตองดวย และผูเขียนเห็นวาการประพฤติตนตามหลักเบญจศีลนี้มความสําคัญอยางยิ่งสําหรับคนทุกคน หาก ี คนเราสามารถสมาทานและรักษาเบญจศีลเพียงหาขอนี้ได เบญจศีลที่ทุกคนประพฤติดีแลว จะ สามารถควบคุมพฤติกรรมตาง ๆ ทางกายและทางวาจา ไมใหกอปญหาความเดือดรอนขึนทั้งแก ้ ตนเองและผูอื่น รวมถึงสังคมดวย อันจักสงผลใหสังคมไทยและสังคมโลกโดยทัวไป เกิดสันติ ่ สุขขึ้นอยางแนนอน ผูเขียนจะทําการศึกษาจากเอกสาร โดยการคนควาขอมูลที่เกี่ยวกับเบญจศีล จาก พระไตรปฎก อรรถกถา และหนังสือหรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ หลังจากนั้นจะทําการ วิเคราะหขอมูลโดยชีใหเห็นความสําคัญ โทษการขาดเบญจศีลและ ประโยชนจากการปฏิบัตาม ้ เบญจศีล พรอมทั้งเสนอกลวิธีตาง ๆ ในการปฏิบัติตนใหเปนผูมีศีลธรรมในจิตใจและในวิถีชีวต ิ จริงของชาวไทยชาวพุทธ
8.
8
บทที่ 2 แนวการสอนเบญจศีลของพระพุทธเจาในสมัยพุทธกาล 2.1 องคประกอบและปจจัยที่ทําใหเกิดการสอนเบญจศีล จากการศึกษาประวัติศาสตรพระพุทธศาสนาทําใหทราบวา พระพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้น ทามกลางความเชื่ออันหลากหลาย มีเจาลัทธิ นักคิด บัณฑิต ฤาษี ปริพาชก ดาบส อเจลก นักบวช ฯลฯ เกิดขึนมากมาย ณ ดินแดนที่มีชื่อวา “ชมพูทวีป” และพระพุทธศาสนานั้นก็เกิดขึน ้ ้ โดยตรงจากการคนพบความจริงดวยความสามารถ (ตรัสรู) ของพระอรหังสัมมาสัมพุทธเจาเอง เมื่อคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ กอนพระพุทธศักราช 45 ป ณ โคนตนศรีมหาโพธิ์ ตําบลอุรุเวลา เสนานิคม แควนมคธ หลังจากตรัสรูแลว พระพุทธองคทรงพิจารณาใครครวญในธรรมที่พระองค ตรัสรูโดยใชเวลาถึง 7 สัปดาห (49 วัน) ทรงดําริวา พระธรรมที่พระองคตรัสรูนั้น เปนธรรมที่ สุขุมลุมลึก ยากยิ่งนักที่ชนผูมีกเิ ลสทั้งหลายจะเขาใจ แตดวยอาศัยพระมหากรุณาธิคณ ที่พระุ พุทธองคมีอยางยิ่งใหญ ทําใหทรงตัดสินพระทัยที่จะแสดงธรรมเพื่อโปรดสรรพสัตวในเวลาตอมา เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแลว พระพุทธเจาก็ไดเสด็จไปในสถานที่ตาง ๆ เพื่อประกาศศาสนา การแสดงธรรมของพระพุทธองคแตละครั้งไดผลมาก ผูฟงไดดวงตาเห็นธรรมเปนพระอริยบุคคล กันมากมาย อีกทั้งผูมีศรัทธาปสาทะเลื่อมใส ถึงกับบวชเปนภิกษุก็มีไมนอย และมีจํานวนมากขึน ้ ตามลําดับ ตอมาเมื่อพระพุทธเจาทรงไดพระสาวกระดับพระอรหันต 60 รูป ก็ทรงสงออกไป ประกาศพระศาสนา ดังปฐมวาจาที่พระพุทธองคทรงตรัสแกพระสาวกรุนแรกเพื่อไปเผยแผพระ ศาสนาในพรรษาแรกแหงพุทธกิจวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เราพนแลวจากบวงทั้งปวง ทั้งทีเ่ ปนของทิพย ทั้งที่เปนมนุษย แมพวกเธอก็พนแลวจากบวงทั้งปวง ทั้งที่เปนของทิพย ทั้งที่เปนของมนุษย พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชนและความสุขแกชนหมูมาก เพื่ออนุเคราะหโลก เพื่อประโยชนเกื้อกูลและความสุขแกทวยเทพและมนุษย พวกเธออยาไดไปรวมทาง เดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องตน งามในทามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรยพรอมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณบริสุทธิ์ สัตวทั้งหลาย จําพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุนอย มีอยู เพราะไมไดฟงธรรมยอมเสื่อม ผูรูทั่วถึง ธรรม จักมี ดูกอนภิกษุทั้งหลาย แมเราก็จกไป ยังตําบลอุรุเวลาเสนานิคม ั เพื่อแสดงธรรม.3 ตลอดระยะเวลาถึง 45 พรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงบําเพ็ญพุทธกิจในแตละวันซึ่งมี 5 อยาง คือ 1. ปุพฺพณฺเห ปณฺฑปาตฺจ เวลาเชาเสด็จบิณฑบาต 2. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลา
9.
9 ____________________
3 วิ. ม. 4 / 32 /72. เย็นทรงแสดงธรรม 3. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ําประทานโอวาทแกเหลาภิกษุ 4. อฑฺฒรตฺเต เทวปฺหนํ เที่ยงคืนทรงตอบปญหาเทวดา 5. ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ จวนสวางทรงตรวจพิจารณาสัตวที่สามารถและที่ยังไม สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม 4 ในพุทธกิจประจําวัน 5 อยาง ของพระพุทธองคที่ทรงบําเพ็ญอยูเสมอนั้น ยอมจะเปน องคประกอบอันสําคัญที่ทําใหพระพุทธองคทรงสั่งสอนไดเปนอยางดี และดวยพุทธจริยาในการสั่ง สอนเวไนยสัตว คือทรงบําเพ็ญประโยชนแกโลก ทรงบําเพ็ญประโยชนแกญาติ ทรงบําเพ็ญ ประโยชนทกประการในฐานะของพระพุทธเจา5 ุ ดวยพระมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ ทั้งใน พรรษากาล และนอกพรรษากาล ไมวาระยะทางจะใกลหรือไกลเพียงไร พระองคมิไดทรง คํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยหรือยากลําบากแตประการใด นับตั้งแตตรัสรู ตราบจนกระทั่งวัน สุดทายแหงการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ดังเชนในพรรษาแรกแหงการประกาศพระศาสนา มี เรื่องราวของบุคคลและเหตุการณที่เกียวกับการเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธองคเกิดขึ้น ่ มากมาย บุคคลที่เสด็จไปโปรดนัน สวนใหญไดรับประโยชนจากการสั่งสอนของพระพุทธองค ้ ทั้งสิ้น คือไดบรรลุเปนพระอริยบุคคลโดยขันต่ําสุดเปนพระโสดาบัน จนกระทั่งไดบรรลุเปนพระ ้ อริยบุคคลขันสูงสุดคือเปนพระอรหันต อาทิ ปญจวัคคีย, ยสกุลบุตรและสหายผูเปนบริวารของ ้ ทาน 54 , ภัททวัคคีย 30, ปุราณชฏิล 1,000, บิดามารดาและอดีตกรรยาของพระยสะ, พระ เจาพิมพิสารพรอมเหลาราชบริพาร, อุปติสสะและโกลิตะ (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ), ปปผลิมาณพ (พระมหากัสสปะ), กาฬุทายีอํามาตย, พระนามปชาบดีโคตมี, พระเจาสุทโธทนะ, พระนางยโสธราและพระราหุลกุมาร พรอมดวยพระราชวงศและขาราชบริพารอีกมากมาย เพราะ อาศัยความอนุเคราะหที่ทรงมีพระเมตตาตอสัตวโลก พระองคทรงพิจารณาเห็นวา บุคคลในโลกนี้ มีพื้นฐานความรูความเขาใจแหงสติปญญาที่แตกตางกัน บุคคลผูมีสติปญาและอุปนิสัยที่เคยสั่งสม มาในอดีตที่พอจะแนะนําสังสอนและเขาใจในธรรมของพระองคไดนนยังมีอยู ซึ่งมีหลักฐานที่พระ ่ ั้ พุทธองคตรัสไวเกี่ยวกับประเภทบุคคลที่มีปรากฏในโลกนีวามี 4 ประเภท คือ ้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้ มีปรากฏอยูในโลก 4 จําพวกเปนไฉน คือ บุคคลผูฉลาดผูกไมฉลาดแก 1 ฉลาดแกไมฉลาดผูก 1 ฉลาดทั้งผูกฉลาดทั้งแก 1 ไมฉลาดทั้งผูกไมฉลาดทั้งแก 1 ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคล 4 จําพวกนี้แล มีปรากฏอยูในโลก ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้ มีปรากฏอยูในโลก 4 จําพวกเปนไฉน คือ อุคฆฏิตัญู ผูอาจรูธรรมแตพอทานยกหัวขอขึ้นแสดง 1 วิปจิตัญู ผูอาจรูธรรมตอเมื่อทานอธิบายความแหงหัวขอนัน 1 ้ ____________________
10.
10
4 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตรฉบับประมวลศัพท . พิมพครั้งที่ 6, 5,๐๐๐ เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 189-190. 5 เรื่องเดียวกัน, น. 191. เนยยะผูพอแนะนําได ปทปรมะ ผูมีบทเปนอยางยิ่ง 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกนี้แลมีปรากฏอยูในโลก ฯ 6 บุคคลแตละประเภทที่มีระดับสติปญญาความสามารถแตกตางกันเหลานี้ พระสัมมาสัม พุทธเจาเมื่อจะเสด็จไปสั่งสอน พระองคยังทรงคํานึงถึงจริยา คือความประพฤติ หรือ จริต อัน เปนสิ่งที่บุคคลผูมีความประพฤติอยางนั้น ๆ กอนแลว จึงตรัสพระธรรมเทศนาเพื่อใหเหมาะสมกับ อัธยาศัยของบุคคลนั้น เกี่ยวกับจริตนี้ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไดใหความหมายไววา ความประพฤติ, พืนนิสัย หรือพื้นเพแหงจิตของคนทั้งหลายที่หนักไปดานใดดานหนึ่ง แตกตางกัน ้ ไปมี 6 ประเภทคือ 1.ราคจริต ผูมราคะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางรักสวยรักงามมักติดใจ) ี 2. โทสจริต ผูมีโทสะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางใจรอนขี้หงุดหงิด) 3. โมหจริต ผูมีโมหะเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางเหงาซึม งมงาย) 4. สัทธาจริต ผูมีศรัทธาเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางนอมใจเชื่อ) 5. พุทธิจริต ผูมีความรูเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดพิจารณา) 6. วิตกจริต ผูมีวตกเปนความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดจับจด ฟุงซาน) 7 ิ เพราะอาศัยพระมหากรุณาธิคุณ พระสัมมาสัมพุทธเจาจึงไดเสด็จออกประกาศศาสนา โปรดสรรพสัตว ทําใหพระคุณ 2 อยางแรก คือ พระปญญาคุณ และ พระวิสุทธิคุณเปนที่ปรากฏ และเปนประโยชนแกชาวโลกอยางแทจริง พระองคเสด็จไปชวยเหลือแนะนําสั่งสอนมนุษยทั้งที่ เปนรายบุคคลและกลุมชน โดยไมเห็นแกความเหนื่อยยากลําบากของพระองคเลย ดังที่ พระพรหมคุณาภรณ กลาววา ไวในพุทธคุณ 3 นี้ ขอที่เปนหลักและกลาวถึงทั่วไปในคัมภีรตาง ๆ มี 2 คือ ปญญาและกรุณา สวนวิสุทธิ เปนพระคุณเนื่องอยูในพระปญญาอยูแลว เพราะเปนผลเกิด เองจากการตรัสรู คัมภีรทั้งหลายจึงไมแบงไวเปนขอหนึ่งตางหาก 8 และพระมหากรุณาธิคณของ ุ พระพุทธเจาทีพระองคทรงอนุเคราะหชาวโลกนั้น แสดงออกในพุทธกิจประจําวันทีกลาวขางตน ่ ่ เหตุดังที่กลาวมาแลวนีจึงนับวาเปนองคประกอบและปจจัยที่มีความสําคัญยิ่งที่ทําใหพระพุทธองค ้ ทรงสั่งสอนธรรม 2.2 วิธีการสอนและลักษณะของผูฟงการสอน วิธีการสอน ____________________ 6 องฺ. จตุกฺก. 13 / 132-133 / 135.
11.
11
7 พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท. พิมพครั้งที่ 6, 5,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 39. 8 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. พิมพครั้งที่ 8, 10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 264. สําหรับวิธีการสอนนั้น มีผูรูไดคนควาและรวบรวมไวมากมาย ซึ่งผูเขียนจะไดกลาวถึงใน บางเรื่องที่เกี่ยวของและเห็นวามีความสําคัญทีควรนํามาประกอบในงานเขียนนี้เทานั้น ซึ่งเมื่อจะ ่ กลาวถึงตนแบบแหงวิธีการสอนนั้น ยอมเปนการสมควรอยางยิ่งที่จะตองเอยถึงบุคคลผูเปน ตนแบบแหงวิธีการสอนโดยตรง นันคือ “องคพระบรมศาสดา หรือ พระบรมครู” ซึ่งเปนอีกพระ ่ นามหนึ่งของพระพุทธเจา ที่มหาชนไดใหสมัญญานามแกพระองค และเปนที่ปรากฏแกชน ทั้งหลายโดยทั่วไป ซึ่งหมายถึง ศาสดาหรือ ครูผูเยี่ยมยอดในการสอน เปนศาสดาที่ประเสริฐยิ่ง กวาศาสดาใด ๆ ในโลก พระองคสามารถฝกสอนไดทั้งมนุษยและเทวดา ดังมีปรากฏในบท พุทธคุณตอนหนึ่งวา “อนุตฺตโร ปุรุสทมฺมสารถิ ” เปนสารถีฝกบุรุษที่ฝกได ไมมีใครยิ่งกวา “สตฺ ถา เทวมนุสฺสานํ”เปนศาสดาของเทวดาและมนุษยทั้งหลาย 9 ความสามารถเฉพาะของพระองค ยอมเปนที่ประจักษเหลาพุทธบริษัททั้งหลายเปนอยางดี และเปนคุณสมบัติที่สําคัญยิ่งที่บคคลผูเปน ุ ศาสดาเชนพระองคจะทรงใชเพือการสั่งสอนผูอื่น ่ เกี่ยวกับวิธีการสอนของพระบรมศาสดานัน ้ มีมากมายหลายวิธีที่พระองคทรงเลือกใช ทั้งนี้พระองคจะทรงพิจารณาถึงปจจัยหลาย ๆ ดานวา มีความเหมาะสมหรือไมที่จะทรงใชวิธีการ นั้น ๆ ในการสั่งสอน โดยที่พระองคจะทรงคํานึงถึงพืนฐานของผูฟงธรรมเปนอยางมาก ไมวา ้ บุคคล ๆ นั้นจะมาจากชนชั้นวรรณะใดก็ตาม เมื่อเปนบุคคลที่พระองคจะทรงโปรดแลว พระองค จะใหความสําคัญกับบุคคลผูนั้นเสมอเหมือนกันหมด และเนื่องจากผูฟงธรรมมีพื้น ฐานความรูที่แตกตางกัน พระพุทธเจาจึงทรงใชวิธการสอนที่หลากหลาย ซึ่งในงานเขียนนี้ จะ ี สรุปมาใหเห็นพอเปนตัวอยางประกอบถึงวิธีการสอนที่พระพุทธองทรงเลือกพิจารณาในการสั่ง สอนเวไนยสัตว คือ 1. ภูมิหลังหรือพื้นเพของผูฟง ไดแก วรรณะ การศึกษา และอาชีพ เชน เมื่อพระพุทธเจาตรัสรู ใหม ๆ พระองคเสด็จไปสอนปญจวัคคีย ซึ่งเปนชนวรรณะพราหมณ และออกบวชเพื่อแสวงหา ทางพนทุกข โดยที่พระองคไดตรัสถึงมัชฌิมาปฏิปทา อันเปนทางสายกลาง ไดแกอริยมรรคมีองค 8 และญาณทัสสนะ ซึ่งเปนหลักธรรมสําคัญทางพระพุทธศาสนา และมิใชสิ่งที่จะเขาใจได โดยงายสําหรับชนทั่วไป เพราะตองอาศัยสติปญญา และบุญบารมีที่ไดสั่งสมแตอดีตจึงจะสามารถ เขาใจและรูแจงได 10 หรือในครั้งหนึ่งที่พระพุทธองคถูกอักโกสพราหมณ ซึ่งยังเปนผูครองเรือน อยู ไดบริภาษ (การดา) พระองคดวยความโกรธ และพระองคไดทําใหอักโกสพราหมณ ตระหนักไดดวยตนเองวา การบริภาษพระองคนั้นไมมีประโยชน โดยทรงใชวิธีอุปมาถามถึงการ เตรียมอาหารตอนรับแขกผูมาเยือน เมื่อแขกไมรับอาหารนั้น อาหารยอมตกเปนของเจาของบาน ดังเดิม 11
12.
12 ____________________
9 พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท. พิมพครั้งที่ 6, 5,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2533), น. 191. 10 วิ. ม. 4 / 12 – 17 / 41 – 48. 11 ม. ม. 2 / 631 – 632 / 322 – 323. 2. ปญหาของผูฟงธรรม เปนสิ่งที่พระพุทธองคทรงพิจารณาถึงประการตอมา ซึ่งหมายถึงปญหา ดานความคิดและปญหาในชีวิตประจําวัน ปญหาดานความคิดนัน พระพุทธองคสามารถรูไดดวย ้ เจโตปริยายญาณ พระพุทธเจาจะทรงถามความเขาใจพื้นฐานของผูฟงที่เกี่ยวของ เพื่อนําไปสูความ เขาใจในเรื่องนัน เชน ในการสอนปญจวัคคียเรื่องความไมยึดมั่นถือมั่น พระพุทธองคทรงใช ้ คําถามกระตุนใหปญจวัคคียไดคนพบขอสรุปดวยตนเอง ดังที่ปรากฏในอนัตตลักขณสูตร ตอนหนึ่ง วา พ : รูปเที่ยงหรือไมเที่ยง ป : ไมเที่ยงพระพุทธเจาขา พ : ก็เมื่อสิ่งใดไมเที่ยง สิ่งนั้นเปนทุกขหรือเปนสุขเลา ป : เปนทุกขพระพุทธเจาขา พ : ก็สิ่งใดไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนเปนธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนัน ้ วา นั่นของเรา นั่นเปนเรา นันเปนตนของเรา ่ ป : ไมควรเลย พระพุทธเจาขา 12 จากคําถามเหลานี้ ในที่สุดปญจวัคคียก็ไดขอสรุปใหตนเองวา ไมควรยึดมันถือมั่นในรูป ่ จะเห็นไดวา พระพุทธเจาทรงถามใหปญจวัคคียใหเหตุผลทีละขั้นตอน และทรงถามตอไปถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทายที่สุดจึงทรงสรุปวา อริยสาวก ยอมเบื่อหนายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหนายจึงสิ้นกําหนัด และหลุดพนไดในที่สุด ในกรณีที่ผูฟงประสบปญหาชีวิต พระพุทธเจาจะทรงพิจารณาถึงสภาพจิตใจของบุคคลผู นั้นกอน หลังจากนันจะทรงใชวิธีที่เหมาะสมแกสถานการณ เชน เมื่อนางกีสาโคตมี เศราโศก ้ เสียใจอยางมาก เพราะบุตรของนางเสียชีวิต และไดกราบทูลพระพุทธเจาขอใหชวยชีวิตบุตรของ นาง ซึ่งในสภาวการณเชนนี้ผูฟงยอมไมมีความพรอมที่จะฟงธรรมแนนอน พระพุทธองคจึงทรงใหนาง ไปหาเมล็ดพันธุผักกาดจากบานที่ไมมีคนตายมาใหไดกอน แลวพระองคจะทรงชวย ดวยวิธีนี้ นางจึงไดเรียนรูดวยตนเองวา ความตายเปนเรื่องธรรมดา ซึ่งทุกคนตองประสบ 13 หรือตัวอยาง เรื่องของยสกุลบุตรซึ่งเกิดเบื่อหนายชีวตการครองเรือน พระพุทธเจาทรงแนะนํายสกุลบุตรวา ชีวิต ิ นักบวชไมมความวุนวาย ไมมีปญหา และทรงสั่งสอนธรรมจนยสกุลบุตรบรรลุธรรม ครั้นคหบดี ี
13.
