บทที่ 3
                                  ยุคกลาง ( คริสตวรรษที่ 5 - 15)

        ประวัติศาสตรยุคกลางมักถูกเรียกวา "ยุคมืด" เนื่องจากอารยธรรมของโรมที่คอยหลอเลี้ยง
โลกยุโรปไดถูกทําลายลงพรอมกับจักรวรรดิโรมมันตะวันตกจากการรุกรานของกลุมอนารยชนเผา
ตาง ๆ โดยเฉพาะอยางยิ่ง อนารยชนเผาเยอรมัน ขณะเดียวกันยุโรปในชวงเวลานั้นยังตกอยูภายใต
การครอบงําทางความคิด ความเชื่อจากศาสนาอยางเดนชัด อยางไรก็ตาม เมื่อมองในมุมกลับ ยุค
กลางก็อาจเปนยุคหนึ่งซึ่งเปนโซเปราะที่เชื่อมโยงโลกสมัยใหมเขากับโลกโบราณดวยเชนกัน
        ดังนั้นในบทนี้จะพิจารณาถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร คริสตศาสนา ระบบการเมือง
การปกครอง สภาพสังคม ซึ่งกอใหเกิดภาพของยุคกลาง และความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ชวงปลาย
ยุคกลางที่เปนแรงขับเคลื่อนใหเกิดยุคสมัยใหมขึ้นในยุโรป

           1. พัฒนาการทางประวัติศาสตร
           อาจกลาวไดวาพัฒนาการทางประวัติศาสตรของยุคกลางเริ่มตนตั้งแตเกิดการรุกรานของอ
นารยชนเยอรมัน 3 กลุม คือ วิสิกอธ ออสโตกอธ และแฟรงค
           อนารยชนเยอรมัน เผ าวิ สิ ก อธ หรื อ เรี ย กอีก อยา งหนึ่งว า กอธตะวั น ตก ได เ ริ่มรุ ก ราน
จักรวรรดิโรมันตะวันตกนับตั้งแตชวงศตวรรษที่ 4 - 5 จนกระทั่งสามารถยึดครองโรมันตะวันตกได
ในป ค.ศ. 476 การรุกรานของอนารยชนกลุมนี้ไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในกรุงโรมอยาง
เดนชัด ผูนําของวิสิกอธ คือ โอโดเซอรไดปลดจักรพรรดิโรมันตะวันตกออกจากตําแหนงและตั้ง
ตัวเปนผูปกครองโรม ขณะเดียวกันยังสงเครื่องราชกกุธภันฑของจักรพรรดิโรมันตะวันตกสงคืน
ใหกับจักรพรรดิโรมันตะวันออก ซึ่งถือเปนสัญลักษณวาไดประกาศใหกรุงโรมเปนอิสระจาก
อํานาจของโรมันตะวันออกอยางแทจริง
           ตอมากลับมีอนารยชนเยอรมันเผาออสโตรกอธหรือกอธตะวันออก สามารถขยายอํานาจ
เขาครอบครองโรม โดยผูนําของออสโตรกอธ คือ ธีโอโดริคไดปลดโอโดเซอรออกจากตําแหนง
จักรพรรดิ และเริ่มขยายอํานาจออกไปครอบงําทั้งตอนกลางและตอนใตของอิตาลี
           อยางไรก็ตาม ในป ค.ศ. 552 จัสติเนียน(หรือบางแหงเรียกจุสติเนียน) จักรพรรดิของโรมัน
ตะวันออกไดยกกองทัพเขาปราบปรามและสามารถยึดโรมกลับคืนไปอยูภาพใตอาณัติอีกครั้ง แต
ทายสุดโรมันตะวันตกก็ถูกอนารยชนเผาแฟรงคเขารุกราน และกลายเปนจุดเปลี่ยนใหยุโรปเริ่มกาว
เขาสูยุคกลางอยางแทจริง
           แมวากลุมอนารยชนแฟรงคจะสามารถขจัดอํานาจของจั กรพรรดิโรมันตะวันออกจาก
แหลมอิตาลี แตกระนั้นก็มิไดครอบครองแหลมอิตาลี แตกลับยอมรับศาสนาคริสต (จะกลาวถึง
อิทธิพลของคริสตศาสนาขางหนา) พรอมกับยกดินแดนอิตาลีใหกับพระสันตะปาปา (Pope)
ปกครองแทน ซึ่งนับเปนครั้งแรกที่ปรากฏรัฐของพระสันตะปาปาในโลกยุโรป สวนกลุมแฟรงค
ไดเขาไปตั้งถิ่นฐานยังมณฑลกอธ (ประเทศฝรั่งเศส) ตั้งราชวงศเมโรวินเจียน ขึ้นปกครองมณฑล
กอธและเริ่มขยายอํานาจในดินแดนกอธ โดยมีพระสันตะปาปาใหการสนับสนุนเปนการตอบแทน
จนกระทั่งในชวงปลายราชวงศไดเกิดการแยงชิงอํานาจของขุนนางกรมวังกับกษัตริยราชวงศเมโร
วินเจียน เปปน(Pepin) หลานของขุนนางกรมวังไดรับเลือกจากกลุมขุนนางใหขึ้นดํารงตําแหนง
กษัตริยและตั้งราชวงศคาโรรินเจียนขึ้นปกครองแทน
         อยางไรก็ตาม แมวาเปปนจะสามารถแยงชิงอํานาจจากราชวงศเมโรวินเจียน แตกระนั้น
ราชวงศกอนหนาก็มีสิทธิธรรมในการปกครองอยางมาก เนื่องจากมีพระสันตะปาปาใหการรับรอง
ความชอบธรรม ดังนั้นเปปนจึงตองสรางความชอบธรรมในการปกครองของตนรวมถึงราชวงศให
เหนือกวาราชวงศเมโรวินเจียนอยางไมสามารถหลีกเลี่ยงได ซึ่งเปปนไดอาศัยวิธีการเชื่อมโยงกับ
