มนต์ พธี
      ิ
Digital Edition
by Phra Mick Ratanapanyo Bhikkhu
       Version: 2012-10-24
สารบัญ
1. ทาวัตรเช้ า
2. คาถาพระโมคคัลลาน์ ดับไฟนรก
3. ตังขะณิปัจจะเวกขะณะวิธี
4. ธาตุปฎิกูละปั จจะเวกขะณะวิธี
5. ปั ตติทานะคาถา
6. ทาวัตรเย็น
7. คาถาพระโมคคัลลาน์ ต่อกระดูก
8. นมัสการพระอะระหันต์ ๘ ทิศ
9. สามเณรสิกขา
10. อะตีตะปั จจะเวกขะณะวิธี
11. กรวดนาอิมินา
            ้
12. ติโลกะวิชะยะราชะปั ตติทานะคาถา
13. คาถาบูชาดวงชาตา
14. ทาวัตรพระ
15. เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ
16. โคตะมะกะเจติยะธัมมะปะริยาโย
17. มะหาการุ ณิโก
18. สีลุทเทสะปาฐะ
19. ตายะนะคาถา
20. วันทามิ
21. วันทาใหญ่
22. วันทาบทใหญ่
23. วันทาบทเช้ า
24. เทวธรรม
25. อุณ์หสสะวิชชะยะคาถา
          ิ
26. ปั พพะโตปะมะคาถา
     27. อิริยะธะนะคาถา
     28. บทขัดธัมมะนิยามะสุตตัง
     29. ธัมมะนิยามะสุตตัง
     30. ติลักขะณาทิคาถา
     31. ปะฏิจจะสะมุปปาทะปาฐะ
     32. พุทธะอุทานะคาถา
     33. ภัทเทกะรั ตตะคาถา
     34. ปฐมพุทธะวะจะนะ
     35. อภิธัมมนิทาน
     36. ท้ ายมะหาสะมะยะสูตร
     37. ท์ วัตติงสาการะปาโฐ
     38. สุริยะปะริตตะปาโฐ(ย่ อ)
     39. คาถาหว่ านทราย
     40. คาถาโพธิบาท
     41. คาถามงคลจักรวาฬแปดทิศ
     42. เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะริทีปิกาคาถา
     43. ภาระสุตตะคาถา
---------------------------------------------------------------------
     44. ชุมนุมเทวดา
     45. นะมะการะสิทธิคาถา
     46. สัมพุทเธ
     47. นะโมการะอัฏฐะกะ
     48. บทขัดมังคะละสุตตัง
     49. มังคะละสุตตัง
     50. บทขัดระตะนะสุตตัง
     51. ระตะนะสุตตัง
52. บทขัดกะระณียะเมตตะสุตตัง
53. กะระณียะเมตตะสุตตัง
54. บทขัดขันธะปะริตตะคาถา
55. ขันธะปะริตตะคาถา
56. ฉัททันตะปะริตตัง
57. บทขัดโมระปะริตตัง
58. โมระปะริตตัง
59. บทขัดวัฏฏะกะปะริตตัง
60. วัฏฏะกะปะริตตัง
61. บทขัดธะชัคคะปะริตตัง ธะชัคคะสุตตัง
62. ธะชัคคะปะริตตัง_ธะชัคคะสุตตัง
63. บทขัดอาฏานาฏิยะปะริตตัง
64. อาฏานาฏิยะปะริตตัง
65. บทขัดอังคุลมาละปะริตตัง
               ิ
66. อังคุลมาละปะริตตัง
          ิ
67. บทขัดโพชฌังคะปะริตตัง
68. โพชฌังคะปะริตตัง
69. บทขัดอะภะยะปะริตตัง
70. อะภะยะปะริตตัง
71. เทวะตาอุยโยชะนะคาถา
72. บทขัดชะยะปะริตตัง
                    ฺ
73. ชะยะปะริตตัง
74. ระตะนัตตะยัปปะภาวาภิยาจะนะคาถา
75. ระตะนัตตะยัปปะภาวะสิทธิคาถา
76. สุขาภิยาจะนะคาถา
77. มงคลจักรวาฬใหญ่
78. บทขัดธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตร
79. ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง
  80. บทขัดอะนัตตะลักขะณะสุตร
  81. อะนัตตะลักขะณะสุตตัง
  82. บทขัดอาทิตตะปะริยายะสุตร
  83. อาทิตตะปะริยายะสุตตัง
  84. คาถาพ่ นตาแดงตาเจ็บ

สามภาณ
  85. มะหากัสสะปะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ
  86. มะหาโมคคัลลานะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ
  87. มะหาจุนทะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ
  88. ยาอายุยืน
  89. คิริมานันทะสุตตะปาโฐุ
  90. บทขัดมัคคะวิภังคะสูตร
  91. มัคคะวิภังคะสุตตัง
  92. บทขัดสติปัฏฐานะปาฐะ
  93. สะติปัฏฐานะปาโฐ
  94. พระวินัย
  95. พระสูตร
  96. พระสังคิณี
  97. พระวิภังค์
  98. พระธาตุกะถา
  99. พระปุคะละปั ญญัตติ
  100.       พระกะถาวัตถุ
  101.       พระยะมะกะ
  102.       พระมะหาปั ฏฐาน
  103.       บังสุกุลตาย
104.   บังสุกุลเป็ น
105.   ธัมมะสังคิณีมาติกา
106.   วิปัสสะนาภูมิปาฐะ
107.   ถวายพรพระ
108.   พาหุง
109.   มะหาการุ ณิโก
110.   ยะถา วาริวะหา
111.   สัพพีตโยิ
112.   มงคลจักรวาฬน้ อย
113.   มงคลจักรวาฬน้ อย (ย่ อ)
114.   เกณิยานุโมทะนาคาถา
115.   กาละทานะสุตตะคาถา
116.   ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาค
117.   อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา
118.   โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา
119.   อาฏานาฏิยะปะริตตัง (ย่ อ)
120.   เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา
121.   เทวะตาภิสัมมันตะนะคาถา
122.   อาทิยะสุตตะคาถา
123.   วิหาระทานะคาถา
124.   อนุโมทนารั มภคาถาแปล
125.   สามัญญานุโมทนาคาถาแปล
126.   มงคลจักรวาฬน้ อยแปล
127.   กาละทานะสุตตะคาถาแปล
128.   ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาคแปล
129.   โภชนทานานุโมทนาคาถาแปล
130.   เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทนาคาถาแปล
131.   เทวะตาภิสัมมันตนคาถาแปล
132.   อาทิยะสุตตะคาถาแปล
133.   วิหาระทานะคาถาแปล
134.   ภะวะตุสัพพ์ แปล
135.   คาถาปองกันภัย
             ้
136.   คาถาสวดมาฆะบูชา
137.   บทขัดโอวาทปาฏิโมกข์
138.   โอวาทะปาฏิโมกขาทิปาโฐ
139.   คาถาสวดวิสาขะบูชา
140.   คาถาขอฝน
141.   คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัย
142.   คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน
143.   คาถาบูชาพระพุทธสิหงค์
                           ิ
144.   พระคาถาชินบัญชรสูตร
145.   คาถาอาวุธ
146.   คาพินทุผ้า
147.   คาอธิษฐาน
148.   คาเสียสละ
149.   คาคืน
150.   คาวิกัปป์
151.   คาถอน
152.   คาอธิษฐานเข้ าพรรษา
153.   คาปวารณาออกพรรษา
154.   คาขอขมาโทษ
155.   คาอนุโมทนากฐิน
156.   คาลาสิกขา
157.   คาแสดงตนเป็ นอุบาสก
158.   วิธีแสดงอาบัติ
159.   กิจวัต
160.   ภิกษุไม่ ควรฉันเนือ
                         ้
161.   คาให้ ศีล
162.   คาบอกศักราชเทศนา
163.   พิธีบวช
164.   คาถาคาดปูน
165.   วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบอุกาสะ
166.   วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบเอสาหัง
167.   คาขอบรรพชานาคคู่
168.   คาถาคัดเลือด
169.   แบบสวดกรรมวาจากในอุปสมบทกรรม
170.   คาสมมติตนเพื่อสอนซ้ อม
171.   คาสอนซ้ อม
172.   คาขอเรี ยกอุปสัมปทาเปกขะเข้ ามา
173.   คาพระอุปัชฌายะกล่ าวเผดียงสงฆ์
174.   คาสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม
175.   คาถามอันตรายิกธรรม
176.   กรรมวาจาอุปสมบท
177.   สาหรั บนาคคู่
178.   คาสวดสมมติและคาสอนซ้ อม
179.   คาขอเรี ยกอุปสัมปทาเปกขะเข้ ามา
180.   คาสมมติและคาถามอันตรายิกธรรม
181.   คาอุปัชฌายะพึงกล่ าวเผดียงสงฆ์
182.   คาสวดกรรมวาจาอุปสมบท
183.   คาบอกอนุศาสน์
184.   ยาแก้ พษคางคก
                ิ
185.   คาขอบวชชี
186.   กฐิน
187.   คาสัตตาหะ
188.   ปริวาสกรรม
189.   คาถาทานามนต์ ให้ ขายของดี
                  ้
190.   คาสมาทานธุดงค์
191.   กรรมวาจาเนื่องด้ วยสีมา
192.   พิธีการทาบุญ
193.   การประเคนของพระ
194.   การแสดงความเคารพพระ
195.   วิธีไหว้ ๕ ครั ้ง
196.   พิธีรักษาอุโบสถศีล
197.   คาอารธนา บูชา ภาวนา ถวาย
198.   คาอาราธนาศิล ๕
199.   คาอาราธนาพระปริตร
200.   คาอาราธนาธรรม
201.   คาถวายข้ าวพระพุทธ
202.   คาลาข้ าวพระพุทธ
203.   คาถวายสังฆทาน
204.   คาอปโลกน์ สังฆทาน
205.   คาถวายสลากภัตต์
206.   คาถวายข้ าวสาร
207.   คาถวายผ้ าวัสสิกสาฏก (ผ้ าอาบนาฝน)
                                      ้
208.   คาถวายผ้ าป่ า
209.   คาถวายดอกไม้ ธูปเทียนเพื่อบูชา
210.   คาถวายกระทงสาหรั บลอยประทีป
211.   คาภาวนาเมื่อยกมือไหว้ พระ
212.   คาอธิษฐานเมื่อจบของต่ างๆถวายพระ
213.   คาอาราธนาพระเครื่ อง
214.   คาภาวนาเวลาก่ อพระเจดีย์ทราย
215.   คาภาวนาเวลาไปเยื่ยมศพ
216.   คาภาวนาเวลารดนาศพ     ้
217.   คาถวายผ้ าไตรอุทศแก่ ผ้ ูตาย
                           ิ
218.   คาภาวนาเวลาทอดผ้ าหน้ าศพ
219.   คากรวดนาแบบสัน
                  ้      ้
220.   ปวารณาบัตร
221.   คาบูชาพระพุทธเจ้ า
222.   คาจบขันข้ าวใส่ บาตร
223.   คาจบเงินทาบุญ
224.   คาถวายเครื่ องสังเวยพระภูมิ
225.   คาลาเครื่ องสังเวยพระภูมิ
226.   คาบูชาพระภูมิด้วยดอกไม้ ธูปเทียนหรื อพวงมาลัย
227.   คาอธิษฐานปิ ดทองลูกนิมิต
228.   คาถวายคัมภีร์พระธรรม
229.   คาถวายเวจกุฏิ
230.   คาถวายยาบาบัดความป่ วยไข้
231.   คาถวายพระพุทธรู ป
232.   คาถวายเสนาสนะ กุฏิ วิหาร
ทาวัตรเช้ า

โย โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ,
สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,
สุ ปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ,
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสั งฆัง
อิเมหิ สั กกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิ เตหิ อะภิปูชะยามะ,
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุ จิระปะรินิพพุโตปิ ,
ปัจฉิมาชะนะตานุกมปะมานะสา,
                    ั
อิเม สั กกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ.
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ ฯ
..........อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา,
..........พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ( กราบ )
..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโธ,
..........ธัมมัง นะมัสสามิ. ( กราบ )
..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ,
..........สั งฆัง นะมามิ. ( กราบ )
(นา) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง
..........กะโรมะ เส ฯ
(รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
(นา) หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ
(รับ) โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ, วิชชาจะระณะ-
สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา
เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง
สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สั สสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะ
นุสสั ง สะยัง อะภิญญา สั จฉิกตวา ปพเวเทสิ . สาตถัง
                                ั
อาทิกลยาณัง มัเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาคยัง
       ั
สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง
                              ุ
ปะกาเสสิ . ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูขะยามิ, ตะมะหัง ภะคะวันตัง
สิ ระสา นะมามิ ฯ
.......... .......... .......... ..........(กราบ)
(นา) หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ
(รับ) โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก
เอหิปัสสิ โก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ. ตะมะหัง
ธมมัง อะภิปูชะยามิ, ตะมะหัง ธัมมัง สิ ระสา นะมามิ.
.......... .......... .......... ..........(กราบ)
(นา) หันทะ มะยัง สั งฆาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ
(รับ) โย โส สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต
สาวะกะสั งโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ยะทิทง   ั
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต
สาวะกะสั งโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญบะลีกะระณีโย,
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ. ตะมะหัง สั งฆัง อะภิปูชะยามิ,
ตะมะหัง สั งฆัง สิ ระสา นะมามิ ฯ
.......... .......... .......... ..........(กราบ)
.......... .......... .........ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา
.......... .......... .......... ......(นั่งพับเพียบ)
(นา) หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สั งเวคะ
(นา) วัตถุปะริทปะกะปาฐัญจะ ภะณามะ เส ฯ
                  ี
(รับ) พุทโธ สุ สุทโธ กะรุณามะหัณณะโว
..........โยจจันตะสุ ทธัพพะระญาณะโลจะโน
..........โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก
..........วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง
..........ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สั ตถุโน โย
..........มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก
..........โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน
..........วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง
..........สั งโฆ สุ เขตาภยะติเขตตะสั ญญิโต
..........โย ทิฏฐะสั นโต สุ คะตานุโพธะโก
..........โลลัปปะหีโน อะริโย สุ เมธะโส
..........วันทามิ สั งฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง
..........อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง
..........วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง
..........ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สั พพุปัททะวา
..........มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิ ทธิยา ฯ
..........(ถ้ ามีเวลาพอ ให้ สวด สั งเวคะปะริกตตะนะปาฐะ ต่ อไปนี)
                                             ิ                 ้
..........อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ
ธัมโม จะ เทสี โต นิยยานิโก อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก
สั มโพธะคามี สุ คะตัปปะเวทิโต มะยันตัง ธัมมัง สุ ตวา เอวัง
ชานามะ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุ ปายาสาปิ ทุกขา อัปปิ เยหิ สั มปะโยโค
ทุกโข ปิ เยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิ จฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ
ทุกขัง สั งขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เสยยะถีทง  ั
รู ปูปาทานักขันโธ เวทะนูปาทานักขันโธ สั ญญูปาทานักขันโธ,
สั งขารู ปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ เยสั งปะริญญายะ,
ธะระมาโน โส ภะคะวา เอวัง พะหุลง สาวเก วิเนติ เอวัง
                                     ั
ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา
ปะวัตตะติ รู ปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สั ญญา อะนิจจา
สั งขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจา รู ปัง อะนัตตา เวทะนา
อะนัตตา สั ญญา อะนัตตา สั งขารา อะนัตตา วิญญาณัง อะนัตตา
สั พเพ สั งขารา อะนิจจา สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ เต มะยัง
โอติณณามหะ ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ
โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา
อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา
ปัญญาเยถาติ จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ
อะระหันตัง สั มมาสั มพุทธัง, สั ทธา อะคารัส์มา อะนะคาริยัง
ปัพพะชิตา, ตัส์มิง ภะคะวาติ พรัหมะจะริขัง จะรามะ
ภิกขุนัง สิ กขาชีวะสะมาปันนา, ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ
เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สั งวัคคะตุติ ฯ
..........(สามเณรสวดพึงลดคาว่ า ภิกขุนัง สิ กขาสาชีวะสะมาปันนา
ทีอกษรสี แดงออกเสี ย ถ้ าคฤหัสถ์ สวด ตั้งแต่ อิธะ ตะถาคะโต จนถึง
   ่ั
ปัญญาเยถาติ แล้วสวดดังนี้ จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง
สะระณัง คะตา ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ตัสสะ ภะคะวะโต
สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิ กะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ
สา สา โน ปะฏิปัตติ อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
อันตะกิริยายะ สั งวัตตะตุติ ฯ อนึ่ง ถ้ าสตรีสวด เต มะยัง นั้น ให้
แปลงเป็ น ตา มะยัง บทว่ า ปะรินิพพานิโก มีในฉบับ สี หฬ เป็ น
ปะรินิพพายิโก ฉะนีทกแห่ ง)
                     ้ ุ
คาถาพระโมคคัลลาน์ ดับไฟนรก

     เถโร โมคคัลลาโน นะระกัตตัง โลหะกุมภี
            ทิส์วา อัคคีปัตติ กัมปะติ

คาถานี้ ใช้ ดับพิษไฟสารพัด หายสิ้น ไม่ ร้อน ไม่ พอง
ตังขะณิปัจจะเวกขะณะวิธีี

(นา) หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ
(รับ) ปะฎิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฎิเสวามิ, ยาวะเทวะ สี ตัสสะ
ปะฎิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฎิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะ-
สิ ริงสะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาเทวะ หิริโกปิ นะปะฏิจฉา-
ทะนัตถัง ฯ
..........ปะฏิสังขา โยนิโส ปิ ณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เนวะ ท์วายะ
นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ
กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุ ปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะ,
อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ
อุปปาเทสสามิ, ยาต์ รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ
ผาสุ วิหาโร จาติ ฯ
..........ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สี ตัสสะ
ปะฏิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริง-
สะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง
ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ
..........ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขารัง
ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง
ปะฏิฆาตายะ, อัพ์ยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
ธาตุปฎิกูละปั จจะเวกขะณะวิธี

(นา) หันทะ มะยัง ธาตุปฎิกูละปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ
(รับ) ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง     ั
จีวะรัง ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสั ตโต
นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พพานิ ปะนะ อิมานิ จีวะรานิ อะชิคุจฉะนียานิ
อิมัง ปุติกายัง ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ
..........ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง     ั
ปิ ณฑะปาโต ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก
นิสสั ตโต นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พโพ ปะนายัง ปิ ณฑะปาโต
อะชิคุจฉะนีโย อิมัง ปุติกายัง ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ
..........ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง       ั
เสนาสะนัง ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสั ตโต
นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พพานิ ปะนะ อิมานิ เสนาสะนานิ อะชิคุจฉะนียานิ
อิมัง ปุติกายัง ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ
..........ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง         ั
คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขาโร ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคะโล
ธาตุมัตตะโก นิสสั ตโต นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พโพ ปะนายัง
คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขาโร อะชิคุจฉะนีโย อิมัง ปุติกายัง
ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ
..........(เมื่อจบบท ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธีแล้ว มีการสวดมนต์
บทต่ างๆ เช้ าละ ๑ บทบ้ าง ๒ บทบ้ าง หมุนเวียนกันไป แล้วจึงขึนบท
                                                              ้
ปัตติทานะคาถา ต่ อไปนีเ้ ป็ นบทสุ ดท้าย)
ปั ตติทานะคาถา

(นา) ..........หันทะ มะยัง ปัตติทานะ คาถา โย ภะณามะ เส ฯ
(รับ) ..........ยา เทวะตา สั นติ วิหาระวาสิ นี
.......... .........ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง
.......... .........ตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา
.......... .........โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมัณฑะเล
.......... .........เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว
.......... .........สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา
.......... .........คามา จะ เทสา นิตะมา จะ อิสสะรา
.......... .........สั ปปาณะภูตา สุ ขิตา ภะวันตุ เต
.......... .........ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสั มภะวา
.......... .........สั งเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา
.......... .........นิยยานิกง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต
                             ั
.......... .........สั พเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สั งขะยัง ฯ
 ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม            ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา
 สั งโฆ โหตุ สะมัคโค วะ            อัตถายะ จะ หิตายะ จะ
 อัมเห รักขะตุ สั ทธัมโม           สั พเพปิ ธัมมะจาริโน
 วุฑฒิง สั มปาปุเณยยามะ            ธัมเม อะริยัปปะเวทิเต ฯ
 ..........ปะสั นนา โหนตุ สั พเพปิ ปาณิโน พุทธะสาสะเน
 สั มมา ธารัง ปะเวจฉันโต           กาเล เทโว ปะวัสสะตุ
 วุฑฒิภาวายะ สั ตตานัง             สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง
 มาตา ปิ ตา จะ อัต์ระชัง           นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง
 เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน              ปะชัง รักขันตุ สั พพะทา ฯ
ทาวัตรเย็น

โย โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ,
สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,
สุ ปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ,
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสั งฆัง
อิเมหิ สั กกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิ เตหิ อะภิปูชะยามะ,
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุ จิระปะรินิพพุโตปิ ,
ปัจฉิมาชะนะตานุกมปะมานะสา,
                    ั
อิเม สั กกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ.
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ ฯ
..........อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา,
..........พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ( กราบ )
..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโธ,
..........ธัมมัง นะมัสสามิ. ( กราบ )
..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ,
..........สั งฆัง นะมามิ. ( กราบ )
(นา) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัญเจวะ
.......พุทธานุสสะตินะยัญจะ กะโรมะ เส ฯ
(รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
.......นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
.......นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
.......ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุค-
คะโต อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะสั ม-
ปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา -
เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
(นา) หันทะ มะยัง พุทธาภิคติ กะโรมะ เส ฯ
                              ี
(รับ) ...........พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต
.....................สุ ทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต
.....................โพเธสิ โย สุ ชะนะตังกะมะลังวะ สู โร
.....................วันทามะหัง ตะมะระณัง สิ ระสา ชิเนนทัง
    พุทโธ โย สั พพะปาณีนัง            สะระณัง เขมะมุตตะมัง
    ปะฐะมานุสสติฏฐานัง                วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง
    พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี ) วะ.... พุทโธ เม สามิกสสะโร
                                                       ิ
    พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ            วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
    พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ             สะรีรัญชีวิตัญจิทง ั
    วันทันโตหัง จะริสสามิ             พุทธัสเสวะ สุ โพธิตัง
    นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง           พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
    เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ              วัฑเฒยยัง สั ตถุสาสะเน
    พุทธัง เม วันทะมาเนนะ             ยังปุญญัง ปะสุ ตัง อิธะ
    สั พเพปิ อันตะระยา เม             มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา
                        (กราบหมอบลงว่ า)
   .......... ..........กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสา วา
   .......... .......... พุทเธ กุกมมัง ปะกะตัง มะยายัง
                                    ั
   .......... .......... พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะ ยันตัง
   .......... .......... กาลันตะเร สั งวะริตุง วะพุทเธ
   .......... ................. ..........(นั่งคุกเข่ าว่ า)
   (นา) หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
   (รับ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิ-
   ปัสสิ โก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ ฯ
   (นา) หันทะ มะยัง ธัมมาภิคติง กะโรมะ เส ฯ
                                  ี
(รับ) ..........สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย
  .....................โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท
  .....................ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี
  .....................วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง
    ธัมโม โย สั พพะปาณีนัง......... สะระณัง เขมะมุตตะมัง
    ทุติยานุสสะติฏฐานัง             วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง
    ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส วะ           ธัมโม เม สามิกสสะโร
                                                     ิ
    ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ          วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
    ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ           สะรีรัญชีวิตัญจิทง ั
    วันทันโตหัง จะริสสามิ           ธัมมัสเสวะ สุ ธัมมะตัง
    นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง         ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
    เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ            วัฑเฒยยัง สั ตถุ สาสะเน
    ธัมมัง เมวันทะมาเนนะ            ยัง ปุญญัง ปะสุ ตัง อิธะ
    สั พเพปิ อันตะรายา เม           มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา
.......... .......... ..........(หมอบกราบพูด)
.......... ..........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
.......... ..........ธัมเม กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
                               ั
.......... ..........ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
.......... ..........กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ ธัมเม ฯ
.......... .......... ..........(นั่งคุกเข่ าว่ า)
(นา) หันทะ มะยัง สั งฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
(รับ) สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะ-
วะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ
                                                   ั
ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
อายุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง
  ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ ฯ
  (นา) หันทะ มะยัง สั งฆาภิคติง กะโรมะ เส)
                                 ี
  (รับ) ............สั ทธัมมะโช สุ ปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต
  .......... ..........โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสั งฆะเสฏโฐ
  .......... ..........สี ลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต
  .......... ..........วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุ สุทธัง
      สั งโฆ โย สั พพะปาณีนัง          สะระณัง เขมะมุตตะมัง
      ตะติยานุสสะติฏฐานัง              วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง
      สั งฆัสสาหัสมิ ทาโส วะ           สั งโฆ เม สามิกสสะโร
                                                        ิ
      สั งโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ          วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
      สั งฆัสสาหัง นิยยาเทมิ           สะรีรัญชีวิตัญจิทง ั
      วันทันโตหัง จะริสสามิ            สั งฆัสโสปะฏิปันนะตัง
      นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง          สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง
      เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ             วัฑเฒยยัง สั ตถุ สาสะเน
      สั งฆัง เม วันทะมาเนนะ           ยัง ปุญญัง ปะสุ ตัง อิธะ
      สั พเพปิ อันตะรายา เม .......... มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา ฯ
                          (กราบหมอบลงว่ า)
                      กาเยนะ วาจายะ เจตะสา วา
                   สั งเฆ กุกมมัง ปะกะตัง มายา ยัง
                             ั
                   สั งโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
                   กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ สั งเฆ ฯ
                             (นั่งพับเพียบ)
...........(สตรีเล่าบ่ นและสวดแปลกอย่ างนี้ พุทธัสสาหัส์มิ ทาสี วะ ฯ
ธัมมัสสาหัส์มิ ทาสี วะ ฯ สั งฆัสสาหัส์มิ ทาสี วะ ฯ วันทันตีหัง ฯ พุทธัง
เม วันทะมานายะ ฯ ธัมมัง เม วันทะมานายะ ฯ สั งฆัง เม วันทะมานายะ
ถ้ าคฤหัสถ์ ท้งบุรุษสตรีสวดมีความรังเกียจด้ วยอสภาวะนิรุตินิ่ง
              ั
อยู่ บุรุษจะสวดว่ า วันทะมาโน จะริสสามิ สตรีจะสวดว่ า วันทะมานา
จะริสสามิ ดังนีพร้ อมกันไป ดัง คะโต คะตา ฉะนั้นก็ควร ก็แปลว่ า
                  ้
ไหว้ อยู่เหมือนกัน)
คาถาพระโมคคัลลาน์ ต่อกระดูก..



        เถโร โมคคัลลาโน อันตะระธายิต์วา
        ภูมิสุขุมัง ปะระมาโน ภะคะวะโต
        อิทธิยา อัตตะโน สะรีเรมังสั งโลหิตัง



คาถาบทนีใช้ ภาวนาได้ ทกๆวัน วันละ ๑๐๘ คาบ
           ้            ุ
กันสารพัดอันตรายทั้งปวง ใช้ เสกปูนทาเป่ าพ่ นสารพัด
ถ้ าจะคัดเลือดให้ ภาวนา ๗ ที คัดเลือดหยุดไหลแล
นมัสการพระอะระหันต์ ๘ ทิศ

     (นา) หันทะ มะยัง สะระภัญเญนะ พุทธะมังคะละคาถาโย ภะนามะ เส ฯ
(รับ) สั มพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ............................ นิสินโน เจวะ มัชฌิเม
..........โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ                           อาตะเณยเย จะ กัสสะโป
..........สารีปตโต จะ ทักขิเณ
                ุ                                         หะระติเย อุปาลี จะ
..........ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท                            พายัพเพ จะ คะวัมปะติ
..........โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร                           อิสาเณปิ จะ ราหุโล
..........อิเม โข มังคะลา พุทธา                           สั พเพ อิธะ ปะติฏฐิตา
..........วันทิตา เต จะ อัม์เหหิ                          สั กกาเรหิ จะ ปุชิตา
..........เอเตสั ง อานุภาเวนะ                             สั พพะโสตถี ภะวันตุ โน ฯ
                        อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง
                        นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง
                        ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง
                                         ุั
                        ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย ฯ
สามเณรสิกขา
                           บทขัดที่ ๑

    สั มพุทโธ โลเก อุปปันโน............ มะหาการุณิโก มุนิ
    ธัมมะจักกัง ปะวัตเตต์ วา            โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
    โลกัสสะ สั งคะหัง กาตุง             จะริต์วา โลกะจาริกงั
    ติวิธัง โลเก สั ทธัมมัง             สั มมะเทวะ ปะวัตติยัง
    อะนุปพเพนะ สาวัตถิง
            ุ                           ปัต์วา เชตะวะเน วะสั ง
    สามะเณรานัง นิสสายะ                 จิตตัง กะถานุสิกขิตุง
    อะนุญญาสิ ทะสะ สิ กขา               สามะเณเรหิ สิ กขิตุง
    สามะเณรานัง ทะสั งคัง               สิ กขาปะทัง ภะณามะเส
                    --------------------------
                             บทสวดที่ ๑
                            (สิ กขาบท ๑๐)
............อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, สามะเณรานัง ทะสะ สิ กขาปะทานิ
เตสุ จะ สามะเณเรหิ สิ กขิตุง, ปาณาติปาตา เวระมะณี, อะทินนาทานา
เวระมะณี, อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี, มุสาวาทา เวระมะณี สุ รา
เมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี, วิกาละโภชะนาเวระมะณี,
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี, มาลาคันธะวิเลปะนะธา-
ระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี, อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา
เวระมะณี, ชาตะรู ปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณีติ
                  --------------------------
                              บทขัดที่ ๒
   เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ............ สั ก์ยะปุตโต ปะนันทะสะ
   สามะเณโร กัณฏะโก นามะ             กัณฏะกิง ภิกขุณิง ทุสิ
ญัต์วา ตะมัตถัง ภะคะวา            ภิกขุนัญเญวะ สั นติกา
   อะนูญญาสิ โข นาเสตุง              สามะเณรัง ทะสั งคิกงั
   สามะเณรานัง นาสะนะ                การะณังคัง ภะณามะ เส
                  --------------------------
                          บทสวดที่ ๒
                        (นาสะนังคะ ๑๐)
อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, ทะสะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัง
สามะเณรัง นาเสตุง, กะตะเมหิ ทะสะหิ, ปาณาติปาตี โหติ, อะทินนาทา
ยี โหติ, อะพรัหมะจารี โหติ, มุสาวาที โหติ, มัชชะปายี โหติ,
พุทธัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, ธัมมัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, สั งฆัสสะ
อะวัณณัง ภาสะติ, มิจฉาทิฏฐิโก โหติ, ภิกขุณี ทูสะโก โหติ,
อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, อิเมหิ ทะสะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัง
สามะเณรัง นาเสตุนติ,
                 --------------------------
                              บทขัดที่
                                 ๓
   เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ............ สามะเณรา อะคาระวา
   ภิกขุสุ อัปปะติสสา เจ-              วะ อะสะภาคะวุตติกา
   ญัต์วา ตะมัตถัง ภะคะวา              ภิกขูนัญเญวะ สั นติกา
   อะนุญญาสิ ทัณฑะกัมมัง               กาตุง ปัญจังคิกสสะ จะ
                                                      ั
   สามะเณรานัง ทัณฑะกัมมะ              การะณังคัง ภะณามะ เส
                  --------------------------
                            บทสวดที่ ๓
                          (ทัณฑกรรม ๕)
 อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, ปัญจะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัสสะ
สามะเณรัสสะ ทัณฑะกัมมัง กาตุง, กะตะเมหิ ปัญจะหิ, ภิกขูนัง
 อะลาภายะ ปะริสักกะติ, ภิกขูนัง อะนัตถายะ ปะริสักกะติ, ภิกขูนัง
 อะนาวาสายะ ปะริสักกะติ, ภิกขู อักโกสะติ ปะริภาสะติ, ภิกขู ภิกขูหิ
 เภเทติ, อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, อิเมหิ ปัญจะหิ อังเคหิ สะมัน-
 นาคะตัสสะ สามะเณรัสสะ ทัณฑะกัมมัง กาตุนติ,

                   --------------------------

............(ต่ อจากนีมีการสวดมนต์ บทต่ างๆ วันละมากบ้ าง น้ อยบ้ าง พอ
                      ้
สมควรแก่เวลา หมุนเวียนเปลียนกันไป แล้วกลับมาสวด อัชชะ มะยา
                             ่
กับ อิมินา เป็ นบทสุ ดท้าย)
อะตีตะปั จจะเวกขะณะวิธี

(นา) หันทะ มะยัง อะตีตะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ
(รับ) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง, ตัง
ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ,
ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะ-
เทวะ หิริโกปิ นะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ
...........อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา โย ปิ ณฑะปาโต ปะริภุตโต,
โส เนวะ ท์วายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ,
ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุ ปะระติยา
พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ
นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาต์ รา จะ เม ภะวิสสะติ
อะนะวัชชะตา จะ ผาสุ วิหาโร จาติ ฯ
...........อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง,
ตัง ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ,
ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะ-
เทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ
...........อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา โย คิลานะปัจจะยะเภสั ช-
ชะปะริกขาโร ปะริภุตโต, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิ-
กานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพ์ยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
กรวดนาอิมินา
                                     ้

(นา) ..........หันทะ มะยัง อุททิสะนาธิฏฐานะ คาถาโย ภะณามะ เส ฯ
(รับ) ..........อิมินา ปุญญะกัมเมนะ         อุปัชฌายา คุณุตตะรา
..........อาจริยูปะการา จะ                  มาตา ปิ ตา จะ ญาตะกา (ปิ ยา มะมัง)
..........สุ ริโย จันทิมา ราชา              คุณะวันตา นะราปิ จะ
..........พรัหมะมารา จะ อินทา จะ            โลกะปาลา จะ เทวะตา
..........ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ             มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ
..........สั พเพ สั ตตา สุ ขี โหนตุ         ปุญญานิ ปะกะตานิ เม
..........สุ ขัง จะ ติวิธัง เทนตุ           ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง ฯ
.......... ..........อิมินา ปุญญะกัมเมนะ    อิมินา อุททิสเสนะ จะ
..........ขิปปาหัง สุ ละเภ เจวะ             ตัณหุปาทานะเฉทะนัง
..........เย สั นตาเน หินา ธัมมา            ยาวะ นิพพานะโต มะมัง
..........นัสสั นตุ สั พพะทา เยวะ           ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว
..........อุชุจิตตัง สะติปัญญา              สั ลเลโข วิริยัมหินา
..........มารา ละภันตุ โนกาสั ง             กาตุญจะ วิริเยสุ เม
..........พุทธาธิปะ วะโร นาโถ               ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม
..........นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ              สั งโฆ นาโถ ตะโร มะมัง
..........เต โสตตะมานุภาเวนะ                มาโรกาสั ง ละภันตุ มา ฯ
ติโลกะวิชะยะราชะปั ตติทานะคาถา

ยังกิญจิ กุสะลัง กัมมัง            กัตตัพพัง กิริยัง มะมะ
กาเยนะ วาจามะนะสา                  ติทะเส สุ คะตัง กะตัง
เย สั ตตา สั ญญิโน อัตถิ           เย จะ สั ตตา อะสั ญญิโน
กะตัง ปุญญะผะลัง มัยหัง            สั พเพ ภาคี ภะวันตุ เต
เย ตัง กะตัง สุ วิทตัง
                   ิ               ทินนัง ปุญญะผะลัง มะยา
เย จะ ตัตถะ นะ ชานันติ             เทวา คันต์ วา นิเวทะยุง
สั พเพ โลกัมหิ เย สั ตตา           ชีวันตาหาระเหตุกา
มะนุญญัง โภชะนัง สั พเพ........... ละภันตุ มะมะ เจตะสาติ ฯ
คาถาบูชาดวงชาตา



       นะโม เม สั พพะเทวานัง            สั พพะคะระหะ จะ เทวานัง
       สุ ริยัญจะ ปะมุญจะถะ             สะสิ ภุมโม จะ เทวานัง
       วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ             ชีโว สุ กะโร จะ มะหาลาภัง
       โสโร ราหูเกตุ จะ มะหาลาภัง       สั พพะ ภะยัง วินาสสั นติ
       สั พพะทุกขัง วินาสสั นติ         สั พพะโรคัง วินาสสั นติ
       ลักขะณา อะหัง วันทามิ สั พพะทา สั พเพเทวา มัง ปาลายันตุ สั พพะทา
       เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สั พพะโสตถื ภะวันตุเม ฯ



..............ปัจจุบัน นิยมการผูกดวงชาตาของตน เอาไว้ สาหรับสั กการบูชา เรียกกันว่ า
"ดวงพิชัยสงคราม" หรือมิฉะนั้นก็เอาดวงชาตาบรรจุไว้ ในฐานพระ เมื่อจะบูชาดวงชาตา
พึงว่ าคาถานีเ้ พื่อจะได้ เกิดลาภสั การะ เป็ นสุ ขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลเลิศล้นดีนักแล ฯ
ทาวัตรพระ

..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ
..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ


..........โย สั นนิสินโน วะระโพธิมูเล มารัง สะเสนัง สุ ชิตัง วิเชยยะ
สั มโพธิมาคัจฉิ อะนันตะญาโณ โลกุตตะโม ตัง ปะณะมามิ พุทธัง
เย จะ พุทธ อะตีตา จะ เย จะ พุทธา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ
เย พุทธา อะหัง วันทามิ สั พพะทา
..........อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะ-
สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา
เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
..........พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม สะระ-
ณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เม
ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง ปาทะปังสุ ง วะรุตตะมัง พุทเธ
โย ขะลิโต โทโส พุทโธ ขะมะตุ ตัง มะมัง
..........อัฏฐังคิโก อะริยะปะโถ ชะนานัง โมกขัปปะเวสายะ อุชู จะ
มัคโค ธัมโม อะยัง สั นติกะโร ปะณีโต นิยยานิโก ตัง ปะณะมามิ
ธัมมัง เย จะ ธัมมา อะตีตา จะเย จะ ธัมมา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา
จะ เย ธัมมา อะหัง วันทามิ สั พพะทา
..........ส์ วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิ-
ปัสสิ โก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ
..........ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม
สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ
โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง ธัมมัญจะ ทุวิธัง วะรัง
ธัมเม โย ขะลิโต โทโส ธัมโม ขะมะตุ ตัง มะมัง
..........สั งโฆ วิสุทโธ วะระทักขิเณยโย สั นตินท์ริโย สั พพะมะลัป-
ปะหิโน คุเณหิ เนเกหิ สะมิทธิปัตโต อะนาสะโว ตัง ปะณะมามิ สั งฆัง
เย จะ สั งฆา อะตืตา จะ เย จะ สั งฆา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย
สั งฆา อะหัง วันทามิ สั พพะทา
..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะ-
วะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ สามี-
จิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ
                                             ั
อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อาหุเนยโย
ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง
โลกัสสาติ
..........สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม
สะระณัง อัญญัง สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ
โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง สั งฆัญจะ ทุวิธุตตะมัง
สั งเฆ โย ขะลิโต โทโล สั งโฆ ขะมะตุ ตัง มะมัง
..........อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง
ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย.
                         ุั
เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ

..............เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง
วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑกัสสะ อาราเม ฯ ตัต์ระ โข
ภะคะวา ภิกขุ อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขุ
ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง ภะคะวา เอตะทะโวจะ
..............เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ
พะหุลกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ
        ี
สุ สะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกงขา ฯ กะตะเม เอกาทะสะ ฯ
                                         ั
สุ ขัง สุ ปะติ สุ ขัง ปะฏิพุชฌะติ ฯ นะ ปาปะกัง สุ ปินัง ปัสสะติ ฯ
มะนุสสานัง ปิ โย โหติ ฯ อะมะนุสสานัง ปิ โย โหติ ฯ เทวะตา
รักขันติ ฯ นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สั ตถัง วา กะมะติ ฯ ตุวะฏัง
จิตตัง สะมาธิยะติ ฯ มุขะวัณโณ วิปปะสี ทะติ ฯ อะสั มมุฬ์โห กาลัง
กะโรติ ฯ อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรัหมะโลกูปะโค โหติ ฯ
..............เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ
พะหุลกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ
          ี
สุ สะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกงขาติ ฯ อิทะมะโวจะ
                                             ั
ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขุ ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุนติ ฯ
โคตะมะกะเจติยะธัมมะปะริยาโย

อะภิญญายะ โข โส ภะคะวา ธัมมัง เทเสติ โน อะนะภิญญายะ
สะนิทานัง ธัมมัง เทเสติ โน อะนิทานัง สั ปปาฏิหาริยัง ธัมมัง เทเสติ
โน อัปปาฏิหาริยังตัสสะ โข ปะนะ ภะคะวะโต อะภิญญายะ ธัมมัง
เทสะยะโต โน อะนะภิญญายะ สะนิทานัง ธัมมัง เทสะยะโต โน
อะนิทานัง สั ปปาฏิหาริยัง ธัมมัง เทสะยะโต โน อัปปาฏิหาริยัง กะระ-
ณีโย โอวาโท กะระณียา อะนุสาสะนี อะลัญจะ ปะนะ โน ตุฏฐิยา
อะลัง อัตตะมะนะตายะ อะลัง โสมะนัสสายะ สั มมาสั มพุทโธ
ภะคะวา ส์ วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สุ ปะฏิปันโน สั งโฆติ ฯ
มะหาการุ ณิโก

มะหาการุณิโก นาโถ...................... อัตถายะ สั พพะปาณินัง
ปูเรต์ วา ปาระมี สั พพา                 ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                    มา โหนตุ สั พพุปัททะวา
มะหาการุณิโก นาโถ                       หิตายะ สั พพะปาณินัง
ปูเรต์ วา ปาระมี สั พพา                 ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                    มา โหนตุ สั พพุปัททะวา
มะหาการุณิโก นาโถ                       สุ ขายะ สั พพะปาณินัง
ปูเรต์ วา ปาระมี สั พพา                 ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                    มา โหนตุ สั พพุปัททะวา
สีลุทเทสะปาฐะ

..........ภาสิ ตะมิทง เตนะ ภะคะวาตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา
                    ั
สั มมาสั มพุทเธนะ สั มปันนะสี ลา ภิกขะเว วิหะระถะ สั มปันนะปาฏิ-
โมกขา ปาฏิโมกขะสั งวะระสั งวุตา วิหะระถะ อาจาระโคจะระสั มปันนา
อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาหายะ สิ กขะถะ สิ กขา-
ปะเทสู ติ ฯ ตัส์มาติหัมเหหิ สิ กขีตัพพัง สั มปันนะสี ลา วิหะริสสามะ
สั มปันนะปาฏิโมกขา ปาฏิโมกขะสั งวะระสั งวุตา วิหะริสสามะ อาจา-
ระโคจะระสั มปันนา อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ
สิ กขิสสามะ สิ กขาปะเทสู ติ ฯ เอวัญหิ โน สิ กขิตัพพัง ฯ
ตายะนะคาถา

ฉินทะ โสตัง ปะรักกัมมะ.................. กาเม ปะนุทะ พราหมะณะ
นัปปะหายะ มุนี กาเม                      เนกัตตะมุปะปัชชะติ
กะยิรา เจ กะยิราเถนัง                    ทัฬหะเมนัง ปะรักกะเม
สิ ถิโล หิ ปะริพพาโช                     ภิยโย อากิระเต ระชัง
อะกะตัง ทุกกะฏัง เสยโย                   ปัจฉา ตัปปะติ ทุกกะฏัง
กะตัญจะ สุ กะตัง เสยโย                   ยัง กัต์วา นานุตัปปะติ
กุโส ยะถา ทุคคะหิโต                      หัตถะเมวานุกนตะติ
                                                       ั
สามัญญัง ทุปปะรามัตถัง                   นิระยายุปะกัฑฒะติ
ยังกิญจิ สิ ถิลง กัมมัง
               ั                         สั งกิลฏฐัญจะ ยัง วะตัง
                                                ิ
สั งกัสสะรัง พรัหมะจะริยัง               นะ ตัง โหติ มะหัปผะสั นติ ฯ
วันทามิ
วัทามิ เจติยัง สั พพัง         สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง
สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง....... พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา ฯ
               --------------------------
  วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระติณณัง
  ตืโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง
  โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสั ง
  เฉต์ วานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตัง ฯ
  ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น จะ ตีเร
  ยัง สั จจะพันธะคิริเก สุ มะนาจะลัคเค
  ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร มุนิโน จะ ปาทัง
  ตัง ปาทะลัญชะนะมะหัง สิ ระสา นะมามิ ฯ
  สุ วัณณะมาลิเก สุ วัณณะปัพพะเต
  สุ มะนะกูเฏ โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา
  ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต ฯ
  ............อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง
  ............นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง
  ............ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง
                                ุั
  ............ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย ฯ
  อามันตะยามิ โว ภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว
  ขะยะวะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถาติ ฯ
             -----------------------------
วันทาใหญ่

              ตามแบบวัดหัวถนน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุร

..........วัทามิ เจติยัง สั พพัง สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง สารีริกะธาตุ
มะหาโพธิง พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา ฯ
..........วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระติณณัง ตืโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง
โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสั ง เฉต์ วานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตัง ฯ
ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น จะ ตีเร ยัง สั จจะพันธะคิริเก
สุ มะนาจะลัคเค ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร มุนิโน จะ ปาทัง ตัง
ปาทะลัญชะนะมะหัง สิ ระสา นะมามิ สุ วัณณะมาลิเก สุ วัณณะปัพพะเต
สุ มะนะกูเฏ โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา ปัญจะปาทะวะรัง
ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต ฯ อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ
สั พพะโส สี สัง เม ปะทุมัง กัต์วา ทีปัญจะนะยะนา ทะวะยัง วะจะ
สาธูปะกาเรนะ มะนะสาจะ สุ คนธะคา พุทธะคาระวะตา ธัมมะคาระ-
                                 ั
วะตา สั งฆะคาระวะตา สิ กขาคาระวะตา สะมาธิคาระวะตา อัปปะมาทะ-
คาระวะตา ปะฏิสันถาระคาระวะตา กัล์ยาณะมิตตะตา โสวะจัสสะตา
อะหัง ภันเต พุทธะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง
ภันเต ธัมมะรักขิโต ยาวะชีวัง ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต
สั งฆะรักขิโต ยาวะช๊ วัง สั งฆังสะระณัง คัจฉามิ
..........วันทามิ พุทธัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ
ธัมมัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ สั งฆัง
สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง
โพธิรุกขัง เจติยัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ
ครู อปัชฌาย์ อาจาริยะคุณัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต
     ุ
วันทามิ กัมมัฏฐานัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต
..........วันทามิ ภันเต ภะคะวา โลกะนาถัง อะตีตังเมสั ง
อะนาคะตัง เมโทสั ง ปัจจุปันนัง เมโทสั ง ขะมะถะเม ภันเต
วันทามิ พุทธัง ปุณณะสากะลันตัง สั ตตา สะทา โหนตุ สุ ขี
อะเวรา กาโย ชิคณโย สะกะโล ทุคนโธ คัจฉันติ สั พเพ มะระณัง
                 ั               ั
อะหัง จะ นะมามิ ธัมมัง สุ คะเต นะเตสิ ตัง สั ตตา สะทา โหนตุ
สุ ขี อะเวรา กาโย ชิคณโย สะกะโล ทุคนโธ คัจฉันติ สั พเพ
                     ั                ั
มะระณัง อะหัง จะ นะมามิ สั งฆัง มุนิลา จะสาวะกัง สั ตตา
สะทา โหนตุ สุ ขี อะเวรา กาโย ชิคณโย สะกะโล ทุคนโธ
                                   ั              ั
คัจฉันติ สั พเพ มะระณัง อะหัง จะ อามันตะยามิ โว ภิกขะเว
ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว ขะยะวะยะ ธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ
สั มปาเทถาติ อิเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง นะมัสสะมาโน
ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ
                                     ุั
หะตันตะราโย ฯ

               -----------------------------
วันทาบทใหญ่

  คัดจากหนังสื อเพื่อนนวกะ ของวัดใหม่เกตุงาม อ. เมือง จ.ชลบุร

..........วัทามิ เจติยัง สั พพัง สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง สารีริกะธาตุ
มะหาโพธิง พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระ
ติณณัง ตืโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสั ง
เฉต์ วานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตัง ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น จะ
ตีเร ยัง สั จจะพันธะคิริเก สุ มะนาจะลัคเค ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร
มุนิโน จะ ปาทัง ตัง ปาทะลัญชะนะมะหัง สิ ระสา นะมามิ
สุ วัณณะมาลิเก สุ วัณณะปัพพะเต สุ มะนะกูเฏ โยนะกะปุเร
นัมมะทายะ นะทิยา ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต
อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สั พพะโส สี สัง เม ปะทุมัง กัต์วา
ทีปัญจะ นะยะนาทะวะยัง วะจะสาธูปะกาเรนะ มะนะสาจะ สุ คนธะคา         ั
พุทธะคาระวะตา ธัมมะคาระวะตา สั งฆะคาระวะตา สิ กขาคาระวะตา
สะมาธิคาระวะตา อัปปะมาทะคาระวะตา ปะฏิสันถาระคาระวะตา
กัล์ยาณะมิตตะตา โสวะจัสสะตา อะหัง ภันเต พุทธะรักขิโต ยาวะชีวัง
พุทธังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต ธัมมะรักขิโต ยาวะชีวัง
ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต สั งฆะรักขิโต ยาวะช๊ วัง
สั งฆังสะระณัง คัจฉามิ โย โทโส โมหะจิตเตนะ พุทธัส์มิง
ปะกะโตมะยะ ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะ ปาปัง วินัสสะตุ
โย โทโส โมหะจิตเตนะ ธัมมัส์มิง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม
กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ โยโทโส โมหะจิตเตนะ
สั งฆัส์มิง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง
วินัสสะตุ อิจเจวะมัจจันตะ นะมัสสะ เนยยัง นะมัสสะมาโน
ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ
                                        ุั
หะตันตะราโย อามันตะยามิ โว ภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว
ภิขะเว ขะยะวะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถาติ ฯ

              -----------------------------
วันทาบทเช้ า

 คัดจากหนังสื อเพื่อนนวกะ ของวัดใหม่เกตุงาม อ. เมือง จ.ชลบุร

..........วัทามิ เจติยัง สั พพัง สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง
สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา วันทามิ
พุทธัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ธัมมัง
สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ สั งฆัง สั พพะเมโทสั ง
ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ กัมมัฏฐานานัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ
เม ภันเต วันทามิ ครู อปัชฌาย์ อาจาริยะคุณัง สั พพะเมโทสั ง
                        ุ
ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง โพธิรุกขัง
เจติยัง สั พพะเม โทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ภันเต
ภะคะวา โลกะนาถัง อะตีตัง เม โทสั ง อะนาคะตัง เม โทสั ง
ปัจจุปปันนัง เม โทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต อะหัง ภันเต
พุทธะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต
ธัมมะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต
สั งฆะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ โย โทโส
โมหะจิตเต พระพุทธัส์มืง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง
โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ โย โทโส โมหะจิตเต พระธัมมัส์มิง
ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ
โย โทโส โมหะจิตเต พระสั งฆัส์มิง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ
เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะ-
เนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง    ุั
อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย อามันตะยามิ โว ภิกขะเว
ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว ขะยะวะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ
สั มปาเทถาติ
เทวธรรม

หิริโอตตัปปะสั มปันนา.................. สุ กกะธัมมะสะมาหิตา
สั มโต สั ปปุริสา โลเก                  เทวะธัมมาติ วุจจะเร ฯ
อุณ์หสสะวิชชะยะคาถา
                   ิ

อัตถิ อุณ์หิสสะ วิชะโย        ธัมโม โลเก อะนุตตะโร
สั พพะสั ตตะหิตัตถายะ         ตัง ต์ วัง คัณหาหิ เทวะเต
ปะริวัชเช ราชะทัณเฑ           อะมะนุสเสหิ ปาวะเก
พะยัคเฆ นาเค วิเส ภูเต        อะกาละมะระเณนะ วา
สั พพัส์มา มะระณา มุตโต.... ฐะเปต์ วา กาละมาริตัง
ตัสเสวะ อานุภาเวนะ            โหตุ เทโว สุ ขี สะทา
สุ ทธะสี ลง สะมาทายะ
          ั                   ธัมมัง สุ จะริตัง จะเร
ตัสเสวะ อานุภาเวนะ            โหตุ เทโว สุ ขี สะทา
ลิกขิตัง จินติตัง ปูชัง       ธาระณัง วาจะนัง คะรุง
ปะเรสั ง เทสะนัง สุ ต์วา .... ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติ
            --------------------------
ปั พพะโตปะมะคาถา

ยะถาปิ เสลา วิปลาุ        นะภัง อาหัจจะ ปัพพะตา
สะมันตา อะนุปะริเยยยุง นิปโปเถนตา จะตุททิสา
เอวัง ชะรา จะ มัจจุ จะ อะธิวัตตันติ ปาณิโน
ขัตติเย พราหมะเณ เวสเส สุ ทเท จัณฑาละปุกกุเส
นะ กิญจิ ปะริวัชเชติ      สั พพะเมวาภิมัททะติ
นะ ตัตถะ หัตถีนัง ภูมิ นะ ระถานัง นะ ปัตติยา
นะ จาปิ มันตะยุทเธนะ สั กกา เชตุง ธะเนนะ วา
ตัส์มา หิ ปัณฑิโต โปโส สั มปัสสั ง อัตถะมัตตะโน
พุทเธ ธัมเม จะ สั งเฆ จะ ธีโร สั ทธัง นิเวสะเย
โย ธัมมะจารี กาเยนะ วาจายะ อุทะ เจตะสา
อิเธวะ นัง ปะสั งสั นติ.. เปจจะ สั คเค ปะโมทะติ ฯ
          --------------------------
อิริยะธะนะคาถา

ยัสสะ สั ทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุ ปะติฏฐิตา
สี ลญจะ ยัสสะ กัล์ยาณัง อะริยะกันตัง ปะสั งสิ ตัง
    ั
สั งเฆ ปะสาโท ยัสสั ตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง
อะทะลิทโท ตัง อาหุง อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง
ตัส์มา สั ทธัญจะ สี ลญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง
                     ั
อะนุยุญเชถะ เมธาวี       สะรัง พุทธานะ สาสะนันติ ฯ
            --------------------------
บทขัดธัมมะนิยามะสุตตัง

ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ..... ญาณัง ปุพเพ ปะวัตตะเต
ตัสเสวะ วิสะยีภูตา         ยายัง ธัมมะนิยามะตา
อะนิจจะตา ทุกขะตา จะ       สั พเพสั ง จะ อะนัตตะตา
ตัสสา ปะกาสะกัง สุ ตตัง    ยังสั มพุทเธนะ ภาสิ ตัง
สาธุนัง ญาณะจาเรนะ         ยะถา พุทเธนะ เทสิ ตัง
โยนิโส ปะฏิปัต์ยัตถัง      ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส ฯ
            --------------------------
ธัมมะนิยามะสุ ตตัง
..........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา
สาวัตถิยัง วิหะระติ
เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ฯ ตัต์ระ โข
                            ั
ภะคะวา ภิกขุ
อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขุ ภะคะวะโต
ปัจจัสโสสุ ง ฯ
ภะคะวา เอตะทะโวจะ
..........อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา
วา
ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา
ธัมมะนิยามะตา สั พเพ
สั งขารา อะนิจจาติฯตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ
อะภิสะเมติ อะภิ-
สั มพุชฌิต์วา อะภิสะเมต์ วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญญะเปติ
ปัฏฐะเปติ
วิวะระติ วิภะชะตะ อุตตานีกะโรติ สั พเพ สั งขารา
อะนิจจาติ ฯ
..........อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา
วา ตะถาคะ-
ตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมะนิยามะตา สั พเพ สั งขารา
ทุกขาติ ฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ
อะภิสัมพุช-
ฌิต์วา อะภิสะเมต์ วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญฐะเปติ วิวะระติ
วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สั พเพ สั งขารา ทุขาติ ฯ
..........อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา
วา ตะถาคะ-
ตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมะนิยามะตา สั พเพ สั งขารา
อะนัตตาติ ฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ
อะภิสัมพุช-
ฌิต์วา อะภิสะเมต์ วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญฐะเปติ วิวะระติ
วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ ฯ
อิทะมะโว จะ
ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขุ ภะคะวะโต ภาสิ ตัง
อะภินันทุนติ ฯ
             --------------------------
ติลักขะณาทิคาถา

สั พเพ สั งขารา อะนิจจาติ... ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
สั พเพ สั งขารา ทุกขาติ      ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
อัปปะกา เต มะนุสเสสุ         เย ชะนา ปาระคามิโน
อะถายัง อิตะรา ปะชา          ตีระเมวานุธาวะติ
เย จะ โข สั มมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน
เต ชะนา ปาระเมสสั นติ มัจจุเธยยัง สุ ทตตะรังุ
กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุ กกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต
โอกา อะโนกะมาคัมมะ           วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง
ตัต์ราภิระติมิจเฉยยะ         หิต์วา กาเม อะกิญจะโน
ปะริโยทะเปยยะ อัตตานัง จิตตัก์เลเสหิ ปัณฑิโต
เยสั ง สั มโพธิยังเคสุ       สั มมา จิตตัง สุ ภาวิตัง
อาทานะปะฏินิสตัคเค           อะนุปาทายะ เย ระตา
ขีณาสะวา ชุติมันโต           เต โลเก ปะรินิพพุตาติ ฯ
            --------------------------
ปะฏิจจะสะมุปปาทะปาฐะ

..........อะวิชชาปัจจะยา สั งขารา สั งขาระปัจจะยา วิญญาณัง วิญ-
ญาณะปัจจะยา นามะรู ปัง นามะรู ปังปัจจะยา สะฬายะตะนัง สะฬา-
ยะตะนะปัจจะยา ผัสโส ผัสสะปัจจะยา เวทะนา เวทะนาปัจจะยา
ตัณหา ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง อุปาทานะปัจจะยา ภะโว ภะวะ-
ปัจจะยา ชาติ ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะ-
นัสสุ ปายาสา สั มภะวันติ ฯ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
สะมุทะโย โหติ ฯ
..........อะวิชชายะเต์ ววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สั งขาระนิโรโธ สั งขา-
ระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ วิญญาณะนิโรธา นามะรู ปะนิโรโธ นามะรู -
ปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ
ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ ตัณหานิโรธา
อุปาทานะนิโรโธ อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ
ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุ ปายาสา
นิรุชฌันติ ฯ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ ฯ
                   --------------------------
พุทธะอุทานะคาถา

.......ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิ โน ฌายะโต พ์ ราห์ มะฌัสสะ
อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สั พพา
ยะโต ปะชานาติ สะเหตุธัมมัง ฯ
.......ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิ โน ฌายะโต พราหมะณัสสะ
อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สั พพา
ยะโต ขะยัง ปัจจะยานัง อะเวทิ ฯ
.......ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา
อาตาปิ โน ฌายะโต พราหมะณัสสะ
วิธุปะยัง ติฏฐะติ มาระเสนัง
สุ โรวะ โอภาสะยะมันตะลิกขันติ ฯ
    --------------------------
ภัทเทกะรั ตตะคาถา

อะตีตัง นานวาคะเมยยะ..... นัปปะฏิกงเข อะนาตะตัง
                                    ั
ยะทะตีตัมปะหินันตัง        อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง
ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ
อะสั งหิรัง อะสั งกุปปัง   ตัง วิทธา มะนุพ์รูหะเย
อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง      โก ชัญญา มะระณัง สุ เว
นะ หิ โน สั งคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา
เอวัง วิหาริมาตาปิ ง       อะโหรัตตะมะตันทิตัง
ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ      สั นโต อาจิกขะเต มุนีติ ฯ
              -----------------------
ปฐมพุทธะวะจะนะ

อะเนกะชาติสังสารัง           สั นธาวิสสั ง อะนิพพิสัง
คะหะการัง คะเวสั นโต         ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ           ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
สั พพา เต ผาสุ กา ภัคคา..... คะหะกุฏง วิสังขะตัง
                                      ั
วิสังขาระคะตัง จิตตัง        ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคาติ ฯ
               -----------------------
อภิธัมมนิทาน

กะรุณา วิยะ สั ตเตสุ .......... ปัญญายัสสะ มะเหสิ โน
เญยยะธัมเมสุ สั พเพสุ           ปะวัตติตถะ ยะถารุจิง
ทะยายะ ตายะ สั ตเตสุ            สะมุสสาหิตะมานะโส
ปาฏิหราวะสานัมหิ                วะสั นโต ติทะสาละเย
ปาริจฉัตตะกะมูลมหิั             ปัณฑุกมพะละนามะเก
                                       ั
สิ ลาสะเน สั นนิสินโน           อาทิจโจวะ ยุคนธะเร
                                              ั
จักกะวาฬะสะหัสเสหิ              ทะสะหาคัมมะ สั พพะโส
สั นนิสินเนนะ เทวานัง           คะเณนะ ปะริวาริโต
มาตะรัง ปะมุขัง กัต์วา          ตัสสา ปัญญายะ เตชะสา
อะภิธัมมะกะถัง มัคคัง           เทวานัง สั มปะวัตตะยิ
ตัสสะ ปาเท นะมัสสิ ต์วา สั มพุทธัสสะ สิ รีมะโต
สั ทธัมมัญจัสสะ ปูเชต์ วา กัต์วา สั งฆัสสะ จัญชะลิง
นิปัจจะการัสเส ตัสสะ            กะตัสสะ ระตะนัตตะเย
อานุภาเวนะ โสเสต์ วา            อันตะราเย อะเสสะโต
อิติ เม ภาสะมานัสสะ             อะภิธัมมะกะถัง อิมัง
อะวิกขิต์วา นิสาเมถะ            ทุลละภา หิ อะยัง กะถา ฯ
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา เทเวสุ วิหะระติ ตาวะติงเสสุ
ปาริจฉัตตะกะมุลมหิ ปิ ณฑุกมพะละสิ ลายัง ตัต์ระ โข
               ั          ั
ภะคะวา เทวานัง ตาวะติงสานัง อะภิธัมมะกะถัง กะเถสิ
 จิตตะวิภัตติรูปัญจะ          นิกเขโป อัตถะโชตะนา
 คัมภีรัง นิปณัง ฐานัง....... ตัมปิ พุทเธนะ เทสิ ตัง ฯ
             ุ

             -----------------------
ท้ ายมะหาสะมะยะสูตร

......สั ฏเฐเต เทวะนิกายา    สั พเพ นานัตตะวัณณิโน
นามันวะเยนะ อาคัญฉุง         เย จัญเญ สะทิสา สะหะ
ปะวุตถะชาติมักขีลง  ั        โอฆะติณณะมะนาสะวัง
ทักเข โมฆะตะรัง นาคัง        จันทังวะ อะสิ ตาติตัง
สุ พรัหมา ปะระมัตโต จะ       ปุตตา อิทธิมะโต สะหะ
สั นนังกุมาโร ติสโส จะ       โสปาคะ สะมิติง วะนัง
สะหัสสะพรัหมะโลกานัง         มะหาพรัหมาภิติฏฐะติ
อุปะปันโน ชุติมันโต          ภิส์มากาโย ยะสั สสิ โส
ทะเสตถะ อิสสะรา อาคู         ปัจเจกะวะสะวัตติโน
เตสั ญจะ มัชฌะโต อาคา        หาริโต ปะริวาริโต
เต จะ สั พเพ อะภิกกันเต      สิ นเท เทเว สะพรัหมะเก
มาระเสนา อะภิกกามิ           ปัสสะ กัณ์หัสสะ มันทิยัง
เอถะ คัณหะถะ พันธะถะ         ราเคนะ พันธะมัตถุ โว
สะมันตา ปะริวาเรถะ           มา โว มุญจิตถะ โกจิ นัง
อิติ ตัตถะ มะหาเสโน          กัณ์หะ เสนัง อะเปสะยิ
ปาณินา ตะละมาหัจจะ           สะรัง กัต์วานะ เภระวัง
ยะถา ปาวุสสะโก เมโฆ          ถะนะยันโต สะวิชชุโก
ตะทา โส ปัจจุทาวัตติ         สั งกุทโธ อะสะยัง วะเส
ตัญจะ สั พพัง อะภิญญายะ..... วะวักขิต์วานะ จักขุมา
ตะโต อามันตะยิ สั ตถา        สาวะเก สาสะเน ระเต
มาระเสนา อะภิกกันตา          เต วิชานาถะ ภิกขะโว
เต จะ อาตัปปะมะกะรุง         สุ ต์วา พุทธัสสะ สาสะนัง
วีตะราเคหิ ปักกามุง          เนสั ง โลมัมปิ อิญชะยุง
สั พเพ วิชิตะสั งคามา        ภะยาตีตา ยะสั สสิ โน
โมทันติ สะหะ ภูเตหิ       สาวะกา เต ชะเนสุ ตาติ ฯ
             ---------------------
ท์ วัตติงสาการะปาโฐ

อัตถิ อิมัส์มิง กาเย เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสา นะหารู
อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิ หะกัง
ปัปผาสั ง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง ปิ ตตัง เสมหัง ปุพโพ
โลหิตัง เสโท เมโส อัสสุ วะสา เขโฬ สิ งฆาฌิกา มุตตัง
มัตถะเก มัตถะลุงคันติ ฯ
                      ---------------------
สุริยะปะริตตะปาโฐ (ย่ อ )

กินนุ สั นตะระมาโน วะ        ราหุ สุ ริยัง ปะมุญจะสิ
สั งวิคคะรู โป อาคัมมะ       กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสี ติ ฯ
สั ตตะธา เม ผะเล มุทธา..... ชีวันโต นะ สุ ขัง ละเภ
พุทธะคาถาภิคโตม์ หิ
                ี            โน เจ มุญเจยยะ สุ ริยันติ ฯ
                  ---------------------
คาถาหว่ านทราย

  ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
  สะหัสสานิ พุทธะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
  ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
  สะหัสสานิ ธัมมะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
  ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
  สะหัสสานิ ปัจเจกะพุทธะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
  ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ-
  สะหัสสานิ สั งฆะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ



  คาถาหว่ านทรายนี้ ใช้ สวดไล่ภูตผีปีศาจร้ ายต่ างๆ ถ้ าสวดเป็ นประจาทาให้
เทวดารักษา อยู่กเ็ ป็ นสุ ข ไปก็เป็ นสุ ข และเจริญด้ วย อายุ วรรณะ สุ ขะ พละ
                           ---------------------
คาถาโพธิบาท

..........บูระพารัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
บูระพารัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........อาคะเนยรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
อาคะเนยรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........ทักษิณรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
ทักษิณรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........หรดีรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
หรดีรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........ปัจจิมรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
ปัจจิมรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........พายัพรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
พายัพรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........อุดรรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
อุดรรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........อิสานรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง
อิสานรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์
สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ-
ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
                       ---------------------
คาถามงคลจักรวาฬแปดทิศ

..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิ จงมาเป็ นกาแพง
แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา
                    ้                        ่
เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ พุทธะชาละปะริก-
เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิ จงมาเป็ นกาแพง
แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา
                      ้                        ่
เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ ธัมมะชาละปะริก-
เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิ จงมาเป็ นกาแพง
แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา
                        ้                        ่
เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ ปัจเจกะพุทธะชาละปะริก-
เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิ จงมาเป็ นกาแพง
แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา
                          ้                        ่
เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ สั งฆะชาละปะริก-
เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
                            ---------------------
เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะริทีปิกาคาถา

พะหุง เว สะระณัง ยันติ       ปัพพะตานิ วะนานิ จะ
อารามะรุกขะเจต์ ยานิ         มะนุสสา ภะยะตัชชิตา
เนตัง โข สะระณัง เขมัง       เนตัง สะระณะมุตตะมัง
เนตัง สะระณะมาคัมมะ          สั พพะทุกขา ปะมุจจะติ
โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ..... สั งฆัญจะ สะระณัง คะโต
จัตตาริ อะริยะสั จจานิ       สั มมัปปัญญายะ ปัสสะติ
ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง       ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง
อะริยัญจัฏฐังคิกง มัคคัง
                ั            ทุกขูปะสะมะคามินัง
เอตัง โข สะระณัง เขมัง       เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ          สั พพะทุกขา ปะมุจจะตีต,ิ
                ---------------------
ภาระสุตตะคาถา

ภารา หะเว ปัญจักขันธา        ภาระหาโร จะ ปุคคะโล
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก        ภาระนิกเขปะนัง สุ ขัง
นิกขิปิต์ วา คะรุง ภารัง     อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ
สะมูลง ตัณหัง อัพพุฬ์หะ..... นิจฉาโต ปะรินิพพุโตติ,
      ั
               ---------------------
ชุมนุมเทวดา
                (ถ้ าจะสวดเจ็ดตานานใช้ )

------------สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง
------------ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ
------------ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา
------------อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ
สั คเค กาเม จะ รู เป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สั นติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุ ณันตุฯ
------------ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
------------ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
------------ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ

              (ถ้ าจะสวดสิ บสองตานานใช้ )

  สะมันตา จักกะวาเฬสุ ...... อัตราคัจฉันตุ เทวะตา
  สั ทธัมมัง มุนิราชัสสะ     สุ ณันตุ สั คคะโมกขะทัง ฯ
สั คเค กาเม จะ รู เป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ฯลฯ

              (เหมือนเจ็ดตานานไปจนจบ)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ ฯ
                 พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
           ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
           ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
           ทุติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
           ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
           ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
           ตะติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ

(ถ้ าสวดให้ คนไข้ ฟัง หรือสวดให้ งานทาบุญสะเดาะเคราะห์
                  ต่ อชะตาอายุ สวดดังนี)
                                       ้

     พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
     ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
     สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
นะมะการะสิทธิคาถา
         (ใช้ แทน สั มพุทเธ)

........โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ
สามัง วะ พุทโธ สุ คะโต วิมุตโต
มารัสสะ ปาสา วินิโมจะยันโต
ปาเปสิ เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง ฯ
พุทธัง วะรันตัง สิ ระสา นะมามิ
โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ
ตันเตชะสา เต ชะยะสิ ทธิ โหตุ
สั พพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ

........ธัมโม ธะโช โย วิยะ ตัสสะ สั ตถุ
ทัสเสสิ โลกัสสะ วิสุทธิมัคคัง
นิยยานิโก ธัมมะธะรัสสะ ธารี
สาตาวะโห สั นติกะโร สุ จิณโณ ฯ
ธัมมัง วะรันตัง สิ ระสา นะมามิ
โมหัปปะทาลัง อุปะสั นตะทาหัง
ตันเตชะสา เต ชะยะสิ ทธิ โหตุ
สั พพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ

........สั ทธัมมะเสนา สุ คะตานุโค
โย โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะเชตา
สั นโต สะยัง สั นตินิโยชะโก จะ
สวากขาตะธัมมัง วิทตัง กะโรติ ฯ
                      ิ
สั งฆัง วะรันตัง สิ ระสา นะมามิ
พุทธานุพุทธัง สะมะสี ละทิฏฐิง
ตันเตชะสา เต ชะยะสิ ทธิ โหตุ
สั พพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ
สัมพุทเธ

........สั มพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ              ทวาทะสั ญจะ สะหัสสะเก
ปัญจะสะตะสะหัสสานิ                          นะมามิ สิ ระสา อะหัง
เตสั ง ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ                   อาทะเรนะ นะมามิหัง
นะมะการานุภาเวนะ                            หันตวา สั พเพ อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ                          วินัสสั นตุ อะเสสะโต ฯ

........สั มพุทเธ ปัญจะปัญญาสั ญจะ........ จะตุวีสะติสะหัสสะเก
ทะสะสะตะสะหัสสาน                           นะมามิ สิ ระสา อะหัง
เตสั ง ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ                  อาทะเรนะ นะมามิหัง
นะมะการานุภาเวนะ                           หันตวา สั พเพ อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ                         วินัสสั นตุ อะเสสะโต ฯ

........สั มพุทเธ นะวุตตะระสะเต             อัฏฐะจัตตาฬี สะสะหัสสะเก
วีสะติสะตะสะหัสสานิ                         นะมามิ สิ ระสา อะหัง
เตสั ง ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ                   อาทะเรนะ นะมามิหัง
นะมะการานุภาเวนะ                            หันตวา สั พเพ อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ                          วินัสสั นตุ อะเสสะโต ฯ

     (ถ้ าไม่ สวด สั มพุทเธ จะสวด นะมะการะสิ ทธิคาถา แทนก็ได้ )
นะโมการะอัฏฐะกะ

นะโม อะระหะโต สั มมา -------- สั มพุทธัสสะ มะเหสิ โน
นะโม อุตตะมะธัมมัสสะ          สวากขาตัสเสวะ เตนิธะ
นะโม มะหาสั งฆัสสาปิ          วิสุทธะสี ละทิฏฐิโน
นะโม โอมาตยารัทธัสสะ          ระตะนัตตยัสสะ สาธุกง   ั
นะโม โอมะกาตีตัสสะ            ตัสสะ วัตถุตตยัสสะปิ
นะโมการัปปะภาเวนะ             วิคจฉันตุ อุปัททะวา
                                   ั
นะโมการานุภาเวนะ              สุ วัตถิ โหตุ สั พพะทา
นะโมการัสสะ เตเชนะ            วิธิมหิ โหมิ เตชะวา ฯ
บทขัดมังคะละสุตตัง

เย สั นตา สั นตะจิตตา ติสะระณะสะระณา เอตถะ โลกันตะเร วา
ภุมมาภุมมา จะ เทวา คุระคะณะคะหะณัพยาวะฏา สั พพะกาลัง
เอเต อายันตุ เทวา วะระกะนะกะมะเย เมรุราเช วะสั นโต สั นโต
สั นโต สะเหตุง มุนิวะระวะจะนัง โสตุมัคคัง สะมัคคัง ฯ
สั พเพสุ จักกะวาเฬสุ             ยักขา เทวา จะ พรัหมุโน
ยัง อัมเหหิ กะตัง ปุญญัง         สั พพะสั มปัตติสาธะกัง
สั พเพ ตัง อะนุโมทิตวา           สะมัคคา สาสะเน ระตา
ปะมาทะระหิตา โหนตุ               อารักขาสุ วิเสสะโต
สาสะนัสสะ จะ โลกัสสะ             วุฑฒี ภะวะตุ สั พพะทา
สาสะนัมปิ จะ โลกัญจะ             เทวา รักขันตุ สั พพะทา
สั ทธิง โหนตุ สุ ขี สั พเพ       ปะริวาเรหิ อัตตะโน
อะนีฆา สุ มะนา โหนตุ             สะหะ สั พเพหิ ญาติภิ
.....ยัญจะ ทวาทะสะ วัสสานิ ..... จินตะยิงสุ สะเทวะกา
จิรัสสั ง จินตะยันตาปิ           เนวะ ชานิงสุ มังคะลัง
จักกะวาฬะสะหัสเสสุ               ทะสะสุ เยนะ ตัตตะกัง
กาลัง โกลาหะลัง ชาตัง            นาวะ พรัหมะนิเวสะนา
ยัง โลกะนาโถ เทเสสิ              สั พพะปาปะวินาสะนัง
ยัง สุ ตวา สั พพะทุกเขหิ         มุจจันตาสั งขิยา นะรา
เอวะมาทิคุณูเปตัง                มังคะลันตัมภะณามะ เห ฯ
                 -------------------------
มังคะละสุ ตตัง

..........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ
เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ฯ อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา
                            ั
อะภิกกันตายะ รัตติยา อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง
โอภาเสตวา เยนะ ภะคะวา เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ภะคะวันตัง
อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ ฯ เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา
ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ
   พะหู เทวา มะนุสสา จะ            มังคะลานิ อะจินตะยุง
   อากังขะมานา โสตถานัง            พรู หิ มังคะละมุตตะมัง ฯ
   ......อะเสวนา จะ พาลานัง ...... ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา
   ปูชา จะ ปูชะนียานัง             เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
   ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ             ปุพเพ จ กะตะปุญญะตา
   อัตตะสั มมาปะณิธิ จะ            เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
   พาหุสัจจัญจะ สิ ปปัญจะ          วินะโย จะ สุ สิกขิโต
   สุ ภาสิ ตา จะ ยา วาจา           เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
   มาตาปิ ตุอปัฏฐานัง
              ุ                    ปุตตะทารัสสะ สั งคะโห
   อะนากุลา จะ กัมมันตา            เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
   ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ          ญาตะกานัญจะ สั งคะโห
   อะนะวัชชานิ กัมมานิ             เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
   อาระตี วิระตี ปาปา              มัชชะปานา จะ สั ญญะโม
   อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ            เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
   คาระโว จะ นิวาโต จะ             สั นตุฏฐี จะ กะตัญญุตา
   กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง            เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
   ขันตี จะ โสวะจัสสะตา            สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง
   กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา             เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ     อะริยะสั จจานะ ทัสสะนัง
นิพพานะสั จฉิกริยา จะ
               ิ            เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ        จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ
อะโสกัง วิระชัง เขมัง       เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
เอตาทิสานิ กัตวานะ          สั พพัตถะมะปะราชิตา
สั พพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ   ตันเตสั ง มังคะละมุตตะมันติฯ
บทขัดระตะนะสุตตัง

.............ราชะโต วา โจระโต วา มะนุสสะโต วา อะมะนุสสะโต วา
อัคคิโต วา อุทะกะโต วา ปิ สาจะโต วา ขาณุกะโต วา กัณฏะกะโต วา
นักขัตตะโต วา ชะนะปะทะโรคะโต วา อะสั ทธัมมะโต วา อะสั นทิฏฐิโต
วา อะสั ปปุริสะโต วา จัณฑะหัตถิอสสะมิคะโคณะกุกกุระอะหิวิจฉิกะมะ-
                                 ั
นิสัปปะทีปิอัจฉะตะรัจฉะสุ กะระมะหิสะ ยักขะรักขะสาทีหิ นานา ภะยะโต
วา นานาโรคะโต วา นานาอุปัททะวะโต วา อารักขัง คัณหันตุ ฯ
..............ปะณิธานะโต ปัฏฐายะ ตะถาคะตัสสะ ทะสะ ปาระมิโย ทะสะ
อุปะปาระมิโย ทะสะ ปะระมัตถะปาระมิโย ปัญจะ มหา ปะริจจาเค
ติสโส จะริยา ปัจฉิมัพภะเว คัพภาวักกันติง ชาติง อะภินิกขะมะนัง
ปะธานะจะริยัง โพธิปัลลังเก มาระวิชะยัง สั พพัญญุตะญาณัปปะฏิเวธัง
นะวะ โลกุตตะระธัมเมติ สั พเพปิ เม พุทธะคุเณ อาวัชชิตวา เวสาลิยา
ตีสุ ปาการันตะเรสุ ติยามะรัตติง ปะริตตัง กะโรนโต อายัสมา อานัน-
ทัตเถโร วิยะ การุญญะจิตตัง อุปัฏฐะเปตวา ฯ
     โกฏิสะตะสะหัสเสสุ               จักกะวาเฬสุ เทวะตา
     ยัสสาณัมปะฏิคคัณหันติ.......... ยัญจะ เวสาลิยัมปุเร
     โรคามะนุสสะทุพภิกขะ-            สั มภูตันติวิธัมภะยัง
     ขิปปะมันตะระธาเปสิ              ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
              --------------------------------
ระตะนะสุ ตตัง

..........ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สั พเพ วะ ภูตา สุ มะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สั กกัจจะ สุ ณันตุ ภาสิ ตัง
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สั พเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
.......... ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สั คเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
    ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สั กยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
      ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุ จิง
สะมาธิมานันตะริกญญะมาหุ
                    ั
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
        ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสั ฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุ คะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
   ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... เย สุ ปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคยหะ
                           ั
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
     ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิ โต สิ ยา
จะตุพภิ วาเตภิ อะสั มปะกัมปิ โย
ตะถูปะมัง สั ปปุริสัง วะทามิ
โย อะริยสั จจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
       ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... เย อะริยะสั จจานิ วิภาวะยันติ
คัมภีระปัญเญนะ สุ เทสิ ตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
         ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... สะหาวัสสะ ทัสสะนะสั มปะทายะ
ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
สั กกายะทิฏฐิ วิจิกจฉิตัญจะ
                   ิ
สี ลพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
    ั
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
      ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
        ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิ ตัคเค
คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทมปิ พุทเธ ระตะ นัง ปะณีตัง
          ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
อิทมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
            ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สั มภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
    ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
พุทธัง นะมัสสามะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
ธัมมัง นะมัสสามะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
.......... ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
สั งฆัง นะมัสสามะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
บทขัดกะระณียะเมตตะสุตตัง

         ยัสสานุภาวะโต ยักขา.......... เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง
         ยัมหิ เจวานุยุญชันโต          รัตตันทิวะมะตันทิโต
         สุ ขัง สุ ปะติ สุ ตโต จะ      ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ
         เอวะมาทิคุณูเปตัง             ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
                    ---------------------------------
                          กะระณียะเมตตะสุ ตตัง

.......กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ             ยันตัง สั นตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สั กโก อุชู จะ สุ หุชู จะ                สุ วะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานิ
สั นตุสสะโก จะ สุ ภะโร จะ                อัปปะกิจโจ จะ สั ลละหุกะวุตติ
สั นตินทริโย จะ นิปะโก จะ                อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคทโธ  ิ
นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ              เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุ ขิโน วา เขมิโน โหนตุ                  สั พเพ สั ตตา ภะวันตุ สุ ขิตัตตา
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ                      ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา                    มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา                   เย จะ ทูเร วะสั นติ อะวิทูเร
ภูตา วา สั มภะเวสี วา                    สั พเพ สั ตตา ภะวันตุ สุ ขิตัตตา
นะ ปะโร ปะรัง นิกพเพถะ ุ                 นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสั ญญา                   นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง                   อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สั พพะภูเตสุ                     มานะสั มภาวะเย อะปะริมาณัง
....... เมตตัญจะ สั พพะโลกัสมิง.......   มานะสั มภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ                 อะสั มพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา                   สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ         พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สี ละวา   ทัสสะเนนะ สั มปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง           นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
บทขัดขันธะปะริตตะคาถา

 สั พพาสี วิสะชาตีนัง                ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ
 ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง               เสสั ญจาปิ ปะริสสะยัง
 อาณักเขตตัมปิ สั พพัตถะ............ สั พพะทา สั พพะปาณินัง
 สั พพะโสปิ นิวาเรติ                 ปะริตตันตัมะภะณามะ เห ฯ
               ------------------------------
                      ขันธะปะริตตะคาถา

 วิรูปักเขหิ เม เมตตัง               เมตตัง เอราปะเถหิ เม
 ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง              เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ
 อะปาทะเกหิ เม เมตตัง                เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม
 จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง               เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม
 มา มัง อะปาทะโก หิงสิ               มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก
 มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ              มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท
 สั พเพ สั ตตา สั พเพ ปาณา.......... สั พเพ ภูตา จะ เกวะลา
 สั พเพ ภัทรานิ ปัสสั นตุ            มา กิญจิ ปาปะมาคะมา
อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สั งโฆ
ปะมาณะวันตานิ สิ ริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี
สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ
ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สั ตตันนัง สั มมาสั มพุทธานัง ฯ
ฉัททันตะปะริตตัง

วะธิสสะเมนันติ ปะรามะสั นโต
กาสาวะมัททักขิ ธะชัง อิสีนัง
ทุกเขนะ ผุฏฐัสสุ ทะปาทิ สั ญญา
อะระหัทธะโช สั พภิ อะวัชฌะรู โป
สั ลเลนะ วิทโธ พยะถิโตปิ สั นโต
กาสาวะวัตถัมหิ มะนัง นะ ทุสสะยิ
สะเจ อิมัง นาคะวะเรนะ สั จจัง
มา มัง วะเน พาละมิคา อะคัญฉุนติ ฯ
บทขัดโมระปะริตตัง

ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร                  นิพพัตตัง โมระโยนิยัง
เยนะ สั งวิหิตารักขัง                มะหาสั ตตัง วะเนจะรา
จิรัสสั ง วายะมันตาปิ                เนวะ สั กขิงสุ คัณหิตุง
พรัหมะมันตันติ อักขาตัง............. ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
               -----------------------------
                       โมระปะริตตัง

     ............อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา
     ............หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
     ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสั ง
     ............ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสั ง
     ............เย พราหมะณา เวทะคุ สั พพะธัมเม
     ............เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
     ............นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
     ............นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
     อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯ
     ............อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา
     ............หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
     ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสั ง
     ............ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
     ............เย พราหมะณา เวทะคุ สั พพะธัมเม
     ............เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
     ............นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
     ............นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ
บทขัดวัฏฏะกะปะริตตัง

ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร          นิพพัตตัง วัฏฏะชาติยัง
ยัสสะ เตเชนะ ทาวัคคิ........ มะหาสั ตตัง วิวัชชะยิ
เถรัสสะ สารีปตตัสสะ
              ุ              โลกะนาเถนะ ภาสิ ตัง
กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง         ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
         -------------------------------
                   วัฏฏะกะปะริตตัง

อัตถิ โลเก สี ละคุโณ            สั จจัง โสเจยยะนุททะยา
เตนะ สั จเจนะ กาหามิ            สั จจะกิริยะมะนุตตะรัง
อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง           สะริตวา ปุพพะเก ชิเน
สั จจะพะละมะวัสสายะ             สั จจะกิริยะมะกาสะหัง
สั นติ ปักขา อะปัตตะนา          สั นติ ปาทา อะวัญจะนา
มาตา ปิ ตา จะ นิกขันตา          ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ
สะหะ สั จเจ กะเต มัยหัง         มะหาปัชชะลิโต สิ ขี
วิชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ........ อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิ ขี
สั จเจนะ เม สะโม นัตถิ          เอสา เม สั จจะปาระมีติ ฯ
บทขัดธะชัคคะปะริตตัง ธะชัคคะสุตตัง

                                       อันตะลิกเขปิ ปาณิโน
        ยัสสานุสสะระเณนาปิ ...........
                                       ภูมิยัง วิยะ สั พพะทา
        ปะติฏฐะมะธิคจฉันติ
                      ั
                                       ยักขะโจราทิสัมภะวา
        สั พพุปัททะวะชาลัมหา
                                       ปะริตตันตัมภะณามะ
        คะณะนา นะ จะ มุตฺตานัง
                                       เหฯ
                 ------------------------------
                   ธะชัคคะปะริตตัง ธะชัคคะสุ ตตัง

..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ
เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู
                            ั
อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง ฯ
ภะคะวา เอตะทะโวจะฯ
..........ภูตะปุพพัง ภิกขะเว เทวาสุ ระสั งคาโม สะมุปัพยุฬโห อะโหสิ ฯ
อะถะโข ภิกขะเว สั กโก เทวานะมิโท เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิ
สะเจ มาริสา เทวานัง สั งคา มะคะตานัง อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา
ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย ธะชัคคัง
อุลโลเกยยาถะ มะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ
ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปิ หิยยิสสะติ โน
เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
..........อะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
ปะชาปะติสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส
ปะหิยยิสสะติ โน เจ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง
อุลโลเกยยาถะ
..........อะถะ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
วะรุณัสสะ หิโว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ
ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิส สะติ โน เจ
วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
..........อะถะ อีสานัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
อีสานัสสะ หิโว เทวะ ราาชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ
ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะตีติฯ
..........ตัง โข ปะนะ ภิกขะเว สั กกัสสะ วา เทวานะ มินทัสสะ
ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ปะชาปะติสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง
อุลโลกะยะตัง วะรุณัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง
อีสานัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ
ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยเยถาปิ โนปิ
ปะหิยเยถะ ตัง กิสสะเหตุ สั กโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโท อะวีตะ-
ราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโห ภิรุ ฉัมภี อุตราสี ปะลายีติฯ
..........อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิ สะเจ ตุมหากัง ภิกขะเว
อะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง วา สุ ญญาคาระคะตานัง วา
อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา มะเมวะ
ตัสมิง สะมะเย อันุสสะเรยยาถะ
..........อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะ-
สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สั ตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะมัง หิ โว ภิกขะเว
อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส
วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ มัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ
ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ
..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก
เอหิปัสสิ โก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ธัมมัง หิ
โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา
โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ
อะถะ สั งฆัง อะนุสสะเรยยาถะ
..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะ กะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ
                                                ั
อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อาหุเนยโย
ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณะโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง
โลกัสสาติ
..........สั งฆัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง
วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ตัง กิสสะ
เหตุ ตะถา คะโต หิ ภิกขะเว อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วีตะราโค
วีตะโทโส วีตะโมโห อะภิรุ อัจฉัมภี อะนุตราสี อะปะ ลายีติฯ อิทะมะ-
โวจะ ภะคะวา อิทง วตวานะ สุ คะโต อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สั ตถา
                    ั
    อะรัญเญ รุกขะมูเล วา              สุ ญญาคาเรวะ ภิกขะโว
    อะนุสสะเรถะ สั มพุทธัง .......... ภะยัง ตุมหากะ โน สิ ยา
    โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะ            โลกะ เชฏฐัง นะราสะภัง
    อะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะ             นิยยานิกง สุ เทสิ ตัง
                                                ั
    โน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะ            นิยยานิกง สุ เทสิ ตัง
                                                  ั
    อะถะ สั งฆัง สะเรยยาถะ            ปุญญักเขตตัง อะนุตตะรัง
    เอวัมพุทธัง สะรันตานัง            ธัมมัง สั งฆัญจะ ภิกขะโว
    ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา           โลมะหังโส นะ เหสสะตีติ ฯ
บทขัดอาฏานาฏิยะปะริตตัง

    อัปปะสั นเนหิ นาถัสสะ.......... สาสะเน สาธุสัมมะเต
    อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ             สะทา กิพพิสะการิภิ
    ปะริสานัญจะตัสสั นนะ            มะหิงสายะ จะ คุตติยา
    ยันเทเสสิ มะหาวีโร              ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
                  --------------------------
                      อาฏานาฏิยะปะริตตัง

........วิปัสสิ สสะ นะมัตถุ            จักขุมันตัสสะ สิ รีมะโต
สิ ขิสสะปิ นะมัตถุ                     สั พพะภูตานุกมปิ โน
                                                     ั
เวสสะภุสสะ นะมัตถุ                     นะหาตะกัสสะ ตะปัสสิ โน
นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ                   มาระเสนัปปะมัททิโน
โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ                  พราหมะณัสสะ วุสีมะโต
กัสสะปัสสะ นะมัตถุ                     วิปปะมุตตัสสะ สั พพะธิ
อังคีระสั สสะ นะมัตถุ                  สั กยะปุตตัสสะ สิ รีมะโต
โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ                 สั พพะทุกขาปะนูทะนัง
เย จาปิ นิพพุตา โลเก                   ยะถาภูตัง วิปัสสิ สุง
เต ชะนะา อะปิ สุ ณา                    มะหันตา วีตะสาระทา
หิตัง เทวะมะนุสสานัง                   ยัง นะมัสสั นติ โคตะมัง
วิชชาจะระณะสั มปันนัง                  มะหันตัง วีตะสาระทัง ฯ
(วิชชาจะระณะสั มปันนัง                 พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ)
........นะโม เม สั พพะพุทธานัง........ อุปปันนานัง มะเหสิ นัง
ตัณหังกะโร มะหาวีโร                    เมธังกะโร มะหายะโส
สะระณังกะโร โลกะหิโต                   ทีปังกะโร ชุตินธะโร
โกณทัญโญ ชะนะปาโมกโข                   มังคะโล ปุริสาสะโภ
สุ มะโน สุ มะโน ธีโร              เรวะโต ระติวัฑฒะโน
โสภีโต คุณะสั มปันโน              อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม
ปะทุโม โลกะปัชโชโต                นาระโท วะระสาระถี
ปะทุมุตตะโร สั ตตะสาโร            สุ เมโธ อัปปะฏิปคคะโล
                                                    ุ
สุ ชาโต สั พพะโลกัคโค             ปิ ยะทัสสี นะราสะโภ
อัตถะทัสสี การุณิโก               ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท
สิ ทธัตโถ อะสะโม โลเก             ติสโส จะ วะทะตัง วะโร
ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ             วิปัสสี จะ อะนูปะโม
สิ ขี สั พพะหิโต สั ตถา           เวสสะภู สุ ขะทายะโก
กะกุสันโธ สั ตถะวาโห              โกนาคะมะโน ระณัญชะโห
กัสสะโป สิ ริสัมปันโน             โคตะโม สั กยะปุงคะโว ฯ
........เอเต จัญเญ จะ สั มพุทธา   อะเนกะสะตะโกฏะโย
สั พเพ พุทธา อะสะมะสะมา           สั พเพ พุทธา มะหิทธิกา
สั พเพ ทะสะพะลูเปตา               เวสารัชเชหุปาคะตา
สั พเพ เต ปะฏิชานันติ             อาสะภัณฐานะมุตตะมัง
สี หะนาทัง นะทันเต เต             ปะริสาสุ วิสาระทา
พรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ           โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
อุเปตา พุทธะธัมเมหิ               อัฏฐาระสะหิ นายะกา
ทะวัตติงสะลักขะณูเปตา -           สี ตยานุพยัญชะนาธะรา
พยามัปปะภายะ สุ ปปะภา             สั พเพ เต มุนิกญชะรา
                                                  ุ
พุทธา สั พพัญญุโน เอเต            สั พเพ ขีณาสะวา ชินา
มะหัปปะภา มะหาเตชา                มะหาปัญญา มะหัพพะลา
มะหาการุณิกา ธีรา                 สั พเพสานัง สุ ขาวะหา
ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ              ตาณา เลณา จะ ปาณินัง
คะตี พันธู มะหัสสาสา              สะระณา จะ หิเตสิ โน
สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ               สั พเพ เอเต ปะรายะนา
เตสาหัง สิ ระสา ปาเท              วันทามิ ปุริสุตตะเม
วะจะสา มะนะสา เจวะ                วันทาเมเต ตะถาคะเต
สะยะเน อาสะเน ฐาเน                คะมะเน จาปิ สั พพะทา
สะทา สุ เขนะ รักขันตุ             พุทธา สั นติกะรา ตุวัง
เตหิ ตวัง รักขิโต สั นโต          มุตโต สั พพะภะเยนะ จะ
สั พพะโรคะวินิมุตโต               สั พพะสั นตาปะวัชชิโต
สั พพะเวระมะติกกันโต              นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ ฯ
........เตสั ง สั จเจนะ สี เลนะ   ขันติเมตตาพะเลนะ จะ
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ           อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ ฯ
........ปุรัตถิมัสมิง ทิสาภาเค    สั นติ ภูตา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ           อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ
ทักขิณัสมิง ทิสาภาเค              สั นติ เทวา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ           อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ
ปัจฉิมัสมิง ทิสาภาเค              สั นติ นาคา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ           อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ
อุตตะรัสมิง ทิสาภาเค              สั นติ ยักขา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ           อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ
ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ             ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก
ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข               กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง
จัตตาโร เต มะหาราชา               โลกะปาลา ยะสั สสิ โน
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ           อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ
อากาสั ฏฐา จะ ภุมมัฏฐา            เทวา นาคา มะหิทธิกา
เตปิ ตุมเห อะนุรักขันต            อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ
........นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง   พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ             โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง          ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ             โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง          สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ             โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ
........ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก    วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ         ตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก            วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ         ตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต
ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก            วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
ระตะนัง สั งฆะสะมัง นัตถิ        ตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต
........สั กกัตวา พุทธะระตะนัง   โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
หิตัง เทวะมะนุสสานัง             พุทธะเตเชนะ โสตถินา
นัสสั นตุปัททะวา สั พเพ          ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต
สั กกัตวา ธัมมะระตะนัง           โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
ปะริฬาหูปะสะมะนัง                ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
นัสสั นตุปัททะวา สั พเพ          ภะยา วูปะสะเมนตุ เต
สั กกัตวา สั งฆะระตะนัง          โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
อาหุเนยยัง ปาหุเณยยัง            สั งฆะเตเชนะ โสตถินา
นัสสั นตุปัททะวา สั พเพ          โรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯ
........สั พพีติโย วิวัชชันตุ    สั พพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตตวันตะราโย            สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ
อะภิวาทะนะสี ลสสะิ               นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ           อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ
บทขัดอังคุลมาละปะริตตัง
                          ิ

 ปะริตตัง ยัมภะณันตัสสะ...... นิสินนัฏฐานะโธวะนัง
 อุทะกัมปิ วินาเสติ           สั พพะเมวะ ปะริสสะยัง
 โสตถินา คัพภะวุฏฐานัง        ยัญจะ สาเธติ ตังขะเณ
 เถรัสสั งคุลมาลัสสะ
             ิ                โลกะนาเถนะ ภาสิ ตัง
 กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง         ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
            -------------------------------
                   อังคุลมาละปะริตตัง
                         ิ

...........ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ
สั ญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สั จเจนะ โสตถิ เต
โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
...........ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ
สั ญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สั จเจนะ โสตถิ เต
โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
...........ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ
สั ญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สั จเจนะ โสตถิ เต
โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
บทขัดโพชฌังคะปะริตตัง

  สั งสาเร สั งสะรันตานัง          สั พพะทุกขะวินาสะเน
  สั ตตะ ธัมเม จะ โพขฌังเค........ มาระเสนัปปะมัททิโน
  พุชฌิตวา เยปิ เม สั ตตา          ติภะวามุตตะกุตตะมา
  อะช่ ติง อะชะราพยาธิง            อะมะตัง นิพภะยัง คะตา
  เอวะมาทิคุณูเปตัง                อะเนกะคุณะสั งคะหัง
  โอสะถัญจะ อิมัง มันตัง           โพชฌังคันตัมภะณามะ เห ฯ
                -------------------------------
                       โพชฌังคะปะริตตัง

..........โพชฌังโค สะติสังขาโต.......... ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
วิริยัมปี ติปัสสั ทธิ -                  โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา                      สั ตเตเต สั พพะทัสสิ นา
มุนินา สั มมะทักขาตา                     ภาวิตา พะหุลกะตา
                                                       ี
สั งวัตตันติ อะภิญญายะ                   นิพพานายะ จะ โพธิยา
..........เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ           โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ                     โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง
คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา                     โพชฌังเค สั ตตะ เทสะยิ
เต จะ ตัง อะภินันทิตวา                   โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
..........เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ           โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ
เอกะทา ธัมมะราชาปิ                       เคลัญเญนาภิปีฬิ โต
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ                     ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
สั มโมทิตวา จะ อาพาธา                    ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                     โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ
..........ปะหีนา เต จะ อาพาธา            ติณณันนัมปิ มะเหสิ นัง
มัคคาหะตะกิเลสา วะ     ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ   โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ
บทขัดอะภะยะปะริตตัง
ปุญญะลาภัง มะหาเตชัง......... วัณณะกิตติมะหายะสั ง
สั พพะสั ตตะหิตัง ชาตัง       ตัง สุ ณันตุ อะเสสะโต
อัตตัปปะระหิตัง ชาตัง         ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ
            ----------------------------
                    อะภะยะปะริตตัง

        ........ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
        โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สั ทโท
        ปาปัคคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง
        พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
        ........ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
        โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สั ทโท
        ปาปัคคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง
        ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
        ........ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
        โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สั ทโท
        ปาปัคคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง
        สั งฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
เทวะตาอุยโยชะนะคาถา
........ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา              ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา
โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา                        โหนตุ สั พเพปิ ปาณิโน
เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ                         สั มภะตัง ปุญญะสั มปะทัง
สั พเพ เทวานุโมทันตุ                         สั พพะสั มปัตติสิทธิยา
ทานัง ทะทันตุ สั ทธายะ                       สี ลง รักขันตุ สั พพะทา
                                                 ั
ภาวะนาภิระตา โหนตุ                           คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ
........ สั พเพ พุทธา พะลัปปัตตา........     ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง
อะระหันตานัญจะ เตเชนะ                        รักขัง พันธามิ สั พพะโส ฯ



 ..........ขอสั ตว์ ท้งปวง ทีประสบทุกข์ จงพ้ นจากทุกข์
                      ั       ่
 ทีประสบภัย จงพ้ นจากภัย และทีประสบความโศก
    ่                              ่
 จงพ้ นจากความโศกเสี ยได้ เถิด และขอเทวดาทั้งปวง จงได้ อนุโมทนา
 ซึ่งบุญสมบัติอนข้ าพเจ้ าทั้งหลายได้ สร้ างสมไว้ แล้วนี้ เพื่อความสาเร็จ
                ั
 แห่ งสมบัติท้งปวงมนุษย์ ทั้งหลาย จงให้ ทานด้ วยใจศรัทธา รักษาศีล
              ั
 ตลอดกาลทั้งปวง ทวยเทพทั้งหลาย ทีมาชุมนุมแล้วขอเชิญกลับเถิด
                                         ่
 .........พระพุทธเจ้ าทั้งหลายผู้ทรงถึงพร้ อม ด้ วยพละธรรม
 ด้ วยเดชแห่ งพละธรรมของ พระปัจเจกพุทธเจ้ าทั้งหลาย และ
 ด้ วยเดชแห่ งพละธรรม ของพระอรหันต์ ท้งหลายขอให้ ข้าพเจ้ า
                                             ั
 จงคุ้มครองรักษา ความดีไว้ ได้ โดยประการทั้งปวงเทอญ
บทขัดชะยะปะริตตง
                                ฺ ั

 ชะยัง เทวะมะนุสสานัง           ชะโย โหตุ ปะราชิโต
 มาระเสนา อะภิกกันฺตา           สะมันตา ทวาทะสะโยชะนา
 ขันฺติเมตตาอะธิฎฺฐานา          วิทธังเสตวานะ จักขุมา
 ภะวาภะเว สั งสะรันโต           ทิพฺพะจักฺขงุ วิโสธะยิ
 ปะริยาปันฺนาทิโสตฺถานัง....... หิตายะ จะ สุ ขายะ จะ
 พุทธะกิจฺจัง วิโสเธตวา         ปะริตตันตัมฺภะณามะ เห ฯ
                ------------------------

                      ชะยะปะริตตัง

มะหาการุณิโก นาโถ                    หิตายะ สั พพะปาณินัง
ปูเรตวา ปาระมี สั พพา                ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                 โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
........ชะยันโต โพธิยา มูเล ........ สั กยานัง นันทิวัฑฒะโน
เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ               ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก                   สี เส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สั พพะพุทธานัง              อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ
สุ นักขัตตัง สุ มังคะลัง             สุ ปะภาตัง สุ หุฎฐิตัง
สุ กขะโณ สุ มุหุตโต จะ               สุ ยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง                วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง                ปะณิธี เต ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ กัตวานะ                  ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ
........โส อัตถะลัทโธ สุ ขิโต        วิรุฬโห พุทธะสาสะเน
อะโรโค สุ ขิโต โหหิ                  สะหะ สั พเพหิ ญาติภิ
สา อัตถะลัทธา สุ ขิตา   วิรุฬหา พุทธะสาสะเน
อะโรคา สุ ขิตา โหหิ     สะหะ สั พเพหิ ญาติภิ
เต อัตถะลัทธา สุ ขิตา   วิรุฬหา พุทธะสาสะเน
อะโรคา สุ ขิตา โหถะ     สะหะ สั พเพหิ ญาติภิฯ
ระตะนัตตะยัปปะภาวาภิยาจะนะคาถา

อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ            อุตตะมัง ธัมมะมัชฌะคา
มะหาสั งฆัง ปะโพเธสิ               อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง
พุทโธ ธัมโม สั งโฆ จาติ            นานาโหนตัมปิ วัตถุโต
อัญญะมัญญาวิโยคา วะ                เอกีภูตัมปะนัตถะโต
พุทโธ ธัมมัสสะ โพเธตา              ธัมโม สั งเฆนะ ธาริโต
สั งโฆ จะ สาวะโก พุทธัสสะ          อิจเจกาพัทธะเมวิทง  ั
วิสุทธัง อุตตะมัง เสฏฐัง           โลกัส์มิง ระตะนัตตะยัง
สั งวัตตะติ ปะสั นนานัง            อัตตะโน สุ ทธิกามินัง
สั มมา ปะฏิปัชชันตานัง             ปะระมายา วิสุทธิยา ฯ
วิสุทธิ สั พพัก์เลเสหิ             โหติ ทุกเขหิ นิพพุติ
นิพพานัง ปะระมัง สุ ญญัง           นิพพานัง ปะระมัง สุ ขัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ               สุ วัตถิ โหตุ สั พพะทา ฯ
ระตะนัตตะยานุภาเวนะ                ระตะนัตตะยะเตชะสา
อุปัททะวันตะรายา จะ                อุปะสั คคา จะ สั พพะโส
มา กะทาจิ สั มผุสิงสุ              รัฏฐัง ส์ ยามานะเมวิทงั
อาโรคิยะสุ ขัญเจวะ                 ตะโต ทีฆายุตาปิ จะ
ตัพพัตถูนัญจะ สั มปัต์โย           สุ ขัง สั พพัตถะ โสตถี จะ
ภะวันตุ สั มปะวัตตันตุ             ส์ ยามานัง รัฏฐะปาลินัง
เต จะ รัฏฐัญจะ รักขันตุ            ส์ ยามะรัฏฐิกะเทวะตา
ส์ ยามานัง รัฏฐะปาสี หิ            ธัมมามิเสหิ ปูชิตา
สิ ทธะมัตถุ สิ ธะมัตถุ             สิ ทธะมัตถุ อิทง ผะลัง
                                                     ั
เอตัส์มิง ระตะนัตตะยัส์มิง........ สั มปะสาทะนะเจตะโส ฯ

              ------------------------
ระตะนัตตะยัปปะภาวะสิทธิคาถา

อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ     โลกานัง อะนุกมปะโก
                                            ั
เวเนยยานัง ปะโพเธตา         สั นติมัคคานุสาสะโก ฯ
ส์ วากขาโต อุตตะโม ธัมโม    โลกานัง ตะมะทาละโก
นิยยานิโก จะ ทุกข์ ส์มา     ธัมมะจารีนุปาละโก ฯ
สุ ปะฏิปันโน มะหาสั งโฆ     โลกานัง ปุญญะมากะโร
สี ละทิฏฐีหิ สั งสุ ทโธ     สั นติมัคคะนิโยชะโก ฯ
อิจเจตัง ระตะนัง เสฏฐัง     โลเก สะระฌะมุตตะมัง
ปะริกขะกานะ ธีรานัง         ญาณะสั ญจาระณักขะมัง ฯ
ยัสสะ โลกัง ปะภาเสติ        อาตะโปวะ ตะโมนุโท
ทัยยะเทโส อิมาคัมมะ         เขมะมัคคัปปะโชตะนัง
สั นติสุเข ปะติฏฐาติ        อิสสะโร สาตะตัง ฐีโต ฯ
อัคคะเมตัง ติระตะนัง        คะรุง กัต์วานะ รักขิตัง
ธะชัง กัต์วา ปะเทสั สสะ     ทัยยะเทเสนะ อุทธะตัง ฯ
นีติปัญญัติการายะ           สะทิฏฐิยา ปะกุพพะเน
ธัมมะนุญญัง วะ รัฏฐัสสะ     รัฏฐานัง สิ ทธิทายะกัง ฯ
เอวัง สาสะนะกิจเจสุ         สั งฆัง กัต์วานะธิสสะรัง
ปะสิ ชฌะนันติทง พุทธะ-
                    ั       สาสะนัสสะ ปะสาสะนัง
เอวัง ปะสาสะนุปาเยนะ        ถิรัง ติฏฐะติ สาสะนัง ฯ
ระตะนัตตะยานุภาเวนะ         ระตะนัตตะยะเตชะสา
ทัยยะชาติ วิโรเจตุ          สั พพะสั มปัตติสิทธิยา
อิทธิง ปัปโปตุ เวปุลลัง     วิรุฬหิง จุตตะริง สะทา ฯ
-จิรัง ติฏฐะตุ โลกัส์มิง    สั มมาสั มพุทธะสาสะนัง
ทัสเสนตัง ภัพพะสั ตตานัง    อัญชะสั ง วะ วิสุทธิยา ฯ
จิรัญชีวะตุ ทีฆายุ          ทัยยานัง ธัมมะขัตติโย
วัณณะวา พะละสั มปันโน            นิรามะโย จะ นิพภะโย ฯ
รัฏฐัสสะ ธัมมะนุญญัญจะ           จิรัง ติฏฐะตุ โสตถินา ฯ
ระตะนัตตะยัปปะภาเวนะ             วุฑฒิยาสา สะมิชฌะตุ
ทัยยานัง รัฏฐะปาลินัง            สั พพะสิ ทธิ สะทา ถิรัง ฯ
ชะยะมัตถุ จะ ทัยยานัง            วุฑฒิ สั นติ นิรันตะรัง
ปะวัฑฒะตัง จะ ภิยโยโส........... ธะนุฏฐาเนนะ สั มปะทาติ ฯ

               ------------------------
สุขาภิยาจะนะคาถา

ยัง ยัง เทวะมะนุสสานัง          มังคะลัตถายะ ภาสิ ตัง
ตัสสะ ตัสสานุภาเวนะ             โหตุ ราชะกุเล สุ ขัง
เย เย อารักขะกา เทวา            ตัตถะ ตัตถาธวาสิ โน
อิมินา ธัมมะทาเนนะ              สั พเพ อัมเหหิ ปูชิตา
สะทา ภัท์รานิ ปัสสั นตุ         สุ ขิตา โหนตุ นิพภะยา
อัปปะมัตตา จะ อัมเหสุ           สั พเพ รักขันตุ โน สะทา
ยัญจะ โน ภาสะมาเนหิ             กุสะลัง ปะสุ ตัง พะหุง
ตันโน เทวานุโมทันตุ             จิรัง ติฏฐันตุ สาคะตัง
เย วา ชะลาพุชัณฑะชา             สั งเสทะโชปะปาติกา
อะเวรา โหนตุ สั พเพ เต          อะนีฆา นิรุปัททะวา
ปัสสั นตุ อะนะวัชชานิ           มา จะ สาวัชชะมาคะมา
จิรัง ติฏฐะตุ โลกัส์มิง         สั มมาสั มพุทธะสาสะนัง
ทัสเสนตัง โสตะวันตุนัง          มัคคัง สั ตตะวิสุทธิยา
ยาวะ พุทโธติ นามัมปิ            โลกะเชฏฐัสสะ สั ตถุโน
สั มมาเทสิ ตะธัมมัสสะ           ปะวัตตะติ มะเหสิ โน
ปะสั นนา โหนตุ สั พเพปิ         ปาณิโน พุทธะสาสะเน
สั มมา ธารัง ปะเวจฉันโต         กาเล เทโว ปะวัสสะตุ
วุฑฒิภาวายะ สั ตตานัง           สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง
มาตา ปิ ตา จะ อัตระชัง          นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง
เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน........... ปะชัง รักขันตุ สั พพะทา ฯ

              ------------------------
มงคลจักรวาฬใหญี่

..........สิ ริธิติมะติเตโชชะยะสิ ทธิมะหิทธิมะหาคุณาปะริมิตะปุญญาธิ-
การัสสะ สั พพันตะรายะนิวาระณะสะมัตถัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต
สั มมาสั มพุทธัสสะ ท์วัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณานุภาเวนะ อะสี ต์ยา-
นุพ์ยัญชะนานุภาเวนะ อัฏฐุตตะระสะตะมังคะลานุภาเวนะ ฉัพพัณณะ-
รังสิ ยานุภาเวนะ เกตุมาลานุภาเวนะ ทะสะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะอุปะ-
ปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะปะระมัตถะปาระมิตานุภาเวนะ สี ละสะมาธิ-
ปัญญานุภาเวนะ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สั งฆานุภาเวนะ เตชา-
นุภาเวนะ อิทธานุภาเวนะ พะลานุภาเวนะ เญยยะธัมมานุภาเวนะ จะตุ-
ราสี ติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ นะวะโลกุตตะระธัมมานุภาเวนะ
อัฏฐังคิกะมัคคานุภาเวนะ อัฏฐะสะมาปัตติยานุภาเวนะ ฉะฬะภิญญา-
นุภาเวนะ จะตุสัจจะญาณานุภาเวนะ ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ
สั พพัญญตะญาณานุภาเวนะ เมตตาการุณามุทตาอุเปกขานุภาเวนะ
                                              ิ
สั พพะปะริตตานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะสะระณานุภาเวนะ ตุยหัง สั พ-
พะโรคะโสกุปัททะวะทุกขะโทมะนัสสุ ปายาสา วินัสสั นตุ สั พพะ
อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ สั พพะสั งกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา
ตุยหัง โหนตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สั พพะทา ฯ อากาสะ-
ปัพพะตะวะนะภูมิคงคามะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา
                        ั
ตุม์เห อะนุรักขันตุ ฯ
  ..........ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง.......... รักขันตุ สั พพะเทวะตา
  สั พพะพุทธานุภาเวนะ                       สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
  ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง                     รักขันตุ สั พพะเทวะตา
  สั พพะธัมมานุภาเวนะ                       สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
  ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง                     รักขันตุ สั พพะเทวะตา
  สั พพะสั งฆานุภาเวนะ                      สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
..........นักขัตตะยักขะภูตานัง      ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ                  หันต์ วา เตสั ง อัปัททะเว
นักขัตตะยักขะภูตานัง                ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ                  หันต์ วา เตสั ง อัปัททะเว
นักขัตตะยักขะภูตานัง                ปาปัคคะหะนิวาระณา
ปะริตตัสสานุภาเวนะ.......           หันต์ วา เตสั ง อัปัททะเว ฯ

                  ------------------------
บทขัดธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตร

       อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง     สั มพุชฌิต์วา ตะถาคะโต
       ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ        ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง
       สั มมะเทวะ ปะวัตเตนโต       โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
       ยัตถากขาตา อุโภ อันตา       ปะฏิปัตติ จะ มัชฌิมา
       จะตูส์วาริยะสั จเจสุ        วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง
       เทสิ ตัง ธัมมะราเชนะ        สั มมาสั มโพธิกตตะนัง
                                                  ิ
       นาเมนะ วิสสุ ตัง สุ ตตัง    ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง
       เวยยากะระณะปาเฐนะ.......... สั งคัตันภะฌามะ เส ฯ

                    ------------------------
                    ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุ ตตัง

..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิ ยัง วิหะระติ
อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู
อามันเตสิ ฯ
..........เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง
กาเมสุ กามะสุ ขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย
อะนัตถะสั ญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย
อะนัตถะสั ญหิโต ฯ
..........เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ
อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติฯ
..........กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถา คะเตนะ
อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ
อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
..........อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทง ฯ สั มมา-
                                                         ั
ทิฏฐิ สั มมาสั งกัปโป สั มมาวาจา สั มมากัมมันโต สั มมาอาชีโว สั มมา-
วายาโม สั มมาสะติ สั มมาสะมาธิ ฯ
..........อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ
อะภิ สั มพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ
สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยัะสั จจัง ชาติปิ ทุกขา
             ั
ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะ ทุกขะโทมะนัสสุ ปายา-
สาปิ ทุกขา อัปปิ เยหิ สั มปะโยโค ทุกโข ปิ เยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ยัมปิ จฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สั งขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา
ทุกขา ฯ
..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุมะโย อะริยะสั จจัง ฯ ยายัง
               ั
ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภิ นันทินี ฯ
เสยยะถีทง ฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ
           ั
..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจังฯ โย
                 ั
ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะ นิโรโธ จาโค ปะฏินิสสั คโค มุตติ
อะนาละโย ฯ
..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา
                   ั
อะริยะ สั จจัง ฯ
..........อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทง ฯ สั มมา-
                                                           ั
ทิฏฐิ สั มมาสั งกัปโป สั มมาวาจา สั มมากัมมันโต สั มมา อาชีโว สั มมา-
วายาโม สั มมาสะติ สั มมาสะมาธิ ฯ
..........อิทง ทุกขัง อะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ
                     ั
ธัมเมสุ จักขุง อุทพปาทิ ญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิ วิชชา
อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขัง อะริยะสั จจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว
                         ั
ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา
อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขัง อะริยะสั จจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว
                           ั
ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา
อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
..........อิทง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะ-
              ั
นุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะสะมุทมะโย อะริยะสั จจัง ปะหาตัพพันติ
                             ั
เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง
อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะสะมุทมะโย อะริยะสั จจัง ปะหีนันติ เม
                               ั
ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง
อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........อิทง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะ-
                ั
นุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโกอุทะปาทิ ฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจัง สั จจิกาตัพพันติ เม
                                 ั
ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง
อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจัง สั จจิกะตันติ เม
                                   ั
ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะ-
ปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........อิทง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว
             ั
ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา
อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริสัจจัง
                       ั
ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ
ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสั จจัง
                         ั
ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ
ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
..........ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสั จเจสุ เอวันติ-
ปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุ วิสุทธัง
อะโหสิ ฯ
..........เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะ-
เก สั สสะมะณะพราหมะณิยา ปายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุต
ตะรัง สั มมาสั มโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิ ง ฯ
..........ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสั จเจสุ เอวันติ-
ปะริวัฏฏัง ท์วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุ วิสุทธัง
อะโหสิ ฯ
..........อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก
สั สสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะ มะนุสสายะ อะนุตตะรัง
สั มมาสั มโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิ ง ฯ
..........ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง ปุทะปาทิ อะกุปปา เม
วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ
..........อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิขู
ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุง ฯ อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส์มิง
ภัญญะมาเน อายัส์มะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง
ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สุ มุทะยะธัมมัง สั พพันตัง
นิโรธะธัมมันติ ฯ
..........ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สั ททะ-
มะนุสสาเวสุ ง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิ ยังบ อิสิปะตะเน มิคะทาเย
อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ
วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา
เกนะจิ วา โลกัส์มินติ ฯ
..........ภุมมานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........จาตุมมะหาราชิกา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯจาตุมมะหา-
ราชิกานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........ตาวะติงสา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ตาวะติงสานัง
เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........ยามา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ยามานัง เทวานัง สั ททัง
สุ ต์วา
..........ตุสิตา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ตุสิตานัง เทวานัง สั ททัง
สุ ต์วา
..........นิมมานะระตี เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ นิมมานะระตีนัง
เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ปะระ-
นิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ( เมื่อจะสวดย่ อเพียงสวรรค์
๖ ชั้น ครั้นสวดมาถึงตรงนีแส้ วสวด พรัหมะกายิกา เทวา สั ททะมะนุส-
                           ้
สะเวสุ ง แล้วลง เอตัมภะคะวะตา พาราณัสิยัง อิสิปะตะเน
มิคะทาเย ฯลฯ เหมือนกันไปจนจบ ) พรัหมะปาริสัชชา เทวา
สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ พรัหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........พรัหมะปะโรหิตา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ พรัหมะปะ
โรหิตานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........มะหาพรัหมา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ มะหาพรัหมานัง
เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........ปะริตตาภา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ปะริตตาภานัง เทวานัง
สั ททัง สุ ต์วา
..........อัปปะมาณาภา เทวา สั ททะมะนุสสา เวสุ ง ฯ อัปปะมาณาภานัง
เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........อาภัสสะรา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ อาภัสสะรานัง เทวานัง
สั ททัง สุ ต์วา
..........ปะริตตะสุ ภา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ปะริตตะสุ ภานัง
เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........อัปปะมาณะสุ ภา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ อัปปะมาณะ-
สุ ภานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........สุ ภะกิณหะกา เทวา สั ททะ มะนุสสาเวสุ ง ฯ สุ ภะกิณหะกานัง
เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........เวหัปผะลา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ เวหัปผะลานัง
เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
..........อะวิหา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ อะวิหานัง เทวานัง
สั ททัง สุ ต์วา
..........อะตัปปา เทวา สั ททะมะนุสสา เวสุ ง ฯ อะตัปปานัง เทวานัง
สั ททัง สุ ต์วา
..........สุ ทสสา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ สุ ทสสานัง เทวานัง
                ั                                  ั
สั ททัง สุ ต์วา
..........สุ ทสสี เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ สุ ทสสี นัง เทวานัง
                  ั                              ั
สั ททัง สุ ต์วา
..........อะกะนิฏฐะกา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ
..........เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิ ยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย
อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิ วัตติยัง สะมะเณนะ
วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา
เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ
..........อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา
สั ทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สั งกัมปิ
สั มปะกัมปิ สั มปะเวธิฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก
ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง ฯ
..........อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ
โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ ฯ
..........อิติหิทง อายัส์มะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญ เตว์ วะ
                 ั
นามัง อะโหสี ติ ฯ

                   ------------------------
บทขัดอะนัตตะลักขะณะสุตร

      ยันตัง สั ตเตหิ ทุกเขนะ          เญยยัง อะนัตตะลักขะณัง
      อัตตะวาทาตตะสั ญญานัง            สั มมะเทวะ วิโมจะนัง
      สั มพุทโธ ตัง ปะกาเสสิ           ทิฏฐะสั จจานะ โยคินัง
      อุตตะริง ปะฏิเวธายะ              ภาเวตุง ญาณะมุตตะมัง
      ยันเตสั ง ทิฏฐะธัมมานัง          ญาเณนุปะปะริกขะตัง
      สั พพาสะเวหิ จิตตานิ             วิมุจจิงสุ อะเสสะโต
      ตะถา ญาณานุสาเรนะ                สาสะนัง กาตุมิจฉะตัง
      สาธุนัง อัตถะสิ ทธัตถัง......... ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส ฯ

                     ------------------------
                        อะนัตตะลักขะณะสุ ตตัง

..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิ ยัง
วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตัต์ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย
ภิกขู อามันเตสิ ฯ
..........รู ปัง ภิกขะเว อะนัตตา ฯ รู ปัญจะหิทง ภิกขะเว อัตตา
                                                    ั
อะภะวิสสะ นะยิทง รู ปัง อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ จะ
                        ั
รู เป เอวัง เม รู ปัง โหตุ เอวัง เม รู ปัง มา อะโหสี ติ ฯ ยัส์มา
จะ โข ภิกขะเว รู ปัง อะนัตตา ตัส์มา รู ปัง อาพาธายะ สั งวัตตะติ
นะ จะ ลัพภะติ รู เป เอวัง เม รู ปัง โหตุ เอวัง เม รู ปัง มา
อะโหสี ติ ฯ
..........เวทะนา อะนัตตา ฯ เวทะนา จะ หิทง ภิกขะเว อัตตา
                                                  ั
อะกะวิสสะ นะยิทง เวทะนา อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ
                      ั
จะ เวทะนายะ เอวัง เม เวทะนา โหตุ เอวัง เม เวทะนา มา
อะโหสี ติ ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว เวทะนา อะนัตตา ตัส์มา
เวทะนา อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ เวทะนายะ เอวัง เม
เวทะนา โหตุ เอวัง เม เวทะนา มา อะโหสี ติ ฯ
..........สั ญญา อะนัตตา ฯ สั ญญา จะ หิทง ภิกขะเว อัตตา
                                             ั
อะกะวิสสะ นะยิทง สั ญญา อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ จะ
                   ั
สั ญญายะ เอวัง เม สั ญญา โหตุ เอวัง เม สั ญญา มา อะโหสี ติ ฯ
ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว สั ญญา อะนัตตา ตัส์มา สั ญญา อาพาธายะ
สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ สั ญญายะ เอวัง เม สั ญญา โหตุ
เอวัง เม สั ญญา มา อะโหสี ติ ฯ
..........สั งขารา อะนัตตา ฯ สั งขารา จะ หิทง ภิกขะเว อัตตา
                                               ั
อะกะวิสสะ นะยิทง สั งขารา อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ
                     ั
จะ สั งขาเรสุ เอวัง เม สั งขารา โหตุ เอวัง เม สั งขารา มา
อะโหสี ติ ฯ ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว สั งขารา อะนัตตา ตัส์มา
สั งขารา อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ สั งขาเรสุ เอวัง
เม สั งขารา โหตุ เอวัง เม สั งขารา มา อะเหสุ นติ ฯ
..........วิญญาณัง อะนัตตา ฯ วิญญาณังจะ หิทง ภิกขะเว อัตตา
                                                   ั
อะกะวิสสะ นะยิทง วิญญาณัง อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ
                       ั
จะ วิญญาเณ เอวัง เม วิญญาณัง โหตุ เอวัง เม วิญญาณัง
มา อะโหสี ติ ฯ ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว วิญญาณัง อะนัตตา
ตัส์มา วิญญาณัง อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ
วิญญาณัง เอวัง เม วิญญาณัง โหตุ เอวัง เม วิญญาณัง มา
อะเหสุ นติ ฯ
..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว รู ปัง นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ
อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง
ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง
สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน
เหตัง ภันเต ฯ
..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว เวทะนา นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ
อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง
ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง
สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน
เหตัง ภันเต ฯ
..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว สั ญญา นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ
อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง
ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง
สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน
เหตัง ภันเต ฯ
..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว สั งขารา นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ
อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง
ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง
สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน
เหตัง ภันเต ฯ
..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว วิญญาณัง นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ
อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง
ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง
สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน
เหตัง ภันเต ฯ
..........ตัส์มาติหะ ภิกขะเว ยังกิญจิ รู ปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง
อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา
                                   ั
ปะณีตัง วา ยันทูเร สั นติเก วา สั พพัง รู ปัง เนตัง มะมะ เนโสหะ-
มัส์มิ นะ เมโส อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ
ทัฏฐัพพัง ฯ
..........ยา กาจิ เวทะนา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง
วา พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตา วา ยา
                              ั
ทูเร สั นติเก วา สั พพา เวทะนา เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ เมโส
อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ
..........ยา กาจิ สั ญญา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา
พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตา วา ยา ทูเร
                        ั
สั นติเก วา สั พพา สั ญญา เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ เมโส
อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ
..........ยา กาจิ สั งขารา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา
พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตา วา ยา ทูเร
                          ั
สั นติเก วา สั พเพ สั งขารา เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ เมโส
อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ
..........ยังกิญจิ วิญญาณัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา
พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตัง วา
                            ั
ยันทูเร สั นติเก วา สั พพัง วิญญาณัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ
เมโส อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ
..........เอวัง ปัสสั ง ภิกขะเว สุ ต์วา อะริยะสาวะโก รู ปัส์มิงปิ
นิพพินทะติ เวทะนายะปิ นิพพินทะติ สั ญญายะปิ นิพพินทะติ สั งขา-
เรสุ ปิ นิพพินทะติ วิญญาณัส์มิงปิ นิพพินทะติ ฯ นิพพินทัง วิรัชชะติ ฯ
วิราคา วิมุจจะติ วิมุตตัส์มิง วิมุตตะมีติ ญาณัง โหติ ขีณา ชาติ วุสิตัง
พรัหมะจะริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติ ฯ
..........อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขุ
ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุง ฯ
..........อิมัส์มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส์มิง ภัญญะมาเน ปัญจะ
วัตติยานัง ภิกขุนัง อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสุ ติ ฯ

                    ------------------------
บทขัดอาทิตตะปะริยายะสุตร

     เวเนยยะทะมะโนปาเย            สั พพะโส ปาริมิง คะโต
     อะโมฆะวะจะโน พุทโธ           อะภิญญายานุสาสะโก
     จิณณานุรูปะโต จาปิ           ธัมเมนะ วินะยัง ปะชัง
     จิณณาคคิปาริจะริยานัง        สั มโพชฌาระหะโยคินัง
     ยะมาทิตตะปะริยายั ง          เทสะยันโต มะโนหะรัง
     เต โสตาโร วิโมเจสิ           อะเสกขายะ วิมุตติยา
     ตะเถโวปะปะริกขายะ            วิญญูนัง โสตุมิจฉะตัง
     ทุกขะตาลักขะโณปายัง......... ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส ฯ

                    ------------------------
                       อาทิตตะปะริยายะสุ ตตัง

..........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา คะยายัง วิหะระติ
คะยาสี เส สั ทธิง ภิกขุสะหัสเสนะ ฯ
..........ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ฯ
..........สั พพัง ภิกขะเว อาทิตตัง ฯ กิญจะ ภิกขะเว สั พพัง อาทิตตัง ฯ
จักขุง ภิกขะเว อาทิ ตตั ง รู ปา อาทิตตา จักขุวิญญาณัง อาทิตตัง
จั กขุ สั มผัสโส อาทิ ตโต ยัมปิ ทั ง จั กขุ สั มผัสสะปัจจะยา
อุ ปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา
ตัมปิ อาทิตตัง เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสั คคินา
โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ
ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
..........โสตัง อาทิตตัง สั ททา อาทิ ตตา โสตะวิ ญญาณัง อาทิ ตตัง
โสตะสั มผัสโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง โสตะสั มผัสสะปั จจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขั ง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขั ง วา
ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสั คคินา
โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ
ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
..........ฆานั ง อาทิตตั ง คันธา อาทิตตา ฆานะวิญญาณัง อาทิ ตตัง
ฆานะสั มผั สโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง ฆานะสั มผัสสะปั จจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ
อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตั ง ราคัคคินา โทสั คคิ นา
โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ
ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
..........ชิวหา อาทิ ตตา ระสา อาทิตตา ชิ วหาวิ ญญาณัง อาทิตตัง
ชิวหาสั มผัสโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง ชิวหาสั มผัสสะปั จจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ
อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตั ง ราคัคคินา โทสั คคิ นา
โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริ เทเวหิ
ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
..........กาโย อาทิตโต โผฏฐัพพา อาทิตตา กายะวิญญานัง อาทิตตัง
กายะสั มผั สโส อาทิ ตโต ยั มปิ ทัง กายะสั มผั สสะปั จจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ
อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคั คคินา โทสั คคินา
โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ
ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
..........มะโน อาทิตโต ธัมมา อาทิตตา มะโนวิญญาณัง อาทิ ตตัง
มะโนสั มผัสโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง มะโนสั มผัสสะปัจจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ
อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคั คคินา โทสั คคินา
โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ
ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ??
..........เอวัง ปัสสั ง ภิกขะเว สุ ตวา อะริยะสาวะโก
..........จักขุส๎มิงปิ นิพพินทะติ รู เปสุ ปิ นิพพินทะติ จักขุวิญญาเณปิ
นิ พพิ นทะติ จักขุ สั มผัสเสปิ นิพพิ นทะติ ยัมปิ ทั ง
จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขั ง วา ทุกขัง วา
อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
..........โสตัส๎มิงปิ นิพพิ นทะติ สั ทเทสุ ปิ นิ พพิ นทะติ
โสตะวิญญาเณปิ นิพพิ นทะติ โสตะสั มผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิ ทัง โสตะสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา
ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
..........ฆานั ส๎ มิ งปิ นิ พพินทะติ คันเธสุ ปิ นิ พพิ นทะติ
ฆานะ วิ ญญาเณปิ นิ พพิ นทะติ ฆานะสั มผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิ ทัง ฆานะสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิ ตั ง สุ ขัง วา
ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
..........ชิ วหายะปิ นิพพิ นทะติ ระเสสุ ปิ นิพพิ นทะติ
ชิวหาวิ ญญาเณปิ นิ พพิ นทะติ ชิ วหาสั มผั สเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิ ทั ง ชิวหาสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา
ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
..........กายัส๎ มิ งปิ นิ พพิ นทะติ โผฏฐัพเพสุ ปิ นิพพิ นทะติ
กายะวิญญาเณปิ นิ พพินทะติ กายะสั มผั สเสปิ นิ พพินทะติ
ยัมปิ ทัง กายะสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา
ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
..........มะนั ส๎ มิงปิ นิพพิ นทะติ ธั มเมสุ ปิ นิพพิ นทะติ
มะโนวิญญาเณปิ นิ พพินทะติ มะโนสั มผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิ ทัง มะโนสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิ ตั ง สุ ขัง วา
ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
..........นิพพินทั ง วิรัชชะติ ฯ วิ ราคา วิมุ จจะติ ฯ วิมุตตั ส๎ มิ ง
วิมุตตะมีติ ญาณัง โหติ ขีณา ชาติ วุสิตัง พรัหมะจะริยัง กะตัง
กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติ ฯ
..........อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อั ตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต
ภาสิ ตัง อะภินันทุง ฯ
..........อิมัส๎ มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณั ส๎ มิง ภัญญะมาเน ตัสสะ
ภิกขุสะหัสสั สสะ อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสู ติ ฯ

                     ------------------------
คาถาพ่ นตาแดงตาเจ็บ

                 สะหัสสะเนตโต เทวินโท
                  ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ
              อิกะวิติ พุทธสั งมิ โลกะวิทู ฯ


      คาถานี้ ใช้ เสกนาพ่ นตาแดงตาต้ อ เสกนาล้างหน้ า
                      ้                    ้
ทุกวัน จะไม่ เป็ นโรคตา เสกนามนต์ หยอดตาแก้เจ็บตาก็ได้ ฯ
                              ้

             ------------------------
สามภาณ
                 มะหากัสสะปะโพชฌังคะสุ ตตะปาโฐ

...........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ
เวฬุ วะเน กะลันทะกะนิวาเป ฯ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ อายัสมา
มะหากัสสะโป ปิ ปผะลิคุหายัง วิหะระติ อาพาธิโก ทุกขิโต
พาฬหะคิลาโน ฯ
...........อะถะโข ภะคะวา สายัญหะสะมะยัง ปะฏิสัลลานา วุฏฐิโต
เยนายัสมา มะหากัสสะโป เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ปัญญัตเต
อาสะเน นิสีทิ ฯ นิสัชชะ โข ภะคะวา อายัสมันตัง มะหากัสสะปัง
เอตะทะโวจะ
...........กัจจิ เต กัสสะปะ ขะมะนียัง กัจจิ ยาปะนียัง กัจจิ ทุกขา
เวทะนา ปะฏิกกะมันติ โน อะภิกกะมันติ ปะฏิกกะโมสานัง ปัญญายะติ
โน อะภิกกะโมติ ฯ นะ เม ภันเต ขะมะนียัง นะ ยาปะนียัง พาฬหา
เม ทุกขา เวทะนา อะภิกกะมันติ โน ปะฏิกกะมันติ อะภิกกะโมสานัง
ปัญญายะติ โน ปะฏิกกะโมติ ฯ
...........สั ตติเม กัสสะปะ โพชฌังคา มะยา สั มมะทักขาตา ภาวิตา
พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตันติ ฯ
       ี
กะตะเม สั ตตะ ฯ
...........สะติสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต
พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
         ี
...........ธัมมะวิจะยะสั มโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
                ี
...........วิริยะสั มโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต
พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
           ี
...........ปี ติสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต
พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
       ี
...........ปัสสั ทธิสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
               ี
...........สะมาธิสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
                 ี
...........อุเปกขาสั มโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
                   ี
...........อิเม โข กัสสะปะ สั ตตะ โพชฌังคา มะยา สั มมะทักขาตา
ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตันตีติ ฯ
                     ี
...........ตัคฆะ ภะคะวา โพชฌังคา ตัคฆะ สุ คะตะ โพชฌังคาติ ฯ
...........อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะโน อายัสมา มะหากัสสะโป
ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทิ ฯ วุฏฐะหิ จายัสมา มะหากัสสะโป
ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหีโน จายัสมะโต มะหากัสสะปัสสะ โส
อาพาโธ อะโหสี ติ ฯ

                  ------------------------
มะหาโมคคัลลานะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ

............เอวัมเม สุ ตง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห
                        ั
วิหะระติ เวฬุวะเน กะลันทะกะนิวาเป ฯ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ
อายัสมา มะหาโมคคัลลาโน คิชฌะกูเฏ ปั พพะเต วิหะระติ
อาพาธิ โก ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน ฯ
............อะถะโข ภะคะวา สายัณหะสะมะยัง ปะฏิสัลลานา วุฏฐิโต
เยนายัสมา มะหาโมคคัลลาโน เตนุปะสังกะมิ อุปะสังกะมิตวา
ปั ญญัตเต อาสะเน นิสทิ ฯ นิสัชชะ โข ภะคะวา อายัส มันตัง มะหาโมค-
คัลลานัง เอตะทะโวจะ
............กัจจิ เต โมคคัลลานะ ขะมะนยัง กัจจิ ยาปะนยัง กัจจิ
ทุกขา เวทะนา ปะฏิกกะมันติ โน อะภิกกะมันติ ปะฏิกกะโมสานัง
ปั ญญายะติ โน อะภิกกะโมติ ฯ นะ เม ภันเต ขะมะนยัง นะ
ยาปะนยัง พาฬหา เม ทุกขา เวทะนา อะภิกกะมันติ โน ปะฏิกกะมันติ
อะภิกกะโมสานัง ปั ญญายะติ โน ปะฏิกกะโมติ ฯ
............สัตติเม โมคคัลลานะ โพชฌังคา มะยา สัมมะทักขาตา
ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ
สังวัตตันติ ฯ กะตะเม สัตตะ ฯ
............สะติสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทัก-
ขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ
สังวัตตะติ ฯ
............วิริยะสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
............ปติสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
............ปั สสัทธิ สัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
............สะมาธิ สัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต
ภาวิโค พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
............อุเปกขาสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
............อิเม โข โมคคัลลานะ สัตตะ โพชฌังคา มะยา สัมมะทักขาตา
ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ
สังวัตตันตติ ฯ
............ตัคฆะ ภะคะวา โพชฌังคา ตัคฆะ สุ คะตะ โพชฌังคาติ ฯ
............อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะโน อายัสมา มะหาโมคคัล-
ลาโน ภะคะวะโต ภาสิ ตง อะภินนทิ ฯ วุฏฐะหิ จายัสมา มะหาโมค-
                          ั      ั
คัลลาโน ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหโน จายัสมะโต มะหาโมคคัลลา-
นัสสะ โส อาพาธ อะโหสติ ฯ

                   ------------------------
มะหาจุนทะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ

............เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ
เวฬุ วะเน กะลันทะกะนิวาเป ฯ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ ภะคะวา
อาพาธิโก โหติ ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน ฯ
............อะถะโข อายัสมา มะหาจุนโท สายัณหะสะมะยัง ปะฏิสัลลานา
วุฏฐิโต เยนะ ภะคะวา เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ภะคะวันตัง
อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง นิสีทิ ฯ เอกะมันตัง นิสินนัง โข อายัสมันตัง
มะหาจุนทัง ภะคะวา เอตะทะโวจะ
............ปะฏิภันตุ ตัง จุนทะ โพชฌังคาติ ฯ
............สั ตติเม ภันเต โพชฌังคา ภะคะวะตา สั มมะทักขาตา ภาวิตา
พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตันติ ฯ
       ี
กะตะเม สั ตตะ ฯ
............สะติสัมโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ
                ี
สั งวัตตะติ ฯ
............ธัมมะวิจะยะสั มโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทัก-
ขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ
                        ี
สั งวัตตะติ ฯ
............วิริยะสั มโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
                  ี
............ปี ติสัมโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
                    ี
............ปัสสั ทธิสัมโพชฌังโค โข ภันเค ภะคะวะตา สั มมะทุกขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
                      ี
............สะมาธิสัมโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
               ี
............อุเปกขาสั มโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต
ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ
                 ี
............อิเม โข ภันเต สั ตตะ โพชฌังคา ภะคะวะตา
สั มมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ
                              ี
นิพพานายะ สั งวัตตันตีติ ฯ
............ตัคฆะ จุนทะ โพชฌังคา ตัคฆะ จุนทะ โพชฌังคาติ ฯ
............อิทะมะโวจายัส์มา มะหาจุนโท ฯ สะมะนุญโญ สั ตถา
อะโหสิ ฯ วุฏฐะหิ จะ ภะคะวา ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหีโน
จะ ภะคะวะโต โส อาพาโธ อะโหสี ติ ฯ
ยาอายุยน
                              ื

ทิงถ่ อนตะโกนา
  ้                                      เปลือกหาเตรียมไว้
บอระเพ็ดแห้ วหมู........................ หาดูให้ ได้
เม็ดข่ อยพริกไทย                         หกสิ่ ง เสมอกัน
ตาเป็ นผงแล้ว                            นาผึงละลายฉัน
                                           ้ ้
วันหนึ่งพึงปั้น......                    เท่าเม็ดพุทรา

              ------------------------
คิริมานันทะสุตตะปาโฐีุ

..........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง
วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม เตนะ โข ปะนะ
                                     ั
สะมะเยนะ อายัสมา คิริมานันโท อาพาธิโก โหติ ทุกขิโต
พาฬหะคิลาโน อะถะโข อายัสมา อานันโท เยนะ ภะคะวา
เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง
นิสีทิ เอกะมันตัง นิสินโน โข อายัสมา อานันโท ภะคะวันตัง
เอตะทะโวจะ ฯ
..........อายัสมา ภันเต คิริมานันโท อาพาธิโก ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน
สาธุ ภันเต ภะคะวา เยนายัสมา คิริมานันโท เตนุปะสั งกะมะตุ
อะนุกมปัง อุปาทายาติ ฯ สะเจ โข ตวัง อานันทะ คิริมานันทัสสะ
       ั
ภิกขุโน อุปะสั งกะมิตวา ทะสะ สั ญญา ภาเสยยาสิ ฐานัง โข
ปะเนตัง วิชชะติ ยัง คิริมานันทัสสะ ภิกขุโน ทะสะ สั ญญา
สุ ตวา โส อาพาโธ ฐานะโส ปะฏิปปัสสั มเภยยะ ฯ กะตะมา ทะสะ ฯ
อะนิจจะสั ญญา อะนัตตะสั ญญา อะสุ ภะสั ญญา อาทีนะวะสั ญญา
ปะหานะสั ญญา วิราคะสั ญญา นิโรธะสั ญญา สั พพะโลเก
อะนะภิระตะสั ญญา สั พพะสั งขาเรสุ อะนิจจะสั ญญา อานาปานัสสะติ ฯ
..........กะตะมา จานันทะ อะนิจจะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ
อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา
อิติ ปะฏิสัญจิกขะติ รู ปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สั ญญา อะนิจจา
สั งขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจันติ ฯ อิติ อิเมสุ ปัญจะสุ
อุปาทานักขันเธสุ อะนิจจานุปัสสี วิหะระติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ
อะนิจจะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ อะนัตตะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ
อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ
ปะฏิสัญจิกขะติ จักขุง อะนัตตา รู ปา อะนัตตา โสตัง อะนัตตา
สั ททา อะนัตตา ฆานัง อะนัตตา คันธา อะนัตตา ชิวหา อะนัตตา
ระสา อะนัตตา กาโย อะนัตตา โผฏฐัพพา อะนัตตา มะโน
อะนัตตา ธัมมา อะนัตตาติ ฯ อิติ อิเมสุ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ
อายะตะเนสุ อะนัตตานุปัสสี วิหะระติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ
อะนัตตะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ อะสุ ภะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ
อิมะเมวะ กายัง อุทธัง ปาทะตะลา อะโธ เกสะมัตถะกา
ตะจะปะริยันตัง ปูรันนานัปปะการัสสะ อะสุ จิโน ปัจจะเวกขะติ อัตถิ
อิมัสมิง กาเย เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสั ง นะหารู
อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิ หะกัง
ปัปผาสั ง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง ปิ ตตัง เสมหัง ปุพโพ
โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วะสา เขโฬ สิ งฆาณิกา ละสิ กา
มุตตันติ ฯ อิติ อิมัสมิง กาเย อะสุ ภานุปัสสี วิหะระติ ฯ อะยัง
วุจจะตานันทะ อะสุ ภะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ อาทีนะวะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ
อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ
ปะฏิสัญจิกขะติ พะหุทกโข โข อะยัง กาโย พะหุอาทีนะโวติ ฯ อิติ
                        ุ
อิมัสมิง กาเย วิวิธา อาพาธา อุปปัชชันติ ฯ เสยยะถีทง ฯ จักขุโรโค
                                                       ั
โสตะโรโค ฆานะโรโค ชิวหาโรโค กายะโรโค สี สะโรโค กัณณะโรโค
มุขะโรโค ทันตะโรโค กาโส สาโส ปิ นาโส ฑะโห ชะโร กุจฉิโรโค
มุจฉา ปักขันทิกา สุ ลา วิสูจิกา กุฏฐัง คัณโฑ กิลาโส โสโส
อะปะมาโร ทันทุ กัณฑุ กัจฉุ ระขะสา วิตัจฉิก โลหิตัง ปิ ตตัง
มะธุเมโห อังสา ปิ ฬะกา ภะคัณฑะลา ฯ ปิ ตตะสะมุฏฐานา อาพาธา
เสมหะสะมุฏฐานา อาพาธา วาตะสะมุฏฐานา อาพาธา สั นนิปาติกา
อาพาธา อุตุปะริณามะชา อาพาธา วิสะมะปะระหาระชา อาพาธา
โอปักกะมิกา อาพาธา กัมมะวิปากะชา อาพาธา สี ตัง อุณหัง ชิฆัจฉา
ปิ ปาสา อุจจาโร ปัสสาโวติ ฯ อิติ อิมัสมิง กาเย อาทีนะวานุปัสสี
วิหะระติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ อาทีนะวะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ ปะหานะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ
อุปปันนัง กามะวิตักกัง นาธิวาเสติ ปะชะหะติ วิโนเทติ พยันตีกะโรติ
อะนะภาวัง คะเมติ อุปปันนัง พยาปาทะวิตักกัง นาธิวาเสติ ปะชะหะติ
วิโนเทติ พยันตีกะโรติ อะนะภาวัง คะเมติ อุปปันนัง วิหิงสาวิตักกัง
นาธิวาเสติ ปะชะหะติ วิโนเทติ พยันตีกะโรติ อะนะภาวัง คะเมติ
อุปปันนุปปันเน ปาปะเก อะกุสะเล ธัมเม นาธิวาเสติ ปะชะหะติ
วิโนเทติ พยันตีกะโรติ อะนะภาวัง คะเมติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ
ปะหานะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ วิราคะสั ญญา อิธานันทะ ภิกขุ
อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ
ปะฏิสัญจิกขะติ เอตัง สั นตัง เอตัง ปะณีตัง ยะทิทง สั พพะสั งขา
                                                 ั
ระสะมะโก สั พพูปะธิปะฏินิสสั คโค ตัณหักขะโย วิราโค นิพพานันติ ฯ
อะยัง วุจจะตานันทะ วิาคะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ นิโรธะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ
อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ
ปะฏิสัญจิกขะติ เอตัง สั นตัง เอตัง ปะณีตัง ยะทิทง  ั
สั พพะสั งขาระสะมาโถ สั พพูปะธิปะฏินิสสั คโค ตัณหักขะโย นิโรโธ
นิพพานันติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ นิโรธะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ สั พพะโลเก อะนะภิระตะสั ญญา ฯ
อิธานันทะ ภิกขุ เย โลเก อุปายุปาทานา เจตะโส อะธิฏฐานาภินิเวสา-
นุสะยา เต ปะชะหันโต วิระมะติ นะ อุปาทิยันโต อะยัง
วุจจะตานันทะ สั พพะโลเก อะนะภิะระตะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ สั พพะสั งขาเรสุ อะนิจจะสั ญญา ฯ
อิธานันทะ ภิกขุ สั พพะสั งขาเรหิ อัฏฏิยะติ หะรายะติ ชิคุจฉะติ ฯ
อะยัง วุจจะตานันทะ สั พพะสั งขาเรสุ อะนิจจะสั ญญา ฯ
..........กะตะมา จานันทะ อานาปานัสสติ อิธานันทะ ภิกขุ
อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา นิสีทะติ
ปัลลังกัง อาภุชิตวา อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง
อุปัฏฐะเปตวา ฯ โส สะโต วะ อัสสสะสะติ สะโต ปัสสะสะติ ฯ
..........ทีฆัง วา อัสสะสั นโต ทีฆัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
..........ทีฆัง วา ปัสสะสั นโต ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
รัสสั ง วา อัสสะสั นโต รัสสั ง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
รัสสั ง วา ปัสสะสั นโต รัสสั ง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
สั พพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
สั พพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปัสสั มภะยัง กายะสั งขารัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปัสสั มภะยัง กายะสั งขารัง ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปี ติปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปี ติปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
สุ ขะปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
สุ ขะปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
จิตตะสั งขาระปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
จิตตะสั งขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปัสสั มภะยัง จิตตะสั งขารัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปัสสั มภะยัง จิตตะสั งขารัง ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
จิตตะปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิ สสามิติ สิ กขะติ
สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
สะมาทะหัง จิตตัง ปัสสะลิสสามีติ สิ กขะติ
วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
วิโมจะยัง จิตตัง ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
วิราคานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
วิราคานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
นิโรธานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปะฏินิสสั คคานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
ปะฏินิสสั คคานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
อะยัง วุจจะตานันทะ อานาปานัสสะติ ฯ
..........สะเจ โข ตวัง อานันทะ คิริมานันทัสสะ ภิกขุโน
อุปะสั งกะมิตวา อิมา ทะสะ สั ญญา ภาเสยยาสิ ฐานัง โข ปะเนตัง
วิชชะติ ยัง คิริมานันทัสสะ ภิกขุโน อิมา ทะสะ สั ญญา สุ ตวา
โส อาพาโธ ฐานะโส ปะฏิปปัสสั มเภยยาติ ฯ
..........อะถะโข อายัสมา อานันโท ภะคะวะโต สั นติเก อิมา ทะสะ
สั ญญา อุคคะเหตวา เยนายัสมา คิริมานันโท เตนุปะสั งกะมิ
อุปะสั งกะมิตวา อายัสมะโต คิริมานันทัสสะ อิมา ทะสะ สั ญญา
อะภาสิ ฯ
..........อะถะโข อายัสมะโต คิริมานันทัสสะ อิมา ทะสะ สั ญญา
สุ ตวา โส อาพาโธ ฐานะโส ปะฏิปัสสั มภิ ฯ วุฏฐะหิ จายัสมา
คิริมานันโท ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหีโน จะ ปะนายัสมะโต
คิริมานันทัสสะ โส อาพาโธ อะโหสี ติ ฯ
บทขัดมัคคะวิภังคะสูตร

 ..........สะเทวะโก อะยัง โลโก.......... ..........สะมาระโก สะพรัหมะโก
 ยัมมัคคัง อัปปะชานันโต                  สั พพะทุกขา นะ มุจจะติ
 มัคคักขายีนะมัคโค โส                    ภะคะวา มัคคะโกวิโท
 ตัง เว มัคคัง อะภิญญายะ                 ทุกขะสั งขะยะคามินัง
 สะยัง เตเนวะ คันตวานะ                   ปัตโต โพธิมะนุตตะรัง
 สั มมานุปะฏิปัตยัตถัง                   สั ตตานัง โพธิกามินัง
 นานาวิเธหุปาเยภิ                        ปะเวเทสิ หิเตสะโก
 ตัมมัคคะทีปะกัง สุ ตตัง                 ยัง สั มพุทเธนะ ภาสิ ตัง
 วัตถุตตะเย ปะสั นนานัง                  สาธูนัง ธัมมะกามินัง
 ภิยโย ปะสาทุปปาเทนะ                     ทิฏโฐชุกะระเณนะ จะ
 สุ วัตถิสาธะนัตถังปิ                    ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส..
                      -----------------------------

                           มัคคะวิภังคะสุ ตตัง

..........เอวัมเม สุ ตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ
เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู
                             ั
อามันเตสิ ภิกขะโวติ. ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง
ภะคะวา เอตะทะโวจะ อะริยัง โว ภิกขะเว อัฏฐังคิกง มัคคัง เทสิ สสามิ
                                                  ั
วิภะชิสสามิ ตัง สุ ณาถะ สาธุกง มะนะสิ กะโรถะ ภาสิ สสามีติ. เอวัม-
                                ั
ภันเตติ โข เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง. ภะคะวา เอตะทะโวจะ.
..........กะตะโม จะ ภิกขะเว อะริโย อัฏฐิงคิโก มัคโค เสยยะถีทง สั มมาทิฏฐิ
                                                                ั
สั มมาสั งกัปโป สั มมาวาจา สั มมากัมมันโต สั มมาอาชีโว สั มมาวายาโม
สั มมาสะติ สั มมาสะมาธิ.
..........กะตะมา จะ ภิกขะเว สั มมาทิฏฐิ ยัง โข ภิกขะเว ทุกเข ญาณัง
ทุกขะสะมุทะเย ญาณัง ทุกขะนิโรเธ ญาณัง ทุกขะนิโรธะคามินิยา
ปะฏิปะทายะ ญาณัง อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาทิฏฐิ .
กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาสั งกัปโป โย โข ภิกขะเว เนกขัมมะ-
สั งกัปโป อัพยาปาทะสั งกัปโป อะวิหิงสาสั งกัปโป. อะยัง วุจจะติ
ภิกขะเว สั มมาสั งกัปโป.
..........กะตะมา จะ ภิกขะเว สั มมาวาจา ยา โข ภิกขะเว มุสาวาทา
เวระมะณี ปิ สุ ณายะ วาจายะ เวระมะณี ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี
สั มผัปปะลาปา เวระมะณี. อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาวาจา.
..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมากัมมันโต. ยา โข ภิกขะเว
ปาณาติปาตา เวระมะณี อะทินนาทานา เวระมะณี อะพรัหมะจะริยา
เวระมะณี อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมากัมมันโต.
..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาอาชีโว. อิธะ ภิกขะเว อะริยะ-
สาวะโก มิจฉาอาชีวัง ปะหายะ สั มมาอาชีเวนะ ชีวิกง กัปเปติ
                                                  ั
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาอาชีโว.
..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาวายาโม อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
อะนุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง อะนุปปาทายะ
ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ
ปะทะหะติ. อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง
ปะหานายะ ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง
ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ อะนุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง
อุปปาทายะ ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง
ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ. อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา
อะสั มโมสายะ ภิยโยภาวายะ เวปุลลายะ ภาวะนายะ ปาริปูริยา
ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ
ปะทะหะติ. อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาวายาโม.
..........กะตะมา จะ ภิกขะเว สั มมาสะติ. อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ
โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง
จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ
โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง. ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี
สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง, อะยัง
วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาสะติ.
..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาสะมาธิ อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ สะวิตักกัง สะวิจารัง
วิเวกะชัมปี ติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ
วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตัง สั มปะสาทะนัง เจตะโส
เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง สะมาธิชัมปี ติสุขัง ทุติยัง ฌานัง
อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ ปี ติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ
สะโต จะ สั มปะชาโน สุ ขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ ยันตัง
อะริยา อาจิกขันติ อุเปกขะโก สะติมา สุ ขะวิหารีติ ตะติยัง ฌานัง
อุปสั มปัชชะ วิหะรติ สุ ขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา
ปุพเพ วะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา อะทุกขะมะสุ ขัง
อุเปกขาสะติปาริสุทธิง จะตุตถัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาสะมาธีต. อิทะมะโวจะ ภะคะวา
                                      ิ
อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุนติ.
                      -----------------------------
บทขัดสติปัฏฐานะปาฐะ

          สั มพุทโธ ทิปะทังเสฏโฐ มะหาการุณิโก มุนิ
          เอกายะนั ง มัคคัง นามะ เวเนยยานัง อะเทสะยิ
          กิลฏฐะจิตตะสั ตตานัง จิตตักเ๎ ลสะวิสุทธิยา
              ิ
          โสกานัง ปะริเทวานัง อะติกกะมายะ สั พพะโส
          ทุกขานัง โทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ อัฏฐิตัง
          ญายัสเสวาธิคะมายะ นิพพานัสสาภิปัตติยา
          สะติปัฏฐานะนาเมนะ วิสสุ ตัง อิธะ สาสะเน
          จิตตักเ๎ ลสะวิสุทธัตถัง ตัง มัคคันตัมภะณามะ เส.
                    -----------------------------
                          สะติปัฏฐานะปาโฐ

..........อัตถิ โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา
สั มมาสั มพุทเธนะ เอกายะโน อะยัง มัคโค สั มมะทักขาโต
สั ตตานั ง วิ สุ ทธิ ยา โสกะปะริเทวานั ง. สะมะติ กกะมายะ
ทุ กขะโทมะนั สสานัง อั ตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ
นิ พพานั สสะ สั จฉิ กิริยายะ ยะทิทง จัตตาโร สะติ ปั ฏฐานา,
                                    ั
กะตะเม จัตตาโร.
..........อิธะ ภิกขุ กาเย กายานุปั สสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน
สะติ มา วิ เนยยะ โลเก อะภิ ชฌาโทมะนัสสั ง. เวทะนาสุ
เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ
โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง. จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี
สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง. ธัมเมสุ
ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิ เนยยะ
โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง.
..........กะถัญจะ ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง
วา กาเย กายานุปัสสี วิ หะระติ พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี
วิ หะระติ. อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุ ปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ วะยะธั มมานุปัสสี
วา กายัส๎มิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุ ปัสสี วา กายัส๎มิง
วิ หะระติ อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุ ปั ฏฐิตา โหติ
ยาวะเทวะญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิ โต
จะ วิ หะระติ นะจะ กิญจิ โลเก อุ ปาทิ ยะติ. เอวัง โข ภิ กขุ
กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ.
..........กะถัญจะ ภิ กขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิ หะระติ . อิ ธะ
ภิกขุ อัชฌัตตัง วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิ หะระติ. อัชฌั ตตะพะหิ ทธา วา
เวทะนาสุ เวทะนานุปั สสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา
เวทะนาสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ
สะมุทะยะวะยะธัมมานุ ปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ อัตถิ
เวทะนาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิ ตา โหติ ยาวะเทวะ-
ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิ สสิ โต จะ วิหะระติ
นะ จะ กิ ญจิ โลเก อุ ปาทิยะติ. เอวัง โข ภิกขุ เวทะนาสุ -
เวทะนานุปัสสี วิหะระติ.
..........กะถัญจะ ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง
วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี
วิหะระติ . อัชฌั ตตะพะหิ ทธา วา จิ ตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี
วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง
วิหะระติ อัตถิ จิตตันติ วา ปะนั สสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิ โต จะ
วิหะระติ นะจะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. เอวัง โข ภิกขุ จิตเต
จิตตานุปัสสี วิหะระติ.
..........กะถั ญจะ ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. อิ ธะ ภิ กขุ
อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ
ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี
วิ หะระติ . สะมุ ทะยะธัมมานุ ปัสสี วา ธัมเมสุ วิ หะระติ
วะยะธั มมานุปั สสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุ ทะยะวะยะ-
ธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ
สะติ ปั จจุ ปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ
ปะฏิสสะติมั ตตายะ อะนิสสิ โต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก
อุปาทิยะติ. เอวัง โข ภิกขุ ธั มเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ.
..........อะยั ง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา
สั มมาสั มพุทเธนะ เอกายะโน มัคโค สั มมะทักขาโต สั ตตานัง
วิ สุ ทธิ ยา โสกะปะริเทวานั ง สะมะติ กกะมายะ ทุ กขะ-
โทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ
นิพพานัสสะ สั จฉิกริยายะ ยะทิทง จัตตาโร สะติปัฏฐานาติ.
                     ิ            ั
..........................เอกายะนัง ชาติขะยันตะทัสสี
..........................มัคคัง ปะชานาติ หิตานุกมปี
                                                  ั
..........................เอเตนะ มัคเคนะ ตะริงสุ ปุพเพ
..........................ตะริสสะเร เจวะ ตะรันติ โจฆันติ.
                    -----------------------------
พระวินัย

..........ยันเตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปั สสะตา อะระหะตา
สั มมาสั มพุทเธนะ ปะฐะมัง ปาราชิกง กัตถะ ปัญญัตตั นติ ฯ
                                      ั
เวสาลิยัง ปัญญัตตันติ ฯ กัง อารัพภาติ ฯ สุ ทนนัง กะลันทะปุตตัง
                                              ิ
อารัพภาติ ฯ กัส๎มิ ง วัตถุ ส๎ มินติ ฯ สุ ทนโน กะลันทะปุตโต
                                          ิ
ปุราณะทุติยิกายะ เมถุนัง ธัมมัง ปะฏิเสวิ ตัส๎มิง วัตถุส๎มินติ ฯ
..........เตนะ สะมะเยนะ พุ ทโธ ภะคะวา เวรัญชายัง วิ หะระติ นะ
เฬรุปุ จิมั นทะมู เล มะหะตา ภิ กขุ สั งเฆนะ สั ทธิ ง ปัญจะมัตเตหิ
ภิกขุสะเตหิ ฯ
..........อัสโสสิ โข เวรัญโช พราหมะโณ สะมะโณ ขะลุ โภ โคตะโม
สั ก๎ยะปุตโต สั ก๎ยะกุลา ปัพพะชิโต เวรัญชายัง วิ หะระติ นะ
เฬรุปุ จิมั นทะมู เล มะหะตา ภิ กขุ สั งเฆนะ สั ทธิ ง ปัญจะมัตเตหิ
ภิกขุสะเตหิ
..........ตังโข ปะนะ ภะวันตัง โคตะมัง เอวัง กัลยาโณ กิตติ สั ทโท
                                                  ๎
อัพภุคคะโต อิติ ปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุ ทโธ
วิ ชชาจะระณะสั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุ ตตะโร
ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
..........โส อิมัง โลกัง สะเทวะกั ง สะมาระกัง สะพรั หมะกั ง
สั สสะมะณะพราหมะณิ ง ปะชัง สะเทวะมะนุ สสั ง สะยั ง
อะภิญญา สั จฉิกต๎วา ปะเวเทติ โส ธัมมั ง เทเสติ อาทิกลยาณัง
                 ั                                      ั๎
มัชเฌกัล๎ ยาณัง ปะริโยสานะกัล๎ ยาณัง สาตถัง สะพยัญชะนั ง
เกวะละปะริปณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสติ ฯ
              ุ
..........สาธุ โข ปะนะ ตะถารู ปานัง อะระหะตัง ทัสสะนัง โหตีติ ฯ
พระสูตร

..........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา อันตะรา จะ
ราชะคะหัง อันตะรา จะ นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติ
มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สั ทธิ ง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ ฯ
สุ ปปิ โยปิ โข ปะริพพาชะโก อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ
นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติ สั ทธิง อันเตวาสิ นา
พรัหมะทัตเตนะ มาณะเวนะ ฯ ตัต๎ระ สุ ทง สุ ปปิ โย ปะริพพาชะโก
                                         ั
อะเนกะปะริยาเยนะ พุทธัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ ธัมมัสสะ
อะวัณณั ง ภาสะติ สั งฆั สะ อะวัณณั ง ภาสะติ ฯ สุ ปปิ ยัสสะ
ปะนะ ปะริพพาชะกัสสะ อันเตวาสี พรั หมะทั ตโต มาณะโว
อะเนกะปะริยาเยนะ พุทธัสสะ วัณณัง ภาสะติ ธัมมัสสะ วัณณัง
ภาสะติ สั งฆั สสะ วั ณณัง ภาสะติ ฯ อิติ หะ เต อุ โภ
อาจะริยันเตวาสี อั ญญะมัญญัสสะ อุชุวิปั จจะนิ กะวาทา
ภะคะวันตัง ปิ ฏฐิโต ปิ ฏฐิโต อะนุพันธา โหนติ ภิกขุสังฆัญจะ ฯ
พระสังคิณีี

..........กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา ฯ กะตะเม
ธัมมา กุสะลา ฯ ยัสมิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุ สะลัง จิตตัง อุปปันนัง
โหติ โสมะนัสสะสะหะคะตั ง ญาณะสั มปะยุตตัง รู ปารั มมะณัง วา
สั ททารัมมะณั ง วา คันธารั มมะณั ง วา ระสารัมมะณัง วา โผฏฐั พพา-
รัมมะณัง วา ธัมมารั มมะณั ง วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ ตัสมิง
สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ เย วา ปะนะ ตัสมิง
สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรู ปิโน ธัมมา อิเม
ธัมมา กุสะลา ฯ
พระวิภังคี์

..........ปัญจักขันธา รู ปักขันโธ เวทะนากขั นโธ สั ญญากขันโธ สั งขา-
รักขันโธ วิญญาณักขันโธ ฯ ตัตถะ กะตะโม รู ปักขันโธ ฯ ยังกิญจิ
รู ปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง      ั
วา สุ ขุมัง วา หีนัง วา ปะณีตัง วา ยัง ทูเร วา สั นติเก วา ตะเทกัชฌัง
อะภิสั ญญูหิตวา อะภิสังขิ ปิ ตวา อะยั ง วุจจะติ รู ปักขันโธ ฯ
พระธาตุกะถา

..........สั งคะโห อะสั งคะโห ฯ สั งคะหิ เตนะ อะสั งคะหิตั ง อะสั ง-
คะหิ เตนะ สั งคะหิตั ง สั งคะหิ เตนะ สั งคะหิ ตั ง อะสั งคะหิ เตนะ
อะสั งคะหิ ตั ง ฯ สั มปะโยโค วิปปะโยโค สั มปะยุตเตนะ วิปปะ-
ยุ ตตั ง วิปปะยุ ตเตนะ สั มปะยุ ตตั ง อะสั งคะหิตัง
พระปุคะละปั ญญัตตีิ

..........ฉะ ปัญญั ตติ โย ขันธะปัญญัตติ อายะตะนะปัญญัตติ
ธาตุปั ญญั ตติ สั จจะปัญญัตติ อินทริยะปั ญญั ตติ
ปุคคะละปัญญัตติ ฯ กิตตาวะตา ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัตติ ฯ
สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม
ปะริหานะธั มโม อะปะริ หานะธั มโม เจตะนาภัพโพ
อะนุ รักขะนาภัพโพ ปุถุชชะโน โคตระภู ภะยูปะระโต
อะภะยูปะระโต ภัพพาคะมะโน อะภั พพาคะมะโน นิยะโต
อะนิยะโต ปะฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต อะระหา อะระหัตตายะ
ปะฏิปันโน ฯ
พระกะถาวัตถีุ

.........ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สั จฉิกตถะปะระมัตเถนาติ อามันตาฯ
                                    ั
โย สั จฉิกตโถ ปะระมั ตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุ ปะลัพภะติ
           ั
สั จฉิกั ตถะปะระมั ตเถนาติ ฯ นะ เหวัง วัตตัพเพ ฯ อาชานาหิ
นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สั จฉิกตถะปะระมัตเถนะ
                                          ั
เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ โย สั จฉิกตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส
                                  ั
ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สั จฉิกตถะปะระมัตเถนาติ ฯ มิจฉาฯ
                           ั
พระยะมะกะ

.........เย เกจิ กุสะลา ธัมมา สั พเพ เต กุสะละมูลา ฯ เย วา ปะนะ
กุสะละมูลา สั พเพ เต ธัมมา กุ สะลา ฯ เย เกจิ กุสะลา ธัมมา
สั พเพ เต กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา ฯ เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ
เอกะมูลา สั พเพ เต ธัมมา กุสะลา ฯ
พระมะหาปั ฏฐาน

.........เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย อะธิปะติปัจจะโย
อะนันตะระปัจจะโย สะมะนันตะระปัจจะโย สะหะชาตะปัจจะโย
อัญญะมัญญะปัจจะโย นิสสะยะปัจจะโย อุปะนิสสะยะปัจจะโย
ปุเรชาตะปัจจะโย ปัจฉาชาตะปั จจะโย อาเสวะนะปัจจะโย
กัมมะปัจจะโย วิปากะปัจจะโย อาหาระปัจจะโย อินทริยะปัจจะโย
ฌานะปัจจะโย มัคคะปัจจะโย สั มปะยุตตะปัจจะโย วิปปะยุตตะ-
ปั จจะโย อัตถิ ปั จจะโย นัตถิปั จจะโย วิ คะตะปั จจะโย
อะวิคะตะปัจจะโย
บังสุกุลตาย

                   แบบมหานิกาย

 อะนิจจา วะตะ สั งขารา....... อุปปาทะวะยะธัมมิโน,
 อุปปัชชิต๎วา นิรุชฌันติ      เตสั ง วูปะสะโม สุ โขฯ

                    แบบธรรมยุต

อะนิจจา วะตะ สั งขารา....... อุปปาทะวะยะธัมมิโน,
อุปปัชชิต๎วา นิรุชฌันติ      เตสั ง วูปะสะโม สุ โขฯ
สั พเพ สั ตตา มะรันติ จะ     มะริงสุ จะ มะริสะเร
ตะเถวาหัง มะริสสามิ          นัตถิ เม เอตถะ สั งสะโยฯ
บังสุกุลเป็ น

อะจิรัง วะตะยัง กาโย        ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ........ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง
ธัมมะสังคิณีมาติกา

..........กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา ฯ
..........สุ ขายะ เวทะนายะ สั มปะยุตตา ธัมมา ทุกขายะ เวทะนายะ
สั มปะยุตตา ธัมมา อะทุกขะมะสุ ขายะ เวทะนายะ สั มปะยุ ตตา
ธัมมา ฯ
..........วิปากา ธัมมา วิปากะธัมมะธั มมา เนวะวิปากะนะวิปากะ-
ธัมมะธัมมา ฯ
..........อุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา อะนุปาทินนุ ปาทานิ ยา ธั มมา
อะนุปาทินนานุปาทานิยา ธัมมา ฯ
..........สั งกิลฏฐะสั งกิเลสิ กา ธัมมา อะสั งกิลฏฐะสั งกิเลสิ กา ธัมมา
                 ิ                               ิ
อะสั งกิลฏฐาสั งกิเลสิ กา ธัมมา ฯ
         ิ
..........สะวิตั กกะสะวิจารา ธัมมา อะวิตักกะวิจาระมัตตา ธั มมา
อะวิตักกาวิจารา ธัมมา ฯ
..........ปี ติ สะหะคะตา ธั มมา สุ ขะสะหะคะตา ธั มมา อุ เปกขา-
สะหะคะตา ธัมมา ฯ
......ทัสสะเนนะ ปะหาตั พพา ธั มมา ภาวะนายะ ปะหาตัพพา
ธัมมา เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา ฯ
..........ทัสสะเนนะ ปะหาตั พพะเหตุกา ธัมมา ภาวะนายะ-
ปะหาตัพพะเหตุ กา ธัมมา เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ-
ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา ฯ
..........อาจะยะคามิโน ธัมมา อะปะจะยะคามิโน ธัมมา
เนวาจะยะคามิโน นาปะจะยะคามิโน ธัมมา ฯ
..........เสกขา ธัมมา อะเสกขา ธัมมา เนวะเสกขานาเสกขา ธัมมา ฯ
..........ปะริตตา ธัมมา มะหัคคะตา ธัมมา อัปปะมาณา ธัมมา ฯ
..........ปะริ ตตารัมมะณา ธัมมา มะหั คคะตารัมมะณา ธัมมา
อัปปะมาณารัมมะณา ธัมมา ฯ
..........หีนา ธัมมา มัชฌิมา ธัมมา ปะณีตา ธัมมา ฯ
..........มิจฉัตตะนิยะตา ธัมมา สั มมัตตะนิยะตา ธัมมา อะนิยะตา
ธัมมา ฯ
..........มัคคารั มมะณา ธัมมา มัคคะเหตุกา ธัมมา มัคคาธิปะติ โน
ธัมมา ฯ
..........อุปปันนา ธัมมา อะนุปปันนา ธัมมา อุปปาทิโน ธัมมา ฯ
..........อะตีตา ธัมมา อะนาคะตา ธัมมา ปัจจุปปันนา ธัมมา ฯ
..........อะตี ตารัมมะณา ธัมมา อะนาคะตา รั มมะณา ธัมมา
ปัจจุปปันนารัมมะณา ธัมมา ฯ
..........อัชฌัตตา ธัมมา พะหิทธา ธัมมา อัชฌัตตะพะหิทธา ธัมมา ฯ
..........อัชฌัตตารั มมะณา ธั มมา พะหิทธารัมมะณา ธัมมา
อัชฌัตตะพะหิทธารัมมะณา ธัมมา ฯ
..........สะนิทสสะนะสั ปปะฏิฆา ธัมมา อะนิทั สสะนะสั ปปะฏิฆา
                ั
ธัมมา อะนิทสสะนาปปะฏิฆา ธัมมา ฯ.
             ั
วิปัสสะนาภูมิปาฐะ

..........ปัญจักขันธา ฯ รู ปักขันโธ เวทะนากขันโธ สั ญญากขั นโธ
สั งขารักขันโธ วิญญาณักขันโธ ฯ
..........ท๎วาทะสายะตะนานิ ฯ จั กข๎ วายะตะนัง รู ปายะตะนั ง
โสตายะตะนัง สั ททายะตะนั ง ฆานายะตะนัง คันธายะตะนัง
ชิวหายะตะนัง ระสายะตะนัง กายายะตะนัง โผฏฐัพพายะตะนัง
มะนายะตะนัง ธัมมายะตะนัง ฯ
..........อัฏฐาระสะ ธาตุโย ฯ จักขุธาตุ รู ปะธาตุ จักขุวิญญาณะธาตุ
โสตะธาตุ สั ททะธาตุ โสตะวิญญาณะธาตุ ฆานะธาตุ คันธะธาตุ
ฆานะวิญญาณะธาตุ ชิ วหาธาตุ ระสะธาตุ ชิ วหาวิญญาณะธาตุ
กายะธาตุ โผฏฐัพพะธาตุ กายะวิ ญญาณะธาตุ มะโนธาตุ
มะโนวิญญาณะธาตุ ฯ
..........พาวีสะตินท๎ริ ยานิ ฯ จักขุนท๎ริยัง โสตินท๎ริยัง ฆานินท๎ริ ยัง
ชิวหินท๎ริยัง กายินท๎ริยัง มะนินท๎ริยัง อิตถินท๎ริ ยัง ปุริสินท๎ริยัง
ชี วิ ติ นท๎ริยัง สุ ขินท๎ ริ ยัง ทุกขินท๎ ริ ยัง โสมะนัสสิ นท๎ ริ ยัง
โทมะนั สสิ นท๎ริ ยั ง อุเปกขินท๎ ริยัง สั ทธินท๎ริยั ง วิริ ยันท๎ริยั ง
สะติ นท๎ริยัง สะมาธินท๎ ริ ยั ง ปัญญินท๎ ริ ยั ง อะนั ญญะ-
ตัญญัสสามีตินท๎ริยัง อัญญินท๎ริยัง อัญญาตาวินท๎ริยัง
..........จัตตาริ อะริยะสั จจานิ ฯ ทุกขัง อะริยะสั จจัง ทุกขะสะมุทะโย
อะริ ยะสั จจัง ทุกขะนิ โรโธ อะริยะสั จจัง ทุ กขะนิโรธะคามินี
ปะฏิปะทา อะริยะสั จจัง
ถวายพรพระ

     นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ ฯ

                         (ว่ า ๓ หน)

..........อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะ-
สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา
เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก
เอหิปัสสิ โก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ
..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะ-
                                                ั
ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง
ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ
พาหุง

..........พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ค รเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
..........มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตสุ ทนตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
         ั
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
..........นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมตตะภูตง
                                    ั      ั
ทาวัคคิจกกะมะสะนวะ สุ ทารุ ณันตัง
           ั
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
..........อุกขิตตะขัคคะมะติหตถะสุ ทารุ ณันตัง
                              ั
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
..........กัตวานะ กิฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินยา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
..........สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิ ตะมะนัง อะติอนธะภูตง
                          ั      ั
ปั ญญาปะทปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
..........นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิ ง
         ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
         อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
         ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
         ..........ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุ ทฏฐะหัตถัง
                                               ั
         พรัหมัง วิสุทธิ ชุติมิทธิ พะกาภิธานัง
         ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
         ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
         ..........เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
         โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันท
         หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
         โมกขัง สุ ขง อะธิ คะเมยยะ นะโร สะปั ญโญ ฯ
                     ั




                         มะหาการุ ณิโก

..........มะหาการุณิโก นาโถ              หิตายะ สั พพะปาณินัง
ปูเรตวา ปาระมี สั พพา                    ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                     โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ
..........ชะยันโต โพธิยา มูเล            สั กยานัง นันทิวัฑฒะโน
เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ                   ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก                       สี เส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สั พพะพุทธานัง                  อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ
สุ นักขัตตัง สุ มังคะลัง                 สุ ปะภาตัง สุ หุฏฐิตัง
สุ ขะโณ สุ มุหุตโต จะ                    สุ ยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง                     วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง                     ปะณิธี เต ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ กัตวานะ                       ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ
..........ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง.......... รักขันตุ สั พพะเทวะตา
สั พพะพุทธานุภาเวนะ                       สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง                     รักขันตุ สั พพะเทวะตา
สั พพะธัมมานุภาเวนะ                       สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง                     รักขันตุ สั พพะเทวะตา
สั พพะสั งฆานุภาเวนะ                      สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ



                          ยะถา วาริวะหา

     ........ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง
     เอวะเมวะ อิโต ทินนัง              เปตานัง อุปะกัปปะติ
     อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง          ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
     สั พเพ ปูเรนตุ สั งกัปปา......... จันโท ปัณณะระโส ยะถา
     .                                 มะณิ โชติระโส ยะถา ฯ

                              สัพพีตโย
                                    ิ

  ..........สั พพีติโย วิวัชชันตุ.......... สั พพะโรโค วินัสสะตุ
  มา เต ภะวัตวันตะราโย                      สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ
  สั พพีติโย วิวัชชันตุ                     สั พพะโรโค วินัสสะตุ
  มา เต ภะวัตวันตะราโย                      สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ
  สั พพีติโย วิวัชชันตุ                     สั พพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย                สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ ฯ
  อะภิวาทะนะสี ลสสะ
                ิ                     นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
  จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ              อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ


                      มงคลจักรวาฬน้ อย

..........สั พพะพุทธานุภาเวนะ สั พพะธัมมานุภาเวนะ สั พพะสั งฆา-
นุภาเวนะ พุ ทธะระตะนัง ธัมมะระตะนั ง สั งฆะระตะนัง ติณณัง
ระตะนานัง อานุภาเวนะ จะตุราสี ติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ
ปิ ฏะกัตตะยานุภาเวนะ ชินะสาวะกานุภาเวนะ สั พเพ เต โรคา สั พเพ
เต ภะยา สั พเพ เต อันตะรายา สั พเพ เต อุปัททะวา สั พเพ เต
ทุนนิมิ ตตา สั พเพ เต อะวะมังคะลา วินัสสั นตุ อายุวัฑฒะโก
ธะนะวัฑฒะโก สิ ริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก
วัณณะวัฑฒะโก สุ ขะวัฑฒะโก โหตุ สั พพะทา ฯ
    ทุกขะโรคะภะยา เวรา             โสกา สั ตตุ จุปัททะวา
    อะเนกา อันตะรายาปิ             วินัสสั นตุ จะ เตชะสา
    ชะยะสิ ทธิ ธะนัง ลาภัง         โสตถิ ภาคยัง สุ ขัง พะลัง
    สิ ริ อายุ จะ วัณโณ จะ         โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา
    สะตะวัสสา จะ อายู จะ.......... ชีวะสิ ทธี ภะวันตุ เต ฯ

               -----------------------------
มงคลจักรวาฬน้ อย (ย่ อ)

ระตะนัตตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะเตชะสา
ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สั ตตุ จุปัททะวา
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ อะเสสะโต
ชะยะสิ ทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุ ขัง พะลัง
สิ ริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา
สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิ ทธี ภะวันตุ เต ฯ

ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา
สั พพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา
สั พพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา
สั พพะสั งฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

        ---------------------------
เกณิยานุโมทะนาคาถา

อัคคิหุตตัง มุขา ยัญญา          สาวิตติ ฉันทะโส มุขัง
ราชา มุขัง มะนุสสานัง           นะทีนัง สาคะโร มุขัง
นักขัตตานัง มุขัง จันโท อาทิจโจ ตะปะตัง มุขัง
ปุญญะมากังขะมานานัง สั งโฆ เว ยะชะตัง มุขัง ฯ
ภะณิสสามะ มะยัง คาถา กาละทานัปปะทีปิกา
เอตา สุ ณันตุ สั กกัจจัง ...... ทายะกา ปุญญะกามิโน ฯ



     หมายเหตุ ..แบบนีนา กาละทานะสุ ตตะคาถา
                     ้
ถ้ านา วิหาระทานะคาถาเปลียนเป็ น วิหาระทานะทีปิกา
                         ่

        -----------------------------
กาละทานะสุตตะคาถา

กาเล ทะทันติ สะปัญญา                  วะทัญญู วีตะมัจฉะรา
กาเลนะ ทินนัง อะริเยสุ                อุชุภูเตสุ ตาทิสุ
วิปปะสั นนะมะนา ตัสสะ                 วิปลา โหติ ทักขิณา
                                          ุ
เย ตัตถะ อะนุโมทันติ                  เวยยาวัจจัง กะโรนติ วา
นะ เตนะ ทักขิณา โอนา                  เตปิ ปุญญัสสะ ภาคิโน
ตัสมา ทะเท อัปปะฏิวานะจิตโต.......... ยัตถะ ทินนัง มะหัปผะลัง
ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง                  ปะติฏฐา โหนติ ปาณินันติ ฯ
ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาค

อะทาสิ เม อะกาสิ เม                ญาติมิตตา สะขา จะ เม
เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา             ปุพเพ กะตะมะนุสสะรัง
นะ หิ รุณณัง วา โสโก วา            ยา วัญญา ปะริเทวะนา
นะ ตัง เปตานะมัตถายะ               เอวัง ติฏฐันติ ญาตะโย
อะยัญจะ โข ทักขิณา ทินนา.......... สั งฆัมหิ สุ ปะติฏฐิตา
ทีฆะรัตตัง หิตายัสสะ               ฐานะโส อุปะกัปปะติ
         โส ญาติธัมโม จะ อะยัง นิทสสิ โต
                                    ั
         เปตานะ ปูชา จะ กะตา อุฬารา
         พะลัญจะ ภิกขูนะมะนุปปะทินนัง
         ตุมเหหิ ปุญญัง ปะสุ ตัง อะนัปปะกันติ ฯ

             --------------------------
อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา

อัคคะโต เว ปะสั นนานัง            อัคคัง ธัมมัง วิชานะตัง
อัคเค พุทเธ ปะสั นนานัง           ทักขิเณยเย อะนุตตะเร
อัคเค ธัมเม ปะสั นนานัง           วิราคูปะสะเม สุ เข
อัคเค สั งเฆ ปะสั นนานัง          ปุญญักเขตเต อะนุตตะเร
อัคคัสมิง ทานัง ทะทะตัง           อัคคัง ปุญญัง ปะวัฑฒะติ
อัคคัง อายุ จะ วัณโณ จะ.......... ยะโส กิตติ สุ ขัง พะลัง
อัคคัสสะ ทาตา เมธาวี              อัคคะธัมมะสะมาหิโต
เทวะภูโต มะนุสโส วา               อัคคัปปัตโต ปะโมทะตีติ ฯ
โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา

อายุโท พะละโท ธีโร            วัณณะโท ปะฏิภาณะโท
สุ ขัสสะ ทาตา เมธาวี          สุ ขัง โส อะธิคจฉะติ
                                             ั
อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง..... สุ ขัญจะ ปะฏิภาณะโท
ทีฆายุ ยะสะวา โหติ            ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ
อาฏานาฏิยะปะริตตัง (ย่ อ)

สั พพะโรคะวินิมุตโต           สั พพะสั นตาปะวัชชิโต
สั พพะเวระมะติกกันโต          นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ ฯ
สั พพีติโย วิวัชชันตุ         สั พพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย          สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ
อะภิวาทะนะสี ลสสะ ิ           นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ ...... อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ
เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา

ยัส์มิง ปะเทเส กัปเปติ    วาสั ง ปัณฑิตะชาติโย
สี ละวันเตตถะ โภเชตวา สั ญญะเต พรัหมะจาริโน
ยา ตัตถะ เทวะตา อาสุ ง ตาสั ง ทักขิณะมาทิเส
ตา ปูชิตา ปูชะยันติ       มานิตา มานะยันติ นัง
ตะโต นัง อะนุกมปันติ มาตา ปุตตังวะ โอระสั ง
                ั
เทวะตานุกมปิ โต โปโส..... สะทา ภัท์รานิ ปัสสะติ ฯ
           ั

           -----------------------
เทวะตาภิสัมมันตะนะคาถา

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข
สั พเพ วะ ภูตา สุ มะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สั กกัจจะ สุ ณันตุ ภาสิ ตัง
สุ ภาสิ ตัง กิญจิปิ โว ภะเณมุ
ปุญเญ สะตุปปาทะกะรัง อะปาปัง
ธัมมูปะเทสั ง อะนุการะกานัง
ตัส๎มา หิ ภูตานิ สะเมนตุ สั พเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ภูเตสุ พาฬหัง กะตะภัตติกายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ปัจโจปะการัง อะภิกงขะมานา
                       ั
เต โข มะนุสสา ตะนุกานุภาวา
ภูตา วิเสเสนะ มะหิทธิกา จะ
อาทิสสะมานา มะนุเชหิ ญาตา
ตัส๎มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ

 ---------------------------
อาทิยะสุตตะคาถา

ภุตตา โภคา ภะฏา ภัจจา วิติณณา อาปะทาสุ เม
อุทธัคคา ทักขิณา ทินนา อะโถ ปัญจะ พะลี กะตา
อุปัฏฐิตา สี ละวันโต     สั ญญะตา พรัหมะจาริโน
ยะทัตถั ง โภคะมิจเฉยยะ ปัณฑิโต ฆะระมาวะสั ง
โส เม อัตโถ อะนุปปัตโต กะตัง อะนะนุตาปิ ยัง
เอตัง อะนุสสะรัง มัจโจ อะริยะธัมเม ฐิโต นะโร
อิเธวะ นัง ปะสั งสั นตีิ เปจจะ สั คเค ปะโมทะตีติ ฯ

         ---------------------------
วิหาระทานะคาถา

สี ตัง อุณหัง ปะฏิหันติ ตะโต วาฬะมิคานิ จะ
สิ ริงสะเป จะ มะกะเส สิ สิเร จาปิ วุฏฐิโย
ตะโต วาตาตะโป โฆโร สั ญชาโต ปะฏิหัญญะติ
เลนัตถัญจะ สุ ขัตถัญจะ ฌายิตุง จะ วิปัสสิ ตุง
วิหาระทานัง สั งฆัสสะ อัคคัง พุทเธหิ วัณณิตัง
ตัส๎มา หิ ปัณฑิโต โปโส สั มปัสสั ง อัตถะมัตตะโน
วิหาเร การะเย รัมเม     วาสะเยตถะ พะหุสสุ เต
เตสั ง อันนัญจะ ปานัญจะ วัตถะเสนาสะนานิ จะ
ทะเทยยะ อุชุภูเตสุ      วิปปะสั นเนนะ เจตะสา
เต ตัสสะ ธัมมัง เทเสนติ สั พพะทุกขาปะนูทะนัง
ยัง โส ธัมมะมิธัญญายะ ปะรินิพพาตะยะนาสะโวติ ฯ

         ---------------------------
อนุโมทนารั มภคาถาแปล

ยะถา วาริวะหา ปูรา ..........ปะริปูเรนติ สาคะรัง
ห้วงน้ าท่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มได้ฉนใด
                                          ั
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง ..........เปตานัง อุปะกัปปะติ
ทานท่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกน้, ย่อมสาเร็ จ
ประโยชน์แก่ผท่ละโลกน้ ไปแล้วได้ ฉันนั้น
                  ู
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ..........ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
ขออิฏฐผลท่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสาเร็ จโดยฉับพลัน
สั พเพ ปูเรนตุ สั งกัปปา ..........จันโท ปัณณะระโส ยะถา
ขอความดาริ ท้ งปวงจงเต็มท่ เหมือนพระจันทร์วนเพ็ญ
                ั                             ั
มะณิ โชติระโส ยะถา ฯ
เหมือนแก้วมณอันสว่างไสวควรยินด ฯ

            ---------------------------
สามัญญานุโมทนาคาถาแปล

สั พพีติโย วิวัชชันตุ .......... ..........สั พพะโรโค วินัสสะตุ
ความจัญไรทั้งปวงจงบาราศไป โรคทั้งปวง(ของท่าน)จงหาย
มา เต ภะวัตวันตะราโย ..............สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ
อันตรายอย่ามแก่ท่าน ท่านจงเป็ นผูมความสุ ขมอายุยืน
                                      ้
สั พพีติโย วิวัชชันตุ .......... ..........สั พพะโรโค วินัสสะตุ
ความจัญไรทั้งปวงจงบาราศไป โรคทั้งปวง(ของท่าน)จงหาย
มา เต ภะวัตวันตะราโย ..............สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ
อันตรายอย่ามแก่ท่าน ท่านจงเป็ นผูมความสุ ขมอายุยืน
                                        ้
สั พพีติโย วิวัชชันตุ .......... ..........สั พพะโรโค วินัสสะตุ
ความจัญไรทั้งปวงจงบาราศไป โรคทั้งปวง(ของท่าน)จงหาย
มา เต ภะวัตวันตะราโย ..............สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ ฯ
อันตรายอย่ามแก่ท่าน ท่านจงเป็ นผูมความสุ ขมอายุยืน
                                          ้
อะภิวาทะนะสี ลสสะ ..................นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
                  ิ
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ ............อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ
ธรรมส่ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุ ขะ พละ ย่อมเจริ ญแก่
ผูมปรกติไหว้กราบ,มปรกติอ่อนน้อม (ต่อผูใหญ่) เป็ นนิตย์ ฯ
   ้                                           ้

              ---------------------------
มงคลจักรวาฬน้ อยแปล

สั พพะพุทธานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
สั พพะธัมมานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง
สั พพะสั งฆานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ท้ งปวง
                           ั
พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สั งฆะระตะนัง
ติณณัง ระตะนานัง อานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งระตะนะสาม คือ
พุทธรตนะ ธรรมรตนะ สังฆรตนะ
จะตุราสี ติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมขันธ์แปดหมื่นส่ พน ั
ปิ ฏะกัตตะยานุภาเวนะ.......ชินะสาวะกานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพแห่งพระไตรปิ ฏก ด้วยอานุภาพแห่งพระสาวกของพระชินเจ้า
สั พเพ เต โรคา สั พเพเต ภะยา
สรรพโรคทั้งหลายของท่าน สรรพภัยทั้งหลายของท่าน
สั พเพ เต อันตะรายา สั พเพ เต อุปัททะวา
สรรพอันตรายทั้งหลายของท่าน สรรพอุปัทวะทั้งหลายของท่าน
สั พเพ เตทุนนิมิ ตตา สั พเพ เต อะวะมังคะลา
สรรพนิมิตร้ายทั้งหลายของท่าน สรรพอวมงคลทั้งหลายของท่าน
วินัสสั นตุ อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิ ริวัฑฒะโก
จงพินาศไป ความเจริ ญอายุ ความเจริ ญทรัพย์ ความเจริ ญศิริ
ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก
ความเจริ ญยศ ความเจริ ญกาลัง ความเจริ ญวรรณะ
สุ ขะวัฑฒะโก โหตุ สั พพะทา ฯ
ความเจริ ญสุ ข จงม (แก่ท่าน) ในกาลทั้งปวง
ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สั ตตุ จุปัททะวา
ทุกข์โรคภัย แลเวรทั้งหลาย ความโศกศัตรู แลอุปัทวะทั้งหลาย
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ จะ เตชะสา
ทั้งอันตรายทั้งหลายเป็ นอเนก จงพินาศไปด้วยเดช
ชะยะสิ ทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุ ขัง พะลัง
ความชานะความสาเร็ จทรัพย์ลาภ ความสวัสด ความมโชค ความสุ ช กาลัง
สิ ริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา
ศิริอายุแลวรรณะ โภคะความเจริ ญแลความเป็ นผูมยศ้
สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิ ทธี ภะวันตุ เต ฯ
แลอายุยืนร้อยป แลความสาเร็ จกิจในความเป็ นอยู่จงมแก่ท่าน ฯ

                ---------------------------
กาละทานะสุตตะคาถาแปล

กาเล ทะทันติ สะปัญญา วะทัญญู วีตะมัจฉะรา
กาเลนะ ทินนัง อะริเยสุ อุชุภูเตสุ ตาทิสุ
วิปปะสั นนะมะนา ตัสสะ วิปลา โหติ ทักขิณา
                              ุ
ทายกทั้งหลายเหล่าใด, เป็ นผูมปั ญญามปรกติรู้จกคาพูด ปราศจากตระหน่
                                ้                 ั
มใจเลื่อมใสแล้วในพระอริ ยะเจ้าทั้งหลาย ซึ่ งเป็ นผูตรงคงท่, บริ จาคทาน
                                                    ้
ทาให้เป็ นของท่ตนถวายโดยกาลนิยมในกาลสมัย,
ทักษิณาของทายกนั้นเป็ นคุณสมบัติ มผลไพบูลย์
เย ตัตถะ อะนุโมทันติ เวยยาวัจจัง กะโรนติ วา
ชนทั้งหลายเหล่าใดอนุโมทนา หรื อช่วยกระทาการขวนขวายในทานนั้น
นะ เตนะ ทักขิณา โอนา เตปิ ปุญญัสสะ ภาคิโน
ทักษิณาทานของเขามิได้บกพร่ องไป ด้วยเหตุน้ น    ั
ชนทั้งหลายแม้เหล่านั้นย่อมเป็ นผูมส่ วนแห่งบุญนั้นด้วย
                                       ้
ตัสมา ทะเท อัปปะฏิวานะจิตโต ยัตถะ ทินนัง มะหัปผะลัง
เหตุน้ น ทายกควรเป็ นผูมจิตไม่ทอถอย, ให้ในท่ใดมผลมากควรให้ในท่น้ น
       ั                 ้         ้                                   ั
ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปะติฏฐา โหนติ ปาณินันติ ฯ
บุญย่อมเป็ นท่พ่ ึงอาศัยของสัตว์ท้ งหลายในโลกหน้า ฉะน้
                                     ั

                   ---------------------------
ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาคแปล

อะทาสิ เม อะกาสิ เม ญาติมิตตา สะขา จะ เม
บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้ทาแก่ตนในกาล-
ก่อนว่า, ผูน้ ได้ให้สิ่งน้ แก่เรา ผูน้ ได้ทากิจน้ ของเรา
                 ้                  ้
ผูน้ เป็ นญาติ เป็ นมิตร เป็ นเพื่อนของเรา ดังน้
  ้
เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา ปุพเพ กะตะมะนุสสะรัง
ก็ควรให้ทกษิณาทาน เพื่อผูท่ละโลกน้ ไปแล้ว
               ั                ้
นะ หิ รุณณัง วา โสโก วา ยา วัญญา ปะริเทวะนา
การร้องไห้กด การเศร้าโศกก็ด หรื อการร่ าไรราพัน
                   ็
อย่างอื่นก็ด, บุคคลไม่ควรทาทเดยว
นะ ตัง เปตานะมัตถายะ เอวัง ติฏฐันติ ญาตะโย
เพราะว่าการร้องไห้เป็ นต้นนั้น,ไม่เป็ นประโยชน์แก่ญาติ
ทั้งหลายผูละโลกน้ ไปแล้ว ญาติท้ งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้น
             ้                           ั
อะยัญจะ โข ทักขิณา ทินนา สั งฆัมหิ สุ ปะติฏฐิตา
ก็ทกษิณานุปทานน้ แล อันท่านให้แล้ว
     ั
ประดิษญานไว้ดแล้วในสงฆ์
ทีฆะรัตตัง หิตายัสสะ ฐานะโส อุปะกัปปะติ
ย่อมสาเร็ จประโยชน์เกือกูลแก่ผท่ละโลกน้
                           ้          ู้
ไปแล้วนั้น, ตลอดกาลนาน ตามฐานะ
โส ญาติธัมโม จะ อะยัง นิทสสิ โต   ั
ญาติธรรมน้ น้ น ท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้ว
                     ั
เปตานะ ปูชา จะ กะตา อุฬารา
แลบูชาอันยิ่ง ท่านก็ได้ทาแล้ว
แก่ญาติท้ งหลายท่ได้ละโลกน้ ไปแล้ว
           ั
พะลัญจะ ภิกขูนะมะนุปปะทินนัง
กาลังแห่งภิกษุท้ งหลายชื่อว่าท่านได้เพิ่มให้แล้วด้วย
                 ั
ตุมเหหิ ปุญญัง ปะสุ ตัง อะนัปปะกันติ ฯ
บุญไม่นอย ท่านได้ขวนขวายแล้ว ดังน้ แล.
        ้

            ---------------------------
โภชนทานานุโมทนาคาถาแปล

อายุโท พะละโท ธีโร วัณณะโท ปะฏิภาณะโท
ผูมปั ญญา ให้อายุ ให้กาลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ
   ้
สุ ขัสสะ ทาตา เมธาวี สุ ขัง โส อะธิคจฉะติ
                                    ั
ผูมปั ญญา ให้ความสุ ข ย่อมได้ประสพสุ ข
     ้
อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง สุ ขัญจะ ปะฏิภาณะโท
บุคคลผูให้อายุ พละ วรรณะ สุ ขะ แลปฏิภาณ
        ้
ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ
บังเกิดในท่ใดๆย่อมเป็ นผูมอายุยืน มยศในท่น้ นๆ ดังน้
                          ้                 ั
เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทนาคาถาแปล

ยัสมิง ปะเทเส กัปเปติ วาสั ง ปัณฑิตะชาติโย
บัณฑิตชาติสาเร็ จการอยู่ในประเทศสถานท่ใด
สี ละวันเตตถะ โภเชตวา สั ญญะเต พรัหมะจาริโน
พึงเชิญเหล่าท่านท่มศิลสารวมระวัง
ประพฤติพรหมจรรย์เล้ ยงดูกนในท่น้ น
                            ั      ั
ยา ตัตถะ เทวะตา อาสุ ง ตาสั ง ทักขิณะมาทิเส
เทพดาเหล่าใด มในท่น้ น ควรอุทิศ
                       ั
ทักษิณาทานเพื่อเทพดาเหล่านั้นด้วย
ตา ปูชิตา ปูชะยันติ มานิตา มานะยันติ นัง
เทพดาท่ได้บูชาแล้ว ท่านย่อมบูชาบ้าง
ท่ได้นบถือแล้ว ย่อมนับถือบ้าง
        ั
ตะโต นัง อะนุกมปันติ มาตา ปุตตังวะ โอระสั ง
                ั
แต่น้ น ท่านย่อมอนุเคราะห์เขา ประหนึ่ง
      ั
มารดาอนุเคราะห์บุตร อันเป็ นโอรส
เทวะตานุกมปิ โต โปโส สะทา ภัทรานิ ปัสสะติ ฯ
           ั
บุรุษได้อาศัยเทพดาอนุเคราะห์แล้ว
ย่อมเห็นกิจการอันเจริ ญทุกเมื่อ.