13 ผูเปนบิดาออกตามหายสกุลบุตร พระพุทธเจาก็ทรงแสดงธรรมใหคหบดีฟง จนเกิดความเลื่อมใส ในพระธรรมกอน
แลวจึงตรัสถามบิดาของยสกุลบุตร ดังมีเนื้อความวา พ : ดูกรคหบดี ทานจะสําคัญความขอนันเปนไฉน ยสกุลบุตรไดเห็นธรรมดวย ้ ญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนทาน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรม ตามที่ตน ไดเห็นแลว ไดรูแจงแลว จิตพนแลวจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรควร หรือ เพื่อจะกลับเปนคฤหัสถ บริโภคกาม เหมือนเปนคฤหัสถ ครั้งกอน ____________________ 12 วิ. ม. 4 / 21 / 53. 13 ขุ. อ. 9 / 33 / 604. ค. ขอนั้นไมควรเลยพระพุทธเจาขา. พ : ดูกรคหบดี ยสกุลบุตรไดเห็นธรรมดวย ญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนทาน เมื่อเธอพิจารณา ภูมิธรรมตามที่ตนไดเห็นแลว ไดรูแจงแลว จิตพนแลว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตร ไม ควรจะกลับเปนคฤหัสถ บริโภคกามเหมือนเปนคฤหัสถครั้งกอน. ค : การที่จต ิ ของยสกุลบุตรพนจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไมถือมั่นนั้น เปนลาภของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรไดดีแลวพระพุทธเจาขา ขอพระผูมีพระภาค มียสกุลบุตร เปนปจฉาสมณะ จงทรงรับภัตตาหารของขาพระพุทธเจา เพื่อเสวยในวันนี้เถิดพระพุทธเจาขา 14 จะเห็นไดวา วิธีสอนของพระพุทธเจาที่ทรงใชกับยสกุลบุตร ตางจากวิธีที่ทรงใชกับบิดา ของยสกุลบุต เพราะยสกุลบุตร เกิดความเบื่อหนายในชีวตการครองเรือนอยูแลว การเสนอ ิ ทางเลือก ในการดําเนินชีวต ที่แตกตางออกไปจากเดิม จึงสามารถทําใหยสกุลบุตรสนใจได สวน ิ บิดาของยสกุลบุตร เมื่อมาเฝาพระพุทธเจานั้น ยังไมไดเห็นทุกขของการครองเรือน และยังไมได ศรัทธาในพระศาสนา หากพระพุทธเจาทรงถามวาผูที่เขาใจธรรมแลว ควรกลับไปครองเรือนอีก หรือไม บิดาของยสกุลบุตร ก็จะยังไมเขาใจสภาพจิตของผูที่เขาใจธรรม พระพุทธเจาจึงทรงสอน จนคหบดีนั้น เขาใจธรรมกอน แลวจึงตรัสถาม เพราะพระพุทธองคทรงคํานึงพืนฐานของผูฟงเปน ้ สําคัญ แลวทรงเลือกใชคําถามที่เหมาะสมกับผูฟง และสรุปเนื้อหาจากคําตอบของผูฟงนันเอง ่ ความเปนพระบรมศาสดาขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ยอมเปนสวนประกอบที่ สําคัญที่จะทําใหเกิดคุณลักษณะของผูสอนอยางพระองค ซึ่งเรียกวาองคคุณแหงกัลยาณมิตรที่มใน ี พระองคอยางสมบูรณ และยังถือเปนแนวทางการประพฤติปฏิบติไดเปนอยางดีเยี่ยมแกบุคคลผูเปน ั ครูสอนทั้งหลาย ดังทีพระพรหมคุณาภรณไดใหคําอธิบายไววา ่ “องคคุณของกัลยามิตร” คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท คือทานที่คบหรือเขาหาแลวจะเปนเหตุใหเกิดความดีงามและ ความเจริญ มี 7 ประการดวยกันคือ 1. ปโย (นารักในฐานเปนที่สบายใจและสนิทสนม ชวนใหอยากเขาไปปรึกษาไตถาม) 2. ครุ (นาเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแกฐานะ ใหเกิดความรูสึกอบอุนใจ เปนที่พึงได ละปลอดภัย)
14.
14
3. ภาวนีโย (นาเจริญใจ หรือนายกยอง ในฐานทรงคุณคือความรูและภูมิปญญาแท จริง ทั้งเปนผูฝกอบรมและปรับปรุงตนอยูเสมอ ควรเอาอยาง ทําใหระลึกและเอยอาง ดวยซาบซึ้งภูมิใจ) 4. วตฺตา จ (รูจักพูดใหไดผล รูจกชี้แจงใหเขาใจ รูวาเมื่อไรควรพูดอะไรอยางไร ั คอยใหคําแนะนําวากลาวตักเตือน เปนที่ปรึกษาที่ด) ี 5. วจนกฺขโม (อดทนตอถอยคํา คือ พรอมที่จะรับฟงคําปรึกษาซึกถามคําเสนอแนะ วิพากษวิจารณ อดทน ฟงไดไมเบื่อ ไมฉุนเฉียว) ____________________ 14 วิ. ม. 4 / 28 69 . 6. คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ําลึกได สามารถอธิบายเรื่องยุงยาซับซอนให เขาใจ และใหเรียนรูเรื่องราวที่ลกซึ้งยิ่งขึ้นไป) ึ 7. โน จฏฐาเน นิโยชเย (ไมชกนําในอฐาน คือ ไมแนะนําในเรื่องเหลวไหล หรือชัก ั จูงไปในทางเสื่อมเสีย) 15 และในการแสดงธรรมของพระพุทธองคทกครั้ง พระองคจะทรงมีลีลาการสอน หรือพุทธ ุ ลีลาในการสอนเสมอ ดังทีพระพรหมคุณาภรณไดอธิบายความไววา การสอนของพระพุทธเจาแต ่ ละครั้ง แมที่เปนเพียงธรรมิกถา หรือการสนทนาทัวไป ซึ่งมีใชคราวที่มความมุงหมายเฉพาะพิเศษ ่ ี ก็จะดําเนินไปอยางสําเร็จผลดี โดยมีองคประกอบที่เปนคุณลักษณะ 4 ประการ คือ 1. สันทัสสนา(ชี้แจงใหชัด คือ จะสอนอะไร ก็ชี้แจงจําแนกแยกแยะอธิบาย และ แสดง เหตุผลใหชัดเจน จนผูฟงเขาใจแจมแจงเห็นจริงเห็นจัง ดั่งจูงมือไปดูเห็นกับตา 2. สมาทปนา ชวนใหอยากใหรับเอาไปปฏิบัติ คือ สิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทํา ก็แนะนําหรือบรรยายใหซาบซึ้งในคุณคา มองเห็นความสําคัญที่จะตองฝกฝนบําเพ็ญ จนใจ ยอมรับ อยากลงมือทํา หรือนําไปปฏิบัติ 3. สมุตเตชนาเราใจใหอาจหาญแกลวกลา คือ ปลุกเราใจใหกระตือรือรนเกิดความ อุตสาหะ มีกําลังใจแข็.ขัน มั่นใจทีจะทําใหสําเร็จจงได สูงาน ไมหวันระยอไมกลัว ่ ่ เหนื่อย ไมกลัวยาก 4. สัมปหังสนา ปลอยชโลมใจใหสดชื่นราเริง คือ บํารุงจิตใหแชมชืนเบิกบาน ่ โดยชี้ใหเห็นผลดีหรือคุณประโยชนที่จะไดรับและทางที่จะกาวหนา บรรลุผลสําเร็จยิ่ง ขึ้นไป ทําใหผูฟงมีความหวังและราเริงใจ 16 ลักษณะของผูฟงการสอน ดังไดกลาวมาแลวขางตนถึงองคประกอบและปจจัยที่ทําใหเกิดการสอนวา พระสัมมาสัม พุทธเจาเมื่อพระองคจะทรงสั่งสอนใคร พระองคจะทรงรูและคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล เชน ทรงคํานึงถึงจริตของบุคคล และทรงรูระดับความสามารถของบุคคล อยางที่พระองคไดทรง พิจารณากอนเสด็จออกประกาศพระศาสนาวา
15.
15
““เหลาสัตวที่มีธุลีในดวงตานอยก็มี ที่มีกิเลสในดวงตามากก็มี ที่มีอินทรียแกกลาก็มี ที่ มีอินทรียออนก็มี ที่มีอาการดีก็มี มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนใหรูไดงายก็มี ที่จะสอนให รูไดยากก็มี บางพวกที่ตระหนักถึงโทษภัยในปรโลกอยูก็มี ดังนี้ อุปมาเหมือนดังในกอ อุบล กอประทุม หรือกอบุณฑริก” 17 ____________________ 15 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. พิมพครั้งที่ 8, 10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 238. 16 เรื่องเดียวกัน, น. 158. 17 วิ. ม. 4 / 9 / 32. นอกจากพระองคจะทรงคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลแลว ยังทรงคํานึงถึงความ พรอมและความสุกงอม ความแกรอบแหงอินทรียหรือญาณ ของผูฟงแตละบุคคลเปนราย ๆ ไป ดังเรื่องพระราหุลเปนตัวอยาง ทีคราวหนึ่งพระพุทธองคทรงคอยพิจารณาถึงความสุกงอมแหง ่ อุปนิสัยของพระราหุล ทรงประทับหลีกเรนในที่สงัด ทรงดําริวา “ธรรมเครื่องบมวิมุตติของ ราหุลสุก-งอมดีแลว ถากระไรเราพึงชวยชักนําเธอใน การกําจัดอาสวะใหยิ่งขึนไปอีก” 18้ อีกเรื่องหนึ่งที่ยกมาประกอบใหเห็นเปนตัวอยางคือ เมื่อคราวประทับอยู 2 พระองค กับพระเมฆิยะ ณ จาลิกบรรพต พระเมฆิยะทูลลาไป บิณฑบาตในหมูบานชันตุคามในระหวางทางกลับจากบิณฑบาตมาถึงฝงลําน้ํากิมกาฬา ิ ทานไดเห็นสถานที่ในปาอัมพวันนารื่นรมย เกิดความคิดวา เปนสถานที่เหมาะสมกับ การบําเพ็ญเพียร ครั้นกลับถึงจาลิกบรรพต จึงเขาไปเฝาพระพุทธเจากราบทูลขอ อนุญาตลาไปบําเพ็ญเพียร ณ ปาริมฝงน้ํานั้น พระพุทธองคทรงทราบวา ญาณของพระ เมฆิยะยังไมสุกงอมพอที่จะไปบําเพ็ญเพียรอยูผูเดียว ใหเกิดผลสําเร็จกาวหนาขึ้นไปได แตก็จะทรงใหพระเมฆิยะไดบทเรียน จึงมิไดทรงหามทีเดียว แตทรงทัดทานวา “รอ กอนเกิดเมฆิยะ เราอยูคนเดียว เธอจงรอจนกวาจะมีภิกษุรูปอื่นมาเสียกอน” การที่ตรัส ดังนี้ก็เพื่อใหรูวสึกวาพระองคมีพระทัยเยื่อใยเมตตาตอพระเมฆิยะอยู เปนแรงคอยโนม นาวเมื่อพระเมฆิยะมีเหตุขัดของอะไรขึนจะไดกลับมาเฝาพระองค ครั้นพระเมฆิยทูล ้ ทักคะยันคะยอ พระองคก็ทรงอนุญาต ้ ฝายพระเมฆิยะ เมื่อไปอยูที่ปาอัมพวันผูเดียวแลว ตอมากเกิดมีอกุศลจิตวิตกขึ้น เพราะญาณตนเองยังไมแกกลาสุกงอม ไมสามารถแกไขได จึงกลับมาเฝาพระพุทธเจา และกราบทูลใหทรงทราบ พระองคจงตรัสสอนเรื่องธรรม 5 อยางที่ชวยใหเกิดปริปากะ ึ แกเจโตวิมุตติ ที่ยังไมแกกลาธรรมเหลานี้คือ ความมีกลยาณมิตร 1 ความมีศีล 1 การมี ั โอกาสไดยินไดฟง ไดรวมสนทนาอยางสะดวกสบายในเรื่องตาง ๆ ที่ชวยชําระจิตใจ ใหปลอดโปรงผองใส เชน เรื่องความเพียร ศีล สมาธิ ปญญา วิมุตติ เปนตน 1 การ บําเพ็ญเพียรสรางกุศลธรรมอยางหนักแนนจริงจัง 1 และความมีปญญา 1 โดยเฉพาะ
16.
16
ทรงเนนวาความมีกัลยาณมิตรนั้นเปนพืนเบื้องตนอันสําคัญที่จะชวยใหไดทั้งศีล ใหได ้ ฟงเรื่องที่ดีงาม ใหไดบําเพ็ญเพียร และใหไดปญญา 19 เนื้อเรื่องขางตนแสดงใหเห็นวา ในขณะนั้นพระเมฆิยะยังไมมีญาณแกรอบ ยังไมพรอมที่ จะออกไปบําเพ็ญเพียรผูเดียวอยางที่ตนประสงค ยังตองพึ่งพากัลยาณมิตรในการประพฤติปฏิบัติ หรือดังที่พระพุทธองคทรงสอนพระจูฬปนถกผูโงเขลาดวยการใหนําผาขาวไปลูบคลํา เปนตน 20 ____________________ 18 19 ขุ. ธ. 1 / 24 / 359. 20 เรื่องเดียวกัน, น.323. ลักษณะของผูฟงการสอนอีกประการหนึ่งที่สําคัญคือการแสดงธรรมเปนไปตามลําดับที่ เรียกวา “อนุปุพพิกถา” เปนสิ่งที่พระพุทธองคทรงใชแสดงธรรมแกบุคคลระดับตาง ๆ มากครั้ง กวาการแสดงธรรมประเภทอื่น เพราะอนุปุพพิกถาที่ทรงแสดงจะสามารถปูพื้นฐานความรูความ เขาใจของบุคคลใหดียิ่งขึ้น ใหมีความผองใส และมีจิตใจที่ขาวสะอาดขึนตามลําดับ เพราะเมื่อ ้ ผูฟงไดฟงแลว จะเกิดความรูความเขาใจมีสติปญญาเห็นคลอยตาม เปนบุคคลผูมีจิตใจ เตรียมพรอมนตอการที่จะฟงธรรมในชันสูงยิ่งขึ้นไป เมือเปนเชนนี้แลว พระพุทธองคกจะทรง ้ ่ ็ ตรัสแสดงอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ จนไดดวงตาเห็นธรรมในที่สุด และ อนุปุพพิกถานี้ พระพุทธเจาทรงแสดงแกยสกุลบุตรแหงเมืองพาราณสีเปนคนแรก ดังมีเนื้อความที่แสดงไวตอน หนึ่งในพระวินัยปฎกวา ขณะนัน ยสกุลบุตร เปลงอุทานในที่ไมไกลพระผูมพระภาคเจาวา ทานผูเจริญ ้ ี ที่นี่วุนวายหนอ ที่นี่ขดของหนอ ทันทีนั้นพระผูมีพระภาคเจาตรัสกะยสกุลบุตร วา ั ดูกอนยส ที่ นี่ไมวุนวาย ที่นี่ไมขดของ มาเถิดยส นั่งลง เราจักแสดงธรรมแกเธอ ั ที่นั้น ยสกุลบุตรราเริงบันเทิงใจวาไดยินวา ทีนี่ไมวนวาย ที่นี่ไมขัดของ ่ ุ ดังนี้แลวถอดรองเทาทองเขาไปเฝาพระผูมีพระภาคเจา ถวายบังคม พระผูมีพระภาคเจาแลวนั่ง ณ ทีควรสวนขางหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรนั่งเรียบรอยแลว ่ พระผูมีพระภาคเจาไดทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความค่ําทราม ความเศราหมองของกามทั้งหลาย และ อานิสงสในความออกจากกาม เมื่อพระองคทรงทราบวา ยสกุลบุตรมีจตสงบ ิ มีจิตออนมีจิตปลอดจากนิวรณ มีจตเบิกบาน มีจิตผองใสแลว จึงทรง ิ ประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจาทั้งหลายทรงยกขึนแสดงดวยพระองคเอง ้ คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจาก มลทิน วา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับ เปนธรรมดา ไดเกิดแกยสกุลบุตร ณ ทีนั่งนั้นแล ดุจผาที่สะอาดปราศจากมลทิน ่
17.
17
ควรไดรับน้ํายอมเปนอยางดี ฉะนัน. 21 ้ บุคคลที่พระพุทธองคทรงตรัสสอนดวยอนุปุพพิกถานั้น โดยพื้นฐานของจิตแลวจะยังไมมี ความรูความเขาใจในธรรมใด ๆ เลย แตเมื่อไดฟงอนุปุพพิกถาแลว บุคคลนั้น ๆ จะมีพนฐาน ื้ เบื้องตนในการเตรียมตัวเพื่อฟงธรรมในขันที่สูงยิ่งขึ้นไปได เพราะการไดฟงอนุปุพพิกกถาเปน ้ เบื้องตน เปรียบเสมือนการเลือกผาที่จะยอมกอนแลวซักใหสะอาด เพื่อเตรียมที่จะยอมสีตาง ๆ ตอไป และในเนือความแหงอนุปุพพิกถาตอนทีวาดวยสีลกถานั้น ผูเขียนเห็นวา นาจะเปนการ ้ ่ กลาวถึงศีลขั้นพื้นฐานของมนุษยทุกคน นั่นคือเบญจศีลซึงจะเปนฐานรองรับใหบุคคลไดเริ่มตนใน ่ การประกอบคุณความดีมากยิ่งขึ้นในโอกาสตอไป ____________________ 21 วิ. ม. 4 / 25-31 / 63. จึงเปนพระปรีชาญาณหยั่งรูของพระองคอยางแทจริง ทีทรงสามารถรูอุปนิสัยของเวไนยสัตวกอน ่ แลว พระองคจึงทรงตรัสพระธรรมเทศนา และพระธรรมเทศนาที่พระองคทรงนํามาใชในการสั่ง สอนนั้น พระองคจะทรงเลือกเพื่อใหเหมาะกับอุปนิสัยแหงการฟงธรรมและการประพฤติปฏิบัติ เพื่อการบรรลุธรรมตอไป และหัวขอธรรมที่พระองคทรงนํามาแสดงแกบุคคลไมวาจะเปน ชนชั้นวรรณะใดก็ตาม โดยสวนมากแลวพระองคจะทรงเลือกตรัสอนุปุพพิกถากอนเปนอันดับ แรก บุคคลที่พระองคทรงสั่งสอนนั้น สวนมากแลวจะเปนผูที่มีบุญบารมีที่เคยสั่งสมมาแลวใน อดีตชาติ เมื่อพระองคตรัสอนุปุพพิกถาแลว ถาบุคคลใดมีอุปนิสยแหงญาณบารมีแกรอบ ั เปนบุคคลประเภทรูไดฉับพลันทันที หรือบุคคลประเภทบัวพนแลวจากน้ํา (อุคฆฏิตัญู) บุคคล นั้นจะสามารถเกิดความรูความเขาใจสามารถรูแจงแทงตลอดในสิ่งที่พระองคตรัส หรือที่เรียกวาได ธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรมเลยทีเดียว ดังเชนกรณีของยสกุลบุตรที่พระองคทรงเสด็จไปโปรด ในพรรษาแรก พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสอนุปุพพิกถาแกบคคลทั้งหลายเรื่อยมา ไมวาจะ ุ เปนบิดาของยสกุลบุตรที่ฟงอนุปพพิกถาแลวก็สามารถบรรลุธรรมเปนพระอริยบุคคลขั้นโสดาบัน ุ และประกาศตนเปนอุบาสกคนแรกในโลกที่ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ดังเนื้อความตอนนี้วา ขาพระพุทธเจานี้ ขอถึงพระผูมีพระภาคเจา พระธรรม และพระสงฆวาเปนสรณะ ขอ พระองคจงทรงจําขา พระพุทธเจาวา เปนอุบายสกผูมอบชีวิตถึงสรณะจําเดิมแตวันนี้เปนตนไป. ก็เศรษฐีผูคหบดีนั้น ไดเปนอุบาสกผูกลาวอางถึงพระรัตนตรัย เปนคนแรกในโลก 22 มารดาและอดีตภรรยาของพระยสะก็เชนกัน เมื่อไดฟงอนุปุพพิกถาที่พระพุทธองคตรัสแลว ไดเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุเปนพระอริยบุคคลขั้นตนเปนโสดาบันบุคคล พรอมกับประกาศตน เปนอุบาสิกาคูแรกในโลกที่ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ดังขอความวา พระพุทธเจาขา พระองคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่ํา เปดของที่ปด บอกทางแกคนหลงทาง หรือสองประทีปในที่มืดดวย ทั้งใจวา คนมีจักษุจกเห็นรูป ดังนี้ หมอมฉันทั้งสองนี้ ขอถึงพระผูมีพระภาคเจา ั พระธรรม และพระภิกษุสงฆวาเปนสรณะ ขอพระองคจงทรงจําหมอมฉันทั้งสองวา
18.