สถาบันคริสตศาสนา โดยไดขับไล อนารยชนลอมบารดที่เขามารุกรานรัฐของพระสันตะปาปา
ออกไปจากแหลมอิตาลี แลกเปลี่ยนกับการใหพระสันตะปาปาสรางความชอบธรรมใหกับราชวงศ
ของตน ซึ่งหลังจากขับไลอนารยชนลอมบารดแลว พระสันตะปาจึงทําการเจิมน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์
ใหกับเปปนและพระโอรส ซึ่งมีนัยแสดงใหเห็นวาราชวงศคาโรรินเจียนเปนผูปกครองที่พระผูเปน
เจาเลือกโดยผานสันตะปาปา และการเจิมน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์ไดกลายเปนสัญลักษณที่ผูปกครองตอง
กระทํากอนปราบดาภิเษกเปนกษัตริยอยางสมบูรณสืบตอมาในยุคกลาง ขณะเดียวกันยังชวยเพิ่ม
อํานาจทางโลกใหกับพระสันตะปาปาควบคูไปพรอมกัน
         ราชวงศคาโรรินเจียนไดขยายอํานาจออกไปครอบงําทวีปยุโรปอยางกวางขวางในสมัย
ของจัรพรรดิชาญเลอมาล ญ ในสมัยจักรพรรดิพระองคนี้ราชวงศคาโรรินเจีย นสามารถผนวก
ดิ น แดนทั้ ง หมดของยุ โ รป (ยกเว น สเปนที่ อ ยู ภ ายใต อํ า นาจของพวกมั ว ร แ ละโรมของพระ
สันตะปาปา) เขาไวในจักรวรรดิ จนกระทั่งพระองคสิ้นพระชนมดินแดนของพระองคจึงถูก
แบงแยกออกเปน 3 สวน ปกครองโดยพระราชนัดดา 3 พระองค ภายใตสนธิสัญญาแวงดัง คือ
                  โลแธร ปกครองอิตาลีจนถึงลุมแมน้ําไรน
                  ชาลญ ปกครองดินแดนฝรั่งเศส
                  หลุยส ปกครองดินแดนเยอรมัน
         กระทั่งราวศตวรรษที่ 10 ไดเกิดความเปลี่ยนแปลงในยุโรปอีกครั้ง เนื่องจากสาเหตุ 2
ประการ คือ การเสื่อมอํานาจของราชวงศคาโรรินเจียน ซึ่งกอใหเกิดการแยงชิงความเปนใหญของ
ขุ น นางในดิ น แดนต า ง ๆ จนกระทั่ ง ปราบดาภิ เ ษกเป น กษั ต ริ ย แ ทนราชวงศ ค าโรลิ น เจี ย นได
ประกอบกับอีกดานหนึ่งดินแดนยุโรปเริ่มถูก อนารยชนนอรสแมน (ไวกิ้ง) รุกรานและสามารถยึด
ครองดินแดนอังกฤษได ดินแดนในยุโรปเริ่มแตกแยกออกเปนหลายสวนภายใตกษัตริยของตน
ไดแก ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แตกษัตริยใหมก็ไมสามารถปกปอง
ดิ น แดนของตนจากการรุ ก รานของอนารยชนกลุ ม ใหม ดั ง นั้ น กษั ต ริ ย จึ ง ถ า ยโอนอํ า นาจการ
ปกครองและการดูแลประชาชนใหกับกลุมขุนนาง ซึ่งไดกลายเปนรากฐานการปกครองแบบศักดิ
นาสวามิภักดิ์ในดินแดนตาง ๆ ของยุโรปในเวลาตอมา (จะกลาวถึงขางหนา)

         2. คริสตศาสนา
         ศาสนาคริสตเปนศาสนาหนึ่งของยุโรปที่มีการเผยแผเขาสูยุโรปนับตั้งแตสมัยโรมัน (ราว
ศตวรรษที่ 2) แตในระยะแรกศาสนาคริสตยังไมไดการยอมรับจากจักรพรรดิโรมมากนัก เนื่องจาก
หลักคําสอนของศาสนาเนนใหผูนับถือเคารพตอพระเจาองคเดียวเทานั้น การกราบไหวจักรพรรดิ
รวมถึงเทพเจาของโรมถูกปฏิเสธในกลุมของนักบวช ดังนั้นจึงถูกจักรพรรดิโรมันปราบปรามอยาง
รุนแรง แตทายสุดก็ไดรับการยอมรับจากจักรพรรดิโรมันและทรงประกาศใหศาสนาคริสตเปน
ศาสนาประจําจักรวรรดิ และกลายเปนที่พึ่งพิงทางจิตใจของชาวยุโรปนับตั้งแตจักรวรรดิโรมัน
ตะวั น ตกลมสลาย ทั้ งสามารถครองงํ าความคิ ด ความเชื่อและแนวทางการปฏิบัติ ของคนยุ โรป
ยาวนานนับ 1,000 ป
         ภายใตศาสนาคริสต สันตะปาปาถือเปนผูมีอํานาจสูงสุดทางธรรม และในราวศตวรรษที่
12 - 13 ก็สามารถมีอํานาจครอบงําทางโลกหรือรัฐไดอยางแทจริง จนชวงเวลาดังกลาวถูกขนาน
นามวาเปน "ยุคแหงศรัทธา
         ความมี อํ า นาจของสั น ตะปาปาเกิ ด ขึ้ น โดยอาศั ย ป จ จั ย สํ า คั ญ เป น รากฐานอย า งน อ ย 2
ประการ กลาวคือ ประการแรก พระสันตะปาปาอาศัยทฤษฎี เพทริริน ของพระสันตะปาปาเลโอที่
1 เปนฐานในการครอบงําและอางอํานาจของสถาบันเหนือรัฐและกษัตริย ตามทฤษฎีนี้ไดอธิบายวา