      ---------------------------
เทวะตาภิสัมมันตนคาถาแปล

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข
หมู่ภูตเหล่าใดเป็ นภุมเทวดาก็ด, เหล่าใดสถิตแล้ว
ในอากาศก็ด, ซึ่ งมาประชุมกันแล้วในท่น้
สั พเพ วะ ภูตา สุ มะนา ภะวันตุ อะโถปิ สั กกัจจะ สุ ณันตุ ภาสิ ตัง
ขอหมู่ภูตเหล่านั้นทั้งหมดเทยวจงเป็ นผูมจิต
                                      ้
โสมนัส อนึ่ง จงฟังภาษิตโดยเคารพ
สุ ภาสิ ตัง กิญจิปิ โว ภะเณมุ ปุญเญ สะตุปปาทะกะรัง อะปาปัง
เราจะกล่าวสุ ภาษิตแม้บางประการแก่ท่านทั้งหลาย
ไม่เป็ นบาป เป็ นเครื่ องทาความเตือนสติในบุญ
ธัมมูปะเทสั ง อะนุการะกานัง ตัส๎มา หิ ภูตานิ สะเมนตุ สั พเพ
เป็ นอุบายเครื่ องแนะนาอันชอบธรรมของบุคคลผูกระทาตามทั้งหลาย
                                               ้
เพราะเหตุน้ นแลหมู่ภูตทั้งปวงจงฟังเถิด
                 ั
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ ภูเตสุ พาฬหัง กะตะภัตติกายะ
ท่านทั้งหลายจงกระทาไมตรจิตในหมู่สัตว์มนุษยชาติ
ผูมภักดอันทาแล้วมันในหมู่ภูต
   ้                   ่
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ปัจโจปะการัง อะภิกงขะมานาั
มนุษย์ท้ งหลายเหล่าใด ย่อมนากระทาพลกรรม ในกลางวันหรื อกลางคืน
           ั
มุ่งหวังอยู่ซ่ ึ งความอุดหนุนตอบแทน
เต โข มะนุสสา ตะนุกานุภาวา ภูตา วิเสเสนะ มะหิทธิกา จะ
มนุษย์ท้ งหลายเหล่านั้นแล เป็ นผูมอานุภาพน้อย
             ั                    ้
ส่ วนภูตทั้งหลายเป็ นผูมฤทธิ์ มากโดยแปลกกัน
                           ้
อาทิสสะมานา มะนุเชหิ ญาตา ตัส๎มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ
เป็ นพวกอทิสสมานกาย ท่มนุษย์ท้ งหลายรู้จก เพราะเหตุน้ นแล
                                    ั      ั             ั
ท่านทั้งหลายจงเป็ นผูไม่ประมาท รักษามนุษย์เหล่านั้นเถิด .
                         ้
อาทิยะสุตตะคาถาแปล

ภุตตา โภคา ภะฏา ภัจจา วิติณณา อาปะทาสุ เม
โภคะทั้งหลายเราได้บริ โภคแล้ว บุคคลทั้งหลายท่ควรเล้ ยง
เราได้เล้ ยงแล้ว อันตรายทั้งหลาย เราได้ขามพ้นไปแล้ว
                                        ้
อุทธัคคา ทักขิณา ทินนา อะโถ ปัญจะ พะลี กะตา
ทักษิณาท่เจริ ญผล เราได้ให้แล้ว อนึ่งพลห้าเราได้ทาแล้ว
อุปัฏฐิตา สี ละวันโต สั ญญะตา พรัหมะจาริโน
ท่านผูมศิลสารวมแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เราได้บารุ งแล้ว
       ้
ยะทัตถั ง โภคะมิจเฉยยะ ปัณฑิโต ฆะระมาวะสั ง
บัณฑิตผูครองเรื อน ปรารถนาโภคะเพื่อประโยชน์อนใด
            ้                                      ั
โส เม อัตโถ อะนุปปัตโต กะตัง อะนะนุตาปิ ยัง
ประโยชน์น้ นเราได้บรรลุแล้ว กรรมไม่เป็ นท่ต้ งแห่ง
                 ั                           ั
ความเดือดร้อนภายหลัง เราได้ทาแล้ว
เอตัง อะนุสสะรัง มัจโจ อะริยะธัมเม ฐิโต นะโร
นรชนผูจะต้องตายเมื่อตามระลึกถึงคุณข้อน้ อยู่
          ้
ย่อมเป็ นผูต้ งอยู่ในอริ ยธรรม
              ้ั
อิเธวะ นัง ปะสั งสั นติ เปจจะ สั คเค ปะโมทะตีติ
เทวดาแลมนุษย์ท้ งหลายย่อมสรรเสริ ญนรชนนั้น ในโลกน้
                    ั
นรชนนั้น ละโลกน้ ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ดงน้. ั

           ---------------------------
วิหาระทานะคาถาแปล

สี ตัง อุณหัง ปะฏิหันติ ตะโต วาฬะมิคานิ จะ
เสนาสนะย่อมป้ องกันเย็นแลร้อน แลสัตว์ร้าย
สิ ริงสะเป จะ มะกะเส สิ สิเร จาปิ วุฏฐิโย
งู ยุง ฝนท่ต้ งขึ้นในสิ สิระฤดู
               ั
ตะโต วาตาตะโป โฆโร สั ญชาโต ปะฏิหัญญะติ
ลมแลแดดอันกล้า เกิดแล้ว ย่อมบันเทาไป
เลนัตถัญจะ สุ ขัตถัญจะ ฌายิตุง จะ วิปัสสิ ตุง
วิหาระทานัง สั งฆัสสะ อัคคัง พุทเธหิ วัณณิตัง
การถวายวิหารแก่สงฆ์ เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุ ข
เพื่อเพ่งพิจารณา แลเพื่อเห็นแจ้ง
พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริ ญว่าเป็ นทานเลิศ
ตัส๎มา หิ ปัณฑิโต โปโส สั มปัสสั ง อัตถะมัตตะโน
เพราะเหตุน้ นแลบุรุษบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน
             ั
วิหาเร การะเย รัมเม วาสะเยตถะ พะหุสสุ เต
พึงสร้างวิหารอันรื่ นรมย์ ให้ภิกษุท้ งหลายผูเ้ ป็ นพหูสูตรอยูเ่ ถิด
                                     ั
เตสั ง อันนัญจะ ปานัญจะ วัตถะเสนาสะนานิ จะ
ทะเทยยะ อุชุภูเตสุ วิปปะสั นเนนะ เจตะสา
อนึ่งพึงถวายข้าวน้ าผ้าเสนาสนะแก่ท่านเหล่านั้น
ด้วยน้ าใจอันเลื่อมใสในท่านผูซื่อตรง
                                ้
เต ตัสสะ ธัมมัง เทเสนติ สั พพะทุกขาปะนูทะนัง
ยัง โส ธัมมะมิธัญญายะ ปะรินิพพาตะยะนาสะโวติ ฯ
เขารู้ธรรมอันใดในโลกน้ แล้ว จะเป็ นผูไม่มอาสวะปริ นิพพาน
                                        ้
ท่านย่อมแสดงธรรมนั้นอันเป็ นเครื่ องบันเทาทุกข์ท้ งปวงแก่เขาดังน.
                                                      ั             ้
ภะวะตุสัพพ์ แปล

ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง
ขอสรรพมงคล จงมแก่ท่าน
รักขันตุ สั พพะเทวะตา
ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สั พพะพุทธานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ขอความสวัสดทั้งหลาย จงมแก่ท่านทุกเมื่อ
ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง
ขอสรรพมงคล จงมแก่ท่าน
รักขันตุ สั พพะเทวะตา
ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สั พพะธัมมานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพ แห่งพระธรรมทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ขอความสวัสดทั้งหลาย จงมแก่ท่านทุกเมื่อ
ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง
ขอสรรพมงคล จงมแก่ท่าน
รักขันตุ สั พพะเทวะตา
ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สั พพะสั งฆานุภาเวนะสะทา
ด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ท้ งปวง
                          ั
โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ขอความสวัสดทั้งหลาย จงมแก่ท่านทุกเมื่อ
คาถาปองกันภัย
                    ้
     ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงการะณา ฆะเฏสิ
        อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ
คาถาน้ ใช้ภาวนาเวลาจะไปไหน คุมภัยได้ด
                               ้
เวลาจะนอนใช้เสกหมอนหนุนหัว จะไม่มภัยมา
ถึงตัว และคุมครองทรัพย์สมบัติ ได้ชงัดนักแล.
            ้

    ------------------------------
คาถาสวดมาฆะบูชา

มาฆะนักขัตตถยุตตายะ                 ปุณณายะปุณณะมายังโย
อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ             ภะคะวา โคตะโมหะโย
สุ ทธานันตะทะยาญาโณ                 สั ตถา โลเก อะนุตตะโร
วิหะรันโต ราชะคะเห                  มาฆะทานัง คิริพภะเย
วิหาเร เวฬุ วันนัมหิ                กะลันทะกะนิวาปิ เย
สั งฆัสสะสั นนิปาตัมหิ              อุตตะเม จะตุรังคิเก
อัฑฒะเตระสะหัสเสหิ                  ภิกขูหิ ปะริวาริโต
ตีหิ คาถาหิ สั งขิปปัง              สั พพัง พุทธานะสาสะนัง
สะโมสาเรหิ โอวาทัง                  ปาฏิโมกขัง อะนุตตะรัง
ตะเมวัมภูตะสั มพุทธัง               สั กขีณาสะวะสาวะกัง
จิระการะมะตี ตัมปิ                  ปะสาเทนะ อะนุตตะรัง
อะยัมปิ ปะริสา สั พพา               ปะสั นนา ธัมมะคามินี
สั มปัตตาตาทิสักการัง               สุ นักขัตตัง สุ มังคะลัง
ทีปะธูปาทิสักกาเร                   อะภิสัชชิ ยะถาผะลัง
เตหิ ปูเชตะเวหัตถะ                  ตุฏฐา อิธะ สะมาคะตา
อะภิวันทะติ ปูเชติ                  ภะคะวันตัง สะสาวะกัง
กาเลนะ สั มมุขีภูตัง                อะตีตารัมมะนัตตะนา
โอสาเรนตัง ปาฏิโมกขัง               วิสุทธักขะมุโปสะเถ
อิโตชะเน สุ ปญเญนะ
              ุ                     โสตถี โหนตุ สะทาปิ โน
สาสะนัง สั ตถุ อัมหากัง ........... จิรัง ติฏฐะตุตาทิโน....ติ
                 -----------------------
บทขัดโอวาทปาฏิโมกขี์

        สั ตตันนัง ภะคะวันตานัง         สั มพุทธานัง มะเหสิ นัง
        โอวาทะปาฏิโมกขัสสะ              อุทเทสั ตเตนะ ทัสสิ ตา
        มะหาปะทานะสุ ตตันเต             ติสโส คาถาติ โน สุ ตัง
        ตีหิ สิ กขาหิ สั งขิตตัง        ยาสุ พุทธานะ สาสะนัง
        ตาสั มปะกาสะกัง ธัมมะ- ....... ปะริยายัง ภะณามะ เส.
                       -----------------------
                          โอวาทะปาฏิโมกขาทิปาโฐ
............อุททิฏฐัง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา
อะระหะตา สั มมาสั มพุทเธนะ โอวาทะปาฏิโมกขัง ตีหิ คาถาหิ
......................ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา
......................นิพพานัง ปะระนัง วะทันติ พุทธา
......................นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรู ปะฆาตี
......................สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต
......................สั พพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสู ปะสั มปะทา
......................สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง
......................อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สั งวะโร
......................มัตตัญญตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง
......................อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะ สาสะนันติ
......................อะเนกะปะริยเยนะ โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา
ปัสสะตา อะระหะตา สั มมาสั มพุทเธนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง
                                           ั
สะมาธิ สั มมะทักขาโต ปัญญา สั มมะทักขาตา
............กะถัญจะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. เหฏฐิเมนะปิ
                          ั
ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. อุปะริเมนะปิ
                 ั
ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. กะถัญจะ เหฏฐิเมนะ
                   ั
ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา อิธะ อะริยะสาวะโก
                  ั
ปาณาติปาตา ปะฏิวิระโต โหติ อะทินนาทานา ปะฏิวิระโต โหติ
กาเมสุ มิจฉาจารา ปะฏิวิระโต โหติ มุสาวาทา ปะฏิวิระโต โหติ
สุ ราเมระยะมัชชัปปะมาทัฏฐานา ปะฏิวิระโต โหตีต. เอวัง โข
                                                     ิ
เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะตา กะถัญจะ
                            ั
อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. อิธะ
                              ั
ภิกขุ สี ละวา โหติ ปาฏิโมกขะสั งวะระสั งวุโต วิหะระติ
อาจาระโคจะระสั มปันโน อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี
สะมาทายะ สิ กขะติ สิ กขาปะเทสู ติ เอวัง โข อุปะริเมนะ
ปะริยาเยนะ สี ลง สั มะทักขาตัง ภะคะวะตา.
                    ั
............กะถัญจะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. เหฏฐิเมนะปิ
ปะริยาเยนะ สมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. อุปะริเมนะปิ
ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. กะถัญจะ
เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. อิธะ
อะริยะสาวะโก โวสสั คคารัมมะณัง กะริตวา ละภะติ สะมาธิง
ละภะติ จิตตัสเสกัคคะตันติ. เอวัง โข เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ
สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. กะถัญจะ อุปะริเมนะ
ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. อิธะ ภิกขุ
วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ สะวิตักกัง สะวิจารัง
วิเวกะชัมปี ติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ วิตักกะ-
วิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตัง สั มปะสาทะนัง เจตะโส เอโกทิภาวัง
อะวิตักกัง อะวิจารัง สะมาธิชัมปี ติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ
วิหะระติ ปี ติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ
สั มปะชาโน สุ ขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ ยันตัง อะริยา
อาจิกขันติ อุเปกขะโก สะติมา สุ ขะวิหารีติ ตะติยัง ฌานัง
อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ. สุ ขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ
ปะหานา ปุพเพ วะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา
อะทุกขะมะสุ ขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง จะตุตถัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ
วิหะระตีต. เอวัง โข อุปะริะเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต
           ิ
ภะคะวะตา.
............กะถัญจะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. เหฏฐิเมนะปิ
ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. อุปะริเมนะปิ
ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. กะถัญจะ
เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. อิธะ
อะริยะสาวะโก ปัญญะวา โหติ อุทะยัตถะคามินิยา ปัญญายะ
สะมันนาคะโค อะริยายะ นิพเพธิกายะ สั มมา ทุกขักขะยะคามินิยาติ.
เอวัง โข เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา
ภะคะวะตา. กะถัญจะ อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา
ภะคะวะตา. อิธะ ภิกขุ อิทง ทุกขันติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง
                            ั
ทุกขะสะมุทะโยติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง ทุกขะนิโรโธติ
ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทาติ
ยะถาภูตัง ปะชานาติ. เอวัง โข อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา
สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา.
............สี ละปะริภาวิโต สะมาธิ มะหัปผะโล โหติ มะหานิสังโส
สะมาธิปะริภาวิตา ปัญญา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
ปัญญาปะริภาวิตัง จิตตัง สั มมะเทวะ อาสะเวหิ วิมุจจะติ. เสยยะถีทง.
                                                                ั
กามาสะวา ภะวาสะวา อะวิชชาสะวา. ภาสิ ตา โข ปะนะ ภะคะวะตา
ปะรินิพพานะสะมะเย อะยัง ปัจฉิมะวาจา หันทะทานิ ภิกขะเว
อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ
สั มปาเทถาติ. ภาสิ ตัญจิทง ภะคะวะตา เสยยะถาปิ ภิกขะเว
                          ั
ยานิ กานิจิ ชังคะลานัง ปาณานัง ปะทะชาตานิ สั พพานิ ตานิ
หัตถิปะเท สะโมธานัง คัจฉันติ หัตถิปะทัง เตสั ง อัคคะมักขายะติ
ยะทิทง มะหันตัตเตนะ. เอวะเมวะ โข ภิกขะเว เย เกจิ กุสะลา
      ั
ธัมมา สั พเพ เต อัปปะมาทะมูละกา อัปปะมาทะสะโมสะระณา
อัปปะมาโท เตสั ง อัคคะมัคขายะตีต. ตัสมาติหัมเหหิ สิ กขิตัพพัง
                                 ิ
ติพพาเปกขา ภะวิสสามะ อะธิสีละสิ กขาสะมาทาเน อะธิจิตตะสิ ก-
ขาสะมาทาเน อะธิปัญญาสิ กขาสะมาทาน อัปปะมาเทนะ สั มปาเทส-
สามาติ. เอวัญหิ โน สิ กขิตัพพัง

                     -----------------------
คาถาสวดวิสาขะบูชา

วิสาขะปุณณะมายัง โย               ชาโต อันติมะชาติยา
ปัตโต จะ อะภิสัมโพธิง             อะโถปิ ปะรินิพพุโต
โลเก อะนุตตะโร สั ตถา             ทะยาญาณัณณะวาสะโย
นายะโก โมกขะมัคคัสมิ              ติวิธัตถูปะเทสะโก
มะหาการุณิกง พุทธัง
              ั                   มะยันตัง สะระณัง คะตา
อามิเสหิ จะ ปูเชนตา               ธัมเม จะ ปะฏิปัตติยา
อิมันทานิ สุ นักขัตตัง            อะภิมังคะละสั มมะตัง
วิสาโขฬุ กะยุตเตนะ                ปุณณะจันเทนะ ลักขิตัง
สั มปัตตา อะนุกาเลนะ              พุทธานุสสะระณาระหัง
ชาติ สั มโพธิ นิพพานะ-            กาละภูตัง สะยัมภุโน
ตัง สั มมานุสสะระมานา             สุ จิรัง นิพพุตามะปิ
ปะสั นนาการัง กะโรนตา             สั กกาเร อะภิสัชชิยะ
ทัณฑะทีเป ทีปะฆะเร                มาลาวิกะติอาทะโย
ตัสเสวะ ปูชะนัตถายะ               ยะถาสะติ ยะถาพะลัง
สะมาหะริตวา เอกัตตะ               ฐะปะยิมหา ยะถาระหัง
นะรานะราหัง สั พเพสั ง            สั ทธัมเม สั มปะสี ทะตัง
ธัมมัสสะวะนัง กะริสสามะ.......... สั มพุทธะคุณะทีปนัง
พุทธัสสุ โพธิตาทีนัง              ทีปะนัตถัง นะเหสิ โน...ติ
                  -----------------------
คาถาขอฝน
              (สวดตามกาลังวัน)

สุ ภูโต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร
นีละวัณโณ มะหาเตโช ปะวัสสั นตุ วะลาหะกา
อะภิตถะนะยัง ปะชุนนะ นิธิง กากัสสะ นาสะยะ
กากัง โสกายะ รันเธหิ มัจเฉ โสกา ปะโมจะยะ ฯ

          -----------------------
                 คาถาขอฝน
               (อกแบบหนึ่ง)

สุ ภูโต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร
นีละวัณโณ มะหาเตโช.. ปะวัสสั นตุ วะลาหะกา.....
        ฉันนา เม กุฏกา สุ ขา นิวาตา
                      ิ
        วัสสะ เทวะ ยะถาสุ ขัง
        จิตตัง เม สุ สะมาหิตัง วิมุตตัง
        อาตาปี วิหะรามิ วัสสะ เทวาติ ฯ
          -----------------------
คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัย
     ในพระราชพิธสัมพัจฉรฉินท์และพระราชพิธอื่น ๆ

พุทโธ สั พพัญญุตะญาโณ............ ธัมโม โลกุตตะโร วะโร
สั งโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ            อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง
เอตัสสะ อานุภาเวนะ                สั พพะทุกขา อุปัททะวา
อันตะรายา จะ นัสสั นตุ            สั พพะโสตถี ภะวันตุ เต

                 คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัย
                 พระราชพิธพิรุณศาสตร

พุทโธ สั พพัญญุตะญาโณ............ ธัมโม โลกุตตะโร วะโร
สั งโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ            อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง
เอตัสสะ อานุภาเวนะ                เทโว วัสสะตุ กาละโต
วัสสั นตะรายา มาเหสุ ง.           สั พพะโสตถี ภะวันตุ โน

                 คาถาสวดเมื่อดับเทียนชัย
                     ทุกพระราชพิธ

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง............ พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
โหตุ เต ชะยะมังคะลัง                เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง             ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง             สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ                โหตุ เต ชะยะมังคะลัง
            ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
            สั คเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
   ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สั กยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
     ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ
ยัมพุทธเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุ จิง
สะมาธิมานันตะริกญญะมาหุ
                   ั
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
       ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสั ตถา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุ คะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
         ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ
เย สุ ปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคยหะ
                           ั
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
           ั
เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สั มภะวัง
           วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
           เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
           นิพพันติ ชีรา ยะถายัมปะทีโป
           อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
               ั
           เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ
สั พพะโรคะวินิมุตโต                สั พพะสั นตาปะวัชชิโต
สั พพะเวระมะติกกันโต.............. ยะถาทีโป จะ นิพพุโต
              -----------------------
คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน
                                  วันวิสาขบูชา

.........ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน
ภะคะวา สั ตถา, ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ
โข โส ภะคะวา มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ
อุปปันโน, ขัตติโย ชาติยา โคตะโม โคตเตนะ, สั กยะปุตโต สั กยะกุลา
ปัพพะชิโต สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สั สสะมะณะ-
พราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สั มมาสั มโพธิ
อะภิสัมพุทโธ, นิสสั งสะยัง โข โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ
วิชชาจะระณะสั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะ-
สาระถิ สั ตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, สวากขาโต โข ปะนะ
เตนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิ โก โอปะนะ-
ยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, สุ ปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ
ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ,
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, สามีจิปะฏิปันโน
ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะ-
                                   ั
ปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย
ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ,
อะยัง โข ปะนะ.......ถูโป
................................ปะฏิมา.. ตัง
ภะคะวันตัง....อุททิสสะ กะโต
......................อุททิสสะ กะโต....ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ ตัง ภะคะวันตัง
อะนุสสะริตวา ปะสาทะ สั งเวคะปะฏิลาภายะ, มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง
วิสาขะปุณณะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต ชาติสัมโพธินิพพานะกาละ
สั มมะตัง (ถ้ าวันอัฏฐมี เปลียนข้ อความทีขีดเส้ นใต้ เป็ น เอตะระหิ อิมัง
                              ่           ่
วิสาขะปุณณะมิโตปะรัง อัฏฐะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต สะรีรัชฌา-
ปะนะกาละ สั มมะตัง) ปัตวา อิมัง ฐานัง สั มปัตตา, อิเม ทัณฑะที-
ปะธูปาทิ สั กกาเร คะเหตวา อัตตะโน กายัง สั กการุปะธานัง
กะริตวา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา,
อิมัง................ถูปัง
.......................ปะฏิมัง....ติกขัตตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ
อิมัง ยะถา คะหิเตหิ สั กกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา, สาธุ โน ภันเต
ภะคะวา สุ จิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตารัมมะณะตายะ
ปัญญายะ มาโน, อิเม อัมเหหิ คะหิเต สั กกเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง
ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ.
....................................................(คาแปล)
.........เราทั้ งหลายถึงซึ่ งพระผูมพระภาคพระองค์ใดว่าเป็ นท่พ่ ง, พระผูม
                                   ้                                ึ     ้
พระภาคพระองค์ใดเป็ นศาสดาของเราทั้งหลาย แลเราทั้งหลายชอบซึ่ งธรรม
ของพระผูมพระภาคพระองค์ใด, พระผูมพระภาคพระองค์น้ นแล ได้อุบติ
           ้                              ้                     ั       ั
แล้วในหมู่มนุษย์ ชาวอริ ยกะในมัชฌิมชนบท, พระองค์เป็ นกษัตริ ยโดย      ์
พระชาติ เป็ นโคดมโดยพระโคตร, เป็ นศากยบุตรเสด็จออกบรรพชาแล้วแต่
ศากยสกุล เป็ นผูตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณ
                  ้
ในโลกทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ท้ งสมณพราหมณ์เทวดาแล
                                                       ั
มนุษย์ พระผูมพระภาคเจ้านั้นเป็ นพระอรหันต์ เป็ นผูตรัสรู้ชอบเอง เป็ นผู้
                ้                                        ้
ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็ นผูเ้ สด็จไปดแล้ว เป็ นผูรู้แจ้งโลก เป็ นสารถ
                                                           ้
แห่งบุรุษควรฝึ กได้ ไม่มผูอื่นยิงไปกว่า เป็ นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ท้ ง
                              ้ ่                                           ั
หลาย เป็ นผูตื่นแล้ว เป็ นผูเ้ บิกบานแล้ว เป็ นผูมโชค โดยไม่ตองสงสัยแล
             ้                                   ้                ้
อนึ่ง พระธรรมอันพระผูมพระภาคเจ้านั้นตรัสดแล้ว อันผูบรรลุจะพึงเห็นเอง
                            ้                                 ้
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรยกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญํูชนพึงรู้เฉพาะ
ตน และพระสงฆ์สาวกของพระผูมพระภาคเจ้านั้น เป็ นผูปฏิบติดแล้วแล เป็ น
                                     ้                       ้ ั
ผูปฏิบติตรงแล้ว เป็ นผูปฏิบติเป็ นธรรม, เป็ นผูปฏิบติสมควร, น้ คือคู่แห่ง
  ้ ั                    ้ ั                       ้ ั
บุรุษส่ บุรุษบุคคลแปด, น่พระสงฆ์สาวกของพระผูมพระภาค, เป็ นผูควร
                                                      ้                  ้
ของคานับ เป็ นผูควรของต้อนรับ เป็ นผูควรของทาบุญ เป็ นผูควรทาอัญชล
                     ้                    ้                     ้
(ประนมมือไหว้) เป็ นนาบุญของโลก ไม่มนาบุญอื่นยิงกว่า.พระสถูป่
..................................................................................พระปฏิมา น้ แล
นักปราชญ์ ได้อุทิศเฉพาะต่อพระผูมพระภาคเจ้านั้น สร้างไว้แล้วเพยงเพื่อ
                                     ้
ระลึกถึงพระผูมพระภาคเจ้านั้นด้วยทรรศนะแล้ว ได้ความเลื่อมใสแลสังเวช
                ้
บัดน้ เราทั้งหลายมาถึง กาลวิสาขปุรณม เป็ นท่รู้กนว่า กาลเป็ นท่ประสูติ
                                                    ั
ตรัสรู้ แลเสด็จปริ นิพพานแห่งพระผูมพระภาคเจ้านั้น (ถ้าวันอัฏฐม เปล่ยน
                                       ้
ข้อความท่ขดเส้นใต้ เป็ น กาลท่ครบ ๘ เบื้องหน้าแต่วนวิสาขปุรณม เป็ นท่รู้
                                                          ั
กันว่า กาลเป็ นท่ถวายพระเพลิงพระสรระ แห่งพระผูมพระภาคเจ้านั้น) จึง
                                                        ้
มาประชุมกันแล้ว ณ ท่น้ ถือสักการะมประทปด้ามแลธูปเป็ นต้นเหล่าน้ ทา
กายของตนให้เป็ นดังภาชนะรับเครื่ องสักการะ ระลึกถึงพระคุณตามเป็ นจริ ง
ทั้งหลายของพระผูมพระภาคเจ้านั้น บูชาด้วยสักการะอันถือไว้แล้วอย่างไร
                       ้
จักทาประทักษิณสิ้ นวาระสามรอบ ซึ่ ง..พระสถูป
........................................................พระปฏิมากร น้ ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริ ญ
ขอเชิญพระผูมพระภาคเจ้าแม้เสด็จปริ นิพพานนานมาแล้ว ยังปรากฏอยู่ดวย
              ้                                                             ้
พระคุณสมบัติอนข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะพึงรู้โดยความเป็ นอตตารมณ์
                   ั
จงทรงรับซึ่ งเครื่ องสักการะอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วน้ เพื่อประ-
โยชน์ เพื่อความสุ ขแก่ขาพระพุทธเจ้าทั้งหลายสิ้ นกาลนาน เทอญ.
                         ้

                                 -----------------------
คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน
                           วันมาฆบูชา

   ...........อัชชายัง มาฆะปุณณะม สัมปั ตตา มาฆะนักขัตเตนะ ปุณณะ
   จันโท ยุตโต ยัตถะ ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ จาตุรังคิเก
   สาวะกะสันนิปาเต โอวาทะปาติโมกขัง อุททิสิ ตะทา หิ อัฑฒะเตระสานิ
   สัพเพสังเยวะ ขณาสะวานัง สัพเพ เต เอหิภิกขุกา สัพเพปิ เต อะนา-
   มันติตาวะ ภะคะวะโต สันติกง อาคะเต เวฬุวะเน กะลันทะกะนิวาเป
                                 ั
   มาฆะปุณณะมิยง วัฑฒะมานะภัจฉายายะ ตัสมิญจะสันนิปาเต ภะคะวา
                      ั
   วิสุทธุ โปสะถัง อะกาสิ อะยัง อัมหากัง ภะคะวะโต เอโกเยวะ สาวะกะ-
   สันนิปาโต อะโหสิ จาตุรังคิโก อัฑฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ สัพเพ-
   สังเยวะ ขณาสะวานัง มะยันทานิ อิมง มาฆะปุณณะม นักขัตตะสะมะยัง
                                          ั
   ตักกาละสะทิสัง สัมปั ตตา จิระปะริ นิพพุตมปิ ตัง ภะคะวันตัง อะนุส-
                                            ั
   สะระมานา อิมสมิง ตัสสะ ภะคะวะโต สักขิภูเต เจติเย อิเมหิ
                    ั
   ทปะธูปะปุปผาทิสักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง ตานิ จะ อัฑฒะเตระสานิ
   ภิกขุสะตานิ อะภิปูชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สะสาวะกะสังโฆ
   สุ จิระปะริ นิพพุโต คุเณหิ ธะระมาโน อิเท สักกาเร ทุคคะตะปั ณณา-
   การะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ
                                   (คาแปล)
...........วันน้ มาประจวบวันมาฆปุรณม เพ็ญเดือน ๓ พระจันทร์เพ็ญประกอบ
ด้วยฤทธิ์ มาฆะ ตรงกับวันท่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดง
โอวาทปาติโมกข์ข้ ึน ในท่ประชุมสาวกสงฆ์พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ ครั้งนั้น
พระภิกษุ ๑๒๕๐ องค์ ล้วนแต่พระขณาสพ อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา
ไม่มผูใดเรยก มาประชุมยังสานักพระผูมพระภาค ณ เวฬุวนาราม เวลาตะวัน
       ้                                ้
บ่ายในวันมาฆปุรณม, แลสมเด็จพระผูมพระภาคเจ้าได้ทรงทาวิสุทธอุโบสถ
                                      ้
ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ข้ ึน ณ ท่ประชุมนั้น การประชุมสาวกสงฆ์พร้อม
ด้วยองค์ ๔ ของพระผูมพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลายน้ ได้มครั้งเดยวเท่านั้น
                       ้
พระภิกษุ ๑๒๕๐ องค์ลวนแต่พระขณาสพ บัดน้ เราทั้งหลายมาประจวบ
                           ้
มาฆปุณมนักขัตสมัยน้ ซึ่ งคล้ายกับวันจาตุรงคสันนิบาตนั้นแล้ว มาระลึกถึง
พระผูมพระภาคนั้นแม้ปริ นิพพานนานมาแล้ว จะเคารพบูชาพระผูมพระภาค
        ้                                                     ้
แลภิกษุ ๑๒๕๐ องค์น้ น ด้วยสักการะทั้งหลายมเทยนธูปแลดอกไม้เป็ นต้น
                         ั
เหล่าน้ ในเจดย์สถานน้ ซึ่ งเป็ นพยานของพระผูมพระภาคเจ้านั้น ข้าแต่พระ-
                                            ้
องค์ผเู้ จริ ญ ขอเชิญพระผูมพระภาคพร้อมด้วยสาวกสงฆ์ แม้ปริ นิพพานนาน
                             ้
มาแล้วด้วยด ยังเหลืออยู่แต่พระคุณทั้งหลาย จงทรงรับสักการบรรณการ
คนยากเหล่าน้ ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุ ข แก่
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายสิ้ นกาลนาน เทอญ.

                       -----------------------
คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน
                      วันอาสาฬหบูชา

.............ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา โย โน
ภะคะวา สัตถา ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ อะโหสิ โข
โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ สัตเตสุ การุ ญญัง ปะฏิจจะ
กะรุ ณายะโก หิเตส อะนุกมปั ง อุปาทายะ อาสาฬหะปุณณะมิยง พารา-
                           ั                                ั
ณะสิ ยง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ปั ญจะวัคคิยานัง ภิกขูนง อะนุตตะรัง
       ั                                             ั
ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัตเตตวา จัตตาริ อะริ ยะสัจจานิ ปะกาเสสิ ฯ
.............ตัสมิญจะ โข สะมะเย ปั ญจะวัคคยานัง ภิกขูนง ปะมุโข
                                                         ั
อายัสมา อัญญาโกณฑัญโญ ภะคะวะโต ธัมมัง สุ ตวา วิระชัง วตะมะลัง
ธัมมะจักขุง ปะฏิละภิตวา ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง
นิโรธะธัมมันติ ภะคะวันตัง อุปะสัมปะทัง ยาจิตวา ภะคะวะโต เยวะ
สันติกา เอหิภิกขุ อุปะสัมปะทัง ปะฏิละภิตวา ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย
อะริ ยะสาวะกะสังโฆ โลเก ปะฐะมัง อุปปั นโน อะโหสิ พุทธะระตะนัง
ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนันติ ติระตะนัง สัมปุณณัง อะโหสิ ฯ
.............มะยัง โข เอตะระหิ อิมง อาสาฬหะปุณณะมกาลัง ตัสสะ
                                   ั
ภะคะวะโต ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะกาละสัมมะตัง อะริ ยะสาวะกะสัง-
ฆะอุปปั ตติกาละสัมมะตัญจะ ระตะนัตตะยะสัมปุณณะกาละสัมมะตัญ-
จะ ปั ตวา อิมง ฐานัง สัมปั ตตา อิเม สักกาเร คะเหตวา อัตตะโน
              ั
กายัง สักการุ ปะธานัง กะริ ตวา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ
คุเณ อะนุสสะรันตา อิมง ถูปัง (อิมง พุทธะปะฏิมง) ติกขัตตุง
                        ั            ั           ั
ปะทักขิณัง กะริ สสสามะ ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชง กุรุมานา ฯ
                                                       ั
.............สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุ จิระปะริ นิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ
คุเณหิ อะตตารัมมะณะตายะ ปั ญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต
สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ ฯ
(คาแปล)
.............เราทั้ งหลายถึงซึ่ งพระผูมพระภาคพระองค์ใดแล้ว ว่าเป็ นท่พ่ ง พระผู้
                                      ้                                      ึ
มพระภาคพระองค์ใด เป็ นพระศาสดาของเราทั้งหลาย อนึ่ง เราทั้งหลายชอบ
ใจซึ่ งพระธรรมของพระผูมพระภาคพระองค์ใด พระผูมพระภาคเจ้าพระองค์น้ น
                           ้                           ้                       ั
เป็ นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ทรงอาศัยความการุ ณในสัตว์ท้ งหลาย ทรงั
พระกรุ ณาแสวงหาประโยชน์เกือกูล ทรงอาศัยความเอ็นดู ได้ยงพระธรรมจักร
                                   ้                                ั
อันยอดเย่ยมให้เป็ นไป ทรงประกาศอริ ยสัจ ๔ เป็ นครั้งแรกแก่พระภิกษุ
ปั ญจวัคคย์ ท่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุ งพาราณสในวันอาสาฬหปุณณม
อนึ่ง ในสมัยนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะผูเ้ ป็ นหัวหน้าของ
พระภิกษุปัญจวัคคย์ฟังธรรมของพระผูมพระภาคเจ้าแล้ว ได้ธรรมจักษุอน
                                         ้                              ั
บริ สุทธิ์ ปราศจากมลทิน ว่า "สิ่ งใดสิ่ งหนึ่งมความเกิดขึ้นเป็ นธรรมดา สิ่ ง
ทั้งปวงนั้น มความดับเป็ นธรรมดา" จึงทูลขออุปสมบทกะพระผูมพระภาค        ้
เจ้าเป็ นองค์แรกในโลก
.............อนึ่ ง ในสมัยแม้น้ นแล พระสังฆรัตนะได้บงเกิดขึ้นเป็ นครั้งแรก
                                 ั                        ั
พระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ได้สมบูรณ์
แล้วในโลก
.............บัดน้ เราทั้งหลายแล มาประจวบมงคลสมัยอาสาฬหปุณณม วัน
เพ็ญอาสาฬหมาสท่รู้พร้อมกันว่า เป็ นวันท่พระผูมพระภาคเจ้าพระองค์น้ น
                                                   ้                       ั
ทรงประกาศพระธรรมจักรเป็ นวันท่เกิดขึ้นแห่งพระอริ ยสงฆ์สาวก และเป็ น
วันท่พระรัตนตรัยสมบูรณ์ คือ ครบ ๓ รัตนะ จึงมาประชุมกันแล้ว ณ ท่น้
ถือสักการะเหล่าน้ ทากายของตนให้เป็ นดังภาชนะรับเครื่ องสักการะ ระลึก
ถึงพระคุณตามเป็ นจริ งทั้งหลายของพระผูมพระภาคเจ้านั้น จักทาประทักษิณ
                                             ้
สิ้ นวาระสามรอบซึ่ งพระสถูป (พระพุทธปฏิมา) น้ บูชาอยู่ดวยสักการะอัน
                                                                ้
ถือไว้แล้วอย่างไร
.............ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริ ญ ขอเชิญพระผูมพระภาคเจ้าแม้เสด็จปริ นิพพาน
                                                 ้
นานมาแล้ว ยังปรากฏอยู่ดวยพระคุณสมบัติอนข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้
                             ้                 ั
โดยความเป็ นอตตารมณ์ จงทรงรับเครื่ องสักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้ง
หลายถือไว้แล้วน้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุ ข แก่ขาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
                                                 ้
สิ้ นกาลนาน เทอญ.

                       -----------------------
ิ ์
                   คาถาบูชาพระพุทธสิหงคี

.........มะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
(นา) หันทะ มะยัง พุทธะปะสังสา คาถาโย พุทธะสิ งหิงโค นามะ
.........ภะณามะ เส.
(รับ) อิติ ปะวะระสิ หิงโค อุตตะมะยะโสปิ เตโช
.........ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท
.........สะกาละพุทธะสาสะนัง โชตะยันโตวะ ทโป
.........สุ ระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนวะ พุทโธติ.
                                      คาแปล
            .........พุทธสิ หิงคา อุบติมา ณ แดนใด
                                       ั
            ประเสริ ฐ ธ เกริ กไกร ดุจกายพระศาสดา
            .........เป็ นท่เคารพน้อม มนุษย์พร้อมทั้งเทวา
            เปรยบเช่นชวาลา ศาสนาท่ยืนยง
            .........เหมือนหนึ่งพระสัมพุทธ สุ วิสุทธิ์ พระชนม์คง
            แดนใดพระดารง พระศาสน์คงก็จารู ญ
            .........ด้วยเดชสิ ทธิ ศกดิ์ ธ พิทกษ์อนุกล
                                    ั         ั      ู
            พระศาสน์บ่มสูญ พระเพิ่มพูลมหิทธา
            .........ข้า ฯ ขอเคารพน้อม วจค้อมขึ้นบูชา
            พิทกษ์ ธ รักษา พระศาสน์มาตลอดกาล
                ั
            .........ปวงข้า ฯ จะประกาศ พุทธศาสน์ให้ไพศาล
            ขอพระอภิบาล ชินมารนิรันดร์ เทอญ.

                   -----------------------
พระคาถาชินบัญชรสูตร
   ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังส) วัดระฆังโฆสิ ตาราม

๑. ชินะสะรากะตา พุทธา                 เชตวา มารัง สะวาหะนัง
.....จะตุสัจจาสะภัง ระสัง             เย ปิ วิงสุ นะราสะภา
๒. ตัณหังกะราทะโญ พุทธา               อัฏฐะวสะติ นายะกา
.....สัพเพ ปะติฏฐิโต มัยหัง           มัตถะเก เต มะนุสสะรา
๓. สเส ปะติฏฐิโต มัยหัง               พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
.....สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง           อุเร สัพพะคุณากะโร
๔. หะทะเย อะนุรุทโธ จะ                สาริ ปุตโต จะ ทักขิเณ
.....โกณฑัญโญ ปิ ฏฐิภาคัสมิง          โมคคัลลาโน จะ วามะเก
๕. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง              อาสุ ง อานันทะราหุลา
.....กัสสะโป จะ มะหานาโม              อาภาสุ ง วามะโสตถะเก
๖. เกสันเต ปิ ฏฐิภาคัสมิง             สุ ริโยวะ ปะภังกะโร
.....นิสินโน สิ ริสัมปั นโน           โสภโต มุนปุงคะโล
๗. กุมาระกัสสะโป เถโร                 มะเหส จิตตะวาทะโก
.....โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง          ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
๘. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ               อุปาลนันทะสวะล
.....เถรา ปั ญจะ อิเม ชาตา            นะลาเต ติละกา มะมะ
๙. เสสาสติ มะหาเถรา                   ชิตะวันโต ชิโนระสา
.....ชะวันตา สละเตเชนะ                อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
๑๐. ระตะนัง ปุเรโต อาสิ               ทักขิเณ เมตตะสุ ตตะกัง
........ธะชัคคัง ปั จฉะโต อาสิ        วาเม อังคุลิมาละกัง
๑๑. ขันธะโมระปะริ ตตัญจะ              อาฏานาฏิยะสุ ตตะกัง
........อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะลังกะตัง
๑๒. ชินา นานาวะระสังยุตตา             สัตตะปาการะลังกะตา
.......วาตาปิ ตตะทิสัญชาตา                 พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
   ๑๓. อะเสสา วิญญัง ยันตุ                    อะนันตะชินะเตชะสา
   ........วะสะโต เม สะกิจเจนะ                สะทา สัมพุทธะปั ญชะเร
   ๑๔. ชินะปั ญขะระมัชเฌหิ                    วิหะรันตัง มะหตะเล
   ........สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ             เต มะหาปุริสาสะภา
   ๑๕. อิจเจวะมันโต                           สุ คุตโต สุ รักโข
   ........ชินานุภาเวนะ                       ชิตุปัททะโว
   ........ธัมมานุภาเวนะ                      ชิตาริ สังโฆ
   ........สังฆานุภาเวนะ                      ชิตนตะรโย
                                                  ั
   ........สัทธัมมานุภาวะ ปาลโต.............. จะรามิ ชินะปั ญชะเรตติ .
........พระคาถาชินบัญชรของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ถ้าใคร่ ท่องจาได้ข้ ึนใจ
ภาวนาทุกคืนวันมคุณานุภาพมากมาย มความศักดิ์สิทธิ์ และทรงอานุภาพทุกบท
จะทาให้เกิดโชคลาภ เป็ นสิ ริมงคลแก่ตวเอง ใช้เสกทาน้ ามนต์รดแก้สรรพ-
                                        ั
ทุกข์โศกโรคภัย ไม่ว่าจะถูกกระทาคุณไสย คุณผคุณคนทั้งปวง ใช้ปลุกเสก
พระเครื่ องรางของขลังจะเพิ่มอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริ ยมากยิ่งขึ้น แต่ถาท่องจาไม่ได้
                                                  ์               ้
หมด จะเลือกจาแต่ละบทก็ได้ สุ ดแต่เจตนาจะใช้ ดังน้
........๑. อาราธนาพระสมเด็จไปกับตัว ใช้บทท่ ๓ ภาวนา
........๒. สาหรับนักพูด นักแสดง ก่อนพูดก่อนแสดง " ๗ "
........๓. สาหรับเสกน้ าล้างหน้า เสกแป้ งเจิม " ๘ "
........๔. ถ้าต้องการแคล้วคลาดปลอดอันตราย " ๙ "
........๕. สาหรับป้ องกันโรคภัยไข้เจ็บ " ๑๓ "
........๖. อาราธนาขอให้คุณพระคุมครอง " ๑๔ "
                                   ้
........(พระคาถาชินบัญชรน้ เป็ นคาถาท่ถูกต้องตรงตามท่สมเด็จบอกโดยวิธ
การเข้าทรง และถูกต้องตรงตามเจตนาของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ซึ่ งเป็ นผูแต่ง,  ้
โดยอาศัยเค้าคาถาท่มมาแล้วแต่เดิม ได้รับอนุญาตด้วยความเอื้อเฟื้ อจาก
อาจารย์พร รัตนสุ วรรณ แห่งสานักวิญญาณ บางลาพู)
คาถาอาวุธ

                   สั กกัสสะ                     วะชิราวุธัง
                   ยะมัสสะ                       นัยมาวธัง
                   อาฬะวะกัสสะ                   ทุสาวุธัง
                   เวสสุ วัณณัสสะ                คะธาวุธัง
                   จัตตาโร วา                    อาวุธานัง
                   เอเตสั ง                      อานุภาเวนะ
                   สั พเพ ยักขา................. ปะลายันติ.
คาถาน้ ......... ใช้เสกมือหรื อเสกศัสตราอาวุธก็ได้ เมื่อเวลาจะประจัญบานกับศัตรู
.......................ใช้เสกต้นข่าต้นไพลขับไล่ ตผ ให้หนกระเจิง ดนักแล.
                            -----------------------
คาพินทุผ้า

อิมง พินทุกปปั ง กะโรมิ
   ั       ั
คาอธิษฐาน

บาตร,                        อิมง ปั ตตัง อะธิ ฏฐามิ
                                ั
สังฆาฏิ,                     อิมง สังฆาฏิง อะธิ ฏฐามิ
                                  ั
จวร,                         อิมง อุตตะราสังคัง อะธิ ฏฐามิ
                                    ั
สบง,                         อิมง อันตะระวาสะกัง อะธิ ฏฐามิ
                                      ั
ผ้าอาบน้ าฝน................ อิมง วัสสิ กะสาฏิกง อะธิ ฏฐามิ
                                        ั        ั




                        คาเสียสละ

     จวรเป็ นนิสัคคยะ เพราะอยู่ปราศจากเขตล่วงราตร
     อิทง เม ภันเต จวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง
        ั
     อัญญัตระ ภิกขุสัมมะติยา นิสสัคคิยงั
     อิมาหัง อายัสมะโต นิสสัชชามิ

     (ถ้า ๒ ผืนว่า ทวิจวะรัง ถ้าทั้ง ๓ ผืนว่า ติจวะรัง)


                           คาคืน

               อิมง จวะรัง อายัสมะโต ทัมมิ
                  ั
คาวิกัปปี์

...................อิมัง จีวะรัง ตุยหัง วิกปเปมิ
                                           ั
หลายผืนว่า อิมานิ จีวะรานิ ตุยหัง วิกปเปมิ
                                        ั
                    คาถอน
.อิมัง จีวะมัง มัยหัง สั นตะกัง ปะริภุญชะ วา
วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ
           (ถ้ าผู้ถอนอ่อนกว่ า ว่ า)
อิมัง จีวะรัง มัยหัง สั นตะกัง ปะริภุญชะถะ วา
วิสัชเชถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ
คาอธิษฐานเข้ าพรรษา

    .อิมัสมิง อาวาเส อิมัง เตมาสั ง วัสสั ง อุเปมิ (ว่า ๓ จบ)




                    คาปวารณาออกพรรษา

..............สั งฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุ เตนะ วา
ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกมปัง อุปาทายะ
                                               ั
ปัสสั นโต ปะฏิกกะริสสามิ ฯ
..............ทุติยัมปิ ภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุ เตนะ
วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกมปัง อุปทายะ
                                                   ั
ปัสสั นโต ปะฏิกกะริสสามิ ฯ
..............ตะติยัมปิ ภันเต สั งฆัง ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุ เตนะ
วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกมปัง อุปาทายะ
                                                     ั
ปัสสั นโต ปะฏิกกะริสสามิ ฯ
คาขอขมาโทษ
                (แบบทัวไปท่แก้ไขใช้อยู่ในปั จจุบน)
                      ่                         ั

(ผูขอ) เถเร ปะมาเทนะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สั พพัง อะปะราธัง
   ้
.............ขะมะถะ เม ภันเต (ถ้าขอหลายรู ปเปล่ยน ขะมะถะ เม เป็ น
.............ขะมะตุ โน)
(ผูรับ) อะหัง ขะมามิ ตะยาปิ เม ขะมิตัพพัง (ถ้าผูขอมหลายรู ป
     ้                                          ้
.............เปล่ยน ตะยาปิ เป็ น ตุมเหหิปี)
(ผูขอ) ขะมามิ ภันเต (ถ้าขอหลายรู ปเปล่ยน มิ เป็ น มะ)
       ้
                 (แบบพิเศษนิยมใช้ถวายพระมหาเถระ)
(ผูขอ) อัจจะโย มัง ภันเต อัจจัคคะมา ยะถาพาลัง ยะถามูฬหัง
   ้
.............ยะถาอะกุสะลัง โยหัง ภันเต กะทาจิ กะระหะจิ ปะมาทัง
.............วา อาคัมมะ อะโยนิโสมะนะสิ การัง วา อาคัมมะ มะหาเถเร
.............อะคาระวัง อะกาสิ ง กาเยนะ วา วาจายะ วา มะนะสา วา
.............สัมมุขาปิ ปะรัมมุขาปิ ตัสสะ เม ภันเต มะหาเถโร อัจจะยัง
.............อัจจะยะโต ปะฏิคคัณหาตุ อายะติง สังวะรายะ
(ผูรับ) ตัคฆะ ตัง อาวุโส อัจจะโย อัจจัคคะมา ยะถาพาลัง
     ้
.............ยะถามูฬหัง ยะถาอะกุสะลัง โย ตะวัง กะทาจิ กะระหะจิ
.............ปะมาทัง วา อาคัมมะ อะโยนิโสมะนะสิ การัง วา อาคัมมะ
.............มะยิ อะคาระวัง อะกาสิ กาเยนะ วา วาจายะ วา มะนะสา
.............วา สัมมุขาปิ ปะรัมมุขาปิ ยะโต จะ โข ตะวัง
.............อัจจะยัง อัจจะยะโต ทิสวา ยะถาธัมมัง ปะฏิกกะโรสิ
.............อายะติง สังวะรัง อาปั ชชะสิ ตัง เต ปะฏิคคัณหามิ
.............วุฑติ เหสา อาวุโส อะริ ยสสะ วินะเย โย อัจจะยัง
                                      ั
.............อัจจะยะโต ทิสวา ยะถาธัมมัง ปะฏิกกะโรติ อายะติง
.............สังวะรัง อาปั ชชะติ
(คาอวยพรของผูรับ) ยัง ยัง ปุญญัง มะยา กะตัง อุปะจิตง
                    ้                                 ั
.............กาเยนะ วา วาจายะ วา มะนะสา วา ตัง ตัง อายัสมะโต
.............อาทิสสามิ สาธายัสมา อัสมิง อัสมิง ปุญเญ ปั ตติโต
.............หุตวา อะนุโมทะตุ เตนะ อะนุโมทะนามะเยนะปิ ปุญเญนะ
.............สุ ขิโต โหตุ อะโรโค นิรุปัททะโว จิรัง ทฆะมัทธานัง
.............อิมสมิง ตะถาคะตัปปะเวทิเต ธัมมะวินะเย วุฑฒิง วิรุฬหิง
                  ั
.............เวปุลลัง อาปั ชชะตุ
(ผูขอ) สาธุ ภันเต
   ้
คาอนุโมทนากฐิน

อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ กะฐินง
                             ั
ธัมมิโก กะฐินตถาโร อะนุโมทามะ (ว่า ๓ จบ)
              ั
คาลาสิกขา

สิ กขัง ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ
ข้าพเจ้าลาสิ กขา ท่านทั้งหลายจงจาข้าพเจ้าไว้ว่า เป็ นคฤหัสถ์
คาแสดงตนเป็ นอุบาสก

เอสาหัง ภันเต สุ จิระปะริ นิพพุตมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง
                                ั
คัจฉามิ ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ อุปาสะกัตตัง สังโฆ ธาเรตุ.
วิธีแสดงอาบัตีิ

(พรรษาอ่อนว่า) สัพพา ตา อาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
...............................สัพพา คะรุ ละหุกา อาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
...............................อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโญ อาปั ตติโย
...............................อาปั ชชิง ตา ตุมหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ
(พรรษาแก่รับว่า) ปั สสะสิ อาวุโส ตา อาปั ตติโย
(พรรษาอ่อนว่า) อุกาสะ อามะ ภันเต ปั สสามิ
(พรรษาแก่รับว่า) อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ
(พรรษาอ่อนว่า)................. สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ
...............................ทุติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ
                                    ั
...............................ตะติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ
                                      ั
...............................นะ ปุเนวัง กะริ สสามิ
...............................นะ ปุเนวัง ภาสิ สสามิ
...............................นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามีิ
                                  (จบพรรษาอ่อน)
(พรรษาแก่ว่า) สัพพา ตา อาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
...............................สัพพา คะรุ ละหุกา อาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน)
...............................อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปั ตติโย
...............................อาปั ชชิง ตา ตุยหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ
(พรรษาอ่อนรับว่า) อุกาสะ ปั สสะถะ ภันเต ตา อาปั ตติโย
(พรรษาแก่ว่า) อามะ อาวุโส ปั สสามิ
(พรรษาอ่อนรับว่า) อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ
(พรรษาแก่ว่า)................. สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ
...............................ทุติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ
                                    ั
...............................ตะติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ
                                      ั
...............................นะ ปุเนวัง กะริ สสามิ
...............................นะ ปุเนวัง ภาสิ สสามิ
...............................นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ
                                      (เสร็ จพิธ)
                               วิธีแสดงอาบัติแบบใหม่
    ....... ภิกษุผตองอาบัติพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง แล้วทาผ้าห่มเฉวยงบ่า
                   ู้ ้
    นังกระหย่งประนมมือกล่าวว่า
              ่
    อะหัง........... แก่ว่า........... อาวุโส อิตถันนามัง อาปั ตติง
    ......................อ่อนว่า........... ภันเต
    ......................อาปั นโน ตัง ปะฏิเทเสมิ
    ผูรับ........... แก่ว่า........... ปั สสะสิ อาวุโส
      ้
    ......................อ่อนว่า........... ปั สสะสิ ภันเต
    ผูแสดง........... แก่ว่า........... อามะ อาวุโส ปั สสามิ
        ้
    ......................อ่อนว่า........... อามะ ภันเต ปั สสามิ
    ผูรับ........... แก่ว่า ...........อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ
          ้
    ......................อ่อนว่า ...........อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ
    ผูแสดง........... แก่ว่า ...........สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ
            ้
    ......................อ่อนว่า........... สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ
    ...........คาว่า อิตถันนามัง ให้เปล่ยนเป็ นชื่ออาบัติท่ถูกต้องดังน้ ถุลลัจ-
    จะยัง, นิสสัคคิยง ปาจิตติยง, ปาจิตติยง, ทุกกะฏัง, ทุพภาสิ ตง ถ้า
                        ั         ั           ั                     ั
    ต้องอาบัติหลายตัว มวัตถุอย่างเดยวกัน เช่นปาจิตตย์เป็ นตัวอย่างใช้
    สัมพะหุลา ต่อเป็ น อะหัง ภันเต สัมพะหุลา ปาจิตติยาโย
    อาปั ตติโย อาปั นโน ตา ปะฏิเทเสมิ ฯลฯ เหมือนข้างต้น ถ้าอาบัติ
    หลายตัวมวัถตุต่าง ๆ กัน เช่น ต้องอาบัติปาจิตตย์ใช้ นานาวัตถุกาโย
    ต่อเป็ น อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย ปาจิตติยาโย
    อาปั ตติโย อาปั นโน ตา ปะฏิเทสมิ ฯลฯ เหมือนข้างต้น ถ้าอาบัติ
๒ ตัวใช้ เทว ถ้า ๓ ตัวขึ้นไปใช้ สัมพะหุลา
ถ้าสงสัยพึงแสดงดังน้ อะหัง อาวุโส อิตถันนามายะ อาปั ตติยา
เวมะติโก ยะทา นิพเพมะติโก ภะวิสสามิ ตะทา ตัง
อาปั ตติง ปะฏิกกะริ สสามิ คาว่า อาวุโส ถ้าผูแสดงอ่อนกว่าเปล่ยนเป็ น
                                            ้
ภันเต คาว่า อิตถันนามายะ พึงเปล่ยนเป็ นชื่ออาบัติ ฯ
กิจวัตร ๑๐ อย่ าง

             ๑. ลงอุโบสถ
             ๒. บิณฑบาตเล้ ยงชพ
             ๓. สวดมนต์ไหว้พระ
             ๔. กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดย์
             ๕. รักษาผ้าครอง
             ๖. อยู่ปริ วาสกรรม
             ๗. โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ
             ๘. ศึกษาสิ กขาบทและปฏิบติพระอาจารย์
                                          ั
             ๙. เทศนาบัติ
             ๑๐. พิจารณาปั จจเวกขณะทั้ง ๔ เป็ นต้น
กิจวัตร ๑๐ เหล่าน้ เป็ นกิจใหญ่ควรท่ภิกษุจะต้องศึกษาให้ทราบความชัด
         และจาไว้เพื่อปฏิบติสมควรแก่สมณสารู ปแห่งตน ฯ
                             ั
ภิกษุไม่ ควรฉันเนือ ๑๐ อย่ าง
                        ้

           ๑. เนื้อมนุษย์
           ๒. เนื้อช้าง
           ๓. เนื้อม้า
           ๔. เนื้อสุ นขั
           ๕. เนื้องู
           ๖. เนื้อราชสห์
           ๗. เนื้อหม
           ๘. เนื้อเสื อโคร่ ง
           ๙. เนื้อเสื อดาว
           ๑๐. เนื้อเสื อเหลือง
มังสะ ๑๐ อย่างน้ ห้ามฉันและห้ามรับประเคน
คาให้ ศีล
             เมื่อคฤหัสถ์อาราธนาศลแล้ว พระพึงให้ศลดังน้
     นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

 .                    พุทธัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 .                    ธัมมัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 .                    สังฆัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 ทุติยัมปิ            พุทธัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 ทุติยัมปิ            ธัมมัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 ทุติยัมปิ            สังฆัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 ตะติยัมปิ            พุทธัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 ตะติยัมปิ            ธัมมัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 ตะติยัมปิ .......... สังฆัง            สะระณัง              คัจฉามิ
 .                    ติสะระณะ          คะมะนัง              นิฏฐิตง
                                                                   ั
 ปาณาติปาตา           เวระมะณ           สิ กขาปะทัง          สะมาทิยามิ
 อะทินนาทานา          เวระมะณ           สิ กขาปะทัง          สะมาทิยามิ
 กาเมสุ มิจฉาจารา     เวระมะณ           สิ กขาปะทัง          สะมาทิยามิ
 มุสาวาทา             เวระมะณ.......... สิ กขาปะทัง......... สะมาทิยามิ
 สุ ราเมระยะมัชชะปะมา ทัฏฐานา.. เวระมะ ณ...สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
                                       (สรุ ป)
........................อิมานิ ปัญจะ สิ กขาปะทานิ
............สี เลนะ สุ คะติง ยันติ ............สี เลนะ โภคะสั มปะทา
............สี เลนะ นิพพุติง ยันติ ............ตัสมา สี ลง วิโสธะเย
                                                         ั
............ถ้าให้ศล ๘ ก็ว่าเหมือนกัน เปล่ยนแต่ขอ กาเม เป็ นอะพรัหมะจะริยา
                                                     ้
เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ เท่านั้น แล้วต่อจากข้อ สุ รา ไปดังน้
............วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
............นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ-
มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
............อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
............(สรุ ปเหมือนศล ๕ เปล่ยนแต่ ปัญจะ เป็ น อัฏฐะ เท่านั้น)
............ถ้าให้อุโบสถศล ใช้นาว่าต่อจากข้อสุ ดท้าย ทละตอน ดังน้
............อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะกัง,
อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสั ง, สั มมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ
(สรุ ป) อิมานิ อัฏฐะ สิ กขาปะทานิ อุโปสะถะสี ละวะเสนะ สาธุกง      ั
............กัตวา อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ ฯ
............สี เลนะ สุ คะติง ยันติ ............สี เลนะ โภคะสั มปะทา
............สี เลนะ นิพพุติง ยันติ ............ตัสมา สี ลง วิโสธะเย
                                                         ั
คาบอกศักราชเทศนา

..........อิทานิ ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ปะริ นิพพานะโต ปั ฏฐายะ สัตตะวสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ เทวสัง-
วัจฉะระสะหัสสานิ อะติกกันตานิ ปั จจุปปั นนะกาละวะเสน อาสาฬหะ
มาสัสสะ ทวาทะสะมัง ทินง วาระวะเสน ปะนะ คะรุ วาโร โหติ เอวัง
                           ั
ตัสสะ ภะคะวะโต ปะริ นิพพานา สาสะนายุกาละคะณะนา สัลลักเข
ตัพพาติ ฯ
..........(คาแปล) ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จาเดิมแต่ปริ นิพพาน
แห่งองค์สมเด็จพระผูมพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดน้ ล่วง
                     ้
แล้ว ๒๕๒๗ พรรษา ปั จจุบนสมัย กรกฎาคมมาส สุ รทินท่ ๑๒ คะรุ วาร
                             ั
พระพุทธศาสนายุกาลจาเดิมแต่ปิริ นิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระผูมพระภาคเจ้า
                                                          ้
นั้น มนัยอันจะพึงกาหนดนับด้วยประการฉะน้
                       คาเปลียน พ.ศ. เดือน วันที่ วัน
                               ่
     พ.ศ. ๒๕๒๘ เปล่ยนว่า อัฏฐะวสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     พ.ศ. ๒๕๒๙ เปล่ยนว่า อูนะติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     พ.ศ. ๒๕๓๐ เปล่ยนว่า ติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     พ.ศ. ๒๕๓๑ เปล่ยนว่า เอกะติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     พ.ศ. ๒๕๓๒ เปล่ยนว่าทวัตติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     พ.ศ. ๒๕๓๓ เปล่ยนว่า เตตติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     พ.ศ. ๒๕๓๔ เปล่ยนว่าจตุตติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     พ.ศ. ๒๕๓๕ เปล่ยนว่า ปั ญจะติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ
     เดือน มกราคม เปล่ยนว่า ปุสสะมาสัสสะ
     เดือน กุมภาพันธ์ เปล่ยนว่า มาฆะมาสัสสะ
     เดือน มนาคม เปล่ยนว่า ผัคคุณะมาสัสสะ
     เดือน เมษายน เปล่ยนว่า จิตตะมาสัสสะ
เดือน พฤษภาคม เปล่ยนว่า วิสาขะมาสัสสะ
เดือน มิถุนายน เปล่ยนว่า เชฏะมาสัสสะ
เดือน กรกฏาคม เปล่ยนว่า อาสาฬหะมาสัสสะ
เดือน สิ งหาคม เปล่ยนว่า สาวะนะมาสัสสะ
เดือน กันยายน เปล่ยนว่า โปฏฐะปะทะ หรื อ ภัททะปะทะมาสัสสะ
เดือน ตุลาคม เปล่ยนว่า อัสสะยุชะมาสัสสะ
เดือน พฤศจิกายน เปล่ยนว่า กัตติกะมาสัสสะ
เดือน ธันวาคม เปล่ยนว่า มิคะสิ ระมาสัสสะ
วันท่ ๑ เปล่ยนว่า ปะฐะมัง ทินงั
วันท่ ๒ เปล่ยนว่า ทุติยง ทินง
                        ั ั
วันท่ ๓ เปล่ยนว่า ตะติยง ทินง
                         ั ั
วันท่ ๔ เปล่ยนว่า จะตุตถัง ทินง   ั
วันท่ ๕ เปล่ยนว่า ปั ญจะมัง ทินง        ั
วันท่ ๖ เปล่ยนว่า ฉัฏฐัง ทินง
                            ั
วันท่ ๗ เปล่ยนว่า สัตตะมัง ทินง       ั
วันท่ ๘ เปล่ยนว่า อัฏฐะมัง ทินง     ั
วันท่ ๙ เปล่ยนว่า นะวะมัง ทินง  ั
วันท่ ๑๐ เปล่ยนว่า ทะสะมัง ทินง           ั
วันท่ ๑๑ เปล่ยนว่า เอกาทะสะมัง ทินง             ั
วันท่ ๑๒ เปล่ยนว่า ทวาทะสะมัง ทินง                ั
วันท่ ๑๓ เปล่ยนว่า เตระสะมัง ทินง           ั
วันท่ ๑๔ เปล่ยนว่า จะตุททะสะมัง ทินง                    ั
วันท่ ๑๕ เปล่ยนว่า ปั ณณะระสะมัง ทินง                     ั
วันท่ ๑๖ เปล่ยนว่า โสฬะสะมัง ทินง             ั
วันท่ ๑๗ เปล่ยนว่า สัตตะระสะนัง ทินง                  ั
วันท่ ๑๘ เปล่ยนว่า อัฏฐาระสะมัง ทินง                ั
วันท่ ๑๙ เปล่ยนว่า อูนะวสะติมง ทินงั ั
วันท่ ๒๐ เปล่ยนว่า วสะติมง ทินง
                            ั ั
วันท่ ๒๑ เปล่ยนว่า เอกะวสะติมง ทินง   ั ั
วันท่ ๒๒ เปล่ยนว่า ทวาวสะติมง ทินง   ั ั
วันท่ ๒๓ เปล่ยนว่า เตวสะติมง ทินง
                               ั          ั
วันท่ ๒๔ เปล่ยนว่า จะตุวสะติมง ทินง ั ั
วันท่ ๒๕ เปล่ยนว่า ปั ญจะวสะติมง ทินง    ั ั
วันท่ ๒๖ เปล่ยนว่า ฉัพพสะติมง ทินง
                                 ั          ั
วันท่ ๒๗ เปล่ยนว่า สัตตะวสะติมิง ทินง           ั
วันท่ ๒๘ เปล่ยนว่า อัฏฐะวสะติมง ทินง    ั ั
วันท่ ๒๙ เปล่ยนว่า อูนะติงสะตมัง ทินง         ั
วันท่ ๓๐ เปล่ยนว่า ติงสะติมง ทินง
                             ั ั
วันท่ ๓๑ เปล่ยนว่า เอกะติงสะติมง ทินง  ั ั
วัน อาทิตย์ เปล่ยนว่า ระวิวาโร
วัน จันทร์ เปล่ยนว่า จันทะวาโร
วัน อังคาร เปล่ยนว่า ภุมมะวาโร
วัน พุธ เปล่ยนว่า วุธะวาโร
วัน พฤหัสบด เปล่ยนว่า คะรุ วาโร
วัน ศุกร์ เปล่ยนว่า สุ กกะวาโร
วัน เสาร์ เปล่ยนว่า โสระวาโร
พิธีบวช

 ............คาว่า บวช มาจากคาว่า ป+วช แปลว่าเว้นทัว คือเว้นจากกาม ใน
                                                        ่
 ท่น้ หมายเพยงบวชเป็ นสามเณรและบวชเป็ นพระภิกษุเท่านั้น จุดมุ่งหมายใน
 การบวชก็คือการปฏิบติตนเพื่อรื้ อถอนออกจากความทุกข์ และทาให้แจ้งซึ่ ง
                         ั
 พระนิพพาน คือความดับทุกข์ อย่างไรก็ตาม การบวชได้แม้เพยงชัวคราวก็ ่
 นับว่าด เพราะนอกจากเป็ นการสื บต่อพระพุทธศาสนาแล้ว อย่างน้อยก็ยงเป็ นั
 เหตุให้รู้จกฝึ กหัดความอดทน และความเสยสละอย่างมาก อาจทาให้เข้าถึง
            ั
 พุทธธรรมได้โดยใกล้ชิด
                               การบวชเป็ นสามเณร
............สามเณร แปลว่า ผูเ้ ป็ นเชื้อสายแห่งสมณะ เมื่อเป็ นสามเณรแล้ว
ต้องถือศล ๑๐ คือ
............๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ท้ งมนุษย์และเดรัจฉาน
                                     ั
............๒. เว้นจากการลักทรัพย์
............๓. เว้นจากเสพเมถุนธรรม
............๔. เว้นจากการพูดเท็จ
............๕. เว้นจากการดื่มสุ ราและเมรัย
............๖. เว้นจาการบริ โภคอาหารในเวลาวิกาล
............๗. เว้นจากการฟ้ อนราขับร้องและการบรรเลง ตลอดถึงการดู
............การฟังสิ่ งเหล่านั้น
............๘. เว้นจากการทัดทรงดอกไม้การใช้ของหอมเครื่ องประเทืองผิว
............๙. เว้นจาการนอนท่สูงใหญ่และยัดนุ่นสาลอันมลายวิจิตร
............๑๐. เว้นจากการรับเงินทอง
............นอกจากน้ ยังต้องม ปั จจเวกขณะ คือ การพิจารณา จวร บิณฑบาต
เสนาสนะ คิลานเภสัช ตลอดถึงวัตรท่ควรศึกษา อันเกยวด้วยมารยาท คือ
                                                    ่
เสขิยวัตร อก ๗๕ ข้อ ด้วย
............ถานท่ทาพิธ เป็ นกุฎของพระอุปัชฌาย์ผให้บวชก็ได้ เป็ นโรง
                                                     ู้
    อุโบสถก็ได้ มพระอันดับตั้งแต่ ๔ รู ปขึ้นไปก็ได้ ไม่มก็ได้
                                          ของใช้ ในพิธีคอ
                                                        ื
............๑. ไตรแบ่ง (สบง ๑ ประคตเอง ๑ อังสะ ๑ จวร ๑ ผ้ารัด อก ๑ ผ้ากราบ ๑)
............๒. จวร สบง อังสะ (อาศัยหรื อสารอง) ผ้าอาบ ๒ ผืน
............๓. ย่าม ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกา
............๔. บาตร (มเชิงรองและฝาพร้อม)
............๕. รองเท้า ร่ ม
............๖. ท่นอน เสื่ อ หมอน ผ้าห่ม มุง      ้
............๗. จานข้าว ช้อนส้อม แก้วน้ า ผ้าเช็ดมือ ปิ่ นโต กระโถน
............๘. ขันน้ า สบู่ กล่องสบู่ แปรง ยาสฟัน ผ้าเช็ดตัว
............๙. ธูป เทยน ดอกไม้ สาหรับบูชาพระรัตนตรัย
............๑๐. ธูป เทยน ดอกไม้ (หรื อจะใช้เทยนแพมกรวยดอกไม้กใช้ได้) ็
............สาหรับถวายพระอุปัชฌาย์ผให้บวช   ู้
และจะมเครื่ องจตุปัจจัยไทยธรรมสาหรับถวายพระอุปัชฌายะและพระในพิธนั้น
อกองค์ละชุดก็ได้ แล้วแต่กาลังศรัทธา
............ผูบวชต้องปลงผม โกนคิ้ว โกนหนวด ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สะอาด
              ้
หมดจด ส่ วนพิธการวันบวช มกล่าวไว้ส่วนหนึ่งแล้ว และข้อสาคัญต้องว่า
ไตรสรณคมน์ ใช้ชดถ้อยชัดคา เพราะความเป็ นสามเณรจะสาเร็ จได้กดวยไตร
                    ั                                             ็้
สรณคมน์เท่านั้น นอกจากนั้นก็ม
                               หัวข้ อทีผู้จะบวชจะต้ องจดจาคือ
                                        ่
         ............๑. ให้บิดามารดาหรื อผูปกครอง พาไปหาเจ้าอาวาสและพระ
                                                   ้
         อุปัชฌาย์ (ถ้าเจ้าอาวาสเป็ นพระอุปัชฌาย์ดวยก็ไม่ตองไป ๒ แห่ง)
                                                          ้   ้
         ............๒. ท่องคาขอบวช สรณคมน์ และศล ๑๐ ให้ได้ดวยตนเอง้
         ............๓. หมันฝึ กซ้อมพิธ เช่นการกราบ เป็ นต้น
                             ่
                                     การบวชเป็ นพระภิกษุ
............ภิกษุ แปลว่า ผูเ้ ห็นภัยในวัฏฏสงสาร เมื่อเป็ นพระภิกษุแล้ว ต้อง
       ถือศล ๒๒๗ และต้องรักษาข้อวัตรปฏิบติอื่น ๆ อกมาก
                                                 ั
       ............การบวชเป็ นสามเณรเป็ นเบื้องต้นของการบวชเป็ นพระภิกษุ กล่าว
       คือจะบวชเป็ นพระภิกษุได้กตองบวชเป็ นสามเณรก่อน เพราะฉะนั้นกุลบุตร
                                      ็้
       ผูจะบวชเป็ นพระภิกษุ จึงจาต้องบวชเป็ นสามเณรก่อน ซึ่ งมวิธการดังท่
          ้
       กล่าวมาแล้ว แม้ผเู้ ป็ นสามเณร ก็จาต้องขอไตรสรณคมน์และศลใหม่ เพื่อทา
       ให้แน่นแฟ้ นยิ่งขึ้น จึงดาเนินการบวชเป็ นพระภิกษุได้ต่อไป แต่ทางท่ดท่สุด
       ควรของบรรพชาแต่เบื้องต้นไปใหม่ เพราะเมื่อตอนขอบรรพชาเป็ นสามเณร
       ได้เว้นคาไว้ ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ไว้
       ............สถานท่ทาพิธ คือ โรงอุโบสถ ประชุมสงฆ์ ๒๘ รู ป มพระอุปัช-
       ฌาย์ ๑ พระกรรมวาจาจารย์ ๑ พระอนุสาวนาจารย์ ๑ (สองรู ปหลังน้ เรยกว่าพระ
       คู่สวด) อก ๒๕ รู ป เรยกวาพระอันดับ (๑๐ รู ปขึ้นไป ไม่ถึง ๒๕ รู ปก็ใช้ได้)
                        อัฏฐบริขารและเครื่องใช้ อน ๆ ทีจาเป็ นและควรจัดหา
                                                 ื่     ่
............๑. ไตรครอง (สบง ๑ ประคตเอว ๑ อังสะ ๑ จวร ๑ สังฆาฏิ ๑ ผ้ารัดอก ๑ ผ้ากราบ
๑)
............๒. บาตร (มเชิงรองและฝาพร้อม) ถลกบาตร สายโยค ถุง ตะเครยว
............๓. มดโกน พร้อมทั้งหินลับมดโกน
............๔. เข็มเย็บผ้า พร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย
............๕. เครื่ องกรองน้ า (ธมกรก)
............๖. เสื่ อ หมอน ผ้าห่ม มุง
                                    ้
............๗. จวร สบง อังสะ ผ้าอาบ ๒ ผืน (อาศัย)
............๘. ตาลปั ตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ ม รองเท้า
............๙. โคมไฟฟ้ า หรื อตะเกยง ไฟฉาย นาฬิกาปลุก
............๑๐. สาหรับ ปิ่ นโต คาว หวาน จานข้าว ช้อนส้อม ผ้าเช็ดมือ
............๑๑. ท่ตมน้ า กาต้มน้ า กาชงน้ าร้อน ถ้วยน้ าร้อน เหยือกน้ า
                      ้
............และแก้วน้ าเย็น กระติกน้ าแข็ง กระติกน้ าร้อน
............๑๒. กระโถนบ้วน และโถนถ่าย
............๑๓. ขันอาบน้ า สบู่และกล่องสบู่ แปรงและยาสฟัน ผ้าขน- หนู กระดาษชาระ
............๑๔. สันถัต (อาสนะ)
............๑๕. หบไม้หรื อกระเป๋ าหนังสาหรับเก็บไตรครอง
............๑. ถึง ๕. เป็ นสิ่ งจาเป็ นมาก เรยกว่า อัฏฐบริ ขาร แปลว่า บริ ขาร ๘
(มผ้า ๕ อย่าง คือ สบง ๑ ประคตเอว ๑ จวร ๑ สังฆาฏิ ๑ ผ้ากรองผ้า ๑ เหล็ก ๓ อย่าง คือ
บาตร ๑ มดโกน ๑ เข็มเย็บผ้า ๑) ของนอกนั้นมความจาเป็ นลดน้อยลง แล้วแต่
กาลังของเจ้าภาพจะจัดหามาได้อก
............ไตร วางไว้บนพานแว่นฟ้ า บาตร สวมอยู่ในถุงตะเครยว ภายใน
บาตรใส่ มดโกนพร้อมด้วยหินลับมดโกนเข็มพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย และ
เครื่ องกรองน้ า นอกจากนั้นยังนิยมใส่ พระเครื่ องรางต่าง ๆ ลงในบาตร เพื่อ
ปลุกเสกให้ขลังขึ้นอกด้วย
                             ถ้ ามีกระบวนแห่ งควรจัดกระบวนดังนี้
   ............๑. การแสดงต่าง ๆ เช่น หัวโต สิ งโต ฯ (ถ้าม)
   ............๒. แตร หรื อ เถิดเทิง (ถ้าม)
   ............๓. ของถวายพระอุปัชฌาย์ คู่สวด
   ............๔. ไตรครอง ซึ่ งมารดาของผูบวชมักจะเป็ นผูอุม (มสัปทนกัน)
                                             ้             ้้          ้
   ............๕. ผูบวชพนมมือถือดอกบัว ๓ ดอก ธูป ๓ ดอก เทยน ๒ เล่ม (มสัปทนกัน)
                      ้                                                      ้
   ............๖. บาตร และ ตาลปั ตร ซึ่ งบิดาของผูบวชเป็ นผูสะพายและถือ
                                                     ้        ้
   ............๗. ของถวายพระอันดับ
   ............๘. บริ ขารและเครื่ องใช้อย่างอื่นของผูบวช
                                                       ้
   ............ถ้ามไตรถวายพระอุปัชฌาย์และคู่สวด ก็ตองมสัมปทนกันอก ๓ คัน
                                                         ้        ้
   ของถวายพระอุปัฌาย์มพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือกรวยขอนิสัย ซึ่ งภายในกรวยม
   หมากพลูหรื อเม่ยงและบุหร่ นอกนั้นแล้วแต่จะเห็นสมควร ควรจัดของถวาย
   สาหรับพระอุปัชฌาย์เป็ นพิเศษ รองลงมาคือคู่สวด รองลงมาอกคือพระอันดับ
   ............เมื่อจัดขบวนเรยบร้อยแล้ว ก็เคลื่อนไปสู่หน้าพระอุโบสถ แล้วเวยน
ขวารอบนอกสมา ๓ รอบ พร้อมกันเสยง โห่ - ฮิ้ว เป็ นระยะ ๆ ไป เวยนครบ
๓ รอบ ก็เข้าไปภายในพระอุโบสถทั้งหมด เว้นไว้แต่การแสดงต่าง ๆ เช่น
แตร หรื อเถิดเทิง ส่ วนผูจะบวชก่อนจะเข้าโบสถ์ตองวันทาเสมาหน้าพระอุโบสถ
                         ้                     ้
เสยก่อน ว่า วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง โพธิ รุกขัง เจติยง สัพพะ
                                                         ั
เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯ
                             คาวันทาเสมา (อีกแบบหนึ่ง)
     ............อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
     มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง
                                              ั
     มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ
     ............สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ
     กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯ อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ
     ............วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยา
     กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง
                                        ั
     ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ
     ............เสร็ จแล้วโปรยทาน แล้วเข้าสู่พระอุโบสถได้ โดยมารดาบิดาหรื อ
     ญาติผใหญ่หรื อเจ้าภาพจูงประกอบด้วยญาติและมิตรเป็ นผูเ้ กาะต่อ ๆ กัน ครั้น
              ู้
     แล้วผูบวชจึงไปวันทาพระประธานในพระอุโบสถด้านข้างพระหัตถ์ขวา แล้ว
            ้
     มารับไตรครองจากมารดาบิดาหรื อญาติผใหญ่หรื อเจ้าภาพ ต่อจากนั้นจึงเริ่ ม
                                                ู้
     พิธการบวชตามหลักพระธรรมวินยต่อไป     ั
     ............เมื่อบวชเป็ นสามเณรเสร็ จแล้ว บิดาต้องคอยประเคนบาตรแก่
     สามเณรนั้น ขณะท่พระคู่สวดกาลังสวดญัตติจตุตถกรรมวาจา ห้ามมิให้อนุป-
     สัมบัน (ผูท่มิใช่พระภิกษุ) เข้าใกล้อาสน์สงฆ์ ๑ ศอก ทางท่ดควรสงบอยู่
                 ้
     กับท่ ภายหลังจากบวชเป็ นพระภิกษุเสร็ จแล้ว เจ้าภาพและญาติมิตรจึงถวาย
     อัฏฐบริ ขารและเครื่ องใช้อื่น ๆ ท่สมควรแก่สมณะ แก่พระบวชใหม่ต่อไป
     เสร็ จแล้วพระบวชใหม่กรวดน้ า เป็ นเสร็ จพิธ
                               ข้ อสาคัญทีควรจดจาไว้ กคอ
                                            ่         ็ื
............๑. มารดาบิดา หรื อญาติผใหญ่หรื อเจ้าภาพ พร้อมผูจะบวช
                                        ู้                    ้
ต้องไปติดต่อกับเจ้าอาวาสท่ตนจะบวชอยู่ และพระอุปัชฌาย์แต่เนิ่น ๆ
(ถ้าเจ้าอาวาสเป็ นอุปัชฌาย์ดวยก็ไม่ตองไปติดต่อ ๒ แห่ง)
                              ้       ้
............๒. ผูจะบวช เรยกกันว่า อุปสัมปทาเปกข์ หรื อ นาค หรื อ
                  ้
นักบวช ต้องท่องคาบาล ซึ่ งเรยกกันว่า ขานนาค ให้ได้คล่องแคล่ว
ชัดถ้อยชัดคา
............๓. หมันฝึ กซ้อมกับพระอุปัชฌาย์หรื ออาจารย์ ในเรื่ องระเบยบ
                     ่
ต่าง ๆ อันเนื่องในการน้ ให้คล่อง มิให้เคอะเขินในเวลาเข้าพิธ
............หมายเหตุ ในการบวชน้ บางคนนิยมมพิธทาขวัญนาคก่อนวันบวช
๑ วัน หรื อทาในวันนั้น คือทาขวัญเช้าบวชบ่าย การทาขวัญก็เพื่อให้เจ้านาค
รู้จกคุณมารดาบิดา และมใจศรัทธาซาบซึ้ งในการบวชขึ้นอก ในการน้ จะต้อง
    ั
มของอกหลายอย่าง เช่น บายศร แว่นเวยนเทยน ฆ้อง ธูปเทยนตามแบบของ
หมอทาขวัญ การทาขวัญก็ด แม้การแสดงต่าง ๆ ตลอดถึงแตร เถิดเทิงก็ด
บางคนก็ไม่นิยม ชอบเงยบ ๆ ตรงไปเดินเวยนโบสถ์เข้าโบสถ์เฉย ๆ ทั้งน้
แล้วแต่อธยาศัย ส่ วนการแต่งตัวเจ้านาค มักใช้ชุดขาว นุ่งแบบผ้าถุงจบ
         ั
อังสะขาว บางทก็มเสื้ อขาวแขนยาว แล้วสวมเสื้ อครุ ยทับ
............เมื่อบวชแล้วมักมการฉลองพระใหม่ ถ้าบวชเช้าก็ฉลองเพล ถ้าบวช
บ่ายก็ฉลองวันรุ่ งขึ้นหรื อจะเลื่ยนไปฉลองในวันต่อ ๆ ไปก็ได้ ตามความ
สะดวกของเจ้าภาพ.
                    ----------------------------------
คาถาคาดปูน
    อิมง อังคะพันธะนัง อะธิ ฏฐามิ.
       ั
คาถาน้ ใช้เสกปูนคาดแก้สารพัดพิษต่าง ๆ
           มิให้แล่นไปได้ แล.
วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบอุกาสะ

.........กุลบุตรผูมศรัทธามุ่งบรรพชา อุปสมบท พึงรับผ้าไตรอุมประนมมือเข้า
                    ้                                          ้
ไปในสังฆสันนิบาต วางผ้าไตรไว้ขางตัวด้านซ้าย รับเครื่ องสักการถวายพระ,
                                    ้
อุปัชฌายะ แล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง แล้วอุมผ้าไตรประนม
                                                           ้
มือยืนขึ้นเปล่งวาจาขอบรรพชา หยุดตามจุดจุลภาค ว่า
.........อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต,
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง
                                        ั
มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ
.........อุกาสะ การุ ญญัง กัตวา, ปั พพัชชัง เทถะ เม ภันเต,
                           (นังลงคุกเข้าประนมมือว่า)
                              ่
 ..............................อะหัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามิ,
 ..........ทุติยมปิ อะหัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามิ,
                ั
 ..........ตะติยมปิ อะหัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามิ,
                  ั
 ..........สัพพะทุกขะ, นิสสะระณะนิพพานะ, สัจฉิกะระณัตถายะ, อิมง    ั
 กาสาวัง คะเหตวา, ปั พพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ ฯ
                                                   ั
 (ตั้ งแต่ สัพพะทุกขะ มา ว่า ๓ หน พระอุปัชฌายะรับผ้าไตร แล้วว่าต่อไป)
 ..........สัพพะทุกขะ, นิสสะระณะนิพพานะ, สัจฉิกะระณัตถายะ, เอตัง
 กาสาวัง ทัตวา, ปั พพาะเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ ฯ
                                                 ั
 (ตั้ งแต่ สัพพะทุกขะ มา ว่า ๓ หน)
 ..........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะให้โอวาทและบอก ตะจะปั ญจะกะกัม-
 มัฏฐาน ให้ว่าตามไปทละบท โดยอนุโลมและปฏิโลม ดังน้
 ..........เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
 ..........ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา ฯ (ปฏิโลม)
 ..........พระอุปัชฌายะชักอังสะออกจากไตรสวมให้แล้ว สั่งให้ออกไปครอง
 ผ้าครบไตรจวรตามระเบยบ ครั้นเสร็ จแล้วรับเครื่ องไทยทานเข้าไปหาพระ
อาจารย์ ถวายท่านแล้วกราบลง ๓ หน ยืนประนมมือเปล่งวาจาขอสรณะ
 และศลดังน้
 ..........อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต,
 มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง
                                                   ั
 มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ,
 ..........อุกาสะ การุ ญญัง กัตวา, ติสะระเณนะ สะหะ, สลานิ เทถะ
 เม ภันเต,
                              (นังลงคุกเข่าขอสรณะและศลดังต่อไปน)
                                 ่                             ้
   ................ อะหัง ภันเต, สะระณะสลัง ยาจามิ ,
   ทุติปยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสลัง ยาจามิ,
   ตะติยมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสลัง ยาจามิ,
         ั
   ลาดับนั้น พระอาจารย์กล่าวคานมัสการนาให้ผมุ่งบรรพชาว่าตามไป ดังน้
                                                       ู้
   นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ ฯ
                                            (ว่า ๓ หน)
..........แต่น้ นท่านจะสั่งด้วยคาว่า เอวัง วะเทหิ หรื อ ยะมะหัง วะทามิ
                      ั
ตัง วะเทหิ พึงรับว่า อามะ ภันเต ครั้นแล้วท่านนาให้เปล่งวาจาว่า
สรณคมน์ พึงว่าตามไปทละพากย์ดงน้               ั
....................พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
....................ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
....................สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
..........ทุติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                ั
..........ทุติยมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                  ั
..........ทุติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
                    ั
..........ตะติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                        ั
..........ตะติยมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                          ั
..........ตะติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ั
..........เมื่อจบแล้ว ท่านบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตง พึงรับว่า
                                                        ั
อามะ ภันเต ลาดับนั้นพระอาจาราย์จะบอกให้รู้ว่า การบรรพชาเป็ น
สามเณรสาเร็ จด้วยสรณคมน์เพยงเท่าน้ ต่อแต่น้ นพึงสมาทานสิ กขาบท ๑๐
                                            ั
ประการ ว่าตามท่านไปดังน้
..........ปาณาติปาตา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
..........อะทินนาทานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
..........อะพรัหมะจะริ ยา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
..........มุสาวาทา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
..........สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา-
ทิยามิ
..........วิกาละโภชะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
..........นัจจะคตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา-
ทิยามิ
..........มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานาเวระมะณ
สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
..........อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา-
ทิยามิ
..........ชาตะรู ปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณ สิ กขาปะทัง
สะมาทิยามิ ฯ
..........อิมาทิ ทะสะ สิ กขาปะทานิ สะมาทิยามิ ฯ ข้อ อิมานิ น้ ว่า ๓ จบ
แล้วกราบลง ๑ หน ยืนขึ้นว่า
..........วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา
กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง,
                                ั
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ คุกเข่ากราบ ๓ หน
..........ในลาดับนั้น สามเณรพึงรับบาตรอุมเข้าไปหาพระอุปัชฌายะในสังฆ-
                                          ้
สันนิบาต วางไว้ขางตัวซ้ายรับเครื่ องไทยทานถวายท่านแล้วกราบลง
                   ้
๓ หน ยืนปะนมมือกล่าวคาขอนิสัย ว่าดังน้
           ..........อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต,
           มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง
                                                 ั
           มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทานิ ฯ,
           ..........อุกาสะ การุ ญญัง กัตวา นิสสะยัง เทถะ เม ภันเต,
                                           (นังคุกเข่า)
                                               ่
.....................อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ,
..........ทุติยมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ
                ั
..........ตะติยมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ ฯ
                  ั
..........อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ ฯ วรรคน้ ว่า ๓ หน เมื่อพระ
..........อุปัชฌาย์ว่า โอปายิกง, ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ, แล้วสามเณร
                                ั
พึงกล่าวรับว่า อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ ฯ ในระหว่าง ๆ ๓ หน แล้วว่าต่อ
..........อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร
วรรคน้ ว่า ๓ หน แล้วกราบลง ๑ หน ยืนขึ้นว่าต่อ
..........วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปาราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา
กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง
                                    ั
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ, คุกเข่ากราบ ๓ หน
..........ตั้ งแต่ อุปัชฌาโย ฯลฯ เถรัสสะ ภาโร ๓ วรรค น้ พระ
อุปัชฌายะบางองค์ให้ว่ารวดเดยวตามแบบนั้นก็ม ให้ว่าเป็ นตอน ๆ ดังน้ คือ
เมื่อสามเณรว่า อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ ๓ หน แล้วพระ
อุปัชฌายะกล่าวรับว่า โอปายิกง ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ,
                                  ั
บทใดบทหนึ่งพึงรับว่า อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ ทุกบทไปแล้วสามเณร
พึงกล่าวรับเป็ นธุ ระให้ท่านว่า อัชชะตัคเคทานิ ฯลฯ ภาโร ๓ หน ฯ ก็ม
ลาดับนั้น พระอุปัชฌายะหรื อพระกรรมวาจาจารย์เอาบาตรมสายโยคคล้องตัวผู้
มุ่งอุปสมบทแล้วบอกบาตรและจวร ผูมุงอุปสมบทพึงรับว่า อามะ ภันเต,
                                       ้้
๔ หน ดังน้
..........ปะฐะมัง อุปัชฌัง คาหาเปตัพโพ อุปัชฌัง คาหาเปตวา ปั ตตะ
จวะรัง อาจิกขิตพพัง
                  ั
..........คาบอกบาตรจวร.............................. คารับ
..........๑. อะยันเต ปั ตโต ....................อามะ ภันเต
..........๒. อะยัง สังฆาฏิ ....................อามะ ภันเต
..........๓. อะยัง อุตตะราสังโค .............อามะ ภันเต
..........๔. อะยัง อันตะระวาสะโก ..........อามะ ภันเต
..........ต่อจากนั้น พระอาจารย์ท่านบอกให้ออกไปข้างนอก ว่า คัจฉะ
อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ พึงถอยออกลุกขึ้นเดินไปยืนอยูในท่ท่กาหนดไว้
                                                            ่
พระอาจารย์ท่านสวดสมมติตนเป็ นผูสอนซ้อม แล้วออกไปสวดถามอันตรา-
                                       ้
ยิกธรรม พึงรับว่า นัตถิ ภันเต ๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน ดังน้
ถาม ......................................................................ตอบ
๑. กุฏฐัง......................................................... นัตถิ ภันเต
๒. คัณโฑ ..................................................นัตถิ ภันเต
๓. กิลาโส ..................................................นัตถิ ภันเต
๔. โสโส .........................................................นัตถิ ภันเต
๕. อะปะมาโร ..................................................นัตถิ ภันเต
๑. มะนุสโสสิ๊ ..................................................อามะ ภันเต
๒. ปริ โสสิ๊ ......................................................... อามะ ภันเต
๓. ภุชิสโสสิ๊ .................................................. อามะ ภันเต
๔. อะนะโณสิ๊.................................................. อามะ ภันเต
๕. นะสิ๊ ราชะภะโฏ ........................................อามะ ภันเต
๖. อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิ ตูหิ ..............................อามะ ภันเต
๗. ปะริ ปุณณะวสะติวสโสสิ๊ ..............................อามะ ภันเต
                         ั
๘. ปะริ ปุณณันเต ปั ตตะจวะรัง.................................. อามะ ภันเต
๑. กินนาโมสิ ..................................................อะหัง ภันเต........................
......................................................................นามะ
๒. โก นามะ เต อุปัชฌาโย ..............................อุปัชฌาโย เม ภันเต
......................................................................อายัสมา.........................
....
.......................................................................นามะ
..........ช่องท่..............ไว้ พระอุปัชฌายะ หรื ออาจารย์ท่านจะตั้งชื่อของ
อุปสัมปทาเปกขะกรอบลงช้องให้ไว้กอนวันบวช ่
..........และช่องท่ ........ ไว้ในช่องชื่อของพระอุปัชฌายะก็เช่นเดยวกัน ให้
กรอกตามชื่อของพระอุปัชฌายะ ซึ่ งท่านจะบอกและกรอกให้ไว้กอนวันบวช      ่
..........ครั้ นสวดสอนซ้อมแล้ว ท่านกลับเข้ามาสวดขอเรยกอุปสัมปทาเปกขะ
เข้ามา อุปสัมปทาเปกขะ พึงเข้ามาในสังฆสันนิบาต กราบลงตรงหน้า
พระอุปัชฌะ ๓ หน แล้วนังคุกเข่าประนมมือ เปล่งวาจาขออุปสมบท
                              ่
ว่าดังน้
..........สังฆัมภันเต, อุปะสัมปะทัง ยาจามิ , อุลลุมปะตุ มัง ภันเต,
สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ
                 ั
..........ทุติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ , อุลลุมปะตุ
                   ั
มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ,
                          ั
..........ตะติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ
                     ั
มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ,
                            ั
..........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะกล่าวเผดยงสงฆ์แล้ว พระอาจารย์สวด
สมมติตนถามอันตรายิกธรรม อุปสัมปทาเปกขะพึงรับว่า นัตถิ ภันเต
๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน บอกชื่อตนและชื่อพระอุปัชฌายะรวม
๒ หน เหมือนท่กล่าวแล้วในหนหลัง ฯ แต่น้ นพึงนังฟังท่านสวดกรรมวาจา
                                                ั      ่
อุปสมบทไปจนจบ ครั้นจบแล้วท่านเอาบาตรออกจากตัว แล้วพึงกราบลง
๓ หน แต่น้ นพึงนังพับเพยบประนมมือฟังพระอุปัชฌายะบอกอนุศาสน์
               ั       ่
ไปจนจบ แล้วรับว่า อามะ ภันเต เป็ นเสร็ จพิธอุปสมบท แล้วกราบ
พระอุปัชฌายะ ๓ หน ถ้ามไทยทายถวายก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ
เสร็ จแล้วคอยฟังพระท่านอนุโมทนาต่อไป เมื่อพระอนุโมทนา พึงกรวดน้ า
ตั้งใจอุทิศบุญกุศลส่ วนน้ ให้แก่ท่านผูมพระคุณ เมื่อพระว่า ยะถา จบ ก็
                                      ้
เทน้ าโกรกลงให้หมด ต่อนั้นประนมมือฟังอนุโมทนาไปจนจบเป็ นอันเสร็ จพิธ.
                                    จบพิธอุปสมบทแบบอุกาสะ
วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบเอสาหัง

.........วิธบรรพชาอุปสมบทแบบเอสาหัง
กุลบุตรผูมศรัทธามุ่งอุปสมบท พึงรับผ้าไตรอุมประนมมือเข้าไปใน
          ้                                   ้
สังฆสันนิบาต วางผ้าไตรไว้ขางตัวด้านซ้าย รับเครื่ องสักการะถวายพระ
                              ้
อุปัชฌายะ แล้วกราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้งแล้วนังคุกเข้าอุมผ้าไตร
                                                             ่       ้
ประนมมือเปล่งวาจา ถึงสรณะและขอบรรพชาด้วยคามคธ หยุดตามจุดจุลภาค
ว่า
.........เอสาหัง ภันเต, สุ จิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง
คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะ-
วะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสั มปะทัง
.........ทุติยัมปาหัง ภันเต, สุ จิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระ-
ณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ
ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสั มปะทัง
.........ตะติยัมปาหัง ภันเต, สุ จิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง
สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ
ภะคะวะโต,ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสั งปะทัง
.........อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ
คะเหตวา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปัง อุปาทายะ
                                          ั
.........ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายามิ
วัตถานิ คะเหตวา, ปัพพเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปัง อุปาทายะ
                                                 ั
.........ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายานิ
วัตถานิ คะเหตวา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปัง อุปาทายะ
                                                   ั
.........ถ้าบวชเป็ นสามเณร ยกคาว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ออกเสย
.........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะรับเอาผ้าไตรจากผูมุ่งบรรพชาวางไว้ตรง
                                                         ้
หน้าตัก แล้วกล่าวสอนถึงพระรัตนตรัยเป็ นต้น และบอก ตะจะปัญจะกะกัม-
มัฏฐาน ให้ว่าตามไปทละบท โดยอนุโลมและปฏิโลม ดังน้
   .........เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
   .........ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)
   .........ครั้ นสอนแล้วพระอุปัชฌายะชังอังสะออกจากไตร สวมให้แล้ว สั่งให้
   ออกไปครองไตรจวรตามระเบยบ ครั้นเสร็ จแล้วเข้าไปหาพระอาจารย์ รับ
   เครื่ องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ หน นังคุกเข่า ประนมมือเปล่งวาจา
                                                 ่
   ขอสรณะและศลดังน้
   ........................อะหัง ภันเต, สะระณะสี ลง ยาจามิ
                                                     ั
   .........ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสี ลง ยาจามิ
                                               ั
   .........ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสี ลง ยาจามิ
                                                   ั
   .........ลาดับนั้น พระอาจารย์กล่าวคานมัสการนาให้ผมุ่งบรรพชาว่าตามไป
                                                         ู้
   ดังน้
   .........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธสสะ
                                      ว่า ๓ หน
.........แต่น้ นท่านจะสั่งด้วยคาว่า เอวัง วะเทหิ หรื อ ยะมะหัง วะทามิ
               ั
ตัง วะเทหีิ พึงรับว่า อามะ ภันเต
.........ครั้ นแล้วท่านนาให้เปล่งวาจาว่าสรณคมน์ตามไปทละพากย์ดงน้   ั
..................พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
..................ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
..................สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
..................ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
..................ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
..................ทุติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
..................ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
..................ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
..................ตะติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
.........เมื่อจบแล้ว ท่านบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง พึงรับว่า
อามะ ภันเต ลาดับนั้นพระอาจารย์จะบอกให้รู้ว่า การบรรพชาเป็ น
สามเณรสาเร็ จด้วยสรณคมน์เพยงเท่าน้ ทนั้นพึงสมาทานสิ กขาบท ๑๐ ประการ
ว่าตามท่านไปดังน้
..................ปาณาติปาตา เวระมะณี
..................อะทินนาทานา เวระมะณี
..................อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี
..................มุสาวาทา เวระมะณี
..................สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี
..................วิกาละโภชะนา เวระมะณี
..................นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี
..................มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี
..................อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี
..................ชาตะรู ปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณี
..................อิมานิ ทะสะ สิ กขาปะทานิ สะมาทิยามิ ฯ (ว่า ๓ หน)
.........ในลาดับนั้น สามเณรพึงรับบาตร อุมเข้าไปหาพระอุปัชฌายะใน
                                             ้
สังฆสันนิบาตวางไว้ขางตัวด้านซ้าย รับเครื่ องสักการะถวายท่าน แล้วกราบ
                        ้
๓ หน นังคุกเข่าประนมมือกล่าวคาขอนิสย ว่าดังน้
          ่                                ั
...........................อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ
..................ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ
..................ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ
..................อุปัชฌาโย เม ภันเต, โหหีิ ว่า ๓ หน
.........พระอุปัชฌายะกล่าวว่า โอปายิกง, ปะฏิรูปัง, ปาสาทิเกนะ
                                         ั
สั มปาเทหิ บทใดบทหนึ่งพึงรับว่า สาธุ ภันเต ทุกบทไป แต่น้ นั
สามเณรพึงกล่าวรับเป็ นธุ ระให้ท่านว่าดังน้
.........อัชชะตัคเคทานิ เถโร, มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะภาโร
...........................ว่า ๓ หน เสร็ จแล้วกราบลง ๓ หน
.........ลาดับนั้น พระอุปัชฌายะแนะนาสามเณรไปตามระเบยบแล้ว พระ
อาจารย์ผเู้ ป็ นกรรมวาจา เอาบาตรมสายคล้องตัวผูมุ่งอุปสมบท บอกบาตร
                                                 ้
และจวร ผูมุ่งอุปสมบทพึงรับว่า อามะ ภันเต ๔ หนดังน้
             ้
คาบอกบาตรจวร คารับ
           คาบอกบาตรจวร                               คารับ
           ๑. อะยันเต ปัตโต                         อามะ ภันเต
           ๒. อะยัง สั งฆาฏิ                        อามะ ภันเต
           ๓. อะยัง อุตตะราสั งโค                   อามะ ภันเต
           ๔. อะยัง อันตะระวาสะโก.................. อามะ ภันเต
  .........ต่อจากนั้นพระอาจารย์ท่านบอกให้ออกไปข้างนอกว่า คัจฉะ
  อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ พึงถอยออกลุกขึ้นเดินไปยืนอยู่ในท่ท่กาหนดไว้
  พระอาจารย์ท่านแสดงสมมติตนเป็ นผูสอนซ้อม แล้วออกไปสวดถามอันตรา-
                                    ้
  ยิกกรรม พึงรับว่า นัตถิ ภันเต ๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน ดังน้
   ...........ถาม                     ตอบ
   ๑. กุฏฐัง                          นัตถิ ภันเต
   ๒. คัณโฑ                           นัตถิ ภันเต
   ๓. กิลาโส                          นัตถิ ภันเต
   ๔. โสโส                            นัตถิ ภันเต
   ๕. อะปะมาโร                        นัตถิ ภันเต
   ๑. มะนุสโสสิ๊                      อามะ ภันเต
   ๒. ปริโสสิ๊                        อามะ ภันเต
   ๓. ภุชิสโสสิ๊                      อามะ ภันเต
๔. อะนะโณสิ๊                       อามะ ภันเต
 ๕. นะสิ๊ ราชะภะโฏ                  อามะ ภันเต
 ๖. อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิ ตูหิ        อามะ ภันเต
 ๗. ปะริปณณะวีสะติวัสโสสิ๊
            ุ                       อามะ ภันเต
 ๘. ปะริปณณันเต ปัตตะจีวะรัง....... อามะ ภันเต
          ุ
 ๑. กินนาโมสิ                       อะหัง ภันเต........................
 .                                  นามะ
 ๒. โก นามะ เต อุปัชฌาโย            อุปัชฌาโย เม ภันเต
 .1                                 อายัสมา.............................
 2
                                    นามะ
.........ถ้าตอบพร้อมกันให้เปล่ยน เม เป็ น โน
ช่องท่...ไว้ พระอุปัชฌายะหรื ออาจารย์ท่านจะตั้งชื่อของ อุปสัม-
ปทาเปกขะ กรอกลงช่องให้ไว้กอนวันบวช และช่องท่ ... ไว้ในช่องชื่อของ
                                  ่
พระอุปัชฌาย์ ก็เช่นเดยวกัน ให้กรอกตามชื่อของพระอุปัชฌายะ ซึ่ งท่านจะ
บอกและกรอกให้ไว้กอนวันบวช
                       ่
.........ครั้ นสวดสอนซ้อมแล้ว ท่านกลับเข้ามาสวดขอเรยกอุปสัมปทาเปกขะ
เข้ามา อุปสัมปทาเปกขะ พึงเข้ามาในสังฆสันนิบาต กราบลงตรงหน้า
พระอุปัชฌายะ ๓ หน แล้วนังคุกเข่าประนมมือ เปล่งวาจาขออุปสมบท
                               ่
ว่าดังน้
.........สั งฆัมภันเต, อุปะสั มปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตู มัง ภันเต,
สั งโฆ อะนุกมปัง อุปายทายะ
               ั
.........ทุติยัมปิ ภันเต, สั งฆัง อุปะสั มปะทัง ยาจามิ, อุลลุปะตุ
มัง ภันเต, สั งโฆ อะนุกมปัง อุปทายะ
                         ั
.........ตะติยัมปิ ภันเต, สั งฆัง อุปะสั มปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ
มัง ภันเต, สั งโฆ อะนุกมปัง อุปาทายะ
                           ั
.........ถ้าว่าพร้อมกันให้เปล่ยน ยาจามิ เป็ น ยาจามะ เปล่ยน มัง
เป็ น โน
.........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะกล่าวเผดยงสงฆ์แล้ว และพระอาจารย์
สวดสมมติตน ถามอันตรายิกธรรมอุปสัมปทาเปกขะ พึงรับว่า นัถติ ภันเต
๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน ตอบชื่อตนและอุปัชฌายะรวม ๒ หนโดย
นัยหนหลัง แต่น้ นนังฟังท่านสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบ ครั้นจบ
                  ั ่
แล้วท่านเอายาตรออกจากตัง แล้วพึงกราบ ๓ หน นังพับเพยบประนมมือนัง
                                                   ่              ่
พระอุปัชฌายะบอกอนุศาสน์ไปจนจบแล้วรับว่า อามะ ภันเต แล้วกราบ
๓ หน ถวายไทยทาน กรวดน้ า เหมือนกล่าวแล้วในแบบ อุกาสะ

                     จบวิธีอปสมบทแบบเอสาหัง
                            ุ
คาขอบรรพชานาคคู่ (แบบใหม่ )

.........(จะกล่าวแต่เฉพาะท่แปลก ส่ วนท่แปลกและคาอธิ บายวิธต่าง ๆ ซึ่ งเหมือนกัน
๒ วิธ ท่กล่าวมาแล้ว จะไม่กล่าวอก ขอให้พลิกกลับไปศึกษาใน ๒ วิธนั้น แม้คาขออุปสมบท
พร้อมกัน (สังฆัมภันเต) ก็ได้อธิ บายไว้แล้วท้ายคาขออุปสมบทแบบ เอสาหัง)
.........เอเต มะยัง ภันเต, สุ จิระปะริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง
                                              ั
สะระณัง คัจฉามะ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยามะ มะยัง
ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปั พพัชชัง, ละเภยยามะ
อุปะสัมปะทัง,
.........ทุติยมปิ มะยัง ภันเต, สุ จิระปะริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง
              ั                                   ั
สะระณัง คัจฉามะ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยามะ มะยัง
ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปั พพัชชัง, ละเภยยามะ
อุปะสัมปะทัง,
.........ตะติยมปิ มะยัง ภันเต, สุ จิระริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง
                  ั                             ั
สะระณัง คัจฉามะ , ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยามะ มะยัง
ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปั พพัชชัง, ละเภยยามะ
อุปะสัมปะทัง,
.........มะยัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามะ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ
คะเหตวา, ปั พพาเชถะ โน ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ,
                                           ั
.........ทุติยมปิ มะยัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามะ, อิมานิ กาสายานิ
                ั
วัตถานิ คะเหตวา, ปั พพาเชถะ โน ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ,
                                                    ั
.........ตะติยมปิ มะยัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามะ, อิมานิ กาสายานิ
                    ั
วัตถานิ คะเหตวา, ปั พพาเชถะ โน ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ,
                                                      ั
                                  คาขอนิสสั ยนาคคู่
                   .........มะยัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามะ,
                   ทุติยมปิ มะยัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามะ,
                        ั
ตะติยมปิ มะยัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามะ,
                    ั
           .........อุปัชฌาโย โย ภันเต โหหิ (๓ หน)
           .........อัชชะตัคเคทานิ เถโร, อัมหากัง ภาโร,
           .........มะยัมปิ เถรัสสะ ภารา (๓ หน)
                          คาขออุปสมบทพร้อมกัน
.........สังฆัมภันเต, อุปะสัมปะทัง ยาจามะ, อุลลุมปะตุ โน ภันเต,
สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ.
                ั
.........ทุติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามะ, อุลลุมปะตุ
              ั
โน ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ,
                            ั
.........ตะติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามะ, อุลลุมปะตุ
                  ั
โน ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ.
                              ั
                      ----------------------------
คาถาคัดเลือด

          อะวะสุ ละตุเต สะรเรมังสัง โลหิตง.
                                         ั
                 คาถาน้ คดเลือดหยุดแล
                         ั
          วะโรวะรัญํู วะระโท วะราหะโร.
   คาถาน้ ถ้าเป็ นบาดแผล ให้เสกประสานห้ามเลือด
และถ้าลูกออกยากหรื อรกไม่ออกก็ด ใช้เสกน้ ามนต์ให้กน
                                                  ิ
                  สะเดาะออกมา แล.
แบบสวดกรรมวาจากในอุปสมบทกรรม
                      สาหรับนาคเด่ยว