18
เปนอุบายสิกาผูมอบชีวิตถึงสรณะ จําเติมแต-วันนี้เปนตนไป. ก็มารดาและภรรยาเกา ของทานพระยส ไดเปนอุบายสิกา กลาวอางพระรัตนตรัย เปนชุดแรกในโลก 23 หลังจากนั้นพระพุทธองคทรงตรัสอนุปุพพิกถานี้แกเวไนยสัตวอีกมากมายทุกชนชั้นวรรณะ ดังที่กลาวแลวขางตนวา ผูที่ฟงอนุปุพพิกถจบาแลว จะเปนบุคคลที่มีจตใจออนโยนยิ่งขึ้น จากผูไม ิ มีศรัทธาเลื่อมใส จะเปนบุคคลผูมีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และจะไดรับประโยชนจากการ ฟงอนุปุพพิกถาเปนสวนมาก ตามกําลังแหงอุปนิสัยและบุญบารมีที่แตละคนที่ไดสั่งสมมา ดังเชน ในคราวที่เสด็จไปโปรดพระเจาพิมพิสารพรอมดวยราชบริพาร ดังมีเนื้อความตอนนี้วา ____________________ 22 วิ. ม. 4 / 25 / 65. 23 เรื่องเดียวกัน, น. 68. ลําดับนั้น พราหมณคหบดีชาวมคธ ทั้ง 12 นหุต นัน ไดมีความเขาใจวา ทานอุร-ุ ้ เวลกัสสปประพฤติพรหมจรรยในพระมหาสมณะ ครั้งนั้น พระผูมีพระภาคเจาทรง ทราบความปริวิตกแหงจิตของพราหมณคหบดี ชาว-มคธทั้ง 12 นหุตนั้น ดวยพระ ทัยของพระองคแลว ทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ําทราม ความเศราหมองของกามทั้งหลาย และ อานิสงสในความออกจากกาม เมื่อพระผูม-ี พระภาคเจาทรงทราบวา พวกเขามี จิตสงบ มีจิตออน มีจิตปลอดจากนิวรณมจิตเบิกบาน มีจิตผองใสแลว จึงทรงประกาศ ี พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทังหลาย ทรงยกขึ้นแสดงดวยพระองคเอง คือทุกข ้ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน วาสิ่งใดสิ่ง หนึ่งมีความเกิดขึนเปนธรรมดา สิ่งนันทั้งหมดมีความดับเปนธรรมดา ไดเกิดแก ้ ้ พราหมณคหบดี ชาวมคธ 11 นหุต ซึ่งมีพระเจาพิมพิสารเปนประมุข ณ ทีนั่ง นั้นแล ่ ดุจผาที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรไดรับน้ํายอมเปนอยางดี ฉะนั้น พราหมณ คหบดีอีก 1 นหุต แสดงตนเปนอุบายสก.24 จะเห็นไดวา บุคคลทั้งหลายเมือไดฟงอนุปุพพิกถาหรือพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค ่ แลวจะไมไดรับประโยชนจากการฟงนัน ยังไมเห็นปรากฏ อยางต่ําสุด บุคคลหรือประชุมชนนัน ๆ ้ ้ จะกลายเปนผูมีศรัทธาเลื่อมใส แสดงตนเปนอุบาสกอุบาสิกา ยอมรับนับถือพระรัตนตรัยเปนที่พึ่ง ที่ระลึกตลอดชีวิต ตั้งตนอยูในสรณะและศีลเปนอยางนอย ศีลที่กลาวถึงในที่นก็คือเบญจศีลนันเอง ี้ ่ สวนถาเปนบรรพชิตก็จะสามารถบรรลุธรรมขันใดขั้นหนึงไดทันที ้ ่ ฉะนั้น จึงกลาวไดวา พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงเลือกตรัสอนุปุพพิกถาแกบุคคลมากที่สุด เพราะหลังจากที่ตรัสอนุปุพพิกถาจบแลว บุคคลผูฟงจะเปนผูมีจิตใจเตรียมพรอมในการที่จะรองรับ พระธรรมเทศนาที่สําคัญในลําดับตอไป โดยพระพุทธองคจะตรัสพระธรรมเทศนาที่มความ ี สูงสงหรือที่พระพุทธเจาทั้งหลายทรงเชิดชู เปนพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจาทรงยกขึ้นแสดงเอง ไมเหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่มักตรัสตอเมื่อมีผูทูลถามหรือสนทนาเกี่ยวของไปถึง นั่นคือ “อริยสัจสี่” ดังนี้
19.
19
“ครั้งนันแล พระผูมีพระภาค ตรัสอนุปุพพิกถาแกอุบาลีคฤหบดี กลาวคือ เรื่องทาน ้ เรื่องศีล เรื่องสวรรค เรื่องโทษความพรอง ความเศราหมองแหงกาม และเรื่องอานิสงส ในเนกขัมมะ ครั้นพระองคทรงทราบวา อุบาลีคฤหบดี มีจิตพรอม มีจตนุมนวล มีจิต ิ ปราศจากนิวรณ มีจิตปลาบปลื้ม มีจิตเลื่อมใสแลวจึงทรงประกาศสามุกกังสิกาธรรม เทศนาของพระพุทธเจาทั้งหลาย กลาวคือ ทุกข สมุทย นิโรธ มรรค” 25 ั ____________________ 24 วิ. ม. 4 / 58 / 112. 25 ม. ม. 13 / 74 / 67. 3.3 เปาหมายและความสําเร็จในการสอน สําหรับเปาหมายและความสําเร็จในการสอนนั้น มีเรื่องราวที่เปนหลักฐานปรากฎใน พระไตรปฎกมากมาย สวนใหญจะเปนเรื่องเกียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจาที่พระองคเสด็จไปสั่ง ่ สอนเวไนยสัตวตามสถานที่ตาง ๆ และเรื่องราวเหลานั้นโดยมากจะมีปรากฏในคัมภีรขุททกนิกาย และเปาหมายที่พระสัมมาสัมพุทธเจาแสดงธรรมแกมหาชนนั้น เมื่อกลาวโดยสรุปจะเห็นไดวา ไม วาพระองคจะตรัสพระธรรมเทศนาขอใดก็ตาม ผูฟงธรรมทังหลาย ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ จะ ้ สามารถยังประโยชนใหเกิดขึนแกตนเปนสวนมาก คือจะไดธรรมจักษุ ไดแกดวงตาเห็นธรรมบรรลุ ้ เปนพระอริยบุคคลขั้นตนคือพระโสดาบัน สวนบุคคลผูฟงธรรมที่เหลือจะไดรับประโยชนเชนกัน (แมจะไมไดบรรลุธรรมเปนพระอริยบุคคลก็ตาม เพราะอุปนิสัยยังไมถึงพรอม) แตอยางนอยก็ตั้ง ตนอยูในระดับโคตรภูบุคคล ซึ่งอยูในภาวะกึ่งกลางระหวางปุถุชนกับอริยชน ลงมาตามลําดับ จนถึงระดับตั้งตนอยูในสรณะและศีลตลอดชีวิต ดังเนื้อความของเรื่องที่ปรากฏในอรรถกถาธรรม บทที่พระองคทรงแสดงไว และจะยกมาพอเปนตัวอยาง เชนในตอนทายเรื่องนางปติปูชกาวา ิ ในเวลาจบเทศนา ชนเปนอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปตติผลเปนตน เทศนามี ประโยชนแกมหาชน ดังนี้แล.26 และดังเรื่องของพระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพีวา ในการจบ เทศนา พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพีบรรลุพระอรหัตพรอมดวยปฏิสามภิทาทั้งหลาย ธรรมเทศนา ไดเปนประโยชน แมแกมหาชนที่เหลือ ดังนี้แล 27 จากขอความวา “เทศนามีประโยชนแกมหาชน” และขอความ “ธรรมเทศนาไดเปน ประโยชน แมแกมหาชนที่เหลือ” ทายเรื่องของชาดกที่ยกมานี้ ผูเขียนเห็นวา มหาชนที่ฟง ธรรมจากพระพุทธเจาจบแลว แมเมื่อไมไดดวงตาเห็นธรรม แตจะเปนเหตุปจจัยใหบรรลุธรรมได ในโอกาสตอไป และอยางต่ําสุดเมื่อฟงพระธรรมเทศนาจบ จะเปนผูตั้งตนอยูในเบญจศีลและนับ ถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิตอยางแนนอน สวนบุคคลที่พระพุทธเจาเสด็จไปโปรดและไดฟงธรรม จากพระพุทธเจาจบแลว จะเปนผูที่ไมไดรับประโยชนใด ๆ เลยนั้น ยังไมมีปรากฏหลักฐาน
20.
20
ดังตัวอยางตามทีกลาวมาทั้งหมดนี้ ่ พอจะเปนหลักฐานยืนยันใหเห็นเปาหมายและ ความสําเร็จในการสอนของพระพุทธเจาไดเปนอยางดี และในที่นก็หมายถึงการสอนใหมหาชนตั้ง ี้ มั่นในเบญจศีลดวย เพราะศีลเปนเบื้องตนแหงไตรสิกขาอันเปนหลักการศึกษาและปฏิบัติ ในทางพุทธศาสนา มีพุทธพจนที่ทรงตรัสเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โดยเริ่มตนตองอาศัยศีลเปน พื้นฐาน ดังนี้ “สมาธิอันศีลอบรมดีแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญ สัมมาอริยมรรค อันเปนทางนําไปสูการ บรรลุธรรมสูงสุด ก็เริ่มโดยมีศีลเปนเบื้องตน” 28 ____________________ 26 ขุ. ธ. 1 / 36 / 43. 27 เรื่องเดียวกัน, 77 / 194. 28 สํ. นิ. 16 / 554 / 199. และศีลยอมชําระปญญาใหบริสุทธิ์ ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธองคทรงตรัสแกโสฑัณฑพราหมณ ตอน หนึ่ง ดังนี้ “ดูกรพราหมณ.....เปรียบเหมือนคนลางมือดวยมือ ลางเทาดวยเทา ฉันใด ศีล ยอมชําระปญญาใหบริสุทธิ์ และปญญาเลาก็ชําระศีลใหบริสุทธิ์เหมือนกัน ศีลอยูที่ใด ปญญาอยูที่ นั่น ผูมีศีลก็มีปญญา ผูมีปญญาก็มีศีล” 29 และศีลนั้น ยังเปนทีตั้งและบอเกิดแหงคุณความดีอก ่ ี ดวย ในเถรคาถา ไดกลาวถึงความสําคัญของศีลไววา ศีลเปนเบื้องตน เปนที่ตั้ง เปนบอเกิด แหงคุณความดีทั้งหลาย และเปนประธานแหงธรรมทั้งปวง เพราะฉะนันพึงชําระศีลใหบริสุทธิ์ 30 ้ ฉะนั้นจะเห็นไดชดเจนวา ั การสอนธรรมของพระพุทธเจานั้น เรื่องเกี่ยวกับศีล โดยเฉพาะเบญจศีลนี้ จึงเปนเปาหมายที่สําคัญ และความสําเร็จในการสอนธรรมนั้นยอมเกิดมีทก ุ เมื่อดังหลักฐานที่กลาว เพราะในการที่พระองคทรงตรัสสอนธรรมก็เพื่อมุงประโยชน มุงเพื่อ ความสุขแกมหาชนโดยสวนมาก และเพราะพระองคทรงมองเห็นปญหาที่เกิดขึ้นแกสัตวทั้งหลาย ในโลกนี้วา ลวนประกอบไปดวยเรื่องของความทุกขทั้งสิ้น ดังที่วชิราภิกษุณีกลาวไววา “ทุกข เทานั้นที่เกิดขึ้น ทุกขเทานันที่ตั้งอยูและดับไป นอกจากทุกขไมมีอะไรเกิด นอกจากทุกขไมมี ้ อะไรดับ” 21 ฉะเห็นไดวา การแสดงธรรมแตละครั้งของพระพุทธองคไดผลมาก ผูฟงไดดวงตา เห็นธรรมเปนพระอริยบุคคลกันมากมาย ____________________ 29 สํ. นิ. 16 / 554 / 199. 30 ขุ. เถร. อ. ๒ /378428. 31 วิ. ม. 1 / 27 / 20.
21.
21
บทที่ 3 เบญจศีลตามหลักธรรมในพระไตรปฎก 3.1 ความหมายและสาระสําคัญของเบญจศีล ความหายของศีล สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงใหความหมายของศีลไววา ศีลนั้นเปนเหมือนบรรทัดสําหรับใหคนประพฤติความดีใหคงที่ เปรียบเหมือนผูแรก จะ เขียนหนังสือ ตองอาศัยเสนบรรทัดเปนหลักไปตามนั้น หนังสือที่เขียนจึงจะมีบรรทัด อันตรง ถาหาไม ตัวหนังสือก็จะขึ้นคตลงดรงงูเลื้อย เมื่อชํานาญแลว ก็จะเขียนไปได โดยไม ตองมีบรรทัดฉันใด คนแรกประพฤติความดี ไมไดถืออะไรไวเปนหลัก ใจไม มั่นคงอาจ เอนเอียงลงหาทุจริต แมเพราะโมหะครอบงํา เมื่อบําเพ็ญศีลใหบริบูรณจน เปนปกติมารยาทไดแลว จึงประพฤติคุณธรรมอยางอื่น ก็มักยั่งยืนไมผันแปร 32 พระพรหมคุณาภรณ (ประยุทธ ปยุตโต) ไดใหความหมายของศีลไววา ศีล หมายถึง การ ฺ รักษษกาย วาจา ใหเรียบรอย เปนการรักษาปรกติตามระเบียบวินัย หรือขอปฏิบัติในการเวนจาก ความชั่ว (THE FIVE PRECEPTS OF MORALITY) เดิมเรียกวา สิกขาบท 5 เปนขอปฏิบัติใน การฝกตน ใครปฏิบัติตามนี้เรียกวา มีศีลเบื้องตน 33 พระพรหมคุณาภรณ ยังกลาวไวในพุทธธรรมอีกวา สาระของศีลอยูที่เจตนา ไดแกการไมคิดลวงละเมิด คําวาละเมิดแงหนึ่งคือ ละเมิด ระเบียบ ละเมิดกฏเกณฑ บทบัญญัติ ละเมิดวินัยที่วางกันไว อีกอยางหนึ่งคือ ละเมิดตอผูอื่น หมายถึงเจตนาที่จะเบียดเบียนผูอื่นนั่นเอง ศีลจึงหมายถึงการไมเจตนา ละเมิดระเบียบวินัย หรือไมเจตนาลวงเกินเบียดเบียนผูอื่น ถามองแตอาการหรือการ
22.
22
กระทํา ศีลก็คือความไมละเมิดและการไมเบียดเบียน มองอีกดานหนึ่ง ศีลอยูที่ความสํารวมระวัง กลาวคือความสํารวมระวัง คอยปดกันหลีกเวนไมใหความชั่วเกิดขึนนั่นเองเปนศีล และถามองใหลึกที่สุด สภาพ ้ ้ จิตของผูไมคดจะละเมิด ไมคิดจะเบียดเบียนใครนั่นแหละคือตัว ศีล 34 ิ ____________________ 32 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. เบญจศีล และ เบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรง พิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538), น. 2. 33 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. พิมพครั้งที่ 8, 10,000 เลม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 206. 34 พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), น. 767. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไดใหความหายของศีลไววา ศีลคือขอบัญญัติที่ กําหนดการปฏิบัติทางกายและวาจาทางพระพุทธศาสนา เชน ศีล 5 ศีล 8 ความประพฤติดี 35 ศีล แปลวา ปกติ หมายถึง ปกติกาย วาจา เพราะมีใจคิดงดเวนจากโทษทางกายทาง วาจาที่ควรงดเวน ดังเชนที่ระบุไวในศีล 5 ศีลจึงสําเร็จดวยวิรัตเจตนา แปลวา เจตนา คิดงดเวน คําวา วิรัติ กับคําวา เวรมณี แปลวา งดเวนเหมือนกัน วิรัติโดยทั่วไปมี 3 คือ 1. สัมปตติวิรัติ ความเวนจากวัตถุที่จะถึงลวงได อันมาถึงเฉพาะหนา คือไมได รับถือศีลมากอน แตเมื่อไดพบสัตวมีชีวิตทีจะฆาได ไปพบทรัพยที่จะลักได แตก็เวน ่ ไดไมฆา ไมลักเปนตน ความคิดงดเวนไดอยางนี้ ก็เปนศีลเหมือนกัน แตถางดเวน เพราะไมไดโอกาส ไมจดวาเปนศีล ั 2. สมาทานวิรัติ ความงดดวยอํานาจการถือเปนกิจวัตร การรับถือศีลที่เรียกวา สมาทานศีล เพราะคําวาสมาทาน แปลวา การรับถือ จะสมาทานดวยตนเอง คือตั้งจต ิ วา จะงดเวนจากโทษขอนั้น ๆ เองก็ได จะสมาทานดวยรับจากผูอื่นซึ่งเปนผูมีศีล เชน จากพระภิกษุสามเณรก็ได ถึงแมจะรับจากผูอื่นก็มใชจะรับแตปาก ตองตั้งใจรับจึงจะ ิ ไดศีล กอนแตรับศีลจากผูมีศีล มีธรรมเนียมขอสรณะและศีลดังกลาวแลว 3. สมุจเฉทวิรัติ ความเวนดวยตัดขาดมีอันไมทําอยางนันเปนปกติตามภูมของ ้ ิ คนผูปฏิบัติ ทานกลาววา เปนวิรัตของพระอริยเจา แตเมือจะอธิบายใหฟงทั่ว ๆ ไป ก็ ิ ่ อาจอธิบายไดวา คือเวนจนเปนปกติของตนจริง ๆ 36 ฉะนั้น จึงสรุปความหมายของศีลไดวา เจตนาที่จะงดเวนจากบาป, ความยินดีที่จะเวน จากบาป, ขอกําหนดหรือขอปฏิบัติเบื้องตนในการเวนจากการทําชั่ว โดยการรักษากายและวาจาให เปนปกติ หรือใหอยูในภาวะปกติ เพื่อชวยใหตนเองและผูอื่นรวมถึงสังคมดวย ปลอดภัยจากการ ลวงละเมิด
23.
23
สาระสําคัญของเบญจศีล หลักคําสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจาทรงสอนไว 2 ระดับคือ 1. ระดับโลกิยะ ซึ่งทรงเนนถึงหลักการดําเนินชีวิต 2. ระดับโลกุตตระ ทรงเนนไปทีการทําใหชีวิต ่ หลุดพนจากสังสารวัฏฏ แตในที่ผูเขียนจะเนนเฉพาะระดับโลกิยะเทานั้น ขั้นโลกิยะนั้น พระพุทธเจาทรงสอนใหมนุษยทุกคนมีความสุขสงบ มีสิทธิและความเสมอภาคกัน คําสอน เหลานี้ทั้งหมดไดตงอยูบนรากฐานของการดําเนินชีวิตตามหลักเบญจศีล เพื่อใหชีวิตปลอดภัยจาก ั้ การลวงละเมิดในชีวิตและทรัพยสิน มีระบบของชีวตและระเบียบของสังคม ที่ดําเนินไปอยางเปน ิ ปกติสุข ____________________ 35 ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (กรุงเทพฯ: บริษัทนานมีบุคสพับลิเคชั่นส จํากัด, 2546),น. 1103. 36 สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน). หลักพระพุทศาสนา. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราช วิทยาลัย, 2516), น. 178. ไมเดือดรอน เบญจศีลนั้นถือวาเปนศีลขันตนที่เปนพื้นฐานแหงศีลทั้งปวง พระพุทธองคทรง ้ บัญญัติไว 5 ขอ จึงเรียกวา เบญจศีล หรือ ศีล 5 แตในบางกรณีและบางโอกาสก็ขยายออกไปเปน ศีล 8 ศีลอุโบสถ และขยายออกไปเปนศีล 10 เชน ศีลของสามเณร เปนตน แตก็ลวนมีศีล 5 นี้ เปนพื้นฐาน อันประกอบดวย 1. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการฆาสัตว 2. อทินนาทานา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการลักทรัพย 3. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. มุสาวาทา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการพูดเท็จ 5. สุราเมรยมชฺชปมททฏฐานา เวรมณี เจตนาเปนเครื่องงดเวนจากการดื่มน้ําเมา คือ สุราและเมรัยอันเปนที่ตั้งแหงความประมาท 37 และมีกลาวไวใน สารัชชสูตรวา .....ภิกษุทั่งหลาย อุบาสกประกอบดวยธรรม ๕ ประการยอมเปนผูแกลวกลา ธรรม 5 ประการ อะไรบาง คือ 1. เปนผูเวนจากการฆาสัตว 2. เปนผูเวนจากการลักทรัพย 3. เปนผูเวนจากการประพฤติผิดในการ 4. เปนผูเวนจากการพูดเท็จ 5. เปนผูเวนจากการเสพของมึนเมา ดื่มสุราและเมรัย อันเปนเหตุแหงความ ประมาท.....38 จากหัวขอเบญจศีลดังกลาว มีรายละเอียดในแตละขอดังนี้
24.
24
เบญจศีลสิกขาบทที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี คือการตั้งใจที่จะงดเวนการทําลายชีวิต ความมุงหมายที่ทรงบัญญัติสิกขาบทขอนี้ คือ เพื่อใหมนุษยรูจกเคารพในสิทธิของตนเองและผูอื่น ั ไมใหเปนคนจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ ใหมีแตความเมตตาปรารถนาดีตอกันและเผื่อแผความสุขไปยัง สัตวทั้งหลายทุกจําพวก ตนเองรักชีวตฉันใด ผูอื่นยอมรักและหวงแหนชีวิตฉันนั้น ิ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรสไดทรงอธิบายถึงเบญจศีลขอนี้ไววา ขอบเขตของสิกขาบทนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยออม ซึ่งผูรักษาศีลจะตองเวนเพื่อรักษา ใหบริสุทธิ์บริบูรณ คือ ๑. การฆา การทําใหตายดวยตนเอง หรือใหผูอื่นทําหรือรวมกับคนอื่น ____________________ 37 ขุ. ทวาทสก. 26 / 178 / 357. 38 องฺ ปฺจก. 22 / 171 / 287. ๒. การทํารายรางกายการทําใหบาดเจ็บอยางสาหัส ๓. การทรกรรม เชน การใชเกินกําลัง การกักขัง การนําสัตวไปโดยวิธีทรมาน การผจญสัตว เชน ยั่วใหตอสูกันเพื่อความสนุกสนาน สําหรับหลักเกณฑการกระทําที่จะกําหนดวาละเมิดศีลขอที่ 1 หรือไมนั้นพระอรรถ- กถาจารยไดจัดวางองคประกอบการละเมิดไวดังนี้ ๐. ปาโณ สัตวนั้นมีชีวต ิ ๒. ปาณสฺญิตา มีความเปนผูสําคัญวาสัตวนนมีชีวิต ั้ ๓. วธกจิตตํฺ มีจิตคิดจะฆา ๔. อุปกฺกโม มีความพยายามทีจะฆาสัตวนน ่ ั้ ๕. เตน มรณํ สัตวนั้นตายดวยความพยายามนั้น 39 เบญจศีลขอที่ ๒ อทินนาทานา เวรมณี คือเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เจาของเขาไมได ใหดวยอาการขโมย ความมุงหมายในการทรงบัญญัติสักขาบทนี้ เพื่อใหทุกคนเคารพใน กรรมสิทธิ์ของผูอื่น เวนจากการทํามาหากินในทางทุจริต ไมประกอบอาชีพในทางมิจฉาชีพ ไม เบียดเบียนผูอื่นในการเลี้ยงชีพ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายวา ขอหาม หรือขอบเขตของสิกขาบทนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยออม ซึ่งผูรักษาศีลจะตอง เวน เพื่อรักษาใหบริสุทธิบริบูรณคือ 1. โจรกรรม 2. อนุโลมโจรกรรม 3. ฉายาโจรกรรม โจรกรรมมี 14 อยาง คือ 1. ลัก ไดแกการขโมยเอาลับหลัง 2. ฉก ไดแกกริยาที่ถือเอาสิ่งของ ๆ ผูอื่นในเวลาที่เจาของเผลอ ิ
25.