อํานาจทั้งหมดเปนของพระเจา ซึ่งพระองคไดมอบอํานาจทั้งหมดของพระองคใหแกวัด และวัดได
มอบอํานาจบางสวนใหแกรัฐในการปกครองทางโลก ดังนั้นวัด (รวมถึงพระสันตะปาปา) จึง
สามารถยึดอํานาจคืนจากรัฐหรือกษัตริยได ตามนัยดังกลาวไดสรางอํานาจในการควบคุมกษัตริย
ใหแกพระสันตะปาปาอยางมาก เห็นไดชัดจากการที่พระสันตะปาปาสามารถเขาไปแทรกแซงการ
เลือกจักรพรรดิในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จนนํามาสูสภาวะไรจักรพรรดิขึ้น
         ประการที่สอง คือ การอางอํานาจในการบัพพาชนียกรรม ตามความเชื่อของคนในยุค
กลาง จุดสูงสุดในชีวิตคือการไดรับการตัดสินครั้งสุดทายจากพระผูเปนเจา ซึ่งจะทําใหพวกเขา (ถา
ทํ า ความดี )สามารถเข า สู โ ลกหน า ไปรวมเป น ส ว นหนึ่ ง กั บ พระผู เ ป น เจ า ชี วิ ต ในโลกนี้ ไ ม มี
ความหมายใด ๆ นอกจากเรงสะสมความดี (บุญ) แตการที่จะเขาสูโลกหนาไดนั้นจําเปนตองมี
เงื่อนไขสําคัญ คือ การเขารีตเปนชาวคริสต เทานั้น การถูกตัดออกจากศาสนาจึงเปนการลงโทษที่
รุนแรงในสายตาของผูนับถือศาสนาคริสต ดังนั้นพระสันตะปาปาจึงอาศัยความเชื่อดังกลาวเปน
รากฐานในการสรางอํานาจเหนือกษัตริย หรือใหกษัตริยตองยอมรับอํานาจพระสันตะปาปาอยาง
แทจริง ยกตัวอยางเชน ความขัดแยงระหวางพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ของเยอรมันกับพระสันตะปาปาเก
รเกอรี่ที่ 7 ที่พระสันตะปาปาพยายามเขาไปแทรกแซงการแตงตั้งบิชอฟ โดยออกประกาศหามมิให
ฆราวาสแตงตั้งบิชอฟ ซึ่งจากเดิมเคยอยูภายใตการดูแลของกษัตริย จนทําใหพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ไม
พอพระทัยและประกาศปลดพระสันตะปาปาออกจากตําแหนง พระสันตะปาปาจึงตอบโตดวยการ
บัพพาชนียกรรมพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ขุนนางและชาวเยอรมันออกจากศาสนา และทําใหเกิดการลุกฮือ
ของขุนนาง ประชาชนขับไลพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ออกจากการเปนกษัตริย ทายสุดพระเจาเฮนรี่ที่ 4 จึง
ตองยอมเดินทางไปขอใหพระสันตะปาปาเกรเกอรี่ที่ 7 ประทานอภัยโทษ โดยตองคุกเขาอยู
ทามกลางหิมะที่กําลังตกหนักถึง 3 วัน จึงไดรับการอภัยโทษ เปนตน
           อยางไรก็ตาม แมวาในชวงศตวรรษที่ 12 - 13 พระสันตะปาปาจะมีอํานาจสูงสุดทั้งทาง
โลกและทางธรรม แตในชวงปลายยุคกลางก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สําคัญขึ้น จนเปนเหตุให
สถาบันสันตะปาปาและความเชื่อทางศาสนาเสื่อมอํานาจลงในทายสุด (จะกลาวในสวนตอไป)

         3. ระบบการปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์
         ระบบการปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์หรือการปกครองระบบฟวดัล ถือเปนรูปแบบ
การปกครองที่สําคัญยิ่งในชวงยุคกลาง ระบบการปกครองนี้เปนการปกครองโดยเนนการกระจาย
อํานาจในการควบคุมที่ดิน โดยมีหลักใหญใจความสําคัญคือ กษัตริย (Overlord / Lord) ไดมอบ
อํานาจในการดูแลที่ดินในเขตพระราชอํานาจใหแกขุนนาง (Vassal) ไปดูแลและใชประโยชน โดย
บนที่ดินนั้นจะมีไพรทาส(Serf) ติดที่ดินเปนกําลังแรงงานในการผลิต ในเชิงทฤษฏีกษัตริยจะมี
หนาที่ดูแลปกปองที่ดินของขุนนาง มิใหขุนนางหรือคนกลุมอื่นมาแยงชิงได สวนขุนนางจะมี
หนาที่ จงรักภักดี สงภาษีอากร ใหกับกษัตริย และตองเกณฑแรงงานไพรทาสติดที่ดินใหแกกษัตริย
ในยามศึกสงครามสงคราม แตในทางปฏิบัติกษัตริยแทบจะไมสามารถมีอํานาจเหนือขุนนางไดมาก
นัก จึงตองอาศัยการรอบชอมเมื่อเกิดความขัดแยงอยูเสมอ ๆ ขณะเดียวกันก็ไมสามารถยึดที่ดินที่
พระราชทานใหคืนสูพระองค ในยามที่ขุนนางเริ่มเสื่อมความภักดีไดอยางแทจริง อํานาจในการ
ดูแลที่ดินและกําลังคน จึงเปนของขุนนางแทบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