.........เมื่อผูมุ่งอุปสมบทออกไปยืน ข้างนอกเรยบร้อยแล้ว พระกรรม-
                ้
วาจาอาจารย์ (คู่สวด) จึงนังคุกเข่าประนมมือ กราบพระ ๓ ครั้งแล้ว เปล่ง
                            ่
คานมัสการพระรัตนตรัย
.........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
.........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ,
.........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมา, สัมพุทธัสสะ.
                        คาสมมติตนเพื่อสอนซ้ อม
  .........สมมตินาคชื่อ โอภาโส สมมติพระอุปัชฌายะชื่อ โสภะโณ
  .........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ
  อุปะสัมปะทาเปกโข, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, อะหัง โอภาสัง
  อะนุสาเสยยัง,
                               คาสอนซ้ อม
 .........สุ ณะสิ๊ โอภาสะ, อะยันเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล, ยัง ชาตัง ตัง
 สังฆะมัชเฌ ปุจฉันเต, สันตัง อัตถติ วัตตัพพัง, อะสันตัง นัตถติ
 วัตตัพพัง, มา โข วิตถาสิ , มา โข มังกุ อะโหสิ , เอวันตัง ปุจฉิสสันติ,
 สันติ๊ เต เอวะรู ปา อาพาธา.
     ...........ถาม                    ตอบ
     กุฏฐัง                            นัตถิ ภันเต
     คัณโฑ                             นัตถิ ภันเต
     กิลาโส                            นัตถิ ภันเต
     โสโส                              นัตถิ ภันเต
     อะปะมาโร                          นัตถิ ภันเต
     มะนุสโสสิ๊                        อามะ ภันเต
ปุริโสสิ๊                       อามะ ภันเต
    ภุชิสโสสิ๊                      อามะ ภันเต
    อะนะโณสิ๊                       อามะ ภันเต
    นะสิ๊ ราชะภะโฏ                  อามะ ภันเต
    อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิ ตูหิ        อามะ ภันเต
    ปะริปณณะวีสะติวัสโสสิ๊
          ุ                         อามะ ภันเต
    ปะริปณณันเต ปัตตะจีวะรัง....... อามะ ภันเต
            ุ
    กินนาโมสิ                       อะหัง ภันเต โอภาโส นามะ
    โก นามะ เต อุปัชฌาโย            อุปัชฌาโย เม ภันเต
    .1 2                            อายัสมา โสภะโณ นามะ
                      คาขอเรียกอุปสั มปทาเปกขะเข้ ามา
.........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ
อุปะสัมปะทาเปกโข, อะนุสิฏโฐ โส มะยา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง,
โอภาโส อาคัจเฉยยะ. (คาเรยก) อาคัจฉาหิ
                      คาพระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์
..........อิทานิ โข อาวุโส (ภันเต) อะยัง โอภาโส มานะ สามะเณโร
มะมะ อุปะสัมปะทาเปกโข อุปะสัมปะทัง อากังขะมาโน, สังฆัง ยาจะติ,
อะหัง สัพพะมิมง สังฆัง อัชเฌสามิ , สาธุ อาวุโศ (ภันเต) สัพโพยัง
                    ั
สังโฆ, อิมง โอภาสัง นามะ สามะเณรัง, อันตะราานิเก ธัมเม ปุจฉิตวา,
             ั
ตัตถะ ปั ตตะกลัลตตัง ญัตวา. ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ
ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ, กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ, ท่ประชุม
สงฆ์รับพร้อมกันว่า สาธุ
.........หมายเหตุ บทว่า อาวุโส นั้น ถ้ามภิกษุแก่พรรษากว่าอุปัชฌาย์
ร่ วมประชุมอยู่ดวย พึงใช้ ภันเต แทน
                  ้
                คาสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม
...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัง โอภาโส, อายัสมะโต
     โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง,
     อะหัง โอภาสัง อันตะรายิเก ธัมเม ปุจเฉยยัง.
                           คาถามอันตรายิกธรรม
  ...........สุ ณะสิ๊ โอภาสะ, อะยัมเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล, ยัง
  ชาตัง ตัง ปุจฉามิ, สันตัง อัตถติ วัตตัพพัง, อะสันตัง นัตถติ วัตตัพพัง,
  สันติ เต เอวะรู ปา อาพาธา ? (ถาม) กุฏฐัง ฯลฯ โก นามะ เต
  อุปัชฌาโย, (ตอบ) นัตถิ ภันเต ฯลฯ อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสมา
  โสภะโณ นามะ.
                            กรรมวาจาอุปสมบท
...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัง โอภาโส, อายัสมะโต
โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, ปะริ สุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ ,
ปะริ ปุณณัสสะ ปั ตตะจวะรัง, โอภาโส สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ,
อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง
สังโฆ โอภาสัง อุปะสัมปทาเทยยะ, อายัสมะตา โสภะเณนะ
อุปัชฌาเยนะ, เอสา ญัตติ.
...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัง โอภาโส, อายัสมะโต
โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, ปะริ สุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ ,
ปะริ ปุณณัสสะ ปั ตตะจวะรัง, โอภาโส สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ,
อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, สังโฆ โอภาสัง อุปะสัมปาเทติ,
อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, ยัสสายัสมะโต ขะมะติ,
โอภาสัสสะ อุปะสัมปะทา, อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ,
โส ตุณหัสสะ, ยัสสะ นะ ขะมะติ, โส ภาเสยยะ.
...........ทุติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ, สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัง
                 ั
โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข ฯลฯ โส
ภาเสยยะ.
...........ตะติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ, สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ ฯลฯ
                ั
โสภาเสยยะ.
...........อุปะสัมปั นโน สังเฆนะ, โอภาโส อายัสมะตา โสภะเณนะ
อุปัชฌาเยนะ ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง, ธาระยามิ,
...........หมายเหตุ อนุสาวนาที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่ง ฯลฯ ไว้ น้นพึงสวดเต็มความ
                                                       ั
เหมือนอนุสาวนาที่ ๑
                                 สาหรับนาคคู่
...........อุปสัมปทาเปกขะมหลายรู ป อุปสมบทพร้อมกันได้คราวละ ๒ รู ป
๓ รู ป แต่ให้มพระอุปัชฌายะองค์เดยวกันได้ คาสวดกรรมวาจา จึงต้องเปล่ยน
วิภตติ วจนะ ให้ถูกต้องตามหลักบาลดังน้ , สมมตินาคชื่อ ปุณโณ, สุ โภ,
   ั
สมมติพระอุปัชฌายะชื่อ มะนุสสะนาโค
                          คาสวดสมมติและคาสอนซ้ อม
  ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, ปุณโณ จะ สุ โก จะ อายัสมะโต
  มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง,
  อะหัง ปุณณัญจะ สุ ภญจะ อะนุสาเสยยัง
                        ั
  ...........สุ ณะสิ ปุณณะ อะยันเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล, ยัง ชาตัง ฯลฯ
  อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสมา มะนุสสะนาโค นามะ (ถ้าถามทละรู ป
  ข้อความเหมือนกัน)
                      คาขอเรียกอุปสั มปทาเปกขะเข้ ามา
    ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, ปุณโณ จะ สุ โภ จะ อายัสมะโต
    มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, อะนุสิฏฐา เต มะยา, ยะทิ
    สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, ปุณโณ จะ สุ โภ จะ อาคัจเฉยยัง (คาเรยก)
    อาคัจฉะถะ
                     คาสมมติและคาถามอันตรายิกธรรม
      ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัญจะ ปุณโณ อะยัญจะ
สุ โภ, อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ยะทิ
     สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, อะหัง ปุณณัญจะ สุ ภญจะ อันตะรายิเก
                                               ั
     ธัมเม ปุจเฉยยัง
                         (แล้วสอบถามทละรู ป)
                    คาอุปัชฌายะพึงกล่าวเผดียงสงฆี์
...........อิทานิ โข อาวุโส (ภันเต) อะยัญจะ ปุณโณ นามะ สามะเณโร,
อะยัญจะ สุ โภ นามะ สามะเณโร, มะมะ อุปะสัมปะทาเปขา,
อุปะสัมปะทัง อากังขะมานา, สังฆัง ยาจันติ, อะหัง สัพพะมิมงั
สังฆัง อัชเฌสามิ , อาวุโส (ภันเต) สัพโพยัง สังโฆ, อิมญจะ
                                                     ั
ปุณณัง นามะ สามะเณรัง, อิมญจะ สุ ภง นามะ สามะเณรัง,
                              ั       ั
อันตะรายิเก ธัมเม ปุจฉิตวา, ตัตถะ ปั ตตะกัลลัตตัง ญัตวา,
ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ,
กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ.
...........หมายเหตุ บทว่า อาวุโส นั้น ถ้ามพระภิกษุแก่พรรษกว่าอุปัชฌายะ
ร่ วมประชุมอยู่ดวย พึงใช้ ภันเต แทน
                ้
                         คาสวดกรรมวาจาอุปสมบท
 ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัญจะ ปุณโณ, อะยัญจะ สุ โภ,
 อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ปะริ สุทธา
 อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ , ปะริ ปุณณะมิเมสัง ปั ตตะจวะรัง, ปุณโณ
 จะ สุ โก จะ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจันติ, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ
 อุปัชฌาเยนะ, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ ปุณณัญจะ
 สุ ภญจะ อุปะสัมปาเทยยะ, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ,
     ั
 เอสา ญัตติ.
 ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัญจะ ปุณโณ อะยัญจะ
 สุ โภ, อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ปะริ สุทธา
 อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ , ปะริ ปุณณะมิเมสัง ปั ตตะจวะรัง, ปุณโณ
จะ สุ โภ จะ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจันติ, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ
อุปัชฌาเยนะ. สังโฆ ปุณณัญจะ สุ ภญจะ อุปะสัมปาเทติ,
                                    ั
อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ. ยัสสายัสมะโต ขะมะติ,
ปุณณัสสะ จะ สุ ภสสะ จะ อุปะสัมปะทา, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ
                    ั
อุปัชฌาเยนะ โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นะ ขะมะติ โส ภาเสยยะ,
...........ทุติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ, สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ,
                ั
อะยัญจะ ปุณโณ, อะยัญจะ สุ โภ, อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ
อุปะสัมปะทาเปกขา, ฯลฯ โส ภาเสยยะ.
...........ตะติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ, สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ,
                  ั
ฯลฯ โส ภาเสยยะ.
...........อุปะสัมปั นนา สังเฆนะ, ปุณโณ จะ สุ โภ จะ, อายัสมะตา
มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ, ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห,
เอวะเมตัง ธาระยามิ . (ในท่ลงเครื่ องหมาย ฯลฯ ไว้น้ น ให้สวดเต็มความ)
                                                     ั
คาบอกอนุศาสน์
                             (นิสัย ๔)

 .........อะนุญญาสิ โข ภะคะวา อุปะสัมปาเทตวา จัตตาโณ นิสสะเย
 จัตตาริ จะ อะกะระณยานิ อาจิกขิตุง
 .........๑. ปิ ณฑิยาโลปะโภชะนัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต
 (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะซวัง อุสสาโห กะระณโย.
 อะติเรกะลาโภ, สังฆะภัตตัง อุเทสะภัตตัง นิมนตะนัง สะลกะภัตตัง
                                               ั
 ปั กขิกง อุโปสะถิกง ปาฏิปะทิกง.
        ั              ั         ั
 .........๒. ปั งสุ กละจวะรัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต (ถ้าหลายรู ป
                     ู
 เปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะชวัง อุสสาโห กะระณโย อะติเรกะลาโภ,
 โขมัง กัปปาสิ กง โกเสยยัง กัมพะลัง สาณัง ภังคัง,
                  ั
 .........๓. รุ กขะมูละเสนาสะนัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต
 (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะชวัง อุสสาโห กะระณโย.
 อะติเรกะลาโภ, วิหาโร อัฑฒะโยโค ปาสาโท หัมมิยง คุหา.ั
 .........๔. ปูติมุตตะเภสัชชัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต
 (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะชวัง อุสสาโห กะระณโย.
 อะติเรกะลาโภ. สัปปิ นะวะนตัง เตลัง มะธุ ผาณิ ตง. ั
                              (อกรณียกิจ ๔)
.........๑. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา เมถุนโน ธัมโม นะ ปะฏิเสวิตพโพ
                                                                ั
อันตะมะโส ติรัจฉานะคะตายะปิ .
.........โย ภิกขุ เมถุยง ธัมมัง ปะฏิเสวะติ, อัสสะมะโณ
                         ั
โหติ อะสักยะปุตติโย.
.........เสยยะถาปิ นามะ ปุริโส สสัจฉินโน อะภัพโพ เตนะ
สะรระพันธเนนะ ชวิตุง,
.........เอวะเมวะ ภิกขุ เมถุนง ธัมมัง ปะฏิเสวิตวา, อัสสะมะโณ
                               ั
โหติ อะสักยะปุตติโย.
.........ตันเต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะ-
ระณยัง
.........๒. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา อะทินนัง เถยยะสังขาตัง นะ
อาทาตัพพัง, อันตะมะโส ติณะสะลากัง อุปาทายะ.
.........โย ภิกขุ ปาทัง วา ปาทาระหัง วา อะติเรกะปาทัง วา อะทิน-
นัง เถยยะสังขาตัง อาทิยะติ. อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย.
.........เสยยะถาปิ นามะ ปั ณฑุปะลาโส พันธะนา ปะมุตโต อะภัพโพ
หะริ ตตตายะ.
       ั
.........เอวะเมวะ ภิกขุ ปาทัง วา ปาทาระหัง วา อะติเรกะปาทัง วา
อะทินนัง เถยยะสังขาตัง อาทิยตวา อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุต-
ติโย.
.........ตันเต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะระ-
ณยัง.
.........๓. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา สัญจิจจะ ปาโณ ชวิตา นะ
โวโรเปตัพโพ. อันตะมะโส กุนถะกิปิลลิกง อุปาทายะ.
                                          ั
.........โย ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสะวิคคะหัง ชวิตา โวโรเปติ.
อันตะมะโส คัพภะปาตะนัง อุปาทายะ, อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะ-
ปุตติโย.
.........เสยยะถาปิ นามะ ปุถุสิลา ทวิธา ภินนา อัปปะฏิสันธิ กา โหติ ,
.........เอวะเมะ ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสสะวิคคะหัง ชวิตา โวโร-
เปตวา, อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย.
.........ตันเต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะระ-
ณยัง.
.........๔. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา อุตตะริ มะนุสสะธัมโม นะ อุลละ-
ปิ ตัพโพ อันตะมะโส สุ ญญาคาเร อะภิระมามติ.
.........โย ภิกขุ ปาปิ จโฉ อิจฉาปะกะโต อะสันตัง อะภูตง อุตตะ-
                                                         ั
ริ มะนุสสะธัมมัง อุลละปะติ, ฌานัง วา วิโมกขัง วา สะมาธิ ง วา สะมา-
ปั ตติง วา มัคคัง วา ผะลัง วา, อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย.
.........เสยยะถาปิ นามะ ตาโล มัตถะกัจฉินโน อะภัพโพ ปุนะ วิรุฬ-
หิยา,
.........เอวะเมวะ ภิกขุ ปาปิ จโฉ อิจฉาปะกะโต อะสันตัง อะภูตง   ั
อุตตะริ มะนุสสะธัมมัง อุลละปิ ตวา อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย
.........ตันเต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะระ-
ณยันติ.
.........อะเนกะปะริ ยาเยนะ โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา
ปั สสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ, สลัง สัมมะทักขาตัง สะมาธิ
สัมมะทักขาโต ปั ญญา สัมมะทักขาตา.
.........ยาวะเทวะ ตัสสะ มะทะนิมมะทะนัสสะ ปิ ปาสะวินะยัสสะ
อาละยะสะมุคฆาตัสสะ วัฏฏปั จเฉทัสสะ ตัณหักขะยัสสะ วิราคัสสะ
                             ู
นิโรธัสสะ นิพพานัสสะ สัจฉิกริยายะ.
                                ิ
.........ตัตถะ สละปะริ ภาวิโต สะมาธิ มะหัปผะโล โหติ มะหานิสังโส
.........สะมาธิ ปะริ ภาวิตา ปั ญญา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
.........ปั ญญาปะริ ภาวิตง จิตตัง สัมมะเทวะ อาสะเวหิ วิมุจจะติ
                          ั
.........เสยยะถทัง. กามาสะวา ภะวาสะวา อะวิชชาสะวา.
.........ตัสมาติหะ เต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว ) อิมสมิง ตะถา-
                                                           ั
คะตัปปะเวทิเต ธัมมะวินะเย, สักกัจจัง อะธิ สละสิ กขา สิ กขิตพพา,
                                                             ั
อะธิ จิตตะสิ กขา สิ กขิตพพา, อะธิ ปัญญาสิ กขา สิ กขิตพพา.
                        ั                            ั
.........ตัตถะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตัพพัง.

          ------------------------------------------
ยาแก้ พษคางคก
                       ิ

 คางคกข่วนกาย                        พิษร้ายนักหนา
 ตัดต้นบอนมา                         เอาโคนเผาไฟ
 ข้างปลายน้ าฉ่ .................... จงจ้ ปากแปล
                  ถอนแก้พิษหาย
------------------------------------------
คาขอบวชชีี

  .........เอสาหัง ภันเต, สุ จิระปะริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง
                                            ั
  คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปั พพัชชัง มัง ภันเต, สังโฆ ธาเรตุ
  อัชชะตัคเค ปาณุ เปตัง, สะระณัง คะตัง.
                                 คาแปล
.........ข้าแต่ท่านผูเ้ จริ ญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผูมพระภาคเจ้า แม้เสด็จ
                                                      ้
ดับขันธปริ นิพพานนานแล้ว กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์วาเป็ นสรณะท่พ่ ึงท่
                                                           ่
ระลึก ขอพระสงฆ์จงจาข้าพเจ้าไว้ว่าเป็ นผูบวชในพระธรรมวินย ผูถึงพระ
                                            ้                ั ้
รัตนตรัยเป็ นสรณะตลอดชวิต ตั้งแต่บดน้ เป็ นต้นไป
                                         ั
                                   คาอาราธนาศีล
 .........มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สลานิ ยาจามะ (๓ ครั้ง)
 (ถ้าคนเดยวว่า อะหัง แทน มะยัง และ ยาจามิ แทน ยาจามะ)
                                       นะมะการคาถา
          นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
                                         (๓ ครั้ง)
                                       ไตรสรณาคมน์
                           พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                           ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                           สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
                     ทุติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                           ั
                      ทุติยมปิ ธังมัง สะระณัง คัจฉามิ
                               ั
                      ทุติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
                             ั
                     ตะติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                                 ั
                     ตะติยมปิ ธัมธัง สะระณัง คัจฉามิ
                                     ั
                     ตะติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
                                   ั
(พระท่านว่า) ติสะระณะ คะมะนัง นิฏฐิตง (รับว่า) อามะ ภันเต.
                                                  ั
                                 คาสมาทานศล
.........๑. ปาณาติปาตา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า
สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ดวยตนเองและไม่ใช้ให้ผอื่นฆ่า)
                                          ้                    ู้
.........๒. อะทินนาทานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า
สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากลัก, ฉ้อ ของผูอื่นด้วยตนเองและไม่ใช้ให้
                                                ้
ผูอื่นลัก ฉ้อ)
  ้
.........๓. อะพรัหมะจะริ ยา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็ นข้าศึกแก่
พรหมจรรย์)
.........๔. มุสาวาทา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า
สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากพูดเท็จ คาไม่เป็ นจริ ง และคาล่อลวง
อาพรางผูอื่น)
            ้
.........๕. สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง
สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากการดื่มกินสุ รา และ
เมรัยเครื่ องดองของทาใจให้คลังไคล้ต่าง ๆ)
                               ่
.........๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า
สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือเว้นจากบริ โภคอาหารในเวลาวิกาล)
.........๗. นัจจะคตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธา-
ระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากดู ฟัง ฟ้ อนรา ขับร้องและประโคม
เครื่ องดนตรต่าง ๆ และดูการเล่นท่เป็ นข้าศึกแก่กุศล และทัดทรงตกแต่งร่ าง
กายด้วยเครื่ องประดับและดอกไม้ของหอม เครื่ องทาเครื่ องย้อม ผัดผิดให้งาม
ต่าง ๆ )
.........๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา-
ทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากนังนอนเหนือเตยง ตัง ม
                                                    ่              ่
เท้าสูงเกินประมาณ และท่นง ท่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่ นุ่นและสาส อาสนะ
                            ั่
อันวิจิตรไปด้วยลวดลายงามด้วยเงินทองต่าง ๆ)
.........อิมานิ อัฏฐะ สิ กขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ ครั้ง)
                  -----------------------------------
กฐิน
                            คาถวายผ้ากฐิน

  .........อิมง ภันเต, สะปะริ วารัง, กะฐินะจวะระทุสสัง, สังฆัสสะ,
              ั
  โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สังโฆ, อิมง, สะปะริ วารัง, กะฐินะ-
                                            ั
  ทุสสัง, ปะฏิคคัณหาตุ, ปะฏิคคะเหตวา จะ, อิมินา ทุสเสนะ, กะฐินง,  ั
  อัตถะระตุ, อัมหากัง, ทฆะรัตตัง, หิตายะ, สุ ขายะ,
                                      คาแปล
.........ข้าแต่พระสงฆ์ผเู้ จริ ญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้ากฐินจวร
กับทั้งบริ วารน้ แก่พระสงฆ์ ของพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริ วารน้ ของ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย รับแล้วจงกราบกฐิน ด้วยผ้าน้ เพื่อประโยชน์และความสุ ข
แก่ขาพเจ้าทั้งหลาย สิ้ นกาลนาน เทอญ.
     ้
                                คาอปโลกน์ กฐิน
                                    แบบ ๒ รู ป
  .........รู ปท่ ๑
  ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ เป็ นของ...............
  พร้อมด้วย..............ผูประกอบด้วยศรัทธา อุตสาหะพร้อมเพรยงกัน
                            ้
  นามาถวาย แด่พระภิกษุสงฆ์ผอยู่จาพรรษาถ้วนไตรมาสในอาวาสน้
                                 ู้
  .........ก็แลผ้ากฐินทานน้ เป็ นของบริ สุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ
  แล้วแลตกลงในทประชุมสงฆ์ จะได้จาเพาะเจาจงลงว่าเป็ นของพระ
  ภิกษุรูปใดรู ปหนึ่งก็หามิได้ มพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้พระสงฆ์ท้ ง  ั
  ปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อจะทาซึ่ งกฐินนัตถารกิจ ตามพระ
  บรมพุทธานุญาต และมคาพระอรรถกถาจารย์ ผูรู้พระบรมพุทธาธิ บาย
                                                   ้
  สังวรรณนาไว้ว่า ภิกษุรูปใดประกอบด้วยศลสุ ตาธิ คุณ มสติปัญญา
  สามารถ รู้ธรรม ๘ ประการ มบุพกิจ เป็ นต้น ภิกษุรูปนั้นจึง
  สมควร เพื่อจะกระทากฐินนัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาตได้
.........บัดน้ พระสงฆ์ท้ งปวง จะเห็นสมควรแก่ภิกษรู ปใด จงพร้อม
                            ั
 กันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้น เทอญ.
                              (ไม่ตอง สาธุ )
                                    ้
.........รู ปท่ ๒
.........ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ ข้าพเจ้าพิจารณา
เห็นสมควรแก่...................เป็ นผูมสติปัญญาสามารถ เพื่อกระทากฐิน
                                      ้
นัตถารกิจให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็น
ไม่สมควรทักท้วงขึ้นในท่ามกลางระหว่างสงฆ์ (หยุดนิดหนึ่ง) ถ้าเห็น
สมควรแล้วไซร้จงให้สัททสัญญาสาธุ การะขึ้นให้พร้อมกัน เทอญ.
                                  (สาธุ )
                              คาอุปโลกน์ กฐิน
                                แบบ ๔ รู ป
 ........รู ปท่ ๑
 ........ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ เป็ นของ.....
 ผูกอปรด้วยศรัทธาอุตสาหะน้อมนามาถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ผจาพรรษา
    ้                                                             ู้
 กาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารน้
 ........ก็แลผ้ากฐินทานน้ เป็ นของบริ สุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ
 แล้วแลตกลงยังท่ามกลางสงฆ์ จะได้จาเพาะเจาะจงแก่พระภิกษุสงฆ์
 รู ปหนึ่งรู ปใดก็หาบ่มิได้ มพระพุทธานุญาตไว้ให้ให้แก่ภิกษุผมจวร
                                                               ู้
 อันเก่า หรื อมจวรทุพพลภาพ หรื อภิกษุรูปใดรู ปหนึ่งซึ่ งมสติปัญญา
 สามารถอาจกระทากฐินนัตถารกิจ มิให้เพ้ ยนผิด ต้องตามวินยนิยม  ั
 บรมพุทธานุญาต
 ........เมื่อได้กรานกฐินแล้วไซร้ อานิสังสคุณจะพึงบังเกิดม ๕ ประการ
 คือ อยู่ปราศจากไตรจวรได้ไม่เป็ นอาบัติดวยทุติยกฐินสิ กขาบท ๑ เก็บ
                                           ้
 อติเรกจวรไว้ได้เป็ นอาบัติ ด้วยปฐมกฐินสิ กขาบท ๑ ฉันคณะโภชน์
 ปรัมปรโภชน์ได้ไม่เป็ นอาบัติ ด้วยคณะโภชนะและปรัมปรโภชนะสิ กขา
บท ๑ เข้าไปในละแวกบ้านได้ไม่อาบัติ ด้วยอนามันตจาริ กสิ กขา
           บท ๑ จวรลาภท่บงเกิดขึ้นในอาวาสจะเป็ นของภิกษุผได้กรานกฐินแล้ว
                                    ั                              ู้
           ๑ ทั้งจวรกาลจะยืดออกไปอก ๔ เดือน ตลอดเหมันตฤดู ดังน้
           ........บัดน้ พระสงฆ์ท้ งหลายจะมความยินยอมพร้อมกันรับกฐินน้
                                      ั
           หรื อไม่ ถ้ามความยินยอมพร้อมกันรับกฐินน้ แล้วไซร้ จงให้สัททสัญญา
           สาธุ การะขึ้นให้พร้อมกัน เทอญ.
                                                   สาธุ
            ........รู ปท่ ๒
            สมเด็จพระผูมพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตกฐินนัตถารกิจนั้น ให้
                           ้
            เป็ นการเฉพาะบุคคล สงฆ์กด คณะก็ดจะกรานกฐินไม่ได้ แต่เพราะ
                                          ็
            อนุโมทนาแห่งสงฆ์และคณะและอัตถารกิจแห่งบุคคล กฐินเป็ นอันสงฆ์
            อันคณะอันบุคคลกรานได้ ก็และผ้ากฐินทานน้ ควรแก่ภิกษุผมจวรเก่า  ู้
            หรื อมจวรอันทุพพลภาพ หรื อภิกษุรูปใดจะมอุตสาหะและสามารถทา
            จวรกรรมในวันเดยวน้ ให้เบนกฐินนัตถารกิจ ต้องตามพระบรมพุทธา-
            นุญาต มิให้วิธวินยนิยมทั้งปวงเคลื่อนคลาดได้.
                                  ั
            ........บัดน้ พระสงฆ์ท้ งปวงจะเห็นสมควรแก่พระภิกษุรูปใด จง
                                        ั
            พร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้น เทอญ.
                                            (ไม่ตอง สาธุ )
                                                   ้
........รู ปท่ ๓
ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ ข้าพเจ้าพิจารณา
เห็นสมควร แด่...................................ผูเ้ ป็ น.......................................
ในวัดน้ ซึ่ งเป็ นพหุสูตรทรงธรรม ทรงวินย เป็ นผูช้ แจงชักนาให้สพรหม-
                                               ั        ้
จารสงฆ์บริ ษทรื่ นเริ ง เป็ นผูให้โอวาทานุศาสน์แก่ภิกษุสามเณรและ
                 ั              ้
คฤหัสถ์เป็ นผูทรงกฐินมาติกาฉลาดรู้ในวินยกรรม จะไม่ให้วินยนิยม
                   ้                             ั               ั
นั้น ๆ กาเริ บได้ และเป็ นผูมสติปัญญาสามารถ อาจกระทากฐิน-
                              ้
นัตถารกิจให้ตองตามพระบรมพุทธานุญาตได้
                     ้
........เพราะฉะนั้ น ข้าพเจ้าจึงพิจารณาเห็นว่า พระสงฆ์ท้ งปวงจะ
                                                          ั
ยินยอมพร้อมกันถวายผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้
แด่............................ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควร จงทักท้วง
ขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ (หยุดนิดหนึ่ง) ถ้าเห็นสมควรแล้ว จงสาธุ การะขึ้น
ให้พร้อมกันเทอญ.
                                             สาธุ
     ........รู ปท่ ๔
     ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ ถ้าและพระสงฆ์
     บริ ษทมเอกฉันทานุมติ พร้อมกันยอมถวายแด่..................แล้ว ขอ
          ั                ั
     พระสงฆ์จงอย่าได้ถือเอาผ้าไตรจวร ซึ่ งเป็ นบริ วารแห่งผ้ากฐินตามลาดับ
     ผ้าจาพรรษาเลย จงถวายแด่...................ด้วยอปโลกนวาจาน้ ส่ วนผ้ากฐิน
     ทานนั้น ถึงพระสงฆ์ท้ งปวงจะยินยอมพร้อมกันถวายด้วยอปโลกนวาจา
                             ั
     ก็ไม่ข้ ึน ต้องถวายด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ตามพระบรมพุทธานุญาต
     ........เพราะฉะนั้ น ขอพระสงฆ์จงทากรรมสันนิษฐานว่า จะถวาย
     ผ้ากฐินทานนั้น แด่...........................ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาอันไม่กาเริ บ
     ตามสมควรแก่สถานะ ณ กาลบัดน้ เทอญ ฯ
                                             สาธุ
                                แบบกรรมวาจาสวดให้ ผ้ากฐิน
        ........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ,
        ........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ,
        ........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมม, สัมพุทธัสสะ,
        ........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปั นนัง,
                                           ั
        ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ อิมง กะฐินะทุสสัง อายัสมะโต
                                                 ั
        (อิตถันนามัสสะ) ทะเทยยะ, กะฐินง อัตถะริ ตุง, เอสา ญัตติ.
                                               ั
        ........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปั นนัง,
                                             ั
        สังโฆ อิมง กะฐินะทุสสัง อายัสมะโต (อิตถันนามัสสะ), เทติ, กะฐินง
                   ั                                                       ั
อัตถะริ ตุง, ยัสสายัสมะโต ขะมะติ, อิมสสะ กะฐินะทุสสัสสะ, อายัส-
                                      ั
 มะโต (อิตถันนามัสสะ). ทานัง, กะฐินง อัตถะริ ตุง, โส ตุณหัสสะ
                                        ั
 ยัสสะ นักขะมะติ, โส ภาเลยยะ
 ........ทินนัง อิทง สังเฆนะ, กะฐินะทุสสัง อายัสมะโต (อิตถันนา-
                    ั
 มัสสะ). กะฐินง อัตถะริ ตุง, ขะมะติ สังฆัสสะ ตัสมา ตุณห,
                  ั
 เอวะเมตัง ธาระยามิ .
 ........หมายเหตุ ในวงเล็บ อัตถันนามัสสะ นั้น ให้ใส่ ชื่อผูครองกฐินแทน
                                                           ้
                           คาอธิษฐานผ้ ากฐิน
     สังฆาฏิ อิมายะ สังฆาฏิยา กะฐินง อัตถะรามิ (๓ หน)
                                           ั
     อุตตราสงค์ อิมินา อุตตะราสังเคนะ กะฐินง อัตถะรามิ (๓ หน)
                                                   ั
     อันตรวาสก อิมานา อันตะระวาสะเกนะ กะฐินง อตถะรามิ (๓ หน)
                                                       ั
                                 คาอนุโมทนากฐิน
.........อัตถะตัง อาวุโส สังฆัสสะ กะฐินง ธัมมิโก กะฐินตถาโร
                                                 ั           ั
อะนุโมทะถะ (๓ หน ) น้ สาหรับท่านผูครองกฐินมพรรษาแก่กว่าภิกษุท้ งปวง
                                             ้                      ั
ถ้ามภิกษุอื่นท่มพรรษามากกว่าท่านผูครองกฐินอยู่ ใน ท่ นั้น ให้ เปล่ยนคาว่า
                                       ้
อาวุโส เป็ น ภันเต แล้วให้พระสงฆ์ท้ งปวงเปล่งวาจาอนุโมทนาต่อไปว่า
                                         ั
.........อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ กะฐินง ธัมมิโก กะฐินตถาโร
                                               ั           ั
อะนุโมทานะ (๓ หน) น้ สาหรับผูอ่อนพรรษากว่าท่านผูครองกฐินกล่าว ถ้า
                                    ้                    ้
มภิกษุท่แก่พรรษากว่าท่านผูครองกฐินอยู่ในท่น้ น กรูปก็ตามให้ผแก่เหล่านั้น
                            ้                        ั ่         ู้
เปล่ยนคาว่า ภันเต เป็ น อาวุโส หรื อจะให้ว่าพร้อมกันเฉพาะผูแก่เสยคราว
                                                               ้
หนึ่งก่อน ๓ จบ แล้วจึงให้ผอ่อนกว่าว่าอกคราวหนึ่ง ๓ จบ ก็ได้
                              ู้

              -------------------------------------
คาสัตตาหะ
   สัตตาหะกะระณยัง กิจจัง เม อัตถิ
        ตัสมา มะยา คันตัพพัง
อิมสมิง สัตตาหัพภันตะเร นิวตติสสามิ.
   ั                       ั
ปริวาสกรรม
                       อย่ างจุลสุ ทธันตะ
           (มคาขอ คาสมาทาน คาเก็บ และกรรมวาจา ครบ)

                          คาขอสุ ทธันตปริวาส
                           อย่ างจุลสุ ทธันตะ

       อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
         อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
          รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
         อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
          รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
      อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ นิพเพมะติโก
       รัตติปะริยันเต เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ นิพเพมะติโก
    โสหัง ภันเต สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจามิ.

       อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชติ
         อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
           รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
         อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
           รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
        อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง สะรามิ เอกัจเจ นิพเพมะติโก
           รัตติปะริยันตุ เอกัจจัง สะรามิ เอกัจเจ นิพเพมะติโก
โสหัง ทุติยัมปิ ภันเต สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั งยาจามิ.

       อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปั ตติโย อาปั ชชิง
        อาปั ตตปะริ ยนตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
                     ั
รัตติปะริ ยนตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
                        ั
        อาปั ตติปะริ ยนตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
                            ั
          รัตติปะริ ยนตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
                          ั
       อาปั ตติปะริ ยนเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
                      ั
        รัตติปะริ ยนเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
                    ั
โสหัง ตะติยมปิ ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปั ตตนัง สุ ทธันตะปะริ วาสังยาจามิ.
            ั

                --------------------------------

                     กรรมวาจาให้ สุทธันตะปริวาส

                สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ. อยัง อิตถันนาโม
            ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
        อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
         รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกจจัง นะ ชานราติ
        อาปัจจิปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
          รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
       อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
        รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
        โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ
      ยะทิ สั งฆัสสะ ปัตตะกัลลัง สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน
      ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ทะเทยยะ เอสา ญัตติ.

               สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม
            ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
         อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
          รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระรติ เอกัจจัง นะ สะระติ
    อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ
          สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง
          สุ ทธันตะปะริวาสั ง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
 อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั สสะ
        ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ

        ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ
อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจเจ นะ สะระติ
     อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ
          สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง
           สุ ทธันตะปะริวาสั ง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
 อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั สสะ
        ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ

       ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ
อยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
อาปัตติปะริยัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
      รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
     อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
      รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
   อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
     โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ
         สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง
         สุ ทธันตะปะริวาสั ง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
อัตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั สสะ
      ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.

        ทินโน สั งเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง
       อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาโส ขะมะติ สั งฆัสสะ
              ตัสมา ตุณหี เอวะเมตัง ธาะยามิ.

           --------------------------------

                     คาสมาทานปริวาส

           ปะริวาสั ง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ
      ทุติยัมปิ ปะริวาสั ง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ
      ตะติยัมปิ ปะริวาสั ง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ

                   คาบอกสุ ทธันตปริ วาส

   อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
    อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
     ีิอาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
     อาปัตติปะริยันโต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
     โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
  ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
โสหัง ปะริวะสามิ เวทะยามะหัง ภันเต เวทะยะตีติ มัง สั งโฆ ธาเรตุ

            --------------------------------
                          คาเก็บปริวาส
              วัตตัง นิกขิปามิ ปะริวาสั ง นิกขิปามิ
         ทุติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ ปะริวาสั ง นิกขิปามิ
         ตะติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ ปะริวาสั ง นิกขิปามิ

            --------------------------------
                          คาขอมานัตต์

    อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
    อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพิเพมะติโก
     โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
โสหัง ภันเต ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
                        มานัตตัง ยาจามิ.

    อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
    อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
     โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
  ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
           โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส ทุติยัมปิ ภันเต สั งฆัง
             ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจามิ.
    อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
    อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
     โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
  ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
          โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส ตะติยัมปิ ภันเต สั งฆัง
             ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจามิ.
--------------------------------
                     กรรมวาจาให้ มานัตต์
          สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม
      ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
   อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
   อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะราติ เอกัจจัง นะ สะระติ
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
 อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
   รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
    โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
 ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
  โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
     มานัตตัง ยาจะติ ยะทิ สั งฆัสสะ ปัตตะกัลลัง สั งโฆ
อัตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง
                    ทะเทยยะ เอสา ญัตติ ฯ

          สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม
      ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
  อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
  อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
 อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
  รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
    โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
     โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
       มานัตตัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง
     อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัสสะ
       ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ

        ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ
อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
     อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
       โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
    ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
     โส ปะริวตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
      มานัตตัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง
     อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
 อิตถันนามัสสะ ภิกขะโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัสตัสสะ
      ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ

        ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เภ ภันเต สั งโฆ
อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
     อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
      รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
   อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
   ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
    โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
     มานัตตัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง
   อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัสสะ
     ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ
             ทินนัง สั งเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน
          ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ขะมะติ
         สั งฆัสสะ ตัสมา ตุณหี เอวะเมตัง ธาระยามิ ฯ

          --------------------------------
                     คาสมาทานมานัตต์
           มานัตตัง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ
      ทุติยัมปิ มานัตตัง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ
      ตะติยัมปิ มานัตตัง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ

          --------------------------------
                       คาบอกมานัตต์
  อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
   อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
รัตติปะริยันติ เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
    อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
     รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
  อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
    รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
   โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
 โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
                         มานัตตัง ยาจิง
ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ
 โสหัง มานัตตัง จะรามิ เวทะยามะหัง ภันเต เวทะยะตีติ มัง
                         สั งโฆ ธาเรตุ.

          --------------------------------
                        คาเก็บมานัตต์
            วัตตัง นิกขิปามิ มานัตตัง นิกขิปามิ
       ทุติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ มานัตตัง นิกขิปามิ
       ตะติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ มานัตตัง นิกขิปามิ

          --------------------------------

                        คาขออัพภาน
  อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
   อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
   อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
    รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
   โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตินัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อาทาสิ
 โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
                         มานัตตัง ยาจิง
ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ
     โสหัง ภันเต จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจามิ

   อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
    อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
      รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
    อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจะ นะ สะรามิ
      รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจะ นะ สะรามิ
    อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นะ สะรามิ
    รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
   โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อาทาสิ
 โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
                         มานัตตัง ยาจิง
 ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ
โสหัง จิณณะมานัตโต ทุติยัมปิ ภันเต สั งฆัง อัพภานัง ยาจามิ

  อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
   อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
อาปัตติปะรันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
      รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
   อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
    โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
 ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตินัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
  โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
                          มานัตตัง ยาจิง
 ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ
โสหัง จิณณะมานัตโต ตะติยัมปิ ภันเต สั งฆัง อัพภานัง ยาจามิ.

           --------------------------------

                       กรรมวาจาให้ อพภาน
                                      ั
            สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม
        ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
    อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
      รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
    อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
     รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
   อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
    รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
      โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
    ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
   โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
    มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
 มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ
ยะทิ สั งฆัสสะ ปัตตะกัลลัง สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภยยะ
                             เอสา ญัตติ ฯ
             สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม
          ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
       อาปัตติปะริยันติ เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
        รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะราติ เอกัจจัง นะ สะระติ
    อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
       รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
         โส สั งฆัง ตาสั ง เอปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
   ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
    โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
      มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
  มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโร สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ
   สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสสมะโต ขะมะติ
      อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ
                     นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ

        ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ
อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
      อาปัตติปะริยังตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจั ง นะ ชานาติ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
      อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
       รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
     อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
         โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
  ตัสสะ โส สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
     โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
      มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
   มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ
     สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
อัตถันนามัสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ
                            โส ภาเสยยะ ฯ

        ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ
อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
       อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
         รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
       อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
         รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ
     อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
       รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
         โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
     ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ
      โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
       มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง
   มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ
     สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ
อัตถันนามัสสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ
                            โส ภาเสยยะ ฯ
อัพภิโต สั งเฆนะ อิตถันนาโม ภิกขุ ขะมะติ สั งฆัสสะ
        ตัสมา ตุณหี เอวะเมตัง ธาระยามิ ฯ

      --------------------------------
คาถาทานามนต์ ให้ ขายของดีี
                     ้

              .....พุทธัง         พะหูชะนานัง
              เอหิจิตตัง          เอหิมะนุสสานัง
              เอหิลาภัง           เอหิเมตตา
              ชมภูทเี ป ......... มะนุสสานัง
             อิตถิโย ปุริโส จิตตัง พันธังเอหิ .
คาถาน สวดภาวนาทาน้ ามนต์ ประพรมสิ่ งของท่ขาย ขายของดนักแล
คาสมาทานธุดงคี์

..........๑. ถือทรงผ้าบังสุ กุลเป็ นวัตร ว่า คะหะปะติจวะรัง ปะฏิกขิปามิ
ปั งสุ กลิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดคหบดจวรเสย สมาทานองค์ของ
         ู ั
ผูถือซึ่ งผ้าบังสุ กุลเป็ นวัตร
   ้
..........๒. ถือทรงเพยงไตรจวรเป็ นวัตร ว่า จะตุตถะจวะรัง ปะฏิกขิปามิ
เตจวะริ กงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดจวรผืนท่ส่ เสย สมาทานองค์ของ
            ั
ผูถือซึ่ งไตรจวรเป็ นวัตร
     ้
..........๓. ถือเท่ยวบิณฑบาตเป็ นวัตร ว่า อะติเรกะลาภัง ปะฏิกขิปามิ
ปิ ณฑะปาติกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดอติเรกลาภเสย สมาทาน
                  ั
องค์ของผูถือบิณฑบาตเป็ นวัตร
                ้
..........๔. ถือเท่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็ นวัตร ว่า โลลุปปะจารัง
ปะฏิกขิปามิ สะปะทานะจาริ กกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดการเท่ยว
โลเลเสย สมาทานองค์ของผูถือเท่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็ นวัตร
                                   ้
..........๕. ถือนังฉันอาสนะเดยวเป็ นวัตร ว่า นานาสะนะโภชะนัง
                       ่
ปะฏิกขิปามิ เอกาสะนิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดฉันต่างอาสนะเสย
                               ั
สมาทานองค์ของผูถือนังฉันอาสนะเดยวเป็ นวัตร
                           ้ ่
..........๖. ถือฉัน เฉพาะใน บาตรเดยวเป็ นวัตร ว่า ทุติยะภาชะนัง
ปะฏิกขิปามิ ปั ตตะปิ ณฑิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดภาชนะท่สองเสย
                                 ั
สมาทานองค์ของผูถือการฉันเฉพาะในบาตรเป็ นวัตร
                         ้
..........๗. ถือห้ามภัต อันนกถวายเมื่อภายหลังเป็ นวัตร ว่า อะติริตตะ-
โภชะนัง ปะฏิกขิปามิ ขะลุปัจฉาภัตติกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางด
                                         ั
โภชนะอันเหลือเฟื อเสย สมาทานองค์แห่งผูหามภัตอันนาถวายเมื่อภายหลัง
                                              ้ ้
เป็ นวัตร
..........๘. ถืออยู่ป่าเป็ นวัตร ว่า คามันตะเสนะสะนัง ปะฏิกขิปามิ
อารัญญิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดเสนาสนะชายบ้านเสย สมาทาน
              ั
องค์แห่งผูถือการอยู่ป่าเป็ นวัตร
           ้
..........๙. ถืออยู่โคนไม้เป็ นวัตร ว่า ฉันนัง ปะฏิกขิปามิ รุ กขะมูลิกงคัง  ั
สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดท่มุงท่บงเสย สมาทานองค์ของผูถือการอยู่โคนไม้
                                    ั                         ้
เป็ นวัตร
..........๑๐. ถืออยู่ในท่แจ้งเป็ นวัตร ว่า ฉันนัญจะ รุ กขะมูลญจะ  ั
ปะฏิกขิปามิ อัพโภกาสิ กงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดท่มุงท่บง
                           ั                                          ั
และโคนไม้เสย สมาทานองค์ของผูถือการอยู่ในท่แจ้งเป็ นวัตร
                                      ้
..........๑๑. ถืออยู่ป่าช้าเป็ นวัตร ว่า อะสุ สานัง ปะฏิกขิปามิ โสสานิกงคัง   ั
สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดท่มิใช่ป่าช้าเสย สมาทานองค์ของผูถือการอยู่ป่าช้า
                                                                    ้
เป็ นวัตร
..........๑๒. ถือการอยู่ใน เสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไรเป็ นวัตร ว่า
เสนาสะนะโลลุปัง ปะฏิกขิปามิ ยะถาสันถะติกงคัง สะมาทิยามิ
                                                 ั
แปลว่า เรางดความโลเลในเสนาสนะเสย สมาทานองค์ของผูอยู่ในเสนาสนะ   ้
อันท่านจัดให้อย่างไร
..........๑๓. ถือการนังเป็ นวัตร ว่า เสยยัง ปะฏิกขิปามิ เนสัชชิกงคัง
                        ่                                               ั
สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดการนอนเสย สมาทานองค์ของผูถือการนังเป็ นวัตร
                                                            ้             ่

                    -----------------------------
กรรมวาจาเนื่องด้ วยสีมา
                   คาสวดถอนติจวราวิปปวาส

..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ โย โส สังเฆนะ ติจวะเรนะ
อะวิปปะวาโส สัมมะโต, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ ตัง
ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัง สะมูหะเนยยะ. เอสา ญัตติ.
..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. โย โส สังเฆนะ ติจวะเรนะ
อะวิปปะวาโส สัมมะโต, สังโฆ ตัง ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัง
สะมูหะปะติ. ยัสสายัสมะโต, ขะมะติ เอตัสสะ ติจวะเรนะ
อะวิปปะวาสัสสะ สะมุคฆาโต, โส ตุณหัสสะ, ยัสสะ นักขะมะติ
โส ภาเสยยะ.
..........สะมูหะโต โส สงเฆนะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาโส, ขะมะติ
สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ .
                     คาสวดถอนสมานสั งวาสสี มา
..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา
สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ
ตัง สมัง สะมูหะเนยยะ เอสา ญัตติ.
..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา
สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา, สังโฆ ตัง สมัง สะมูหะนะติ,
ยัสสายัสมะโต ขะมะติ เอติสสา สมายะ สะมานะสังวาสายะ
เอกุโปสะถา สะมุคฆาโต, โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส
ภาเสยยะ,
..........สะมูหะตา สา สมา สังเฆนะ สะมานะสังวาสา เอกุโกสะถา.
ขะมะต สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ .
                       คาสมมติสมานสั งวาสสี มา
..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยาวะตา สะมันตา นิมิตตา กิตติตา
ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง. สังโฆ เอเตหิ นิมิตเตหิ สมัง
สัมมันเนยยะ สะมานะสังวาสัง เอกุโปสะถัง. เอสา ญัตติ.
..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยาวะตา สะมันตา นิมิตตา
กิตติตา, สังโฆ เอเตหิ นิมิตเตหิ สมัง สัมมันะติ สะมานะสังวาสัง
เอกุโปสะถัง. ยัสสายัสมะโต ขะมะติ เอเตหิ นิมิตเตหิ สมายะ
สัมมะติ สะมานะสังวาสายะ เอกุโปสะถายะ, โส ตุณหัสสะ, ยัสสะ
นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
..........สัมมะตา สมา สังเฆนะ เอเตหิ นิมิตเตมิ สะมานะสังวาสา
เอกุโปสะถา. ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ.
                       คาสมมติติจีวราวิปปวาส
..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา
สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ
ตัง สมัง ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัง สัมมันเนยยะ ฐะเปตวา
คามัญจะ คามุปะจารัญจะ, เอสา ญัตติ.
..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา
สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา, สังโฆ ตัง สมัง ติจวะเรนะ
อะวิปปะวาสัง สัมมันนะติ ฐะเปตวา คามัญจะ คามุปะจารัญจะ
ยัสสายัสมะโต ขะมะติ เอติสสา สมายะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัสสะ
สัมมะติ ฐะเปตวา คามัญจะ คามุปะจารัญจะ, โส ตุณหัสสะ,
ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
..........สัมมะตา สา สมา สังเฆนะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาโส
ฐะเปตวา คามัญจะ คามุปะจารัญจะ. ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห,
เอวะเมตัง ธาระยามิ .
                          คาทักนิมิต
       ในทิศตะวันออก ว่า ปุรัตถิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
  ในทิศตะวันออกเฉยงใต้ ว่า ปุรัตถิมายะ อะนุทสายะ กิง นิมิตตัง
                                            ิ
ในทิศใต้ ว่า ทักขิณายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
  ในทิศตะวันตกเฉยงใต้ ว่า ทักขิณายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง
        ในทิศตะวันตก ว่า ปั จฉิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
 ในทิศตะวันตกเฉยงเหนือ ว่า ปั จฉิมายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง
         ในทิศเหนือ ว่า อุตตะรายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศตะวันออกเฉยงเหนือ ว่า อุตตะรายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง
   ซ้ าในทิศตะวันออกอก ว่า ปุรัตถิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
                            คาตอบ
         แสดงศิลานิมิตเป็ นตัวอย่าง ว่า ปาสาโณ ภันเต
พระสะหัสสะนัย
                        สุ ทธิกะปะฏิปะทา
         (กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา)

..........กะตะเม ธัมเม กุสะมา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง
ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ
               ั
ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง
อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภัญญัง ทุกขาปะฏิปะทัง
ขิปปาภิกญญัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภัญญัง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง
ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง
ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ
                 ั
ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยง
                             ั                          ั
ฌานัง ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ฌานัง ปั ญจะมัง
             ั
ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง
ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุ ขาปะ-
ฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป
โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
                       สุ ญญะตะมูละกะปะฏิมา
  ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง
  ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ
                 ั
  ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง
  อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุ ญญะตัง
  ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธา-
  ภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภัญญัง สุ ญญะตัง ตัสมิง
  สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง
 ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ
                ั
 ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยง
                             ั                          ั
 ฌานัง ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ปั ญจะมัง
             ั
 ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง
 สุ ญญะตัง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง
 ทันธาภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ญญะตัง
 ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
                         อัปปะณิหิตะปะฏิปะทา
..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง
ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ
                       ั
ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง
อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะ-
ณิ หิตง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิปะทัง
      ั                                        ั
ทันธาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิ หิตง
                           ั                                   ั
ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง
ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหายนายะ ปะฐะ-
                ั
มายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยง ฌานัง
                         ั                         ั
ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ฌานัง ปั ญจะมัง
        ั
ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง
อัปปะณิ หิตง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิ-
            ั                                        ั
ปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง
                                ั
อัปปะณิ หิตง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ
              ั
อิเม ธัมมา กุสะลา
อะธิปะติ
..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง
ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหา-
                               ั
นายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะหัง
ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง
ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง
                                                           ั
ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง
จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง
                       ั
ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง
                                                             ั
สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง
จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ตเตยยัง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ
                         ั
อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง
ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ
                  ั
ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารนัง วูปะสะมา ทุติยง
                                 ั                                 ั
ฌานัง ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ฌานัง ปั ญจะมัง
               ั
ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง
ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง
                                                               ั
ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง
จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง
                           ั
ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง
                                                                 ั
สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง
จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง (อะทุกขะมะสุ ขาปะฏิปะทัง
                             ั
ทันธาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง
วิมงสาธิ ปัตเตยยัง อะทุกขะมะสุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ -
    ั
ปั ตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง) ตัสมิง
                                                   ั
สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
พิธีการทาบุญ

.........ตามประเพณของชาติท่เจริ ญแล้ว ย่อมมพิธการทาบุญต่าง ๆ กันตาม
คตินิยมของชนหมู่น้ น ๆ ชาติน้ น ๆ ภาษานั้น ๆ โดยเฉพาะพิธการทางพระ
                   ั          ั
พุทธศาสนา เมื่อกล่าวโดยปริ ยายแล้วมมากด้วยกัน แต่ถาจะกล่าวโดยสรุ ป
                                                  ้
ก็คงมเพยง ๒ ประการเท่านั้น คือ
                        ๑. ทาบุญในงานมงคล
                        ๒. ทาบุญในงานอวมงคล
 .........การทาบุญในงานมงคลนั้น ได้แก่การทาบุญเพื่อความสุ ข ความ
 เจริ ญ โดยปรารภเหตุท่ด ท่เป็ นมงคล เช่น ทาบุญฉลองอายุครบ ๓ รอบ
 ๕ รอบ ๗ รอบ หรื อทาบุญวันเกิด ทาบุญขึ้นบ้านใหม่ ทาบุญฉลองพระ
 พุทธรู ป ทาบุญฉลองพระธรรมท่สร้างขึ้น และฉลองพระสงฆ์ท่อุปสมบท
 ขึ้นใหม่ หรื อทาบุญในงานมงคลโกนผมไฟ โกนจุก มงคลสมรส เป็ นต้น
 เรยกว่าทาบุญในงานมงคล
 .........การทาบุญในงานอวมงคลนั้น ได้แก่การทาบุญเพื่อความสุ ข
 ความเจริ ญ โดยปรารภเหตุท่ไม่สู้ด แล้วจัดการทาบุญเพื่อกลับร้ายให้
 กลายเป็ นด เช่นปรารภการมรณกรรมของญาติมิตร หรื อทาบุญ ๗ วัน
 ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน หรื อทาบุญเพื่ออุทิศกุศลตามธรรมเนยม หรื อมลาง
 นิมิตร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เช่น อสนบาตตกต้องเคหสถาน
 แร้งจับหลังคาบ้านเรื อน สัตว์ท่ถือว่าไม่เป็ นมงคลขึ้นบ้านเป็ นต้น แล้วจัด
 การทาบุญเพื่อปั ดเป่ าอุบาทว์ หรื อลางนิมิตร้ายเหล่านั้นให้กลับเป็ นด
 อย่างน้ เรยกว่าทาบุญในงานอวมงคล
 .........การทาบุญทั้ง ๒ อย่างดังกล่างน้ ตามประเพณนิยมในพระพุทธ-
 ศาสนา มวิธการท่จะต้องจัดเตรยมการอกหลายอย่าง ดังจะกล่าวเป็ น
 ข้อย่อ ๆ ดังต่อไปน้
การทาบุญเลียงพระ
                                                   ้
                                        ๑. นิมนต์ พระก่อน
.........เมื่อกาหนดแน่นอนแล้วว่าจะทาบุญในวันนั้น เดือนนั้น ปนั้น
เวลานั้น กิจเบื้องต้นควรนิมนต์พระก่อน ด้วการเขยนฎกานิมนต์พระ
ล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ วัน ๗ วัน ฎกาสาหรับนิมนต์พระนั้นมตัวอย่างดังน้
.........ขออาราธนาพระคุณเจ้า (พร้อมด้วยพระสงฆ์ในวัดน้ อก...รู ป
เจริ ญพระพุทธมนต์ หรื อสวดมนต์ หรื อรับบิณฑบาต หรื อแสดงธรรม
เทศนาแล้วแต่กรณย์) ในงาน......................ท่.................ถนน...............
ตาบล...................อาเภอ.............................จังหวัด.......................กาหนด
วันท่...............เดือน...................พ.ศ........................เวลา.........................
น.
รุ่ งขึ้น.............เวลา....................น. รับภัตตาหาร.......................(เช้าหรื อเพล)
.........ถ้าสวดมนต์และฉันวันเดยว หรื อเวลาเดยวกัน ไม่ตองใช้คาว่า
                                                             ้
รุ่ งขึ้น เพยงแต่บอกว่าเจริ ญพระพุทธมนต์ แล้วรับบิณฑบาตเช้าหรื อเพล
ถ้าจะต้องใช้บาตรปิ่ นโต ให้เขยนในท้ายฎกา ว่ามบาตรปิ่ นโตด้วย หากจะ
มรถหรื อเรื อรับส่ ง ก็ลงหมายเหตุในท้ายฎกา กาหนดเวลาให้พระได้ทราบ
ล่วงหน้า
.........ถ้ารู้จกมักคุนกับพระสงฆ์ จะนิมนต์โดยไม่ตองเขยนฎกาก็ใช้ได้
                 ั      ้                               ้
แต่ขอเตือนว่าการนิมนต์พระสงฆ์มาฉันอาหารนั้น จงอย่างระบุชื่ออาหาร
เช่น ข้าวสุ ก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ถ้าระบุแล้ว จะขัดกับทางพระ
วินยของสงฆ์ จึงมสมณโวหารสาหรับนิมนต์พระมาฉันว่า นิมนต์รับ
     ั
บิณฑบาตเช้า หรื อเพล ดังน้ หรื อจะพูดว่า นิมนต์พระคุณเจ้า ฉันเช้าหรื อ
ฉันเพล ดังน้ กใช้ได้
                   ็
.........งานมงคลสมรส นิยมนิมนต์พระคู่ คือ ๖ รู ป ๘ รู ป ๑๐ รู ป
เพราะคติโบราณเพื่อจะให้คู่บ่าวสาวนิมนต์ฝ่ายละจานวนเท่าๆ กัน หรื อ
รับเป็ นเจ้าภาพฝ่ ายละเท่า ๆ กัน ส่ วนงานมงคลอื่น ๆ นิมนต์พระ ๕ รู ป
๗ รู ป ๙ รู ป คือนิมนต์พระค่ ถ้าเป็ นงานทาบุญอายุ นิยมนิมนต์ให้เกิน
กว่าอายุข้ ึนไป ถ้าว่าเป็ นการเพิมอายุ
                                 ่
                                 ๒. เตรียมสถานทีและจัดอาสนะ
                                                  ่
         .........สถานท่ท่จะบาเพ็ญกุศลนั้น ๆ จะเป็ นบ้านใหญ่ บ้านเล็ก
         บ้านใหม่ หรื อ บ้านเก่าก็ตาม ถ้าได้จดทาให้ถูกสุ ขลักษณะแล้ว ก็
                                              ั
         จะทาให้เจริ ญตา เจริ ญใจได้ การจัดอาสนสงฆ์น้ นต้องจัดให้สูงกว่า
                                                         ั
         คฤหัสถ์ จัดให้นงห่างกันพอควร ใช้พรมหรื อผ้าปูนงเฉพาะองค์ ๆ ถ้าไม่
                          ั่                               ั่
         สามารถจะจัดท่เฉพาะองค์ ๆ ได้ ก็ใช้ผาขาวปูบนพรมรองนังอกชั้นหนึ่ง
                                                ้                ่
         ก็ยิ่งด เพราะผ้าขาวเป็ นของสูง เป็ นการแสดงความเคารพอย่างสูงอกด้วย
         จัดสถานท่พระนังเจริ ญพระพุทธมนต์ให้อยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธรู ป ถ้าสถาน
                             ่
         ท่ไม่อานวยหรื อจาเป็ นจะต้องจัดให้พระสงฆ์นงทางขวาของพระพุทธ ก็ควรจัด
                                                      ่ั
         พระพุทธให้หนพระพักตร์มาทางพระสงฆ์ โดยไม่ตองเข้าแถวกับพระสงฆ์
                       ั                                      ้
                                  ๓. จัดภาชนะเครื่องใช้ สาหรับพระ
            .........ถ้ามของมากก็จดถวายองค์ละท่ โดยตั้งทางขวามือของพระ หาก
                                      ั
            มของน้อยจะจัดเพยง ๒ องค์ต่อ ๑ ท่กใช้ได้ ส่ วนถ้วยน้ าร้อน แก้วน้ าเย็น
                                                      ็
            ต้องใช้องค์ละท่ ตั้งใจระหว่าง ๆของท่จาเป็ นต้องใช้คือ กระโถน ภาชนะ
            น้ าเย็น พานหมากพลูบุหร่ จัดตั้งกระโถนอยู่ขางใน ถัดออกมาภาชนะ
                                                             ้
            น้ าเย็น แล้วถึงหมากพลูบุหร่ เป็ นท่สุด ส่ วนน้ าร้อนประเคนภายหลัง
                                     ๔. จัดเครื่องตั้งสั กการบูชา
          .........อัญเชิญ พระพุทธรู ปมาตั้ง บนโต๊ะบูชาท่เตรยมไว้อย่างสะอาด
          และสวยงาม ทางขวามือของอาสนพระสงฆ์ ดังกล่าวแล้ว ถ้าเป็ นโต๊ะ
          หมู่ตองจัดให้ถูกต้องตามระเบยบ ถ้าไม่มโต๊ะหมู่แต่ใช้โต๊ะอื่นแทนต้อง
                 ้
          หาสิ่ งประกอบตามสมควร เช่น แจกัน เชิงเทยน กระถางธูป สาหรับกระถาง
          ธูปหรื อเครื่ องใช้อื่นใดท่จะประกอบกับโต๊ะบูชา พึงระวังให้ด ไม่ควรใช้
          ภาชนะอันน่ารังเกยจ เช่น กระโถน เป็ นต้น
๕. ภาชนะสาหรับใส่ นามนต์
                                             ้
.........จะใช้บาตรหรื อหม้อน้ ามนต์ หรื อขันน้ าพานรองทองเหลือง หรื อ
ขันมเชิงรองอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ใส่ น้ าประมาณครึ่ งหนึ่ง แต่ขนเงิน
                                                                ั
ขันทองไม่ควรใช้ เพราะไม่สะดวกแก่การท่พระจะจับต้อง เนื่องจากของ
เหล่านั้นเป็ นวัตถุอนามาส ขัดกับพระวินยสงฆ์
                                          ั
                     ๖. เครื่องประกอบนาพระพุทธมนต์
                                       ้
 .........เตรยมเทยนทาน้ ามนต์ไว้ ๑ เล่ม ควรใช่เทยนข้ ผ้ ึงอย่างด หนัก
 ๑ บาท ไส้เทยนใหญ่พอควร ติดไว้ท่ขอบขันน้ ามนต์ให้แน่น เตรยมใบ
 เงินใบทองใส่ ลงในขันน้ ามนต์พอควร ถ้าหาไม่ได้จะใช้ดอกบัวแทนก็ได้
 แต่ไม่ควรจะใช้ดอกไม้อื่นแทน ส่ วนเครื่ องประพรมน้ าพระพุทธมนต์
 ควรจะใช้หญ้าคามัดเป็ นกาแล้วตัดปลายและรากทิ้ง กะยาวประมาณ ๑
 ศอก เพราะถือกันว่าหญ้าคาเป็ นหญ้ามงคล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อจะ
 ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณ ก็ทรงประทับนังบนมัดหญ้าคา
                                                        ่
 ซึ่ งโสตถิยพราหมณ์ถวายในวันท่พระองค์จะได้ตรัสรู้ อันเรยกว่า รัตน-
 บังลังก์ แม้ในศาสนาพราหมณ์ ก็ถือกันว่าเป็ นหญ้ามงคลเหมือนกัน เกิด
 ขึ้นเมื่อครั้งเทวดาแย่งน้ าอมฤตกับอสูร หกตกลงมาในมนุษย์โลกจึงเกิด
 เป็ นหญ้าคาขึ้น เพราะฉะนั้นจึงใช้หญ้าคา ถ้าสุ ดความสามารถท่จะ
 หาได้จริ ง ๆ จึงค่อยใช้อย่างอื่นแทน.
                       ๗. การโยงด้ ายสายสิ ญจน์
 .........โยงเป็ นทักษิณาวัฏ คือเวยนจากซ้ายไปขวาอย่างเข็มนาฬิกา
 รอบเคหสถาน หรื อบริ เวณบ้านเรื อน แล้วนาเข้ามาโยงท่โต๊ะพระ-
 พุทธรู ปวงฐานพระพุทธรู ปด้วย ต่อลงมาก็ลงภาชนะน้ ามนต์ โดยทักษิ-
 ณาวัฏเช่นกัน เสร็ จแล้วม้วนสายสิ ญจน์วางไว้บนพานท่บูชา หรื อท่
 พระสงฆ์
                       ๘. เมื่อพระสงฆ์ มาถึงบ้ าน
........ฝ่ ายเจ้าภาพต้อจัดการต้อนรับให้ด ถ้าท่านไม่ได้สวมรองเท้า
  ต้องคอยตักน้ าล้างเท้าให้ท่าน และหาผ้าเช็ดเท้าเตรยมไว้ดวย เมื่อพระ
                                                             ้
  นังบนอาสนะแล้ว ประเคนขันน้ า หมากพลู บุหร่ ท่เตรยมไว้ เมื่อถึง
    ่
  เวลาท่พระจะเจริ ญพระพุทธมนต์หรื อฉัน หรื อเทศน์ต่อไป ถ้าเป็ นงาน
  มงคลสมรส ให้คู่บ่าวสาวจุดเทยนธูปคนละชุด บูชาพระรัตนตรัย ถ้าไม่
  ใช่งานสมรสให้เจ้าภาพเป็ นผูจุด เมื่อจุดเทยนธูปเสร็ จแล้ว นาพานด้าย
                               ้
  สายสิ ญจน์ถวายพระเถระผูเ้ ป็ นประธาน กล่าวคาอาราธนาศล รับศล
  จบแล้ว อาราธนาพระปริ ตร พระขัดสัคเค หรื อชุมนุมเทวดา พอพระสงฆ์
  สวดมนต์ถึงบท อะเสวะนา จะ พาลานัง เจ้าภาพพึงจุดเทยนน้ ามนต์
  น้อมเข้าไปถวายพระเถระผูเ้ ป็ นประธาน ครั้นประสงฆ์สวดมนต์จวน
  จะจบพึงเตรยมน้ าร้อน น้ าเย็น หรื อเครื่ องดื่มเท่าท่จดไว้คอยถวายท่าน
                                                        ั
  พอพระสวดมนต์จบจะได้ถวายได้ทนท      ั
                          ๙. การถวายภัตตาหาร
   ........ถ้าถวายภัตตาหารพระสงฆ์ในวันรุ่ งขึ้น จะเป็ นเช้าก็ตาม เพล
   ก็ตาม การเตรยมเครื่ องรับรองเมื่อพระสงฆ์มาถึง พึงจัดอย่างวัน
   สวดมนต์เย็น เมื่อพระสงฆ์มาพร้อมแล้ว เจ้าภาพจุดเทยนธูปบูชาพระ
   รัตนตรัย อาราธนาศล รับศลเหมือนตอนเย็น เสร็ จแล้วไม่ตอง    ้
   อาราธนาพระปริ ตร พระสงฆ์เริ่ มสวดถวายพรพระเอง ถ้ามการ
   ตักบาตรด้วย เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์ถึงบท พาหุง พึงเริ่ มลงมือ
   ตักบาตร เสร็ จแล้วเตรยมไว้ให้พร้อมทั้งข้าวทั้งกับทั้งท่พระพุทธและท่
   พระสงฆ์ เมื่อพระสวดมนต์จบแล้ว ก็จดถวายได้ทนท ทั้งท่พระพุทธ
                                        ั           ั
   และท่พระสงฆ์
                             ๑๐. งานวันเดียว
........ถ้าเป็ นงานวันเดยว คือสวดมนต์กอนฉัน จะเป็ นฉันเช้าก็ตาม
                                      ่
ฉันเพลาก็ตาม การตระเตรยมต่าง ๆ ก็คงจัดครั้งเดยว พระสงฆ์เจริ ญพระ
พุทธมนต์กอน แล้วสวดถวายพรพระตอนท้าย เจ้าภาพพึงนังประนม
            ่                                         ่
มือฟัง เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์ถึงบท พาหุง หรื อถวายพรพระ พึงเตรยม
อาหารไว้ให้พร้อม พอพระสวดจบก็ยกประเคนได้ดงกล่าว และ ถ้าม
                                                 ั
ศิษย์วดมาด้วยก็ให้จดเล้ ยงเสยในระยะน้ เพราะจะได้เสร็ จและเดินทางกลับ
        ั             ั
พร้อมกับพระไม่ตองเสยเวลาให้พระนังคอยรอ ถ้ามพาหนะรับส่ ง ก็เตรยม
                    ้                 ่
ไว้ให้พร้อม ตอนน้ เช่นกัน เมื่อพระเสร็ จจากอนุโมทนา แล้วจะได้จดส่ งท่าน
                                                                  ั
........สุ ดท้ายพิธี เมื่อพระสงฆ์ฉนเสร็ จแล้ว ถวายเครื่ องไทยธรรม
                                    ั
ต่อจากนั้นพระองค์อนุโมทนา ขณะพระว่าบท ยะถา ให้เริ มกรวดน้ า
พอพระว่าบท สั พพี พึงประนมมือรับพรไปจนจบ ถ้ามการจะให้พระ
สงฆ์ประพรมน้ าพระพุทธมนต์หรื อเจิม (โดยเจ้าภาพเตรยม แป้ ง น้ าหอม หรื อ
เครื่ องเจิมไว้แล้ว) ก็กราบเรยนให้ท่านทราบในระยะน้ เสร็ จแล้วส่ งพระกลับ
                              การทาบุญเกียวกับศพ
                                         ่
 ........ซึ่ งจัดว่าเป็ นการทาบุญในงานอวมงคล มกิจกรรมท่ควรตระเตรยมไว้
 เป็ นเบื้องต้น ส่ วนใหญ่คล้ายกับทาบุญงานมงคลดังกล่าวแล้ว มข้อแตกต่าง
 กันอยู่บางประการเท่านั้น คือ
           ้
                                 ๑. นิมนต์ พระ
  ........การนิมนต์พระมาสวดมนต์ในงานอวมงคลน้ มนิยมจานวน ๘ รู ป
  ๑๐ รู ป หรื อกว่านั้นขึ้นไปแล้วแต่กรณย์ ในเรื่ องอาราธนาพระสงฆ์ทา
  บุญงานอวมงคลนั้น ใช้คาอาราธนาว่า "ขออาราธนา สวด พระพุทธ-
  มนต์ไม่ใช้คาอาราธนาว่า " "ขออาราธนา เจริ ญ พระพุทธมนต์" อย่าง
  ทาบุญงานมงคล มข้อแตกต่างกันอยู่ตรงท่ สวด กับ เจริ ญ เท่านั้น
  เป็ นเรื่ องท่ควรกาหนด
                   ๒. ไม่ ต้ังขันนามนต์ ไม่ โยงด้ ายสายสิ ญจน์
                                  ้
     ........การทาบุญในงานอย่างน้ ไม่ตองตั้งภาชนะสาหรับทาน้ าพระ
                                      ้
     พุทธมนต์และไม่ตองโยงด้ายสายสิ ญจน์
                      ้
                     ๓. เตรียมสายโยงหรือภูษาโยง
........สายโยงนั้ น คือสายสิ ญจน์นนเอง ถ้าใช้ในงานมงคลเรยกว่า
                                    ั่
สายสิ ญจน์ แต่เวลาใช้กบศพเช่นน้ เรยกว่า สายโยง ถ้าเป็ นแผ่นผ้า
                        ั
เรยกว่าภูษาโยง ใช้โยงต่อจากศพไว้ เพื่อใช้บงสุ กุล การเดินสายโยง
                                            ั
ภูษาโยงนั้น ต้องระวังอย่างหนึ่ง คือจะโยงในท่ท่สูงกว่าพระพุทธรู ปท่ต้ ง
                                                                     ั
ในพิธไม่ได้ และจะปล่อยให้ลาดมากับพื้นท่เดินหรื อนังก็ได้ เพราะ
                                                    ่
สายโยงน้ เป็ นสายท่โยงล่ามออกมาจากกระหม่อมศพ เป็ นสิ่ งเนื่องด้วย
ศพ จึงต้องล่ามหรื อโยงให้สมควร
........ส่ วนการปฏิบติกจอื่น ๆ เมื่อพระมาถึงสถานท่ท่ประกอบพิธแล้ว ก็
                      ั ิ
เหมือน ๆ กันกับงานมงคล
                              ๔. การทอดผ้ า
 ........การทอดผ้าบังสุ กุลท่ภูษาโยงหรื อสายโยงนั้น มไตร จวร สบง
 ย่าม ผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดตัวเป็ นต้นการทอดผ้าต้องทอดตามขวางสายโยง
 หรื อภูษาโยง อย่าทอดตามยาวขนานไปกับสายโยง ถ้าไม่มผ้า พระท่าน
 ก็จะจับสายโยง หรื อภูษาโยงบังสุ กุลเอง สายโยงหรื อภูษาโยงน้ ถือกัน
 มาก ห้ามข้ามเป็ นเด็ดขาด ถ้าข้ามถือเป็ นการหมิ่นประมาทผูตาย ขาด
                                                           ้
 คราวะ ควรระวังให้มาก.
                    ๕. การจับพัดจับสายโยงของพระ
 ........ถ้าเป็ นการอนุโมทนาเวลาปกติ ใช้จบพัดด้วยมือข้างขวา จับ
                                            ั
 ด้ามพัดต่าจากใบพัดประมาณ ๕ นิ้วมือ ใช้มือกาด้ามนิ้วทั้ง ๔ เว้น
 หัวแม่มือให้ยกขึ้นแตะทาบขึ้นไปตามด้ามพัด ถ้าจับพัดเวลาชักบังสุ กุล
 ให้จดพัดด้วยมือข้างซ้าย ต่าจากใบพัดประมาณ ๕ นิ้วมือ กาด้ามด้วย
      ั
 นิ้วทั้ง ๔ ยกหัวแม่มือทาบขึ้นไปตามด้ามพัดเหมือนกับมือขวาดังกล่าว
 แล้วใช้มือขวาจับสายโยงหรื อภูษาโยง หงายมือใช้นิ้วทั้ง ๔ เว้นหัว
 แม่มือสวดเข้าไปใต้ผาท่ชก แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือจับบนผ้า อย่าคว่ามือ
                        ้ ั
 หรื อทาอาการเพยงใช้นิ้วแตะ ๆ ท่ผาเป็ นอันขาด ระวัง อย่าจับ
                                      ้
 พัด จับผ้า ใช้ผิดระเบยบ ผูรู้เขาจะแย้มสรวลเอาได้ เมื่อจับพร้อมกัน
                               ้
แล้ว เริ่ มว่าบทชักบังสุ กุล (อะนิจจา) พร้อมกัน จบแล้วชักผ้าออกจาก
สายโยงหรื อภูษาโยง วางไว้ตรงหน้า ผ้าท่เจ้าภาพทอดนั้นถ้าเป็ นผ้าท่
พอจะใส่ ย่ามได้ ก็ให้ใส่ ย่ามมาเวลากลับ หากเป็ นผ้าท่ใส่ ย่ามไม่ได้
เช่นผ้าไตร หรื อไม่มย่าม พึงถือกอดมาด้วยมือข้างซ้าย.
การประเคนของพระ

.........การประเคนของพระ คือ การถวายของให้พระได้รับถึงมือ ของ
ท่ประเคนนั้นต้องเป็ นของท่ไม่ขดกับพระวินย พอคนคนเดยวยกได้
                                 ั         ั
อย่างธรรมดา ๆ ไม่ใช่ของหนักหรื อใหญ่โตจนเกินไป ไม่มวัตถุอนา-
มาสอยู่ดวย
         ้
.........พึงนาของท่จะประเคนเข้าไปให้ใกล้พระผูรับประมาณ ๑ ศอก
                                                 ้
จะนังหรื อยืนแล้วแต่สถานท่ท่พระนังอยู่น้ นจะอานวย
     ่                              ่    ั
.........จับของท่จะประเคนด้วยมือทั้งสอง ยกให้สูงขึ้นเล็กน้อย แล้ว
น้อมถวายพระซึ่ งท่านจะยื่นมือทั้งสองออกรับ ถ้าผูประเคนเป็ นหญิง
                                                   ้
พึงวางลงบนผ้าท่พระปูรับอยู่ขางหน้า เสร็ จแล้วพึงไหว้หรื อกราบหนหนึ่ง
                               ้
แล้วแต่กรณ
.........ฝ่ ายพระสงฆี์ เมื่อทอดผ้ารับประเคน พึงคล่ผาให้เรยบร้อยจับ
                                                       ้
ผ้าหงายมือ เหมือนจับภูษาโยง ดังกล่าวแล้ว คือหงายมือใช้นิ้วทั้งส่
เว้นหัวแม่มือสอดเข้าไปใต้ผาท่ทอดรับของพร้อมกันทั้งสองมือ แล้วใช้
                            ้
นิ้วหัวแม่มือจับบนผ้า อย่ าคว่ามือหรือทาอาการเพียงใช้ นวแตะ ๆ ทีผ้า
                                                         ิ้      ่
เป็ นอันขาด
การแสดงความเคารพพระ

.........ปะนมมือ คือกระพุ่มมือทั้งสองประนมมลักษณะคล้ายดอก
บัวตูมตั้งไว้ระหว่างอก เป็ นการแสดงความเคารพ เวลาสวดมนต์
หรื อฟังพระสวดพระเทศน์ เป็ นต้น
.........ไหวี้ คือการยกมือท่ประนมแล้วดังกล่าวขึ้น พร้อมกับก้ม
ศรษะลงเล็กน้อย ให้มือประนมจดหน้าผาก นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่
ระหว่าวคิ้ว ใช้แสดงความเคารพในขณะนังเก้าอ้ หรื อยินอยู่
                                           ่
.........กราบ คือกราบลงกับพื้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้แก่กราบ
ด้วยองค์ท้ ง ๕ คือเข้าทั้งสอง ฝ่ ามือทั้งสอง หน้าผากหนึ่ง ใช้กราบเมื่อ
           ั
นังอยู่ในสถานท่ท่จะกราบได้ เป็ นการแสดงความเคารพอย่างสูง
  ่
วิธีไหว้ ๕ ครั ้ง

.........คนเราทุกคน ในวันหนึ่ง ๆ จะต้องไหว้ให้ได้ ๕ ครั้ง เป็ นอย่างน้อย
คือ ในเวลาค่าใกล้จะนอน ตั้งใจระลึกถึงพระรัตนตรัยอันเป็ นสรณะอันสูงสุ ด
และท่านผูมพระคุณแก่ตน คือ มารดาบิดา และครู อาจารย์ โดยประนมมือ
            ้
.........(๑) นมัสการพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า อะระหัง สัมมา
สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ กราบลงหนหนึ่ง
.........(๒) ไหว้พระธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้า ว่า สวากขาโต
ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ กราบลงหนหนึ่ง
.........(๓) ไหว้พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ว่า สุ ปะฏิปันโน ภะคะ-
วะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ กราบลงหนหนึ่ง
.........(๔) ไหว้คุณมารดาบิดา ว่า มัยหัง มาตาปิ ตูนงวะปาเท วันทามิ
                                                     ั
สาทะรัง กราบลงหนหนึ่ง
.........(๕) ไหว้ครู อาจารย์ ว่า ปั ญญาวุฑฒิกะเร เต เต ทินโน วาเท
นะมามิหง กราบลงหนหนึ่ง
          ั
.........ต่อจากนั้น พึงตั้งใจแผ่เมตตาจิตไปในเพื่อมนุษย์ และสัตว์ท้ งหลาย
                                                                   ั
ทั้งปวง ว่า ขอท่านทั้งหลายอย่าได้มเวรแก่กนและกันเลย อย่าได้เบยด
                                           ั
เบยนซึ่ งกันเลย อย่าได้มความทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมความสุ ขกาย
สุ ขใจ รักษาตนให้พนจากทุกข์ภยด้วยกันหมดทั้งสิ้ น เทอญ.
                    ้            ั
                    (เสร็ จแล้วหลับนอนตามความสบาย)
พิธีรักษาอุโบสถศีล

.........เมื่อพระสงฆ์สามเณรทาวัตรเช้าเสร็ จแล้ว อุบาสกอุบาสิ กพึงทาวัตร
เช้า โดยเริ่ มคาบูชาพระ ว่า
.........ยะมะหัง สั มมาสั มพุทธัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะโต, (หญิงว่า
คะตา) พระผูมพระภาค, พระองค์ตรัสรู้ดแล้วโดยชอบพระองค์ใด, ข้าพเจ้า
                 ้
ถึงแล้วว่าเป็ นท่พ่ งกาจัดภัยจริ ง, อิมินา สั กกาเรนะ, ตัง ภะคะวันตัง,
                     ึ
อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่ งพระผูมพระภาคนั้น, ด้วยเครื่ องสักการะอันน้ .
                                         ้
.........ยะมะหัง สวากขาตัง, ธัมมัง สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา)
พระธรรมท่พระผูมพระภาค, พระองค์ตรัสไว้ดแล้วสิ่ งใด, ข้าพเจ้าถึงแล้วว่า
                       ้
เป็ นท่พ่ งกาจัดภัยจริ ง, อิมินา สั กกาเรนะ, ตัง ธัมมัง, อะภิปูชะยามิ,
          ึ
ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่ งพระธรรมนั้น, ด้วยเครื่ องสักการะอันน้ .
.........ยะมะหัง สุ ปะฏิปันนัง, สั งฆัง สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา)
พระสงฆ์ท่ท่านเป็ นผูปฏิบติดแล้วหมู่ใด, ข้าพเจ้าถึงแล้วว่าเป็ นท่พ่ งกาจัดภัย
                         ้ ั                                       ึ
จริ ง, อิมินา สั กกาเรนะ, ตัง สั งฆัง, อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่ ง
พระสงฆ์หมู่น้ น, ด้วยเครื่ องสักการะอันน้ .
                   ั
.........อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
(กราบ)
.........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
.........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, สั งฆัง นะมามิ (กราบ)
.........(ต่อจากน้ ทาวัตรเช้า จบแล้วหัวหน้าอุบาสกหรื ออุบาสิ กาพึงคุกเข่า
ปะนมมือประกาศองค์อุโบสถ ทั้งคาบาลและคาไทย ดังน้ )
.........อัชชะ โภนโต ปักขัสสะ อัฏฐะมีทวะโส (ถ้าวันพระ ๑๕ ค่า ว่า
                                                 ิ
ปัณณะระสี ทวะโส ๑๕ ค่าว่า จาตุททะสี ทวะโส) เอวะรู โป โข โภนโต
               ิ                               ิ
ทิวะโส พุทเธนะ ภะคะวะตา ปัญญัตตัสสะ ธัมมัสสะวะนัสสะ เจวะ
ตะทัตถายะ อุปาสะกะอุปาสิ กานัง อุโปสถัสสะ จะ กาโล โหติ หันทะ
มะยัง โภนโต สั พเพ อิธะ สะมาคะตา ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมานุ-
  ธัมมะปะฏิปัตติยา ปูชะนัยถายะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสั ง
  อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง อุปะวะสิ สสามาติ กาละปะริจเฉหัง
  กัตวา ตัง ตัง เวระมะณิง อารัมมะณัง กะริตวา อะวิกขิตตะจิตตา หุตวา
  สั กกัจจัง อุโปสะถัง สะมาทิเยยยามะ อีทสัง หิ อุโปสะถัง สั มปัตตานัง
                                        ิ
  อัมหากัง ชีวิตัง มา นิรัตถะกัง โหตุ
                                        คาแปล
........ขอประกาศเริ่ มเรื่ องความท่จะสมาทานรักษาอุโบสถ อันพร้อมไปด้วย
องค์แปดประการ ให้สาธุ ชนท่ได้ต้ งจิตสมาทานทราบทัวกันก่อน แต่สมาทาน
                                    ั                    ่
ณ บัดน้ ด้วยวันน้ เป็ น วันอัฏฐะมดิถท่แปด (ถ้าวันพระ ๑๕ ค่าว่า วันปั ณ-
ณะระสดิถท่สิบห้า ๑๔ ค่าว่า วันจาตุททะสดิถท่สิบส่) แห่งปั กษ์มาถึงแล้ว
ก็แหละวันเช่นน้ เป็ นกาลท่สมเด็จพระผูมพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแต่งตั้งไว้ให้
                                          ้
ประชุมกันฟังธรรมและเป็ นกาลท่จะรักษาอุโบสถของ อุบาสกอุบาสิ กา ทั้งหลาย
เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรมนั้นด้วย เชิญเถิดเราทั้งหลายทั้งปวงท่ได้มา
ประชุมพร้อมกัน ณ ท่น้ พึงกาหนดกาลว่าจะรักษาอุโบสถตลอดวันหนึ่งกับคืน
หนึ่งน้ แล้วพึงทาความเว้นโทษนั้น ๆ เป็ นอารมณ์ คือ
........- เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑
........- เว้นจากลักฉ้อสิ่ งท่เจ้าของเขาไม่ให้ ๑
........- เว้นจากประพฤติกรรมท่เป็ นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ๑
........- เว้นจากเจรจาคาเท็จล่อลวงผูอื่น ๑
                                        ้
........- เว้นจากดื่มสุ ราเมรัยอันเป็ นเหตุท่ต้ งแห่งความประมาท ๑
                                                ั
........- เว้นจากบริ โภคอาหาร ตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์เท่ยงแล้วไปจน
........ถึงเวลาอรุ ณขึ้นมาใหม่ ๑
........- เว้นจากฟ้ อนราขับร้องและประโคมเครื่ องดนตรต่าง ๆ แต่
........บรรดาท่เป็ นข้าศึกแก่บุญกุศลทั้งสิ้ น และทัดทรงประดับตก
........แต่งร่ างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่ องประดับเครื่ องทา
........เครื่ องย้อม ผัดผิด ทากายให้วิจิตรงดงามต่างๆ อันเป็ นเหตุ
........ท่ต้ งแห่งความกาหนัดยินด ๑
              ั
........- เว้นจากนังนอนเหนือเตยงตังม้าท่มเท้าสูงเกินประมาณ และ
                     ่                     ่
........ท่นงท่นอนใหญ่ ภายในมนุ่มและสาส และเครื่ องปูลาดท่
                ั่
........วิจิตรด้วยเงินและทองต่าง ๆ ๑
........อย่าให้มจิตฟุ้ งซ่ านส่ งไปอื่น พึงสมาทานเอาองค์อุโบสถทั้งแปดประการโดย
เคารพ เพื่อจะบูชาสมเด็จ พระผูมพระภาค พระพุทธเจ้านั้น ด้วยธรรมมานุธรรม
                                     ้
ปฏิบติ อนึ่ง ชวิตของเราทั้งหลายท่ได้เป็ นอยูรอดมาถึงวันอุโบสถเช่นน้ จงอย่า
      ั                                          ่
ได้ล่วงไปเสยเปล่าจากประโยชน์เลย
........(เมื่อหัวหน้าประกาศจบแล้ว พระสงฆ์ผแสดงธรรมขึ้นนังบนธรรมาสน์
                                                   ู้          ่
อุบาสกอุบาสิ กพึงนังคุกเข่ากราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคาอาราธนา
                       ่
อุโบสถศลพร้อมกัน ว่าดังน้ )
........มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ
........อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ (ว่า ๓ จบ)
........ต่อน้ คอยตั้งใจรับสรณคมน์และศลโดยเคารพ คือประนมมือ ว่าตาม
คาท่พระสงฆ์บอกเป็ นตอน ๆ ว่า
         นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
                            ........พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                            สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ทุติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
                            ตะติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
.........เมื่อพระสงฆ์ว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง พึงรับพร้อมกันว่า
 อามะ ภันเต
 .........๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิ กขาประทัง สะมาทิยามิ
 .........๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
 .........๓. อะพรัหมะจริยา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
 .........๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
 .........๕. สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง
 สะมาทิยามิ
 .........๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
 .........๗. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะ-
 ธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง
 สะมาทิยามิ
 .........๘. อุจจาสะยะนะมะสะยะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง
 สะมาทิยามิ
 อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง, อิมัญจะ
 รัตติง อิมัญจะ ทิวะสั ง, สั มมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ (หยุดรับ
 เพียงเท่านี) ตอนนี้ พระสงฆ์ จะว่ า อิมานิ อัฏฐะ สิ กขาปะทานิ อุโปสะถะ-
             ้
 วะเสนะ มะนะสิ กะริตวา สาธุกง อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ (พึงรับ
                                  ั
 พร้อมกันว่า) อามะ ภันเต (พระสงฆ์ว่าต่อ)
 สี เลนะ สุ คะติง ยันติ สี เลนะ โภคะสั มปะทา
 สี เลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สี ลง วิโสธะเย
                                    ั
 .........พึงกราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง ต่อน้ นงรอบพับเพยบประนมมือฟังธรรม
                                            ั่
 เมื่อจบแล้วพึงให้สาธุ การและสวดประกาศตนพร้อมกัน ดังน
                                 สาธุ สาธุ สาธุ
.........อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา)
อุปาสะกัตตัง (หญิงว่า อุปาสิ กตตัง) เทเสสิ ง ภิกขุสังฆัสสะ สั มมุขา
                              ั
เอตัง เม สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ สั พพะทุกขา ปะมุจจะเย
ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สั มมาสั มพุทธะสาสะนัง
ทุกขะนิสสะระณัสเสวะ ภาคี อัสสั ง (หญิงว่า ภาคินิสสั ง) อะนาคะเต ฯ
                  .........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
                  พุทเธ กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
                                ั
                  พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
                  กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ พุทเธ
                  .........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะวา วา
                  ธัมเม กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
                              ั
                  ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
                  กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ ธัมเม
                  .........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
                  สั งเฆ กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
                            ั
                  สั งโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
                  กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ สั งเฆ ฯ
                            คาอาราธนาธรรมพิเศษ
    จาตุททะสี ปัณณะระสี ยา จะ ปักขัสสะ อัฏฐะมี
    กาลา พุทเธนะ ปัญญัตตา สั ทธัมมัสสะวะนัสสิ เม
    อัฏฐะมี โข อะยันทานิ สั มปัตตา อะภิลกขิตา
                                         ั
    เตนายัง ปะริสา ธัมมัง โสตุง อิธะ สะมาคะตา
    สาธุ อัยโย ภิกขุสังโฆ กะโรตุ ธัมมะเทสะนัง
    อะยัญจะ ปะริสา สั พพา อัฏฐิกตวา สุ ณาตุ ตันติ ฯ
                                  ั
    หมายเหตุ ถ้าวันพระ ๑๕ ค่า ว่า ปัณณะระสี ถ้า ๑๔ ค่า ว่า จาตุททะสี
คาแผ่ เมตตา
.........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลาย ท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน
                               ั
หมดทั้งสิ้ น
.........อะเวรา จงเป็ นสุ ข ๆ เถิด อย่าได้มเวรแก่กนและกันเลย
                                                     ั
.........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลายท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน
                                 ั
หมดทั้งสิ้ น
.........อัพยา ปัชฌา จงเป็ นสุ ข ๆ เถิด อย่าได้เบยดเบยนซึ่ งกันและกัน
เลย
.........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลาย ท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน
                                   ั
หมดทั้งสิ้ น
.........อะนีฆา จงเป็ นสุ ข ๆ เถิด อย่าได้มความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
.........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลายท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน
                                     ั
หมดทั้งสิ้ น
.........สุ ขี อัตตานัง ปะริหะรันตีุ จงมความสุ ขกายสุ ขใจ รักษาตนให้พน       ้
จากทุกข์ภยทั้งสิ้ นเถิด ท่านทั้งหลาย ท่ท่านได้ทุกข์ขอให้ท่านมความสุ ข ท่าน
            ั
ทั้งหลายท่ท่านได้สุข ขอให้สุขยิ่ง ๆ
.........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลายท่เกิดเป็ นชะลาพุชะ ท่เกิดเป็ นอัณฑะชะ
                                       ั
ท่เกิดเป็ นสังเสทะชะ ท่เกิดเป็ นโอปปาติกะ จงมารับกุศลผลบุญให้ถวนทัว   ้ ่
ทุกตัวสัตว์
                          อะภิณหะปัจจะเวกขะณะ
.........ชะรา ธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต (หญิงว่า อะนะตีตา) เราม
ความแก่ชราเป็ นธรรมดา เราไม่ล่วงพ้นความแก่ชราไปได้
.........พยาธิ ธัมโมมหิ พยาธิง อะนะตีโต (หญิงว่า อะนะตีตา) เราม
ความไข้เจ็บเป็ นธรรมดา เราไม่ล่วงพ้นความไข้เจ็บไปได้
.........มะระณะ ธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต (หญิงว่า อะนะตีตา)
เรามความตายเป็ นธรรมดา เราไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
.........สั พเพหิ เม ปิ เยหิ มะนา เปหิ นานาภาโว วินาภาโว คงมแก่เรา
ความเป็ นต่าง และความพลัดพรากจากสัตว์และสังขาร และความพลัดพราก
จากของท่น่ารักน่าชอบใจของเราทั้งหลาย
.........กัมมัสสะโกมหิ เรามกรรมเป็ นกรรมของตัว
.........กัมมะทายาโท เรามกรรมเป็ นผูนามามอบให้
                                        ้
.........กัมมะโยนีิ เรามกรรมเป็ นผูนาไปเกิด
                                      ้
.........กัมมะพันธีุ เรามกรรมเป็ นเผ่าพันธุ ์ และพวกพ้อง
.........กัมมะปะฏิสะระโณ เรามกรรมเป็ นเครื่ องยุยงเป็ นเครื่ องระลึก
.........ยังกัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา เราจะทา
กรรมอันใด ๆ ไว้ จะเป็ นกรรมงามกรรมดท่เป็ นกุศลหรื อ หรื อจะเป็ นกรรมชัว
                                                                      ่
กรรมลามกท่เป็ นบาป
.........ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามีิ เราจะต้องเป็ นผูรับผลของกรรมนั้น
                                                   ้
                                    บังสุ กล
                                           ุ
             อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ
             ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง
             อะนิจจา วะตะ สั งขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน
             อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสั ง วูปะสะโม สุ โข
                             คาลากลับบ้าน
                   หันทะทานิ มะยัง ภันเต อาปุจฉามะ
                   พะหุ กิจจา มะยัง พะหุกะระณยา
   .........พระสงฆ์ผรับลากล่าวคาว่า ยัสสะทานิ ตุมเห กาลัง มัญญะถะ
                     ู้
   ผูลาพึงรับพร้อมกันว่า สาธุ ภันเต แล้วกราบ ๓ ครั้ง
     ้
คาอารธนา บูชา ภาวนา ถวาย
( ก่อนอาราธนา บูชา ภาวนา ถวาย ต้ องภาวนาด้ วย นะโม ๓ จบก่อนเสมอ )


                        คาบูชาพระรัตนตรัย


                   อิมินา สั กกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ
                   อิมินา สั กกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ
                   อิมินา สั กกาเรนะ สั งฆัง ปูเชมิ
คาอาราธนาศิล ๕



มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สี ลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สี ลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สี ลานิ ยาจามะ....
คาอาราธนาพระปริตร



วิปัตติปะฏิพาหายะ          สั พพะสั มปัตติสิทธิยา
สั พพะ ทุกขะ วินาสายะ ปะริตตัง พ์ รูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ          สั พพะสั มปัตติสิทธิยา
สั พพะ ภะยะ วินาสายะ       ปะริตตัง พ์ รูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ          สั พพะสั มปัตติสิทธิยา
สั พพะ โรคะ วินาสายะ...... ปะริตตัง พ์ รูถะ มังคะลัง
คาอาราธนาธรรม



พรัหมา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติ
กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ
สั นตีธะ สั ตตาปปะระชักขะชาติกา
เทเสตุ ธัมมัง อะนุกมปิ มัง ปะชัง
                   ั
คาถวายข้ าวพระพุทธ



อิมัง สุ ปะพ์ ยัญชะนะสั มปันนัง สาลีนัง โอทะนัง
          อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ
คาลาข้ าวพระพุทธ



เสสั ง มังคะลัง ยาจามิ
คาถวายสังฆทาน

........อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ
โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตานิ
สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อังหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ

                                คาแปล

........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ภัตาหาร
กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ภัตาหารกับ
ทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่
ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
คาอปโลกน์ สังฆทาน

............ยัคเฆ ภันเต สั งโฆ ชานาตุ ขอพระสงฆ์ ท้งปวงจงฟังคา
                                                       ั
ข้ าพเจ้ า
............บัดนี้ ทายก ทายิกา ผู้มีจิตศรัทธา ได้ น้อมนามาซึ่งภัตตาหาร
มาถวายเป็ นสั งฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์ อันว่ า สั งฆทานนี้ ย่ อมมีอานิสงส์
อันยิ่งใหญ่ สมเด็จพระพุทธองค์จะได้ จาเพาะเจาะจงว่ าเป็ นของภิกษุรูปหนึ่ง
รู ปใดก็หามิได้ เพราะเป็ นของได้ แก่สงฆ์ ทวทั้งสั งฆมณฑล พระพุทธองค์
                                             ั่
ตรัสว่ าให้ แจกกันตามบรรดาทีมาถึง ่
............ฉะนั้น บัดนีข้าพเจ้ า จะสมมติตนเป็ นผู้แจกของสงฆ์ พระสงฆ์
                            ้
ทั้งปวงจะเห็นสมควรหรือไม่ เห็นสมควร ถ้ าเห็นว่ าไม่ เป็ นการสมควรแล้วไซร้
ขอจงได้ ทกท้วงขึนในท่ามกลางสงฆ์ อย่ าได้ เกรงใจ ถ้ าเห็นว่ าเป็ นการสมควร
               ั      ้
แล้ว ก็จงเป็ นผู้นิ่งอยู่ (หยุดนิดหนึ่ง) บัดนี้ พระสงฆ์ ท้งปวงนิ่งอยู่ ข้ าพเจ้ า
                                                          ั
จักรู้ ได้ ว่าเป็ นการสมควรแล้ว จะได้ ทาการแจกของสงฆ์ ต่อไป ณ กาลบัดนี้
............อะยัง ปะฐะมะ ภาโค มะหาเถรัสสะ ปาปุณาติ ส่ วนที่ ๑
ย่ อมถึงแก่เถระผู้ใหญ่ ผู้อยู่เหนือข้ าเจ้ า
............อะวะเสสา ภาคา อัมหากัง ปาปุณาติ ส่ วนทีเ่ หลือจากพระเถระ
ผู้ใหญ่ แล้วย่ อมถึงแก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย ตามบรรดาทีมาถึงพร้ อมกันทุกๆรู ป
                                                     ่
(ตลอดถึงสามเณรด้ วย) เทอญ

                                      สาธุ

หมายเหตุ มะหาเถรัสสะ นั้น เปลียนเป็ น เถรัสสะ บ้ าง มัชฌิมะ
                                ่
บ้ าง ตามฐานะของหัวหน้ าในทีน้น ถ้ าไม่ มีสามเณรอยู่ด้วย ก็ไม่ ต้องว่ า
                            ่ ั
ตลอดถึงสามเณรด้ วย คาอปโลกน์ นเี้ ป็ นหน้ าทีของรู ปที่ ๒ หรือที่ ๓ ก็ได้
                                             ่
คาถวายสลากภัตต์

.........เอตานิ มะยัง ภันเต สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ อะสุ กฏฐาเน
                                                             ั
ฐะปิ ตานิ ภิกขุสังฆะสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ
เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง
ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ

                                    คาแปล

.........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ สลากภัตตาหารกับทั้งบริวารทั้งหลาย ซึ่งตั้งไว้
ณ ทีโน้ นนั้น ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์
     ่
จงรับ ซึ่งสลากภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านั้น ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อ
ประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ ฯ
คาถวายข้ าวสาร



......อิมานิ มะยัง ภันเต ตัณฑุลานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ
โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ตัณฑุลานิ
สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อังหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ

                                  คาแปล

......ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวายข้ าวสารกับทั้ง
บริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ข้ าวสารกับทั้ง
บริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่
ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
คาถวายผ้ าวัสสิกสาฏก(ผ้ าอาบนาฝน)
                                              ้



...........อิมานิ มะยัง ภันเต วัสสิ กะสาฏิกานิ ภิกขุสังฆัสสะ
โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ วัสสิ กะสาฏิกานิ
สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อังหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ

                                   คาแปล

...........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ผ้ าอาบนาฝน
                                                                           ้
กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ผ้ าอาบนาฝน   ้
กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่
ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
คาถวายผ้ าป่ า

...........อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุ กูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุ-
สั งฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุ กูละ-
จีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุองหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ
                                        ั

                                     คาแปล

...........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ผ้ าบังสกุลจีวร
กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ผ้ าบังสกุลจีวร
กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่
ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ

                                   คาชักผ้ าป่ า

               อิมัง ปังสุ กูละจีวะรัง อัสสามิกง มัยหัง ปาปุณาติ
                                               ั
คาถวายดอกไม้ ธูปเทียนเพื่อบูชา



...........อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะปุปผะวะรานิ ระตะนัตตะยัสเสวะ
อะภิปูเชมะ อัมหากัง ระตะนัตตะยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง หิตะสุ ขาวะหา
โหตุ อาสะวักขะยัปปัตติยา

                                     คาแปล

...........ข้ าแต่ พระคุณเจ้ าทั้งหลายผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลายขอบูชาธูปเทียนและ
ดอกไม้ อนประเสริฐเหล่านี้ แก่พระรัตนตรัย กิริยาทีบูชาแก่พระรัตนตรัยนี้
         ั                                               ่
จงเป็ นผลนามาซึ่งประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน จง
เป็ นไปเพื่อให้ ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็ นทีสิ้นไปแห่ งอาสวะกิเลส เทอญ ฯ
                                           ่
คาถวายกระทงสาหรั บลอยประทีป



...........มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ อะสุ กายะ นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น
ฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน
ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ สั งวัตตะตุ,

                                   คาแปล

...........ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอบูชา ซึ่งรอยพระพุทธบาท ทีต้ังอยู่เหนือหาดทราย
                                                          ่
ในแม่ นาชื่อนัมมทานทีโน้ น ด้ วยประทีปนี้ กิริยาทีบูชารอยพระพุทธบาท
        ้                 ่                       ่
ด้ วยประทีปนี้ ขอจงเป็ นไปเพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพระเจ้ าทั้งหลาย
สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
คาภาวนาเมื่อยกมือไหว้ พระ