25
3. กรรโชก ไดแกขใหเขากลัวแลวใหทรัพย ู 4. ปลน ไดแกการรวมหัวกันหลายคนตีปลนเอาทรัพย 5. ตู ไดแกการอางหลักฐานพยานเท็จเอาทรัพยของผูอื่น 6. ฉอ ไดแกการทําอุบายฉอฉลใหเจาทรัพยตามไมทนแลวเอาทรัพย ั 7. หลอก ไดแกการปนเรื่องขึนหลอกใหเขาหลงเชื่อแลวใหทรัพย ้ 8. ลวง ไดแกการใชเครื่องมือแลกเปลี่ยนผิดมาตรฐานตบตาคนอื่น 9. ปลอม ไดแกการทําของปลอมใชของปลอมแลกเปลี่ยนไดทรัพยมา 10. ตระบัด ไดแกบิดพลิ้วคํานันสัญญาเพื่อเอาทรัพย ้ 11. เบียดบัง ไดแกการปกปดซอนทรัพย จนเจาของหมดอาลัยแลวเอาเสีย 12. สับเปลี่ยน ไดแกการสลับทรัพยของตนกับของคนอื่นแลวถือเอาสิ่งที่ตองการ 13. ลักลอบ ไดแกการหลีกเลี่ยงไมจายตามพิกัด เชนเรื่องภาษี ____________________ 39 มงฺ อ. 1 / 202 / 202. 14. ยักยอกไดแกการใชอํานาจหนาทีจําหนายทรัพยของผูอื่นมาเปนของตนโดยมิชอบ40 ่ ทั้ง 14 ขอขางตน จะทําเอง หรือใชใหผูอื่นทํา ก็ชื่อวาประพฤติเปนโจรทั้งสิ้น 2. อนุโลมโจรกรรม หมายถึงกิริยาที่อุดหนุนโจรกรรม หรือสมโจร หรืออุปการะแก ผูประพฤติผิดศีลธรรม ซึ่งรวมไปถึงการปลอกลอก ลวง โดยการคบกับผูอื่นเพื่อผล ประโยชนดวยอาการไมซื่อสัตย มุงจะเอาแตประโยชนของเขาฝายเดียว และ รับสินบนของผูอื่นเมื่อกระทําในทางที่ผดกฏหมายหรือผิดศีลธรรม ิ 3. ฉายาโจร หมายถึงกิริยาที่ทําทรัพยพัสดุของผูอื่นใหสูญหรือเปนสินใชตกอยูแกตน ผลาญคือทําอันตรายแกทรัพยพัสดุ หรือหยิบฉวยทรัพยพัสดุของผูอื่นมาดวยความมัก งาย โดยคิดวาเจาของคงไมวาอะไร องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้น ตองประกอบดวยองค 5 คือ ้ 1. ปรปริคุตฺหิตํ ของนั้นมีผูอื่นหวงแหน 2. ปรปริคุตฺหิตสฺญิตา รูวาเปนของอันผูอื่นหวงแหน 3. เถยฺยจิตฺตํ มีจิตคิดจะลัก 4. อุปกฺกโม มีความพยายามทีจะลัก ่ 5. เตน หรณํ ลักมาดวยความพยายามนั้น 41 เบญจศีลสิกขาบทที่ 3 กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี คือ การงดเวนจากการประพฤติผิดใน กามทั้งหลาย กามในที่นี้หมายถึงกิริยาที่รกใครกันในทางประเวณี ความมุงหมายที่ทรงบัญญัติ ั สิกขาบทขอนีคือ เพื่อใหมนุษยสรางความสามัคคีไมแตกราวกัน รักษาสายโลหิตวงศตระกูลของ ้ ตน ไมสําสอนกันเยี่ยงสัตวเดรัจฉาน หรือเปนผูมกมากในกามั มีขอหามสําหรับชายและหญิงมิใหประพฤติผิด ดังนี้ ก. หญิงเปนวัตถุตองหามของชาย 3 จําพวก คือ
26.
26
1 หญิงมีสามี โดยที่สุดแมแตภรรยาเชาชัวคืนก็ถือวามีเจาของ ่ 2 หญิงมีผูพิทักษรักษา เชนบิดามารดา หรือญาติเปนตน รักษา 3 หญิงที่จารีตหาม เชน แม ยา ยาย ทวด ลูก หลาน เหลน ชี ฯลฯ หญิงทั้ง 3 ประเภทนี้ เมื่อชายประพฤติลวงเกิน จะโดยเขายินยอมหรือไมยินยอมก็ ตาม ศีลยอมขาด ข ชายเปนวัตถุตองหามสําหรับหญิง คือ 1. ชายอื่นนอกจากสามีของตน 2. นักบวชที่หามเหพเมถุน และชายที่เปนเทือกเถาเหลากอของตน ___________________ 40 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส . เบญจศีลและเบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรง พิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย), 2538), น. 17. 41 พระสิริมังคลาจารย. มงฺคลตฺถทีปนี (ปฐโม ภาโค) . พิมพครั้งที่ 13(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช วิทยาลัย, 2539), 203 / 303. องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้นตองประกอบดวยองค 4 คือ ้ 1. อคมนียวตฺถุ วัตถุอันไมควรถึง (หญิงชายตองหาม) 2. ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ มีจิตคิดจะเสพในวัตถุอันไมควรถึงนั้น (มีเจตนาจะเสพ) 3. มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติอธิวาสนํ รวมสังวาสกัน 42 เบญจศีลสิกขาบทที่ 4 มุสาวาทา เวรมณี คือการงดเวนจากการพูดเท็จ ความมุงหมายในการบัญญัติสกขาบทขอนี้คือ เพื่อปองกันการทําลายประโยชนของตน ิ และผูอื่นดวยการพูดเท็จ และใหเปนคนมีสัจจวาจา มีขอหามดังตอไปนี้ 1. มุสา หมายถึง การพุดเท็จ และมีองคประกอบอยู 7 ประการคือ 1.1 ปด ไดแกการพูดตรงขามกับความจริง เชนเห็นแลว พูดวาไมเห็น รูอยู พูดวาไมรู 1.2 ทนสาบาน ไดแกผดแลวไมยอมรับวาผิด ิ 1.3 ทําเลหกระเทหไดแกการอวดอางวาเปนผูวิเศษ ทําใหคนหลงเชื่อถือและพากันนิยม 1.4 มารยา ไดแกการเสแสรงทํากิรยาใหตรงกันขามเกินความจริง เชน เปนคนทุศีล ิ ทําทาทางเปนคนมีศีล 1.5 ทําเลศ ไดแกการตั้งใจจะพูดเท็จ คือพูดเลนสํานวนทําใหคูสนทนาผิดเอง 1.6 เสริมความ ไดแกพูดเรื่องเล็ก ๆ นอย ๆ ใหแลดูวาเปนเรื่องใหญ 1.7 อําความ ไดแกการพูดอาศัยขอมูลดิบ แตตัวตัดหัวขอความที่ไมประสงคจะใหรู ออกเสีย เพื่อทําใหเขาใจวาเปนเรื่องอื่นไป 2. อนุโลมมุสา ไดแกการพูดไมจริง แตพูดไปโดยไมหวังจะใหผูฟงเชื่อตาม เชน การพูดประชดประชัน พูดเสียดสี 3. ปฏิสสวะ ไดแกการสัญญากับผูอื่นแลวไมปฏิบัตตามคําพูดนั้น หรือวาปฏิบัติไมได ิ
27.
27
จนทําใหผูอื่นเสียผลประโยชน ซึ่งมีลักษณะดังตอไปนี้ 3.1 ผิดสัญญา ไดแกทั้งสองฝายไดทําสัญญาแกกันวา จะทําเชนนั้น ๆ แตอีก ฝายหนึ่งบิดพลิ้วไมทําตามสัญญา 3.2 เสียสัตว ไดแกใหคําสัญญาแกเขาแตไมไดทําตาม 3.3 คืนคํา ไดแกรับปากวาจะทําสิ่งนั้น ๆ ให ภายหลังไมทํา องคที่ทําใหศีลขอนี้ขาดไดนั้นตองประกอบดวยองค 4 คือ 1. อตฺถํ วตฺถุ เรื่องไมจริง 2. วิสํวาหนจิตฺตํ มีจิตคิดจะกลาวใหคลาดเคลื่อน 3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามพูดที่เกิดจากจิตนั้น 4. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ ผูอื่นรูเรื่องนั้น 43 ____________________ 42 พระสิริมังคลาจารย. มงฺคลตฺถทีปนี (ปฐโม ภาโค) . พิมพครั้งที่ 13(กรุงเทพฯ: มหามกุฏราช วิทยาลัย, 2539), 205 / 205. 43 เรื่องเดียวกัน, 211 / 208. เบญจศีลสิกขาบทที่ 5 สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา เวรมณี คือ การเวนจากเหตุเปนทีตั้ง ่ แหงความประมาท ไดแก น้ําเมาคือสุรา และเมรัย รวมถึงเบียรดวย ความมุงหมายในการบัญญัติ สิกขาบทขอนี้ คือเพื่อใหคนมีสติไมประมาท รักษาสติของตนไวไมใหเผลอเรอพลาดพลั้งในการ ปฏิบัติงานประจํา เพื่อการดํารงชีวิตที่ราบรื่น สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายสิกขาบทขอนีวามีขอหาม หรือขอบเขตทั้งโดยตรงและโดยออม ้ โดยตรง คือ นําเมา ไดแก 1 สุรา น้ําเมาที่กลั่น ที่เรียกกันวาเหลา 2 เมรัย น้ําเมาที่ยังไมไดกลั่น ไดแกเบียร สาโท น้ําตาลเมา กระแช ฯลฯ โดยออม หมายถึง สิ่งเสพติดใหโทษทุกชนิด เชน ฝน กัญชา ไอระเหย เปนตน เปนอันหามไวในศีลขอนี้ กิริยาที่ทําไมเฉพาะการดื่มอยางเดียว แตหมายถึงสูบและ การฉีดดวย การดื่มสุรา และเสพของเสพติดใหโทษ องคที่จะทําใหศีลขอนีขาดไดนั้นตองบประกอบดวยองค 4 คือ ้ 1. มทนียํ น้ําเมา 2. ปาตุกมฺมยตาจิตฺตํ มีจิตคิดจะดื่มนําเมานั้น 3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามจะดื่มน้ําเมานั้น 4. ปตปฺปเสวนํ น้ําเมานั้นลวงลําคอลงไป 44 ฉะนั้น สาระสําคัญของเบญจศีลพอจะสรุปและทําความเขาใจไดโดยงายดังนี้ ธรรมสําหรับมนุษย หมายความวา ธรรมที่ทําคนใหเปนคนที่ควรแกการเคารพนับถือ ความหมาย ของศีลจึงเปนความปกติของคน คือความเรียบรอยสวยงาม คนที่ไมเรียบรอยจะเปนที่สวยงามไป ไมได ซึ่งไดแกคนที่ผิดปกตินนเอง คนที่ไมปกตินนยอมจะเปนที่ผิดแปลกไปจากคนอื่น ๆ กลาวคือ ั่ ั้
28.
28
1. ปกติคนเราจะตองไมฆากัน ไมทํารายรางกายกัน เพราะคนก็ดี สัตวก็ดี ตางก็รกชีวต ั ิ ของตนดวยกันทั้งสิ้น ไมประสงคจะใหใครมาฆา หรือมาทํารายรางกายตน หรือทรมานตนให ไดรับความลําบาก คนที่ฆาสัตวตดชีวิตคนอื่น สัตวอื่น จึงชื่อวาคนผิดคน คือผิดปกติของคน ั นั่นเอง 2. ปกติคนเราจะตองไมลักขโมยทรัพยสมบัติของกันและกัน เพราะใคร ๆ ก็ยอมรัก ยอม หวงแหนในทรัพยสินของตน ไมประสงคจะใหใครมาเบียดเบียนและลวงเกินในทรัพยของตน คน ที่ขโมยทรัพยของผูอื่น จึงชื่อวาทําผิดปกติของคน 3. ปกติของคนเราจะตองไมลวงละเมิดประเวณีของกันและกัน เพราะบุตรธิดา หรือภรรยา สามีของใคร ๆ ก็รก และหวง ไมประสงจะใหใครมารังแกขมเหงน้ําใจ บุตรภรรยาสามีเปรียบ ั เหมือนทรัพยอันมีคาของบุคคล คนทีรังแกขมเหงลวงเกินผูอื่น จึงชื่อวาเปนผูทําผิดปกติของคน ่ 4. ปกติของคนเราจะตองไมโกหกหลอกลวงกัน เพราะทุกคนไมพึงปรารถนาจะใหใครมา โกหกหลอกลวงตน ปรารถนาแตความสัตยความจริงดวยกันทั้งสิ้น คนทีโกหกหลอกลวงผูอื่น ่ จึงชื่อวาทําผิดปกติของคน ____________________ 44 ปรมตฺถโชติกา, น. 22. 5. ปกติของคนเราจะตองรักษากาย วาจา ใหเรียบรอย บําบัดทุกขบํารุงสุขใหแกรางกาย ของตน ไมปรารถนาจะใหรางกายไดรับความลําบากดวยทุกขเวทนาตาง ๆ ทั้งพยายามเสริมสราง รางกายใหเจริญดวยกําลังและสมบูรณดวยสติปญญา จึงตองงดเวนจากการทํารายรางกายตนเอง ดวยการไมทําตนใหผิดปกติ คนที่ดื่มสุราเมรัยและเสพของมึนเมาตาง ๆ จนกลายเปนคนติด สิ่งเสพติดใหโทษ เปนคนขาดสติสัมปชัญญะ ตกอยูในฐานะแหงความเปนผูประมาท ชื่อวาเปน ผูทํารายรางกายตนเอง จึงจัดวาเปนคนทําผิดปกติ 3.2 คุณประโยชนของเบญจศีลตอบุคคล สภาพที่เปนปกติ ซึ่งเปนสภาพทั่วไปของบุคคล ไมวาจะทํากิจทําหนาทีใด ๆ ก็ตาม ควร ่ ใหเปนไปดวยความมีสติ รูสิ่งที่ควรและไมควร ระวังพฤติกรรมที่จะแสดงออกทางทวารทั้ง 3 คอยบังคับกาย วาจา และใจ ใหเปนไปในขอบเขตที่เปนปกติ นี้คือสภาพของศีล ฉะนั้น ศีลเปน สิ่งที่บุคคลควรรักษาและประพฤติใหจงได ในทีนี้หมายถึงเบญจศีล (ศีล 5) ซึ่งถือวาเปนศีลที่เปน ่ รากฐานของชีวิตเลยทีเดียว เบญจศีลนี้จะเรียกวา มนุษยธรรม ก็ได หมายถึงธรรมสําหรับมนุษย ธรรมที่ทําใหคนเปนมนุษยอยางสมบูรณ เปนธรรมที่เปนเหตุใหเกิดมาเปนมนุษย เพราะผูทจะมา ี่ เกิดเปนมนุษยไดนั้น ตองเปนผูที่สมบูรณดวยมนุษยธรรมนี้มากอน การเกิดมาเปนมนุษยเปนเรื่อง ที่ยาก เมื่อไดอัตภาพเกิดเปนมนุษยและรูจกการประพฤติตนตามเบญจศีล ก็จะทําใหบุคคลผูนน ั ั้ ไดรับอานิสงสคือประโยชนในภพที่เกิมาดเปนมนุษย ซึ่งถือวาเปนผลจากการที่บคคลนัน ๆ รักษา ุ ้ เบญจศีลไวดวยดีในอดีตชาติ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในอรรถกถาปรมัตถโชติกา ดังนี้ รักษาศีลขอ 1 คืองดเวนจากการฆาสัตว มีอานิสงส 23 ประการ
29.
29
1 มีอวัยวะนอยใหญบริบูรณ 2. มีรางกายสมทรง 3. สมบูรณดวยกําลังกาย มีความคลองแคลว วองไว 4. มือเทาไมคต ไมเก ตั้งลงดวยดี 5 มีผิวพรรณสดใส รุงเรือง 6. มีรูปโฉมงดงาม สะอาด เปนที่เจริญใจของเทวดา- และมนุษยทั้งหลาย 7. เปนผูออนโยน มีผิดพรรณดังปุยนุน 8. เปนผูมีความสุข 9. เปนผูแกลวกลา 10. เปนผูมีกําลังมาก 11. มีถอยคําสละสลวย เพราะพริ้ง 12. มีบริวารมิไดพลัดพรากจากตน 13. เปนคนไมสะดุงตกใจ กลัวตอภัยเวร 14. ขาศึกศัตรูทํารายไมได 15. ไมตายดวยการเพียรฆาของผูอื่น 16 มีบริวารหาที่สุดมิได 17. มีรูปรางสวยงาม 18. มีทรวดทรงสมสวน 19. มีความเจ็บไขนอย 20. ไมมีเรื่องเสียใจ เศราโศก 21. เปนที่รักของชาวโลก 22 มิไดพลัดพรากจากผูหรือสิ่งที่รกและชอบใจ ั 23. มีอายุยืนนาน รักษาศีลขอ 2 คืองดเวนจากการลักขโมย มีอานิสงส 11 ประการ 1 มีทรัพยมาก 2. มีขาวของและอาหารเพียงพอ 3. หาโภคทรัพยไดไมสิ้นสุด 4. โภคทรัพยทไดไวแลวก็ยั่งยืนถาวร 5. โภคทรัพยทยังไมเกิดก็เกิดขึน ี่ ี่ ้ 6.หาสิ่งที่พึงปรารถนาไดรวดเร็ว 7. สมบัติไมกระจายดวยภัยตาง ๆ 8.หาทรัพยไดโดยไมถกแบงแยก ู 9. ไดโลกุตตรทรัพย คือ มรรคผลนิพพาน 10 .อยูที่ไหนก็เปนสุข 11. ไมเคยรู ไมเคยไดยิน คําวาไมมี รักษาศีลขอ 3 คืองดเวนจากการประพฤติลวงประเวณี มีอานิสงส 20 ประการ 1. .ไมมีขาศึกศัตรู 2. เปนที่รักของคนทั่วไป 3. นอนก็เปนสุข 4. ตื่นก็เปนสุข 5. พนภัยในอบายภูมิทั้ง 6. ไมอาภัพ ไมตองเกิดเปนหญิง หรือกะเทย 7. ไมโกรธงาย 8. ทําอะไรไดโดยเรียบรอย 9. ทําอะไรโดยเปดเผยแจมแจง 10. มีสงา (คอไมตก) 11. หนาไมกม (คือมีอํานาจ) 12. ไมมีใครรังเกียจ 13. มีแตเพื่อนรักทั้งบุรษและสตรี 14. มีอินทรีย 5 บริบูรณ 15.มีลักษณะบริบูรณ ุ 16. ขวนขวายนอย ไมตองเหน็ดเหนื่อย (หากินงาย) 17. อยูที่ไหนก็เปนสุข 18. ไมตองกลัวภัยจากใคร ๆ 19. ไมคอยพลัดพรากจากของที่รัก 20. หาขาวน้ํา เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัยไดงาย รักษาศีลขอ 4 คืองดเวนจากการพูดปด มีอานิสงส 14 ประการ 1. มีอินทรียทั้ง 5 ผองใส 2. มีวาจาไพเราะสละสลวย 3. ไรฟนอันเสมอชิดบริสุทธิ์ 4.ไมอวนเกินไป 5. ไมผอมเกินไป 6. ไมต่ําเกินไป 7. ไมสูงเกินไป 8.ไดแตสัมผัสอันเปนสุข 9. ปากหอมเหมือนดอกบัว 10.มีบริวารลวนแตขยัน 12.มีถอยคําที่บุคคลเชื่อได 13. ลิ้นบาง แดง ออนเหมือนกลีบดอกบัว 14.ใจไมฟุงซาน 15. ไมเปนอาง ไมเปนใบ รักษาศีลขอ 5 คืองดเวนจากการดื่มสุราเมรัย และสิ่งเสพติดทุกชนิด มีอานิสงส 35 ประการ 1. รูกิจการอดีต อนาคต ปจจุบันไดรวดเร็ว 2. มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ
30.