         ในสวนลางของระบบฟวดัลนั้น เรียกกันวาระบบแมเนอร (Maner) โดยจะมีคฤหาสนของ
ขุนนางอยูตรงกลาง แวดลอมดวยที่ดินทํากินและหมูบานที่อยูภายใตสังกัดของขุนนางนั้น ๆ ซึ่ง
โดยทั่วไปแลว แตละแมเนอรจะประกอบไปดวยหมูบาน 4 - 5 หมูบานขึ้นไป ชาวบานในหมูบาน
จะเป น แรงงานติ ด ที่ ดิ น ซึ่ ง ต อ งทํ า งานรั บ ใช ขุ น นาง ทํ า การผลิ ต บนพื้ น ที่ ข องขุ น นางและเสี ย
สวนเกินทางการผลิตใหแกขุนนาง นับตั้งแตเกิดจนตาย สวนขุนนางนั้นจะเปนผูใหความคุมครอง
ตัดสินคดีความและจัดแบงพื้นที่การผลิตใหแกไพรทาสติดที่ดิน
4. ชุมชุนเมือง
         ชุมชนเมืองถือเปนอีกพื้นที่หนึ่งที่แยกเปนอิสระจากระบบแมเนอรและมีความแตกตาง
จากแมเนอรอยางมาก กลาวคือ ในชุมชนเมืองนั้นจะมีผูดูแลเปนของตนเอง โดยเปนการเลือกจาก
สมาชิกในเมืองนั้น ๆ ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยูในเมืองเปนเสรีชน และสวนใหญเปนพอคา
ชางฝมือ ซึ่งมีอิสระในการดําเนินชีวิต เศรษฐกิจในชุมชนเมืองนั้นเปนเศรษฐกิจแบบเงินตรา (แม
จะไมกวางขวางนัก) ขณะที่ในแมเนอรเนนเศรษฐกิจแบบยังชีพเปนสําคัญ พรอม ๆ กันนั้นเอง
ชุมชนเมืองยังมีกฎที่ใหสิทธิพิเศษสําหรับคนที่เขามาอยูอาศัยใหมสามารถกลายเปนเสรีชนได ถา
อาศัยอยูในเมืองตามระยะเวลาที่กําหนด (ประมาณ 1 ป 1 วัน) แมจะเปนไพรทาสติดที่ดินที่หลบหนี
มาจากแมเนอรก็ตาม และกฎเกณฑดังกลาวจะกลายเปนเงื่อนไขสําคัญที่กอใหเกิดความเสื่อมขึ้น
ในระบบแมเนอรอยางเปนรูปธรรม

สรุปยุคกลาง
         อาจกล า วได ว า โลกในยุ ค กลางนั้ น เป น ยุ ค ที่ อ ยู ภ ายใต ก ลางครองงํ า ของคริ ส ตศาสนา
ประชาชนเบื้องลางดํารงชีวิตอยูดวยความเชื่อและศรัทธาตอศาสนา การกระทําในปจจุบันมิได
มุงหวังเพื่อผลประโยชนในโลกนี้ หากแตเปนการเรงทําบุญ ทําตามคําสั่งสอนของศาสนาเพื่อ
บรรลุวัตถุประสงคในโลกหนา แมแตตัวกษัตริยหรือผูปกครองก็จําเปนตองพึ่งพาคริสตศาสนาใน
การสรางความชอบธรรมทางการเมือง เห็นไดชัดจากการอาศัยทฤษฎีเทวสิทธิ์ของศาสนาเปน
เครื่องมือในการอธิบายพระราชอํานาจของกษัตริยซึ่งเปนผูปกครองที่ไดรับเลือกมาจากพระผูเปน
เจา ผานการเจิมน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์โดยมีสันตะปาปาเปนตัวกลางในการเชื่อมโยงนั้น ซึ่งดานหนึ่งทํา
ใหการปกครองของกษัตริยมีความมั่นคงยิ่งขึ้น แตอีกดานหนึ่งก็ทําใหพระสันตะปาปามีอํานาจ
เหนือกษัตริยไดในระดับหนึ่ง
         พรอม ๆ กันนั้นเอง โครงสรางรูปแบบการเมืองการปกครองยังดําเนินไปบนฐานของการ
กระจายอํานาจตามระบบฟวดัล คือ กษัตริยทรงมอบที่ดินใหกับขุนนางเปนผูดูแล และในที่ดินนั้น
ยังประกอบไปดวยชาวนาและทาสติดที่ดินเปนกําลังสําคัญในการผลิต สวนการปกครองในระดับ
เล็กดํารงอยูในลักษณะของระบบแมเนอร ซึ่งมีขุนนางเปนผูควบคุมดูแล แตละแมเนอรมีการผลิต
แบบพอยังชีพ ซึ่งอาจมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของเล็ก ๆ นอยๆที่ไมสามารถผลิตขึ้นใชเองได เชน เกลือ
เปนตน ชาวนาและทาสติดที่ดินในแมเนอรทํางานหนัก คิดและเชื่อในสิ่งที่ศาสนาสอน ซึ่งทําให
สังคมในยุคกลางนั้นเปลี่ยนแปลงชามาก
         อยางไรก็ตาม ในสังคมยุคกลางยังปรากฎใหเห็นภาพของชุมชนเมืองซึ่งอยูนอกระบบแม
เนอร เมืองแตละแหงจะมีผูปกครองที่คนในเมืองเลือกเปนตัวแทนในการดูแล ประชาชนในเมือง
เปนเสรีชน ประกอบเศรษฐกิจแบบการคา และมีกฎระเบียบในการใหสิทธิความเปนเสรีชนแกคน
ที่เขามาอาศัยตามระยะเวลาที่เมืองกําหนด กฎระเบียบนี้เองจํากลายเปนหนึ่งในตัวกลางสําคัญที่
คอยบั่นทอนการปกครองในระบบแมเนอรในทายสุด ดังจะกลาวในสวนตอไป

ยุคกลาง

  • 1.