( ยกมือไหว้ พระพุทธว่ า )..........สาธุ พุทธัง วันทามิ


( ยกมือไหว้ พระธรรมว่ า )..........สาธุ ธัมมัง วันทามิ


( ยกมือไหว้ พระสงฆ์ ว่า )..........สาธุ สั งฆัง วันทามิ
คาอธิษฐานเมื่อจบของต่ างๆถวายพระ



สุ ทนนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง นิพพานัง โหตุ เม
    ิ
คาอาราธนาพระเครื่ อง



พุทธัง..........อาราธะนานัง
ธัมมัง..........อาราธะนานัง
สั งฆัง..........อาราธะนานัง
พุทธัง..........ปะสิ ทธิ เม
ธัมมัง..........ปะสิ ทธิ เม
สั งฆัง..........ปะสิ ทธิ เมิ
คาภาวนาเวลาก่ อพระเจดีย์ทราย



  อิมัง วาลุกง เจติยัง อะธิฏฐามิ
             ั
คาภาวนาเวลาไปเยื่ยมศพ



อะวัสสั ง มะยา มะริตัพพัง
คาภาวนาเวลารดนาศพ
                                  ้



( แบบที ๑ ) กายะกัมมัง วะจีกมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิ กมมัง
                                ั                   ั
.....................สั มพะปาปัง วินัสสะตุ


( แบบที ๒ ) อิทง มะตะกะสะรีรัง อุทะกัง วิยะ สิ ญจิตัง อะโหสิ กมมัง
               ั                                              ั
คาถวายผ้ าไตรอุทศแก่ ผ้ ูตาย
                                         ิ



...........อิมานิ มะยัง ภันเต ตีจิวะรานิ อัยยัสสะ เทมะ สาธุ โน
ภันเต อะยัง ตีจิวะระปูชาวิปาโก อัมหากัง มาตาปิ ตุอาทีนัง ญาตีนัง
กาละกะตานัง สั งวัตตะตุ อัมหากัง มาตาปิ ตุอาทะโย ญาตะกา
ทานะ ปัตติง ละภันตุ อัมหากัง เจตะสา ฯ

                                      คาแปล

...........ข้ าแต่ พระผู้เป็ นเจ้ าผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอถวายไตรจีวรนีแก่พระ
                                                                                ้
ผู้เป็ นเจ้ า ข้ าแต่ พระผู้เป็ นเจ้ าผู้เจริญ อันว่ าผลวิบากของการบูชาด้ วยไตรจีวร
นี้ จงเป็ นไปเพื่อญาติท้งหลาย มีมารดาบิดาของข้ าพเจ้ าทั้งหลายเป็ นต้ น จง
                             ั
ได้ ส่วนแห่ งทานนี้ ตามความประสงค์ ของพวกข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เทอญ ฯ
คาภาวนาเวลาทอดผ้ าหน้ าศพ



       นามะรู ปัง อะนิจจัง นามะรู ปัง ทุกขัง นามะรู ปัง อะนัตตา




                        คาภาวนาเวลาจุดศพ



(แบบที่ ๑ ) อะสุ จิ อะสุ ภัง กัมมัฏฐานัง ภาเวติ


(แบบที่ ๒ ) จุติ จุตัง อะระหัง จุติ


(แบบที่ ๓ ) อะยัมปิ โข เม กาโย เอวัง ภาวี เอวัง ธัมโม เอวัง อะนะตีโต
คากรวดนาแบบสัน
                    ้     ้



  อิทง เม ญาตีนัง โหตุ สุ ขิตา โหนตุ ญาตะโย
     ั

ขอบุญนีจงสาเร็จ แก่ญาติท้งหลาย ของข้ าพเจ้ าเถิด
       ้                 ั
         ขอญาติท้งหลายจงเป็ นสุ ข ๆ เถิด
                 ั
ปวารณาบัตร



.........ข้ าพเจ้ าขอถวายจตุปัจจัย แด่ พระคุณท่านเป็ นมูลค่า.............บาท
หากพระคุณท่านประสงค์สิ่งใดขอได้ โปรดเรียกจากไวยาวัจกร ด้ วยเทอญ,
คาบูชาพระพุทธเจ้า



.........ข้ าพระพุทธเจ้ า ขอบูชาพระพุทธเจ้ า ด้ วยดอกไม้ ธูปเทียน
เหล่านี้ ขอพระพุทธองค์ทรงรับ ซึ่งดอกไม้ ธูปเทียนเหล่านี้ เพื่อ
ประโยชน์ สุขแก่ข้าพระพุทธเจ้ า สิ้นกาลนาน เทอญ


(หมายเหตุ ถ้ ามีเพียงดอกไม้ ก็ควรว่ าเฉพาะดอกไม้ หรือถ้ ามีสิ่งใด
ก็ ว่ าเฉพาะสิ่ งนั้น)
คาจบขันข้ าวใส่ บาตร



.........ข้ าวของข้ าพเจ้ า ขาวดังดอกบัว ยกขึนเหนือหัว ถวายแด่
                                             ้
พระสงฆ์ จิตใจจานง ตรงต่ อพระนิพพาน
คาจบเงินทาบุญ



.........ทรัพย์ ของข้ าพเจ้ า ได้ มาโดยบริสุทธิ์ ขอบูชาพระพุทธ บูชา
พระธรรม บูชาพระสงฆ์ จิตใจจานง ตรงต่ อพระนิพพาน ขอให้ ถึง
เมืองแก้ว ขอให้ แคล้วบ่ วงมาร ขอให้ พบพระศรีอาริย์ ในอนาคตกาล
นั้น เทอญ,
คาถวายเครื่ องสังเวยพระภูมีิ



............นะโม เม พระภูมิเทวานัง ธูปะทีปะ จะ ปุปผัง สั กการะ-
วันทานัง สุ ปะพะยัญชะนะสั มปันนัง โภชะนานัง สาลีนัง สะปะริวารัง
อุทะกังวะรัง อาคัจฉันตุ สั พพะทา หิตายะ สุ ขายะ
สั นติเทวา มะหิทธิกา เตปิ อัมเห อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ
สุ เขนะ จะ,
คาลาเครื่ องสังเวยพระภูมีิ



..........อายันตุ โภนโต อิธะ ทานะสี ละ เนกขัมมะปัญญา สะหะ
วิริยะ ขันตี สั จจาธิฏฐานะ เมตตุเปกขายุทธายะโว ทิสสาวินะติ
อะเสสะโต,...
คาบูชาพระภูมิด้วยดอกไม้ ธูปเทียนหรื อพวงมาลัย



ภุมมัส์มิง ทิสาภาเค           สั นติ ภุมมา มะหิทธิกา
เตปิ อัมเห อะนุรักขันตุ...... อาโรคะเยนะ สุ เชนะ จะ ฯ
คาอธิษฐานปิ ดทองลูกนิมต
                                  ิ

.....ขอเดชะ              บุญทาน          การกุศล
ปิ ดนิมิต                อุโบสถ          ทศพล
เริ่มลูกต้ น             กลางโบสถ์       โชติตระการ
.....เป็ นนิมิต          ลูกเอก          เสกประสาท
งามโอภาส                 มาศเฉลิม        เสริมสั ณฐาน
เป็ นนิมิต               เตือนตา         สาธุการ
ท่ามกลางงาน              บุญพิธี         ผูกสี มา
.....เกิดชาติหน้ า...... อย่ ารู้ เข็ญ   ได้ เป็ นใหญ่
รู ปวิไล                 เป็ นเสน่ ห์    ดังเลขา
ปิ ดนิมิต                ลูกทิศ          บูรพา
ให้ ก้าวหน้ า            เกียรติยศ       ปรากฏไกล
.....ปิ ดนิมิต           ลูกทิศ          อาคเนย์
ขอให้ เท-                วาประสิ ทธิ์    พิสมัย
ปิ ดนิมิต                ทิศทัก-         ษิณศักดิชัย
ให้ สมใจ                 สมบัติ          วัฒนา
.....ปิ ดนิมิต           ลูกทิศ          หรดี
ขอให้ ชี-                วิตมั่น         ชันษา
ปิ ดนิมิต                ทิศประจิม...... อิมอุรา
                                            ่
ปรารถนา                  ใดได้           ดั่งใจปอง
.....ปิ ดนิมิต           ทิศพายัพ        ดับทุกข์ โศก
นิราศโรค                 นิราศภัย        ร้ ายทั้งผอง
ปิ ดนิมิต                ทิศอุดร         กรประคอง
ได้ เงินทอง              สมหมาย          ทุกรายการ
.....ปิ ดนิมิต           ทิศอีสาน        ประการท้าย
ให้ สมหมาย   ได้ สุข      ทุกสถาน
รวมเก้าลูก   สุ กใส       ใจเบิกบาน
กว่ าจะถึง   ซึ่งนิพพาน   เมื่อนั้น เทอญ,
คาถวายคัมภีร์พระธรรม

        .........มะยัง ภันเต, อิมัง, สะปะริวารัง โปฏฐะกะคันถัง พะหุชชะนะหิตายะ
     พะหุชชะนะสุ ขายะ มะหาเถเรหิ ยุตตัปปะยุตตัง ธัมมิกง ธัมมะลัทธัง จาตุททิสัสสะ
                                                          ั
ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุโน ภันเต, ภิกขุสังโฆ อิมัง, สะปะริวารัง โปฏฐะกะคันถัง
  พะหุชชะนะหิตายะ พะหุชชะนะสุ ขายะ มะหาเถเรหิ ยุตตัปปะยุตตัง ธัมมิกงธัมมะลัทธัง
                                                                        ั
                      ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ

                                         คาแปล

      .........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ซึ่งคัมภีร์พระธรรม
อันพระมหาเถระทั้งหลาย ชาระสอบทานแล้วอันเกิดขึนโดยชอบธรรม อันได้ มาโดยชอบธรรม
                                                          ้
  กับทั้งบริวารนี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้ง๔ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ซึ่งพระคัมภีร์ธรรม
          อันพระมหาเถระทั้งหลาย ชาระสอบทานแล้ว อันเกิดขึนแล้วโดยชอบธรรม
                                                                   ้
   อันได้ มาโดยชอบธรรม กับทั้งบริวารนี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข
                            แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ,
คาถวายเวจกุฏีิ

   .........มะยัง ภันเต, อิมัง, วัจจะกุฏง, อาคะตานาคะตัสสะ, จาตุท-
                                          ิ
    ทิสัสสะ ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ,
     อิมัง, วัจจะกุฏง, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ,
                    ิ
                                   สุ ขายะ

                                   คาแปล

.........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย เวจกุฏหลังนี้
                                                                       ี
    แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้ง๔ทีมาแล้วก็ดี ยังไม่ มาก็ดี ขอพระภิกษุ
                                        ่
 สงฆ์ จงรับ เวจกุฏหลังนี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข
                     ื
                    แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ,
คาถวายยาบาบัดความป่ วยไขี้

   .............อิมานิ มะยัง ภันเต, คิลานะเภสั ชชานิ, สะปะริวารานิ, สั งฆัสสะ
         โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สั งโฆ, อิมานิ, คิลานะเภสั ชชานิ,
         สะปะริวารานิ, ปะฏิคณหาตุ, อัมหากัญจะ, มาตาปิ ตุอาทีนัญจะ,
                               ั
                     ญาตะกานัง,ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุ ขายะ,

                                      คาแปล

   .............ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ยาบาบัดความ
ป่ วยยไข้ กับทั้งเวชภัณฑ์ ท้งหลายเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับยา
                              ั
       บาบัดความป่ วยไข้ และเวชภัณฑ์ ท้งหลายเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลายเพื่อ
                                             ั
       ประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลายด้ วย แก่ญาติท้งหลาย มีมารดา
                                                                   ั
                           บิดาเป็ นต้ นด้ วย สิ้นกาลนาน เทอญ,
คาถวายพระพุทธรูป

    .............อิมัง ภันเต พุทธะรู ปัง สั งฆัสสะ โอโณชะยามะ อายะติง
    สาสะนัสสะ อะติโรจะนายะ จะ ถาวะรายะ จะ สาธุ โน ภันเต สั งโฆ
     อิมัง พุทธะรู ปัง ปะฏิคณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ, สุ ขายะ
                            ั

                                    คาแปล

.............ข้ าแต่ ท่านทั้งหลายผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ซึ่งพระ
   พุทธรู ปนี้ แก่พระสงฆ์ เพื่อความรุ่งเรือง และเพื่อความถาวร แห่ งพระ-
  ศาสนาต่ อไป ข้ าแต่ ท่านทั้งหลายผู้เจริญ ขอพระสงฆ์ จงรับ ซึ่งพระพุทธรู ป
    นี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย
                               สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
คาถวายเสนาสนะ กุฏิ วิหาร

     .............อิมานิ มะยัง ภันเต, เสนาสะนานิ, อาคะตานาคะตัสสะ,
         จาตุททิสัสสะ ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต
   ภิกขุสังโฆ อิอมานิ, เสนาสะนานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง ทีฆะรัตต้ ง,
                  ิ
                               หิตายะ, สุ ขายะ,

                                    คาแปล

.............ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวายเสนาสนะเหล่า
     นี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้ง๔ทีมาแล้วก็ดี ยังไม่ มาก็ดี ขอพระภิกษุ
                                            ่
  สงฆ์ จงรับเสนาสนะเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข,
                      แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ,