30
3. ไมเปนบา 4. มีความรูมาก 5. ไมหวั่นไหว (ผูใดชักชวนไปในทางบาปทางชั่ว- ก็ไมทําตาม) 6. ไมงุนงง ไมเซอเซอะ 7. ไมใบ 8. ไมมัวเมา 9. ไมประมาท 10. ไมหลงใหล 11. ไมหวาดสะดุงกลัว 12. ไมมความรําคาญ 13. ไมมีผูใดริษยา ี 14. มีความขวนขวายนอย 15. มีแตความสุข 16. มีแตคนนับถือยําเกรง 17. พูดแตคําสัตย คําจริง 18. ไมสอเสียดใคร ไมมใครสอเสียด 19. ไมพูดหยาบกับ- ี ใคร ไมมใครพูดหยาบดวย 20. ไมพูดเลนไรประโยชน 21. ไมเกียจครานทุกคืนวัน ี 22. มีความกตัญู 23. มีกตเวที 24. ไมตระหนี่ 24. รูเฉลี่ยเจือจาน 26. มีศีลบริสุทธิ์ 27. ซื่อตรง 28. ไมโกรธใคร 29. มีจิตใจละอายแกบาป 30. รูจักกลัวบาป 31. มีความเห็นถูกทาง 32. มีปญญามาก 33. มีธัมโมชปญญา 34. เปนปราชญมีญาณคติ 35. ฉลาดรูในสิ่งที่เปนประโยชนและในสิ่งอันเปนโทษ 45 จากอานิสงสที่แสดงมานี้ เปนประโยชนที่จะเกิดขึ้นแกบคคล เปนสมบัติของบุคคลผู ุ ประพฤติตนตามเบญจศีลจะพึงไดรับในภพชาติปจจุบัน และเมื่อมองถึงผลที่เกิดขึ้นกับบุคคล ทั้งหลายในโลกในสังคมปจจุบันประกอบกับหลังฐานดังทียกมาขางตนจะเห็นไดวา ่ ____________________ 45 ปรมตฺถโชติกา, น. 28 – 30. บุคคลทั้งหลาย ไมวาจะอยูในชนชั้นวรรณะ ฐานะ และเพศใด ๆ ก็ตาม แตเมื่อมองโดยภาพกวาง ๆ จะทําใหเห็นวา คนทั้งหลาย ลวนมีความแตกตางกัน หรือจะเรียกวาความแตกตางระหวางบุคคลก็ ได และความแตกตางกันของบุคคลและสัตวทั้งหลายที่ปรากฎในสังคมโลกทุกวันนี้ สิ่งเหลานี้เปน ผลที่เนื่องมาจากเหตุที่บุคคลและสัตวทั้งหลายไดเคยกระทําไวในอดีตชาติดวยกันทั้งนัน ้ และ ประโยชนดังที่ไดแสดงไวขางตนนี้ จะเปนสิ่งที่บคคลผูประพฤติตนตามเบญจศีลจะพึงไดรับและ ุ เห็นประจักษชัดเจนในสังคมปจจุบัน 3.3 คุณประโยชนของเบญจศีลตอสังคม เบญจศีลนั้น ถือวามีคุณประโยชนและความสําคัญตอสังคมมนุษยมาก เพราะเปนขอ ปฏิบัติหรือวินัยขั้นพื้นฐานของวินัยทั้งหมดทีใชบังคับควบคุมคนในสังคม เพื่อใหสังคมเกิดความ ่ สงบสุข และมีความเปนระเบียบเรียบรอยในการอยูรวมกัน ซึ่งถาหากไมมีเบญจศีลเปนขอปฏิบัติ พื้นฐานในจิตใจคนแลว คนในสังคมก็จะสรางปญหาในสังคมมากขึ้น ดังที่พระพรหมคุณาภรณ ไดอธิบายไววา อาชญากรรมที่รายแรงแทบทั้งหมดก็เปนเรื่องของการละเมิดศีล 5 ในสังคมที่มากดวย การสังหารผลาญชีวิต การปองราย การทํารายกัน การลักขโมย ปลน แยง ชิง การ ทําความผิดทางเพศ มีคดีฆาตกรรม โจรกรรม การขมขืน หลอกลวง การเสพของมึน เมาและสิ่งเสพติด ตลอดจนการกอปญหาและอุบัติเหตุตาง ๆ เนื่องมาจากของมึนเมา และสิ่งเสพติดเหลานั้นระบาดแพรหลายทั่วไป ชีวตและทรัพยสินไมปลอดภัย จะอยู ิ ไหนหรือจะไปที่ไหนก็ไมมีความมั่นใจ เต็มไปดวยความหวงใยวิตกกังวล จิตใจหวาด
31.
31
ผวาบอย ๆ ผูคนพบเห็นกันแทนที่จะอบอุนใจ ก็หวาดผวากัน อยูกันไมเปนปกติสุข สุขภาพจิตของประชาชนยอมเสื่อมโทรม ยากทีจะพัฒนาคุณภาพและสมรรถภาพของ ่ จิต และสังคมเชนนั้นก็ไมเปนสภาพแวดลอมที่เกื้อกูลสําหรับการสรางสรรคสิ่งดีงามที่ สูงขึ้นไป เพราะมีความเดือดรอนระส่ําระสายยุงแตการแกปญหา และมีแตกจกรรมที่ ิ บอนทําลายใหสังคมเสื่อมโทรมลงไปทุกที การขาดศีล 5 จะเนื่องมาจากเหตุใดก็ตาม จึงยอมเปนมาตรฐานวัดความเสื่อมโทรมของสังคม สวนสภาพพฤติกรรมและการ ดําเนินชีวตที่ตรงขามจากนี้นั่นแหละคือการมีศีล 5 ดังนั้น ศีล 5 จึงเปนเกณฑมาตร ิ ฐานอยางต่ําที่สุดของความประพฤติมนุษย สําหรับรักษาสภาพแวดลอมทางสังคมให อยูในภาวะเกื้อกูล และเปนพื้นฐานของการดําเนินชีวิตที่ดีงาม 46 ดังนั้น ถาสังคมไทย ที่มีประชาชนสวนใหญของประเทศเปนพุทธศาสนิกชน ใสใจและใหความ สนใจโดยเอาใจใสในการศึกษาหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจา จนเกิดความรูความเขาใจแลว เกิดอุดมการณรวมแรงรวมใจกันประพฤติปฏิบัติธรรม อยางนอยสุด ก็ปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีล ____________________ 46 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพครั้งที่ 4, 1,000 เลม น. 771-772. เพราะเบญจศีลเปนรากฐานรองรับชีวิตทีดีที่สุด อันจะชวยสงเสริมใหสังคมไทยมีระบบชีวิตและ ่ ระเบียบสังคมมีความเปนอยูที่ดีขน สภาพแวดลอมดินฟาอากาศก็จะไมวิปริตแปรปรวน ความ ึ้ เปนไปตามธรรมชาติก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามปกติ ไมเกิดเหตุการณเภทภัยทางธรรมชาติที่ไมคดา คิดมากอน ดังเชน การเกิดธรณีพิบัตในภาคใต เปนตน จะทําใหสังคมเกิดความสงบสุขกันทัวหนา ิ ่ เพราะชาวประชาและผูนําในสังคมพากันประพฤติธรรม คือตั้งมั่นอยูในศีลธรรม ดังเชนในธัม มิกสูตตร ที่ทรงตรัสไวเกี่ยวกับเรื่องนี้วา ดูกอนภิกษุทั้งหลา ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติเปนธรรมในสมัย นั้น แมขาราชการทั้งหลายก็ประพฤติเปนธรรมไปดวย เนื้อขาราชการ ทั้งหลายประพฤติเปนธรรม พราหมณและคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติเปน ธรรมบาง เมื่อพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายประพฤติเปนธรรม ชาวบาน ชาวเมืองก็ประพฤติเปนธรรมไปตามกัน ครันชาวบานชาวเมืองประพฤติ ้ เปนธรรม ดวงจันทรดวงอาทิตยกโดยจรสม่ําเสมอ ครั้นดวงจันทรดวง ็ อาทิตยโคจรสม่ําเสมอ ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินสม่ําเสมอ ครั้นดาวนักษัตร ทั้งหลายเดินสม่ําเสมอคืนและวันก็ตรง ครั้นคืนและวันตรง เดือนและปกษ ก็ตรง ครั้นเดือนและปกษตรง ฤดูและปก็สม่ําเสมอ ครั้นฤดูและป สม่ําเสมอ ลมก็พัดเปนปกติ ครันลมพัดเปนปกติ ลมในทางก็พัดไปถูกทาง ้ ครั้นลมในทางพัดไปถูกทาง เทวดาทั้งหลายก็ไมปนปวน ครันเทวดาทั้ง หลายไมปนปวน ฝนก็ตกตาม ฤดูกาล ครั้นฝนตกดามฤดูกาล ขาวกลาทั้ง
32.
32
หลายก็สุกไดที่ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย มนุษยทั้งหลายไดบริโภคขาวที่สุกไดที่ ยอมมีอายุยืน ผิวพรรณงาม มีกําลังและมีอาพาธนอย 47 พระสูตรนี้ไดกลาวถึงความสําคัญของผูนําในสังคม ไมวาสังคมนั้น ๆ จะมีขนาดเล็กหรือ ใหญกตาม ถาสังคมนั้น ๆ มีผูนํามีหัวหนาที่สามารถประพฤติธรรม เปนเนติแบบอยางที่ดีให ็ สมาชิกที่อยูในปกครองไดประพฤติธรรม ตั้งตนอยูในศีลธรรมดวย และหมายถึงเบญจศีลนี้เปน อยางนอย เมื่อสังคมใดดําเนินไปในลักษณะเชนนี้ได สังคมนั้น ยอมจะเกิดความผาสุกกันถวนหนา 3.4 โทษของการละเมิดเบญจศีล สําหรับโทษของการละเมิดเบญจศีลที่จะไดรับ มีทั้งโทษทีเ่ กิดแกบคคลและที่เกิดแกสังคม ุ ดังเชนในสัพพหสุสูตร พระพุทธเจาไดตรัสโทษที่บุคคลผูลวงละเมิดเบญจศีลจะพึงไดรับ ซึ่งเปน ผลในอนาคตภายหนาวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต...อทินนาทาน...กาเมสุมิจฉาจาร...มุสาวาท... เการดื่ม น้ําเมาคือสุราและเมรัยอันบุคคลเสพแลวเจริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมยังสัตวให เปนไปในนรก ในกําเนิดสัตวดิรจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแหงปาณาติบาตอยางเบา ั ___________________ 47 องฺ จตุกฺก 2 / 70 / 222. ที่สุด ยอมยังความเปนผูมีอายุนอยใหเปนไปแกผูมาเกิดเปนมนุษย.48 การกระทําผิด หรือลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง เมื่อครบองคประกอบ จะไดรับผล ในปฏิสนธิกาล คือ เกิดในนรก ดิรจฉาน หรือเปรต และยังไดรับผลในปวัตติกาล คือไดรับผล ั หลังจากเกิดแลว และผลที่จะไดรับในปวัตติกาลนี้ ผูกระทําผิด หรือลวงละเมิดเบญจศีล จะครบ องคหรือไมก็ตาม ถาเกิดเปนมนุษยจะไดรับผลดังนี่ การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 1 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 9 ประการ คือ 1. เปนคนทุพพลภาพ 2. เปนคนรูปไมงาม 3. มีกําลังกายออนแอ 4. เปนคนเฉื่อยชา 5. เปนคนขีขลาด ้ 6. ฆาตัวตาย หรือถูกผูอื่นฆา 7. โรคภัยเบียดเบียน 8. ความพินาศของบริวาร 9. อายุสั้น การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 2 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 6 ประการ คือ 1. เปนคนดอยทรัพย 2. เปนคนยากจน 3. เปนคนอดอยาก 4. ไมไดสมบัติที่ตนตองการ 5. ตองพินาศในการคา 6. ทรัพยพินาศเพราะภัยตาง ๆ เชน อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ราชภัย โจรภัย เปนตน การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 3 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 11 ประการ คือ 1. มีผูเกลียดชังมาก 2. มีผูปองรายมาก 3. ขัดสนทรัพย 4. .ยากจนอดอยาก 5. เปนหญิง 6. เปนกะเทย 7. เปนชายในตระกูลต่ํา 9. ไดรับความอับอายเปนอาจิณ 10. มากไปดวยความวิตกกังวล 11. พลัดพรากจากผูที่ตนรัก การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 4 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 8 ประการ คือ
33.
33
1. พูดไมชัด 2. ฟนไมเปนระเบียบ 3. ปากเหม็นมาก 4. ไอตัวรอนจัด 5. ตาไมอยู ในระดับปกติ 6. กลาววาจาดวยปลายลิ้น 7. ทาทางไมสงาผาเผย 8. จิตไมเที่ยงคลายคนวิกลจริต การลวงละเมิดเบญจศีลขอที่ 5 ถาเกิดเปนมนุษย จะไดรับผลอีก 6 ประการ คือ 1. ทรัพยถูกทําลาย 2. เกิดวิวาทบาดหมาง 3. เปนบอเกิดแหงโรค 4. เสื่อมเกียรติ 5. หมดยางอาย 6. ปญญาเสื่อมถอย หรือพิการทางปญญา 49 ผลหรือโทษที่ไดรับทั้งหมดดังกลาวมานี้ เปนเศษของกรรม คือจะใหผลหลังจากไปเกิด เปนสัตวนรก ดิรจฉาน หรือเปรตมาแลว หรือจะเรียกวาเปนดอกเบี้ยบาปก็ได และดอกเบี้ยบาปนี้ ั จะใหผลตอเนื่องกันหลายภพหลายชาติ ไมใชชาตินี้เพียงชาติเดียว ซึ่งเปนสิ่งที่บุคคลทั้งหลายพึง ตระหนัก หรือดังที่พระพุทธเจาแสดงโทษของบุคคลผูละเมิดศีลจะตองไดรับอีกแหงหนึ่งคือ โดย ที่พระองคตรัสไววา ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผูทุศีลเพราะศีลวิบัติ มีโทษ 5 ประการนี้ คือ ____________________ 48 องฺ. สตฺตก. – อฏฐก. 4 / 130 / 495 – 496. 49 ปรมตฺถโชติกา. น. 30-31. 1. ยอมถึงความเสื่อมโภคทรัพยเปนอันมมาก ซึ่งมีความประมาทเปนเหตุ 2. กิตติศัพทอันชัวของบุคคลผูทุศีลยอมกระฉอนไป ่ 3. จะเขาไปยังบริษัทใด ๆ ยอมไมแกลวกลา เกอเขินเขาไป 4. ยอมหลงลืมสติตาย 5. หลังจากตายแลวยอมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาติ นรก 50 สวนโทษของการละเมิดเบญจศีลที่จะเกิดแกสังคมนั้น มีกลักฐานในธัมมิกสูตรที่ พระพุทธเจาทรงตรัสไว ถึงสิ่งที่จะเกิดขึนเมื่อบุคคลผูนําของสังคมและผูที่อยูในปกครองไมตั้งตน ้ ประพฤติในศีลธรรม จะตองไดรับและมีเหตุตาง ๆ เกิดขึ้น คือ ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระราชาทั้งหลายประพฤติไมเปนธรรม ในสมัยนั้น แมขาราชการทั้งหลาย ก็พลอยประพฤติไมเปนธรรม เมื่อขา ราชการประพฤติไมเปนธรรม พราหมณและคฤหบดีทงหลายก็ประพฤติ ั้ ไมเปนธรรมบาง เมื่อพราหมณและคฤหบดีทั้งหลายประพฤติไมเปนธรรม ชาวบานชาวเมืองก็ประพฤติไมเปนธรรมไปตามกัน ครั้นชาวบานชาวเมือง ประพฤติไมเปนธรรม ดวงจันทร ดวงอาทิตย ก็โคจรไมสม่ําเสมอ ครั้น ดวงจันทรดวงอาทิตย โคจรไมสม่ําเสมอ ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินไมเที่ยง ตรง ครั้นดาวนักษัตรทั้งหลายเดินไมเที่ยงตรง คืนและวันก็เคลื่อนไป ครั้น คืนและวันเคลื่อนไป เดือนและปกษกคลาดไป ครันเดือนและปกษคลาดไป ็ ้ ฤดูและปก็เคลื่อนไป ครั้นฤดูและปเคลื่อนไป ลมก็พัดผันแปรไป ครั้น
34.
34
ลมพัดผันแปรไป ลนนอกทางก็พัดผิดทาง ครันลมนอกทางพัดผิดทาง ้ เทวดา ทั้งหลายก็ปนปวน ครั้นเทวดาทั้งหลายปนปวน ฝนก็ไมตกตามฤดู กาล ครั้น ฝนไมตกตามฤดูกาล ขาวกลาทังหลายก็สุกไมดี ดูกอนภิกษุทั้ง ้ หลาย มนุษยทั้งหลายบริโภคขาวที่สุกไมดี ยอมอายุสน ผิวพรรณก็ไมงาม ั้ กําลังก็ลดถอย และมีอาพาธมาก 51 และเมื่อพิจารณาเนื้อความในพระสูตรนี้จะเห็นไดชัดเจนวา เหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ไม วาจะเปนความแปรปรวนของดินฟาอากาศที่ไมเปนไปตามฤดูกาล เกิดภัยพิบติทางธรรมชาติขึ้น ั มากมาย ไมวาจะเปนน้ําทวม ไฟไหม แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดการรบราฆาฟนกันขึ้นทุก หยอมหญา เกิดคดีฆาขมขืนและคดีอุกฉกรรฉในที่ตาง ๆ มนุษยเกิดความวิปริตทางเพศ ฯลฯ เมื่อพิจารณาอยางลึกซึ้งตามเหตุผลแลวจะเห็นไดวา เหตุการณที่เกิดขึนเหลานี้ กําลังเกิดขึ้นและได ้ เกิดขึนแลวในสังคมไทย ลวนเปนผลที่เกิดมาจากเหตุทั้งสิน และเหตุนั้นยอมเกี่ยวโยงมาจากเหตุใน ้ ้ อดีตที่มนุษยแตละคนไดกระทําไวแลว ____________________ 20 องฺ ปฺจก. 22 / 213 / 355. 51 องฺ จตุกฺก 2 / 70 / 221 - 222. บทที่ 4 กลวิธการนําเบญจศีลสูการปฏิบัติ ี 4.1 การแสดงโทษการปราศจากเบญจศีล การกระทําความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจถือวาเปนการละเมิดเบญจศีล เปนการทํา บาปอกุศลตาง ๆ ที่จะทําใหบุคคลผูกระทําตองไดรับโทษ ดังที่พระพุทธเจาไดตรัสโทษของบุคคล ผูไมมีศีลไววา “...ดูกอนคฤหบดีทั้งหลาย คนทุศีล มีศีลวิบัติแลวในโลกนี้ยอมเขาถึงความเสื่อมแหง โภคะอยางใหญอันมีความประมาทเปนเหตุ ศีลวิบติอันนี้เปนโทษแหงศีลวิบัติของคน ั ทุศีล อีกขอหนึ่ง เกียรติศัพทอันลือชื่อของคนทุศีล มีศีลวิบัติแลวยอมกระฉอน ไปอันนี้เปนโทษขอที่สองแหงศีลวิบัติของคนทุศีล อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีล วิบัติแลว จะเขาไปสูบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท ยอมครันครามเกอเขิน อันนี้เปนโทษขอที่สามแหงศีลวิบัติของคน ้ ทุศีล อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีลวิบัติแลว ยอมหลงกระทํากาละ อันนี้ เปน โทษขอสี่แหงศีลวิบัติของคนทุศีล อีกขอหนึ่ง คนทุศีล มีศีลวิบัติแลว เบื้องหนา แตตายเพราะกายแตก ยอมเขาถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก อันนี้เปนโทษขอที่หา แหงศีลวิบัติของคนทุศีล” 52 บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่หนึ่ง คือการฆาและการทํารายคนอื่น และสัตวอื่นดวยตนเองหรือใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผล
35.