    บทที่ 3 ยุคกลาง ( คริสตวรรษที่ 5 - 15) ประวัติศาสตรยุคกลางมักถูกเรียกวา "ยุคมืด" เนื่องจากอารยธรรมของโรมที่คอยหลอเลี้ยง โลกยุโรปไดถูกทําลายลงพรอมกับจักรวรรดิโรมมันตะวันตกจากการรุกรานของกลุมอนารยชนเผา ตาง ๆ โดยเฉพาะอยางยิ่ง อนารยชนเผาเยอรมัน ขณะเดียวกันยุโรปในชวงเวลานั้นยังตกอยูภายใต การครอบงําทางความคิด ความเชื่อจากศาสนาอยางเดนชัด อยางไรก็ตาม เมื่อมองในมุมกลับ ยุค กลางก็อาจเปนยุคหนึ่งซึ่งเปนโซเปราะที่เชื่อมโยงโลกสมัยใหมเขากับโลกโบราณดวยเชนกัน ดังนั้นในบทนี้จะพิจารณาถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร คริสตศาสนา ระบบการเมือง การปกครอง สภาพสังคม ซึ่งกอใหเกิดภาพของยุคกลาง และความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ชวงปลาย ยุคกลางที่เปนแรงขับเคลื่อนใหเกิดยุคสมัยใหมขึ้นในยุโรป 1. พัฒนาการทางประวัติศาสตร อาจกลาวไดวาพัฒนาการทางประวัติศาสตรของยุคกลางเริ่มตนตั้งแตเกิดการรุกรานของอ นารยชนเยอรมัน 3 กลุม คือ วิสิกอธ ออสโตกอธ และแฟรงค อนารยชนเยอรมัน เผ าวิ สิ ก อธ หรื อ เรี ย กอีก อยา งหนึ่งว า กอธตะวั น ตก ได เ ริ่มรุ ก ราน จักรวรรดิโรมันตะวันตกนับตั้งแตชวงศตวรรษที่ 4 - 5 จนกระทั่งสามารถยึดครองโรมันตะวันตกได ในป ค.ศ. 476 การรุกรานของอนารยชนกลุมนี้ไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในกรุงโรมอยาง เดนชัด ผูนําของวิสิกอธ คือ โอโดเซอรไดปลดจักรพรรดิโรมันตะวันตกออกจากตําแหนงและตั้ง ตัวเปนผูปกครองโรม ขณะเดียวกันยังสงเครื่องราชกกุธภันฑของจักรพรรดิโรมันตะวันตกสงคืน ใหกับจักรพรรดิโรมันตะวันออก ซึ่งถือเปนสัญลักษณวาไดประกาศใหกรุงโรมเปนอิสระจาก อํานาจของโรมันตะวันออกอยางแทจริง ตอมากลับมีอนารยชนเยอรมันเผาออสโตรกอธหรือกอธตะวันออก สามารถขยายอํานาจ เขาครอบครองโรม โดยผูนําของออสโตรกอธ คือ ธีโอโดริคไดปลดโอโดเซอรออกจากตําแหนง จักรพรรดิ และเริ่มขยายอํานาจออกไปครอบงําทั้งตอนกลางและตอนใตของอิตาลี อยางไรก็ตาม ในป ค.ศ. 552 จัสติเนียน(หรือบางแหงเรียกจุสติเนียน) จักรพรรดิของโรมัน ตะวันออกไดยกกองทัพเขาปราบปรามและสามารถยึดโรมกลับคืนไปอยูภาพใตอาณัติอีกครั้ง แต ทายสุดโรมันตะวันตกก็ถูกอนารยชนเผาแฟรงคเขารุกราน และกลายเปนจุดเปลี่ยนใหยุโรปเริ่มกาว เขาสูยุคกลางอยางแทจริง แมวากลุมอนารยชนแฟรงคจะสามารถขจัดอํานาจของจั กรพรรดิโรมันตะวันออกจาก แหลมอิตาลี แตกระนั้นก็มิไดครอบครองแหลมอิตาลี แตกลับยอมรับศาสนาคริสต (จะกลาวถึง
  • 2.