มนต์พิธี

  • 1.
    มนต์ พธี ิ Digital Edition by Phra Mick Ratanapanyo Bhikkhu Version: 2012-10-24
  • 2.
    สารบัญ 1. ทาวัตรเช้ า 2.คาถาพระโมคคัลลาน์ ดับไฟนรก 3. ตังขะณิปัจจะเวกขะณะวิธี 4. ธาตุปฎิกูละปั จจะเวกขะณะวิธี 5. ปั ตติทานะคาถา 6. ทาวัตรเย็น 7. คาถาพระโมคคัลลาน์ ต่อกระดูก 8. นมัสการพระอะระหันต์ ๘ ทิศ 9. สามเณรสิกขา 10. อะตีตะปั จจะเวกขะณะวิธี 11. กรวดนาอิมินา ้ 12. ติโลกะวิชะยะราชะปั ตติทานะคาถา 13. คาถาบูชาดวงชาตา 14. ทาวัตรพระ 15. เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ 16. โคตะมะกะเจติยะธัมมะปะริยาโย 17. มะหาการุ ณิโก 18. สีลุทเทสะปาฐะ 19. ตายะนะคาถา 20. วันทามิ 21. วันทาใหญ่ 22. วันทาบทใหญ่ 23. วันทาบทเช้ า 24. เทวธรรม 25. อุณ์หสสะวิชชะยะคาถา ิ
  • 3.
    26. ปั พพะโตปะมะคาถา 27. อิริยะธะนะคาถา 28. บทขัดธัมมะนิยามะสุตตัง 29. ธัมมะนิยามะสุตตัง 30. ติลักขะณาทิคาถา 31. ปะฏิจจะสะมุปปาทะปาฐะ 32. พุทธะอุทานะคาถา 33. ภัทเทกะรั ตตะคาถา 34. ปฐมพุทธะวะจะนะ 35. อภิธัมมนิทาน 36. ท้ ายมะหาสะมะยะสูตร 37. ท์ วัตติงสาการะปาโฐ 38. สุริยะปะริตตะปาโฐ(ย่ อ) 39. คาถาหว่ านทราย 40. คาถาโพธิบาท 41. คาถามงคลจักรวาฬแปดทิศ 42. เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะริทีปิกาคาถา 43. ภาระสุตตะคาถา --------------------------------------------------------------------- 44. ชุมนุมเทวดา 45. นะมะการะสิทธิคาถา 46. สัมพุทเธ 47. นะโมการะอัฏฐะกะ 48. บทขัดมังคะละสุตตัง 49. มังคะละสุตตัง 50. บทขัดระตะนะสุตตัง 51. ระตะนะสุตตัง
  • 4.
    52. บทขัดกะระณียะเมตตะสุตตัง 53. กะระณียะเมตตะสุตตัง 54.บทขัดขันธะปะริตตะคาถา 55. ขันธะปะริตตะคาถา 56. ฉัททันตะปะริตตัง 57. บทขัดโมระปะริตตัง 58. โมระปะริตตัง 59. บทขัดวัฏฏะกะปะริตตัง 60. วัฏฏะกะปะริตตัง 61. บทขัดธะชัคคะปะริตตัง ธะชัคคะสุตตัง 62. ธะชัคคะปะริตตัง_ธะชัคคะสุตตัง 63. บทขัดอาฏานาฏิยะปะริตตัง 64. อาฏานาฏิยะปะริตตัง 65. บทขัดอังคุลมาละปะริตตัง ิ 66. อังคุลมาละปะริตตัง ิ 67. บทขัดโพชฌังคะปะริตตัง 68. โพชฌังคะปะริตตัง 69. บทขัดอะภะยะปะริตตัง 70. อะภะยะปะริตตัง 71. เทวะตาอุยโยชะนะคาถา 72. บทขัดชะยะปะริตตัง ฺ 73. ชะยะปะริตตัง 74. ระตะนัตตะยัปปะภาวาภิยาจะนะคาถา 75. ระตะนัตตะยัปปะภาวะสิทธิคาถา 76. สุขาภิยาจะนะคาถา 77. มงคลจักรวาฬใหญ่ 78. บทขัดธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตร
  • 5.
    79. ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง 80. บทขัดอะนัตตะลักขะณะสุตร 81. อะนัตตะลักขะณะสุตตัง 82. บทขัดอาทิตตะปะริยายะสุตร 83. อาทิตตะปะริยายะสุตตัง 84. คาถาพ่ นตาแดงตาเจ็บ สามภาณ 85. มะหากัสสะปะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ 86. มะหาโมคคัลลานะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ 87. มะหาจุนทะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ 88. ยาอายุยืน 89. คิริมานันทะสุตตะปาโฐุ 90. บทขัดมัคคะวิภังคะสูตร 91. มัคคะวิภังคะสุตตัง 92. บทขัดสติปัฏฐานะปาฐะ 93. สะติปัฏฐานะปาโฐ 94. พระวินัย 95. พระสูตร 96. พระสังคิณี 97. พระวิภังค์ 98. พระธาตุกะถา 99. พระปุคะละปั ญญัตติ 100. พระกะถาวัตถุ 101. พระยะมะกะ 102. พระมะหาปั ฏฐาน 103. บังสุกุลตาย
  • 6.
    104. บังสุกุลเป็ น 105. ธัมมะสังคิณีมาติกา 106. วิปัสสะนาภูมิปาฐะ 107. ถวายพรพระ 108. พาหุง 109. มะหาการุ ณิโก 110. ยะถา วาริวะหา 111. สัพพีตโยิ 112. มงคลจักรวาฬน้ อย 113. มงคลจักรวาฬน้ อย (ย่ อ) 114. เกณิยานุโมทะนาคาถา 115. กาละทานะสุตตะคาถา 116. ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาค 117. อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา 118. โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา 119. อาฏานาฏิยะปะริตตัง (ย่ อ) 120. เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา 121. เทวะตาภิสัมมันตะนะคาถา 122. อาทิยะสุตตะคาถา 123. วิหาระทานะคาถา 124. อนุโมทนารั มภคาถาแปล 125. สามัญญานุโมทนาคาถาแปล 126. มงคลจักรวาฬน้ อยแปล 127. กาละทานะสุตตะคาถาแปล 128. ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาคแปล 129. โภชนทานานุโมทนาคาถาแปล 130. เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทนาคาถาแปล
  • 7.
    131. เทวะตาภิสัมมันตนคาถาแปล 132. อาทิยะสุตตะคาถาแปล 133. วิหาระทานะคาถาแปล 134. ภะวะตุสัพพ์ แปล 135. คาถาปองกันภัย ้ 136. คาถาสวดมาฆะบูชา 137. บทขัดโอวาทปาฏิโมกข์ 138. โอวาทะปาฏิโมกขาทิปาโฐ 139. คาถาสวดวิสาขะบูชา 140. คาถาขอฝน 141. คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัย 142. คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน 143. คาถาบูชาพระพุทธสิหงค์ ิ 144. พระคาถาชินบัญชรสูตร 145. คาถาอาวุธ 146. คาพินทุผ้า 147. คาอธิษฐาน 148. คาเสียสละ 149. คาคืน 150. คาวิกัปป์ 151. คาถอน 152. คาอธิษฐานเข้ าพรรษา 153. คาปวารณาออกพรรษา 154. คาขอขมาโทษ 155. คาอนุโมทนากฐิน 156. คาลาสิกขา 157. คาแสดงตนเป็ นอุบาสก
  • 8.
    158. วิธีแสดงอาบัติ 159. กิจวัต 160. ภิกษุไม่ ควรฉันเนือ ้ 161. คาให้ ศีล 162. คาบอกศักราชเทศนา 163. พิธีบวช 164. คาถาคาดปูน 165. วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบอุกาสะ 166. วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบเอสาหัง 167. คาขอบรรพชานาคคู่ 168. คาถาคัดเลือด 169. แบบสวดกรรมวาจากในอุปสมบทกรรม 170. คาสมมติตนเพื่อสอนซ้ อม 171. คาสอนซ้ อม 172. คาขอเรี ยกอุปสัมปทาเปกขะเข้ ามา 173. คาพระอุปัชฌายะกล่ าวเผดียงสงฆ์ 174. คาสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม 175. คาถามอันตรายิกธรรม 176. กรรมวาจาอุปสมบท 177. สาหรั บนาคคู่ 178. คาสวดสมมติและคาสอนซ้ อม 179. คาขอเรี ยกอุปสัมปทาเปกขะเข้ ามา 180. คาสมมติและคาถามอันตรายิกธรรม 181. คาอุปัชฌายะพึงกล่ าวเผดียงสงฆ์ 182. คาสวดกรรมวาจาอุปสมบท 183. คาบอกอนุศาสน์ 184. ยาแก้ พษคางคก ิ
  • 9.
    185. คาขอบวชชี 186. กฐิน 187. คาสัตตาหะ 188. ปริวาสกรรม 189. คาถาทานามนต์ ให้ ขายของดี ้ 190. คาสมาทานธุดงค์ 191. กรรมวาจาเนื่องด้ วยสีมา 192. พิธีการทาบุญ 193. การประเคนของพระ 194. การแสดงความเคารพพระ 195. วิธีไหว้ ๕ ครั ้ง 196. พิธีรักษาอุโบสถศีล 197. คาอารธนา บูชา ภาวนา ถวาย 198. คาอาราธนาศิล ๕ 199. คาอาราธนาพระปริตร 200. คาอาราธนาธรรม 201. คาถวายข้ าวพระพุทธ 202. คาลาข้ าวพระพุทธ 203. คาถวายสังฆทาน 204. คาอปโลกน์ สังฆทาน 205. คาถวายสลากภัตต์ 206. คาถวายข้ าวสาร 207. คาถวายผ้ าวัสสิกสาฏก (ผ้ าอาบนาฝน) ้ 208. คาถวายผ้ าป่ า 209. คาถวายดอกไม้ ธูปเทียนเพื่อบูชา 210. คาถวายกระทงสาหรั บลอยประทีป 211. คาภาวนาเมื่อยกมือไหว้ พระ
  • 10.
    212. คาอธิษฐานเมื่อจบของต่ างๆถวายพระ 213. คาอาราธนาพระเครื่ อง 214. คาภาวนาเวลาก่ อพระเจดีย์ทราย 215. คาภาวนาเวลาไปเยื่ยมศพ 216. คาภาวนาเวลารดนาศพ ้ 217. คาถวายผ้ าไตรอุทศแก่ ผ้ ูตาย ิ 218. คาภาวนาเวลาทอดผ้ าหน้ าศพ 219. คากรวดนาแบบสัน ้ ้ 220. ปวารณาบัตร 221. คาบูชาพระพุทธเจ้ า 222. คาจบขันข้ าวใส่ บาตร 223. คาจบเงินทาบุญ 224. คาถวายเครื่ องสังเวยพระภูมิ 225. คาลาเครื่ องสังเวยพระภูมิ 226. คาบูชาพระภูมิด้วยดอกไม้ ธูปเทียนหรื อพวงมาลัย 227. คาอธิษฐานปิ ดทองลูกนิมิต 228. คาถวายคัมภีร์พระธรรม 229. คาถวายเวจกุฏิ 230. คาถวายยาบาบัดความป่ วยไข้ 231. คาถวายพระพุทธรู ป 232. คาถวายเสนาสนะ กุฏิ วิหาร
  • 11.
    ทาวัตรเช้ า โย โสภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ, สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สุ ปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสั งฆัง อิเมหิ สั กกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิ เตหิ อะภิปูชะยามะ, สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุ จิระปะรินิพพุโตปิ , ปัจฉิมาชะนะตานุกมปะมานะสา, ั อิเม สั กกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ. อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ ฯ ..........อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา, ..........พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ( กราบ ) ..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโธ, ..........ธัมมัง นะมัสสามิ. ( กราบ ) ..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ..........สั งฆัง นะมามิ. ( กราบ ) (นา) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง ..........กะโรมะ เส ฯ (รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ ..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ ..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ (นา) หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ (รับ) โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ, วิชชาจะระณะ- สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง
  • 12.
    สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะ นุสสั ง สะยัง อะภิญญา สั จฉิกตวา ปพเวเทสิ . สาตถัง ั อาทิกลยาณัง มัเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาคยัง ั สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ุ ปะกาเสสิ . ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูขะยามิ, ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิ ระสา นะมามิ ฯ .......... .......... .......... ..........(กราบ) (นา) หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ (รับ) โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิ โก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ. ตะมะหัง ธมมัง อะภิปูชะยามิ, ตะมะหัง ธัมมัง สิ ระสา นะมามิ. .......... .......... .......... ..........(กราบ) (นา) หันทะ มะยัง สั งฆาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ (รับ) โย โส สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ยะทิทง ั จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญบะลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ. ตะมะหัง สั งฆัง อะภิปูชะยามิ, ตะมะหัง สั งฆัง สิ ระสา นะมามิ ฯ .......... .......... .......... ..........(กราบ) .......... .......... .........ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา .......... .......... .......... ......(นั่งพับเพียบ) (นา) หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สั งเวคะ (นา) วัตถุปะริทปะกะปาฐัญจะ ภะณามะ เส ฯ ี
  • 13.
    (รับ) พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว ..........โยจจันตะสุ ทธัพพะระญาณะโลจะโน ..........โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก ..........วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ..........ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สั ตถุโน โย ..........มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก ..........โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน ..........วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ..........สั งโฆ สุ เขตาภยะติเขตตะสั ญญิโต ..........โย ทิฏฐะสั นโต สุ คะตานุโพธะโก ..........โลลัปปะหีโน อะริโย สุ เมธะโส ..........วันทามิ สั งฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ..........อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง ..........วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง ..........ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สั พพุปัททะวา ..........มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิ ทธิยา ฯ ..........(ถ้ ามีเวลาพอ ให้ สวด สั งเวคะปะริกตตะนะปาฐะ ต่ อไปนี) ิ ้ ..........อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ธัมโม จะ เทสี โต นิยยานิโก อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก สั มโพธะคามี สุ คะตัปปะเวทิโต มะยันตัง ธัมมัง สุ ตวา เอวัง ชานามะ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุ ปายาสาปิ ทุกขา อัปปิ เยหิ สั มปะโยโค ทุกโข ปิ เยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิ จฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สั งขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เสยยะถีทง ั รู ปูปาทานักขันโธ เวทะนูปาทานักขันโธ สั ญญูปาทานักขันโธ,
  • 14.
    สั งขารู ปาทานักขันโธวิญญาณูปาทานักขันโธ เยสั งปะริญญายะ, ธะระมาโน โส ภะคะวา เอวัง พะหุลง สาวเก วิเนติ เอวัง ั ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ รู ปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สั ญญา อะนิจจา สั งขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจา รู ปัง อะนัตตา เวทะนา อะนัตตา สั ญญา อะนัตตา สั งขารา อะนัตตา วิญญาณัง อะนัตตา สั พเพ สั งขารา อะนิจจา สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ เต มะยัง โอติณณามหะ ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สั มมาสั มพุทธัง, สั ทธา อะคารัส์มา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, ตัส์มิง ภะคะวาติ พรัหมะจะริขัง จะรามะ ภิกขุนัง สิ กขาชีวะสะมาปันนา, ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สั งวัคคะตุติ ฯ ..........(สามเณรสวดพึงลดคาว่ า ภิกขุนัง สิ กขาสาชีวะสะมาปันนา ทีอกษรสี แดงออกเสี ย ถ้ าคฤหัสถ์ สวด ตั้งแต่ อิธะ ตะถาคะโต จนถึง ่ั ปัญญาเยถาติ แล้วสวดดังนี้ จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิ กะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ สา สา โน ปะฏิปัตติ อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สั งวัตตะตุติ ฯ อนึ่ง ถ้ าสตรีสวด เต มะยัง นั้น ให้ แปลงเป็ น ตา มะยัง บทว่ า ปะรินิพพานิโก มีในฉบับ สี หฬ เป็ น ปะรินิพพายิโก ฉะนีทกแห่ ง) ้ ุ
  • 15.
    คาถาพระโมคคัลลาน์ ดับไฟนรก เถโร โมคคัลลาโน นะระกัตตัง โลหะกุมภี ทิส์วา อัคคีปัตติ กัมปะติ คาถานี้ ใช้ ดับพิษไฟสารพัด หายสิ้น ไม่ ร้อน ไม่ พอง
  • 16.
    ตังขะณิปัจจะเวกขะณะวิธีี (นา) หันทะ มะยังตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ (รับ) ปะฎิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฎิเสวามิ, ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฎิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฎิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะ- สิ ริงสะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาเทวะ หิริโกปิ นะปะฏิจฉา- ทะนัตถัง ฯ ..........ปะฏิสังขา โยนิโส ปิ ณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เนวะ ท์วายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุ ปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาต์ รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุ วิหาโร จาติ ฯ ..........ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริง- สะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ ..........ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพ์ยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
  • 17.
    ธาตุปฎิกูละปั จจะเวกขะณะวิธี (นา) หันทะมะยัง ธาตุปฎิกูละปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ (รับ) ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง ั จีวะรัง ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสั ตโต นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พพานิ ปะนะ อิมานิ จีวะรานิ อะชิคุจฉะนียานิ อิมัง ปุติกายัง ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ ..........ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง ั ปิ ณฑะปาโต ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสั ตโต นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พโพ ปะนายัง ปิ ณฑะปาโต อะชิคุจฉะนีโย อิมัง ปุติกายัง ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ ..........ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง ั เสนาสะนัง ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสั ตโต นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พพานิ ปะนะ อิมานิ เสนาสะนานิ อะชิคุจฉะนียานิ อิมัง ปุติกายัง ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ ฯ ..........ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง ยะทิทง ั คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขาโร ฯ ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคะโล ธาตุมัตตะโก นิสสั ตโต นิชชีโว สุ ญโญ ฯ สั พโพ ปะนายัง คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขาโร อะชิคุจฉะนีโย อิมัง ปุติกายัง ปัต์วา อะติวิยะ ชิคุจฉะนีโย ชายะติ ฯ ..........(เมื่อจบบท ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธีแล้ว มีการสวดมนต์ บทต่ างๆ เช้ าละ ๑ บทบ้ าง ๒ บทบ้ าง หมุนเวียนกันไป แล้วจึงขึนบท ้ ปัตติทานะคาถา ต่ อไปนีเ้ ป็ นบทสุ ดท้าย)
  • 18.
    ปั ตติทานะคาถา (นา) ..........หันทะมะยัง ปัตติทานะ คาถา โย ภะณามะ เส ฯ (รับ) ..........ยา เทวะตา สั นติ วิหาระวาสิ นี .......... .........ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง .......... .........ตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา .......... .........โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมัณฑะเล .......... .........เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว .......... .........สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา .......... .........คามา จะ เทสา นิตะมา จะ อิสสะรา .......... .........สั ปปาณะภูตา สุ ขิตา ภะวันตุ เต .......... .........ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสั มภะวา .......... .........สั งเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา .......... .........นิยยานิกง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต ั .......... .........สั พเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สั งขะยัง ฯ ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา สั งโฆ โหตุ สะมัคโค วะ อัตถายะ จะ หิตายะ จะ อัมเห รักขะตุ สั ทธัมโม สั พเพปิ ธัมมะจาริโน วุฑฒิง สั มปาปุเณยยามะ ธัมเม อะริยัปปะเวทิเต ฯ ..........ปะสั นนา โหนตุ สั พเพปิ ปาณิโน พุทธะสาสะเน สั มมา ธารัง ปะเวจฉันโต กาเล เทโว ปะวัสสะตุ วุฑฒิภาวายะ สั ตตานัง สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง มาตา ปิ ตา จะ อัต์ระชัง นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน ปะชัง รักขันตุ สั พพะทา ฯ
  • 19.
    ทาวัตรเย็น โย โส ภะคะวาอะระหัง สั มมาสั มพุทโธ, สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สุ ปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสั งฆัง อิเมหิ สั กกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิ เตหิ อะภิปูชะยามะ, สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุ จิระปะรินิพพุโตปิ , ปัจฉิมาชะนะตานุกมปะมานะสา, ั อิเม สั กกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ. อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ ฯ ..........อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา, ..........พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ( กราบ ) ..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโธ, ..........ธัมมัง นะมัสสามิ. ( กราบ ) ..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ..........สั งฆัง นะมามิ. ( กราบ ) (นา) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัญเจวะ .......พุทธานุสสะตินะยัญจะ กะโรมะ เส ฯ (รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ .......นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ .......นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ .......ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุค- คะโต อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะสั ม- ปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา - เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
  • 20.
    (นา) หันทะ มะยังพุทธาภิคติ กะโรมะ เส ฯ ี (รับ) ...........พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต .....................สุ ทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต .....................โพเธสิ โย สุ ชะนะตังกะมะลังวะ สู โร .....................วันทามะหัง ตะมะระณัง สิ ระสา ชิเนนทัง พุทโธ โย สั พพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง ปะฐะมานุสสติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี ) วะ.... พุทโธ เม สามิกสสะโร ิ พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทง ั วันทันโตหัง จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุ โพธิตัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สั ตถุสาสะเน พุทธัง เม วันทะมาเนนะ ยังปุญญัง ปะสุ ตัง อิธะ สั พเพปิ อันตะระยา เม มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา (กราบหมอบลงว่ า) .......... ..........กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสา วา .......... .......... พุทเธ กุกมมัง ปะกะตัง มะยายัง ั .......... .......... พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะ ยันตัง .......... .......... กาลันตะเร สั งวะริตุง วะพุทเธ .......... ................. ..........(นั่งคุกเข่ าว่ า) (นา) หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส) (รับ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิ- ปัสสิ โก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ ฯ (นา) หันทะ มะยัง ธัมมาภิคติง กะโรมะ เส ฯ ี
  • 21.
    (รับ) ..........สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย .....................โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท .....................ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี .....................วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง ธัมโม โย สั พพะปาณีนัง......... สะระณัง เขมะมุตตะมัง ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส วะ ธัมโม เม สามิกสสะโร ิ ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทง ั วันทันโตหัง จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุ ธัมมะตัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สั ตถุ สาสะเน ธัมมัง เมวันทะมาเนนะ ยัง ปุญญัง ปะสุ ตัง อิธะ สั พเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา .......... .......... ..........(หมอบกราบพูด) .......... ..........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา .......... ..........ธัมเม กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ั .......... ..........ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง .......... ..........กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ ธัมเม ฯ .......... .......... ..........(นั่งคุกเข่ าว่ า) (นา) หันทะ มะยัง สั งฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส) (รับ) สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะ- วะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ ั ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
  • 22.
    อายุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโยอัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ ฯ (นา) หันทะ มะยัง สั งฆาภิคติง กะโรมะ เส) ี (รับ) ............สั ทธัมมะโช สุ ปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต .......... ..........โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสั งฆะเสฏโฐ .......... ..........สี ลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต .......... ..........วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุ สุทธัง สั งโฆ โย สั พพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง สั งฆัสสาหัสมิ ทาโส วะ สั งโฆ เม สามิกสสะโร ิ สั งโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม สั งฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทง ั วันทันโตหัง จะริสสามิ สั งฆัสโสปะฏิปันนะตัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สั ตถุ สาสะเน สั งฆัง เม วันทะมาเนนะ ยัง ปุญญัง ปะสุ ตัง อิธะ สั พเพปิ อันตะรายา เม .......... มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา ฯ (กราบหมอบลงว่ า) กาเยนะ วาจายะ เจตะสา วา สั งเฆ กุกมมัง ปะกะตัง มายา ยัง ั สั งโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ สั งเฆ ฯ (นั่งพับเพียบ) ...........(สตรีเล่าบ่ นและสวดแปลกอย่ างนี้ พุทธัสสาหัส์มิ ทาสี วะ ฯ ธัมมัสสาหัส์มิ ทาสี วะ ฯ สั งฆัสสาหัส์มิ ทาสี วะ ฯ วันทันตีหัง ฯ พุทธัง
  • 23.
    เม วันทะมานายะ ฯธัมมัง เม วันทะมานายะ ฯ สั งฆัง เม วันทะมานายะ ถ้ าคฤหัสถ์ ท้งบุรุษสตรีสวดมีความรังเกียจด้ วยอสภาวะนิรุตินิ่ง ั อยู่ บุรุษจะสวดว่ า วันทะมาโน จะริสสามิ สตรีจะสวดว่ า วันทะมานา จะริสสามิ ดังนีพร้ อมกันไป ดัง คะโต คะตา ฉะนั้นก็ควร ก็แปลว่ า ้ ไหว้ อยู่เหมือนกัน)
  • 24.
    คาถาพระโมคคัลลาน์ ต่อกระดูก.. เถโร โมคคัลลาโน อันตะระธายิต์วา ภูมิสุขุมัง ปะระมาโน ภะคะวะโต อิทธิยา อัตตะโน สะรีเรมังสั งโลหิตัง คาถาบทนีใช้ ภาวนาได้ ทกๆวัน วันละ ๑๐๘ คาบ ้ ุ กันสารพัดอันตรายทั้งปวง ใช้ เสกปูนทาเป่ าพ่ นสารพัด ถ้ าจะคัดเลือดให้ ภาวนา ๗ ที คัดเลือดหยุดไหลแล
  • 25.
    นมัสการพระอะระหันต์ ๘ ทิศ (นา) หันทะ มะยัง สะระภัญเญนะ พุทธะมังคะละคาถาโย ภะนามะ เส ฯ (รับ) สั มพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ............................ นิสินโน เจวะ มัชฌิเม ..........โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ อาตะเณยเย จะ กัสสะโป ..........สารีปตโต จะ ทักขิเณ ุ หะระติเย อุปาลี จะ ..........ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท พายัพเพ จะ คะวัมปะติ ..........โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร อิสาเณปิ จะ ราหุโล ..........อิเม โข มังคะลา พุทธา สั พเพ อิธะ ปะติฏฐิตา ..........วันทิตา เต จะ อัม์เหหิ สั กกาเรหิ จะ ปุชิตา ..........เอเตสั ง อานุภาเวนะ สั พพะโสตถี ภะวันตุ โน ฯ อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ุั ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย ฯ
  • 26.
    สามเณรสิกขา บทขัดที่ ๑ สั มพุทโธ โลเก อุปปันโน............ มะหาการุณิโก มุนิ ธัมมะจักกัง ปะวัตเตต์ วา โลเก อัปปะฏิวัตติยัง โลกัสสะ สั งคะหัง กาตุง จะริต์วา โลกะจาริกงั ติวิธัง โลเก สั ทธัมมัง สั มมะเทวะ ปะวัตติยัง อะนุปพเพนะ สาวัตถิง ุ ปัต์วา เชตะวะเน วะสั ง สามะเณรานัง นิสสายะ จิตตัง กะถานุสิกขิตุง อะนุญญาสิ ทะสะ สิ กขา สามะเณเรหิ สิ กขิตุง สามะเณรานัง ทะสั งคัง สิ กขาปะทัง ภะณามะเส -------------------------- บทสวดที่ ๑ (สิ กขาบท ๑๐) ............อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, สามะเณรานัง ทะสะ สิ กขาปะทานิ เตสุ จะ สามะเณเรหิ สิ กขิตุง, ปาณาติปาตา เวระมะณี, อะทินนาทานา เวระมะณี, อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี, มุสาวาทา เวระมะณี สุ รา เมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี, วิกาละโภชะนาเวระมะณี, นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี, มาลาคันธะวิเลปะนะธา- ระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี, อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี, ชาตะรู ปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณีติ -------------------------- บทขัดที่ ๒ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ............ สั ก์ยะปุตโต ปะนันทะสะ สามะเณโร กัณฏะโก นามะ กัณฏะกิง ภิกขุณิง ทุสิ
  • 27.
    ญัต์วา ตะมัตถัง ภะคะวา ภิกขุนัญเญวะ สั นติกา อะนูญญาสิ โข นาเสตุง สามะเณรัง ทะสั งคิกงั สามะเณรานัง นาสะนะ การะณังคัง ภะณามะ เส -------------------------- บทสวดที่ ๒ (นาสะนังคะ ๑๐) อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, ทะสะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัง สามะเณรัง นาเสตุง, กะตะเมหิ ทะสะหิ, ปาณาติปาตี โหติ, อะทินนาทา ยี โหติ, อะพรัหมะจารี โหติ, มุสาวาที โหติ, มัชชะปายี โหติ, พุทธัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, ธัมมัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, สั งฆัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, มิจฉาทิฏฐิโก โหติ, ภิกขุณี ทูสะโก โหติ, อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, อิเมหิ ทะสะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัง สามะเณรัง นาเสตุนติ, -------------------------- บทขัดที่ ๓ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ............ สามะเณรา อะคาระวา ภิกขุสุ อัปปะติสสา เจ- วะ อะสะภาคะวุตติกา ญัต์วา ตะมัตถัง ภะคะวา ภิกขูนัญเญวะ สั นติกา อะนุญญาสิ ทัณฑะกัมมัง กาตุง ปัญจังคิกสสะ จะ ั สามะเณรานัง ทัณฑะกัมมะ การะณังคัง ภะณามะ เส -------------------------- บทสวดที่ ๓ (ทัณฑกรรม ๕) อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, ปัญจะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัสสะ
  • 28.
    สามะเณรัสสะ ทัณฑะกัมมัง กาตุง,กะตะเมหิ ปัญจะหิ, ภิกขูนัง อะลาภายะ ปะริสักกะติ, ภิกขูนัง อะนัตถายะ ปะริสักกะติ, ภิกขูนัง อะนาวาสายะ ปะริสักกะติ, ภิกขู อักโกสะติ ปะริภาสะติ, ภิกขู ภิกขูหิ เภเทติ, อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, อิเมหิ ปัญจะหิ อังเคหิ สะมัน- นาคะตัสสะ สามะเณรัสสะ ทัณฑะกัมมัง กาตุนติ, -------------------------- ............(ต่ อจากนีมีการสวดมนต์ บทต่ างๆ วันละมากบ้ าง น้ อยบ้ าง พอ ้ สมควรแก่เวลา หมุนเวียนเปลียนกันไป แล้วกลับมาสวด อัชชะ มะยา ่ กับ อิมินา เป็ นบทสุ ดท้าย)
  • 29.
    อะตีตะปั จจะเวกขะณะวิธี (นา) หันทะมะยัง อะตีตะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส ฯ (รับ) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะ- เทวะ หิริโกปิ นะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ ...........อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา โย ปิ ณฑะปาโต ปะริภุตโต, โส เนวะ ท์วายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุ ปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาต์ รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุ วิหาโร จาติ ฯ ...........อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสั มผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะ- เทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ ...........อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา โย คิลานะปัจจะยะเภสั ช- ชะปะริกขาโร ปะริภุตโต, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิ- กานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพ์ยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ
  • 30.
    กรวดนาอิมินา ้ (นา) ..........หันทะ มะยัง อุททิสะนาธิฏฐานะ คาถาโย ภะณามะ เส ฯ (รับ) ..........อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา ..........อาจริยูปะการา จะ มาตา ปิ ตา จะ ญาตะกา (ปิ ยา มะมัง) ..........สุ ริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิ จะ ..........พรัหมะมารา จะ อินทา จะ โลกะปาลา จะ เทวะตา ..........ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ ..........สั พเพ สั ตตา สุ ขี โหนตุ ปุญญานิ ปะกะตานิ เม ..........สุ ขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตัง ฯ .......... ..........อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุททิสเสนะ จะ ..........ขิปปาหัง สุ ละเภ เจวะ ตัณหุปาทานะเฉทะนัง ..........เย สั นตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง ..........นัสสั นตุ สั พพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว ..........อุชุจิตตัง สะติปัญญา สั ลเลโข วิริยัมหินา ..........มารา ละภันตุ โนกาสั ง กาตุญจะ วิริเยสุ เม ..........พุทธาธิปะ วะโร นาโถ ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม ..........นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ สั งโฆ นาโถ ตะโร มะมัง ..........เต โสตตะมานุภาเวนะ มาโรกาสั ง ละภันตุ มา ฯ
  • 31.
    ติโลกะวิชะยะราชะปั ตติทานะคาถา ยังกิญจิ กุสะลังกัมมัง กัตตัพพัง กิริยัง มะมะ กาเยนะ วาจามะนะสา ติทะเส สุ คะตัง กะตัง เย สั ตตา สั ญญิโน อัตถิ เย จะ สั ตตา อะสั ญญิโน กะตัง ปุญญะผะลัง มัยหัง สั พเพ ภาคี ภะวันตุ เต เย ตัง กะตัง สุ วิทตัง ิ ทินนัง ปุญญะผะลัง มะยา เย จะ ตัตถะ นะ ชานันติ เทวา คันต์ วา นิเวทะยุง สั พเพ โลกัมหิ เย สั ตตา ชีวันตาหาระเหตุกา มะนุญญัง โภชะนัง สั พเพ........... ละภันตุ มะมะ เจตะสาติ ฯ
  • 32.
    คาถาบูชาดวงชาตา นะโม เม สั พพะเทวานัง สั พพะคะระหะ จะ เทวานัง สุ ริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิ ภุมโม จะ เทวานัง วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ ชีโว สุ กะโร จะ มะหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะ มะหาลาภัง สั พพะ ภะยัง วินาสสั นติ สั พพะทุกขัง วินาสสั นติ สั พพะโรคัง วินาสสั นติ ลักขะณา อะหัง วันทามิ สั พพะทา สั พเพเทวา มัง ปาลายันตุ สั พพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สั พพะโสตถื ภะวันตุเม ฯ ..............ปัจจุบัน นิยมการผูกดวงชาตาของตน เอาไว้ สาหรับสั กการบูชา เรียกกันว่ า "ดวงพิชัยสงคราม" หรือมิฉะนั้นก็เอาดวงชาตาบรรจุไว้ ในฐานพระ เมื่อจะบูชาดวงชาตา พึงว่ าคาถานีเ้ พื่อจะได้ เกิดลาภสั การะ เป็ นสุ ขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลเลิศล้นดีนักแล ฯ
  • 33.
    ทาวัตรพระ ..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโตอะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ ..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ ..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมามัมพุทธัสสะ ..........โย สั นนิสินโน วะระโพธิมูเล มารัง สะเสนัง สุ ชิตัง วิเชยยะ สั มโพธิมาคัจฉิ อะนันตะญาโณ โลกุตตะโม ตัง ปะณะมามิ พุทธัง เย จะ พุทธ อะตีตา จะ เย จะ พุทธา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย พุทธา อะหัง วันทามิ สั พพะทา ..........อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะ- สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ..........พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม สะระ- ณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง ปาทะปังสุ ง วะรุตตะมัง พุทเธ โย ขะลิโต โทโส พุทโธ ขะมะตุ ตัง มะมัง ..........อัฏฐังคิโก อะริยะปะโถ ชะนานัง โมกขัปปะเวสายะ อุชู จะ มัคโค ธัมโม อะยัง สั นติกะโร ปะณีโต นิยยานิโก ตัง ปะณะมามิ ธัมมัง เย จะ ธัมมา อะตีตา จะเย จะ ธัมมา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย ธัมมา อะหัง วันทามิ สั พพะทา ..........ส์ วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิ- ปัสสิ โก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ..........ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ
  • 34.
    โหตุ เม ชะยะมังคะลังอุตตะมังเคนะ วันเทหัง ธัมมัญจะ ทุวิธัง วะรัง ธัมเม โย ขะลิโต โทโส ธัมโม ขะมะตุ ตัง มะมัง ..........สั งโฆ วิสุทโธ วะระทักขิเณยโย สั นตินท์ริโย สั พพะมะลัป- ปะหิโน คุเณหิ เนเกหิ สะมิทธิปัตโต อะนาสะโว ตัง ปะณะมามิ สั งฆัง เย จะ สั งฆา อะตืตา จะ เย จะ สั งฆา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย สั งฆา อะหัง วันทามิ สั พพะทา ..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะ- วะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ สามี- จิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ ั อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ..........สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง สั งฆัญจะ ทุวิธุตตะมัง สั งเฆ โย ขะลิโต โทโล สั งโฆ ขะมะตุ ตัง มะมัง ..........อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย. ุั
  • 35.
    เมตตานิสังสะสุตตะปาโฐ ..............เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑกัสสะ อาราเม ฯ ตัต์ระ โข ภะคะวา ภิกขุ อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขุ ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง ภะคะวา เอตะทะโวจะ ..............เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ ี สุ สะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกงขา ฯ กะตะเม เอกาทะสะ ฯ ั สุ ขัง สุ ปะติ สุ ขัง ปะฏิพุชฌะติ ฯ นะ ปาปะกัง สุ ปินัง ปัสสะติ ฯ มะนุสสานัง ปิ โย โหติ ฯ อะมะนุสสานัง ปิ โย โหติ ฯ เทวะตา รักขันติ ฯ นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สั ตถัง วา กะมะติ ฯ ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ ฯ มุขะวัณโณ วิปปะสี ทะติ ฯ อะสั มมุฬ์โห กาลัง กะโรติ ฯ อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรัหมะโลกูปะโค โหติ ฯ ..............เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ ี สุ สะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกงขาติ ฯ อิทะมะโวจะ ั ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขุ ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุนติ ฯ
  • 36.
    โคตะมะกะเจติยะธัมมะปะริยาโย อะภิญญายะ โข โสภะคะวา ธัมมัง เทเสติ โน อะนะภิญญายะ สะนิทานัง ธัมมัง เทเสติ โน อะนิทานัง สั ปปาฏิหาริยัง ธัมมัง เทเสติ โน อัปปาฏิหาริยังตัสสะ โข ปะนะ ภะคะวะโต อะภิญญายะ ธัมมัง เทสะยะโต โน อะนะภิญญายะ สะนิทานัง ธัมมัง เทสะยะโต โน อะนิทานัง สั ปปาฏิหาริยัง ธัมมัง เทสะยะโต โน อัปปาฏิหาริยัง กะระ- ณีโย โอวาโท กะระณียา อะนุสาสะนี อะลัญจะ ปะนะ โน ตุฏฐิยา อะลัง อัตตะมะนะตายะ อะลัง โสมะนัสสายะ สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา ส์ วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สุ ปะฏิปันโน สั งโฆติ ฯ
  • 37.
    มะหาการุ ณิโก มะหาการุณิโก นาโถ......................อัตถายะ สั พพะปาณินัง ปูเรต์ วา ปาระมี สั พพา ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ มา โหนตุ สั พพุปัททะวา มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สั พพะปาณินัง ปูเรต์ วา ปาระมี สั พพา ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ มา โหนตุ สั พพุปัททะวา มะหาการุณิโก นาโถ สุ ขายะ สั พพะปาณินัง ปูเรต์ วา ปาระมี สั พพา ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ มา โหนตุ สั พพุปัททะวา
  • 38.
    สีลุทเทสะปาฐะ ..........ภาสิ ตะมิทง เตนะภะคะวาตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา ั สั มมาสั มพุทเธนะ สั มปันนะสี ลา ภิกขะเว วิหะระถะ สั มปันนะปาฏิ- โมกขา ปาฏิโมกขะสั งวะระสั งวุตา วิหะระถะ อาจาระโคจะระสั มปันนา อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาหายะ สิ กขะถะ สิ กขา- ปะเทสู ติ ฯ ตัส์มาติหัมเหหิ สิ กขีตัพพัง สั มปันนะสี ลา วิหะริสสามะ สั มปันนะปาฏิโมกขา ปาฏิโมกขะสั งวะระสั งวุตา วิหะริสสามะ อาจา- ระโคจะระสั มปันนา อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิ กขิสสามะ สิ กขาปะเทสู ติ ฯ เอวัญหิ โน สิ กขิตัพพัง ฯ
  • 39.
    ตายะนะคาถา ฉินทะ โสตัง ปะรักกัมมะ..................กาเม ปะนุทะ พราหมะณะ นัปปะหายะ มุนี กาเม เนกัตตะมุปะปัชชะติ กะยิรา เจ กะยิราเถนัง ทัฬหะเมนัง ปะรักกะเม สิ ถิโล หิ ปะริพพาโช ภิยโย อากิระเต ระชัง อะกะตัง ทุกกะฏัง เสยโย ปัจฉา ตัปปะติ ทุกกะฏัง กะตัญจะ สุ กะตัง เสยโย ยัง กัต์วา นานุตัปปะติ กุโส ยะถา ทุคคะหิโต หัตถะเมวานุกนตะติ ั สามัญญัง ทุปปะรามัตถัง นิระยายุปะกัฑฒะติ ยังกิญจิ สิ ถิลง กัมมัง ั สั งกิลฏฐัญจะ ยัง วะตัง ิ สั งกัสสะรัง พรัหมะจะริยัง นะ ตัง โหติ มะหัปผะสั นติ ฯ
  • 40.
    วันทามิ วัทามิ เจติยัง สัพพัง สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง....... พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา ฯ -------------------------- วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระติณณัง ตืโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสั ง เฉต์ วานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตัง ฯ ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น จะ ตีเร ยัง สั จจะพันธะคิริเก สุ มะนาจะลัคเค ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร มุนิโน จะ ปาทัง ตัง ปาทะลัญชะนะมะหัง สิ ระสา นะมามิ ฯ สุ วัณณะมาลิเก สุ วัณณะปัพพะเต สุ มะนะกูเฏ โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต ฯ ............อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง ............นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ............ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ุั ............ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย ฯ อามันตะยามิ โว ภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว ขะยะวะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถาติ ฯ -----------------------------
  • 41.
    วันทาใหญ่ ตามแบบวัดหัวถนน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุร ..........วัทามิ เจติยัง สั พพัง สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา ฯ ..........วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระติณณัง ตืโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสั ง เฉต์ วานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตัง ฯ ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น จะ ตีเร ยัง สั จจะพันธะคิริเก สุ มะนาจะลัคเค ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร มุนิโน จะ ปาทัง ตัง ปาทะลัญชะนะมะหัง สิ ระสา นะมามิ สุ วัณณะมาลิเก สุ วัณณะปัพพะเต สุ มะนะกูเฏ โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต ฯ อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สั พพะโส สี สัง เม ปะทุมัง กัต์วา ทีปัญจะนะยะนา ทะวะยัง วะจะ สาธูปะกาเรนะ มะนะสาจะ สุ คนธะคา พุทธะคาระวะตา ธัมมะคาระ- ั วะตา สั งฆะคาระวะตา สิ กขาคาระวะตา สะมาธิคาระวะตา อัปปะมาทะ- คาระวะตา ปะฏิสันถาระคาระวะตา กัล์ยาณะมิตตะตา โสวะจัสสะตา อะหัง ภันเต พุทธะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต ธัมมะรักขิโต ยาวะชีวัง ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต สั งฆะรักขิโต ยาวะช๊ วัง สั งฆังสะระณัง คัจฉามิ ..........วันทามิ พุทธัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ธัมมัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ สั งฆัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง โพธิรุกขัง เจติยัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ครู อปัชฌาย์ อาจาริยะคุณัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต ุ วันทามิ กัมมัฏฐานัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต
  • 42.
    ..........วันทามิ ภันเต ภะคะวาโลกะนาถัง อะตีตังเมสั ง อะนาคะตัง เมโทสั ง ปัจจุปันนัง เมโทสั ง ขะมะถะเม ภันเต วันทามิ พุทธัง ปุณณะสากะลันตัง สั ตตา สะทา โหนตุ สุ ขี อะเวรา กาโย ชิคณโย สะกะโล ทุคนโธ คัจฉันติ สั พเพ มะระณัง ั ั อะหัง จะ นะมามิ ธัมมัง สุ คะเต นะเตสิ ตัง สั ตตา สะทา โหนตุ สุ ขี อะเวรา กาโย ชิคณโย สะกะโล ทุคนโธ คัจฉันติ สั พเพ ั ั มะระณัง อะหัง จะ นะมามิ สั งฆัง มุนิลา จะสาวะกัง สั ตตา สะทา โหนตุ สุ ขี อะเวรา กาโย ชิคณโย สะกะโล ทุคนโธ ั ั คัจฉันติ สั พเพ มะระณัง อะหัง จะ อามันตะยามิ โว ภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว ขะยะวะยะ ธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถาติ อิเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ ุั หะตันตะราโย ฯ -----------------------------
  • 43.
    วันทาบทใหญ่ คัดจากหนังสือเพื่อนนวกะ ของวัดใหม่เกตุงาม อ. เมือง จ.ชลบุร ..........วัทามิ เจติยัง สั พพัง สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระ ติณณัง ตืโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสั ง เฉต์ วานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตัง ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น จะ ตีเร ยัง สั จจะพันธะคิริเก สุ มะนาจะลัคเค ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร มุนิโน จะ ปาทัง ตัง ปาทะลัญชะนะมะหัง สิ ระสา นะมามิ สุ วัณณะมาลิเก สุ วัณณะปัพพะเต สุ มะนะกูเฏ โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สั พพะโส สี สัง เม ปะทุมัง กัต์วา ทีปัญจะ นะยะนาทะวะยัง วะจะสาธูปะกาเรนะ มะนะสาจะ สุ คนธะคา ั พุทธะคาระวะตา ธัมมะคาระวะตา สั งฆะคาระวะตา สิ กขาคาระวะตา สะมาธิคาระวะตา อัปปะมาทะคาระวะตา ปะฏิสันถาระคาระวะตา กัล์ยาณะมิตตะตา โสวะจัสสะตา อะหัง ภันเต พุทธะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต ธัมมะรักขิโต ยาวะชีวัง ธัมมังสะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต สั งฆะรักขิโต ยาวะช๊ วัง สั งฆังสะระณัง คัจฉามิ โย โทโส โมหะจิตเตนะ พุทธัส์มิง ปะกะโตมะยะ ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะ ปาปัง วินัสสะตุ โย โทโส โมหะจิตเตนะ ธัมมัส์มิง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ โยโทโส โมหะจิตเตนะ สั งฆัส์มิง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ อิจเจวะมัจจันตะ นะมัสสะ เนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ ุั
  • 44.
    หะตันตะราโย อามันตะยามิ โวภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว ภิขะเว ขะยะวะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถาติ ฯ -----------------------------
  • 45.
    วันทาบทเช้ า คัดจากหนังสือเพื่อนนวกะ ของวัดใหม่เกตุงาม อ. เมือง จ.ชลบุร ..........วัทามิ เจติยัง สั พพัง สั พพัฏฐาเน สุ ปะติฏฐิตัง สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง พุทธะรู ปัง สะกะลัง สะทา วันทามิ พุทธัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ธัมมัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ สั งฆัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ กัมมัฏฐานานัง สั พพะเมโทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ครู อปัชฌาย์ อาจาริยะคุณัง สั พพะเมโทสั ง ุ ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง โพธิรุกขัง เจติยัง สั พพะเม โทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ภันเต ภะคะวา โลกะนาถัง อะตีตัง เม โทสั ง อะนาคะตัง เม โทสั ง ปัจจุปปันนัง เม โทสั ง ขะมะถะ เม ภันเต อะหัง ภันเต พุทธะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต ธัมมะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ อะหัง ภันเต สั งฆะรักขิโต ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ โย โทโส โมหะจิตเต พระพุทธัส์มืง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ โย โทโส โมหะจิตเต พระธัมมัส์มิง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ โย โทโส โมหะจิตเต พระสั งฆัส์มิง ปะกะโต มะยา ขะมะถะ เม กะตัง โทสั ง สั พพะปาปัง วินัสสะตุ อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะ- เนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปลง ุั อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย อามันตะยามิ โว ภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว ขะยะวะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถาติ
  • 46.
    เทวธรรม หิริโอตตัปปะสั มปันนา.................. สุกกะธัมมะสะมาหิตา สั มโต สั ปปุริสา โลเก เทวะธัมมาติ วุจจะเร ฯ
  • 47.
    อุณ์หสสะวิชชะยะคาถา ิ อัตถิ อุณ์หิสสะ วิชะโย ธัมโม โลเก อะนุตตะโร สั พพะสั ตตะหิตัตถายะ ตัง ต์ วัง คัณหาหิ เทวะเต ปะริวัชเช ราชะทัณเฑ อะมะนุสเสหิ ปาวะเก พะยัคเฆ นาเค วิเส ภูเต อะกาละมะระเณนะ วา สั พพัส์มา มะระณา มุตโต.... ฐะเปต์ วา กาละมาริตัง ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุ ขี สะทา สุ ทธะสี ลง สะมาทายะ ั ธัมมัง สุ จะริตัง จะเร ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุ ขี สะทา ลิกขิตัง จินติตัง ปูชัง ธาระณัง วาจะนัง คะรุง ปะเรสั ง เทสะนัง สุ ต์วา .... ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติ --------------------------
  • 48.
    ปั พพะโตปะมะคาถา ยะถาปิ เสลาวิปลาุ นะภัง อาหัจจะ ปัพพะตา สะมันตา อะนุปะริเยยยุง นิปโปเถนตา จะตุททิสา เอวัง ชะรา จะ มัจจุ จะ อะธิวัตตันติ ปาณิโน ขัตติเย พราหมะเณ เวสเส สุ ทเท จัณฑาละปุกกุเส นะ กิญจิ ปะริวัชเชติ สั พพะเมวาภิมัททะติ นะ ตัตถะ หัตถีนัง ภูมิ นะ ระถานัง นะ ปัตติยา นะ จาปิ มันตะยุทเธนะ สั กกา เชตุง ธะเนนะ วา ตัส์มา หิ ปัณฑิโต โปโส สั มปัสสั ง อัตถะมัตตะโน พุทเธ ธัมเม จะ สั งเฆ จะ ธีโร สั ทธัง นิเวสะเย โย ธัมมะจารี กาเยนะ วาจายะ อุทะ เจตะสา อิเธวะ นัง ปะสั งสั นติ.. เปจจะ สั คเค ปะโมทะติ ฯ --------------------------
  • 49.
    อิริยะธะนะคาถา ยัสสะ สั ทธาตะถาคะเต อะจะลา สุ ปะติฏฐิตา สี ลญจะ ยัสสะ กัล์ยาณัง อะริยะกันตัง ปะสั งสิ ตัง ั สั งเฆ ปะสาโท ยัสสั ตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง อะทะลิทโท ตัง อาหุง อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง ตัส์มา สั ทธัญจะ สี ลญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง ั อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธานะ สาสะนันติ ฯ --------------------------
  • 50.
    บทขัดธัมมะนิยามะสุตตัง ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ.....ญาณัง ปุพเพ ปะวัตตะเต ตัสเสวะ วิสะยีภูตา ยายัง ธัมมะนิยามะตา อะนิจจะตา ทุกขะตา จะ สั พเพสั ง จะ อะนัตตะตา ตัสสา ปะกาสะกัง สุ ตตัง ยังสั มพุทเธนะ ภาสิ ตัง สาธุนัง ญาณะจาเรนะ ยะถา พุทเธนะ เทสิ ตัง โยนิโส ปะฏิปัต์ยัตถัง ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส ฯ --------------------------
  • 51.
    ธัมมะนิยามะสุ ตตัง ..........เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ฯ ตัต์ระ โข ั ภะคะวา ภิกขุ อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขุ ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง ฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะ ..........อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สั พเพ สั งขารา อะนิจจาติฯตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิ- สั มพุชฌิต์วา อะภิสะเมต์ วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะตะ อุตตานีกะโรติ สั พเพ สั งขารา อะนิจจาติ ฯ ..........อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะ- ตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมะนิยามะตา สั พเพ สั งขารา ทุกขาติ ฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุช- ฌิต์วา อะภิสะเมต์ วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สั พเพ สั งขารา ทุขาติ ฯ
  • 52.
    ..........อุปปาทา วา ภิกขะเวตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะ- ตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมะนิยามะตา สั พเพ สั งขารา อะนัตตาติ ฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุช- ฌิต์วา อะภิสะเมต์ วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ ฯ อิทะมะโว จะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขุ ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุนติ ฯ --------------------------
  • 53.
    ติลักขะณาทิคาถา สั พเพ สังขารา อะนิจจาติ... ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา สั พเพ สั งขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ เย จะ โข สั มมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน เต ชะนา ปาระเมสสั นติ มัจจุเธยยัง สุ ทตตะรังุ กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุ กกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง ตัต์ราภิระติมิจเฉยยะ หิต์วา กาเม อะกิญจะโน ปะริโยทะเปยยะ อัตตานัง จิตตัก์เลเสหิ ปัณฑิโต เยสั ง สั มโพธิยังเคสุ สั มมา จิตตัง สุ ภาวิตัง อาทานะปะฏินิสตัคเค อะนุปาทายะ เย ระตา ขีณาสะวา ชุติมันโต เต โลเก ปะรินิพพุตาติ ฯ --------------------------
  • 54.
    ปะฏิจจะสะมุปปาทะปาฐะ ..........อะวิชชาปัจจะยา สั งขาราสั งขาระปัจจะยา วิญญาณัง วิญ- ญาณะปัจจะยา นามะรู ปัง นามะรู ปังปัจจะยา สะฬายะตะนัง สะฬา- ยะตะนะปัจจะยา ผัสโส ผัสสะปัจจะยา เวทะนา เวทะนาปัจจะยา ตัณหา ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง อุปาทานะปัจจะยา ภะโว ภะวะ- ปัจจะยา ชาติ ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะ- นัสสุ ปายาสา สั มภะวันติ ฯ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ ฯ ..........อะวิชชายะเต์ ววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สั งขาระนิโรโธ สั งขา- ระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ วิญญาณะนิโรธา นามะรู ปะนิโรโธ นามะรู - ปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุ ปายาสา นิรุชฌันติ ฯ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ ฯ --------------------------
  • 55.
    พุทธะอุทานะคาถา .......ยะทา หะเว ปาตุภะวันติธัมมา อาตาปิ โน ฌายะโต พ์ ราห์ มะฌัสสะ อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สั พพา ยะโต ปะชานาติ สะเหตุธัมมัง ฯ .......ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา อาตาปิ โน ฌายะโต พราหมะณัสสะ อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สั พพา ยะโต ขะยัง ปัจจะยานัง อะเวทิ ฯ .......ยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา อาตาปิ โน ฌายะโต พราหมะณัสสะ วิธุปะยัง ติฏฐะติ มาระเสนัง สุ โรวะ โอภาสะยะมันตะลิกขันติ ฯ --------------------------
  • 56.
    ภัทเทกะรั ตตะคาถา อะตีตัง นานวาคะเมยยะ.....นัปปะฏิกงเข อะนาตะตัง ั ยะทะตีตัมปะหินันตัง อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ อะสั งหิรัง อะสั งกุปปัง ตัง วิทธา มะนุพ์รูหะเย อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุ เว นะ หิ โน สั งคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา เอวัง วิหาริมาตาปิ ง อะโหรัตตะมะตันทิตัง ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สั นโต อาจิกขะเต มุนีติ ฯ -----------------------
  • 57.
    ปฐมพุทธะวะจะนะ อะเนกะชาติสังสารัง สั นธาวิสสั ง อะนิพพิสัง คะหะการัง คะเวสั นโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ สั พพา เต ผาสุ กา ภัคคา..... คะหะกุฏง วิสังขะตัง ั วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคาติ ฯ -----------------------
  • 58.
    อภิธัมมนิทาน กะรุณา วิยะ สัตเตสุ .......... ปัญญายัสสะ มะเหสิ โน เญยยะธัมเมสุ สั พเพสุ ปะวัตติตถะ ยะถารุจิง ทะยายะ ตายะ สั ตเตสุ สะมุสสาหิตะมานะโส ปาฏิหราวะสานัมหิ วะสั นโต ติทะสาละเย ปาริจฉัตตะกะมูลมหิั ปัณฑุกมพะละนามะเก ั สิ ลาสะเน สั นนิสินโน อาทิจโจวะ ยุคนธะเร ั จักกะวาฬะสะหัสเสหิ ทะสะหาคัมมะ สั พพะโส สั นนิสินเนนะ เทวานัง คะเณนะ ปะริวาริโต มาตะรัง ปะมุขัง กัต์วา ตัสสา ปัญญายะ เตชะสา อะภิธัมมะกะถัง มัคคัง เทวานัง สั มปะวัตตะยิ ตัสสะ ปาเท นะมัสสิ ต์วา สั มพุทธัสสะ สิ รีมะโต สั ทธัมมัญจัสสะ ปูเชต์ วา กัต์วา สั งฆัสสะ จัญชะลิง นิปัจจะการัสเส ตัสสะ กะตัสสะ ระตะนัตตะเย อานุภาเวนะ โสเสต์ วา อันตะราเย อะเสสะโต อิติ เม ภาสะมานัสสะ อะภิธัมมะกะถัง อิมัง อะวิกขิต์วา นิสาเมถะ ทุลละภา หิ อะยัง กะถา ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา เทเวสุ วิหะระติ ตาวะติงเสสุ ปาริจฉัตตะกะมุลมหิ ปิ ณฑุกมพะละสิ ลายัง ตัต์ระ โข ั ั ภะคะวา เทวานัง ตาวะติงสานัง อะภิธัมมะกะถัง กะเถสิ จิตตะวิภัตติรูปัญจะ นิกเขโป อัตถะโชตะนา คัมภีรัง นิปณัง ฐานัง....... ตัมปิ พุทเธนะ เทสิ ตัง ฯ ุ -----------------------
  • 59.
    ท้ ายมะหาสะมะยะสูตร ......สั ฏเฐเตเทวะนิกายา สั พเพ นานัตตะวัณณิโน นามันวะเยนะ อาคัญฉุง เย จัญเญ สะทิสา สะหะ ปะวุตถะชาติมักขีลง ั โอฆะติณณะมะนาสะวัง ทักเข โมฆะตะรัง นาคัง จันทังวะ อะสิ ตาติตัง สุ พรัหมา ปะระมัตโต จะ ปุตตา อิทธิมะโต สะหะ สั นนังกุมาโร ติสโส จะ โสปาคะ สะมิติง วะนัง สะหัสสะพรัหมะโลกานัง มะหาพรัหมาภิติฏฐะติ อุปะปันโน ชุติมันโต ภิส์มากาโย ยะสั สสิ โส ทะเสตถะ อิสสะรา อาคู ปัจเจกะวะสะวัตติโน เตสั ญจะ มัชฌะโต อาคา หาริโต ปะริวาริโต เต จะ สั พเพ อะภิกกันเต สิ นเท เทเว สะพรัหมะเก มาระเสนา อะภิกกามิ ปัสสะ กัณ์หัสสะ มันทิยัง เอถะ คัณหะถะ พันธะถะ ราเคนะ พันธะมัตถุ โว สะมันตา ปะริวาเรถะ มา โว มุญจิตถะ โกจิ นัง อิติ ตัตถะ มะหาเสโน กัณ์หะ เสนัง อะเปสะยิ ปาณินา ตะละมาหัจจะ สะรัง กัต์วานะ เภระวัง ยะถา ปาวุสสะโก เมโฆ ถะนะยันโต สะวิชชุโก ตะทา โส ปัจจุทาวัตติ สั งกุทโธ อะสะยัง วะเส ตัญจะ สั พพัง อะภิญญายะ..... วะวักขิต์วานะ จักขุมา ตะโต อามันตะยิ สั ตถา สาวะเก สาสะเน ระเต มาระเสนา อะภิกกันตา เต วิชานาถะ ภิกขะโว เต จะ อาตัปปะมะกะรุง สุ ต์วา พุทธัสสะ สาสะนัง วีตะราเคหิ ปักกามุง เนสั ง โลมัมปิ อิญชะยุง สั พเพ วิชิตะสั งคามา ภะยาตีตา ยะสั สสิ โน
  • 60.
    โมทันติ สะหะ ภูเตหิ สาวะกา เต ชะเนสุ ตาติ ฯ ---------------------
  • 61.
    ท์ วัตติงสาการะปาโฐ อัตถิ อิมัส์มิงกาเย เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสา นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิ หะกัง ปัปผาสั ง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง ปิ ตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโส อัสสุ วะสา เขโฬ สิ งฆาฌิกา มุตตัง มัตถะเก มัตถะลุงคันติ ฯ ---------------------
  • 62.
    สุริยะปะริตตะปาโฐ (ย่ อ) กินนุ สั นตะระมาโน วะ ราหุ สุ ริยัง ปะมุญจะสิ สั งวิคคะรู โป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสี ติ ฯ สั ตตะธา เม ผะเล มุทธา..... ชีวันโต นะ สุ ขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคโตม์ หิ ี โน เจ มุญเจยยะ สุ ริยันติ ฯ ---------------------
  • 63.
    คาถาหว่ านทราย ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ- สะหัสสานิ พุทธะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ- สะหัสสานิ ธัมมะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ- สะหัสสานิ ปัจเจกะพุทธะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อิมัส์มิง ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะ- สะหัสสานิ สั งฆะ ชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ คาถาหว่ านทรายนี้ ใช้ สวดไล่ภูตผีปีศาจร้ ายต่ างๆ ถ้ าสวดเป็ นประจาทาให้ เทวดารักษา อยู่กเ็ ป็ นสุ ข ไปก็เป็ นสุ ข และเจริญด้ วย อายุ วรรณะ สุ ขะ พละ ---------------------
  • 64.
    คาถาโพธิบาท ..........บูระพารัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิงพระธัมเมตัง บูระพารัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อาคะเนยรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง อาคะเนยรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........ทักษิณรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง ทักษิณรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........หรดีรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง หรดีรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........ปัจจิมรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง ปัจจิมรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........พายัพรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง พายัพรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ
  • 65.
    ..........อุดรรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิงพระธัมเมตัง อุดรรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อิสานรัส์มิง พระพุทธะคุณัง บูระพารัส์มิง พระธัมเมตัง อิสานรัส์มิง พระสั งฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวัญชัยเย สั พพะทุกข์ สั พพะโศก สั พพะโรค สั พพะภัย สั พพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญ- ชัยเย สั พพะธะนัง สั พพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ---------------------
  • 66.
    คาถามงคลจักรวาฬแปดทิศ ..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิจงมาเป็ นกาแพง แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา ้ ่ เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ พุทธะชาละปะริก- เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิ จงมาเป็ นกาแพง แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา ้ ่ เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ ธัมมะชาละปะริก- เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิ จงมาเป็ นกาแพง แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา ้ ่ เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ ปัจเจกะพุทธะชาละปะริก- เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ..........อิมัส์มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิ จงมาเป็ นกาแพง แก้วทั้งเจ็ดชั้น มาปองกันห้ อมล้อมรอบ รอบทัวอนัตตา ราชะ เสมานา ้ ่ เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ สั งฆะชาละปะริก- เขตเด รักขันตุ สุ รักขันตุ ฯ ---------------------
  • 67.
    เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะริทีปิกาคาถา พะหุง เว สะระณังยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ อารามะรุกขะเจต์ ยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง เนตัง สะระณะมาคัมมะ สั พพะทุกขา ปะมุจจะติ โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ..... สั งฆัญจะ สะระณัง คะโต จัตตาริ อะริยะสั จจานิ สั มมัปปัญญายะ ปัสสะติ ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง อะริยัญจัฏฐังคิกง มัคคัง ั ทุกขูปะสะมะคามินัง เอตัง โข สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง เอตัง สะระณะมาคัมมะ สั พพะทุกขา ปะมุจจะตีต,ิ ---------------------
  • 68.
    ภาระสุตตะคาถา ภารา หะเว ปัญจักขันธา ภาระหาโร จะ ปุคคะโล ภาราทานัง ทุกขัง โลเก ภาระนิกเขปะนัง สุ ขัง นิกขิปิต์ วา คะรุง ภารัง อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ สะมูลง ตัณหัง อัพพุฬ์หะ..... นิจฉาโต ปะรินิพพุโตติ, ั ---------------------
  • 69.
    ชุมนุมเทวดา (ถ้ าจะสวดเจ็ดตานานใช้ ) ------------สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง ------------ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ ------------ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา ------------อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ สั คเค กาเม จะ รู เป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สั นติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุ ณันตุฯ ------------ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ------------ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ------------ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ (ถ้ าจะสวดสิ บสองตานานใช้ ) สะมันตา จักกะวาเฬสุ ...... อัตราคัจฉันตุ เทวะตา สั ทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุ ณันตุ สั คคะโมกขะทัง ฯ สั คเค กาเม จะ รู เป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ฯลฯ (เหมือนเจ็ดตานานไปจนจบ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ ฯ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
  • 70.
    ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ (ถ้ าสวดให้ คนไข้ ฟัง หรือสวดให้ งานทาบุญสะเดาะเคราะห์ ต่ อชะตาอายุ สวดดังนี) ้ พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สั งฆัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
  • 71.
    นะมะการะสิทธิคาถา (ใช้ แทน สั มพุทเธ) ........โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ สามัง วะ พุทโธ สุ คะโต วิมุตโต มารัสสะ ปาสา วินิโมจะยันโต ปาเปสิ เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง ฯ พุทธัง วะรันตัง สิ ระสา นะมามิ โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ ตันเตชะสา เต ชะยะสิ ทธิ โหตุ สั พพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ ........ธัมโม ธะโช โย วิยะ ตัสสะ สั ตถุ ทัสเสสิ โลกัสสะ วิสุทธิมัคคัง นิยยานิโก ธัมมะธะรัสสะ ธารี สาตาวะโห สั นติกะโร สุ จิณโณ ฯ ธัมมัง วะรันตัง สิ ระสา นะมามิ โมหัปปะทาลัง อุปะสั นตะทาหัง ตันเตชะสา เต ชะยะสิ ทธิ โหตุ สั พพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ ........สั ทธัมมะเสนา สุ คะตานุโค โย โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะเชตา สั นโต สะยัง สั นตินิโยชะโก จะ สวากขาตะธัมมัง วิทตัง กะโรติ ฯ ิ สั งฆัง วะรันตัง สิ ระสา นะมามิ พุทธานุพุทธัง สะมะสี ละทิฏฐิง
  • 72.
    ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ สั พพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุ ฯ
  • 73.
    สัมพุทเธ ........สั มพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ทวาทะสั ญจะ สะหัสสะเก ปัญจะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิ ระสา อะหัง เตสั ง ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ หันตวา สั พเพ อุปัททะเว อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ อะเสสะโต ฯ ........สั มพุทเธ ปัญจะปัญญาสั ญจะ........ จะตุวีสะติสะหัสสะเก ทะสะสะตะสะหัสสาน นะมามิ สิ ระสา อะหัง เตสั ง ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ หันตวา สั พเพ อุปัททะเว อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ อะเสสะโต ฯ ........สั มพุทเธ นะวุตตะระสะเต อัฏฐะจัตตาฬี สะสะหัสสะเก วีสะติสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิ ระสา อะหัง เตสั ง ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ หันตวา สั พเพ อุปัททะเว อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ อะเสสะโต ฯ (ถ้ าไม่ สวด สั มพุทเธ จะสวด นะมะการะสิ ทธิคาถา แทนก็ได้ )
  • 74.
    นะโมการะอัฏฐะกะ นะโม อะระหะโต สัมมา -------- สั มพุทธัสสะ มะเหสิ โน นะโม อุตตะมะธัมมัสสะ สวากขาตัสเสวะ เตนิธะ นะโม มะหาสั งฆัสสาปิ วิสุทธะสี ละทิฏฐิโน นะโม โอมาตยารัทธัสสะ ระตะนัตตยัสสะ สาธุกง ั นะโม โอมะกาตีตัสสะ ตัสสะ วัตถุตตยัสสะปิ นะโมการัปปะภาเวนะ วิคจฉันตุ อุปัททะวา ั นะโมการานุภาเวนะ สุ วัตถิ โหตุ สั พพะทา นะโมการัสสะ เตเชนะ วิธิมหิ โหมิ เตชะวา ฯ
  • 75.
    บทขัดมังคะละสุตตัง เย สั นตาสั นตะจิตตา ติสะระณะสะระณา เอตถะ โลกันตะเร วา ภุมมาภุมมา จะ เทวา คุระคะณะคะหะณัพยาวะฏา สั พพะกาลัง เอเต อายันตุ เทวา วะระกะนะกะมะเย เมรุราเช วะสั นโต สั นโต สั นโต สะเหตุง มุนิวะระวะจะนัง โสตุมัคคัง สะมัคคัง ฯ สั พเพสุ จักกะวาเฬสุ ยักขา เทวา จะ พรัหมุโน ยัง อัมเหหิ กะตัง ปุญญัง สั พพะสั มปัตติสาธะกัง สั พเพ ตัง อะนุโมทิตวา สะมัคคา สาสะเน ระตา ปะมาทะระหิตา โหนตุ อารักขาสุ วิเสสะโต สาสะนัสสะ จะ โลกัสสะ วุฑฒี ภะวะตุ สั พพะทา สาสะนัมปิ จะ โลกัญจะ เทวา รักขันตุ สั พพะทา สั ทธิง โหนตุ สุ ขี สั พเพ ปะริวาเรหิ อัตตะโน อะนีฆา สุ มะนา โหนตุ สะหะ สั พเพหิ ญาติภิ .....ยัญจะ ทวาทะสะ วัสสานิ ..... จินตะยิงสุ สะเทวะกา จิรัสสั ง จินตะยันตาปิ เนวะ ชานิงสุ มังคะลัง จักกะวาฬะสะหัสเสสุ ทะสะสุ เยนะ ตัตตะกัง กาลัง โกลาหะลัง ชาตัง นาวะ พรัหมะนิเวสะนา ยัง โลกะนาโถ เทเสสิ สั พพะปาปะวินาสะนัง ยัง สุ ตวา สั พพะทุกเขหิ มุจจันตาสั งขิยา นะรา เอวะมาทิคุณูเปตัง มังคะลันตัมภะณามะ เห ฯ -------------------------
  • 76.
    มังคะละสุ ตตัง ..........เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ฯ อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา ั อะภิกกันตายะ รัตติยา อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตวา เยนะ ภะคะวา เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ ฯ เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ พะหู เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสตถานัง พรู หิ มังคะละมุตตะมัง ฯ ......อะเสวนา จะ พาลานัง ...... ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จ กะตะปุญญะตา อัตตะสั มมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ พาหุสัจจัญจะ สิ ปปัญจะ วินะโย จะ สุ สิกขิโต สุ ภาสิ ตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ มาตาปิ ตุอปัฏฐานัง ุ ปุตตะทารัสสะ สั งคะโห อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สั งคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สั ญญะโม อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ คาระโว จะ นิวาโต จะ สั นตุฏฐี จะ กะตัญญุตา กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ
  • 77.
    ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสั จจานะ ทัสสะนัง นิพพานะสั จฉิกริยา จะ ิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ เอตาทิสานิ กัตวานะ สั พพัตถะมะปะราชิตา สั พพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสั ง มังคะละมุตตะมันติฯ
  • 78.
    บทขัดระตะนะสุตตัง .............ราชะโต วา โจระโตวา มะนุสสะโต วา อะมะนุสสะโต วา อัคคิโต วา อุทะกะโต วา ปิ สาจะโต วา ขาณุกะโต วา กัณฏะกะโต วา นักขัตตะโต วา ชะนะปะทะโรคะโต วา อะสั ทธัมมะโต วา อะสั นทิฏฐิโต วา อะสั ปปุริสะโต วา จัณฑะหัตถิอสสะมิคะโคณะกุกกุระอะหิวิจฉิกะมะ- ั นิสัปปะทีปิอัจฉะตะรัจฉะสุ กะระมะหิสะ ยักขะรักขะสาทีหิ นานา ภะยะโต วา นานาโรคะโต วา นานาอุปัททะวะโต วา อารักขัง คัณหันตุ ฯ ..............ปะณิธานะโต ปัฏฐายะ ตะถาคะตัสสะ ทะสะ ปาระมิโย ทะสะ อุปะปาระมิโย ทะสะ ปะระมัตถะปาระมิโย ปัญจะ มหา ปะริจจาเค ติสโส จะริยา ปัจฉิมัพภะเว คัพภาวักกันติง ชาติง อะภินิกขะมะนัง ปะธานะจะริยัง โพธิปัลลังเก มาระวิชะยัง สั พพัญญุตะญาณัปปะฏิเวธัง นะวะ โลกุตตะระธัมเมติ สั พเพปิ เม พุทธะคุเณ อาวัชชิตวา เวสาลิยา ตีสุ ปาการันตะเรสุ ติยามะรัตติง ปะริตตัง กะโรนโต อายัสมา อานัน- ทัตเถโร วิยะ การุญญะจิตตัง อุปัฏฐะเปตวา ฯ โกฏิสะตะสะหัสเสสุ จักกะวาเฬสุ เทวะตา ยัสสาณัมปะฏิคคัณหันติ.......... ยัญจะ เวสาลิยัมปุเร โรคามะนุสสะทุพภิกขะ- สั มภูตันติวิธัมภะยัง ขิปปะมันตะระธาเปสิ ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ --------------------------------
  • 79.
    ระตะนะสุ ตตัง ..........ยานีธะ ภูตานิสะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข สั พเพ วะ ภูตา สุ มะนา ภะวันตุ อะโถปิ สั กกัจจะ สุ ณันตุ ภาสิ ตัง ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สั พเพ เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ .......... ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สั คเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สั กยะมุนี สะมาหิโต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุ จิง สะมาธิมานันตะริกญญะมาหุ ั สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสั ฏฐา
  • 80.
    จัตตาริ เอตานิ ยุคานิโหนติ เต ทักขิเณยยา สุ คะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... เย สุ ปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคยหะ ั ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิ โต สิ ยา จะตุพภิ วาเตภิ อะสั มปะกัมปิ โย ตะถูปะมัง สั ปปุริสัง วะทามิ โย อะริยสั จจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... เย อะริยะสั จจานิ วิภาวะยันติ คัมภีระปัญเญนะ สุ เทสิ ตานิ กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... สะหาวัสสะ ทัสสะนะสั มปะทายะ ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
  • 81.
    สั กกายะทิฏฐิ วิจิกจฉิตัญจะ ิ สี ลพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ ั จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิ ตัคเค คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ อิทมปิ พุทเธ ระตะ นัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ อิทมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สั มภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
  • 82.
    นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป อิทมปิสั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง พุทธัง นะมัสสามะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง ธัมมัง นะมัสสามะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ .......... ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง สั งฆัง นะมัสสามะ สุ วัตถิ โหตุ ฯ
  • 83.
    บทขัดกะระณียะเมตตะสุตตัง ยัสสานุภาวะโต ยักขา.......... เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตันทิวะมะตันทิโต สุ ขัง สุ ปะติ สุ ตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ --------------------------------- กะระณียะเมตตะสุ ตตัง .......กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สั นตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สั กโก อุชู จะ สุ หุชู จะ สุ วะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานิ สั นตุสสะโก จะ สุ ภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สั ลละหุกะวุตติ สั นตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคทโธ ิ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สุ ขิโน วา เขมิโน โหนตุ สั พเพ สั ตตา ภะวันตุ สุ ขิตัตตา เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสั นติ อะวิทูเร ภูตา วา สั มภะเวสี วา สั พเพ สั ตตา ภะวันตุ สุ ขิตัตตา นะ ปะโร ปะรัง นิกพเพถะ ุ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสั ญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข เอวัมปิ สั พพะภูเตสุ มานะสั มภาวะเย อะปะริมาณัง ....... เมตตัญจะ สั พพะโลกัสมิง....... มานะสั มภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสั มพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
  • 84.
    เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สี ละวา ทัสสะเนนะ สั มปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
  • 85.
    บทขัดขันธะปะริตตะคาถา สั พพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง เสสั ญจาปิ ปะริสสะยัง อาณักเขตตัมปิ สั พพัตถะ............ สั พพะทา สั พพะปาณินัง สั พพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมะภะณามะ เห ฯ ------------------------------ ขันธะปะริตตะคาถา วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะเถหิ เม ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ อะปาทะเกหิ เม เมตตัง เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สั พเพ สั ตตา สั พเพ ปาณา.......... สั พเพ ภูตา จะ เกวะลา สั พเพ ภัทรานิ ปัสสั นตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สั งโฆ ปะมาณะวันตานิ สิ ริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สั ตตันนัง สั มมาสั มพุทธานัง ฯ
  • 86.
    ฉัททันตะปะริตตัง วะธิสสะเมนันติ ปะรามะสั นโต กาสาวะมัททักขิธะชัง อิสีนัง ทุกเขนะ ผุฏฐัสสุ ทะปาทิ สั ญญา อะระหัทธะโช สั พภิ อะวัชฌะรู โป สั ลเลนะ วิทโธ พยะถิโตปิ สั นโต กาสาวะวัตถัมหิ มะนัง นะ ทุสสะยิ สะเจ อิมัง นาคะวะเรนะ สั จจัง มา มัง วะเน พาละมิคา อะคัญฉุนติ ฯ
  • 87.
    บทขัดโมระปะริตตัง ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สั งวิหิตารักขัง มะหาสั ตตัง วะเนจะรา จิรัสสั ง วายะมันตาปิ เนวะ สั กขิงสุ คัณหิตุง พรัหมะมันตันติ อักขาตัง............. ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ ----------------------------- โมระปะริตตัง ............อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา ............หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสั ง ............ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสั ง ............เย พราหมะณา เวทะคุ สั พพะธัมเม ............เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ ............นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา ............นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯ ............อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา ............หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสั ง ............ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง ............เย พราหมะณา เวทะคุ สั พพะธัมเม ............เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ ............นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา ............นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
  • 88.
    อิมัง โส ปะริตตังกัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ
  • 89.
    บทขัดวัฏฏะกะปะริตตัง ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง วัฏฏะชาติยัง ยัสสะ เตเชนะ ทาวัคคิ........ มะหาสั ตตัง วิวัชชะยิ เถรัสสะ สารีปตตัสสะ ุ โลกะนาเถนะ ภาสิ ตัง กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ ------------------------------- วัฏฏะกะปะริตตัง อัตถิ โลเก สี ละคุโณ สั จจัง โสเจยยะนุททะยา เตนะ สั จเจนะ กาหามิ สั จจะกิริยะมะนุตตะรัง อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง สะริตวา ปุพพะเก ชิเน สั จจะพะละมะวัสสายะ สั จจะกิริยะมะกาสะหัง สั นติ ปักขา อะปัตตะนา สั นติ ปาทา อะวัญจะนา มาตา ปิ ตา จะ นิกขันตา ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ สะหะ สั จเจ กะเต มัยหัง มะหาปัชชะลิโต สิ ขี วิชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ........ อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิ ขี สั จเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สั จจะปาระมีติ ฯ
  • 90.
    บทขัดธะชัคคะปะริตตัง ธะชัคคะสุตตัง อันตะลิกเขปิ ปาณิโน ยัสสานุสสะระเณนาปิ ........... ภูมิยัง วิยะ สั พพะทา ปะติฏฐะมะธิคจฉันติ ั ยักขะโจราทิสัมภะวา สั พพุปัททะวะชาลัมหา ปะริตตันตัมภะณามะ คะณะนา นะ จะ มุตฺตานัง เหฯ ------------------------------ ธะชัคคะปะริตตัง ธะชัคคะสุ ตตัง ..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู ั อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง ฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะฯ ..........ภูตะปุพพัง ภิกขะเว เทวาสุ ระสั งคาโม สะมุปัพยุฬโห อะโหสิ ฯ อะถะโข ภิกขะเว สั กโก เทวานะมิโท เทเว ตาวะติงเส อามันเตสิ สะเจ มาริสา เทวานัง สั งคา มะคะตานัง อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ มะมัง หิ โว ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปิ หิยยิสสะติ โน เจ เม ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ ..........อะถะ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ ปะชาปะติสสะ หิ โว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ ปะชาปะติสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ
  • 91.
    ..........อะถะ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ วะรุณัสสะ หิโว เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิส สะติ โน เจ วะรุณัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ ..........อะถะ อีสานัสสะ เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลเกยยาถะ อีสานัสสะ หิโว เทวะ ราาชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะตีติฯ ..........ตัง โข ปะนะ ภิกขะเว สั กกัสสะ วา เทวานะ มินทัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ปะชาปะติสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง วะรุณัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง อีสานัสสะ วา เทวะราชัสสะ ธะชัคคัง อุลโลกะยะตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วาโส ปะหิยเยถาปิ โนปิ ปะหิยเยถะ ตัง กิสสะเหตุ สั กโก หิ ภิกขะเว เทวานะมินโท อะวีตะ- ราโค อะวีตะโทโส อะวีตะโมโห ภิรุ ฉัมภี อุตราสี ปะลายีติฯ ..........อะหัญจะ โข ภิกขะเว เอวัง วะทามิ สะเจ ตุมหากัง ภิกขะเว อะรัญญะคะตานัง วา รุกขะมูละคะตานัง วา สุ ญญาคาระคะตานัง วา อุปปัชเชยยะ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา มะเมวะ ตัสมิง สะมะเย อันุสสะเรยยาถะ ..........อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะ- สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ มัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ ..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก
  • 92.
    เอหิปัสสิ โก โอปะนะยิโกปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ธัมมัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ โน เจ ธัมมัง อะนุสสะเรยยาถะ อะถะ สั งฆัง อะนุสสะเรยยาถะ ..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะ กะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ ั อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณะโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ..........สั งฆัง หิ โว ภิกขะเว อะนุสสะระตัง ยัมภะวิสสะติ ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส วา โส ปะหิยยิสสะติ ตัง กิสสะ เหตุ ตะถา คะโต หิ ภิกขะเว อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วีตะราโค วีตะโทโส วีตะโมโห อะภิรุ อัจฉัมภี อะนุตราสี อะปะ ลายีติฯ อิทะมะ- โวจะ ภะคะวา อิทง วตวานะ สุ คะโต อะถาปะรัง เอตะทะโวจะ สั ตถา ั อะรัญเญ รุกขะมูเล วา สุ ญญาคาเรวะ ภิกขะโว อะนุสสะเรถะ สั มพุทธัง .......... ภะยัง ตุมหากะ โน สิ ยา โน เจ พุทธัง สะเรยยาถะ โลกะ เชฏฐัง นะราสะภัง อะถะ ธัมมัง สะเรยยาถะ นิยยานิกง สุ เทสิ ตัง ั โน เจ ธัมมัง สะเรยยาถะ นิยยานิกง สุ เทสิ ตัง ั อะถะ สั งฆัง สะเรยยาถะ ปุญญักเขตตัง อะนุตตะรัง เอวัมพุทธัง สะรันตานัง ธัมมัง สั งฆัญจะ ภิกขะโว ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วา โลมะหังโส นะ เหสสะตีติ ฯ
  • 93.
    บทขัดอาฏานาฏิยะปะริตตัง อัปปะสั นเนหิ นาถัสสะ.......... สาสะเน สาธุสัมมะเต อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ ปะริสานัญจะตัสสั นนะ มะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ -------------------------- อาฏานาฏิยะปะริตตัง ........วิปัสสิ สสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิ รีมะโต สิ ขิสสะปิ นะมัตถุ สั พพะภูตานุกมปิ โน ั เวสสะภุสสะ นะมัตถุ นะหาตะกัสสะ ตะปัสสิ โน นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระเสนัปปะมัททิโน โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ วุสีมะโต กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ สั พพะธิ อังคีระสั สสะ นะมัตถุ สั กยะปุตตัสสะ สิ รีมะโต โย อิมัง ธัมมะมะเทเสสิ สั พพะทุกขาปะนูทะนัง เย จาปิ นิพพุตา โลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิ สุง เต ชะนะา อะปิ สุ ณา มะหันตา วีตะสาระทา หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสั นติ โคตะมัง วิชชาจะระณะสั มปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทัง ฯ (วิชชาจะระณะสั มปันนัง พุทธัง วันทามะ โคตะมันติ) ........นะโม เม สั พพะพุทธานัง........ อุปปันนานัง มะเหสิ นัง ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร โกณทัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ
  • 94.
    สุ มะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต ระติวัฑฒะโน โสภีโต คุณะสั มปันโน อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม ปะทุโม โลกะปัชโชโต นาระโท วะระสาระถี ปะทุมุตตะโร สั ตตะสาโร สุ เมโธ อัปปะฏิปคคะโล ุ สุ ชาโต สั พพะโลกัคโค ปิ ยะทัสสี นะราสะโภ อัตถะทัสสี การุณิโก ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท สิ ทธัตโถ อะสะโม โลเก ติสโส จะ วะทะตัง วะโร ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ วิปัสสี จะ อะนูปะโม สิ ขี สั พพะหิโต สั ตถา เวสสะภู สุ ขะทายะโก กะกุสันโธ สั ตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห กัสสะโป สิ ริสัมปันโน โคตะโม สั กยะปุงคะโว ฯ ........เอเต จัญเญ จะ สั มพุทธา อะเนกะสะตะโกฏะโย สั พเพ พุทธา อะสะมะสะมา สั พเพ พุทธา มะหิทธิกา สั พเพ ทะสะพะลูเปตา เวสารัชเชหุปาคะตา สั พเพ เต ปะฏิชานันติ อาสะภัณฐานะมุตตะมัง สี หะนาทัง นะทันเต เต ปะริสาสุ วิสาระทา พรัหมะจักกัง ปะวัตเตนติ โลเก อัปปะฏิวัตติยัง อุเปตา พุทธะธัมเมหิ อัฏฐาระสะหิ นายะกา ทะวัตติงสะลักขะณูเปตา - สี ตยานุพยัญชะนาธะรา พยามัปปะภายะ สุ ปปะภา สั พเพ เต มุนิกญชะรา ุ พุทธา สั พพัญญุโน เอเต สั พเพ ขีณาสะวา ชินา มะหัปปะภา มะหาเตชา มะหาปัญญา มะหัพพะลา มะหาการุณิกา ธีรา สั พเพสานัง สุ ขาวะหา ทีปา นาถา ปะติฏฐา จะ ตาณา เลณา จะ ปาณินัง คะตี พันธู มะหัสสาสา สะระณา จะ หิเตสิ โน
  • 95.
    สะเทวะกัสสะ โลกัสสะ สั พเพ เอเต ปะรายะนา เตสาหัง สิ ระสา ปาเท วันทามิ ปุริสุตตะเม วะจะสา มะนะสา เจวะ วันทาเมเต ตะถาคะเต สะยะเน อาสะเน ฐาเน คะมะเน จาปิ สั พพะทา สะทา สุ เขนะ รักขันตุ พุทธา สั นติกะรา ตุวัง เตหิ ตวัง รักขิโต สั นโต มุตโต สั พพะภะเยนะ จะ สั พพะโรคะวินิมุตโต สั พพะสั นตาปะวัชชิโต สั พพะเวระมะติกกันโต นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ ฯ ........เตสั ง สั จเจนะ สี เลนะ ขันติเมตตาพะเลนะ จะ เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ ฯ ........ปุรัตถิมัสมิง ทิสาภาเค สั นติ ภูตา มะหิทธิกา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ ทักขิณัสมิง ทิสาภาเค สั นติ เทวา มะหิทธิกา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ ปัจฉิมัสมิง ทิสาภาเค สั นติ นาคา มะหิทธิกา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ อุตตะรัสมิง ทิสาภาเค สั นติ ยักขา มะหิทธิกา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง จัตตาโร เต มะหาราชา โลกะปาลา ยะสั สสิ โน เตปิ ตุมเห อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ อากาสั ฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มะหิทธิกา เตปิ ตุมเห อะนุรักขันต อาโรคเยนะ สุ เขนะ จะ ........นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
  • 96.
    เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ ........ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตถิ ตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตถิ ตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต ยังกิญจิ ระตะนัง โลเก วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ ระตะนัง สั งฆะสะมัง นัตถิ ตัสมา โสตถี ภะวันตุ เต ........สั กกัตวา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา นัสสั นตุปัททะวา สั พเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต สั กกัตวา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา นัสสั นตุปัททะวา สั พเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เต สั กกัตวา สั งฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง อาหุเนยยัง ปาหุเณยยัง สั งฆะเตเชนะ โสตถินา นัสสั นตุปัททะวา สั พเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯ ........สั พพีติโย วิวัชชันตุ สั พพะโรโค วินัสสะตุ มา เต ภะวัตตวันตะราโย สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ อะภิวาทะนะสี ลสสะิ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ
  • 97.
    บทขัดอังคุลมาละปะริตตัง ิ ปะริตตัง ยัมภะณันตัสสะ...... นิสินนัฏฐานะโธวะนัง อุทะกัมปิ วินาเสติ สั พพะเมวะ ปะริสสะยัง โสตถินา คัพภะวุฏฐานัง ยัญจะ สาเธติ ตังขะเณ เถรัสสั งคุลมาลัสสะ ิ โลกะนาเถนะ ภาสิ ตัง กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ ------------------------------- อังคุลมาละปะริตตัง ิ ...........ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สั ญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สั จเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ ...........ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สั ญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สั จเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ ...........ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สั ญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตาฯ เตนะ สั จเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
  • 98.
    บทขัดโพชฌังคะปะริตตัง สังสาเร สั งสะรันตานัง สั พพะทุกขะวินาสะเน สั ตตะ ธัมเม จะ โพขฌังเค........ มาระเสนัปปะมัททิโน พุชฌิตวา เยปิ เม สั ตตา ติภะวามุตตะกุตตะมา อะช่ ติง อะชะราพยาธิง อะมะตัง นิพภะยัง คะตา เอวะมาทิคุณูเปตัง อะเนกะคุณะสั งคะหัง โอสะถัญจะ อิมัง มันตัง โพชฌังคันตัมภะณามะ เห ฯ ------------------------------- โพชฌังคะปะริตตัง ..........โพชฌังโค สะติสังขาโต.......... ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปี ติปัสสั ทธิ - โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สั ตเตเต สั พพะทัสสิ นา มุนินา สั มมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา ี สั งวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา ..........เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา โพชฌังเค สั ตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตวา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ ..........เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิ โต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง สั มโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ ..........ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสิ นัง
  • 99.
    มัคคาหะตะกิเลสา วะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สั พพะทา ฯ
  • 100.
    บทขัดอะภะยะปะริตตัง ปุญญะลาภัง มะหาเตชัง......... วัณณะกิตติมะหายะสัง สั พพะสั ตตะหิตัง ชาตัง ตัง สุ ณันตุ อะเสสะโต อัตตัปปะระหิตัง ชาตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ ---------------------------- อะภะยะปะริตตัง ........ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สั ทโท ปาปัคคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ ........ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สั ทโท ปาปัคคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ ........ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สั ทโท ปาปัคคะโห ทุสสุ ปินัง อะกันตัง สั งฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
  • 101.
    เทวะตาอุยโยชะนะคาถา ........ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สั พเพปิ ปาณิโน เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สั มภะตัง ปุญญะสั มปะทัง สั พเพ เทวานุโมทันตุ สั พพะสั มปัตติสิทธิยา ทานัง ทะทันตุ สั ทธายะ สี ลง รักขันตุ สั พพะทา ั ภาวะนาภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ ........ สั พเพ พุทธา พะลัปปัตตา........ ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สั พพะโส ฯ ..........ขอสั ตว์ ท้งปวง ทีประสบทุกข์ จงพ้ นจากทุกข์ ั ่ ทีประสบภัย จงพ้ นจากภัย และทีประสบความโศก ่ ่ จงพ้ นจากความโศกเสี ยได้ เถิด และขอเทวดาทั้งปวง จงได้ อนุโมทนา ซึ่งบุญสมบัติอนข้ าพเจ้ าทั้งหลายได้ สร้ างสมไว้ แล้วนี้ เพื่อความสาเร็จ ั แห่ งสมบัติท้งปวงมนุษย์ ทั้งหลาย จงให้ ทานด้ วยใจศรัทธา รักษาศีล ั ตลอดกาลทั้งปวง ทวยเทพทั้งหลาย ทีมาชุมนุมแล้วขอเชิญกลับเถิด ่ .........พระพุทธเจ้ าทั้งหลายผู้ทรงถึงพร้ อม ด้ วยพละธรรม ด้ วยเดชแห่ งพละธรรมของ พระปัจเจกพุทธเจ้ าทั้งหลาย และ ด้ วยเดชแห่ งพละธรรม ของพระอรหันต์ ท้งหลายขอให้ ข้าพเจ้ า ั จงคุ้มครองรักษา ความดีไว้ ได้ โดยประการทั้งปวงเทอญ
  • 102.
    บทขัดชะยะปะริตตง ฺ ั ชะยัง เทวะมะนุสสานัง ชะโย โหตุ ปะราชิโต มาระเสนา อะภิกกันฺตา สะมันตา ทวาทะสะโยชะนา ขันฺติเมตตาอะธิฎฺฐานา วิทธังเสตวานะ จักขุมา ภะวาภะเว สั งสะรันโต ทิพฺพะจักฺขงุ วิโสธะยิ ปะริยาปันฺนาทิโสตฺถานัง....... หิตายะ จะ สุ ขายะ จะ พุทธะกิจฺจัง วิโสเธตวา ปะริตตันตัมฺภะณามะ เห ฯ ------------------------ ชะยะปะริตตัง มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สั พพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สั พพา ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ ........ชะยันโต โพธิยา มูเล ........ สั กยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สี เส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สั พพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุ นักขัตตัง สุ มังคะลัง สุ ปะภาตัง สุ หุฎฐิตัง สุ กขะโณ สุ มุหุตโต จะ สุ ยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ ........โส อัตถะลัทโธ สุ ขิโต วิรุฬโห พุทธะสาสะเน อะโรโค สุ ขิโต โหหิ สะหะ สั พเพหิ ญาติภิ
  • 103.
    สา อัตถะลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสาสะเน อะโรคา สุ ขิตา โหหิ สะหะ สั พเพหิ ญาติภิ เต อัตถะลัทธา สุ ขิตา วิรุฬหา พุทธะสาสะเน อะโรคา สุ ขิตา โหถะ สะหะ สั พเพหิ ญาติภิฯ
  • 104.
    ระตะนัตตะยัปปะภาวาภิยาจะนะคาถา อะระหัง สั มมาสัมพุทโธ อุตตะมัง ธัมมะมัชฌะคา มะหาสั งฆัง ปะโพเธสิ อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง พุทโธ ธัมโม สั งโฆ จาติ นานาโหนตัมปิ วัตถุโต อัญญะมัญญาวิโยคา วะ เอกีภูตัมปะนัตถะโต พุทโธ ธัมมัสสะ โพเธตา ธัมโม สั งเฆนะ ธาริโต สั งโฆ จะ สาวะโก พุทธัสสะ อิจเจกาพัทธะเมวิทง ั วิสุทธัง อุตตะมัง เสฏฐัง โลกัส์มิง ระตะนัตตะยัง สั งวัตตะติ ปะสั นนานัง อัตตะโน สุ ทธิกามินัง สั มมา ปะฏิปัชชันตานัง ปะระมายา วิสุทธิยา ฯ วิสุทธิ สั พพัก์เลเสหิ โหติ ทุกเขหิ นิพพุติ นิพพานัง ปะระมัง สุ ญญัง นิพพานัง ปะระมัง สุ ขัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ สุ วัตถิ โหตุ สั พพะทา ฯ ระตะนัตตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะเตชะสา อุปัททะวันตะรายา จะ อุปะสั คคา จะ สั พพะโส มา กะทาจิ สั มผุสิงสุ รัฏฐัง ส์ ยามานะเมวิทงั อาโรคิยะสุ ขัญเจวะ ตะโต ทีฆายุตาปิ จะ ตัพพัตถูนัญจะ สั มปัต์โย สุ ขัง สั พพัตถะ โสตถี จะ ภะวันตุ สั มปะวัตตันตุ ส์ ยามานัง รัฏฐะปาลินัง เต จะ รัฏฐัญจะ รักขันตุ ส์ ยามะรัฏฐิกะเทวะตา ส์ ยามานัง รัฏฐะปาสี หิ ธัมมามิเสหิ ปูชิตา สิ ทธะมัตถุ สิ ธะมัตถุ สิ ทธะมัตถุ อิทง ผะลัง ั เอตัส์มิง ระตะนัตตะยัส์มิง........ สั มปะสาทะนะเจตะโส ฯ ------------------------
  • 105.
    ระตะนัตตะยัปปะภาวะสิทธิคาถา อะระหัง สั มมาสัมพุทโธ โลกานัง อะนุกมปะโก ั เวเนยยานัง ปะโพเธตา สั นติมัคคานุสาสะโก ฯ ส์ วากขาโต อุตตะโม ธัมโม โลกานัง ตะมะทาละโก นิยยานิโก จะ ทุกข์ ส์มา ธัมมะจารีนุปาละโก ฯ สุ ปะฏิปันโน มะหาสั งโฆ โลกานัง ปุญญะมากะโร สี ละทิฏฐีหิ สั งสุ ทโธ สั นติมัคคะนิโยชะโก ฯ อิจเจตัง ระตะนัง เสฏฐัง โลเก สะระฌะมุตตะมัง ปะริกขะกานะ ธีรานัง ญาณะสั ญจาระณักขะมัง ฯ ยัสสะ โลกัง ปะภาเสติ อาตะโปวะ ตะโมนุโท ทัยยะเทโส อิมาคัมมะ เขมะมัคคัปปะโชตะนัง สั นติสุเข ปะติฏฐาติ อิสสะโร สาตะตัง ฐีโต ฯ อัคคะเมตัง ติระตะนัง คะรุง กัต์วานะ รักขิตัง ธะชัง กัต์วา ปะเทสั สสะ ทัยยะเทเสนะ อุทธะตัง ฯ นีติปัญญัติการายะ สะทิฏฐิยา ปะกุพพะเน ธัมมะนุญญัง วะ รัฏฐัสสะ รัฏฐานัง สิ ทธิทายะกัง ฯ เอวัง สาสะนะกิจเจสุ สั งฆัง กัต์วานะธิสสะรัง ปะสิ ชฌะนันติทง พุทธะ- ั สาสะนัสสะ ปะสาสะนัง เอวัง ปะสาสะนุปาเยนะ ถิรัง ติฏฐะติ สาสะนัง ฯ ระตะนัตตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะเตชะสา ทัยยะชาติ วิโรเจตุ สั พพะสั มปัตติสิทธิยา อิทธิง ปัปโปตุ เวปุลลัง วิรุฬหิง จุตตะริง สะทา ฯ -จิรัง ติฏฐะตุ โลกัส์มิง สั มมาสั มพุทธะสาสะนัง ทัสเสนตัง ภัพพะสั ตตานัง อัญชะสั ง วะ วิสุทธิยา ฯ จิรัญชีวะตุ ทีฆายุ ทัยยานัง ธัมมะขัตติโย
  • 106.
    วัณณะวา พะละสั มปันโน นิรามะโย จะ นิพภะโย ฯ รัฏฐัสสะ ธัมมะนุญญัญจะ จิรัง ติฏฐะตุ โสตถินา ฯ ระตะนัตตะยัปปะภาเวนะ วุฑฒิยาสา สะมิชฌะตุ ทัยยานัง รัฏฐะปาลินัง สั พพะสิ ทธิ สะทา ถิรัง ฯ ชะยะมัตถุ จะ ทัยยานัง วุฑฒิ สั นติ นิรันตะรัง ปะวัฑฒะตัง จะ ภิยโยโส........... ธะนุฏฐาเนนะ สั มปะทาติ ฯ ------------------------
  • 107.
    สุขาภิยาจะนะคาถา ยัง ยัง เทวะมะนุสสานัง มังคะลัตถายะ ภาสิ ตัง ตัสสะ ตัสสานุภาเวนะ โหตุ ราชะกุเล สุ ขัง เย เย อารักขะกา เทวา ตัตถะ ตัตถาธวาสิ โน อิมินา ธัมมะทาเนนะ สั พเพ อัมเหหิ ปูชิตา สะทา ภัท์รานิ ปัสสั นตุ สุ ขิตา โหนตุ นิพภะยา อัปปะมัตตา จะ อัมเหสุ สั พเพ รักขันตุ โน สะทา ยัญจะ โน ภาสะมาเนหิ กุสะลัง ปะสุ ตัง พะหุง ตันโน เทวานุโมทันตุ จิรัง ติฏฐันตุ สาคะตัง เย วา ชะลาพุชัณฑะชา สั งเสทะโชปะปาติกา อะเวรา โหนตุ สั พเพ เต อะนีฆา นิรุปัททะวา ปัสสั นตุ อะนะวัชชานิ มา จะ สาวัชชะมาคะมา จิรัง ติฏฐะตุ โลกัส์มิง สั มมาสั มพุทธะสาสะนัง ทัสเสนตัง โสตะวันตุนัง มัคคัง สั ตตะวิสุทธิยา ยาวะ พุทโธติ นามัมปิ โลกะเชฏฐัสสะ สั ตถุโน สั มมาเทสิ ตะธัมมัสสะ ปะวัตตะติ มะเหสิ โน ปะสั นนา โหนตุ สั พเพปิ ปาณิโน พุทธะสาสะเน สั มมา ธารัง ปะเวจฉันโต กาเล เทโว ปะวัสสะตุ วุฑฒิภาวายะ สั ตตานัง สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง มาตา ปิ ตา จะ อัตระชัง นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน........... ปะชัง รักขันตุ สั พพะทา ฯ ------------------------
  • 108.
    มงคลจักรวาฬใหญี่ ..........สิ ริธิติมะติเตโชชะยะสิ ทธิมะหิทธิมะหาคุณาปะริมิตะปุญญาธิ- การัสสะสั พพันตะรายะนิวาระณะสะมัตถัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ ท์วัตติงสะมะหาปุริสะลักขะณานุภาเวนะ อะสี ต์ยา- นุพ์ยัญชะนานุภาเวนะ อัฏฐุตตะระสะตะมังคะลานุภาเวนะ ฉัพพัณณะ- รังสิ ยานุภาเวนะ เกตุมาลานุภาเวนะ ทะสะปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะอุปะ- ปาระมิตานุภาเวนะ ทะสะปะระมัตถะปาระมิตานุภาเวนะ สี ละสะมาธิ- ปัญญานุภาเวนะ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สั งฆานุภาเวนะ เตชา- นุภาเวนะ อิทธานุภาเวนะ พะลานุภาเวนะ เญยยะธัมมานุภาเวนะ จะตุ- ราสี ติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ นะวะโลกุตตะระธัมมานุภาเวนะ อัฏฐังคิกะมัคคานุภาเวนะ อัฏฐะสะมาปัตติยานุภาเวนะ ฉะฬะภิญญา- นุภาเวนะ จะตุสัจจะญาณานุภาเวนะ ทะสะพะละญาณานุภาเวนะ สั พพัญญตะญาณานุภาเวนะ เมตตาการุณามุทตาอุเปกขานุภาเวนะ ิ สั พพะปะริตตานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะสะระณานุภาเวนะ ตุยหัง สั พ- พะโรคะโสกุปัททะวะทุกขะโทมะนัสสุ ปายาสา วินัสสั นตุ สั พพะ อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ สั พพะสั งกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา ตุยหัง โหนตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สั พพะทา ฯ อากาสะ- ปัพพะตะวะนะภูมิคงคามะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา ั ตุม์เห อะนุรักขันตุ ฯ ..........ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง.......... รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะสั งฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
  • 109.
    ..........นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันต์ วา เตสั ง อัปัททะเว นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปะริตตัสสานุภาเวนะ หันต์ วา เตสั ง อัปัททะเว นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะนิวาระณา ปะริตตัสสานุภาเวนะ....... หันต์ วา เตสั ง อัปัททะเว ฯ ------------------------
  • 110.
    บทขัดธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตร อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง สั มพุชฌิต์วา ตะถาคะโต ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง สั มมะเทวะ ปะวัตเตนโต โลเก อัปปะฏิวัตติยัง ยัตถากขาตา อุโภ อันตา ปะฏิปัตติ จะ มัชฌิมา จะตูส์วาริยะสั จเจสุ วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง เทสิ ตัง ธัมมะราเชนะ สั มมาสั มโพธิกตตะนัง ิ นาเมนะ วิสสุ ตัง สุ ตตัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง เวยยากะระณะปาเฐนะ.......... สั งคัตันภะฌามะ เส ฯ ------------------------ ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุ ตตัง ..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิ ยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ ..........เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุ ขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสั ญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสั ญหิโต ฯ ..........เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติฯ ..........กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถา คะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ
  • 111.
    อะภิญญายะ สั มโพธายะนิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ..........อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทง ฯ สั มมา- ั ทิฏฐิ สั มมาสั งกัปโป สั มมาวาจา สั มมากัมมันโต สั มมาอาชีโว สั มมา- วายาโม สั มมาสะติ สั มมาสะมาธิ ฯ ..........อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิ สั มพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยัะสั จจัง ชาติปิ ทุกขา ั ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะ ทุกขะโทมะนัสสุ ปายา- สาปิ ทุกขา อัปปิ เยหิ สั มปะโยโค ทุกโข ปิ เยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิ จฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สั งขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ ..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุมะโย อะริยะสั จจัง ฯ ยายัง ั ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภิ นันทินี ฯ เสยยะถีทง ฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ ั ..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจังฯ โย ั ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะ นิโรโธ จาโค ปะฏินิสสั คโค มุตติ อะนาละโย ฯ ..........อิทง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา ั อะริยะ สั จจัง ฯ ..........อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทง ฯ สั มมา- ั ทิฏฐิ สั มมาสั งกัปโป สั มมาวาจา สั มมากัมมันโต สั มมา อาชีโว สั มมา- วายาโม สั มมาสะติ สั มมาสะมาธิ ฯ ..........อิทง ทุกขัง อะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ั ธัมเมสุ จักขุง อุทพปาทิ ญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิ วิชชา
  • 112.
    อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขัง อะริยะสั จจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ั ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขัง อะริยะสั จจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ั ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ ..........อิทง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะ- ั นุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะสะมุทมะโย อะริยะสั จจัง ปะหาตัพพันติ ั เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะสะมุทมะโย อะริยะสั จจัง ปะหีนันติ เม ั ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ ..........อิทง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะ- ั นุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโกอุทะปาทิ ฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจัง สั จจิกาตัพพันติ เม ั ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสั จจัง สั จจิกะตันติ เม ั ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะ- ปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
  • 113.
    ..........อิทง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทาอะริยะสั จจันติ เม ภิกขะเว ั ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริสัจจัง ั ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ ..........ตัง โข ปะนิทง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสั จจัง ั ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุ เตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ ..........ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสั จเจสุ เอวันติ- ปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุ วิสุทธัง อะโหสิ ฯ ..........เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะ- เก สั สสะมะณะพราหมะณิยา ปายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุต ตะรัง สั มมาสั มโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิ ง ฯ ..........ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสั จเจสุ เอวันติ- ปะริวัฏฏัง ท์วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุ วิสุทธัง อะโหสิ ฯ ..........อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สั สสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะ มะนุสสายะ อะนุตตะรัง สั มมาสั มโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิ ง ฯ ..........ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง ปุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ ..........อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิขู ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุง ฯ อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส์มิง
  • 114.
    ภัญญะมาเน อายัส์มะโต โกณฑัญญัสสะวิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สุ มุทะยะธัมมัง สั พพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ ..........ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สั ททะ- มะนุสสาเวสุ ง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิ ยังบ อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัส์มินติ ฯ ..........ภุมมานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........จาตุมมะหาราชิกา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯจาตุมมะหา- ราชิกานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........ตาวะติงสา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ตาวะติงสานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........ยามา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ยามานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........ตุสิตา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ตุสิตานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........นิมมานะระตี เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ นิมมานะระตีนัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ปะระ- นิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ( เมื่อจะสวดย่ อเพียงสวรรค์ ๖ ชั้น ครั้นสวดมาถึงตรงนีแส้ วสวด พรัหมะกายิกา เทวา สั ททะมะนุส- ้ สะเวสุ ง แล้วลง เอตัมภะคะวะตา พาราณัสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯลฯ เหมือนกันไปจนจบ ) พรัหมะปาริสัชชา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ พรัหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา
  • 115.
    ..........พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ พรัหมะปะ โรหิตานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........มะหาพรัหมา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ มะหาพรัหมานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........ปะริตตาภา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ปะริตตาภานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........อัปปะมาณาภา เทวา สั ททะมะนุสสา เวสุ ง ฯ อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........อาภัสสะรา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ อาภัสสะรานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........ปะริตตะสุ ภา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ปะริตตะสุ ภานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........อัปปะมาณะสุ ภา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ อัปปะมาณะ- สุ ภานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........สุ ภะกิณหะกา เทวา สั ททะ มะนุสสาเวสุ ง ฯ สุ ภะกิณหะกานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........เวหัปผะลา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ เวหัปผะลานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........อะวิหา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ อะวิหานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........อะตัปปา เทวา สั ททะมะนุสสา เวสุ ง ฯ อะตัปปานัง เทวานัง สั ททัง สุ ต์วา ..........สุ ทสสา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ สุ ทสสานัง เทวานัง ั ั สั ททัง สุ ต์วา ..........สุ ทสสี เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ สุ ทสสี นัง เทวานัง ั ั
  • 116.
    สั ททัง สุต์วา ..........อะกะนิฏฐะกา เทวา สั ททะมะนุสสาเวสุ ง ฯ ..........เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิ ยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิ วัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ ..........อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สั ทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สั งกัมปิ สั มปะกัมปิ สั มปะเวธิฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง ฯ ..........อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ ฯ ..........อิติหิทง อายัส์มะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญ เตว์ วะ ั นามัง อะโหสี ติ ฯ ------------------------
  • 117.
    บทขัดอะนัตตะลักขะณะสุตร ยันตัง สั ตเตหิ ทุกเขนะ เญยยัง อะนัตตะลักขะณัง อัตตะวาทาตตะสั ญญานัง สั มมะเทวะ วิโมจะนัง สั มพุทโธ ตัง ปะกาเสสิ ทิฏฐะสั จจานะ โยคินัง อุตตะริง ปะฏิเวธายะ ภาเวตุง ญาณะมุตตะมัง ยันเตสั ง ทิฏฐะธัมมานัง ญาเณนุปะปะริกขะตัง สั พพาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสุ อะเสสะโต ตะถา ญาณานุสาเรนะ สาสะนัง กาตุมิจฉะตัง สาธุนัง อัตถะสิ ทธัตถัง......... ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส ฯ ------------------------ อะนัตตะลักขะณะสุ ตตัง ..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิ ยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตัต์ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ ..........รู ปัง ภิกขะเว อะนัตตา ฯ รู ปัญจะหิทง ภิกขะเว อัตตา ั อะภะวิสสะ นะยิทง รู ปัง อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ จะ ั รู เป เอวัง เม รู ปัง โหตุ เอวัง เม รู ปัง มา อะโหสี ติ ฯ ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว รู ปัง อะนัตตา ตัส์มา รู ปัง อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ รู เป เอวัง เม รู ปัง โหตุ เอวัง เม รู ปัง มา อะโหสี ติ ฯ ..........เวทะนา อะนัตตา ฯ เวทะนา จะ หิทง ภิกขะเว อัตตา ั อะกะวิสสะ นะยิทง เวทะนา อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ ั จะ เวทะนายะ เอวัง เม เวทะนา โหตุ เอวัง เม เวทะนา มา
  • 118.
    อะโหสี ติ ยัส์มาจะ โข ภิกขะเว เวทะนา อะนัตตา ตัส์มา เวทะนา อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ เวทะนายะ เอวัง เม เวทะนา โหตุ เอวัง เม เวทะนา มา อะโหสี ติ ฯ ..........สั ญญา อะนัตตา ฯ สั ญญา จะ หิทง ภิกขะเว อัตตา ั อะกะวิสสะ นะยิทง สั ญญา อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ จะ ั สั ญญายะ เอวัง เม สั ญญา โหตุ เอวัง เม สั ญญา มา อะโหสี ติ ฯ ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว สั ญญา อะนัตตา ตัส์มา สั ญญา อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ สั ญญายะ เอวัง เม สั ญญา โหตุ เอวัง เม สั ญญา มา อะโหสี ติ ฯ ..........สั งขารา อะนัตตา ฯ สั งขารา จะ หิทง ภิกขะเว อัตตา ั อะกะวิสสะ นะยิทง สั งขารา อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ ั จะ สั งขาเรสุ เอวัง เม สั งขารา โหตุ เอวัง เม สั งขารา มา อะโหสี ติ ฯ ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว สั งขารา อะนัตตา ตัส์มา สั งขารา อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ สั งขาเรสุ เอวัง เม สั งขารา โหตุ เอวัง เม สั งขารา มา อะเหสุ นติ ฯ ..........วิญญาณัง อะนัตตา ฯ วิญญาณังจะ หิทง ภิกขะเว อัตตา ั อะกะวิสสะ นะยิทง วิญญาณัง อาพาธายะ สั งวัตเตยยะ ลัพเภถะ ั จะ วิญญาเณ เอวัง เม วิญญาณัง โหตุ เอวัง เม วิญญาณัง มา อะโหสี ติ ฯ ยัส์มา จะ โข ภิกขะเว วิญญาณัง อะนัตตา ตัส์มา วิญญาณัง อาพาธายะ สั งวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ วิญญาณัง เอวัง เม วิญญาณัง โหตุ เอวัง เม วิญญาณัง มา อะเหสุ นติ ฯ ..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว รู ปัง นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง
  • 119.
    สะมะนุปัสสิ ตุง เอตังมะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน เหตัง ภันเต ฯ ..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว เวทะนา นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน เหตัง ภันเต ฯ ..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว สั ญญา นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน เหตัง ภันเต ฯ ..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว สั งขารา นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน เหตัง ภันเต ฯ ..........ตัง กิม มัญญะถะ ภิกขะเว วิญญาณัง นิจจัง วา อะนิจจัง วาติ ฯ อะนิจจัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุ ขัง วาติ ฯ ทุกขัง ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิ ตุง เอตัง มะมะ เอโสหะมัส์มิ เอโส เม อัตตาติ ฯ โน เหตัง ภันเต ฯ ..........ตัส์มาติหะ ภิกขะเว ยังกิญจิ รู ปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ั ปะณีตัง วา ยันทูเร สั นติเก วา สั พพัง รู ปัง เนตัง มะมะ เนโสหะ-
  • 120.
    มัส์มิ นะ เมโสอัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ ..........ยา กาจิ เวทะนา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตา วา ยา ั ทูเร สั นติเก วา สั พพา เวทะนา เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ เมโส อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ ..........ยา กาจิ สั ญญา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตา วา ยา ทูเร ั สั นติเก วา สั พพา สั ญญา เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ เมโส อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ ..........ยา กาจิ สั งขารา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตา วา ยา ทูเร ั สั นติเก วา สั พเพ สั งขารา เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ เมโส อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ ..........ยังกิญจิ วิญญาณัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง วา สุ ขุมัง วา หินัง วา ปะณีตัง วา ั ยันทูเร สั นติเก วา สั พพัง วิญญาณัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัส์มิ นะ เมโส อัตตาติ ฯ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สั มมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง ฯ ..........เอวัง ปัสสั ง ภิกขะเว สุ ต์วา อะริยะสาวะโก รู ปัส์มิงปิ นิพพินทะติ เวทะนายะปิ นิพพินทะติ สั ญญายะปิ นิพพินทะติ สั งขา- เรสุ ปิ นิพพินทะติ วิญญาณัส์มิงปิ นิพพินทะติ ฯ นิพพินทัง วิรัชชะติ ฯ วิราคา วิมุจจะติ วิมุตตัส์มิง วิมุตตะมีติ ญาณัง โหติ ขีณา ชาติ วุสิตัง พรัหมะจะริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติ ฯ ..........อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขุ ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุง ฯ
  • 121.
    ..........อิมัส์มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส์มิงภัญญะมาเน ปัญจะ วัตติยานัง ภิกขุนัง อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสุ ติ ฯ ------------------------
  • 122.
    บทขัดอาทิตตะปะริยายะสุตร เวเนยยะทะมะโนปาเย สั พพะโส ปาริมิง คะโต อะโมฆะวะจะโน พุทโธ อะภิญญายานุสาสะโก จิณณานุรูปะโต จาปิ ธัมเมนะ วินะยัง ปะชัง จิณณาคคิปาริจะริยานัง สั มโพชฌาระหะโยคินัง ยะมาทิตตะปะริยายั ง เทสะยันโต มะโนหะรัง เต โสตาโร วิโมเจสิ อะเสกขายะ วิมุตติยา ตะเถโวปะปะริกขายะ วิญญูนัง โสตุมิจฉะตัง ทุกขะตาลักขะโณปายัง......... ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส ฯ ------------------------ อาทิตตะปะริยายะสุ ตตัง ..........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา คะยายัง วิหะระติ คะยาสี เส สั ทธิง ภิกขุสะหัสเสนะ ฯ ..........ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ฯ ..........สั พพัง ภิกขะเว อาทิตตัง ฯ กิญจะ ภิกขะเว สั พพัง อาทิตตัง ฯ จักขุง ภิกขะเว อาทิ ตตั ง รู ปา อาทิตตา จักขุวิญญาณัง อาทิตตัง จั กขุ สั มผัสโส อาทิ ตโต ยัมปิ ทั ง จั กขุ สั มผัสสะปัจจะยา อุ ปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสั คคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ ..........โสตัง อาทิตตัง สั ททา อาทิ ตตา โสตะวิ ญญาณัง อาทิ ตตัง โสตะสั มผัสโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง โสตะสั มผัสสะปั จจะยา