35 ใหบุคคลนัน ๆ ประสบกับความเดือดรอนในปจจุบัน
เชน ตองถูกกักขังในเรือนจํา หรือถูก ้ ประหารชีวิต ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่ที่ลําบาก เชน เกิดในนรก เปน ตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนทุพพล ภาพ รูปรางไมสวยงาม มีสุขภาพออนแอ กลายเปนคนเฉื่อยชา ไมมความมันใจในตัวเองและมี ี ่ ความขลาดกลัว มีเหตุตองฆาตัวตายหรือถูกผูอื่นฆา เปนผูที่มีโรคภัยเบียดเบียนมาก ตองพลัด พรากจากญาติพนองหรือบริวาร และเปนคนเกิดมามีอายุสั้น ตองเสียชีวิตในชวงกอนวัยอันสมควร ี่ บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สอง คือลักทรัพยดวยตนเองหรือใช ใหผูอื่นลัก ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนัน ๆ ประสบกับความ ้ เดือดรอนในปจจุบัน เชน การขโมยรถยนต เมื่อถูกจับได ตองถูกปรับถูกจองจําอยูในเรือนจํา เมื่อตายไปทําใหตองไปเกิดในอบายมีนรกเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดเปนมนุษยเพราะเศษกรรมที่ ยังเหลืออยู ทําใหเขาตองกลายเปนคนยากจน ไมมีทรัพย กลายเปนคนขอทานอดอยาก จะไมได ทรัพยสมบัติที่ตนตองการ หรือจะทําการคาธุรกิจใด ๆยอประสบกับความลมเหลวเปนคนลมละลาย ____________________ 52 ที. ม. 10 / 79 / 91. แมทรัพยสมบัติตาง ๆ ที่มีอยูก็จะประสบกับความพินาศไปดวยภัยตาง ๆ เชน อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย โจรภัย ฯลฯ บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สาม คือประพฤติผิดในกาม เชน ลวงละมิดตอบุตรธิดา ภรรยา สามี คนอื่น เปนตน ยอมประสบกับความเดือดรอนในปจจุบัน ทํา ใหครอบครัวแตกแยก หรือถูกปองรายเปนตน เมื่อตายไปก็ไปเกิดในอบาย มีนรกเปนตน เมื่อเขา กลับมาเกิดเปนมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ทําใหเขาเปนบุคคลที่มีผูเกลียดชังมาก มีผูปอง รายมาก กลายเปนคนขัดสนอดอยาก เปนกะเทยหรือเปนชายในตระกูลต่ําตอย จะเปนคนที่ไดรับ ความอับอายเปนอาจิณ เปนคนมีความวิตกกังวลมาก ตองพลัดพรากจากบุคคลผูที่ตนรัก แมมี ครอบครัวก็เกิดความแตกแยกราวฉาน บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่สี่ คือพูดเท็จโกหกหลอกลวงคนอื่น ยอมประสบความเดือดรอนในปจุบัน เชน การพูดยุยงใหคนแตกความสามัคคีกัน พูดใสความคน อื่นโดยไมมีมูลความจริง เมื่อความจริงถูกเปดเผยแลว ยอมไมมีใครเชื่อถือ บางคนถึงกับถูกจองจํา ในเรือนจําก็มี เมื่อเขาตายไปก็ไปเกิดในสถานที่ที่ลําบาก มีนรกเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดเปน มนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ทําใหเปนคนพูดไมชด (ติดอาง) มีฟนไมสวย เปนคนมีกลิ่น ั ปากเหม็นมาก ไอตัวรอนจัด สายตาไมอยูในระดับปกติ เปนคนกลาววาจาดวยปลายลิ้น ไมมี ความสงาผาเผย และกลายเปนคนจิตไมเที่ยงคลายคนวิกลจริต บุคคลที่กระทําบาปอกุศลดวยการลวงละเมิดศีลขอที่หา คือดื่มสุราเมรัยหรือเสพสิ่งเสพติด ใหโทษตาง ๆ ยอมประสบความเดือดรอนในปจจุบน คือเสื่อมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทําให ั สิ้นเปลืองทรัพย และกอใหเกิดความทะเลาะวิวาท ทั้งยังเปนเหตุใหทําผิดศีลขออื่น ๆ ไดงายขึ้น
36.
36 ดวย เพราะขาดสติในการครองตน ทําใหเกิดความประมาทในการกระทําตาง
ๆ เมื่อเขาตายไปก็ ไปเกิดในสถานที่ที่ลําบาก มีนรกเปนตน เมื่อกลับมากเกิดเปนมนุษย เพราะเศษของกรรมที่ยัง เหลืออยู ทําใหทรัพยสมบัติที่มีอยูถูกทําลาย เกิดความวิวาทบาดหมางบอยครั้ง เปนคนมีโรคภัยไข เจ็บมาก เสื่อมจากเกียรติที่มีอยู เปนคนหมดยางอาย และเปนคนปญญาเสื่อมถอย หรือพิการทาง ปญญา เพราะการขาดศีลนั้นมีโทษมาก ทําใหเดือดรอนทั้งแกตนเองและผูอื่น ทั้งในปจจุบนและ ั อนาคต ในปจจุบันนั้น ยอมทําตนและสังคมใหเดือดรอนวุนวาย อีกทั้งยังกอใหเกิดความ เดือดรอนในชาติหนาดวย คือเมื่อตายไปแลวก็ไปเกิดในที่ลําบากคืออบาย มีนรกเปนตน ตาม กรรมที่ตนไดกระทําไว ดังที่พระพุทธเจาไดตรัสยืนยันไววา“คนบางพวกยอมเขาถึงครรภ บาง พวกมีกรรมอันลามก ยอมเขาถึงนรก ผูที่มคติดยอมไปสูสวรรค ผูที่ไมมีอาสวะยอมปรินิพพาน” 53 ี ี ____________________ 53 ขุ. ธ. 25 / 19 / 27. ดังที่กลาวมานีจะเห็นไดวา ในสังคมไทยมีบุคคลประเภทตาง ๆ เหลานี้ปรากฏใหเห็นมากมาย ซึ่ง ้ เปนเครื่องสะทอนไดวา บุคคลทั้งหลายแมจะมีบุญหรือมีโอกาสที่ดีที่ไดเกิดมาเปนมนุษย และที่ สําคัญที่สุดไดเกิดมาในประเทศที่มีความเหมาะสมดังเชนประเทศไทย ซึ่งมีพระพุทธศาสนาเปน รากฐานของชีวิตแลว มีพระมหากษัตริยผูทรงไวซึ่งทศพิธราชธรรมในการปกคอรง และเปนพุทธ มามกะ แมชาวไทยสวนมากก็เปนพุทธศาสนิกชนดวย แตบุคคลทั้งหลายในสังคมไทยหาได มองเห็นโทษที่ตนเองและผูอื่นตองประสบไม ไมสนใจและไมมีความเขาใจในชีวตของตนเองดวย ิ ซ้ําไป จึงเปนหนาที่ของบัณฑิตหรือผูมีปญญาทั้งหลายจักไดชวยแนะนําใหเขาเหลานั้นซึ่งปฏิญญา ตนวาเปนชาวพุทธ ใหกลับมีสติปญญา ใหมีความรูความเขาใจอยางถูกตองในความเปนจริงของ ชีวิต เมื่อชาวพุทธมีความตื่นตัวและตระหนักโดยมองเห็นโทษหรือผลที่ไดประสบอยูในปจจุบน ั แลว ควรอยางยิงที่จะรีบเรงประกอบตนใหตั้งอยูในความไมประมาท ดวยการปฏิบัติตนตามเบญจ ่ ศีล ซึ่งถือวาเปนรากฐานที่ดีที่สุดของชีวิต อีกประการหนึ่ง เบญจศีลนี้ เปนระเบียบชีวตพื้นฐาน ิ ทางสังคมและสมควรอยางยิ่งแกทกคน เพราะเปนเครื่องมือที่สงเสริมใหคนทําคุณงามความดี มี ุ กิริยามารยาทที่เรียบรอย การลวงละเมิดเบญจศีล เปนเครื่องแสดงถึงความเสื่อมทางจิตใจของคน ไทยในสังคมซึ่งไดรับสมญานามวาเปนสังคมชาวพุทธดวย ถาคนในสังคมไทยมีเบญจศีล ยอม แสดงวา สังคมไทยมีความสมบูรณในทุก ๆ ดาน 4.2 การแสดงประโยชนที่ชัดเจนของเบญจศีล ผูเขียนไดกลาวไวเบื้องตนแลววา เบญจศีลนั้นมีความจําเปนและสําคัญเปนอยางยิ่งตอ ปจเจกบุคคลและสังคม เพราะเมื่อไดนํามาประพฤติปฏิบัติกันอยางจริงจังแลว ยอมจะกอใหเกิด ความสุขสงบในการอยูรวมกัน ปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนานาประเทศ รวมถึงสังคมไทย
37.
37 ดวย ไมวาจะเปนปญหาเกี่ยวกับชีวตทรัพยสิน อาชญากรรมทางเพศ
การโกหกหลอกลวงใสราย ิ กัน หรือปญหาที่เกี่ยวกับสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ ลวนแตปองกันไดดวยเบญจศีลนี้ สวนประโยชนทจะเกิดขึนแกปจเจกบุคคลนั้น พระพุทธเจาไดตรัสไว ดังนี้ ี่ ้ 1. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย คนมีศีลถึงพรอมแลวดวยศีลในโลกนียอมประสบกองแหง ้ โภคะใหญ ซึ่งมีความไมประมาทเปนเหตุ นี้อานิสงสแหงศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่ หนึ่งฯ 2. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก เกียรติศพทที่ดีงามของคนมีศีล ถึงพรอมแลว ั ดวยศีล ยอมระบือไป นี้อานิสงสของศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สองฯ 3. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพรอมแลวศีล เขาไปหาบริษัทใดๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือ สมณบริษัทเปนผูแกลวกลาไม เกอเขินเขาไปหา นี้อานิสงสแหงศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สามฯ 4. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพรอมแลวดวยศีล ยอมเปนผูไมหลง ทํากาละ นี้อานิสงสของศีลสมบัติของคนมีศีลขอที่สี่ฯ 5. ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย ขออื่นยังมีอีก คนมีศีลพรอมแลวดวยศีล ยอมเขาถึงสุคติโลก สวรรค เบื้องหนาแตตายเพราะกายแตก นี้อานิสงสแหงศีล สมบัติของคนมีศีลขอที่หา54 จะเห็นไดวาประโยชนที่เกิดแกปจเจกบุคคลนั้น เปนผลทีมีคุณคาแกผูรกษาศีลโดยตรง จะ ่ ั สังเกตไดจากบุคคลทั้งหลายที่ดํารงชีวิตในสังคมไทยปจจุบน ั จะมีความแตกตางกันทั้งในดาน รางกายและจิตใจ รวมถึงสภาพแวดลอมดวย ซึ่งผูเขียนจะไดชใหเห็นถึงประโยชนที่เกิดขึ้นแก ี้ บุคคลที่ประพฤติตามเบญจศีลมาในอดีต ซึ่งเปนสาเหตุสงผลใหบุคคลเหลานั้นไดประสบความสุข ในภพปจจุบัน โดยเทียบเคียงจากหลักฐานที่กลาวไวในอรรถกถาปรมัตถโชติกาดังนี้ บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่หนึ่ง คือการไมฆาและการไมทําราย คนอื่นและสัตวอื่นดวยตนเองหรือใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานันมีกําลังแรง ยอมจะ ่ ้ สงผลใหบุคคลนั้น ๆ ประสบกับความสุขในปจจุบัน เชน ไมตองถูกจับและกักขังในเรือนจํา หรือ ถูกประหารชีวิต ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิด ในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมทียังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขา ่ เปนคนมีอวัยวะนอยใหญบริบูรณ มีรางกายสมสวน มีกําลังกายคลองแคลววองไว ไมมีโรคภัย เบียดเบียน มีอายุยืน ฯลฯ บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สอง คือการไมลักขโมยของคนอื่น และไมใชใหผูอื่นทํา ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ่ ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน ไมถูกขโมยสิ่งของ มีแตคนรักใครเมตตา ฯลฯ และใน ั อนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขา กลับมาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนมั่งมี มีสมบัติ มากมาย ไมมีใครคิดปองรายในทรัพย มีสมบัตก็ไมพินาศดวยภัยตาง ๆ ฯลฯ ิ
38.
38
บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สาม คือการไมประพฤติผิดในคูครอง บุตรธิดา ภรรยาสามีคนอื่น ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานันมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ้ ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน ไมถูกปองราย ครอบครัวไมแตกราว ฯลฯ และในอนาคต ั เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดใน โลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขามีครอบครัวที่อบอุน ไมมีขาศึกศัตรู ไม อาภัพ ไมตองเกิดเปนหญิงหรือเปนกะเทย นอนก็เปนสุข ตื่นก็เปนสุข ฯลฯ บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่สี่ คือการไมพดเท็จ ไมพดโกหก ู ู หลอกลวงผูอื่น ถาเหตุหรือกรรมที่กระทํานั้นมีกําลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ประสบกับ ความสุขในปจจุบัน เชน ไดยินไดฟงแตคําพูดที่เปนจริง ไมมีใครมาโกหกหลอกลวง ฯลฯ และ ในอนาคต เมื่อตายไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขา กลับ มาเกิดในโลกมนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาไดรับฟงแตถอยคําที่เปนจริง มีวาจาไพเราะสละสลวย มีอินทรีย 5 ผองใส ไมอวนเกินไป ไมผอมเกินไป ไมฟุงซาน ฯลฯ ____________________ 54 ที. ปา. 3 / 291 / 20. บุคคลที่ละเวนจากบาปอกุศล ไมลวงละเมิดศีลขอที่หา คือการไมดื่มสุราเมรัย และเสพสิ่ง เสพติดใหโทษตาง ๆ ถาเหตุหรือกรรมทีกระทํานั้นมีกาลังแรง ยอมจะสงผลใหบุคคลนั้น ๆ ่ ํ ประสบกับความสุขในปจจุบน เชน มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ฯลฯ และในอนาคต เมื่อตาย ั ไปก็จะเกิดในสถานที่เจริญและสุขสบาย เชน เกิดในสวรรคเปนตน เมื่อเขากลับมาเกิดในโลก มนุษยเพราะเศษกรรมที่ยังเหลืออยู ยอมจะทําใหเขาเปนคนมีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ มีปญญามาก เปนคน มีความรูมาก ไมบาไมใบ มีจิตใจละอายชั่วกลัวบาป ไมเปนคนสะดุงตกใจงาย ฯลฯ สําหรับประโยชนอันเกิดแกสังคมที่เห็นไดชัดเจนเมื่อบุคคลในสังคมรวมกันประพฤติตาม เบญจศีลคือ จะทําใหสังคมไทยมีความสงบสุขดังเชนสมัยอดีต จะไมมีความรุนแรงจากปญหาตางๆ ทางสังคม เชน ปญหาอาชญากรรม ปญหาลวงละเมิดทางเพศ ปญหาสิ่งเสพติดใหโทษ เปนตน สังคมไทยจะเปนสังคมชาวพุทธที่ยึดถือหลักพุทธธรรมในการดําเนินชีวิตไดอยางจริงจัง เพราะ เบญจศีลที่บุคคลนํามาปฏิบัติแลว จะเปนพืนฐานรองรับในการประกอบคุณงามความดีในระดับสูง ้ ขึ้นไปตามลําดับนั่นคือ ศีล สมาธิ ปญญา อันเปนเปาหมายการประพฤติพรหมจรรยใน พระพุทธศาสนาได เมื่อเปนไดดังนี้ จะทําใหสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธ เปนดินแดนแหง พระพุทธศาสนาอยางแทจริง และจะกลายเปนสังคมที่อดมไปดวยความสุขสงบในทุกดาน เปน ุ สังคมในอุดมคติของคนทุกชนชั้นเลยทีเดียว 4.3 การประยุกตความเขาใจและการปฏิบัติตามเบญจศีลและเบญจธรรมในมิติตาง ๆ ของชีวิต ในฐานะที่สังคมไทยไดชื่อวาเปนสังคมชาวพุทธมานานนับแตอดีตเรื่อยมาจนกระทั่ง ปจจุบัน นันเปนเพราะวา บรรพบุรษของไทยมีวิถีชีวิตเกี่ยวของกับพระพุทธศาสนามาโดยตลอด ่ ุ
39.
39 และยังถายทอดคติความเชื่อและขนบประเพณีตาง ๆ ทางศาสนามายังทายาทลูกหลานตามลําดับ จากปูยา
ตายาย พอแม มาถึงลูกหลานเหลนไทยก็ยังคงยึดถือคติความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา และ ขนบธรรมเนียมอันดีงามเรื่อยมา จนทําใหสังคมไทยทีมีประชากรสวนใหญของประเทศกวารอย ่ ละ 90 % มีศาสนาพุทธเปนศาสนาประจําชีวิต และมีหลักฐานปรากฏในสําเนาทะเบียนของคน ไทยสวนมาก และมีพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติ ซึ่งเปนที่นาสังเกตวา การนับถือพุทธ ศาสนาของคนไทยนั้น จะนับถือโดยการนับถือสืบ ๆ กันมาตามบรรพบุรษ หรือจะนับถือเพราะ ุ เกิดศรัทธาเลื่อมใสในหลักคําสอนที่ตนไดศึกษาหรือไมกตาม ก็ไดชื่อวาเปนชาวพุทธตามหลักฐาน ็ ที่ปรากฏเชนกัน แตจะเปนชาวพุทธหรือพุทธศาสนิกชนอยางถูกตองและสมบูรณหรือไมเปนเรื่อง ที่ตองศึกษาและทําความเขาใจกันตอไป ผูเขียนเห็นวา การเปนชาวพุทธที่แทจริงคือการยอมรับและนับถือพระรัตนตรัยเปนสรณะ ที่พึงของตนตลอดชีวต ถาเปนพระภิกษุตองประพฤติพรหมจรรยตามหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ิ และปญญาสวนชาวพุทธฝายฆราวาสก็ตองประพฤติพรหมจรรยเชนกัน แตเปนการปฏิบัติตนตาม หลักบุญกิริยาวัตถุ 3 เปนอยางนอย คือ ทาน ศีล และภาวนา ซึ่งหลักการปฏิบัติทั้งสองมีเปาหมาย เหมือนกันคือความพนทุกข สวนวิธการนั้นจะมีความแตกตางกันตามเพศภาวะและหนาที่ ี โดยเฉพาะเมื่อกลาวถึงชาวพุทธที่เปนคฤหัสถแลว อยางนอยตองปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีลใหจง ได เพราะเบญจศีลนั้น ถือวาเปนรากฐานอันมันคงของชีวตที่บุคคลจะตองประพฤติตามใหได โดย ่ ิ มีวิธีการปฏิบัติในการแสดงตนเปนชาวพุทธและวิธีการสมาทานศีลซึ่งผูเขียนขอเสนอไว ณ ที่นี้ ดังตอไปนี้ 1. คํานมัสการพระพุทธเจา นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสส ( วา 3 เที่ยว ) คําแปล...ขาพเจา ขอนอบนอมแดพระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ซึ่งเปนผูไกลจากกิเลส ตรัสรูชอบไดดวยพระองคเอง 2. ขอถึงพระรัตนตรัย พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ ทุติยัมป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ ทุติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ ทุติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ ตะติยัมป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา เปนที่พึง เปนสรณะ ตะติยัมป ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระธรรม เปนที่พึง เปนสรณะ ตะติยัมป สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระสงฆ เปนที่พึง เปนสรณะ 3. คําสมาทานเบญจศีล
40.
40 1. ปาณาติปาตาเวรมะณี สิกขาปะทัง
สะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการฆาสัตวดวยตนเอง และไมใชใหผูอื่นฆา 2. อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 3. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการพูดปด 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ขาพเจา ของดเวนจากการดื่มสุราเมรัย และสิ่งเสพติดอันเปนที่ตั้งแหงความประมาท อิมานิ ปญจะสิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ ( วา 3 เที่ยว ) คําแปล...ขาพเจาขอสมาทานสิกขาบท อันประกอบดวยองค 5 ประการนี้ เพื่อความสํารวมระวัง ณ บัดนี้เปนตนไป หลังจากนั้นพึงสํารวมระวังตั้งตนอยูในศีล 5 นี้อยาใหขาด ถาขาดขอใดขอหนึ่ง ดวยความ พลั้งเผลอ ตองรีบสมาทานใหมทันที โดยการสํารวมจิต นอบนอมตอพระรัตนตรัยแลวสมาทาน ดังที่กลาวมา เมื่อทําไดดังนี้ จะทําเกิดความภูมใจวาเราเปนผูมีศีล ตั้งอยูในศีล เปนชาวพุทธจงอยา ิ ประมาทและอยาใหชีวิตวางจากเบญจศีลเปนอันขาด ซึ่งการรักษาเบญจศีล หรือการปฏิบัติ ตามศีล 5 นั้น เมื่อทําความเขาใจโดยงายก็หมายถึง การมีเจตนาหรือมีความตั้งใจที่จะงดเวนจาก การทําบาปอกุศล หรือเวนจากการทําความชั่ว 5 ประการ ศีลจะเกิดขึนก็เพราะมีวิรัติ คือเจตนาที่ ้ จะงดเวนจากโทษนัน ๆ เวรนัน ๆ มี 3 ประการคือ ้ ้ 1. สมาทานวิรัติ แปลวา ความละเวนดวยถือ คือสมาทานหรือรับเอาดวยตนเอง ก็ได ดวยการรับจากผูอื่นก็ได หมายความวา การตั้งใจไวกอนวา จะรักษาศีล เมื่อไป ประสบกับเหตุการณที่จะทําใหศีลขาดก็ไมทํา เพราะถือวาไดสมาทานศีลไวแลว จะ ทํากลัวศีลขาด การกระทําเชนนีเ้ รียกวา “สมาทาน” ในปจจุบันนี้มีการปฏิบัติกันมาก คือสมาทานกับพระสงฆ หรือสมาทานเองก็ได 2. สัมปตตวิรัติ หมายถึงการงดเวนจากวัตถุอันถึงเขา หรือขณะที่ประจวบเขาในทันที ทันใดกับเหตุที่จะทําใหศีลขาด คืองดเวนดวยเหตุการณที่เกิดขึ้นเฉพาะหนา หมาย ความวา แตเดิมไมไดรกษาศีล ไมไดสมาทานศีล เมื่อประสบเหตุการณทจะทําใหลวง ั ี่ ศีลนั้นก็ตั้งใจงดเวนในขณะนัน เชนเห็นทรัพยของผูอื่นวางทิ้งไว ตนจําหยิบถือเอาไป ้ ได แตมาคิดวาคนอยางตนไมเคยขโมยของๆ ใคร การตั้งใจงดเวนเหตุการณที่ ประจวบเขาเชนนี้เรียกวา สัมปตตวิรัติ 3. สมุจเฉทวิรัติ แปลวา ความละเวนไดเด็ดขาด ไดแก การละเวนของพระอริยบุคคล ตั้งแตพระโสดาบันขึ้นไป ทานงดเวนจากการประพฤติผิดศีลหาไดอยางเด็ดขาด โดย
41.