    อิทธิพลของคริสตศาสนาขางหนา) พรอมกับยกดินแดนอิตาลีใหกับพระสันตะปาปา (Pope) ปกครองแทนซึ่งนับเปนครั้งแรกที่ปรากฏรัฐของพระสันตะปาปาในโลกยุโรป สวนกลุมแฟรงค ไดเขาไปตั้งถิ่นฐานยังมณฑลกอธ (ประเทศฝรั่งเศส) ตั้งราชวงศเมโรวินเจียน ขึ้นปกครองมณฑล กอธและเริ่มขยายอํานาจในดินแดนกอธ โดยมีพระสันตะปาปาใหการสนับสนุนเปนการตอบแทน จนกระทั่งในชวงปลายราชวงศไดเกิดการแยงชิงอํานาจของขุนนางกรมวังกับกษัตริยราชวงศเมโร วินเจียน เปปน(Pepin) หลานของขุนนางกรมวังไดรับเลือกจากกลุมขุนนางใหขึ้นดํารงตําแหนง กษัตริยและตั้งราชวงศคาโรรินเจียนขึ้นปกครองแทน อยางไรก็ตาม แมวาเปปนจะสามารถแยงชิงอํานาจจากราชวงศเมโรวินเจียน แตกระนั้น ราชวงศกอนหนาก็มีสิทธิธรรมในการปกครองอยางมาก เนื่องจากมีพระสันตะปาปาใหการรับรอง ความชอบธรรม ดังนั้นเปปนจึงตองสรางความชอบธรรมในการปกครองของตนรวมถึงราชวงศให เหนือกวาราชวงศเมโรวินเจียนอยางไมสามารถหลีกเลี่ยงได ซึ่งเปปนไดอาศัยวิธีการเชื่อมโยงกับ สถาบันคริสตศาสนา โดยไดขับไล อนารยชนลอมบารดที่เขามารุกรานรัฐของพระสันตะปาปา ออกไปจากแหลมอิตาลี แลกเปลี่ยนกับการใหพระสันตะปาปาสรางความชอบธรรมใหกับราชวงศ ของตน ซึ่งหลังจากขับไลอนารยชนลอมบารดแลว พระสันตะปาจึงทําการเจิมน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์ ใหกับเปปนและพระโอรส ซึ่งมีนัยแสดงใหเห็นวาราชวงศคาโรรินเจียนเปนผูปกครองที่พระผูเปน เจาเลือกโดยผานสันตะปาปา และการเจิมน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์ไดกลายเปนสัญลักษณที่ผูปกครองตอง กระทํากอนปราบดาภิเษกเปนกษัตริยอยางสมบูรณสืบตอมาในยุคกลาง ขณะเดียวกันยังชวยเพิ่ม อํานาจทางโลกใหกับพระสันตะปาปาควบคูไปพรอมกัน ราชวงศคาโรรินเจียนไดขยายอํานาจออกไปครอบงําทวีปยุโรปอยางกวางขวางในสมัย ของจัรพรรดิชาญเลอมาล ญ ในสมัยจักรพรรดิพระองคนี้ราชวงศคาโรรินเจีย นสามารถผนวก ดิ น แดนทั้ ง หมดของยุ โ รป (ยกเว น สเปนที่ อ ยู ภ ายใต อํ า นาจของพวกมั ว ร แ ละโรมของพระ สันตะปาปา) เขาไวในจักรวรรดิ จนกระทั่งพระองคสิ้นพระชนมดินแดนของพระองคจึงถูก แบงแยกออกเปน 3 สวน ปกครองโดยพระราชนัดดา 3 พระองค ภายใตสนธิสัญญาแวงดัง คือ โลแธร ปกครองอิตาลีจนถึงลุมแมน้ําไรน ชาลญ ปกครองดินแดนฝรั่งเศส หลุยส ปกครองดินแดนเยอรมัน กระทั่งราวศตวรรษที่ 10 ไดเกิดความเปลี่ยนแปลงในยุโรปอีกครั้ง เนื่องจากสาเหตุ 2 ประการ คือ การเสื่อมอํานาจของราชวงศคาโรรินเจียน ซึ่งกอใหเกิดการแยงชิงความเปนใหญของ ขุ น นางในดิ น แดนต า ง ๆ จนกระทั่ ง ปราบดาภิ เ ษกเป น กษั ต ริ ย แ ทนราชวงศ ค าโรลิ น เจี ย นได ประกอบกับอีกดานหนึ่งดินแดนยุโรปเริ่มถูก อนารยชนนอรสแมน (ไวกิ้ง) รุกรานและสามารถยึด ครองดินแดนอังกฤษได ดินแดนในยุโรปเริ่มแตกแยกออกเปนหลายสวนภายใตกษัตริยของตน ไดแก ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แตกษัตริยใหมก็ไมสามารถปกปอง
  • 3.
    ดิ น แดนของตนจากการรุก รานของอนารยชนกลุ ม ใหม ดั ง นั้ น กษั ต ริ ย จึ ง ถ า ยโอนอํ า นาจการ ปกครองและการดูแลประชาชนใหกับกลุมขุนนาง ซึ่งไดกลายเปนรากฐานการปกครองแบบศักดิ นาสวามิภักดิ์ในดินแดนตาง ๆ ของยุโรปในเวลาตอมา (จะกลาวถึงขางหนา) 2. คริสตศาสนา ศาสนาคริสตเปนศาสนาหนึ่งของยุโรปที่มีการเผยแผเขาสูยุโรปนับตั้งแตสมัยโรมัน (ราว ศตวรรษที่ 2) แตในระยะแรกศาสนาคริสตยังไมไดการยอมรับจากจักรพรรดิโรมมากนัก เนื่องจาก หลักคําสอนของศาสนาเนนใหผูนับถือเคารพตอพระเจาองคเดียวเทานั้น การกราบไหวจักรพรรดิ รวมถึงเทพเจาของโรมถูกปฏิเสธในกลุมของนักบวช ดังนั้นจึงถูกจักรพรรดิโรมันปราบปรามอยาง รุนแรง แตทายสุดก็ไดรับการยอมรับจากจักรพรรดิโรมันและทรงประกาศใหศาสนาคริสตเปน ศาสนาประจําจักรวรรดิ และกลายเปนที่พึ่งพิงทางจิตใจของชาวยุโรปนับตั้งแตจักรวรรดิโรมัน ตะวั น ตกลมสลาย ทั้ งสามารถครองงํ าความคิ ด ความเชื่อและแนวทางการปฏิบัติ ของคนยุ โรป ยาวนานนับ 1,000 ป ภายใตศาสนาคริสต สันตะปาปาถือเปนผูมีอํานาจสูงสุดทางธรรม และในราวศตวรรษที่ 12 - 13 ก็สามารถมีอํานาจครอบงําทางโลกหรือรัฐไดอยางแทจริง จนชวงเวลาดังกลาวถูกขนาน นามวาเปน "ยุคแหงศรัทธา ความมี อํ า นาจของสั น ตะปาปาเกิ ด ขึ้ น โดยอาศั ย ป จ จั ย สํ า คั ญ เป น รากฐานอย า งน อ ย 2 ประการ กลาวคือ ประการแรก พระสันตะปาปาอาศัยทฤษฎี เพทริริน ของพระสันตะปาปาเลโอที่ 1 เปนฐานในการครอบงําและอางอํานาจของสถาบันเหนือรัฐและกษัตริย ตามทฤษฎีนี้ไดอธิบายวา อํานาจทั้งหมดเปนของพระเจา ซึ่งพระองคไดมอบอํานาจทั้งหมดของพระองคใหแกวัด และวัดได มอบอํานาจบางสวนใหแกรัฐในการปกครองทางโลก ดังนั้นวัด (รวมถึงพระสันตะปาปา) จึง สามารถยึดอํานาจคืนจากรัฐหรือกษัตริยได ตามนัยดังกลาวไดสรางอํานาจในการควบคุมกษัตริย ใหแกพระสันตะปาปาอยางมาก เห็นไดชัดจากการที่พระสันตะปาปาสามารถเขาไปแทรกแซงการ เลือกจักรพรรดิในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จนนํามาสูสภาวะไรจักรพรรดิขึ้น ประการที่สอง คือ การอางอํานาจในการบัพพาชนียกรรม ตามความเชื่อของคนในยุค กลาง จุดสูงสุดในชีวิตคือการไดรับการตัดสินครั้งสุดทายจากพระผูเปนเจา ซึ่งจะทําใหพวกเขา (ถา ทํ า ความดี )สามารถเข า สู โ ลกหน า ไปรวมเป น ส ว นหนึ่ ง กั บ พระผู เ ป น เจ า ชี วิ ต ในโลกนี้ ไ ม มี ความหมายใด ๆ นอกจากเรงสะสมความดี (บุญ) แตการที่จะเขาสูโลกหนาไดนั้นจําเปนตองมี เงื่อนไขสําคัญ คือ การเขารีตเปนชาวคริสต เทานั้น การถูกตัดออกจากศาสนาจึงเปนการลงโทษที่ รุนแรงในสายตาของผูนับถือศาสนาคริสต ดังนั้นพระสันตะปาปาจึงอาศัยความเชื่อดังกลาวเปน รากฐานในการสรางอํานาจเหนือกษัตริย หรือใหกษัตริยตองยอมรับอํานาจพระสันตะปาปาอยาง แทจริง ยกตัวอยางเชน ความขัดแยงระหวางพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ของเยอรมันกับพระสันตะปาปาเก
  • 4.
    รเกอรี่ที่ 7 ที่พระสันตะปาปาพยายามเขาไปแทรกแซงการแตงตั้งบิชอฟโดยออกประกาศหามมิให ฆราวาสแตงตั้งบิชอฟ ซึ่งจากเดิมเคยอยูภายใตการดูแลของกษัตริย จนทําใหพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ไม พอพระทัยและประกาศปลดพระสันตะปาปาออกจากตําแหนง พระสันตะปาปาจึงตอบโตดวยการ บัพพาชนียกรรมพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ขุนนางและชาวเยอรมันออกจากศาสนา และทําใหเกิดการลุกฮือ ของขุนนาง ประชาชนขับไลพระเจาเฮนรี่ที่ 4 ออกจากการเปนกษัตริย ทายสุดพระเจาเฮนรี่ที่ 4 จึง ตองยอมเดินทางไปขอใหพระสันตะปาปาเกรเกอรี่ที่ 7 ประทานอภัยโทษ โดยตองคุกเขาอยู ทามกลางหิมะที่กําลังตกหนักถึง 3 วัน จึงไดรับการอภัยโทษ เปนตน อยางไรก็ตาม แมวาในชวงศตวรรษที่ 12 - 13 พระสันตะปาปาจะมีอํานาจสูงสุดทั้งทาง โลกและทางธรรม แตในชวงปลายยุคกลางก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สําคัญขึ้น จนเปนเหตุให สถาบันสันตะปาปาและความเชื่อทางศาสนาเสื่อมอํานาจลงในทายสุด (จะกลาวในสวนตอไป) 3. ระบบการปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์ ระบบการปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์หรือการปกครองระบบฟวดัล ถือเปนรูปแบบ การปกครองที่สําคัญยิ่งในชวงยุคกลาง ระบบการปกครองนี้เปนการปกครองโดยเนนการกระจาย อํานาจในการควบคุมที่ดิน โดยมีหลักใหญใจความสําคัญคือ กษัตริย (Overlord / Lord) ไดมอบ อํานาจในการดูแลที่ดินในเขตพระราชอํานาจใหแกขุนนาง (Vassal) ไปดูแลและใชประโยชน โดย บนที่ดินนั้นจะมีไพรทาส(Serf) ติดที่ดินเปนกําลังแรงงานในการผลิต ในเชิงทฤษฏีกษัตริยจะมี หนาที่ดูแลปกปองที่ดินของขุนนาง มิใหขุนนางหรือคนกลุมอื่นมาแยงชิงได สวนขุนนางจะมี หนาที่ จงรักภักดี สงภาษีอากร ใหกับกษัตริย และตองเกณฑแรงงานไพรทาสติดที่ดินใหแกกษัตริย ในยามศึกสงครามสงคราม แตในทางปฏิบัติกษัตริยแทบจะไมสามารถมีอํานาจเหนือขุนนางไดมาก นัก จึงตองอาศัยการรอบชอมเมื่อเกิดความขัดแยงอยูเสมอ ๆ ขณะเดียวกันก็ไมสามารถยึดที่ดินที่ พระราชทานใหคืนสูพระองค ในยามที่ขุนนางเริ่มเสื่อมความภักดีไดอยางแทจริง อํานาจในการ ดูแลที่ดินและกําลังคน จึงเปนของขุนนางแทบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในสวนลางของระบบฟวดัลนั้น เรียกกันวาระบบแมเนอร (Maner) โดยจะมีคฤหาสนของ ขุนนางอยูตรงกลาง แวดลอมดวยที่ดินทํากินและหมูบานที่อยูภายใตสังกัดของขุนนางนั้น ๆ ซึ่ง โดยทั่วไปแลว แตละแมเนอรจะประกอบไปดวยหมูบาน 4 - 5 หมูบานขึ้นไป ชาวบานในหมูบาน จะเป น แรงงานติ ด ที่ ดิ น ซึ่ ง ต อ งทํ า งานรั บ ใช ขุ น นาง ทํ า การผลิ ต บนพื้ น ที่ ข องขุ น นางและเสี ย สวนเกินทางการผลิตใหแกขุนนาง นับตั้งแตเกิดจนตาย สวนขุนนางนั้นจะเปนผูใหความคุมครอง ตัดสินคดีความและจัดแบงพื้นที่การผลิตใหแกไพรทาสติดที่ดิน
  • 5.
    4. ชุมชุนเมือง ชุมชนเมืองถือเปนอีกพื้นที่หนึ่งที่แยกเปนอิสระจากระบบแมเนอรและมีความแตกตาง จากแมเนอรอยางมาก กลาวคือ ในชุมชนเมืองนั้นจะมีผูดูแลเปนของตนเอง โดยเปนการเลือกจาก สมาชิกในเมืองนั้น ๆ ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยูในเมืองเปนเสรีชน และสวนใหญเปนพอคา ชางฝมือ ซึ่งมีอิสระในการดําเนินชีวิต เศรษฐกิจในชุมชนเมืองนั้นเปนเศรษฐกิจแบบเงินตรา (แม จะไมกวางขวางนัก) ขณะที่ในแมเนอรเนนเศรษฐกิจแบบยังชีพเปนสําคัญ พรอม ๆ กันนั้นเอง ชุมชนเมืองยังมีกฎที่ใหสิทธิพิเศษสําหรับคนที่เขามาอยูอาศัยใหมสามารถกลายเปนเสรีชนได ถา อาศัยอยูในเมืองตามระยะเวลาที่กําหนด (ประมาณ 1 ป 1 วัน) แมจะเปนไพรทาสติดที่ดินที่หลบหนี มาจากแมเนอรก็ตาม และกฎเกณฑดังกลาวจะกลายเปนเงื่อนไขสําคัญที่กอใหเกิดความเสื่อมขึ้น ในระบบแมเนอรอยางเปนรูปธรรม สรุปยุคกลาง อาจกล า วได ว า โลกในยุ ค กลางนั้ น เป น ยุ ค ที่ อ ยู ภ ายใต ก ลางครองงํ า ของคริ ส ตศาสนา ประชาชนเบื้องลางดํารงชีวิตอยูดวยความเชื่อและศรัทธาตอศาสนา การกระทําในปจจุบันมิได มุงหวังเพื่อผลประโยชนในโลกนี้ หากแตเปนการเรงทําบุญ ทําตามคําสั่งสอนของศาสนาเพื่อ บรรลุวัตถุประสงคในโลกหนา แมแตตัวกษัตริยหรือผูปกครองก็จําเปนตองพึ่งพาคริสตศาสนาใน การสรางความชอบธรรมทางการเมือง เห็นไดชัดจากการอาศัยทฤษฎีเทวสิทธิ์ของศาสนาเปน เครื่องมือในการอธิบายพระราชอํานาจของกษัตริยซึ่งเปนผูปกครองที่ไดรับเลือกมาจากพระผูเปน เจา ผานการเจิมน้ํามนตศักดิ์สิทธิ์โดยมีสันตะปาปาเปนตัวกลางในการเชื่อมโยงนั้น ซึ่งดานหนึ่งทํา ใหการปกครองของกษัตริยมีความมั่นคงยิ่งขึ้น แตอีกดานหนึ่งก็ทําใหพระสันตะปาปามีอํานาจ เหนือกษัตริยไดในระดับหนึ่ง พรอม ๆ กันนั้นเอง โครงสรางรูปแบบการเมืองการปกครองยังดําเนินไปบนฐานของการ กระจายอํานาจตามระบบฟวดัล คือ กษัตริยทรงมอบที่ดินใหกับขุนนางเปนผูดูแล และในที่ดินนั้น ยังประกอบไปดวยชาวนาและทาสติดที่ดินเปนกําลังสําคัญในการผลิต สวนการปกครองในระดับ เล็กดํารงอยูในลักษณะของระบบแมเนอร ซึ่งมีขุนนางเปนผูควบคุมดูแล แตละแมเนอรมีการผลิต แบบพอยังชีพ ซึ่งอาจมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของเล็ก ๆ นอยๆที่ไมสามารถผลิตขึ้นใชเองได เชน เกลือ เปนตน ชาวนาและทาสติดที่ดินในแมเนอรทํางานหนัก คิดและเชื่อในสิ่งที่ศาสนาสอน ซึ่งทําให สังคมในยุคกลางนั้นเปลี่ยนแปลงชามาก อยางไรก็ตาม ในสังคมยุคกลางยังปรากฎใหเห็นภาพของชุมชนเมืองซึ่งอยูนอกระบบแม เนอร เมืองแตละแหงจะมีผูปกครองที่คนในเมืองเลือกเปนตัวแทนในการดูแล ประชาชนในเมือง เปนเสรีชน ประกอบเศรษฐกิจแบบการคา และมีกฎระเบียบในการใหสิทธิความเปนเสรีชนแกคน
  • 6.