  • 123.
    อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขั ง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขั ง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสั คคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ ..........ฆานั ง อาทิตตั ง คันธา อาทิตตา ฆานะวิญญาณัง อาทิ ตตัง ฆานะสั มผั สโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง ฆานะสั มผัสสะปั จจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตั ง ราคัคคินา โทสั คคิ นา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ ..........ชิวหา อาทิ ตตา ระสา อาทิตตา ชิ วหาวิ ญญาณัง อาทิตตัง ชิวหาสั มผัสโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง ชิวหาสั มผัสสะปั จจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตั ง ราคัคคินา โทสั คคิ นา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริ เทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ ..........กาโย อาทิตโต โผฏฐัพพา อาทิตตา กายะวิญญานัง อาทิตตัง กายะสั มผั สโส อาทิ ตโต ยั มปิ ทัง กายะสั มผั สสะปั จจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคั คคินา โทสั คคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ ..........มะโน อาทิตโต ธัมมา อาทิตตา มะโนวิญญาณัง อาทิ ตตัง มะโนสั มผัสโส อาทิตโต ยั มปิ ทั ง มะโนสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัมปิ
  • 124.
    อาทิตตัง ฯ เกนะอาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคั คคินา โทสั คคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ?? ..........เอวัง ปัสสั ง ภิกขะเว สุ ตวา อะริยะสาวะโก ..........จักขุส๎มิงปิ นิพพินทะติ รู เปสุ ปิ นิพพินทะติ จักขุวิญญาเณปิ นิ พพิ นทะติ จักขุ สั มผัสเสปิ นิพพิ นทะติ ยัมปิ ทั ง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขั ง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ ..........โสตัส๎มิงปิ นิพพิ นทะติ สั ทเทสุ ปิ นิ พพิ นทะติ โสตะวิญญาเณปิ นิพพิ นทะติ โสตะสั มผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิ ทัง โสตะสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ ..........ฆานั ส๎ มิ งปิ นิ พพินทะติ คันเธสุ ปิ นิ พพิ นทะติ ฆานะ วิ ญญาเณปิ นิ พพิ นทะติ ฆานะสั มผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิ ทัง ฆานะสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิ ตั ง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ ..........ชิ วหายะปิ นิพพิ นทะติ ระเสสุ ปิ นิพพิ นทะติ ชิวหาวิ ญญาเณปิ นิ พพิ นทะติ ชิ วหาสั มผั สเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิ ทั ง ชิวหาสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ ..........กายัส๎ มิ งปิ นิ พพิ นทะติ โผฏฐัพเพสุ ปิ นิพพิ นทะติ กายะวิญญาเณปิ นิ พพินทะติ กายะสั มผั สเสปิ นิ พพินทะติ ยัมปิ ทัง กายะสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ ..........มะนั ส๎ มิงปิ นิพพิ นทะติ ธั มเมสุ ปิ นิพพิ นทะติ
  • 125.
    มะโนวิญญาเณปิ นิ พพินทะติมะโนสั มผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิ ทัง มะโนสั มผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิ ตั ง สุ ขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุ ขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ ..........นิพพินทั ง วิรัชชะติ ฯ วิ ราคา วิมุ จจะติ ฯ วิมุตตั ส๎ มิ ง วิมุตตะมีติ ญาณัง โหติ ขีณา ชาติ วุสิตัง พรัหมะจะริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติ ฯ ..........อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อั ตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุง ฯ ..........อิมัส๎ มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณั ส๎ มิง ภัญญะมาเน ตัสสะ ภิกขุสะหัสสั สสะ อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสู ติ ฯ ------------------------
  • 126.
    คาถาพ่ นตาแดงตาเจ็บ สะหัสสะเนตโต เทวินโท ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ อิกะวิติ พุทธสั งมิ โลกะวิทู ฯ คาถานี้ ใช้ เสกนาพ่ นตาแดงตาต้ อ เสกนาล้างหน้ า ้ ้ ทุกวัน จะไม่ เป็ นโรคตา เสกนามนต์ หยอดตาแก้เจ็บตาก็ได้ ฯ ้ ------------------------
  • 127.
    สามภาณ มะหากัสสะปะโพชฌังคะสุ ตตะปาโฐ ...........เอวัมเม สุ ตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ เวฬุ วะเน กะลันทะกะนิวาเป ฯ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ อายัสมา มะหากัสสะโป ปิ ปผะลิคุหายัง วิหะระติ อาพาธิโก ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน ฯ ...........อะถะโข ภะคะวา สายัญหะสะมะยัง ปะฏิสัลลานา วุฏฐิโต เยนายัสมา มะหากัสสะโป เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ปัญญัตเต อาสะเน นิสีทิ ฯ นิสัชชะ โข ภะคะวา อายัสมันตัง มะหากัสสะปัง เอตะทะโวจะ ...........กัจจิ เต กัสสะปะ ขะมะนียัง กัจจิ ยาปะนียัง กัจจิ ทุกขา เวทะนา ปะฏิกกะมันติ โน อะภิกกะมันติ ปะฏิกกะโมสานัง ปัญญายะติ โน อะภิกกะโมติ ฯ นะ เม ภันเต ขะมะนียัง นะ ยาปะนียัง พาฬหา เม ทุกขา เวทะนา อะภิกกะมันติ โน ปะฏิกกะมันติ อะภิกกะโมสานัง ปัญญายะติ โน ปะฏิกกะโมติ ฯ ...........สั ตติเม กัสสะปะ โพชฌังคา มะยา สั มมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตันติ ฯ ี กะตะเม สั ตตะ ฯ ...........สะติสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ...........ธัมมะวิจะยะสั มโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ...........วิริยะสั มโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ...........ปี ติสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต
  • 128.
    พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ...........ปัสสั ทธิสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ...........สะมาธิสัมโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ...........อุเปกขาสั มโพชฌังโค โข กัสสะปะ มะยา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ...........อิเม โข กัสสะปะ สั ตตะ โพชฌังคา มะยา สั มมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตันตีติ ฯ ี ...........ตัคฆะ ภะคะวา โพชฌังคา ตัคฆะ สุ คะตะ โพชฌังคาติ ฯ ...........อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะโน อายัสมา มะหากัสสะโป ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทิ ฯ วุฏฐะหิ จายัสมา มะหากัสสะโป ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหีโน จายัสมะโต มะหากัสสะปัสสะ โส อาพาโธ อะโหสี ติ ฯ ------------------------
  • 129.
    มะหาโมคคัลลานะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ ............เอวัมเม สุ ตงฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห ั วิหะระติ เวฬุวะเน กะลันทะกะนิวาเป ฯ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ อายัสมา มะหาโมคคัลลาโน คิชฌะกูเฏ ปั พพะเต วิหะระติ อาพาธิ โก ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน ฯ ............อะถะโข ภะคะวา สายัณหะสะมะยัง ปะฏิสัลลานา วุฏฐิโต เยนายัสมา มะหาโมคคัลลาโน เตนุปะสังกะมิ อุปะสังกะมิตวา ปั ญญัตเต อาสะเน นิสทิ ฯ นิสัชชะ โข ภะคะวา อายัส มันตัง มะหาโมค- คัลลานัง เอตะทะโวจะ ............กัจจิ เต โมคคัลลานะ ขะมะนยัง กัจจิ ยาปะนยัง กัจจิ ทุกขา เวทะนา ปะฏิกกะมันติ โน อะภิกกะมันติ ปะฏิกกะโมสานัง ปั ญญายะติ โน อะภิกกะโมติ ฯ นะ เม ภันเต ขะมะนยัง นะ ยาปะนยัง พาฬหา เม ทุกขา เวทะนา อะภิกกะมันติ โน ปะฏิกกะมันติ อะภิกกะโมสานัง ปั ญญายะติ โน ปะฏิกกะโมติ ฯ ............สัตติเม โมคคัลลานะ โพชฌังคา มะยา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตันติ ฯ กะตะเม สัตตะ ฯ ............สะติสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทัก- ขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ............วิริยะสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ............ปติสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต
  • 130.
    ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะสัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ............ปั สสัทธิ สัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ............สะมาธิ สัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต ภาวิโค พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ............อุเปกขาสัมโพชฌังโค โข โมคคัลลานะ มะยา สัมมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ............อิเม โข โมคคัลลานะ สัตตะ โพชฌังคา มะยา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตันตติ ฯ ............ตัคฆะ ภะคะวา โพชฌังคา ตัคฆะ สุ คะตะ โพชฌังคาติ ฯ ............อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะโน อายัสมา มะหาโมคคัล- ลาโน ภะคะวะโต ภาสิ ตง อะภินนทิ ฯ วุฏฐะหิ จายัสมา มะหาโมค- ั ั คัลลาโน ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหโน จายัสมะโต มะหาโมคคัลลา- นัสสะ โส อาพาธ อะโหสติ ฯ ------------------------
  • 131.
    มะหาจุนทะโพชฌังคะสุตตะปาโฐ ............เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ เวฬุ วะเน กะลันทะกะนิวาเป ฯ เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ ภะคะวา อาพาธิโก โหติ ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน ฯ ............อะถะโข อายัสมา มะหาจุนโท สายัณหะสะมะยัง ปะฏิสัลลานา วุฏฐิโต เยนะ ภะคะวา เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง นิสีทิ ฯ เอกะมันตัง นิสินนัง โข อายัสมันตัง มะหาจุนทัง ภะคะวา เอตะทะโวจะ ............ปะฏิภันตุ ตัง จุนทะ โพชฌังคาติ ฯ ............สั ตติเม ภันเต โพชฌังคา ภะคะวะตา สั มมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตันติ ฯ ี กะตะเม สั ตตะ ฯ ............สะติสัมโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ ี สั งวัตตะติ ฯ ............ธัมมะวิจะยะสั มโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทัก- ขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ ี สั งวัตตะติ ฯ ............วิริยะสั มโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ............ปี ติสัมโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ............ปัสสั ทธิสัมโพชฌังโค โข ภันเค ภะคะวะตา สั มมะทุกขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ............สะมาธิสัมโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต
  • 132.
    ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะสั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ............อุเปกขาสั มโพชฌังโค โข ภันเต ภะคะวะตา สั มมะทักขาโต ภาวิโต พะหุลกะโต อะภิญญายะ สั มโพธายะ นิพพานายะ สั งวัตตะติ ฯ ี ............อิเม โข ภันเต สั ตตะ โพชฌังคา ภะคะวะตา สั มมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลกะตา อะภิญญายะ สั มโพธายะ ี นิพพานายะ สั งวัตตันตีติ ฯ ............ตัคฆะ จุนทะ โพชฌังคา ตัคฆะ จุนทะ โพชฌังคาติ ฯ ............อิทะมะโวจายัส์มา มะหาจุนโท ฯ สะมะนุญโญ สั ตถา อะโหสิ ฯ วุฏฐะหิ จะ ภะคะวา ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหีโน จะ ภะคะวะโต โส อาพาโธ อะโหสี ติ ฯ
  • 133.
    ยาอายุยน ื ทิงถ่ อนตะโกนา ้ เปลือกหาเตรียมไว้ บอระเพ็ดแห้ วหมู........................ หาดูให้ ได้ เม็ดข่ อยพริกไทย หกสิ่ ง เสมอกัน ตาเป็ นผงแล้ว นาผึงละลายฉัน ้ ้ วันหนึ่งพึงปั้น...... เท่าเม็ดพุทรา ------------------------
  • 134.
    คิริมานันทะสุตตะปาโฐีุ ..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม เตนะ โข ปะนะ ั สะมะเยนะ อายัสมา คิริมานันโท อาพาธิโก โหติ ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน อะถะโข อายัสมา อานันโท เยนะ ภะคะวา เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง นิสีทิ เอกะมันตัง นิสินโน โข อายัสมา อานันโท ภะคะวันตัง เอตะทะโวจะ ฯ ..........อายัสมา ภันเต คิริมานันโท อาพาธิโก ทุกขิโต พาฬหะคิลาโน สาธุ ภันเต ภะคะวา เยนายัสมา คิริมานันโท เตนุปะสั งกะมะตุ อะนุกมปัง อุปาทายาติ ฯ สะเจ โข ตวัง อานันทะ คิริมานันทัสสะ ั ภิกขุโน อุปะสั งกะมิตวา ทะสะ สั ญญา ภาเสยยาสิ ฐานัง โข ปะเนตัง วิชชะติ ยัง คิริมานันทัสสะ ภิกขุโน ทะสะ สั ญญา สุ ตวา โส อาพาโธ ฐานะโส ปะฏิปปัสสั มเภยยะ ฯ กะตะมา ทะสะ ฯ อะนิจจะสั ญญา อะนัตตะสั ญญา อะสุ ภะสั ญญา อาทีนะวะสั ญญา ปะหานะสั ญญา วิราคะสั ญญา นิโรธะสั ญญา สั พพะโลเก อะนะภิระตะสั ญญา สั พพะสั งขาเรสุ อะนิจจะสั ญญา อานาปานัสสะติ ฯ ..........กะตะมา จานันทะ อะนิจจะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ ปะฏิสัญจิกขะติ รู ปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สั ญญา อะนิจจา สั งขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจันติ ฯ อิติ อิเมสุ ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ อะนิจจานุปัสสี วิหะระติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ อะนิจจะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ อะนัตตะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ
  • 135.
    ปะฏิสัญจิกขะติ จักขุง อะนัตตารู ปา อะนัตตา โสตัง อะนัตตา สั ททา อะนัตตา ฆานัง อะนัตตา คันธา อะนัตตา ชิวหา อะนัตตา ระสา อะนัตตา กาโย อะนัตตา โผฏฐัพพา อะนัตตา มะโน อะนัตตา ธัมมา อะนัตตาติ ฯ อิติ อิเมสุ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ อะนัตตานุปัสสี วิหะระติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ อะนัตตะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ อะสุ ภะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ อิมะเมวะ กายัง อุทธัง ปาทะตะลา อะโธ เกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันตัง ปูรันนานัปปะการัสสะ อะสุ จิโน ปัจจะเวกขะติ อัตถิ อิมัสมิง กาเย เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสั ง นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิ หะกัง ปัปผาสั ง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง ปิ ตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วะสา เขโฬ สิ งฆาณิกา ละสิ กา มุตตันติ ฯ อิติ อิมัสมิง กาเย อะสุ ภานุปัสสี วิหะระติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ อะสุ ภะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ อาทีนะวะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ ปะฏิสัญจิกขะติ พะหุทกโข โข อะยัง กาโย พะหุอาทีนะโวติ ฯ อิติ ุ อิมัสมิง กาเย วิวิธา อาพาธา อุปปัชชันติ ฯ เสยยะถีทง ฯ จักขุโรโค ั โสตะโรโค ฆานะโรโค ชิวหาโรโค กายะโรโค สี สะโรโค กัณณะโรโค มุขะโรโค ทันตะโรโค กาโส สาโส ปิ นาโส ฑะโห ชะโร กุจฉิโรโค มุจฉา ปักขันทิกา สุ ลา วิสูจิกา กุฏฐัง คัณโฑ กิลาโส โสโส อะปะมาโร ทันทุ กัณฑุ กัจฉุ ระขะสา วิตัจฉิก โลหิตัง ปิ ตตัง มะธุเมโห อังสา ปิ ฬะกา ภะคัณฑะลา ฯ ปิ ตตะสะมุฏฐานา อาพาธา เสมหะสะมุฏฐานา อาพาธา วาตะสะมุฏฐานา อาพาธา สั นนิปาติกา
  • 136.
    อาพาธา อุตุปะริณามะชา อาพาธาวิสะมะปะระหาระชา อาพาธา โอปักกะมิกา อาพาธา กัมมะวิปากะชา อาพาธา สี ตัง อุณหัง ชิฆัจฉา ปิ ปาสา อุจจาโร ปัสสาโวติ ฯ อิติ อิมัสมิง กาเย อาทีนะวานุปัสสี วิหะระติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ อาทีนะวะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ ปะหานะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ อุปปันนัง กามะวิตักกัง นาธิวาเสติ ปะชะหะติ วิโนเทติ พยันตีกะโรติ อะนะภาวัง คะเมติ อุปปันนัง พยาปาทะวิตักกัง นาธิวาเสติ ปะชะหะติ วิโนเทติ พยันตีกะโรติ อะนะภาวัง คะเมติ อุปปันนัง วิหิงสาวิตักกัง นาธิวาเสติ ปะชะหะติ วิโนเทติ พยันตีกะโรติ อะนะภาวัง คะเมติ อุปปันนุปปันเน ปาปะเก อะกุสะเล ธัมเม นาธิวาเสติ ปะชะหะติ วิโนเทติ พยันตีกะโรติ อะนะภาวัง คะเมติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ ปะหานะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ วิราคะสั ญญา อิธานันทะ ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ ปะฏิสัญจิกขะติ เอตัง สั นตัง เอตัง ปะณีตัง ยะทิทง สั พพะสั งขา ั ระสะมะโก สั พพูปะธิปะฏินิสสั คโค ตัณหักขะโย วิราโค นิพพานันติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ วิาคะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ นิโรธะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา อิติ ปะฏิสัญจิกขะติ เอตัง สั นตัง เอตัง ปะณีตัง ยะทิทง ั สั พพะสั งขาระสะมาโถ สั พพูปะธิปะฏินิสสั คโค ตัณหักขะโย นิโรโธ นิพพานันติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ นิโรธะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ สั พพะโลเก อะนะภิระตะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ เย โลเก อุปายุปาทานา เจตะโส อะธิฏฐานาภินิเวสา- นุสะยา เต ปะชะหันโต วิระมะติ นะ อุปาทิยันโต อะยัง
  • 137.
    วุจจะตานันทะ สั พพะโลเกอะนะภิะระตะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ สั พพะสั งขาเรสุ อะนิจจะสั ญญา ฯ อิธานันทะ ภิกขุ สั พพะสั งขาเรหิ อัฏฏิยะติ หะรายะติ ชิคุจฉะติ ฯ อะยัง วุจจะตานันทะ สั พพะสั งขาเรสุ อะนิจจะสั ญญา ฯ ..........กะตะมา จานันทะ อานาปานัสสติ อิธานันทะ ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุ ญญาคาระคะโต วา นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตวา อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปตวา ฯ โส สะโต วะ อัสสสะสะติ สะโต ปัสสะสะติ ฯ ..........ทีฆัง วา อัสสะสั นโต ทีฆัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ ..........ทีฆัง วา ปัสสะสั นโต ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ รัสสั ง วา อัสสะสั นโต รัสสั ง อัสสะสามีติ ปะชานาติ รัสสั ง วา ปัสสะสั นโต รัสสั ง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ สั พพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ สั พพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปัสสั มภะยัง กายะสั งขารัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปัสสั มภะยัง กายะสั งขารัง ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปี ติปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปี ติปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ สุ ขะปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ สุ ขะปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ จิตตะสั งขาระปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ จิตตะสั งขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปัสสั มภะยัง จิตตะสั งขารัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปัสสั มภะยัง จิตตะสั งขารัง ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ
  • 138.
    จิตตะปะฏิสังเวที ปัสสะสิ สสามีติสิ กขะติ อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิ สสามิติ สิ กขะติ สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ สะมาทะหัง จิตตัง ปัสสะลิสสามีติ สิ กขะติ วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ วิโมจะยัง จิตตัง ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ วิราคานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ วิราคานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ นิโรธานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปะฏินิสสั คคานุปัสสี อัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ ปะฏินิสสั คคานุปัสสี ปัสสะสิ สสามีติ สิ กขะติ อะยัง วุจจะตานันทะ อานาปานัสสะติ ฯ ..........สะเจ โข ตวัง อานันทะ คิริมานันทัสสะ ภิกขุโน อุปะสั งกะมิตวา อิมา ทะสะ สั ญญา ภาเสยยาสิ ฐานัง โข ปะเนตัง วิชชะติ ยัง คิริมานันทัสสะ ภิกขุโน อิมา ทะสะ สั ญญา สุ ตวา โส อาพาโธ ฐานะโส ปะฏิปปัสสั มเภยยาติ ฯ ..........อะถะโข อายัสมา อานันโท ภะคะวะโต สั นติเก อิมา ทะสะ สั ญญา อุคคะเหตวา เยนายัสมา คิริมานันโท เตนุปะสั งกะมิ อุปะสั งกะมิตวา อายัสมะโต คิริมานันทัสสะ อิมา ทะสะ สั ญญา อะภาสิ ฯ ..........อะถะโข อายัสมะโต คิริมานันทัสสะ อิมา ทะสะ สั ญญา
  • 139.
    สุ ตวา โสอาพาโธ ฐานะโส ปะฏิปัสสั มภิ ฯ วุฏฐะหิ จายัสมา คิริมานันโท ตัมหา อาพาธา ตะถาปะหีโน จะ ปะนายัสมะโต คิริมานันทัสสะ โส อาพาโธ อะโหสี ติ ฯ
  • 140.
    บทขัดมัคคะวิภังคะสูตร ..........สะเทวะโก อะยังโลโก.......... ..........สะมาระโก สะพรัหมะโก ยัมมัคคัง อัปปะชานันโต สั พพะทุกขา นะ มุจจะติ มัคคักขายีนะมัคโค โส ภะคะวา มัคคะโกวิโท ตัง เว มัคคัง อะภิญญายะ ทุกขะสั งขะยะคามินัง สะยัง เตเนวะ คันตวานะ ปัตโต โพธิมะนุตตะรัง สั มมานุปะฏิปัตยัตถัง สั ตตานัง โพธิกามินัง นานาวิเธหุปาเยภิ ปะเวเทสิ หิเตสะโก ตัมมัคคะทีปะกัง สุ ตตัง ยัง สั มพุทเธนะ ภาสิ ตัง วัตถุตตะเย ปะสั นนานัง สาธูนัง ธัมมะกามินัง ภิยโย ปะสาทุปปาเทนะ ทิฏโฐชุกะระเณนะ จะ สุ วัตถิสาธะนัตถังปิ ตัง สุ ตตันตัง ภะณามะ เส.. ----------------------------- มัคคะวิภังคะสุ ตตัง ..........เอวัมเม สุ ตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิ ณฑิกสสะ อาราเม ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู ั อามันเตสิ ภิกขะโวติ. ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง ภะคะวา เอตะทะโวจะ อะริยัง โว ภิกขะเว อัฏฐังคิกง มัคคัง เทสิ สสามิ ั วิภะชิสสามิ ตัง สุ ณาถะ สาธุกง มะนะสิ กะโรถะ ภาสิ สสามีติ. เอวัม- ั ภันเตติ โข เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุ ง. ภะคะวา เอตะทะโวจะ. ..........กะตะโม จะ ภิกขะเว อะริโย อัฏฐิงคิโก มัคโค เสยยะถีทง สั มมาทิฏฐิ ั สั มมาสั งกัปโป สั มมาวาจา สั มมากัมมันโต สั มมาอาชีโว สั มมาวายาโม สั มมาสะติ สั มมาสะมาธิ. ..........กะตะมา จะ ภิกขะเว สั มมาทิฏฐิ ยัง โข ภิกขะเว ทุกเข ญาณัง
  • 141.
    ทุกขะสะมุทะเย ญาณัง ทุกขะนิโรเธญาณัง ทุกขะนิโรธะคามินิยา ปะฏิปะทายะ ญาณัง อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาทิฏฐิ . กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาสั งกัปโป โย โข ภิกขะเว เนกขัมมะ- สั งกัปโป อัพยาปาทะสั งกัปโป อะวิหิงสาสั งกัปโป. อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาสั งกัปโป. ..........กะตะมา จะ ภิกขะเว สั มมาวาจา ยา โข ภิกขะเว มุสาวาทา เวระมะณี ปิ สุ ณายะ วาจายะ เวระมะณี ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี สั มผัปปะลาปา เวระมะณี. อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาวาจา. ..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมากัมมันโต. ยา โข ภิกขะเว ปาณาติปาตา เวระมะณี อะทินนาทานา เวระมะณี อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมากัมมันโต. ..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาอาชีโว. อิธะ ภิกขะเว อะริยะ- สาวะโก มิจฉาอาชีวัง ปะหายะ สั มมาอาชีเวนะ ชีวิกง กัปเปติ ั อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาอาชีโว. ..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาวายาโม อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ อะนุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง อะนุปปาทายะ ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ. อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ อะนุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง อุปปาทายะ ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ. อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา อะสั มโมสายะ ภิยโยภาวายะ เวปุลลายะ ภาวะนายะ ปาริปูริยา ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อาระภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ. อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาวายาโม.
  • 142.
    ..........กะตะมา จะ ภิกขะเวสั มมาสะติ. อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง. ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง, อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาสะติ. ..........กะตะโม จะ ภิกขะเว สั มมาสะมาธิ อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ สะวิตักกัง สะวิจารัง วิเวกะชัมปี ติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตัง สั มปะสาทะนัง เจตะโส เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง สะมาธิชัมปี ติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ ปี ติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สั มปะชาโน สุ ขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ ยันตัง อะริยา อาจิกขันติ อุเปกขะโก สะติมา สุ ขะวิหารีติ ตะติยัง ฌานัง อุปสั มปัชชะ วิหะรติ สุ ขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา ปุพเพ วะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา อะทุกขะมะสุ ขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง จะตุตถัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สั มมาสะมาธีต. อิทะมะโวจะ ภะคะวา ิ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิ ตัง อะภินันทุนติ. -----------------------------
  • 143.
    บทขัดสติปัฏฐานะปาฐะ สั มพุทโธ ทิปะทังเสฏโฐ มะหาการุณิโก มุนิ เอกายะนั ง มัคคัง นามะ เวเนยยานัง อะเทสะยิ กิลฏฐะจิตตะสั ตตานัง จิตตักเ๎ ลสะวิสุทธิยา ิ โสกานัง ปะริเทวานัง อะติกกะมายะ สั พพะโส ทุกขานัง โทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ อัฏฐิตัง ญายัสเสวาธิคะมายะ นิพพานัสสาภิปัตติยา สะติปัฏฐานะนาเมนะ วิสสุ ตัง อิธะ สาสะเน จิตตักเ๎ ลสะวิสุทธัตถัง ตัง มัคคันตัมภะณามะ เส. ----------------------------- สะติปัฏฐานะปาโฐ ..........อัตถิ โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สั มมาสั มพุทเธนะ เอกายะโน อะยัง มัคโค สั มมะทักขาโต สั ตตานั ง วิ สุ ทธิ ยา โสกะปะริเทวานั ง. สะมะติ กกะมายะ ทุ กขะโทมะนั สสานัง อั ตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิ พพานั สสะ สั จฉิ กิริยายะ ยะทิทง จัตตาโร สะติ ปั ฏฐานา, ั กะตะเม จัตตาโร. ..........อิธะ ภิกขุ กาเย กายานุปั สสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติ มา วิ เนยยะ โลเก อะภิ ชฌาโทมะนัสสั ง. เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง. จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง. ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สั มปะชาโน สะติมา วิ เนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสั ง.
  • 144.
    ..........กะถัญจะ ภิกขุ กาเยกายานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิ หะระติ พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิ หะระติ. อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุ ปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ วะยะธั มมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุ ปัสสี วา กายัส๎มิง วิ หะระติ อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุ ปั ฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิ โต จะ วิ หะระติ นะจะ กิญจิ โลเก อุ ปาทิ ยะติ. เอวัง โข ภิ กขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. ..........กะถัญจะ ภิ กขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิ หะระติ . อิ ธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิ หะระติ. อัชฌั ตตะพะหิ ทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปั สสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุ ปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ อัตถิ เวทะนาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิ ตา โหติ ยาวะเทวะ- ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิ สสิ โต จะ วิหะระติ นะ จะ กิ ญจิ โลเก อุ ปาทิยะติ. เอวัง โข ภิกขุ เวทะนาสุ - เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. ..........กะถัญจะ ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ . อัชฌั ตตะพะหิ ทธา วา จิ ตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ อัตถิ จิตตันติ วา ปะนั สสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
  • 145.
    ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะอะนิสสิ โต จะ วิหะระติ นะจะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. เอวัง โข ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. ..........กะถั ญจะ ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. อิ ธะ ภิ กขุ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิ หะระติ . สะมุ ทะยะธัมมานุ ปัสสี วา ธัมเมสุ วิ หะระติ วะยะธั มมานุปั สสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุ ทะยะวะยะ- ธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปั จจุ ปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมั ตตายะ อะนิสสิ โต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ. เอวัง โข ภิกขุ ธั มเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. ..........อะยั ง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สั มมาสั มพุทเธนะ เอกายะโน มัคโค สั มมะทักขาโต สั ตตานัง วิ สุ ทธิ ยา โสกะปะริเทวานั ง สะมะติ กกะมายะ ทุ กขะ- โทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิพพานัสสะ สั จฉิกริยายะ ยะทิทง จัตตาโร สะติปัฏฐานาติ. ิ ั ..........................เอกายะนัง ชาติขะยันตะทัสสี ..........................มัคคัง ปะชานาติ หิตานุกมปี ั ..........................เอเตนะ มัคเคนะ ตะริงสุ ปุพเพ ..........................ตะริสสะเร เจวะ ตะรันติ โจฆันติ. -----------------------------
  • 146.
    พระวินัย ..........ยันเตนะ ภะคะวะตา ชานะตาปั สสะตา อะระหะตา สั มมาสั มพุทเธนะ ปะฐะมัง ปาราชิกง กัตถะ ปัญญัตตั นติ ฯ ั เวสาลิยัง ปัญญัตตันติ ฯ กัง อารัพภาติ ฯ สุ ทนนัง กะลันทะปุตตัง ิ อารัพภาติ ฯ กัส๎มิ ง วัตถุ ส๎ มินติ ฯ สุ ทนโน กะลันทะปุตโต ิ ปุราณะทุติยิกายะ เมถุนัง ธัมมัง ปะฏิเสวิ ตัส๎มิง วัตถุส๎มินติ ฯ ..........เตนะ สะมะเยนะ พุ ทโธ ภะคะวา เวรัญชายัง วิ หะระติ นะ เฬรุปุ จิมั นทะมู เล มะหะตา ภิ กขุ สั งเฆนะ สั ทธิ ง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ ฯ ..........อัสโสสิ โข เวรัญโช พราหมะโณ สะมะโณ ขะลุ โภ โคตะโม สั ก๎ยะปุตโต สั ก๎ยะกุลา ปัพพะชิโต เวรัญชายัง วิ หะระติ นะ เฬรุปุ จิมั นทะมู เล มะหะตา ภิ กขุ สั งเฆนะ สั ทธิ ง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ ..........ตังโข ปะนะ ภะวันตัง โคตะมัง เอวัง กัลยาโณ กิตติ สั ทโท ๎ อัพภุคคะโต อิติ ปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุ ทโธ วิ ชชาจะระณะสั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุ ตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ ..........โส อิมัง โลกัง สะเทวะกั ง สะมาระกัง สะพรั หมะกั ง สั สสะมะณะพราหมะณิ ง ปะชัง สะเทวะมะนุ สสั ง สะยั ง อะภิญญา สั จฉิกต๎วา ปะเวเทติ โส ธัมมั ง เทเสติ อาทิกลยาณัง ั ั๎ มัชเฌกัล๎ ยาณัง ปะริโยสานะกัล๎ ยาณัง สาตถัง สะพยัญชะนั ง เกวะละปะริปณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสติ ฯ ุ ..........สาธุ โข ปะนะ ตะถารู ปานัง อะระหะตัง ทัสสะนัง โหตีติ ฯ
  • 147.
    พระสูตร ..........เอวัมเม สุ ตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติ มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สั ทธิ ง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ ฯ สุ ปปิ โยปิ โข ปะริพพาชะโก อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ นาลันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติ สั ทธิง อันเตวาสิ นา พรัหมะทัตเตนะ มาณะเวนะ ฯ ตัต๎ระ สุ ทง สุ ปปิ โย ปะริพพาชะโก ั อะเนกะปะริยาเยนะ พุทธัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ ธัมมัสสะ อะวัณณั ง ภาสะติ สั งฆั สะ อะวัณณั ง ภาสะติ ฯ สุ ปปิ ยัสสะ ปะนะ ปะริพพาชะกัสสะ อันเตวาสี พรั หมะทั ตโต มาณะโว อะเนกะปะริยาเยนะ พุทธัสสะ วัณณัง ภาสะติ ธัมมัสสะ วัณณัง ภาสะติ สั งฆั สสะ วั ณณัง ภาสะติ ฯ อิติ หะ เต อุ โภ อาจะริยันเตวาสี อั ญญะมัญญัสสะ อุชุวิปั จจะนิ กะวาทา ภะคะวันตัง ปิ ฏฐิโต ปิ ฏฐิโต อะนุพันธา โหนติ ภิกขุสังฆัญจะ ฯ
  • 148.
    พระสังคิณีี ..........กุสะลา ธัมมา อะกุสะลาธัมมา อัพยากะตา ธัมมา ฯ กะตะเม ธัมมา กุสะลา ฯ ยัสมิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุ สะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ โสมะนัสสะสะหะคะตั ง ญาณะสั มปะยุตตัง รู ปารั มมะณัง วา สั ททารัมมะณั ง วา คันธารั มมะณั ง วา ระสารัมมะณัง วา โผฏฐั พพา- รัมมะณัง วา ธัมมารั มมะณั ง วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ เย วา ปะนะ ตัสมิง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรู ปิโน ธัมมา อิเม ธัมมา กุสะลา ฯ
  • 149.
    พระวิภังคี์ ..........ปัญจักขันธา รู ปักขันโธเวทะนากขั นโธ สั ญญากขันโธ สั งขา- รักขันโธ วิญญาณักขันโธ ฯ ตัตถะ กะตะโม รู ปักขันโธ ฯ ยังกิญจิ รู ปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกง ั วา สุ ขุมัง วา หีนัง วา ปะณีตัง วา ยัง ทูเร วา สั นติเก วา ตะเทกัชฌัง อะภิสั ญญูหิตวา อะภิสังขิ ปิ ตวา อะยั ง วุจจะติ รู ปักขันโธ ฯ
  • 150.
    พระธาตุกะถา ..........สั งคะโห อะสังคะโห ฯ สั งคะหิ เตนะ อะสั งคะหิตั ง อะสั ง- คะหิ เตนะ สั งคะหิตั ง สั งคะหิ เตนะ สั งคะหิ ตั ง อะสั งคะหิ เตนะ อะสั งคะหิ ตั ง ฯ สั มปะโยโค วิปปะโยโค สั มปะยุตเตนะ วิปปะ- ยุ ตตั ง วิปปะยุ ตเตนะ สั มปะยุ ตตั ง อะสั งคะหิตัง
  • 151.
    พระปุคะละปั ญญัตตีิ ..........ฉะ ปัญญัตติ โย ขันธะปัญญัตติ อายะตะนะปัญญัตติ ธาตุปั ญญั ตติ สั จจะปัญญัตติ อินทริยะปั ญญั ตติ ปุคคะละปัญญัตติ ฯ กิตตาวะตา ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัตติ ฯ สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม ปะริหานะธั มโม อะปะริ หานะธั มโม เจตะนาภัพโพ อะนุ รักขะนาภัพโพ ปุถุชชะโน โคตระภู ภะยูปะระโต อะภะยูปะระโต ภัพพาคะมะโน อะภั พพาคะมะโน นิยะโต อะนิยะโต ปะฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต อะระหา อะระหัตตายะ ปะฏิปันโน ฯ
  • 152.
    พระกะถาวัตถีุ .........ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกตถะปะระมัตเถนาติ อามันตาฯ ั โย สั จฉิกตโถ ปะระมั ตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุ ปะลัพภะติ ั สั จฉิกั ตถะปะระมั ตเถนาติ ฯ นะ เหวัง วัตตัพเพ ฯ อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สั จฉิกตถะปะระมัตเถนะ ั เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ โย สั จฉิกตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ั ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สั จฉิกตถะปะระมัตเถนาติ ฯ มิจฉาฯ ั
  • 153.
    พระยะมะกะ .........เย เกจิ กุสะลาธัมมา สั พเพ เต กุสะละมูลา ฯ เย วา ปะนะ กุสะละมูลา สั พเพ เต ธัมมา กุ สะลา ฯ เย เกจิ กุสะลา ธัมมา สั พเพ เต กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา ฯ เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา สั พเพ เต ธัมมา กุสะลา ฯ
  • 154.
    พระมะหาปั ฏฐาน .........เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโยอะธิปะติปัจจะโย อะนันตะระปัจจะโย สะมะนันตะระปัจจะโย สะหะชาตะปัจจะโย อัญญะมัญญะปัจจะโย นิสสะยะปัจจะโย อุปะนิสสะยะปัจจะโย ปุเรชาตะปัจจะโย ปัจฉาชาตะปั จจะโย อาเสวะนะปัจจะโย กัมมะปัจจะโย วิปากะปัจจะโย อาหาระปัจจะโย อินทริยะปัจจะโย ฌานะปัจจะโย มัคคะปัจจะโย สั มปะยุตตะปัจจะโย วิปปะยุตตะ- ปั จจะโย อัตถิ ปั จจะโย นัตถิปั จจะโย วิ คะตะปั จจะโย อะวิคะตะปัจจะโย
  • 155.
    บังสุกุลตาย แบบมหานิกาย อะนิจจา วะตะ สั งขารา....... อุปปาทะวะยะธัมมิโน, อุปปัชชิต๎วา นิรุชฌันติ เตสั ง วูปะสะโม สุ โขฯ แบบธรรมยุต อะนิจจา วะตะ สั งขารา....... อุปปาทะวะยะธัมมิโน, อุปปัชชิต๎วา นิรุชฌันติ เตสั ง วูปะสะโม สุ โขฯ สั พเพ สั ตตา มะรันติ จะ มะริงสุ จะ มะริสะเร ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สั งสะโยฯ
  • 156.
    บังสุกุลเป็ น อะจิรัง วะตะยังกาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ........ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง
  • 157.
    ธัมมะสังคิณีมาติกา ..........กุสะลา ธัมมา อะกุสะลาธัมมา อัพยากะตา ธัมมา ฯ ..........สุ ขายะ เวทะนายะ สั มปะยุตตา ธัมมา ทุกขายะ เวทะนายะ สั มปะยุตตา ธัมมา อะทุกขะมะสุ ขายะ เวทะนายะ สั มปะยุ ตตา ธัมมา ฯ ..........วิปากา ธัมมา วิปากะธัมมะธั มมา เนวะวิปากะนะวิปากะ- ธัมมะธัมมา ฯ ..........อุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา อะนุปาทินนุ ปาทานิ ยา ธั มมา อะนุปาทินนานุปาทานิยา ธัมมา ฯ ..........สั งกิลฏฐะสั งกิเลสิ กา ธัมมา อะสั งกิลฏฐะสั งกิเลสิ กา ธัมมา ิ ิ อะสั งกิลฏฐาสั งกิเลสิ กา ธัมมา ฯ ิ ..........สะวิตั กกะสะวิจารา ธัมมา อะวิตักกะวิจาระมัตตา ธั มมา อะวิตักกาวิจารา ธัมมา ฯ ..........ปี ติ สะหะคะตา ธั มมา สุ ขะสะหะคะตา ธั มมา อุ เปกขา- สะหะคะตา ธัมมา ฯ ......ทัสสะเนนะ ปะหาตั พพา ธั มมา ภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ ปะหาตัพพา ธัมมา ฯ ..........ทัสสะเนนะ ปะหาตั พพะเหตุกา ธัมมา ภาวะนายะ- ปะหาตัพพะเหตุ กา ธัมมา เนวะทัสสะเนนะ นะภาวะนายะ- ปะหาตัพพะเหตุกา ธัมมา ฯ ..........อาจะยะคามิโน ธัมมา อะปะจะยะคามิโน ธัมมา เนวาจะยะคามิโน นาปะจะยะคามิโน ธัมมา ฯ ..........เสกขา ธัมมา อะเสกขา ธัมมา เนวะเสกขานาเสกขา ธัมมา ฯ ..........ปะริตตา ธัมมา มะหัคคะตา ธัมมา อัปปะมาณา ธัมมา ฯ ..........ปะริ ตตารัมมะณา ธัมมา มะหั คคะตารัมมะณา ธัมมา
  • 158.
    อัปปะมาณารัมมะณา ธัมมา ฯ ..........หีนาธัมมา มัชฌิมา ธัมมา ปะณีตา ธัมมา ฯ ..........มิจฉัตตะนิยะตา ธัมมา สั มมัตตะนิยะตา ธัมมา อะนิยะตา ธัมมา ฯ ..........มัคคารั มมะณา ธัมมา มัคคะเหตุกา ธัมมา มัคคาธิปะติ โน ธัมมา ฯ ..........อุปปันนา ธัมมา อะนุปปันนา ธัมมา อุปปาทิโน ธัมมา ฯ ..........อะตีตา ธัมมา อะนาคะตา ธัมมา ปัจจุปปันนา ธัมมา ฯ ..........อะตี ตารัมมะณา ธัมมา อะนาคะตา รั มมะณา ธัมมา ปัจจุปปันนารัมมะณา ธัมมา ฯ ..........อัชฌัตตา ธัมมา พะหิทธา ธัมมา อัชฌัตตะพะหิทธา ธัมมา ฯ ..........อัชฌัตตารั มมะณา ธั มมา พะหิทธารัมมะณา ธัมมา อัชฌัตตะพะหิทธารัมมะณา ธัมมา ฯ ..........สะนิทสสะนะสั ปปะฏิฆา ธัมมา อะนิทั สสะนะสั ปปะฏิฆา ั ธัมมา อะนิทสสะนาปปะฏิฆา ธัมมา ฯ. ั
  • 159.
    วิปัสสะนาภูมิปาฐะ ..........ปัญจักขันธา ฯ รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ สั ญญากขั นโธ สั งขารักขันโธ วิญญาณักขันโธ ฯ ..........ท๎วาทะสายะตะนานิ ฯ จั กข๎ วายะตะนัง รู ปายะตะนั ง โสตายะตะนัง สั ททายะตะนั ง ฆานายะตะนัง คันธายะตะนัง ชิวหายะตะนัง ระสายะตะนัง กายายะตะนัง โผฏฐัพพายะตะนัง มะนายะตะนัง ธัมมายะตะนัง ฯ ..........อัฏฐาระสะ ธาตุโย ฯ จักขุธาตุ รู ปะธาตุ จักขุวิญญาณะธาตุ โสตะธาตุ สั ททะธาตุ โสตะวิญญาณะธาตุ ฆานะธาตุ คันธะธาตุ ฆานะวิญญาณะธาตุ ชิ วหาธาตุ ระสะธาตุ ชิ วหาวิญญาณะธาตุ กายะธาตุ โผฏฐัพพะธาตุ กายะวิ ญญาณะธาตุ มะโนธาตุ มะโนวิญญาณะธาตุ ฯ ..........พาวีสะตินท๎ริ ยานิ ฯ จักขุนท๎ริยัง โสตินท๎ริยัง ฆานินท๎ริ ยัง ชิวหินท๎ริยัง กายินท๎ริยัง มะนินท๎ริยัง อิตถินท๎ริ ยัง ปุริสินท๎ริยัง ชี วิ ติ นท๎ริยัง สุ ขินท๎ ริ ยัง ทุกขินท๎ ริ ยัง โสมะนัสสิ นท๎ ริ ยัง โทมะนั สสิ นท๎ริ ยั ง อุเปกขินท๎ ริยัง สั ทธินท๎ริยั ง วิริ ยันท๎ริยั ง สะติ นท๎ริยัง สะมาธินท๎ ริ ยั ง ปัญญินท๎ ริ ยั ง อะนั ญญะ- ตัญญัสสามีตินท๎ริยัง อัญญินท๎ริยัง อัญญาตาวินท๎ริยัง ..........จัตตาริ อะริยะสั จจานิ ฯ ทุกขัง อะริยะสั จจัง ทุกขะสะมุทะโย อะริ ยะสั จจัง ทุกขะนิ โรโธ อะริยะสั จจัง ทุ กขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสั จจัง
  • 160.
    ถวายพรพระ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธัสสะ ฯ (ว่ า ๓ หน) ..........อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะ- สั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สั ตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ ..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิ โก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ ..........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะ- ั ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ
  • 161.
    พาหุง ..........พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ค รเมขะลังอุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ..........มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตสุ ทนตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ั ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ..........นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมตตะภูตง ั ั ทาวัคคิจกกะมะสะนวะ สุ ทารุ ณันตัง ั เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ..........อุกขิตตะขัคคะมะติหตถะสุ ทารุ ณันตัง ั ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ..........กัตวานะ กิฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินยา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ..........สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิ ตะมะนัง อะติอนธะภูตง ั ั ปั ญญาปะทปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
  • 162.
    ..........นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ..........ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุ ทฏฐะหัตถัง ั พรัหมัง วิสุทธิ ชุติมิทธิ พะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ ..........เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันท หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุ ขง อะธิ คะเมยยะ นะโร สะปั ญโญ ฯ ั มะหาการุ ณิโก ..........มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สั พพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สั พพา ปัตโต สั มโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ ..........ชะยันโต โพธิยา มูเล สั กยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สี เส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สั พพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ สุ นักขัตตัง สุ มังคะลัง สุ ปะภาตัง สุ หุฏฐิตัง สุ ขะโณ สุ มุหุตโต จะ สุ ยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ
  • 163.
    ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ ..........ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง.......... รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะสั งฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ยะถา วาริวะหา ........ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สั พเพ ปูเรนตุ สั งกัปปา......... จันโท ปัณณะระโส ยะถา . มะณิ โชติระโส ยะถา ฯ สัพพีตโย ิ ..........สั พพีติโย วิวัชชันตุ.......... สั พพะโรโค วินัสสะตุ มา เต ภะวัตวันตะราโย สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ สั พพีติโย วิวัชชันตุ สั พพะโรโค วินัสสะตุ มา เต ภะวัตวันตะราโย สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ สั พพีติโย วิวัชชันตุ สั พพะโรโค วินัสสะตุ
  • 164.
    มา เต ภะวัตวันตะราโย สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ ฯ อะภิวาทะนะสี ลสสะ ิ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ มงคลจักรวาฬน้ อย ..........สั พพะพุทธานุภาเวนะ สั พพะธัมมานุภาเวนะ สั พพะสั งฆา- นุภาเวนะ พุ ทธะระตะนัง ธัมมะระตะนั ง สั งฆะระตะนัง ติณณัง ระตะนานัง อานุภาเวนะ จะตุราสี ติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ ปิ ฏะกัตตะยานุภาเวนะ ชินะสาวะกานุภาเวนะ สั พเพ เต โรคา สั พเพ เต ภะยา สั พเพ เต อันตะรายา สั พเพ เต อุปัททะวา สั พเพ เต ทุนนิมิ ตตา สั พเพ เต อะวะมังคะลา วินัสสั นตุ อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิ ริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก สุ ขะวัฑฒะโก โหตุ สั พพะทา ฯ ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สั ตตุ จุปัททะวา อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ จะ เตชะสา ชะยะสิ ทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุ ขัง พะลัง สิ ริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายู จะ.......... ชีวะสิ ทธี ภะวันตุ เต ฯ -----------------------------
  • 165.
    มงคลจักรวาฬน้ อย (ย่อ) ระตะนัตตะยานุภาเวนะ ระตะนัตตะยะเตชะสา ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สั ตตุ จุปัททะวา อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ อะเสสะโต ชะยะสิ ทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุ ขัง พะลัง สิ ริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิ ทธี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง รักขันตุ สั พพะเทวะตา สั พพะสั งฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ---------------------------
  • 166.
    เกณิยานุโมทะนาคาถา อัคคิหุตตัง มุขา ยัญญา สาวิตติ ฉันทะโส มุขัง ราชา มุขัง มะนุสสานัง นะทีนัง สาคะโร มุขัง นักขัตตานัง มุขัง จันโท อาทิจโจ ตะปะตัง มุขัง ปุญญะมากังขะมานานัง สั งโฆ เว ยะชะตัง มุขัง ฯ ภะณิสสามะ มะยัง คาถา กาละทานัปปะทีปิกา เอตา สุ ณันตุ สั กกัจจัง ...... ทายะกา ปุญญะกามิโน ฯ หมายเหตุ ..แบบนีนา กาละทานะสุ ตตะคาถา ้ ถ้ านา วิหาระทานะคาถาเปลียนเป็ น วิหาระทานะทีปิกา ่ -----------------------------
  • 167.
    กาละทานะสุตตะคาถา กาเล ทะทันติ สะปัญญา วะทัญญู วีตะมัจฉะรา กาเลนะ ทินนัง อะริเยสุ อุชุภูเตสุ ตาทิสุ วิปปะสั นนะมะนา ตัสสะ วิปลา โหติ ทักขิณา ุ เย ตัตถะ อะนุโมทันติ เวยยาวัจจัง กะโรนติ วา นะ เตนะ ทักขิณา โอนา เตปิ ปุญญัสสะ ภาคิโน ตัสมา ทะเท อัปปะฏิวานะจิตโต.......... ยัตถะ ทินนัง มะหัปผะลัง ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปะติฏฐา โหนติ ปาณินันติ ฯ
  • 168.
    ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาค อะทาสิ เมอะกาสิ เม ญาติมิตตา สะขา จะ เม เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา ปุพเพ กะตะมะนุสสะรัง นะ หิ รุณณัง วา โสโก วา ยา วัญญา ปะริเทวะนา นะ ตัง เปตานะมัตถายะ เอวัง ติฏฐันติ ญาตะโย อะยัญจะ โข ทักขิณา ทินนา.......... สั งฆัมหิ สุ ปะติฏฐิตา ทีฆะรัตตัง หิตายัสสะ ฐานะโส อุปะกัปปะติ โส ญาติธัมโม จะ อะยัง นิทสสิ โต ั เปตานะ ปูชา จะ กะตา อุฬารา พะลัญจะ ภิกขูนะมะนุปปะทินนัง ตุมเหหิ ปุญญัง ปะสุ ตัง อะนัปปะกันติ ฯ --------------------------
  • 169.
    อัคคัปปะสาทะสุตตะคาถา อัคคะโต เว ปะสันนานัง อัคคัง ธัมมัง วิชานะตัง อัคเค พุทเธ ปะสั นนานัง ทักขิเณยเย อะนุตตะเร อัคเค ธัมเม ปะสั นนานัง วิราคูปะสะเม สุ เข อัคเค สั งเฆ ปะสั นนานัง ปุญญักเขตเต อะนุตตะเร อัคคัสมิง ทานัง ทะทะตัง อัคคัง ปุญญัง ปะวัฑฒะติ อัคคัง อายุ จะ วัณโณ จะ.......... ยะโส กิตติ สุ ขัง พะลัง อัคคัสสะ ทาตา เมธาวี อัคคะธัมมะสะมาหิโต เทวะภูโต มะนุสโส วา อัคคัปปัตโต ปะโมทะตีติ ฯ
  • 170.
    โภชะนะทานานุโมทะนาคาถา อายุโท พะละโท ธีโร วัณณะโท ปะฏิภาณะโท สุ ขัสสะ ทาตา เมธาวี สุ ขัง โส อะธิคจฉะติ ั อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง..... สุ ขัญจะ ปะฏิภาณะโท ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ
  • 171.
    อาฏานาฏิยะปะริตตัง (ย่ อ) สัพพะโรคะวินิมุตโต สั พพะสั นตาปะวัชชิโต สั พพะเวระมะติกกันโต นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ ฯ สั พพีติโย วิวัชชันตุ สั พพะโรโค วินัสสะตุ มา เต ภะวัตวันตะราโย สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ อะภิวาทะนะสี ลสสะ ิ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ ...... อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ
  • 172.
    เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทะนาคาถา ยัส์มิง ปะเทเส กัปเปติ วาสั ง ปัณฑิตะชาติโย สี ละวันเตตถะ โภเชตวา สั ญญะเต พรัหมะจาริโน ยา ตัตถะ เทวะตา อาสุ ง ตาสั ง ทักขิณะมาทิเส ตา ปูชิตา ปูชะยันติ มานิตา มานะยันติ นัง ตะโต นัง อะนุกมปันติ มาตา ปุตตังวะ โอระสั ง ั เทวะตานุกมปิ โต โปโส..... สะทา ภัท์รานิ ปัสสะติ ฯ ั -----------------------
  • 173.
    เทวะตาภิสัมมันตะนะคาถา ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิวา ยานิ วะ อันตะลิกเข สั พเพ วะ ภูตา สุ มะนา ภะวันตุ อะโถปิ สั กกัจจะ สุ ณันตุ ภาสิ ตัง สุ ภาสิ ตัง กิญจิปิ โว ภะเณมุ ปุญเญ สะตุปปาทะกะรัง อะปาปัง ธัมมูปะเทสั ง อะนุการะกานัง ตัส๎มา หิ ภูตานิ สะเมนตุ สั พเพ เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ ภูเตสุ พาฬหัง กะตะภัตติกายะ ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ปัจโจปะการัง อะภิกงขะมานา ั เต โข มะนุสสา ตะนุกานุภาวา ภูตา วิเสเสนะ มะหิทธิกา จะ อาทิสสะมานา มะนุเชหิ ญาตา ตัส๎มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ ---------------------------
  • 174.
    อาทิยะสุตตะคาถา ภุตตา โภคา ภะฏาภัจจา วิติณณา อาปะทาสุ เม อุทธัคคา ทักขิณา ทินนา อะโถ ปัญจะ พะลี กะตา อุปัฏฐิตา สี ละวันโต สั ญญะตา พรัหมะจาริโน ยะทัตถั ง โภคะมิจเฉยยะ ปัณฑิโต ฆะระมาวะสั ง โส เม อัตโถ อะนุปปัตโต กะตัง อะนะนุตาปิ ยัง เอตัง อะนุสสะรัง มัจโจ อะริยะธัมเม ฐิโต นะโร อิเธวะ นัง ปะสั งสั นตีิ เปจจะ สั คเค ปะโมทะตีติ ฯ ---------------------------
  • 175.
    วิหาระทานะคาถา สี ตัง อุณหังปะฏิหันติ ตะโต วาฬะมิคานิ จะ สิ ริงสะเป จะ มะกะเส สิ สิเร จาปิ วุฏฐิโย ตะโต วาตาตะโป โฆโร สั ญชาโต ปะฏิหัญญะติ เลนัตถัญจะ สุ ขัตถัญจะ ฌายิตุง จะ วิปัสสิ ตุง วิหาระทานัง สั งฆัสสะ อัคคัง พุทเธหิ วัณณิตัง ตัส๎มา หิ ปัณฑิโต โปโส สั มปัสสั ง อัตถะมัตตะโน วิหาเร การะเย รัมเม วาสะเยตถะ พะหุสสุ เต เตสั ง อันนัญจะ ปานัญจะ วัตถะเสนาสะนานิ จะ ทะเทยยะ อุชุภูเตสุ วิปปะสั นเนนะ เจตะสา เต ตัสสะ ธัมมัง เทเสนติ สั พพะทุกขาปะนูทะนัง ยัง โส ธัมมะมิธัญญายะ ปะรินิพพาตะยะนาสะโวติ ฯ ---------------------------
  • 176.
    อนุโมทนารั มภคาถาแปล ยะถา วาริวะหาปูรา ..........ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ าท่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มได้ฉนใด ั เอวะเมวะ อิโต ทินนัง ..........เปตานัง อุปะกัปปะติ ทานท่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกน้, ย่อมสาเร็ จ ประโยชน์แก่ผท่ละโลกน้ ไปแล้วได้ ฉันนั้น ู อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ..........ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ ขออิฏฐผลท่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว จงสาเร็ จโดยฉับพลัน สั พเพ ปูเรนตุ สั งกัปปา ..........จันโท ปัณณะระโส ยะถา ขอความดาริ ท้ งปวงจงเต็มท่ เหมือนพระจันทร์วนเพ็ญ ั ั มะณิ โชติระโส ยะถา ฯ เหมือนแก้วมณอันสว่างไสวควรยินด ฯ ---------------------------
  • 177.
    สามัญญานุโมทนาคาถาแปล สั พพีติโย วิวัชชันตุ.......... ..........สั พพะโรโค วินัสสะตุ ความจัญไรทั้งปวงจงบาราศไป โรคทั้งปวง(ของท่าน)จงหาย มา เต ภะวัตวันตะราโย ..............สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ อันตรายอย่ามแก่ท่าน ท่านจงเป็ นผูมความสุ ขมอายุยืน ้ สั พพีติโย วิวัชชันตุ .......... ..........สั พพะโรโค วินัสสะตุ ความจัญไรทั้งปวงจงบาราศไป โรคทั้งปวง(ของท่าน)จงหาย มา เต ภะวัตวันตะราโย ..............สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ อันตรายอย่ามแก่ท่าน ท่านจงเป็ นผูมความสุ ขมอายุยืน ้ สั พพีติโย วิวัชชันตุ .......... ..........สั พพะโรโค วินัสสะตุ ความจัญไรทั้งปวงจงบาราศไป โรคทั้งปวง(ของท่าน)จงหาย มา เต ภะวัตวันตะราโย ..............สุ ขี ทีฆายุโก ภะวะ ฯ อันตรายอย่ามแก่ท่าน ท่านจงเป็ นผูมความสุ ขมอายุยืน ้ อะภิวาทะนะสี ลสสะ ..................นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน ิ จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ ............อายุ วัณโณ สุ ขัง พะลัง ฯ ธรรมส่ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุ ขะ พละ ย่อมเจริ ญแก่ ผูมปรกติไหว้กราบ,มปรกติอ่อนน้อม (ต่อผูใหญ่) เป็ นนิตย์ ฯ ้ ้ ---------------------------
  • 178.
    มงคลจักรวาฬน้ อยแปล สั พพะพุทธานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง สัพพะธัมมานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง สั พพะสั งฆานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ท้ งปวง ั พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สั งฆะระตะนัง ติณณัง ระตะนานัง อานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งระตะนะสาม คือ พุทธรตนะ ธรรมรตนะ สังฆรตนะ จะตุราสี ติสะหัสสะธัมมักขันธานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมขันธ์แปดหมื่นส่ พน ั ปิ ฏะกัตตะยานุภาเวนะ.......ชินะสาวะกานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระไตรปิ ฏก ด้วยอานุภาพแห่งพระสาวกของพระชินเจ้า สั พเพ เต โรคา สั พเพเต ภะยา สรรพโรคทั้งหลายของท่าน สรรพภัยทั้งหลายของท่าน สั พเพ เต อันตะรายา สั พเพ เต อุปัททะวา สรรพอันตรายทั้งหลายของท่าน สรรพอุปัทวะทั้งหลายของท่าน สั พเพ เตทุนนิมิ ตตา สั พเพ เต อะวะมังคะลา สรรพนิมิตร้ายทั้งหลายของท่าน สรรพอวมงคลทั้งหลายของท่าน วินัสสั นตุ อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิ ริวัฑฒะโก จงพินาศไป ความเจริ ญอายุ ความเจริ ญทรัพย์ ความเจริ ญศิริ ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก ความเจริ ญยศ ความเจริ ญกาลัง ความเจริ ญวรรณะ
  • 179.
    สุ ขะวัฑฒะโก โหตุสั พพะทา ฯ ความเจริ ญสุ ข จงม (แก่ท่าน) ในกาลทั้งปวง ทุกขะโรคะภะยา เวรา โสกา สั ตตุ จุปัททะวา ทุกข์โรคภัย แลเวรทั้งหลาย ความโศกศัตรู แลอุปัทวะทั้งหลาย อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสั นตุ จะ เตชะสา ทั้งอันตรายทั้งหลายเป็ นอเนก จงพินาศไปด้วยเดช ชะยะสิ ทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคยัง สุ ขัง พะลัง ความชานะความสาเร็ จทรัพย์ลาภ ความสวัสด ความมโชค ความสุ ช กาลัง สิ ริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา ศิริอายุแลวรรณะ โภคะความเจริ ญแลความเป็ นผูมยศ้ สะตะวัสสา จะ อายู จะ ชีวะสิ ทธี ภะวันตุ เต ฯ แลอายุยืนร้อยป แลความสาเร็ จกิจในความเป็ นอยู่จงมแก่ท่าน ฯ ---------------------------
  • 180.
    กาละทานะสุตตะคาถาแปล กาเล ทะทันติ สะปัญญาวะทัญญู วีตะมัจฉะรา กาเลนะ ทินนัง อะริเยสุ อุชุภูเตสุ ตาทิสุ วิปปะสั นนะมะนา ตัสสะ วิปลา โหติ ทักขิณา ุ ทายกทั้งหลายเหล่าใด, เป็ นผูมปั ญญามปรกติรู้จกคาพูด ปราศจากตระหน่ ้ ั มใจเลื่อมใสแล้วในพระอริ ยะเจ้าทั้งหลาย ซึ่ งเป็ นผูตรงคงท่, บริ จาคทาน ้ ทาให้เป็ นของท่ตนถวายโดยกาลนิยมในกาลสมัย, ทักษิณาของทายกนั้นเป็ นคุณสมบัติ มผลไพบูลย์ เย ตัตถะ อะนุโมทันติ เวยยาวัจจัง กะโรนติ วา ชนทั้งหลายเหล่าใดอนุโมทนา หรื อช่วยกระทาการขวนขวายในทานนั้น นะ เตนะ ทักขิณา โอนา เตปิ ปุญญัสสะ ภาคิโน ทักษิณาทานของเขามิได้บกพร่ องไป ด้วยเหตุน้ น ั ชนทั้งหลายแม้เหล่านั้นย่อมเป็ นผูมส่ วนแห่งบุญนั้นด้วย ้ ตัสมา ทะเท อัปปะฏิวานะจิตโต ยัตถะ ทินนัง มะหัปผะลัง เหตุน้ น ทายกควรเป็ นผูมจิตไม่ทอถอย, ให้ในท่ใดมผลมากควรให้ในท่น้ น ั ้ ้ ั ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปะติฏฐา โหนติ ปาณินันติ ฯ บุญย่อมเป็ นท่พ่ ึงอาศัยของสัตว์ท้ งหลายในโลกหน้า ฉะน้ ั ---------------------------
  • 181.
    ติโรกุฑฑะกัณฑะปั จฉิมภาคแปล อะทาสิ เมอะกาสิ เม ญาติมิตตา สะขา จะ เม บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้ทาแก่ตนในกาล- ก่อนว่า, ผูน้ ได้ให้สิ่งน้ แก่เรา ผูน้ ได้ทากิจน้ ของเรา ้ ้ ผูน้ เป็ นญาติ เป็ นมิตร เป็ นเพื่อนของเรา ดังน้ ้ เปตานัง ทักขิณัง ทัชชา ปุพเพ กะตะมะนุสสะรัง ก็ควรให้ทกษิณาทาน เพื่อผูท่ละโลกน้ ไปแล้ว ั ้ นะ หิ รุณณัง วา โสโก วา ยา วัญญา ปะริเทวะนา การร้องไห้กด การเศร้าโศกก็ด หรื อการร่ าไรราพัน ็ อย่างอื่นก็ด, บุคคลไม่ควรทาทเดยว นะ ตัง เปตานะมัตถายะ เอวัง ติฏฐันติ ญาตะโย เพราะว่าการร้องไห้เป็ นต้นนั้น,ไม่เป็ นประโยชน์แก่ญาติ ทั้งหลายผูละโลกน้ ไปแล้ว ญาติท้ งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้น ้ ั อะยัญจะ โข ทักขิณา ทินนา สั งฆัมหิ สุ ปะติฏฐิตา ก็ทกษิณานุปทานน้ แล อันท่านให้แล้ว ั ประดิษญานไว้ดแล้วในสงฆ์ ทีฆะรัตตัง หิตายัสสะ ฐานะโส อุปะกัปปะติ ย่อมสาเร็ จประโยชน์เกือกูลแก่ผท่ละโลกน้ ้ ู้ ไปแล้วนั้น, ตลอดกาลนาน ตามฐานะ โส ญาติธัมโม จะ อะยัง นิทสสิ โต ั ญาติธรรมน้ น้ น ท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้ว ั เปตานะ ปูชา จะ กะตา อุฬารา แลบูชาอันยิ่ง ท่านก็ได้ทาแล้ว แก่ญาติท้ งหลายท่ได้ละโลกน้ ไปแล้ว ั พะลัญจะ ภิกขูนะมะนุปปะทินนัง
  • 182.
    กาลังแห่งภิกษุท้ งหลายชื่อว่าท่านได้เพิ่มให้แล้วด้วย ั ตุมเหหิ ปุญญัง ปะสุ ตัง อะนัปปะกันติ ฯ บุญไม่นอย ท่านได้ขวนขวายแล้ว ดังน้ แล. ้ ---------------------------
  • 183.
    โภชนทานานุโมทนาคาถาแปล อายุโท พะละโท ธีโรวัณณะโท ปะฏิภาณะโท ผูมปั ญญา ให้อายุ ให้กาลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ ้ สุ ขัสสะ ทาตา เมธาวี สุ ขัง โส อะธิคจฉะติ ั ผูมปั ญญา ให้ความสุ ข ย่อมได้ประสพสุ ข ้ อายุง ทัตวา พะลัง วัณณัง สุ ขัญจะ ปะฏิภาณะโท บุคคลผูให้อายุ พละ วรรณะ สุ ขะ แลปฏิภาณ ้ ทีฆายุ ยะสะวา โหติ ยัตถะ ยัตถูปะปัชชะตีติ ฯ บังเกิดในท่ใดๆย่อมเป็ นผูมอายุยืน มยศในท่น้ นๆ ดังน้ ้ ั
  • 184.
    เทวะตาทิสสะทักขิณานุโมทนาคาถาแปล ยัสมิง ปะเทเส กัปเปติวาสั ง ปัณฑิตะชาติโย บัณฑิตชาติสาเร็ จการอยู่ในประเทศสถานท่ใด สี ละวันเตตถะ โภเชตวา สั ญญะเต พรัหมะจาริโน พึงเชิญเหล่าท่านท่มศิลสารวมระวัง ประพฤติพรหมจรรย์เล้ ยงดูกนในท่น้ น ั ั ยา ตัตถะ เทวะตา อาสุ ง ตาสั ง ทักขิณะมาทิเส เทพดาเหล่าใด มในท่น้ น ควรอุทิศ ั ทักษิณาทานเพื่อเทพดาเหล่านั้นด้วย ตา ปูชิตา ปูชะยันติ มานิตา มานะยันติ นัง เทพดาท่ได้บูชาแล้ว ท่านย่อมบูชาบ้าง ท่ได้นบถือแล้ว ย่อมนับถือบ้าง ั ตะโต นัง อะนุกมปันติ มาตา ปุตตังวะ โอระสั ง ั แต่น้ น ท่านย่อมอนุเคราะห์เขา ประหนึ่ง ั มารดาอนุเคราะห์บุตร อันเป็ นโอรส เทวะตานุกมปิ โต โปโส สะทา ภัทรานิ ปัสสะติ ฯ ั บุรุษได้อาศัยเทพดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมเห็นกิจการอันเจริ ญทุกเมื่อ. ---------------------------
  • 185.
    เทวะตาภิสัมมันตนคาถาแปล ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข หมู่ภูตเหล่าใดเป็ นภุมเทวดาก็ด, เหล่าใดสถิตแล้ว ในอากาศก็ด, ซึ่ งมาประชุมกันแล้วในท่น้ สั พเพ วะ ภูตา สุ มะนา ภะวันตุ อะโถปิ สั กกัจจะ สุ ณันตุ ภาสิ ตัง ขอหมู่ภูตเหล่านั้นทั้งหมดเทยวจงเป็ นผูมจิต ้ โสมนัส อนึ่ง จงฟังภาษิตโดยเคารพ สุ ภาสิ ตัง กิญจิปิ โว ภะเณมุ ปุญเญ สะตุปปาทะกะรัง อะปาปัง เราจะกล่าวสุ ภาษิตแม้บางประการแก่ท่านทั้งหลาย ไม่เป็ นบาป เป็ นเครื่ องทาความเตือนสติในบุญ ธัมมูปะเทสั ง อะนุการะกานัง ตัส๎มา หิ ภูตานิ สะเมนตุ สั พเพ เป็ นอุบายเครื่ องแนะนาอันชอบธรรมของบุคคลผูกระทาตามทั้งหลาย ้ เพราะเหตุน้ นแลหมู่ภูตทั้งปวงจงฟังเถิด ั เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ ภูเตสุ พาฬหัง กะตะภัตติกายะ ท่านทั้งหลายจงกระทาไมตรจิตในหมู่สัตว์มนุษยชาติ ผูมภักดอันทาแล้วมันในหมู่ภูต ้ ่ ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง ปัจโจปะการัง อะภิกงขะมานาั มนุษย์ท้ งหลายเหล่าใด ย่อมนากระทาพลกรรม ในกลางวันหรื อกลางคืน ั มุ่งหวังอยู่ซ่ ึ งความอุดหนุนตอบแทน เต โข มะนุสสา ตะนุกานุภาวา ภูตา วิเสเสนะ มะหิทธิกา จะ มนุษย์ท้ งหลายเหล่านั้นแล เป็ นผูมอานุภาพน้อย ั ้ ส่ วนภูตทั้งหลายเป็ นผูมฤทธิ์ มากโดยแปลกกัน ้ อาทิสสะมานา มะนุเชหิ ญาตา ตัส๎มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา ฯ เป็ นพวกอทิสสมานกาย ท่มนุษย์ท้ งหลายรู้จก เพราะเหตุน้ นแล ั ั ั ท่านทั้งหลายจงเป็ นผูไม่ประมาท รักษามนุษย์เหล่านั้นเถิด . ้
  • 186.
    อาทิยะสุตตะคาถาแปล ภุตตา โภคา ภะฏาภัจจา วิติณณา อาปะทาสุ เม โภคะทั้งหลายเราได้บริ โภคแล้ว บุคคลทั้งหลายท่ควรเล้ ยง เราได้เล้ ยงแล้ว อันตรายทั้งหลาย เราได้ขามพ้นไปแล้ว ้ อุทธัคคา ทักขิณา ทินนา อะโถ ปัญจะ พะลี กะตา ทักษิณาท่เจริ ญผล เราได้ให้แล้ว อนึ่งพลห้าเราได้ทาแล้ว อุปัฏฐิตา สี ละวันโต สั ญญะตา พรัหมะจาริโน ท่านผูมศิลสารวมแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เราได้บารุ งแล้ว ้ ยะทัตถั ง โภคะมิจเฉยยะ ปัณฑิโต ฆะระมาวะสั ง บัณฑิตผูครองเรื อน ปรารถนาโภคะเพื่อประโยชน์อนใด ้ ั โส เม อัตโถ อะนุปปัตโต กะตัง อะนะนุตาปิ ยัง ประโยชน์น้ นเราได้บรรลุแล้ว กรรมไม่เป็ นท่ต้ งแห่ง ั ั ความเดือดร้อนภายหลัง เราได้ทาแล้ว เอตัง อะนุสสะรัง มัจโจ อะริยะธัมเม ฐิโต นะโร นรชนผูจะต้องตายเมื่อตามระลึกถึงคุณข้อน้ อยู่ ้ ย่อมเป็ นผูต้ งอยู่ในอริ ยธรรม ้ั อิเธวะ นัง ปะสั งสั นติ เปจจะ สั คเค ปะโมทะตีติ เทวดาแลมนุษย์ท้ งหลายย่อมสรรเสริ ญนรชนนั้น ในโลกน้ ั นรชนนั้น ละโลกน้ ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ดงน้. ั ---------------------------
  • 187.
    วิหาระทานะคาถาแปล สี ตัง อุณหังปะฏิหันติ ตะโต วาฬะมิคานิ จะ เสนาสนะย่อมป้ องกันเย็นแลร้อน แลสัตว์ร้าย สิ ริงสะเป จะ มะกะเส สิ สิเร จาปิ วุฏฐิโย งู ยุง ฝนท่ต้ งขึ้นในสิ สิระฤดู ั ตะโต วาตาตะโป โฆโร สั ญชาโต ปะฏิหัญญะติ ลมแลแดดอันกล้า เกิดแล้ว ย่อมบันเทาไป เลนัตถัญจะ สุ ขัตถัญจะ ฌายิตุง จะ วิปัสสิ ตุง วิหาระทานัง สั งฆัสสะ อัคคัง พุทเธหิ วัณณิตัง การถวายวิหารแก่สงฆ์ เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุ ข เพื่อเพ่งพิจารณา แลเพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริ ญว่าเป็ นทานเลิศ ตัส๎มา หิ ปัณฑิโต โปโส สั มปัสสั ง อัตถะมัตตะโน เพราะเหตุน้ นแลบุรุษบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน ั วิหาเร การะเย รัมเม วาสะเยตถะ พะหุสสุ เต พึงสร้างวิหารอันรื่ นรมย์ ให้ภิกษุท้ งหลายผูเ้ ป็ นพหูสูตรอยูเ่ ถิด ั เตสั ง อันนัญจะ ปานัญจะ วัตถะเสนาสะนานิ จะ ทะเทยยะ อุชุภูเตสุ วิปปะสั นเนนะ เจตะสา อนึ่งพึงถวายข้าวน้ าผ้าเสนาสนะแก่ท่านเหล่านั้น ด้วยน้ าใจอันเลื่อมใสในท่านผูซื่อตรง ้ เต ตัสสะ ธัมมัง เทเสนติ สั พพะทุกขาปะนูทะนัง ยัง โส ธัมมะมิธัญญายะ ปะรินิพพาตะยะนาสะโวติ ฯ เขารู้ธรรมอันใดในโลกน้ แล้ว จะเป็ นผูไม่มอาสวะปริ นิพพาน ้ ท่านย่อมแสดงธรรมนั้นอันเป็ นเครื่ องบันเทาทุกข์ท้ งปวงแก่เขาดังน. ั ้
  • 188.
    ภะวะตุสัพพ์ แปล ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมแก่ท่าน รักขันตุ สั พพะเทวะตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน สั พพะพุทธานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ขอความสวัสดทั้งหลาย จงมแก่ท่านทุกเมื่อ ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมแก่ท่าน รักขันตุ สั พพะเทวะตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน สั พพะธัมมานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพ แห่งพระธรรมทั้งปวง สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ขอความสวัสดทั้งหลาย จงมแก่ท่านทุกเมื่อ ภะวะตุ สั พพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมแก่ท่าน รักขันตุ สั พพะเทวะตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน สั พพะสั งฆานุภาเวนะสะทา ด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ท้ งปวง ั โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ขอความสวัสดทั้งหลาย จงมแก่ท่านทุกเมื่อ
  • 189.
    คาถาปองกันภัย ้ ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงการะณา ฆะเฏสิ อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ คาถาน้ ใช้ภาวนาเวลาจะไปไหน คุมภัยได้ด ้ เวลาจะนอนใช้เสกหมอนหนุนหัว จะไม่มภัยมา ถึงตัว และคุมครองทรัพย์สมบัติ ได้ชงัดนักแล. ้ ------------------------------
  • 190.
    คาถาสวดมาฆะบูชา มาฆะนักขัตตถยุตตายะ ปุณณายะปุณณะมายังโย อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา โคตะโมหะโย สุ ทธานันตะทะยาญาโณ สั ตถา โลเก อะนุตตะโร วิหะรันโต ราชะคะเห มาฆะทานัง คิริพภะเย วิหาเร เวฬุ วันนัมหิ กะลันทะกะนิวาปิ เย สั งฆัสสะสั นนิปาตัมหิ อุตตะเม จะตุรังคิเก อัฑฒะเตระสะหัสเสหิ ภิกขูหิ ปะริวาริโต ตีหิ คาถาหิ สั งขิปปัง สั พพัง พุทธานะสาสะนัง สะโมสาเรหิ โอวาทัง ปาฏิโมกขัง อะนุตตะรัง ตะเมวัมภูตะสั มพุทธัง สั กขีณาสะวะสาวะกัง จิระการะมะตี ตัมปิ ปะสาเทนะ อะนุตตะรัง อะยัมปิ ปะริสา สั พพา ปะสั นนา ธัมมะคามินี สั มปัตตาตาทิสักการัง สุ นักขัตตัง สุ มังคะลัง ทีปะธูปาทิสักกาเร อะภิสัชชิ ยะถาผะลัง เตหิ ปูเชตะเวหัตถะ ตุฏฐา อิธะ สะมาคะตา อะภิวันทะติ ปูเชติ ภะคะวันตัง สะสาวะกัง กาเลนะ สั มมุขีภูตัง อะตีตารัมมะนัตตะนา โอสาเรนตัง ปาฏิโมกขัง วิสุทธักขะมุโปสะเถ อิโตชะเน สุ ปญเญนะ ุ โสตถี โหนตุ สะทาปิ โน สาสะนัง สั ตถุ อัมหากัง ........... จิรัง ติฏฐะตุตาทิโน....ติ -----------------------
  • 191.
    บทขัดโอวาทปาฏิโมกขี์ สั ตตันนัง ภะคะวันตานัง สั มพุทธานัง มะเหสิ นัง โอวาทะปาฏิโมกขัสสะ อุทเทสั ตเตนะ ทัสสิ ตา มะหาปะทานะสุ ตตันเต ติสโส คาถาติ โน สุ ตัง ตีหิ สิ กขาหิ สั งขิตตัง ยาสุ พุทธานะ สาสะนัง ตาสั มปะกาสะกัง ธัมมะ- ....... ปะริยายัง ภะณามะ เส. ----------------------- โอวาทะปาฏิโมกขาทิปาโฐ ............อุททิฏฐัง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สั มมาสั มพุทเธนะ โอวาทะปาฏิโมกขัง ตีหิ คาถาหิ ......................ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ......................นิพพานัง ปะระนัง วะทันติ พุทธา ......................นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรู ปะฆาตี ......................สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ......................สั พพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสู ปะสั มปะทา ......................สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง ......................อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต ปาฏิโมกเข จะ สั งวะโร ......................มัตตัญญตา จะ ภัตตัสมิง ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง ......................อะธิจิตเต จะ อาโยโค เอตัง พุทธานะ สาสะนันติ ......................อะเนกะปะริยเยนะ โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สั มมาสั มพุทเธนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ั สะมาธิ สั มมะทักขาโต ปัญญา สั มมะทักขาตา ............กะถัญจะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. เหฏฐิเมนะปิ ั ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. อุปะริเมนะปิ ั ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. กะถัญจะ เหฏฐิเมนะ ั
  • 192.
    ปะริยาเยนะ สี ลงสั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา อิธะ อะริยะสาวะโก ั ปาณาติปาตา ปะฏิวิระโต โหติ อะทินนาทานา ปะฏิวิระโต โหติ กาเมสุ มิจฉาจารา ปะฏิวิระโต โหติ มุสาวาทา ปะฏิวิระโต โหติ สุ ราเมระยะมัชชัปปะมาทัฏฐานา ปะฏิวิระโต โหตีต. เอวัง โข ิ เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะตา กะถัญจะ ั อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สี ลง สั มมะทักขาตัง ภะคะวะตา. อิธะ ั ภิกขุ สี ละวา โหติ ปาฏิโมกขะสั งวะระสั งวุโต วิหะระติ อาจาระโคจะระสั มปันโน อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิ กขะติ สิ กขาปะเทสู ติ เอวัง โข อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สี ลง สั มะทักขาตัง ภะคะวะตา. ั ............กะถัญจะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. เหฏฐิเมนะปิ ปะริยาเยนะ สมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. อุปะริเมนะปิ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. กะถัญจะ เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. อิธะ อะริยะสาวะโก โวสสั คคารัมมะณัง กะริตวา ละภะติ สะมาธิง ละภะติ จิตตัสเสกัคคะตันติ. เอวัง โข เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. กะถัญจะ อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ภะคะวะตา. อิธะ ภิกขุ วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ สะวิตักกัง สะวิจารัง วิเวกะชัมปี ติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ วิตักกะ- วิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตัง สั มปะสาทะนัง เจตะโส เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง สะมาธิชัมปี ติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ ปี ติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สั มปะชาโน สุ ขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ ยันตัง อะริยา อาจิกขันติ อุเปกขะโก สะติมา สุ ขะวิหารีติ ตะติยัง ฌานัง
  • 193.
    อุปะสั มปัชชะ วิหะระติ.สุ ขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา ปุพเพ วะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา อะทุกขะมะสุ ขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง จะตุตถัง ฌานัง อุปะสั มปัชชะ วิหะระตีต. เอวัง โข อุปะริะเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สั มมะทักขาโต ิ ภะคะวะตา. ............กะถัญจะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. เหฏฐิเมนะปิ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. อุปะริเมนะปิ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. กะถัญจะ เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. อิธะ อะริยะสาวะโก ปัญญะวา โหติ อุทะยัตถะคามินิยา ปัญญายะ สะมันนาคะโค อะริยายะ นิพเพธิกายะ สั มมา ทุกขักขะยะคามินิยาติ. เอวัง โข เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. กะถัญจะ อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. อิธะ ภิกขุ อิทง ทุกขันติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง ั ทุกขะสะมุทะโยติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง ทุกขะนิโรโธติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทาติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. เอวัง โข อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สั มมะทักขาตา ภะคะวะตา. ............สี ละปะริภาวิโต สะมาธิ มะหัปผะโล โหติ มะหานิสังโส สะมาธิปะริภาวิตา ปัญญา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา ปัญญาปะริภาวิตัง จิตตัง สั มมะเทวะ อาสะเวหิ วิมุจจะติ. เสยยะถีทง. ั กามาสะวา ภะวาสะวา อะวิชชาสะวา. ภาสิ ตา โข ปะนะ ภะคะวะตา ปะรินิพพานะสะมะเย อะยัง ปัจฉิมะวาจา หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สั งขารา อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถาติ. ภาสิ ตัญจิทง ภะคะวะตา เสยยะถาปิ ภิกขะเว ั
  • 194.
    ยานิ กานิจิ ชังคะลานังปาณานัง ปะทะชาตานิ สั พพานิ ตานิ หัตถิปะเท สะโมธานัง คัจฉันติ หัตถิปะทัง เตสั ง อัคคะมักขายะติ ยะทิทง มะหันตัตเตนะ. เอวะเมวะ โข ภิกขะเว เย เกจิ กุสะลา ั ธัมมา สั พเพ เต อัปปะมาทะมูละกา อัปปะมาทะสะโมสะระณา อัปปะมาโท เตสั ง อัคคะมัคขายะตีต. ตัสมาติหัมเหหิ สิ กขิตัพพัง ิ ติพพาเปกขา ภะวิสสามะ อะธิสีละสิ กขาสะมาทาเน อะธิจิตตะสิ ก- ขาสะมาทาเน อะธิปัญญาสิ กขาสะมาทาน อัปปะมาเทนะ สั มปาเทส- สามาติ. เอวัญหิ โน สิ กขิตัพพัง -----------------------
  • 195.
    คาถาสวดวิสาขะบูชา วิสาขะปุณณะมายัง โย ชาโต อันติมะชาติยา ปัตโต จะ อะภิสัมโพธิง อะโถปิ ปะรินิพพุโต โลเก อะนุตตะโร สั ตถา ทะยาญาณัณณะวาสะโย นายะโก โมกขะมัคคัสมิ ติวิธัตถูปะเทสะโก มะหาการุณิกง พุทธัง ั มะยันตัง สะระณัง คะตา อามิเสหิ จะ ปูเชนตา ธัมเม จะ ปะฏิปัตติยา อิมันทานิ สุ นักขัตตัง อะภิมังคะละสั มมะตัง วิสาโขฬุ กะยุตเตนะ ปุณณะจันเทนะ ลักขิตัง สั มปัตตา อะนุกาเลนะ พุทธานุสสะระณาระหัง ชาติ สั มโพธิ นิพพานะ- กาละภูตัง สะยัมภุโน ตัง สั มมานุสสะระมานา สุ จิรัง นิพพุตามะปิ ปะสั นนาการัง กะโรนตา สั กกาเร อะภิสัชชิยะ ทัณฑะทีเป ทีปะฆะเร มาลาวิกะติอาทะโย ตัสเสวะ ปูชะนัตถายะ ยะถาสะติ ยะถาพะลัง สะมาหะริตวา เอกัตตะ ฐะปะยิมหา ยะถาระหัง นะรานะราหัง สั พเพสั ง สั ทธัมเม สั มปะสี ทะตัง ธัมมัสสะวะนัง กะริสสามะ.......... สั มพุทธะคุณะทีปนัง พุทธัสสุ โพธิตาทีนัง ทีปะนัตถัง นะเหสิ โน...ติ -----------------------
  • 196.
    คาถาขอฝน (สวดตามกาลังวัน) สุ ภูโต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร นีละวัณโณ มะหาเตโช ปะวัสสั นตุ วะลาหะกา อะภิตถะนะยัง ปะชุนนะ นิธิง กากัสสะ นาสะยะ กากัง โสกายะ รันเธหิ มัจเฉ โสกา ปะโมจะยะ ฯ ----------------------- คาถาขอฝน (อกแบบหนึ่ง) สุ ภูโต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร นีละวัณโณ มะหาเตโช.. ปะวัสสั นตุ วะลาหะกา..... ฉันนา เม กุฏกา สุ ขา นิวาตา ิ วัสสะ เทวะ ยะถาสุ ขัง จิตตัง เม สุ สะมาหิตัง วิมุตตัง อาตาปี วิหะรามิ วัสสะ เทวาติ ฯ -----------------------
  • 197.
    คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัย ในพระราชพิธสัมพัจฉรฉินท์และพระราชพิธอื่น ๆ พุทโธ สั พพัญญุตะญาโณ............ ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สั งโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ สั พพะทุกขา อุปัททะวา อันตะรายา จะ นัสสั นตุ สั พพะโสตถี ภะวันตุ เต คาถาสวดเมื่อจุดเทียนชัย พระราชพิธพิรุณศาสตร พุทโธ สั พพัญญุตะญาโณ............ ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สั งโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ เทโว วัสสะตุ กาละโต วัสสั นตะรายา มาเหสุ ง. สั พพะโสตถี ภะวันตุ โน คาถาสวดเมื่อดับเทียนชัย ทุกพระราชพิธ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง............ พุทโธ เม สะระณัง วะรัง โหตุ เต ชะยะมังคะลัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สั คเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
  • 198.
    นะ โน สะมังอัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สั กยะมุนี สะมาหิโต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ ยัมพุทธเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุ จิง สะมาธิมานันตะริกญญะมาหุ ั สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสั ตถา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ เต ทักขิเณยยา สุ คะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ เย สุ ปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคยหะ ั ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ
  • 199.
    ขีณัง ปุราณัง นะวังนัตถิ สั มภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา นิพพันติ ชีรา ยะถายัมปะทีโป อิทมปิ สั งเฆ ระตะนัง ปะณีตัง ั เอเตนะ สั จเจนะ สุ วัตถิ โหตุ สั พพะโรคะวินิมุตโต สั พพะสั นตาปะวัชชิโต สั พพะเวระมะติกกันโต.............. ยะถาทีโป จะ นิพพุโต -----------------------
  • 200.
    คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน วันวิสาขบูชา .........ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สั ตถา, ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันโน, ขัตติโย ชาติยา โคตะโม โคตเตนะ, สั กยะปุตโต สั กยะกุลา ปัพพะชิโต สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สั สสะมะณะ- พราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สั มมาสั มโพธิ อะภิสัมพุทโธ, นิสสั งสะยัง โข โส ภะคะวา อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ วิชชาจะระณะสั มปันโน สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะ- สาระถิ สั ตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, สวากขาโต โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สั นทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิ โก โอปะนะ- ยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, สุ ปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, ยะทิทง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะ- ั ปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, อะยัง โข ปะนะ.......ถูโป ................................ปะฏิมา.. ตัง ภะคะวันตัง....อุททิสสะ กะโต ......................อุททิสสะ กะโต....ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตวา ปะสาทะ สั งเวคะปะฏิลาภายะ, มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง วิสาขะปุณณะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต ชาติสัมโพธินิพพานะกาละ สั มมะตัง (ถ้ าวันอัฏฐมี เปลียนข้ อความทีขีดเส้ นใต้ เป็ น เอตะระหิ อิมัง ่ ่
  • 201.
    วิสาขะปุณณะมิโตปะรัง อัฏฐะมีกาลัง ตัสสะภะคะวะโต สะรีรัชฌา- ปะนะกาละ สั มมะตัง) ปัตวา อิมัง ฐานัง สั มปัตตา, อิเม ทัณฑะที- ปะธูปาทิ สั กกาเร คะเหตวา อัตตะโน กายัง สั กการุปะธานัง กะริตวา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา, อิมัง................ถูปัง .......................ปะฏิมัง....ติกขัตตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ อิมัง ยะถา คะหิเตหิ สั กกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา, สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุ จิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตารัมมะณะตายะ ปัญญายะ มาโน, อิเม อัมเหหิ คะหิเต สั กกเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ. ....................................................(คาแปล) .........เราทั้ งหลายถึงซึ่ งพระผูมพระภาคพระองค์ใดว่าเป็ นท่พ่ ง, พระผูม ้ ึ ้ พระภาคพระองค์ใดเป็ นศาสดาของเราทั้งหลาย แลเราทั้งหลายชอบซึ่ งธรรม ของพระผูมพระภาคพระองค์ใด, พระผูมพระภาคพระองค์น้ นแล ได้อุบติ ้ ้ ั ั แล้วในหมู่มนุษย์ ชาวอริ ยกะในมัชฌิมชนบท, พระองค์เป็ นกษัตริ ยโดย ์ พระชาติ เป็ นโคดมโดยพระโคตร, เป็ นศากยบุตรเสด็จออกบรรพชาแล้วแต่ ศากยสกุล เป็ นผูตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณ ้ ในโลกทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ท้ งสมณพราหมณ์เทวดาแล ั มนุษย์ พระผูมพระภาคเจ้านั้นเป็ นพระอรหันต์ เป็ นผูตรัสรู้ชอบเอง เป็ นผู้ ้ ้ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็ นผูเ้ สด็จไปดแล้ว เป็ นผูรู้แจ้งโลก เป็ นสารถ ้ แห่งบุรุษควรฝึ กได้ ไม่มผูอื่นยิงไปกว่า เป็ นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ท้ ง ้ ่ ั หลาย เป็ นผูตื่นแล้ว เป็ นผูเ้ บิกบานแล้ว เป็ นผูมโชค โดยไม่ตองสงสัยแล ้ ้ ้ อนึ่ง พระธรรมอันพระผูมพระภาคเจ้านั้นตรัสดแล้ว อันผูบรรลุจะพึงเห็นเอง ้ ้ ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรยกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญํูชนพึงรู้เฉพาะ ตน และพระสงฆ์สาวกของพระผูมพระภาคเจ้านั้น เป็ นผูปฏิบติดแล้วแล เป็ น ้ ้ ั ผูปฏิบติตรงแล้ว เป็ นผูปฏิบติเป็ นธรรม, เป็ นผูปฏิบติสมควร, น้ คือคู่แห่ง ้ ั ้ ั ้ ั
  • 202.
    บุรุษส่ บุรุษบุคคลแปด, น่พระสงฆ์สาวกของพระผูมพระภาค,เป็ นผูควร ้ ้ ของคานับ เป็ นผูควรของต้อนรับ เป็ นผูควรของทาบุญ เป็ นผูควรทาอัญชล ้ ้ ้ (ประนมมือไหว้) เป็ นนาบุญของโลก ไม่มนาบุญอื่นยิงกว่า.พระสถูป่ ..................................................................................พระปฏิมา น้ แล นักปราชญ์ ได้อุทิศเฉพาะต่อพระผูมพระภาคเจ้านั้น สร้างไว้แล้วเพยงเพื่อ ้ ระลึกถึงพระผูมพระภาคเจ้านั้นด้วยทรรศนะแล้ว ได้ความเลื่อมใสแลสังเวช ้ บัดน้ เราทั้งหลายมาถึง กาลวิสาขปุรณม เป็ นท่รู้กนว่า กาลเป็ นท่ประสูติ ั ตรัสรู้ แลเสด็จปริ นิพพานแห่งพระผูมพระภาคเจ้านั้น (ถ้าวันอัฏฐม เปล่ยน ้ ข้อความท่ขดเส้นใต้ เป็ น กาลท่ครบ ๘ เบื้องหน้าแต่วนวิสาขปุรณม เป็ นท่รู้ ั กันว่า กาลเป็ นท่ถวายพระเพลิงพระสรระ แห่งพระผูมพระภาคเจ้านั้น) จึง ้ มาประชุมกันแล้ว ณ ท่น้ ถือสักการะมประทปด้ามแลธูปเป็ นต้นเหล่าน้ ทา กายของตนให้เป็ นดังภาชนะรับเครื่ องสักการะ ระลึกถึงพระคุณตามเป็ นจริ ง ทั้งหลายของพระผูมพระภาคเจ้านั้น บูชาด้วยสักการะอันถือไว้แล้วอย่างไร ้ จักทาประทักษิณสิ้ นวาระสามรอบ ซึ่ ง..พระสถูป ........................................................พระปฏิมากร น้ ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริ ญ ขอเชิญพระผูมพระภาคเจ้าแม้เสด็จปริ นิพพานนานมาแล้ว ยังปรากฏอยู่ดวย ้ ้ พระคุณสมบัติอนข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะพึงรู้โดยความเป็ นอตตารมณ์ ั จงทรงรับซึ่ งเครื่ องสักการะอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วน้ เพื่อประ- โยชน์ เพื่อความสุ ขแก่ขาพระพุทธเจ้าทั้งหลายสิ้ นกาลนาน เทอญ. ้ -----------------------
  • 203.
    คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน วันมาฆบูชา ...........อัชชายัง มาฆะปุณณะม สัมปั ตตา มาฆะนักขัตเตนะ ปุณณะ จันโท ยุตโต ยัตถะ ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ จาตุรังคิเก สาวะกะสันนิปาเต โอวาทะปาติโมกขัง อุททิสิ ตะทา หิ อัฑฒะเตระสานิ สัพเพสังเยวะ ขณาสะวานัง สัพเพ เต เอหิภิกขุกา สัพเพปิ เต อะนา- มันติตาวะ ภะคะวะโต สันติกง อาคะเต เวฬุวะเน กะลันทะกะนิวาเป ั มาฆะปุณณะมิยง วัฑฒะมานะภัจฉายายะ ตัสมิญจะสันนิปาเต ภะคะวา ั วิสุทธุ โปสะถัง อะกาสิ อะยัง อัมหากัง ภะคะวะโต เอโกเยวะ สาวะกะ- สันนิปาโต อะโหสิ จาตุรังคิโก อัฑฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ สัพเพ- สังเยวะ ขณาสะวานัง มะยันทานิ อิมง มาฆะปุณณะม นักขัตตะสะมะยัง ั ตักกาละสะทิสัง สัมปั ตตา จิระปะริ นิพพุตมปิ ตัง ภะคะวันตัง อะนุส- ั สะระมานา อิมสมิง ตัสสะ ภะคะวะโต สักขิภูเต เจติเย อิเมหิ ั ทปะธูปะปุปผาทิสักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง ตานิ จะ อัฑฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ อะภิปูชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สะสาวะกะสังโฆ สุ จิระปะริ นิพพุโต คุเณหิ ธะระมาโน อิเท สักกาเร ทุคคะตะปั ณณา- การะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ (คาแปล) ...........วันน้ มาประจวบวันมาฆปุรณม เพ็ญเดือน ๓ พระจันทร์เพ็ญประกอบ ด้วยฤทธิ์ มาฆะ ตรงกับวันท่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์ข้ ึน ในท่ประชุมสาวกสงฆ์พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ ครั้งนั้น พระภิกษุ ๑๒๕๐ องค์ ล้วนแต่พระขณาสพ อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ไม่มผูใดเรยก มาประชุมยังสานักพระผูมพระภาค ณ เวฬุวนาราม เวลาตะวัน ้ ้ บ่ายในวันมาฆปุรณม, แลสมเด็จพระผูมพระภาคเจ้าได้ทรงทาวิสุทธอุโบสถ ้ ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ข้ ึน ณ ท่ประชุมนั้น การประชุมสาวกสงฆ์พร้อม
  • 204.
    ด้วยองค์ ๔ ของพระผูมพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลายน้ได้มครั้งเดยวเท่านั้น ้ พระภิกษุ ๑๒๕๐ องค์ลวนแต่พระขณาสพ บัดน้ เราทั้งหลายมาประจวบ ้ มาฆปุณมนักขัตสมัยน้ ซึ่ งคล้ายกับวันจาตุรงคสันนิบาตนั้นแล้ว มาระลึกถึง พระผูมพระภาคนั้นแม้ปริ นิพพานนานมาแล้ว จะเคารพบูชาพระผูมพระภาค ้ ้ แลภิกษุ ๑๒๕๐ องค์น้ น ด้วยสักการะทั้งหลายมเทยนธูปแลดอกไม้เป็ นต้น ั เหล่าน้ ในเจดย์สถานน้ ซึ่ งเป็ นพยานของพระผูมพระภาคเจ้านั้น ข้าแต่พระ- ้ องค์ผเู้ จริ ญ ขอเชิญพระผูมพระภาคพร้อมด้วยสาวกสงฆ์ แม้ปริ นิพพานนาน ้ มาแล้วด้วยด ยังเหลืออยู่แต่พระคุณทั้งหลาย จงทรงรับสักการบรรณการ คนยากเหล่าน้ ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุ ข แก่ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายสิ้ นกาลนาน เทอญ. -----------------------
  • 205.
    คานาถวายดอกไม้ ธูปเทียน วันอาสาฬหบูชา .............ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา โย โน ภะคะวา สัตถา ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ อะโหสิ โข โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ สัตเตสุ การุ ญญัง ปะฏิจจะ กะรุ ณายะโก หิเตส อะนุกมปั ง อุปาทายะ อาสาฬหะปุณณะมิยง พารา- ั ั ณะสิ ยง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ปั ญจะวัคคิยานัง ภิกขูนง อะนุตตะรัง ั ั ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัตเตตวา จัตตาริ อะริ ยะสัจจานิ ปะกาเสสิ ฯ .............ตัสมิญจะ โข สะมะเย ปั ญจะวัคคยานัง ภิกขูนง ปะมุโข ั อายัสมา อัญญาโกณฑัญโญ ภะคะวะโต ธัมมัง สุ ตวา วิระชัง วตะมะลัง ธัมมะจักขุง ปะฏิละภิตวา ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ภะคะวันตัง อุปะสัมปะทัง ยาจิตวา ภะคะวะโต เยวะ สันติกา เอหิภิกขุ อุปะสัมปะทัง ปะฏิละภิตวา ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย อะริ ยะสาวะกะสังโฆ โลเก ปะฐะมัง อุปปั นโน อะโหสิ พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนันติ ติระตะนัง สัมปุณณัง อะโหสิ ฯ .............มะยัง โข เอตะระหิ อิมง อาสาฬหะปุณณะมกาลัง ตัสสะ ั ภะคะวะโต ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะกาละสัมมะตัง อะริ ยะสาวะกะสัง- ฆะอุปปั ตติกาละสัมมะตัญจะ ระตะนัตตะยะสัมปุณณะกาละสัมมะตัญ- จะ ปั ตวา อิมง ฐานัง สัมปั ตตา อิเม สักกาเร คะเหตวา อัตตะโน ั กายัง สักการุ ปะธานัง กะริ ตวา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา อิมง ถูปัง (อิมง พุทธะปะฏิมง) ติกขัตตุง ั ั ั ปะทักขิณัง กะริ สสสามะ ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชง กุรุมานา ฯ ั .............สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุ จิระปะริ นิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตตารัมมะณะตายะ ปั ญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ ฯ
  • 206.
    (คาแปล) .............เราทั้ งหลายถึงซึ่ งพระผูมพระภาคพระองค์ใดแล้วว่าเป็ นท่พ่ ง พระผู้ ้ ึ มพระภาคพระองค์ใด เป็ นพระศาสดาของเราทั้งหลาย อนึ่ง เราทั้งหลายชอบ ใจซึ่ งพระธรรมของพระผูมพระภาคพระองค์ใด พระผูมพระภาคเจ้าพระองค์น้ น ้ ้ ั เป็ นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ทรงอาศัยความการุ ณในสัตว์ท้ งหลาย ทรงั พระกรุ ณาแสวงหาประโยชน์เกือกูล ทรงอาศัยความเอ็นดู ได้ยงพระธรรมจักร ้ ั อันยอดเย่ยมให้เป็ นไป ทรงประกาศอริ ยสัจ ๔ เป็ นครั้งแรกแก่พระภิกษุ ปั ญจวัคคย์ ท่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุ งพาราณสในวันอาสาฬหปุณณม อนึ่ง ในสมัยนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะผูเ้ ป็ นหัวหน้าของ พระภิกษุปัญจวัคคย์ฟังธรรมของพระผูมพระภาคเจ้าแล้ว ได้ธรรมจักษุอน ้ ั บริ สุทธิ์ ปราศจากมลทิน ว่า "สิ่ งใดสิ่ งหนึ่งมความเกิดขึ้นเป็ นธรรมดา สิ่ ง ทั้งปวงนั้น มความดับเป็ นธรรมดา" จึงทูลขออุปสมบทกะพระผูมพระภาค ้ เจ้าเป็ นองค์แรกในโลก .............อนึ่ ง ในสมัยแม้น้ นแล พระสังฆรัตนะได้บงเกิดขึ้นเป็ นครั้งแรก ั ั พระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ได้สมบูรณ์ แล้วในโลก .............บัดน้ เราทั้งหลายแล มาประจวบมงคลสมัยอาสาฬหปุณณม วัน เพ็ญอาสาฬหมาสท่รู้พร้อมกันว่า เป็ นวันท่พระผูมพระภาคเจ้าพระองค์น้ น ้ ั ทรงประกาศพระธรรมจักรเป็ นวันท่เกิดขึ้นแห่งพระอริ ยสงฆ์สาวก และเป็ น วันท่พระรัตนตรัยสมบูรณ์ คือ ครบ ๓ รัตนะ จึงมาประชุมกันแล้ว ณ ท่น้ ถือสักการะเหล่าน้ ทากายของตนให้เป็ นดังภาชนะรับเครื่ องสักการะ ระลึก ถึงพระคุณตามเป็ นจริ งทั้งหลายของพระผูมพระภาคเจ้านั้น จักทาประทักษิณ ้ สิ้ นวาระสามรอบซึ่ งพระสถูป (พระพุทธปฏิมา) น้ บูชาอยู่ดวยสักการะอัน ้ ถือไว้แล้วอย่างไร .............ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริ ญ ขอเชิญพระผูมพระภาคเจ้าแม้เสด็จปริ นิพพาน ้ นานมาแล้ว ยังปรากฏอยู่ดวยพระคุณสมบัติอนข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้ ้ ั
  • 207.
    โดยความเป็ นอตตารมณ์ จงทรงรับเครื่องสักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้ง หลายถือไว้แล้วน้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุ ข แก่ขาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ้ สิ้ นกาลนาน เทอญ. -----------------------
  • 208.
    ิ ์ คาถาบูชาพระพุทธสิหงคี .........มะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) (นา) หันทะ มะยัง พุทธะปะสังสา คาถาโย พุทธะสิ งหิงโค นามะ .........ภะณามะ เส. (รับ) อิติ ปะวะระสิ หิงโค อุตตะมะยะโสปิ เตโช .........ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท .........สะกาละพุทธะสาสะนัง โชตะยันโตวะ ทโป .........สุ ระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนวะ พุทโธติ. คาแปล .........พุทธสิ หิงคา อุบติมา ณ แดนใด ั ประเสริ ฐ ธ เกริ กไกร ดุจกายพระศาสดา .........เป็ นท่เคารพน้อม มนุษย์พร้อมทั้งเทวา เปรยบเช่นชวาลา ศาสนาท่ยืนยง .........เหมือนหนึ่งพระสัมพุทธ สุ วิสุทธิ์ พระชนม์คง แดนใดพระดารง พระศาสน์คงก็จารู ญ .........ด้วยเดชสิ ทธิ ศกดิ์ ธ พิทกษ์อนุกล ั ั ู พระศาสน์บ่มสูญ พระเพิ่มพูลมหิทธา .........ข้า ฯ ขอเคารพน้อม วจค้อมขึ้นบูชา พิทกษ์ ธ รักษา พระศาสน์มาตลอดกาล ั .........ปวงข้า ฯ จะประกาศ พุทธศาสน์ให้ไพศาล ขอพระอภิบาล ชินมารนิรันดร์ เทอญ. -----------------------
  • 209.
    พระคาถาชินบัญชรสูตร ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังส) วัดระฆังโฆสิ ตาราม ๑. ชินะสะรากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง .....จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิ วิงสุ นะราสะภา ๒. ตัณหังกะราทะโญ พุทธา อัฏฐะวสะติ นายะกา .....สัพเพ ปะติฏฐิโต มัยหัง มัตถะเก เต มะนุสสะรา ๓. สเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน .....สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร ๔. หะทะเย อะนุรุทโธ จะ สาริ ปุตโต จะ ทักขิเณ .....โกณฑัญโญ ปิ ฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก ๕. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุ ง อานันทะราหุลา .....กัสสะโป จะ มะหานาโม อาภาสุ ง วามะโสตถะเก ๖. เกสันเต ปิ ฏฐิภาคัสมิง สุ ริโยวะ ปะภังกะโร .....นิสินโน สิ ริสัมปั นโน โสภโต มุนปุงคะโล ๗. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหส จิตตะวาทะโก .....โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร ๘. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลนันทะสวะล .....เถรา ปั ญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ ๙. เสสาสติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา .....ชะวันตา สละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา ๑๐. ระตะนัง ปุเรโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุ ตตะกัง ........ธะชัคคัง ปั จฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง ๑๑. ขันธะโมระปะริ ตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุ ตตะกัง ........อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะลังกะตัง ๑๒. ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา
  • 210.
    .......วาตาปิ ตตะทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา ๑๓. อะเสสา วิญญัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา ........วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปั ญชะเร ๑๔. ชินะปั ญขะระมัชเฌหิ วิหะรันตัง มะหตะเล ........สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา ๑๕. อิจเจวะมันโต สุ คุตโต สุ รักโข ........ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ........ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริ สังโฆ ........สังฆานุภาเวนะ ชิตนตะรโย ั ........สัทธัมมานุภาวะ ปาลโต.............. จะรามิ ชินะปั ญชะเรตติ . ........พระคาถาชินบัญชรของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ถ้าใคร่ ท่องจาได้ข้ ึนใจ ภาวนาทุกคืนวันมคุณานุภาพมากมาย มความศักดิ์สิทธิ์ และทรงอานุภาพทุกบท จะทาให้เกิดโชคลาภ เป็ นสิ ริมงคลแก่ตวเอง ใช้เสกทาน้ ามนต์รดแก้สรรพ- ั ทุกข์โศกโรคภัย ไม่ว่าจะถูกกระทาคุณไสย คุณผคุณคนทั้งปวง ใช้ปลุกเสก พระเครื่ องรางของขลังจะเพิ่มอิทธิ ฤทธิ์ ปาฏิหาริ ยมากยิ่งขึ้น แต่ถาท่องจาไม่ได้ ์ ้ หมด จะเลือกจาแต่ละบทก็ได้ สุ ดแต่เจตนาจะใช้ ดังน้ ........๑. อาราธนาพระสมเด็จไปกับตัว ใช้บทท่ ๓ ภาวนา ........๒. สาหรับนักพูด นักแสดง ก่อนพูดก่อนแสดง " ๗ " ........๓. สาหรับเสกน้ าล้างหน้า เสกแป้ งเจิม " ๘ " ........๔. ถ้าต้องการแคล้วคลาดปลอดอันตราย " ๙ " ........๕. สาหรับป้ องกันโรคภัยไข้เจ็บ " ๑๓ " ........๖. อาราธนาขอให้คุณพระคุมครอง " ๑๔ " ้ ........(พระคาถาชินบัญชรน้ เป็ นคาถาท่ถูกต้องตรงตามท่สมเด็จบอกโดยวิธ การเข้าทรง และถูกต้องตรงตามเจตนาของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ซึ่ งเป็ นผูแต่ง, ้ โดยอาศัยเค้าคาถาท่มมาแล้วแต่เดิม ได้รับอนุญาตด้วยความเอื้อเฟื้ อจาก อาจารย์พร รัตนสุ วรรณ แห่งสานักวิญญาณ บางลาพู)
  • 211.
    คาถาอาวุธ สั กกัสสะ วะชิราวุธัง ยะมัสสะ นัยมาวธัง อาฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง เวสสุ วัณณัสสะ คะธาวุธัง จัตตาโร วา อาวุธานัง เอเตสั ง อานุภาเวนะ สั พเพ ยักขา................. ปะลายันติ. คาถาน้ ......... ใช้เสกมือหรื อเสกศัสตราอาวุธก็ได้ เมื่อเวลาจะประจัญบานกับศัตรู .......................ใช้เสกต้นข่าต้นไพลขับไล่ ตผ ให้หนกระเจิง ดนักแล. -----------------------
  • 212.
  • 213.
    คาอธิษฐาน บาตร, อิมง ปั ตตัง อะธิ ฏฐามิ ั สังฆาฏิ, อิมง สังฆาฏิง อะธิ ฏฐามิ ั จวร, อิมง อุตตะราสังคัง อะธิ ฏฐามิ ั สบง, อิมง อันตะระวาสะกัง อะธิ ฏฐามิ ั ผ้าอาบน้ าฝน................ อิมง วัสสิ กะสาฏิกง อะธิ ฏฐามิ ั ั คาเสียสละ จวรเป็ นนิสัคคยะ เพราะอยู่ปราศจากเขตล่วงราตร อิทง เม ภันเต จวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง ั อัญญัตระ ภิกขุสัมมะติยา นิสสัคคิยงั อิมาหัง อายัสมะโต นิสสัชชามิ (ถ้า ๒ ผืนว่า ทวิจวะรัง ถ้าทั้ง ๓ ผืนว่า ติจวะรัง) คาคืน อิมง จวะรัง อายัสมะโต ทัมมิ ั
  • 214.
    คาวิกัปปี์ ...................อิมัง จีวะรัง ตุยหังวิกปเปมิ ั หลายผืนว่า อิมานิ จีวะรานิ ตุยหัง วิกปเปมิ ั คาถอน .อิมัง จีวะมัง มัยหัง สั นตะกัง ปะริภุญชะ วา วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ (ถ้ าผู้ถอนอ่อนกว่ า ว่ า) อิมัง จีวะรัง มัยหัง สั นตะกัง ปะริภุญชะถะ วา วิสัชเชถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ
  • 215.
    คาอธิษฐานเข้ าพรรษา .อิมัสมิง อาวาเส อิมัง เตมาสั ง วัสสั ง อุเปมิ (ว่า ๓ จบ) คาปวารณาออกพรรษา ..............สั งฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุ เตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกมปัง อุปาทายะ ั ปัสสั นโต ปะฏิกกะริสสามิ ฯ ..............ทุติยัมปิ ภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุ เตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกมปัง อุปทายะ ั ปัสสั นโต ปะฏิกกะริสสามิ ฯ ..............ตะติยัมปิ ภันเต สั งฆัง ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุ เตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกมปัง อุปาทายะ ั ปัสสั นโต ปะฏิกกะริสสามิ ฯ
  • 216.
    คาขอขมาโทษ (แบบทัวไปท่แก้ไขใช้อยู่ในปั จจุบน) ่ ั (ผูขอ) เถเร ปะมาเทนะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สั พพัง อะปะราธัง ้ .............ขะมะถะ เม ภันเต (ถ้าขอหลายรู ปเปล่ยน ขะมะถะ เม เป็ น .............ขะมะตุ โน) (ผูรับ) อะหัง ขะมามิ ตะยาปิ เม ขะมิตัพพัง (ถ้าผูขอมหลายรู ป ้ ้ .............เปล่ยน ตะยาปิ เป็ น ตุมเหหิปี) (ผูขอ) ขะมามิ ภันเต (ถ้าขอหลายรู ปเปล่ยน มิ เป็ น มะ) ้ (แบบพิเศษนิยมใช้ถวายพระมหาเถระ) (ผูขอ) อัจจะโย มัง ภันเต อัจจัคคะมา ยะถาพาลัง ยะถามูฬหัง ้ .............ยะถาอะกุสะลัง โยหัง ภันเต กะทาจิ กะระหะจิ ปะมาทัง .............วา อาคัมมะ อะโยนิโสมะนะสิ การัง วา อาคัมมะ มะหาเถเร .............อะคาระวัง อะกาสิ ง กาเยนะ วา วาจายะ วา มะนะสา วา .............สัมมุขาปิ ปะรัมมุขาปิ ตัสสะ เม ภันเต มะหาเถโร อัจจะยัง .............อัจจะยะโต ปะฏิคคัณหาตุ อายะติง สังวะรายะ (ผูรับ) ตัคฆะ ตัง อาวุโส อัจจะโย อัจจัคคะมา ยะถาพาลัง ้ .............ยะถามูฬหัง ยะถาอะกุสะลัง โย ตะวัง กะทาจิ กะระหะจิ .............ปะมาทัง วา อาคัมมะ อะโยนิโสมะนะสิ การัง วา อาคัมมะ .............มะยิ อะคาระวัง อะกาสิ กาเยนะ วา วาจายะ วา มะนะสา .............วา สัมมุขาปิ ปะรัมมุขาปิ ยะโต จะ โข ตะวัง .............อัจจะยัง อัจจะยะโต ทิสวา ยะถาธัมมัง ปะฏิกกะโรสิ .............อายะติง สังวะรัง อาปั ชชะสิ ตัง เต ปะฏิคคัณหามิ .............วุฑติ เหสา อาวุโส อะริ ยสสะ วินะเย โย อัจจะยัง ั .............อัจจะยะโต ทิสวา ยะถาธัมมัง ปะฏิกกะโรติ อายะติง .............สังวะรัง อาปั ชชะติ
  • 217.
    (คาอวยพรของผูรับ) ยัง ยังปุญญัง มะยา กะตัง อุปะจิตง ้ ั .............กาเยนะ วา วาจายะ วา มะนะสา วา ตัง ตัง อายัสมะโต .............อาทิสสามิ สาธายัสมา อัสมิง อัสมิง ปุญเญ ปั ตติโต .............หุตวา อะนุโมทะตุ เตนะ อะนุโมทะนามะเยนะปิ ปุญเญนะ .............สุ ขิโต โหตุ อะโรโค นิรุปัททะโว จิรัง ทฆะมัทธานัง .............อิมสมิง ตะถาคะตัปปะเวทิเต ธัมมะวินะเย วุฑฒิง วิรุฬหิง ั .............เวปุลลัง อาปั ชชะตุ (ผูขอ) สาธุ ภันเต ้
  • 218.
    คาอนุโมทนากฐิน อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะกะฐินง ั ธัมมิโก กะฐินตถาโร อะนุโมทามะ (ว่า ๓ จบ) ั
  • 219.
    คาลาสิกขา สิ กขัง ปัจจักขามิคิหีติ มัง ธาเรถะ ข้าพเจ้าลาสิ กขา ท่านทั้งหลายจงจาข้าพเจ้าไว้ว่า เป็ นคฤหัสถ์
  • 220.
    คาแสดงตนเป็ นอุบาสก เอสาหัง ภันเตสุ จิระปะริ นิพพุตมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง ั คัจฉามิ ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ อุปาสะกัตตัง สังโฆ ธาเรตุ.
  • 221.
    วิธีแสดงอาบัตีิ (พรรษาอ่อนว่า) สัพพา ตาอาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) ...............................สัพพา คะรุ ละหุกา อาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) ...............................อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโญ อาปั ตติโย ...............................อาปั ชชิง ตา ตุมหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ (พรรษาแก่รับว่า) ปั สสะสิ อาวุโส ตา อาปั ตติโย (พรรษาอ่อนว่า) อุกาสะ อามะ ภันเต ปั สสามิ (พรรษาแก่รับว่า) อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ (พรรษาอ่อนว่า)................. สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ ...............................ทุติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ ั ...............................ตะติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ ั ...............................นะ ปุเนวัง กะริ สสามิ ...............................นะ ปุเนวัง ภาสิ สสามิ ...............................นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามีิ (จบพรรษาอ่อน) (พรรษาแก่ว่า) สัพพา ตา อาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) ...............................สัพพา คะรุ ละหุกา อาปั ตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) ...............................อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปั ตติโย ...............................อาปั ชชิง ตา ตุยหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ (พรรษาอ่อนรับว่า) อุกาสะ ปั สสะถะ ภันเต ตา อาปั ตติโย (พรรษาแก่ว่า) อามะ อาวุโส ปั สสามิ (พรรษาอ่อนรับว่า) อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ (พรรษาแก่ว่า)................. สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ ...............................ทุติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ ั ...............................ตะติยมปิ สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ ั
  • 222.
    ...............................นะ ปุเนวัง กะริสสามิ ...............................นะ ปุเนวัง ภาสิ สสามิ ...............................นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ (เสร็ จพิธ) วิธีแสดงอาบัติแบบใหม่ ....... ภิกษุผตองอาบัติพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง แล้วทาผ้าห่มเฉวยงบ่า ู้ ้ นังกระหย่งประนมมือกล่าวว่า ่ อะหัง........... แก่ว่า........... อาวุโส อิตถันนามัง อาปั ตติง ......................อ่อนว่า........... ภันเต ......................อาปั นโน ตัง ปะฏิเทเสมิ ผูรับ........... แก่ว่า........... ปั สสะสิ อาวุโส ้ ......................อ่อนว่า........... ปั สสะสิ ภันเต ผูแสดง........... แก่ว่า........... อามะ อาวุโส ปั สสามิ ้ ......................อ่อนว่า........... อามะ ภันเต ปั สสามิ ผูรับ........... แก่ว่า ...........อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ ้ ......................อ่อนว่า ...........อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ ผูแสดง........... แก่ว่า ...........สาธุ สุ ฏฐุ อาวุโส สังวะริ สสามิ ้ ......................อ่อนว่า........... สาธุ สุ ฏฐุ ภันเต สังวะริ สสามิ ...........คาว่า อิตถันนามัง ให้เปล่ยนเป็ นชื่ออาบัติท่ถูกต้องดังน้ ถุลลัจ- จะยัง, นิสสัคคิยง ปาจิตติยง, ปาจิตติยง, ทุกกะฏัง, ทุพภาสิ ตง ถ้า ั ั ั ั ต้องอาบัติหลายตัว มวัตถุอย่างเดยวกัน เช่นปาจิตตย์เป็ นตัวอย่างใช้ สัมพะหุลา ต่อเป็ น อะหัง ภันเต สัมพะหุลา ปาจิตติยาโย อาปั ตติโย อาปั นโน ตา ปะฏิเทเสมิ ฯลฯ เหมือนข้างต้น ถ้าอาบัติ หลายตัวมวัถตุต่าง ๆ กัน เช่น ต้องอาบัติปาจิตตย์ใช้ นานาวัตถุกาโย ต่อเป็ น อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย ปาจิตติยาโย อาปั ตติโย อาปั นโน ตา ปะฏิเทสมิ ฯลฯ เหมือนข้างต้น ถ้าอาบัติ
  • 223.
    ๒ ตัวใช้ เทวถ้า ๓ ตัวขึ้นไปใช้ สัมพะหุลา ถ้าสงสัยพึงแสดงดังน้ อะหัง อาวุโส อิตถันนามายะ อาปั ตติยา เวมะติโก ยะทา นิพเพมะติโก ภะวิสสามิ ตะทา ตัง อาปั ตติง ปะฏิกกะริ สสามิ คาว่า อาวุโส ถ้าผูแสดงอ่อนกว่าเปล่ยนเป็ น ้ ภันเต คาว่า อิตถันนามายะ พึงเปล่ยนเป็ นชื่ออาบัติ ฯ
  • 224.
    กิจวัตร ๑๐ อย่าง ๑. ลงอุโบสถ ๒. บิณฑบาตเล้ ยงชพ ๓. สวดมนต์ไหว้พระ ๔. กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดย์ ๕. รักษาผ้าครอง ๖. อยู่ปริ วาสกรรม ๗. โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ ๘. ศึกษาสิ กขาบทและปฏิบติพระอาจารย์ ั ๙. เทศนาบัติ ๑๐. พิจารณาปั จจเวกขณะทั้ง ๔ เป็ นต้น กิจวัตร ๑๐ เหล่าน้ เป็ นกิจใหญ่ควรท่ภิกษุจะต้องศึกษาให้ทราบความชัด และจาไว้เพื่อปฏิบติสมควรแก่สมณสารู ปแห่งตน ฯ ั
  • 225.
    ภิกษุไม่ ควรฉันเนือ ๑๐อย่ าง ้ ๑. เนื้อมนุษย์ ๒. เนื้อช้าง ๓. เนื้อม้า ๔. เนื้อสุ นขั ๕. เนื้องู ๖. เนื้อราชสห์ ๗. เนื้อหม ๘. เนื้อเสื อโคร่ ง ๙. เนื้อเสื อดาว ๑๐. เนื้อเสื อเหลือง มังสะ ๑๐ อย่างน้ ห้ามฉันและห้ามรับประเคน
  • 226.
    คาให้ ศีล เมื่อคฤหัสถ์อาราธนาศลแล้ว พระพึงให้ศลดังน้ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) . พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ . ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ . สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ .......... สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ . ติสะระณะ คะมะนัง นิฏฐิตง ั ปาณาติปาตา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ อะทินนาทานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ มุสาวาทา เวระมะณ.......... สิ กขาปะทัง......... สะมาทิยามิ สุ ราเมระยะมัชชะปะมา ทัฏฐานา.. เวระมะ ณ...สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (สรุ ป) ........................อิมานิ ปัญจะ สิ กขาปะทานิ ............สี เลนะ สุ คะติง ยันติ ............สี เลนะ โภคะสั มปะทา ............สี เลนะ นิพพุติง ยันติ ............ตัสมา สี ลง วิโสธะเย ั ............ถ้าให้ศล ๘ ก็ว่าเหมือนกัน เปล่ยนแต่ขอ กาเม เป็ นอะพรัหมะจะริยา ้ เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ เท่านั้น แล้วต่อจากข้อ สุ รา ไปดังน้ ............วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
  • 227.
    ............นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ- มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณีสิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ............อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ............(สรุ ปเหมือนศล ๕ เปล่ยนแต่ ปัญจะ เป็ น อัฏฐะ เท่านั้น) ............ถ้าให้อุโบสถศล ใช้นาว่าต่อจากข้อสุ ดท้าย ทละตอน ดังน้ ............อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะกัง, อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสั ง, สั มมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ (สรุ ป) อิมานิ อัฏฐะ สิ กขาปะทานิ อุโปสะถะสี ละวะเสนะ สาธุกง ั ............กัตวา อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ ฯ ............สี เลนะ สุ คะติง ยันติ ............สี เลนะ โภคะสั มปะทา ............สี เลนะ นิพพุติง ยันติ ............ตัสมา สี ลง วิโสธะเย ั
  • 228.
    คาบอกศักราชเทศนา ..........อิทานิ ตัสสะ ภะคะวะโตอะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ปะริ นิพพานะโต ปั ฏฐายะ สัตตะวสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ เทวสัง- วัจฉะระสะหัสสานิ อะติกกันตานิ ปั จจุปปั นนะกาละวะเสน อาสาฬหะ มาสัสสะ ทวาทะสะมัง ทินง วาระวะเสน ปะนะ คะรุ วาโร โหติ เอวัง ั ตัสสะ ภะคะวะโต ปะริ นิพพานา สาสะนายุกาละคะณะนา สัลลักเข ตัพพาติ ฯ ..........(คาแปล) ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จาเดิมแต่ปริ นิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระผูมพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดน้ ล่วง ้ แล้ว ๒๕๒๗ พรรษา ปั จจุบนสมัย กรกฎาคมมาส สุ รทินท่ ๑๒ คะรุ วาร ั พระพุทธศาสนายุกาลจาเดิมแต่ปิริ นิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระผูมพระภาคเจ้า ้ นั้น มนัยอันจะพึงกาหนดนับด้วยประการฉะน้ คาเปลียน พ.ศ. เดือน วันที่ วัน ่ พ.ศ. ๒๕๒๘ เปล่ยนว่า อัฏฐะวสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ พ.ศ. ๒๕๒๙ เปล่ยนว่า อูนะติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ พ.ศ. ๒๕๓๐ เปล่ยนว่า ติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ พ.ศ. ๒๕๓๑ เปล่ยนว่า เอกะติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ พ.ศ. ๒๕๓๒ เปล่ยนว่าทวัตติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ พ.ศ. ๒๕๓๓ เปล่ยนว่า เตตติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ พ.ศ. ๒๕๓๔ เปล่ยนว่าจตุตติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ พ.ศ. ๒๕๓๕ เปล่ยนว่า ปั ญจะติงสุ ตตะระปั ญจะสะตาธิ กานิ เดือน มกราคม เปล่ยนว่า ปุสสะมาสัสสะ เดือน กุมภาพันธ์ เปล่ยนว่า มาฆะมาสัสสะ เดือน มนาคม เปล่ยนว่า ผัคคุณะมาสัสสะ เดือน เมษายน เปล่ยนว่า จิตตะมาสัสสะ
  • 229.
    เดือน พฤษภาคม เปล่ยนว่าวิสาขะมาสัสสะ เดือน มิถุนายน เปล่ยนว่า เชฏะมาสัสสะ เดือน กรกฏาคม เปล่ยนว่า อาสาฬหะมาสัสสะ เดือน สิ งหาคม เปล่ยนว่า สาวะนะมาสัสสะ เดือน กันยายน เปล่ยนว่า โปฏฐะปะทะ หรื อ ภัททะปะทะมาสัสสะ เดือน ตุลาคม เปล่ยนว่า อัสสะยุชะมาสัสสะ เดือน พฤศจิกายน เปล่ยนว่า กัตติกะมาสัสสะ เดือน ธันวาคม เปล่ยนว่า มิคะสิ ระมาสัสสะ วันท่ ๑ เปล่ยนว่า ปะฐะมัง ทินงั วันท่ ๒ เปล่ยนว่า ทุติยง ทินง ั ั วันท่ ๓ เปล่ยนว่า ตะติยง ทินง ั ั วันท่ ๔ เปล่ยนว่า จะตุตถัง ทินง ั วันท่ ๕ เปล่ยนว่า ปั ญจะมัง ทินง ั วันท่ ๖ เปล่ยนว่า ฉัฏฐัง ทินง ั วันท่ ๗ เปล่ยนว่า สัตตะมัง ทินง ั วันท่ ๘ เปล่ยนว่า อัฏฐะมัง ทินง ั วันท่ ๙ เปล่ยนว่า นะวะมัง ทินง ั วันท่ ๑๐ เปล่ยนว่า ทะสะมัง ทินง ั วันท่ ๑๑ เปล่ยนว่า เอกาทะสะมัง ทินง ั วันท่ ๑๒ เปล่ยนว่า ทวาทะสะมัง ทินง ั วันท่ ๑๓ เปล่ยนว่า เตระสะมัง ทินง ั วันท่ ๑๔ เปล่ยนว่า จะตุททะสะมัง ทินง ั วันท่ ๑๕ เปล่ยนว่า ปั ณณะระสะมัง ทินง ั วันท่ ๑๖ เปล่ยนว่า โสฬะสะมัง ทินง ั วันท่ ๑๗ เปล่ยนว่า สัตตะระสะนัง ทินง ั วันท่ ๑๘ เปล่ยนว่า อัฏฐาระสะมัง ทินง ั
  • 230.
    วันท่ ๑๙ เปล่ยนว่าอูนะวสะติมง ทินงั ั วันท่ ๒๐ เปล่ยนว่า วสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๑ เปล่ยนว่า เอกะวสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๒ เปล่ยนว่า ทวาวสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๓ เปล่ยนว่า เตวสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๔ เปล่ยนว่า จะตุวสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๕ เปล่ยนว่า ปั ญจะวสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๖ เปล่ยนว่า ฉัพพสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๗ เปล่ยนว่า สัตตะวสะติมิง ทินง ั วันท่ ๒๘ เปล่ยนว่า อัฏฐะวสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๒๙ เปล่ยนว่า อูนะติงสะตมัง ทินง ั วันท่ ๓๐ เปล่ยนว่า ติงสะติมง ทินง ั ั วันท่ ๓๑ เปล่ยนว่า เอกะติงสะติมง ทินง ั ั วัน อาทิตย์ เปล่ยนว่า ระวิวาโร วัน จันทร์ เปล่ยนว่า จันทะวาโร วัน อังคาร เปล่ยนว่า ภุมมะวาโร วัน พุธ เปล่ยนว่า วุธะวาโร วัน พฤหัสบด เปล่ยนว่า คะรุ วาโร วัน ศุกร์ เปล่ยนว่า สุ กกะวาโร วัน เสาร์ เปล่ยนว่า โสระวาโร
  • 231.
    พิธีบวช ............คาว่า บวชมาจากคาว่า ป+วช แปลว่าเว้นทัว คือเว้นจากกาม ใน ่ ท่น้ หมายเพยงบวชเป็ นสามเณรและบวชเป็ นพระภิกษุเท่านั้น จุดมุ่งหมายใน การบวชก็คือการปฏิบติตนเพื่อรื้ อถอนออกจากความทุกข์ และทาให้แจ้งซึ่ ง ั พระนิพพาน คือความดับทุกข์ อย่างไรก็ตาม การบวชได้แม้เพยงชัวคราวก็ ่ นับว่าด เพราะนอกจากเป็ นการสื บต่อพระพุทธศาสนาแล้ว อย่างน้อยก็ยงเป็ นั เหตุให้รู้จกฝึ กหัดความอดทน และความเสยสละอย่างมาก อาจทาให้เข้าถึง ั พุทธธรรมได้โดยใกล้ชิด การบวชเป็ นสามเณร ............สามเณร แปลว่า ผูเ้ ป็ นเชื้อสายแห่งสมณะ เมื่อเป็ นสามเณรแล้ว ต้องถือศล ๑๐ คือ ............๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ท้ งมนุษย์และเดรัจฉาน ั ............๒. เว้นจากการลักทรัพย์ ............๓. เว้นจากเสพเมถุนธรรม ............๔. เว้นจากการพูดเท็จ ............๕. เว้นจากการดื่มสุ ราและเมรัย ............๖. เว้นจาการบริ โภคอาหารในเวลาวิกาล ............๗. เว้นจากการฟ้ อนราขับร้องและการบรรเลง ตลอดถึงการดู ............การฟังสิ่ งเหล่านั้น ............๘. เว้นจากการทัดทรงดอกไม้การใช้ของหอมเครื่ องประเทืองผิว ............๙. เว้นจาการนอนท่สูงใหญ่และยัดนุ่นสาลอันมลายวิจิตร ............๑๐. เว้นจากการรับเงินทอง ............นอกจากน้ ยังต้องม ปั จจเวกขณะ คือ การพิจารณา จวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช ตลอดถึงวัตรท่ควรศึกษา อันเกยวด้วยมารยาท คือ ่ เสขิยวัตร อก ๗๕ ข้อ ด้วย
  • 232.
    ............ถานท่ทาพิธ เป็ นกุฎของพระอุปัชฌาย์ผให้บวชก็ได้เป็ นโรง ู้ อุโบสถก็ได้ มพระอันดับตั้งแต่ ๔ รู ปขึ้นไปก็ได้ ไม่มก็ได้ ของใช้ ในพิธีคอ ื ............๑. ไตรแบ่ง (สบง ๑ ประคตเอง ๑ อังสะ ๑ จวร ๑ ผ้ารัด อก ๑ ผ้ากราบ ๑) ............๒. จวร สบง อังสะ (อาศัยหรื อสารอง) ผ้าอาบ ๒ ผืน ............๓. ย่าม ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกา ............๔. บาตร (มเชิงรองและฝาพร้อม) ............๕. รองเท้า ร่ ม ............๖. ท่นอน เสื่ อ หมอน ผ้าห่ม มุง ้ ............๗. จานข้าว ช้อนส้อม แก้วน้ า ผ้าเช็ดมือ ปิ่ นโต กระโถน ............๘. ขันน้ า สบู่ กล่องสบู่ แปรง ยาสฟัน ผ้าเช็ดตัว ............๙. ธูป เทยน ดอกไม้ สาหรับบูชาพระรัตนตรัย ............๑๐. ธูป เทยน ดอกไม้ (หรื อจะใช้เทยนแพมกรวยดอกไม้กใช้ได้) ็ ............สาหรับถวายพระอุปัชฌาย์ผให้บวช ู้ และจะมเครื่ องจตุปัจจัยไทยธรรมสาหรับถวายพระอุปัชฌายะและพระในพิธนั้น อกองค์ละชุดก็ได้ แล้วแต่กาลังศรัทธา ............ผูบวชต้องปลงผม โกนคิ้ว โกนหนวด ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สะอาด ้ หมดจด ส่ วนพิธการวันบวช มกล่าวไว้ส่วนหนึ่งแล้ว และข้อสาคัญต้องว่า ไตรสรณคมน์ ใช้ชดถ้อยชัดคา เพราะความเป็ นสามเณรจะสาเร็ จได้กดวยไตร ั ็้ สรณคมน์เท่านั้น นอกจากนั้นก็ม หัวข้ อทีผู้จะบวชจะต้ องจดจาคือ ่ ............๑. ให้บิดามารดาหรื อผูปกครอง พาไปหาเจ้าอาวาสและพระ ้ อุปัชฌาย์ (ถ้าเจ้าอาวาสเป็ นพระอุปัชฌาย์ดวยก็ไม่ตองไป ๒ แห่ง) ้ ้ ............๒. ท่องคาขอบวช สรณคมน์ และศล ๑๐ ให้ได้ดวยตนเอง้ ............๓. หมันฝึ กซ้อมพิธ เช่นการกราบ เป็ นต้น ่ การบวชเป็ นพระภิกษุ
  • 233.
    ............ภิกษุ แปลว่า ผูเ้ห็นภัยในวัฏฏสงสาร เมื่อเป็ นพระภิกษุแล้ว ต้อง ถือศล ๒๒๗ และต้องรักษาข้อวัตรปฏิบติอื่น ๆ อกมาก ั ............การบวชเป็ นสามเณรเป็ นเบื้องต้นของการบวชเป็ นพระภิกษุ กล่าว คือจะบวชเป็ นพระภิกษุได้กตองบวชเป็ นสามเณรก่อน เพราะฉะนั้นกุลบุตร ็้ ผูจะบวชเป็ นพระภิกษุ จึงจาต้องบวชเป็ นสามเณรก่อน ซึ่ งมวิธการดังท่ ้ กล่าวมาแล้ว แม้ผเู้ ป็ นสามเณร ก็จาต้องขอไตรสรณคมน์และศลใหม่ เพื่อทา ให้แน่นแฟ้ นยิ่งขึ้น จึงดาเนินการบวชเป็ นพระภิกษุได้ต่อไป แต่ทางท่ดท่สุด ควรของบรรพชาแต่เบื้องต้นไปใหม่ เพราะเมื่อตอนขอบรรพชาเป็ นสามเณร ได้เว้นคาไว้ ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ไว้ ............สถานท่ทาพิธ คือ โรงอุโบสถ ประชุมสงฆ์ ๒๘ รู ป มพระอุปัช- ฌาย์ ๑ พระกรรมวาจาจารย์ ๑ พระอนุสาวนาจารย์ ๑ (สองรู ปหลังน้ เรยกว่าพระ คู่สวด) อก ๒๕ รู ป เรยกวาพระอันดับ (๑๐ รู ปขึ้นไป ไม่ถึง ๒๕ รู ปก็ใช้ได้) อัฏฐบริขารและเครื่องใช้ อน ๆ ทีจาเป็ นและควรจัดหา ื่ ่ ............๑. ไตรครอง (สบง ๑ ประคตเอว ๑ อังสะ ๑ จวร ๑ สังฆาฏิ ๑ ผ้ารัดอก ๑ ผ้ากราบ ๑) ............๒. บาตร (มเชิงรองและฝาพร้อม) ถลกบาตร สายโยค ถุง ตะเครยว ............๓. มดโกน พร้อมทั้งหินลับมดโกน ............๔. เข็มเย็บผ้า พร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย ............๕. เครื่ องกรองน้ า (ธมกรก) ............๖. เสื่ อ หมอน ผ้าห่ม มุง ้ ............๗. จวร สบง อังสะ ผ้าอาบ ๒ ผืน (อาศัย) ............๘. ตาลปั ตร ย่าม ผ้าเช็ดหน้า ร่ ม รองเท้า ............๙. โคมไฟฟ้ า หรื อตะเกยง ไฟฉาย นาฬิกาปลุก ............๑๐. สาหรับ ปิ่ นโต คาว หวาน จานข้าว ช้อนส้อม ผ้าเช็ดมือ ............๑๑. ท่ตมน้ า กาต้มน้ า กาชงน้ าร้อน ถ้วยน้ าร้อน เหยือกน้ า ้ ............และแก้วน้ าเย็น กระติกน้ าแข็ง กระติกน้ าร้อน
  • 234.
    ............๑๒. กระโถนบ้วน และโถนถ่าย ............๑๓.ขันอาบน้ า สบู่และกล่องสบู่ แปรงและยาสฟัน ผ้าขน- หนู กระดาษชาระ ............๑๔. สันถัต (อาสนะ) ............๑๕. หบไม้หรื อกระเป๋ าหนังสาหรับเก็บไตรครอง ............๑. ถึง ๕. เป็ นสิ่ งจาเป็ นมาก เรยกว่า อัฏฐบริ ขาร แปลว่า บริ ขาร ๘ (มผ้า ๕ อย่าง คือ สบง ๑ ประคตเอว ๑ จวร ๑ สังฆาฏิ ๑ ผ้ากรองผ้า ๑ เหล็ก ๓ อย่าง คือ บาตร ๑ มดโกน ๑ เข็มเย็บผ้า ๑) ของนอกนั้นมความจาเป็ นลดน้อยลง แล้วแต่ กาลังของเจ้าภาพจะจัดหามาได้อก ............ไตร วางไว้บนพานแว่นฟ้ า บาตร สวมอยู่ในถุงตะเครยว ภายใน บาตรใส่ มดโกนพร้อมด้วยหินลับมดโกนเข็มพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย และ เครื่ องกรองน้ า นอกจากนั้นยังนิยมใส่ พระเครื่ องรางต่าง ๆ ลงในบาตร เพื่อ ปลุกเสกให้ขลังขึ้นอกด้วย ถ้ ามีกระบวนแห่ งควรจัดกระบวนดังนี้ ............๑. การแสดงต่าง ๆ เช่น หัวโต สิ งโต ฯ (ถ้าม) ............๒. แตร หรื อ เถิดเทิง (ถ้าม) ............๓. ของถวายพระอุปัชฌาย์ คู่สวด ............๔. ไตรครอง ซึ่ งมารดาของผูบวชมักจะเป็ นผูอุม (มสัปทนกัน) ้ ้้ ้ ............๕. ผูบวชพนมมือถือดอกบัว ๓ ดอก ธูป ๓ ดอก เทยน ๒ เล่ม (มสัปทนกัน) ้ ้ ............๖. บาตร และ ตาลปั ตร ซึ่ งบิดาของผูบวชเป็ นผูสะพายและถือ ้ ้ ............๗. ของถวายพระอันดับ ............๘. บริ ขารและเครื่ องใช้อย่างอื่นของผูบวช ้ ............ถ้ามไตรถวายพระอุปัชฌาย์และคู่สวด ก็ตองมสัมปทนกันอก ๓ คัน ้ ้ ของถวายพระอุปัฌาย์มพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือกรวยขอนิสัย ซึ่ งภายในกรวยม หมากพลูหรื อเม่ยงและบุหร่ นอกนั้นแล้วแต่จะเห็นสมควร ควรจัดของถวาย สาหรับพระอุปัชฌาย์เป็ นพิเศษ รองลงมาคือคู่สวด รองลงมาอกคือพระอันดับ ............เมื่อจัดขบวนเรยบร้อยแล้ว ก็เคลื่อนไปสู่หน้าพระอุโบสถ แล้วเวยน
  • 235.