41
ไมตองสมาทาน เพราะจิติของทานเหลานั้นเห็นโทษของการไมมีศีลอยางแทจริง 55 เพราะฉะนัน ผูเขียนเห็นวา กอนจะรับศีล หรือสมาทานศีล จึงควรศึกษาเรื่องศีลใหเขาใจ ้ กอนวา ศีลแตละขอนั้น หามอยางไร มีอะไรบาง เมื่อเขาใจดีแลว จึงคอยปฏิบัติ คือสมาทานใหมี ขึ้นในตนเอง สําหรับปุถุชน หรือกัลยาณชน ยังตองอาศัยสมาทานวิรัต หรือสัมปตตวิรัติเทานัน ้ จึงจะมีศีลประกอบขึ้นได และในการสมาทานเบญจศีลนี้ จะสมาทานดวยตนเองหรือไปสมาทาน รับศีลจากบุคคลอื่น เชน พระภิกษุทวัดก็ได หลักการปฏิบัติจริงในชีวิตประจําวันที่มความ ี่ ี เหมาะสมและควรปฏิบัติอยางยิ่งคือ ควรจะสมาทานศีลดวยตนเองที่บาน หลังจากตื่นนอนและทํา ธุระสวนตัวเสร็จแลว ก็ตั้งใจสมาทานโดยมีวิธีการปฏิบัติตามขั้นตอนดังกลาวขางตน ถามวา ทําไมตองสมาทานศีลหลังจากตื่นนอน ตอบวา ศีลนั้นจะมีคุณคาและประโยชนเฉพาะ ตอนตื่นเทานั้น เพราะตองไปปฏิสัมพันธกับคนอื่น ๆ ในสังคม สวนการสมาทานศีลกอนหลับ นอนนั้นจะไมกอใหเกิดประโยชนอันใด และการสมาทานศีลหลังจากตื่นนอนนี้มีความสําคัญมาก เปรียบเหมือนการสรางบานหนึ่งหลัง เมื่อสรางเสร็จแลวเจาของบานจะลอมรั้วไวอยางดีรอบบาน ____________________ 55 สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. เบญจศีลและเบญจธรรม. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2538), น. 56. เพื่อปองกันอันตราย ฉันใด หลังจากตื่นนอนและทําธุระสวนตัวเรียบรอยเสร็จแลวก็สมาทานศีล เพื่อปองกันการลวงละเมิดจากบาปอกุศลตาง ๆ เมื่อตองไปทําหนาที่ในชีวิตประจําวันฉันนัน และ ้ เปนการปองกันตนเองและผูอื่นใหมีความปลอดภัยจากภัยเวรตาง ๆ ที่จะเกิดขึน ้ ธรรมอีกหมวดหนึ่งที่มความสําคัญตอการรักษาศีลคือ “เบญจธรรม” ถือไดวา เปน ี คุณธรรมที่มาคูกับเบญจศีล มีความเมตตาเปนตน ซึ่งไมใชขอหามและบังคับ แตเปนขอที่ควร ปฏิบัติหรือควรมีในจิตใจของคน เพื่อใหเกิดความนาอยูและความสงบสุขของสังคม จึงเปนธรรมที่ ควรปลูกฝงใหมีในตนเชนกัน ดังมีรายละเอียดตอไปนี้ พระพรหมคุณาภรณ พระนักวิชาการ ทางพุทธศาสนาไดกลาวถึงความเปนมาและความหมายของคําวา “เบญจธรรม” ไววา ในยุคตอมา ปราชญไดนําเอาธรรมบางขอที่เขาคูกันกับสิกขาบทหรือศีล 5 นั้น มาจัด วางเปนหมวดชัน สําหรับแนะนําใหคฤหัสถปฏิบัติคูกนไปกับเบญจศีล โดยเรียกชื่อวา ้ ั เบญจธรรม หรือเบญจกัลยาณธรรม ขอธรรมที่นํามาจัดนั้น ก็เดินตามแนวของหลักที่ เรียกวากุศลกรรมบถนันเอง แตในการเลือกขอธรรมมาจัดเขามีความแตกตางกันอยู ่ บาง โดยเฉพาะในแงของขอธรรมที่มีความหมายกวางแคบกวากัน หัวขอเบญจธรน นั้น เรียงตามลําดับใหเขาคูกับศีล 5 คือ 1. เมตตาและกรุณา 2. สัมมาอาชีวะ (บางครั้ง ทานเลือกเอาหรือรวมเอาทานเขาดวย) 3. กามสังวร คือความรูจกยับยั้งควบคุมตนใน ั ทางกามารมณหรือเรื่องรักใครไมใหผิดศีลธรรม (บางทานเลือกเอาสทารสันโดษ คือ ความยินดีดวยคูครองของตน) 4. สัจจะ 5. สติสัมปชัญญะ (บางทานเลือกเอาอัปปมาท คือความไมประมาท ซึ่งไดความเกือบไมตางกัน) 56
42.
42
เบญจธรรม หมายถึง ธรรม 5 บางทีเรียกวา “เบญจกัลยาณธรรม” หมายถึง ธรรมอัน ดีงาม 5 ประการ คูกับเบญจศีล เปนธรรมเกื้อกูลแกการรักษาเบญจศีล ผูรักษาเบญจ ศีลควรมีไวประจําใจเปนนิจ 5 ประการ คือ 1. เมตตากรุณา ความรักใคร ปรารถนาใหผูอื่นมีความสุข ความเจริญ ความสงสาร คิดชวยใหพนทุกข คูกับศีลขอที่ 1 2. สัมมาอาชีวะ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คูกับศีลขอที่ 2 3. กามสังวร ความสํารวมระวังรูจกยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ ไมใหหลงใน ั รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ คูกับศีลขอที่ 3 4. สัจจะ ความสัตยหรือความซื่อตรง คูกับศีลขอที่ 4 5.สติสัมปชัญญะ ความระลึกไดและรูตวอยูเสมอ คือ ฝกฝนใหเปนคนรูจักยั้งคิด รูสึก ั ตัวอยูเสมอวา สิ่งใดควรทํา ไมควรทํา ระวังไมใหประมาท คูกับศีลขอที่ 5 56 ____________________ 56 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพครั้งที่ 4, 1,000 เลม น. 773. เบญจธรรมนี้ ถามีอยูในจิตใจมากจะชวยประสานประโยชนแกกนและกัน ทําใหมีศีลมั่นคง ไม ั ขาดงาย การรักษาเบญจศีลจึงตองมีเบญจธรรมประพฤติควบคูไปดวย จักไดชวยเติมเต็มและ เกื้อหนุนใหเปนผูมีศีลสมบูรณ อันจักอํานวยประโยชนสุขแกบุคคลอื่นและสังคมรอบดาน ดวย ประการสําคัญยิ่งคือ การปฏิบัติตนตามเบญจศีลและประพฤติเบญจธรรมควบคูไปดวยนั้น จะ สามารถยังประโยชนอันยิ่งใหญใหเกิดมีขนแกตวเอง และเปนการสรางมิตใหม ๆ ใหบังเกิดขึ้นแก ึ้ ั ิ สังคมทุกระดับในสังคมไทยอีกดวย 4.4 กลวิธการสงเสริมเบญจศีลและเบญจธรรมเพือการสรางสรรคและพัฒนาบุคคลและสังคม ี ่ การชี้ใหเห็นโทษของการละเมิดเบญจศีล และการแสดงประโยชนที่ชัดเจนจากการการ ปฏิบัติตามเบญจศีลพรอมทั้งการปกระพฤติตามเบญจธรรมของปจเจกบุคคลและสวนรวมนั้น ยอมจะกอใหเกิดแรงกระตุนทางจิตแกบุคคลทั้งหลายในโลกในสังคม โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่ง เปนสังคมของชาวพุทธโดยสวนมากจึกไดพากันตระหนักและเห็นคุณคาของชีวิตของตนในฐานะที่ ไดมีโอกาสเกิดมาเปนมนุษย และถือวาเปนโอกาสที่ดีที่สดที่ตนไดเกิดมาพบพระธรรมคําสอนของ ุ พระพุทธเจา ฉะนัน จึงเปนการสมควรอยางยิ่งที่เหลาพุทธศาสนิกชนจักไดสํานึกในความเปนพุทธ ้ บริษัท ดวยการประพฤติตนและดํารงชีวิตใหถูกตองตามกฏเกณฑของระบบชีวิตและระเบียบของ สังคมที่พระพุทธเจาทรงวางเอาไวตามทีกลาวมาแลว ่ ในลําดับตอไปนี้ผูเขียนจึงไดเสนอกลวิธีตาง ๆ อันเปนแนวทางปฏิบัติอีกทางหนึ่ง เพื่อเปน การชัดชวน เชิญชวน กระตุน และสงเสริมใหชาวพุทธทังหลายไดปฏิบัติตนตามหลักเบญจศีล ้
43.
43 และประพฤติตนตามเบญจธรรมไดโดยงายและสะดวกยิ่งขึ้นในยุคแหงความเจริญทางวัตถุและยุค สมัยแหงการแขงขันทุกดานของสังคมไทย 4.4.1 กลวิธการสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมใหเกิดขึ้นแกสงคมไทย
ี ั เปนที่ทราบกันดีในหมูชาวพุทธผูที่เปนปญญาชนซึ่งไดศึกษาหลักพุทธธรรมทางศาสนา แลววา พระพุทธศาสนานันเกิดขึ้นมาเพื่อแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึนกับมนุษยโดยตรง และ ้ ้ ปญหาทั้งมวลของมนุษยนั้น ทางพระพุทธศาสนาเรียกวาความทุกข ถามนุษยมีความรูและความ เขาใจสภาวะที่เรียกวาทุกข รูสาเหตุที่มาของทุกข รูวิธีทจะแกไขปญหาของทุกขที่เกิดขึ้น และได ี่ ดําเนินการปฏิบัติตามกระบวนการของวิธีแกทกขดวย มนุษยก็จะสามารถนําพาตนเองใหรอดพน ุ จากปญหาความทุกขทั้งมวลได ดวยเหตุนี้ กลวิธีที่จะนํามาใชกับชาวพุทธในสังคมไทยจึงควร ดําเนินการตามพุทธวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจาที่ไดทรงแสดงไวแลว ในเบื้องตน เมื่อชาวพุทธใน สังคมไทยสวนใหญยังขาดความรูความเขาใจในหลักธรรมทางศาสนา ตองมีการกระตุน ตอกย้ํา และสงเสริม ใหชาวพุทธไดเกิดความรูความเขาใจอยางถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมในทางศาสนา โดยพุทธบริษัทแนวหนาคือพระสงฆนั่นเอง ซึ่งถือวาเปนบุคคลผูที่มีบทบาทมากที่สุดตอวิถีชีวิต ของสังคมชาวพุทธ เปนผูนําในการเผยแผแนะนําใหพุทธบริษัทใหเกิดความรูความเขาใจที่ถูกตอง ในหลักพุทธธรรม และบุคคลอีกกลุมหนึ่งคือ ชาวพุทธผูเปนปญญาชนฝายคฤหัสถ จะตองชวยกัน ชี้แนะแนวทางใหแกสังคม ดวยวิธการตาง ๆ ตามแนวทางการสอนของพระพุทธเจา ี เชน ปญหานานัปการทีกําลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เมื่อสืบสาวถึงสาเหตุตนตอของปญหายอมทราบ ่ ไดวา เกิดมาจากคนในสังคมละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึง หรือทั้งหมด ทั้ง ๆ ทีคนสวนมากใน ่ ่ สังคมไทยเปนชาวพุทธ แตไมไดยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางของความเปนชาวพุทธอยางแทจริง ตองเริ่มดวยการสรางความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับกระบวนการของเบญจศีลใหเกิดขึ้นใน จิตใจแกชาวพุทธที่เรียกวาสัมมาทิฏฐิกอน คือชีใหชาวพุทธทั้งหลายไดเกิดปญญา โดยการมองเห็น ้ โทษภัยของปญหาที่เกิดขึ้นแกบุคคลและสังคม เพราะการละเมิดเบญจศีลและชี้ใหเห็นถึงประโยชน ที่ไดรับหลังจากไดประพฤติปฏิบัติตามหลักเบญจศีลและเบญจธรรมแลว เพราะฉะนั้น กลวิธีการ ทําหนาที่สรางความรูความเขาใจนี้จึงเปนภาระสําคัญของพระสงฆและชาวพุทธผูที่เปนปญญาชน โดยตรงทีจะตองกระทํากันอยางจริงจังและตอเนื่องจึงจะประสบผลสําเร็จ รักษาศีลทีละขอ ่ การฝกฝนตนเองใหรูอกการวางใจใหถูกตองตรงตามความเปนจริง ก็เปนคุณสมบัติที่ดีอีก ี ประการหนึ่งของชาวพุทธที่ควรสรางและปลูกฝงใหเกิดขึนแกตนเอง ้ การวางใจใหถูกตองตาม ความเปนจริงเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมนี้ จะเปนการชวยใหบคคลนั้นสามารถรักษาตนเองและ ุ ผูอื่นใหปลอดภัยจากการจองเวร ไมทําตัวเองและผูอื่นใหเดือดรอน โดยมีวิธีในการพิจารณาศีลแต ละขอดังตอไปนี้ ศีลขอที่หนึ่ง เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการฆาและการ เบียดเบียนผูอื่น สัตวอื่น ใหฝกพิจารณากอนเสมอ ๆ วา สัตวทั้งหลายลวนเปนเพื่อนทุกข เกิด แก เจ็บ ตาย ดวยกันทั้งนั้น เรารักชีวต และหวงชีวิต และไมอยากใหคนอื่นพรากเราจากชีวิตอยางไร ิ
44.
44 แมคนอื่น สัตวอื่น ก็เปนเฉกเชนเดียวกันกับเรานั่นเอง
พิจารณาไดบอย ๆ ดังนี้ จะทําใหเราไมกลา ลวงละเมิดทําบาปอกุศล เพราะมีความสํานึกอยูเสมอวาตนเองและผูอื่นยอมมีความปรารถนา ความสุข เกลียดความทุกขเชนกัน การฝกฝนเชนนี้ตองกระทําทุกโอกาสทุกขณะ แมแตสัตวเล็ก ๆ นอย ๆ เพราะจะเปนการพัฒนาจิตใจตนเองใหมีความละเอียดออนและสูงขึ้นตามลําดับ ศีลขอที่สอง เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการลักขโมย เชน ไปเจอทรัพยที่เจาของไมอยุ มีโอกาสที่จะหยิบจะขโมย เพราะเกิดความโลภ ใหฝกพิจารณา กอนเสมอ ๆ วา แมเราก็รักและหวงในทรัพยทเี่ ปนของเรา คนอื่นเลาเขายอมจะเกิดความหวงหวง และรักในทรัพยของเขาเชนกัน ไมอยากจะใหสูญหายหรือถูกใครแยงชิงไป ฝกฝนในการวางใจ บอย ๆ เมื่อจิตเกิดความโลภอยากได แมตนเองและผูอื่นก็ปลอดภัยจากการเบียดเบียนในทรัพยสิน ของกันและกัน ทําใหเราไมกลาลวงละเมิด เพราะเกิดความละอายชั่วกลัวบาปที่จะเกิดขึ้นแกตนเอง ศีลขอที่สาม เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิด เพราะเกิดความ กําหนัดในเพศตรงขาม ใหฝกพิจารณากอนเสมอวา คน ๆ นั้น เปนเสมือนพี่สาวนองสาวเรา หรือ เปนเสมือนพอแมพี่นองเรา ฯลฯ ฝกวางใจไดบอย ๆ ดังนี้ จะทําใหเราคลายจากความกําหนัด หัก หามใจตนเองได ไมตองลวงละเมิดกามทั้งหลาย เมื่อฝกไดบอยครั้ง ยอมจะทําใหเปนคนมีจตใจ ิ ละเอียดออนยิ่งขึ้น เพราะไมตองหมกมุนกับเรื่องกามราคะ ศีลขอที่สี่ เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการพูดปดโกหก หลอกลวงผูอื่น ใหฝกพิจารณากอนเสมอที่จะพูดวา แมเราเองก็รักและชอบที่มีคนมาพูดกับเรา ดัวยความจริงทุกเรื่อง คนอื่นก็คงเปนเชนกับเรา ฝกวางใจกอนเสมอ ๆ จักไดชื่อวาไมเปนการ เบียดเบีนยตนเองและผูอี่นดวยคําพูดที่ไมเปนจริง และกลายเปนคนมีสัจจวาจาเปนที่นยมชมชอบ ิ ของบุคคลทั้งหลายอีกดวย ศีลขอที่หา เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดดวยการดื่มสุราเมรัย และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา ใหฝกพิจารณากอนเสมอวา สิ่งตาง ๆ เหลานี้ไมมีประโยชนใด ๆ ตอราง สุขภาพเลย ตรงกันขามยังกอใหเกิดโทษสถานเดียว และเปนการเบียดเบียนทั้งตนเองและผูอื่นดวย ฝกวางใจมองใหเห็นโทษที่จะเกิดขึ้นตามความเปนจริงบอย ๆ จักไดไมตงลวงละเมิดทําผิด เพราะ ศีลถาบุคคลมีความสํารวมในขอนี้แลว จะทําใหมีสติปญญาดี ไมตงตนอยูในความประมาท และ ั้ ไมเปนสาเหตุที่ตองลวงละเมิดศีลขออื่น ๆ อีกดวย 4.4.2 กลวิธการการสงเสริมคานิยมในการประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับเบญจศีลและเบญจธรรมแก ี สังคมไทย จากคําพูดที่วา จะปลูกพืชตองเตรียมดิน จะกิจตองเตรียมอาหาร จะพัฒนาการตองเตรียม คน จะพัฒนาใหไดผลตองพัฒนาที่จตใจ จะพัฒนาใครเขา ตองพัฒนาตัวเองกอน 57 เปนคําพูดที่ ิ พิจารณาแลวจะเห็นวาเปนถอยคําที่มีเหตุผลในทางทฤษฎีและปฏิบัติ การนํากลวิธีที่เพื่อจะทําให ชาวพุทธในสังคมไทยไดยึดถือและปฏิบัตินั้นเปนอีกหนทางหนึ่ง ซึ่งผูเขียนไดเสนอไวเปนขอ ๆ โดยการอธิบายเพียงสังเขปเทานัน ประกอบดวย ้
45.
45
4.4.2.1 สงเสริมใหผูนําที่มีอํานาจหนาที่ในการปกครองในสังคมนั้น ๆ ใหมีความรูความ เขาใจเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรม ผูนําในสังคมไทยมีหลายระดับตั้งแตผนําระดับหมูบาน ตําบล อําเภอ จังหวัด และผูนํา ู ระดับประเทศ โดยหนาที่ในการสงเสริมนี้ เปนภาระกิจทีงพระสงฆและชาวพุทธปญญาชนฝายถฤ ่ หัสถซึ่งถือวามีควมรูความเขาใจในหลักพุทธศาสนาเปนอยางดี จะตองชวยกันเผยแผแนะนําให บุคคลเหลานี้ไดเกิดสติปญญาในเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้เปนอยางนอย 4.4.2..2 สงเสริมใหผูนําที่มีอํานาจหนาที่ในการปกครองในสังคมนั้น ๆ เปนผูนํารองใน การประพฤติปฏิบัติตามเบญจศีลเบญจธรรม เพื่อเปนเนติแบบอยางแกสมาชิกในสังคม หลังจากที่ผูนําในสังคมไทยระดับตาง ๆ มีความรูความเขาใจในหลักทฤษฎีแลว ตองสงเสริมให ผูนําเปนแบบอยางในการประพฤติปฏิบัตตามกระบวนการของเบญจศีลเบญจธรรมนั้นดวย เมื่อ ิ สามารถกระทําไดดังนี้ สมาชิกในสังคมระดับตาง ๆ ยอมจะเกิดศรัทธาเลื่อมใสโดยการยึดถือ ปฏิบัติตามแนวทางของบุคคลผูเปนหัวหนาอยางแนนอน ____________________ 57 พระมหาสุขพัฒน อนนทจารย, ปริศนาปรัชญาธรรม. (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ ลูก ส. ธรรมภักดี, 2546), น. 272. 4.4.2..3 สงเสริมใหมีการประพฤติปฏิบัติตามเบญจศีลเบญจธรรมอยางจริงจัง โดยเริมจาก สถาบันครอบครัวซึ่งประกอบดวยพอ แม ลูก ฯลฯ สถาบันครอบครัวถือวามีบทบาทสําคัญยิ่งในการทีจะเปนตนแบบการดําเนินชีวิตที่ถูกตองดีงามแก ่ สมาชิกของสังคม โดยเฉพาะบุคคลผูเปนหัวหนาครอบครัวคือ พอ แม จะตองมีความรูความเขาใจ เปนเบื้องตนในหลักเบญจศีลเบญจธรรม และสามารถปฏิบัติตามไดดวย จักไดเปนแมแบบทีดีแก ่ บรรดาลูก ๆ ในการครองชีวตดวย ิ 4.4.2..4 สงเสริมใหมีหลักสูตรการเรียนการสอนเบญจศีลเบญจธรรมทังภาคทฤษฏีและ ้ ปฏิบัติอยางจริงจังในสถานศึกษาทั้งหลาย การสงเสริมในขอนี้ เปนหนาที่รับผิดชอบโดยตรงของหนวยงานดานการศึกษา ที่จะตองให ความสําคัญและเห็นคุณคาของเบญจศีลเบญจธรรม ซึ่งบุคคลผูเปนเยาวชนของชาติจะตองไดรับ จากหลักสูตรการเรียนการสอน และที่สําคัญคือบุคคลผูทําหนาที่ในการสอนจะตองมีความรูความ เขาใจพรอมทั้งสามารถปฏิบัติตนเปนแบบอยางเกี่ยวกับเรื่องนี้ปนอยางดี จึงจะประสบผลสําเร็จ 4.4.2..5 สงเสริมใหมีการอบรมเพื่อเสริมสรางความรูความเขาใจแกเด็กเยาวชน วัยรุนใน ระดับตาง ๆ อยางจริงจังและสม่ําเสมอ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ การสงเสริมในขอนี้จะเกิดขึนและบังเกิดผลไดนั้น รัฐบาลจะตองใหความสําคัญในการผลักดันให ้ หนวยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เชน สถาบันพระสงฆและกลุมบุคคลผูมีความรูความสามารถทาง ศาสนา ไดทํางานอยางเต็มที่ โดยการสนับสนุนดานงบประมาณอยางเพียงพอ เพราะเด็กเยาวชน วัยรุนถือวาเปนกลุมเปาหมายใหญที่สําคัญที่รัฐตองใหความเอาใจใสเปนพิเศษ
46.
46
4.4.2..6 สงเสริมใหมีการอบรมเสริมความรูเกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมแกบุคคลในสาขา อาชีพตาง ๆ อยางจริงจังและสม่ําเสมอ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ บุคคลในสาขาอาชีพตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะตองไดรับการอบรมเสริมความรูเกี่ยวกับ หลักธรรมทางศาสนาโดยเฉพาะหลักเบญจศีลเบญจธรรมอยูเสมอ โดยการเอาใจใสดูแลอยาง จริงจังของรัฐบาล และใหถือเปนภารกิจที่สําคัญยิ่งทีตองดูแล ใหถือเปนแนวทางทีตองปฏิบัติของ ่ ่ หนวยงานทุกสาขาอาชีพ 4.4.2..7 สงเสริมใหสื่อมวลชนแขนงตาง ๆ รวมกันรณรงคใหประชาชนเห็นโทษการ ละเมิดเบญจศีลและเห็นประโยชนจากการประพฤติปฏิบัตตามเบญจศีลเบญจธรรม ิ สื่อมวลชนในขอนี้หมายถึง ผูทําหนาที่เปนนักขาว และบุคคลผูมีอาชีพดานการแสดง เชน ดารา นักรอง ฯลฯ ซึ่งถือวาเปนผูมีอิทธิพลทางดานคานิยมเปนอยางมากตอคนในสังคม เมื่อบุคคล เหลานี้เกิดความรูความเขาใจเกี่ยวกับหลักธรรมทางศาสนาอยางนอยเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้ อยางดีแลว พฤติกรรมที่แสดงออกยอมจะปรากฏเฉพาะในดานที่เกี่ยวกับการชักจูงใหสังคมไทยมี ทัศนคติคลอยตามในทางทีดีเชนกัน เพราะเด็กเยาวชน และวัยรุนในสังคมไทยมีคานิยมในตัว ่ บุคคลที่มีอาชีพประเภทดังกลาวนี้อยูแลว 4.4.2..8 สงเสริมใหสื่อมวลชนแขนงตาง ๆ รวมกันผลติรายการที่มความหลากหลาย ี เกี่ยวกับเบญจศีลเบญจธรรมอยางจริงจัง ผูทําหนาที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อตาง ๆ เชน รายการวิทยุ รายการโทรทัศน ฯลฯ ถาเปนชาวพุทธที่มี ความรูความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องเบญจศีลเบญจธรรมนี้อยางดีแลว ยอมจะมีความคิดสรางสรรค ในทางที่ดีทจะชวยสงเสริมใหมีเฉพาะรายการที่เปนประโยชนตอชีวิตจิตใจของผูฟงและผูชม ี่ เทานั้น 4.4.2..9 สงเสริมใหมีการโฆษณาชวนเชื่อ เชน สินคา ตาง ๆ ที่เปนไปเพื่อการไมทําลาย คานิยมที่ดีงามและถูกตองเกี่ยวกับเบญจศีลแบะเบญจ.ธรรม สื่อโฆษณาชวนเชื่อตาง ๆ ไมวาจะเปนผลิตภัณฑสินคาประเภทใดก็ตาม ตองมีการสงเสริมให ผูประกอบการไดตระหนักและเห็นคุณคาของผูบริโภคเปนสําคัญ โดยเนนไปที่คณภาพและ ุ ประโยชนที่ไดรับจากสินคาตามที่เปนจริง 4.4.2..10. สงเสริมและสรางเสริมใหชาวพุทธทุกคนในสังคมไทย มีอุปนิสัยใสการ ประพฤติปฏิบัตินตามหลักกระบวนการบญจศีลเบญจธรรมใหไดตลอดชีวต ิ ภารกิจในขอนี้ ยอมเปนหนาที่สําคัญยิ่งอีกขอหนึ่งที่พระสงฆและชาวพุทธปญญาชนฝายถฟหัสถ จะตองรับไปดําเนินการโดยรีบดวน โดยการชี้แนะแนวทางใหบุคคลระดับตาง ๆ ในสังคม ตั้งแต เด็กเยาวชนเรื่อยไปจนถึงผูใหญ ใหเกิดความรูความเขาใจในหลักธรรมระดับเบญจศีลเบญจธรรม เปนอยางนอย และใหรูจกฝกฝนตนเองใหมีอุปนิสัยเคยชินในการสมาทานรักษาศีลตลอดชีวิต ั 4.4.2.11. สงเสริมใหชาวพุทธทุกคนสมาทานเบญจศีลในตอนเชาตรู กอนที่จะออกไปทํา ภารกิจหนาที่ประจําวัน
47.
47
การสมาทานศีลในตอนเชาของทุกวันหลังจากตื่นนอนถือวาเปนเรื่องสําคัญอยางยิ่ง เปน การชวยปองกันตนเองไมใหกระทําบาปอกุศลที่จะเกิดขึนในแตละวัน เพราะเมื่อมีเจตนาตั้งใจไว ้ ในเบื้องตนกอนแลว เมื่อตองประสบกับเหตุการณที่ทําใหตองลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง ก็ จะสามารถตั้งสติได โดยรูเทาทันกับสิ่งที่ตนเองกําลังจะกระทําวาควรหรือไมควรอยางไร 4.4.2.12. สงเสริมใหโรงเรียนและสถานศึกษาทั้งหลายในสังคมไทย ใหออกกฎระเบียบ ใหนักเรียนนักศึกษาในสถาบัน ตองรวมใจกันสมาทานเบญจศีลทุกวันในตอนเชาหลังเคารพธงชาติ โดยหนวยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวของกับการศึกษาจะตองสงเสริมใหโรงเรียนและ สถานศึกษา ใหออกกฎระเบียบใหนกเรียนนิสิตนักศึกษาทุกคนไดยึดถือปฏิบัติเปนประจําทุกวัน ั โดยใหมการสมาทานศีลในตอนเชาหลังจากเคารพธงชาติแลว เพื่อเปนการสรางอุปนิสัยและปลูก ี จิตสํานึกในทางทีดีแกเด็กเยาวชนและวัยรุน ่ กลวิธีทั้ง 12 ขอดังกลาวนี้ ผูเขียนไดมุงประเด็นไปเฉพาะกลุมสังคมชาวพุทธสวนใหญเปน สําคัญ ซึ่งบุคคลเหลานี้ นาจะเกิดจิตสํานึกในหนาทีรับผิดชอบตอสถานภาพที่ตนเองไดรับและจะตอง ่ ประพฤติปฏิบัติใหไดตามสถานภาพของความเปนชาวพุทธ โดยเฉพาะอยางยิง การสรางปญญาใหเกิดแก ่ ตนเองคือความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมทางศาสนา อยางนอยสุดคือเรืองของเบญจศีลเบ๘ ่ จธรรมนี้ ซึงถือวาเปนบรรทัดฐานที่สําคัญยิงของชีวิตตนและสังคมรอบดาน ่ ่ บทที่ 5 สรุปและขอเสนอแนะ 5.1 สรุป จากสถานการณที่เปลี่ยนแปลงอยูเตลอดเวลาในปจจุบัน ไดสงผลใหสังคมนานาประเทศ รวมถึงสังคมไทยดวย ไดรับผลกระทบจากภาวะทีกําลังเปลี่ยนแปลงนั้นเชนกัน ซึ่งเปนสิ่งที่จะ ่ หลีกเลี่ยงหรือจะไมยอมรับนั้นยอมเปนไปไมได และลักษณะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ลวนเกิด จากการกระทําทั้งหลายของมนุษยเอง ประเด็นใหญ ๆ ของความเปลี่ยนแปลงก็คือ การพัฒนา ความกาวหนาทางวัตถุในทุกดานเพื่อคอยอํานวยความสะดวกแกมนุษยเองอันไดแก เครื่องอุปโภค บริโภคตาง ๆ ไมวาจะเปนเครื่องใชไฟฟา อาทิ ตูเย็น โทรทัศน พัดลม แอรคอนดิชั่น เครื่องเสียง เครืองไมโครเวป ฯลฯ เครื่องมือสื่อสาร อาทิ จานรับสัญญาณดาวเทียม โทรศัพท คอมพิวเตอร เครื่องสงแฟกซ ฯลฯ หรือจะเปนพาหนะเดินทาง อาทิ รนยนต รถไฟ เครื่องบิน เรือดําน้ํา ฯลฯ และยังมีอุปกรณเครื่องใชสอยในชีวตประจําวันตาง ๆ นานาชนิดอีกมากมายที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อ ิ มาปรนเปรอความสะดวกใหแกมนุษย โดยเขาใจวา เมื่อไดรับความสะดวกสบายจากสิ่งอุปกรณ เหลานี้แลว ชีวิตก็จะมีความสุข แตความจริงหาไดเปนเชนนั้นไม เพราะความสุขกับความ สะดวกสบายเปนคนละอยางกัน การมุงเพื่อเติมเพียงวัตถุใหกับชีวตนั้นยังเพียงพอที่จะทําใหชีวิตมี ิ ความสุขไดอยางแทจริง ฉะนัน ผลกระทบจากการที่มนุษยผูมุงแตผลิตและเสพวัตถุแตเพียงอยาง ้ เดียวนั้น ยอมจะทําใหมนุษยยังคงประสบกับทุกขภยอันใหญหลวงอยูร่ําไป และนับวันยิ่งจะทวี ั
48.
48 ความรุนแรงขึ้นไปทุกขณะ
ปญหานานาชนิดในสังคมยังคงเกิดขึนอยูเสมอเพราะผลพวงจาก ้ ความเจริญกาวหนาทางวัตถุนนเองั่ ในสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธก็เชนกัน ยังไดรับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง ทั้งหลายเหลานั้นดวย เพราะอํานาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง เปนสาเหตุใหญ ความ ไมรูเทาทันและไมมีความฉลาดในการครองชีวิตของชาวพุทธเอง จึงตองประสบกับปญหาขึน ้ สารพัดในสังคมไทย ทั้ง ๆ ที่สังคมไทยนาจะเปนสังคมที่มีสุขสงบมากที่สุดกวาสังคมนานา ประเทศ เพราะสังคมไดถูกหลอหลอมและแวดลอมซึมซับดวยวัฒนธรรมอันดีงามตามหลักธรรม ทางพุทธศาสนามายาวนาน แตสถานการณกลับไดเปนเชนนั้นไม เพราะปญหาความรุนแรงยังคงมี ปรากฏในสังคม เชน ปญหาอาชญากรรม เกิดคดีฆารายวัน การฆาตกรรม การทํารายรางกายและยกพวกตีกัน ของเด็กนักเรียนวัยรุน ฯลฯ เรียกวาในสังคมไทยยังมีการเบียดเบียนขมเหงตนเองและผูอื่นปรากฏ ใหเห็นและรับรูอยูเสมอตามสื่อตาง ๆ ไมเวนแตละวัน ปญหาการลักขโมยทรัพยสินของบุคคลอื่น การฉอโกงทุจริตในหลากหลายรูปแบบเกือบทุกวงการ การฉกชิงวิ่งราวเปนคดีที่เกิดขึ้นสเมอใน สังคม ฯลฯ ปญหาการลวงละเมิดทางเพศของผูคนในเพศและวัยตาง ๆ เกิดพฤติกรรมวิปริตทาง เพศ มีการลวงอนาจารทางเพศและมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควรของเด็กวัยรุน ฯลฯ ยังมีปรากฏ ใหรับรูไมเวนแตละวัน ปญหาการพูดจาโกหกหลอกลวงยังมีปรากฏมากมายในสังคมเชนกัน หรือปญหาการดื่มสุราเครื่องดองของเมายังมีใหเห็นอยางดาษดื่นในสังคม ทุกระดับ โดยถือวาอ เปนเรื่องปกติธรรมดาในสังคม รวมถึงการเสพสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ มีทั้งการคาขายและการเสพ ในทุกรูปแบบ ยังคงเปนปญหาระดับชาติที่สําคัญซึ่งตองแกไขและปราบปรามกันตอไปโดยไมมีที ทาวาปญหายาเสพติดนี้แกไขดัวยวิธใดจึงจะหมดไปจากสังคม ี จากปญหาทางสังคม ปญหาทางเศรษฐกิจ ปญหาทางการเมือง ซึ่งเปนแหลงรวมที่เกิด ของปญหาสารพัดตาง ๆ ที่ไดเกิดขึนและกําลังเกิดขึ้นอยูในสังคมไทยปจจุบนนี้ ยอมเกิดจากสาเหตุ ้ ั ที่สรุปไดคือ เกิดจากการที่ผูคนในสังคมขาดศีลธรรม วิถชีวิตอันดีงามของสังคมไทยเปลี่ยนแปลง ี ไปในทางที่เลวรายลงมากกวาสมัยอดีต ชาวพุทธสวนมากในสังคมไทยไมมความรูความเขาใจในี หลักของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่งหลักเบญจศีลซึ่งถือวาเปนกฏของระบบของชีวิตและ ระเบียบของสังคม ซึ่งชาวพุทธควรประพฤติปฏิบัตใหไดเปนอยางนอย แตสภาวการณที่ยังคง ิ ปรากฏ ชาวพุทธยังมีการลวงละเมิดเบญจศีลกันอยูมาก ไดแก ไมละเวนจากการฆาการเบียดเบียน ทังตนเองและผูอื่นสัตวอื่น ไมงดเวนจากการลักขโมยและการฉอโกงในรูปแบตาง ๆ ไมงดเวนจาก ้ การประพฤติผิดทางเพศ ไมงดเวนจากการดืนสุราเครื่องดองของเมา และสิ่งเสพติดใหโทษตาง ๆ ่ ซึ่งพฤติกรรมการลวงละเมิดตอตนเองและผูอื่นเหลานี้ ถือไดวาเปนตนตอเปนสาเหตุใหญทีเดียว ที่ ทําใหสังคมไทยตองประสบกับชะตากรรมความเดือดรอนทั้งหลาย โดยที่สังคมชาวพุทธหารูไมวา เปนผลพวงของวิบากกรรมที่ปจเจกบุคคลไดกระทําไวดวยตนเองในอดีต และในปจจุบันเมื่อไม สรางเหตุแหงกรรมดีไว ยอมจะตองไดรับผลที่ไมดอันเนื่องมาจากเหตุแหงกรรมที่ทํามาไมดี ี
49.
49 เชนกัน ดังเชน การลวงละเมิดเบญจศีลขอใดขอหนึ่ง
หรือทั้งหมด ปจเจกบุคคล รวมถึงสังคม ยอมจะไดรับโทษทัณฑตาง ๆ เชนกัน ดังที่กลาวไปแลว เพราะฉะนัน ผูเขียนเห็นวา การที่จะแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ตองแก ้ ที่ตนเหตุจึงจะเปนการแกปญหาที่ตรงประเด็น เพราะถาแกปญหาที่ปลายเหตุ ปญหาตาง ๆ จะยุติ ชั่วคราวและยอมจะเกิดขั้นอีกแนนอนจนลุกลามกลายเปนปญหาใหญที่ยุติไมไดอีกตอไป ดังเชน การแกไขปญหาทีใชอยูในสังคมไทย เพื่อเปนการยุติปญหาอยางถาวรในอนาคต จึงจําเปนอยางยิ่ง ่ ที่จะตองทราบสาเหตุที่เกิดของปญหา เมื่อทราบวาปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปจจุบน เกิดจาก ั ภาวะจิตใจของผูคนขาดศาลธรรม ศีลธรรมไดหางหายไปจากสังคมไทยซึ่งเปนสังคมชาวพุทธ เพราะขาดความรูความเขาใจจึงไมมีการประพฤติปฏิบัติกนอยางจิรงจังในหลักเบญจศีลเบญจธรรม ั ในงานเขียนนี้ ผูเขียนจึงไดเสนอกลวิธีตาง ๆ ถึง 12 ขอ เพื่อชักนําใหปจเจกบุคคลไดเปน แนวทางปฏิบัติ และสามารถเปนแนวทางใหสังคมโดยทั่วไปประพฤติปฏิบัติตามไดดวย เชน กลวี การกระตุน ชักชวน ใหชาวพุทธไดตระหนักและใหเห็นความสําคัญของความเปนชาวพุทธวา จะตองมีพื้นฐานความรูความเขาใจที่ถกตองเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อาทิ หลัก ู เบญจศีลเบญจธรรม เปนอยางนอย เพื่อจักไดนํามาประพฤติปฏิบัติในชีวตจริงไดถูกตอง โดย ิ ชี้ใหเห็นถึงโทษภัยที่ไดรับจากการลวงละเมิดเบญจศีล และแสดงประโยชนที่จะไดรับเมื่อสามารถ รักษาเบญจศีลและประพฤติตามเบญจธรรมไดแลว หรือกลวิธีการสรางความรูความเขาใจใหและ สงเสริมใหมีการประพฤติปฏิบัติตามหลักเบญจศีลเบญจธรรมกันอยางจริงจังในกลุมชาวพุทธผูเปน หัวหนาของชุมชนในสังคมทุกระดับ เพราะเมื่อหัวหนาหรือผูนําในสังคมมีความประพฤติเชนไร แนวโนมที่สมาชิกในสังคมยอมจะมีความประพฤติพลอยตามนั้นยอมจะมีความเปนไปไดมาก และ ในกระบวนการปฏิบัติ บุคคลผูมีบทบาทที่สําคัญคือ พระสงฆ และชาวพุทธผูที่เปนปญญาชน ทั้งหลาย จะตองเปนตัวขับเคลื่อนที่สําคัญยิ่งในการเปนผูนํารองทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ฯลฯ ฉะนั้น เมื่อชาวพุทธสามารถนําหลักเบญจศีลนี้มายึดถือปฏิบัติได ยอมจะสงผลใหสังคมไทยทุก ระดับไดพบกับแสงสวางแหงชีวิต และเกิดมิติใหม ๆ ในทางที่ดีอยางแนนอน 5.2 ขอเสนอแนะ 1. บุคคลผูเปนหัวหนาหรือผูนําประเทศ เชนรัฐบาลซึ่งสวนใหญเปนชาวพุทธจะตองเกิด การตื่นตัวและตระหนักในหนาที่ที่สําคัญของความเปนชาวพุทธ โดยการสรางปญญาคือความรู ความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับหลักธรรมในการครองชีวิตและประพฤติปฏิบัติตนใหไดกอน เพื่อเปน แบบอยางที่ดีแกบุคคลผูอยูในปกครองของตนซึ่งเปนชาวพุทธดวยกัน 2. พระสงฆวึ่งเปนผูนําทางจิตวิญญาณในสังคม ควรจะตั้งใจใฝศึกษาในหลักธรรมคําสอน และประพฤติปฏิบัติตนใหเปนแบบอยางของสังคมเชนกัน
50.
50
3. ชาวพุทธระดับปญญาชน ซึ่งถือวาเปนผูมีความรูความเขาใจในหลักธรรมทางศาสนา เปนอยางดี เปนบุคคลอีกกลุมหนึ่งซึ่งจะตองเปนเจติแบบอยางในการประพฤติปฏิบัติของชาวพุทธ ทั้งหลายในสังคม 4. บุคคลทั้งสอลกลุมในขอ 1 และขอ 2 จะตองเปนผูที่มบทบาทเปนอยางมากในการชวย ี ชี้แนะแนวทาง เพื่อชักนําสังคมไทยใหเห็นคุณและโทษจากการลวงละเมิดและการประพฤติปฏิบัติ ตามเบญจศีลเบญจธรรม 5. กลวิธีและมาตรการตาง ๆ ในการแกไขปญหาอันเนื่องมาจากการสงเสริมศีลธรรม จะตองถูกนํามาใชอยางจริงจังและติดตามผลอยางตอเนื่อง เพื่อจะไดบังเกิดผลเปนความจริง อันจะ ทําใหสังคมไทยปลอดภัยจากปญหาตาง ๆ ทําใหสังคมมีวิถีชีวิตที่ดขึ้นและมีความสงบสุขอยาง ี ถาวร
Download