    ขวารอบนอกสมา ๓ รอบพร้อมกันเสยง โห่ - ฮิ้ว เป็ นระยะ ๆ ไป เวยนครบ ๓ รอบ ก็เข้าไปภายในพระอุโบสถทั้งหมด เว้นไว้แต่การแสดงต่าง ๆ เช่น แตร หรื อเถิดเทิง ส่ วนผูจะบวชก่อนจะเข้าโบสถ์ตองวันทาเสมาหน้าพระอุโบสถ ้ ้ เสยก่อน ว่า วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง โพธิ รุกขัง เจติยง สัพพะ ั เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯ คาวันทาเสมา (อีกแบบหนึ่ง) ............อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง ั มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ ............สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯ อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ ............วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ั ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ ............เสร็ จแล้วโปรยทาน แล้วเข้าสู่พระอุโบสถได้ โดยมารดาบิดาหรื อ ญาติผใหญ่หรื อเจ้าภาพจูงประกอบด้วยญาติและมิตรเป็ นผูเ้ กาะต่อ ๆ กัน ครั้น ู้ แล้วผูบวชจึงไปวันทาพระประธานในพระอุโบสถด้านข้างพระหัตถ์ขวา แล้ว ้ มารับไตรครองจากมารดาบิดาหรื อญาติผใหญ่หรื อเจ้าภาพ ต่อจากนั้นจึงเริ่ ม ู้ พิธการบวชตามหลักพระธรรมวินยต่อไป ั ............เมื่อบวชเป็ นสามเณรเสร็ จแล้ว บิดาต้องคอยประเคนบาตรแก่ สามเณรนั้น ขณะท่พระคู่สวดกาลังสวดญัตติจตุตถกรรมวาจา ห้ามมิให้อนุป- สัมบัน (ผูท่มิใช่พระภิกษุ) เข้าใกล้อาสน์สงฆ์ ๑ ศอก ทางท่ดควรสงบอยู่ ้ กับท่ ภายหลังจากบวชเป็ นพระภิกษุเสร็ จแล้ว เจ้าภาพและญาติมิตรจึงถวาย อัฏฐบริ ขารและเครื่ องใช้อื่น ๆ ท่สมควรแก่สมณะ แก่พระบวชใหม่ต่อไป เสร็ จแล้วพระบวชใหม่กรวดน้ า เป็ นเสร็ จพิธ ข้ อสาคัญทีควรจดจาไว้ กคอ ่ ็ื
  • 236.
    ............๑. มารดาบิดา หรือญาติผใหญ่หรื อเจ้าภาพ พร้อมผูจะบวช ู้ ้ ต้องไปติดต่อกับเจ้าอาวาสท่ตนจะบวชอยู่ และพระอุปัชฌาย์แต่เนิ่น ๆ (ถ้าเจ้าอาวาสเป็ นอุปัชฌาย์ดวยก็ไม่ตองไปติดต่อ ๒ แห่ง) ้ ้ ............๒. ผูจะบวช เรยกกันว่า อุปสัมปทาเปกข์ หรื อ นาค หรื อ ้ นักบวช ต้องท่องคาบาล ซึ่ งเรยกกันว่า ขานนาค ให้ได้คล่องแคล่ว ชัดถ้อยชัดคา ............๓. หมันฝึ กซ้อมกับพระอุปัชฌาย์หรื ออาจารย์ ในเรื่ องระเบยบ ่ ต่าง ๆ อันเนื่องในการน้ ให้คล่อง มิให้เคอะเขินในเวลาเข้าพิธ ............หมายเหตุ ในการบวชน้ บางคนนิยมมพิธทาขวัญนาคก่อนวันบวช ๑ วัน หรื อทาในวันนั้น คือทาขวัญเช้าบวชบ่าย การทาขวัญก็เพื่อให้เจ้านาค รู้จกคุณมารดาบิดา และมใจศรัทธาซาบซึ้ งในการบวชขึ้นอก ในการน้ จะต้อง ั มของอกหลายอย่าง เช่น บายศร แว่นเวยนเทยน ฆ้อง ธูปเทยนตามแบบของ หมอทาขวัญ การทาขวัญก็ด แม้การแสดงต่าง ๆ ตลอดถึงแตร เถิดเทิงก็ด บางคนก็ไม่นิยม ชอบเงยบ ๆ ตรงไปเดินเวยนโบสถ์เข้าโบสถ์เฉย ๆ ทั้งน้ แล้วแต่อธยาศัย ส่ วนการแต่งตัวเจ้านาค มักใช้ชุดขาว นุ่งแบบผ้าถุงจบ ั อังสะขาว บางทก็มเสื้ อขาวแขนยาว แล้วสวมเสื้ อครุ ยทับ ............เมื่อบวชแล้วมักมการฉลองพระใหม่ ถ้าบวชเช้าก็ฉลองเพล ถ้าบวช บ่ายก็ฉลองวันรุ่ งขึ้นหรื อจะเลื่ยนไปฉลองในวันต่อ ๆ ไปก็ได้ ตามความ สะดวกของเจ้าภาพ. ----------------------------------
  • 237.
    คาถาคาดปูน อิมง อังคะพันธะนัง อะธิ ฏฐามิ. ั คาถาน้ ใช้เสกปูนคาดแก้สารพัดพิษต่าง ๆ มิให้แล่นไปได้ แล.
  • 238.
    วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบอุกาสะ .........กุลบุตรผูมศรัทธามุ่งบรรพชา อุปสมบท พึงรับผ้าไตรอุมประนมมือเข้า ้ ้ ไปในสังฆสันนิบาต วางผ้าไตรไว้ขางตัวด้านซ้าย รับเครื่ องสักการถวายพระ, ้ อุปัชฌายะ แล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง แล้วอุมผ้าไตรประนม ้ มือยืนขึ้นเปล่งวาจาขอบรรพชา หยุดตามจุดจุลภาค ว่า .........อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง ั มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ .........อุกาสะ การุ ญญัง กัตวา, ปั พพัชชัง เทถะ เม ภันเต, (นังลงคุกเข้าประนมมือว่า) ่ ..............................อะหัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามิ, ..........ทุติยมปิ อะหัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามิ, ั ..........ตะติยมปิ อะหัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามิ, ั ..........สัพพะทุกขะ, นิสสะระณะนิพพานะ, สัจฉิกะระณัตถายะ, อิมง ั กาสาวัง คะเหตวา, ปั พพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ ฯ ั (ตั้ งแต่ สัพพะทุกขะ มา ว่า ๓ หน พระอุปัชฌายะรับผ้าไตร แล้วว่าต่อไป) ..........สัพพะทุกขะ, นิสสะระณะนิพพานะ, สัจฉิกะระณัตถายะ, เอตัง กาสาวัง ทัตวา, ปั พพาะเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ ฯ ั (ตั้ งแต่ สัพพะทุกขะ มา ว่า ๓ หน) ..........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะให้โอวาทและบอก ตะจะปั ญจะกะกัม- มัฏฐาน ให้ว่าตามไปทละบท โดยอนุโลมและปฏิโลม ดังน้ ..........เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม) ..........ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา ฯ (ปฏิโลม) ..........พระอุปัชฌายะชักอังสะออกจากไตรสวมให้แล้ว สั่งให้ออกไปครอง ผ้าครบไตรจวรตามระเบยบ ครั้นเสร็ จแล้วรับเครื่ องไทยทานเข้าไปหาพระ
  • 239.
    อาจารย์ ถวายท่านแล้วกราบลง ๓หน ยืนประนมมือเปล่งวาจาขอสรณะ และศลดังน้ ..........อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง ั มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ, ..........อุกาสะ การุ ญญัง กัตวา, ติสะระเณนะ สะหะ, สลานิ เทถะ เม ภันเต, (นังลงคุกเข่าขอสรณะและศลดังต่อไปน) ่ ้ ................ อะหัง ภันเต, สะระณะสลัง ยาจามิ , ทุติปยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสลัง ยาจามิ, ตะติยมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสลัง ยาจามิ, ั ลาดับนั้น พระอาจารย์กล่าวคานมัสการนาให้ผมุ่งบรรพชาว่าตามไป ดังน้ ู้ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ ฯ (ว่า ๓ หน) ..........แต่น้ นท่านจะสั่งด้วยคาว่า เอวัง วะเทหิ หรื อ ยะมะหัง วะทามิ ั ตัง วะเทหิ พึงรับว่า อามะ ภันเต ครั้นแล้วท่านนาให้เปล่งวาจาว่า สรณคมน์ พึงว่าตามไปทละพากย์ดงน้ ั ....................พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ....................ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ....................สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ..........ทุติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ั ..........ทุติยมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ั ..........ทุติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ั ..........ตะติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ั ..........ตะติยมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ั ..........ตะติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ั
  • 240.
    ..........เมื่อจบแล้ว ท่านบอกว่า ติสะระณะคะมะนังนิฏฐิตง พึงรับว่า ั อามะ ภันเต ลาดับนั้นพระอาจาราย์จะบอกให้รู้ว่า การบรรพชาเป็ น สามเณรสาเร็ จด้วยสรณคมน์เพยงเท่าน้ ต่อแต่น้ นพึงสมาทานสิ กขาบท ๑๐ ั ประการ ว่าตามท่านไปดังน้ ..........ปาณาติปาตา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ..........อะทินนาทานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ..........อะพรัหมะจะริ ยา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ..........มุสาวาทา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ..........สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา- ทิยามิ ..........วิกาละโภชะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ..........นัจจะคตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา- ทิยามิ ..........มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานาเวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ..........อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา- ทิยามิ ..........ชาตะรู ปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ ..........อิมาทิ ทะสะ สิ กขาปะทานิ สะมาทิยามิ ฯ ข้อ อิมานิ น้ ว่า ๓ จบ แล้วกราบลง ๑ หน ยืนขึ้นว่า ..........วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง, ั ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ คุกเข่ากราบ ๓ หน ..........ในลาดับนั้น สามเณรพึงรับบาตรอุมเข้าไปหาพระอุปัชฌายะในสังฆ- ้ สันนิบาต วางไว้ขางตัวซ้ายรับเครื่ องไทยทานถวายท่านแล้วกราบลง ้
  • 241.
    ๓ หน ยืนปะนมมือกล่าวคาขอนิสัยว่าดังน้ ..........อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง ั มัยหัง, ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทานิ ฯ, ..........อุกาสะ การุ ญญัง กัตวา นิสสะยัง เทถะ เม ภันเต, (นังคุกเข่า) ่ .....................อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ, ..........ทุติยมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ ั ..........ตะติยมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ ฯ ั ..........อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ ฯ วรรคน้ ว่า ๓ หน เมื่อพระ ..........อุปัชฌาย์ว่า โอปายิกง, ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ, แล้วสามเณร ั พึงกล่าวรับว่า อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ ฯ ในระหว่าง ๆ ๓ หน แล้วว่าต่อ ..........อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร วรรคน้ ว่า ๓ หน แล้วกราบลง ๑ หน ยืนขึ้นว่าต่อ ..........วันทามิ ภันเต, สัพพัง อะปาราธัง ขะมะถะ เม ภันเต, มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตพพัง, สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ั ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ, คุกเข่ากราบ ๓ หน ..........ตั้ งแต่ อุปัชฌาโย ฯลฯ เถรัสสะ ภาโร ๓ วรรค น้ พระ อุปัชฌายะบางองค์ให้ว่ารวดเดยวตามแบบนั้นก็ม ให้ว่าเป็ นตอน ๆ ดังน้ คือ เมื่อสามเณรว่า อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ ๓ หน แล้วพระ อุปัชฌายะกล่าวรับว่า โอปายิกง ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ, ั บทใดบทหนึ่งพึงรับว่า อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ ทุกบทไปแล้วสามเณร พึงกล่าวรับเป็ นธุ ระให้ท่านว่า อัชชะตัคเคทานิ ฯลฯ ภาโร ๓ หน ฯ ก็ม ลาดับนั้น พระอุปัชฌายะหรื อพระกรรมวาจาจารย์เอาบาตรมสายโยคคล้องตัวผู้ มุ่งอุปสมบทแล้วบอกบาตรและจวร ผูมุงอุปสมบทพึงรับว่า อามะ ภันเต, ้้ ๔ หน ดังน้
  • 242.
    ..........ปะฐะมัง อุปัชฌัง คาหาเปตัพโพอุปัชฌัง คาหาเปตวา ปั ตตะ จวะรัง อาจิกขิตพพัง ั ..........คาบอกบาตรจวร.............................. คารับ ..........๑. อะยันเต ปั ตโต ....................อามะ ภันเต ..........๒. อะยัง สังฆาฏิ ....................อามะ ภันเต ..........๓. อะยัง อุตตะราสังโค .............อามะ ภันเต ..........๔. อะยัง อันตะระวาสะโก ..........อามะ ภันเต ..........ต่อจากนั้น พระอาจารย์ท่านบอกให้ออกไปข้างนอก ว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ พึงถอยออกลุกขึ้นเดินไปยืนอยูในท่ท่กาหนดไว้ ่ พระอาจารย์ท่านสวดสมมติตนเป็ นผูสอนซ้อม แล้วออกไปสวดถามอันตรา- ้ ยิกธรรม พึงรับว่า นัตถิ ภันเต ๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน ดังน้ ถาม ......................................................................ตอบ ๑. กุฏฐัง......................................................... นัตถิ ภันเต ๒. คัณโฑ ..................................................นัตถิ ภันเต ๓. กิลาโส ..................................................นัตถิ ภันเต ๔. โสโส .........................................................นัตถิ ภันเต ๕. อะปะมาโร ..................................................นัตถิ ภันเต ๑. มะนุสโสสิ๊ ..................................................อามะ ภันเต ๒. ปริ โสสิ๊ ......................................................... อามะ ภันเต ๓. ภุชิสโสสิ๊ .................................................. อามะ ภันเต ๔. อะนะโณสิ๊.................................................. อามะ ภันเต ๕. นะสิ๊ ราชะภะโฏ ........................................อามะ ภันเต ๖. อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิ ตูหิ ..............................อามะ ภันเต ๗. ปะริ ปุณณะวสะติวสโสสิ๊ ..............................อามะ ภันเต ั ๘. ปะริ ปุณณันเต ปั ตตะจวะรัง.................................. อามะ ภันเต ๑. กินนาโมสิ ..................................................อะหัง ภันเต........................
  • 243.
    ......................................................................นามะ ๒. โก นามะเต อุปัชฌาโย ..............................อุปัชฌาโย เม ภันเต ......................................................................อายัสมา......................... .... .......................................................................นามะ ..........ช่องท่..............ไว้ พระอุปัชฌายะ หรื ออาจารย์ท่านจะตั้งชื่อของ อุปสัมปทาเปกขะกรอบลงช้องให้ไว้กอนวันบวช ่ ..........และช่องท่ ........ ไว้ในช่องชื่อของพระอุปัชฌายะก็เช่นเดยวกัน ให้ กรอกตามชื่อของพระอุปัชฌายะ ซึ่ งท่านจะบอกและกรอกให้ไว้กอนวันบวช ่ ..........ครั้ นสวดสอนซ้อมแล้ว ท่านกลับเข้ามาสวดขอเรยกอุปสัมปทาเปกขะ เข้ามา อุปสัมปทาเปกขะ พึงเข้ามาในสังฆสันนิบาต กราบลงตรงหน้า พระอุปัชฌะ ๓ หน แล้วนังคุกเข่าประนมมือ เปล่งวาจาขออุปสมบท ่ ว่าดังน้ ..........สังฆัมภันเต, อุปะสัมปะทัง ยาจามิ , อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ ั ..........ทุติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ , อุลลุมปะตุ ั มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ, ั ..........ตะติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ ั มัง ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ, ั ..........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะกล่าวเผดยงสงฆ์แล้ว พระอาจารย์สวด สมมติตนถามอันตรายิกธรรม อุปสัมปทาเปกขะพึงรับว่า นัตถิ ภันเต ๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน บอกชื่อตนและชื่อพระอุปัชฌายะรวม ๒ หน เหมือนท่กล่าวแล้วในหนหลัง ฯ แต่น้ นพึงนังฟังท่านสวดกรรมวาจา ั ่ อุปสมบทไปจนจบ ครั้นจบแล้วท่านเอาบาตรออกจากตัว แล้วพึงกราบลง ๓ หน แต่น้ นพึงนังพับเพยบประนมมือฟังพระอุปัชฌายะบอกอนุศาสน์ ั ่ ไปจนจบ แล้วรับว่า อามะ ภันเต เป็ นเสร็ จพิธอุปสมบท แล้วกราบ
  • 244.
    พระอุปัชฌายะ ๓ หนถ้ามไทยทายถวายก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ เสร็ จแล้วคอยฟังพระท่านอนุโมทนาต่อไป เมื่อพระอนุโมทนา พึงกรวดน้ า ตั้งใจอุทิศบุญกุศลส่ วนน้ ให้แก่ท่านผูมพระคุณ เมื่อพระว่า ยะถา จบ ก็ ้ เทน้ าโกรกลงให้หมด ต่อนั้นประนมมือฟังอนุโมทนาไปจนจบเป็ นอันเสร็ จพิธ. จบพิธอุปสมบทแบบอุกาสะ
  • 245.
    วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบเอสาหัง .........วิธบรรพชาอุปสมบทแบบเอสาหัง กุลบุตรผูมศรัทธามุ่งอุปสมบท พึงรับผ้าไตรอุมประนมมือเข้าไปใน ้ ้ สังฆสันนิบาต วางผ้าไตรไว้ขางตัวด้านซ้าย รับเครื่ องสักการะถวายพระ ้ อุปัชฌายะ แล้วกราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้งแล้วนังคุกเข้าอุมผ้าไตร ่ ้ ประนมมือเปล่งวาจา ถึงสรณะและขอบรรพชาด้วยคามคธ หยุดตามจุดจุลภาค ว่า .........เอสาหัง ภันเต, สุ จิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะ- วะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสั มปะทัง .........ทุติยัมปาหัง ภันเต, สุ จิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระ- ณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสั มปะทัง .........ตะติยัมปาหัง ภันเต, สุ จิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ละเภยยาหัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต,ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง, ละเภยยัง อุปะสั งปะทัง .........อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตวา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปัง อุปาทายะ ั .........ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายามิ วัตถานิ คะเหตวา, ปัพพเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปัง อุปาทายะ ั .........ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, ปัพพัชชัง ยาจามิ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตวา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกมปัง อุปาทายะ ั .........ถ้าบวชเป็ นสามเณร ยกคาว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ออกเสย .........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะรับเอาผ้าไตรจากผูมุ่งบรรพชาวางไว้ตรง ้ หน้าตัก แล้วกล่าวสอนถึงพระรัตนตรัยเป็ นต้น และบอก ตะจะปัญจะกะกัม-
  • 246.
    มัฏฐาน ให้ว่าตามไปทละบท โดยอนุโลมและปฏิโลมดังน้ .........เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม) .........ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม) .........ครั้ นสอนแล้วพระอุปัชฌายะชังอังสะออกจากไตร สวมให้แล้ว สั่งให้ ออกไปครองไตรจวรตามระเบยบ ครั้นเสร็ จแล้วเข้าไปหาพระอาจารย์ รับ เครื่ องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ หน นังคุกเข่า ประนมมือเปล่งวาจา ่ ขอสรณะและศลดังน้ ........................อะหัง ภันเต, สะระณะสี ลง ยาจามิ ั .........ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสี ลง ยาจามิ ั .........ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, สะระณะสี ลง ยาจามิ ั .........ลาดับนั้น พระอาจารย์กล่าวคานมัสการนาให้ผมุ่งบรรพชาว่าตามไป ู้ ดังน้ .........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สั มมาสั มพุทธสสะ ว่า ๓ หน .........แต่น้ นท่านจะสั่งด้วยคาว่า เอวัง วะเทหิ หรื อ ยะมะหัง วะทามิ ั ตัง วะเทหีิ พึงรับว่า อามะ ภันเต .........ครั้ นแล้วท่านนาให้เปล่งวาจาว่าสรณคมน์ตามไปทละพากย์ดงน้ ั ..................พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ..................ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ..................สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ ..................ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ..................ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ..................ทุติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ ..................ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ..................ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
  • 247.
    ..................ตะติยัมปิ สั งฆังสะระณัง คัจฉามิ .........เมื่อจบแล้ว ท่านบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง พึงรับว่า อามะ ภันเต ลาดับนั้นพระอาจารย์จะบอกให้รู้ว่า การบรรพชาเป็ น สามเณรสาเร็ จด้วยสรณคมน์เพยงเท่าน้ ทนั้นพึงสมาทานสิ กขาบท ๑๐ ประการ ว่าตามท่านไปดังน้ ..................ปาณาติปาตา เวระมะณี ..................อะทินนาทานา เวระมะณี ..................อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี ..................มุสาวาทา เวระมะณี ..................สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี ..................วิกาละโภชะนา เวระมะณี ..................นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี ..................มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี ..................อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี ..................ชาตะรู ปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณี ..................อิมานิ ทะสะ สิ กขาปะทานิ สะมาทิยามิ ฯ (ว่า ๓ หน) .........ในลาดับนั้น สามเณรพึงรับบาตร อุมเข้าไปหาพระอุปัชฌายะใน ้ สังฆสันนิบาตวางไว้ขางตัวด้านซ้าย รับเครื่ องสักการะถวายท่าน แล้วกราบ ้ ๓ หน นังคุกเข่าประนมมือกล่าวคาขอนิสย ว่าดังน้ ่ ั ...........................อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ ..................ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ ..................ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามิ ..................อุปัชฌาโย เม ภันเต, โหหีิ ว่า ๓ หน .........พระอุปัชฌายะกล่าวว่า โอปายิกง, ปะฏิรูปัง, ปาสาทิเกนะ ั สั มปาเทหิ บทใดบทหนึ่งพึงรับว่า สาธุ ภันเต ทุกบทไป แต่น้ นั
  • 248.
    สามเณรพึงกล่าวรับเป็ นธุ ระให้ท่านว่าดังน้ .........อัชชะตัคเคทานิเถโร, มัยหัง ภาโร, อะหัมปิ เถรัสสะภาโร ...........................ว่า ๓ หน เสร็ จแล้วกราบลง ๓ หน .........ลาดับนั้น พระอุปัชฌายะแนะนาสามเณรไปตามระเบยบแล้ว พระ อาจารย์ผเู้ ป็ นกรรมวาจา เอาบาตรมสายคล้องตัวผูมุ่งอุปสมบท บอกบาตร ้ และจวร ผูมุ่งอุปสมบทพึงรับว่า อามะ ภันเต ๔ หนดังน้ ้ คาบอกบาตรจวร คารับ คาบอกบาตรจวร คารับ ๑. อะยันเต ปัตโต อามะ ภันเต ๒. อะยัง สั งฆาฏิ อามะ ภันเต ๓. อะยัง อุตตะราสั งโค อามะ ภันเต ๔. อะยัง อันตะระวาสะโก.................. อามะ ภันเต .........ต่อจากนั้นพระอาจารย์ท่านบอกให้ออกไปข้างนอกว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ พึงถอยออกลุกขึ้นเดินไปยืนอยู่ในท่ท่กาหนดไว้ พระอาจารย์ท่านแสดงสมมติตนเป็ นผูสอนซ้อม แล้วออกไปสวดถามอันตรา- ้ ยิกกรรม พึงรับว่า นัตถิ ภันเต ๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน ดังน้ ...........ถาม ตอบ ๑. กุฏฐัง นัตถิ ภันเต ๒. คัณโฑ นัตถิ ภันเต ๓. กิลาโส นัตถิ ภันเต ๔. โสโส นัตถิ ภันเต ๕. อะปะมาโร นัตถิ ภันเต ๑. มะนุสโสสิ๊ อามะ ภันเต ๒. ปริโสสิ๊ อามะ ภันเต ๓. ภุชิสโสสิ๊ อามะ ภันเต
  • 249.
    ๔. อะนะโณสิ๊ อามะ ภันเต ๕. นะสิ๊ ราชะภะโฏ อามะ ภันเต ๖. อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิ ตูหิ อามะ ภันเต ๗. ปะริปณณะวีสะติวัสโสสิ๊ ุ อามะ ภันเต ๘. ปะริปณณันเต ปัตตะจีวะรัง....... อามะ ภันเต ุ ๑. กินนาโมสิ อะหัง ภันเต........................ . นามะ ๒. โก นามะ เต อุปัชฌาโย อุปัชฌาโย เม ภันเต .1 อายัสมา............................. 2 นามะ .........ถ้าตอบพร้อมกันให้เปล่ยน เม เป็ น โน ช่องท่...ไว้ พระอุปัชฌายะหรื ออาจารย์ท่านจะตั้งชื่อของ อุปสัม- ปทาเปกขะ กรอกลงช่องให้ไว้กอนวันบวช และช่องท่ ... ไว้ในช่องชื่อของ ่ พระอุปัชฌาย์ ก็เช่นเดยวกัน ให้กรอกตามชื่อของพระอุปัชฌายะ ซึ่ งท่านจะ บอกและกรอกให้ไว้กอนวันบวช ่ .........ครั้ นสวดสอนซ้อมแล้ว ท่านกลับเข้ามาสวดขอเรยกอุปสัมปทาเปกขะ เข้ามา อุปสัมปทาเปกขะ พึงเข้ามาในสังฆสันนิบาต กราบลงตรงหน้า พระอุปัชฌายะ ๓ หน แล้วนังคุกเข่าประนมมือ เปล่งวาจาขออุปสมบท ่ ว่าดังน้ .........สั งฆัมภันเต, อุปะสั มปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตู มัง ภันเต, สั งโฆ อะนุกมปัง อุปายทายะ ั .........ทุติยัมปิ ภันเต, สั งฆัง อุปะสั มปะทัง ยาจามิ, อุลลุปะตุ มัง ภันเต, สั งโฆ อะนุกมปัง อุปทายะ ั .........ตะติยัมปิ ภันเต, สั งฆัง อุปะสั มปะทัง ยาจามิ, อุลลุมปะตุ มัง ภันเต, สั งโฆ อะนุกมปัง อุปาทายะ ั
  • 250.
    .........ถ้าว่าพร้อมกันให้เปล่ยน ยาจามิ เป็น ยาจามะ เปล่ยน มัง เป็ น โน .........ในลาดับนั้น พระอุปัชฌายะกล่าวเผดยงสงฆ์แล้ว และพระอาจารย์ สวดสมมติตน ถามอันตรายิกธรรมอุปสัมปทาเปกขะ พึงรับว่า นัถติ ภันเต ๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน ตอบชื่อตนและอุปัชฌายะรวม ๒ หนโดย นัยหนหลัง แต่น้ นนังฟังท่านสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบ ครั้นจบ ั ่ แล้วท่านเอายาตรออกจากตัง แล้วพึงกราบ ๓ หน นังพับเพยบประนมมือนัง ่ ่ พระอุปัชฌายะบอกอนุศาสน์ไปจนจบแล้วรับว่า อามะ ภันเต แล้วกราบ ๓ หน ถวายไทยทาน กรวดน้ า เหมือนกล่าวแล้วในแบบ อุกาสะ จบวิธีอปสมบทแบบเอสาหัง ุ
  • 251.
    คาขอบรรพชานาคคู่ (แบบใหม่ ) .........(จะกล่าวแต่เฉพาะท่แปลกส่ วนท่แปลกและคาอธิ บายวิธต่าง ๆ ซึ่ งเหมือนกัน ๒ วิธ ท่กล่าวมาแล้ว จะไม่กล่าวอก ขอให้พลิกกลับไปศึกษาใน ๒ วิธนั้น แม้คาขออุปสมบท พร้อมกัน (สังฆัมภันเต) ก็ได้อธิ บายไว้แล้วท้ายคาขออุปสมบทแบบ เอสาหัง) .........เอเต มะยัง ภันเต, สุ จิระปะริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง ั สะระณัง คัจฉามะ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยามะ มะยัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปั พพัชชัง, ละเภยยามะ อุปะสัมปะทัง, .........ทุติยมปิ มะยัง ภันเต, สุ จิระปะริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง ั ั สะระณัง คัจฉามะ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยามะ มะยัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปั พพัชชัง, ละเภยยามะ อุปะสัมปะทัง, .........ตะติยมปิ มะยัง ภันเต, สุ จิระริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง ั ั สะระณัง คัจฉามะ , ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ละเภยยามะ มะยัง ภันเต, ตัสสะ ภะคะวะโต, ธัมมะวินะเย ปั พพัชชัง, ละเภยยามะ อุปะสัมปะทัง, .........มะยัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามะ, อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตวา, ปั พพาเชถะ โน ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ, ั .........ทุติยมปิ มะยัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามะ, อิมานิ กาสายานิ ั วัตถานิ คะเหตวา, ปั พพาเชถะ โน ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ, ั .........ตะติยมปิ มะยัง ภันเต, ปั พพัชชัง ยาจามะ, อิมานิ กาสายานิ ั วัตถานิ คะเหตวา, ปั พพาเชถะ โน ภันเต, อะนุกมปั ง อุปาทายะ, ั คาขอนิสสั ยนาคคู่ .........มะยัง ภันเต, นิสสะยัง ยาจามะ, ทุติยมปิ มะยัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามะ, ั
  • 252.
    ตะติยมปิ มะยัง ภันเต,นิสสะยัง ยาจามะ, ั .........อุปัชฌาโย โย ภันเต โหหิ (๓ หน) .........อัชชะตัคเคทานิ เถโร, อัมหากัง ภาโร, .........มะยัมปิ เถรัสสะ ภารา (๓ หน) คาขออุปสมบทพร้อมกัน .........สังฆัมภันเต, อุปะสัมปะทัง ยาจามะ, อุลลุมปะตุ โน ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ. ั .........ทุติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามะ, อุลลุมปะตุ ั โน ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ, ั .........ตะติยมปิ ภันเต, สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามะ, อุลลุมปะตุ ั โน ภันเต, สังโฆ อะนุกมปั ง อุปาทายะ. ั ----------------------------
  • 253.
    คาถาคัดเลือด อะวะสุ ละตุเต สะรเรมังสัง โลหิตง. ั คาถาน้ คดเลือดหยุดแล ั วะโรวะรัญํู วะระโท วะราหะโร. คาถาน้ ถ้าเป็ นบาดแผล ให้เสกประสานห้ามเลือด และถ้าลูกออกยากหรื อรกไม่ออกก็ด ใช้เสกน้ ามนต์ให้กน ิ สะเดาะออกมา แล.
  • 254.
    แบบสวดกรรมวาจากในอุปสมบทกรรม สาหรับนาคเด่ยว .........เมื่อผูมุ่งอุปสมบทออกไปยืน ข้างนอกเรยบร้อยแล้ว พระกรรม- ้ วาจาอาจารย์ (คู่สวด) จึงนังคุกเข่าประนมมือ กราบพระ ๓ ครั้งแล้ว เปล่ง ่ คานมัสการพระรัตนตรัย .........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ .........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ, .........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมมา, สัมพุทธัสสะ. คาสมมติตนเพื่อสอนซ้ อม .........สมมตินาคชื่อ โอภาโส สมมติพระอุปัชฌายะชื่อ โสภะโณ .........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, อะหัง โอภาสัง อะนุสาเสยยัง, คาสอนซ้ อม .........สุ ณะสิ๊ โอภาสะ, อะยันเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล, ยัง ชาตัง ตัง สังฆะมัชเฌ ปุจฉันเต, สันตัง อัตถติ วัตตัพพัง, อะสันตัง นัตถติ วัตตัพพัง, มา โข วิตถาสิ , มา โข มังกุ อะโหสิ , เอวันตัง ปุจฉิสสันติ, สันติ๊ เต เอวะรู ปา อาพาธา. ...........ถาม ตอบ กุฏฐัง นัตถิ ภันเต คัณโฑ นัตถิ ภันเต กิลาโส นัตถิ ภันเต โสโส นัตถิ ภันเต อะปะมาโร นัตถิ ภันเต มะนุสโสสิ๊ อามะ ภันเต
  • 255.
    ปุริโสสิ๊ อามะ ภันเต ภุชิสโสสิ๊ อามะ ภันเต อะนะโณสิ๊ อามะ ภันเต นะสิ๊ ราชะภะโฏ อามะ ภันเต อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิ ตูหิ อามะ ภันเต ปะริปณณะวีสะติวัสโสสิ๊ ุ อามะ ภันเต ปะริปณณันเต ปัตตะจีวะรัง....... อามะ ภันเต ุ กินนาโมสิ อะหัง ภันเต โอภาโส นามะ โก นามะ เต อุปัชฌาโย อุปัชฌาโย เม ภันเต .1 2 อายัสมา โสภะโณ นามะ คาขอเรียกอุปสั มปทาเปกขะเข้ ามา .........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, อะนุสิฏโฐ โส มะยา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, โอภาโส อาคัจเฉยยะ. (คาเรยก) อาคัจฉาหิ คาพระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์ ..........อิทานิ โข อาวุโส (ภันเต) อะยัง โอภาโส มานะ สามะเณโร มะมะ อุปะสัมปะทาเปกโข อุปะสัมปะทัง อากังขะมาโน, สังฆัง ยาจะติ, อะหัง สัพพะมิมง สังฆัง อัชเฌสามิ , สาธุ อาวุโศ (ภันเต) สัพโพยัง ั สังโฆ, อิมง โอภาสัง นามะ สามะเณรัง, อันตะราานิเก ธัมเม ปุจฉิตวา, ั ตัตถะ ปั ตตะกลัลตตัง ญัตวา. ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ, กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ, ท่ประชุม สงฆ์รับพร้อมกันว่า สาธุ .........หมายเหตุ บทว่า อาวุโส นั้น ถ้ามภิกษุแก่พรรษากว่าอุปัชฌาย์ ร่ วมประชุมอยู่ดวย พึงใช้ ภันเต แทน ้ คาสมมติตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม
  • 256.
    ...........สุ ณาตุ เมภันเต สังโฆ, อะยัง โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, อะหัง โอภาสัง อันตะรายิเก ธัมเม ปุจเฉยยัง. คาถามอันตรายิกธรรม ...........สุ ณะสิ๊ โอภาสะ, อะยัมเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล, ยัง ชาตัง ตัง ปุจฉามิ, สันตัง อัตถติ วัตตัพพัง, อะสันตัง นัตถติ วัตตัพพัง, สันติ เต เอวะรู ปา อาพาธา ? (ถาม) กุฏฐัง ฯลฯ โก นามะ เต อุปัชฌาโย, (ตอบ) นัตถิ ภันเต ฯลฯ อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสมา โสภะโณ นามะ. กรรมวาจาอุปสมบท ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัง โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, ปะริ สุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ , ปะริ ปุณณัสสะ ปั ตตะจวะรัง, โอภาโส สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ, อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง สังโฆ โอภาสัง อุปะสัมปทาเทยยะ, อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, เอสา ญัตติ. ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัง โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข, ปะริ สุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ , ปะริ ปุณณัสสะ ปั ตตะจวะรัง, โอภาโส สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ, อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, สังโฆ โอภาสัง อุปะสัมปาเทติ, อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, ยัสสายัสมะโต ขะมะติ, โอภาสัสสะ อุปะสัมปะทา, อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ, โส ตุณหัสสะ, ยัสสะ นะ ขะมะติ, โส ภาเสยยะ. ...........ทุติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ, สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัง ั โอภาโส, อายัสมะโต โสภะณัสสะ อุปะสัมปะทาเปกโข ฯลฯ โส ภาเสยยะ.
  • 257.
    ...........ตะติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ,สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ ฯลฯ ั โสภาเสยยะ. ...........อุปะสัมปั นโน สังเฆนะ, โอภาโส อายัสมะตา โสภะเณนะ อุปัชฌาเยนะ ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง, ธาระยามิ, ...........หมายเหตุ อนุสาวนาที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่ง ฯลฯ ไว้ น้นพึงสวดเต็มความ ั เหมือนอนุสาวนาที่ ๑ สาหรับนาคคู่ ...........อุปสัมปทาเปกขะมหลายรู ป อุปสมบทพร้อมกันได้คราวละ ๒ รู ป ๓ รู ป แต่ให้มพระอุปัชฌายะองค์เดยวกันได้ คาสวดกรรมวาจา จึงต้องเปล่ยน วิภตติ วจนะ ให้ถูกต้องตามหลักบาลดังน้ , สมมตินาคชื่อ ปุณโณ, สุ โภ, ั สมมติพระอุปัชฌายะชื่อ มะนุสสะนาโค คาสวดสมมติและคาสอนซ้ อม ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, ปุณโณ จะ สุ โก จะ อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, อะหัง ปุณณัญจะ สุ ภญจะ อะนุสาเสยยัง ั ...........สุ ณะสิ ปุณณะ อะยันเต สัจจะกาโล ภูตะกาโล, ยัง ชาตัง ฯลฯ อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสมา มะนุสสะนาโค นามะ (ถ้าถามทละรู ป ข้อความเหมือนกัน) คาขอเรียกอุปสั มปทาเปกขะเข้ ามา ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, ปุณโณ จะ สุ โภ จะ อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, อะนุสิฏฐา เต มะยา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, ปุณโณ จะ สุ โภ จะ อาคัจเฉยยัง (คาเรยก) อาคัจฉะถะ คาสมมติและคาถามอันตรายิกธรรม ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัญจะ ปุณโณ อะยัญจะ
  • 258.
    สุ โภ, อายัสมะโตมะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, อะหัง ปุณณัญจะ สุ ภญจะ อันตะรายิเก ั ธัมเม ปุจเฉยยัง (แล้วสอบถามทละรู ป) คาอุปัชฌายะพึงกล่าวเผดียงสงฆี์ ...........อิทานิ โข อาวุโส (ภันเต) อะยัญจะ ปุณโณ นามะ สามะเณโร, อะยัญจะ สุ โภ นามะ สามะเณโร, มะมะ อุปะสัมปะทาเปขา, อุปะสัมปะทัง อากังขะมานา, สังฆัง ยาจันติ, อะหัง สัพพะมิมงั สังฆัง อัชเฌสามิ , อาวุโส (ภันเต) สัพโพยัง สังโฆ, อิมญจะ ั ปุณณัง นามะ สามะเณรัง, อิมญจะ สุ ภง นามะ สามะเณรัง, ั ั อันตะรายิเก ธัมเม ปุจฉิตวา, ตัตถะ ปั ตตะกัลลัตตัง ญัตวา, ญัตติจะตุตเถนะ กัมเมนะ อะกุปเปนะ ฐานาระเหนะ อุปะสัมปาเทมาติ, กัมมะสันนิฏฐานัง กะโรตุ. ...........หมายเหตุ บทว่า อาวุโส นั้น ถ้ามพระภิกษุแก่พรรษกว่าอุปัชฌายะ ร่ วมประชุมอยู่ดวย พึงใช้ ภันเต แทน ้ คาสวดกรรมวาจาอุปสมบท ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัญจะ ปุณโณ, อะยัญจะ สุ โภ, อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ปะริ สุทธา อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ , ปะริ ปุณณะมิเมสัง ปั ตตะจวะรัง, ปุณโณ จะ สุ โก จะ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจันติ, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ ปุณณัญจะ สุ ภญจะ อุปะสัมปาเทยยะ, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ, ั เอสา ญัตติ. ...........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อะยัญจะ ปุณโณ อะยัญจะ สุ โภ, อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ปะริ สุทธา อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ , ปะริ ปุณณะมิเมสัง ปั ตตะจวะรัง, ปุณโณ
  • 259.
    จะ สุ โภจะ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจันติ, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ. สังโฆ ปุณณัญจะ สุ ภญจะ อุปะสัมปาเทติ, ั อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ. ยัสสายัสมะโต ขะมะติ, ปุณณัสสะ จะ สุ ภสสะ จะ อุปะสัมปะทา, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ ั อุปัชฌาเยนะ โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นะ ขะมะติ โส ภาเสยยะ, ...........ทุติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ, สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, ั อะยัญจะ ปุณโณ, อะยัญจะ สุ โภ, อายัสมะโต มะนุสสะนาคัสสะ อุปะสัมปะทาเปกขา, ฯลฯ โส ภาเสยยะ. ...........ตะติยมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ, สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, ั ฯลฯ โส ภาเสยยะ. ...........อุปะสัมปั นนา สังเฆนะ, ปุณโณ จะ สุ โภ จะ, อายัสมะตา มะนุสสะนาเคนะ อุปัชฌาเยนะ, ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ . (ในท่ลงเครื่ องหมาย ฯลฯ ไว้น้ น ให้สวดเต็มความ) ั
  • 260.
    คาบอกอนุศาสน์ (นิสัย ๔) .........อะนุญญาสิ โข ภะคะวา อุปะสัมปาเทตวา จัตตาโณ นิสสะเย จัตตาริ จะ อะกะระณยานิ อาจิกขิตุง .........๑. ปิ ณฑิยาโลปะโภชะนัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะซวัง อุสสาโห กะระณโย. อะติเรกะลาโภ, สังฆะภัตตัง อุเทสะภัตตัง นิมนตะนัง สะลกะภัตตัง ั ปั กขิกง อุโปสะถิกง ปาฏิปะทิกง. ั ั ั .........๒. ปั งสุ กละจวะรัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต (ถ้าหลายรู ป ู เปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะชวัง อุสสาโห กะระณโย อะติเรกะลาโภ, โขมัง กัปปาสิ กง โกเสยยัง กัมพะลัง สาณัง ภังคัง, ั .........๓. รุ กขะมูละเสนาสะนัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะชวัง อุสสาโห กะระณโย. อะติเรกะลาโภ, วิหาโร อัฑฒะโยโค ปาสาโท หัมมิยง คุหา.ั .........๔. ปูติมุตตะเภสัชชัง นิสสายะ ปั พพัชชา, ตัตถะ เต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว) ยาวะชวัง อุสสาโห กะระณโย. อะติเรกะลาโภ. สัปปิ นะวะนตัง เตลัง มะธุ ผาณิ ตง. ั (อกรณียกิจ ๔) .........๑. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา เมถุนโน ธัมโม นะ ปะฏิเสวิตพโพ ั อันตะมะโส ติรัจฉานะคะตายะปิ . .........โย ภิกขุ เมถุยง ธัมมัง ปะฏิเสวะติ, อัสสะมะโณ ั โหติ อะสักยะปุตติโย. .........เสยยะถาปิ นามะ ปุริโส สสัจฉินโน อะภัพโพ เตนะ สะรระพันธเนนะ ชวิตุง, .........เอวะเมวะ ภิกขุ เมถุนง ธัมมัง ปะฏิเสวิตวา, อัสสะมะโณ ั
  • 261.
    โหติ อะสักยะปุตติโย. .........ตันเต (ถ้าหลายรูปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะ- ระณยัง .........๒. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา อะทินนัง เถยยะสังขาตัง นะ อาทาตัพพัง, อันตะมะโส ติณะสะลากัง อุปาทายะ. .........โย ภิกขุ ปาทัง วา ปาทาระหัง วา อะติเรกะปาทัง วา อะทิน- นัง เถยยะสังขาตัง อาทิยะติ. อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย. .........เสยยะถาปิ นามะ ปั ณฑุปะลาโส พันธะนา ปะมุตโต อะภัพโพ หะริ ตตตายะ. ั .........เอวะเมวะ ภิกขุ ปาทัง วา ปาทาระหัง วา อะติเรกะปาทัง วา อะทินนัง เถยยะสังขาตัง อาทิยตวา อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุต- ติโย. .........ตันเต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะระ- ณยัง. .........๓. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา สัญจิจจะ ปาโณ ชวิตา นะ โวโรเปตัพโพ. อันตะมะโส กุนถะกิปิลลิกง อุปาทายะ. ั .........โย ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสะวิคคะหัง ชวิตา โวโรเปติ. อันตะมะโส คัพภะปาตะนัง อุปาทายะ, อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะ- ปุตติโย. .........เสยยะถาปิ นามะ ปุถุสิลา ทวิธา ภินนา อัปปะฏิสันธิ กา โหติ , .........เอวะเมะ ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสสะวิคคะหัง ชวิตา โวโร- เปตวา, อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย. .........ตันเต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะระ- ณยัง. .........๔. อุปะสัมปั นเนนะ ภิกขุนา อุตตะริ มะนุสสะธัมโม นะ อุลละ- ปิ ตัพโพ อันตะมะโส สุ ญญาคาเร อะภิระมามติ.
  • 262.
    .........โย ภิกขุ ปาปิจโฉ อิจฉาปะกะโต อะสันตัง อะภูตง อุตตะ- ั ริ มะนุสสะธัมมัง อุลละปะติ, ฌานัง วา วิโมกขัง วา สะมาธิ ง วา สะมา- ปั ตติง วา มัคคัง วา ผะลัง วา, อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย. .........เสยยะถาปิ นามะ ตาโล มัตถะกัจฉินโน อะภัพโพ ปุนะ วิรุฬ- หิยา, .........เอวะเมวะ ภิกขุ ปาปิ จโฉ อิจฉาปะกะโต อะสันตัง อะภูตง ั อุตตะริ มะนุสสะธัมมัง อุลละปิ ตวา อัสสะมะโณ โหติ อะสักยะปุตติโย .........ตันเต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน ตันเต เป็ น ตัง โว) ยาวะชวัง อะกะระ- ณยันติ. .........อะเนกะปะริ ยาเยนะ โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปั สสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ, สลัง สัมมะทักขาตัง สะมาธิ สัมมะทักขาโต ปั ญญา สัมมะทักขาตา. .........ยาวะเทวะ ตัสสะ มะทะนิมมะทะนัสสะ ปิ ปาสะวินะยัสสะ อาละยะสะมุคฆาตัสสะ วัฏฏปั จเฉทัสสะ ตัณหักขะยัสสะ วิราคัสสะ ู นิโรธัสสะ นิพพานัสสะ สัจฉิกริยายะ. ิ .........ตัตถะ สละปะริ ภาวิโต สะมาธิ มะหัปผะโล โหติ มะหานิสังโส .........สะมาธิ ปะริ ภาวิตา ปั ญญา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา .........ปั ญญาปะริ ภาวิตง จิตตัง สัมมะเทวะ อาสะเวหิ วิมุจจะติ ั .........เสยยะถทัง. กามาสะวา ภะวาสะวา อะวิชชาสะวา. .........ตัสมาติหะ เต (ถ้าหลายรู ปเปล่ยน เต เป็ น โว ) อิมสมิง ตะถา- ั คะตัปปะเวทิเต ธัมมะวินะเย, สักกัจจัง อะธิ สละสิ กขา สิ กขิตพพา, ั อะธิ จิตตะสิ กขา สิ กขิตพพา, อะธิ ปัญญาสิ กขา สิ กขิตพพา. ั ั .........ตัตถะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตัพพัง. ------------------------------------------
  • 263.
    ยาแก้ พษคางคก ิ คางคกข่วนกาย พิษร้ายนักหนา ตัดต้นบอนมา เอาโคนเผาไฟ ข้างปลายน้ าฉ่ .................... จงจ้ ปากแปล ถอนแก้พิษหาย ------------------------------------------
  • 264.
    คาขอบวชชีี .........เอสาหังภันเต, สุ จิระปะริ นิพพุตมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง ั คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปั พพัชชัง มัง ภันเต, สังโฆ ธาเรตุ อัชชะตัคเค ปาณุ เปตัง, สะระณัง คะตัง. คาแปล .........ข้าแต่ท่านผูเ้ จริ ญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผูมพระภาคเจ้า แม้เสด็จ ้ ดับขันธปริ นิพพานนานแล้ว กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์วาเป็ นสรณะท่พ่ ึงท่ ่ ระลึก ขอพระสงฆ์จงจาข้าพเจ้าไว้ว่าเป็ นผูบวชในพระธรรมวินย ผูถึงพระ ้ ั ้ รัตนตรัยเป็ นสรณะตลอดชวิต ตั้งแต่บดน้ เป็ นต้นไป ั คาอาราธนาศีล .........มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สลานิ ยาจามะ (๓ ครั้ง) (ถ้าคนเดยวว่า อะหัง แทน มะยัง และ ยาจามิ แทน ยาจามะ) นะมะการคาถา นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ ครั้ง) ไตรสรณาคมน์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ั ทุติยมปิ ธังมัง สะระณัง คัจฉามิ ั ทุติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ั ตะติยมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ั ตะติยมปิ ธัมธัง สะระณัง คัจฉามิ ั ตะติยมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ั
  • 265.
    (พระท่านว่า) ติสะระณะ คะมะนังนิฏฐิตง (รับว่า) อามะ ภันเต. ั คาสมาทานศล .........๑. ปาณาติปาตา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ดวยตนเองและไม่ใช้ให้ผอื่นฆ่า) ้ ู้ .........๒. อะทินนาทานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากลัก, ฉ้อ ของผูอื่นด้วยตนเองและไม่ใช้ให้ ้ ผูอื่นลัก ฉ้อ) ้ .........๓. อะพรัหมะจะริ ยา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็ นข้าศึกแก่ พรหมจรรย์) .........๔. มุสาวาทา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากพูดเท็จ คาไม่เป็ นจริ ง และคาล่อลวง อาพรางผูอื่น) ้ .........๕. สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากการดื่มกินสุ รา และ เมรัยเครื่ องดองของทาใจให้คลังไคล้ต่าง ๆ) ่ .........๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้า สมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือเว้นจากบริ โภคอาหารในเวลาวิกาล) .........๗. นัจจะคตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธา- ระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากดู ฟัง ฟ้ อนรา ขับร้องและประโคม เครื่ องดนตรต่าง ๆ และดูการเล่นท่เป็ นข้าศึกแก่กุศล และทัดทรงตกแต่งร่ าง กายด้วยเครื่ องประดับและดอกไม้ของหอม เครื่ องทาเครื่ องย้อม ผัดผิดให้งาม ต่าง ๆ ) .........๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณ สิ กขาปะทัง สะมา- ทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่ งสิ กขาบท คือ เว้นจากนังนอนเหนือเตยง ตัง ม ่ ่
  • 266.
    เท้าสูงเกินประมาณ และท่นง ท่นอนอันสูงใหญ่ภายในใส่ นุ่นและสาส อาสนะ ั่ อันวิจิตรไปด้วยลวดลายงามด้วยเงินทองต่าง ๆ) .........อิมานิ อัฏฐะ สิ กขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ ครั้ง) -----------------------------------
  • 267.
    กฐิน คาถวายผ้ากฐิน .........อิมง ภันเต, สะปะริ วารัง, กะฐินะจวะระทุสสัง, สังฆัสสะ, ั โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สังโฆ, อิมง, สะปะริ วารัง, กะฐินะ- ั ทุสสัง, ปะฏิคคัณหาตุ, ปะฏิคคะเหตวา จะ, อิมินา ทุสเสนะ, กะฐินง, ั อัตถะระตุ, อัมหากัง, ทฆะรัตตัง, หิตายะ, สุ ขายะ, คาแปล .........ข้าแต่พระสงฆ์ผเู้ จริ ญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้ากฐินจวร กับทั้งบริ วารน้ แก่พระสงฆ์ ของพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริ วารน้ ของ ข้าพเจ้าทั้งหลาย รับแล้วจงกราบกฐิน ด้วยผ้าน้ เพื่อประโยชน์และความสุ ข แก่ขาพเจ้าทั้งหลาย สิ้ นกาลนาน เทอญ. ้ คาอปโลกน์ กฐิน แบบ ๒ รู ป .........รู ปท่ ๑ ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ เป็ นของ............... พร้อมด้วย..............ผูประกอบด้วยศรัทธา อุตสาหะพร้อมเพรยงกัน ้ นามาถวาย แด่พระภิกษุสงฆ์ผอยู่จาพรรษาถ้วนไตรมาสในอาวาสน้ ู้ .........ก็แลผ้ากฐินทานน้ เป็ นของบริ สุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ แล้วแลตกลงในทประชุมสงฆ์ จะได้จาเพาะเจาจงลงว่าเป็ นของพระ ภิกษุรูปใดรู ปหนึ่งก็หามิได้ มพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้พระสงฆ์ท้ ง ั ปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อจะทาซึ่ งกฐินนัตถารกิจ ตามพระ บรมพุทธานุญาต และมคาพระอรรถกถาจารย์ ผูรู้พระบรมพุทธาธิ บาย ้ สังวรรณนาไว้ว่า ภิกษุรูปใดประกอบด้วยศลสุ ตาธิ คุณ มสติปัญญา สามารถ รู้ธรรม ๘ ประการ มบุพกิจ เป็ นต้น ภิกษุรูปนั้นจึง สมควร เพื่อจะกระทากฐินนัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาตได้
  • 268.
    .........บัดน้ พระสงฆ์ท้ งปวงจะเห็นสมควรแก่ภิกษรู ปใด จงพร้อม ั กันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้น เทอญ. (ไม่ตอง สาธุ ) ้ .........รู ปท่ ๒ .........ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ ข้าพเจ้าพิจารณา เห็นสมควรแก่...................เป็ นผูมสติปัญญาสามารถ เพื่อกระทากฐิน ้ นัตถารกิจให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็น ไม่สมควรทักท้วงขึ้นในท่ามกลางระหว่างสงฆ์ (หยุดนิดหนึ่ง) ถ้าเห็น สมควรแล้วไซร้จงให้สัททสัญญาสาธุ การะขึ้นให้พร้อมกัน เทอญ. (สาธุ ) คาอุปโลกน์ กฐิน แบบ ๔ รู ป ........รู ปท่ ๑ ........ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ เป็ นของ..... ผูกอปรด้วยศรัทธาอุตสาหะน้อมนามาถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ผจาพรรษา ้ ู้ กาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารน้ ........ก็แลผ้ากฐินทานน้ เป็ นของบริ สุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ แล้วแลตกลงยังท่ามกลางสงฆ์ จะได้จาเพาะเจาะจงแก่พระภิกษุสงฆ์ รู ปหนึ่งรู ปใดก็หาบ่มิได้ มพระพุทธานุญาตไว้ให้ให้แก่ภิกษุผมจวร ู้ อันเก่า หรื อมจวรทุพพลภาพ หรื อภิกษุรูปใดรู ปหนึ่งซึ่ งมสติปัญญา สามารถอาจกระทากฐินนัตถารกิจ มิให้เพ้ ยนผิด ต้องตามวินยนิยม ั บรมพุทธานุญาต ........เมื่อได้กรานกฐินแล้วไซร้ อานิสังสคุณจะพึงบังเกิดม ๕ ประการ คือ อยู่ปราศจากไตรจวรได้ไม่เป็ นอาบัติดวยทุติยกฐินสิ กขาบท ๑ เก็บ ้ อติเรกจวรไว้ได้เป็ นอาบัติ ด้วยปฐมกฐินสิ กขาบท ๑ ฉันคณะโภชน์ ปรัมปรโภชน์ได้ไม่เป็ นอาบัติ ด้วยคณะโภชนะและปรัมปรโภชนะสิ กขา
  • 269.
    บท ๑ เข้าไปในละแวกบ้านได้ไม่อาบัติด้วยอนามันตจาริ กสิ กขา บท ๑ จวรลาภท่บงเกิดขึ้นในอาวาสจะเป็ นของภิกษุผได้กรานกฐินแล้ว ั ู้ ๑ ทั้งจวรกาลจะยืดออกไปอก ๔ เดือน ตลอดเหมันตฤดู ดังน้ ........บัดน้ พระสงฆ์ท้ งหลายจะมความยินยอมพร้อมกันรับกฐินน้ ั หรื อไม่ ถ้ามความยินยอมพร้อมกันรับกฐินน้ แล้วไซร้ จงให้สัททสัญญา สาธุ การะขึ้นให้พร้อมกัน เทอญ. สาธุ ........รู ปท่ ๒ สมเด็จพระผูมพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตกฐินนัตถารกิจนั้น ให้ ้ เป็ นการเฉพาะบุคคล สงฆ์กด คณะก็ดจะกรานกฐินไม่ได้ แต่เพราะ ็ อนุโมทนาแห่งสงฆ์และคณะและอัตถารกิจแห่งบุคคล กฐินเป็ นอันสงฆ์ อันคณะอันบุคคลกรานได้ ก็และผ้ากฐินทานน้ ควรแก่ภิกษุผมจวรเก่า ู้ หรื อมจวรอันทุพพลภาพ หรื อภิกษุรูปใดจะมอุตสาหะและสามารถทา จวรกรรมในวันเดยวน้ ให้เบนกฐินนัตถารกิจ ต้องตามพระบรมพุทธา- นุญาต มิให้วิธวินยนิยมทั้งปวงเคลื่อนคลาดได้. ั ........บัดน้ พระสงฆ์ท้ งปวงจะเห็นสมควรแก่พระภิกษุรูปใด จง ั พร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้น เทอญ. (ไม่ตอง สาธุ ) ้ ........รู ปท่ ๓ ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ ข้าพเจ้าพิจารณา เห็นสมควร แด่...................................ผูเ้ ป็ น....................................... ในวัดน้ ซึ่ งเป็ นพหุสูตรทรงธรรม ทรงวินย เป็ นผูช้ แจงชักนาให้สพรหม- ั ้ จารสงฆ์บริ ษทรื่ นเริ ง เป็ นผูให้โอวาทานุศาสน์แก่ภิกษุสามเณรและ ั ้ คฤหัสถ์เป็ นผูทรงกฐินมาติกาฉลาดรู้ในวินยกรรม จะไม่ให้วินยนิยม ้ ั ั นั้น ๆ กาเริ บได้ และเป็ นผูมสติปัญญาสามารถ อาจกระทากฐิน- ้ นัตถารกิจให้ตองตามพระบรมพุทธานุญาตได้ ้
  • 270.
    ........เพราะฉะนั้ น ข้าพเจ้าจึงพิจารณาเห็นว่าพระสงฆ์ท้ งปวงจะ ั ยินยอมพร้อมกันถวายผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ แด่............................ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็นไม่สมควร จงทักท้วง ขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ (หยุดนิดหนึ่ง) ถ้าเห็นสมควรแล้ว จงสาธุ การะขึ้น ให้พร้อมกันเทอญ. สาธุ ........รู ปท่ ๔ ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริ วารทั้งปวงน้ ถ้าและพระสงฆ์ บริ ษทมเอกฉันทานุมติ พร้อมกันยอมถวายแด่..................แล้ว ขอ ั ั พระสงฆ์จงอย่าได้ถือเอาผ้าไตรจวร ซึ่ งเป็ นบริ วารแห่งผ้ากฐินตามลาดับ ผ้าจาพรรษาเลย จงถวายแด่...................ด้วยอปโลกนวาจาน้ ส่ วนผ้ากฐิน ทานนั้น ถึงพระสงฆ์ท้ งปวงจะยินยอมพร้อมกันถวายด้วยอปโลกนวาจา ั ก็ไม่ข้ ึน ต้องถวายด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ตามพระบรมพุทธานุญาต ........เพราะฉะนั้ น ขอพระสงฆ์จงทากรรมสันนิษฐานว่า จะถวาย ผ้ากฐินทานนั้น แด่...........................ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาอันไม่กาเริ บ ตามสมควรแก่สถานะ ณ กาลบัดน้ เทอญ ฯ สาธุ แบบกรรมวาจาสวดให้ ผ้ากฐิน ........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ, ........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ, ........นะโม ตัสสะ, ภะคะวะโต, อะระหะโต สัมม, สัมพุทธัสสะ, ........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปั นนัง, ั ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ อิมง กะฐินะทุสสัง อายัสมะโต ั (อิตถันนามัสสะ) ทะเทยยะ, กะฐินง อัตถะริ ตุง, เอสา ญัตติ. ั ........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ, อิทง สังฆัสสะ กะฐินะทุสสัง อุปปั นนัง, ั สังโฆ อิมง กะฐินะทุสสัง อายัสมะโต (อิตถันนามัสสะ), เทติ, กะฐินง ั ั
  • 271.
    อัตถะริ ตุง, ยัสสายัสมะโตขะมะติ, อิมสสะ กะฐินะทุสสัสสะ, อายัส- ั มะโต (อิตถันนามัสสะ). ทานัง, กะฐินง อัตถะริ ตุง, โส ตุณหัสสะ ั ยัสสะ นักขะมะติ, โส ภาเลยยะ ........ทินนัง อิทง สังเฆนะ, กะฐินะทุสสัง อายัสมะโต (อิตถันนา- ั มัสสะ). กะฐินง อัตถะริ ตุง, ขะมะติ สังฆัสสะ ตัสมา ตุณห, ั เอวะเมตัง ธาระยามิ . ........หมายเหตุ ในวงเล็บ อัตถันนามัสสะ นั้น ให้ใส่ ชื่อผูครองกฐินแทน ้ คาอธิษฐานผ้ ากฐิน สังฆาฏิ อิมายะ สังฆาฏิยา กะฐินง อัตถะรามิ (๓ หน) ั อุตตราสงค์ อิมินา อุตตะราสังเคนะ กะฐินง อัตถะรามิ (๓ หน) ั อันตรวาสก อิมานา อันตะระวาสะเกนะ กะฐินง อตถะรามิ (๓ หน) ั คาอนุโมทนากฐิน .........อัตถะตัง อาวุโส สังฆัสสะ กะฐินง ธัมมิโก กะฐินตถาโร ั ั อะนุโมทะถะ (๓ หน ) น้ สาหรับท่านผูครองกฐินมพรรษาแก่กว่าภิกษุท้ งปวง ้ ั ถ้ามภิกษุอื่นท่มพรรษามากกว่าท่านผูครองกฐินอยู่ ใน ท่ นั้น ให้ เปล่ยนคาว่า ้ อาวุโส เป็ น ภันเต แล้วให้พระสงฆ์ท้ งปวงเปล่งวาจาอนุโมทนาต่อไปว่า ั .........อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ กะฐินง ธัมมิโก กะฐินตถาโร ั ั อะนุโมทานะ (๓ หน) น้ สาหรับผูอ่อนพรรษากว่าท่านผูครองกฐินกล่าว ถ้า ้ ้ มภิกษุท่แก่พรรษากว่าท่านผูครองกฐินอยู่ในท่น้ น กรูปก็ตามให้ผแก่เหล่านั้น ้ ั ่ ู้ เปล่ยนคาว่า ภันเต เป็ น อาวุโส หรื อจะให้ว่าพร้อมกันเฉพาะผูแก่เสยคราว ้ หนึ่งก่อน ๓ จบ แล้วจึงให้ผอ่อนกว่าว่าอกคราวหนึ่ง ๓ จบ ก็ได้ ู้ -------------------------------------
  • 272.
    คาสัตตาหะ สัตตาหะกะระณยัง กิจจัง เม อัตถิ ตัสมา มะยา คันตัพพัง อิมสมิง สัตตาหัพภันตะเร นิวตติสสามิ. ั ั
  • 273.
    ปริวาสกรรม อย่ างจุลสุ ทธันตะ (มคาขอ คาสมาทาน คาเก็บ และกรรมวาจา ครบ) คาขอสุ ทธันตปริวาส อย่ างจุลสุ ทธันตะ อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ นิพเพมะติโก โสหัง ภันเต สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจามิ. อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง สะรามิ เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันตุ เอกัจจัง สะรามิ เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง ทุติยัมปิ ภันเต สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั งยาจามิ. อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปั ตติโย อาปั ชชิง อาปั ตตปะริ ยนตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ ั
  • 274.
    รัตติปะริ ยนตัง เอกัจจังชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ ั อาปั ตติปะริ ยนตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ ั รัตติปะริ ยนตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ ั อาปั ตติปะริ ยนเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก ั รัตติปะริ ยนเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก ั โสหัง ตะติยมปิ ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปั ตตนัง สุ ทธันตะปะริ วาสังยาจามิ. ั -------------------------------- กรรมวาจาให้ สุทธันตะปริวาส สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ. อยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกจจัง นะ ชานราติ อาปัจจิปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ ยะทิ สั งฆัสสะ ปัตตะกัลลัง สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ทะเทยยะ เอสา ญัตติ. สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
  • 275.
    อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติเอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระรติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั สสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจเจ นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั สสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
  • 276.
    อาปัตติปะริยัง เอกัจจัง ชานาติเอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อัตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั สสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ. ทินโน สั งเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาโส ขะมะติ สั งฆัสสะ ตัสมา ตุณหี เอวะเมตัง ธาะยามิ. -------------------------------- คาสมาทานปริวาส ปะริวาสั ง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ ทุติยัมปิ ปะริวาสั ง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ ตะติยัมปิ ปะริวาสั ง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ คาบอกสุ ทธันตปริ วาส อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
  • 277.
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิเอกัจจัง นะ ชานามิ ีิอาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันโต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โสหัง ปะริวะสามิ เวทะยามะหัง ภันเต เวทะยะตีติ มัง สั งโฆ ธาเรตุ -------------------------------- คาเก็บปริวาส วัตตัง นิกขิปามิ ปะริวาสั ง นิกขิปามิ ทุติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ ปะริวาสั ง นิกขิปามิ ตะติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ ปะริวาสั ง นิกขิปามิ -------------------------------- คาขอมานัตต์ อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพิเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง
  • 278.
    ตัสสะ เม สังโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โสหัง ภันเต ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจามิ. อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส ทุติยัมปิ ภันเต สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจามิ. อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส ตะติยัมปิ ภันเต สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจามิ.
  • 279.
    -------------------------------- กรรมวาจาให้ มานัตต์ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะราติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจะติ ยะทิ สั งฆัสสะ ปัตตะกัลลัง สั งโฆ อัตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ทะเทยยะ เอสา ญัตติ ฯ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ
  • 280.
    ตัสสะ สั งโฆตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัสสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โส ปะริวตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขะโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัสตัสสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เภ ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ
  • 281.
    รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติเอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัสสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ ทินนัง สั งเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ขะมะติ สั งฆัสสะ ตัสมา ตุณหี เอวะเมตัง ธาระยามิ ฯ -------------------------------- คาสมาทานมานัตต์ มานัตตัง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ ทุติยัมปิ มานัตตัง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ ตะติยัมปิ มานัตตัง สะมาทิยามิ วัตตัง สะมาทิยามิ -------------------------------- คาบอกมานัตต์ อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
  • 282.
    รัตติปะริยันติ เอกัจจัง ชานามิเอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โสหัง มานัตตัง จะรามิ เวทะยามะหัง ภันเต เวทะยะตีติ มัง สั งโฆ ธาเรตุ. -------------------------------- คาเก็บมานัตต์ วัตตัง นิกขิปามิ มานัตตัง นิกขิปามิ ทุติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ มานัตตัง นิกขิปามิ ตะติยัมปิ วัตตัง นิกขิปามิ มานัตตัง นิกขิปามิ -------------------------------- คาขออัพภาน อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ
  • 283.
    อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโกเอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตินัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อาทาสิ โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โสหัง ภันเต จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจามิ อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจะ นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจะ นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นะ สะรามิ รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อาทาสิ โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โสหัง จิณณะมานัตโต ทุติยัมปิ ภันเต สั งฆัง อัพภานัง ยาจามิ อะหัง ภันเต สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานามิ เอกัจจัง นะ ชานามิ
  • 284.
    อาปัตติปะรันตัง เอกัจจัง สะรามิเอกัจจัง นะ สะรามิ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะรามิ เอกัจจัง นะ สะรามิ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โสหัง สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตินัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โสหัง ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิง ตัสสะ เม สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โสหัง จิณณะมานัตโต ตะติยัมปิ ภันเต สั งฆัง อัพภานัง ยาจามิ. -------------------------------- กรรมวาจาให้ อพภาน ั สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ
  • 285.
    ยะทิ สั งฆัสสะปัตตะกัลลัง สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภยยะ เอสา ญัตติ ฯ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันติ เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะราติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจเจ เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง เอปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโร สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยังตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจั ง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก
  • 286.
    รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโกเอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ ตัสสะ โส สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อัตถันนามัสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุ ณาตุ เม ภันเต สั งโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สั มพะหุลา สั งฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง ชานาติ เอกัจจัง นะ ชานาติ อาปัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ รัตติปะริยันตัง เอกัจจัง สะระติ เอกัจจัง นะ สะระติ อาปัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก รัตติปะริยันเต เอกัจจัง เวมะติโก เอกัจเจ นิพเพมะติโก โส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง สุ ทธันตะปะริวาสั ง อะทาสิ โส ปะริวุตถะปะริวาโส สั งฆัง ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง ยาจิ ตัสสะ สั งโฆ ตาสั ง อาปัตตีนัง ฉารัตตัง มานัตตัง อะทาสิ โส จิณณะมานัตโต สั งฆัง อัพภานัง ยาจะติ สั งโฆ อิตถันนามัง ภิกขุง อัพเภติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อัตถันนามัสสสะ ภิกขุโน อัพภานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ ฯ
  • 287.
    อัพภิโต สั งเฆนะอิตถันนาโม ภิกขุ ขะมะติ สั งฆัสสะ ตัสมา ตุณหี เอวะเมตัง ธาระยามิ ฯ --------------------------------
  • 288.
    คาถาทานามนต์ ให้ ขายของดีี ้ .....พุทธัง พะหูชะนานัง เอหิจิตตัง เอหิมะนุสสานัง เอหิลาภัง เอหิเมตตา ชมภูทเี ป ......... มะนุสสานัง อิตถิโย ปุริโส จิตตัง พันธังเอหิ . คาถาน สวดภาวนาทาน้ ามนต์ ประพรมสิ่ งของท่ขาย ขายของดนักแล
  • 289.
    คาสมาทานธุดงคี์ ..........๑. ถือทรงผ้าบังสุ กุลเป็นวัตร ว่า คะหะปะติจวะรัง ปะฏิกขิปามิ ปั งสุ กลิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดคหบดจวรเสย สมาทานองค์ของ ู ั ผูถือซึ่ งผ้าบังสุ กุลเป็ นวัตร ้ ..........๒. ถือทรงเพยงไตรจวรเป็ นวัตร ว่า จะตุตถะจวะรัง ปะฏิกขิปามิ เตจวะริ กงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดจวรผืนท่ส่ เสย สมาทานองค์ของ ั ผูถือซึ่ งไตรจวรเป็ นวัตร ้ ..........๓. ถือเท่ยวบิณฑบาตเป็ นวัตร ว่า อะติเรกะลาภัง ปะฏิกขิปามิ ปิ ณฑะปาติกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดอติเรกลาภเสย สมาทาน ั องค์ของผูถือบิณฑบาตเป็ นวัตร ้ ..........๔. ถือเท่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็ นวัตร ว่า โลลุปปะจารัง ปะฏิกขิปามิ สะปะทานะจาริ กกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดการเท่ยว โลเลเสย สมาทานองค์ของผูถือเท่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็ นวัตร ้ ..........๕. ถือนังฉันอาสนะเดยวเป็ นวัตร ว่า นานาสะนะโภชะนัง ่ ปะฏิกขิปามิ เอกาสะนิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดฉันต่างอาสนะเสย ั สมาทานองค์ของผูถือนังฉันอาสนะเดยวเป็ นวัตร ้ ่ ..........๖. ถือฉัน เฉพาะใน บาตรเดยวเป็ นวัตร ว่า ทุติยะภาชะนัง ปะฏิกขิปามิ ปั ตตะปิ ณฑิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดภาชนะท่สองเสย ั สมาทานองค์ของผูถือการฉันเฉพาะในบาตรเป็ นวัตร ้ ..........๗. ถือห้ามภัต อันนกถวายเมื่อภายหลังเป็ นวัตร ว่า อะติริตตะ- โภชะนัง ปะฏิกขิปามิ ขะลุปัจฉาภัตติกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางด ั โภชนะอันเหลือเฟื อเสย สมาทานองค์แห่งผูหามภัตอันนาถวายเมื่อภายหลัง ้ ้ เป็ นวัตร ..........๘. ถืออยู่ป่าเป็ นวัตร ว่า คามันตะเสนะสะนัง ปะฏิกขิปามิ อารัญญิกงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดเสนาสนะชายบ้านเสย สมาทาน ั
  • 290.
    องค์แห่งผูถือการอยู่ป่าเป็ นวัตร ้ ..........๙. ถืออยู่โคนไม้เป็ นวัตร ว่า ฉันนัง ปะฏิกขิปามิ รุ กขะมูลิกงคัง ั สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดท่มุงท่บงเสย สมาทานองค์ของผูถือการอยู่โคนไม้ ั ้ เป็ นวัตร ..........๑๐. ถืออยู่ในท่แจ้งเป็ นวัตร ว่า ฉันนัญจะ รุ กขะมูลญจะ ั ปะฏิกขิปามิ อัพโภกาสิ กงคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดท่มุงท่บง ั ั และโคนไม้เสย สมาทานองค์ของผูถือการอยู่ในท่แจ้งเป็ นวัตร ้ ..........๑๑. ถืออยู่ป่าช้าเป็ นวัตร ว่า อะสุ สานัง ปะฏิกขิปามิ โสสานิกงคัง ั สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดท่มิใช่ป่าช้าเสย สมาทานองค์ของผูถือการอยู่ป่าช้า ้ เป็ นวัตร ..........๑๒. ถือการอยู่ใน เสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไรเป็ นวัตร ว่า เสนาสะนะโลลุปัง ปะฏิกขิปามิ ยะถาสันถะติกงคัง สะมาทิยามิ ั แปลว่า เรางดความโลเลในเสนาสนะเสย สมาทานองค์ของผูอยู่ในเสนาสนะ ้ อันท่านจัดให้อย่างไร ..........๑๓. ถือการนังเป็ นวัตร ว่า เสยยัง ปะฏิกขิปามิ เนสัชชิกงคัง ่ ั สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดการนอนเสย สมาทานองค์ของผูถือการนังเป็ นวัตร ้ ่ -----------------------------
  • 291.
    กรรมวาจาเนื่องด้ วยสีมา คาสวดถอนติจวราวิปปวาส ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ โย โส สังเฆนะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาโส สัมมะโต, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ ตัง ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัง สะมูหะเนยยะ. เอสา ญัตติ. ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. โย โส สังเฆนะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาโส สัมมะโต, สังโฆ ตัง ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัง สะมูหะปะติ. ยัสสายัสมะโต, ขะมะติ เอตัสสะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัสสะ สะมุคฆาโต, โส ตุณหัสสะ, ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ. ..........สะมูหะโต โส สงเฆนะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาโส, ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ . คาสวดถอนสมานสั งวาสสี มา ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา, ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ ตัง สมัง สะมูหะเนยยะ เอสา ญัตติ. ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา, สังโฆ ตัง สมัง สะมูหะนะติ, ยัสสายัสมะโต ขะมะติ เอติสสา สมายะ สะมานะสังวาสายะ เอกุโปสะถา สะมุคฆาโต, โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ, ..........สะมูหะตา สา สมา สังเฆนะ สะมานะสังวาสา เอกุโกสะถา. ขะมะต สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ . คาสมมติสมานสั งวาสสี มา ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยาวะตา สะมันตา นิมิตตา กิตติตา
  • 292.
    ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง. สังโฆ เอเตหิ นิมิตเตหิ สมัง สัมมันเนยยะ สะมานะสังวาสัง เอกุโปสะถัง. เอสา ญัตติ. ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยาวะตา สะมันตา นิมิตตา กิตติตา, สังโฆ เอเตหิ นิมิตเตหิ สมัง สัมมันะติ สะมานะสังวาสัง เอกุโปสะถัง. ยัสสายัสมะโต ขะมะติ เอเตหิ นิมิตเตหิ สมายะ สัมมะติ สะมานะสังวาสายะ เอกุโปสะถายะ, โส ตุณหัสสะ, ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ. ..........สัมมะตา สมา สังเฆนะ เอเตหิ นิมิตเตมิ สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา. ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ. คาสมมติติจีวราวิปปวาส ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา ยะทิ สังฆัสสะ ปั ตตะกัลลัง, สังโฆ ตัง สมัง ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัง สัมมันเนยยะ ฐะเปตวา คามัญจะ คามุปะจารัญจะ, เอสา ญัตติ. ..........สุ ณาตุ เม ภันเต สังโฆ. ยา สา สังเฆนะ สมา สัมมะตา สะมานะสังวาสา เอกุโปสะถา, สังโฆ ตัง สมัง ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัง สัมมันนะติ ฐะเปตวา คามัญจะ คามุปะจารัญจะ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ เอติสสา สมายะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาสัสสะ สัมมะติ ฐะเปตวา คามัญจะ คามุปะจารัญจะ, โส ตุณหัสสะ, ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ. ..........สัมมะตา สา สมา สังเฆนะ ติจวะเรนะ อะวิปปะวาโส ฐะเปตวา คามัญจะ คามุปะจารัญจะ. ขะมะติ สังฆัสสะ, ตัสมา ตุณห, เอวะเมตัง ธาระยามิ . คาทักนิมิต ในทิศตะวันออก ว่า ปุรัตถิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง ในทิศตะวันออกเฉยงใต้ ว่า ปุรัตถิมายะ อะนุทสายะ กิง นิมิตตัง ิ
  • 293.
    ในทิศใต้ ว่า ทักขิณายะทิสายะ กิง นิมิตตัง ในทิศตะวันตกเฉยงใต้ ว่า ทักขิณายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง ในทิศตะวันตก ว่า ปั จฉิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง ในทิศตะวันตกเฉยงเหนือ ว่า ปั จฉิมายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง ในทิศเหนือ ว่า อุตตะรายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง ในทิศตะวันออกเฉยงเหนือ ว่า อุตตะรายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง ซ้ าในทิศตะวันออกอก ว่า ปุรัตถิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง คาตอบ แสดงศิลานิมิตเป็ นตัวอย่าง ว่า ปาสาโณ ภันเต
  • 294.
    พระสะหัสสะนัย สุ ทธิกะปะฏิปะทา (กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา) ..........กะตะเม ธัมเม กุสะมา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ั ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภัญญัง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิกญญัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภัญญัง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ั ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยง ั ั ฌานัง ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ฌานัง ปั ญจะมัง ั ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุ ขาปะ- ฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา สุ ญญะตะมูละกะปะฏิมา ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ั ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุ ญญะตัง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธา- ภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภัญญัง สุ ญญะตัง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
  • 295.
    ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลายัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ั ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยง ั ั ฌานัง ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ปั ญจะมัง ั ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุ ญญะตัง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง สุ ญญะตัง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง สุ ญญะตัง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา อัปปะณิหิตะปะฏิปะทา ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ั ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะ- ณิ หิตง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิปะทัง ั ั ทันธาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิ หิตง ั ั ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหายนายะ ปะฐะ- ั มายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารานัง วูปะสะมา ทุติยง ฌานัง ั ั ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ฌานัง ปั ญจะมัง ั ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะณิ หิตง ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิ- ั ั ปะทัง ทันธาภิญญัง อัปปะณิ หิตง สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ั อัปปะณิ หิตง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ ั อิเม ธัมมา กุสะลา
  • 296.
    อะธิปะติ ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลายัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหา- ั นายะ ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิวิจเจวะ กาเมหิ ปะฐะหัง ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง ั ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ั ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง ั สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ตเตยยัง ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ ั อะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา ..........กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย โลกุตตะรัง ฌานัง ภาเวติ นิยยานิกง อะปะจะยะคามิง ทิฏฐิคะตานัง ปะหานายะ ั ปะฐะมายะ ภูมิยา ปั ตติยา วิตกกะวิจารนัง วูปะสะมา ทุติยง ั ั ฌานัง ตะติยง ฌานัง จะตุตถัง ฌานัง ปะฐะมัง ฌานัง ปั ญจะมัง ั ฌานัง อุปะสัมปั ชชะ วิหะระติ ทุกขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง ั ทุกขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง สุ ขาปะฏิปะทัง ทันธาภิญญัง ั ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง ั สุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง (อะทุกขะมะสุ ขาปะฏิปะทัง ั ทันธาภิญญัง ฉันทาธิ ปัตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง อะทุกขะมะสุ ขาปะฏิปะทัง ขิปปาภิญญัง ฉันทาธิ - ั ปั ตเตยยัง วิริยาธิ ปัตเตยยัง จิตตาธิ ปัตเตยยัง วิมงสาธิ ปัตเตยยัง) ตัสมิง ั
  • 297.
    สะมะเย ผัสโส โหติอะวิกเขโป โหติ อิเม ธัมมา กุสะลา
  • 298.
    พิธีการทาบุญ .........ตามประเพณของชาติท่เจริ ญแล้ว ย่อมมพิธการทาบุญต่างๆ กันตาม คตินิยมของชนหมู่น้ น ๆ ชาติน้ น ๆ ภาษานั้น ๆ โดยเฉพาะพิธการทางพระ ั ั พุทธศาสนา เมื่อกล่าวโดยปริ ยายแล้วมมากด้วยกัน แต่ถาจะกล่าวโดยสรุ ป ้ ก็คงมเพยง ๒ ประการเท่านั้น คือ ๑. ทาบุญในงานมงคล ๒. ทาบุญในงานอวมงคล .........การทาบุญในงานมงคลนั้น ได้แก่การทาบุญเพื่อความสุ ข ความ เจริ ญ โดยปรารภเหตุท่ด ท่เป็ นมงคล เช่น ทาบุญฉลองอายุครบ ๓ รอบ ๕ รอบ ๗ รอบ หรื อทาบุญวันเกิด ทาบุญขึ้นบ้านใหม่ ทาบุญฉลองพระ พุทธรู ป ทาบุญฉลองพระธรรมท่สร้างขึ้น และฉลองพระสงฆ์ท่อุปสมบท ขึ้นใหม่ หรื อทาบุญในงานมงคลโกนผมไฟ โกนจุก มงคลสมรส เป็ นต้น เรยกว่าทาบุญในงานมงคล .........การทาบุญในงานอวมงคลนั้น ได้แก่การทาบุญเพื่อความสุ ข ความเจริ ญ โดยปรารภเหตุท่ไม่สู้ด แล้วจัดการทาบุญเพื่อกลับร้ายให้ กลายเป็ นด เช่นปรารภการมรณกรรมของญาติมิตร หรื อทาบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน หรื อทาบุญเพื่ออุทิศกุศลตามธรรมเนยม หรื อมลาง นิมิตร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เช่น อสนบาตตกต้องเคหสถาน แร้งจับหลังคาบ้านเรื อน สัตว์ท่ถือว่าไม่เป็ นมงคลขึ้นบ้านเป็ นต้น แล้วจัด การทาบุญเพื่อปั ดเป่ าอุบาทว์ หรื อลางนิมิตร้ายเหล่านั้นให้กลับเป็ นด อย่างน้ เรยกว่าทาบุญในงานอวมงคล .........การทาบุญทั้ง ๒ อย่างดังกล่างน้ ตามประเพณนิยมในพระพุทธ- ศาสนา มวิธการท่จะต้องจัดเตรยมการอกหลายอย่าง ดังจะกล่าวเป็ น ข้อย่อ ๆ ดังต่อไปน้
  • 299.
    การทาบุญเลียงพระ ้ ๑. นิมนต์ พระก่อน .........เมื่อกาหนดแน่นอนแล้วว่าจะทาบุญในวันนั้น เดือนนั้น ปนั้น เวลานั้น กิจเบื้องต้นควรนิมนต์พระก่อน ด้วการเขยนฎกานิมนต์พระ ล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ วัน ๗ วัน ฎกาสาหรับนิมนต์พระนั้นมตัวอย่างดังน้ .........ขออาราธนาพระคุณเจ้า (พร้อมด้วยพระสงฆ์ในวัดน้ อก...รู ป เจริ ญพระพุทธมนต์ หรื อสวดมนต์ หรื อรับบิณฑบาต หรื อแสดงธรรม เทศนาแล้วแต่กรณย์) ในงาน......................ท่.................ถนน............... ตาบล...................อาเภอ.............................จังหวัด.......................กาหนด วันท่...............เดือน...................พ.ศ........................เวลา......................... น. รุ่ งขึ้น.............เวลา....................น. รับภัตตาหาร.......................(เช้าหรื อเพล) .........ถ้าสวดมนต์และฉันวันเดยว หรื อเวลาเดยวกัน ไม่ตองใช้คาว่า ้ รุ่ งขึ้น เพยงแต่บอกว่าเจริ ญพระพุทธมนต์ แล้วรับบิณฑบาตเช้าหรื อเพล ถ้าจะต้องใช้บาตรปิ่ นโต ให้เขยนในท้ายฎกา ว่ามบาตรปิ่ นโตด้วย หากจะ มรถหรื อเรื อรับส่ ง ก็ลงหมายเหตุในท้ายฎกา กาหนดเวลาให้พระได้ทราบ ล่วงหน้า .........ถ้ารู้จกมักคุนกับพระสงฆ์ จะนิมนต์โดยไม่ตองเขยนฎกาก็ใช้ได้ ั ้ ้ แต่ขอเตือนว่าการนิมนต์พระสงฆ์มาฉันอาหารนั้น จงอย่างระบุชื่ออาหาร เช่น ข้าวสุ ก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ถ้าระบุแล้ว จะขัดกับทางพระ วินยของสงฆ์ จึงมสมณโวหารสาหรับนิมนต์พระมาฉันว่า นิมนต์รับ ั บิณฑบาตเช้า หรื อเพล ดังน้ หรื อจะพูดว่า นิมนต์พระคุณเจ้า ฉันเช้าหรื อ ฉันเพล ดังน้ กใช้ได้ ็ .........งานมงคลสมรส นิยมนิมนต์พระคู่ คือ ๖ รู ป ๘ รู ป ๑๐ รู ป เพราะคติโบราณเพื่อจะให้คู่บ่าวสาวนิมนต์ฝ่ายละจานวนเท่าๆ กัน หรื อ รับเป็ นเจ้าภาพฝ่ ายละเท่า ๆ กัน ส่ วนงานมงคลอื่น ๆ นิมนต์พระ ๕ รู ป
  • 300.
    ๗ รู ป๙ รู ป คือนิมนต์พระค่ ถ้าเป็ นงานทาบุญอายุ นิยมนิมนต์ให้เกิน กว่าอายุข้ ึนไป ถ้าว่าเป็ นการเพิมอายุ ่ ๒. เตรียมสถานทีและจัดอาสนะ ่ .........สถานท่ท่จะบาเพ็ญกุศลนั้น ๆ จะเป็ นบ้านใหญ่ บ้านเล็ก บ้านใหม่ หรื อ บ้านเก่าก็ตาม ถ้าได้จดทาให้ถูกสุ ขลักษณะแล้ว ก็ ั จะทาให้เจริ ญตา เจริ ญใจได้ การจัดอาสนสงฆ์น้ นต้องจัดให้สูงกว่า ั คฤหัสถ์ จัดให้นงห่างกันพอควร ใช้พรมหรื อผ้าปูนงเฉพาะองค์ ๆ ถ้าไม่ ั่ ั่ สามารถจะจัดท่เฉพาะองค์ ๆ ได้ ก็ใช้ผาขาวปูบนพรมรองนังอกชั้นหนึ่ง ้ ่ ก็ยิ่งด เพราะผ้าขาวเป็ นของสูง เป็ นการแสดงความเคารพอย่างสูงอกด้วย จัดสถานท่พระนังเจริ ญพระพุทธมนต์ให้อยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธรู ป ถ้าสถาน ่ ท่ไม่อานวยหรื อจาเป็ นจะต้องจัดให้พระสงฆ์นงทางขวาของพระพุทธ ก็ควรจัด ่ั พระพุทธให้หนพระพักตร์มาทางพระสงฆ์ โดยไม่ตองเข้าแถวกับพระสงฆ์ ั ้ ๓. จัดภาชนะเครื่องใช้ สาหรับพระ .........ถ้ามของมากก็จดถวายองค์ละท่ โดยตั้งทางขวามือของพระ หาก ั มของน้อยจะจัดเพยง ๒ องค์ต่อ ๑ ท่กใช้ได้ ส่ วนถ้วยน้ าร้อน แก้วน้ าเย็น ็ ต้องใช้องค์ละท่ ตั้งใจระหว่าง ๆของท่จาเป็ นต้องใช้คือ กระโถน ภาชนะ น้ าเย็น พานหมากพลูบุหร่ จัดตั้งกระโถนอยู่ขางใน ถัดออกมาภาชนะ ้ น้ าเย็น แล้วถึงหมากพลูบุหร่ เป็ นท่สุด ส่ วนน้ าร้อนประเคนภายหลัง ๔. จัดเครื่องตั้งสั กการบูชา .........อัญเชิญ พระพุทธรู ปมาตั้ง บนโต๊ะบูชาท่เตรยมไว้อย่างสะอาด และสวยงาม ทางขวามือของอาสนพระสงฆ์ ดังกล่าวแล้ว ถ้าเป็ นโต๊ะ หมู่ตองจัดให้ถูกต้องตามระเบยบ ถ้าไม่มโต๊ะหมู่แต่ใช้โต๊ะอื่นแทนต้อง ้ หาสิ่ งประกอบตามสมควร เช่น แจกัน เชิงเทยน กระถางธูป สาหรับกระถาง ธูปหรื อเครื่ องใช้อื่นใดท่จะประกอบกับโต๊ะบูชา พึงระวังให้ด ไม่ควรใช้ ภาชนะอันน่ารังเกยจ เช่น กระโถน เป็ นต้น
  • 301.
    ๕. ภาชนะสาหรับใส่ นามนต์ ้ .........จะใช้บาตรหรื อหม้อน้ ามนต์ หรื อขันน้ าพานรองทองเหลือง หรื อ ขันมเชิงรองอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ใส่ น้ าประมาณครึ่ งหนึ่ง แต่ขนเงิน ั ขันทองไม่ควรใช้ เพราะไม่สะดวกแก่การท่พระจะจับต้อง เนื่องจากของ เหล่านั้นเป็ นวัตถุอนามาส ขัดกับพระวินยสงฆ์ ั ๖. เครื่องประกอบนาพระพุทธมนต์ ้ .........เตรยมเทยนทาน้ ามนต์ไว้ ๑ เล่ม ควรใช่เทยนข้ ผ้ ึงอย่างด หนัก ๑ บาท ไส้เทยนใหญ่พอควร ติดไว้ท่ขอบขันน้ ามนต์ให้แน่น เตรยมใบ เงินใบทองใส่ ลงในขันน้ ามนต์พอควร ถ้าหาไม่ได้จะใช้ดอกบัวแทนก็ได้ แต่ไม่ควรจะใช้ดอกไม้อื่นแทน ส่ วนเครื่ องประพรมน้ าพระพุทธมนต์ ควรจะใช้หญ้าคามัดเป็ นกาแล้วตัดปลายและรากทิ้ง กะยาวประมาณ ๑ ศอก เพราะถือกันว่าหญ้าคาเป็ นหญ้ามงคล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อจะ ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณ ก็ทรงประทับนังบนมัดหญ้าคา ่ ซึ่ งโสตถิยพราหมณ์ถวายในวันท่พระองค์จะได้ตรัสรู้ อันเรยกว่า รัตน- บังลังก์ แม้ในศาสนาพราหมณ์ ก็ถือกันว่าเป็ นหญ้ามงคลเหมือนกัน เกิด ขึ้นเมื่อครั้งเทวดาแย่งน้ าอมฤตกับอสูร หกตกลงมาในมนุษย์โลกจึงเกิด เป็ นหญ้าคาขึ้น เพราะฉะนั้นจึงใช้หญ้าคา ถ้าสุ ดความสามารถท่จะ หาได้จริ ง ๆ จึงค่อยใช้อย่างอื่นแทน. ๗. การโยงด้ ายสายสิ ญจน์ .........โยงเป็ นทักษิณาวัฏ คือเวยนจากซ้ายไปขวาอย่างเข็มนาฬิกา รอบเคหสถาน หรื อบริ เวณบ้านเรื อน แล้วนาเข้ามาโยงท่โต๊ะพระ- พุทธรู ปวงฐานพระพุทธรู ปด้วย ต่อลงมาก็ลงภาชนะน้ ามนต์ โดยทักษิ- ณาวัฏเช่นกัน เสร็ จแล้วม้วนสายสิ ญจน์วางไว้บนพานท่บูชา หรื อท่ พระสงฆ์ ๘. เมื่อพระสงฆ์ มาถึงบ้ าน
  • 302.
    ........ฝ่ ายเจ้าภาพต้อจัดการต้อนรับให้ด ถ้าท่านไม่ได้สวมรองเท้า ต้องคอยตักน้ าล้างเท้าให้ท่าน และหาผ้าเช็ดเท้าเตรยมไว้ดวย เมื่อพระ ้ นังบนอาสนะแล้ว ประเคนขันน้ า หมากพลู บุหร่ ท่เตรยมไว้ เมื่อถึง ่ เวลาท่พระจะเจริ ญพระพุทธมนต์หรื อฉัน หรื อเทศน์ต่อไป ถ้าเป็ นงาน มงคลสมรส ให้คู่บ่าวสาวจุดเทยนธูปคนละชุด บูชาพระรัตนตรัย ถ้าไม่ ใช่งานสมรสให้เจ้าภาพเป็ นผูจุด เมื่อจุดเทยนธูปเสร็ จแล้ว นาพานด้าย ้ สายสิ ญจน์ถวายพระเถระผูเ้ ป็ นประธาน กล่าวคาอาราธนาศล รับศล จบแล้ว อาราธนาพระปริ ตร พระขัดสัคเค หรื อชุมนุมเทวดา พอพระสงฆ์ สวดมนต์ถึงบท อะเสวะนา จะ พาลานัง เจ้าภาพพึงจุดเทยนน้ ามนต์ น้อมเข้าไปถวายพระเถระผูเ้ ป็ นประธาน ครั้นประสงฆ์สวดมนต์จวน จะจบพึงเตรยมน้ าร้อน น้ าเย็น หรื อเครื่ องดื่มเท่าท่จดไว้คอยถวายท่าน ั พอพระสวดมนต์จบจะได้ถวายได้ทนท ั ๙. การถวายภัตตาหาร ........ถ้าถวายภัตตาหารพระสงฆ์ในวันรุ่ งขึ้น จะเป็ นเช้าก็ตาม เพล ก็ตาม การเตรยมเครื่ องรับรองเมื่อพระสงฆ์มาถึง พึงจัดอย่างวัน สวดมนต์เย็น เมื่อพระสงฆ์มาพร้อมแล้ว เจ้าภาพจุดเทยนธูปบูชาพระ รัตนตรัย อาราธนาศล รับศลเหมือนตอนเย็น เสร็ จแล้วไม่ตอง ้ อาราธนาพระปริ ตร พระสงฆ์เริ่ มสวดถวายพรพระเอง ถ้ามการ ตักบาตรด้วย เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์ถึงบท พาหุง พึงเริ่ มลงมือ ตักบาตร เสร็ จแล้วเตรยมไว้ให้พร้อมทั้งข้าวทั้งกับทั้งท่พระพุทธและท่ พระสงฆ์ เมื่อพระสวดมนต์จบแล้ว ก็จดถวายได้ทนท ทั้งท่พระพุทธ ั ั และท่พระสงฆ์ ๑๐. งานวันเดียว ........ถ้าเป็ นงานวันเดยว คือสวดมนต์กอนฉัน จะเป็ นฉันเช้าก็ตาม ่ ฉันเพลาก็ตาม การตระเตรยมต่าง ๆ ก็คงจัดครั้งเดยว พระสงฆ์เจริ ญพระ พุทธมนต์กอน แล้วสวดถวายพรพระตอนท้าย เจ้าภาพพึงนังประนม ่ ่
  • 303.
    มือฟัง เมื่อพระสงฆ์สวดมนต์ถึงบท พาหุงหรื อถวายพรพระ พึงเตรยม อาหารไว้ให้พร้อม พอพระสวดจบก็ยกประเคนได้ดงกล่าว และ ถ้าม ั ศิษย์วดมาด้วยก็ให้จดเล้ ยงเสยในระยะน้ เพราะจะได้เสร็ จและเดินทางกลับ ั ั พร้อมกับพระไม่ตองเสยเวลาให้พระนังคอยรอ ถ้ามพาหนะรับส่ ง ก็เตรยม ้ ่ ไว้ให้พร้อม ตอนน้ เช่นกัน เมื่อพระเสร็ จจากอนุโมทนา แล้วจะได้จดส่ งท่าน ั ........สุ ดท้ายพิธี เมื่อพระสงฆ์ฉนเสร็ จแล้ว ถวายเครื่ องไทยธรรม ั ต่อจากนั้นพระองค์อนุโมทนา ขณะพระว่าบท ยะถา ให้เริ มกรวดน้ า พอพระว่าบท สั พพี พึงประนมมือรับพรไปจนจบ ถ้ามการจะให้พระ สงฆ์ประพรมน้ าพระพุทธมนต์หรื อเจิม (โดยเจ้าภาพเตรยม แป้ ง น้ าหอม หรื อ เครื่ องเจิมไว้แล้ว) ก็กราบเรยนให้ท่านทราบในระยะน้ เสร็ จแล้วส่ งพระกลับ การทาบุญเกียวกับศพ ่ ........ซึ่ งจัดว่าเป็ นการทาบุญในงานอวมงคล มกิจกรรมท่ควรตระเตรยมไว้ เป็ นเบื้องต้น ส่ วนใหญ่คล้ายกับทาบุญงานมงคลดังกล่าวแล้ว มข้อแตกต่าง กันอยู่บางประการเท่านั้น คือ ้ ๑. นิมนต์ พระ ........การนิมนต์พระมาสวดมนต์ในงานอวมงคลน้ มนิยมจานวน ๘ รู ป ๑๐ รู ป หรื อกว่านั้นขึ้นไปแล้วแต่กรณย์ ในเรื่ องอาราธนาพระสงฆ์ทา บุญงานอวมงคลนั้น ใช้คาอาราธนาว่า "ขออาราธนา สวด พระพุทธ- มนต์ไม่ใช้คาอาราธนาว่า " "ขออาราธนา เจริ ญ พระพุทธมนต์" อย่าง ทาบุญงานมงคล มข้อแตกต่างกันอยู่ตรงท่ สวด กับ เจริ ญ เท่านั้น เป็ นเรื่ องท่ควรกาหนด ๒. ไม่ ต้ังขันนามนต์ ไม่ โยงด้ ายสายสิ ญจน์ ้ ........การทาบุญในงานอย่างน้ ไม่ตองตั้งภาชนะสาหรับทาน้ าพระ ้ พุทธมนต์และไม่ตองโยงด้ายสายสิ ญจน์ ้ ๓. เตรียมสายโยงหรือภูษาโยง
  • 304.
    ........สายโยงนั้ น คือสายสิญจน์นนเอง ถ้าใช้ในงานมงคลเรยกว่า ั่ สายสิ ญจน์ แต่เวลาใช้กบศพเช่นน้ เรยกว่า สายโยง ถ้าเป็ นแผ่นผ้า ั เรยกว่าภูษาโยง ใช้โยงต่อจากศพไว้ เพื่อใช้บงสุ กุล การเดินสายโยง ั ภูษาโยงนั้น ต้องระวังอย่างหนึ่ง คือจะโยงในท่ท่สูงกว่าพระพุทธรู ปท่ต้ ง ั ในพิธไม่ได้ และจะปล่อยให้ลาดมากับพื้นท่เดินหรื อนังก็ได้ เพราะ ่ สายโยงน้ เป็ นสายท่โยงล่ามออกมาจากกระหม่อมศพ เป็ นสิ่ งเนื่องด้วย ศพ จึงต้องล่ามหรื อโยงให้สมควร ........ส่ วนการปฏิบติกจอื่น ๆ เมื่อพระมาถึงสถานท่ท่ประกอบพิธแล้ว ก็ ั ิ เหมือน ๆ กันกับงานมงคล ๔. การทอดผ้ า ........การทอดผ้าบังสุ กุลท่ภูษาโยงหรื อสายโยงนั้น มไตร จวร สบง ย่าม ผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดตัวเป็ นต้นการทอดผ้าต้องทอดตามขวางสายโยง หรื อภูษาโยง อย่าทอดตามยาวขนานไปกับสายโยง ถ้าไม่มผ้า พระท่าน ก็จะจับสายโยง หรื อภูษาโยงบังสุ กุลเอง สายโยงหรื อภูษาโยงน้ ถือกัน มาก ห้ามข้ามเป็ นเด็ดขาด ถ้าข้ามถือเป็ นการหมิ่นประมาทผูตาย ขาด ้ คราวะ ควรระวังให้มาก. ๕. การจับพัดจับสายโยงของพระ ........ถ้าเป็ นการอนุโมทนาเวลาปกติ ใช้จบพัดด้วยมือข้างขวา จับ ั ด้ามพัดต่าจากใบพัดประมาณ ๕ นิ้วมือ ใช้มือกาด้ามนิ้วทั้ง ๔ เว้น หัวแม่มือให้ยกขึ้นแตะทาบขึ้นไปตามด้ามพัด ถ้าจับพัดเวลาชักบังสุ กุล ให้จดพัดด้วยมือข้างซ้าย ต่าจากใบพัดประมาณ ๕ นิ้วมือ กาด้ามด้วย ั นิ้วทั้ง ๔ ยกหัวแม่มือทาบขึ้นไปตามด้ามพัดเหมือนกับมือขวาดังกล่าว แล้วใช้มือขวาจับสายโยงหรื อภูษาโยง หงายมือใช้นิ้วทั้ง ๔ เว้นหัว แม่มือสวดเข้าไปใต้ผาท่ชก แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือจับบนผ้า อย่าคว่ามือ ้ ั หรื อทาอาการเพยงใช้นิ้วแตะ ๆ ท่ผาเป็ นอันขาด ระวัง อย่าจับ ้ พัด จับผ้า ใช้ผิดระเบยบ ผูรู้เขาจะแย้มสรวลเอาได้ เมื่อจับพร้อมกัน ้
  • 305.
    แล้ว เริ่ มว่าบทชักบังสุกุล (อะนิจจา) พร้อมกัน จบแล้วชักผ้าออกจาก สายโยงหรื อภูษาโยง วางไว้ตรงหน้า ผ้าท่เจ้าภาพทอดนั้นถ้าเป็ นผ้าท่ พอจะใส่ ย่ามได้ ก็ให้ใส่ ย่ามมาเวลากลับ หากเป็ นผ้าท่ใส่ ย่ามไม่ได้ เช่นผ้าไตร หรื อไม่มย่าม พึงถือกอดมาด้วยมือข้างซ้าย.
  • 306.
    การประเคนของพระ .........การประเคนของพระ คือ การถวายของให้พระได้รับถึงมือของ ท่ประเคนนั้นต้องเป็ นของท่ไม่ขดกับพระวินย พอคนคนเดยวยกได้ ั ั อย่างธรรมดา ๆ ไม่ใช่ของหนักหรื อใหญ่โตจนเกินไป ไม่มวัตถุอนา- มาสอยู่ดวย ้ .........พึงนาของท่จะประเคนเข้าไปให้ใกล้พระผูรับประมาณ ๑ ศอก ้ จะนังหรื อยืนแล้วแต่สถานท่ท่พระนังอยู่น้ นจะอานวย ่ ่ ั .........จับของท่จะประเคนด้วยมือทั้งสอง ยกให้สูงขึ้นเล็กน้อย แล้ว น้อมถวายพระซึ่ งท่านจะยื่นมือทั้งสองออกรับ ถ้าผูประเคนเป็ นหญิง ้ พึงวางลงบนผ้าท่พระปูรับอยู่ขางหน้า เสร็ จแล้วพึงไหว้หรื อกราบหนหนึ่ง ้ แล้วแต่กรณ .........ฝ่ ายพระสงฆี์ เมื่อทอดผ้ารับประเคน พึงคล่ผาให้เรยบร้อยจับ ้ ผ้าหงายมือ เหมือนจับภูษาโยง ดังกล่าวแล้ว คือหงายมือใช้นิ้วทั้งส่ เว้นหัวแม่มือสอดเข้าไปใต้ผาท่ทอดรับของพร้อมกันทั้งสองมือ แล้วใช้ ้ นิ้วหัวแม่มือจับบนผ้า อย่ าคว่ามือหรือทาอาการเพียงใช้ นวแตะ ๆ ทีผ้า ิ้ ่ เป็ นอันขาด
  • 307.
    การแสดงความเคารพพระ .........ปะนมมือ คือกระพุ่มมือทั้งสองประนมมลักษณะคล้ายดอก บัวตูมตั้งไว้ระหว่างอก เป็นการแสดงความเคารพ เวลาสวดมนต์ หรื อฟังพระสวดพระเทศน์ เป็ นต้น .........ไหวี้ คือการยกมือท่ประนมแล้วดังกล่าวขึ้น พร้อมกับก้ม ศรษะลงเล็กน้อย ให้มือประนมจดหน้าผาก นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ ระหว่าวคิ้ว ใช้แสดงความเคารพในขณะนังเก้าอ้ หรื อยินอยู่ ่ .........กราบ คือกราบลงกับพื้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้แก่กราบ ด้วยองค์ท้ ง ๕ คือเข้าทั้งสอง ฝ่ ามือทั้งสอง หน้าผากหนึ่ง ใช้กราบเมื่อ ั นังอยู่ในสถานท่ท่จะกราบได้ เป็ นการแสดงความเคารพอย่างสูง ่
  • 308.
    วิธีไหว้ ๕ ครั้ง .........คนเราทุกคน ในวันหนึ่ง ๆ จะต้องไหว้ให้ได้ ๕ ครั้ง เป็ นอย่างน้อย คือ ในเวลาค่าใกล้จะนอน ตั้งใจระลึกถึงพระรัตนตรัยอันเป็ นสรณะอันสูงสุ ด และท่านผูมพระคุณแก่ตน คือ มารดาบิดา และครู อาจารย์ โดยประนมมือ ้ .........(๑) นมัสการพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ กราบลงหนหนึ่ง .........(๒) ไหว้พระธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้า ว่า สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ กราบลงหนหนึ่ง .........(๓) ไหว้พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ว่า สุ ปะฏิปันโน ภะคะ- วะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ กราบลงหนหนึ่ง .........(๔) ไหว้คุณมารดาบิดา ว่า มัยหัง มาตาปิ ตูนงวะปาเท วันทามิ ั สาทะรัง กราบลงหนหนึ่ง .........(๕) ไหว้ครู อาจารย์ ว่า ปั ญญาวุฑฒิกะเร เต เต ทินโน วาเท นะมามิหง กราบลงหนหนึ่ง ั .........ต่อจากนั้น พึงตั้งใจแผ่เมตตาจิตไปในเพื่อมนุษย์ และสัตว์ท้ งหลาย ั ทั้งปวง ว่า ขอท่านทั้งหลายอย่าได้มเวรแก่กนและกันเลย อย่าได้เบยด ั เบยนซึ่ งกันเลย อย่าได้มความทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมความสุ ขกาย สุ ขใจ รักษาตนให้พนจากทุกข์ภยด้วยกันหมดทั้งสิ้ น เทอญ. ้ ั (เสร็ จแล้วหลับนอนตามความสบาย)
  • 309.
    พิธีรักษาอุโบสถศีล .........เมื่อพระสงฆ์สามเณรทาวัตรเช้าเสร็ จแล้ว อุบาสกอุบาสิกพึงทาวัตร เช้า โดยเริ่ มคาบูชาพระ ว่า .........ยะมะหัง สั มมาสั มพุทธัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะโต, (หญิงว่า คะตา) พระผูมพระภาค, พระองค์ตรัสรู้ดแล้วโดยชอบพระองค์ใด, ข้าพเจ้า ้ ถึงแล้วว่าเป็ นท่พ่ งกาจัดภัยจริ ง, อิมินา สั กกาเรนะ, ตัง ภะคะวันตัง, ึ อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่ งพระผูมพระภาคนั้น, ด้วยเครื่ องสักการะอันน้ . ้ .........ยะมะหัง สวากขาตัง, ธัมมัง สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา) พระธรรมท่พระผูมพระภาค, พระองค์ตรัสไว้ดแล้วสิ่ งใด, ข้าพเจ้าถึงแล้วว่า ้ เป็ นท่พ่ งกาจัดภัยจริ ง, อิมินา สั กกาเรนะ, ตัง ธัมมัง, อะภิปูชะยามิ, ึ ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่ งพระธรรมนั้น, ด้วยเครื่ องสักการะอันน้ . .........ยะมะหัง สุ ปะฏิปันนัง, สั งฆัง สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา) พระสงฆ์ท่ท่านเป็ นผูปฏิบติดแล้วหมู่ใด, ข้าพเจ้าถึงแล้วว่าเป็ นท่พ่ งกาจัดภัย ้ ั ึ จริ ง, อิมินา สั กกาเรนะ, ตัง สั งฆัง, อะภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชา, ซึ่ ง พระสงฆ์หมู่น้ น, ด้วยเครื่ องสักการะอันน้ . ั .........อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) .........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ) .........สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ, สั งฆัง นะมามิ (กราบ) .........(ต่อจากน้ ทาวัตรเช้า จบแล้วหัวหน้าอุบาสกหรื ออุบาสิ กาพึงคุกเข่า ปะนมมือประกาศองค์อุโบสถ ทั้งคาบาลและคาไทย ดังน้ ) .........อัชชะ โภนโต ปักขัสสะ อัฏฐะมีทวะโส (ถ้าวันพระ ๑๕ ค่า ว่า ิ ปัณณะระสี ทวะโส ๑๕ ค่าว่า จาตุททะสี ทวะโส) เอวะรู โป โข โภนโต ิ ิ ทิวะโส พุทเธนะ ภะคะวะตา ปัญญัตตัสสะ ธัมมัสสะวะนัสสะ เจวะ ตะทัตถายะ อุปาสะกะอุปาสิ กานัง อุโปสถัสสะ จะ กาโล โหติ หันทะ
  • 310.
    มะยัง โภนโต สัพเพ อิธะ สะมาคะตา ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมานุ- ธัมมะปะฏิปัตติยา ปูชะนัยถายะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสั ง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง อุปะวะสิ สสามาติ กาละปะริจเฉหัง กัตวา ตัง ตัง เวระมะณิง อารัมมะณัง กะริตวา อะวิกขิตตะจิตตา หุตวา สั กกัจจัง อุโปสะถัง สะมาทิเยยยามะ อีทสัง หิ อุโปสะถัง สั มปัตตานัง ิ อัมหากัง ชีวิตัง มา นิรัตถะกัง โหตุ คาแปล ........ขอประกาศเริ่ มเรื่ องความท่จะสมาทานรักษาอุโบสถ อันพร้อมไปด้วย องค์แปดประการ ให้สาธุ ชนท่ได้ต้ งจิตสมาทานทราบทัวกันก่อน แต่สมาทาน ั ่ ณ บัดน้ ด้วยวันน้ เป็ น วันอัฏฐะมดิถท่แปด (ถ้าวันพระ ๑๕ ค่าว่า วันปั ณ- ณะระสดิถท่สิบห้า ๑๔ ค่าว่า วันจาตุททะสดิถท่สิบส่) แห่งปั กษ์มาถึงแล้ว ก็แหละวันเช่นน้ เป็ นกาลท่สมเด็จพระผูมพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแต่งตั้งไว้ให้ ้ ประชุมกันฟังธรรมและเป็ นกาลท่จะรักษาอุโบสถของ อุบาสกอุบาสิ กา ทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรมนั้นด้วย เชิญเถิดเราทั้งหลายทั้งปวงท่ได้มา ประชุมพร้อมกัน ณ ท่น้ พึงกาหนดกาลว่าจะรักษาอุโบสถตลอดวันหนึ่งกับคืน หนึ่งน้ แล้วพึงทาความเว้นโทษนั้น ๆ เป็ นอารมณ์ คือ ........- เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ ........- เว้นจากลักฉ้อสิ่ งท่เจ้าของเขาไม่ให้ ๑ ........- เว้นจากประพฤติกรรมท่เป็ นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ๑ ........- เว้นจากเจรจาคาเท็จล่อลวงผูอื่น ๑ ้ ........- เว้นจากดื่มสุ ราเมรัยอันเป็ นเหตุท่ต้ งแห่งความประมาท ๑ ั ........- เว้นจากบริ โภคอาหาร ตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์เท่ยงแล้วไปจน ........ถึงเวลาอรุ ณขึ้นมาใหม่ ๑ ........- เว้นจากฟ้ อนราขับร้องและประโคมเครื่ องดนตรต่าง ๆ แต่ ........บรรดาท่เป็ นข้าศึกแก่บุญกุศลทั้งสิ้ น และทัดทรงประดับตก ........แต่งร่ างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่ องประดับเครื่ องทา
  • 311.
    ........เครื่ องย้อม ผัดผิดทากายให้วิจิตรงดงามต่างๆ อันเป็ นเหตุ ........ท่ต้ งแห่งความกาหนัดยินด ๑ ั ........- เว้นจากนังนอนเหนือเตยงตังม้าท่มเท้าสูงเกินประมาณ และ ่ ่ ........ท่นงท่นอนใหญ่ ภายในมนุ่มและสาส และเครื่ องปูลาดท่ ั่ ........วิจิตรด้วยเงินและทองต่าง ๆ ๑ ........อย่าให้มจิตฟุ้ งซ่ านส่ งไปอื่น พึงสมาทานเอาองค์อุโบสถทั้งแปดประการโดย เคารพ เพื่อจะบูชาสมเด็จ พระผูมพระภาค พระพุทธเจ้านั้น ด้วยธรรมมานุธรรม ้ ปฏิบติ อนึ่ง ชวิตของเราทั้งหลายท่ได้เป็ นอยูรอดมาถึงวันอุโบสถเช่นน้ จงอย่า ั ่ ได้ล่วงไปเสยเปล่าจากประโยชน์เลย ........(เมื่อหัวหน้าประกาศจบแล้ว พระสงฆ์ผแสดงธรรมขึ้นนังบนธรรมาสน์ ู้ ่ อุบาสกอุบาสิ กพึงนังคุกเข่ากราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคาอาราธนา ่ อุโบสถศลพร้อมกัน ว่าดังน้ ) ........มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ........อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ (ว่า ๓ จบ) ........ต่อน้ คอยตั้งใจรับสรณคมน์และศลโดยเคารพ คือประนมมือ ว่าตาม คาท่พระสงฆ์บอกเป็ นตอน ๆ ว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) ........พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สั งฆัง สะระณัง คัจฉามิ
  • 312.
    .........เมื่อพระสงฆ์ว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตังพึงรับพร้อมกันว่า อามะ ภันเต .........๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิ กขาประทัง สะมาทิยามิ .........๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ .........๓. อะพรัหมะจริยา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ .........๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ .........๕. สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ .........๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ .........๗. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะ- ธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ .........๘. อุจจาสะยะนะมะสะยะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง, อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสั ง, สั มมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ (หยุดรับ เพียงเท่านี) ตอนนี้ พระสงฆ์ จะว่ า อิมานิ อัฏฐะ สิ กขาปะทานิ อุโปสะถะ- ้ วะเสนะ มะนะสิ กะริตวา สาธุกง อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ (พึงรับ ั พร้อมกันว่า) อามะ ภันเต (พระสงฆ์ว่าต่อ) สี เลนะ สุ คะติง ยันติ สี เลนะ โภคะสั มปะทา สี เลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สี ลง วิโสธะเย ั .........พึงกราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง ต่อน้ นงรอบพับเพยบประนมมือฟังธรรม ั่ เมื่อจบแล้วพึงให้สาธุ การและสวดประกาศตนพร้อมกัน ดังน สาธุ สาธุ สาธุ .........อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สั งฆัญจะ สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา)
  • 313.
    อุปาสะกัตตัง (หญิงว่า อุปาสิกตตัง) เทเสสิ ง ภิกขุสังฆัสสะ สั มมุขา ั เอตัง เม สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง เอตัง สะระณะมาคัมมะ สั พพะทุกขา ปะมุจจะเย ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สั มมาสั มพุทธะสาสะนัง ทุกขะนิสสะระณัสเสวะ ภาคี อัสสั ง (หญิงว่า ภาคินิสสั ง) อะนาคะเต ฯ .........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา พุทเธ กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ั พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ พุทเธ .........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะวา วา ธัมเม กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ั ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ ธัมเม .........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา สั งเฆ กุกมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ั สั งโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ สั งเฆ ฯ คาอาราธนาธรรมพิเศษ จาตุททะสี ปัณณะระสี ยา จะ ปักขัสสะ อัฏฐะมี กาลา พุทเธนะ ปัญญัตตา สั ทธัมมัสสะวะนัสสิ เม อัฏฐะมี โข อะยันทานิ สั มปัตตา อะภิลกขิตา ั เตนายัง ปะริสา ธัมมัง โสตุง อิธะ สะมาคะตา สาธุ อัยโย ภิกขุสังโฆ กะโรตุ ธัมมะเทสะนัง อะยัญจะ ปะริสา สั พพา อัฏฐิกตวา สุ ณาตุ ตันติ ฯ ั หมายเหตุ ถ้าวันพระ ๑๕ ค่า ว่า ปัณณะระสี ถ้า ๑๔ ค่า ว่า จาตุททะสี
  • 314.
    คาแผ่ เมตตา .........สั พเพสั ตตา สัตว์ท้ งหลาย ท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ั หมดทั้งสิ้ น .........อะเวรา จงเป็ นสุ ข ๆ เถิด อย่าได้มเวรแก่กนและกันเลย ั .........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลายท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ั หมดทั้งสิ้ น .........อัพยา ปัชฌา จงเป็ นสุ ข ๆ เถิด อย่าได้เบยดเบยนซึ่ งกันและกัน เลย .........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลาย ท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ั หมดทั้งสิ้ น .........อะนีฆา จงเป็ นสุ ข ๆ เถิด อย่าได้มความทุกข์กายทุกข์ใจเลย .........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลายท่เป็ นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ั หมดทั้งสิ้ น .........สุ ขี อัตตานัง ปะริหะรันตีุ จงมความสุ ขกายสุ ขใจ รักษาตนให้พน ้ จากทุกข์ภยทั้งสิ้ นเถิด ท่านทั้งหลาย ท่ท่านได้ทุกข์ขอให้ท่านมความสุ ข ท่าน ั ทั้งหลายท่ท่านได้สุข ขอให้สุขยิ่ง ๆ .........สั พเพ สั ตตา สัตว์ท้ งหลายท่เกิดเป็ นชะลาพุชะ ท่เกิดเป็ นอัณฑะชะ ั ท่เกิดเป็ นสังเสทะชะ ท่เกิดเป็ นโอปปาติกะ จงมารับกุศลผลบุญให้ถวนทัว ้ ่ ทุกตัวสัตว์ อะภิณหะปัจจะเวกขะณะ .........ชะรา ธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต (หญิงว่า อะนะตีตา) เราม ความแก่ชราเป็ นธรรมดา เราไม่ล่วงพ้นความแก่ชราไปได้ .........พยาธิ ธัมโมมหิ พยาธิง อะนะตีโต (หญิงว่า อะนะตีตา) เราม ความไข้เจ็บเป็ นธรรมดา เราไม่ล่วงพ้นความไข้เจ็บไปได้ .........มะระณะ ธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต (หญิงว่า อะนะตีตา)
  • 315.
    เรามความตายเป็ นธรรมดา เราไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ .........สัพเพหิ เม ปิ เยหิ มะนา เปหิ นานาภาโว วินาภาโว คงมแก่เรา ความเป็ นต่าง และความพลัดพรากจากสัตว์และสังขาร และความพลัดพราก จากของท่น่ารักน่าชอบใจของเราทั้งหลาย .........กัมมัสสะโกมหิ เรามกรรมเป็ นกรรมของตัว .........กัมมะทายาโท เรามกรรมเป็ นผูนามามอบให้ ้ .........กัมมะโยนีิ เรามกรรมเป็ นผูนาไปเกิด ้ .........กัมมะพันธีุ เรามกรรมเป็ นเผ่าพันธุ ์ และพวกพ้อง .........กัมมะปะฏิสะระโณ เรามกรรมเป็ นเครื่ องยุยงเป็ นเครื่ องระลึก .........ยังกัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา เราจะทา กรรมอันใด ๆ ไว้ จะเป็ นกรรมงามกรรมดท่เป็ นกุศลหรื อ หรื อจะเป็ นกรรมชัว ่ กรรมลามกท่เป็ นบาป .........ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามีิ เราจะต้องเป็ นผูรับผลของกรรมนั้น ้ บังสุ กล ุ อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง อะนิจจา วะตะ สั งขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสั ง วูปะสะโม สุ โข คาลากลับบ้าน หันทะทานิ มะยัง ภันเต อาปุจฉามะ พะหุ กิจจา มะยัง พะหุกะระณยา .........พระสงฆ์ผรับลากล่าวคาว่า ยัสสะทานิ ตุมเห กาลัง มัญญะถะ ู้ ผูลาพึงรับพร้อมกันว่า สาธุ ภันเต แล้วกราบ ๓ ครั้ง ้
  • 316.
    คาอารธนา บูชา ภาวนาถวาย ( ก่อนอาราธนา บูชา ภาวนา ถวาย ต้ องภาวนาด้ วย นะโม ๓ จบก่อนเสมอ ) คาบูชาพระรัตนตรัย อิมินา สั กกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ อิมินา สั กกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ อิมินา สั กกาเรนะ สั งฆัง ปูเชมิ
  • 317.
    คาอาราธนาศิล ๕ มะยัง ภันเตวิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สี ลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สี ลานิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สี ลานิ ยาจามะ....
  • 318.
    คาอาราธนาพระปริตร วิปัตติปะฏิพาหายะ สั พพะสั มปัตติสิทธิยา สั พพะ ทุกขะ วินาสายะ ปะริตตัง พ์ รูถะ มังคะลัง วิปัตติปะฏิพาหายะ สั พพะสั มปัตติสิทธิยา สั พพะ ภะยะ วินาสายะ ปะริตตัง พ์ รูถะ มังคะลัง วิปัตติปะฏิพาหายะ สั พพะสั มปัตติสิทธิยา สั พพะ โรคะ วินาสายะ...... ปะริตตัง พ์ รูถะ มังคะลัง
  • 319.
    คาอาราธนาธรรม พรัหมา จะ โลกาธิปะตีสะหัมปะติ กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ สั นตีธะ สั ตตาปปะระชักขะชาติกา เทเสตุ ธัมมัง อะนุกมปิ มัง ปะชัง ั
  • 320.
    คาถวายข้ าวพระพุทธ อิมัง สุปะพ์ ยัญชะนะสั มปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ
  • 321.
    คาลาข้ าวพระพุทธ เสสั งมังคะลัง ยาจามิ
  • 322.
    คาถวายสังฆทาน ........อิมานิ มะยัง ภันเตภัตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อังหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ คาแปล ........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ภัตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ภัตาหารกับ ทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
  • 323.
    คาอปโลกน์ สังฆทาน ............ยัคเฆ ภันเตสั งโฆ ชานาตุ ขอพระสงฆ์ ท้งปวงจงฟังคา ั ข้ าพเจ้ า ............บัดนี้ ทายก ทายิกา ผู้มีจิตศรัทธา ได้ น้อมนามาซึ่งภัตตาหาร มาถวายเป็ นสั งฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์ อันว่ า สั งฆทานนี้ ย่ อมมีอานิสงส์ อันยิ่งใหญ่ สมเด็จพระพุทธองค์จะได้ จาเพาะเจาะจงว่ าเป็ นของภิกษุรูปหนึ่ง รู ปใดก็หามิได้ เพราะเป็ นของได้ แก่สงฆ์ ทวทั้งสั งฆมณฑล พระพุทธองค์ ั่ ตรัสว่ าให้ แจกกันตามบรรดาทีมาถึง ่ ............ฉะนั้น บัดนีข้าพเจ้ า จะสมมติตนเป็ นผู้แจกของสงฆ์ พระสงฆ์ ้ ทั้งปวงจะเห็นสมควรหรือไม่ เห็นสมควร ถ้ าเห็นว่ าไม่ เป็ นการสมควรแล้วไซร้ ขอจงได้ ทกท้วงขึนในท่ามกลางสงฆ์ อย่ าได้ เกรงใจ ถ้ าเห็นว่ าเป็ นการสมควร ั ้ แล้ว ก็จงเป็ นผู้นิ่งอยู่ (หยุดนิดหนึ่ง) บัดนี้ พระสงฆ์ ท้งปวงนิ่งอยู่ ข้ าพเจ้ า ั จักรู้ ได้ ว่าเป็ นการสมควรแล้ว จะได้ ทาการแจกของสงฆ์ ต่อไป ณ กาลบัดนี้ ............อะยัง ปะฐะมะ ภาโค มะหาเถรัสสะ ปาปุณาติ ส่ วนที่ ๑ ย่ อมถึงแก่เถระผู้ใหญ่ ผู้อยู่เหนือข้ าเจ้ า ............อะวะเสสา ภาคา อัมหากัง ปาปุณาติ ส่ วนทีเ่ หลือจากพระเถระ ผู้ใหญ่ แล้วย่ อมถึงแก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย ตามบรรดาทีมาถึงพร้ อมกันทุกๆรู ป ่ (ตลอดถึงสามเณรด้ วย) เทอญ สาธุ หมายเหตุ มะหาเถรัสสะ นั้น เปลียนเป็ น เถรัสสะ บ้ าง มัชฌิมะ ่ บ้ าง ตามฐานะของหัวหน้ าในทีน้น ถ้ าไม่ มีสามเณรอยู่ด้วย ก็ไม่ ต้องว่ า ่ ั ตลอดถึงสามเณรด้ วย คาอปโลกน์ นเี้ ป็ นหน้ าทีของรู ปที่ ๒ หรือที่ ๓ ก็ได้ ่
  • 324.
    คาถวายสลากภัตต์ .........เอตานิ มะยัง ภันเตสะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ อะสุ กฏฐาเน ั ฐะปิ ตานิ ภิกขุสังฆะสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ คาแปล .........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ สลากภัตตาหารกับทั้งบริวารทั้งหลาย ซึ่งตั้งไว้ ณ ทีโน้ นนั้น ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ ่ จงรับ ซึ่งสลากภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านั้น ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อ ประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ ฯ
  • 325.
    คาถวายข้ าวสาร ......อิมานิ มะยังภันเต ตัณฑุลานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ตัณฑุลานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อังหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ คาแปล ......ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวายข้ าวสารกับทั้ง บริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ข้ าวสารกับทั้ง บริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
  • 326.
    คาถวายผ้ าวัสสิกสาฏก(ผ้ าอาบนาฝน) ้ ...........อิมานิ มะยัง ภันเต วัสสิ กะสาฏิกานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ วัสสิ กะสาฏิกานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อังหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ คาแปล ...........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ผ้ าอาบนาฝน ้ กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ผ้ าอาบนาฝน ้ กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
  • 327.
    คาถวายผ้ าป่ า ...........อิมานิมะยัง ภันเต ปังสุ กูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุ- สั งฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุ กูละ- จีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุองหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ ั คาแปล ...........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ผ้ าบังสกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ผ้ าบังสกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ คาชักผ้ าป่ า อิมัง ปังสุ กูละจีวะรัง อัสสามิกง มัยหัง ปาปุณาติ ั
  • 328.
    คาถวายดอกไม้ ธูปเทียนเพื่อบูชา ...........อิมานิ มะยังภันเต ทีปะธูปะปุปผะวะรานิ ระตะนัตตะยัสเสวะ อะภิปูเชมะ อัมหากัง ระตะนัตตะยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง หิตะสุ ขาวะหา โหตุ อาสะวักขะยัปปัตติยา คาแปล ...........ข้ าแต่ พระคุณเจ้ าทั้งหลายผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลายขอบูชาธูปเทียนและ ดอกไม้ อนประเสริฐเหล่านี้ แก่พระรัตนตรัย กิริยาทีบูชาแก่พระรัตนตรัยนี้ ั ่ จงเป็ นผลนามาซึ่งประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน จง เป็ นไปเพื่อให้ ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็ นทีสิ้นไปแห่ งอาสวะกิเลส เทอญ ฯ ่
  • 329.
    คาถวายกระทงสาหรั บลอยประทีป ...........มะยัง อิมินาปะทีเปนะ อะสุ กายะ นัมมะทายะ นะทิยา ปุลเิ น ฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ สั งวัตตะตุ, คาแปล ...........ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอบูชา ซึ่งรอยพระพุทธบาท ทีต้ังอยู่เหนือหาดทราย ่ ในแม่ นาชื่อนัมมทานทีโน้ น ด้ วยประทีปนี้ กิริยาทีบูชารอยพระพุทธบาท ้ ่ ่ ด้ วยประทีปนี้ ขอจงเป็ นไปเพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพระเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
  • 330.
    คาภาวนาเมื่อยกมือไหว้ พระ ( ยกมือไหว้พระพุทธว่ า )..........สาธุ พุทธัง วันทามิ ( ยกมือไหว้ พระธรรมว่ า )..........สาธุ ธัมมัง วันทามิ ( ยกมือไหว้ พระสงฆ์ ว่า )..........สาธุ สั งฆัง วันทามิ
  • 331.
    คาอธิษฐานเมื่อจบของต่ างๆถวายพระ สุ ทนนังวะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง นิพพานัง โหตุ เม ิ
  • 332.
  • 333.
    คาภาวนาเวลาก่ อพระเจดีย์ทราย อิมัง วาลุกง เจติยัง อะธิฏฐามิ ั
  • 334.
  • 335.
    คาภาวนาเวลารดนาศพ ้ ( แบบที ๑ ) กายะกัมมัง วะจีกมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิ กมมัง ั ั .....................สั มพะปาปัง วินัสสะตุ ( แบบที ๒ ) อิทง มะตะกะสะรีรัง อุทะกัง วิยะ สิ ญจิตัง อะโหสิ กมมัง ั ั
  • 336.
    คาถวายผ้ าไตรอุทศแก่ ผู้ตาย ิ ...........อิมานิ มะยัง ภันเต ตีจิวะรานิ อัยยัสสะ เทมะ สาธุ โน ภันเต อะยัง ตีจิวะระปูชาวิปาโก อัมหากัง มาตาปิ ตุอาทีนัง ญาตีนัง กาละกะตานัง สั งวัตตะตุ อัมหากัง มาตาปิ ตุอาทะโย ญาตะกา ทานะ ปัตติง ละภันตุ อัมหากัง เจตะสา ฯ คาแปล ...........ข้ าแต่ พระผู้เป็ นเจ้ าผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอถวายไตรจีวรนีแก่พระ ้ ผู้เป็ นเจ้ า ข้ าแต่ พระผู้เป็ นเจ้ าผู้เจริญ อันว่ าผลวิบากของการบูชาด้ วยไตรจีวร นี้ จงเป็ นไปเพื่อญาติท้งหลาย มีมารดาบิดาของข้ าพเจ้ าทั้งหลายเป็ นต้ น จง ั ได้ ส่วนแห่ งทานนี้ ตามความประสงค์ ของพวกข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เทอญ ฯ
  • 337.
    คาภาวนาเวลาทอดผ้ าหน้ าศพ นามะรู ปัง อะนิจจัง นามะรู ปัง ทุกขัง นามะรู ปัง อะนัตตา คาภาวนาเวลาจุดศพ (แบบที่ ๑ ) อะสุ จิ อะสุ ภัง กัมมัฏฐานัง ภาเวติ (แบบที่ ๒ ) จุติ จุตัง อะระหัง จุติ (แบบที่ ๓ ) อะยัมปิ โข เม กาโย เอวัง ภาวี เอวัง ธัมโม เอวัง อะนะตีโต
  • 338.
    คากรวดนาแบบสัน ้ ้ อิทง เม ญาตีนัง โหตุ สุ ขิตา โหนตุ ญาตะโย ั ขอบุญนีจงสาเร็จ แก่ญาติท้งหลาย ของข้ าพเจ้ าเถิด ้ ั ขอญาติท้งหลายจงเป็ นสุ ข ๆ เถิด ั
  • 339.
    ปวารณาบัตร .........ข้ าพเจ้ าขอถวายจตุปัจจัยแด่ พระคุณท่านเป็ นมูลค่า.............บาท หากพระคุณท่านประสงค์สิ่งใดขอได้ โปรดเรียกจากไวยาวัจกร ด้ วยเทอญ,
  • 340.
    คาบูชาพระพุทธเจ้า .........ข้ าพระพุทธเจ้ าขอบูชาพระพุทธเจ้ า ด้ วยดอกไม้ ธูปเทียน เหล่านี้ ขอพระพุทธองค์ทรงรับ ซึ่งดอกไม้ ธูปเทียนเหล่านี้ เพื่อ ประโยชน์ สุขแก่ข้าพระพุทธเจ้ า สิ้นกาลนาน เทอญ (หมายเหตุ ถ้ ามีเพียงดอกไม้ ก็ควรว่ าเฉพาะดอกไม้ หรือถ้ ามีสิ่งใด ก็ ว่ าเฉพาะสิ่ งนั้น)
  • 341.
    คาจบขันข้ าวใส่ บาตร .........ข้าวของข้ าพเจ้ า ขาวดังดอกบัว ยกขึนเหนือหัว ถวายแด่ ้ พระสงฆ์ จิตใจจานง ตรงต่ อพระนิพพาน
  • 342.
    คาจบเงินทาบุญ .........ทรัพย์ ของข้ าพเจ้า ได้ มาโดยบริสุทธิ์ ขอบูชาพระพุทธ บูชา พระธรรม บูชาพระสงฆ์ จิตใจจานง ตรงต่ อพระนิพพาน ขอให้ ถึง เมืองแก้ว ขอให้ แคล้วบ่ วงมาร ขอให้ พบพระศรีอาริย์ ในอนาคตกาล นั้น เทอญ,
  • 343.
    คาถวายเครื่ องสังเวยพระภูมีิ ............นะโม เมพระภูมิเทวานัง ธูปะทีปะ จะ ปุปผัง สั กการะ- วันทานัง สุ ปะพะยัญชะนะสั มปันนัง โภชะนานัง สาลีนัง สะปะริวารัง อุทะกังวะรัง อาคัจฉันตุ สั พพะทา หิตายะ สุ ขายะ สั นติเทวา มะหิทธิกา เตปิ อัมเห อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุ เขนะ จะ,
  • 344.
    คาลาเครื่ องสังเวยพระภูมีิ ..........อายันตุ โภนโตอิธะ ทานะสี ละ เนกขัมมะปัญญา สะหะ วิริยะ ขันตี สั จจาธิฏฐานะ เมตตุเปกขายุทธายะโว ทิสสาวินะติ อะเสสะโต,...
  • 345.
    คาบูชาพระภูมิด้วยดอกไม้ ธูปเทียนหรื อพวงมาลัย ภุมมัส์มิงทิสาภาเค สั นติ ภุมมา มะหิทธิกา เตปิ อัมเห อะนุรักขันตุ...... อาโรคะเยนะ สุ เชนะ จะ ฯ
  • 346.
    คาอธิษฐานปิ ดทองลูกนิมต ิ .....ขอเดชะ บุญทาน การกุศล ปิ ดนิมิต อุโบสถ ทศพล เริ่มลูกต้ น กลางโบสถ์ โชติตระการ .....เป็ นนิมิต ลูกเอก เสกประสาท งามโอภาส มาศเฉลิม เสริมสั ณฐาน เป็ นนิมิต เตือนตา สาธุการ ท่ามกลางงาน บุญพิธี ผูกสี มา .....เกิดชาติหน้ า...... อย่ ารู้ เข็ญ ได้ เป็ นใหญ่ รู ปวิไล เป็ นเสน่ ห์ ดังเลขา ปิ ดนิมิต ลูกทิศ บูรพา ให้ ก้าวหน้ า เกียรติยศ ปรากฏไกล .....ปิ ดนิมิต ลูกทิศ อาคเนย์ ขอให้ เท- วาประสิ ทธิ์ พิสมัย ปิ ดนิมิต ทิศทัก- ษิณศักดิชัย ให้ สมใจ สมบัติ วัฒนา .....ปิ ดนิมิต ลูกทิศ หรดี ขอให้ ชี- วิตมั่น ชันษา ปิ ดนิมิต ทิศประจิม...... อิมอุรา ่ ปรารถนา ใดได้ ดั่งใจปอง .....ปิ ดนิมิต ทิศพายัพ ดับทุกข์ โศก นิราศโรค นิราศภัย ร้ ายทั้งผอง ปิ ดนิมิต ทิศอุดร กรประคอง ได้ เงินทอง สมหมาย ทุกรายการ .....ปิ ดนิมิต ทิศอีสาน ประการท้าย
  • 347.
    ให้ สมหมาย ได้ สุข ทุกสถาน รวมเก้าลูก สุ กใส ใจเบิกบาน กว่ าจะถึง ซึ่งนิพพาน เมื่อนั้น เทอญ,
  • 348.
    คาถวายคัมภีร์พระธรรม .........มะยัง ภันเต, อิมัง, สะปะริวารัง โปฏฐะกะคันถัง พะหุชชะนะหิตายะ พะหุชชะนะสุ ขายะ มะหาเถเรหิ ยุตตัปปะยุตตัง ธัมมิกง ธัมมะลัทธัง จาตุททิสัสสะ ั ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุโน ภันเต, ภิกขุสังโฆ อิมัง, สะปะริวารัง โปฏฐะกะคันถัง พะหุชชะนะหิตายะ พะหุชชะนะสุ ขายะ มะหาเถเรหิ ยุตตัปปะยุตตัง ธัมมิกงธัมมะลัทธัง ั ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุ ขายะ คาแปล .........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ซึ่งคัมภีร์พระธรรม อันพระมหาเถระทั้งหลาย ชาระสอบทานแล้วอันเกิดขึนโดยชอบธรรม อันได้ มาโดยชอบธรรม ้ กับทั้งบริวารนี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้ง๔ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ซึ่งพระคัมภีร์ธรรม อันพระมหาเถระทั้งหลาย ชาระสอบทานแล้ว อันเกิดขึนแล้วโดยชอบธรรม ้ อันได้ มาโดยชอบธรรม กับทั้งบริวารนี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ,
  • 349.
    คาถวายเวจกุฏีิ .........มะยัง ภันเต, อิมัง, วัจจะกุฏง, อาคะตานาคะตัสสะ, จาตุท- ิ ทิสัสสะ ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมัง, วัจจะกุฏง, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, ิ สุ ขายะ คาแปล .........ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย เวจกุฏหลังนี้ ี แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้ง๔ทีมาแล้วก็ดี ยังไม่ มาก็ดี ขอพระภิกษุ ่ สงฆ์ จงรับ เวจกุฏหลังนี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข ื แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ,
  • 350.
    คาถวายยาบาบัดความป่ วยไขี้ .............อิมานิ มะยัง ภันเต, คิลานะเภสั ชชานิ, สะปะริวารานิ, สั งฆัสสะ โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สั งโฆ, อิมานิ, คิลานะเภสั ชชานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคณหาตุ, อัมหากัญจะ, มาตาปิ ตุอาทีนัญจะ, ั ญาตะกานัง,ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุ ขายะ, คาแปล .............ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ยาบาบัดความ ป่ วยยไข้ กับทั้งเวชภัณฑ์ ท้งหลายเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับยา ั บาบัดความป่ วยไข้ และเวชภัณฑ์ ท้งหลายเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลายเพื่อ ั ประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลายด้ วย แก่ญาติท้งหลาย มีมารดา ั บิดาเป็ นต้ นด้ วย สิ้นกาลนาน เทอญ,
  • 351.
    คาถวายพระพุทธรูป .............อิมัง ภันเต พุทธะรู ปัง สั งฆัสสะ โอโณชะยามะ อายะติง สาสะนัสสะ อะติโรจะนายะ จะ ถาวะรายะ จะ สาธุ โน ภันเต สั งโฆ อิมัง พุทธะรู ปัง ปะฏิคณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ, สุ ขายะ ั คาแปล .............ข้ าแต่ ท่านทั้งหลายผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวาย ซึ่งพระ พุทธรู ปนี้ แก่พระสงฆ์ เพื่อความรุ่งเรือง และเพื่อความถาวร แห่ งพระ- ศาสนาต่ อไป ข้ าแต่ ท่านทั้งหลายผู้เจริญ ขอพระสงฆ์ จงรับ ซึ่งพระพุทธรู ป นี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
  • 352.
    คาถวายเสนาสนะ กุฏิ วิหาร .............อิมานิ มะยัง ภันเต, เสนาสะนานิ, อาคะตานาคะตัสสะ, จาตุททิสัสสะ ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิอมานิ, เสนาสะนานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง ทีฆะรัตต้ ง, ิ หิตายะ, สุ ขายะ, คาแปล .............ข้ าแต่ พระสงฆ์ ผู้เจริญ ข้ าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้ อมถวายเสนาสนะเหล่า นี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้ง๔ทีมาแล้วก็ดี ยังไม่ มาก็ดี ขอพระภิกษุ ่ สงฆ์ จงรับเสนาสนะเหล่านี้ ของข้ าพเจ้ าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุ ข, แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ,